
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
5 hours ago
·
35 อนุทินผ่านโปรหรือไม่
การวิเคราะห์และวิพากษ์คำกล่าวของ อนุทิน ชาญวีรกูล อย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาทั้ง “กรอบวาทกรรม” และ “ผลงานเชิงประจักษ์”
เพื่อประเมินว่า ควรผ่านโปร และ เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่
1) โครงสร้างวาทกรรม: การประเมินตนเอง + อารมณ์ชาตินิยม
คำกล่าวของนายอนุทินตั้งอยู่บนกรอบหลัก 3 ประการ
(1) การยกผลงานรายบุคคลของรัฐมนตรี (พาณิชย์–การคลัง–การทูต)
(2) การปลุกอารมณ์ “ความภาคภูมิใจในชาติ–การหวงแหนแผ่นดิน”
(3) การเปรียบตำแหน่งตนเองเป็น “ช่วงทดลองงาน 3 เดือน” ขอให้ “ผ่านโปร”
กรอบนี้มีประสิทธิภาพทางอารมณ์ แต่มีข้อจำกัดเชิงความรับผิดชอบ (accountability)
เพราะเป็น การประเมินตนเองที่เลือกเล่าเฉพาะด้านบวก
และโยกน้ำหนักจาก “ผลลัพธ์นโยบาย” ไปสู่ “ความรู้สึกภาคภูมิใจ”
2) สิ่งที่กล่าวถึง vs สิ่งที่ไม่กล่าวถึง (Selective Accountability)
สิ่งที่ กล่าวถึง
ความสามารถเชิงเทคนิคของทีมเศรษฐกิจ/การทูต
ภาพลักษณ์ความมั่นคง อธิปไตย และศักดิ์ศรีประเทศ
สิ่งที่ ไม่กล่าวถึง (ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในช่วงเวลาเดียวกัน)
ความล้มเหลวในการจัดการน้ำท่วมหาดใหญ่
การป้องกันบรรเทา ฟื้นฟูไม่ทันการณ์ สะท้อนปัญหาการบูรณาการรัฐส่วนกลางกับท้องถิ่น
การจัดการขบวนการสแกมเมอร์
ปัญหาความปลอดภัยทางเศรษฐกิจและดิจิทัลที่กระทบประชาชนวงกว้าง
กรณีที่ดินเขากระโดง
คำถามต่อธรรมาภิบาล การบังคับใช้กฎหมาย และผลประโยชน์ทับซ้อน
โครงสร้างพรรคแบบบ้านใหญ่
เครือข่ายอุปถัมภ์ในพรรคที่ขัดกับคำอ้างเรื่องการบริหารแบบมืออาชีพ
การละเลยประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็น "แก่น" ของความเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร
3) การเมืองของ “ไม่เสียแผ่นดินแม้ตารางนิ้วเดียว”
วาทกรรมอธิปไตยถูกใช้เพื่อยืนยันความชอบธรรม
แต่โจทย์ของนายกรัฐมนตรีในบริบทปัจจุบันไม่ใช่เพียง การไม่เสียแผ่นดินแต่เพียงอย่างเดียว
หากคือ การทำให้ประชาชนอยู่ดี ปลอดภัย และเชื่อมั่นในรัฐ
ความมั่นคงสมัยใหม่จึงรวมถึง
ความมั่นคงจากภัยพิบัติ ภัยดิจิทัล
ความเป็นธรรมในการแก้ปัญหาที่ดิน
และความโปร่งใสในการบริหารประเทศ
4) “ผ่านโปร” ได้หรือไม่: เกณฑ์ประเมินเชิงผู้นำรัฐบาล
หากใช้เกณฑ์ผู้นำรัฐบาลสมัยใหม่ (policy delivery + accountability + institutional reform)
อนุทินมีจุดแข็งคือ การสื่อสารเชิงความมั่นใจ แข็งกร้าว และการใช้สัญลักษณ์ชาติในการสร้างความนิยม
แต่มีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างคือ
หลีกเลี่ยงการรับผิดในความล้มเหลวเชิงนโยบาย
