วันอังคาร, กรกฎาคม 21, 2569

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะได้ไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ จะครบ 4 วัน ในวันนี้ รัฐบาลและนักธุรกิจใหญ่ต่างชื่นชมซึ่งกันและกัน ที่สามารถดึงนักลงทุนจีน 4 รายใหญ่มาที่ไทยได้ แถมมีการันตีด้วยว่าประเทศไทยไร้เงินใต้โต๊ะ แต่น่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่พบว่ามีการหารือเรื่อง “แม่น้ำปนเปื้อนจากเหมืองที่ไร้การควบคุม”

https://www.facebook.com/pai.deetes/posts/10241891124670684

Pai Deetes 
12 hours ago
·
นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะได้ไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ จะครบ 4 วัน ในวันนี้ รัฐบาลและนักธุรกิจใหญ่ต่างชื่นชมซึ่งกันและกัน ที่สามารถดึงนักลงทุนจีน 4 รายใหญ่มาที่ไทยได้ รวมทั้งอุตสาหกรรม AI และยานยนต์ไฟฟ้า EV แถมมีการันตีด้วยว่าประเทศไทยไร้เงินใต้โต๊ะ
 
แต่น่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่พบว่ามีการหารือเรื่อง “แม่น้ำปนเปื้อนจากเหมืองที่ไร้การควบคุม” ซึ่ง 6 แม่น้ำข้ามพรมแดน ได้แก่ แม่น้ำกก สาย รวก โขง สารละวิน และกระบุรี กำลังปนเปื้อนสารโลหะหนักที่เป็นพิษ โดยเฉพาะสารหนู เกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกอย่างต่อเนื่องเกือบสองปี โดยมีผลตรวจคุณภาพน้ำผิวดินและตะกอนดินของกรมควบคุมมลพิษ (สคพ.1) ยืนยันชัดเจน

ต้นน้ำเหล่านี้ในประเทศเพื่อนบ้าน คือพื้นที่ทำเหมืองแร่ที่ไร้การควบคุม ไร้มาตรฐานทางสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นแร่สำคัญ แร่หายาก ทองคำพลวง ทังสเตน ซึ่งรับทราบกันดีว่าจีนเป็นประ้ทศผู้คุมตลาดรายใหญ่ที่สุดของแร่หายาก ซึ่งมีมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง
 
ดิฉันในฐานะประชาชนคนหนึ่ง อยากเห็นการเอาจริงเอาจังเพื่อจะแก้ปัญหานี้ เนื่องจากในระยะยาวสารโลหะหนักที่เป็นพิษจะปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ร่างกายของมนุษย์ และจะนำไปสู่โรคร้ายแรงนานะประการ

ภาพถ่ายดาวเทียมและแผนที่ map ในมือถือของเราก็เห็นได้ชัดว่าที่ต้นน้ำและกลางแม่น้ำที่ไหลมาจากประเทศเพื่อนบ้าน มีเหมืองแร่นอกกฎหมายมากมายผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด
 
เมื่อวันก่อนมีข่าวว่ากองกำลังว้า UWSA จัดประชุมและมีคำสั่งกำกับให้ผู้ทำเหมืองใช้สารเคมีไม่เกินมาตรฐาน แต่เราก็ไม่เคยรู้ว่ามาตรฐานนั้นแปลว่าอะไร เรารู้แค่ว่าขณะนี้ประชาชนกำลังใช้น้ำจากแหล่งน้ำประปา แหล่งน้ำชลประทานที่ใช้เพาะปลูก จากแม่น้ำที่ปนเปื้อนจากพิษของเมืองเหล่านี้

วันนี้ 20 กรกฎาคม 2569 เหลือเวลาวันสุดท้ายที่นายกรัฐมนตรีและคณะจะใช้เวลาอยู่ที่ประเทศจีน
รอดูค่ะว่าจะมีการเจรจาหรือหารือเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องนี้หรือไม่

หากไม่เช่นนั้นก็คงแปลว่าวาระความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้เป็นวาระที่รัฐบาลให้ความสำคัญแต่อย่างใด ใช่หรือไม่
 
ดิฉันอยากให้นายกรัฐมนตรี ใช้โอกาสนี้ ให้ข้อมูล เพื่อให้จีนรับรู้ของจริงเกี่ยวกับ supply chain ของธุรกิจแร่ และความทุกข์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ประชาชนไทยกำลังต้องเผชิญในเวลานี้ หวังว่าข้อมูลนั้นบางทีอาจทำให้เปลี่ยนใจ จากกการแสวงหากำไรสูงสุดของธุรกิจ เป็นการทำให้ธุรกิจยึดธรรมาภิบาล ก็อาจเป็นไปได้ ?




เดือดกลางงาน “เกิด แก่ เจ็บ โกง”! ป้าถามจี้ใจดำ ปชน. ทิ้งเสียงประชาชนปล่อยโจรครองอำนาจ แล้วตอนนี้มาพูด แล้วยังไง? ขณะ “เท้ง” เสียงสั่น ยอมรับทำคนมีตะกอนในใจ - วิโรจน์เขียนดี ขอโทษอย่างจริงใจ






https://x.com/ThaiPBSNews/status/2079150919938437624
.....


.....

Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร 
9 hours ago
·
ก่อนอื่น ผมต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า พวกเราได้ตัดสินใจผิดพลาดที่ลงมติสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยให้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย การตัดสินใจครั้งนั้นเปิดทางให้เกิดการโยกย้ายข้าราชการฝ่ายปกครอง การขยายเครือข่ายอำนาจลงไปถึงระดับท้องถิ่น และนำมาสู่ข้อกังขาต่อผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง จนบ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะที่มีผู้เข้าร่วมเสวนาสะท้อนบนเวทีอย่างเจ็บปวดว่าเป็นยุค “โจรครองอำนาจ”
.
การตัดสินใจในวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เรามองว่านั่นอาจเป็นโอกาสสำคัญ หรืออาจเป็นโอกาสสุดท้าย ที่จะเปิดทางไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาการเมืองไทย ทำให้อำนาจของประชาชนอ่อนแอ และเปิดโอกาสให้องค์กรที่ใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะองค์กรอิสระ ขาดความยึดโยงกับประชาชน ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเจตจำนงของประชาชนกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค
.
เรียนตรงๆ ว่า แม้ว่าในวันนั้น จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ยืนยันว่าเราไม่ได้ตัดสินใจโดยคิดถึงการเข้าสู่อำนาจ หรือความอยากเป็นใหญ่เป็นโตเลยแม้แต่น้อย
.
สำหรับตัวผมเอง ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 44 สส. ที่กำลังเผชิญคดี เมื่อทราบว่าพรรคมีความกังวลว่า หลังการเลือกตั้ง พวกเราอาจถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และทำให้จำนวน สส. ที่สามารถลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีลดลง แม้พรรคจะไม่ได้พูดกับผมโดยตรง แต่เมื่อผมรับรู้ถึงความหนักใจนั้น ประกอบกับมีทีม The Professionals เข้ามาร่วมงาน และผมเชื่อว่าพวกเขาพร้อมจะร่วมต่อสู้กับพรรคในระยะยาว ผมจึงได้แจ้งต่อกรรมการบริหารพรรคโดยไม่ลังเลว่า “ผมขอลงบัญชีรายชื่อในลำดับสุดท้าย”
.
ผมตัดสินใจเช่นนั้น เพราะไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นภาระต่อโอกาสของพรรค และยืนยันว่าจะสนับสนุนพรรคต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด หรือไม่มีตำแหน่งใดเลยก็ตาม ตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งจนถึงวันนี้ ผมยังคงทำงานให้พรรคอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เคยหวังตำแหน่งอะไรเป็นสิ่งตอบแทน
.
หากเปรียบปัญหาของบ้านเมืองในวันนี้ เป็นเรื่องโจรผู้ร้าย ตามที่ผู้เข้าร่วมเสวนาเปรียบเปรย ผมและพรรคประชาชนก็คงเปรียบเสมือนตำรวจที่ได้ตัดสินใจผิดพลาดไป เพราะหลงเชื่อโจรที่เราจับกุมมาได้ และยอมเดินตามโจรไป ด้วยความหวังว่าจะอาศัยโอกาสนั้นเข้าไปทลายเครือข่ายโจรทั้งระบบ เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุขเสียที
.
แต่เมื่อเดินไปถึงทางเปลี่ยว โจรกลับหันมาแย่งปืน ยิงตำรวจจนบาดเจ็บ แล้วหลบหนีไปได้ มิหนำซ้ำยังนำอาวุธที่ได้ไปขยายเครือข่าย ปล้นสะดมบ้านเมืองหนักยิ่งกว่าเดิม
.
ในฐานะตำรวจที่หลงเชื่อโจร ถูกแย่งปืน และทำให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อน ผมไม่มีข้อแก้ตัวใดครับ เราต้องยอมรับว่าการตัดสินใจครั้งนั้นผิดพลาด และต้องกราบขอโทษประชาชนจากหัวใจจริง ๆ
.
ประชาชนมีสิทธิ์โกรธ มีสิทธิ์ตำหนิ และมีสิทธิ์เรียกร้องความรับผิดชอบ เพราะโจรหลบหนีไปได้จากความผิดพลาดของพวกเรา ความเจ็บปวด และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองไม่ใช่สิ่งที่เราจะปฏิเสธ หรือผลักภาระให้ใครรับแทนได้
.
แต่ความรับผิดชอบที่แท้จริง ไม่ใช่การถอดใจ ไม่ใช่การหลบหนี และไม่ใช่การยุบทีมสืบสวนเพื่อให้เรื่องทุกอย่างจบลงอย่างง่ายดาย
.
ความรับผิดชอบที่แท้จริง คือการกล้ายอมรับผิดต่อหน้าประชาชน น้อมรับทุกคำตำหนิ แล้วลุกขึ้นทำงานให้หนักกว่าเดิม เพื่อจับกุมโจรมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้
.
ผมขอโทษประชาชนจากใจจริงอีกครั้งหนึ่งครับ และขอยืนยันว่า จะพยายามทำทุกอย่างให้สุดกำลัง เพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และนำบ้านเมืองกลับคืนมาเป็นของประชาชนให้ได้ โดยเร็วที่สุดครับ



https://www.facebook.com/photo/?fbid=1584029603767384&set=a.668507231986297




รัฐบาลประหลาดรัฐบาลที่โลกลืม พูดเยอะ ดินทางบ่อย พิธีกรรมเยอะ แต่เรื่องใหญ่จริงๆ ไม่ทำ

https://www.facebook.com/matichonweekly/posts/1426503339511861

Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์

17 hours ago
·
❝ เรื่องใหญ่จริงๆ ไม่ทำ ❞
.
คําสำคัญที่นายกรัฐมนตรีพูดตั้งแต่แรกเป็นผู้นำประเทศคือ รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยโดดเด่นกว่ารัฐบาลที่ผ่านๆ มาคือ พูดแล้วทำ แต่พฤติกรรมทางการเมืองที่ผ่านมากลับย้อนแย้ง
.
พูดเยอะ เดินทางบ่อย ไปในวาระสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ มีแต่พิธีการ พิธีกรรมเยอะ สวยงาม สนุกกับการเล่นดนตรี อาหารอร่อย ไปประชุมก็ตอบผู้สื่อข่าวว่า มากินโจ๊ก
.
สรุปแล้วไม่มีรูปธรรมของผลงานสำคัญทางการเมืองแห่งการนำพาของผู้นำไทย


รัฐบาลประหลาดรัฐบาลที่โลกลืม
คอลัมน์โลกทรรศน์ | อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
https://www.matichon.co.th/.../world/ukrist/article_904259




https://www.facebook.com/reel/896515752943168



"(ถ้า)คุณรู้สึกว่า สส. คนไหนทำงานดี คุณก็จงเชื่อเถอะว่าทีมงานเขาดี มันไม่มีทางที่ สส. จะทำงานทั้งหมดที่ว่านั้นได้ด้วยตัวคนเดียว มันเป็นไปไม่ได้" ผู้ชำนาญประจำตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคฝ่ายค้านคนหนึ่ง กล่าวกับบีบีซีไทย



เหมือน "งานในฝัน" แต่ไม่ใช่งานสำหรับคน "สร้างเนื้อสร้างตัว" ผู้ช่วย สส.- สว. สะท้อนเสียง เมื่อระเบียบสภาเบรกขึ้นเงินเดือน

