วันอังคาร, เมษายน 21, 2569

วันนี้ (20 เมษายน 2026) กลุ่มทหารผ่านศึกสหรัฐกลุ่มหนึ่งได้ทำการประท้วงที่ Cannon House Office Building (อาคารหนึ่งของรัฐสภา) เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการเข้ามีส่วนร่วมทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศอิหร่าน ในขณะที่ประท้วงอยู่ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐฯ เข้าจับกุมในเวลาต่อมา ในข้อหาจัดการชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย









ผู้โพสต์ว่า ทรัมป์เพิ่งสั่งให้ตำรวจจับกุม ยังไม่เห็นข่าวยืนยัน

https://x.com/realgerhardtvdm/status/2046350609872511005



ทหารหญิงชาว #อิสราเอล โพสต์ภาพถ่ายของตัวเองจากบ้านทางตอนใต้ของ #เลบานอน ทำเหมือนกับเป็นบ้านของตัวเอง แต่ไม่ใช่หรอก มันเป็นบ้านที่ทหาร #IDF ยึดครอง และยังถือวิสาสะเอาผัก ปลา อาหารของชองเจ้าชองบ้าน มาปรุงอาหารโชว์แบบไม่ละอายแก่ใจ


Pipob Udomittipong
15 hours ago
·
ทหารหญิงชาว #อิสราเอล โพสต์ภาพถ่ายของตัวเองจากบ้านทางตอนใต้ของ #เลบานอน ทำเหมือนกับเป็นบ้านของตัวเอง แต่ไม่ใช่หรอก มันเป็นบ้านที่ทหาร #IDF ยึดครอง และยังถือวิสาสะเอาผัก ปลา อาหารของชองเจ้าชองบ้าน มาปรุงอาหารโชว์แบบไม่ละอายแก่ใจ

อิสราเอล เป็นชาติของผู้รุกราน เป็นชาติที่มุ่งยึดครองดินแดนของคนอื่น ไม่สามารถอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน รบไปหมดทุกประเทศที่ติดกับตัวเอง ยึดครองพื้นที่ชายแดนของพวกเขา อ้างว่าเพื่อทำเป็น buffer zone ทั้งที่ประชาชนในเลบานอนกว่าล้านคนต้องพลัดถิ่นฐาน

ล่าสุด อิสราเอลประกาศชัดเจน ขีดเส้นเหลืองล้ำเข้าไปในตอนใต้ของเลบานอน เอาทหารเข้าไปยึดครอง บอมบ์ทำลายโรงพยาบาล โรงเรียน บ้านเรือนของประชาชน อ้างว่าเป็นพื้นที่ส้องสุมของพวกก่อการร้าย ทั้งที่สิ่งที่อิสราเอลทำแม่งยิ่งกว่าการก่อการร้าย พวกเขากำลังทำให้เลบานอนตอนใต้เป็นเหมือนฉนวนกาซา

นับตั้งแต่มีการประกาศ "หยุดยิง" ในฉนวนกาซาเมื่อเดือนตุลาคม ทหารอิสราเองเส้นแบ่งเขตที่เรียกว่า "เส้นสีเหลือง" ฝั่งตะวันออกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพอิสราเอล และฝั่งตะวันตกเป็นพื้นที่ที่ชาวปาเลสไตน์ได้รับอนุญาตให้เดินทางได้อย่างจำกัด ใครที่เดินเข้าใกล้เส้นสีเหลืองในจินตนาการ (เพราะไม่มีป้ายบอกชัดเจนทุกจุด)( จะถูกยิง

นับแต่หลัง ceasefire ในกาซา อิสราเอลทำลายบ้านเรือนหลายร้อยหลังในเขตที่อยู่ภายใต้การควบคุม หรือภายในเส้นสีเหลืองของพวกเขา และสังหารประชาชนไปอย่างน้อย 773 คน และบาดเจ็บมากกว่า 2,000 คน อันนี้ไม่นับที่อิสราเอลสังหารไป 7 หมื่นกว่าคนก่อนหน้านั้น

และเมื่อทหารอิสราเอลเบื่อกับการสังหารและรังแกคนในประเทศอื่น ก็มาพักผ่อนที่เกาะพงัน เกาะเต่า อ.ปาย ฯลฯ

https://www.facebook.com/photo?fbid=10164036832491649&set=a.10150096728651649







https://x.com/drhossamsamy65/status/2046192420023402748


 

ผู้สื่อข่าวประจำตะวันออกกลางของ Sky News วิเคราะห์ปฏิกิริยาและผลกระทบของภาพ ที่แสดงให้เห็นทหาร IDF ทุบทำลายรูปปั้นพระเยซูในเลบานอนตอนใต้





https://x.com/SkyNews/status/2046240950352007448


 

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขา "ตกใจและเสียใจ" กับภาพถ่ายของทหารอิสราเอลที่กำลังทุบรูปปั้นพระเยซูด้วยค้อนขนาดใหญ่ในเลบานอนตอนใต้


หญิงรายหนึ่งกำลังตรวจสอบโพสต์บนโซเชียลมีเดียผ่านโทรศัพท์มือถือ ที่ปรากฏภาพดูเหมือนจะเป็นทหารอิสราเอลกำลังทุบทำลายรูปปั้นพระเยซู

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขา "ตกใจและเสียใจ" กับภาพถ่ายของทหารอิสราเอลที่กำลังทุบรูปปั้นพระเยซูด้วยค้อนขนาดใหญ่ในเลบานอนตอนใต้

"ผมขอประณามการกระทำนี้อย่างรุนแรงที่สุด" เนทันยาฮูเขียนในโพสต์บน X พร้อมเสริมว่าทางการทหารจะ "ดำเนินการลงโทษอย่างรุนแรงต่อผู้กระทำผิด"

"เราขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์นี้และต่อความเจ็บปวดใดๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ศรัทธาในเลบานอนและทั่วโลก" ผู้นำอิสราเอลกล่าวในโพสต์ของเขา

กองทัพอิสราเอลยืนยันความถูกต้องของภาพถ่ายที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย โดยกล่าวในโพสต์บน X เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ทางกองทัพให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้อย่างมาก และเสริมว่า "พฤติกรรมของทหารนั้นขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับค่านิยมที่คาดหวังจากกองกำลังของตน"

เหตุการณ์นี้อยู่ระหว่างการสอบสวนโดยกองบัญชาการภาคเหนือของอิสราเอล และกำลัง "ดำเนินการแก้ไขผ่านลำดับชั้นบังคับบัญชา" ทางกองทัพกล่าวเพิ่มเติม

ทางกองทัพกล่าวว่า "จะมีการดำเนินการที่เหมาะสมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง" แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ

กองทัพอิสราเอลกล่าวว่ากำลังทำงานร่วมกับชุมชนในเลบานอนเพื่อ "นำรูปปั้นกลับคืนสู่ที่เดิม" และเสริมว่า "กองทัพกำลังดำเนินการเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายที่ฮิซบอลลาห์สร้างขึ้นในเลบานอนตอนใต้ และไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงอาคารทางศาสนาหรือสัญลักษณ์ทางศาสนา"

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น รูปปั้นที่ล้มลงนั้นอยู่ในหมู่บ้านเดเบิล ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวคริสต์ ใกล้ชายแดนอิสราเอล ในพื้นที่ที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ยึดครองมาหลายสัปดาห์แล้ว ทำให้ต้องอพยพประชาชนหลายหมื่นคน

"ทหารอิสราเอลคนหนึ่งทำลายไม้กางเขนและทำสิ่งที่น่าสยดสยองนี้ เป็นการดูหมิ่นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของเรา" ฟาดี ฟัลเฟล บาทหลวงในเมืองกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์

ไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล กล่าวในโพสต์เมื่อวันจันทร์บนเว็บไซต์ X ว่า "จำเป็นต้องมีผลที่ตามมาอย่างรวดเร็ว รุนแรง และเปิดเผยต่อสาธารณะ"

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลและเลบานอนตกลงหยุดยิง 10 วันเมื่อวันพฤหัสบดี เพื่อยุติการสู้รบระหว่าง IDF และกลุ่มฮิซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน กองกำลังอิสราเอลได้รุกรานพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ในขณะที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้เปิดฉากยิงจรวดโจมตีอิสราเอลเพื่อตอบโต้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล

เจ้าหน้าที่ของเลบานอนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตเกือบ 2,300 คนจากการรุกคืบของกองกำลังอิสราเอลภายในประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีผู้คนอีกกว่า 1 ล้านคนต้องพลัดถิ่นฐาน

เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2025 อิสราเอลได้เข้าโจมตีโบสถ์คาทอลิกเพียงแห่งเดียวที่มีอยู่ในฉนวนกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และทำให้บาทหลวงประจำโบสถ์ได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ดังกล่าวได้กระตุ้นให้ผู้นำคริสเตียนจากทั่วโลกออกมาเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และการคร่าชีวิตพลเรือนในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์

ที่มา CBS News
https://www.cbsnews.com/news/idf-jesus-statue-israel-netanyahu-lebanon-soldier-photo-will-face-punishment/
April 20, 2026





https://x.com/AJENews/status/2046075637958602852



 

อ่านข้อเขียนของคุณปกรณ์ พึ่งเนตร นักข่าวตัวจริงในเรื่องชายแดนใต้ก็ตามที่คาดไว้ไม่ผิด ทั้งหมดทั้งปวงของการลงพื้นที่ชายแดนใต้ของอนุทิน คือ "การละคร" บทหนึ่งเท่านั้น ทั้งหมดทั้งปวงคือมอบอำนาจทั้งหมดให้กับกองทัพ และฝ่ายความมั่นคง คุมทั้งเงิน ทั้งนโยบาย (ที่ผิดพลา่ด) ต่อไป


Thanapol Eawsakul
15 hours ago
·
อ่านข้อเขียนของคุณปกรณ์ พึ่งเนตร นักข่าวตัวจริงในเรื่องชายแดนใต้ก็ตามที่คาดไว้ไม่ผิด

ทั้งหมดทั้งปวงของการลงพื้นที่ชายแดนใต้ของอนุทิน คือ "การละคร" บทหนึ่งเท่านั้น

ทั้งหมดทั้งปวงคือมอบอำนาจทั้งหมดให้กับกองทัพ และฝ่ายความมั่นคง

คุมทั้งเงิน ทั้งนโยบาย (ที่ผิดพลา่ด) ต่อไป

...........
ไม่ใช่แค่ใช้รถ กอ.รมน.
แต่ซ้อมยิงในหน่วยฯก่อนลงมือ!
ปกรณ์ พึ่งเนตร
https://www.facebook.com/photo?fbid=26429843023304015&set=a.161405240574485
.
การลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล หลังจากรับตำแหน่งผู้นำประเทศสมัยที่ 2 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะตอบโจทย์เพียง 1 เรื่อง จากอย่างน้อย 5 เรื่องที่สังคมคาดหวัง
.
หากสำรวจโจทย์ 5 ข้อ ซึ่งเป็นโจทย์เฉพาะหน้า กับการจัดการปัญหาของนายกฯอนุทิน ในการลงพื้นที่ครั้งแรก
.
โจทย์ข้อ 1 จะสั่ืงย้ายใครไหม เคลียร์ความไม่เข้าใจกับกลุ่มปอเนาะ และผู้แทนองค์กรการศึกษาทางศาสนาอย่างไร หลังจากออกมาเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4
.
โจทย์ข้อนี้เป็นข้อเดียวที่นายกฯทำ และเห็นผลชัดเจน คือไม่ย้ายใคร และเคลียร์ปัญหาความไม่พอใจของกลุ่มปอเนาะ โดยให้แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาขอโทษ และตัวเองก็ร่วมขอโทษด้วย
.
ด้วยเหตุผลในท่วงทำนอง ก้าวข้ามความไม่เข้าใจ เพื่อร่วมกันทำงานต่อไป และขอให้ผู้แทนองค์กรการศึกษาด้านศาสนา “ให้อภัย” ซึ่งดูจากบรรยากาศก็ประสบความสำเร็จด้วยดี
.
ทั้งๆ ที่่ก่อนลงใต้ นายกฯอนุทินแสดงท่าทีขึงขัง ขู่ย้ายพวกเกียร์ว่าง ซีไหน ผู้บัญชาการอะไรก็ไม่สน ย้ำแล้วย้ำอีกว่าตัวเองมีอำนาจ
.
แต่แค่เดินลงเครื่องบินก็แทบจะเดินไปคล้องแขนแม่ทัพภาค 4 ท่าทีแบบนี้มันก็มองเห็นกันชัดเจนว่าสิ่งที่พูด กับสิ่งที่ทำ มันช่างสวนทาง
.
โจทย์ข้อ 2 เปิดตัว หรือออกหมายจับ “ผู้บงการ” สั่งยิง สส.กมลศักดิ์
.
และโจทย์ข้อ 3 หลังจากคุยส่วนตัวกับ สส.กมลศักดิ์ ในฐานะเป้าหมายของการถูกล่าสังหารจากแก๊งอดีตทหาร โดยมี “อาจารย์วันนอร์” ร่วมวงด้วย จะดำเนินการทางคดีต่อไปอย่างไร
.
ทั้ง 2 โจทย์นี้ ปรากฏว่ายังไม่มีอะไรใหม่ หรือคืบหน้าไปจากการแถลงของฝ่ายตำรวจเมื่อวันที่ 16 เม.ย. ก่อนนายกฯลงพื้นที่ 1 วัน คือ ออกหมายจับ 5 คน จับกุมได้แล้ว 4 คน อีก 1 คนน่าเชื่อว่าหนีออกนอกประเทศ ส่วนผู้บงการยังไม่มีความชัดเจนทั้งในแง่ของคำซัดทอด และการออกหมายจับ
.
โจทย์ข้อ 4 คดียิง สส.จะจบอย่างไร
.
จากคำตอบของโจทย์ข้อ 2 และ 3 ทำให้ยังคาดเดาได้ยากว่า คดีนี้จะจบลงอย่างไร แต่ดูจากความเป็นไปได้ และแนวโน้มล่าสุด อาจจะจบที่การมีผู้ต้องหา 4 คน และฟ้องคดีไปตามกระบวนการ ก่อนที่เรื่องจะค่อยๆ เงียบหายไป ไม่มีอะไรในกอไผ่เหมือนเคย
.
ทั้งๆ ที่ล่าสุดมีข่าวจากการสืบเสาะของทีมข่าวเองว่า อย่างน้อย 2 คนในทีมสังหาร และอีก 1 คนที่เป็นทหารใน กอ.รมน.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอยู่ คนกลุ่มนี้มีภรรยาอยู่อำเภอเดียวกัน คือ ที่ระแงะ จ.นราธิวาส
.
และมีการไปซ้อมยิงปืนกันก่อนก่อเหตุ ในพื้นที่ของหน่วยราชการแห่งหนึ่งด้วย!!!
.
ต้องรอดูว่าท่านนายกฯจะว่าอย่างไร หรือทำขึงขังอะไรอีกหรือไม่ แล้วก็อ้างปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ทั้งๆ ที่มีคนของรัฐพัวพันตลอดเส้นทาง แล้วมันจะไม่เจอตอได้อย่างไร?
.
โจทย์ข้อ 5 ทิศทางไฟใต้ และการแก้ไขปัญหาภาคใต้จะเอาอย่างไรต่อ
.
โจทย์ข้อนี้ก็ดูจะยังไม่มีคำตอบชัดเจน นอกจากวลีเดิมๆ เช่น การเมืองนำการทหาร, เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และการทำงานควบคู่กันระหว่างงานพัฒนาและงานความมั่นคงแบบบูรณาการ
.
หากสรุปอย่างรวบยอดแบบขมวดประเด็นฟันธง ก็สรุปได้ว่า นายกฯลงพื้นที่รอบนี้ เหมือนไปเคลียร์ปัญหาให้แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่าย “สายตรงบุรีรัมย์” เพราะมาจากกองทัพภาคอีสาน “ทหารอีสาน” มากกว่าไปจัดการคดียิง สส.กมลศักดิ์ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
.
จะว่าไปสัญญาณก็เห็นชัดตั้งแต่ นายกฯอนุทิน ลงเครื่องบินที่สนามบินนราธิวาส เนื่องจาก พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ไปรอต้อนรับ เมื่อนายกฯลงเครื่องมา ก็มีการทำความเคารพกันตามธรรมเนียม จากนั้นนายกฯได้เดินไปโอบไหล่ แตะแขน ในลักษณะให้กำลังใจ
.
เช่นเดียวกับอีก 1 สัญญาณ คือ การรวมตัวกันครั้งสำคัญของนายทหาร ตท.26 หรือ (เตรียมทหารรุ่น 26) ที่ลงใต้อย่างพร้อมหน้า นำโดย พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน.
.
เห็นหน้า เห็นชื่อ 2 คนนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่า “แม่ทัพภาคที่ 4” เก้าอี้แกร่งขนาดไหน และไม่มีทางถูกย้ายตามเสียงเรียกร้องของกลุ่มปอเนาะ
.
ยังไม่รวมผู้บัญชาการทหารเรือที่ลงพื้นที่ไปพร้อมกันด้วย เหมือนไปสร้างความมั่นใจการเคลียร์ปมทหารเรือในราชการให้ยืมรถ กอ.รมน.แก่อดีตทหารเรือ ซึ่งอยู่นอกราชการ แต่ผันตัวไปเป็นมือสังหาร
.
ภารกิจหลังออกจากสนามบินจึงดำเนินไปในจังหวะก้าวคล้าย “งานรูทีน”
.
การให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 ดอนเมือง ก็ชัดเจนว่าการลงพื้นที่รอบนี้ไม่มีอะไรใหม่เลย
.
- พยายามทำความเข้าใจกับทุกๆ ฝ่าย ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- พวกเราทุกคนก็ลงไปช่วยกันทำสถานการณ์ให้ดีขึ้น
- วันนี้มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงไปทุกกระทรวง ขาดเพียงกระทรวงสาธารณสุขเพียงกระทรวงเดียว
- (เรื่องปรับเปลี่ยนใน กอ.รมน.) ได้ให้นโยบายไป ให้เข้มงวดในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น และใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ให้เต็มที่ และยกระดับด้านการข่าว และเรื่องของการสร้างความร่วมมือของพี่น้องประชาชน
- (ความคืบหน้าคดียิง สส.) ได้รับรายงานว่า ทุกอย่างคืบหน้าด้วยความรวดเร็วแล้ว ขณะนี้เราสามารถจับกุมกลุ่มคนร้ายได้ 4 ใน 5 คนแล้ว และจะต้องมีการขยายผล รวมถึงพยายามจะจับกุมตัวคนร้าย 5 ให้ได้ แต่ไม่ทราบว่าคนร้ายได้ออกช่องทางทางธรรมชาติไปแล้วหรือไม่
- (เรื่องใช้รถ กอ.รมน.ไปยิง สส.) กอ.รมน.ก็ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายทหารยศนาวาเอก ที่เป็นคนอนุมัติให้ยืมรถ ซึ่งทุกอย่างก็คืบหน้าตามลำดับ
.
ยิ่งพูดยิ่งหมดหวัง ยิ่งฟังยิ่งหมดใจ...
.
หลังจากฝุ่นควันเริ่มจางหาย มีความพยายามสร้างกระแสโต้กลับ (บางคนเรียกไอโอ) บอกว่าสิ่งที่แม่ทัพภาคที่ 4 พูด เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว ที่ว่ามีการบ่มเพาะเยาวชนในปอเนาะ และพวกนี้เองที่ไปเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็น ติดอาวุธ ก่อความรุนแรง
.
ใช่ครับ...ข้อมูลนี้ไม่ผิด แต่ที่ผิด และเขาวิจารณ์กันกระหึ่ม คือท่านมาใช้เวทีนี้กล่าวหาปอเนาะเพื่ออะไร เพราะต้นสายปลายเหตุของการแถลงข่าวคือ คดียิง สส. โดยใช้รถของ กอ.รมน. (รถหลวง ในราชการ) ทีมสังหารกว่าครึ่งก็เป็นอดีตทหาร แถมสีเดียวกัน คนให้ยืมรถ ก็เป็นทหารในราชการสีเดียวกันอีก ทำให้สังคมสงสัยว่ามีคนของหน่วยงานรัฐเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
.
ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องบ่มเพาะ เรื่องแยกดินแดน หรือมีขบวนการจุดไฟใต้ แต่เวทีนี้สังคมต้องการคำตอบว่า คดียิง สส. เป็น “อาชญากรรมโดยรัฐ” พูดง่ายๆ คือ มีรายการ “สั่งเก็บ” หรือไม่ โดยอาจมีผู้สมประโยชน์หลายฝ่าย หลายกลุ่ม
.
ยิ่งท่านมีจังหวะปิดไมค์พูด บอกว่า “ถ้าเป็นผมทำนะ…ไม่ปล่อยให้รอด” แบบนี้ยิ่งตีความได้หรือไม่ว่า ในวงการคนมีสี หรือหน่วยงานรัฐ มีการจัดชุด จัดทีม ปฏิบัติภารกิจประเภทนี้
.
ฉะนั้นสิ่งที่ท่านพูดพาดพิงปอเนาะ อาจไม่ผิดในแง่สาระ แต่มันผิดเวที เหมือนเบี่ยงประเด็นไม่ให้เข้าตัว และที่สำคัญเมื่อมันเป็นความจริง ก็เป็นหน้าที่ที่ท่านต้องไปจัดการอยู่ดี และน่าสงสัยว่าเหตุใดผ่านมา 22 ปี หรือกว่า 2 ทศวรรษ จึงยังแก้ไม่ได้
.
ยิ่งไปฟัง รมว.ศึกษาธิการคนใหม่ ท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งลงพื้นที่พร้อมนายกฯ บอกว่าจะลงไปตรวจสอบ ตรวจดูปัญหา
.
นั่นก็แปลว่า 22 ปีที่ไฟใต้ปะทุเป็นต้นมา และหน่วยงานรัฐ ตลอดจนฝ่ายความมั่นคงพูดมาตลอดว่า มีการบ่มเพาะในปอเนาะ ตาดีกา สร้างความเชื่อผิดๆ ผลิตเยาวชนเป็นนักรบ กระทรวงศึกษาฯไม่ได้เกาะติดปัญหา หรือแก้ไขอะไรเลย
.
รัฐมนตรีเข้ามาใหม่ ก็ไม่มีข้อมูลอะไร เพิ่งจะลงพื้นที่ไปรับฟัง ตรวจสอบๆ ทั้งๆ ที่ผ่านมา 22 ปี มันควรจะต้องมีนโยบาย มีแผนปฏิบัติการ มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาไปมากแล้ว
.
และรัฐมนตรีใหม่ที่เข้ามา ก็ควรศึกษาปัญหาล่วงหน้า ไม่ใช่ออกแนวรอเป็นรัฐมนตรีตามโควตา ได้รับจัดสรรอะไรมา ก็ค่อยนั่งทำงาน เปิดงาน เซ็นแฟ้ม ตามที่ราชการเสนอ
.
เห็นลีลาท่านนายกฯ ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 และท่านรัฐมนตรีศึกษาแล้ว ขอรู้สึกวังเวงกับปัญหาภาคใต้
.
และขอย้ำอีกครั้งว่า ท่านยิ่งพูดยิ่งหมดหวัง ยิ่งได้ฟังยิ่งหมดใจ!
.
หมายเหตุ : บทความนี้ตีพิมพ์ในคอลัมน์โหมโรง ปกหลัง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 20 เม.ย.69

