วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 21, 2569

มารู้จัก Niche Party พรรคเฉพาะทาง แม้พรรคเหล่านี้จะไม่มีฐานเสียงกว้างขวางพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่การมีอยู่ของพวกเขากลับสร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมได้อย่างมหาศาล ถึงกับสามารถผลักดันวาระเฉพาะกลุ่มและเปลี่ยนนโยบายระดับชาติได้สำเร็จ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเก้าอี้รัฐมนตรี


Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส
11 hours ago
·
ในระบอบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค (Multi-Party System) ภูมิทัศน์ทางการเมืองไม่ได้เป็นเพียงสนามประลองกำลังของพรรคใหญ่ ที่หวังไขว่คว้าอำนาจบริหารประเทศ แต่ยังเป็นระบบที่เปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือพรรคเฉพาะทางเติบโตได้ด้วย
.
แม้พรรคเหล่านี้จะไม่มีฐานเสียงกว้างขวางพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่การมีอยู่ของพวกเขากลับสร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมได้อย่างมหาศาล ชวนสำรวจว่า พรรคการเมืองขนาดเล็กในต่างประเทศเขาทำงานกันอย่างไร ถึงสามารถผลักดันวาระเฉพาะกลุ่มและเปลี่ยนนโยบายระดับชาติได้สำเร็จ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเก้าอี้รัฐมนตรี
.
ถอดรหัส Niche Party พรรคเฉพาะทางที่ผลักดันนโยบายเฉพาะตัว
.
Dr. Bonnie M. Meguid แห่งมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ได้อธิบายคุณสมบัติของพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือพรรคเฉพาะทาง (Niche Party) ว่าแตกต่างจากพรรคการเมืองกระแสหลัก (Mainstream Parties) อย่างสิ้นเชิงใน 3 ประเด็นสำคัญด้วยกัน
.
1. ปฏิเสธการเมืองที่เน้นเรื่องชนชั้น (Reject Traditional Class-Based Orientation) พรรคเหล่านี้ไม่สนการต่อสู้แบบเดิม แต่จะเปิดสมรภูมิใหม่ที่พรรคใหญ่ละเลย เช่น ประเด็นสิ่งแวดล้อม หรือสิทธิมนุษยชน
.
2. ตัดข้ามเส้นแบ่งขั้วการเมือง (Cross-Cutting Traditional Alignments) นโยบายของพรรคเล็กสามารถดูดเสียงโหวตเตอร์ข้ามขั้วได้ เช่น คนอนุรักษ์นิยมที่รักสัตว์ อาจยอมกาบัตรให้พรรคสิทธิสัตว์ที่ถูกจัดให้อยู่ฝ่ายซ้าย
.
3. นำเสนอนโยบายที่จำกัด (Limited Issue Appeals) พวกเขาไม่เสนอนโยบายครอบจักรวาลแบบพรรคใหญ่ แต่จะยึดมั่นในจุดยืนเดียว (Single-issue parties) ซึ่งความสำเร็จวัดกันที่ความโดดเด่นของประเด็นนั้นๆ
.
ที่สำคัญคือ พรรคเฉพาะทางในต่างประเทศขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Policy-seeking (มุ่งหวังผลักดันนโยบาย) มากกว่า Office-seeking (มุ่งหวังตำแหน่ง) พวกเขาไม่ได้ตั้งพรรคมาเพื่อขอแบ่งโควตารัฐมนตรี แต่ต้องการใช้พื้นที่สภาสำหรับนโยบายเฉพาะด้าน เพื่อส่งเสียงของคนเฉพาะกลุ่มที่เลือกเขาเข้ามาให้ดังที่สุด
.
ตัวอย่างพรรคเล็กต่างแดนที่ขับเคลื่อนประเด็นได้จริง
.
Party for the Animals (PvdD) ในเนเธอร์แลนด์ มีจุดยืนหลักคือสิทธิและสวัสดิภาพสัตว์ PvdD คือพรรคแรกในโลกที่เข้าสภาได้ด้วยวาระนี้ โดยไม่เคยขอร่วมรัฐบาลเพื่อแลกเก้าอี้รัฐมนตรีเกษตรฯ แต่ใช้เวลาอภิปรายในสภาเพื่อขจัดความโหดร้ายของฟาร์มปศุสัตว์ จนในที่สุด พรรคใหญ่ที่กลัวจะเสียคะแนนเสียงจากกลุ่มคนรักสัตว์ ต้องจำยอมหยิบนโยบายสวัสดิภาพสัตว์ไปทำเสียเอง นี่คือกลยุทธ์ที่เรียกว่า “Mainstreaming” (การทำให้ประเด็นเฉพาะกลายเป็นกระแสหลัก) โดยพรรคการเมืองขนาดเล็ก
.
ขึ้นมาที่สวีเดนมีพรรค Feminist Initiative (Fi) ที่ยืนหยัดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ Fi ชูประเด็นที่พรรคกระแสหลักมองข้ามหรือไม่สนใจจะทำมัน เช่น การจัดทำงบประมาณแผ่นดินผ่านเลนส์เพศสภาพ (Gender Budgeting) แม้บางการเลือกตั้งพวกเขาจะสอบตก แต่การมีอยู่ของ Fi บีบให้พรรคต่าง ๆ ในสวีเดนต้องประกาศจุดยืนเรื่องสิทธิสตรีอย่างชัดเจน นับเป็นชัยชนะทางอุดมการณ์ของพรรคการเมืองขนาดเล็กด้วย
.
ไอซ์แลนด์มีพรรคโจรสลัด หรือ Pirate Party ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ต้องการรื้อระบบ ชูประเด็นประชาธิปไตยทางตรง สิทธิพลเมืองดิจิทัล และต้องการให้ประชาชนร่วมกันเขียนรัฐธรรมนูญผ่านระบบคลาวด์ (Crowdsourced Constitution) ย้อนไปในช่วงปี 2015-2016 ที่คนไอซ์แลนด์เบื่อหน่ายนักการเมืองคอร์รัปชัน พรรคนี้เคยมีคะแนนนิยมพุ่งเป็นอันดับ 1 ถึง 37-43% โดยที่พวกเขาไม่ต้องการตำแหน่งนายกฯ เพียงแต่ต้องการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการของประเทศใหม่ทั้งหมดเท่านั้น
.
อำนาจต่อรองที่พรรคเล็กมีมากกว่าพรรคใหญ่
.
Dr. Alan Siaroff นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล ได้อธิบายไว้ว่า บทบาทของพรรคเล็กจะพุ่งทะยานขึ้นสูงสุดเมื่อเกิดสภาแขวน (Hung Parliament) หรือสภาวะที่ไม่มีพรรคใหญ่พรรคใดกวาดเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้เด็ดขาด ในสถานการณ์เช่นนี้ พรรคเล็กที่มีเพียง 1-2 เสียง จะกลายสภาพเป็นตัวแปรชี้เป็นชี้ตาย (Kingmaker) ทันที ในขณะที่หากมีพรรคใดพรรคหนึ่งชนะขาดลอย (Single-party majority) พรรคเล็กเหล่านี้ก็จะถูกลดทอนความสำคัญลงไป
.
จากกรณีศึกษาเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าเจตจำนงในการดำรงอยู่ (Raison d'être) ของพรรคการเมืองขนาดเล็กในต่างประเทศ คือการใช้ความเล็กและความเฉพาะตัวของตัวเองเป็นจุดขาย เพื่อเป็นกระบอกเสียงฉายภาพและขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ไม่กล้าแตะต้อง ด้วยอาจเพราะเกรงจะเสียฐานเสียงกระแสหลัก การดำรงอยู่ของพรรคเล็กจึงมีพลังในการเปลี่ยนแปลงทิศทางของประเทศได้ผ่านการเมืองในระบบหลายพรรค
.
ขณะเดียวกัน เมื่อหันกลับมามองระบบพรรคการเมืองของไทย สภาวการณ์นี้ชวนให้เราตั้งคำถามต่อไปว่า ในอนาคตเราจะยังคงวนเวียนอยู่กับสมการคณิตศาสตร์เพื่อคำนวณที่นั่งจัดตั้งรัฐบาลเพียงอย่างเดียว หรือเราจะก้าวไปสู่การสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ให้พวกเขาสามารถเข้ามารับผิดชอบและขับเคลื่อนนโยบายที่หลากหลาย ตอบสนองต่อเจตจำนงของประชาชนในมิติที่แตกต่างได้อย่างแท้จริง


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1245517744379752&set=a.318232183774984

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/106030




จากนักศึกษา 23 มหาวิทยาลัยถึงเธอ กกต.

https://www.facebook.com/ThammasatUFTD/posts/pfbid0Ur4hChmhjD2LyWCjgGhS11ZnRRHnornS3jYWsT62f7bYR1pxQroDiQmwi2R94YEvl

แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม - United Front of Thammasat and Demonstration 
15 hours ago
·

