วันจันทร์, พฤศจิกายน 02, 2569

ปราจีนบุรีเดือด! มวลชนกว่า 200 คน ทวงคำมั่น “วราวุธ” หลังรับปาก 7 วันปิดโรงงานกากอุตสาหกรรม เผาพริกเผาเกลือสาปแช่งขยะพิษพ้นพื้นที่ ลั่นรองผู้ว่าฯ ฉลาด จัดงานกินปลาอำเภออีกอำเภอ ด้าน “จาตุรนต์” โผล่ให้กำลังใจ





 


สภาพเป็นหนูปั่นจักรที่ต้อง productive ตลอดชีวิต มาถึงแล้วในโลกวันนี้ทึ่ เทคโนโลยี + ทุนนิยม ไม่ได้ทำให้มนุษย์มีความสุขมากขึ้น หรือมีเวลามากขึ้น กลับต้องดิ้นรนเอาตัวรอดยิ่งกว่าเดิม


Roongkiat Ratanabanchuen 
Yesterday
·
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีข่าว 2 เรื่องที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่ในฐานะอาจารย์การเงิน ผมกลับคิดว่ามันกำลังบอกเราเรื่องเดียวกัน
เรื่องแรกคือ Microsoft
บริษัทเพิ่งเปิด voluntary exit offer ให้พนักงานที่เข้าเกณฑ์ประมาณ 60,000 คน หรือราว 27% ของพนักงานทั่วโลก เลือกออกจากบริษัทได้ ขณะเดียวกันบริษัทกำลังลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือ “ทิศทางของการจัดสรรทรัพยากรระหว่าง Human Capital กับ AI/Technology”
และมันทำให้ผมนึกถึงอีกข่าวหนึ่ง
Bill Ackman นักลงทุนและศิษย์เก่าของ Harvard University ตั้งคำถามถึง ROI ของการเรียนมหาวิทยาลัยในยุคที่ค่าเล่าเรียนและหนี้การศึกษาสูง ขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนทั้งการศึกษาและตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว เขาถึงกับบอกว่า
“The old model of universities needs to be completely rethought.”
ผมไม่เชื่อว่า “AI ทำให้เราไม่ต้องไปมหาวิทยาลัยแล้ว”**
ตรงกันข้าม...
ผมคิดว่า AI อาจทำให้เราต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการศึกษาพื้นฐานมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือ Social Contract ระหว่าง University, Employer และ Student
---
## มหาวิทยาลัยในอดีตไม่ได้ผลิต “คนทำงานเป็น”
ระบบเดิมจริง ๆ อยู่บนกลไกที่
University ผลิต “คนที่น่าจะเรียนรู้ได้” ไม่จำเป็นต้องทำงานเป็น
↓
Employer รับเข้ามาแล้วให้ Training + Junior Work + Mentoring
↓
Employee ผ่านไป 3-5 ปีกลายเป็น Experienced Professional
นี่คือระบบที่ทำงานมานานมาก
บริษัทไม่ได้คาดหวังให้เด็กจบใหม่ทำงานเป็นทุกอย่างตั้งแต่วันแรก
ชื่อมหาวิทยาลัย เกรด และ degree ทำหน้าที่เป็น **signal**
มันกำลังบอกนายจ้างว่า
> “เด็กคนนี้อาจยังทำงานไม่เป็น แต่ผ่านการคัดเลือก เรียนเรื่องยาก ๆ ได้ มีวินัย และน่าจะ train ได้”
บริษัทจึงกล้าลงทุนกับเขา
---
แต่ AI กำลังทำลาย social contract นี้ แบบเงียบ ๆ
ลองคิดถึงงานของเด็กจบใหม่
Junior analyst
Junior programmer
Junior consultant
Research assistant
Junior accountant
งานจำนวนมากที่เด็กเหล่านี้เคยทำ มีลักษณะสำคัญอย่างหนึ่ง
**เขาทำงานไปพร้อมกับการเรียนรู้**
การทำ Excel
เขียน first draft
หาข้อมูล
ทำ presentation
เขียน basic code
ทำ preliminary analysis
ทั้งหมดสร้าง productivity ให้บริษัท
แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็น training ground ของคนรุ่นใหม่
แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้า AI เริ่มทำงานส่วนหนึ่งเหล่านี้ได้เร็วและถูกกว่ามนุษย์?
บริษัทอาจไม่ได้ถามว่า
“AI จะแทนพนักงานทั้งหมดได้ไหม?” แต่ถามว่า
“ทำไมผมต้องจ้างคนที่ยังทำงานไม่เป็น แล้วใช้เวลาอีก 2-3 ปี train เขา ถ้า AI ทำงาน junior จำนวนมากได้แล้ว?”
ตรงนี้ต่างหากที่ผมกังวล
---
ผมเรียกปัญหานี้ว่า “The Experience Paradox”
ตลาดแรงงานในอนาคตอาจบอกเด็กว่า เราต้องการคนมีประสบการณ์
แต่บริษัทเองกลับพูดว่า เราไม่ต้องการเสียเวลาและต้นทุนสร้างประสบการณ์ให้คุณ
ดังนั้น ไม่มีประสบการณ์ → ไม่มีใครจ้าง**
แต่
ไม่มีใครจ้าง → ไม่มีทางสร้างประสบการณ์**
แล้ว “คนมีประสบการณ์รุ่นต่อไป” จะมาจากไหน?
---
# เพราะฉะนั้น ผมไม่เห็นด้วยกับคำตอบง่าย ๆ ที่ว่า “ลดเวลาเรียนมหาวิทยาลัยเสีย”
ตรงกันข้าม
ผมคิดว่า 3 ปีแรกของมหาวิทยาลัยอาจยิ่งสำคัญขึ้น
เพราะการใช้ AI เก่ง ไม่ได้แปลว่า prompt เก่ง
คุณจะถามคำถามที่ดีได้อย่างไร ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนั้น?
คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า AI ตอบผิด ถ้าคุณไม่มี foundation?
คุณจะ challenge assumption อย่างไร ถ้าไม่มี conceptual framework?
คุณจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าไม่เข้าใจ economics, statistics, history, psychology หรือปรัชญาที่อยู่ข้างหลัง?
มีงานวิชาการที่กำลังเตือนถึงความเสี่ยงเช่นนี้ โดยเสนอว่า AI อาจเป็น cognitive extension ที่ทรงพลัง แต่การพึ่งคำตอบของ AI โดยไม่มี foundational knowledge ภายในที่แข็งแรง อาจบั่นทอน intellectual judgement ของผู้เรียนได้
ดังนั้น
**AI ไม่ได้ทำให้ Foundational Knowledge สำคัญน้อยลง แต่อาจทำให้ Foundational Knowledge สำคัญมากขึ้น**
เพราะมนุษย์ไม่จำเป็นต้องรู้เพื่อแข่งขัน “ตอบคำถาม” กับ AI
แต่ต้องรู้มากพอที่จะ ตั้งคำถาม ตรวจสอบ วิจารณ์ และรับผิดชอบต่อคำตอบของ AI
---
# ดังนั้น ถ้าให้ผมออกแบบมหาวิทยาลัยใหม่ ผมจะเสนอโมเดล “3+2”
## 3 ปีแรก: Build the Mind
เรียน Foundation ให้ลึกจริง ๆ
ไม่ใช่รีบสอนเครื่องมือที่กำลัง popular วันนี้
แต่สร้าง
- Disciplinary Knowledge
- Quantitative Reasoning
- Critical Thinking
- Economics & Institutions
- History & Human Behaviour
- Ethics
- Communication
- Research
- Epistemic Thinking
- AI Literacy
เป้าหมายของ 3 ปีนี้คือ
“I know. I understand. I can think.”
---
# แล้วเพิ่มอีก 2 ปี: Build the Professional
ตรงนี้ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนอย่าง radical
เราไม่ควรส่งเด็กให้บริษัทตอนอายุ 22 ปี แล้วบอกว่า
“เด็กคนนี้เรียนเก่ง ฝากบริษัทช่วย train ต่อด้วย”
มหาวิทยาลัยควรรับผิดชอบมากกว่านั้น
สองปีหลังควรกลายเป็น
Capability + Experience Credential
บริษัทนำ **ปัญหาจริง** เข้ามา
ไม่ใช่ case ที่มี answer key อยู่ท้ายหนังสือ
เช่น
> บริษัทควรซื้อกิจการนี้ไหม?
> ธนาคารควรให้สินเชื่อบริษัทนี้หรือไม่?
> กองทุนควรลงทุนในหุ้นตัวนี้หรือเปล่า?
> บริษัทควรเข้าสู่ตลาดใหม่อย่างไร?
> จะออกแบบ AI workflow เพื่อลดต้นทุนกระบวนการนี้อย่างไร?
แล้วสร้างทีม
### Student + Professor + Industry Expert + AI
ให้แก้ปัญหาร่วมกัน
แนวคิด Work-Integrated Learning ในปัจจุบันก็ให้ความสำคัญกับ authentic work-focused experience ที่มีสถาบันการศึกษา นักศึกษา และ external stakeholder ร่วมกันอยู่แล้ว
แต่ผมอยากไปไกลกว่านั้น
อย่าให้ internship เป็นเพียงส่วนประกอบของ Degree
ให้ Experience กลายเป็นอีกครึ่งหนึ่งของการสร้าง Professional
---
# เมื่อเรียนจบ เด็กไม่ควรถือแค่ Transcript
ดังนั้นนักศึกษาควรเรียนจบพร้อม
Verified Capability Portfolio
ไม่ใช่เพียงบอกว่าเรียนอะไรมา
แต่แสดงว่า
เคยแก้ปัญหาจริงอะไร
ทำ Industry Projects อะไร
ใช้ AI ทำงานอย่างไร
ตัดสินใจภายใต้ uncertainty อย่างไร
ทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างไร
และผู้เชี่ยวชาญภายนอกประเมินผลงานว่าอย่างไร
Degree จึงควรเปลี่ยนจาก
**Evidence of Education**
ไปเป็น
**Evidence of Knowledge + Evidence of Capability + Evidence of Experience**
---
# และตรงนี้ทำให้ผมเห็นอนาคตของมหาวิทยาลัยต่างจากตอนแรก
ผมไม่คิดว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำจะรอดเพียงเพราะมี Brand
ผมไม่คิดว่า Network อย่างเดียวเพียงพอ เพราะ network สามารถสร้างผ่าน professional communities, executive programmes หรือ private platforms ได้
และผมไม่คิดว่า Knowledge เป็น moat อีกแล้ว เพราะ AI ทำให้การเข้าถึง information มีต้นทุนต่ำลงมหาศาล
**Moat ใหม่ของมหาวิทยาลัยต้องเป็นความสามารถในการเปลี่ยนเด็กอายุ 18 ปี ให้กลายเป็นคนอายุ 23 ปีที่ทั้ง “คิดเป็น” และ “สร้าง Value ได้”**


https://www.facebook.com/roongkiat/posts/10168409409099447
.....

Arin Krachaiwong
อ่านจนจบนะครับ
อ่านแล้วรุ้สึกหดหู่มาก ทึ่เทคโนโลยี + ทุนนิยม ไม่ได้ทำให้มนุษย์มีความสุขมากขึ้น หรือมีเวลามากขึ้น กลับต้องดิ้นรนเอาตัวรอดยิ่งกว่าเดิม
ใน gen ที่กำลังทำงานอยู่แล้ว เมื่อมี Ai ทำให้งานเร็วขึ้น บริษัทจะ expect ทันทีว่าคุณจะทำงานได้มากขึ้ยเป็นสามเท่า สั่งวันนี้จะเอาพรุ่งนี้ สั่งเช้านี้จะเอาตอนบ่ายก็น่าจะไหว และเห็นความเป็นมนุษย์น้อยลง งานเสร็จเร็วขึ้นจะทำคนมีเวลามากชึ้นเหมือนเป็นคำหลอกหลวง > เวลาที่มากขึ้นคงจะหมายถึง บริษัทให้ออกมาเลย เพราะไม่ต้องการคนทำงานเยอะขนาดนั้นแล้วมากกว่า สิ่งเหล่านี่เกิดขึ้นเร็ว และรุนแรงยิ่งกว่ายุคไหนๆ ในประวัติศาสตร์มนุษย์
โลกอนุญาตให้คนไร้เดียงสา ได้ใช้ชีวิตปกติน้อยลงทุกวัน นอกจากกับ gen ที่ทำงานเเล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นยังกำลังพรากชีวิตวัยรุ่นไปจากทุกคน รวมถึง ความกดดันที่จะถาโถมเข้าใส่เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่มีพื้นที่ว่างให้กับคนกลางๆ อีกต่อไป ทุกคนต้องเก่งเท่านั้น อย่างน้อยต้องเก่งในระดับที่เท่าทัน Ai ได้ ซึ่งย่อมหมายถึง การเริ่มต้นสร้าง awareness ตั้งแต่อายุน้อยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งก็มากกว่าสิ่งที่สังคมโลกในอดีตที่๋ผ่านมาทุกยุคร้องขอจากคนคนนึงแล้ว
คนเราไม่สามารถใช้ชีวิตใน pace ธรรมดาเเล้วจะรอดอีกต่อไป สภาพเป็นหนูปั่นจักรที่ต้อง productive ตลอดชีวิต



วิกฤติโปแลนด์เป็นบทเรียนที่สำคัญมากสำหรับไทยว่า "การชนะเลือกตั้งเป็นเพียงก้าวแรก" แต่การถอดถอนรากถอนโคน "ตุลาการภิวัฒน์" หรือ "นิติสงคราม" ที่ถูกวางโครงสร้างไว้หลายปี ต้องใช้ทั้งเวลา ความอดทน ยุทธศาสตร์ทางกฎหมายที่แยบคาย และบางครั้งอาจต้องรอให้เงื่อนไขทางการเมือง สุกงอมจริง ๆ



Khemthong Tonsakulrungruang
a day ago
·
โปแลนด์เป็นตัวอย่างของทั้งข้อเสนอทางออกจากตุลาการภิวัฒน์หรือนิติสงคราม และตัวอย่างของหนทางออกที่ไม่ง่าย รัฐบาลฝ่ายก้าวหน้าชนะเลือกตั้งขับไล่รัฐบาลอำนาจนิยมออกไปตั้งแต่ 2023 แต่ประธานาธิบดีเป็นคนของพรรคเก่า ตั้งแต่ปี 2017 พรรคอำนาจนิยมแก้ไขกฎหมายการคัดเลือกผู้พิพากษาทั้งในคณะกรรมการตุลาการ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมาย ทั้งปลดศาลรัฐธรรมนูญ ยกเลิกคำวินิจฉัย และยกเลิกความคุ้มกันตุลาการ รวมถึงร่างกฎหมายแก้ไขเปลี่ยนแปลงการเลือก กต. ล้วนถูกประธานาธิบดีวีโต้ และศาลรัฐธรรมนูญเองประกาศว่ากฎหมายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ศาลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยแอบอยู่หลังข้ออ้างเรื่องหลักการแบ่งแยกอำนาจ และความเป็นอิสระของตุลาการ ในกรณีแบบนี้ คนที่หลักการไม่แม่นยำจริง หรือไม่เข้าใจบริบททางการเมือง อาจหลงทิศหลงทางไปได้โดยง่ายว่ารัฐบาลควรทำอะไรมากน้อยแค่ไหน

https://www.facebook.com/khemthong.tonsakulrungruang/posts/10215811245670649
.....

หากถามว่า "กรณีโปแลนด์ คล้ายไทยไหม?"

