วันอังคาร, มิถุนายน 23, 2569

ส.ส.พรรคภูมิใจไทย บิดอีกเรื่องเลือก สสร.โดยตรง “เป็นเพียงความเห็น ไม่ใช่คำวินิจฉัย” อ้าว แล้วหลัก “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน” ล่ะ กรณีนี้ทำไม่ได้

เอ้า (อีกที) เมื่อมีข้อมูลใหม่เพิ่มมากับคำของประธานศาลรัฐธรรมนูญ “สสร.เลือกโดยตรงได้ แต่ไม่ใช่ให้ไปเป็นคนร่างเอง” ว่าแท้จริง “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฉบับแก้ไขต้องรักษาคุณค่า จิตวิญญาณ รูปแบบจารีตการปกครองบางอย่างที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เอาไว้”

กรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ออกมาต้านการเลือก สสร.โดยตรง ว่าให้กลับไปดูคำวินิจฉัยของศาล รธน.ให้ดีๆ ที่ประธานศาล รธน.พูดกับตัวแทนพรรคฝ่ายค้านนั้น “เป็นเพียงความเห็น ไม่ใช่คำวินิจฉัย” ถ้าจะเดินตามนั้น เดี๋ยวจะต้อง “แพ้ฟาล์ว”

อจ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง เขียนถึงคำอธิบายวลี “ห้ามประชาชนเลือก สสร.โดยตรง” ของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯ อจ.ใช้คำว่า “ช่างเขียนรัฐธรรมนูญ...จะต้องเป็นผู้มีความเข้าใจจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ และพิจารณาอยู่ในกรอบดังกล่าว”

เท่ากับ “ยืนยันว่านำมาสู่ (การ) ไม่สามารถยกเลิกรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ และไม่อนุญาตให้ 'ร่าง' รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ขึ้นมา) จะกระทำได้เพียงการ 'แก้ไข' (amend) เท่านั้น” ตกลงมันก็วกวนกลับไปที่ต้นแบบเดิมๆ ว่า รธน.๒๕๖๐ นี่เป็นฉบับ นิรันดร แก้ได้เปลี่ยนไม่ได้

จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า อ้าว แล้วที ตลก.รธน.เคยบอกว่า “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน” ล่ะ เอาไปไว้ไหน “คำตอบที่ได้รับจากวงถามตอบคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใต้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ จะกระทำตามหลักดังกล่าวไม่ได้”

แล้วมีอีกคำถามตามไปว่า ถ้าอย่างนั้นประชาชนจะสถาปนา รธน.ได้อย่างไร “คำตอบจากความเห็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งก็คือ ในกรณีที่ต้องกระทำเมื่อไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้” อจ.ประภาสท่านเลยให้ตัวอย่างต่อไปอีกว่า

“เช่น เมื่อเกิดการปฏิวัติโดยประชาชน” คำถามซักไซ้ต่อไปที่ไม่ยักมีใครถาม ก็คือ “เราจะเอาอย่างนั้นกันดีไหมล่ะ” พอดี  อจ.ประภาสไม่ได้แตะไปถึงประเด็นนั้น แต่ท่านก็ให้ความสำคัญมากกว่ากับ ผลประชามติ ๘ กุมภา ๖๙ ที่ว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญใหม่

“ไม่ใช่แก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐” ดังนั้น อจ.ประภาสฟันธงว่า “คุณค่า จิตวิญญาณ หรือจารีตการปกครอง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่า จะเลือกแบบไหน ให้คงอยู่ต่อไป เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ ก็หมายถึงสัญญาประชาคมฉบับใหม่”

ซึ่ง “ล้วนต้องขึ้นตรงกับเจตจำนงของประชาชน” อยู่เสมอ

(https://www.facebook.com/php?story=61563008102403 และ https://www.matichon.co.th/politics/news_5771540_BrPyrwU8mxw)

วันเวลาแห่งความหวังของเรา นัดมาเจอกันเพื่อร่วมถ้อยแถลงราษฎร ในนามของคนรุ่นใหม่ร่วมสมัย ที่เคยประกาศว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา” ท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของม็อบคนหนุ่มสาวช่วงปี 63


People GO network
9 hours ago
·
วันเวลาแห่งความหวังของเรา

พวกเรานัดมาเจอกันเพื่อร่วมถ้อยแถลงราษฎร
ในนามของคนรุ่นใหม่ร่วมสมัย ที่เคยประกาศว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา”
ท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของม็อบคนหนุ่มสาวช่วงปี 63
...
อ๊อด ทองเเสง ไชยเเก้ว จากสำนักกิจกรรมกิ่งก้านใบ
ทำกิจกรรมละครเพื่อการเรียนรู้ตั้งแต่เป็นเยาวชน
โดนฟ้องคดีกล่าวหาเป็นแอดมินเพจ อุตรดิตถ์ปลดแอก
ที่จัดคาร์ม็อบไล่ประยุทธ์ ฐานยุยงปลุกปั่น นัดชุมนุมในสถานการณ์โควิด
สุดท้ายศาลฎีกายกฟ้องทุกข้อหาเพราะอ๊อดไม่ได้อยู่ในที่ชุมนุม
ร่องรอยของความหวังถูกถากถางด้วยบาดแผล การข่มขู่คุกคามกดบีบ
ทุกวันนี้ อ๊อด มุ่งหน้าไปสู่ความเข้าใจในตนเอง
เป็นฐานในการขับเคลื่อนกิจกรรมกับคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
...
น้ำนิ่ง อภิศักดิ์ ทัศนี Namning Apisak แห่งกลุ่ม Beach for Life สงขลา
เขาและเพื่อนเป็นที่รู้จักคดีที่เยาวชนยื่นฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัด
กรณีก่อสร้างโครงสร้างแข็งชายหาดสมิหลา
จนได้รับชัยชนะในการยุติโครงการ
หลังจากนั้น Beach for Life ได้รณรงค์ร่วมกับชุมชนชายหาด
เพื่อคัดค้านการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นตลอดแนวฝั่งทะเลทั่วประเทศ
เสนอวิธีรักษาหาดทรายแบบรักษาสิ่งแวดล้มอและวิถีชุมชน
เข้าร่วมรณรงค์ต่อต้านโครการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมจะนะ
จนถึงชุมนุมประท้วงโครงการแลนด์บริดจ์อยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลในขณะนี้
...
พิม พนมวรรณ นามตาแสง เครือข่ายประชาขนผู้เป็นเจ้าของแร่
บัณฑิตสาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษาเพื่อการพัฒนา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
และ บัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ช่วงเป็นนักศึกษา พิมได้ลงพื้นที่เรียนรู้ ใช้ชีวิตร่วมกับชุมชน
เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ
จากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่
หลังเรียนจบ พิมทำงานร่วมกับเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่
เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับผู้คนตัวเล็ก ๆ
ที่ลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิดของตัวเอง
ด้วยความเชื่อว่าประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรแร่
เป็นผู้กำหนดอนาคตของชุมชน
และเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
พิม มีความเชื่อว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น
โดยบุคคลสำคัญเพียงไม่กี่คน
แต่ถูกสร้างขึ้นจากผู้คนธรรมดาที่กล้าลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งที่ตนรัก
กล้าฝันถึงสังคมที่ดีกว่า และลงมือทำเพื่อให้ความฝันนั้นเกิดขึ้นจริง
...
มายด์ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล Patsaravalee Tanakitvibulpon
เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะแกนนำ ผู้ปราศรัยบนเวที ชุมนุม เดินขบวน
ของกลุ่มราษฎรในช่วงปี 2563 – 2564
เธออยู่ในกลุ่มผู้จัดม็อบประวัติศาสตร์ แฮรรี่พอตเตอร์
ที่ส่งผลสะเทือนต่อความคิดคนหนุ่มสาวในห้วงเวลานั้น
ทำให้เธอมีคดีความติดตัวอยู่มากมาย รวมถึง คดี 112
หลังจากขบวนบนท้องถนนเริ่มอ่อนพลังลง
ทั้งจากการปราบปรามดำเนินคดีของรัฐ
การเปลี่ยนผ่านช่วงวัยของคนหนุ่มสาวร่วมขบวน
กระแสต่ำของการเคลื่อนไหวที่ไม่อาจจบลงที่รุ่นเรา
มายด์ ยังคงทำเคลื่อนไหวทางการเมืองสังคมมาโดยตลอด
ผ่านการทำหน้าที่สื่อมวลชน จัดรายการออนไลน์
ปัจจุบัน มายด์เป็นทีมงานหลักของเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL)
รณรงค์ประชามติและการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชนมีส่วนร่วม
....
เราจะมาบอกกล่าวความรู้สึกนึกคิดในฐานะคนรุ่นใหม่
ในห้วงเวลาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
ในวันเวลาแห่งความหวังของเรา
ที่ผ่านฤดูกาลอันยากลำบากหนาวเหน็บเจ็บปวดรวดร้าว
ณ วันนี้ เรายังเชื่อมั่นในความใฝ่ฝัน
และเมล็ดพันธุ์ความหวังถึงสังคมที่ดีกว่าว่าจะมีวันงอกงาม
เรายังคิดถึงเพื่อนของเราที่เสียชีวิต ลี้ภัย
และ ถูกจองจำในกำแพงแห่งอำนาจฉ้อฉล
คำถามว่าเราพ่ายแพ้หรือไม่
จะถูกตอบด้วยปากคำเรื่องเล่าถึงหนทางที่ยังดำเนินอยู่
บนทางสายสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลง
จากย่ำค่ำ นำภา ย่ำรุ่งประชาธิปไตย
ในเวทีกลางลานอนุสาวรีย์แห่งพานรัฐธรรมนูญ
...
เราจะพบกันเพื่อบอกว่า เรายังมีชีวิตและความใฝ่ฝัน
วันเวลาแห่งความหวัง ยังคงส่งพลังให้เราเดินหน้าต่อไป
ด้วยกัน
...
พบกัน ย่ำค่ำ หกโมงครึ่ง วันที่ 23 มิถุนายน 2569
เพื่อต้อนรับ ย่ำรุ่ง ของประชาธิปไตยในวันต่อๆ ไป
...
พบคนที่รักในสิ่งเดียวกัน นับเป็นความงดงามของชีวิต
...
ถ้าคุณเห็นว่าโลกมืด ก็จะรู้สึกว่าเดินอยู่คนเดียว
ถ้าเรามองว่าโลกสว่าง เราจะพบว่ามีผู้คนมากมายเดินไปกันกับเรา
...
(1) เตรียม เสื้อฝน ร่ม มากันด้วย
ฝนตกเราก็จะจัดถ้าเพื่อนๆ ตั้งใจมาและยังอยู่ประกาศความหวังด้วยกัน
(2) เดินทางด้วย MRT สะดวกสุด
ลงสถานีสามยอด แล้วเดินชมเมือง (ประมาณ20นาที)
หรือ นั่งวิน หรือ สามล้อ แทกซี่ รถออนไลน์ (ประมาณ 10นาที)
มาอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เจอกันฝั่งแมคโดนัลด์
(3) เตรียมมามีส่วนร่วมในการอ่านคำประกาศคณะราษฎร
สแกนคิวอาร์โค้ดกับทีมงานเมื่อมาถึง
...
#ย่ำค่ำนำภาย่ำรุ่งประชาธิปไตย
#รัฐธรรมนูญใหม่ราษฎรต้องได้เลือกสสร
#ไม่เอาระบอบสีนำ้เงิน

iLaw
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน-กป.อพช.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1005176005551991&set=a.143967608339506
.....

