วันจันทร์, สิงหาคม 31, 2569

กว่า 7 ปีที่สยาม ธีรวุฒิ หายตัวไป หลังลี้ภัยไปประเทศเพื่อนบ้าน กัญญายังไม่หยุดตามหาแม้ในใจจะหมดหวังแล้วที่จะได้เจอลูกชายอีกครั้ง เนื่องในวันผู้สูญหายสากล บีบีซีไทยชวนย้อนระลึกเรื่องราวของผู้เห็นต่างทางการเมืองชาวไทยที่สูญหายในต่างประเทศช่วงปี 2559 - 2563 ที่ยังไม่ได้รับคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา



'ลูกชายติดแม่ผู้รักการอ่าน' และ 'พ่อผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์' ความทรงจำของสองครอบครัวผู้สูญหายที่เฝ้ารอความยุติธรรมอย่างสิ้นหวัง

นงนภัส พัฒน์แช่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published 30 สิงหาคม 2026

คำเตือน: มีรายละเอียดที่อาจทำให้สะเทือนใจ

นี่คือภาพถ่ายคู่กับลูกชายที่กัญญา ธีรวุฒิ ชอบมากที่สุด เพราะแสดงถึงความสนิทแนบชิดระหว่างแม่ลูกที่ "ยังกอดยังหอมเหมือนเด็ก" ก่อนที่สยาม ธีรวุฒิ ในวัย 29 ปี จะลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และจากนั้นก็สูญหายไปโดยที่ไม่มีใครได้พบเบาะแส เป็นระยะเวลากว่า 7 ปีแล้ว

จุดเริ่มต้นมาจากการเล่นละครเวทีเพียงเรื่องเดียว

"แม่ ผมจะไปแสดงละคร ประกายไฟ กับเพื่อน ๆ นะ" กัญญาย้อนเล่าตอนที่สยามมาขออนุญาตเธอ เธอมองว่าตอนนั้นเขาแค่ไปช่วยเพื่อน

ละครเวทีเรื่อง 'เจ้าสาวหมาป่า' ที่สยามร่วมแสดงในงานรำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เมื่อปี 2556 ทำให้เขาถูกออกหมายจับในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในปีต่อมา

"วันหนึ่งเขาก็พูดกับแม่ว่า 'แม่ ถ้าผมไปอยู่ต่างประเทศ แม่จะคิดถึงผมไหม'" กัญญาเล่าคำเปรยของสยามก่อนที่เขาจะบอกเธอว่าถูกออกหมายจับ ตอนนั้นเธอบอกเขาไปว่า "ยอมให้เขาจับ ติดคุก เดี๋ยวก็ออก" แต่สยามบอกเธอว่า "กลัวตายในคุก"

เหตุผลนี้ทำให้เขาหลบหนีลงใต้ไปยัง จ.สตูล อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับขึ้นมาและเดินทางข้ามช่องทางธรรมชาติไปยังประเทศลาว

กัญญาเล่าว่าเธอเคยไปเยี่ยมลูกชายที่ลาวอยู่ครั้งหนึ่งในปี 2559 และพบว่าเขาอาศัยอยู่ที่นั่นกับนักกิจกรรมอีกหลายคน แต่จากนั้นลูกชายก็แจ้งว่าเขาย้ายที่พักแล้วและจะติดต่อกลับไปสามเดือนครั้ง เพราะมีคนแอบตามเธอไปในตอนที่เธอไปหาลูก

สยามยังคงติดต่อหาครอบครัวอยู่เรื่อย ๆ กระทั่งสายสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2561 เขาโทรไปบอกสุขสันต์วันเกิดน้องสาว และบอกว่า "ตอนนี้พี่อยู่ที่เวียดนาม" ก่อนที่ครอบครัวจะไม่สามารถติดต่อเขาได้อีกเลย

ข่าวว่าถูกจับ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่าในปีเดียวกันนั้น ชื่อของสยาม หรือ 'สหายข้าวเหนียวมะม่วง' ร่วมกับชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือ 'ลุงสนามหลวง' และกฤษณะ ทัพไทย หรือ 'สหายยังบลัด' ปรากฏอยู่ในรายงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในฐานะที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งและเผยแพร่อุดมการณ์ทางความคิด 'สหพันธรัฐไท'

