วันพุธ, มิถุนายน 10, 2569

๙ มิถุนายน วันนี้เมื่อ ๘๐ ปีที่แล้ว “กระสุนนัดเดียว ได้ยินทั้งประเทศ”


โบราณนานมา
19 hours ago
·
[ ๙ มิถุนายน “วันอานันทมหิดล” ]
.
วันนี้เมื่อ ๘๐ ลปีที่แล้ว “กระสุนนัดเดียว ได้ยินทั้งประเทศ” แล้วเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็ได้เกิดขึ้น
.
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ สวรรคต เช้าวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ เวลาประมาณ ๙.๐๐ น. เสียงปืนนัดหนึ่งได้ดังขึ้นในห้องพระบรรทม ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง มหาดเล็กหน้าห้องพระบรรทมได้รีบเข้าไปดู เห็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘ บรรทมอยู่ มีพระโลหิตไหลเปื้อน พระองค์และเสด็จสวรรคตเสียแล้ว
.
ข่าวในหลวง รัชกาลที่ ๘ สวรรคตนำความโศกสลดมาสู่พสกนิกรชาวไทยในขณะนั้นอย่างใหญ่หลวง เสียงร่ำไห้ รำพัน และความเงียบสงัดแผ่ไปทั่วทุกมุมเมือง ความทุกข์โศกเศร้าอาลัยของปวงชาวไทยมีมากมาย จนเหลือที่จะพรรณาได้
.
“...ข่าวการสวรรคต ของรัชกาลที่ ๘ ถูกปิดมิให้สมเด็จฯ พระพันวัสสาทรงทราบ...หญิงจีนเดินร้องไห้เมื่อทราบข่าวการสวรรคต...”
.
หนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นลงข่าวถึงการสวรรคตของ รัชกาลที่ ๘ อย่างโศกสลด
.
“วันสวรรคต ถูกปกคลุมด้วยเมฆสีดำเป็นระยะ”
.
สมาคมพาณิชย์จีนและสมาคมพ่อค้าจีน เรียกว่าประชุมพิเศษให้พ่อค้าขายเครื่องไว้ทุกข์ราคาถูก เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
.
ทั่วโลกต่างสลดใจในข่าวสวรรคต วิทยุสิงคโปร์หยุด ๒ วัน บีบีซีหยุดครึ่งนาที ส่งสาสน์ถึงพระราชชนนีในหลวง คณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและชาวไทย และหนังสือพิมพ์อังกฤษทุกฉบับถวายพระเกียรติอย่างเต็มที่
.
รัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอังกฤษ สถานทูตอังกฤษ กองทัพอังกฤษในประเทศไทยส่งสาสน์แสดงความเศร้าสลดในเหตุการณ์ครั้งนี้
.
“...รัฐบาลอเมริกันแสดงความโทมนัสมายังประชาชนชาวไทย...ที่ได้สูญเสียพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักและเคารพ..”
.
“...สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระชันษาในวัยหนุ่มได้ทรงเป็นภาพพิมพ์ใจแก่บุคคลที่ได้เข้าเฝ้า ข้าพเจ้ารู้สึกโทมนัสยิ่งที่พระองค์ก็ทรงด่วนจากเราไป ข้าพเจ้าขอแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริงต่อชาวไทยที่ได้สูญเสียสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นที่เคารพสักการะและทรงเมตตากรุณาต่อพระบรมวงศานุวงศ์ในยามวิปโยคนี้...” ฯลฯ
.
“...ด้วยนับแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ศกนี้เป็นต้นมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เริ่มทรงพระประชวรเกี่ยวกับพระนาภีไม่เป็นปกติ และทรงเหน็ดเหนื่อยไม่มีพระกำลัง แม้กระนั้นก็ดีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้เสด็จประพาสเยี่ยมราษฏรอันเป็นพระราชกิจของพระองค์ ครั้นต่อมาพระอาการเกี่ยวกับพระนาภีก็ยังมิได้ทุเลา จึงต้องเสด็จประทับอยู่พระที่นั่งมิได้เสด็จออกงานตามหมายกำหนดการ ครั้นวันที่ ๙ มิถุนายน ศกนี้ ตอนเช้าเวลา ๖ นาฬิกา ได้เสวยพระโอสถน้ำมันละหุ่งแล้วเข้าห้องสรงซึ่งเป็นพระราชกิจประจำวัน แล้วเสด็จเข้าพระที่ ครั้งเวลาประมาณ ๙ นาฬิกา มหาดเล็กห้องพระบรรทมได้ยินเสียงปืนบนพระที่นั่ง จึงรีบเข้าไปดู สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรรทมอยู่บนพระที่มีพระโลหิตไหลเปื้อนพระองค์และสวรรคตเสียแล้ว มหาดเล็กห้องพระบรรทมจึงไปกราบทูลสมเด็จพระราชชนนีให้ทรงทราบ แล้วเสด็จไปถวายบังคมพระบรมศพ ต่อนั้นมามีพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีได้เข้าไปกราบถวายบังคม และอธิบดีกรมตำรวจกับอธิบดีกรมการแพทย์ได้ไปตรวจพระบรมศพและสอบสวน สันนิษฐานได้ว่า คงจะทรงจับคลำพระแสงปืนตามพระราชอัธยาศัยที่ทรงชอบ แล้วเกิดอุปัทวเหตุขึ้น...”
.
สำนักพระราชวัง
วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙
.
การสวรรคตของพระองค์เกิดจากอุบัติเหตุด้วยพระแสงปืนลั่นขณะทอดพระเนตรอยู่ ซึ่งได้สร้างความคลางแคลงใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อคำแถลงการณ์ของราชการนี้ จึงมีแต่ความสงสัยว่า แท้จริงแล้วพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตด้วยเหตุใดกันแน่
.
ความสูญเสียที่สมเด็จพระราชชนนีและสมเด็จพระอนุชาทรงได้รับในครั้งนี้ ก็คงไม่ต้องกล่าวถึงว่า สาหัสและรุนแรงยิ่งกว่าสักเพียงไหน ในตอนหนึ่งของหนังสือพระมามลายโศกหล้าเหลือสุข ได้กล่าวถึงบันทึกความรู้สึกของผู้ที่เคยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับพระสมเด็จพระราชชนนีและสมเด็จพระอนุชาเอาไว้ดังนี้
.
“...ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นแม่ลูกที่ไหนรักกันมากเท่านี้ คำก็แม่สองคำก็แม่ แม่รักลูกเสียจริง ๆ ประเดี๋ยวๆ ก็เข้ากอดกันซ้ายคนขวาคน นันท์อย่างนั้น เล็กอย่างนี้ คำน้อยไม่กล่าวให้เป็นที่สะเทือนใจกันเลย ล้อกันเล่น มาตั้งแต่เล็กจนโตคิดดูเถิดลูกกำพร้าพ่ออยู่ในหัวอกแม่มาตั้งแต่น้อยคุ้มใหญ่ แม่กับลูก ลูกกับแม่จะรักกันสนิทสนมเพียงไร แต่ละพระองค์ล้วนแต่เป็นดวงพระราชหฤทัยของกันและกัน แต่เมื่อพระองค์หนึ่งต้องมาจากไป ด้วยอาการเช่นนี้ ใครเล่าจะเข้ามาอยู่ข้างขวา หัวอกสมเด็จพระราชชนนีจะเป็นอย่างไร ผู้สนิทสนมที่ได้เฝ้าอยู่โดยใกล้ชิดย่อมรู้ชัดเจนดีอยู่...”
.
ความโศกเศร้าในพระราชหฤทัยในครั้งนั้น ท้าวโสภานิเวศน์ (ดำเนิน กัมปนานนท์) ได้ย้อนความทรงจำเหตุการณ์ในช่วงนี้เอาไว้มีความว่า
.
“...พอเสด็จกลับ (จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทที่ประดิษฐานพระบรมศพ) พระเจ้าอยู่หัวประทับข้างพระองค์สมเด็จพระราชชนนี ทั้งสองพระองค์ประทับบนพระเก้าอี้องค์เดียวกัน สมเด็จฯ ก็ทรงซ้อนพระบาทขึ้นมาวางบนพระเก้าอี้แล้วก็หมดพระกำลัง ต่างพระองค์หันพระพักตร์หนีกันทรงพระกันแสง คนหมอบเฝ้าฯ อยู่ต่างก้มเปิดหีบทำเป็นค้นอันนั้นอันนี้ ข่าวลือก็มีต่าง ๆ ว่าเขาจะมาฆ่าอีกพวกเราก็ไปนั่งเฝ้ากัน ผู้หญิงทั้งนั้น...”
.
ที่มา หนังสือบันทึกอานันทมหิดล ยุวกษัตริย์พระองค์แรกในระบอบประชาธิปไตย และหนังสือเอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ
.
บรรณานุกรม
[๑] ราชทิตย์ ภพสยบ. (๒๕๕๐). บันทึก อานันทมหิดล ยุวกษัตริย์พระองค์แรกในระบอบประชาธิปไตย. กรุงเทพฯ: มิตรสัมพันธ์การพิมพ์.
[๒] วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย. (๒๕๕๕). เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.
.
#โบราณนานมา #วันอานันทมหิดล #อานันทมหิดล #รัชกาลที่๘

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1314104057573910&set=a.571495868501403




9 มิ.ย. เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้น -- เป็นปริศนาและเป็นวันเปลี่ยนแปลง -- 9 มิ.ย. เสียงปืนดังปัง! เปลี่ยนแปลงจากระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบอะไรก็ไม่ทราบจนทุกวันนี้


Suchart Sawadsri
21 hours ago
·
9 มิถุนา
เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้น --

9 มิถุนายน 2489
สี่แผ่นดิน : คึกฤทธิ์ ปราโมช

-- ฉันเหนื่อยเต็มที เหนื่อยจะขาดใจ คนสี่แผ่นดินนั้นแก่เกินไปกระมัง หรือว่าฉันจะเหนื่อยเพราะเรื่องอื่นก็ไม่รู้
เย็นวันนั้น วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 นํ้าในคลองบางหลวงลงแห้งเกือบจะขอดคลอง หัวใจพลอยที่อ่อนแอลงด้วยโรคและความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงก็หลุดลอยตามนํ้าไป
------
9 มิถุนายน 2568
สี่แผ่นดิน : เจ้าตัวร้าย

-- แม่พลอยสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย เธอฝันไปว่าเธอได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดในที่รโหฐาน เธอจำไม่ได้ว่าเสียงปืนหนึ่งนัดที่ดังขึ้นนั้น เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ หรือวันนี้ แต่กลับจำได้ว่าเสียงปืนหนึ่งนัดที่ดังขึ้นนั้นเกิดขึ้นในช่วงสายๆ ประมาณเก้าโมงเช้า เมื่อเธอกินอาหารเย็นแล้วเสร็จได้ไม่นาน อาหารเย็นเพิ่งจะย่อย และเธอเตรียมจะเข้านอน ในช่วงสามทุ่มกว่าๆ เธอก็ได้ทราบข่าวผ่านมาจากทางไลน์กลุ่ม แม่พลอยรีบลุกขึ้นราดนํ้าทันที ทั้งๆที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดนอน ช่วงเวลาแห่งแผ่นดินใหม่ของเธอกำลังเริ่มต้น --
------
ภาพถ่าย : "แม่พลอย" แห่งจินตนาการ ( ไม่ทราบที่มาของภาพถ่าย เข้าใจว่าเป็นงานถ่ายแบบในช่วงสมัยรัชกาลที่ 7 - 8 ) 
.....

BirdMan BirdMan
9 มิ.ย.
เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้น --
เป็นปริศนาและเป็นวันเปลี่ยนแปลง
9 มิ.ย.
เสียงปืนดังปัง!
เปลี่ยนแปลงจากระบอบประชาธิปไตย
เป็นระบอบอะไรก็ไม่ทราบจนทุกวันนี้
จนปัจจุบันดังปัง! เป็นรัฐประหาร 13 ครั้ง
จากวันนั้นจนปัจจุบันนี้ เปลี่ยนแปลงเป็นอะไร!
[กวีนิรนาม]
9 มิ.ย. 69

https://www.facebook.com/photo?fbid=4627943980815410&set=a.1385633111713196




“ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ผิดพลาดในประเทศไทย สามารถแก้ไขได้ด้วยสิ่งที่ดีงามของประเทศไทย” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับมายังมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดอีกครั้ง เพื่อสนทนาในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทิศทางของประเทศในอนาคต (มีคลิปเต็ม)


Pita Limjaroenrat on Thailand's 2026 Election, Regional Dynamics, and the New World Order

Standford APARC

Jun 8, 2026
Pita Limjaroenrat, former leader of Thailand’s dissolved Move Forward Party and a pivotal voice in the nation’s pro-democracy movement, returns to Stanford University for a timely conversation on the country’s trajectory ahead.
 
In this conversation, Pita unpacks critical developments since Thailand's contentious 2023 general election. He analyzes the recent defeat of the progressive People's Party in the country's February 2026 snap election, the enduring influence of the military and old-style patronage networks, the government’s handling of economic recovery amid sluggish growth, and rising inequality in Thai society. He also weighs in on recent Cambodian-Thai border tensions, Thailand’s ambiguous stance on the crisis in Myanmar, ASEAN’s role and regional stability, as well as Thailand's geopolitical balancing act amid U.S.-China rivalries and a fragmenting world order.