 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=26824031437237008&set=a.188049254595255





“นายกฯอนุทิน” สปีค เวที ESCAP ยัน ไทยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง - ท่านไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังหรอก แต่ขี่หลังจนยอกแล้วยิ้มให้ มาด้วยกันไปด้วยกันมันสะใจ เอ็งช่วยแบกท่านไว้ขึ้นหลังที


Kasian Tejapira
13 hours ago
·
ไม่ทิ้งไว้และไม่ลง
%%%%%
ท่านไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังหรอก
แต่ขี่หลังจนยอกแล้วยิ้มให้
มาด้วยกันไปด้วยกันมันสะใจ
เอ็งช่วยแบกท่านไว้ขึ้นหลังที
จึงพาเพลินเดินหน้าประสาไทย
คนหนึ่งค่อมหลังให้อีกคนขี่
ไม่ยอมลงเดินดินไปโดยดี
โยนมันลงตรงนี้กันเถิดเอย
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=10242342389438997&set=a.2556231547988




ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐไทย มีกฎ แต่ “ไม่มีวินัย” กู้รอบใหม่ จะหลุดจากวังวนเดิมได้อย่างไร


Athiphat Muthitacharoen
18 hours ago
·
ช่วงนี้มีข่าวว่ารัฐอาจต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ

หลายคนมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรับมือวิกฤต
ในขณะที่อีกหลายคนกังวลว่าไทยจะเสี่ยงถูก downgrade หรือไม่

คำถามไม่ใช่แค่ว่า “ควรกู้หรือไม่”
เพราะในภาวะวิกฤต การ 'ไม่กู้' อาจอันตรายกว่าการ 'กู้'

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ
จะกู้ “อย่างไร” ให้ไม่บั่นทอนความเชื่อมั่น
และไม่สร้างปัญหาระยะยาว

โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณเตือนมีอยู่แล้ว
Moody’s และ Fitch เพิ่งปรับ outlook ไทยเป็น Negative
สะท้อนความกังวลเรื่อง “วินัยการคลัง”

ผมขอสรุปบทเรียนจาก track record การกู้ของรัฐไทยที่ผ่านมาเป็น 3 ข้อสั้น ๆ
.
.
1) ปัญหาไม่ใช่การกู้ แต่คือ กู้โดยไม่มี strategy

ช่วงโควิด เราเคยยกเพดานหนี้จาก 60% เป็น 70% ของ GDP
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
- ตั้งวงเงินก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะใช้ทำอะไร
- ไม่มี pipeline โครงการที่ชัดตั้งแต่ต้น
- เปิดให้หน่วยงานเสนอโครงการภายหลัง
- และที่สำคัญ ไม่มี roadmap ลดหนี้ที่น่าเชื่อถือ

ผลคือ เงินจำนวนมากถูกใช้แบบกระจัดกระจาย
และเราแทบไม่เห็นผลตอบแทนระยะยาว

โจทย์พื้นฐานเรื่องนี้มีแค่ 2 ข้อ:
ข้อ 1 กู้ไปทำอะไร — ต้องชัดตั้งแต่ต้น
ข้อ 2 จะลดหนี้เมื่อไหร่ — exit plan ต้องมี

ถ้าตอบไม่ได้ เราจะกลับเข้าสู่ Loop เดิม
.
.
2) ความเสี่ยงวันนี้ไม่ใช่แค่ “หนี้สูง” แต่คือ “ต้นทุนภาระหนี้”

วันนี้ดอกเบี้ยคิดเป็นราว 12% ของรายได้รัฐ
และมีแนวโน้มขยับขึ้นไปที่ 14% ในไม่กี่ปีข้างหน้า

ตัวเลขนี้กำลังจะทะลุระดับ “Benchmark” ที่สะท้อนว่า ประเทศยังอยู่ในกลุ่ม investment-grade หรือเสี่ยงหลุดอันดับ กลายเป็น junk bond

ประเด็นสำคัญกว่านั้นคือ รายได้ของรัฐวันนี้ เพียงพอแค่ “รายจ่ายประจำ”
ไม่เหลือพื้นที่สำหรับ “การลงทุน”

แปลว่ารายได้ภาษีจากเม็ดเงินของพวกเรา
กำลังถูก “ล็อกไว้กับอดีต” มากขึ้นเรื่อย ๆ

ต่อให้ไม่ถูก downgrade
รัฐก็จะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถทั้งในการยกระดับศักภาพของประเทศ และรับมือวิกฤตรอบถัดไป
.
.
3) ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐไทย : มีกฎ แต่ “ไม่มีวินัย”

ประเทศไทยมีกฎหมายวินัยการคลังและมีคณะกรรมการกำกับ

แต่บทเรียนหลังวิกฤตโควิดชี้ชัดว่า
กฎเหล่านี้ยังไม่สามารถ ‘บังคับวินัยการคลัง’ ได้จริง

รัฐควรใช้โอกาสการออกพระราชกำหนดครั้งนี้
เป็นจุดเริ่มต้นในการ “ยกระดับกรอบวินัยการคลังทั้งระบบ”

เช่น
- ผูกการกู้กับแผนลดหนี้ที่ชัด ตรวจสอบได้ และมี Accountability จริง
- สร้างกลไกถ่วงดุลที่เป็นอิสระ (เช่น สถาบันการคลังอิสระ) ทำหน้าที่ให้ข้อมูลและตรวจสอบต่อสาธารณะ

ไม่เช่นนั้น เราจะเป็นเหมือนเดิม คือ
มี “กฎ” แต่ไม่มี “วินัย”
.
.
สรุปภาพใหญ่

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ อาจจำเป็นต้องใช้ “เงินกู้”
แต่โจทย์ไม่ใช่แค่ว่า จะกู้หรือไม่

แต่คือ เราจะใช้โอกาสนี้
ยกระดับ “มาตรฐานความรับผิดชอบทางการคลัง”

หรือจะกลับไปสู่ วังวนของการกู้แบบเดิม
ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาให้คำตอบชัดเจน

ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10102274368559001&set=a.543338622911



หนูน้อยนักสู้ เด็กนักเรียนปาเลสไตน์ ร่วมกับครูและผู้ปกครอง ในเขตเวสต์แบงก์ เรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะในหมู่บ้าน Umm al-Khair ได้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบเชิงระบบของการจำกัดสิทธิทางการศึกษา ที่ทวีความรุนแรงขึ้น







https://x.com/AJEnglish/status/2046151900316254251


สถานการณ์ในพื้นที่ Masafer Yatta โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่บ้าน Umm al-Khair ได้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบเชิงระบบของการจำกัดสิทธิทางการศึกษา ซึ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงเดือนแรกๆ ของปี 2026

ภายหลังการเปิดเรียนอีกครั้งในเดือนเมษายน 2026—หลังจากที่ต้องปิดการเรียนการสอนไปนานถึง 40 วันอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาค—นักเรียนชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ประกอบไปด้วยสิ่งกีดขวางทางกายภาพและการใช้กำลังทหาร ซึ่งส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างแท้จริง

1. สิ่งกีดขวางทางกายภาพและการปิดกั้นเส้นทางที่ปลอดภัย

ข้อจำกัดหลักคือการปิดกั้นเส้นทางเดินตามปกติที่เคยมีความปลอดภัย ซึ่งนักเรียนใช้สัญจรเพื่อเดินทางไปยังโรงเรียน

รั้วลวดหนาม: ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2026 กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานจากนิคม Carmel ที่อยู่ใกล้เคียง ได้ทำการขึงรั้วลวดหนามแบบใบมีดขวางกั้นเส้นทางในหุบเขา ซึ่งเป็นเส้นทางที่เด็กๆ หลายสิบคนใช้สัญจรเป็นประจำ

เส้นทางทางเลือกที่อันตราย: เมื่อเส้นทางในหุบเขาถูกปิดกั้น นักเรียนจึงถูกบีบให้ต้องใช้เส้นทางทางเลือกที่อ้อมกว่าและมีความยาวถึง 2.5 กิโลเมตร หรือไม่ก็ต้องใช้ถนนสายหลักที่ตัดผ่านเลียบไปกับขบวนรถบ้านของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานโดยตรง ชาวบ้านในพื้นที่ต่างระบุว่าเส้นทางทางเลือกเหล่านี้ "อันตราย" เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานคุกคามหรือทำร้ายร่างกาย

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่าง Khalil al-Hathaleen ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งกีดขวางเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ในการยึดครองที่ดินของชาวปาเลสไตน์เพื่อขยายพื้นที่นิคมผู้ตั้งถิ่นฐาน ในขณะเดียวกันก็ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของชาวบ้านในพื้นที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

2. การใช้กำลังทหารและการ "สลายการจลาจล"

กองทัพอิสราเอลบังคับใช้ข้อจำกัดเหล่านี้อย่างแข็งขัน และทำการปราบปรามความพยายามของกลุ่มนักเรียนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาของตนคืน

แก๊สน้ำตาและระเบิดแสง: เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2026 ขณะที่เด็กๆ พยายามจัดกิจกรรม "ห้องเรียนกลางแจ้ง" ในรูปแบบของการนั่งประท้วงบริเวณแนวรั้วลวดหนาม ทหารอิสราเอลได้ยิงแก๊สน้ำตาและระเบิดเสียงเพื่อสลายการชุมนุม เด็กจำนวนมาก—ซึ่งบางคนมีอายุเพียง 11 หรือ 12 ปีเท่านั้น—ต่างรายงานว่าตนมีอาการหายใจลำบากและได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง

การใช้หน่วยสุนัขทหาร (K9): รายงานจากวันที่ 19 เมษายน 2026 ระบุว่ามีการระดมทหารพร้อมด้วยสุนัขตำรวจเข้ามาใช้ในการขัดขวางไม่ให้นักเรียนและเจ้าหน้าที่ด้านการศึกษาทำการประท้วงกรณีที่ถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงโรงเรียน

การมุ่งเป้าโจมตีครู: ​​นอกเหนือจากกลุ่มนักเรียนแล้ว การละเมิดสิทธิโดยกองทัพยังรวมไปถึงการติดตามคุกคามครูอาจารย์ โดยมีการข่มขู่ว่าจะจับกุมตัวและทำร้ายร่างกาย ซึ่งมีเจตนาเพื่อสร้างความปั่นป่วนและขัดขวางการบริหารจัดการด้านการเรียนการสอนของโรงเรียน 3. กรอบกฎหมาย "เขตยิงปืน"

