วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 30, 2569

พนักงานจากบริษัท AI ชั้นนำของโลกเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI มีพนักงานกว่า 1,000 คนจากบริษัทที่พัฒนา AI ระดับแนวหน้าได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI ลง เพื่อให้มาตรการด้านความปลอดภัยและความมั่นคงสามารถพัฒนาทันเทคโนโลยี



พนักงานจากบริษัท AI ชั้นนำของโลกเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI

CNN

บุคลากรระดับสูงจากบริษัทด้าน AI และเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ชะลอความเร็วในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ลง เพื่อให้มาตรการด้านความปลอดภัยและความมั่นคงสามารถพัฒนาตามทันเทคโนโลยีดังกล่าวได้

จดหมายระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ควรสนับสนุนความพยายามในระดับนานาชาติเพื่อพัฒนาเครื่องมือที่สามารถ "ควบคุมจังหวะการพัฒนา AI ล้ำสมัย (frontier AI) อย่างจงใจ"

มีพนักงานกว่า 1,000 คนจากบริษัทที่พัฒนา AI ระดับแนวหน้าได้ร่วมลงนามในจดหมายฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งดั้งเดิมของบริษัทผู้สร้าง ChatGPT) ผู้ร่วมก่อตั้งบางส่วนของ Anthropic และรองประธานจาก Meta, Google และบริษัทอื่นๆ

จดหมายฉบับนี้มีขึ้นท่ามกลางความก้าวหน้าครั้งสำคัญและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากระบบ AI ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา OpenAI เปิดเผยว่าโมเดลทดสอบสองตัวของบริษัทสามารถหลุดออกจากสภาพแวดล้อมการทดสอบในห้องปฏิบัติการ โดยสามารถเลี่ยงระบบป้องกันเพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสาธารณะและเจาะระบบภายในของบริษัทอื่นได้

"มีความเสี่ยงที่แท้จริงว่าขีดความสามารถของ AI อาจพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าที่เราจะเข้าใจหรือควบคุมระบบที่เกิดขึ้นได้" ผู้ลงนามระบุ "เพื่อให้ AI แสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ภาคอุตสาหกรรม รัฐบาล และสังคมโดยรวมอาจจำเป็นต้องมีทางเลือกในการซื้อเวลาเพื่อรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ พัฒนามาตรการความปลอดภัย และเสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลให้เข้มแข็งขึ้น"

OpenAI ระบุในแถลงการณ์ต่อ CNN ว่าบริษัทเห็นด้วยกับการชะลอความเร็วในการพัฒนา AI โดยกล่าวเสริมว่าพวกเขา "หวังที่จะมีส่วนร่วมในการดำเนินงานที่นำโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมกับห้องปฏิบัติการวิจัยอื่นๆ" ในประเด็นนี้

Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ผ่านพอดแคสต์เมื่อวันอังคารว่า อาจถึงเวลาแล้วที่จะต้องชะลอการพัฒนา AI โมเดลของ OpenAI ที่หลุดออกจากสภาพแวดล้อมการทดสอบนั้นกำลังก่อให้เกิด "คำถามระยะยาว" ว่าบริษัท AI ควรรับมือกับอัตราความก้าวหน้าใหม่นี้อย่างไร

"เราอาจต้องควบคุมจังหวะการพัฒนา AI เพื่อให้สังคมมีเวลาเพียงพอในการปรับตัวและสร้างความพร้อมรองรับขีดความสามารถระดับใหม่เหล่านี้" Altman กล่าว

ทางด้าน Anthropic ระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขา "ยินดีที่ได้เห็นฉันทามติในวงกว้าง" เกี่ยวกับความจำเป็นในการชะลอการพัฒนา AI "เพื่อให้สังคมสามารถเตรียมความพร้อมได้ทัน"

Meta ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ในขณะที่ Google ยังไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นในทันที “เรายินดีที่ได้เห็นฉันทามติในวงกว้างเกี่ยวกับความจำเป็นในการมีเครื่องมือทั้งทางเทคนิคและด้านธรรมาภิบาล เพื่อกำกับดูแลจังหวะการพัฒนา AI ที่ก้าวล้ำไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงความสามารถในการชะลอความเร็วของการพัฒนาลง เพื่อให้สังคมสามารถเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที” Anthropic กล่าวในความคิดเห็นที่ส่งถึง CNN

ทางด้าน Demis Hassabis ซีอีโอของ Google DeepMind ก็ได้เรียกร้องให้มีการจัดตั้งองค์กรกำหนดมาตรฐานสากลแห่งใหม่ขึ้น เพื่อช่วยวางแนวทางปฏิบัติสำหรับโมเดล AI รุ่นใหม่ๆ ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Altman, Elon Musk แห่ง SpaceX, Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft และบุคคลสำคัญอื่นๆ ในแวดวงอุตสาหกรรมนี้

John Schulman ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI ซึ่งต่อมาได้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการ AI ที่ชื่อว่า Thinking Machines กล่าวเสริมถึงเหตุผลที่เขาลงนามในจดหมายฉบับนี้ว่า จดหมายดังกล่าว “ช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับความจำเป็นที่อาจเกิดขึ้นในการมีกลไกประสานความร่วมมือ ในขณะที่การวิจัย AI แบบอัตโนมัติกำลังเร่งให้เกิดความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว” พร้อมทั้งกล่าวต่อว่า “ผมยังอยากเห็นห้องปฏิบัติการต่างๆ เริ่มออกแบบกลไกเหล่านี้ด้วยความสมัครใจ แม้กระทั่งก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้ามามีบทบาทก็ตาม”


บทความแปลจาก CNN
Employees at the world’s biggest AI companies are calling for a slowdown in AI development

https://www.cnn.com/2026/07/28/tech/ai-development-tech-employees-open-letter
17 Hours ago







 

เกษียร เตชะพีระ : อ่านมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ในงานของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด คลิปจากงานเสวนา "มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์?"


เกษียร เตชะพีระ : อ่านมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ในงานของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

Jun 12, 2019

คลิปจากงานเสวนา "มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์?" เกษียร เตชะพีระ: อ่านมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ในงานของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เนื่องในโอกาสตีพิมพ์หนังสือ "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย" โดยกุลลดา เกษบุญชู มี้ด วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2562 ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

https://www.youtube.com/watch?v=4XBSwfdWAxQ
.....




https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10243777362112417

Kasian Tejapira 
Yesterday
·
อาลัยอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ครูพักลักจำของผมเรื่องประวัติศาสตร์รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทย

%%%%%%%%

ผมได้รู้จักอ.กุลลดาตั้งแต่ครั้งเพิ่งออกจากป่าเมื่อเกือบ ๕๐ ปีก่อน และได้รู้จักงานของอาจารย์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อใช้หนังสือจากดุษฎีนิพนธ์ที่ทำยาวนานร่วมสองทศวรรษของอาจารย์มาเป็นตำราหลักเล่มหนึ่งในการสอนสัมมนาการเมืองไทยระดับปริญญาโท-เอกต่อเนื่องมา ๑๕ ปีถึงปัจจุบัน
 
กล่าวได้ว่า The Rise and Decline of Thai Absolutism (2004) เป็นงานที่เติมเต็มและพิสูจน์ชัดซึ่งบททดลองเสนอของครูเบ็น แอนเดอร์สันเกี่ยวกับรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์สยามสมัยรัตนโกสินทร์ในบทความปริทัศน์ของท่านเรื่อง "Studies of the Thai State: The State of Thai Studies" (1978)
 
ในตัวอาจารย์ ผมได้เห็นนักวิชาการที่เอาจริงกับความรู้ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและหลักคิดทฤษฎี ไม่แต่ในระดับประเทศแต่ครอบคลุมทั้งสากล กล้าหาญและซื่อตรงกับวิชาการโดยทรนงต่อแรงกดดันของอวิชชา มิจฉาทิฐิและการเมือง อาจารย์เป็นแบบอย่างว่าวงวิชาการไทยยังไม่สิ้นคนดีที่เรายกมือไหว้ได้ด้วยความเคารพศรัทธาอย่างเต็มใจ ผมเชื่อว่าผลงานของอาจารย์ยังจะช่วยหล่อเลี้ยงและจุดประกายปลุกเร้าสติปัญญาและจิตใจของผู้ใฝ่รู้และนักศึกษาประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ทั้งไทยและเทศไปอีกนานเท่านาน

