วันศุกร์, มีนาคม 13, 2569

นักวิเคราะห์บีบีซีชี้ ทรัมป์ควรระวังบทเรียนจากอิรัก หากจะเรียกร้องให้ชาวอิหร่านลุกฮือโค่นล้มระบอบอิสลาม



นักวิเคราะห์บีบีซีชี้ ทรัมป์ควรระวังบทเรียนจากอิรัก หากจะเรียกร้องให้ชาวอิหร่านลุกฮือโค่นล้มระบอบอิสลาม

เจเรมี โบเวน
บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ
บีบีซี
เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว

ผมรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประชาชนของประเทศหนึ่ง ลุกฮือขึ้นต่อต้านโค่นล้มระบอบการปกครองที่กดขี่ตนเองอยู่ แต่กลับนิ่งเฉยไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือสนับสนุน ในตอนที่การปฏิวัติของประชาชนนั้นได้เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ

ผมเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ปี 1991 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน เมื่ออดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช ซีเนียร์ ผู้เป็นบิดาของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าวสุนทรพจน์ที่อาจจะทำให้เขาต้องเสียใจไปจนวันตาย

การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งประวัติศาสตร์นั้นเกิดขึ้น ที่โรงงานผลิตระบบต่อต้านขีปนาวุธแพทริออตในรัฐแมสซาชูเซตส์ ในงานเปิดตัวอาวุธอันล้ำสมัยที่สุด สำหรับสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก

ปัจจุบันขีปนาวุธแพทริออต ซึ่งมีไว้ยิงสกัดขีปนาวุธที่ศัตรูฝ่ายตรงข้ามยิงโจมตี ยังคงมีบทบาทสำคัญยิ่งยวด ทั้งในสงครามยูเครนและสงครามที่สหรัฐฯ กับอิสราเอล ผนึกกำลังโจมตีอิหร่าน

ในตอนที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช ซีเนียร์ เดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ที่โรงงานผลิตระบบต่อต้านขีปนาวุธแพทริออต ปฏิบัติการ "พายุทะเลทราย" (Desert Storm) ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารครั้งมโหฬาร ที่มุ่งขับไล่กองทัพอิรักออกไปให้พ้นจากดินแดนคูเวตก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยกองกำลังทางอากาศของสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และชาติพันธมิตรอื่น ๆ ร่วมกันกระหน่ำโจมตีกองทัพอิรัก และเมืองสำคัญต่าง ๆ ของอิรักหลายแห่ง

ในขณะเดียวกัน กองกำลังชาติพันธมิตรที่มีทหารราบหลายหมื่นนาย ก็ได้รวมพลรอคอยจะเปิดฉากการโจมตีภาคพื้นดิน อยู่ที่แนวพรมแดนระหว่างอิรักกับคูเวต โดยปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินนี้เริ่มขึ้นในอีก 9 วันต่อมา ในตอนนั้นผมประจำการอยู่ที่ศูนย์ข่าวในกรุงแบกแดดของอิรัก และกำลังยุ่งหัวหมุนกับการรายงานข่าวสงคราม

สองสามวันก่อนหน้านั้น กองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีทางอากาศใส่ศูนย์พักพิงของผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งในย่านชานเมืองอามีริยาห์ เป็นเหตุให้มีพลเรือนถูกสังหารไปกว่า 400 คน แต่กองกำลังร่วมของสหรัฐฯ และอังกฤษกลับกล่าวอ้างว่า สถานที่แห่งนั้นคือศูนย์บัญชาการของกองกำลังอิรัก

ทว่าสิ่งที่นักข่าวอย่างผมเห็นด้วยตาตนเองนั้น คือร่างของผู้เสียชีวิตที่ส่วนใหญ่เป็นเด็ก, สตรี, และคนชราเกือบทั้งหมด ผมยังได้เห็นซากปรักหักพังของค่ายผู้ลี้ภัยที่ยังมีควันไฟคุกรุ่น ดังนั้นผมจึงรู้แน่แก่ใจว่า สิ่งที่กองกำลังชาติพันธมิตรกล่าวอ้างมาก่อนหน้านี้ไม่ใช่เรื่องจริง

