
"ดิฉันเสียภาษีให้รัฐมากกว่าท่านแน่นอน" แพทองธารโต้ปมทำนิติกรรมอำพราง-หนีภาษี 218 ล้านบาท ในศึกซักฟอกวันแรก
24 มีนาคม 2025
บีบีซีไทย
ในวันแรกของการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร นักการเมืองฝ่ายค้านกล่าวหาผู้นำรัฐบาลว่า "ทำนิติกรรมอำพราง" เพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษีกว่า 218 ล้านบาท และตั้งคำถามต่อภาวะผู้นำและความสามารถของเธอ โดยที่เธอได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ พร้อมยืนยันว่าทรัพย์สินและหนี้สินของครอบครัวถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549 "ทุกบัญชี ทุกธุรกรรมอยู่ในสายตา อยู่ในที่เปิดเผยและโปร่งใสมานานมากแล้ว"
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นตั้งแต่เวลา 08.20 น. ของวันนี้ (24 มี.ค.)
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวนำเสนอญัตติ ก่อนแถลงเหตุผลประกอบ สรุปใจความสำคัญได้ว่า หากใครนอนหลับไปตั้งแต่หลังการเลือกตั้งเดือน พ.ค. 2566 แล้วตื่นลืมตาขึ้นมาอีกทีวันนี้ คงได้แต่แปลกใจว่าทำไมทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลจากคณะรัฐประหารก่อนหน้านี้ ทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศลงมติผ่านการเลือกตั้งว่าอยากได้การเปลี่ยนแปลง คำตอบที่อธิบายทุกอย่างได้คือ รัฐบาลชุดนี้เริ่มต้น ดำรงอยู่ และเดินหน้าเพื่อให้เกิด "ดีลแลกประเทศ" มีประโยชน์ของคนตระกูลชินวัตรเป็นแกนกลาง ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใกล้ชิดและเครือข่ายการเมืองเป็นแกนรอง ส่วนประเทศและประชาชนต้องรอไปก่อน ใกล้วันเลือกตั้งค่อยมาปรับบทละครกันอีกที
"รัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้เป็น 'นั่งร้าน' ให้กับใคร เพราะพวกเขาได้หลอมหลวมเป็นพวกเดียวกันทั้งหมดแล้ว" ผู้นำฝ่ายค้านในสภากล่าว
ผู้นำฝ่ายค้านวิจารณ์ "ผู้นำนอกระบบ" ชี้นำ แต่ไม่ต้องรับผิดชอบ
หัวหน้าพรรค ปชน. ระบุว่า การเริ่มต้นและตั้งอยู่ของรัฐบาล "แพทองธาร" ทำให้ประเทศต้องจ่ายต้นทุนราคาแพงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในการบริหารประเทศ การได้ ทักษิณ กลับมาอีกครั้ง ดูเผิน ๆ เหมือนประเทศไทยจะได้ "ผู้นำแพ็คคู่" คนหนึ่งดูดีมีประสบการณ์ เดินสายทำงานนอกทำเนียบฯ ส่วนอีกคนอยู่ในตำแหน่ง เป็นคนรุ่นใหม่ ทำงานในระบบ พร้อมผสานการทำงานกับคนรุ่นเก่า ทว่าในความเป็นจริง "สิ่งที่เกิดขึ้นคือประเทศไทยกำลังมีผู้นำนอกระบบที่ทำงานนอกทำเนียบฯ เป็นคนชี้นำวาระ ให้ข้อมูลและนโยบายนำหน้ารัฐบาลโดยปราศจากความรับผิดรับชอบใด ๆ เพราะไม่ถูกถ่วงดุลตรวจสอบ"
เขายังยกตัวอย่างคำพูดของ 2 พ่อลูกตระกูลชินวัตร กรณีค่าไฟฟ้า โดย "ผู้นำนอกระบบ" วันหนึ่งบอกว่าจะทำให้ค่าไฟ 3.70 บาท แต่ไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ผ่านไป 2 เดือนมาบอกอีกทีว่าจะลดให้ค่าไฟเหลือ 2.50 บาท แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลาย "พูดไปเรื่อย ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย" ส่วน "ผู้นำในระบบ" ตอบคำถามสื่อมวลชนช่วงปลายปี 2567 ในขณะที่คนไทยทั่วประเทศรอฟั
งคำตอบว่านายกฯ จะเอาอย่างไรกับเรื่องค่าไฟแพง นายกฯ กลับตอบคำถามสื่อมวลชนแบบขาดภาวะผู้นำว่า "เมอร์รีคริสต์มาส"
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ในขณะที่ชาวนาและชาวสวนขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ต้องสูบน้ำเข้าสวนเข้านาด้วยค่าไฟที่แสนแพง แต่ภาพที่พวกเราเห็นคือ "นายกฯ ตัวจริงออกไปตีกอล์ฟกับกลุ่มทุนพลังงาน เพื่อดีลสัมปทานไฟฟ้ามูลค่าหลายแสนล้านบาท สูบเงินออกจากกระเป๋าชาวนา เกษตรกร และคนไทยทุกคนไปเข้ากระเป๋าเจ้าสัว นี่คือต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายไปจากดีลแลกประเทศนี้"
เขายังย้ำด้วยว่า "ดีลแลกประเทศ" ในครั้งนี้มีเพียงคนไม่ถึง 1% ที่ได้รับผลประโยชน์ แม้จะต้องทำลายล้างระบบนิติรัฐ นิติธรรม หรือกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ บอกว่า การได้ แพทองธาร เป็นนายกฯ ทำให้การเมืองไทยไม่มี "2 ก๊ก 3 ก๊ก แต่มีเพียงก๊กเดียวที่หลอมรวมกัน"
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาล "แพทองธาร" ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยฝ่ายค้าน และยังเป็นการทำหน้าที่ซักฟอกเป็นครั้งแรกของพรรค ปชน. ทั้งนี้นายกฯ กล่าวกับผู้สื่อในช่วงเช้าว่า เพิ่งวางสายจากนายทักษิณ ชินวัตร บิดา ก่อนถึงรัฐสภา ซึ่งนายทักษิณบอกว่าเป็นกำลังใจให้ มีอะไรก็โทรมาได้
"ท่านบอกว่าวันนี้สแตนด์บาย มีอะไรโทรมาถามได้ เป็นการให้กำลังใจ และเป็นแบบนี้มาโดยตลอดทั้งชีวิตอยู่แล้ว" น.ส.แพทองธารกล่าว
ก่อนจะถึงวันนี้ ฝ่ายค้านกับรัฐบาลได้ชิงไหวชิงพริบและเปิดวิวาทะนอกสภาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การจำต้องปรับถ้อยคำในญัตติจาก "นายทักษิณ ชินวัตร" เป็น "บุคคลในครอบครัว" ต่อรองกรอบเวลาที่ใช้ในการอภิปราย โดยที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ตั้ง 18 สส. ขึ้นมาเป็นทีม "องครักษ์พิทักษ์ข้อบังคับการประชุมสภา"
อุ๊งอิ๊ง ย้อนทันที "ไม่เป็นความจริงค่ะ" หลัง ประวิตร อภิปรายจบ
หนึ่งในนักการเมืองที่ถูกสังคมจับตามองการทำหน้าที่ในวันนี้ หนีไม่พ้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งขึ้นอภิปรายเป็นคนที่ 2 ทว่าตลอดเวลา 10 นาทีที่นักการเมืองวัย 79 ปีลุกขึ้นพูดกลางสภา ไม่ปรากฏ "ข้อมูลใหม่" ตามที่แกนนำพรรค พปชร. เคยโหมโรงไว้ก่อนหน้านี้ แต่เป็นการฉายภาพกว้าง ๆ เท่านั้น
พล.อ.ประวิตรวิจารณ์รัฐบาลหลายกรณี อาทิ การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจล้มเหลว ทำประชาชนแสนสาหัสเกิดปัญหาทุกข์ยากทุกหัวระแหง ปัญหาปากท้องไม่ได้รับการแก้ไข หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นถึง 104% ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตลาดหุ้นดำดิ่ง เศรษฐกิจไทยมืดหม่น, การบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะร่างกฎหมายสถานประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์) ที่รัฐบาลพยายามผลักดัน แต่มีช่องที่ทำให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย ขอย้ำว่ากาสิโนจะนำชาติไปสู่ความหายนะและอันตรายอย่างที่สุด, การดำเนินนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่อง MOU 44 นำพาประเทศชาติไปสู่ความเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนทรัพยากรทางทะเล
"ผมเห็นใจนายกรัฐมนตรีที่ต้องมาตัดสินใจในเรื่องที่ท่านไม่มีประสบการณ์ แต่เรื่องความมั่นคงของชาติสำคัญยิ่ง ประเทศชาติไม่ใช่เวทีที่จะให้มือสมัครเล่นมาซ้อมมือได้" พล.อ.ประวิตรกล่าว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถูกประท้วงตั้งแต่ลุกขึ้นอภิปราย โดย สส. เพื่อไทยขอให้ประธานตรวจสอบคุณสมบัติของเขา เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเห็นเข้ามาทำหน้าที่ในสภา
ก่อนลาเวทีสภา หัวหน้าพรรค พปชร. ออกตัวว่า เป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง อาจไม่กระฉับกระเฉงเท่าตอนเป็นหนุ่ม ๆ เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนในห้องประชุม รวมถึงนายกฯ แพทองธาร ที่กล้องทีวีรัฐสภาจับไปที่ใบหน้าของเธอพอดี และเมื่อชายที่ถูกเรียกขานว่า "ลุงป้อม" อภิปรายเสร็จสิ้น ก็มีเสียงปรบมือดังขึ้นในห้องประชุม จนประธานต้องกล่าวเตือนว่า "ไม่ต้องปรบมือครับ"
สิ้นเสียงอภิปรายครั้งแรกของ พล.อ.ประวิตร นายกฯ รุ่น "หลาน" ได้ลุกขึ้นชี้แจงกลางสภาเป็นครั้งแรกในเวลา 09.19 น. โดย น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีสมาชิกฝ่ายค้านขึ้นมาอภิปรายในประเด็นต่าง ๆ อีกหลายท่าน จะพยายามตอบทุกหัวข้อ จะได้มีความสบายใจเกิดขึ้น สำหรับหัวหน้าพรรค พปชร. สมาชิกผู้อาวุโส ดิฉันได้ฟังท่านพูดและจับเวลาการอภิปรายจากนาฬิกาของตัองได้ 10 นาที
"อยากจะบอกว่า ที่ท่านสมาชิกอาวุโสพูดเมื่อสักครู่นี้ ไม่เป็นความจริงค่ะ ขอบคุณค่ะ" จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้นั่งลงทันที โดยไม่ได้ชี้แจงประเด็นอื่น ๆ แต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้เมื่อ ก.พ. 2564 พล.อ.ประวิตรเป็นหนึ่งใน รมต. ของรัฐบาล "ประยุทธ์ 2" ที่ถูกฝ่ายค้านนำโดยพรรค พท. (ขณะนั้น) เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยรองนายกฯ ประวิตร ลุกขึ้นตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านเพียงว่า "ผมขอชี้แจงว่าที่ท่านสมาชิกอภิปรายมา ไม่เป็นความจริงครับ" ก่อนนั่งลงทันทีเช่นกัน

นายกฯ และ ครม. บางส่วนหัวเราะ ระหว่างฟังหัวหน้าพรรค พปชร. บอกว่า "เป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง อาจไม่กระฉับกระเฉงเท่าตอนเป็นหนุ่ม ๆ"
วิโรจน์ กล่าวหา "นายกฯ หนีภาษี"
ส่วนประเด็นอื่น ๆ ฝ่ายค้านหยิบยกมาขยี้ขยายแบบลงรายละเอียดคือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน 4,400 ล้านบาท ซึ่งปรากฏในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ น.ส.แพทองธารแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2567 ซึ่งนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการทำ "นิติกรรมอำพราง" และมีพฤติกรรมใช้ช่องว่างทางกฎหมาย "หลีกเลี่ยงการเสียภาษี" หรือไม่
สส. รายนี้แกะรอยตั๋วสัญญาดังกล่าวจากบัญชีทรัพย์สินฯ ของ น.ส.แพทองธาร ที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ว่า มีหนี้สิน 4,439.98 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้สินอื่น 9 รายการ รวมมูลค่า 4,434.55 ล้านบาท โดยแจ้งว่าเป็น "สัญญากู้ยืมเงิน" แต่นายวิโรจน์ชี้ว่า ไม่น่าใช่หนี้ที่อยู่ในรูปแบบของสัญญาเงินกู้ แต่ต้องสงสัยว่าเป็น "ตั๋วสัญญาใช้เงิน" หรือที่เรียกว่า "ตั๋ว PN" ซึ่งเป็นหนี้สินที่ น.ส.แพทองธารซื้อหุ้นจากพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ แบบ "ซื้อเชื่อ" แล้วออกตั๋ว PN แทนการจ่ายเงิน
- น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ จำนวน 4 ฉบับ ลงวันที่ 8 ก.ย. 2559 รวมเป็นเงิน 2,388.72 ล้านบาท ชำระค่าหุ้นบริษัท พี.ที.คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท เรนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด, บริษัท เอสซี ออฟฟิซ พลาซ่า จำกัด และบริษัท เอส ซี เค เอสเทต จำกัด
- นายพานทองแท้ ชินวัตร จำนวน 1 ฉบับ ลงวันที่ 8 ก.ย. 2559 เป็นเงิน 335.42 ล้านบาท ชำระค่าหุ้น บริษัท เรนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
- นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำนวน 2 ฉบับ ลงวันที่ 9 ม.ค. 2566 และ 8 พ.ค. 2566 รวมเป็นเงิน 1,315.46 ล้านบาท ชำระค่าหุ้น บริษัท โอเอ ไอ แมนเนจเม้นท์ จำกัด และบริษัท บี.บี.ดี. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
- นางบุษบา ดามาพงศ์ จำนวน 1 ฉบับ ลงวันที่ 8 พ.ค. 2566 เป็นเงิน 258.4 ล้านบาท ชำระค่าหุ้น บริษัท บี.บี.ดี. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
- คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ จำนวน 1 ฉบับ ลงวันที่ 8 ก.ย.2559 เป็นเงิน 136.51 ล้านบาท ชำระค่าหุ้น บริษัท โอเอไอ คอนซัลแต้นท์ แอนด์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด
สำหรับการเก็บ "ภาษีการรับให้" เกิดขึ้นหลังแก้ไขกฎหมายประมวลรัษฎากรในปี 2558 และมีผลบังคับใช้ 1 ก.พ. 2559 มาตรา 42 (27) โดยกำหนดให้เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะ หรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส จะได้รับการยกเว้นภาษีเฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น ส่วนที่เกิน ต้องเสียภาษีในอัตรา 5% และมาตรา 42 (28) กำหนดให้เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี จากบุคคลซึ่งไม่ใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส จะได้รับการยกเว้นภาษีเฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน 10 ล้านบาท ส่วนที่เกินต้องเสียภาษีในอัตรา 5% เช่นเดียวกัน

