วันจันทร์, มิถุนายน 09, 2568

"ยิ่งไม่เจรจา เน้นใช้กำลังทหารเป็นหลัก จะยิ่งทำให้ประเทศไทย สูญเสียความน่าเชื่อถือ ในเวทีระหว่างประเทศ และสงครามไม่เคย แก้ปัญหาข้อพิพาทได้..."


พลอากาศตรี สุรพล นะวะมวัฒน์
June 5
·
"ยิ่งไม่เจรจา
เน้นใช้กำลังทหารเป็นหลัก
จะยิ่งทำให้ประเทศไทย
สูญเสียความน่าเชื่อถือ
ในเวทีระหว่างประเทศ
และสงครามไม่เคย
แก้ปัญหาข้อพิพาทได้

ฮุน เซน เติบโตมาจาก
ทหารบ้าน (กองกำลังเขมรแดง)
ไม่มีการศึกษาสูงส่งอะไร
แต่เขาเก่งเรื่องการต่างประเทศมากๆ
(ขึ้นเป็นรมต.ต่างประเทศ
ตั้งแต่อายุแค่ 28 ปี)
พอเกิดเรื่องไม่ทันไร
ก็ใช้เวทีรัฐสภาของตน
ประกาศว่าจะนำปัญหาข้อพิพาท
กับไทยขึ้นสู่ศาลโลก (ICJ)
ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าเป็นไปไม่ได้
เพราะไทยถอนตัวออกจาก
การเป็นภาคีของ ICJ ตั้งแต่ปี 1962
หรือเมื่อแพ้กรณีปราสาทพระวิหาร
แต่การประกาศเช่นนี้ของฮุน เซน
เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

นกตัวแรก คือ
การประกาศให้ประชาชนกัมพูชา
เห็นว่ารัฐบาลจะไม่หงอ
ให้กับประเทศที่ใหญ่กว่า
แม้เขาจะมีความสนิทสนม
กับรัฐบาลไทยและครอบครัวชินวัตร
แต่รัฐบาลกัมพูชามีหน้าที่
ปกป้องผลประโยชน์
ของชาวกัมพูชา ...
ได้ใจคนเขมรท่วมท้น

นกตัวสอง คือ
การประกาศให้นานาชาติเห็นว่า
กัมพูชาแก้ปัญหาโดยใช้กฏกติกา
ระหว่างประเทศเป็นที่พึ่ง -
- กฏหมายระหว่างประเทศ
มีไว้แก้ปัญหาเพื่อรักษาสันติภาพ
และความมั่นคงของโลก
-- กัมพูชาประพฤติตน
เป็นสมาชิกที่ดีของโลก...
ฮุน เซนกำลังท้าทายประเทศไทย
ว่ากล้าหรือไม่ ที่จะให้
คนกลางตัดสินปัญหา กลัวอะไร?

ฉะนั้น สำหรับดิฉัน
ในเมื่อไทยไม่ต้องการ
ใช้ ICJ อีกต่อไป
ก็ต้องอาศัยการเจรจา
เป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหา
การที่รัฐบาลประกาศ
ใช้เวที JBC คือจุดเริ่มต้นที่ดี
(แม้ว่าจะใช้เวลาหายงงอยู่นานก็ตาม
บอกตรงๆ ว่างง
กับรัฐบาลเพื่อไทยชุดนี้มาก
ทำงานแบบคนเมายาได้เกือบทุกเรื่อง)

สำหรับคนที่โตไม่ทันเหตุการณ์
ข้อพิพาทเหนือปราสาทพระวิหาร
ที่ปะทุขึ้นโดยขบวนการ
ที่มุ่งทำลาย
รัฐบาลพลังประชาชน/เพื่อไทย
#ด้วยการปลุกกระแสคลั่งชาติ
ระหว่างปี 2551-2554
ดิฉันขอย้อนเหตุการณ์
ให้อ่านสั้นๆ ว่ากรณีนี้
ทำให้สถานะของไทย
เหมือนเด็กเกเรระหว่างประเทศ
อย่างไรเมื่อเกิดการปะทะทางทหารขึ้น
รัฐบาลฮุน เซน ประกาศขอให้อาเซียน
เข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจา
อินโดนีเซียซึ่งเป็นประธานอาเซียน
ในขณะนั้น รมต.ต่างประเทศ
นาย Marty Natalegawa
ตอบรับแสดงความยินดีอย่างรวดเร็ว
เพราะสอดคล้องกับ
สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือ
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia - TAC) ของอาเซียน
ที่ระบุว่าประเทศสมาชิก
พึงแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ปฏิเสธในทันที
บอกว่านี่เป็นเรื่องทวิภาคี
ไม่ต้องการให้บุคคลหรือองค์กรที่ 3
เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งๆ ที่ไทย
เป็นสมาชิกอาเซียน ....
อินโดนีเซียเซ็งไปเลย

เมื่อความขัดแย้งลุกลาม
บานปลายมากขึ้น
เกิดการปะทะทั้งบริเวณ
ใกล้ปราสาทพระวิหาร
และกลุ่มปราสาทตาเมือน
ในเดือน ก.พ. 2554
ฮุน เซนประกาศว่า
จะไม่มีการเจรจา
ระดับทวิภาคีอีกแล้ว
และยื่นร้องขอให้
คณะมนตรีแห่งสหประชาชาติ
หรือ UNSC จัดประชุมด่วน
เพื่อหาทางยุติความก้าวร้าวของไทย
(คำของ กพช.) รวมทั้งให้ส่ง
กองกำลังรักษาสันติภาพ
มาประจำในพื้นที่พิพาทอีกด้วย

