วันพฤหัสบดี, กันยายน 17, 2569

"มองไม่เห็นช้างได้อย่างไร" ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายมติ กกต. สั่งฟ้องแค่ 77 คนคดีโกงเลือก สว.


.....

"มองไม่เห็นช้างได้อย่างไร" ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายมติ กกต. สั่งฟ้องแค่ 77 คนคดีโกงเลือก สว.



ผู้บริหารสำนักงาน กกต. นำโดยแสวง บุญมี (ซ้ายสุด) เข้าชี้แจงรายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. 2 ปี ต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 16 ก.ย.

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Publishedเมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว

สส. ฝ่ายค้านรุมวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใน "คดีโกงเลือก สว." หลังเสียงข้างมากให้ยกคำร้องนักการเมืองคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด โดยตั้งคำถามว่าทำไมถึง "มองไม่เห็นช้าง"

ผ่านมาเพียง 2 วันหลังวันลงมติของ 7 กกต. คดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เข้ารายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (16 ก.ย.) โดยมีสมาชิกถึง 26 คนร่วมอภิปรายโดยใช้เวลาไปกว่า 7 ชม.

รายงานฉบับแรก ปี 2567 จัดทำขึ้นในยุคที่นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ส่วนรายงานฉบับหลัง ปี 2568 จัดทำในยุคที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธาน โดยครอบคลุมทั้งภารกิจด้านการจัดการเลือกตั้ง, การสืบสวนสอบสวนไต่สวน, การส่งเสริมกิจกรรมทางการเมือง, และการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านประชาธิปไตยแก่ประชาชน

ทว่าประเด็นที่ สส. หยิบยกมาอภิปรายและตั้งข้อสังเกตมากที่สุด หนีไม่พ้น การเลือก สว. ชุดที่ 13 ซึ่งจัดการเลือก 3 ระดับจากอำเภอ-จังหวัด-ประเทศ ก่อนที่ กกต. จะประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็น สว. 200 คน เมื่อ 10 ก.ค. 2567 ท่ามกลางข้อร้องเรียนและร้องค้านมากมายว่าเกิดการทุจริตขึ้น จน กกต. มีมติให้ดำเนินการไต่สวนคดีทุจริตเลือก สว. หลังได้รับข้อมูลและพยานหลักฐานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าพบการ "จัดกลุ่มผู้สมัคร-จัดทำโพย-จ่ายเงิน-จัดเตรียมการเดินทางไปสถานที่เลือก"

กกต. ใช้เวลา 1 ปี 7 เดือนในการไต่สวน "คดีโกงเลือก สว." นับจากได้รับเรื่องจากดีเอสไอ ก่อนมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกร้องรวม 77 คน (3 ก.พ. 2568-14 ก.ย. 2569) ในจำนวนนี้เป็น สว. 26 คน, สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 1 คน ส่วนที่เหลือเป็นผู้สมัคร สว. และเครือข่าย พูดง่าย ๆ ว่าคดีนี้ "ตั้งต้น" ในยุคประธานอิทธิพร และมาถูก "ตัดตอน" และ "ตัดจบ" ในยุคประธานณรงค์ตามความเห็นของ สส. ฝ่ายค้าน

นอกจากเลขาฯ แสวง ยังมีรองเลขาธิการ กกต. อีก 2 คนที่มีส่วนร่วมโดยตรงในกระบวนการสืบสวน "คดีโกงเลือก สว." ของ กกต. มาร่วมชี้แจงและตอบข้อซักถามของบรรดา สส. ด้วยคือ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก ประธานคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งเสนอให้ กกต. สั่งฟ้องผู้ถูกร้องทั้งหมด 229 คน และนายครรชิต เจริญอินทร์ ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ กกต. ซึ่งเสนอให้ กกต. สั่งฟ้องผู้ถูกร้องมากกว่า 140 คน ยกเว้นนักการเมืองพรรค ภท.

ช้าง 3 ตัวที่พริษฐ์บอกว่า กกต. แกล้งมองไม่เห็น

"
หาก กกต.ใช้อำนาจต่างตอบแทนมากกว่าปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ก็กังวลใจแทน กกต. ว่าความน่าเชื่อถือของ กกต.ในสายตาประชาชนจะเหลือเท่าไรในการกลับมารายงานการปฏิบัติหน้าที่ต่อสภาในปีหน้า" พริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าว

"ในที่สุดเราก็ได้เจอกันนะครับ" นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวฝากประธานสภาไปถึงเลขาธิการ กกต. ซึ่งประจำการอยู่บนบัลลังก์ของผู้ชี้แจง

นายพริษฐ์กล่าวว่า ภารกิจสำคัญที่สุดของ กกต. ในปี 2567 คือการจัดการเลือก สว. โดย กกต. เชื่อว่ามีจำนวนคนเกี่ยวข้องกับการโกง แต่ส่งฟ้องศาลฎีกาเพียง 77 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนน้อยมากหากเทียบกับคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 และความเห็นของรองเลขาฯ ครรชิต

สส. พรรคสีส้มวิจารณ์ว่า มติเสียงข้างมากของ กกต. เป็นมติที่ขัดกับหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะและต่อ กกต. จนเรียกได้ว่าเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. สะท้อนว่า "เสียงข้างมากของ กกต. จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว"

ช้างตัวที่ 1 ความเป็นขบวนการของการโกง สว.: กกต. พยายามตีกรอบและบีบให้มองเหตุการณ์ต่าง ๆ บุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการโกงเลือก สว. โดยแยกขาดจากกัน บังเอิญต่างคนต่างโกงในห้วงเวลาเดียวกัน สถานที่ และรูปแบบเดียวกัน พร้อมยกตัวอย่างบางส่วน
  • โพยใบสั่ง ซึ่งมี 12 เวอร์ชัน พบว่ามีชื่อบุคคลปรากฏอยู่ราว 130 คน ซึ่งต่อมาได้เป็น สว. แต่ กกต. เสียงข้างมากบอกว่ามี สว. 26 คนที่เห็นว่ากระทำการทุจริต แต่อีก 100 คนที่ปรากฏในโพยไม่เกี่ยวข้อง/ไม่ได้ทุจริต
  • สถิติลงคะแนนการเลือกระดับประเทศเมื่อ 26 มิ.ย. 2567 ซึ่งเป็นคณิตศาสตร์ยืนยันได้ว่าทำอย่างเป็นขบวนการ มีผู้สมัคร 6 อันดับแรกได้คะแนนทิ้งห่างจากเพื่อน ก่อนจะมีเหวตกลงมาในอันดับ 7-10
  • ศูนย์ทำโพยอย่างน้อย 9 ศูนย์ พบว่า มี สว. ที่ถูกฟ้อง 5 คนปรากฏตัวในศูนย์กรุงศรีริเวอร์ จ.พระนครศรีอยุธยา, 5 คนอยู่ที่ รร.ธารา แกรนด์ จ.ปทุมธานี, 3 คนอยู่ที่ รร.วังยาว ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท จ.นครนายก แต่ กกต. บอกว่าเหตุการณ์นี้แยกขาดจากกัน ทั้งที่เป็นขบวนการเดียวกัน มีการรวมตัวของผู้สมัคร จัดกิจกรรมและขั้นตอนทำโพยเหมือนกัน แม้กระทั่งแชร์วิทยากรคนเดียวกันเวียนไปอบรม
  • การปฐมนิเทศ สว. หลังได้รับการเลือก มีหลักฐานว่ามี สว. ร่วม 100 คนไปประชุม รร.พูลแมน เมื่อ 21 ก.ค. 2567 มีการตกลงว่าจะเลือกใครเป็นประธานและรองประธานวุฒิสภา และมี สว. อย่างน้อย 40 คนพบข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ที่ รร. ดังกล่าว ในจำนวนนี้ 10 คนที่ กกต. สั่งฟ้องด้วย

อกสารที่ สส. รายนี้เรียกว่า "โพยฮั้ว" ถูกนำมาแสดงกลางห้องประชุมสภา

ช้างตัวที่ 2: ความเชื่อมโยงกับพรรค ภท. แม้ กกต. สั่งไม่ฟ้อง รมต. สส. และ กก.บห. พรรค ภท. แต่ใน 77 คนที่ถูกสั่งฟ้อง มีหลายคนเกี่ยวข้องหรือเป็นคนคุ้นเคยกับพรรค ภท. ไม่ว่าจะเป็น อดีตรองประธานสภา, สส.สุโขทัย, อดีตผู้สมัคร สส.ภูเก็ต, พ่อ รมต., หลานรองนายกรัฐมนตรี, นายก อบจ. ในภาคใต้, ผู้ช่วย สส., เจ้าหน้าที่ธุรการในสำนักงานของพรรค

แม้ กกต. ปัดตกคำให้การของพยานรหัส 16/26 แต่นายพริษฐ์เห็นว่ายังมีข้อมูลอื่น ๆ นั่นคือ น.ส.รัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. (นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ และ กก.บห. พรรค ภท.) หากพรรค ภท. และ กก.บห. ไม่เกี่ยวข้องกับการโกงจริง ทำไม น.ส.รัตนาถึงโทรคุยกับ สว. 19 คน รวม 62 ครั้ง ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ย. 2567 ซึ่งใน 19 คน มี 6 คนถูกสั่งฟ้องด้วย จึงอยากทราบว่าคุยอะไรกัน

นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่า พรรค ภท. ยืนยันว่าไม่เกี่ยวการเลือก สว. โดยหัวหน้าพรรค ภท. เคยออกประกาศห้ามสมาชิกพรรคไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. แต่กลับพบว่ามีคนจำนวนมากที่ กกต. สั่งฟ้องเกี่ยวข้องกับพรรค ภท. ซึ่งมี 2 ความเป็นไปได้คือ 1. นายอนุทิน "ทำงานไม่ได้เรื่อง" ในการกำชับว่าสมาชิกไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. หรือ 2. หัวหน้าพรรคมีส่วนร่วมในขบวนการโกงเลือก สว.

ช้างตัวที่ 3: มาตรฐานของ กกต. ในอดีต เมื่อปีก่อน กกต. เคยส่งฟ้องคดีไปศาลแม้มีหลักฐานเพียงแค่แชทไลน์ไม่กี่ข้อความระหว่างผู้สมัคร สว. 2 คนที่แลกคะแนน แต่ปีนี้สั่งไม่ฟ้อง 130 กว่าคนที่อยู่ในโพย ทั้งที่เป็นหลักฐานที่เป็นระบบกว่าแชทไลน์ จึงถือว่ามติ กกต. ไม่เพียงขัดต่อความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26, ความเห็นของรองเลขาธิการ กกต. แต่ยังขัดต่อมาตรฐานในอดีตของ กกต. เองด้วย

"สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าความผิดเกิดขึ้นแล้ว ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว จากการที่ กกต. ทำเป็นมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว จะบอกว่าผิดทั้ง 7 คนไม่ได้ เพราะ กกต.สิทธิโชติ (อินทรวิเศษ กกต. เสียงข้างน้อย) ก็เห็นช้าง 3 ตัวนี้แบบผม" นายพริษฐ์กล่าว

"คนเหนือนายสุบินปลิวไปตอนไหน"

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. คืออีกคนที่พูดถึงช้าง โดยบอกว่า "ช้างตายไป 77 ตัว สำนวน 75,722 หน้า ปิดอย่างไร ก็ปิดไม่มิด" และตั้งคำถามว่าสอบกันเกือบ 8 หมื่นหน้า ทำไมเมื่อหลักฐานเดินเข้าเขตการเมือง สายตาถึงพร่ามัว มองไม่เห็นอะไรกัน

จากนั้นเขาได้อภิปรายถึงการเลือก สว. สุราษฎร์ธานี ซึ่งปรากฏว่าทีมงานของพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรค ภท. อย่างน้อย 2 คนอยู่ในกลุ่ม 77 คนที่ถูก กกต. สั่งฟ้องด้วย หลังพบเส้นทางการโอนเงินจากนายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร นักธุรกิจ ไปยัง น.ส.นิสิตา หมั่นไชย เสมียนพรรค ภท. สุราษฎร์ธานี เขต 6 แล้วโอนต่อไปยังนายสุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส.พิชัย มีปลายทางผู้รับเงิน 11 ราย โดย 10 รายเป็นผู้สมัคร สว. จาก อ.วิภาวดี จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งถูกสั่งฟ้องทั้งหมด

"กกต. มีมติ 7-0 ให้ดำเนินการกับนายสุบิน ถ้า กกต. เห็นนายสุบิน แล้วคนเหนือนายสุบินปลิวไปตอนไหน เพราะต้องมีคนเอาเงินมาให้สุบิน นายสุบินไม่ได้ร่ำรวยสามารถจ่ายเงินเอง" สส.กทม. พรรค ปชน. กล่าว

เขายังอ้างเอกสารความเห็นของรองเลขาฯ ครรชิตที่ระบุว่า เส้นเงินจากนายวรพจน์ ไป น.ส.นิสิตา ไปนายสุบิน เพราะเห็นว่ามีหลักฐานพอเชื่อได้ว่านายพิชัยมีส่วนสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจในการโอนเงิน จึงเสนอให้ดำเนินการ สส. พิชัย ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และอีกคนคือ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ (รองประธานวุฒิสภา สว. จากสุราษฎร์ธานี) เพราะมีพยานเพียงพอเรื่องการยินยอมรับความช่วยเหลือ จึงเสนอให้ดำเนินการตามมาตรา 76 วรรคสอง

"วันนี้มาดูผล พิชัยหายปลิว พล.อ.เกรียงไกรปลิว ต้องไปไล่ต่อ ผมไม่ได้บอกว่า 2 คนนี้ผิด... ในเมื่อหลักฐานไม่ได้เปลี่ยนไปทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุ ใช้สำนวนเดียวกัน ทำไมความเห็นไม่เท่ากัน กกต. ก็ยังเห็นไม่เท่ากัน แตกกันภายใน จน กกต.สิทธิโชติต้องออกมาพลีชีพ" นายภัณฑิลกล่าว


