วันศุกร์, มีนาคม 27, 2569

รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอจัดตั้ง ’คลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์‘ มีระบบการสำรอง 3 ชั้นแบบญี่ปุ่นเพื่อรับมือวิกฤตใหญ่ขาดแคลนน้ำมัน ต้องกระจายความเสี่ยงแหล่งพลังงานโดยด่วน


The Reporters

Yesterday
·
UPDATE: รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอจัดตั้ง ’คลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์‘ มีระบบการสำรอง 3 ชั้นแบบญี่ปุ่นเพื่อรับมือวิกฤตใหญ่ขาดแคลนน้ำมัน ต้องกระจายความเสี่ยงแหล่งพลังงานโดยด่วน

วันนี้ (25 มี.ค. 69) รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ.บางจากปิโตรเลียม (บมจ บางจากคอร์เปอร์เรชัน) ได้กล่าวอภิปรายใน ญัตติด่วน “การแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมัน” ว่า ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่า รัฐบาลยังขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ ขาดความโปร่งใสเรื่องข้อมูล ประชาชนไม่เชื่อมั่นศรัทธา มีข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ขาดการทำงานเชิงรุกและมองไปข้างหน้า ยังไม่เห็นการเตรียมการสำหรับสถานการณ์วิกฤติที่ย่ำแย่ลงอีก ปล่อยให้เกิดพฤติกรรมเก็งกำไร กักตุนน้ำมันจนกระทั่งก่อให้เกิดการสะดุดของการไหลเวียนน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมัน สร้างความเดือดร้อนลำบากให้ประชาชนจำนวนมาก การอุดหนุนชดเชยราคาที่ผิดผลาด ทำให้เกิดน้ำมันสองตลาด สองราคา ราคาต่างกันมาก ยิ่งทำให้สถานีบริการน้ำมัน มีน้ำมันไม่เพียงพอสำหรับประชาชน เพราะอุตสาหกรรมก็ไปแย่งเติมน้ำมันหน้าปั๊มน้ำมัน การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล 20 กว่าบาทต่อลิตร แทนที่จะตกถึงประชาชนผู้ใช้น้ำมันเจ้าของเงิน กลายเป็น การอุดหนุนธุรกิจขนาดใหญ่ อุดหนุนประเทศเพื่อนบ้านจากการลักลอบส่งออก วิกฤติเพิ่งจะเริ่มเฟสแรก ความล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลก็ปรากฎแล้ว

นโยบายพลังงานต้องเดินหน้า 4 แผนหลักควบคู่กันไป แผนพัฒนากำลังไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงาน แผนอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนลดก๊าซเรือนกระจาก การอนุรักษ์พลังงานด้วยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานเป็นทางรอดสำหรับวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ เนื่องจากไทยมีพลังงานสำรองต่ำและพึ่งพาการนำเข้าสูงมาก การลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ และ ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar PV) มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของไทยเฉพาะหน้า เราต้องหาแหล่งน้ำมันดิบ และ ก๊าซ LNG ใหม่ ชดเชยน้ำมันและก๊าซที่ผ่านช่องแคบฮอร์มูซจากตะวันออกลาง ที่นำเข้ามากถึง 43% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด การหาแหล่งน้ำมันใหม่ๆต้องเร่งดำเนินการและต้องไปแย่งชิงกับประเทศอื่นๆที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ บางจากปิโตรเลียม (บมจ บางจากคอร์เปอร์เรชัน) กล่าวต่อว่า เมื่อประเมินสถานการณ์สงครามอิหร่านที่มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตและส่งออกพลังงานจำนวนมากในตะวันออกกลาง ภาวะน้ำมันแพงและขาดแคลนจะอยู่กับเราอีกนาน ในบางช่วงเวลา อาจไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบได้ตามเป้าหมาย ฉะนั้น การศึกษาเพื่อจัดตั้ง “คลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์” ในประเทศไทยมีความสำคัญ และ ขอเสนอให้มีการจัดตั้ง “คลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์” เพื่อรับมือกับปัญหาวิกฤติน้ำมันที่ยืดเยื้อและลากยากอย่างแน่นอน โดยสภาผู้แทนราษฎรสามารถจัดตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการจัดตั้ง “คลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์”

หากวิกฤติน้ำมันยังดำรงอยู่อีก 2 เดือน 3 เดือน หรือ 1 ปี คนไทยต้องมีน้ำมันใช้ รถฉุกเฉินต้องวิ่งไปส่งผู้ป่วยได้ เด็กๆ ไม่ต้องออกจากโรงเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจ เรือประมงออกหาปลาได้ รถขนส่งยังขนส่งสินค้าได้ เครื่องบินไม่ต้องหยุดบิน ไทย และ ญี่ปุ่น เหมือนกันในแง่เป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และอาศัยพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงมาก แต่ต่างกันตรงนี้ ญี่ปุ่นเตรียมพร้อมรับมือวิกฤติน้ำมันและวิกฤติเศรษฐกิจได้ดีกว่าไทยแน่นอน เพราะ

ญี่ปุ่นมีสำรองน้ำมัน 254 วันด้วยการมีระบบการสำรอง 3 ชั้น ชั้นที่หนึ่ง ในส่วนของรัฐ มีองค์กรอิสระของรัฐดูแลตรงนี้ เป็นคลังน้ำมันที่มีคลังกระจายอยู่ทั่วประเทศ ชั้นที่สอง ในส่วนของเอกชน กฎหมายระบุให้บริษัทน้ำมันเอกชนสำรองน้ำมันไว้ประมาณ 70-100 วัน ชั้นที่สาม ผู้ขายน้ำมันในตะวันออกกลางทำสัญญากับรัฐบาลญี่ปุ่นว่าจะเก็บน้ำมันสำรองไว้ประมาณ 10 วัน

นี่คือ ตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นที่รับมือวิกฤติน้ำมัน วิกฤติเศรษฐกิจโลก มีระบบ กลไกและแผนงานในการรับมือได้เป็นอย่างดี มีผู้นำ มีนักการเมือง มีข้าราชการที่เห็นแก่ประโยชน์สังคมโดยรวม ผนึกกำลังกันเพื่อฝ่าวิกฤติไปให้ได้ รัฐสภาต้องทำหน้าที่ในการแสวงหาทางออกและบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนเต็มศักยภาพ เราจะร่วมพลิกฟื้นสถานการณ์และฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน วิกฤติครั้งนี้จะเป็น บททดสอบที่สำคัญของรัฐบาลและสังคมไทย

#TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1320554566933242&set=a.534942252161148




ตกลงใครรวยวะ !



Ch7HD was live.
13 hours ago
·
ยิ่งคุย ยิ่งลึก EP.268 ช็อกกลางดึก ! น้ำมันขึ้นพรวด 6 บาท คน…
See more

ยิ่งคุย ยิ่งลึก EP.268 ช็อกกลางดึก ! น้ำมันขึ้นพรวด 6 บาท คนไทยไม่ไหวแล้ว | ช่อง 7HD

https://www.facebook.com/Ch7HD/videos/786860397821261











วิกฤติ #น้ำมัน “ปัญหาเดียวกัน วิธีคิดแก้ปัญหาต่างกัน”


ตุ๊ดส์review
March 24
·
“ปัญหาเดียวกัน วิธีคิดแก้ปัญหาต่างกัน”

จากวิกฤติ #น้ำมัน โลก เราจะเห็นวิธีคิด ที่สะท้อนมุมมอง ทัศนคติ และแนวทางการทำงาน บน DNA ของผู้นำที่ให้ความใส่ใจต่อคุณภาพชีวิต และค่าครองชีพของประชาชนต่างกัน

รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศตรึงราคาน้ำมันและกำหนดเพดานราคาสูงสุด (Ceiling Price) เป็นเวลา 14 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. 2569 เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี เพื่อรับมือวิกฤตราคาพลังงานพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยตรึงเบนซินที่ 1,724 วอน/ลิตร และดีเซลที่ 1,713 วอน/ลิตร พร้อมใช้เงินสำรองชดเชย

สาระสำคัญของมาตรการตรึงราคาน้ำมันเกาหลีใต้ :

สาเหตุ : ราคาน้ำมันในกรุงโซลพุ่งสูงเกิน 1,900 วอน/ลิตร และราคาน้ำมันดิบโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ระยะเวลาและกลไก : ตรึงราคา 14 วัน เริ่ม 13 มี.ค. 2569 โดยรัฐบาลปรับใช้กฎหมายเก่า และมีแผนปรับเพดานราคาใหม่ทุก 2 สัปดาห์ตามสถานการณ์

การชดเชย : รัฐบาลใช้เงินสำรองก้อนโตชดเชยให้บริษัทน้ำมันและปั๊มน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเชื้อเพลิงได้ในราคาที่เป็นธรรม

การจัดการอุปทาน : นอกเหนือจากการตรึงราคา รัฐบาลยังเตรียมดึงน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ที่มีอยู่ 208-210 วัน ออกมาใช้ และเร่งหาแหล่งน้ำมันใหม่

มาตรการดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระต้นทุนพลังงานตกอยู่ที่ประชาชนโดยตรง และสกัดการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาน้ำมันของบริษัทนายทุนพลังงาน

=====

กลับมามองที่ไทย วิธีแก้ปัญหาของเราต่างออกไป
- ใช้กลไกราคาตามตลาด ตามสถานการณ์
- ไม่มีกำหนดตรึงราคา ไม่มีเพดานราคา
- หากราคาสูงกว่านี้ นายกแจ้งว่ารัฐไม่ได้ประเมินไว้ ประเมินไม่ได้
- ขอแค่ประชาชนประหยัด
- จะมีกองทุนน้ำมันช่วย เมื่อถึงวันที่เดือดร้อน พุ่งสูงสุดๆ
- สรุป : แต่ตอนนี้ "ตัวใครตัวมัน ทุกคนรับภาระของตัวเองไปก่อน"

คำถามสำคัญ : จากการแก้ปัญหาแบบไทย อาจมีผลต่อการสร้างอิทธิพลการกำหนดราคาพลังงาน ไปที่นายทุน ให้มีอิสระ และอาจฉวยโอกาสการขึ้นราคา ได้หรือไม่? ตรงนี้รัฐบาลต้องตอบประชาชน เพราะถ้าไม่คุมเพดานราคา ไม่ตรึงราคาไว้ เท่ากับอำนาจการกำหนดราคาพลังงาน ขึ้นอยู่กับผู้ค้า/ประกอบกิจการน้ำมัน ไม่ใช่รัฐ ถูกต้องหรือไม่?

คุณเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร? มองเห็นการจัดการปัญหาที่แตกต่างกันหรือไม่?

ความใส่ใจของผู้นำ ที่มีต่อชีวิตประชาชน อาจต่างกัน?!?

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1517605129930446&set=a.808136554210644
.....