วศินี พบูประภาพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว

"คุณรู้สึกว่า สส. คนไหนทำงานดี คุณก็จงเชื่อเถอะว่าทีมงานเขาดี มันไม่มีทางที่ สส. จะทำงานทั้งหมดที่ว่านั้นได้ด้วยตัวคนเดียว มันเป็นไปไม่ได้" พีท ผู้ชำนาญประจำตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคฝ่ายค้านคนหนึ่ง กล่าวกับบีบีซีไทยโดยสงวนชื่อและนามสกุล

พีทเป็นหนึ่งในผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภา 3 คนที่บีบีซีไทยติดต่อสัมภาษณ์ หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบรัฐสภา ยกเลิกระเบียบรัฐสภาฉบับปี 2568 ที่กำหนดเรื่องการปรับเพิ่มค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. สว. และคณะทำงานในรัฐสภา ส่งผลให้ค่าตอบแทนของผู้ทำงานเบื้องหลังในกลไกนิติบัญญัติเหล่านี้แช่แข็งไว้ที่ 15,000-24,000 บาทต่อเดือนตามประกาศปี 2554-2555

จากผู้ให้สัมภาษณ์ทั้ง 3 คน พีทเป็นผู้ชำนาญการประจำตัว สส. ของพรรคประชาชน (ปชน.) ส่วนอีกสองคนที่บีบีซีไทยได้พูดคุยได้แก่ ตั้ม (สงวนชื่อจริง) อดีตผู้ช่วยดำเนินงาน สส. จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ทำงานระหว่างปี 2562 -2564 และศมพร มีเกิดมูล ผู้ช่วยดำเนินงานสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และเลขานุการประจำกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งทำงานอยู่ใน สว. ชุดปัจจุบัน

อัตราค่าตอบแทน 15,000 บาทต่อเดือนสำหรับตำแหน่งผู้ช่วย สส. และ สว. เป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามในแวดวงคนทำงานฝ่ายนิติบัญญัติอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่มุมของความเพียงพอต่อค่าครองชีพของผู้ปฏิบัติงาน และความคุ้มค่าต่องบประมาณแผ่นดิน แม้ก่อนหน้านี้ในปี 2568 เคยมีความพยายามในการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 20% แต่ต้องเผชิญกับกระแสคัดค้านจนนำมาสู่การยกเลิกระเบียบดังกล่าวในที่สุด

หนึ่งในบุคคลหลักที่คัดค้านการขึ้นค่าตอบแทนของผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภา ได้แก่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ที่ขับเคลื่อนประเด็นการลดจำนวนผู้ช่วย สส. มาตั้งแต่ปลายปี 2568

ล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค. 2569 ภายหลังมีกระแสข่าวการระงับขึ้นเงินเดือนผู้ช่วยฯ นพ.วรงค์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เพียงแค่การไม่ขึ้นเงินเดือนนั้นยังไม่เพียงพอ แต่สภาจำเป็นต้องลดจำนวนผู้ช่วยฯ ลงควบคู่ไปกับการยกเลิกบำนาญ สส. และ สว. ด้วย

บีบีซีไทยสำรวจความท้าทายในการทำงานและมุมมองต่อสวัสดิการและค่าตอบแทน รวมถึงผลกระทบต่อระบบบุคลากรที่ทำงานในสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติ

ตำแหน่ง "ผู้ช่วย" ในรัฐสภา เมื่อต้องทำทั้งงานนิติบัญญัติและงานพื้นที่

การกำหนดอำนาจ หน้าที่ และจำนวนทีมงานสนับสนุนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถูกควบคุมโดยระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภาฯ พ.ศ. 2554 เป็นหลัก โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวอนุญาตให้สมาชิกรัฐสภา (สส., สว. และกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา) 1 คน สามารถเสนอแต่งตั้งบุคคลเข้ามาช่วยปฏิบัติงานได้รวม 8 อัตรา แบ่งออกเป็นตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว 1 อัตรา ผู้ชำนาญการประจำตัว จำนวน 2 อัตรา และผู้ช่วยดำเนินงาน 5 อัตรา

จากการสัมภาษณ์ของบีบีซีไทย ผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภาและอดีตผู้ช่วยฯ ระบุว่าภาระงานของผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภาอย่างพวกเขาครอบคลุมงานด้านนิติบัญญัติเป็นหลัก โดยผู้ปฏิบัติงานมีหน้าที่สืบค้นข้อมูลเชิงลึก เขียนบทอภิปราย เตรียมสื่อนำเสนอ รวมถึงร่วมกลไกกรรมาธิการในการเชิญหน่วยงานมาชี้แจงและจัดทำรายงานผลการศึกษา
  • งานนิติบัญญัติ
ตั้ม อดีตผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. บัญชีรายชื่อของพรรค ปชป. เปิดเผยว่าในกรณีของเขา สส.ที่เขาทำงานด้วยมีหน้างานเป็นประเด็นเศรษฐกิจเชิงมหภาคเป็นหลัก กระนั้นแล้วภาระงานก็ต้องใช้ทักษะอย่างยิ่งและกินเวลายาวนานหลายชั่วโมง โดยเขาเข้างานตั้งแต่เวลา 08.30-09.00 น. และในวันที่มีประชุมสภาอาจต้องอยู่จนถึง 21.00-22.00 น.

เขามีหน้าที่เตรียมข้อมูลสำหรับการอภิปรายในประเด็นสำคัญของสังคม เช่น งบประมาณ สนธิสัญญาระหว่างประเทศ และร่างกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยการค้นคว้าข้อมูลทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ

"วันที่ สส. มีประชุมหลาย ๆ นัดในวันเดียวจะยุ่งมาก เช่น ท่านมีประชุมสภาฯ ต้องเข้าไปอภิปราย เสนอญัตติ และต้องเข้าไปประชุมกรรมาธิการด้วย ในวันแบบนี้งานผู้ช่วย สส. จะมีทั้งงานค้นคว้าข้อมูลและประสานงาน" เขากล่าวถึงการทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยดำเนินงาน ที่มีอัตราเงินเดือน 15,000 บาท

"วันนั้นเราต้องวิ่งวุ่นประสานงานว่าท่านจะถึงคิวอภิปรายกี่โมง กรรมาธิการจะนัดคุยสรุปกี่โมง ต้องล่าลายเซ็น ยื่นเอกสารภายในกี่โมง ต้องแก้ไขสื่อนำเสนอในห้องประชุม ต้องดูการลงคะแนนและต้องคอยฟังตามข่าวเพื่ออัปเดตข้อมูลตลอดเวลา"

สำหรับตั้ม ผลงานที่เขารู้สึกภาคภูมิใจที่สุดในฐานะผู้ช่วย สส. คือการมีส่วนสำคัญเบื้องหลังการเตรียมข้อมูลสำหรับพิจารณาร่างกฎหมายและวาระระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้โควิด-19 การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ตลอดจนวาระเชิงนโยบายที่ซับซ้อนเมื่อ สส. ต้องนั่งเป็นกรรมาธิการ เช่น ข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก และสหภาพนานาชาติเพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งเขารับหน้าที่หลักในการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้รัฐสภามีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด

นอกจากนี้ เขายังเล่าว่าหลายครั้งก็ต้องศึกษากฎหมายที่มีความสำคัญ เช่นเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายทำแท้ง เขาต้องศึกษาข้อกฎหมายของไต้หวันและหน่วยงานระหว่างประเทศ พร้อมทั้งประสานงานกับเครือข่ายพรรคการเมืองในต่างประเทศ เพื่อนำแนวทางสากลมาสนับสนุนการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร

"ผมคิดว่าผมทำงานไม่ได้น้อยหรือต่ำกว่าเงินเดือนที่ได้ตอนนั้น คิดว่าทำงานได้คุ้มค่า และเชื่อว่าถ้าจ้างพนักงานเอกชนมาทำในสิ่งเดียวกัน น่าจะต้องจ่ายเยอะกว่านี้ครับ" เขากล่าวถึงการทำงานผู้ช่วยดำเนินงาน สส. ในช่วงปี 2562-2564



  • งานพื้นที่
ขณะเดียวกันผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภาบางรายยังทำงานในระดับพื้นที่ เช่น เป็นทีมงานของ สส. ในการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน แก้ไขปัญหาเบื้องต้น ตลอดจนดูแลสื่อประชาสัมพันธ์ และประสานงานกับเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

เช่นกรณีของพีทซึ่งเป็นผู้ชำนาญการประจำตัวของ สส. เขตของพรรคสีส้มคนหนึ่ง ที่มีหน้างานด้านสิทธิมนุษยชนไปพร้อม ๆ กัน

เขาอธิบายว่างานของเขามักเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยโทรศัพท์จากประชาชนหรือเครือข่ายที่ร่วมงานด้วยเพื่อรับฟังข้อปัญหา ส่วนช่วงเวลาตลอดทั้งวันก็มีภารกิจ เช่น การประชุมประสานงานเครือข่ายที่อาจมีมากถึง 4 นัดต่อวัน การลงพื้นที่พร้อมกับ สส. หรือการรับหน้าที่สนับสนุนข้อมูลเบื้องหลัง เช่น การค้นคว้าวิจัยและสรุปเอกสารในประเด็นต่าง ๆ เช่น สิ่งแวดล้อม แรงงาน และประมง

สำหรับเขา งานผู้ช่วย สส. เป็นงานที่ไม่มีเวลาเลิก

"สมมติง่าย ๆ ว่าถ้าน้ำไม่ไหลตอน 4 ทุ่ม... สส. ดองแชทหรือไม่ตอบรับกับเรื่องเหล่านี้ได้ไหม มันก็จะต้องมีผู้ช่วย สส. ที่ทำงานเหล่านี้ด้วย เพราะ สส. ไม่มีทางทำงานคนเดียวหมด จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องหาคำตอบมาให้ชาวบ้าน" พีท อธิบายถึงงานของผู้ช่วย สส. เขต

ก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ จากพรรคไทยภักดี เสนอให้ตัดจำนวนผู้ช่วย สส. และ สว. เหลือเพียง 3 ตำแหน่ง ทว่าพีทโต้แย้งว่าในเทศบาลหรืออำเภอหนึ่งแห่งยังมีข้าราชการประจำอย่างนักวิเคราะห์นโยบายและแผนหรือนักพัฒนาชุมชนอย่างน้อย 1-2 คน ขณะที่ สส. 1 คน ต้องดูแลพื้นที่ครอบคลุมหลายเทศบาลหลาย อบต. หรือ 2-3 อำเภอ

"จะให้คน 2-3 คน ดูแลประชากรจำนวนเท่านี้หรอ มัน Impossible (เป็นไปไม่ได้)"

พีทระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงวาระสำคัญอย่างการอภิปรายงบประมาณหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ งานของผู้ช่วย สส. จะเข้มข้นในระดับสูงสุด เขาและทีมงานต้องเข้าไปทำงานร่วมกันในสถานที่ปิด ที่พวกเขาเรียกกันว่า "เซฟเฮาส์" ตลอดทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม เพื่อรวบรวมข้อมูลและพูดคุยกับแหล่งข่าว ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าประชุมสภาตามวาระการประชุมสัปดาห์ละสองครั้งไปด้วย

ด้านศมพรระบุว่า งานผู้ช่วย สว. ของเขาก็มีลักษณะใกล้เคียงกับงานของผู้ช่วย สส. เขาเล่าว่า ผู้ช่วย สว. มีหน้าที่ในการสนับสนุนการทำงานของสมาชิกวุฒิสภา ทั้งการค้นคว้าข้อมูล เขียนบทอภิปราย จัดการสื่อประชาสัมพันธ์ และลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชน

ตอนหนึ่งระหว่างสัมภาษณ์กับบีบีซีไทย เขาระบุว่าช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี "ต้องอ่านเอกสารแบบพัน ๆ หน้า" ซึ่งบ่งชี้ถึงความสำคัญของตำแหน่งผู้ช่วยที่สนับสนุนการทำงานของ สว.

