
Puangthong Pawakapan
16 hours ago
·
ตราบเท่าที่ไทย-กัมพูชาไม่ผลักดันให้ ASEAN Monitoring Team (AMT) หรือทีมเฝ้าระวัง-ตรวจสอบให้การหยุดยิงและปฏิบัติการทางทหารอื่นๆ เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพจริง ความตึงเครียดบริเวณชายแดนก็ยากที่จะลดลง และจะวนเวียนอยู่กับความตึงเครียด-ปะทะ-อพยพ-เจรจา-ตึงเครียด-ปะทะ... เป็นวงจรอุบาทว์เช่นนี้อีกไม่รู้นานแค่ไหน
จนกระทั่งบัดนี้ AMT ตามที่ไทย-กัมพูชาเคยตกลงกันที่กัวลาลัมเปอร์ตั้งแต่ 28 กค. ยังไม่ถูกผลักดันให้เป็นจริงเลย ยังไม่มีการส่งกำลังทหารจากประเทศที่เป็นกลางมาเฝ้าระวังบริเวณพื้นที่พิพาทระหว่างสองประเทศ สิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้เป็นแค่มีทีมผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวของอาเซียน (Interim Observer Team – IOT) ที่มีแต่ผู้ช่วยทูตทหาร (military attache) ของอาเซียนไม่กี่คน ซึ่งไม่มีทางที่พวกเขาจะเฝ้าระวังตรวจสอบการเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนได้เลย สิ่งที่พวกเขาทำได้หรือได้รับอนุญาตให้ทำคือ รับฟังข้อมูลจากรัฐบาลไทยและกัมพูชา ซึ่งสองฝ่ายก็กล่าวหากันไปมา เขาไม่ได้ฟังฝ่ายไทยเท่านั้น
ฉะนั้น เมื่อข้อมูลที่ตัวแทนอาเซียนและนานาชาติได้รับเป็นข้อมูลจากคู่พิพาท ไม่ใช่ข้อมูลจากฝ่ายที่เป็นกลาง จึงยากที่เขาจะตัดสินได้ว่าข้อมูลของฝ่ายใดน่าเชื่อถือกว่ากัน
ดิฉันอยากให้สังเกตว่ากระทรวงต่างประเทศไทยเดินสายฟ้องชาวโลกว่ากัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดใหม่บริเวณชายแดน ทั้งต่อตัวแทนสถานทูตต่างๆ ประจำประเทศไทย, ที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวา, เลขาธิการยูเอ็น, กาชาดสากล ซึ่งถือเป็นการทำงานที่ดี แต่จนบัดนี้ ก็ไม่มีองค์กรใดหรือประเทศใดออก statement ประณามกัมพูชา หรือเข้าข้างไทย อย่างมากที่สุดก็คือเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นต่อกัน
เมื่อไม่มี AMT ก็ไม่มีใครสามารถทำให้พื้นที่ชายแดนอยู่ในภาวะหยุดนิ่งได้จริง ฉะนั้น เมื่อปรากฏข่าวว่าทหารไทยเอารั้วลวดหนามไปวางไว้ตรงชายแดน กัมพูชาก็โจมตีว่าไทยล่วงล้ำอธิปไตยกัมพูชา คนเขมรก็พากันโกรธแค้น เฮโลกันมาที่ชายแดน ฝ่ายไทยก็ทำนองเดียวกัน เมื่อมีข่าวทหารเสียชีวิต-บาดเจ็บจากระเบิด คนไทยก็โกรธแค้น ยิ่งเห็นภาพคนเขมรมายืนด่าทอทหารไทย ก็ต้องตอบโต้แบบเดียวกัน ส่วนทหารสองฝ่ายก็ไม่คิดจะห้ามไม่ให้คนของตนเข้าไปในพื้นที่ ทุกฝ่ายต้องแสดงความรักชาติกันเต็มที่ แต่มันทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น ความรู้สึกเกลียดชังต่อกันแผ่ขยายเป็นวงกว้างทั่วประเทศ ความรู้สึกอยากให้ทหารฝ่ายตนใช้กำลังตอบโต้ก็พุ่งตาม ฝ่ายทหารก็ต้องพูดจาหรือกระทำสิ่งที่สอดคล้องกับกระแสรักชาติ ก็ยิ่งทำให้คนเชียร์ให้ทหารมีบทบาทในปัญหานี้มากขึ้น - ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันกันและกัน ความตึงเครียดไม่มีทางลดลงได้เลย
ความตึงเครียดเช่นนี้เป็นอุปสรรคสำคัญของการประชุมเจรจาเพื่อหาทางออกของสองประเทศ เป็นอุปสรรคของการประนีประนอม อันเป็นปัจจัยสำคัญของการเจรจา – ในภาวะที่ทั้งสองประเทศอ้างว่าตนมีหลักฐานยืนยันอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ ทำให้การเจรจาปักปันเขตแดนในจุดนี้หยุดชะงักมานานกว่าสองทศวรรษ ขณะที่การใช้กำลังทางทหารก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาได้จริง ในที่สุดต้องกลับไปสู่การเจรจา แต่การเจรจาจะเดินหน้าไปได้ ต้องมีการประนีประนอมตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ เช่น อาจมีการเสนอให้กำลังทหารสองฝ่ายถอยออกจากพื้นที่พิพาท 2 กิโลเมตรเพื่อลดความตึงเครียดและการปะทะชั่วคราว ก็เป็นการประนีประนอม แต่ถ้ากระแสชาตินิยมสูงขนาดนี้ ใครเสนอออกมาตอนนี้ มีสิทธิถูกประชาชนและสื่อมวลชนของตนถล่มจมดิน เป็นต้น
คำถามที่ทุกฝ่ายต้องถามอย่างจริงจังคือ เราจะปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปนานแค่ไหน เรายินดีให้เกิดการปะทะครั้งแล้วครั้งเล่า มีคนตาย-บาดเจ็บอีก ชาวบ้านนับแสนต้องอพยพกันอีก จะวนเวียนเช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหน แนวทางทวิภาคี ที่ปฏิเสธการทำงานของ AMT แก้ปัญหาได้จริงหรือ? ทำไมเราต้องกลัว AMT? ฝ่ายค้านกล้าจะฝ่ากระแสชาตินิยม ผลักดันเรื่อง AMT หรือไม่?
https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/24727089133581846