วันอังคาร, พฤษภาคม 19, 2569

ในไทยมีเหตุการณ์นองเลือดเพื่อประชาธิปไตยในเดือนพฤษภาคมหลายครั้ง คนตายหลายร้อย มาก พอ ๆ กับที่กวางจู แต่คนเกาหลีมีการจัดงานรำลึกที่ใหญ่โตมาก มีพิพิธภัณฑ์ถาวรด้วย ทำใมเราไม่มี?

https://www.facebook.com/reel/1465163385358743

Yaowalak Anuphan 
13 hours ago
·
ทุกๆ ปี ชาวควังจูจะจัดงานรำลึกเหตุการณ์การลุกขึ้นสู้ของ นักเรียน นศ.ประชาชน ที่ต่อต้านเผด็จการทหาร ทุกปีประธานาธิบดีเกาหลีใต้จะมาเปิดงานเคารพด้วยตนเอง
ปีนี้ครบรอบ 46 ปี ตึกขาวข้างหลังที่เห็นเป็นตึกฐานที่มั่นสุดท้ายที่ชาวควังจูต่อสู่กับทหาร คนทีอยู่ในตึกเสียชีวิตทั้งหมด ตึกถูกปิดมา 46 ปี
วันนี้ ตึกเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้/การเสียชีวิต เป็นวันแรกที่เปิดให้เข้าไปศึกษา
ดูไปคิดถึงเหตุการณ์ 14 ตค 16 , 6 ตค.19 ,พฤษภาทมิฬ 35 บ้านเราทำไมถึงทำพิพิธภัณฑ์แบบนี้ไม่ได้
หากใครมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์การต่อสู้กับเผด็จการของคนเกาหลี จะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงออกมาต่อต้านการที่ ปธน.ประกาศกฎอัยการศึก จน ปธน.ติดคุก
...

Pipob Udomittipong 
13 hours ago
·
ในไทยมีเหตุการณ์นองเลือดเพื่อประชาธิปไตยในเดือยพฤษภาคมหลายครั้ง คนตายหลายร้อย มาก พอ ๆ กับที่กวางจู แต่คนเกาหลีมีการจัดงานรำลึกที่ใหญ่โตมาก มีพิพิธภัณฑ์ถาวรด้วย ทำใมเราไม่มี?
.....


President Lee vows to uphold spirit of May 18 at the 46th Gwangju commemoration

Arirang News

May 18, 2026 
#President #LeeJaeMyung #Gwangju
이 대통령 "5•18 정신 헌법 수록에 최선 다할 것” 
Cho Young-eun, Arirang News.

https://www.youtube.com/watch?v=3GawJvhX_zo
.....

วันนี้เป็นวันครบรอบ 46 ปีของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม โดยประธานาธิบดีอี แจ มยอง ได้ให้คำมั่นสัญญาที่เมืองกวางจูว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้มีการชดเชยอย่างเหมาะสมแก่ผู้เสียหายและรักษาจิตวิญญาณของการเคลื่อนไหวเอาไว้

โช ยอง-อึน รายงานว่า ประธานาธิบดีอี แจ มยอง เข้าร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 46 ปีของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม ที่เมืองกวางจูในวันจันทร์ และกล่าวสุนทรพจน์ว่า "ในวันนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพและระลึกถึงอย่างสุดซึ้งต่อดวงวิญญาณอันสูงส่งของวีรชนประชาธิปไตยในเดือนพฤษภาคม ผู้ซึ่งเสียสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยอย่างเต็มใจ" พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ อาคารที่ทำการรัฐบาลจังหวัดจอลลานัมโดเดิม ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของการต่อต้านของประชาชนในช่วงการเคลื่อนไหว หลังจากได้รับการบูรณะแล้ว ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีอีและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง คิม ฮี คยอง ยังได้ไปเยี่ยมสุสานแห่งชาติ 18 พฤษภาคม เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวของพวกเขาด้วย

จิตวิญญาณของเหตุการณ์ 18 พฤษภาคมถูกเน้นย้ำอีกครั้งเมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ 3 ธันวาคม 2024

"การลุกฮือเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมเป็นคำถามที่ยังไม่จบสิ้นซึ่งถูกทิ้งไว้ให้เราโดยเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม ประชาธิปไตยจะไม่เกิดขึ้นหรือคงอยู่ได้หากปราศจากความมุ่งมั่น"

รัฐบาลยังให้คำมั่นว่าจะสานต่อความพยายามในการบันทึกและยกย่องการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม เพื่อให้กวางจูในปี 1980 สามารถปกป้องอนาคตของชาติได้ต่อไป

นอกจากนี้ ในสุนทรพจน์ของลี ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมืองเพื่อให้มั่นใจว่าจิตวิญญาณของเหตุการณ์ 18 พฤษภาคมจะสะท้อนอยู่ในคำนำของรัฐธรรมนูญของประเทศ

"นี่เป็นคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนมานานแล้ว ซึ่งอยู่เหนือผลประโยชน์ทางการเมือง ดังนั้น ผมจึงขอเรียกร้องให้ทั้งพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและภาวะผู้นำร่วมกัน"
ประธานาธิบดีลียังให้คำมั่นว่าจะบูรณะอาคารที่ทำการรัฐบาลจังหวัดจอลลานัมโดเดิมให้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งประชาธิปไตยเกาหลีที่มีชีวิตชีวา

นอกจากนี้ เขายังประกาศแผนการจัดตั้งระบบที่รัฐบาลเป็นผู้นำในการลงทะเบียนและยกย่องผู้ที่มีส่วนร่วมในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม

ท่ามกลางวิกฤตการณ์หลายด้านที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ตั้งแต่การเติบโตที่ชะลอตัวและความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มมากขึ้น ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงในระเบียบโลกและการลดลงของประชากรในภูมิภาค ผู้นำเกาหลีใต้แสดงความหวังว่าประเทศของเขาจะก้าวไปข้างหน้าโดยยึดมั่นในคุณค่าที่แสดงออกโดยเหตุการณ์ที่กวางจู

ต่อมา ประธานาธิบดีลียังได้เดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารของสายการบิน Jeju Air ประสบอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ณ ท่าอากาศยานนานาชาติมูอัน ซึ่งท่านได้เข้าพบครอบครัวของผู้ประสบภัย พร้อมทั้งสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน
.....

ชวนอ้านจดหมายของ "เก็ท"

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
8 hours ago
·
“เก็ท โสภณ” เขียนถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ที่กวางจูสู่ราชประสงค์ ความหมายของการรำลึกถึงความรุนแรงโดยรัฐ
.
.
วันที่ 18 พ.ค. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนจดหมายในโอกาสครบรอบเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนที่เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ จนถึงการสังหารคนเสื้อแดงในการชุมนุมที่ราชประสงค์ ที่ครบรอบ 16 ปี เพื่อกล่าวถึงความสำคัญของการรำลึกเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในอดีต การหันไปมองประวัติศาสตร์และการถอดบทเรียนจากมัน
.
เก็ทเห็นว่า ผลลัพธ์ของการต่อสู้อาจไม่ได้อยู่ที่ห้วงขณะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เท่านั้น แต่อยู่ที่ขบวนการรักษาหลักการให้สาธารณชนได้เห็นโครงสร้างอันไม่ยุติธรรมของแต่ละสังคมต่อไปได้อย่างไร
.
———————————–
.
The Greater Good
.
วันที่ 18 พฤษภาคม เป็นวันรำลึกเหตุการณ์กวางจูที่เกาหลีใต้ เหตุการณ์นี้ย้อนไปเมื่อ ค.ศ. 1980 หรือ พ.ศ. 2523 ชาวเมืองกวางจูได้ลุกขึ้นต่อสู้กับเผด็จการทหารที่นำโดย “ชุน ดู วาน” การลุกฮือต่อสู้ในครั้งนั้น แม้จะมีผู้ล้มตายและบาดเจ็บไปจนถึงมีผู้สูญหายจำนวนมาก แต่ชาวเกาหลีใต้ก็ได้นำเหตุการณ์ในครั้งนั้นมาเป็นบทเรียนในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย
.
คนทั่วไปรู้จักเหตุการณ์ครั้งนั้นในนาม “May18th” หรือ “Gwangju Uprising” ในทุก ๆ ปีเมื่อถึงวันที่ 18 พฤษภาคม ประชาชนชาวเกาหลีใต้จะหลั่งไหลไปรำลึกเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงแต่ชาวบ้านเท่านั้นที่ไป เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังไปรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว
.
ตัดกลับมาบ้านเรา อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถูกสร้างขึ้นเล็ก ๆ ตรงมุมแยกคอกวัว อนุสรณ์สถานรำลึกพฤกษา 35 ถูกสร้างไว้หลัง สน.ชนะสงคราม ก่อนที่ผมจะเข้ามาในคุก มีการกั้นรั้วในฝั่งฟุตบาท หากจะเข้าไปรำลึกเหตุการณ์ที่อนุสรณ์สถาน ก็ต้องผ่านด้านหน้า สน.ชนะสงคราม ไม่รู้ว่าผ่านมาหลายปีแล้ว รั้วกั้นฝั่งฟุตบาทถูกเอาออกไปหรือยัง
.
ส่วนการชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้น แม้จะมีการสังหารหมู่ที่แยกราชประสงค์ยาวไปจนถึงหน้าวัดปทุมวนาราม ซึ่งขณะนี้พิสูจน์ทราบได้แล้วว่า ผู้ปฏิบัติการคือทหารและเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กลับไม่มีอนุสรณ์สถานหรือหมุดหมายไว้ใช้รำลึกคนเสื้อแดง ทั้งที่คนเหล่านั้นคือสามัญชนคนธรรมดาที่ออกไปเรียกร้องประชาธิปไตย แม้วันนี้ ผมจะไม่ได้ไปงานรำลึกคนเสื้อแดง แต่ผมก็พอคาดเดาได้ว่าผู้คนที่มารำลึกเหตุการณ์นี้ ถ้าไม่ยืนบนฟุตบาทก็ต้องลงมามายืนบนท้องถนน พื้นที่ประชาชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็มีเท่านี้
.
บางคนอาจจะตั้งคำถามว่า เหตุการณ์มันผ่านมาตั้ง 16 ปีแล้ว จะเอาอะไรอีก คนตายก็ตายไปแล้ว ปรองดองกันดีกว่า สำหรับคนที่ยังฝังใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวรวมถึงผมด้วย ก็มักจะสวนกลับยังทันควันว่า คนสั่งฆ่ายังลอยนวล สรุปแล้วอะไรคือประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าระหว่างการฝังกลบความทรงจำ หรือการหันหน้าเข้าหามันเพื่อถอดบทเรียน
.
สำหรับแนวคิดเรื่องการขอโทษในพื้นที่สาธารณะ ผมขอนำแนวคิดของ ไมเคิล แซนเดล (Michael J. Sandel) นักปรัชญาการเมืองชาวอเมริกัน มานำเสนอ เขากล่าวว่า การขอโทษในพื้นที่สาธารณะ หรือคือการแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์เหล่านั้นมีผู้เสียหายจริง ญาติและครอบครัวของผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบก็มีอยู่จริง ๆ การกล่าวคำขอโทษจะช่วยปิดปากแผลให้กับผู้เสียหายและครอบครัวผู้เสียหาย สร้างมาตรฐานสังคมสาธารณะว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ควรทำและสิ่งใดคือสิ่งที่ไม่ควรทำ
.
แนวคิดของ ไมเคิล แซนเดล คงทำให้เห็นบ้างว่าคำขอโทษนั้นสำคัญอย่างไร ผมไม่แน่ใจว่า ถึงวันนี้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีและพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาลขณะนั้น จะกล้ามาขอโทษผู้เสียหายแล้วหรือยัง
.
ความรับผิดชอบต่อคนเสื้อแดงนั้นไม่ได้ตกอยู่เพียงแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น เพราะในห้วงขณะนั้นมีการปะทะกันทางอุดมการณ์อย่างหนัก ดังที่เราเคยเห็นข่าวข้อขัดแย้งแดง-เหลือง เราได้เห็นภาพหลายอย่างชัดขึ้น หลังวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่มีการทำ Big Cleaning Day การทำกิจกรรมหลังสังหารหมู่ในครั้งนั้นไม่ได้ก่อการโดยเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนด้วย
.
คนที่เข้าร่วมทำกิจกรรม Big Cleaning Day เค้าจะรู้สึกอย่างไร ผมนึกไม่ออกเพราะเค้าไม่ได้ไปเก็บขยะหลังการชุมนุมเท่านั้น แต่เขาเข้าเช็ดคราบเลือดของคนเสื้อแดง เก็บกระสุน คนที่ร่วมในครั้งนี้ก็คือประชาชนด้วย
.
ในการถกเถียงเรื่องความยุติธรรมมันไม่มีตรงกลางหรอก คิดตามก็ได้ว่าระหว่างความยุติธรรมและความอยุติธรรมคืออะไร ตรงกลางระหว่างความถูกต้องคืออะไร สำหรับผม ผมก็พูดตรง ๆ ว่าผมไม่ได้อยู่ตรงกลาง สถาบันที่ผมเคารพคือสถาบันประชาชน หลักการที่ผมศรัทธาคือหลักการประชาธิปไตย หากประชาชนปกครองกันเองได้ เราก็จะมีเสรีภาพในการพูดคุยกัน มีการถ่วงดุลอำนาจ มีการตรวจสอบกระบวนการทำงานของรัฐอย่างเป็นกลาง พัฒนาการของสังคมย่อมเกิดขึ้นได้บนหลักการประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมรู้สึกเชื่อมโยงกับคนเสื้อแดง
.
ทีนี้ผมก็ต้องถามผู้คนที่มีอุดมการณ์ตรงผมว่า ผู้คนที่ชูสถาบันของอภิสิทธิ์ชนและหวังอำนาจคุ้มครองจากระบอบอุปถัมภ์ สถาบันของคุณได้ให้คุณค่าอะไรกับสังคม แล้วคุณมีความชอบธรรมอะไรในการยกสถาบันของคุณเทิดไว้ในหัว แล้วเข้าปราบปรามคนที่เห็นต่างจากคุณ
.
เมื่อกล่าวยืดยาวมาถึงจุดนี้ ผู้อ่านก็คงได้เห็นเค้าร่างว่าอะไรคือ “The Greater Good” ของสังคม ในสังคมประชาธิปไตยคนเห็นต่างควรถูกปราบปรามอย่างนั้นหรือ และการกดขี่ข่มเหงคนเห็นต่างนั้น ก็มีถึงขั้นฆ่ากันกลางถนน หากจะฝังกลบความทรงจำเพียงให้หลงลืมและพร่ำพูดว่าปรองดองกัน มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะผู้เสียหายนั้นมีอยู่จริง ครอบครัวของพวกเขาก็มีอยู่จริง การหันไปมองประวัติศาสตร์และร่วมกันถอดบทเรียน น่าจะเป็นทางที่ดีกว่าเพราะเราจะได้ตั้งคำถามว่าคุณค่าของความเป็นคนคืออะไร กระบวนการประชาธิปไตยควรจะเป็นอย่างไร ทุกคนก็คงรู้แล้ว “The Greater Good” คืออะไร
.
การต่อสู้ของคนเสื้อแดงไม่ใช่เรื่องง่าย คงมีคนตั้งคำถามอย่างท้าทายว่าไม้ซีกจะงัดไม้ซุงได้อย่างไร สามัญชนจะสู้อภิสิทธิ์ชนได้อย่างไร แต่ผมว่าผลลัพธ์ของการต่อสู้ไม่ได้อยู่ที่ห้วงขณะนั้นเท่านั้น แต่อยู่ที่ขบวนการรักษาหลักการให้สาธารณชนได้เห็นโครงสร้างของสังคมว่าอภิสิทธิ์ชนนั้นกดขี่คนธรรมดาอย่างไร
.
ก็คงไม่ต่างจากกวางจู คนเสื้อแดงยังคงสร้างบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลัง
.
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
----------------------------------
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/83629
.
เก็ท โสภณ ถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 8 เดือนเศษ เขาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี ในแต่ละคดี ถูกศาลพิพากษาจำคุกรวมโทษเป็น 10 ปี กับอีก 6 เดือน
.
สามารถเขียนจดหมายถึงเก็ท ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล https://freeratsadon.amnesty.or.th/list