Contents:
========

00:00-01:21 // Introduction
01:22-09:25 // Thailand's 2023 Election and Its Outcomes
09:26-11:11 // A New Calling: Cultivating Next-Generation Leaders
11:12- 12:54 // Between Two 2026 Election Cycles in Thailand
12:55-23:50 // The Defeat of the People's Party in the February 2026 Election
23:50-26:02 // Thai-Cambodian Border Tensions
26:03-30:20 // The Crisis in Myanmar
30:21-33:11 // Middle Powers and the U.S.-China Competition
33:12-35:15 // Pita's Plan Ahead
35:16-1:17:20 // Audience Q&A
1:17:21-1:18:33 // Concluding Remarks

https://www.youtube.com/watch?v=ViQMs4V39hQ




https://www.facebook.com/reel/2315264695549097


4 ปีชัชชาติ กรุงเทพฯ เปลี่ยน/ไม่เปลี่ยนอย่างไร อะไรคือโจทย์ถัดไปของเมืองหลวง



4 ปีชัชชาติ กรุงเทพฯ เปลี่ยน/ไม่เปลี่ยนอย่างไร อะไรคือโจทย์ถัดไปของเมืองหลวง

จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Publishedเมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าเมืองหลวงของไทยเป็นสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนนิยมที่ยังคงนำคู่แข่ง แต่นโยบายที่เขาหาเสียงในสมัยที่แล้วกว่า 200 นโยบายนั้นคืบหน้าไปแค่ไหน นโยบายใดประสบความสำเร็จมากที่สุด และนโยบายใดที่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายอย่างที่ให้คำมั่นไว้

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีคนตามทะเบียนบ้านราว 5.4 ล้านคน ส่วนประชากรแฝงซึ่งหมายถึงกลุ่มที่มาอยู่อาศัย มาเรียนหนังสือ หรือทำงานโดยไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านอีกประมาณ 2.8 ล้านคน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2568 แต่รายงานฉบับล่าสุดของกรมเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติประเมินว่าในปีที่ผ่านมา เมืองหลวงของไทยแห่งนี้มีประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองราว 18 ล้านคน

จากการสืบค้นโดยบีบีซีไทยเมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ระบบติดตามนโยบายกรุงเทพมหานคร (กทม.) ปีงบประมาณ 2567-2570 ระบุว่า แผนงานของอดีตผู้ว่าชัชชาติ แบ่งออกเป็น 9 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน โดยแต่ละยุทธศาสตร์ประกอบไปด้วยนโยบายต่าง ๆ ที่หาเสียงไว้ทั้งหมด 216 นโยบาย บวกกับอีก 20 นโยบายที่เพิ่มเติมมาทีหลัง รวมกันเป็นทั้งหมด 236 นโยบาย

กว่า 200 นโยบายดังกล่าว แตกออกเป็นโครงการต่าง ๆ ทั้งหมด 21,137 โครงการ ในจำนวนนี้ดำเนินเสร็จไปแล้ว 13,298 โครงการ หรือคิดเป็น 62.9 % ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยทั้งหมดใช้งบประมาณรวมกันราว 150,000 ล้านบาท ภายในห้วงสี่ปีงบประมาณ

20 นโยบายที่คืบหน้ามากที่สุด และ 27 นโยบายที่ไม่คืบหน้าเลย



ในระบบติดตามนโยบาย กทม. แสดงผลความคืบหน้าของทั้งหมด 239 นโยบายไว้ด้วย

บีบีซีไทยพบว่ากลุ่มนโยบายที่คืบหน้ามากที่สุด (70-100%) ส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่ กทม. ทำได้ทันทีด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านการบรรเทาสาธารณภัย การสร้างศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศ กิจกรรมผู้ว่าสัญจรสำนัก การกำจัดขยะ และการนำมาระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อวางแผนเมือง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กทม. ในสมัยของนายชัชชาตินั้นให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล

ส่วนกลุ่มนโยบายที่มีความคืบหน้าปานกลาง (40-69%) ส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ต้องประสานงานกับภาคประชาชน ภาคเอกชน หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น นโยบายสวน 15 นาทีทั่วกรุง นโยบายรายงานปัญหาโดยประชาชน แก้ปัญหาโดย กทม. ผ่านแพลตฟอร์มทราฟฟีฟองดูว์ นโยบายการเพิ่มพื้นที่ศิลปะหรือพื้นที่สาธารณะอเนกประสงค์ โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น โครงการเพิ่มรถเมล์สายหลักและสายรอง ราคาถูกราคาเดียว เป็นต้น

นโยบายที่มีความคืบหน้าค่อนข้างน้อย (10-39%) ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ซับซ้อน เช่น นโยบายสร้างจุดเชื่อมต่อการเดินทาง (hub) เพื่อการเปลี่ยนถ่ายการเดินทางที่สะดวกสบาย นโยบายลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนบริเวณเขตควบคุมมลพิษต่ำ นโยบายการเพิ่มพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติเพื่อรับน้ำ รวมถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องคุณภาพการศึกษาและชีวิต ยกตัวอย่าง นโยบายพัฒนาโรงเรียน 3 ภาษา นโยบายคืนครูให้นักเรียน ลดภาระงานเอกสารด้วยเทคโนโลยี นโยบายขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงตลอดช่วงชีวิต นโยบายตลาดนัดชุมชน ฯลฯ



นโยบายที่แทบไม่คืบหน้า (1-9%) ได้แก่ นโยบายขึ้นทะเบียนผู้ค้าแผงลอย นโยบายสภาคนเมืองรุ่นใหม่ นโยบายตรวจจับควันดำจากต้นตอ นโยบายส่งขยะคืนสู่ระบบ นโยบายดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยมลพิษ นโยบายดูแลนักเรียนที่หลุดจากกระบบการศึกษา เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีอีก 27 นโยบายที่ไม่มีความคืบหน้า ส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่ กทม. ดำเนินการตามลำพังไม่ได้ เช่น นโยบายรถไฟฟ้าสีเขียว ประชาชนต้องได้รับประโยชน์สูงสุด นโยบายจัดทำแผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัยโดยสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย นโยบายทบทวนแผนการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน ฯลฯ

นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน นักนโยบายจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า ลักษณะโดดเด่นของการบริหารงานยุคชัชชาติ คือ ทีมบริหารนำนโยบายต่าง ๆ ใส่ไว้ในแผนยุทธศาสตร์และสร้างออกมาเป็นตัวชี้วัดของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัด กทม. ทำให้บางตัวชี้วัดกลายเป็นงานประจำของเจ้าหน้าที่ ยกตัวอย่าง แพลตฟอร์มทราฟฟีฟองดูว์ (Traffy Fondue) ที่เจ้าหน้าที่ยังมีพันธกิจต้องตอบสนองต่อข้อร้องเรียนหรือการแจ้งปัญหาจากประชาชนต่อไป เพราะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการทำงาน แม้ในขณะนี้อยู่ในสภาวะสุญญากาศทางการเมืองเพราะกำลังอยู่ในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ก็ตาม

เขากล่าวต่อว่าหากพิจารณาจากความคืบหน้าของนโยบายต่าง ๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นการวัดจากผลผลิต (output) มากกว่าผลลัพธ์ (outcome) และนโยบายที่ประสบความสำเร็จเกิน 80% มักเป็นโครงการที่จบได้ด้วยตัวมันเอง แต่คำถามสำคัญคือนโยบายที่ดำเนินเหล่านี้มีประสิทธิผลแค่ไหนในความเป็นจริง

"อย่าง 'สวน 15 นาที' มันก็เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนบ่นมาว่าสามารถเข้าถึง สามารถใช้งานได้จริงแค่ไหน หรือว่าการจัดการขยะ แน่นอนเรามีตัวเลขว่ารีไซเคิลไปแล้วเท่าไร แต่มันสามารถปรับพฤติกรรมคนได้จริงไหม หรือเรื่องการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วมันโปร่งใสจริงไหม ซึ่งแต่ละอันหากเราจะทำต่อ มันก็ต้องมีตัวชี้วัดเชิง outcome (ผลลัพธ์) ที่ลงมายังกลุ่มเป้าหมาย" นายอนรรฆกล่าว


กทม. พยายามเพิ่ม "สวน 15 นาที" ให้ได้ 500 แห่งทั่ว

เขาตั้งข้อสังเกตว่านโยบายส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จของนายชัชชาติมักเป็นนโยบายที่ถูกคิดในมุมมองแบบ Technological Solutionism ซึ่งเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างของสังคมสามารถแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยี และนโยบายชุดใหม่ของนายชัชชาติที่ใช้หาเสียงรอบใหม่ก็ยังคงดำเนินตามวิธีคิดนี้


นายอนรรฆมองว่านี่เป็นอีกความท้าทายหนึ่ง เพราะในความเป็นจริง ปัญหาทางสังคมของ กทม. มีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของผู้คนทุกระดับ ดังนั้นเทคโนโลยีอาจไม่สามารถจัดการปัญหาดังกล่าวได้ทั้งหมด

มองมุมต่าง ผู้ว่าฯ "ที่เข้าถึงง่าย" แต่ "เอาใจระบบ [ทุนนิยม-เสรีนิยมใหม่]"

นายอนรรฆกล่าวต่อว่าจุดเด่นของนายชัชชาติ คือ มีภาพลักษณ์เป็นคนธรรมดาที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเข้าถึงได้จริง เห็นได้จากการปรากฏตัวในที่สาธารณะอยู่บ่อยครั้งของอดีตผู้ว่าฯ ในลักษณะติดดิน เช่น การวิ่งออกกำลังกาย ปั่นจักรยานขึ้นรถไฟฟ้า หรือนั่งกินข้าวในร้านริมทางทั่วไป

"เรามีผู้ว่าฯ กทม. ที่คนรู้สึกว่าเป็นคนธรรมดาครั้งแรก" เขากล่าว "คนรู้สึกว่าเข้าถึงแกได้ คล้าย ๆ นายกเทศมนตรีในหลาย ๆ พื้นที่ของประเทศ"

นายอนรรฆมองว่าความเข้าถึงง่ายเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลอย่างเดียว แต่การใช้สื่อสังคมออนไลน์และเทคโนโลยีอย่างทราฟฟีฟองดูว์ เพื่อรับแจ้งเหตุและข้อร้องเรียนต่าง ๆ ยังทำให้ประชาชนรู้สึกว่าพวกเขาสามารถ "ส่งเสียง" แจ้งปัญหาไปถึงผู้ว่าฯ และทีมงานได้โดยตรงและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ลักษณะการทำงานของทีมงานอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติก็มีลักษณะเป็น partnership หรือความร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ มากขึ้น ให้บรรยากาศที่แตกต่างจากอดีตที่ กทม. ถูกมองว่ามีกำแพงสูงและเข้าถึงได้ยาก

"จุดเด่น คือ มันสามารถอุดช่องว่างในหลาย ๆ เรื่องที่กรุงเทพฯ มีข้อจำกัดในเชิงกฎหมายหรืออะไรต่าง ๆ เพราะสามารถ partnership กับเอกชน ภาคประชาสังคม แล้วมันเป็นการ fill the gap (อุดช่องว่าง)" นายอนรรฆกล่าว



รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าสไตล์การทำงานของนายชัชชาติมีลักษณะเป็นผู้จัดการเมือง (City manager) ที่เน้นการทำงานให้สำเร็จและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่ไม่ดี แต่กรุงเทพฯ ต้องการมากกว่านั้น

"วิธีคิดของอาจารย์ชัชชาติ มันเป็นวิธีคิดแบบ City manager ต้องการทำให้เมืองมันดีขึ้น แต่ว่าบางครั้งความรับผิดชอบต่อความเปราะบางของเมืองถูกมองว่าเป็น empathy (ความเห็นอกเห็นใจ) มีประโยคหนึ่งที่แกบอกเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าแกมี empathy แต่แกทำอะไรไม่ได้ ซึ่งเมืองมันต้องการมากกว่าผู้บริหารเมืองที่มีแต่ empathy แต่แก้ปัญหาความเปราะบางในเมืองไม่ได้" รศ.ดร.พิชญ์ กล่าวกับบีบีซีไทย


นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับงานศิลปะในย่านถนนทรงวาด

นักรัฐศาสตร์จากจุฬาฯ วิจารณ์ว่าหลาย ๆ นโยบายของนายชัชชาติกำลังทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เน้นความสวยงามในลักษณะโพสต์รูปลงอินสตาแกรมแล้วดูดี (Instagramable city) มากกว่าจะเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

"เมืองน่าอยู่กับธีมปาร์ค (theme park) มันมีเส้นที่บางมาก" รศ.ดร.พิชญ์ กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับย่านทรงวาดซึ่งเปลี่ยนจากย่านค้าส่งและโกดังเก็บสินค้าไปสู่ย่านศิลปะที่มีชีวิตชีวา หรือการเปลี่ยนโฉมถนนบรรทัดทอง จากเดิมที่เป็นแหล่งรวมเชียงกงขายอะไหล่รถยนต์และร้านอาหารท้องถิ่นในราคาเอื้อมถึง กลายเป็นแหล่งรวมสตรีทฟู้ดในยามค่ำคืนที่ดึงดูดร้านอาหารใหม่ ๆ เข้ามาในพื้นที่เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว

อาจารย์รัฐศาสตร์ผู้สังเกตการณ์ความเป็นไปของเมืองกล่าวต่อว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้คนบางส่วนที่อยู่อาศัย ใช้พื้นที่เดิมหรือมีธุรกิจอยู่ในบริเวณนั้นจำเป็นต้องย้ายออกไปเพราะมองว่าพื้นที่นี้ไม่ตอบโจทย์ในลักษณะเอื้อมถึงได้ (affordable) และนั่นนำไปสู่คำถามใหญ่ต่อไปว่าผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ นั้นมี Right to the City หรือสิทธิที่จะอยู่ในเมืองและเปลี่ยนแปลงเมืองอย่างมีศักดิ์ศรีหรือไม่

