Israel seeks to topple the Iranian regime. But the American president seems increasingly focused on averting a global energy crisis for which he would be blamed https://t.co/f2SIWEMlVN
— The Economist (@TheEconomist) March 24, 2026
บทความของ The Economist เรื่อง "อิสราเอลพยายามโค่นล้มระบอบอิหร่าน" วิเคราะห์เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่แตกต่างกันระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญกับความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นกับอิหร่าน
ประเด็นหลักคือ ในขณะที่อิสราเอลมองว่านี่เป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่จะกำจัดภัยคุกคามสำคัญต่อการดำรงอยู่ของตน รัฐบาลอเมริกันกลับกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตพลังงานที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำ
1. เป้าหมายของอิสราเอล: การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
บทความนี้อธิบายรายละเอียดว่าผู้นำของอิสราเอลได้เปลี่ยนจากนโยบาย "containment" to one of "rollback."
การทำลายกลุ่มตัวแทน: หลังจากที่อิสราเอลได้ลดกำลังของฮามาสและฮิซบอลลาห์ลงอย่างมากแล้ว ขณะนี้อิสราเอลมองว่า "หัวงู" (เตหะราน) อยู่ในสถานะที่อ่อนแอ
การเผชิญหน้าโดยตรง: อิสราเอลเต็มใจที่จะโจมตีเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงภายในอิหร่านมากขึ้น รวมถึงโรงงานนิวเคลียร์และผู้นำ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการบั่นทอนเสถียรภาพของสาธารณรัฐอิสลามจนถึงขั้นล่มสลาย
"หน้าต่างแห่งโอกาส": เจ้าหน้าที่อิสราเอลอ้างว่าระบบป้องกันประเทศแบบดั้งเดิมของอิหร่านอ่อนแอกว่าที่เคยคิดไว้ ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการบีบให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจ
2. ปัญหาของอเมริกา: Containment and Energy
ในทางตรงกันข้าม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกมองว่า "ติดกับดัก" ด้วยความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของตลาดพลังงานโลก
การหลีกเลี่ยงวิกฤตน้ำมัน: สหรัฐฯ กังวลอย่างยิ่งว่าสงครามเต็มรูปแบบหรือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่าน (เช่น เกาะคาร์ก) โดยอิสราเอล จะทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งสูงขึ้นเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความรับผิดชอบทางการเมือง: บทความระบุว่าประธานาธิบดีตระหนักดีว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันมักจะตำหนิผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบันสำหรับราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้น ด้วยเศรษฐกิจที่เปราะบางหลังภาวะเงินเฟ้อ วิกฤตพลังงานครั้งใหม่จึงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตทางการเมืองได้
เสถียรภาพในภูมิภาค: วอชิงตันเกรงว่าระบอบอิหร่านที่สิ้นหวังอาจพยายามปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
3. ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น
บทความนี้เน้นย้ำถึง "การขาดความไว้วางใจ" ที่ลึกซึ้งขึ้นระหว่างวอชิงตันและเยรูซาเลม:
เป้าหมายเชิงยุทธวิธีเทียบกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: สหรัฐฯ ต้องการการโจมตี "จำกัด" เพื่อยับยั้งอิหร่านโดยไม่ทำให้ภูมิภาคล่มสลายทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อิสราเอลมองว่าการโจมตี "จำกัด" เป็นการเสียโอกาสทางยุทธศาสตร์ที่หาได้ยาก
ความล้มเหลวในการสื่อสาร: บทความชี้ว่า ในบางครั้ง อิสราเอลจงใจปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติการเฉพาะเจาะจงบางอย่างจากสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกดดันให้ต้องยับยั้งชั่งใจ
ปัญหาเรื่อง "ยุทธศาสตร์ทางออก" (Exit Strategy): นิตยสาร The Economist เตือนว่า ในขณะที่อิสราเอลมุ่งเน้นไปที่การโค่นล้มระบอบการปกครอง แต่กลับไม่มีแผนงานที่ชัดเจนสำหรับสิ่งที่ต้องดำเนินการหลังจากนั้น ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับสหรัฐฯ ว่าอาจเกิดภาวะสุญญากาศทางอำนาจในลักษณะเดียวกับที่เสหรัฐกลัวการเกิดกิดขึ้นในอิรักภายหลังการรุกราน
บทสรุป
บทความนี้สรุปว่า พันธมิตรทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินไปในทิศทางที่สวนทางกัน โดยอิสราเอลกำลังเล่น "เกมที่มีเดิมพันสูง" เพื่อปรับเปลี่ยนแผนที่ภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลาง ในขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังเล่น "เกมตั้งรับ" เพื่อปกป้องเศรษฐกิจโลกและสถานะทางการเมืองของตนเอง ความไม่สอดคล้องกันนี้ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการคำนวณผิดพลาด ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตพลังงานในรูปแบบเดียวกับที่สหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด
(Google Gemini สรุป)