https://www.facebook.com/photo?fbid=1391428579494275&set=a.656922399611567



สังคมไทยอยู่ในเกม ‘ชักเย่อทางอำนาจ’ที่ไม่รู้ ‘เชือกจะขาด’ เมื่อไหร่? มันมีแนวโน้ม พาสังคมไปสู่ สังคมสิ้นหวัง


สังคมไทยอยู่ในเกม ‘ชักเย่อทางอำนาจ’ที่ไม่รู้ ‘เชือกจะขาด’ เมื่อไหร่? : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

มติชนสุดสัปดาห์

May 15, 2026
‘อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์’

https://www.youtube.com/watch?v=2fEkxniP918
.....



Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์

7 hours ago
·
❝ ‘อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์’ เราอยู่ในเกม ‘ชักเย่อทางอำนาจ’
ที่ไม่รู้ ‘เชือกจะขาด’ เมื่อไหร่? ❞
.
ในงานเสวนาหัวข้อ “โจทย์ใหม่ของสังคม-การเมืองไทย : ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” จัดโดยคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวสรุปการทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย
.
ผมเสนออย่างนี้ว่า สิ่งที่พวกเราพูดทั้งหมดมันคือสภาวะการเมืองที่ผมเรียกว่า “ชักเย่อทางอำนาจ” ของสังคมไทย ทุกอย่างมันเปลี่ยนหมด สภาวะ “ชักเย่อทางอำนาจ” ไม่ใช่แค่มีสองฝ่าย มีหลายฝ่าย แต่มีสองกลุ่มใหญ่ๆ ร่วมกันชัก
.
ถามว่าทหารเป็นฝ่ายเดียวกับภูมิใจไทยไหม?
ตอนนี้เป็น แต่ต่อไปก็ไม่แน่
.
อันนี้คือ “ชักเย่อทางการเมือง” ที่มันกำลังเกิดอยู่ตอนนี้ เกมชักเย่อคือต้องชนะ นอกเสียจากบางฝ่ายเหนื่อยแล้วรู้สึกว่าจะ (ต้องสร้างข้อ) ตกลงร่วม แต่วันนี้ยังไม่เห็น (แนวโน้ม) ทุกฝ่ายออกแรงดึงกันอยู่
.
ด้านหนึ่ง (ของปลายเชือก) ผมใช้คำว่า “พันธมิตรของชนชั้นนำ” (party of order)
.
ทำไมถึงเกิด “นโปเลียน โบนาปาร์ต”?
.
เพราะพวกชนชั้นนำมารวมตัวกัน เพื่อที่จะขัดขวาง “จาโคแบง” (สโมสรทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส) ฉะนั้น การรวมตรงนี้ มันเปิดโอกาสให้เกิด “เผด็จการแบบนโปเลียน”
.
ผมคิดว่าบ้านเราเป็นแบบเดียวกัน “พันธมิตรของชนชั้นนำ” เกิดแล้วก็มีพัฒนาการของมัน จากปี 2557 ถามว่าเครือข่ายของพวกนี้เปลี่ยนไหม? เปลี่ยน ซึ่งเราควรรู้ แต่เราไม่รู้
.
(พันธมิตรของชนชั้นนำ ประกอบด้วย) ระบบราชการ, ทุน, ชนชั้นนำทางวัฒนธรรม, พรรคและนักการเมืองที่ถูกเลือก
.
อีกด้านหนึ่ง (ของปลายเชือก) คือ “มวลชนผู้ตื่นตัว” (active citizen) ดูจากคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และผลการลงประชามติรัฐธรรมนูญ มันมีกลุ่มนี้อยู่แน่ๆ
.
ในการถักสาน-สร้างแนวร่วมของชนชั้นนำที่รวมกันเพื่อจรรโลงโครงสร้างอำนาจเดิม “พันธมิตรของชนชั้นนำ” จะต้องจำกัดประชาธิปไตยไม่ให้มีความหมายกว้างขวาง รัฐธรรมนูญปี 2560 (ทำเรื่องนี้) ชัดเจน เขาตั้งใจ ย้ำ!


‘อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์’ เราอยู่ในเกม ‘ชักเย่อทางอำนาจ’ ที่ไม่รู้ ‘เชือกจะขาด’ เมื่อไหร่?
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_895365

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1372211188274410&set=a.627369302758606




ตัวอย่าง ทำไม รัฐธรรมนูญ 2560 เป็น ปุ๋ยชั้นดี ของระบบการเมืองที่เปิดช่องให้ “ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน” และบีบให้กลไกตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบอ่อนแอลง

 
14 hours ago
·
[ รัฐธรรมนูญ 2560 เป็น ปุ๋ยชั้นดี ของระบบการเมืองที่เปิดช่องให้ “ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน” และบีบให้กลไกตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบอ่อนแอลง ]
.
วันนี้ ในการแถลงข่าวหลังประชุม ครม. เงา ผมได้พยายามชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของรัฐธรรมนูญ กับ ปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
.
รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ประเทศเรามีระบบการเมืองที่ “ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน” โดยเปิดช่องให้รัฐบาลกับองค์กรอิสระ ฮั้วกันได้ โดยมีวุฒิสภาเป็นเครื่องมือ
- ในเมื่อกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาเป็นกระบวนการเลือกกันเองที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน จึงเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองสามารถเข้าไปแทรกแซงและคุมเสียงในวุฒิสภาได้อย่างแทบจะเบ็ดเสร็จ
- และในเมื่อวุฒิสภามีอำนาจชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ก็หมายความว่าหากฝ่ายการเมืองที่คุมเสียงวุฒิสภาเกี่ยวข้องกับรัฐบาล รัฐบาลก็อาจถูกมองว่าคุมเสียงในองค์กรอิสระได้เช่นกัน
.
พอเป็นเช่นนี้ กลไกในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบในประเทศเรา จึงถูกบีบให้อ่อนแอลง
.
ตัวอย่างที่ 1
.
หากคนในรัฐบาลไปกระทำการทุจริตคอร์รัปชัน (เช่น การซุกหุ้น) องค์กรอิสระที่เราคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบคือ ป.ป.ช.
.
แต่หากเราสงสัยว่า ป.ป.ช. กำลังปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อปล่อยเกียร์ว่าง ละเว้นการตรวจสอบ หรือปกป้องคนในรัฐบาล (ดังเช่นที่เราตั้งข้อสังเกตในกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของคุณศักดิ์สยาม) กลไกที่เรามีในการตรวจสอบ ป.ป.ช. เสี่ยงจะขาดประสิทธิภาพ
.
เพราะหากเราเข้าชื่อเพื่อร้องเรียนให้ศาลตั้งคณะไต่สวน ป.ป.ช. เรื่องดังกล่าวจะไปไม่ถึงศาลหากไม่ได้รับการอนุมัติจากประธานรัฐสภา ซึ่งมาจากพรรคเดียวกัน กับรัฐบาล / และหาก เราต้องการร้องเรียนประธานรัฐสภาที่ปัดตกเรื่องร้องเรียน ป.ป.ช. โดยไม่สมเหตุสมผล เราก็ต้องร้องไปที่ ป.ป.ช.
.
ตัวอย่างที่ 2
.
หากคนในรัฐบาล ไปกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง สส. หรือไปแทรกแซงการเลือก สว. (เช่น การฮั้ว สว.) องค์กรอิสระที่เราคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบคือ กกต.
.
แต่หากในอนาคตอันใกล้ กกต. มีการเป่าคดีฮั้ว สว. ให้ไปไม่ถึงศาล ในลักษณะที่เรามองว่าเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ส่วนหนึ่งอาจเพราะหลายคนใน กกต. ถูกรับรองให้เข้ามาทำหน้าที่โดย กลุ่ม สว. ที่ถูกกล่าวหา) กลไกที่เรามีในการตรวจสอบ กกต. ก็แทบจะไม่มี
.
เพราะรัฐธรรมนูญได้ถอนสิทธิที่ประชาชนเคยมีในการเข้าชื่อเพื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ออกไป / หากจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อคืนสิทธิดังกล่าวให้ประชาชน ก็ต้องได้เสียเห็นชอบจากอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภา
.
.
ทั้งหมดนี้เลยก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “งูกินหาง” หรือ การ “ผลัดกันเกาหลัง”
- ถ้าจะร้อง ป.ป.ช. ก็ต้องไปที่ประธานรัฐสภา / ถ้าจะร้องประธานรัฐสภาก็ต้องไปที่ ป.ป.ช.
- ถ้าจะเอาผิด สว. ก็ต้องหวังพึ่ง กกต. ให้มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล / ถ้าจะเอาผิด กกต. ก็ต้องหวังพึ่ง สว. ให้มาร่วมแก้รัฐธรรมนูญ
.
.
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงได้อภิปรายในรัฐสภาสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็น “ปุ๋ยชั้นดี” ของระบอบตั๋วสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ โดยการควบคุมสถาบันทางการเมืองอย่างแทบจะเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่รัฐบาล รัฐสภา และองค์กรอิสระ
.
ดังนั้น ผมจึงมีความกังวลใจ ว่าหลังจากนี้ ระบอบสีน้ำเงิน จะพยายามทำทุกทางให้การเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือหากเดินหน้าไปได้ ก็จะพยายามทำให้กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ระบอบสีน้ำเงินยังคงผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างและการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
พรรคประชาชนเราจะพยายามทำเต็มที่ผ่านทุกกลไกในสภา เพื่อทำให้เรามีกติกาและระบบการเมืองที่เป็นธรรม ยึดโยงกับประชาชน และหลุดพ้นจากการถูกผูกขาดและครอบงำโดยระบอบสีน้ำเงิน - แต่เราจะไม่สามารถทำสำเร็จได้ หากเราไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนและพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่มีเป้าหมายเดียวกัน



