วันพุธ, มีนาคม 11, 2569

การตัดสิทธินักการเมืองตลอดชีวิต ด้วยข้อหาละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้น “เป็นธรรมหรือไม่” ‘ช่อ’ พรรณิการ์ถามหลังชนะสองศาลคดีโพสต์เนื้อหา ‘เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา’

“การดำเนินคดีอาญากับเรื่องจริยธรรมไม่ได้ไปด้วยกัน” พรรณิการ์ วานิช อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงการที่เธอถูกศาลฎีกาตัดสิทธินักการเมืองตลอดชีวิต ด้วยข้อหาละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้น “เป็นธรรมหรือไม่”

นั่นเป็นคดีที่ ปปช.ฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกการเมืองเมื่อปี ๖๕-๖๖ ข้อหา “ไม่พิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์” ตาม พรป.ป้องปรามทุจริต และมาตรฐานจริยธรรมสูงสุดฯ พ.ศ.๒๕๖๑ โดย “นำการกระทำของผู้คัดค้านทั้ง ๖ กรณีมาพิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อหยั่งทราบเจตนา”

หนึ่งในการกระทำที่ศาลฯ อ้างน่าจะเป็นคดี เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ซึ่งพรรณิการ์เคยโพสต์ไว้บนเฟชบุ๊คตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตจุฬาฯ คดีนั้นยืดเยื้อมาจนถึงการตัดสินของศาลอุทธรณ์ เมื่อ ๑๑ มีนานี้เอง ยกฟ้อง ยืนตามศาลชั้นต้น

คดีนี้ผู้ฟ้องคืออัยการฝ่ายคดีอาญา ๘ ฟ้องไว้ตั้งแต่ปี ๖๕ ระบุความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ ในการโพสต์ข้อความบนเฟชบุ๊คตั้งแต่ปลายพฤศจิกา ๖๑ ถึงต้นมิถุนา ๖๒ (ระยะเวลาที่โพสต์เดียวแช่ทิ้งไว้) ว่าเป็นข้อความเกี่ยวข้อง สถาบันฯ

เกี่ยวข้องอย่างไร มาดูข้อเท็จจริง อันเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยานี้เป็นวรรณกรรมทางการเมือง ในประวัติศาสตร์ยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สุจิตต์ วงศ์เทศ เขียนถึงเอาว่าเป็น เฟคนิวส์ และ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนไว้เป็นเล่มงานวิชาการ

ซึ่ง “เห็นได้ชัดว่าออกพระเพทราชา ได้พยายามนำเอาประชาชนเข้าร่วมในแนวร่วมของตน เพื่อต่อต้านฝรั่งและพระนารายณ์” อาศัยความร่วมมือของพระภิกษุสงฆ์ และ “ปลุกปั่นประชาชนตามวิถีทางวัฒนธรรม” ใช้พราหมณ์เป็นโหราจารย์ให้คำทำนาย

“ต้นปี ค.ศ.1688 ได้เกิดข่าวลือว่าจะเกิดอาถรรพณ์แก่บ้านเมือง อันเป็นข่าวลือที่สร้างขึ้นให้สอดคล้องกับข่าวลือเรื่องการประชวรของพระนารายณ์” ที่ อจ.สุจิตต์บอกว่าเป็นการใช้ข่าวลือ “เครื่องมือชิงอำนาจทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพของกลุ่มพระเพทราชา”

เป็นการชิงอำนาจกันแบบ “Game of Thrones ในอยุธยามีเป็นปกติและมีรุนแรงเกือบทุกครั้งที่ผลัดแผ่นดิน” เหล่านี้ถือเป็นหลักวิชาทางประวัติศาสตร์ ที่ “องค์การค้าคุรุสภาเคยนำมาตีพิมพ์เผยแพร่แก่ประชาชนมาก่อน” เลยทำให้ศาล ๒ ศาลเกิดอาการเหนียมก็ได้

แต่ในสภาพการเมืองปัจจุบันที่ถอยหลังไปยังลัทธิ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อีกครั้ง อาจได้ศาลฎีกามาโปรดสัตว์อีกครั้ง พิพากษาพลิกสองศาลชั้นต้น/กลาง เอาความผิด ช่อใหม่ไม่ให้ได้ผุดได้เกิดก็เป็นได้ รอให้อัยการสูงสุดมาชงถวาย

(https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_289281, https://www.thaipbs.or.th/news/content/331881 และ  https://www.matichon.co.th/politics/news_5629175) 

เห็นพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี โพสต์ว่า "ไทยแท้" บนแผ่นดินนี้มีคนเดียวคือ "กิมหงวน" ใน "พล นิกร กิมหงวน" ใครที่คันหัวใจใคร่รู้ว่า "กิมหงวน" เป็นไทยแท้ยิ่งกว่าคนไทยเสียอีกหรือไม่ อ่านต่อ


.....

"กิมหงวน" เป็นไทยแท้หรือไม่?

"ถึงกูจะชื่อกิมหงวนแต่กูจะเป็นไทยให้แท้ยิ่งกว่าคนไทยเสียอีก" (ultra-Thai-ism)

...ประเด็นสุดท้ายถูกจุดขึ้นในวงเหล้ายาปลาปิ้ง ได้แก่ปัญหา "ความเป็นจีน" ของกิมหงวนไทยแท้นั้นเอง แน่นอนนี่เรากำลังพูดถึงตัวละครในนิยายที่ผู้ประพันธ์นฤมิตรขึ้นจากจินตนาการให้เป็น "จีน"

ปมเงื่อนจึงอยู่ที่ว่า ผู้ประพันธ์ใช้กลเม็ดเด็ดพรายอย่างไรในการแต่งเติมตัวละครตัวนี้ให้มีความสมจีน (Chinese - effects) จริงจังขึ้นมาในสายตาผู้อ่าน

กลเม็ดแรกก็คงจะได้แก่ชื่อ "กิมหงวน ไทยแท้" ของเขา

ผมบังเอิญจำได้ว่าแรกเริ่มเดิมที คุณป. อินทรปาลิต ไม่ได้ตั้งชื่อสกุลหมอนี้ว่าอย่างนี้ กลับไปเปิดอ่าน "ป. อิทรปาลิต ชีวิตของคนขายฝัน" ของคุณเริงไชย พุทธาโร เช็กดูที่หน้า 109 ก็พบว่าชื่อสกุลเดิมของเขาคือ "สงวน ไทยเทียม" มาเปลี่ยนใหม่เป็น "กิมหงวน ไทยแท้" ทีหลัง

ทั้งสองชื่อสกุลล้วนเป็นยี่ห้อฟ้องบอกความเป็นจีนด้วยกลเม็ดตั้งชื่อสกุลให้มีนัยขัดกันเอง กล่าวคือ อันแรกชื่อ "สงวน" เหมือนคนไทยแต่ดันเป็น "ไทยเทียม" ส่วนอันหลังชื่อ "กิมหงวน" แบบคนจีนแต่ดันอ้างว่าเป็นคน "ไทยแท้" เสียฉิบ

ทว่าแง่มุมลุ่มลึกของชื่อสกุลทั้งสองมีความต่างระดับกันอยู่

"สงวน ไทยเทียม" แจ้งความคนอ่านให้รู้เท่าทันคนจีนที่พยายามพรางตัวตบตา (phony & deceit) ให้สมไทยด้วยการเปลี่ยนชื่อเป็นไทย ส่วน "กิมหงวน ไทยแท้" มีนัยลึกกว่าเพราะมันฟ้องถึงความรู้สึกผิดและปมด้อย (guiltiness & inferiority complex ) ที่ดันเกิดมาเป็นจีนภายในจิตใจเนื่องคนผู้นั้นซึมซับรับเอา (internalized) คติชาตินิยมไทยคับแคบที่ดูถูกเชื้อชาติอื่นที่ไม่ไช่ไทย รวมทั้งเชื้อชาติจีนของตัวเองเข้าไปเต็มคราบเสียแล้วจึงตั้งสกุล "ไทยแท้" ไว้ชดเชยความรู้สึกผิดและปมด้อยที่มากับชื่อ "กิมหงวน" ของตน

เข้าทำนอง "ถึงกูจะชื่อกิมหงวนแต่กูจะเป็นไทยให้แท้ยิ่งกว่าคนไทยเสียอีก" (ultra-Thai-ism)

พูดอีกอย่างได้ว่า ชื่อ "สงวน ไทยเทียม" บ่งบอกความพยายามสร้างเอกลักษณ์ปลอม (false identity) ส่วนชื่อ "กิมหงวน ไทยแท้" กลับส่อให้เห็นถึงวิกฤตเอกลักษณ์ (crisis of identity ) ในตัวเจ้าของชื่อทีเดียว

ผมสันนิษฐานว่าประสบการณ์ทางจิตใจและวัฒนธรรมดังกล่าวนี้ คนจีนในไทยจำนวนมากประสบพบเจอกันถ้วนทั่วหน้าในยุครัฐนิยมของจอมพลแปลก ทำให้พวกเขาต้องปรับตัวปรับเอกลักษณ์ใหม่ไม่ว่าจะด้วยจำใจหรือสมัครใจก็ตามเช่น

มีอดีตอภิมหานายธนาคาร - นักการเมืองท่านหนึ่ง [หมายเหตุของคุณเริงไชย - ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ หรือ โค้วตงหมง] ซึ่งเดิมมีชื่อแซ่เป็นจีน และกำลังก้าวหน้าไปในอาชีพสอนหนังสือโรงเรียนจีน แต่มาเผชิญกับแรงกดดันรัฐนิยมเข้า ทำให้ท่านตัดสินใจปรับเปลี่ยนตัวสามอย่างคือ

1. เปลี่ยนชื่อแซ่จีนเป็นชื่อสกุลไทย
2. เปลี่ยนงานจากสอนหนังสือจีนเป็นรับราชการ
3. เข้าเรียนเอาปริญญาที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

จะเรียกทั้งสามอย่างนี้ว่าเป็นสามกระบวนท่าทำให้เป็นไทยหรือสมไทยแห่งยุคก็ว่าได้

ไม่ต้องพูดถึงความพยายามอย่างฉุนเฉียวที่จะอธิบายความหมายไทยแท้ของชื่อที่ฟังเหมือนจีนของตัวโดยผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินยุคใกล้

ยังมีอีกท่านหนึ่ง ศึกษาค้นคว้าโฆษณาเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีไทย จนกลายเป็นนักอุดมการณ์เอกแห่งลัทธิชาตินิยมไทยแบบต่อต้านจีน โดยที่เบื้องหลังราชทินนามของท่านนั้น ท่านมีชื่อตัวเดิมเป็นจีนและมีนามสกุลเป็นไทย เป็นต้น [หมายเหตุของคุณเริงไชย - หลวงวิจิตรวาทการ]

แต่เอาเข้าจริงๆ "กิมหงวน" มีความสมจีนแค่ไหน?

