วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 02, 2569

เลือกตั้งครั้งนี้ คนตื่นตัวมาก 5 นาที ก่อนปิดหีบ ประชาชนวิ่งเต็มสปีดไปลงคะแนน เป็นไปได้ ส้มทั้งตัว อาจหักปากกาเซียน-โพล





 

ใครจะไปเชื่อ ว่าช่วงหนึ่งเคยมีเทรนด์ย้ายประเทศกันเถอะ และมีคนเข้ากลุ่มรวมล้านกว่าคน แล้วตอนนี้ล่ะ? ย้ายประเทศยังมีอยู่มั้ย?


ลักพาตัวเองมาเล่า
11 hours ago
·
ใครจะไปเชื่อ ว่าช่วงหนึ่งเคยมีเทรนด์ย้ายประเทศกันแบบระดับที่มีกลุ่มโยกย้ายสายสะโพกขึ้นมา และมีคนเข้ากลุ่มรวมล้านกว่าคน

ทุกคนมารวมกันด้วยเป้าหมายเดียว คือการย้ายออกจากประเทศไทย

แล้วตอนนี้ล่ะ? ย้ายประเทศยังมีอยู่มั้ย?

อยากมาเล่าให้ฟัง อย่างน้อยในมุมมองของผมในฐานะหัวเรือทีมออสเตรเลียจ๋า ๆ ตอนนั้น

1. ปี 2019-2021 เป็นปีที่มืดมนของประเทศไทย

เราเจอกับโควิดระบาดและภัยธรรมชาติในระดับมหันตภัย ต่อให้คุณเชียร์สีไหน ก็คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ณ ตอนนั้น การทำงานของรัฐบาล ล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพอย่างชัดเจน

... 33,989 ราย ม.

... คือจำนวนผู้เสียชีวิต จาก ‘โรคหวัดกระจอก’ นิยามโดย รมต. สาธารณสุขในเวลานั้น

ปัญหาต้นเหตุก็ป้องกันไม่ได้ ปลายเหตุก็แก้ไขไม่ได้ ยังไม่รวมกับการบริหารประเทศที่ไม่มีทีท่าว่าจะพัฒนาไปทางไหนเลย ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในวัย ‘สร้างอนาคต‘ จึงรู้สึกสิ้นหวัง

2. แต่ถึงอย่างนั้น แสงแห่งความหวังสุดท้ายก็ยังจะพอเหลืออยู่บ้าง

พรรคอนาคตใหม่ เข้ามาด้วยอุดมการณ์อยากเปลี่ยนแปลงประเทศ

แม้ว่าจะโดนแรงต้านจากกลุ่มที่ยึดมั่นในหลักการบริหารแบบเดิมบ้าง แต่ในที่สุด กลุ่มคนที่โกรธแค้นกับการโดนละเลยจากภาครัฐและเบื่อหน่ายจากสงครามเหลืองแดงมาตลอด ก็จะมีตัวแทนเข้าไปทำงานในสภาสักที

3. ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยแบ่งเป็นสองฝั่ง หากเรามองให้กว้างขึ้นมาอีก จะพบว่ามีคนที่ไม่อิน ไม่ฝักใฝ่ในสงครามการเมืองระหว่างเสื้อเหลืองกับแดงเท่าไหร่

4. ถ้าคุณอายุต่ำกว่า 35 ปีนั่นหมายความว่า

ปี 2005-2006 เกิดรัฐประหาร เสื้อเหลืองเริ่มมามีบทบาท ตอนนั้นคุณอายุต่ำกว่า 15 ปี

ปี 2008 ปิดสนามบิน เสื้อแดงเข้ามามีบทบาท ตอนนั้นคุณอายุต่ำกว่า 18 ปี

ปี 2010-11 สลายการชุมนุม (แบบนองเลือด) ยิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง ตอนนั้นคุณอายุต่ำกว่า 20 ปี

ปี 2013-2014 ปิดกรุงเทพ รัฐประหารอีกครั้ง และก็ลากยาวมาเรื่อย ๆ

5. คนกลุ่มนี้ โตมากับการเมืองแตกแยกตั้งแต่ยังไม่เป็นวัยรุ่น และเจอรัฐประหารตอนที่กำลังเริ่มชีวิตวัยผู้ใหญ่

