วันพุธ, เมษายน 22, 2569

ช่วงเดือนนี้พรรคสีส้มจะต้องปฏิรูป รีโนเวทภายใน ทั้งรอผลจากคดี 44 สส. ทั้งเลขาฯพรรคต้องลาออก คงต้องเปลี่ยนแปลงมาก เพื่อตั้งหลักกันใหม่ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ขอถือโอกาสนี้วิจารณ์และเสนอแนะบ้าง


Yingcheep Atchanont
17 hours ago
·
เข้าใจว่าช่วงเดือนนี้พรรคสีส้มจะต้องปฏิรูป รีโนเวทภายใน ทั้งรอผลจากคดี 44 สส. ทั้งเลขาฯพรรคต้องลาออก คงต้องเปลี่ยนแปลงมาก เพื่อตั้งหลักกันใหม่ ขอถือโอกาสนี้วิจารณ์และเสนอแนะบ้างครับ

ผมเคยมองเห็นการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองสีส้มเมื่อปี 2561 ที่กล้าท้าชนสิ่งต่างๆ หลักคิดเดิมๆ แล้วก็โดนด่าโดนเล่นงานสารพัน ผมมองดูด้วยความตื่นเต้น ด้วยความหวัง เคยคิดว่าเขาจะได้เสียงไม่มาก แต่ก็ได้มากกว่าที่คิดในปี 2562 และได้มากกว่าที่คิดไปมากในปี 2566 จากการหาเสียงด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว

ตอนลงสนามเลือกตั้งปี 2566 นอกจากคำขวัญ "มีเราไม่มีลุง" ทุกหนแห่งที่ไปขึ้นเวทีจะถูกตั้งคำถามต่อนโยบายที่อ่อนไหว เช่น เรื่อง "มาตรา112" เรื่องยกเลิกเกณฑ์ทหาร ซึ่งทุกคนในพรรคอธิบายได้ดีไปที่ไหนก็ได้มีม

เมื่อลงสนามในฐานะมวยรอง ไม่มีบ้านใหญ่ ไม่มีฐานเดิม ไม่น่าจะชนะได้อยู่แล้ว พรรคสีส้มจึงหาจุดแข็งคือการ "ด่ามันตรงๆ" ไม่ต้องกลัวใคร ไม่ต้องเผื่อว่าจะเจรจากันข้างหน้าหรือข้างหลังฉากได้ไหม เวทีหาเสียงจึงกลายเป็นเวทีรณรงค์สร้างความรู้ สร้างพื้นที่ให้คนคิดตาม ขึ้นเวทีเมื่อไรก็ด่าลุง ด่าสว. แต่งตั้งของลุง ด่ามันตรงๆ ทุกโอกาส เปิดหน้าเป็นศัตรูไม่ต้องง้อกัน โดยไม่กลัวเขาเกลียด ... แล้วเขาก็ไม่โหวตให้จริงๆ

ปี 2569 พรรคสีส้มลงสนามด้วยท่าทีอีกอย่างหนึ่ง ชูป้ายใหญ่ว่า "รัฐบาลประชาชน" ซึ่งหมายถึงเป้าหมายของสนามเลือกตั้งนี้คือการเป็นรัฐบาล

เมื่อตั้งเป้าหมายเช่นนี้ และก็รู้ว่า "ไม่ง่าย" ระหว่างทางแคมเปญทุกอย่างจึงออกมา "ประนีประนอม" และ "เป็นไปได้" เพื่อดึงเสียงโหวตให้กว้างขวางขึ้น ไม่ได้เอาแต่เสียงคนฮาร์ดคอร์ท้าชน แต่ต้องพูดให้ฝ่ายอื่นๆ เปิดใจให้โอกาสสีส้มบ้าง

เรื่อง 112 ไม่พูดแล้วและไม่มีใครถามแล้ว เรื่องเกณฑ์ทหารเบาบางลงไป ข้อเสนอที่ก้าวหน้าของสายความหลากหลายทางเพศ เช่น เปลี่ยนคำนำหน้านาม ยกเลิกกฎหมายค้าประเวณี แบ่งรับแบ่งสู้ ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ท่าทีไม่ชัด แลนด์บริดจ์ก็ไม่คัดค้าน รัฐสวัสดิการไม่ออกจากปากแล้ว ประกันค่าแรงขั้นต่ำ เงินบำนาญผู้สูงอายุ เป็นเรื่องที่จางหายไป ขึ้นดีเบตแต่ละครั้งอาจจะพูดดี แต่อารมณ์มวลรวมฟังแล้วพรรคนี้ตอบคำถามไม่แตกต่างจากคนอื่นบนเวที ดูดีเบตแต่ละครั้งจบแล้วจำอะไรไม่ได้