https://www.facebook.com/suchart.sawadsri/posts/4642586622684479

Suchart Sawadsri
·
วันนี้เมื่อ 12 ปีก่อน
22 มิถุนายน 2557
หลัง คสช.ทำรัฐประหาร 1 เดือน
ประท้วง คสช.ในรูปแบบ "สันติวิธี"
1. ชูสามนิ้ว
2. กินแซนวิช
3. อ่าน "1984"
4. อ่าน "ความเงียบ"
-----
"อ่านความเงียบ" ในงานแสดงศิลปกรรม "ก่อนเวลาลับหาย"
หอศิลป์ G23 มศว.ประสานมิตร เมื่อ 22 มิถุนายน 2557



Te Neti เห็นมัลลิกาใช้ Social Media หาเสียงแล้วนึกได้ เมื่อปี 2011 มัลลิกา เคยเสนอให้ปิด Facebook YouTube เพื่อป้องกันพวกหมิ่นเจ้าใช้ ตอนนั้นมัลลิกาหวังว่า ประเทศไทยจะมีความสามารถพัฒนาเว็บไซต์ Social Media ใช้เอง โดยไม่ต้องง้อต่างชาติ เหมือนประเทศจีน

https://www.facebook.com/reel/1007385542036676

Te Neti 
June 20
·
เห็นมัลลิกาใช้ Social Media หาเสียงแล้วนึกได้ โชคดีเมื่อปี 2011 ประเทศไทย ไม่มีใครเชื่อมัลลิกา ที่เสนอให้ปิด Facebook YouTube เพื่อป้องกันพวกหมิ่นเจ้าใช้

ตอนนั้นมัลลิกาหวังว่า ประเทศไทยจะมีความสามารถพัฒนาเว็บไซต์ Social Media ใช้เอง โดยไม่ต้องง้อต่างชาติ เหมือนประเทศจีน

แต่ผ่านมา 15 ปี ปรากฎว่าไม่มีใครในประเทศไทยพัฒนาได้ เราเลยยังได้ใช้ Facebook YouTube ของต่างชาติอยู่
และมัลลิกา ก็ยังได้ใช้อยู่ด้วยได้
 
โชคดีของมัลลิกาจริงๆ ที่ไม่มีใครเชื่อมัลลิกาในตอนนั้น ไม่งั้นมัลลิกา ไม่มี Social Media ใช้หาเสียงในวันนี้



‘สถาบันปรีดี พนมยงค์‘ เปิดที่ทำการใหม่ย่านทองหล่อ


“PRIDI Living Democracy : ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์”

Streamed live 15 hours ago

งานเปิดตัวที่ทำการสถาบัน “PRIDI Living Democracy : ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์” วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ อาคาร PRIDI สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ)

https://www.youtube.com/watch?v=e5lw_994d1M
.....


The Reporters
15 hours ago
·
PHOTO STORY: ‘สถาบันปรีดี พนมยงค์‘ เปิดที่ทำการใหม่ย่านทองหล่อ แนวคิด “Living Democracy : PRIDI Democracy and Peace Hub” พร้อมเปิดผ้าคลุมรูปปั้น ’ปรีดี พนมยงค์‘ ชั้น 4 เปิดพื้นที่สาธารณะทางปัญญา เชื่อมนักวิชาการ - ภาคประชาชน - คนรุ่นใหม่ ร่วมขับเคลื่อนประชาธิปไตยและสันติธรรม

วันนี้ (22 มิ.ย. 69) เวลา 10.00 น. ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ มีการจัดงานเปิดที่ทำการแห่งใหม่ของสถาบัน ภายใต้แนวคิด “Living Democracy : ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์” หรือ “PRIDI Democracy and Peace Hub” เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะทางปัญญาสำหรับการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการสนทนาอย่างสร้างสรรค์ ท่ามกลางบริบทที่สังคมไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และความคิดทางสังคม

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ระบุว่า การมีพื้นที่สาธารณะทางปัญญาที่ยังคงเปิดกว้างต่อการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการสนทนาอย่างสร้างสรรค์ เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาสังคมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน เนื่องจากประชาธิปไตยมิได้ดำรงอยู่เพียงในระบบการเมือง แต่ยังเติบโตผ่านวัฒนธรรมการรับฟัง การตั้งคำถาม และการมีส่วนร่วมของผู้คนในสังคม

ด้วยเหตุนี้ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จึงเปิดอาคารที่ทำการแห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด “Living Democracy : PRIDI Democracy and Peace Hub” เพื่อพัฒนาให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ความร่วมมือ และการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะ บนพื้นฐานของประชาธิปไตย สันติธรรม และเสรีภาพทางความคิด โดยมุ่งหวังให้พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมโยงระหว่างนักวิชาการ ภาคประชาสังคม คนรุ่นใหม่ และสาธารณชนทั่วไป ในการร่วมกันจินตนาการและสร้างอนาคตของสังคมไทย

การเปิดอาคารครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดพื้นที่ทางกายภาพ แต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่สำหรับบทสนทนาใหม่ ๆ ความหวังใหม่ ๆ และการสร้างวัฒนธรรมสาธารณะที่เคารพเหตุผล ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความแตกต่างหลากหลายในสังคม\

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ประกอบด้วย การเผยแพร่และทบทวนคุณูปการทางความคิดและอุดมการณ์ของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ในมิติที่เชื่อมโยงกับสังคมร่วมสมัย การเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักวิชาการ ภาคประชาสังคม คนรุ่นใหม่ และสาธารณชนทั่วไป ภายใต้บรรยากาศแห่งเหตุผลและสันติวิธี การสร้างการรับรู้ต่อบทบาทของอาคารใหม่ในฐานะพื้นที่สาธารณะทางปัญญาและศูนย์กลางกิจกรรมทางวิชาการและสังคม ตลอดจนการส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กร ภาคี และประชาชน ในการขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะบนฐานคุณค่าประชาธิปไตยและสันติธรรม

ขณะที่ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการดำเนินงานของพื้นที่แห่งนี้ ได้แก่ การสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพัฒนาการทางความคิดทางการเมืองและสังคมไทย ทั้งในมิติประวัติศาสตร์และบริบทร่วมสมัย การทำให้อาคารแห่งใหม่ของมูลนิธิได้รับการรับรู้ในฐานะ “พื้นที่สาธารณะเพื่อสันติธรรม” ที่เปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้และการสนทนาอย่างสร้างสรรค์ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและภาคประชาชนที่สามารถต่อยอดเป็นกิจกรรมหรือโครงการในอนาคต รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจและความตระหนักรู้แก่สาธารณชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ถึงบทบาทของตนในการร่วมสร้างอนาคตที่ตั้งอยู่บนหลักสันติภาพ ความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากจากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงตัวแทนจากหลายพรรคการเมือง อาทิ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายกัณวีร์ สืบแสง อดีต สส.

สำหรับกำหนดการในวันแรกของการจัดงาน มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ พร้อมคณะสงฆ์ และปาฐกถาธรรมโดยพระราชวัชรธรรมภาณี (สง่า สุภโร) จากนั้นมีพิธีเปิดผ้าคลุมรูปปั้น วางดอกไม้ และถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเข้าสู่พิธีการช่วงบ่าย ซึ่งประกอบด้วยการฉายวีดิทัศน์แนะนำสถาบันปรีดี พนมยงค์ และกล่าวรายงานโดยนายปรีดิวิชญ์ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ สถาบันปรีดี พนมยงค์

ภายในงานยังมีพิธีเปิดผ้าคลุมรูปปั้นศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งประดิษฐานอยู่บริเวณชั้น 4 ของอาคารแห่งใหม่ โดยผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมวางดอกไม้บริเวณรูปปั้น เพื่อแสดงความรำลึกถึงคุณูปการและแนวคิดของรัฐบุรุษอาวุโสที่มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการประชาธิปไตยไทย ก่อนร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกภายในงาน

ต่อมา นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ กล่าวเปิดงาน ขณะที่นางสุดา พนมยงค์ และนางดุษฎี พนมยงค์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ กล่าวแสดงความยินดี ก่อนมีพิธีมอบรูปปั้นภายในงาน

ทั้งนี้ งาน “Living Democracy : ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายน 2569 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ย่านทองหล่อ เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การสนทนา และการมีส่วนร่วมของสาธารณชน บนพื้นฐานของคุณค่าประชาธิปไตย สันติธรรม และเสรีภาพทางความคิด

รายงาน: ชฎาภรณ์ ภาษีเนตร
ภาพ: ธนาภรณ์ วุฒิสนธิ์

https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/1398243675830997


กระแส #Saveทับลาน รอบนี้เป็นจุดตัดสำคัญระหว่าง "การปกป้องผืนป่ามรดกโลกไม่ให้ถูกเฉือน" กับ "การคืนสิทธิทำกินให้ชาวบ้านที่ถูกรัฐขีดเส้นทับที่ในอดีต" เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านตัวจริง โดยไม่เปิดช่องโหว่ให้กลุ่มนายทุนเข้ามาฮุบที่ดินป่าไม้ของชาติไปได้ นี่คือความท้าทายของรัฐบาลในตอนนี้





https://x.com/thestandardth/status/2069017038798963098

.....

https://www.facebook.com/poonsakpeg/posts/942817538773993

Poonsak Chanchampee
17 hours ago
·
[ทับลานป่ามรดกโลก กับ คนที่ถูกรัฐทอดทิ้ง]

ใครที่รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นข่าวป่าถูกบุกรุก สัตว์ป่าสูญเสียถิ่นอาศัย หรือผืนป่ามรดกโลกถูกคุกคาม แน่นอนว่าความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกเดียวกันกับผม และความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่สังคมต้องการในโลกยุคปัจจุบันที่ธรรมชาติเหลือน้อยลงทุกที

อย่างไรก็ตาม มีอีกหนึ่งเรื่องที่ผมอยากให้ลองพิจารณาด้วยเช่นกัน

ในพื้นที่ทับลานนั้น มีครอบครัวจำนวนมากที่ถูกรัฐจัดสรรที่ดินให้ตั้งแต่ก่อนอุทยานฯ จะถูกประกาศ บ้างได้รับที่ดินตามมติ ครม. บ้างเป็นผู้ที่รัฐอพยพมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นั้นเอง แต่เมื่อมีการประกาศเขตอุทยานฯ ในปี 2524 โดยไม่มีการสำรวจพื้นที่จริงล่วงหน้า เส้นแบ่งเขตจึงพาดทับบนที่ดินที่คนเหล่านั้นอาศัยอยู่มาก่อนแล้ว และพวกเขาก็แบกรับความไม่แน่นอนนี้มาตลอดเกือบ50 ปี

มติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่เห็นชอบตามข้อเสนอของ คทช. คือการพยายามแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่ม 1 พื้นที่กว่า 5 หมื่นไร่ ที่อุทยานฯ ทับลานไปประกาศทับที่ สปก. ซึ่ง สปก.ได้ประกาศเขตที่ดินไว้ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 2521 ในขณะที่อุทยานฯ ทับลานประกาศเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2524 แนวทางคือเพิกถอนเขตอุทยานฯ คืนให้ สปก.ดำเนินการ เนื่องจากในกรณีนี้ ประชาชนกลุ่มนี้ได้ถูกริดรอนสิทธิมากว่า 45 ปี

