วันอาทิตย์, กรกฎาคม 05, 2569

อเมริกาครบอายุ ๒๕๐ ปี มีกลุ่มชายฉกรรจ์ร้อยกว่าคน ปิดหน้ามิดชิด เรียกตัวเองว่า ‘Patriot Front’ เดินขบวนตะโกนก้อง ‘Reclaim America’ พร้อมไปกับนโยบายป้องกันลำเอียงมุมกลับ

น่าเสียดายและเสียใจที่อเมริกาครบอายุ ๒๕๐ ปี มาลงในสมัยที่ ดอแนลด์ จอห์น ทรั้มพ์ เป็นประธานาธิบดี การเดนพาเหรดเฉลิมฉลองในกรุงวอชิงตัน ดีซี หงอยเหงา เพราะองค์กรเอกชนหลายรายปฏิเสธเข้าร่วม นักร้อง นักดนตรี มากมายบอยคอตงาน

มีแต่กลุ่มชายฉกรรจ์ร้อยกว่าคน แต่งกายเหมือนกันหมด เสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงและหมวกแก๊ปสีกากี คลุมหน้ามิดด้วยผ้าสีขาว เรียกตัวเองว่า ‘Patriot Front’ แนวหน้ารักชาติ พากันไปเดินขบวนชูธง Confederate สัญญลักษณ์เหยียดเชื้อชาติ

ยกป้ายพร้อมตะโกนเสียงลั่น ‘Reclaim America’ ทวงคืนอเมริกา เป็นข่าวน่าสะพรึงว่าขบวนการเหยียดผิวยุคทศวรรษ ๑๙๒๖ กลับมาปรากฏใน ค.ศ.๒๐๒๖ แหล่งข่าวบางแห่งวิเคราะห์ว่าไม่น่าจะเป็นเพียงเหตุที่พวกนิยม ขาวเป็นใหญ่ เกิดคลั่งกันขึ้นมา

แต่น่าจะมีการให้ท้ายหรือรู้เห็นเป็นใจกับพวกกดขี่สีผิวให้ออกมาแสดงพลังกันอีก สะท้อนให้เห็นเจตนาว่าอเมริกาของทรั้มพ์ไม่ต้องการต่างด้าวหลากสีผิว ปะเหมาะพอดีที่แคลิฟอร์เนีย EEOC ยื่นฟ้องข้อหา รังเกียจเชื้อชาติ ต่อเครือตลาดเอเซียนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

การฟ้องร้องโดยหน่วยงานรัฐบาลกลาง คณะกรรมการเพื่อโอกาสจ้างงานเท่าเทียม ถูกเรียกว่าเป็นการต่อต้านเชื้อชาติในมุมกลับ ตามแนวนโยบายของรัฐบาลทรั้มพ์ คือแทนที่จะเป็นต่อต้านการเหยียดผิวสี กลับตาลปัตรเป็นต่อต้านการเหยียดผิวขาว

เครือข่ายตลาด 99 Ranch ถูกกล่าวหาว่าลำเอียงให้ค่าจ้างพนักงานระดับผู้จัดการที่ไม่ได้มีเชื้อชาติจีนน้อยกว่า แล้วยังบีบให้ลูกจ้างที่ไม่ใช่จีนออกไป เอาคนจีนเข้ามาแทนแม้นว่าทักษะความสามารถอาจน้อยกว่า การกระทำเช่นนี้เริ่มมาแต่ปี ค.ศ.๒๐๑๖

โดยปกติแล้วคดีแบบนี้ ทางองค์กร EEOC จะแนะนำให้ผู้เสียหายจัดหาทนายฟ้องร้องคดีเอง แต่การยื่นมือเข้าเป็นโจทก์เองขององค์กรฯ แอนโธนี่ สเปอร์เบอร์ ทนายผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแรงงานบอกว่า เป็นเรื่องไม่ปกติที่ EEOC เลือกฟ้องคดีตกค้างมานับทศวรรษแล้ว

คณะกรรมการป้องกันความลำเอียงในการจ้างงานนี้ ตั้งขึ้นโดยกฎหมายสิทธิมนุษยชน ปี ๑๙๖๔ เพื่อแก้ปัญหาความลำเอียงต่อต้านและกดขี่ชนผิวดำอเมริกัน แต่ประธานาธิบดีทรั้มพ์เอามาหักมุมเสียใหม่ใช้ปกป้องชนผิวขาวแทน

เมื่อเดือนธันวาปีที่ผ่านมา ประธานของ EEOC แอนเดรีย ลูกัส ออกหนังสือกระตุ้นให้บีดาลูกจ้างที่เป็น ชายผิวขาวรายงานต่อองค์กรถ้าเหตุลำเอียงกดขี่เกิดขึ้นกับพวกเขา นักเศรษฐศาสตร์ประจำ สถาบันนโยบายเศรษฐกิจแวเลอรี่ วิลสัน กล่าวทำนองเดียวกัน

“คำสั่งดำเนินนโยบายใหม่ของทรั้มพ์ ทำให้จุดมุ่งหมายขององค์กรตีลังกากลับหัวกลับหาง กลายเป็นว่าถูกใช้เป็นอาวุธต่อต้านกลุ่มคนที่กฎหมายนี้มีขึ้นมาเพื่อปกป้อง”

(https://www.sfgate.com/food/article/99-ranch-supermarket-federal-lawsuit-22329010 และ https://www.msn.com/en-us/news/us/masked-patriot-front-members-take-to-streets-of-washington-dc-on-july-4/ar-AA27) 

พรุ่งนี้ วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จะมีการลงชื่อเพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ ให้ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติ หรือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพื่อยื่นต่อสภา กะจะจัดทำให้แล้วเสร็จในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 เพื่อลบล้างมรดกทางกฎหมายของเหตุการณ์ 6 ตุลา


https://x.com/iLawFX/status/2072281116023918925
.....

Yingcheep Atchanont 
Yesterday
·
เรียน พี่น้องประชาชนที่สนใจเรื่องนักโทษการเมืองและเสรีภาพในการแสดงออกทุกท่านครับ ขออนุญาตเรียนชี้แจงเรื่องจังหวะการรณรงค์ครั้งต่อไปครับ

พวกเราน่าจะเคยทราบกันจากการรณรงค์หลายปีที่ผ่านมาแล้วว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นมรดกของการรัฐประหารเมื่อปี 2519 อันเป็นผลจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หลังจากนั้นคณะรัฐประหารได้ออกคำสั่งฉบับที่ 41 แก้ไขอัตราโทษ จากเดิมที่มาตรา 112 มีโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีเปลี่ยนเป็นโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี พร้อมกับแก้ไขอัตราโทษเกี่ยวกับการแสดงออกของประชาชน หรือข้อหา “หมิ่น” ที่มีทั้งหมดให้สูงขึ้น เช่น ดูหมิ่นศาล ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ดูหมิ่นศาสนา ดูหมิ่นประมุขต่างประเทศ ดูหมิ่นบุคคลธรรมดา ฯลฯ

เลขอัตราโทษขั้นสูง 15 ปี ถกเถียงกันได้ว่าสูงไปหรือต่ำไป แต่อัตราโทษจำคุกขั้นต่ำชัดเจนว่าส่งผลให้ คดีที่การกระทำเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ได้รุนแรง ศาลอยากจะลงโทษให้น้อยแต่ก็ไม่สามารถลงโทษให้น้อยไปกว่าสามปีได้ แม้ในคดีที่ศาลลงโทษน้อยที่สุดตามกฏหมายคือจำคุก 3 ปี แต่จำเลยบางคนที่โพสต์ Facebook หลายครั้งก็ได้รับโทษรวมแล้วหลายสิบปี ถ้าหากอัตราโทษเป็นไปตามกฏหมายเดิมก่อนการรัฐประหารของพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ก็จะทำให้คดีความตามมาตรา 112 มีช่องให้หายใจเพิ่มขึ้นได้ คือคนที่ทำความผิดก็จะยังถูกลงโทษ อาจจะติดคุก แต่จะติดมากหรือติดน้อยก็ให้ศาลใช้ดุลพินิจวางโทษไปตามพฤติการณ์หนักเบาได้ ไม่จำเป็นต้องรับโทษหนักทุกคดี

เนื่องในปีนี้ 2569 ครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมและครบรอบ 50 ปีของการทำรัฐประหารครั้งนั้น บรรดาพี่ๆ ลุงๆ ป้าๆ ที่เคยอยู่ร่วมผ่านเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม ได้รวมตัวกันจัดงานรำลึกมาต่อเนื่องทุกปี และปีนี้ก็คิดงานให้ใหญ่ขึ้น โดยเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะรณรงค์ให้ลบล้างมรดกอันเกิดจากเหตุการณ์เมื่อ 50 ปีที่แล้ว โดยให้ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติฉบับที่ 41 และให้กฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทั้งหลายกลับไปมีอัตราโทษ “ตามสมควร” ดังที่เคยมีอยู่ก่อนการรัฐประหารนั้นๆ

ผมได้รับการประสานงานจาก “พี่ๆ” รุ่นหกตุลา ตั้งแต่หลายเดือนก่อน โดยเห็นความสำคัญว่าปีนี้อยากจะชวนประชาชนร่วมกันลงชื่อเพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ ให้ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติฉบับที่ 41 เพื่อยื่นต่อสภา โดยหวังว่าจะจัดทำให้แล้วเสร็จในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 และยื่นต่อรัฐสภา ผมตอบรับทันทีว่าจะเข้าร่วม ตั้งใจจะใช้ประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับการรวบรวมรายชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนมาสนับสนุน โดยจะเล่นบทเป็นผู้สนับสนุนงานด้านธุรการและงานจัดการเล็กน้อย แต่แคมเปญนี้ให้เป็นของรุ่นพี่ยุคหกตุลาฯ และกลุ่มนักศึกษาในยุคปัจจุบันที่เตรียมจัดงานรำลึด

หากเราสามารถรวบรวมรายชื่อประชาชนได้ครบภายในกำหนด นำยื่นต่อสภา และร่างนี้ผ่านการพิจารณา ลบล้างมรดกทางกฎหมายของเหตุการณ์หกตุลาคมได้จริง นักโทษทางการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่ตอนนี้ก็จะยังถูกคุมขังต่อไป คดีที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้วก็จะมีโทษเท่าเดิม ไม่ได้ลดลง แต่คดีที่ศาลจะพิพากษาในอนาคตก็อาจจะใช้กฎหมายใหม่ที่ไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำได้ ศาลจะพิจารณาลงโทษจำคุกเพียง 15 วันหรือ 1 เดือนสำหรับการกระทำที่อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยตามดุลพินิจของศาลก็ได้ แต่หากศาลจะลงโทษจำคุกในอัตรา 3 ปี หรือ 5 ปี ต่อหนึ่งการกระทำที่เห็นว่ารุนแรงก็ยังสามารถลงโทษได้
 
ร่างนี้ไม่ได้ช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองทั้งหมดได้ทันที เป็นข้อเสนอที่เพดานต่ำกว่าการยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้หลายสเต็ป และเป็นข้อเสนอที่อยู่คนละเรื่องกับการนิรโทษกรรมให้กับนักโทษทางการเมืองทั้งหมด ตามที่เราเคยทำกันมา แต่ก็เป็นข้อเสนอที่มีความชอบธรรมทั้งทางกฎหมาย ทางหลักการ และทางประวัติศาสตร์ ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะไม่ร่วมสนับสนุน ทั้งการร่วมเป็นหนึ่งใน 10,000 รายชื่อ และการช่วยเหลือในการจัดกิจกรรมรณรงค์เท่าที่มีแรงและสามารถทำได้

กิจกรรมแรกในการเปิดตัวแคมเปญนี้จะมีขึ้นในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 หรือวันอาทิตย์นี้ เวลา 13.00 - 17.00 น. ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ย้อนกลับไปทำกิจกรรมที่สถานที่อันเป็นต้นเรื่อง เป็นที่มาของความเจ็บปวดและความผิดเพี้ยนทั้งหลายทั้งปวง ใครสะดวกก็ขอเรียนเชิญมาพบกันครับ มาร่วมเป็นรายชื่อแรกๆ กัน หลังจากวันนั้นก็น่าจะมีประกาศการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตามมา โดยหลายกลุ่มหลายองค์กร และจะเปิดเว็บไซต์ให้สามารถลงชื่อทางออนไลน์ได้สำหรับคนที่ไม่สะดวกเดินทางมาเจอกันครับ
 
ติดตามรายละเอียดของแคมเปญนี้้เพิ่มเติมได้ทางเพจ ThumbRights และ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ

https://www.facebook.com/pow.ilaw/posts/27754202807517015




📢 6 ก.ค. 2569 ร่วมฟังคำพิพากษา และส่งกำลังใจให้ตะวันและพวก รวม 7 คน ฐากูร, วรเวช, ณัฐกรณ์, วรัณยา, แบม อรวรรณ และใบปอ (กิจกรรมทำโพลล์ “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่“) 📍ณ ศาลอาญากรุงเทพใต้ บัลลังก์ 503 ⏰ เวลา 10.00 น.


