
Lak G Khundee
17 hours ago
·
ข้อสังเกตบางประการ: การต่างประเทศไทยในการเลือกตั้ง 2026
1) Policy Void : พรรคการเมืองสำคัญ 2 พรรค เปิดตัวคู่แข่งขันด้วยอดีตนักการทูตมืออาชีพ โดยที่ไม่มีนโยบายต่างประเทศที่โดดเด่นเป็นชิ้นเป็นอัน แถมหัวหน้าพรรคทั้งสองก็ให้ความสนใจกิจการต่างประเทศน้อยมากจนน่ากลัว
2) Performative Diplomacy: อดีตนักการทูตมืออาชีพคู่แข่ง 2 คนพูดเหมือนกันว่า อยากจะให้ประเทศไทยกลับมาโดดเด่นในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง แต่ไม่พูดเลยว่า พรรคของตัวเองมีนโยบายอะไรที่จะทำให้ประเทศไทยโดดเด่นขึ้นมาได้ (เพราะพรรคไม่มีนโยบาย--ฮา)
3) Underperforming Diplomcy: นักการทูตคู่แข่งขัน พูดเหมือนกันว่า การทูตและการต่างประเทศของไทยตกต่ำที่สุดในรอบกว่าทศวรรษที่ผ่านมา (หลังการรัฐประหาร 2014) แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้พูดคือ นั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ ประเทศไทยมีนักการทูตมืออาชีพเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศและคู่แข่งขันทั้งสองก็อยู่จุดสูงสุดของวิชาชีพคือ เป็นเอกอัครราชทูตในประเทศสำคัญๆของโลกด้วยกันทั้งคู่
4) ASEAN Leader: นักการทูตคู่แข่งขันซึ่งมีประสบการณ์กับกลุ่มอาเซียนต่างกันแต่พูดเหมือนกันว่า อยากให้ไทยเป็นผู้นำอาเซียน ท่ามกลางสถานการณ์จริงของอาเซียนปัจจุบันคือ ไม่มีประเทศสมาชิกใดยอมรับให้ใครเป็นผู้นำอีกต่อไปแล้ว
5) Praetorian Diplomacy: ในสถานการณ์ที่ "การทหารนำการทูต" นักการทูตคู่แข่งพูดเหมือนกันว่า ต้องการให้ การทหารเสริมบทบาททางการทูต
6) Initiative: ปัญหาสำคัญของนักการทูตมืออาชีพคือ ขาดความริเริ่มสร้างสรรค์เชิงนโยบาย เพราะเคยชินกับการรับนโยบายไปปฏิบัติ
7) Visionary Diplomat: ความจริงทางประวัติศาสตร์การทูตระยะสั้น ซึ่งพรรคการเมืองทั้งสองมองไม่เห็นคือ รัฐมนตรีต่างประเทศที่โดดเด่นมากในช่วงรอยต่อของยุคสมัย (ระหว่างศตวรรษที่ 20 และ 21) คืออดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยดังย่าน ท่าพระจันทร์และสามย่าน มิได้เป็น "ลูกหม้อ" กระทรวงการต่างประเทศแต่อย่างใดเลย
ภาพประกอบ: หนังสือที่อธิบายปรากฎการณ์ของโลกได้ดีนับแต่ยุคสิ้นสุดสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1427758045421674&set=a.114845100046315
13 hours ago
·
ดิฉันเห็นด้วยกับคุณสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี Lak G Khundee และอยากจะเสริมบางประเด็นค่ะ
1. เวลาที่บอกว่าอยากให้ไทยกลับมาโดดเด่นในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง เพราะเราตกต่ำตั้งแต่รัฐประหาร 2557 (จริงๆ ตกต่ำมาตั้งแต่รปห. 2549) เรากำลังพูดถึงปัญหา 2 ระดับ คือ