วัยผู้ใหญ่ที่ต้องสร้างตัวและใช้เงิน ประเทศและเศรษฐกิจกลับหยุดนิ่ง เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่ตัวเองไม่เคยมีส่วนร่วม แต่กลับต้องพยายามดำเนินชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงต้นตอ

หลาย ๆ คนจึงรู้สึกเก็บกดมาโดยตลอด

ความเหลืออดเหลือทนมาระเบิดเอาตอนที่ที่ได้เห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังให้ได้ ต้องโดนยุบเพราะกติกาการเมืองประหลาด ๆ ที่คิดให้ตายยังไงก็ไม่เข้าใจ

และตะปูตอกฝาโลง คือการที่สุดท้ายเหลืองและแดงกลับมาจับมือกัน เพื่อแท็กทีมป้องกันไม่ให้ส้ม ขึ้นมามีสิทธิ์มีเสียงในฐานะรัฐบาล

ชัดเจนแล้ว ว่านี่คือเกมการเมืองที่ผู้เล่นคือ ประชาชน vs ผู้มีอำนาจ

6. วัยเด็กที่หมดไปกับการเปิดทีวีและเห็นสงครามต่อสู้ระหว่างแดงเหลือง กลายเป็นปาหี่ไปโดยปริยายทันทีที่ผลประโยชน์มันลงตัว

เราคิดกันในใจเกือบทุกคนเลยว่า ... “แล้วมึงจะตีกันเล่นใหญ่ทำขลำอะไรรรรร!!!”

"นี่มันชีวิตกูนะเว้ย! ทั้งชีวิตวัยเด็กวัยรุ่นของกู โดนพวกมึงขโมยไป!"

คนที่เสียชีวิตตอนสลายการชุมนุม ก็ไม่ถูกยกย่องเหมือนแต่ก่อน เพราะสุดท้าย หัวหน้าของสองฝ่ายกลับฮั้วกันเพื่อต่อต้านอุดมการณ์ของผู้เสียสละที่เรียกร้องให้ประชาชนมีเสียงในวันนั้น

7. ปี 2021 ... กลุ่มเฟสบุคย้ายประเทศก็เกิดขึ้นมา พร้อมกับปรากฎการณ์คนแย่งกันเข้ากลุ่มเป็นหลายแสนคน

เราทุกคนที่มีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็นทุนเดิม บวกกับความโกรธแค้นของการถูกมัดมือชกให้อยู่ในประเทศที่ไร้ทางเลือก พรรคที่ดูเป็นผู้เป็นคนที่สุดก็โดนยุบไปแบบงง ๆ ...

... ทางออกที่ ‘เลือกได้‘ มากที่สุด ... คือการย้ายประเทศ

ไอเดียคือ ต่อให้ย้ายประเทศมันจะยาก แต่มันพอมีโอกาส

ถ้าทำได้ อย่างน้อยก็จะได้อยู่ในประเทศที่ประชาชนก็พอจะมีสิทธิ์เสียงบ้าง มันดูคุ้มกว่าที่จะอยู่ในประเทศไทยแบบไร้ความหวัง เพราะตอนนั้นคสช.ที่ทำรัฐประหารเข้ามา รวมถึงพวกพ้องตั้งแต่รัฐบาลยันตำรวจทหารไม่มีทีท่าว่าจะออกหรือเปลี่ยนแปลงได้เลย

ตัวผมเองยอมรับเลยว่าเป็นสายเชียร์คนย้ายประเทศ ให้ทั้งข้อมูล ให้ทั้ง motivation ให้มันเป็นกลางมากสุด

การย้ายประเทศเพื่อได้สัญชาติน่ะเป็นเกมระยะยาวระดับ 5 ปีขึ้นไป ถึงจะเพิ่งเห็นรูปเห็นร่างว่ามีโอกาส (ยกเว้นเจอแฟนออสซี่ทำวีให้)

