https://www.facebook.com/ken.mona.1/posts/28265608399722499
กมล กมลตระกูล August 16
·
สตรีนิยม (Feminism) กับการต่อสู้ทางชนชั้น
กมล กมลตระกูล
บทบาทของสตรีมีมากขึ้นทุกวัน ผู้หญิงไทยที่ไปสร้างชื่องเสียงระดับโลกมีจำนวนมาก เช่น ล่าสุด เนเน่ รอยัล
มีนักกอล์ฟ นักเทนนิสหญิงติดอันดับโลกมากมาย
แม้แต่คดีการเมืองผู้หญิงก็มีบทบาทที่โดดเด่น และเด็ดเดี่ยวเท่าๆหรือมากกว่าชาย เช่น ตะวัน บุ้ง มายด์ เดียร์ ปอ หรือ แอมป์ เป็นต้น
การมองผู้หญิงผ่านแว่นของโครงสร้าง ไม่ใช่เจาะที่ตัวบุคคลจะช่วยเข้าใจบทบาทของสตรี คือ ”ผู้เปลี่ยนโลก“ได้ชัดเจนขึ้น
ขบวนการต่อสู้ ขับเคลื่อน สิทธิสตรี หรือสตรีนิยมเกิดจึ้นจากการกดขี่และกดทับสตรีทางโครงสร้างวัฒนธรรมของสังคมแบบอำนาจชายนิยม( Male chauvinism) และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น คหบดีมักมีเมียหลายคน บางศาสนาส่งเสริมหรืออนุญาตให้มีเมียหลายคน กลายเป็นเรื่องปกติ และเปิดเผย
แต่หากผู้หญิงอยากมี หรือมีสามีหลายคนก็จะถูกประนามว่าเป็นผู้หญิง ร่าน สำส่อน เจ้าชู้ มักมากในกาม แพศยา เป็นนางกากี นางวันทอง โดยวรรณกรรมโบราณตอกย้ำการกดขี่หญิงนี้ ว่าทำไม่ได้ แต่ชายอย่างขุนแผนทำได้ เป็นต้น
แม้แต่ภาษาก็สะท้อนระบอบอำนาจชายนิยม และการกดขี่หญิง เช่น เวลามีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิทธิและความเป็นเจ้าของร่างกายของหญิง ที่มีความเท่าเทียมกับชาย ก็ยังใช้คำว่า ”ชายได้ผู้หญิง“ และ “ หญิงเสียตัว” ให้ผู้ชาย
การตีความผิดโดยตั้งใจ หรือไม่เข้าใจทำให้แนวคิด แนวคิดของสตรีนิยม (Feminism) ถูกเข้าใจผิดและนำไปใช้ผิดๆ และเคลื่อนไหวอย่างผิดๆ แม้ในหมู่ผู้หญิงด้วยกันเองในขบวนการ หรือผู้อ้างว่าเป็น Feminism
เลย ทำให้แนวคิด หรือขบวนการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งใหม่ในสังคม รวมทั้งความอคติระหว่างเพศ และวิธีคิดเชิงปะทะ(Antagonism) ที่ขยายความขัดแย้งในสังคมเป็นเรื่องเชิงตัวบุคคล ระหว่างเพศชายหญิง สามีภรรยา และ การเหยียดหยามกลุ่มหลากหลายทางเพศ(LGBT) และบางครั้งนำไปสู่การปะทะคารม หรือการใช้วาทกรรมที่รุนแรงต่อกัน แบ่งพวกแบ่งฝ่ายกัน ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้มองในเชิงโครงสร้างอย่างตัวอย่างข้างต้น
ทำความเข้าใจความหมายของแต่ละตัวอักษร LGBT
L – Lesbian (เลสเบี้ยน): ผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกัน
G – Gay (เกย์): ผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกัน (บางครั้งใช้เรียกผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกันได้เช่นกัน)
B – Bisexual (ไบเซ็กชวล): คนที่ชอบได้ทั้งเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม
T – Transgender (คนข้ามเพศ): คนที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศที่กำเนิดมา เช่น แปลงเพศหรือแสดงออกเป็นเพศชายหรือเพศหญิง
การทำความเข้าใจแนวคิดนี้อย่างถูกต้องให้มองลึกถึงปัญหาว่าเกิดจากโครงสร้างจะช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เป็นธรรมขึ้นอย่างยั่งยืน เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในเชิงปริมาณ
เพราะพลังสตรี คือผู้สร้างและเปลี่ยนโลก แต่ถูกเพศเดียวกันแบ่งแยกออกไปต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในเชิงประเด็นของสตรีเพศนิยมเพียงประเด็นเดียวออกจากขบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ Feminism เป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างชายนิยม ( Masculinism หรือ Patriarchy ))สร้างความเสียหายให้แก่เพศชายเช่นกัน ผ่านกรอบความคาดหวังที่เข้มงวด หรือที่เรียกว่า Toxic Masculinity เช่น การห้ามแสดงความอ่อนแอ การทำตัวกร่าง เอะอะเสียงดัง การสืบทอดภาระความเป็นผู้นำที่ไม่สมเหตุสมผล