ผมไม่ได้บอกว่าเรื่องเหล่านี้พรรคไม่ทำ มันอาจอยู่ในนโยบายหลายร้อยหน้า แต่ผมสังเกตและสัมผัสว่า เรื่องเหล่านี้ "หายไปจากปาก" มันไม่ถูกพูดออกมาก่อนเป็นอันดับต้นๆ ไม่ถูกขายอย่างจริงจัง ไม่ถูกยกระดับมาเป็นการรณรงค์ทางการเมือง ในบรรดาคนที่ทำงานรณรงค์ทางสังคมแต่ละประเด็น เมื่อนั่งลงก็จะงงๆ และซุบซิบนินทากันว่า พรรคนี้มันกลายเป็นอะไรไปกันไปหมด เกิดเป็นความสัมพันธ์อึมครึมระหว่าง NGO เจ้าของประเด็นกับพรรคไปทุกๆ เรื่อง

ประชาชนทราบอยู่แล้วว่า พรรคการเมืองนี้มีผู้สมัครอายุน้อย ไม่เคยเป็นรัฐมนตรี ไม่เคยบริหารบ้านเมือง ไม่จ่ายเงินซื้อเสียง ไม่สนับสนุนค่าเดินทางไปเลือกตั้ง ไม่ใช่นามสกุลที่เคยฝากลูกเข้าโรงเรียน มางานศพก็ไม่จ่ายซองใหญ่ ดังนั้น การตัดสินใจเลือกต้องมีอะไรสักอย่างที่มัน "เร้าใจ" ดึงดูดใจ จับต้องได้ ว่าแตกต่างไปจากการเลือกพรรคอื่น

เขียนเรื่องหนึ่งเอาไว้แบบตรงๆ ผมคิดว่าเรื่องที่ประชาชนเข้าใจอยู่เป็นพื้นฐานและสนใจร่วมกันมากๆ คือ สว. ชุดนี้ที่มาจากการโกงการเลือกเข้ามาแล้วจะดับคดีตัวเอง รวมถึงบทบาทขององค์กรอิสระ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ คนเห็นร่วมกันเป็นต้นทุนเดิมแล้วว่า มันพังไปหมด ซึ่งเชื่อว่าพรรคสีส้มเข้าใจและอยู่ในจุดที่อยากแก้ไขมากๆ แต่ไม่ได้จับจุดนี้มาขายให้โดดเด่นทั้งที่น่าจะขายได้ ทำให้เรื่องนี้จืดจางไป ถ้าไม่ดันมีประชามติเบียดขึ้นมาด้วยเรื่องนี้แทบไม่ถูกพูดถึงเลยในสนามการหาเสียงเลือกตั้ง

นโยบายเด่นเรื่องการปราบคอร์รัปชั่น สู้กับนักการเมืองสีเทา ก็ไม่ได้แย่ แต่ไม่แตกต่าง เพราะไม่มีพรรคการเมืองไหนบอกว่า ชั้นจะโกง ชั้นจะสีเทา ทุกคนบอกจะมาปราบสแกมเมอร์เหมือนกันหมด การจะยืนขึ้นมาแตกต่างได้ต้องมีอะไรที่ไม่มีใครกล้าพูดเลยแล้วยืนยันอยู่คนเดียวด้วยเหตุผลที่ดีพอ และเป็นเหตุผลที่เชื่อจริงๆ

จาก 14 ล้านเสียง เหลือ 11 ล้านเสียง หายไปประมาณ 3 ล้าน
ซึ่งอาจจะโดนโกงไปก็ได้ หรือหายไปเพราะอะไรยังไม่มีใครรู้
แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่า คนกลุ่มนี้ยังอยู่ ยังคิดเหมือนเดิม แต่ในรอบนี้เขาไม่รู้ว่าจะเลือกพรรคนี้ทำไม หรืออาจจะเป็นเสียงที่ไม่ออกจากบ้านเลยก็ได้

.
ช่วงกลางเดือนธันวาคม ได้นั่งคุยกับผู้สมัครสส. ของพรรคสีส้มท่านหนึ่ง วันนั้นเขาบังเอิญมีเวลาจึงเอ่ยปากถามผมว่า "มีอะไรอยากแนะนำพรรคไหมครับ" ผมก็บอกเขาคำเดียวว่า "เป็นตัวของตัวเอง" ขอให้ทำในสิ่งที่เชื่อแล้วมันจะมีควาหมาย เขาก้มหน้ายิ้ม ไม่ได้ตอบรับว่าจะทำได้ หรือจะไม่ได้ทำ

