วันจันทร์, มิถุนายน 08, 2569

คนไทยสร้างการ์ตูนด้วย AI เรื่อง “ตะวัน” โชว์วัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลก

https://www.youtube.com/shorts/VP1XOp6Nnp0

คนไทยสร้างการ์ตูนด้วย AI เรื่อง “ตะวัน” โชว์วัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลก l TNN Tech
.....

"ตะวัน" (Tawan) เป็นโปรเจกต์แอนิเมชันเรื่องสั้น (ฉบับ Demo) ที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เกือบทั้งหมด ซึ่งกำลังเป็นกระแสพูดถึงและสร้างความฮือฮาอย่างมากในวงการครีเอเตอร์ไทย

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้ มีดังนี้ครับ:

ผู้สร้างสรรค์: สร้างโดย คุณวันชนะ อินทรสมบัติ (Victorior) ซึ่งเป็นศิลปินและนักสร้างสรรค์ชาวไทยที่มีชื่อเสียงในระดับสากล (หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบเกมระดับโลกอย่าง Kena: Bridge of Spirits)

ทุนและเวลาที่ใช้: ผลงานเวอร์ชัน Demo ความยาวประมาณ 20 นาทีนี้ ใช้เวลาทำเพียง 1.5 เดือน และใช้งบประมาณเพียงราว ๆ 16,000 - 28,000 บาท ($500) ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับการทำแอนิเมชันในระบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ทุนสร้างมหาศาลและทีมงานจำนวนมาก โดยตั้งเป้าหมายว่าในอนาคตจะพัฒนาต่อให้เป็นภาพยนตร์ขนาดยาว 90 นาที

เนื้อเรื่อง: เป็นแนวแฟนตาซีที่ผสมผสานตำนานโบราณและวัฒนธรรมไทยเข้ากับการผจญภัยในโลกอนาคตอันสิ้นหวัง เล่าเรื่องราวของโลกที่สูญเสียสมดุลจนทะเลกลายเป็นสีดำ ตัวเอกชื่อ "ตะวัน" จึงต้องออกเดินทางเพื่อกอบกู้ธรรมชาติคืนมาตามคำสัญญาของบรรพบุรุษ

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ (ดราม่าในวงการศิลปะ): การเปิดตัวของ "ตะวัน" ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมไทยและกลุ่มครีเอเตอร์ โดยแบ่งออกเป็นหลายมุมมอง:

ฝ่ายชื่นชม: มองว่าเป็นอนาคตของระบบการเล่าเรื่อง (Storytelling) และเป็นการทลายกำแพงข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ช่วยให้ศิลปินเดี่ยว (Solo Creator) ที่มีไอเดียดี ๆ สามารถสร้างสรรค์ผลงานระดับคุณภาพสูงออกมาได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสตูดิโอยักษ์ใหญ่

ฝ่ายคัดค้าน/กังวล: ตั้งคำถามเรื่องจริยธรรมของ AI ที่ถูกนำมาใช้ เนื่องจากโมเดล AI ส่วนใหญ่ถูกเทรนด้วยข้อมูลและผลงานของศิลปินคนอื่น นอกจากนี้บางส่วนยังวิจารณ์ว่าลายเส้นหรือดีไซน์บางจุดยังดูคล้ายกับการนำงานของค่ายแอนิเมชันใหญ่ ๆ มารวมกัน จนดูขาดความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Originality)

ฝ่ายสายกลาง: มองว่าเป็นเครื่องมือและศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกับงานศิลปะดราฟต์มือดั้งเดิมโดยตรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า AI กำลังเข้ามาดิสรัปต์ (Disrupt) วงการบันเทิงและภาพยนตร์อย่างรวดเร็ว

โปรเจกต์นี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยสามารถนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อผลิตผลงานความบันเทิงที่น่าจับตาในระดับสากลได้อย่างรวดเร็วครับ
.....



Pizzanu Kanongchaiyos
Yesterday
·

ก่อนจะตอบคำถามเกี่ยวกับว่าคิดยังไงกับภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันเรื่องตะวันที่สร้างโดย AI 100% ฝีมือคนไทยจะเล่าอะไรให้ฟังนิดนึง

-----------------------------------------------------
ยุคภาพยนตร์เสียงช่วงปลายทศวรรษ 1920 เปลี่ยนจากภาพยนตร์เงียบสู่หนังมีเสียง synchronized sound นักสร้างและนักวิจารณ์มองว่าเสียงคือจุดจบของศิลปะภาพยนตร์ เพราะหนังเงียบเป็นศิลปะแห่งการเล่าเรื่องด้วยภาพและท่าทาง pantomime ที่เป็นภาษาสากล ชาร์ลี แชปลินปฏิเสธหนังมีเสียงนานมาก โดยระบุว่าเสียงจะทำลายจินตนาการและลดทอนความงามของท่าทางที่สื่ออารมณ์ได้ลึกซึ้งกว่าคำพูด หนังมีเสียงในที่สุดกลายเป็นมาตรฐานใหม่

---------------------------------------------------
ยุคภาพสีช่วงทศวรรษ 1930-1950 เมื่อ Technicolor นำภาพสีแทนภาพขาวดำ ภาพสีในยุคแรกถูกวิจารณ์ว่าเป็น gimmick ราคาถูก ศิลปินอนุรักษ์นิยมมองว่าภาพขาวดำเป็นศิลปะที่แท้จริง เพราะต้องใช้ทักษะสูงในการจัดแสงเงา chiaroscuro การใช้ภาพสีถูกมองว่าเป็นการประนีประนอมทางศิลปะ ภาพสีในที่สุดกลายเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้การเล่าเรื่องมีพลัง

---------------------------------------------------
การปฏิวัติ CGI และ 3D animation ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ Jurassic Park (1993) และ Toy Story (1995) นำ CGI เข้าสู่วงการ สปีลเบิร์กใช้ไดโนเสาร์ CGI แทนหุ่น animatronics ทำให้ศิลปิน stop-motion Phil Tippett อุทานว่า "ฉันสูญพันธุ์แล้ว" CGIถูกวิจารณ์ว่าไร้ชีวิตชีวาและดูเป็นพลาสติก แอนิเมเตอร์วาดมือมองว่า 3D animation ไม่ใช่งานคราฟต์เพราะคอมพิวเตอร์ทำงานแทนมนุษย์แค่กดปุ่ม ซึ่งเป็นคำวิจารณ์เดียวกับที่ AIโดนในปัจจุบัน CGIในที่สุดกลายเป็นมาตรฐานและสร้างอาชีพใหม่ในสายงาน 3D นับแสนตำแหน่ง
---------------------------------------------------
ยุคกล้องดิจิทัลตั้งแต่ทศวรรษ 2000 การเปลี่ยนจากฟิล์ม celluloid มาใช้เซนเซอร์ดิจิทัลถูกผู้กำกับเช่น Tarantino และ Nolan ต่อต้านโดยระบุว่าภาพดิจิทัลสะอาดเกินไปและขาด grain ที่เป็นจิตวิญญาณของฟิล์ม กล้องดิจิทัลในที่สุดกลายเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่น
---------------------------------------------------
Motion Capture (Mo-Cap)ที่ใช้นักแสดงสวมชุดเซนเซอร์จับการเคลื่อนไหวใส่ตัวละคร CG เช่น Gollum ใน The Lord of the Rings ถูกโต้เถียงว่าเป็นการโกงหรือไม่ แอนิเมเตอร์มองว่าเป็นการ tracing แทนที่จะสร้างสรรค์ใหม่ Mo-Capในที่สุดกลายเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ช่วยให้ตัวละคร CGเคลื่อนไหวสมจริง
---------------------------------------------------
จากอดีตทุกครั้งที่มีเครื่องมือใหม่จะถูกกล่าวหาว่าไร้ชีวิตชีวาและทำให้คนตกงาน แต่ประวัติศาสตร์สอนว่าเครื่องมือไม่เคยฆ่าศิลปะ แต่เปลี่ยนรูปแบบวิชาชีพ CGIสร้างอาชีพใหม่นับแสนตำแหน่ง เทคโนโลยีเหล่านี้เมื่อผ่านยุคต่อต้านแล้วกลายเป็นเครื่องมือมาตรฐาน
---------------------------------------------------
ความแตกต่างที่ทำให้การต่อต้าน AI รุนแรงกว่าคือประเด็นลิขสิทธิ์ข้อมูล (data scraping) และความจริงที่ว่า AIไม่ใช่เพียงเครื่องมือช่วย execution แต่เข้ามามีบทบาทใน ideation ด้วย AIอาจกลายเป็นเครื่องมือใน pipeline ใหม่ แต่แตกต่างเพราะสร้างไอเดียและเนื้อหาได้เองโดยไม่ต้องพึ่งมนุษย์ในขั้นแรก
---------------------------------------------------
เมื่อถามว่า ตะวัน ควรค่าแก่การยอมรับหรือไม่ คำตอบไม่ใช่การตัดสินว่าใครทำภาพสวยกว่าเพราะ AIทำได้สวยหมด แต่อยู่ที่ว่าหนังถ่ายทอดเรื่องราวที่กินใจจากจินตนาการมนุษย์สู่ผู้ชมได้สำเร็จหรือไม่ และใช้ AIทลายข้อจำกัดด้านทุนและเวลาได้มากเพียงใด ตะวันทำหน้าที่ของสื่อภาพยนตร์ได้สมบูรณ์
---------------------------------------------------
สกิลสุดท้ายที่มนุษย์อาจจะเหลืออยู่ในยุค AI คือ creator as a curator หรือ ผู้สร้างในฐานะภัณฑารักษ์ที่ใช้รสนิยม วิสัยทัศน์ และการเล่าเรื่องเป็นหัวใจสำคัญในการคัดเลือกและกำกับเครื่องมือ AI ศิลปะในยุคนี้ไม่ได้วัดว่าใครทำภาพสวยกว่า แต่วัดว่าใครมีเรื่องราวที่ลึกซึ้ง และสามารถเป็นภัณฑารักษ์ที่เก่งที่สุดในการสร้างสรรค์งานที่กินใจผู้ชม