แม้ว่าในตอนนั้น ผมจะไม่ได้ใส่ใจกับสุนทรพจน์ที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช ซีเนียร์ กล่าวมากนัก แต่ในอีก 35 ปีต่อมา ผมกลับหวนนึกถึงถ้อยแถลงนั้นทุกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล พร่ำบอกกับประชาชนชาวอิหร่านว่า ตอนนี้พวกเขาได้รับโอกาสทองที่จะมีเพียงครั้งเดียวในหนึ่งชั่วอายุคน เพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลามลงเสีย แม้สหรัฐฯ และอิสราเอลจะไม่ได้ให้คำมั่นว่า จะมอบการสนับสนุนช่วยเหลือทางทหารโดยตรงให้แก่ประชาชนแต่อย่างใด

ย้อนไปเมื่อตอนที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช ซีเนียร์ กล่าวสุนทรพจน์ชื่นชมคนงานผู้ผลิตอาวุธมหัศจรรย์แห่งยุค เขากล่าวสรรเสริญผู้ผลิตขีปนาวุธแพทริออตเพียงสั้น ๆ ไม่กี่ประโยค ก่อนจะหันไปเอ่ยเรียกร้องให้ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำเผด็จการของอิรัก ปฏิบัติตามข้อมติของสหประชาชาติ ที่ให้อิรักถอนกำลังทหารออกจากคูเวตทันที

สถานการณ์ของสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก แตกต่างไปจากสงครามในยูเครนและสงครามในอิหร่านอย่างมาก เพราะในตอนนั้นคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ได้อนุมัติเห็นชอบให้กองกำลังชาติพันธมิตร สามารถทำสงครามได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ถ้อยแถลงสำคัญในสุนทรพจน์ของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช ซีเนียร์ มีอยู่ว่า "มีอีกทางหนึ่งที่จะหยุดยั้งการนองเลือดได้... นั่นคือกองทัพอิรักและประชาชนชาวอิรัก ลุกขึ้นมาจัดการเรื่องนี้ด้วยน้ำมือของตนเอง และบีบบังคับให้จอมเผด็จการซัดดัม อุสเซน ต้องลงจากอำนาจ"

บรรดาคนงานผู้ผลิตระบบป้องกันขีปนาวุธแพทริออต พากันปรบมือและส่งเสียงโห่ร้องชื่นชมสุนทรพจน์ดังกล่าวกันดังสนั่น หลังจากนั้นท่านประธานาธิบดีก็อำลาจากไป เพื่อเดินสายปลุกระดมและโน้มน้าวใจให้คนอเมริกัน สนับสนุนการทำสงครามครั้งใหญ่ครั้งแรก นับตั้งแต่ประสบหายนะจากความพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนาม


ทหารสหรัฐฯ ขณะออกลาดตระเวนในอิรัก เมื่อปี 2003

อย่างไรก็ตาม มีคนบางกลุ่มในอิรักที่เชื่อถือคำพูดของผู้นำสหรัฐฯ อย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะหลังจากที่กองทัพอิรักถูกขับไล่ออกพ้นจากดินแดนคูเวตแล้ว ซัดดัม ฮุสเซน กลับยังสามารถครองตำแหน่งผู้นำอิรักอยู่ต่อไป ทำให้ชาวมุสลิมชีอะห์ในทางตอนใต้ของประเทศกับชาวเคิร์ดในทางตอนเหนือ ซึ่งต่างก็ถูกระบอบเผด็จการของซัดดัมกดขี่ เริ่มจับอาวุธขึ้นก่อการกบฏ

ทว่ารัฐบาลของสหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, และชาติพันธมิตรอื่น ๆ ที่ได้ผนึกกำลังกันทำสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก ต่างก็เฝ้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวนี้อยู่เงียบ ๆ โดยไม่ได้เข้าไปแทรกแซงเลยแม้แต่น้อย ทำให้ระบอบเผด็จการของซัดดัม ฮุสเซน ที่ยังคงมีฝูงเฮลิคอปเตอร์โจมตีอยู่ สามารถต้านทานตอบโต้กลุ่มกบฏ จนมีชาวเคิร์ดและชาวมุสลิมชีอะห์เสียชีวิตไปหลายพันคน แม้ในขณะนั้นกองทัพอิรักเพิ่งจะได้รับความเสียหายใหญ่หลวงจากสงครามมาก็ตาม