นอกจากชื่อแล้ว ป. อินทรปาลิต สร้าง "ความสมจีน" ให้กิมหงวนด้วยการสร้างเตี่ย "กิมเบ๊" และอาแปะ "เจ้าสัวกิมไซ" ให้เขา ให้ทั้งสองค้าขายร่ำรวยแต่ "พูกไทยไม่ชัก" ให้กิมหงวนเกิดสำเพ็ง เรียนโรงเรียนซินหมิน ถนนบำรุงเมือง หน้าโรงเลี้ยงเด็กเล็ก (ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนจีนดีที่สุดของเมืองไทยก่อนสงครามโลก มีศิษย์เก่าเช่นคุณประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์, คุณบุญชู โรจนเสถียร เป็นต้น ) และอัสสัมชัญ คอลเลจ อ่านเขียนและพูดภาษาจีนได้ มีประสบการณ์ตลาดการค้าที่ฮ่องกง สิงคโปร์ ปีนัง ก่อนจะมาเป็นผู้จัดการห้างศิวิลัยซ์พานิชแถวพาหุรัดซึ่งเตี่ยตั้งให้ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามที หากเราพินิจดูอุปนิสัยสันดานของกิมหงวนตามที่ ป. อินทรปาลิต ปั้นแล้วก็ต้องบอกว่ามันไม่สมจีนสมเจ๊กสักเท่าไหร่เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง "เขี่ยมเสียบ" หรือความประหยัดมัธยัสถ์ กับ "เกี่ยเห่า" หรือความกตัญญูกตเวที

ทั้งสองข้อแทบจะเรียกได้ว่าเป็นคุณสมบัติ และคุณธรรมของจีนอพยพในเมืองไทย ซึ่งพร่ำอบรมบ่มสอนและประพฤติเป็นแบบอย่าง ให้ลูกจีนหลานจีนในครัวเรือนตั้งแต่อ้อนแต่ออก หลายคนนึกถึงตำนานที่ร่ำลือเล่าขานกันมาประเภทเสื่อผืนหมอนใบ, กินข้าวต้มแกล้มกรวดคั่วเกลือ, นิทานยี่จับสี่ห่าว ( ยี่สิบยอดกตัญญู) ได้ Lynn Pan นักเขียนสตรีชาวอังกฤษเชื้อสายจีนกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ "Sons of the Yellow Emperor : The Story of the Overseas Chinese" (1990) อันโด่งดังของเธอว่า

"ถ้าเอาธรรมเนียมโลกตะวันตกเป็นบรรทัดฐาน ก็ต้องถือว่าการทุ่มเทอุทิศตัวให้กับพ่อแม่ของชาวจีนนั้นสาหัสสากรรจ์เกินขนาดถึงขั้นเพี้ยน แต่สำหรับธรรมเนียมจีน ความกตัญญูกตเวทีการเคารพยำเกรงพ่อแม่เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ การบูชาเซ่นสรวงดวงวิญญาณของ ท่านเมื่อท่านสิ้นไปแล้ว ต้องถือว่าเป็นหัวใจแบบแผนสังคมจีนเลยทีเดียว ...( หน้า 10)

"การคอยดูแลพ่อแม่เมื่อแก่เฒ่า แสดงความเสียใจไว้อาลัยท่านอย่างถูกธรรมเนียมเมื่อสิ้นชีวิตลง เซ่นสรวงไหว้ศาลบรรพบุรุษ เยี่ยมเคารพสุสานตระกลูตามพิธี เหล่านี้ถือเป็นหน้าที่หลักต่อพ่อแม่ของคนเรา " (หน้า 21 )

หรือเอาใกล้ๆ ตัว ดู "ลอดลายมังกร" เป็นตัวอย่างขนาดเถ้าแก่อาเหลียง สือพาณิชย์ ร่ำรวยอื้อจือเหลียงอย่างงั้นยังกินอยู่แต่งตัวเขี่ยมเสียบ เรียบๆ ง่ายๆ ตลอดชีวิตและชาญชัยหลานคนโปรดที่ว่าร้ายแสนร้ายเลวสุดเลว ก็ยังยอมมอบตัวให้ตำรวจเพื่อจะได้มาอยู่กับก๋งตอนสิ้นใจ

สำหรับเสี่ยหงวนน่ะหรือ? ฟุ่มเฟือยก็เท่านั้น ใช้เงินทิ้งๆ ขว้างๆ เหมือนเศษกระดาษกล่าวเฉพาะใน " เกิดสำเพ็ง" ก็ยอมแถมเงินเป็นแสนๆ ให้คนซื้อเพื่อ "ขาย" หนังสือ ส่วนความกตัญญูกตเวที - ไม่มีเสียล่ะ ตามอัตชีวประวัติของเสี่ย กะอีแค่ขัดใจที่เตี่ยไม่ยอมให้แต่งงานกับนวลละออ และแอบยุให้เลิกกันต่อมา เขาก็ถึงแก่อาฆาตมาดร้ายจะเอาตะไกรขาเดียวบ้าง ปืนพกบ้างไปฆ่าแกงเตี่ยเยี่ยงทรพี (หน้า 36 - 40)

ดูแล้วก็ไม่เหมือนเจ๊กเหมือนจีนตรงไหน

แต่หลักฐานชี้ขาดที่ทำให้ผมฟันธงลงไปว่ากิมหงวนเป็นจีนปลอมก็คือชื่อ " กิมหงวน" " กิมเบ๊" "กิมไซ" ที่ป. อินทรปาลิต ตั้งให้นั่นเอง

เพราะถึงแม้ชื่อทั้งสามจะฟังคล้องจองเหมือนเป็นญาติเกี่ยวดองกันดี แต่ความจริงตามธรรมเนียมจีนนั้นเวลาเปลี่ยนชื่อแซ่เป็นไทยเขาจะเปลี่ยนเอาแซ่จีนไปเป็นนามสกุลไทย ส่วนชื่อตัวก็อาจจะเปลี่ยนเป็นไทยด้วย หรือมิฉะนั้นก็คงเดิมเป็นจีนไว้ เช่น

เดิมแซ่ "แต้" ชื่อตัวว่า "โต๊ะฮง" ก็เปลี่ยนแซ่ "แต้" เป็นนามสกุล "เตชะพีระ"กลายเป็น "โต๊ะฮง เตชะพีระ" ทำนองเดียวกับ "กิมเหลียง วัฒนปฤดา" ซึ่งเป็นชื่อเดิมของหลวงวิจิตรวาทการ

จนกว่าจะเปลี่ยนชื่อตัวจาก " โต๊ะฮง" มาเป็น " เกษียร" แล้วนั่นแหละถึงจะได้ชื่อสกุลไทยสมบูรณ์ว่า " เกษียร เตชะพีระ"

นั่นหมายความว่าในกรณีเสี่ยหงวนนี้ ตามเหตุผลข้างต้น " กิมหงวน" ย่อมต้องเป็นชื่อตัวส่วนแซ่ถูกเปลี่ยนไปเป็นนามสกุล "ไทยแท้" แล้ว

เท่าที่ทราบไม่ปรากฏชัดว่าแซ่จีนเดิมของเสี่ยหงวนคืออะไร แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไร บุคคลผู้นี้ก็ไม่ใช่แซ่ "กิม" ชื่อตัวว่า "หงวน"เด็ดขาด

เมื่อ "กิม" ไม่ใช่แซ่และ "กิมหงวน"ทั้งสองคำเป็นตัว ก็สันนิษฐานต่อได้ว่า " กิมเบ๊" และ"กิมไซ" ก็ย่อมเป็นชื่อตัวของเตี่ยกับแปะของกิมหงวนเช่นกัน

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ผิดธรรมเนียมจีนอีกนั่นแหละ

เพราะปกติการตั้งชื่อตัวให้คล้องจองกันโดยมีอักษรตัวหน้าเป็นคำเดียวกัน ชาวจีนจะทำเฉพาะลูกหลานผู้ชายรุ่นเดียวกันเท่านั้น ไม่ทำข้ามรุ่นเด็ดขาด รุ่นใหม่ก็นึกอักษรตัวใหม่นำไปจะได้ไม่ปนรุ่นจำสับกัน ยกเว้นลูกสาวซึ่งจะมีชื่อแหวกรุ่นออกไปต่างหากไม่ต้องคล้องจอง เช่น

รุ่นพ่อชื่อตัวว่า "เง็กชิว" "เง็กซ้ง"

รุ่นลูกชื่อตัวว่า "โต๊ะฮง" "โต๊ะอุ้ย" "โต๊ะเฮ้า" แต่ลูกสาวชื่อ "หลี่กุง" เป็นต้น

ถึงขั้นนี้ การที่ ป. อิทรปาลิต ให้รุ่นพ่อชื่อตัว "กิมเบ๊" "กิมไซ" แล้วยังมาให้รุ่นลูกชื่อตัวว่า "กิมหงวน" อีกจึงไม่สมจีนอย่างฉกาจฉกรรจ์

สรุปได้ว่าถึงแม้กิมหงวนจะอ่านเขียนพูดภาษาจีนได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นจีนแท้ เพราะคนที่อ่านเขียนพูดภาษาจีนได้คล่อง แต่ไม่มีเชื้อจีนเลยก็มีถมไป เช่น คุณสุพจน์ แจ้งเร็ว เป็นต้น

ต่อคำถามว่า " กิมหงวนใช่ไทยแท้หรือไม่?" จึงต้องตอบว่าน่าจะใช่ เพราะเขาไม่ใช่จีน

ส่วนที่คันหัวใจใคร่รู้ต่อก็คือเมื่อกิมหงวนใช่ไทยแท้แล้ว คุณสุจิตต์ล่ะ ใช่วงษ์เทศหรือเปล่า ?


