กมล กมลตระกูล
บทบาทของสตรีมีมากขึ้นทุกวัน ผู้หญิงไทยที่ไปสร้างชื่องเสียงระดับโลกมีจำนวนมาก เช่น ล่าสุด เนเน่ รอยัล
มีนักกอล์ฟ นักเทนนิสหญิงติดอันดับโลกมากมาย
แม้แต่คดีการเมืองผู้หญิงก็มีบทบาทที่โดดเด่น และเด็ดเดี่ยวเท่าๆหรือมากกว่าชาย เช่น ตะวัน บุ้ง มายด์ เดียร์ ปอ หรือ แอมป์ เป็นต้น
การมองผู้หญิงผ่านแว่นของโครงสร้าง ไม่ใช่เจาะที่ตัวบุคคลจะช่วยเข้าใจบทบาทของสตรี คือ ”ผู้เปลี่ยนโลก“ได้ชัดเจนขึ้น
ขบวนการต่อสู้ ขับเคลื่อน สิทธิสตรี หรือสตรีนิยมเกิดจึ้นจากการกดขี่และกดทับสตรีทางโครงสร้างวัฒนธรรมของสังคมแบบอำนาจชายนิยม( Male chauvinism) และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น คหบดีมักมีเมียหลายคน บางศาสนาส่งเสริมหรืออนุญาตให้มีเมียหลายคน กลายเป็นเรื่องปกติ และเปิดเผย
แต่หากผู้หญิงอยากมี หรือมีสามีหลายคนก็จะถูกประนามว่าเป็นผู้หญิง ร่าน สำส่อน เจ้าชู้ มักมากในกาม แพศยา เป็นนางกากี นางวันทอง โดยวรรณกรรมโบราณตอกย้ำการกดขี่หญิงนี้ ว่าทำไม่ได้ แต่ชายอย่างขุนแผนทำได้ เป็นต้น
แม้แต่ภาษาก็สะท้อนระบอบอำนาจชายนิยม และการกดขี่หญิง เช่น เวลามีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิทธิและความเป็นเจ้าของร่างกายของหญิง ที่มีความเท่าเทียมกับชาย ก็ยังใช้คำว่า ”ชายได้ผู้หญิง“ และ “ หญิงเสียตัว” ให้ผู้ชาย
การตีความผิดโดยตั้งใจ หรือไม่เข้าใจทำให้แนวคิด แนวคิดของสตรีนิยม (Feminism) ถูกเข้าใจผิดและนำไปใช้ผิดๆ และเคลื่อนไหวอย่างผิดๆ แม้ในหมู่ผู้หญิงด้วยกันเองในขบวนการ หรือผู้อ้างว่าเป็น Feminism
เลย ทำให้แนวคิด หรือขบวนการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งใหม่ในสังคม รวมทั้งความอคติระหว่างเพศ และวิธีคิดเชิงปะทะ(Antagonism) ที่ขยายความขัดแย้งในสังคมเป็นเรื่องเชิงตัวบุคคล ระหว่างเพศชายหญิง สามีภรรยา และ การเหยียดหยามกลุ่มหลากหลายทางเพศ(LGBT) และบางครั้งนำไปสู่การปะทะคารม หรือการใช้วาทกรรมที่รุนแรงต่อกัน แบ่งพวกแบ่งฝ่ายกัน ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้มองในเชิงโครงสร้างอย่างตัวอย่างข้างต้น
ทำความเข้าใจความหมายของแต่ละตัวอักษร LGBT
L – Lesbian (เลสเบี้ยน): ผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกัน
G – Gay (เกย์): ผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกัน (บางครั้งใช้เรียกผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกันได้เช่นกัน)
B – Bisexual (ไบเซ็กชวล): คนที่ชอบได้ทั้งเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม
T – Transgender (คนข้ามเพศ): คนที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศที่กำเนิดมา เช่น แปลงเพศหรือแสดงออกเป็นเพศชายหรือเพศหญิง
การทำความเข้าใจแนวคิดนี้อย่างถูกต้องให้มองลึกถึงปัญหาว่าเกิดจากโครงสร้างจะช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เป็นธรรมขึ้นอย่างยั่งยืน เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในเชิงปริมาณ
เพราะพลังสตรี คือผู้สร้างและเปลี่ยนโลก แต่ถูกเพศเดียวกันแบ่งแยกออกไปต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในเชิงประเด็นของสตรีเพศนิยมเพียงประเด็นเดียวออกจากขบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ Feminism เป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างชายนิยม ( Masculinism หรือ Patriarchy ))สร้างความเสียหายให้แก่เพศชายเช่นกัน ผ่านกรอบความคาดหวังที่เข้มงวด หรือที่เรียกว่า Toxic Masculinity เช่น การห้ามแสดงความอ่อนแอ การทำตัวกร่าง เอะอะเสียงดัง การสืบทอดภาระความเป็นผู้นำที่ไม่สมเหตุสมผล