ขอนำงานบางส่วนของผมที่อาศัยผลงานวิชาการของอาจารย์เป็นฐานมาโพสต์ซ้ำ ณ ที่นี้เพื่อแสดงความอาลัยเคารพรักและเป็นการเผยแผ่วิทยาทานที่อาจารย์หว่านเพาะปลูกสร้างไว้ให้กว้างขวางออกไป

เกษียร เตชะพีระ : อ่านมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ในงานของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด (จากงานอภิปรายเมื่อ ๗ ปีก่อน)
https://www.youtube.com/watch?v=4XBSwfdWAxQ

และชุดบทความในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อ ๑๐ ปีก่อนที่ผมเล่าถึงภูมิหลังและหยิบประเด็นสำคัญบางประเด็นของงานสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามของ อ.กุลลดา มาอภิปรายขยายความ




"ประดับไว้ในโลกา" ชวนอ่าน "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย" งานชิ้นเอกของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด

https://www.facebook.com/sameskybook/posts/1492400609598729

ฟ้าเดียวกัน 
1 hour ago
·
"ประดับไว้ในโลกา" ชวนอ่าน "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย" งานชิ้นเอกของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด
 
หนังสือเล่มนี้ไม่แค่สั่นสะเทือนวงวิชาการไทยศึกษาแต่ยังท้าทายทฤษฎีระดับโลก ผู้เขียนวิพากษ์ทฤษฎี “สงครามสร้างรัฐ” แล้วนำเสนอทฤษฎีใหม่คือ “เศรษฐกิจโลกสร้างรัฐ” โดยศึกษาการก่อรูปของรัฐไทยในศตวรรษที่ 19 ช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐศักดินามาเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนมาถึงรัฐชาติสมัยใหม่
 
งานชิ้นนี้ยังอ่านสนุกตื่นตาตื่นใจเพราะอัดแน่นด้วยข้อมูลชั้นต้นแบบที่นักเรียนประวัติศาสตร์น้อยคนจะค้นคว้าได้เช่นนี้ เราจะได้เห็นปฐมบทจนถึงปัจฉิมบทของการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างมีชีวิตชีวา ทั้งการต่อสู้ห้ำหั่นของกลุ่มอำนาจสามฝ่าย (สยามเก่า สยามอนุรักษ์ สยามหนุ่ม) และชัยชนะของรัชกาลที่ 5 การฟูมฟักชนชั้นนำผ่านระบบการศึกษา การสร้างระบบราชการสมัยใหม่ที่กลายเป็นระบบกลืนกินตัวเอง เพราะ “กระฎุมพีราชการ” ซึ่งเป็นสามัญชนมีการศึกษาที่ไต่เต้าเข้าสู่ระบบราชการด้วยความสามารถของตนเอง จะกลายเป็นพลังบ่อนทำลายพระราชอำนาจและทำให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงกาลล่มสลาย เราจะได้เห็นการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของการปกป้องระบอบนี้ไว้ เช่นการตั้งกองเสือป่าของรัชกาลที่ 6 ไปจนการเผชิญหน้ากับการท้าทายครั้งแรกของคณะผู้ก่อการกบฏ ร.ศ. 130
 
ที่อยากแนะนำเล่มนี้ เพราะปรากฏการณ์การเกิดครั้งที่สามของคณะราษฎรทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ล่มสลายไปแล้วนั้น ชิ้นส่วนกลไกของระบอบกลับดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ทำไมอุดมการณ์กษัตริย์นิยมถึงลงหลักปักฐานลงกับอุดมการณ์ชาติศาสน์กษัตริย์อย่างแนบแน่น การกลับไปอ่านหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เราขบคิดได้เปลาะหนึ่ง
 
ประกอบกับปรากฏการณ์การฟื้นคืนชีพของหนังสือวิชาการไทยศึกษาเชิงวิพากษ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหนังสือเล่มนี้ ยืนยันได้จากผลสำรวจการอ่านในม็อบนักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศ "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย" ของกุลลดา เกษบุญชู มี้ด เป็นหนังสือที่นักเรียนนักศึกษาพูดถึงมากที่สุด เพราะมันเป็นหนังสือที่เปิดโลกให้พวกเขาได้เห็นประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่งของการสร้างระบบราชการ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ และผลกระทบจากการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่
 
การที่เยาวชนคนหนุ่มสาวในศตวรรษที่ 21 กลับไปอ่าน(ใหม่)เหตุการณ์ที่เกิดในศตวรรษที่ 19 เพื่อทำความเข้าใจระบอบการเมืองที่พวกเขากำลังต่อสู้อยู่ ก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่าหนังสือวิชาการคลาสสิกที่น่าจะยืนอยู่บนหิ้งเล่มนี้ ได้เกิดใหม่อีกครั้งกลายเป็นหนังสือที่ไม่แค่น่าอ่าน แต่จำเป็น “ต้องอ่าน” อย่างยิ่ง ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เราต่างเคยวาดหวังกันว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา”

แนบท้าย: ภาพลายมือตรวจแก้ต้นฉบับของ อ.กุลลดาเมื่อปี 2562 ฟ้าเดียวกันขออนุญาตนำมาเผยแพร่แก่ผู้อ่านเพื่อแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทพากเพียรทำงานหนักของอาจารย์จวบจนนาทีสุดท้ายก่อนส่งโรงพิมพ์ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับกองบรรณาธิการที่ครั้งหนึ่งได้ร่วมงานกับอาจารย์ และได้ตีพิมพ์งานอันทรงคุณค่านี้ออกสู่สายตาผู้อ่านชาวไทย
______
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย
https://sameskybooks.net/product/9786167667782/



คลิปเสียง 50 วินาทีที่ไอติมนำมาเปิด มีองค์ประกอบสำคัญหลายข้อ การนำ "คลิปเสียง" มาเปิด ช่วยปลี่ยน "เรื่องเล่า" เป็น "ข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริง" (Empirical Evidence)





https://x.com/trendforMFP/status/2082279692439044223


 


 

“ฟ้า พรหมศร” ยังอดอาหารเรียกร้องการประกันตัวต่อเนื่อง มีอาการปวดท้อง-ชาแขนขา-ต้องคอยระวังวูบ (ทำไม การเรียกร้องสิทธิการประกันตัว ถึงมีความสำคัญมาก ในแง่กระบวนการยุติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชนสากล - นี่ยังไม่รวม การป้องกันความเสียหายที่กู้คืนไม่ได้)