พิชัย ชมภูพล ไม่ได้ลุกขึ้นชี้แจงในระหว่างถูกฝ่ายค้านพาดพิง

นายภัณฑิลยังวิจารณ์ประธาน กกต. ว่า "ทำตัวเป็นพยานจำเลยเสียเอง" ตอนเปิดคดีเห็นเครือข่าย พอปิดคดีเห็นเป็นหย่อม ๆ และเปรียบเปรยกรณีนี้กับเหตุการณ์การเมืองในอดีตที่มีการผลักดันออกกฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งถูกเรียกว่า "นิรกรรมโทษกรรมสุดซอย" อย่าให้เกิดศัพท์ใหม่ว่า "ยุติคดีสุดซอย" เดินจากผู้สมัคร คนรับเงิน คนโอน คนทำโพย คนประสาน พอถึงการเมืองหยุด

"ดังนั้น 14 ก.ย. ไม่ใช่วันปิดคดีนี้ แต่คือวันเปิดคดีกับ กกต. คนที่ใช้อำนาจลงมติ และต้องอธิบายว่าเหตุใดเส้นหลักฐานจึงตัดจบอยู่แค่ตรงนี้" สส. พรรคสีส้มระบุ

ชยพลเปิดคุณสมบัติ 77 คนที่ถูกสั่งฟ้องเป็น "น้ำเงินใหม่จาง ๆ"

นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรค ปชน. วิจารณ์ กกต. ด้วยถ้อยคำรุนแรงโดยใช้คำว่าเป็น "ตัวบั่นทอน กัดกร่อน บ่อนทำลายประชาธิปไตย ทำตัวเป็นเครื่องฟอกขาว เป็นกำแพงป้องกัน และอาจเป็นถึงผู้สมรู้ร่วมคิดในขบวนการฮั้ว สว. ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเครือข่ายระบอบสีน้ำเงิน"

ข้อสังเกตจากนายชยพลต่อ 77 รายชื่อที่ถูกสั่งฟ้อง "อาจจะเป็นการตัดตอน" โดยคุณสมบัติของคนกลุ่มนี้คือ 1. มีเส้นเงินชัดเจนจนไม่สามารถปฏิเสธได้ 2. ไม่ใช่แก๊ง "ลูกเทพ" รมต. กก.บห. 3. เป็นกลุ่มที่พยายามใช้เครือข่ายตัวเอง แล้วมาขอรับการสนับสนุน ขอร่วมขบวนการฮั้ว ขอทรัพยากรเงิน ขอโค้ดสอนทำโพย และสถานที่จากเครือข่ายพรรค ภท. ส่งผลให้มติของ กกต. พิจารณาส่งฟ้องศาลฎีกาเป็นการตีความแบบแคบ "สังเวยน้ำเงินใหม่จาง ๆ เพื่อปกป้องบุคคลที่สำคัญของพรรค ภท."

สส. รายนี้นำเสนอภาพของเครือข่ายของขบวนการสีน้ำเงิน โดยพุ่งเป้าไปที่ 2 กรณีและพาดพิง สส. ภูมิใจไทยอีก 2 คน

กรณีแรกคือ น.ส.รัตนา บ่อถ้ำ หรือ "น้อย" ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส.ชลัฐ รัชกิจประการ นอกจากมีหลักฐานบันทึกการโทรศัพท์หา สว. 19 คน รวม 62 สาย ยังมีคำให้การของพยานรหัสที่ 16/26 คือ นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น เขต 4 พรรค ภท. และผู้สมัคร สว. ที่ระบุว่ามีการไปรับเงินกันที่ชั้น 4 ห้องประชุมพรรค ภท. โดยมี น.ส.รัตนาคอยตรวจสอบให้ทุกคนลงลายมือชื่อก่อนรับเงิน

นายชยพลสงสัยว่า น.ส.รัตนาเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญ สส. หรือเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคกันแน่ และพยายามฉายภาพบนจอโปรเจกเตอร์ ซึ่งมีทั้งภาพที่อ้างว่าเป็นโต๊ะทำงานของ น.ส.รัตนาและตั้งอยู่ในสำนักงานใหญ่พรรค ภท. หรือการปรากฏตัวของเธอที่ไปร่วมงานวันเกิดของบุคคลสำคัญที่สนามกีฬา

อีกกรณีคือ การฮั้วในพื้นที่ จ.เลย ซึ่งเป็นจังหวัดที่พบผู้สมัคร "พลีชีพ" มากที่สุดของประเทศคือ มีคนได้ 0 คะแนน 27 คนในการเลือกระดับประเทศ ทั้งนี้นายชยพลระบุว่า สว. เลย 5 คนมีความเชื่อมโยงกับบ้านใหญ่ "ทิมสุวรรณ" ทั้งหมด โดยมีนายธนยศ ทิมสุวรรณ เป็น สส.เลย พรรค ภท. ในปัจจุบัน

จากการตรวจสอบเอกสาร สว. 3 ของ สว.เลย 5 คน นายชยพลพบว่า มี 3 คนระบุว่าทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมโร่งโมหินหรืออื่น ๆ ที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวบ้านใหญ่และเครือญาติ, 1 คนระบุว่าเป็นผู้จัดการบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง, และอีก 1 คนเคยเป็นข้าราชการท้องถิ่นใน จ.เลย จึงสรุปได้ว่า 5 สว. เชื่อมโยงกับบ้านใหญ่หมดในฐานะอดีต "ลูกจ้าง" และ "ลูกน้อง" และหมายเลขผู้สมัครของคนเหล่านี้ก็ปรากฏในโพยหมด จึงไม่แน่ใจว่า กกต. ทำงานดีแค่ไหนถึงไม่สั่งฟ้องใครเลยใน จ.เลย


พลพีร์ สุวรรณฉวี ทักทาย "เจ๊รวย" สุขสมรวย วันทนียกุล โดย 2 คนนี้รอดจากการตัดสินของ กกต. ที่ให้ยกตคำร้องด้วย

ในระหว่างการอภิปรายของนายชยพล มี สส. ภูมิใจไทยลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะต่อการเอ่ยถึงชื่อบุคคลภายนอก, การนำภาพ สส. บางคน รวมถึงบุคคลต่าง ๆ ฉายขึ้นจอ, การนำภาพที่ทำการพรรค ภท. ฉายขึ้นจอแล้วมาประกอบการเล่าเรื่อง ทำให้ "บ้านภูมิใจไทยของพวกผมได้รับความเสียหาย" เป็นผลให้ สส. ประชาชนประท้วงกลับและเกิดการพาดพิงกันไปมา จน น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานวุฒิสภา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุมเรียกว่าเป็น "มหกรรมประท้วง 2 ฝ่าย"

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา และ รมช.มหาดไทย หนึ่งในสมาชิก "แก๊งลูกเทพ" ลุกขึ้นตอบโต้อย่างดุเดือดโดยระบุตอนหนึ่งว่า "เขาเรียกผมว่าลูกเทพ ทำอะไรผมก็ผิดหมด มารับตำแหน่งยังผิด พวกท่านลูกธรรมดา ทำอะไรไม่ผิดสักอย่างล่ะครับ อะไรที่ทำให้พวกท่านพูดแล้วถูกทุกเรื่องหรือครับ ความรู้ความสามารถถ้าท่านมีเยอะ ท่านเป็นบัญชีรายชื่อออกไปสมัคร กกต. สิครับ ไปตัดสินสิครับ" และยังบอกด้วยว่า หากสมาชิกคนไหนผิด กกต. มีเวลาส่งศาลก็ไปศาลกัน ก็เหมือนท่านแหละ "พวกท่านก็รอขึ้นศาลเหมือนพวกผมแหละครับ ถ้าผิดกันหมดก็ไม่มีใครเหงา ผมก็ไปนั่งเป็นเพื่อนท่านเหมือนกันในคุก"

ข้องใจประธาน กกต. เชื่อกระดาษใบเดียว

กรณี "พยานกลับคำให้การ" คือเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การยกคำร้องของผู้บริหารพรรค ภท. โดยประธาน กกต. เห็นว่า "พยานขาดความน่าเชื่อถือ" ขณะที่ กกต. สิทธิโชติเห็นว่ามีความน่าเชื่อถือ โดยให้เหตุผลว่า "ถ้าพิสูจน์พยานตรงนี้ได้ว่ามันเกิดขึ้นจริง เป็นไปตามคำพูดเขา มันก็น่าเชื่อถือ"

ในการอภิปรายของ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรค ปชน. จึงยกเอาความเห็นในสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 เพิ่มเติมหลังพยานรหัสที่ 16/26 กลับคำให้การมาเปิดเผยกลางสภา

สส. หญิงย้ำว่า การที่พยานกลับคำ ไม่ได้แปลว่าการไต่สวนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะคณะกรรมการสืบสวนฯ รับรู้การกลับคำให้การแล้ว ไม่ได้หลับหูหลับตาเชื่อ แต่มีการพิจารณาเพิ่มเติม เปรียบเทียบคำให้การ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาพยานหลักฐานประกอบ และยืนยันในสาระหลักเดิม

"ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำให้การครั้งแรก มันได้รับการยืนยันจากพยานหลักฐานอื่นแล้ว ขณะที่การให้การครั้งที่ 2 ที่มีการกลับคำ มีเพียงถ้อยคำเป็นกระดาษเท่านั้น แต่ท่านประธาน กกต. กลับเลือกกระดาษใบเดียว ตัดสาระสำคัญที่อยู่ในสำนวนเหี้ยนหมด ทั้งข้อมูลเส้นเงิน ข้อมูลการโทร การนัดหมายจัดทำโพย การขอโควต้า พยานแวดล้อมอื่น ๆ ที่นายเอกราชไปรับรู้ ไปเข้าร่วมกระบวนการ และเป็นผู้กระทำการด้วยตัวเอง" น.ส.พนิดากล่าว


พนิดา มงคลสวัสดิ์ (ซ้าย) เกาะติดขบวนการโกงเลือก สว. มาอย่างต่อเนื่องในฐานะ กมธ.องค์กรอิสระฯ

สส.สมุทรปราการกล่าวว่า หาก กกต. เสียงข้างมากเอาความไม่แน่นอนของพยาน 1 ปากมาตัดความเชื่อมโยงของพยานหลักฐานทั้งระบบ อาจทำให้มาตรฐานของระบบไต่สวนถูกลดทอน

"หากทุกคนไม่ยืนยันว่าเห็นช้างอยู่ในห้อง ท่านก็ไม่เชื่อว่ามีช้าง ถ้าจับมือใครไม่ได้ สาวไปไม่ถึง ก็ไม่เชื่อว่าเป็นขบวนการ ทั้งที่คดีนี้มีการจัดตั้งเป็นเครือข่าย คนที่อยู่บนสุดของโครงสร้าง ย่อมไม่ได้เป็นคนถือเงิน หรือเดินโพย หรือสั่งการทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง" เธอกล่าว และยังเรียกร้องให้ กกต. เสียงข้างมาก 5 คนเปิดเหตุผลออกมาว่า "ช้างทั้งตัวที่เราเห็นอยู่ในห้องตอนนี้ กกต. มองไม่เห็นได้อย่างไร"

อภิสิทธิ์ติดใจปมไม่เอาผิด "พยานกลับคำ" ให้การเท็จ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) บอกว่า "ติดใจ" กกต. 3 เรื่อง
  • กกต. เสียงข้างน้อยให้สัมภาษณ์ว่ามีความพยายามจะร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดในระดับอำเภอและจังหวัด แต่ถูกตัดตอนเกือบหมด กลายเป็นเหตุผลว่าทำไมดีเอสไอจึงเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงขอให้ กกต. ตอบว่าได้ทำอะไรกับเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอและจังหวัดบ้าง
  • เส้นเงินที่ไปถึงคนรอบตัวตัวใหญ่ ๆ แต่พอจะโยงไปถึงผู้ที่มีระดับสูงกว่านั้น กกต. กลับมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับมาเข้ามา เหตุผลคืออะไร
  • การพิจารณาเกี่ยวกับที่มีอำนาจมาก ๆ ซึ่งมีพยานไม่กี่ปากที่สามารถเข้าไปถึงศูนย์กลางอำนาจได้ ต่อมามีการกลับคำให้การของพยาน ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ ทั้งที่การพิจารณาขบวนการจะดูแยกส่วนไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นแล้วจะไม่เกี่ยวข้องกัน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เตือน กกต. ให้ตั้งหลักให้ดี ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนถูกล้มล้าง "เป็นเรื่องของการล้มล้างการปกครอง"

"เดิมพยานคนนี้เป็นผู้ต้องหา ถูกกันเป็นพยานเพราะให้การเป็นประโยชน์ คำถามคือมากลับคำให้การ แล้วทำไมยังถูกกันเป็นพยานต่อ ในเมื่อสิ่งที่บอกว่าข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่กลับมาบอกว่าเป็นเท็จ เขาต้องกลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหา ต้องถูกดำเนินคดี จะได้รู้ว่ารอบไหนกันแน่ที่ถูกข่มขู่มาให้การ" นายอภิสิทธิ์กล่าวและตั้งคำถามว่า เหตุใด กกต. ถึงวินิจฉัยว่าผู้นี้ไม่ผิดฐานให้ข้อมูลเท็จ ตามมาตรา 78 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และยังกันเป็นพยานต่อไป

