วันพฤหัสบดี, มกราคม 29, 2558

ช็อตเด็ดวันนี้ : งง?!? เผด็จการจะสร้างประชาธิปไตยได้ยังไง?!?




สรุปสถานการณ์ประจำปี 2557: การขัดขวางการใช้สิทธิโดยภาคประชาชน ที่ปูทางสู่การยึดอำนาจและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง

Election
ที่มา ILAW
28 มกราคม 2015

ปลายปี 2556 สถานการณ์ทางการเมืองไทยเริ่มตึงเครียด ส.ส. พรรคเพื่อไทยเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม "ฉบับเหมาเข่ง" เข้าสภา ก่อให้เกิดกระแสต่อต้าน และการชุมนุมคัดค้านขนาดใหญ่  แม้ว่าภายหลังร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะตกไป แต่ความร้อนแรงของอุณหภูมิทางการเมืองกลับไม่ได้ลดต่ำลงไปด้วย จากกระแสมวลชนที่ถูกจุดติด ทำให้มีการ "ยกระดับ" ข้อเรียกร้องไปเรื่อยๆ จากถอนร่าง พ.ร.บ. ไปเป็นให้รัฐบาลลาออก จนเมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภา ก็มีการผลักดันข้อเรียกร้องไปเป็น "ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง"
 
 ในรูปธรรม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) และผู้สนับสนุนแนวคิด "ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง" ใช้มาตรการต่างๆเพื่อขัดขวางไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง รวมทั้งการปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าไปใช้สิทธิ
 
ในเวลาต่อมา การปิดกั้นการใช้สิทธิโดยมวลชนที่เชื่อในแนวทาง "ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง" ก็กลายเป็นก้าวแรกที่นำประเทศเข้าไปสู่ทางตัน จนทำให้ทหารสามารถอ้างเป็นเหตุทำรัฐประหาร ประกาศใช้กฎอัยการศึก และใช้อำนาจจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง
 
 
จาก "คัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมสู่ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
 
1 พฤศจิกายน 2556 สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ในเวลาต่อมา มีประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงการผ่านกฎหมายดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ในหลายพื้นที่ เริ่มจากเวทีใหญ่ ตรงสถานีรถไฟสามเสน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและศูนย์ราชการ นอกจากนี้ยังมีเวทีย่อยที่ หอศิลป์ กทม. แยกราชประสงค์ แยกสวนลุมพินี ฯลฯ
 
7 พฤศจิกายน 2556 กระแสต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่หนักหน่วง ทำให้ส.ส..ที่เสนอร่างพ.ร.บ.นิโทษกรรม ตัดสินใจถอนร่างกฎหมายออกจากวาระการประชุม
 
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีก็แถลงว่า การผ่าน ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ทำเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลพวงแห่งการรัฐประหารเท่านั้น ไม่ใช่ผ่านเพื่อล้างผิดกรณีคอร์รัปชัน ทั้งในขณะนี้ก็มีการถอนร่างพ.ร.บ.ทั้งหมดออกจากวาระการประชุมแล้ว จึงอยากขอให้ยุติการชุมนุม 
 
11 พฤศจิกายน 2556 สมาชิกวุฒิสภา มีมติไม่รับหลักการร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 141 เสียงและงดออกเสียง 1 เสียง 
 
15 พฤศจิกายน 2556 การชุมนุมก็ยังคงดำเนินต่อไป มีการประกาศยกระดับการชุมนุมจากคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปเป็นการถอนรากถอนโคน "ระบอบทักษิณ" แทน โดยชี้ว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เป็นเพียงผลไม้พิษที่มาจากต้นไม้พิษ คือระบอบทักษิณ 
 
การชุมนุมและสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด ทำให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภาในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 และให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 โดยหวังว่า การยุบสภา  คืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่คงจะเป็นทางออกที่ดี แต่การชุมนุมไม่ได้ยุติลงไป ขณะที่ผู้ชุมนุมก็มีข้อเรียกร้องใหม่ ได้แก่การจัดตั้งสภาประชาชนและการฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง
 
ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ทวีความตึงเครียดและมีความไม่แน่นอน สปอตไลท์เริ่มส่องไปที่ทหาร ตัวแสดงที่สำคัญตัวหนึ่งของการเมืองไทย 27 ธันวาคม 2556 คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก แถลงในลักษณะแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องการรัฐประหาร แต่ก็ยืนยันว่าต้องแก้ปัญหาด้วยการพูดคุย 
 
ยึดหน่วยเลือกตั้ง ปูทางสู่การรัฐประหาร
 
13 มกราคม 2557 แกนนำกปปส.นัดชุมนุมปิดถนนสายหลักในกรุงเทพมหานคร (Shut down Bangkok) เพื่อยกระดับการชุมนุม หวังเผด็จศึกกดดันรัฐบาลรักษาการให้ลาออก และรณรงค์ไม่ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในระหว่างการชุมนุมที่ยืดเยื้อ รัฐบาลตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 21 มกราคม 2557 เพื่อควบคุมสถานการณ์ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล 
 
วันที่ 26 มกราคม 2557 กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้าในกรุงเทพมหานครและในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 440,000 คนไม่สามารถออกเสียงลงคะแนนได้ เช่น ที่จ. ตรัง กลุ่ม กปปส. ตรัง เดินทางมาปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าเอาไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ที่จ.นครศรีธรรมราช มีมวลชนมาปิดล้อมจนต้องยุติการเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งจังหวัด ขณะที่ จ.ชุมพร มวลชน กปปส. ตั้งเวทีปราศรัยหน้าสถานที่เลือกตั้งล่วงหน้าตั้งแต่เวลา 05.00 น. เพื่อป้องกันการรับหีบและบัตรเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่

ที่มาภาพ: มติชน

31 มกราคม 2557 สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศบนเวที กปปส.ว่า หน่วยเลือกตั้งจะสามารถเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิได้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557

ทว่าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 วันก่อนการเลือกตั้งก็เกิดเหตุรุนแรงขึ้น ในกรุงเทพมหานคร ระหว่างที่ผู้ชุมนุม กปปส. ปิดกั้นการส่งหีบเลือกตั้งจากสำนักงานเขตหลักสี่ มีกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลราว 200 คน มาชุมนุมเผชิญหน้าคัดค้านกลุ่มกปปส. การเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมสองฝ่ายที่มีความเห็นต่างกันทำให้เกิดความตึงเครียดถึงขั้นใช้อาวุธปืนยิงโต้ตอบกันหลายนัด ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อยหกคน

เหตุการณ์ที่่เป็นที่โจษจันคือ ลุงอะแกว วัย 72 ปี ที่เห็นว่ามีการชุมนุมกันบริเวณหลักสี่จึงเข้าไปสังเกตการณ์ เนื่องจากเป็นห่วงลูกสาวที่ทำงานขายอาหารอยู่ ภายในห้างไอทีสเเควร์ โดยอยู่ฝั่งผู้ชุมนุมสนับสนุนการเลือกตั้งและถูกยิงจนกลายเป็นอัมพาต เกือบ 8 เดือน จนกระทั่งเสียชีวิต

ผลแห่งความรุนแรงทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งตัดสินใจระงับการลงคะแนนในเขตหลักสี่ นอกจากนี้ ยังยกเลิกการลงคะแนนใน จ.ชุมพร ตรัง พังงา พัทลุง ภูเก็ต ระนอง สงขลาและสุราษฎร์ธานีเนื่องจากขาดบัตรเลือกตั้ง