รากเหง้าทศวรรษของความเหลื่อมล้ำ


BIOTHAI
12 hours ago
·
ความเหลื่อมล้ำ

1. หนี้ครัวเรือนต่อ GDP พ.ศ. 2557 ≈ 80% พ.ศ. 2566–2567 ≈ 90–95%
2. คน 10% บนสุดถือครองความมั่งคั่ง พ.ศ. 2558–2559 ≈ 70%+ พ.ศ. 2564 ≈ 74.2%
3. คน 1% บนสุดถือครองความมั่งคั่ง พ.ศ. 2559 ≈ 58% พ.ศ. 2561 ≈ 66.9%
4. ส่วนแบ่งรายได้ของคน 10% บนสุด พ.ศ. 2558 ≈ 46–47% พ.ศ. 2564 ≈ 48.8%
5. ค่าแรงขั้นต่ำ พ.ศ. 2557 ≈ 300 บาท พ.ศ. 2567 ≈ 330–370 บาท เพิ่มช้ามาก
6. หนี้ครัวเรือนรวม พ.ศ. 2557 ≈ 10 ล้านล้านบาท พ.ศ. 2567 ≈ 16–17 ล้านล้านบาท เพิ่มมหาศาล
7. บริษัทใหญ่ 5% แรก ครองกำไรธุรกิจ พ.ศ. 2560 ≈ 85% ของกำไรทั้งระบบ ปัจจุบันยังคงสูงมาก

ส่วนรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำนั้นอธิบายได้จากภาพ 3 ภาพนี้
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1446276320879110&set=a.627833372723413




ทำไมผู้คนต้องฮือฮากับคำพูดของ อ.สุลักษณ์ ซึ่งให้สัมภาษณ์ตะวัน กับหยก ในรายการคุยข้ามรุ่น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา


Wara Chanmanee
8 hours ago
·
มีใครก็ไม่รู้ถามว่า ทำไมผู้คนต้องฮือฮากับคำพูดของ อ.สุลักษณ์ ซึ่งให้สัมภาษณ์ตะวัน กับหยก ในรายการคุยข้ามรุ่น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

คำตอบคือ ลองนึกดูว่ามีผู้ใหญ่คนไหนกล้ายืนยันแบบ อ.สุลักษณ์

ในภาวะที่เพดานทางสังคมและการเมืองมีความตึงเครียดสูง จนแม้กระทั่งพรรคการเมืองหรือนักการเมืองอาชีพหลายคนต้องเลือกที่จะ ถอยหรือสงวนท่าที เพื่อความปลอดภัยทางการเมืองและทางกฎหมาย แต่ ส. ศิวรักษ์ ในวัยนี้ยังคงออกมายืนยันหลักการอย่างตรงไปตรงมา

การยืนหยัดของ อ.สุลักษณ์ คือการทำหน้าที่ปัญญาชนสาธารณะ ซึ่งมุ่งหมายจะพูดความจริงต่อผู้มีอำนาจ โดยไม่หวั่นเกรงต่อผลกระทบส่วนตัว เพื่อประโยชน์และความยั่งยืนของโครงสร้างสังคมในระยะยาว

สังคมต้องการเสาหลัก ไม่ใช่พวกยอมประนีประนอมจนไร้กระดูกสันหลัง ไร้ความกล้าหาญทางจริยธรรม จนทำให้สังคมสูญเสียทิศทาง
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=26845077975150815&set=a.505013726250599
.....

เผื่อใครที่ยังไม่ได้ชมแต่อยากชม ลิงก์ข้างล่าง



https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/27166429399663875
4 hours ago
·
สถาบันกษัตริย์จะอยู่ได้ไหม
นี่คือคำถามข้ามศตวรรษเลยนะครับ
..............
(1)
ในเวลานั้น อายุพ่อเพียง 15 ปีกับ 10 วัน ไม่มีมารดา มีญาติฝ่ายมารดาก็ล้วนแต่โลเลเหลวไหลก็มิได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งราชการอันใดเป็นหลักฐาน ฝ่ายญาติข้างพ่อ คือเจ้านายทั้งปวงก็ตกอยู่ในอำนาจสมเด็จเจ้าพระยา และต้องรักษาตัวรักษาชีวิตอยู่ด้วยกันทั่วทุกองค์ ที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อการอันใดเสียก็มี โดยมากฝ่ายข้าราชการถึงว่ามีผู้ที่ได้รักใคร่สนิทสนมอยู่บ้าง ก็เป็นแต่ผู้น้อยโดยมาก ที่เป็นผู้ใหญ่ไม่มีกำลังสามารถอาจจะอุดหนุนอันใด .
ฝ่ายพี่น้องซึ่งร่วมบิดาหรือที่ร่วมทั้งมารดาก็เป็นเด็กมีแต่อายุต่ำกว่าพ่อลงไปไม่สามารถจะทำอะไรได้ทั้งสิ้น ส่วนตัวพ่อเอง ยังเป็นเด็กอายุเพียงเท่านั้น ไม่มีความสามารถรอบรู้ในราชการอันใดที่จะทำการตามหน้าที่แม้แต่เพียงเสมอเท่าที่ทูลกระหม่อมทรงประพฤติมาแล้วได้ ยังซ้ำเจ็บเกือบจะถึงแก่ความตายอันไม่มีผู้ใดสักคนเดียว ซึ่งจะเชื่อว่ารอด ยังซ้ำถูกอันตรายอันใหญ่คือทูลกระหม่อมเสด็จสวรรคตในขณะนั้นเปรียบเหมือนคนที่ศีรษะขาดแล้ว จับเอาแต่ร่างกายขึ้นตั้งไว้ในที่สมมติกษัตริย์ เหลือที่จะพรรณนาถึงความทุกข์อันต้องเป็นกำพร้าในอายุเพียงเท่านั้น
และความหนักของมงกุฎอันเหลือที่คอจะทานไว้ได้ ทั้งมีศัตรูซึ่งมุ่งหมายอยู่โดยเปิดเผยรอบข้าง ทั้งภายในภายนอกหมายเอาทั้งในกรุงเองและต่างประเทศ ทั้งโรคภัยในกายเบียดเบียนแสนสาหัส
พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
พระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศฯ",
พ.ศ.2437
(2)
“พระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันเนี่ย มีพระกระแสถามผมโดยตรงเลย ว่าสถาบันกษัตริย์จะอยู่ได้ไหมในเมืองไทย
ผมก็กราบทูลเลย ถ้าตราบใดที่พระมหากษัตริย์ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร สถาบันนี่อยู่ได้ตลอดไป
แต่ถ้าพระมหากษัตริย์ ทำอะไรต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของกษัตริย์ ไม่ทำประโยชน์เพื่อราษฎร สถาบันกษัตริย์ก็อยู่ไม่ได้"
- สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ,2569
https://www.facebook.com/reel/1406925751195476



เครือข่ายแพลตฟอร์มไรเดอร์ ยื่นข้อเรียกร้องกระทรวงแรงงาน สนับสนุนกลุ่มไรเดอร์กว่า 3 แสนคนเข้าระบบประกันสังคม พร้อมคัดค้าน พ.ร.บ.แรงงานอิสระ

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1292855686329317

Album 18 พ.ค. 69 รวมพล ผลักด้นข้อเรียกร้อง คุ้มครองแรงงานไรเดอร์
ไข่แมวชีส added 25 new photos.
13 hours ago
·
เครือข่ายแพลตฟอร์มไรเดอร์ ยื่นข้อเรียกร้องกระทรวงแรงงาน สนับสนุนกลุ่มไรเดอร์กว่า 3 แสนคนเข้าระบบประกันสังคม พร้อมคัดค้าน พ.ร.บ.แรงงานอิสระ
.
18 พ.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงแรงงาน เครือข่ายแพลตฟอร์มและแรงงานไรเดอร์ รวมพลยื่นข้อเรียกร้องถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรียกร้องให้รัฐเร่งคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ทั้งด้านประกันสังคม ความปลอดภัยในการทำงาน และสิทธิแรงงาน โดยชี้ว่าธุรกิจแพลตฟอร์มจำนวนมากอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเอาเปรียบแรงงาน พร้อมจัดให้คนทำงานอยู่ในสถานะ “แรงงานอิสระ” ส่งผลให้ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและระบบประกันสังคม ทั้งที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการทำงานและรายได้ที่ไม่มั่นคง
.
กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตรียมผลักดันไรเดอร์และคนทำงานแพลตฟอร์มเข้าสู่ระบบประกันสังคม ในวันนี้เครือข่ายฯ จึงได้มีการยื่นข้อเรียกร้องที่มาจากสภาพปัญหาของคนทำงานจริง และร่วมพูดคุยต่อรัฐมนตรีฯ นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข, ศรีไพร นนทรี และเครือข่ายไรเดอร์
.
กลุ่มผู้ยื่นหนังสือเสนอให้รัฐบาลเร่งขยายสิทธิประกันสังคมแก่แรงงานแพลตฟอร์มและแรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะไรเดอร์ซึ่งมีอยู่กว่าหลายแสนคน พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มสิทธิด้านการรักษาพยาบาล เช่น เพิ่มค่าทำฟันเป็น 2,000 บาท ครอบคลุมการผ่าตัดส่องกล้องโดยไม่ต้องจ่ายส่วนต่าง รวมถึงเพิ่มสิทธิรักษาโรคมะเร็งและวัคซีนที่จำเป็น นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงาน และให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าถึงกองทุนเงินทดแทนในกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน
.
อีกประเด็นสำคัญคือการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระของกระทรวงแรงงาน โดยเครือข่ายแรงงานมองว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวบิดเบือนสภาพการจ้างงานที่แท้จริง และเอื้อประโยชน์ต่อแพลตฟอร์มมากกว่าคุ้มครองแรงงาน จึงเสนอให้กระทรวงแรงงานใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ออกกฎกระทรวงเพื่อคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มโดยตรง ซึ่งครอบคลุมในเรื่องรายได้ ค่ารอบการทำงาน รายได้ของงานพ่วง
.
อีกทั้งเรียกร้องให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน จัดทำฐานข้อมูลแรงงานแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบ รวมถึงให้รับเรื่องราวร้องทุกข์กรณีไรเดอร์ถูกระงับบัญชีถูกลงโทษ โดยให้มีการเปิดเผยข้อมูลอัลกอริทีม การจ่ายงาน การลงโทษ ให้เกิดความเป็นธรรม
.
นอกจากนี้ เครือข่ายแรงงานยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยสนับสนุนและลงนามอนุสัญญาและข้อเสนอแนะว่าด้วย “งานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” ในการประชุมใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILC) เดือนมิถุนายน 2569 พร้อมผลักดันให้วางมาตรฐานแรงงานแพลตฟอร์มในประเทศไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
.
จากนั้นภายหลังการพูดคุยหารือถึงปัญหาและข้อเสนอต่อรัฐมนตรีฯ เสร็จสิ้น สมยศ พฤกษาเกษม ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า สหภาพคนทำงานและสหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์ม เรียกร้องเรื่องการเข้าระบบประกันสังคม และการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งทั้งสองส่วนนี้รัฐมนตรีเห็นด้วยในหลักการที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน แต่อาจต้องมีการแก้ไขกฎหมายก่อน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้มีคณะทำงาน ประกอบไปด้วยฝ่ายราชการและตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ เพื่อนำข้อโต้แย้งมาหารือกันและหาข้อสรุปให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน ก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าในการเคลื่อนไหวในครั้งนี้




องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศอย่างเป็นทางการว่าการระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และยูกันดาเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ (PHEIC)








https://x.com/business/status/2056296931169595442
.....

องค์การอนามัยโลกประกาศให้การระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและยูกันดาเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศอย่างเป็นทางการว่าการระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และยูกันดาเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติ (PHEIC)

การประกาศดังกล่าวเน้นย้ำถึงสถานการณ์ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกากลาง

สถานการณ์ปัจจุบันของการระบาด

ตัวเลข: เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ระบุผู้ป่วยที่น่าจะเป็นและสงสัยว่าติดเชื้อมากกว่า 300 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับโรคนี้อย่างน้อย 80 ราย ศูนย์กลางการระบาดอยู่ที่จังหวัดอิตูริทางตะวันออกของคองโก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตสุขภาพของบุนยา รวัมปารา และมองบวาลู

การแพร่กระจายข้ามพรมแดน: มีการบันทึกการแพร่เชื้อระหว่างประเทศแล้ว ยูกันดาได้ยืนยันผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันจากห้องปฏิบัติการ 2 รายในเมืองหลวงกัมปาลา ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เดินทางมาจาก DRC

จุดสนใจใหม่: มีรายงานผู้ป่วยยืนยันที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการระบาดในเมืองอิตูริในเมืองโกมา ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญ ทำให้ทางการท้องถิ่นต้องปิดพรมแดนระหว่างโกมาและรวันดา ซึ่งอาจทำให้การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคมีความซับซ้อนมากขึ้น

อะไรทำให้การระบาดครั้งนี้แตกต่าง?