"หลายคนจะวิจารณ์ว่าอาจารย์เอาใจฐานเสียง แต่ผมคิดว่าทุกฐานเสียงจะประสบปัญหาและได้เจอความท้าทายจากนโยบายของอาจารย์ชัชชาติทั้งสิ้น เพราะว่าหัวใจจริง ๆ ของอาจารย์ชัชชาติไม่ได้เอาใจฐานเสียง มันมีกลุ่มได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ จริง ๆ แกเอาใจระบบ แกไม่ได้เอาใจฐานเสียง อันดับหนึ่ง...ฐานเสียงเนี่ยเป็นเรื่องคล้าย ๆ กับการปะแป้งแต่งหน้าไป เป็นกิจกรรม แต่กิจกรรมทั้งหมดก็ล้วนแต่เพื่อเอาใจระบบ ถ้าใช้ศัพท์วิชาการแรง ๆ ก็คือเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ก็คือเน้นการลงทุน เน้นการแข่งขัน เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญคือทำอย่างไรให้ระบบทุนนิยมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด" รศ.ดร.พิชญ์ กล่าว



ส่วนกลุ่มที่รู้สึกว่าตนเองเป็น "ผู้ดีเก่า" ในกรุงเทพฯ แม้บางคนจะดูเหมือนได้ประโยชน์จากระบบของเสรีนิยมใหม่ แต่จริง ๆ แล้วก็กำลังเผชิญปัญหากับระบบที่เน้นการลงทุนและใช้ประโยชน์จากพื้นที่เพื่อตอบโจทย์มูลค่าทางเศรษฐกิจโดยไม่รู้ตัว โดย รศ.ดร.พิชญ์ยกตัวอย่างกรณีคนรวยที่อยู่อาศัยในย่านที่เคยสงบสุขมาก่อน เช่น สุขุมวิทตอนต้น เมื่อผังเมืองเปลี่ยนไปและอนุญาตให้สร้างคอนโดมิเนียมหรือตึกสูงข้างบ้านได้ คนกลุ่มนี้ก็หลีกเลี่ยงผลกระทบที่ตามมาไม่ได้

รศ.ดร.พิชญ์อธิบายเพิ่มเติมว่าในความเห็นของเขา ผลกระทบจากการบริหารเมืองที่เอาใจระบบเสรีนิยมใหม่จึงทำให้เมืองดึงดูดผู้คนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากเข้ามา ซึ่งในอีกทางหนึ่งก็เพิ่มแรงกดดันไปที่ระบบราชการและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง และทำให้ค่าครองชีพในเมืองสูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน ด้วยระบบที่เอื้อต่อการดึงดูดแรงงานที่มีศักยภาพและการลงทุน การดูแลกลุ่มเปราะบางและความเหลื่อมล้ำจึงเป็นความสำคัญอันดับรองลงมา นั่นหมายความว่าหากเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจหรือโรคระบาดใหญ่อีกครั้ง ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามก็ล้วนต้องเผชิญกับความไม่มั่นคง

"ทำไมผมจึงพูดว่าคนบางกลุ่มเหมือนจะได้ประโยชน์ คนพวกนี้จะได้ประโยชน์จนกว่าเขาไม่มีมูลค่าไง จนกว่าเขาจะเปราะบาง ถ้าเขามีเงินน้อยลง ไอ้เมืองชิค ๆ ที่เสกไว้มันไม่ได้ช่วยให้เขาหางานทำได้ง่ายขึ้นหรอกครับ" รศ.ดร.พิชญ์ กล่าว

"กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองปกติ" โจทย์เมืองหลวงที่มากกว่าการรับมือภัยพิบัติเฉพาะหน้า

รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมและการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกว่ากรุงเทพมหานคร "ไม่ใช่เมืองปกติ" เมืองหลวงแห่งนี้มีความพิเศษในฐานะเมืองระดับโลก (World City) แต่ก็มีความเปราะบางอย่างมากในหลายมิติด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมืองนี้จึงต้องการยุทธศาสตร์การบริหารเมืองที่มองเห็นความเสี่ยงในอนาคต

เธอกล่าวต่อว่า ปัจจุบันเมืองไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการดึงดูดการลงทุนอีกต่อไป แต่แข่งขันกันเรื่องความสามารถในการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ด้วย จะเห็นได้ว่าดัชนีเมืองระดับโลกจำนวนมากล้วนให้ความสำคัญกับความสามารถในการบริหารความเสี่ยง ความยั่งยืน คุณภาพชีวิต และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวมากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของเมืองในศตวรรษที่ 21 โดยจะเห็นว่านักลงทุนต่างชาติมักจะพิจารณาว่าเมืองที่จะไปลงทุนมีแผนรับมือกับความเสี่ยงเรื่องนี้ในระยะ 20-30 ปีข้างหน้าหรือไม่ ดังนั้นหากพูดว่าต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดึงดูดการลงทุน เมืองก็ต้องมีนโยบายและการดำเนินงานเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม



นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังต้องแข่งขันกับเมืองอื่น ๆ ในด้านความน่าอยู่และความยั่งยืนด้วย ซึ่งตัวชี้วัดต่าง ๆ จะดูที่คุณภาพชีวิตผู้คน ศักยภาพทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้า ความมั่นคงของบริการพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐานว่ายังใช้งานได้ดีหรือไม่ในยามที่เกิดวิกฤตหรือความแปรปรวน

"เมืองที่มี resilience หรือมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ ไม่ใช่เมืองที่ไม่มีวิกฤต แต่เป็นเมืองที่มีวิกฤตแล้วคนทุกกลุ่มยังสามารถเข้าถึงบริการและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นได้อย่างเท่าเทียม และยังใช้ชีวิตต่อไปได้" รศ.ดร.วิจิตรบุษบา กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น "เงื่อนไขใหม่ของการใช้ชีวิตในเมือง" ซึ่งแตกต่างจากภัยพิบัติที่เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า

"มันรวมถึงวันที่อากาศอาจจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ค่าไฟที่แพงขึ้น เมื่อฝนตกหนัก การเดินทางลำบากขึ้น พื้นที่สาธารณะใช้ไม่ได้จริง คุณภาพอากาศที่อาจจะแย่ลง สุขภาพผู้สูงอายุอาจเสี่ยงมากขึ้น หรือแม้กระทั่งความสามารถของคนรายได้น้อยที่จะรับมือกับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น เพราะรายจ่ายส่วนใหญ่หมดไปกับค่าครองชีพทั้งหมด ฉะนั้นถ้าเรามองแค่ภัยพิบัติ เราจะเน้นการตอบสนองต่อเหตุการณ์ เช่น น้ำท่วม เราก็วิ่งไปสูบน้ำ กู้ภัย ซ่อมแซมความเสียหายหลังจากนั้นให้เร็วที่สุด แต่ถ้าเรามองว่า climate change มันคือเงื่อนไขใหม่ที่ชีวิตอาจจะต้องเจอบ่อยขึ้น แรงขึ้น การวางแผนระยะยาว การเปลี่ยนโครงสร้างเมือง เช่น ผังเมือง ระบบขนส่งต่าง ๆ หรือที่อยู่อาศัย เราออกแบบมาโดยคิดเรื่องนี้หรือยัง" รศ.ดร.วิจิตรบุษบา ระบุ



เธอกล่าวต่อว่าบริบทของกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความเสี่ยงหลายมิติพร้อมกัน (multiple risks) ซึ่งหมายถึงสภาวะที่เมืองไม่ได้เผชิญเพียงแค่ภัยอย่างใดอย่างหนึ่งในเวลาเดียว แต่เป็นการซ้อนทับกันของภัยหลากหลายรูปแบบที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่

รศ.ดร.วิจิตรบุษบาอธิบายว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองลุ่มต่ำที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำตามธรรมชาติ ประกอบกับการพัฒนาและการขยายตัวของเมือง ส่งผลให้พื้นที่รับน้ำลดลง เมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรุงเทพฯ จึงมีความเปราะบางมากยิ่งขึ้น

เธอยกตัวอย่าง กทม. ที่ประสบปัญหาฝนตกหนักรุนแรงในช่วงเวลาสั้น หรือที่ในทางวิชาการเรียกว่า "คลาวด์เบิร์สต์" (cloudburst) รวมถึงปัญหาฝนตกนอกฤดูกาล ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงประชาชน ทั้งการจราจร การสัญจร บางชุมชนอาจต้องสูญเสียรายได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนในระยะยาว หรือกลุ่มผู้ป่วยอาจไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงต่อชีวิต



ในขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ยังเผชิญกับวิกฤตความร้อนซึ่งนับเป็นความเสี่ยงใหม่ที่รุนแรง ปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีทางเลือกน้อย เช่น แรงงานกลางแจ้ง หรือผู้ที่อาศัยในบ้านพักที่มีการระบายอากาศไม่ดีในชุมชนแออัด ซึ่งต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าและเผชิญปัญหาสุขภาพที่รุนแรงกว่ากลุ่มอื่น สิ่งนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านนี้ไม่ได้กระทบทุกคนในระดับเดียวกัน โดยกลุ่มที่มีทางเลือกน้อยมักได้รับผลกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น และอาจส่งผลถึงประชาชนกลุ่มอื่น ๆ เช่น ชนชั้นกลาง ด้วยเช่นกัน



สำหรับกลุ่มเจนซี (Gen Z) หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2540–2552 ซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังแรงงานหลักของกรุงเทพฯ ถึงร้อยละ 50 ในอนาคตอันใกล้ อาจกลายเป็นกลุ่มเปราะบางกลุ่มใหม่ในสังคมเมือง

รศ.ดร.วิจิตรบุษบา ชี้ว่าประชากรกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น คนกลุ่มนี้อาจจำเป็นต้องเลือกพักอาศัยอยู่ใกล้สถานที่ทำงาน ซึ่งต้องแลกด้วยสภาพแวดล้อมที่แออัดและอัตราค่าเช่าที่สูง แต่หากเลือกพักอาศัยในพื้นที่ห่างไกลออกไป ก็ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการเดินทาง และอาจต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการใช้บริการรถรับจ้างสาธารณะ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินอีกทางหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ค่าใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้อาจสูงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ จนส่งผลให้ไม่มีเงินออมหรือไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับกิจกรรมอื่น ๆ ในการดำเนินชีวิต

นโยบายสมัยที่ผ่านมา ตอบโจทย์เรื่องความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศของ กทม. หรือไม่

กทม. เปิดให้บริการห้องหลบร้อนกว่า 300 แห่ง เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

ในความเห็นของ รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มองว่านโยบายและโครงการต่าง ๆ ของอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติในสมัยที่ผ่านมามีหลายประเด็นที่ถือว่ามาถูกทางในเชิงวิชาการ เช่น เรื่องการปรับปรุงทางเท้า การจัดการน้ำท่วม การบริหารพื้นที่สาธารณะ การนำฐานข้อมูลต่าง ๆ มาใช้เพื่อทำข้อมูลเมือง ซึ่งทำให้เห็นว่าทีมบริหารให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นฐานที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้คน

นอกจากนี้ เธอยังเห็นว่า กทม. ให้ความสำคัญกับเรื่องความร้อนในเมืองมากขึ้น ซึ่งในอดีตมักเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไป โดยในยุคของอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ มีหลายโครงการที่เน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การสร้างร่มเงา และการทำห้องหลบร้อน (BKK Cooling Center) เพื่อรองรับสภาพอากาศร้อนที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

ทว่า ความท้าทายต่อไปคือจะยกระดับโครงการย่อย ๆ เหล่านี้ไปสู่การวางระบบผังเมืองและโครงสร้างขนาดใหญ่ได้อย่างไร เพื่อให้มหานครแห่งนี้รับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

รศ.ดร.วิจิตรบุษบาย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่า กทม. ไม่มีแผนด้าน climate change เพราะที่ผ่านมา กทม. มีทั้งแผนแม่บทและมาตรการที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือการทำให้ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate risk) กลายเป็นฐานของการตัดสินใจหลักของเมืองจริง ๆ ตั้งแต่การวางผังเมือง การจัดลำดับงบประมาณ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการทำงานข้ามสำนักและระดับเขต

ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองจาก มธ. กล่าวต่อว่า กรุงเทพฯ ต้องการแนวคิดการจัดการเมืองที่ผสมผสานระบบนิเวศน้ำและพื้นที่สีเขียวเข้าด้วยกัน (Blue-Green Infrastructure) ทั้งคลอง แม่น้ำ พื้นที่รับน้ำต่าง ๆ สวนสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ ต้องทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เมืองมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้เร็วเมื่อเกิดภัยหรือวิกฤต แนวคิดนี้ไม่ได้ช่วยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมหรือการระบายน้ำเท่านั้น แต่ยังช่วยลดอุณหภูมิของเมือง เพิ่มพื้นที่สาธารณะ ลดต้นทุนด้านพลังงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชีวิตประจำวันด้วย

"การพึ่งพาโครงสร้างคอนกรีตหรือโครงสร้างแข็งเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว" เธอกล่าว


กรุงโคเปนเฮเกนมีแผนจัดการฝนที่ตกหนักในระยะเวลาสั้น ๆ (Cloud Burst Management) ผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว ที่ทำงานเชื่อมโยงกัน