หัวหน้าพรรค ปชป. สรุปว่า สิ่งที่กำลังทำให้เกิดความยุ่งยาก เพราะ กกต. ทำเรื่องนี้ล่าช้า 2 ปี กลายเป็นว่า กกต. ที่วินิจฉัยคดีนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเสียงข้างมาก ถ้าเป็นหน่วยงานอื่นที่ปฏิบัติการปกครองพิจารณาไม่ได้เลย แต่บังเอิญกฎหมาย กกต. บังคับว่าต้องเข้าประชุม ต้องลงคะแนน ไม่เช่นนั้นให้ลาออกไปเสีย

ภราดรโวยมีกระบวนการใส่ร้ายให้เป็นปีศาจ ปลายทางหวังยุบพรรค

ขณะที่นักการเมืองจากพรรค ภท. ก็ได้ใช้สิทธิอภิปรายตั้งคำถามต่อ กกต. ทว่าเป็นมุมกลับกัน โดยเฉพาะ 2 พี่น้อง "ปริศนานันทกุล" ซึ่งเป็นผู้ถูกร้องในคดีโกงเลือก สว. ด้วย ก่อนที่ กกต. จะยกคำร้อง

นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรค ภท. แสดงความสงสัยว่า หากเชื่อว่ามีขบวนการฮั้วเลือก สว. จริงตามสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 เหตุใดมติของ 7 กกต. ถึงลงมติเป็นรายบุคคล แทนการลงมติตัดสินแบบก้อนใหญ่ "นี่หมายความว่าท่านไม่ได้เชื่อว่ามีขบวนการฮั้วเกิดขึ้นจริง" และ "ท่านได้สืบสวนสอบสวนไหมว่ามีกระบวนการใส่ร้าย ป้ายสี สร้างภาพว่าพวกผมเป็นผู้ร่วมขบวนการ"

รมต.ประจำสำนักนายกฯ ไล่เลียงไทม์ไลน์คดี และชี้ให้เห็น "พิรุธ" จากการที่ดีเอสไอส่งส่งเรื่องให้ กกต. ดำเนินการเมื่อ 3 ก.พ. 2568 แต่ กกต. ไม่รับเพราะไม่ใช่หน้าที่ จากนั้น 6 มี.ค. 2568 ดีเอสไอจึงไปตั้งเป็นคดีพิเศษ ตั้งข้อหาฟอกเงินและอั้งยี่ ก่อนที่ กกต. จะตั้งคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 เมื่อ 18 มี.ค. 2568 ส่วนตัวก็สงสัยเหมือนที่ทุกคนว่ามีคณะกรรมการสืบสวนฯ อยู่แล้ว 25 ชุด ทำไมต้องตั้งชุดพิเศษ แถมยังพิเศษใส่ไข่คือดึงเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 คนเข้ามาเป็นกรรมการด้วย

"3 คนนั้นเป็นคนส่งเรื่องให้ กกต. แล้ว กกต. ไม่รับ หมายความว่าพยายามจะเอาสำนวนที่ไม่ชอบของดีเอสไอเข้ามายัดในกรรมการชุดที่ 26 มาสร้างภาพให้เห็นว่ามีกระบวนการแบบนี้" นายภราดรกล่าว

สส.อ่างทองจากพรรคสีน้ำเงินยังพูดถึงกรณีพยานรหัส 16/26 กลับคำให้การเนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอข่มขู่ มีการไปสร้างเรื่องให้พยานปากนั้นให้การใส่ร้ายพวกตน และคนที่ไปสอบปากคำพยานรหัส 16/26 ชื่อนายเอกรินทร์ ดอนดง เป็นหน้าห้องของอดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว. ที่ไม่ได้รับเลือก จ.สมุทรปราการ

"สุดท้ายเขามาเป็นผู้ร้อง ก็เอาลูกน้องตัวเองมาสอบสวน ไปบังคับขู่เข็นให้พยานให้การแบบที่ตัวเองต้องการ สร้างภาพปีศาจ สว. ที่สอบตกไม่ได้รับเลือกคนนี้เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นเดียวกับผู้มีอำนาจท่านหนึ่ง ผมเชื่อมโยงได้ไหมว่าเป็นกระบวนการใส่ร้ายพวกผม มีธงปลายทางคือจะต้องยุบพรรค ภท. ให้ได้" นายภราดรกล่าว

อีกประเด็นที่เขาถาม กกต. คือ ได้ตรวจสอบโพยการเลือกตั้ง สว. หรือไม่ว่าเป็นโพยจริงหรือปลอม เนื่องจากเอกสารดังกล่าวถูกส่งถึงมือ กกต. หลังจากทราบผลการเลือก สว. 200 คนแล้ว โดยผู้ร้องอ้างว่าเก็บได้ตามห้องน้ำ บนพื้น หรือหน้าห้องประชุมในสถานที่เลือก สว.

"ผมสงสัยได้ไหมว่าโพยนี้ทำหลังได้ตัวผู้ชนะแล้ว 200 คนแล้วมาใส่ทีหลัง ใส่ตัวเลขทีหลังประมาณ 40-50 โพย เพื่อสร้างเป็นพยานหลักฐาน ท่านเคยสังเกตสิ่งที่ผมสังเกตไหม แล้วผมทนมา 2 ปีแล้วเป็นผู้ถูกกล่าวหา ท่านให้ความเป็นธรรมแก่พวกผมแค่ไหน" นายภราดรยิงคำถามใส่ กกต.


ภราดร-กรวีร์ ปริศนานันทกุล ตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ของ กกต.

กรวีร์สงสัยสำนวนหลุดถึงคนนอกได้อย่างไร

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. และประธานวิปรัฐบาล เรียกร้องให้ประธานคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 ชี้แจงและแสดงความรับผิดชอบ กรณีมีข้อมูลและรายละเอียดในสำนวนไต่สวนหลุดไปถึงบุคคลภายนอก เพราะได้รับความเสียหาย

ในฐานะผู้ถูกกลาวหา เขาเคยทำหนังสือขอข้อมูลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเพื่อให้ทราบว่าถูกกล่าวหาในเรื่องใด รวมถึงวัน เวลา สถานที่ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้เตรียมตัวชี้แจงและต่อสู้ข้อกล่าวหาอย่างเหมาะสม แต่กลับไม่ได้รับคำตอบจากคณะกรรมการฯ "ท่านไม่ตอบครับ แต่กลับกลายเป็นว่ารายละเอียดในสำนวนไปอยู่ในมือของบุคคลภายนอก"

นายกรวีร์กล่าวต่อไปว่า หากกรณีข้อมูลในสำนวนหลุดไปถึงบุคคลภายนอกไม่ได้เกิดจากความบกพร่องหรือการทำงานของคณะกรรมการ ก็ขอให้ชี้แจงว่าประธานคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 มีส่วนรู้เห็นหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ไปจนถึงบุคคลภายนอกหรือไม่

"ท่านในฐานะที่เป็นประธาน ผมอยากจะรู้ว่าท่านจะรับผิดชอบต่อความเสียหาย ต่อการทำงานที่สะเพร่าของท่านอย่างไร" นายกรวีร์กล่าวต่อหน้า ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก ซึ่งก็นั่งอยู่ในห้องประชุมสภาด้วย

ต่อมา ร.ต.อ.ชนินทร์ชี้แจงว่า กรณีมีเอกสารหลุดได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว และตนถูกสอบทุกทีเพราะเป็นต้นน้ำ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าสำนวนมาอยู่ที่ตน 4 เดือน เก็บใส่ตู้อย่างดี ไม่เคยหลุด

เสียงเรียกร้องต่อ กกต. ของ สส. 2 ฝ่าย

บรรดา สส. ทั้ง 2 ฝ่ายต่างตั้งคำถามและฝากสารพัดข้อเรียกร้องถึง กกต.

ข้อเรียกของ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน
  • ให้เปิดเผยทุกมติที่ลงคะแนนกันว่ากรรมการ กกต. รายใดลงมติอย่างไร ไม่ใช่บอกเพียงจำนวน
  • ให้เปิดเผยเหตุผลทางกฎหมายว่าพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่ปรากฏในสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 ถูกหักล้างไปเพราะอะไร
  • ให้ส่งสำนวนทั้งหมดของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 และความเห็นรองเลขาธิการ กกต. ไปยังศาลฎีกา ไม่ใช่ตัดตอนเฉพาะในส่วน 77 คนที่ถูกสั่งฟ้อง
  • หากการไต่สวนของศาลฎีกานำไปสู่การปรากฏของหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงบุคคลอื่น กกต. จะรื้อฟื้นการสืบสวนและสั่งฟ้องบุคคลไปที่ศาลหรือไม่
ข้อเรียกร้องของ สส. พรรคแกนนำรัฐบาล
  • ให้ชี้แจงที่มา กระบวนการการทำงานของคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 รวมถึงความสัมพันธ์
  • ให้เปิดเผยหลักเกณฑ์การใช้ข้อมูลจากดีเอสไอเพื่อประกอบสำนวน
  • ให้ชี้แจงหลักเกณฑ์และช่วงเวลาในการกันบุคคลไว้เป็นพยาน
  • ให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีเอกสารลับในสำนวนรั่วไหลออกสู่สาธารณะ
  • ให้ชี้แจงความคืบหน้าอีก 3 สำนวน และดำเนินการให้มีมาตรฐานเดียวกัน


แสวงยืนยันเอกสารมีกี่แผ่น จะส่งศาลฎีกาหมด

ภายหลังการอภิปรายนานกว่า 6 ชม. ครึ่ง นายแสวง บุญมี บอกว่า "ผมนั่งฟังโดยไม่ลุกไปไหนเลย" ขณะลุกขึ้นชี้แจงและตอบข้อซักถามต่าง ๆ กลางสภา โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

การป้องกันการทุจริตเลือก สว.: กกต. เห็นว่าปัญหาที่คนมาอยู่ด้วยกันมาก ๆ เพื่อต้องการเป็น สว. อาจทำเกินเจตนารมณ์ที่กฎหมายกำหนด จึงออกระเบียบแนะนำตัว โดยให้พิจารณาจากเอกสารแนะนำตัวที่เรียกว่า สว.3 เท่านั้น ไม่สามารถขอคะแนนกันได้ แต่สุดท้ายระเบียบดังกล่าวถูกยกเลิกโดยคำสั่งศาลปกครอง ถ้ากกต. อุทธรณ์จะทำให้ต้องขยายเวลาเลือก สว. ออกไปอีก ทำให้ผู้สมัครมีสิทธิเสรีภาพ กลุ่มอาชีพเดียวกัน นั่งรถคันเดียวกันมา นอนโรงแรมเดียวกันสามารถทำได้ถูกกฎหมาย เพราะระเบียบแนะนำตัวถูกยกเลิก หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ก็อยู่ในข้อเท็จจริงที่ กกต. สืบสวนได้ หากมีการทำผิดกฎหมาย กกต. ทำให้การเลือก สว. ไม่สุจริต
  • โพยเลือก: การเลือกระดับประเทศ 26 มิ.ย. 2568 มีผู้มีสิทธิเลือกกว่า 3 พันคน กกต. ก็เดินตรวจตราในนั้น มีการเรียกเก็บเอกสารทุกอย่างไว้หมด ไม่ได้นิ่งนอนใจ
  • การวินิจฉัยของ กกต.: คำวินิจฉัยที่ออกมาจะตอบทุกเรื่องทั้งข้อเท็จจริงและเหตุผล
  • เอกสารที่จะส่งให้ศาลฎีกา: มีกี่แผ่นจะส่งให้หมด ทั้งคำวินิจฉัย, ความเห็นเลขาธิการ กกต., สำนวนคณะกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 26 และความเห็นคณะอนุกรรมการชี้ขาดและวินิจฉัยข้อเท็จจริง ชุดที่ 36
  • กรณีให้รื้อฟื้นคดีใหม่: หากศาลฎีกาพบการเชื่อมโยงมากกว่าที่ กกต. วินิจฉัย กกต. สามารถดำเนินการเป็นกรณีตามความปรากฏได้
  • กรณีเอกสารหลุด: คนที่ผ่านเอกสารมีหลายชั้น ทั้งคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26, ความเห็นเลขาธิการ, และคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36, และ กกต. มีระบบรักษาความปลอดภัยแต่ละชั้น โดยได้ตั้งกรรมการสอบสวน ตอนนี้บอกอะไรมากไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องภายใน ส่วนข้อกล่าวหาจะเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน

ผู้บริหารสำนักงาน กกต. ฟังการอภิปรายของสมาชิกนานกว่า 6 ชม. ครึ่ง

เนื้อหาในรายงาน กกต. ที่ถูก "เลื่อน"

วาระรับทราบผลการปฏิบัติงานของ กกต. คงค้างอยู่กลางสภามา 2 สัปดาห์แล้วหลังจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา สังกัดพรรค ภท. บรรจุเป็นระเบียบวาระการประชุมเมื่อ 3 ก.ย. แต่เจอ "ญัตติดับไฟใต้" ของ สส. พรรค ภท. ซึ่งเสนอเป็นญัตติด่วนด้วยวาจา ปาดหน้ามาพิจารณาก่อน และสัปดาห์ต่อมา สภาก็ลากการพิจารณาร่างพระบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระ 2 และ 3 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ทั้งที่วิป 2 ฝ่ายตกลงเวลากันว่าจะพิจารณาให้จบภายใน 3 วัน ทำให้วาระรับทราบรายงาน กกต. ต้องเลื่อนอีกครั้งและมาพิจารณากันในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตจาก สส. ฝ่ายค้าน อาทิ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. ที่บอกว่าเป็น "กระบวนการดึง" ไม่ให้ "รายงานเจ้าปัญหา" เข้าสภา ก่อนที่ กกต. จะลงมติชี้ขาดสำนวนคดีโกงเลือก สว. เมื่อ 14 ก.ย.

