วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 18, 2569

ผู้คนชื่นชมและติดใจซีรี่ส์ ‘ทนายปีศาจ’ อย่างกว้างขวาง เพราะเนื้อหากะเทาะเปลือกสังคมไทย ในประเด็นกฏบัตรกฎหมายและระบบยุติธรรม

คำว่า จิตตรีและวลี “ขอให้ตอบเพียงใช่หรือไม่” ถูกนำมาใช้เป็น มีม และ/หรือ “ถ้อยนิยม” เปรียบเปรยความเด็ดเดี่ยว (หรือแม้แต่ ห้าว) เต็มฟี้ดหน้าสื่อสังคมในช่วงสามสี่วันที่ผ่านมา เพราะชื่นชม นิยม และติดใจอย่างกว้างขวางต่อซีรี่ส์ ทนายปีศาจ

ไม่ว่าจะเป็น บท ของตัวละครเอก-ย่อย ต่างๆ ในหนังชุดเรื่องนี้สร้างความประทับใจแก่ผู้ได้ชม (และได้ข่าว) กันจนดังลั่น มีการเขียนรีวิวกันนับเป็นสิบๆ รายทุกวัน แม้กระทั่ง ลูซินดา เอเวอเร็ต แห่ง เดอะการ์เดียน จนกระทั่งวันนี้กระแสก็ยังไม่สร่างลง

จุดเด่นที่สุดของซีรี่ส์นี้ ซึ่งทุกรีวิวเห็นพ้องกันก็คือบทหรือเนื้อหาในเบื้องลึกในหลายๆ ฉาก หลายตอน กะเทาะเปลือกสังคมไทยในประเด็นกฏบัตรกฎหมายและระบบยุติธรรม ข้อหนึ่งจาก สุภชาติ เล็บนาค แห่ง เดอะโมเม็นตัม

“สิ่งแรกที่ต้องชื่นชม ‘ทนายปีศาจ’ คือ การพยายามก้าวข้ามเส้นนั้น (ที่ละครไทยไม่สามารถ ‘แตะ’ อะไรได้)  และแตะตรงไปที่ใจกลางของกระบวนการยุติธรรมให้เห็นว่า ในแง่หนึ่งก็คือกระบวนการอยุติธรรม” โดยเฉพาะ

“สถาบันหนึ่งที่วางตัวอยู่เหนือข้อสงสัย ราวกับว่าการสวมเสื้อครุย นั่งอยู่บนบัลลังก์ หรือการมีคำว่า ‘ยุติธรรม’ อยู่ในชื่อตำแหน่ง จะทำให้มนุษย์คนหนึ่งกลายเป็นเทวดา” ทว่าใน ‘ทนายปีศาจ’ ไม่อาจอยู่เหนือคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาได้

สำหรับ Zcongklod Bangyikhan ซึ่งสัมภาษณ์ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับทนายปิศาจเกี่ยวกับซีรี่ส์ที่เขาใช้เวลา ๗ ปีศึกษา ทำวิจัย และเขียนบท ทำให้ไม่เพียงเป็นเรื่องราวชิงไหวชิงพริบของทนายเท่านั้น แต่ “ยกระดับไปพูดถึงความบิดเบี้ยวของระบบยุติธรรม

จริยธรรมนักการเมือง ทุนเทา ผู้มีอิทธิพลกับคนมีสี แรงงานข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และความเท่าเทียมกันของมนุษย์” รวมเบ็ดเสร็จอยู่ในละครต่อเนื่อง ๘ ตอน ตอนละราวๆ ๕๐ นาที ขณะที่ ปู่กัญจน์ ย่าตุ๊กพูดถึงจุดหักเหตอนท้ายๆ ของเนื้อเรื่อง

“ได้เห็นคนเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมแบบ เมฆ ตัวเอกฝ่ายชาย แสดงโดย ณัฏฐ์ กิจจริต ค่อย ๆ จำยอมระบบที่ออกแบบมาให้คนดีต้องแพ้ จนค่อย ๆ ยอมรับการหาประโยชน์จากระบบเน่า ๆ เพื่อทางรอดของตัวเอง”

ส่วนตัวเอกฝ่ายหญิง จิตตรีแสดงโดย หญิงรฐา โพธิ์งาม นั้นทั้งเสื้อผ้า หน้า (รอยยิ้มมุมปาก) และ ผม(หยิก ยาว เป็นกระเซิง ที่ ลูซินดา เดอะการ์เดียน กระแนะกระแหนว่าเป็น ‘the fabulous perm’ ที่อยากกลับไปดูต่อ) เป็นนางร้ายแต่แรกเห็น

หาก ปราย พันแสงบอกว่ามันเป็นหลุมพรางในความโจ๋งครึ่ม “แม้แต่สิ่งที่ควรเงียบอย่างที่ (ลูซินดา) นักวิจารณ์อังกฤษว่า “แต่กลับไม่มีฉากไหนโจ่งแจ้งแสดงให้เห็น มีแต่ลำดับของการประนีประนอมเล็กๆ กับปีศาจ ที่แต่ละก้าวฟังดูสมเหตุสมผลมากภายใต้เกมโกง”

รวบยอดจากนานาสาระอันยาวเหยียดในสรรพคุณของซีรี่ส์ทนายปีศาจ ซึ่งปรายบอกว่าฉายภาพความเทาๆ ดำๆ ที่แฝงอยู่ในสังคมไทย (ขอแถม) อันสูงล้ำและต่ำฉิบ อยู่ที่คนไทยเรายอมรับไม่เถียงเลย “ที่ขำขื่นคือ...บางคนตบตูด ของจริงมืดกว่านี้”

(https://www.facebook.com/prypansang/posts/sHay4T491Ug, https://www.theguardian.com/tv-and-radio/2026/jun/11/netflix-the-evil-lawyer-review, https://www.facebook.com/ZcongklodPage/posts/rkgTCKN5i และ https://www.facebook.com/themomentumco/posts/UvbMPM3) 

AFP โปรไฟล์ สารพิษในลุ่มแม่น้ำโขง 🇹🇭 อู่ข้าวอู่น้ำของโลกกำลังเป็นพิษ






https://x.com/AFP/status/2067220715548316030
.....

🇹🇭 'ระเบิดเวลา' แห่งสารพิษคุกคามลุ่มแม่น้ำโขง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณสมเด็จ สิงห์ทอง สะท้อนถึงชะตากรรมของประชากรกว่า 60 ล้านคนในลุ่มน้ำโขง ที่กำลังเผชิญกับภัยเงียบที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ จนนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมต่างขนานนามวิกฤตนี้ว่า "ระเบิดเวลาทางสิ่งแวดล้อม" (Toxic Time Bomb) วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากภัยแล้งหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว แต่มีสาเหตุหลักมาจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ไร้การควบคุม

⚠️ ชนวนเหตุ: วิกฤตเหมืองแร่เถื่อนและสารเคมีต้นน้ำ

ต้นตอสำคัญของมลพิษระลอกใหม่นี้เกิดจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ เหมืองแร่หายาก (Rare Earths) และเหมืองทองคำ ในพื้นที่ไร้กฎหมายแถบรัฐฉานของเมียนมา และบางส่วนของ สปป.ลาว

ความต้องการของตลาดโลก: แร่หายากเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญในการผลิตสมาร์ทโฟน แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีทางทหาร

กระบวนการสกัดสุดอันตราย: การผลิตแร่หายากเพียง 1 ตัน อาจสร้างกากของเสียที่เป็นพิษสูงถึง 2,000 ตัน สารเคมีเข้มข้นจะถูกฉีดเข้าไปในภูเขาเพื่อชะล้างแร่ แล้วปล่อยทิ้งไว้ในบ่อพักที่ไม่ได้มาตรฐาน

การทะลักสู่แม่น้ำสาขา: เมื่อเกิดฝนตกหนักหรืออุทกภัย บ่อสารเคมีเหล่านี้จะเอ่อล้นและไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำโขง เช่น แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ก่อนจะไหลเข้าสู่ภาคเหนือของไทยและประเทศท้ายน้ำ

🧪 สารพิษตกค้าง: "สารหนู" พุ่งสูงเกินมาตรฐาน

ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำโขง (ข้อมูลปี 2569) พบการปนเปื้อนของโลหะหนักในระดับที่น่ากลัว โดยเฉพาะ "สารหนู" (Arsenic) ที่พบในตะกอนดินใต้ท้องน้ำเป็นครั้งแรกในปริมาณที่สูงมาก

สารปนเปื้อนความเสี่ยงต่อสุขภาพสถานการณ์ในแม่น้ำโขงขณะนี้สารหนู (Arsenic) ทำลายอวัยวะภายใน ก่อมะเร็งผิวหนังและกระเพาะปัสสาวะ พบสูงถึง 296 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในตะกอนดิน (สูงกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัยที่ 33 มก./กก. ถึง 9 เท่า)

ปรอทและไซยาไนด์ ทำลายระบบประสาทส่วนกลางอย่างรุนแรง รั่วไหลจากการทำเหมืองทองคำและกระบวนการแยกแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน

ตะกั่วและแคดเมียม โรคกระดูกพรุน ไตวาย และพัฒนาการทางสมองช้าในเด็ก สะสมในสัตว์น้ำและไหลเข้าสู่ระบบชลประทานการเกษตร

🌾 ผลกระทบลูกโซ่: อู่ข้าวอู่น้ำของโลกกำลังเป็นพิษ

แม่น้ำโขงเปรียบเสมือน "ครัวของโลก" เพราะเป็นแหล่งจับปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งและเป็นแหล่งน้ำสำคัญในการทำนาปรังและเกษตรกรรมของไทยและเวียดนาม

ความมั่นคงทางอาหารสั่นคลอน: ชาวประมงท้องถิ่นจับปลาได้น้อยลง และปลาที่จับได้มักมีลักษณะผิดปกติ มีเนื้องอก หรือเกล็ดเปลี่ยนสี ทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าซื้อเนื่องจากกลัวสารตกค้าง