ชาวมุสลิมชีอะห์กล้าลุกฮือขึ้นงัดข้อกับซัดดัม เพราะเชื่อมั่นว่าตนมีผู้นำสหรัฐฯ คอยหนุนหลังอยู่ แต่พวกเขาก็คาดการณ์ผิดถนัด เนื่องจากในภายหลังบรรดาชาติพันธมิตรต่างไม่เข้ามายื่นมือแทรกแซง เพื่อช่วยเหลือให้การปฏิวัติของพวกเขาประสบความสำเร็จเลย ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับวาจาของผู้นำสหรัฐฯ ที่ได้เคยกล่าวให้ความหวังไว้

ในตอนนั้นผมอยู่ที่ภูมิภาคอันหนาวเย็น ซึ่งเต็มไปด้วยภูเขาหิมะทางตอนเหนือของอิรัก บริเวณนี้เป็นถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมของชาวเคิร์ด และมีชาวเคิร์ดในอิรักหลายหมื่นคนอพยพลี้ภัยทางการเมืองมาที่นี่ พวกเขาต่างบอกเล่าถึงเรื่องราวอันโหดร้าย จากการถูกคนของซัดดัมไล่ล่าสังหาร ทุกเช้าผมจะเห็นพ่อของเด็ก ๆ หลายคน อุ้มเอาศพลูกลงมาจากภูเขา ร่างเล็ก ๆ นั้นห่อหุ้มด้วยผ้าห่มเก่า ๆ หลังจากโลกนี้ไปเพราะทนความหนาวเหน็บบนภูเขาไม่ไหว หรือไม่ก็ล้มป่วยด้วยโรคท้องร่วงอย่างหนัก

ในที่สุดพวกชาวอเมริกัน, ชาวอังกฤษ, ชาวฝรั่งเศส, และชาติอื่น ๆ ต่างก็รู้สึกละอายใจ จนต้องลงมือดำเนินปฏิบัติการมอบความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมครั้งใหญ่ เพื่อช่วยชีวิตชาวเคิร์ดในทางตอนเหนือของอิรัก ส่วนชาวมุสลิมชีอะห์ในทางตอนใต้นั้น พวกเขาก็พบเจอกับชะตากรรมที่ไม่ได้ดีไปกว่าชาวเคิร์ดเท่าใดนัก


ขบวนยานยนต์หุ้มเกราะของกองทัพสหรัฐฯ ในปฏิบัติการทางทหารเพื่อขับไล่กองทัพอิรักออกจากคูเวต เมื่อปี 1991

ผลกระทบที่เกิดจากสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก ยังคงดำเนินต่อไปหลังจากนั้นอีกนานหลายปี ส่งผลให้มีการตั้งฐานทัพสหรัฐฯ อย่างถาวรในซาอุดีอาระเบีย, มีการบินลาดตระเวนเป็นประจำของทหารอเมริกัน เพื่อคุ้มกันเขตห้ามบินที่กำหนดขึ้นใหม่, ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างความโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงให้กับโอซามา บิน ลาเดน ในวัยหนุ่ม เพราะดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวมุสลิม ต้องมาถูกเหยียบย่ำทำลายด้วยกองกำลังต่างชาติ ปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้ทำให้เขาตัดสินใจก่อตั้งกลุ่มก่อการร้ายอัลไคดา หรืออัลกออิดะห์ขึ้นในที่สุด

แท้จริงแล้วสงครามอ่าวเปอร์เซียในแต่ละครั้ง ได้หว่านเมล็ดพันธุ์ของสงครามครั้งใหม่ให้ปะทุขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด โดยในปี 2003 อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้เป็นบุตรชายของจอร์จ บุช ซีเนียร์ ก็ได้ลงมือทำสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่สอง โดยตัวเขาเชื่อว่ากำลัง "ปิดบัญชี" เพื่อจบสิ้นภารกิจที่ยังค้างคา ซึ่งบิดาของเขาได้เริ่มต้นไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน

ในคราวนี้สหรัฐฯ ได้ส่งมอบความช่วยเหลือทางทหารเพื่อโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน อย่างเต็มใจ จนสามารถขจัดศัตรูตัวฉกาจของชาวอเมริกันและชาวอิรักบางส่วนออกไปได้ ส่วนอิหร่านซึ่งเป็นศัตรูกับอิรัก ก็พลอยได้รับผลประโยชน์เสมือนเป็นผู้ชนะรายใหญ่ของสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่สองไปด้วย