2 กุมภาพันธ์ 2557 วันเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตดินแดงชุมนุมประท้วงกลุ่ม กปปส. ที่ปิดล้อมสำนักงานเขตดินแดงทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ได้ พร้อมทั้งเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้ง

ในวันเดียวกันก็เกิดเหตุผู้สนับสนุนกลุ่ม กปปส. ออกมาปิดล้อมคูหาเลือกตั้งในหลายๆ พื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดทางภาคใต้ หลายจุดมีการปะทะกันระหว่างผู้ต้องการใช้สิทธิเลือกตั้งกับผู้ชุมนุม เช่น กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. หาดใหญ่ ปิดล้อมศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ ทำให้ยังไม่สามารถแจกจ่ายบัตรเลือกตั้งไปยังจังหวัดต่างๆ ในชายแดนภาคใต้ได้ และที่สำนักเขตเลือกตั้ง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก็มีกลุ่ม กปปส. ปิดล้อมเช่นกัน

สำหรับที่กรุงเทพมหานครมีการปิดหน่วยเลือกตั้งที่ 17 สุเหร่าบ้านดอน ย่านทองหล่อ หลังถูกปาด้วยประทัดยักษ์และมีผู้ชุมนุมเป่านกหวีดให้ยุติการเลือกตั้ง ขณะที่เขตหลักสี่ ดินแดง ราชเทวี มีการปิดหน่วยเลือกตั้งโดยกลุ่มผู้ชุมนุม ส่วนเขตบางกะปิกับบึงกุ่มมีปัญหาคณะกรรมการหน่วยเลือกตั้งไม่เพียงพอ ทำให้ประกาศปิดรับการลงคะแนนในบางหน่วย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง รายงานในภายหลังว่า สามารถจัดการเลือกตั้งได้ 68 จังหวัด มีผู้มาใช้สิทธิ 20,530,359 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 47.72 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งของทั้ง 68 จังหวัด และมี 9 จังหวัด ที่จัดการเลือกตั้งไม่ได้

21 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ได้จัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายในวันเดียวกัน จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งจากภาควิชาการและพรรคเพื่อไทย กานต์ ยืนยง นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวว่า ค่อนข้างชัดเจนว่า องค์กรอิสระต้องการถอดถอนยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีทั้งคณะเพื่อสร้างช่องว่างแห่งอำนาจ ด้านสดศรี สัตยธรรม อดีตผู้พิพากษาและอดีตกรรมการการเลือกตั้ง วิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการแช่แข็งประเทศ และเรียกร้องให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งครั้งหน้าให้มากเพื่อ "นำประชาธิปไตยกลับคืนมา

ในวันเดียวกัน กลุ่มนักเรียนนักศึกษาซึ่งใช้คำขวัญว่า "โปรดเคารพอนาคตของเรา" (Respect My Future) รวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และใช้ผ้าดำคลุมอนุสาวรีย์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ประชาธิปไตยได้ตายลงแล้ว ส่วนประชาชนอีกกลุ่มจัดกิจกรรมชื่อ "เคารพเสียงของเรา" (Respect My Vote) เพื่อเรียกร้องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลาออก

7 พฤษภาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีโยกย้ายข้าราชการโดยมิชอบ

9 พฤษภาคม 2557 สุเทพและแกนนำ กปปส.เปิดฉากการประท้วงที่เรียกว่า “การต่อสู้ครั้งสุดท้าย” โดยเข้าควบคุมพื้นที่สื่อมวลชนที่ผู้ชุมนุมมองว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาล และโน้มน้าวไม่ให้รายงานโฆษณาชวนเชื่อนิยมรัฐบาลอีกต่อไป เพราะเชื่อว่าเป็นการบิดเบือนความจริง

สถานการณ์ดูจะเข้าสู่สภาวะสุกงอม กลางดึกของวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศกฎอัยการศึกในรูปของประกาศกองทัพบก เนื่องจากผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายยังไม่มีทีท่าจะยุติการชุมนุม

วันที่ 21 พฤษภาคม 2557 รัฐบาลรักษาการแถลงว่า ไม่ได้รับการปรึกษาเกี่ยวกับการตัดสินใจของกองทัพ ต่อมากองทัพแถลงว่าท่าทีดังกล่าวมิใช่การรัฐประหาร แต่มีการเรียกตัวแทนของรัฐบาลรักษาการและตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าเจรจาหาทางออก

เย็นวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศผ่านทางโทรทัศน์ว่า กองทัพภายใต้การนำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สามารถควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินได้เรียบร้อยแล้ว


ดูสรุปสถานการณ์ประจำปี 2557 กรณีอื่นๆ

สรุปสถานการณ์ปี 2557 1/5 : การเรียกบุคคลไปรายงานตัว การจับกุมและการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก

สรุปสถานการณ์ปี 2557 2/5: คดีหมื่นประมาทพระมหากษัตริย์ เดินหน้าหนึ่งก้าวก่อนถอยหลังอีกสามก้าว

สรุปสถานการณ์ปี 2557 3/5: เสรีภาพการชุมนุม/การแสดงออกสาธารณะ และการตั้งข้อหาทางการเมือง

สรุปสถานการณ์ปี 2557 4/5: การฟ้องคดีหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพื่อปิดกั้นการแสดงออก

สรุปสถานการณ์ปี 2557 5/5 : เก็บตกเหตุการณ์ก่อน-หลังรัฐประหาร การเซ็นเซอร์ตัวเอง การปิดกั้นสื่อออนไลน์ การปิดวิทยุชุมชน และอื่นๆ

กิตติรัตน์ ณ ระนอง : "การขาดหลักนิติธรรม" จะกลายเป็นชนวนแห่งความสูญเสียของประเทศในทุกด้าน

ภาพจาก การ์ตูน "เซีย" ไทยรัฐ

ประชาชนปราถนากระบวนการยุติธรรมที่ยุติธรรม... ไม่ได้ขอนิรโทษกรรมให้ใคร

สิ่งที่เกิดขึ้น กับ อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตั้งแต่การเดินขบวนขับไล่รัฐบาล โดยกลุ่ม กปปส. จน นายกรัฐมนตรีิประกาศ ยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้ประชาชน เมื่อเดือนธันวาคม 2556 และเสนอให้มีการเลือกตั้งทั่วไปทั้งประเทศ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่ถูกกระบวนการต่างๆ ขัดขวาง จนไม่สามารถ จัดการเลือกตั้งได้สำเร็จ มีลำดับเหตุการณ์ที่น่าจับตาดูหลายเหตุการณ์ โดยลำดับ

1. วันที่ 7 พฤษภาคม 2557 นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหา พร้อมด้วย รัฐมนตรีจำนวนมาก (ทั้งที่ไม่เคยเป็นผู้ถูกกล่าวหา มาก่อน) พ้นจากหน้าที่ รักษาการ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรี ด้วยคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ จากกรณีการโยกย้ายอดีตเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ

2. ในวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการ ปปช. ประกาศชี้มูลความผิด ในโครงการรับจำนำข้าว แบบรวมคดีทั้งการยื่นถอดถอนต่อ สภาฯ และคดีอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติ ต่ออดีต นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์