1. สายพันธุ์บุนดิบูโย

แตกต่างจากสายพันธุ์ซาอีร์ที่พบได้ทั่วไป ซึ่งเป็นสาเหตุของการระบาดครั้งใหญ่ในแอฟริกาตะวันตกปี 2014-2016 และการระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในเวลาต่อมา การทดสอบในห้องปฏิบัติการยืนยันว่าการระบาดครั้งนี้เกิดจากไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูโย ซึ่งเป็นสายพันธุ์หายากที่เคยมีการบันทึกไว้ในการระบาดในอดีตเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

ความท้าทายทางการแพทย์: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาเฉพาะสำหรับสายพันธุ์บุนดิบูโย วัคซีนเออร์เวโบที่มีประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นมุ่งเป้าไปที่สายพันธุ์ซาอีร์เท่านั้น หมายความว่าทีมตอบสนองต้องพึ่งพามาตรการควบคุมแบบดั้งเดิมทั้งหมด ได้แก่ การติดตามผู้สัมผัสอย่างเข้มงวด การแยกตัวอย่างเคร่งครัด และการดูแลรักษาทางคลินิกที่ให้การสนับสนุน

2. สภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงสูง

การระบาดกำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมอย่างรุนแรงอยู่แล้ว จังหวัดอิตูริและจังหวัดนอร์ทคิวูเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักที่ทำให้การแทรกแซงด้านสาธารณสุขตามปกติเป็นไปได้ยาก:

การเคลื่อนย้ายประชากรสูง: ศูนย์กลางการระบาดอยู่ในเขตเหมืองทองคำนอกระบบที่มีการสัญจรหนาแน่น ซึ่งคนงานเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนและจังหวัดบ่อยครั้ง

ความไม่มั่นคง: ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่และการมีอยู่ของกลุ่มติดอาวุธทำให้ทีมตอบสนองฉุกเฉินมีความเสี่ยงอย่างมากในการแยกผู้ป่วยและติดตามผู้สัมผัสอย่างปลอดภัย

ความเปราะบางของระบบสาธารณสุข: อย่างน้อยบุคลากรทางการแพทย์ 4 คนอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตกลุ่มแรก ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูงของการแพร่เชื้อภายในคลินิกท้องถิ่นที่ไม่เป็นทางการซึ่งขาดการควบคุมการติดเชื้อที่เข้มแข็ง

ผลกระทบระดับโลกและระดับภูมิภาค

องค์การอนามัยโลกได้ระบุอย่างชัดเจนว่า แม้สถานการณ์นี้ต้องการการประสานงานและการสนับสนุนทางการเงินอย่างเข้มข้นในระดับนานาชาติ แต่ก็ไม่เข้าเกณฑ์ "ภาวะฉุกเฉินจากโรคระบาด" (เช่น โควิด-19) เนื่องจากอีโบลาแพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับของเหลวในร่างกายมากกว่าทางอากาศ ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปนอกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจึงยังคงต่ำมาก

ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศหรือการค้าสำหรับประเทศนอกเขตความขัดแย้ง โดยเตือนว่าการปิดพรมแดนมักจะทำให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นเสียหายและหยุดการไหลเวียนของความช่วยเหลือทางการแพทย์ที่จำเป็น เป้าหมายหลักของการประกาศ PHEIC คือการปลดล็อกเงินทุนระหว่างประเทศ การจัดตั้งห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ และเร่งการวินิจฉัยภาคสนามเพื่อควบคุมไวรัสตั้งแต่ต้นกำเนิด



จำหนังเรื่อง Gattaca ได้มั้ย นิยายวิทยาศาสตร์กำลังใกล้เข้ามาเป็นความจริง มีบริษัทกำลังช่วยให้ว่าที่พ่อแม่สามารถมีบุตรที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยวิเคราะห์จาก genetic code of their embryos



บริษัทเหล่านี้ช่วยให้พ่อแม่สามารถเลือกกำหนดลักษณะทางพันธุกรรมของลูกน้อยได้ แต่เหล่าผู้เชี่ยวชาญกลับแสดงความกังวล

Justin Schleede เอื้อมมือไปบนโต๊ะปฏิบัติการสีดำเพื่อหยิบถาดบรรจุหลอดพลาสติกขนาดเล็กขึ้นมา

"สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างน้ำลายและเลือดครับ" Schleede นักพันธุศาสตร์ผู้ดูแลห้องปฏิบัติการของบริษัท Herasight Inc. ในเมือง Morrisville รัฐ North Carolina กล่าว "นอกจากนี้ เรายังเก็บรวบรวมเซลล์จากตัวอ่อนอีกด้วย"

Herasight ซึ่งตั้งชื่อตามเทพี Hera เทพเจ้ากรีกผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ คือหนึ่งในบริษัทหน้าใหม่เพียงไม่กี่แห่งที่รับวิเคราะห์ตัวอย่างเหล่านี้ เพื่อทำการทดสอบทางพันธุกรรมรูปแบบใหม่ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ "การคัดกรองตัวอ่อนแบบพหุพันธุกรรม" (Polygenic Embryo Screening)

เปรียบเสมือนการทำนายโชคชะตาด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง การคัดกรองนี้จะช่วยประเมินโอกาสที่ตัวอ่อนจะเติบโตขึ้นเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บนับพันชนิด ตั้งแต่โรคทางพันธุกรรมที่พบได้ยาก เช่น โรค Tay-Sachs และโรค Cystic Fibrosis ไปจนถึงโรคทั่วไปที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคอัลไซเมอร์

"สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงและไม่อยากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของดวงหรือการเสี่ยงโชค พวกเขาจะหันมาหาเราเพื่อพยายามรวบรวมข้อมูลทางพันธุกรรมให้ได้มากที่สุด เพื่อใช้ประกอบการคัดเลือกตัวอ่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ลูกที่มีความสุข มีสุขภาพแข็งแรง และปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ" Schleede กล่าว

บริษัทบางแห่ง เช่น Orchid Health ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Palo Alto รัฐ California จะให้บริการเพียงแค่การคำนวณความเสี่ยงด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ Herasight กลับก้าวไปไกลกว่านั้น ด้วยการทำนายลักษณะอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ส่วนสูง ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) อายุขัย และแม้กระทั่งระดับสติปัญญา (IQ) ส่วนบริษัท Nucleus Genomics ในนิวยอร์กนั้น เปิดโอกาสให้ว่าที่พ่อแม่สามารถเลือกกำหนดลักษณะของลูกได้หลากหลายยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นสีตา สีผม แนวโน้มที่จะเกิดภาวะศีรษะล้านหรือเป็นสิว รวมถึงการทำนายว่าลูกจะถนัดมือซ้ายหรือไม่

"เราเรียกกระบวนการนี้ว่า 'การเพิ่มประสิทธิภาพทางพันธุกรรม' (Genetic Optimization)" Kian Sadeghi ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Nucleus Genomics กล่าว "เราช่วยให้ผู้คนได้มีลูกที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" บริษัทเหล่านี้จะทำการคำนวณ "คะแนนความเสี่ยงแบบพหุพันธุกรรม" (Polygenic Risk Scores) ซึ่งเป็นค่าประมาณเชิงตัวเลขที่อ้างอิงจากความแปรผันทางพันธุกรรม เพื่อบ่งชี้โอกาสในการเกิดโรคหรือลักษณะเฉพาะต่างๆ จากนั้นลูกค้าจะนำคะแนนเหล่านี้ไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกตัวอ่อนที่จะนำมาใช้เพื่อการมีบุตร

อย่างไรก็ตาม ทั้งวิทยาลัยพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American College of Medical Genetics and Genomics) และสมาคมเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Association of Reproductive Medicine) ต่างมีความเห็นตรงกันว่า องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับคะแนนความเสี่ยงแบบพหุพันธุกรรมนั้นยังไม่ก้าวหน้าเพียงพอที่จะให้ผลการประเมินที่เชื่อถือได้อย่างแท้จริง เนื่องจากนอกเหนือจากปัจจัยทางพันธุกรรมแล้ว สภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตยังถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคหลายชนิดอีกด้วย บางฝ่ายยังโต้แย้งด้วยว่า การตรวจคัดกรองดังกล่าวได้ก่อให้เกิดข้อกังวลทางศีลธรรม จริยธรรม และสังคมที่น่าหนักใจ

นิยายวิทยาศาสตร์กำลังขยับเข้าใกล้ความเป็นจริง

การตรวจคัดกรองความเสี่ยงแบบพหุพันธุกรรม (Polygenic risk screening) สำหรับตัวอ่อนนั้น เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่นักอนาคตศาสตร์บางกลุ่มขนานนามว่า "Gattaca Stack" ซึ่งตั้งชื่อตามภาพยนตร์ปี 1997 ที่ถ่ายทอดภาพสังคมแบบดิสโทเปีย (dystopia) อันเต็มไปด้วยการคัดเลือกทางพันธุกรรม โดยแนวคิด Gattaca Stack นี้จะผสานรวมเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคัดกรองตัวอ่อนแบบพหุพันธุกรรม การตัดต่อพันธุกรรมตัวอ่อน การใช้มดลูกเทียม รวมถึงการสร้างเซลล์ไข่และอสุจิในห้องปฏิบัติการ เพื่อสร้างมนุษย์ที่มีพันธุกรรมได้รับการยกระดับให้เหนือชั้นขึ้น

"ฉันรู้สึกกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับโลกแบบดิสโทเปียที่วิธีการใช้เทคโนโลยีในลักษณะนี้อาจนำไปสู่" Katie Hasson ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์พันธุศาสตร์และสังคม (Center for Genetics and Society) กล่าว "โดยแก่นแท้แล้ว มันคือวิสัยทัศน์ของการ... ผลิตมนุษย์ที่มีพันธุกรรมเหนือชั้นออกมาในระดับมวลชน ใช่ไหมล่ะ? มันคือแนวคิดเรื่องการทำวิศวกรรมพันธุกรรมในระดับอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างมนุษยชาติในรูปแบบที่เหนือกว่า ซึ่งฉันมองว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง"

ทว่า Schleede และเพื่อนร่วมงานของเขา รวมถึงเจ้าหน้าที่จากบริษัทอื่นๆ ต่างออกมาปกป้องบริการของตน โดยระบุว่าการประเมินผลของพวกเขานั้นมีความน่าเชื่อถือสูง และมุ่งเน้นไปที่การป้องกันโรคเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อการสร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เหนือกว่า (master race) ขึ้นมาแต่อย่างใด

"ผมเข้าใจครับ มันฟังดูน่ากลัวอยู่บ้างจริงๆ มันฟังดูเหมือนกับว่า 'โอ้พระเจ้า นี่มันเหมือนกับในหนังเรื่อง Gattaca เลยหรือเปล่าเนี่ย?'" Sadeghi จากบริษัท Nucleus Genomics กล่าว

"แต่ผู้คนต่างก็ต้องการให้ลูกของตนมีลักษณะเหมือนกับตัวพวกเขาเอง... หรือเป็นตัวพวกเขาในเวอร์ชันที่ดียิ่งขึ้น นั่นคือสิ่งที่พ่อแม่ต้องการจริงๆ" เขากล่าวเสริม "พวกเขาไม่ได้ต้องการมนุษย์ที่มีพลังวิเศษหรือ 'ซูเปอร์เบบี้' อะไรทำนองนั้นหรอกครับ และผมคิดว่าเมื่อผู้คนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ความรู้สึกหวาดกลัวเหล่านั้นก็จะลดน้อยลงไปอย่างมากในทันที"

พ่อแม่ผู้เปี่ยมด้วยความกังวลต่างมองหาหลักประกันความอุ่นใจ

Christian Ward วัย 32 ปี อาชีพนักบัญชีภาษี ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองลาสเวกัสร่วมกับภรรยา ได้สมัครใช้บริการของบริษัทดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพยายามลดโอกาสที่ลูกของเขาจะป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นโรคที่ตัว Ward เองก็กำลังเผชิญอยู่เช่นกัน

"มันเป็นเรื่องยากลำบากจริงๆ ที่จะต้องเปลี่ยนผ่านจากชีวิตที่เคยแข็งแรงสมบูรณ์ ไปสู่การต้องพึ่งพาอินซูลินเพื่อการดำรงชีวิตอย่างสิ้นเชิง" Ward กล่าว "มันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะส่งต่อให้กับลูกของผมเลยแม้แต่น้อย ผมไม่อยากให้ลูกต้องมาคอยกังวลเรื่องระดับน้ำตาลในเลือด และต้องคอยหาวิธีควบคุมดูแลมันอยู่ตลอดเวลา" แต่เขากล่าวเสริมว่า: "มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดและน่าทึ่งดีนะ ที่เราสามารถไล่ดูข้อมูลไปเรื่อยๆ แล้วเห็นว่า 'โอ้ ตัวอ่อนนี้มีโอกาสที่จะมีสีผมแบบนี้ สีตาแบบนี้' รวมถึงลักษณะอื่นๆ อีกมากมาย"