ในช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2561 มีข่าวการหายตัวไปของนักกิจกรรมทางการเมืองจำนวน 3 คน คือ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, ไกรเดช ลือเลิศ และชัชชาญ บุปผาวัลย์ ก่อนที่ในปลายเดือนเดียวกันจะมีการพบศพของไกรเดชและชัชชาญ ในสภาพถูกใส่กุญแจมือ ถูกคว้านท้องและยัดแท่งปูน ลอยมาตามแม่น้ำโขง ขึ้นฝั่งที่ จ.นครพนม


เบาะแสสุดท้ายที่ครอบครัวได้รับ คือสยามบอกว่า "อยู่ที่เวียดนาม" ก่อนจะขาดการติดต่อไป

เวลานั้นกัญญาไม่ได้รับเบาะแสของสยามเลยจนกระทั่ง 8 พ.ค. 2562 มีการเปิดเผยจาก ดร.เพียงดิน รักไทย ประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ว่าสยามถูกจับที่เวียดนามพร้อมกับชูชีพและกฤษณะ และทางการเวียดนามเตรียมส่งตัวกลับไทย โดยสิ่งที่ทำให้แม่เชื่อว่าสยามถูกจับตัวตามข่าวจริง คือหน้าพาสปอร์ตของสยาม

ตอนนั้นเธอไปที่กองบังคับการปราบปรามเพื่อถามถึงกระแสข่าวนี้ แต่ตำรวจปฏิเสธว่าไม่มีการส่งตัวใด ๆ ตามข่าว และเมื่อกลับมาแจ้งความคนหายที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน เธอบอกว่าตำรวจก็ไม่รับแจ้ง กระทั่งมูลนิธิกระจกเงาเริ่มเข้ามาช่วยเหลือ และเธอเพิ่งมาแจ้งความคนหายได้สำเร็จในปี 2565



ตามหา

ตลอด 7 ปีที่ไม่ได้ข่าวคราวลูกชาย กัญญาไปทุกที่ที่เธอคิดว่าจะช่วยหาคำตอบให้เธอได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไปจนถึงศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด แต่ก็ไม่ได้รับเบาะแสเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับลูกชาย

27 มิ.ย. 2567 ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนคดีอุ้มหายโดยเฉพาะภายหลังที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ มีหนังสือแจ้งยุติเรื่องและไม่รับทำการสอบสวนกรณีของสยาม ด้วยเหตุผลว่ายังไม่มีหลักฐานพอจะฟังได้ว่ามีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยไม่แน่ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง

กัญญา ด้วยความช่วยเหลือจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นเรื่องโต้แย้งคำสั่งนี้ กระทั่ง 21 ก.ค. 2569 ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด มีหนังสือตอบกลับมาว่าไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

นอกจากนี้ เมื่อครอบครัวยื่นเรื่องขอให้เขาเป็น "บุคคลสาบสูญ" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ครอบครัวมีสิทธิในการดำเนินการทางแพ่ง จัดการกับทรัพย์สินต่าง ๆ ของเขาได้ ก็ถูกศาลจังหวัดสมุทรสาครยกคำร้องเนื่องจากมองว่าเขาอาจหลบซ่อนอยู่ จากกรณีที่มีหมายจับค้างในมาตรา 112

กัญญาแสดงความยินดีกับสยามในวันที่เขาสำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

"แค่เล่นละคร จดจำได้ทุกบททุกตอน แต่ตอนลูกเราหาย ลูกเราตาย ไม่จำเลยสักตอน" กัญญาตัดพ้อ เธอเชื่อว่าสยามอาจไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เพราะหากเขายังอยู่คงไม่สามารถอดทนไม่ติดต่อกับครอบครัวมาได้นานขนาดนี้ "ยอมรับ ตายก็คือตาย แต่เราแจ้งอะไร คุณก็ไม่ให้ความช่วยเหลือเลย"

พบศพ ใช่ว่าจะพบคำตอบ

สองเดือนหลังจากที่สยามขาดการติดต่อกับครอบครัว มนตรี ลือเลิศ ได้รับสายโทรศัพท์จากลุง ให้เดินทางไปที่ จ.นครพนม เพราะพบศพที่เชื่อว่าเป็น ไกรเดช ลือเลิศ พ่อของเขา ลอยขึ้นฝั่งแม่น้ำโขง