A. สภาวะที่ทำให้ไทยตกต่ำ คืออะไร
B. จะทำให้ไทยกลับมาโดดเด่น - จะชูนโยบายอะไร อะไรคือจุดแข็งของไทย
ข้อ A ปัจจัยที่ทำให้เราตกต่ำคือ ความขัดแย้งการเมืองภายในหลังรัฐประหาร 2549 ดังต่อไปนี้
- ภาวะไร้เสถียรภาพ การประท้วงของคนเสื้อสี
- การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ได้ขึ้นกับสภาพความเป็นจริง เช่น คสช./ศาล รธน. ยกเลิกโครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการป้องกันน้ำท่วมเขตอุตสาหกรรม เพียงเพราะไม่อยากให้เพื่อไทยมีผลงานทิ้งไว้ แล้วก็ผลักรถไฟความเร็วสูงของตนเองออกมา โดยยกสัมปทานให้จีน หวังว่าจะเสร็จเร็ว คนจะได้จำได้ว่าเป็นผลงานของ คสช. แต่ 10 ปีแล้วก็ยังไม่เห็นอนาคต – นี่คือการแช่แข็งโครงสร้างการขนส่ง ระบบโลจิสติคส์ การท่องเทียวเมืองรองของไทย
- กระทรวงต่างประเทศนับตั้งแต่ รปห. 2549 มุ่งตอบสนอง “การเมืองภายใน” หรือของรัฐบาลเป็นสำคัญ ในยุครัฐทหารก็วุ่นอยู่กับการสร้างความชอบธรรมให้รัฐทหาร ในช่วงที่เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ก็เอาทนายความส่วนตัวหรือญาติมาเป็นรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องต่างประเทศเลย
- ปัญหาไทย-กัมพูชาในปี 2551 เกิดจากกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการใช้เรื่องดินแดนทำลายรบ.ฝ่ายทักษิณ โดยไม่สนใจผลกระทบระยะยาว - ความขัดแย้งในปี 2568 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระแสชาตินิยม-ต่อต้านกัมพูชา ที่ถูกฝังรากลึก จนโหมกระพือได้ง่ายมาก อีกส่วนหนึ่งเพราะ ฮุน เซน aggressive ต่อไทยอย่างยิ่ง แต่ถ้าไทยมีรบ.พลเรือนที่เก่ง ก็ควร “จำกัด” การใช้กำลังทหารได้ดีกว่านี้ และสร้างความได้เปรียบในเวทีต่างประเทศได้ดีกว่านี้ - แต่ไทยก็ล้มเหลว จนพลเอกณัฐพลออกมายอมรับเองว่า ไม่มีประเทศไหนเข้าข้างไทยเลย (ก็เพราะเราใช้แนวทางทหารอย่างไม่ประเมินแรงสะท้อนกลับที่เป็นผลลบต่อไทย)
- รัฐบาลอนุทินก็หวังประโยชน์จากกระแสชาตินิยมเพื่อผลการเลือกตั้ง จึงให้ไฟเขียวกับกองทัพเป็นฝ่ายนำในการแก้ปัญหากัมพูชา
- ทุกรัฐบาลหลังรัฐประหาร 2549 คิดแต่โครงการประชานิยม อัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ หวัง Quick Win หวังชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่มีนโยบายปรับปรุง-แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ปฏิรูประบบราชการ การศึกษาเลย – วันนี้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับเพื่อนบ้านไปแล้ว
- รบ.คสช.ย่อมต้องสนับสนุนรบ.ทหาร มินอ่องลาย เพราะดีเอ็นเอเดียวกัน ทุกวันนี้เราก้มหน้ารับผลกระทบสารพัดชนิดจากเมียนมา โดยไม่มียุทธศาสตร์ว่าจะทำอย่างไร -ไทยไม่สามารถแก้ปัญหาเมียนมาตามลำพัง แต่ต้องจับมือกับอาเซียน แต่ไทยก็มีส่วนทำให้อาเซียนอ่อนแอ เพราะไม่ยอมรับบทบาทการเป็นตัวกลางยุติปัญหากับกัมพูชาทั้งในปี 2551 และ 2568