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ถ่ายรูปกับเพื่อน สส. หลังเสร็จสิ้นการอภิปรายที่ใช้เวลาราว 70 นาที ท่ามกลางการประท้วงเป็นระยะของ สส.เพื่อไทย
เขาชี้ว่า ความแตกต่างระหว่าง "การได้หุ้นจากการให้" กับ "การซื้อหุ้น" คือ ถ้า น.ส.แพทองธาร ได้หุ้นมาจากการให้ของพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ น.ส.แพทองธารธารต้องเสียภาษีการรับให้ให้กับรัฐ แต่ถ้า น.ส.แพทองธารซื้อหุ้นจากพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว และเนื่องจากหลักเกณฑ์การรับรู้รายได้ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะใช้เกณฑ์เงินสด ซึ่งรายได้จะถูกนับเป็นเงินได้พึงประเมิน ก็ต่อเมื่อมีการรับเงินสดจริง
"ดังนั้นการที่ แพทองธาร จ่ายค่าหุ้นที่ซื้อด้วยตั๋ว PN ที่ไม่ได้มีการจ่ายเงินกันจริง จะจ่ายกันเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทำให้พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ ไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเลยแม้แต่บาทเดียว" เขากล่าวและว่า ต่อให้มีการจ่ายค่าซื้อหุ้นกันในภายหลัง พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ ก็ไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากตามมาตรา 40(4)(ช) ของประมวลรัษฎากรกำหนดว่า รายได้จากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ เฉพาะส่วนเกินจากมูลค่าหุ้น (Capital Gain) หรือกำไรจากการขายหุ้นเท่านั้น จึงจะถูกนับเป็นเงินได้พึงประเมิน "ดังนั้นหากกงสีขายหุ้นให้ แพทองธาร ในราคาพาร์ หรือราคาทุน พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเลย สลึงเดียวก็ไม่กระเด็นออกจากกงสี"
สส. ประชาชนกล่าวหาว่า นายกฯ ใช้ตั๋ว PN สร้างหนี้ปลอม เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้เป็นเงินสูงถึง 218.7 ล้านบาท
เขากล่าวต่อไปว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (9) กำหนดหน้าที่ของปวงชนชาวไทยว่า บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่ "ลำพังแค่จะทำหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทย แพทองธาร ชินวัตร ยังทำให้ดี ทำแบบตรงไปตรงมาไม่ได้ แล้วจะมีหน้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเยี่ยงอย่างที่ดีของประชาชนคนไทยได้อย่างไร" และยังกล่าวหาด้วยว่า "นายกฯ หนีภาษีแบบนี้ หากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ไม่ใช่แค่เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แต่ถึงขั้นเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของประเทศชาติ เราจะบอกกับประเทศอื่น ๆ ยังไงว่าประเทศไทยของเรามีนายกฯ หนีภาษี รู้ถึงไหนอายถึงนั่น"
นายวิโรจน์บอกด้วยว่า หลังจากนี้จะยื่นคำร้องไปที่ ป.ป.ช. ให้ไต่สวนและมีความเห็นต่อกรณีที่นายกฯ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงต่อไป
ในระหว่างการอภิปรายของนายวิโรจน์ มี สส.เพื่อไทยหลายคนลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะ ๆ ทำให้นายวิโรจน์บอกว่า "การอภิปรายเรื่องบัญชีทรัพย์สิน เป็นหน้าที่ฝ่ายบริหารต้องตอบ ฝ่ายบริวารอย่ายุ่ง" และบอกว่า "ก่อนประท้วงให้ร้องกี้กี้" จนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา ในฐานะประธานในที่ประชุม ต้องเอ่ยปากถามว่า มันแปลว่าอะไร แต่ไม่มีคำชี้แจงใด ๆ
หลังจากนั้นผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ต่างพากันค้นหาคำว่า กี้กี้ ก่อนพบว่า เป็นตัวลิ่วล้อในภาพยนตร์การ์ตูนญี่ปุ่นที่มักออกมาแสดงตัวปกป้องลูกพี่ และทุกครั้งที่ออกมา จะส่งเสียงร้อง "กี้กี้"
แพทองธาร ลั่นทุกบัญชีทุกธุรกรรม "อยู่ในที่เปิดเผยและโปร่งใสมานานมากแล้ว"
คำชี้แจง: นายกฯ เริ่มต้นการชี้แจงด้วยการติงว่า สมาชิกได้ใช้สำนวนโวหารต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และนำเรื่องภาษีที่เป็นคนละหมวดมาอธิบายให้คนสับสน ก่อนยืนยันว่า ทั้งการปฏิบัติและเจตนาว่าทุกอย่างดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ถูกต้องตามกฎหมาย "การกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีคนนี้หนีภาษี ไม่เป็นความจริงเลย จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องตรงกันข้าม ถึงแม้ดิฉันจะอายุน้อยกว่าท่าน แต่ดิฉันมั่นใจว่าดิฉันเสียภาษีให้รัฐมากกว่าท่านแน่นอน"
จากนั้น น.ส.แพทองธารชี้แจงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
- การยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ: ยืนยันว่าได้ยื่นครบถ้วนตามขั้นตอน และขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องตรวจสอบความถูกต้อง ถือว่าเรื่องอยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช. และยินดีและเต็มใจที่จะแสดงข้อมูล หลักฐาน และให้ความร่วมมือทุกประการ จนกว่าจะมีข้อสรุปจาก ป.ป.ช.
- การทำธุรกรรมก่อนการดำรงตำแหน่งนายกฯ: ต้องพูดชัด ๆ ว่าทรัพย์สินและหนี้สินของครอบครัว และกิจการในครอบครัวของตน มีการถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ไม่เคยมีตอนไหนไม่เข้มข้น ทุกบัญชี ทุกธุรกรรมอยู่ในสายตา อยู่ในที่เปิดเผยและโปร่งใสมานานมากแล้ว
- การทำธุรกรรมเรื่องหุ้น: เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ก่อนการเข้าสู่การเมืองหลายปี โดยเป็นความตั้งใจในการปรับโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท โดยการซื้อขายผ่านตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือที่เรียกกันว่า PN (Promissory Note) เป็นหนังสือให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้กับอีกบุคคลหนึ่งตามระยะเวลาที่ได้ตกลงกัน หนังสือดังกล่าวได้ติดอากรสแตมป์ตามกฎหมาย ซึ่งการซื้อขายแบบนี้บางรายการไม่มีการเสียภาษี เนื่องจากยังไม่มีการชำระเงิน ก็เลยไม่ทราบจำนวนและยังเสียภาษีไม่ได้ การซื้อขายแบบนี้เป็นภาระหนี้สินระหว่างดิฉันซึ่งเป็นผู้ซื้อ กับครอบครัวที่เป็นผู้ขาย และยืนยันว่า ไม่มีพฤติกรรมอำพรางใด ๆ ถ้าจะซื้อขาย ยอดหนี้ก้อนนี้ต้องแสดงอยู่ในบัญชีทรัพย์สินอยู่แล้ว