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
10 hours ago
·
“ฟ้า พรหมศร” ยังอดอาหารเรียกร้องการประกันตัวต่อเนื่อง มีอาการปวดท้อง-ชาแขนขา-ต้องคอยระวังวูบ
.
.
เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกาที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เขาเริ่มอดอาหารอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยเขาเรียกร้องสิทธิประกันตัว เพื่อขอโอกาสในการออกไปดูแลครอบครัว โดยพ่อของเขาป่วยโรคพาร์กินสันและกำลังนำไปสู่อัลไซเมอร์ รวมถึงแม่ที่มีอาการซึมเศร้า
.
บรรยากาศเรือนจำในช่วงบ่ายค่อนข้างเงียบ ไม่คึกคักเหมือนทุกวัน อาจเพราะเป็นช่วงหยุดยาว การรอยื่นเอกสารครั้งนี้ใช้เวลาราว 45 นาที ก็ได้รับแบบฟอร์มไปยื่นที่งานเยี่ยมผู้ต้องขัง
.
รอไม่นานนัก ฟ้าเดินออกมในชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ แววตาดูเหนื่อยล้า ฟ้าดูผอมไม่ต่างจากสัปดาห์ก่อนนัก แต่ท่าทางดูเหนื่อยล้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด เขาสูดหายใจลึก ๆ 2-3 รอบก่อน พร้อมกับดมยาดมไปด้วย ก่อนพยักหน้าให้
.
ฟ้ายกหูโทรศัพท์ขึ้นและเริ่มอัปเดตถึงสภาพร่างกายเป็นอันดับแรก เขาแจ้งว่าค่าน้ำตาลอยู่ที่ 66 ความดันค่อนข้างต่ำ ตัวบนอยู่ที่ 90 ช่วงเช้าที่ผ่านมา เขาทดลองไม่กินน้ำหวาน แต่สัมผัสได้ว่าร่างกายทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงได้จิบกาแฟที่เจ้าหน้าที่นำมาให้ไปนิดหน่อย เขายังต้องกินกลูโคสต่อไป เพื่อให้ร่างกายมีพลังงาน
.
ส่วนอาการปวดท้อง ยังคงปวดเรื่อยๆ จนเป็นเรื่องปกติ ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาอาการปวดท้องทำให้เริ่มรู้สึกเหมือนโดนต่อยท้องตลอดเวลา ปวดแสบ ปวดจุก มีน้ำย่อยขย่อนออกมาบ้าง และเรื่องอาการชาตามขา เท้า แขน ก็มีมากขึ้น ขณะที่นั่งอยู่นี้ก็รู้สึกชา และปวดเมื่อยตามเนื้อตัวมากขึ้น รวมทั้งยังถ่ายเป็นน้ำ และปัสสาวะเริ่มขัด ๆ
.
โดยรวม ๆ ฟ้าบอกว่าร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลา เวลาเดินเข้าเดินออกในแดน ก็ค่อนข้างเหนื่อยมาก ต้องคอยระวังการวูบหรือหน้ามืด การลุกขึ้นไปไหน ต้องคำนวณเป้าหมายให้แน่วแน่ แล้วรีบเดินไปให้ถึง ในช่วง 2-3 นี้ หลังขึ้นเรือนนอนช่วงบ่ายสาม เขาจะหมดแรงและหลับไปเลย จนตื่นมาสวดมนต์ช่วงห้าโมงเย็น พอสวดเสร็จก็ฟุบหลับไปต่อ
.
.
ฟ้าเล่าว่าก่อนหยุดยาว ข้างในมีกิจกรรมค่อนข้างเยอะ อัดกันในวันเดียว ทั้งวันเฉลิมพระชนมพรรษา ตักบาตรในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา อีกทั้งโดยปกติในวันอังคารของสัปดาห์ จะเป็นวันที่นำผู้ต้องขังจากเรือนจำชั่วคราวรังสิต มาจำแนก กลายเป็นว่าอาทิตย์นี้ต้องมาจำแนกในวันจันทร์ ซึ่งแดนที่ฟ้าอยู่เป็นแดนแรกรับ ผู้ต้องขังใหม่ก็จะต้องเข้ามาที่นี่ ส่วนคนเก่าก็ต้องรีบทยอยให้จำแนกไปแดนอื่น จึงเป็นวันที่ค่อนข้างวุ่นวายมากๆ
.
แต่ฟ้าบอกว่าแม้จะวุ่นวายเช่นนี้ แต่เหมือนกับเขาหูดับ รู้สึกเงียบ ๆ ในตัวเอง เหมือนตัวเองเข้าไปอยู่ในรูปที่อยู่คนเดียว และเสียงประกาศต่าง ๆ เป็นเพียงเสียงแว่ว ๆ มา
.
ฟ้ายังเล่าว่าในการอดอาหารนี้ เขากลับนึกถึงอาหารอยู่เสมอ คิดถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากทำ อาหารที่ชอบอีกหลาย ๆ เมนูที่ปรับปรุงสูตรเอง เขาเอ่ยถึงข้าวคลุกกะปิ แล้วเล่าถึงสูตรการทำแบบที่เอาใบตองห่อกะปิแล้วนำไปปิ้งหรือย่าง จากนั้นก็ตั้งกะทะใส่น้ำมันเพียงน้อย แล้วแผ่กะปิที่ย่างนั้นลงไป ให้พอหอมก็นำน้ำตาลโตนดลงไปเคี่ยว รสชาติที่ได้จะหวานปลาย ๆ เค็มหน่อย ๆ แล้วยังมีกลิ่นหอมใบตอง ตัวกะปินี้คือกุ้งหมักเมื่อโดนไฟย่างก็จะมีความหอมอ่อน ๆ จากนั้นนำข้าวลงไปผัดหรือคลุก ข้าวที่ได้จะเป็นข้าวคลุกกะปิเม็ดข้าวจะถูกเคลือบด้วยน้ำมันหน่อย ๆ รสชาติดีมาก ฟ้าเล่าถึงสูตรอาหารนี้ด้วยสีหน้ามีความสุข
.
.
vช่วงท้าย ก่อนฟ้าไปพัก เขาเล่าถึงการสนทนากับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องทุจริต จากการติดตามข่าวการโกงการเลือกวุฒิสภา และการโกงการสอบท้องถิ่น เขาให้ความเห็นไปว่า ในโลกเราใบนี้ สังคมจะจรรโลงได้ด้วย ‘ธรรม’ 3 ประการ คือ 1. คุณธรรม 2. จริยธรรม และ 3. ลงมือทำ
.
โดยคำว่า “คุณธรรม” สำหรับเขา มีความหมายว่าการกระทำอันใดอันก่อให้เป็นคุณแก่ธรรมชาติ เช่น การซื่อสัตย์ต่อตนเอง การซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่น .และ “จริยธรรม” คือการกระทำอันใดที่เป็นไปเพื่อธรรมชาติ สอดคล้องกับธรรมชาติ ส่วน “การลงมือทำ” คือทำในสิ่งที่ถูกต้องในคุณธรรม และจริยธรรม ข้างต้น
.
ฟ้าสรุปว่า ถ้าบ้านใดเมืองใดเสื่อมคุณธรรมและจริยธรรม ต้นน้ำชั่ว ปลายน้ำ จะดีได้อย่างไร ข้าราชการโกงจุดเล็ก ๆ แล้วประเทศจะเจริญไปได้อย่างไร ถ้าจุดเล็ก ๆ เบื้องต้น ยังเสียหายคุณธรรม จริยธรรมของผู้นำขาด การนำพาประเทศก็พาไปทางเสื่อมเช่นกัน
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/85284

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1451995883437544&set=a.656922399611567
.....

การเรียกร้อง "สิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว" (สิทธิการประกันตัว) ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยมีเหตุผลและความสำคัญในมิติต่าง ๆ ดังนี้

1. หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence)

นี่คือหลักการพื้นฐานที่สุดของกฎหมายอาญาทั่วโลก ซึ่งระบุว่า "ผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด"

ผลในทางปฏิบัติ: เมื่อรัฐยังไม่ได้พิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด การขังคุกไว้ก่อนตัดสินจึงมีลักษณะไม่ต่างจากการลงโทษล่วงหน้า

การจำกัดเสรีภาพต้องเป็นข้อยกเว้น: การขังคุกระหว่างรอการพิจารณาคดีควรเป็น "ข้อยกเว้น" ที่ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่ "หลักทั่วไป"

2. ความเสมอภาคในการต่อสู้คดี (Equality of Arms)

สิทธิการประกันตัวส่งผลต่อความสามารถในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองอย่างมาก:

การเข้าถึงทรัพยากรและพยานหลักฐาน: ผู้ที่ได้รับสิทธิประกันตัวสามารถเดินทางไปรวบรวมพยานหลักฐาน ค้นหาเอกสาร หรือปรึกษาทนายความได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นส่วนตัว

ข้อจำกัดในเรือนจำ: ผู้ต้องขังมีความยากลำบากอย่างยิ่งในการสื่อสารกับทนายความหรือค้นหาหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวหา ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่าง "อำนาจของรัฐ" กับ "สิทธิของประชาชน"

3. การป้องกันความเสียหายที่กู้คืนไม่ได้ (Irreversible Harm)

กระบวนการทางยุติธรรมอาจใช้เวลานานเป็นเดือนหรือเป็นปี หากผู้ต้องหาถูกขังไว้ตลอดเวลาแล้วต่อมาศาลพิพากษา "ยกฟ้อง":

ผลกระทบต่อชีวิต: สิ่งที่สูญเสียไป ทั้งชื่อเสียง อาชีพการงาน รายได้ ครอบครัว และสุขภาพจิต ไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้เต็มที่

เงินเยียวยาไม่เพียงพอ: แม้รัฐจะมีเงินชดเชยกรณีติดคุกฟรี แต่ก็ไม่สามารถทดแทนเวลาและคุณค่าชีวิตที่เสียไปได้

4. มาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR ข้อ 9) ซึ่งหลายประเทศรวมถึงไทยเป็นภาคี ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า:

"มิให้ถือเป็นหลักทั่วไปว่าจะต้องควบคุมบุคคลที่รอการพิจารณาคดีไว้ในยามขัง..."