ตุ๊ดส์review
March 24
·
สรุปแผน ‘มาตรการเชิงรุก’ แก้ปัญหา วิกฤติพลังงาน by รัฐบาลเกาหลีใต้

เกาหลีใต้ประกาศมาตรการเข้มงวดเพื่อรับมือวิกฤตน้ำมันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเริ่มตั้งแต่ 25 มีนาคม 2569

รายละเอียดมาตรการของเกาหลีใต้

1) ลดการเดินทาง : ให้หน่วยงานรัฐและบริษัทขนาดใหญ่ปรับเวลาทำงานชั่วคราว เพื่อลดความแออัดของการจราจรและการใช้พลังงาน ไปจนถึง work from home

2) มาตรการจำกัดการใช้รถยนต์ : รัฐบาลเข้มงวดให้หน่วยงานภาครัฐใช้มาตรการ "จำกัดการใช้รถยนต์ 5 วันต่อสัปดาห์" (แบ่งกลุ่มตามเลขท้ายป้ายทะเบียน) โดยเน้นย้ำให้ปฏิบัติจริงและมีการตรวจสอบ

3) การควบคุมราคา (Price Cap) : พิจารณานำกฎหมายกำหนดเพดานราคาน้ำมันสูงสุดทั่วประเทศมาใช้อีกครั้งในรอบเกือบ 30 ปี เพื่อลดผลกระทบค่าครองชีพจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงเกิน 100 USD ต่อบาร์เรล

4) การปล่อยน้ำมันสำรอง : เตรียมระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 22.46 ล้านบาร์เรล จากคลังสำรองทั้งหมดที่มีพอใช้กว่า 208 วัน

5) มาตรการทางอุตสาหกรรม : ขอความร่วมมือ (จริงๆคือสั่งการ) จาก 50 บริษัทชั้นนำที่มีการใช้น้ำมันสูงสุด จัดทำแผนประหยัดพลังงานและให้แรงจูงใจแก่ผู้ที่ทำได้ตามเป้าหมาย

6) การหาแหล่งอุปทานใหม่ : เร่งจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเผชิญความไม่สงบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

7) ปรับช่วงเวลาการใช้พลังงาน :

- กำหนดให้ประชาชน หันมาใช้พลังงานช่วงกลางวันให้มากขึ้น เพื่อได้ใช้พลังงานจาก Solar Cell ทดแทนการใช้ไฟฟ้า เพื่อการประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยการชาร์จ Battery โทรศัพท์มือถือ และรถ EV ในช่วงกลางวันที่สามารถใช้พลังงานได้อย่างเต็มที่จาก Solar cell

- เลือกช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้าต่ำสุด เพื่อไม่ดึงพลังงานในช่วงเวลาเดียวกัน ให้ประชาชนให้พลังงานช่วงเวลานั้น เช่น อาบน้ำตอนเช้าตรู่ ก่อนการใช้ไฟฟ้าพร้อมกันทั้งประเทศ และการทำงานบ้าน กำหนดให้ไปทำในวันสุดสัปดาห์ เพื่อไม่ใช้ไฟตรงกับช่วงจันทร์-ศุกร์ ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ เช่น การดูดฝุ่น-ซักผ้า ไปอยู่ในช่วงเสาร์อาทิตย์

ระบบเตือนภัยด้านความมั่นคงทางทรัพยากรของเกาหลีใต้แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ เฝ้าระวัง, ระวัง, เตือนภัย และร้ายแรง โดยรัฐบาลระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันขยับจากระดับ “ระวัง” ซึ่งเป็นขั้นที่คาดการณ์ความเสี่ยงไว้แล้ว มาสู่ระดับ “เตือนภัย” ที่ความไม่เสถียรของอุปทานเริ่มปรากฏ หากสถานการณ์เลวร้ายลง อาจมีการขยายผลมาตรการจำกัดการใช้รถยนต์สู่ภาคเอกชนด้วย

ไม่มีปลูกผัก เลี้ยงปลาไก่ ไม่ปล่อยราคาไหล ประชาชนแบกรับกันเอง


https://www.facebook.com/photo?fbid=1517651433259149&set=a.808136554210644



การประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ในช่วงค่ำวานนี้ (25 มี.ค.) ทำให้ผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างและไรเดอร์ขนส่งอาหารน่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถปรับค่าบริการขึ้นเองได้

https://www.youtube.com/shorts/DijapfLnfsU

บีบีซีไทย - BBC Thai
5 hours ago
·
การประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ในช่วงค่ำวานนี้ (25 มี.ค.) ทำให้ผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างและไรเดอร์ขนส่งอาหารน่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถปรับค่าบริการขึ้นเองได้
.
บีบีซีไทยสัมภาษณ์ผู้ประกอบอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างและไรเดอร์ในพื้นที่ กทม. ซึ่งเป็นอีกสองอาชีพที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้


https://www.facebook.com/reel/1412964070511648




META และ YOUTUBE แพ้คดี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานจงใจออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ “ทำให้เสพติด” และทำร้ายเยาวชน นับเป็นครั้งแรกที่คณะลูกขุนได้ก้าวข้ามเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม ไปสู่การพิจารณาความรับผิดชอบของบริษัทในด้านวิศวกรรมและการออกแบบแอปพลิเคชันเอง



คำตัดสินของคณะลูกขุนในแคลิฟอร์เนียเมื่อ 25 มีนาคม 2026 ที่พบว่า Meta และ YouTube มีความผิดฐานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เสพติด ถือเป็น "เหตุการณ์สำคัญแบบเดียวกับคดีบุหรี่รายใหญ่" สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เป็นครั้งแรกที่คณะลูกขุนได้ก้าวข้ามเนื้อหาบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ไปสู่การพิจารณาความรับผิดชอบของบริษัทในด้านวิศวกรรมและการออกแบบแอปพลิเคชันเอง

สรุปคำตัดสิน

คณะลูกขุนในลอสแอนเจลิสพบว่า Meta (Instagram/Facebook) และ YouTube ประมาทเลินเล่อในการออกแบบแพลตฟอร์มของตนเพื่อดึงดูดผู้ใช้อายุน้อย

คดี: ฟ้องร้องโดยโจทก์อายุ 20 ปี (KGM) ที่เริ่มใช้แอปพลิเคชันตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างรุนแรง รวมถึงภาวะซึมเศร้าและภาวะผิดปกติทางร่างกาย

ค่าเสียหาย: คณะลูกขุนตัดสินให้ชดเชยรวม 6 ล้านดอลลาร์ (ค่าชดเชย 3 ล้านดอลลาร์ และค่าปรับ 3 ล้านดอลลาร์) พบว่า Meta มีความรับผิดชอบ 70% และ YouTube 30%

คุณสมบัติที่ "เสพติด": การพิจารณาคดีมุ่งเน้นไปที่การเลือกใช้วิศวกรรมเฉพาะ เช่น การเลื่อนแบบไม่สิ้นสุด การเล่นอัตโนมัติ และการแจ้งเตือนแบบพุช ซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นวงจรโดปามีนคล้ายกับเครื่องสล็อตแมชชีน

เหตุใดคดีนี้จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์

1. มันล้มล้างเกราะป้องกัน "มาตรา 230"

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่บริษัทเทคโนโลยีใช้มาตรา 230 ของพระราชบัญญัติความเหมาะสมด้านการสื่อสารเพื่อโต้แย้งว่าพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ผู้ใช้โพสต์ คำตัดสินนี้เปลี่ยนจุดสนใจทางกฎหมายจากเสรีภาพในการพูด (เนื้อหา) ไปสู่ความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ (รหัสและดีไซน์) มันกำหนดว่า "คุณสมบัติ" (เช่น อัลกอริทึมหรือการเลื่อนแบบไม่สิ้นสุด) เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่อาจ "มีข้อบกพร่อง" หากก่อให้เกิดอันตราย

2. หลักฐานของ "ความรู้ภายใน"

การพิจารณาคดีเปิดเผยเอกสารภายในที่แสดงให้เห็นว่าผู้บริหาร รวมถึงมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก รู้ว่าการออกแบบของพวกเขากำลังทำร้ายผู้เยาว์ แต่ให้ความสำคัญกับตัวชี้วัด "การมีส่วนร่วม" เพื่อเพิ่มผลกำไร เหตุการณ์นี้คล้ายคลึงกับการฟ้องร้องบริษัทผู้ผลิตยาสูบในยุค 90 ซึ่งบันทึกภายในพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขารู้ว่านิโคตินเป็นสารเสพติด แต่กลับปฏิเสธต่อสาธารณะ

3. ผลกระทบจาก "คดีนำร่อง"

นี่คือคดีนำร่อง หมายความว่าเป็นคดีทดสอบที่ตั้งใจจะกำหนดแนวทางสำหรับคดีฟ้องร้องที่คล้ายกันกว่า 2,000 คดีที่กำลังรอการพิจารณาอยู่ในสหรัฐฯ เนื่องจากคณะลูกขุนตัดสินเข้าข้างโจทก์ ทำให้ Meta และ Google ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างมากในการยุติคดีอื่นๆ แทนที่จะเสี่ยงต่อการถูกตัดสินให้จ่ายค่าเสียหายหลายล้านดอลลาร์

4. การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ

คำตัดสินนี้เกิดขึ้นพร้อมกับค่าปรับมหาศาล 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ Meta ถูกปรับในนิวเม็กซิโกฐานละเมิดกฎเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็ก สัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ว่ายุคแห่ง "การกำกับดูแลตนเอง" สำหรับโซเชียลมีเดียกำลังจะสิ้นสุดลง เราอาจจะได้เห็น:

การเปลี่ยนแปลงการออกแบบที่บังคับใช้: แพลตฟอร์มอาจถูกบังคับให้ปิดใช้งานคุณสมบัติที่ทำให้เสพติดโดยค่าเริ่มต้นสำหรับผู้เยาว์

การตรวจสอบอายุที่เข้มงวดขึ้น: อุปสรรคที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอายุ 6 ขวบเข้าถึงฟีเจอร์เหล่านี้

ฉลากคำเตือน: เช่นเดียวกับบุหรี่ แอปอาจต้องมีคำเตือนด้านสุขภาพจิตที่เด่นชัดในเร็วๆ นี้

การตอบสนองของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี

ไม่น่าแปลกใจที่ทั้ง Meta และ Google ได้ประกาศแผนการที่จะยื่นอุทธรณ์ พวกเขาโต้แย้งว่าสุขภาพจิตของวัยรุ่นนั้น "ซับซ้อนอย่างยิ่ง" และไม่สามารถโทษแอปเพียงแอปเดียวได้ พวกเขายังยืนยันว่าแพลตฟอร์มของพวกเขามอบการเชื่อมต่อและ "เสียง" ที่สำคัญแก่ผู้คนหลายพันล้านคน

คำตัดสินที่ออกมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2026 มุ่งเป้าไปที่ "ข้อบกพร่องของผลิตภัณฑ์" มากกว่าเนื้อหาที่อยู่บนแอป ความแตกต่างนี้เป็น "กระสุนเงิน" ที่ทำให้คดีนี้หลีกเลี่ยงการคุ้มครองทางกฎหมายที่มักมอบให้กับบริษัทเทคโนโลยีได้


(Google Gemini)







ในการกล่าวถ้อยแถลงถึงสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน นายอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะต้อง“ยุติลง— โดยทันที” “สถานการณ์นี้ลุกลามไปไกลเกินกว่าจะรับไหวแล้ว” “สงครามไม่ใช่คำตอบ เราจำเป็นต้องหาทางออกจากหายนะครั้งนี้ให้ได้”








“ยุติสงคราม — โดยทันที”

ในการกล่าวถ้อยแถลงถึงสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน นายอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะต้องยุติลง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิต ความทุกข์ทรมาน และความพินาศเสียหายที่จะเกิดขึ้นเพิ่มเติม

“สถานการณ์นี้ลุกลามไปไกลเกินกว่าจะรับไหวแล้ว” เลขาธิการสหประชาชาติกล่าว พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันกลับมาใช้แนวทางการทูต และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่

“สงครามไม่ใช่คำตอบ เราจำเป็นต้องหาทางออกจากหายนะครั้งนี้ให้ได้”

https://x.com/UN/status/2036926599824892083



มหากาพย์ซากปูน สตง. 2,000 ล้าน ‘อาคารที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรวจสอบ กลับพังทลายลงเพราะขาดการตรวจสอบตัวเอง’ ภาพกองเศษซากคอนกรีตของตึก สตง. แห่งใหม่ กำลังฟ้องให้สังคมเห็นว่า นี่ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมจากภัยธรรมชาติ แต่มันคือผลพวงของความบกพร่องที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ชั้นปูนมานานหลายปี








https://x.com/thestandardth/status/2037035227030192610

THE STANDARD
@thestandardth

มหากาพย์ซากปูน สตง. 2,000 ล้าน บทเรียนราคาแพงที่แลกด้วยชีวิตและความทุจริตใต้ชั้นคอนกรีต

‘อาคารที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรวจสอบ กลับพังทลายลงเพราะขาดการตรวจสอบตัวเอง’

หนึ่งปีที่ผ่านมา ภาพกองเศษซากคอนกรีตของตึก สตง. แห่งใหม่ กลายเป็นพยานวัตถุชิ้นสำคัญที่ฟ้องให้สังคมเห็นว่า นี่ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมจากภัยธรรมชาติ แต่มันคือผลพวงของความบกพร่องที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ชั้นปูนมานานหลายปี

