วันอังคาร, มีนาคม 03, 2569

ปฏิบัติการทางทหารร่วมกันล่าสุดของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน (ปฏิบัติการ Epic Fury/ปฏิบัติการ Roaring Lion ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026) ได้ขยายขอบเขตความขัดแย้งจากสงครามเฉพาะพื้นที่ไปสู่สงครามระดับภูมิภาคหลายแนวรบอย่างมีนัยสำคัญ

ปฏิบัติการทางทหารร่วมกันล่าสุดของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน (ปฏิบัติการ Epic Fury/ปฏิบัติการ Roaring Lion ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026) ได้ขยายขอบเขตความขัดแย้งจากสงครามลับเฉพาะพื้นที่ไปสู่สงครามระดับภูมิภาคหลายแนวรบอย่างมีนัยสำคัญ

การโจมตีโดยตรงบนดินแดนอิหร่านและมุ่งเป้าไปที่ผู้นำระดับสูง สหรัฐฯ และอิสราเอลได้จุดชนวนปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ดึงประเทศอาหรับเพื่อนบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องและทำให้ระบบโลกปั่นป่วน

1. การโจมตีโดยตรงต่อดินแดนอธิปไตย

เป็นเวลาหลายปีที่ "สงครามลับ" ต่อสู้กันผ่านตัวแทน (ฮิซบอลลาห์ ฮูตี) หรือการลอบสังหารเป้าหมายในประเทศที่สาม การโจมตีในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้ข้ามเส้นแดงสำคัญโดย:

การโจมตีเพื่อตัดหัว: การสังหารอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดและผู้บัญชาการระดับสูงของ IRGC ได้ยุติ "นโยบายความอดทนเชิงกลยุทธ์" บังคับให้อิหร่านต้องตอบโต้ทันทีและอย่างรุนแรง

ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง: การโจมตีครอบคลุมเมืองต่างๆ ของอิหร่านกว่า 14 เมือง รวมถึงเตหะราน อิสฟาฮาน และนาตันซ์ โดยมีเป้าหมายที่โรงงานนิวเคลียร์ ฐานยิงขีปนาวุธ และทรัพย์สินทางเรือ

2. การตอบโต้กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย

อิหร่านได้ขยายขอบเขตสงครามโดยถือว่าประเทศใดก็ตามที่มีฐานทัพสหรัฐฯ เป็นคู่สงคราม ซึ่งทำให้ประเทศที่เคยเป็นกลางหรือเป็นตัวกลางเข้ามาอยู่ในแนวปะทะด้วย:

ประเทศเจ้าภาพที่ถูกโจมตี: อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน (กองบัญชาการกองเรือที่ห้า) กาตาร์ (อัล อูเดด) คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (อัล ดัฟรา)

โครงสร้างพื้นฐานพลเรือน: การโจมตีได้พุ่งเป้าไปที่ศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญ รวมถึงสนามบินนานาชาติดูไบ อาบูดาบี และสนามบินของคูเวต ทำให้การเดินทางในภูมิภาคเป็นอัมพาต

การสกัดกั้นในภูมิภาค: ประเทศต่างๆ เช่น จอร์แดนและซาอุดีอาระเบียถูกบังคับให้เปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อสกัดกั้นขีปนาวุธที่ข้ามผ่านน่านฟ้าของตน ซึ่งทำให้พวกเขาเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งมากขึ้น

3. การยกระดับความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและทางทะเล

สงครามได้ขยายขอบเขตไปไกลกว่าเป้าหมายทางทหาร สู่ "จุดยุทธศาสตร์" ระดับโลก:

ช่องแคบฮอร์มุซ: อิหร่านได้ดำเนินการปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นี้ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นทันที

โลจิสติกส์ระดับโลก: การปิดศูนย์กลางการบินหลัก 3 แห่งในอ่าวเปอร์เซีย (ดูไบ อาบูดาบี โดฮา) พร้อมกัน ทำให้ผู้โดยสารหลายแสนคนตกค้าง และทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงัก

4. การจุดชนวนแนวรบตัวแทนอีกครั้ง

ในขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่การ "ทำลาย" เครือข่ายของอิหร่าน การโจมตีกลับกระตุ้นให้เครือข่ายเหล่านี้ทำงานมากขึ้น:

เลบานอน: ฮิซบอลลาห์อ้างความรับผิดชอบในการโจมตีทางตอนเหนือของอิสราเอลเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปี

อิรัก: การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มคาตาอิบ ฮิซบอลลาห์ ในอิรัก นำไปสู่การโจมตีตอบโต้ต่อฐานทัพของสหรัฐฯ ในเออร์บิลและแบกแดด ซึ่งยิ่งทำให้รัฐบาลอิรักไม่มั่นคงมากขึ้น

ข้อสรุปสำคัญ: ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เป็นการ "จำกัดวง" อีกต่อไปแล้ว การที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีผู้นำหลักและโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของระบอบอิหร่าน ทำให้สงครามกลายเป็นสงครามเพื่อความอยู่รอด ซึ่งขณะนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับอย่างน้อยแปดประเทศในตะวันออกกลางและคุกคามเศรษฐกิจโลก

แผนที่ด้านบนเน้นจุดปะทะทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญของการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคปัจจุบัน หลังจากการโจมตีร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 

เขตโจมตีหลักในอิหร่าน 

ปฏิบัติการร่วมที่มีชื่อรหัสว่า ปฏิบัติการ Epic Fury มุ่งเป้าไปที่เมืองสำคัญของอิหร่านต่อไปนี้ เพื่อทำลายผู้นำและโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร: 

เตหะราน: การโจมตีหลายครั้งเกิดขึ้นในเมืองหลวง โดยมุ่งเป้าไปที่สถานที่ราชการ รวมถึงที่พำนักของผู้นำสูงสุดและสำนักงานใหญ่ขององค์การพลังงานปรมาณู 

อิสฟาฮาน: เป็นที่ตั้งของโรงงานนิวเคลียร์ขนาดใหญ่และฐานยิงขีปนาวุธ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการทิ้งระเบิดทางอากาศ 

ทาบริซและคาราจ: การโจมตีมุ่งเน้นไปที่ฐานทัพอากาศและโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อลดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีตอบโต้ 

กอมและเคอร์มานชาห์: กำหนดเป้าหมายไปที่คลังขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์และศูนย์บัญชาการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ 

การตอบโต้ของอิหร่าน: กำหนดเป้าหมายไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย 

อิหร่านตอบโต้ด้วยการขยายขอบเขตของสงคราม โดยยิงขีปนาวุธและโดรนหลายร้อยลูกไปยังฐานทัพของสหรัฐฯ ทั่ว ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาหรับ: 

บาห์เรน (มานามา): กองบัญชาการกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ถูกโจมตี ทำให้โครงสร้างส่วนสนับสนุนทางทะเลได้รับความเสียหายอย่างหนัก 

กาตาร์: ฐานทัพอากาศอัล-อูเดด ซึ่งเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ เผชิญกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธหลายระลอก ซึ่งส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้นได้ 

คูเวต: ฐานทัพอากาศอาลี อัล-ซาเลม และค่ายอาริฟจาน ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่ามีทหารเสียชีวิตจากการโจมตีเหล่านี้ 

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (อาบูดาบี): ฐานทัพอากาศอัลดัฟราถูกโจมตี ส่งผลให้มีการเปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศในพื้นที่และคำสั่งให้พลเรือนหลบอยู่ในที่ปลอดภัย 

ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในภูมิภาค 

ความขัดแย้งได้ทำให้การขนส่งระหว่างประเทศเป็นอัมพาตโดยการโจมตีศูนย์กลางระดับโลก: 

สนามบินนานาดูไบ (DXB): ถูกโจมตีด้วยโดรน ส่งผลให้ต้องปิดทำการและผู้โดยสารหลายพันคนตกค้าง 

สนามบินนานาชาติคูเวต: ได้รับความเสียหายทางวัตถุและมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน

 สนามบินนานาชาติเออร์บิล (อิรัก): ถูกโจมตีสองครั้งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่กว้างขึ้นในการโจมตีเจ้าหน้าที่พลเรือนและทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค 

การขยายตัวทางภูมิศาสตร์นี้ยืนยันว่าความขัดแย้งได้เปลี่ยนจากข้อพิพาททวิภาคีไปสู่สงครามระดับภูมิภาคหลายแนวรบที่เกี่ยวข้องกับอย่างน้อยแปดประเทศและขัดขวางเส้นทางพลังงานและการขนส่งที่สำคัญที่สุดของโลก

(Google Gemini)