ปลาหมอคางดำเต็มคลองย่านบางปู ประชาชนรายหนึ่งที่กำลังจับปลาในลำคลองบอกว่า ปลาที่เขาทอดแหหรือตกขึ้นมาได้นั้น “กลายเป็นปลาหมอคางดำเกือบทั้งหมด” สะท้อนว่าพวกมันได้เข้าไปทำลายระบบนิเวศดั้งเดิมจนเกือบเกลี้ยง

https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/1611169311043227

บีบีซีไทย - BBC Thai 
15 hours ago
·
ปลาหมอคางดำเต็มคลองย่านบางปู
.
ประชาชนย่านคลองใหม่ ต.บางปู อ.เมืองสมุทรปราการ ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างรวดเร็วจนเต็มลำคลอง โดยพวกมันได้แย่งอาหารและกินสัตว์น้ำพื้นถิ่นจนแทบไม่เหลือ สร้างความกังวลใจแก่คนในพื้นที่เป็นอย่างมาก
.
ปลาหมอคางดำจะลอยตัวขึ้นเหนือน้ำให้เห็นเด่นชัดในช่วงสายของทุกวัน และมักว่ายมารวมตัวกันหนาแน่นเป็นพิเศษบริเวณร่มเงาใต้สะพานข้ามคลอง ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากน้ำในคลองแถบบางปูเป็นน้ำกร่อย ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่พวกมันชอบและสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว
.
ประชาชนรายหนึ่งที่กำลังจับปลาในลำคลองบอกว่า ปลาที่เขาทอดแหหรือตกขึ้นมาได้นั้น “กลายเป็นปลาหมอคางดำเกือบทั้งหมด” สะท้อนว่าพวกมันได้เข้าไปทำลายระบบนิเวศดั้งเดิมจนเกือบเกลี้ยง
.
แม้ที่ผ่านมาชาวบ้านในชุมชนพยายามช่วยกันจับปลาหมอคางดำมาแปรรูป ทำเป็นปลาเค็มและปลาแดดเดียวเพื่อบริโภคในครัวเรือนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าประชากรของปลาหมอคางดำจะลดลงได้เลย จนตอนนี้ชาวบ้านยอมรับว่าไม่รู้จะเอาไปทำประโยชน์อะไรได้อีก จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและเด็ดขาด ก่อนที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมนี้จะลุกลามจนเกินเยียวยา
.
ภาพโดย สุภัทตรา โพล้งกล่ำ / Thai News Pix




การใช้โฆษกเป็น "กันชน หรือ ฉากบังหน้า" ? มีคนโพสต์ว่า "ผมคิดไปเองมั้ยนะครับ ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีการให้ “โฆษก” ปฏิบัติหน้าที่มากกว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ มาก เรื่องหลายๆ เรื่องที่ปกตินักการเมืองจะแถลงเอง เดี๋ยวนี้ใข้โฆษกมากขึ้น" ทำให้ สถานการณ์ดู “สวย” ขึ้น เวลามีดราม่า ชาวบ้ายงงว่าจะไปลงกับใครดี หรือเหตุอย่างอื่น ?!?


Nat Luengnaruemitchai
22 hours ago
·
ผมคิดไปเองมั้ยนะครับ ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีการให้ “โฆษก” ปฏิบัติหน้าที่มากกว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ มาก เรื่องหลายๆ เรื่องที่ปกตินักการเมืองจะแถลงเอง เดี๋ยวนี้ใข้โฆษกมากขึ้น
และพอใข้โฆษกแถลง ก็ไม่ค่อยมีดราม่ามาก แถมสำนักข่าวก็ถูกบังคับกลายๆ ให้ลงรูปโฆษก แทนที่รูปคนที่เกี่ยวข้อง ทำให้
1. สถานการณ์ดู “สวย” ขึ้น (ไม่ได้ดูถูกเพศนะครับ หลายๆ คนทำงานได้ดีมากๆ เสียด้วยซ้ำ)
2. เวลามีดราม่า ชาวบ้ายงงว่าจะไปลงกับใครดี
3. และพอมีหลายคน ก็ยิ่งทำให้ “หลากหลาย” มากขึ้น ยิ่งไปลงไม่ถูกใหญ่
มีใครรู้สึกแบบนัันบ้างไหมครับ
อยากให้มีนักวิจัยทำการศึกษาเรื่องนี้ครับ อาจจะได้ผลงานวิจัยทางสาขารัฐศาสตร์/นิเทศศาสตร์ได้เลยนะครับเนี่ย

https://www.facebook.com/nat.lueng/posts/10162441240466751




ระบบ #บัตรทอง เป็นอะไร โรงพยาบาลดีๆ เริ่มถอนตัว จาก #สิทธิบัตรทอง เยอะเพราะอะไร?

 
https://www.facebook.com/reel/974222112041186

วันเดอร์ดา สตอรี่
Yesterday
·
ระบบ #บัตรทอง เป็นอะไร ทำไมทรมานคนป่วย และญาติคนป่วยด้วยเรื่อง #ใบส่งตัว ขนาดนี้?
-โรงพยาบาลดีๆ เริ่มถอนตัว
จาก #สิทธิบัตรทอง เยอะเพราะอะไร?
-ตั้งใจทำให้ประชาชนลำบากเพื่อใคร?
-ทำให้คุณภาพชีวิตลำบากเพื่อผลประโยชน์ใคร?
#คอรัปชั่น #ข่าววันนี้ #WonderDAstory




บททดสอบหลังประธานศาลฎีกามี “คำแนะนำ” ไม่ให้รับฟ้องคดีปิดปาก จะมีน้ำยาหรือไม่? พรุ่งนี้รู้กัน ในคดีของคุณโกวิท โพธิสาร


Kowit Phothisan
10 hours ago
·
พรุ่งนี้—8 มิถุนายน 2569 มันอาจเป็นวันธรรมดาๆ สำหรับคุณ และก็ควรจะเป็นวันธรรมดาๆ สำหรับผม แต่มันคือวันสำคัญ

29 พฤษภาคม ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 ระบุว่า เนื่องจากศาลเป็นองค์กรสำคัญในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค การใช้สิทธิทางศาลจึงต้องเป็นไปด้วยความสุจริตอันเป็นรากฐานสำคัญของหลักนิติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม และเพื่อเป็นประกันว่ากระบวนพิจารณาของศาลจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ขัดต่อคุณค่าพื้นฐานดังกล่าว

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 กำหนดให้ศาลมีอำนาจตรวจจสอบกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้อยู่ในกรอบแห่งความสุจริต ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือกลั่นแกล้งกัน ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วยความรอบคอบ ถูกต้อง และเหมาะสม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาจึงออกคำแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 ให้หมายความรวมถึง

(1) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรมหรือสร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยในการต่อสู้คดีเกินสมควร

(2) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการกดดันให้จำเลยต้องกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์อันมิชอบ หรือต่อรองผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

(3) การฟ้องคดีโดยจงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ไม่ถูกต้องหรือปกปิดข้อเท็จจริงนั้น

ข้อ 2 พฤติการณ์ในการฟ้องคดีดังต่อไปนี้ พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1

(1) กรณีมีการกล่าวอ้างว่ามูลคดีเกิดหลายท้องที่ และยื่นฟ้องคดีต่อศาลในท้องที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำการงานอันเป็นปกติของจำเลย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความสะดวกในการสืบพยานหลักฐานหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

(2) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีส่วนในการรณรงค์ เรียกร้อง หรือแสดงความเห็นเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิของผู้บริโภค สิทธิแรงงานหรือประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น

(3) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือการประพฤติที่มิชอบด้วยกฎหมาย

(4) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาความผิดของโจทก์ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งชี้ขาด

(5) การฟ้องคดีที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกันเป็นหลายคดีโดยไม่มีเหตุสมควรและมีลักษณะเป็นการสร้างความยุ่งยากและไม่เป็นธรรมให้แก่จำเลยในการต่อสู้คดี

(6) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยใช้สิทธิหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยคำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตหรือประพฤติมิชอบโดยชัดแจ้ง

ข้อ 3 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการฟ้องคดีใดฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 ศาลพึงสั่งให้โจทก์ชี้แจงรวมถึงแสดงพยานหลักฐาน และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นใดมาเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัยได้ตามที่จำเป็นและสมควร เพื่อการนี้ ศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนก็ได้ในกรณีที่ความปรากฏโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติ

มาตรา 161/1 วรรคหนึ่งศาลจะยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้องก็ได้

ข้อ 4 ถ้าคดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาจดำเนินการตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง ไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกฟ้องหรือประทับฟ้องตามแต่ศาลจะเห็นสมควรไปในคราวเดียวกันก็ได้

ข้อ 5 การใช้ดุลพินิจตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่ง ศาลพึงคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำตามฟ้อง ประโยชน์สาธารณะที่จะได้รับ รวมถึงความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมจากการดำเนินคดีต่อไปประกอบด้วย

ข้อ 6 กรณีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 หากเห็นได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในทางประวิงคดี ศาลพึงสั่งงดหรือยุติการดำเนินการตามข้ออ้างของจำเลยและดำเนินคดีต่อไปโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ศาลจะออกข้อกำหนดหรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อห้ามการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือประวิงคดีด้วยก็ได้

ข้อ 7 การดำเนินการทางอาญาในส่วนอื่นนอกจากที่ระบุในคำแนะนำนี้ ศาลพึงยึดหลักการดำเนินคดีโดยสุจริตและหลักความได้สัดส่วนเป็นพื้นฐานในการใช้ดุลพินิจตามกฎหมาย

ให้ไว้ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
ประธานศาลฎีกา

...