ย้อนกลับไปในปี 2561 โครงการตึกสตง. แห่งใหม่ นี้ถูกประทับตราด้วยงบประมาณมหาศาลรวมกว่า 2,284 ล้านบาท ไล่ตั้งแต่ค่าออกแบบไปจนถึงสัญญาจ้างก่อสร้างที่ผ่านระบบ e-bidding ทว่าเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น กลับเต็มไปด้วยความล่าช้าสะสมในการส่งมอบงานงวดที่ 1 ถึง 22 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้ทัน

จนกระทั่งในวินาทีที่แผ่นดินไหวมาเยือนเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 แรงสั่นสะเทือนนั้นได้กระชากแผลทุจริตออกมาจนหมดสิ้น ผลการชำแหละซากอาคารโดยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงพบความจริงที่น่าตกใจว่า อาคารพังถล่มเริ่มจากชั้นล่างเพราะผนังรับแรงไม่สามารถต้านทานแรงเฉือนได้ เนื่องจากค่ากำลังอัดของคอนกรีตต่ำกว่ามาตรฐานอย่างร้ายแรง

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น แบบก่อสร้างที่ใช้จริงยังถูกบิดเบือนจนขัดต่อกฎหมายความปลอดภัย และจุดตายที่สำคัญที่สุดคือระยะฝังของเหล็กเสริมที่สั้นกว่าที่กำหนด ทำให้โครงสร้างทั้งหมดอ่อนแอจนไม่อาจปกป้องชีวิตใครได้

ในวันนี้ แม้ซากปรักหักพังส่วนใหญ่จะถูกรื้อถอนจนเหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่เงียบเหงา แต่ความผิดทางอาญายังคงเดินหน้าต่อ โดยศาลอาญาได้รับฟ้องผู้ต้องหาทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดารวม 23 ราย ในข้อหาหนักทั้งเรื่องการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ไปจนถึงการปลอมแปลงเอกสารสำคัญ

ภาพชุดนี้ไม่ได้ถูกเผยแพร่เพื่อตอกย้ำความเศร้า แต่เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า เศษปูนนั้นรื้อถอนได้ แต่ความรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชนและเงินภาษีแผ่นดิน จะต้องถูกตรวจสอบอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้ความสูญเสียเช่นนี้กลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา , ศวิตา พูลเสถียร

#TheStandardNews




การชุมนุมเพื่อสันติภาพ "สงครามกินน้ำมัน ลูกฉันกินน้ำตา" ไป ไป กันนะ หน้าหอศิลปฯ (BACC) วันศุกร์นี้ 27 มีนาคม 2026 18.00 น. ถึง 20.00 น.



กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านสงครามจะจัดการชุมนุมขึ้นบริเวณด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ในวันศุกร์นี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 27 มีนาคม 2026 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 20.00 น.

จะมีการแสดงดนตรีและศิลปะต่างๆ พร้อมทั้งจะมีผู้ขึ้นอธิบายถึงปัญหาและความไม่ถูกต้องของสงครามในอิหร่าน รวมถึงชี้ให้เห็นว่าสงครามดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและประชาคมโลกอย่างไรบ้าง




เซเลนสกีเผย ถูกสหรัฐฯกดดัน ขอยูเครนยกดอนบาสให้รัสเซีย แลกหลักประกันความมั่นคง





https://x.com/Reuters/status/2037108548598194568


 



https://x.com/thestandardth/status/2037061475810824253

THE STANDARD
@thestandardth

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครนยกดอนบาสให้รัสเซีย แลกหลักประกันความมั่นคง ชี้เครมลินช่วยอิหร่าน

โวโลดิเมียร์​ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาเสนอหลักประกันความมั่นคงในข้อตกลงสันติภาพยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ภายใต้เงื่อนไขให้เคียฟยอมยกแคว้นดอนบาสทั้งหมดให้กับรัสเซีย ขณะที่ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลเครมลินให้ข้อมูลข่าวกรองกับอิหร่านเพื่อยืดเยื้อสงครามในตะวันออกกลาง

📌 เซเลนสกีให้สัมภาษณ์อย่างไรบ้าง?

เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา เซเลนสกีเปิดเผยกับ Reuters ว่า สหรัฐฯ พร้อมสรุปเงื่อนไขหลักประกันด้านความมั่นคงให้กับยูเครนทันที หากถอนกำลังออกจากภูมิภาคดอนบาส อละรัสเซียจึงจะยอมยุติสงคราม โดยอธิบายว่า รัฐบาลเครมลินกำลังกำหนดทิศทางและกรอบการเจรจากับสหรัฐฯ

ผู้นำยูเครนระบุชัดเจนว่า สหรัฐฯ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า แม้สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงเป็นประเด็นสำคัญ แต่ทำเนียบขาวกำลังให้ความสำคัญกับสถานการณ์ในอิหร่านเป็นอันดับแรก

“สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีผลต่อประธานาธิบดีทรัมป์อย่างชัดเจน รวมถึงในการตัดสินใจขั้นต่อไปของเขา น่าเสียดายที่ผมมองว่า เขายังคงเลือกใช้ยุทธศาสตร์กดดันฝ่ายยูเครนมากกว่า”

เซเลนสกีเตือนว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ จะบ่อนทำลายความมั่นคงของยูเครนและยุโรป เพราะรัสเซียจะเข้าควบคุมแนวป้องกันสำคัญ ซึ่งเขาก็อยากให้ทำเนียบขาวเข้าใจว่า แคว้นดอนบาสที่อยู่ทางตะวันออกของประเทศ ก็เป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันความมั่นคงของยูเครนเช่นเดียวกัน

“ผมไม่ใช่กล่องช็อกโกแลตหรือรถยนต์ที่จะให้ใครมาชอบหรือไม่ชอบ...ผมคิดว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ มองเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม และต้องการให้สงครามยุติเร็ว ซึ่งเราก็ต้องการเช่นกัน”

ผู้นำยูเครนตั้งคำถามต่อว่า รัสเซียจะยอมสูญเสียทหารอีกหลายแสนคนเพื่อยึดดอนบาสส่วนที่เหลือหรือไม่ พร้อมทั้งย้ำว่า การประชุมสุดยอด 3 ฝ่าย โดยที่เขาต้องพบกับทรัมป์และวลาดิเมียร์ ปูติน คือหนทางเดียวในการแก้ไขปัญหาดินแดนและหลักประกันความมั่นคง

อนึ่ง เซเลนสกียังกล่าวขอบคุณรัฐบาลทรัมป์ที่ส่ง Patriot ระบบป้องกันภัยทางอากาศให้ยูเครน โดยระบุว่า ขณะนี้เคียฟกำลังพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลและโดรนเป็นของตนเอง

📌 ยูเครนชี้ รัสเซียให้ข่าวกรองอิหร่าน หวังผลยื้อสงครามตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ เซเลนสกียังชี้ว่า รัสเซียกำลังให้ข้อมูลข่าวกรองกับอิหร่านเพื่อยืดเยื้อสงครามในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ซับซ้อนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้รัสเซียยิ่งมั่นใจสถานการณ์มากขึ้น

ผู้นำยูเครนให้ข้อมูลว่า รัสเซียใช้ความสามารถด้านข่าวกรองสัญญาณ (Signals Intelligence: SIGINT), ข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์ และข้อมูลบางส่วนที่ได้จากความร่วมมือกับพันธมิตรในตะวันออกกลางให้ความช่วยเหลือรัฐบาลเตหะราน แต่ไม่ได้เปิดเผยหลักฐานโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว โดยระบุว่า เรื่องรัสเซียส่งภาพถ่ายดาวเทียมและเทคโนโลยีโดรนให้อิหร่านไม่เป็นความเป็นจริง

ส่วนสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่า อิหร่านอาจร่วมมือกับประเทศอื่นจริง โดย จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA ให้การต่อสภาคองเกรสว่า เตหะรานขอความช่วยเหลือด้านข่าวกรองจากจีน รัสเซีย และประเทศศัตรูสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ยืนยันว่า มีการให้ความช่วยเหลือหรือไม่ ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยแสดงความเห็นว่า ปูตินอาจจะกำลังช่วยอิหร่านอยู่

“ระบอบในรัสเซียและอิหร่านเป็นพี่น้องกันในความเกลียดชัง และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาเป็นพี่น้องกันในทางการทหาร” เซเลนสกีระบุต่อหน้ารัฐสภาอังกฤษ

ภาพ: Valentyn Ogirenko / Reuters




ทรัมป์ยอมรับแล้วว่า อาวุธที่ตั้งใจจะส่งไปยังยูเครนอาจถูกส่งไปยังตะวันออกกลาง





https://x.com/nexta_tv/status/2037199319380414971


 

ทำไมสงครามอิหร่านอาจกลายเป็นสงครามยูเครนของอเมริกาที่ ยุ่งยาก ซับซ้อน อันตราย ยากต่อการถอนออก คล้ายกับ สงครามยูเครนของรัสเซีย


https://foreignpolicy.com/2026/03/23/iran-war-ukraine-trump-araghchi-long/

ทำไมอิหร่านจึงกำลังกลายเป็นยูเครนของอเมริกา

การเปลี่ยนไปสู่สงครามบั่นทอนกำลังที่มุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนั้นเสี่ยงที่จะกลายเป็นสงครามที่ยุ่งยาก ซับซ้อน อันตราย ซึ่งยากจะหลุดพ้น

โดย อาลี ฮาเชม

ในบทความนโยบายต่างประเทศล่าสุดของเขา (23 มีนาคม 2026) อาลี ฮาเชมได้โต้แย้งว่าความขัดแย้งในปัจจุบันกับอิหร่าน—ปฏิบัติการ Epic Fury—กำลังกลายเป็น "ยูเครนแห่งตะวันออกกลาง" อย่างรวดเร็ว

แก่นของข้อโต้แย้งของฮาเชมคือ ในขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลประสบความสำเร็จทางยุทธวิธีอย่างมากโดยการลอบสังหารผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี และตัดหัวผู้นำ IRGC ส่วนใหญ่ภายใน 36 ชั่วโมงแรก พวกเขาล้มเหลวในการทำให้เกิดการล่มสลายทางการเมือง ตรงกันข้าม พวกเขาได้เข้าสู่ช่วงของการทำลายล้างอย่างเข้มข้นซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะที่หยุดนิ่งและยืดเยื้อของสงครามรัสเซีย-ยูเครน

1. การเปลี่ยนไปสู่การโจมตีแบบค่อยๆบั่นทอนกำลัง

ฮาเชมชี้ให้เห็นว่า หลังจากการโจมตีแบบ "ช็อกและหวาดกลัว" ในช่วงแรกต่อสถานที่ตั้งโรงงานนิวเคลียร์และขีปนาวุธ สงครามได้เปลี่ยนไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างเป็นระบบ

การโจมตีเศรษฐกิจ: สหรัฐฯ ได้เพิ่มการโจมตีเกาะคาร์กและโรงกลั่นน้ำมันชาห์รานเพื่อ "ทำให้รัฐบาลล้มละลาย"

การตอบโต้ของอิหร่าน: อิหร่านได้ใช้ "ชุดเครื่องมือช่องแคบฮอร์มุซ"—โดรน ทุ่นระเบิด และขีปนาวุธ—เพื่อโจมตีศูนย์กลางพลังงานของกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย (GCC) เช่น ท่าเรือเจเบล อาลีในดูไบและแหล่งน้ำมันชาห์บาห์ของซาอุดีอาระเบีย

ภาวะชะงักงัน: ไม่มีฝ่ายใดสามารถโจมตีอย่างเด็ดขาดได้ อิหร่านไม่สามารถเอาชนะกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ แต่สหรัฐฯ ก็ไม่สามารถหยุด "การไหล" ของโดรนและขีปนาวุธราคาถูกจากอิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกอยู่ในภาวะผันผวนอย่างถาวรได้

2. ความคล้ายคลึงกับ "ยูเครน": ทำไมมันถึงเป็นสถานการณ์ที่ยุ่งยาก

ฮาเชมระบุเหตุผลเฉพาะสามประการที่ทำให้ความขัดแย้งนี้คล้ายคลึงกับแนวรบยูเครน:

เศรษฐศาสตร์อาวุธ: เช่นเดียวกับในเคียฟ วอชิงตันกำลังพบว่าตัวเองอยู่ผิดฝั่งของ "คณิตศาสตร์ขีปนาวุธ" สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้กระสุนความแม่นยำสูงกว่า 3,000 ลูกในเวลาเพียง 36 ชั่วโมงแรก อิหร่านใช้โดรนราคา 20,000 ดอลลาร์เพื่อบีบให้สหรัฐฯ ต้องใช้เครื่องสกัดกั้นราคา 2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ไม่ยั่งยืนสำหรับเสถียรภาพในภูมิภาคในระยะยาว

ความยืดหยุ่นของสถาบัน: ฮาเชมแย้งว่าสหรัฐฯ "เข้าใจอิหร่านผิด" โดยสันนิษฐานว่าการตัดหัวผู้นำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เขาตั้งข้อสังเกตว่าตำแหน่งของผู้นำสูงสุดตั้งอยู่บน "เครือข่ายสถาบันที่หนาแน่น" (เช่น บอนยาดส์และปีกเศรษฐกิจของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน) ที่ออกแบบมาให้คงอยู่ได้นานกว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การแต่งตั้งโมจตาบา คาเมเนอีเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม บ่งชี้ว่าระบบกำลังแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่ล่มสลาย

แนวหน้าด้านพลังงาน: เช่นเดียวกับสงครามในยูเครนที่กำหนดนิยามใหม่ของความมั่นคงด้านพลังงานของยุโรป ความขัดแย้งนี้ได้เปลี่ยนอ่าวเปอร์เซียให้กลายเป็นเขตอันตรายที่ "หยุดนิ่ง" ด้วยช่องแคบฮอร์มุซที่ปิดให้บริการสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการหยุดชะงักของอุปทานครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970

3. ความเสี่ยงจาก "Quagmire"

ฮาเชมกล่าวว่า อันตรายคือ รัฐบาลทรัมป์ขาดแผน "หลังสงคราม" การที่สหรัฐฯ ดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองโดยใช้กำลังทางอากาศเพียงอย่างเดียว ได้สร้างสุญญากาศที่สหรัฐฯ ไม่พร้อมที่จะเติมเต็มด้วยกองกำลังภาคพื้นดิน แต่ก็ไม่สามารถถอนตัวได้ตราบใดที่อิหร่านยังคงคุกคามการขนส่งทางทะเลทั่วโลก

ณ ปลายเดือนมีนาคม 2026 สงครามได้เข้าสู่ "ภาวะปกติใหม่" ของการยิงขีปนาวุธเป็นระยะๆ และการก่อวินาศกรรมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นพันธสัญญาในระยะยาวที่ฮาเชมเตือนว่าอาจทำให้ทรัพยากรและทุนทางการเมืองของอเมริกาหมดไป เช่นเดียวกับความขัดแย้งในยูเครนที่เกิดขึ้นกับคู่กรณี


(Google Gemini)




ดูเหมือนสงครามที่เกิดขึ้นระยะหลัง คู่สงครามให้ความสำคัญน้อยมากกับ กฎหมายว่าด้วยความขัดแย้งทางอาวุธ The Law of Armed Conflict (LOAC) กฎหมายนี้มีประโยชน์อย่างไร?



กฎหมายสงครามมีประโยชน์อย่างไร?

โดย Kori Schake
จาก FP

ผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ของกฎหมายว่าด้วยการสู้รบ (LOAC) มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจเพราะมันมีประเด็นสนทนาระหว่าง "ศีลธรรม" กับ "ความจำเป็นทางทหาร"

แนวคิดหลักคือ กฎหมายเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำแนะนำอย่างสุภาพสำหรับประเทศ "ที่ดี" เท่านั้น แต่เป็นตัวคูณกำลังที่ให้ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างแก่กองทัพมืออาชีพ

ทำไมกฎหมายสงครามจึงเป็นประโยชน์ต่อกองทัพ

Schake และนักคิดเชิงกลยุทธ์คนอื่นๆ โต้แย้งว่าการปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ให้ประโยชน์ในทางปฏิบัติหลายประการ:

การรักษาความมีระเบียบวินัยและการบังคับบัญชา: กฎการปะทะ (ROE) รับประกันว่าความรุนแรงจะถูกควบคุมและมุ่งไปสู่เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ หากไม่มีกฎเหล่านี้ กองทัพอาจเสี่ยงต่อห่วงโซ่การบังคับบัญชาและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

การแลกเปลี่ยนและการคุ้มครอง: แม้ว่าศัตรูจะไม่ปฏิบัติตามกฎทุกข้อ แต่การยึดมั่นในกฎเหล่านั้นเป็นพื้นฐานในการเรียกร้องให้ฝ่ายเขาปฏิบัติต่อบุคลากรที่ถูกจับหรือได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังทำให้การสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศง่ายขึ้น เนื่องจากพันธมิตรมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมกับฝ่ายที่เคารพบรรทัดฐานระหว่างประเทศมากขึ้น

ความชอบธรรมภายในประเทศ: ในระบอบประชาธิปไตย กองทัพต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากประชาชนผู้เสียภาษี รายงานเกี่ยวกับการกระทำโหดร้ายที่แพร่หลายจะกัดกร่อนการสนับสนุนนั้น ทำให้การปฏิบัติการในระยะยาวเป็นไปไม่ได้ในทางการเมือง

เสถียรภาพหลังความขัดแย้ง: การ "ชนะสันติภาพ" จะยากขึ้นอย่างมากหากประชากรที่คุณพยายามสร้างเสถียรภาพมองว่ากองกำลังของคุณไร้กฎหรือเป็นผู้รุกราน การปฏิบัติตามกฎหมายสงครามจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่การปกครองราบรื่นยิ่งขึ้น

เสาหลักทั้งสี่ของกฎหมายว่าด้วยการสู้รบ (LOAC)

เพื่อให้เข้าใจว่ากฎหมายเหล่านี้ทำงานอย่างไรในภาคสนาม โดยทั่วไปแล้วจะมีการกรองผ่านหลักการหลักสี่ประการ:

  • การแยกแยะ ทหารต้องแยกแยะระหว่างนักรบและพลเรือน
  • ความสมดุล ความสูญเสียชีวิต/ทรัพย์สินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจนั้น ต้องไม่มากเกินไปเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ทางทหารที่ได้รับอย่างเป็นรูปธรรม
  • ความจำเป็นทางทหาร การกระทำต้องจำกัดอยู่เฉพาะที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย
  • ความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็น ห้ามใช้อาวุธที่ออกแบบมาเพื่อก่อให้เกิดการบาดเจ็บเกินความจำเป็น (เช่น สารเคมี)

เมื่อผู้นำล้มเหลวในการบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านี้ ผลที่ตามมาไม่ใช่ "ประสิทธิภาพที่มากขึ้น" แต่มักจะเป็นความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์ ความรุนแรงที่ไร้การควบคุมมีแนวโน้มที่จะปลุกระดมประชากรในท้องถิ่น ทำให้เกิดกลุ่มกบฏมากกว่าที่กองทัพจะกำจัดได้ ดังที่ Schake ชี้ให้เห็น การละเลยกฎระเบียบเหล่านี้ไม่ได้ทำให้กองทัพ "แข็งแกร่งขึ้น" แต่กลับทำให้กองทัพขาดระเบียบวินัยและอ่อนแอต่อความพ่ายแพ้ในระยะยาวมากขึ้น


(Google Gemini)



วันพฤหัสบดี, มีนาคม 26, 2569

สภาถกแก้วิกฤตน้ำมัน เสนออะไรบ้าง ใครคือ "ไอ้โม่ง"


ไม่มี รมต. ในรัฐบาล "อนุทิน 1" มาชี้แจงข้อซักถามหรือข้อสังเกตของ สส. แต่อย่างใด แต่มี สส. ภูมิใจไทยยืนยันว่าจะนำข้อมูลส่งถึงรัฐบาล

สภาถกแก้วิกฤตน้ำมัน เสนออะไรบ้าง ใครคือ "ไอ้โม่ง"

เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซีไทย

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ได้พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาพิจารณาแนวทางรับมือวิกฤตการณ์จากสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เสนอโดย สส. จาก 6 พรรคการเมือง รวม 6 ญัตติ โดยมีผู้แทนราษฎรทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านกว่า 100 คนร่วมอภิปราย

หนึ่งในข้อเรียกร้องที่ สส. หลายคนมีต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการเปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการน้ำมันตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง เพื่อหาคำตอบว่าเหตุใดน้ำมันถึงขาดแคลน ปรากฏภาพประชาชนตามจังหวัดต่าง ๆ ไปต่อแถวรอเติมน้ำมันที่หน้าสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) โดยขอให้รัฐบาล "พูดความจริงกับประชาชน" และเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันและพลังงานในภาคส่วนต่าง ๆ โดยจัดลำดับความเดือดร้อนและเร่งด่วน

จนถึงเวลา 19.30 น. ยังไม่มีตัวแทนรัฐมนตรีในรัฐบาล "อนุทิน" ลุกขึ้นชี้แจงหรือตอบข้อซักถามต่อสภา ถึงแม้ สส. พรรคประชาชน (ปชน.) จะกล่าวเรียกร้องหลายครั้งก็ตาม

มีเพียงนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงสิ่งที่รัฐบาลน่าจะทำในระยะสั้น โดยพูดเพียงหลักการ อาทิ เร่งส่งน้ำมันเข้าสู่ระบบให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทุกปั๊มกลับสู่สภาวะปกติ, สื่อสารสู้กับเฟคนิวเรื่องการขึ้นราคาสินค้า, รวมถึงออกมาตรการช่วยเหลือผู้ดำเนินงานกับภาครัฐ, มาตรการลดค่าโดยสาร, มาตรการลดภาษีสรรพสามิต แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดแต่อย่างใด


โสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ซื้ออาหารกลางวันรับประทานเอง หลังมี สส. ฝ่ายค้านเสนอให้ตัดงบประมาณจัดเลี้ยงค่าอาหารกลางวันของ สส. ในช่วงวิกฤตพลังงาน

เอกนัฏชี้ข้อมูลคือ "ยารักษาโรคความตื่นตระหนก"


การอภิปรายของบรรดา สส. เพื่อหาออกจากวิกฤตน้ำมันและพลังงานเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ (25 มี.ค.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หนึ่งในผู้เสนอญัตติ ไล่เลียงข้อมูล 2 ชุดที่ไม่ตรงกัน โดยฝ่ายกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ระบุว่า ไทยนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 1 ล้านบาร์เรล/วัน โรงกลั่นผลิตน้ำมันดีเซลได้ 77 ล้านลิตร/วัน น้ำมันออกจากคลังน้ำมันไปถึงผู้ค้ารายใหญ่ หรือที่เรียกว่า "ผู้ค้า ม.7" ราว 84-100 ล้านลิตร/วัน ซึ่งจ่ายออกไปจากระบบมากกว่าปกติ สวนทางกับฝ่ายผู้ค้าน้ำมันที่แจ้งว่าปั๊มได้รับโควตาน้อยลง และยังปรากฏภาพประชาชนแห่ไปต่อคิวที่ปั๊ม แต่ก็ไม่ได้รับน้ำมัน

ทว่าเขาเชื่อว่า เมื่อรัฐบาลใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ประกาศให้มีการนำส่งข้อมูล รวบรวมข้อมูลซึ่งยังสวนทางกัน แล้วนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ สถานการณ์น่าจะดีขึ้น

"นี่คือยาที่จะรักษาโรคความตื่นตระหนกของประชาชนได้... มันเป็นเรื่องตลกมากเลย แถวบ้านผม ต้องเติมน้ำมันเพื่อที่จะหาน้ำมันมาเติม" นายเอกนัฏกล่าวและว่า ถ้าสถานการณ์บานปลาย กลั่นเต็มที่แต่ไม่ถึงมือประชาชน หากอำนาจที่นายกฯ ใช้ตาม พ.ร.ก. ยังทำไม่ได้ ผมขอเสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการที่เข้มข้นมากกว่านี้


เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้มีชื่อติดโผ รมว.พลังงานในรัฐบาล "อนุทิน 2" เป็นหนึ่งในผู้เสนอญัตติในวันนี้