จากนักศึกษา 23 มหาวิทยาลัยถึงเธอ กกต.
.
หลังเหตุการณ์การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 องค์กรนักศึกษาและสภานักศึกษาทั่วประเทศ อย่างน้อย 23 มหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์ยืนยันจุดยืนให้กกต. ต้องโปร่งใส มีทั้งนับคะแนนใหม่ และเลือกตั้งใหม่ จากเนื้อหาแถลงการณ์โดยสรุป องค์กรนักศึกษาส่วนใหญ่มีข้อเรียกร้องร่วมกันในประเด็นสำคัญ ได้แก่
ยืนยันหลักการประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
คัดค้านการใช้อำนาจที่บ่อนทำลายกระบวนการประชาธิปไตย
เรียกร้องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพเจตจำนงของประชาชน
สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนและเยาวชนในกระบวนการทางการเมือง
ปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ
ขอขอบคุณ
องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://www.instagram.com/p/DUnT0-oARfd/?igsh=MWZ1dnowenBtOHozZg==
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
https://www.instagram.com/p/DUsrb49iVI4/?igsh=MXA1b25oOWY5eG16NA==
องค์การบริหาร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
https://www.instagram.com/p/DUlmyTCE9Ke/?igsh=MTVvaHBmdndjd3l5eQ==
https://www.facebook.com/100064530228688/posts/1322644336563228/?
สภานักศึกษา ม.อ.หาดใหญ่
https://www.instagram.com/p/DUsRAC0idHj/...
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1421247726462088&id=100057306226068
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
https://www.instagram.com/p/DUuoCDJCSuF/...
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1371148851706157&id=100064331665538
สภานักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
https://www.instagram.com/p/DUpn4RgiQIo/?igsh=MXczemxjcnhyYzV3aw==
https://www.facebook.com/100064781916214/posts/1358392752996776/?
องค์การบริหารองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
https://www.instagram.com/p/DUoGZIykyQX/?igsh=MXBxYmNtZjRtemp1Yw== https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1332020435626041&id=100064542918110
สภานิสิต มหาวิทยาลัยบูรพา
https://www.instagram.com/p/DUu4pFiiRNY/?igsh=MTJsZnBtczNxZnNhYQ== https://www.facebook.com/100064261736532/posts/1305191158299596/?
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร
https://www.instagram.com/p/DUj7l5TEh0a/...
สภานิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา
https://www.instagram.com/p/DUvGvwmgTUi/... https://www.facebook.com/100064893843736/posts/1321172766722506/?
สโมสรนักศึกษาสำนักวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
https://www.instagram.com/p/DUumyDeEpXh/?igsh=MWV3bzl3eHJwZjc2bg== https://www.facebook.com/61555252180958/posts/122256984044175072/?
สภานิสิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
https://www.instagram.com/p/DUs4tdzEzCb/...
สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
https://www.instagram.com/p/DUqETOYESa8/?igsh=MTlhc3F3dWVkN25mZA== https://www.facebook.com/100057570215131/posts/1378637750731886/?
สภานิสิต มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา
https://www.instagram.com/p/DUshpdrjyYg/...
https://www.facebook.com/100064414702793/posts/1297558069068004/?
สภานักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
https://www.instagram.com/p/DUuqQwEkp_3/?igsh=MWM3N241ZGZ1N3Awag==
https://www.facebook.com/100064334006046/posts/1372131091608011/?
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://www.instagram.com/p/DUsfHwbkeG0/... https://www.facebook.com/100057434410597/posts/1385082350082899/?
สภานักศึกษา องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
https://www.instagram.com/p/DUp-gJEkqp-/...
https://www.facebook.com/100064478718734/posts/1334695622023049/?
องค์การบริหาร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร
https://www.instagram.com/p/DUmbAzXj4mv/... https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1601376908166345&id=100048821537642
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
https://www.instagram.com/p/DUsPLcIkoPS/?igsh=MXZ3NjRjbGplMWlpaQ==
https://www.facebook.com/100057603963178/posts/1383400600256726/?
สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล
https://www.instagram.com/p/DUxNqkXEvTU/?igsh=MTg1amVhbTEyazA4OQ== https://www.facebook.com/100064793283796/posts/1323055349864229/?
สภานักศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://www.instagram.com/p/DUwwj82AJL3/... https://www.facebook.com/100063580270700/posts/1508122294650432/?
สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต
https://www.instagram.com/p/DUyHPO3D_yI/?igsh=MXY2am9yNTI3cGM4OQ==
https://www.facebook.com/100045104090711/posts/1600417721471682/?
สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
https://www.instagram.com/p/DUwwVFkkTrC/?igsh=MW0zdWR2bWlpNjNpZQ==
https://www.facebook.com/100057407170961/posts/1390964559493770/?
เธอไม่ได้เดียวดายใต้ฟ้ากว้าง
และฟ้าไม่ได้อ้างว้างอย่างเธอเห็น
หากเธอเลือกเส้นทางอย่างที่เป็น
เธอจะเห็นว่าผองเพื่อนก็เคลื่อนพล
.
#ปฐพีกวีดิน
#เราคือเพื่อนกัน
#นับใหม่อาจไม่พอ #กกตต้องชดใช้



คำอธิบายเรื่องหลักการลงคะแนนเสียงโดยลับแบบเต็ม ๆ จาก อ.ต้น ชาว London "บวรศักดิ์" ต้องอ่าน !



Apinop Atipiboonsin 
February 18
·
คำอธิบายเรื่องหลักการลงคะแนนเสียงโดยลับแบบเต็ม ๆ จาก อ.ต้น ชาว London ครับ
.....