ถ้าการปฏิรูปเรื่องยากๆ ที่อ่อนไหวทั้งหลายยังเป็นสิ่งที่คนของพรรคสีส้มเชื่อมั่นอยู่ในใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเกณฑ์ทหาร เรื่องชุดนักเรียนและทรงผม เรื่องรวมกองทุนสวัสดิการ เรื่องประกันค่าแรงและบำนาญขั้นต่ำ เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ หรือกระทั่งเรื่องที่จะโดนด่ามากขึ้นอย่าง บทบาททหารในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิทธิผู้อพยพแรงงานข้ามชาติ ฯลฯ หรือเรื่องใหญ่ที่สุดอย่างบทบาทของกองทัพไทยในการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าคนของพรรคสีส้มยังมีความเชื่ออยู่ ยังเชื่อแตกต่างไปจากกระแสหลักที่พรรคการเมืองอื่นๆ พยายามจะเดินหน้าไปอยู่ ผมอยากสนับสนุนให้พรรคนี้เดินหน้ายืนยันหลักการเหล่านั้นไม่น้อยลง ถ้ามันคือการเป็นตัวของตัวเอง

ถ้าเรื่อง 112 จะไม่พูดเพราะกลัวโดนยุบพรรคอันนั้นก็ยกไว้เป็นอีกปัญหาหนึ่ง แต่หากเลือกที่จะไม่พูดอีกหลายเรื่องที่มีความเห็นหลากหลาย ไม่กล้าแตกต่างให้มันโดดเด่น เพื่อหวังจะได้คะแนนเสียงจากฝ่ายอื่นๆ บ้าง หวังว่าพอชนะแล้วจะประนีประนอมพูดจากันได้บ้าง ในฐานะคนดูรู้สึกว่า สถานการณ์นี้ คือ "ไม่เป็นตัวของตัวเอง"

เมื่อสิ่งที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งแต่ละคนคิดอยู่ในใจ ไม่กล้าพูด ไม่กล้านำเสนอ สิ่งที่โกรธไม่กล้าด่า สิ่งที่หงุดหงิดไม่กล้าระบาย เวลาตอบคำถามต้องตอบอ้อมๆ ยกข้อมูลทางวิชาการ ค่อยๆ อธิบายนโยบายร่างกฎหมายทีละมาตรา คนฟังอาจจะตามทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่ที่สัมผัสได้คือ แมสเสจการสื่อสารนั้น "ไม่มีพลัง" คนจดจำไม่ได้ว่า พรรคนี้จะเอาอะไรในเรื่องไหน

.
ทั้งที่เราก็พอทราบและคาดเดากันได้อยู่แล้วว่า พรรคการเมืองนี้ต่อให้ได้ 249 ที่นั่งก็จะไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะหาอีก 1 เสียงไม่ได้ ไม่มีใครอยากจับมือด้วย ถ้าหากได้ 260 ที่นั่ง คดีความต่างๆ และเหตุที่จะตัดขาตัดสิทธิก็จะตามมา การพยายามประนีประนอมจึงไม่แน่ใจว่าประนีประนอมกับใคร

ตรงกันข้าม เมื่อตั้งหน้าตั้งตาพูดเรื่องอะไรสักอย่างแบบจริงๆจังๆ แล้วประชาชน "เอาด้วย" เรื่องนั้นก็มีแนวโน้มที่จะสำเร็จได้ แม้สุดท้ายอาจไม่ได้สำเร็จในมือพรรคนี้ก็ตาม เช่น เรื่องสมรสเท่าเทียมที่พรรคสีส้มเสนอก่อน ก็มาสำเร็จในรัฐบาลเพื่อไทยซึ่งทุกพรรคโหวตให้หมด เรื่องเกณฑ์ทหารแม้พรรคสีส้มจะเปิดก่อน จนรวมไทยสร้างชาติยังขึ้นป้ายว่า เอาเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ เรื่องประกันสังคมตอนนี้ขายได้แล้ว รัฐบาลสีน้ำเงินก็จะแกล้งๆ รับลูก ทำอะไรบ้างนิดหน่อย ซึ่งคนอื่นจะเคลมผลงานไปแต่นี่แหละคือการขับเคลื่อนสังคมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ใช้สนามเลือกตั้งรณรงค์ทางความคิด ให้คนเข้าใจเหตุผล ให้คนเปลี่ยนจุดยืน แล้วพรรคอื่นก็รู้ว่า จะไม่แตะเลยก็ไม่ได้ ก็คว้าเอาไปทำบ้าง แค่นี้ประสบความสำเร็จมากๆ แล้ว ภูมิใจในตัวเองได้มากๆ แล้วครับ

กลับมาที่คำถามเดิม คือ ยังเชื่ออยู่ไหม? และเป็นตัวของตัวเองไหม?