- เหตุที่เลือกวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินแทนการรับให้: เพราะถือเป็นการดำเนินการทางธุรกิจอย่างเปิดเผย สิ่งที่ทำไม่สามารถแอบทำได้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องล้วนเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ และการปรับโครงสร้างหุ้นจำเป็นต้องใช้การซื้อขาย แต่ ณ เวลานั้น ดิฉันไม่มีความพร้อมที่จะชำระค่าหุ้นด้วยเงินสด จึงทำตั๋วสัญญาใช้หนี้ไว้ ซึ่งได้แสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. แล้ว
อนุทิน ปัดแลกประโยชน์ปมที่อัลไพน์-เขากระโดง
อีกประเด็นที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาซักฟอกนายกฯ ยังเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของครอบครัวชินวัตร โดยนายจุลพงศ์ อยู่เกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวว่า นายกฯ มีพฤติกรรมร่วมสมคบคิดกับคนในครอบครัว ใช้อิทธิพลทางการเมืองของบิดา เพื่อให้ที่ธรณีสงฆ์ที่บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ที่ยึดถืออยู่ไม่ต้องคืนเป็นที่ดินของวัด หลังจาก น.ส.แพทองธาร ถือหุ้นแทนบิดาในบริษัทดังกล่าวมาระยะหนึ่ง ก็ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทในช่วงปี 2559-2567 และทราบดีว่าที่ดินสนามกอล์ฟของบริษัทเป็นที่ธรณีสงฆ์ ควรต้องคืนกลับให้วัดหลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง แต่ไม่เคยแสดงเจตนาจะทำเรื่องนี้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ฉวยโอกาสให้บริษัทของตัวเองประกอบธุรกิจสนามกอล์ฟเพื่อแสวงหากำไรจากที่ดินของวัด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นายจุลพงศ์กล่าวหานายกฯ อุ๊งอิ๊งว่า เมื่อเป็นนายกฯ ได้ "ใช้อำนาจหน้าที่กับข้าราชการเพื่อฮุบที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ต่อให้นานที่สุด" และ "นำเรื่องสนามกอล์ฟมาต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อจะได้ค่าชดเชยจากกรมที่ดินกว่า 7,000 ล้านบาท จากการถูกเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ของวัด หากต้องโอนที่ดินคืนให้แก่วัด"
สส. รายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า หนึ่งในเรื่องที่เอามาเจรจาต่อรองกันคือเรื่องที่ดินอัลไพน์ กับที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ของตระกูลชิดชอบ ถือเป็นละครฉากหนึ่งของการแบ่งผลประโยชน์ระหว่าง 2 พรรคการเมืองหรือไม่ โดย "ประเคนเงินภาษีของประชาชนไปชดเชยให้กับครอบครัวของนายกฯ ที่ต้องคืนที่ดินอัลไพน์ให้กับวัด แลกกับไม่ต้องเพิกถอนที่ดินเขากระโดง"
เมื่อนายกฯ ยังแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัว ครอบครัว และผลประโยชน์ส่วนรวมไม่ได้ จึงไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ ปล่อยประละเลยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไร้ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน และไร้ความสามารถในการเป็นผู้นำรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่สามารถไว้วางใจนายกฯ ให้บริหารราชการแผ่นดินได้ต่อไป
อนุทิน ชาญวีรกูล ถ่ายรูปกับลูกพรรคภูมิใจไทย โดยทั้งหมดพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลือง
คำชี้แจง: นายกฯ แพทองธารกล่าวว่า กรณีที่ดินอัลไพน์เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ตอนบริษัทซื้อที่ดินแปลงนี้ ดิฉันตอนอายุ 11 ขวบ และไม่ได้เป็นกรรมการบริษัท ไม่แน่ใจว่าต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจตอนนั้นหรือเปล่า แต่การซื้อที่ดินทุกแปลงของครอบครัวไม่มีการซื้อที่ที่ไม่มีการออกโฉนดโดยหน่วยงานรัฐ จากนั้นเมื่อมีคดีเกิดขึ้น ก็เป็นไปตามกระบวนการ จนดิฉันมาเป็นนายกฯ ก็ไม่มีการแทรกแซงใด ๆ ไม่มีการสั่งการให้หน่วยงานใดแทรกแซง เช่นเดียวกับกรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นกรณีพิพาทระหว่างกรมที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และประชาชน ในฐานะนายกฯ จะกำชับเรื่องนี้อย่างดี ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน และทุกขั้นตอนต้องถูกต้องตามกฎหมาย
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลุกขึ้นช่วยชี้แจง โดยบอกว่า รัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่กิจการของใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นจะมาแบ่งปันผลประโยชน์ใด ๆ ได้ไม่ได้ ทั้งสิ้น ยืนยันว่านายกฯ ไม่เคยแทรกแซงสั่งการใด ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กรมที่ดินเอื้อประโยชน์ต่ออัลไพน์หรือครอบครัวของนายกฯ
รมว.มหาดไทย กล่าวต่อว่า กรณีเพิกถอนที่ดินอัลไพน์ยืดเยื้อมา 20 ปี ผ่านมาหลายรัฐบาล และมีหลายคนต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลแล้ว แต่คดีมายุติในรัฐบาลชุดนี้ด้วยนโยบายของนายกฯ ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งตนเคยถามอธิบดีกรมที่ดินว่ากดดันหรือไม่ทั้งเขากระโดงหรืออัลไพน์ อธิบดีกรมที่ดินยืนยันว่าไม่ได้กดดันใด ๆ ทั้งสิ้น และยินดีดำเนินการทำตามกฎหมายทุกประการ ขณะนี้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ลงนามโดยรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นต้องถือว่าขณะนี้ นายกฯ ครอบครัว และลูกบ้านรายอื่น ๆ ถือเป็นผู้เสียหายที่ต้องใช้สิทธิทางศาลได้การเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำนิติกรรมของกรมที่ดินในอดีต
ส่วนกรณีเขากระโดง กรมที่ดินปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งคณะกรรมกรรมมีมติเอกฉันท์ว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินตามที่ รฟท. ได้ฟ้องต่อศาลปกครอง ซึ่ง รฟท. ยังคงสิทธิในการดำเนินการทางศาลในการฟ้องร้องต่อ แต่คำพิพากษาของศาลปกครองระบุว่า ตามการดำเนินการของพนักงานสืบสวนให้เป็นไปตาม ดังนั้นจะไม่สามารถก้าวล่วงได้ แล้ว รมว.มหาดไทยจะก้าวล่วงได้อย่างไร
กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองแล้ว และกรณีของสนามกอล์ฟอัลไพน์ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ และไม่มีการแลกประโยชน์กัน ทั้ง 2 กรณีเกิดขึ้นก่อนที่จะมีนายกฯ ชื่อแพทองธาร และก่อนที่ตนจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย การอภิปรายของฝ่ายค้านไม่มีมูลข้อเท็จจริงแต่ประการใด
"ในฐานะหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง ขอจบด้วยคำว่า สู้ ๆ แพทองธาร" หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวทิ้งท้าย
คำชี้แจง: นายกฯ แพทองธารกล่าวว่า กรณีที่ดินอัลไพน์เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ตอนบริษัทซื้อที่ดินแปลงนี้ ดิฉันตอนอายุ 11 ขวบ และไม่ได้เป็นกรรมการบริษัท ไม่แน่ใจว่าต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจตอนนั้นหรือเปล่า แต่การซื้อที่ดินทุกแปลงของครอบครัวไม่มีการซื้อที่ที่ไม่มีการออกโฉนดโดยหน่วยงานรัฐ จากนั้นเมื่อมีคดีเกิดขึ้น ก็เป็นไปตามกระบวนการ จนดิฉันมาเป็นนายกฯ ก็ไม่มีการแทรกแซงใด ๆ ไม่มีการสั่งการให้หน่วยงานใดแทรกแซง เช่นเดียวกับกรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นกรณีพิพาทระหว่างกรมที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และประชาชน ในฐานะนายกฯ จะกำชับเรื่องนี้อย่างดี ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน และทุกขั้นตอนต้องถูกต้องตามกฎหมาย
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลุกขึ้นช่วยชี้แจง โดยบอกว่า รัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่กิจการของใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นจะมาแบ่งปันผลประโยชน์ใด ๆ ได้ไม่ได้ ทั้งสิ้น ยืนยันว่านายกฯ ไม่เคยแทรกแซงสั่งการใด ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กรมที่ดินเอื้อประโยชน์ต่ออัลไพน์หรือครอบครัวของนายกฯ
รมว.มหาดไทย กล่าวต่อว่า กรณีเพิกถอนที่ดินอัลไพน์ยืดเยื้อมา 20 ปี ผ่านมาหลายรัฐบาล และมีหลายคนต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลแล้ว แต่คดีมายุติในรัฐบาลชุดนี้ด้วยนโยบายของนายกฯ ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งตนเคยถามอธิบดีกรมที่ดินว่ากดดันหรือไม่ทั้งเขากระโดงหรืออัลไพน์ อธิบดีกรมที่ดินยืนยันว่าไม่ได้กดดันใด ๆ ทั้งสิ้น และยินดีดำเนินการทำตามกฎหมายทุกประการ ขณะนี้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ลงนามโดยรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นต้องถือว่าขณะนี้ นายกฯ ครอบครัว และลูกบ้านรายอื่น ๆ ถือเป็นผู้เสียหายที่ต้องใช้สิทธิทางศาลได้การเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำนิติกรรมของกรมที่ดินในอดีต
ส่วนกรณีเขากระโดง กรมที่ดินปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งคณะกรรมกรรมมีมติเอกฉันท์ว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินตามที่ รฟท. ได้ฟ้องต่อศาลปกครอง ซึ่ง รฟท. ยังคงสิทธิในการดำเนินการทางศาลในการฟ้องร้องต่อ แต่คำพิพากษาของศาลปกครองระบุว่า ตามการดำเนินการของพนักงานสืบสวนให้เป็นไปตาม ดังนั้นจะไม่สามารถก้าวล่วงได้ แล้ว รมว.มหาดไทยจะก้าวล่วงได้อย่างไร
กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองแล้ว และกรณีของสนามกอล์ฟอัลไพน์ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ และไม่มีการแลกประโยชน์กัน ทั้ง 2 กรณีเกิดขึ้นก่อนที่จะมีนายกฯ ชื่อแพทองธาร และก่อนที่ตนจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย การอภิปรายของฝ่ายค้านไม่มีมูลข้อเท็จจริงแต่ประการใด
"ในฐานะหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง ขอจบด้วยคำว่า สู้ ๆ แพทองธาร" หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวทิ้งท้าย

การประชุมสภาวันนี้ต้องล่าช้ากว่ากำหนด 20 นาที เพราะต้องรอให้องค์ประชุมครบ ประธานถึงจะขึ้นบัลลังก์ กล่าวเปิดประชุม และชี้แจงกติกาในศึกซักฟอกตลอด 2 วันนี้
สส.ประชาชน กล่าวหา นายกฯ "เอาค่าไฟของคนทั้งประเทศไปแลกกับดีลของพ่อ"
ค่าไฟฟ้าและพลังงาน เป็นอีกประเด็นที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายต่อนายกฯ ในวันแรก โดยนายวรภพ วิริยะโรจน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวหาว่า นายกฯ "ได้สานต่อขบวนการค่าไฟแพง สานต่อทุจริตนโยบาย เอาค่าไฟของคนทั้งประเทศไปแลกกับดีลของพ่อ"
สส. พรรคประชาชนกล่าวว่า นายกฯ เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงานที่สนิทสนมกับนายกฯ และครอบครัว ทั้งการเดินหน้าโครงการรับซื้อไฟฟ้าเฟสสอง 3,600 เมกะวัตต์ ที่มีการ "ทุจริตนโยบาย"
แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะถูกชะลอไปด้วยมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2567 แต่นี่ก็เป็นความต่อเนื่องการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในเฟสแรกจำนวน 5,200 เมกะวัตต์ ที่ลงนามในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเดือน เม.ย. 2566 หรือก่อนการเลือกตั้งเพียงหนึ่งเดือน
นายวรภพได้ชี้ให้เห็นประเด็น "ทุจริตนโยบาย" ในการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนเฟสสองใน 3 ประเด็น ได้แก่
1. ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันราคา รับซื้อไฟฟ้าราคาแพง ให้ "กลุ่มทุนพลังงานได้กำไรกันพุงปลิ้น" แต่ค่าไฟประชาชนจะแพงขึ้น 100,000 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา 25 ปี
2. มีการประกาศรับซื้อไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์ ซ้ำซ้อนกับการเปิดเสรีไฟฟ้าสะอาด 2,200 เมกะวัตต์ รัฐบาลเอง จะทำให้ค่าไฟประชาชนแพงขึ้น จากการรับซื้อไฟฟ้าที่ซ้ำซ้อนและล้นเกิน
3. มีการล็อกโควตา รอบการซื้อไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์ ให้เอกชนที่ยื่นโครงการสองปีที่แล้วก่อนเพื่อน "กีดกันรายใหม่เพื่อปิดปากรายเก่า" และ 4. ไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์คำนวณคะแนนเทคนิค "เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจไว้จิ้มเลือกกลุ่มทุนพลังงานใด ๆ ที่สนิทสนมกับนายกฯ ให้ได้กำไรดี ๆ อีกครั้งก็ได้"