(เนื้อหาส่วนหนึ่งจาก)
https://www.samgler.org/archives/sampeng.htm







ดรามาศาลเตี้ย ! กรณี ทำร้ายร่างกาย #ชายกะเหรี่ยง อ้าง #เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีคนไทย เป็นตัวอย่างของความเกลียดชังทางเชื้อชาติ ดูเหมือนคนต่างชาติพันธุ์ในประเทศไทยยังคงเป็นเหยื่อความเกลียดชัง ยังถูกมองเป็นอื่น


Angkhana Neelapaijit
10 hours ago
·
กรณี ทำร้ายร่างกาย #ชายกะเหรี่ยง โดยอ้าง #เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีคนไทย เป็นตัวอย่างของความเกลียดชังทางเชื้อชาติ ซึ่งนำไปสู่การก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Crime) ที่ปรากฏมากขึ้นทุกวันนี้ โดยการกระทำที่เกิดขึ้นผู้กระทำไม่สนใจต่อกฎหมายบ้านเมือง และเหมือนจะใช้ข้ออ้างในการ #การปกป้องชาติ หรือ #ปกป้องคนไทย เป็นความชอบธรรมในการทำร้ายคนต่างชาติพันธุ์โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ในหลายประเทศที่มีศาลสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะศาลสิทธิมนุษยชนสหภาพยุโรป มีการพิจารณาคดีและลงโทษบุคคลที่สร้างความเกลียดชังทางเชื้อชาติ และก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังหลายคดี โดยศาลยึดหลักการสำคัญในการเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ศาลจะไม่ให้คุ้มครองคำพูดที่ ปลุกปั่นความเกลียดชังหรือความรุนแรง ทั้งนี้ศาลเห็นว่ารัฐมีหน้าที่ป้องกัน racism และ hate crimes ในส่วนประเทศไทย แม้จะมี พรบ. คุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ดูเหมือนคนต่างชาติพันธุ์ในประเทศไทยยังคงเป็นเหยื่อความเกลียดชัง ยังถูกมองเป็นอื่น ที่ไม่ใช่คนไทย เรื่องนี้รัฐบาลไทย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก รวมถึงการป้องกันการสร้างความเกลียดชังในสื่อ online ด้วย
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10165783715758268&set=a.10151021282338268
.....


Lanner
9 hours ago
·
เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เมื่อคืนวันที่ 9 มีนาคม 2569 หลัง เฮียตี๋ สเต็กกระทะร้อน สมาชิกกลุ่ม ‘ไทยไม่ทน’ โพสต์คลิปเหตุการณ์ขณะเข้าไปพูดคุยและทำร้ายร่างกายต่อชายชาติพันธุ์กะเหรี่ยงรายหนึ่ง บริเวณหน้าร้านบาร์โฮสแห่งหนึ่ง ในพื้นที่พัทยาใต้ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจากพนักงานชาวไทยในพื้นที่อ้างว่าถูกชายชาติพันธุ์กะเหรี่ยงซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานตบหน้า จึงร้องเรียนไปยังกลุ่มดังกล่าว ก่อนที่เฮียตี๋และทีมงานจะลงพื้นที่เรียกมาพูดคุย ซึ่งในคลิปแรกชายคนดังกล่าวได้ขอโทษและรับปากว่าจะยุติปัญหา

ต่อมา มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความในกลุ่ม ‘คนเมืองกาญจน์ 2 (สำรองคนเมืองกาญจน์2รีเทิร์น)’ โดยระบุว่า ชายที่ปรากฏในคลิปเป็นชาวจังหวัดกาญจนบุรี และเป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง พร้อมระบุว่าเจ้าตัวเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องทำงานเลี้ยงดูแม่และส่งน้องเรียน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีพฤติกรรมเป็นนักเลง

อย่างไรก็ตาม เฮียตี๋ระบุว่าในวันถัดมาชายคนเดิมยังมีปัญหากับพนักงานในร้านอีก จึงพาทีมงานไปที่ร้านเพื่อ ‘ตักเตือน’ ก่อนจะเกิดเหตุทำร้ายร่างกาย โดยภายหลังเจ้าตัวโพสต์คลิปชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก ยอมรับว่าได้ตบชายคนดังกล่าว 2 ครั้ง โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวมีเจตนาเพื่อ ‘ปกป้องศักดิ์ศรีคนไทย’ และกล่าวว่า “บางครั้งถ้าไม่ถึงขั้นศาลเตี้ยบ้าง เขาก็คงไม่เข็ดหลาบ” คำพูดดังกล่าวได้จุดกระแสถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงและทัศนคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์

ด้าน สุนารี วารีขจรผล คอนเทนต์ครีเอเตอร์ช่อง Sunaree travel alone ช่องสื่อออนไลน์ที่นำเสนอแง่มุมที่หลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ สะท้อนมุมมองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมองว่า การเหมารวมว่าคนชาติพันธุ์ไม่ใช่คนไทยจะสามารถปฏิบัติยังไงก็ได้ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และเป็นการแบ่งแยกทางสังคม พร้อมระบุว่าหากมีผู้กระทำผิดจริง ควรให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งตัดสินหรือลงโทษกันเอง

“ถ้าคนคนนั้นทำผิดจริง ก็ควรให้กฎหมายเป็นผู้กำหนดบทลงโทษ เพราะทั้งผู้ก่อเหตุและผู้ถูกทำร้ายต่างก็เป็นคนคนหนึ่งในประเทศไทยเหมือนกัน เราไม่ได้สูงกว่าใคร และก็ไม่ได้ต่ำกว่าใคร”

เธอยังตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดเรื่อง ‘คนไทยแท้’ อาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากเมื่อพิจารณาจากรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ คนในสังคมไทยล้วนมีที่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ไม่ได้มีไทยแท้หนึ่งเดียว

นอกจากนี้ ยังมองว่าในช่วงหลังมีกระแสที่ปลุกอคติเรื่องเชื้อชาติขึ้นมา ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการสื่อสารและความเข้าใจในสังคมที่ยังไม่เพียงพอ รวมถึงการให้คุณค่ากับความแตกต่างทางชาติพันธุ์อย่างไม่เท่าเทียม มีการแบ่งแยกความเป็นคนออกจากกัน ทำให้บางกลุ่มลดทอนคุณค่าของผู้อื่นเพื่อยกระดับตัวเอง

ทั้งนี้ สุนารีมองว่า สังคมไทยจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ผ่านนโยบาย กฎหมาย และการสื่อสารของสื่อกระแสหลัก เพื่อย้ำว่ากลุ่มชาติพันธุ์ก็เป็นประชากรส่วนหนึ่งของประเทศไทยเช่นเดียวกัน

“กลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจ และเพิ่งถูกนับรวมเป็นประชากรของรัฐสมัยใหม่ในภายหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ใช่คนไทย หรือถูกทำให้ไม่มีตัวตน”

อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ https://www.lannernews.com/10032569-01/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=950470457737698&set=a.133395686111850
.....

Pipob Udomittipong
14 hours ago
·
กรณี “เฮียตี๋" คนดังในโซเชียล รุมทำร้าย #หนุ่มกะเหรี่ยง เลือดไหลกลบปาก ชัดเจนว่า ถ้าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อาจถือเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ และมีกฎหมายเพิ่มโทษความสัดส่วนที่เหมาะสม แต่บ้านเราน่าจะยังไม่มีกม.แบบนี้ และควรมี
ใน #อังกฤษ การทำร้ายแบบนี้เรียกว่า “Racially aggravated assault” เป็นความผิดที่ผู้กระทำมุ่งแสดงความเกลียดชังต่อกลุ่มเชื้อชาติของเหยื่อ ไม่ว่าจะเพราะคิดไปเองว่าเขาแป็นกลุ่มชาติพันธุ์นั้น หรือเพราะเหยื่อเป็นชนกลุ่มน้อยจริงก็ตาม
อังกฤษมีกม.เพิ่มโทษกับความผิดกรณีที่มีแรงจูงใจด้านเชื้อชาติมานานแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปี 2541 โดยศาลมีอำนาจพิจารณาเพิ่มโทษมากกว่าปรกติได้ เช่น เพิ่มโทษขึ้นไปอีก 5-7 ปีจากโทษสูงสุดในข้อหาทำร้ายร่างกาย
ส่วนใน #อเมริกา การทำความผิดอาญาที่มีแรงจูงใจด้านเชื้อชาติ เขาเรียกว่า “hate crime” และมีบทลงโทษที่เพิ่มขึ้นทั้งในกฎหมายระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐ ซึ่งถ้าทำให้เกิดการบาดเจ็บทางร่างกาย อาจมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี หรือถ้าส่งผลให้เสียชีวิต อาจได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต

Atukkit Sawangsuk
12 hours ago
·
นี่ขู่จะฟ้องคนลงคลิปลงข่าวด้วย
คนกะเหนี่ยงตรงนั้นคือคนไทย เขาอยู่มาตั้งแต่ปู่ย่าตายายก่อนบรรพบุรุษตี๋หมวยอพยพมาเสียอีก
แต่ตี๋หมวยได้สัญชาติง่ายกว่า แล้วก็คิดว่าตัวเองสืบสายพระนเรศวร



ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ชาวกะเหรี่ยงเป็นต่างด้าว ความจริง มีชาวกะเหรี่ยง 500,000 ถึง 1,000,000 คน เป็นคนไทย


เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น
16 hours ago
·
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ชาวกะเหรี่ยงเป็นต่างด้าว
ความจริง มีชาวกะเหรี่ยง 500,000 ถึง 1,000,000 คน
เป็นคนไทย โดยถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากร
มากที่สุดในบรรดากลุ่มชาวเขาในไทย
อาศัยอยู่หนาแน่นในจังหวัดแถบภาคเหนือ
และภาคตะวันตกของไทย เช่น เชียงใหม่ ลำพูน
แม่ฮ่องสอน ตาก และ กาญจนบุรี

มีการแชร์คลิปวิดีโอเหตุการณ์กลุ่มบุคคลรุมทำร้าย
ชายคนหนึ่งจนเลือดกลบปาก โดยผู้ก่อเหตุถูกระบุว่า
เป็นกลุ่มของ "เฮียตี๋"
เฮียตี๋ออกมายอมรับว่าได้ทำการ "ตบสั่งสอน" จริง
ประมาณ 2 ครั้ง โดยอ้างว่าทำเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีคนไทย และ อ้างว่าชายคนดังกล่าวไปรังแกพนักงานคนไทยก่อน

ในตอนแรกกลุ่มผู้ก่อเหตุเข้าใจว่าชายคนดังกล่าว
เป็นแรงงานต่างด้าว แต่ภายหลังมีการยืนยัน
จากคนในพื้นที่ว่าเขาเป็น คนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง
จากจังหวัดกาญจนบุรี

ต่อมา เฮียตี๋ปฏิเสธว่าไม่ได้ "รุม" และได้เปิด
คลิปมุมกว้างเพื่อยืนยันว่าเป็นการลงมือเพียงคนเดียว
พร้อมเตรียมฟ้องกลับผู้ที่ทำให้เสียชื่อเสียง

หนุ่มกะเหรี่ยง ผู้เสียหายได้เดินทางเข้าแจ้งความ
ที่สถานีตำรวจแล้ว
เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโซเชียลมีเดีย
เกี่ยวกับการใช้ความรุนแรง และ การเหยียดชาติพันธุ์
รวมถึงมีการเรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุออกมารับผิดชอบ
ต่อการกระทำดังกล่าว

จำนวนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์
บนพื้นที่สูงในประเทศไทย 5 อันดับแรก
1. กะเหรี่ยง 38.93%
2. ม้ง 13.70%
3. ลาหู่ (มูเซอ) 9.14%
3. อาข่า (อีก้อ) 6.10%
4. เมี่ยน (เย้า) 4.04 %
5. ลีซู (ลีซอ) 3.40%

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1472719261081441&set=a.213833830303330
...

เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น

จำนวนประชากรโดยรวม: ตามข้อมูลของ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (SAC) และรายงานด้านชาติพันธุ์ระบุว่า ชาวกะเหรี่ยงมีสัดส่วนประมาณ 38.93% ของประชากรกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงทั้งหมดในไทย
กลุ่มย่อยหลัก: ชาวกะเหรี่ยงในไทยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่:
กะเหรี่ยงสะกอ (ปกาเกอะญอ): เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด
กะเหรี่ยงโป (โผล่ว): เป็นกลุ่มที่มีประชากรรองลงมา
กะเหรี่ยงบะเว (คะยา):
กะเหรี่ยงตองตู (ปะโอ):
พื้นที่อาศัย: ส่วนใหญ่อาศัยอยู่หนาแน่นในจังหวัดแถบภาคเหนือและภาคตะวันตกของไทย เช่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี


ชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรี
เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน
กว่า 200 ปี โดยเฉพาะในแถบชายแดนตะวันตก ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอ สังขละบุรี, ทองผาภูมิ และ ศรีสวัสดิ์ มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและการทำเกษตรกรรมหมุนเวียน
สังขละบุรี: เป็นแหล่งที่มีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มากที่สุด (ร้อยละ 59.6) มีจุดท่องเที่ยวสำคัญคือ:
สะพานมอญ (Mon Bridge): สะพานไม้ที่ยาวที่สุดในไทย เชื่อมต่อชุมชนมอญและกะเหรี่ยง
บ้านสะเน่พ่อง: ชุมชนกะเหรี่ยงเก่าแก่ที่เป็นที่ประดิษฐานของ "พระแก้วขาว" หรือ "พระพุทธรัตนสังขละบุรีศรีสุวรรณ" พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง

.....

https://www.facebook.com/reel/1378351814332401




สำหรับคนที่สงสัยว่าเป็นกระเหรี่ยงมีบัตรประชาชนได้อย่างไร ชวนอ่านโพสต์ข้างล่างจาก มานพ อดีต สส.กะเหรี่ยง


Manop Keereepuwadol
15 hours ago
·
รูปคุณตาผมครับ บัตรประชาชนรุ่นแรกๆของประเทศไทยหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ เริ่มครั้งแรก2486 อยากบอกคนในคลิปที่ทำร้ายร่างกายกัน ที่ถามว่าเป็นกะเหรี่ยงมีบัตรประชาชนได้อย่างไร ก็เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ไงครับ คนในคลิปน่าจะมีเชื้อสายจีนด้วยนะ

กะเหรี่ยงเป็นชาติพันธุ์หนึ่ง ที่ร่วมก่อร่างสร้างบ้านสร้างเมืองไปพร้อมกับชาติพันธุ์อื่น กะเหรี่ยงรับราชการตั้งแต่สมัยอยุธยา ที่หลักฐานชัดเจนคือ พะวอ เป็นทหารเฝ้าชายแดนตะวันตก เป็นนายด่านแม่ละเมา ทางไปแม่สอด ทุกวันนี้ลูกหลานชาวกะเหรี่ยงก็มาร่วมสักการะอนุสาวรีย์ท่านเป็นประจำ เพราะท่านคือทหารสมัยอยุธยาเชื้อสายกะเหรี่ยงครับ สมัยรัตนโกสินทร์ ก็มีเจ้าเมืองสังขละ คือท่านศรีสุวรรณ ชาวสังขละบุรี ยังมีอีกเยอะครับที่รับราชสมัยนั้น ในภาพยนต์พระนาเรศวร ก็พูดถึงกะเหรี่ยง ที่เป็นเสือมอบแมวซาว หาข่าวตามชายแดนแล้วมารายงานข่าวให้เจ้านายทราบ แต่บัตรประชาชนเริ่มทำครั้งแรกปี2486สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามนี้เอง คนที่บอกว่าเป็นกะเหรี่ยง มีบัตรประชาชนไทยได้อย่างไร แสดงว่าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับคนไทยเลย ในเพลงชาติเขาก็บอกอยู่แล้วว่า "ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย" รวมกันไม่รู้กี่เผ่าจึงเรียกรวมว่าคนไทย คนที่พูดแบบนั้น ผมแนะนำให้กลับไปเช็คตัวเองดูว่า ตนเองมาจากไหน แค่5ช่วงโคตรพ่อ สุดท้าย ไม่จีน ก็มอญ เขมร จาม ลั้วะ กะเหรี่ยง ลาว กูย ภูไท สรุปแล้วที่เขาพูดแบบนั้น เขาไม่รู้เรื่องนี้เลย กร่าง อยากดัง (กะเหรี่ยงคือชนชาติดั้งเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประเทศนี้ครับ)

https://www.facebook.com/photo?fbid=26724131990512804&set=a.934525966566760




มานพ อดีต สส.กะเหรี่ยง พรรคประชาชน โพสต์เคส ตี๋ สเต็กกระทะร้อน ทำร้ายหนุ่มกะเหรี่ยงบาดเจ็บ...

อ่านข่าวได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_10165354



เหตุการณ์ที่สมาชิกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ไทยไม่ทน" ทำร้ายร่างกายหนุ่มไทย-กะเหรี่ยง ที่พัทยา จ.ชลบุรี กลายเป็นประเด็นปัญหามากกว่าคดีอาญา แต่บานปลายไปถึงข้อถกเถียงที่ว่ากรณีดังกล่าวอาจสะท้อนถึงอคติทางชาติพันธุ์หรือไม่


ภาพบันทึกหน้าจอจากวิดีโอแสดงเหตุการณ์นายเดช ชาวกะเหรี่ยง ถูกทำร้ายร่างกาย และต่อมายืนเลือดกลบปากคู่กับนายไอยวัฒน์ ฐิติวัฒนกนก สมาชิกกลุ่มไทยไม่ทน

เหตุการณ์สมาชิกไทยไม่ทนตบหนุ่มกะเหรี่ยงที่พัทยา "กู้ศักดิ์ศรีคนไทย" หรือสะท้อนอคติแรงงานข้ามชาติ

จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว

เหตุการณ์ที่สมาชิกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ไทยไม่ทน" ทำร้ายร่างกายหนุ่มไทย-กะเหรี่ยง ที่พัทยา จ.ชลบุรี กลายเป็นประเด็นปัญหามากกว่าคดีอาญา แต่บานปลายไปถึงข้อถกเถียงที่ว่ากรณีดังกล่าวอาจสะท้อนถึงอคติทางชาติพันธุ์หรือไม่

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุทำร้ายร่างกายกันบริเวณหน้าสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในซอยกอไผ่ พัทยาใต้ หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

จากคลิปที่นายอัครวุธ บุรณพนธ์ หรือ รู้จักกันในอีกชื่อว่า "เต้ อาชีวะ" ผู้นำกลุ่มไทยไม่ทน โพสต์เมื่อวันที่ 2 มี.ค. บรรยายว่านายไอยวัฒน์ ฐิติวัฒนกนก อายุ 43 ปี สมาชิกกลุ่มดังกล่าว ซึ่งใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า "ตี๋ สเต็กกระทะร้อน" รับเรื่องร้องเรียนจากพนักงานคนไทยในสถานบันเทิงดังกล่าวว่าถูกนายเดช วัย 27 ปี หนุ่มเชื้อสายกะเหรี่ยง ตบหน้า โดยพนักงานที่ร้องเรียนและนายเดชเป็นเพื่อนร่วมงาน

คลิปดังกล่าวเห็นช่วงที่นายไอยวัฒน์พูดคุยกับนายเดช ขอดูบัตรประชาชน ซึ่งนายเดชนำบัตรสีชมพูออกมาแล้วบอกว่าตนเองอยู่ระหว่างการขอสัญชาติไทย ซึ่งพี่น้องทยอยได้กันหมดแล้ว

เมื่อนายไอยวัฒน์ซักถามนายเดชได้สักพัก คลิปก็ถูกทับด้วยแถบสีดำและเบลอมืดในช่วงที่ได้ยินเสียงคล้ายมีคนถูกตบ 2 ครั้ง จากนั้นตัดภาพมาเป็นภาพนายเดชยืนเลือดกลบปากคู่กับนายไอยวัฒน์

ด้านนายไอยวัฒน์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กของเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ว่าเขาไม่ได้ลงพื้นที่ทันทีหลังได้รับเรื่องร้องเรียน แต่ประสานให้คนรู้จักพูดคุยกับเจ้าของร้าน ซึ่งทราบภายหลังว่านายเดชรับปากว่าจะจบเรื่อง แต่วันถัดมานายไอยวัฒน์อ้างว่ามีคลิปที่หนุ่มกะเหรี่ยงรายนี้มีปัญหากับพนักงานในร้าน เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปสถานบันเทิงดังกล่าวพร้อมกับทีมงาน 5 คน

"ผมไม่ได้ไปร่วมทำร้ายร่างกายวันนั้น ผมไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีเลย ไม่ได้อยากจะไปทำร้ายเขาเลย แต่อยากแค่สั่งสอนเขา"

นายไอยวัฒน์บอกว่าคนที่ทำร้ายร่างกายคือสามีของผู้หญิงท้องซึ่งเป็นคู่กรณีของนายเดช แต่ยอมรับว่าตนเอง "ตบสั่งสอน" นายเดชไป 2 ครั้ง และบอกว่าความตั้งใจคือต้องการ "กู้ศักดิ์ศรีคนไทย"

ล่าสุด พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกกับบีบีซีไทยว่านายเดช ชายชาวกะเหรี่ยงเข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจภูธร (สภ.) เมืองพัทยาแล้ว และทางเจ้าหน้าที่เรียกตัวนายไอยวัฒน์มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว พร้อมกับยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินตามกระบวนการทางกฎหมายโดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ก่อนหน้านี้ นายไอยวัฒน์เคยลงพื้นที่พัทยาเพื่อยึดมีดจากชาวกัมพูชา โดยบอกว่าได้รับเรื่องร้องเรียนมาว่ามี "แก๊งเขมรพัทยาพกพาอาวุธ" ในคลิปที่ทางกลุ่มโพสต์ปรากฏหญิงนั่งร้องไห้กับพื้นด้วยความตกใจ ก่อนจะถูกพานำตัวไปส่งยังโรงพักใกล้เคียง

ในคลิปอื่น ๆ ของทางกลุ่มบางครั้งยังมีภาพลงตรวจตลาดหาแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง หรือกรมแรงงานด้วย และบางครั้งก็เดินตรวจสอบแรงงานข้ามชาติด้วยตนเอง ตามข้อมูลที่ทางกลุ่มได้รับเรื่องร้องเรียนมา

นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าการกระทำของกลุ่มไทยไม่ทนเข้าข่ายข่มขู่คุกคามแรงงานข้ามชาติในลักษณะ "อันธพาล" และเสี่ยงก่อให้เกิดความขัดแย้งและอคติระหว่างเชื้อชาติในระยะยาว

"กลุ่มไทยไม่ทน" คือใคร

นายอัครวุธ บุรณพนธ์ หรือ รู้จักกันในอีกชื่อว่า "เต้ อาชีวะ" ผู้นำกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าไทยไม่ทน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่าทางกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกราว 50 คนทั่วประเทศ และมีตัวแทนอยู่ในแต่ละจังหวัด

ก่อนหน้านี้ นายอัครวุธเคยร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองการกลุ่มที่มีจุดยืนขวาสุด และนิยมเจ้า (royalist) อาทิ เข้าร่วมบางกิจกรรมกับกลุ่มไทยภักดีและกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.)