"เขาโทรมาบอกผมว่า พ่อน่าจะเสียชีวิตแล้ว เพราะว่าติดต่อไม่ได้แล้ว แล้วพบศพที่น้ำโขง ให้น้องเพียว (ชื่อเล่นของมนตรี) รีบบินไปที่โรงพยาบาลขอนแก่นเพื่อดูศพก่อน"

ลูกชายคนเดียวของไกรเดชซึ่งปัจจุบันเป็นทนายความ เล่าว่าเขามีช่วงเวลาในวัยเด็กที่ห่างเหินกับพ่อ เพราะครอบครัวแยกทางกันตั้งแต่ยังเล็ก แต่ภาพของพ่อในความทรงจำคือคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแรงกล้า

"แกก็มุ่งมั่นในอุดมการณ์สุด ๆ ถึงขนาดที่ผมบอกว่า พ่ออยู่บ้านไหม แกก็บอกว่าถ้าแกทำงานนี้จนแกตาย แกไม่เสียใจเลย เพราะว่าแกอยากฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์" มนตรีเล่า "แกบอกผมแบบนั้นตั้งนานแล้วนะครับ ม.3 แล้ว แต่ผมก็ไม่คิดว่าแกจะตายหรอกครับ"

ครอบครัวลือเลิศมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.เชียงราย แต่มนตรีเล่าว่าพ่อของเขาเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อเคลื่อนไหวร่วมกับ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ "สุรชัย แซ่ด่าน" มาตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก เขากลับมาอยู่บ้านเกิดหลังจากที่สุรชัยถูกจับ แต่ก็อยู่ได้เพียง 1-2 ปี

หลังสุรชัยได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพในปี 2556 ไกรเดชก็กลับกรุงเทพฯ ไปเคลื่อนไหวกับสหายร่วมอุดมการณ์

หลังเกิดการรัฐประหารโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2557 และมีคำสั่งเรียกของ คสช. ให้สุรชัย แซ่ด่าน เข้ารายงานตัว มนตรีเล่าว่าพ่อก็ตามเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดินทางไปอยู่ด้วยกันที่ประเทศลาวด้วย แม้ว่าตัวเองจะไม่โดนคำสั่งเรียกของ คสช. และยังไม่ได้ต้องคดีทางการเมืองใด ๆ

"พ่อก็เล่าให้ฟังว่ามันมีเหตุการณ์ที่แบบคนหายอะไรอย่างนี้ แต่ผมก็คิดว่ามันคงไม่เกิดขึ้นกับพ่อผมหรอก เพราะว่าพ่อผมก็ไม่เคยออกทีวี ไม่เคยให้สัมภาษณ์ที่ไหน รวมทั้งเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้วด้วย ก็เลยคิดว่าปลอดภัยครับ ไม่น่ามีอะไร ก็แค่เป็นคนจัดรายการวิทยุ หรือว่าใช้คอมพิวเตอร์ในการติดต่อเว็บไซต์" เขาเล่า


"ผมก็คิดว่ามันคงไม่เกิดขึ้นกับพ่อผมหรอก" มนตรี ลือเลิศ บอกกับบีบีซีไทย

ช่วงท้าย ๆ ก่อนที่พ่อจะหายตัวไป มนตรีเล่าว่าเขาติดต่อพ่อทุกวัน เพราะตอนนั้นเขาเรียนกฎหมาย และพ่อก็มีความสนใจด้านกฎหมาย จึงมักจะโทรคุยกันเรื่องกฎหมาย แต่สายสุดท้ายของพ่อในวันที่ 12 ธ.ค. 2561 เขาไม่ได้รับเพราะคิดว่าเดี๋ยวค่อยโทรกลับไปทีหลัง แต่ไม่สามารถติดต่อพ่อได้อีกเลย จนกระทั่งมีผู้พบร่างของไกรเดชในสภาพที่ถูกอำพรางอย่างโหดเหี้ยม ลอยขึ้นฝั่งแม่น้ำโขงในช่วงปลายเดือนเดียวกัน