3. และ ในเวลา 2 สัปดาห์ ต่อมา ก็ตามด้วยการ รัฐประหาร ที่นำโดย ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งทำให้มีการแต่งตั้ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี 2557 แทนฉบับปี 2550 ที่ถูกการรัฐประหารยกเลิกไปแล้ว

4.กระบวนการ ของ ปปช. เพื่อยื่นถอดถอน อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ในเดือนมกราคม 2558 ที่ปรากฏชัดเจนถึง ความรวบรัดเร่งรีบ และอ้างถึงกฎหมายสูงสุด คือรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ที่ถูกยกเลิกไปแล้วในการดำเนินการ เพื่อหวังผลการตัดสิทธิทางการเมืองที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้น แต่ไม่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และทั้งๆ ที่ ปปช.ก็ระบุในคำวินิจฉัยของตนเองว่า ไม่พบหลักฐานว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์กระทำการทุจริต หรือเอื้อให้กระทำการทุจริต แต่พยายามยัดเยียดความคิดที่ว่า มีพฤติกรรมที่ "ส่อ..." และกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหา ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนเกิดความเสียหาย โดยนำเอา ตัวเลข "การขาดทุนทางบัญชี" หรือ "ค่าใช้จ่ายสุทธิของโครงการฯ" หลายๆ ฤดูการผลิต หลายๆ ปีบัญชี ที่ยังไม่มีข้อยุติ มารวมทบๆ กันให้เข้าใจว่าเป็นตัวเลขที่มากและเพิ่มขึ้นๆ มาชี้วัด เป็น"ความเสียหาย"ที่ทำให้ อดีตนายกรัฐมนตรี มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติ ไม่ยับยั้งโครงการ

ซึ่งตัวเลข"การขาดทุนทางบัญชี" ที่นำมากล่าวหาอย่างบิดเบืือนว่าเป็นความเสียหาย (เพราะยอมไม่นำประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโครงการมาพิจารณาด้วย) ยังไม่เป็นข้อยุติเพราะมีหลักฐานที่ขัดกัน ในด้านปริมาณสินค้าคงคลังในปริมาณที่มีนัยยะสำคัญ และสมมุติฐานด้านราคา และค่าเสื่อมราคา ที่นำมาใช้ในการปิดบัญชี
ทั้งๆ ที่มีข้อมูลชัดเจนว่า โครงการรับจำนำข้าว มี "ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ" สูงกว่า "ค่าใช้จ่ายสุทธิ" ทั้งในกรณีรายปี และยอดสะสมหลายปีรวมกัน อย่างมากมาย

การบิดเบือนว่าโครงการรับ
จำนำข้าวทำให้ชาวนาฆ่าตัวตายเพราะได้รับเงินช้า ทั้งๆที่ การจ่ายเงินแก่ชาวนาที่จ่ายตรงเข้าบัญชีชาวนาที่ ธกส. ใน 4 ฤดูการผลิตแรกไม่มีความล่าช้าแต่อย่างใด แต่ที่มาล่าช้าในฤดูการผลิต ข้าวนาปี 2556/57 ก็เพราะการขัดขวางของกลุ่ม กปปส. ที่มีสมาชิกหลายคนมานั่งอยู่ในสภานิติบัญญัติต่างหาก ข้อท้าให้ไปถามชาวนาว่าเขาโกรธ อดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ หรือกลุ่ม กปปส.กันแน่

5. ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเหตุการณ์ความบังเอิญที่ไม่บังเอิญ ที่ อัยการสูงสุด แถลงว่าจะส่งฟ้อง อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีอาญา เพียงหนึ่งชั่วโมงก่อนการลงมติถอดถอนของ สนช. ทั้งที่หัวหน้าคณะทำงานที่ อัยการสูงสุดแต่งตั้งขึ้นเอง ยังดำเนินการไม่เสร็จ และไม่ทราบเรื่อง การสรุปร่วมกับ ปปช.

สิ่งเหล่านี้อยู่ในสายตาของประชาชนที่ก่อให้เกิดความแคลงใจ ไปจนถึงความคับใจในความยุติธรรม รวมทั้งอยู่ในสายตาของ ประชาคมธุรกิจ และเศรษฐกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจใน "หลักนิติธรรม" ของประเทศ

คำเตือนนี้ไม่มีความประสงค์ จะให้เป็นคำขู่ เพราะคงไม่มีใครต้องกลัวผมแต่อย่างใด เพราะทุกวันนี้ผมใช้เวลาส่วนใหญ่กับ กีฬา และดนตรี เท่านั้น แต่ผมขอเตือนสติผู้เกี่ยวข้องที่มี อำนาจหน้าที่ ว่า "การขาดหลักนิติธรรม" จะกลายเป็นชนวนแห่งความสูญเสียของประเทศในทุกด้าน โดยไม่มีใครต้องออกมาประท้วงกันตามท้องถนน แต่ความแคลงใจ ความคับใจ และความไม่มั่นใจ จะส่งผลเสียต่อการลงทุน การสร้างงาน และการบริโภค จนกลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุนแรงอย่างประมาณค่ามิได้

ที่มา FB

Kittiratt Na-Ranong (กิตติรัตน์ ณ ระนอง)


ขำขันวันนี้ ตลกบ่



สาวตาบอดถูกรุมโทรม เลยแจ้งความกับตำรวจ
สาวตาบอด : มันมากันทั้งหมด 7 คนค่ะ
ตำรวจ : ตาบอดแล้วรู้ได้อย่างไร
...
สาวตาบอด : คนแรก น่าจะรับราชการค่ะ
ตำรวจ : ทำไมถึงคิดว่าเขารับราชการล่ะ
สาวตาบอด : ก็เค้าชอบเลียแข้งเลียขา แล้วก็ชอบทำๆ หยุดๆ
ตำรวจ : แล้วคนที่สองล่ะ
สาวตาบอด : น่าจะเป็น หมอค่ะ
ตำรวจ : ทำไมล่ะ
สาวตาบอด : ก้อเค้าชอบคลำโน่นจับนี่ บอกให้นอนนิ่งๆ พลิกซ้ายขวาแล้วเฝ้าถามอยู่แต่ว่าเจ็บมากมั้ย
ตำรวจ : เอาๆ แล้วคนที่สามล่ะ
สาวตาบอด : น่าจะทำงานเอกชนนะ
ตำรวจ : ทำไมล่ะ
สาวตาบอด : คนนี้ ทำไม่หยุดเลยค่ะ..ส่วนคนที่สี่น่าจะเป็นครูนะ
ตำรวจ : รู้ได้ไง
สาวตาบอด : คนที่สี่นี่ทำไปสอนไปค่ะ .. หนูล่ะอยากจะบร้า กรูโดนข่มขืนอยู่นะโว้ยยย สอนอยู่ได้ แถมทำเสร็จ มีการจะมาให้คะแนนหนูอีกแน่ะ
ตำรวจ : แล้วคนที่ห้าล่ะ
สาวตาบอด : คนที่ห้ากับที่หกนี่ สงสัยจะเป็นนักการเมืองค่ะ
ตำรวจ : คุณรู้ได้ยังไง
สาวตาบอด : ไอ้สองคนนี้ มันทำไป ป้อนคำหวานไปค่ะ บอกว่าเสร็จแล้วจะให้โน่นให้นี่ อย่าไปแจ้งความนะ มันบอกว่าอาจจะเลี้ยงดูหนูเลยก็ได้ แล้วหนูรู้ด้วยนะว่า 2 คนนี้เค้าอยู่พรรคไหนกัน คนที่ห้านี่อยู่พรรคประชาธิปาด แต่คนที่หกอยู่พรรคเพื่อทาย
ตำรวจ : เฮ่ยยยยย จะเก่งเกินไปแล้ว หนูรู้ได้ไง
สาวตาบอด : รู้สิ ทำไมจะไม่รู้ ก็คนที่ห้ามันทำไป ป้อนคำหวานไป แต่มันทำไม่เสร็จ ส่วนคนที่หก ป้อนเหมือนกัน แต่มันทำจนเสร็จ ค่ะ
ตำรวจ : 5555555+ หนูนี่เก่งจิง เอ้า มาถึงคนสุดท้ายแล้ว คนสุดท้ายนี่ ใครล่ะ
สาวตาบอด : คนสุดท้ายนี่เป็นทหารแน่นอนร้อย % เลยค่ะ หนูมั่นใจสุดๆ
ตำรวจ : ยังไง ไหนลองว่าไปซิ
สาวตาบอด : ก็คนสุดท้ายนี่ล่ะค่ะ ที่ข่มขืนหนูรุนแรงที่สุด พอเสร็จแล้ว หนูก็ต้องร้องไห้ ใช่มะ แล้วมันก็ดุเอา บอกแต่ว่าจะร้องทำไม จะร้องทำไม เอาความสุขมาคืนให้แท้ๆ จะร้องทำไม ทีหลังอย่าใส่บิกินี่อีกนะ เนี่ยล่ะค่ะ หนูถึงมั่นใจ ว่ามานเป็นต๊ะหาน !!