เลขาธิการ กกต. ใช้เวลาเพียง 6 นาทีในการนำเสนอรายงาน 2 ฉบับต่อสภาชุดที่ 26 ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญเอาไว้ ณ ที่นี้

ในปีงบประมาณ 2567 สำนักงาน กกต. ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 4,943.08 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้ได้มาซึ่ง สว. 100.94 ล้านบาท

ภารกิจสำคัญ: การจัดการเลือก สว., การเลือกตั้งซ่อม สส.พิษณุโลก เขต 1, การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นแทนตำแหน่งที่ว่าง

ภารกิจการสืบสวนสอบสวนและไต่สวน: มีสำนวนที่ กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 1-9 จำนวน 94 สำนวน, ให้ดำเนินคดีอาญา/ยกคำร้อง/ยุติเรื่อง/เลือกตั้งใหม่ จำนวน 198 สำนวน, ให้ดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว., การเลือกตั้ง สส., การเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคการเมือง และคดีอื่น ๆ รวม 394 คดี

ในปีงบประมาณ 2568 สำนักงาน กกต. ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 4,805.33 ล้านบาท

ภารกิจสำคัญคือ การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภา อบจ. 76 จังหวัด และนายก อบจ. 47 จังหวัด, การเลือกตั้งสภาเทศบาล 2,462 แห่ง และนายกเทศมนตรี 2,128 แห่ง, การเลือกตั้งซ่อม สส. 4 เขต ใน จ.บึงกาฬ เขต 2, นครศรีธรรมราช เขต 8, เชียงราย เขต 7, ศรีสะเกษ เขต 5

ภารกิจการสืบสวนสอบสวนและไต่สวน: มีสำนวนที่ กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 1-9 จำนวน 106 สำนวน, ให้ดำเนินคดีอาญา/ยกคำร้อง/ยุติเรื่อง จำนวน 368 สำนวน, ให้ดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว., การเลือกตั้ง สส., การเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคการเมือง และคดีอื่น ๆ รวม 1,938 คดี

https://www.bbc.com/thai/articles/c3n07yx29nqko




พนิดา ไล่ไทม์ไลน์บี้ถามกกต. ใช้มาตรฐานอะไร พยานกลับคำให้การ แค่คนเดียว ล้างได้ทุกหลักฐาน



พนิดา ไล่ไทม์ไลน์บี้ถามกกต. ใช้มาตรฐานอะไร พยานกลับคำให้การ แค่คนเดียว ล้างได้ทุกหลักฐาน

16.09.26
มติชนออนไลน์

“พนิดา” ถาม กกต. ใช้มาตรฐานอะไร พยานกลับคำให้การด้วยกระดาษแผ่นเดียว แต่ล้างทุกหลักฐาน เส้นเงิน–ข้อมูลโทร–โพย ซัดทำเกินอำนาจ เพราะเป็นหน้าที่ศาล จี้เปิดเอกสารชี้แจงมติเสียงข้างมาก เหตุไม่ฟันคนภูมิใจไทย
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณารับทราบผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยมี นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. และคณะ มาชี้แจงรายงานผลการดำเนินงาน


เวลา 14.24 น. น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ผลงานของกกต. ปี 2567 ที่ประชาชนจดจำมากที่สุด คือการเลือกส.ว. ซึ่งแม้จะผ่านไป 2 ปีแล้ว แต่คำถามเรื่องความทุจริตและความเที่ยงธรรม ก็ยังไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทย และตนรู้สึกผิดหวังกับมติของกกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ที่ยกคำร้องข้อกล่าวหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในพรรคการเมือง ส.ส. และกรรมการบริหารภาคภูมิใจไทย

น.ส.พนิดา กล่าวว่า ตนขออภิปรายถึงระบบการไต่สวน และสืบสวนของ กกต. ที่ค้านสายตาของประชาชน ซึ่งตนไม่ได้บอกว่าใครมีความผิด เพราะผู้ที่มีหน้าที่วินิจฉัยความผิดไม่ใช่ตนหรือ กกต. แต่เป็นศาลฎีกา แต่ตนตั้งคำถามว่า เหตุใดพยานหลักฐานต่างๆ เมื่อถูกมองอย่างเชื่อมโยงแล้ว เราเห็นภาพของขบวนการ แต่กลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการจัดตั้งขบวนการนี้เลย

น.ส.พนิดา กล่าวว่า การที่ผู้สมัครจำนวนหนึ่งของทุกกลุ่มใน 20 กลุ่ม ลงคะแนนเป็นชุดลำดับตรงกันเป๊ะ ไม่ผิดเพี้ยนทุกตัวเลข สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร การมีโพยหมายเลขผู้สมัครกำหนดมาให้ในทุกรอบการเลือก ไม่ใช่การจดบันทึกการลืม แต่แสดงให้เห็นถึงการขาดดุลพินิจตัวอิสระของผู้เลือก การที่ผู้สมัครตามโพยเหล่านั้นได้รับเรื่องไป ส.ว. และปฏิบัติหน้าที่มา 2 ปี เกิดขึ้นแบบต่างคนต่างทำอย่างเป็นอิสระ หรือสะท้อนว่ามีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้คนจำนวนมากอยู่คนละพื้นที่ สามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้ ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะชัดแบบตาแตก ว่าลักษณะที่เกิดขึ้นเป็นการแลกคะแนนแบบเป็นระบบระเบียบ และหากจะมีคนจำนวนให้มากพอเพื่อดำเนินการระดับประเทศ ก็ต้องมีการผ่านในระดับจังหวัด ซึ่งถ้าต้องการให้ผ่านระดับจังหวัด ก็ต้องมีฐานเครือข่ายผู้สมัครจำนวนมากในระดับพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับจังหวัดเล็ก ที่มีอำเภอไม่มาก และส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ที่มี ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ดังนั้นเราไม่สามารถมองเฉพาะที่เลือกระดับประเทศได้อย่างเดียว แต่ต้องย้อนกลับไปดูทั้งห่วงโซ่ของระบบการเลือก ส.ว.

น.ส.พนิดา กล่าวว่า สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดสำหรับตน คือเมื่อกกต. เสียงข้างมากพิจารณาข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลสำคัญในรัฐบาล นอกรัฐบาล และ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กลับปรากฏว่า ความน่าเชื่อถือของพยานคนหนึ่ง กลายเป็นประเด็นสำคัญ บุคคลนั้นคือ นายเอกราช ช่างเหลา อดีตส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย โดยประธานกกต. อ้างว่า คำให้การของพยานดังกล่าว มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ และมีการกลับคำในภายหลัง ขณะที่กกต.เสียงข้างน้อยเห็นต่าง และเห็นว่าหลักฐานในภาพรวมยังมีน้ำหนัก

น.ส.พนิดา ได้อธิบายไทม์ไลน์การพิจารณาคดีฮั้วส.ว.ของ กกต. ในส่วนพยานรหัสที่ 26 ซึ่งก็คือนายเอกราช ว่านายเอกราชเข้ามาให้ถ้อยคำด้วยตนเองที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีรายระเอียดที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ทั้งสิ่งที่ได้รับรู้ สิ่งที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งต้นทางการวางแผน บุคคลที่ถูกจัดวาง โครงสร้างโมเดลจังหวัดเล็ก งบประมาณ การจัดผู้สมัคร การจัดทำโพย ไปจนถึงกรณีที่อ้างว่ากระทำเอง เช่นการประสานขอโควต้า ส.ว.กับผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อส่งชื่อเข้าไปในโพย และมีบุคคลได้รับเลือกเป็น ส.ว.จริง และ กกต.ลงมติให้กันตัวเป็นพยาน

แต่หลังจากนั้น มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น เปลี่ยนขั้วรัฐบาล พยานคนดังกล่าวได้มีการส่งหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอให้ถ้อยคำเพิ่มเติม โดยอ้างว่า ยังมีรายละเอียดและข้อเท็จจริงบางประการที่ยังไม่ได้ให้ถ้อยคำครบถ้วน ซึ่ง กกต.ก็ได้เชิญมาให้ข้อมูล แต่พยานก็ขอเลื่อนคำให้การ โดยไม่ได้ชี้แจงเหตุผลใดๆ และสุดท้ายพยานก็ส่งหนังสือให้ถ้อยคำเป็นกระดาษ ไม่ได้มาชี้แจงด้วยตัวเองเหมือนครั้งแรก ซึ่งเนื้อหาก็คือปฏิเสธการให้ถ้อยคำในครั้งแรก โดยอ้างว่า ถูกข่มขู่ ซึ่งระหว่างนั้นกกต.ก็ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ชุดพิเศษ ที่ถูกครหาทั้งเรื่องคุณสมบัติ และพฤติกรรมที่ไม่เป็นกลาง แต่ก็ยังไม่ได้มีการนัดประชุมจนผ่านไป 2 เดือน จึงเริ่มนัดประชุม

น.ส.พนิดา กล่าวว่า กกต.ควรตอบอย่างตรงไปตรงมา ว่าเหตุใดคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ถึงเริ่มประชุมหลังจากพยานสำคัญกลับคำแล้ว เป็นความบังเอิญหรือไม่ มีเหตุผลด้านกระบวนการอย่างไร ขอให้เปิดเอกสารออกมาอธิบาย

น.ส.พนิดา ได้ยกความเห็นในสำนวนการสืบสวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ต่อพยานรหัสที่ 26 ที่มีการกลับคำให้การ พร้อมอธิบายกล่าวว่า การที่พยานกลับคำ ไม่ได้แปลว่าการไต่สวนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต.ได้รับรู้การกลับคำให้การแล้ว และไม่ได้หลับหูหลับตาเชื่อ แต่มีการพิจารณาเพิ่มเติม เปรียบเทียบคำให้การ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาพยานหลักฐานประกอบ

“สุดท้ายการกลับคำให้การของนายเอกราช ไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟังแต่อย่างใด แต่ยืนยันให้ความเห็นเดิม ยืนยันในสาระหลักเดิม ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำให้การครั้งแรก มันได้รับการยืนยันจากพยานหลักฐานอื่นแล้ว ขณะที่การให้การครั้งที่ 2 ที่มีการกลับคำ มีเพียงถ้อยคำเป็นกระดาษเท่านั้น แต่ท่านประธาน กกต.กลับเลือกใช้การกลับคำให้การของนายเอกราช ตัดสาระสำคัญที่อยู่ในสำนวนทั้งหมด ทั้งข้อมูลเส้นเงิน ข้อมูลการโทร การนัดหมายจัดทำโพย การขอโควต้า พยานแวดล้อมอื่นๆ ที่นายเอกราชไปรับรู้ ไปเข้าร่วมกระบวนการ และเป็นผู้กระทำการด้วยตัวเอง กระดาษใบเดียวตัดเหี้ยนทั้งหมด” น.ส.พนิดา กล่าว

น.ส.พนิดา ตั้งคำถามว่า กกต.กำลังใช้มาตรฐานอะไรในการทำหน้าที่ของตัวเอง กกต.เป็นองค์กรที่มีหน้าที่สืบสวนและไต่สวน หน้าที่ของท่านคือรวบรวมและประเมินพยานหลักฐาน ไม่ใช่ทำตัวเป็นศาลอาญาชั้นสุดท้าย ที่ถามว่าพิสูจน์ความผิดของบุคคลนี้จนสิ้นข้อสงสัยแล้วหรือยัง เพราะการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล กับการพิพากษาว่าบุคคลนั้นมีความผิด เป็นคนละขั้นตอนกัน นี่จึงเป็นสิ่งที่ตนกังวล ว่า กกต. กำลังทำหน้าที่เกินอำนาจที่ได้รับมอบหมาย

น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า หาก กกต.เสียงข้างมาก เอาความไม่แน่นอนของพยานหนึ่งปาก มาตัดความเชื่อมโยงของพยานหลักฐานทั้งระบบ อาจทำให้มาตรฐานของระบบไต่สวนถูกลดทอน หากทุกคนไม่ยืนยันว่าเห็นช้างอยู่ในห้อง ท่านก็ไม่เชื่อว่ามีช้าง ถ้าจับมือใครไม่ได้ สาวไปไม่ถึง ก็ไม่เชื่อว่าเป็นขบวนการ ทั้งที่คดีนี้มีการจัดตั้งเป็นเครือข่าย คนที่อยู่บนสุดของโครงสร้าง ย่อมไม่ได้เป็นคนถือเงินหรือเดินโพย ที่สั่งการทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง

น.ส.พนิดา กล่าวว่า สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทคือความเชื่อมั่นต่อผู้วินิจฉัย โดยเฉพาะมติของการยกข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ที่เกี่ยวบุคคลสำคัญบุคคลสำคัญของพรรคภูมิใจไทย กกต.เสียงข้างมาก 4 ใน 5 คน ได้รับความเห็นชอบในการแต่งตั้งจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ในเรื่องที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้ ความเป็นอิสระต้องสามารถอธิบายให้สังคมเชื่อมั่นได้ด้วย ดังนั้น สิ่งที่ กกต.ควรทำที่สุด ไม่ใช่ขอให้ประชาชนเชื่อว่า ทุกคนต่างคนต่างทำ ทุกจังหวัดต่างคนต่างคิด ทุกโพยเกิดขึ้นโดยอิสระ และทั้งหมดบังเอิญมาบรรจบกันเป็นผลการเลือก สว.แบบที่เราเห็น

น.ส.พนิดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ กกต.อธิบายด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่ตัดพยานหลักฐานออกทีละชิ้น นี่คือเครื่องยืนยันความสุจริตของการได้มา ซึ่งวุฒิสภา ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งทั้งระบบ พร้อมขอให้เปิดเหตุผลว่าเสียงข้างมาก 5 เสียงคิดอย่างไร หลักฐานต่างๆ ถูกหักล้างเพราะอะไร ช้างทั้งตัวที่เราเห็นอยู่ในห้องตอนนี้ กกต.มองไม่เห็นได้อย่างไร


https://www.matichon.co.th/politics/news_5891690





วันเสาร์ที่ 19 กันยานี้ มีงานหลายแห่ง อย่าลืมแวะไปงานใดงานหนึ่ง













รัฐบาลของทรัมป์กำลังเตรียมขายระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ (907 กิโลกรัม) จำนวน 60,000 ลูก ซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างสูง ให้แก่ประเทศอิสราเอล ภายใต้ข้อตกลงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ใช้เงินทุนจากภาษีของประชาชนชาวอเมริกัน (ถ้าเป็นจริง แย่มาก)






https://x.com/TuckerCarlson/status/2099906095905165701
.....