Julia ภรรยาของเขาซึ่งประกอบอาชีพเป็นพยาบาลเวชปฏิบัติ กล่าวว่าสิ่งที่เธอต้องการคือลูกที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์

"พวกเรารู้สึกตื่นเต้นกันมาก สำหรับพวกเราแล้ว สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นหลักคือแง่มุมทางการแพทย์ของเรื่องนี้" เธอกล่าว "การทำแบบนี้ช่วยให้เรารู้สึกสงบใจลงได้บ้าง เพราะบางครั้งการจะมีลูกคนใหม่ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจอยู่เหมือนกัน แต่มันช่วยสร้างความรู้สึกอุ่นใจและมั่นคงให้กับเราในทุกๆ ด้าน"



Max Reilly วัย 30 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ก็ได้สมัครใช้บริการของ Herasight ด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน โดยเป้าหมายหลักของเขาคือการช่วยลดความเสี่ยงที่ลูกของเขาจะมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์

“ผมเคยได้พบปะกับคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์มาบ้างในชีวิต” เขากล่าว “มันเป็นเรื่องยากลำบากมากสำหรับผู้ป่วยและคนที่พวกเขารัก และการลดโอกาสที่ใครสักคนจะต้องเผชิญกับโรคนี้ รวมถึงลูกๆ ของพวกเขาด้วยนั้นเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก”

แต่เขากับภรรยายังสนใจที่จะลดความเสี่ยงของโรคอื่นๆ รวมถึงการมีลูกที่ฉลาดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย

“มันยากที่จะจินตนาการว่าไม่อยากฉลาดขึ้น เฉียบคมขึ้นอีกสักหน่อย” ไรลีย์กล่าว “มันเหมือนหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ตอนนี้มันเป็นวิทยาศาสตร์แล้ว ผมคิดว่ามันเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่น่าทึ่งมาก ผมคิดว่ามันเจ๋งมาก”

การคาดการณ์นั้นแม่นยำแค่ไหน?


แต่ไม่ใช่ทุกคนที่คิดว่านี่เป็นความคิดที่ดีนัก ประการแรก มันมีราคาแพง สูงถึง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ บวกกับค่าใช้จ่ายอีกหลายพันดอลลาร์สำหรับ IVF ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทรหดทางร่างกายและมีความเสี่ยง บางคนเข้ารับการตรวจคัดกรองตัวอ่อนหากพวกเขากำลังเข้ารับการทำ IVF เพื่อแก้ไขภาวะมีบุตรยากอยู่แล้ว ส่วนบางคนทำ IVF โดยเฉพาะเพื่อผลิตตัวอ่อนสำหรับการตรวจคัดกรอง

“คะแนนความเสี่ยงทางพันธุกรรมสำหรับตัวอ่อนยังไม่พร้อมใช้งานอย่างเต็มที่” ดร. ซูซาน คลูจแมน นักพันธุศาสตร์การแพทย์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานวิทยาลัยพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์แห่งอเมริกา กล่าว “คะแนนความเสี่ยงทางพันธุกรรมสำหรับตัวอ่อนเป็นเทคโนโลยีใหม่ และหลักฐานในปัจจุบันยังไม่สนับสนุนความแม่นยำ ความปลอดภัย หรือคุณค่าทางคลินิก ดังนั้นในเชิงจริยธรรม เราจึงกังวลเกี่ยวกับการทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดและการกล่าวเกินจริงเกี่ยวกับสิ่งที่คะแนนความเสี่ยงทางพันธุกรรมสามารถทำได้”

และนั่นเป็นเรื่องจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับลักษณะที่ซับซ้อน เช่น ไอคิว เธอกล่าว

เธอยังเป็นกังวลว่าพ่อแม่อาจเลือกตัวอ่อนที่มีแนวโน้มเป็นโรคที่ร้ายแรงบางอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งการตรวจคัดกรองตรวจไม่พบ

“สมมติว่าคุณกำลังเลือกทารกที่มีดวงตาสีฟ้า เราไม่รู้ว่าคุณกำลังเลือกทารกที่มีความเสี่ยงต่อโรคหรือความผิดปกติบางอย่างด้วยหรือไม่” คลูจแมนกล่าว “เราไม่รู้จริงๆ”

บางคนกังวลว่าพ่อแม่จะผิดหวังหากทารกไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

“ความคิดที่เกิดขึ้นคือ ‘เราจ่ายเงินเพื่อให้คุณฉลาด แล้วทำไมคุณถึงเรียนไม่ดี? เราจ่ายเงินเพื่อให้คุณไม่เป็นมะเร็ง แล้วทำไมคุณถึงเป็นมะเร็งได้?’ ” เจมส์ ทาเบอรี นักชีวจริยธรรมจากมหาวิทยาลัยยูทาห์กล่าว “มันมีภาพลวงตาของการควบคุมที่แท้จริงแล้วไม่มีอยู่จริง และถ้าคุณเป็นผลผลิตจากการควบคุมที่รับรู้ได้นั้น คุณก็อาจถูกมองว่าเป็นปัญหา”

แต่บริษัทเหล่านั้นปฏิเสธคำวิจารณ์ พวกเขากล่าวว่าการประมาณการของพวกเขานั้นทันสมัยที่สุดและได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้ว เทคโนโลยีใหม่ใดๆ ก็สามารถถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ และมักถูกประณามในตอนแรก พวกเขากล่าว การตรวจทางพันธุกรรมและการทำเด็กหลอดแก้วในระยะแรกนั้นถูกประณามว่าเป็นอันตรายโดยบางคนในตอนแรก พวกเขากล่าว

กลับมาที่ห้องปฏิบัติการ

ที่ Herasight ชลีเดอสาธิตวิธีการคำนวณคะแนนความเสี่ยงทางพันธุกรรม

ในห้องปฏิบัติการแห่งหนึ่งของบริษัท นักวิทยาศาสตร์ในชุดคลุมสีน้ำเงินเริ่มต้นกระบวนการโดยการแยกดีเอ็นเอจากตัวอย่างเลือดและน้ำลายของคู่รัก และเซลล์จากตัวอ่อนของพวกเขา

“พวกเขาจะเคลื่อนผ่านบริเวณนี้ รับการประมวลผล — เหมือนกับการแยกดีเอ็นเอออกจากเซลล์ — แยกดีเอ็นเอออกมา แล้วเตรียมพร้อมสำหรับการวิเคราะห์” ชลีดเดออธิบาย

ในห้องปฏิบัติการที่สอง ดีเอ็นเอจะถูกแช่แข็งจนกว่านักวิทยาศาสตร์จะสร้างสำเนาหลายล้านชุด เพื่อให้นักลำดับพันธุกรรมสามารถถอดรหัสตัวอักษรทั้งหมดสามพันล้านตัวของลำดับพันธุกรรมของตัวอ่อนได้



“เมื่อเราได้ลำดับที่แม่นยำที่สุดแล้ว เราก็สามารถดำเนินการวิเคราะห์ขั้นต่อไปได้” ชลีดเดอกล่าว

การวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์จะสร้างคะแนนความเสี่ยงทางพันธุกรรมโดยใช้อัลกอริทึมที่ซับซ้อนซึ่งพัฒนาขึ้นจากการวิจัยทางพันธุกรรมหลายปีในฐานข้อมูลขนาดใหญ่

“นี่คือคะแนนที่ทำนายได้ดีมาก” ชลีดเดอกล่าว

จากนั้นลูกค้าจะใช้คะแนนความเสี่ยงทางพันธุกรรมเหล่านั้นเพื่อเลือกตัวอ่อนที่จะใช้ในการพยายามมีลูก

"พวกเขากำลังพยายามสร้างเด็กที่มีความสุข สุขภาพดี และสามารถเอาชีวิตรอดในโลกที่เราเห็นในปัจจุบัน" ชลีเดอ กล่าว

จนถึงตอนนี้ บริษัทเหล่านี้กล่าวว่าพวกเขาได้คัดเลือกตัวอ่อนหลายพันตัวให้กับพ่อแม่ที่ต้องการมีบุตรหลายร้อยราย และได้ช่วยสร้างทารกที่ผ่านการคัดกรองทางพันธุกรรมแล้วหลายสิบราย หรืออาจถึงหลายร้อยราย


ที่มา NPR
These companies help parents try to pick their babies' traits. Experts are wary

https://www.npr.org/2026/05/06/nx-s1-5704317/genetic-embryo-screening
May 6, 2026



New China Insights : เมื่อครอบครัวจีนเริ่มเมินส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทย


MGR China
Yesterday
·
New China Insights : เมื่อครอบครัวจีนเริ่มเมินส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทย

โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล

ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมของครอบครัวชาวจีนที่ต้องการส่งบุตรหลานมาศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ โดยส่วนใหญ่เป็นลักษณะของการ “陪读” อ่านว่า เผยตู๋ หมายถึงมีผู้ปกครองในครอบครัวย้ายมาอยู่ดูแลเด็กในไทยด้วย ตัวเลขของกลุ่มนักเรียนจีนในไทยพุ่งสูงอย่างมาก โดยในปี 2024 มีนักเรียนจีนในไทย 28,052 คนโดยประมาณ คิดเป็น 53% ของนักเรียนต่างชาติทั้งหมดที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ และข้อมูลปี 2025 ชี้ว่าชาวจีนยังคงเป็นกลุ่มนักเรียนต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในไทย ด้วยจำนวนกว่า 24,711 คน

แรงดึงดูดที่ทำให้ผู้ปกครองชาวจีนส่งลูกหลานมาเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยมีหลายประการ โดยไทยถูกมองว่าเป็น "ทางลัด" สู่การศึกษาสากลในราคาที่ถูกกว่าสิงคโปร์หรือฮ่องกง มองว่าไทยอาจจะเป็นทางออกจากวัฒนธรรม "内卷" (Neijuan) หรือแข่งขันกันรุนแรงในจีนแผ่นดินใหญ่ อีกทั้งโรงเรียนนานาชาติในไทยหลายแห่งได้มาตรฐานสากล และเมื่อเด็กนักเรียนเรียนจบไป อาจจะไปต่อปริญญาตรีในประเทศโลกที่หนึ่งได้ง่ายกว่า แต่สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน กระแสดังกล่าวกำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่หนักกว่าที่คิด เพราะฝันที่แพงอาจจะเป็นความจริงที่ขม

#นักศึกษาจีนในไทย #โรงเรียนนานาชาติในไทย #เผยตู๋

คลิกอ่านบทความฉบับเต็ม https://mgronline.com/china/detail/9690000046195 
.....

เพิ่มเติม

เทรนด์ "ครอบครัวจีนกระเป๋าหนัก" ที่เคยแห่กันหอบลูกจูงหลานมาเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญครับ จากที่เคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณว่าผู้ปกครองชาวจีนเริ่ม "คิดหนัก" และส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

อะไรคือปัจจัยเบื้องหลังที่ทำให้โมเมนตัมนี้เปลี่ยนไป? สรุปเจาะลึกออกมาได้เป็น 4 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. เศรษฐกิจจีนชะลอตัว และ "วิกฤตอสังหาริมทรัพย์"

ปัจจัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดไม่ใช่เรื่องของระบบการศึกษา แต่เป็นเรื่องของ เงินในกระเป๋า

ความมั่งคั่งที่หดหาย: ผู้ปกครองจีนกลุ่มชนชั้นกลางระดับบน (Upper-Middle Class) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโรงเรียนนานาชาติในไทย ส่วนใหญ่สร้างความมั่งคั่งมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น หรือธุรกิจเทคโนโลยีในจีน

ผลกระทบ: เมื่อเศรษฐกิจจีนเผชิญภาวะชะลอตัวและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยืดเยื้อ สินทรัพย์ของครอบครัวเหล่านี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การจ่ายค่าเทอมหลักแสนหลักล้านบาทต่อปี รวมถึงค่าครองชีพในการย้ายสำมะโนครัวมาอยู่เมืองไทย จึงกลายเป็นภาระที่หนักหนาเกินไป

2. ค่าครองชีพและค่าเทอมในไทยที่ "พุ่งสูงขึ้น"

ประเทศไทยไม่ใช่หมุดหมายที่ "ราคาถูกและคุ้มค่า" (Value for Money) เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

Hyper-Inflation ของค่าเทอม: โรงเรียนนานาชาติระดับท็อปในไทยมีการปรับขึ้นค่าแรกเข้าและค่าเทอมอย่างต่อเนื่องทุกปี บางแห่งทะลุ 800,000 ถึง 1,000,000 บาทต่อปีไปแล้ว