Chad Sripanich

พม่าไม่ได้รบไทย ในประวัติศาสตร์ไทยรบพม่า : สุจิตต์ วงษ์เทศ


https://www.youtube.com/watch?v=zHxMN3t8j4c&app=desktop
Published on Jan 25, 2015

จัดโดยคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯลฯ
เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๘

ที่มา PITVFANPAGE


เลิก "ดัดจริต" เถอะ




**หยุดดัดจริตประเทศไทย**

ม็อบจัดตั้ง คสช. "เครือข่ายปกป้องผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของคนไทย" ที่มากันเพียงหย่อมเดียวเพื่อตอบโต้สหรัฐอเมริกา

กรณีสหรัฐบอกให้ประเทศไทยยกเลิก "กฎอัยการศึก" โดยเร็วและรีบคืนประชาธิปไตย คนกลุ่มนี้จึงรับงานออกมาดิสเครดิต เพื่อทำให้เห็นว่าคนไทยไม่ยอมรับข้อเสนอแนะของอเมริกาและสนับสนุน คสช. บริหารประเทศ อ้างว่าคดีจำนำข้าวเพราะนักการเมืองโกง คสช. ไม่เคยกลั่นแกล้งใคร

แต่คนพวกนี้ก็ยังคงแสดงความไม่ฉลาดออกมา ดันไปเขียนจดหมายว่า "ราชอาณาจักรไทย" ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใครตั้งแต่สมัยสุโขทัย

คำถามคือสมัยสุโขทัย มีประเทศไทยแล้วเหรอ? อย่างที่เคยบอกว่าสมัยนั้น แต่ละเมืองมีศักดิ์เป็นประเทศ ไม่ว่าจะ "อยุธยา" หรือ "สุโขทัย" ก็คือประเทศทั้งนั้น ไม่มีราชอาณาจักรไทยมาแต่กาลก่อน
ดังที่เคยอธิบายตอบโต้ไอ้พวกคลั่งชาติโหนชาวบ้านบางระจันว่า
สู้เพืื่อประเทศไทย ทั้งที่จริงเขาสู้เพื่อตนเอง

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ท่านก็กู้เอกราชคืนจากพม่า แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ไทย ก็คือประเทศ "กรุงธนบุรี" แล้วถ้าพวกนี้นับว่าสุโขทัยเป็นต้นมาคือประเทศไทย งั้นก็แปลว่าพวกนี้ "โกหก" เพราะเราเสียกรุงให้พม่าถึง 2 ครั้ง ทำเป็น "ดัดจริต" ลืมประวัติศาสตร์ส่วนนี้

แต่ก็ถูก อาณาจักรสยาม ที่เพิ่งมีมาไม่นานนี้ ไม่เคยเสียตัวเป็นเมืองขึ้นใคร มีแต่เสียแผ่นดิน เสียดินแดน เพราะค้ำบัลลังค์กลัวฝรั่งจะเข้ามายึดอำนาจ ทำท่าจะรบกับฝรั่งเศสอยู่พักหนึ่ง เจอฝรั่งเศสยิงสวน
ป้อมแตก รัชกาลที่ 5 ถึงกับนอนป่วยหนัก ด้วยกลัวว่าฝรั่งเศสจะอาศัยเรื่องนี้เอาทั้งแผ่นดินไป ตนเองก็จะไม่เหลืออะไร

ประวัติศาสตร์คลั่งชาติ อย่าโหนมั่วๆเลยมันย้อนแย้งกันเองชนิดที่คนละโลก ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร แต่เสียกรุงให้พม่า 2 ครั้ง กูไม่นับ
เลิก "ดัดจริต" เถอะ

‪#‎หยุดดัดจริตประเทศไทย‬


อุ๊ย วุ้ย แก้เกี้ยว damage control พ่นควันกัน ขนานหย่าย





อุ๊ย วุ้ย แก้เกี้ยว damage control พ่นควันกัน ขนานหย่าย

ยามเมื่อผู้ช่วย รมว. ต่างประเทศสหรัฐคล้อยกายผ่านไป

เริ่มด้วยทั่นผู้ณรรมออกมาแฉตลบหลัง อ้างแทนบิ๊กเจี๊ยบ ณ กต.

"ว่า พล.อ.ธนะศักดิ์เล่ารายละเอียดให้ฟังทั้งหมดแล้ว ฝ่ายรัฐบาลชี้แจงสถานการณ์ทั้งหมดว่าอะไรเป็นอะไร รวมทั้งได้ถาม กลับไปว่าถ้าต้องลดการใช้กฎอัยการศึกแล้วเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ต่างๆ หรือถ้าเป็นในสหรัฐฯแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งนายแดเนียลก็ตอบไม่ได้ บอกว่าเดี๋ยวไปหาคำตอบมาก่อน"

(http://www.thairath.co.th/content/477531)

"ทั้งนี้ ตนก็ไม่ได้ใช้กฎอัยการศึกไปรบกวนใครไม่ใช่หรือ ทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ทุกคนก็ทราบดีว่าถ้าไม่มีกฎหมายดังกล่าว ทุกคนก็จะออกมาพูดเสนอความคิดเห็นจนเกิดความวุ่นวายไปหมด แล้วจะทำงานอะไรได้ ก็ขอเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ยังให้ตนไม่ได้"

(http://www.thairath.co.th/content/477469)

แหะ แหะ ตรงนี้ขอเรียนว่า ทั่นผู้ที่เวลานี้เป็นหย่ายในแผ่นดินไม่น่าบ้องตื้นนะ ก็ที่ผ่านมาเขาก็ไม่ได้ให้ ท่านยังยึดเอาตามอำเภอใจไง

ส่วนที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีเมกัน (อาจ) ไม่มีเวลาเหลียวมาตอบ ก็พอดีมีคนช่วยสร้างความกระจ่างให้

ไม่ใช่ใครที่ไหน 'จารย์เจียม' เจ้าเก่า

"ธนศักดิ์ ถามสหรัฐ ถ้าประเทศเป็นแบบไทย จะทำอย่างไร

ตอบ: ประธานาธิบดีสั่งปลดผู้บัญชาการทหาร และนำขึ้น court martial (ศาลทหาร) ข้อหากบฏ
..........

