วันอาทิตย์, สิงหาคม 23, 2569

ผ่านมา 24 ชั่วโมง ข้อมูลจากปากคำของฝ่ายต่างๆ ทำให้เชื่อว่า ‘สมยศ พฤกษาเกษมสุข’ นักกิจกรรมชื่อดัง คือ ผู้ที่ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศดังกล่าว






https://x.com/sunaibkk/status/2090972152334053768
.....

“ก็ยังรู้สึกอับอายที่ออกมาพูด แต่ไม่อยากให้มีเหยื่อแบบเราอีกแล้ว หวังแค่นี้ไม่ต้องการคำขอโทษแล้ว เรื่องนี้มันเจ็บปวดมาก เหนื่อยมาก คงเสียใจไปตลอดชีวิต ถ้าเขายังทำงานในขบวน เราก็คงปกติได้เหมือนที่เคยทำมา” คุยกับเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศกับวัฒนธรรมการข่มขืนในขบวนนักเคลื่อนไหวทางการเมือง


*TW : Rape/Sexual harrasment/Gaslighting/Guilt 
Trip/Grooming/Violence/Victim Blaming

2 days ago

นับตั้งแต่บรรยากาศทางการเมืองที่สิ้นหวังจากยุคเผด็จการ คสช. การเกิดขึ้นของม็อบปี 63–64 ทำให้การตื่นรู้เรื่องประชาธิปไตยและความก้าวหน้าของสังคมถูกผลักดันและพูดคุยอย่างกว้างขวางอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยเรื่องการต่อต้านรัฐประหาร การกระจายอำนาจ สิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิของคนชายขอบ คนชนพื้นเมือง คนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือรวมถึงสิทธิของผู้หญิง ฯลฯ

“กลุ่มนักกิจกรรม” หรือ “นักเคลื่อนไหวทางการเมือง” กลายเป็นกลุ่มบุคคลที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ คนกลุ่มนี้ก้าวเข้ามามีบทบาทในการจัดการชุมนุม ชักชวนผู้คนให้ลงถนนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของตัวเอง ท่ามกลางประเทศที่ความเงียบทางการเมืองถูกทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติหลังยุครัฐประหาร คสช. แต่ทว่าภายในขบวนการที่เรียกร้องเรื่องเสรีภาพและความเท่าเทียมในหลากหลายด้าน ความรุนแรงทางเพศที่เป็นเหมือน “ช้างในห้อง” กลับถูกเพิกเฉยและปล่อยให้เกิดขึ้นราวกับเป็นหนังม้วนเก่าที่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

วันหนึ่งที่อากาศค่อนข้างดี เรานัดเจอกับ “คุณ A” (นามสมมติ) ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ตอนที่คุณ A มาถึงคุณ A ยิ้มให้เราและชวนพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ผู้หญิงคนนี้อายุน้อยกว่าเราอีก มาพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส เห็นอกเห็นใจ แบบที่ถ้ามองผ่าน ๆ เราคงคาดเดาไม่ออกว่าคุณ A ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เราคุยเล่นกันเล็กน้อยเพื่อให้บรรยากาศไม่เครียดเกินไป เราต่างก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่หนักหนามากสำหรับเด็ก 20 กว่า ๆ คนหนึ่ง

“แล้ว… ได้อ่านบันทึกของเราแล้วใช่ไหม”

เสียงของคุณ A สั่นเล็กน้อยตอนถามคำถามเรา สายตาที่มองมาที่เรา มันทำให้เรารู้ว่าคุณ A ไม่อยากจะเล่าเรื่องราวในคืนนั้นและดีเทลของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดออกมาด้วยตนเอง มันเหมือนจะเป็นความจริงที่ชัดเกินไปจนแม้แต่ตัวคุณ A เองก็รับไม่ไหว