15,000 บาทต่อเดือน

แม้ภาระงานจะมีความซับซ้อนและต้องใช้ทักษะสูง แต่ค่าตอบแทนสำหรับผู้ช่วย สส. และ สว. ส่วนใหญ่กลับอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน มีเพียงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวตำแหน่งเดียวเท่านั้น ที่ได้ค่าตอบแทน 24,000 บาทต่อเดือน โดยตำแหน่งนี้ สส. สว. สามารถแต่งตั้งได้ 1 คน

"ตอนผมเห็นข่าวว่าจะเพิ่ม (เงินเดือนผู้ช่วยฯ สมาชิกรัฐสภา) ผมออกมาแล้วนะ แต่ผมดีใจมากเลย รู้สึกว่ามันดีจังเลย เพราะเขาเห็นค่าของผู้ช่วย ส.ส." ตั้ม อดีตผู้ช่วยดำเนิน สส. ของพรรคสีฟ้า ระบุ

"ในยุคก่อน ๆ ผู้ช่วย สส. อาจจะเป็นแค่คนเดินไปเดินมาเป็นวอลเปเปอร์ให้นักการเมือง แต่ยุคนี้มันไม่ใช่แล้ว ทุกคนอาจจะมีเพื่อน พี่ น้อง ที่เข้ามาทำงานตรงนี้ แล้วเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าพวกเขาทำงานกันหนักแค่ไหน และควรจะได้ค่าตอบแทนที่อย่างน้อยก็มากกว่านี้" ตั้มกล่าวกับบีบีซีไทย

อดีตผู้ช่วยดำเนินงาน สส. รายนี้ ยังสะท้อนว่าเงินเดือน 15,000 บาทนั้นไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร ทำให้เขาที่เลือกประกอบอาชีพนี้ต้องหารายได้เสริมจากการรับจ้างแปลเอกสารและสอนหนังสือมาเพิ่มรายได้ประมาณ 5,000 - 10,000 บาทต่อเดือน

การทำงานนอกของตั้มเป็นการทำงานนอกเวลาสำนักงาน อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าเพื่อเอาชีวิตรอด ผู้ช่วย สส. บางรายต้องทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กันโดยไม่แบ่งเวลาแน่ชัด

สอดคล้องกับประสบการณ์ของศมพร ที่ชี้ว่าผู้ช่วย สว. ที่เขารู้จักก็ประกอบอาชีพอื่นไปด้วยเป็นปกติ เช่น เป็นทนายความ เป็นนักวิชาการ หรือทำงานภาคประชาสังคม ส่วนตั้มก็เล่าด้วยว่า ในยุคที่ทำงานเป็นผู้ช่วย สส. อยู่นั้น เขาเห็นว่าผู้ช่วย สส. บางคนก็เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว

"ผมไม่รู้เหมือนกันว่าคนทั่วไปคาดหวังให้ผู้ช่วย สส. ทำงานแค่วันละ 2 ชั่วโมงแล้วที่เหลือไปทำอย่างอื่น หรือคาดหวังให้ทำงานแบบผมคือ ทำตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ผมเห็นผู้ช่วย สส. บางคนก็ทำทุกวัน ผมก็เลยงงเหมือนกันว่าจริง ๆ แล้วมาตรฐานที่ถูกต้องมันคืออะไร" ตั้มกล่าว


พิธีเปิดการศึกษาอบรมหลักสูตรวุฒิบัตรการพัฒนาศักยภาพของผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภา รุ่นที่ 26/3

อดีตผู้ช่วยดำเนินงาน สส. ของ ปชป. ยังเล่าถึงความเปราะบางทางการเงินในขณะนั้นว่า "เวลาเอาหนังสือรับรองการเป็นผู้ช่วย สส. ไปยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารก็ไม่เข้าใจว่าเราทำงานอะไร ประเมินสินเชื่อให้ไม่ได้เพราะรายได้มันไม่ใช่วงเล็บ 1 (หมายถึงประเภทของรายได้ตามประมวลรัษฎากร)"

ขณะเดียวกัน พีทระบุว่าในเชิงแรงงาน ตำแหน่งผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภานั้นเปราะบางเช่นกัน เนื่องจากเป็นลูกจ้างรัฐสภารูปแบบหนึ่งที่มีเนื้องานไม่ต่างจากข้าราชการ แต่กลับไม่มีค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง ไม่มีประกันสุขภาพ และสามารถตกงานได้ทันทีหากมีการยุบสภา

"ในขณะที่เงินเดือนข้าราชการเพิ่มขึ้นมา (แล้ว) เป็นปี ก็ไม่เห็นมีใครบ่นอะไร เราเองก็เห็นด้วยว่าต้องขึ้น เพราะทุกคนก็ล้วนแต่เป็นคนทำงาน แต่ทำไมพอผู้ช่วย สส. จะได้เงินเดือนขึ้น จะต้องถูกถามหาความเสียสละโดยไม่มองถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจของเราในฐานะคนทำงานคนหนึ่งเหมือนคนอื่น ๆ ในสังคมเลย" พีทระบุกับบีบีซีไทย

งานการเมืองหรืองานอาสา

เรื่องความเสียสละยังเป็นหนึ่งในประเด็นใจกลางการโต้เถียงครั้งนี้ ซึ่งจุดประเด็นขึ้นมาโดย ภูดิส กลิ่นวิชิต กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ไทยภักดี

กก.บห. พรรคไทยภักดีผู้นี้ เขียนไว้ในโพสต์หนึ่งของเพจทางการของพรรคว่า "การเข้ามาทำงานการเมือง คือการอาสารับใช้ประเทศ หรือเป็นอาชีพกันแน่?"

"หากการอาสา ต้องมีผลตอบแทนเป็นเงื่อนไขเสียก่อน บางที... การเมืองอาจไม่ใช่เส้นทางของคุณ" เขาระบุ

ทั้งศมพรและพีทเห็นตรงกันว่า ค่านิยมของสังคมที่คาดหวังให้คนทำงานการเมืองต้อง "เสียสละ" หรือทำงานด้วย "จิตอาสา" เป็นแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวังที่ประชาชนมีต่องานด้านนิติบัญญัติ

ศมพรระบุว่าการตั้งกรอบเช่นนี้เป็นการกีดกันผู้ที่มีอุดมการณ์แต่ขาดทุนทรัพย์ส่วนตัว ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่มีความมุ่งมั่นไม่สามารถต้านทานแรงกดดันได้ไหว และต้อง "ทิ้งอุดมการณ์" ไปทำงานภาคเอกชนหรือสอบข้าราชการแทนเพราะมีปากท้องต้องเลี้ยงดู

ส่วน พีท ผู้ช่วย สส. พรรคสีส้ม วิจารณ์ประเด็นนี้ว่าสังคมต้องเลิกมองงานการเมืองเป็นงานอาสา เนื่องจากเนื้องานนิติบัญญัติจำเป็นต้องใช้ทักษะและเวลารับผิดชอบสูง การหวังพึ่งระบบอาสาสมัครจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

"งานที่มันต้องใช้ทักษะขนาดนี้ และต้องใช้เวลาขนาดนี้ จะอาสาได้ยังไง การใช้อาสาสมัครมันทำให้ 1. งานไม่ต่อเนื่อง 2. งานมันจะไม่จริงจัง เราจะตามติดเขาไม่ได้ สมมติว่าเขาเป็นอาสาสมัคร จะไปโทรจิกเขาให้ไปทำนู่นทำนี่ โดยที่เขาไม่ได้เงินหรือได้เงินแค่นี้ มันทำได้ยาก เพราะฉะนั้นต้องคิดว่างานเหล่านี้มันคืองาน มันเป็นสิ่งที่ต้องมีคนรับผิดชอบ มันมีหน้างานที่คนจะต้องไปรู้" พีทพูดจากมุมมองการทำงานของการเป็นผู้ช่วยของคนที่เป็นผู้แทนประชาชน



พีทและศมพรยังเห็นพ้องกันว่า การมองงานการเมืองเป็น "อาชีพ" (Career) ที่ควรได้รับค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ในตลาดแรงงานจะส่งผลดีต่อระบบรัฐสภา

พีทเปรียบเทียบว่า ค่าตอบแทน 15,000 บาทของผู้ช่วย สส. เป็นเพียงอัตราของเด็กจบใหม่ ซึ่งไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะดึงดูดบุคลากรระดับอาวุโสขึ้นมา มีประสบการณ์ทำงานมาในระยะเวลาหนึ่ง (Mid-career) ที่มีรายได้ 40,000 - 50,000 บาท ให้มารับเนื้องานทักษะสูง เช่น การเขียนกฎหมายหรือการวิจัยได้

ส่วนศมพรกล่าวว่ารายได้ที่เพียงพอจะดึงดูดคนที่ต้องการทำงานอย่างแท้จริง มิเช่นนั้นก็จะเป็นเพียงตำแหน่งที่ดึงดูด "คนมีอันจะกิน" ที่เข้ามารับตำแหน่งเพียงหวังประโยชน์ทางด้านเครือข่ายเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ยังมีผู้เสนอความคิดเห็นแตกต่างออกจากพีทและศมพร โดยมองว่าตำแหน่งผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภานั้นมีคุณค่าที่ไม่สามารถตีค่าเป็นเงินได้

หนึ่งในผู้แสดงความคิดเห็นนี้ได้แก่ สหัสวรรษ วีระมงคลกุล ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วย สส. ของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย (พท.)

สหัสวรรษ อดีตทนายความและผู้ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย เขียนบนโพสต์ซึ่งเผยแพร่อย่างเป็นสาธารณะบนเฟซบุ๊กว่า แม้จะทราบดีว่าการรับตำแหน่งผู้ช่วย สส. นั้นไม่มีความมั่นคงทางการเงินตั้งแต่ต้น แต่เขามองว่าตำแหน่งนี้ทำให้เขาได้มีโอกาสนำความรู้ทางกฎหมายมาขับเคลื่อนนโยบาย และได้เป็นสะพานเชื่อมเสียงสะท้อนของประชาชน

"ผมเชื่อว่าคนทำงานเบื้องหลังสภาฯ ส่วนใหญ่ ก้าวเข้ามาด้วยจิตสาธารณะและความมุ่งมั่นที่อยากเห็นประเทศดีขึ้นแบบเดียวกัน" เขาระบุโดยไม่ได้แสดงจุดยืนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการขึ้นเงินเดือน โดยชี้ว่าเป็น "เหรียญสองด้าน"

ทำงานให้สภา หรือทำงานให้ใคร

ต่อประเด็นที่มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นให้ สส. และ สว. จ่ายเงินสมทบให้แก่ผู้ช่วยฯ แทนการใช้งบประมาณของรัฐ กลุ่มผู้ปฏิบัติงานทั้งในอดีตและปัจจุบันที่บีบีซีไทยได้พูดคุยแสดงความเห็นสอดคล้องกันว่า รูปแบบดังกล่าวอาจขัดต่อหลักการทำงานนิติบัญญัติ และส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการทำหน้าที่เพื่อประชาชน สถานะลูกจ้างรัฐสภา และการทำงานเพื่อประชาชน

พีทระบุถึงโครงสร้างการทำงานว่า ผู้ช่วย สส. มีสถานะเป็นลูกจ้างภายใต้สังกัดรัฐสภา โดยมี สส. เป็นหัวหน้าทีม ผลงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นจึงถือเป็นผลงานของรัฐสภาและระบบนิติบัญญัติด้วย

ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่จะให้ สส. เป็นผู้ควักกระเป๋าจ่ายค่าตอบแทนส่วนต่างเพิ่มให้เอง เนื่องจากต้นทุนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติควรได้รับการดูแลจากรัฐสภา

ตั้มยังกล่าวว่าเขาเห็นว่าที่มาของรายได้นั้นจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมว่า คนที่มาเป็นผู้ช่วยฯ สส. สว. จะทำงานเพื่อตัวบุคคล หรือจะทำงานเพื่อประชาชน

เขาเล่าว่า สส. ที่เขาเคยร่วมงานด้วยนั้นยึดหลักการทำงานที่ว่า เมื่อรับเงินเดือนจากสภาแล้วก็ต้องทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก โดยไม่ต้องทำงานส่วนตัวให้กับหัวหน้า ซึ่งเป็นสาเหตุที่เขาไม่ได้รับเงินเพิ่มเติมจาก สส. ในการปฏิบัติหน้าที่

ตั้มแสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดของ สส. ที่เขาทำงานด้วย "ในแง่หลักการมันก็ชัดเจนดีว่าผมได้เงินจากสภาโดยตรง ผมก็ทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ไม่ต้องทำงานส่วนตัวให้หัวหน้า ถ้าหัวหน้าให้เงินผมเพิ่ม ผมอาจจะเกิดข้อสงสัยแล้วว่าต้องจัดลำดับความสำคัญยังไง ต้องทำงานให้ใคร แหล่งที่มาของรายได้มันสำคัญ" อดีตผู้ช่วยดำเนินงานของอดีต สส. ประชาธิปัตย์ กล่าว