รัฐบาลอภิสิทธิ์
คัดค้านข้อเรียกร้องนี้
แต่ UNSC กลับตกลง
ที่จะรับพิจารณาประเด็น
ที่กัมพูชาร้องขอ
UNSC ออกมติเตือนให้สองประเทศ
ใช้ความรอบคอบระมัดระวังให้มากที่สุด
ให้มีการตกลงหยุดยิงอย่างถาวร
และให้อินโดนีเซีย ในฐานะ
ประธานอาเซียน เป็นตัวกลาง
จัดการประชุมพบปะระหว่างสองฝ่าย

ฮุน เซน รีบตอบสนอง
ข้อเสนอของ UNSC ทันที
ด้วยการเสนอให้มี
การหยุดยิงอย่างถาวร
แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อเสนอนี้
ในทันทีเช่นกัน

ในที่สุด สิงหาคม 2554
กัมพูชาตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลโลก
ให้ตีความคำพิพากษาปี 2505
ว่า “บริเวณใกล้เคียง” (vicinity)
ปราสาทพระวิหารที่ฝ่ายไทย
ต้องถอนทหารออกไปนั้น
มีขอบเขตแค่ไหน
นอกจากนี้ กัมพูชายังขอ
ให้ศาลโลกออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
ให้ประเทศไทยถอนกำลังทหาร
ออกจากพื้นที่พิพาท
และยุติการกระทำที่เป็น
การแทรกแซงสิทธิของกัมพูชา
ที่จะพัฒนาปราสาทพระวิหาร
หรือทำให้ความขัดแย้งเลวร้ายลง

เรื่องนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้
ของไทยอีกวาระหนึ่ง
เมื่อศาลโลกตัดสินว่า
ภูเขาพระวิหารทั้งลูก
คือบริเวณใกล้เคียงของปราสาท
ที่ไทยต้องถอนทหารออกไป
(ก่อนหน้านี้ ไทยถือว่า
พื้นที่ฝั่งตะวันตกของหน้าผา
หรือตัวปราสาท เป็นของไทย)

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ถ้าคุณไม่ใช่มหาอำนาจ
ที่สามารถทำ
ตามอำเภอใจได้แล้วล่ะก็
ต่อให้อยากแก้ปัญหาด้วยสงคราม
ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
เพราะโลกมีกฏหมายระหว่างประเทศ
ให้คู่กรณีของไทยได้ใช้
แน่นอนว่าในขณะนี้
กัมพูชาไม่สามารถลากไทย
กลับไปขึ้น ICJ ได้อีก
แต่ไทยต้องคำนึงถึงสถานะของตน
ในเวทีระหว่างประเทศให้มาก ...
หลายปีมานี้ วิกฤติการเมืองในไทย
ทำให้เรากลายเป็นเด็กเจ้าปัญหา
ในสายตาของโลก
รวมทั้งกรณีผู้อพยพอุยกูร์
และการคุกคามดร.พอล แชมเบอร์ด้วย
ซึ่งกระทบถึงผลประโยชน์
ของประชาชนอย่างประเมินค่าไม่ได้

ต่อให้อยากแก้ปัญหาด้วยสงคราม
ไทยก็ไม่ควรย่ามใจ
ว่าจะเอาชนะกัมพูชาได้ง่ายๆ
เพราะนับตั้งแต่เกิด
กรณีปราสาทพระวิหาร
กัมพูชาเห็นไทยเป็นศัตรูอันดับหนึ่ง
เขากระชับความร่วมมือ
ด้านการทหารกับจีนมากขึ้น
เพื่อเร่งสร้างสมพละกำลัง
ทางทหารมากขึ้น ...
ปัญหาคือฝ่ายทหาร
และความมั่นคงของไทย
ตามการเปลี่ยนแปลง
ด้านการทหารของกัมพูชาหรือไม่?

สูญเสียกันไปเท่าไร
กับกรณีปราสาทพระวิหาร
ทั้งชีวิตชาวบ้าน-ทหาร,
เศรษฐกิจการท่องเที่ยว
ของคนศรีษะเกษตายสนิท
จนถึงปัจจุบัน,
ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี
ค่าจ้างทนายต่างชาติ
(เชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท) ฯลฯ

ยังไม่นับว่าวิกฤติการณ์นี้
ที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถโฟกัส
กับการแก้ปัญหาภายในได้อย่างเต็มที่

ความขัดแย้งกับกัมพูชาในขณะนี้
จึงชี้ว่า คนจำนวนมาก
รวมทั้งปัญญาชน
ไม่สามารถเรียนรู้อดีตได้เลย
เล่นกับไฟชาตินิยมง่ายกว่า
เพราะเวลาไฟลามมือ
ก็มือของคนอื่น
ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
แบบเดียวกับพวกคลั่งชาติ
ในปี 2551-2554"
ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์
อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
See less
— feeling thankful

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10237809926609480&set=a.1473073068924