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น รศ.ดร.วิจิตรบุษบายกตัวอย่างกรุงโคเปนเฮเกนในเดนมาร์กที่มีแผนจัดการฝนตกหนักมากในห้วงเวลาสั้น ๆ (Cloud Burst Management) เมืองนี้ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่โครงสร้างพื้นฐานสีเทาอย่างท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ แต่เน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว ที่ทำงานเชื่อมโยงกัน เช่น การออกแบบพื้นที่สาธารณะหรือสนามเด็กเล่นให้เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ช่วยกักเก็บน้ำได้ในยามวิกฤต ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันภัยแล้ว ยังทำให้เมืองน่าอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีแม้ในวันที่ไม่มีฝนตก

อีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นคือโครงข่ายจักรยานที่ครอบคลุมทั่วกรุงโคเปนเฮเกน แม้จุดเริ่มต้นมาจากเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ในที่สุดมันกลายเป็นเครื่องมือสร้างความยืดหยุ่นให้กับเมืองในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงาน ทำให้คนมีทางเลือกในการเดินทางและอยู่ในต้นทุนที่เอื้อมถึงได้

รศ.ดร.วิจิตรบุษบาแนะว่า ไม่ว่าผู้ว่าฯ กทม. คนถัดไปจะเป็นใครก็ตาม สิ่งที่ผู้บริหาร กทม. คนใหม่ควรทำทันทีเลยคือการกระตุ้นให้แต่ละสำนักของ กทม. ไม่ทำงานแบบแยกส่วน

"กทม. ต้องทำงานข้ามสำนักมากขึ้น เพราะความเสี่ยงจาก climate change ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เชื่อมโยงทั้งเรื่องน้ำ ความร้อน การเดินทาง สุขภาพ พลังงาน และที่อยู่อาศัย ไม่ใช่บอกว่าพูดมาทั้งหมดแล้วผังเมืองก็ไปทำคนเดียว หรือสำนักสิ่งแวดล้อมไปทำคนเดียว จะต้องมองเชิงพื้นที่ให้ชัดเจนว่ามีประเด็นหรือปัญหาอะไรบ้าง และมองภาพรวมอย่างรอบด้านและครอบคลุม"

นอกจากนี้ เธอชี้ว่า กทม. ควรทำงานร่วมกับหน่วยงานนอกสังกัดมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะหน่วยงานระดับชาติที่มีความเชี่ยวชาญและกำลังดำเนินการเรื่องความเสี่ยงภูมิอากาศอยู่แล้ว ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้เริ่มมีการนำแนวคิดเรื่องการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้าไปในระดับพื้นที่แล้ว ดังนั้นหากผู้ว่าฯ กทม. มีความชัดเจนในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ก็จะสามารถเชื่อมโยงและดึงงบประมาณหรือความร่วมมือจากส่วนกลางมาใช้ได้ ซึ่งจะช่วยให้ กทม. สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมายและอำนาจของตนได้

การเลือกตั้งที่กำหนดชะตากรรมกรุงเทพฯ

ด้านนายอนรรฆ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ มองว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และการทำงานของทีมนายชัชชาติในสมัยที่ผ่านมาได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการบริหารกรุงเทพฯ ทำให้หลังจากนี้ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ว่าฯ ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าก็ตามจะไม่สามารถทำงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานนี้อีกต่อไป

ทว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิ.ย. นี้มีความสำคัญมากกว่านั้น เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 4.5 ล้านคนจะเป็นผู้กำหนดว่ามหานครแห่งนี้จะมุ่งไปสู่ทิศทางไหน กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่โอบรับทุกคนดังแคมเปญของ กทม. ที่บอกว่า "Bangkok For All กรุงเทพสำหรับทุกคน" หรือไม่

"เมื่อเราพูดถึงว่า for all มันรวมถึงคนที่อาจจะไม่ได้โหวตเลือกเขาด้วยใช่ไหม รวมถึงประชากรแฝง หาบเร่แผงลอย คนไร้บ้านด้วยใช่ไหม" นายอนรรฆตั้งคำถาม



เขายกตัวอย่างกรณีผลกระทบเรื่องการจัดระเบียบทางเท้า อีกหนึ่งนโยบายในสมัยอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติที่ส่งผลกระทบต่อผู้ค้าหาบเร่แผงลอยบนทางเท้าอย่างมาก

กรณีนี้ทำให้เห็นการปะทะกันระหว่างชุดความคิดต่อพื้นที่สาธารณะของคนใน กทม. ที่แตกต่างกัน ซึ่งกลุ่มชนชั้นกลางหรือผู้ใช้ทางเท้าทั่วไปมองว่าพื้นที่สาธารณะคือพื้นที่ที่ทุกคนต้องใช้ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในแง่การสัญจร ดังนั้นพื้นที่นี้ควรสะอาด สวยงาม ไม่ควรมีใครนำมาใช้ประโยชน์ส่วนตัว

ขณะที่กลุ่มผู้ค้ารายได้น้อยมองว่าพื้นที่สาธารณะคือความเท่าเทียมในมิติทางเศรษฐกิจ เป็นพื้นที่และทรัพยากรที่ทำให้พวกเขาสามารถลืมตาอ้าปากในเมืองได้ เข้าถึงโอกาสในการหารายได้ได้ ซึ่งนายอนรรฆมองว่าเหตุผลของแต่ละฝ่ายไม่มีใครผิดเลย แต่กรุงเทพฯ ยังขาดกระบวนการสร้างความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ที่นำไปสู่กระบวนการพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างสองกลุ่มนี้

"มันสำคัญอย่างไร ถ้ามันกลายเป็นเมืองที่ละทิ้งหลาย ๆ คนออกไป ในระยะยาวมันจะเกิดปัญหาอย่างแน่นอน เช่น หากเราไม่มีระบบสุขภาพที่รองรับคนบางกลุ่ม ไม่มีโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นโอกาสทางรายได้ของคนหลาย ๆ กลุ่ม ในระยะยาวกลุ่มคนเหล่านี้ก็จะอยู่ในภาวะไร้ที่พึ่งพิง เป็นคนไร้บ้าน ซึ่งเมืองต้องดูแลต่อไป" นายอนรรฆ กล่าว



หากพรุ่งนี้มีการเลือกตั้ง เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. อาจตกเป็นของนายชัชชาติอีกสมัย เมื่อดูจากผลสำรวจความเห็นของสำนักต่าง ๆ โดยล่าสุดศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ระบุว่าจากการสำรวจความเห็นระหว่างวันที่ 2-4 มิ.ย. 2569 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีแนวโน้มเลือกนายชัชชาติถึง 67.30% ขณะที่โพลสถาบันพระปกเกล้าซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 22 – 25 พ.ค. 2569 พบว่านายชัชชาติยังมีคะแนนนิยมผู้สมัครคนอื่น ๆ มากกว่าเท่าตัว

นายอนรรฆกล่าวเสริมว่าเขาต้องการเห็นกระบวนการของ กทม. ในยุคถัดไปที่สามารถเอื้อให้คนแต่ละกลุ่มสามารถสะท้อนความรู้สึก เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะของเมืองที่เอื้อสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง ถึงแม้การสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่มนั้นทำได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอยู่มากก็ตาม



ขณะเดียวกัน รศ.ดร.พิชญ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เน้นย้ำว่า "ความเป็นธรรม" ยังเป็นแกนสำคัญของการบริหารเมือง ดังนั้นผู้ว่าฯ กทม. จึงถูกคาดหวังให้เป็นผู้นำที่มีความกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาเชิงโครงสร้าง ถึงแม้ในตอนนี้ความเป็นธรรมของกรุงเทพฯ ยังไม่มีคำนิยามตายตัวก็ตาม เพราะยังไม่มีการถกเถียงและเกิดข้อตกลงร่วมกันของผู้คน

"เรายอมรับหรือเปล่าว่าเมืองนี้มันมีความขัดแย้ง ฉะนั้นทุกการกระทำที่ทำลงไปมันมีคนได้และคนเสีย ตกลงเรามี empathy แต่เรานำ empathy นั้นไปสู่ solution (การแก้ปัญหา) อะไรที่มันลดความเหลื่อมล้ำหรือลดความขัดแย้งในเมือง" ด้วยเหตุนี้ เขาจึงคาดหวังว่ากรุงเทพฯ จะเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองที่มากกว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือ สก. แต่ควรมีการพูดถึงแนวทางการรื้อฟื้นสภาเขตและสภาละแวกบ้าน เพื่อถ่วงดุลและสะท้อนความต้องการของชุมชนขึ้นไปยังทีมงานของผู้ว่าฯ

อีกประเด็นทิ้งท้ายของ รศ.ดร.พิชญ์ คือ หากจะมีการเรียกร้องให้ กทม. มีอำนาจหรือฐานะทางการเงินเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่า "กทม. จะรับผิดชอบอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง" เช่น จะทำเรื่องการควบคุมค่าเช่าที่พักอาศัย (Rent Control) หรือระบบขนส่งที่ดีกว่าเดิมอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

https://www.bbc.com/thai/articles/ckg4mzmd3x9o
.....

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
13 hours ago
·
เห็นคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวว่า
“เรื่องที่ผมหนักใจมากที่สุดใน กทม. คือทุจริตคอร์รัปชัน มันฝังรากลึกมายาวนาน เป็นเรื่องความเห็นแก่ตัวของหลายฝ่าย”
คำพูดนี่สะท้อนการตระหนักถึงปัญหาคอร์รัปชันอย่างชัดเจน
ผมเห็นว่าคุณชัชชาติเข้าใจปัญหาไม่ครบถ้วนครับ เพราะเป็นการโยนปัญหาไปที่ “ความเห็นแก่ตัวของคน” เพียงปัจจัยเดียว
การอธิบายว่าคอร์รัปชันเกิดจาก “ความเห็นแก่ตัว” มีส่วนจริง แต่ก็มีข้อจำกัด
เพราะคอร์รัปชันไม่ได้เกิดจากศีลธรรมของปัจเจกเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากโครงสร้างอำนาจ เชิงอุปถัมภ์ ช่องว่างทางกฎหมาย ระบบตรวจสอบที่อ่อนแอ และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและการเมือง
การลดปัญหาเหลือเพียงเรื่อง “นิสัยคน” อาจทำให้ละเลยการปฏิรูปเชิงสถาบันที่เป็นหัวใจสำคัญ
แต่คำถามที่สำคัญว่าคือ คุณชัชชาติเป็นผู้บริหารที่มีอำนาจโดยตรง การกล่าวยอมรับว่าคอรัปชันเป็นปัญหาฝังรากลึกเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ
ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจนกว่าว่า ตลอดวาระที่ผ่านมา คุณชัชชาติได้ใช้ความกล้าหาญในการบริหารเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างที่หล่อเลี้ยงการคอรัปชัน หรือไม่ อย่างไร
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมีบ้างหรือไม่ เช่น มีการตรวจพบการทุจริตกี่คดี ส่งเรื่องดำเนินการกี่เรื่อง ลดการรั่วไหลของงบประมาณลงได้เท่าใด และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใสและแข่งขันมากขึ้นหรือไม่
ความน่าเชื่อถือของนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันไม่ได้วัดจากความเข้มข้นของคำพูด แต่มาหลักฐานการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้จริงครับ
ผมคิดว่าที่ผ่านคุณชัชชาตืสอบตกเรื่องนี้ครับ และดูแล้วถ้าหากได้เป็นผู้ว่าอีกสมัย ก็คงยากที่จะทำอะไรที่แตกต่างจากสี่ปีที่ผ่านมา
#ชัชชาติ #กรุงเทพมหานคร #ทุจริตคอร์รัปชัน





ภาคประชาชน “ConForAll” ยื่นเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ย้ำ “สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง 100%” ขณะที่ ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ จัดสัมนาเพื่อ “ยืนยันเจตจำนงของคนเหนือ 3,951,692 เสียง ที่ต้องการรัฐธรรมนูญประชาชน”






https://x.com/iLawclub/status/2064253768737464431
.....


https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/1613583627468462

บีบีซีไทย - BBC Thai 
11 hours ago
·
วันนี้ (9 มิ.ย.) เครือข่ายประชาชนชื่อว่า "กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ" หรือ "ConForAll" (คอนฟอร์ออล) ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของนักกิจกรรม ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ยื่นรายชื่อผู้ประสงค์เป็นผู้เชิญชวนประชาชนลงลายมือชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ... หรือ "ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" ต่อนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง
.
"ตามกฎหมายระบุว่าต้องการอย่างน้อย 20 ชื่อ แต่วันนี้เรานำรายชื่อถึง 63 รายชื่อ" นายณัชปกร นามเมือง แกนนำกลุ่มเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) กล่าว และเสริมว่ารายชื่อทั้งหมดมาจากบุคคลหลากหลายกลุ่มร่วมกัน และเป็น "ความฝันของกลุ่มราษฎรที่เคยออกมาเคลื่อนไหวในปี 2563" แม้ว่าวันนี้หลายคนยังอยู่ในเรือนจำ
.
ทางเครือข่ายฯ ระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมีการแก้ไขเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเพิ่มหมวด 15/1 ที่ระบุว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ต้องมีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง
.
นอกจากนี้ ทางเครือข่ายฯ ยังเสนอกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่ "ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ"
.
"ต้นน้ำ" คือ สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ซึ่งแบ่งสมาชิกออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ สสร.แบบแบ่งเขต โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง (คล้ายกับการเลือก สส.แบบแบ่งเขต) และ สสร.แบบบัญชีรายชื่อที่ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน (คล้ายกับการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ) เพื่อให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย และยังคำนึงถึงหลักความหลากหลายและครอบคลุม เนื่องจากวิธีการได้มาทั้งสองแบบจะทำให้ประชาชนมีตัวแทนทั้งในเชิงพื้นที่และตัวแทนในเชิงประเด็น นโยบาย อุดมการณ์ หรือเป็นตัวแทนกลุ่มประชากรจากทั้งประเทศ
.
กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ระบุด้วยว่า "กลางน้ำ" หมายถึงตลอดกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดย สสร. จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับสารและแปลงสารความต้องการของประชาชนมาเป็นกรอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อใช้กำกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ
.
ส่วน "ปลายน้ำ" ต้องกำหนดให้ สสร. เป็นผู้ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ซึ่งเป็นการใช้เสียงข้างมากแบบพิเศษที่คำนึงถึงเสียงข้างน้อย และเมื่อ สสร. ได้เห็นชอบแล้ว จึงนำมาดำเนินการจัดออกเสียงประชามติเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในด่านสุดท้าย
.
"รัฐธรรมนูญจะต้องเป็นความฝันของคนทุกคน ไม่ใช่แค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาร่างและบังคับใช้" นายณัชปกร กล่าว
.....



