
The101.worl
Yesterday
·
“กฎหมายไทยไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก (open by default) แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือเราไม่มีวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล”
.
แม้ไทยจะมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ซึ่งวางหลักให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเข้าถึงข้อมูลภาครัฐนั้นไม่ง่าย เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวยังมีข้อจำกัด ทั้งความไม่ทันสมัย, การเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจมากเกินควร, การไม่มีแนวปฏิบัติสำหรับการใช้ดุลพินิจอย่างชัดเจน
.
ผลที่ตามมาก็คือ เจ้าหน้าที่เลือกใช้ดุลพินิจในลักษณะ ‘ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น’ ซึ่งตรงกันข้ามกับหลักการที่ควรจะเป็น ยังไม่รวมว่ามีการใช้กฎหมายอื่นเป็นลูกเล่นในการไม่เปิดเผยข้อมูลด้วย เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งตอกย้ำให้สังคมไทยห่างไกลจากวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น
.
เพื่อหาคำตอบว่า อะไรคือข้อจำกัดของกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, วัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูลของสังคมไทยเป็นแบบไหน และกฎหมายว่าด้วยการเปิดข้อมูลข่าวสาร (อย่างที่ควรจะเป็น) ต้องมีหลักการอย่างไร วันโอวัน สนทนากับ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อ่านฉบับเต็ม: https://www.the101.world/limits-of-information-law/
.
“อย่างเคส ‘นาฬิกายืมเพื่อน’ สิ่งที่เกิดขึ้นคือแม้ถูกสั่งให้เปิดข้อมูล หน่วยงานก็ส่งข้อมูลให้ แต่ในข้อมูลก็มีการเซ็นเซอร์ สิ่งนี้สะท้อนว่าคำวินิจฉัยไม่เป็นที่สุด ในทางปฏิบัติแล้ว การดึงข้อมูลออกจากผ้าคลุมของรัฐจึงยากมาก”
.
"ในกรณีของสหรัฐฯ กฎหมายข้อมูลข่าวสารระบุว่า จะยกเว้นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับความมั่นคงได้ เฉพาะเมื่อมีคำสั่งของฝ่ายบริหาร กล่าวคือต้องมีคำสั่งที่ออกโดยประธานาธิบดี ไม่ใช่เจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่ง มันคือการตัดสินใจระดับฝ่ายบริหารว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูล เพราะกระทบประโยชน์ในการป้องกันประเทศ ส่วนข้อยกเว้นในเรื่องอื่นๆ นั้นถูกยกเว้นไว้อย่างแคบ ขณะที่กฎหมายไทยไม่มีกระบวนการแบบนี้ การเปิดข้อมูลขึ้นอยู่กับดุลพินิจ”
.
“พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ ไม่มีข้อยกเว้นชัดเจนว่าหากเจ้าหน้าที่รัฐเปิดเผยข้อมูลแล้วจะปราศจากการลงโทษ ไม่มีอะไรคุ้มครองว่าเขาปฏิบัติหน้าที่แล้วจะไม่โดนลงโทษทางวินัย หรือถูกฟ้องทางอาญา ซึ่งในทางหลักการ กฎหมายควรคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ทำงานโดยสุจริต"
.
“ภาครัฐอาจมีไอเดียเรื่องการปกปิดเป็นหลัก เพราะกลัวผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือการถูกลงโทษทางวินัย หรืออะไรก็แล้วแต่ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจว่าไม่เปิดเผยดีกว่า และเมื่อนำกฎหมายสองฉบับนี้ [กฎหมายข้อมูลข่าวสารฯ และกฎหมาย PDPA] มาประกอบกัน แทนที่เราจะมุ่งเปิดเผยข้อมูลสาธารณะในสิ่งที่สำคัญ เรากลับเอากฎหมายเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างว่าไม่ควรเปิดเผยข้อมูล”
.
“เราควรขยับไปถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ แต่ไม่ใช่การเผยข้อมูลเอกชนในทุกกรณี เฉพาะข้อมูลที่ประชาชนควรรับรู้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ใครได้สัมปทานจากภาครัฐ ใครเป็นคนทำรายงานประเมินผลกกระทบทางสิ่งแวดล้อม ใครคือผู้มีอำนาจเหนือตลาดในทางกฎหมายแข่งขันทางการค้า ใครคือผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัท ใครมีปฏิสัมพันธ์กับงบประมาณภาครัฐ เป็นต้น”
.