ทว่าสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่สาม ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน มีเป้าหมายในการหยุดยั้งความรุ่งเรืองเฟื่องฟูของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ที่เร่งเติบโตและเพิ่มพูนกำลังอำนาจขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่สอง ในปี 2003 เป็นต้นมา

การระดมโจมตีด้วยขีปนาวุธและระเบิดจำนวนมาก คือแผนที่วางไว้เพื่อทำลายความทะเยอทะยานทางทหาร และความใฝ่ฝันที่จะเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งอิสราเอลถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของประเทศตนอย่างยิ่ง

ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกันล่าสุด ชี้ว่าการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่จะทำสงครามกับอิหร่านโดยร่วมรบกับอิสราเอลเป็นครั้งแรก ไม่ได้รับความนิยมและมีผู้คัดค้านจำนวนไม่น้อย การตัดสินใจนี้ยังสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาติพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ (แน่นอนว่ายกเว้นอิสราเอล) อีกด้วย

หลายคนอาจสงสัยว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เสียงวิจารณ์ในแง่ลบนี้จะผิดถนัด เพราะบรรดานักวิเคราะห์และผู้วิจารณ์ข่าวต่างก็เกลียดทรัมป์ จนอคติจากความชังบดบังการวิเคราะห์ด้วยเหตุผลเสียสิ้น ? บางทีมันอาจจะไม่สำคัญอะไรเลยที่ทรัมป์ดูหมิ่นเหล่าชาติพันธมิตร ซึ่งได้เคยส่งทหารไปร่วมรบ และพลีชีพในสงครามภูมิภาคตะวันออกกลางมาหลายต่อหลายครั้ง

บางทีมันอาจจะไม่สำคัญอะไรเลยที่ทรัมป์โกหก เรื่องอิหร่านเป็นฝ่ายยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก เพื่อโจมตีโรงเรียนแห่งหนึ่งของตนเอง ซึ่งทางการอิหร่านแถลงว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ไปถึง 165 คน โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนหญิง

ข้อเท็จจริงนั้นมีอยู่ว่า อิหร่านไม่มีขีปนาวุธโทมาฮอว์กของสหรัฐฯ ในครอบครองเลย แต่ทรัมป์กับบรรดาผู้สนับสนุนของเขาพากันแก้ต่างเป็นเสียงเดียวกันว่า รายงานที่กล่าวหาว่าสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธใส่โรงเรียนของอิหร่านนั้นเป็น "ข่าวปลอม"

ทรัมป์กับกลุ่มผู้สนับสนุนบอกว่า การปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นชั่วคราวเพราะสงคราม เป็นนโยบายที่คุ้มค่าและยอมรับได้ หากในที่สุดแล้วมันทำให้อิหร่านไม่สามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวง ไม่เพียงต่อชาติในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหรืออ่าวอาหรับและอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อชาติต่าง ๆ ในยุโรปและทวีปอเมริกาด้วย



พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งตั้งชื่อตำแหน่งของตนเองเสียใหม่ว่า "รัฐมนตรีสงคราม" ได้กล่าวประณามหยามเหยียดท่าทีกระมิดกระเมี้ยนของชาติต่าง ๆ ในยุโรป ที่วิจารณ์ตำหนิการใช้กำลังของสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสหประชาชาติเสียก่อน ทั้งยังบอกว่าสหรัฐฯ ไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างเหตุผลได้ว่า ดำเนินปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้เพื่อป้องกันตนเอง

นายเฮกเซธกล่าวว่า "พันธมิตรดั้งเดิมของเราหลายชาติ ซึ่งพากันกำหมัดและตกตะลึงเหมือนกำไข่มุกในมือเอาไว้แน่น พวกเขาต่างก็เม้มปากและลังเลอ้ำอึ้ง ในเรื่องของการใช้กำลังทหาร"

ทว่าในตอนนี้ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การยุติสงครามจะไม่ใช่เรื่องง่าย ผลที่จะเกิดตามมาหลังการทำสงครามครั้งนี้ อย่างดีที่ที่สุดก็คือความไม่แน่นอนและภาวะไร้เสถียรภาพ และอย่างเลวร้ายที่สุดก็คือการแผ่ขยายของความขัดแย้ง ที่สุดแสนจะอันตรายเกินจินตนาการ