ทะลุแก๊ซ - Thalugaz
11 hours ago
·
6 ก.ค. 2569 ร่วมฟังคำพิพากษา และส่งกำลังใจให้ตะวันและพวก รวม 7 คน ฐากูร, วรเวช, ณัฐกรณ์, วรัณยา, แบม อรวรรณ และใบปอ (กิจกรรมทำโพลล์ “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่“)

ณ ศาลอาญากรุงเทพใต้ บัลลังก์ 503
เวลา 10.00 น.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1033988619142668&set=a.179795714561967
.....


ThumbRights
10 hours ago
·
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีมาตรา 112, มาตรา 116, ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ของ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, 'ใบปอ' ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์, ฐากูร (สงวนนามสกุล), วรเวช (สงวนนามสกุล), 'บีม' ณัฐกรณ์, วรัณยา แซ่ง้อ และ 'แบม' อรวรรณ โดยปัจจุบัน วรเวช (สงวนนามสกุล) ถูกคุมขังอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง
.
คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ทานตะวันและใบปอได้ร่วมกันชูป้ายโพลสำรวจความคิดเห็นด้วยข้อความว่า “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” บริเวณห้างสยามพารากอน โดยในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านการตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ผ่านการทำโพลสำรวจความเห็นประชาชนหลายครั้ง
.
คดีนี้เป็นคดีที่ 'บุ้ง' เนติพร สเน่ห์สังคม และใบปอ ได้ถูกไต่สวนถอนประกันในวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 หลังจากนั้น ทั้ง 2 คน ได้ตัดสินใจร่วมกันอดอาหาร โดยจากบันทึกเยี่ยมมีการเล่าเรื่องราวว่า ภายในเรือนจำมีการกลั่นแกล้งและมีการปฏิบัติต่อพวกเธอโดยไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในระหว่างที่ทั้ง 2 คนอดอาหารประท้วง จนกระทั่งทั้ง 2 คนได้รับการประกันตัวในการยื่นประกันครั้งที่ 8 ภายหลังจากการอดอาหารประท้วงนาน 94 วัน
.
ต่อมา บุ้งถูกไต่สวนถอนประกันอีกครั้ง ในวันที่ 26 มกราคม 2567 ภายหลังจากที่เธอถูกพิพากษาจำคุกในคดีละเมิดอำนาจศาลอีกคดีหนึ่ง คราวนี้ เธอได้ประกาศอดอาหารและน้ำ และต่อมา เธอเสียชีวิตในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ภายหลังจากที่อดอาหารและน้ำนาน 65 วัน
.
ปัจจุบัน ศาลได้สั่งจำหน่ายคดีในส่วนของบุ้ง โดยที่สาเหตุการเสียชีวิตของเธอยังคลุมเครือ
.
สามารถติดตามสังเกตการณ์คำพิพากษา และร่วมให้กำลังใจจำเลยในคดีนี้ได้ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ห้อง 503

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122272107098184830&set=a.122110046162184830




⚠️ วิกฤติเงียบ ประเทศไทยกำลังเดินเข้า "ทางตันงบประมาณ" ทุกทางออกที่พูดกันมา 10 ปี ไม่มีใครกล้าทำซักทาง (ที่เรียกว่า "วิกฤติเงียบ" เพราะมันไม่ได้ระเบิดตู้มต้ามเหมือนวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่จะกัดเซาะบ่อนทำลายศักยภาพการแข่งขันของประเทศไปเรื่อยๆ)


Beauty Investor

20 hours ago
·
วิกฤติเงียบ ประเทศไทยกำลังเดินเข้า "ทางตันงบประมาณ" ทุกทางออกที่พูดกันมา 10 ปี ไม่มีใครกล้าทำซักทาง

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้นิคกี้อยากชวนคุยเรื่องที่ฟังดูน่าเบื่อที่สุดในโลก แต่จะกระทบกระเป๋าเงินของทุกคนแรงที่สุดในทศวรรษนี้ค่ะ นั่นคือ "งบประมาณแผ่นดิน" ที่กำลังเดินเข้าสู่ทางตันแบบเห็นๆ ไม่ใช่คำขู่ ไม่ใช่สาย doom แต่เป็นเลขคณิตชั้นประถมที่ใครบวกลบเป็นก็เห็นเหมือนกันหมด และที่นิคกี้อยากให้อ่านจนจบ เพราะตอนท้ายมีคำถามหนึ่งข้อที่นิคกี้อยากถามดังๆ ว่า ประเทศแบบไหนกันที่เศรษฐกิจโตแต่รัฐเก็บภาษีไม่ได้

เลขคณิตง่ายๆ ที่ไม่มีใครอยากมอง

งบประมาณปี 2570 ที่เพิ่งผ่านสภาวาระแรกไปเมื่อปลายมิถุนายน วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาทค่ะ ฟังดูเยอะใช่ไหมคะ แต่ลองแกะไส้ในดู รายจ่ายประจำ คือเงินเดือน บำนาญ ค่ารักษาพยาบาล ค่าน้ำค่าไฟของระบบราชการ กินไปแล้ว 2.79 ล้านล้านบาท หรือ 73.6% ของเค้กทั้งก้อน ในขณะที่รายได้ที่รัฐเก็บได้จริงอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาทพอดี

แปลว่าอะไรคะ แปลว่ารายได้ทั้งปีของประเทศ พอหักค่าใช้จ่ายประจำกับค่าใช้หนี้เก่าแล้ว เหลือเศษนิดเดียว ส่วนงบลงทุน 7.89 แสนล้านที่เอาไว้สร้างถนน สร้างรถไฟ สร้างอนาคตให้ลูกหลานเรา ต้องอาศัยเงินกู้เกือบทั้งก้อน เพราะปีนี้เรากู้ชดเชยขาดดุล 7.88 แสนล้านบาท ลองเทียบเลขสองตัวนี้ดูนะคะ งบลงทุน 789,000 ล้าน เงินกู้ 788,000 ล้าน ห่างกันแค่พันกว่าล้านบาท พูดแบบบ้านๆ คือ ทุกบาทที่ประเทศนี้ลงทุน แทบจะเป็นเงินกู้ล้วนๆ แล้วค่ะ

และที่น่าตกใจกว่านั้น ปีนี้งบประมาณรวมโตแค่ 0.2% แต่รายจ่ายประจำวิ่งไป 4.6% ลองนึกภาพครอบครัวที่รายได้เท่าเดิม แต่ค่ากินอยู่ประจำเดือนเพิ่มปีละเกือบ 5% ทุกปี เงินเก็บเงินลงทุนจะเหลือจากไหนคะ

กับดักกฎหมายที่กำลังจะสปริงตัว

หลายคนอาจไม่รู้ว่าประเทศเรามีกฎหมายการคลังที่เขียนไว้ดีมากค่ะ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 20 บอกว่างบลงทุนต้องไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณ และที่สำคัญกว่าคือ "ต้องไม่น้อยกว่าเงินที่กู้มาชดเชยการขาดดุล" เจตนารมณ์สวยงามมาก คือถ้าจะกู้ ต้องกู้มาลงทุนสร้างอนาคต ห้ามกู้มากินมาใช้เฉยๆ

ปีนี้เราผ่านเกณฑ์แบบเส้นยาแดงผ่าแปด งบลงทุนสูงกว่าเงินกู้อยู่แค่หลักพันล้านจากฐานเกือบ 8 แสนล้าน แล้วปีหน้าล่ะคะ ถ้ารายจ่ายประจำยังโต 4.6% ต่อปีแบบนี้ต่อไป ในขณะที่รายได้โตตามไม่ทัน เงินกู้จะแซงงบลงทุนแทบจะทันที และเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะกลายเป็นประเทศที่ "กู้มาจ่ายเงินเดือน กู้มาจ่ายบำนาญ กู้มาใช้หนี้เก่า" อย่างเป็นทางการ ซึ่งผิดทั้งเจตนารมณ์และตัวบทของกฎหมายที่เราเขียนขึ้นมาเตือนตัวเองแท้ๆ

ทางแก้ที่พูดกันมาสิบปีมีแค่ 2 ทางค่ะ ลดรายจ่าย กับ เพิ่มรายได้ ฟังดูง่ายใช่ไหมคะ ทีนี้นิคกี้จะพาไปดูว่าทำไมสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีใครทำได้สักทาง

ลดรายจ่าย? ก้อนใหญ่ที่สุดคือ "คน" และมันแตะไม่ได้

ก่อนจะบอกว่า "ก็ตัดงบสิ" ต้องรู้ก่อนว่าก้อนใหญ่ที่สุดในรายจ่ายประจำคืออะไรค่ะ คำตอบคือ ค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐและบำนาญข้าราชการ รวมกัน 1.24 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งประเทศ และ 3 กระทรวงที่แบกหนักสุดคือศึกษาธิการ สาธารณสุข และกลาโหม

ทีนี้ลองคิดดูนะคะ ก้อนนี้ลดได้ไหม เงินเดือนข้าราชการลดไม่ได้เพราะเป็นสิทธิตามกฎหมาย บำนาญยิ่งลดไม่ได้เพราะเป็นภาระผูกพันที่สัญญาไว้กับคนที่ทำงานมาทั้งชีวิต แถมยังโตขึ้นเองทุกปีโดยไม่ต้องมีใครไปเพิ่ม เพราะข้าราชการรุ่นเบบี้บูมทยอยเกษียณปีละหลายหมื่นคน แต่ละคนรับบำนาญไปอีก 20-30 ปี ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการก็โตตามอายุที่ยืนขึ้น นี่คือรายจ่ายแบบ autopilot ที่วิ่งเองปีละ 4-5% ต่อให้รัฐบาลไม่ทำอะไรเลยก็โต