เขากล่าวว่าเป้าประสงค์ที่ทำให้แต่ละคนมารวมตัวกันภายใต้กลุ่มชื่อว่าไทยไม่ทน เป็นเพราะไม่อาจนิ่งเฉยต่อปัญหาแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เข้าเมืองผิดกฎหมายและเข้ามาทำงานในไทยโดยไม่มีใบอนุญาต กลุ่มที่แย่งอาชีพสงวนคนไทย ไปจนถึงกลุ่มที่มีพฤติกรรมกร่าง ทำร้าย ข่มขู่คุกคามคนไทย

"หากเจ้าหน้าที่ทำงาน กลุ่มพวกผมก็คงไม่มีทางเกิดขึ้น" นายอัครวุธ กล่าว และบอกว่าเขาทราบดีว่าแนวทางการทำงานของกลุ่มมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

"แต่มันเป็นเรื่องของการกู้คืนศักดิ์ศรีคนไทย" เขากล่าวย้ำ

นายอัครวุธกล่าวว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในไทยมากขึ้น และเริ่มเข้ามาแย่งงานคนไทยโดยเฉพาะอาชีพสงวน นอกจากนี้ยังมี "การรวมกลุ่ม สร้างตัวตนเพื่อเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ" ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการหรือการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

ทางกลุ่มยังเห็นว่าแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ "กำลังจะมาแย่งงานคนไทยในอนาคต" โดยเฉพาะอาชีพสงวน เช่น อาชีพค้าขาย เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

"ตอนนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับคนต่างด้าวนับหมื่นข้อความที่ยังไม่ได้ถูกเปิดอ่าน แล้วผมถามว่าคนเหล่านี้ เมื่อเขามีปม แล้วเราไม่คลี่ปมให้เขา ต่อไปในอนาคตข้างหน้าคนพวกนี้เขาก็จะอึดอัด แล้วมันจะเกิดกระแสไวรัล 'ไทยไม่ทน'" นายอัครวุธกล่าว


นายอัครวุธ บุรณพนธ์ หรือ "เต้ อาชีวะ" ผู้นำกลุ่มไทยไม่ทน

เมื่อสอบถามว่าเหตุใดไม่รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ได้รับความเดือดร้อนจากแรงงานข้ามชาติ แล้วส่งเรื่องร้องเรียนให้กับตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แทนที่จะลงพื้นที่และเผชิญหน้ากับแรงงานข้ามชาติโดยตรง

เขาอธิบายว่าหลายครั้งที่แจ้งตำรวจว่าทางกลุ่มจะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย ก็พบว่าการข่าวรั่วไหลในเวลาต่อมา ทำให้ไม่พบแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายตามที่ถูกร้องเรียนมา

"พอผมประสาน สภ. (สถานีตำรวจภูธร) ว่าผมจะลงพื้นที่นี้นะ แล้วอยากให้พี่ [หมายถึงตำรวจ] ให้มาร่วมกันจับกุม พอเราบอกไปเสร็จปุ๊บ พอถึงวันที่จะลงพื้นที่ข่าวก็รั่ว ร้านปิดหมดทุกร้าน" เขากล่าว

"มันก็มีสิทธิคิดว่าข่าวมันรั่วออกไปได้อย่างไร ในเมื่อวันที่ผมลงพื้นที่แล้วไม่บอกตำรวจ ผมก็เจอร้านต่างด้าวตามที่คนร้องเรียน"

ขณะเดียวกัน นายอัครวุธบอกว่ากลุ่มของพวกเขาได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มากกว่า แต่เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ทำได้แค่ควบคุมตัว ไม่สามารถดำเนินคดีกับแรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมายได้ เพราะเป็นอำนาจของตำรวจ

สำหรับคำถามว่าทางกลุ่มตั้งตนเองเป็นศาลเตี้ยหรือไม่นั้น นายอัครวุธบอกว่าต้องดูเป็นกรณี ๆ ไป และสุดท้ายแล้วหากมีการทำร้ายร่างกายกันเกิดขึ้น พวกเขาก็ยอมรับผลทางกฎหมายที่ตามมา

เขาชี้ว่าหากดูในหลายมิติจะเห็นว่ากลุ่มของเขาไม่ได้ยกพวกไปข่มขู่คุกคามแรงงานข้ามชาติเสียทั้งหมด ทุกเหตุการณ์มีที่มาที่ไป ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากการเข้าไปเจรจา พูดคุย แต่หลายครั้งที่เจอกลุ่มอิทธิพลที่ให้ความคุ้มครองแรงงานเข้ามามีท่าทีไม่เป็นมิตร "ก็ต้องมีการสั่งสอนกลับไปบ้าง"

"หากเหมารวมว่าเราเป็นศาลเตี้ยทั้งหมดเลยมันก็เกินไป" เขากล่าว

"มันจะมีมาเฟียต่างด้าวคอยมาเก็บส่วยพวกต่างด้าวที่เข้ามาทำอาชีพสงวนที่เขาให้คนไทยเท่านั้น เราจะไปเจอคนพวกนี้ แล้วจะให้เราเข้าไปถามว่า 'สวัสดีครับพี่ เลิกเป็นนักเลงได้ไหมครับ เลิกเก็บส่วยได้ไหมครับ' แล้วพวกนั้นจะกลัวเราไหม" นายอัครวุธ อธิบายมุมมองของเขา

"หากเขาไม่มีพฤติกรรมแบบนั้น เราก็ไม่ทำอยู่แล้ว"

ด้าน พล.ต.ท.ยิ่งยศ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่าหากกลุ่มคนที่ถูกกระทำเข้ามาร้องทุกข์ว่าโดนกระทำ ตำรวจในฐานะผู้รักษาความสงบยินดีให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกระทำ

"ใครจะพูดว่า 'ฉันทำตัวเป็นศาลเตี้ย' พูดอะไรก็ได้ แต่ถ้าเกิดกระทำไปแล้ว เป็นความผิด มีคนมากล่าวทุกข์ ก็เป็นหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการ เรื่องนี้ไม่มีความซับซ้อนอะไรเลย" โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุ

ภาพการชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมา เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2024

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2567 นายอัครวุธเคยเป็นผู้นำกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า "กลุ่มอาชีวะราชภักดี" จัดการชุมนุมหน้าสถานทูตสาธารณรัฐแห่งเมียนมาประจำประเทศไทย เพื่อร้องเรียนต่ออัครราชทูตเมียนมาให้แก้ไขปัญหาความวุ่นวายที่เกิดจากบุคคลเมียนมาซึ่งอพยพหนีภัยสงครามและเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยบอกว่าทางกลุ่มไม่มีปัญหากับคนต่างด้าวที่มาอย่างถูกต้อง "แต่พวกที่เข้ามาสร้างปัญหา ขอให้คนไทยช่วยกันผลักดันคนเลว ๆ ออกไป"

การชุมนุมดังกล่าวประกอบด้วยกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า กลุ่มประชาภักพิท้กษ์สถาบัน และกลุ่ม ศปปส.

ในตอนนั้น พวกเขารวมตัวกันรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว เช่น ทบทวนการให้สัญชาติ ระยะเวลาการทำงาน และที่สำคัญคือห้ามมาตั้งครรภ์และคลอดในประเทศไทย

นายอัครวุธบอกกับบีบีซีไทยว่าในตอนนี้ ทางกลุ่มไทยไม่ทนสามารถรวบรวมรายชื่อได้ 85,000 รายชื่อ จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 50,000 รายชื่อ เพื่อคัดค้านการอุดหนุนการศึกษาเด็กข้ามชาติในไทย ซึ่งทางกลุ่มจะยื่นรายชื่อทั้งหมดให้กับกระทรวงศึกษาธิการและสำนักนายกรัฐมนตรีภายในสิ้นเดือน มี.ค. นี้

ข้อกังวลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มไทยไม่ทน


นายอัครวุธ บุรณพนธ์ (เสื้อขาว) ถ่ายภาพคู่กับเสื้อของทางกลุ่มไทยไม่ทน

นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ให้ความเห็นว่าลักษณะกลุ่มไทยไม่ทนเข้าข่าย "อันธพาล" เพราะมีทั้งพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม และล่าสุดก็ทำร้ายร่างกายชาวกะเหรี่ยง

"สิ่งที่เรากังวลใจคือเริ่มมีการใช้รูปแบบพฤติกรรมแบบนี้มาแสวงหาประโยชน์ เช่น ค่าคุ้มครอง ซึ่งในระยะยาวเรามองว่าจะเป็นปัญหา" เขากล่าว

ทั้งนี้ นายอัครวุธ ผู้นำกลุ่มไทยไม่ทน ยืนยันว่ากลุ่มของเขาเป็นอาสาสมัครทั้งหมด ไม่มีใครเรียกค่าตอบแทนจากการจัดการเรื่องร้องเรียน หรือได้ผลประโยชน์ใด ๆ จากการออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ รวมถึงไม่เคยมีการเรียกรับผลประโยชน์

เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น นายอดิศร ผู้ปฏิบัติงานด้านแรงงานข้ามชาติ ชี้ให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มไทยไม่ทนในหลาย ๆ คลิปที่ทางกลุ่มโพสต์ เป็นการตอกย้ำว่าทางการปล่อยให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสามารถ "ไล่ล่าแรงงานข้ามชาติได้อย่างชอบธรรม" ซึ่งในสายตาของเขา การกระทำของกลุ่มไทยไม่ทนนั้นไม่ต่างจาก "ศาลเตี้ย"

"เขาสามารถเคลม (อ้าง) ได้ว่าทำถูกกฎหมายนะ แล้วบางครั้งผมคิดว่ามันออกแนวนำเจ้าหน้าที่ด้วยซ้ำไป คือเอาเจ้าหน้าที่ไปจัดการ ไปตรวจ ไปจับ"

ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวต่อว่ามีหลายกรณีที่แรงงานข้ามชาติถูกกลุ่มเดียวกันนี้ข่มขู่ คุกคาม แต่ไม่กล้าไปแจ้งความ เพราะแรงงานเหล่านั้นเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย จึงกังวลว่าหากเข้าแจ้งความกับตำรวจก็จะโดนจับ

"มันสะท้อนว่าพวกเขาเข้าไม่ถึงกลไกการคุ้มครองทางกฎหมาย" นายอดิศร กล่าว

เขากล่าวต่อว่าหากรัฐบาลไทยปล่อยให้กลุ่มไทยไม่ทน หรือกลุ่มอื่น ๆ ที่มีพฤติกรรมคล้าย ๆ กันทำเช่นนี้ได้ ก็จะก่อให้เกิดอคติระหว่างคนไทยกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และขยายวงเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้านได้

นายอดิศรมองว่าอิทธิพลของกลุ่มไทยไม่ทน รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ ที่มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน กำลังทำให้เกิดการเลียนแบบในโลกออนไลน์ เพราะในตอนนี้เริ่มเห็นกลุ่มวัยรุ่นที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน เริ่มแสดงพฤติกรรมเลียนแบบและไปข่มขู่คุกคามแรงงานข้ามชาติในไทยมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้เขาจึงมองว่าความรับผิดชอบของเจ้าของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญ และเจ้าของแพลตฟอร์มควรมีส่วนรับผิดชอบในการคัดกรองเนื้อหาหรือระงับบัญชีที่สร้างอคติหรือขยายความเกลียดชังทางเชื้อชาติ

สำหรับประเด็นที่ทางกลุ่มไทยไม่ทนรวบรวมชื่อคัดค้านไม่ให้เด็กข้ามชาติได้รับสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐานในไทยนั้น นายอดิศรมองว่าเป็นสิทธิที่ทางกลุ่มพึงทำได้

ทว่า ในความเห็นของเขาเห็นว่าสิทธิดังกล่าวประกาศใช้มาหลายสิบปีแล้ว แต่เหตุใดทางกลุ่มจึงออกมาเคลื่อนไหวในตอนนี้ และนโยบายดังกล่าวก็มีขึ้นเพื่อความมั่นคงของรัฐในระยะยาว รวมถึงตอบโจทย์สังคมสูงวัยที่ไทยกำลังเผชิญอยู่

"ทางกลุ่มไทยไม่ทนอาจไม่ได้คิดว่าเด็กข้ามชาติที่ได้รับสิทธินี้ ยังมีเด็กไทยที่เป็นกลุ่มชนชาติพันธุ์ แต่ยังติดขัดเรื่องเอกสารหรือกระบวนการทางกฎหมายด้วย หากไม่มีสิทธิตรงนี้ไป มันตัดเด็กทุกคนออกจากระบบการศึกษาทั้งหมด รวมถึงเด็กไทยที่มีปัญหาเรื่องสัญชาติด้วย"

https://www.bbc.com/thai/articles/c5yvzzw4yzdo



สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอิหร่านกำลังส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและพื้นที่อื่น ๆ และเพื่อให้เข้าใจว่าทำไมหลายประเทศถึงได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เราจำเป็นต้องพิจารณาจากแผนที่เหล่านี้


สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ลุกลามรวดเร็วและใหญ่โตขนาดนี้ ได้อย่างไร - BBC News ไทย

Mar 10, 2026

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอิหร่านกำลังส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและพื้นที่อื่น ๆ และเพื่อให้เข้าใจว่าทำไมหลายประเทศถึงได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เราจำเป็นต้องพิจารณาจากแผนที่เหล่านี้

https://www.youtube.com/watch?v=9mCFgKBbZJA




"บรรยง พงษ์พานิช" ผ่าโครงสร้างรัฐไทย: ใหญ่แต่ไร้ประสิทธิภาพ-เอื้อทุนผูกขาด งบประมาณไทยกว่า 80% ถูกใช้ไปกับงบดำเนินการและสวัสดิการข้าราชการที่มีจำนวนพุ่งสูงถึง 3.1 ล้านคน สวนทางกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นที่มีข้าราชการเพียง 5 แสนคน ทั้งที่มีประชากรมากกว่าไทยถึง 2 เท่า

https://www.facebook.com/watch/?v=919301241060964
https://www.facebook.com/reel/919301241060964

Prachachat - ประชาชาติ
March 4
·
"บรรยง พงษ์พานิช" ผ่าโครงสร้างรัฐไทย: ใหญ่แต่ไร้ประสิทธิภาพ-เอื้อทุนผูกขาด เสนอ "เปิดเสรี" ปลดล็อก
.....
ในงานสัมมนาหัวข้อ “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ที่สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย จัดขึ้นที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) 'บรรยง พงษ์พานิช' ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ฉายภาพวิกฤตเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยผ่านมุมมอง "เสรีนิยมใหม่" โดยชี้ให้เห็นว่าอุปสรรคสำคัญที่สุดคือ "ขนาด บทบาท และอำนาจ" ของรัฐไทยที่ขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง
ปัจจุบันงบประมาณไทยกว่า 80% ถูกใช้ไปกับงบดำเนินการและสวัสดิการข้าราชการที่มีจำนวนพุ่งสูงถึง 3.1 ล้านคน สวนทางกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นที่มีข้าราชการเพียง 5 แสนคน ทั้งที่มีประชากรมากกว่าไทยถึง 2 เท่า ขณะที่กฎระเบียบและใบอนุญาตกว่า 5,000 ชนิด กลายเป็นต้นทุนแฝงที่เอื้อให้เกิดการคอร์รัปชันมากกว่าการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน
ในภาคการผลิต บรรยงเน้นย้ำถึง "กับดักประสิทธิภาพ" (Productivity) โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่รายได้ต่อหัวต่ำกว่าออสเตรเลียถึง 20 เท่า เนื่องจากการแทรกแซงของรัฐที่บิดเบือนกลไกตลาด รวมถึงภาคบริการที่ถูกแช่แข็งด้วยนโยบาย "ชาตินิยม" ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองกลุ่มทุนใหญ่ (เจ้าสัว) ผ่านกฎระเบียบที่ปิดกั้นการแข่งขันจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องแบกรับต้นทุนที่สูงเกินจริง
สำหรับทางออก เขาเสนอว่ารัฐต้องกล้า "ลดอำนาจตัวเอง" ด้วยการเปิดเสรีทุกภาคส่วน และลดสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจอย่างการบินไทยให้เหลือเพียง 25% เพื่อปล่อยให้กลไกตลาด ทำงานอย่างเต็มที่
โดยเขาทิ้งท้ายว่า "แม้การให้ผู้มีอำนาจลดอำนาจตัวเองจะทำได้ยากที่สุด แต่หากประชาชนส่งเสียงดังพอ การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นได้"


จดหมาย ของ Ernesto "Che" Guevara ถึงลูก (เหล่าสหายก็อ่านได้)

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1385122000322976&set=a.1154619110039934
.....

ในปี 1965 เออร์เนสโต "เช" เกวารา นั่งลงและเขียนจดหมายที่เขาหวังว่าลูกๆ ของเขาจะไม่ต้องอ่าน

เขามีอายุ 37 ปี เขากำลังเตรียมตัวที่จะออกจากคิวบา — เพื่อหายตัวไปจากชีวิตสาธารณะและเดินทางไปยังแอฟริกา แล้วในที่สุดก็ไปโบลิเวีย เพื่อสานต่อการต่อสู้เพื่อการปฏิวัติที่เขาเชื่อว่าเป็นการใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ที่สุด เขารู้ถึงโอกาสที่จะสำเร็จนั้นไม่มาก เพราะเขาเคยเผชิญมันมาก่อนและรอดมาได้ ครั้งนี้ เขาคาดว่ามันจะแตกต่างออกไป

ดังนั้นเขาจึงเขียน

ถึงฟิเดล คาสโตร เขาเขียนคำอำลาทางการเมือง ถึงพ่อแม่ของเขา เขาเขียนด้วยความอ่อนโยนของลูกชายที่ใช้เวลาหลายปีอยู่ห่างจากบ้าน และถึงลูกๆ ของเขา — ฮิลดา อเลดา คามิโล เซเลีย และเออร์เนสโต — เขาเขียนบางสิ่งที่พ่อแม่ในทุกยุคทุกสมัยเข้าใจ: ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ที่จะพูดทุกสิ่งที่สำคัญในพื้นที่ที่เหลืออยู่

“จงรู้ไว้ว่าพ่อของพวกเจ้าเป็นคนที่กระทำตามสิ่งที่ตนเชื่อมั่น” เขาเขียน “และไม่มีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับความจริงใจและความจงรักภักดีต่อความเชื่อของตน”

เขาขอให้พวกเขาตั้งใจเรียน อ่านหนังสืออย่างลึกซึ้ง และพร้อมที่จะต่อต้านความอยุติธรรมเสมอ ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นที่ใด หรือใครจะเป็นผู้ได้รับความทุกข์ทรมาน เขาขอให้พวกเขาเป็นคนที่มีความเชื่อมั่น ไม่ใช่คนที่เอาแต่ความสะดวกสบาย

“เหนือสิ่งอื่นใด จงพร้อมที่จะลุกขึ้นต่อต้านความอยุติธรรมในทุกที่ทั่วโลก โดยไม่คำนึงถึงว่าใครเป็นผู้ถูกกดขี่”

เขาลงชื่อว่า: พ่อของพวกเจ้า เออร์เนสโต

สองปีต่อมา ในวันที่ 9 ตุลาคม 1967 เช เกวาราถูกจับและประหารชีวิตโดยกองกำลังโบลิเวียในหมู่บ้านลา ฮิเกรา เขาอายุ 39 ปี ลูก ๆ ของเขาได้รับจดหมายฉบับนั้น