กลุ่ม 2 โครงการหมู่บ้านตัวอย่างบ้านไทยสามัคคี กว่า 8 พันไร่ รัฐมีมติ ครม. เมื่อ 25 พ.ค. 2520 จัดสรรที่ดินให้ราษฎรที่อพยพมาจากพื้นที่สงครามคอมมิวนิสต์ แต่อุทยานฯ ที่ประกาศในปี 2524 กลับทับซ้อนที่ดินของพวกเขา จึงมีแนวทางแก้ไขเดียวกับกลุ่ม 1

กลุ่ม 3 พื้นที่พัฒนาเพื่อความมั่นคงและโครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมที่ไม่มีสภาพป่าแล้ว จำนวนประมาณ 8 หมื่นไร่ ตามมติ ครม. ปี 2535 แนวทางคือเพิกถอนเขตอุทยานฯ มอบให้ สปก. ดำเนินการ

กลุ่ม 4 ราษฎรที่อยู่นอกเขต สปก. และโครงการเพื่อความมั่นคง ประมาณ 1 แสนไร่ ให้พิสูจน์สิทธิ์ คืนสิทธิ์ให้ผู้ที่อยู่ก่อนประกาศอุทยานฯ ส่วนที่อยู่หลังประกาศให้ใช้ทำกินโดยไม่มอบกรรมสิทธิ์ ตามมาตรา 64 ของ พ.ร.บ. อุทยานฯ 2562

กลุ่ม 5 ที่ราชพัสดุเพื่อใช้ในราชการทหาร ที่ได้ประกาศไว้ก่อนประกาศของอุทยานฯ ก็คืนสิทธิ์ตามแนวทางกลุ่ม 1 และ 2

โดยภาพรวม ผมเห็นว่าแนวทางนี้เป็นสิ่งที่รับได้ และสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ชุดที่ 26 ที่เสนอต่อ สคทช. ให้แบ่งการแก้ไขเป็นกลุ่มและเร่งรัดคืนสิทธิ์ให้ประชาชนที่ถูกกระทบ

ขอขอบคุณภาคประชาชนและ สคทช. ที่ผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะหลายครอบครัวในพื้นที่รอความเป็นธรรมนี้มานานเกือบ 5 ทศวรรษ

สิ่งที่ควรได้รับความสนใจจากสังคมในวันนี้ อาจจะไม่ใช่การปลุกความขัดแย้งระหว่าง "คนกับป่า" ขึ้นมาอีกครั้ง แต่คือรัฐจะต้องดำเนินการพิสูจน์สิทธิ์และกระจายที่ดินอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรงตามกรอบเวลาได้จริงหรือไม่
ทั้งนี้ การคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานฯ ทับซ้อนในอดีต ไม่ได้หมายความว่าสังคมควรละเลยความกังวลของฝ่ายอนุรักษ์ เพราะความกังวลเรื่องการสวมสิทธิ์ของนายทุน การขยายตัวของรีสอร์ตในพื้นที่ป่า และผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่า เป็นประเด็นที่มีอยู่จริงเช่นกัน

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง "คน" หรือ "ป่า" แต่คือการทำให้กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถแยกผู้ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดของรัฐออกจากผู้ที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากผืนป่าในภายหลังได้อย่างชัดเจน

หากมีการคืนสิทธิ์ให้ผู้ที่ควรได้รับ ก็ต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรม แต่หากพบการบุกรุก การสวมสิทธิ์ หรือการถือครองแทนโดยนายทุน ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเช่นกัน เพราะความเป็นธรรมที่แท้จริง ต้องเกิดขึ้นทั้งกับชุมชนที่อยู่มาก่อน และกับผืนป่าที่เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน

การอนุรักษ์จะยั่งยืนได้ ไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธการมีอยู่ของชุมชน แต่เกิดจากการทำให้ คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ และความเป็นธรรมที่ควรมอบให้กับทุกฝ่ายครับ
.....

เพิ่มเติม

เจาะลึกเข้าไปใน "จุดตัดสำคัญ" ทั้ง 2 ด้าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทำไมเรื่องนี้ถึงไม่ใช่แค่การเลือกระหว่าง "ป่า" กับ "คน" แต่เป็นมหากาพย์ปัญหาที่ดินที่เรื้อรังมานานหลายทศวรรษ

1. ลึกเข้าไปในฝั่ง "การปกป้องผืนป่ามรดกโลก" (อนุรักษ์นิยมเชิงระบบ)

สำหรับภาคประชาชนและนักอนุรักษ์ สิ่งที่พวกเขากลัวไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนตัวเลข 1.5 แสนไร่ แต่คือ "ผลกระทบลูกโซ่" (Domino Effect) ที่จะตามมา:

บรรทัดฐานที่อันตราย (Dangerous Precedent): หากรัฐบาลยอมตัดเฉือนป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่ระดับนี้ได้สำเร็จ ผืนป่าหรืออุทยานแห่งชาติอื่นๆ ทั่วประเทศที่มีปัญหาทับซ้อนในลักษณะเดียวกัน (ซึ่งมีอีกหลายแห่ง) ก็อาจใช้โมเดลนี้ในการเรียกร้องให้เพิกถอนป่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผืนป่าไทยค่อยๆ แหว่งเว้าไป

นิเวศวิทยาที่ขาดสะบั้น: ป่าทับลานคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ "ผืนป่าตะวันออก" (Dong Phayayen-Khao Yai Forest Complex) การเฉือนพื้นที่ที่เป็นตะเข็บชายป่าออกไป ย่อมกระทบต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศโดยรวม สัตว์ป่าจะสูญเสียพื้นที่กันชน (Buffer Zone) และทำให้วิกฤต "ช้างป่าล้นป่าออกมาทำร้ายชาวบ้าน" ทวีความรุนแรงขึ้น

2. ลึกเข้าไปในฝั่ง "การคืนสิทธิทำกินให้ชาวบ้าน" (ความยุติธรรมทางสังคม)

ในมุมของชาวบ้านในพื้นที่และนักสิทธิมนุษยชน ปัญหานี้คือ "ความผิดพลาดของรัฐที่ชาวบ้านต้องรับกรรม" มาร่วม 40 ปี:

รัฐขีดเส้นในห้องแอร์: ในอดีต (ช่วงปี 2524) การประกาศเขตอุทยานฯ มักใช้วิธีลากเส้นบนแผนที่มาตราส่วนใหญ่ๆ โดยไม่ได้ลงพื้นที่มาสำรวจจริงว่ามีชุมชนอยู่หรือไม่ ทำให้ไปครอบทับหมู่บ้านที่ตั้งอยู่มานาน มีโรงเรียน มีวัด มีโครงสร้างพื้นฐานของรัฐอยู่แล้ว กลายเป็นว่าตื่นเช้ามา "ชาวบ้านกลายเป็นผู้บุกรุกป่าโดยไม่รู้ตัว"

ติดกับดักความยากจนและคดีความ: เมื่อที่ดินกลายเป็นเขตอุทยานฯ ชาวบ้านจึงไม่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่สามารถนำที่ดินไปเข้าแหล่งทุนเพื่อพัฒนาอาชีพได้ ซ้ำร้ายหากจะซ่อมแซมบ้านหรือแผ้วถางที่ทำกินเดิม ก็เสี่ยงถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในข้อหาบุกรุกป่าไม้ การทวงคืนสิทธิ์ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของปากท้องและการหลุดพ้นจากคดีความของคนจนเมืองป่า

3. ทางออกที่ท้าทาย: สแกน "คนจนตัวจริง" กับ "นายทุนสวมสิทธิ์"

ความยากที่สุดในภาพรวมของสถานการณ์นี้คือ "พื้นที่ 1.5 แสนไร่นี้ ไม่ได้มีแค่ชาวบ้านยากไร้" แต่มีกลุ่มทุน รีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศหรูหราปะปนอยู่ด้วยจำนวนมาก

กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่
ชาวบ้านดั้งเดิม / ผู้ยากไร้
อยู่มาก่อนปี 2524 หรือได้รับจัดสรรจากรัฐ (ส.ป.ก./พมพ.) --> รัฐต้องเร่งพิสูจน์สิทธิ์เพื่อคืนความชอบธรรม

นายทุน / กลุ่มซื้อเปลี่ยนมือ
มาซื้อที่ดินต่อจากชาวบ้านเพื่อทำธุรกิจรีสอร์ต/บ้านพัก --> ต้องถูกดำเนินคดี ขับไล่ และห้ามเพิกถอนที่ดินให้เด็ดขาด



ก่อน #saveทับลาน แวะอ่านสักนิด


ข่าวCrown
Yesterday
·
ก่อน #saveทับลาน
แวะอ่านสักนิด

1.ชาวบ้านอยู่มาก่อนอุทยาน
2.ชาวบ้านเข้าไปอยู่อย่างถูกต้อง โดยรัฐเป็นคนพาเข้าไปด้วยนโยบายด้านความมั่นคง
3.ประกาศเป็นอุทยานหลังชาวบ้านอาศัยหลาย
10 ปี
4.ในตอนกำหนดเขตแนวของอุทยาน อุทยานไม่เคยลงสำรวจพื้นที่จริง ขีดเส้นโดยแผนที่
5.การวางแนวของอุทยานจึงไปทับหมู่บ้านที่คนอยู่อาศัยมาก่อน
6.นี่ไม่ใช่การเฉือนป่า แต่อุทยานทำไม่ถูกต้องมาตั้งแต่วางแนวเขตโดยไม่สำรวจพื้นที่

การเป็นนักอนุรักษ์มันง่ายแค่ติดแฮชแท๊ก โดยรับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เข้าใจผิดและส่งต่อความเข้าใจผิดกัน

อย่าอ่านข้อมูลจากอินฟลูฯมักง่ายเพียงด้านเดียว ให้ลองอ่านข้อมูลจากนักอนุรักษ์ที่ทำงานกับป่าอยู่กับป่าอยู่กับชาวบ้านอีกด้านประกอบกัน

รบกวรพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน เพราะไม่เช่นนั้นการ #saveทับลาน อาจกลายเป็นการทับสิทธิ์ชาวบ้าน
ให้ลองนึกภาพว่าคุณเกิดและเติบโตในบ้านของคุณ แล้ววันนึงอุทยานมาวางเขตแนวโดยไม่สำรวจพื้นที่จนมาทับที่บ้านคุณ

คุณต่อสู้เพื่อรักษาบ้านคุณมายาวนาน

วันนึงมีคนมาโพสต์ในโซเชียลรับบทนักอนุรักษ์ แล้วชี้ว่าคุณกำลังจะเฉือนป่า ทั้งที่คุณกำลังจะเสียบ้าน จะรู้สึกอย่างไร

ฝากพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านด้วยนะคะ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122132378055142633&set=a.122094231249142633





ในวันพรุ่งนี้ (23 มิ.ย. 2569) เชิญชวนประชาชนร่วมสังเกตการณ์สืบพยานคดีมาตรา 112 #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร - คดี “ทานตะวัน” ไลฟ์สดก่อนมีขบวนเสด็จผ่าน ที่ศาลอาญา รัชดาฯ 09.00 น