การจะลดจริงๆ ต้องปฏิรูประบบราชการทั้งระบบ ลดอัตรากำลัง ควบรวมหน่วยงาน ปรับระบบบำนาญของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการเมืองที่เจ็บปวดและเห็นผลใน 10-20 ปี ในขณะที่รัฐบาลไทยอายุเฉลี่ยไม่ถึง 2 ปี ใครจะยอมเจ็บวันนี้เพื่อผลลัพธ์ที่ตัวเองไม่ได้อยู่เก็บเกี่ยวคะ

แล้วรายจ่ายอื่นๆ ล่ะ เคยมีรัฐบาลไหน "ลด" จริงบ้าง

คำถามนี้นิคกี้ชอบมากค่ะ เพราะคำตอบมันจุกอก ถ้าย้อนประวัติศาสตร์แบบแฟร์ๆ ประเทศเราเคยลดรายจ่ายจริงอยู่นะคะ แต่ทุกครั้งคือตอน "ถูกวิกฤตบังคับ" ทั้งนั้น

ยุครัฐบาลชวนหลังต้มยำกุ้งที่ถูกเงื่อนไข IMF บังคับให้หั่นงบ ยุคโควิดที่งบปี 2565 ถูกตัดลงเกือบสองแสนล้านเพราะรายได้ทรุดจนตั้งงบใหญ่ไม่ไหว ไม่มีสักครั้งเดียวที่รัฐบาลไทยลุกขึ้นมาลดรายจ่ายด้วยความสมัครใจในยามปกติเพื่อแก้โครงสร้าง และพอวิกฤตผ่าน รายจ่ายก็เด้งกลับมาโตต่อเหมือนเดิมทุกครั้ง

ตัวเลขที่ฟ้องชัดที่สุดคืออันนี้ค่ะ งบประมาณสมดุลครั้งสุดท้ายของประเทศไทยคือปี 2548 ยุคที่เศรษฐกิจฟื้นแรงหลังวิกฤตจนทำงบสมดุลได้เร็วกว่าแผนตั้ง 2 ปี หลังจากนั้นเราขาดดุลติดต่อกันมาแล้วร่วม 20 ปี ไม่เว้นแม้แต่ปีเดียว ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือร้าย ไม่ว่ารัฐบาลสีไหนขั้วไหน การขาดดุลกลายเป็น default ของประเทศนี้ไปแล้ว และแนวโน้มไม่ใช่แค่ไม่ลด แต่หาทางกู้ "เพิ่ม" นอกระบบอีกต่างหาก

หลักฐานล่าสุดสดๆ ร้อนๆ คือเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลเพิ่งออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นอกงบประมาณปกติ โดยอ้างวิกฤตพลังงาน ซึ่งครึ่งหนึ่งราว 2 แสนล้านเอาไปทำโครงการแจกเงินกระตุ้นการบริโภคอย่างไทยช่วยไทยพลัส และอีก 2 แสนล้านบอกว่าจะ "ปรับโครงสร้างพลังงาน" ที่จนวันนี้แผนก็ยังไม่ชัด

นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านตั้งคำถามตรงๆ ว่านี่คือภาวะฉุกเฉินที่ต้องออก พ.ร.ก. จริงหรือ หรือแค่ช่องทางกู้ที่เลี่ยงวินัยงบประมาณปกติ

พูดให้แรงขึ้นอีกนิดนะคะ ในปีเดียวกับที่รัฐบาลบอกสภาว่าจะรักษาวินัยการคลัง ตั้งเป้าลดขาดดุลให้เหลือ 3% ของ GDP ภายในปี 2572 รัฐบาลก็เซ็นเช็คกู้เงินนอกงบให้ตัวเอง 4 แสนล้านไปเรียบร้อยแล้ว คำพูดกับการกระทำมันสวนทางกันขนาดนี้ แล้วจะให้ตลาดเชื่อคำมั่นเรื่องวินัยการคลังได้ยังไงคะ

เพิ่มรายได้? ลองขึ้น VAT สิ โดนด่าจนต้องถอยทุกครั้ง

โอเค ลดรายจ่ายไม่ได้ งั้นเพิ่มรายได้ก็แล้วกัน ทางเทคนิคที่ง่ายและได้เงินเร็วที่สุดคือขึ้น VAT ค่ะ เพราะ VAT คือเครื่องจักรเก็บเงินอันดับหนึ่งของประเทศ ปีที่แล้วเก็บได้เกือบล้านล้านบาท และทุก 1% ที่ขึ้น จะได้เงินเพิ่มมหาศาลทันที

แต่ทุกคนก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทุกครั้งที่มีใครแค่ "แย้ม" เรื่องขึ้น VAT ใช่ไหมคะ โดนถล่มยับทั้งโซเชียล ทั้งฝ่ายค้าน ทั้งสื่อ จนต้องรีบออกมาปฏิเสธภายใน 48 ชั่วโมงว่าไม่มีแนวคิดดังกล่าว วนลูปแบบนี้มาเป็นสิบปี VAT ไทยเลยค้างอยู่ที่ 7% มาตั้งแต่ปี 2540 ทั้งที่กฎหมายจริงเขียนไว้ 10% แล้วเราก็ต่ออายุ "อัตราชั่วคราว" นี้กันปีต่อปีเหมือนเป็นประเพณี

ที่เจ็บปวดคือ พอขึ้นภาษีฐานกว้างไม่ได้ ภาระมันไม่ได้หายไปไหนนะคะ มันแค่ย้ายไปตกกับคนกลุ่มเดิมที่หนีไม่ได้ นั่นคือมนุษย์เงินเดือนและคนชั้นกลางที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือนแบบอัตโนมัติ

ในขณะที่เศรษฐกิจนอกระบบขนาดมหึมา ทั้งค้าขายเงินสด ทั้งธุรกิจที่รายได้ไม่เข้าระบบ ไม่ได้ร่วมแบกอะไรด้วยเลย คนชั้นกลางเลยกลายเป็นกลุ่มที่จ่ายเต็ม โดนหักก่อน และได้สวัสดิการกลับมาน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับที่จ่ายไป

หมัดเด็ดที่นิคกี้อยากให้จำ: เศรษฐกิจโต แต่รัฐเก็บภาษีไม่ได้

และนี่คือตัวเลขที่นิคกี้อยากให้ทุกคนจำไปเถียงกับใครก็ได้ค่ะ ลองดูสิบปีที่ผ่านมา Nominal GDP หรือขนาดเศรษฐกิจในรูปตัวเงินของไทย โตเฉลี่ยราว 4% ต่อปี แต่รายได้ภาษีสุทธิของรัฐบาลโตเฉลี่ยแค่ราว 2% ต่อปีเท่านั้น เศรษฐกิจโตเร็วกว่ารายได้รัฐ 2 เท่า ค่ะทุกคน สองเท่า!

ประเทศบ้าอะไรคะเนี่ย เศรษฐกิจขยายตัว มูลค่าการค้าเพิ่ม ราคาสินค้าเพิ่ม แต่รัฐเก็บภาษีตามไม่ทันครึ่งหนึ่งของการโตนั้น ผลที่ตามมาคือสัดส่วนภาษีต่อ GDP ของไทยร่วงลงมาอยู่ที่ 14.6% ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน และต่ำแบบไม่มีทีท่าจะเด้งกลับ

มันแปลว่าอะไรคะ แปลว่าปัญหาไม่ใช่แค่เศรษฐกิจโตช้า แต่คือ "เครื่องเก็บภาษีของรัฐพัง" ฐานภาษีรั่วมหาศาล เศรษฐกิจย้ายไปอยู่นอกระบบมากขึ้นเรื่อยๆ สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีแจกกันจนพรุน และไม่มีการปฏิรูปการจัดเก็บอย่างจริงจังมานาน ตราบใดที่เครื่องนี้ยังพัง ต่อให้เศรษฐกิจโต 5% รัฐก็จนลงโดยเปรียบเทียบอยู่ดี

บทสรุป

นิคกี้สรุปให้แบบไม่อ้อมค้อมนะคะ ทางตันงบประมาณของไทยเป็นของจริง ไม่ใช่วาทกรรม ตัวเลขปี 2570 ฟ้องชัดว่างบลงทุนกับเงินกู้แทบจะเท่ากันแล้ว และช่องว่างระหว่างรายจ่ายประจำที่โตปีละเกือบ 5% กับรายได้ที่โตปีละ 2% คือระเบิดเวลาที่ทบต้นทุกปี ทางออกก็มีแค่ 2 ทางที่พูดกันจนปากเปียกปากแฉะ คือลดรายจ่ายกับเพิ่มรายได้ แต่รายจ่ายก้อนใหญ่สุดคือคนและบำนาญที่แตะไม่ได้ในการเมืองอายุสั้น ส่วนการเพิ่มรายได้ก็ติดกับดักที่ว่าขึ้น VAT เมื่อไหร่โดนด่าเมื่อนั้น สุดท้ายภาระก็วนกลับมาลงคนชั้นกลางที่หนีระบบไม่ได้เหมือนเดิม

สิ่งที่นิคกี้มองว่าเป็นความเสี่ยงจริงๆ ไม่ใช่วิกฤติแบบต้มยำกุ้งที่ระเบิดตูมเดียวนะคะ แต่เป็น "การเสื่อมแบบเงียบ" ที่งบลงทุนโดนบีบให้เล็กลงทุกปี ประเทศหยุดสร้างอนาคต ศักยภาพการโตระยะยาวค่อยๆ ต่ำลง เครดิตเรตติ้งถูกกดดัน และคนรุ่นใหม่ต้องแบกทั้งหนี้เก่าและระบบที่ไม่ยอมปฏิรูป ซึ่งในบางมุมมันน่ากลัวกว่าวิกฤติเฉียบพลันด้วยซ้ำ เพราะมันไม่มีเสียงระเบิดให้คนตื่นขึ้นมา

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือการพิจารณางบปี 2570 วาระ 2-3 ช่วงปลายปี ท่าทีเรื่องการปฏิรูปภาษีหลังตัวเลขจัดเก็บต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และการใช้เงิน พ.ร.ก. 4 แสนล้านว่าจะไปลงโครงสร้างจริงหรือละลายไปกับการแจก รวมถึงมุมมองของบริษัทจัดอันดับเครดิตต่อหนี้สาธารณะที่กำลังไต่เข้าใกล้เพดาน 70% ค่ะ

ส่วนพอร์ตของเราเอง นิคกี้ยังยืนยันหลักการเดิมค่ะ อย่าฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างประเทศและธีมการเติบโตระดับโลกไม่ใช่เรื่องของความโลภ แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงจากบ้านของเราเองที่โครงสร้างการคลังกำลังอ่อนแรงลงทุกปี และเหนือสิ่งอื่นใด เก็บเงินสำรองฉุกเฉิน 6 เดือนไว้ให้แน่น เพราะในประเทศที่รัฐเริ่มหมุนเงินไม่ทัน คนที่ต้องดูแลตัวเองให้เป็นคือพวกเราเองค่ะ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1653079800153510&set=a.538033111658190

เคสนี้ หลายคนอยากรู้ ธนาคารอะไร - ซื้อของ 79 บาท แต่โดนรูดบัตรเครดิตไปกว่า 60,000 บาท แถมธนาคารยังบีบให้จ่าย... ตกลงธนาคารเข้าข้างใคร?! .

 
https://www.facebook.com/reel/1758456695338414

สภาองค์กรของผู้บริโภค 
11 hours ago
·
ซื้อของ 79 บาท แต่โดนรูดบัตรเครดิตไปกว่า 60,000 บาท
แถมธนาคารยังบีบให้จ่าย... ตกลงธนาคารเข้าข้างใคร?!
.
อีกหนึ่งเคสที่ผู้บริโภคตกเป็นเหยื่อเพจปลอมบนเฟซบุ๊ก
จากการสั่งซื้อของราคาแค่หลักสิบ
แต่กลับโดนตัดเงินในบัตรเครดิตไปหลักหมื่นในพริบตา
.
เรื่องนี้ควรจะจบลงเมื่อผู้เสียหายไหวตัวทัน รีบอายัดบัตรและเข้าแจ้งความ
แต่พบว่า "ธนาคาร" ปฏิเสธที่จะเปิดเผยหลักฐานเส้นทางการเงินว่าโอนไปให้ใคร
และทวงหนี้กับประชาชนแทน
.
#ฉันก็โดนเหมือนกัน #แอปฟ้าพาหมดตัว
#สภาผู้บริโภค #เพื่อนผู้บริโภค #สภาผู้บริโภคที่ไม่ใช่สคบ.