ยิ่งกว่านั้น ในปี 1878 รัฐสภาสหรัฐออกกฎหมาย Posse Comitatus Act ซึ่งห้ามการเข้าเกี่ยวข้องกับการรักษากฎหมายภายในประเทศของกองทัพ โดยไม่ผ่านการยินยอมจากรัฐสภา"

สงสัยอาการหน้าม้านมันเกิด เลยต้องเชิดใส่ เชอะ แค่ผู้ช่วย รมว. หนอยมาทำเป็นสอนประชาธิปไตย อย่ากระนั้นเลย ส่งคนทำงาน กต. ระดับเดียวกันไปตามล้างตามเช็ดดีกว่า

ดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ จึงได้แถลงหลังเชิญอุปทูตสหรัฐเข้าพบ

"ยันไทยจำเป็นต้องคงกฎอัยการศึก ถามกลับถ้าให้เลิก เกิดอะไรขึ้น สหรัฐรับผิดชอบไหม

ฉะ แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศสหรัฐพูดที่จุฬาฯ แทรกแซงการเมืองไทย

ถ้าเป็นไทยจะเลือกไม่ไปพูดประเด็นการเมืองประเทศนั้นๆ"

แต่อ๊ะ ท่าน รมช. ไทยลืมง่าย หลักวิชา หลักการที่เคยร่ำเรียน คายทิ้งเสียหมดหรือไร

ที่เขาพูดถึงเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุม และสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน อันเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของมวลมนุษย์ หากที่ใดขาดตกไปก็กลายเป็นปัญหาของนานาชาติ

ออกอาการโวยวายว่าเขาแทรกแซง นั่นจะไม่เป็นเด็กแถไถเมื่อถูกดุ ละหรือ

"ข้าราชการเกียร์ว่าง-รดน้ำไม่ถึงราก" ปัจจัยส่งผลเศรษฐกิจยุครัฐบาล คสช. ไม่กระเตื้อง (เหรอ?)...ชาวสวนยางฯฆ่าตัวตายอีก


เกียร์ว่าง

ที่มา มติชนออนไลน์

มติชนสุดสัปดาห์ 23-29 มกราคม 2558

หลังจากการประชุมร่วมระหว่างรัฐบาลกับคสช.

ประเด็นหนึ่งที่ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึง "บางอ้อ" ว่าทำไมเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีขึ้น ก็คือ การลงทุนภาครัฐที่รัฐบาลพยายามเร่งนักเร่งหนา

ไม่ว่าจะเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง

ต่อให้เร่งเครื่องเต็มที่ผลที่ได้จะตกอยู่กับชนชั้นกลางกับชนชั้นสูงเท่านั้น

ไม่ได้ตกถึง "รากหญ้า" เลย

มีปัจจัยเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจระดับ "รากหญ้า" ดีขึ้น คือ ต้องทำให้ราคาพืชผลเกษตรที่ต่ำเตี้ยติดดินดีขึ้นให้ได้

แม้จะไม่ออกปาก แต่ทุกคนในห้องประชุมเริ่มเข้าใจแล้วว่าโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีจุดรั่วไหลเต็มไปหมด

และถูกกล่าวหาว่าทั้งขาดทุนและทุจริตคอร์รัปชั่น

แต่โครงการนี้่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร

"บรรทัดสุดท้าย"ของผลประกอบการข้าวของรัฐบาลอาจจะติดลบ

แต่ตัวเลขขาดทุนนั้นตกถึงมือเกษตรกร

และทำให้ "บรรทัดสุดท้าย" ของเศรษฐกิจไทยดีขึ้นในช่วง 2 ปีในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทั้งที่เพิ่งเจอกับเหตุการณ์ "น้ำท่วมใหญ่" ในปี 2554

คนที่เข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุดคือคนชื่อ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" อดีตมือขวาของ "ทักษิณ ชินวัตร" ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่นั่งประชุมอยู่ในห้องนี้ด้วยในฐานะ "กุนซือใหญ่" ของ "นายกฯ ตู่"

เพราะเขาเป็นคนหนึ่งที่เข้าใจทฤษฎี "รดน้ำที่ราก" เป็นอย่างดี

ถ้าการสร้างถนนเป็นโครงการที่ไม่หวังผลกำไร

โครงการจำนำข้าวที่ขาดทุนก็เปรียบเสมือนการสร้างถนนสู่ชาวนา

รัฐบาลขาดทุน แต่ชาวนากำไร

อีกปัญหาหนึ่งที่มีการหยิบยกขึ้นมาในที่ประชุมคือเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าอย่างยิ่ง

ด้านหนึ่ง คสช. คิดว่าข้าราชการ "เกียร์ว่าง" เพราะคิดว่า รัฐบาลชุดนี้อยู่เพียง 1 ปีเศษ

รัฐบาลอยากให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างรวดเร็ว

ทำอย่างไรก็ได้ให้เงินจากภาครัฐไปถึงมือประชาชนเร็วที่สุด

เพราะตอนนี้เครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทยต้องหวังพึ่งการลงทุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่รู้ก็คือข้าราชการไม่ได้เกียร์ว่าง

แต่เขาไม่อยากถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอร์รัปชั่น

เพราะทำผิดพลาดแบบไม่เจตนาก็โดนหาว่าทุจริตและถูกลงโทษอย่างรุนแรงตามกระแสการเมืองที่พลิกผันตลอดเวลา

เมื่อเนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่ง

เรื่องอะไรจะเอากระดูกมาแขวนคอ

ทุกคนจึงเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยไว้ก่อน

ปัญหาเรื่องนี้นักบริหารมืออาชีพคนหนึ่งเคยบอกว่าการลงโทษคนผิดนั้นเป็นเรื่องสำคัญ

ต้องดูให้ดีว่าใคร "ผิดพลาด" และใคร "ทุจริต"

ถ้าผิดพลาดต้องตักเตือนหรือลงโทษสถานเบา

แต่ถ้าทุจริตต้องไล่ออก

มิฉะนั้นจะส่งผลต่อขวัญและกำลังใจพนักงาน

จะไม่มีใครกล้าตัดสินใจ

เหมือนที่เห็นและเป็นอยู่ในเวลานี้
ooo

หนีหนี้...