8. เวลาผ่านมาจนถึงปี 2026 ตอนนี้ ผมเห็นในกลุ่มว่ามีคนถามอยู่นะ ว่าทีมย้ายประเทศตอนนั้นเป็นยังไงกันบ้าง

ขอตอบจากในมุมของประเทศออสเตรเลียที่เคยเห็นมา น่าจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่

[a] กลุ่มที่ทำสำเร็จแล้ว คือมีวีซ่าถาวร เป็น PR / Citizen แล้ว ภายใน 5 ปี ไม่ว่าจะด้วยหนทางไหนก็คือเก่งมาก ๆ (บางคนในประเทศอื่น 3 ปีก็ได้สัญชาติเลย บ้าเลือดมาก)

เพิ่มเติมให้เห็นภาพนิด คือถ้าอยากย้ายประเทศ นอกจากได้แฟนเป็นคนที่นู่น ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ครับ

[วีซ่านักเรียน] > [วีซ่าทำงาน] > [หาธุรกิจที่สปอนเซอร์ให้ได้] > [เซ็นสัญญาทำงาน] > [อยู่ต่อจนได้ PR]

กระบวนการพวกนี้ใช้เวลาอย่างต่ำ 5 ปีถ้าเก่งมากจริง ๆ ครับ บางรายกินเวลา 10 ปี ไม่มีน้อยกว่านั้น หมายความว่าถ้าอยากย้ายเต็มตัวจริง ๆ ก็เตรียม 1 ทศวรรศของชีวิตเพื่อภารกิจนี้ได้เลย

[b] กลุ่มสอง ยังลุยอยู่ เพราะพอไปอยู่แล้วรู้สึกชอบ ไม่อยากกลับ (อย่างน้อยในตอนนี้)

เพราะออสเตรเลียมีหลายอย่างที่ประเทศไทยยังให้ไม่ได้ เช่นอากาศที่โคตรดีแทบจะตลอด ทำงานหาเงินง่าย ทำอะไรก็ได้เงิน ใช้ภาษาอังกฤษไม่คล่องมากก็พออยู่ไหว เพราะที่นั่นคนในเมืองไม่ได้พูดอิ้งเก่งกันทุกคน

หลาย ๆ คนมีลูก ก็ย้ายเพราะอนาคตลูก นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะต่อสู้เพื่อสัญชาติ

[c] กลุ่มสาม คือย้ายกลับไทยมาแล้ว บางคนกลับเพราะไม่ชอบ บางคนกลับเพราะอิ่มตัว ได้รับประสบการณ์ที่มองหาอย่างเต็มที่แล้ว เก่งขึ้นแล้ว

ตอนนี้เห็นได้ชัดว่า 5 ปีหลังจากเทรนด์ย้ายประเทศผ่านไป เมืองใหญ่ ๆ อย่างเมลเบิร์น ซิดนีย์ บริสเบน ตอนนี้นักเรียนไทยน้อยลงมาก หลาย ๆ กิจการที่เน้นขายนักเรียนไทยก็เงียบเหงาลง

ข้อมูลจาก Home Affairs บอกว่า จำนวนผู้ถือ Student visa สัญชาติไทยที่อยู่ในออสฯ จากปี 2024 เทียบกับ 2025 ลดลง 20%

คนไทยกลับไทยปีก่อนเยอะขึ้น และปีนี้คาดว่าจะกลับเพิ่มกันอีก

จากที่คุยมา หลายคนบอกว่าไม่อยากทำงานใช้แรงงานในออสเตรเลียไปตลอด กลับไทยมาเริ่มต้นใหม่ดีกว่า ค่าเงินก็ไม่ได้ต่างกันมากแล้ว ส่วนสาย Professional งานออฟฟิซ ก็มีกลับบ้างถ้างานสามารถทำ Work From Home ได้

ยุคขุดทอง คือมาหาเงินให้เยอะ ๆ แล้วกลับไทยเอาเงินไปต่อยอด โดยใช้ความได้เปรียบของ AUD เริ่มไม่ได้ผล เพราะค่าเงินไทยแข็งตัวขึ้น จาก $1 เมื่อก่อนได้ 30บาท ตอนนี้เหลือแค่ 20บาทแค่นั้นเอง

9. ถ้าถามว่า "หมดหวังกับประเทศไทยอยู่ไหม?"