ถ้าหากคนในพรรคสีส้มไม่เชื่อเรื่องแก้ 112 แล้ว ไม่เชื่อเรื่องเปลี่ยนคำนำหน้านาม ไม่เชื่อเรื่องค้านแลนด์บริดจ์ ผมคิดว่าไม่เป็นไร คุณก็คือพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เลือกจุดยืนเลือกนโยบายของตัวเอง เลือกลงสนามเอง จะทำอะไรก็ทำไป ก็ค่อยๆ ดูว่า แต้มจะเพิ่มอีกหรือจะลด ให้ประชาชนตัดสิน

แต่ถ้าหากคนในพรรคสีส้มยังเชื่อในการปฏิรูป "เรื่องยากๆ" ทั้งหลายที่คนถกเถียงกันอยู่ ซึ่งเท่าที่ผมรู้จักอยู่บางคน (เหลือน้อยแล้ว) และเคยติดตามผลงานทางทีวี เคยเห็นหน้าค่าตาอีกหลายคน ผมคิดว่า พวกเขายังเชื่ออยู่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่แนวทางของพรรคที่ผ่านมา อาจเลือกวิธีการพูดบางแบบในบางจังหวะเวลา ผมจึงเขียนโพสนี้มาเพื่อให้กำลังใจคนในพรรคสีส้มเหล่านั้นที่ยังมีความเชื่ออยู่ไม่ลดน้อยถอยลง

ส่วนเรื่องที่ไม่ได้เชื่อ ไม่ได้สนใจ แต่มีฐานเสียงเรียกร้องให้ทำให้พูด บางอย่างจะไม่ทำก็ได้ ไม่ใช่เพราะไม่สำคัญหรือละเลย แต่เพราะไม่ถนัดก็ไม่ต้องฝืน ถ้าการซ่อมถนน ซ่อมไฟหน้าบ้าน ไม่ถนัดจะไม่ทำก็ได้ ในเมื่อทรัพยากรและเวลามีจำกัด ถ้าการทำตัวติดพื้นที่ ไปงานศพ ไปงานบวช ไม่ถนัด ไปแล้วก็เขอะเขินเงินก็ไม่มี ก็เอาเวลาที่จำกัดไปทำสิ่งที่ถนัดดีกว่า แต่ต้องทำ ไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ

วิธีการปฏิรูปการทำงานที่สำคัญ คือ การหาว่าตัวเองเชื่อเรื่องอะไร อยากทำเรื่องอะไร อะไรที่ทำแล้วมีพลัง มีความสุข ให้ทำแบบนั้น ให้กล้าเป็นตัวของตัวเอง

ถ้าเพื่อนรอบข้าง ถ้าคนอื่นๆ ในพรรคเชื่อเหมือนกัน อาจจะโดนด่า โดนไอโอโจมตี โดนประชาชนที่เห็นต่างถ่มถุย แต่ถ้าเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ คนที่เห็นด้วยและคนที่รักก็จะยังมี จะมีเพิ่มขึ้น และแม้หลายเรื่องอาจจะผลักดันไม่สำเร็จ อาจจะได้คะแนนในการเลือกตั้งไม่มาก แต่สิ่งสำคัญคือ คนทำงานเองจะ "รักตัวเอง" และภูมิใจในตัวเอง เพราะทุกอย่างที่ได้ทำนั้นทำอย่างเต็มที่ตามความเชื่อมั่นศรัทธาของตัวเองแล้ว เมื่อทุกคนรักตัวเองจะทำงานออกมาได้ดี มีพลัง แล้วสิ่งต่างๆ รอบข้างจะค่อยๆ ขยับปรับเปลี่ยนเอง

ถ้าผมจะเลือกพรรคนี้ ผมไม่ได้จะเลือกเพราะอยากให้เป็นรัฐบาลหรือเป็นรัฐมนตรี ผมชอบเลือกมวยรองที่แตกต่างจากตัวเลือกอื่นครับ ผมชอบให้กำลังใจคนที่สู้ยิบตาลืมตายแม้จะรู้ว่าจะไม่สำเร็จง่ายๆ ครับ

https://www.facebook.com/photo?fbid=26838371349100170&set=a.164850830212251