ข้อความข้างต้น มาจากราชกิจจานุเบกษา ผมคัดลอกมาทั้งดุ้น ยาวหน่อย แต่เพื่อให้ไม่มีอะไรตกหล่น จึงคิดว่ามีประโยชน์ต่อการเลื่อนหน้าจอไม่น้อย มิตรสหายจะตามไปอ่านต้นฉบับก็ค้นหาเองได้โดยง่าย

กลับมาที่ประเด็นนี้ที่ผมเกริ่นเอาไว้ว่าพรุ่งนี้คือวันสำคัญ เพราะหลังประธานศาลฎีกาให้คำแนะนำแก่ผู้คนในกระบวนการยุติธรรม คดีของผมน่าจะเป็น "คดีแรกของประเทศ" ที่ถูกทดสอบว่าคำแนะนำนี้จะถูกนำไปปรับใช้อย่างไร

หลายท่านคงทราบแล้วว่าผมถูกสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท มาตรา 326 และ 328 พร้อมเรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท จากการแชร์โพสต์ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยขบวนการค้ามนุษย์ในแรงงานเก็บเบอร์รีป่าที่ฟินแลนด์และสวีเดน ซึ่งสำนักข่าว The Isaan Record ติดตามเรื่องนี้มาหลายปี คดีนี้ผ่านการไต่สวนมูลฟ้องมาแล้ว และพรุ่งนี้ 10.00 น. ศาลจะพิจารณาว่า "รับฟ้อง" หรือ "ไม่รับฟ้อง"

กล่าวอย่างซื่อสัตย์ แม้ผมจะมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำเป็นการทำหน้าที่สื่อมวลชนโดยแท้ และข้อมูลที่เรานำเสนอก็มาจากหลักการทางวิชาชีพที่จะแสวงหาประเด็นทางสังคมมานำเสนอผ่านสื่อสาธารณะ ข้อมูลจำนวนมากก็มาจากหน่วยงานของรัฐเอง แต่ผมไม่มั่นใจนักว่าพรุ่งนี้ศาลจังหวัดชลบุรีจะพิจารณาออกหัวหรือก้อย เพราะที่ผ่านมาคดีทำนองนี้มีทั้งไม่รับฟ้องและรับฟ้อง กระทั่งมีคนเดือดร้อนจากคดีปิดปากนับคนนับครั้งไม่ถ้วน หลายฝ่ายจึงออกมาเคลื่อนไหวว่าต้องไม่ทำให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชน ผ่านร่างกฎหมาย Anti-SLAPPs ก็ดี หรือคำแนะนำประธานศาลฎีกาดังที่เกริ่นไว้ก็ดี

หากพรุ่งนี้ศาล "ไม่รับฟ้อง" ก็อาจเรียกได้ว่านี่คือสัญญาณที่พอจะทำให้หลายคนได้หายใจหายคอโล่งขึ้น เพราะต่อจากนี้ไม่ใช่แค่สื่อมวลชนที่ทำงานตามหลักการทางวิชาชีพ แต่ประชาชนที่ออกมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติซึ่งถูกบริษัทเอกชนหรือผู้มีอิทธิพลฟ้องกลั่นแกล้งก็จะเบาใจได้ว่ามีหลักพิง

แต่ถ้าศาล "รับฟ้อง" ก็น่าสนใจว่าก้าวต่อไปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และคดีของคนอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกันจะหันหัวไปทางไหน

สุดท้ายคือขอแจ้งเพื่อนพ้องให้รับทราบว่า พรุ่งนี้ผมไม่ไปศาลครับ ปล่อยให้งานนี้เป็นหน้าที่ของทีมทนาย ส่วนผมวุ่นวายกับการเตรียมผลิตสารคดี 6 ตุลา 2519 และหัวหมุนกับงาน finishing การก่อสร้างบ้าน หากไม่มีอะไรคลาดเคลื่อนเดือนนี้จะย้ายมาบ้านหลังใหม่ จัดระบบทุกอย่างให้ลงตัวเพื่อให้เมียและลูกอยู่ได้ไม่ลำบากนัก เพราะถัดจากนั้นผมต้องวิ่งรอกถ่ายงานทั่วประเทศ บ้านที่เข้าที่เข้าทางจะทำให้ผมไม่ต้องพะวงว่าภรรยาและลูกชายจะลำบาก—หวังว่าพรุ่งนี้จะมีข่าวดีครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10230957379709003&set=a.1240273858002





https://x.com/ThaiPBSNews/status/2063215175394836569



 

'ทวี สอดส่อง' ชี้โครงการ TH-AI Passport 1,650 ล้านบาท ส่อเป็นวิกฤตงบประมาณกองทุนหมุนเวียน ยก 4 ข้อ ชี้ช่องโหว่-ขาดความโปร่งใส-ล็อกสเปกกีดกันเอกชนไทย-ไม่ระบุ Token ต้นทุนใช้ AI แฉ TOR บังคับเอกชน พาเจ้าหน้าที่สดช.นับสิบไปดูงานต่างประเทศ


'ทวี' หวั่น TH-AI Passport สร้างวิกฤตกองทุนฯ แฉ TOR พา สดช.ดูงาน ตปท.

7 มิ.ย. 2569
Next News TH

'ทวี สอดส่อง' ชี้โครงการ TH-AI Passport 1,650 ล้านบาท ส่อเป็นวิกฤตงบประมาณกองทุนหมุนเวียน ยก 4 ข้อ ชี้ช่องโหว่-ขาดความโปร่งใส-ล็อกสเปกกีดกันเอกชนไทย-ไม่ระบุ Token ต้นทุนใช้ AI แฉ TOR บังคับเอกชน พาเจ้าหน้าที่สดช.นับสิบไปดูงานต่างประเทศ 

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว TaweeSodsongOfficial วิจารณ์โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,650 ล้านบาท ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่าเป็น "วิกฤตงบประมาณกองทุนหมุนเวียน" พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าของเงินแผ่นดินในโครงการดังกล่าว เนื้อหาระบุว่า 

โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1,650 ล้านบาท และดึงเม็ดเงินมาจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างหนักจากสังคมและคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรหลายคณะ 

ผลประเมินกองทุนฯ ต่ำกว่ามาตรฐาน 

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเปรียบเทียบกับเอกสารรายงานผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนประจำปีบัญชี 2566 ของกรมบัญชีกลาง พบหลักฐานที่น่ากังวลอย่างยิ่ง กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจัดเป็นทุนหมุนเวียนประเภทเพื่อการสนับสนุนส่งเสริม กลับได้คะแนนผลการประเมินเฉลี่ยเพียง 3.5841 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยรวมของ 113 กองทุนหมุนเวียนที่ 4.1733 คะแนนอย่างเห็นได้ชัด รายงานระบุว่า "ไม่สามารถบ่งบอกความสำเร็จของแต่ละแผนงาน/โครงการได้อย่างชัดเจนตามตัวชี้วัดที่กำหนดทั้งเชิงปริมาณ/เชิงคุณภาพและเป้าหมาย" และ "ผลตอบแทนทางสังคมของโครงการที่กองทุนฯ ให้การสนับสนุนไม่สามารถนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพิจารณาได้"

พ.ต.อ. ทวี ได้ชี้ให้เห็นถึงสี่ประเด็นหลักที่สะท้อนปัญหางบประมาณในขอบเขตของงาน (TOR) โครงการ TH-AI Passport ดังนี้ 

1. ไม่ระบุปริมาณ Token ต้นทุนหลักของ AI ประเด็นแรกคือ TOR ในข้อ 1 และ 2.1 ซึ่งเป็นเป้าหมายโครงการ ระบุเพียงว่าต้องการให้คนไทยอย่างน้อย 5,000,000 คน สามารถเข้าถึงและใช้งาน Generative AI ได้ฟรีเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยไม่มีการระบุปริมาณ Token ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ AI ใช้อ่านและตอบข้อความ การถามคำถามแต่ละครั้งต้องใช้ Token จำนวนมากและต้องใช้พลังงานประมวลผลมหาศาล ปริมาณ Token จึงเท่ากับต้นทุนเนื้อเงินที่รัฐต้องจ่ายจริง การไม่กำหนดเพดาน Token ขั้นต่ำนี้ ถูกมองว่าเป็นการเปิดช่องโหว่ทางกฎหมายให้เอกชนผู้ชนะประมูลสามารถทำกำไรส่วนต่างมหาศาลจากเงินแบ่งจ่ายงวดละ 330 ล้านบาท และอาจส่งผลให้รัฐได้รับมอบงานตามสัญญา แต่ประชาชนกลับไม่ได้รับประโยชน์จริง 