ไม่เผชิญโจทย์ธรรมาภิบาลและเครือข่ายบ้านใหญ่
ใช้อารมณ์ชาตินิยมทดแทนการรายงานผลลัพธ์จริง
ข้อสรุปเชิงประเมิน
อาจผ่านโปรในฐานะนักการเมืองเชิงวาทกรรม
แต่ยังไม่ผ่านโปรในฐานะนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบต่อปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ
5) ควรเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่
การเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่การขอ “โอกาสต่อ” จากความรู้สึกพึงพอใจ
แต่คือการแสดงความสามารถ ยอมรับความล้มเหลว แก้ไขเชิงระบบ และตัดขาดจากโครงสร้างอุปถัมภ์ที่ตนสังกัด
ตราบใดที่คำกล่าวยังเลือกเล่าเฉพาะความสำเร็จ
และเงียบต่อปัญหาที่กระทบประชาชนโดยตรง
คำตอบเชิงเหตุผลคือ ยังไม่เหมาะสม
บทสรุป
คำกล่าวของนายอนุทินสร้าง “ความภูมิใจ” ได้
แต่ยังไม่สร้าง “ความเชื่อมั่นเชิงนโยบาย”
การไม่พูดถึงน้ำท่วม สแกมเมอร์ ที่ดิน และบ้านใหญ่ คือการหลีกเลี่ยงความรับผิด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผู้นำรัฐบาลไม่อาจขาดได้
ดังนั้น หากประเมินอย่างเข้มงวดและเป็นธรรม
ยังไม่ควรผ่านโปร และยังไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรี
ในมาตรฐานการเมืองร่วมสมัยที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
35 อนุทินผ่านโปรหรือไม่
การวิเคราะห์และวิพากษ์คำกล่าวของ อนุทิน ชาญวีรกูล อย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาทั้ง “กรอบวาทกรรม” และ “ผลงานเชิงประจักษ์”
เพื่อประเมินว่า ควรผ่านโปร และ เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่
1) โครงสร้างวาทกรรม: การประเมินตนเอง + อารมณ์ชาตินิยม
คำกล่าวของนายอนุทินตั้งอยู่บนกรอบหลัก 3 ประการ
(1) การยกผลงานรายบุคคลของรัฐมนตรี (พาณิชย์–การคลัง–การทูต)
(2) การปลุกอารมณ์ “ความภาคภูมิใจในชาติ–การหวงแหนแผ่นดิน”
(3) การเปรียบตำแหน่งตนเองเป็น “ช่วงทดลองงาน 3 เดือน” ขอให้ “ผ่านโปร”
กรอบนี้มีประสิทธิภาพทางอารมณ์ แต่มีข้อจำกัดเชิงความรับผิดชอบ (accountability)
เพราะเป็น การประเมินตนเองที่เลือกเล่าเฉพาะด้านบวก
และโยกน้ำหนักจาก “ผลลัพธ์นโยบาย” ไปสู่ “ความรู้สึกภาคภูมิใจ”
2) สิ่งที่กล่าวถึง vs สิ่งที่ไม่กล่าวถึง (Selective Accountability)
สิ่งที่ กล่าวถึง
ความสามารถเชิงเทคนิคของทีมเศรษฐกิจ/การทูต
ภาพลักษณ์ความมั่นคง อธิปไตย และศักดิ์ศรีประเทศ
สิ่งที่ ไม่กล่าวถึง (ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในช่วงเวลาเดียวกัน)
ความล้มเหลวในการจัดการน้ำท่วมหาดใหญ่
การป้องกันบรรเทา ฟื้นฟูไม่ทันการณ์ สะท้อนปัญหาการบูรณาการรัฐส่วนกลางกับท้องถิ่น
การจัดการขบวนการสแกมเมอร์