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
14 hours ago
·
เชิญชวนประชาชนร่วมสังเกตการณ์สืบพยานคดีมาตรา 112 #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร - คดี “ทานตะวัน” ไลฟ์สดก่อนมีขบวนเสด็จผ่าน
.
ในวันพรุ่งนี้ (23 มิ.ย. 2569) เวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดาฯ มีนัดสืบพยานในคดีมาตรา 112 จำนวนสองคดี ได้แก่ สืบพยานโจทก์ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 811 และสืบพยานจำเลยในคดีไลฟ์สดก่อนมีขบวนเสด็จผ่าน ของ “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 906
.
ชวนประชาชนร่วมสังเกตการณ์พิจารณาคดีของศาล รับฟังการทำหน้าที่ต่อสู้คดีของทนายความ และร่วมให้กำลังใจจำเลยที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง
.
ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้และตลอดทั้งสัปดาห์ (23-26 มิ.ย. 2569) อานนท์ นำภา, “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ที่ถูกคุมขังอยู่ จะถูกเบิกตัวมาศาลในคดีชุมนุม 19 กันยาฯ นี้ด้วย
.
.
คดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร
.
การชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ต่อเนื่องถึงสนามหลวง ในระหว่างวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 ในเวลาต่อมามีนักกิจกรรมจำนวน 22 คนถูกดำเนินคดี โดยในจำนวนนี้ 7 คน ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 112 ส่วนอีก 15 คน ถูกดำเนินคดีในข้อหาหลักตามมาตรา 116
.
คดีนี้ถูกสั่งฟ้องต่อศาลตั้งแต่ปี 2564 เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.287/2564 โดยในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ อีกทั้งยังเผชิญปัญหาที่ศาลไม่ออกหมายเรียกพยานเอกสารสำคัญบางส่วนตามที่ฝ่ายจำเลยร้องขอ และในพยานเอกสารที่ศาลออกหมายเรียกให้แล้ว หน่วยงานที่ครอบครองเอกสารก็ยังไม่จัดส่งเอกสารให้
.
ปัจจุบันมีจำเลยในคดีนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทั้งสิ้น 5 คน ได้แก่ อานนท์ นำภา, “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง, “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ทั้งหมดจะถูกเบิกตัวมาศาลเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาคดี
.
สำหรับคดีนี้ มีนัดหมายการสืบพยานตลอดสัปดาห์ และมีนัดหมายยาวไปจนถึงช่วงสิ้นปีนี้ ได้แก่ 23-26, 30 มิถุนายน , 1-3, 21-24 กรกฎาคม, 4-5, 28 สิงหาคม, 1-4, 22-25 กันยายน, 3-6 พฤศจิกายน 2569 (เป็นนัดหมายล่วงหน้า อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกนัด ติดตามอัปเดตจากศูนย์ทนายฯ)
.
ฐานข้อมูลคดี https://database.tlhr2014.com/public/case/1734/lawsuit/514/
.
.
คดีไลฟ์สดหน้า UN ก่อนมีขบวนเสด็จผ่าน ของทานตะวัน
.
คดีนี้มีมูลเหตุจากกรณีที่ “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ถูกจับกุมขณะไปยืนไลฟ์สดหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) ก่อนเวลาที่ขบวนเสด็จจะผ่านถนนราชดำเนินนอก
.
คดีนี้ถูกสั่งฟ้องต่อศาลในปี 2565 เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1237/2565 ใน 4 ข้อหา ได้แก่ “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(2)(3), ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 และ 368
.
คดีมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยเรื่อยมา โดยในปัจจุบันคดีสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว และอยู่ระหว่างการสืบพยานจำเลย ในวันพรุ่งนี้จะเป็นการสืบพยานจำเลยปากสุดท้าย ก่อนจะมีการนัดฟังคำพิพากษาต่อไป
.
ฐานข้อมูลคดี https://database.tlhr2014.com/public/case/1945/

____
ศาลอาญา รัชดาฯ เวลา 09.00 น.

คดี 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร – ห้องพิจารณาคดีที่ 811
คดีไลฟ์สดก่อนขบวนเสด็จผ่าน – ห้องพิจารณาคดีที่ 906

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1421192656517867&set=a.656922399611567




จากโพสต์อาจารย์ประภาส : เราทำประชามติชนะ 61% เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำไมยังต้องถูกพันธนาการให้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 โดยรัฐสภา ใต้คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสถาปนา (อำนาจที่เหนือกว่ารัฐสภา) เมื่อเห็นชอบให้มีฉบับใหม่ ก็น่าจะมุ่งไปสู่การยกร่างโดยไม่ถูกพันธนาการใดๆ


.....

Atukkit Sawangsuk
5 hours ago
·
(จากโพสต์อาจารย์ประภาส)
:
เราทำประชามติชนะ 61%
เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทำไมยังต้องถูกพันธนาการให้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 โดยรัฐสภา ใต้คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสถาปนา
(อำนาจที่เหนือกว่ารัฐสภา)
เมื่อเห็นชอบให้มีฉบับใหม่ ก็น่าจะมุ่งไปสู่การยกร่างโดยไม่ถูกพันธนาการใดๆ
:
อาจารย์ประภาสพูดถูกแล้วว่า
“ไม่เห็นด้วยกับการตีความอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนบนฐานคิดเช่นนี้”
:
ประเด็นก็คือ การที่ สส. สว. ไปพบ 3 ตุลาการ
แล้วมีท่อนหนึ่ง “พูดดี” ว่าเลือกตั้ง สสร.ได้
แต่ห้ามเลือกกรรมาธิการยกร่าง เพราะกรรมาธิการยกร่างต้องเป็น “ช่างเขียนรัฐธรรมนูญ ที่เข้าใจจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ 2560“ และทำได้เพียงการแก้ไขนั้น
เรายอมรับกันได้หรือ
:
ฟังทีแรกนึกว่ามีแต่ท่อนแรก ตั้งข้อสงสัยกันแต่ว่าเชื่อได้หรือไม่
พอมีท่อนสองนี่ น่าจะต้องคิดทบทวนกันไหม
:
”ไม่เห็นด้วยกับการตีความอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนบนฐานคิดเช่นนี้“
ประชามติให้มีรัฐธรรมนูญใหม่
ไม่ใช่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0FYnLwgZas46PLfVyLSjWgM8tZRLVanrcgqvSFLPS13jftify47eXwXg4PHhy3r1ol&id=61563008102403


.....

Atukkit Sawangsuk
6 hours ago
·
อาจารย์ประภาสตั้งข้อสังเกตน่าคิดมากนะครับ
สรุปอีกด้านจากวงคุย 3 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
แม้บอกว่าเลือกตั้ง สสร.ได้
แต่กลับยืนยันว่า ไม่สามารถยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 และไม่อนุญาตให้'ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่' จะกระทำได้เพียงการ'แก้ไข' (amend) เท่านั้น
ทั้งที่ประชามติ 61% เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
......................................................

ประภาส ปิ่นตบแต่ง - Prapart Pintobtang
12 hours ago
·
การพบประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการฯ อีก 2 ท่าน
ผมมีข้อสังเกตที่เห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญคือ คำวินิจฉัยไม่ให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงมาจากความเห็นว่า
.
1.การยกร่างรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่จะเขียนบทบัญญัติต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญที่แก้ไข (ผมจงใจใช้คำว่าฉบับแก้ไขด้วยเหตุผลที่จะอธิบายถัดไป)
(สามารถดูรายละเอียดได้ในสรุปของ เทวฤทธิ์ มณีฉายใน https://www.facebook.com/share/p/15t674SaGYk/ )
.
สิ่งที่คิดว่าสำคัญแต่อาจจะยังพูดกันน้อยก็คือ เหตุผลข้อแรกนี้ไม่ใช่เหตุผลเพียงเชิงเทคนิค (ในความหมายว่า เราต้องมี "ช่างเขียนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ) เพียงประการเดียว
.
2.เหตุผลสำคัญที่มากกว่า "ช่างเขียนรัฐธรรมนูญ" (ที่ได้รับ “สาร” จากวงคุยซึ่งประกอบไปด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามท่าน) กล่าวก็คือ
.
-ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ คณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ/คณะกรรมาการร่างรัฐธรรมนูญ(หรือจะใช้ชื่อเรียกใดก็ตาม) จะต้องเป็นผู้มีความเข้าใจจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ 2560 และพิจารณาอยู่กรอบดังกล่าว
.
-รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฉบับแก้ไขต้องรักษาคุณค่า จิตวิญญาณ รูปแบบจารีตการปกครองบางอย่างที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 เอาไว้
.
ซึ่งเชื่อมโยงกับคำยืนยันว่านำมาสู่ "ไม่สามารถยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 และไม่อนุญาตให้'ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่' จะกระทำได้เพียงการ'แก้ไข' (amend) เท่านั้น
.
3. คำถามที่ว่า แนวทางดังกล่าวจะขัดแย้งกับหลัก "อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน" ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่?
.
คำตอบที่ได้รับจากวงถามตอบคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใต้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2560 จะกระทำตามหลักดังกล่าวไม่ได้
.
ส่วนคำถามที่ว่า -หลักการดังกล่าวปฏิบัติการในบริบทใดนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบจากความเห็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งก็คือ ในกรณีที่ต้องกระทำเมื่อไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้ หรือจะกระทำได้ในสภาพกล่าวคือ “นอกบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560” หรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญโดยประชาชนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่มีสภาพบังคับใช้แล้ว (เช่น เมื่อเกิดการปฏิวัติโดยประชาชน ฯลฯ)
.
จากวงถามตอบ -หัวใจสำคัญของที่มาของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงมากไปกว่า “ช่างเขียนรัฐธรรมนูญ” แต่ต้องเป็นผู้รู้ที่เข้าใจจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญที่บรรจุจารีตการเมืองการปกครองของไทยบางอย่างเอาไว้ตามการตีความของรัฐธรรมนูญ 2560 ความสำคัญจึงอยู่ที่กระบวนการคัดเลือกคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ และคุณสมบัติของคณะบุคคลดังกล่าวนี้
.
3.”สาร” ที่ได้รับจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) หรือสภาการมีส่วนร่วมของประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ในร่างฯ ริเริ่มโดยสมาชิกวุฒิสภากลุ่มหนึ่ง) จึงมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนได้ โดยมีรูปแบบ ที่มาและบทบาทหน้าที่เพื่อมุ่งให้เกิดกระบวนการรับความความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนที่กว้างขวาง ฯลฯ
.
การเลือกตั้งโดยประชาชนในลักษณะนี้สามารถกระทำได้ โดยไม่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัย 18/2568 ที่ระบุว่าเพียงแต่ “รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง”
.
ผมฟังได้ว่า การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ สภาการมีส่วนร่วมของประชาชน
.
หากเสนอก็เป็นความรับผิดชอบทางการเมืองที่จะมีผู้เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย การอภิปรายถกเถียงกันในที่ประชุมรัฐสภา การถกเถียงกันในสังคม ฯลฯ
.
เพื่อให้มีความชัดเจนผมเลยอยากจะเน้นย้ำว่า สสร.หรือสภาการมีส่วนร่วมของประชาชน ฯลฯ เสนอได้แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสนอในรูปแบบที่มีคูหาเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
.
4. ตัวผมไม่เห็นด้วยกับการตีความอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนบนฐานคิดเช่นนี้ แต่การวินิจฉัยดังกล่าวนี้จะเป็นกรอบสำหรับการมีรัฐธรรมนูญ(แก้ไข)ฉบับใหม่ เนื่องจากผลการประชามติชัดเจนแล้วว่าประชาชนต้องการให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่แก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญ 2560
.
ดังนั้น คุณค่า จิตวิญญาณ หรือจารีตการปกครอง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่า จะเลือกแบบไหน ให้คงอยู่ต่อไป
เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ ก็หมายถึงสัญญาประชาคมฉบับใหม่ ไม่ว่าปรับเปลี่ยน ปรับปรุง หรือยกเลิกไป ก็ล้วนต้องขึ้นตรงกับเจตจำนงของประชาชน

https://www.facebook.com/photo?fbid=122216601284433603&set=a.122123228846433603




งงทั้งประเทศ ! ค่าไฟที่จ่ายทุกเดือน มี "ค่าไฟถนน" เนียนอยู่ด้วย !?