ต้นทุนแฝง: ค่าเช่าคอนโด/บ้านในทำเลใกล้โรงเรียน, ค่าสมาร์ทวีซ่า/วีซ่าผู้ติดตาม (Non-O), และค่าครองชีพในกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ จนช่องว่างราคาระหว่างการเรียนในไทยกับการเรียนในประเทศตะวันตก (เช่น อังกฤษ หรือแคนาดา) เริ่มแคบลง

3. โรงเรียนนานาชาติในจีน "ดัมพ์ราคา" และปรับกลยุทธ์

คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของโรงเรียนนานาชาติในไทย ก็คือ โรงเรียนในประเทศจีนเอง

สงครามราคาในบ้านเกิด: เพื่อความอยู่รอดท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง โรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนทวิภาษา (Bilingual) หลายแห่งในหัวเมืองใหญ่ของจีน (เช่น เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น กว่างโจว) เริ่มลดค่าเทอม อัดโปรโมชัน หรือเสนอทุนการศึกษาเพื่อดึงดูดนักเรียนไว้ไม่ให้ไหลออกนอกประเทศ

ความสะดวกสบาย: เมื่อคำนวณแล้วว่าเรียนในจีนจ่ายพอๆ กัน หรือแพงกว่าไทยเล็กน้อย แต่ผู้ปกครองไม่ต้องทิ้งงานที่จีนเพื่อมาเฝ้าลูกที่เมืองไทย (ลดปัญหาครอบครัวแยกกันอยู่) หลายครอบครัวจึงเลือกที่จะให้ลูกเรียนต่อในจีนแทน

4. ปัญหาการกระจุกตัวและการควบคุมคุณภาพในไทย

"เรียนนานาชาติ แต่ได้สังคมจีน": ในโรงเรียนนานาชาติบางแห่ง (โดยเฉพาะระดับกลางลงมา) มีสัดส่วนนักเรียนจีนสูงถึง 50-70% ในห้องเรียน ทำให้ผู้ปกครองจีนบางส่วนเริ่มรู้สึกว่า ลูกไม่ได้สิ่งแวดล้อมที่เป็นสากล (International Environment) หรือไม่ได้ฝึกภาษาอังกฤษ/ไทยอย่างที่คาดหวัง เพราะเด็กๆ หันมาคุยภาษาจีนกันเอง

มาตรฐานที่หลากหลาย: การเปิดตัวของโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ๆ ในไทยที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทำให้ผู้ปกครองจีนเริ่มมีความรู้และ "เลือกสรร" มากขึ้น พวกเขาเริ่มตระหนักว่าไม่ใช่ทุกโรงเรียนในไทยที่จะการันตีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับโลก (Ivy League หรือ Russell Group) ได้เสมอไป

บทสรุปและมุมมองต่ออนาคต: เทรนด์นี้ไม่ได้แปลว่าคนจีนจะ "หยุด" มาไทยโดยสิ้นเชิง แต่ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก "Mass Market" (ใครๆ ก็มาได้) ไปสู่ "Selective Market" (เลือกเฉพาะกลุ่ม) > โรงเรียนนานาชาติในไทยกลุ่ม Tier 1 ที่มีชื่อเสียงระดับโลกยาวนานและมีสัดส่วนนักเรียนต่างชาติที่สมดุล จะยังคงอยู่รอดและได้รับความนิยม แต่กลุ่มที่จะเหนื่อยคือโรงเรียน Tier 2 และ Tier 3 ที่พึ่งพาค่าเทอมจากนักเรียนจีนเป็นหลัก ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทั้งการควบคุมสัดส่วนสัญชาติ การพัฒนาคุณภาพวิชาการ หรือแม้แต่การปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับสภาพกระเป๋าเงินของลูกค้าที่เปลี่ยนไป




การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI ที่สวนทางกับคุณภาพชีวิต กำลังทำให้คนทำงานในจีนเผชิญสภาวะวิตกกังวลต่อ AI (AI Anxiety) เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับแข่งขันอยู่ใน Squid Game



20 เมษายน 2569
ประชาไท

รายงานพิเศษจากสื่อ Rest of World ชี้ให้เห็นถึงสภาวะความวิตกกังวลต่อปัญญาประดิษฐ์ (AI Anxiety) ของคนทำงานในจีน ท่ามกลางการเร่งนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจอย่างก้าวกระโดดในปี 2026 โดยเฉพาะกระแสการปรับตัวเข้าหา 'OpenClaw' ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่สร้างแรงกดดันให้พนักงานต้องเร่งฝึกฝนเพื่อความอยู่รอดไม่ต่างจากการแข่งขันในสมรภูมิที่อาจถูกปลดออกได้ทุกเมื่อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งพฤติกรรมการออมและสภาวะจิตใจของคนรุ่นใหม่ในวงกว้าง


ช่วงเดือนมีนาคม 2026 มีคนเกือบพันคนต่อแถวยาวนอกสำนักงานใหญ่ของ Tencent ในเมืองเสิ่นเจิ้น เพื่อขอติดตั้งซอฟต์แวร์ตัวหนึ่งลงในอุปกรณ์ของตัวเอง

ฝูงชนที่ประกอบด้วยนักศึกษา ผู้เกษียณอายุ และพนักงานออฟฟิศทั่วไป ต้องการเข้าถึง OpenClaw โปรแกรม AI แบบ open-source ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก พัฒนาโดย ปีเตอร์ สไตน์เบอร์เกอร์ (Peter Steinberger) โปรแกรมเมอร์ชาวออสเตรีย

กระแส OpenClaw ในจีนซึ่งถูกเรียกว่า "การเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์" ตามโลโก้สีแดงของโปรแกรม สะท้อนให้เห็นความกลัวที่ลึกกว่านั้นในหมู่คนทำงาน นั่นคือเครื่องมือที่ถูกสร้างมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอาจกำลังจะมาแทนที่พวกเขาในไม่ช้า สำหรับหลายคน การเรียนรู้ OpenClaw ไม่ได้เกิดจากความอยากรู้อยากเห็น แต่เป็นเรื่องของการเอาตัวรอดในที่ทำงานที่การนำ AI มาใช้กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

"รู้สึกเหมือนอยู่ใน Squid Game" แลมเบิร์ต ลี (Lambert Li) ชาวเซี่ยงไฮ้ที่อยู่ในกลุ่มผู้ใช้ OpenClaw รุ่นแรกๆ บอกกับ Rest of World โดยอ้างอิงซีรีส์ Netflix ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องแข่งกันในเกมกำจัดผู้แพ้อย่างโหดเหี้ยม "คุณถูกกำจัดออกได้ตลอดเวลา แล้วจะไม่วิตกกังวลได้ยังไง?" นายจ้างของลีปลดพนักงาน 30% ออกในปี 2025 โดยตัดพนักงานที่ปรับตัวรับ AI ได้ไม่เร็วพอออก
'สนามรบที่ไร้ทางเลือก' เมื่อ AI กลายเป็นเกณฑ์ตัดสินการจ้างงาน

การเติบโตของ AI จุดความวิตกกังวลเรื่องการสูญเสียงานทั่วโลก และในจีนนั้นรู้สึกได้ชัดเจนที่สุด เพราะรัฐบาลกำลังทุ่มทรัพยากรมหาศาลไปกับ AI และวางเดิมพันว่า AI จะขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

จีนมีฐานผู้ใช้ AI ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การผลักดันครั้งใหญ่นี้ทำให้คนทำงานต้องอยู่กับความกลัวว่าจะถูกแทนที่ตลอดเวลา ประกอบกับตราบาปทางสังคมจากการตกงาน ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างต่อประเทศ

"เมื่อคนชั้นกลางและคนหนุ่มสาวจำนวนมากกังวลว่า AI จะกระทบอาชีพการงาน พวกเขามักลดการใช้จ่ายและเพิ่มเงินออมสำรองในกรณีถูกเลิกจ้าง" หลี่ เฉิน (Li Chen) นักวิจัยเศรษฐกิจจีนจากสถาบันวิจัย Anbound ในปักกิ่งบอกกับ Rest of World "นั่นอาจขัดขวางความพยายามของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ"

หลังจากติดตามกระแส OpenClaw อยู่ไม่กี่วัน ลีซึ่งเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ก็ตระหนักว่าโปรแกรมนี้ไม่ได้มีประโยชน์สำหรับเขาจริงๆ ต่างจากแชทบอทยอดนิยมอย่าง ChatGPT หรือ Gemini ตรงที่ OpenClaw ทำงานบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้โดยตรงและดำเนินงานข้ามไฟล์และแอปพลิเคชันต่างๆ อย่างอัตโนมัติ ลีไม่ได้ใช้ OpenClaw เป็นประจำเพราะกังวลว่าจะทำผิดพลาดหากได้รับสิทธิ์เข้าถึงไฟล์งานและระบบต่างๆ มากเกินไป

แต่เขาก็รู้สึกว่าไม่สามารถเพิกเฉยต่อ AI ได้เลย นับตั้งแต่ปีที่แล้ว ชายวัย 35 ปีคนนี้กระโดดจากเครื่องมือ AI ตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่ง ทดสอบทุกการอัปเดตโมเดลหลักและโปรแกรมเพิ่มประสิทธิภาพที่ได้ยินมา

บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยม RedNote ของจีน แฮชแท็ก #AIAnxiety มียอดวิวราว 2.6 ล้านครั้ง ผู้ใช้แชร์ความกังวลส่วนตัวบ่อยครั้ง เช่น "การพยายามตามทัน AI เหนื่อยกว่างานตัวเองอีก" หรือ "หัวหน้าให้ฉันเขียนโค้ด AI เพื่อแทนที่พนักงานหลายคน เมื่อไรจะถึงคราวของฉัน?"

ในการสำรวจผู้ใช้แรงงานวัยทำงาน 38,000 คน จาก 34 ประเทศเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 เกือบ 1 ใน 3 ระบุว่า "เชื่ออย่างแน่วแน่" ว่า AI อาจมาแทนที่พวกเขา และกำลังมองหางานใหม่อย่างจริงจัง

จีนมองโลกในแง่ดีมากเกี่ยวกับ AI ตามผลสำรวจของ KPMG ซึ่งพบว่า 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวจีนบอกว่าประโยชน์โดยรวมของ AI มีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยง เทียบกับ 35% ของชาวอเมริกัน

การศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) วิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานออนไลน์ในจีนมากกว่า 1 ล้านรายการระหว่างปี 2018 ถึง 2024 พบว่าตำแหน่งที่ AI สามารถทำได้มีอัตราการรับสมัครลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การเขียนโปรแกรม การบัญชี การบรรณาธิกิจ และการขาย

ในการสำรวจเดือนพฤษภาคม 2025 โดยคณะพาณิชยศาสตร์ Cheung Kong Graduate School of Business พบว่า 85.5% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวจีน 11,814 คน บอกว่ากังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานของตัวเอง

อัตราการว่างงานของเยาวชนจีนอายุ 16-24 ปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และอยู่ในช่วง 15-19% ในปี 2025 ในขณะที่สหรัฐฯ อัตราว่างงานของกลุ่มอายุเดียวกันอยู่ที่ 9-11%
ทางสองแพร่งของคนทำงาน "จะโต้คลื่นหรือจะถูกกวาดออก"

"เมื่อ AI เปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงาน ความท้าทายที่จีนเผชิญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการศึกษา ประกอบกับแรงกดดันทางสังคมต่อปัจเจกบุคคลให้ปรับตัวรับอนาคต อาจทำให้ความวิตกกังวลของเยาวชนจีนรุนแรงกว่าในตะวันตก" แจ็ก หลินโจว ซิง (Jack Linzhou Xing) นักวิจัยหลังปริญญาเอกจากศูนย์การศึกษาจีน Fairbank Center for Chinese Studies แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) บอกกับ Rest of World

ซิงซึ่งศึกษาสังคมวิทยาของเทคโนโลยีในจีน ยังบอกด้วยว่าความวิตกกังวลด้าน AI ยังถูกกระตุ้นจากช่องว่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างวาทกรรมของจีนว่าด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับความเป็นจริงที่คนทำงานจำนวนมากประสบ ซึ่งการแข่งขันยิ่งดุเดือดขึ้นแม้ประเทศจะแซงหน้าโลกในการพัฒนาเทคโนโลยี

แฟรงก์ หวาง (Frank Wang) โปรแกรมเมอร์วัย 28 ปีในเมืองเฉิงตู บอกกับ Rest of World ว่าเขาเคยวิตกกังวลมากว่า AI จะมาแทนที่เขาในที่ทำงานจนถึงปีที่แล้ว แต่ตอนนี้ตระหนักแล้วว่าไม่สามารถต่อสู้กับกระแสนี้ได้

"ตอนนี้ผมแค่ 'นอนราบ'" หวางกล่าว โดยอ้างถึงวลีไวรัลที่หมายถึงการทำงานเพียงเท่าที่จำเป็นขั้นต่ำ "ถ้าจะไล่ออกก็ไล่เลย ผมจะรอรับสวัสดิการ"

ความวิตกกังวลด้าน AI ไม่ได้ส่งผลแค่กับคนทำงานด้านเทคนิค เบ็ตตี้ ไหล (Betty Lai) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ได้รับแจ้งต้นเดือนมีนาคม 2026 ว่าการประเมินผลงานประจำปีของบริษัทจะรวมถึงความรู้และการใช้ AI ของพนักงานด้วย เพื่อนร่วมงานจัดเวิร์กช็อปฝึก OpenClaw แบบสมัครใจทันที และผู้เข้าร่วมต่างแย่งกันนั่งแถวหน้า

"แรงกดดันในการใช้ AI บางครั้งมาจากบริษัทที่คาดหวังให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเครื่องมือเหล่านี้" ไหลบอกกับ Rest of World "แต่นั่นยังไม่ใช่ความจริงเสมอไป บางครั้งต้องใช้เวลาหาวิธีนำมันมาใช้กับงานของตัวเองจริงๆ ไม่มีประโยชน์ที่จะกังวล เราอยู่ในกระแสนี้แล้ว จะโต้คลื่นหรือจะถูกกวาดออกไป มีแค่สองทางเลือก"

ที่มา:
“It feels like Squid Game”: China’s workers scramble to keep up in the AI race (Kinling Lo, Rest of World, 19 March 2026)

https://prachatai.com/journal/2026/04/117130








 https://x.com/prachatai/status/2056359153044488314



อิสราเอลถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน ทว่าจากผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุด พบว่าอิสราเอลกำลังสูญเสียแรงสนับสนุนจากสาธารณชนชาวอเมริกันไปอย่างรวดเร็ว Fareed Zakaria จาก CNN ได้พูดคุยกับนักประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอล-อเมริกัน ถึงสาเหตุอย่างถึงแก่น







https://x.com/FareedZakaria/status/2056082474011115584
.....