ทางแก้ไข

เมื่อถูกถามถึงทางออกของข้อถกเถียงเรื่องการขึ้นเงินเดือนผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภา กลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยได้เสนอว่าต้องมีการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และในขณะเดียวกันก็ต้องมีระบบการตรวจสอบที่เข้มงวด

ในประเด็นการจัดสรรงบประมาณ ศมพรเสนอให้พิจารณารูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนของประเทศอังกฤษ ที่เขาระบุว่าไม่ได้มีการกำหนดจำนวนผู้ช่วยฯ และเพดานเงินเดือนตายตัว แต่จัดสรรงบประมาณเป็นก้อนให้ สส. บริหารจัดการเพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมงานด้วย นอกจากนี้เขายังเสนอให้ปรับอัตราค่าจ้างตามค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่

"บางจังหวัดเงินเดือน 15,000 บาท ก็คือเยอะมาก แต่สำหรับกรุงเทพฯ ก็อาจจะไม่เพียงพอจริง ๆ" เขาอธิบาย

ขณะที่สหัสวรรษ ผู้ช่วย สส. ของ ศ.ดร.ยศชนัน พรรคเพื่อไทย เสนอให้ใช้หลักการแบบประเทศสิงคโปร์ ที่ใช้อัตราค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ (competitive salary) เป็นเครื่องมือดึงดูดคนเก่งระดับชาติ อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่าการเพิ่มงบประมาณต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบโดยเสนอว่าทุกบาทที่เพิ่มขึ้นต้องแลกกับมาตรฐานการทำงานที่สูงขึ้นโดยให้มีการกำหนดตัวชี้วัดหรือเคพีไอ (KPI) และความโปร่งใส

"ประชาชนต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าทีมงานเหล่านั้นสร้างผลงานอะไรให้ประเทศบ้าง" ผู้ช่วย สส. ของ ศ.ดร. ยศชนัน ระบุ

ศมพรก็สนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน โดยระบุว่าหากเปลี่ยนมาใช้งบประมาณแบบเหมาจ่าย รัฐสภาไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบ "รัฐสภาเปิดเผย" (Open Parliament) ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ประชาชนรับรู้ว่าภาษีถูกนำไปจ้างผู้ปฏิบัติงานรายใด หน้าตาเป็นอย่างไร และด้วยอัตราเท่าใด ซึ่งจะช่วยลดข้อกังขาจากสังคมได้

ในตอนนี้ผู้ปฏิบัติงาน 2 จาก 3 คนที่ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยยังคงดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยฯ ในสภาผู้แทนราษฎร

ศมพรบอกกับบีบีซีไทยว่าเขาอยู่ในตำแหน่งนี้ด้วยความฝันที่อยากเห็นประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างความเป็นธรรมให้สังคมแม้เพียงน้อยนิด ขณะที่พีทระบุว่าเขาตั้งใจทำหน้าที่ของเขาทุกวันนี้ เพราะ "สัญญาใจ" ที่ให้กับตัว สส.

"แต่คนที่มาทำงานการเมืองจำนวนหนึ่ง ไม่ได้ทำเพราะแสวงหาอำนาจหรืออยากเติบโตไปเป็น สส. เขาทำเพราะรู้สึกสนุกและได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองถนัด" พีทกล่าว "ซึ่งมันก็ควรได้รับการมองเป็นงาน ไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องโรแมนติกหรือดูเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่อะไร"

ส่วนตั้ม เขาตัดสินใจอำลางานที่เขาเรียกว่าเป็น "งานในฝัน" หลังจากทำงานมา 2 ปี 11 เดือน

"มันเหมือนเป็นความฝันที่ได้มาทำงานตรงนี้ เพราะว่าหนึ่งคือได้ประสานรับเรื่องปัญหาของประชาชน ได้เสนอแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้มันดีขึ้น ได้เสนอความเห็นต่อวาระต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือประเด็นทางสังคมต่าง ๆ" อดีตผู้ช่วยของ สส. ปชป. กล่าว

"มันคงเป็นงานสำหรับคนที่พอมีเงินหรือมีธุรกิจส่วนตัวอยู่แล้ว ที่จะทำไปได้เรื่อย ๆ เป็น 10-20 ปี หรือไม่ก็คนที่พอใจกับเงินแค่ 15,000 บาท แล้วเขามีวิธีการจัดการกับรายจ่ายตัวเองได้ สำหรับผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ต้องการแต่งงาน คิดเรื่องมีบ้าน มันไม่ใช่งานสำหรับคนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวเลย" เขาทิ้งท้าย


https://www.bbc.com/thai/articles/cvgw033gx85o




อังกฤษเตือนเยาวชน "เที่ยว (ไทย) ฟรี" อาจมีคุกแถม


Nopporn Wong-Anan
6 hours ago
·
อังกฤษเตือนเยาวชน
"เที่ยว (ไทย) ฟรี" อาจมีคุกแถม
.
กระทรวงมหาดไทย และกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (Border Force) ของสหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 17 ก.ค. เตือนเยาวชนที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวในต่างแดนในฤดูร้อนนี้ ให้ระวัง ข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง ให้ไปเที่ยวต่างแดนฟรี แลกกับขนของบางอย่างกลับมา ตัวอย่างเช่น ในไทย ที่มีนักท่องเที่ยวอังกฤษมาเยือนถึง 1.25 ล้านคน เมื่อปีที่แล้ว
.
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขบวนการอาชญากรรมใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการเข้าหาคนหนุ่มสาว โดยเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวหรู ตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ หรือค่าตอบแทนเป็นเงินสด เพื่อแลกกับการนำกัญชาหรือยาเสพติดกลับเข้าสหราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย
.
เคต โกลด์สโตน เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการคุ้มครองผู้เปราะบางของ Border Force กล่าวว่า
.
“ขบวนการอาชญากรรมใช้ประโยชน์จากคนหนุ่มสาวเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง ขณะที่ผู้ที่ถูกหลอกให้เป็นผู้ขนยาเสพติดต้องเผชิญผลกระทบที่อาจติดตัวไปตลอดชีวิต”
.
“ข้อความที่เราอยากส่งถึงนักเดินทางรุ่นใหม่มีเพียงข้อเดียว หากข้อเสนอนั้นดูดีเกินกว่าจะเป็นจริง ก็มีโอกาสสูงที่จะไม่ใช่เรื่องจริง”
.
และเตือนว่า “การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวก่อนขึ้นเครื่อง อาจนำไปสู่ประวัติอาชญากรรม การถูกจำคุก และการสูญเสียโอกาสทางการศึกษา การทำงาน และการเดินทางในอนาคต”
.
รัฐบาลอังกฤษเปิดเผยว่า การลักลอบนำกัญชาเข้าสหราชอาณาจักรทางเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 142 รายในปี 2023 เป็น 976 รายในปี 2025 ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 มีผู้ถูกจับกุมแล้วกว่า 600 ราย
.
กลุ่มที่พบมากที่สุดคือ ชายอายุระหว่าง 18-37 ปี ที่เดินทางมาจากประเทศไทย
.
ทางการระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบรูปแบบการเดินทางที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบขนกัญชาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานของไทยเพื่อสกัดกั้นขบวนการดังกล่าวตั้งแต่ต้นทาง
.
แถลงการณ์ระบุว่า สหราชอาณาจักรและประเทศไทยได้เริ่มดำเนินมาตรการร่วมกันเพื่อปราบปรามการลักลอบขนกัญชาระหว่างสองประเทศ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่สนามบิน และการติดตามเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง
.
รัฐบาลอังกฤษยังเตือนด้วยว่า ชาวอังกฤษที่ถูกจับในประเทศไทยในข้อหาลักลอบขนกัญชา อาจต้องเผชิญค่าปรับเฉลี่ยประมาณ 17,700 ปอนด์ ( คูณ 45 บาท คือ 796,500 บาท) หรือโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี ตามกฎหมายไทย ขณะที่หากถูกดำเนินคดีในสหราชอาณาจักร อาจมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 14 ปี
.
Border Force ย้ำว่า ผู้ที่ตกลงรับข้อเสนอจากขบวนการลักลอบขนยาเสพติด ไม่เพียงเสี่ยงต่อการถูกจับกุมเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกข่มขู่ หรือถูกบังคับให้ทำงานให้เครือข่ายอาชญากรรมต่อไป
.
เจ้าหน้าที่จึงขอให้นักเดินทางทุกคน โดยเฉพาะเยาวชนและผู้ที่เดินทางต่างประเทศเป็นครั้งแรก พูดคุยกับครอบครัวหรือผู้ที่ไว้วางใจก่อนตัดสินใจรับข้อเสนอใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง และหากพบพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ Border Force หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้ทันที
.
รัฐบาลอังกฤษสรุปว่า วันหยุดฤดูร้อนควรเป็นช่วงเวลาแห่งประสบการณ์และความทรงจำที่ดี ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของคดีอาญาที่อาจทำลายอนาคตทั้งชีวิต และขอให้นักเดินทางทุกคนตระหนักว่า การลักลอบขนยาเสพติดไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่ขบวนการค้ามนุษย์และยาเสพติดใช้หลอกลวงคนหนุ่มสาวให้เข้าไปเสี่ยงแทนตนเอง
.
เมื่อต้นเดือน ก.ค. มาร์ค กูดดิ้ง ทูตอังกฤษให้สัมภาษณ์กับผมก่อนหมดวาระ เกี่ยวกับนโยบายปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติดที่ส่งผลต่อสหราชอาณาจักรไว่ว่า
.
"เราจับกุมคนเกือบ 1,000 คนที่สนามบินอังกฤษจากการพยายามลักลอบนำกัญชาเข้าในปี 2025 และปริมาณที่ยึดได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เท่า นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะหลังจากประเทศไทยปลดล็อกกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด ตัวเลขเหล่านี้คิดเป็นมากกว่า 80% ของการยึดกัญชาในสหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้นจากแทบเป็นศูนย์เมื่อ 3-4 ปีก่อน เราพูดคุยกับทางการไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาหลายปี รัฐบาลไทยปลดล็อกกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด โดยมีระเบียบที่ตั้งใจให้ใช้เพื่อการแพทย์ แต่การส่งออกโดยไม่มีใบอนุญาตเป็นสิ่งผิดกฎหมาย คำถามที่ผ่านมาคือทางการไทยจะทำอะไรได้บ้างเพื่อหยุดไม่ให้ผู้คนลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศ
.
"เมื่อวานนี้ (8 ก.ค. 2569) เราจัดแถลงข่าวกับกรมศุลกากร ประกาศมาตรการค่าปรับใหม่เป็น 30,000 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับผู้ที่ถูกจับได้ว่าพยายามลักลอบนำกัญชาออกจากไทย มีคนจำนวนหนึ่งถูกจับกุมแล้วภายใต้การบังคับใช้ที่เข้มงวดขึ้น ผมหวังว่าสิ่งนี้จะมีผลยับยั้งอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ชัดเจนว่านี่เป็นสิ่งผิดกฎหมายและมีบทลงโทษร้ายแรง"

เหยื่อติดคุก ประเทศไทยได้ชื่อเสีย คนผ่านกฎหมาย ร้องเพลง เล่นดนตรี บริหารประเทศต่อไป
.
ขอบคุณภาพ Nation Thailand
.
อ่านแถลงการณ์ต้นฉบับ https://shorturl.at/MnKYe

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10161109168857395&set=a.93885197394





เอ้า กลายเป็นกระทรวงปิดปากคนแล้วเหรอ ?