วรภพ วิริยะโรจน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้ให้เห็นประเด็น "ทุจริตนโยบาย" ในการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนเฟสสองใน 3 ประเด็น
เขาอธิบายว่า ความผิดที่สำเร็จไปแล้ว คือ กรณีที่รัฐบาลชุดนี้ลงนามการซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เฟสแรกส่วนที่อยู่ในรอบ 5,200 เมกะวัตต์กับเอกชน ทั้งที่มีประเด็นทางกฎหมายอยู่
นายวรภพกล่าวว่า เมื่อมีข้อพิรุธที่ไม่มีการเปิดประมูลและไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์คำนวณคะแนนล่วงหน้าออกมา จึงมีเอกชนรายหนึ่งยื่นศาลปกครองขอให้ชะลอโครงการนี้ไปก่อนต่อศาลปกครองเพชรบุรี ต่อมามีคำสั่งทุเลาชั่วคราวทั้งจากศาลปกครองเพชรบุรีและศาลปกครองกลาง เบรกเฉพาะโครงการรับซื้อพลังงานลม 1,500 เมกะวัตต์ จาก 5,200 เมกะวัตต์ เอาไว้ก่อน เพราะอาจทำให้ประเทศชาติเสียหาย จากกระบวนการคัดเลือกที่ไม่มีความโปร่งใสยุติธรรม ซึ่งจากกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองพบว่า ประกาศกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนที่ใช้ในการคัดเลือกออกมาหลังปิดรับยื่นโครงการ 45 วัน และไม่มีการประกาศต่อสาธารณะอีกด้วย
ในเมื่อโครงการรับซื้อไฟฟ้าเฟสแรก 5,200 เมกะวัตต์ ส่วนของพลังงานลม 1,500 เมกะวัตต์ ได้มีคำสั่งศาลให้ชะลอแล้ว แต่การรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนที่เหลืออีกราว 3,000 เมกะวัตต์ ตามหลักของวิญญูชนก็ควรมีการชะลอไว้ก่อน แต่รัฐบาลกลับไม่ได้ชะลอแต่อย่างใด เพราะตั้งแต่ 18 ต.ค. 2566 รัฐบาลได้เร่งรีบลงนามการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับเอกชนไปเรียบร้อยแล้ว และยังรีบลงนามการซื้อขายไฟฟ้ากับ "เพื่อนนายกฯ และกลุ่มก๊วนกอล์ฟพ่อนายกฯ โดยไม่สนใจใยดีต่อคำสั่งทุเลาของศาลปกครองสองศาลที่ระบุชัดเจนว่า โครงการคัดเลือกไม่โปร่งใสยุติธรรม"
"กลัวว่าจะมีคัดค้านเลยต้องเร่งรีบลงนามในสัญญา ราวกับรับคำสั่งมา ราวกับว่าการลงนามในสัญญามันเป็นส่วนหนึ่งของดีลจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว มันถึงรวดเร็วแบบนี้" สส. พรรคประชาชนกล่าว
"สำหรับผมความเสียหายที่สุดของประเทศไทยจากการที่นายกฯ ได้สานต่อขบวนการค่าไฟแพงไปแล้ว มันคือการสานต่อกลุ่มทุนผูกขาดให้เติบโต แข่งขันกันหาผลประโยชน์จากอำนาจรัฐ แข่งขันหารายได้จากการผูกขาด หาประโยชน์จากคนในชาติด้วยกันเอง แทนที่จะได้แข่งขันกันสร้างนวัตกรรมหารายได้จากคนทั้งโลก" นายวรภพกล่าว

ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ลุกขึ้นชี้แจงในประเด็นพลังงาน ซึ่งทำให้ สส.พรรคประชาชน ประท้วงว่า รมว.พลังงาน ใช้สิทธิชี้แจงในฐานะอะไรในเมื่อนายกฯ ยังไม่ได้มอบหมาย แต่นายวันนอร์ วินิจฉัยว่าสามารถชี้แจงได้
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่าเขาอยู่ในรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ทั้งนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทั้งสองท่านเป็นคนที่สนับสนุนให้แก้ปัญหาเรื่องไฟฟ้าตั้งแต่ต้น โดยกรณีการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเคยชี้แจงไปแล้ว ตอนที่ทำหนังสือไปถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แต่ กกพ. ประกาศเลยว่าตนไม่มีอำนาจ จึงไม่มีทางเลือก นายกฯ แพทองธาร จึงเรียกให้มีการประชุม กพช. ยืนยันว่านายกฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด
เขายังกล่าวชี้แจงถึงค่าแอดเดอร์ (Adder) หรือส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า สัญญาการซื้อขายไฟฟ้าแผนพลังงานแห่งชาติหรือพีดีพี โดยบอกว่าในส่วนของแผนพีดีพีที่ยังไม่จบเพราะรัฐบาลไม่ยอม และรัฐบาลกำลังแก้ปัญหาเรื่องทั้งหมด
"ผมไม่เห็นด้วยครับ ปี 2580 ประเมินได้อย่างไรว่าจะใช้ไฟ 800,000 เมกะวัตต์ แต่ทุกวันนี้มันทำไม่ได้โดยรัฐบาลทำ เขาทำโดยฝ่ายประจำ แต่ในฐานะที่เราต้องรับผิดชอบเราก็ต้องดูแล...ที่มันยังไม่จบเพราะรัฐบาลนี้ไม่เห็นด้วยต่างหาก ไม่ใช่รัฐบาลจะเปิดช่องให้นนายทุน" นายพีระพันธุ์กล่าว และบอกว่าในรัฐบาลชุดนี้ "ยังไม่มีการประมูลอะไรได้เลย" โดยเรื่องการรับซื้อไฟฟ้า 2,100 เมกะวัตต์เสร็จสิ้นตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว
"ท่านนายกฯ ไม่ได้เกี่ยวข้องแบบที่ท่านว่า ท่านนายกฯ ไม่ได้ไปเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน ถ้าหากว่าผมและรัฐบาลชุดนี้เอื้อประโยชน์นายทุน ท่านไปดูสิ่ครับ ผมไม่โดนสื่อมวลชนพยายามแซะอยู่ทุกวันหรอก... ถ้าผมอยู่ตรงนี้แล้วได้ประโยชน์กันหมดมันจะเป็นแบบนี้ไหม ตรงนี้ก็แล้วแต่ท่าน แต่ผมพูดความจริง"
กัณวีร์ กล่าวหารัฐบาล "เล่นละคร" ทำลายผลประโยชน์แห่งชาติ ส่งกลับอุยกูร์
การส่งกลับชาวอุยกูร์ในยังประเทศจีนเมื่อ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ถูกนายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หยิบยกขึ้นมาซักฟอก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โดยกล่าวหาว่าเป็นการ "ทำลายภาพลักษณ์และผลประโยชน์ชาติในเวทีโลก" และทุจริตบิดเบือนต่อนโยบายที่เคยแถลงต่อสภาโดยเฉพาะนโยบายด้านการต่างประเทศ โดยบอกว่ารัฐบาลพยายามฉายภาพยนตร์เรื่อง "โลกหลายใบ แต่ให้นายคนเดียว เป็นซีรีส์ที่จะเล่าในตอน 73 วันแห่งการโกหก เล่นละคร" กรณีการส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีนให้กับ "นายใหญ่เชื้อสายจีน"
นายกัณวีร์ได้ไล่เรียงไทม์ไลน์ 73 วันของการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน พร้อมเปิดคลิปเสียงเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2568 ซึ่งอ้างว่าเป็นเสียงของผู้ต้องกักที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ว่าจะไม่ส่งกลับทุกอย่างเป็นแค่ข่าวลือ และคลิปเสียงที่กล่าวว่าไม่อยากกลับจีน อย่าส่งกลับเลย และขอให้ "ปล่อยเราไปประเทศอื่น"