ในสงครามกับอิหร่านครั้งนี้ อิสราเอลมีแผนการและจุดมุ่งหมายเป็นของตนเองโดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู รู้ดีว่าเขาต้องการสิ่งใด เขาเชื่อว่าตนเองสามารถบรรลุถึงความใฝ่ฝันที่มีมาตลอดชีวิตได้ นั่นก็คือการทำลายล้างสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ในสุนทรพจน์ที่เขากล่าวในวันที่สองของสงคราม เนทันยาฮูบอกว่าด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐฯ อิสราเอลสามารถจะ "ทำสิ่งที่ผมต้องการทำมานานถึง 40 ปี ฟาดโจมตีระบอบก่อการร้ายเข้าที่รากฐานสำคัญของมัน นี่คือสิ่งที่ผมให้คำมั่นและเป็นสิ่งที่พวกเราควรทำ"

เนทันยาฮูนั้นไม่ต่างจากทรัมป์ ตรงที่เรียกร้องให้ประชาชนชาวอิหร่านลุกฮือขึ้นโค่นล้มระบอบการปกครองแบบรัฐอิสลาม แต่อิสราเอลนั้นดูจะไม่ยี่หระต่อความเป็นไปได้ ที่สังคมอิหร่านอาจตกไปอยู่ในภาวะปั่นป่วนวุ่นวายและเต็มไปด้วยความรุนแรง เพราะนั่นอาจจะเป็นผลดีต่ออิสราเอลด้วยซ้ำ

สหรัฐฯ – อิสราเอล และกลุ่มผู้สนับสนุนพันธมิตรคู่นี้ ต่างเชื่อว่าการโค่นล้มระบอบการปกครองของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน จะทำให้โลกปลอดภัยและสงบสุขขึ้น คนเหล่านี้อาจจะคิดถูกแล้ว เมื่อพิจารณาว่ารัฐบาลอิหร่านที่โหดร้ายทารุณ ได้เข่นฆ่าประชาชนไปหลายพันคนเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา หลังคนเหล่านี้พากันออกมาเดินขบวนประท้วงไปตามท้องถนน เพื่อต่อต้านระบอบการปกครองที่กดขี่ เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน จนทำให้ระบบเศรษฐกิจล่มสลาย นอกจากนี้ อิหร่านยังหมกมุ่นกับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม จนถึงขั้นที่สามารถนำไปผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์และกลุ่มผู้สนับสนุนนั้นคิดผิด ในเรื่องที่คาดการณ์ว่าผลของการทำสงครามครั้งนี้ จะสามารถลบล้างชดเชยหายนะในระดับมโหฬาร ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่การรุกรานอิรักเมื่อปี 2003

การกำจัดซัดดัม ฮุสเซน จอมเผด็จการของอิรัก โดยไม่มีแผนรองรับที่ปฏิบัติได้จริง ในการตั้งรัฐบาลซึ่งจะมาแทนที่ระบอบซัดดัมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การสังหารผู้คนนับแสน ในช่วงสงครามกลางเมืองและการสู้รบระหว่างนิกายต่าง ๆ ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางการเมือง ที่ไม่มีผู้ใดสามารถยึดครองอำนาจได้อย่างเด็ดขาด เหตุการณ์นี้ได้บ่มเพาะกลุ่มนักรบจีฮัดที่มีแนวคิดสุดโต่งรุนแรง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น "ขบวนการรัฐอิสลาม" หรือไอเอสที่รู้จักกันดี ปัจจุบันสมาชิกของกลุ่มไอเอสรุ่นล่าสุด กำลังเฝ้าจับตามองหาโอกาส ที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากวิกฤตของสงครามครั้งล่าสุดนี้อยู่


ชาวอิหร่านออกมารวมตัวเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน เมื่อ 9 มี.ค.