4 กรกฎาคม วันชาติของสหรัฐอเมริกา แต่เป็น "วันปลัดเล" วันแห่งการเริ่มต้น "วัฒนธรรมหนังสือสมัยใหม่" ของสยามประเทศ

https://www.facebook.com/suchart.sawadsri/posts/4655762314700243

Suchart Sawadsri
9 hours ago
·
4 กรกฎาคม "วันปลัดเล"
วันชาติของสหรัฐอเมริกา 
วันแห่งการเริ่มต้น "วัฒนธรรมหนังสือสมัยใหม่" ของสยามประเทศ

นักเขียน นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ นักทำหนังสือในบ้านเรา ท่านลืมแล้วหรือยังว่า วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2387 ( ค.ศ.1844 ) คือเมื่อ 182 ปีก่อน มีความสำคัญอย่างไร

วันที่ 4 กรกฎาคม เมื่อ ค.ศ.1775 ( พ.ศ.2418 ) คือวันประกาศเอกราชของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่เป็นอาณานิคมของอังกฤษอีกต่อไป และต่อมาอีก 30 ปี เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1844 ( พ.ศ.2387 ) สยามประเทศก็ได้ก่อเกิด "วัฒนธรรมหนังสือสมัยใหม่" อันถือเป็นหมุดหมายสำคัญอย่างใหม่ครั้งแรกของประเทศ เนื่องมาจากการก่อเกิด "หนังสือจดหมายเหตุ Bangkok Recorder" ที่มีเจ้าของและบรรณาธิการเป็นมิชชันนารีชาวอเมริกันชื่อ แดเนียล บีช แบรดเลย์ ( Danial Beach Bradley : 1804-1873 ) หรือ "หมอแบรดลี่ย์" ( บางแห่งออกเสียงว่า "บลัดเล" ) ที่ชาวสยามในสมัยนั้นเพี้ยนเสียงเรียกกันจนคุ้นเคยว่า "ปลัดเล"

ความสำคัญครั้งแรกของ "หนังสือจดหมายเหตุ Bangkok Recorder" ที่สยามรุ่นหลังได้รับอิทธิพลในเวลาต่อมา ก็คือการก่อเกิดวิธีการนำเสนองานเขียนในรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกกันว่างานเขียนในแบบ Prose Narrative ( "ร้อยแก้วแนวใหม่" ) อันถือเป็นต้นกำเนิดของงานเขียนแบบรายงานข่าว ( Reportage ) ใช้ภาษาบรรยายแบบร้อยแก้ว ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร และแน่นอนว่าอาจตามมาด้วยคำว่า "ทำไม" วิธีการเขียนในแบบ Prose Narrative เช่นนี้เอง เราให้เครดิตแก่ "ปลัดเล" ในประวัติศาสตร์วรรณกรรมสมัยใหม่ของสยาม/ไทย ว่าเป็นจุดก่อเกิดของภาษาในรูปแบบใหม่ที่ต่อมาจะค่อยๆกลายเป็นต้นธารของงานเขียนที่เรียกว่า เรื่องสั้น/ นวนิยาย/สารคดี/การเขียนรายงานข่าว ฯลฯ ทั้งในแบบที่เป็น Fiction และ Non Fiction

กล่าวกันอย่างให้เกียรติจากจุดก่อเกิด ก็ต้องยกให้ "ปลัดเล" ผู้นี้เอง ที่เป็นต้นธารของภาษา "ร้อยแก้วแนวใหม่" หรือที่เราเรียกกันต่อมาว่า "วรรณกรรมสมัยใหม่" ในสยาม ( บางท่านอาจแย้งว่า เป็น "รัชกาลที่ 4" กระมัง ที่ปรากฎใน "ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4" นั่นก็ต้องเทียบไทม์ไลน์ กันว่า ใครมาก่อน ใครมาภายหลัง )

สำหรับผม วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2387 ( ค.ศ.1844 ) วันก่อเกิด "หนังสือจดหมายเหตุ Bangkok Recorder" ของ "หมอบลัดเล" ถือเป็นต้นธารสำคัญของคำว่า "หนังสือ" ( Book ) และ "หนังสือพิมพ์" ( Newspaper ) และยังเป็นต้นธารในการใช้ภาษาบรรยายรูปแบบใหม่ที่สื่อความสั้น ชัด ตรง ( ในแบบโลกสมัยใหม่ ) โดยผ่านระบบแท่นพิมพ์ โรงพิมพ์ และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการก่อเกิด "วัฒนธรรมการพิมพ์ / วัฒนธรรมหนังสือ" ที่ต่อมาจะสร้างให้เกิดวัฒนธรรมการอ่าน "เอาเรื่อง" ในรสชาติใหม่ๆอีกมาก

แต่แล้วทำไมชนชั้นสูง และชนชั้นนำในสมัยรัชกาลที่ 4 และแม้แต่ในปัจจุบัน จึงเหมือนไม่ได้ยกย่องให้เกียรติ "ปลัดเล" ในฐานะ "ผู้ก่อเกิด" วัฒนธรรมการอ่านการเขียนแบบใหม่ของสยามประเทศ หรือจะให้เกียรติก็ให้แบบอํ้าๆอึ้งๆ หลีกเลี่ยงที่จะเรียกว่าเป็น "บิดา" ( เพราะจะทำอะไรๆที่เกินหน้า "รัชกาลที่ 4" ไปเช่นนั้นหรือ )

ทำไมขุนนางชั้นสูง และบรรดาเชื้อพระวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงยอมรับ "หมอบลัดเล" ไม่ได้ เท่าที่ได้ฟังมาแบบขำๆ นอกจากประเด็นเรื่องการเมือง "ราชาชาตินิยม" และการเมืองในราชสำนักของรัชกาลที่ 4 ที่สืบต่อเนื่องมาจนถึงในรัชกาลที่ 5 / รัชกาลที่ 6 แล้ว สิ่งที่กลายเป็นเหตุอ้างแบบขำๆก็คือว่า ที่ยอมรับ "ปลัดเล" ไม่ได้นั้น ก็เป็นเพราะว่า "หนังสือจดหมายเหตุ Bangkok Recorder " นั้น ได้ถือกำเนิดฉบับปฐมฤกษ์ออกมาในวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็น "วันชาติอเมริกา" นั่นเอง

ดังนั้นจึงรับไม่ได้ที่จะให้ "ปลัดเล" เป็นบิดาของวนวัฒนธรรมการพิมพ์/การเขียน/การอ่าน แห่งคำว่า "หนังสือ" เมื่อ 182 ปีก่อน นอกจากนั้นยังเหมือนไม่รับด้วยว่า "หมอแบรดลี่ย์" คือ "บุคคลแรก" ที่นำเอาวิชาการแพทย์สมัยใหม่ เช่นการเขียนตำราสูตินารีเวช/การคลอดลูก และได้จัดพิมพ์เผยแพร่ขึ้นเป็นครั้งแรกในสยามด้วย อีกทั้งยังได้นำวัคซีนการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษเข้ามาสู่สังคมสยามเป็นครั้งแรกอีกด้วย - ถ้าเป็นในปัจจุบันก็คงจะไม่ต่างจากวัคซีน เช่น "ไฟเซอร์" และ "โมเดินร์นา"

และก็อยากรู้เหมือนกันว่า ถ้าหากเกิดมี "สถาบันหนังสือแห่งชาติ" ขึ้นมาจริงๆ เขาจะให้เครดิตแก่ "ปลัดเล" อย่างไรบ้าง กระทรวงวัฒนธรรมจะเอา "ปลัดเล" ไปไว้ที่ไหน ( นี่ก็ใกล้ "วันภาษาไทยแห่งชาติ" อีกแล้ว ) หรือว่าจะให้ทุกอย่าง ทุกเรื่อง เริ่มต้นที่ "เจ้า" เหมือนเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยลืมเลือนให้ความสำคัญแก่ "ปลัดเล" เมื่อ 182 ปีก่อน ว่าเป็นผู้ริเริ่มการก่อเกิด "วัฒนธรรมหนังสือ" ทั้งในรูปแบบหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และหนังสือเล่ม ( ที่ในสมัยนั้นเรียกกันว่า "สมุดฝรั่ง" )

ทั้งนี้ก็คงเป็นเพราะอคติที่เห็นไปว่า "หนังสือจดหมายเหตุ Bangkok Recorder" ซึ่งเปรียบเป็น "หนังสือพิมพ์/นิตยสาร" ฉบับแรกของสยามประเทศนั้น มันมีจุดก่อเกิดครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่เป็น "วันชาติสหรัฐอเมริกา" นั่นเอง และอคตินี้ก็ยังดำรงอยู่ตลอดมา แม้ว่าทั้ง "เจ้า" และ "ไพร่" ที่มีฐานะ ต่างก็ชอบส่งบุตรหลานไปเรียนต่อเป็น "นักเรียนนอก" ในสหรัฐอเมริกา
จรงหรือไม่ - คุณหนูๆ
----------

1. "ปลัดเล" วัยหนุ่ม และ วัยชรา
2. "หนังสือจดหมายเหตุ Bangkok Recorder" ฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2387 ( ค.ศ.1844 ) จัดพิมพ์ออกใน "วันชาติอเมริกา"
-------

เหตุหมาย :
ผมมีข้อสังเกตว่า ในสมัยเมื่อ 182 ปีก่อนนั้น "ปล้ดเล" คงจะประดิษฐ์คำว่า "หนังสือจดหมายเหตุ" ขึ้นมาก็เพื่อจะให้หมายถึงสิ่งที่เรียกว่า Newspaper หรือ Magazine นั่นเอง และต่อมาเมื่อมีการจัดพิมพ์หนังสือจากแท่นพิมพ์ขึ้นมาเป็นเล่ม ( เช่น "พระอภัยมณี" ) ชาวสยามก็ยังติดเรียกชื่อในแบบเก่า ว่า "สมุด" ( เช่น "สมุดไท" "สมุดข่อย" "สมุดผูก" ) ส่วนถ้าเป็นเล่มหนังสือที่มาจากแท่นพิมพ์ ( โรงพิมพ์ ) ก็จะเรียกว่า "สมุดฝรั่ง" ซึ่งหมายถึงคำว่า Book นั่นเอง