สส. จากพรรคสีน้ำเงินยังขอให้สภาช่วยกันตัดสินใจว่า "ประเทศไทยเราจะอยู่กับความจริงหรืออยู่กับโลกจินตนาการ กองทุนน้ำมันเหมือนเป็นสิ่งที่สะกดจิตคนไทยทั้งประเทศให้เชื่อว่าน้ำมันมีใช้ ราคาถูก" ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านราคาน้ำมันสูงกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเอาเงินในอนาคตมาจ่าย ในที่สุดก็ต้องคืนอยู่ดี จึงต้องทบทวนว่ากลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ในตอนท้าย นายเอกนัฏซึ่งมีชื่อปรากฏในโผ รมว.พลังงาน ของรัฐบาล "อนุทิน 2" ได้ฝากถึง รมว.พลังงานคนใหม่ ให้มีเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมามีคนเก่งมากมาย ขาดแต่คนกล้า "ขอเตือนสติท่านอย่าฟังเพียงข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เสนอมา มากกว่าข้อมูลจากประชาชน"

กรณ์วิจารณ์รัฐบาลบริหารล้มเหลว ทำน้ำมันขาด-แพง

ด้านพรรคฝ่ายค้านที่เป็นเจ้าของญัตติ วิจารณ์ว่าวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นมาจาก "การบริหารจัดการของรัฐบาลที่ล้มเหลว นำมาสู่ทุกข์ร้อนของประชาชน"

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า มีความพยายามบอกว่าวิกฤตที่ประชาชนต้องเจอเกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ส่วนตัวเห็นว่าปัญหาน้ำมันขาดแคลนเกิดจาก 3 ความล้มเหลวของรัฐบาล

หนึ่ง ข้อเท็จจริงคือคลังน้ำมันของโรงกลั่นไม่ส่งน้ำมันที่เพียงพอให้ปั๊ม ซึ่งว่าที่ รมว.พลังงาน ก็พูดเองว่ามีชุดข้อมูลที่ย้อนแย้งกัน รัฐบาลสามารถยืนยันได้ว่าโรงกลั่นผลิตน้ำมันออกมาเท่าไหร่ และในขณะเดียวกันก็มีอีกชุดข้อมูลที่รัฐบาลยืนยันและยอมรับว่าโรงกลั่นไม่ได้ส่งน้ำมันครบถ้วนให้กับปั๊มน้ำมัน

"นี่ไม่ใช่ความย้อนแย้ง แต่เป็นการยืนยันว่าไอ้โม่งมีจริง คำถามที่ประชาชนอยากมีคำตอบคือแล้วน้ำมันอยู่ที่ไหน ไปอยู่ในมือใคร" นายกรณ์ตั้งคำถาม

สอง โครงสร้างราคาน้ำมันมีปัญหา เพราะมี 3 ตลาด 3 ราคาคือ ราคาหน้าปั๊มซึ่งได้รับการชดเชยจากรัฐ, ราคาขายส่งผ่านจ็อบเบอร์ (Jobber) ซึ่งไม่ได้รับการชดเชย, และราคาน้ำมันเขียวซึ่งไม่ได้รับการชดเชย แต่ได้รับการลดภาษีสรรพสามิต "ความล้มเหลวของรัฐบาลคือไม่สามารถบริหารให้ผู้ซื้ออยู่ในตลาดของตนเอง ไม่สามารถบริหารให้ผู้ซื้อในตลาดจ็อบเบอร์ ผู้ซื้อในตลาดประมง แห่มาซื้อหน้าปั๊ม ทำให้ขาดแคลนสำหรับประชาชนทั่วไป"

สาม กองทุนน้ำมันฯ ซึ่งมีหนี้กว่า 2 หมื่นล้านบาท การที่กองทุนน้ำมันจะมีสิทธิกู้ยืมเงินเพื่อนำมาชำระหนี้ของตน ต้องมีมติ ครม. แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีมติ ทำให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่อง เขารอเงินชดเชย จึงไม่ยอมจ่ายน้ำมันไปหน้าปั๊ม เพราะยิ่งขาย ยิ่งขาดสภาพคล่อง การอธิบายว่าขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการไม่ใช่คำอธิบายที่ดีพอ

"ที่นายกฯ บอกว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากความตื่นตระหนก ก็ตื่นตระหนกจริง ๆ แต่มาจากรัฐบาลบริหารล้มเหลว ส่วนการกักตุน ขอให้ไปดูทีไอ้โม่ง ขอให้เอาจริง ถ้าไม่เอาจริงสุ่มเสี่ยงที่คนจะสับสน หรือคิดว่ารัฐบาลกับไอ้โม่งเป็นพวกเดียวกัน" นายกรณ์กล่าว


กรณ์ จาติกวณิช วิจารณ์ว่ารัฐบาลล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำมัน

ส่วนราคาน้ำมันที่รัฐบาลบอกว่าจะลอยตัว ทำให้นายกรณ์ตั้งคำถามว่าจะปล่อยลอยตัวไปถึง 50 บาทตามราคาจริงหน้าโรงกลั่น ณ วันนี้ หรือไม่ พร้อมวิจารณ์รัฐบาลที่ไม่ไปตรวจสต็อกที่คลังน้ำมันตั้งแต่แรก ปล่อยให้โรงกลั่นทำกำไร ขายน้ำมันที่มีค่าการกลั่นสูงกว่าปกติ 3 เท่า อีกทั้งตั้งแต่เกิดวิกฤต ภาษีสรรพสามิตน้ำมันก็ไม่เคยลดแม้แต่สตางค์เดียว ยังอยู่ที่ 6.59 บาท พรรค ปชป. เสนอให้นำกำไรในรูปธรรมเนียมลาภลอย และลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 6 บาท ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง 9 บาท/ลิตร

นายกรณ์คาดการณ์ด้วยว่า ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะปัญหาโครงสร้างผลิตไฟฟ้าของไทยที่พึ่งพาแก๊สธรรมชาติ (LNG) มากเกินไป ตั้งแต่สงครามราคาเพิ่ม 100% จาก 10 เหรียญ/หน่วย เป็น 21 เหรียญ/หน่วย ซึ่งโครงสร้างการซื้อไฟของรัฐบาล เอื้อนายทุนและภาคเอกชนให้ทำกำไรมากขึ้นทุกครั้งที่ต้นทุนแก๊สเพิ่มสูงขึ้น สูตรซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชน สูตรซื้อแก๊สจากผู้นำเข้าเอกชน ทำให้เอกชนมีกำไรเพิ่มขึ้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน เพราะระยะหลังเห็นผลักดันให้ข้าราชการผู้ใหญ่มาพูดแทน

"ฝากบอกรัฐมนตรีอย่าแอบ อย่าซ่อน อย่าหนี ประชาชนต้องการฟังคำแจงจากท่าน นั่นคือความไว้วางใจ" นายกรณ์กล่าว

วีระยุทธ์ชง 3 เปลี่ยน กู้วิกฤต

นายวีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เห็นว่า การพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตโลกป่วน ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติ พร้อมเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตนี้

หนึ่ง เปลี่ยนการจัดการแบบปกปิด หรือลักปิดลักเปิด เป็นเปิดรับฟังแบบโปร่งใส เดินไปหาผู้เดือดร้อนแท้จริง นอกจากปิดห้องคุยกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ลงโทษผู้กระทำผิดให้ได้

เขากล่าวว่า วันที่นายกฯ ไม่อยู่ไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง" (ศบก.) ประกาศจะจับไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน แต่พอนายกฯ กลับมา ก็มีการปิดห้องเรียกผู้ค้าปั๊มรายใหญ่ 5-6 รายมาคุย พอบริษัทใหญ่บอกว่ามีน้ำมันพอ นายพิพัฒน์ก็ออกมาแถลงต่อว่าไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวล

สอง เปลี่ยนการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันได และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

นายวีระยุทธ์ หรือ "ดร.ต้น" ชี้ว่า เหตุปั่นป่วนโกลาหลหน้าปั๊ม เป็นเพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะตึงราคาน้ำมัน 15 วัน จึงเพิ่มแรงจูงใจผู้ขายในการกักตุนน้ำมัน และเพิ่มความอยากซื้อมากกว่าปกติให้แก่ประชาชน จึงเห็นว่านอกจากการอุดหนุนแบบตรึงราคา รัฐบาลสามารถใช้แนวทางอื่นได้ เช่น การอุดหนุนแบบขั้นบันได โดยวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก, การอุดหนุนแบบเฉพาะกิจ ยิงตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ประกอบกับปรับลดภาษีสรรพสามิต เหมือนที่ช่วยน้ำมันเขียวในภาคประมง และเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอกโดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม

สาม เปลี่ยนโครงการ "ปุ๋ยธงเขียว" เพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง

นายวีระยุทธ์กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยถึง 5.6 ล้านตัน/ปี โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิม จึงเสนอให้รัฐบาลติดตามดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นการนำเข้า จำหน่าย และการเก็บเกี่ยว พร้อมแจก "คูปองปุ๋ย" ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น


วีระยุทธ์ และ สส. พรรคประชาชน

อรรถวิชช์แฉ "ไอ้โม่ง" คือโรงกลั่น

ภายหลังบรรดา สส. เอ่ยถึง "ไอ้โม่ง" กันมาทั้งวัน ในที่สุดนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) คือผู้เฉลยว่า "ไม่ต้องไปตามหาไอ้โม่งที่ไหน เพราะ 'ไอ้โม่ง' คือโรงกลั่น" และขอให้ไปถามโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 โรงและเครือข่ายของเขาว่าน้ำมันหายไปไหน

ในระหว่างอภิปราย นายอรรถวิชช์ยกข้อมูลในช่วงที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช. เป็น รมว.พลังงาน ปี 2568 พบว่า ไทยกลั่นน้ำมันได้ 1 ล้านบาร์เรล/วัน (1 บาร์เรล เท่ากับ 159 ลิตร) ตลอดปี 2568 ไทยผลิตน้ำมันอย่างน้อย 159 ล้านลิตร/วัน ถือว่าเพียงพอและมากเกินความต้องการใช้ กระทั่งเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปกระชากขึ้น และเกิดอาการ 2 ราคาคือ ราคาค้าปลีกไม่ถึง 30 บาท/ลิตร ที่หน้าปั๊ม แต่ราคาค้าส่งกลับสูงไปถึง 50 บาท/ลิตร โรงกลั่นย่อมต้องขายให้กลุ่มค้าส่งเพราะขายได้ราคาแพงกว่า กำไรมากกว่า เป็นเหตุให้กลุ่มค้าปลีกหน้าปั๊มน้ำมันเกิดขาดแคลนน้ำมัน โดยเฉพาะปั๊มที่เป็นระบบแฟรนไชส์จะถูกตัดโควตาก่อน เพราะโรงกลั่นและคลังน้ำมันนำน้ำมันส่วนนี้ไปขายให้กลุ่มค้าส่ง

"เมื่อรัฐบาลประกาศตรึงราคา โดยใช้กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยส่วนต่างให้ และเปลี่ยนราคาเรื่อย ๆ โรงกลั่นจึงเก็บน้ำมันเพื่อรอนำออกไปขายตอนที่มีราคาสูงกว่า"

อย่างไรก็ตาม สส. จากพรรค รทสช. มองว่า นายกฯ มาถูกทางแล้ว คือใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันสภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 เพื่อห้ามส่งออก แต่ยังไม่ได้ใช้กฎหมายนี้ในการสั่งตรึงราคาโดยไม่ชดเชย รัฐบาลควรใช้กฎหมายทุบโรงกลั่นน้ำมัน โดยการประกาศให้ขายเป็นราคาเดียว หรือใช้คณะกรรมการกลางของกระทรวงพาณิชย์กำหนดราคาแทน

"หากนายกฯ สั่งให้เป็นราคาเดียวได้ ไม่เกิดกลไก 2 ราคา และหากโรงกลั่นจะขอชดเชยการขาดทุน ให้ทำเรื่องขอมาที่คณะกรรมการกองทุนน้ำมันฯ ไม่ใช่การชดเชยอัตโนมัติอย่างที่ทำกันทุกวันนี้ เพราะโรงกลั่นย่อมต้องรู้ต้นทุนและกำไรขาดทุนดีอยู่แล้ว ผมขอขีดเส้นใต้ 500 ครั้ง กองทุนน้ำมันไม่ได้มีไว้ชดเชยกำไรของโรงกลั่น" นายอรรถวิชช์กล่าว

https://www.bbc.com/thai/articles/c4gdj47mp6ro



รวยไม่ไหวแล้วโว้ย (ขออีก ขออีก)









คณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโกตัดสินว่าบริษัท Meta ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียมีความผิดฐานทำให้เด็กตกอยู่ในอันตรายโดยทำให้เด็กเสี่ยงต่อการถูกผู้ล่าทางเพศบนแพลตฟอร์มของตน นี่เป็นหนึ่งในคดีแรกๆ ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของเด็ก







https://x.com/AFP/status/2036803327736897563
.....