สรุป ถ้าการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ไทยจะวนเวียนอยู่กับความตกต่ำเช่นนี้ต่อไป จนไม่มีสมาธิที่จะค้นหาว่าอะไรคือจุดแข็งของไทยที่จะไปแข่งกับประเทศอื่น
(โอกาสหน้าดิฉันจะยกตัวอย่างอินโดนีเซีย ที่เคยภาวะตกต่ำเมื่อเกิดวิกฤติการณ์เศรษฐกิจเอเชียปี 2540 และซูฮาร์โตต้องลงจากอำนาจในปี 2541 ประเทศเต็มไปด้วยจลาจล ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในอาเจะห์, ใน Irian Jaya, การลอบวางระเบิดโดยอิสลามหัวรุนแรง ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มศาสนา แต่เพียงทศวรรษเดียว อินโดนีเซียกลับมายืนได้อย่างสง่างาม และเขานำเสนอจุดแข็งของตนเองอย่างไร)
2. คุณสุภลักษณ์ใช้คำว่า praetorian diplomacy แต่ในบทความที่ดิฉันเพิ่งเขียนให้ ISEAS-Yusof Ishak Institute ดิฉันใช้คำว่า militarization (ทหารภิวัตน์) ซึ่งเห็นได้ชัดในความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาในรอบนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมียนมานับตั้งแต่รัฐประหารโดยมิน อ่องลาย ก็เป็นทหารภิวัตน์ ในช่วงสงครามเย็น การต่างประเทศไทยก็ทหารภิวัตน์
ในกรณีของไทย ทหารภิวัตน์คือสภาวะที่วิธีคิดต่อปัญหาเป็นแบบทหาร มักใช้แนวทางทหารแก้ปัญหาเป็นหลัก ความมั่นคงของชาติถูกนิยามแบบทหาร ประเด็นเศรษฐกิจ มนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน มีความสำคัญน้อยมาก หรือไม่มีเลย (รบ.พลเรือนก็ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบทหารได้) – สภาวะทหารภิวัตน์ในไทยเบาบางลงพร้อมกับสงครามเย็น และไทยมีรัฐบาลพลเรือนที่ใช้แนวทางเศรษฐกิจนำการทหาร นั่นคือรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
3. ดิฉันเห็นด้วยกับคุณสุภลักษณ์เรื่องการใช้นักการทูตมืออาชีพ – คนเหล่านี้ “ดูเหมือน” เป็นมืออาชีพ แต่เราต้องไม่ลืมว่าพวกเขาคือ “ข้าราชการไทย” ที่คุ้นเคยกับการปฏิบัติตามคำสั่ง ทำงานตาม routine ไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบาย หลังรัฐประหาร 2549 รัฐบาลสุรยุทธ์, อภิสิทธิ์, ประยุทธ์, เศรษฐา-แพทองธาร, อนุทิน ล้วนใช้ข้าราชการ กต. เป็น รมต.ทั้งสิ้น แต่พวกเขาก็ไม่มีอะไรน่าประทับใจเลย
- ตอนอนุทินตั้งคุณสีหศักดิ์เป็น รมต. ดิฉันยังแอบหวังว่าแกจะช่วยดึงปัญหากัมพูชาจากทหาร ให้กลับมาอยู่ในมือ กต.มากขึ้น แต่ปรากฏว่า กต. ทำหน้าที่เป็น PR ให้กองทัพ-รัฐบาลอนุทินเท่านั้น