2. เงื่อนไขแฝงเอื้อประโยชน์ส่วนตัว ประเด็นที่สองเกี่ยวข้องกับการเกิดเงื่อนไขซ่อนเร้นที่ดัดแปลงนิยาม "งบลงทุน" ให้กลายเป็น "งบสันทนาการส่วนตัว" ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่รัฐเดินทางไปดูงานสันทนาการหรูหราโดยที่สังคมไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ หลักฐานปรากฏใน TOR ถึงสามจุดได้แก่ 

2.1ข้อ 4.4.1.4 บังคับให้บริษัทเอกชนผู้ชนะประมูลต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดทริปศึกษาดูงานต่างประเทศ ณ สถานที่จริงของเจ้าของผลิตภัณฑ์ ให้เจ้าหน้าที่ สดช. ไม่น้อยกว่า 10 คน บินไปยังสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 3–5 ล้านบาท โดยไม่มีการระบุผลงานส่งมอบองค์ความรู้กลับคืนสู่รัฐ 

2.2ข้อ 4.3.1.7 และ 4.4.2.8 บังคับให้เอกชนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินในประเทศนับสิบเที่ยว ค่าห้องพักโรงแรม และค่าอาหารหรูให้เจ้าหน้าที่รัฐครั้งละ 5 คน ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ 

2.3ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกเอกชนนำไปรวมเพิ่มในราคากลาง 1,650 ล้านบาทที่รัฐต้องจ่าย ทำให้เงินกองทุนหมุนเวียนถูกทอนไปเป็นค่ากิน เที่ยว พักผ่อนของข้าราชการบางกลุ่ม แทนที่จะนำไปพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยอย่างคุ้มค่า

3. ล็อกสเปกให้เอกชนบางเจ้า ประเด็นที่สามคือการตั้งเงื่อนไขแฝงและการส่อล็อกสเปก ทำให้บริษัทเอกชนไทยและกลุ่ม EdTech ในประเทศที่มีฝีมือดีแต่ไม่มีเงินสำรอง ไม่สามารถเข้าเงื่อนไขแปลกใหม่พิเศษด้านการจัดโฆษณาผ่านจอดิจิทัลมากกว่า 400 จุด ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด, มากกว่า 1,500 สาขาในร้านสะดวกซื้อ (รวมไม่น้อยกว่า 6,000 จอ), และมากกว่า 10 สาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ (รวมไม่น้อยกว่า 200 จอ) เงื่อนไขเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการกีดกันและตัดสิทธิ์การแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม เปิดทางให้กลุ่มทุนรับเหมาไอทีรายใหญ่เข้ามาผูกขาดและจ้างช่วงงานกินส่วนต่าง 

4. ระบบประมวลผลและการเสียอธิปไตยทาง AI ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญและเป็นความจริงเชิงโครงสร้างคือเรื่องของระบบการประมวลผล ใน TOR ข้อ 4.2.2.1 กำหนดความต้องการทางเทคนิคให้ระบบต้องรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันไม่น้อยกว่า 500,000 คน ณ ชั่วโมงเดียวกัน การประมวลผลคำสั่งของ Generative AI รุ่น Pro หรือ Premium ในขนาดนี้ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจาก Data Center มากกว่าการค้นหาข้อมูลปกติถึง 10 เท่า และใช้น้ำหล่อเย็นปริมาณมหาศาล อย่างไรก็ตาม โมเดล AI เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ แม้จะมีการตั้ง Data Center ในไทย แต่ขุมพลังงานและการควบคุมส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของกลุ่มทุนข้ามชาติ การจ่ายเงิน 1,650 ล้านบาทจากกองทุนหมุนเวียนเพื่อเช่าใช้ปัญญาประดิษฐ์ต่างชาติเพียง 1 ปี จึงเท่ากับการปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศไปสู่กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่แทบจับต้องไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยยังคงถูกควบคุมระบบ AI โดยต่างชาติ โอกาสที่จะมี AI ของตนเองเป็นโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลภายในประเทศจึงเป็นเพียงความฝัน ทั้งที่เรื่องนี้เป็น "อำนาจอธิปไตยของชาติ" ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี

สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่าเฟซบุ๊ก TaweeSodsongOfficial ได้มีการโพสต์ผลการประเมินการดำเนินงานกองทุนพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งดำเนินกรประเมินโดยกรมบัญชีกลาง ประจำปีบัญชี 2566 โดยกรมบัญชีกลางให้คำแนะนำว่าควรมีการแบ่งกลุ่ม สร้างการรับรู้ให้มากขึ้นเพื่อขอทุนสนับสนุนกลุ่มใหม่ๆ

มีรายละเอียดเป็นกราฟฟิกดังนี้



https://nextnewsth.com/th/investigative/public-procurement-project/6a25616d5d36ded6131e4071




เพนตากอนได้ยกระดับการประเมินภัยคุกคามจากหน่วยข่าวกรองอิสราเอล โดยยกระดับเป็น "วิกฤต" ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เนื่องจากมีความกังวลว่า หน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้เพิ่มความเข้มข้นในการสอดแนมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เพื่อติดตามการพิจารณาเกี่ยวกับสงครามกับอิหร่านและการเจรจาสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่






https://x.com/AJEnglish/status/2063594319840244135
.....

เพนตากอนได้ยกระดับการประเมินภัยคุกคามจากหน่วยข่าวกรองอิสราเอลอย่างเป็นทางการเป็นระดับ "วิกฤต" ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่เป็นไปได้ เนื่องจากมีความกังวลอย่างลึกซึ้งว่าหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้เพิ่มความเข้มข้นในการสอดแนมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เพื่อติดตามการพิจารณาภายในทำเนียบขาวเกี่ยวกับสงครามกับอิหร่านและการเจรจาสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่

ประเด็นสำคัญ

ความกลัวจากการถูกสอดส่องแบบกำหนดเป้าหมาย: หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ระบุว่าหน่วยงานของอิสราเอลพยายามดักฟังนักเจรจาอาวุโสชาวอเมริกัน ซึ่งรวมถึงทูตพิเศษของสหรัฐฯ สตีฟ วิทคอฟฟ์ และหัวหน้านโยบายกระทรวงกลาโหม เอลบริดจ์ คอลบี เพื่อรับทราบกลยุทธ์และลำดับเวลาที่แท้จริงของประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับข้อตกลงทางการทูตที่อาจเกิดขึ้น

ความขัดแย้งทางการทูต: ขณะที่วอชิงตันและเทลอาวีฟยังคงรักษาความเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ทางประวัติศาสตร์ไว้ได้ ช่องว่างที่หาได้ยากได้ถูกผลักดันระหว่างพวกเขาเมื่อสงครามดำเนินมาถึงวันที่ 100 ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังสำรวจการเจรจาสันติภาพทางอ้อมและข้อตกลงทางการทูตกับเตหะรานเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูยังคงไม่เชื่อในที่สาธารณะและสนับสนุนแรงกดดันทางทหารที่ยั่งยืน

การปฏิเสธอย่างเป็นทางการ: สถานทูตอิสราเอลในกรุงวอชิงตันปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยเรียกรายงานดังกล่าวว่า "เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง" และระบุว่าอิสราเอลไม่ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังโต้แย้งการรายงานดังกล่าว โดยอ้างว่าการเล่าเรื่องดังกล่าวเป็นเท็จ

มาตรการรับมือภาคพื้นดินที่เข้มงวด: แม้ว่าจะมีการตอบโต้อย่างเป็นทางการ แต่สำนักข่าวกรองกลาโหม (DIA) ได้เผยแพร่เอกสารภายในเจ็ดหน้าซึ่งระบุรายละเอียดเหตุการณ์การจารกรรมในอดีตโดยเฉพาะ ด้วยเหตุนี้ นักการทูตและเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่เยือนอิสราเอลจึงดำเนินการภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด รวมถึงการบังคับใช้โทรศัพท์แบบใช้แล้วทิ้ง ทำความสะอาดแล็ปท็อป และหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องละเอียดอ่อนในห้องพักของโรงแรม

ปัจจัยของปากีสถาน

ในขณะที่ทางตันทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ ปากีสถานได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ไกล่เกลี่ยรายใหญ่ของภูมิภาค เมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่ปากีสถานได้ส่งจดหมายพิเศษถึงผู้นำสูงสุดของอิหร่านในความพยายามที่จะทำลายทางตันทางการทูต ผลักดันการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านให้ก้าวไปข้างหน้า และป้องกันไม่ให้บานปลายขยายออกไปในวงกว้างซึ่งกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียเตือนว่าอาจทำให้ตลาดพลังงานโลกสั่นคลอนโดยสิ้นเชิง



ญี่ปุ่นมี "สระน้ำโมเนต์" (Monet Pond) สวย และ ดูเหมือนภาพวาดแนวอิมเพรสชันนิสต์ (Impressionism) จนเหลือเชื่อ






https://x.com/nexta_tv/status/2063213057673986301
.....

สระน้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ (เป็นเพียงสระน้ำของศาลเจ้าเนมิชิ ในเมืองเซกิ จังหวัดกิฟุ) แต่ชาวเน็ตต่างพากันขนานนามว่า "สระน้ำของโมเนต์" (Mone no Ike) เพราะความละม้ายคล้ายคลึงกับภาพวาดชุด "ดอกบัว" (Water Lilies) อันโด่งดังของโคลด โมเนต์ อย่างน่าทึ่ง

ทำไมมันถึงดูงดงามสมบูรณ์แบบขนาดนี้?

