วันอังคาร, มีนาคม 17, 2569

เริ่มมีรายงานแล้ว เน้นย้ำถึงความรู้สึกผิดหวังที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่ชาวอิหร่านที่ในตอนแรกสนับสนุนการโจมตีทางทหาร ต่อสาธารณรัฐอิสลาม พวกเขารู้สึกเหมือนว่าได้รับคำสัญญาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่ตอนนี้ชาวอิหร่านจำนวนมากรู้สึกเหมือนกับถูกทรยศ


https://www.wsj.com/world/middle-east/they-were-promised-regime-change-now-many-iranians-feel-betrayed-96302a4d

พวกเขาได้รับคำสัญญาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ตอนนี้ชาวอิหร่านจำนวนมากรู้สึกถูกทรยศ — วอลล์สตรีทเจอร์นัล

รายงานล่าสุดจากวอลล์สตรีทเจอร์นัลเน้นย้ำถึงความรู้สึกผิดหวังที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่ชาวอิหร่านที่ในตอนแรกสนับสนุนการโจมตีทางทหารในปี 2026 ต่อสาธารณรัฐอิสลาม

ตามรายงาน ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง ชาวอิหร่านจำนวนมากมองว่าการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่อาจนำไปสู่การล่มสลายของระบอบการปกครอง ซึ่งเป็น "ทางเลือกสุดท้าย" หลังจากการปราบปรามผู้ประท้วงภายในประเทศอย่างรุนแรงในเดือนมกราคม อย่างไรก็ตาม เมื่อการรณรงค์ดำเนินไป ความรู้สึกของประชาชนได้เปลี่ยนจากความหวังไปสู่การถูกทรยศด้วยเหตุผลหลายประการ:

ความเป็นจริงที่ "กลัวเกินกว่าจะเคลื่อนไหว": ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนการลุกฮือของประชาชน ความรุนแรงของการทิ้งระเบิดทำให้พลเรือนจำนวนมาก "กลัวเกินกว่าจะเคลื่อนไหว" แทนที่จะเป็นการก่อกบฏที่ประสานงานกัน ความเป็นจริงในชีวิตประจำวันคือการเอาชีวิตรอดและความกลัวที่จะถูกจับได้ในระหว่างการสู้รบ

วัตถุประสงค์ที่ขัดแย้งกัน: มีความรู้สึกว่าคำพูดเรื่อง "การปลดปล่อย" กับปฏิบัติการทางทหารเชิงกลยุทธ์ที่กำลังดำเนินการอยู่นั้นไม่สอดคล้องกัน ตัวอย่างเช่น ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น การโจมตีโรงงานน้ำมันบนเกาะคาร์กเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ กลับระบุว่าการโจมตีเหล่านั้นไม่ใช่ "สงครามเปลี่ยนระบอบการปกครอง" อย่างแท้จริง แม้ว่าฝ่ายบริหารจะเรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านโค่นล้มผู้นำของตนก็ตาม

การเสริมอำนาจให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC): นักวิจารณ์ที่อ้างถึงในรายงานโต้แย้งว่าการรณรงค์นี้อาจส่งผลเสียโดยทำให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) สามารถกระชับอำนาจรัฐภายใต้ข้ออ้างเรื่องการป้องกันประเทศได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการกีดกันประชาชนพลเรือนที่คาดว่าจะลุกขึ้นต่อต้าน

ผลกระทบด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจ: การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงานและภัยคุกคามจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อได้ทำให้ความสนใจหันเหจากการปฏิรูปทางการเมืองไปสู่วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้หลายคนรู้สึกว่าตนเองถูกใช้เป็นหมากในเกมการเมืองระดับโลกที่กว้างขวางขึ้น

ท้ายที่สุด รายงานชี้ให้เห็นว่า แม้ชาวอิหร่านจำนวนมากยังคงปรารถนาการเปลี่ยนแปลงผู้นำ แต่กลยุทธ์ทางทหารในปัจจุบันล้มเหลวในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยหรือเส้นทางที่ชัดเจนสู่การปกครองที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านภายในประเทศที่ประสบความสำเร็จ
.....

https://www.theguardian.com/world/2026/mar/14/anti-regime-iranians-turn-on-trump-us

บทความของเดอะการ์เดียน เรื่อง “‘พวกคุณเลวร้ายยิ่งกว่ากันหมด’: ชาวอิหร่านต่อต้านรัฐบาลหันมาต่อว่าทรัมป์” (ตีพิมพ์ 14 มีนาคม 2026) รายงานถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในความรู้สึกของประชาชนภายในอิหร่าน หลังจากการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นเวลาสองสัปดาห์