คำตอบคือ "มีความคล้ายคลึงอย่างมากในระดับโครงสร้างและปรากฏการณ์ แต่มียุทธศาสตร์และบริบทที่ต่างกันในรายละเอียด" โดยสามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบในมุมมองต่างๆ ได้ดังนี้

1. จุดที่ "คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง" (The Similarities)

องค์กรอิสระ/ศาลกลายเป็น "เกราะป้องกันเครือข่ายอำนาจเก่า"

โปแลนด์: พรรค PiS (พรรคฝ่ายขวา/ประชานิยม) ครองอำนาจยาวนานและแต่งตั้ง/แทรกแซงผู้พิพากษาในศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรตุลาการไว้จนแน่นหนา เมื่อฝ่ายก้าวหน้าชนะเลือกตั้ง (นำโดย Donald Tusk) จึงเจอ "ตอ" ขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถผ่านกฎหมายปฏิรูปได้

ไทย: หลังการรัฐประหาร (ปี 2006 และ 2014) มีการวางกลไกผ่านรัฐธรรมนูญและการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ/องค์กรอิสระ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและบั่นทอนอำนาจของพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

การใช้วีโต้และข้ออ้างเรื่อง "ความเป็นอิสระของตุลาการ"

ทั้งสองประเทศ ฝ่ายอำนาจนิยมหรือฝ่ายอนุรักษนิยมมักใช้ข้ออ้างเรื่อง "หลักการแบ่งแยกอำนาจ" (Separation of Powers) และ "ความเป็นอิสระของศาล" มาเป็นเกราะคุ้มกัน เพื่อปฏิเสธการปฏิรูปจากรัฐบาลที่มาจากประชาชน

ฝ่ายเดิมมักอ้างว่า "รัฐบาลกำลังแทรกแซงฝ่ายตุลาการ" ทั้งๆ ที่ตัวศาลเองถูกฝังตัวด้วยฝ่ายอำนาจนิยมมาตั้งแต่แรก

ภาวะ "สุญญากาศการปฏิรูป" (Reform Deadlock)

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชนะเสียงข้างมากในสภา แต่ไม่สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้ เพราะติดคำวินิจฉัยศาล หรือการ veto จากประธานาธิบดี (ในกรณีโปแลนด์คือ ประธานาธิบดี Andrzej Duda) ซึ่งคล้ายกับไทยที่ติดกลไก สว., ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ
2. จุดที่ "แตกต่างกัน" (The Differences)

โปแลนด์ 🇵🇱
ต้นตอของอำนาจเดิม
เกิดจากการเลือกตั้งชนะต่อเนื่องของพรรคฝ่ายขวา (Law and Justice - PiS) แล้วเข้าไปยึด/แก้กฎหมายศาลจากภายใน

ปัจจัยภายนอก (External Leverage)
อยู่ภายใต้ สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งใช้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและกฎหมาย (Rule of Law mechanism) กดดันโปแลนด์ให้คืนความเป็นอิสระแก่ศาล

เป้าหมายทางยุทธศาสตร์
รัฐบาลโปแลนด์พยายามปฏิรูปศาลกลับมาให้เป็น "ประชาธิปไตยแบบสากล" เพื่อปลดล็อกเงินสนับสนุนจาก EU


ไทย 🇹🇭
ต้นตอของอำนาจเดิม
เกิดจากการรัฐประหาร ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และออกแบบกลไกองค์กรอิสระขึ้นมาขัดขวางฝ่ายเลือกตั้งโดยตรง

ปัจจัยภายนอก (External Leverage)
ไม่มีองค์กรระดับภูมิภาคที่มีอำนาจบังคับทางกฎหมายหรือกดดันเชิงโครงสร้างเหมือน EU

เป้าหมายทางยุทธศาสตร์
ไทยมักเผชิญกับการยุบพรรคการเมือง การเพิกถอนสิทธิฝ่ายตรงข้าม และการตัดรอนอำนาจการบริหารของฝ่ายกฏหมายสภาอย่างต่อเนื่อง

3. สาระสำคัญที่อ.เข็มทองสะท้อน: "ดักทางความหลงทิศ"

ประเด็นที่ อ.เข็มทอง เน้นย้ำคือ ความแยบยลของนิติสงคราม

เมื่อศาลหรือองค์กรอิสระแอบอิงอยู่หลังคำว่า "ความเป็นอิสระของตุลาการ" คนทั่วไปหรือนักวิชาการที่ยึดหลักการแบบตำราเป๊ะๆ (โดยไม่มองบริบททางการเมือง) อาจจะหลงกลคิดว่า "รัฐบาลไม่ควรก้าวก่ายศาล เพราะศาลต้องเป็นอิสระ"

แต่ในความเป็นจริง "ศาลนั้นไม่ได้เป็นอิสระตั้งแต่แรก แต่ถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองไปแล้ว" การที่รัฐบาลพยายามปฏิรูปศาล จึงไม่ใช่การ "ทำลายความเป็นอิสระ" แต่เป็นการ "ทวงคืนความเป็นกลางให้กลับมา" (Restoration of Judicial Independence) ซึ่งกระบวนการนี้ทำได้ยากมากหากฝ่ายอำนาจเก่ายังมีกลไกวีโต้ชั่วคราวอยู่

💡 บทสรุป

กรณีโปแลนด์เป็นบทเรียนที่สำคัญมากสำหรับไทยว่า "การชนะเลือกตั้งเป็นเพียงก้าวแรก" แต่การถอดถอนรากถอนโคน "ตุลาการภิวัฒน์" หรือ "นิติสงคราม" ที่ถูกวางโครงสร้างไว้หลายปี ต้องใช้ทั้งเวลา ความอดทน ยุทธศาสตร์ทางกฎหมายที่แยบคาย และบางครั้งอาจต้องรอให้เงื่อนไขทางการเมือง สุกงอมจริง ๆ




อธิบาย วิกฤตศาลรัฐธรรมนูญของโปแลนด์: ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษเกี่ยวกับความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรม



Pipob Udomittipong
8 hours ago
·
เมื่อวานมีคนพาดหัวตัวโตว่าเกิด #รัฐประหาร ใน #โปแลนด์ ก็เว่อร์วังเกินไป มันเป็นเพียงการแย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคขวากลาง (PO) กับพรรคชวาอนุรักษ์นิยม/ชาตินิยม (PiS) ที่ผลัดกันขึ้นมาครองอำนาจ หรือบางทีก็มีอำนาจเหลื่อมกันในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาต่างหาก

อย่างปัจจุบันตั้งแต่ปี 2023 ประชาชนเลือก PO เป็นพรรครัฐบาล แต่เมื่อปีที่แล้วและก่อนหน้านั้น ประชาชนดันเลือกคนของ PiS เป็นประธานาธิบดี ทำให้อำนาจมันคานกันอยู่

ที่มันมาเกี่ยวกับ #ศาลรัฐธรรมนูญ (Constitutional Tribunal) ก็เพราะศาลสูงสุดที่อำนาจตีความกฎหมายได้ครอบจักรวาล และถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองแบบในบ้านเรา แล้วแต่ว่าพรรคไหนอยู่ในอำนาจก็จะแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปเป็นผู้พิพากษา

แต่ในขณะที่สภาล่าง (Sejm) เป็นผู้แต่งตั้งผพษ. ตามกฎหมายต้องให้ประธานาธิบดีเป็นผู้รับรอง มันก็เกิดปัญหาขึ้นมาเพราะเมื่อพรรคไหนครองเสียงข้างมาก ก็ตั้งคนของตัวเองเข้าไป แต่ปรากฎว่าประธานาธิบดีที่เป็นคนของอีกพรรคหนึ่ง ก็ไม่เซ็นรับรองให้ ไม่ให้ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง

หรือในปัจจุบันผพษ.ในศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนที่พรรคอนุรักษ์นิยมแต่งตั้งเป็นส่วนใหญ่ แต่มีรัฐบาลเป็นพรรคขวากลาง รัฐบาลก็ดัดหลังด้วยการไม่เอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา อ้างว่ากระบวนการแต่งตั้งผพษ.ไม่ถูกต้อง งัดข้อกันไปมา

กรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวานคือ ผพษ.ที่พรรคขวากลาง (PO) แต่งตั้งเข้าไป (โดยที่ประธานาธิบดียังไม่รับรอง) ได้เซ็นคำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ประธานศาลที่เป็นคนของพรรคฝ่ายค้าน (PiS) ที่เคยครองอำนาจมาก่อน มีการเอากุญแจมาคล้องประตูไม่ให้อีกฝ่ายเข้าไป มวลชนของทั้งสองฝ่ายก็ไปเผชิญหน้ากันที่ศาล ประธานาธิบดีที่เป็นคนของพรรคอนุรักษ์นิยมที่กำลังบินไปเซเนกัล ก็หันหัวเครื่องบินกลับมาแทรกแซง

PO หรือ Civic Platform เป็นพรรคการเมืองขวากลาง มีโดนัลด์ ทุสก์ (Donald Tusk) เป็นหัวหน้าพรรค ถ้าใครตามข่าวยุโรปจะคุ้นชื่อของเขามาก เขาเป็นหัวหน้าพรรคช่วงแรก (2003 ถึง 2014) ต่อมาเว้นวรรคไปเป็นประธานคณะมนตรียุโรป (2014 ถึง 2019) และกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคใหม่ในปี 2021 จนได้รับเลือกตั้งเป็นพรรครัฐบาลและเป็นนายกฯ เขาเป็นนักการเมืองที่ได้รับความสนับสนุนจากสหภาพยุโรป แนวทางการเมืองจึงมีลักษณะเสรีนิยม

ส่วน PiS หรือ Law and Justice เป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยม/ศาสนา/ชาตินิยม เป็นพรรครัฐบาลยาวนาน (2015-2023 และก่อนหน้านั้น 2005-2007) มีนโยบายที่ illiberalism ส่งเสริมคุณค่าของคาทอลิก ต่อต้านการทำแท้ง ต่อต้าน LGBT+ ต่อต้านภาคประชาสังคม แน่นอนย่อมเป็นแนวทางที่ขัดแย้งกับคุณค่าของยุโรป และศาลยุโรป (CJEU) มีคำวินิจฉัยที่เห็นแย้งกับศาลรัฐธรรมนูญที่อยู่ใต้การควบคุมของ PiS หลายครั้ง

เข้าใจว่าการที่โปแลนด์ต้องรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศเป็นล้านคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะคนของยูเครนหลังการรุกรานของรัสเซีย เป็นปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรคขวาประชานิยมแบบ PiS ยังคงครองใจประชาชนได้มาก ทำให้ผลเลือกตั้งไม่เหวี่ยงไปทางเสรีนิยมอย่างเด็ดขาด

เป็นเรื่องที่ชาวโปแลนด์ต้องหาทางไกล่เกลี่ยอำนาจระหว่างทั้งสองฝ่ายต่อไป แต่เขาไม่ทำรัฐประหารในเซ็นส์ของการลากรถถังออกมาหรอกครับ หมดสมัยแล้ว เหลือแต่แถว ๆ นี้แหละ

อันนี้อธิบายได้ละเอียดและเป็นกลางดี https://www.euronews.com/.../polands-constitutional...

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164911897086649&set=a.10150096728651649
.....



วิกฤตศาลรัฐธรรมนูญของโปแลนด์: ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษเกี่ยวกับความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรม

ข้อพิพาทเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญของโปแลนด์เริ่มต้นขึ้นในปี 2015 เมื่อสองพรรคการเมืองหลักคือ PO และ PiS ปะทะกันเรื่องการแต่งตั้งผู้พิพากษา 5 คน ต่อมาได้บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับความเป็นอิสระของตุลาการ องค์ประกอบของศาล และอำนาจของคำตัดสิน

หลังจากเข้ารับตำแหน่งในปี 2023 รัฐบาลผสมของโดนัลด์ ทัสก์ ได้ดำเนินการเพื่อยกเลิกการปฏิรูปตุลาการที่ริเริ่มโดย PiS

ข้อพิพาทเข้าสู่ระยะใหม่ในปี 2026 เมื่อประธานาธิบดีคาโรล นาวร็อกกี ปฏิเสธที่จะรับคำสาบานของผู้พิพากษาหลายคนที่ได้รับการเลือกตั้งจากรัฐสภา

การเผชิญหน้าถึงจุดเดือดในวันศุกร์ที่ผ่านมา นอกสำนักงานใหญ่ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยทั้งสองฝ่ายต่างโต้แย้งความชอบธรรมของอีกฝ่าย

ยูโรนิวส์อธิบายความขัดแย้งนี้ในห้าขั้นตอนสำคัญ

1. 2015: ผู้พิพากษาห้าคน การแต่งตั้งที่ขัดแย้งกันสองครั้ง

วิกฤตการณ์เริ่มต้นในเดือนมิถุนายน 2015 เมื่อพรรคร่วมรัฐบาล PO-PSL ที่กำลังจะหมดวาระได้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้รัฐสภาสามารถเลือกผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญได้ห้าคนก่อนการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม รัฐสภาชุดปัจจุบันได้เลือกโรมัน เฮาเซอร์, อันเดรย์ ยาคูเบคกี้, คริสตอฟ สเลบซัค, บรอนิสลาฟ ไซเทค และอันเดรย์ โซคาลา ประธานาธิบดีอันเดรย์ ดูดา ปฏิเสธที่จะรับคำสาบานของพวกเขา

หลังจากที่พรรค PiS ชนะการเลือกตั้ง รัฐสภาชุดใหม่ได้ประกาศว่าการแต่งตั้งก่อนหน้านี้เป็นโมฆะและเลือกผู้สมัครทางเลือกห้าคนในวันที่ 2 ธันวาคม ดูดาได้ยอมรับคำสาบานของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม หนึ่งวันต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินว่าการแต่งตั้งของรัฐสภาชุดปัจจุบันสามคนนั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ในขณะที่อีกสองคนไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังระบุว่าประธานาธิบดีต้องยอมรับคำสาบานของผู้พิพากษาที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องโดยไม่ล่าช้า

นั่นหมายความว่ามีตำแหน่งผู้พิพากษา 3 ตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว การแต่งตั้งผู้พิพากษาคนอื่นๆ ของพรรค PiS ในตำแหน่งเหล่านั้นจึงถูกท้าทาย ผู้พิพากษาทั้งสามคนที่ถูกโต้แย้ง ได้แก่ มาริอุส มูซินสกี, เฮนริก ชิโอช และเลช โมราวสกี จึงกลายเป็นที่รู้จักในฐานะ 'ผู้พิพากษารักษาการ' ของศาล

ในขณะที่กลุ่ม PO-PSL ได้กระทำการเกินขอบเขตอำนาจของตนด้วยการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งตุลาการล่วงหน้าจำนวน 2 ที่นั่ง ฝ่ายพรรค PiS ก็ได้โต้แย้งการแต่งตั้งอีก 3 ตำแหน่งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความชอบธรรมด้วยเช่นกัน

2. ช่วงปี 2016–2023: การเปลี่ยนแปลงภายในศาลรัฐธรรมนูญและข้อกังขาเรื่องความเป็นอิสระ

หลังจากก้าวขึ้นสู่อำนาจ พรรค PiS ได้ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่กำกับดูแลศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งรวมถึงกระบวนการพิจารณาคดี จำนวนตุลาการที่ต้องเข้าร่วมพิจารณา และเกณฑ์คะแนนเสียงในการลงมติ