Ton Surasak
February 18
·
การอธิบายหลักการลงคะแนนโดยลับว่าสามารถมีการลงเลขซีเรียลบนบัตรเลือกตั้งและสามารถติดตามย้อนกลับมาที่ผู้ลงคะแนนได้ โดยยกตัวอย่าง UK และสิงคโปร์ เป็นการยกตัวอย่างแบบ cherry picking และอาจทำให้มองหลักการนี้ผิดจากความเป็นจริงที่มีการยอมรับในปัจจุบัน กล่าวคือ
1 การลงคะแนนโดยลับ (secret ballot) เป็นหลักการสำคัญของการเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยที่วางหลักประกันไว้ว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นความลับ ผู้ลงคะแนนเท่านั้นจะเป็นผู้รู้ว่าตนตัดสินใจอย่างไรลงไปในการเลือกตั้ง รัฐต้องจัดการเลือกตั้งเพื่อให้บรรลุหลักการนี้ หลักการนี้มีเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถมั่นใจได้ว่าการลงคะแนนของตนสามารถทำได้โดยอิสระ จะไม่ถูกครอบงำ กดดัน หรือใช้อิทธิพลข่มขู่จากผู้อื่น เพราะจะไม่มีใครรู้ว่าตนตัดสินใจอย่างไร
2 UK เป็นประเทศแรก ๆ ที่มีการใช้การลงคะแนนโดยลับ โดยเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 Ballot Act 1872 มีการรับรองลงคะแนนโดยลับ แต่เป็นการลงคะแนนบนบัตรเลือกตั้งที่มีเลขซีเรียลและสามารถติดตามย้อนกลับไปที่ตัวผู้ลงคะแนนได้ โดยมีเหตุผลเป็นไปเพื่อป้องกันการที่คนอื่นแอบมาลงคะแนนแทน หรือการทุจริตรูปแบบอื่น ต่อมาระบบนี้ก็แพร่หลายออกไปในกลุ่มประเทศอาณานิคมของ UK รวมทั้งสิงคโปร์ที่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. (1954) ก็ล้อมาจาก Ballot Act 1872 เช่นกัน
3 กฎหมายของทั้ง 2 ประเทศมีการออกแบบอย่างชัดเจนเพื่อรักษาความลับในการลงคะแนน คือ 1) รัฐสภาเป็นผู้ออกกฎหมายกำหนดอย่างชัดเจนว่าให้มีเลขซีเรียลบนบัตรเลือกตั้งที่ตรงกับต้นขั้วและสามารถติดตามย้อนกลับได้ 2) มีการกำหนดขั้นตอนวิธีการไม่ให้คนทั่วไปและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเลขซีเรียลบนบัตรเลือกตั้งได้ เช่น การมีข้อห้ามให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ใดทำการตรวจสอบเลขบนบัตร หากฝ่าฝืนจะมีโทษ 3) มีการกำหนดมาตรการหลายประการเพื่อรักษาความลับตัวตนของผู้ลงคะแนนที่จะเชื่อมโยงบัตรเลือกตั้งไปยังต้นขั้ว เช่น การปิดผนึกแยกซอง และนำต้นขั้วออกจากหน่วยเลือกตั้งไปเก็บในที่ปลอดภัยทันทีเมื่อปิดหีบ 4) การอนุญาตให้เปิดผนึกซองและตรวจสอบย้อนกลับเป็นอำนาจศาล ไม่ใช่อำนาจเจ้าหน้าที่การเลือกตั้ง การตรวจข้อมูลย้อนกลับจะทำได้เมื่อมีคำสั่งศาลเท่านั้น ซึ่งข้อนี้เป็นข้อสำคัญอย่างมากที่จะต้องมีเพื่อประกันการเป็นความลับให้กับประชาชน ในทางปฏิบัติศาลยังไม่เคยอนุญาตหรือไม่เคยมีการติดตามย้อนกลับแม้แต่ครั้งเดียว
4 อย่างไรก็ตาม หลักการลงคะแนนโดยลับได้รับการพัฒนาและยอมรับเป็นการทั่วไปต่อมาว่า หลักประกันขั้นต่ำในการลงคะแนนโดยลับจะต้อง 1) การลงคะแนนต้องทำด้วยตนเอง (individuality) 2) การลงคะแนนต้องมีการักษาความลับ (confidentiality) ที่จะทำให้ลงคะแนนได้โดยไม่มีผู้อื่นเห็น และถูกครอบงำโดยบุคคลอื่น เช่น สถานที่ต้องมีลักษณะปิดเพียงพอ 3) การสามารถไม่ระบุตัวตนของผู้ลงคะแนนเมื่อมีการลงคะแนนแล้ว (anonymity)
ดังนั้น หลักการลงคะแนนโดยลับในปัจจุบันจะยึดหลักว่า การลงคะแนนโดยลับ คือ การลงคะแนนที่จะไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ลงคะแนน และไม่สามารถถูกติดตามย้อนกลับได้ (untraceable) ดังนั้น บัตรลงคะแนนที่ลงคะแนนแล้วจะต้องไม่ระบุตัวตนและไม่มีข้อมูลใดที่เชื่อมโยงย้อนกลับไปยังตัวตนของผู้ลงคะแนนได้ (no link) หากมีการลงตัวเลขซีเรียลใดลงบนบัตรเลือกตั้งที่เชื่อมไปยังต้นขั้วของบัตรได้ และต้นขั้วของบัตรสามารถย้อนไประบุข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนผู้เลือกตั้ง เช่น เลขลำดับผู้ใช้สิทธิซึ่งสามารถย้อนไปดูได้ว่าเป็นใคร การลงคะแนนนั้นจะถือว่าไม่ได้เป็นการลงคะแนนโดยลับ ประเทศที่ใช้ เช่น รัฐสมาชิกของ EU แคนาดา สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ฯลฯ
5 ปัจจุบันประเทศอาณานิคมหรือประเทศที่ใช้แนวคิดจาก UK ได้เลิกใช้หรือเปลี่ยนวิธีไปเกือบหมดแล้ว บัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนอาจมีตัวเลขได้แต่ตัวเลขนั้นจะไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังต้นขั้วได้ เพราะมองว่าการติดตามย้อนกลับได้อาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ เช่น อินเดียเลิกไปปี 2002 มาเลเซียเลิกเมื่อ 2006 เป็นต้น หรือแม้แต่ประเทศที่เคยมีความพยายามจะได้ระบบนี้ เช่น ไอร์แลนด์ ก็ถูกศาลวินิจฉัยในคดี McMahon v. Attorney General [1972] I.R. 69 ว่า การที่บัตรเลือกตั้งสามารถถูกติดตามย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้ไม่ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยลับ [https://www.facebook.com/share/p/17QFzqypgs/]
6 เหตุที่ระบบนี้ยังมีอยู่ที่ทั้ง 2 ประเทศนี้อาจเป็นเพราะประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตามกฎหมายที่วางไว้อย่างชัดเจน และความสุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบที่บัตรเลือกตั้งสามารถถูกติดตามย้อนกลับได้อยู่ในสถานะเป็น dilemma ที่ถูกตั้งคำถามว่าขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับมากกว่าจะเป็นตัวอย่างที่ควรนำไปใช้
มีการกล่าวว่า การที่บัตรลงคะแนนสามารถถูกติดตามย้อนกลับได้ทำให้ “การลงคะแนนโดยลับไม่มีหรือไม่เคยมีในบริเตน เพราะเส้นทางการลงคะแนนของประชาชนสามารถถูกติดตามจากบัตรที่ลงคะแนน” [Robert Blackburn, The electoral system in Britain, 1998, p.105] บ้างก็มองว่า ระบบดังกล่าวมีปัญหาขัดต่อหลักการสากลว่าด้วยการลงคะแนนโดยลับ เพียงแต่เรื่องนี้ยังขาดการโต้แย้งเป็นคดีต่อศาลเท่านั้น
สภายุโรป (Council of Europe) เองก็เคยมีข้อสังเกตว่า แม้จะมีความเจตนาที่ชัดเจนในการป้องกันการทุจริต และเพื่อให้สามารถพิสูจน์การทุจริตนั้นได้ง่ายขึ้น แต่กระนั้นก็ยังคงเกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) ว่า สิทธิของผู้เลือกตั้งในการลงคะแนนโดยลับนั้นอาจจะถูกคุกคามด้วยวิธีการเช่นนี้หรือไม่ [https://assembly.coe.int/.../WorkingDocs/2007/EDOC11438.pdf]
7 ถ้าข้อเท็จจริงว่าบัตรเลือกตั้งมีการลงเลขซีเรียลที่บัตรและเลขนั้นสามารถติดตามย้อนกลับไปที่ต้นขั้วเพื่อระบุตัวตนได้จริง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่แค่เพียงว่ามาตรการนี้ขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับหรือไม่ แต่ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคือ ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน กกต.มีอำนาจกระทำแบบนั้นหรือไม่
รัฐธรรมนูญ 2560 รับรองสิทธิในการเลือกตั้งของประชาชน และในการเลือกตั้งส.ส.นั้นรับรองสิทธิเลือกตั้งให้ได้ลงคะแนนโดยตรงและลับ (ม.85 ประกอบม.95) กล่าวได้ว่า การลงคะแนนโดยลับเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของสิทธิในการเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้รัฐธรรมนูญรับรองให้สอดคล้องกับหลักสากลตาม UDHR และ ICCPR
หากมองจากมุมการเป็นสิทธิลงคะแนนโดยตรงและลับ บทบัญญัตินี้ต้องตั้งฐานว่ารัฐธรรมนูญรับรองการลงคะแนนโดยลับแบบสมบูรณ์ที่จะต้องไม่มีใครสามารถล่วงรู้ว่าผู้มีสิทธิลงคะแนนในบัตรของตนอย่างไร การลงคะแนนนั้นต้องไม่ระบุตัวตนและไม่สามารถการติดตามย้อนกลับได้
แต่หากจะมีการยกเว้นหรือจำกัด (derogation) หรือมีมาตรการที่กระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ อย่างน้อยจะต้องใช้อำนาจนิติบัญญัติตราเป็นพระราชบัญญัติเพื่อจำกัดสิทธินั้นซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญไทยมาทุกยุคทุกสมัยด้วยเช่นกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ การให้ความช่วยเหลือผู้พิการในการลงคะแนนอาจทำให้มีปัญหาต่อการเป็นความลับของผู้ที่ลงคะแนน ก็มีการบัญญัติยกเว้นไว้อย่างชัดเจนในพรป.การเลือกตั้งส.ส.ฯ (ม.92) เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ การลงเลขซีเรียลที่บัตรและเลขนั้นสามารถติดตามย้อนกลับมาระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ โดยพื้นฐานเป็นการจำกัดสิทธิในการเลือกตั้งที่จะลงคะแนนโดยลับอยู่แล้ว ฉะนั้น มาตรการแบบนี้จะต้องเริ่มจากมีการบัญญัติอยู่ในพระราชบัญญัติเท่านั้น แต่เมื่อสำรวจดูพรป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ จะไม่พบว่ามีมาตราใดกำหนดให้กระทำการแบบนี้ได้เลย (UK และสิงคโปร์ที่อ้างกันก็บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในกฎหมายที่ตรารัฐสภา)
8 ทั้งนี้ หากจะมีการกำหนดมาตรการนี้ในพระราชบัญญัติก็ยังจะต้องมีการตรวจสอบทั้งความได้สัดส่วน และพิจารณาด้วยว่ามาตรการนี้กระทบต่อ “แก่น” ของสิทธิในการลงคะแนนโดยลับหรือไม่ ซึ่งหากยึดตามหลักสากลแล้วการกำหนดดังกล่าวมีปัญหาการกระทบต่อแก่นของหลักการลงคะแนนโดยลับ

https://www.facebook.com/tbsurasak/posts/10163104533358583



ความลับของบัตรเลือกตั้ง ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องบัตร แต่มีไว้เพื่อปกป้องเสรีภาพของผู้ลงคะแนน เพราะ ระบบแบบนี้จะทำให้ประชาชนมั่นใจเต็มที่ว่า การลงคะแนนของเขาปลอดจากสายตาอำนาจทุกชนิด


พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
8 hours ago
·
#กาลามสูตรกับบาร์โค้ดเลือกตั้ง

ความเห็นของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มีโครงสร้างทางเหตุผลที่ชัดเจน
และใช้กลยุทธ์ทางวาทกรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
โดยสามารถวิเคราะห์ได้อย่างน้อย 4 มิติหลัก

#การอ้างกาลามสูตร: เสรีภาพทางปัญญา หรือ การลดทอนข้อโต้แย้ง?