การศึกษาถูกจำกัดโดยสถานะทางกฎหมายที่กว้างขึ้นของมาซาเฟอร์ ยัตตา ในฐานะเขตยิงปืนหมายเลข 918

คำสั่งรื้อถอน: เนื่องจากพื้นที่นี้ถูกกำหนดให้เป็นเขตฝึกทหาร อาคารเรียนจึงมักอยู่ภายใต้คำสั่งรื้อถอน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โรงเรียนหลายแห่งในภูมิภาคนี้ถูกรื้อถอนหรือการก่อสร้างถูกระงับโดยฝ่ายบริหารทหารของอิสราเอล

ข้อจำกัดที่ด่านตรวจ: ทหารมักตั้ง "ด่านตรวจเคลื่อนที่" หรือขยายคำสั่งทางทหาร (เช่น "การจำกัดการเคลื่อนไหวและการจราจร") ที่ห้ามการเข้าหรือออกโดยไม่ได้รับอนุญาตเฉพาะ โดยมักอ้างถึง "ความจำเป็นด้านความปลอดภัย" หรือ "การชุมนุมที่ผิดปกติ"


(Google AI ช่วยรวบรวมข้อมูล)




พอลลา ไวท์ ที่ปรึกษาด้านกิจการศาสนาประจำทำเนียบขาวของทรัมป์ "ว่าอะไรนะ ?!"






https://x.com/HQNewsNow/status/2046257639252754478

พอลลา ไวท์ ที่ปรึกษาด้านศาสนาประจำทำเนียบขาวในยุคของทรัมป์ กล่าวว่า: พระเจ้าทรงยกชูทรัมป์ขึ้นมา เพราะพระองค์ตรัสไว้ว่า พระองค์ทรงยกชูผู้คนและทรงแต่งตั้งพวกเขาให้ดำรงตำแหน่งผู้มีอำนาจ เป็นพระเจ้าผู้ทรงยกชูราชาขึ้นมา ดังนั้น เมื่อใดที่คุณต่อต้านแผนการของพระเจ้า คุณก็กำลังต่อต้านพระหัตถ์ของพระเจ้า