เราพยักหน้า แล้วคุณ A ก็เริ่มเล่าว่ารู้จักคนคนนี้จากในม็อบ ตอนไปทำกิจกรรมทางการเมือง เขาเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองรุ่นเก่าที่เป็นที่รู้จักดีในแวดวงนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและผู้นำแรงงาน เคยติดคุกคดีทางการเมืองจนพ้นโทษออกมา เป็นคนที่หลาย ๆ คนมองว่าเป็นไอดอล เขาเข้ามาทักทายและขอเบอร์โทร ถามหลายเรื่อง เรียนที่ไหน ทำงานอะไร เก่งด้านไหน ทำไมสนใจงาน จากนั้นไม่กี่วันก็โทรมาบอกว่ามีงานแปลจะให้ทำ พึ่งมาทราบทีหลังว่าเขาเป็นใครจากเพื่อน ๆ อีกที เขามักสร้างความประทับใจด้วยการเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง เล่าอดีตทั้งช่วงเคลื่อนไหวแต่ก่อนและตอนอยู่ในคุก ทำให้นับถือเขามาก พูดเก่ง มีความสามารถ มีอุดมการณ์สูงส่ง แต่ถูกระบบอยุติธรรมรังแก ทำให้ชีวิตรัดทน ยิ่งได้ฟังเรื่องราว ยิ่งรู้สึกสงสาร จากนั้นเขาก็เริ่มเข้าหามากขึ้นด้วยการไปรับไปส่งถึงบ้านตลอด ทำตัวเป็นที่ปรึกษาทั้งเรื่องงานเคลื่อนไหวและความรัก โทรชวนไปงานเสวนาบ่อย ๆ จบด้วยการพาไปเลี้ยงข้าว เลี้ยงขนมเสมอ กินเสร็จก็ไปส่งที่บ้านตลอด เมื่อถามว่าทำไมมาส่งบ่อย เพราะรู้สึกเกรงใจ เขาก็จะตอบว่า ทำแบบนี้กับทุกคน แล้วบอกว่าตัวคุณ A เป็นคนสำคัญกับขบวน ต้องดูแลเอาใจใส่อยู่แล้ว แล้วเขาก็เริ่มเรียกคุณ A ว่า “ที่รัก” ทำให้คุณ A เริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่ยังไม่ได้ปรึกษาใคร

พอไปส่งบ้านเสร็จ ไม่กี่วันจะมีข้อความว่า “คิดถึง” “เมื่อไหร่จะได้เจอกัน” ติดต่อกันหลายเดือนในช่วงปี 67 คุณ A ก็รู้สึกแปลกมากขึ้น บางครั้งมักใช้คำหยอด เช่น ระวังหลงรักวัตถุโบราณคนนี้ก็แล้วกัน คุณ A ก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ขำใส่ หรือตอบประมาณว่า เดี๋ยวก็เจอจะคิดถึงทำไม ก็คิดไปว่า เพราะอยู่ในคุกนานเลยเหงาหรือเปล่า เขาเคยเล่าทรอม่าจากคุกหลายครั้ง ทำให้มีพฤติกรรมที่ผิดแปลกไปจากคนปกติ เขาเริ่มสอนการทำม็อบ พาไปแจ้งการชุมนุม แจกจ่ายงานที่ได้ค่าตอบแทนให้พาไปรู้จักคนนู้นคนนี้ในวงการ ได้เจอเขาแทบทุกวัน ทำให้เริ่มสนิทกันช่วงนี้ เขาไปไหนก็จะชวนติดสอยห้อยท้ายไปด้วยตลอด ซึ่งทีแรกคุณ A ก็โอเคเพราะไม่ได้เสียเงินอะไร แถมได้ประสบการณ์เพิ่ม ไม่ได้คิดอะไรในทางไม่ดีกับเขา เพราะเขาก็มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก และดูเหมือนจะทำอะไรเพื่อประโยชน์ของขบวนการ อุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่สำคัญคือคุณ A คิดว่าตัวคุณ A เด็กกว่าอีกฝ่ายมาก อายุเป็นลูกได้ แถมเขาชอบให้กำลังใจ คอยชมเสมอ มีพลังบวก เป็นช่วงที่นับถือแบบสนิทใจ เป็นอาจารย์เป็นเพื่อนคุยได้ดี มีความรู้และตัวคุณ A ก็คอยทำงานเคลื่อนไหวให้อีกฝ่ายหมด ถ้าเขาขอให้ทำอะไร บางงานไม่ได้เงินก็ทำ เพราะคุณ A ก็พยายามคิดบวกว่าถือเป็นการก้าวจากคอมฟอร์ตโซน ถือว่าได้ลองผิดลองถูก เช่น จับไมค์ปราศรัย ทำกราฟฟิค เขียนแถลงการณ์ทำป้าย มีหลายคนที่เห็นคุณ A เริ่มสนิทกับอีกฝ่ายก็เข้ามาเตือน ในทำนองว่า “ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้รีบบอกนะ” หรือ “คนนั้นชอบสัมผัสตัวคนอื่นนะ ระวังไว้” ซึ่งคุณ A ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในความรู้สึกอับอายของคุณ A ที่มีคนมาเตือนแล้วไม่ฟัง ทำให้คุณ A ไม่กล้าบอกใคร “ทำไมยังทำพลาดอีก ว่าแล้วต้องเป็นแบบนี้” อะไรทำนองนั้น แต่หลังจากที่คุณ A ได้คำเตือนมา ตัวคุณ A ก็ได้ตักเตือนอีกฝ่ายในรถระหว่างที่ไปส่งตัวคุณ A ว่า ได้ทราบข้อกังวลจากคนที่ถูกกระทำ ขอให้เขาระวังการปฏิบัติตัว อย่าสัมผัสตัวใครโดยไม่มีคอนเซ็น เขาก็เงียบ ดูเหมือนจะรับฟังและก็เปลี่ยนเรื่องไป