THE STANDARD
16 hours ago
·
UPDATE: กระทรวง DE เริ่มมาตรการยื่นศาลสั่งลบข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตโดยเร่งด่วน หากพบเนื้อหาสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย

กระทรวงดีอีเริ่มมาตรการยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่ง ‘ระงับหรือทำลาย’ ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตได้อย่างเร่งด่วน โดยได้กำหนดนิยามของพฤติกรรมที่เข้าข่ายความผิด หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เช่น เนื้อหาดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์, ดูหมิ่นพุทธศาสนา, เสนอขายอบายมุขและสินค้าควบคุม, อาชญากรรมและการหลอกลวง, ติดต่อค้าประเวณี หรือการสร้างความเกลียดชังที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ลงนามโดย ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เรื่อง ‘การยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ. 2569’

พฤติกรรมใดบ้างเข้าข่ายถูกระงับ-ลบโดยเร่งด่วน

โดยประกาศได้ระบุรายละเอียดและจัดหมวดหมู่ลักษณะของข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เข้าข่ายความผิด ประกอบด้วย 4 หมวดหลัก ได้แก่

1. ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

2. ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาค 2 ลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

3. ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาหรือกฎหมายอื่น ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนได้ร้องขอให้ระงับหรือลบออกจากระบบคอมพิวเตอร์

4. ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์เห็นชอบแล้ว ดังนี้

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะหยาบคาย ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย หมิ่นประมาท ใส่ความ ใส่ร้าย ล้อเลียน เสียดสี ปลุกระดม พาดพิง หรือด้อยค่า พระบรมวงศานุวงศ์หรือสถาบันพระมหากษัตริย์

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดให้เล่นการพนัน โฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนัน

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเสนอจำหน่ายอาวุธปืนเถื่อน

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเสนอจำหน่ายสินค้าประเภทบารากู่ บารากู่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า ตัวยาบารากู่ หรือน้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าและบุหรี่ไฟฟ้า

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเสนอจำหน่ายช่อดอกกัญชา ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากช่อดอกกัญชาซึ่งเป็นสมุนไพรควบคุม หรือโฆษณาช่อดอกกัญชาเพื่อการค้า

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาโฆษณา รับโฆษณา ชักชวน หรือทำให้แพร่หลายทางอิเล็กทรอนิกส์ในลักษณะที่เห็นได้ว่าติดต่อเพื่อการค้าประเวณีของตนเองหรือผู้อื่น

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาใช้ภาพและข้อความดูถูกเหยียดหยาม โน้มน้าวชักจูงให้เกิดความเกลียดชัง สร้างความรู้สึกแบ่งแยก เหมารวมในด้านลบ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความแตกแยก ขัดแย้ง และขยายความรุนแรงในวงกว้าง

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาโฆษณาชักชวนให้ผู้อื่นสมัครงานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ปฏิบัติตามระเบียบ

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาเสนอจำหน่ายน้ำต้มกระท่อมโดยไม่ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บริการที่เกี่ยวข้อง หรือเชิญชวนให้ซื้อ เสนอขาย สินค้าและบริการเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาใช้ภาพและข้อความเสียดสี ล้อเลียน ด้อยค่า หรือพาดพิง ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมเสียหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาโฆษณาหรือไขข่าวให้แพร่หลายเกี่ยวกับการตั้งครรภ์แทน ทั้งที่มีหญิงประสงค์รับตั้งครรภ์ หรือมีบุคคลประสงค์ให้หญิงอื่นรับตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือไม่ก็ตาม

⚈ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหารับทำเอกสารปลอม บัตรปลอม รับตัดต่อ หรือปลอมแปลงเอกสารราชการ

ขอบเขตอำนาจเจ้าหน้าที่ และขั้นตอนการลบข้อมูล

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ได้ระบุแนวทางปฏิบัติไว้ดังนี้

1. ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจ เพื่อขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบโดยเร็วที่สุด และต้องรายงานให้รัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

2. การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นความถูกต้อง ความเป็นธรรม ประโยชน์ของทางราชการ และความสำเร็จของงานตามระยะเวลาที่กำหนด

ทำไมกระทรวงดีอีต้องออกประกาศนี้

ใจความในประกาศระบุว่า ด้วยปรากฏว่าปัจจุบันมีการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสม หรือมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงของชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนเป็นภัยคุกคามต่อศีลธรรมอันดี วัฒนธรรมของสังคม และความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เผยแพร่ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ ประกอบกับกระบวนการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ตามกลไกที่ได้ดำเนินการในปัจจุบันไม่เท่าทันเหตุดังกล่าว

จึงมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีมาตรการหรือกลไกที่เข้มข้นในการระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจึงออกประกาศไว้

ทั้งนี้ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1397039332555406&set=a.586524703606877




ศิริกัญญา เปิดโปงขบวนการฮั้วประมูล อึ้ง! ปีนึงสูญงบนับแสนล้าน






https://x.com/matichonweekly/status/2079196124016226617


 

ขอแชร์ ณ เวลาที่คนแย่งบัตรคนจน

https://www.facebook.com/watch/?v=1195555788137432
.....








 

ย้อนฟังพระบรมราโชวาทวันกองทัพบก ปี 2499 เมื่อในหลวง ร.9 ตรัสชัด "ทหารเป็นของชาติ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง"


อยากให้ดู
Yesterday
·
ย้อนฟังพระบรมราโชวาทวันกองทัพบก ปี 2499 เมื่อในหลวง ร.9 ตรัสชัด "ทหารเป็นของชาติ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง"

ในโอกาสวันกองทัพบก 25 มกราคม 2499 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่เหล่าทหาร ว่าด้วยหลักการและหน้าที่ที่ทหารทุกคนพึงยึดถือ

ใจความสำคัญคือ แม้ไทยจะเป็นชาติที่รักสงบ ไม่นิยมการรุกราน แต่การมีกำลังทหารไว้ก็ยังจำเป็นเพื่อปกป้องความสงบและอิสรภาพของแผ่นดิน และเมื่อกองทัพมีไว้เพื่อชาติ ก็ต้องเป็นของชาติโดยแท้ ไม่ใช่สมบัติของบุคคลหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

พระองค์ยังทรงชี้ว่าความแข็งแกร่งของทหารขึ้นอยู่กับวินัยและการปฏิบัติตามคำสั่งที่ถูกต้องของผู้บังคับบัญชา ขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาก็ต้องปกครองด้วยความเป็นธรรม เพราะทหารได้รับความไว้วางใจและเกียรติในฐานะผู้ถืออาวุธของชาติ จึงควรทำหน้าที่ของตนให้ตรงจุด ไม่ก้าวก่ายเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างการเมือง

เกือบ 70 ปีผ่านไป พระบรมราโชวาทบทนี้ก็ยังคงถูกหยิบยกมาเป็นหลักคิดสำคัญ ว่าด้วยบทบาทและจุดยืนที่แท้จริงของกองทัพเสมอมา
...

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1555252043058327&set=a.1219536189963249


อยากให้ดู
·
ย้อนฟังพระบรมราโชวาทวันกองทัพบก ปี 2499 เมื่อในหลวง ร.9 ตรัสชัด "ทหารเป็นของชาติ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง"

ในโอกาสวันกองทัพบก 25 มกราคม 2499 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่เหล่าทหาร ว่าด้วยหลักการและหน้าที่ที่ทหารทุกคนพึงยึดถือ

ใจความสำคัญคือ แม้ไทยจะเป็นชาติที่รักสงบ ไม่นิยมการรุกราน แต่การมีกำลังทหารไว้ก็ยังจำเป็นเพื่อปกป้องความสงบและอิสรภาพของแผ่นดิน และเมื่อกองทัพมีไว้เพื่อชาติ ก็ต้องเป็นของชาติโดยแท้ ไม่ใช่สมบัติของบุคคลหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

พระองค์ยังทรงชี้ว่าความแข็งแกร่งของทหารขึ้นอยู่กับวินัยและการปฏิบัติตามคำสั่งที่ถูกต้องของผู้บังคับบัญชา ขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาก็ต้องปกครองด้วยความเป็นธรรม เพราะทหารได้รับความไว้วางใจและเกียรติในฐานะผู้ถืออาวุธของชาติ จึงควรทำหน้าที่ของตนให้ตรงจุด ไม่ก้าวก่ายเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างการเมือง

เกือบ 70 ปีผ่านไป พระบรมราโชวาทบทนี้ก็ยังคงถูกหยิบยกมาเป็นหลักคิดสำคัญ ว่าด้วยบทบาทและจุดยืนที่แท้จริงของกองทัพเสมอมา



.....

ถาม AI

พระบรมราโชวาทวันกองทัพบก ปี 2499 เมื่อในหลวง ร.9 ตรัสชัด "ทหารเป็นของชาติ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง" จริงมั้ย

จริงครับ ข้อความนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) จริง โดยพระราชทานแก่บรรดาทหารเนื่องในโอกาสวันกองทัพบก เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2499

ข้อความแบบเต็มในส่วนนั้นมีความว่า:

"...เมื่อทหารมีไว้สำหรับประเทศชาติ ทหารก็ต้องเป็นของประเทศชาติ หาใช่เป็นของบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ โดยเฉพาะไม่..."
สาระสำคัญเพิ่มเติมจากพระบรมราโชวาทฉบับนี้

นอกจากประโยคข้างต้นแล้ว พระบรมราโชวาทฉบับเต็มยังได้ระบุถึงบทบาทและขอบเขตหน้าที่ของทหาร ไว้อย่างชัดเจนในอีกหลายประเด็นสำคัญ เช่น:

เรื่องการเมือง: ทหารได้รับเกียรติและเอกสิทธิ์เป็นผู้กุมอาวุธ จึงไม่ควรเข้าไปทำหรือเกี่ยวข้องกับกิจการที่ไม่อยู่ในหน้าที่ โดยเฉพาะ "การเล่นการเมือง" เพราะจะทำให้ประชาชนเสื่อมความเชื่อถือ และถูกมองว่าใช้อิทธิพลเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

เรื่องวินัยและการวางตัว: ทหารต้องมีความเข้มแข็ง เคร่งครัดในวินัย เชื่อฟังคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา และวางตนให้เป็นที่พึ่งที่เคารพของประชาชนโดยทั่วไป

นี่คือข้อความพระบรมราโชวาทฉบับเต็มบางส่วนในโอกาส วันกองทัพบก วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2499 ที่มีการบันทึกไว้ในเอกสารประวัติศาสตร์ครับ สามารถคัดลอกไปใช้ได้เลยครับ:

"การที่ทางราชการได้กำหนดให้มีวันกองทัพบกขึ้น ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่เราทุกคนจะได้นึกถึงความสำคัญของทหาร ทหารนั้นมีไว้สำหรับป้องกันประเทศชาติ ทหารเป็นหลักแห่งความมั่นคง และเป็นที่พึ่งของประชาชนทั่วไป

เมื่อทหารมีไว้สำหรับประเทศชาติ ทหารก็ต้องเป็นของประเทศชาติ หาใช่เป็นของบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ โดยเฉพาะไม่

ในเมื่อทหารเป็นผู้ได้รับเกียรติและเอกสิทธิ์เป็นผู้กุมอาวุธสำหรับป้องกันประเทศ ทหารก็ไม่ควรไปเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือไปทำกิจกรรมที่ไม่อยู่ในหน้าที่ของตน อันจะทำให้ประชาชนเสื่อมความเชื่อถือ และอาจมองเห็นไปว่าทหารใช้อิทธิพลและอาวุธเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทหารจึงต้องสำรวมตน และเคร่งครัดในวินัยอย่างเคร่งครัด"




หอประขุม ทบ. สุดเหงา! “ผบ.ทบ.‘ยอมรับ‘หอประชุมทบ.3,400 ล้าน ถ.พระราม9 ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะขนาดใหญ่มาก ห้องใหญ่ จุคนเกือบ3,000 คน สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2566 - ทำไม ราชการไทยชอบก่อสร้างอะไรเกินความจำเป็น ?







https://x.com/WassanaNanuam/status/2078901628472836375

Deep Blue Sea

@WassanaNanuam

หอประขุม ทบ. สุดเหงา!
 
“ผบ.ทบ.‘ยอมรับ‘หอประชุมทบ.3,400 ล้าน ถ.พระราม9 ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะขนาดใหญ่มาก ห้องใหญ่ จุคนเกือบ3,000 คน สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2566
 
นานๆทบ.ใช้ครั้ง ใช้จัดประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก และจัดกิจกรรมต่างๆแต่ไม่ค่อยใช้บ่อย เพราะค่าดำรงสภาพสูง
 
สร้างในยุคคสช. ใช้เวลา6 ปี
ตอนนี้ กำลัง หารือกรมบัญชีกลาง กรมธนารักษ์และกระทรวงการคลัง  เปิดให้ หน่วยงานอื่น มาใช้ และมีค่าใช้จ่าย ค่าดูแล นำเงินรายได้เข้าแผ่นดิน พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณปี 2570

ทั้งนี้ ในยุค คสช. เดิมนั้น ทบ.ต้องการสร้างเป็นศูนย์ประชุมนานาชาติ หวังจะรับงานประชุมใหญ่จากต่างประเทศการจัดแสดงสินค้าหรือนิทรรศการขนาดใหญ่ และมีพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า ที่ต้องการนำไม้มีค่าที่เป็นของกลางและถูกยึดจนพ้นคดีแล้วแทนที่จะเอาไปเผาทิ้งให้นำมาสร้างเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ 








Ingrid
@IngridFromSpace
·10h

ราชการไทยชอบก่อสร้างอะไรเกินความจำเป็น ที่ต้องเอาภาษีเสียทั้งค่าก่อสร้างแพงๆ และค่า maintanance

- หอประชุมทบ.ความจุ 3,000 คน (3,400 ล้านบาท)
- ปปช. สร้าง sport complex ที่มีสระนำ้โอลิมปิก (777 ล้านบาท)
- ตึกสตง.ที่ถล่ม มีทั้งห้องประชุม 2,000 คน โรงภาพยนต์ 200 ที่นั่ง ห้องอาบน้ำ ฯลฯ

แต่ล่ะอย่างไม่ได้มีความจำเป็นเลย
.....