อวสานชนชั้นกลาง! ค่าครองชีพแพง แต่ค่าแรงเท่าเดิม


ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ Thailand's Franchising Solution & Media
Yesterday
·
อวสานชนชั้นกลาง! ค่าครองชีพแพง แต่ค่าแรงเท่าเดิม
.
ถ้ามองในเรื่องของการจำแนกชนชั้นโดยใช้ข้อมูลรายได้และพฤติกรรมการบริโภคมาเป็นเกณฑ์ จากจำนวนประชากรในเมืองไทยที่มีตอนนี้แบ่งได้คราวๆ คือ
.
ชนชั้นบน คือผู้ที่มีรายได้ครัวเรือน / เดือน ประมาณ 85,000 – 100,000 บาทขึ้นไป มีสัดส่วน 4-5%
ชนชั้นกลางระดับบน มีรายได้ครัวเรือน / เดือน 50,000 – 85,000 บาท ประมาณ 10-15%
ชนชั้นกลาง มีรายได้ครัวเรือน / เดือน 25,000 – 50,000 บาท ประมาณ 20-25%
ชนชั้นฐานราก มีรายได้ครัวเรือน / เดือน 15,000 – 20,000 บาท ประมาณ 50-60%
.
ถ้าวิเคราะห์เปรียบเทียบในเชิงโครงสร้าง ชนชั้นฐานราก ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ประกอบด้วยเกษตรกร แรงงานรายวัน และผู้มีรายได้น้อย
.
กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อค่าครองชีพ และมักเป็นกลุ่มที่รัฐบาลให้ความสำคัญผ่านนโยบายสวัสดิการต่างๆ ในขณะที่ชนชั้นกลาง มีสัดส่วนประมาณ 35-40% ของประชากร
.
ถือเป็นกลุ่มกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพราะเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีกำลังการซื้อมากพอสมควร ในขณะที่ชนชั้นบน แม้จะมีจำนวนน้อยเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นกลุ่มที่ถือครองทรัพย์สินจำนวนมาก สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้อย่างดี
.
ปรากฏการณ์ "ชนชั้นกลางที่เริ่มจะหายไป”
.
มองสัดส่วนตอนนี้ชนชั้นกลางในเมืองไทยมีอยู่ราวๆ 1 ใน 3 ของประชากร และจากสภาวะที่เป็นอยู่ในขณะนี้มีปรากฏการณ์ที่น่ากังวลคือ ชนชั้นกลางบางส่วนกำลังขยับลงไปใกล้เคียงกับชนชั้นฐานรากมากขึ้น โดยมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องได้แก่
.
ค่าครองชีพที่พุ่งสูงยิ่งกว่าเงินเดือน
.
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ เงินเฟ้อ ที่ไม่ได้มาแค่ตัวเลข แต่มาในรูปแบบของค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ค่าอาหาร พลังงาน ไปจนถึงค่าเดินทาง
.
ปัจจุบันนี้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตและราคาพลังงานโลก แต่โครงสร้างเงินเดือนของชนชั้นกลาง โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ กลับเติบโตในอัตราที่น้อยมาก ประมาณ 3-5% ต่อปี เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมส่วนต่างของราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น
.
อย่างกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 6-8 บาทต่อลิตร ก็ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น 18-20% ราคาสินค้าต่างๆ ก็เตรียมขยับตามไป
.
ผลลัพธ์ที่เช่นได้ชัดคือถ้ามีเงินเดือน 30,000 บาท อำนาจในการซื้อลดลงเปรียบเสมือนเหลือเงินเพียง 24,000 – 25,000 เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในสมัยก่อน ไม่ต้องพูดถึงเงินที่เหลือเก็บ เพราะต้องใช้เงินแทบทั้งหมดไปกับการประคองชีวิตให้รอดในแต่ละเดือน
.
หนี้ครัวเรือนที่มีแต่จะสูงมากขึ้น
.
ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงเกือบ 91% ของ GDP และชนชั้นกลางในไทยคือกลุ่มที่แบกหนี้สูงสุดในระบบเศรษฐกิจ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นภาระหนี้ดี ในเชิงทฤษฎี เช่น หนี้บ้าน หนี้รถยนต์
.
แต่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หนี้เหล่านี้กลายเป็นภาระหนักอึ้ง ยิ่งเจอสภาวะที่ธนาคารประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ภาระในการผ่อนชำระของชนชั้นกลางก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
.
จากข้อมูลพบว่าชนชั้นกลางต้องจ่ายเงินไปกับค่าผ่อนบ้านและรถเฉลี่ย 40-50% ของรายได้ เช่นหากมีรายได้ต่อครัวเรือน 40,000 บาท ต้องผ่อนบ้าน 10,000 บาท ผ่อนรถ 10,000 บาท เหลือเงิน 20,000 บาท
.
เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น จะเหลือเงินเก็บสะสมจริงไม่ถึง 10% ของรายได้ และการที่หลายคนไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเมื่อเกิดวิกฤติในครอบครัว เช่นเจ็บป่วย หรือตกงาน ก็ทำให้ระบบการเงินในครอบครัวพังทลายได้เร็วขึ้น
.
ค่าใช้จ่ายที่คุมไม่ได้ และรายได้ที่โตไม่ทัน
.
หรือเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Squeezed Middle คือการที่ชนชั้นกลางกำลังถูกบีบจากทั้งกลุ่มชนชั้นบน ซึ่งเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการปรับตัวและเข้าถึงทรัพยากรได้มาก และการถูกบีบจากกลุ่มชนชั้นฐานรากที่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลมักจะมีนโยบายช่วยเหลือโดยตรง
.
เช่น บัตรสวัสดิการต่างๆ ทำให้ชนชั้นกลางกลายเป็นกลุ่มที่ รวยเกินกว่าจะได้รับสวัสดิการจากรัฐ แต่ก็จนเกินกว่าจะอยู่ได้อย่างสบาย ต้องแบกรับภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่กลับรู้สึกว่าสวัสดิการที่ได้รับคืนมานั้นไม่คุ้มค่า
.
รวมถึงภาวะเงินออมของชนชั้นกลางตอนนี้อยู่ในขั้นวิกฤติข้อมูลชี้ว่า ประชากรไทยกว่า 80% มีเงินในบัญชีไม่ถึง 50,000 บาท
.
ซึ่งส่วนใหญ่คือกลุ่มชนชั้นกลาง หากราคาน้ำมันหรือค่าครองชีพพุ่งสูงต่อเนื่องเกิน 3-6 เดือน จะเริ่มเกิดภาวะขาดสภาพคล่อง จนต้องนำทรัพย์สินไปจำนำหรือกู้หนี้นอกระบบเพื่อมาหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน
.
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าชนชั้นกลางกำลังเผชิญกับภาวะ Squeezed Middle จากทั้งค่าใช้จ่ายที่คุมไม่ได้และรายได้ที่โตไม่ทัน ทำให้แนวคิดเรื่องการเกษียณหรือการสร้างฐานะให้มั่นคงกว่าเดิมกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากขึ้น
.
ถ้าชนชั้นกลางล่มสลาย! จะเกิดอะไรขึ้น?
.
แม้ตอนนี้จะยังไม่เกิดเหตุการณ์นั้น แต่ก็สุ่มเสี่ยงอยู่ไม่น้อย หากชนชั้นกลางในเมืองไทยเหลือน้อย สิ่งแรกที่จะเกิดคือ ประเทศจะเสียสมดุลในทุกมิติ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจและสังคม มีข้อมูลระบุว่าในหลายประเทศรวมถึงไทย การบริโภคภาคเอกชน คิดเป็นประมาณ 50-60% ของ GDP โดยกว่าครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินนี้มาจากชนชั้นกลาง
.
หากชนชั้นกลางลดการใช้จ่ายลงเพียง 10% อาจส่งผลให้ GDP ของประเทศหดตัวลงได้ถึง 1.5 - 2% ทันที ซึ่งถือเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรง
.
วิกฤต SME และการจ้างงาน โดยปัจจุบัน SME ในไทยจ้างงานประชากรกว่า 70-80% หากกำลังซื้อชนชั้นกลางหายไปต่อเนื่อง คาดการณ์ว่า SME ในกลุ่มบริการและค้าปลีกอาจต้องปิดตัวลงถึง 15-20% ภายในหนึ่งปี ส่งผลให้คนตกงานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
.
ฐานภาษีที่แคบลง การจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า แม้คนรวยจะเสียภาษีในอัตราสูงกว่า แต่ชนชั้นกลางคือกลุ่มที่มี จำนวนคนเสียภาษีมากที่สุดหากชนชั้นกลางหายไป รัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มหาศาล
.
ซึ่งตัวเลขนี้อาจสูงถึง 20-30% ของรายได้ภาษีทั้งหมด ทำให้รัฐไม่มีเงินไปอุดหนุนสวัสดิการให้คนยากจนหรือลงทุนในโครงการใหม่ๆ
.
เกิดปัญหา “สมองไหล” ซึ่งเป็นความสูญเสียระยะยาวที่ประเมินมูลค่าได้ยาก ชนชั้นกลางมักเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง เช่น หมอ, วิศวกร, นักการตลาด, นักวิจัย เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศไม่เอื้อต่อการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี คนเหล่านี้อาจเลือกย้ายประเทศเพื่อไปทำงานในที่ที่คุ้มค่ากว่า
.
ข้อมูลน่าสนใจระบุว่าหากคนกลุ่มนี้ย้ายไปสร้าง GDP ให้ประเทศอื่น 10,000 คน ประเทศจะสูญเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่ต่ำกว่า 50,000 - 100,000 ล้านบาท ในช่วงอายุการทำงานของคนเหล่านี้
.
ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่าในประเทศที่ชนชั้นกลางล่มสลาย สัดส่วนงบประมาณ R&D ต่อ GDP มักจะต่ำกว่า 1% เพราะภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจในการสร้างสินค้าใหม่ๆ
.
เนื่องจากไม่มีกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อมากพอจะรองรับสินค้ากลุ่ม Premium หรือนวัตกรรมใหม่ และเมื่อชนชั้นกลางที่เป็นกลุ่ม แรงงานทักษะลดลง ประเทศจะขาดแคลนบุคลากรที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้า รวมถึงจะทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ เพราะการตัดสินใจเข้ามา
.
ตั้งโรงงานหรือฐานธุรกิจในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้ดูแค่ค่าแรง แต่ดูว่า คนในประเทศนั้นมีปัญญาซื้อของที่เขาผลิตได้ ไหม
.
หากสัดส่วนชนชั้นกลางลดลงเหลือต่ำกว่า 20% ของประชากรทั้งหมดตลาดภายในประเทศเล็กเกินกว่าจะดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ทำให้ประเทศจะต้องพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในด้านเศรษฐกิจ
.
การคงอยู่ของชนชั้นกลางจึงมีความหมายในทางเศรษฐกิจมาก การล่มสลายหรือหายไปไม่ส่งผลดีกับใครในประเทศทั้งสิ้น
.
ซึ่งจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าศักยภาพของชนชั้นกลางในเมืองไทยจะได้รับการฟื้นฟูมากแค่ไหน ถ้าไม่มีนโยบายหรือส่งเสริมรายได้ของชนชั้นกลางให้ลืมตาอ้าปาก ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปอาจกลายเป็นอวสานชนชั้นกลางแบบสมบูรณ์ได้
.
.
.
╔════════════════════════╗
มีคนทัก "พี่ๆขายแฟรนไชส์มั้ย?" แนะนำ อย่าเพิ่งขาย!
ถามตัวเองก่อนว่าธุรกิจเราทำเป็นแฟรนไชส์ได้มั้ย
.
#คอร์สแฟรนไชส์ จัมป์อัพ Franchise Jump Up
.
ปั้นธุรกิจแฟรนไชส์ เพิ่มยอดขาย ขยายสาขา
สอนทุกขั้นตอนในการพัฒนาธุรกิจให้เป็นระบบแฟรนไชส์
.
#สอนการสร้างแฟรนไชส์อย่างถูกต้อง
.
กลยุทธ์ขยายสาขา สร้างมาตรฐานร้านแฟรนไชส์
วิธีคิดค่าแฟรนไชส์, ค่า Royalty, Marketing Fee
กำไรในต้นทุน-วัตถุดิบในระบบแฟรนไชส์
กฎหมาย สัญญาแฟรนไชส์ Update ปี68
.
สนใจลงทะเบียน https://shorturl.at/RSrY7
.
ให้คำปรึกษาแฟรนไชส์ ฟรี!
โทร. 061-2673356 , 089-8955665
.
ที่นั่งมีจำนวนจำกัด
สนใจเรียนทัก LINE id: @thaifranchise
คลิก! https://shorturl.asia/g2Ud4
╚════════════════════════╝
.
.
อ้างอิง
https://citly.me/5x2FE
https://citly.me/TIuol
https://citly.me/fjU01
https://citly.me/qKfxa
https://citly.me/ZdaM4
https://citly.me/auC64
.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1391389916355503&set=a.541401748020995




ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลในสงครามครั้งนี้ แต่ประวัติศาสตร์สอนอะไรเราบ้างเกี่ยวกับประสิทธิภาพของมาตรการนี้



ย้อนบทเรียนในประวัติศาสตร์ การปิดล้อมทางทะเลแต่ละครั้งได้ผลจริงหรือไม่

บีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซีย
เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสับสนเรื่องการเปิด-ปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งหนึ่ง

ท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงที่ไม่มั่นคง รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เม.ย. ว่า ช่องแคบนี้ "เปิดอย่างสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่เหลือของการหยุดยิง" สำหรับเรือพาณิชย์

แต่ทางการอิหร่านกลับลำและปิดช่องแคบอีกครั้งในวันถัดมา หลังไม่พอใจที่สหรัฐฯ ยังคงดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่าน

จากนั้นก็มีรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนหนึ่งถูกเรืออิหร่านยิงใส่ หรือไม่ก็ถูกบังคับให้เดินเรือกลับไปทางเดิม

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการปิดล้อมครั้งนี้ทำให้เครื่องมือบีบบังคับที่เก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งในยามสงครามกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง นั่นคือ การตัดเส้นทางการเดินเรือเพื่อทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ ขัดขวางการค้า และบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามเปลี่ยนท่าทีหรือยอมจำนน

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าแม้มาตรการดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพในการกดดัน แต่ผลกระทบในวงกว้างนั้นซับซ้อนกว่ามาก ในบางกรณีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้ง การปิดล้อมทางทะเลมีบทบาทสำคัญในการบั่นทอนความสามารถของประเทศใดประเทศหนึ่งในดำเนินความขัดแย้งออกไป

แต่ในกรณีอื่น ๆ เช่น การปิดล้อมฉนวนกาซาและเยเมน การปิดล้อมทางทะเลกลับทำให้วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมรุนแรงขึ้น โดยไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางการเมืองที่ยั่งยืน