ปัญหาความปลอดภัยทางเศรษฐกิจและดิจิทัลที่กระทบประชาชนวงกว้าง
กรณีที่ดินเขากระโดง
คำถามต่อธรรมาภิบาล การบังคับใช้กฎหมาย และผลประโยชน์ทับซ้อน
โครงสร้างพรรคแบบบ้านใหญ่
เครือข่ายอุปถัมภ์ในพรรคที่ขัดกับคำอ้างเรื่องการบริหารแบบมืออาชีพ
การละเลยประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็น "แก่น" ของความเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร
3) การเมืองของ “ไม่เสียแผ่นดินแม้ตารางนิ้วเดียว”
วาทกรรมอธิปไตยถูกใช้เพื่อยืนยันความชอบธรรม
แต่โจทย์ของนายกรัฐมนตรีในบริบทปัจจุบันไม่ใช่เพียง การไม่เสียแผ่นดินแต่เพียงอย่างเดียว
หากคือ การทำให้ประชาชนอยู่ดี ปลอดภัย และเชื่อมั่นในรัฐ
ความมั่นคงสมัยใหม่จึงรวมถึง
ความมั่นคงจากภัยพิบัติ ภัยดิจิทัล
ความเป็นธรรมในการแก้ปัญหาที่ดิน
และความโปร่งใสในการบริหารประเทศ
4) “ผ่านโปร” ได้หรือไม่: เกณฑ์ประเมินเชิงผู้นำรัฐบาล
หากใช้เกณฑ์ผู้นำรัฐบาลสมัยใหม่ (policy delivery + accountability + institutional reform)
อนุทินมีจุดแข็งคือ การสื่อสารเชิงความมั่นใจ แข็งกร้าว และการใช้สัญลักษณ์ชาติในการสร้างความนิยม
แต่มีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างคือ
หลีกเลี่ยงการรับผิดในความล้มเหลวเชิงนโยบาย
ไม่เผชิญโจทย์ธรรมาภิบาลและเครือข่ายบ้านใหญ่
ใช้อารมณ์ชาตินิยมทดแทนการรายงานผลลัพธ์จริง
ข้อสรุปเชิงประเมิน
อาจผ่านโปรในฐานะนักการเมืองเชิงวาทกรรม
แต่ยังไม่ผ่านโปรในฐานะนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบต่อปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ
5) ควรเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่
การเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่การขอ “โอกาสต่อ” จากความรู้สึกพึงพอใจ
แต่คือการแสดงความสามารถ ยอมรับความล้มเหลว แก้ไขเชิงระบบ และตัดขาดจากโครงสร้างอุปถัมภ์ที่ตนสังกัด
ตราบใดที่คำกล่าวยังเลือกเล่าเฉพาะความสำเร็จ
และเงียบต่อปัญหาที่กระทบประชาชนโดยตรง
คำตอบเชิงเหตุผลคือ ยังไม่เหมาะสม
บทสรุป
คำกล่าวของนายอนุทินสร้าง “ความภูมิใจ” ได้
แต่ยังไม่สร้าง “ความเชื่อมั่นเชิงนโยบาย”
การไม่พูดถึงน้ำท่วม สแกมเมอร์ ที่ดิน และบ้านใหญ่ คือการหลีกเลี่ยงความรับผิด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผู้นำรัฐบาลไม่อาจขาดได้
ดังนั้น หากประเมินอย่างเข้มงวดและเป็นธรรม
ยังไม่ควรผ่านโปร และยังไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรี
ในมาตรฐานการเมืองร่วมสมัยที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1404142131168021&set=a.189546429294270
ใครลืม กูไม่ลืม #เลือกตั้ง2569 pic.twitter.com/MYvePqR43F
— HoneyLemonSoda (@HoneynLemon1995) January 12,