จริงๆ แล้วสระน้ำแห่งนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนภาพวาด ความงดงามที่เห็นเกิดจากความบังเอิญที่ลงตัวระหว่างธรรมชาติและการดูแลรักษาของคนในท้องถิ่น:

น้ำใสราวกับคริสตัล: สระน้ำได้รับน้ำจากตาน้ำบนภูเขาที่บริสุทธิ์และมีสารอาหารต่ำ ซึ่งผ่านการกรองตามธรรมชาติจากชั้นหินปูนโดยรอบ ด้วยความที่น้ำมีสารอาหารน้อย สาหร่ายจึงเติบโตได้ยาก ทำให้น้ำมีความใสสะอาดอย่างยิ่ง

สีสันที่เปลี่ยนแปลงได้: สีของน้ำจะเปลี่ยนไปตามแสงแดดและช่วงเวลาของปี โดยมีตั้งแต่สีฟ้าเทอร์ควอยซ์สดใสไปจนถึงสีเขียวมรกตเข้ม

งานศิลปะที่มีชีวิต: ชาวบ้านเป็นผู้ปลูกดอกบัว ส่วนปลาคาร์ปญี่ปุ่นนั้นถูกนำมาปล่อยโดยคนในพื้นที่ที่ไม่สามารถเลี้ยงดูต่อได้ สีสันสดใสของปลาสีส้ม ขาว และทอง ที่แหวกว่ายท่ามกลางน้ำใสและดอกบัว สร้างภาพวาดที่มีชีวิตและเคลื่อนไหวได้จริง

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไปเยือน

หากคุณต้องการไปชมด้วยตาตัวเอง ช่วงเวลาที่ไปมีความสำคัญมาก:

ปลายเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม: เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดหากต้องการชมดอกบัวบาน (ซึ่งมักจะเป็นสีขาวหรือสีชมพู)

ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง (เดือนพฤศจิกายน/ธันวาคม): ต้นเมเปิลญี่ปุ่นโดยรอบจะเปลี่ยนสี สะท้อนเงาสีแดงและสีส้มสดใสลงบนผืนน้ำสีฟ้าใส

เคล็ดลับพิเศษ: ควรไปในช่วงเช้าที่ท้องฟ้าแจ่มใส แสงยามเช้าจะตกกระทบผิวน้ำได้อย่างงดงาม ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นสูงเกินไปจนเกิดแสงสะท้อนจ้าบนผิวน้ำ

สถานที่นี้อาจจะอยู่นอกเส้นทางท่องเที่ยวหลักท่ามกลางหุบเขาในจังหวัดกิฟุ แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพหรือศิลปะแล้ว ที่นี่ถือเป็นจุดหมายที่ยอดเยี่ยมยากจะหาที่เปรียบ 
.....

จาก เวป Visit GIFU







รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี แชร์ภาพธงชาติอิหร่านและเลบานอนวางเคียงข้างกันบนโซเชียลมีเดีย อิหร่านให้เหตุผลว่าการยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลเป็นการตอบโต้การโจมตีอย่างรุนแรงของอิสราเอลในชานเมืองทางใต้ของเบรุต เหตุการณ์ใหม่นี้ จะกระตุ้นให้เกิดเงื่อนไข "การกลับมาทำสงครามเต็มรูปแบบอีก" ?







รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี แชร์ภาพธงชาติอิหร่านและเลบานอนเคียงข้างกันบนโซเชียลมีเดีย อิหร่านให้เหตุผลว่าการยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลเป็นการตอบโต้การโจมตีอย่างรุนแรงของอิสราเอลต่อชานเมืองทางใต้ของเบรุต

พลวัตทางการทูตและการทหารระหว่างอิหร่าน เลบานอน และอิสราเอลยังคงผันผวนอย่างมาก โดยถ้อยคำบนโซเชียลมีเดียสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี ใช้เวทีของเขาอย่างต่อเนื่องเพื่อเชื่อมโยงความมั่นคงของอิหร่านและเลบานอนเข้าด้วยกัน การสื่อสารเชิงกลยุทธ์นี้เน้นย้ำถึงแง่มุมหลักหลายประการของภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค:

1. หลักการ "เอกภาพของแนวรบ"

โดยการแสดงธงชาติอิหร่านและเลบานอนเคียงข้างกัน เตหะรานตอกย้ำหลักการ "แกนแห่งการต่อต้าน" เจ้าหน้าที่อิหร่าน รวมถึงอาราคชี ได้ยืนยันต่อสาธารณะว่าการหยุดยิงหรือความขัดแย้งใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่ออิหร่านนั้นเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับสถานการณ์ในเลบานอน อิหร่านได้เตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การกระทำทางทหารของอิสราเอลต่อเลบานอนและฮิซบอลลาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีทางอากาศอย่างหนักในชานเมืองทางใต้ของเบรุต ถือเป็นการยั่วยุโดยตรงต่อผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตนเอง

2. การหาเหตุผลสนับสนุนการยกระดับความขัดแย้งทางทหาร

การที่อิหร่านอธิบายการโจมตีด้วยขีปนาวุธว่าเป็น "การตอบโต้" นั้น เป็นความพยายามที่คำนวณมาอย่างดีเพื่อสร้างการป้องปรามและให้เหตุผลสนับสนุนการแทรกแซงทางทหารโดยตรงต่อทั้งประชาชนภายในประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ โดยการอธิบายการกระทำของตนว่าเป็นการตอบโต้เชิงป้องกันต่อการโจมตีของอิสราเอลในเบรุต เตหะรานพยายามที่จะโยนความผิดสำหรับการยกระดับความขัดแย้งในภูมิภาคไปให้อิสราเอลและพันธมิตรตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา

3. ความขัดแย้งกับผู้นำเลบานอน

ในขณะที่อาราคชีใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งสัญญาณถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเลบานอนอย่างไม่ลดละ แต่เรื่องราวนี้กลับเผชิญกับการต่อต้านจากภายในเลบานอนเอง ตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน แห่งเลบานอน ได้วิพากษ์วิจารณ์เตหะรานอย่างเปิดเผย โดยกล่าวหาว่าอิหร่านใช้เลบานอนและประชาชนชาวเลบานอนเป็น "เครื่องต่อรอง" หรือเครื่องมือในการเจรจาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กว้างขึ้นกับสหรัฐอเมริกา

อาราคชีได้โต้ตอบข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างเปิดเผยบน X (เดิมคือทวิตเตอร์) โดยบอกประธานาธิบดีอูนให้มุ่งเน้นไปที่ "ศัตรูที่แท้จริง" ของเลบานอน และโต้แย้งว่าหากเลบานอนเป็นเพียงเครื่องต่อรอง อิหร่านคงทำข้อตกลงกับวอชิงตันไปนานแล้ว

บริบทปัจจุบัน

การจัดเรียงธงในเชิงสัญลักษณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ซึ่งการหยุดยิงที่สั่นคลอน การยิงจรวดข้ามพรมแดน และการโจมตีทางอากาศตอบโต้คุกคามที่จะดึงภูมิภาคเข้าสู่ความขัดแย้งโดยตรงที่กว้างขึ้น สำหรับอิหร่านแล้ว ภาพลักษณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือนคำเตือนที่แสดงให้เห็นว่า อิหร่านมองสมรภูมิในฉนวนกาซา เลบานอน และดินแดนของตนเองว่าเป็นพื้นที่การรบเดียวกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ดังนี้:

1. ตอกย้ำ "เส้นแดงเรื่องเลบานอน" ของอิหร่านและทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงัก

อุปสรรคสำคัญในเชิงกระบวนการของการเจรจาในขณะนี้คือเรื่อง "ขอบเขต" ของข้อตกลง

จุดยืนของสหรัฐฯ: สหรัฐฯ ต้องการแนวทางที่แยกส่วนกัน โดยมองว่าบันทึกความเข้าใจ (MoU) 14 ข้อนั้นเป็นกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่มีเป้าหมายหลักเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในปี 2026 อย่างเป็นทางการ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ และจัดตั้งกลไกความมั่นคงถาวรสำหรับช่องแคบฮอร์มุซ

จุดยืนของอิหร่าน: สัญญาณที่อารักชี (Araghchi) ส่งออกมาอย่างเปิดเผยนั้นปฏิเสธการแยกส่วนดังกล่าวอย่างชัดเจน อิหร่านได้ระงับการเจรจาเมื่อเร็วๆ นี้ โดยประกาศว่าการหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ในเลบานอนเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ขาดไม่ได้สำหรับข้อตกลงใดๆ ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน การที่เตหะรานเน้นย้ำเรื่องภาพลักษณ์ธงดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่า ตนจะไม่ลงนามในข้อตกลงแยกส่วนที่ปล่อยให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ตกอยู่ในความเสี่ยงจากการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง

2. กระตุ้นให้เกิดเงื่อนไข "การกลับมาทำสงครามเต็มรูปแบบ"

อำนาจต่อรองทางการทูตที่แฝงอยู่ในการหยุดยิงแบบไม่มีกำหนดในปัจจุบันนั้นเปราะบางอย่างยิ่ง อารักชีได้ออกคำเตือนโดยตรงควบคู่ไปกับความเคลื่อนไหวทางการทูตเหล่านี้ว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลที่ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างไปยังเขตชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต จะถือเป็นชนวนเหตุให้เกิด "การกลับมาทำสงครามเต็มรูปแบบ" ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในมุมมองของเตหะราน สิ่งนี้ทำให้ความคืบหน้าของ MoU 14 ข้อต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางทหารในเลบานอนที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ซึ่งส่งผลให้โอกาสในการประนีประนอมทางการทูตแคบลงอย่างมาก

