My new piece for @ForeignPolicy. The most likely outcome of the war is a weaker but nastier Iran. What this means for Iranians (more repression), the region (weaker Axis; bitter legacy), & US-Iran relations (the cycle of violence will repeat itself):https://t.co/dBm4Tn3qnE
— Thomas Juneau (@thomasjuneau) March 19, 2026
(Google Gemini สรุป)
บทความเรื่อง "เตรียมพร้อมรับมือกับอิหร่านที่อ่อนแอลงแต่ร้ายกาจยิ่งขึ้น" ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร Foreign Policy โดย Thomas Juneau (มีนาคม 2026) ให้ความเห็นว่า แม้ความขัดแย้งทางทหารที่ยืดเยื้อและปฏิบัติการ "กดดันสูงสุด" อาจประสบความสำเร็จในการลดขีดความสามารถทางทหารแบบดั้งเดิมของอิหร่าน แต่ผลที่ตามมาคือศัตรูที่สิ้นหวัง คาดเดาไม่ได้ และอันตรายยิ่งขึ้น
ต่อไปนี้คือบทสรุปหลักในบทความเกี่ยวกับผลลัพธ์ของสงครามและผลกระทบต่อสหรัฐฯ และตะวันออกกลาง:
1. ความขัดแย้งของอิหร่านที่ "อ่อนแอลง"
ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ความขัดแย้งในปัจจุบันกำลังกัดเซาะตัวชี้วัดอำนาจแบบดั้งเดิมของอิหร่านอย่างได้ผล เศรษฐกิจของอิหร่านถูกบีบให้เข้าสู่ "ภาวะสงคราม" อย่างจำกัด เครือข่ายตัวแทน ("แกนแห่งการต่อต้าน") กำลังเผชิญกับความตึงเครียดอย่างมาก และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารแบบดั้งเดิมได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม รัฐที่อ่อนแอไม่ได้หมายความว่าจะยอมจำนน จูโนแย้งว่า ในขณะที่อิหร่านสูญเสียอำนาจต่อรองแบบดั้งเดิมไป อิหร่านจะหันไปใช้กลยุทธ์ที่ "รุนแรง" และไม่สมมาตรมากขึ้นเพื่อรักษาอำนาจการป้องปราม
2. การเปลี่ยนไปสู่สงครามแบบ Asymmetric and "Gray Zone" Warfare
เมื่อความสามารถของอิหร่านในการทำสงครามแบบดั้งเดิมลดลง บทความนี้คาดการณ์ถึงการเพิ่มขึ้นของ:
สงครามไซเบอร์: การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในสหรัฐฯ อิสราเอล และรัฐในอ่าวเปอร์เซียเพิ่มมากขึ้น
การลอบสังหารและการก่อการร้ายแบบเจาะจงเป้าหมาย: การเคลื่อนไหวไปสู่ความรุนแรงแบบ "ไร้พรมแดน" โดยมุ่งเป้าไปที่นักการทูต ผู้เห็นต่าง และเจ้าหน้าที่ในต่างประเทศ
การก่อวินาศกรรมทางทะเล: ความพยายามอย่างต่อเนื่องและสิ้นหวังมากขึ้นในการขัดขวางตลาดพลังงานโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบีบให้นานาชาติยอมอ่อนข้อ
3. ขีดจำกัดนิวเคลียร์
วิทยานิพนธ์หลักของบทความนี้คือ อิหร่านที่ "อ่อนแอลง" มองว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นนโยบายประกันภัยสุดท้ายที่เหลืออยู่ สงครามน่าจะเร่งให้เกิด "การถกเถียงเรื่องระเบิดนิวเคลียร์" ภายในเตหะราน ทำให้ฉันทามติเปลี่ยนไปสู่ความจำเป็นของการมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันการล่มสลายของระบอบการปกครองโดยสิ้นเชิง ผู้เขียนเตือนว่าสงครามอาจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสุดท้ายที่ผลักดันให้อิหร่านก้าวข้ามขีดจำกัดด้านนิวเคลียร์อย่างน่าประหลาดใจ
4. ความไม่มั่นคงในภูมิภาค
บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า "ผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด" ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยหรือ "ตะวันออกกลางใหม่" ที่สงบสุข แต่เป็นการ "ลุกลาม" ของความขัดแย้งไปทั่วทั้งภูมิภาค
การแตกแยกผ่านตัวแทน: แม้ว่าเตหะรานจะสูญเสียการควบคุมส่วนกลางเหนือกลุ่มต่างๆ เช่น ฮิซบอลลาห์หรือฮูตี กลุ่มเหล่านี้อาจกลายเป็นอิสระและหัวรุนแรงมากขึ้น นำไปสู่ "สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น" ในระดับท้องถิ่น
วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม: การบีบคั้นทางเศรษฐกิจของอิหร่านกำลังสร้างหายนะด้านมนุษยธรรม ซึ่งอาจก่อให้เกิดการไหลบ่าของผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาล ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านไม่มั่นคงยิ่งขึ้น
5. ผลกระทบต่อนโยบายของสหรัฐฯ
ผู้เขียนวิพากษ์วิจารณ์การขาด "จุดจบ" ที่ชัดเจน เขาเสนอว่าการที่รัฐบาลทรัมป์พึ่งพาแรงกดดันทางทหารโดยไม่มีทางออกทางการทูตกำลังสร้างสถานการณ์ "แมวต้อนจนมุม" บทความสรุปว่าสหรัฐฯ ต้องเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นจริงในระยะยาวที่อิหร่านจะมีความสามารถในการแสดงอำนาจในภูมิภาคผ่านวิธีการแบบดั้งเดิมน้อยลง แต่เต็มใจที่จะใช้ยุทธวิธี "เผาทำลายทุกสิ่ง" ที่คุกคามเสถียรภาพโลกมากขึ้น
ข้อสรุปสำคัญ: สงครามอาจทำลายอิหร่านได้ แต่จะไม่ทำลายเจตจำนงของอิหร่าน แต่กลับกัน มันกำลังเปลี่ยนอิหร่านให้กลายเป็นผู้เล่นที่ "บอบช้ำแต่โหดเหี้ยมยิ่งขึ้น" ซึ่งจะสร้างความกังวลใจต่อความมั่นคงในภูมิภาคไปอีกหลายทศวรรษ