D'Conner - ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่
Yesterday
·
“หมู่เฮาบ่าเอาระบอบสีน้ำเงิน”

ร่วมฟังเสียงจากประชาชนคนเหนือ คนรุ่นใหม่ ภาคแรงงาน และกลุ่มความหลากหลายทางสังคม พร้อมยืนยันเจตจำนงว่า 3,951,692 เสียง ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน!

วันพุธที่ 10 มิ.ย. 2569
เวลา 13.00 - 15.30 น.
ณ ห้องประชุม 1101 คณะนิติศาสตร์ มช.
(อาคารด้านใน สามารถเดินผ่านพื้นที่ร้านกาแฟนิติศาสตร์และ Co-working Space ของคณะเพื่อเข้าสู่ห้อง 1101)

กำหนดการ
12.55 - 13.00 น.
กล่าวต้อนรับและชี้แจงวัตถุประสงค์กิจกรรม

13.00 - 13.30 น.
“ชวนมองทางออกของประเทศผ่านรัฐธรรมนูญประชาชน และเหตุผลที่ประชาชนไม่ควรยอมรับการสืบทอดอำนาจผ่านกลไกที่ไม่ยึดโยงกับเจตจำนงของประชาชน” โดย ณัชปกร นามเมือง เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL)

13.30 - 13.45 น.
ทำไม “หมู่เฮาบ่าเอาระบอบสีน้ำเงิน” โดย นันทัชพร ศรีจันทร์ เครือข่ายประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ (D'Conner)

13.45 - 14.45 น.
เวทีเสวนาเสียงจากประชาชนคนเหนือ “หมู่เฮาจะไร้อนาคต ถ้า ม. 256 ​ กำหนดอนาคตประเทศ”

ช่วงที่ 1 #เสียงจากภาคประชาชน
1. นิราพร จะพอ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) 2. ชัชลาวัณย์ เมืองจันทร์ มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ในฐานะตัวแทนพนักงานบริการ 3. วิเชียร ทาหล้า บ้านเตื่อมฝัน ศูนย์คนไร้บ้านจังหวัดเชียงใหม่ 4. ชาติชาย ธรรมโม คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช. ภาคเหนือ) 5. เริงฤทธิ์ ละออกิจ สหภาพแรงงานบาริสต้าเชียงใหม่

ช่วงที่ 2 #เสียงจากคนรุ่นใหม่ แรงงาน และความหลากหลาย
1. ศิริศักดิ์ ไชยเทศ Chiang Mai Pride 2. อภิบาล สมหวัง ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ (CAN) 3. กนกวรรณ มีพรหม เสริม แรง เรียน 4. ปริญญา ไตรกิจมงคล กลุ่มนิติซ้าย (Law of Left) 5. วัชรภัทร ธรรมจักร หน่วยงานประจำจังหวัดเชียงใหม่ สภาองค์กรของผู้บริโภค

14.45 - 15.05 น.
แถลงการณ์ “ยืนยันเจตจำนงของคนเหนือ 3,951,692 เสียง ที่ต้องการรัฐธรรมนูญประชาชน” โดย D’Conner และภาคีเครือข่าย

อย่าปล่อยให้อนาคตถูกกำหนดโดยกลไกที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน มาร่วมส่งเสียงเพื่อออกแบบกติกาที่คนเหนือกำหนดเองได้ไปพร้อมกัน!

#DConner
#ประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122108658753312852&set=a.122100312789312852




จริง !


ทะลุแก๊ซ - Thalugaz
3 hours ago
·
ใกล้ครบรอบ 50 ปี (ครึ่งศตวรรษ) ของเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519

อีก 4 ปี คดีเสื้อแดงหมดอายุความ

8 พ.ค. 2555 อากง SMS เสียชีวิต
8 พ.ค. 2562 สยาม ธีรวุฒิ ถูกอุ้มหาย
4 มิ.ย. 2563 วันเฉลิมถูกบังคับสูญหาย
14 พ.ค. 2567 บุ้ง เนติพร เสียชีวิตจากการอดอาหารประท้วง โดยเรียกร้องให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และจะต้องไม่มีคนเห็นต่างทางการเมืองถูกคุมขังอีก

หลายคนต้องลี้ภัย จากครอบครัว จากคนรักไปต่างถิ่น เพื่อความปลอดภัยในชีวิต บางคนไม่ได้กลับมาอีกเลย บางคนถูกพบร่างที่แม่น้ำโขง บางคนหายไปตลอดกาล

ปัจจุบันมีผู้ถูกคุมขังคดีทางการเมือง 61 คน
เป็นคดีม.112 ไปแล้ว จำนวน 34 คน

เพื่อนพี่น้องที่คุ้นหน้าคุ้นตากันกำลังต่อสู้คดีในศาล ซึ่งไม่รู้ว่าจะสูญเสียอิสรภาพวันไหน

ชีวิตนี้สั้นนัก ประชาชนเจ็บป่วยล้มตายรายวัน แต่ผู้มีอำนาจอายุยืนเสมอมา

ไฟแห่งความหวังจะมีพลังอีกครั้ง อยู่ที่จะแวะจิกวิกหยิกหลังกันให้ชนชั้นปกครองและสลิ่มขำ หรือก้าวข้ามความขุ่นเคืองใจ แล้วไปต่อในเกมยาว ณ นรกแห่งนี้

#ยกเลิก112
#คืนสิทธิประกันตัวประชาชน
#ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
#นิรโทษกรรมประชาชน
#รัฐธรรมนูญประชาชน
#ปล่อยเพื่อนเรา

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1013226007885596&set=a.179795714561967






จอม เพชรประดับ โพสต์ยาว “การเป็นผู้ลี้ภัย”ของผม ควรหรือไม่ ? ที่ “ทักษิณ หรือ เพื่อไทย” จะเอาไปทวงบุญคุณ"


Jom Petchpradab
14 hours ago
·
“การเป็นผู้ลี้ภัย”ของผม ควรหรือไม่ ? ที่ “ทักษิณ หรือ เพื่อไทย” จะเอาไปทวงบุญคุณ.

มีประเด็นที่ผมคิดว่า คงนิ่งอยู่ต่อไปไม่ได้ แม้จะเคยอธิบายผ่านการให้สัมภาษณ์ไปบ้างแล้ว แต่คิดว่าคงไม่กระจ่างและไม่เป็นทางการมากพอ จึงขอใช้โอกาสนี้อธิบายความเป็นมา “ในการลี้ภัยทางการเมืองของผม” ว่าควรเป็นอีกหนึ่งคนที่คุณทักษิณ ชินวัตร หรือพรรคเพื่อควรจะทวงบุญคุณด้วยหรือไม่..?

เมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายนปี 2557 ผมได้ถูกคุณจักรภพ เพ็ญแข เชื้อเชิญให้ไปเที่ยวกัมพูชาเพื่อพบปะกับบรรดานักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม นักวิชาการ ที่หลบภัยอยู่ในกัมพูชา หลังการทำรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ซึ่งหลายคนผมเคยพูดคุยสัมภาษณ์เป็นประจำขณะที่เคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนเกิดรัฐประหาร.

อีกทั้งเป็นจังหวะที่ผมคิดจะพักชีวิต พักสมองสำหรับการเป็นสื่อด้วยเหมือนกัน จึงมีแผนว่า หลังจากเดินทางกลับจากกัมพูชา ก็วางแผนจะไปพบปะเพื่อนฝูงที่อเมริกาด้วย

และเมื่อไปถึงกัมพูชา คุณจักรภพก็ได้พาผมไปที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งในพนมเปญ ซึ่งเป็นตึกสูงประมาณ 7 ชั้น(ถ้าจำไม่ผิด) แต่ละชั้นก็จะมีบุคคลวีไอพีแต่ละระดับอยู่เป็นชั้น ๆ ไป และเย็นวันนั้น คุณจักรภพ ก็ได้พาผมขึ้นไปร่วมสังเกตการณ์การประชุมลับเพื่อการก่อตั้ง ขบวนการเสรีไท ณ เซฟเฮาส์แห่งนั้น. ด้วยเป็นเพียงผู้สังเกตุการณ์ ผมก็ได้แต่นั่งฟัง ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร เพราะผมไม่ต้องการจะร่วมขบวนการ หรือเป็นสมาชิกขบวนการเสรีไท ตั้งแต่แล้วอยู่แรก ( ทราบภายหลังว่ามีผู้ใหญ่ในที่ประชุมบางคนที่ไม่สนิทกับผม ตั้งคำถามในที่ประชุมว่า ไม่กลัวว่าผมจะเป็นไส้ศึกหรือ )

และเพื่อไม่ให้คนที่ผมไม่สนิท หรือไม่รู้จักผมดีพอ เกิดความไม่สบายใจ ผมจึงออกจากห้องประชุมไป เพื่อรอคุณจักรภพประชุมเสร็จ เพื่อจะได้วางแผนเที่ยวกัมพูชากันต่อไป เวลาผ่านไปประมาณ 1ชม. คุณจักรภพ ก็ออกมาเชิญให้ผมเข้าห้องประชุม เพื่อที่จะขอให้ผมร่วมขบวนเสรีไทด้วย ...ในฐานะที่เป็นประชาสัมพันธุ์ของขบวนการนี้ ( อะไรทำนองนั้น )

ซึ่งผมปฎิเสธในทันที เพราะ 1. ผมไม่เคยคิด และไม่มีแผนที่จะลี้ภัยการเมืองอยู่ในหัวเลย 2.ผมไม่คิดว่ามีคุณสมบัติมากพอ และเห็นว่าคุณจักรภพ ย่อมเหมาะสมและทำหน้าที่ได้ดีกว่าผมอย่างมากอยู่แล้ว. แต่ผมเปิดทางไว้ว่า หาก ขบวนการเสรีไท เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว. ผมในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนก็สามารถช่วยเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูล หรือกิจกรรมของขบวนการเสรีไท ได้อยู่แล้ว

พร้อมกันนั้นผมก็ยืนยันว่า จะไม่เดินทางไปอเมริกาพร้อมกับคณะทำงานขบวนการเสรีไท ด้วย เนื่องจากที่ประชุมตกลงกันว่า เมื่อได้ข้อสรุปผลการตั้งขบวนการเสรีไทแล้ว คณะทำงานทั้งหมด (เกือบ 10 คน ) จะต้องเดินทางไปอเมริกาเพื่อตั้งเป็นศูนย์บัญชาการที่นั่น ( พร้อม ๆ กับการทำเรื่องขอลี้ภัยในอเมริกา )

ผมก็ยังปฎิเสธ และยืนยันไม่มีแผนที่จะลี้ภัย ทั้งยังไม่พร้อม ไม่เตรียมตัว มาด้วยเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุด และมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบอีกหลายเรื่องในเมืองไทย ซึ่งดูเหมือนว่าทุกคนในที่ประชุมจะเข้าใจ ผมจึงออกจากห้องประชุมไป
แต่หลังจากนั้นไม่เกิน 30 นาที ในที่ประชุมก็โทรหาคุณทักษิณที่ดูไบ และให้ผมเข้าไปคุยด้วย โดยเอาโทรศัพท์ให้ผมคุยกับคุณทักษิณโดยตรง คุณทักษิณบอกกับผมว่า เข้าใจในการตัดสินใจของผม และย้ำว่า นี่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง เป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองต้องการนักต่อสู้เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยให้กลับคืนโดยเร็ว เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน และนี่จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญของผู้ที่รักและห่วงใยบ้านเมืองได้ใช้โอกาสนี้อาสาเข้ามาทำงานให้กับบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง

ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่าผมคล้อยตามและเห็นด้วยว่า นี่จะเป็นโอกาสจริงๆ ที่จะทำงานให้บ้านเมืองโดยตรง ต่างจากการเป็นสื่อมวลชน และเห็นว่า ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย เวลานั้นมีอยู่เพียงขบวนเดียวคือ ขบวนการคนเสื้อแดงที่มีคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำ....ถึงกระนั้นก็ตาม ผมประเมินตัวเองในทุกด้านแล้ว ก็ยังได้ข้อสรุปเหมือนเดิมว่า ยังไม่พร้อมที่จะลี้ภัย แต่ก็ยังไม่กล้าปฎิเสธคุณทักษิณในทันที โดยบอกไปว่า ขอเวลาตัดสินใจก่อน คุณทักษิณบอกว่า จะช้าไม่ได้พร้อมกำชับว่า ให้เวลาตัดสินใจ 1 วัน

และเมื่อ 1 วันมาถึง ผมตัดสินใจ ตอบตกลงกับคุณทักษิณ โดยมีเงื่อนไขว่า ผมจะไม่ได้มีส่วนใด ๆ ในขบวนการเสรีไท ในสถานะสมาชิก หรือ กรรมการแต่อย่างใด แต่จะทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้สื่อข่าวคอยรายงานความเคลื่อนไหวของขบวนการนี้ เท่าที่จังหวะและโอกาสจะทำได้ (เพราะตอนนั้นยังมีข้อจำกัดอยู่เยอะมาก ) และหลังจากนั้น การเดินทางและการขอลี้ภัยในอเมริกา จึงเริ่มต้นขึ้น

และในราวปี 2559 คุณทักษิณ ได้เดินทางมาเยี่ยม ขบวนการเสรีไทเป็นครั้งแรก ที่แอลเอ. แคลิฟอร์เนีย พร้อมหาทางอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งในวันนั้นผมก็ย้ำกับคุณทักษิณอีกครั้งว่า เป้าหมายหลัก ที่ผมอาสาเข้ามาร่วมเคลื่อนไหวในต่างประเทศครั้งนี้ เพราต้องการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการในประเทศไทย ( เห็นสัญญาณความล้มเหลวของขบวนการเสรีไท ) ผมไม่ได้สู้เพื่อให้เพื่อไทยได้ชนะเลือกตั้ง หรือให้คุณทักษิณได้กลับประเทศ แต่เป้าหมายคือการเรียกร้องต่อสู้ให้บ้านเมืองมีประชาธิปไตยกลับคืนมาเป็นสำคัญ ส่วนเพื่อไทยจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหรือไม่ คุณทักษิณจะได้กลับประเทศหรือไม่ เป็นเป้าหมายรองหรือเป็นผลพลอยได้จากการที่บ้านเมืองไทยมีประชาธิปไตยกลับมาแล้วเท่านั้น.