- ตัวอย่างที่ชี้ว่าไทยต้องการรัฐบาลพลเรือนที่มีวิสัยทัศน์มากำหนดนโยบายต่างประเทศ กล้าแตกหักกับข้าราชการใน กต. ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ก็คือกรณีที่รัฐบาลชาติชายประกาศ “นโยบายเปลี่ยนอินโดจีนจากสนามรบให้เป็นสนามการค้า” ในปี 1988 โดยมีทีมคนหนุ่ม “บ้านพิษณุโลก” เป็นที่ปรึกษา นโยบายนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกคอมมิวนิสต์กำลังล่มสลาย แต่การแข่งขันการค้าเข้มข้นขึ้น เกิดเขตการค้าเสรีทั่วโลก ทั้ง EU, NAFTA ฯลฯ รัฐบาลชาติชายประกาศว่าต้องหาทางยุติปัญหากัมพูชา แล้วเปลี่ยนลาว เวียดนาม กัมพูชาให้กลายเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของไทยและอาเซียน
- แต่เมื่อชาติชายประกาศนโยบายออกมา พวกเขาถูกโจมตีอย่างหนักจากรัฐมนตรี พลเอกสิทธิ เศวตศิลา, ข้าราชการระดับสูงของ กต. และนักวิชาการรุ่นใหญ่ ที่ยืนยันว่าไทยควรสนับสนุนเขมรแดง-ต่อต้านเวียดนามต่อไป – เมื่อชาติชายเชิญฮุน เซนมาเจรจาที่ กท. กต.ประท้วงด้วยการไม่ส่งเจ้าหน้าที่ของตนมาประชุมแม้แต่คนเดียว
- แต่รบ.ชาติชายชนะในเกมนี้ นโยบายได้รับการตอบรับจากนักธุรกิจในไทยและประเทศอาเซียนอื่นๆ แนวทางเศรษฐกิจนำการทหารของชาติชาย ถูกสานต่อโดยรัฐบาลไทยหลังจากนั้นเรื่อยมา นำไปสู่กรอบความร่วมมือ GMS, ACMEC, AFTA, AEC, ASEAN+3, ASEAN+6 (ผู้สนใจรายละเอียด กรุณาดูเรื่องนี้ได้ในหนังสือของดิฉัน “การต่างประเทศไทยในยุคสงครามเย็น”)
4. พรรคปชน.วาง กต. ไว้ในทีมเศรษฐกิจ อันนี้น่าสนใจ ดิฉันเห็นด้วยว่า กต.ไทยควรทำหน้าที่สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศได้แล้ว กต.ของหลายประเทศทำหน้าที่นี้มานานแล้ว ออสเตรเลียเอาพาณิชย์กับต่างประเทศไว้ในกระทรวงเดียวกัน ทักษิณเคยผลักดันนโยบายทูต CEO แต่ถูกโต้กลับ ไม่ยอมทำ บอกว่าทูตไม่ใช่พ่อค้า – เฮ้ออออ So snobbish
อย่างไรก็ตาม ดิฉันคิดว่าปัญหาร้อนแรงหลายเรื่องที่ไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ ต้องอาศัยกต.ที่แข็งแกร่งเป็นกลไกนำ เป็นปัญหาเชิงความมั่นคงและเร่งด่วน ดิฉันอยากเห็น กต.แสดงบทบาทนำด้าน “การต่างประเทศของไทย” โดยมีรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงกำกับดูแล ให้ กต. กองทัพ สมช. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ทำงานร่วมกัน ไม่ปล่อยให้หน่วยงานเหล่านี้ต่างคนต่างทำอีกต่อไป
ปล. สขช.หายไปจากนโยบายด้านความมั่นคงโดยสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ทำงานข่าวกรองได้ดีกว่าทหาร ถ้าจะยกเลิก กอ.รมน. ก็ต้องยกระดับการทำงานของ สขช. และสมช.ด้วย)
ลิงค์ ฟบ.ของสุภลักษณ์ https://www.facebook.com/share/p/1ALZYEm2kD/
·
ดิฉันเห็นด้วยกับคุณสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี Lak G Khundee และอยากจะเสริมบางประเด็นค่ะ
