วันอาทิตย์, สิงหาคม 30, 2569

อ.เกษียร เตชะพีระ วิเคราะห์ อนุรักษนิยมไทย กำลังตกอยู่ในวิกฤต

 https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10244240437529013

Kasian Tejapira
AI content ··
Yesterday

อนุรักษนิยมไทยกำลังตกอยู่ในวิกฤต
%%%%%%%%%
ด้านหนึ่งเพราะขาดไร้ผู้นำจิตวิญญาณทางศีลธรรมและความชอบธรรม
อีกด้านหนึ่งเพราะกลไกวิธีการสถาบันทางกฎหมายที่ใช้ต้านการเลือกตั้งของราษฎรกลับถูกพลังบ้านใหญ่-ทุนใหญ่แย่งยึดไปกุมไว้เอง
ขาดผู้นำ ไร้ราษฎร มีแต่เสนาธิการและกระบอกเสียงที่ระส่ำระสาย ขาดเอกภาพ ไม่เป็นขบวน
.....

ขยายความในมิติ วิกฤตทางอุดมการณ์และความชอบธรรม ตามบทวิเคราะห์ของ อ.ดร.เกษียร เตชะพีระ สามารถอธิบายโครงสร้างปัญหาและความเปลี่ยนแปลงของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยได้ดังนี้

1. สภาวะสุญญากาศของ "ศูนย์รวมจิตใจ" ในอดีต ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยขับเคลื่อนด้วยศูนย์รวมจิตใจที่มีบารมีทางศีลธรรมสูงสุด (Moral Authority) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเป้าหมายและหลักยึดทางจิตวิญญาณในการรวมมวลชน เมื่อศูนย์รวมจิตใจเดิมก้าวผ่านยุคสมัย อำนาจและบารมีเชิงบารมีส่วนบุคคล (Charismatic Authority) ที่เคยเข้มแข็งกลับไม่สามารถส่งผ่านหรือสร้างขึ้นใหม่ในระดับเดิมได้ ทำให้เกิด "สภาวะสุญญากาศ" ทางศีลธรรมที่ไม่มีใครมาทดแทนได้

2. การเสื่อมถอยของ "วาทกรรมคนดี" จุดแข็งเดิมของอนุรักษนิยมคือการอ้างอิง "ศีลธรรม ความดีงาม และความจงรักภักดี" เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจเหนือระบบการเลือกตั้ง แต่เมื่อขาดแคลนผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีบารมีแท้จริง วาทกรรมเรื่อง "การให้คนดีปกครองบ้านเมือง" จึงเริ่มหมดพลังและขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของสาธารณชน

3. ผลกระทบต่อการดึงดูดมวลชน

สูญเสียมวลชนอุดมการณ์: กลุ่มคนที่เคยสนับสนุนฝ่ายอนุรักษนิยมด้วยความศรัทธาบริสุทธิ์เริ่มรู้สึกสับสน ขาดทิศทาง และระส่ำระสาย เนื่องจากไม่มีเป้าหมายร่วมทางจิตวิญญาณให้ยึดเหนี่ยว

การพ่ายแพ้ในศึกความคิดกับคนรุ่นใหม่: ขาดผู้นำที่สามารถสร้างกรอบความคิดหรือคุณค่าใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับยุคสมัย ส่งผลให้ฝ่ายอนุรักษนิยมไม่สามารถดึงดูดหรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ได้เลย

กลายเป็นอนุรักษนิยมที่เหลือแต่ "อำนาจเชิงโครงสร้าง": เมื่อไร้บารมีทางศีลธรรมในการนำ อนุรักษนิยมจึงต้องพึ่งพาเพียงกฎหมาย องค์กรอิสระ หรือกลไกอำนาจรัฐในการรักษาสถานะเดิม ซึ่งยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ความชอบธรรมลดน้อยถอยลงไปอีก

ความวิกฤตในมิตินี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการแพ้-ชนะทางการเมือง แต่คือการสูญเสีย "หัวใจ" หรืออุดมการณ์ยึดเหนี่ยวที่เคยทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมครองใจมวลชนจำนวนมากได้เหมือนในอดีต