ซึ่งวันนั้นคุณทักษิณก็ยังย้ำกลับผมว่า “ใช่.. เราสู้เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย”

นี่คือข้อเท็จริงที่เกิดขึ้นกับสถานะผู้ลี้ภัยของผม และถึงวันนี้ เวลาผ่านไป 11 ปีเต็ม เป็นสิบเอ็ดปีที่ไม่เพียงแต่จะต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่จากศูนย์ แต่ยังเป็นการเริ่มสร้างชีวิตใหม่ด้วยวัย 50 ปีที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด ความบีบคั้น แรงกดดัน ความเจ็บปวด และความยากลำบากสารพัด แม้จะได้สถานะเป็นพลเมืองอเมริกันอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ชีวิตที่คาดหวังเอาไว้ว่าจะมีหลักปักยืนอย่างมั่นคงกับเขาบ้าง ก็ยังร่อยหลอ เลื่อนลอยและดูไร้ค่าอย่างยิ่ง...ในปัจจุบัน

ดังนั้น “การเป็นผู้ลี้ภัย” ของผม ควรหรือไม่ที่ “ทักษิณ หรือ เพื่อไทย” จะเอาไปทวงบุญคุณ.
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164153751443965&set=a.132094058964




ชวนฟัง Scott Pelley สื่อมวลชนอาวุโส ที่เคยทำงานให้กับ CBS และ 60 minutes มานานเกือบ 30 ปี และถูกผู้บริหาร CBS ไล่ออกตามแรงกดดันของทรัมป์ เขากล่าวถึงงานสื่อมวลชนในฐานะการแสดงออกถึงความรักชาติ ซึ่งได้สะท้อนถึงปรัชญาหลักที่ยึดถือปฏิบัติกันมาในวิชาชีพนี้มาอย่างยาวนาน



https://www.facebook.com/reel/1651666022768053

Jom Petchpradab 
3 hours ago
·

“ประชาธิปไตย” จะไม่เกิดขึ้น หากไม่มีเสรีภาพสื่อมวลชน
There is no democracy without Journalism.
 
Scott Pelley สื่อมวลชนอาวุโส ที่ทำงานให้กับ CBS และ 60 minutes มานานเกือบ 30 ปี และถูกผู้บริหาร CBS ไล่เขาออกตามแรงกดดันของทรัมป์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาได้ แสดงความรู้สึกต่อคำพูดของ ทรัมป์ ที่ตำหนิเขาไม่ว่าจะ stupid (โง่เขลา) crooked (ไม่ซื่อสัตย์ คดโกง) แต่สิ่งที่ Scott Pelley ยอมรับไม่ได้ และสะเทือนใจที่สุดคือการตำหนิเขาว่า don’t care about country ( การไม่สนใจ ไม่เสียสละเพื่อบ้านเมือง ) เขาอธิบายความรู้สึกนี้ด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือและติดขัดว่า เขาไม่เคยเป็นทหาร ใช่ แต่ความเป็น Journalism ก็นำเขาเข้าสู่สงครามหลายครั้ง เช่น อิรัก อัฟกานิสถาน คูเวต และเขาเคยถูกชิงมาแล้วด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่านี่คือการทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง แต่เขาไม่เชื่อว่า ทรัมป์ จะมีประสบการณ์แบบนี้
 
แต่คำอธิบายสุดท้ายของเขาที่ทรงพลังอย่างยิ่ง และมีความหมายสำหรับ Journalist ทุกคนคือ “ You become a Journalist because you love the First Amendment ( ทุกคนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ). You become a Journalist because you love the country …There is no democracy without Journalism It can’t be done. And that is why I become a Journalist.
.....

เพิ่มเติม

เมื่อ Scott Pelley ผู้สื่อข่าวมากประสบการณ์จากรายการ *60 Minutes* กล่าวถึงงานสื่อมวลชนในฐานะการแสดงออกถึงความรักชาติ เขาได้สะท้อนถึงปรัชญาหลักที่ยึดถือปฏิบัติกันมาในวิชาชีพนี้มาอย่างยาวนาน ท่ามกลางสถานการณ์ที่สื่อมวลชนมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกมองด้วยอคติแบ่งขั้ว หรือถูกตราหน้าว่าเป็น "ศัตรู" มุมมองของ Pelley ช่วยปรับเปลี่ยนภาพจำของการนำเสนอข่าวสารใหม่ โดยมองว่าไม่ใช่การโจมตีประเทศชาติ แต่เป็นภารกิจสำคัญที่ขับเคลื่อนด้วยความรักที่มีต่อประเทศ

การขยายความแนวคิดนี้เผยให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอันหนักแน่นเกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชนที่มีต่อสังคมประชาธิปไตย ดังนี้:

1. ความรักชาติผ่านการตรวจสอบและความรับผิดชอบ

ความรักชาติที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการยอมจำนนอย่างหลับหูหลับตาหรือการชื่นชมผู้นำโดยปราศจากการวิพากษ์วิจารณ์ แต่หมายถึงความปรารถนาให้ประเทศก้าวไปสู่จุดสูงสุดตามอุดมการณ์ที่วางไว้ สำหรับนักข่าวอย่าง Pelley การเปิดโปงการทุจริตของรัฐบาล การกระทำมิชอบขององค์กรธุรกิจ หรือความล้มเหลวเชิงระบบนั้น ไม่ใช่การกระทำเพื่อบ่อนทำลายชาติ แต่เป็นการกระทำเพื่อเยียวยาและรักษาชาติให้ดีขึ้น

เปรียบเทียบกับทางการแพทย์: แพทย์ไม่ได้วินิจฉัยโรคเพราะเกลียดชังคนไข้ แต่ทำไปเพื่อให้คนไข้หายป่วย ในทำนองเดียวกัน การทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนก็คือการเปิดโปง "ความเจ็บป่วย" ภายในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้

2. การปกป้อง "หลักนิติธรรมอันศักดิ์สิทธิ์"

Pelley มักกล่าวเสมอว่าเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพของสื่อมวลชนกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากความหวาดกลัว ความแตกแยกทางความคิด และความขัดแย้งทางการเมือง ในการปราศรัยต่อสาธารณะ เขาเตือนใจผู้ฟังว่า "เสรีภาพสื่อคือสิทธิที่เป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพด้านอื่นๆ ทั้งหมด" หากปราศจากคณะสื่อมวลชนที่มีความเป็นมืออาชีพ มีวินัย และทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระ ประชาชนก็ไม่อาจตัดสินใจเรื่องต่างๆ บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องได้ การรักชาติจึงหมายถึงการปกป้องกลไกที่ช่วยรักษาเสรีภาพของประชาชนเอาไว้

3. "เราคือประชาชนชาวอเมริกัน"

Pelley โต้แย้งอย่างหนักแน่นต่อวาทกรรมที่มองว่าสื่อมวลชนเป็นกลุ่มชนชั้นนำที่แปลกแยกและทำงานสวนทางกับผลประโยชน์ของสาธารณชน เขาเตือนผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า นักข่าวก็คือเพื่อนบ้าน พ่อแม่ และพลเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนเดียวกับที่พวกเขานำเสนอข่าวนั่นเอง การเชื่อมโยงความแตกต่าง การเป็นกระบอกเสียงให้แก่ผู้ไร้เสียง และการคำนึงถึงความปลอดภัยของสาธารณะ ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่านักข่าวมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในวิถีชีวิตและสังคมของชาติ

4. การทำงานหนักคือเครื่องพิสูจน์ความรัก

งานสื่อมวลชน—หากทำอย่างถูกต้องเหมาะสม—เป็นงานที่หนักหนาสาหัส เหน็ดเหนื่อย และมักเต็มไปด้วยอันตราย ในหนังสือ *Truth Worth Telling* และในสุนทรพจน์เนื่องในพิธีสำเร็จการศึกษา Pelley เน้นย้ำว่างานสื่อสารมวลชนที่แท้จริงนั้นต้องอาศัย "การขุดคุ้ยหาความจริง การตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลต้นทาง และการเขียนถ่ายทอดเรื่องราวอย่างชัดเจน กระชับ และทันต่อกำหนดเวลา"

"อาชีพนี้ไม่ใช่สำหรับคนใจเสาะ หรือสำหรับผู้ที่ต้องการเพียงแค่ชื่อเสียงเท่านั้น"

การเลือกเส้นทางอาชีพที่ต้องห่างไกลจากครอบครัวเป็นเวลานาน ต้องเผชิญกับพื้นที่ความขัดแย้ง และต้องตกอยู่ภายใต้สายตาและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสาธารณชนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเลือกทำเพื่อความสุขสบายส่วนตัว แต่สิ่งนี้ขับเคลื่อนด้วย "ไฟแห่งความมุ่งมั่นอันแรงกล้า" ที่จะทำให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับรู้ความจริง

5. การโอบรับ "ดวงดาวทั้ง 50 ดวง"

Pelley มักใช้ภาพลักษณ์ของธงชาติสหรัฐฯ เพื่อสื่อถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ เขาชี้ให้เห็นว่าธงผืนนี้ประกอบด้วยดวงดาว 50 ดวง ซึ่งเป็นตัวแทนของทั้งรัฐที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมและเสรีนิยม โดยดวงดาวเหล่านี้ถูกถักทอรวมกันอยู่บนพื้นสีน้ำเงินที่เรียกขานกันอย่างชัดเจนว่า "The Union" (สหภาพหรือความเป็นหนึ่งเดียวกัน)

การแสดงความรักต่อประเทศผ่านงานสื่อสารมวลชนหมายถึงการนำเสนอเรื่องราวของประเทศในทุกแง่มุมอย่างครบถ้วน นั่นรวมถึงการรับฟังผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง การแสวงหาจุดร่วม และการปฏิเสธที่จะตกหลุมพรางของการมองอีกฝ่ายว่าเป็นผู้ร้ายหรือศัตรู

ท้ายที่สุดแล้ว การขยายความแนวคิดของ Pelley หมายถึงการตระหนักว่างานสื่อสารมวลชนคือภารกิจในการรักษาและธำรงไว้ซึ่งสิ่งดีงามของสังคม นักข่าวที่รักประเทศของตนย่อมเชื่อมั่นว่าประชาชนมีความเข้มแข็งทางจิตใจเพียงพอที่จะรับมือกับความจริงอันหนักหน่วง และเชื่อมั่นว่าสถาบันต่างๆ ของประเทศมีความมั่นคงแข็งแกร่งเพียงพอที่จะถูกตรวจสอบและรับผิดชอบต่อสังคมได้




แรงงานสร้างชาติ ‘เอเอมิ’ หนึ่งในแรงงานผู้หนีภัยสู้รบเมียนมา เล่าทั้งน้ำตาแห่งความภูมิใจ หลังตัดสินใจออกจากพื้นที่พักพิงชั่วคราว มาทำก่อสร้างที่กรุงเทพ มีความสุขที่สุดกับการส่งเงินเดือนก้อนแรก กลับไปเลี้ยงคนในครอบครัว (ผลจากมติคณะรัฐมนตรี ที่เปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบชาวเมียนมา สามารถออกมาทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย)



The Reporters 
18 hours ago
·
HUMANITY: น้ำตาแห่งความภาคภูมิใจ ‘เงินก้อนแรกในชีวิต’ ของ ‘เอเอมิ’ จากสิทธิการทำงานของผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา คุณค่าของโอกาสนอกพื้นที่พักพิง

‘เอเอมิ’ หนึ่งในแรงงานผู้หนีภัยสู้รบเมียนมา เล่าทั้งน้ำตาแห่งความภูมิใจ หลังตัดสินใจออกจากพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก มาทำก่อสร้างที่กรุงเทพ มีความสุขที่สุดกับการส่งเงินเดือนก้อนแรก 15,000 บาทกลับไปเลี้ยงคนในครอบครัว 6 ชีวิต