ในเดือนมีนาคม 2016 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเปลี่ยนแปลงชุดแรกนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Beata Szydło ปฏิเสธที่จะเผยแพร่คำวินิจฉัยดังกล่าว โดยอ้างว่ากระบวนการออกคำวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้องตามขั้นตอน

ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นหลังจาก Julia Przyłębska เข้ารับตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญในเดือนธันวาคม 2016 โดยตุลาการทั้ง 3 คนที่พรรค PiS แต่งตั้งขึ้นและเป็นประเด็นโต้แย้งนั้น ได้รับอนุญาตให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานของศาลด้วย

ฝ่ายวิจารณ์มองว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้บั่นทอนความเป็นอิสระของตุลาการและทำให้ศาลรัฐธรรมนูญตกอยู่ภายใต้การควบคุมทางการเมือง ในขณะที่พรรค PiS อ้างว่าเป็นการฟื้นฟูสถาบันและปฏิรูประบบยุติธรรม

ความขัดแย้งนี้ยังลุกลามไปถึงศาลในระดับยุโรป โดยในปี 2021 ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (European Court of Human Rights) ได้วินิจฉัยว่าองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญโปแลนด์ ซึ่งรวมถึง Mariusz Muszyński ด้วยนั้น ไม่เข้าข่ายการเป็น "ศาลที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย" ตามข้อกำหนด

ในปีเดียวกันนั้น ศาลรัฐธรรมนูญของโปแลนด์ยังได้ออกคำวินิจฉัยที่ท้าทายหลักความเหนือกว่าของกฎหมายสหภาพยุโรปบางประการที่เกี่ยวข้องกับระบบตุลาการ

ในช่วงปี 2022–2023 เริ่มเกิดความแตกแยกขึ้นภายในศาลรัฐธรรมนูญเอง โดยตุลาการหลายท่านตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งประธานศาลของ Przyłębska โดยโต้แย้งว่าวาระการดำรงตำแหน่งประธานศาล 6 ปีของเธอได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่เธอยืนยันว่าสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้จนกว่าจะครบวาระการเป็นตุลาการรวม 9 ปี

3. ช่วงปี 2024–2025: ความพยายามของกลุ่มพันธมิตรภายใต้การนำของ Tusk ในการยกเลิกการปฏิรูปดังกล่าว

ภายหลังการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม 2023 กลุ่มพันธมิตรของ Donald Tusk ได้กำหนดให้การฟื้นฟูหลักนิติธรรมเป็นภารกิจสำคัญลำดับต้นๆ

ในเดือนมีนาคม 2024 สภาผู้แทนราษฎรโปแลนด์ (Sejm) ได้ลงมติเห็นชอบญัตติที่ตั้งคำถามถึงสถานะของตุลาการทั้ง 3 คนที่พรรค PiS แต่งตั้งขึ้น รวมถึงอำนาจของ Przyłębska ในการดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ

ต่อมาในเดือนกันยายน ได้มีการเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปจำนวน 2 ฉบับตามมา พวกเขาเสนอการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้พิพากษาและการทำงานของสถาบัน ประธานาธิบดีอันเจย์ ดูดา ได้ส่งเรื่องทั้งสองไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาใหม่ ทำให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นไม่มีผลบังคับใช้

ในเดือนธันวาคม 2024 ดูดาได้แต่งตั้งบ็อกดัน สเวียชคอฟสกี อดีตอัยการสูงสุดและผู้ใกล้ชิดของซบิกเนียฟ ซิโอโบร เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้จำกัดการเผยแพร่คำตัดสินของศาลในวารสารกฎหมาย โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับองค์ประกอบของสถาบัน ผู้นำของรัฐบาลกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและคำตัดสินของศาลยังคงมีผลผูกพัน

ผลที่ตามมาคือความขัดแย้งภายในสถาบันที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของศาล ในขณะที่ศาลท้าทายความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของรัฐบาล

4. 2026: นาวร็อกกีปฏิเสธที่จะรับคำสาบานของตุลาการสี่คน

วิกฤตการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนมีนาคม 2026 เมื่อรัฐสภาเลือกตุลาการใหม่หกคนเพื่อแทนที่ผู้ที่กำลังจะหมดวาระ ได้แก่ คริสเตียน มาร์เคียวิช, แอนนา คอร์วิน-ปิโอโตรฟสกา, มาเชียจ ทาโบรอฟสกี, แม็กดาเลนา เบนท์โกวสกา, มาร์ซิน ดซิอูร์ดา และดาริอุส ซอสเต็ก

ประธานาธิบดีคาโรล นาวร็อกกีรับคำสาบานของเบนท์โกวสกาและซอสเต็ก แต่ปฏิเสธอีกสี่คน

สำนักงานของเขาอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับขั้นตอนการแต่งตั้ง รวมถึงกำหนดเวลาและข้อกำหนดสำหรับการลงคะแนนเสียงรายบุคคล นอกจากนี้ยังโต้แย้งว่าประธานาธิบดีไม่มีหน้าที่ต้องยอมรับการแต่งตั้งโดยอัตโนมัติ

รัฐบาลยืนยันว่ารัฐสภามีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการเลือกตุลาการ และประธานาธิบดีไม่สามารถขัดขวางการแต่งตั้งได้

เมื่อวันที่ 9 เมษายน ผู้พิพากษาทั้งสี่คนได้กล่าวคำสาบานต่อหน้าเจ้าหน้าที่รับรองเอกสารในรัฐสภา และส่งเอกสารไปยังสำนักงานประธานาธิบดี สำนักงานของนาฟร็อกกีและประธานศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ สเวียชคอฟสกี ปฏิเสธการกระทำดังกล่าว โดยอ้างว่าการสาบานตนต้องกระทำต่อหน้าประธานาธิบดี

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้เพิ่มประเด็นข้อพิพาทในวันที่ 12 พฤษภาคม โดยตัดสินในคดี K 3/26 ว่าประธานาธิบดีไม่จำเป็นต้องยอมรับการแต่งตั้งทุกครั้ง และต้องอยู่ต่อหน้าศาลในขณะที่ผู้พิพากษากล่าวคำสาบาน

รัฐบาลได้คัดค้านคำตัดสิน โดยชี้ให้เห็นถึงสถานะที่เป็นข้อพิพาทของผู้พิพากษาที่อยู่ในคณะผู้พิพากษา

ในเดือนพฤษภาคม ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปได้ออกคำสั่งชั่วคราวให้ทางการโปแลนด์ไม่ขัดขวางผู้พิพากษาทั้งสี่คนในการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมาธิการเวนิสยังกล่าวอีกว่าบทบาทของประธานาธิบดีในการสาบานตนควรเป็นเพียงพิธีการ และการปฏิเสธหรือความล่าช้าไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการที่ผู้พิพากษาจะเข้ารับตำแหน่ง

5 ตุลาคม 2026: ข้อพิพาทลุกลามไปถึงสำนักงานใหญ่ของศาล

ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งในเดือนตุลาคม เมื่อมาเชียจ เบเร็ก เข้ารับตำแหน่งในรัฐสภาโดยไม่ได้รับคำเชิญจากประธานาธิบดี

สเวียชคอฟสกีปฏิเสธที่จะยอมรับคำสาบานที่กระทำโดยปราศจากประธานาธิบดี และขัดขวางไม่ให้ผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกตั้งใหม่บางคนเข้าร่วมพิจารณาคดี

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ผู้พิพากษาแอนนา คอร์วิน-ปิโอโตรฟสกา สั่งพักงานประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ สเวียชโกวสกี และรองประธาน บาร์ตโลมี โซชานสกี เป็นเวลาหนึ่งเดือน โดยอ้างบทบัญญัติเกี่ยวกับการพักงานผู้พิพากษาชั่วคราว จากนั้นเธอก็เข้ารับตำแหน่งบริหารสถาบันแทน

เธอกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อฟื้นฟูการทำงานของศาลอาญาระหว่างประเทศ และเพื่อให้ผู้พิพากษาทุกคนที่ได้รับเลือกจากรัฐสภาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

คณะผู้บริหารชุดปัจจุบันปฏิเสธการตัดสินใจดังกล่าวว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยโต้แย้งว่าไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายสำหรับการพักงานประธาน และผู้พิพากษาที่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนอกกระบวนการของประธานนั้นไม่ใช่สมาชิกเต็มรูปแบบของศาลอาญาระหว่างประเทศ

จากนั้นการเผชิญหน้าก็ย้ายเข้าไปภายในอาคาร หลังจากผู้พิพากษาเจ็ดคนเข้าไปในสำนักงานใหญ่พร้อมกับเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยแห่งรัฐ การปะทะกันก็ปะทุขึ้น ประธานนาฟร็อกกีเดินทางมาถึงในเวลากลางคืนและอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นความพยายามที่จะยึดครองสถาบันตามรัฐธรรมนูญ เขาเรียกร้องให้มีการปรึกษาหารืออย่างเร่งด่วนกับผู้นำทางการเมือง

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สเวียชโกวสกีกล่าวว่าเขาและผู้พิพากษาที่เหลือจะพยายามควบคุมศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน คอร์วิน-ปิโอโตรฟสกาประกาศว่าจะเรียกประชุมสมัชชาใหญ่ของผู้พิพากษาในวันที่ 3 พฤศจิกายน

อะไรคือสิ่งที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง?

วิกฤตศาลรัฐธรรมนูญของโปแลนด์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการแต่งตั้งหรือใครเป็นผู้บริหารสถาบันอีกต่อไปแล้ว มันก่อให้เกิดคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับการแบ่งแยกอำนาจ ความเป็นอิสระของตุลาการ และอำนาจของคำตัดสินตามรัฐธรรมนูญ

ผลที่ตามมานั้นขยายวงกว้างออกไปนอกเหนือสถาบันทางการเมือง เมื่อคำพิพากษาไม่ได้รับการเผยแพร่และหน่วยงานของรัฐมีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ความไม่แน่นอนจะแพร่กระจายไปยังกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ธุรกิจ การเก็บภาษี และบริการสาธารณะ

กว่าทศวรรษหลังจากวิกฤตเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลและประธานาธิบดีหลายสมัยไม่สามารถตกลงกันได้ในทางออกร่วมกัน ตรงกันข้าม การเปลี่ยนแปลงอำนาจแต่ละครั้งนำมาซึ่งการตีความทางกฎหมายใหม่ๆ และข้อพิพาทเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ที่มีอำนาจในการตัดสิน

ที่มา EU News
Poland’s Constitutional Tribunal crisis explained: a decade-long dispute over legitimacy of the justice

https://www.euronews.com/2026/10/31/polands-constitutional-tribunal-crisis-explained-a-decade-long-dispute-over-legitimacy-of-
31 October 2026



ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง ภัยร้ายของนักเดินทาง! อาชญากรรมในรูปแบบใหม่ที่นักเดินทางต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษ มิเช่นนั้นแล้ว อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษถึงประหารชีวิต โดยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย (วิธีแก้ง่ายๆ ตอนที่พนง.ติดแท็กกระเป๋าให้ก็ขอถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ถ้ามีคนสลับแท็กเราสามารถใช้รูปยืนยันพร้อมกับหางแท็กที่เรามี คงพอจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเราถูกสลับกระเป๋า)