ข้อมูลและข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

1. อยู่ตรงไหนในบิลค่าไฟ? ทำไมเรามองไม่เห็น?

รายการนี้ไม่ได้โชว์แยกออกมาเป็นอีกหนึ่งบรรทัดให้เราเห็นชัด ๆ เหมือนค่า Ft หรือค่าบริการรายเดือน

แต่ต้นทุนค่าไฟส่องสว่างตามถนนหนทางและพื้นที่สาธารณะทั่วประเทศ ถูกนำไปคำนวณรวมอยู่ภายใต้ "ค่าไฟฟ้าฐาน" (ในส่วนของการจัดหมวดหมู่ต้นทุนระบบ เช่น ความสูญเสียที่ไม่ใช่เชิงเทคนิค หรือโควตายกเว้นค่ากระแสไฟฟ้าที่ให้กับหน่วยงานรัฐ)

ส่งผลให้ราคาค่าไฟต่อหน่วยที่ประชาชนจ่ายกันอยู่ทุกวันนี้ มีส่วนแบ่งของค่าไฟถนนรวมอยู่ด้วยโดยที่เราไม่รู้ตัวมาเป็นเวลานานนับสิบปี

2. ประชาชนต้องแบกรับภาระนี้เท่าไหร่?

นักวิเคราะห์และข้อมูลจากหน่วยงานพลังงานประเมินว่า ต้นทุนไฟสาธารณะแฝงนี้คิดเป็นเงินเฉลี่ยประมาณ 10 สตางค์ต่อหน่วย * ในภาพรวมทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่าสูงถึงหมื่นกว่าล้านบาทต่อปี

หากเทียบให้เห็นภาพในระดับครัวเรือน: บ้านไหนที่ใช้ไฟฟ้าประมาณ 400 หน่วยต่อเดือน อาจต้องร่วมแบกรับภาระค่าไฟถนนสาธารณะนี้ไปราว ๆ 40–60 บาทต่อเดือน

3. ทำไมถึงถูกนำมารวมกับค่าไฟบ้าน?

ตามหลักเกณฑ์เดิมในอดีต (ซึ่งมีมติ ครม. รองรับ) รัฐบาลมีการให้สิทธิพิเศษยกเว้นการเรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าสาธารณะบางส่วนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือหน่วยงานดูแลถนน เช่น กรมทางหลวง เพื่อสนับสนุนการส่องสว่างในชุมชน แต่เมื่อหน่วยงานเหล่านั้นใช้ไฟฟ้าฟรี ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงในการผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าจึงไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกกระจายกลับมาเป็น "ต้นทุนระบบ" ที่เรียกเก็บรวมจากผู้ใช้ไฟฟ้าทุกคนในประเทศแทน

4. ทิศทางการแก้ไขหลังจากนี้

หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทางกระทรวงพลังงานและสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวและยอมรับว่าโครงสร้างนี้ไม่ถูกต้อง และผลักภาระให้ประชาชนมากเกินไป

ปัจจุบันมีแนวคิดและนโยบายที่จะปฏิรูปโครงสร้างนี้ใหม่ โดยจะแยกภาระค่าไฟถนนออกจากบิลค่าไฟบ้านอย่างเด็ดขาด แล้วผลักดันให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่โดยตรง (เช่น กรมทางหลวง, กรมทางหลวงชนบท หรือ อปท.) ไปตั้งงบประมาณแผ่นดินหรือใช้ภาษีท้องถิ่นมาจ่ายค่าไฟในส่วนนี้เอง ซึ่งหากแยกส่วนนี้สำเร็จ คาดว่าจะช่วยให้ค่าไฟฟ้าต่อหน่วยของภาคประชาชนปรับตัวลดลงได้ในอนาคต




Did Thailand Just Hand Cambodia a Legal Windfall? (แปลไทย)



Did Thailand Just Hand Cambodia a Legal Windfall?

Thursday, 18 June 2026

ดอน ปาทาน
www.stratsea.com

ศึกที่นิวยอร์ก

หรือไทยเพิ่งมอบลาภก้อนโตทางกฎหมายให้กัมพูชา?

แทบจะทันทีที่เกิดการปะทะกันอย่างนองเลือดข้ามพรมแดนไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2025 นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ได้ติดต่อไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อขอให้มีการประชุมฉุกเฉินหารือเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่า "การรุกรานที่ไม่มีการยั่วยุและมีการวางแผนล่วงหน้า" โดยกองทัพไทย

ชาวบ้านกว่า 100,000 คนทั้งสองฝั่งพรมแดนต้องอพยพหนีภัยอย่างกะทันหันตั้งแต่วันแรกของเหตุปะทะนองเลือดซึ่งยืดเยื้อรวม 4 วัน

เพียงแค่วันแรกวันเดียว จรวด BM-21 Grad ของกัมพูชาก็พุ่งเข้าถล่มโรงเรียนรัฐบาลและร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นในจังหวัดศรีสะเกษ รวมถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ก็ถูกโจมตีเช่นกัน ระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง (MRLS) ที่กัมพูชาใช้นั้น โดยธรรมชาติแล้วเป็นระบบอาวุธที่ไม่มีระบบนำวิถีและมีความแม่นยำต่ำ

กัมพูชาปฏิเสธว่าไม่ได้จงใจโจมตีพลเรือน โดยอ้างว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนนั้นเป็นผลมาจากการที่สถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ความขัดแย้ง หรือเป็นความเสียหายข้างเคียงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ระหว่างการยิงโต้ตอบด้วยปืนใหญ่หนัก

อย่างไรก็ตาม ในวันถัดมาที่นิวยอร์ก สมาชิก UNSC ในที่ประชุมฉุกเฉินไม่ได้เห็นพ้องกับมุมมองของฝ่ายพนมเปญ เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลประเทศหนึ่งที่ร่วมสังเกตการณ์การหารือกล่าว โดยเขาขอสงวนนามไม่เปิดเผยตัวตน

จุดยืนของกัมพูชาได้รับผลกระทบในทางลบ—ไม่ว่าจะยุติธรรมหรือไม่ก็ตาม—จากการยิงถล่มโรงพยาบาลไทยและเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางทหาร (soft targets) อื่นๆ เช่น โรงเรียนรัฐบาลและร้านสะดวกซื้อ เจ้าหน้าที่ผู้นี้ระบุว่า ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ฝังอยู่ในความคิดของหลายฝ่ายที่นิวยอร์ก

กัมพูชาได้เสนอให้ UNSC ส่งเรื่องข้อพิพาทชายแดนไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อให้มีคำตัดสินชี้ขาด แต่คณะมนตรีฯ ได้ปฏิเสธคำขอดังกล่าว

กระนั้น ความเสียหายข้างเคียงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของ UNSC เพราะต้องยกความดีความชอบให้กับทีมงานของฝ่ายไทยด้วยเช่นกัน เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าว “คุณภาพของคณะผู้แทนมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ หลายประเทศต่างสังเกตเห็นว่าคณะผู้แทนของไทยที่มีความพร้อมและมีความเชี่ยวชาญสูงกว่านั้นสร้างความแตกต่างในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้อย่างชัดเจน ฝ่ายไทยสื่อสารด้วยชั้นเชิงและข้อมูลเชิงเทคนิค โดยอ้างถึงอนุสัญญาเจนีวาและการละเมิดพันธกรณีว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดและระเบิดลูกปราย พวกเขาดูเหมือนเป็นฝ่ายที่ถูกต้องชอบธรรม แม้จะเป็นฝ่ายที่ยืนกรานให้จัดการปัญหานี้ผ่านกลไกทวิภาคีก็ตาม” เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวกล่าว

เช่นเดียวกับข้อพิพาททั่วไป ประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือกลายเป็นหัวใจสำคัญเมื่อไม่มีบุคคลที่สามที่เป็นกลางมาช่วยยืนยันข้อเท็จจริง ในสถานการณ์เช่นนี้ ผลลัพธ์มักขึ้นอยู่กับความสามารถของคู่กรณีในการสื่อสารและนำเสนอข้อโต้แย้งของตนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่คำถามที่สมเหตุสมผลว่า แท้จริงแล้วมี "ความจริงที่เป็นกลาง" ดำรงอยู่หรือไม่ในบริบทเช่นนี้

ไทยอาจเดินออกจากที่ประชุมที่นิวยอร์กในฐานะผู้ชนะศึกเฉพาะหน้ากับกัมพูชาครั้งนี้ เนื่องจากกรุงเทพฯ สามารถอ้างผลงานในการโน้มน้าวไม่ให้ UNSC ส่งเรื่องนี้ไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้สำเร็จ แต่ไทยก็ยังไม่พ้นวิกฤตเสียทีเดียว เพราะภาพลักษณ์ของกองทัพบกไทยนั้นดูไม่ดีเอาเสียเลย นักการทูตในกรุงเทพฯ กล่าว

นอกจากนี้ ประชาคมระหว่างประเทศยังคงตั้งคำถามว่า เหตุใดกัมพูชาจึงเป็นฝ่ายเรียกร้องให้มีผู้สังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา การเรียกร้องให้มีผู้สังเกตการณ์จากภายนอกถือเป็นการส่งสัญญาณทางอ้อมที่แยบยลไปยังทั่วโลก นั่นคือ ไทยไม่สามารถได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการอย่างยุติธรรมหรือพูดความจริงได้ด้วยตนเอง

พ่ายแพ้ในสงครามภาพลักษณ์

จากนั้นก็มาถึงช่วงเวลาของการถ่ายภาพเพื่อประชาสัมพันธ์ ในเดือนตุลาคม 2025 นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ช่วยไกล่เกลี่ยให้เกิดการหยุดยิง โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้แวะมาเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงสันติภาพฉบับขยายขอบเขตระหว่างทั้งสองประเทศ แต่เพียงไม่กี่วันต่อมา ไทยกลับระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าว หลังจากเกิดเหตุระเบิดจากทุ่นระเบิดที่ทำให้ทหารไทยนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจนสูญเสียอวัยวะ

การประชุมในวันที่ 22 ธันวาคมถูกคาดหวังว่าจะมีเนื้อหาสาระสำคัญยิ่งขึ้น เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายได้พบปะหารือกันแบบเผชิญหน้าที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดและบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงที่ยั่งยืน โดยมีมาเลเซียซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนประจำปี 2025 เป็นผู้ประสานงาน