การหยิบยก “กาลามสูตร” มาเป็นกรอบนำ
เป็นการวางตำแหน่งตนเองเหนือความขัดแย้งทางการเมือง
และสื่อสารว่า

“อย่าเชื่อกูรู อย่าเชื่อข่าวลือ จงใช้ปัญญาไตร่ตรองเอง”

ในทางหลักการ นี่คือการเชื้อเชิญให้สังคมใช้เหตุผล
แต่ในเชิงวาทกรรม
นี่คือการลดทอนความน่าเชื่อถือของนักวิชาการฝ่ายเห็นต่าง
โดยจัดวางให้เป็นเพียง “ความเห็นลอย ๆ”

ข้อสังเกตสำคัญคือ
กาลามสูตรไม่ได้ปฏิเสธ “ตรรกะ” หรือ “ตำรา”
หากแต่เตือนให้ตรวจสอบอย่างรอบคอบ
มิใช่ใช้เป็นเครื่องมือปัดทิ้งข้อกังวลทางกฎหมายที่มีน้ำหนัก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง
การใช้หลักพุทธธรรมในบริบทข้อถกเถียงรัฐธรรมนูญ
อาจเป็นการเปลี่ยนสนามถกเถียงจากนิติศาสตร์ไปสู่ศีลธรรมส่วนบุคคล
ซึ่งทำให้ประเด็นโครงสร้างสิทธิลดความคมลง

#นิยามการเลือกตั้งโดยลับ: ลับระดับใด?

ประเด็นหัวใจอยู่ที่มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดว่า
การเลือกตั้งต้อง “โดยตรงและลับ”

บวรศักดิ์เสนอว่า “ลับ” มิได้หมายถึง “ลับทั้งโลก”
ข้อโต้แย้งนี้มีเหตุผลในเชิงภาษากฎหมาย

อย่างไรก็ตาม คำถามเชิงหลักการคือ
ระบบบาร์โค้ดสามารถ “เชื่อมโยงย้อนกลับถึงผู้ใช้สิทธิ” ได้หรือไม่?

หากมีศักยภาพทางเทคนิคเช่นนั้น
แม้จะไม่มีเจตนาใช้ ก็ถือว่าบ่อนทำลายเสรีภาพเชิงโครงสร้างหรือไม่?

ความลับตามรัฐธรรมนูญควรตีความแบบ
ป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า (preventive protection) หรือไม่?

ในคดี 9/2549 ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า
เพียงการจัดคูหาที่ “อาจทำให้เห็น” ก็เพียงพอจะถือว่าไม่ลับ

ดังนั้น ประเด็นไม่ใช่มีการติดตามจริงหรือไม่
แต่คือ ระบบเปิดช่องให้เกิดความหวาดกลัวหรือไม่
เสรีภาพในการเลือกตั้งมิใช่แค่ความลับเชิงเทคนิค
แต่คือ “สภาวะที่ประชาชนมั่นใจว่าไม่มีใครรู้”

#การเปรียบเทียบต่างประเทศ : เทียบได้หรือไม่?

บวรศักดิ์ยกตัวอย่าง ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เอสโตเนีย ฯลฯ

ข้อเท็จจริงคือ
หลายประเทศใช้รหัสเพื่อการจัดการบัตร

แต่คำถามสำคัญมีสองชั้น
โครงสร้างการคุ้มครองข้อมูลและกลไกตรวจสอบของประเทศนั้น ๆ เทียบเท่าหรือไม่?
สังคมมีระดับความเชื่อมั่นต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งสูงเพียงใด?

บริบทไทยมีประวัติศาสตร์ข้อครหาเรื่องความเป็นกลางขององค์กรอิสระ

ดังนั้น “ความไว้วางใจเชิงสถาบัน” จึงเป็นตัวแปรสำคัญ
สิ่งที่ใช้ได้ในประเทศที่มี institutional trust สูง
อาจไม่สามารถถ่ายโอนแบบตรงตัวสู่บริบทที่ความเชื่อมั่นเปราะบาง

#เงื่อนไขล้มได้ต่อเมื่อโกงทั้งประเทศ: ตีความแคบเกินไปหรือไม่?

บวรศักดิ์เสนอว่า

การเลือกตั้งจะเพิกถอนได้ก็ต่อเมื่อ “ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมทั้งประเทศ”
นี่คือการตีความเชิงผลลัพธ์ (outcome-based)

แต่รัฐธรรมนูญจำนวนมาก รวมทั้งคำวินิจฉัยเดิมของศาลไทย
ใช้เกณฑ์เชิงโครงสร้าง (structural defect)

กล่าวคือ
หากกติกาโดยตัวมันเองขัดหลักการพื้นฐาน
แม้ยังไม่พิสูจน์การโกง ก็อาจถือว่าขัดรัฐธรรมนูญได้

กรณี 2549 ไม่ได้พิสูจน์การโกงทั้งประเทศ
แต่ศาลวินิจฉัยจาก “ลักษณะการจัดการเลือกตั้ง”

ดังนั้น การตั้งเกณฑ์ว่าต้อง “โกงทั้งประเทศ”
จึงอาจเป็นการยกเพดานการพิสูจน์สูงเกินหลักป้องกันสิทธิ

สรุป

ข้อเสนอของบวรศักดิ์มีความแข็งแรงในเชิงประวัติศาสตร์กฎหมาย
และชี้ให้เห็นว่าบาร์โค้ดไม่ใช่นวัตกรรมพิสดาร

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญอยู่ที่

1 การลดทอนมิติ “ความหวาดกลัวเชิงโครงสร้าง”
2 การเทียบต่างประเทศโดยไม่ถ่วงน้ำหนักบริบทความเชื่อมั่นสถาบัน
3 การตั้งเกณฑ์การเพิกถอนที่ตีความแคบ

คำถามที่ควรถกเถียงจึงไม่ใช่

“มีโกงทั้งประเทศหรือไม่?”

แต่คือ
ระบบนี้ทำให้ประชาชนมั่นใจเต็มที่หรือไม่ว่า
การลงคะแนนของเขาปลอดจากสายตาอำนาจทุกชนิด
เพราะในระบอบประชาธิปไตย
ความลับของบัตรเลือกตั้ง ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องบัตร
แต่มีไว้เพื่อปกป้องเสรีภาพของผู้ลงคะแนน


https://www.facebook.com/photo?fbid=1436326811282886&set=a.189546429294270




ทำไม ”บวรศักดิ์“ ออกมาตอบโต้ “วิษณุ เครืองาม” โดยหยิบคำว่า ”เหาะเกินลงกา“ มาใช้ เรื่องนี้มี “ตำนาน”


หนุ่มเมืองจันท์
8 hours ago
·
เหาะเกินลงกา..
สงสัยไหมครับว่าทำไม “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกรัฐมนตรีจึงหยิบคำนี้มาใช้ตอบโต้ “วิษณุ เครืองาม” ในประเด็นเรื่องการเลือกตั้งที่ใช้ “บาร์โค้ด” นั้น
“ลับ” หรือ “ไม่ลับ”
และความหมายของคำว่า ”ลับ“ คืออะไร
“บวรศักดิ์” เป็นรองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านกฏหมายของรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล”
เมื่อพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
“บวรศักดิ์” เป็นคนที่ถูกวางตัวว่าจะเป็นรองนายกฯต่อไป
แต่เมื่อมีคนมาบอกว่าบัตรเลือกตั้งมีปัญหาเพราะไม่เป็น ”ความลับ“
การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
ต้องเลือกตั้งใหม่
คนอื่นๆไม่เท่าไร แต่ระดับ “วิษณุ” ออกมาพูดเอง
ทำให้คนส่วนใหญ่เริ่มโน้มเอียงไปทางนี้
ไม่แปลกที่ ”บวรศักดิ์“ มือกฏหมายของรัฐบาลจะต้องออกมาตอบโต้
”เรื่อง QR Code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง กูรูหลายคนให้ความเห็นว่า ขัดต่อหลักในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 ที่บัญญัติว่าการเลือกตั้งส.ส. “ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยโดยตรงและลับ”
กูรูบางคนไปไกลเข้าทำนอง“เหาะเกินลงกา“ว่า ลับหมายถึงลับทั้งโลก ไม่ให้มีใครรู้เลยทั้งโลก!!!!????“
ประเด็นที่น่าสนใจ นอกเหนือจาก “เหตุผล” ที่ ”บวรศักดิ์“ ต้องออกมาตอบโต้แล้ว
ทำไมเขาจึงหยิบคำว่า ”เหาะเกินลงกา“ มาใช้
เรื่องนี้มี “ตำนาน” ครับ