ศาลจะปฏิเสธการประกันตัวได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลอันสมควรและมีหลักฐานชัดเจนเท่านั้น เช่น:

ผู้ต้องหามีพฤติการณ์ชัดเจนว่าจะ หลบหนี

จะไป ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือข่มขู่พยาน

จะไป ก่อเหตุอันตรายประการอื่น

5. การป้องกันการใช้อำนาจรัฐล้นเกิน (Checks and Balances)

สิทธิการประกันตัวเป็นเครื่องมือคานอำนาจไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐ (ตำรวจ อัยการ หรือสถาบันยุติธรรม) ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้ง กดดัน หรือปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมืองหรือผู้คัดค้านอำนาจรัฐ
สรุป

การประกันตัวจึงไม่ใช่ "การให้อภัยโทษ" หรือ "การรอดพ้นความผิด" แต่เป็น "มาตรการคุ้มครองสิทธิพื้นฐาน" เพื่อให้กระบวนการพิสูจน์ความจริงดำเนินไปได้อย่างเที่ยงธรรม โดยไม่ทำลายชีวิตของผู้บริสุทธิ์ไปเสียก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสิน




29 กรกฎาคม 2560 ‘โกตี๋’ ถูกอุ้มหายในลาว - เท่าที่รู้ มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองอย่างน้อย 9 ราย ที่หายสาบสูญหรือเสียชีวิตอย่างปริยายในต่างแดน (ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม)


The Momentum
16 hours ago
·
29 กรกฎาคม 2560
‘โกตี๋’ ถูกอุ้มหายในลาว
.
วันนี้เมื่อ 9 ปีก่อน วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ ‘โกตี๋’ นักจัดรายการวิทยุและแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดปทุมธานี ถูกกลุ่มชายติดอาวุธนำตัวไปจากบริเวณหน้าบ้านพักในนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว หลังจากนั้นไม่มีใครพบเห็นหรือติดต่อเขาได้อีก และจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าเขาถูกนำตัวไปที่ใด ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อการหายตัวไปครั้งนี้
.
ตามข้อมูลที่ Human Rights Watch รวบรวมจากพยาน เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.45 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม 2560 ขณะที่วุฒิพงศ์ ภรรยา และเพื่อนกำลังจะเข้าไปในบ้านพัก ชายประมาณ 10 คน แต่งกายด้วยชุดดำ สวมหน้ากากปิดบังใบหน้า และพกอาวุธ บุกเข้าทำร้ายทั้ง 3 คน ผู้ก่อเหตุใช้เครื่องช็อตไฟฟ้า มัดมือ ปิดตา และปิดปาก ก่อนนำตัววุฒิพงศ์ขึ้นรถไปยังสถานที่ที่ไม่ทราบแน่ชัด ส่วนภรรยาและเพื่อนถูกทิ้งไว้ในพื้นที่เกิดเหตุ โดยทั้งสองให้ข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตุพูดภาษาไทย
.
ก่อนหายตัวไป วุฒิพงศ์เป็นที่รู้จักในฐานะแกนนำคนเสื้อแดงในจังหวัดปทุมธานี และผู้จัดรายการสถานีวิทยุชุมชนที่ใช้ชื่อว่า เรดการ์ด เรดิโอ เขามีจุดยืนทางการเมืองแข็งกร้าวและวิพากษ์วิจารณ์กองทัพ รัฐบาล และสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย จนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศ ศาลอาญาอนุมัติหมายจับเขาเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2557 แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมตัวได้
.
หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ชื่อของวุฒิพงศ์ยังปรากฏอยู่ในคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เรียกให้บุคคลเข้ารายงานตัว เขาหลบหนีออกจากประเทศไทย และไปอาศัยอยู่ในประเทศลาว พร้อมดำเนินรายการทางอินเทอร์เน็ตและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงไทยพยายามประสานกับทางการลาวให้ติดตามตัวเขากลับมาดำเนินคดี
.
หลังปรากฏข่าวการหายตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในขณะนั้น ระบุว่า หน่วยงานความมั่นคงไทยยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าโกตี๋ถูกจับตัวไป ขณะที่ พลเอก ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นการสร้างข่าวเพื่อประโยชน์ในการหลบหนี หรืออาจเกิดจากความขัดแย้งภายในกลุ่ม พร้อมปฏิเสธว่า ฝ่ายความมั่นคงไทยไม่ได้นำตัววุฒิพงศ์กลับเข้าประเทศ
.
อย่างไรก็ตาม หลังจากวันนั้นวุฒิพงศ์ก็ไม่เคยปรากฏตัวอีก การหายไปของเขาจึงไม่ได้จบลงในฐานะข่าวลือ แต่กลายเป็นหนึ่งในกรณีการหายตัวของผู้ลี้ภัยการเมืองไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ทั้งกรณี อิทธิพล สุขแป้น หรือดีเจซุนโฮ ที่หายตัวในลาว กรณี สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และผู้ติดตาม ตลอดจนกรณี ชูชีพ ชีวะสุทธิ์, สยาม ธีรวุฒิ, กฤษณะ ทัพไทย และวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่หายตัวในเวลาต่อมา
.
ในปี 2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้พิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการหายตัวของผู้ลี้ภัยการเมืองไทย 9 ราย และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2566 ขณะเดียวกันประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย และอนุสัญญามีผลต่อประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567
.
9 ปีหลังวุฒิพงศ์ถูกนำตัวไปจากบ้านพัก ครอบครัวของเขายังคงไม่ได้รับคำตอบ รัฐบาลไทยและรัฐบาลลาวยังไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1504434005063978&set=a.654659416708112
.....

เหตุการณ์การบังคับให้สูญหายของ ‘โกตี๋’ (วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ) หรือ "สหายหมาน้อย" นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและอดีตผู้จัดรายการวิทยุชุมชนกลุ่มเสื้อแดง:

📌 สรุปเหตุการณ์

วันที่เกิดเหตุ: 29 กรกฎาคม 2560

สถานที่: หน้าบ้านพักในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

รูปแบบเหตุการณ์: * กลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำประมาณ 10 คน พร้อมอาวุธครบมือและสวมหมวกไหมพรมคลุมหน้า บุกเข้าควบคุมตัวโกตี๋ขณะกำลังลงจากรถพร้อมกับเพื่อนอีก 2 คน

กลุ่มชายดังกล่าวใช้เครื่องช็อตไฟฟ้า ทำร้ายร่างกาย มัดมือไพล่หลัง ผ้ายัดปาก และคลุมศีรษะ ก่อนจะแยกตัวโกตี๋ขึ้นรถยนต์อีกคันไป

พยานในเหตุการณ์ (เพื่อนที่ถูกขังไว้ในบ้านก่อนหลุดออกมาได้) ระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุพูดภาษาไทยชัดเจน

บริบท: โกตี๋เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองหลังการรัฐประหารปี 2557 และเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีมาตรา 112 รวมถึงคดีเกี่ยวกับความมั่นคง ซึ่งทางการไทยในขณะนั้นได้ประสานขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากทางการลาว

STATUS & ผลกระทบ

สถานะปัจจุบัน: ไร้การติดต่อและไม่ทราบชะตากรรมนับตั้งแต่วันเกิดเหตุ

ท่าทีของรัฐ: กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงของไทยในขณะนั้นปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

