วันจันทร์, สิงหาคม 31, 2569

ข้อสังเกตจากงานวิจัยของ ผศ.ดร.เวียงรัฐ ชูเอื้อย ที่ศึกษาเรื่องระบบอุปถัมภ์และเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นในประเทศไทย เฉียบคมมาก "“บ้านใหญ่” อาจไม่ใช่แค่ของเก่าที่การเมืองไทยกำจัดไม่หมด แต่บางที ระบบที่ทำให้พรรคอ่อนแอนี่แหละ กำลังช่วยทำให้บ้านใหญ่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ"

.....

ข้อสังเกตนี้สะท้อนข้อสรุปสำคัญจากงานวิจัยด้านรัฐศาสตร์ของ ผศ.ดร.เวียงรัฐ ชูเอื้อย (คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ที่ศึกษาเรื่องระบบอุปถัมภ์และเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นในประเทศไทยได้อย่างเฉียบคม

ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายและวิเคราะห์ผ่านมิติทางรัฐศาสตร์และโครงสร้างอำนาจการเมืองไทยได้ดังนี้:

1. สถาบันพรรคการเมืองที่อ่อนแอ (Institutional Weakness) เมื่อกฎหมาย ศาล หรือการรัฐประหารสามารถยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิ์บริหารพรรคได้ง่าย พรรคการเมืองจึงขาดความต่อเนื่องในการสร้าง "แบรนด์เชิงอุดมการณ์" หรือนโยบายระยะยาว ทั้งนักการเมืองและประชาชนจึงไม่สามารถใช้พรรคเป็นสถาบันหลักในการยึดเหนี่ยวหรือสร้างความมั่นคงได้

2. บ้านใหญ่ในฐานะ "กลไกประกันความเสี่ยง" (Risk Management) ในสภาวะที่โครงสร้างระดับชาติผันผวน "บ้านใหญ่" (นักการเมืองระดับท้องถิ่นที่มีฐานเครือข่ายญาติพี่น้องและอิทธิพลในพื้นที่) กลายเป็นสถาบันที่มั่นคงกว่า:

ความยั่งยืนของตัวบุคคล: นามสกุลและเครือญาติไม่โดนยุบตามกฎหมายการเมือง

ฐานการเมืองท้องถิ่น: การยึดครองพื้นที่ในองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), เทศบาล หรือ อบต. ช่วยให้มีทรัพยากรจัดสรรและดูแลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้อย่างต่อเนื่องตลอด 365 วัน ไม่ว่าพรรคระดับชาติจะเปลี่ยนไปกี่ยุคสมัย

3. การพึ่งพากันระหว่างพรรคการเมืองกับบ้านใหญ่ แทนที่พรรคการเมืองจะเป็นผู้กำหนดทิศทางและส่งผู้สมัคร ระบบการเมืองไทยกลับกลายเป็นว่าพรรคการเมืองระดับชาติ (โดยเฉพาะพรรคที่เน้นการจัดตั้งรัฐบาล) ต้องเป็นฝ่ายเข้าหาและพึ่งพา "เครือข่ายบ้านใหญ่" เพื่อการันตีจำนวน seat ในสภา ส่งผลให้บ้านใหญ่มีอำนาจต่อรองสูง สามารถย้ายสังกัดพรรคไปมาตามผลประโยชน์และโอกาสในการเป็นรัฐบาล

ข้อสรุปเชิงโครงสร้างจากปรากฏการณ์นี้คือ "บ้านใหญ่" ไม่ใช่แค่สิ่งตกค้างจากวัฒนธรรมอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งสร้างที่ปรับตัวและเติบโตได้ดีในระบบการเมืองที่ไร้ความเสถียร ตราบใดที่โครงสร้างการเมืองระดับชาติยังทำให้สถาบันพรรคการเมืองอ่อนแอ รัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระถูกใช้เป็นเครื่องมือบั่นทอนพรรคการเมือง การเมืองเชิงเครือญาติและการเมืองเรื่องตัวบุคคลก็จะยังคงเป็นเกราะคุ้มกันหลักของนักการเมืองในพื้นที่ต่อไป
.....

อ่านต่อ
เวียงรัฐ เนติโพธิ์: ไขรหัสอิทธิพล ‘บ้านใหญ่’ ต่อแต่นี้ไปจะจางลง หรือยังคงอยู่

https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/105135
30 ม.ค. 68









https://x.com/trendforMFP/status/2093882396005241102
@trendforMFP

เราอาจชอบคิดว่า “บ้านใหญ่” อยู่ได้เพราะคนในพื้นที่ยังติดคนเดิม นามสกุลเดิม หรือเครือข่ายเดิม
แต่อ.เวียงรัฐเล่างานวิจัยที่ตามข้อมูลตั้งแต่เลือกตั้งปี 2544 มาจนถึงปัจจุบัน แล้วเจอภาพน่าสนใจว่า ทุกครั้งที่การเมืองเจอรัฐประหาร ยุบพรรค หรือพรรคถูกทำให้อ่อนแอ จำนวนครอบครัวการเมืองกลับยิ่งเพิ่มขึ้น

มันเลยเหมือนว่า พอพรรคไม่มั่นคง คนก็ยิ่งต้องพึ่งของที่มั่นคงกว่าแทน เช่น นามสกุล เครือญาติ เครือข่ายท้องถิ่น หรือฐานใน อบจ. พวกนี้อยู่กับพื้นที่ได้นานกว่าชื่อพรรค แล้วต่อให้ย้ายพรรค ฐานเดิมก็ยังตามไปได้

เพราะงั้น “บ้านใหญ่” อาจไม่ใช่แค่ของเก่าที่การเมืองไทยกำจัดไม่หมด แต่บางที ระบบที่ทำให้พรรคอ่อนแอนี่แหละ กำลังช่วยทำให้บ้านใหญ่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