"ผมก็บินไปดูที่ขอนแก่น (ที่ รพ. ซึ่งมีการส่งศพไปชันสูตร) สภาพศพมันก็ดูไม่ได้ครับ มันมีทั้งกุญแจมือ ใบหน้าถูกทุบ มันไม่เหลือเค้าเดิม ที่จะเหลือเค้าเดิมจริง ๆ ก็คือแขนเขาครับ แขนขาอะไรอย่างนี้ มันก็พอจะเดาได้ เพราะว่าลักษณะของเขา ไม่รู้ว่าทำไมผมจำได้ ว่าเขาไม่เหมือนคนอื่น" มนตรีเล่าถึงภาพสะเทือนใจที่เขาเห็นด้วยท่าทีสงบ

"หลังจากเหตุการณ์นั้น ตำรวจก็เลยเรียกสอบปากคำ แล้วผมก็เก็บดีเอ็นเอไว้ เขาก็ให้ดูรูปตอนขึ้นจากน้ำครับ สภาพมันสมบูรณ์กว่าที่โรงพยาบาลเยอะ ผมก็เลย 90% แล้วแหละ ผมก็ว่าใช่ ผมโทรไปบอกย่า ย่าก็ร้องไห้เลย เพราะย่าคิดว่าผมน่าจะดูออกว่าคนไหนเป็นพ่อ ตอนผลดีเอ็นเอออกมาก็ตรงเลยครับ"

ร่างของไกรเดชลอยขึ้นฝั่งในพื้นที่อำเภอเมืองนครพนม เมื่อวัน 29 ธ.ค. 2561 สองวันหลังจากที่ร่างของ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ลอยขึ้นฝั่งในพื้นที่อำเภอธาตุพนม ส่วนสุรชัย แซ่ด่าน ซึ่งหายตัวไปในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมจนถึงทุกวันนี้

มนตรีบอกว่าเขาเห็นความพยายามของตำรวจ สภ.เมืองนครพนม ที่สืบสวนในขณะนั้นจนพบเบาะแสเพิ่มเติมว่า กุญแจมือที่พบบนศพพ่อ มีลักษณะสอดคล้องกับกุญแจมือที่ทางการลาวนำเข้ามาใช้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่พบร่องรอยเพิ่มเติมใด ๆ อีก

"ตอนนั้นก็สงสัยว่า คน ๆ หนึ่งที่ทำเรื่องนี้อยู่ต่างประเทศ ถึงกับต้องฆ่ากันเลยเหรอ" มนตรีบอก "ถ้าเกิดเสียชีวิตเพราะว่าเรื่องที่เขาทำนะครับ... แล้วก็ผู้คนที่มาคอมเมนต์ในยูทิวบ์ บางคนก็รู้ว่าพ่อเป็นฝั่งการเมือง เขาก็คอมเมนต์ไปโดยเจตนาว่า สมควรตายแล้ว อะไรอย่างนี้ครับ" เขาเล่าถึงสิ่งที่เจอในช่วงเวลานั้น


ไกรเดช ลือเลิศ ในมุมของลูกชาย คือผู้ที่สนใจด้านการเมือง กฎหมาย และมุ่งมั่นในอุดมการณ์มากจนเคยบอกลูกว่าหากทำงานนี้จนตายก็ไม่เสียใจ เพราะ "อยากฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์"

พรพิมล มุกขุนทด ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ที่เข้ามาช่วยประสานเรื่องคดีและการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ให้กับครอบครัวผู้เห็นต่างทางการเมืองที่สูญหายในหลายกรณี เปิดเผยว่าในสองกรณีที่พบร่างอย่างไกรเดชและชัชชาญนั้น เธอคาดหวังว่าหลักฐานที่พบจะทำให้สืบสวนย้อนกลับไปจนหาตัวผู้กระทำผิดได้ แตกต่างจากผู้สูญหายหลายกรณีที่แทบไม่มีร่องรอย แต่ความหวังของเธอกลับไม่เป็นไปตามนั้น

เธอเปิดเผยว่าทั้งสองคดีนี้ ตำรวจท้องที่ คือ สภ.ธาตุพนม (กรณีชัชชาญ) และ สภ.เมืองนครพนม (กรณีไกรเดช) ได้สรุปสำนวนไปแล้วในปี 2563 ว่าไม่พบตัวผู้กระทำความผิด