กระบี่ ชาวสวนยางฯฆ่าตัวตาย 2 ศพ

ตำรวจคาดว่า สาเหตุน่าจะมาจากปัญหาหนี้สิน
โดยสามีใช้ปืนยิงภรรยา ก่อนจะยิงตัวตายตาม




ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

นายชำนาญ เดชส่ง อายุ 45 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 14 ตำบลปลายพระยา อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ เสียชีวิตในสภาพถูกยิงกกหูขวา กระสุนทะลุซ้าย ห่างไป 5 เมตร บนแคร่หน้าบ้าน พบศพนางทิพย์ เดชส่ง อายุ 47 ปี ภรรยา สภาพถูกยิงเข้าท้ายทอยกระสุนฝังใน นอกจากนี้ ยังพบปืนขนาด จุด 45 และปลอกกระสุน 1 ปลอกตกอยู่ ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

เพื่อนบ้านบอกว่า ที่ผ่านมาครอบครัวมีปัญหาหนี้สิน ฝ่ายสามีต้องการให้ขายสวนยางพารา เพื่อนำเงินไปใช้หนี้ แต่ภรรยาไม่ยอม ทำให้ทะเลาะกันบ่อยครั้ง

เบื้องต้นตำรวจคาดว่า สาเหตุน่าจะมาจากปัญหาหนี้สิน โดยสามีใช้ปืนยิงภรรยา ก่อนจะยิงตัวตายตาม

หลังเกิดเหตุลูกสาวของผู้เสียชีวิต วัย 14 ปี กลับจากโรงเรียน และพบพ่อแม่เสียชีวิตแล้ว เกิดอาการช็อค เจ้าหน้าที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือต่อไป

บทสัมภาษณ์คนห้องกรง : ปีใหม่นี้อยากได้อะไร?



ปีใหม่นี้อยากได้อะไร? คงเป็นคำถามที่ใครหลายคนถูกถามหรือตั้งคำถามกับตัวเอง และสิ่งที่นิยมกันมากในช่วงเทศกาลเริ่มต้นปีคือ การขอพร อธิษฐาน หรือสาบานบางสิ่งบางอย่าง เพื่อให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

แต่หากถามคำถามเดียวกันนี้กับคนที่อยู่ในโลกหลังกรงเหล็ก ว่าถ้าขออะไรได้ อยากจะได้อะไร?

คำตอบจากชายคนหนึ่งซึ่งถูกจองจำระหว่างรอขึ้นศาล เพราะถูกกล่าวหาในคดีทางการเมืองตอบคำถามนี้อย่างเศร้าๆ พร้อมรอยยิ้มจางๆ ว่า "ขอแค่ความหวังและกำลังใจ" คำตอบนี้ช่างดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด

เบื้องหลังของคำขอดังกล่าวเริ่มจาก ก่อนการรัฐประหาร การเยี่ยมผู้ต้องขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากนัก ห้องเยี่ยมเปิดกว้างให้มิตรสหายของผู้ต้องขังทั้งที่สนิทและไม่สนิทได้พูดจาสนทนากัน วันละ 15 นาที และสิ่งที่มาพร้อมกับผู้มาเยือน ก็คือรอยยิ้มและความหวัง เพื่อเป็นกำลังใจในการต่อสู้คดี หรือ รอวันที่ได้รับอิสรภาพกลับคืนมา

แต่ทว่าเมื่อเกิดการรัฐประหาร สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป

มีการนำ “กฎ 10 คน” มาบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ที่กำหนดให้ผู้ต้องขังทุกคนมีญาติเยี่ยมได้เพียง 10 คน โดยผู้ที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำต้องส่งรายชื่อญาติทั้ง 10 คน ให้แก่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และคนที่ไม่มีชื่อ จะไม่มีโอกาสได้พูดคุย ส่งรอยยิ้ม หรือ ให้กำลังใจผู้ต้องขังได้ จนกว่ารายชื่อ 10 คนนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปและค่อนข้างจะใช้เวลานาน

สิ่งเหล่านี้ คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองที่เราได้พูดคุยด้วย สะท้อนออกมาว่า อยากได้ความหวังและกำลังใจเป็นของขวัญปีใหม่ เพราะดูเหมือนสองสิ่งนั้นจะเหือดแห้งไป พร้อมๆกับการบังคับใช้ "กฎ 10 คน"

"กฎ 10 คน" ไม่เพียงแต้ทำให้ผู้ต้องขังต้องขัดสนกำลังใจหรือความหวังเท่านั้น หากยังทำให้ความเป็นอยู่เลวร้ายลงกว่าเก่าด้วย เพราะราชทัณฑ์กำหนดว่า ผู้มีสิทธิฝากเงินให้ผู้ต้องขัง จะต้องอยู่ในรายชื่อญาติที่มีสิทธิเข้าเยี่ยมเท่านั้น ทำให้ผู้ต้องขังที่ญาติอยู่ไกลหรือไม่มีญาติ ไม่สามารถได้รับการช่วยเหลือใดๆจากบุคคลภายนอกได้

"กฎ 10 คน" และการจำกัดการฝากเงินให้ผู้ต้องขัง ถือเป็นการซ้ำเติม ชีวิตของผู้ต้องขังที่เลวร้ายอยู่แล้วให้ย่ำแย่ไปกว่าเก่า

เมื่อถามผู้ต้องขังทางการเมืองท่านนั้นว่า "อยากให้คนข้างนอกช่วยอะไรไหม?" เขาก็ตอบว่า "เข้าใจดีในสภาวะการณ์แบบนี้ มันทำอะไรไม่ได้มาก แต่อยากจะขอให้ช่วยเหลือคนที่ยังอยู่ในห้องกรงกันซักหน่อย"

เนื่องจากผู้ต้องหาท่านนั้นสนิทกับคนนักโทษการเมืองคนอื่นๆ เขาจึงฝากไปถึงคนที่เคยให้ความช่วยเหลือว่า อยากให้มาเยี่ยมและให้กำลังใจกันบ่อยๆ และอยากจะรบกวนเรื่องเงินช่วยเหลือซักเล็กน้อย เพื่อให้นักโทษหรือผู้ต้องขัง ซึ่งใช้ชีวิตในพื้นที่ ที่เสรีภาพมีจำกัดและถูกกดดันทั้งร่างกายและจิตใจ ยังมีความหวังหลงเหลืออยู่บ้าง แม้มันจะน้อยนิดก็ตาม

แม้ข้อจำกัดจาก "กฎ 10 คน" จะเป็นปัญหามาก แต่ผู้ต้องหาท่านนั้น ก็ฝากมาบอกกับทุกคนๆ ที่อยากจะให้กำลังใจว่า สามารถใช้อีเมลเป็นช่องทางในการสื่อสารได้ เพียงแต่เขียนและส่งอีเมลมาที่ bk_remand@hotmail.com โดยให้ใส่ชื่อ-นามสกุล รวมถึงแดนของผู้ต้องขังให้ถูกต้อง ข้อความเหล่านั้นก็จะถึงมือผู้ต้องขังที่เราต้องการจะสื่อสารด้วย

ปัญหาของวิธีการนี้คือความเป็นส่วนตัว เพราะข้อความเหล่านั้นจะไม่ได้อ่านกันแค่ผู้ส่งและผู้รับเท่านั้น เนื่องจากอีเมลดังกล่าวเป็นของทางเรือนจำ เจ้าหน้าที่จึงเป็นผู้เปิดอีเมลนั้น ก่อนที่จะส่งต่อไปให้ผู้ต้องขังในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องหาท่านั้นก็ยังยืนยันว่า แม้จะไม่มีความเป็นส่วนตัว แต่การได้อ่านอีเมลจากโลกภายนอก ก็เป็นการเติมพลังใจที่ดี จึงขอให้ส่งอีเมลเข้ามาเยอะๆ เพื่อจุดประกายความหวัง ให้ผู้ต้องหาลุกขึ้นสู้ต่อไป



คนห้องกรง

วันพุธ, มกราคม 28, 2558

ทำไมประชาชน ทุกคน ทุกสี ทุกฝ่าย ทุกแนวคิดทางการเมือง ฯลฯ จึงควรค้าน ชุดกฎหมายความมั่นคงดิจิทัล ??!!