เชื่อว่าหลายคนที่อยากย้ายออกไปตอนนั้น ไม่ได้ย้ายเพราะเกลียดประเทศไทย แต่เพราะโกรธที่ความหวังถูกทำลายและอนาคตโดนขโมยไปแบบหน้าด้าน ๆ มากกว่า

สิ่งหนึ่งที่กล้าตอบคือ ตอนนี้ ประเทศไทยไม่เหมือนกับตอน 5 ปีก่อนแล้ว

ในเชิงของโครงสร้าง ยังเหมือนเดิม แต่วิธีการที่ผู้คนพูดถึงการเมือง นั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

10. ช่วงเวลาที่ผ่านมา เราได้เห็นแล้วจริง ๆ ว่า พรรคอนาคตใหม่ - ก้าวไกล - ประชาชน เติบโตขึ้นทั้งเรื่องจำนวนคนสนับสนุนและยุทธวิธีการต่อสู้ในสภา

และที่สำคัญ ยังคงความไม่ซื้อเสียง และทำตามกติกาที่บิดเบี้ยวได้อย่างแข็งขันขนาดนี้ ยอมใจจริง ๆ

ลึก ๆ แล้ว เชื่อว่าขุมของความ 'กล้ากลับไทย' ของหลาย ๆ คน คือการที่พรรคส้มพยายามพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า "ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ" แบบไม่เกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น

11. สื่ิอหลายสำนักทั้งใหม่และเก่า ก็ต่างกล้าจับประเด็นที่ไม่เคยกล้าจับมาพูดมากขึ้น เอาไฟส่องด้านมืดที่เคยถูกพยายามปกปิดไว้มาตลอด

บวกกับมีอินฟลูหลายคนที่กล้าออกมาพูดเรื่องนี้มากขึ้น เพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง เขียนเรื่องการเมืองทีไร เฟสบุคแตกทุกครั้ง ผู้คนก็มีความตระหนักรู้มากขึ้น

การปะทะกันของประชาชนก็ไม่ได้รุนแรงเหมือนแต่ก่อนที่แบ่งฟากกันอย่างชัดเจน ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองมั้ย แต่หลาย ๆ คนเองก็เริ่มสัมผัสได้แล้วว่าพวกพ้องที่ยึดอำนาจกันมา ใช้คำว่าพัฒนาประเทศเป็นแค่หน้ากาก แต่ในเนื้อแท้จริง ๆ คือโกงกันระเนระนาด

12. สุดท้าย เมื่อกระแสผ่านพ้นไป เป้าหมายของการย้ายประเทศหลังจากนี้ จะไม่ใช่แค่เพราะโกรธหรือสิ้นหวังอีกแล้ว แต่จะเป็นเรื่องของการ 'หาทางเลือกให้ตัวเอง ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ที่แตกต่าง'

ย้ายเพราะความมีหวัง ไม่ใช่เพราะความสิ้นหวัง

13. การต่อสู้ของประชาชนในประเทศไทยยังไม่จบ แค่เลือกตั้งล่วงหน้า ยังมีตุกติกกันขนาดนี้

แต่สิ่งหนึ่งที่วางใจได้คือ พวกเราประชาชนเริ่มเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น ล่าสุดก็มีโพสต์ที่เหลืองกลายมาเป็นส้ม ที่เขียนได้สมบูรณ์แบบ

พรรคประชาชน ไม่ได้เป็นแค่พรรคการเมืองแล้วล่ะ แต่เป็นเหมือนกลุ่มที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีตัวแทน คอยมาฟาดฟันในเรื่องที่เราไม่เคยกล้าเรียกร้องมาก่อน และเรื่องเหล่านั้นมันส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันของพวกเราทั้งสิ้น

ความอดทนของคนไทยเราสูงมากครับ และตอนนี้ มีแกนนำมาแสดงให้เห็นแล้วว่า ความอดทนนั้นใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ด้วยการกัดไม่ปล่อย ไม่ใช่แค่อดทนไปวัน ๆ อีกต่อไปแล้ว

14. ในที่สุด หากพรรคประชาชนชนะแล้วโดนข้อหาอะไรให้ไม่ได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง ...