นัยทางสังคม: เหตุการณ์นี้ถูกบันทึกไว้เป็นหนึ่งในกรณีการบังคับสูญหาย (Enforced Disappearance) ของนักกิจกรรมทางการเมืองไทยที่ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนำไปสู่การเรียกร้องความเป็นธรรมและกฎหมายป้องกันการอุ้มหายในเวลาต่อมา
รายละเอียด หตุการณ์การบังคับสูญหาย (Enforced Disappearance) ของนักกิจกรรมทางการเมืองไทยที่ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้าน

การบังคับสูญหาย (Enforced Disappearance) ของนักกิจกรรมและผู้ลี้ภัยทางการเมืองไทยในประเทศเพื่อนบ้าน หลังเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2557 ถือเป็นหนึ่งในประเด็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญอย่างยิ่ง มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองอย่างน้อย 9 ราย ที่หายสาบสูญหรือเสียชีวิตอย่างปริยายในต่างแดน (ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม)

📌 รายชื่อและสรุปเหตุการณ์ของผู้ลี้ภัย 9 ราย

1. อิทธิพล สุขแป้น ("ดีเจซุนโฮ")
วันเกิดเหตุ: มิถุนายน 2559
สถานที่: นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
รูปแบบ: ดีเจวิทยุชุมชนและผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง หายตัวไปอย่างเงียบๆ เป็นรายแรกๆ หลังการรัฐประหาร

2. วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ("โกตี๋")
วันเกิดเหตุ: 29 กรกฎาคม 2560
สถานที่: นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว
รูปแบบ: ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์สวมหมวกไหมพรมพร้อมอาวุธบุกอุ้มตัวไปจากบ้านพักต่อหน้าพยาน

3. สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ("สุรชัย แซ่ด่าน")
วันเกิดเหตุ: ธันวาคม 2561
สถานที่: สปป.ลาว
รูปแบบ: นักเคลื่อนไหวอาวุโส หายตัวไปพร้อมกับผู้ติดตาม 2 คน (สหายภูชนะ และ สหายกาสะลอง)

4–5. ชัชชาญ บุปผาวัลย์ ("สหายภูชนะ") & ไกรเดช ลือเลิศ ("สหายกาสะลอง")
วันเกิดเหตุ: ธันวาคม 2561 (ยื่นยืนยันมกราคม 2562)
สถานที่: แม่น้ำโขง อำเภอธาตุพนม และอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม
รูปแบบ: ทั้งสองคนหายตัวไปพร้อมสุรชัย ต่อมาพบ ศพถูกฆาตกรรมอย่างทารุณ (ผูกยัดกระสอบ ยัดเสาปูน มัดมือไพล่หลัง) ลอยมาติดริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตไทย ขณะที่ตัวสุรชัยยังคงสูญหาย

6–8. ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ("ลุงสนามหลวง"), กฤษณะ ทัพไทย ("สหายยังบลัด") และ สยาม ธีรวุฒิ ("สหายข้าวเหนียวมะม่วง")
วันเกิดเหตุ: พฤษภาคม 2562
สถานที่: ชายแดนเวียดนาม / กัมพูชา
รูปแบบ: รายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า ทั้ง 3 คนเดินทางออกจากลาวไปยังเวียดนาม ก่อนจะถูกจับกุมและส่งตัวข้ามแดน และหลังจากนั้นไม่มีใครพบเห็นหรือสามารถติดต่อได้อีกเลย

9. วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ("ตาร์")

วันเกิดเหตุ: 4 มิถุนายน 2563
สถานที่: หน้าอพาร์ตเมนต์ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา
รูปแบบ: ถูกกลุ่มคนมีอาวุธลักพาตัวขึ้นรถตู้ไป ขณะกำลังคุยโทรศัพท์กับพี่สาว คำพูดสุดท้ายที่บันทึกไว้ได้คือ "หายใจไม่ออก"

🏛️ ข้อสรุปและท่าทีของหน่วยงานสิทธิมนุษยชน

ผลการตรวจสอบของ กสม.: คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีมติและรายงานผลการตรวจสอบ (รายงานที่ 22/2567) ระบุว่า กรณีผู้ลี้ภัยทั้ง 9 ราย "น่าเชื่อว่าเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ" และชี้ว่าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมีการละเลยหรือดำเนินการติดตามสืบสวนล่าช้าเกินสมควร

การปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression): องค์กรระหว่างประเทศอย่าง Human Rights Watch และ Amnesty International บันทึกกรณีเหล่านี้ในฐานะตัวอย่างของความร่วมมือหรือการปล่อยเกียร์ว่างระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนในการปราบปรามผู้เห็นต่างข้ามแดน

การขับเคลื่อนกฎหมาย: การสูญหายของวันเฉลิมและผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ภาคประชาสังคมไทยร่วมกันผลักดันจนเกิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายในอดีต

Gemini ช่วยรวบรวม



วันพุธ, กรกฎาคม 29, 2569

'เป๋า' เปิด ป.วิ อาญาให้ดู ว่าพวกรัฐมนตรีจะฟ้องทางไกล โดยอ้างภูมิลำเนาเดิมไม่ได้นะ มาตรา ๑๘ ว่าไว้ แล้วตำรวจก็มีหน้าที่ไม่รับแจ้งความแบบนี้ด้วย

เอ้า พวกรัฐมนตรีในรายชื่อ ๙ คน ที่พากันไปฟ้อง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ที่ภูมิลำเนาเดิม หรือบ้านเกิดของตน ต้องกลับไปอ่านกฎหมายใหม่นะ 'เป๋า' เค้าเปิด ป.วิ อาญาให้ดู มันไม่ได้วิเศษอย่างฟ้อง ๑๑๒ ที่ใครก็ได้จะฟ้องที่ไหนก็ได้

มาตรา ๑๘ ว่าไว้ “ใครจะไปแจ้งความต่อตำรวจ แล้วตำรวจจะต้องรับทำคดีบ้าง ตำรวจในแต่ละท้องที่จะรับคดีได้ต้องมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1) เป็นท้องที่ที่เหตุแห่งคดีเกิดขึ้น 2) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่ และ 3) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับ

ไม่มีกฎหมายใดที่ระบุว่าสามารถแจ้งความตามภูมิลำเนาของผู้เสียหาย หรือสถานที่ที่ผู้เสียหายสะดวกได้” ดังที่ Atukkit Sawangsuk เอาไปต่อยอด “ผู้ (อ้างว่า) เสียหาย เป็นรัฐมนตรี ประชุม ครม.อยู่ที่กรุงเทพ ในวันที่ยิ่งชีพแถลงข่าว

รับรู้ข่าวโดยทั่วกัน ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้ด้วยซ้ำ จะอ้างว่าเพิ่งไปเปิดมือถือ เห็นข่าวที่อำนาจเจริญ (ละก็) อาจเข้าข่ายแจ้งความเท็จ” นะครับ แม้นว่ายิ่งชีพจะยังก้ำกึ่งอยู่ เขายกตัวอย่างถ้าไปเที่ยวเชียงใหม่ ขากลับโดนขโมยของที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่อง

จะให้ทิ้งตั๋วแล้วกลับเข้าไปแจ้งความในเชียงใหม่ งั้นหรือ ถ้ารอเดินทางกลับถึงบ้านแล้วค่อยไปแจ้งความ น่าจะสะดวกกว่า แต่ “กฎหมายเขียนว่า ถ้าคดีเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ต้องไปแจ้งความที่เชียงใหม่เท่านั้น หรือถ้ารู้ว่าผู้ต้องหาเป็นใครก็ไปแจ้งความตามที่อยู่ของผู้ต้องหาก็ได้”

ทว่าเดี๋ยวนี้ คดีทางไกล ที่เกิดจากการโพสต์ออนไลน์ คนแจ้งความอ้างว่าไม่รู้ตอนกดโพสต์ ผู้โพสต์อยู่ตรงไหน จึงต้องใช้หลักว่าคดีเกิดขึ้นตอนที่พบข้อความ นี่ช่องโหว่กฎหมายให้พวกผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองและราชการใช้อ้างกันผิดๆ

