วันเสาร์, มกราคม 31, 2569

พรรคแมวส้ม การใช้แมวในตลาดการเมือง



การตลาดการเมือง

สำหรับกรณีของประเทศไทย รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า ปรากฏการณ์การใช้แมวในการสื่อสารเป็นหนึ่งในยุทธวิธีการตลาดทางการเมือง (political marketing) เพื่อเข้าสู่ "ตลาดการเมือง" ซึ่งทุกฝ่ายต่างต้องการพื้นที่ โดยเปรียบเทียบว่าอุปทานสามารถสร้างอุปสงค์ได้เอง การสร้างจุดเด่นให้คนจดจำจึงเป็นเรื่องจำเป็นแม้จะต้องใช้วิธีที่แตกต่างเพียงใด

"อย่างการเต้นหรือรำดาบไง มันได้ผล ทำให้คุณสามารถเข้าอยู่ในตลาดการเมืองได้ เพราะฉะนั้น แต่ละคนก็คือต้องมีแทคติกในการเรียกความสนใจ สมัยก่อนมีขี่ควาย ขี่ช้าง แต่งตัวเป็นนักรบ ยุคนี้ก็อาจจะมีแมว"

นักรัฐศาสตร์ผู้นี้ระบุว่า การใช้แมวในการรณรงค์สะท้อนวิถีชีวิตแบบใหม่ที่คนไม่ได้มองสัตว์เลี้ยงเป็นเพียงสัตว์ แต่ปฏิบัติเสมือนสมาชิกในครอบครัวหรือสิ่งมีชีวิตที่เท่าเทียมกัน

"[การใช้แมว] ก็จะเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้การรณรงค์ติดตาตรึงใจ มันเป็นที่รู้สึกว่าซอฟต์ (อ่อนโยน) ใช่ไหม แล้วก็น่าทะนุถนอม เพราะแมวมันก็เป็นสิ่งที่พูดง่าย ๆ ว่าจะหาคนเกลียดแมวได้น้อย"

เมื่อพูดถึงการใช้แมวในทางการเมือง รศ.ดร.บัณฑิต ยังกล่าวถึงกรณีอื่น ๆ เช่น การชูนโยบายรักษาหมาแมวของพรรคกรีน

"สิ่งสำคัญคือแมวช่วยขยายพรมแดนของการรับรู้ให้กว้างขึ้น สำหรับคนเมือง แมวคือสมาชิกในครอบครัวที่สื่อถึงความเท่าเทียมและความน่ารัก เพราะว่าคุณต่อให้อุดมการณ์สีไหน แต่ถ้าคุณรักแมว คุณก็ถือว่าเป็นเพื่อนกัน" รศ.ดร.บัณฑิต กล่าว

อ่านต่อ https://www.bbc.com/thai/articles/czej91d56wno






https://x.com/Js_live2/status/2017271973030805802


 

⭕ เสียงจาก “วชิระ” ผู้ต้องขังคดีแฮ็กเว็บศาล รธน. ถึงผู้ได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง “อยากให้คนข้างนอกคิดก่อนว่าการที่เราตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งไปแล้ว เราฝากอนาคต ฝากสังคมแบบไหนไว้ให้คนรุ่นหลัง อยากให้ตระหนักและคิดดี ๆ ไม่อยากให้คนรุ่นหลังมาว่าได้ว่าสร้างประเทศที่แย่ไว้ให้พวกเขา”


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
14 hours ago
·
“อยากให้คนข้างนอกคิดก่อนว่าเราฝากสังคมแบบไหนให้คนรุ่นหลัง”: เสียงจาก “วชิระ” ผู้ต้องขังคดีแฮ็กเว็บศาล รธน. ถึงผู้ได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
.
.
วันที่ 26 ม.ค. 2569 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเข้าเยี่ยม “วชิระ” ผู้ต้องขังคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากข้อกล่าวหาแฮ็กเข้าไปดัดแปลงหน้าเว็บศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์เป็น 'Kangaroo Court' ภายหลังที่ศาลวินิจฉัยว่าคำปราศรัยของแกนนำราษฎรถือเป็นการพยายามล้มล้างระบอบการปกครองฯ ในปี 2564
.
คดีของวชิระศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกเขา 1 ปี 6 เดือน โดยไม่มีผู้พิพากษารับรองให้สามารถยื่นฎีกาได้ ทำให้ถูกคุมขังมาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2568 นับเป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้ว
.
โอกาสพบกันครั้งนี้ เป็นการพูดคุยในช่วงเวลาที่คนทั้งประเทศกำลังจับจ้องไปที่การเลือกตั้งและลงประชามติวันที่ 8 ก.พ. 2569 โลกภายนอกผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายล้านคนกำลังจะตัดสินใจเลือกอนาคตของประเทศและโอกาสในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะส่งผลต่อทุกคน
.
แต่สำหรับวชิระและผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ ภายในดินแดนไร้อิสรภาพ พวกเขากำลังใช้ชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ในการมีส่วนร่วมกับสังคมที่จะต้องกลับไปเผชิญหน้าเมื่อพ้นโทษ อดีตนักศึกษาทันตแพทย์ศาสตร์คนนี้พูดถึงความไม่เป็นธรรมที่ถูกพรากสิทธิในการเลือกตั้ง พูดถึงความหวังที่จะเห็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
เขายังฝากข้อความถึงผู้ที่กำลังจะไปใช้สิทธิ์ว่า “อยากให้คนข้างนอกคิดก่อนว่าการที่เราตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งไปแล้ว เราฝากอนาคต ฝากสังคมแบบไหนไว้ให้คนรุ่นหลัง อยากให้ตระหนักและคิดดี ๆ ไม่อยากให้คนรุ่นหลังมาว่าได้ว่าสร้างประเทศที่แย่ไว้ให้พวกเขา”

____________________________________________

ท่ามกลางความรู้สึกที่ไม่ได้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งและลงประชามติ วชิระสะท้อนชัดเจนว่า “ผมรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ไม่ใช่เฉพาะผู้ต้องขังในคดีทางการเมือง แต่ผู้ต้องขังทุกคนไม่ว่าคดีอะไร ย่อมมีสิทธิของเขาอยู่แล้วในฐานะที่เป็นพลเมืองของประเทศ”
.
เขาอธิบายต่อว่า การพรากสิทธิการเลือกตั้งไป ทำให้เมื่อผู้ต้องขังที่พ้นโทษต้องออกไปเผชิญกับสังคมที่เขาไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดสิ่งที่เขาอยากให้เป็น นี่คือความไม่เป็นธรรมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้ต้องขังแม้หลังจากพ้นโทษแล้ว วชิระยืนยันว่าผู้ต้องขังควรมีสิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ เพราะเป็นสิทธิในฐานะพลเมืองของประเทศนี้
.
หากมีโอกาสเลือกตั้ง วชิระบอกว่าจะเลือกที่นโยบายพรรค ไม่ใช่บุคคล “เพราะถ้าเลือกตัวบุคคล บุคคลคนเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้”
.
สำหรับการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เขาเห็นด้วยที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีประเด็นที่อยากให้แก้ไขอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่สถาบันตุลาการต้องเชื่อมโยงกับประชาชน
.
เขาให้ความเห็นว่า การเชื่อมโยงนี้อาจจะเป็นการเชื่อมโยงในทางตรงให้กระบวนการพิจารณาคดีบางคดีควรมีคณะลูกขุน กระบวนการการได้มาซึ่งผู้พิพากษาที่เชื่อมโยงกับประชาชน และที่สำคัญต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือวินิจฉัยคดีที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม ตีความกฎหมายแบบผิด ๆ
.
นอกจากนี้ วชิระยังอยากเห็นการรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองมากกว่านี้ และหากมีส่วนร่วมในการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ สิ่งที่เขาอยากเปลี่ยนคือให้มีกลไกในการตรวจสอบและคานอำนาจของฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ
.
ในบทสนทนาที่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อผู้ต้องขังทางการเมืองหรือไม่ วชิระตอบว่า หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะผลักดันการนิรโทษกรรมผู้ต้องขังทางการเมืองทั้งหมด แต่เขาก็มีความหวังเรื่องสิทธิการประกันตัวในคดีของประชาชนที่ยังต่อสู้อยู่มากกว่า
.
กับภาพรวมที่เผชิญ นอกจากการไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว วชิระยังรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับสังคมในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการแสดงความเห็น การถกเถียงในทางการเมืองในช่วงนี้ เขาเล่าว่า พออยู่ในเรือนจำ เขานึกถึงชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง การใช้ชีวิตให้ผ่านไปให้รอดมากกว่าการคิดที่จะทำตามอุดมการณ์ ยิ่งการใช้ชีวิตในเรือนจำทำให้เขาต้องโฟกัสกับการอยู่รอดในแต่ละวัน
.
เขาได้แต่หวังว่าคนข้างนอกจะไม่ลืมในสิ่งที่เคยต่อสู้กันมา ว่าดันเพดานกันมาสุดถึงขนาดไหน มันเข้าใกล้ มันเปลี่ยนโมเมนตัมในทางการเมือง และอุดมการณ์ของคนในสังคมมากแค่ไหน แต่วันนี้เพดานนั้นลดลง อยากให้รักษาความหวัง ความฝันในช่วงเวลานั้นไว้ให้มาก ๆ
.
ในอนาคตข้างหน้าหากได้รับอิสรภาพ วชิระให้ความเห็นว่า “ก็คงจะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองแบบนี้ต่อไป และใช้สิทธิเลือกตั้งตามที่เรามี”
.
ในบทสนทนาท้าย ๆ หากมีโอกาสได้พูดถึงคนไทยทั้งประเทศที่กำลังจะไปใช้สิทธิ์ ชายวัย 38 ปี ฝากข้อความว่า “อยากให้คนข้างนอกคิดก่อนว่าการที่เราตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งไปแล้ว เราฝากอนาคต ฝากสังคมแบบไหนไว้ให้คนรุ่นหลัง อยากให้ตระหนักและคิดดี ๆ ไม่อยากให้คนรุ่นหลังมาว่าได้ว่าสร้างประเทศที่แย่ไว้ให้พวกเขา”

____________________________________________________________

.
Unheard Votes คือ บันทึกการสนทนากับผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังอยู่ในบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไป ช่วงที่ผู้คนนับล้าน ๆ กำลังจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พร้อมกับลงประชามติในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ
.
แต่สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ อาจผ่านไปเหมือนวันธรรมดา ไม่มีบัตรเลือกตั้ง ไม่มีโอกาสร่วมส่งเสียง มีเพียงการติดตามข่าวจากโทรทัศน์ที่คัดกรองมาแล้ว หรือข่าวสารจากผู้คนที่มาเยี่ยม แต่พวกเขายังคงมีความคิดฝันปรารถนาที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง แม้จะถูกพรากสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศไป

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1302205318416602&set=a.656922399611567
https://tlhr2014.com/archives/81416




อานนท์เขียนคำร้องประกันตัวตนอีกครั้ง เพื่อให้ได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติแก้ไขร่างรัฐธรรมมนูญ


อานนท์ นำภา
11 hours ago
·
วานนี้ (29 ม.ค. 69) ที่ศาลอาญา อานนท์ได้เขียนคำร้องประกอบการยื่นประกันตัวตนเองอีกครั้งเพื่อให้ได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติแก้ไขร่างรัฐธรรมมนูญ
.
“จำเลยเขียนคำแถลงฉบับนี้ระหว่างสืบพยานคดี “คนอยากเลือกตั้ง” ซึ่งจำเลยถูกทหารฟ้องเมื่อปี 2561 จากเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งและเรียกร้องให้ คสช.ออกจากอำนาจ หลังจากวันนั้น คณะ คสช. จึงจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในปี 2562
.
หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 บังคับใช้ เราได้เห็นข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญหลายประการในทุกหมวด ในปี 2563 จำเลยกับพวกซึ่งร่วมกันชุมนุมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และแก้ไขรัฐธรรมนูญ
.
ขณะนี้จำเลยถูกขังจากการชุมนุมเรียกร้องครั้งนั้นด้วยโทษจำคุกกว่า 29 ปี และต้องขึ้นศาลเพื่อพิจารณาคดีที่เหลืออีก 3 คดี รวมจำคุกมาแล้วจากการเรียกร้องประชาธิปไตยกว่า 3 ปี
.
เป็น 3 ปีที่อยู่ในคุกเพื่อรอให้ประชาชนพร้อมที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เหมือนดังนานาอารยประเทศ มีโครงสร้างของสถาบันการเมืองในทุก ๆ องค์กรที่ดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกับระบอบอย่างแท้จริง
.
“การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” จึงเป็นทางออกเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยโดยสันติวิธีและปราศจากความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความสูญเสียทั้งเสรีภาพและชีวิตของพี่น้องประชาชน
.
“การเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” จึงเป็นการแสดงออกที่สำคัญที่สุดในฐานะ “เจ้าของอำนาจอธิปไตย”
.
จำเลยจึงขอเรียนมาเพื่อขอให้ศาลปล่อยตัวเพื่อออกไปใช้สิทธิในวาระอันสำคัญนี้ เพื่อเป็นอีก 1 เสียงที่เห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในคราวเดียวกัน
.
“สิทธิ” ในการเลือกตั้งและการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นข้อเรียกร้องและการต่อสู้ที่จำเลยสู้มาตั้งแต่ต้น จนต้องสูญเสียอิสรภาพ ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของการยับยั้งการเปลี่ยนแปลง
.
การขังจำเลยเพราะเรียกร้องประชาธิปไตยคือการยับยั้งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งขณะนี้กำลังจะสิ้นผลลงเมื่อเกือบ 10 ปีของการต่อสู้ทางการเมืองของจำเลยได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดโลกทัศน์และมีส่วนเปลี่ยนโลกทัศน์ของคนในสังคม
.
จำเลยขอเรียกร้องให้ศาลยุติธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ได้โปรดใช้อำนาจเท่าที่มี ปล่อยตัวจำเลยและนักโทษการเมืองทุกคนเพื่อไปลงมติออกเสียงแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับสมดังเจตนาการต่อสู้ของจำเลยกับพวก เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อลูกหลานที่จะถือกำเนิดมาบนแผ่นดินนี้จะได้ไม่ต้องมาต่อสู้ และต้องเผชิญกับการปราบปรามอย่างที่จำเลยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่กำลังเผชิญในเวลานี้อีกเลย
.
อนึ่ง หากศาลจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ในการปล่อยตัวจำเลย เพื่อไปลงประชามติครั้งนี้ จำเลยยินดีรับเงื่อนไขทุกประการ”

https://www.facebook.com/photo/?fbid=33652333641047943&set=a.113629915345080




เห็นมีคนเขียนเล่าประวัติความคิดทางการเมืองของตัวเอง มีคนแชร์เป็นหมื่น เลยอยากเล่ามั่ง


Soraj Hongladarom 1
7 hours ago
·
เห็นมีคนเขียนเล่าประวัติความคิดทางการเมืองของตัวเอง มีคนแชร์เป็นหมื่น
เลยอยากเล่ามั่ง
- ตอนสุจินดายึดอำนาจ ไม่เห็นด้วย ตอนพฤษภาทมิฬ ปี 2535 ใส่ชุดไว้ทุกข์ให้ทหารหลายอาทิตย์ ไปทำงานคนมองกันใหญ่
- รณรงค์รัฐธรรมนูญปี 40 เอาริบบิ้นสีเขียวผูกที่เสาอากาศรถ ไปไหนเขียวหมด
- ทักษิณได้เป็นนายกรอบแรก เฉยๆ ไม่ได้เกลียด ไม่ได้ชอบ (อ้อ ชอบนโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ 55 เอาไปเป็นตัวอย่างในเปเปอร์พูดที่ฮาร์วาร์ด นานมากแล้ว)
- ทักษิณได้เป็นนายกรอบสอง ไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว ก็คิดว่า เออ การเมืองไทยพัฒนามาอีกจุดนึง
- ทักษิณขายหุ้นเทมาเส็ก ก็ขายไปดิ ทำไมสนธิลิ้มต้องเดือดร้อนมากมาย มันทะแม่งๆ
- สนธิลิ้มรวมพลพรรคเสื้อเหลือง ก่อม็อบ มันยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ ไม่เห็นด้วยอย่างมาก มีอะไรก็ต้องไปว่ากันในสภา ตามกฎเกณฑ์
- ประชาธิปัตย์บอยค็อตเลือกตั้ง โอย มันไปกันใหญ๋แล้วบ้านนี้เมืองนี้
- สนธิบังยึดอำนาจ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่มิตรสหายบางคนที่สนใจการเมืองมากๆกลับมาบอกว่า ดีแล้ว จะได้เอาทักษิณลงซักที เราบอกว่า วิธีเอาลงทางเดียวคือวิธีตามรัฐธรรมนูญ
- จุฬาใช้ช่วงเวลานี้ ทำทะลุแรงต่อต้าน ผ่าน พ.ร.บ. ออกนอกระบบ (อันนี้นอกเรื่อง)
- รัฐธรรมนูญปี 50 เฉยๆ คิดว่าเมื่อไหร่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบจะกลับมาซักที แล้วเมื่อไหร่จะเลิกต่อต้านทักษิณแบบผิดๆ เราต้องรักษาประชาธิปไตยเอาไว้
- จำได้ว่าช่วงนี้ สมัคร สุนทรเวชให้เกียรติข้าพเจ้า เอาชื่อข้าพเจ้าออกไปพูดออกสื่อในเชิงตำหนิ เรื่องอะไรจำไม่ได้แล้ว ญาติพี่น้องเป็นห่วงกันใหญ่
- เนวิน "มันจบแล้วครับนาย" ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ช่วงนี้เป็นช่วงตกต่ำสุดๆของประชาธิปไตย ปกติเป็นคนไม่เครียด เริ่มมีอาการเครียด
- เห็นใจคนเสื้อแดงนะ แต่ไม่เคยไปร่วมชุมนุมซักที พยายามรักษาอุดมคติของนักวิชาการที่เป็นผู้สังเกต มากกว่าผู้ลงมือเล่น
- วันนึงมาทำงาน เห็นป้ายชวนให้ชาวจุฬาออกไปเดินขบวนต่อต้านยิ่งลักษณ์วางอยู่บนโต๊ะทำงาน เอาป้ายนี้ถ่ายรูปแล้ววิจารณ์ลงเฟซบุ๊ก เรื่องความเป็นกลางทางการเมืองของมหาลัย
- รัฐบาลอภิสิทธิ์ยิงเสื้อแดง ยิ่งเครียดหนัก สงสารมากๆ ที่คิดว่าประชาธิปไตยตกต่ำแล้ว มันยังต่ำลงได้อีก
- เอาใจช่วยยิ่งลักษณ์อยู่ห่างๆ โกรธเหมือนกันตอนโดนล้อว่า "เอาอยู่"
- ไปเลือกตั้งตอนที่เค้าบอยคอตกันเยอะๆ (อีกแล้ว) แสดงความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย
- โกรธจนเครียดอีกทีตอนประยุทธ์ยึดอำนาจ
- ประยุทธ์กับ คสช. บ้านเมืองอึมครึมมาก อึดอัดกันไปหมด
- เลือกตั้งบัตรใบเดียวกับบัตรเขย่ง อันนี้แย่ เอาใจช่วยทั้งพรรคเพื่อไทยกับอนาคตใหม่ แต่เริ่มเอนไปทางอนาคตใหม่ตอนธนาธรโดนแกล้ง แล้วพรรคโดนยุบ เหตุผลเดียวกันกับตอนสมัยก่อนเลย เราไม่ควรเอาชนะทางการเมืองด้วยวิธีการที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
- เลือกตั้งบัตรสองใบ เอาใจช่วยพิธา หลักการก็ยังเป็นเหมือนเดิม เราไม่ควรเอาชนะทางการเมืองด้วยวิธีการที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
- ยุบพรรคก้าวไกล โห ยุบอะไรกันมากมาย ยิ่งสนใจพรรคนี้มากขึ้น
สรุป คิดว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เราต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แล้วบอกไม่ได้หรอกว่าเมื่อไหร่ชนะ มันต้องสู้ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ ต้องคอยจ้องอยู่ตลอดเวลาว่าภัยคุกคามของประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน มายังไง แล้วสู้ไปตรงนั้น

https://www.facebook.com/soraj/posts/10165025218047845



แก่ แบบมีคุณภาพ คิดเป็น





https://x.com/Thairath_TV/status/2017216123251692009


 

ใครบอก ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ต้องเทให้น้ำเงิน ผมงงมากว่า ทำไมต้อง "ลดตัว" ไปเลือกน้ำเงิน อุดมการณ์บ้านเมืองดีๆ ที่ชาวอนุรักษ์นิยมใฝ่ฝัน ไม่น่าจะหาได้ในพรรคแบบนั้น


Lek Parinya 
23 hours ago
·
ใครบอก ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ต้องเทให้น้ำเงิน
ผมงงมากว่า ทำไมต้อง "ลดตัว" ไปเลือกน้ำเงิน
อุดมการณ์บ้านเมืองดีๆ ที่ชาวอนุรักษ์นิยมใฝ่ฝัน
ไม่น่าจะหาได้ในพรรคแบบนั้น
"ฉันว่า คุณศุภจีดี ศรีหศักดิ์ เอกนิติ์ ดี มืออาชีพ"
ต้องเทน้ำเงิน เพราะอยากได้สามคนนี้
ผมก็เห็นด้วยนะ แต่...
คนปลายเจน x และต้นเจน y เรี่ยวแรงหลักของอนุรักษ์นิยม
น่าจะจำ "ขนมโดราเอมอน" ราคา 5 บาท
ที่ข้างในแถมสติกเกอร์สะสม
จักรวาลหุ่นยนต์ โดราเอมอน ดราก้อนบอล ได้
ทุกวัน เดินไปร้านขนม จ่าย 5 บาท
เพื่อเอา "สติกเกอร์" ส่วนขนมในกล่อง โยนทิ้ง!
แน่นอนว่า ถ้าน้ำเงินมา จะได้ "สติกเกอร์"
และ มนุษย์การเมืองเก่าเต็มขั้น
ที่เหมือนเพลงคาราบาวสุดอมตะ
"แย่งเป็นรัฐมนตรี ทำตัวบัดสี มีให้เห็นอยู่เต็มตา"
กลับมาอีกรอบ
เหล่าข้าราชการ เรารู้กันดีว่า
การทุจริต มันลามลงถึงทุกหย่อมหญ้าแล้ว
แต่ทว่า
"ทุจริตแต่ถูกระเบียบคือ สุจริต"
จับใครไม่ได้เลย
และ "สุจริตแต่ผิดระเบียบคือ ทุจริต"
สุดจะบั่นทอน คนทำงาน
ถ้าเลือกแบบเดิม
ทุกอย่างจะเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนอะไร
วิ่งเต้น ซื้อตำแหน่ง เส้นสาย ไม่ดูผลงาน
ถ่ายรูปรายงานสร้างภาพ เป็นหลักฐาน
แต่ไม่ทำงาน อยู่ไปวันๆ
ไม่มีทางขับเคลื่อนประเทศไปได้
ทำให้รัฐไทย ล้าหลัง ถดถอย
การบริหารงานแบบ "ราชการไทย" ตอนนี้
คือหายนะในวิกฤต
จำการบริหารแบบวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ได้ไหมครับ?
หรือการแก้ปัญหา ประกันสังคม
ผมก็ไม่รู้ว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะ ปกป้อง
การกระทำต่างๆ ของ ประกันสังคม ไปทำไม
หรือ เกลียดส้ม จน "ตาบอด" คิดว่า
การซื้อตึกเน่าๆ ที่กลิ่นตุๆ และฮั้วกันจ้างโน่นนี่ มันดีแล้ว
เหมือนคนเมาตะโกนชี้ว่าบ้านคุณไฟไหม้อยู่
แต่คุณกลับด่าคนเมา ทำไมกินเหล้า!
"คนรักชาติ ต้องเลือกน้ำเงิน"
แน่สิ ผมรักชาติเหมือนกัน
แต่รักคนละแบบกับคุณ
อย่าผูกขาดรักชาติ รักสถาบันเลย
เขาก็รัก แต่อาจจะรักคนละแบบกับคุณ
-----
เลือกตั้งรอบที่แล้ว
ผมแบ่งเลือกเขต เพราะ สส.เป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียน
แต่ลงปาร์ตี้ลิสต์ ให้ส้ม
เพราะผมในฐานะคนเจน x และอยู่ในวงการราชการ
ผมว่า คนรุ่นผม และการเมืองเก่าๆ
มันจะพาบ้านเมืองไปไม่รอดแน่ๆ
เลยเสี่ยงเอาส้มมันมาบริหารดู
ไม่ดีก็ด่ามัน
คราวหน้าก็ไม่เลือกมัน
แม้ส้มชนะเลือกตั้ง พลังแห่งรัฐพันลึก ก็ทำให้สามปีผ่านไป
ทุกอย่างเละกว่าเดิมอย่างที่เห็นวันนี้
การเลือกตั้งรอบนี้ ผมคง เทส้ม สองใบ
ไม่ได้เป็นด้อม
คิดแค่ว่าประเทศนี้ ต้องเปลี่ยนแล้ว
แค่คิดถึง การแบ่งโควต้า รัฐมนตรี
ผมก็จะอ้วกออกมา
"ไม่เลือกเรา เขามาแน่"
การเมืองเก่าๆ ระบบราชการเดิมๆ มาแน่
ขออนุญาต "เทส้ม" สองใบครับ

https://www.facebook.com/lekparinya/posts/10163742448777943




จากเหลือง จากแดง ไม่ต้องเป็นส้มก็ได้ (ขอให้ตาสว่างเท่านั้นก็พอ)



Sarawut Hengsawad
19 hours ago
·

เมื่อวานได้อ่านโพสต์ของ "คุณหมอแม็ก" ที่เปิดเปลือยเส้นทางความคิดทางการเมืองของตัวเองออกมาอย่างจริงใจ แล้วรู้สึกนับถืออย่างยิ่ง โพสต์นั้นทำให้หลายคนได้พื้นที่มาทบทวนและสะท้อนเส้นทางของตัวเองด้วยเช่นกัน รวมถึงผมก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนว่า นั่นสินะ เส้นทางของตัวเองเป็นยังไงบ้าง จึงขอลองทบทวนแบบคร่าวๆ ในส่วนสำคัญสู่กันฟัง ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกันนะครับ

.

1
ผมเป็นคนรุ่นน้องของพี่หมอแม็กไม่มากนัก แน่นอนว่า เราเติบโตมากับการเห็นดูข่าวพระราชกรณียกิจของในหลวงและพระราชินี ได้ชื่นชมและสำนึกขอบคุณในสิ่งที่ท่านทำ ในปี 2549 ที่มีพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งพี่น้องชาวไทยใส่เสื้อสีเหลืองกันเต็มไปหมด รวมถึงเฝ้ารับเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร ระเบียงหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ก็ติดตามข่าวด้วยความซาบซึ้งใจ

.

2
จากนั้นไม่นานก็เกิดการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 (ยี่สิบปีก่อน ตอนนั้นผมอายุ 27 ปี) จำได้ว่าก่อนหน้ารัฐประหาร ผมกับเพื่อนที่ทำงานจะไปร่วมชุมนุมที่สวนลุมฯ อยู่บ่อยๆ ไปฟังคุณสนธิขึ้นเวทีขับไล่คุณทักษิณ ซึ่งตอนนั้นเป็นนายกฯ อยู่ ฟังไปเรื่อยๆ ก็คล้อยตาม คิดว่าถ้ารัฐบาลคอร์รัปชั่นก็ควรถูกจัดการ กระทั่งเริ่มมีข้อเรียกร้องเรื่อง "นายกรัฐมนตรีพระราชทานตามมาตรา 7" ก็เริ่มได้ยินเสียงทักท้วงว่าข้อเสนอนี้ไม่เป็นไปตามประชาธิปไตย เพราะนายกฯ ไม่ได้มาจากกระบวนการของประชาชน แต่แล้วไม่นานก็เกิดรัฐประหารโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน

.

3
ผม-ผู้ซึ่งเคยใส่เสื้อสีเหลือง รับผ้าพันศีรษะคำว่า "กู้ชาติ" มาโพกไว้กับหัว เริ่มมีความสงสัยใคร่รู้ว่า ขบวนการเสื้อเหลือง-เสื้อแดง เขาสู้กันเรื่องอะไร เพราะดูเหมือนว่ามันจะไปไกลกว่าเรื่องการจัดการกับรัฐบาลที่ถูกอ้างว่าคอร์รัปชั่น และการรัฐประหารก็ยังไม่ได้เป็นคำตอบ--เสื้อแดงเป็นใครกันนะ?

.

4
พอได้อ่าน ได้คุยกับผู้คนมากขึ้น จึงพบว่าการต่อสู้ทั้งหมดนี้มีความซับซ้อนหลายมิติ ในภาพหนึ่งมวลชนทั้งหลายก็เป็นมวลชนที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องที่ตนเชื่อ (ไม่โกง / ไม่สองมาตรฐาน) ในอีกภาพก็เป็นเสียงที่เลือกพรรคการเมืองนั้นๆ แล้วอาจรู้สึกถูกกลั่นแกล้งจากระบบ (เช่นเสื้อแดงเลือกไทยรักไทยแล้วถูกยุบ) ซึ่งในขบวนการต่อสู้ทั้งสองสีก็มีความผสมผสานหลากหลายอย่างยิ่ง แต่เมื่อถอยมามองจากระยะไกล ผมจึงเข้าใจว่า มีการต่อสู้หนึ่งที่ปรากฏชัด นั่นคือ "ระบบของผู้ได้เปรียบ vs ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ"

.

5
ตอนนั้นเองที่ผมเริ่มตั้งคำถามกับนิยาม "กู้ชาติ" ว่าตกลงคำว่า "ชาติ" นั้นหมายถึงอะไร และเริ่มค่อยๆ เห็นการผูกรวมคำว่า "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" เข้าด้วยกันอย่างอัตโนมัติ เริ่มเห็นการฉวยใช้ความจงรักภักดีโดยใช้มันไปเพื่อปกป้องประโยชน์ของตัวเอง หรือใช้โจมตีฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่คำว่า "ชาติ" นั้นมีนิยามที่ครอบคลุมถึง "ประชาชน" ด้วย ซึ่งเราสามารถจงรักภักดีต่อสถาบัน และยุติธรรมต่อประชาชนได้พร้อมๆ กัน แต่คนที่พยายามแบ่งว่า มวลชนเสื้อแดง (เลยมาถึงพวกส้ม) เป็นคนไม่รักชาติ น่าจะเป็นคนที่ใช้ "ชาติ" มาบังหน้าเพื่อรักษาประโยชน์ที่ได้รับมาตลอด

.

6
ว่ากันตามตรง ผู้ที่คิดแบบนั้นอาจไม่ได้มีเจตนาไม่ดีไม่เสียทั้งหมด แต่ผู้ที่ปลุกระดมให้เกิดความคิดแบบนั้นต่างหากที่เอาหลังพิงคำขวัญ "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" เพื่อรักษาความได้เปรียบที่ตัวเองได้จากโครงสร้างของระบบอุปถัมภ์ที่ก่อตัวมาเนิ่นนาน คนที่มีโอกาสได้ตำแหน่งใหญ่โต ได้งานใหญ่ๆ ได้ผูกขาดธุรกิจ ได้ทำอะไรง่ายๆ ในประเทศนี้เพราะรู้จักเครือข่ายเส้นสาย ย่อมไม่อยากให้ "ชาติ" แบบเดิมเปลี่ยมโฉมไป เมื่อมีประชาชนที่ตื่นตัวอย่างมวลชนเสื้อแดง หรือม็อบสามนิ้ว ย่อมเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย เดี๋ยวจะสะเทือนถึงโครงสร้างที่ฉันได้เปรียบมาตลอด จึงชี้นิ้วไปที่ประชาชนผู้ตื่นตัวเหล่านั้นว่า "ชังชาติ" แถมโยนข้อหาหนักๆ ให้ ด้วยการหยิบเอาบางเหตุการณ์ บางคน บางข้อความขึ้นมาขยายใหญ่ ซึ่ง "ชาติ" ของผู้ได้เปรียบเหล่านี้มีขอบเขตที่เล็กจิ๋ว ไม่นับประชาชนอีก 99% ที่เสียเปรียบอยู่ในโครงสร้างที่เป็นอยู่

.

7
ยิ่งได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองมากขึ้นก็ยิ่งทำให้เข้าใจความเป็นไป เหตุและผลของฝ่ายต่างๆ ซึ่งถ้าพูดกันแฟร์ๆ มันก็คือการปรับตัว การประคองอำนาจ และการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่แปรเปลี่ยนพลิกผันไปเรื่อยๆ ไล่มาตั้งแต่ 2475 ผ่านยุคเผด็จการทหาร 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19, ประชาธิปไตยครึ่งใบ, เต็มใบ, ฯลฯ ทุกฝ่ายพยายามปรับตัวเพื่อหาวิธีอยู่ร่วมกัน และเมื่อมองบ้านเมืองด้วยสายตาที่เข้าใจประวัติศาสตร์ จึงค่อยๆ เข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องของความดี-ความชั่วของตัวบุคคลเท่านั้น ไม่ใช่ฝ่ายเทพ-ฝ่ายมารแบบที่มักถูกลดทอนให้เชื่อแบบนั้น แต่บุคคลเหล่านั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ "ระบบ" ซึ่งถ้าระบบแบบไหนทำให้เขาได้เปรียบ เขาย่อมอยากรักษาระบบนั้นเอาไว้ให้ยาวนานที่สุด

.

8
ด้วยความเข้าใจนี้ ผมเริ่มเข้าใจการเดินทางมาชุมนุมที่เมืองหลวงของคนเสื้อแดงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอัดอั้นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมเริ่มเข้าใจว่าเราสามารถรู้สึกรู้สา เอาใจช่วยคนเสื้อแดงได้ โดยไม่ต้องผูกโยงกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งที่จริงผมก็เคยเป็นหนึ่งในเสื้อเหลืองที่ตะโกนขับไล่รัฐบาลไทยรักไทยมาก่อน แต่ตอนนั้น ถ้ามีการเลือกตั้ง ผมก็จะกาพรรคเพื่อไทยนี่แหละ เพราะต้องการแสดงออกว่า ผมไม่ชอบความอยุติธรรมแบบสองมาตรฐานที่มีการเล่นงานด้วยอำนาจที่ได้มาจากการยึดอำนาจ

.

9
ตอนนั้นญาติพี่น้องต่างซุบซิบกันว่า "เอ๋มันเป็นพวกเสื้อแดง" และก็ถูกหาว่าชังชาติ ผมยอมรับว่าเห็นใจพี่น้องเสื้อแดง แต่การจะบอกว่าเห็นด้วยกับขบวนการเสื้อแดงทั้งหมดคงไม่ใช่ เช่น ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้อาวุธรุนแรง การปิดล้อมโรงพยาบาล เป็นต้น และผมคิดว่านี่คือปัญหา เรามักผลักใครคนใดคนหนึ่งให้กลายเป็น "อะไรสักอย่าง" โดยลดทอนรายละเอียดของความคิดที่แตกต่างในหมู่ผู้คนลงเหลือแค่การ "แปะป้าย" แล้วเหมารวม โดยป้ายสีสิ่งที่แย่ที่สุดใส่คนอีกฝั่ง สิ่งนี้ทำให้การแสดงออกทางการเมืองกลายเป็นเรื่องน่าเบื้อหน่ายและน่ากลัว

.

10
แน่นอนว่าผมไล่พื้นฐานมาจากคนเสื้อเหลืองที่ไม่ชอบคนคอร์รัปชั่น แต่ก็มาอยู่ฝั่งเสื้อแดงเพราะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม และเห็นการเรียกร้องจากฝั่งเหลืองที่ไม่ค่อยไปในแนวทางประชาธิปไตย เช่น เรียกร้องทหารให้ยึดอำนาจ จึงดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายถกเถียงกันอยู่ในเรื่องที่ดีทั้งคู่ (ไม่โกง ระบบที่เป็นธรรม เป็นประชาธิปไตย) แต่ทำราวกับว่าทั้งสองสิ่งนี้ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้พร้อมกัน ระหว่างที่มีการต่อสู้กันระหว่างเหลือง-แดง และถูกสยบลงด้วยการประชุมครั้งหนึ่งที่คุณประยุทธ์พูดขึ้นมาว่า "ถ้าอย่างนั้น ผมขอยึดอำนาจ" จากนั้นก็เข้าสู่ยุคลุงตู่อันเนิ่นนาน 8 ปี

.

11
ในยุคลุงตู่ก็มีการเรียกร้อง การประท้วงจากนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ในเรื่องต่างๆ มีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลกับประชาชนที่ออกมาเรียกร้องอยู่บ่อยๆ ในช่วงเวลานี้คู่กรณีก็เปลี่ยนไป กลายมาเป็นมวลชนสามนิ้ว vs รัฐบาลทหาร แต่ถ้าถอยออกมาดู เราจะเห็นโจทย์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ "ระบบของผู้ได้เปรียบ vs ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ" ซึ่งระบบที่ได้เปรียบพยายามตรึงประเทศนี้เอาไว้ให้เหมือนเดิมด้วยการใช้อำนาจที่ยึดมา เขียนกฏกติกาเพื่อรักษาอำนาจนี้ให้ยาวนานที่สุด เช่น ให้ส.ว.เลือกนายก แต่งตั้งองค์กรอิสระ รวมถึงกติกาที่มาขององค์กรอิสระ ฯลฯ มันแค่เปลี่ยนตัวละครไปเท่านั้นเอง

.

12
ระหว่างนี้ก็มีการเกิดขึ้นของพรรคส้ม อนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน ซึ่งเมื่อได้รับการเลือกจากประชาชนมาด้วยคะแนนที่เยอะเกินคาด สุดท้ายแล้วอนาคตใหม่และก้าวไกลก็ถูกยุบ แกนนำถูกตัดสิน เด็ดหัวไปทีละพวง ต้องใช้ตัวผู้เล่นใหม่ๆ ขึ้นมา หวังว่าจะหมดฤทธิ์ไป แต่แล้วก็ยังมีตัวเด็ดๆ งอกขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น เท้ง โรม ไอซ์ ไอติม และทำท่าว่าจะไม่หมดง่ายๆ พรรคส้มเกิดขึ้นพร้อมกับยุคสมัยที่ประชาชนมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ฉะนั้น สิ่งที่พรรคนี้ต้องการเข้าไปแก้ไขยิ่งจี้จุดไปที่ "ระบบของผู้ได้เปรียบ" จึงทำให้ถูกนำเอาเรื่องราวและบางถ้อยคำมาขยายและขยี้ แปะตราประทับว่า "พรรคนี้อันตรายต่อชาติและสถาบัน" ซึ่งถ้าถอยออกมาดู เราจะเห็นแพทเทิร์นเดิม นั่นคือ "ระบบของผู้ได้เปรียบ vs ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ"

.

13
ผู้ได้เปรียบทั้งหลายไม่สามารถหา "เหตุผล" มาต่อสู้ด้วยได้ จึงใช้ "อารมณ์" ในการปลุกอารมณ์ผู้คนว่า คนที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนั้นคิดไม่ดีต่อ "ชาติ" ในนิยามของเขา ซึ่ง "ชาติ" ในนิยามของเขาอาจนับจำนวนไว้เพียงผู้คนแวดล้อมแค่ไม่กี่คน ซึ่งโครงสร้างนี้สามารถตรึงอำนาจไว้ได้มาเนิ่นนาน เพราะเป็นระบบอุปถัมภ์ที่มีทั้งเงิน ธุรกิจ กำลังพล ตำแหน่ง ซึ่งแข็งแกร่งอย่างยิ่ง

.

14
คุณบรรยง พงษ์พานิช เคยเขียนไว้ว่า "มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า…มันไม่เกี่ยวกับเรื่องจงรักภักดีอะไรหรอก……พวกมึงเล่นจะลดกองทัพ ลดนายพล ลดข้าราชการ ลดกฎหมาย ลดอำนาจ ลดทุนผูกขาด ลดทุกอย่างของอภิสิทธิ์ชน เพิ่มแค่อย่างเดียว คือ ภาษีคนรวย …ใครเขาจะยอมมึง"

.

15
และในจังหวะจัดตั้งรัฐบาลคราวที่แล้ว ผมก็ได้เห็นกลวิธีของ "ระบบของผู้ได้เปรียบ" ที่ทำให้พรรคส้มที่ได้คะแนนเสียงอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ท่ามกลางดีลพิสดารสารพัด ได้เห็นพรรคเพื่อไทยจับมือกับภูมิใจไทยและกลุ่มผู้คนที่เขาเคยด่ากันราวจะไม่เผาผี เมื่อถอยออกมาดูก็เห็นแพทเทิร์นเดิมอีกแล้ว "ระบบของผู้ได้เปรียบ vs ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ" สุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องการรักษาอำนาจก็จะยอมทำทุกอย่างที่จะประคองระบบนั้นไว้ และในอดีตเขาอาจใช้เสียงของประชาชนเป็นเพียงขั้นบันไดไต่ไปสู่อำนาจเท่านั้นเอง

.

16
เมื่อมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่มีพรรคใดให้ลังเลอีกต่อไป ผมมองเห็นพรรคการเมืองที่พอจะเป็นตัวแทนของ "ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ" ที่ตั้งใจจะไปปรับแก้โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม เอื้อให้ใช้อำนาจในทางที่ปิด โกงกินกันในระบบพรรคพวก มีอยู่แค่พรรคส้มนี่แหละ

.

17
แต่ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ได้มีความประสงค์จะชวนเลือกส้ม ผมคิดว่ามันมีประเด็นที่สำคัญกว่านั้นครับ เส้นทางประสบการณ์ที่ค่อยๆ เรียนรู้ทางการเมืองของตัวผมเองทำให้ได้เห็นว่า คนเราสามารถมีความเข้าใจเรื่องต่างๆ พอกพูนได้ทุกวัน ซึ่งผมก็เป็นประชาชนโง่ๆ ซื่อๆ คนหนึ่ง ยอมรับว่าเป็นแบบนั้น บางช่วงก็ถูกโอ้โลมโน้มน้าว บางช่วงก็ถูกปลุกระดมให้โกรธเกลียด บางช่วงอาจตกเป็นเครื่องมือของการได้อำนาจ แต่ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเรียนรู้ ขบคิดวิเคราะห์ และพยายาม "ตื่น" ขึ้นจากมายาภาพที่ "ผู้ชักใย" ทั้งหลายพยายามช่วงใช้เรา--ฉะนั้น ความคิดที่บอกว่า ประชาธิปไตยเป็นระบบที่ใช้ไม่ได้ ในประเทศที่ประชาชนยังไม่ฉลาด ผมว่าไม่จริง คำถามที่ควรถามคือ ประเทศนั้นปล่อยให้ประชาชนได้ฉลาดหรือเปล่าต่างหาก หรือคนที่ครองอำนาจชอบไปคิดแทน และตัดสินแทน รวมถึงตัดสิทธิ์ประชาชนไปพร้อมกับการได้เรียนรู้ด้วย

.

18
ประเด็นของผมคือ เราอาจเลือกส้มแล้วอกหักผิดหวังก็เป็นไปได้ เหมือนที่เคยอกหักกับม็อบเสื้อเหลือง กับพรรคเสื้อแดง แต่ทุกครั้งที่อกหัก เราเติบโต เราค่อยๆ "ตาสว่าง" ขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราน่าพูดคุยกันไม่ใช่ว่า "มึงอยู่ฝ่ายไหน" หรือ "คุณสีอะไร" ผมว่าบทสนทนาแบบนี้เชยแล้ว เราควรคุยกันว่า "คุณอยากเห็นประเทศเป็นแบบไหน" คุณอยากมีประเทศที่กฏกติาถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันไหม โอกาสไปถึงทุกคนเท่าเทียมกันไหม คอร์รัปชั่นลดลงเพราะมีระบบตรวจสอบที่โปร่งใสขึ้นไหม ประกันสังคมได้รับการตรวจสอบและร้องเรียนจากประชาชนได้ไหม ประชาชนมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ ได้ไหม มีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจไหม--เราควรคุยกันเรื่องพวกนี้มิใช่หรือ?

.

19
ฉะนั้น ผมจึงประทับใจสิ่งที่พี่หมอแม็กได้เขียนเล่าให้ฟังอย่างจริงใจ ผมคิดว่าเมื่อเรามองเห็นเส้นทางความคิดทางการเมืองของตัวเอง เราก็จะเห็นว่าขณะที่เราเปลี่ยนแปลงและเติบโต มีสิ่งหนึ่งที่หยุดนิ่งอยู่เหมือนเดิม นั่นคือโจทย์ของการเมืองไทยที่ยื้อยุดกันอยู่ระหว่างอำนาจของ "ผู้ได้เปรียบ" กับ "ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ" ซึ่งถ้าจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ เราต้องการการร่วมมือกันของ "ประชาชน" ในประเทศ ต้องเป็นเนื้อเดียวกัน แทนที่จะทะเลาะกัน เพราะเมื่อประชาชนทะเลาะกัน "ผู้ได้เปรียบ" ก็จะได้เปรียบต่อไป โกงต่อไป ผูกขาดต่อไป ทำผิดแล้วไม่เข้าคุกต่อไป นั่งเฟิร์สคลาสไปดูงานต่อไป อ่อ ไม่ใช่บิสิเนสก็พอ--พวกเขาคือคนหน้าเดิม คนได้ประโยชน์กลุ่มเดิมๆ ขณะที่ประเทศในภาพรวมกลับง่อนแง่ผุพังลงเรื่อยๆ

.

20
ผมเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ว่า ในฐานะประชาชน เราไม่จำเป็นต้องนิยามตัวเองว่าเราเป็นสีไหน พรรคไหน แต่เราสามารถเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการ มีสมองที่ยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้จากบทเรียนที่เราได้เจอมา จากเหลือง จากแดง ไม่ต้องเป็นส้มก็ได้ครับ แต่ขอให้เป็น "ประชาชน" ไม่ใช่คนที่ตกเป็นเครื่องมือทางความคิดของ "ผู้ได้เปรียบ" ให้มาตั้งแง่ต่อสู้กับประชาชนด้วยกัน ด่าประชาชนด้วยกัน หรือมาเถียงแทนคนที่เขาเอาเปรียบคนอื่นเสียคอเป็นเอ็น

และอาจถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆ ว่า "ปัญหาของประเทศนี้คืออะไร" และ "อยากให้ประเทศนี้เป็นแบบไหน" ถามโดยไม่ต้องนึกถึงสีอะไรในใจเลย จากนั้นลองถอยออกมาดูว่า ท่ามกลางการต่อสู้ขัดแย้งมาเนิ่นนาน มันคือการต่อสู้ระหว่างอะไรกับอะไร แล้วตัวเราเองอยู่ตรงไหนของสนามการต่อสู้นี้ เราได้เปรียบหรือเสียเปรียบ แล้วความถูกต้องที่หายไปคืออะไร

คำถามเหล่านี้จะกลายมาเป็นคำตอบเองครับว่า เลือกตั้งครั้งนี้เราจะเลือกพรรคไหน

ทุกพรรคทำให้เราอกหักได้ทั้งนั้นครับ แต่ตัวเราจะไม่ทำให้ตัวเองอกหัก ตราบที่เรามีจุดยืนว่าเราอยากเห็นประเทศนี้ดีขึ้นด้วยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องแก้ เพราะต่อให้ส้มทำไม่สำเร็จ อนาคตก็จะมีคนเสนอตัวมาแก้ปัญหานี้อีก แต่สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดคือ ตัวเราเองใช้อารมณ์ที่ถูกปลุกระดมมา กลบ "ปัญหาแท้จริง" ของประเทศ แล้วเลือกตั้งด้วยความคิดเพียงเพื่อ "ปกป้องชาติ" โดยที่ "ชาติ" ที่ว่านั้นเป็นนิยามที่เขียนขึ้นจาก "ผู้ได้เปรียบ" หน้าเดิมเพียงหยิบมือเดียว

ประเทศนี้เปลี่ยนได้ เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ส่งเสียงพร้อมกันว่า "เราต้องการการเปลี่ยนแปลงแล้ว!"

ป.ล. เรียนไอโอทุกท่าน คุณก็เป็น "ประชาชน" เช่นกัน รับเงิน ปฏิบัติ​หน้าที่ แล้วอย่าลืมไปเลือกพรรคที่เปลี่ยนแปลงประเทศ​นี้กันนะครับ จะได้ไม่ต้องมาทำงานที่ไม่ชอบแบบนี้อีก

#นิ้วกลมบันทึก

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164688933489579&set=a.391558859578



ทำไมถึงเปลี่ยนจากแดงเป็นส้ม


Wanut Kosasu 
20 Hours ago
·
ความจริง ตั้งใจไว้ซักพักแล้ว ว่าจะเขียนเรื่อง ทำไมถึงเปลี่ยนจากแดงเป็นส้ม
วันก่อน เห็นมีคุณหมอคนหนึ่ง เขียนว่า ได้เปลี่ยนจากเหลืองเป็นส้ม คนแชร์เยอะมาก
เราก็มีเรื่องเล่าในมุมเล็กๆ ของเราเหมือนกัน
[**** คำเตือน โพสต์นี้ยาว ไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ ให้กดข้ามผ่านไปเลย ****]
ก่อนจะเป็นแดง ก่อนจะเกิดสงครามสีเสื้อ บอกก่อนว่าตอนนี้เราอายุ 35 เราเริ่มติดตามข่าวการเมืองตั้งแต่อายุประมาณ 6-7 ปี เพราะตอนเด็กๆ ที่บ้านชอบติดตามข่าวการเมือง คุณปู่ชอบดูข่าวการเมือง คุณพ่อก็ชอบดูข่าวการเมือง ก่อนปี 2540 การรับรู้เรื่องการเมืองเราเริ่มในยุคฟองสบู่แตก (วิกฤติต้มยำกุ้ง) ตอนนั้นมีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง มีขนาดใหญ่มาก ได้รับความนิยมสูงมาก ชื่อ พรรคความหวังใหม่ หัวหน้าพรรคชื่อ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ์ จำได้ว่า สัญลักษณ์ของพรรค คือ ดอกทานตะวันดอกใหญ่ ทุกวันนี้คนยี้ชื่อนี้กันมาก เพราะเข้าใจว่าเป็นนายกรัฐมนตรีต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 จากกรณีลอยตัวค่าเงินบาท (เมื่อก่อนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทคงที่อยู่ที่ 25 บาทต่อ 1 USD) ซึ่งการตรึงค่าเงินที่ไม่ยืดหยุ่นนี้ ทำลายภาพรวมเศรษฐกิจของชาติระยะยาวมาได้ซักพักแล้ว จนมาถึงจุดแตกหักในปี 40 ต้องมีรัฐบาลที่กล้าตัดสินใจปล่อยให้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงไปตามมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ทำให้เกิดวิกฤติค่าเงินบาทลอยตัว ส่งผลกระทบให้ระยะแรกมีคนล้มละลายเป็นจำนวนมาก มีข่าวการรีไทร์ เลย์ออฟพนักงานบริษัทเป็นจำนวนมาก เจ้าของกิจการ โดยเฉพาะ ส่งออกและนำเข้าสินค้า ที่ต้องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เสียหาย ล้มละลาย ยุติกิจการกันเป็นแถบๆ มีข่าวคนกระโดดตึกฆ่าตัวตายเป็นรายวัน เพราะพิษเศรษฐกิจ พรรคฝ่ายค้านอภิปรายกดดันจนพลเอกชวลิตต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี และได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ชื่อ ชวน หลีกภัย แต่พ่อบอกเราว่า ให้จำคนชื่อ ชวลิต ยงใจยุทธ์ ให้ดีๆ นะลูก ถึงเขาจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศจนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 แต่เขาเป็นนายทหารที่เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสง่างาม เพราะเขาสมัครรับเลือกตั้งและชนะเลือกตั้งมา ไม่ได้ทำรัฐประหารมาเหมือนพลเอกคนอื่นๆ
คุณนึกออกไหม เด็กที่เกิดปี 2533 ชีวิตนี้เคยเจอรัฐประหารครั้งแรกในปี 2535 (เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ - คณะรักษาความสงบแห่งชาติ รสช.) ตอนนั้นคุณเพิ่งอายุ 2 ขวบ ยังไม่รู้ประสาอะไร เริ่มซึมซับเหตุการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจได้ตอนอายุ 6-7 ปี ก็เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง จำได้เลยว่าแม่เพื่อนถามว่า พ่อให้เงินไปโรงเรียนวันละเท่าไหร่ เราบอกวันละ 1 บาท แม่เพื่อนหัวเราะ บอกเราว่า ฝากไปบอกพ่อด้วยนะ มันหมดสมัยใช้เงินวันละ 1 บาทไปแล้ว จากวันนั้น เราได้เงินไปโรงเรียนเพิ่มเป็นวันละ 5 บาทจนจบ ป.6
กลับมาที่เรื่องการเมือง หลังการลาออกของพลเอกชวลิต จนได้นายกชวน เราก็ลุ่มๆ ดอนๆ ในทางการเมือง แต่ตอนนั้นเริ่มใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว ผลมันเริ่มออก เมื่อมีพรรคการเมืองใหม่ตั้งขึ้นมา แบะพรรคการเมืองนี้แหละ ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าทางการเมืองไทยไปตลอดกาล มันชื่อว่า “พรรคไทยรักไทย” หัวหน้าพรรคชื่อ “พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร” กับสโลแกน “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะตั้งแต่ปี 2543 มาจนถึงบัดนี้ ชื่อแกยังเป็นที่รู้จักกันทั้งบ้านทั้งเมือง movement ของแกทุกวันนี้ยังส่งผลสะเทือนถึงระดับรัฐบาลได้
การมาของรัฐบาลทักษิณ 1 เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการเมืองไทยไปตลอดกาล มันเริ่มจาก ผู้คนเริ่มเบื่อการทำงานของรัฐบาลชวน หลีกภัย ผมจำได้เลย ตอนนั้นดูช่องไอทีวี มีรายการล้อเลียนการเมืองรายการหนึ่ง ผมชอบมาก เขาจะเอาหุ่นตุ๊กตา ทำเป็นรูปนักการเมืองมาพากย์เสียงคาแรกเตอร์ ตุ๊กตาชวนจะพูดว่า “เอ่อ ผมยังไม่ได้รับรายงาน” หรือไม่ก็ “อยู่ระหว่างการพิ‘ณาครับ” แสดงให้เห็นถึงความล่าช้าในการทำงานของรัฐบาลตอนนั้น ที่เอะอะอะไรๆ ก็ยังไม่เคยได้รับรายงานซักที
การมาของไทยรักไทย1 คือการปฏิรูปประเทศ อย่างน้อยก็ในทางข้อเท็จจริงหลายอย่าง คุณทักษิณเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว ใครทำงานช้าเขาไล่ออก ถ้าทำไม่ได้ เขาจะให้คนอื่นมาทำ แล้วคนแบบทักษิณ ไปไหนมาไหนเขาจะหนีบ “ตู้เอทีเอ็ม” ไปด้วย ตู้เอทีเอ็มที่ว่านี้ คือ ผอ.สำนักงบประมาณครับ ถามว่าทำไมถึงรู้ ก็นี่เคยทำงานที่กระทรวงการคลังมาก่อน คนในกระทรวงเขาเล่าให้ฟัง นโยบายทักษิณสมัยนั้น ก็เหมือนนโยบายพรรคส้มสมัยนี้ คือ มันโดนใจคนรุ่นใหม่ (ตอนนั้น) แล้วมันไปทลายอุปสรรคที่กีดขวางการพัฒนาประเทศ ก็คือกลุ่มระบบราชการ ทักษิณไม่ได้มองคนไทยเป็นคนที่ถูกปกครอง แต่มองด้วยสายตานักธุรกิจ นั่นแปลว่าคนไทยคือ “ลูกค้า” ดังนั้น คะแนนนิยมของพรรคการเมือง จะได้มาด้วยการเอาชนะใจลูกค้า พูดง่ายๆ คือการขายนั่นแหละ จึงเป็นที่มาของนโยบายประชานิยม ลด แลก แจก แถม ซึ่ง คนจน เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ชอบมาก เพราะเขาได้รับในสิ่งที่ไม่เคยได้รับมาก่อน คือการบริการจากรัฐ ในนาม “ลูกค้าคือพระเจ้า”
ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อก่อนคนไปติดต่อราชการสักเรื่อง สมมุติไปทำบัตรประชาชนละกัน เขาจะถือว่า ไปหาเจ้านาย เพราะข้าราชการสมัยก่อนคือเจ้านาย จะต้องพินอบพิเทา บางครั้งก็โดนข้าราชการก่นด่ามา ก็กลัวจนหัวหด (สมัยนั้น) ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว มีโครงการอำเภอยิ้ม เจ้าหน้าที่จะต้องบริการด้วยไมตรีจิต ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ตะคอกใส่ชาวบ้าน บริบทและกลิ่นอายความเป็นเจ้าเป็นนายมันจึงลดลง ผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อก่อนคือ พ่อเมือง หรือเจ้าเมือง มีหน้าที่ปกครองบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ ทักษิณก็จับมาปฏิรูปซะ เป็นผู้ว่า CEO คือเป็นผู้บริหาร section พื้นที่ให้บริการรูปแบบจังหวัด แต่มันมีดีเทลรายละเอียดเยอะ ขอเล่าข้ามเลยแล้วกัน
เงินแผ่นดิน กับทฤษฎีไม้ไอติม ที่แต่ก่อนจะจัดสรรงบประมาณลงมาทำโครงการอะไรซักเรื่อง ต้องอนุมัติจากกระทรวง กรม ส่วน ภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล ไปจนถึงหมู่บ้าน มันคือแท่งไอติมที่มีคนเลียไปก่อนหน้านั้นแล้ว ตกมาถึงมือประชาชน มันเหลือแต่ไม้ไอติม ทักษิณแก้ใหม่ กดปุ่มปึ๊บ เงินมันพุ่งไปหาประชาชนเลย ข้ามหัวคนเคยได้เลียแท่งไอติมไปเลย (ตรงนี้ส่วนหนึ่งทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจทักษิณด้วยในเวลาต่อมา)
จริงๆ มีนโยบายอีกเยอะที่ทักษิณทำทิ้งไว้และอยู่เป็นมรดกของทุกๆ รัฐบาลมาจนบัดนี้ เช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โครงการพัฒนาธุรกิจ SMLs พักชำระหนี้เกษตรกร(ยกเลิกแล้ว) โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค : บัตรทอง) สงครามปราบปรามยาเสพติด(ยกเลิกแล้ว) ฯลฯ
ถามว่าดีขนาดนี้ ทำไมรัฐบาลทักษิณถึงอยู่ไม่ได้ นั่นเพราะ มันมีคนที่เสียผลประโยชน์เขาไปรวมกลุ่มกันได้ครับ อย่างน้อยก็ทฤษฎีแท่งไอติมที่ผมเล่าให้ฟังนั่นแหละ พ่อค้ายา พรรคฝ่ายค้านที่ไม่ว่าจะออกนโยบายอะไรมาก็แพ้ เพราะที่ผ่านมามีแค่ราคาคุย แต่ทำไม่ได้จริง กระแสนิยมทักษิณพุ่งขึ้นสูงมาก จนในที่สุดในการชนะการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ของรัฐบาลไทยรักไทย ก็เกิดสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็นในการเมืองไทยมาก่อน คือการรวบรวมคะแนนเสียงจนตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ
สิ่งนี้ทำให้ฝ่ายตรงข้ามทักษิณกลัวมาโดยตลอด และปรากฏเป็นภาพมุมกลับ เช่น การทุจริตเชิงนโยบาย เผด็จการรัฐสภา ครอบงำองค์กรอิสระ สภาผัวเมีย (สว.มาจากการเลือกตั้ง) เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ขายชาติ เป็นนักการเมืองเลว ไปจนถึงล้มเจ้า
จึงเกิดขบวนการโค่นล้มทักษิณเกิดขึ้นในปี 2549 เรื่องมันเริ่มในวันที่ 25 เมษายน 2549 วันนั้นเกิดอะไรขึ้น ใครไปพบใครที่ไหน พูดอะไรกับใคร ผมขอไม่ลงรายละเอียด ไปหาอ่านกันเอาเอง
จนมันสุกงอมในวันที่ 19 กันยายน 2549 ผมซึ่งมีอายุ 16 ปี ได้เห็นภาพรถถังบุกกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในชีวิต (อาจจะเคยเห็นปี 2535 แต่ยังเด็กเลยจำไม่ได้) นั่นแหละ การทำรัฐประหารครั้งแรกในชีวิตเลย พลเอกสนธิ บุณยรัตนกลิน ผบ.ทบ.ตอนนั้น จำได้ ทักษิณอยู่อเมริกา ไปประชุม UN ยังไม่กลับ
หลังจากนั้น มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 รัฐธรรมนูญที่ทหารยุคลุงตู่ในตอนหลังเรียกว่า “เสียของ” มีการยุบพรรคไทยรักไทย เกิดพรรคพลังประชาชนมาแทน มีคุณสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค ผลการเลือกตั้งออกมา พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้งถล่มทลาย เพราะคนโกรธทหารที่ไปทำรัฐประหารทักษิณ ตอนนั้นหลายคนคิดว่า ทักษิณเป็นฝ่ายถูกกระทำ ไม่ได้รับความเป็นธรรม คะแนนสงสารจากคนรากหญ้า จากคนที่ได้ประโยชน์เพราะนโยบายพรรคไทยรักไทยมีเยอะมาก สมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ศาลรัฐธรรมนูญเอาสีข้างเข้าถูบอกว่า สมัครต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะทำกับข้าวออกทีวี “รายการชิมไป บ่นไป” บอกว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องไม่รับเงินจากทางอื่น การไปออกรายการทำกับข้าวออกทีวีคือการรับจ้าง เป็นรายได้จากทางอื่น ให้ออก
สมัครออกได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ชื่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ่อของคุณเชน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยในปัจจุบันนี่แหละ คุณสมชายน่าสงสารมาก เป็นนายกที่แทบไม่ได้เข้าทำเนียบรัฐบาลเลย เพราะเกิดม๊อบเสื้อเหลือง (คนรักเจ้า ไม่เอาทักษิณ) บุกยึด ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ปิดทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลในตอนนั้นต้องไปใช้สนามบินดอนเมืองเป็นศูนย์สั่งการและที่ทำงานชั่วคราว
จนศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคพลังประชาชน สมชายออก เอาอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ หน.พรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น (และขณะนี้) อุ้มไปตั้งรัฐบาลกันในค่ายทหาร (ราบ 11 รอ.) เกิดกระแสความไม่พอใจคนเสื้อแดงปะทะกับทหารและรัฐบาลอภิสิทธิ์ มีการล้อมทุบรถยนต์นายกรัฐมนตรี ปิดล้อมการประชุมอาเซียนซัมมิทที่พัทยา จนนำไปสู่การล้อมปราบสังหารคนเสื้อแดงด้วยกระสุนจริงในปี 2553 เบิกกระสุนเป็นแสนๆ นัด คนเสื้อแดงตายไปเป็นเบือ ยิงแม้กระทั่งในวัดปทุมคงคาราม อันเป็นเขตอภัยทาน ยิงแม้กระทั่งพยาบาลอาสา คนเสื้อแดงก็ตอบโต้ด้วยการเผาศาลากลางและสถานที่ราชการหลายแห่ง
ปี 2553 ฤดูร้อนปีนั้น ผมกำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีสาม คณะนิติศาสตร์ มธ. ช่วงนั้นผมเรียนซัมเมอร์ เพราะขี้เกียจกลับบ้าน และผมสอบตกหลายวิชา เลยอยู่รอสอบซ่อมแก้ซัมเมอร์ที่ท่าพระจันทร์ ผมพักอาศัยอยู่กับหอพักเพื่อนแถวๆ วัดสามพระยา เส้นสามเสน ระหว่างย่านบางลำพูกับสี่เสาเทเวศน์ คืนนั้น จำได้ว่าคืนนั้นมีปะทะเดือดที่บางลำพู ผมกำลังเดินกลับหอพัก มีคนเสื้อแดงมาดึงแขนผมออกไป และบอกว่า ”ไอ้หนู! อย่ามาแถวนี้ เดี๋ยวเอ็งได้ตายห่ากันพอดีหรอก“ ผมก็งงๆ ตื่นเช้ามาจึงได้รู้ว่า มีทหารสไนเปอร์ซุ่มอยู่แถวนั้น และไล่ยิงไม่เลือกคน เน้นที่ Head shot ด้วย ที่รู้เพราะเห็นคลิปคนที่โดนยิงสมองไหล เลยจากจุดที่ผมโดนดึงแขนออกไปไม่กี่เมตร และเขาไม่ได้สวมเสื้อสีแดงด้วย ช่วงนั้นผมกลายเป็นคนเร่ร่อนชั่วคราว อาศัยนอนตามป้ายรถเมล์ 2-3 คืน เมื่อเห็นว่าสถานการณ์สงบ จึงค่อยกลับเข้าหอพัก
ถัดจากนั้นผมเข้าร่วมฟังปราศรัยของคนเสื้อแดงด้วย ผมเชื่อในพลังของคนที่ต้องการเห็นประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผมเชื่อในพลังของประชาธิปไตย ผมเชื่อว่าประเทศไทยนี้ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่ใช่การล้มเจ้า มันเป็นการแสดงออกถึงการปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เจตน์จำนงในการกำหนดผู้นำรัฐบาลโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรได้รับการเคารพ ถ้าไม่พอใจ 4 ปีก็เลือกตั้งใหม่ ผมเชื่อเช่นนี้ และหลักการต่อสู้ของคนเสื้อแดงก็เป็นเช่นนี้
คำพูดที่ทัชใจผมที่สุด คือ “เสียงจากดินถึงฟ้า” ของณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นักปราศรัยที่เติบโตมาจากรายการสภาโจ๊ก อีกหนึ่งรายการโปรดของผมจากช่องไอทีวีเช่นกัน ตอกย้ำว่า คนเสื้อแดงเรา แตกต่างจากคนเสื้อเหลืองตรงที่ “เราไม่มีเส้น” และเพราะเราไม่มีเส้น เสียงของเราจึงห่างไกลเหลือเกินจากท้องฟ้า แต่กระนั้น เราก็จะพูดให้ฟ้าได้ยินว่า เราก็คือคนไทย เราก็มีหัวใจ ถ้าไม่มีที่ยืนที่สมคุณค่า จะให้เราหาที่ยืนเองหรืออย่างไร ทุกครั้งที่กลับมาฟัง speech บทนี้ทีไร ก็ยังรู้สึกขนลุกทุกที
เอาล่ะ เขียนมาเสียยืดยาว บอกได้แค่ว่า มาเป็นคนเสื้อแดงได้ยังไง ยังไม่เข้าบทเลยว่า แล้วเปลี่ยนเป็นสีส้มตอนไหน จริงๆ ดีเทลมีมากกว่านี้นะ แต่มันยาวมากจริงๆ เลยขอสรุปเลยละกัน
ผมเห็นกับตาว่ามีการฆ่ากันตอนล้อมปราบคนเสื้อแดงปี 53 เลือดเย็นมากๆ ตอนที่จัดกิจกรรม Big cleaning day เอาน้ำมาฉีดล้างเลือดคนเสื้อแดง เอาดารา อินฟลูเอนเซอร์มากวาดถนนชะล้างทำลายหลักฐานทั้งหมดที่มีการล้อมสังหารคนเสื้อแดง ผมไม่มีวันลืมภาพจำเหล่านั้นไปได้เด็ดขาด
ผมมาช็อก และไม่ให้อภัยนักการเมืองเสื้อแดงตอนที่รู้ว่า เขาถีบส่งหัวเราเมื่อใช้งานเสร็จ ตอนจะออก พรบ.นิรโทษกรรมทางการเมือง “ฉบับเหมาเข่ง” ที่รวมถึงการนิรโทษกรรมคนสั่งการฆ่าคนเสื้อแดงด้วย แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้มีพรรคส้ม ผมคิดได้แค่ว่า กูกาเลือกพรรคสีแดงไม่ลงอีกแล้ว ตั้งใจว่า คงกาไม่ประสงค์จะลงคะแนน เรื่องนโยบายและความสำเร็จต่างๆ ที่ผ่านมา เราไม่กังขา แต่เรื่องความชัดเจนในการให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มคนที่ต่อสู้เรียกร้องให้คุณกลับมาอย่างสง่างาม คุณกลับขยำมันทิ้งลงถังขยะ มันก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันแล้ว ขนาด สส.เดียร์ ขัตติยา สวัสดิผล ที่สูญเสียคุณพ่อไปในการชุมนุมเสื้อแดง ยังเรียกร้องความเป็นธรรมให้พ่อตัวเองไม่ได้เลย หลังผ่านมา 16 ปีแล้ว คนอื่นๆ ระดับรากหญ้าคงไม่ต้องพูดถึง ใครจะเอาด้วยก็เอาเลย ผมไม่เอาด้วยแล้ว
จนกระทั่งเกิดการมาถึงของพรรคอนาคตใหม่ พรรคที่เชื่อในพลังของคนที่ต้องการเห็นประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เชื่อในพลังของประชาธิปไตย เชื่อว่าประเทศไทยนี้ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่ใช่การล้มเจ้า มันเป็นการแสดงออกถึงการปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เจตน์จำนงในการกำหนดผู้นำรัฐบาลโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรได้รับการเคารพ ถ้าไม่พอใจ 4 ปีก็เลือกตั้งใหม่ ความเชื่อของพรรคเป็นเช่นนี้ ความเชื่อของผมก็เป็นเช่นนี้ และหลักการต่อสู้ของคนเสื้อแดงก็เป็นเช่นนี้ ไม่แปลก ที่คนเสื้อแดงเก่าๆ หลายคนหันมาสนับสนุนพรรคส้ม ไม่น้อยกว่าคนเสื้อเหลืองที่ตาสว่างว่าอำนาจรัฐบาลเผด็จการทหาร ทำอะไรกับประเทศนี้
คุณจะคิดเห็นทางการเมืองเป็นเช่นไร ผมไม่สนใจ ตราบใดที่หนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียงของเรามีค่าเท่ากันในคูหาเลือกตั้ง เราคือเพื่อนกันครับ

https://thaienews.blogspot.com/2026/01/blog-post_993.html






โพสต์ของ "คุณหมอสุรเวช น้ำหอม" จากคนเสื้อเหลืองจัด ทำไมวันนี้เชียร์สีส้ม?


Surawej Numhom
Yesterday
·
จากคนเสื้อเหลืองจัด ทำไมวันนี้เชียร์สีส้ม?

เพราะเหมือนทุกคนในวัยเดียวกัน
เราเติบโตมาด้วยการดูข่าวพระราชกรณียกิจ
เห็นในหลวงและพระราชินีทรงไปเยี่ยมราษฎรทุกที่
จึงมีความรักและศรัทธาในตัวพระองค์ท่านเพราะสิ่งที่ท่านทำ

ต่อมาโตขึ้น
ได้มีโอกาสเรียนในระดับประถมและมัธยมต้น
ซึ่งเป็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมป์อีกทำให้ความรักในพระองค์ท่านยิ่งมากขึ้นจนเป็นทวีคูณ

เรียนมัธยม มหาวิทยาลัย จนจบทำงาน
ก็ล้วนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสถาบันกษัตริย์อีก
ดังนั้นใครที่จะคิดมุ่งร้ายกับสถาบันเราจึงยอมไม่ได้

เลยเป็นที่มาของการสนับสนุนเสื้อเหลือง
เพราะเราถูกทำให้เชื่อว่าเสื้อแดง
มุ่งจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองให้เป็นแบบอื่น
บวกการพยายามรวบอำนาจและแก้กฎหมายเพื่อเอื้อตัวเอง
ยิ่งทำให้เราเกลียดคนเสื้อแดงมากยิ่งขึ้น

ความรู้สึกเราคือเสื้อแดงคือนักการเมืองที่ไม่ดี
ถ้าปล่อยให้มีอำนาจก็จะเปลี่ยนระบบให้พวกตัวเอง
ตอนนั้นจึงลงคะแนนให้พรรคที่ต่อต้านแดงตลอด

แต่แดงก็กลับมาได้ทุกทีและยิ่งเหิมเกริมหนัก
จึงทำให้เราลงถนน เป่านกหวีด และชูมือตบ
เพราะรู้สึกว่าต้องให้ทหารเข้ามาปฎิวัติล้างทุกอย่างใหม่

นักการเมือง = คนไม่ดี ทำเพื่อตัวเอง มุ่งเปลี่ยนการปกครอง
ทหาร = คนดี รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

สุดท้ายเราก็ได้เฮเพราะทหารปฎิวัติสำเร็จ
เราก็ฝันว่าประเทศไทยต้องดีขึ้นแน่นอน
คงจะเหมือนสิงคโปร์ที่มีลีกวนยูปกครองแล้วเจริญ

เราไม่สนใจด้วยซ้ำ ทำไมคนเยอะแยะเลือกเสื้อแดง
คิดว่าคนเหล่านั่นคงคิดไม่ได้และโดนนักการเมืองหลอก
หรือก็เห็นแก่เงินซื้อเสียงมากกว่าอนาคตของประเทศชาติ

พอเวลาผ่านไป
ความตื่นเต้นที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงก็ลดลง
ประเทศก็ไม่เห็นว่าจะเจริญอย่างที่เคยฝันไว้
แต่ความเป็นชนชั้นกลางที่อาจจะไม่โดยผลกระทบมาก
ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าต้องเดือดร้อนอะไร

ตอนพรรคก้าวไกลเกิดมา
มีข่าวว่าเป็นพวกไม่เอาสถาบันเช่นกัน
แถมยังมีหลักฐานว่าแกนนำพูดไม่ดีกระทบเบื้องสูงอีก
ทำให้เราเองปิดใจไม่รับฟังสิ่งที่เขาพยายามสื่อสาร
เรียกว่าใจมันเกลียด พูดอะไรก็ไม่ฟัง ไม่เข้าหู

เวลายิ่งนาน รัฐบาลทหารก็ยิ่งดูไม่โอเค
เหมือนมีการสืบทอดอำนาจและไม่ฟังเสียงประชาชน
เริ่มแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่มีจำกัด
แม้จะอ้างรักชาติ รักสถาบัน แต่พอผลงานไม่ดี คนก็เริ่มตั้งคำถาม

สุดท้ายความจริงก็ชัดเจน
รัฐบาลทหารแท้จริงก็ไม่ต่างจากรัฐบาลแบบเดิม
เอื้อผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง
แถมยังโกงกินหนักขึ้นกว่าเดิม แต่คราวนี้ทำอะไรไม่ได้เลย

ตรงนี้ทำให้เริ่มฟังเสียงที่ต่างมากขึ้น
ร่วมกับการที่เราเองออกจาก Comfort Zone เดิม
ไปค้นหาเรื่องความหมายชีวิตและเรียนรู้เรื่องการฟัง
ทำให้รู้จักคนหลากหลายระดับ หลากหลายอาชีพ
จึงเกิดความสนใจคนที่เลือกเสื้อแดงและส้มมากขึ้น

หลังจากในหลวงร9 ทรงเสด็จสวรรคต
เราเองเริ่มเปิดใจฟังเรื่องที่เคยไม่ฟัง
ทำให้เข้าใจสิ่งที่คนเสื้อส้มพยายามสื่อสาร
มันมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่าเรื่องสถาบันเพียงอย่างเดียว
เพราะมันคือการให้คุณค่ากับคนทุกคนในสังคม

คนดีเริ่มกลายเป็นคนดีย์
ความจงรักภักดีแทนที่จะทำตามพระบรมราโชวาท
ดันกลายเป็นการโหนและกำจัดคนที่เห็นต่างหมด
ทำให้เสื้อเหลืองแบบเราเปลี่ยนใจกลายเป็นส้ม

การเลือกตั้งครั้งที่แล้วเราจีงให้โอกาสพรรคส้ม
เช่นเดียวกับคนมากมายในประเทศนี้
เพราะว่าคนเสื้อส้มก็ปรับท่าทีเรื่องเกี่ยวกับสถาบัน
และการที่สู้ศึกโดยไม่ใช้เงินซื้อเสียงเลย
ทำให้เสื้อส้มชนะเป็นที่หนึ่งแบบพลิกความคาดหมาย

แล้วก็ทำให้เห็นความชั่วร้ายของการสืบทอดอำนาจ
พรรคอันดับหนึ่งสามารถทำให้เป็นฝ่ายค้านได้
และยังโดนตัดสิทธิ์ได้โดยคนเพียงไม่กี่คน
โดยที่ไม่แคร์เสียงประชาชนกี่ล้านเสียงที่เลือกเข้ามา
ด้วยธีมทำตามกฎหมายที่ร่างเพื่อเอื้อให้สืบทอดอำนาจเดิม

เวลาที่๋ผ่านมาพิสูจน์ได้อย่างหนึ่ง
คือทุกพรรคการเมืองสามารถจับมือกันได้
ถ้าผลประโยชน์ลงตัว
แม้อดีตจะด่ากันเสียหายแค่ไหนสุดท้ายคือเทคนิคการหาเสียง

อันนี้คือความสุดยอดที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น
แต่ก็ดีที่ทำให้เข้าใจความจริงของการเมืองไทยแบบเดิม

และความจริงเกือบทุกพรรคก็เทาหมด
มีความเชื่อมโยงกับอังเคิ่ล สแกมเมอร์ และเรื่องเลวร้ายทุกสิ่ง
องค์กรอิสระก็ไม่อิสระจริง
ผู้รักษากฎหมายและผู้ทำผิดกฎหมายก็เพื่อนกัน
ทุจริตคอร์รัปชั่นกลายเป็นเรื่องปกติ
แม้จับได้ก็ไม่กลัวแล้ว เพราะทำอะไรไม่ได้
บ้านเมืองก็ถอยหลังลงคลองมองเขาแซงไปทุกวัน

ดังนั้นเมื่อมองให้ดีแล้วไม่มีทางเลือกพรรคอื่นเลย
พรรคที่ควรให้โอกาสมีพรรคเดียวคือพรรคส้ม
ระบบความคอร์รัปชั่นที่ฝังลึกจากระบบการเมืองเก่า
ยังไงก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเลือกแบบเดิม

คราวนี้อยากจะขอดูว่าจะมีการแกล้งตัดสิทธิ์สสอะไรอีก
หากพรรคส้มได้คะแนนถล่มทลายยิ่งกว่าคราวที่แล้ว

คำพูดที่กอดความถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย
แต่ผลงานที่ออกมามันรับไม่ได้
ตึกถล่มแบบถูกต้องตามระเบียบ
เครนถล่มที่ไม่รู้จบและแก้ไม่ได้
การใช้เงินภาษีหรือเงินผู้ประกันตนอย่างไม่เหมาะสม
การใช้อำนาจกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากประชาชน
เรื่องราวแบบนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเราเลือกแบบเดิม

ครั้งนี้เรากาส้มและกาเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่
เพื่อให้เห็นหัวประชาชนอย่างเราบ้าง
ประเทศไทยถีงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว

อย่าให้ถึงจุดที่เทากลายเป็นดำและกลายเป็นแป้งเลยนะ!

https://www.facebook.com/photo?fbid=25857633180590869&set=a.262065630574309





https://x.com/lo6dfu8jt/status/2017114923105652905


 

ความรักชาติ คืออะไร







.....


TU RN
September 5, 2025
·
รีรัน
.....


 

@akwpattarakul ผมรักชาติ ผมไม่รักชาติ คำจำกัดความง่ายๆแต่จะเอาอะไรมาตัดสินได้ว่ารักหรือไม่รัก แต่จะให้ดีกว่าไหมว่า ถ้าท่านรักชาติจริง ต้องไม่มีการโกงกินคอรัปชั่น ทำเพื่อผู้ประกันตนทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่แบ่งเค้กกัน จนหมดความน่าเชื่อถือแบบนี้ #เอาประกันสังคมออกจากการบริหารของราชการ #ผู้ประกันตนรู้เท่าทัน #ผู้ประกันตน ♬ Political Campaign - Oleg Kashchenko




https://www.tiktok.com/@akwpattarakul/video/7600767950760758535

akwpattarakul
· 
1d ago
ผมรักชาติ ผมไม่รักชาติ คำจำกัดความง่ายๆแต่จะเอาอะไรมาตัดสินได้ว่ารักหรือไม่รัก แต่จะให้ดีกว่าไหมว่า ถ้าท่านรักชาติจริง ต้องไม่มีการโกงกินคอรัปชั่น ทำเพื่อผู้ประกันตนทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่แบ่งเค้กกัน จนหมดความน่าเชื่อถือแบบนี้



ความในใจของคนที่เปลี่ยนจาก เหลือง เป็น ส้ม


Bhanuwat Jittivuthikarn
16 hours ago
·
ตลอดชีวิตที่มีสิทธิเลือกตั้งมา ผมเลือกอยู่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาโดยตลอด จนกระทั้งเมื่อ สามปีที่แล้ว ผมได้ ตัดสินใจ ที่ จะ “เปลี่ยน”
ด้วยวัยที่เข้าสู่เลขสี่ ผมลองทบทวนชีวิตตัวเองที่ผ่านมา จากคนวัยหนุ่มสาว ที่เคยมีพลัง มีความหวัง มีความฝัน ถึงบ้านเมืองที่ดีกว่าเดิม มีความมั่นคงในชีวิต มีความก้าวหน้าในชีวิต ผมพบว่าความฝันที่เคยมีเมื่อวัยหนุ่มสาวมันจางหายไปหมดแล้ว
20 ปี ที่หมดไปกับวังวน วลี กอบกู้บ้านเมือง
20 ปี ที่หมดไปที่ความขัดแย้งกลายเป็นหลุมดำทางการเมืองของคนรุ่นผม
20 ปีกับโอกาสของประเทศที่มันหายไป
ผมรู้สึกพอแล้ว กับ การต่อสู้นอกระบบประชาธิปไตย การเล่นนอกกติกา กับการใช้ตัวช่วยพิเศษ ผมรู้สึกว่า วีถีแบบนี้ มันทำร้ายบ้านเมืองมากกว่าปกป้อง
ผมเลยเลือกที่จะ “เปลี่ยน”
ที่ผมเปลี่ยนจาก เหลือง เป็น ส้ม ในวันนั้น ไม่ใช่เพราะตัวผมเองที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่เพราะผมตาสว่าง ไม่ใช่โดนล้างสมอง ไม่ใช่เพราะผมทรยศหักหลังความเชื่อเดิมของตัวเองหรืออะไร
แต่ผมเปลี่ยน เพราะ ผมรู้สึกว่า โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว และ วิถีการบริหารบ้านเมือง ก็ ต้องเปลี่ยนไปด้วย
ผมรู้สึกว่าเวลาชีวิตผมมันเหลือน้อยเกินกว่าที่ จะหลอกตัวเองอีกต่อไปแล้ว
ผมไม่ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกต่อไปว่า อำนาจนอกระบบ ไม่ว่า จะ ศาล ทหาร องค์กรอิสระ หรือ การเอาประชาชนไปลงถนน มันจะสามรถแก้ปัญหาประเทศได้อีกต่อไป
ผมรู้ว่ามันยาก ที่จะยอมรับว่าที่ที่เราเคยเชื่อ เคยต่อสู้ เคยปกป้องนั้นมันผิด
แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างกลบเลื่อนความผิดพลาดในอดีตของตัวเอง กับส่งต่อความฝันให้ผู้คน ผมเลือกอย่างหลัง
ผมเลยพยายามมองหาทางเลือกใหม่ วิธีใหม่ ที่จะส่งต่อบ้านเมืองที่มีคุณภาพให้กับตัวเองในอนาคต
ผมรู้ว่า บ้านเมืองเรา ถึงเวลาต้อง รื่อระบบเก่า เพื่อ สร้าง ระบบใหม่
ผมเลยเลือกพรรคก้าวไกล เพราะพวกเขากล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาที่แท้จริง และเลือกที่จะแก้ปัญหาที่ระบบมากกว่า โทษปัยหาที่ตัวบุคคล
แน่นอน วันนั้นพรรคคนรุ่นใหม่แพ้ในเกมส์ที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนออกกฎ
วันนั้น เด็กๆถูกหักหลัง โดนหลอก คนแก่สะใจ
แต่
สามปีกับการเฝ้าดูการทำงานของ พรรคประชาชน ผมเห็นพรรคเติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น รับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และที่สำคัญคือเรียนรู้จากความผิดพลาดแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขอยู่เสมอ
ผมไม่เคยเห็นพรรคการเมืองไหนที่เด็ดเดียว มั่นคง และสู้เพื่อสิทธิ์ของประชาชาชน เท่า กับที่พรรคประชาชนทำ
และพรรคก็เติบโต เข็มแข็ง ดึงคนใหม่ๆ มีความสามารถ เข้ามาทำงาน มาต่อสู้ เพื่อประกันสังคม มาต่อสู้เปิดโปง ทุนเทา มิจฉาขีพ โกงเงินออนไลน์ พรรคทำให้การเมือง เป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องสร้างสรรค์ เป็นเรื่องของคนทุกๆคนได้
ผมเชื่อว่าพรรคประชาชน สามารถสร้างโลกใบใหม่ สังคมใหม่ ประเทศที่ดีกว่าเดิม ประเทศที่มันมีความยุติธรรมได้
ประเทศที่ผู้คนไม่ต้องหวาดกลัว อีกต่อไป
ถึงตรงนี้ ผมอยากบอกกับทุกท่านว่า บ้านเมืองเราบอบช้ำ และป่วยไข้มานานเกินพอแล้ว ถึงเวลา ตัดใจ และ เริ่มต้นใหม่เสียที
อย่าไปเสียดายระบบการเมืองเก่าที่มันกำลังล่มสลาย มาร่วมกันสร้างประเทศไทยกันใหม่ง่ายกว่า
การเริ่มต้นใหม่ การ เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไปแล้ว
ในวันนี้ การเปลี่ยนแปลง มันคือ หนทางที่เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
เมื่อครั้ง ผมยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อเริ่มต้นใหม่ ผมรู้สึกโล่ง เป็นความรู้สึกอยู่ถูกที่ถุกทาง ความรู้สึกสดชื่น ที่ได้เริ่มต้นใหม่
เพราะตั้งแต่ ผม เปลี่ยน มาสนับสนุนพรรคประชาชน ผมก็ไม่เคยต้องรู้สึกโดดเดี่ยวแปลกแยกทางการเมืองอีกเลย
ผมอยากให้คนรุ่นผมที่ ยังไม่เปิดใจ รับการเปลี่ยนแปลง ลองเปิดใจดู
เลือกตั้งครั้งนี้
มา กา พรรค ประชาชน เพื่อ เปลี่ยน ประเทศไปด้วยกันครับ

https://www.facebook.com/photo?fbid=10163885175183864&set=a.489100378863



วันที่ 30 มค. ที่อเมริกา คือวัน National shutdown day "a nationwide day of no school, no work and no shopping" เพื่อประท้วง ICE



Nationwide protests planned over ICE killings

13 News Now

Jan 29, 2026

People across the country are expected to rally together for a protest against ICE. Organizers are dubbing it a "national shutdown," calling for people across the country to not work, not show up for school, and not to shop on January 30. Leigh Waldman explains.










 

🚨OMG! เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ทรัมป์ขู่สหภาพยุโรปไม่ให้ขายพันธบัตรของสหรัฐฯ ยุโรปก็เทขาย มูลค่า 9 พันล้านดอลลาร์ และเรียกร้องให้คืนทองคำสำรอง – ยุโรปไม่แคร์คำขู่ของทรัมป์ - การดัมพ์ครั้งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์คือ พวกเขามองว่าสินทรัพย์ของสหรัฐฯ ไม่ปลอดภัยในทางการเมืองอีกต่อไปแล้ว


Europe Dumps $9B in Treasuries, Demands Gold Back - Trump's Threats BACKFIRE

House of El

Jan 24, 2026

https://www.youtube.com/watch?v=Pi0jwqxUy1o






https://x.com/Notjustheadline/status/2017247027588137443



 

วันศุกร์, มกราคม 30, 2569

เสียงจากทิวากร หนึ่งในผู้ต้องขังถึงการเลือกตั้งครั้งนี้


ThumbRights
11 hours ago
·
เสียงจากทิวากร หนึ่งในผู้ต้องขังถึงการเลือกตั้งครั้งนี้

เนื่องในวาระของการเลือกตั้งที่กำลังมาถึง ThumbRights ขอเป็นตัวกลางในการสื่อสาร ความฝัน ความหวัง ความต้องการ และข้อเสนอจากผู้ต้องขังคดีการเมืองสู่สังคม โดยวันนี้จะขอนำข้อความบางส่วนจากการได้เขียนจดหมายพูดคุยกับ ทิวากร วิถีตน หนึ่งในผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังระหว่างฎีกาในคดี ม.112 กรณีโพสต์รูปสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” รวมถึงโพสต์เรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อย 4 แกนนำราษฎร โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำคุก 6 ปี 14 ส.ค. 2567 ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น

“ผมอยากให้ทุกคนเลือกพรรคประชาชน เพราะพรรคประชาชนเป็นพรรคการเมืองเดียวที่แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนแล้วว่ามีความจริงใจและมีความพยายามที่จะผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ. นิรโทษกรรมที่รวมนักโทษทางการเมืองในคดี ม.112 ด้วย สมัยเป็นพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกลก็มีความกล้าหาญในการขึ้นอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ในประเด็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ในขณะที่พรรคอื้นล้วนแต่กลัวจนหัวหดเป็นเต่าในกระดอง ทำราวกับว่าเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีกระดูกสันหลังยังไงยังงั้น ช่วยกันเลือกให้พรรคประชาชนชนะ เลือกตั้งได้ สส. เกินครึ่งสภา (250+) หรือให้ชนะถล่มทลาย

#นิรโทษกรรมประชาชน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122252605664184830&set=a.122110046162184830



ชี้หน้าคนอื่นว่าไม่รักชาติ คนรุ่นนี้มันเป็นอะไร กอดความรักชาติไว้กับตัวเองแล้วเที่ยวชี้หน้าคนอื่นว่าไม่รักชาติ ถ้ารักชาติแล้วชิบหายขนาดนี้อย่ารักเลย


รักชนก ศรีนอก - Rukchanok Srinork
Yesterday
·
บอกให้ฟังหน่อย ’รักชาติ‘ ในมุมมองของประชาชนเป็นยังไง?

สำหรับตัวไอซ์และพรรคประชาชน
ความรักชาติ คือ ต้องไม่ถ่วงรั้งความเจริญของประเทศ ไม่โกงกิน ไม่ทุจริตคอรัปชั่น ไม่เอาทรัพยากรของส่วนรวม เงินแผ่นดิน ที่ควรจะจัดสรรตามความสำคัญความเร่งด่วน ที่ควรจะจัดสรรเพื่อทำให้ประเทศและทุกชีวิตในประเทศสามารถเข้าสู่ศักยภาพสูงสุดของตนเองได้ มาเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ต้องไม่หาส่วนต่างโครงการภาครัฐ ไม่ซื้อขายตำแหน่ง ไม่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่ซื้อเสียง 

ไม่ดึงเอาสถาบันลงมาเพื่อหาคะแนนเสียงและความนิยม ให้กับตัวเองและพรรค หรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทิ่มแทงผู้อื่น

ต้องเป็นฝ่ายที่เชื่อว่าอำนาจสูงสุดเป็นของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศนี้ร่วมกัน และพยายามที่จะรักษาไว้ซึ่งระบบประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ฝ่ายที่รักชาติ ต้องรักความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ไม่เหนียวรั้งให้ประเทศต้องอยู่กับอดีต ต้องมีเจตจำนงพยายามที่จะทะลายกำแพงแห่งความเหลื่อมล้ำเพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียมกัน ต้องเชื่อมั่นในประชาชน

คุณสมบัติทั้งหมดนี้ พวกเราพรรคประชาชนมีครบ และ เรากล้าพูดว่า เรารักชาติ รักประเทศนี้ไม่แพ้ใคร เพราะมีเจตจำนงที่แรงกล้าเราถึงทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อทำให้มันดีขึ้น

ไม่รู้ว่าฝ่ายรักชาติ ในความหมายของคุณพิพัฒน์ หมายถึงอะไรกัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=906927415202353&set=a.173328008562301
...

Tin Pratomnupong
คนรุ่นนี้มันเป็นอะไร กอดความรักชาติไว้กับตัวเองแล้วเที่ยวชี้หน้าคนอื่นว่าไม่รักชาติ ถ้ารักชาติแล้วชิบหายขนาดนี้อย่ารักเลย






 

กระแสพรรคประชาชนเริ่มขึ้นสูงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่สามย่านมิตรทาวน์ ต้องขอบใจเป็นพิเศษ คือการจัดตั้งคนมาไล่ด่าผู้สมัครและผู้ช่วยปชน.ตามที่ต่าง ๆ ตั้งคำถามที่เซ็ตมาเป็นนกแก้วนกขุนทองซ้ำ ๆ ทุกที่ บอกเลยนะว่า "เอาอีก "เอาอีก เอาอีก" 😂🤣😆


พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
January 27
·
กระแสพรรคประชาชนเริ่มขึ้นสูงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่สามย่านมิตรทาวน์ หลังจากปูพื้นเปิดตัวทีม Professionals อธิบายนโยบายตามเวทีต่าง ๆ และความสำเร็จในการดีเบตทุกเวที หลังจากนี้คือการกระจายลงพื้นที่ให้ทั่วถึงลึกยิ่งขึ้น เข้าถึงตัวประชาชนให้มากที่สุดในโค้งสุดท้าย
ที่ต้องขอบใจเป็นพิเศษคือการจัดตั้งคนมาไล่ด่าผู้สมัครและผู้ช่วยปชน.ตามที่ต่าง ๆ ตั้งคำถามที่เซ็ตมาเป็นนกแก้วนกขุนทองซ้ำ ๆ ทุกที่ "ทหาร ม.112 แก้รธน." บางแห่งยังเห็นภาพผู้สมัครปชน.ยกมือไหว้ ยิ้มรับ เข้าไปชี้แจงพูดคุยอย่างสุภาพ แล้วก็เดินไปต่อ ยังมีทีมงานไอโอเขียว ไอโอแดง ไอโอน้ำเงินไปถล่มปชน.ตามเว็บโซเชียลทุกเว็บทั้งวันทั้งคืน
ที่สำคัญ ต้องขอบใจคนอย่างชูวิทย์ที่เป็นหัวคะแนนให้ปชน.อย่างได้ผลมากที่สุด 555 แถมด้วยจังหวะนรกอย่างสำนักประกันสังคม และหมอสุภัทร
สองย่อหน้าหลังช่วยสร้างพื้นที่ข่าวให้ปชน.บนหน้าทุกสื่อ ชาวบ้านดูทีวี เฟซบุ๊ก ไอจี X ติ๊กต็อก ฯลฯ เจอแต่ชื่อ "พรรคประชาชน" ตลอด 24ชม. ทั้งชมทั้งด่าเต็มไปหมด แทบไม่มีชื่อพรรคอื่นเลย
บอกเลยนะว่า "เอาอีก เอาอีก"




https://www.facebook.com/pichitlk/posts/25809684798672661








 

สวัสดิการไม่มีเฉดสี... มาแน่... หลังเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ พรรคใหญ่ประสานเสียง รื้อใหญ่ประกันสังคม พ้นระบบราชการ



พรรคใหญ่ประสานเสียง รื้อใหญ่ประกันสังคม พ้นระบบราชการ

29 ม.ค. 2569
Policy Watch Thai PBS

  • พรรคการเมืองแทบทุกขั้ว โดยเฉพาะพรรคใหญ่ เห็นตรงกันว่า ต้องแยกประกันสังคมออกจากระบบราชการเดิม เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ความเป็นมืออาชีพ และลดการแทรกแซงทางการเมือง
  • ข้อเสนอหลักคือใช้โมเดลคล้าย กบข. สรรหาผู้บริหารมืออาชีพ บอร์ดมาจากการเลือกตั้ง เปิดข้อมูลการลงทุน และคืนอำนาจให้ผู้ประกันตนซึ่งเป็นเจ้าของเงินตัวจริง
  • บำนาญเป็นเงินระยะยาวเกือบ 3 ล้านล้านบาท ต้องบริหารต่างจากสิทธิระยะสั้น การไม่แยกทำให้ผลตอบแทนต่ำ เสี่ยงไม่ยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเป็น “นโยบายการเมือง” แก้กฎหมายอย่างชัดเจน
สำรวจท่าทีพรรคการเมืองใหญ่ เกี่ยวกับอนาคตกองทุนประกันสังคม อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่หลังเลือกตั้ง เมื่อเห็นร่วมกันว่าถึงเวลาต้องรื้อใหญ่ประกันสังคม เป็นอิสระมากขึ้นและออกนอกระบบราชการ หามืออาชีพมาบริหาร ขณะที่นักวิชาการทีดีอาร์แนะแยกกองทุนบำนาญออกมาเป็นองค์กรอิสระ

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การบริหารกองทุนประกันสังคม ที่กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน ประเด็น “แยกสำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการ” กลายเป็นหนึ่งในนโยบายร้อนบนเวทีเลือกตั้งปี 2569 โดยพรรคการเมืองใหญ่ทุกขั้ว ต่างออกมาแสดงจุดยืนในทิศทางเดียวกันให้ปฏิรูปครั้งใหญ่ แม้รายละเอียดและระดับความเข้มข้นจะแตกต่างกัน



พรรคประชาชน เงินของแรงงาน ต้องพ้นมือราชการ

รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมาผ่านโซเชียลมีเดีย เสนอให้ “เอาประกันสังคมออกจากระบบราชการ” พร้อมตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า เหตุใดกองทุนที่เป็นเงินของผู้ประกันตนและนายจ้าง จึงถูกบริหารโดยข้าราชการกระทรวงแรงงานมายาวนานกว่า 30 ปี

รักชนกยกตัวอย่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งแม้จะเป็นผลประโยชน์ของข้าราชการโดยตรง แต่กลับถูกออกแบบให้บริหารนอกระบบราชการ มีการสรรหามืออาชีพดูแล เพื่อความมั่นคงและความโปร่งใสของกองทุน ตรงข้ามกับประกันสังคมที่ยังติดอยู่กับโครงสร้างราชการแบบเดิม

ข้อเสนอของพรรคประชาชนจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผู้บริหาร แต่คือการ “ปลดล็อกโครงสร้าง” เพื่อคืนอำนาจการกำหนดอนาคตของกองทุนให้กับเจ้าของเงินตัวจริง

พลังประชารัฐ–รัฐบาลรักษาการ เปิดทางศึกษา “กบข.โมเดล”

ฝั่งรัฐบาล ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ ออกมายอมรับอย่างชัดเจนว่า สำนักงานประกันสังคมซึ่งดำเนินงานมากว่า 31 ปี ถึงเวลาต้องปฏิรูปให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป

ตรีนุชระบุว่า ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงานจัดจ้างสถาบันอุดมศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับโครงสร้าง โดยมุ่งไปสู่การบริหารแบบมืออาชีพ มีความเป็นอิสระ และคล่องตัวมากขึ้น พร้อมชี้ชัดว่า “ปัญหาเชิงระบบและโครงสร้าง” คืออุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข

หนึ่งในโมเดลที่ถูกหยิบมาพิจารณา คือการแยกการบริหารออกจากระบบราชการเดิม และปรับรูปแบบให้คล้ายกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือสถาบันการเงินที่มีธรรมาภิบาลสูง

ภูมิใจไทย เห็นด้วยประกันสังคมออกนอกระบบราชการ

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า แนวคิดแยกประกันสังคมออกจากภาพราชการเป็น “ประเด็นที่ดี” โดยเฉพาะข้อเสนอให้ใช้ระบบสรรหาผู้บริหาร แทนการโยกย้ายข้าราชการมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ที่ผูกพันไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ได้ พร้อมย้ำว่า การบริหารประกันสังคมในทางปฏิบัติขึ้นอยู่กับคณะกรรมการไตรภาคี ไม่ใช่คำสั่งฝ่ายการเมืองโดยตรง

ท่าทีดังกล่าวสะท้อนความพยายามรักษาสมดุล ระหว่างการรับฟังข้อเสนอปฏิรูป กับข้อจำกัดทางการเมืองในห้วงยุบสภา

ประชาธิปัตย์ ผ่าตัดใหญ่ แยกออกมาเป็นองค์กรอิสระ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ประกันสังคมจำเป็นต้อง “ปรับรื้อครั้งใหญ่” และออกมาเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อสร้างความโปร่งใสในการบริหารเงินกองทุน

อภิสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความเหลื่อมล้ำเชิงระบบ โดยชี้ว่า ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบ พร้อมกับเสียภาษีเพื่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่กลับได้รับสิทธิการรักษาที่ด้อยกว่าในหลายกรณี พร้อมเสนอแนวคิดแยกสิทธิรักษาพยาบาลออกไปอยู่ในระบบบัตรทอง และนำเงินสมทบไปเน้นด้านชราภาพและความมั่นคงระยะยาวแทน

เพื่อไทย ปฏิรูปทั้งระบบ บริหารมืออาชีพ–บอร์ดต้องมาจากเลือกตั้ง

พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบาย “ยกเครื่องประกันสังคม” อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด ด้วยแผนปฏิรูป 7 ด้าน ครอบคลุมทั้งโครงสร้างอำนาจ ความโปร่งใส การลงทุน และสิทธิประโยชน์

หัวใจสำคัญของข้อเสนอ คือการดึงการบริหารกองทุนออกจากการครอบงำของฝ่ายราชการและการเมือง ใช้ผู้บริหารกองทุนมืออาชีพตามมาตรฐานสากล เปิดเผยข้อมูลการลงทุนอย่างเป็นระบบ และเสริมอำนาจผู้ประกันตนผ่านบอร์ดที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ เพื่อไทยยังเสนอให้แยกภารกิจด้านการรักษาพยาบาลออกจากสิทธิด้านอื่น และบูรณาการเข้ากับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับมาตรฐานการรักษาที่เท่าเทียมกับกองทุนอื่น

พรรคการเมืองเห็นพ้อง ปรับโครงสร้างประกันสังคม

แม้พรรคการเมืองจะมาจากคนละขั้ว แต่ข้อเสนอที่ปรากฏบนเวทีเลือกตั้งครั้งนี้ สะท้อนฉันทามติสำคัญร่วมกันว่า ปัญหาประกันสังคมไม่ได้อยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากแต่อยู่ที่โครงสร้างการบริหารที่ยังยึดโยงกับระบบราชการแบบเดิม

การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่เป็นจุดตัดสินว่า กองทุนเงินล้านล้านบาทของแรงงานไทย จะยังคงอยู่ใต้เงาราชการ หรือจะถูกยกระดับเป็นสถาบันอิสระที่บริหารโดยมืออาชีพ เพื่อความมั่นคงในชีวิตของผู้ประกันตนในระยะยาว

“TDRI” ชี้ถึงเวลาปฏิรูปบำนาญประกันสังคม

วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอให้แยก “กองทุนบำนาญชราภาพ” ของสำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการ และจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระบริหารแบบมืออาชีพ เช่นเดียวกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อสร้างความโปร่งใส ความยั่งยืนทางการเงิน และลดการแทรกแซงทางการเมือง โดยย้ำว่า ข้อเสนอนี้ไม่ใช่การแยกประกันสังคมทั้งหมด แต่เป็นการแยกเฉพาะสิทธิประโยชน์ระยะยาวที่มีลักษณะแตกต่างจากสิทธิประโยชน์อื่นอย่างสิ้นเชิง

วรวรรณ อธิบายว่า โครงสร้างสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ สิทธิประโยชน์ระยะสั้น เช่น การรักษาพยาบาล การว่างงาน และสงเคราะห์บุตร ซึ่งเป็นลักษณะ “เก็บเงินมาแล้วใช้จ่ายภายในปีต่อปี” กับ สิทธิประโยชน์ระยะยาว โดยเฉพาะบำนาญชราภาพ ซึ่งต้องอาศัยการออม การสะสม และการลงทุนระยะยาวเพื่อจ่ายผลประโยชน์ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

“สองกองนี้ใช้ทักษะการบริหารคนละแบบ เหมือนเราไม่เอาโค้ชทีมฟุตบอลไปฝึกนักหมากรุก บำนาญชราภาพต้องการการบริหารจัดการที่สร้างผลตอบแทนระยะยาว โปร่งใส และทำให้ผู้ประกันตนมั่นใจว่าเงินออมของตัวเองจะไม่หายไป” วรวรรณ กล่าว

ชี้บทเรียน กบข. ต้นแบบองค์กรอิสระบริหารเงินบำนาญ

วรวรรณ ระบุว่า ในอดีต รัฐบาลออกแบบ กบข. ให้เป็นองค์กรนอกระบบราชการ มีการสรรหาผู้บริหารและคณะกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนและการเงินโดยเฉพาะ ส่งผลให้การบริหารจัดการมีความเป็นมืออาชีพ โปร่งใส และมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้กบข.จะจัดตั้งภายหลังประกันสังคมก็ตาม

ขณะที่สำนักงานประกันสังคม แม้คณะกรรมการจะเดินทางไปศึกษาดูงานด้านกองทุนบำนาญในต่างประเทศ ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่แยกกองทุนบำนาญออกจากกองทุนสิทธิประโยชน์ระยะสั้นอย่างชัดเจน แต่แนวทางดังกล่าวกลับไม่ถูกนำมาปรับใช้ในประเทศไทย

“เงินเกือบ 3 ล้านล้านบาทของประกันสังคม ส่วนใหญ่คือเงินกองทุนบำนาญชราภาพ ไม่ใช่กองระยะสั้น แต่กลับถูกบริหารอยู่ภายใต้ระบบราชการเดียวกัน ซึ่งไม่เหมาะกับธรรมชาติของเงินก้อนนี้” วรวรรณ กล่าว

ต้องเป็น “นโยบายการเมือง” ราชการไม่ยอมปล่อยเงินก้อนใหญ่

วรวรรณ ย้ำว่า การแยกกองทุนบำนาญชราภาพออกมาเป็นองค์กรอิสระไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองจากฝ่ายราชการ เนื่องจากเป็นเงินจำนวนมหาศาล และหน่วยงานรัฐมีความรู้สึกเป็น “เจ้าของเงิน” ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นเงินของผู้ประกันตน

“อยู่ ๆ จะให้ฝ่ายราชการปล่อยเงินเกือบ 3 ล้านล้านบาทออกไปตั้งองค์กรอิสระ เป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นนโยบายทางการเมือง ต้องแก้กฎหมายประกันสังคม พรรคการเมืองต้องประกาศชัดว่าจะทำ” เธอกล่าว พร้อมระบุว่า ผู้มีบทบาทสำคัญคือรัฐบาลและรัฐมนตรีที่กำกับดูแล ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างภายใน

ไม่กระทบสิทธิระยะสั้น – แยกเฉพาะบำนาญชราภาพ

สำหรับข้อกังวลว่าสิทธิประโยชน์ระยะสั้น เช่น ว่างงานหรือสงเคราะห์บุตร ควรถูกแยกออกจากระบบราชการด้วยหรือไม่ ศ.ดร.วรวรรณ เห็นว่าไม่จำเป็น เนื่องจากเป็นเงินที่หมุนเวียนใช้จ่ายระยะสั้น ไม่ต้องสร้างผลตอบแทนให้เติบโตในระยะยาว และสามารถบริหารภายใต้กลไกเดิมได้

“สิทธิระยะสั้นถ้าเก็บเงินได้เพียงพอ ก็สามารถขยายสิทธิประโยชน์ได้อยู่แล้ว มีความยืดหยุ่นในตัว ไม่ได้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างแบบบำนาญชราภาพ” เธอกล่าว

ย้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่เริ่มเก็บเงินปี 2542

วรวรรณ เล่าย้อนว่า เริ่มศึกษาวิจัยระบบประกันสังคมตั้งแต่ช่วงเรียนปริญญาเอก โดยเปรียบเทียบกับระบบสวัสดิการในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น แคนาดา และพบว่าระบบของไทยมีปัญหาทั้งด้านการเงินและธรรมาภิบาล ตั้งแต่เริ่มเก็บเงินสมทบบำนาญชราภาพในปี 2542

เธอชี้ว่า อัตราเงินสมทบของไทยอยู่ที่เพียงราว 6% (นายจ้าง–ลูกจ้างฝ่ายละ 3%) ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ขณะที่การคำนวณเชิงคณิตศาสตร์บำนาญบ่งชี้ว่าควรเก็บอย่างน้อย 20% เพื่อให้ระบบอยู่ได้อย่างยั่งยืน

“เราจ่าย 6% แต่สัญญาจะให้บำนาญขั้นต่ำ 20% ของเงินเดือน แค่รับบำนาญ 5 ปีก็คุ้มแล้ว ปีที่เกินจากนั้นคือกำไร คำถามคือใครขาดทุน คำตอบคือรุ่นลูกรุ่นหลานที่ต้องเอาเงินมาจ่ายให้เรา” วรวรรณ กล่าว

เปรียบ “นั่งตบยุงในที่มืด” หากไม่เปลี่ยนโครงสร้าง

วรวรรณ เปรียบปัญหาการบริหารกองทุนบำนาญชราภาพว่า เหมือนการนั่งอยู่ในที่มืดแล้วคอยตบยุง ต่อให้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร ยุงก็ไม่หมด หากไม่ย้ายออกมาอยู่ในที่สว่าง

“ถ้าไม่เปลี่ยนโครงสร้าง เราก็จะเห็นปัญหาเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก วันนี้ซื้อตึกหนึ่ง อีก 20 ปีก็อาจมีอีกหลายตึก แต่ปัญหาก็ไม่จบ” เธอกล่าว พร้อมย้ำว่าการออกนอกระบบราชการคือการพากองทุนมาอยู่ในที่สว่าง

ผลตอบแทนต่ำกว่า กบข. สะท้อนความเป็นมืออาชีพ

ในแง่ผลตอบแทนการลงทุน ศ.ดร.วรวรรณ ระบุว่า แม้กรอบกฎหมายด้านการจัดพอร์ตการลงทุน (asset allocation) ของประกันสังคมและ กบข. จะใกล้เคียงกัน แต่ผลลัพธ์แตกต่าง โดยพอร์ตพื้นฐานของ กบข. ทำผลตอบแทนได้ราว 4.4% ขณะที่ประกันสังคมได้ไม่ถึง 3% ในช่วงเดียวกัน

“นักลงทุนในวงการยอมรับว่าการบริหารของ กบข. เป็นมืออาชีพมากกว่า” เธอกล่าว พร้อมอธิบายว่า ความแตกต่างส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างระบบ โดย กบข. เป็นแบบกำหนดเงินสะสม (defined contribution) ให้สมาชิกเลือกพอร์ตได้ ขณะที่ประกันสังคมเป็นแบบกำหนดผลประโยชน์ (defined benefit) เงินทั้งหมดรวมอยู่ในกองเดียว

ทางออก โปร่งใส–มืออาชีพ–เพิ่มเงินสมทบ

วรวรรณ เห็นว่า การแยกกองทุนบำนาญออกมาเป็นองค์กรอิสระ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกันตน กล้าสมทบเงินเพิ่มในอนาคต เปรียบเหมือนการฝากเงินในธนาคาร หากธนาคารโปร่งใสและน่าเชื่อถือ คนก็ยินดีฝากเพิ่ม

ในระยะยาว เธอประเมินว่าอัตราเงินสมทบบำนาญควรเพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 20% เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาค โดยยกตัวอย่างเวียดนามที่เก็บสูงถึง 22% แม้เริ่มระบบช้ากว่าไทย

“ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจของนักการเมือง ถ้ามีความตั้งใจแก้ปัญหา ข้อเสนอนี้ทำได้จริง เพราะเรามีต้นแบบอย่าง กบข. ให้เห็นแล้ว” วรวรรณ กล่าว

https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-256






https://x.com/matichonweekly/status/2016478140638564710


 

ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ: บทเรียนจากประเทศอินโดนีเซีย



ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ: บทเรียนจากประเทศอินโดนีเซีย

เรื่อง:อรอนงค์ ทิพย์พิมล
ภาพประกอบ: จิราภรณ์ บุญเย็น
29 Jan 2026
101 World

ตั้งแต่ประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1945 จนถึงปัจจุบัน ประเทศอินโดนีเซียมีรัฐธรรมนูญทั้งสิ้นสามฉบับ คือรัฐธรรมนูญฉบับปี 1945 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 1945 ต่อมาถูกแทนที่ด้วยรัฐธรรมนูญสหรัฐสาธารณรัฐอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 1949 ซึ่งเป็นผลจากการประชุมโต๊ะกลมดัตช์-อินโดนีเซียที่เนเธอร์แลนด์ตกลงถ่ายโอนอธิปไตยให้อินโดนีเซีย

แต่หลังจากนั้นไม่ถึงปี อินโดนีเซียประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราววันที่ 17 สิงหาคม 1950 ในวาระครบรอบห้าปีของการประกาศเอกราช และยกเลิกรูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐที่เนเธอร์แลนด์วางรากฐานไว้ให้ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้คือรัฐธรรมนูญฉบับสหรัฐสาธารณรัฐอินโดนีเซียโดยตัดส่วนที่เป็นสหพันธรัฐออก

ต่อมาประธานาธิบดีซูการ์โนนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 1945 กลับมาใช้อีกครั้งเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1959 ในปัจจุบันอินโดนีเซียยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 1945 ที่มีการแก้ไขสี่ครั้งช่วงปี 1999-2002 ในยุคปฏิรูปหลังการล่มสลายของยุคระเบียบใหม่

ปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 1945

หากเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียทั้งสามฉบับ ฉบับสหรัฐสาธารณรัฐอินโดนีเซียและฉบับชั่วคราวได้รวมปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและมีรายละเอียดมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 1945 แต่ขาดความชอบธรรมทางการเมือง เพราะถือว่าไม่ได้เกิดจากชาวอินโดนีเซีย รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดรูปแบบคณะรัฐมนตรีแบบรัฐสภาและเสรีประชาธิปไตย โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศแต่ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาล ผู้นำรัฐบาลคือนายกรัฐมนตรี

ช่วงปี 1955 อินโดนีเซียมีความคิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่สำเร็จ ซูการ์โนก็ออกคำสั่งนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 1945 กลับมาใช้ในปี 1959 พร้อมกับประกาศเรียกการปกครองช่วงดังกล่าวว่าประชาธิปไตยแบบชี้นำ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับปี 1945 ก็มีความเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราวตั้งแต่ตอนร่าง คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีรายละเอียดค่อนข้างน้อย และจะต้องการมีการแก้ไขกันในภายหลัง

ปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 1945 คือ

(1) มีเนื้อหาค่อนข้างกว้าง เปิดช่องให้เกิดการตีความได้หลากหลาย

(2) การขาดการรับประกันสิทธิมนุษยชนอย่างเพียงพอในรัฐธรรมนูญ

(3) การไม่แบ่งแยกอำนาจอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร เน้นหนักในการให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีมากเกินไป ทำให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือของเผด็จการรัฐสภา ทั้งประธานาธิบดีซูการ์โนและซูฮาร์โตใช้ความคลุมเครือของช่องว่างดังกล่าวในการปกครองแบบอำนาจนิยม

รัฐธรรมนูญฉบับปี 1945 ระบุว่าประธานาธิบดีมีอำนาจในการแต่งตั้งตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของรัฐ ในสมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โตแต่งตั้งบริวารและเครือข่ายของตัวเองขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญของประเทศ มีการออกกฎหมายให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนได้ ซึ่งก็คือการสำรองที่นั่งในสภาให้กับนายทหาร ทำให้ซูฮาร์โตมีอำนาจควบคุมสถาบันและองค์กรต่างๆ ของรัฐ และยิ่งทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีไร้การตรวจสอบหรือถ่วงดุลอำนาจโดยสิ้นเชิง

ในแง่นี้ รัฐธรรมนูญฉบับปี 1945 จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการปกครองแบบอำนาจนิยมยุคซูฮาร์โต นอกจากนี้ การบัญญัติกฎหมายโดยสภาผู้แทนประชาชน (House of Representative) มีความยากลำบากจากเงื่อนไขต่างๆ ที่กำหนดไว้ ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนระหว่างอำนาจฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ทำให้สภาผู้แทนประชาชนตามรัฐธรรมนูญ 1945 มีลักษณะเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่กำกับดูแลมากกว่าทำหน้าที่ในด้านนิติบัญญัติ

และ (4) ในทางทฤษฎีสภาที่ปรึกษาประชาชน (People’s Consultative Assembly) มีอำนาจสูงสุด แต่ในทางปฏิบัติอำนาจอยู่ที่ประธานาธิบดี รัฐธรรมนูญฉบับปี 1945 กำหนดให้สภาที่ปรึกษาประชาชนเป็นสถาบันของรัฐที่มีอำนาจสูงสุด เป็นตัวแทนการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน การนิยามเช่นนี้ทำให้สภาพที่ปรึกษาประชาชนมีอำนาจเหนือสถาบันอื่นๆ ในทางทฤษฎีสภาที่ปรึกษาประชาชนเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนประธานาธิบดี แต่ในทางปฏิบัติสมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โตควบคุมสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนได้ และในยุคระเบียบใหม่ สภาผู้แทนประชาชนทำหน้าที่เปรียบเหมือนตรายางประทับรับรองประธานาธิบดีเท่านั้น

ในช่วงปลายยุคระเบียบใหม่ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 อันนำไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจ เกิดการประท้วงของนักศึกษาและประชาชนเรียกร้องให้ซูฮาร์โตลาออกและเรียกร้องการปฏิรูปทุกภาคส่วนของประเทศ และในที่สุดซูฮาร์โตได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 1998

การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 1945

การลาออกของซูฮาร์โตถือเป็นการสิ้นสุดยุคระเบียบใหม่โดยปริยาย อินโดนีเซียเข้าสู่ยุคปฏิรูป การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องกระทำในฐานะที่เป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปทางการเมือง เนื่องจากในสมัยซูฮาร์โตมีการใช้ความคลุมเครือของเนื้อหารัฐธรรมนูญ ขณะที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีมหาศาล ส่วนสภาที่ปรึกษาประชาชนก็มีอำนาจสูงสุดในประเทศแทนที่จะเป็นประชาชน จนกลายเป็นเครื่องมือในการปกครองกว่าสามทศวรรษ

สภาที่ปรึกษาประชาชนจึงได้เริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 1945 ขึ้น โดยมีทั้งสิ้นสี่ครั้ง ช่วงระหว่างปี 1999-2002 ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

(1) ผลของการแก้ไขครั้งที่หนึ่ง ปี 1999

การแก้ไขครั้งแรก มุ่งเน้นการแก้รัฐธรรมนูญในส่วนที่ให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารมากเกินไป มีการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีไม่เกินสองสมัย เน้นบทบาทด้านนิติบัญญัติของสภาผู้แทนประชาชนในการบัญญัติกฎหมาย และระเบียบว่าด้วยสิทธิของประธานาธิบดีในการอภัยโทษ นิรโทษกรรม เพิกถอน และฟื้นฟูสถานะ

(2) ผลของการแก้ไขครั้งที่สอง ปี 2000

การแก้ไขครั้งที่สอง มีการเพิ่มเติมระเบียบการปกครองส่วนภูมิภาคและการปกครองตนเอง บทพิเศษว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ระเบียบว่าด้วยการป้องกันประเทศและความมั่นคง ระเบียบว่าด้วยธงชาติ ภาษา ตราแผ่นดิน และเพลงชาติ นอกจากนี้ การแก้ไขครั้งนี้ได้ลดทอนอำนาจในทางนิติบัญญัติของประธานาธิบดีอีกขั้น กฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนประชาชนแล้ว 30 วันจะมีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติแม้ว่าประธานาธิบดีจะไม่รับรองก็ตาม และสภาที่ปรึกษาประชาชนเห็นชอบให้ยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งหมายความว่าเป็นการสิ้นสุดการสำรองที่นั่งในสภาสำหรับทหาร

(3) ผลของการแก้ไขครั้งที่สาม ปี 2001

การแก้ไขครั้งที่สาม มีการเปลี่ยนสถานะของสภาที่ปรึกษาประชาชนจากสถาบันสูงสุดของรัฐเป็นสถาบันชั้นสูงของรัฐในระดับเดียวกันกับสถาบันชั้นสูงอื่นๆ ระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีโดยตรงโดยประชาชน การตั้งสถาบันรัฐใหม่ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการตุลาการ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง และระเบียบว่าด้วยสำนักงานตรวจสอบบัญชีสูงสุด

(4) ผลของการแก้ไขครั้งที่สี่ ปี 2002

การแก้ไขครั้งที่สี่ ได้ยกเลิกสภาที่ปรึกษาสูงสุด ระเบียบเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองในด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ระเบียบว่าด้วยเศรษฐกิจและสวัสดิการสังคม และปรับปรุงระเบียบเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เนื้อหาของรัฐธรรมนูญมาตรา 1 วรรค 2 ก่อนการแก้ไขระบุว่า “อำนาจอธิปไตยอยู่ในมือของประชาชน และถูกใช้อำนาจโดยสมบูรณ์โดยสภาที่ปรึกษาประชาชน” หลังการแก้ไขเปลี่ยนเป็น “อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และถูกนำไปใช้ตามรัฐธรรมนูญ”

การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ถือเป็นกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยที่มีนัยสำคัญในอินโดนีเซีย ผลของการปฏิรูปนำไปสู่การมีระบบการถ่วงดุลอำนาจในสภามากขึ้น การก่อตั้งพรรคการเมืองได้อย่างเสรีอีกครั้ง การให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน สื่อมีเสรีภาพมากขึ้น การปฏิรูปกองทัพ การเอาทหารออกจากการเมือง การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการกำเนิดองค์กรอิสระต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นต้น

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อันที่จริงแล้ว สภาที่ปรึกษาประชาชนควรเป็นสถาบันที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่น การจัดประชาพิจารณ์ แต่บทบาทหน้าที่หลักในการผลักดันเรื่องดังกล่าวกลับเป็นภาคประชาชนเองที่กดดันและคอยกระตุ้นสภาที่ปรึกษาประชาชนให้ดำเนินการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านเวลาทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรก สภาที่ปรึกษาประชาชนไม่ได้จัดให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่สอง สภาฯ ได้จัดสัมมนาและประชาพิจารณ์ ในการแก้ไขครั้งที่สาม สภาฯ ได้ก่อตั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาเพื่อช่วยให้ความเห็นในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ข้อคิดเห็นที่คณะทำงานนี้เสนอไปกลับไม่ได้รับไปปรับใช้มากนัก และในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งสุดท้าย สภาฯ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นในด้านการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไข อย่างไรก็ดี การจัดประชาพิจารณ์จำกัดอยู่ในเฉพาะเขตเมือง ทำให้ประชาชนที่อยู่ในเขตชนบทขาดโอกาสในการมีส่วนร่วมในประชาพิจารณ์

ประเทศอินโดนีเซียมีอายุ 80 ปีกว่าๆ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญรวมทั้งสิ้นสามฉบับ เคยเกิดความพยายามทำรัฐประหารในอินโดนีเซียแต่ไม่สำเร็จสี่ครั้ง คือเหตุการณ์วันที่ 3 กรกฎาคม 1946 โดยกลุ่ม Persatuan Perjuangan นำโดยตัน มะละกา (Tan Malaka), การรัฐประหารวันที่ 23 มกราคม 1950 โดยกลุ่มติดอาวุธ Angkatan Perang Ratu Adil นำโดยเรย์มอนด์ เวสเตอร์ลิง (Raymond Westerling) อดีตนายทหารของกองทัพเนเธอร์แลนด์อีสต์อินดีสต์, เหตุการณ์วันที่ 17 ตุลาคม 1958 โดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘รัฐบาลปฏิวัตแห่งสาธารณะรัฐอินโดนีเซีย’ (Pemerintah Revolusioner Republik Indonesia) และเหตุการณ์วันที่ 30 กันยายน 1965 นำโดยพันโทอุนตุง ซัมซูรี (Untung Syamsuri) นายทหารอินโดนีเซียผู้มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย

กรณีการขึ้นสู่อำนาจของซูฮาร์โตจากการปราบปรามขบวนการวันที่ 30 กันยายน 1965 ยังคงเป็นที่ถกเถียงว่าจะเรียกว่าการรัฐประหารได้หรือไม่ หากนับรวมก็จะเป็นห้าครั้งและเป็นครั้งเดียวที่ประสบความสำเร็จ รัฐธรรมนูญอินโดนีเซียไม่เคยถูกฉีกจากการทำรัฐประหาร หากแต่ใช้วิธีแก้ไขจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ

ผลของการปฏิรูปรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยและคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนมากขึ้นทำให้การเปลี่ยนผ่านและการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศอินโดนีเซียช่วงทศวรรษ 2000-2010 ดำเนินไปได้ค่อนข้างดี ในอนาคตอาจมีการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญได้อีก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ การปฏิรูปรัฐธรรมนูญเป็นวาระที่ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่รับรู้ สนใจ และเข้าใจ แต่การเปิดช่องให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยรัฐยังน้อยเกินไป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียอาจไม่สามารถเป็นหลักรับประกันได้ว่าจะป้องกันการหวนคืนของระบอบอำนาจนิยมอีกครั้งอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นกติกาหลักที่คนในสังคมอินโดนีเซียยึดถือร่วมกัน โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดและมีความศักดิ์สิทธิ์จริง ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญไทยที่ฉีกทิ้งกันเป็นว่าเล่น ขณะที่คนบางกลุ่มทำราวกับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แต่การฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับทิ้งกลับไม่เป็นอะไร ช่างย้อนแย้งเสียจริงๆ

ข้อมูลประกอบการเขียน

อรอนงค์ ทิพย์พิมล. “รัฐธรรมนูญอินโดนีเซีย: จากกำเนิดปี 1945 ถึงการปฏิรูปในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย.” ใน ถวิลวดี บุรีกุล, ธีรพรรณ ใจมั่น และปัทมา สูบกำปัง (บรรณาธิการ). การปฏิรูปกฎหมาย: บทสำรวจกรณีศึกษาต่างประเทศและไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, หน้า 87-117.

Abra, Emy Hajar and Malau, Parningotan. “Partisipasi Masyarakat dalam Perubahan UUD 1945 Bentuk Kewajiban dan Tugas Anggota MPR.” PETITA, Vol. 4, No. 1: 12-20.

Azmi, Shofiyatul. “Pelaksanaan Amandemen Terhadap Undang-Undang Dasar Negara Republik Indonesia Tahun 1945.” LIKHITAPRAJNA: Jurnal Ilmiah Fakultas Keguruan dan Ilmu Pnedidikan, Volume 16, Nomor 2: 14-26.

Grehenson, Gusti. “Pakar UGM: Amandemen UUD 1945 Belum Mendesak Dilakukan.” Universitas Gadjah Mada, 30 August 2021, https://ugm.ac.id/id/berita/21607-pakar-ugm-amandemen-uud-1945-belum-mendesak-dilakukan/

Khaeron, Riza Alam. “Apa itu Amendemen UUD 1945? Dampak dan Prosesnya.” Metrotvnews, 2 August 2025, hhttps://www.metrotvnews.com/read/ba4CzQn4-apa-itu-amendemen-uud-1945-dampak-dan-prosesnya

Nurhalimah, Siti. “Partisipasi Publik Dalam Amandemen UUD.” Adalah: Buletin Hukum & Keadilan, Volume 1, Nomor 3c (2017): 25-26.

Subitmele, Silvia Estefina. “Tujuan Amandemen UUD 1945: Sejarah, Proses dan Dampaknya.” Lipuatan6, 12 December 2024, https://www.liputan6.com/feeds/read/5830074/tujuan-amandemen-uud-1945-sejarah-proses-dan-dampaknya


https://www.the101.world/indonesia-constitution/