3. ทำให้จุดยืนภายในสหรัฐฯ และท่าทีในการเจรจาแข็งกร้าวขึ้น

ในบริบทการเมืองของสหรัฐฯ วาทกรรมดังกล่าวจำกัดพื้นที่ในการดำเนินนโยบายของทำเนียบขาวอย่างมาก คณะเจรจาของสหรัฐฯ ซึ่งพยายามผลักดันให้มีการยอมผ่อนปรนในเชิงโครงสร้าง เช่น การระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในระยะยาวและการเพิ่มมาตรการตรวจสอบทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากภายในประเทศ การที่อิหร่านแสดงตัวอย่างเปิดเผยในฐานะผู้สนับสนุนทางทหารหลักของเลบานอนและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยิ่งเป็นการตอกย้ำข้อโต้แย้งของกลุ่มสายเหยี่ยวในสหรัฐฯ ที่มองว่าเตหะรานใช้กรอบความร่วมมืออิสลามาบัดเพียงเพื่อซื้อเวลาและหวังผลเรื่องการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร โดยไม่ได้มีความตั้งใจจริงที่จะลดความตึงเครียดในภูมิภาค

4. เผยให้เห็นรอยร้าวเรื่อง "การเชื่อมโยง"

พัฒนาการนี้ยังเน้นให้เห็นถึงความซับซ้อนรองสำหรับผู้เจรจา: การจัดแนวในระดับภูมิภาค ในขณะที่อิหร่านใช้การเจรจาเพื่อปกป้องตัวแทนในภูมิภาคของตน รัฐบาลเลบานอนอย่างเป็นทางการภายใต้ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ได้ต่อต้านการถูกใช้เป็น "เครื่องต่อรอง" ของอิหร่าน ความขัดแย้งภายในนี้ทำให้ผู้ไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ และปากีสถานร่างกรอบการทำงานระดับภูมิภาคที่สอดคล้องกันได้ยากขึ้น เนื่องจากผู้มีบทบาทอย่างเป็นทางการของรัฐที่อิหร่านอ้างว่าเป็นตัวแทนนั้นกำลังต่อต้านร่มเงาทางการทูตของเตหะรานอย่างแข็งขัน

สรุป: แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความคืบหน้าทาง

เทคนิคในประเด็นหลักๆ เช่น การกำจัดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและการเปิดเส้นทางการค้าใหม่ การยืนกรานของอาราคชีในการผูกชะตากรรมของบันทึกความเข้าใจ 14 ข้อเข้ากับธงชาติเลบานอนนั้น ทำให้เส้นทางการทูตหยุดชะงักลงอย่างมีประสิทธิภาพ จนกว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะตกลงกันได้ว่าเลบานอนควรอยู่ภายในหรือภายนอกข้อความของข้อตกลงสันติภาพ การเจรจาในอิสลามาบัดก็ไม่น่าจะคืบหน้าไปได้



วุฒิสมาชิกสหรัฐ Bernie Sanders มีแผนจะเสนอร่างกฎหมาย American AI Sovereign Wealth Fund Act บังคับให้บริษัท AI แบ่งปันความมั่งคั่ง อะไรคือเหตุผลที่ Bernie Sanders ต้องการบังคับให้บริษัท AI แบ่งปันความมั่งคั่ง


Introducing the American AI Sovereign Wealth Fund Act

Bernie Sanders

Jun 1, 2026

I will soon be introducing a bill to give the public a 50% ownership stake in the largest AI companies in America. This would guarantee that the trillions created by AI are used to improve the lives of all of us — and block oligarch decisions that harm the American people.

https://www.youtube.com/watch?v=VN4b4UCWMKI
.....

เหตุใด Bernie Sanders จึงต้องการบังคับให้บริษัท AI แบ่งปันความมั่งคั่ง

การเคลื่อนไหวของวุฒิสมาชิก เบอร์นี แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) ในการผลักดันร่างกฎหมาย American AI Sovereign Wealth Fund Act ถือเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่ซิลิคอนแวลลีย์และแวดวงการเมืองสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

เหตุผลสำคัญที่ทำให้แซนเดอร์สต้องการบังคับให้บริษัท AI ยักษ์ใหญ่ต้องแบ่งปันความมั่งคั่ง รวมถึงรายละเอียดของร่างกฎหมายฉบับนี้ มีโครงสร้างและเป้าหมายที่น่าสนใจดังนี้ครับ

💡 เหตุผลที่ Bernie Sanders ต้องการให้บริษัท AI แบ่งปันความมั่งคั่ง

แซนเดอร์สได้สื่อสารมุมมองของเขาอย่างชัดเจนผ่านบทความใน The New York Times โดยให้เหตุผลหลักไว้ 3 ประการ:

ข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน AI คือ "สมบัติสาธารณะที่ถูกขโมยมา": แซนเดอร์สโต้แย้งว่า โมเดล AI อัจฉริยะของบริษัทอย่าง OpenAI, Anthropic หรือ xAI ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า แต่ถูกฝึกฝน (Train) บนฐานข้อมูลที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ ภูมิปัญญา และหยาดเหงื่อแรงงานของมนุษยชาติมาหลายชั่วอายุคน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ งานศิลปะ งานข่าว โค้ดคอมพิวเตอร์ และบทสนทนาของประชาชนทั่วไป เขาจึงมองว่าการที่มหาเศรษฐีเทคโนโลยีนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้หาเงินโดยไม่มีการขออนุญาตหรือให้ค่าตอบแทนแก่สังคม ถือเป็นการยึดครองทรัพย์สินส่วนรวมไปเป็นของส่วนตัว

ป้องกันการผูกขาดโดย "คณาธิปไตยไฮเทค" (Tech Oligarchs): ปัจจุบันอำนาจในการกำหนดทิศทางของ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ตกอยู่ในมือของซีอีโอและกลุ่มทุนข้ามชาติเพียงไม่กี่คน แซนเดอร์สต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของเทคโนโลยีนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้กลุ่มทุนขับเคลื่อนเพื่อผลกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว

บรรเทาผลกระทบด้านแรงงานและการกระจายรายได้: การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการเลิกจ้างแรงงานในวงกว้าง (AI Displacement) ความมั่งคั่งจะกระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้ถือหุ้นบริษัทเทคโนโลยี ในขณะที่คนส่วนใหญ่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงทางอาชีพ เงินทุนจากระบบนี้จึงควรนำกลับมาเยียวยาและสร้างสวัสดิการให้แก่สังคม

📜 รายละเอียดร่างกฎหมาย "American AI Sovereign Wealth Fund Act"

กลไกของร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่การจัดเก็บภาษีจากผลกำไรแบบเดิม ๆ (Profit Tax) แต่เป็นการเสนอให้ จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ผ่านวิธีการดังต่อไปนี้:
1. การเก็บภาษีหุ้น 50% แบบจ่ายครั้งเดียว (One-time 50% Equity Tax)

รัฐบาลจะบังคับเก็บภาษีจากบริษัท AI ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ (เช่น OpenAI, Anthropic, xAI) ในอัตรา 50% โดยจ่ายเป็นหุ้นของบริษัทแทนเงินสด ซึ่งจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นผู้ถือหุ้นครึ่งหนึ่งของบริษัท AI ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ทันที

2. สิทธิในการโหวตและการควบคุมทิศทาง (Voting Shares & Board Representation)

เมื่อรัฐบาลถือหุ้นครึ่งหนึ่ง กองทุนความมั่งคั่งนี้จะส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการ (Board of Directors) ของบริษัทในสัดส่วนที่เท่ากัน ทำให้รัฐบาลมี สิทธิออกเสียงโหวต และสามารถใช้อำนาจนี้ในการยับยั้ง (Block) การตัดสินใจที่เป็นอันตรายต่อสังคม พร้อมทั้งผลักดันนโยบาย AI ที่มีจริยธรรมได้โดยตรงจากภายในบอร์ดบริหาร

3. การจ่ายเงินปันผลตรงสู่ประชาชน (Direct Dividend Payments)

รายได้หรือมูลค่าที่เติบโตขึ้นจากหุ้นในกองทุนนี้ จะถูกนำมาจัดสรรในลักษณะใกล้เคียงกับกองทุนถาวรของรัฐอะแลสกา (Alaska's Permanent Fund) โดยจะเริ่มจากการ จ่ายเงินสดให้แก่ประชาชนชาวอเมริกันโดยตรง และในระยะยาว เงินทุนนี้จะถูกนำไปสนับสนุนระบบสาธารณสุข การศึกษา และที่อยู่อาศัยเพื่อประโยชน์สาธารณะ

🏛️ ปฏิกิริยาและโอกาสในทางปฏิบัติ

จุดที่น่าสนใจ: แม้ตัวแทนฝั่งทุนนิยมเสรีและนักลงทุนในซิลิคอนแวลลีย์จะวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่างกฎหมายนี้เป็น "การยึดบริษัทเป็นของรัฐ" (Nationalization) ที่จะทำลายกลไกนวัตกรรมและการแข่งขัน แต่ไอเดียเรื่อง "กองทุนความมั่งคั่ง AI" นี้ ส่วนหนึ่งกลับได้รับการยอมรับและเสนอโดยกลุ่มผู้บริหาร AI เอง เช่น แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI และ ดาริโอ อโมเดย์ (Dario Amodei) ของ Anthropic ที่เคยเสนอแนวคิดทำนองนี้เพื่อให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ AI

ยิ่งไปกว่านั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็เคยแสดงท่าทีเปิดรับแนวคิดที่ให้รัฐบาลเข้าไปมีส่วนแบ่งในความมั่งคั่งของปฏิวัติเทคโนโลยีนี้ เพื่อลดกระแสต่อต้าน AI จากภาคประชาชนเช่นกัน

แม้ว่าตัวร่างกฎหมายจะเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายและการคัดค้านอย่างหนักในสภาคองเกรสจนอาจจะผ่านได้ยากในทางปฏิบัติ แต่การยื่นร่างกฎหมาย American AI Sovereign Wealth Fund Act ของเบอร์นี แซนเดอร์ส ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนบทสนทนาระดับโลก จากเดิมที่คุยกันเพียงเรื่อง "การควบคุม AI (Regulation)" ไปสู่คำถามที่แหลมคมยิ่งกว่า คือ "ใครควรเป็นเจ้าของความมั่งคั่งที่ AI สร้างขึ้น?"