ภัยเงียบในสินค้าเกษตร: น้ำจากแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาถูกสูบไปใช้ในนาข้าวและแปลงผัก มีรายงานพบสารหนูปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงในปัสสาวะของเกษตรกรในพื้นที่ริมน้ำบางส่วนแล้ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของข้าวส่งออกในอนาคต

"มันสร้างความเสียหายรุนแรงยิ่งกว่าผลกระทบจากเขื่อนขนาดใหญ่... และวิกฤตนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง" > — ไบรอัน อายเลอร์ (Brian Eyler), สถาบัน Stimson Center

แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐของไทยจะเริ่มเข้ามาตรวจสอบ แจกจ่ายเครื่องกรองน้ำ และเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ริมน้ำโขงแล้ว แต่การแก้ปัญหาที่ต้นตอยังทำได้ยากมาก เนื่องจากแหล่งมลพิษหลักอยู่ในเขตอิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์และพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน



เหตุใดจึงไม่มีผู้ชนะที่แท้จริงในสงครามอิหร่าน


ไม่มีใครชนะในสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน

ความเห็นพ้องต้องกันในหมู่นักนโยบายต่างประเทศ นักวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสาธารณชน เกี่ยวกับความขัดแย้งล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน คือไม่มีใครชนะ ความขัดแย้งนี้ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นสถานการณ์ "แพ้ทุกฝ่าย" ที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ และชีวิตอย่างมหาศาลแก่ทุกฝ่าย ในขณะที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์พื้นฐานใดๆ ได้

การวิเคราะห์สิ่งที่แต่ละฝ่ายสูญเสียไป—และเหตุใดจึงไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง—เน้นให้เห็นถึงความล้มเหลวของความขัดแย้งในการบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์:

สหรัฐฯ
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่บรรลุผล: สหรัฐฯ ล้มเหลวในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเตหะราน กำจัดอิทธิพลในภูมิภาคของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง หรือบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เป็นประโยชน์มากกว่าเดิม

ผลกระทบภายในประเทศและทางการทูต: สงครามนี้ไม่เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศ สหรัฐฯ สูญเสียกำลังพล ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ และเผชิญกับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลเรือนจำนวนมาก ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชื่อเสียงระหว่างประเทศและความสัมพันธ์กับพันธมิตรดั้งเดิม

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ความขัดแย้งและการปิดล้อมทางทะเลที่ตามมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกสูงขึ้นและเกิดภาวะเงินเฟ้อ ทำให้เส้นทางการค้าสำคัญระหว่างประเทศ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ หยุดชะงัก

อิหร่าน
ความเสียหายทางเศรษฐกิจ: แม้ว่าระบอบการปกครองจะรอดพ้นจากการล่มสลาย แต่เศรษฐกิจของอิหร่านก็พังทลาย การปิดล้อมทางทะเลตอบโต้ของสหรัฐฯ ทำให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงอย่างมาก ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ของรัฐบาล

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการโดดเดี่ยว: เพื่อรักษาการควบคุมในช่วงความขัดแย้ง อิหร่านเปลี่ยนจากระบอบ theocracy ทั่วไปไปเป็นระบอบเผด็จการทหารที่เข้มงวด โดยใช้มาตรการควบคุมอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ การโจมตีตอบโต้ยังทำลายความสัมพันธ์ทางการทูตที่เปราะบางกับประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย

อิสราเอล
การกัดเซาะของแนวร่วมในภูมิภาค: ก่อนที่จะเกิดความรุนแรง ตะวันออกกลางกำลังเข้าสู่ยุคของการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการทำให้เป็นปกติ ความรุนแรงของความขัดแย้งทำให้การฟื้นฟูทางการทูตเหล่านี้หยุดชะงัก โครงการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคถูกแทนที่ด้วยความวิตกกังวลด้านความมั่นคงที่ยืดเยื้อ


ความไม่มั่นคงที่ยืดเยื้อ: แม้ว่าอิสราเอลจะลดทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่านในระยะสั้นไปได้บ้างร่วมกับสหรัฐฯ แต่ก็ไม่สามารถสร้างการป้องปรามในระยะยาวหรือกำจัดภัยคุกคามร้ายแรงที่เกิดจากเครือข่ายตัวแทนข้ามชาติได้

บทสรุปเชิงวิเคราะห์: ขณะที่ร่างข้อตกลง 14 ข้อและกรอบการหยุดยิงกำลังปรากฏขึ้นเพื่อยุติการสู้รบ นักวิเคราะห์ต่างอธิบายสงครามครั้งนี้ว่าเป็น "ความโง่เขลาครั้งใหญ่" เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความเหนือกว่าทางยุทธวิธีทางการทหารไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนได้ ส่งผลให้ตะวันออกกลางตกอยู่ในภาวะผันผวนยิ่งขึ้น และทำให้คู่ขัดแย้งหลักทุกฝ่ายอยู่ในสถานะที่อ่อนแอกว่าก่อนเริ่มสงคราม



พริษฐ์มองมงคลไม่ตอบ ก็ถือเป็นคำตอบแบบหนึ่ง ตอกย้ำข้อพิรุธ กกต. คดีฮั้ว สว. ชวนจับตาการดำเนินการหลายมาตรฐานตามความเข้มของ ‘สีน้ำเงิน’


THE STANDARD

10 hours ago
·
UPDATE: พริษฐ์มองมงคลไม่ตอบ ก็ถือเป็นคำตอบแบบหนึ่ง ตอกย้ำข้อพิรุธ กกต. คดีฮั้ว สว. ชวนจับตาการดำเนินการหลายมาตรฐานตามความเข้มของ ‘สีน้ำเงิน’

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ปฏิเสธตอบคำถามภายหลังพริษฐ์ตั้งข้อสงสัยว่า มงคลคือบุคคลในคลิปวันเลือก สว. ระดับประเทศ ที่ยื่นโพยส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือไม่ ซึ่งมงคลระบุสั้นๆ ในช่วงเข้าวันนี้ (17 มิถุนายน) ว่า “ไปถามเขาสิ มาถามผมทำไม”

พริษฐ์ระบุว่า “ผมก็งงว่าทำไมถึงย้อนกลับมาที่ผม เพราะผมไม่ใช่คนในคลิป” และคำถามก็ชัดเจน คือ แค่จะให้ประธานวุฒิสภายืนยันว่าเป็นคนในคลิปหรือไม่ มงคลน่าจะรู้ดีที่สุด แค่ตอบว่าใช่หรือไม่ แต่ในเมื่อไม่ได้ตอบ บางครั้งการไม่ตอบก็เป็นคำตอบแบบหนึ่ง

“เราก็ดูได้จากหลักฐานในคลิป และการไม่ตอบคำถามของประธานวุฒิสภาว่า บุคคลในคลิปก็คือคุณมงคล และผมคิดว่ายิ่งตอกย้ำ ว่าคำถามที่ผมถามถึง กกต. ตั้งแต่ที่ผมได้เผยแพร่คลิปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนถึงอีกชุดคำถามที่ผมถามประธานวุฒิสภาว่าใช่บุคคลในคลิปหรือไม่ รวมถึงเอกสารที่ยื่นกับ กกต.เป็นเอกสารที่เขียนอะไรไว้บ้าง ใครเป็นคนจัดทำ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ คนที่ออกมาชี้แจงที่ผ่านมา ก็เป็นคนที่ผมไม่ได้ถาม และชี้แจงในประเด็นที่ผมไม่ได้ถามเป็นคำถามหลัก” พริษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ พริษฐ์ยังคาดว่าหวังว่า กกต. จะได้เตรียมคำตอบที่ตนเองเคยนำเสนอไว้ล่วงหน้า เนื่องจากพรุ่งนี้ (18 มิถุนายน) กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะร่วมประชุมกับคณะคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ในวาระการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. และตรวจสอบข้อพิรุธในการเลือกตั้งปี 2569

พริษฐ์บอกด้วยว่า หลักฐานในการแถลงข่าวรวมถึงคลิปที่ได้เผยแพร่นั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดข้อมูลและชุดหลักฐานที่ได้รวบรวมเพื่อตั้งคำถามการทำหน้าที่ กกต. เกี่ยวกับคดี ฮั้ว สว. และเข้าใจดีว่า กกต. จะชี้แจงว่าสามารถจดตัวเลขเพื่อกันลืม ซึ่งไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่ตั้งคำถามว่าเหตุการณ์ในคลิปเห็นปฏิกิริยาของ กกต. มีการเรียกเอกสารและตักเตือนผู้สมัคร หากเอกสารที่เก็บไม่ได้มีปัญหาอะไร และพฤติกรรมในวันดังกล่าวไม่ได้มีข้อพิรุธ เหตุใด กกต. จึงเรียกเก็บเอกสาร และตักเตือนผู้สมัคร

นอกจากนี้ ที่รับรู้มา ในคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ยังมีเอกสารหลักฐานอีกหลายชุดหลายประเภท เช่น บัตรการลงคะแนนที่ ชุดตัวเลขเดิมๆ ปรากฏซ้ำ ซึ่งนำมาคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ แต่มาจากขบวนการจัดตั้ง และคาดว่าในสำนวนจะมีหลักฐานการนัดหมายรวมตัวกันก่อนวันเลือก มีหลักฐานการจ่ายค่าเดินทางให้กลุ่มคนที่อยู่ในกระบวนการจัดตั้ง รวมถึงเส้นทางการเงินซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกกล่าวหา

พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ตามที่ได้รับทราบข้อมูล กกต. จะพิจารณากรณีของจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นที่แรก โดยได้รับข้อมูลและเบาะแสจากการยื่นวิปฝ่ายค้านสัปดาห์ที่แล้ว มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งไหลจากกลุ่มทุนกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้สนับสนุนไปยังหลายเส้นทาง รวมถึงบุคคลที่ขณะนี้เป็น สว. จังหวัดดังกล่าว และบุคคลที่เป็นทีมงาน รวมถึง สส. ในจังหวัดดังกล่าว