หรือการตีตราเพศชายที่ไม่ดำเนินชีวิตตามบรรทัดฐานกระแสหลัก เช่นหากมีความสุภาพเรียบร้อย ก็มักถูกสบประมาท ว่า หน้าผู้หญิง หรือ กะเทย เป็นต้น
ข้อเข้าใจผิดที่มักพบบ่อย แม้แต่ในหมู่ผู้หญิง
"Feminism คือการเกลียดผู้ชาย" — แท้จริงแล้วไม่ได้ต่อต้านผู้ชาย แต่ต่อต้านระบบอคติและความไม่เท่าเทียม
"Feminism ต้องการให้ผู้หญิงอยู่เหนือกว่า" — แท้จริงแล้ว เป้าหมายคือความเท่าเทียม (Equality) และความเสมอภาค (Equity) ไม่ใช่การสลับอำนาจปกครอง
"Feminism บังคับให้ผู้หญิงต้องทำงานนอกบ้าน" — เป้าหมายที่แท้จริง แนวคิดนี้สนับสนุน "เสรีภาพในการเลือก" ไม่ว่าผู้หญิงจะเลือกเป็นผู้บริหาร หรือเลือกเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว ถือเป็นคุณค่าที่เท่าเทียมกันหากมาจากความต้องการของเจ้าตัว
ประเด็นสิทธิสตรีและการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ (Feminism)
แนวคิดหลัก คือ การเชื่อมั่นและผลักดันให้คนทุกเพศมีความเท่าเทียมกันทั้งในทางกฎหมาย การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อยกเพศหญิงให้อยู่เหนือเพศชาย แต่เป็นการรื้อถอนโครงสร้างสังคมที่กดทับและจำกัดบทบาทของบุคคลตามบรรทัดฐานทางเพศ
ในประวัติศาสตร์ที่โครงสร้างอำนาจมักถูกผูกขาดโดยบรรทัดฐานเพศชาย คำว่า "เฟมินิสต์" (Feminism) หรือ "สิทธิสตรีและสิทธิเพศสภาพ" มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงแนวคิดที่มุ่งเน้นการเรียกร้องสิทธิประโยชน์ให้แก่เพศหญิง หรือเป็นขบวนการที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อเพศชาย
ทว่าในทางรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และมานุษยวิทยา แก่นแท้ของ Feminism คือ การวิพากษ์และรื้อถอนโครงสร้างเชิงอำนาจ (Power Dynamics) ที่สร้างความไม่เสมอภาค และการปลดแอกมนุษย์ทุกคนออกจากกรอบจำกัดของบรรทัดฐานทางเพศ
โดยเฉพาะในด้านสวัสดิการสังคมของเพศหญิงที่มีความเปราะบางกว่าเพศชายหลายด้าน
หลักการแก่นแท้และจุดมุ่งหมายสำคัญ (Core Concepts)ของ สตรีนิยม
1. การรื้อถอนระบอบชายนิยม (Dismantling Patriarchy)
แนวคิดหลักมองว่าสังคมส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างที่ให้คุณค่าและอำนาจแก่เพศชายมากกว่า (Patriarchy) แนวคิดหรือปรัชญาของ Feminism จึงพยายามแก้ไขความไม่เสมอภาคเชิงโครงสร้างนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกเพศเติบโตได้อย่างเสรี
2. สิทธิในการกำหนดชีวิตและเรือนร่างของตนเอง (Bodily Autonomy & Agency)
เน้นย้ำเรื่องเสรีภาพในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายและการดำเนินชีวิตของตนเอง เช่น สิทธิในการเลือกอาชีพ การวางแผนครอบครัว การยินยอมในความสัมพันธ์ (Consent) และความปลอดภัยจากการคุกคามทางเพศ
แนวคิดนี้ต้องการปลดแอกความเหลื่อมล้ำผ่านแว่นตา Feminism จาก การต่อสู้เชิงโครงสร้างสู่เสรีภาพของทุกคน
แก่นแท้ ของสตรีนิยม คือ การรื้อถอนระบอบชายนิยม
ระบอบชายนิยม (Patriarchy) คือโครงสร้างสังคมที่จัดระเบียบให้คุณค่า ความสามารถ และอำนาจการตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่ในมือของเพศชาย Feminism จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สลับตำแหน่งอำนาจ แต่เป็นการตั้งคำถามต่อระบบที่กดทับดังกล่าว
นักปรัชญาและนักทฤษฎีเฟมินิสต์ชั้นแนวหน้าอย่าง Simone de Beauvoir ได้ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการที่สังคมสร้างบทบาทเพศสภาพขึ้นมา ผ่านผลงานคลาสสิกใน The Second Sex (1949) โดยกล่าวไว้ว่า:
"Feminism is a movement to end sexism, sexist exploitation, and oppression."