การปิดล้อมเยอรมนีของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

ภาพชาวเบอร์ลินขณะคุ้ยขยะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งนักประวัติศาสตร์ประเมินว่ามีพลเรือนชาวเยอรมันหลายแสนคนเสียชีวิตจากความอดอยากในช่วงสงคราม

การปิดล้อมทางทะเลต่อเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ตั้งแต่ปี 1914-1919 มักถูกยกมาเป็นตัวอย่างคลาสสิกของ "การปิดล้อมทางไกล" เพราะแทนที่จะปิดท่าเรือเยอรมันโดยตรง อังกฤษอาศัยอำนาจที่เหนือกว่าในทะเลเหนือเพื่อควบคุมการจราจรทางทะเล

กองทัพเรืออังกฤษตรวจสอบเรือที่สัญจรผ่านและกดดันประเทศที่เป็นกลางทำให้เยอรมนีถูกตัดขาดออกจากการค้าโลกอย่างได้ผล เมื่อเวลาผ่านไปรายการสินค้าต้องห้ามก็เริ่มเพิ่มเป็นหลายชนิดมากขึ้น จากเสบียงทางทหารไปจนถึงอาหารและปุ๋ย

ในระยะแรกเยอรมนีสามารถบรรเทาผลกระทบได้ด้วยการค้าผ่านรัฐที่เป็นกลางและการปรับตัวภายในประเทศ แต่เมื่อสงครามยืดเยื้อการนำเข้าที่ลดลงอย่างมากและการขาดแคลนปัจจัยการผลิตที่สำคัญก็ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรมลดลง

ผลกระทบทางสังคมนั้นรุนแรงมาก ในปี 1916 การขาดแคลนอาหารได้กลายเป็นวิกฤตที่เรียกว่า "ฤดูหนาวหัวผักกาด" (Turnip Winter) ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของความยากลำบาก และนักประวัติศาสตร์ประเมินว่าพลเรือนหลายแสนคนของเยอรมนีเสียชีวิตจากภาวะขาดสารอาหารและโรคที่เกี่ยวข้อง

แม้ว่าการปิดล้อมจะไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้เยอรมนีพ่ายแพ้ในสงคราม แต่โดยทั่วไปแล้วนักประวัติศาสตร์ต่างมองว่าการปิดล้อมของอังกฤษเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศักยภาพของเยอรมนีในการทำสงครามต่อไปลดลง

การปิดล้อมญี่ปุ่นของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2


กองกำลังและเรือรบของสหรัฐฯ ขึ้นฝั่งที่เกาะโอกินาวา ของญี่ปุ่น ในเดือน เม.ย. 1945

การพึ่งพาเส้นทางการขนส่งทางทะเลของญี่ปุ่นทำให้ญี่ปุ่นมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อการถูกปิดล้อม และในฐานะประเทศที่เป็นเกาะ ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาเส้นทางการเดินเรือเพื่อนำเข้าน้ำมัน วัตถุดิบ อาหาร รวมถึงการส่งเสบียงให้กับกองกำลังของตนข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกอีกด้วย

ตั้งแต่ปี 1943 เรือดำน้ำของสหรัฐฯ ได้โจมตีเรือสินค้าของญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ปฏิบัติการวางทุ่นระเบิดทางอากาศในภายหลัง โดยเฉพาะ "ปฏิบัติการทำให้อดอยาก" (Operation Starvation) ได้สร้างความเสียหายจากการขัดขวางเส้นทางเดินเรือที่สำคัญต่าง ๆ

ในช่วงปีสุดท้ายของสงคราม กองเรือสินค้าของญี่ปุ่นถูกทำลายไปเกือบหมด การประเมินหลังสงครามชี้ให้เห็นว่าการล่มสลายของเส้นทางทางทะเลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในช่วงสงครามของญี่ปุ่นล่มสลาย

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นไม่มีเส้นทางบกที่สำคัญที่จะช่วยลดแรงกดดันจากการถูกปิดล้อมทางน้ำได้ แตกต่างจากกรณีของเยอรมนี

แม้ว่าการยอมจำนนของญี่ปุ่นจะเกิดจากหลายปัจจัย รวมถึงการทิ้งระเบิดปรมาณูและการเข้าร่วมสงครามของสหภาพโซเวียต แต่การตัดขาดเส้นทางการขนส่งทางทะเลก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง

ปฏิบัติการ 'กักกันคิวบา' ในปี 1962


เครื่องบินลาดตระเวนเนปจูนของสหรัฐฯ บินเคียงข้างเรือบรรทุกสินค้าของโซเวียตในช่วงวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาในปี 1962

วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาแสดงให้เห็นถึงการใช้แรงกดดันทางทะเลที่แตกต่างออกไป

สหรัฐฯ จงใจหลีกเลี่ยงการเรียกการกระทำของฝ่ายตนว่าเป็นการปิดล้อม แต่ใช้คำว่า "การกักกัน" (quarantine) แทนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมาย

ภายใต้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี กองกำลังทางเรือของสหรัฐฯ ถูกส่งไปป้องกันไม่ให้ยุทโธปกรณ์ทางทหารของโซเวียตเข้าถึงคิวบา

เป้าหมายถูกกำหนดไว้จำเพาะและชัดเจนคือเพื่อหยุดยั้งการติดตั้งขีปนาวุธเพิ่มเติมและสร้างอำนาจต่อรองสำหรับการเจรจากับทางการรัสเซีย

ปฏิบัติการนี้กินเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนและทำหน้าที่หลักเพื่อเป็นการป้องปราม โดยเมื่อเจอกับความเสี่ยงของการเผชิญหน้า เรือโซเวียตบางลำจึงเลือกหันกลับ

เมื่อรวมกับการเจรจาทางการทูตอย่างเข้มข้น การเผชิญหน้าจึงจบลงด้วยการถอนขีปนาวุธของโซเวียตออกจากคิวบา และการถอนขีปนาวุธของสหรัฐฯ ออกจากตุรกีอย่างลับ ๆ

ดังนั้น เมื่อวัดจากวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ การกักกันนี้ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ

มาตรการคว่ำบาตรทางทะเลของสหประชาชาติต่ออิรัก

ภาพถ่ายท่าเรือบาสราของอิรักในปี 2003 ท่าเรือน้ำลึกแห่งเดียวของประเทศหลังสงครามปี 1991 การคว่ำบาตรหลายปีทำให้ท่าเรือแห่งนี้กลายเป็นสถานที่จอดเรือที่ถูกทิ้งร้าง

หลังจากการรุกรานคูเวตของอิรักในปี 1990 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรอย่างกว้างขวาง รวมถึงมาตรการตรวจสอบและจำกัดการจราจรทางทะเล

มาตรการควบคุมเหล่านี้ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตลอดช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 กลายเป็นส่วนสำคัญของความพยายามที่จะทำให้อิรักโดดเดี่ยวในทางเศรษฐกิจ และบังคับให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องระหว่างประเทศ

แม้ว่าทางออกสู่ทะเลของอิรักจะจำกัด แต่การบังคับใช้กฎหมายทางทะเลก็มีบทบาทในการควบคุมการส่งออกน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เส้นทางทางบกทำให้สามารถหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนได้ ซึ่งลดผลกระทบของการปิดล้อมทางทะเล

ในทางปฏิบัติ มาตรการเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับมาตรการคว่ำบาตรที่กว้างขวางกว่านี้ร่วมกับแรงกดดันทางทหาร

มาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้ทางทะเลต่ออดีตยูโกสลาเวีย


เหตุการณ์กองกำลังเฉพาะกิจทางทะเลนานาชาติของนาโตในปี 1992 โดยกองกำลังผสมได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางทะเลของสหประชาชาติต่อเซอร์เบียและมอนเตเนโกร

ในช่วงสงครามบอลข่าน มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติที่มีต่อสาธารณรัฐสหพันธ์ยูโกสลาเวียถูกบังคับใช้ในทะเลผ่านปฏิบัติการร่วมกันของนาโตและสหภาพยุโรป

ในทะเลเอเดรียติก ระหว่างปี 1992-1996 เรือหลายพันลำถูกตรวจสอบ และมีอีกหลายร้อยลำถูกบังคับให้เปลี่ยนเส้นทางหรือถูกสั่งหยุด โดยพื้นที่ปฏิบัติการที่ค่อนข้างจำกัดทำให้การบังคับใช้มาตรการทำได้ง่ายขึ้น

ปฏิบัติการเหล่านี้ช่วยเสริมประสิทธิภาพของมาตรการคว่ำบาตร โดยการเพิ่มต้นทุนของการละเมิดกฎ แต่ปฏิบัติการเหล่านี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ยุติความขัดแย้ง