รัฐบาลทรัมป์เล็ง ถือหุ้น บริษัท AI เป็นทรัพย์ของชาติสหรัฐ ครงกับแนวคิดของ วุฒิสมาชิก เบอร์นี แซนเดอร์ส (Bernie Sanders)


รัฐบาลทรัมป์เล็ง ‘ถือหุ้น OpenAI’ เปลี่ยน AI เป็นทรัพย์ของชาติ

By กรุงเทพธุรกิจ
5 มิ.ย. 2026

ในขณะ AI กำลังสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้กับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก สหรัฐอาจกำลังทดลองแนวคิดใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นคือการทำให้ประชาชนกลายเป็น ‘ผู้ถือผลประโยชน์’ จากการเติบโตของ AI โดยตรง หลังทำเนียบขาวสนใจ ‘เข้าถือหุ้น’ ในบริษัท AI

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า “ทำเนียบขาว” กำลังเจรจากับ “แซม อัลท์แมน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐจะ “เข้าถือหุ้น” ในบริษัท AI นี้ที่มีมูลค่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

หนึ่งในแนวคิดที่กำลังถูกพิจารณาคือ OpenAI อาจมอบหุ้นบางส่วนให้แก่รัฐบาลสหรัฐ เพื่อนำไปเป็นทุนตั้งต้นสำหรับกองทุนลักษณะเดียวกับ “กองทุนความมั่งคั่งสาธารณะ”

OpenAI ระบุว่า กองทุนดังกล่าวสามารถนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวที่มีความหลากหลาย และเปิดโอกาสให้ประชาชนอเมริกันได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI ผ่านผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนโดยตรง

แม้ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการลงทุนหรือสัดส่วนการถือหุ้นอย่างเป็นทางการ และรายละเอียดทั้งหมดอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต แต่แนวคิดดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากอาจกลายเป็นต้นแบบใหม่ของ “การแบ่งปันผลประโยชน์” จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้กับประชาชนในวงกว้าง

ด้านประธานาธิบดี ทรัมป์ ยืนยันถึงการหารือดังกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์บนเครื่องบิน Air Force One โดยกล่าวว่า มีหลายแนวคิดที่กำลังถูกพิจารณา ซึ่งรวมถึงรูปแบบที่ประชาชนอเมริกันจะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์และกลายเป็น “หุ้นส่วน” ของการเติบโตในยุค AI

“มีแนวคิดบางอย่างที่อาจทำให้ประชาชนอเมริกันได้รับส่วนแบ่ง และประชาชนจะกลายเป็นหุ้นส่วนของความสำเร็จนั้นโดยตรง” ทรัมป์กล่าว พร้อมระบุว่า เขาจะพบกับผู้บริหารบริษัท AI หลายแห่งในอนาคตอันใกล้นี้

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของทรัมป์ที่ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อผลักดันการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีเป็นหลัก

ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ ได้แสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยมีรายงานว่า รัฐบาลได้เข้าถือหุ้นในบริษัทด้านเทคโนโลยีสำคัญหลายแห่ง รวมถึง Intel และบริษัทในอุตสาหกรรมควอนตัมคอมพิวติ้งและแร่ธาตุสำคัญบางราย

การหารือเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ OpenAI กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าประเมินจากนักลงทุนเอกชนมากกว่า 850,000 ล้านดอลลาร์ และกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายในปีนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ในระดับเดียวกับพลังงาน การเงิน หรือกลาโหม และอาจนำไปสู่ยุคใหม่ที่รัฐบาลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงกำกับดูแลเทคโนโลยี แต่เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ “ผู้ถือผลประโยชน์” จากเทคโนโลยีโดยตรง

“สหรัฐควรเป็นผู้นำด้าน AI ผ่านการพัฒนาโมเดลที่ดีที่สุด ทำให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัย และส่งมอบเครื่องมือด้านไซเบอร์ให้กับผู้ปกป้องระบบที่เชื่อถือได้” อัลท์แมนระบุผ่านแพลตฟอร์ม X พร้อมกล่าวว่า คำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ของรัฐบาล “สร้างสมดุลได้อย่างเหมาะสม”

https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1237282




2-3 เดือนนี้ถ้าใครตามข่าวเศรษฐกิจจาก "อินโดนีเซีย" จะเห็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงเข้ม ที่กำลังเผชิญกับภาวะ Perfect Storm ที่เราควรถอดบทเรียนเตือนใจกัน เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย นโยบายแบบไหนที่ทำให้ตลาด "สะบัดบ็อบหนี" จากตลาดที่น่าสนใจที่สุดประเทศหนึ่ง และทำไมคนไทยถึงต้องดูเรื่องนี้ให้ดี?

https://www.facebook.com/lpipat/posts/10164408596595700

Pipat Luengnaruemitchai
6 hours ago
·

Perfect storm ถล่มอินโดนีเซีย: เมื่อนโยบายไม่เกรงใจตลาด เสถียรภาพที่สร้างมาเป็นทศวรรษก็พังได้ในพริบตา

ช่วง 2-3 เดือนนี้ถ้าใครตามข่าวเศรษฐกิจในภูมิภาค จะเห็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงเข้มจากเพื่อนบ้านเราอย่าง "อินโดนีเซีย" ที่กำลังเผชิญกับภาวะ Perfect Storm หรือพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ ที่เราควรถอดบทเรียนเตือนใจกัน
เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย นโยบายแบบไหนที่ทำให้ตลาด "สะบัดบ็อบหนี" จากตลาดที่น่าสนใจที่สุดประเทศหนึ่ง และทำไมคนไทยถึงต้องดูเรื่องนี้ให้ดี?

ตลาดตื่นตระหนก: สรุปความยับเยินของ "หุ้น-ค่าเงิน-ดอกเบี้ย" ในช่วง 3 เดือน
อินโดนีเซียที่เคยเป็น "เค้กชิ้นโต" เนื้อหอมในสายตานักลงทุนต่างชาติ เจอกลไกตลาดกระหน่ำลงโทษ อย่างรุนแรงและรวดเร็วในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา:

ค่าเงินรูเปียะ อ่อนค่าฮวบฮาบทะลุกรอบจิตวิทยาอย่างไร้แรงต้าน จากเดือนมีนาคมที่อยู่ราว 16,985 รูปิยาห์/ดอลลาร์ ล่าสุดดิ่งทะลุ 18,020 รูปิยาห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติอ่อนสุดต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์

ตลาดหุ้นดิ่งเหว (JCI): ระหว่างที่ตลาดหุ้นทั่วโลกทำ all time highs กัน ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย เผชิญแรงเทขายจากต่างชาติ อย่างหนักหน่วง เฉพาะเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวดัชนีทรุดลงไปถึง 11.92% และล่าสุดดิ่งกระแทกพื้น ลดลง 4.20% ภายในวันเดียว ต่ำที่สุดในรอบปี 2026 (หากนับต้้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นอินโดนีเซียลบไปแล้วกว่า 36% ลบภาพของตลาดหุ้นที่ให้ตอบแทนดีที่สุดประเทศนึงในปี 2025 ไปเลย)

ดอกเบี้ยนโยบายพุ่งสวนทาง: จากเดิมที่พยายามตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 4.75% เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายทนแรงเงินไหลออกไม่ไหว ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) จำใจต้อง ปรับขึ้นดอกเบี้ยรวดเดียว 50 bps (0.50%) สู่ระดับ 5.25% ซ้ำเติมต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนทันที

โดนหั่น Outlook: ล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody's และ Fitch ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Sovereign Rating Outlook) ของอินโดนีเซียลงสู่ "แนวโน้มเชิงลบ" (Negative Outlook) เป็นที่เรียบร้อย

รากเหง้าของปัญหา: ประชานิยมค้ำคอ + ตัวเร่งจาก "Trilemma" และ "Danantara"

พายุลูกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกอย่างสงครามในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ไปแตะ 96 ดอลลาร์เท่านั้น แต่เกิดจาก "โครงสร้างนโยบายในบ้าน" ที่สร้างความอึดอัดให้ตลาดทุน