เพราะตาม กม.แล้ว “ไม่มีใครสามารถไปแจ้งความคนอื่นยังสถานที่ที่ตัวเองสะดวกได้ หรือตามภูมิลำเนาของตัวเองก็ไม่ได้ ใครจะบ้านเกิดอยู่ที่ไหน ทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหน ไม่เป็นเหตุตามกฎหมายในการเลือกสถานที่แจ้งความนะครับ”

แล้วตำรวจก็มีหน้าที่ไม่รับแจ้งความแบบนี้เมื่อ “มันไม่อยู่ในเขตอำนาจ” ก็อาจมีที่เกรงใจผู้ใหญ่ตำแหน่งสูงๆ เลยรับแจ้งไปก่อน ถ้าเป็นตำรวจสอบสวนที่มีอำนาจตาม ม.๑๘ “ก็น่าจะมีความผิดเองอีก น่าสงสารตำรวจจัง”

(https://www.facebook.com/pow.ilaw/posts/NwKyYqyfU) 

กระทรวง ‘ดีอี’ ของ ‘ลูกเทพ’ เหาะเหินเกินลงกา จน ‘ล้นเจ้า’ นิยามความผิดแบบ ๑๑๒ เสียใหม่ (โดยนัยยะ) ขยายมุ้งออกไปถึง พระบรมวงศานุวงศ์ทั่วไป

จะเรียกว่าพวกนี้เหาะเหินเกินลงกา หรือว่า ล้นเจ้า ได้ทั้งนั้น นี่เป็นต้นสายของการเซาะกร่อนบ่อนทำลายจากชั้นใต้ถุนไปสู่เล่าเต๊ง เมื่อกระทรวง ดีอี ของ ลูกเทพ นิยามความผิดแบบ ๑๑๒ เสียใหม่ (โดยนัยยะ) ขยายมุ้งออกไปถึง พระบรมวงศานุวงศ์ทั่วไป

กม.อาญามาตรา ๑๑๒ บอกว่าบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี  รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ ไชยชนก ชิดชอบ เซ็นผ่านประกาศกระทรวงดิจิทัลฉบับใหม่ เรื่องการยื่นศาลระงับการแพร่หลายข้อมูลคอมพิวเตอร์

ขยายความความหมายของคำว่า “เหตุจำเป็นเร่งด่วน” ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา ๒๐ วรรคห้า ว่าให้หมายถึงเหตุใดที่ถ้าปล่อยเนิ่นช้า “อาจส่งผลกระทบเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์”

ให้อำนาจเจ้าพนักงานสอบสวนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองที่ตั้งขึ้น นำยื่นคำร้องต่อศาลโดยตรง ไม่ต้องรอรัฐมนตรีอนุมัติก่อน ยื่นแล้วค่อยแจ้ง รมต.ทีหลังได้ ส่วนเนื้อหาต้องห้ามนอกจากใส่ร้าย ล้อเลียน เสียดสี หรือด้อยค่าแล้ว แค่ พาดพิง ก็ได้

แล้วยังตีความขยายความหมายของคำว่า “ความสงบเรียบร้อย” หรือ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ให้ถ่างกว้างออกไป จน “น่ากังวลว่าจะกระทบต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน” ไอลอว์ตั้งข้อสังเกตุว่าเพราะกำหนดความหมายหลายรายการ

จำเพาะข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ให้หมายรวมเพิ่มไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งหมายถึงฐานันดรระดับหม่อมเจ้าขึ้นไป พวก “ลูกท่านหลานเธอ” เช่นท่านมุ้ย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยย้อนยุค น่าจะเข้าข่าย

นอกเหนือจากนั้นยังตีความให้หมายถึง สถาบันกษัตริย์ โดยรวม ไอลอว์ให้ตัวอย่าง “กรณีข่าวการ โอนอัตรากำลังพลไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ การตั้งคำถามหรือพาดพิงต่อกรมทหารราบที่ ๑1 หรือกรมทหารราบที่ ๑๑” จะเข้าข่ายไหม

(https://www.ilaw.or.th/articles/58837)

รัฐบาลไม่มีคนทำงานแล้วหรือ ถึงต้องให้องคมนตรีลงมาแก้ปัญหาด้านการต่างประเทศ ?!? - กัณวีร์ สืบแสง ถาม (ปัญหา : หากให้องคมนตรี มานำคณะเจรจาแทนฝ่ายการเมือง จะทำให้เกิดคำถามต่อสายตาประชาชนและนานาชาติว่า ใครคือผู้กำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศที่แท้จริง)

https://www.facebook.com/NolKannavee/posts/1062651649617670
Yesterday
·
รัฐบาลไม่มีคนทำงานแล้วหรือ ถึงต้องให้องคมนตรีลงมาแก้ปัญหาด้านการต่างประเทศ ?!?

หากเป็นไปตามรายงานข่าวที่ระบุว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย เดินทางเยือนกรุงเนปิดอว์เมื่อวันที่ 25 ก.ค.69 พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ผมต้องบอกตรงๆ ว่า ผมทั้งแปลกใจและเป็นกังวลอย่างยิ่ง !!

เพราะภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะกลับทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เหตุใดภารกิจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งมีรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบร่วมคณะอยู่แล้ว จึงมีองคมนตรีเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย ??

เพราะการกำหนดและดำเนินนโยบายต่างประเทศ การเจรจากับรัฐบาลต่างประเทศ และการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เป็นหน้าที่ของ ฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมือง
 
ประชาชนเลือกคุณเข้ามา คุณมีเสียงข้างมากจนจัดตั้งรัฐบาลได้ รัฐบาลต้องเป็นผู้นำสิครับ !! นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ ตามด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องเป็นผู้รับผิดชอบ !!

หากข่าวดังกล่าวเป็นความจริง รัฐบาลต้องอธิบายต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่าเหตุใดฝ่ายการเมืองจึงไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ด้วยตนเอง ??

และเมื่อมองไปที่เนื้อหาของการหารือ ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า รัฐบาลไทยยังติดอยู่กับกรอบความคิดแบบเดิมๆ พูดเรื่องยาเสพติด สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งหมดเป็นเรื่องสำคัญจริงครับ และผมสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างจริงจัง
 
แต่คำถามที่สำคัญที่สุดในวันนี้คือ ประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ต่อเมียนมาแค่นี้จริงหรือ ??

เมียนมาวันนี้ไม่ใช่เพียงแหล่งผลิตยาเสพติด ไม่ใช่เพียงฐานของอาชญากรรมข้ามชาติ แต่คือศูนย์กลางของวิกฤตการเมืองและมนุษยธรรมของภูมิภาค

“สงครามกลางเมืองคือรากของปัญหายาเสพติด สงครามกลางเมืองคือรากของสแกมเมอร์สงครามกลางเมืองคือรากของการค้ามนุษย์ สงครามกลางเมืองคือรากของผู้ลี้ภัย สงครามกลางเมืองคือรากของความไม่มั่นคงตลอดแนวชายแดนไทย !!”

ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ ต่อให้จับยาได้มากแค่ไหน ปิดสแกมเมอร์ได้อีกกี่แห่ง ปัญหาก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประเทศไทยจึงควรยกระดับบทบาทของตนเองจาก “ผู้ร่วมปราบปราม” ไปเป็น “ผู้นำการสร้างสันติภาพ”

ไม่ใช่เฉพาะในเมียนมา แต่รวมถึงชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการลดความตึงเครียดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งภูมิภาค

นี่ต่างหากคือยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยควรมี แต่สิ่งที่เราเห็นกลับเป็นการแก้ปัญหาแบบรายเรื่อง ลูบหน้าปะจมูก ไม่มีเป้าหมายร่วม ไม่มีภาพใหญ่ ไม่มีจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศที่ชัดเจน
ฝ่ายการเมืองต้องแสดงความเป็นผู้นำ !!

และเมื่อฝ่ายการเมืองไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ได้ สุดท้ายบทบาทการนำก็ถูกปล่อยให้ตกอยู่กับข้าราชการประจำ !!