“วิษณุ-บวรศักดิ์” เป็นลูกพี่-ลูกน้องกัน
สนิทกันมาก
“บวรศักดิ์” เคยเล่าว่าตอนเด็ก “วิษณุ” เรียนเสร็จชอบเอาเรื่องที่เรียนมาสอนเด็กแถวบ้าน
หนึ่งในนั้นคือ “บวรศักดิ์”
ตอนมาเรียนที่กทม. ก็พักอยู่บ้านญาติใกล้วัดเทพศิรินทราวาสฯด้วยกัน
ตอน “วิษณุ” ขึ้นจากเลขาฯครม. เป็นรองนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล ”ทักษิณ ชินวัตร“
คนที่ขึ้นมาแทน คือ “บวรศักดิ์”
ตอนพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน รัฐประหาร “ทักษิณ”
กลุ่มคนที่มาช่วยคณะรัฐประหารในช่วงแรก คือ “มีชัย ฤชุพันธุ์-วิษณุ-บวรศักดิ์”
ร่างธรรมนูญการปกครองเสร็จก็หนีไปเที่ยวฮ่องกงทั้ง 3 คน
เช่นเดียวกับตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ รัฐประหาร “ยิ่งลักษณ์”
3 คนนี้ก็เป็น “มือไม้” ของคณะรัฐประหาร
เป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมานาน

ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากการรัฐประหาร
นายวิษณุ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
”บวรศักดิ์“ เป็น ประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
เนื้อหาในรัฐธรรมนูญที่มีการร่างไม่ตรงกับความต้องการของ “ลุงตู่”
“วิษณุ” รู้สัญญานนี้จึงออกมาเตือนครั้งแรก ด้วยการยกสำนวน “รามเกียรติ” มาใช้
..อย่า “เหาะเกินลงกา”
เป็นการปราม ”บวรศักดิ์“ ตรงๆ
แต่ “บวรศักดิ์” ก็ไม่เชื่อ ร่างรัฐธรรมนูญจนเสร็จเรียบร้อย
ก่อนจะถูกคว่ำในสภาปฏิรูปแห่งชาติในที่สุด
น่าจะเป็น “รอยแผล“ ในหัวใจที่ ”บวรศักดิ์“ ไม่เคยลืม
ในที่สุด “มีชัย“ ก็มารับไม้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่แทน
กลายเป็น ”รัฐธรรมนูญปี 2560“ ที่คนสรรเสริญกันระดับเผาพริกเผาเกลือกันทั่วบ้านทั่วเมือง

ไม่รู้ว่าคำ ”อย่าเหาะเกินลงกา“ อยู่ในใจ ”บวรศักดิ์” มานานหรือเปล่า
เมื่อจะออกโรงตอบโต้ “วิษณุ” เขาจึงนำคำนี้มาใช้บ้าง
เป็นการ “ยืมหอกสนองคืน“
 


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1491936782292781&set=a.211819566971182




กูรูคนไหนเหาะเกินลงกา !


Prinya Thaewanarumitkul
8 hours ago
·
[ วิธีการพิสูจน์ว่า บาร์โค้ดทำลายหลักการเลือกตั้งโดยลับแล้วหรือยัง: กกต. จัดเลือกตั้งสาธิตให้พิสูจน์กันเลย ]

อาจารย์บวรศักดิ์พูดถูกในเรื่องที่ว่าหลายประเทศก็มีบาร์โค้ดที่ย้อนไปถึงต้นขั้วได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ ประเทศที่เคยใช้ก็ยกเลิกกันไปหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ สวีเดน เพราะสุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดปัญหาต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับ

ส่วนประเทศที่ยังใช้บาร์โค้ดที่เป็นลำดับเลข (serial number) ที่สามารถย้อนไปดูได้ว่า ผู้เลือกตั้งเลือกใคร เช่น อังกฤษ และสิงคโปร์ นั้น กฎหมายเลือกตั้งของเขาเขียนรองรับไว้ และกำหนดให้เก็บบัตรเลือกตั้ง และต้นขั้วบัตรเลือกตั้งแยกกันอย่างเด็ดขาด โดยจะปิดผนึกอย่างแข็งแรง ไม่มีใครเปิดได้นอกจากมีคำสั่งศาลเท่านั้น จึงยังพอรักษาหลักการเลือกตั้งโดยลับไว้ได้ครับ

แต่ของประเทศไทย พรป. เลือกตั้ง ส.ส. กำหนดไว้แต่เพียงว่าให้บัตรเลือกตั้งเป็นไปตามที่ กกต. กำหนด (มาตรา 85) ไม่ได้เขียนรองรับให้ กกต. ทำบัตรเลือกตั้งแบบมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดที่เป็นลำดับเลขแบบนี้ได้ แล้วในระเบียบเลือกตั้ง ส.ส. ที่ กกต. ออกเอง ก็กำหนดไว้แต่เพียงให้มี “รหัส” หรือ “เครื่องหมาย” เพื่อ “ป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง” เท่านั้น (ข้อ 129 วรรคสอง) ไม่ได้ให้ทำบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดซีเรียลนัมเบอร์แบบนี้ครับ

ที่สำคัญคือ ในระเบียบเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดให้เก็บบัตรเลือกตั้ง และต้นขั้วไว้ด้วยกันที่สถานที่เก็บหีบบัตรเลือกตั้งของแต่ละเขต (ระเบียบเลือกตั้งข้อ 184) คือต่อให้แยกหีบกัน ก็เก็บไว้ที่เดียวกัน โดยไม่มีการปิดผนึกแน่นหนาแบบอังกฤษและสิงคโปร์ เพราะหีบบัตรรัดสายรัดบ้างไม่รัดสายรัดบ้าง หลายหีบกระทั่งปิดเทปยังไม่ปิด แม้จะปรากฏหลักฐานชัดเจน กกต. ก็มิได้ว่าอะไร ไม่ต้องพูดถึงว่าสถานที่เก็บมีความรัดกุมแค่ไหน แล้วถ้าคนใน กกต. จะไปเปิดหีบแสกนดูจะป้องกันอย่างไร กกต. ไม่มีมาตรการพวกนี้ออกมาให้ประชาชนมั่นใจแม้แต่น้อยครับ

แล้วในเรื่องที่ว่าบาร์โค้ดแสกนย้อนไปต้นขั้วได้หรือไม่นั้นจริงๆ จบแล้วครับ เพราะพิสูจน์กันแล้วแสกนไปถึงต้นขั้วได้จริง ตอนนี้ กกต. เหลือเรื่องเดียวที่ยังพอปกป้องหลักการเลือกตั้งโดยลับไว้ได้ และยืนยันมาโดยตลอดคือ ถึงแม้จะแสกนไปถึงต้นขั้วได้จริง แต่ไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือก

ผมเสนอว่า ให้ กกต. จัดการเลือกตั้งสาธิตพิสูจน์กันไปเลยครับ โดยใช้บัตรเลือกตั้งที่เหลือ ให้คนที่บอกว่ามีวิธีการรู้ได้ว่าใครเลือกใครแม้จะไม่มีต้นขั้ว ให้พิสูจน์กันเลยว่าต่อให้แสกนได้ ก็ไม่รู้ว่าใครเลือก

อาจารย์บวรศักดิ์ หรืออาจารย์วิษณุ ใครพูดถูก ใครพูดผิด ใครเหาะเกินลงกา บาร์โค้ดทำลายหลักการเลือกตั้งโดยลับไปแล้วหรือยัง พิสูจน์กันให้สิ้นสงสัยกันไปเลยครับ!
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=26196804879936769&set=a.271670256210253



ศาลอาญาอนุญาตให้ “ตะวัน” ถอดกำไล EM แล้ว หลังได้รับการประกันตัวในคดี ม.112 เธอบอกว่า ขณะนี้มีผู้ต้องขังทางการเมือง 60 คนแล้วที่อยู่ในเรือนจำ อยากฝากให้ทุกคนให้ความสนใจ เพราะยังมีคดีที่ตัดสินอยู่เรื่อย ๆ และมีคนที่เข้าเรือนจำอยู่เรื่อย ๆ เหมือนกัน