Tucker Carlson
@TuckerCarlson

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางผู้รู้เรื่องระบุว่า ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า รัฐบาลของทรัมป์มีแผนจะส่งระเบิดรุ่น Mark 84 และ Blu-117 รวมจำนวน 40,000 ลูกให้กับรัฐบาลอิสราเอล ระเบิดแต่ละลูกมีน้ำหนัก 2,000 ปอนด์ นี่ดูเหมือนจะเป็นการส่งมอบอาวุธระเบิดแบบดั้งเดิม (conventional explosive ordnance) ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยดำเนินการมาในประวัติศาสตร์ยุคใหม่

การขนส่งครั้งนี้มีขนาดใหญ่เพียงใด? ปริมาณระเบิดรวมกันคิดเป็นน้ำหนักถึง 40,000 ตัน หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ การโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองคือปฏิบัติการของกองทัพอากาศที่ 8 (Eighth Air Force) ที่โจมตีเบอร์ลินในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 โดยเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรจำนวน 2,023 ลำได้ทิ้งระเบิดรวมกันประมาณ 3,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละ 7.5 ของปริมาณระเบิดที่ทรัมป์กำลังส่งให้อิสราเอล ในเดือนเดียวกันนั้น (มีนาคม 1945) กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการทิ้งระเบิดที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ นั่นคือปฏิบัติการ Meetinghouse เหนือกรุงโตเกียว ซึ่งส่งผลให้พลเรือนชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตกว่า 100,000 คน เมื่อสิ้นสุดปฏิบัติการดังกล่าว สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดไปทั้งหมด 1,600 ตัน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 4 ของปริมาณระเบิดที่ทรัมป์กำลังส่งให้อิสราเอล สงครามโลกครั้งที่สองยุติลงในอีก 5 เดือนต่อมา เมื่อสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมา ปริมาณระเบิดที่ทรัมป์กำลังส่งให้อิสราเอลนั้นมีอานุภาพทำลายล้างมากกว่าการระเบิดของนิวเคลียร์ลูกนั้นถึงกว่าสามเท่า สิ่งที่รัฐบาลของทรัมป์กำลังทำอยู่นี้ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์

และไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมรองรับด้วย รัฐบาลอิสราเอลไม่ได้กำลังทำสงครามโลกครั้งที่สอง หรือแม้แต่ทำสงครามเต็มรูปแบบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการปะทะกันเป็นระยะกับกองกำลังกองโจรในเลบานอน และความพยายามในการกวาดล้างพลเรือนที่ไร้อาวุธในฉนวนกาซา ซึ่งทั้งสองสมรภูมินี้ไม่จำเป็นต้องใช้ระเบิดสมัยใหม่ที่มีน้ำหนักถึง 2,000 ปอนด์แต่อย่างใด

ระเบิดรุ่น Mark 84 ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ มีรัศมีการทำลายล้างกว้างถึงครึ่งไมล์ มันปลดปล่อยคลื่นความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงพอๆ กับพื้นผิวดวงอาทิตย์ ในระยะ 100 ฟุตจากจุดระเบิด หินจะหลอมละลายและร่างกายมนุษย์จะระเหยกลายเป็นไอ ระเบิดชนิดนี้สามารถทำให้ตึกอพาร์ตเมนต์พังถล่มลงมาและทิ้งหลุมระเบิดลึกถึง 35 ฟุตเอาไว้ ก่อนที่จะเกิดสงครามกับอิหร่าน โดยทั่วไปแล้วกองทัพสหรัฐฯ มักหลีกเลี่ยงการใช้ระเบิด Mark 84 ในเขตเมือง เพราะมันคร่าชีวิตพลเรือนจำนวนมากเกินไป สำหรับรัฐบาลเนทันยาฮู นี่ถือเป็นข้อได้เปรียบ ในช่วงหลายสัปดาห์หลังเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม กองทัพอิสราเอล (IDF) ได้ทิ้งระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์จำนวนเกือบ 600 ลูกลงในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นในฉนวนกาซา รวมถึงพื้นที่ที่ทางการกำหนดให้เป็นเขตอพยพพลเรือนกว่า 100 แห่ง การสังหารหมู่ครั้งนี้มีความโหดร้ายและน่าอับอายจนทำให้รัฐบาลไบเดนตัดสินใจระงับการส่งมอบระเบิดรุ่น Mark 84 ชั่วคราว แต่การส่งมอบดังกล่าวกลับมาดำเนินการต่ออย่างรวดเร็วในสมัยทรัมป์ และในขณะนี้ก็ได้มีการเร่งดำเนินการให้มากขึ้นไปอีก

ยากที่จะกล่าวเกินจริงถึงขนาดของอาชญากรรมที่รัฐบาลอิสราเอลกำลังก่อขึ้นในฉนวนกาซา ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ชาวปาเลสไตน์กว่า 250,000 คนเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของกองกำลังอิสราเอลในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่ไม่ใช่ผู้ร่วมรบ ทั้งผู้หญิง ผู้สูงอายุ และเด็กอีกหลายหมื่นคน นอกจากนี้ยังมีผู้สูญหายอีกหลายพันคน ซึ่งคาดว่าน่าจะถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนที่พังถล่มลงมาถึง 200,000 หลัง จนถึงขณะนี้ อิสราเอลได้ทำลายบ้านเรือนในฉนวนกาซาไปแล้วถึงร้อยละ 92 และทำลายโรงพยาบาลไป 34 แห่งจากทั้งหมด 36 แห่ง หากเปรียบเทียบกันแล้ว การทิ้งระเบิดถล่มเมืองเดรสเดนโดยฝ่ายสัมพันธมิตรในปี 1945 ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นอาชญากรรมสงครามนั้น ได้ทำลายอาคารที่อยู่อาศัยไปเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของเมืองเท่านั้น

ไม่ว่าจะนิยามด้วยเกณฑ์ใดก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลเนทันยาฮูกระทำในฉนวนกาซาถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ระเบิดชุดใหม่จำนวน 40,000 ลูกที่รัฐบาลทรัมป์กำลังส่งไปให้นั้น จะถูกนำไปใช้ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันที่เลบานอน และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะรวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย หากใครต้องการยืดเยื้อสงครามกับอิหร่านออกไปอย่างไม่มีกำหนด นี่คือสิ่งที่พวกเขาจะทำอย่างแน่นอน

จนถึงขณะนี้ เรื่องราวเหล่านี้ยังไม่ได้รับความสนใจหรือการตรวจสอบจากสาธารณชนมากนัก แต่ในท้ายที่สุด สื่อต่างๆ ก็คงจะนำเสนอข่าวนี้ว่าเป็นเพียง "การขายอาวุธ" ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่การขายอาวุธ แต่มันคือ "ของขวัญ" ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากผู้เสียภาษีชาวอเมริกันผ่านโครงการ Foreign Military Financing (โครงการจัดหาเงินทุนทางทหารแก่ต่างประเทศ) ซึ่งเป็นกลไกที่ออกแบบมาเพื่ออำพรางการให้สวัสดิการรัฐภายใต้คราบของระบบทุนนิยม กล่าวคือ สภาคองเกรสจัดสรรงบประมาณให้แก่ฝ่ายบริหาร จากนั้นฝ่ายบริหารจะโอนเงินสดให้อิสราเอลเพื่อนำไป "ซื้อ" อาวุธที่ผลิตในสหรัฐฯ (ในกรณีนี้คือจากบริษัท General Dynamics) นักการเมืองต่างอ้างว่านี่คือชัยชนะของอเมริกา แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่กลับไม่รู้เลยว่าตนเองเป็นผู้จ่ายเงินค่าอาวุธเหล่านี้ โดยยอดค่าใช้จ่ายในกรณีนี้อยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับยอดเงิน 3.52 แสนล้านดอลลาร์ที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้โอนให้อิสราเอลนับตั้งแต่ปี 1951 แล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลขที่มหาศาลเพียงใด

เรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? คำขอจัดซื้อระเบิดแรงสูงสำหรับสังหารพลเรือนจำนวน 40,000 ลูกนั้น มีต้นกำเนิดมาจากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเยรูซาเลม ซึ่งบริหารงานโดยเอกอัครราชทูตไมค์ ฮักกาบี ผู้มีแนวคิดไซออนิสต์แบบคริสเตียน และเดวิด มิลสไตน์ ผู้ช่วยของเขา ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของมาร์ค เลวิน พิธีกรรายการของฟ็อกซ์นิวส์ จากนั้นคำขอจึงถูกส่งต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมาร์โค รูบิโอ ได้อนุมัติอย่างกระตือรือร้น

ณ จุดนี้ เหลืออีกเพียงสี่คนเท่านั้นที่ต้องลงนามอนุมัติก่อนที่ระเบิดจะถูกส่งไปยังอิสราเอล ได้แก่ วุฒิสมาชิกจิม ริช และจีนน์ ชาฮีน ประธานและสมาชิกอาวุโสของคณะกรรมการความสัมพันธ์ต่างประเทศของวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไบรอัน มาสต์ และเกรกอรี่ มีคส์ สมาชิกอาวุโสสองคนแรกของคณะกรรมการเดียวกันในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งสี่คนเป็นพวกนีโอคอนตัวยง พวกเขาได้รับเงินหลายล้านดอลลาร์จากกลุ่มล็อบบี้อิสราเอล ในปี 2015 ไบรอัน มาสต์ เดินทางไปอิสราเอลเพื่อเป็นอาสาสมัครในกองทัพอิสราเอล ในปี 2023 มาสต์ปรากฏตัวในสภาผู้แทนราษฎรโดยสวมเครื่องแบบกองทัพอิสราเอล

เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าพวกเขาจะลังเลก่อนที่จะส่งระเบิดไป




อานนท์ นำภา คดี 112 และ ปัญหา ม.112 ที่ยังดำเนินอยู่ ตัวแทนศูนย์ทนายฯ แจง ที่เวที UPR กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์



ตัวแทนศูนย์ทนายฯ กล่าวถ้อยแถลงบนเวทีก่อนทบทวน UPR ว่าด้วยการดำเนินคดีการเมือง และปัญหา ม.112 ที่ยังดำเนินอยู่

14/09/2569
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2569 ที่ Palais des Nations ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อัครชัย ชัยมณีการเกษ หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ระหว่างประเทศ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UPR Info Pre-session ครั้งที่ 53 ว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดให้ภาคประชาสังคมนำเสนอข้อมูลต่อคณะผู้แทนรัฐต่าง ๆ ก่อนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามกลไกการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิกสหประชาชาติ (Universal Periodic Review) โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

อัครชัย ในฐานะตัวแทนศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ชี้ให้เห็นปัญหาการใช้กฎหมายดำเนินคดีกับการแสดงออกและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้นานาประเทศระบุถึงปัญหาของมาตรา 112 ลงไปในข้อเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้เป็นเสมือน “ช้างในห้อง” ที่ทุกคนมองเห็น แต่ไม่มีใครพูดถึงมานาน

ถ้อยแถลงบนเวที UPR-Info Pre-session ครั้งที่ 53 เสนอแก้ไข ม.112 ปล่อยตัวผู้ต้องขังทั้งหมด และยุติการดำเนินคดีการเมืองกับเด็กและเยาวชน

อัครชัย ชัยมณีการเกษ กล่าวถึงการทำให้การแสดงออกอย่างเสรีและการมีส่วนร่วมทางการเมืองกลายเป็นความผิดทางอาญาในประเทศไทย โดยเน้นสองประเด็น คือการดำเนินคดีทางการเมือง และมาตรา 112 โดยมีข้อความดังต่อไปนี้

สวัสดีครับทุกท่าน ผมชื่ออัครชัย ผมเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายรณรงค์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน องค์กรของเราก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2557 สองวันหลังการรัฐประหาร เพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ปกป้องประชาธิปไตยที่ถูกจับกุม ตั้งข้อกล่าวหา ดำเนินคดี และคุมขังจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกหรือเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

วันนี้ผมขอพูดถึงการทำให้การแสดงออกอย่างเสรีและการมีส่วนร่วมทางการเมืองกลายเป็นความผิดทางอาญาในประเทศไทย

ในถ้อยแถลงนี้ ผมขอเน้น 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือการดำเนินคดีทางการเมือง และประเด็นที่สองคือปัญหามาตรา 112

สิ่งแรกที่ผมอยากให้ทุกท่านทราบคือ เมื่อปี 2563 ประเทศไทยเกิดขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่นำโดยคนรุ่นใหม่ และเมื่อผมพูดว่า “คนรุ่นใหม่” ผมหมายถึงเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี นักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย และนักศึกษา พวกเขาออกมาบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องอย่างสงบให้มีการปฏิรูปประชาธิปไตย ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่รัฐบาลตอบกลับมาคือ นับตั้งแต่ปี 2563 รัฐได้ตั้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดีกับประชาชนไปแล้วราว 2,000 คน รวมถึงเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี เกือบ 300 คน ภายใต้กฎหมายที่มีลักษณะปิดกั้นหลายฉบับ