“อยากให้มองหลักฐานประกอบรวมกันและเห็นพิรุธเกิดขึ้น แล้วตรวจสอบว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และไม่ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม โดยทำให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล

“ล่าสุดเห็นว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดในคลิป และ กกต. ตั้งคำถาม ไม่เคยถูกรวมในสำนวนที่ DSI มีการสอบสวน และไม่เคยให้ กกต. คนดังกล่าวมาชี้แจงในฐานะพยาน จึงต้องถามคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ว่าคำถามที่ได้ถามตั้งแต่วันเสาร์โพยอยู่ที่ไหน รวมในสำนวนหรือไม่ เหตุการณ์ในวันดังกล่าวรวมอยู่ในสำนวนเพื่อตรวจสอบหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจน“ พริษฐ์กล่าว

พริษฐ์ประเมินด้วยว่า หากท้ายที่สุด กกต. มีมติว่าสำนวนคดีฮั้ว สว. ไม่มีมูล ก็ต้องทวงถามเหตุผลและคำอธิบายจาก กกต. เพราะคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของ กกต. และ DSI มีข้อสรุปออกมาว่าหลักฐานมีเพียงจะส่งเรื่องไปอย่างศาลแล้ว อย่างน้อยเชื่อมโยงถึง 229 คน หาก กกต. มีมติว่าจะไม่ส่งคำร้องใดๆ ไปที่ศาล ก็ต้องอธิบายกับสังคมว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น

“ผมชวนคิดต่อ ว่าหาก กกต. มีมติส่งเรื่องไปที่ศาลเฉพาะบางคน และมีการเป่าคดีหรือยกคำร้องคนอีกกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องทวงถามเช่นกันว่าเหตุผลที่ตัดสินใจต่างกันเป็นเพราะความหนาแน่นของหลักฐานต่างกัน หรือเพราะมีความพยายามสละบางคนในคำร้องส่งไปที่ศาล เพื่อลดกระแสสังคม หรือปกป้องบางคนที่อาจจะอยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจมากกว่า

“ตอนนี้เราอาจจะมีระบบที่เรียกว่า 50 shades of Blue คือ 50 เฉดของสีน้ำเงิน หากเป็นน้ำเงินอ่อนที่สละได้ เรื่องก็อาจจะไปถึงศาล แต่หากเป็นน้ำเงินเข้มที่อยู่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจ จะไปไม่ถึงศาลหรือไม่” พริษฐ์กล่าว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1367513808841292&set=a.586524703606877




คลิปชัด! กกต.รู้มีฮั้ว สว. ไอติมจี้ส่งศาล สะเทือนบิ๊กน้ำเงิน จับตาทิศทางยื่นซักฟอก


คลิปชัด! กกต.รู้มีฮั้ว สว. ไอติมจี้ส่งศาล สะเทือนบิ๊กน้ำเงิน จับตาทิศทางยื่นซักฟอก| THE STANDARD NOW

The Standard

Streamed live on Jun 15, 2026 
THE STANDARD NOW (2026)

คลิปชัด! กกต.รู้มีฮั้ว สว. ไอติมจี้ส่งศาล สะเทือนบิ๊กน้ำเงิน จับตาทิศทางยื่นซักฟอก

ร่วมพูดคุยกับแขกรับเชิญ 2 ท่าน

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน)

รศ. สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทาง YouTube และ TikTok ของ THE STANDARD

02:24 ประเด็นร้อนประจำวัน
05:19 วิเคราะห์คลิปโพยเลือก สว. หลักฐานความผิดปกติ
16:21 ข้อพิรุธคณะอนุกรรมการตรวจสอบชุดพิเศษ
23:56 มาตรฐานการส่งเรื่องให้ศาลและเส้นทางการเงิน
32:00 แชทหลุดช่วยน้ำเงินด้วยและการวางตัวของข้าราชการ
48:02 บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดกับการแทรกแซงกลไก
52:32 โครงการ AI Passport และความไม่โปร่งใส
01:02:08 จังหวะการซักฟอกของฝ่ายค้านและบทสรุปช่วงท้าย

https://www.youtube.com/watch?v=wajz6LtwFZI







แม้ไทยจะมีความคืบหน้าในกระบวนการทางกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้ลี้ภัยในประเทศอยู่บ้าง แต่รายงานของ Thai PBS ระบุว่า ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา ไทยได้ส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นทางมากกว่า 3,000 คน - ชวนอ่าน ไทยแลนด์ แดนสวรรค์ของใคร ? แต่ไม่ใช่ของ ‘ผู้ลี้ภัย’ แน่นอน


iLaw
June 12
·
ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งอยู่ท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้านที่เผชิญความขัดแย้งทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ประกอบกับการมีสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) อยู่ในประเทศไทย ไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศ “ทางผ่าน” ของผู้แสวงหาที่ลี้ภัยจากการประหัตประหารในประเทศต้นทาง อย่างไรก็ดี แม้ประเทศไทยจะเผชิญความท้าทายเรื่องการอพยพลี้ภัยมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไทยยังไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 (The 1951 Refugee Convention)
.
อย่างไรก็ดี ไทยเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศบางฉบับที่คุ้มครองสิทธิของผู้ลี้ภัยในบางมิติ หนึ่งในนั้นคืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย ซึ่งกำหนดภาระผูกพันให้รัฐต้องป้องกันการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย การบังคับให้สูญหาย และการคุมขังโดยพลการ ตลอดจนรับประกันสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และสิทธิในชีวิตและเสรีภาพ ไทยยังได้ตรากฎหมายภายใน คือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งห้ามมิให้ขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลที่เป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังรัฐที่มีมูลเหตุอันหนักแน่นให้เชื่อได้ว่าบุคคลดังกล่าวจะเผชิญความเสี่ยงโดยแท้จากการทรมานหรือการบังคับให้สูญหาย
.
แม้จะมีความคืบหน้าในกระบวนการทางกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้ลี้ภัยในประเทศไทยอยู่บ้าง แต่รายงานของ Thai PBS ระบุว่า ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา ไทยได้ส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นทางมากกว่า 3,000 คน โดยผู้ถูกส่งกลับส่วนใหญ่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลหรือสมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกรัฐบาลประเทศต้นทางต้องการตัว ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และ จีน
____

อ่านบันทึกรวมกรณีการจับ-ส่งกลับผู้ลี้ภัยต่างชาติ https://www.ilaw.or.th/articles/58191

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1432667708906844&set=a.625664036273886
.....

ชวนอ่าน



https://theactive.thaipbs.or.th/data/refugee



เห็นข่าว ครูลงโทษนักเรียนคัดข้อความ 500 จบ แกล้งสั่งเก็บขยะจนกว่าครูจะกินข้าวเสร็จ เหตุนักเรียนไม่เข้าสวดมนต์ เลย ถาม AI มีประเทศไหนบ้างนอกจากไทยในเอเซีย ที่ครูลงโทษนักเรียนแนวนี้จากความผิดวินัยเล็กๆ น้อยๆ


นักเรียนเลว
Yesterday
·
Update: ครูลงโทษนักเรียนคัดข้อความ 500 จบ แกล้งสั่งเก็บขยะจนกว่าครูจะกินข้าวเสร็จ เหตุนักเรียนไม่เข้าสวดมนต์
.
16 มิถุนายน 2569 -- ผู้ร้องเรียนรายหนึ่งเปิดเผยว่า น้องสาวของตนซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.เมืองระยอง ถูกครูสั่งลงโทษให้คัดข้อความว่า "หนูจะไม่อยู่บนห้องตอนเที่ยงแล้วค่ะ" จำนวน 500 จบ และให้เก็บขยะภายในโรงเรียนในช่วงพักกลางวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์
.
สาเหตุเป็นเพราะไม่เข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ เนื่องจากนำกระเป๋าไปเก็บไว้บนห้องเรียน นอกจากนี้ยังถูกตัดคะแนนความประพฤติ 2 คะแนนในข้อหาอยู่บนห้องเรียนช่วงพักกลางวัน
.
ผู้ร้องเรียนชี้แจงว่า สาเหตุที่น้องนำกระเป๋าขึ้นไปเก็บบนห้องเรียน เพราะนำอาหารกลางวันมาเอง เมื่อรับประทานเสร็จจึงเก็บกล่องอาหารใส่กระเป๋าและนำกระเป๋าไปเก็บ ไม่ได้มีเจตนาจะอยู่บนห้องเรียนในช่วงพักกลางวันแต่อย่างใด
.
ต่อมาในวันเดียวกัน แม่ของนักเรียนได้โทรศัพท์พูดคุยกับครูผู้สั่งลงโทษ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับบทลงโทษดังกล่าว โดยผู้ร้องเรียนระบุว่าครูยินยอมลดจำนวนการคัดลายมือลงภายหลังการพูดคุย
.
ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ผู้ร้องเรียนให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักเรียนได้นำงานคัดลายมือไปส่งและปฏิบัติตามคำสั่งเก็บขยะแล้ว
.
แต่ระหว่างการลงโทษ ครูยังสั่งให้เก็บขยะต่อเนื่องจนกว่าครูจะรับประทานอาหารเสร็จ และต้องนำขยะที่เก็บได้ไปส่งให้ครูตรวจ หากครูไม่อยู่ที่ห้องพักครู นักเรียนจะต้องเก็บขยะต่อไปจนกว่าจะพบครู
.
ผู้ร้องเรียนระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อสภาพจิตใจของน้องสาวอย่างเห็นได้ชัด โดยมีพฤติกรรมเก็บตัว ไม่ค่อยพูดคุยกับคนในครอบครัว และกังวลว่าจะถูกครูกลั่นแกล้งอีก เช่น การถูกกดคะแนนหรือผลการเรียน
.
——
#นักเรียนเลว
.....
ถาม Gemini

