
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
Yesterday
·
ความคิดเบื้องหลัง “เตะหมาต้องดูเจ้าของ”
คำพูดของนายอนุทินครั้งนี้น่าสนใจตรงที่ เขาพยายามสร้างภาพตัวเองในฐานะ “เจ้าของ” ที่จะปกป้องคนในปกครองจากผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีกำลังเหนือกว่า
แต่ปัญหาคือ ภาษาที่เขาเลือกใช้กลับเผย จินตนาการทางอำนาจแบบศักดินาอุปถัมภ์ มากกว่าจิตสำนึกแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่
ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ “หมา” ของใคร
และนักการเมืองก็ไม่ใช่ “เจ้าของ” ของประชาชน
สุภาษิต “เตะหมาต้องดูเจ้าของ” อาจใช้ในวงเหล้าหรือในวัฒนธรรมเจ้าพ่อได้
แต่เมื่อหลุดออกมาจากปากนายกรัฐมนตรี มันสะท้อนวิธีคิดที่อันตรายอย่างยิ่ง
เพราะมันตีความความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในฐานะความเป็นเจ้าขุนมูลนายไม่ใช่ “พลเมืองกับผู้รับใช้สาธารณะ”
ยิ่งเขาพูดว่า “ใครมาทำร้ายคนในปกครองของท่าน ก็คือทำร้ายท่าน”
ประโยคนี้ยิ่งสะท้อนโครงสร้างอำนาจแบบเครือข่ายอุปถัมภ์
ที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถูกทำให้กลายเป็น “เจ้าถิ่น”
และประชาชนคือ “บริวารในเขตอิทธิพล”
นี่ไม่ใช่ภาษาของรัฐสมัยใหม่ แต่มันคือภาษาของระบบบ้านใหญ่
แทนที่รัฐจะพูดเรื่องสิทธิ กลับพูดเรื่องบุญคุณ
แทนที่จะยืนยันว่า ประชาชนมีศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย
กลับใช้ถ้อยคำที่ทำให้ประชาชนดูคล้ายผู้ใต้ปกครอง ที่ต้องรอการคุ้มครองจากผู้มีอำนาจ
และนี่คือจุดที่น่าวิตกที่สุด
เพราะเมื่อผู้นำรัฐเริ่มมองความสัมพันธ์ทางการเมืองผ่านกรอบ “เจ้าของกับลูกน้อง”
การบังคับใช้กฎหมายก็อาจค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความจงรักภักดีส่วนบุคคล
คนที่ได้รับการคุ้มครอง อาจไม่ใช่คนที่มีสิทธิ แต่คือคนที่อยู่ใต้สังกัด
คำพูดนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงวาทศิลป์หลุดปาก แต่มันสะท้อนโลกทัศน์ทางการเมืองทั้งหมด
โลกที่ประชาชนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นพลเมืองผู้เสมอกัน แต่เป็นคนของใครบางคน
และในสังคมแบบนั้น สิ่งที่แข็งแรงที่สุด อาจไม่ใช่รัฐธรรมนูญ
แต่อาจเป็น “สายสัมพันธ์แบบเจ้าพ่อ” ที่แผ่เงาอยู่เหนือกฎหมายเสียเอง
https://www.facebook.com/PhichainaBhuket/posts/1500853984830168
·
ความคิดเบื้องหลัง “เตะหมาต้องดูเจ้าของ”
คำพูดของนายอนุทินครั้งนี้น่าสนใจตรงที่ เขาพยายามสร้างภาพตัวเองในฐานะ “เจ้าของ” ที่จะปกป้องคนในปกครองจากผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีกำลังเหนือกว่า
แต่ปัญหาคือ ภาษาที่เขาเลือกใช้กลับเผย จินตนาการทางอำนาจแบบศักดินาอุปถัมภ์ มากกว่าจิตสำนึกแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่
ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ “หมา” ของใคร
และนักการเมืองก็ไม่ใช่ “เจ้าของ” ของประชาชน
สุภาษิต “เตะหมาต้องดูเจ้าของ” อาจใช้ในวงเหล้าหรือในวัฒนธรรมเจ้าพ่อได้
แต่เมื่อหลุดออกมาจากปากนายกรัฐมนตรี มันสะท้อนวิธีคิดที่อันตรายอย่างยิ่ง
เพราะมันตีความความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในฐานะความเป็นเจ้าขุนมูลนายไม่ใช่ “พลเมืองกับผู้รับใช้สาธารณะ”
ยิ่งเขาพูดว่า “ใครมาทำร้ายคนในปกครองของท่าน ก็คือทำร้ายท่าน”
ประโยคนี้ยิ่งสะท้อนโครงสร้างอำนาจแบบเครือข่ายอุปถัมภ์
ที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถูกทำให้กลายเป็น “เจ้าถิ่น”
และประชาชนคือ “บริวารในเขตอิทธิพล”
นี่ไม่ใช่ภาษาของรัฐสมัยใหม่ แต่มันคือภาษาของระบบบ้านใหญ่
แทนที่รัฐจะพูดเรื่องสิทธิ กลับพูดเรื่องบุญคุณ
แทนที่จะยืนยันว่า ประชาชนมีศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย
กลับใช้ถ้อยคำที่ทำให้ประชาชนดูคล้ายผู้ใต้ปกครอง ที่ต้องรอการคุ้มครองจากผู้มีอำนาจ
และนี่คือจุดที่น่าวิตกที่สุด
เพราะเมื่อผู้นำรัฐเริ่มมองความสัมพันธ์ทางการเมืองผ่านกรอบ “เจ้าของกับลูกน้อง”
การบังคับใช้กฎหมายก็อาจค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความจงรักภักดีส่วนบุคคล
คนที่ได้รับการคุ้มครอง อาจไม่ใช่คนที่มีสิทธิ แต่คือคนที่อยู่ใต้สังกัด
คำพูดนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงวาทศิลป์หลุดปาก แต่มันสะท้อนโลกทัศน์ทางการเมืองทั้งหมด
โลกที่ประชาชนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นพลเมืองผู้เสมอกัน แต่เป็นคนของใครบางคน
และในสังคมแบบนั้น สิ่งที่แข็งแรงที่สุด อาจไม่ใช่รัฐธรรมนูญ
แต่อาจเป็น “สายสัมพันธ์แบบเจ้าพ่อ” ที่แผ่เงาอยู่เหนือกฎหมายเสียเอง
https://www.facebook.com/PhichainaBhuket/posts/1500853984830168