THE STATES TIMES
October 30
·
ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag Swapping Movement)
ภัยร้ายของนักเดินทาง! อาชญากรรมในรูปแบบใหม่ที่นักเดินทางต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษ มิเช่นนั้นแล้ว อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษถึงประหารชีวิต โดยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย
.
ปัจจุบันบนโลกใบนี้ การเดินทางด้วยเครื่องบินกำลังเป็นที่นิยมสูงสุด ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เช่นเดียวกับเหรียญที่มีสองด้าน การเดินทางด้วยเครื่องบินแม้ว่าจะมี ความสะดวก รวดเร็ว แต่ความปลอดภัยในการเดินทางอาจไม่ได้หมายรวมถึงความปลอดภัยจากภัยทางอาชญากรรมเช่น ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag Swapping) ซึ่ง เป็นหนึ่งในภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นจากการลักขโมยทรัพย์สินธรรมดา กลายเป็นการอาศัยช่องโหว่ของระบบสายพานและเจ้าหน้าที่สนามบินบางกลุ่ม เพื่อใช้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์เป็น "แพะรับบาป" ในขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การลักลอบขนยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย
.
หลังจากที่ CTV News สื่อของแคนาดาได้เปิดโปงพฤติกรรมของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ปฏิบัติการอยู่ภายในท่าอากาศยานนานาชาติโตรอนโตเพียร์สัน (Toronto Pearson International Airport) โดยมีพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นแพะรับบาปและถูกจับกุมโดยไม่รู้ตัว
.
รูปแบบพฤติการณ์ของขบวนการนี้จะอาศัยความร่วมมือจากพนักงานลำเลียงสัมภาระหรือเจ้าหน้าที่ภายในสนามบินที่สามารถเข้าถึงพื้นที่จำกัดหลังจุดเช็กอินได้ โดยมีวิธีการดังนี้:
1. เช็กอินปกติ: ผู้โดยสารทำการเช็กอิน ชั่งน้ำหนักกระเป๋า และติดแท็กบาร์โค้ด (Luggage Tag) ที่ระบุชื่อและข้อมูลเที่ยวบินของตนเองตามขั้นตอนปกติ
2. สลับแท็กในจุดอับ: เมื่อกระเป๋าเดินทางเข้าสู่ระบบสายพานลำเลียงภายใน พนักงานที่เป็นเครือข่ายของแก๊งค้ายาจะอาศัยช่องโหว่หรือ "จุดอับสายตากล้องวงจรปิด" แกะแท็กติดกระเป๋าของผู้โดยสารบริสุทธิ์ออก
3. ติดกระเป๋ายาเสพติด: พนักงานจะนำแท็กนั้นไปติดเข้ากับกระเป๋าอีกใบที่บรรจุยาเสพติดเอาไว้ภายใน แล้วส่งขึ้นเครื่องบินแทน
.
อาชญากรมีการใช้วิธีสลับแท็กเพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่เป็นเท็จ รายงานจาก Travel + Leisure เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 กล่าวถึงคำเตือนเกี่ยวกับการสลับแท็กที่อาจทำให้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์ถูกเชื่อมโยงกับการลักลอบขนยาเสพติด เมื่อแท็กของกระเป๋าสองใบถูกสลับกัน ทำให้ระบบคัดแยกส่งกระเป๋าไปผิดเที่ยวบินหรือผิดปลายทาง มีกรณีจริงที่เจ้าหน้าที่จัดการสัมภาระสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ สลับแท็กกระเป๋า 286 ใบ และถูกดำเนินคดี ก่อนจะถูกจำคุกในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ข่าวเตือนดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานว่ามีขบวนการลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วไปในทุกสนามบิน การสลับหรือแอบอ้างสิทธิ์ในกระเป๋า อาชญากรอาจใช้ข้อมูลระบุสัมภาระที่ไม่ตรงกับเจ้าของจริง เพื่อพยายามนำกระเป๋าไป หรือทำให้การติดตามและเรียกคืนกระเป๋าซับซ้อนขึ้น จึงควรตรวจสอบทั้งแท็กและลักษณะของกระเป๋าเมื่อรับสัมภาระ
.
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเจ้าของกระเป๋าเดินทางต่อผู้บริสุทธิ์คือ:
• กลายเป็นเจ้าของกระเป๋ายาเสพติดทันที: ในระบบฐานข้อมูลของสายการบินจะระบุว่า กระเป๋าใบที่ใส่ยาเสพติดนั้นถูกเช็กอินภายใต้ชื่อของผู้โดยสารที่เป็นเหยื่อ
• ถูกควบคุมตัวที่ปลายทาง: จากรายงานระบุว่า มีผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์อย่างน้อย 17 ราย ถูกศุลกากรและตำรวจที่สนามบินปลายทาง (เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น และเม็กซิโก) ควบคุมตัวและตั้งข้อหาลักลอบขนยาเสพติดร้ายแรงทันทีที่เดินทางถึง ทั้งที่พวกเขาไม่เคยเห็นหรือสัมผัสกระเป๋าใบนั้นเลย
• โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต: การตกเป็นแพะในคดีขนยาเสพติดข้ามชาติเช่นนี้ ในบางประเทศมีบทลงโทษที่รุนแรงมาก ตั้งแต่จำคุกตลอดชีวิตไปจนถึงประหารชีวิต และการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในต่างแดนอาจต้องใช้ระยะเวลานานมาก
(หมายเหตุ: ล่าสุดทางตำรวจแคนาดา (RCMP) ได้เข้ากวาดล้างและจับกุมพนักงานสนามบินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ได้แล้วบางส่วน)
.
ผู้โดยสาร-นักเดินทางควรต้องระมัดระวังอะไรบ้าง? เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการในลักษณะนี้ นักท่องเที่ยวสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้ดังนี้:
1. ทำตำหนิหรือใช้เอกลักษณ์เฉพาะตัว: เช่น การใช้ผ้าคลุมกระเป๋าที่มีลวดลายชัดเจน, การติดสติกเกอร์ หรือใช้สายรัดกระเป๋า เพื่อให้ง่ายต่อการพิสูจน์ผ่านกล้องวงจรปิดว่ากระเป๋าที่ถูกจับไม่ใช่กระเป๋าของเรา
2. ก่อนโหลดกระเป๋า: ถ่ายรูปและวิดีโอกระเป๋าและแท็กที่มีบาร์โค้ดหรือหมายเลขสัมภาระที่ติดแท็กเรียบร้อยแล้วตอนอยู่ที่เคาน์เตอร์เช็กอิน เพื่อยืนยันว่ากระเป๋าที่ผูกกับแท็กของเราในตอนแรกหน้าตาเป็นอย่างไร เก็บหางตั๋วและแท็ก (Baggage Claim Tag) ไว้ให้ดีที่สุด ห้ามทิ้งเด็ดขาด เพราะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงว่าเราเช็กอินกระเป๋าลักษณะไหน น้ำหนักเท่าใด เก็บไว้จนกว่าจะเดินทางเสร็จ
3. ระหว่างเช็กอิน: ตรวจสอบว่าแท็กระบุสนามบินปลายทางถูกต้อง และอย่าปล่อยให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องจัดการกระเป๋าโดยไม่มีเหตุผล
4. ระหว่างเดินทาง: หากมีบุคคลแปลกหน้าขอให้รับฝากหรือขนกระเป๋าแทน ควรปฏิเสธ โดยเฉพาะเมื่อไม่ทราบสิ่งของภายใน
5. เมื่อรับกระเป๋า: ตรวจสอบสี ยี่ห้อ รอยตำหนิ แท็ก และหมายเลขบนใบรับกระเป๋า ตรวจสอบน้ำหนักตามที่ระบุในใบเสร็จหรือหางตั๋วว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ หากกระเป๋ายาเสพติดที่ถูกสลับมีน้ำหนักต่างจากกระเป๋าจริงของเรามาก ข้อมูลนี้จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญหากพบความผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินทันที ก่อนออกจากเขตสายพานรับกระเป๋า
6. หากสงสัยว่าถูกสลับแท็ก: อย่าแก้ไขหรือลอกแท็กเองก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ให้เก็บหลักฐานและขอรายงานเหตุการณ์เป็นลายลักษณ์อักษร อย่าเพิ่งออกจากสนามบิน รีบแจ้งเคาน์เตอร์สายการบินหรือเจ้าหน้าที่สัมภาระทันที แจ้งตำรวจสนามบินและขอให้ตรวจกล้องวงจรปิด ถือใบเคลมสัมภาระและรูปถ่ายกระเป๋าไปเป็นหลักฐาน หากมี AirTag/GPS ให้แจ้งตำแหน่งแก่เจ้าหน้าที่ (อย่าติดตามไปเอง) และให้ติดต่อบริษัทประกันการเดินทางเพื่อเคลมสิ่งของสูญหาย
.
ระบบของสนามบินมีการป้องกันเรื่องนี้อย่างไร? สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) กำหนดแนวทางติดตามสัมภาระและตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้โดยสารกับกระเป๋า โดยระบบติดตามสัมภาระตาม Resolution 753 ครอบคลุมจุดสำคัญอย่างน้อย 4 จุด ได้แก่ การรับกระเป๋าจากผู้โดยสาร การโหลดขึ้นเครื่อง การส่งต่อระหว่างเที่ยวบิน และการส่งมอบกระเป๋าถึงผู้โดยสาร
.
คดี Luggage Tag Swapping มีคดีที่ยืนยันได้จากการดำเนินคดีในศาล และมีคดีที่ตำรวจเปิดเผยผลการสอบสวนซึ่งแสดงให้เห็นว่า การสลับแท็กกระเป๋าไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือบนอินเทอร์เน็ต แต่สามารถถูกใช้เพื่อก่อความเสียหายต่อผู้โดยสาร หรือสร้างสถานการณ์ให้ผู้บริสุทธิ์ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนสิ่งของได้ สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ การสลับแท็กจนกระเป๋าไปผิดปลายทาง กับการจงใจนำชื่อผู้โดยสารไปผูกกับกระเป๋าที่มีสิ่งผิดกฎหมาย เป็นความเสี่ยงคนละรูปแบบกัน และหลักฐานของแต่ละคดีต้องพิจารณาแยกกัน
.
1. คดีที่สำคัญ
คดีที่ 1: พนักงานสนามบินชางงีสลับแท็กกระเป๋า 286 ใบ สิงคโปร์ (Changi Journeys) เหตุการณ์ปี 2016–2017 มีคำพิพากษาในปี 2019 โดยพนักงานจัดการสัมภาระชื่อ Tay Boon Keh สลับแท็กกระเป๋าของผู้โดยสารสายการบิน Singapore Airlines และ SilkAir จำนวน 286 ใบ ทำให้กระเป๋าถูกส่งไปยังปลายทางที่ไม่ถูกต้อง ตามรายงานของสื่อสิงคโปร์ระบุว่า เขาไม่พอใจภาระงานและต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับนายจ้าง มีการกระทำการดังกล่าวต่อเนื่องหลายเดือน ทำให้ผู้โดยสาร 221 คนได้รับผลกระทบ และสายการบินจ่ายค่าชดเชยรวมมากกว่า 42,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ในเดือนพฤศจิกายน 2019 เขาถูกพิพากษาจำคุก 20 วัน หลังรับสารภาพในข้อหาก่อความเสียหายหรือก่อความเดือดร้อน (mischief) จำนวน 20 กระทง โดยมีอีก 266 กระทงที่นำมาประกอบการพิจารณาโทษ
บทเรียน: ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องเป็นโจรที่มาขโมยกระเป๋าของผู้โดยสารเสมอไป ความเสี่ยงอาจเกิดจากบุคคลภายในที่มีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่จัดการสัมภาระ
คดีที่ 2: ใช้แท็กผู้โดยสารที่ไม่รู้เรื่องกับกระเป๋ากัญชา (Toronto Airport Horror: Innocent Flyers Framed With Drug-Filled Bags) แคนาดา เปิดเผยผลสอบสวนเดือนกรกฎาคม 2025 ตำรวจม้าแคนาดา (Royal Canadian Mounted Police: RCMP) ระบุว่า พนักงานจัดการสัมภาระสองคนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 ในการสอบสวนคดีพยายามลักลอบนำกัญชามูลค่ากว่า 147,000 ดอลลาร์แคนาดาไปยังฝรั่งเศส การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสเดินทางถึงกรุงปารีสและถูกควบคุมตัวเพราะสงสัยว่านำกัญชาจากแคนาดามาด้วย ก่อนที่ทางการฝรั่งเศสจะปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา และส่งเรื่องให้ RCMP สอบสวนต่อ ตามคำแถลงของตำรวจ มีการสลับแท็กเพื่อทำให้กระเป๋าที่บรรจุกัญชาดูเสมือนเป็นของผู้โดยสารที่ไม่ทราบเรื่อง
บทเรียน: ใบรับกระเป๋าที่มีชื่อของคุณ ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่าคุณเป็นผู้จัดกระเป๋า หรือเป็นเจ้าของสิ่งของภายในทั้งหมด แต่หากเกิดเหตุ ต้องรีบให้ข้อมูลและหลักฐานแก่เจ้าหน้าที่เพื่อแสดงข้อเท็จจริง
.
คดีที่ 3: กระเป๋าบรรจุกัญชาประมาณ 66 กิโลกรัมที่สนามบินโตรอนโต แคนาดา รายงานข่าวปี 2026 รายงานของ Global News ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบกัญชาประมาณ 66 กิโลกรัมในกระเป๋าของผู้โดยสารชาวเยอรมันสองคนที่กำลังจะเดินทางไปเยอรมนี แต่ผู้โดยสารทั้งสองปฏิเสธว่าเป็นเจ้าของกระเป๋า และผลสอบสวนชี้ว่าพนักงานของ Air Canada ในพื้นที่จัดการสัมภาระเป็นผู้ติดแท็กชื่อของผู้โดยสารเข้ากับกระเป๋าที่มีกัญชา ตามรายงาน ผู้โดยสารทั้งสองให้ความร่วมมือและได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา ส่วนพนักงานถูกจับกุมและตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองเพื่อส่งออกและการสมคบคิด ทั้งนี้ การตั้งข้อหาไม่เท่ากับการพิสูจน์ความผิดถึงที่สุด
บทเรียน: หากพบสิ่งของที่ไม่ใช่ของคุณในกระเป๋า อย่าพยายามจัดการหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของนั้นเอง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และขอให้บันทึกข้อเท็จจริงตามที่เกิดขึ้น
.
คดีที่ 4: เส้นทางนิวซีแลนด์: ผู้โดยสารชื่อนิโคลถูกเนรเทศและควบคุมตัว ขณะต่อเครื่องที่แวนคูเวอร์ หลังจากพบยาเมทแอมเฟตามีนต้องสงสัยมากกว่า 20 กิโลกรัมในกระเป๋าเดินทางของเธอ เธอยืนยันว่ากระเป๋าไม่ใช่ของเธอ และในที่สุดก็ได้รับการปล่อยตัวหลังจากนั้นประมาณเจ็ดชั่วโมง ต่อมาเธอพบว่าป้ายบนกระเป๋าเดินทางที่ต้องสงสัยว่ามียาเสพติดนั้นยับยู่ยี่ ซึ่งแตกต่างจากป้ายที่เธอติดไว้เองอย่างชัดเจน ตำรวจม้าแคนาดาได้จับกุมพนักงานขนสัมภาระและพนักงานภาคพื้นดิน 6 คนที่สนามบินนานาชาติโทรอนโตเพียร์สัน ซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการสลับกระเป๋าเดินทางดังกล่าว
.
ในปีที่ผ่านมา มีผู้โดยสารอย่างน้อย 17 คนที่เดินทางออกจากแคนาดาตกเป็นเหยื่อของแผนการนี้ จุดหมายปลายทางของเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สาธารณรัฐโดมินิกัน นิวซีแลนด์ เยอรมนี โมร็อกโก ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และปารีส ประเทศฝรั่งเศส บางประเทศเหล่านี้มีบทลงโทษที่รุนแรงมากสำหรับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงโทษประหารชีวิต
.
แล้วในประเทศไทยมีความเสี่ยงแค่ไหน?
มีข่าวและกรณีจากต่างประเทศที่ยืนยันว่าการสลับแท็กสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ยังไม่ควรสรุปว่ามีขบวนการลักษณะเดียวกันแพร่หลายในสนามบินไทย หากไม่มีหลักฐานหรือรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากต้องการตรวจสอบข่าวที่พบในไทย ควรพิจารณาว่ามีข้อมูลยืนยันจากสายการบิน สนามบิน CAAT ตำรวจ หรือหน่วยงานศุลกากรหรือไม่ ไม่ควรอาศัยคลิปไวรัลเพียงอย่างเดียว แม้ว่า สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งมีผู้โดยสารจำนวนมาก จึงต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงเที่ยวบินขาเข้าที่มาถึงพร้อมกันหลายเที่ยว เพราะบริเวณสายพานจะแออัดและเป็นโอกาสของมิจฉาชีพ โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) มีคำแนะนำให้ถ่ายภาพกระเป๋าและสิ่งของภายในก่อนเดินทาง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการโหลดทรัพย์สินมีค่าไว้ในกระเป๋าที่ลงทะเบียนใต้ท้องเครื่องบิน
.
เมื่อพบเหตุแล้ว ต้องทำอย่างไร สิ่งที่พบ/ควรทำอย่างไร
หมายเลขแท็กไม่ตรงกับใบรับกระเป๋า
-แจ้งสายการบินทันที
แท็กดูเหมือนถูกแก้ไขหรือมีแท็กซ้อนกัน
-ถ่ายภาพและขอให้ตรวจสอบ
กระเป๋ามีสิ่งของที่ไม่ใช่ของคุณ
-อย่าเคลื่อนย้ายสิ่งของต้องสงสัย แจ้งเจ้าหน้าที่
มีคนขอให้ถือกระเป๋าข้ามด่านแทน
-ปฏิเสธและอย่ารับกระเป๋าที่ไม่ทราบที่มา
กระเป๋าถูกเปิดหรือมีร่องรอยผิดปกติ
-ถ่ายภาพและแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อบันทึกเหตุการณ์
.
CAAT: คำแนะนำและมาตรการเกี่ยวกับสัมภาระผู้โดยสาร Wสนามบินยกระดับความปลอดภัย!! CAAT ออกเกณฑ์ใหม่ตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้อง เริ่ม 16 ต.ค. 69 เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้หากพบเหตุสงสัย แนะใช้ TSA Lock ลดความเสียหายจากการตรวจค้น พร้อมบันทึกภาพ–แจ้งเจ้าของหากเปิดตรวจ”
.
https://thestatestimes.com/post/2026082402
.
เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1615589020604618&set=a.473411474822384
.....