เมื่อ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นอีกความหวังหนึ่งที่เธอเคยเชื่อว่าจะช่วยให้ครอบครัวได้รับความยุติธรรม มีผลบังคับใช้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมก็พาครอบครัวของทั้งสองคน ไปยื่นเรื่องทั้งที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้เปิดการสอบสวนตามกฎหมายใหม่นี้

ปี 2568 ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด แจ้งว่าสั่งยุติเรื่องไปด้วยเหตุผลว่าทั้งสองกรณีเกิดก่อนกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งกลับมาในปีเดียวกันว่าคดีนี้ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะรับเป็นคดีพิเศษ

อย่างไรก็ดี มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ยื่นโต้แย้งคำสั่งยุติเรื่องของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยขอให้อัยการพิจารณาเพิ่มเติมตามมาตรา 43 และมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่เปิดช่องให้สืบสวนการการกระทำให้บุคคลสูญหายก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยอนุโลม และพิสูจน์ทราบจนรู้ตัวผู้กระทำความผิด

แม้จะพบศพ แต่ผ่านมาเกือบ 8 ปีจนถึงวันนี้ มนตรียังไม่ได้รับคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ

มีกฎหมาย แต่ความยุติธรรมยังขาดหาย

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 7 ระบุว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมตัว หรือลักพาบุคคลใด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิเสธว่ามิได้กระทำการดังกล่าว หรือปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวของบุคคลนั้น ซึ่งส่งผลให้บุคคลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย"

มาตรา 10 ระบุว่า "ในคดีความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายตามมาตรา 7 ให้ดำเนินการสืบสวนจนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหายหรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายและทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด"

ข้อความนี้ดูจะเป็นความหวังให้กับครอบครัวของผู้สูญหาย แต่หลายกรณีกลับไม่สามารถใช้กลไกตามกฎหมายนี้ได้จริง เพราะถูกตีความว่าไม่ได้เข้าข่ายผู้ที่ถูกบังคับสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างเช่นกรณีของสยาม ธีรวุฒิ

เมื่อประเด็นนี้ตกเป็นภาระของญาติที่ต้องตามหาหลักฐานพิสูจน์ ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรวบรวมหลักฐานพิสูจน์ชัด โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในต่างประเทศซึ่งญาติไม่มีอำนาจจะไปขอความร่วมมือระหว่างรัฐ

"เราไปประสาน กต. (กระทรวงการต่างประเทศ) เองก็ไม่ได้ เราลงพื้นที่ไปก็ไม่ได้ โอเค เราคงไปได้ แต่ญาติจะหาเงินเพื่อลงพื้นที่ ไปเก็บข้อมูล ถือกล้องอะไรอย่างนี้ ก็เป็นไปไม่ได้ เราจะไปขอให้โรงแรมเอากล้องมาให้ดูก็ไม่ได้ มันก็ต้องเป็นเรื่องของการขอความร่วมมือระหว่างรัฐ" พรพิมล จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมสะท้อน "เราอยากให้กฎหมายนี้มันทำงานเชิงรุกมากขึ้น ไม่ใช่ผลักภาระให้ญาติต้องเป็นคนเอาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าหายไปที่ไหนอย่างไร"

"แน่นอน เรามีที่อยู่ของเขาแล้วแหละ ว่าเขาอยู่ที่ไหนเท่าที่เราทราบ แต่กลายเป็นว่าพอเราส่งไป... เขามองว่าพอข้อมูลน้อย พิสูจน์ไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐไทย ไม่เข้าเงื่อนไข พ.ร.บ. ก็ยุติเรื่องดีกว่า แล้วบอกว่าถ้ามีพยานหลักฐานใหม่ ก็เอามาให้เรา เดี๋ยวเราจะทำงานให้ ซึ่งเราจะไปหาจากไหน"

จนถึงปัจจุบันยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักกิจกรรม 9 รายที่ศูนย์หายในประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชา ช่วงปี 2559–2563 โดย 7 รายอยู่ในสถานะ "ไม่ทราบชะตากรรม" ขณะที่ 2 คนที่พบร่างในลักษณะที่ถูกอำพรางอย่างโหดเหี้ยม ก็ไม่สามารถสืบทราบจนพบตัวผู้กระทำความผิดได้