สถานการณ์ในพื้นที่ก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรีในวันที่ 22 ธันวาคมนั้นไม่สู้ดีนัก เนื่องจากไทยและกัมพูชาต่างกล่าวโทษกันไปมาเกี่ยวกับเหตุปะทะบริเวณชายแดน ซึ่งส่งผลให้มีทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย และพลเรือนกัมพูชาเสียชีวิต 4 รายในช่วงต้นเดือนเดียวกันนั้น เหตุปะทะตามแนวชายแดนตามมาด้วยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของฝ่ายไทย

สำหรับการประชุมในวันที่ 22 ธันวาคม กัมพูชาต้องการให้ผู้สังเกตการณ์จากจีนและสหรัฐฯ เข้าร่วมตลอดทั้ง 3 วัน แต่ไทยกลับจำกัดให้ผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมเฉพาะในการประชุมเต็มคณะเท่านั้น ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของไทยดูเหมือนเป็นฝ่ายที่จงใจสร้างความยุ่งยากซับซ้อนให้กับกระบวนการทั้งหมด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ข้อจำกัดดังกล่าวประกอบกับจุดยืนเดิมของไทยที่ต้องการให้แก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจาระหว่างสองฝ่ายโดยตรงนั้น ส่งผลให้ไทยถูกมองในแง่ลบ ในขณะที่กัมพูชาดูเหมือนเป็นฝ่ายที่ได้รับความไม่เป็นธรรม เพียงเพราะกัมพูชาพยายามผลักดันให้มีผู้สังเกตการณ์จากต่างชาติ ซึ่งแฝงนัยว่าจำเป็นต้องมีบุคคลเหล่านี้เพื่อกำกับดูแลให้ไทยมีความโปร่งใสและซื่อสัตย์ในการดำเนินการ

ตลอดมา ทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าตนเองเหนือกว่าทางศีลธรรม โดยยึดมั่นในเรื่องราวของตนเองด้วยความเชื่อมั่นเท่าเทียมกัน

ความผิดพลาดของชาตินิยม

เมื่อถึงเวลาที่ประเทศไทยจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ความตึงเครียดตามแนวชายแดนได้เสริมสร้างอิทธิพลทางการเมืองของกองทัพ ทำให้ความมั่นคงของชาติ – สงครามกับกัมพูชา – กลายเป็นหัวข้อหลักของสาธารณชน จนกระทั่งพรรคการเมืองขนาดกลางอย่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักจากกฎหมายสนับสนุนกัญชา ได้รับฉันทามติอย่างสบายๆ ในการนำประเทศ

อนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรีโดยบังเอิญในขณะนั้น การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างกะทันหันในเดือนกันยายน 2568 เป็นผลโดยตรงจากวิกฤตทางการเมืองมากกว่าฉันทามติจากการเลือกตั้งที่ให้เขาเป็นผู้นำประเทศ

พรรคภูมิใจไทยอาศัยกระแสความรู้สึกของประชาชนและให้คำมั่นว่าจะยกเลิกบันทึกความเข้าใจปี 2544 (MoU 44) ซึ่งควบคุมการเจรจาเขตแดนทางทะเลมานานกว่าสองทศวรรษ

สำหรับประเทศที่ยืนกรานมาโดยตลอดว่าจะใช้กลไกแบบทวิภาคีในการแก้ไขข้อพิพาท การยกเลิกเอกสารที่มุ่งหมายจะทำเช่นนั้นจึงไม่ช่วยเสริมสถานะระหว่างประเทศของไทยมากนัก นี่แสดงให้เห็นว่าการทูตของกรุงเทพฯ ได้เข้าไปพัวพันกับการเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากลัทธิชาตินิยมที่เป็นพิษ

ข้อแก้ตัวอย่างเป็นทางการของไทยคือ บันทึกความเข้าใจฉบับที่ 44 มีผลบังคับใช้มานานกว่าสองทศวรรษโดยไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ สิ่งที่ไม่ได้กล่าวถึงคือ การขาดเจตจำนงทางการเมือง และการต่อสู้ภายในกลุ่มการเมืองต่างๆ รวมถึงการปะทะกันบนท้องถนน ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาพรมแดนและเรื่องอื่นๆ อีกมากมายตกอยู่ในภาวะชะงักงัน

หากมองในแง่ดี การกระทำนี้กลับเป็นผลดีต่อกัมพูชา ในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 พนมเปญได้เริ่มกระบวนการ "การไกล่เกลี่ยภาคบังคับ" อย่างเป็นทางการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อยุติความขัดแย้งทางทะเลกับไทย

การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนี้เปลี่ยนการแข่งขันด้านทรัพยากรในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน (OCA) มูลค่า 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากความเสี่ยงทางทหารที่ดุเดือดไปเป็นการต่อสู้ทางกฎหมายเชิงสถาบันที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหประชาชาติ

กับดักพลังงาน 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ฮุน มาเนต์ ประกาศว่าเนื่องจากช่องทางการเจรจาแบบทวิภาคีได้หมดลงแล้ว กัมพูชาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องดำเนินการขั้นตอนนี้เพื่อ “ปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเล” ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

กระทรวงพลังงานของกัมพูชายังระบุด้วยว่า วิกฤตการณ์น้ำมันโลกจากความขัดแย้งกับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ ทำให้การปลดล็อกก๊าซธรรมชาติประมาณ 12 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตตามข้อตกลง OCA กลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่อการอยู่รอดทางเศรษฐกิจในทันที

อนุทินพยายามแสดงท่าทีที่เข้มแข็ง โดยกล่าวว่าประเทศไทย “ไม่หวั่นไหว” และมั่นใจในสถานะทางกฎหมายของตน เขาไม่ได้กล่าวถึงว่าการยุติ MoU 44 เป็นผลดีต่อกัมพูชาอย่างไร

มาตรา 298 ของ UNCLOS ถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่ “ไม่มีข้อตกลงใดๆ เกิดขึ้นในการเจรจาระหว่างคู่กรณีภายในระยะเวลาที่เหมาะสม” 25 ปีเป็นเวลานานมากไม่ว่าจะพิจารณาจากมาตรฐานใดก็ตาม

ภายใต้ UNCLOS กระบวนการนี้อาศัยคณะกรรมการอิสระมากกว่าศาลที่มีผลผูกพัน คณะกรรมการจะตรวจสอบข้อพิพาทและออกรายงานที่ไม่ผูกพันพร้อมข้อเสนอแนะ ไม่มีประเทศใดถูกบังคับทางกฎหมายให้ยอมรับเงื่อนไข แต่เป็นการสร้างกรอบการทูตระหว่างประเทศที่เข้มงวดให้พวกเขาต้องปฏิบัติตาม

ประเทศไทยยืนกรานว่ากรอบความร่วมมือของสหประชาชาติควรเน้นเฉพาะการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนทางกายภาพเท่านั้น และไม่ควรใช้เป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาการพัฒนาทรัพยากรร่วมกันและการแบ่งปันรายได้

นิสัยของประเทศไทยในการผลักภาระไปข้างหน้าปรากฏให้เห็นได้ในหลายประเด็น กระบวนการสันติภาพในภาคใต้สุดของประเทศไม่เคยมีความคืบหน้าไปไกลกว่าการสร้างความไว้วางใจไปสู่สิ่งที่เป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกัน ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์จำนวนมากถูกกักขังในศูนย์กักกันผู้อพยพเกือบสิบปีก่อนที่ทักษิณ ชินวัตรจะใช้พวกเขาเป็นหมากทางการเมืองกับปักกิ่งเพื่อเสริมสร้างสถานะของลูกสาวของเขากับจีน

ดังนั้น ยิ่งประเทศไทยเน้นย้ำว่าบันทึกความเข้าใจฉบับที่ 44 ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าใด ๆ ตลอดระยะเวลาหนึ่งในสี่ศตวรรษ ก็ยิ่งเสริมความชอบธรรมของกัมพูชาในการแสวงหาการไกล่เกลี่ยโดยบังคับตั้งแต่แรก

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจตรรกะของการเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความล้มเหลวของการเจรจาตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์กัมพูชาที่หันไปใช้กลไกการระงับข้อพิพาทที่ออกแบบมาเพื่อสถานการณ์ที่การเจรจาที่ยืดเยื้อไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ทั้งไทยและกัมพูชาต่างเป็นภาคีของอนุสัญญานี้

นับตั้งแต่ข้อพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหารในปี 2551-2554 กัมพูชาพยายามที่จะนำอาเซียนและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย เมื่อการเจรจาล้มเหลวและกระแสชาตินิยมของทั้งสองฝ่ายทวีความรุนแรงขึ้น กัมพูชาได้นำคดีกลับเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อขอให้ตีความคำพิพากษาเดิมใหม่ ซึ่งส่งผลให้ไทยต้องถอนกำลังออกจากบริเวณโดยรอบตัวปราสาท

หากกลุ่มชาตินิยมและรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ยุติความพยายามที่จะถอดถอนปราสาทพระวิหารออกจากการเป็นมรดกโลก กัมพูชาก็อาจไม่สามารถนำคดีกลับเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้เลย

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และเมื่อข้าราชการขาดความกล้าหาญที่จะเห็นต่างจากผู้นำทางการเมือง
.....

ผู้เขียน : ดอน ปาทาน เป็นนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงที่มุ่งเน้นประเด็นความขัดแย้งในเมียนมาและสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทย

ความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นของผู้เขียน และไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงความคิดเห็นของ STRAT.O.SPHERE CONSULTING PTE LTD.

https://donpathan.blogspot.com/2026/06/did-thailand-just-hand-cambodia-legal.html


(Google Translate ช่วยแปล)






สำหรับประเทศที่ยืนกรานมาโดยตลอดว่าจะใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขข้อพิพาท การยกเลิกเอกสารที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการดังกล่าวโดยตรงนั้น ไม่ได้ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศของไทยเท่าใดนัก อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยได้เข้าไปพัวพันกับประเด็นทางการเมืองที่ถูกครอบงำด้วยกระแสชาตินิยมที่เป็นพิษ



ไทยเป็นประเทศ 'รายได้ปานกลาง' มาครบครบ 50 ปีพอดี ถ้าจะทำให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง เศรษฐกิจจะต้องโตให้ได้ปีละ 4-5% แบบต่อเนื่องทุกปี เป็นเวลา 12 ปี ไม่สะดุด ไม่แผ่ว







https://x.com/Ton_Veerayooth/status/2069090466793173481

Ton Veerayooth
@Ton_Veerayooth

[ ไทยเป็นประเทศ 'รายได้ปานกลาง' ครบ 50 ปีแล้ว ]
.
ชวนคิด "คณิตศาสตร์ประเทศรายได้ปานกลาง" ในวันที่รัฐบาลภูมิใจไทยประกาศจะพาไทยเป็นประเทศร่ำรวยในอีก 12 ปีข้างหน้าครับ
.
 1️⃣ ธนาคารโลกแบ่งประเทศทั่วโลกออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ประเทศรายได้น้อย รายได้ปานกลาง และรายได้สูง ตามค่าเฉลี่ยรายได้ประชากรต่อหัว (GNI per capita)

จุดตัดสู่ประเทศรายได้ปานกลางคือ 1,135 เหรียญต่อคนต่อปี (ประชากรมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท ถือว่าพ้นจากสถานะยากจน)