ท่ามกลางวิกฤตการขาดแคลนแรงงานในประเทศไทย มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 26 ส.ค.68 ที่เห็นชอบมาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบชาวเมียนมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน, ตาก, กาญจนบุรี และราชบุรี สามารถออกมาทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย ได้กลายเป็นแสงสว่างและโอกาสครั้งสำคัญของผู้คนในแคมป์อพยพที่รอคอยการสร้างชีวิตใหม่มานานหลายปี

The Reporters พบกับ ‘เอเอมิ’ หญิงสาววัย 27 ปี แรงงานที่เป็นผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา กลุ่มแรกที่ทำงานกับบริษัท ธนาภาก่อสร้าง จำกัด เธอคือตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราว โดยมีพ่อแม่และครอบครัวอาศัยอยู่ที่นั่นมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี

-เมื่อความช่วยเหลือลดลง จึงตัดสินใจดิ้นรนเพื่อครอบครัว

เอเอมิเล่าว่า เธอเกิดและเติบโตในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ ก่อนหน้านี้พวกเธอได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้พอจะดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องออกมาข้างนอก แต่ในปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป ความช่วยเหลือเหล่านั้นลดน้อยลงจนไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยได้เปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยได้ออกมาทำงานได้ เธอจึงตัดสินใจสู้เพื่อลูกหลานและครอบครัวที่ต้องดูแล

"ตอนนี้คือเราไม่มีความช่วยเหลือแล้ว เราเลยต้องออกมาหางานทำเองและเขาเปิดโอกาสให้เราได้เปิดหูเปิดตาออกมาทำงานด้านนอก เรามีลูกมีหลานมีครอบครัวแล้วต้องดูแลเลยตัดสินใจออกมา"

เอเอมิสามารถปรับตัวได้ดีในงานก่อสร้าง แม้จะเป็นงานหนักสำหรับผู้หญิง เธอพึงพอใจกับสวัสดิการที่ได้รับ มีรถรับส่ง มีที่พักให้ ค่าไฟค่าน้ำไม่ต้องจ่าย เป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเธอ เพราะสภาพความเป็นอยู่ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ทำให้มีเงินเก็บมากขึ้น

-น้ำตาแห่งความภาคภูมิใจกับรายได้ก้อนแรกในชีวิต

‘เอเอมิ’ น้ำตาคลอเบ้า เมื่อพูดถึงความรู้สึกหลังได้รับเงินเดือนเดือนแรก เธอบอกว่า "มีความสุขมาก" โดยเงินก้อนแรกที่เธอได้รับจากการทำงานนั้นสูงถึง 15,000 บาท ซึ่งเธอได้ส่งเงินทั้งหมดกลับไปให้ครอบครัวทั้ง 6 ชีวิตที่ยังคงอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงทันที

ตลอด 4 เดือนที่ทำงานมา เธอได้รับเงินเดือนประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน แต่อาจมีบางเดือนที่มีวันหยุดเยอะ รายได้ก็จะลดหลั่นลงมาตามวันทำงานจริง เช่นเดือนที่ผ่านมาได้รับ 10,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้คือรายได้หลักที่สร้างความสุขให้กับพ่อแม่ของเธอที่อยู่ในแคมป์มานานกว่า 40 ปี

-อิสระความสุขและอิสรภาพที่เลือกเองได้ พร้อมชวนเพื่อนเลือกออกมาเพื่ออนาคต

เอเอมิยอมรับว่ามีความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ เธอจึงอยากแนะนำเพื่อน ๆ ที่ยังอยู่ในศูนย์พักพิงว่า หากใครมีความพร้อมและอยากสร้างรายได้ก็อยากให้ตัดสินใจออกมา

"อยากจะแนะนำว่าถ้าทำได้จริง ๆ ก็ตัดสินใจออกมา เราทำได้กี่วันก็ได้เท่านั้น และอีกอย่างหนึ่งเรามีความสุขเพราะว่าเราอยู่ที่นี่จะมีอิสระมากกว่าที่ไปอยู่ที่โรงงาน ถ้าอยากจะมีความสุขหรือมีความอิสระก็ตัดสินใจมาที่นี่ได้" เอเอมิกล่าวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม

รายงาน: ชฎาภรณ์ ภาษีเนตร
ภาพ: ธนาทิพย์ เล้าสุทธิพงศ์


https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/1386422203679811




4 ความพยายามฟอกขาว TH-AI Passport 1600ล้าน

Yesterday
·
หลังจากที่พรรคประชาชนได้เปิดโปงความผิดปกติโครงการ TH-AI Passport 1600ล้าน ของนายไชยชนก ชิดชอบ​ รัฐมนตรีกระทรวง DE ประชาชนคนธรรมดาและผู้เชี่ยวชาญก็ออกมาคัดค้านกัรอย่างถล่มทลาย
 
จึงมีคปฏิบัติการ “ฟอกขาว” เพื่อให้โครงการของน้องลูกนกไปต่อ แม้จะไปต่อแบบสีข้างถลอกก็ต้องไป เสียงบประมาณแผ่นดินเท่าไหร่ไม่ว่า แต่รัฐมนตรีลูกนกจะเสียหน้าไม่ได้
 
4 ความพยายามฟอกขาว TH-AI Passport 1600ล้าน
เวอร์ชั่น ย่อยง่าย

1) ดร.ธารินี วรินทรากุล io ที่เจนคอนเท้นจาก ai
 
นักวิชาการผีที่ออกมาอวยโครงการแบบไส้แตก เรียกว่าผีเพราะถูกจับโป๊ะว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง? ไม่มีชื่อในสาระบบใดๆ ไม่มีงานตีพิมพ์ ไม่มีชื่อในมหาวิทยาลัย แต่สำนักข่าวฝั่งอนุรักษ์ตกขอบ มักนำไปอ้างอิงบ่อยๆทั้งๆที่ไม่รู้เป็นใครมาจากไหน
 
2) ให้ปลัดกระทรวง DE มาโกหกออกสื่อ
 
ปลัดบอกว่าจะเอาข้อมูลไปใช้เพื่อเทรน ThaiLLM แต่ open ai ระดับโลกทุกเจ้า มีข้อห้ามในเรื่องการนำข้อมูลในระบบไปใช้ อีกทั้งใน TOR ยังบอกว่าจบโครงการต้องทำลายข้อมูลทั้งหมด สรุปใครหลอกใคร รัฐมนตรีหลอกปลัดมาตาย หรือ ปลัดหลอกตัวเอง หรือทุกคนรวมหัวกันหลอกประชาชน?

3) ซุปเปอร์โพล ชี้ ปชช. 63.7% สนับสนุนสำรวจจักวาลไหน ?
 
กี่โพลต่อกี่โพลของสำนักนี้ มีแต่ค้านสายตาค้านความรู้สึก รอบนี้เอาอีกแล้ว ชี้ 63.7% คนอยากได้ TH-ai passport ประชาชนงงกับครึ่งประเทศเพราะไม่รู้ไปสำรวจใคร แต่รัฐบาลรีบงับมาใช้ทำข่าวอ้างอิงทันที แบบนี้ชงเองกินเองไหม ?

4) FORUM ฟอกขาว
 
พฤหัสบดี 11 มิ.ย DE เปิดเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็น เตรียมจ้างอินฟลู พร้อมเรียกตัวแทนบริษัทยักใหญ่มาโอ๋น้องลูกนก ดิฉันเชียร์ให้ประชาชนที่สนใจและเชี่ยวชาญเรื่องนี้ ลงทะเบียนไปให้มากที่สุด แล้วจำหน้าคนในงานไว้ให้หมด เซเลป อินฟลู บริษัทไหน ที่เรียงหน้ากันออกมาช่วยฟอกขาวโครงการที่ชัดเจนว่าลอคสเปคให้คนในเครือข่ายสีน้ำเงิน
 
ไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้รู้ตัวหรือไม่ แต่กำลังจะถูกใช้เป็นตราประทับให้โครงการ 1600ล้านนี้ เดินหน้าต่อ แต่!! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่มาถามหาความคุ้มค่า หรือ ปรับเปลี่ยนเล็กๆน้อยๆเพื่อเดินหน้าต่อ แต่ความสำคัญของเรื่องนี้ มันคือการปั้นโครงการขึ้นมาล้วงเอาเงินกองทุน DE 1600ล้าน ออกไปอย่างถูกต้องตามระเบียบรายการทุกประการ
 
ดังนั้นอย่ายอมขายตัวและค่าปรากฏตัวให้เค้าฟอกขาวโครงการแบบนี้เลย ถ้าไป ต้องไปช่วยกันตีแผ่ความไม่ชอบมาพากล และสนับสนุนให้ล้มโครงการ!

– – – – –
เวอร์ชั่น ขยายข้างบน
ประเด็นที่ 1) ดร.ธารินี วรินทรากุล นักวิชาการที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง คาดว่าเป็น io ที่ใช้ ia เจนคอนเท้นมาทั้งหมด ถ้ามีก็แสดงตัวออกมา

1.1) ธารินี วรินทรากุล - Tharinee Warintrakul ธารินี วรินทรากุล - Tharinee Warintrakul ที่เปิดบัญชีธันวาคม 2568 ในช่วงใกล้ ๆ​ ยุบสภา​ บังเอิญจริง ๆ​ อย่าไปคิดมาก บัญชีนี้มักจะโพสต์สนับสนุนนโยบายและคนของพรรคภูมิใจไทย ไปพร้อม ๆ​ กับการด่าคนที่ออกมาวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลสีน้ำเงิน อย่างเช่นเรื่องโครงการแจก AI​ 2วัน จัดไป 5โพส ขยันกว่ารักชนกอีก

- โพสต์พยายามอธิบายว่า​ การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI Pro ไม่ใช่เพียงลดค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ ที่ช่วยทวีคูณศักยภาพคนทำงานให้เหนือกว่า AI แบบฟรี ซึ่งจะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่ม Productivity ของประเทศ ช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ​โครตเว่อ https://web.facebook.com/share/p/1D7khwkuNn/

- โพสต์นี้โจมตีคนออกมาวิจารณ์ น่าเศร้าที่สภาไทยต้องเสียเวลาให้ “ไชยชนก” มาอธิบายพื้นฐานความต่างของ AI ฟรี กับ AI Pro ให้ “ภาวุธ” ตัวเต็ง รมว.ดศ. จากพรรคประชาชนฟัง ใครเสียเวลาฟังใครประชาชนคิดเอาเองได้ https://web.facebook.com/share/p/1AaZm6BaAu/

- โพสต์นี้ดีเฟนด์งบ 1,621 ล้านบาท เพื่อให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI ถือเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่คุ้มค่า ตกเพียงคนละไม่ถึง 1 บาทต่อวัน ซึ่งช่วยทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ในการยกระดับศักยภาพแรงงาน SMEs และคนตัวเล็กให้พร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล https://web.facebook.com/share/p/1D8oEQLt4g/

- โพสต์นี้อวยโครงการ TH-AI Passport ว่าเป็นนโยบายลด “ค่าครองชีพดิจิทัล” ที่มอง AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่จำเป็น ไม่ใช่ของเล่นไฮเทค https://web.facebook.com/share/p/18dKARh7my/

- โพสต์นี้เปรียบเทียบ AI ฟรีกับ AI Pro เหมือนรถเมล์กับสนามบิน เพราะของฟรีเหมาะแค่การใช้งานพื้นฐาน แต่เวอร์ชัน Pro คือเครื่องมือเพิ่ม Productivity ผู้ที่วิจารณ์ว่าใช้ของฟรีก็พอ ไม่เข้าใจว่าโลกการทำงานจริง https://web.facebook.com/share/p/1GZCmory5p/

ถ้ามีตัวตนจริง รีบตั้งทนายมาฟ้องรักชนก ข้อหาหมิ่นประมาทเลยนะคะ รอ
– – – – –
ประเด็นที่ 2) ให้ปลัด DE ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ ออกมาตายแทนรัฐมนตรีไชยชนก
 
ซึ่งมันผิดฝาผิดตัวมาก คนอยากได้โครงการ คนดันโครงการ คนสั่ง คนออกนโยบายคือรัฐมนตรี ข้าราชการไม่ว่าจะเป็นปลัด หรือ ระดับไหนในกระทรวงเค้าก็มีหน้าที่ทำตามธงที่เจ้ากระทรวงสั่งมา ดังนั้นคนที่ควรมาตอบคำถามคือคนที่ออกนโยบาย แต่รัฐมนตรีกลับมุดอยุ่ในรูไม่กล้าเผชิญแรงเสียดทาน ดันหลังท่านปลัดให้มารับก้อนหินแทน แล้วท่านปลัดก็มาพูดโกหกกลางรายการ ซึ่งให้ความเป็นธรรมกันเท่า ว่าจริงๆวันนั้นไม่ควรเป็นท่านปลัดแต่ควรเป้นรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ตรงนั้น ฝากไปถึงคุณไชยชนกเราจะหลบอยู่หลังพ่อตลอดไปไม่ได้นะ โตแล้ว หัดเผชิญความจริงด้วยตัวเองบ้าง
 