มีประเทศไหนมั้ยนอกจากไทย ที่ ครูลงโทษนักเรียนคัดข้อความ 500 จบ แกล้งสั่งเก็บขยะจนกว่าครูจะกินข้าวเสร็จ เหตุนักเรียนไม่เข้าสวดมนต์


เหตุการณ์แนวนี้ (การลงโทษด้วยการคัดข้อความซ้ำๆ หรือสั่งให้ทำความสะอาด/เก็บขยะเป็นเวลานานจากความผิดวินัยเล็กๆ น้อยๆ) มีในอีกหลายประเทศครับ โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ที่ระบบการศึกษายังคงให้ความสำคัญกับอำนาจนิยม (Authoritarianism) ความกตัญญูรู้คุณ และการเชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด

หากมองหาประเทศที่มีวัฒนธรรมการลงโทษในโรงเรียนที่ใกล้เคียงกับไทย จะพบได้เด่นชัดในประเทศเหล่านี้:

1. เกาหลีใต้ (South Korea)

แม้เกาหลีใต้จะสั่งห้ามการลงโทษด้วยวิธีรุนแรงทางร่างกาย (Corporal Punishment) ไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ครูบางส่วนยังคงใช้วิธีลงโทษเชิงจิตวิทยาหรือการใช้แรงงานแทน เช่น:

การคัดข้อความ: เรียกว่า บันซองมุน (반성문) หรือเรียงความสำนึกผิด นักเรียนที่ทำผิดวินัย เช่น มาสายหรือไม่เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียน มักถูกสั่งให้เขียนข้อความเดิมซ้ำๆ หลายร้อยจบ หรือเขียนเรียงความยาวหลายหน้ากระดาษ

การทำความสะอาด: การสั่งให้ขัดห้องน้ำ เก็บขยะ หรือทำความสะอาดห้องพักครูในขณะที่ครูกำลังพักผ่อน ถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปเพื่อดัดนิสัย

2. ญี่ปุ่น (Japan)

ญี่ปุ่นมีกฎหมายห้ามการลงโทษทางร่างกายที่เข้มงวดมาก แต่มีแนวคิดเรื่อง "ฟุโดะ" (Fudo) หรือระเบียบวินัยสุดโต่ง ในบางโรงเรียน (มักถูกเรียกว่า โคโซคุ หรือกฎโรงเรียนที่ไร้เหตุผล)

การลงโทษด้วยงานบริการ: หากนักเรียนละเลยกิจกรรมรวมหมู่ (เช่น การทำสมาธิตอนเช้า หรือกิจกรรมจิตวิญญาณ) ครูอาจลงโทษด้วยการบังคับให้ทำความสะอาดพื้นที่ส่วนรวมเพียงลำพังเป็นเวลานาน หรือกักตัวให้ทำงานบ้านในโรงเรียนขณะที่คนอื่นพัก

3. อินเดีย (India)

อินเดียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการลงโทษของครูที่เกินกว่าเหตุบ่อยครั้ง จากโครงสร้างสังคมที่ครูมีอำนาจเบ็ดเสร็จ

การสั่งคัดข้อความและการลงโทษเชิงกลั่นแกล้ง: การสั่งให้คัดข้อความ 100–500 จบ เป็นบทลงโทษคลาสสิกของระบบโรงเรียนที่สืบทอดมาจากยุคอาณานิคม รวมถึงการสั่งให้ทำงานโยธาในโรงเรียน เช่น การเก็บขยะรอบสนาม หรือการยืนเฝ้าครู ก็ยังมีปรากฏเป็นข่าวอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะในโรงเรียนต่างจังหวัด

ข้อสังเกตเชิงวัฒนธรรม พฤติกรรมที่ครูสั่งให้เด็ก "เก็บขยะจนกว่าครูจะกินข้าวเสร็จ" สะท้อนถึง วัฒนธรรมอำนาจนิยมที่มีลำดับขั้นชัดเจน (Hierarchy) ซึ่งมองว่าครูคือผู้มีพระคุณสูงสุด และนักเรียนคือผู้รับคำสั่ง การลงโทษในลักษณะนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการปรับพฤติกรรมด้วยเหตุผล แต่เป็นการ "ละลายพฤติกรรม" เพื่อให้เด็กยอมจำนนต่ออำนาจ ซึ่งเป็นปัญหาที่ระบบการศึกษาในแถบเอเชียหลายประเทศกำลังพยายามขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขเช่นเดียวกับประเทศไทยครับ

ขอข้อมูลเพิ่มเติมประเด็น บทลงโทษคลาสสิกของระบบโรงเรียนที่สืบทอดมาจากยุคอาณานิคม 

1. รากเหง้าจากยุคอาณานิคม: รางวัลและบทลงโทษแบบ "Imposition"

การสั่งคัดข้อความซ้ำๆ ภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาแบบบริติช (British Colonial Education) เรียกว่า "Imposition" * กลไกควบคุม: ในศตวรรษที่ 19-20 เจ้าอาณานิคมอังกฤษใช้วิธีนี้ในอินเดียและแอฟริกา เพื่อฝึกให้นักเรียนพื้นเมือง "เชื่อง" และยอมรับอำนาจสั่งการ การคัดข้อความ เช่น "I will not talk in class" (ฉันจะไม่คุยในห้องเรียน) 500 จบ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ แต่เป็นการใช้ "ความเบื่อหน่ายและความเหนื่อยล้าทางกายภาพ" เป็นเครื่องมือปราบพฤติกรรมกระด้างกระเดื่อง

การส่งต่อวัฒนธรรม: เมื่อประเทศเหล่านี้ได้รับเอกราช ระบบนี้ไม่ได้หายไป แต่ถูกส่งต่อมายังครูท้องถิ่น กลายเป็น "มรดกตกทอด" ที่ครูรุ่นเก่ามองว่าเป็นวิธีควบคุมชั้นเรียนที่ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องใช้ไม้เรียว

2. รูปแบบการลงโทษเชิงกลั่นแกล้ง (Harassment & Humiliation) ในอินเดีย

ในโรงเรียนอินเดีย โดยเฉพาะโรงเรียนรัฐบาลหรือโรงเรียนในเขตชนบท (Rural Areas) การลงโทษมักก้าวข้ามจาก "การลงโทษเพื่อปรับพฤติกรรม" ไปสู่ "การกลั่นแกล้งเพื่อให้อับอาย" (Public Shaming) เนื่องจากโครงสร้างสังคมที่หล่อหลอมให้ครูมีสถานะศักดิ์สิทธิ์ (Guru) ที่ห้ามตั้งคำถาม

การคัดข้อความแบบโหดร้าย: นอกจากการคัด 500 จบ บางกรณีครูสั่งให้นักเรียนคัดข้อความประจานตัวเอง เช่น "ฉันเป็นคนโง่ที่ส่งการบ้านไม่ทัน" หรือสั่งให้คัดข้อความยาวหลายหน้ากระดาษข้ามคืน หากทำไม่เสร็จจะถูกกักบริเวณหรือห้ามเข้าเรียน

การสั่งทำงานโยธาและงานรับใช้ครู (Physical Labour & Service):

การเก็บขยะและขัดห้องน้ำ: นักเรียนที่ทำผิดวินัยเล็กๆ น้อยๆ เช่น แต้มผมสี หรือแต่งกายผิดระเบียบ มักถูกสั่งให้ไปตัดหญ้าในสนามด้วยมือเปล่า เก็บขยะรอบโรงเรียน หรือล้างห้องน้ำครูในขณะที่เพื่อนคนอื่นกำลังเรียน

การยืนเฝ้าหรือปรนนิบัติครู: มีกรณีที่เป็นข่าวอื้อฉาวอยู่บ่อยครั้งที่ครูในชนบทสั่งให้นักเรียนมายืนพัดให้ขณะครูนอนพักผ่อน ยืนนวดไหล่ หรือทำหน้าที่เสิร์ฟชา/อาหาร และห้ามไปไหนจนกว่าครูจะอนุญาต ซึ่งเข้าข่ายการใช้แรงงานเด็กและการกลั่นแกล้งส่วนบุคคล

บทสรุปสะท้อนภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรืออินเดีย การลงโทษด้วยการสั่งคัดข้อความ 500 จบ หรือการสั่งให้เก็บขยะ/ปรนนิบัติครู มีรากฐานเดียวกันคือ "การมองนักเรียนเป็นวัตถุรองรับอำนาจ" มากกว่ามนุษย์ที่มีสิทธิ์เรียนรู้อย่างเท่าเทียม ปัจจุบันแม้กฎหมายในหลายประเทศจะพยายามระบุว่าการลงโทษต้องเป็นไปเพื่อการศึกษา (Educational Purpose) ไม่ใช่เพื่อการแก้แค้นหรือทำให้อับอาย แต่ในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนผ่านทัศนคติของครูในพื้นที่ห่างไกลยังคงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่




❝ สังคมศึกษาใต้กะลา❞ เชื่อว่าทั้งสองท่านข้างล่างมีไอเดียปรับปรุงให้ทะลุกะลาได้ แต่คงไม่มีความกล้า 😂


Atukkit Sawangsuk
·
เชื่อว่าทั้งสองท่านมีไอเดียครับ แต่ไม่มีความกล้าหาญทางการเมือง

Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
14 hours ago
·
❝ สังคมศึกษาใต้กะลา❞
.
ประเด็นหนึ่งที่น่าวิตกของการเรียนภาษาไทยก็คือ ทุกวันนี้ แม้แต่นักศึกษาใหม่ที่เข้ามามหาวิทยาลัย แม้จะ “อ่านหนังสือออก” แต่ดูเหมือนความสามารถ “อ่านออกเขียนได้” จะอ่อนมาก
.
การสอบ PISA ข้อที่ทดสอบความสามารถในการอ่านของนักเรียนมัธยมของไทย จึงได้คะแนนน้อยเป็นประจำ
.
เอาเข้าจริง ผมมีประสบการณ์กับนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอกของไทยมาบ้างพอสมควร ผมพบว่าจำนวนมากอ่านหนังสือจับใจความสำคัญไม่ได้ ส่วนมากเห็นแต่ต้นไม้เป็นต้นๆ แยกจากกัน แต่ไม่เข้าใจประเด็นใหญ่หรือไม่เห็นป่า
.
ความสามารถในการอ่านให้แตกและการคิดวิพากษ์วิจารณ์เกิดได้ยากถ้าหากอ่านฟังยังจับใจความไม่ได้
.
ตรงนี้น่าจะเป็นปัญหาที่ท่าน รมต.ให้ความสนใจกว่ากระมัง
.
รมต.ทั้งสองท่านกล่าวว่าจะทำให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองโลก แต่มองไม่เห็นเลยว่าสิ่งที่ทั้งสองท่านบอกว่าจะปรับปรุงวิชาสังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ และวิชาภาษาไทย จะทำให้เด็กไทยทะลุกะลาและสามารถเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองโลกได้อย่างไร
.
หรือเป็นแค่ถ้อยคำหรูๆ ที่ฟังดูดีกับยุคสมัยปัจจุบัน…แค่นั้น


สังคมศึกษาใต้กะลา โดยธงชัย วินิจจะกูล
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_899762

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1398285829000279&set=a.627369302758606




อังกฤษเตรียม ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย ไม่ง่าย หากมีการบังคับใช้จริง ทุกคนจะต้องพิสูจน์อายุของตนโดยใช้ ID หรือการสแกนใบหน้า ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงถึงความปลอดภัยของข้อมูล และ เด็ก ๆ อาจใช้ VPN ในการมุดไปใช้เซิร์ฟเวอร์ประเทศอื่นเพื่อเลี่ยงการตรวจจับ







What do under-16s think about Starmer's plans for a social media ban?

ITV News

Jun 15, 2026

Prime Minister Keir Starmer has announced under-16s will be banned from a range of social media in a “big moment for our country". The prime minister promised "bold action" in response to calls for change from parents, after the vast majority responding to the government consultation backed a minimum age of 16 before children can access social media platforms.

"This is not something I do lightly and I will not present it as cost-free, as if social media has brought no benefits to young people, as clearly that is wrong," Starmer said at a Downing Street press conference on Monday.


"But it is clear to me that a full ban is the right choice.

"Do we truly believe that social media creates a happy environment for our children? Do we truly believe its a place they can feel safe?"

UK Editor Paul Brand speaks to children affected by the proposed ban and Political Editor Robert Peston guages reaction at the G7.

https://www.youtube.com/watch?v=GIHgyUX8DwU
.....

รัฐบาลสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ได้ประกาศมาตรการครั้งสำคัญที่จะสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย (เช่น TikTok, Instagram, YouTube, Facebook, Snapchat และ X) โดยตั้งเป้าที่จะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในปี 2570 (2027) ซึ่งเป็นการเดินตามรอยประเทศออสเตรเลียที่ผ่านกฎหมายในลักษณะนี้ไปก่อนหน้า

เบื้องหลังการตัดสินใจ ผลดี และผลเสียของนโยบายนี้ มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

📌 เหตุผลสำคัญที่อังกฤษเตรียมบังคับใช้มาตรการนี้

วิกฤตสุขภาพจิตในเด็ก: รัฐบาลพบสถิติความเชื่อมโยงที่น่ากังวลระหว่างการใช้งานโซเชียลมีเดียที่มากเกินไป กับการเกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาเรื่องรูปร่างหน้าตา (Body Image) และโรคคลั่งผอม (Eating Disorders) ในกลุ่มวัยรุ่น

อัลกอริทึมที่มอมเมาและเสพติด: แพลตฟอร์มต่าง ๆ ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจ (Addictive features) และบ่อยครั้งที่อัลกอริทึมนำพาเด็กไปสู่เนื้อหาที่อันตรายหรือไม่เหมาะสม เช่น เนื้อหาความรุนแรง หรือการทำร้ายตัวเอง

ภัยคุกคามทางออนไลน์: เพื่อปกป้องเด็กจากการถูกกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ (Cyberbullying) และลดความเสี่ยงจากการถูกล่อลวงหรือเข้าหาโดยผู้ไม่หวังดี (Online Grooming)

เสียงเรียกร้องจากผู้ปกครอง: ผลสำรวจในอังกฤษพบว่า ผู้ปกครองมากกว่า 80-90% สนับสนุนให้กำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำที่ 16 ปี เพราะพวกเขารู้สึกว่าการดูแลและควบคุมลูก ๆ บนโลกออนไลน์ด้วยตัวเองเพียงลำพังเป็นเรื่องที่ยากเกินไปแล้ว

🟢 ผลดีของนโยบาย

คืนช่วงเวลาวัยเด็กที่สมบูรณ์: ช่วยลดเวลาหน้าจอ (Screen Time) ทำให้เด็กมีเวลาไปทำกิจกรรมทางกายภาพ ออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ และมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนหรือครอบครัวในชีวิตจริงมากขึ้น

ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตในระยะยาว: การตัดวงจรการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโลกออนไลน์ (Social Comparison) จะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

บังคับให้บริษัทเทคโนโลยีตื่นตัว: กฎหมายนี้จะกดดันให้บิ๊กเทค (Big Tech) ต้องหันมาลงทุนมหาศาลในการสร้างระบบตรวจสอบอายุ (Age Verification) ที่แม่นยำ และออกแบบแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยต่อเยาวชนมากขึ้น ไม่ใช่เน้นแต่ยอดเอนเกจเมนต์

🔴 ผลเสียและความท้าทาย (ข้อจำกัดทางปฏิบัติ)

ความยากในการบังคับใช้จริง: หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าเด็ก ๆ อาจหาทางหลบเลี่ยงได้ง่าย เช่น การใช้ VPN หรือการโกงอายุตอนสมัคร ซึ่งผลลัพธ์ในช่วงแรกจากประเทศที่เริ่มใช้ระบบนี้พบว่าการบล็อกแบบเบ็ดเสร็จทำได้ยากมาก

ปิดกั้นโอกาสในการเรียนรู้และแสดงออก: โซเชียลมีเดียในปัจจุบันไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิงอย่างเดียว แต่ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้ แหล่งข้อมูลข่าวสาร และพื้นที่แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ของเด็กยุคดิจิทัล

ผลักเด็กไปสู่ "มุมมืด" ของอินเทอร์เน็ต: นักวิจารณ์กังวลว่า การแบนจากแพลตฟอร์มกระแสหลักที่มีการกำกับดูแลในระดับหนึ่ง อาจทำให้เด็ก ๆ แอบหนีไปใช้เว็บใต้ดิน แพลตฟอร์มที่ไม่ระบุตัวตน หรือกลุ่มปิดที่ไม่มีการคัดกรองเนื้อหาเลย ซึ่งอันตรายกว่าเดิม

ตัดขาดกลุ่มเปราะบางทางสังคม: เด็กบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเยาวชนผู้พิการ หรือกลุ่ม LGBTQ+ มักใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการค้นหาพื้นที่ปลอดภัยและกลุ่มเพื่อนที่เข้าใจ การแบนนี้อาจทำให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวและขาดแรงสนับสนุนทางใจ

💡 ข้อสังเกตเพิ่มเติม: มาตรการนี้ของอังกฤษไม่ได้รวมถึงแอปพลิเคชันประเภทรับส่งข้อความสายตรงอย่าง WhatsApp หรือ Signal เพื่อให้เด็ก ๆ ยังคงสามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนสนิทได้ตามปกติ และสำหรับวัยรุ่นอายุ 16-17 ปี จะยังคงใช้งานได้ แต่แพลตฟอร์มจะต้องเปิดระบบป้องกันความเป็นส่วนตัว (เช่น ปิดการไลฟ์สดและปิดไม่ให้คนแปลกหน้าทักข้อความหา) ไว้เป็นค่าเริ่มต้น (By Default)

ในการบังคับใช้จริง ทุกคนจะต้องพิสูจน์อายุของตนโดยใช้ ID หรือการสแกนใบหน้า

ใช่ครับ นั่นคือความจริงและเป็นประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในอังกฤษขณะนี้ (หลังจากที่นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ เพิ่งประกาศมาตรการแบนนี้อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา)

เพื่อให้กฎหมายนี้บังคับใช้ได้จริง แพลตฟอร์มต่าง ๆ จะถูกบังคับให้ต้องยืนยันอายุของผู้ใช้งาน ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่า "ไม่ใช่แค่เด็ก แต่ผู้ใหญ่ทุกคนที่ต้องการสมัครใช้งานโซเชียลมีเดียใหม่ ก็จะต้องพิสูจน์อายุของตนเองด้วยเช่นกัน"

วิธีการหลัก ๆ ที่จะนำมาใช้ในการตรวจสอบมี 2 วิธีหลัก:

การอัปโหลดเอกสารระบุตัวตน (ID Verification): เช่น หนังสือเดินทาง (Passport) หรือใบขับขี่

การสแกนใบหน้าเพื่อประมาณอายุ (Facial Age Estimation): ใช้ AI สแกนโครงหน้าเพื่อวิเคราะห์ว่าผู้ใช้งานมีอายุเกิน 16 ปีหรือไม่ (ซึ่งเป็นเทคโนโลยีคนละแบบกับการจดจำใบหน้าหรือ Facial Recognition เพราะระบบนี้จะประเมินแค่ตัวเลขอายุโดยไม่เก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลเพื่อระบุตัวตนว่าเป็นใคร)
⚠️ ประเด็นนี้กำลังนำไปสู่ข้อถกเถียงใหม่ในสังคมอังกฤษ

การที่ทุกคนต้องใช้ ID หรือสแกนใบหน้าเพื่อเล่นโซเชียลมีเดีย ได้ขยายวงข้อพิพาทจากเรื่อง "การปกป้องเด็ก" ไปสู่เรื่อง "สิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนทุกคน (Privacy Matrix)" โดยมีข้อกังวลหลัก ๆ ดังนี้:

ผลกระทบต่อผู้ใหญ่ทุกคน: กลายเป็นว่าผู้ใหญ่ที่ต้องการเปิดบัญชีใหม่ หรือสร้างบัญชีแบบใช้นามแฝง (Pseudonymous account) เพื่อความปลอดภัย จะไม่สามารถทำได้โดยไม่ผ่านการยืนยันตัวตนก่อน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพบนโลกออนไลน์ของประชากรทั้งประเทศ

ความปลอดภัยของข้อมูล: เกิดคำถามใหญ่ว่า แพลตฟอร์มบิ๊กเทค (เช่น TikTok หรือ Meta) หรือบริษัทบุคคลที่สามที่ทำหน้าที่ตรวจเช็กอายุ จะเก็บรักษาข้อมูลใบหน้าและภาพถ่ายหน้าพาสปอร์ตของประชาชนอย่างไรให้ปลอดภัยจากการถูกแฮก

ปัญหาเรื่อง VPN: รัฐบาลอังกฤษยอมรับว่า เด็ก ๆ อาจใช้ VPN ในการมุดไปใช้เซิร์ฟเวอร์ประเทศอื่นเพื่อเลี่ยงการตรวจจับ จนถึงขนาดที่กระทรวงดิจิทัลของอังกฤษกำลังพิจารณาว่า อาจต้องบังคับให้มีการยืนยันอายุ (Age Verification) ก่อนดาวน์โหลดหรือใช้ VPN ด้วยซ้ำ ซึ่งยิ่งสร้างความกังวลให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองไซเบอร์

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง Ofcom ของอังกฤษ กำลังเร่งหาโมเดลที่สมดุลที่สุดก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้จริงในช่วงต้นปี 2027 ครับ



"ไชยชนก" เดินหา "รักชนก" ถึงถิ่นพรรคประชาชน กลางห้องประชุมร่วมรัฐสภา คุณรักชนก เลยถาม คุณไชยชนก ว่า...



รักชนก ศรีนอก - Rukchanok Srinork

9 hours ago
·
ได้เจอกันในห้องประชุม ดิฉันเลยถามคุณไชยชนก

1) พรุ่งนี้ที่ กมธ.ติดตามงบฯ เชิญร่วมประชุมมาไหม ?
: ตอบว่าไม่มา ให้ปลัดมา

2) ไม่คิดทบทวนเรื่องยกเลิกโครงการหรอ ?
: ไม่ตอบตรงๆ บอกต้องดูตามกฎหมาย

3) เห็นหลักฐานล่าสุด ที่เราเปิดแล้วหรือยัง หลักฐานที่ว่าโครงการเริ่มทำตั้งแต่เดือนตุลาคม ?
: ยังไม่เห็นครับ

ถึงแม้ว่าดิฉันจะไม่เชื่อว่ายังไม่เห็น แต่ก็เลยเปิดมือถือให้ดูว่ามีหลักฐานที่ยืนยันว่าโครงการนี้เริ่มทำก่อนจะมี TOR ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ นี่คือพฤติกรรมส่อไปในทางคอรัปชั่น

และ สส.อีกท่านที่เดินมาคุยกัน แล้วมีรูปจับมือกัน ชื่อพี่มันแกว ดิฉันก็ถามว่าแค่ชวนคุณไชยชนกคุยเอง ถึงกับไม่ไว้ใจเป็นห่วงกันต้องเดินมาคุมเลยหรอ ไม่ทำอะไรหรอกหน่า เรื่องก็มีแค่นี้ ถามว่าดีกันถึงขนาดจับไม้จับมือ ก็อยู่กรรมธิการงบมาด้วยกัน 2ปี ก็พอคุยกันได้อยู่ค่ะ พี่เค้าจะชอบมาบอกว่าแต่งตัวดีดี เสื้อให้คอสูงไว้ อย่าให้โป๊มาก ก็จะเถียงกันประจำเพราะส่วนตัวนี่ชอบแบบโป๊นิดหน่อย

สำหรับใครที่เห็นรูปแล้ว คิดไปไกลว่ามันจะมีการดีลอะไรกันหรือเปล่า ดิฉันก็ต้องยืนยันว่าโอกาสที่จะได้เจอรัฐมนตรีมันไม่ง่าย ตั้งกระทู้ถามก็ไม่ค่อยจะมาตอบกัน เชิญมาชี้แจงในกรรมาธิการก็ไม่มา ดังนั้นก็มีโอกาสแบบนี้แหละที่ได้คุยกัน

สำหรับใครที่แซวแล้วส่อไปในเชิงชู้สาว ถ้าคิดว่าแซวกันเล่นๆ อย่าคิดมาก ลองคิดว่าถ้าเป็นน้องสาว เป็นพี่สาว เป็นแม่ เป็นแฟนสาว หรือเป็นใครในชีวิตที่คุณรัก โดนแซวแบบนี้คุณจะชอบไหม หรือคุณจะร่วมผสมโรงด้วยไหม

ปล. ฝากทุกท่านติดตามการประชุมร่วม กมธ.ติดตามงบฯ x กมธ.กฎหมาย ยุติธรรมฯ เรื่อง TH-AI passport พรุ่งนี้ด้วยนะคะ มีหลักฐานใหม่มาเปิดเพิ่มอีก

ปล. 2 นอกจากคุยกับคุณไชยชนก วันนี้ได้คุยกับ รมว.แรงงาน จุลพันธ์ ถามความคืบหน้าเรื่อง e-work permit สรุปจะเดินหน้ายังไง และ ได้คุยกับ รมว.ศึกษา แจ้งให้ทบทวน TOR โครงการ Skill credit portfolio ที่ดิฉันตั้งข้อสังเกตว่าส่อมีปัญหา เพราะทาง รมว.อว. สั่งแก้TOR โครงการชื่อที่เหมือนกันนี้แล้ว แต่คุยกับ 2คนนี้ เค้าไม่ได้ถ่ายค่ะ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1021848090376951&set=a.173328008562301






 https://x.com/MorningNewsTV3/status/2067142473412157790



แหวน ณัฐฏธิดา - Thumb Rights ยื่น กมธ.กฎหมายฯ ติดตามสิทธิประกันตัว “เอกชัย หงส์กังวาน” ชี้มีปัญหาสุขภาพต่อเนื่อง ต้องการรักษาภายนอกเรือนจำ

https://www.facebook.com/Prachatai/posts/1458607389646897

ประชาไท Prachatai.com
13 hours ago
·
แหวน ณัฐฏธิดา - Thumb Rights ยื่น กมธ.กฎหมายฯ ติดตามสิทธิประกันตัว “เอกชัย หงส์กังวาน” ชี้มีปัญหาสุขภาพต่อเนื่อง ต้องการรักษาภายนอกเรือนจำ
.
17 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภา ถนนเกียกกาย “แหวน” ณัฏฐธิดา มีวังปลา พร้อมด้วย Thumb Rights และ Amnesty International Thailand ร่วมเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ติดตามการให้สิทธิประกันตัวแก่ เอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 โดยระบุว่ามีปัญหาสุขภาพที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาและพักฟื้นอย่างเหมาะสมนอกเรือนจำ โดยมี รังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมด้วย ปิยรัฐ จงเทพ สส.พรรคประชาชน รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และ นรเศรษฐ นาหนองตูม ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ เป็นผู้รับหนังสือ
.
หนังสือระบุว่า สำหรับคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ แต่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับ ลงโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน ส่งผลให้เอกชัยถูกควบคุมตัวระหว่างรอการพิจารณาคดีของศาลฎีกา โดยได้ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569
.
ผู้ยื่นหนังสือระบุว่า ระหว่างถูกคุมขังมีรายงานว่าเอกชัยมีปัญหาสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนกันยายน 2566 เคยป่วยเป็นฝีในตับจากการติดเชื้อระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์และโรงพยาบาลราชวิถี แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย พร้อมแนะนำให้ติดตามอาการด้วยการตรวจ CT Scan ทุก 3-6 เดือน
.
ต่อมา ภายหลังจากที่เอกชัยถูกควบคุมตัวที่เรือนจำกลางคลองเปรมในคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568 สุขภาพของเอกชัยทรุดลงอีก โดยในเดือนมีนาคม 2569 มีอาการปวดบริเวณที่เคยรักษาฝีในตับจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ผลการตรวจอัลตราซาวด์ไม่พบการกลับมาของฝีในตับ แต่พบภาวะตับโตและม้ามโต นอกจากนี้ยังมีภาวะต่อมลูกหมากโต โดยยาที่ใช้รักษาส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง จนเกือบเกิดภาวะลมแดดถึง 2 ครั้งในเดือนเมษายนที่ผ่านมา
.
หนังสือระบุด้วยว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่านายเอกชัยยังจำเป็นต้องได้รับการติดตามรักษาและพักฟื้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สภาพแวดล้อมภายในเรือนจำอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้สุขภาพทรุดโทรมลง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมาแล้ว 3 ครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเอกชัยยังสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลภายในระบบราชทัณฑ์ได้
.
ทั้งนี้ ผู้ยื่นหนังสือระบุว่า เอกชัยมีประวัติการต่อสู้คดีทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2554 ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีมาโดยตลอด และไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี ปัจจุบันคดีทางการเมืองส่วนใหญ่ได้สิ้นสุดลงแล้ว เหลือเพียงคดีนี้ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
.
ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ติดตามและตรวจสอบการให้สิทธิประกันตัวแก่เอกชัย เพื่อให้สามารถออกมารับการรักษาพยาบาลและพักฟื้นภายนอกเรือนจำได้อย่างเหมาะสม อันเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และสิทธิในการได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
.
นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ระบุว่า สำหรับกรณีดังกล่าว สิทธิในการรักษาตัวของผู้ต้องขังในเรือนจำ เป็นสิทธิของประชาชนทุกคน ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 55 ในกรณีที่ผู้ต้องขังป่วย จำเป็นต้องรักษาเฉพาะด้าน หรือหากรักษาในเรือนจำแล้วอาการจะไม่ทุเลาดีขึ้น กรมราชทัณฑ์มีอำนาจที่จะส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษายังโรงพยาบาลภายนอก เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลตามสิทธิอันพึงมี ตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะเจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคนในเรือนจำ
.
ด้าน รังสิมันต์ โรม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการฯ ได้เดินทางไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และกระทรวงยุติธรรม หนึ่งในประเด็นที่เป็นห่วงคือสิทธิของผู้ต้องขังในมิติต่าง ๆ โดยคณะกรรมาธิการได้มีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาในเรื่องการพัฒนาสิทธิผู้ต้องขัง ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมที่จะรับเรื่องนี้ และนำไปดำเนินการต่อ
.
รังสิมันต์ โรม ระบุว่าตนได้ติดตามเรื่องสุขภาพของเอกชัยมาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว เป็นห่วงว่าถ้าหากเอกชัยไม่ได้รับการรักษาที่ดีเพียงพอ ก็ไม่อาจมีผลลัพธ์ที่ดีแน่ ๆ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ด้วยกัน และในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรของประชาชน ก็พร้อมที่จะรับเรื่องนี้และดำเนินการอย่างเต็มที่ในกรอบการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯ อีกทั้งระบุว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ สิทธิของเอกชัยตามที่นรเศรษฐ์ได้กล่าวไปข้างต้นนั้นเป็นไปตามกฎหมาย โดยไม่ได้ขอให้ปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่โดยมิชอบ แต่ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
.
รายงานข่าวและภาพโดยแมวส้ม