ส่วนจุดแบ่งสู่ประเทศรายได้สูงอยู่ที่ 13,935 เหรียญต่อคนต่อปี (ประชากรมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 37,000 บาทจึงจะนับว่าร่ำรวย)

ด้วยช่องว่างที่ห่างกันมากๆ เกิน 10 เท่าตัวจาก "รายได้ปานกลาง" สู่ "รายได้สูง" อย่างไรเสียก็ต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการไล่กวดเพื่อเลื่อนสถานะ
.
 กลุ่มที่ไล่กวดเร็วสุดในประวัติศาสตร์โลกคือ เหล่าเสือเอเชียตะวันออก

เกาหลีใต้และไต้หวันใช้เวลา 26 ปีในการสลัดหลุดรายได้ปานกลาง

สิงคโปร์ ถ้านับจากตอนแยกตัวจากมาเลเซีย จะยิ่งเร็วขึ้นอีก เพราะใช้เวลาเพียง 23 ปี

เสือเอเชียเหล่านี้โตกันปีละ 7% ต่อเนื่อง แทบไม่หยุดไม่หย่อน
.
3️⃣ ประเทศล่าสุดที่ได้เลื่อนชั้นจาก "ประเทศรายได้ปานกลาง" มาเป็น "ประเทศร่ำรวย" คือ "คอสตาริกา" จากภูมิภาคอเมริกากลาง

คอสตาริกาเติบโตต่อเนื่อง แถมวิ่งเร็วขึ้นในโค้งสุดท้ายในอัตราเฉลี่ย 5% ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ด้วยแรงหนุนจากอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (ecotourism)
.
4️⃣ เพื่อนบ้านอาเซียนของเราอย่าง "มาเลเซีย" ขออีก 4 ปีน่าจะเข้าโค้งประเทศร่ำรวยได้เช่นกัน เพราะตอนนี้รายได้เฉลี่ย 11,670 เหรียญ และเติบโตปีละ 4-5%

ส่วน "เวียดนาม" นั้นยังห่างจากไทยเกือบเท่าตัว แต่ถ้าเวียดนามยังโตด้วยอัตรา 8% ในขณะที่ไทยอยู่ประมาณ 2% เราจะยังนำหน้าเวียดนามได้อีกไม่เกิน 8 ปี
.
5️⃣ ไทยเข้าสู่ระดับรายได้ปานกลางเมื่อปี 1976 นับถึงตอนนี้ปี 2026 ก็เป็นอันว่าเราอยู่ในสถานะ "ประเทศรายได้ปานกลาง" มาครบ 50 ปี ครึ่งศตวรรษพอดี

หากดูจากกราฟจะเห็นว่าอันที่จริง คอสตาริกา มาเลเซีย และไทย เติบโตมาแบบสูสี ไม่ห่างกันมากในช่วงทศวรรษ 1980-1990

ช่องว่างนั้นชัดเจนและห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหลังปี 1997 เป็นต้นมา และยังไม่มีแนวโน้มแคบลง
.
Ref: Felipe, J., Kumar, U., & Galope, R. (2017) "Middle-income transitions: trap or myth?" Journal of the Asia Pacific Economy, 22(3), 429-453.

DOI:10.1080/13547860.2016.1270253








https://x.com/Ton_Veerayooth/status/2068958255221821556

Ton Veerayooth
@Ton_Veerayooth

ธนาคารโลกหรือ World Bank ขีดเส้นแบ่งกลุ่ม "ประเทศรายได้สูง" ไว้ที่ 13,935 เหรียญต่อคนต่อปี หรือประมาณ 453,000 บาท

ปัจจุบัน รายได้ต่อหัวของคนไทยจากข้อมูลธนาคารโลกคือ 7,100 เหรียญ (ข้อมูลล่าสุดปี 2024)

ถ้ารัฐบาลตั้งเป้า 12 ปีเพื่อเป็นประเทศร่ำรวย แปลว่าต้องทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตปีละ 5.8% ต่อปี

ถึงจะใช้ตัวเลขของสภาพัฒน์ว่าคนไทยมีรายได้ต่อปี 269,615 บาท (ไตรมาส 1 ปีนี้) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าของธนาคารโลก ก็ต้องโตอย่างน้อยปีละ 4.5% เพื่อเป้าหมาย 12 ปีสู่ประเทศรายได้สูง

เรียกว่า ต้องทำให้เศรษฐกิจโตให้ได้ปีละ 4-5% แบบต่อเนื่องทุกปี เป็นเวลา 12 ปี ไม่สะดุด ไม่แผ่ว

คำถามคือ ให้นับเป็น KPI ของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจปีนี้ได้เลยใช่ไหมครับ?
.....

เพิ่มเตืม จาก AI

เป้าหมายการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ติดต่อกันเป็นเวลา 12 ปี เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่การเป็นประเทศร่ำรวย ถือเป็นโจทย์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับความเป็นจริงในปัจจุบัน

1. ตอนนี้เศรษฐกิจไทยโตปีละเท่าไหร่?

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และศูนย์วิจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ระบุว่าอัตราการเติบโตของ GDP ไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำมาอย่างต่อเนื่อง:

ปี 2568 (2025): ขยายตัวอยู่ที่ 2.4% (ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อยเนื่องจากแรงหนุนช่วงท้ายปีและการส่งออก)

ปี 2569 (2026): คาดการณ์ว่าจะเติบโตราว 1.5% - 2.0% ซึ่งสะท้อนภาพการเติบโตที่แผ่วลง จากปัญหาเชิงโครงสร้าง กำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอ และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

สรุปคือ: ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 1.5% - 2.4% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 5.8% อยู่มากกว่าเท่าตัว (เด็กไทยยุคนี้แทบไม่เคยเห็น GDP โตเกิน 3% ติดต่อกันเลย)

2. ความเป็นไปได้ที่จะเห็น GDP โต 5% ต่อปี และจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่?

หากประเมินตาม โครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน โอกาสที่จะเห็นประเทศไทยเติบโต 5% ต่อปีในระยะเวลาอันใกล้แทบจะ "เป็นไปไม่ได้" จนกว่าจะเกิดการยกเครื่องและปรับโครงสร้างประเทศครั้งใหญ่ โดยมีเหตุผลและเงื่อนไขเวลาดังนี้:

⚡ อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไปถึงเป้าหมายได้ยาก

โครงสร้างประชากร (Aging Society): ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ทำให้กำลังแรงงานในระบบลดลงเรื่อยๆ การจะปั๊ม GDP ให้โตสูงในสภาวะที่คนทำงานลดลงเป็นเรื่องที่ขัดแย้งทางหลักเศรษฐศาสตร์

ขีดความสามารถการแข่งขันลดลง: อุตสาหกรรมหลักเดิมของไทย (เช่น ยานยนต์สันดาป, อิเล็กทรอนิกส์ขั้นพื้นฐาน) กำลังถูกดิสรัปต์และย้ายฐานผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน

หนี้สินรุมเร้า: หนี้ครัวเรือนที่สูงเกิน 90% ของ GDP ทำให้คนในประเทศไม่มีกำลังซื้อที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภายใน

📅 แล้วเมื่อไหร่ถึงจะมีโอกาสเป็นไปได้?

หากรัฐบาลต้องการดัน GDP ให้ได้ถึง 5% จริงๆ จะต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจต้องแบ่งเฟสของความเป็นไปได้ออกเป็นดังนี้:

ระยะสั้น (1–3 ปีนี้): ไม่มีทางเป็นไปได้ มาตรการระยะสั้น เช่น การแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการลดแลกแจกแถมทางภาษี สามารถดัน GDP ให้กระตุกขึ้นมาได้ชั่วคราว (อาจจะแตะ 3%) แต่ไม่สามารถยืนระยะที่ 5.8% ได้อย่างมั่นคง

ระยะกลางถึงยาว (5–10 ปีข้างหน้า): เป็นไปได้ "หาก" เงื่อนไขเหล่านี้สำเร็จ

การลงทุนใน Mega Projects สู่ทางสายใหม่: โครงการขนาดใหญ่อย่าง Land Bridge หรือการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ต้องสร้างเสร็จและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและกิจกรรมการค้าโลกมาอยู่ที่ไทยได้จริงเพื่อเปลี่ยนทางผ่านโลจิสติกส์โลก

การปรับโครงสร้งสู่อุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve): ไทยต้องผันตัวไปเป็นศูนย์กลางของ Data Center ระดับโลก, อุตสาหกรรม AI, เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง หรือพลังงานสะอาด ไม่ใช่พึ่งพาเพียงภาคการท่องเที่ยวและการรับจ้างผลิตแบบเดิม

การยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling/Reskilling): เปลี่ยนแรงงานไร้ฝีมือให้เป็นแรงงานที่ทำงานร่วมกับ AI และระบบอัตโนมัติได้ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตต่อหัว (Productivity) ให้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ



รัฐบาลประกาศอีก 12 ปี ไทยจะก้าวสู่ประเทศรายได้สูง มีความเป็นไปได้แค่ไหน และต้องมีปัจจัยอะไรที่จะ"ต้องลงมือทำทันทีและต่อเนื่อง" แบบพักไม่ได้



ความเห็นของ Gemini

การประกาศเป้าหมายของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่ต้องการนำประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เพื่อก้าวสู่ "ประเทศรายได้สูง" (High Income Country) ภายใน 12 ปี (โดยตั้งเป้ารายได้ต่อหัวประชากรเฉลี่ยเกิน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากปัจจุบันที่อยู่ราว 8,000–9,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ

ความน่าจะเป็นและปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายนี้เป็นจริง มีรายละเอียดที่ต้องวิเคราะห์ดังนี้ครับ

1. ความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน? (Feasibility)

ในทางเศรษฐศาสตร์ การจะดันรายได้ต่อหัวให้เกือบสองเท่าภายใน 12 ปี มีความเป็นไปได้ในเชิงทฤษฎี แต่ในภาคปฏิบัติถือว่า "ท้าทายอย่างยิ่ง" (Highly Challenging) * ข้อได้เปรียบ: ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเป็นทุนเดิม มีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน และมีความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างรัฐและเอกชน (เช่น การฟื้นฟูกลไก กรอ.)