จนพวกเราพี่น้องประชาชนต้องตั้งคำถามว่า แล้วรัฐบาลมีไว้หาอะไรและมีไว้ทำไม ??

เอาล่ะครับ ถึงเวลาที่รัฐบาลนายอนุทินฯ ต้องออกมาตอบคำถามต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา !!

รัฐบาลกำลังส่งสัญญาณอะไรต่อทั้งประชาชนไทยและประชาคมระหว่างประเทศ ??

ประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้ารับผิดชอบ และกล้านำประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลที่ปล่อยให้บทบาทการนำเลือนหาย จนประชาชนไม่รู้ว่าใครกันแน่คือผู้กำหนดทิศทางของชาติ !!

อาลัย กุลลดา เกษบุญชู มี้ด แต่อย่าลืม ไชยันต์ ไชยพร


https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28005389252434548

Thanapol Eawsakul 
8 hours ago
·
อาลัย กุลลดา เกษบุญชู มี้ด
แต่อย่าลืม ไชยันต์ ไชยพร
..........
อาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ดเสียชีวิต อย่างสงบ แล้วในวันนี้
 
แต่มีช่วงที่อาจารย์กุลลดาและครอบครัว มีความทุกข์เป็นอย่างมากคือช่วงที่ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต (ตัวแทนของราชสกุลรังสิต) เป็นโจทก์ฟ้อง นายณัฐพล ใจจริง และพวกอีก 4 คนที่เกี่ยวข้องกับวิทยานิพนธ์ การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500), หนังสือขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อและ ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี ในคดีหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท
 
ซึ่งอาจารย์กุลลดาเป็นหนึ่งในจำเลย ในฐานะที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500) ของณัฐพล ใจจริง

โจทก์ให้การว่าทราบเรื่องจากไชยันต์ และไชยันต์ได้ไปเป็นพยานฝ่ายโจทก์ในคดีนี้ ที่ได้สร้างความทุกข์ทรมานให้กับอาจารย์กุลลดาเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะขอบันทึกไว้ว่าอย่าลืม
คือ
ไชยันต์ ไชยพร
อดีตเพื่อนร่วมงานที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
...

Thanapol Eawsakul
November 9, 2021
·
เหตุเกิดที่ห้อง 802 ศาลแพ่ง รัชดา
.......
ภาพที่เห็นคืออาจารย์ Richard Mead นักวิชาการ จิตรกรชาวอังกฤษ สามีของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด กำลังเข็นรถเข็นให้กับอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด (2489- ปัจจุบัน อายุ 75 ปี) อดีตอาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,

ภายหลังจากศาลแพ่งพิจารณาคดี ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต หลานสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ต่ออาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ในฐานะที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ “การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500)” ที่สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์เมื่อปี 2552
 
(เขียนไม่ผิดหรอกครับปี 2552 หรือ 12 ปีที่แล้ว ตั้งแต่อาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ยังรับราชการอยู่ ร่วมกับจำเลยอีก 4 คน และ 1 นิติบุคคล)
 
ในที่นี้ต้องยันทึกไว้ด้วยว่าวิทยานิพนธ์ดังกล่าวบัณฑิตวิทยาลัย ของจุฬาเองได้ยกย่องว่าเป็น "วิทยานิพนธ์ดีมาก"
 
ไม่เพีบงแต่โดน ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านในเดือนมีนาคม 2564 เท่านั้น ก่อนหน้าในเดือนมกราคม 2564 ศิษย์เก่าจุฬาฯ นำโดย นันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เคลื่อนไหวเรียกร้องให้ผู้บริหารจุฬาฯ ตั้งกรรมการสอบสวน จนทำให้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ศาสตราจารย์ บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ ลงนามใน "คำสั่งลับ" แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีวิทยานิพนธ์ของณัฐพล

แน่นอนวาในฐานะทีปรึกษาวิทยานิพนธ์ อาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ก็ต้องโดนสอบสวนด้วยเช่นกัน
กระบวนการฟ้องร้อง และตั้งกรรมการสอบสวนนั้น มีไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ร่วมคณะของอาจารย์กุลลดา อยู่เบื้องหลังดังปรากฎในคำฟ้องของ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต และคำสัมภาษณ์ของไชยันต์ ไชยพร เอง
ดู

จุฬาฯ ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง “วิทยานิพนธ์ที่ถูกปกปิด” หลัง ไชยันต์ ไชยพร ตรวจพบความคลาดเคลื่อนที่เชิงอรรถ
https://www.bbc.com/thai/thailand-56252675
กระบวนการสอบสวนของจุฬานั้นมีความสำคัญมากเพราะถ้าตัดสินว่า "ผิด" ก็จะนำไปสู่การลงโทษในคดีที่ถูกฟ้องร้องในศาลต่อไป ซึ่งเป็นเกมที่ไชยันต์ ไชยพร ได้วางเอาไว้แล้ว

สรุปคืออาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ในวัย 75 ปี ต้องมี 2 คดีต่อเนื่องกันคือ

1. ตดีที่เป็นจำเลยร่วม ที่ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน
2. คดีที่จุฬาตั้งกรรมการสอบจากการเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ “การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500)” ที่สำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2552
 
สำหรับผู้ที่เคยขึ้นโรงขึ้นศาลก็จะทราบดีว่ามันเสียทั้งเงินทอง เวลา พลังงาน และสุขภาพจิตเพียงใด
คำถามคือคณะผู้บริหารจุฬาที่มี ศาสตราจารย์ บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี ปล่อยให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขั้นได้อย่างไร
 
หรือคุณคือผู้สมรู้ร่วมคิดให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น




'ชาติ' ไม่ใช่คำที่ตายตัว แต่มีวิวัฒนาการและผกผันไปตามยุคสมัย แท้จริงแล้ว 'ชาติ' คือการต่อสู้ระหว่างแนวคิดที่รัฐสร้างขึ้นกับลัทธิชาตินิยมของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ในโลกปัจจุบันที่ไม่อาจปฏิเสธแนวคิดรัฐประชาชาติ "ชาติ" ที่แท้จริงคือประชาชน ไม่ใช่ชนชั้นนำหรือกลุ่มทุน

https://www.facebook.com/reel/1584064876364273



ว่าไงครับ คุณหนู ๆ ไท่กั๋ว


Suchart Sawadsri
8 hours ago
·
ว่าไงครับ คุณหนู ๆ ไท่กั๋ว
หน้าตาอิ่มเอิบ คำแนะนำเยี่ยมมาก
ท่าน ( มึงส์ ) ขนเอา Supply Chain ใส่ "ม้าไม้" มาจากกรุงจีน ขนใส่รถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งไปทั่วราชอาณาจักร แล้วจะให้แข่งขันกันตรงไหน แบบไหน มิหนำซํ้ายังตั้งใจระบายคนและหลับตาข้างเดียวเรื่อง "จีนเทา/ทุนเทา" เพราะรู้ว่าสามารถฟาดเงิน หรือหา "นอมินี" จำพวก "ไทยเทารักชาติ" ได้ไม่ยากนัก

https://www.facebook.com/photo/?fbid=4681249462151528&set=a.1385633111713196
.....