https://x.com/Thairath_News/status/2067079001139802572


 

หนึ่งในหัวข้อหารือหลักของผู้นำยุโรปในการประชุมสุดยอด #G7 คือแนวทางลดการพึ่งพาช่องแคบ #ฮอร์มุซ ของทั่วโลก ความสำเร็จของ #อิหร่าน ในการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือก่อให้เกิดความกังวลว่าเตหะรานอาจใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือต่อรองในระยะยาว แต่จะมีทางเลือกอื่นใดบ้าง?











https://x.com/France24_en/status/2067163075766112687

การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยโดยกองกำลังอิหร่านเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นวิกฤตการณ์สำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ก่อนหน้าการประชุมสุดยอด G7 ปี 2026 ที่เมืองเอวิยอง-เล-แบงส์ (Évian-les-Bains) แม้ว่าบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เพิ่งประกาศออกมา—ซึ่งมีประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้ไกล่เกลี่ยและมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการที่กรุงเจนีวาในวันศุกร์นี้—จะมีเป้าหมายเพื่อเปิดช่องแคบดังกล่าวให้ใช้งานได้เต็มรูปแบบโดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง แต่ผู้นำยุโรปยังคงมีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเปราะบางในระยะยาวของเส้นทางนี้

เนื่องจากอิหร่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถปิดเส้นทางเดินเรือซึ่งรองรับปริมาณการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติประมาณหนึ่งในห้าของโลกได้ ประเด็นสำคัญที่ผู้นำ G7 และพันธมิตรในภูมิภาค (รวมถึงแขกรับเชิญอย่างอียิปต์ กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ให้ความสนใจคือการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานเพื่อหลีกเลี่ยงจุดยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงต่อการถูกปิดกั้น (chokepoint) แห่งนี้

ทางเลือกหลักที่กำลังมีการหารือ จัดหาเงินทุน หรือเร่งดำเนินการ ได้แก่:

1. การขยายและก่อสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซทางบก

วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการหลีกเลี่ยงจุดยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือการขนส่งทางบกจากอ่าวอาหรับไปยังแนวชายฝั่งอื่น:

ท่อส่งน้ำมัน Habshan–Fujairah (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์): ท่อส่งน้ำมันที่มีอยู่เดิมนี้ช่วยให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สามารถสูบน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตไปยังท่าเรือฟูไจราห์ (Fujairah) บนอ่าวโอมานได้โดยตรง ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซโดยสิ้นเชิง ประเด็นสำคัญคือการขยายขีดความสามารถในการขนส่งและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจัดเก็บน้ำมันเพิ่มเติมที่ท่าเรือฟูไจราห์

ท่อส่งน้ำมันดิบ East-West (Petroline - ซาอุดีอาระเบีย): ท่อส่งน้ำมันขนาดใหญ่นี้พาดผ่านซาอุดีอาระเบียจากแหล่งน้ำมันทางตะวันออกไปยังท่าเรือยานบู (Yanbu) บนทะเลแดง แม้ว่าจะเป็นเส้นทางทางเลือกที่สำคัญ แต่การต้องพึ่งพาเส้นทางทะเลแดงก็นำมาซึ่งจุดเสี่ยงต่อการถูกปิดกั้นแห่งที่สอง นั่นคือช่องแคบ باب المندب (Bab al-Mandab) และคลองสุเอซ

โครงสร้างพื้นฐานใหม่ในภูมิภาค: ผู้นำกำลังหารือเรื่องการจัดหาเงินทุนสำหรับท่อส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติสายใหม่ที่พาดผ่านคาบสมุทรอาหรับ โดยอาจตัดผ่านโอมานตรงไปยังทะเลอาหรับ ซึ่งจะช่วยให้สินค้าส่งออกจากอ่าวอาหรับมีจุดปลายทางที่ปลอดภัยกว่าในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

2. การใช้เส้นทางขนส่งทางทะเลทางเลือก (อียิปต์และทะเลแดง)

ระหว่างการประชุมหารือร่วมกับประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซิซี ของอียิปต์ และผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ กลุ่มประเทศ G7 ได้หารือเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากเส้นทางขนส่งพลังงานทางเลือกออกจากอ่าวอาหรับผ่านทางอียิปต์ ซึ่งรวมถึงการใช้ท่อส่งน้ำมัน SUMED (Suez-Mediterranean) และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานตลอดแนวระเบียงทะเลแดง อย่างไรก็ตาม นักวางแผนระหว่างประเทศยอมรับว่ากลยุทธ์นี้ถูกจำกัดด้วยความผันผวนด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นพร้อมกันในช่องแคบบับอัลมันดับ ซึ่งการจราจรทางทะเลได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน

3. การเปลี่ยนแปลงเส้นทางขนส่งทางทะเลทั่วโลก

นอกเหนือจากตะวันออกกลางแล้ว กลุ่ม G7 กำลังมองหาวิธีปกป้องเศรษฐกิจโลกจากการปิดล้อมในอนาคตโดยการรักษาและขยายเส้นทางการขนส่งทางเลือกอื่นๆ:

ทางเลือกอื่นนอกเหนือจากช่องแคบมะละกา: เนื่องจากการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซจะก่อให้เกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อความมั่นคงด้านพลังงานทั่วโลก ผู้นำจึงกำลังติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น โครงการสะพานเชื่อมแผ่นดินของไทย ซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างทางรถไฟและท่อส่งน้ำมันเลี่ยงคอคอดกระเพื่อเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก สร้างความซ้ำซ้อนเชิงกลยุทธ์สำหรับตลาดเอเชีย

เส้นทางทะเลเหนือ: การละลายของน้ำแข็งในแถบอาร์กติกนำไปสู่การอภิปรายอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของเส้นทางทะเลเหนือในฐานะทางเลือกทางการค้าในระยะยาวสำหรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างเอเชียและยุโรป แม้ว่าจะยังคงมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เนื่องจากการควบคุมของรัสเซีย

แผนฉุกเฉินเร่งด่วน
ในขณะที่กำลังมีการถกเถียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว แผนสำรองเร่งด่วนที่กลุ่ม G7 กำหนดไว้คือการป้องกันร่วมกันในระดับพหุภาคีและการรักษาเสถียรภาพของตลาด:

คลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR): ก่อนหน้านี้ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้อนุมัติการปล่อยคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบเพื่อลดภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากการปิดล้อม

พันธมิตรทางทะเลที่นำโดยฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร: เพื่อให้มั่นใจว่าข้อตกลงสันติภาพในปัจจุบันจะคงอยู่และช่องแคบจะเปิดขึ้นอีกครั้ง กลุ่ม G7 ได้ให้การรับรองอย่างเป็นทางการต่อโครงการริเริ่มด้านความมั่นคงทางทะเลเชิงป้องกันแบบพหุภาคีที่เป็นอิสระ ซึ่งนำโดยฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร โดยได้รับการสนับสนุนจากพันธสัญญาด้านสินทรัพย์จากประเทศต่างๆ เช่น อิตาลีและเนเธอร์แลนด์ กองกำลังเฉพาะกิจนี้พร้อมที่จะส่งทีมกวาดทุ่นระเบิด เครื่องบิน และเรือฟริเกต (รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินชาร์ลส์ เดอ โกล ของฝรั่งเศส) เพื่อรักษาความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือ "ทางหลวงสายใต้" และสร้างความมั่นใจให้กับบริษัทประกันภัยเชิงพาณิชย์ โดยไม่คำนึงถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมบริการทางทะเลของอิหร่านที่อาจเกิดขึ้น




รายละเอียดข้อตกลงเกี่ยวกับอิหร่าน 14 ข้อของทรัมป์รั่วไหลออกมา ในขณะที่ประธานาธิบดีขู่จะใช้กำลังโจมตีทางอากาศอีกครั้งหากเตหะรานไม่ยอม "ประพฤติตัวให้ดี"



แม้จะยังไม่มีรายละเอียดที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการมากนัก แต่สำนักข่าวของสหรัฐฯ อย่าง Bloomberg และ CNN รวมถึงสำนักข่าว Al Arabiya English ของซาอุดีอาระเบีย อ้างว่าได้รับร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่หลุดออกมา ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้:

1. สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและสหรัฐอเมริกา รวมถึงพันธมิตรในสงครามปัจจุบัน ประกาศยุติสงครามในทุกสมรภูมิ (รวมถึงเลบานอน) ทันทีและถาวรนับตั้งแต่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นว่าจะไม่ก่อการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันอีกต่อไป และจะละเว้นจากการข่มขู่หรือใช้กำลังทหารเข้าหากัน ทั้งนี้ ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะยืนยันเนื้อหาตามที่ระบุไว้ในข้อนี้และข้ออื่นๆ ที่เหลือ

2. สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าจะเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน รวมถึงละเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่าย

3. สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาตกลงที่จะเจรจาและบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายในระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน โดยสามารถขยายเวลาออกไปได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

4. ทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลและยุติการแทรกแซงหรือขัดขวางการดำเนินงานของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน พร้อมทั้งฟื้นฟูการสัญจรทางทะเลให้กลับมาเต็มศักยภาพภายในเวลาไม่เกิน 30 วัน โดยปริมาณการเดินเรือของอิหร่านจะต้องสอดคล้องกับระดับก่อนเกิดสงคราม นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังให้คำมั่นว่าจะถอนกำลังพลออกจากพื้นที่โดยรอบภายใน 30 วันหลังจากบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์

5. เมื่อลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้แล้ว สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจะดำเนินการทันทีเพื่อให้มั่นใจว่าการเดินเรือพาณิชย์จากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลโอมานและในทางกลับกัน จะกลับมาดำเนินการได้ภายใน 30 วัน โดยมีปริมาณเท่ากับช่วงก่อนเกิดสงคราม ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการขจัดอุปสรรคทางเทคนิคและการเก็บกู้วัตถุระเบิด (ทุ่นระเบิด) ที่ดำเนินการโดยอิหร่านด้วย

6. สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อจัดทำแผนงานที่ครอบคลุมและได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย สำหรับการฟื้นฟูและการพัฒนาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน พร้อมทั้งรับประกันแหล่งเงินทุนสนับสนุนไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ กลไกการดำเนินการตามแผนงานนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ จะได้รับการจัดทำขึ้นภายในระยะเวลา 60 วัน

7. สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าจะยุติมาตรการคว่ำบาตรทุกรูปแบบที่บังคับใช้ต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านในปัจจุบัน ตามกรอบเวลาที่จะตกลงกันในข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงมาตรการตามข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ

8. สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านขอยืนยันเจตนารมณ์ว่าจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งนี้ สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาตกลงร่วมกันว่า ประเด็นเรื่องวัสดุนิวเคลียร์ที่ผ่านกระบวนการเสริมสมรรถนะและประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ตามที่ตกลงกันไว้ (รวมถึงความต้องการด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน) จะได้รับการพิจารณาและกำหนดแนวทางไว้อย่างเหมาะสมในข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ โดยข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะยืนยันถึงบทบัญญัติที่ระบุไว้ในข้อนี้

9. สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาตกลงที่จะคงสถานะปัจจุบัน (status quo) ไว้จนกว่าจะมีการจัดทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ กล่าวคือ อิหร่านจะคงสถานะปัจจุบันของโครงการนิวเคลียร์ของตนไว้ และสหรัฐอเมริกาจะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่ออิหร่านหรือเพิ่มกำลังพลในภูมิภาค

10. สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่า ทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้และต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกข้อยกเว้น (waivers) ให้แก่การส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมถึงบริการด้านการธนาคาร การประกันภัย การขนส่ง และบริการอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน

11. สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่า โดยคำนึงถึงความคืบหน้าของการเจรจาเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ เงินทุนและทรัพย์สินของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านที่ถูกอายัดหรือจำกัดสิทธิ์ไว้จะได้รับการปลดล็อกและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เงินทุนดังกล่าว ไม่ว่าจะเก็บรักษาไว้ในบัญชีหลัก (master account) หรือถูกโอนย้าย จะถูกนำไปใช้สำหรับการชำระเงินแก่ผู้รับผลประโยชน์ปลายทางตามที่ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านกำหนด และจะสามารถนำไปใช้จ่ายได้โดยไม่มีข้อจำกัด ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าจะออกใบอนุญาตและเอกสารรับรองที่จำเป็นทั้งหมดตามหลักการดังกล่าว

12. สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาตกลงที่จะจัดตั้งกลไกการดำเนินการเพื่อกำกับดูแลให้การปฏิบัติตามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์และการปฏิบัติตามพันธกรณีในอนาคตเป็นไปอย่างประสบความสำเร็จ 13. ภายหลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และเมื่อได้รับคำยืนยันเกี่ยวกับการเริ่มดำเนินการตามข้อ 4, 5, 10 และ 11 ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ รวมถึงการดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวอย่างต่อเนื่องแล้ว สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่การเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ โดยครอบคลุมเฉพาะข้อบทที่เหลืออยู่เท่านั้น

13. ภายหลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และเมื่อได้รับคำยืนยันเกี่ยวกับการเริ่มดำเนินการตามข้อ 4, 5, 10 และ 11 ของบันทึกความเข้าใจดังกล่าว รวมถึงการดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างต่อเนื่องแล้ว สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่การเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์เฉพาะในส่วนของข้อที่เหลืออยู่เท่านั้น

14. ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะได้รับการรับรองผ่านมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ประเด็นสำคัญที่เป็นข้อถกเถียงมีอะไรบ้าง?

ช่องแคบฮอร์มุซ:
ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับอนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสายสำคัญที่ตกอยู่ในภาวะโกลาหลหลังจากสงครามปะทุขึ้น

ข้อตกลงที่มีรายงานว่าจะมีการลงนามในวันศุกร์นี้ จะขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายนออกไปอีก 60 วัน และเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง โดยประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันในสัปดาห์นี้ว่าเขาได้สั่งให้ยกเลิกการปิดกั้นเส้นทางของสหรัฐฯ แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลว่าอิหร่านอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือ เส้นทางน้ำสายสำคัญนี้ซึ่งปกติรองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าโลก ควรจะเป็นเส้นทางที่สามารถสัญจรได้อย่างเสรีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่อิหร่านได้ส่งสัญญาณว่าอาจยังคงอำนาจควบคุมเส้นทางดังกล่าวร่วมกับโอมาน

รายละเอียดที่แน่ชัดของข้อตกลงยังคงเป็นประเด็นถกเถียง โดยสำนักข่าว Tasnim กึ่งทางการของอิหร่านได้อ้างแหล่งข่าวในอิหร่านระบุว่า บันทึกความเข้าใจที่ปรากฏในสื่อสหรัฐฯ นั้นไม่ได้สะท้อนเงื่อนไขสำคัญหลายประการอย่างถูกต้อง รวมถึงประเด็นเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

การให้เงินทุนแก่อิหร่าน:

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการพูดถึงตัวเลขเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูอิหร่านที่สูงถึง 3.0 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

ข้อตกลงที่มีรายงานระบุว่า สหรัฐฯ จะร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อ "จัดทำแผนงานที่ครอบคลุมและได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย สำหรับการฟื้นฟูและการพัฒนาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน"

ทว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเงินทุนจะมาจากแหล่งใด และกำหนดกรอบเวลาเพียง 60 วันให้ทั้งสองฝ่ายคิดค้นกลไกในการดำเนินการตามแผนงานนี้

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ และอิหร่านกล่าวว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้อาจนำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน การปลดล็อกทรัพย์สินในต่างประเทศ และการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูโดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ

แหล่งข่าวที่รับทราบรายละเอียดข้อตกลงเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า มีการตกลงจัดสรรเงินทุนจำนวนครึ่งหนึ่งของยอดดังกล่าวไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โต้แย้งรายงานเกี่ยวกับตัวเลขเงินทุน 3.0 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ จะไม่เป็นผู้ลงทุนในโครงการนี้ โครงการนิวเคลียร์:

สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากความพยายามเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงฉบับใหม่ในการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านประสบความล้มเหลว

อิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีวัตถุประสงค์เพื่อสันติและไม่ได้มุ่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายประสบปัญหาในการกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนเพื่อจำกัดโอกาสในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ นับตั้งแต่ทรัมป์ตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ของอดีตประธานาธิบดีโอบามาในปี 2018

ภายใต้ข้อตกลงที่มีรายงานออกมานั้น อิหร่านระบุว่าจะ "ไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด" โดยทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหารือรายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นนี้ในช่วงเวลา 60 วันหลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU)

สงครามในเลบานอน:

สงครามที่อิสราเอลดำเนินควบคู่กันไปในเลบานอนถือเป็นประเด็นขัดแย้งสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง แม้จะได้รับคำเตือนและเสียงตำหนิจากทรัมป์ก็ตาม

ความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับเนทันยาฮูดูเหมือนจะตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ โดยมีรายงานเกี่ยวกับการสนทนาทางโทรศัพท์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด ซึ่งระบุว่าทรัมป์ได้กล่าวหาผู้นำอิสราเอลว่าเป็นคน "บ้า"

อิสราเอลไม่ได้เป็นคู่เจรจาในครั้งนี้ และระบุว่าตนไม่ได้ตกลงที่จะถอนกำลังออกจากเลบานอน อีกทั้งยังสงวนสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์อ้างเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่าได้รับคำมั่นสัญญาจากอิหร่านว่าจะไม่ลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสมบูรณ์กับสหรัฐฯ จนกว่าอิสราเอลจะถอนกำลังออกจากเลบานอน

อิหร่านระบุว่าข้อตกลงยุติสงครามกับสหรัฐฯ นั้นจำเป็นต้องมีเงื่อนไขให้อิสราเอลถอนกำลังออกจากเลบานอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและมีผู้พลัดถิ่นกว่า 1.2 ล้านคนในช่วงเวลาเพียงสามเดือนเศษที่ผ่านมา

ที่มา The Independent

Trump’s 14 point Iran deal leaked as president threatens to drop bombs again if Tehran doesn’t ‘behave’

https://www.the-independent.com/news/world/middle-east/trump-iran-peace-plan-war-b2997310.html