วันหนึ่งช่วงเดือนมิถุนายน 2567 คุณ A ได้เดินทางกับเขาสองคนในระยะทางที่ไกลมากที่สุดครั้งแรก ณ จังหวัดแห่งหนึ่ง โดยขอให้เป็นไกด์พาเพื่อนที่เป็นผู้นำแรงงานต่างประเทศไปเที่ยว งานนี้ได้เงิน ตกลงกันว่าจะแบ่งกันคนละครึ่ง อีกฝ่ายจะเป็นคนขับรถ พอมาถึงกันดึก เพื่อนต่างชาติสองคนนอนในห้องของตัวเอง ส่วนคุณ A ต้องนอนกับเขาในห้องนั่งเล่นสองคน โดยที่มีที่นอนติดกัน ตัวคุณ A ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่แจ้งว่ามีอีกคนจะมา หรือขอห้องเพิ่ม ตัวคุณ A ก็เริ่มกังวล เลยทำงานแปลจนดึกถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง เพื่อให้เขาหลับก่อน แต่พอตกดึกคุณ A ก็รับรู้ได้ว่ามีขามาพาดหรือมือมาลูบบนร่างกาย พยายามคิดในแง่ดีสุด ๆ ว่า เขาคงคิดถึงหมอนข้าง ตื่นเช้ามาเขาไม่ได้ถามไถ่อะไร ก็ทำตัวเป็นปกติจนตัวคุณ A คิดว่าเขาอาจจะละเมอ วันต่อมา ช่วงเย็น ๆ หลังเพื่อนต่างชาติหลับ คุณ A ออกไปเดินเล่นริมทะเล พอกลับมานอนก็เจอแบบนี้อีก ตื่นเช้ามาด้วยความเงียบและไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณ A สลัดความคิดต่าง ๆ ทิ้งแล้วก็ทำหน้าที่จนเสร็จ สองสามวันนั้นเขาก็ชมคุณ A ใหญ่โต ว่าเป็นคนที่พึ่งพาได้เก่งสุด ๆ ถ้าไม่ได้คุณ A เขาคงแย่ พอกลับมาบ้านอีกฝ่ายก็ดึกอีกแล้ว เขาบอกว่าไปส่งไม่ได้เพราะรู้สึกเหนื่อยมาก ตัวคุณ A ก็น้อมรับ ไปส่งพรุ่งนี้ก็ได้ เพื่อนต่างชาติสองคนไปนอนบนห้องชั้นสาม เขานอนชั้นสองด้านซ้าย คุณ A เข้าไปนอนและหลับก่อน จากนั้นเขาได้เข้ามาในห้องคุณ A คุณ A ถามว่า “เข้ามาทำไม” เขาเงียบ คุณ A รู้สึกแปลกสุดขีด งงและสงสัยว่ามานอนด้วยกันทำไม ในบ้านก็มีห้องตั้งเยอะ และใช่ มันเกิดเหตุการณ์สอดใส่ขึ้นในคืนนั้น โดยที่เขาพึมพำกับตัวเองตลอดว่า เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ตัวคุณ A ไม่อยากทำ แต่เขาบังคับให้ทำ คุณ A เองก็ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ด้วยความกลัว ความงง ผิดหวัง ผสมปนเป ได้แต่อดทนและคิดซะว่า เดี๋ยวมันก็จบ ๆ ไป พอรุ่งขึ้น เขาก็ไปส่งคุณ A ที่บ้าน มีความเงียบเกิดขึ้น ตัวคุณ A รอให้เขาเอ่ยปากอธิบาย ก็ไม่มีคำอธิบายอะไร คุณ A เลยถามเองว่า “เมื่อคืนทำไมถึงทำแบบนั้น” “มันคืออะไร” เขาตอบกลับมานิ่ง ๆ ว่า “เรื่องอะไรเหรอ จำไม่ได้” คุณ A ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบแบบนี้ ผิดหวังและโกรธ แต่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันต่อ เมื่อถึงที่บ้าน คุณ A ได้ปิดประตูรถอย่างแรง แสดงความไม่พอใจ