Pinai Vaidhayakul
·
วิธีแก้ง่ายๆ ตอนที่พนง.ติดแท็กกระเป๋าให้ก็ขอถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ถ้ามีคนสลับแท็กเราสามารถใช้รูปยืนยันพร้อมกับหางแท็กที่เรามี คงพอจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเราถูกสลับกระเป๋า




ประมวลภาพเหตุการณ์ ผู้คนหลายหมื่นคนรวมตัวบนท้องถนนในเมืองใหญ่ทั่วเยอรมนี เพื่อเรียกร้องการศึกษาที่ดีขึ้นและค่าครองชีพที่ถูกลง







https://x.com/AJEnglish/status/2116847720895758624

โดย AFP
เผยแพร่เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2026

1 พฤศจิกายน 2026

มีการจัดการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ทั่วเยอรมนี โดยบางจุดสถานการณ์บานปลายกลายเป็นความรุนแรง จนตำรวจต้องใช้รถฉีดน้ำเข้าควบคุมกลุ่มผู้ประท้วงที่ขว้างปาระเบิดเพลิง

เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายได้รับบาดเจ็บเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากมีผู้คนหลายหมื่นคนเข้าร่วมการประท้วงที่นำโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ “Gen Z regelt” (Gen Z จัดการเอง)

การชุมนุมดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันในประเทศฝรั่งเศสและอิตาลี โดยในช่วงกลางวันสถานการณ์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปอย่างสงบ

ทว่าสถานการณ์กลับตึงเครียดขึ้นในช่วงค่ำ เมื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่บางส่วนปฏิเสธที่จะสลายตัว โดยมีรายงานเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นในเมืองใหญ่หลายแห่ง อาทิ แฟรงก์เฟิร์ต เบอร์ลิน โคโลญ และฮัมบูร์ก

กลุ่ม “Gen Z regelt” ระบุว่ามีผู้เข้าร่วมการประท้วงประมาณ 120,000 คน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนราว 180,000 คนที่ทางกลุ่มคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

ชมภาพทั้งหมดที่
https://www.aljazeera.com/gallery/2026/11/1/photos-youth-led-rallies-sweep-germany




สำนักข่าวรอยเตอร์ได้สอบถามเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกว่า 50 คน เกี่ยวกับแนวทางที่รัฐบาลทรัมป์อาจใช้เพื่อขัดขวางการเลือกตั้งกลางเทอมในปี 2026 โดยข้อกังวลของพวกเขาครอบคลุมประเด็นเสี่ยงสำคัญ 9 ประการที่อาจเกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังวันเลือกตั้ง







https://x.com/Reuters/status/2116899772929835342
.....

การสืบสวนของรอยเตอร์ซึ่งปรึกษาเจ้าหน้าที่การเลือกตั้ง นักกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิการลงคะแนนเสียงกว่า 50 คน ได้ระบุถึงจุดเสี่ยง 9 ประการที่รัฐบาลทรัมป์อาจพยายามทดสอบอำนาจของรัฐบาลกลางหรือขัดขวางกระบวนการลงคะแนนเสียงก่อน ระหว่าง และหลังวันเลือกตั้ง:

ก่อนวันเลือกตั้งและการกดดันจากรัฐบาล

1. การท้าทายคุณสมบัติและรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง

กระทรวงยุติธรรมอาจดำเนินคดีหรือเรียกร้องให้ล้างรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงหรือท้าทายการลงคะแนนเสียงของบุคคลที่ไม่ใช่พลเมือง (เช่น การเรียกร้องให้กันบัตรลงคะแนนบางกลุ่มไว้) โดยใช้แรงกดดันทางกฎหมายของรัฐบาลกลางเพื่อบังคับให้รัฐต่างๆ เปลี่ยนแปลงในนาทีสุดท้าย

2. การสอบสวนและการกดดันทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่การเลือกตั้ง

รัฐบาลอาจเริ่มการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรม ออกหมายเรียก หรือขู่ว่าจะดำเนินคดีอาญาต่อผู้บริหารการเลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่นเกี่ยวกับการบำรุงรักษารายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงหรือความผิดปกติในการลงคะแนนเสียงที่ถูกกล่าวหา ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรของท้องถิ่นหมดไปและข่มขู่เจ้าหน้าที่การเลือกตั้ง

ที่หน่วยเลือกตั้งและการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง

3. การขยายการใช้ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งของรัฐบาลกลาง

การส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งของรัฐบาลกลางจำนวนมากไปยังหน่วยเลือกตั้ง แม้ว่ากฎหมายของรัฐบาลกลางจะอนุญาตให้มีการสังเกตการณ์เพื่อปกป้องสิทธิในการลงคะแนนเสียง แต่ผู้เชี่ยวชาญเกรงว่าการปรากฏตัวที่ไม่เคยมีมาก่อนอาจเกินขอบเขตปกติ พยายามตรวจสอบอุปกรณ์โดยตรง หรือทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสับสน

4. ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง (ICE) ใกล้กับหน่วยเลือกตั้ง

การดำเนินการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) หรือกิจกรรมบังคับใช้กฎหมายในบริเวณใกล้เคียงกับหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งผู้สนับสนุนการเลือกตั้งเกรงว่าอาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในชุมชนผู้อพยพหรือชนกลุ่มน้อยไม่กล้าไปลงคะแนนเสียง

5. การส่งกำลังทหารหรือการประกาศใช้อำนาจฉุกเฉิน

การประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติเกี่ยวกับความถูกต้องของการเลือกตั้ง หรือพยายามใช้พระราชบัญญัติการก่อจลาจลเพื่อส่งกำลังทหารของรัฐบาลกลางหรือกองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติไปยังหน่วยเลือกตั้งหรือสถานที่นับคะแนนภายใต้ข้ออ้างในการรักษาความสงบเรียบร้อย

การนับคะแนนและการรักษาความถูกต้องของการเลือกตั้ง

6. การยึดบัตรลงคะแนน เครื่องลงคะแนน หรือบันทึกการเลือกตั้ง

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางอาจพยายามดำเนินการตามหมายค้นหรือออกหมายเรียกเพื่อยึดอุปกรณ์การลงคะแนน ข้อมูลเซิร์ฟเวอร์ หรือบัตรลงคะแนนในระหว่างการนับคะแนน ซึ่งจะขัดขวางกระบวนการควบคุมหลักฐานและทำให้การนับคะแนนล่าช้า

7. การเผยแพร่ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการฉ้อโกงเครื่องลงคะแนน/การลงคะแนนทางไปรษณีย์ และการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนด้วยมือ

การขยายข้อกล่าวอ้างที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบเกี่ยวกับการดัดแปลงเครื่องลงคะแนน ซอฟต์แวร์นับคะแนนที่ถูกบุกรุก หรือการฉ้อโกงบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ เพื่อหยุดการนับคะแนน เรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ หรือบังคับให้มีการนับคะแนนด้วยมืออย่างช้าๆ

หลังวันเลือกตั้งและการรับรองผลการเลือกตั้ง

8. การกดดันเจ้าหน้าที่ให้ชะลอหรือขัดขวางการรับรองผลการเลือกตั้ง

การใช้แรงกดดันทางการเมืองและทางกฎหมาย หรือการฟ้องร้องโดยกระทรวงยุติธรรม เพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ระดับรัฐและท้องถิ่น คณะกรรมการตรวจสอบผลการเลือกตั้ง หรือสภานิติบัญญัติของรัฐ ให้ชะลอการรับรองผลการเลือกตั้ง หรือปฏิเสธที่จะรับรองชัยชนะของพรรคเดโมแครต

9. การโต้แย้งผลการเลือกตั้งและการชะลอการแต่งตั้งผู้ชนะในสภาคองเกรส

การท้าทายผลการเลือกตั้งที่มีข้อโต้แย้งในศาล หรือการกดดันผู้นำสภาคองเกรสให้ชะลอการแต่งตั้งผู้ชนะจากพรรคเดโมแครตที่ได้รับการรับรองแล้ว เมื่อสภาคองเกรสชุดใหม่เปิดประชุม ซึ่งอาจทำให้เสียงข้างมากในการดำเนินงานเปลี่ยนแปลงไป




I Want To Believe ! ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จาก FLIPR maps เค้าว่า 1.พรรคเดโมแครต ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา คาดการณ์จำนวนที่นั่งสุดท้าย: พรรคเดโมแครต 53 ที่นั่ง / พรรครีพับลิกัน 47 ที่นั่ง - 2. พรรคเดโมแครต ครองเสียงข้างมากใน สภาผู้แทนราษฎร คาดการณ์จำนวนที่นั่งสุดท้าย: พรรคเดโมแครต 242 ที่นั่ง / พรรครีพับลิกัน 193 ที่นั่ง






https://x.com/NateSilver538/status/2116907443280359690

Nate Silver
@NateSilver538

เอาล่ะ ผมได้รวบรวมแผนที่ FLIPR จำนวน 13 แบบที่ค่อนข้างครอบคลุมสถานการณ์หลากหลายรูปแบบซึ่งอาจเกิดขึ้นในคืนวันอังคารนี้มาให้ชมกัน แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าแผนที่ 3-4 แบบท้ายสุดนั้นตั้งใจทำออกมาให้ดูแปลกเป็นพิเศษ! อย่างไรก็ตาม นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในกรณีที่ผลสำรวจมีความแม่นยำอยู่ในระดับเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 ครับ
.....

ภาพนี้แสดงผลการจำลอง FLIPR ครั้งที่ 35949 จาก Silver Bulletin ของ Nate Silver (ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2026)

ผลลัพธ์ดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มเปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 ของโอกาสเกิดเหตุการณ์พลิกโผ (upset probability) ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ที่พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ โดยมีปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างและความแม่นยำของผลสำรวจที่เอื้อต่อพรรคเดโมแครตอย่างมากในทุกระดับ

สรุปผลการจำลอง

1. วุฒิสภา (พรรคเดโมแครตได้ที่นั่งเพิ่มสุทธิ 6 ที่นั่ง)

คาดการณ์จำนวนที่นั่งสุดท้าย: พรรคเดโมแครต 53 ที่นั่ง / พรรครีพับลิกัน 47 ที่นั่ง (ต้องใช้ 51 ที่นั่งเพื่อครองเสียงข้างมาก)

การพลิกชนะ (พรรคเดโมแครตได้เพิ่ม 6 ที่นั่ง): พรรคเดโมแครตคว้าที่นั่งในรัฐไอโอวา (IA), แคนซัส (KS), เมน (ME), นอร์ทแคโรไลนา (NC), โอไฮโอ (OH) และเท็กซัส (TX)

การแข่งขันที่น่าจับตามองในคืนวันเลือกตั้ง: รัฐเมน (ME) ซึ่งแบบจำลองระบุว่ายังไม่สามารถสรุปผลได้ในคืนวันเลือกตั้ง โดยพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำอยู่เล็กน้อย ($\text{D }+0.8$)

2. สภาผู้แทนราษฎร (พรรคเดโมแครตได้ที่นั่งเพิ่มสุทธิ 27 ที่นั่ง)

คาดการณ์จำนวนที่นั่งสุดท้าย: พรรคเดโมแครต 242 ที่นั่ง / พรรครีพับลิกัน 193 ที่นั่ง (ต้องใช้ 218 ที่นั่งเพื่อครองเสียงข้างมาก)

รายละเอียดการพลิกชนะ: พรรคเดโมแครตได้เพิ่ม 33 ที่นั่ง ขณะที่พรรครีพับลิกันได้เพิ่ม 6 ที่นั่ง (สุทธิพรรคเดโมแครตได้เพิ่ม 27 ที่นั่ง)

3. การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ (พรรคเดโมแครตได้เพิ่มสุทธิ 4 ตำแหน่ง)

คาดการณ์จำนวนตำแหน่งสุดท้าย: พรรคเดโมแครต 28 ตำแหน่ง / พรรครีพับลิกัน 22 ตำแหน่ง (ต้องใช้ 26 ตำแหน่งเพื่อครองเสียงข้างมาก) การพลิกผลการเลือกตั้ง: พรรคเดโมแครตได้ที่นั่งเพิ่ม 5 ที่ (อลาสก้า ฟลอริดา จอร์เจีย ไอโอวา และเนวาดา) เทียบกับพรรครีพับลิกันที่ได้ที่นั่งเพิ่ม 1 ที่ (แคนซัส) ทำให้พรรคเดโมแครตได้ที่นั่งเพิ่มสุทธิ 4 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งยังไม่ประกาศในคืนวันเลือกตั้ง (รวม 2 ที่): เนวาดา (พรรคเดโมแครตได้ 0.3 ที่นั่ง) และเท็กซัส (พรรครีพับลิกันไม่ได้เพิ่ม 0.1 ที่นั่ง)

การวิเคราะห์และข้อสรุปสำคัญ

สถานการณ์ "คลื่นสีน้ำเงิน" ที่แท้จริง: การอยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 ของความน่าจะเป็นของการพลิกผลการเลือกตั้ง หมายความว่าแผนที่นี้แสดงถึงผลลัพธ์ที่หายากและเกิดขึ้นน้อยมาก ซึ่งการแข่งขันที่สูสีเกือบทุกสนามตกเป็นของพรรคเดโมแครต พร้อมกับเซอร์ไพรส์ที่มีคะแนนสูงหลายรายการ

การพลิกผลการเลือกตั้งวุฒิสภาจากฐานเสียงพรรครีพับลิกันอย่างน่าทึ่ง: แบบจำลองวุฒิสภาแสดงให้เห็นว่าพรรคเดโมแครตได้ที่นั่งในฐานที่มั่นของพรรครีพับลิกัน เช่น เท็กซัสและแคนซัส รวมถึงไอโอวาและโอไฮโอ

การขยายจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรครั้งใหญ่: การเพิ่มจำนวนที่นั่งเป็น 242 ที่นั่ง ทำให้พรรคเดโมแครตมีที่นั่งมากกว่า 218 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ตั้งไว้ โดยได้ที่นั่งจากพื้นที่ชนบทและชานเมืองทั่วประเทศ

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ: การได้ตำแหน่งผู้ว่าการรัฐในรัฐสำคัญๆ ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ และมิดเวสต์ เช่น ฟลอริดา จอร์เจีย และไอโอวา ในขณะที่เสียไปเพียงรัฐแคนซัส แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของผู้สมัครระดับสูงมีอิทธิพลมากเพียงใดในกลุ่มผู้สมัครที่มีคะแนนเสียงอยู่ในระดับต่ำสุด
.....

แผนที่ FLIPR คืออะไร?