ในการทบทวน UPR รอบที่สาม ประเทศไทยรับข้อเสนอแนะอย่างน้อย 15 ข้อ ที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง แต่กฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมผู้ถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 และในขณะเดียวกัน ยังมีคดีการเมืองที่ยังไม่สิ้นสุดเกือบ 600 คดี ซึ่งมีมูลเหตุมาจากการแสดงออกหรือการชุมนุมสาธารณะโดยสงบ ข้อเสนอแนะของศูนย์ทนายฯ ต่อเวที UPR Info Pre-session ครั้งที่ 53 จึงมีดังต่อไปนี้
  1. ประเทศไทยต้องยุติการดำเนินคดีทั้งหมดต่อบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน ที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพขั้นพื้นฐาน
  2. ห้ามการจับกุมและควบคุมตัวเด็กและเยาวชน รวมทั้งห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาต่อเด็กและเยาวชน จากการกระทำที่ได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC)

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่สำคัญที่สุดที่อยากเน้นย้ำ คือคดี ม.112 ของประมวลกฎหมายอาญา สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบ มาตรานี้กำหนดให้การ “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” พระมหากษัตริย์ไทย เป็นความผิดทางอาญา โทษในกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้สัดส่วนอย่างยิ่ง โดยกำหนดโทษจำคุก 3 – 15 ปี ต่อหนึ่งกรรม ซึ่งเท่ากับโทษของฐานความผิดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายโดยมิได้มีเจตนาตามกฎหมายอาญาไทย

อัตราการพิพากษาลงโทษในคดี ม.112 นั้นสูงมาก อยู่ที่ร้อยละ 90 ซึ่งตัวเลขนี้บอกเราว่าประชาชนไม่อาจพึ่งพาศาลให้คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของตนได้ ขอบเขตของกฎหมายดังกล่าวกว้างขวางอย่างยิ่ง

มีผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดีจากการทำโพลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่างสงบ, ตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐสภาไทยจึงจัดสรรงบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้แก่สถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19, มีเยาวชนคนหนึ่งถูกพิพากษาว่ามีความผิดจากการสวมเสื้อครอปท็อปไปร่วมการชุมนุมสาธารณะโดยสงบ หรือแม้แต่อ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้

นับตั้งแต่ปี 2563 มีผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดีตามกฎหมายนี้แล้วเกือบ 300 คน รวมถึงเด็กและเยาวชน 20 คน ผมขอให้ทุกท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษกับ 2 คดี ดังต่อไปนี้

คดีแรกเป็นของอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกเขารวมกันกว่า 31 ปี ใน 14 คดี ตามมาตรา 112 ซึ่งยังไม่มีคำพิพากษาในคดีใดที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่เขากลับถูกคุมขังในเรือนจำมาแล้วกว่า 1,000 วัน ในระหว่างการต่อสู้ชั้นอุทธรณ์

และคดีที่สองของ “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร นักกิจกรรมประชาธิปไตย ซึ่งถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกกว่า 50 ปี จากการแชร์คลิปเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทยบนเฟซบุ๊ก รวมถึงคลิปจากสารคดีของ BBC และจากรายการ Last Week Tonight ของจอห์น โอลิเวอร์

จากตัวอย่างข้างต้น คดีดังกล่าวนอกจากผลกระทบด้านลบที่กฎหมายนี้มีต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนแล้ว ยังส่งผลกระทบด้านลบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชาธิปไตยไทยด้วย

เมื่อเดือน พ.ค. 2566 ประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั่วไป และพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าที่เสนอให้แก้ไขมาตรา 112 ชนะการเลือกตั้งได้ที่นั่งมากที่สุด

ต่อมาในปี 2567 หนึ่งปีหลังการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง เพียงเพราะเสนอให้แก้ไขมาตรา 112

ซึ่งเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้า จำนวน 44 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ถูกไต่สวนในข้อกล่าวหา “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” และหากศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีความผิด พวกเขาก็จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ประชาชนที่เรียกร้องให้ปฏิรูปมาตรา 112 อย่างสงบ ไม่ว่าบนท้องถนนหรือบนโลกออนไลน์ ต่างถูกดำเนินคดีและถูกจำคุก พรรคการเมืองที่เสนอให้แก้ไขกฎหมายนี้ถูกยุบพรรคการเมือง และผู้แทนราษฎรที่ร่วมเสนอร่างกฎหมายแก้ไขนี้ ก็เสี่ยงที่จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

ในเมื่อการพยายามแก้ไขกฎหมายนี้ภายในประเทศ ยากลำบากและอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงเชื่อว่าข้อเสนอแนะจากกระบวนการ UPR ต่อกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เราขอเรียกร้องให้ท่านเสนอแนะต่อประเทศไทยว่า
  1. แก้ไขมาตรา 112 ให้สอดคล้องกับข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
  2. ยุติการดำเนินคดีทั้งหมดตามมาตรา 112 และปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังตามกฎหมายนี้ทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข
  3. ขยายขอบเขตของกฎหมายนิรโทษกรรมที่เพิ่งผ่านออกมา ให้ครอบคลุมผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน มาตรา 112 เป็น “ช้างในห้อง” มานานเกินไปแล้ว เป็นสิ่งที่ทุกคนมองเห็น แต่ไม่มีใครยอมเอ่ยถึง ทุกคนรู้ดีว่ากฎหมายนี้กำลังทำอะไรกับประชาชนไทยและกับประชาธิปไตยไทย ผมมาที่นี่ในวันนี้เพื่อขอให้ท่านใช้การทบทวน UPR ที่กำลังจะมาถึงนี้ พูดถึงช้างตัวนั้นเสียที ด้วยการระบุชื่อ “มาตรา 112″ ลงไปในข้อเสนอแนะของท่าน

ก่อนที่เวทีวันนี้จะจบลง ขออย่าให้เราลืมว่าเรามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร เรามาอยู่ที่นี่ เพราะในประเทศของผม การพูดในสิ่งที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว ยังคงเป็นความผิดทางอาญา เรามาอยู่ที่นี่ เพราะ “จิรวัฒน์” ผู้ต้องขังคดี ม.112 อยู่ในเรือนจำ จากการแชร์โพสต์ ตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐสภาไทยจึงจัดสรรงบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้แก่สถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 และเขาไม่รู้ว่ามะเร็งจะพรากภรรยาของเขาไปก่อนที่เขาจะได้เป็นอิสระหรือไม่

เรามาอยู่ที่นี่ เพราะอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ขึ้นปราศรัยในธีมแฮร์รี่ พอตเตอร์ เพื่อพูดถึง “ผู้ที่ไม่อาจเอ่ยนาม” และต้องเข้าเรือนจำเพราะการปราศรัยครั้งนั้น

ตอนที่เขาเข้าเรือนจำ ลูกชายของเขาเพิ่งหัดคลาน ตอนนี้ลูกของเขาวิ่งได้แล้ว ลูกของเขาพูดคำว่า “ศาล” ได้ก่อนคำว่า “พ่อ” เพราะห้องพิจารณาคดีคือที่เดียวที่เขาจะได้เจอพ่อ และเมื่อลูกได้ยินเสียงโซ่ตรวนดังมาตามทางเดิน เขาจะวิ่งเข้าหาเสียงนั้น เพราะนั่นคือวิธีที่เขารู้ว่าพ่อมาถึงศาลแล้ว

อานนท์เคยบอกผมว่า คำว่า “กล้าหาญ” ที่เปล่งออกมาจากปาก กับคำว่า “กล้าหาญ” ที่เปล่งออกมาจากหัวใจ ไม่เหมือนกัน มันไม่ใช่ความกล้าหาญแบบเดียวกัน

ผมมาอยู่ที่นี่ เพราะผมเชื่อว่าความกล้าหาญเช่นนั้นมีอยู่ในห้องนี้เช่นกัน และมันมีราคาที่ท่านต้องจ่ายน้อยกว่าที่เขาจ่ายไปมาก เรามาพูดถึงช้างตัวนั้นกันเถอะ ด้วยการระบุชื่อ “มาตรา 112” ลงไปในข้อเสนอแนะ UPR ของพวกท่าน

ทั้งนี้กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review หรือ UPR) จะจัดขึ้นในทุกรอบ 4 ปีครึ่ง โดยมีลักษณะเป็นการที่แต่ละประเทศสมาชิกของสหประชาชาติจะทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนกับประเทศที่อยู่ในรอบของการทบทวน (peer review) สำหรับประเทศไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในรอบที่ 4 ซึ่งจะมีรอบการพิจารณาของไทยอยู่ในช่วงวันที่ 9 พ.ย. 2569

.
ย้อนอ่านการทบทวน UPR รอบที่ 3 กรณีของไทยเมื่อปี 2564
นานาชาติเสนอทบทวน แก้ไข ม.112 – รัฐไทยแถลงวาจายันคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ สวนทางความเป็นจริง


https://tlhr2014.com/archives/86382




iLaw โพสต์ เส้นทางการโทรศัพท์ พยานรหัสที่ 16/26 “เอกราช ช่างเหลา” โทรสายตรงถึง "เนวิน ชิดชอบ" + คลิป "สิทธิโชติ อินทรวิเศษ" 1 ใน กกต. เสียงข้างน้อย เผยคำให้การของพยานว่า ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 มีการนัดประชุมเพื่อกำหนดประธานและรองประธานวุฒิสภา มีการเก็บโทรศัพท์และพบคนสำคัญของพรรค

https://www.facebook.com/photo?fbid=1518685380305076&set=a.625664032940553

https://www.facebook.com/watch/?v=1872546303910345




2 ปธ.กมธ. สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ส่งหนังสือถึง รมว.ต่างประเทศ-คลัง เสนอคว่ำบาตร 28 บุคคลและนิติบุคคลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พัวพันแก๊งสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และฟอกเงิน มีชื่อ "วรภัค" อดีต รมช.ของไทยด้วย หาก เห็นชอบ จะส่งผลให้มีการอายัดทรัพย์สินในสหรัฐฯ ห้ามทำธุรกรรม รวมถึงปฏิเสธการออกวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ






หากสหรัฐอเมริกาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรตามกฎหมาย Global Magnitsky Human Rights Accountability Act จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกระบุชื่อใน 3 ด้านหลัก ดังนี้

1. การอายัดทรัพย์สินและบัญชีทางการเงิน (Asset Freezing)
  • อายัดทรัพย์สินทั้งหมดในสหรัฐฯ: บัญชีธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์ใดๆ ที่อยู่ในเขตอำนาจศาลของสหรัฐฯ (US Jurisdiction) จะถูกอายัดทันที โดยเจ้าของทรัพย์สินจะไม่สามารถถอน โอน หรือบริหารจัดการได้
  • การบล็อกธุรกรรมผ่านสกุลเงินดอลลาร์: เนื่องจากระบบการชำระเงินข้ามชาติส่วนใหญ่ต้องผ่านธนาคารตัวแทน (Correspondent Bank) ในสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ถูกคว่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ได้ในทุกช่องทางทั่วโลก
2. การห้ามทำธุรกรรมและผลกระทบต่อสถาบันการเงิน (Financial & Business Restrictions)
  • ห้ามชาวสหรัฐฯ ร่วมทำธุรกิจ (US Persons Prohibition): พลเมืองสหรัฐฯ ผู้ถือใบเขียว (Green Card) หรือบริษัทที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ห้ามทำธุรกรรม ห้ามซื้อขาย หรือให้บริการใดๆ แก่ผู้ถูกคว่ำบาตรโดยเด็ดขาด
  • ผลกระทบแบบโดมิโนต่อธนาคารพาณิชย์ทั่วโลก (Secondary Sanctions): สถาบันการเงินหรือธนาคารในต่างประเทศ (รวมถึงในไทย) มักปฏิเสธการให้บริการ ทำการปิดบัญชี หรือระงับบัตรเครดิตของผู้ถูกคว่ำบาตรทันที เนื่องจากธนาคารเหล่านั้นเกรงว่าจะถูกสหรัฐฯ ลงโทษหรือตัดออกจากระบบการเงินสากล (SWIFT)
3. มาตรการด้านตรวจคนเข้าเมืองและเดินทาง (Visa & Travel Restrictions)
  • เพิกถอนและปฏิเสธวีซ่า: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะทำการยกเลิกวีซ่าเดิมที่มีอยู่ทันที และปฏิเสธการออกวีซ่าใหม่
  • ห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ: ผู้ถูกคว่ำบาตรจะไม่สามารถเดินทางเข้าหรือผ่าน (Transit) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทุกกรณี
มาตรการคว่ำบาตรนี้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมระหว่างประเทศอย่างรุนแรง และมักนำไปสู่การถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ในระบบตรวจสอบความเสี่ยงทางการเงิน (AML/CFT) ของสถาบันการเงินทั่วโลกด้วย

กฎหมาย Global Magnitsky Human Rights Accountability Act ของสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือทางนโยบายต่างประเทศที่ใช้วางมาตรการคว่ำบาตรแบบระบุตัวบุคคล (Targeted Sanctions) ทั่วโลก โดยไม่จำกัดเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยกฎหมายนี้และคำสั่งประธานาธิบดีที่เกี่ยวข้อง (Executive Order 13818) ครอบคลุมการลงโทษใน 2 ฐานความผิดหลัก ได้แก่:

1. การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง (Serious Human Rights Abuse)
ใช้บังคับกับบุคคลหรือนิติบุคคลต่างชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้อง Direct/Indirect หรือรับผิดชอบต่อ:
  • การทรมานและการฆ่าตัดตอน: การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม (Extrajudicial Killings) หรือการทรมานผู้เห็นต่าง นักกิจกรรม และประชาชน
  • การบังคับสูญหายและการคุมขังโดยมิชอบ: การอุ้มหาย หรือการกักขังบุคคลอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม
  • การค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน: รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์ที่ล่อลวง ค้ามนุษย์ และกักขังแรงงานให้กระทำผิดกฎหมาย
  • การประทุษร้ายผู้เปิดโปงความจริง: การทำร้ายหรือคุกคามนักข่าว ผู้สื่อข่าวสอบสวน (Whistleblowers) หรือผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตของรัฐบาล
2. การทุจริตคอร์รัปชันอย่างรุนแรง (Significant Corruption)
ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่รัฐ (ทั้งในอดีตและปัจจุบัน) หรือผู้สนับสนุนภายนอกที่มีส่วนร่วมใน:
  • การยักยอกและยึดทรัพย์สินของรัฐ: การถ่ายโอนงบประมาณหรือสินทรัพย์ของชาตินำไปใช้ส่วนตัว
  • การรับหรือให้ติดบน (Bribery): การใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ทางการเงิน
  • การอำนวยความสะดวกให้กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ: เจ้าหน้าที่รัฐที่รับเงินเพื่อคุ้มครองเครือข่ายฟอกเงิน เครือข่ายสแกมเมอร์ หรือการพาณิชย์ผิดกฎหมาย
  • การจัดซื้อจัดจ้างมิชอบ: การทุจริตในโครงการรัฐหรือสัญญาสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติ
ใครบ้างที่อาจถูกลงโทษภายใต้กฎหมายนี้?
  1. ผู้กระทำผิดโดยตรง: บุคคลหรือบริษัทที่ลงมือสั่งการ/ปฏิบัติการ
  2. เจ้าหน้าที่รัฐที่สมรู้ร่วมคิด: รัฐมนตรี นักการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่รับผลประโยชน์หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  3. ตัวแทนและผู้สนับสนุนทางการเงิน (Facilitators): นายหน้า ผู้ฟอกเงิน หรือบริษัทนอมินีที่ช่วยโอน/ซุกซ่อนเงินจากการกระทำผิด
ตัวอย่างกรณีการคว่ำบาตรภายใต้กฎหมาย Global Magnitsky Act ที่เคยเกิดขึ้นจริงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (ผ่าน Office of Foreign Assets Control - OFAC) ได้ประกาศใช้วางมาตรการคว่ำบาตรตามกฎหมาย Global Magnitsky Act กับกลุ่มอิทธิพล นักการเมือง และเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายกรณีอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวอย่างสำคัญ ดังนี้:

1. กรณีแก๊งสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ในกัมพูชา (ปี 2024–2026)
  • สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร ลี ยง พัด (Ly Yong Phat) สมาชิกวุฒิสภาและนายทุนใหญ่กัมพูชา พร้อมกับกลุ่มบริษัท L.Y.P. Group รวมถึง กก อัน (Kok An) สมาชิกวุฒิสภาอีกรายพร้อมเครือข่ายนิติบุคคล
  • ตรวจพบว่าอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และเขตเศรษฐกิจในครอบครอง ถูกใช้เป็นฐานที่ตั้งของ "ศูนย์สแกมเมอร์หลอกลงทุน" (Scam Hubs) ซึ่งมีการล่อลวง ค้ามนุษย์ และบังคับใช้แรงงานอย่างโหดร้าย เช่น การกักขัง ทำร้ายร่างกาย และใช้ไฟฟ้าช็อตเพื่อขู่บังคับให้กักขังเหยื่อไปหลอกลวงเงินจากชาวอเมริกันและคนทั่วโลก
2. กรณีกลุ่มทุนจีนเทาในสามเหลี่ยมทองคำและเมียนมา (ปี 2020)
  • สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตร จ้าว เว่ย (Zhao Wei) เจ้าของคาสิโนคิงส์โรมันในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ (สปป.ลาว) และ ว่าน ก๊อก-คอย (Wan Kuok-koi) หรือ "โต้ร่วง" อดีตหัวหน้าอั้งยี่มาเก๊าผู้อยู่เบื้องหลังโครงการเมืองใหม่ชเวโก๊กโก (Shwe Kokko) ในเมียนมา
  • เหตุผลในการคว่ำบาตร: มีพฤติการณ์ตั้งเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน ค้ายาเสพติด และจัดตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมายโดยได้รับการคุ้มครองจากกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่น
3. กรณีการสังหารและประทุษร้ายชาวโรฮิงญาในเมียนมา (ปี 2018–2019)
  • ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของเมียนมา รวมถึง พล.อ.อ. มิน อ่อง หล่าย (ก่อนการรัฐประหาร) และกองกำลังความมั่นคงเมียนมา
  • มีส่วนรับผิดชอบต่อการกวาดล้าง ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง การฆ่าตัดตอน และการทารุณกรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่
4. กรณีอดีตเจ้าหน้าที่รัฐในอินโดนีเซีย (ปี 2023)
  • อดีตเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในอินโดนีเซีย (Terbit Rencana Perangin-Angin)
  • พบคุกใต้ดินส่วนตัวที่มีการกักขัง ละเมิดสิทธิมนุษยชน และบังคับใช้แรงงานเยาวชนและผู้ชายอย่างผิดกฎหมาย
การคว่ำบาตรในกรณีเหล่านี้ส่งผลให้สินทรัพย์ในระบบธนาคารสหรัฐฯ ของบุคคลและบริษัทดังกล่าวถูกอายัดทันที และถูกตัดขาดจากการทำธุรกรรมสกุลเงินดอลลาร์ (USD) ทั่วโลก

(Gremini ช่วยรวบรวม)




ข่าวสหรัฐฯ เผยสภาสหรัฐฯ จ่อคว่ำบาตรอดีต รมช. คลังไทยในรัฐบาลอนุทิน เอี่ยวขบวนกาาสแกมเมอร์








THE STANDARD
@thestandardth
·6h

ฝ่ายค้านเผยสภาสหรัฐฯ จ่อคว่ำบาตรอดีต รมช. คลังไทยในรัฐบาลอนุทิน เอี่ยวขบวนกาาสแกมเมอร์

สส. พรรคร่วมฝ่ายค้านเผยว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ตรวจสอบบุคคล 26 ราย และนิติบุคคล 2 แห่ง ซึ่งปรากฏชื่อ วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทย เพื่อพิจารณาคว่ำบาตรตามกฎหมาย Global Magnitsky Act จากข้อกล่าวหาความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์

ข้อมูลดังกล่าวอ้างอิงจากจดหมายลงวันที่ 15 กันยายน 2026 ลงนามโดย Brian Mast ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ และ John Moolenaar ประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องจีน ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่ขอให้มีการพิจารณาภายในระยะเวลา 180 วันว่า บุคคลและนิติบุคคลในรายชื่อดังกล่าวเข้าเกณฑ์ถูกคว่ำบาตรหรือไม่

โดยนอกจากชื่อของวรภัค ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล แล้ว ยังมีชื่อของเบน สมิธ และ ยิม เลียก รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาวรภัคได้ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์แต่อย่างใด

สำหรับกฎหมาย Global Magnitsky Act เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมการลงโทษผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและการคอร์รัปชัน โดยมีขอบข่ายการเอาผิดที่รวมถึงผู้สั่งการ ผู้สนับสนุนทางการเงิน ผู้ใช้บริษัทบังหน้า และผู้ที่คุ้มครองหรือได้ประโยชน์จากเครือข่าย

หากพิจารณาแล้วพบว่าเข้าเกณฑ์และถูกขึ้นบัญชี จะส่งผลให้บุคคลหรือนิติบุคคลนั้นถูกอายัดทรัพย์สินในสหรัฐฯ ห้ามทำธุรกรรมกับบุคคลและบริษัทสัญชาติอเมริกัน และถูกตัดขาดจากระบบการเงินที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

ยกรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า แม้การถูกระบุชื่อในจดหมายจะยังไม่ใช่คำตัดสินและยังไม่ใช่การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญ

กรณ์ตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลโครงสร้างธุรกิจ เส้นทางการเงิน ผู้ถือหุ้น และผู้รับผลประโยชน์ มีอยู่ในมือหน่วยงานของไทยเพียงพอที่จะเริ่มต้นดำเนินการได้ จึงไม่ควรรอให้ต่างประเทศเป็นผู้เปิดโปงก่อน

ที่ผ่านมา

กรณ์และคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน ได้ส่งหนังสือพร้อมเอกสารหลักฐานถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เพื่อขอให้เร่งตรวจสอบ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีคำชี้แจงหรือความคืบหน้าที่ชัดเจนต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ ตนเองยังได้นำประเด็นดังกล่าวอภิปรายหลายครั้งต่อ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้กำกับดูแล ก.ล.ต. โดยกรณ์เน้นย้ำว่าการตรวจสอบที่ล่าช้าจะเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาไล่เส้นทางการเงินและกำหนดมาตรการแทน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่ออธิปไตยทางกฎหมายของประเทศ ความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย และหลักนิติรัฐ

ด้านรังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตนเคยอภิปรายประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยระบุถึงเครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชาที่มีความเชื่อมโยงกับ เบน สมิธ, ยิม เลียก และวรภัค

ในขณะที่รังสิมันต์ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ ได้พยายามเชิญวรภัคมาให้ข้อมูลในกรรมาธิการ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ รังสิมันต์ระบุว่าการเสนอคว่ำบาตรจากฝั่งสหรัฐฯ เป็นเครื่องยืนยันถึงการมีอยู่ขององค์กรอาชญากรรมสีน้ำเงินที่แทรกซึมอยู่ในกลไกของรัฐไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาทางแก้ไขต่อไป

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร, ฐานิส สุดโต




Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม
7 hours ago ·

[ข่าวสหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ สะท้อนความจริงองค์กรอาชญากรรมแทรกซึมรัฐไทย]
.
วันนี้ (16 กันยายน 2569) มีรายงานข่าวว่าคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา เสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สอบสวนเพื่อลงโทษคว่ำบาตร 26 บุคคลและ 2 บริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
.
ในจำนวนนี้มีชื่อคุ้นๆ อย่าง เบน สมิธ, ยิม เลียก รวมไปถึงวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ด้วย
.
ผมเคยอภิปรายเมื่อปีที่แล้ว ถึงเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชาซึ่งโยงไปถึงเบน สมิธ และยิม เลียก รวมถึงพยายามเชิญคุณวรภัค ซึ่งถูกเปิดเผยความเชื่อมโยงในเวลาต่อมา ให้มาให้ข้อมูลในคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ (ซึ่งผมเป็นประธานในขณะนั้น) ด้วย แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด
.
ข่าวการเสนอคว่ำบาตรจากฝั่งสหรัฐฯ ในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันการมีอยู่ของเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมสีน้ำเงินที่แทรกซึมเข้ามาในกลไกของรัฐไทย อยู่ ซึ่งเราจะต้องพยายามหาทางถอนรากถอนโคนให้หมดสิ้นไป
.
นี่คือบทสะท้อนว่าเครือข่ายสแกมเมอร์สามารถเข้าถึงอำนาจรัฐ และมีตำแหน่งแห่งที่ในระดับที่สูง ในรัฐบาลไทยได้ อย่างไร
.
น่าคิดว่าแม้คนอย่างวรภัค จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่รัฐบาลอเมริกันติดตาม และขอให้มีการลงโทษ แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นในไทยแท้ๆ แต่รัฐบาลอนุทินกลับไม่ทำอะไรต่อ

https://www.facebook.com/rangsimanrome



จากการประเมินโดยสำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภาสหรัฐฯ สงครามกับอิหร่าน ได้สร้างค่าใช้จ่ายแก่กระทรวงกลาโหมไปแล้วกว่า 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนับจนถึงวันที่ 1 สิงหาคม และจะยังคงมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องสูงถึงเดือนละ 3 พันล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความขัดแย้ง


The Iran war has cost the US more than $38B, budget office says

Scripps News

Sep 15, 2026

The U.S. war against Iran has cost the Department of Defense more than $38 billion through Aug. 1, and will continue costing up to $3 billion a month or more depending on the intensity of the conflict, according to an assessment released Tuesday by the nonpartisan Congressional Budget Office.

CBO said the war is expected to contribute to inflation into the first quarter of 2027, making inflation roughly 0.5 percentage points higher than they had previously estimated. That's driven largely by the reduction of oil and natural gas shipments through the Strait of Hormuz and disruptions to shipping through the Red Sea.

The estimate, prepared in response to a request for information from the top Democrat on the House Budget committee, Rep. Brendan Boyle, largely aligns with a previous estimate from Defense Secretary Pete Hegseth, who pinned the costs at $37.5 billion, according to his Senate testimony.

The estimates come largely from replacing munitions and equipment lost in battle, the CBO said, and do not include costs related to U.S. military personnel killed or injured in the conflict or longer term veterans’ healthcare and disability compensation.

https://www.youtube.com/watch?v=Q_a4z8HnW5I






 

ภาพถ่ายชุดใหม่ที่ CBS News ได้รับจากทหารสหรัฐฯ เผยให้เห็นรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเสียหายของฐานที่มั่นและยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ อันเป็นผลมาจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน:


What stood out from photos of damage at U.S. positions caused by Iranian attacks

CBS News

Sep 16, 2026

New photos exclusively obtained by CBS News show the widespread damage caused by Iranian attacks at multiple U.S. positions across the Middle East. CBS News national security analyst Aaron MacLean reacts to this and more.

https://www.youtube.com/watch?v=TtavoY0PoNs
.....