หรือการตีตราเพศชายที่ไม่ดำเนินชีวิตตามบรรทัดฐานกระแสหลัก เช่นหากมีความสุภาพเรียบร้อย ก็มักถูกสบประมาท ว่า หน้าผู้หญิง หรือ กะเทย เป็นต้น
ข้อเข้าใจผิดที่มักพบบ่อย แม้แต่ในหมู่ผู้หญิง
"Feminism คือการเกลียดผู้ชาย" — แท้จริงแล้วไม่ได้ต่อต้านผู้ชาย แต่ต่อต้านระบบอคติและความไม่เท่าเทียม
"Feminism ต้องการให้ผู้หญิงอยู่เหนือกว่า" — แท้จริงแล้ว เป้าหมายคือความเท่าเทียม (Equality) และความเสมอภาค (Equity) ไม่ใช่การสลับอำนาจปกครอง
"Feminism บังคับให้ผู้หญิงต้องทำงานนอกบ้าน" — เป้าหมายที่แท้จริง แนวคิดนี้สนับสนุน "เสรีภาพในการเลือก" ไม่ว่าผู้หญิงจะเลือกเป็นผู้บริหาร หรือเลือกเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว ถือเป็นคุณค่าที่เท่าเทียมกันหากมาจากความต้องการของเจ้าตัว
ประเด็นสิทธิสตรีและการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ (Feminism)
แนวคิดหลัก คือ การเชื่อมั่นและผลักดันให้คนทุกเพศมีความเท่าเทียมกันทั้งในทางกฎหมาย การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อยกเพศหญิงให้อยู่เหนือเพศชาย แต่เป็นการรื้อถอนโครงสร้างสังคมที่กดทับและจำกัดบทบาทของบุคคลตามบรรทัดฐานทางเพศ
ในประวัติศาสตร์ที่โครงสร้างอำนาจมักถูกผูกขาดโดยบรรทัดฐานเพศชาย คำว่า "เฟมินิสต์" (Feminism) หรือ "สิทธิสตรีและสิทธิเพศสภาพ" มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงแนวคิดที่มุ่งเน้นการเรียกร้องสิทธิประโยชน์ให้แก่เพศหญิง หรือเป็นขบวนการที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อเพศชาย
ทว่าในทางรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และมานุษยวิทยา แก่นแท้ของ Feminism คือ การวิพากษ์และรื้อถอนโครงสร้างเชิงอำนาจ (Power Dynamics) ที่สร้างความไม่เสมอภาค และการปลดแอกมนุษย์ทุกคนออกจากกรอบจำกัดของบรรทัดฐานทางเพศ
โดยเฉพาะในด้านสวัสดิการสังคมของเพศหญิงที่มีความเปราะบางกว่าเพศชายหลายด้าน
หลักการแก่นแท้และจุดมุ่งหมายสำคัญ (Core Concepts)ของ สตรีนิยม
1. การรื้อถอนระบอบชายนิยม (Dismantling Patriarchy)
แนวคิดหลักมองว่าสังคมส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างที่ให้คุณค่าและอำนาจแก่เพศชายมากกว่า (Patriarchy) แนวคิดหรือปรัชญาของ Feminism จึงพยายามแก้ไขความไม่เสมอภาคเชิงโครงสร้างนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกเพศเติบโตได้อย่างเสรี
2. สิทธิในการกำหนดชีวิตและเรือนร่างของตนเอง (Bodily Autonomy & Agency)
เน้นย้ำเรื่องเสรีภาพในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายและการดำเนินชีวิตของตนเอง เช่น สิทธิในการเลือกอาชีพ การวางแผนครอบครัว การยินยอมในความสัมพันธ์ (Consent) และความปลอดภัยจากการคุกคามทางเพศ
แนวคิดนี้ต้องการปลดแอกความเหลื่อมล้ำผ่านแว่นตา Feminism จาก การต่อสู้เชิงโครงสร้างสู่เสรีภาพของทุกคน
แก่นแท้ ของสตรีนิยม คือ การรื้อถอนระบอบชายนิยม
ระบอบชายนิยม (Patriarchy) คือโครงสร้างสังคมที่จัดระเบียบให้คุณค่า ความสามารถ และอำนาจการตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่ในมือของเพศชาย Feminism จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สลับตำแหน่งอำนาจ แต่เป็นการตั้งคำถามต่อระบบที่กดทับดังกล่าว
นักปรัชญาและนักทฤษฎีเฟมินิสต์ชั้นแนวหน้าอย่าง Simone de Beauvoir ได้ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการที่สังคมสร้างบทบาทเพศสภาพขึ้นมา ผ่านผลงานคลาสสิกใน The Second Sex (1949) โดยกล่าวไว้ว่า:
"Feminism is a movement to end sexism, sexist exploitation, and oppression."