ขยายความในมิติ การสูญเสียกลไกอำนาจให้กลุ่มทุน-บ้านใหญ่ ตามแนวคิดของ อ.ดร.เกษียร เตชะพีระ สะท้อนถึงปรากฏการณ์ "การพลิกกลับของกลไกอำนาจ" (Unintended Consequences) ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมจงใจสร้างขึ้นเพื่อใช้นอกระบบการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายกลับถูกกลุ่มอิทธิพลการเมืองท้องถิ่นและทุนเก็งกำไรยึดครองไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน

1. เจตนาเดิมของฝ่ายอนุรักษนิยม หลังการรัฐประหารหลายครั้ง ฝ่ายอนุรักษนิยมได้ออกแบบกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และสถาบันอิสระต่างๆ ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็น "เบรกมือทางการเมือง" วัตถุประสงค์คือการใช้องค์กรที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง (เช่น วุฒิสภา, ศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ, หรือยุทธศาสตร์ชาติ) คอยกำกับ ควบคุม และสกัดกั้นพรรคการเมืองมวลชนขนาดใหญ่ หรือพรรคการเมืองปฏิรูปที่เติบโตมาจากเสียงของราษฎร

2. การเข้ามายึดครองของ "บ้านใหญ่" และ "ทุนใหญ่" ในทางปฏิบัติ การรักษากลไกอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนจำเป็นต้องพึ่งพา "ทรัพยากรและหัวคะแนน" ในพื้นที่ ทำให้เกิดความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มอำนาจเดิมกับนักการเมืองถิ่น (บ้านใหญ่) และนายทุนรายใหญ่:

ทุนใหญ่: สนับสนุนทุนเรือนหุ้นทางการเมือง คุมสื่อ และเข้าถึงทรัพยากรระดับชาติเพื่อสัมปทานหรือโอกาสทางธุรกิจ

บ้านใหญ่: คุมคะแนนเสียงระดับพื้นที่ จัดสรรผลประโยชน์ในท้องถิ่น และต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี

เมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มบ้านใหญ่และทุนใหญ่เรียนรู้กฎเกณฑ์ของกลไกเหล่านี้ จึงขยับจากการเป็นเพียง "เครื่องมือ" ไปสู่การเข้ายึดแทรกซึมในสถาบันอำนาจ (เช่น การส่งคนของตนเข้าสู่สภาสูง หรือการส่งต่อรองในองค์กรตรวจสอบ)

3. ผลกระทบ: อนุรักษนิยมกลายเป็น "ตัวประกัน" ของการเมืองแบบไร้อุดมการณ์

เครื่องมือเปลี่ยนมือ: กลไกกฎหมายและสถาบันที่เคยสร้างไว้เพื่อคุ้มครอง "ศีลธรรม-อุดมการณ์อนุรักษนิยม" กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองราคาทางการเมือง การปกป้องพวกพ้อง และการฟอกขาวความผิดของกลุ่มบ้านใหญ่และทุนใหญ่

การสูญเสียอำนาจนำที่แท้จริง: ฝ่ายอนุรักษนิยมแบบอุดมการณ์ (Ideological Conservatives) ไม่สามารถควบคุมกลไกที่ตัวเองสร้างขึ้นได้อีกต่อไป ทำได้เพียงยอมรับการจัดสรรอำนาจให้กลุ่มบ้านใหญ่เพื่อพยุงดุลอำนาจไว้

เสื่อมศรัทธาสองทาง: ฝ่ายราษฎรมองว่าสถาบันอำนาจเหล่านี้ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ขณะเดียวกันฝ่ายอนุรักษนิยมบริสุทธิ์ก็มองว่าสถาบันเหล่านี้กลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์เชิงพาณิชย์และการเมืองเรื่องมุ้ง

ปรากฏการณ์นี้จึงทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมตกอยู่ในสภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" เพราะกลไกที่เคยใช้ต้านอำนาจราษฎร ได้กลายเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและนักการเมืองถิ่นอย่างสมบูรณ์