
https://foreignpolicy.com/2026/03/31/scenarios-ground-war-iran-trump-israel-kharg-hormuz-oil/
Five Scenarios for a U.S. Ground War on Iran
บทวิเคราะห์ของ Foreign Policy
สรุปโดย Gemini
ขณะที่ความขัดแย้งกับอิหร่านเข้าสู่ช่วงวิกฤต นิตยสาร Foreign Policy และนักวิเคราะห์ชั้นนำหลายคนได้สรุปสถานการณ์หลักห้าประการสำหรับการแทรกแซงภาคพื้นดินของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้น สถานการณ์เหล่านี้มีตั้งแต่การโจมตีทางยุทธวิธีแบบจำกัดไปจนถึงการควบคุมดินแดนที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งแต่ละสถานการณ์มีความเสี่ยงทางทหารและภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก
1. การยึดเกาะคาร์ก ("การยึดน้ำมัน")
สถานการณ์ "จำกัด" ที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดคือการที่นาวิกโยธินสหรัฐฯ หรือหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้ายึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกน้ำมันดิบกว่า 90% ของอิหร่าน
วัตถุประสงค์: เพื่อตัดแหล่งรายได้หลักของรัฐบาลอิหร่านและใช้เกาะนี้เป็นเครื่องต่อรองที่มีอำนาจสูง
ปัจจัย "ทรัมป์": สถานการณ์นี้สอดคล้องกับความต้องการของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการ "ยึดน้ำมัน" และอาจเกี่ยวข้องกับการพยายามบรรทุกน้ำมันลงเรือบรรทุกน้ำมันภายใต้การคุ้มครองของสหรัฐฯ แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้กองกำลังเสี่ยงต่อการถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่องก็ตาม
2. การรักษาความปลอดภัย "ชายฝั่งขีปนาวุธ" (ช่องแคบฮอร์มุซ)
เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งปิดไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม สหรัฐฯ อาจส่งกำลังภาคพื้นดินไปเคลียร์ชายฝั่งอิหร่าน
วัตถุประสงค์: เพื่อทำลายฐานยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบเคลื่อนที่ (ASCM) สถานีปล่อยโดรน และสถานีเรดาร์ที่ไม่สามารถทำลายได้อย่างถาวรจากทางอากาศเพียงอย่างเดียว
ความท้าทาย: นักวิเคราะห์เตือนว่า การเคลียร์พื้นที่เข้าไปในแผ่นดินเพียงไม่กี่สิบไมล์ก็อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากโดรนและขีปนาวุธสมัยใหม่ของอิหร่านสามารถยิงได้จากพื้นที่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน
3. ปฏิบัติการโจมตี "กู้คืนนิวเคลียร์"
สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงนี้เกี่ยวข้องกับการส่งหน่วยรบพิเศษ (เช่น หน่วยเรนเจอร์ของกองทัพบกหรือหน่วยซีลของกองทัพเรือ) ไปยังซากปรักหักพังของโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อิสฟาฮานหรือนาตันซ์
วัตถุประสงค์: เพื่อรักษาความปลอดภัยและสกัดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง (HEU) ประมาณ 440 กิโลกรัมของอิหร่าน เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้าย ซ่อน หรือใช้ใน "ระเบิดสกปรก"
ความเสี่ยง: ต่างจากการโจมตีอย่างรวดเร็ว การขุดค้นวัสดุจากบังเกอร์ใต้ดินที่พังทลายอาจใช้เวลาหลายวัน ทำให้กองกำลังสหรัฐฯ เสี่ยงต่อการถูกโจมตีตอบโต้ครั้งใหญ่
4. "เขตกันชน" / ความแตกแยกทางชาติพันธุ์
เมื่ออำนาจส่วนกลางในเตหะรานอ่อนแอลง นักวิเคราะห์บางคนมองเห็นสถานการณ์ที่กองกำลังสหรัฐฯ หรือพันธมิตรจะเข้ายึดครองพื้นที่ชายแดนบางแห่งเพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลาม หรือเพื่อสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่กำลังเติบโต
วัตถุประสงค์: เพื่อสร้าง "เขตปลอดภัย" หรือเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มตัวแทนของอิหร่านใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานปฏิบัติการ
ความเสี่ยง: นี่เป็นเส้นทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดที่จะนำไปสู่ "การขยายขอบเขตภารกิจ" ซึ่งอาจดึงสหรัฐฯ เข้าสู่การปราบปรามการก่อความไม่สงบหรือสงครามกลางเมืองในระยะยาว คล้ายกับประสบการณ์ในอิรักหลังปี 2003
5. "การตัดหัว" และการล่มสลายของระบอบการปกครอง
แม้จะไม่ใช่เป้าหมายที่ระบุไว้ แต่ปฏิบัติการภาคพื้นดินที่มุ่งเป้าไปที่การจับกุมผู้นำหลักหรือศูนย์บัญชาการทางทหารยังคงเป็นแผนสำรอง หากกลยุทธ์ "ความไม่แน่นอนสูงสุด" ในปัจจุบันนำไปสู่การล่มสลายอย่างสิ้นเชิงของห่วงโซ่การบังคับบัญชาของ IRGC
วัตถุประสงค์: เพื่อบังคับให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างรวดเร็ว หรือเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้นำปัจจุบันอยู่รอดในลักษณะ "แบบมาดูโร"
ความเสี่ยง: กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มองว่าสถานการณ์นี้เป็นอันตรายที่สุด อาจต้องใช้กำลังทหารหลายแสนนาย และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและเกิดความวุ่นวายในภูมิภาค
หมายเหตุ: ปัจจุบันมีทหารสหรัฐฯ ประมาณ 50,000 นายในตะวันออกกลาง ซึ่งมากกว่าจำนวนพื้นฐานประมาณ 10,000 นาย ในขณะที่กระทรวงกลาโหมกำลังเตรียมการสำหรับ "ปฏิบัติการภาคพื้นดินแบบจำกัดเป็นเวลาหลายสัปดาห์" ผู้นำทางทหารยังคงเตือนว่าการเคลื่อนไหวใดๆ ที่ส่ง "กำลังทหารลงพื้นที่" อาจเปลี่ยนความขัดแย้งที่จำกัดให้กลายเป็นสงครามระยะยาวได้
BREAKING: A major sign of a potential U.S. ground invasion!
— Ed Krassenstein (@EdKrassen) April 1, 2026
12 US A-10C Thunderbolt II ‘Warthogs’ just landed at RAF Lakenheath in the UK en route to the Middle East for Operation Epic Fury.
This is a major sign of potential ground invasion against Iran. The A-10 is built for… pic.twitter.com/0XMQrqmGb5