อุปสรรคสำคัญ: ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential GDP) ของไทยในปัจจุบันชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.7% ซึ่งตามการประเมินของสภาพัฒน์ฯ และนักเศรษฐศาสตร์ การจะก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงในกรอบเวลาดังกล่าว จำเป็นต้องผลักดันให้ GDP ในบางปีเติบโตสูงถึง 4–5% และรักษาศักยภาพเฉลี่ยให้ได้เกิน 3% พลัส ควบคู่ไปกับการเผชิญหน้ากับปัญหาสังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society) ที่ทำให้กำลังแรงงานในประเทศลดลง

2. ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เป็นจริง (Key Success Factors)

จากพิมพ์เขียวและยุทธศาสตร์ "ทีมเวิร์คฟุตบอลโลก" ที่รัฐบาลและเอกชนวางไว้ร่วมกัน ปัจจัยที่จะเปลี่ยนเป้าหมายนี้ให้เป็นจริงได้ประกอบด้วย 4 เสาหลัก (4 Engines) และการทำหน้าที่ของตัวผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ ดังนี้:

⚙️ กองหน้า: การปรับโครงสร้าง 7 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์

ไทยไม่สามารถพึ่งพาอุตสาหกรรมรับจ้างผลิตแบบเดิมได้อีกต่อไป ต้องยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added):

ยานยนต์แห่งอนาคต: เปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปไปสู่ระบบนิเวศของ EV และเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ

อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล: มุ่งสู่ต้นน้ำ เช่น การออกแบบชิป, อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

เกษตรและอาหารมูลค่าสูง: ใช้ความได้เปรียบด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) แปรรูปด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ

ยาและสุขภาพ (Medical & Wellness Hub): ต่อยอดจากจุดแข็งด้านการแพทย์ของไทย

การท่องเที่ยวระดับพรีเมียม: เน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มใช้จ่ายสูงและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Soft Power): ผลักดันคอนเทนต์และวัฒนธรรมไทยให้เป็นรายได้ระดับสากล

การค้าขายและการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์: ใช้ประโยชน์จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อเส้นทางสายการค้าโลก

🧠 กองกลาง: ทุนมนุษย์ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ

การพัฒนาคน (Human Capital): เร่ง Reskill และ Upskill แรงงานไทยให้เข้าใจเทคโนโลยี, Data และ AI เพื่อชดเชยจำนวนแรงงานที่ลดลงจากปัญหาสังคมสูงวัย

พลังงานและสาธารณูปโภค: การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy) และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Center) เพื่อดึงดูดเมกะโปรเจกต์ระดับโลก

กฎหมายและกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine): ปฏิรูปและยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เพื่อดันอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ติด Top 20 ของโลกภายในปี 2573
🛡️ กองหลัง: เสถียรภาพและการระดมทุนรูปแบบใหม่

วินัยการเงินการคลัง: รักษากรอบเสถียรภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ

การดึงเงินลงทุน (Investment Drive): ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้แตะ 30% ของ GDP (จากปัจจุบันที่ 22%) โดยลดภาระงบประมาณภาครัฐ แล้วหันมาใช้กลไกการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (TFF) เป็นเครื่องยนต์หลัก





ดูเหมือนการเจรจาระดับสูงที่เมืองบือร์เกนสต็อก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ดำเนินไปด้วยดี แม้จะเริ่มต้นด้วยความตึงเครียดอย่างมาก—รวมถึงการขู่ว่าจะถอนตัวจากการเจรจาของอิหร่านในช่วงสั้นๆ ซึ่งเกิดจากคำเตือนของประธานาธิบดีทรัมป์บนโซเชียลมีเดีย ประเด็นสำคัญจากการเจรจาที่รู้จากสื่อ







https://x.com/ABC/status/2069125058048532503

การเจรจาระดับสูงที่เมืองบือร์เกนสต็อก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในความพยายามทางการทูตอย่างต่อเนื่องเพื่อเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านให้กลายเป็นข้อตกลงที่ยั่งยืน

แม้จะเริ่มต้นด้วยความตึงเครียดอย่างมาก—รวมถึงการขู่ว่าจะถอนตัวจากการเจรจาของอิหร่านในช่วงสั้นๆ ซึ่งเกิดจากคำเตือนของประธานาธิบดีทรัมป์บนโซเชียลมีเดีย—การเจรจาก็ดำเนินต่อไปจนดึกดื่น

ประเด็นสำคัญจากการเจรจารอบบือร์เกนสต็อก

แผนงาน 60 วัน: คณะผู้แทนทั้งสองฝ่าย โดยมีกาตาร์และปากีสถานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ตกลงที่จะจัดตั้งคณะกรรมการระดับสูงเพื่อกำกับดูแลทางการเมือง และวางแผนกรอบเวลา 60 วันสำหรับการเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้ายที่ครอบคลุม

ความคืบหน้าด้านการตรวจสอบนิวเคลียร์: รองประธานาธิบดีแวนซ์ประกาศว่าอิหร่านได้ตกลงอย่างเป็นทางการที่จะเชิญผู้ตรวจสอบจากสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) กลับไปยังโรงงานนิวเคลียร์ของตน โดยการประสานงานทางเทคนิคอาจเริ่มต้นในสัปดาห์นี้

การยุติความขัดแย้งในเลบานอน: ฝ่ายต่างๆ ตกลงที่จะจัดตั้ง "หน่วยยุติความขัดแย้ง" เฉพาะกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อบังคับใช้การยุติปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดในภูมิภาคบานปลายจนทำลายกรอบสันติภาพโดยรวม

มาตรการคว่ำบาตรและความมั่นคงทางทะเล: ในขณะที่หัวหน้าผู้เจรจาของอิหร่านมุ่งเน้นอย่างหนักไปที่การรักษาความปลอดภัยของการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนเป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม เพื่ออำนวยความสะดวกให้การเจรจาคืบหน้า

ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงเดินทางกลับไปแล้ว กลุ่มทำงานทางเทคนิคระดับล่างยังคงอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเริ่มหารือรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกการตรวจสอบนิวเคลียร์และมาตรการคว่ำบาตร

นอกเหนือจากแผนงานระยะสั้น 60 วันและภาพรวมความคืบหน้าแล้ว รายละเอียดเฉพาะเจาะจงและพลวัตเบื้องหลังหลายอย่างได้ปรากฏขึ้นจากการเจรจารอบบือร์เกนสต็อก:

ภัยคุกคามเที่ยงคืนและเหตุการณ์ "ตี 2"

ความขัดแย้งเบื้องหลัง: ในขณะที่แถลงการณ์ร่วมอย่างเป็นทางการของกาตาร์และปากีสถานยกย่อง "บรรยากาศที่เป็นบวกและสร้างสรรค์" รองประธานาธิบดีแวนซ์ยอมรับกับผู้สื่อข่าวในภายหลังว่าคณะผู้แทนอิหร่านได้ขู่ว่าจะวอล์คเอาท์ในคืนวันอาทิตย์ ซึ่งเกิดขึ้นโดยตรงจากคำเตือนของประธานาธิบดีทรัมป์บน Truth Social ว่าสหรัฐฯ จะ "โจมตีอิหร่านอย่างหนักอีกครั้ง" หากกลุ่มตัวแทนยังคงต่อสู้กันต่อไป การเจรจาสามารถกู้คืนได้หลังจากมีการเคลื่อนไหวทางการทูตอย่างเข้มข้น ซึ่งยืดเยื้อไปจนถึงหลังตี 1

การติดต่อผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์: เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเร่งรีบและสถานการณ์ที่วุ่นวายของการเจรจาตลอดทั้งคืน Vance ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า คณะผู้แทนพยายามติดต่อผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์ในเวลาตี 2 เพื่อประสานงานให้พวกเขากลับมาปฏิบัติหน้าที่โดยเร็วที่สุด Vance กล่าวติดตลกว่า "อย่างที่คาดเดาได้ คงไม่มีใครรับโทรศัพท์ตอนตี 2 หรอกครับ" แต่เขาก็ยังยืนยันว่าการตรวจสอบสามารถเริ่มต้นได้ภายในสัปดาห์นี้

ท่าทีต่อสาธารณะที่ขัดแย้งกัน

การที่อิหร่านปฏิเสธข้อผูกมัดใหม่: ทันทีหลังการเจรจาสิ้นสุดลง Esmaeil Baghaei โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านพยายามจัดการภาพลักษณ์ภายในประเทศ โดยกล่าวกับสำนักข่าวทางการ IRNA ว่า เตหะราน "ไม่ได้เจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์" และไม่ได้ยอมรับข้อผูกมัดใหม่ใดๆ ในวันอาทิตย์ พวกเขายืนยันว่าการติดต่อประสานงานใดๆ กับ IAEA จะเป็นไปตามขั้นตอนที่มีอยู่เดิมอย่างเคร่งครัด และยังคงต้องผ่านการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากรัฐสภาอิหร่านและสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด

ยูเรเนียมที่ถูกซ่อนไว้: ท่าทีต่อสาธารณะเช่นนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงอุปสรรคทางเทคนิคครั้งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า การเจรจาระดับสูงมุ่งเน้นไปที่การสร้างกลไกเพื่อจัดการกับปริมาณยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่อิหร่านครอบครองอยู่ ซึ่งคาดว่ามีมากถึง 9,000 กิโลกรัม โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 440 กิโลกรัมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะจนเกือบถึงระดับที่ใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ เชื่อกันว่าวัสดุส่วนใหญ่ถูกซ่อนอยู่ใต้ซากปรักหักพังของโรงงานนิวเคลียร์ในเมือง Natanz, Fordow และ Isfahan ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีด้วยระเบิดเจาะทำลายบังเกอร์ (bunker-buster bombs) ของสหรัฐฯ ในช่วงความขัดแย้งเมื่อปีที่แล้ว

การทูตคู่ขนานในภูมิภาค

จุดหมายต่อไปคือโอมาน: Mohammad Bagher Ghalibaf หัวหน้าคณะเจรจาและประธานรัฐสภาของอิหร่าน พร้อมด้วย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกเดินทางจากสวิตเซอร์แลนด์ไปยังโอมานทันที เป้าหมายของพวกเขาคือการ "ผนึกกำลัง" และตกลงรายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารจัดการความปลอดภัยในการเดินเรือร่วมกันในช่องแคบฮอร์มุซ

การเยือนภูมิภาคอ่าวของสหรัฐฯ: ในฝั่งสหรัฐฯ Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังเริ่มภารกิจเยือนด่วนยัง 3 ประเทศสำคัญในภูมิภาคอ่าวอาหรับ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และบาห์เรน เพื่อชี้แจงรายละเอียดของบันทึกความเข้าใจ (MOU) แก่พันธมิตรในภูมิภาค และประสานความร่วมมือในการรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว

สัญญาณจากปากีสถานและเลบานอน: ประธานาธิบดี Masoud Pezeshkian ของอิหร่านกำลังเดินทางไปเยือนปากีสถานเพื่อประสานงานเพิ่มเติมภายหลังจากบรรลุข้อตกลงดังกล่าว ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ในพื้นที่เริ่มเห็นสัญญาณบวกเล็กน้อยจากผลงานของ "หน่วยประสานงานเพื่อลดความขัดแย้ง" (de-confliction cell) กองทัพอิสราเอลยกเลิกข้อจำกัดด้านความปลอดภัยในชุมชนชายแดนทางเหนือ 8 แห่ง และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของเลบานอนรายงานว่าการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น "เกือบสมบูรณ์" แม้ว่าจะมีการยิงกระสุนปืนใหญ่จากรถถังประปรายใกล้เมืองไทร์ก็ตาม

เงื่อนไขทางการเงิน

ทรัพย์สินกับการก่อการร้าย: เกี่ยวกับการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านภายใต้ข้อตกลงที่ครอบคลุม แวนซ์ระบุอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ กำลังยึดกลไกที่เข้มงวดเป็นหลักในการเจรจาในอนาคต เพื่อให้มั่นใจว่า "เงินจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อการก่อการร้าย" * การขนส่งน้ำมันเริ่มขึ้นแล้ว: ข้อมูลจากบริษัทติดตามการขนส่งทางทะเลเปิดเผยว่าอิหร่านได้ส่งออกน้ำมันดิบไปแล้วประมาณ 36 ล้านบาร์เรลตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน และยังมีปริมาณเท่ากันที่รอผู้ซื้ออยู่ ซึ่งทำให้อิหร่านอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการใช้ประโยชน์จากการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรชั่วคราว 60 วันของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ทันที