"วัฒนธรรมหนังสือ" และ "วัฒนธรรมการอ่าน" จากแท่นพิมพ์/โรงพิมพ์ จึงเริ่มต้นหมุดหมายในสยามประเทศเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2387 ( ค.ศ.1844 ) นับถึงวันนี้ ปัจจุบันนี้ ก็เป็นเวลา 182 ปี แล้ว แต่ก็กลับไม่เห็นกระทรวงวัฒนธรรม+กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญแก่ "ปลัดเล" แต่อย่างใด
4 กรกฎาคม
วันนี้คือ "วันปลัดเล"




สหรัฐอเมริกา: การปรากฏตัวของฝ่ายซ้ายที่ราดิกัลกว่าเดิม (นสพ. เลอมงด์ ๓ ก.ค. ๒๐๒๖) (หากเปรียบเทียบกระแสนี้กับกระแสฝ่ายซ้ายในยุโรป ยังห่างไกลหลายประเด็น)



Kasian Tejapira
16 hours ago
·
สหรัฐอเมริกา: การปรากฏตัวของฝ่ายซ้ายที่ราดิกัลกว่าเดิม
(นสพ. เลอมงด์ ๓ ก.ค. ๒๐๒๖)

%%%%%%

-การเลือกตั้งขั้นต้น (primaries) เพื่อหาตัวผู้สมัครของพรรคเดโมแครตที่จะลงแข่งขันในการเลือกตั้งสภาคองเกรสกลางเทอม (เดือน พ.ย. ศกนี้) ได้ปรากฏคนรุ่นใหม่ที่เป็นชาวอเมริกันฝ่ายซ้ายเข้าร่วมด้วย

-ผู้สมัครซ้ายรุ่นใหม่ของพรรคเดโมแครตเหล่านี้รณรงค์หาเสียงในประเด็นการให้บริการรักษาพยาบาลถ้วนหน้า การสร้างอุตสาหกรรมขึ้นมาใหม่ ค่าครองชีพที่รับไหว รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลด้วย

-กล่าวได้ว่าพวกเขาดำเนินรอยตามโซห์ราน มัมดานี ผู้ประกาศตัวเป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตยและชนะเลือกตั้งในตำแหน่งนายกเทศมนตรีมหา นครนิวยอร์กเมื่อเดือนมกราคมศกนี้ ซึ่งส่งผลกำหนดแนวทางการสื่อสารทางการเมืองอเมริกันแบบใหม่ขึ้นมา

-ในสภาพที่ยังไม่มีชาวพรรคเดโมแครตคนใดประกาศลงสมัครประธานาธิบดีรอบหน้าในปี ๒๐๒๘ การต่อสู้ทางอุดมการณ์และยุทธศาสตร์ภายในพรรคเดโมแครตจึงเข้มข้นยิ่ง

-สมาชิกพรรคเดโมแครตบางคนเรียกร้องให้เดินแนวทางที่เป็นแบบเดิมยิ่งกว่า (ไม่ซ้ายราดิกัลมาก) ซึ่งน่าจะจูงใจโหวตเตอร์ได้กว้างไกลกว่าเฉพาะค่ายพรรคเดโมแครต
.....

เปรียบเทียบกับกระแสฝ่ายซ้ายในยุโรป

เมื่อนำกระแส “ฝ่ายซ้ายที่ราดิกัลยิ่งกว่าเดิม” ในสหรัฐฯ ไปเปรียบเทียบกับ “ฝ่ายซ้ายในยุโรป” (เช่น ในฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร หรือเยอรมนี) เราจะพบทั้งความคล้ายคลึงกันในแง่ของแรงขับเคลื่อน และความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในเชิงโครงสร้างระบบการเมือง ซึ่งหนังสือพิมพ์เลอมงด์ (Le Monde) มักจะให้ความสำคัญกับมิติเปรียบเทียบข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกนี้อยู่เสมอครับ

1. จุดร่วมที่คล้ายกัน (Common Ground)

ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป กระแสซ้ายราดิกัลระลอกใหม่เติบโตมาจากวิกฤตการณ์เชิงซ้อน (Polycrisis) ชุดเดียวกัน:

วิกฤตค่าครองชีพและความเหลื่อมล้ำ: ทั้งปัญหาราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงในเมืองใหญ่ (เช่น นิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน) และภาวะเงินเฟ้อ ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตได้อีกต่อไป

ความตื่นตัวด้านภูมิอากาศขั้นสุด (Climate Radicalism): ฝ่ายซ้ายทั้งสองฝั่งเลิกพูดถึงแค่การลลดคาร์บอนแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ขยับไปสู่การเรียกร้องให้รื้อถอนโครงสร้างทุนนิยมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมถึงต่อต้านโครงการเมกะโปรเจกต์และกลุ่มทุนเทคโนโลยีขนาดใหญ่

จุดยืนร่วมในนโยบายต่างประเทศ: นโยบายต่อต้านสงครามและจุดยืนเคียงข้างปาเลสไตน์ในวิกฤตการณ์ฉนวนกาซา กลายเป็นจุดร่วมที่ทรงพลังที่สุดในการระดมทุนและปลุกกระแสคนรุ่นใหม่ ทั้งในกลุ่มแนวร่วมฝ่ายซ้าย Nouveau Front Populaire (NFP) ของฝรั่งเศส และกลุ่มก้าวหน้าราดิกัลในสหรัฐฯ

2. ความแตกต่างเชิงโครงสร้างและการขับเคลื่อน (Key Differences)

แม้จะมีอุดมการณ์คล้ายกัน แต่บริบททางการเมืองทำให้ทั้งสองฝั่งมีพฤติกรรมและอำนาจที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

ระบบพรรคการเมือง
ฝ่ายซ้ายราดิกัลในสหรัฐฯ
ระบบสองพรรค (Two-Party System): ไม่มีพื้นที่ให้พรรคที่สามเติบโต ฝ่ายซ้ายราดิกัลจึงต้องใช้วิธีแทรกซึมและกดดันอยู่ภายในพรรคเดโมแครต

ฝ่ายซ้ายราดิกัลในยุโรป
ระบบหลายพรรค (Multi-Party System): สามารถตั้งพรรคเฉพาะของตนเองได้ เช่น พรรค La France Insoumise (LFI) ในฝรั่งเศส หรือพรรคแนวสังคมนิยมอื่นๆ

โครงสร้างอำนาจ
ฝ่ายซ้ายราดิกัลในสหรัฐฯ
เป็นเพียง "มุ้งการเมือง" หรือกลุ่มกดดัน ภายในพรรคใหญ่ ยังไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดทิศทางนโยบายระดับชาติ

ฝ่ายซ้ายราดิกัลในยุโรป
สามารถ รวมตัวเป็นพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาล หรือเป็นแกนนำฝ่ายค้านหลักที่มีที่นั่งในสภาอย่างเป็นกอบเป็นกำ (เช่น ชัยชนะของแนวร่วมฝ่ายซ้ายในฝรั่งเศส)

พื้นฐานอุดมการณ์
ฝ่ายซ้ายราดิกัลในสหรัฐฯ
เป็นการผสมผสานระหว่าง อัตลักษณ์เมือง (Identity Politics), สิทธิความหลากหลาย และความตื่นตัวทางสังคม (Woke Culture) ควบคู่ไปกับประเด็นเศรษฐกิจ

ฝ่ายซ้ายราดิกัลในยุโรป
มีรากฐานมาจาก ลัทธิมาร์กซิสต์และการต่อสู้ทางชนชั้น (Class Struggle) ของสหภาพแรงงานดั้งเดิมที่เข้มแข็งและยาวนานกว่า

นิยามของ "รัฐ"
ฝ่ายซ้ายราดิกัลในสหรัฐฯ
พยายามผลักดันระบบ "รัฐสวัสดิการ" ขั้นพื้นฐาน (เช่น สิทธิการรักษาพยาบาลถ้วนหน้า) ซึ่งในบริบทอเมริกามองว่านี่คือเรื่องราดิกัลแล้ว

ฝ่ายซ้ายราดิกัลในยุโรป
มุ่งเน้นการ ปกป้องและขยาย รัฐสวัสดิการที่มีอยู่เดิมให้เข้มงวดขึ้น รวมถึงการจัดเก็บภาษีมหาเศรษฐีในอัตราที่สูงมาก



ฝนตกจากดาดฟ้า? เทคนิคการระบายความร้อนของจีนกลายเป็นไวรัล แม้ว่าในวิดีโอจะดูมีประสิทธิภาพสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่ทางออกที่ใช้ได้กับทุกเมืองทั่วโลก






https://x.com/CGTNOfficial/status/2073255227831337393
......

วิดีโอ "ฝนบนดาดฟ้า" ที่กำลังเป็นกระแสไวรัลนี้ เป็นการผสมผสานอย่างชาญฉลาดระหว่างหลักฟิสิกส์พื้นฐานและวิศวกรรมเมืองขนาดใหญ่

สิ่งที่ดูเหมือนฝนตกลงมาเฉพาะจุดอย่างกะทันหัน แท้จริงแล้วคือระบบพ่นละอองน้ำแรงดันสูงที่ติดตั้งอยู่ตามอาคารที่พักอาศัยสูงระฟ้า ซึ่งเพิ่งได้รับความสนใจจากทั่วโลกในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อนรุนแรงในมณฑลซานซีของจีน

ต่อไปนี้คือรายละเอียดการทำงานของ "เคล็ดลับ" นี้ และผลกระทบในวงกว้างต่อการควบคุมสภาพอากาศในเขตเมือง:

วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง "สายฝน"

ระบบนี้ทำงานโดยอาศัยหลักการทำความเย็นแบบระเหย (evaporative cooling)

หัวฉีดแรงดันสูงจะพ่นละอองน้ำที่มีขนาดเล็กละเอียดมากออกมาจากขอบดาดฟ้าของอาคารสูง

เมื่อละอองน้ำขนาดจิ๋วเหล่านี้ตกลงมา มันจะระเหยกลายเป็นไออย่างรวดเร็วในอากาศที่ร้อนระอุ

เนื่องจากการเปลี่ยนสถานะของน้ำจากของเหลวเป็นก๊าซต้องใช้พลังงานความร้อน น้ำจึงดูดซับความร้อนแฝงจากสภาพแวดล้อมโดยรอบ ส่งผลให้อุณหภูมิของพื้นผิวและอากาศลดลงได้ถึง 5 ถึง 8 องศาเซลเซียส (9 ถึง 14 องศาฟาเรนไฮต์) ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

ทำไมมันถึงกลายเป็นกระแสไวรัล

นอกเหนือจากภาพอันน่าทึ่งของตึกระฟ้าที่สร้างเมฆฝนขึ้นเองแล้ว ระบบนี้ยังช่วยแก้ปัญหาสำคัญของเมืองใหญ่ นั่นคือปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island หรือ UHI)

ต่างจากเครื่องปรับอากาศทั่วไปที่ทำความเย็นภายในอาคารแต่กลับปล่อยความร้อนทิ้งจำนวนมหาศาลออกมาสู่ถนนในเมืองโดยตรง ระบบพ่นละอองน้ำบนดาดฟ้านี้ช่วยลดอุณหภูมิของอากาศภายนอกได้โดยตรง อีกทั้งยังช่วยลดอุณหภูมิของโครงสร้างอาคาร ซึ่งส่งผลให้ความต้องการพลังงานโดยรวมในการทำความเย็นภายในห้องพักแต่ละห้องลดลงตามไปด้วย

ข้อจำกัดสำคัญ: ปัจจัยด้านสภาพอากาศ

แม้จะดูได้ผลดีเยี่ยมในวิดีโอ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่ทางออกที่ใช้ได้ผลกับทุกเมืองทั่วโลก:

ขึ้นอยู่กับความชื้น: ระบบนี้ทำงานได้ดีเยี่ยมในสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งอย่างมณฑลซานซี เพราะความชื้นต่ำช่วยให้เกิดการระเหยได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เมืองที่มีความชื้นสูง (เช่น ฮ่องกงหรือสิงคโปร์) อากาศจะอิ่มตัวด้วยความชื้นอยู่แล้ว ทำให้ละอองน้ำไม่ระเหยเร็วพอ ซึ่งอาจส่งผลให้สภาพอากาศอบอ้าวและชื้นแฉะแทนที่จะเย็นสบาย

การใช้ทรัพยากร: ขนาดและสเกลของงานเป็นเรื่องสำคัญ การเดินระบบเหล่านี้ให้ครอบคลุมโครงข่ายทั่วทั้งเมืองจำเป็นต้องอาศัยแหล่งน้ำและพลังงานที่มั่นคง ซึ่งก่อให้เกิดข้อคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนในช่วงที่เกิดภัยแล้งยาวนาน



วิถีชีวิตของคนร่ำรวย : ยุคสมัยของ "Trophy Wives" กำลังจะหมดไป อะไรเป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการแต่งงานจาก "การพึ่งพาและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ต่างกัน" ไปสู่ "การเป็นพันธมิตรที่เท่าเทียมกัน (Equal Partnership)" ให้กับผู้หญิง

@yourbrainonmoney On the death of the trophy wife, what it says about women's economic power, and why it's one of the best trends no one's talking about. #tiktoklearningcampaign #learnontiktok ♬ original sound - Hanna Horvath, CFP®



https://www.tiktok.com/@yourbrainonmoney/video/7626416600794778911
.....

ยุคสมัยของ "ภรรยาโชว์ตัว" (Trophy Wives) กำลังจะหมดไป
The Economist

Doug Dowson
นักข่าวสายข้อมูล (Data Journalist)

วิถีชีวิตของคนร่ำรวยนั้นแตกต่างจากคนทั่วไป พวกเขามีบ้านหลังใหญ่กว่า รถยนต์ที่ดูหรูหราเงางามกว่า และสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสไตล์กว่า อีกทั้งในอดีต คู่ครองของพวกเขามักจะมีอายุน้อยกว่ามากอีกด้วย

ในช่วงที่ฉันเติบโตมาในยุค 1990 ฉันได้เห็นมหาเศรษฐีนักธุรกิจอย่าง Hugh Hefner และดาราฮอลลีวูดอย่าง Michael Douglas ควงคู่กับผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่าตนเองหลายสิบปี ในสมัยนั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้ชายซึ่งมีอายุและสถานะทางสังคมในระดับหนึ่งจะแต่งงานกับสิ่งที่เรียกกันว่า "Trophy Wife" หรือภรรยาที่เปรียบเสมือนเครื่องประดับเชิดหน้าชูตา

ทว่าปรากฏการณ์นี้ดูเหมือนกำลังจะเลือนหายไป ข้อมูลสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า ในปี 1980 ผู้ชายที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด 1% แรกของประเทศ มีแนวโน้มที่จะแต่งงานกับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าตนเองถึง 10 ปี มากกว่าผู้ชายกลุ่มอื่นถึงราว 50% แต่ในปัจจุบัน พฤติกรรมการแต่งงานของคนกลุ่มนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากคนทั่วไปแล้ว

บทความนี้นำเสนอความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่น่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะการหยิบยกข้อมูลเชิงสถิติมาหักล้างภาพจำเดิมๆ ในอดีต

จากเนื้อหาที่คุณแชร์ สามารถสรุปประเด็นสำคัญและวิเคราะห์มุมมองทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้ดังนี้ครับ:

📊 สรุปประเด็นสำคัญ

นิยามในอดีต (ยุค 90s): ความมั่งคั่งและสถานะทางสังคมของผู้ชายระดับมหาเศรษฐี มักสะท้อนผ่านการมีคู่ครองที่อายุน้อยกว่ามาก (Trophy Wife) เพื่อเป็นสิ่งแสดงวิถีชีวิตอันหรูหราไม่ต่างจากทรัพย์สินอื่นๆ

ความเปลี่ยนแปลงทางสถิติ: ข้อมูลสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจน โดยในปี 1980 กลุ่มผู้ชายรายได้สูงสุด $1\%$ มีอัตราการแต่งงานกับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าเกิน 10 ปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยคนทั่วไปถึง $50\%$ แต่ในปัจจุบัน พฤติกรรมนี้ลดลงจนแทบไม่ต่างจากคนทั่วไปแล้ว

บทสรุป: ยุคสมัยของ "ภรรยาโชว์ตัว" ในกลุ่มมหาเศรษฐีกำลังเสื่อมถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ

💡 มุมมองวิเคราะห์เพิ่มเติม: ทำไมเทรนด์นี้ถึงเปลี่ยนไป?

นอกจากข้อมูลตัวเลขที่ Doug Dowson นำเสนอแล้ว ในเชิงเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มักอธิบายปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนไปนี้ด้วยปัจจัยหลักๆ คือ "Assortative Mating" (การเลือกคู่ครองที่มีลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกัน) ครับ

อำนาจทางเศรษฐกิจของผู้หญิงที่เพิ่มขึ้น: ในอดีต รายได้และสถานะทางสังคมกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ชายเป็นหลัก ปัจจุบันผู้หญิงมีการศึกษาสูงขึ้นและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับบริหารมากขึ้น ทำให้แนวคิดการแต่งงานเพื่อความมั่นคงทางการเงินฝ่ายเดียวลดลง

การมองหา "Partner" มากกว่า "Ornament": มหาเศรษฐียุคใหม่ (โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหรือการเงิน) มีแนวโน้มที่จะเลือกคู่ครองที่เป็นแรงสนับสนุนทางปัญญา (Intellectual Equal) สามารถช่วยบริหารสินทรัพย์ ต่อยอดคอนเนกชัน หรือร่วมทำมูลนิธิการกุศลได้ดีกว่าการเป็นเพียงเครื่องเชิดหน้าชูตา

ค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนไป: สังคมปัจจุบันให้คุณค่ากับความเท่าเทียมและการยอมรับในความสามารถ (Meritocracy) การแสดงออกถึงความมั่งคั่งผ่านแนวคิดปิตาธิปไตยแบบเดิมเริ่มถูกมองในแง่ลบหรือดู "ล้าสมัย" ในสายตาสาธารณชน

ลงลึกไปถึงปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี หรือความมั่งคั่งในฝั่งผู้หญิงที่เติบโตขึ้นด้วย
...

หากเราเจาะลึกบทวิเคราะห์ของ The Economist และงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมในยุคปัจจุบัน ปัจจัยเรื่อง การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี (Technological Shift) และ ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของผู้หญิง (Rise of Female Wealth) ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำลายโครงสร้างของวัฒนธรรม Trophy Wife อย่างสิ้นเชิงครับ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

1. การเติบโตของความมั่งคั่งในฝั่งผู้หญิง (The Rise of Female Wealth & Economic Power)

ในอดีต ตลาดการแต่งงานมักถูกมองผ่านแว่นตาเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิม (คลาสสิก) คือการแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่ต่างกัน (Asymmetric Exchange) โดยผู้ชายใช้ "ความมั่งคั่ง/สถานะ" แลกกับ "ความอ่อนเยาว์/ความงาม" ของผู้หญิง แต่สมการนี้พังลงเมื่อผู้หญิงมีรายได้และทรัพย์สินของตัวเอง

จาก Hypergamy สู่ Assortative Mating: ในอดีตผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะแต่งงานกับผู้ชายที่มีฐานะสูงกว่าเพื่อความมั่นคง (Hypergamy) แต่ปัจจุบัน สถิติทั่วโลกชี้ว่าผู้หญิงมีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยสูงกว่าผู้ชายในหลายประเทศ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารหรือเป็นเจ้าของกิจการมากขึ้น

เมื่อเงินซื้อความต้องการที่เปลี่ยนไป: เมื่อผู้หญิงร่ำรวยและพึ่งพาตัวเองได้ พวกเธอไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสินทรัพย์ของผู้ชายอีกต่อไป ปัจจัยในการเลือกคู่จึงเปลี่ยนจาก "ความมั่นคงทางการเงิน" ไปสู่ "ความเข้ากันได้ทางปัญญา ไลฟ์สไตล์ และทัศนคติ"

ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ที่สูงขึ้น: งานวิจัยเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่พบว่า ผู้หญิงที่มีรายได้สูงและงานรัดตัว จะมีต้นทุนเวลาในการดูแลรูปร่างหน้าตาเพื่อเป็น "เครื่องประดับ" ที่สูงเกินไป พวกเธอต้องการคู่ชีวิตที่มาช่วยแชร์ภาระและเข้าใจบริบทการทำงานมากกว่า

2. การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ (The Tech Shift)

การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจยุคอุตสาหกรรมหรือการเงินแบบดั้งเดิม (Old Money/Traditional Corporate) มาสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี (Tech Economy) มีผลอย่างมากต่อรสนิยมและการเลือกคู่ครองของมหาเศรษฐี

วัฒนธรรม Geek/Tech Elite: มหาเศรษฐียุคใหม่จำนวนมากไม่ได้เติบโตมาจากแวดวงสังคมไฮโซแบบเดิม (High Society) แต่เป็นกลุ่มคนที่ให้คุณค่ากับ Meritocracy (ระบบคุณธรรมความสามารถ) และ Intellect (สติปัญญา) มหาเศรษฐีสายเทคโนโลยีมักเลือกคู่ครองที่เป็นคนในแวดวงเดียวกัน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หรือสามารถช่วยบริหารจัดการโปรเจกต์ใหญ่ๆ ได้ เช่น การจัดการมูลนิธิการกุศลระดับโลก หรือการเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ

Social Capital แบบใหม่: ในยุคดิจิทัล "ความฉลาดและความสามารถ" กลายเป็นสินทรัพย์ทางสังคม (Social Capital) ที่ดูหรูหราและน่าชื่นชมกว่าการมีคู่ครองที่อายุน้อยกว่า การควงคู่ครองที่เป็นดร. เป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของตัวมหาเศรษฐีเองในเวทีโลก มากกว่าการควงคู่ครองเพื่อโชว์ความสวยงามทางกายภาพแบบยุค 90s

📌 สรุปได้ว่า: > เทคโนโลยีและการศึกษาที่เปิดกว้างได้เปลี่ยนผ่านรูปแบบการแต่งงานจาก "การพึ่งพาและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ต่างกัน" ไปสู่ "การเป็นพันธมิตรที่เท่าเทียมกัน (Equal Partnership)" ปรากฏการณ์นี้จึงสะท้อนว่า สังคมกำลังเปลี่ยนผ่านวิธีนิยาม "ความสำเร็จ" ของคนร่ำรวย จากการครอบครองวัตถุหรือบุคคล ไปสู่การยอมรับในคุณค่าของศักยภาพมนุษย์อย่างแท้จริงครับ




จอร์จ วอชิงตัน เขาสามารถเป็นกษัตริย์ก็ได้... แต่ทำไมเขาถึงไม่...? จนถูกขนานนามว่า "ซินซินนาตุสแห่งอเมริกา" ??

 
https://www.facebook.com/reel/1752678332741363

MindblownAi
AI info · 19 hours ago
·
He could’ve been king…
But he chose to walk away.
George Washington crossed frozen rivers, survived impossible defeats, won a revolution, and then shocked the world by giving power back.
Created with Kling Ai — bringing cinematic history to life through AI storytelling.
.....