ประวัติศาสตร์ไม่เคยเห็นพ้องต้องกันว่าจะมองเขาอย่างไร

สำหรับผู้คนนับล้านทั่วละตินอเมริกา แอฟริกา และที่อื่นๆ เขาคือสัญลักษณ์แห่งการต่อต้าน ชายผู้ละทิ้งชีวิตที่สุขสบายในฐานะแพทย์เพื่อต่อสู้เคียงข้างคนยากจนและผู้ถูกกดขี่ ผู้ไม่เรียกร้องสิ่งใดเพื่อตนเอง และเสียชีวิตอย่างที่เขาใช้ชีวิตมา

สำหรับคนอื่นๆ โดยเฉพาะครอบครัวของผู้ที่ถูกประหารชีวิตภายใต้อำนาจของเขาที่เรือนจำลาคาบาญาหลังการปฏิวัติคิวบา พวกเขาจดจำเขาในอีกแง่มุมหนึ่ง ในฐานะชายผู้สั่งประหารชีวิตโดยไม่ลังเล ผู้เชื่อว่าจุดจบของการปฏิวัติเป็นสิ่งที่ชอบธรรมแม้จะใช้มาตรการที่โหดร้ายที่สุด มรดกของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย และใครก็ตามที่บอกคุณว่ามันง่ายนั้นแสดงว่าพวกเขาไม่ได้มองมันอย่างตรงไปตรงมา

สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ เขาเป็นชายผู้มีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ ผู้กระทำการตามสิ่งที่เขาเชื่ออย่างแท้จริง และต้องแลกมันด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง

และในชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่เขาจะหายไปในสงครามที่เขาจะไม่รอดชีวิต เขาคิดถึงลูกๆ ของเขา

เขาคิดถึงสิ่งที่เขาต้องการให้พวกเขาสืบทอดต่อไป ไม่ใช่ความมั่งคั่ง ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของเขา ไม่ใช่ชื่อเสียงของเขา

“จงศึกษาและอ่านอย่างตั้งใจ” เขาเขียนไว้ “จงจำไว้ว่า บุคคลไม่มีคุณค่าหากอยู่เพียงลำพัง”

จงยืนหยัดเพื่อบางสิ่ง เรียนรู้ทุกสิ่งที่คุณทำได้ อย่าเพิกเฉยต่อความทุกข์ยาก

ไม่ว่าคุณจะชื่นชมหรือประณามเขา ไม่ว่าชื่อของเขาจะหมายถึงอิสรภาพหรือความโหดร้ายสำหรับคุณ จดหมายฉบับนั้นเองก็ตั้งคำถามที่ยังคงอยู่แม้หลังจากที่ผู้เขียนจากไปแล้ว

เราต้องการส่งต่ออะไรให้แก่คนรุ่นหลัง? อะไรคือสิ่งที่คุ้มค่าแก่การเสียสละ? และเมื่อเราจากไปแล้ว อะไรจะยังคงอยู่จากเรา นอกเหนือจากสิ่งที่เราเคยรักและสิ่งที่เราเคยยืนหยัดเพื่อ?

เออร์เนสโต เกวารา ทิ้งจดหมายไว้ให้ลูกๆ ของเขา

เขาขอให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมาย

ไม่ว่าโลกที่จดหมายฉบับนั้นชี้ไปนั้นคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายหรือไม่ นั่นคือคำถามที่ประวัติศาสตร์ยังคงหาคำตอบอยู่

(Google Translate)



“ฟ้า พรหมศร” อดอาหารในเรือนจำ หลังไม่ได้ประกันตัว เรียกร้องนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทั้งหมด


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
6 hours ago
·
“ฟ้า พรหมศร” อดอาหารในเรือนจำ หลังไม่ได้ประกันตัว เรียกร้องนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทั้งหมด
.
.
10 มี.ค. 2569 ทนายความเดินทางไปที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เพื่อเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งเพิ่งถูกคุมขังตั้งแต่วานนี้ หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือน ในคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 จากกรณีทำกิจกรรมเรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ที่บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 และศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา
.
ระหว่างรอเยี่ยม ทราบจากผู้ช่วยงานของเรือนจำ ว่าฟ้าไม่ได้อยู่ที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี จากนั้นจึงได้มีการตรวจเช็คกับเจ้าหน้าที่เรือนจำ จึงทราบว่าฟ้าถูกนำไปกักตัวที่เรือนจำชั่วคราวรังสิต โดยการกักตัวผู้ต้องขังที่เข้าใหม่มีกำหนด 7 วัน จะเยี่ยมได้เฉพาะผ่านระบบวิดีโอคอลทางไลน์เท่านั้น และเมื่อพ้น 7 วันแล้ว ผู้ต้องขังจะถูกส่งตัวกลับมาที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี
.
เมื่อไปติดตามที่เรือนจำชั่วคราวรังสิต ทำให้ทราบข้อมูลว่าเรือนจำนี้มีขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด-2019 ซึ่งต้องมีการกักตัวผู้ต้องขังที่เข้าไปใหม่ในเรือนจำอำเภอธัญบุรี เมื่อสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลาย ทางเรือนจำก็ยังดำเนินใช้เป็นสถานที่กักตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่ต่อไป พร้อมกับใช้เป็นสถานที่คุมขังผู้ต้องขังที่สามารถออกไปทำงานกองนอกด้วย
.
ต่อมา จึงสามารถเยี่ยมฟ้าได้ผ่านระบบวิดีโอคอลทางไลน์ของเจ้าหน้าที่ ฟ้าอยู่ในเสื้อคอวีสีออกน้ำตาล สวมแว่นตาเดิม การพูดคุยเริ่มด้วยการฝากข้อความจากแฟนของฟ้า ฟ้าได้รีบบอกเล่าว่า ทั้งสองคนมีแผนจะแต่งงานกันในช่วงปีหน้า รวมทั้งมีแผนเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวด้วยกันด้วย ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะได้ไปดำเนินการตามแผนหรือไม่
.
รวมทั้งฟ้ายังกังวลเรื่องของพ่อ หรือที่เขาเรียกว่า “ป๊า” ซึ่งอายุ 73 ปีแล้ว และมีโรคภัยรุมเร้า ทั้งอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคหัวใจ และโรคไต ซึ่งต้องฟอกไตสัปดาห์ละสามวัน โดยมี “ม๊า” คอยดูแลอยู่เพียงลำพัง ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ทำงานหารายได้และดูแลครอบครัวไปด้วย การถูกคุมขังจึงส่งผลกระทบต่อครอบครัวเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้
.
จากนั้น ฟ้ารีบแจ้งว่าเขาได้เริ่มอดอาหารประท้วงตั้งแต่เมื่อเย็นวาน หลังต้องเข้ามาในเรือนจำ โดยไม่รับประทานอาหาร แต่กินเพียงน้ำเปล่า ฟ้าบอกว่าเขาต้องการเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรม “นักโทษทางความคิด” ซึ่งหมายรวมถึงคดีมาตรา 112 ทุกคน
.
ฟ้าบอกว่าตอนนี้ร่างกายยังโอเคอยู่ โดยพยายามจิบน้ำเยอะ ๆ เขาอยากอดอาหารอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเรียกร้องเรื่องการประกันตัว แต่อยากให้พรรคการเมืองและสังคมสนใจปัญหานักโทษการเมือง นักโทษทางความคิดอีกครั้ง โดยร่างกายเขาจะไหวหรือไม่อย่างไร จะตัดสินใจต่อไป
.
“ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร ทุกคนมีชุดความหวัง ความเชื่อที่แตกต่างต่างกันได้ การที่คนเรามีความเชื่อ ความหวังที่แตกต่างกัน ทำให้เราคิดต่างกัน พอเราคิดต่างกัน ก็กลายเป็นความขัดแย้ง เกิดเป็นข้อพิพาททางความคิด ถ้าสังคมจะก้าวต่อไปได้โดยที่เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราต้องโอบอุ้มทุกความคิดต่าง…
.
“สุดท้ายแล้วเราจะอยู่กันไปแบบนี้จริง ๆ เหรอ เราจะมองข้ามเรื่องมาตรา 112 ไปจริง ๆ เหรอ เมื่อเรื่องนี้คือคดีทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ฟ้าระบายความคิดของเขา
.
.
จากนั้น ฟ้ายังบอกเล่าถึงความกังวลจากการถูกคุมขังอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการจัดฟัน ซึ่งเขาจัดฟันเพื่อแก้ปัญหาฟันล้ม และต้องมีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หากไม่ได้ประกันตัว เขายังไม่แน่ใจว่าภายในเรือนจำจะมีเครื่องมือที่ดูแลเรื่องนี้หรือไม่ หรือจะสามารถทำเรื่องออกไปพบทันตแพทย์ที่ดูแลเขาอยู่ได้หรือไม่ อยากให้ช่วยดูว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง
.
นอกจากนั้นฟ้ายังเป็นโรคเกาต์ที่ต้องไปพบแพทย์ที่คลินิกอีกด้วย รวมทั้งเขายังกินยาลดไขมันในเลือดอยู่ แต่เขาบอกว่าในตอนอดอาหารนี้อาจจะไม่ได้กินอีก
.
ฟ้ายังพูดคุยเรื่องการจัดการคดีต่าง ๆ ของเขาที่มีนัดอยู่ในช่วงเดือนนี้และเดือนหน้า ทั้งการสืบพยานคดีชุมนุมในกรุงเทพฯ อัยการนัดฟ้องคดีคาร์ม็อบที่ร้อยเอ็ด และนัดถามคำให้การคดีที่เขาถูกฟ้องที่พัทลุง โดยเขายังมีความหวังจะได้ประกันตัวในคดีที่ถูกคุมขังนี้ ถ้าไม่ได้ในครั้งแรก ก็อยากให้ลองยื่นต่อไป
.
ก่อนฟ้าจะฝากข้อความทิ้งท้ายถึงแฟนว่า “ขอโทษที่ไม่ได้ไปรับ ขอโทษที่ผิดแผนหมดเลย โอเคชาบูมื้อสุดท้ายถือว่าแฮปปี้มาก ๆ เดี๋ยวถ้าได้ออกไป น่าจะได้เจอกันอยู่”
.
ต่อมาในช่วงเย็น ศาลฎีกาได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวฟ้าในระหว่างฎีกา โดยเห็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี
.
.
ทั้งนี้ ฟ้า พรหมศร ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองรวมทั้งหมด 24 คดี โดยแยกเป็นคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 ทั้งหมด 6 คดี
.
น่าสังเกตว่าก่อนหน้านี้เมื่อช่วงกลางปี 2568 เขาถูกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี ในคดีปราศรัยและร้องเพลงหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี ซึ่งเป็นคดีที่ศาลจังหวัดธัญบุรีเช่นเดียวกันนี้ แต่ในวันฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์นั้น ศาลจังหวัดธัญบุรีได้สั่งอนุญาตให้ประกันตัวพรหมศรในระหว่างฎีกา โดยไม่ได้ส่งให้ศาลฎีกาสั่งแต่อย่างใด แตกต่างจากแนวทางที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้
.
หากนับรวมโทษในคดีมาตรา 112 สามคดีของฟ้าที่ถูกศาลลงโทษ เขาถูกลงโทษจำคุกรวมกัน 6 ปี 18 เดือน โดยทุกคดียังไม่สิ้นสุด ยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์และฎีกา โดยเขาเดินทางไปตามนัดในคดีต่าง ๆ เรื่อยมา
.
ก่อนหน้านี้ฟ้าเคยอดอาหารประท้วงในระหว่างถูกคุมขังเมื่อช่วงปี 2564 ทั้งหมด 3 ครั้ง โดยสองครั้งแรกคือการไม่ได้ประกันตัวในชั้นฝากขังในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง นี้ เมื่อช่วงเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน 2564 เป็นเวลา 19 วัน หลังจากนั้นยังอดอาหารอีกครั้งในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม อีก 15 วัน รวมทั้งยังได้อดอาหารในช่วงเดือนสิงหาคม 2564 อีกครั้ง เป็นเวลา 9 วัน หลังไม่ได้ประกันตัวในคดีชุมนุมหน้า บก.ตชด. ภาค 1 การเริ่มอดอาหารในเรือนจำครั้งนี้ของฟ้าจึงนับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/82260