แรงกดดันทางทหารและทางการทูตที่ผสมผสานกันอย่างกว้างขวางมากขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจะทำให้บรรลุข้อตกลง

การปิดล้อมฉนวนกาซา

เรือประมงปาเลสไตน์ระหว่างที่พยายามจะฝ่าการปิดล้อมทางทะเลของอิสราเอลเหนือฉนวนกาซาเมื่อปี 2018

การปิดล้อมฉนวนกาซา ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2007 เป็นส่วนหนึ่งของระบบการจำกัดการเคลื่อนไหว การค้า และการเข้าถึงทรัพยากรในวงกว้าง

มาตรการทางทะเลซึ่งมีการคุมเข้มมากขึ้นตั้งแต่ปี 2009 มีบทบาทสำคัญในการจำกัดการเข้าถึงทะเลของฉนวนกาซา อิสราเอลกล่าวว่ามาตรการเหล่านี้มีความจำเป็นเพื่อป้องกันการลักลอบขนอาวุธ แต่องค์กรด้านมนุษยธรรมโต้แย้งว่ามาตรการเหล่านี้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ของชาวกาซา

สถานะทางกฎหมายของการปิดล้อมยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน ในคำปรึกษาทางกฎหมายเมื่อปี 2024 ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้เน้นย้ำถึงข้อกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับสถานการณ์ในดินแดนปาเลสไตน์

แม้จะมีการจำกัดมานานหลายปี การปิดล้อมก็ไม่ได้ป้องกันวงจรความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในดินแดนดังกล่าว แม้ว่าจะสร้างแรงกดดัน แต่ก็ไม่ได้นำมาซึ่งความมั่นคงหรือการแก้ไขปัญหาทางการเมืองอย่างยั่งยืน

การปิดล้อมเยเมนที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย


ตามรายงานของสหประชาชาติ เยเมนเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมอย่างรุนแรง

นับตั้งแต่ปี 2015 กลุ่มพันธมิตรซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียได้กำหนดข้อจำกัดต่อท่าเรือและน่านฟ้าของเยเมน โดยมีเป้าหมายเพื่อจำกัดการไหลเวียนของอาวุธไปยังกองกำลังฮูตี

เยเมนพึ่งพาการนำเข้าเป็นอย่างมาก ทำให้มาตรการเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพลเรือน โดยสหประชาชาติได้เตือนซ้ำหลายครั้งถึงความเสี่ยงต่อภาวะอดอยาก การขาดแคลนเชื้อเพลิง และแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข

กลไกการตรวจสอบมีจุดประสงค์เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความกังวลด้านความปลอดภัยกับความต้องการด้านมนุษยธรรม แต่ความล่าช้ามักทำให้การจัดส่งเสบียงหยุดชะงัก

การปิดล้อมได้เพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มฮูตี แต่ไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เด็ดขาด

ในทางตรงกันข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่ยืดเยื้อและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องจากนานาชาติ

https://www.bbc.com/thai/articles/c2k374z89lyo




NBC Poll เปิดเผยว่า กระแสสนับสนุนสงครามของสหรัฐฯ ที่มีต่ออิหร่านได้ดิ่งลงอย่างแรง เมื่อความขัดแย้งจะย่างเข้าสู่เดือนที่สอง “ในกรณีของบุชนั้น ต้องใช้เวลานานถึงสองปีกว่าที่ชาวอเมริกันจำนวนสองในสามจะแสดงความไม่พอใจ แต่ในกรณีของทรัมป์ ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองเดือน"



ผลสำรวจความคิดเห็นฉบับใหม่จาก NBC News ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ระบุว่ากระแสการสนับสนุนสงครามของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านได้ดิ่งลงอย่างรุนแรง ในขณะที่ความขัดแย้งดังกล่าวใกล้จะยืดเยื้อครบสองเดือนเต็ม ซึ่งอัตราการลดลงนี้รวดเร็วจนทำให้บรรดานักวิจารณ์หลายคนถึงกับตะลึง

"ต้องใช้เวลาถึงสองปีกว่าที่ชาวอเมริกันสองในสามจะแสดงความไม่พอใจต่อการรับมือสถานการณ์ในอิรักของบุช แต่กลับใช้เวลาไม่ถึงสองเดือนเท่านั้นที่ชาวอเมริกันในจำนวนเท่ากันจะแสดงความไม่พอใจต่อการรับมือสถานการณ์ในอิหร่านของทรัมป์" สตีเฟน เวิร์ทไฮม์ (Stephen Wertheim) นักประวัติศาสตร์และนักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศตั้งข้อสังเกต โดยแสดงความคิดเห็นต่อผลสำรวจดังกล่าวผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งมีผู้ติดตามของเขากว่า 33,000 คนได้รับรู้

จากผลสำรวจซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 30 มีนาคม ถึง 13 เมษายน พบว่ามีผู้ใหญ่เพียง 33% จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 32,433 คนเท่านั้นที่ระบุว่าตนเห็นด้วยกับการรับมือสงครามของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะที่สัดส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยกลับสูงถึง 67% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ และในกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วย 67% นี้ มีถึง 54% ที่ระบุว่าตน "ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง" ต่อการจัดการสงครามของทรัมป์

"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย หากคุณคอยติดตามรับฟังเสียงของผู้คนมาโดยตลอด" วุฒิสมาชิก Andy Kim (พรรคเดโมแครต จากรัฐนิวเจอร์ซีย์) เขียนแสดงความคิดเห็นผ่านโพสต์บน X เพื่อตอบสนองต่อผลสำรวจดังกล่าว "ผู้คนต่างพากันโกรธแค้น พวกเขาเห็นสงครามที่ถูกทำขึ้นในนามของพวกเขาและด้วยเงินภาษีของพวกเขา แต่กลับเกิดขึ้นโดยปราศจากการเห็นชอบจากพวกเขา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติสงครามนี้เสียที"

ผลสำรวจยังเปิดเผยอีกว่า คะแนนความนิยมโดยรวมของทรัมป์ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยแตะระดับ 37% ในเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่หน่วยงาน NBC News Decision Desk เริ่มต้นติดตามระดับความนิยมของทรัมป์ในช่วงวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของเขา ทั้งนี้ ในเดือนเมษายน ปี 2025 คะแนนความนิยมของทรัมป์เคยอยู่ที่ระดับ 45%

ในห้วงเวลาเดียวกันนั้น คะแนนความไม่พอใจที่มีต่อทรัมป์ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นจาก 55% ในเดือนเมษายนของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 63% ณ เดือนปัจจุบันนี้

ชาวอเมริกันไม่เคยชื่นชอบสงครามครั้งนี้มาตั้งแต่ต้นแล้ว

นี่คือเหตุผลที่ฝ่ายอิหร่านพยายามยื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ เพราะพวกเขารู้ดีว่ายิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปนานเท่าไหร่ สถานะในการเจรจาต่อรองของพวกเขาก็จะยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น เมื่อต้องเจรจากับชายผู้ซึ่งไม่ได้ใส่ใจไยดีเรื่องอื่นใดเลย นอกเหนือไปจากตัวของเขาเองและคะแนนความนิยมของเขาเท่านั้น https://t.co/yrf23a1PcN

– David Axelrod (@davidaxelrod) วันที่ 19 เมษายน 2026


ที่มา NBC News
https://www.rawstory.com/trump-2676763324/?utm_source=flipboard&utm_content=RawStory/magazine/Top+Stories

April 19, 2026




ดูเหมือน การเจรจาสันติภาพในประเทศปากีสถานรอบที่ 2 ของอิหร่านและสหรัฐจะมีหรือไม่ ยังไม่แน่นอน แม้สหรัฐพร้อม แต่ถ้อยแถลงของอิหร่าน ที่ออกมาดูขัดแย้งกันเอง









https://x.com/NEWSMAX/status/2046251577816625387

จากรายงานของ อเล็กซ์ ซัลวี และแซค เซจ ฟ็อกซ์ (Zachonearth) NEWSMAX บอกว่า สัญญาณที่สับสนจากเจ้าหน้าที่อิหร่านเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง ขณะที่บางคนในกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะกลับมาเจรจาเพื่อป้องกันการบ escalation มากขึ้น แต่กลุ่มหัวแข็งในเตหะรานและโฆษกของประธานาธิบดีอิหร่านกลับแถลงต่อสาธารณะว่า "ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ" โดยอ้างถึงความไม่ไว้วางใจอย่างมากต่อวอชิงตันหลังจากการปะทะกันทางทะเลเมื่อเร็วๆ นี้