หลังจากนั้น คุณ A คิดทบทวน และคิดถึงการปรึกษาเพื่อน บอกเล่าให้ใครสักคนฟัง แต่ความคิดหยุดอยู่ตรงนั้น เพราะไม่กล้าเล่า รู้สึกอายจริง ๆ ที่พลาดโดนกระทำ แถมนึกไปนึกมา ต้องเจอคำถามมากมาย เลยตกผลึกว่าไม่บอกใครดีกว่า ทำตัวปกติเหมือนเดิม ช่วงนั้นคุณ A ทะเลาะกับแฟนเก่าด้วยสภาพจิตใจย่ำแย่ฝันร้ายบ่อย ๆ หลังจากนั้นผ่านพ้นไป ไม่เคยมีคำขอโทษ ไม่มีแม้แต่การพูดคุยเรื่องนี้เกิดขึ้นทั้งนั้น ผ่านไปหลายเดือน มีอีกครั้งที่ไปเชียงใหม่ เขาเป็นคนอาสาพาไปดูสถานที่จัดงานเอง โดยบอกว่าช่วงนี้ จนอยากรับงาน และจะคิดราคาถูก ๆ หว่านล้อมต่าง ๆ นานา คุณ A ก็ตกลงคิดว่ามันคงไม่เกิดอะไรแล้ว แต่พอตกกลางคืน คุณ A ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน โดยเขาบอกว่าประหยัด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกแย่ รู้สึกเกลียดตัวเอง อยากหายไปจากตรงนั้น คุณ A ขอร้องว่าไม่อยากทำหลายรอบ แต่เขาไม่ฟัง และทำเหมือนเดิม พอจบงานกลับกรุงเทพ คุณ A โอนเงินให้เขาหมื่นกว่าบาท พอได้เงิน เขาบ่นคุณ A เรื่องเงินว่าได้น้อย ไม่พอค่าห้อง ค่าน้ำมันเลย ทำให้คุณ A รู้สึกผิด หลายคำพูดรู้สึกเหมือนถูกหลอกใช้ให้หาเงินเข้ากระเป๋าเขา ช่วงเวลานี้ภาพจำที่เลิศเลอเริ่มพังทลาย เริ่มรู้สึกต่อต้าน