เฟมินิสต์คือขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อยุติการการเลือกปฏิบัติทางเพศ การเอารัดเอาเปรียบทางเพศ และการกดขี่ทั้งปวง
วาทะนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่แยก "เพศกำเนิด" (Sex) ออกจาก พฤติกรรมของ"เพศสภาพ" (Gender) ซึ่งอธิบายว่า บทบาท ความคาดหวัง และข้อจำกัดต่างๆ ที่ผู้หญิงได้รับนั้น ไม่ใช่เรื่องตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่สังคมหล่อหลอมและกำหนดขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบอำนาจของเพศกำเนิด
3. ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง
Socialist / Marxist Feminism สตรีนิยม หรือ สิทธิสตรีในกรอบมุมมองของสำนักสังคมนิยม
แว่นสังคมนิยมมองว่า ต้นตอของปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดจาก การทำงานร่วมกันอย่างแนบแน่นระหว่าง "ระบอบชายนิยม" และ "ระบบทุนนิยม" (Dual Systems Theory)
กรอบการวิเคราะห์ของสำนักนี้ ใช้การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์แบบมาร์กซิสต์ มุ่งพิจารณาเรื่อง ชนชั้น และ แรงงาน ชี้ให้เห็นว่าระบบทุนนิยมเอาเปรียบผู้หญิงผ่าน "แรงงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน" (Unpaid Care Work/Domestic Labor) เช่น งานบ้าน งานดูแลครอบครัว ซึ่งช่วยผลิตซ้ำแรงงานให้แก่ระบบทุนนิยมฟรีๆ ในขณะเดียวกันระบบชายนิยม(ผู้บริหารชาย นักกฎหมายชาย) ก็กดให้แรงงานหญิงในตลาดมีราคาถูกกว่า ได้รับการเลื่อนตำแหน่งช้ากว่า หรือถูกกีดกัน
เป้าหมายและแนวทางแก้ไขในสายตาของมาร์กซิสม์ คือการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและสังคม (Socio-economic Transformation) ที่มุ่งล้มล้างทั้งระบบทุนนิยมและระบบชายนิยมพร้อมๆกันไป สร้างระบบความเท่าเทียมของทุกเพศ สนับสนุนการจัดสรรทรัพยากรใหม่ อย่างเท่าเทียมกัน
รัฐต้องมีสวัสดิการดูแลงานบ้าน/การดูแลเด็ก การให้การศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ให้สิทธิลูกชายก่อน และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้แก่แรงงานทุกเพศ จ่ายค่าจ้างตามความสามารถและตำแหน่งงาน
สำนักนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีความซับซ้อนในการเคลื่อนไหวจริง เนื่องจากต้องปรับสมดุลระหว่างการต่อสู้เรื่องชนชั้นและการต่อสู้เรื่องเพศสภาพ บางครั้งอาจทำให้ประเด็นทางเพศถูกลดทอนลงภายใต้ร่มของการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ และการเมืองเพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง
4.. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์: 4 คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง
เจาะลึกถึงขบวนการเคลื่อนไหวของ Feminism มีการปรับตัวและขยายขอบเขตความคิดมาอย่างต่อเนื่องตามยุคสมัย โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วงคลื่นสำคัญ ดังนี้:
คลื่นลูกแรก First-Wave Feminism (ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20): มุ่งเน้นไปที่สิทธิทางการเมืองและกฎหมายพื้นฐาน โดยเฉพาะสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง (Women's Suffrage) สิทธิในการถือครองทรัพย์สิน และการศึกษา
คลื่นลูกที่ 2 Second-Wave Feminism (1960s – 1980s): ขยายการตั้งคำถามจากเรื่องกฎหมายไปสู่เรื่องวัฒนธรรมและชีวิตประจำวัน เช่น ความรุนแรงในครอบครัว สิทธิการเจริญพันธุ์ (Reproductive Rights) และความเหลื่อมล้ำในสถานที่ทำงาน