https://www.facebook.com/watch/?v=1357783676365875

·
ศาลอาญาอนุญาตให้ “ตะวัน” ถอดกำไล EM หลังสวม EM ติดตามตัวมานานเกือบ 2 ปี ภายหลังได้รับการประกันตัวในคดี ม.112
.
20 ก.พ. 2569 ในช่วงบ่าย ที่ศาลอาญา รัชดาฯ “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ เดินทางมาที่ศาลเพื่อดำเนินการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือกำไล EM ตามที่ศาลอนุญาต หลังจากใส่มาประมาณ 1 ปี 8 เดือนเศษแล้ว นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2567 ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวในคดี ม.112 กรณีไลฟ์สดในเฟซบุ๊กหน้า UN ช่วงก่อนที่จะมีขบวนเสด็จรัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 โดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว EM เป็นหนึ่งในเงื่อนไขในการประกันตัวดังกล่าว
.
ภายหลังจากที่ทนายความยื่นคำร้องขอถอดกำไล EM ต่อศาล โดยระบุถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากใส่กำไล EM มาเป็นเวลานาน เช่น การเป็นแผลถลอกที่ข้อเท้า หรือความวิตกกังวลที่จะต้องชาร์จแบตอยู่เสมอแม้ต้องออกไปเรียน ซึ่งศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ถอดกำไล EM โดยให้วางหลักประกันในวงเงิน 150,000 บาท
.
ทานตะวันให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “วันนี้มาถอดกำไล EM หลังจากใส่มาเกือบ 2 ปีแล้ว ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 ที่ได้ปล่อยตัวจากคดีมาตรา 112 ทนายจึงทำคำร้องยื่นต่อศาลเพื่อขอถอดกำไล EM เนื่องจากว่า EM ทำให้เกิดผลกระทบหลาย ๆ อย่างต่อชีวิต อย่างแรกคือ เสียดสีข้อเท้าจนเกิดบาดแผลถลอกและคัน จนตัดสินใจไปหาหมอ ซึ่งหมอก็บอกว่าถ้าจะไม่ให้เป็นแผล ก็คือไม่ให้ตรงนั้นเกิดการเสียดสีอีก นั่นหมายความว่าก็ต้องถอดออกเท่านั้น ตราบใดที่มันยังอยู่ที่ข้อเท้าก็ยังเสียดสีกับผิวและจะยังคงเป็นแผลอยู่เรื่อย ๆ
.
นอกจากนั้น เวลาออกไปใช้ชีวิตข้างนอก เช่น เมื่อไปเรียนก็ค่อนข้างลำบาก เพราะต้องนำสายชาร์จไปด้วยและชาร์จขณะที่อยู่ในห้องเรียน หรือในบางทีในวันที่ยุ่งมากจนเผลอหลับไปโดยทีไม่ได้ชาร์จแบตกำไล EM เจ้าหน้าที่ก็จะโทรมาในช่วงเวลาประมาณตีห้า จนบางทีก็วิตกกังวลทำให้เมื่อตื่นขึ้นมาก็ต้องรีบชาร์จแบตกำไล EM ก่อน”
.
เราก็ยื่นเหตุผลพวกนี้ไปเพราะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตจริง ๆ ซึ่งศาลก็อนุญาตให้ถอดกำไล EM โดยที่มีเงื่อนไขให้วางหลักประกันในวงเงิน 150,000 บาท”
.
ทานตะวันระบุว่า อย่างไรก็ตาม เธอมองว่ากำไล EM ยังมีข้อดีอยู่ อย่างในเรือนจำที่มีพื้นที่แออัดมาก ผู้ต้องขังในคดีอื่น ๆ ก็มีความคาดหวังว่าจะได้พักโทษและใส่กำไล EM ออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก แต่กรณีที่ศาลนำมาใช้กับคดีทางการเมืองทำให้เกิดความกลัวและปิดปากไม่ให้คนพูด แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะนำมาใช้อย่างไรต่อไป
.
ทานตะวันกล่าวทิ้งท้ายว่าขณะนี้มีผู้ต้องขังทางการเมือง 60 คนแล้วที่อยู่ในเรือนจำ อยากฝากให้ทุกคนให้ความสนใจ เพราะยังมีคดีที่ตัดสินอยู่เรื่อย ๆ และมีคนที่เข้าเรือนจำอยู่เรื่อย ๆ เหมือนกัน อยากให้ช่วยเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงโดยการพูดถึงพวกเขา และหวังว่าในสักวันหนึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น



ศาลสั่งจำคุก 4 ปี (ก่อนลดเหลือ 2 ปี 8 เดือน) ไม่รอลงอาญา คดี 112 ของอานนท์ นำภา , 'มุก พิมพ์สิริ' , 'ฟ้า พรหมศร' และ สมยศ ปราศรัยหน้าราบ 11 วิจารณ์ย้ายกำลังพล-โอนทรัพย์สินส่วนพระองค์ ล่าสุดได้ประกันตัว



ประชาไท Prachatai.com 
12 hours ago
·
ศาลให้ประกันตัว สมยศ-พิมพ์สิริ-พรหมศร ระหว่างอุทธรณ์คดี ม.112 ชุมนุม ‘ปลดอาวุธศักดินาไทย’ หน้าราบ 11
.
20 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (20 ก.พ.) เมื่อเวลาประมาณ 14.27 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมการเมืองและสิทธิแรงงาน, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ กรรมการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และ ‘ฟ้า’ พรหมศร วีระธรรมจารี นักกิจกรรมการเมือง ในระหว่างอุทธรณ์คดี หลังจากเมื่อช่วงเช้าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ตามข้อหา ม.112 จากเหตุปราศรัยในการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อปี 2563
.
ทำให้ทั้ง 3 คนได้รับการปล่อยตัวจากศาลอาญาวันนี้
#ประชาไท



📌ศาลอาญาพิพากษาจำคุก “อานนท์-สมยศ-มุก-ฟ้า” คดีม. 112 ชุมนุมปลดอาวุธศักดินาไทยคนละ 2 ปี 8 เดือน คำพิพากษาโดยสรุป


iLaw
12 hours ago
·
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก “อานนท์-สมยศ-มุก-ฟ้า” คดีม. 112 ชุมนุมปลดอาวุธศักดินาไทยคนละ 2 ปี 8 เดือน

20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9:00 น. ศาลอาญานัดอานนท์ นำภา จำเลยที่ 1 สมยศ พฤกษาเกษมสุข จำเลยที่ 3 มุก-พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ จำเลยที่ 4 แหวน-ณัฏฐธิดา มีวังปลา จำเลยที่ 5 ฟ้า-พรหมศร วีระธรรมจารี จำเลยที่ 6 และทราย-อินทิรา เจริญปุระ จำเลยที่ 7 ฟังคำพิพากษาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มูลเหตุคดีนี้มาจากการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563

เวลาประมาณ 9:20 น. ทนายจำเลยมีข้อโต้แย้งจากการแก้ยื่นแก้ไขคำฟ้องของโจทก์หรืออัยการที่ยื่นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 หรือก่อนวันพิพากษา 3 วัน โดยโจทก์แก้คำฟ้องในส่วนของคำว่า “จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 5 กับพวก" เป็นคำว่า "จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 6 กับพวก" และในส่วนคำขอท้ายคำฟ้องในเรื่องการนับโทษต่อในคดีอื่นๆ ของฟ้า-พรหมศร วีระธรรมจารี ซึ่งในตอนที่ฟ้องไม่ได้เขียนให้นับโทษต่อไว้ จึงเป็นเหตุให้ทนายจำเลยโต้แย้งและขอยื่นคำร้องก่อนที่จะมีคำพิพากษา ศาลระบุว่าขออ่านคำพิพากษาก่อนและถ้าจะค้านก็ให้ค้านในภายหลัง แต่ทนายจำเลยแย้งว่าจำเป็นจะต้องค้านก่อน

ต่อมาศาลระบุทำนองว่า มันจะเป็นการเสียเวลาของคนที่มาติดตามรอคำพิพากษา อย่างไรก็ดีผู้ที่มาติดตามในห้องพิจารณาคดีต่างพูดออกมาพร้อมกันว่า ไม่เสียเวลาและรอได้ ศาลจึงอนุญาตให้ยื่นคำร้อง โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการเขียนคำร้องและยื่นต่อศาล ต่อมาเวลา 9:59 น. ศาลกำลังจะเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยระบุทำนองว่าจะไม่อ่านส่วนคำฟ้องแต่อ่านส่วนอื่น ๆ เช่น ส่วนพิเคราะห์ที่มีคำฟ้องประกอบด้วย แต่อานนท์แย้งว่าอยากให้ศาลอ่านคำพิพากษาฉบับเต็มทั้งฉบับเลย เพื่อที่ผู้ที่มาติดตามจะได้เข้าใจรายละเอียดทั้งหมด สุดท้ายศาลยอมอ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม โดยขอให้จำเลย ทนายจำเลย และโจทก์ ยืนขึ้นระหว่างฟังคำพิพากษา ขณะที่สมยศขอนั่งเนื่องจากมีปัญหาเรื่องการผ่าตัด

เวลาประมาณ 10:00 น. ศาลเริ่มอ่านในส่วนคำฟ้องซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และในส่วนพิเคราะห์และวินิจฉัยอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 12:00 น. โดยพิพากษาลงโทษ อานนท์ สมยศ มุก-พิมพ์สิริ และฟ้า-พรหมศรในความผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 คนละ 2 ปี 8 เดือน และปรับทั้งสี่คนกับแหวน-ณัฏฐธิดา ฐานฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯและไม่ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงรวม 10,200 บาท ทั้งนี้ยกฟ้องทราย-อินทิราทั้งหมด โดยศาลอาญาให้ประกันตัว สมยศ มุก-พิมพ์สิริ และฟ้า-พรหมศรระหว่างสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