มีครั้งหนึ่ง ช่วงแรก ๆ เขาได้ไปเจอพ่อแม่คุณ A พ่อคุณ A ฝากเขาให้ดูแลคุณ A ด้วย ก็พูดคุยไถ่ถามไปต่าง ๆ นานา มาจนเรื่องอายุของคุณ A แม่คุณ A ก็บอกว่าคุณ A อายุเท่านี้ พอเขาทราบอายุคุณ A ก็พูดว่า “ดีใจจังที่บรรลุนิติภาวะแล้ว นึกว่าไม่ถึง 20” พอคุณ A ได้ฟัง ในใจคือรู้สึกแย่ แต่เก็บคำถามไว้

จากนั้นก็มีการพึ่งพาที่ทับซ้อนกัน ทั้งในชีวิตส่วนตัวและงานเคลื่อนไหว ต้องพึ่งพาอยู่เสมอ ๆ เรื่องประสบการณ์ความรู้ พึ่งพิงเรื่องเงิน บ้าน และรถ เนื่องจากพ่อคุณ A ป่วย แถมต้องช่วยหาเงินให้เพื่อคงความเสถียรทางอารมณ์ของเขา เลยหนีไปไหนไม่ได้เพราะเป็นผู้มีบุญคุณ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณ A ไม่กล้าเล่าออกไป แต่มันไปปะทุในรูปแบบอื่น เวลาที่คุณ A นึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาไม่ว่าจะขณะเดินทาง กินข้าว อ่านข่าว คุณ A จะถามเขาว่า ทำแบบนั้นกับคุณ A ทำไม จำได้ไหม มันคือข่มขืนใช่ไหม มีเหยื่อแบบคุณ A อีกกี่คน สุดท้ายจะจบลงเสมอด้วยการทะเลาะเบาะแว้งทุกทีและไม่มีคำอธิบาย เขาก็จะตอบแบบปัด ๆ เปลี่ยนเรื่องว่า “จะชวนทะเลาะทำไม” “ต้องการอะไรบอกมา” “เรื่องมันนานแล้ว จะรื้อฟื้นขึ้นมาทำไมอีก” ทำให้คุณ A ยิ่งหงุดหงิด ทำไมเขาคุยไม่รู้เรื่อง พอนาน ๆ เข้า คุณ A เริ่มโวยวายหนักขึ้น มีอารมณ์รุนแรง ทำร้ายตัวเอง เขาก็บอกว่า คุณ A ทำให้อีกฝ่ายอยากตายเหมือนกัน

คุณ A เคยรู้สึกอยากบอกให้ทุกคนทราบ แต่ก็หยุดลงด้วยการที่คิดว่า การเปิดเผยเรื่องนี้ ก็คือการทำร้ายตัวเองด้วยเหมือนกัน คุณ A ก็จะโดนโจมตี เพราะไม่มีหลักฐาน ส่วนเขาคงจะรอด ไม่มีการสำนึกผิดใด ๆ มีหน้ามีตาในสังคมต่อไป มีแต่คุณ Aที่ต้องแบกรับความอับอายมากกว่าเดิมในการพูดเรื่องนี้ แล้วคุณ A จะพูดทำไม ไม่พูดดีกว่า ซึ่งในปีหลัง ๆ ทะเลาะกันบ่อย อีกฝ่ายก็เริ่มจับแพทเทิร์นของคุณ A ได้ เลยปล่อยให้คุณ A ขู่ไป เพราะเขารู้ดีว่าคุณ A ก็ไม่บอกใครอยู่ดี แต่ความรุนแรงเริ่มเพิ่มมากขึ้น จะมีบางคำถามที่คุณ A รู้ว่าไม่สามารถถามได้ ถ้าถามออกไปอีกฝ่ายจะโมโหทันที มีครั้งนึงที่มีการทะเลาะกันรุนแรงมาก ทั้งเรื่องเก่า ๆ และประเด็นเรื่องการใช้อำนาจของเขา มีการใช้คำพูดรุนแรงมากขึ้น มีการใช้กำลังบีบแขน เขาเคยง้างมือจะตบ แต่ก็หยุดแล้วบอกว่า “ล้อเล่น ไม่ทำหรอก” คุณ A ถูกจับกดเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เขาบอกว่าทำไปเพื่อให้คุณ A สงบสติอารมณ์ คุณ A ตอบโต้ด้วยการดึงยื้อเพื่อให้หลุดการกดล็อกตัว มีเตะเป้า เหตุการณ์นั้นทำให้คุณ A แว่นหัก และเขาโทษว่า คุณ A ทำแว่นหักเอง บอกว่าตัวเขาก็ถูกกระทำเหมือนกัน บอกว่าคุณ A ก็ตีเขาเหมือนกันนะ เป็นเหตุการณ์ที่คุณ A บอกว่าคุณ A ร้องไห้หนักมาก คุณ A ไม่เคยโดนแบบนี้ คุณ A เชื่อว่ามันคือการทำร้ายร่างกาย

