วันพฤหัสบดี, มกราคม 15, 2569

ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษา สั่งจำคุก 3 ปี คดี ม.112


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุก ‘สมพล’ 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดี ม.112 กรณีปาสีแดงใส่รูป ร.10 บริเวณหน้าห้างโลตัส รังสิต เมื่อปี 2565
.
วันที่ 14 ม.ค. 2569 เวลา 09.30 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีของ “สมพล” (สงวนนามสกุล) อดีตพนักงานบริษัทวัย 31 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการขับรถจักรยานยนต์ไปปาถุงบรรจุของเหลวสีแดงใส่รูปพระบรมฉายาลักษณ์ที่บริเวณหน้าห้างโลตัส สาขารังสิต ในช่วงเวลากลางคืนก่อนเที่ยงของวันที่ 13 ก.พ. 2565
.
ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดีนี้ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 112 ข้อกล่าวอ้างของจำเลยมิใช่เหตุยกเว้นที่จะทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงโทษจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ
.
ทบทวนเหตุการณ์ : ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษา สั่งจำคุก 3 ปี คดี ม.112 ภายหลังศาลชั้นต้นยกฟ้อง
.
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2565 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีได้สั่งฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดธัญบุรีใน 3 ข้อหาหลักด้วยกัน นั่นก็คือ ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ข้อหา “ทำให้เสียทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 และข้อหาตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 35 โดยมีมูลเหตุมาจากการปาสีแดงใส่พระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 10 ที่หน้าโลตัส สาขารังสิต จังหวัดปทุมธานี
.
คดีมีนัดสืบพยานในวันที่ 31 พ.ค. 2566 ซึ่งจำเลยได้เปลี่ยนมาให้การรับสารภาพในข้อหาตาม มาตรา 360 และข้อหาตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ส่วนในข้อหาตาม มาตรา 112 นั้น จำเลยยังคงปฏิเสธและต่อสู้ว่าไม่ได้มีเจตนากระทำความผิด และไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 112 ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวฝ่ายโจทก์ได้นำพยานเข้าเบิกความทั้งสิ้น 1 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.นิเวศน์ นิลวดี พนักงานสืบสวนที่เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุในคดีนี้ ก่อนที่อัยการจะแถลงหมดพยาน คดีจึงเป็นอันเสร็จสิ้นพิจารณา
.
ต่อมา เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2566 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษายกฟ้องสมพลในข้อหาตามมาตรา 112 โดยเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นเพียงการปาสีใส่รูปพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 แต่ไม่ได้ความว่าจำเลยได้พูด เขียน หรือแสดงอากัปกิริยาใด ๆ ที่ทำให้เห็นว่าจำเลยเจตนาดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์
.
พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้แค่เพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นการทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358 ประกอบมาตรา 360 เท่านั้น กรณีเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักที่สุด คือ มาตรา 360 จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท แต่จำเลยให้การรับสารภาพจึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท และให้รอลงอาญา 2 ปี
.
ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา พนักงานอัยการได้ยื่นอุทธรณ์คดี ต่อมา เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้แก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการปาของเหลวสีแดงใส่รูปรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ของไทย นอกจากจะทำให้รูปเปรอะเปื้อนด้วยคราบสีแดง ด้อยความสง่างามแล้ว ยังทำให้เสียหายและเสื่อมค่าลง เป็นการกระทำที่มิบังควร และด้อยค่า หมิ่นพระเกียรติองค์พระมหากษัตริย์ว่าไม่ได้อยู่ในสถานะที่เป็นที่เคารพสักการะ การกระทำจึงเป็นลักษณะการดูหมิ่นตามมาตรา 112
.
ส่วนประเด็นเรื่องการรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยกระทำผิดในลักษณะเดียวกันต่อรูปรัชกาลที่ 10 อีกหลายภาพและหลายท้องที่ ทั้งยังมีการเตรียมอุปกรณ์วางแผนล่วงหน้า และเผยแพร่ผลงานของตนเองให้ผู้อื่นเห็น พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษมานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย
.
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 112 สถานหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ
.
ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่าแม้การกระทำไม่เป็นหมิ่นประมาท แต่เข้าลักษณะดูถูกเหยียดหยาม ไม่เคารพพระมหากษัตริย์ ผิด ม.112
.
คดีนี้ยังคงดำเนินต่อไปถึงศาลฎีกา กล่าวคือ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2567 สมพลได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 พร้อมระบุขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาดังกล่าว โดยให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในฐานความผิดตามมาตรา 112 และพิพากษาแก้ให้รอการลงโทษจำเลย
.
ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 15 จากการสังเกตตารางนัดหมายคดีพบว่าวันนี้มีคดีที่รอการพิจารณาอยู่หลายคดีด้วยกัน โดยคดีนี้ถูกจัดไว้อยู่อันดับที่ 1 ต่อมา เวลา 09.50 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ 1 ท่าน และเริ่มอ่านคำพิพากษาคดีนี้ลับหลังจำเลย ซึ่งไม่ได้เดินทางมาศาลตั้งแต่ในคดีก่อนหน้านั้น และได้ถูกศาลออกหมายจับไว้ เนื้อหาคำพิพากษาสามารถสรุปใจความสำคัญได้ว่า
.
ปัญหาที่ศาลต้องวินิจฉัยประการแรก คือ จำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยไม่มีลักษณะเป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่ 3 โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือ ถูกเกลียดชัง อันเป็นการหมิ่นประมาท และไม่ชัดเจนว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้าย
.
แต่ลักษณะการกระทำเห็นได้ว่าเป็นการแสดงท่าทางดูถูกเหยียดหยาม ไม่ให้ความเคารพต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชน และในวันเกิดเหตุจำเลยยังก่อเหตุในลักษณะเดียวกันหลายครั้งหลายสถานที่ต่อเนื่องกันไป โดยจำเลยยอมรับว่ากระทำไปโดยมีเหตุจูงใจจากการรับฟังข้อมูลด้านเดียว และตามรายงานสืบของโจทก์ได้ความว่าหลังเกิดเหตุจำเลยได้ส่งรูปถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์ที่ก่อเหตุไปให้กลุ่มคนทางไลน์ และมีการโพสต์ภาพลงทางเฟซบุ๊ก
.
ทั้งจำเลยยังเคยโพสต์รูปถ่ายและข้อความเสียดสีพระมหากษัตริย์บนเฟซบุ๊กของจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวต่าง ๆ บ่งชี้ว่าจำเลยต้องการลดคุณค่าพระมหากษัตริย์ว่ามิได้อยู่ในฐานะอันควรเป็นที่เคารพสักการะ การกระทำของจำเลยเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
.
กรณีที่จำเลยอ้างว่าไม่รู้เท่าทันสถานการณ์ทางการเมือง มิได้ประสงค์ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นไม่ใช่เหตุยกเว้นที่จะทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
.
สำหรับปัญหาที่ต้องวินิฉัยประการต่อมา กรณีสมควรรอการลงโทษหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยอุกอาจ ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง และเป็นการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์ในคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษจึงเหมาะสมแล้ว
.
พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ
.
สำหรับสมพลถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ทั้งหมด 6 คดี แยกไปตามท้องที่สถานีตำรวจที่รับผิดชอบที่เกิดเหตุ โดยเป็นคดีที่ศาลจังหวัดปทุมธานี 2 คดี, ศาลจังหวัดธัญบุรี 2 คดี, ศาลจังหวัดนนทบุรี 1 คดี และคดีที่ศาลอาญาอีก 1 คดี ในจำนวนนี้เป็นพฤติการณ์เกี่ยวกับการปาสีแดงใส่พระบรมฉายาลักษณ์ในจุดต่างๆ จำนวน 5 คดี และพฤติการณ์เกี่ยวกับการพ่นสีสเปรย์ 1 คดี
.
ในส่วนของคดีที่เกี่ยวข้องกับการปาสีนั้น ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นได้มีแนวคำพิพากษายกฟ้องข้อหาตามมาตรา 112 ทั้งหมด และลงโทษจำคุกเฉพาะข้อหาที่เกี่ยวกับการทำให้เสียทรัพย์ โดยมีทั้งกรณีที่ให้รอและไม่รอการลงโทษ
.
แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้แก้คำพิพากษาเป็นเห็นว่ามีความผิดตามมาตรา 112 ด้วยในทั้ง 4 คดีที่ก่อนหน้านั้นศาลชั้นต้นยกฟ้องข้อหานี้ หากรวมโทษในทุกคดีของเขา เป็นโทษจำคุก 15 ปี 18 เดือน (หรือประมาณ 16 ปี 6 เดือน) ขณะที่คดีที่มีคำพิพากษาในวันนี้ เป็นคดีแรกและคดีเดียวที่ขึ้นสู่ศาลฎีกา
.
.
อ่านบนเว็บไซต์https://tlhr2014.com/archives/81019

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1288664319770702&set=a.656922399611567