สส.จากพรรคเป็นธรรม ยังกล่าวถึงหลักการสำคัญของการแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยที่ยั่งยืนใน 3 แนวทาง ได้แก่ การเดินทางกลับแบบสมัครใจ, การอยู่ที่ประเทศที่ลี้ภัย และตั้งถิ่นฐานใหม่ประเทศที่ 3 แต่การกระทำของรัฐบาล น.ส. แพทองธารเมื่อวันที่ 27 ก.พ. มีเส้นบาง ๆ ที่ทำอยู่ที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นการเดินทางกลับโดยสมัครใจ หรือ เป็นการผลักดันบังคับกลับประเทศต้นทางกันแน่
ช่วงหนึ่งนายกัณวีร์ ยังเปิดเอกสารหลักฐาน ซึ่งอ้างว่าเป็นข้อมูลจากสำนักงานตำรวจคนเข้าเมืองเป็นหลักฐานรายชื่อของชาวอุยกูร์ 40 คนที่ถูกผลักดันกลับจีน
"ทราบไหมครับ สัญชาติที่ไทยบันทึกใน IDC Card หรือผู้ต้องกักตรวจคนเข้าเมืองบอกว่า มีสัญชาติตุรกี แต่ทำไมสถานทูตจีนมาเกี่ยวข้อง แล้วได้พูดคุยกับสถานทูตตุรกีหรือไม่ ทำไมท่านคุยแต่รัฐบาลจีน"

กัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เปิดหลักฐานคลิปเสียงชาวอุยกูร์กลางที่ประชุมสภา
ต่อมานายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวชี้แจงในประเด็นการส่งกลับชาวอุยกูร์ว่า ตามที่นายกัณวีร์กล่าวหาว่ารัฐบาล "เล่นละคร" ตนอยากจะยืมคำพูดของอดีตรองนายกฯ มาใช้ว่า "ท่านเป็นนักโกหกตัวยง" และบอกว่าสิ่งที่นายกัณวีร์พูด เข้าใจได้ว่าไร้ประสบการณ์ไม่เคยบริหารประเทศ จึงพยายามพูดหลายเรื่องโดยไม่คำนึงถึงวาผลประโยชน์ของประเทศจะต้องใช้ความระมัดระวังอะไร "ใช้แต่จินตนาการที่พูดแล้วเหมือนไม่รักประเทศ"
นายภูมิธรรมกล่าวว่าประเด็นชาวอุยกูร์เป็นเรื่องที่ไทยต้องจัดการ เพราะฉะนั้นการกักเขาเกินกว่าโทษที่เขาได้รับ เพราะตอนนี้มีการกักมา 11 ปี ต้องมองเห็นความมนุษย์ของพวกเขา ซึ่งไทยมีทางเลือกสามทาง คือ หนึ่ง การขังเขาต่อไปซึ่งเป็นเรื่องไม่สมควร สอง ส่งไปประเทศที่สาม ถามว่าหากเรื่องชาวอุยกูร์เป็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนจริง ๆ ทำไมไม่มีใครขอเขากลับไป ทำไมไม่มีใครให้สิทธิผู้ลี้ภัย แม้กระทั่งองค์การระหว่างประเทศก็ยังไม่ให้สิทธิ มีแต่คนพูดแต่ไม่เคยรู้ว่าความเป็นจริงจะทำได้อย่างไร ดังนั้น เรื่องการไปประเทศที่สามเป็นเรื่อง "ความเพ้อฝัน" ของพวกท่าน
และทางที่สาม คือการส่งเขาให้กับประเทศต้นทาง นายภูมิธรรมตอบโต้นายกัณวีร์ที่ระบุว่ามีหลักฐานว่าชาวอุยกูร์ไม่ใช่ชาวจีน มีหลักฐานว่าถือสัญชาติตุรกี เป็นการโกหก และตนมีหลักฐานว่าทั้งหมดเป็นชาวจีน
"ผมมีหลักฐานแน่นอนว่า (ชาวอุยกูร์) 40 คนนี้สมัครใจ ท่านอยากเจออยากทราบ ไม่มีปัญหา พบกันได้ เอาหลักฐานมาเปิดให้ดูต่อหน้าสื่อมวลชน"
รมว.กลาโหม อ้างด้วยว่าเอกอัครราชทูตประเทศต่าง ๆ มาพบด้วยความห่วงใย แต่หลังจากชี้แจงทูตประเทศต่าง ๆ ก็เข้าใจ ถึงแม้ว่าจะอยากหรือไม่อยากอย่างไรก็ตาม แต่เขามีวุฒิภาวะ เขารู้ว่าแม้ว่าจะชอบใจหรือไม่ชอบใจ แต่เขายืนอยู่กับความเป็นจริง
"เรารู้ว่าการส่งกลับเมืองจีน ในแง่สิทธิมนุษยชน มีคนเป็นห่วง เพราะข้อกฎหมายบอกไว้ว่า ถ้าส่งเขาไปแล้วทนทุกข์ทรมาน เราไม่ควรส่ง นั่นเป็นที่มาของการที่เราดำเนินการหลาย ๆ เรื่อง การที่เราขอให้จีนออกจดหมายรับรองอย่างเป็นทางการของรัฐบาล คือ diplomatic note ท่านคงไม่ได้จบการต่างประเทศ ท่านไม่รู้หรอกว่า มันคือสาระสำคัญที่เป็นจดหมายสำคัญของประเทศ ซึ่งจีนซึ่งเป็นหนึ่งในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ถ้าเขาส่งจดหมายแบบนี้มาให้ หากท่านไม่รับ ท่านก็อย่ามีความสัมพันธ์กับเขาเลย ประเทศที่ท่านมีความสัมพันธ์ด้วยเป็นมหาอำนาจพูดโดยเอาหนังสือยันยันว่าจะไม่ทำร้ายเขา (ชาวอุยกูร์) แล้วไม่ยอมรับท่านจะมีความสัมพันธ์กับเขาไปทำไม" นายภูมิธรรม กล่าว

เหตุวุ่นวายช่วงค่ำในสภาจากคำว่า "กีกี้"
ในระหว่างการชี้แจงประเด็นอุยกูร์ สส. พรรคประชาชน ได้ประท้วงนายภูมิธรรมว่า กล่าวคำพูดเสียดสีในการชี้แจง ทำให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมในขณะนั้น แจ้งให้นายภูมิธรรมชี้แจงด้วยความสุขุม นายภูมิธรรมยืนยันว่า เขาชี้แจงด้วยความสุขุมที่ที่สุดแล้ว และ "ผมไม่เคยใช้คำว่า กีกี้ไปว่า สตรี เหมือนกับที่ตัวแทนฝ่ายค้านพูด" ซึ่งนายภูมิธรรม กล่าวว่า "เป็นคำหยาบคาย หยาบโลน สกปรก เรายังไม่พูดเลย" ทำให้นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประท้วงว่าเป็นการเสียดสีและพยายามใส่ร้ายป้ายสี และบอกให้นายภูมิธรรมไปเปิดดูโซเชียล แต่นายภราดรไม่อนุญาต
จากนั้นได้เกิดความวุ่นวายเมื่อสมาชิกฝ่ายค้านต้องการประท้วง แต่นายภราดร ประธานในที่ประชุมไม่อนุญาต และกล่าวว่า "ท่านจะให้ถอนคำว่ากีกี้หรือครับ... ถ้าจะให้ถอน คงจะต้องถอนกันตั้งแต่เช้า" และต่อมานายภูมิธรรมได้ท้าให้เปิดกูเกิลเพื่อดูความหมายของคำว่า "กีกี้" ซึ่งนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวโต้ สส. ฝ่ายรัฐบาลที่ประท้วงระหว่างที่ฝ่ายค้านอภิปรายเมื่อช่วงเช้า ทว่านายภราดรได้ยุติความวุ่นวายดังกล่าว และบอกว่าคำว่ากีกี้จะหมายความว่าอย่างไรก็แล้วแต่ละฝ่าย เพื่อกลับสู่การชี้แจงกรณีชาวอุยกูร์ต่อไป
คำว่า "กีกี้" ถูกกล่าวถึงตลอดทั้งวันนี้จากผู้ใช้โซเชียล ซึ่งคำนี้คือ เสียงของลูกสมุนของฝ่ายตัวร้ายของการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องไอ้มดแดง
"ซูเปอร์ดีลระดับแสนล้าน" เอื้อนายทุนแก้สัมปทานรถไฟเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวหานายกฯ "ไม่มีความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ ไม่ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ จงใจสานต่อการทุจริตเชิงนโยบาย ประพฤติตนเสมือนหุ่นเชิดในการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องและกลุ่มทุน" จาก "ซูเปอร์ดีลระดับแสนล้าน" ในสองกรณี ซึ่งมีการสืบทอดมาจากขั้วอำนาจเก่า แต่มีการตัดสินใจ "ครั้งสำคัญ" โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ "นายใหญ่" และ "นายน้อย" ในการเอื้อประโยชน์เพิ่มเติมให้แก่นายทุนใหญ่ในด้านคมนาคม ซึ่งไม่ใช่เรื่องของกระทรวงคมนาคมเพียงลำพังแต่รวมถึงกระทรวงการคลัง และยังเป็น "ดีลใหญ่" ที่อยู่ในกรรมการชุดที่นายกฯ เป็นประธานด้วย