คุณ A บอกว่าเขามักพูดลดทอนได้เก่งเสมอ เช่น ชอบบอกว่า “พูดเรื่องนั้นไม่ได้งานต้องมาก่อน” “อย่าทะเลาะทำให้งานเสีย” “ไหวไหมเนี่ย เป็นแบบนี้ทำงานไหวเหรอ” “ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้” “ป่วยหรือเปล่า เดี๋ยวจะพาไปหาหมอ” “ทะเลาะกันทำไมบ่อย ๆ อยู่กับคนอื่นไม่เคยทะเลาะแบบนี้ พอเถอะนะเสียสุขภาพจิตทำให้อยากตาย”

ตัวคุณ A ก็พยายามลืมจุดเริ่มต้นเรื่องราวในอดีต แต่รู้สึกได้ว่ามันอยู่ข้างหลังเสมอ สุดท้ายตัวคุณ A ก็ถูกทำให้กลายเป็นคนที่ชอบทะเลาะ ป่วยจิต พูดไม่ดีชอบรื้อฟื้นเรื่องเก่า คือถูกทำให้รู้สึกว่าตัวคุณ A ไม่มีอะไรดีทั้งนั้น คุณ A รู้สึกว่าแบกอะไรไว้หลายอย่าง เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว แล้วภาพจำที่เพื่อน ๆ คุณ A เห็นว่า ดูสนิทกันดี ว่าเขามีคุณูปการกับขบวนแรงงาน ทำให้คุณ A เชื่อว่าการซัพพอร์ตเขาคือการสนับสนุนขบวนการด้วย ทุกคนมักมองเขาเป็นคนดีไม่เคยมีเรื่องราวกับใคร ตัวคุณ Aก็ไม่อยากทำลายภาพนั้น ไม่อยากทำให้ขบวนการเสียหาย พยายามทำตัวให้ปกติเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น แต่คุณ A ก็ทรมานกับการโทษตัวเองซ้ำ ๆ คิดไปว่า ถ้าตัวคุณ A กล้าบอกคนอื่นในวันแรก ๆ คงจบแล้ว คงไม่เกิดเรื่องซับซ้อนแบบนี้ ถ้าไม่ลบหลักฐาน ถ้าไม่ ๆๆๆ เวลาเห็นคนชื่นชมคนคนนี้ก็อยากจะอ้วก และสงสัยว่ามีเหยื่อจากการแสวงผลประโยชน์ทางเพศจากคนคนนี้อีกกี่คน