1. เวลาที่บอกว่าอยากให้ไทยกลับมาโดดเด่นในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง เพราะเราตกต่ำตั้งแต่รัฐประหาร 2557 (จริงๆ ตกต่ำมาตั้งแต่รปห. 2549) เรากำลังพูดถึงปัญหา 2 ระดับ คือ
A. สภาวะที่ทำให้ไทยตกต่ำ คืออะไร
B. จะทำให้ไทยกลับมาโดดเด่น - จะชูนโยบายอะไร อะไรคือจุดแข็งของไทย
ข้อ A ปัจจัยที่ทำให้เราตกต่ำคือ ความขัดแย้งการเมืองภายในหลังรัฐประหาร 2549 ดังต่อไปนี้
- ภาวะไร้เสถียรภาพ การประท้วงของคนเสื้อสี
- การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ได้ขึ้นกับสภาพความเป็นจริง เช่น คสช./ศาล รธน. ยกเลิกโครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการป้องกันน้ำท่วมเขตอุตสาหกรรม เพียงเพราะไม่อยากให้เพื่อไทยมีผลงานทิ้งไว้ แล้วก็ผลักรถไฟความเร็วสูงของตนเองออกมา โดยยกสัมปทานให้จีน หวังว่าจะเสร็จเร็ว คนจะได้จำได้ว่าเป็นผลงานของ คสช. แต่ 10 ปีแล้วก็ยังไม่เห็นอนาคต – นี่คือการแช่แข็งโครงสร้างการขนส่ง ระบบโลจิสติคส์ การท่องเทียวเมืองรองของไทย
- กระทรวงต่างประเทศนับตั้งแต่ รปห. 2549 มุ่งตอบสนอง “การเมืองภายใน” หรือของรัฐบาลเป็นสำคัญ ในยุครัฐทหารก็วุ่นอยู่กับการสร้างความชอบธรรมให้รัฐทหาร ในช่วงที่เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ก็เอาทนายความส่วนตัวหรือญาติมาเป็นรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องต่างประเทศเลย
- ปัญหาไทย-กัมพูชาในปี 2551 เกิดจากกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการใช้เรื่องดินแดนทำลายรบ.ฝ่ายทักษิณ โดยไม่สนใจผลกระทบระยะยาว - ความขัดแย้งในปี 2568 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระแสชาตินิยม-ต่อต้านกัมพูชา ที่ถูกฝังรากลึก จนโหมกระพือได้ง่ายมาก อีกส่วนหนึ่งเพราะ ฮุน เซน aggressive ต่อไทยอย่างยิ่ง แต่ถ้าไทยมีรบ.พลเรือนที่เก่ง ก็ควร “จำกัด” การใช้กำลังทหารได้ดีกว่านี้ และสร้างความได้เปรียบในเวทีต่างประเทศได้ดีกว่านี้ - แต่ไทยก็ล้มเหลว จนพลเอกณัฐพลออกมายอมรับเองว่า ไม่มีประเทศไหนเข้าข้างไทยเลย (ก็เพราะเราใช้แนวทางทหารอย่างไม่ประเมินแรงสะท้อนกลับที่เป็นผลลบต่อไทย)
- รัฐบาลอนุทินก็หวังประโยชน์จากกระแสชาตินิยมเพื่อผลการเลือกตั้ง จึงให้ไฟเขียวกับกองทัพเป็นฝ่ายนำในการแก้ปัญหากัมพูชา
- ทุกรัฐบาลหลังรัฐประหาร 2549 คิดแต่โครงการประชานิยม อัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ หวัง Quick Win หวังชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่มีนโยบายปรับปรุง-แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ปฏิรูประบบราชการ การศึกษาเลย – วันนี้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับเพื่อนบ้านไปแล้ว