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2026 คณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโกได้ตัดสินคดีสำคัญ โดยพบว่า Meta (บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram) มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐ ด้วยการหลอกลวงประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มสำหรับเด็ก และเอื้อต่อการแสวงประโยชน์จากเด็ก

คำตัดสินนี้เป็นการปิดฉากการพิจารณาคดีที่ได้รับความสนใจอย่างมากเป็นเวลาเจ็ดสัปดาห์ในเมืองซานตาเฟ และส่งผลให้มีการปรับเงิน 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คณะลูกขุนตัดสินให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียต้องรับผิดโดยตรงในข้อกล่าวหาเช่นนี้

รายละเอียดสำคัญของคำตัดสิน

ค่าปรับ: เดิมทีรัฐเรียกร้องค่าเสียหายมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่คณะลูกขุนตัดสินให้เพียง 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคำนวณจากจำนวนการละเมิดกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของรัฐนิวเม็กซิโกจำนวน 75,000 ครั้ง และคณะลูกขุนกำหนดค่าปรับสูงสุด 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อการละเมิดหนึ่งครั้ง

ข้อกล่าวหา: คณะลูกขุนตัดสินว่า Meta มีการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยให้ความสำคัญกับผลกำไรมากกว่าความปลอดภัยของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาพบว่า Meta:

ให้ข้อมูลที่ผิดพลาดแก่ผู้ปกครองและวัยรุ่นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเครื่องมือความปลอดภัย

ล้มเหลวในการใช้ระบบตรวจสอบอายุที่เข้มงวด

ปกปิดความรู้ภายในเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กและความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตในแอปของตน

หลักฐานลับ: ส่วนสำคัญของคดีของรัฐคือ "ปฏิบัติการ MetaPhile" ซึ่งเป็นการล่อซื้อในปี 2023 โดยสำนักงานอัยการสูงสุดของรัฐนิวเม็กซิโก นักสืบที่ปลอมตัวเป็นเด็กอายุเพียง 14 ปี ได้บันทึกการรับข้อความชักชวนทางเพศและเนื้อหาอนาจารหลายพันรายการ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดหลายราย

การแก้ต่างและการตอบโต้ของ Meta

Meta ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำตัดสินและให้คำมั่นว่าจะยื่นอุทธรณ์ ในระหว่างการพิจารณาคดี ซีอีโอ Mark Zuckerberg และหัวหน้า Instagram Adam Mosseri ได้ให้การเป็นพยาน (ผ่านการให้การ) โดยโต้แย้งว่าในขณะที่อันตรายเช่นการแสวงประโยชน์เป็นสิ่งที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้" บนแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้หลายพันล้านคน บริษัทได้ลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในด้านความปลอดภัยและมีความโปร่งใสเกี่ยวกับความท้าทายต่างๆ

ขั้นตอนต่อไปคืออะไร?

ขั้นตอนที่สอง (พฤษภาคม 2026): การพิจารณาคดีในระยะที่สองมีกำหนดเริ่มในต้นเดือนพฤษภาคม การพิจารณาคดีครั้งนี้จะเป็น "การพิจารณาคดีโดยผู้พิพากษา" (ตัดสินโดยผู้พิพากษา ไม่ใช่คณะลูกขุน) เพื่อพิจารณาว่าแพลตฟอร์มของ Meta ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณะหรือไม่ ผู้พิพากษาอาจสั่งให้ Meta เปลี่ยนแปลงการออกแบบแพลตฟอร์ม หรือให้ทุนสนับสนุนโครงการสาธารณะด้านสุขภาพจิตของเด็ก

ผลกระทบในวงกว้าง: คดีนี้ถือเป็นคดี "ต้นแบบ" (Bellwether) ซึ่งคาดการณ์กันว่าผลลัพธ์ของคดีจะส่งอิทธิพลต่อคดีความลักษณะเดียวกันอีกนับพันคดีที่กำลังดำเนินอยู่ในทั่วสหรัฐอเมริกา โดยคดีเหล่านี้ล้วนมีข้อกล่าวหาว่าบริษัทสื่อสังคมออนไลน์ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการเสพติดและสร้างอันตรายต่อเยาวชน

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

จนถึงสัปดาห์นี้ บริษัทโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ "ไม่เคยแพ้คดี" ในเรื่องความปลอดภัยของเด็ก เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันทางกฎหมายอย่างกว้างขวาง การแพ้คดีติดต่อกันนี้ชี้ให้เห็นว่าคณะลูกขุนกำลังแยกแยะระหว่างสิ่งที่ผู้คนพูด (เสรีภาพในการพูดที่ได้รับการคุ้มครอง) กับวิธีการสร้างแอป (ผลิตภัณฑ์ที่อาจมีข้อบกพร่อง)

ทั้ง Meta และ Google ประกาศว่าจะยื่นอุทธรณ์ โดยอ้างว่าคำตัดสินเหล่านี้ "เข้าใจผิด" เกี่ยวกับวิธีการทำงานของแพลตฟอร์มของพวกเขา และเพิกเฉยต่อเครื่องมือด้านความปลอดภัยที่มีอยู่แล้ว


(Google Gemini)




ทุกครั้งที่คะแนนความนิยมรัฐบาลอนุทินตกต่ำ ความขัดแย้งชายแดนก็อาจจะถูกปลุกขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย อีกครั้ง - ระวังจะตกต่ำเหมือนทรัมป์นะ !

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26553397537633734

Thanapol Eawsakul 
4 hours ago
·
ทุกครั้งที่คะแนนความนิยมรัฐบาลอนุทินตกต่ำ
เช่นกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ปลายเดือนพฤศจิกายน 2569
ความขัดแย้งชายแดนไทย กัมพูขา มักจะถูกขุดขึ้นมา แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุุ่่ย
วิกฤติน้ำมันที่เริ่มจากสงครามอิหร่าน กับ สหรัฐ+อิสราเอล ที่เริ่มตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
ที่ตอนนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก
นำไปสู่คะแนนนิยมที่ลดลงไปอีกของรัฐบาลอนุทิน
ที่เดิมก็ไม่มีความชอบธรรมในการขึ้นมาสู่อำนาจ ด้วยการเลือกตั้งทึ่มีปริศนาหลายอย่าง
ความขัดแย้งชายแดนก็อาจจะถูกปลุกขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุุ่่ย อีกครั้ง
ก็อาจจะเป็นคนหน้าเดิมนี่แหละ






 

ผู้รอดชีวิตที่ถูกเจฟฟรีย์ เอปสตีนล่วงละเมิดทางเพศออกรายการบีบีซีนิวส์ไนท์กล่าวถึงความวิตถารของนักการเงินฉาวรายนี้


ลิซา ฟิลลิปส์บอกว่า "ฉันว่าเขา [เอปสตีน] ชอบเวลาที่พวกเราตัวแข็งทื่อและหวาดกลัวจนไม่รู้จะทำอะไร"

"เขาชอบดูเงาความกลัวในแววตาคน" ผู้รอดชีวิตจากเอปสตีนบอกบีบีซี

อานา ฟากาย
กรุงวอชิงตัน
25 มีนาคม 2026

คำเตือน: เรื่องราวนี้อาจมีคำบรรยายทางเพศ

เมื่อกล่าวถึงเจฟฟรีย์ เอปสตีน กระทำผิดทางเพศนั้น โจอานนา ฮาร์ริสัน ไม่เคยต้องการพูดถึงเหตุการณ์ที่เธอเคยถูกเขาล่วงละเมิดมาก่อนเลย

เหตุผลของเธอเองไม่ต่างกับผู้รอดชีวิตรายอื่น ๆ ที่ระบุว่าการที่ถูกเอปสตีนทำร้ายนั้นทำให้เธอรู้สึกอับอายเป็นล้นพ้น ทว่าหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เผยแพร่ไฟล์เอกสารกว่าล้านฉบับออกมาทำให้ชื่อของเธอถูกเผยออกต่อสาธารณชนโดยบังเอิญ เธอบอกกับวิคตอเรีย เดอร์บีไชร์ ผู้สื่อข่าวในรายการบีบีซีนิวส์ไนท์ว่า เหตุการณ์นั้นทำให้เธอรู้สึกว่าจำเป็นจะต้องออกมาเล่าเรื่องราวในที่สุด

ฮาร์ริสัน เล่าว่า "มันถึงจุดที่ฉันรู้สึกจุกจนหายใจไม่ออกแล้วต้องหายใจหายคอเสียบ้าง ฉันรู้สึกว่าวิธีนี้จะทำให้ฉันหายใจคล่องคอขึ้น"

รายการบีบีซีนิวส์ไนท์เชิญฮาร์ริสัน ร่วมกับผู้รอดชีวิตจากเอปสตีนรายอื่น ๆ มาออกรายการในห้องส่งพร้อมกันเป็นครั้งแรก มีการสัมภาษณ์ดำเนินระยะเวลานานยาวกว่าชั่วโมงสอดแทรกด้วยท่าทีการปลอบขวัญให้กำลังใจ ระหว่างนั้นยังมีช่วงที่พวกเธอได้เห็นภาพของตนเองยามเมื่อแรกพบเอปสตีนเป็นครั้งแรกเป็นเหตุให้แขกรับเชิญบางรายถึงกับน้ำตาไหล

ในการสัมภาษณ์นั้นมีการพูดถึงเนื้อหาอย่างกว้างขวาง เหล่าผู้รอดชีวิตพูดถึงเรื่องราวของตนเองด้วยความเสียใจและขุ่นเคือง ผู้ให้สัมภาษณ์บางรายกล่าวถึงเกาะลิตเติลเซนต์เจมส์ เกาะส่วนตัวอันอื้อฉาวของเอปสตีน ขณะที่บางรายกล่าวถึงนาที "พิศวง" ที่บ้านไร่ของเขาในรัฐนิวเม็กซิโก

พวกเธอกล่าวว่าพวกเธอเชื่อว่าเหล่าผู้มีอิทธิพลที่ข้องแวะกับผู้ชายคนนี้นั้นล้วนน่าจะรู้กันดีว่าเขาได้ทำอะไรไว้บ้าง

ผู้รอดชีวิตถูกผลักให้ต้องออกมาเผยตัวในสปอตไลท์

กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่เอกสารการสืบสวนเอปสตีนในหลายกรรมหลายวาระรวมแล้วกว่าล้านฉบับ แต่เอกสารบางฉบับไม่ได้ถูกปกปิดอย่างที่ควรทำให้อัตลักษณ์ของเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดได้รับการเปิดเผย

ฮาร์ริสันเองก็เป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกเปิดเผยตัวต่อสาธารณะในครั้งนั้น

เธอเล่าในรายการบีบีซีนิวส์ไนท์ว่า เธอไม่เคยต้องการให้มีการเผยแพร่เอกสารเลยเพราะกลัวว่าจะมีชื่อเธอหลุดออกมา

ฮาร์ริสันบอกว่า "ต้องมาเห็นหน้าคนที่เคยล่วงละเมิดเราทุกเมื่อเชื่อวันติดต่อกันเป็นเวลา 6 ปี ในโทรทัศน์นั้นไม่ใช่เรื่องปกติเลย"

เธอเล่าย้อนกลับไปว่าเธอพบกับเอปสตีนในรัฐฟลอริดา ขณะนั้นเธออายุ 18 ปี ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นที่การนวดไม่ต่างกับผู้รอดชีวิตรายอื่น ๆ เลย

"ทุกอย่างดูเป็นปกติดี" ฮาร์ริสันเล่า "แล้วเขาก็เริ่มดำเนินการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง ฉันตัวแข็งทื่อไปหมด จนนั่งรถกลับบ้านฉันก็ยังพูดอะไรไม่ออก"