ในการสร้างแบบจำลองการเลือกตั้งและการพยากรณ์ทางการเมือง แผนที่ FLIPR หมายถึงสถานการณ์ที่สร้างขึ้นโดยแบบจำลองการพยากรณ์การเลือกตั้งของ Nate Silver (มีให้ใช้งานผ่านทาง Silver Bulletin)

FLIPR ย่อมาจาก Fundamentals, Local Indicators, Polls และ Race-level factors เป็นกลไกพื้นฐานเบื้องหลังชุดแบบจำลองทางสถิติของ Silver ที่ใช้ในการคาดการณ์แผนที่ผลลัพธ์และความน่าจะเป็นในการชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

วิธีการทำงานของแผนที่ FLIPR

แทนที่จะพึ่งพาโพลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะเพียงอย่างเดียว แผนที่ที่สร้างโดย FLIPR จะผสมผสานชั้นความน่าจะเป็นหลายชั้นเข้าด้วยกัน:

Fundamentals: ปัจจัยสภาพแวดล้อมเชิงโครงสร้าง เช่น แนวโน้มการลงคะแนนเสียงทั่วไประดับชาติ ข้อมูลทางเศรษฐกิจ การอนุมัติของประธานาธิบดี รูปแบบการเลือกตั้งกลางเทอม/ประธานาธิบดีในอดีต และแนวโน้มพื้นฐานของพรรคการเมือง

ตัวชี้วัดระดับท้องถิ่นและคุณภาพของผู้สมัคร: พลวัตเฉพาะรัฐและเขต เช่น การระดมทุนของผู้สมัคร การเปิดเผยเรื่องอื้อฉาว คะแนนความนิยมในท้องถิ่น และข้อได้เปรียบ/เสียเปรียบของผู้ดำรงตำแหน่ง

การรวบรวมผลสำรวจ: ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของผลสำรวจที่ปรับตามขนาดตัวอย่าง ความใหม่ การจัดอันดับผู้สำรวจ และอคติทางประชากรศาสตร์ที่เป็นระบบ

ปัจจัยและสหสัมพันธ์ระดับเชื้อชาติ: ความแปรผันร่วมกันระหว่างรัฐ (เช่น หากรัฐในเขต Rust Belt หรือ Sun Belt รัฐใดรัฐหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลง รัฐที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์หรือประชากรศาสตร์คล้ายคลึงกันจะถูกจำลองให้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน)

สถานการณ์แผนที่ FLIPR

ผลลัพธ์การพยากรณ์มักมีแผนที่ FLIPR หลายแบบที่สะท้อนช่วงความเชื่อมั่นทางสถิติที่แตกต่างกันหรือเงื่อนไขสมมติ:

แผนที่ Deluxe / Baseline: การจำลองความน่าจะเป็นมาตรฐานที่บูรณาการผลสำรวจ ปัจจัยของผู้สมัคร และพื้นฐานทางประวัติศาสตร์

แผนที่ความแม่นยำเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95: สถานการณ์ที่สันนิษฐานว่าข้อผิดพลาดในการสำรวจความคิดเห็นอย่างเป็นระบบมีน้อยมาก ทำให้ผลการสำรวจความคิดเห็นที่มีความน่าเชื่อถือสูงคงอยู่ได้อย่างมั่นคงโดยไม่มีความผันผวนของการสำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศ

แผนที่ความเสี่ยงด้านหาง / "ผิดปกติ": สถานการณ์จำลองข้อผิดพลาดในการเปลี่ยนแปลงคะแนนเสียงอย่างสม่ำเสมอขนาดใหญ่ (ข้อผิดพลาดในการสำรวจความคิดเห็นอย่างเป็นระบบมากกว่า 5%) การลดลงของคุณภาพผู้สมัคร หรือการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ที่ไม่สมมาตร ซึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานในรัฐที่เป็นสนามเลือกตั้งสำคัญ






 

บัส เทวฤทธิ์ ได้เข้าร่วมกิจกรรมรำลึก“2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” ณ สดมภ์อนุสรณ์ นวมทอง ไพรวัลย์ หน้าสำนักงานใหญ่ นสพ.ไทยรัฐ พร้อมพูดถึงภารกิจที่ยังไม่ได้รับการสะสาง 3 เรื่องหลัก

https://www.facebook.com/reel/1164963196045614
.....
3 hours ago
·
รำลึก 20 ปี 'นวมทอง ไพรวัลย์' ชู 3 ภารกิจประชาธิปไตยยังไม่จบ จี้ทวงยุติธรรมผู้เสียชีวิตปี 53 - สกัด สว. แทรกแซงตั้ง สสร.
.
วานนี้(31 ต.ค.) ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานรำลึก 20 ปี ปฏิบัติการของ 'ลุงนวมทอง ไพรวัลย์'ในชื่อกิจกรรม “2 ทศวรรษ แห่งการต่อต้านรัฐประหารของ นวมทอง ไพรวัลย์ นักต่อสู้สามัญชน” ซึ่งจัดโดย คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553 (คปช.53) ที่สดมภ์อนุสรณ์ นวมทอง ไพรวัลย์ หน้าสำนักงานใหญ่ นสพ.ไทยรัฐ
.
ในโอกาสดังกล่าวผมได้ร่วมกล่าวสดุดีความกล้าหาญและเมตตาธรรมของลุงนวมทอง พร้อมประกาศจุดยืนเดินหน้า 3 ภารกิจสำคัญทางการเมืองที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องขับเคลื่อนต่อให้สำเร็จ
.
ลุงนวมทองคือสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญที่สุดที่จะธำรงรักษาคุณธรรมข้ออื่นๆ ไว้ได้ นอกจากนี้ ในเหตุการณ์ขับแท็กซี่ชนรถถังที่เป็นปฏิบัติการประท้วงรัฐประหารรอบแรกของลุงนวมทองเมื่อวันที่ 30 ก.ย.นั้น ยังสะท้อนถึงความเห็นอกเห็นใจที่มีต่อทหารชั้นผู้น้อย ที่แกไม่สามารถเร่งความเร็วในการขับรถแท็กซี่ชนรถถังได้เพื่อหลีกเลี่ยงการทำร้ายเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ก่อนที่หนึ่งเดือนต่อมาแกจะจะตัดสินใจปฏิบัติการครั้งสุดท้ายในชีวิตหน้าที่แห่งนี้
.
วันนี้ครบ 20 ปี ลุงนวมทอง ยังเป็นห่วงเวลาสำคัญกับเงื่อนปมอีก 3 ภารกิจสำคัญที่ยังไม่ลุล่วงและต้องเร่งเดินหน้าต่อ ได้แก่:
.
1. การผลักดันกลไกยุติธรรมให้ผู้ต้องขังทางการเมือง: แม้ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จะมีข้อจำกัดในการล็อกไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 แต่ผมยืนยันว่า คณะกรรมการฯ ไม่ควรรอช้า และควรเร่งเสนอแนะฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหารให้ใช้มาตรการอื่นช่วยเหลือผู้ต้องขังกว่า 30 รายในเรือนจำ เช่น การแยกขัง การพักโทษกรณีพิเศษ หรือการให้สิทธิประกันตัวระหว่างสู้คดี
.
2. การทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตปี 2553: คดีสลายการชุมนุมใกล้จะหมดอายุความในอีกไม่ถึง 4 ปี แม้ช่องทางศาลอาญาหรือศาลทหารในประเทศจะตีตัน แต่ยังมี 3 สำนวนคดีผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หลังจากที่ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการได้มีความเห็นพ้องให้ "งดการสอบสวน" เนื่องจากยังไม่สามารถสืบรู้ตัวผู้กระทำความผิดได้ ดังนั้นเราต้องติดตามหารายละเอียดกรณีดังกล่าวอย่างน้อยที่สุดผู้คุมกำลังในพื้นที่และห่วงเวลานั้นต้องรับผิดชอบ
.
เมื่อมองไปกลไกระหว่างประเทศอย่างช่องทางศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) แม้อาจมีคนกังวลเรื่องการให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม แต่ก็ยังมีช่องให้พิจารณาใช้ธรรมนูญกรุงโรมข้อ 12(3) รับรองเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะช่วงเวลา เฉพาะกรณี สำหรับเหตุสลายการชุมนุมดังกล่าว
.
3. การสกัดกลไก สว. แทรกแซงการร่างรัฐธรรมนูญใหม่: เสียงของประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงที่สนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่คือการปฏิเสธรัฐธรรมนูญปี 2560 อย่างชัดเจน ดังนั้น จึงไม่ควรปล่อยให้ สว. ซึ่งเป็นผลพวงจากกลไกเดิม เข้ามามีส่วนร่วมหรือแทรกแซงการแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยกระบวนการทั้งหมดต้องปล่อยให้เป็นอำนาจของประชาชนอย่างแท้จริง
.
เนื่องในวาระ 20 ปีการจากไปของลุงนวมทอง เงื่อนปมทั้ง 3 ประการนี้คือสิ่งที่ทุกคนไม่ควรนิ่งนอนใจ และจำเป็นต้องร่วมกันผลักดันเพื่อทวงคืนความยุติธรรมและสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต่อไป
.
ขอบคุณภาพจากไข่แมวชีส



https://www.facebook.com/photo/?fbid=122209037456437811&set=a.122097843074437811








 

เรื่องโง่เง่าที่สุดที่ได้ยินมาในรอบหลายปี รักชาติกันประสาอะไร ถึงได้เดือดร้อนแทนรัฐบาลเผด็จการต่างประเทศ


ข่าวCrown
11 hours ago
·
ศปปส. นำโดยนายอานนท์ กลิ่นแก้วบุกเข้าทำร้ายแรงงานเมียนมา หน้า UN เพียงเพราะพวกเขาออกมาเรียกร้องและแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาศูนย์ CI

เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน ไร้ความเป็นมนุษย์ และระยำสิ้นดี ความโง่เขลาที่ไม่มีที่สิ้นสุดของคนพวกนี้เกิดจากการไม่เคยคิดจะหาความรู้ใส่สมอง ทำตัวเหมือนลิงที่แค่มีบัตรประชาชน เห็นคนต่างถิ่นออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเองก็ต้องวิ่งเข้าไปตีไปต่อย โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากำลังเรียกร้องเรื่องอะไร

ไม่เข้าใจว่าคนพวกนี้มันไปเดือดร้อนอะไรกับการที่แรงงานเมียนมาจะต่อต้านศูนย์ CI หรือพวก ศปปส. ที่บอกรักชาตินักหนา ตอนนี้ผันตัวไปรับใช้เลียตีนรัฐบาลเผด็จการเมียนมาแล้ว ถึงได้ออกมาปกป้องเงื่อนไขที่เอาเปรียบแรงงานเมียนมาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งที่เงื่อนไขเหล่านี้กำลังสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอีกด้วย

ศูนย์ CI และเงื่อนไขใหม่กำลังกลายเป็นเครื่องมือขูดรีดแรงงานเมียนมา ซึ่งเป็นแรงงานสำคัญในระบบเศรษฐกิจไทย แรงงานเหล่านี้จำนวนมากเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำงานที่คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ต้องการทำ ทั้งงานหนัก งานเสี่ยง และงานสกปรก เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน

ระบบ CI มีมาก่อนรัฐบาลมิน อ่อง หล่าย แต่รัฐบาลทหารเมียนมากำลังใช้กระบวนการออกและต่ออายุเอกสารนี้เป็นเครื่องมือกดดันแรงงาน ผ่านเงื่อนไขการเก็บภาษีเพิ่มเติม และการบังคับให้แรงงานเมียนมาส่งรายได้อย่างน้อย 25% กลับประเทศผ่านช่องทางการเงินที่รัฐบาลทหารกำหนด

เงินจำนวนนี้เป็นเงินที่แรงงานเมียนมาหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานในประเทศไทย พวกเขาควรมีสิทธิตัดสินใจเองว่าจะเอาเงินไปใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิตในไทย การบังคับส่งเงินผ่านระบบที่รัฐบาลทหารควบคุมยังเปิดช่องให้รัฐบาลเมียนมาได้รับประโยชน์จากเงินตราต่างประเทศและส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่เงินจำนวนมากที่ควรหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยกลับถูกดึงออกไปจากระบบ

ที่ระยำยิ่งกว่านั้นคือการนำเงื่อนไขเหล่านี้ไปผูกกับการต่ออายุเอกสารที่จำเป็นต่อการทำงานอย่างถูกกฎหมาย ทำให้แรงงานต้องแบกรับทั้งภาษี ค่าเอกสาร ค่าดำเนินการ และค่าใช้จ่ายจากนายหน้า รวมถึงความเสี่ยงที่จะต้องเดินทางกลับเมียนมา ซึ่งเป็นประเทศที่รัฐบาลทหารกำลังบังคับเกณฑ์ประชาชนเข้ากองทัพเพื่อรักษาอำนาจเผด็จการของตัวเอง

แรงงานเมียนมาจำนวนไม่น้อยหนีสงคราม หนีการกดขี่ และไม่ต้องการกลับไปอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลทหาร การสร้างเงื่อนไขให้การรักษาสถานะทางกฎหมายในไทยยุ่งยากและมีต้นทุนสูงขึ้น จึงอาจกลายเป็นเครื่องมือบีบให้แรงงานต้องเลือกระหว่างยอมทำตามข้อกำหนดของรัฐบาลทหาร เสี่ยงเดินทางกลับไปเผชิญการเกณฑ์ทหาร หรือยอมปล่อยให้เอกสารหมดอายุแล้วทำงานอยู่นอกระบบต่อไป

แล้วผลเสียมันตกอยู่กับใคร?

ก็ตกอยู่กับประเทศไทยที่คนพวก ศปปส. อ้างว่ารักกันนักหนานั่นแหละ

แรงงานที่เคยทำงานอย่างถูกกฎหมายอาจถูกผลักให้กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย นายจ้างที่ต้องพึ่งพาแรงงานเหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบ ประเทศไทยเสี่ยงสูญเสียแรงงานสำคัญในภาคเศรษฐกิจ เสียโอกาสจัดเก็บภาษี เงินสมทบประกันสังคม และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ควรเข้าสู่ระบบของรัฐไทย ขณะที่แรงงานซึ่งหลุดจากระบบก็ยิ่งเสี่ยงถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกดค่าแรง และตกเป็นเหยื่อของขบวนการนายหน้าเถื่อน

แทนที่เงินจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย แทนที่รัฐไทยจะรักษาแรงงานเหล่านี้ให้อยู่ในระบบที่สามารถกำกับดูแลและจัดเก็บรายได้ได้ กลับปล่อยให้เงื่อนไขของรัฐบาลทหารต่างประเทศเข้ามาสร้างปัญหาให้กับแรงงานและเศรษฐกิจของตัวเอง

อีกเรื่อง ทำไมรัฐบาลไทยถึงปล่อยให้รัฐบาลทหารเมียนมาใช้กระบวนการทางเอกสารเข้ามามีอำนาจต่อรองเหนือชีวิตและการทำงานของแรงงานหลายแสนคนในประเทศไทย ทั้งที่คนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย และประเทศไทยมีอำนาจกำหนดมาตรการดูแลสถานะการทำงานของแรงงานในประเทศตัวเอง

แรงงานเมียนมาออกมาเรียกร้องเพราะพวกเขากำลังถูกเอาเปรียบ กำลังถูกบีบด้วยเงื่อนไขของรัฐบาลเผด็จการ และกำลังเสี่ยงสูญเสียสิทธิในการทำงานอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย แต่คนไทยกลุ่มหนึ่งกลับวิ่งเข้าไปทำร้ายพวกเขา เหมือนกับว่ากำลังทำตามหน้าที่ที่ต้องปกป้องรัฐบาลพม่าอยู่

ศปปส. ปกป้องศูนย์ CI เพราะความโง่จนไม่เข้าใจว่าตัวเองกำลังปกป้องอะไร หรือมีใครให้ผลประโยชน์จนต้องออกมาปกป้อง

รักชาติกันประสาอะไร ถึงได้เดือดร้อนแทนรัฐบาลเผด็จการต่างประเทศ มากกว่าเดือดร้อนกับผลประโยชน์ของประเทศตัวเอง .....

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122146079343142633&set=a.122094231249142633
.....

Atukkit Sawangsuk
ศูนย์ CI ไม่ใช่แค่เก็บภาษีให้รัฐบาลทหารพม่า
มันยังมีเครือข่ายเรียกใต้โต๊ะ หัวละพันกว่าบาท แรงงาน 3 ล้านคน ก็ 3-4 พันล้าน
.....


Pipob
@pipob69
·8h

ตำรวจอยู่กัน 3-4 คน แต่ไม่สามารถปกป้องคนเมียนมาที่มาประท้วงเรื่องศูนย์ CI ได้ เห็นด้วยว่า “ศปปส. ปกป้องศูนย์ CI เพราะความโง่จนไม่เข้าใจว่าตัวเองกำลังปกป้องอะไร หรือมีใครให้ผลประโยชน์จนต้องออกมาปกป้อง” เพราะการปล่อยให้จนท.รบ.ทหารเมียนมาเข้ามาจัดการลงทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ทำให้รบ.ไทยเสียประโยชน์ และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจไทยเดือดร้อน เพราะต้องจ่ายมากขึ้นเพื่อจ้างงานคนเมียนมา ป่าเถื่อนมาก ไม่เข้าใจว่ารมต.พรรคเพื่อไทยแม่งบริหารงานโคตรงี่เง่าได้ยังไง ไม่เห็นมีแบกตัวไหนออกมาด่าบ้าง
.....