ทำไม ราชการไทยชอบก่อสร้างอะไรเกินความจำเป็น

ปัญหาการก่อสร้าง “ใหญ่เกินจำเป็น” หรือ “เกินความจริง” ในระบบราชการไทย (ตั้งแต่เสาไฟกินนรี อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ไปจนถึงลานอเนกประสงค์ที่ไม่ได้ใช้งาน) ไม่ได้เกิดจากความสะเพร่าส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก โครงสร้างระบบ แรงจูงใจทางกฎหมาย และวัฒนธรรมองค์กร ที่บีบหรือเอื้อให้เกิดสิ่งนี้

เหตุผลสำคัญสามารถสรุปออกมาได้ 5 มิติหลัก ดังนี้

1. ติดดักกลไกงบประมาณ: "ใช้ไม่หมด ปีหน้าโดนตัด"

การจัดงบแบบใช้วันต่อวัน (Use-it-or-lose-it): ถ้างบประมาณปีนี้ใช้ไม่หมด เงินส่วนที่เหลือต้องส่งคืนคลัง และที่สำคัญคือ ปีถัดไปจะถูกสำนักงบประมาณตัดลดงบ ในหมวดนั้นๆ เพราะมองว่าไม่มีความจำเป็น

ค่านิยมการปั้นงบเผื่อตัด: หน่วยงานจึงต้องตั้งงบก่อสร้างไว้สูงๆ หรือหาโครงการลงเพื่อใช้เงินให้หมดตามกรอบงบประมาณ มากกว่าจะมองเรื่องความคุ้มค่าจริง

2. โครงสร้างงบประมาณเน้น "สร้างใหม่" มากกว่า "ดูแลของเดิม"

งบลงทุน (CAPEX) ของ่ายกว่างบบำรุงรักษา (OPEX): การขอเงินตั้งโครงการก่อสร้างใหม่ หรือขยายอาคารสถานที่ มักได้รับการอนุมัติง่ายกว่าการขอบำรุงรักษาสิ่งก่อสร้างเดิม

เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ปัญหาส่วนใหญ่คือ ไม่มีงบดูแลรักษาต่อเนื่อง ทำให้สิ่งก่อสร้างจำนวนมากถูกทิ้งร้าง ทั้งที่ตอนสร้างใช้วัสดุหรูหราเกินความจำเป็น

3. ผลประโยชน์แอบแฝงและการทุจริต (Rent-Seeking Behavior)

ส่วนต่างเงินทอน: โครงการสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ วัสดุสเปกสูง หรือมีรูปแบบพิสดาร สร้างมูลค่าโครงการได้สูง ซึ่งหมายถึง "ส่วนต่าง/ค่าหัวคิว" ที่มากขึ้นตามไปด้วย

ล็อคสเปกง่ายกว่า: การใส่รายละเอียดยิบย่อยหรือใช้นวัตกรรมเฉพาะทางที่เกินความจำเป็น ทำให้การเขียน TOR สามารถล็อคสเปกเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมาเฉพาะรายได้ง่ายขึ้น

4. ตัวชี้วัดผลงาน (KPI) เน้น "ของที่มองเห็นได้"

สร้างเสร็จ = มีผลงาน: สิ่งก่อสร้าง รูปปั้น หรืออาคาร เป็นผลงานเชิงกายภาพที่ถ่ายรูปทำ PR หรือนำไปใช้อ้างอิงหาเสียงได้ทันที ต่างจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ การปรับปรุงกฎระเบียบ หรือการพัฒนาคน ซึ่งเป็นนามธรรมและวัดผลยาก

วัดความสำเร็จจาก "ยอดเบิกจ่าย": KPI หลักของส่วนราชการส่วนใหญ่ถูกวัดที่ อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณ (Disbursement Rate) ไม่ได้วัดที่ผลกระทบจริงต่อชีวิตประชาชน (Impact) ทำให้เน้นเบิกเงินให้ไวผ่านโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่

5. วัฒนธรรม "สร้างอาณาจักร" และการวางแผนจากบนลงล่าง (Top-Down)

ขนาดสิ่งก่อสร้าง = บารมีและตำแหน่ง: ขนาดของสำนักงานหรือสิ่งก่อสร้างถูกใช้สะท้อนถึงเกียรติยศ อำนาจ และบารมีของหัวหน้าหน่วยงาน และมักถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลขยายอัตรากำลังพลเพื่อยกระดับตำแหน่งผู้บริหาร

ขาดการรับฟังประชาชน: โครงการจำนวนมากไม่ได้เกิดจากความต้องการของพื้นที่ (Demand-driven) แต่เกิดจากผู้มีอำนาจจากส่วนกลางกำหนดลงมา (Supply-driven) เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการใช้เงินงบประมาณ

สรุป: ราชการไทยก่อสร้างเกินความจำเป็นเพราะ "การสร้างของใหญ่และแพง" ตอบโจทย์ทั้งการใช้งบให้หมด การสร้างผลงานเชิงภาพลักษณ์ และการแสวงหาผลประโยชน์ ในขณะที่ระบบไม่ได้ลงโทษการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร



6 เดือนแรกของ Zohran Mamdani: เมื่อ “สังคมนิยมประชาธิปไตย” ถูกนำมาทดลองบริหารมหานครนิวยอร์ก


Kasama Satayahurak
Yesterday
AI content ·

6 เดือนแรกของ Zohran Mamdani: เมื่อ “สังคมนิยมประชาธิปไตย” ถูกนำมาทดลองบริหารมหานครนิวยอร์ก

ครบ 6 เดือนแรกของการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก Zohran Mamdani ให้สัมภาษณ์กับ Lulu Garcia-Navarro ในรายการ The Interview ของ The New York Times

บทสนทนานี้ยาวและครอบคลุมหลายเรื่อง ตั้งแต่ค่าเช่า ศูนย์เด็กเล็ก รถเมล์ ตำรวจ ผู้อพยพ สงครามในกาซา ไปจนถึงคำถามว่า นักการเมืองฝ่ายซ้ายจะบริหารเมืองหลวงของทุนนิยมโลกอย่างนิวยอร์กได้จริงเพียงใด

คำตอบของ Mamdani คือ เขาต้องการพิสูจน์แนวคิดของตนผ่านชีวิตประจำวันที่ดีขึ้นของประชาชน มากกว่าจะเอาชนะกันด้วยถ้อยคำทางอุดมการณ์

ผลงานที่เขาพูดถึงเป็นอันดับแรกคือ การตรึงค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ที่อยู่ในระบบควบคุมค่าเช่าเกือบหนึ่งล้านแห่ง เป็นเวลา 2 ปี

นี่เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของนครนิวยอร์ก และสะท้อนสิ่งที่ Mamdani ใช้เป็นแกนกลางของการหาเสียงและการบริหารมาตลอด นั่นคือ “ค่าครองชีพ”

สำหรับเขา ปัญหาใหญ่ของนิวยอร์กไม่ใช่ว่าเมืองนี้ขาดความมั่งคั่ง แต่ความมั่งคั่งที่มีอยู่ไม่ได้ทำให้คนทำงานธรรมดาสามารถอยู่ในเมืองต่อไปได้

คนจำนวนมากยังทำงานเต็มเวลา แต่ต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าดูแลลูก จนไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการพักผ่อนหรือวางแผนชีวิต

นโยบายที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดจึงเป็นโครงการดูแลเด็กเล็กถ้วนหน้า หรือ Universal Childcare

ในปีแรก รัฐบาลเมืองสามารถจัดงบประมาณประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์ให้กับโครงการนี้ โดยจะเริ่มจากเด็ก 2,000 คนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ขยายเป็น 12,000 คนในปีถัดไป และตั้งเป้าให้เด็กวัย 2 ขวบทุกคนในนิวยอร์กเข้าถึงบริการได้ภายใน 4 ปี

Mamdani ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยให้ครอบครัวหนึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงถึงประมาณ 20,000 ดอลลาร์ต่อปี

ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะในปัจจุบัน ครอบครัวในนิวยอร์กต้องมีรายได้ถึงประมาณ 334,000 ดอลลาร์ต่อปี จึงจะรับภาระค่าดูแลเด็กวัย 2 ขวบได้โดยไม่รู้สึกตึงมือ

เมื่อถูกถามว่า หากมีไม้กายสิทธิ์ เขาอยากเสกอะไรให้เกิดขึ้นทันที Mamdani ตอบติดตลกว่า อยากใช้คาถา “Wingardium Leviosa” เสกให้ระบบดูแลเด็กฟรีเกิดขึ้นทั่วทั้งเมืองทันที โดยไม่ต้องรอเวลาหลายปีในการสร้างศูนย์ ฝึกบุคลากร และวางระบบ

มุกตลกของเขาทำให้เห็นข้อจำกัดของนโยบายนี้ด้วยว่า การประกาศให้บริการฟรีนั้นง่ายกว่าการสร้างระบบจริงมาก

เมืองต้องมีทั้งสถานที่ ครู ผู้ดูแลเด็ก มาตรฐานความปลอดภัย และกำลังคนเพียงพอ การทำให้ถ้วนหน้าจึงไม่สามารถเกิดขึ้นจากคำสั่งเพียงฉบับเดียว

นอกจากเรื่องค่าเช่าและศูนย์เด็กเล็ก Mamdani ยังพูดถึงความพยายามปกป้องเงินในกระเป๋าประชาชน โดยระบุว่าในช่วง 6 เดือนแรก เมืองสามารถรักษาผลประโยชน์ให้กับแรงงานได้มากกว่า 10 ล้านดอลลาร์ และช่วยปกป้องผลประโยชน์ของผู้เช่าได้มากกว่า 64 ล้านดอลลาร์

รัฐบาลของเขายังผลักดันแนวคิดร้านขายของชำที่บริหารโดยเมือง หรือ City-run grocery stores ผ่านองค์กรพัฒนาเศรษฐกิจของนครนิวยอร์ก

แนวคิดนี้ถูกวิจารณ์อย่างมาก เพราะเป็นการที่รัฐท้องถิ่นเข้าไปมีบทบาทในกิจการที่ตามปกติปล่อยให้ตลาดเอกชนดำเนินการ

เหตุผลของ Mamdani คือ ในบางย่าน ชาวเมืองไม่มีทางเลือกมากพอ ร้านค้ามีน้อย ราคาอาหารสูง และการแข่งขันไม่ทำให้สินค้าราคาถูกลง รัฐบาลเมืองจึงควรทดลองสร้างทางเลือกขึ้นมาเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้ปฏิเสธการทำงานกับภาคธุรกิจ

แม้จะเป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตย Mamdani ยืนยันว่าเขาพร้อมร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่ เช่น American Express เพื่อรักษานิวยอร์กให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ

ความแตกต่างอยู่ที่เขาไม่ต้องการวัดความสำเร็จของเศรษฐกิจจากผลกำไรของบริษัท จำนวนมหาเศรษฐี หรือตัวเลขการจ้างงานเท่านั้น

คำถามของเขาคือ คนที่ทำงานอยู่ในเมืองนี้ยังสามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้หรือไม่

เพราะเศรษฐกิจอาจดูแข็งแรงบนหน้ากระดาษ ขณะที่ครู พยาบาล พนักงานร้านอาหาร คนขับรถ และครอบครัวที่มีลูกเล็ก ต้องย้ายออกไปอยู่รัฐนิวเจอร์ซีย์หรือคอนเนตทิคัต เนื่องจากสู้ค่าครองชีพในนิวยอร์กไม่ไหว