- รบ.คสช.ย่อมต้องสนับสนุนรบ.ทหาร มินอ่องลาย เพราะดีเอ็นเอเดียวกัน ทุกวันนี้เราก้มหน้ารับผลกระทบสารพัดชนิดจากเมียนมา โดยไม่มียุทธศาสตร์ว่าจะทำอย่างไร -ไทยไม่สามารถแก้ปัญหาเมียนมาตามลำพัง แต่ต้องจับมือกับอาเซียน แต่ไทยก็มีส่วนทำให้อาเซียนอ่อนแอ เพราะไม่ยอมรับบทบาทการเป็นตัวกลางยุติปัญหากับกัมพูชาทั้งในปี 2551 และ 2568
สรุป ถ้าการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ไทยจะวนเวียนอยู่กับความตกต่ำเช่นนี้ต่อไป จนไม่มีสมาธิที่จะค้นหาว่าอะไรคือจุดแข็งของไทยที่จะไปแข่งกับประเทศอื่น
(โอกาสหน้าดิฉันจะยกตัวอย่างอินโดนีเซีย ที่เคยภาวะตกต่ำเมื่อเกิดวิกฤติการณ์เศรษฐกิจเอเชียปี 2540 และซูฮาร์โตต้องลงจากอำนาจในปี 2541 ประเทศเต็มไปด้วยจลาจล ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในอาเจะห์, ใน Irian Jaya, การลอบวางระเบิดโดยอิสลามหัวรุนแรง ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มศาสนา แต่เพียงทศวรรษเดียว อินโดนีเซียกลับมายืนได้อย่างสง่างาม และเขานำเสนอจุดแข็งของตนเองอย่างไร)
2. คุณสุภลักษณ์ใช้คำว่า praetorian diplomacy แต่ในบทความที่ดิฉันเพิ่งเขียนให้ ISEAS-Yusof Ishak Institute ดิฉันใช้คำว่า militarization (ทหารภิวัตน์) ซึ่งเห็นได้ชัดในความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาในรอบนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมียนมานับตั้งแต่รัฐประหารโดยมิน อ่องลาย ก็เป็นทหารภิวัตน์ ในช่วงสงครามเย็น การต่างประเทศไทยก็ทหารภิวัตน์
ในกรณีของไทย ทหารภิวัตน์คือสภาวะที่วิธีคิดต่อปัญหาเป็นแบบทหาร มักใช้แนวทางทหารแก้ปัญหาเป็นหลัก ความมั่นคงของชาติถูกนิยามแบบทหาร ประเด็นเศรษฐกิจ มนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน มีความสำคัญน้อยมาก หรือไม่มีเลย (รบ.พลเรือนก็ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบทหารได้) – สภาวะทหารภิวัตน์ในไทยเบาบางลงพร้อมกับสงครามเย็น และไทยมีรัฐบาลพลเรือนที่ใช้แนวทางเศรษฐกิจนำการทหาร นั่นคือรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
3. ดิฉันเห็นด้วยกับคุณสุภลักษณ์เรื่องการใช้นักการทูตมืออาชีพ – คนเหล่านี้ “ดูเหมือน” เป็นมืออาชีพ แต่เราต้องไม่ลืมว่าพวกเขาคือ “ข้าราชการไทย” ที่คุ้นเคยกับการปฏิบัติตามคำสั่ง ทำงานตาม routine ไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบาย หลังรัฐประหาร 2549 รัฐบาลสุรยุทธ์, อภิสิทธิ์, ประยุทธ์, เศรษฐา-แพทองธาร, อนุทิน ล้วนใช้ข้าราชการ กต. เป็น รมต.ทั้งสิ้น แต่พวกเขาก็ไม่มีอะไรน่าประทับใจเลย
- ตอนอนุทินตั้งคุณสีหศักดิ์เป็น รมต. ดิฉันยังแอบหวังว่าแกจะช่วยดึงปัญหากัมพูชาจากทหาร ให้กลับมาอยู่ในมือ กต.มากขึ้น แต่ปรากฏว่า กต. ทำหน้าที่เป็น PR ให้กองทัพ-รัฐบาลอนุทินเท่านั้น