กับดักงบประมาณอุดหนุนพลังงาน:
อินโดนีเซียใช้พลังงานวันละ 1.7 ล้านบาร์เรล แต่ผลิตเองได้แค่ 0.86 ล้านบาร์เรล (อินโดนีเซียเปลี่ยนจากสมาชิก OPEC กลายเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิตั้งแต่ปี 2003) รัฐบาลตั้งงบปี 2026 ไว้บนสมมติฐานน้ำมันที่ 70 ดอลลาร์ แต่ความจริงคือราคาน้ำมันพุ่งเฉียด 100 ดอลลาร์ โดยทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลจะขาดดุลเพิ่มขึ้น 6.8 ล้านล้านรูปิยาห์ ถ้าราคายังค้างสูง ภาระอุ้มน้ำมัน ชดเชยให้บริษัท Pertamina และอุ้มค่าไฟฟ้า จะพุ่งเกิน 500 ล้านล้านรูปิยาห์ในปี 2026 ดุลการค้าต่ำสุดในรอบ 6 ปี เงินเฟ้อจ่อคุมไม่อยู่ แต่รัฐบาลก็ไม่กล้าขึ้นราคาน้ำมันเพราะกลัวเสียคะแนนนิยม แถมยังมีโครงการประชานิยมแจกอาหารกลางวันฟรีอีกเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ค้ำคออยู่
(แต่จริงๆ อินโดนีเซียก็ได้ประโยชน์จากราคาถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และนิกเกิลที่พุ่งขึ้นพร้อมกันนะครับ)
เมื่อธนาคารกลางติดกับดัก "Impossible Trinity" (Policy Trilemma):

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกลางไม่สามารถทำ 3 สิ่งนี้พร้อมกันได้ คือ (1) กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ (2) ให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเสรี และ (3) ดำเนินนโยบายการเงินเป็นอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
เมื่ออินโดนีเซียเปิดให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเสรี แต่เกิดวิกฤตศรัทธาจนเงินทุนไหลออก ธนาคารกลางจึงติดกับดักอย่างรุนแรง ถ้าอยากรักษาค่าเงินให้มีเสถียรภาพ ก็จำเป็นต้องยอม "แลก" ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยและเสียทุนสำรองไปกับการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยนี้เองที่เป็นการเหยียบเบรกฝั่งเศรษฐกิจในบ้านและทุบตลาดหุ้นให้พังลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชนวนซ้ำเติมจากหน่วยงานรัฐใหม่อย่าง "Danantara":
สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติ "หมดความอดทน" และสับสนมากที่สุด คือการจัดตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งและหน่วยงานรัฐใหม่อย่าง Danantara (DSI) ที่รัฐบาลดึงดันจะเข้ามาควบคุมและจัดระเบียบการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์หลัก (เช่น ถ่านหิน, น้ำมันปาล์ม) โดยบังคับให้เอกชนรายงานธุรกรรมและแทรกแซงกลไกตลาด

ตลาดมองว่านี่คือการเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย (Policy Uncertainty) บิดเบือนการแข่งขัน และสะท้อนปัญหาด้านธรรมาภิบาล (Governance) จน Moody's ต้องออกโรงหั่น Outlook ของหน่วยงานนี้เป็นลบตามรัฐบาล และดัชนีระดับโลกอย่าง MSCI สั่งชะลอการรวมหุ้นอินโดนีเซียเพิ่ม

นอกจากนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดอินโดนีเซียยังติดลบ ยิ่งทำให้ต้องพึ่งพาเงินทุนต่างชาติ แต่ไม่สามารถที่จะควบคุมวินัยตัวเอง (รัดเข็มขัด) เพื่อดึงดูดเงินทุนนั้นกลับมาได้

มองกลับมาที่ "ประเทศไทย": เราปลอดภัยกว่าจริง...แต่ห้ามประมาท!
หากดูตัวเลขผิวเผิน ตอนนี้ฐานะทางการเงินภายนอกของไทยดูปลอดภัยกว่าอินโดนีเซียพอควร (เพราะเศรษฐกิจโตช้า) เงินเฟ้อเราไม่สูง ไม่ได้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเยอะมาก ทุนสำรองเรายังหนา และโครงสร้างพื้นฐานเรายังไม่อ่อนแอเท่าเขา

แต่... เรื่องแบบนี้ก็สามารถเกิดกับประเทศไทยได้ในพริบตา ถ้าเราขาดความระมัดระวัง!

บทเรียนราคาแพงจากเพื่อนบ้านสอนเราอย่างตรงไปตรงมาว่า "ตลาดทุนและเจ้าหนี้โลกไม่มีวันปรานีใคร"
ถ้าในอนาคต รัฐบาลไทยใช้นโยบายเศรษฐกิจในลักษณะ "ประชานิยม" ที่เน้นการแจก การอุดหนุนระยะสั้น หรือการเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจตามใจชอบเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่เกรงใจวินัยการเงินการคลัง และไม่ได้สร้างความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง...

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้เราเริ่มมีสัญญาณเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เริ่มลดน้อยลง ยิ่งต้องดูดีๆ และเราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเยอะ ไม่มี Commodity Export ที่มา Offset ราคาน้ำมัน และยังมีประเด็นการค้าที่มาทำให้ต้องปวดหัวอีก

คำว่า "Trust, Confidence, and Stability" (ความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ และเสถียรภาพ) เป็นสิ่งที่สร้างยากมาก ต้องใช้เวลาสั่งสมสร้างกันมาเป็นทศวรรษ แต่เวลาที่ตลาดตัดสินใจลงโทษเพื่อทำลายความเชื่อมั่นนั้น มันใช้เวลาทุบหุ้นและเทขายค่าเงินเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

เมื่อไหร่ที่ต่างชาติตัดสินใจสะบัดบ็อบหนี และสถาบันจัดอันดับเครดิตหั่น rating อีก ต่อให้รัฐบาลจะงัดนโยบายสวยหรูแค่ไหนมาฉุด ตลาดก็อาจจะไม่ฟังเราอีกก็ได้

อย่ารอให้พายุพัดมากระหน่ำหลังคาบ้านเรา แล้วค่อยมาคิดได้ว่า "วินัยทางการคลัง" และ "ความน่าเชื่อถือของนโยบาย" สำคัญแค่ไหนครับ

https://www.facebook.com/lpipat/posts/10164408596595700



วันอาทิตย์, มิถุนายน 07, 2569

“แม้จะโดนเปิดโปงแทบทุกด้านของความน่าสงสัย” โครงการ TH-AI Passport มูลค่า ๑,๖๒๑ ล้าน ก็ได้แรงหนุนจาก ‘ซูเปอร์โพล’ ท่วมท้น ๘๕-๙๑%

อ๊ะ มาเชียว ตอนที่รัฐมนตรี ลูกเทพ กำลังจะไปไม่เป็นเมื่อเสนอโครงการเอไอมูลค่ากว่า ๑,๖๐๐ ล้าน แล้วโดนฝ่ายค้านเบรคว่าทำไมต้องใช้เงินมหาศาลแจกเอไอประชาชนแค่ ๕ ล้านคน ขณะที่มหิดลเปิดสอนฟรีใครจะเรียนก็ได้

โครงการ TH-AI Passport มูลค่า ๑,๖๒๑ ล้านบาท ของ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัล คนที่ชอบพูดใช้ศัพท์อังกฤษปนไทย เพราะอยู่อังกฤษนาน ๑๗ ปี เนื่องจากเรียนไม่จบซักที “แม้จะโดนเปิดโปงแทบทุกด้านของความน่าสงสัย”

ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย “เนวิน ชิดชอบ ก็เริ่มพลิกเกมสู้” ตามที่ หนุ่มเมืองจันท์สรกล อดุลยานนท์ เล่าขานว่า “ตอนนี้เอเจนซี่เริ่มติดต่ออินฟลูเอนเซอร์ด้านไอทีแล้วว่า ให้มาสนับสนุนโครงการ TH-AI Passport  ซึ่งส่วนใหญ๋ปฏิเสธ”

จึงช่างบังเอิญ โพลของมหาวิทยาลัยเอแบคออกมาพอดี ให้รองโฆษกทำเนียบรัฐบาลออกมาป่าวประกาศว่า ไม่ว่าจะดูกันแง่ไหนมุมไหน ได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนอย่างสูง ตังแต่ ๘๕% ถึงเกือบ ๙๒% และโดยรวม ๖๓.๗% เห็นด้วย

ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ แจงละเอียดยิบยับ “ไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชากรไทยมีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน”

Thanapol Eawsakul อ้างถึงกรณี ฌอน บูรณะหิรัญ ที่เคยเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง แต่ไป รับงาน โปรโมทให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในคลิปปลูกป่าภายใต้กิจกรรม Climate Festival @North” ทำให้ชีวิตพลิกผัน “fall from grace

อย่างไรก็ดีโพลที่เคยเป็นตัวช่วยของรัฐบาล คสช.ในอดีต คราวนี้ไม่พลาดสำรวจเรื่อง “ความต้องการ AI ของประชาชน” ประกบมาด้วยว่า “ประชาชนร้อยละ ๙๑.๒ มีความรู้ความเข้าใจหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI” เป้นอย่างดี

แถมมีถึง “๗๒.๕% ที่เคยนำ AI มาประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน และการประกอบอาชีพ” เท่ากับบอกว่าประเทศไทยยุคนี้ “ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้อย่างเป็นรูปธรรม” เลยเชียว

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/37E4Z1386J7, https://thestandard.co/sean-buranahiran-life-coach และ https://www.youtube.com/watch?v=aIQvVcrPtvk)