เรื่องราวนี้ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเลยก็ว่าได้ครับ ในยุคที่ผู้นำทหารที่ชนะสงครามมักจะยึดอำนาจเบ็ดเสร็จและตั้งตัวเป็นกษัตริย์หรือเผด็จการ แต่ จอร์จ วอชิงตัน กลับเลือกที่จะ "สละอำนาจ" ถึงสองครั้งสองครา (ครั้งแรกคือการลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดหลังรบชนะ และครั้งที่สองคือการลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี)

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเลือกเดินจากไป มีอยู่ 4 ปัจจัยหลัก ๆ ครับ:

1. ความศรัทธาในระบอบสาธารณรัฐอย่างแรงกล้า

วอชิงตันและกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งประเทศรบในสงครามปฏิวัติอเมริกาเพื่อปลดแอกจากการปกครองของกษัตริย์อังกฤษ (พระเจ้าจอร์จที่ 3) หากเขาเปลี่ยนตัวเองเป็นกษัตริย์เสียเอง สิ่งที่เขาร่วมสู้และชีวิตของทหารที่สูญเสียไปทั้งหมดก็จะไม่มีความหมาย เขาเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่า "อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง"

2. การสร้าง "บรรทัดฐาน" ให้กับคนรุ่นหลัง

ในฐานะประธานาธิบดีคนแรก วอชิงตันตระหนักดีว่าทุกการกระทำของเขาจะเป็นแบบอย่าง (Precedent) ให้กับผู้นำในอนาคต

หากเขาครองตำแหน่งไปจนตาย เก้าอี้ประธานาธิบดีก็จะไม่ต่างอะไรกับเก้าอี้กษัตริย์ที่สืบทอดกันตลอดชีพ

การตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งหลังเป็นครบ 2 สมัย (8 ปี) ในปี 1797 จึงเป็นการสร้าง ประเพณีการดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 สมัย (ซึ่งต่อมาถูกบัญญัติเป็นกฎหมายในรัฐธรรมนูญอเมริกา) และเป็นการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า การส่งต่ออำนาจอย่างสันติ ในระบอบประชาธิปไตยนั้นสามารถเกิดขึ้นจริงได้

3. ต้นแบบจาก "ซินซินนาตุส" (Cincinnatus)

วอชิงตันให้ความสำคัญกับเรื่องเกียรติยศและภาพจำในประวัติศาสตร์มาก เขาประทับใจในตัวของ ซินซินนาตุส รัฐบุรุษและนายพลชาวโรมันในอดีต ที่ได้รับอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จเพื่อนำทัพกอบกู้กรุงโรมจากผู้รุกราน แต่พอรบชนะภายในเวลาไม่กี่วัน เขากลับคืนอำนาจทั้งหมดทันทีเพื่อกลับไปไถนาที่บ้านสวน

ตอนที่วอชิงตันยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแม่ทัพหลังชนะสงครามในปี 1783 แม้แต่พระเจ้าจอร์จที่ 3 ของอังกฤษยังทรงตรัสถึงเขาว่า:

"ถ้าเขาทำแบบนั้นจริง ๆ เขาจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก"

4. ความเหนื่อยล้าและอยากกลับไปใช้ชีวิตส่วนตัว

หากมองในมุมมนุษย์คนหนึ่ง วอชิงตันในวัย 60 กว่าปีนั้นเหนื่อยล้ามาก เขาอุทิศเวลา 8 ปีเต็มในการกรำศึกสงคราม และอีก 8 ปีในการบริหารประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมือง สุขภาพของเขาเริ่มย่ำแย่ และเขามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบในฐานะสามัญชนที่ไร่ "เมานต์เวอร์นอน" (Mount Vernon) ของเขา

การที่ จอร์จ วอชิงตัน เลือกที่จะเดินจากไปในตอนที่เขามีอำนาจและบารมีสูงสุด คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่เขามอบให้แก่อเมริกา เพราะมันพิสูจน์ว่า "กฎหมายและระบบ" มีความสำคัญและยิ่งใหญ่กว่า "ตัวบุคคล" ครับ
.....




เรื่องราวของ ลูซิอุส ควินก์ทิอุส ซินซินนาตุส (Lucius Quinctius Cincinnatus) เป็นหนึ่งในตำนานหน้าสำคัญของสาธารณรัฐโรมัน (ช่วงประมาณ 458 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์สากลของ "ผู้นำในอุดมคติ" ที่ใช้อำนาจเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองครับ

นี่คือรายละเอียดที่ว่าทำไมเรื่องราวของเขาถึงทรงพลัง และกลายมาเป็นแรงบันดาลใจหลักของ จอร์จ วอชิงตัน:
ตำนานของซินซินนาตุส: จากชาวนาสู่เผด็จการ (และกลับไปเป็นชาวนา)

ในยุคสาธารณรัฐโรมัน หากเมืองเผชิญวิกฤตขั้นสูงสุด เช่น สงครามที่อาจถึงขั้นสิ้นชาติ สภาซีเนตจะใช้อำนาจพิเศษแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง "ผู้เผด็จการ" (Dictator) ซึ่งจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือทุกคน กฎหมายทุกข้อจะถูกระงับ เพื่อให้ผู้นำคนนี้กอบกู้วิกฤตให้เร็วที่สุด โดยมีวาระตำแหน่งสูงสุด 6 เดือน

วิกฤตของโรม: เผ่าเอกวี (Aequi) ได้ล้อมกองทัพโรมันไว้จนจวนจะพ่ายแพ้ สภาซีเนตเห็นท่าไม่ดีจึงมีมติแต่งตั้ง ซินซินนาตุส ซึ่งเป็นอดีตผู้กงสุล (Consul) ที่วางมือไปแล้วให้เป็นผู้เผด็จการ

ฉากสละคันไถ: คณะทูตจากโรมเดินทางไปแจ้งข่าวแก่ซินซินนาตุสที่ไร่ของเขา พวกเขาพบเขากำลังเนื้อตัวมอมแมมอยู่หลังคันไถ เมื่อซินซินนาตุสทราบเรื่อง เขาเช็ดเหงื่อ สวมเสื้อโทกา (ผ้าคลุมโรมัน) แล้วเดินทางเข้าสู่โรมทันที

ชัยชนะใน 15 วัน: เขาใช้อำนาจเด็ดขาดรวบรวมชายฉกรรจ์ วางแผนยุทธศาสตร์อย่างเฉียบคม และนำทัพไปถล่มผู้รุกรานจนราบคาบภายในเวลาเพียง 15 วันเท่านั้น

เดินจากไปทันที: หลังจากชนะสงคราม ซินซินนาตุสมีสิทธิ์ที่จะเสวยสุขในอำนาจต่อจนครบ 6 เดือน หรือจะยึดอำนาจยาวเลยก็ไม่มีใครห้ามได้ แต่เขากลับ ลาออกจากตำแหน่งทันทีในวันที่ 16 ทิ้งอำนาจล้นฟ้า แล้วเดินกลับไปจับคันไถเพื่อทำนาต่อที่บ้านสวนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทำไม จอร์จ วอชิงตัน ถึงถูกเรียกว่า "ซินซินนาตุสแห่งอเมริกา"?

เมื่อชาวอเมริกันรบชนะอังกฤษในสงครามปฏิวัติ ภาพของซินซินนาตุสก็ลอยกลับมาฉายซ้ำในตัวของ จอร์จ วอชิงตัน ทันที เพราะวอชิงตันทำในสิ่งที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าอัศจรรย์ถึง 2 ครั้ง:
1. การสละดาบ (ปี 1783)

หลังชนะสงครามกองทัพอเมริกามีอำนาจมาก ทหารจำนวนมากอยากให้วอชิงตันยึดอำนาจจากสภาคองเกรสที่กำลังถังแตก และตั้งตัวเป็นกษัตริย์ แต่วอชิงตันปฏิเสธ เขาเดินเข้าไปในสภาคองเกรส ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยืนยันว่ากองทัพต้องอยู่ใต้ร่มธงของรัฐบาลพลเรือน แล้วขี่ม้ากลับไปทำไร่ที่บ้านเกิด (มอนต์เวอร์นอน) ทันที

2. การสละเก้าอี้ประธานาธิบดี (ปี 1797)

เมื่อเขาถูกขอร้องให้มาเป็นประธานาธิบดีคนแรก เขาก็บริหารประเทศจนมั่นคง และเมื่อครบ 2 สมัย ประชาชนยังคงรักและอยากให้เขาเป็นต่อ แต่วอชิงตันประกาศว่า "พอแล้ว" และเดินจากไปเป็นสามัญชนอีกครั้ง
สมาคมซินซินนาติ (The Society of the Cincinnati)

ความอินในอุดมคตินี้ชัดเจนมากถึงขั้นที่ว่า ในปี 1783 บรรดานายทหารระดับสูงที่ร่วมรบในสงครามปฏิวัติอเมริกาได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กรเกียรติยศขึ้นมาชื่อว่า "สมาคมซินซินนาติ" โดยมี จอร์จ วอชิงตัน เป็นประธานคนแรก เพื่อเตือนใจตัวเองและสังคมว่า พวกเขาคือ "ทหารที่เป็นพลเมือง" (Citizen-Soldiers) ที่จับอาวุธเมื่อชาติมีภัย และพร้อมจะวางอาวุธกลับไปเป็นประชาชนธรรมดาเมื่อความสงบกลับคืนมา

เกร็ดประวัติศาสตร์: เมือง ซินซินนาติ (Cincinnati) ในรัฐโอไฮโอ ก็ถูกตั้งชื่อตามสมาคมนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่ จอร์จ วอชิงตัน และอุดมคติแบบซินซินนาตุสนั่นเองครับ

ในประวัติศาสตร์โลก ผู้นำที่เก่งกาจและรบชนะนั้นมีมากมาย แต่ผู้นำที่ "ชนะแล้วยอมปล่อยมือจากอำนาจ" นั้นมีนับคนได้ ซินซินนาตุส และ จอร์จ วอชิงตัน จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเสียสละสูงสุดในทางการเมืองจนถึงทุกวันนี้




ในประวัติศาสตร์การสร้างชาติอเมริกา หลายคนอาจคุ้นหูชื่อของบรรดาผู้ชายที่ได้รับการยกย่องว่าร่วมต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอเมริกา แต่ที่จริงแล้วก็มีผู้หญิงส่วนหนึ่งเช่นกันที่มีบทบาทสำคัญ ที่ช่วยร่วมหล่อหลอมอุดมการณ์แห่งเสรีภาพด้วยเช่นกัน

https://www.facebook.com/reel/1720164232518885

บีบีซีไทย - BBC Thai
10 hours ago
·
ในประวัติศาสตร์การสร้างชาติอเมริกา หลายคนอาจคุ้นหูชื่อของบรรดาผู้ชายที่ได้รับการยกย่องว่าร่วมต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอเมริกา แต่ที่จริงแล้วก็มีผู้หญิงส่วนหนึ่งเช่นกันที่มีบทบาทสำคัญเมื่อช่วงราว 250 ปีก่อน
.....