สิ่งที่โดดเด่นจากภาพถ่ายความเสียหายที่ฐานที่มั่นของสหรัฐฯ จากการโจมตีของอิหร่าน

ภาพถ่ายชุดใหม่ที่ CBS News ได้รับจากทหารสหรัฐฯ เผยให้เห็นรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเสียหายของฐานที่มั่นและยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ อันเป็นผลมาจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน

อากาศยานทางยุทธศาสตร์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก: ภาพที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดภาพหนึ่งแสดงให้เห็นร่องรอยการถูกโจมตีโดยตรงที่เครื่องบิน Boeing E-3 Sentry (AWACS) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ณ ฐานทัพอากาศ Prince Sultan ในซาอุดีอาระเบีย โดยส่วนหางของเครื่องบินขาดออกจากลำตัวเครื่องที่ถูกไฟไหม้เกรียมอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังมีรายงานเกี่ยวกับเครื่องบิน A-10 Thunderbolt II ที่ปีกหลุดออก ณ ฐานทัพอากาศ Muwaffaq Salti ในจอร์แดน รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินขับไล่ F-15 อีกหลายลำ

การทำลายล้างยุทโธปกรณ์หนักและยานเกราะ: ที่ค่าย Buehring ในคูเวต ภาพถ่ายเผยให้เห็นยานเกราะที่ถูกไฟไหม้เกรียมและพังยับเยิน รวมถึงยานพาหนะภาคพื้นดินและอากาศยานสนับสนุนที่ถูกทำลาย

อาคารที่พักและสิ่งปลูกสร้างถูกทำลายราบคาบ: ภาพถ่ายแสดงให้เห็นสภาพที่พักทหารที่พังราบ เต็นท์ที่ฉีกขาด และรถพ่วงที่เสียหายหนักในฐานที่มั่นต่างๆ ทั้งในซาอุดีอาระเบียและคูเวต

ภาพถ่ายหลายภาพเผยให้เห็นอาคารที่เสียหายหนักหรือถูกทำลาย ทั้งที่ตั้งอยู่ติดกับกำแพงกันระเบิดคอนกรีต (T-walls) ซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าแนวป้องกันรอบฐานแบบดั้งเดิมที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับการโจมตีด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด (mortar) ภาคพื้นดินนั้น ให้การปกป้องที่จำกัดเมื่อเผชิญกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากทางอากาศในยุคปัจจุบัน

ภาพถ่ายเหล่านี้สอดคล้องกับรายงานจากผู้ตรวจการทั่วไปของกระทรวงกลาโหมที่ส่งถึงสภาคองเกรส ซึ่งระบุถึงความสูญเสียด้านยุทโธปกรณ์มูลค่าสูงถึง 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงอากาศยานประมาณ 60 ลำที่ถูกทำลายหรือเสียหาย และความเสียหายทางโครงสร้างของอาคารหลายร้อยหลังในฐานทัพต่างๆ ใน ​​8 ประเทศเจ้าบ้านในภูมิภาค (คูเวต, บาห์เรน, กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, อิรัก, โอมาน และจอร์แดน)









 

ผู้นำโลกจะมารวมตัวกันที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือแนวทางแก้ไขความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดของโลก นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่าการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการสร้างสันติภาพ เป็นประเด็นสำคัญในการประชุม (#UNGA) ที่นครนิวยอร์ก



AI, climate and conflicts top Guterres’s agenda ahead of General Assembly

(ประเด็น AI สภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้ง เป็นวาระสำคัญของกูเตอร์เรสก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่ UN)

ก่อนเข้าสู่สัปดาห์การประชุมระดับสูงของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN กล่าวว่าโลกได้ก้าวเข้าสู่ "ยุคแห่งความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง" พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับภัยคุกคามระดับโลก

ในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพียง 6 วันก่อนที่ผู้นำโลกจะมารวมตัวกันที่นครนิวยอร์ก นายกูเตอร์เรสได้ระบุถึง "ภัยคุกคามที่มีผลต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ" 3 ประการ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พัฒนาไปอย่างควบคุมไม่ได้ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ เขายังย้ำข้อเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาด้วยแนวทาง "สองรัฐ" (two-State solution) ในตะวันออกกลาง และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครน

แม้จะยอมรับถึงความจำเป็นในการปฏิรูปองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงตัว UN เอง แต่เลขาธิการ UN ก็เน้นย้ำว่าพันธสัญญาของ UN ในการรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

"การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรไม่ควรหมายถึงการละทิ้งหลักการที่มีอยู่ แต่ต้องหมายถึงการนำหลักการเหล่านั้นมาปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่นที่มากยิ่งขึ้น" นายกูเตอร์เรสกล่าว

ความจำเป็นเรื่องสันติภาพ

นายกูเตอร์เรสเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติ ปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ลงทุนในการพัฒนาที่ยั่งยืน และผลักดันให้เกิดสันติภาพในทุกพื้นที่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาเน้นย้ำถึงสถานการณ์ความเสียหายอย่างหนักในฉนวนกาซาและสงครามรัสเซีย-ยูเครนว่าเป็นประเด็นที่น่ากังวลเป็นพิเศษ โดยเรียกร้องให้ผู้นำต่างๆ มุ่งเน้นไปที่ "การลดระดับความขัดแย้ง การใช้การทูต และการเจรจา" เพื่อยุติความขัดแย้งเหล่านี้

"ในช่วงเวลาวิกฤตของตะวันออกกลางนี้ การลดระดับความขัดแย้งต้องถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่ง อันดับสอง และอันดับสาม" เลขาธิการ UN กล่าว

นายกูเตอร์เรสระบุว่า ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะต้องเคารพสิทธิในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับอัลมันดับ และต้องไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อพลเรือน

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ตระหนักถึงความทุกข์ยากของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา และกล่าวว่าการที่อิสราเอลผนวกดินแดนในเขตเวสต์แบงก์นั้น "ต้องยุติลง"

สำหรับสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งดำเนินมานานกว่า 4 ปีนับตั้งแต่รัสเซียเริ่มปฏิบัติการรุกรานเต็มรูปแบบ นายกูเตอร์เรสกล่าวว่า "ยังมองไม่เห็นหนทางยุติ" พร้อมเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีเพื่อเป็นก้าวแรกสู่ "สันติภาพที่ยุติธรรม ยั่งยืน และครอบคลุม"

คาดว่าสมัชชาใหญ่ UN จะมีการอภิปรายเกี่ยวกับความขัดแย้งทั้งสองกรณีนี้ในสัปดาห์หน้า

มาตรการกำกับดูแลการพัฒนา AI

เลขาธิการ UN ได้ใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งของการแถลงเพื่อกล่าวถึงแนวทางรับมือกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI เขายอมรับถึง "ศักยภาพอันมหาศาล" ของ AI ในด้านสุขภาพ การศึกษา และสภาพภูมิอากาศ แต่ก็กล่าวเสริมว่าโลก "ไม่อาจเพิกเฉยต่อข้อกังวล" ที่ว่าการพัฒนา AI กำลังรุดหน้าไปเร็วกว่าความเข้าใจของมนุษย์ที่มีต่อความเสี่ยงของเทคโนโลยีนี้

นายกูเตอร์เรสเปรียบเทียบ AI กับประเด็นปัญหาอื่น ๆ ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยระบุว่ารัฐบาลต่าง ๆ จำเป็นต้องปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงที่มาพร้อมกับ AI และย้ำว่า "ความร่วมมือระดับโลกเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้"

ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการแข่งขันสะสมศักยภาพด้าน AI (AI arms race) ระหว่างสหรัฐฯ และจีน เลขาธิการสหประชาชาติยอมรับถึงปัญหา "ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์" และกล่าวว่าการชะลอการพัฒนา AI ด้วยความสมัครใจนั้นจะไม่ได้ผลหากดำเนินการเพียงลำพังหรือจำกัดวงอยู่แค่ในไม่กี่ประเทศ

"โลกไม่อาจยอมให้เกิดการแข่งขันที่ลดมาตรฐานความปลอดภัยของ AI ลงจนต่ำที่สุดได้" เขากล่าว

นายกูเตอร์เรสได้กล่าวถึงคณะผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศอิสระด้าน AI ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยสหประชาชาติ โดยระบุว่าคณะทำงานนี้จะช่วยสนับสนุนการหารือระดับโลกด้วยการนำเสนอข้อมูลและหลักฐานที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่เกี่ยวกับโอกาสและความเสี่ยงของ AI

ในขณะที่ผู้นำโลกเตรียมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไข เลขาธิการสหประชาชาติได้เรียกร้องให้มีการกำหนดมาตรการกำกับดูแลเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และทำให้ AI "มีความปลอดภัย โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยยึดถือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง"

"ความร่วมมือระหว่างประเทศมีความจำเป็นอย่างยิ่งยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา" เขากล่าว

https://news.un.org/en/story/2026/09/1168348

https://www.youtube.com/shorts/qiMKVOINjfg




กกต.เสียงข้างน้อยแถลงชัดแบบนี้ กกต.เสียงข้างมากก็ไอ คุก คุก คุก แน่แล้ว










Thanapol Eawsakul
11 hours ago ·

ฟังแสวง บุญมีเลขาธิการกกต. แถลงในสภาต่อรายงาน กกต. พูดลอยหน้าลอยตาไม่ต้องมีเนื้อหาอะไรเลย
ด้วยความมั่นใจว่าระบอบสีน้ำเงินจะคุ้มกะลาหัว
เห็นมานักต่อนักแล้วคนแบบนี้
เมื่อการเมืองเปลี่ยนคนแบบแหละ ที่จะเข้าคุกเป็นคนแรก ๆ

https://www.facebook.com/photo?fbid=28642590258714441&set=a.640340859366090




วันพุธ, กันยายน 16, 2569

กกต.‘เสียงข้างน้อย’ แฉ สาวปลายทาง 'เส้นเงิน' ไปถึง สส. และ รมต.ไม่ได้ เพราะมติ กกต.สีน้ำเงิน ๔ ต่อ ๓ ไม่รับ “มันจึงไปต่อไม่ได้”

ในคำแถลงมติ กกต.คดีโกงเลือกตั้ง สว.เมื่อ ๑๔ กันยา ของประธานฯ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ส่อพิรุธหลายอย่าง ทั้งไม่บอกตัวเลขคะแนน แถมยังอ้างว่า เอกฉันท์ และไม่ให้เหตุผลคำวินิจฉัย จนเมื่อมี เสียงข้างน้อย ออกมาแถลง ความจึงแดงขึ้น

สิทธิโชติ อินทรวิเศษ เป็นหนึ่งในสองเสียงข้างน้อย กกต.ครั้งนี้ กล่าวถึง เส้นเงิน ที่ถูกตัดตอนด้วยมติ กกต. ๔ ต่อ ๓ ไม่รับเส้นเงินนั้น “มันจึงไปต่อไม่ได้” หมดโอกาสสาวไปถึงนักการเมือง สส.หรือรัฐมนตรี ของรัฐบาลอนุทิน

เขายกตัวอย่าง วรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร “มือจ่ายโอนเงินไปสุราษฎร์ฯ เป็นแสนๆ” ซึ่งเป็นคนสนิทของ ชลัฐ รัชกิจประการ ลูกชายของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่เขาอยากรู้ว่าเงินโอนนั้นรับมาจากใคร แต่ก็ไม่สามารถเปิดออกมาได้

“สำหรับข้อกล่าวหาข้อที่ ๑-๒ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กรรมการบริหาร สส.นั้น สิทธิโชติยืนยันว่า มติของ กกต.ไม่ได้เป็นเอกฉันท์” โดยเฉพาะในกรณีนักการเมือง ๒๑ คน ที่รอดจากการส่งศาลฎีกาฯ สั่งฟ้องทั้งหมด ๑๕๒ คน

มีมติเอกฉันท์จริงๆ เพียง ๗ คน รวมทั้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ไชยชนก ชิดชอบ ไตรศุลี ไตรสรณกุล และศุภมาส อิศรภักดี มติ ๖ ต่อ ๑ มี ๒ คน และกลุ่มใหญ่ ๑๒ คนรอดด้วยมติ ๕ ต่อ ๒ เป็นคนสำคัญระดับ บิ๊ก หลายคน

นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ กรวีร์ กับ ภราดร ปริศนานันทกุล วรศิษฐ์ เลียงประสิทธิ์ ชลัฐ รัชกิจประการ จักรกฤษณ์ ทองศรี กิตติ กิตติธรกุล นภัทรธร ศรีสรรพางค์ พิชัย ชมพูพล สุขสมรวย วันทนีย์กุล และ เนวิน ชิดชอบ

“การกระทำครั้งนี้ไม่ได้ทำที่จุดเดียว แต่กระจายทั่วประเทศ แต่ที่จับได้ไล่ทันคือบางจุด เช่น นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย ซึ่งมาประชุมกันที่แต่ละโรงแรมเพื่อทำโพย พอเราจับได้ โพยมี ๑๒ โพย มีหมายเลขที่เขียนเอาไว้

คนที่ได้อันดับ ๑-๗ อยู่ใน ๑๒ โพยนี้ทั้งสิ้น” สิทธิโชติยังเผยอีกว่า กระบวนการมีอยู่ในพรรคการเมืองพรรคเดียวเท่านั้น “เรื่องเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงินก็ชัดเจนว่ามีการยึดโยงกัน ว่าให้ติดต่อใครในพรรคการเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค หรือ สส.ของพรรค”

พอนักข่าวถามนำว่า ที่ออกมาให้สัมภาษณ์นี้ เพราะอยากป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกฟ้องคดีใช่ไหม เขาปฏิเสธว่า ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น เพราะมีหลักฐานการลงมติอยู่แล้วว่าให้เหตุผลอย่างไร เพียงแต่ว่าเห็นช้างทั้งตัวอยู่ในห้อง ก็ทนนิ่งไม่ได้

(https://themomentum.co/report-ect-senate-collusion/, https://www.facebook.com/share/v/1KHXHG1kpod=wwXIfr และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/0L8kroWz5)