เฟมินิสต์คือขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อยุติการการเลือกปฏิบัติทางเพศ การเอารัดเอาเปรียบทางเพศ และการกดขี่ทั้งปวง
วาทะนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่แยก "เพศกำเนิด" (Sex) ออกจาก พฤติกรรมของ"เพศสภาพ" (Gender) ซึ่งอธิบายว่า บทบาท ความคาดหวัง และข้อจำกัดต่างๆ ที่ผู้หญิงได้รับนั้น ไม่ใช่เรื่องตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่สังคมหล่อหลอมและกำหนดขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบอำนาจของเพศกำเนิด
3. ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง
Socialist / Marxist Feminism สตรีนิยม หรือ สิทธิสตรีในกรอบมุมมองของสำนักสังคมนิยม
แว่นสังคมนิยมมองว่า ต้นตอของปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดจาก การทำงานร่วมกันอย่างแนบแน่นระหว่าง "ระบอบชายนิยม" และ "ระบบทุนนิยม" (Dual Systems Theory)
กรอบการวิเคราะห์ของสำนักนี้ ใช้การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์แบบมาร์กซิสต์ มุ่งพิจารณาเรื่อง ชนชั้น และ แรงงาน ชี้ให้เห็นว่าระบบทุนนิยมเอาเปรียบผู้หญิงผ่าน "แรงงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน" (Unpaid Care Work/Domestic Labor) เช่น งานบ้าน งานดูแลครอบครัว ซึ่งช่วยผลิตซ้ำแรงงานให้แก่ระบบทุนนิยมฟรีๆ ในขณะเดียวกันระบบชายนิยม(ผู้บริหารชาย นักกฎหมายชาย) ก็กดให้แรงงานหญิงในตลาดมีราคาถูกกว่า ได้รับการเลื่อนตำแหน่งช้ากว่า หรือถูกกีดกัน
เป้าหมายและแนวทางแก้ไขในสายตาของมาร์กซิสม์ คือการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและสังคม (Socio-economic Transformation) ที่มุ่งล้มล้างทั้งระบบทุนนิยมและระบบชายนิยมพร้อมๆกันไป สร้างระบบความเท่าเทียมของทุกเพศ สนับสนุนการจัดสรรทรัพยากรใหม่ อย่างเท่าเทียมกัน
รัฐต้องมีสวัสดิการดูแลงานบ้าน/การดูแลเด็ก การให้การศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ให้สิทธิลูกชายก่อน และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้แก่แรงงานทุกเพศ จ่ายค่าจ้างตามความสามารถและตำแหน่งงาน
สำนักนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีความซับซ้อนในการเคลื่อนไหวจริง เนื่องจากต้องปรับสมดุลระหว่างการต่อสู้เรื่องชนชั้นและการต่อสู้เรื่องเพศสภาพ บางครั้งอาจทำให้ประเด็นทางเพศถูกลดทอนลงภายใต้ร่มของการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ และการเมืองเพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง
4.. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์: 4 คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง
เจาะลึกถึงขบวนการเคลื่อนไหวของ Feminism มีการปรับตัวและขยายขอบเขตความคิดมาอย่างต่อเนื่องตามยุคสมัย โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วงคลื่นสำคัญ ดังนี้:
คลื่นลูกแรก First-Wave Feminism (ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20): มุ่งเน้นไปที่สิทธิทางการเมืองและกฎหมายพื้นฐาน โดยเฉพาะสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง (Women's Suffrage) สิทธิในการถือครองทรัพย์สิน และการศึกษา
คลื่นลูกที่ 2 Second-Wave Feminism (1960s – 1980s): ขยายการตั้งคำถามจากเรื่องกฎหมายไปสู่เรื่องวัฒนธรรมและชีวิตประจำวัน เช่น ความรุนแรงในครอบครัว สิทธิการเจริญพันธุ์ (Reproductive Rights) และความเหลื่อมล้ำในสถานที่ทำงาน