หลังจากฟังคุณ A เล่าเรื่องทั้งหมดจบ ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่งที่ฟังคุณ A เล่าเรื่องทั้งหมด มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความเสียใจ และการโทษตัวเอง มากมายจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร คุณ A เสียใจที่ตัวเองไม่บอกคนอื่นให้เร็วกว่านี้ กลัวที่ทำลายขบวนการเคลื่อนไหว คุณ A เลือกที่จะทำลายหลักฐานเองในตอนนั้นเพราะ คุณ A ไม่ต้องการให้คนอื่นผิดหวังกับตัวผู้กระทำ คุณ A อยู่กับมันมาเกือบ 2 ปี มีเรื่องมากมายที่เกิดขึ้นที่ คุณ A ขอไม่ให้เราเขียนลงไป และเมื่อ คุณ A ทนกับมันไม่ไหวแล้วและเริ่มที่จะเล่าให้คนรอบตัวฟัง รวมถึงคนในขบวนที่สนิทและไว้ใจ มีเพื่อนที่ยืนข้างคุณ A จำนวนหนึ่งพยายามช่วย คุณ A เท่าที่ทำได้ แต่สิ่งที่คุณ A ไม่คิดว่าเขาต้องเจอคือคำถามมากมายจากคนอีกจำนวนหนึ่งที่เขาก็สนิทและเคารพกันมา “จริงเหรอ?” “ใช่เหรอ เขาไม่ดูเป็นคนแบบนั้นเลย เขาเป็นคนดีนะ” “แล้วทำไมไม่พูดตั้งแต่ตอนนั้น ทำไมไม่พูดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงพึ่งมาพูดตอนนี้” หรือไม่ก็เลือกที่จะเชื่อฝั่งผู้กระทำที่กล่าวหาว่าเหยื่อมีอาการทางจิต หรือถึงขั้นถูกบอกให้เงียบเสีย อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบกับคุณ A มาก ทำให้คุณ A ตัดสินใจเงียบลงอีกครั้ง เพราะเจ็บปวดกับคำถามที่ตั้งคำถามกับคุณ A และยิ่งทำให้เขายิ่งโทษตัวเองมากขึ้นไปอีก คุณ A พยายามอยู่กับมันไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้บอกใครเพิ่มเติม ตอนที่คุณ Aเล่าเรื่องทั้งหมดให้เราฟัง คุณ A อยากรู้ว่ามีเหยื่อแบบเขาอีกไหมเพื่อที่จะได้ยืนยันกับตัวเองว่าสิ่งที่คุณ A โดน คุณ A ไม่ได้คิดไปเอง มันเจ็บปวดมากกับการนั่งมองเหยื่อที่แตกสลายและกลัวแม้กระทั่งว่าสิ่งที่ตัวเองโดน อาจจะเป็นตัวเองที่คิดมากไปเอง และต้องผ่านเรื่องราวที่เลวร้ายทั้งหมดนี้มาเพียงลำพัง

สิ่งที่ผูกพวกเราเอาไว้ในฐานะขบวนการนักเคลื่อนไหวคืออะไร? สำหรับเรา มันคือ “ความรุนแรง” เพราะเราทุกคนที่มายืนตรงนี้ต่างก็เคยประสบและพบเห็นความรุนแรงหลากหลายรูปแบบในสังคม ทั้งจากรัฐ ทุน ปิตาธิปไตย การเหยียดเชื้อชาติ การกดขี่ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบแรงงาน ฯลฯ ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้คนที่แทบไม่รู้จักกันเลยมาเจอกัน มองเห็นกัน และสร้างคำว่า “พวกเรา” ขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คิดเห็นตรงกันทุกเรื่อง เราต่างก้าวเข้ามาในพื้นที่นี้ด้วยความหวังเดียวกัน คือการเห็นสังคมที่ยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเท่าเทียม แต่ในขณะเดียวกันเรื่องหนึ่งที่เราอาจจงใจปิดตาข้างหนึ่งเพื่อไม่ให้มองเห็นมันคือ “วัฒนธรรมการข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศ” ที่กำลังกัดกินอยู่ภายในขบวนการของเราเอง วัฒนธรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน หรือดำรงอยู่ได้เพราะคนเลวไม่กี่คนและไม่ได้เกิดขึ้นจากปีศาจที่ไหน แต่เกิดจากคนธรรมดาในพวกเรา ที่ค่อย ๆ สร้าง ถักทอ และหล่อหลอมมันขึ้นมาในขบวนการเคลื่อนไหวที่อ้างว่าสู้เพื่อความเท่าเทียม วัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการผลิตซ้ำโครงสร้างอำนาจนิยมที่มีลำดับชั้นอำนาจอาวุโสรวมศูนย์ ที่สร้าง “แกนนำผู้มีบารมี” ใช้ประสบการณ์และเครือข่ายทางการเมืองที่มีมากดขี่คนรุ่นใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ โครงสร้างแบบนี้ทำให้คำพูดของคนบางกลุ่มมีอำนาจและทำให้คนอีกกลุ่มกลายเป็นผู้ไร้เสียงไป ผู้มีอำนาจมากกว่าใช้ความนับถือ ความเคารพไว้เนื้อเชื่อใจเป็นเครื่องมือล่วงละเมิดสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายของผู้มีอำนาจน้อยกว่า พวกเขาใช้อุดมการณ์ทางการเมืองมาเป็นข้ออ้างในการตักตวงผลประโยชน์จากใครก็ได้ เขาจึงพร้อมที่จะล่วงละเมิดและลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนที่มีอำนาจน้อยกว่าลับหลัง แม้จะปราศรัยเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมได้อย่างกินใจในที่สาธารณะก็ตาม