‘My Absolute Monarchy’ | ‘เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์’ ที่ ‘คมคาย’ และ ‘ชวนหัว’ “ละครเวที” ที่ดัดแปลงผลงานวิชาการของ “รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด”


คนมองหนัง
9 hours ago
·
ขอร่วมไว้อาลัยให้แก่การจากไปของ “รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด” ด้วยบทความที่เคยเขียนถึง “เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์” เรื่อง “My Absolute Monarchy : สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ฉันรู้จัก” ที่มีเนื้อหาว่าด้วยการทำงานวิชาการชิ้นสำคัญของอาจารย์ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อเดือนเมษายน 2568 ครับ

---

‘My Absolute Monarchy’ | ‘เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์’ ที่ ‘คมคาย’ และ ‘ชวนหัว’

---

เมื่อได้ยินข่าวว่าจะมีการดัดแปลงผลงานวิชาการของ “รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด” อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาแสดงเป็น “ละครเวที” ในชื่อเรื่อง “My Absolute Monarchy : สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ฉันรู้จัก” ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในใจก็คิดคาดเดาไปล่วงหน้าว่า การแสดงดังกล่าวน่าจะมีลักษณะ-ท่าที-อารมณ์คล้ายคลึงกับ “เพอร์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์” เรื่อง “An Imperial Sake Cup and I” ของ “ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคยจัดขึ้นก่อนหน้านี้

ทว่า เมื่อตีตั๋วเข้าไปชมการแสดงจริงๆ กลับพบว่า “My Absolute Monarchy” คือ “ละครเวทีแท้ๆ” (มีนักแสดง มีตัวละคร มีพล็อต มีเรื่องราวที่เปี่ยมสีสันออกการ์ตูนนิดๆ แต่ไม่มีการบรรยายเชิงวิชาการ/เลกเชอร์) ซึ่งนำเอาผลงานวิชาการเล่มใหญ่อ่านไม่ง่าย มาย่อยให้ดูสนุกและเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน

สมกับที่คณะผู้จัดทำ คือ “The Meerkat” (กลุ่มบัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ รวมตัวกันทำเพจข่าวในแนววารสารศาสตร์ภาพ-visual journalism) ระบุว่าผลงานการแสดงครั้งนี้มีสถานะเป็น “เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์” (playformance lecture)

หากเปรียบเทียบกับ “An Imperial Sake Cup and I” แล้ว “My Absolute Monarchy” ก็ดูเป็นงานที่มีบุคลิกเข้มขลังจริงจังน้อยกว่า มีมาตรฐานโปรดักชั่น-เทคนิควิธีการนำเสนอที่ดูแพรวพราวน้อยกว่า แต่กลับมีอารมณ์สรวลเสเฮฮา มีมุขจิกกัด มีลูกโฉ่งฉ่าง และลูกเกรียน เยอะกว่า

นอกจากละครเวทีแนวเพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์เรื่องนี้จะพยายามฉายภาพให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงกระบวนการคิดและผลิตงานวิชาการของอาจารย์กุลลดาเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ซึ่งกลายมาเป็นหนังสือ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย”

ผู้ชมยังได้มองเห็น “เงามืด” หรือบรรยากาศของการเซ็นเซอร์ทางวิชาการที่จะปรากฏขึ้นในอีกหลายทศวรรษหลัง (ซึ่งตัวอาจารย์กุลลดาเองก็พลอยโดนหางเลขไปด้วยเช่นกัน) ทาบทับอยู่บนเวทีการแสดง

ผ่านการดำรงอยู่ของตัวละครนักวิชาการฝ่ายขวาที่ฟังเผินๆ เหมือนจะชื่อ “อาจารย์ชญาณี” แต่พอกวาดตาไปอ่านซับไตเติลภาษาอังกฤษซึ่งปรากฏบนจอด้านข้างเวที เรากลับพบว่าชื่อภาษาอังกฤษของนักวิชาการฝ่ายขวาผู้นี้นั้นเขียนว่า “Chaiyanee”

กระบวนการต่อสู้เพื่อยืนยันข้อเสนอทางวิชาการอันแหวกแนวของตัวละคร “อาจารย์กุลลดา” บนเวทีการแสดง และกระบวนการต่อสู้เพื่อยืนยันถึงสิทธิเสรีภาพของการทำงานวิชาการทวนกระแสในสังคมไทย ณ ทศวรรษ 2560 จึงกลายเป็นอุปมานิทัศน์-นิทานเปรียบเทียบ-กระจกส่องสะท้อนของกันและกัน อย่างมิอาจแยกขาด

หากพิจารณาถึง “แก่นสารหลัก” สาระสำคัญที่งานวิชาการของอาจารย์กุลลดาและละครเวทีเรื่องนี้นำเสนอร่วมกันก็มีอยู่ว่า

ความสำเร็จของการสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม (ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากความเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยมโลก ที่แผ่อิทธิพลเข้าสู่บ้านเราผ่านทางการค้า ไม่ใช่การปฏิวัติอุตสาหกรรม) ได้นำไปสู่ปัจจัยบางประการที่จะกร่อนเซาะระบอบดังกล่าวในเวลาต่อมา

ระบบราชการ, การศึกษาสมัยใหม่ และแนวคิดเรื่อง “ชาติ” ที่เป็นของประชาชน คือปัจจัยเหล่านั้น

กระนั้นก็ดี ถ้าผู้ชมลองมองโลกจากมุมของตัวละครอาจารย์ “ชญาณี/Chaiyanee” ที่มีแนวคิดเชิดชูลัทธิ “มหาบุรุษ” ละครเวทีเรื่อง “My Absolute Monarchy” ก็ทำหน้าที่ยกย่องชัยชนะ-ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และคลี่เผยความล้มเหลวในกาลต่อมาของมหาบุรุษผู้หนึ่ง ในฐานะมนุษย์เล็กๆ ภายใต้โครงสร้างสังคมอันใหญ่โตซับซ้อนและมีพลวัต ได้อย่างคมคาย

พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าคนดูจะเชื่อในความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหรือปรีชาสามารถของอภิมนุษย์ เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์เรื่องนี้ก็สามารถนำพาพวกเราเคลื่อนตัวไปสู่ปมปัญหาใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ณ ปลายทางเดียวกัน

ถ้าจะประเมินในแง่เทคนิควิธีการนำเสนอ ส่วนตัวรู้สึกว่าละครเวทีเรื่องนี้อาจเดินเรื่องเร็วไปสักหน่อย (และมี “ช่องว่าง-จุดหยุดพัก” ให้คนดูได้ประมวลความคิดน้อยไปนิด) โดยเฉพาะสำหรับผู้ชมที่ไม่เคยอ่านงานของอาจารย์กุลลดา หรือสนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคก่อน 2475 มาก่อน

ที่สำคัญ ผมมองว่าพวกมุขตลกรายทางที่จิกกัดการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างเมามัน (ซึ่งสอดแทรกเข้ามาเยอะมาก) ตลอดจนฉากไคลแมกซ์ “กระบี่ไร้เทียมทาน” ที่เจือกลิ่นแฟนตาซีในตอนท้ายๆ นั้น ค่อนข้าง “ก่อกวน” ผู้ชมที่กำลังพยายามจะทำความเข้าใจ “แนวคิด-ข้อเสนอหลัก” ของโชว์อยู่ไม่น้อย

ขณะที่บทบาทของ “ตัวละครลับ/ตัวละครเสริม” ที่กลืนกลายอยู่ในหมู่คนดู (ซึ่งจะกลายสภาพเป็นผู้สัมภาษณ์อาจารย์กุลลดาหลังละครจบ) ก็ถูกขับเน้น-จัดวาง-เตรียมการไว้อย่างจงใจเกินไป และอาจไม่ได้ช่วยให้ประเด็นเนื้อหาอันสลับซับซ้อนบนเวทีสามารถขยับเข้าใกล้ “กลุ่มผู้ชม” มากขึ้น ดังที่ผู้จัดทำตั้งใจ

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในนวัตกรรมที่ผมประทับใจมากๆ ใน “My Absolute Monarchy : สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ฉันรู้จัก” นั้นเห็นจะได้แก่เพลงฮิปฮอปประกอบละครที่สรุปแนวคิด-ข้อเสนอทางวิชาการของอาจารย์กุลลดา ด้วยถ้อยคำและจังหวะลีลาอันกระชับฉับไว แต่ครบถ้วนกระบวนความ

จนอยากเชียร์ให้คณะผู้จัดทำละครผลิตมิวสิกวิดีโอเพลงดังกล่าวออกมาในภายหลัง (หรือจะปล่อยเพลงในบริการสตรีมมิ่งต่างๆ ด้วยก็ดี)
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1639819098153508&set=a.474826951319401
.....

อ่านต่อ

‘My Absolute Monarchy’ | ‘เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์’ ที่ ‘คมคาย’ และ ‘ชวนหัว’
ttps://www.matichon.co.th/weekly/column/article_836081

06.04.2025h