ซูเปอร์ดีลแรกที่นายสุรเชษฐ์กล่าวถึง คือ การแก้สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งกำลังมีการแก้สัญญาเพื่อหากินกับการปรับงวดเงินที่รัฐร่วมลงทุน 149,650 ล้านบาท และการยอมให้นายทุนผ่อนชำระค่าสิทธิแอร์พอร์ตลิงก์ 10,671 ล้านบาท เขาบอกว่า ลักษณะของทุนใหญ่ที่มาหากิน คือ การคว้าสัมปทานให้ได้ก่อนแล้วค่อยหาประโยชน์เพิ่มด้วยการแก้สัญญา
เขาอธิบายว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมีการเซ็นสัญญาไปแล้วตั้งแต่ 24 ต.ค. 2562 แต่ผ่านมาห้าปีครึ่งแทบยังไม่ได้ทำอะไร ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจริงหรือปักเสาเลยสักต้น โครงการนี้มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนงานจ้างก่อสร้างทั่วไป เพราะเป็นการให้สิทธิทุนใหญ่ระดับแสนล้าน เป็นการมัดรวมงานหลายประเภท ทั้งสิทธิการเดินรถ การก่อรางทางรถไฟ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยให้ทุนใหญ่ไปจ้างผู้ประกอบการในงานแต่ละประเภท หากทุนใหญ่ไม่ขยับ ใช่เรื่องของรัฐบาลหรือไม่ที่ต้อง "เอาผลประโยชน์ไปล่อใจเพิ่มเพื่อให้ทุนใหญ่ขยับ" ทุนใหญ่ประมูลไปแล้วหากไม่ทำตามสัญญา ก็ควรยกเลิกสัญญาก็ไปฟ้องร้องกัน ไม่ใช่มาร่วมมือกันระหว่างทุนใหญ่ได้ประโยชน์จากการแก้สัญญา ซึ่งเรียกว่า "ทุจริตเชิงนโยบาย"
"สัญญาสัมปทานที่เซ็นไปเป็นรูปแบบ PPP net cost (Public Private Partnership) ที่เอกชนต้องรับความเสี่ยง... แม้มันเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนก็จริง แต่ไม่ใช่ว่ารัฐจะช่วยอย่างไร้ขอบเขต แต่ต้องเป็นไปตามสัญญา ไม่ใช่มาร่วมมือกันแก้สัญญา เพราะหากแก้สัญญาใหม่ เปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ เปลี่ยนงวดเงินใหม่ ก็ต้องถามว่าทำไมไม่ประมูลใหม่" นายสุรเชษฐ์ กล่าว "นี่สัญญารัฐ ไม่ใช่สัญญาของนายใหญ่ที่จะให้เงื่อนไขแบบปากเปล่า เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอด"

มติ ครม. ที่นายสุรเชษฐ์ กล่าวหาว่าเป็นการเตรียมเงินเพื่อรองรับการแก้ไขสัญญาสัมปทานกับเอกชนที่ได้สัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
สส.ฝ่ายค้านรายนี้ ตั้งคำถามว่าเหตุใดผ่านไปกว่าห้าปียังไม่มีการเริ่มก่อสร้าง เขาได้ชี้ชวนให้ดูเงื่อนไขการเริ่มงาน (NTP) ข้อหนึ่ง ได้แก่ หนังสือสั่งการให้เริ่มก่อสร้างจริง ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องเป็นผู้ออกให้เอกชนเริ่มงาน แต่ รฟท. ยังไม่ออก NTP เพราะยังติดเงื่อนไขเรื่องการได้รับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการเกี่ยวกับรถไฟจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขให้เอกชนเลื่อนการก่อสร้างออกไปได้
"พูดง่าย ๆ ว่าการรถไฟฯ รอให้เอกชนได้รับบัตรส่งเสริมจากบีโอไอในกำกับของท่านนายกฯ ก่อน และนี่คือข้ออ้างใหญ่ ข้ออ้างที่ใช้กันมาตลอดถึงปัจจุบันว่า ยังสั่งการให้เอกชนเริ่มงานไม่ได้ เพราะติดเงื่อนไขข้อนี้ ข้อที่มีการแอบฝังเอาไว้ เพราะในสัญญาอื่นเขาไม่เขียนกัน ทำให้เอกชนยื้อเวลาได้ เลื่อนเวลาเริ่มงานเองได้ ด้วยข้ออ้างเรื่องบีโอไอ ทำให้โครงการใหญ่ระดับแสนล้าน ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอยู่ เลื่อนต่อ"
นายสุรเชษฐ์ เปิดเผยข้อมูลว่า แท้จริงแล้วบีโอไอได้มีหนังสือส่งเสริมการลงทุนแล้วตั้งแต่ 13 มิ.ย. 2565 แต่เอกชนไม่ยอมส่งเอกสารตามกำหนด แต่ขอขยายเวลาการส่งเอกสารเพื่อประกอบการขอบัตรส่งเสริม และบีโอไอในกำกับของนายกฯ ก็ใจดีให้เลื่อนทั้งสิ้น 3 ครั้ง จนถึงเดือน มิ.ย. 2567 แต่จริง ๆ แล้วเงื่อนไขที่ไม่เริ่มก่อสร้างไม่ใช่เงื่อนไขจากการรับบตรส่งเสริมบีโอไอ เพราะเป็นสัดส่วนน้อยมาก แต่เป็นการใช้ข้ออ้างนี้ จึงทำให้ รฟท. มีเหตุในการเลื่อนการสั่งการให้เริ่มการก่อสร้าง
สส. ปชน. กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในตอนนี้จาก "ไม่เลื่อน ไม่แก้" ซึ่งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ชี้แจงไว้จะกลายเป็น "เลื่อนเพื่อแก้" แก้สัญญาให้ได้ดั่งใจก่อนแล้วค่อยเดินต่อ นี่คือทุนใหญ่ที่มักจะคว้าสัมปทานไปกอดแล้วค่อยหาประโยชน์เพิ่มแล้วค่อยแก้สัญญา
เขายังเปิดเผยข้อมูลด้วยว่า มติ กพอ. ครั้งที่ 4/2567 เมื่อ 11 ต.ค. 2567 เห็นชอบหลักการแก้ไขสัญญา 5 ประเด็น หนึ่งในนั้นคือ วิธีการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน 149,650 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องของการปรับงวดเงิน จากสร้างเสร็จค่อยจ่าย เป็นสร้างไปจ่ายไป และการยอมให้นายทุนผ่อนชำระค่าสิทธิ์ที่ค้างชำระมาตั้งแต่ ต.ค. 2564 เป็นต้น
"วันนี้ท่านนายกฯ ไม่ต้องมาปฏิเสธ ผมรู้ว่านายกฯ ต้องแก้แน่ ๆ แก้สัญญาเพื่อเอกชนเพื่อนพ่อท่าน" นายสุรเชษฐ์ กล่าวพร้อมโชว์หลักฐานการเตรียมเงิน 149,650 ล้านบาท ที่ปรากฏในมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2568 ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 จำนวนกว่า 21,014 ล้านบาท เพื่อรองรับการแก้ไขเงื่อนไขของสัญญาในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
"จากเดิมปี 2569 ยังไม่ต้องจ่ายไปเริ่มจ่ายโน่นเลยปี 2574 เมื่อเอกชนเริ่มเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงได้ นี่คือมติ ครม. ที่สอดรับกับเงื่อนไขการแก้ไขสัญญาในข้อที่หนึ่งจาก 5 ประเด็น" นายสุรเชษฐ์ กล่าว
การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 มี.ค. ก่อนลงมติในวันที่ 26 มี.ค. หลังรัฐบาล "แพทองธาร" บริหารราชการแผ่นดินมาได้ 6 เดือน ทั้งนี้คณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย ตกลงใช้กรอบเวลาทั้งสิ้น 37 ชม. แบ่งเป็น เวลาของฝ่ายค้านในการอภิปราย 28 ชม. (วันแรก 17 ชม. ไปจบราว 05.30 น. และวันที่สอง 11 ชม. ต้องจบภายใน 23.59 น.) และเวลาของ ครม. ชี้แจง และ สส. รัฐบาลอภิปรายรวม 7 ชม. และเวลาของประธานที่ประชุม 2 ชม.
ในการผ่านญัตติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ต้องอาศัยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา หรือ 247 เสียง จาก สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 493 คน
https://www.bbc.com/thai/articles/cwynzk7jj36o