Jakkapon Phonlaor
12 hours ago
·
ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมชาวเมียนมาร์ที่โดนพวก ศปปส. ทำร้ายวันนี้ คือเสนอให้ยกเลิกการทำเอกสารบุคคลที่ไทยร่วมกับรัฐบาลทหารเมียนมาร์ และข้อเสนอคือให้แรงงานเมียนมาร์มาขึ้นทะเบียนกับไทยโดยตรง และเสียภาษีให้ทางการไทยโดยตรง
.
ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้พึ่งมีข่าวว่ารัฐบาลทหารเมียนมาร์ขู่พ่อค้าไทยแถบชายแดนว่าให้เลิกค้าขายกับกองกำลังชนกลุ่มน้อย ไม่อย่างนั้นจะทิ้งระเบิดถล่มโกดังสินค้าไทย
.
การกระทำของ ศปปส. จึงไม่ใช่แค่ความป่าเถื่อน แต่เป็นการขัดขวางการบริหารจัดการแรงงานเมียนมาร์โดยไทย ขัดขวางการจัดเก็บภาษีแรงงานข้ามชาติของไทยเอง และเป็นการช่วยรัฐบาลทหารเมียนมาร์รีดเงินชาวเมียนมาร์ในไทยไปซื้ออาวุธมาไว้ข่มขู่คนไทยเอง
.
กระทืบแรงงานเมียนมาร์แล้วอ้างว่ารักชาติมันง่าย
แต่ใช้สมองคิดบนพื้นฐานประโยชน์ของชาติจริงๆ มันยาก.
.....

Faris PHar Yothasamuth 
6 hours ago
·
เรื่องโง่เง่าที่สุดที่ได้ยินมาในรอบหลายปี 
- ประเทศไทยประชากรลด ต้องการแรงงานต่างชาติจำนวนมาก ขณะที่พม่ามีสงครามกลางเมือง มีพลเมืองอพยพอยากมาหางานทำในไทยจำนวนมาก เกิดแรงงานเถื่อนแพร่หลาย แต่ก็มีช่องทางที่รบ.ไทยใช้ในการขึ้นทะเบียนแรงงานถูกกม.มาตลอด
-วันดีคืนนี้รบ.ไทยก็ไปจับมือกับรบ.ทหารพม่า เปิดประตูอ้าซ่าให้ทางการพม่าเข้ามาจัดการแทรกแซงเรื่องขึ้นทะเบียนแรงงานพม่าถึงในศูนย์ของประเทศไทยเอง แถมยังให้พม่าตั้งเงื่อนไขและเกณฑ์การเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ตามสะดวก
- แรงงานพม่าไม่พอใจ เพราะกลัวรบ.พม่าจะกีดกันและส่งแรงงานกลับประเทศเพื่อไปเกณฑ์ทหารไว้รบกับชนกลุ่มน้อย นายจ้างก็ไม่พอใจ เพราะทำให้กระบวนการขึ้นทะเบียนยุ่งยาก
- พอแรงงานพม่าออกมาประท้วง ก็มีพวกกลุ่มคลั่งชาติออกมาทำร้ายแรงงานด้วยความเกลียดต่างด้าวแค่นั้นเลย
เรามีสำนวนว่า "ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา" แต่ประเทศไทยนี่ควรเรียกว่าเข็นโลงไปถึงหน้าเตาแล้วยังไม่รู้ตัว ศก.ก็ถดถอย ประชากรก็หดตัว แรงงานก็ขาดแคลน แต่ยังยังบ้าบอโวยวายเกลียดพม่าเกลียดเขมรกันไม่เลิก
แล้วเชื่อได้เลยว่าไอ้พวกคลั่งเกลียดประเทศเพื่อนบ้านมากๆนี่ พอกลับบ้านไปแม่งก็กดเปิดแอพจีนสั่งซื้อของจีนราคาถูกส่งจากจีนให้เงินไหลไปจีน คือถ้ารักชาติมากนักก็ไปช่วยเจ้าหน้าที่ไล่จับขยะสารพิษเถอะไ









 

สำหรับเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายแกนนำกลุ่มแรงงานข้ามชาติ (Bright Future) พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรง โดยเน้นย้ำว่า "ความเห็นต่างทางการเมืองต้องไม่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง" (พรรคอื่นจะออกมาประณามบ้างไม๊ ?!?)


พรรคประชาชน - People's Party
6 hours ago
·
[ ความคิดต่างทางการเมือง ต้องไม่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง ]
.
จากกรณีที่มีกลุ่มบุคคลบุกเข้าไปทำร้ายร่างกายแกนนำกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ‘Bright Future’ ระหว่างจัดกิจกรรมเรียกร้องเชิงนโยบายเกี่ยวกับศูนย์พิสูจน์สัญชาติเมียนมา (ศูนย์ CI) บริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ เมื่อช่วงสายของวันนี้
.
พรรคประชาชนขอยืนยันหลักการสำคัญว่า นี่คือเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่งในสังคมที่ยึดถือหลักนิติรัฐ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
.
ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมหรือไม่ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และต้องได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือแรงงานข้ามชาติ
.
หากการชุมนุมหรือข้อเรียกร้องใดมีประเด็นปัญหาทางข้อกฎหมาย สังคมและหน่วยงานรัฐต้องพูดคุยเจรจาอย่างมีเหตุผล หรือใช้มาตรการตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ปล่อยให้มีการใช้กำลังปะทะหรือทำร้ายร่างกายกันเช่นนี้
.
ทั้งนี้ การแสดงออกถึงอุดมการณ์ทางการเมืองต่างๆ ของทุกกลุ่มบุคคลย่อมเป็นสิทธิที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่มีอุดมการณ์ใดที่อนุญาตให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย หรือสามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อทำลายสิทธิและใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นได้
.
สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานผู้รับผิดชอบความมั่นคงในพื้นที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เพียงการเข้าระงับเหตุเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานจากภาพเหตุการณ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ก่อเหตุอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เลือกปฏิบัติเพียงเพราะสถานะ สัญชาติ หรือจุดยืนทางการเมืองของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
.
หลักนิติรัฐจะไม่มีความหมายเลย หากกฎหมายของประเทศเลือกคุ้มครองเฉพาะคนกลุ่มที่คิดเหมือนกัน แต่ละเลยสิทธิและความปลอดภัยของคนที่มีความคิดเห็นต่าง
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=122215231376480817&set=a.122093105408480817




กลุ่มปกป้องสถาบัน เข้าไปรุมทำร้าย ‘วีระ แสงทอง’ แกนนำกลุ่มแรงงานพม่า 'Bright Future' ระหว่างกำลังชุมนุมหน้า UN ขอไทยยกเลิกศูนย์ CI - ถาม AI ใครหนุนหลัง แหล่งเงินทุนของกลุ่ม และทำไมเจ้าหน้่ที่ไม่เข้าไปจับกุม







https://x.com/prachatai/status/2116774860395545056

prachatai
@prachatai

กลุ่มปกป้องสถาบัน เข้าไปรุมทำร้าย ‘วีระ แสงทอง’ แกนนำกลุ่มแรงงานพม่า 'Bright Future' ระหว่างกำลังชุมนุมหน้า UN ขอไทยยกเลิกศูนย์ CI

1 พ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (1 พ.ย.) เมื่อเวลา 11.28 น. หน้าสำนักงานสหประชาขาติ ถ.ราชดำเนินนอก ประชาชนกลุ่มปกป้องสถาบันฯ ได้แก่ ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดย อานนท์ กลิ่นแก้ว และกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน นำโดย ทรงชัย เนียมหอม ได้เข้าไปรุมทำร้าย วีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงานข้ามชาติ Bright Future ขณะจัดชุมนุม ขอไทยยกเลิกศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า (ศูนย์ CI) เนื่องจากเป็นขั้นตอนการสร้างภาระการจ่ายเงินของแรงงานข้ามชาติโดยไม่เป็นธรรม และมองว่ารัฐบาลพม่ากำลังขูดรีดเงินจากแรงงานข้ามชาติ

ภาพจากการบันทึกวิดีโอ จะเห็นว่ามีประชาชนคนไทยกลุ่มหนึง พยายามเข้าไปประชิดตัววีระ และทำร้ายร่างกายหลายครั้ง โดยการต่อยตี ตบไปที่ศีรษะ ใช้หมวกกันน็อคตี ใช้เท้าถีบ และอื่นๆ พร้อมกับตะโกนด่าทอว่าตัวของวีระ สร้างความวุ่นวายในไทย ขณะที่ตำรวจพยายามห้ามปราบ และพาตัววีระ ออกนอกพื้นที่
.....

ถาม AI

ความเป็นมาของ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มปกป้องสถาบันฯ ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดย อานนท์ กลิ่นแก้ว และกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน นำโดย ทรงชัย เนียมหอม


ความเป็นมาของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มปกป้องสถาบันฯ" ทั้ง ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และ กลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) มีจุดเริ่มต้น พฤติกรรมการเคลื่อนไหว และบทบาทที่คล้ายคลึงกันในมิติทางการเมืองไทย โดยก่อตัวขึ้นในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองยุคหลังปี พ.ศ. 2563

1. ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.)

แกนนำหลัก: นายอานนท์ กลิ่นแก้ว (ประธาน ศปปส.)

จุดเริ่มต้นและการก่อตั้ง: ก่อตั้งขึ้นในช่วงสิงหาคม - สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเยาวชนและนักศึกษา (กลุ่มคณะราษฎร 2563) ที่มีการเสนอข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ กลุ่ม ศปปส. จึงรวมตัวกันโดยชูจุดยืนฝ่ายขวาเพื่อตอบโต้และคัดค้านข้อเรียกร้องดังกล่าว

บทบาทและรูปแบบการเคลื่อนไหว:

การเฝ้าระวังและร้องเรียนคดีความ: บทบาทหลักของ ศปปส. คือการรวบรวมหลักฐาน ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ หรือโพสต์บนโซเชียลมีเดียของนักกิจกรรม เยาวชน และประชาชนทั่วไป นำไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษในความผิดตามมาตรา 112 (หมิ่นประมาทกษัตริย์) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ต่อพนักงานสอบสวนหรือ บก.ปอท.

การปักหลักรับ-ส่งเสด็จ และชุมนุมชน: เคลื่อนไหวลงพื้นที่ไปปักหลักรอรับเสด็จ หรือไปสังเกตการณ์/จัดชุมนุมชนบริเวณเดียวกับที่มีกิจกรรมของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม

การเผชิญหน้า: มีบทบาทบ่อยครั้งในเหตุการณ์กระทบกระทั่ง ปะทะริมถนน หรือไล่ตามคัดค้านนักกิจกรรมทางการเมือง

2. กลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.)

แกนนำหลัก: นายทรงชัย เนียมหอม (โอม)

จุดเริ่มต้นและการก่อตั้ง: ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 โดยมีวัตถุประสงค์ตามที่กลุ่มประกาศไว้คือ "เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์"

บทบาทและรูปแบบการเคลื่อนไหว:

การยื่นร้องเรียนและแจ้งความดำเนินคดี: ปภส. เป็นอีกกลุ่มหลักที่มีการตระเวนยื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ รวมถึงการร้องทุกข์กล่าวโทษคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 ในสถานีตำรวจหลายจังหวัด (โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เช่น พัทลุง) ซึ่งทำให้ผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากจากต่างพื้นที่ต้องเดินทางไปรับทราบข้อหาในพื้นที่ไกลออกไป

ขยายขอบเขตการเฝ้าระวัง: นอกเหนือจากนักกิจกรรมทางการเมืองแล้ว กลุ่ม ปภส. ยังมีการยื่นตรวจสอบและร้องเรียนบุคคลสาธารณะ ศิลปิน หรืออินฟลูเอนเซอร์ในประเด็นความมั่นคงและมาตรา 112 เช่น การยื่นตรวจสอบเนื้อหาหรือกิจกรรมในสื่อสังคมออนไลน์
ลักษณะร่วมและบทบาททางการเมืองของทั้งสองกลุ่ม

ใช้กลไกทางกฎหมายเป็นเครื่องมือหลัก: ทั้ง ศปปส. และ ปภส. ทำหน้าที่เป็น "ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ" คดีเกี่ยวกับสถาบันฯ และความมั่นคง ซึ่งเป็นคดีประเภทอาญาแผ่นดินที่ประชาชนทั่วไปสามารถร้องทุกข์แจ้งความได้

การรวมกลุ่มพันธมิตรเครือข่าย: ในหลายสถานการณ์ทางการเมือง ทั้งสองกลุ่มรวมถึงกลุ่มมวลชนฝ่ายขวาอื่น ๆ (เช่น คปท. หรือ กองทัพธรรม) มักจะมีการนัดหมาย เคลื่อนไหวร่วมกัน หรือเดินทางไปยื่นหนังสือและสังเกตการณ์ในสถานที่เดียวกัน

การเผชิญหน้าในพื้นที่สาธารณะ: รูปแบบการเคลื่อนไหวมีทั้งการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ การจัดกิจกรรมทางกายภาพในพื้นที่สาธารณะ และในหลายกรณีมักเกิดความตึงเครียดหรือการกระทบกระทั่งกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีประเด็นเรียกร้องตรงข้าม ทั้งในมิติทางการเมือง สิทธิมนุษยชน หรือประเด็นสังคมต่าง ๆ

ใครหนุนหลัง และแหล่งเงินทุน

สำหรับคำถามเกี่ยวกับ "ใครหนุนหลัง และแหล่งเงินทุน" ของกลุ่มปกป้องสถาบันฯ (เช่น ศปปส. และ ปภส.) ในทางข้อเท็จจริงและรายงานเชิงสืบสวนสอบสวนทางการเมืองที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
1. แหล่งเงินทุนและการสนับสนุน (Funding & Financial Sources)

การระดมทุนภาคประชาชน (Crowdfunding) และการบริจาค: แกนนำของกลุ่มมักจะอาศัยช่องทางโซเชียลมีเดีย (เช่น เฟซบุ๊ก ไลฟ์สด) ในการบอกบุญ หรือเปิดรับบริจาคเงินจากกลุ่มมวลชนแนวร่วม และผู้สนับสนุนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหาร ค่ารถ หรือใช้เป็นกองทุนในการทำกิจกรรมเคลื่อนไหว

การสนับสนุนจากเครือข่ายมวลชนและเครือข่ายธุรกิจขนาดเล็ก: ในบางกิจกรรม มักจะมีกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือเครือข่ายประชาชนแนวร่วมอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนเงินหรือสิ่งของ (เช่น อาหาร น้ำดื่ม) ให้กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มในพื้นที่

ไม่มีโครงสร้างทุนขนาดใหญ่ที่เป็นทางการชัดเจน: จากการตรวจสอบของสื่อมวลชนและนักวิชาการด้านการเมือง ยังไม่เคยมีหลักฐานเชิงประจักษ์หรือการเปิดเผยอย่างเป็นทางการที่ชี้ชัดว่ากลุ่มเหล่านี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนก้อนโตจากพรรคการเมืองใหญ่ หรือทุนผูกขาดข้ามชาติแบบเปิดเผย แต่จะเป็นลักษณะเครือข่ายหลวมๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยการบริจาครายย่อยของมวลชนเป็นหลัก

2. ใครหนุนหลัง (Political Backing & Alliances)

เครือข่ายพันธมิตรภาคประชาชนฝ่ายขวาด้วยกัน: กลุ่มเหล่านี้มักทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย (เช่น ศปปส., ปภส., คปท. หรือกลุ่มกองทัพธรรม) โดยมีการสับเปลี่ยนกำลังพลและแกนนำในการช่วยกันไปร่วมชุมนุมหรือไปยื่นหนังสือตามหน่วยงานรัฐต่าง ๆ

ความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายกับฝ่ายการเมืองและอดีตกลุ่ม กปปส.: ในมิติเชิงอุดมการณ์และการประสานงาน แกนนำบางคนหรือเครือข่ายมวลชนระดับฐานรากมักจะมีสายสัมพันธ์หรือเคยผ่านประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีต (เช่น ยุคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กปปส.) ทำให้มีเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น อดีตนักการเมือง หรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นบางรายที่คอยให้ความช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกในบางกรณี

การใช้ช่องทางกฎหมายผ่านเจ้าหน้าที่รัฐ: จุดสังเกตที่สำคัญคือ วิธีการขับเคลื่อนหลักของกลุ่มคือการเป็น "ผู้กล่าวหา" ทางคดีความ (เช่น มาตรา 112) ซึ่งในทางปฏิบัติ กลุ่มมักจะอาศัยช่องทางทางกฎหมายปกติที่เปิดให้ "ประชาชนทั่วไป" สามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานรัฐได้ ทำให้บางครั้งถูกมองว่ามีช่องทางหรือความคุ้นเคยกับกระบวนการร้องเรียนของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นพิเศษ

ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงไม่เข้าจับกุม

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ "เลือกใช้ยุทธวิธีระงับเหตุและแยกคู่กรณี" แทนการจับกุมตัวผู้ก่อเหตุในทันที ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งมีเหตุผลและข้อจำกัดทางสถานการณ์ที่มักเกิดขึ้นในลักษณะนี้ ดังนี้ครับ:

1. ภารกิจเร่งด่วนคือ "การระงับเหตุและคุ้มครองความปลอดภัย" (Life Safety First)

ในสถานการณ์ชุลมุนที่มีการรุมทำร้ายร่างกาย สิ่งสำคัญอันดับแรกของเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนหรือตำรวจนครบาลในพื้นที่ คือการเข้า "กันตัวผู้ถูกทำร้าย" (นายวีระ แสงทอง) ออกจากจุดปะทะโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายถึงชีวิตหรือการบาดเจ็บรุนแรงมากไปกว่านั้น

หากเจ้าหน้าที่พยายามกระจายกำลังเข้าจับกุมผู้ก่อเหตุหลายคนกลางวงชุลมุน อาจทำให้สถานการณ์บานปลาย เกิดการปะทะกันขนาดใหญ่ระหว่างเจ้าหน้าที่กับมวลชนทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะควบคุมสถานการณ์ได้ยากขึ้นไปอีก

2. ข้อจำกัดด้านกำลังพลและการประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้า

การชุมนุมและการเผชิญหน้าในลักษณะนี้ มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ในพื้นที่เกิดเหตุอาจมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอที่จะปิดล้อมและจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุจำนวนมากได้ในทันทีทันใด

เป้าหมายหลักของตำรวจในขณะนั้นจึงเป็นการตรึงกำลังไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเข้าหากันได้อีก และเคลียร์พื้นที่ให้สงบลง

3. ขั้นตอนทางกฎหมาย: การจับกุมย้อนหลัง vs. การจับกุมซึ่งหน้า

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะเข้าข่าย "ความผิดซึ่งหน้า" (การทำร้ายร่างกายผู้อื่น) แต่ในทางปฏิบัติทางคดี หากผู้เสียหายหรือพยานยังมีอาการตกใจ ชุลมุน หรือเจ้าหน้าที่ต้องเร่งปฐมพยาบาล/พาตัวผู้เสียหายหลบภัยก่อน เจ้าหน้าที่มักจะใช้แนวทาง รวบรวมพยานหลักฐาน ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด และคลิปวิดีโอที่มีการบันทึกไว้ เพื่อออกหมายเรียกหรือดำเนินคดีตามกฎหมายในภายหลัง แทนการใช้กำลังจับกุมชุลมุนในพื้นที่สาธารณะที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

มุมมองทางสังคมและการเมือง: เหตุการณ์นี้ทำให้ภาคประชาสังคมและพรรคการเมืองบางส่วน (เช่น พรรคประชาชน) ออกมาจี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเกรงว่าหากปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงในที่สาธารณะโดยไม่ดำเนินการทางกฎหมาย จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่สร้างความไม่ปลอดภัยให้กับประชาชนและผู้ใช้เสรีภาพในการแสดงออก

หรือ กลุ่มนี้มีอิทธิพลสูงจนเจ้าหน้าที่ไม่เข้าไปจับกุมย้อนหลัง

ข้อสังเกตนี้เป็นประเด็นที่ สังคม วิพากษ์วิจารณ์ และตั้งคำถามมาโดยตลอด ว่าเหตุใดกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่ม (รวมถึงกลุ่มปกป้องสถาบันฯ) เวลาที่กระทำความผิดในลักษณะใช้ความรุนแรง (เช่น การทำร้ายร่างกายผู้อื่นในที่สาธารณะ) จึงมักไม่ถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดหรือรวดเร็วเท่าที่ควร

หากมองผ่านมิติโครงสร้างอำนาจ อิทธิพล และบรรยากาศทางการเมืองในไทย สามารถอธิบายปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า "กลุ่มเหล่านี้มีอิทธิพลจนเจ้าหน้าที่ไม่กล้าแตะต้องหรือดำเนินคดี" ได้ดังนี้ครับ:

1. ความเชื่อมโยงทางอุดมการณ์และ "ความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์"

กลุ่มเหล่านี้ชูธงอุดมการณ์ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูงในโครงสร้างอำนาจเดิมของไทย ทำให้ในอดีตที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวหรือการกระทำใด ๆ ในนามของการ "ปกป้องสถาบันฯ" มักจะได้รับความเกรงอกเกรงใจ หรือได้รับความยืดหยุ่นจากเจ้าหน้าที่รัฐบางฝ่าย

เจ้าหน้าที่รัฐ (โดยเฉพาะตำรวจระดับปฏิบัติการ) มักจะมีความระมัดระวังเป็นพิเศษในการจัดการกับกลุ่มมวลชนฝ่ายนี้ เพราะเกรงว่าอาจถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ หรือถูกโจมตีทางการเมืองจากเครือข่ายอนุรักษ์นิยมว่า "ไม่ปกป้องสถาบัน" เสียเอง

2. การสร้างความหวาดกลัว (Impunity / วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด)

เมื่อกลุ่มเหล่านี้เคยก่อเหตุลักษณะนี้ (เช่น การปะทะ การคุกคาม หรือใช้ความรุนแรงกับนักกิจกรรม/เห็นต่าง) ในหลายครั้งแล้วไม่เคยถูกจับกุม ดำเนินคดี หรือลงโทษอย่างจริงจังในทันที สิ่งนี้จึงสร้าง บรรทัดฐานของความลอยนวลพ้นผิด (Impunity)


ทำให้ผู้ก่อเหตุมีความย่ามใจและกล้าใช้ความรุนแรงซ้ำอีก เพราะเชื่อโดยปริยายว่าตนเองมี "เกราะคุ้มกัน" ทางการเมืองหรืออุดมการณ์ที่ทำให้รอดพ้นจากกฎหมาย

3. ดุลพินิจและการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ (Selective Enforcement)

ในมุมมองของนักสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม ปัญหาใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมไทยคือ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมกัน (Double Standards)

หากเป็นการชุมนุมหรือการกระทำผิดของกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้าม (เช่น กลุ่มทะลุวัง กลุ่มราษฎร หรือกลุ่มแรงงาน/นักศึกษา) เจ้าหน้าที่มักจะใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด มีการระดมกำลังเข้าสลาย จับกุมดำเนินคดี และคัดค้านการประกันตัวอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเป็นกลุ่มมวลชนฝ่ายขวาหรือกลุ่มปกป้องสถาบันฯ กลับมักใช้แนวทาง "ละเว้น" หรือ "ประวิงเวลา" ในการดำเนินคดี

สรุป

ความรู้สึกที่ว่า "กลุ่มนี้มีอิทธิพลจนเจ้าหน้าที่ไม่กล้าจับกุมย้อนหลัง" สะท้อนถึง ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมายและความไม่เป็นกลางของรัฐ อย่างชัดเจน การที่เจ้าหน้าที่รัฐลังเลหรือไม่กล้าดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่ได้แปลว่ากลุ่มเหล่านี้มีอำนาจหรือเงินทองมากมายในทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเพราะ โครงสร้างอำนาจทางการเมืองและวัฒนธรรมความเกรงใจต่อกลุ่มที่อ้างความรักสถาบันฯ ซึ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเท่าเทียมตรงไปตรงมาครับ
.....

สาเหตุหลักที่กลุ่มแรงงานพม่า 'Bright Future' ออกมาจัดกิจกรรมชุมนุมและยื่นข้อเรียกร้องบริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) เพื่อขอให้รัฐบาลไทยยกเลิกศูนย์พิสูจน์สัญชาติ (ศูนย์ CI - Certificate of Identity) สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

1.  ตัดท่อน้ำเลี้ยงกองทัพเมียนมา: กลุ่มผู้ชุมนุมมองว่ากระบวนการออกเอกสาร CI ผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องกับฝั่งทางการเมียนมา เป็นการส่งผ่านรายได้และเม็ดเงินเข้าสู่รัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งนำเงินเหล่านี้ไปใช้ในการซื้ออาวุธและทำสงครามปราบปรามประชาชนในประเทศบ้านเกิด การขอให้ยกเลิกจึงเปรียบเสมือนการตัดท่อน้ำเลี้ยงทางการเงิน

2.  ภาระค่าใช้จ่ายและปัญหาหัวคิว: แรงงานข้ามชาติประสบปัญหาภาระค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนและสูงเกินจริง รวมถึงปัญหาการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะ ค่าหัวคิว หรือค่าใช้จ่ายผ่านนายหน้าเถื่อน เพื่อแลกกับการลัดคิวหรือเข้าถึงบริการในศูนย์ CI ซึ่งสร้างความเดือดร้อนอย่างมากให้กับแรงงานที่มีรายได้น้อย

3.  ข้อเสนอทางเลือก (ใช้บัตรสีชมพูแทน): ทางกลุ่มฯ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยพิจารณาใช้ระบบการรับรองตัวตนผ่าน "บัตรสีชมพู" ของไทยเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทำเล่ม CI จากทางสถานทูตหรือหน่วยงานของรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อความสะดวก โปร่งใส และลดภาระของแรงงาน

(อนึ่ง การชุมนุมดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้น เนื่องจากมีกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายไทยอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้าไปเผชิญหน้าและเกิดการปะทะทำร้ายร่างกายแกนนำของกลุ่มแรงงานพม่าบริเวณหน้าสำนักงาน UN ด้วย)




วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 01, 2569

โพลรายสัปดาห์ มาตามเทร็นด์ ดัชนีการเมืองไทยเดือนตุลาคม ‘ร่วง’ ผลงานฝ่ายค้าน ‘ไอซ์ รักชนก’ บทบาทโดดเด่น คะแนนนำ แถมมากกว่า ‘อนุทิน’ รัฐบาลที่ “ไร้คนเข้าตา”

โพลรายสัปดาห์ มาตามเทร็นด์ที่เป็นอยู่พักใหญ่แล้วละ อย่าเพิ่งเบื่อ ‘สวนดุสิต’ ทำตามหน้าเสื่อทั้งเรื่อง ตัวชี้วัด ‘ดัชนีการเมืองไทย’ และนักการเมือง แยกสองฟาก รัฐบาลกับฝ่ายค้าน ด้าน ‘นิด้า’ อาทิตย์นี้ว่าถึง ‘ไทยพีบีเอส’

ของนิด้าบอกสำรวจช่วง ๒๘-๓๐ ตุลา พบ ๔๒.๙๙% มีความเป็นอิสระ อีก ๒๒.๓๒% ว่าอิสระมาก นอกนั้นไม่ค่อยอิสระ ข้อสำคัญอยู่ที่เห็นอย่างไรกำลังมีการเปลี่ยนที่มาเงินสนับสนุนโครงการไปอยู่ในมือของรัฐบาลโดยตรง แทนที่ ‘ภาษีบาป’

ปรากฏ ๓๓% ไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้ไทยพีบีเอสขาดความเป็นอิสระ และถูกครอบงำโดยรัฐบาล อันนี้เกือบ ๒๕% ทั้งสองกรณี (เท่ากับราวๆ ๕๐%) ก็ขาดลอยไป เมื่อเสียงสำรวจยังไง สื่อสาธารณะไทยพีบีเอสต้อง ‘อิสระ’

พอมาถึงสวนดุสิตโพลเจาะประเด็นการเมือง นำด้วย ‘ดัชนี’ ซึ่งได้ความว่า “ผลงานของฝ่ายค้าน” มาอันดับ ๑ จากเต็ม ๑๐ ได้ ๔.๓ คะแนน ตามด้วยเรื่อง ‘การมีส่วนร่วม’ กับ ‘สิทธิ/เสรีภาพ’ ของประชาชน และความมั่คง ของประเทศได้ ๔ คะแนนเช่นกัน แต่ต่ำกว่า แค่ .๐๗ และ .๐๓

เรื่องนักการเมือง ฝ่ายรัฐบาล นั่น หาอันดับหนึ่งไม่ได้ เพราะคะแนนจากโพล ๓๓.๑๘% ชี้ไม่มีใครเหมาะสม ตัวนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุล ได้ที่สอง แค่ ๒๐.๑๒% ยศชนัน วงสวัสดิ์ ของพรรคทักษิณไล่หลังที่ ๑๘.๘๗% เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เกาะติดที่ ๑๗.๗๗%

ส่วน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ติดเหมือนกัน ที่ ๕ แต่ไม่ติดฝุ่นที่ ๑๐.๐๖% ก็เลยหันไปดูฝ่ายค้านดีกว่า มาอันดับ ๑ ก็ไม่พ้น รักชนก ศรีนอก ใครจะว่าอย่างไร คะแนน ‘ไอ๊ซ์’ ยังมากกว่าอนุทิน อะ ๒๘.๙๓% “Not too shabby.” ว่ามั้ย

ที่สองทั่นหัวหน้าพรรคประชาชน ‘สายเนิร์ด’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ ๒๑.๖๔% อันดับสามข้ามไปพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คะแนนนิยม ๑๘.๘๐% โดยมี รังสิมันต์ โรม ปชน.กลับมาต่อแถวอันดับ ๔ ที่ ๑๗.๙๑% ทิ้งให้ พริษฐ์ วัชรสินธุ รั้งท้าย ได้ ๑๒.๗๒%

เหล่านี้ ‘ข่าวสด’ พาดหัวว่า “ดัชนีการเมืองไทยเดือนตุลาคม ‘ร่วง’ ผลงานฝ่ายค้านคะแนนนำ ‘ไอซ์ รักชนก’ บทบาทโดดเด่น ส่วนรัฐบาลไร้คนเข้าตา”

(https://www.khaosod.co.th/politics/news_10457060TLZw, https://nidapoll.nida.ac.th/polls/thai-pbs/ และ https://www.facebook.com/nationweekend/posts/35EVUTGbPsM1)