พรพิมลเล่าว่า ตอนที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ใหม่ ๆ "ญาติมีความหวังมาก... คิดว่านี่แหละ ทางออกสำหรับคดีอุ้มหาย" แต่ว่าผ่านมาเกือบสามปี กฎหมายใหม่ก็ยังติดล็อก เพราะการตีความที่เธอมองว่า "ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของครอบครัวผู้เสียหาย"

"ความพิเศษของ พ.ร.บ.[ป้องกันและปราบปรามการ]ทรมานฯ คือเราอยากให้เจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญกว่า[ในคดี]อาญาปกติ มาพิสูจน์การกระทำที่มันซับซ้อน ต้องใช้กลไก ใช้องค์รวมของกระบวนการยุติธรรม ที่มีลักษณะเฉพาะ มาพิสูจน์คดีพวกนี้" ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าว

เธอมองว่าการใช้กลไกที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเข้ามาสอบสวนคดี มีความสำคัญมากกับคดีลักษณะนี้

"ต้องยอมรับว่า[คดี]อุ้มหาย-ทรมาน ลักษณะการกระทำมันจะมีความซับซ้อน ปิดลับ ทำลายหลักฐาน โดยส่วนใหญ่ต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะ พ.ร.บ.[ป้องกันและปราบปรามการ]ทรมานฯ กำหนดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ"

"เจ้าหน้าที่รัฐถูกฝึกมาให้มีความเชี่ยวชาญในการจับ การปิดกล้อง รู้ว่าทำยังไงรอยช้ำถึงจะหายภายในกี่วัน เขาจะได้รับการฝึกเรื่องอะไรพวกนี้มาอยู่แล้ว ดังนั้น การจะอำพราง ไม่ให้คนภายนอกเห็นว่ามันมีการกระทำที่ละเมิดยังไงได้บ้าง เราคิดว่าเขามีความเชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นแล้ว คนที่จะมาจับผิด หรือคนที่จะมาตัดสิน ก็ต้องมีความเข้าใจ แล้วก็มีความเชี่ยวชาญกว่าคนที่กระทำ" พรพิมลกล่าว


ปัจจุบันผู้ต้องสงสัยว่าถูกบังคับสูญหายหลายกรณียังอยู่ในสถานะ "ไม่ทราบชะตากรรม" ส่วนกรณีที่พบร่างแล้วก็มักยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้กระทำความผิดได้

ด้าน ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มองคล้ายกันว่าปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิผลเท่าที่ควร คือแนวทางของภาครัฐเกี่ยวกับ "ภาระการพิสูจน์"

"ตามหลักการ จริง ๆ แล้วภาครัฐควรที่จะช่วยค้นหาข้อเท็จจริง" เขากล่าว "คือกฎหมายที่เขียนมาไม่ได้เขียนมาแย่นะ อย่างคดีที่เป็นอุ้มหายหรือว่าทรมาน เขาจะเอาไปขึ้นศาล[อาญาคดี]ทุจริตฯ ใช่ไหมครับ ซึ่งศาล[อาญาคดี]ทุจริตฯ มันจะมี approach (แนวทาง) ที่ว่าศาลสามารถเรียกพยานหลักฐานมาได้ ก็คือศาลเหมือนทำหน้าที่ investigate (สอบสวน) ไปในตัวด้วย"

"แต่ว่าปัญหาตอนนี้มันก็คือ มันขึ้นไปไม่ถึงศาลนั่นแหละ เพราะว่าอัยการส่วนใหญ่จะเป็นคนตัดสินก่อนว่า จะสั่งฟ้องไหม มันจะถูกบล็อกในขั้นนี้ ว่าอัยการไม่ได้ค่อยเข้าไป investigate (สอบสวน) แล้วก็คาดหวังว่าคนที่เป็นญาติจะนำหลักฐานมาเสนอมากพอที่จะเป็นมูลให้นำไปสั่งฟ้องได้ มันก็เลยกลายเป็นว่าญาติก็ติดอยู่ใน loop (วังวน) นี้ ในการที่ไม่สามารถหาหลักฐานได้ แต่ก็ไม่สามารถขึ้นไปสู่ชั้นศาลซึ่งอาจจะมีกลไกในการช่วยหาข้อมูลเพิ่มได้" นักวิจัยจากจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวกับบีบีซีไทย

ชนาธิปเสริมว่าการที่สถานที่เกิดเหตุอยู่นอกราชอาณาจักร ก็ยิ่งทำให้การพิสูจน์ทราบความผิดยากขึ้นไปอีก ซึ่งเขาตั้งข้อสังเกตว่าประเทศเหล่านี้ที่เป็นที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา หรือเวียดนาม มักจะมีข้อตกลงระหว่างหน่วยงานความมั่นคงของไทยและประเทศนั้น ๆ ในการติดตามหรือดำเนินการกับนักเคลื่อนไหวที่เห็นต่าง ที่ไปอาศัยพักพิงอยู่ในประเทศของกันและกัน แต่ "พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศในการค้นหาพยานหลักฐาน... เกี่ยวกับการอุ้มหาย กลับกลายเป็นว่าความร่วมมือพวกนี้ไม่มีประสิทธิภาพ"

"มันมีกลไกที่เขาเรียกว่าเป็น mutual legal assistance (ความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างประเทศ) ที่ทางหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะใช้ในการติดต่อกับหน่วยงานที่คล้าย ๆ กันในต่างประเทศ... แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะมีการกลับมารายงานกับภาคประชาสังคมว่า อีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ให้พยานหลักฐาน ไม่ช่วยเหลือในการอำนวยความสะดวกให้เข้าไปค้นหาข้อเท็จจริง"

เขายกตัวอย่างประเทศเยอรมนีว่ามีวิธีการจัดการกับคดีอุ้มหายโดยใช้การสืบสวนเชิงโครงสร้าง (structural investigation) คือเมื่อมีเหตุการณ์หรือว่าข้อมูลที่ทำให้สงสัยได้ว่าอาจจะมีอาชญากรรมร้ายแรงด้านสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น จะเข้าไปสืบสวนก่อนโดยที่ไม่ต้องรอมีข้อมูลประจักษ์ว่าใครเป็นผู้กระทำ ทำให้กาลเวลาไม่ได้ผ่านไปนานเกินที่พยานหลักฐานจะสามารถหายไปได้ โดยวิธีการสืบสวนเช่นนี้ยังเป็นข้อเสนอแนะจากคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือไม่สมัครใจ (UN Working Group on Enforced or Involuntary Disappearance หรือ WGEID) ด้วย

"เป็นการคิดแบบกลับหัวกลับหางกัน ถ้าเทียบกับของไทย ก็คือของไทยมองว่าต้องมีข้อมูลก่อนว่าใครเป็นผู้กระทำ แล้วจากนั้นอัยการก็จะ target (มุ่งเป้า) คนนั้น หรือว่าพนักงานสอบสวน หรือว่าใครก็ตามที่มีฟังก์ชันในการสืบสวนสอบสวนก็จะ zoom in (เจาะลึก) เข้าไป ว่าตอนนี้เราจะสืบสวนแค่คนนี้ หรือว่าแค่เหตุการณ์นี้" ชนาธิปกล่าว

ความหวัง

กัญญาบอกกับบีบีซีว่าเธอ "หมดหวัง" ไปนานแล้ว ที่จะได้เจอกับสยามอีกครั้ง แต่เมื่อยังไม่ทราบชะตากรรมของเขาอย่างชัดเจน ทำให้เธอยังหยุดตามหาไม่ได้

"ไม่มีใครโดนแบบครอบครัวแม่ก็คงไม่รู้ ลูกหาย ลูกตายจาก โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย เงียบไปเฉย ๆ ส่งเรียนมาจนจบรัฐศาสตร์ ไม่ได้ตอบแทนเรา เราไม่ทวง" เธอตัดพ้อ "แต่ว่าคุณจะไปตายอยู่ที่ไหนล่ะ โผล่ศพมาให้เห็นก็ยังดี เราจะได้เออ จบกัน ไม่ต้องมาตามหาแล้ว ไม่ต้องมาสืบกันแบบนี้ ศาลก็ไม่สรุป เราก็สรุปไม่ได้ เพราะเราไม่เจอลูกเรา เราจะหยุดได้ยังไง"


หน้าบ้านของกัญญาที่ จ.สมุทรสาคร เต็มไปด้วยภาพของสยามและข้อความที่แม่พยายามเรียกร้องหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา โดยในบางปีแม่ยังจัดงานทำบุญวันเกิดให้กับลูกชายที่หายไปด้วย