รายงานฉบับนี้ได้อธิบายรายละเอียดว่า “ความโกรธแค้นอย่างรุนแรง” ต่อรัฐบาลอิหร่านในตอนแรก ซึ่งทำให้หลายคนหวังว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาแทรกแซง ได้เปลี่ยนไปเป็นความผิดหวังและความโกรธแค้น เมื่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนและแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมถูกทำลาย

ประเด็นสำคัญจากบทความ:
ความผิดหวังกับคำสัญญาของสหรัฐฯ: ชาวอิหร่านต่อต้านรัฐบาลจำนวนมากในตอนแรกเชื่อคำสัญญาของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าสหรัฐฯ จะ “มาช่วยเหลือพวกเขา” อย่างไรก็ตาม เมื่อการโจมตีทางอากาศได้พุ่งเป้าไปที่อาคารที่พักอาศัย โรงเรียน และคลังน้ำมัน ความหวังนั้นก็กลายเป็นความผิดหวัง นักเรียนคนหนึ่งที่ถูกอ้างถึงในบทความสรุปความรู้สึกได้ว่า “พวกเขาก็โกหก! เหมือนกับที่รัฐบาลโกหกพวกเรา... พวกคุณเลวร้ายยิ่งกว่ากันหมด”

การทำลายโครงสร้างพื้นฐาน: การโจมตีมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนที่สำคัญ เช่น คลังน้ำมันชาห์ราน ซึ่งส่งผลให้ฝนน้ำมันปนเปื้อนพิษตกลงมาในกรุงเตหะราน ผู้ประท้วงแสดงความกังวลว่าสหรัฐฯ ไม่มีแผนรับมือในวันรุ่งขึ้น และกังวลว่าอิหร่านกำลังจะกลายเป็น "อิรักอีกแห่ง"

ความเสียหายต่อมรดกทางวัฒนธรรม: บทความเน้นย้ำถึง "ความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุด" ต่อสถานที่ทางประวัติศาสตร์ รวมถึงพระราชวังโกเลสถานในกรุงเตหะรานสมัยศตวรรษที่ 14 และพระราชวังเชเฮลโซตูนในเมืองอิสฟาฮานสมัยศตวรรษที่ 17 สำหรับชาวอิหร่านจำนวนมาก การโจมตีสถานที่เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายในการ "ลบวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์"

ความเข้มแข็งของระบอบการปกครอง: แม้จะมีการลอบสังหารผู้นำสูงสุดในวันแรกของสงคราม บทความระบุว่าระบอบการปกครองไม่ได้ล่มสลาย แต่กลับแต่งตั้งบุตรชายของผู้นำผู้ล่วงลับเป็นผู้แทนอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองกำลังบาซิชยังคงลาดตระเวนตามท้องถนน

ความสูญเสียด้านมนุษยธรรม: รายงานเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือน รวมถึงทารกแรกเกิด ทำให้หลายคนในขบวนการต่อต้านรัฐบาลสรุปว่า ขณะนี้พวกเขาถูกสังหารโดยรัฐบาลสามแห่ง (รัฐบาลของตนเอง สหรัฐฯ และอิสราเอล) แทนที่จะเป็นเพียงรัฐบาลเดียว

บริบทของความขัดแย้ง:
บทความนี้ได้วางมุมมองข้างต้นไว้ท่ามกลางบริบทที่กว้างกว่าของ "ช่วงเวลาแห่งสงครามสองสัปดาห์" ซึ่งริเริ่มขึ้นโดยรัฐบาลของนายทรัมป์และประเทศอิสราเอล แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่าการโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ "บดขยี้" อำนาจของระบอบการปกครองนั้นให้ย่อยยับ แต่รายงานข่าวของสำนัก The Guardian กลับชี้ให้เห็นว่าปฏิบัติการทางทหารนี้กำลังสร้างความเหินห่างให้กับกลุ่มประชาชนกลุ่มเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยอ้างว่าต้องการจะปลดปล่อย ซึ่งอาจก่อให้เกิดปรากฏการณ์ "การรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อปกป้องชาติ" (Rally around the flag) ขึ้นมาได้ แม้กระทั่งในหมู่ผู้คนที่เคยมีความเกลียดชังต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ตาม

(สรุปโดย Google Gemini)