ปลัดบอกว่าจะเอาข้อมูลจากโครงการนี้ ไปใช้เพื่อเทรน ThaiLLM ที่เป็น ai ของไทย แต่ open ai ระดับโลกทุกเจ้า มีข้อห้ามในเรื่องนี้อ่านได้จากโพสของพี่แม๊ก ทั้งใน TOR ยังบอกว่าจบโครงการต้องทำลายข้อมูลทั้งหมด สรุปใครหลอกใคร รัฐมนตรีหลอกปลัดมาตาย หรือ ปลัดหลอกตัวเอง หรือ ทุกคนรวมหัวกันหลอกปล้นประชาชน
โพสของพี่แม๊ก https://web.facebook.com/share/p/1EPtTEapSN/

– – – – –
3) ซูเปอร์​โพล​ สำรวจจักวาลไหนไม่รู้ ชี้​ประชาชน​ 63.7% หนุนเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ทำโพลเสร็จปุ๊ป รองโฆษกรัฐบาลก็แถลงปั๊ป รับลูกกันเหมือนนัดกันมา แต่ซูปเปอร์โพลเป็นอย่างไร เดี๋ยวดิฉันจะชวนไปดูอดีตของพวกเขากัน

- ปี​ 2562 ชี้​ประยุทธ์รัฐมนตรีขวัญใจประชาชนอันดับหนึ่ง 42.9% ขณะที่อนุทินคว้าอันดับสอง 41.7% https://www.workpointtoday.com/superpoll

- ปี​ 2565 เสนอ​ผลสำรวจ​ “อนุทิน” คนพูดจริง ทำตามที่พูด กล้าเปลี่ยนแปลง กล้าช่วยชาวบ้าน 86.8% https://archive.siamrath.co.th/n/404812

- ปี​ 2565 ยก​ “อนุทิน” นำโด่ง​ 71.1%​ มีผลงงานดีเด่นด้านสาธารณสุข ลดความเดือดร้อนของประชาชนช่วงวิกฤตโควิด​ https://prachatai.com/journal/2023/02/102930

- ปี​ 2566 ผลสำรวจเผย “อนุทิน” เบียดแซง “พิธา” ได้อันดับแรก 30.2% ประชาชนหนุนตั้งรัฐบาล​ https://plewseengern.com/plewseengern/114601

- ปี​ 2567 ประชาชนพึงพอใจ​ “อนุทิน” ผลงานรัฐมนตรีด้านสังคม ได้คะแนนอันดับหนึ่ง 7.52 จาก​ 10 คะแนน​ https://www.matichon.co.th/politics/news_4954781

ประชาชนคงมีแอบคิดบ้างแหละว่า เลียจนตีนเปียกแบบนี้ เกี่ยวข้องกับเรื่องเงินๆทองๆไหมน้า ดิฉันแค่พูดแทนตามที่ประชาชนคิดเห็นเฉยๆ ไม่ได้กล่าวหานะคะ
– – – – –
ประเด็นที่ 4) ตามที่ท่านปลัดกระทรวง DE ได้เชิญไปงาน​ TH-AI Passport Forum เวทีเปิดรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น​ ดิฉันได้ข่าวจากคนในกระทรวง 2เรื่อง
 
เรื่องที่ 1 การลงทะเบียนใช้งาน จากเดิมที่จะให้ลงทะเบียน 5-10 มิถุนายน ตอนนี้เลื่อนออกไปไม่มีกำหนด ธงคือจะรอจนกว่ากระแสวิจารณ์จะซาลงไป เมื่อคนเลิกสนใจเลิกด่าถึงจะเปิดให้ลงทะเบียนอีกครั้งนึง
 
เรื่องที่ 2 จัดเวทีฟอกขาว ใช้เงินแก้ปัญหา ด้วยการจ้างอินฟูที่น่าเชื่อถือมาพูดให้ความเห็นว่าเราจะปรับปรุงโครงการนี้อย่างไรเพื่อให้คุ้มค่า โดยกระทรวงจะทำทีเป็นรับฟังความเห็นทุกฝ่ายและทำไปปรับปรุงเพื่อเดินหน้าโครงการต่อ ฟังนะ ใครที่รับเงินรับงานจากงานนี้คุณจำไว้ให้ดี คุณกำลังเป็นส่วนนึงในการรับรองโครงการที่ส่อทุจริตคอรัปชั่น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความคุ้มค่า แต่มันคือความพยายามอย่างเป็นระบบ ที่จะล้วงเงินแผ่นดินจากทุกท่อทุกกระทรวงทุกกองทุน แล้วเอาออกไปให้ได้มากที่สุด โดยทำผ่านโครงการที่ฟังแล้วดูดีทำแล้วไม่มีแรงต้าน ดังนั้นธงของเรื่องคือ ต้องหยุดยั้งโครงการแบบนี้ให้ได้ ไม่ใช้หาเหตุผลหาความชอบธรรมให้มันได้ไปต่อ!

บริษัทยักใหญ่ที่ตอบรับมางาน คุณคิดว่าจะมีใครพูดความจริงกับประชาชนบ้าง ทุกคนต้องห่วงความสัมพันธ์กับรัฐบาล คนในรัฐบาล ห่วงผลประโยชน์ของตัวเองกันทั้งนั้นดังนั้นคงมีคำพูดตำหนิเล็กน้อยจากนั้นก็จะตามมาด้วยคำหวานเป้นพวง

เวทีนี้คงไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าพื้นที่ คนที่มีส่วนร่วมทั้งหมดมาแก้ตัว มาฟอกขาว ทำให้เรื่องส่อทุจริตกลางเป็นแค่เรื่องความคุ้มค่า ไหนๆก็ไหนๆ ถ้าท่านอยากจะชี้แจงให้กระจ่างทุกเวทีจริง ๆ​ ขอเชิญทั้งรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง เลขากองทุน คณะยกร่าง TOR มาชี้แจงที่การประชุมร่วม กมธ.ติดตามงบฯ และ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมฯ ในงาน Forum คงไม่มี ปปช. สตง. มาฟังหรอก แต่ใน กมธ. พวกเราเชิญมาให้แล้ว


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1013987907829636&set=a.1015151241046636




https://x.com/nanaicez/status/2063857565696704948





หากบทบาทของมนุษย์ในกระบวนการสร้าง AI ลดน้อยลง เราอาจสูญเสียการควบคุมไปในที่สุด ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจกลายเป็นวงจรที่ AI ฝึกสอน AI เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ AI เป็นผู้กำหนด และมีความปลอดภัยที่ได้รับการตรวจสอบโดย AI ด้วยกันเองเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้ น่ากังวลอย่างยิ่ง





https://x.com/TheEconomist/status/2064361895218360320
.....

ในบทความของ The Economist เรื่อง "Will artificial intelligence soon escape human control? ‘Recursive self-improvement’ is both tantalising and worrying" (ปัญญาประดิษฐ์จะหลุดจากการควบคุมของมนุษย์ในเร็วๆ นี้หรือไม่? แนวคิด 'การปรับปรุงตนเองแบบวนซ้ำ' (Recursive Self-Improvement) นั้นทั้งน่าดึงดูดใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน) ทางนิตยสารได้สำรวจจุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคโนโลยี นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนา AI โดยมนุษย์ ไปสู่ระบบที่สามารถสร้าง ฝึกสอน และกำกับดูแลตนเองได้โดยอัตโนมัติ

เนื้อหาหลักของบทความมุ่งเน้นไปที่แนวคิดเรื่อง Recursive Self-Improvement (RSI) หรือการปรับปรุงตนเองแบบวนซ้ำ ซึ่งเป็นหมุดหมายทางเทคโนโลยีที่เคยเป็นเพียงทฤษฎีมาอย่างยาวนาน แต่กำลังกลายเป็นความจริงอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการพัฒนาล่าสุดในอุตสาหกรรม เช่น คำเตือนต่อสาธารณะและข้อมูลภายในของบริษัท Anthropic เกี่ยวกับ AI agent ขั้นสูง (รวมถึงระบบอย่าง Mythos)

บทความนี้ได้หยิบยกประเด็นสำคัญ คำเตือน และแนวโน้มในอนาคตมานำเสนอ ดังนี้:

1. บทบาทของมนุษย์ที่ลดน้อยลง

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา วิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นมนุษย์ทำหน้าที่กำกับดูแลทุกขั้นตอนในวงจรชีวิตของ AI อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโค้ดพื้นฐาน การคัดสรรข้อมูล การดำเนินการฝึกสอนโมเดล และการตรวจสอบความปลอดภัยของผลลัพธ์ด้วยตนเอง

บทความเตือนว่า สถานะที่มนุษย์เป็นคอขวดหรือผู้ควบคุมหลักในกระบวนการนี้กำลังหายไปอย่างรวดเร็ว บริษัท AI ชั้นนำต่างหันมามอบหมายภาระงานหลักด้านการวิจัยและพัฒนา AI ให้แก่โมเดล AI ที่มีอยู่เดิมมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบัน ระบบ AI สามารถดำเนินการทดลองที่ซับซ้อน แก้ไขจุดบกพร่องของโค้ด (debug) และสังเคราะห์ชุดข้อมูลสำหรับการฝึกสอนชุดใหม่ได้ด้วยความเร็วที่มนุษย์ไม่อาจเทียบได้

2. จุดจบที่อันตราย: วงจรปิดที่ทำงานโดยอิสระ (Closed Loop)

ข้อกังวลหลักที่ The Economist หยิบยกขึ้นมาคือการก่อตัวของวงจรปิดที่ทำงานโดยอิสระอย่างสมบูรณ์ หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป มนุษยชาติจะต้องเผชิญกับอนาคตที่:

โมเดลถูกฝึกสอนโดยโมเดล: ระบบ AI เป็นผู้สร้างข้อมูลสังเคราะห์และกำหนดพารามิเตอร์ทางสถาปัตยกรรมที่จำเป็นสำหรับการสร้างโมเดลรุ่นถัดไปของตนเอง

เป้าหมายถูกกำหนดโดยโมเดล: AI ได้รับมอบหมายวัตถุประสงค์ที่เปิดกว้างและได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพโดย AI agent ตัวอื่น ส่งผลให้เจตนาที่แท้จริงเบื้องหลังพฤติกรรมบางอย่างของระบบกลายเป็นเรื่องซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะทำความเข้าใจได้

ความปลอดภัยถูกตรวจสอบโดยโมเดลเท่านั้น: เนื่องจากโค้ดพื้นฐานและขีดความสามารถของโมเดลขั้นสูงเหล่านี้มีขนาดใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะตรวจสอบได้ หน้าที่ในการ "เฝ้าระวัง" หรือดูแลความปลอดภัยของ AI จึงถูกส่งมอบให้กับโมเดลเฉพาะทางที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยโดยอัตโนมัติ บทความนี้โต้แย้งว่า หากมนุษย์ถูกกำจัดออกไปจากวงจรนี้โดยสิ้นเชิง สังคมก็จะสูญเสีย "แป้นเบรก" ไปโดยปริยาย ทำให้ไม่มีความสามารถใดๆ ในการควบคุมหรือหยุดยั้งเทคโนโลยีหากมันเบี่ยงเบนไปจากผลประโยชน์ด้านความปลอดภัยของมนุษย์

3. สิ่งที่เย้ายวนใจกับสิ่งที่น่ากังวล (ผลลัพธ์สองด้าน)

บทความนี้ตั้งข้อสังเกตว่าปรากฏการณ์นี้เป็นเหมือนดาบสองคม:

คำสัญญาที่เย้ายวนใจ: หาก AI สามารถอัปเกรดสถาปัตยกรรมของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันอาจจุดประกาย "การระเบิดทางปัญญา" นำมาซึ่งความก้าวหน้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในด้านการดูแลสุขภาพ วิศวกรรมโครงสร้าง วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และการค้นพบยาในชั่วข้ามคืน

ความเสี่ยงที่น่ากังวล: เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ยังไม่รู้วิธีการเข้ารหัสศีลธรรมและค่านิยมพื้นฐานของมนุษย์ลงในรหัสเครื่องได้อย่างน่าเชื่อถือ ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่สามารถพัฒนาตนเองได้โดยอัตโนมัติอาจจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายย่อยของตนเอง (เช่น การได้มาซึ่งทรัพยากรหรือการรักษาตนเอง) มากกว่าความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์อย่างรวดเร็ว

4. พรมแดนที่แตกแยกและความจำเป็นในการประสานงาน

นิตยสาร The Economist เน้นย้ำถึงความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นภายในอุตสาหกรรมเอง ห้องปฏิบัติการชั้นนำติดอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบคลาสสิก: ในขณะที่ผู้บริหารและนักวิจัยต่างส่งสัญญาณเตือนและเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบระดับโลกหรือ "การหยุดชั่วคราว" บริษัทใดบริษัทหนึ่งก็ไม่สามารถหยุดการพัฒนาของตนเองได้โดยไม่สูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับคู่แข่งหรือศัตรูต่างชาติในทันที

ท้ายที่สุด บทความนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจที่น่าตกใจว่ากรอบเวลาสำหรับการบรรลุการพัฒนาตนเองแบบวนซ้ำนั้นกำลังเคลื่อนไปเร็วกว่าที่สถาบันระดับโลก กรอบการกำกับดูแล และโครงสร้างทางสังคมส่วนใหญ่จะเตรียมพร้อม หากมนุษยชาติต้องการรักษาการควบคุมขั้นสูงสุดเหนืออนาคตของสติปัญญา จำเป็นต้องมีการประสานงานระหว่างประเทศในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนและการวิจัยเชิงรุกที่เข้มงวดในทันที ก่อนที่วงจรการพัฒนาจะปิดตัวลงอย่างถาวร

https://www.economist.com/science-and-technology/2026/06/07/will-artificial-intelligence-soon-escape-human-control?taid=ec9861fa-1976-4e37-9832-c39899e2ec47