หยุดชุดกฎหมาย “ความมั่นคงดิจิทัล”

เครือข่ายพลเมืองเน็ต


หยุดดักฟัง หยุดชุดกฎหมาย “ความมั่นคงดิจิทัล” -- จะส่งเสริมเศรษฐกิจยุคข้อมูลข่าวสารได้ ต้องส่งเสริมการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารเสียก่อน

เร็วๆ นี้มีการเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีการสื่อสารหลายฉบับอย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการไปแล้ว 10 ฉบับ และยังรอพิจารณาในขั้นตอนต่างๆ อีกอย่างน้อย 3 ฉบับ

พวกเราประชาชนดังที่ลงชื่อ เป็นห่วงว่าชุดกฎหมายทั้ง 10+3 ฉบับดังกล่าว ที่แม้บางส่วนจะเป็นประโยชน์ แต่ในภาพรวมแล้ว ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและผู้ประกอบการในหลายด้าน ผูกขาดการเข้าถึงทรัพยากร ไม่ได้ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลดังที่กล่าวอ้าง และมีลักษณะเหมือนกฎหมาย “ความมั่นคงดิจิทัล” เสียมากกว่า โดยมีข้อสังเกตดังนี้

ชุดกฎหมายเหล่านี้โดยเนื้อแท้ ไม่ใช่กฎหมาย “เศรษฐกิจดิจิทัล” แต่เป็นชุดกฎหมายความมั่นคง ที่ให้อำนาจอย่างกว้างขวางกับหน่วยงานและพนักงานเจ้าหน้าที่

ชุดกฎหมายเหล่านี้ โดยเฉพาะร่างกฎหมาย 8 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในวันที่ 6 ม.ค. 2558 ถูกเสนออย่างเร่งรีบ ไม่อยู่ในวาระประชุมปกติ กระทั่งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ไม่เคยเห็นร่างมาก่อน จนน่าสงสัยว่าชุดกฎหมายที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในวงกว้างเช่นนี้ มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาละเอียดรอบคอบเพียงพอหรือไม่

มีร่างกฎหมายใหม่และแก้ไขเพิ่มเติมอย่างน้อย 5 ฉบับ (ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์-มั่นคงไซเบอร์-ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์-ปราบปรามสิ่งยั่วยุ-วิธีพิจารณาความอาญา) ที่อนุญาตให้รัฐค้น ยึด อายัด ขอ เข้าถึง และดักรับข้อมูลได้ โดยไม่มีกลไกการพิจารณาตรวจสอบใดๆ จากหน่วยงานตุลาการที่เชื่อถือได้ หรือบางกรณีที่มีก็ไม่ชัดเจนเพียงพอ เป็นการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว และสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล และกระทบต่อความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจด้านข้อมูลข่าวสาร

ร่างพ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ ทำลายความเป็นองค์กรอิสระของหน่วยงานกำกับกิจการ และฉวยโอกาสดึงคลื่นความถี่กลับมาอยู่ในมือรัฐบาลและกองทัพเหมือนสมัยก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ทำลายหลักการที่ว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ และทำลายกลไกการแข่งขันเสรีเป็นธรรม

กองทุนที่มาจากค่าใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่และค่าธรรมเนียม ถูกเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไปจากเดิมเป็นอย่างมาก จากเดิมเป็นกองทุนวิจัยพัฒนาเพื่อประโยชน์สาธารณะ (ส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภค ส่งเสริมผู้ประกอบกิจการบริการชุมชน ส่งเสริมจริยธรรมการประกอบวิชาชีพ ส่งเสริมการเข้าถึง ส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อของผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส) กลายเป็นกองทุนเพื่อให้รัฐและเอกชนกู้ยืม

ร่างพ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่ ไม่แก้ปัญหาธรรมาภิบาลในการใช้งบประมาณและการใช้อำนาจ ซ้ำยังมีร่างกฎหมายใหม่ในชุดที่จะสร้างหน่วยงานที่มีโครงสร้างงบประมาณและการบริหารที่อาจเกิดปัญหาคล้ายกันขึ้นอีก 3 หน่วยงาน นอกจากนี้ยังไม่ชัดเจนว่าหน่วยงานใหม่เหล่านี้จะมีความรับผิดตามกฎหมายอย่างไร มีกลไกร้องเรียนตรวจสอบได้ทางไหน

ร่างกฎหมายทั้งหมดขาดกลไกคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสิทธิผู้บริโภคที่ชัดเจนอีกทั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ก็ไม่มีการรับประกันสัดส่วนจากผู้แทนด้านสิทธิ -- ที่เห็นชัดที่สุดคือคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ตัดการรับประกันกรรมการด้านสิทธิและผู้บริโภคออกไป 3 ตำแหน่ง และเพิ่มกรรมการด้านความมั่นคงเข้ามา 2 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังใช้สำนักงานเลขานุการร่วมกับคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ที่อาจขัดแย้งกัน จนทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลเป็นไปได้ยาก

ด้วยเหตุนี้ พวกเราประชาชนดังที่ลงชื่อ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีส่วนในการพิจารณาร่างกฎหมายทั้ง 10+3 ฉบับ ตามรายชื่อด้านล่างนี้ ได้ทบทวนและระงับร่างกฎหมายที่จะกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและทำลายความเชื่อมั่นของการประกอบกิจการในเศรษฐกิจดิจิทัล
ooo

ตัวอย่าง
LETTER TO

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
คณะกรรมการกฤษฎีกา
สภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอให้ทบทวนร่างกฎหมายทั้ง 13 ฉบับที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สื่อ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเหล่านี้ อย่างละเอียด และระงับร่างกฎหมายที่จะกระทบกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและทำลายความเชื่อมั่นของการประกอบกิจการในเศรษฐกิจดิจิทัล ร่างกฎหมาย 13 ฉบับดังกล่าวได้แก่

1. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ….
2. ร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. [กำหนดให้มีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม]
3. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
4. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
5. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ….
6. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ….
7. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พ.ศ. ….
8. ร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ….
9. ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจาย เสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
10. ร่าง พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

11. ร่าง พ.ร.บ.สภาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย
12. ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา [เข้าถึงข้อมูลข่าวสารของผู้ต้องสงสัย]
13. ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามสิ่งยั่วยุพฤติกรรมอันตราย [เข้าถึงข้อมูลข่าวสารผู้ต้องสงสัย กำหนดความรับผิดของผู้ให้บริการ]

Credit

เครือข่ายพลเมืองเน็ต


Jan 27, 2015 — ขอบคุณทุกคนที่ลงชื่อและชักชวนบอกต่อแคมเปญนี้ ตอนนี้เรามีเกิน 16,000 ชื่อแล้ว (หลังจากแผ่วๆ ไปในวันเสาร์อาทิตย์)
ooo


ถามมา-ตอบไป สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่าทำไมประชาชนทุกคนควรค้านชุดกฎหมายความมั่นคงดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง นกหวีด สลิ่ม ไม่มีสี ฯลฯ