Mamdani นำตัวเลขการจ้างงานมาตอบโต้ข้อกล่าวหาว่านโยบายฝ่ายซ้ายจะทำลายเศรษฐกิจ โดยระบุว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปี นิวยอร์กเพิ่มตำแหน่งงานได้กว่า 21,000 ตำแหน่ง และในปี 2025 เขตมหานครนิวยอร์กมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 48,000 ตำแหน่ง

ทั้งหมดเกิดขึ้นในภาวะที่เขาบอกว่า รัฐบาลของตนรับช่วงการขาดดุลงบประมาณประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์มาจากผู้บริหารชุดก่อน

ในด้านชีวิตประจำวันที่จับต้องได้ รัฐบาลเมืองซ่อมหลุมบ่อบนถนนไปแล้วมากกว่า 170,000 จุด มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของรัฐบาลชุดก่อนราว 50,000 จุด

เขายังเปิดตัวแผนพัฒนารถโดยสารประจำทางครอบคลุม 175 เส้นทาง โดยตั้งเป้าลดเวลาเดินทางของผู้โดยสารได้สูงสุดประมาณ 6 นาทีต่อเที่ยว

6 นาทีฟังดูไม่มาก แต่สำหรับคนที่เดินทางไปกลับทุกวัน เวลาที่ลดลงสามารถรวมกันเป็นหลายชั่วโมงในหนึ่งเดือน

นี่คือวิธีคิดแบบเดียวกับเรื่องหลุมบ่อ ค่าเช่า และค่าดูแลเด็ก คือไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ดูยิ่งใหญ่เสมอไป ขอเพียงทำให้ประชาชนเสียเงินน้อยลง ใช้เวลาน้อยลง หรือใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น

เรื่องที่ท้าทาย Mamdani มากที่สุดเรื่องหนึ่งคือความปลอดภัยและตำรวจ

ผู้บัญชาการตำรวจที่เขาเลือกสนับสนุนคือ Jessica Tisch ซึ่งมีภูมิหลังแทบตรงข้ามกับเขา เธอมาจากครอบครัวมหาเศรษฐี เป็นนักบริหารสายเทคโนแครต และมีจุดยืนสนับสนุนอิสราเอล

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดนักสังคมนิยมประชาธิปไตยจึงเลือกทำงานกับคนเช่นนี้ Mamdani ตอบว่า หน้าที่ของเขาคือเลือกคนที่สามารถทำให้ชาวนิวยอร์กปลอดภัยได้ และ Tisch กำลังทำหน้าที่นั้นได้ดี

เขาระบุว่าอัตราการยิงและการฆาตกรรมในเมืองลดลงสู่ระดับต่ำมาก พร้อมผลักดันศูนย์บัญชาการตำรวจเพิ่มอีก 2 แห่งในเขตเดอะบรองซ์ เพื่อให้พื้นที่ซึ่งเคยได้รับทรัพยากรน้อยกว่ามีระบบความปลอดภัยที่เท่าเทียมขึ้น

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนผู้บัญชาการตำรวจไม่ได้หมายความว่าเขาละทิ้งแนวคิดปฏิรูปตำรวจ

Mamdani ยังต้องการแยกหน่วยที่ทำหน้าที่ควบคุมการชุมนุมออกจากหน่วยรับมือภัยก่อการร้าย และลดการใช้ตำรวจเป็นผู้รับมือกับผู้มีภาวะทางจิตเวช

เหตุผลคือ ตำรวจควรได้ทุ่มเทกำลังให้กับอาชญากรรมร้ายแรง ขณะที่สถานการณ์ด้านสุขภาพจิตควรมีผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมกว่าเข้าไปดูแล

ท่าทีเช่นนี้สะท้อนลักษณะการบริหารของเขาในช่วง 6 เดือนแรกได้ดี คือยังยืนยันหลักการของตน แต่ไม่ได้ปฏิเสธการทำงานร่วมกับคนที่คิดต่าง หากเห็นว่าสามารถทำให้นโยบายเกิดผลจริง

เขาอธิบายการเมืองไว้ด้วยประโยคหนึ่งว่า

“การเมืองคือศิลปะแห่งการทำให้สิ่งที่ยึดมั่นในหลักการ กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง”

ประโยคนี้เกิดขึ้นระหว่างที่เขาถูกถามว่า พรรคเดโมแครตในแบบของเขายังมีพื้นที่ให้นักการเมืองสายกลางหรือไม่

Mamdani ตอบว่ามี เพราะการเมืองไม่ใช่การสร้างพื้นที่ให้เฉพาะคนที่เห็นเหมือนกันทุกเรื่อง แต่เป็นการรวมผู้คนให้มากพอที่จะทำให้สิ่งซึ่งเชื่อว่าถูกต้องเกิดขึ้นได้จริง

อีกเรื่องที่เขาพูดอย่างหนักแน่นคือสถานะของนิวยอร์กในฐานะเมืองหลบภัยสำหรับผู้อพยพ

Mamdani เล่าถึงการไปเยี่ยมร้านตัดผมของชาวโดมินิกันในย่านฮาร์เล็ม ช่างตัดผมทุกคนมีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังกลัวที่จะออกมาทำงาน เพราะกังวลว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ ICE เหมารวมจากเชื้อชาติหรือรูปลักษณ์ภายนอก

เรื่องนี้ทำให้เขาย้ำว่า ความรุนแรงของนโยบายตรวจคนเข้าเมืองไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ที่ไม่มีเอกสารเท่านั้น แต่ยังสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้อพยพที่มีสถานะถูกกฎหมายด้วย

นิวยอร์กภายใต้การบริหารของเขาจะร่วมมือกับรัฐบาลกลางในคดีอาชญากรรมร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด แต่จะไม่ช่วยเนรเทศคนที่ไม่ได้ก่ออาชญากรรม

เขาบอกว่าชายแดนควรปลอดภัย ขณะเดียวกันนโยบายตรวจคนเข้าเมืองก็ต้องมีมนุษยธรรม

ด้านนโยบายต่างประเทศ Mamdani ยังคงวิจารณ์สงครามในกาซาอย่างตรงไปตรงมา และเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

เขาตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลสหรัฐจึงส่งเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปสนับสนุนกองทัพอิสราเอล ขณะที่ครอบครัวในเขตที่ยากจนที่สุดของนิวยอร์กยังต้องดิ้นรนหาเงินซื้อผ้าอ้อมให้ลูก

มีตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ที่เขาพูดถึงการได้รับโทรศัพท์จาก Kamala Harris

Mamdani มองว่าการติดต่อพูดคุยเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ย้ำว่าผู้ที่ต้องการได้รับการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่และกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ ต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อการระงับการส่งอาวุธ ไม่ใช่เพียงใช้ถ้อยคำแสดงความเห็นใจ

เขายังกล่าวถึง Alexandria Ocasio-Cortez หรือ AOC ว่าเป็นทั้งพันธมิตรและแรงบันดาลใจทางการเมือง เนื่องจากพื้นที่ที่ทั้งคู่เคยทำงานทับซ้อนกันในย่าน Astoria และ Long Island City ทำให้มีความเข้าใจร่วมกันต่อชีวิตของชนชั้นแรงงานในนิวยอร์ก

เมื่อถูกถามว่าเขานิยาม “ชนชั้นแรงงาน” อย่างไร Mamdani ไม่ได้จำกัดคำนี้ไว้เฉพาะแรงงานโรงงานหรือผู้มีรายได้น้อย

สำหรับเขา ชนชั้นแรงงานคือทุกคนที่ต้องทำงานเพื่อจ่ายบิล และยังต้องดิ้นรนเพื่อรักษาศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐานในชีวิต

นิยามนี้ทำให้คนขับรถ พนักงานบริษัท ครู พยาบาล เจ้าของร้านเล็กๆ หรือพ่อแม่ที่มีรายได้ปานกลาง สามารถอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้ ตราบใดที่พวกเขายังต้องพึ่งรายได้จากการทำงานเพื่อดำรงชีวิต

ความนิยมของ Mamdani หลังทำงานครบ 6 เดือนอยู่ที่ประมาณ 58% ตามผลสำรวจที่ผู้สัมภาษณ์นำมาอ้าง

ตัวเลขนี้น่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นในยุคที่ประชาชนจำนวนมากไม่ไว้วางใจนักการเมือง และ Mamdani เองก็ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายขวาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ บางคนถึงขั้นเรียกร้องให้เนรเทศเขาออกนอกประเทศ

เขาตอบว่า วิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับความหวาดกลัวต่อคำว่า “สังคมนิยมประชาธิปไตย” ไม่ใช่การเถียงเรื่องคำนิยาม แต่คือการทำให้ผู้คนเห็นว่า นโยบายเหล่านี้ช่วยให้ค่าเช่าไม่เพิ่ม พ่อแม่มีเงินเหลือ ถนนได้รับการซ่อม รถเมล์เร็วขึ้น และเมืองปลอดภัยขึ้น

นอกจากนโยบายจริงจัง บุคลิกของ Mamdani ก็เป็นส่วนสำคัญของบทสัมภาษณ์

เขาเป็นนักการเมืองที่ยิ้มง่ายและรับมุกได้ดี ระหว่างการสนทนาเขาไอค่อนข้างหนัก เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่าไปพบแพทย์หรือยัง เขาตอบว่าไปแล้ว และนี่เองเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ Medicare for All เพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจอาการป่วยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

เมื่อผู้สัมภาษณ์ยกคำพูดของ Mick Jagger ที่ว่าร็อกสตาร์ต้องมีอีโก้สูง และถามว่านักการเมืองต้องมีคุณสมบัติอะไร Mamdani ตอบว่า นักการเมืองคงต้องมี “ความไร้สาระอยู่ในตัวบ้าง”

เพราะคนคนหนึ่งต้องเชื่อมั่นในตัวเองอย่างมาก จึงจะคิดว่าตนสมควรได้รับอำนาจในการบริหารชีวิตของผู้คนนับล้าน

สิ่งที่จะควบคุมความเชื่อมั่นนั้นไม่ให้กลายเป็นความหลงตัวเอง คือความซื่อสัตย์ต่อจุดยืน เพื่อให้ประชาชนรู้เสมอว่า นักการเมืองคนนั้นกำลังต่อสู้เพื่ออะไร

Mamdani ยังพูดถึงความตั้งใจที่จะทำให้นิวยอร์กเป็นเมืองที่สนุกขึ้น ไม่ใช่เมืองที่ผู้คนมีชีวิตอยู่เพื่อทำงานและจ่ายค่าเช่าเท่านั้น

เขายกหลักคิดของขบวนการแรงงานในอดีตว่า ชีวิตหนึ่งวันควรแบ่งเป็น ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และมีเวลาอีก 8 ชั่วโมงสำหรับทำสิ่งที่ตนเองต้องการ

รัฐบาลของเขาจึงพยายามเพิ่มโอกาสให้คนธรรมดาเข้าถึงกิจกรรมของเมือง เช่น ตั๋วฟุตบอลโลกในราคาที่จ่ายไหว งานแฟนเฟสต์ที่เข้าร่วมได้ฟรี และการเปิดไฟสนามกีฬาในสวนสาธารณะให้นานขึ้น

ช่วงหนึ่งผู้สัมภาษณ์แซวว่า เขาได้รับเชิญไปงานแต่งงานของ Taylor Swift หรือไม่

Mamdani ตอบยิ้มๆ ว่าไม่ได้ไป และไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองได้รับเชิญหรือเปล่า

บทสัมภาษณ์นี้ไม่ได้ทำให้เห็นเพียงรายการผลงานของนายกเทศมนตรีคนหนึ่ง แต่ทำให้เห็นวิธีคิดทางการเมืองที่เขากำลังทดลองใช้กับเมืองใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Mamdani ไม่ได้เสนอให้ยกเลิกธุรกิจ ไม่ได้บอกว่าคนที่คิดต่างเป็นศัตรู และไม่ได้ปฏิเสธการใช้ตำรวจหรือกลไกตลาดทั้งหมด

สิ่งที่เขาพยายามทำคือขยับเส้นแบ่งใหม่ว่า อะไรควรปล่อยให้ตลาดจัดการ และเรื่องใดเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเข้ามารับรองให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้

หลังผ่านไป 6 เดือน ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าโครงการทั้งหมดจะสำเร็จหรือไม่

การดูแลเด็กถ้วนหน้ายังต้องขยายอีกมาก ร้านขายของชำของเมืองยังต้องพิสูจน์ว่าจะดำเนินงานได้จริงเพียงใด ภาวะขาดดุลงบประมาณยังเป็นแรงกดดัน และความขัดแย้งกับรัฐบาลกลางเรื่องผู้อพยพกับนโยบายต่างประเทศคงไม่จบง่ายๆ

สิ่งที่เห็นชัดแล้วคือ Mamdani กำลังพยายามเปลี่ยนคำถามในการบริหารเมือง

จากเดิมที่ถามว่า นิวยอร์กสร้างความมั่งคั่งได้มากเพียงใด

เป็นคำถามว่า ความมั่งคั่งของนิวยอร์กช่วยให้คนที่สร้างเมืองนี้ขึ้นมาสามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองต่อไปได้หรือไม่

เมืองที่ประสบความสำเร็จในความหมายของเขา จึงไม่ใช่เมืองที่มีเพียงตึกสูง บริษัทใหญ่ และมหาเศรษฐีจำนวนมาก

แต่คือเมืองที่คนทำงานยังจ่ายค่าเช่าไหว มีที่ฝากลูก เดินทางสะดวก ปลอดภัย มีเวลาพักผ่อน และยังรู้สึกว่าเมืองนี้เป็นของพวกเขาด้วย
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163416984714397&set=a.10150149993469397




สงครามอิหร่านเป็นสงครามที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุดของอเมริกาตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจความคิดเห็น หากประวัติศาสตร์เป็นเครื่องเตือนใจ สงครามอิหร่านกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง









https://www.economist.com/united-states/2026/07/19/the-iran-war-is-americas-least-popular-since-polls-began
.....