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1335331745103959&set=a.656922399611567




ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับซีบีเอสว่า สงครามกับอิหร่านอาจจะจบลงในเร็ววัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ แอนโทนี บลิงเคน สมัยโจ ไบเดน บอกว่า เรื่องนี้อาจขึ้นอยู่กับ “ตลาดและยุทโธปกรณ์” และเปิดเผยว่าอิสราเอลเคยกดดันโอบามา ให้ดำเนินการกับอิหร่านเช่นเดียวกับทรัมป์ แต่โอบามาปฏิเสธ

How long will hostilities in Iran last? Former Secretary of State Antony Blinken says it will likely depend on “markets and munitions.” #politics #iran #trump #worldnews #israel #usa 

In an interview with the Big Take podcast, Blinken and host David Gura discuss the Obama and Biden administrations’ efforts to avoid conflict with Iran, the unanticipated ways this war puts the US at risk and how the strikes could reshape the region.

https://www.youtube.com/shorts/sVMOZqrxF0E






 

🇮🇷 #อิหร่าน ประกาศเมื่อวันอังคารว่า จะไม่ส่งออก #น้ำมัน ในขณะที่กำลังทำสงครามกับ #สหรัฐฯ และ #อิสราเอล และจะปิดช่องแคบ #ฮอร์มุซ หากประเทศผลิตน้ำมัน อย่างเช่น ซาอุดิอาระเบีย ไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ ก็จะเกิดปัญหาเรื่องการจัดเก็บ นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งของการลดกำลังผลิตของประเทศในภูมิภาคนั้น






https://x.com/France24_en/status/2031324796793823562


 





@MarioNawfal
·6h

🚨🇮🇷 Iran doesn't need surface ships to hold Hormuz. It never did.

The Azhdar UUV (unmanned underwater vehicle) runs at 25 knots, patrols for four days, covers 600km on a single charge. Silent. Invisible to most radar. Impossible to intercept from the air.

Combine that with swarms of cheap UAVs, anti-ship missiles, fast attack boats, and unmanned surface vessels and you have an asymmetric arsenal specifically designed to make the world's most powerful navy bleed in a narrow strait.

Sinking Iran's conventional fleet changes nothing about Hormuz. The US Navy destroyed 20+ Iranian vessels in ten days and the strait is still closed.

Because the real blockade isn't ships. It's the threat of everything else lurking beneath the surface and flying low over it.

Forcibly reopening Hormuz means sailing into that kill zone. The math isn't favorable.




ทำไมเราถึงไม่ค่อยเห็นภาพความเสียหายจากจุดที่ขีปนาวุธของอิหร่านตกใส่เป้าหมายอิสราเอล?







https://x.com/SprinterPress/status/2031375574883541302

สปรินเตอร์เพรส
@SprinterPress
·2 ชั่วโมงที่แล้ว

ทำไมเราจึงไม่ค่อยเห็นภาพจากจุดที่ขีปนาวุธของอิหร่านตกกระทบ?

นักข่าวชาวสเปนที่ประจำอยู่ในอิสราเอล:

เราสามารถแสดงจุดที่ขีปนาวุธตกได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องแสดงภาพอาคารพลเรือนด้วย

ตัวอย่างเช่น หากมีสำนักงานใหญ่ของ "มอสสาด" หรืออาคารรัฐบาลอยู่ด้านหลังอาคารที่ถูกทำลาย หน่วยงานเซ็นเซอร์ทางทหารของ "อิสราเอล" จะไม่อนุญาตให้เราแสดงภาพเหล่านี้หรือทำรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้อิหร่านเข้าใจว่าเป้าหมายสำคัญถูกโจมตี หรือเพื่อไม่ให้เปิดเผยจุดอ่อนของพวกเขา

หน่วยงานเซ็นเซอร์กำหนดให้ส่งวิดีโอทั้งหมดไปตรวจสอบก่อนเผยแพร่ และหากเราไม่ปฏิบัติตามกฎ ใบอนุญาตประกอบกิจการของเราจะถูกเพิกถอน
.....

เพิ่มเติมจาก Google Gemini

ทำไมเราจึงไม่ค่อยเห็นภาพจากจุดที่ขีปนาวุธของอิหร่านตกใส่เป้าหมาย?

การขาดแคลนภาพวิดีโอที่แสดงการตกของขีปนาวุธอิหร่านในอิสราเอลนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากกลยุทธ์ที่ประสานงานกันอย่างดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดทางกฎหมาย ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และการเฝ้าระวังทางดิจิทัลอย่างเข้มงวด

แม้ว่าระบบ "Iron Dome" และ "Arrow" จะสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่เข้ามาได้ในเปอร์เซ็นต์สูง แต่การขาดแคลนภาพวิดีโอสำหรับขีปนาวุธที่ตกใส่เป้าหมายนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยต่อไปนี้:

1. กฎหมายการเซ็นเซอร์ทางทหาร

อิสราเอลมีสำนักงานเซ็นเซอร์ทางทหารมานานแล้ว แต่ข้อจำกัดต่างๆ ได้เข้มงวดขึ้นอย่างมากในช่วงสงครามปี 2026

การอนุมัติล่วงหน้า: นักข่าวทุกคน รวมถึงสำนักข่าวต่างประเทศอย่าง CNN และ Reuters ต้องส่งภาพวิดีโอที่มีความอ่อนไหวให้หน่วยงานเซ็นเซอร์ตรวจสอบก่อนออกอากาศ

การห้ามถ่ายทอดสด: กองทัพอิสราเอลได้ห้ามการถ่ายทอดสดการสกัดกั้นหรือการตกของขีปนาวุธโดยเฉพาะ นี่เป็นการป้องกันไม่ให้อิหร่านได้รับ "การประเมินความเสียหายจากการสู้รบ" (BDA) แบบเรียลไทม์ ซึ่งพวกเขาอาจนำไปใช้ปรับเป้าหมายหรือพิกัดการยิงได้

พื้นที่ปิด: โดยทั่วไปแล้ว พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะถูกประกาศเป็นเขตทหารปิดทันที นักข่าวและประชาชนทั่วไปถูกห้ามเข้าจนกว่าจะมีการเคลียร์วัตถุระเบิดและเศษซากต่างๆ ออกจากพื้นที่

2. ความแม่นยำในการกำหนดเป้าหมายและ BDA

เหตุผลหลักในการจำกัดการเผยแพร่ภาพคือการไม่ให้ข้อมูลแก่ฝ่ายศัตรู หากขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีอาคารหรือฐานทัพใดฐานทัพหนึ่ง วิดีโอที่แสดงจุดที่ตกกระทบอย่างแม่นยำจะช่วยให้ช่างเทคนิคของอิหร่านตรวจสอบได้ว่าระบบ GPS หรือระบบนำทางทำงานได้ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ การทำให้ความเสียหาย "มองไม่เห็น" อิสราเอลจะบังคับให้ผู้โจมตีต้องเดาว่าการโจมตีของพวกเขาประสบความสำเร็จหรือไม่ หรือพวกเขาจำเป็นต้องปรับวิถีการยิงสำหรับการโจมตีครั้งต่อไป

3. การบังคับใช้ภายในประเทศ

รัฐบาลอิสราเอลใช้นโยบาย "ไม่ยอมรับการกระทำใดๆ ของพลเรือนที่แชร์ภาพวิดีโอในโซเชียลมีเดีย"

การปราบปรามของตำรวจ: เจ้าหน้าที่ได้จับกุมบุคคลและยึดอุปกรณ์จากผู้ที่พบว่าถ่ายทำในพื้นที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างแข็งขัน

คำอธิบายด้านความปลอดภัยสาธารณะ: เจ้าหน้าที่อธิบายว่าการห้ามดังกล่าวเป็นวิธีป้องกันความตื่นตระหนกของประชาชนและหยุดยั้งการแพร่กระจายของข้อมูลที่ผิดพลาด (เช่น วิดีโอปลอมที่สร้างโดย AI ซึ่งมักเผยแพร่ในช่วงการโจมตีเหล่านี้)

4. แบบอย่างในภูมิภาค

นี่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของอิสราเอล ในช่วงการเพิ่มความรุนแรงในปี 2026 ประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และจอร์แดน ก็ได้ออกกฎหมายฉุกเฉินที่กำหนดให้การถ่ายภาพหรือแชร์ภาพเศษซากขีปนาวุธหรือความเสียหายเป็นความผิดทางอาญา โดยอ้างถึงความมั่นคงของชาติและการป้องกันสงครามจิตวิทยา

5. การกำกับดูแลตนเองของสื่อ

องค์กรข่าวสำคัญหลายแห่งปฏิบัติตามกฎเหล่านี้เพื่อรักษาสถานะสื่อและสิทธิ์ในการเข้าถึงภายในประเทศ แม้ว่าภาพวิดีโอที่ "รั่วไหล" บางส่วนมักปรากฏในช่อง Telegram แต่ก็มักจะถูกลบออกอย่างรวดเร็วหรือถูกปิดบังโดยผู้ตรวจสอบทางทหารก่อนที่จะเข้าถึงสาธารณชนทั่วโลก