หลังจากนั้นเธอก็เล่าถึงเหตุการณ์ที่เอปสตีนข่มขืนเธอในวันเกิดของเธอเอง

นี่เป็นครั้งแรกที่ฮาร์ริสันเล่าเรื่องนี้ต่อสาธารณชน เธอไม่เชื่อสนิทใจด้วยซ้ำว่าเธอและผู้รอดชีวิตรายอื่น ๆ จะได้รับความยุติธรรมโดยเฉพาะเมื่อเอปสตีนที่เสียชีวิตไปแล้วในขณะนี้ "ฉันมีคำถามมากมายที่ฉันจะไม่มีวันได้รับคำตอบด้วย"

เดินทางห้าประเทศในเวลาห้าวันพร้อมคลินตัน สเปซี และแม็กซ์เวลล์

ส่วน ชอนเทย์ เดวีส์ ผู้รอดชีวิต อีกรายนำภาพที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนแสดงให้บีบีซีนิวส์ไนท์ชม

ภาพดังกล่าวยังมีคู่ร่วมขบวนการของเอปสตีนอย่าง กิสเลน แมกซ์เวลล์ พรั่งพร้อมด้วยเควิน สเปซีนักแสดง และ อดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตันร่วมปรากฏด้วย โดยสเปซีและอดีตปธน.คลินตันกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการมนุษยธรรมเรื่องการป้องกันโรคเอดส์ในขณะนั้น

"ฉันเขียนบรรยายในสมุดบันทึกของตัวเองในขณะนั้นว่าพวกเขาเป็นสุดยอดกลุ่มคนที่หลากหลายที่สุดเท่าที่จะรวบรวมมาได้ ตอนนั้นเหมือนดังเราเข้าค่ายเพราะต้องเดินทางห้าประเทศในห้าวัน" เธ อกล่าว โดยเล่าต่อว่าบนเครื่องบินนั้นเหล่า พวกเขากินขนมขบเคี้ยว เล่นไพ่ และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ สู่กันฟัน

เธอเล่าต่อว่า "ตอนนั้นเหมือนเป็นทริปที่เกิดขึ้นได้ครั้งเดียวในชีวิต และน่าเศร้าที่มันจะต้องมาแปดเปื้อนด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นในฉากหลังของทริปนั้น"

เดวีส์เล่าว่าเธอถูกเอปสตีนข่มขืนบนเกาะส่วนตัวของเขาหลังจากถูกว่าจ้างให้นวด

เธอเองนั้นเป็นหมอนวดที่ผ่านการฝึกอบรมมา เธอยังเผยในรายการบีบีซีนิวส์ไนท์ด้วยว่าที่ผ่านมาก็ยังได้นวดให้กับคลินตันที่คอและหลังในสนามบินที่โปรตุเกสขณะที่เครื่องบินแวะเติมน้ำมัน ณ เวลานั้นเธอกล่าวว่าเธอเขียนในสมุดบันทึกว่าอดีตประธานาธิบดีนั้นทั้งถ่อมตัว ใจดี และเป็นผู้มีสเน่ห์


ภาพกิสเลน แมกซ์เวลล์ร่วมกับเควิน สเปซี โดยนักแสดงชื่อดังเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้มีการเผยเอกสารที่เกี่ยวกับเอปสตีนออกมาทั้งหมด

ระหว่างที่อดีตประธานาธิบดีคลินตันเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาลในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา เขาต้องตอบคำถามเรื่องการปฏิสัมพันธ์นี้ระหว่างเขากับเดวีส์ เขาบอกคณะกรรมาธิการว่าเขานึกหวังว่าเดวีส์น่าจะบอกเขาว่าเอปสตีนทำผิดอะไรไว้บ้าง

แต่เดวีส์กล่าวว่าเธอไม่เคยนึกจะบอกเรื่องนี้กับคลินตันเลย เธอกล่าวว่า "ฉันจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครทั้งนั้น"

"แล้วเขาจะทำอะไร ถามจริง ๆ เขา [คลินตัน] จะหยุดมันหรือ" เดวีส์พูดถึงการกระทำผิดของเอปสตีน "ฉันเดาว่าเราเองก็คงสุดจะรู้ได้ "

เดวีส์ระลึกถึงชั่วเวลาหนึ่งระหว่างที่อยู่ในโปรตุเกสกับอดีตปธน.คลินตัน เธอยังได้ช่วยเขาเลือกซื้อเครื่องประดับอัญมณีให้เชลซี ลูกสาวของเขาด้วย

คลินตันกล่าวซ้ำ ๆ ว่าเขาไม่ได้เป็นประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำผิดของเอปสตีน ชื่อของเขาปรากฏหลายร้อยครั้งในเอกสารเอปสตีน กระนั้นแล้วการมีชื่อในเอกสารเอปสตีนไม่ได้หมายความว่าเขาได้กระทำผิดไปด้วย

ส่วนสเปซีนั้นเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้มีการเผยเอกสารที่เกี่ยวกับเอปสตีนออกมาทั้งหมด โดยกล่าวว่า "สำหรับคนอย่างพวกเราที่ไม่มีอะไรให้กลัวนั้น ความจริงปราฏช้าเกินไป"


ชอนเทย์ เดวีส์ ขณะอยู่กับอดีตประธานาธิบดีคลินตันบนเครื่องบิน

บ้านไร่ 'สุดสยอง' ของเอปสตีนในรัฐนิวเม็กซิโก

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีข้อกล่าวหาปรากฏเพิ่มเติมจากไฟล์เอกสารของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จนเป็นเหตุเรียกร้องให้รัฐบาลของรัฐนิวเม็กซิโกเปิดการสืบสวนคดีเรื่องบ้านไร่โซร์โรของเขาเสียใหม่

ก่อนหน้านี้รัฐบาลรัฐนิวเม็กซิโกมีการสอบสวนเบื้องต้นแล้วในปี 2019 แต่ก็ได้ยุติการสอบสวนนั้นไปหลังมีคำร้องจากอัยการกลางในนครนิวยอร์ก

เดวีส์กล่าวว่า "ที่นั่นคือที่ที่การกระทำผิดส่วนใหญ่เกิดขึ้น ฉันมีความทรงจำที่ดำมืดที่สุดก็จากที่บ้านไร่โซร์โรนี่เอง"

เธอยังบอกกับบีบีซีนิวส์ไนท์ว่าเธอขณะที่เธออยู่ ณ ที่นั้นเธอรู้สึก "ติดกับดัก"

"ความรู้สึกที่นั่นมันทั้งหนาว มืดมิด และสยองขวัญ" เดวีส์เล่า

ลิซ่า ฟิลลิปส์ ผู้รอดชีวิตอีกรายที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีนิวส์ไนท์กล่าวว่ารู้สึกแบบเดียวกันกับบ้านไร่แห่งนั้น "ฉันจำได้ว่ารู้สึกทำนองว่า 'ที่นี่มันสยองพิลึก' ที่นั่นมันมีความรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ"

เดวีส์ยังกล่าวอีกว่าเธอเชื่อว่ามีอีกหลายอย่างที่เกิดที่นั่นแต่ยังไม่ได้ถูกเปิดโปง


ชอนเทย์ เดวีส์กล่าวว่าเธอถูกเอปสตีนข่มขืนบนเกาะส่วนตัวของเขาหลังได้รับการว่าจ้างให้นวด

เอปสตีนบอกผู้รอดชีวิตว่า "ผมชอบมีอะไรไว้ต่อรองคน"

เดวีส์กล่าวว่าเอปสตีนชอบป่าวประกาศไปทั่วว่าเขานั้นมีสายสัมพันธ์กว้างขวางเพียงใดกับคนใหญ่คนโต

เธอกล่าวว่าเขาโอ้อวดว่าให้ซาราห์ เฟอร์กูสัน อดีตดัสเชสแห่งยอร์กหยิบยืมเงินทอง "นั่นไม่ได้เป็นความลับแม้แต่น้อย" เดวีส์กล่าวกับบีบีซีนิวส์ไนท์

เดวีส์ยังบอกว่า ในเคหสถานของเอปสตีนนั้นมีภาพต่าง ๆ ของเฟอร์กูสันและ แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ (อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ของอังกฤษ) อดีตสามีของเธอร่วมด้วยเหล่าลูกสาวของพวกเขาใส่กรอบไว้

ด้านลิซ่า ฟิลลิปส์ผู้เป็นนางแบบแฟชั่นในขณะนั้นยังกล่าวถึงสายสัมพันธ์ของเอปสตีนกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ และเล่าถึงเรื่องราวของเพื่อนของเธอที่ไม่ได้ออกมาเล่าเรื่องด้วยตนเองอย่างเปิดเผยและต้องการจะปกปิดตัวตนของตนไว้ โดยเธอเล่าโดยกล่าวหาว่าเพื่อนรายนั้นถูกจัดแจงให้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์

เธอกล่าวว่าเพื่อนรายนี้ไปที่อะพาร์ตเมนต์ของเอปสตีนในย่านอัปเปอร์-อีสต์ไซด์ของมหานครนิวยอร์กเมื่อปี 2003 ณ ที่นั่นเพื่อนรายนี้ก็ถูกกำกับให้ไปยังห้องแห่งหนึ่งและมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายที่เจ้าตัวกล่าวว่าคือ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์

อย่างไรก็ตาม อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ปฏิเสธมาเสมอว่าไม่ได้กระทำผิดใด ๆ


ภาพลิซ่า ฟิลลิปส์บนเรือโดยมีเกาะของเอปสตีนอยู่เบื้องหลัง

ฟิลลิปส์ยังกล่าวกับรายการบีบีซีนิวส์ไนท์ว่าภายหลังเธอยังได้ถามกับเอปสตีนว่าเหตุใดเขาจึงต้องจัดแจงให้เพื่อนของเธอมีความสัมพันธ์ทางเพศกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เธอกล่าวว่า เอปสตีนแสยะยิ้มแล้วตอบว่า "ผมชอบมีอะไรไว้ต่อรองคน"

"เขาชอบดูเงาความกลัวในแววตาคน" เธอกล่าวถึงการล่วงละเมิดหลากหลายครั้งของเอปสตีน "ฉันคิดว่าเขาชอบยามเมื่อเราตื่นกลัวจนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูก ฉันว่ามันเร้าอารมณ์เขา"

ฟิลลิปส์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการนิวส์ไนท์ เธอได้เรียกร้องไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจของสหราชอาณาจักรให้มาสอบปากคำเธอถึงข้อกล่าวหาที่ว่าเพือนของเธอถูกล่วงละเมิดโดยมีอดีตเจ้าชายแอนดรูว์มาเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ถูกจับกุมเมื่อ ก.พ. ที่ผ่านมาจากข้อสงสัยว่าประพฤติมิชอบในหน้าที่ การดำเนินคดีดังกล่าวมาจากข้อกล่าวหาว่าเขาลักลอบส่งต่อข้อมูลลับและมีความอ่อนไหวต่อเอปสตีนขณะที่เขาดำรงตำแหน่งทูตการค้าของสหราชอาณาจักร

เหล่าผู้รอดชีวิตที่พูดคุยกับรายการบีบีซีนิวส์ไนท์กล่าวว่าพวกเธอไม่เชื่อว่าเอปสตีนปลิดชีวิตตนเอง

"เรารู้จักเขา รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร" ฟิลลิปส์กล่าว

เอปสตีนถูกพบว่าเสียชีวิตในห้องขังเดี่ยวของตนเองเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2019 ขณะที่กำลังถูกคุมตัวในเรือนจำกลางนครนิวยอร์กด้วยข้อหาค้ามนุษย์เพื่อประโยชน์ทางเพศและสมคบคิดโดยเสียชีวิตก่อนเข้าสู่กระบวนการศาล

ผู้ตรวจสอบทางการแพทย์ของรัฐนิวยอร์กชี้ว่าการเสียชีวิตดังกล่าวมาจากการฆ่าตัวตาย

"ฉันยิ้มแบบเดิมไม่ได้อีกเลย" แผลที่หลงเหลือจากเอปสตีน

เจนา ลิซา โจนส์และเวนดี พีซองท์ ต่างก็พบเอปสตีนระหว่างที่พวกเธออายุเพียง 14 ปี ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ขณะนั้นและยังคงมิตรภาพเรื่อยมานานหลายปี หลังจากรอดมาได้จากการล่วงละเมิดทางเพศจากเอปสตีน