สิ่งที่เหยื่อต้องเจอภายใต้โครงสร้างแบบนี้ไม่ใช่แค่การถูกล่วงละเมิด หรือการต่อสู้กับตัวเองว่าสิ่งที่ตัวเองเจอเป็นเรื่องจริง การต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นเหยื่อ การโทษตัวเองที่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น สิ่งที่คุณ A ต้องเจอและเจ็บปวดมากกว่าคือ เมื่อรวบรวมความกล้าที่จะพูดออกไปว่า คุณ A เจอกับอะไร คนในขบวนการก็เลือกที่จะตั้งคำถามกับเหยื่อและสาดโคลนใส่เหยื่อ เพียงเพราะผู้กระทำผิด เป็น “คนดี” “ผู้เสียสละเพื่อขบวนการ” “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” และตนต้องกลายเป็นผู้ทำลายขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ตัวเองก็หวงแหนมันไม่ต่างกัน คุณ A ถูกทำให้โดดเดี่ยว ถูกบีบให้เงียบเสียงลงด้วยความกลัวว่าเขาจะเป็นคนทำลาย “เป้าหมายที่ใหญ่กว่า ของส่วนรวม”

นี่ไม่ใช่เคสเดียวที่เกิดขึ้นและจะไม่ใช่เคสสุดท้าย การเป็นนักเคลื่อนไหวไม่ได้ทำให้ใครหลุดพ้นจากความรุนแรงที่สังคมหล่อหลอมมา ไม่ได้ทำให้เข้าใจเรื่องความยินยอมและสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของผู้อื่นโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ทำให้พื้นที่ตรงนี้แตกต่าง ไม่ใช่แค่การประกาศว่าพื้นที่ตรงนี้ปลอดภัย แต่เป็นความสามารถในการเผชิญหน้าความรุนแรงภายใน การสร้างกลไกการตรวจสอบภายในที่เป็นธรรม ไม่ใช่ถูกปฏิเสธ ลดทอนให้เป็นเรื่องเข้าใจผิด หรือทำให้เงียบลงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของขบวนการ สำหรับเราการจัดการกับความรุนแรงไม่ได้ทำลายขบวนการ แต่การปล่อยให้มันดำรงอยู่ต่างหากที่เป็นตัวทำลาย ดังนั้นเราจึงหวังว่าพื้นที่ที่เรายืนร่วมกันตรงนี้ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คนที่เห็นปัญหาสังคมสามารถมาสู้ร่วมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงมันได้ โดยไม่ต้องเผชิญกับความรุนแรงแบบเดียวกันซ้ำอีก

ทุกวันนี้ความยุติธรรมยังคงมาไม่ถึงและเหยื่อยังคงเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราต้องการเห็นเหยื่อได้รับความเป็นธรรม และพร้อมยืนเคียงข้างเหยื่อทุกคนเสมอ