- ตัวอย่างที่ชี้ว่าไทยต้องการรัฐบาลพลเรือนที่มีวิสัยทัศน์มากำหนดนโยบายต่างประเทศ กล้าแตกหักกับข้าราชการใน กต. ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ก็คือกรณีที่รัฐบาลชาติชายประกาศ “นโยบายเปลี่ยนอินโดจีนจากสนามรบให้เป็นสนามการค้า” ในปี 1988 โดยมีทีมคนหนุ่ม “บ้านพิษณุโลก” เป็นที่ปรึกษา นโยบายนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกคอมมิวนิสต์กำลังล่มสลาย แต่การแข่งขันการค้าเข้มข้นขึ้น เกิดเขตการค้าเสรีทั่วโลก ทั้ง EU, NAFTA ฯลฯ รัฐบาลชาติชายประกาศว่าต้องหาทางยุติปัญหากัมพูชา แล้วเปลี่ยนลาว เวียดนาม กัมพูชาให้กลายเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของไทยและอาเซียน
- แต่เมื่อชาติชายประกาศนโยบายออกมา พวกเขาถูกโจมตีอย่างหนักจากรัฐมนตรี พลเอกสิทธิ เศวตศิลา, ข้าราชการระดับสูงของ กต. และนักวิชาการรุ่นใหญ่ ที่ยืนยันว่าไทยควรสนับสนุนเขมรแดง-ต่อต้านเวียดนามต่อไป – เมื่อชาติชายเชิญฮุน เซนมาเจรจาที่ กท. กต.ประท้วงด้วยการไม่ส่งเจ้าหน้าที่ของตนมาประชุมแม้แต่คนเดียว
- แต่รบ.ชาติชายชนะในเกมนี้ นโยบายได้รับการตอบรับจากนักธุรกิจในไทยและประเทศอาเซียนอื่นๆ แนวทางเศรษฐกิจนำการทหารของชาติชาย ถูกสานต่อโดยรัฐบาลไทยหลังจากนั้นเรื่อยมา นำไปสู่กรอบความร่วมมือ GMS, ACMEC, AFTA, AEC, ASEAN+3, ASEAN+6 (ผู้สนใจรายละเอียด กรุณาดูเรื่องนี้ได้ในหนังสือของดิฉัน “การต่างประเทศไทยในยุคสงครามเย็น”)
4. พรรคปชน.วาง กต. ไว้ในทีมเศรษฐกิจ อันนี้น่าสนใจ ดิฉันเห็นด้วยว่า กต.ไทยควรทำหน้าที่สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศได้แล้ว กต.ของหลายประเทศทำหน้าที่นี้มานานแล้ว ออสเตรเลียเอาพาณิชย์กับต่างประเทศไว้ในกระทรวงเดียวกัน ทักษิณเคยผลักดันนโยบายทูต CEO แต่ถูกโต้กลับ ไม่ยอมทำ บอกว่าทูตไม่ใช่พ่อค้า – เฮ้ออออ So snobbish
อย่างไรก็ตาม ดิฉันคิดว่าปัญหาร้อนแรงหลายเรื่องที่ไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ ต้องอาศัยกต.ที่แข็งแกร่งเป็นกลไกนำ เป็นปัญหาเชิงความมั่นคงและเร่งด่วน ดิฉันอยากเห็น กต.แสดงบทบาทนำด้าน “การต่างประเทศของไทย” โดยมีรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงกำกับดูแล ให้ กต. กองทัพ สมช. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ทำงานร่วมกัน ไม่ปล่อยให้หน่วยงานเหล่านี้ต่างคนต่างทำอีกต่อไป
ปล. สขช.หายไปจากนโยบายด้านความมั่นคงโดยสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ทำงานข่าวกรองได้ดีกว่าทหาร ถ้าจะยกเลิก กอ.รมน. ก็ต้องยกระดับการทำงานของ สขช. และสมช.ด้วย)
ลิงค์ ฟบ.ของสุภลักษณ์ https://www.facebook.com/share/p/1ALZYEm2kD/