-----------------------------------

คำพิพากษาโดยสรุปดังนี้

คดีนี้จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ในทางนำสืบของโจทก์โดยสรุปว่าวันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 มีการโพสต์ในลักษณะเชิญชวนให้ออกมาร่วมชุมนุมผ่านเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โซเชียลมีเดียของอานนท์ นำภา และเพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ โดยให้มาร่วมชุมนุมในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 ในเวลาประมาณ 15:00 น. ซึ่งไม่ได้มีการแจ้งการชุมนุมก่อนล่วงหน้า 24 ชั่วโมงตามกฎหมาย ต่อมาพ.ต.อ.อรรถพล มีเสียง ผู้กำกับการ สน.บางเขน แจ้งว่าการชุมนุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายตามคำสั่งที่ 353/2563 ให้เลิกการชุมนุมในเวลา 18:00 น. ของวันเดียวกัน แต่การชุมนุมยังดำเนินต่อไป ในรายละเอียดอื่น ๆ เรื่องของการชุมนุมพบว่าในวันดังกล่าวเวลาประมาณ 13:00 น. ฝ่ายป้องกันและปราบปรามมีการนำรถบัส 3 คันมาขวางประตูหน้า ราบ 11 ไว้ ต่อมาเริ่มมีผู้ชุมนุมมารวมตัวกันที่สถานีรถไฟฟ้าสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ รวมกันประมาณ 1,000 คน ปิดถนนฝั่งพหลโยธิน ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้เส้นทางได้ พ.ต.ท. อรรถพล ได้แจ้งผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมได้ยินแล้วแต่ก็ยังคงชุมนุมตามเดิม และเคลื่อนตัวมาที่หน้า ราบ 11 และมีการปราศรัยบนรถบรรทุกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-6 มีการปราศรัยบนรถบรรทุกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในทำนองที่ว่ากล่าวว่าไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง มีการขยายพระราชอำนาจ มีการโอนย้ายทรัพย์สินของแผ่นดินและการโอนกำลังพล ใส่ความรัชกาลที่ 10 ว่าใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ วิจารณ์พระราชอำนาจ พระจริยวัตรของรัชกาลที่ 10 หลังจากนั้นผู้ชุมนุมมีการพ่นสี ปาจรวด ระหว่างการชุมนุมไม่มีเหตุการณ์รุนแรงและเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 22:00 น. มีผู้เข้าร่วมประมาณ 2,000-3,000 คน

-----------------------------------

ในทางนำสืบของจำเลย จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-7 นำสืบในทำนองเดียวกันในเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกว่า เป็นคุณค่าพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ถกเถียงโดยถือว่าอำนาจเป็นของประชาชน จำเลยที่ 1 ให้การว่าในการปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์พระราชอำนาจเป็นไปตามหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ภายใต้รัฐบาลของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการออกกฎหมาย 2 ฉบับ ซึ่งเปลี่ยนหลักการสำคัญในการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยกฎหมายใหม่นั้นให้มีการจัดการได้ตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งอาจจะหมายความว่าจะยกให้ใครก็ได้ เป็นการขยายขอบเขตของพระราชอำนาจ โดยระบุว่าการกระทำของจำเลยนั้นไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 116 ไม่ได้มีการข่มขู่ใช้กำลังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

ในประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นั้นจำเลยที่ 1 นั้นทำการติดตามและศึกษามาตลอด และเห็นถึงข้อบกพร่องที่นำมาสู่การติเตียนเรื่องความเป็นกลาง และหลักการของ The King can do no wrong เมื่อมีข้อบกพร่องก็ย่อมหนีไม่พ้นในการที่จะต้องถูกวิพากษ์ติเตียน ซึ่งเป็นการวิจารณ์โดยสุจริตเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จำเลยที่ 3 ให้การว่าไม่ได้เป็นสมาชิกแนวร่วมธรรมศาสตร์ และก็ขึ้นปราศรัยคั่นระหว่างที่ผู้ชุมนุมยังมาไม่ถึง โดยปราศรัยเกี่ยวกับเรื่องไพร่ทาสและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จำเลยที่ 4 ให้การว่าทำงานในองค์กร Article 19 และกรรมการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย ในวันดังกล่าวนั้นทำหน้าที่ในการสังเกตการณ์การชุมนุมและขึ้นปราศรัยเนื่องจากหัวข้อนั้นมีเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชน และจำเลยที่ 5 ขึ้นปราศรัยเพราะต้องการพูดถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 2553

-----------------------------------
พิเคราะห์ว่า วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 เพจเฟซบุ๊กแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้มีการโพสต์เชิญชวนให้มาร่วมชุมนุม ซึ่งระหว่างนั้นอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 มีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 2,000-3,000 คน โดยมีข้อเรียกร้องให้พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ มีประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแรก จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-7 นั้นร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมก่อนล่วงหน้า 24 ชั่วโมงหรือไม่ เห็นว่าตามมาตรา 3 (6) ของพ.ร.บ. ชุมนุมฯ นั้นจะไม่มีผลใช้บังคับในเวลาเกิดเหตุ ดังนั้นจึงไม่มีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว

ในประเด็นความผิดตามข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รองผู้กำกับสืบสวน สน.บางเขน พ.ต.ท.สุริยน รัตนคุณศาสตร์ สารวัตรสืบสวน สน. บางเขน และส.ต.อ.เอกชัย งามประสิทธิ์ ผู้บังคับหมู่จราจร สน.บางเขน เบิกความในทำนองเดียวกันว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18:00-22:00 น. ประชาชนร่วมชุมนุมจำนวนมาก ไม่มีกระบวนการคัดกรองและไม่มีการเว้นระยะห่าง เห็นว่ามาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ 2560 รับรองเสรีภาพการชุมนุม แต่จำต้องพิจารณาเรื่องการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ส่วนคำพิพากษาของศาลฎีกา (Supreme Court) ประเทศสหรัฐอเมริกา ในคดี Texas vs. Johnson ในปี 1989 เป็นคำพิพากษาในศาลต่างประเทศไม่มีบทบัญญัติให้ต้องตีความตาม อย่างไรก็ตามก็ต้องพิจารณาคดีตามหลักนิติธรรมและจารีตประเพณีประกอบ

ประเด็นนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ชุมนุมจัดกิจกรรมในที่แออัดหลายพันคนไม่มีการเว้นระยะห่าง ผู้ชุมนุมส่วนน้อยที่ใส่หน้ากากอนามัย จำเลยจึงมีความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ในส่วนของจำเลยที่ 7 แม้จะได้ความจาก พ.ต.ท.อิสรพงษ์ ทิพย์อาภากุล สารวัตรกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ว่ามีการโพสต์ขายเสื้อหาเงินสนับสนุนให้แก่การชุมนุม และมีการโพสต์ระบุสถานที่ที่มีห้องน้ำ แต่ก็เป็นการให้การที่อ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าจำเลยที่ 7 นั้นไปร่วมชุมนุมปราศรัย

-----------------------------------

ในประเด็นว่า จำเลยทั้งหมดร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะหรือไม่ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3-6 นั้นร่วมกันชุมนุมและปราศรัย โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยดังกล่าวทำทำการกีดขวางทางสาธารณะ

ในประเด็นตามว่า มีการมั่วสุมฯตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และมาตรา 216 แม้ได้ความจากพ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รองผู้กำกับสืบสวน สน.บางเขน ว่า ชุมนุมในวันเกิดเหตุนั้นไม่มีอาวุธและผู้ชุมนุมบางคนนั้นได้มีการรื้อลวดหนาม ทำลายรถยนต์ตู้ของทางราชการ มีการปล่อยลมยาง พ่นสีบนพื้นถนน แต่ก็ไม่ทราบว่าตัวบุคคลที่กระทำการคือใคร ด้านพ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี พนักงานสอบสวนให้การว่า ในการกระทำดังว่านั้นมีการแยกดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลซึ่งไม่ใช่กลุ่มจำเลย นอกเหนือจากนี้ กองพิสูจน์หลักฐานกลางตรวจสอบพื้นที่ชุมนุมแล้วก็ไม่พบว่า มีปลอกกระสุนปืน มีด อาวุธ ประกอบกับคำปราศรัยของผู้ปราศรัยต่างปราศรัยห้ามไม่ให้ผู้ชุมนุมยั่วยุหรือใช้เลเซอร์ในการชุมนุม ซึ่งเป็นไปโดยสงบไม่ใช่การมั่วสุมหรือมีเจตนาพิเศษตามมาตรา 215 และมาตรา 216

-----------------------------------

ในประเด็นเรื่องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 โจทก์มีพล.ต.ต.มณฑล บัวจีบ ผู้บังคับบัญชาการหน่วยสืบสวน กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 พ.ต.อ.อรรถพล มีเสียง ผู้กำกับการ สน.บางเขน พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รองผู้กำกับสืบสวน สน.บางเขน พ.ต.ท.สุริยน รัตนคุณศาสตร์ สารวัตรสืบสวน สน. บางเขน มาเบิกความในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3-6 นั้น มีการปราศรัยซึ่งมีข้อความตามเอกสารหมาย จ.3 และบันทึกภาพและเสียงตาม DVD ที่ส่งศาล ด้านพ.ต.ท.เอกภักดิ์ รัตนพันธ์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ให้การในทำนองว่าได้ตรวจสอบแล้วว่า วิดีโอที่อยู่ใน DVD ที่นำส่งนั้นไม่มีการตัดต่อ เห็นว่า สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ เนื่องจากว่าเคยใช้ในการดำเนินคดีกับชินวัตร จันทร์กระจ่าง จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าการปราศรัยบางช่วงบางตอนตาม DVD ดังกล่าวนั้นเป็นไปตามคำฟ้อง