ถาม: ถ้าไม่ได้ทำผิด จะต้องกลัวอะไร?
ตอบ: ง้ั้นพรุ่งนี้คุณส่งพาสเวิร์ดเฟซบุ๊ก โฟลเดอร์รูปภาพ อินสตาแกรม อีเมล อีแบงกิ้ง ฯลฯ ของคุณให้ตำรวจเลยดีไหม? ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด คุณก็ควรจะโอเคใช่ไหมถ้าตำรวจจะล้วงข้อมูลลับเหล่านี้ไป? ชุดกฎหมายนี้ให้อำนาจเขาทำอย่างนั้นโดยที่ไม่ต้องบอกเรา ไม่มีอำนาจศาลมาถ่วงดุล และเราไม่มีสิทธิทักท้วงหรือร้องเรียนใดๆ เลย

ถาม: เขาแก้กฎหมายไปจัดการพวกหมิ่นฯ ไม่เห็นคนอื่นต้องเดือดร้อน?
ตอบ: เจ้าหน้าที่มีอำนาจล้นฟ้าเพราะกฎหมายไม่กำหนดขอบเขตการใช้อำนาจที่ชัดเจน ดัก-แฮ็ก-ขอข้อมูลส่วนตัวของทุกคนได้โดยไม่ต้องขอหมายศาล ไม่ต้องบอกใคร ไม่มีกลไกรับผิด ต่อให้คุณเห็นด้วยกับนโยบายจับผู้กระทำผิดกฎหมายหมิ่นฯ คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ใช้อำนาจในทางมิชอบ? ต่อให้เจ้าหน้าที่แค่ "พลาด" บังเอิญไปได้ข้อมูลส่วนตัวของเรามา ทั้งที่เราไม่ได้ทำผิดกฎหมายใดๆ แค่นี้เราก็ไม่มีทางรู้หรือร้องเรียนอะไรแล้ว อย่าว่าแต่จะฟ้องกลับ

ถาม: ฉันไว้ใจ คสช. เพราะเขาเจตนาดี ไม่ลุแก่อำนาจหรอกน่า
ตอบ: ต่อให้คุณไว้ใจ คสช. คุณไว้ใจผู้มีอำนาจคนอื่นๆ ที่ใช้อำนาจตามกฎหมายเหล่านี้ทุกคนไหม? ลำพังเจ้าหน้าที่ก็ดัก-แฮ็ก-ขอข้อมูลส่วนตัวได้แล้ว ลองคิดต่อไปว่า หลังจากที่ คสช. จัดการเลือกตั้ง บ้านเมืองกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย คุณจะไว้ใจผู้ครองอำนาจชุดถัดไปว่า จะใช้กฎหมายเหล่านี้อย่างมีวิจารณญาณ ไม่ใช้เล่นงานคู่ปรับทางการเมืองหรือไม่?

กฎหมายคือกฎหมาย ไม่ใช่คำสั่งเฉพาะกิจ ออกแล้วอยู่ไปอย่างถาวร ยุคนี้ไม่มีสภาปกติ ไม่มีฝ่ายค้าน ยากมากที่จะแก้กฎหมายเมื่อมันเข้า สนช. ไปแล้ว และการแก้กฎหมายก็เป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญมาทุกยุคทุกสมัย รวมพลังหยุดมันไว้ก่อนดีกว่า

ถาม: รัฐบาลนี้เป็นเผด็จการเต็มขั้น กฎอัยการศึกก็ยังอยู่ ค้านไปไม่มีประโยชน์หรอก
ตอบ: ไม่ลองก็ไม่รู้ ถ้าไม่มีกระแสต่อต้านจากหลายภาคส่วน ที่ปรึกษารองนายกฯ และ สพธอ. คณะยกร่างกฎหมายคงไม่ส่งสัญญาณถอย -- เราต้องรวมพลังกันกดดันและจับตาดูอย่างเข้มข้นต่อไป ไม่ให้เขาลักไก่ได้ง่ายๆ

ถาม: รัฐบาลหลายประเทศ อย่างอเมริกาก็สอดแนมเราอยู่แล้ว ต่อให้รัฐบาลออกกฎหมายชุดนี้มาก็ไม่แย่ลงหรอก
ตอบ: ลองถามตัวเองดูสิว่า ในฐานะคนไทย เราคิดว่าเจ้าหน้าที่ประเทศไหนจะอยากเอาข้อมูลเราไปใช้หาประโยชน์มากกว่ากัน -- เจ้าหน้าที่อเมริกันซึ่งอยู่ห่างจากเราข้ามทวีป หรือเจ้าหน้าที่ราชการไทย?

ถาม: ประเทศไทยโดนโจมตีจากแฮ็กเกอร์เป็นอันดับต้นๆ ในโลกเชียวนะ ต้องมีกฎหมายพวกนี้แหละดีแล้ว
ตอบ: ไม่มีใครปฏิเสธ "หลักการ" ของกฎหมาย แต่ประเด็นสำคัญอยู่ในรายละเอียด กฎหมายทุกฉบับจะต้องคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวและสิทธิผู้บริโภคของเรา ถ้าละเมิดสิทธิจะต้องละเมิดอย่าง "จำเป็นและได้ส่วน" (necessary and proportionate) กับระดับอันตราย แต่กฎหมายชุดนี้ไม่ได้เคารพในหลักการนี้เลย

เปรียบเสมือนกับรัฐอ้างว่า เครื่องบินสุ่มเสี่ยงที่จะมีผู้ก่อการร้าย ดังนั้นรัฐจะดักฟังการสื่อสารของผู้โดยสารทุกคนก่อนเดินทาง 1 เดือน และเมื่อมาถึงสนามบินจะต้องเดินแก้ผ้าขึ้นเครื่องบิน ไม่ใช่เดินผ่านเครื่องเอ็กซเรย์เฉยๆ

## ช่วยกันเผยแพร่แคมเปญ "หยุดชุดกฎหมาย "ความมั่นคงดิจิทัล"" ##

แชร์ลิงก์แคมเปญนี้ http://chn.ge/15CRmiu ให้กับเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง และเพื่อนร่วมงาน ในช่องทางโซเชียลมีเดียของทุกคน ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ ฯลฯ

ตั้งกระทู้ชวนเพื่อนๆ พูดคุยประเด็นข้อกังวล ในเว็บบอร์ดกลุ่มของโรงเรียนหรือที่ทำงาน หรือในเว็บบอร์ดสาธารณะ โพสต์ลิงก์ข่าวที่เกี่ยวข้อง บทความวิเคราะห์ร่างกฎหมายจากที่ต่างๆ เพื่อเริ่มบทสนทนา และลิงก์กลับมาที่แคมเปญนี้ เพื่อชวนคนที่สนใจร่วมลงชื่อ

หรือใครจะลองวาดภาพ สร้างมีมล้อ หรือทำคลิปขำๆ เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ก็น่าจะสนุก

แสดงพลังสร้างสรรค์ของอินเทอร์เน็ต
การสื่อสารที่ปลอดภัยจงอยู่กับทุกคน smile emoticon

Credit
Sarinee Achavanuntakul




ooo

เตือนระวังภัยดักฟังข้อมูลทางไซเบอร์


ที่มา Voice TV

วสันต์ ลิ่วลมไพศาล จากเว็ปไซต์ข่าวเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ blognone" [บล็อค-นัน] แนะข้อควรระวัง หากมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงไซเบอร์ และความพยายามดักฟังข้อมูลประชาชนโดยหน่วยงานความมั่นคง