Betty Friedan ได้เขียนเล่าผ่านหนังสือ The Feminine Mystique (1963) ได้เปิดเผยความทุกข์ระทมที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพจำของแม่บ้านในอุดมคติ
คลื่นลูกที่ 3 Third-Wave Feminism (1990s – 2010s): เน้นความหลากหลายและการตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานเดิม โดยเริ่มโอบรับเพศวิถีที่หลากหลายและการท้าทายกรอบ Binary (ชาย/หญิง)
คลื่นลูกที่ 4 Fourth-Wave Feminism (2010s – ปัจจุบัน): ขับเคลื่อนแนวคิดนี้ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสังคมออนไลน์ มุ่งเน้นประเด็นเรื่องการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ความยินยอม (Consent) และความยุติธรรมเชิงโครงสร้างในระดับโลก
5.. ความทับซ้อนทางอัตลักษณ์ (Intersectionality)
การพัฒนาที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของ Feminism ยุคใหม่ คือแนวคิด Intersectionality ที่เสนอโดยนักกฎหมาย Kimberlé Crenshaw ในปี 1989 ซึ่งเตือนใจให้เห็นว่า ประสบการณ์ความกดทับของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางเพศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทับซ้อนกันของเพศสภาพ ชาติพันธุ์ ชั้นชนทางสังคม และปัจจัยอื่นๆ
ดังที่ Bell Hooks นักคิดและนักเขียนแนวเฟมินิสต์ผิวสี ได้นิยามแก่นของ Feminism ไว้ในหนังสือ Feminism is for Everybody (2000) ว่า:
Feminism is a movement to end sexism, sexist exploitation, and oppression."
เฟมินิสต์คือขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อยุติการการเลือกปฏิบัติทางเพศ การเอารัดเอาเปรียบทางเพศ และการกดขี่ทั้งปวง
คำนิยามนี้ย้ำเตือนว่า เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการปลดแอกสตรีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการยุติระบบอคติและการกดทับหญิงทุกรูปแบบในสังคม
Feminism เสนอทางออกให้แก่คนทุกเพศ รวมทั้ง lGBT ด้วยในการมีเสรีภาพที่จะเลือกวิถีชีวิต แสดงอารมณ์ความรู้สึก และประกอบอาชีพตามความถนัด โดยไม่ต้องถูกจำกัดด้วยคุณค่าทางเพศที่สังคมกำหนดผ่านวัฒนธรรมประจำชาติ คำสั่งสอน คำพังเพย วรรณกรรม และคำสอนทางศาสนาที่กดขี่ ด้อยค่าสตรี
กล่าวโดยสรุป ปัญหาความไม่เท่าเทียมและการถูกกดทับของสตรี เกิดจากปัญหาทางโครงสร้าง การต่อสู้ของ Feminism หรือ สตรีนิยมนั้น จึงแยกไม่ออกจากการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่กดขี่สตรีในสังคมที่ยังไม่ก้าวหน้า นั่นคือ การต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อขจัดปัญหาข้างต้น นั่นเอง
ไม่ใช่การต่อสู้เรียกร้องในเชิงประเด็นอย่างที่หลายขบวนการสตรีต่อสู้อยู่
เอกสารอ้างอิง (References)
1. Beauvoir, S. de. (1949). The Second Sex (Le Deuxième Sexe). Paris: Gallimard.
2. Crenshaw, K. (1989). Demarginalizing the Intersection of Race and Sex: A Black Feminist Critique of Antidiscrimination Doctrine, Feminist Theory and Antiracist Politics. University of Chicago Legal Forum, 1989(1), 139-167.
3. Friedan, B. (1963). The Feminine Mystique. New York: W. W. Norton & Company.
4. Hooks, B. (2000). Feminism is for Everybody: Passionate Politics. Cambridge, MA: South End Press.
5. Tong, R. (2014). Feminist Thought: A More Comprehensive Introduction (4th ed.). Boulder, CO: Westview Press