
พรรคประชาชน - People's Party
3 hours ago
·
[ ผิดหวัง ‘มติ ครม. ปัดตกร่างกฎหมายสำคัญ’ พิสูจน์ชัด รัฐบาล ‘ไม่ได้นึกถึงประชาชนเป็นตัวตั้ง’ อย่างที่กล่าวอ้าง ]
.
หมดเวลา 60 วันตามกรอบกฎหมายที่ ครม. ต้องยืนยันรับร่างกฎหมายเพื่อพิจารณาต่อ (เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา)
.
การพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างจากสภาชุดที่แล้ว แทนที่คณะรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้ทบทวนและยืนยันร่าง พ.ร.บ. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย แต่จากมติ ครม. ล่าสุดกลับสร้างความผิดหวังอย่างยิ่ง เมื่อรัฐบาลเลือกที่จะยืนยันร่างกฎหมายเพียงแค่ 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา และ ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เท่านั้น
.
ส่วนร่าง พ.ร.บ. ที่เหลือ คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะ "ปัดตก" ไม่รับร่างกฎหมายสำคัญฉบับอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นเพื่อปกป้องชีวิต สิทธิ และความยุติธรรมของประชาชนทั้งสิ้น
.
คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะเพิกเฉยต่อลมหายใจและปกป้องชีวิตประชาชนจากการไม่ยืนยันร่าง พ.ร.บ. PRTR และ พ.ร.บ. โรงงาน ทำให้ไทยเสียโอกาสในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลก เนื่องจากเทรนด์การค้าโลกในปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
.
*หากรัฐไม่มีมาตรการจัดการสิ่งแวดล้อมในการประกอบธุรกิจอย่างเข้มงวด ท้ายที่สุดจะเจอมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงเปรียบเทียบ มาตรการที่ว่า เช่น การใช้ CBAM หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป เป็นนโยบายที่จะกำหนดราคาสินค้านำเข้าบางประเภท ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น นักลงทุนก็จะตัดสินใจไปลงทุนในประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับมาตรการกีดกันทางการค้าแบบใหม่ในประเทศอื่นมากกว่าจะลงทุนในไทย
.
พ .ร.บ. นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า นอกจากรัฐบาลจะปฏิเสธที่จะคืนความยุติธรรมและล้างมลทินให้ชาวบ้านที่ถูกรัฐยึดที่ดินทำกินอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว ยังปล่อยให้พวกเขาต้องต่อสู้กับคดีความและสูญเสียที่ดินต่อไป
.
*การไม่ยืนยันในร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่าจะทำให้ไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจในการแก้ปัญหาความยากจนให้หมดไป ประชาชนจะติดหล่มความยากจนแบบถาวรเพราะไร้ที่ทำกิน ซ้ำยังมีคดีติดตัว ไทยจะเสียโอกาสในการยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก เนื่องจากชนเผ่าพื้นเมืองต้องสูญเสียที่ทำกินจากชุมชนดั้งเดิม เพราะการใช้กฎหมายกดขี่จากรัฐ
.
คณะรัฐมนตรีไม่ให้คุณค่าคุณภาพชีวิตคนทำงาน ด้วยการไม่ยืนยัน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ไม่ลดชั่วโมงการทำงานให้เหลือ 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ ไม่เพิ่มสิทธิการลาหยุดตามมาตรฐานสากล ยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนอีกครั้งว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้เลือกที่จะยืนหยัดเคียงข้างนายทุนมากกว่าประชาชนคนทำงานหรือไม่
.
*การไม่ยืนยัน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานดังกล่าว ทำให้สูญเสียโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตเทียบเท่ามาตรฐานสากล ไทยจะเสียโอกาสในการยกระดับผลิตภาพแรงงานภายในประเทศ ส่งผลให้ผลงานที่ผลิตออกมามีคุณภาพต่ำ ตลอดจนเสียโอกาสในการรักษา Talent (คนเก่ง คนมีความสามารถ) เนื่องจากทำให้เกิดภาวะสมองไหลออกนอกประเทศ ซ้ำยังไม่ดึงดูดคนมีความรู้ ความสามารถเข้ามาช่วยบริหารบ้านเมืองด้วย ภาคธุรกิจไทยก็จะขาดโอกาสในการขับเคลื่อนทรัพยากรตลอดจนนวัตกรรมที่ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้
.
ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ในมิติของการลงทุนและพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG (Environmental, Social, Government) ที่ให้ความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ หากมีการตรวจสอบย้อนกลับและพบว่าประเทศใดมีการละเมิดสิทธิแรงงานหรือเอาเปรียบแรงงานมากเกินไปจนไม่ได้มาตรฐานสากล ก็เสี่ยงที่จะถูกมาตรการกีดกันทางการค้าได้ในที่สุด
.
คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะปกป้องอำนาจทหารมากกว่าสิทธิของประชาชน ด้วยการไม่ยืนยัน พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร ปฏิเสธการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางทหาร ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีสิทธิยื่นฟ้องทหารที่กระทำความผิดในศาลพลเรือน
.
*ทำให้ไทยเสียโอกาสในการทำลายภาพลักษณ์ที่เป็นภาพจำว่าไทยเต็มไปด้วยวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด การซ้อมทรมานทหารคือการละเมิดสิทธิพลเรือน การไม่ทำให้กระบวนการยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ เสี่ยงที่จะทำให้ไทยตกอันดับเรื่องความโปร่งใส จากดัชนี CPI (Corruption Perceptions Index) ส่งผลให้การชี้วัดด้านนี้ของไทยออกมาได้ “น่าอาย” กว่าเดิม ตลอดจนดัชนีประชาธิปไตยของไทย (Decmocracy Index) ก็ตกต่ำตามกัน เพราะขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุลกับอำนาจฝ่ายบริหาร ถือเป็นการแช่แข็งโครงสร้างอำนาจนิยมให้อยู่เหนือสิทธิและเสียงของประชาชน แน่นอนว่า ในท้ายที่สุด จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติไปด้วย อาจทำให้ อัตราการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลงเพราะความเชื่อมั่นจากนักลงทุนลดลงจากภาพลักษณ์ที่เสื่อมถอยดังกล่าว
.
พรรคประชาชนเคยเรียกร้องให้ ครม. นำร่างกฎหมายเหล่านี้มาทบทวนการตัดสินใจเพื่อพิจารณาอีกครั้ง โดยหวังว่ารัฐบาลจะนำเอา “ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง” อย่างที่กล่าวอ้าง แต่มติ ครม. ที่ออกมาเช่นนี้ สะท้อนชัดเจนว่าคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงวาทกรรมที่เมื่อต้องใช้อำนาจตัดสินใจเพื่อจะยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รัฐบาลกลับเลือกที่จะปกป้องกลุ่มทุนและอำนาจรัฐ แล้วปล่อยปละละเลยชีวิตประชาชนเหมือนเดิม
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122196191534480817&set=a.122093105408480817