“เราควรสร้างกลไกให้รัฐเปิดเผยข้อมูลไปเลย หากตัดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ออกไป การเปิดเผยข้อมูลจะเปิดกว้างขึ้น ไม่ต้องคิดว่าจะเปิดหรือไม่เปิดดี เพียงพิจารณาว่าข้อมูลนั้นๆ อยู่ในชั้นความลับหรือไม่ หากไม่อยู่ ก็เปิดเผยข้อมูลได้เลย”
.
“ชีวิตและปากท้องคือสิ่งสำคัญ แม้ข้อมูลเปิดจากภาครัฐจะไม่กระทบกับชีวิตและปากท้องโดยตรง แต่มันจะช่วยให้การใช้สิทธิของเรามีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน เราจะรู้ได้เลยว่าทรัพยากร ที่ควรถูกจัดสรรเพื่อประโยชน์สังคม ไปลงอยู่ที่ใคร ภาษีเราอยู่ตรงไหน ทรัพย์สินของรัฐอยู่กับใคร [...] หลายคนอาจรู้สึกว่าเราจะรู้ข้อมูลภาครัฐไปทำไม แต่ประเด็นคือถ้าเราไม่รู้ เราก็จะทำอะไรไม่ได้เลย”
.
เรื่อง: ชลธิชา ทักษิณาเวศน์
ภาพถ่าย: กอบบุญ บูรโชควิวัฒน์
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด
[ TIJ x 101 ]
.....
การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและการบริหารราชการยุคใหม่ แม้หลักการตามกฎหมายจะเริ่มปรับเปลี่ยนไปสู่การ "เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น" (Open by Default) แต่ปัญหาเชิงวัฒนธรรมองค์กรและวิธีคิดของภาครัฐยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ
ความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะและวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล แบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก:
1. การสร้างความโปร่งใสและต่อต้านการทุจริต (Transparency & Anti-Corruption)
ตรวจสอบได้: เมื่อข้อมูลสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง งบประมาณ หรือการดำเนินโครงการของรัฐถูกเปิดเผย ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ (Watchdog) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลดโอกาสการคอร์รัปชัน: ความลับคือบ่อเกิดของการทุจริต การเปิดเผยข้อมูลช่วยลดพื้นที่การใช้อำนาจโดยมิชอบและการเล่นพรรคเล่นพวก
2. การเพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานและการตัดสินใจด้วยข้อมูล (Data-Driven Decision Making)
นโยบายที่ตรงจุด: ข้อมูลที่เปิดเผยและถูกต้องช่วยให้ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ วิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อวางนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนได้จริง
ลดความซ้ำซ้อน: การแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเองช่วยลดขั้นตอน Red Tape และเพิ่มความเร็วในการให้บริการประชาชน
3. การกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างนวัตกรรมใหม่ (Economic Value & Innovation)
สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ: ข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลการจราจร หรือข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS) สามารถนำไปต่อยอดเป็นแอปพลิเคชันและบริการเชิงพาณิชย์ของภาคเอกชนและ Startup ได้
เปิดโอกาสให้แก้ปัญหาร่วมกัน: ฝ่ายรัฐไม่จำเป็นต้องคิดวิธีแก้ปัญหาทุกอย่างเอง การเปิดข้อมูลช่วยให้คนรุ่นใหม่และ Tech Community เข้ามาช่วยพัฒนานวัตกรรมบริการสาธารณะ (Civic Tech)
4. การเสริมสร้างความเป็นเมืองและพลเมืองที่มีพลัง (Empowered Citizenship)
สร้างความเชื่อมั่น (Trust): รัฐบาลที่กล้าเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นข่าวดีหรือปัญหา ย่อมได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากกว่ารัฐที่ปกปิด
ส่งเสริมการมีส่วนร่วม: ประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับบริการ แต่เป็น "หุ้นส่วน" ในการพัฒนาประเทศเมื่อมีข้อมูลที่เพียงพอในการแสดงความคิดเห็น
ก้าวข้ามอุปสรรคทางวัฒนธรรม
การแก้ไขปัญหากฎหมายเป็นเพียงก้าวแรก แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการเปลี่ยน วัฒนธรรมองค์กร จากเดิมที่มองว่า "ข้อมูลเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของหน่วยงาน" ไปสู่การมองว่า "ข้อมูลเป็นของประชาชน" ซึ่งต้องอาศัย:
การปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการและผู้นำภาครัฐ ให้มองการถูกตรวจสอบเป็นเรื่องปกติ
การจัดทำระบบข้อมูลในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ (Machine-Readable) เพื่อให้อ่านและนำไปใช้วิเคราะห์ต่อได้ทันที ไม่ใช่เพียงการสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ PDF