จากนั้นศาลอ่านข้อความปราศรัยที่อยู่ในคำฟ้องของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงจำเลยที่ 6 อีกครั้ง เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 นั้น ปราศรัยให้ร้ายรัชกาลที่ 10 ทำให้ประชาชนเข้าใจว่ามีการโอนทรัพย์สินของแผ่นดินมาเป็นทรัพย์สินส่วนตัว และมีการไม่เป็นกลาง ความร่ำรวยความมั่งคั่งของพระมหากษัตริย์นั้นมาจากเลือดเนื้อของประชาชน ในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้น ก็กล่าวถึงเรื่องการที่ประทับในประเทศเยอรมนีทำให้เสียดุล ขณะที่จำเลยที่ 4 นั้น มีการกล่าวทำนองว่า รัชกาลที่ 10 มีลักษณะคล้ายกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นผู้นำนาซีที่จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอาชญากรสงคราม และคำปราศรัยนั้นยังประสงค์โดยตรงในการยกเลิกมาตรา 112 ที่มุ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์ และในส่วนของจำเลยที่ 6 นั้น มีการกล่าวในทำนองว่ารัชกาลที่ 10 เป็นกษัตริย์ที่ไม่ดี มีการโอนทรัพย์สินและกองกำลัง

-----------------------------------

ถ้อยคำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 นั้น เป็นคำกล่าวที่ก้าวล่วงและหมิ่นพระเกียรติ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติของกษัตริย์ ให้ร้ายกษัตริย์ว่าร่ำรวยเพราะขูดรีด เอาทรัพย์สินของประชาชนและกองกำลังเป็นของตน ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา เป็นคำกล่าวให้ร้ายกระทบพระมหากษัตริย์ เปรียบเทียบว่าคล้ายนาซี รัชกาลที่ 10 ไม่เป็นกลางทางการเมือง ฟุ่มเฟือย ไม่มีความมัธยัสถ์ ทำให้เข้าใจว่ากษัตริย์ไม่น่าเคารพ เสื่อมศรัทธา ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง แม้ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงใดแต่จากถ้อยคำก็ถือว่าเป็นการดูหมิ่นในหลวงรัชกาลที่ 10

ในส่วนของจำเลยที่ 4 นั้น เห็นว่าแม้จำเลยที่ 4 จะให้การว่า ทำงานในหน่วยงาน Article 19 แต่ว่าไม่ได้เบิกความอธิบายถึงมูลเหตุจงใจว่าเป็นการปราศรัยด้วยเหตุใด การใช้เสรีภาพใดก็ตามจำต้องมีขอบเขตตามกฎหมายที่กำกับไว้ เนื่องจากหากใช้เสรีภาพอย่างหนึ่งอย่างใดโดยปราศจากขอบเขต ย่อมอาจก้าวล่วงไปกระทบกับเสรีภาพอีกอย่างหนึ่งได้เสมอ

ในส่วนของจำเลยที่ 5 นั้น มีการปราศรัยในทำนองว่า ถามคนบนฟ้าว่าใครสั่งยิงก็ไม่ได้รับคำตอบ ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่ 5 เห็นว่า จำเลยที่ 5 นั้น ปราศรัยถึงการสังหารคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ที่อยู่ภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกล่าวถึงการที่คุมตัวและการล่วงละเมิดทางเพศ คำว่า “คนบนฟ้า” นั้น น่าจะมีหมายถึงดวงวิญญาณคนเสื้อแดงที่เสียชีวิต ไม่ได้กล่าวถึงกษัตริย์แต่อย่างใด จึงมีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์

ทั้งนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 นั้น ไม่ได้ถึงขั้นที่จะเกิดความกระด้างกระเดื่องขึ้นในบ้านเมืองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 การจะเข้าองค์ประกอบความผิดต้องดูเจตนาโดยอาศัยพฤติการณ์โดยรวมด้วยว่ามีเจตนามุ่งหมายถึงเพียงนั้นหรือไม่ ซึ่งลักษณะการชุมนุมก็ยังเป็นไปโดยสงบจึงไม่ผิดตามมาตรา 116 ในเรื่องการใช้เครื่องขยายเสียงนั้น จากข้อเท็จจริงพบว่าไม่ได้มีการขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงตามพ.ร.บ.การควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ

-----------------------------------

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลย 6 นั้น มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 และมาตรา 18 จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-6 นั้น มีความผิดตามพ.ร.บ.การควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4 และ 9 การกระทำของจำเลยนั้นเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ในฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ จำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 มีกำหนด 4 ปี ฐานร่วมฝ่าฝืนการออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-6 คนละ 15,000 บาท ฐานร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับเป็นพินัยจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-6 คนละ 200 บาท

ในทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้การกระทำ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ คงจำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน คงปรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ถึงจำเลยที่ 6 คนละ 10,000 บาท

รวมจำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 10,200 บาท รวมปรับจำเลยที่ 5 จำนวน 10,200 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 7

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1334275238746092&set=a.625664036273886




Inquiring minds want to know การวางแนวคำพิพากษาเรื่องคดีมาตรา 112 ของศาลฎีกา (ผู้พิพากษาข้างในก็อยากรู้เหมือนกัน )


Apinop Atipiboonsin
Yesterday 
·
ทุกวันนี้ลองถามผู้พิพากษาที่ทำงานใกล้ชิดศาลฎีกาว่า รู้อะไรเรื่องการวางแนวคำพิพากษาเรื่องคดีมาตรา 112 บ้างไหม การแจกคดีให้องค์คณะมีเกณฑ์อะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ทำไมประธานศาลฎีกาไม่เคยใช้อำนาจดึงคดีมาตรา 112 เข้าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลย ทั้งที่เป็นคดีสำคัญเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐและมีปัญหาเรื่องการตีความที่ไม่แน่นอนอยู่มาก ทำไมทุกวันนี้ศาลชั้นต้นยังคอยรับฟังพยานผู้เชี่ยวชาญว่าควรจะตีความมาตรา 112 กับข้อเท็จจริงอย่างไร ทั้งที่ศาลก็ตีความกฎหมายได้อยู่แล้ว (ถึงแม้ศาลจะตัดพยานไปบ้าง แต่ก็ยังฟังอยู่ดี)
คำตอบที่ได้รับคือผู้พิพากษาข้างในก็อยากรู้เหมือนกัน รู้เมื่อไหร่ช่วยบอกด้วย

https://www.facebook.com/applicated/posts/10162170558437761



สื่อนอกเกาะติดคดีม็อบราบ 11 รอยเตอร์ ให้ความสำคัญกับคำสั่งจำคุกนายอานนท์ นำภา ระบุว่า ศาลไทยพิพากษาเพิ่มโทษจำคุกอีก 2 ปี 8 เดือน ส่งผลให้โทษจำคุกรวมของเขาเพิ่มเป็นมากกว่า 30 ปี


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
11 hours ago
·
ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ เกาะติดรายงานสถานการณ์ข่าวนี้ โดยรอยเตอร์ ให้ความสำคัญกับคำสั่งจำคุกนายอานนท์ นำภา ระบุว่า ศาลไทยพิพากษาเพิ่มโทษจำคุกอีก 2 ปี 8 เดือน แก่ทนายความนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังอยู่แล้ว จากความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันในการปราศรัยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ส่งผลให้โทษจำคุกรวมของเขาเพิ่มเป็นมากกว่า 30 ปี
.
รอยเตอร์รายงานว่า อานนท์ นำภา วัย 41 ปี เป็นบุคคลสำคัญในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่นำโดยเยาวชนในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2563 ซึ่งถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันอย่างเปิดเผย
.
ทั้งนี้ รอยเตอร์รายงานว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยมีบทบัญญัติคุ้มครองสถาบันจากการวิพากษ์วิจารณ์ และกำหนดโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 15 ปีต่อความผิดในแต่ละกรรม ซึ่งองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นบทลงโทษที่รุนแรงเกินควร
.
โดย อานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 จากความผิดตามกฎหมายดังกล่าว อันเกี่ยวเนื่องกับการปราศรัยทางการเมืองและการโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงปี 2563–2564 คำพิพากษาเมื่อวันศุกร์นับเป็นคดีที่ 11 จากทั้งหมด 14 คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เขากำลังเผชิญอยู่
.
ทั้งนี้ กลุ่มให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย อย่างศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2563 มีผู้ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วอย่างน้อย 291 คน

อ่านรายละเอียด https://www.matichon.co.th/weekly/hot-news/article_883942

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1301030645392465&set=a.627369302758606








 

อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ได้รับการปล่อยตัวหลังถูกตำรวจจับกุมตัวแล้ว (Justice Served For 11 Hours Only)










 https://x.com/ThaiPBS/status/2024812652971901171



https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/pfbid02FTgvox6pMXTmvE8TnMGNqu6o7Lb6ZadohuSk6yAgYpALjgVbV8kvAYo3rJaKPmBEl




ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ว่าการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้มาตรการภาษีฉุกเฉินฝ่ายเดียว เพื่อขึ้น Tariff ทั่วโลกนั้นผิดกฎหมาย