ถูกต้องเลยครับ! เมื่อพูดถึง "บิดาผู้สร้างชาติ" (Founding Fathers) อย่าง จอร์จ วอชิงตัน, โทมัส เจฟเฟอร์สัน หรือเบนจามิน แฟรงคลิน เรามักจะนึกถึงภาพการประชุมสภาหรือสมรภูมิรบ แต่ในความเป็นจริง ประวัติศาสตร์การปฏิวัติอเมริกาคงไม่สำเร็จหากขาดกลุ่มผู้หญิงที่เรียกกันว่า "มารดาผู้สร้างชาติ" (Founding Mothers) หรือกลุ่ม Daughters of Liberty

ในช่วงเวลาประมาณ 250 ปีก่อน (ทศวรรษ 1770) ผู้หญิงอเมริกันมีบทบาทสำคัญทั้งในแนวหน้า แนวหลัง และในเชิงอุดมการณ์อย่างมากครับ โดยสามารถแบ่งบทบาทเด่นๆ ออกได้ดังนี้:

1. การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (อาวุธลับของแนวหลัง)

ก่อนที่สงครามจะปะทุ กลุ่ม Daughters of Liberty เป็นกำลังหลักในการประท้วงภาษีที่ไม่เป็นธรรมของอังกฤษ เมื่อมีการคว่ำบาตรสินค้าอังกฤษ ผู้หญิงเหล่านี้คือคนที่เปลี่ยนมาพึ่งพาตนเอง:

ปั่นด้ายและทอผ้าเอง (Homespun Movement) เพื่อไม่ต้องซื้อเสื้อผ้าจากอังกฤษ

คิดค้นชาสูตรใหม่ โดยใช้สมุนไพรและใบไม้ในท้องถิ่นแทนการซื้อชาที่ถูกเก็บภาษีจากอังกฤษ

2. ผู้นำทางความคิดและนักเขียนขัตติยา

Abigail Adams (อบิเกล อดัมส์): ภรรยาของจอห์น อดัมส์ (ประธานาธิบดีคนที่ 2) เธอคือนักเขียนจดหมายที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของสามีอย่างมาก จดหมายฉบับหนึ่งที่โด่งดังที่สุดของเธอคือการเตือนสามีให้ "Remember the Ladies" (อย่าลืมคิดถึงผู้หญิง) ในขณะที่กำลังร่างกฎหมายใหม่ของประเทศ

Mercy Otis Warren (เมอร์ซี โอทิส วอร์เรน): นักเขียนและนักเขียนบทละครที่ใช้ปลายปากกาโจมตีการปกครองของอังกฤษ และเป็นผู้หญิงคนแรกๆ ที่เขียนบันทึกประวัติศาสตร์การปฏิวัติอเมริกาอย่างละเอียด

3. สายลับและการปฏิบัติการในสมรภูมิ

Sybil Ludington (สิบิล ลุดดิงตัน): วีรสตรีวัยเพียง 16 ปี ผู้ควบม้าฝ่าสายฝนในยามค่ำคืนเป็นระยะทางกว่า 40 ไมล์ (ไกลกว่า พอล รีเวียร์ สองเท่า) เพื่อเตือนกองกำลังอาสาว่าทหารอังกฤษกำลังมาโจมตี

Deborah Sampson (เดบอราห์ แซมป์สัน): ผู้ปลอมตัวเป็นชายในชื่อ "Robert Shurtliff" เพื่อเข้าร่วมรบในกองทัพภาคพื้นทวีป เธอร่วมรบอย่างกล้าหาญและเคยบาดเจ็บจนต้องใช้มีดผ่ากระสุนออกจากขาตัวเองเพื่อไม่ให้แพทย์จับได้ว่าเป็นผู้หญิง

Agent 355: รหัสลับของสายลับหญิงในเครือข่าย Culper Spy Ring ของวอชิงตัน ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบชื่อจริงของเธอ แต่ข้อมูลเชิงลึกที่เธอหามาได้มีส่วนสำคัญในการสกัดกั้นแผนการทรยศของ เบเนดิกต์ แอนโนลด์

บทบาทของผู้หญิงในยุคนั้นไม่ได้ จำกัด อยู่แค่การดูแลบ้านเรือน แต่พวกเธอคือฟันเฟืองสำคัญที่ค้ำจุนเศรษฐกิจ ส่งข่าวกรอง และร่วมหล่อหลอมอุดมการณ์แห่งเสรีภาพด้วยเช่นกัน




สหรัฐอเมริกาในวาระครบรอบ 250 ปี: ป่วยหนักใกล้ตาย หรือแค่ป่วยหนักมาก? ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามว่าหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่เก่าแก่ที่สุดของโลกจะอยู่รอดได้หรือไม่ บทวิเคราะห์โดย ไมเคิล เฮิร์ช The Economist



บทวิเคราะห์ของ ไมเคิล เฮิร์ช (Michael Hirsh) ที่เขียนให้กับวารสาร Foreign Policy ในวาระที่สหรัฐอเมริกาครบรอบ 250 ปี (Semiquincentennial) สะท้อนถึงความกังวลใจอย่างลึกซึ้งของเหล่านักประวัติศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ทั่วโลก การใช้คำอุปมาว่า "ป่วยหนักใกล้ตาย (Terminally Ill) หรือแค่ป่วยหนักมาก (Just Very Sick)?" เป็นการตั้งคำถามที่ทรงพลังเกี่ยวกับอนาคตของระบอบประชาธิปไตยอเมริกัน

หากเราแยกแยะมุมมองของผู้เชี่ยวชาญต่อวิกฤตครั้งนี้ จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 อาการวินิจฉัยหลัก ๆ ดังนี้ครับ

อาการที่ 1: "แค่ป่วยหนักมาก" (มุมมองเชิงบวกที่มีความหวัง)

กลุ่มนี้เชื่อว่าสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะ "ไข้สูง" จากความขัดแย้งทางการเมือง แต่ระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิมยังมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งพอที่จะผ่านพ้นไปได้

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย: สหรัฐฯ เคยผ่านวิกฤตที่รุนแรงกว่านี้มาแล้ว เช่น สงครามกลางเมือง (Civil War) วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) หรือความจลาจลทางสังคมในทศวรรษ 1960 ประวัติศาสตร์อเมริกาจึงมักเป็นวงจรของความขัดแย้งรุนแรงก่อนจะนำไปสู่การปรับสมดุลใหม่

ระบบตรวจสอบและถ่วงดุล (Checks and Balances): แม้จะถูกกดดันอย่างหนัก แต่กลไกหลักอย่างศาลรัฐบาลกลาง ระบบการจัดการเลือกตั้งระดับรัฐ และการแบ่งแยกอำนาจบริหาร-นิติบัญญัติ ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันสุดท้ายได้เสมอ

ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ: ประเทศที่ "ใกล้ตาย" มักจะมีระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลาย แต่สหรัฐฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก และเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโลกอยู่

อาการที่ 2: "ป่วยหนักใกล้ตาย" (มุมมองเชิงลบจากความเสื่อมถอยเชิงโครงสร้าง)

นักวิเคราะห์กลุ่มนี้เตือนว่า โรคที่สหรัฐฯ เป็นอยู่ตอนนี้คือ "โรคเสื่อมสภาพเรื้อรัง" ที่กัดกินจากภายใน ซึ่งเกิดจากจุดบกพร่องที่ผู้ก่อตั้งประเทศในอดีตอาจคาดไม่ถึง

ความแตกแยกแบบแบ่งขั้วรุนแรง (Hyper-Polarization): การเมืองไม่ได้สู้กันด้วยนโยบายอีกต่อไป แต่กลายเป็น "ลัทธิเผ่าพันธุ์ทางการเมือง" (Sectarianism) ที่มองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรูที่ต้องทำลาย ทำให้อดกลั้นและประนีประนอมกันไม่ได้ ซึ่งการประนีประนอมคือหัวใจของประชาธิปไตย

ความเชื่อมั่นในสถาบันล่มสลาย: ความศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันหลัก ทั้งกระบวนการยุติธรรม สื่อมวลชน ระบบเลือกตั้ง และหน่วยงานรัฐ ลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์ เมื่อคนในชาติไม่ยอมรับ "กติกาเดียวกัน" ระบบก็เริ่มพังทลาย

โครงสร้างเอื้อต่ออำนาจเสียงข้างน้อย: กลไกอย่าง คณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) หรือโครงสร้างของวุฒิสภา (Senate) ทำให้กลุ่มการเมืองที่เป็นเสียงข้างน้อยในประเทศสามารถครองอำนาจนำได้ ส่งผลให้รัฐบาลไม่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ และนำไปสู่ความคับแค้นใจที่สะสม

แก่นแท้ของข้อถกเถียง: ความผันผวนทางการเมืองในปัจจุบันเป็นเพียง "อาการเจ็บป่วยชั่วคราว" เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ หรือมันคือ "ความเสื่อมถอยถาวร" ของการทดลองระบอบประชาธิปไตยตลอด 250 ปีที่ผ่านมากันแน่?

ท้ายที่สุด บทวิเคราะห์ของเฮิร์ชเน้นย้ำความจริงที่ว่า ประชาธิปไตยไม่ได้หมดอายุขัยเพราะความเก่าแก่ แต่จะล่มสลายก็ต่อเมื่อผู้คนในชาติต่างหมดความเชื่อมั่นและเลิกศรัทธาในระบบนั้นไปเอง



สหรัฐอเมริกา ประเทศแห่งผู้อพยพ เคยปฏิบัติต่อผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามายังชายฝั่งของตนอย่างดีที่สุดในฐานะแหล่งพลังชีวิตและการยืนยันความฝันแบบอเมริกัน แต่ความฝันนั้นกลับกลายเป็นความขมขื่น และกำลังกลายเป็น "บาดแผล" ทางการเมืองและสังคมที่ยากจะเยียวยาในปัจจุบัน






มุมมองพวกนิยมทรัมป์
.....

มุมมองอีกฝั่ง





https://x.com/SenSchumer/status/2073423155062812973



วุฒิสมาชิก ชัค ชูเมอร์
@SenSchumer

ในวาระแห่งการเฉลิมฉลองวันนี้ เราต้องไม่ลืมว่าใครและสิ่งใดที่ทำให้ประเทศของเรายิ่งใหญ่

บุคคลเหล่านี้คือแบบอย่างที่ยอดเยี่ยม

แม้ทรัมป์จะมีวิสัยทัศน์ในแบบของเขาเกี่ยวกับค่านิยมของอเมริกา แต่เราคงจะดีกว่าหากยึดถือแนวทางจากกลุ่มคนเหล่านี้เป็นสำคัญ สุขสันต์วันครบรอบ 250 ปีอเมริกา ขอให้ช่วงเวลา 250 ปีข้างหน้านำมาซึ่งความยุติธรรมและความเจริญรุ่งเรืองสำหรับทุกคน







บารัค โอบามา
@BarackObama
·
อเมริกาเป็นสิ่งที่ต้องมีการพัฒนาปรับปรุงอยู่เสมอ คนแต่ละรุ่นต้องรับช่วงสานต่องานที่ยังไม่เสร็จสิ้นจากคนรุ่นก่อนหน้าและขับเคลื่อนมันให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น ทั้งการปกป้องสิ่งที่ถูกต้อง การแก้ไขสิ่งที่บกพร่อง และการทำให้ความเป็นปึกแผ่นของชาติเราสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นอีกนิด ซึ่งเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึง 250 ปีแล้ว สิ่งนี้ก็ยิ่งมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา