
‘ชัยธวัช ตุลาธน’ เปิด ‘3 รากฐานปัญหา’ รัฐบาลใหม่ ผมไม่เชื่อ ‘อนุรักษนิยม’ จะมั่นคงเป็นสิบปี!
16.03.2026
มติชนสุดสัปดาห์
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
‘ชัยธวัช ตุลาธน’
เปิด ‘3 รากฐานปัญหา’ รัฐบาลใหม่
ผมไม่เชื่อ ‘อนุรักษนิยม’ จะมั่นคงเป็นสิบปี!
หมายเหตุ เนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ “ชัยธวัช ตุลาธน” อดีตเลขาธิการพรรคก้าวไกล ในรายการ “ประชาธิปไตย 2 สี” โดย “ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข” ทางช่องยูทูบมติชนทีวี
ยิ่งผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้ หลายคนก็อาจมองว่า ฝ่ายอนุรักษนิยมน่าจะชนะอย่างเด็ดขาด จะครองอำนาจไปอีกเป็นสิบปี ผมก็พยายามคิดตาม แต่ก็ยังมีคำถามว่ามันอาจจะไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ไม่ได้บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ทำไมไม่ง่าย? ผมคิดว่ามีหลายปัจจัยที่ชวนคิด เป็นความท้าทายของการเมืองแบบนี้
[ความท้าทายที่หนึ่ง] ผมว่ามันมีปัญหาเรื่อง “ฐานทางอุดมการณ์” หมายถึงอะไร? ผมคิดว่า ถ้าเรามองการเมืองแบบฝ่ายอนุรักษนิยมของไทยที่ผ่านมา ผมหมายถึงก่อนหน้านี้ การเมืองแบบอนุรักษนิยมของไทยเป็นการเมืองที่อยู่บนฐานของ “การเมืองคนดีย์” ที่มี “ย.ยักษ์การันต์เยอะๆ”
การเมืองพวกนี้อาศัยอะไร?
หนึ่ง เป็นการเมืองศีลธรรมที่ทำให้อยู่เหนือการเมืองของนักเลือกตั้ง ที่ถูกมองว่าเป็นพวกกเฬวราก เป็นคนไม่ดี การเมืองแบบนี้อาศัย “เสาหลักทางศีลธรรม” ที่อยู่เหนือการเมือง ไม่ได้หมายความว่าไม่ยุ่งการเมือง อยู่เหนือการเมืองคือเหนือความขัดแย้ง เหนือปัญหาทางการเมือง มีสถานะเหนือกว่า มีบารมีมีศีลธรรมที่สูงส่งกว่า
สอง แต่ก็มีผู้เล่นทางการเมืองในสนามเลือกตั้งด้วย เป็นพรรคการเมืองที่ดีจริง-ไม่ดีจริง ไม่รู้ แต่เป็นพรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์เป็น “คนดี” มีศีลธรรม การเมืองสุจริต อะไรก็ว่าไป
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ เป็นครั้งแรกที่การเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยขาดทั้งสองอย่างนี้ หนึ่ง ไม่มี “เสาหลักทางศีลธรรม” มาสักพักใหญ่แล้ว และเป็นครั้งแรกที่ใช้ผู้เล่นทางการเมืองในสนามเลือกตั้ง ที่ไม่มีภาพลักษณ์เป็น “การเมืองคนดี” อย่างน้อยพลเอกประยุทธ์ (จันทร์โอชา) ที่มีเนวิน (ชิดชอบ) อยู่ด้วย ยังถูกมองเป็น “การเมืองคนดี”
แต่คราวนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีภาพลักษณ์แบบนั้น คำถามก็คือ การเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยที่ไม่มีทั้ง “เสาหลักทางศีลธรรม” และไม่มีผู้เล่นในสนามเลือกตั้งที่มีภาพลักษณ์ “การเมืองคนดี” มันจะไปอย่างไร? มันจะไปรอดไหม? มันจะมีความมั่นคงจริงหรือเปล่า? อันนี้คือความท้าทายที่หนึ่ง
[ความท้าทายที่สอง] ผมคิดว่าเป็น “ฐานความชอบธรรมทางการเมือง” รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะฟอร์มกัน ที่บอกจะเป็นรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยม ยังไม่ทันจะบริหารเลย ภาพจำแรกและจะจำตลอดไปก็คือ เป็นรัฐบาลที่เข้าสู่อำนาจด้วยการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่ง
หลายคนบอกว่าสกปรกที่สุดนับตั้งแต่การเลือกตั้งสกปรกในปี 2500 สมัยจอมพล ป. (พิบูลสงคราม)
ยังไม่นับว่าระบอบ-ระเบียบการเมืองที่ถูกออกแบบไว้โดยรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มันมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นบทบาทขององค์กรอิสระ ระบบ ส.ว.ที่ฮั้วกันมาแล้วเข้าไปควบคุมองค์กรอิสระทั้งหมด ประสิทธิภาพของ กกต.
ต่อให้พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่เราบอกว่ามาจากฝ่ายอนุรักษนิยม (แต่สำหรับ) รัฐธรรมนูญ 2560 ประชามติคนส่วนใหญ่เกือบๆ 60 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยที่จะให้มีการทำ (รัฐธรรมนูญ) ฉบับใหม่ คนที่ไม่เห็นด้วยมีแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ไม่น้อยแต่ก็ถือว่าน้อยกว่าคนที่อยากจะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (หนึ่ง) เท่าตัว
หมายความว่า ฐานความชอบธรรมทางการเมืองในแง่ระเบียบการเมือง มันไม่ได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ ยังไม่ต้องนับว่าความเปลี่ยนแปลง (ของ) สมดุลทางอำนาจระหว่างสถาบันทางการเมืองต่างๆ มันวุ่นวายไปหมด
ก็เป็นความท้าทายอันที่สองว่า การเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยมที่หลายคนบอกว่าจะเข้มแข็ง มันจะเข้มแข็งจริงหรือเปล่า?
[ความท้าทายที่สาม] “ฐานมวลชน” ก็มีความท้าทาย เพราะต่อให้พรรคภูมิใจไทยชนะเป็นอันดับหนึ่ง แต่พอเราไปดูฐานมวลชนก็เกิดคำถามว่า ฐานมวลชนฝ่ายอนุรักษนิยมไม่ได้มีฐานมวลชนที่เป็นคนส่วนใหญ่
พรรคส้มแม้จะแพ้เลือกตั้ง แต่ก็เป็นพรรคที่ได้ป๊อปปูลาร์โหวตมากที่สุด ส.ส.เขต แม้จะลดลงเยอะ แต่ถ้าไปดูคะแนนดิบ ก็ไม่ได้ลดลงฮวบฮาบอย่างน่าใจหายขนาดนั้น หลายเขตก็แพ้จากการ “แบ่งเขตกันเล่น” ยังไม่นับการพูดกันถึงเรื่องการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส การโกงกันในหน่วย-ในการนับคะแนน
ฉะนั้น ฐานมวลชนก็เป็นความท้าทาย คือถ้าเรามองว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลของฝ่ายอนุรักษนิยม มันเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานที่มีฐานมวลชนสนับสนุน
ยังไม่นับเรื่องอื่นๆ เช่น การเมืองแบบนี้มันสามารถที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ปัจจุบันได้ไหม? ที่ประเทศไทยมีความท้าทายหลายอย่าง โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์โลก ซึ่งไม่ได้เอื้อ-เป็นบวกต่อทางประเทศไทย
เพราะฉะนั้น สถานการณ์ปัจจุบัน โลกเรียกร้องให้ไทยต้องเปลี่ยนแปลงอย่างมากในหลายๆ เรื่อง ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วย แล้วการเมืองแบบนี้จะสามารถตอบสนองความต้องการที่จะต้องเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยแค่ไหน?
พวกนี้ก็เป็นความท้าทายที่ผมคิดว่า ไม่สามารถสรุปง่ายๆ ว่าการเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยมจะมั่นคงไปอีกเป็นสิบปี ผมไม่ค่อยจะเชื่อแบบนั้น
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_886225