ในอดีตเนทันยาฮูเคยคิดจะทำสงครามกับอิหร่านมาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ตระหนักได้ในที่สุดว่า อิสราเอลจำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้นำสหรัฐฯ ในการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่สงคราม ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว อิสราเอลก็ประสบความสำเร็จในการขอความร่วมมือจากทรัมป์

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคนในอดีต รวมถึงบิล คลินตัน ซึ่งเนทันยาฮูเจรจาด้วยเป็นคนแรก หลังขึ้นนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อสามสิบปีก่อน ต่างก็ปฏิเสธที่จะทำสงครามกับอิหร่าน เพราะพวกเขาพอใจกับนโยบายปิดกั้นและยับยั้งอิหร่าน ซึ่งได้ผลดีพอสมควรอยู่แล้ว หากอิหร่านไม่พยายามอย่างโจ่งแจ้งที่จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐฯ จะไม่ทำสงครามอย่างเด็ดขาด

ยิ่งไปกว่านั้นบรรดาผู้นำสหรัฐฯ ในอดีต ต่างเกรงกลัวสภาพการณ์อันเลวร้ายสุดขั้ว อย่างที่โลกกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ นั่นคือการแผ่ขยายลุกลามของสงครามในตะวันออกกลางเป็นวงกว้าง เนื่องจากอิหร่านลงมือทำตามแผนการที่วางไว้ล่วงหน้า เพื่อต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง และกระทบต่อความเป็นพันธมิตรที่สหรัฐฯ เพียรพยายามสร้างไว้อย่างระมัดระวังกับหลายชาติในแถบอ่าวอาหรับ

ขณะนี้อิหร่านหันมาใช้ประเทศเหล่านี้เป็นเป้าโจมตีเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ส่วนจีนซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่านก็กำลังเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ ทำให้ชาติในอ่าวอาหรับเริ่มจะประเมินและชั่งน้ำหนักความคุ้มค่า ในเรื่องของความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ เสียใหม่ และอาจจะพิจารณาคืนดีกับอิสราเอลด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ทรัมป์ประกาศชัยชนะ แล้วลอยตัวปล่อยให้ซาอุดีอาระเบียและชาติในอ่าวอาหรับอื่น ๆ จัดการกับความยุ่งเหยิงวุ่นวายที่ชาวอเมริกันทิ้งไว้เบื้องหลังกันเอาเอง

ทรัมป์ซึ่งเคยให้คำมั่นกับชาวอเมริกันว่า จะไม่ก่อสงครามยืดเยื้อยาวนานที่ไม่มีวันสิ้นสุดขึ้นมาอีก อาจพบว่าตนเองจำต้องคงกำลังทหารเอาไว้ในตะวันออกกลางอีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกว่า ต้องการจะเป็นอิสระจากภาระหนักตรงนี้เพื่อเผชิญหน้ากับจีนก็ตาม

แต่สำหรับอิสราเอลแล้ว เรื่องนี้พวกเขาไม่ต้องคิดมากเหมือนกับบรรดาผู้นำของสหรัฐฯ เพราะนี่คือโอกาสที่ดีที่สุด ในการจัดระเบียบอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลางเสียใหม่ โดยเสริมความแข็งแกร่งให้กับตนเอง จนสามารถขึ้นสู่ฐานะผู้ครองอำนาจนำทางทหาร ที่ไม่มีผู้ใดกล้าท้าทายในภูมิภาคนี้

ตอนนี้อิสราเอลยังมีเป้าหมายในการทำลายกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่านในเลบานอนให้สิ้นซาก เนื่องจากอิสราเอลไม่เคยทำเรื่องนี้ได้สำเร็จเลย นับตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา และในขณะที่ทั่วโลกกำลังมุ่งให้ความสนใจกับการสู้รบในอิหร่าน อิสราเอลก็ยังคงเดินหน้าผนวกดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน หรือเขตเวสต์แบงก์อย่างต่อเนื่อง

ในตอนนี้ทรัมป์อาจได้เรียนรู้แล้วว่า การก่อสงครามนั้นง่ายดายยิ่งกว่าการยุติสงครามมาก เพราะมันยากที่จะทราบได้ว่าควรต้องหยุดรบเมื่อใด หากผู้ก่อสงครามไม่รู้ทิศรู้ทางว่าตนเองกำลังจะมุ่งหน้าไปไหนกันแน่

การยุติสงครามจะยากยิ่งกว่าที่กล่าวมาหลายเท่า หากสหรัฐฯ ที่เป็นชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก เข้าสู่สงครามโดยไม่มีแผนยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ชัดเจนและอยู่กับร่องกับรอย และเข้าสู่สงครามภายใต้การนำของประธานาธิบดีจอมโกหก ที่มีหลักฐานพิสูจน์แล้วว่าเขากำลังปั้นน้ำเป็นตัว พร้อมกับลงมือทำสงครามไปด้วย

https://www.bbc.com/thai/articles/c795g2vxqq0o