สงครามอิหร่านเป็นสงครามที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุดของอเมริกาตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจความคิดเห็น

การสนับสนุนสงครามมักไม่เพิ่มขึ้นเมื่อยืดเยื้อออกไป

รูปแบบทางประวัติศาสตร์ของความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับความขัดแย้งทางทหารเผยให้เห็นแบบอย่างที่ชัดเจนเบื้องหลังข้อสังเกตนี้ การสนับสนุนจากสาธารณชนต่อการแทรกแซงในต่างประเทศมักจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์ทางการเมืองมักเรียกว่าเส้นโค้งการเสื่อมถอยของ "การรวมตัวกันรอบธงชาติ"

พลวัตของการสนับสนุนจากสาธารณชนในยามสงคราม

การพุ่งขึ้นในช่วงเริ่มต้น (ผลกระทบจากการรวมตัวกัน) ──► ความอ่อนไหวต่อการสูญเสีย / การตระหนักถึงต้นทุน ──► การลดลงและความสงสัย

1. ตำนานของ "การสร้างอย่างช้าๆ"

ในประวัติศาสตร์การสำรวจความคิดเห็นสมัยใหม่ (ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปัจจุบัน) แทบไม่มีบันทึกใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งในต่างประเทศครั้งใหญ่ได้รับความนิยมมากขึ้นเมื่อยืดเยื้อออกไป

การพุ่งขึ้นในช่วงเริ่มต้น: ความขัดแย้งมักเริ่มต้นด้วยการสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างรวดเร็ว ซึ่งขับเคลื่อนโดยการระดมพลเพื่อความรักชาติ เรื่องเล่าของรัฐ หรือปฏิกิริยาต่อวิกฤตการณ์

อัตราการเสื่อมถอย: เมื่อเวลาผ่านไป การสนับสนุนจะลดลงเนื่องจากสมมติฐานเชิงกลยุทธ์ในช่วงแรกถูกทดสอบ ต้นทุนด้านมนุษย์และทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น และกรอบเวลาในการแก้ไขปัญหาเริ่มไม่ชัดเจน

2. ปัจจัยหลักที่ทำให้การสนับสนุนลดลง

ความอ่อนไหวต่อความสูญเสียและเศรษฐกิจ: เมื่อความสูญเสียเพิ่มขึ้นและการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ (เช่น ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นหรืออัตราเงินเฟ้อ) ปรากฏชัด ความอดทนของประชาชนจะลดลงอย่างรวดเร็ว

ขาด "เป้าหมายสุดท้าย" ที่ชัดเจน: การสนับสนุนจากประชาชนขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่กำหนดไว้และสามารถบรรลุได้ เมื่อความขัดแย้งเปลี่ยนจากปฏิบัติการที่จำกัดไปสู่การมีส่วนร่วมที่ไม่มีกำหนดสิ้นสุด ความสงสัยจะเพิ่มขึ้นในทุกฝ่าย

การแตกสลายของความไม่สมดุลของข้อมูล: ในช่วงเริ่มต้น เรื่องราวจากฝ่ายบริหารจะครอบงำการรายงานข่าวของสื่อ เมื่อการรายงานอิสระ การกำกับดูแลของรัฐสภา และเรื่องราวจากผู้มีประสบการณ์ปรากฏขึ้น กรอบความคิดเดิมมักจะแตกสลาย

ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์

สงครามเกาหลี (ค.ศ. 1950–1953)
ได้รับการสนับสนุนสูงในช่วงแรก ลดลงต่ำกว่า 30% ในปี ค.ศ. 1952 และลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อแนวรบหยุดชะงัก

สงครามเวียดนาม (ค.ศ. 1955–1975)
ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งในช่วงแรก ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

สงครามอิรัก (ค.ศ. 2003–2011)
ได้รับการสนับสนุนมากกว่า 70% ในช่วงแรก เปลี่ยนเป็นเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และจางหายไปเมื่อการค้นหาอาวุธหยุดชะงักและการก่อความไม่สงบเพิ่มขึ้น

บทความจาก The Economist ในหัวข้อดังกล่าว สามารถสรุปสาระสำคัญได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:

1. ระดับเสียงสนับสนุนเริ่มต้นที่ต่ำเป็นประวัติการณ์

การทำลายสถิติเดิม: โดยทั่วไป สงครามของสหรัฐฯ มักจะเริ่มต้นด้วยคะแนนสนับสนุนจากประชาชนที่สูงมากจากปรากฏการณ์ "การรวมใจรอบธงชาติ" (Rally-round-the-flag effect) แต่สำหรับ สงครามอิหร่าน เสียงสนับสนุนเริ่มต้นกลับต่ำกว่าสงครามครั้งใหญ่ในอดีตเกือบทั้งหมด (เช่น เกาหลี, เวียดนาม, อิรัก หรืออัฟกานิสถาน) นับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในยุค modern polling

รอยแยกทางการเมือง: ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศที่สูงอยู่แล้ว ทำให้ฐานเสียงของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลไม่เชื่อมั่นในเป้าหมายของสงครามตั้งแต่แรกเริ่ม ส่งผลให้คะแนนสนับสนุนเปิดตัวในระดับที่ค่อนข้างติดลบหรือปานกลางเท่านั้น

2. กฎธรรมชาติของสงคราม: "ยิ่งยืดเยื้อ เสียงสนับสนุนยิ่งลดลง"

การดิ่งลงของความนิยม: ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า ไม่มีสงครามครั้งใดของสหรัฐฯ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เสียงสนับสนุนมีแต่จะลดลงตามระยะเวลาและความบานปลายของความขัดแย้ง

ปัจจัยเร่งการลดลงของคะแนนสนับสนุน:

ตัวเลขการสูญเสีย: จำนวนทหารที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้น

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ภาระงบประมาณ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของชาวอเมริกัน

ความไม่ชัดเจนของเป้าหมาย: เมื่อสงครามเปลี่ยนจากการปฏิบัติการแบบหวังผลเร็ว ไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่มีจุดจบชัดเจน (Open-ended conflict) ประชาชนจะเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า

3. นัยสำคัญทางรัฐศาสตร์และการเมืองสหรัฐฯ

ต้นทุนทางการเมืองที่หมดไปอย่างรวดเร็ว: คะแนนสนับสนุนสงครามเปรียบเสมือน "ทรัพยากรทางการเมืองที่ใช้แล้วหมดไป" การเปิดตัวด้วยต้นทุนที่ต่ำตั้งแต่แรก หมายความว่าฝ่ายบริหารและกองทัพมี "เวลา" (Time horizon) ในการบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์น้อยกว่าสงครามในอดีตมาก

แรงกดดันต่อผู้นำ: ความไม่พอใจของสาธารณชนที่ก่อตัวอย่างรวดเร็วจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อฝ่ายบริหารและสภาคองเกรส นำไปสู่การเรียกร้องให้ถอนกำลังหรือหาทางลงทางการทูตเร็วกว่าที่วางแผนไว้

สรุปภาพรวม: The Economist ชี้ให้เห็นว่า หากประวัติศาสตร์เป็นเครื่องเตือนใจ สงครามอิหร่านกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะเริ่มต้นด้วยแรงสนับสนุนที่น้อยที่สุดเป็นทุนเดิม และเมื่อเวลาผ่านไป แรงสนับสนุนนั้นมีแต่จะถดถอยลงเรื่อยๆ ตามธรรมชาติของความขัดแย้งยืดเยื้อ




วันจันทร์, กรกฎาคม 20, 2569

ท้อปนิวส์ ปั่นสุดลิ่ม จะเอา ‘ไอ๊ซ์’ เข้าคุกให้ได้ ขุดคดีเก่า สุชาติ ชมกลิ่น เอามาแดกดัน พอดีพรรค ปชน.กำลังรณรงค์แก้กฎหมาย ‘ฟ้องปิดปาก’ หรือ SLAPP

ท้อปนิวส์ ปั่นสุดลิ่ม จะเอา ไอ๊ซ์ เข้าคุกให้ได้ จุดประทัดแดกดันให้ สุชาติ ชมกลิ่น เต้นตาม ทำเหมือนดั่งว่าบ้านใหญ่เมืองชลเป็นนักการเมืองบ้องตื้น หารู้ไม่ว่าระดับเจ้าพ่อเขาไม่ตอแยกับเรื่องขี้ปะติ๋ว ตกเป็นเหยื่อของสื่อกะเฬวรากง่ายๆ

คดีที่ท้อปนิวส์อ้างถึงว่า “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบอำนาจให้นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัว ร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม

เพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือ ไอซ์ ศรีนอก ผู้ต้องหา ปมกล่าวหาว่า “เป็นอันธพาลครองเมือง และกล่าวหาว่าทุจริตเรียกรับสินบน” รวมไปถึงกรณีวันที่ ๒๒ พฤษภา ต่อคำพูดของไอ๊ซ์ถึง “คนถ่อย คนชั่ว คนต่ำช้า คนสันดานหยาบคาย”

ซึ่งสองฝ่ายได้เจรจากันแล้ว ไอ๊ซ์แสดงการขอโทษในทางสาธารณะ เรื่องเงียบไปแม้จะยังไม่สิ้นสุดคดี ก็เป็นที่เข้าใจว่ายังไม่เอาความจริงจัง ผู้บริหารท้อปนิวส์น่าจะพยายามหาแสงให้กับสื่อที่ตกขอบไปแล้ว จึงได้ขุดประเด็นขึ้นมาเสี้ยมใหม่

ใช้ชั้นเชิง ตลาดล่างอ้างคอมเม้นต์ของแฟนเพจรายหนึ่ง เป็นข้อความปรากฏว่า “ถ้าเอาไอซ์เข้าคุกได้ สมัยหน้าเลือกสุชาติยกครัว สัญญาไว้ตรงนี้เลย” แสดงให้เห็นความต่ำช้า สันดานหยาบ ว่ามาจากท้อปหัวทิ่มนี่เอง

อนึ่ง ประจวบกับขณะนี้พรรคประชาชนกำลังรณรงค์ “นำเสนอหลักการแก้ไขกฎหมายการฟ้องปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP)” โดย สส.ชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ และ สส.อนุสรณ์ แก้ววิเชียร อยู่พอดี

มูลเหตุใหญ่มาจาก “การฟ้องปิดปากหรือการกลั่นแกล้งประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตนเอง หรือเปิดเผยการทุจริตคอร์รัปชัน” ซึ่งขาดสมดุลระหว่างสิทธิในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิในชื่อเสียงของบุคคลอื่น

“พรรคประชาชนเสนอให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นคำร้องได้ตั้งแต่ในชั้นตำรวจ อัยการ และศาล...ว่าคดีที่ถูกแจ้งความเป็นคดีแบบ SLAPP จากนั้น พนักงานสอบสวน จะรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นและส่งความเห็นให้อัยการ” โดยอัยการมีอำนาจยุติคดีได้

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/LkHdTB7ayro และ https://www.facebook.com/TopNewsLiveThailand/posts/GC9W6E52)