ขณะที่มนตรี บอกกับบีบีซีไทยว่าเขาเหลือความหวังอยู่ 0% ที่จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ

"0 ครับ 0% ก็คือไม่น่ารู้แล้ว" เขาบอก "จนผมคิดว่าถ้ารัฐจับคนทำผิดได้จริง ๆ ถ้าคนผิดไม่พูด ผมก็ไม่มั่นใจนะว่ามันใช่คนที่ไปอุ้มพ่อจริง ๆ หรือเปล่า ใช่ตัวจริงไหม"

"ถ้าเป็นแนวคิดของผมตอนนี้ก็คือ เรื่องนี้เหมือนปิดฝาไปเลย... คือไม่ว่าใครจะเป็นคนอุ้ม หรือว่าเกิดอะไรขึ้น ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น แล้วเรามีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินชีวิต หาเงินเลี้ยงชีพต่อไป" มนตรีกล่าว

"ผมก็ยังรู้สึกว่าอยากจะเอาตัวคนผิดมาลงโทษอยู่ แต่ด้วยความสามารถหรือว่าอำนาจของคนธรรมดา มันไม่มีครับ เราไม่สามารถเข้าถึงหลักฐาน หรือว่าทำอะไรได้อีก หมายถึงว่าเราทำสิ่งที่ทำได้ไปหมดแล้ว มันก็ทำอะไรต่อไม่ได้ครับ"

ทนายความผู้เป็นลูกชายผู้สูญหายที่ทราบชะตากรรมแต่ไม่ทราบตัวผู้กระทำ พูดถึง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ที่ควรเป็นกฎหมาย "ป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐอุ้มหายประชาชน" ในทางปฏิบัติ กลับไม่สามารถใช้กับกรณีพ่อของเขาได้เลย

"พ.ร.บ.ตัวนี้กลับไม่สามารถนำมาใช้กับเคสของพ่อผมได้เลย เพราะว่า พ.ร.บ.ไม่มีบทสันนิษฐานที่บังคับใช้ว่า บุคคลนี้เป็นบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ พูดเกี่ยวกับเรื่องการเมือง หรือว่าเป็นอันตรายต่อรัฐในตอนนั้น แล้วถูกบังคับให้สูญหายไปในช่วงระยะเวลานั้น ใช่ไหมครับ" เขาตั้งคำถามก่อนจะเสนอว่า "ควรจะสันนิษฐานได้ว่าบุคคลนี้หายไปเพราะการดำเนินงานของรัฐ รัฐจึงมีหน้าที่ที่จะต้องพิสูจน์ว่าบุคคลนี้ไม่ได้หายไปเพราะรัฐ แต่ถ้ารัฐพิสูจน์ไม่ได้ มันก็เหมือนมีแนวโน้มว่าเขาหายไปเพราะการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐครับ"

แม้จะมีมุมมองทางการเมืองที่ไม่ได้ตรงกับพ่อ แต่มนตรีมองว่าทุกคนควรมีสิทธิแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยที่ไม่ควรมีใครต้องถูกบังคับให้สูญหาย

"การแสดงความคิดเห็นนะครับ ควรจะเป็นสิทธิที่ทุกคนทำได้อยู่แล้วโดยปกติ ถ้าเขาแสดงความคิดเห็นหรือว่าเสรีภาพที่อยู่ในกรอบ ที่ไม่ได้กระทบถึงสิทธิของคนอื่น มันก็น่าจะทำได้ครับ แล้วรัฐก็ควรมีมาตรการคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ครับ ไม่ใช่ว่าแบบคนนี้มีความเห็นต่างทางการเมือง แล้วออกหมายจับ ออกหมายเรียกให้เขามารายงานตัว เพื่อบีบให้เขาออกไปเสี่ยงชีวิตที่ต่างประเทศ" เขากล่าว

"บุคคลเหล่านี้ที่สูญหาย มีครอบครัวครับ แล้วการที่เขาถูกบังคับให้สูญหาย มันไม่ใช่สิ่งที่[ควร]จะต้องเกิดขึ้น... การที่คนอื่นยินดีกับความตายของเขา มันควรจะไม่ใช่การแสดงออกแบบนี้ครับ"


https://www.bbc.com/thai/articles/c4gvxdd90n8o