Betty Friedan ได้เขียนเล่าผ่านหนังสือ The Feminine Mystique (1963) ได้เปิดเผยความทุกข์ระทมที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพจำของแม่บ้านในอุดมคติ
คลื่นลูกที่ 3 Third-Wave Feminism (1990s – 2010s): เน้นความหลากหลายและการตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานเดิม โดยเริ่มโอบรับเพศวิถีที่หลากหลายและการท้าทายกรอบ Binary (ชาย/หญิง)
คลื่นลูกที่ 4 Fourth-Wave Feminism (2010s – ปัจจุบัน): ขับเคลื่อนแนวคิดนี้ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสังคมออนไลน์ มุ่งเน้นประเด็นเรื่องการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ความยินยอม (Consent) และความยุติธรรมเชิงโครงสร้างในระดับโลก
5.. ความทับซ้อนทางอัตลักษณ์ (Intersectionality)
การพัฒนาที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของ Feminism ยุคใหม่ คือแนวคิด Intersectionality ที่เสนอโดยนักกฎหมาย Kimberlé Crenshaw ในปี 1989 ซึ่งเตือนใจให้เห็นว่า ประสบการณ์ความกดทับของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางเพศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทับซ้อนกันของเพศสภาพ ชาติพันธุ์ ชั้นชนทางสังคม และปัจจัยอื่นๆ
ดังที่ Bell Hooks นักคิดและนักเขียนแนวเฟมินิสต์ผิวสี ได้นิยามแก่นของ Feminism ไว้ในหนังสือ Feminism is for Everybody (2000) ว่า:
Feminism is a movement to end sexism, sexist exploitation, and oppression."
เฟมินิสต์คือขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อยุติการการเลือกปฏิบัติทางเพศ การเอารัดเอาเปรียบทางเพศ และการกดขี่ทั้งปวง
คำนิยามนี้ย้ำเตือนว่า เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการปลดแอกสตรีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการยุติระบบอคติและการกดทับหญิงทุกรูปแบบในสังคม
Feminism เสนอทางออกให้แก่คนทุกเพศ รวมทั้ง lGBT ด้วยในการมีเสรีภาพที่จะเลือกวิถีชีวิต แสดงอารมณ์ความรู้สึก และประกอบอาชีพตามความถนัด โดยไม่ต้องถูกจำกัดด้วยคุณค่าทางเพศที่สังคมกำหนดผ่านวัฒนธรรมประจำชาติ คำสั่งสอน คำพังเพย วรรณกรรม และคำสอนทางศาสนาที่กดขี่ ด้อยค่าสตรี
กล่าวโดยสรุป ปัญหาความไม่เท่าเทียมและการถูกกดทับของสตรี เกิดจากปัญหาทางโครงสร้าง การต่อสู้ของ Feminism หรือ สตรีนิยมนั้น จึงแยกไม่ออกจากการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่กดขี่สตรีในสังคมที่ยังไม่ก้าวหน้า นั่นคือ การต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อขจัดปัญหาข้างต้น นั่นเอง
ไม่ใช่การต่อสู้เรียกร้องในเชิงประเด็นอย่างที่หลายขบวนการสตรีต่อสู้อยู่
เอกสารอ้างอิง (References)
1. Beauvoir, S. de. (1949). The Second Sex (Le Deuxième Sexe). Paris: Gallimard.
2. Crenshaw, K. (1989). Demarginalizing the Intersection of Race and Sex: A Black Feminist Critique of Antidiscrimination Doctrine, Feminist Theory and Antiracist Politics. University of Chicago Legal Forum, 1989(1), 139-167.
3. Friedan, B. (1963). The Feminine Mystique. New York: W. W. Norton & Company.
4. Hooks, B. (2000). Feminism is for Everybody: Passionate Politics. Cambridge, MA: South End Press.
5. Tong, R. (2014). Feminist Thought: A More Comprehensive Introduction (4th ed.). Boulder, CO: Westview Press