บทสัมภาษณ์ของ Fareed Zakaria กับ Omer Bartov เข้าถึงแก่นแท้ของการถกเถียงที่เจ็บปวดและแบ่งขั้วอย่างรุนแรงเกี่ยวกับทิศทางปัจจุบันของอิสราเอลและความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปกับสหรัฐอเมริกา

ในฐานะนักประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอล-อเมริกันที่มีชื่อเสียงและนักวิชาการชั้นนำด้านการศึกษาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยบราวน์ Bartov มีบทบาทสำคัญและโดดเด่นในบทสนทนานี้ มุมมองของเขาในหนังสือ Israel: What Went Wrong? สะท้อนมุมมองของบุคคลที่ผูกพันกับประวัติศาสตร์ของอิสราเอลอย่างใกล้ชิด—เติบโตมาในคิบบุตซ์และรับราชการในกองทัพอิสราเอลในช่วงสงครามยมคิปปูร์—แต่รู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับทิศทางของประเทศ

เหตุผลหลักของการวิเคราะห์ของ Bartov

จุดเปลี่ยนของลัทธิไซออนิสต์: Bartov ติดตามว่าลัทธิไซออนิสต์เปลี่ยนไปจากสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นขบวนการมนุษยธรรมในยุคแรกๆ ที่มุ่งปลดปล่อยชาวยิวในยุโรป ไปสู่ลัทธิรัฐที่เข้มงวดและเน้นการทหาร โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ชาตินิยมทางชาติพันธุ์และการกีดกัน

"รัฐธรรมนูญที่ไม่เคยมีอยู่จริง": เขาชี้ให้เห็นอย่างหนักแน่นถึงความล้มเหลวในช่วงแรกของอิสราเอลในการจัดตั้งรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการหลังปี 1948 ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยให้เหตุผลว่าความล้มเหลวนั้นทำให้รัฐขาดกลไกโครงสร้างที่จำเป็นในการปกป้องคุณค่าประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมในระยะยาว

จุดเปลี่ยนในฉนวนกาซา: การวิพากษ์วิจารณ์ของบาร์ตอฟนั้นเฉียบคมเป็นพิเศษเกี่ยวกับสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาส ในขณะที่เขาประณามการโจมตีของฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 อย่างหนักแน่นว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แต่จุดยืนของเขาเกี่ยวกับการรณรงค์ทางทหารของอิสราเอลได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเมื่อเวลาผ่านไป—จากที่เคยเตือนเกี่ยวกับ "เจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ในช่วงปลายปี 2023 มาเป็นการประกาศอย่างเปิดเผยในช่วงกลางปี 2025 ว่าเขาเชื่อว่าการกระทำของอิสราเอลในฉนวนกาซาเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

การใช้ความทรงจำเป็นอาวุธ: เขาสำรวจว่าความทรงจำเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์—ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการลี้ภัยและสิทธิมนุษยชน—ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในทางการเมืองของอิสราเอลสมัยใหม่ได้อย่างไร เพื่อปลูกฝังความรู้สึกถึงภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของตนเองอย่างถาวร ซึ่งเขาโต้แย้งว่าทำให้สาธารณชนชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ตาบอดต่อความทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์

บริบทที่กว้างขึ้นของสหรัฐฯ

การที่ซาคาเรียกล่าวถึง "การสูญเสียการสนับสนุนอย่างรวดเร็วในหมู่ประชาชนชาวอเมริกัน" สอดคล้องกับข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นจำนวนมากที่แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกอย่างชัดเจนระหว่างคนรุ่นต่างๆ และกลุ่มการเมืองในสหรัฐฯ ในขณะที่ชาวอเมริกันรุ่นเก่าและกลุ่มการเมืองดั้งเดิมมักให้การสนับสนุนอิสราเอลอย่างเหนียวแน่น แต่คนรุ่นใหม่ กลุ่มหัวก้าวหน้า และชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายอาหรับได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากความสูญเสียพลเรือนจำนวนมากและวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในฉนวนกาซา

การตอบรับและคำวิจารณ์

ไม่น่าแปลกใจที่วิทยานิพนธ์ของบาร์ตอฟได้ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างเข้มข้น ในขณะที่ผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการฝ่ายซ้ายจำนวนมากยกย่องความชัดเจนทางศีลธรรมและกรอบทางประวัติศาสตร์ที่เข้มงวดของเขา นักวิจารณ์—รวมถึงนักวิชาการด้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนอื่นๆ—โต้แย้งว่าการวิเคราะห์ของเขาลดทอนภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เป็นระบบที่อิสราเอลเผชิญจากศัตรูในภูมิภาค ลดความสำคัญของความเป็นเหยื่อของชาวอิสราเอล และละเลยบทบาทที่การตัดสินใจทางการเมืองของชาวปาเลสไตน์มีส่วนในการล่มสลายของกระบวนการสันติภาพ

.....

การใช้ความทรงจำเป็นอาวุธ (ข้อมูลเพิ่มเติม)

เขาสำรวจว่าความทรงจำเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว—ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการลี้ภัยและสิทธิมนุษยชน—ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในทางการเมืองของอิสราเอลสมัยใหม่เพื่อปลูกฝังความรู้สึกถึงภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของพวกเขาอย่างถาวร ซึ่งเขาโต้แย้งว่าทำให้สาธารณชนชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ไม่เห็นถึงความทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์

การวิพากษ์วิจารณ์ของโอเมอร์ บาร์ตอฟเกี่ยวกับการใช้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในทางการเมืองของอิสราเอลสมัยใหม่—ซึ่งมักเรียกว่า "การใช้ความทรงจำเป็นอาวุธ"—เป็นหนึ่งในประเด็นที่กระตุ้นความคิดและเป็นแก่นสำคัญของการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ของเขา

ในฐานะนักวิชาการชั้นนำด้านการศึกษาเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวและการสังหารหมู่ บาร์ตอฟไม่ได้โต้แย้งว่าบาดแผลทางใจจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้น แต่เขาได้วิเคราะห์ว่าบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริงและฝังลึกนั้นได้รับการจัดตั้งเป็นสถาบัน ปรับเปลี่ยน และนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยเจตนาโดยรัฐบาลอิสราเอลหลายชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้เบนจามิน เนทันยาฮู

ต่อไปนี้คือการขยายความว่าบาร์ตอฟและนักวิจารณ์คนอื่นๆ วิเคราะห์กลไกนี้อย่างไร:

1. จาก "จะไม่เกิดขึ้นกับใครอีก" สู่ "จะไม่เกิดขึ้นกับพวกเราอีก"

บาร์ตอฟติดตามการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาและอุดมการณ์ในการรำลึกถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ในช่วงหลายทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นักคิดระดับโลกและเสรีนิยมจำนวนมากมองว่าเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเป็นสัญญาณเตือนสากล—บทเรียนเกี่ยวกับอันตรายของการเหยียดเชื้อชาติ การลดทอนความเป็นมนุษย์ และการล่มสลายของสถาบันประชาธิปไตย ("จะไม่เกิดขึ้นกับใครอีก")

อย่างไรก็ตาม บาร์ตอฟโต้แย้งว่าวาทกรรมของรัฐอิสราเอลได้เปลี่ยนความทรงจำนี้ไปสู่กรอบความคิดแบบเฉพาะกลุ่มและชาตินิยมทางชาติพันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆ ("จะไม่เกิดขึ้นกับพวกเราอีก") ในมุมมองนี้ บทเรียนหลักของเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวคือชาวยิวไม่สามารถไว้วางใจโลกภายนอกหรือกฎหมายระหว่างประเทศได้ และความเหนือกว่าทางทหารอย่างเด็ดขาดเท่านั้นที่เป็นหลักประกันที่แท้จริงของการอยู่รอด

2. การปลูกฝัง "ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ถาวร"

ด้วยการกรองความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันผ่านมุมมองของยุค 1940 อย่างต่อเนื่อง ผู้นำทางการเมืองของอิสราเอลสมัยใหม่ได้ส่งเสริมสิ่งที่บาร์ตอฟอธิบายว่าเป็นความคิดแบบถูกปิดล้อมอย่างถาวร

การเปรียบเทียบศัตรูสมัยใหม่กับนาซี: ในวาทกรรมทางการเมือง ศัตรูร่วมสมัย—ไม่ว่าจะเป็นอิหร่าน ฮิซบอลลาห์ ฮามาส หรือแม้แต่นักเคลื่อนไหวชาวปาเลสไตน์ที่ไม่ใช้ความรุนแรง—มักถูกมองว่าไม่ใช่แค่คู่ต่อสู้ทางการเมืองหรือดินแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สืบทอดทางอุดมการณ์โดยตรงจากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ด้วย

ความคิดแบบ "สลัม" กับเครื่องบิน F-35: วาทกรรมนี้สร้างความขัดแย้งที่ทำให้ อิสราเอล แม้จะเป็นมหาอำนาจทางทหารและมีอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดในตะวันออกกลาง แต่กลับดำเนินชีวิตราวกับว่าตนเองอยู่บนขอบเหวแห่งการถูกทำลายล้างอยู่ตลอดเวลา

3. การตัดบริบทของความขัดแย้งปาเลสไตน์ออกไป

บาร์ตอฟโต้แย้งว่า ผลที่ตามมาหลักของกรอบความคิดนี้คือ มันบิดเบือนความเป็นจริงของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์อย่างสิ้นเชิง

เมื่อการกระทำของชาวปาเลสไตน์ถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนขยายของลัทธิต่อต้านยิวของนาซี ความเป็นจริงทางวัตถุของความขัดแย้ง เช่น การพลัดถิ่น การยึดครองทางทหาร การปิดล้อม และการปฏิเสธสถานะรัฐ ก็จะถูกบดบัง ความขัดแย้งถูกลิดรอนบริบททางการเมืองและอาณานิคม และถูกยกขึ้นเป็นการต่อสู้ชั่วนิรันดร์ระหว่างการอยู่รอดของชาวยิวกับการทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง

4. การปิดบังความทุกข์ยากของชาวปาเลสไตน์จากสาธารณชน

เนื่องจากความทรงจำเกี่ยวกับโฮโลคอสต์ทำให้รัฐยิวเป็นเหยื่อที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ จึงสร้างกำแพงทางจิตวิทยาอย่างลึกซึ้งในการรับรู้ว่าเมื่อใดที่รัฐเองกำลังก่อให้เกิดอันตราย

กลไกทางจิตวิทยา: หากสาธารณชนเชื่อมั่นว่าพวกเขากำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่ร้ายแรงเทียบเท่ากับโฮโลคอสต์ มาตรการป้องกันใดๆ ก็ตาม—ไม่ว่าจะรุนแรง เกินกว่าเหตุ หรือทำลายล้างเพียงใด—ก็จะถูกมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความอยู่รอด

บาร์ตอฟโต้แย้งว่าสิ่งนี้ทำให้สาธารณชนชาวอิสราเอลจำนวนมากมองข้ามวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์ ในความคิดเช่นนี้ การยอมรับความทุกข์ยากของชาวปาเลสไตน์หรือการยอมรับว่าอิสราเอลมีอำนาจที่ไม่สมดุลอย่างมหาศาลเหนือประชากรที่ไร้รัฐนั้น รู้สึกเหมือนเป็นความเปราะบางที่คุกคามการดำรงอยู่ มันเปลี่ยนความเห็นอกเห็นใจต่อ "ผู้อื่น" ให้กลายเป็นรูปแบบของการทรยศทางการเมือง

คำเตือนที่สำคัญที่สุดของบาร์ตอฟในหนังสือ Israel: What Went Wrong? คือการลดทอนความท้าทายทางการเมืองสมัยใหม่ทั้งหมดของอิสราเอลให้เหลือเพียงการย้อนรอยเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ทำให้รัฐติดกับดักในวงจรสงครามไม่รู้จบ และทำให้การประนีประนอมที่จำเป็นต่อสันติภาพที่ยั่งยืนเป็นไปไม่ได้ในเชิงจิตวิทยาสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ด้วยภูมิหลังของบาร์ตอฟที่เป็นทั้งอดีตทหารผ่านศึกกองทัพอิสราเอลและนักประวัติศาสตร์ด้านเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว คุณคิดว่าคำวิจารณ์ของเขาเป็นเอกลักษณ์หรือไม่ หรือว่ามันสะท้อนถึงข้อโต้แย้งในวงกว้างที่คุณเคยพบเจอเกี่ยวกับการที่ประเทศต่างๆ ใช้บาดแผลทางประวัติศาสตร์?
.....





นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า “ไซออนนิสม์” ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะในคนอิสราเอล Tara ย้ายจากรัฐเท็กซัสมาอยู่อิสราเอลได้ห้าปีแล้ว ธงในมือของเธอเป็นรูป “The Third Temple” “พระวิหารหลังที่ 3” ตามความเชื่อของชาวยิว เพื่อสร้างแทนที่มัสยิดอัลอักซอในปัจจุบัน เธอกับไซอนนนิสต์ในเยรูซาเรมออกรณรงค์ ติดสติกเกอร์เขียนว่า 'Leave or we will kill you!' “ออกไปซะ ไม่งั้นเราจะฆ่าคุณ” นี่คือไซออนนิสม์ที่คนทั้งโลกรังเกียจ เราไม่ได้รังเกียจความเป็นยิวของพวกเขา


#ยืนหยุดทรราชw163 17 พฤษภาคม 2569 - 18 พฤษภาคม 2569 ครบ ครบรอบ 3 ปีในเรือนจำของเวหา แสนชนชนะศึก - 18 พฤษภา เมื่อ 5 ปีก่อน อานนท์ นำภา ได้รับรางวัล Gwanju for Human Rights จากเกาหลีใต้ ปัจจุบัน อานนท์ก็ยังอยู่ในเรือนจำ

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1527139832354934

We, The People
8 hours ago
·
#ยืนหยุดทรราชw163
17 พฤษภาคม 2569
กลุ่มทนายความจากประเทศไอร์แลนด์ได้เสนอชื่อ อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกคุมขังในเรือนจำจากคดีตามมาตรา 112 เพื่อเข้ารับชิงรางวัลสิทธิมนุษยชนของเนติบัณฑิตยสภาและองค์กรกฎหมายแห่งทวีปยุโรป ประจำปี 2569 (The 2026 Council of Bars and Law Societies of Europe Human Rights Award)
.
ในส่วนการเสนอชื่อ อานนท์ นำภา เพื่อเข้าชิงรางวัลสิทธิมนุษยชนในปี 2026 นี้ เป็นการนำเสนอชื่อร่วมกันของสมาคมนักกฎหมายแห่งไอร์แลนด์ (Law Society of Ireland) และ เนติบัณฑิตยสภาแห่งไอร์แลนด์ (Bar Council of Ireland) ทั้งสององค์กรมีจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า อานนท์ นำภา ควรได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ และได้รับอนุญาตให้กลับไปประกอบวิชาชีพทนายความในการปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อไป
(ข้อมูลจากเพจ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)

https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/998172222564778

We, The People 
8 hours ago
·
#ยืนหยุดทรราชw163
17 พฤษภาคม 2569
กลุ่มทนายความจากประเทศไอร์แลนด์ได้เสนอชื่อ อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกคุมขังในเรือนจำจากคดีตามมาตรา 112 เพื่อเข้ารับชิงรางวัลสิทธิมนุษยชนของเนติบัณฑิตยสภาและองค์กรกฎหมายแห่งทวีปยุโรป ประจำปี 2569 (The 2026 Council of Bars and Law Societies of Europe Human Rights Award)
.
ในส่วนการเสนอชื่อ อานนท์ นำภา เพื่อเข้าชิงรางวัลสิทธิมนุษยชนในปี 2026 นี้ เป็นการนำเสนอชื่อร่วมกันของสมาคมนักกฎหมายแห่งไอร์แลนด์ (Law Society of Ireland) และ เนติบัณฑิตยสภาแห่งไอร์แลนด์ (Bar Council of Ireland) ทั้งสององค์กรมีจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า อานนท์ นำภา ควรได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ และได้รับอนุญาตให้กลับไปประกอบวิชาชีพทนายความในการปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อไป
(ข้อมูลจากเพจ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)
.....

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1672430210547935

iLaw 
8 hours ago
·
18 พฤษภาคม 2569 ครบรอบ 3 ปีในเรือนจำของเวหา แสนชนชนะศึก ชาวพิษณุโลกวัย 41 ปี เวหาถูกกล่าวหาฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวม 3 คดี ได้แก่
คดีทวิตข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ “ฟ้าฝน ver. เกรี้ยวกราด” ในช่วงวันที่ 4-5 สิงหาคม 2564 เล่าเรื่องไสยศาสตร์ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพรัชกาลที่ 9 และเล่าประสบการณ์การถูกทำโทษ ด้วยการคุมขังใน “คุกวังทวีวัฒนา” จนเกิดเป็นกระแสแฮชแท็ก #แอร์ไม่เย็น ในทวิตเตอร์
ศาลพิพากษาจำคุกกระทงละ 3 ปี ทั้ง 3 กระทง https://database.tlhr2014.com/public/case/1853/lawsuit/632/
คดีโพสต์เฟซบุ๊กรวม 2 โพสต์ โดยแชร์จากเพจ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564 มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การจัดการวัคซีนของรัฐบาล และโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2565 วิจารณ์ศาลและความอยุติธรรม
ศาลพิพากษาจำคุกกระทงละ 3 ปี ทั้ง 2 กระทง https://database.tlhr2014.com/public/case/1947/lawsuit/719/
คดีโพสต์ข้อความและรูปภาพเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลอาญาในคดีของ “นรินทร์” ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ติดสติกเกอร์ กูKult ลงบนพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10
ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี
https://database.tlhr2014.com/public/case/1994/lawsuit/766/
เวหาให้การรับสารภาพทั้งสามคดี ศาลพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้วทั้งสามคดี รวมโทษจำคุก 6 ปี 36 เดือน หรือประมาณ 9 ปี ปัจจุบัน เวหาถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะพ้นโทษในปี 2575
จนถึงวันนี้ (18 พฤษภาคม 2569) มีผู้ต้องขังทางการเมืองในคดีมาตรา 112 และคดีมาตรา 110 อย่างน้อย 40 คน สามารถอ่านรายละเอียดของแต่ละคน ร่วมช่วยกันจำว่ามีใครยังต้องนับวันที่จะได้ออกมา ได้ที่
https://www.ilaw.or.th/days-in-prison




วันจันทร์, พฤษภาคม 18, 2569

AOC Rising! นั่นละ ‘หนูล้มช้าง’ เมื่อ ๗ ปีที่แล้ว วันนี้แซงหน้าใครต่อใครหมด ทั้ง บัตติกี๊ก นิวซอม และคามาร่า แฮริส ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสองปีข้างหน้า

AOC Rising! นั่นละ แอเล็กแซนเดรีย อ็อกแคสิโอ คอร์เทซ สมาชิกสภาผู้แทนรัฐนิวยอร์ค เขตบร๊องซ์ กำลังรุ่งสำหรับการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในอีกสองปีกว่าๆ ข้างหน้า โพลเบื้องต้นของพรรคเดโมแครทเวลานี้ให้ เอโอซีนำหน้าใครๆ

โพล AtlasIntel 2028 Democratic primary ซึ่งเพจ The Other 98% บอกว่าเป็นองค์กรเดียวกับที่ทำให้ เนท ซิลเวอร์ ได้รับการชมเชยในฐานะนักทำโฑลที่ถูกต้องมากที่สุดในการเลือกตั้งปี ๒๐๒๔ ออกผลทำนายมาแล้วเมื่อวานซืน สำหรับการแข่งขันปี ๒๐๒๘

เอโอซีอยู่หน้าแถวด้วยคะแนน ๒๖ เปอร์เซ็นต์ แซงหน้าพี้ท บัตติกี๊ก อดีต รมว.คมนาคม ซึ่งเมื่อสองเดือนที่แล้วเป็นตัวนำในโพล ไป ๔% ตามมาอันดับสามคือผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย แกวิน นิวซอม ได้ ๒๑% ทิ้งให้คามาล่า แฮริส ห้อยท้ายในอันดับสี่ที่ ๑๓%

เอโอซี ดังขึ้นมาอย่างรวดเร็วในช่วงสองเดือนนี้ น่าจะเนื่องจากออกเดินสายหาเสียงสนับสนุนพรรคเดโมแครทตามมลรัฐต่างๆ ทั้งในระดับรัฐ (ผู้ว่าการฯ) และผู้แทนสภา (คองเกรส) ด้วยความหวังว่าจะชนะพรรครีพับลิกัน ครองเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่งหรือทั้งสองสภา

จากสาวพนักงานเสิร์ฟ ในวัยเพียง ๒๘ ปี เอโอซี เป็น หนูล้มช้างในการเลือกตั้งปี ค.ศ.๒๐๑๘ ด้วยคะแนนเสียงที่ชาวบ้านให้กับเธอเฉพาะตัวล้วนๆ ไม่มีทุนก้อนใหญ่ ไม่มีบรรษัทใดๆ หนุนหลัง พอปี ๒๐๒๕ เธอได้รับเงินบริจาค ๑๕ ล้านดอลลาร์ จากรายย่อยๆ ทั้งนั้น

ช่วงสองปีที่ผ่านมาเธอร่วมปราศรัยหาเสียงบ่อยๆ กับ เบอร์นี่ แซนเดอร์ วุฒิสมาชิกจากรัฐเวอร์ม้อนต์ วัยเกือบ ๘๕ ปี ซึ่งโดดเด่นในอุดมการณ์และนโยบายก้าวหน้า จึงไม่แปลกที่เนื้อหาในการปราศรัยของเอโอซีมักหนีไม่พ้นเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมอเมริกัน

“ไม่มีใครหรอกที่จะตั้งหน้าทำงานเก็บเงินจนได้เป็นมหาเศรษฐีพันล้าน” คำพูดของเอโอซีมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า มหาเศรษฐีอเมริกันจำนวน ๑% ของประชากร ครอบครองความมั่งคั่ง ๓๑.๗% ของทั้งหมดในประเทศ ซึ่งมีประมาณ ๕๕ ล้านล้านดอลลาร์

ล่าสุดเมื่อสองวันก่อน เธอตอบเรื่องความทะเยอทะยานว่า ที่จริงแล้วการทำงานการเมืองของเธอไม่ได้มุ่งหวังตำแหน่งใด แม้แต่ประธานาธิบดี เจตนารมย์ของเธอยิ่งใหญ่กว่านั้น เธอชี้ว่าในยุคสงครามกลางเมืองก็เป็นการต่อสู้ของผู้น้อยต่ออภิมหาเศรษฐี

เมื่อเธอพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอเมริกัน “อันเป็นถาวร” บรรดานายทุนใหญ่และกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาต่างพากันขมึงทึง บ้างถึงขั้นบอกว่าเธอจะเข้ามาพลิกแผ่นดินปฏิวัติบ้านเมือง แต่ในขณะเดียวกันพวกไม่สุดโต่งกลับมองเห็นสิ่งที่เธอพูดถึง ว่ามันคือความจริง

เอโอซีจะไปถึงไหน ไม่ยากที่จะจับตาดูแล้ว เพราะเธอเข้ามายืนล้ำหน้าชาวเดโมแครททั้งหลาย ใครเล่าจะกล้าหักดิบว่าซ้ายจ๋าจะไปได้ไม่ไกลนัก ในเมื่อคนอเมริกันเลือกเอาฝ่ายขวาระห่ำมานำประเทศเข้าทางแคบได้ ก็ย่อมพลิกผันกลับหลังหันไปสู่ความ ก้าวหน้าสุดลิ่ม ได้

(https://blue.seattleconcreteremoval.com/blog/right-wingers-lose-control-after-aoc-drops-stunning-election-trutht, https://www.facebook.com/johngladneyproffitt/posts/Cx3wkj4hpo และ https://www.facebook.com/TheOther98/posts/7CrNrNdNx)