"เมื่อคุณต้องผ่านอะไรแบบนี้ขณะที่ยังอายุน้อยนัก มันเหมือนกับว่าโลกแห่งความจริงของคุณถูกทำให้บิดเบี้ยวมานาน" พีซองท์กล่าว " คุณไม่ควรคิดแบบพนักงานบริการทางเพศในตอนที่มีอายุเพียง 14 ปี"

ช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ ผู้รอดชีวิตทั้งห้ารายได้รับภาพของตนในขณะที่มีอายุเท่ากับเมื่อแรกพบกับเอปสตีน

"ฉันยิ้มแบบเดิมไม่ได้อีกเลย" ฮาร์ริสันกล่าวขณะจ้องมองดูรูปภาพขณะเธออายุ 18 ปี

ฟิลลิปส์มองที่ภาพของตนเองในชุดเข้ารูปสีชมพูอ่อนบนเรือก่อนตระหนักว่าเกาะเบื้องหลังคือเกาะของเอปสตีน

"ขณะนั้นฉันเพียงมีความสุขกับชีวิต ไม่รู้เลยว่าชีวิตกำลังจะต้องพบกับอะไร" เธอกล่าวถึงตนเองในภาพนั้น "นี่ไม่ใช่สภาพของฉันหลังจากออกมาจากเกาะนั่น"

https://www.bbc.com/thai/articles/c7058xerr8po




โพสต์ Tom Wright โชว์ภาพจากอินสตาแกรม เล่าเรื่องรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทยที่ลาออกในปี 2025 ที่อ้างว่ารู้จักกับ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ แบบ "ผิวเผิน" นั้น ต่างออกไป และอาจจะไม่เป็นเช่นดังว่าแล้ว





https://x.com/TomWrightAsia/status/2036625141233541446


 


 

ข้อเสนอ 15 ข้อของทรัมป์ ได้ก่อให้เกิดแรงสะเทือน ในแวดวงการทูตและตลาดโลกทันที แม้ว่าทำเนียบขาวจะยังมิได้ยืนยันเนื้อหาฉบับเต็มอย่างเป็นทางการ แต่รายละเอียดที่รั่วไหลออกมาในช่วงระหว่างวันที่ 24-25 มีนาคม 2026 ได้ระบุถึงกรอบแนวทาง เพื่อให้เกิดการหยุดยิงเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน



The emergence of the 15-point proposal has caused immediate ripples in both diplomatic circles and global markets. While the White House has not officially confirmed the full text, leaked details from March 24-25, 2026, outline a "maximum pressure" framework for a month-long ceasefire.

15-Point Proposal: Thai Summary (สรุปข้อเสนอ 15 ข้อ)

Here is a summary of the key points translated into Thai for your tracking:

Nuclear & Missiles (นิวเคลียร์และขีปนาวุธ):

Dismantle Capabilities: รื้อถอนขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ทั้งหมด รวมถึงโรงงานที่ Natanz, Isfahan และ Fordow

No Enrichment: ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในประเทศโดยเด็ดขาด

Stockpile Removal: ส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดให้ IAEA

Missile Limits: จำกัดระยะและจำนวนขีปนาวุธ ให้ใช้เพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น

Regional & Maritime (ภูมิภาคและการเดินเรือ):

Proxy Support: ยุติการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน (Proxies) เช่น Hezbollah และ Houthi

Strait of Hormuz: กำหนดให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเขตเดินเรือเสรี (Free Maritime Zone) และห้ามปิดกั้น

Economic Incentives (สิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจ):

Sanctions Relief: ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

Civilian Nuclear: สหรัฐฯ จะช่วยพัฒนาโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ (Civilian Nuclear) ภายใต้การดูแลของ UN

No Snapback: ยกเลิกกลไก "Snapback" ที่จะดึงมาตรการคว่ำบาตรกลับมาใช้อัตโนมัติ


(Google Gemini) 





https://x.com/washingtonpost/status/2036808081565270056


 

คลิป CNN พูดคุยกับชาวอิหร่าน 2 ฝ่าย ที่มีความคิดเห็นต่างกันเกี่ยวกับสงครามในประเทศของตน กลุ่มหนึ่ง ต้องการให้สงครามนี้ดำเนินต่อไป อีกกลุ่มหนึ่งต่อต้านการเข้าแทรกแซงของสหรัฐฯ และอิสราเอล เพราะ "นี่คือปัญหาของเราเอง"

https://www.facebook.com/reel/5184561068436273


อย่างนี้ก็ได้เหรอ อิสราเอลใช้กองกำลังขับไล่ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้านในเยรูซาเลมตะวันออก และให้ขาวอิสราเอลเข้ายึดครองแทน






https://x.com/AJEnglish/status/2036866830812565868

@getKennethed22
·1h
We can blame Hamas all the time for what has befallen the Palestinians, but this here is very wrong. It's barbaric and should be condemned by all well-meaning members of the public.







รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของนอร์เวย์กล่าวว่า ความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง “ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก เลวร้ายกว่าที่เคยเป็นมา”





เริ่มมีนักวิเคราะห์เริ่มออกความเห็นว่า พวกเขาไม่คิดว่าจะมีการยึดครองเกาะคาร์กในเร็วๆ นี้ ลองฟังเหตุผลเขา







https://x.com/saber_k086/status/2036642808963158167

ผมไม่คิดว่าการโจมตีเกาะคาร์กของสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

ลองดูแผนที่เกาะคาร์กสิครับ อยู่ติดกับฐานทัพเรือบุเชห์รของอิหร่าน และท่าเรือบันดาร์ กานาเวห์ อีกแห่งหนึ่ง ห่างจากชายฝั่งเพียง 20 กิโลเมตร อยู่ในระยะยิงของปืนใหญ่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงโดรนและขีปนาวุธ

นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของเกาะเป็นคลังเก็บน้ำมัน ไม่มีที่กำบัง เป็นจุดที่เปราะบางมาก เกาะทั้งเกาะจะลุกเป็นไฟหากกระสุนปืนใหญ่ของอิหร่านยิงโดน

อีกปัจจัยหนึ่งคือช่องแคบฮอร์มุซ การส่งเรือยกพลขึ้นบกเข้าไปในช่องแคบนั้นเสี่ยงเกินไป หากสหรัฐฯ กำลังพิจารณาการโจมตีเกาะคาร์กอย่างจริงจัง หน่วยจู่โจมทางอากาศจำนวนมากควรถูกส่งไปประจำการที่คูเวตและ/หรืออิรักแล้ว

ผมคิดว่าฐานทัพเรือเกชมและบันดาร์ อับบาส (ที่ทำเครื่องหมายสีแดง) น่าจะเป็นจุดที่น่าสงสัยมากกว่า ข้อมูล GPS แสดงให้เห็นว่าเรือพลเรือนส่วนใหญ่แล่นตามเส้นสีเขียว หลีกเลี่ยงพื้นที่ทุ่นระเบิดทางทะเลที่อาจเกิดขึ้น (ที่ทำเครื่องหมายสีน้ำเงิน) หากสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการเข้าควบคุมฐานทัพเรือทั้งสองแห่ง ก็จะสามารถดำเนินการปฏิบัติการเพิ่มเติมได้ รวมถึงการเปิดช่องแคบและการยกพลขึ้นบกที่คาร์ก







ภัยคุกคามต่อการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้มาจากทุ่นระเบิดในทะเลและโดรนใต้น้ำไร้คนขับเท่านั้น แต่ยังมาจากโดรนและขีปนาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาที่มองเห็นช่องแคบอีกด้วย

ดังนั้น การยึดครองเกาะต่างๆ จึงไม่ได้หมายความว่าสามารถควบคุมช่องแคบได้





 

ขบวนเรือ "Nuestra América" ลำแรกของ flotilla 3 ลำ มาถึงคิวบาแล้ว โดยมีเป้าหมายหลัก ช่วยเหลือประชาชนชาวคิวบาในช่วงที่กำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอันรุนแรง และเพื่อร่วมประท้วงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา แม้ว่ากองเรือบรรเทาทุกข์ชุดนี้จะเป็นความพยายามที่ริเริ่มขึ้นโดยภาคประชาชน แต่ก็มีหลายประเทศที่ได้ส่งความช่วยเหลือ





การเดินทางมาถึงของกองเรือบรรเทาทุกข์ในกรุงฮาวานาถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทั้งวิกฤตการณ์อันรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในคิวบา และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและฮาวานา



การมาถึงขบวนเรือ "Nuestra América"
เมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2026 เรือลำแรกจากกองเรือจำนวนสามลำ—ซึ่งมีชื่อว่า "Granma 2.0" (และมีรายงานบางฉบับเรียกขานว่า "Maguro")—ได้เข้าเทียบท่า ณ อ่าวฮาวานา โดยมีฝูงชนจำนวนมากมารอต้อนรับตลอดแนวถนนเลียบชายฝั่ง Malecón พร้อมโบกสะบัดธงชาติคิวบาและธงชาติปาเลสไตน์

กองเรือชุดนี้นำความช่วยเหลือมามอบให้ประมาณ 30–33 ตัน ซึ่งประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ (โดยเน้นส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลเป็นหลัก) อาหาร ยารักษาโรค และจักรยาน

โครงการริเริ่มนี้ประกอบด้วยคณะผู้แทนกว่า 650 คนจาก 33 ประเทศ โดยมีบุคคลที่มีชื่อเสียงและบทบาทสำคัญเข้าร่วมในภารกิจนี้ด้วย อาทิ Jeremy Corbyn สมาชิกรัฐสภาอังกฤษ, Chris Smalls ผู้นำแรงงานชาวอเมริกัน และวงฮิปฮอปสัญชาติไอริชอย่าง Kneecap

ผู้จัดงานจากกลุ่มต่างๆ เช่น Progressive International และ The People's Forum ได้นิยามภารกิจนี้ว่าเป็นการแสดงออกถึงการท้าทายและต่อต้านสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "การลงโทษแบบเหมารวม" (collective punishment)

ภารกิจนี้เกิดขึ้นในขณะที่คิวบากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่เปราะบางและวิกฤตที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยระบบเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้กำลังหยุดชะงักลงอันเนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่:

การปิดกั้นด้านพลังงาน: ภายหลังการประกาศมาตรการคว่ำบาตรด้านน้ำมันโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 มีรายงานว่าคิวบาต้องประสบภาวะขาดแคลน โดยไม่มีการขนส่งน้ำมันดีเซลหรือน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในประเทศเลยเป็นเวลานานหลายเดือน

ปัญหาไฟฟ้าดับ: เหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วทั้งเกาะได้กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยบางพื้นที่ต้องเผชิญกับภาวะไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ยาวนานถึง 20 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาอาหารเน่าเสียและภาวะขาดแคลนน้ำ

ความตึงเครียดทางการทูต: รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Trump และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ Marco Rubio ได้เพิ่มแรงกดดันเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในคิวบา โดยล่าสุด Trump ได้กล่าวถ้อยแถลงว่าเขาพร้อมที่จะ "เข้ายึดครอง" เกาะแห่งนี้

การตอบสนองจากประชาคมโลก

แม้ว่ากองเรือบรรเทาทุกข์ชุดนี้จะเป็นความพยายามที่ริเริ่มขึ้นโดยภาคประชาชน แต่ก็มีหลายประเทศที่ได้ส่งความช่วยเหลือระดับรัฐบาลในปริมาณที่มากกว่าเข้ามา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายจนถึงขั้นล่มสลายโดยสิ้นเชิง ดังเช่นกรณีของ:

เม็กซิโก: ได้ส่งมอบอาหารและผลิตภัณฑ์สุขอนามัยเข้ามาช่วยเหลือเป็นปริมาณกว่า 2,000 ตัน

จีน: เรือบรรทุกข้าวปริมาณ 60,000 ตันได้ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เกาะดังกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้

บราซิล: ประกาศจัดส่งถั่ว ข้าว และนมผง รวมปริมาณ 20,000 ตัน