... เราก็พร้อมจะอดทนต่อไป เพียงแต่ครั้งนี้ อดทนพร้อมความเชื่อมากขึ้น ถึงจุดนี้ จะมาไม้ไหนก็คงไม่ประหลาดใจแล้วล่ะ

รอวันนั้นไม่ไหวแล้วครับ วันที่ชาวต่างชาติจะมองเข้ามาในประเทศเรา แล้วคิดเหมือนกับที่คนย้ายประเทศเมื่อ 5 ปีก่อนคิด

"กูไม่ไหวแล้ว กูจะย้ายไปออสเตรเลีย" ... แต่เปลี่ยนเป็น ...

... "กูเบื่อประเทศกูว่ะ กูจะหาทางทำยังไงก็ได้ให้ไปอยู่ประเทศไทย"

ไม่ใช่มาแค่ตอนเกษียณ แต่มาตอนยังไฟแรง มาพร้อมทักษะ ความรู้ และพลังเต็มเปี่ยมในการพร้อมใช้ชีวิต มีแต่คนเก่ง ๆ อยากย้ายมาทำงาน มาใช้ชีวิต มาทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น คิดดูว่าบ้านเราจะพุ่งไปแรงขนาดไหน ถ้าเกิดปรากฎการณ์แบบนั้นจริง ๆ

ประเทศไทยมีข้อดีที่ประเทศอื่นไม่มีเยอะมาก เหลือแค่มีผู้นำที่ฉลาดและเด็ดขาดมากพอ ที่จะนำวัตถุดิบชั้นเลิศต่าง ๆ มาปรุงให้เป็นเมนูที่ทั้งโลกจะมองข้ามไม่ได้อีกต่อไป

ขอให้ทุกท่านดูแลสุขภาพ เพื่อจะอยู่ดูวันนั้น วันที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริงครับ

--

ทุกคนล่ะครับ ย้ายเพราะอะไร? ยังอยู่ที่ประเทศนั้น ๆ มั้ย? และถ้าในอนาตตประเทศไทยดีขึ้น จะกลับมามั้ย คอมเมนต์คุยกันครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1484219070370977&set=a.471030141689880



ตรุษจีนปีนี้ ปีม้า บ้างว่า ปีม้าไฟ แต่ตุ๊กตาม้าเศร้า กำลังไวรัล ชงไม่ชง กูไม่แคร์ !

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=122222480564360040&id=61560801207099


https://www.facebook.com/reel/1164004802272241





มีคนเปิดคลิปหลุด คลิปไม่เอาเพื่อไทย กระทรวง DE อย่าเงียบ ตรวจสอบด้วย

https://www.facebook.com/reel/2873056389531318










 

#ยืนหยุดทรราชw154xกาเห็นชอบประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 31 มกราคม 2569 8 กุมภานี้ เลือกพรรคที่ชอบ เลือกคนที่ถูกใจ และอย่าลืมรับบัตรอีกใบ ❎ เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ

https://www.facebook.com/watch/?v=902986125699112

https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/pfbid0ioxRe3XvN9jSBKGL9CLUBcsp22PHcJVL1S5m9vHWdmQEHz3sjD3wT46316fa7denl



จดหมายจาก แหวน ณัฎฐธิดา มีวังปลา ถึง ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ - ในคดีมาตรา 112 ที่คุณชูวิทย์ แสดงออกต่อสื่อ ในเคสของ ไอซ์รักชนก ที่กำลังปราศรัยหาเสียงให้พรรคประชาชนนั้น มิใช่การสั่งสอน แต่มันคือการข่มขู่


ณัฎฐธิดา แหวน แหวน มีวังปลา 
17 hours ago
·
จดหมายเปิดผนึกถึงคุณ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ดิฉัน ในฐานะพยาน ของคดี 6 ศพวัดปทุมและ อดีตผู้ต้องขังฝากขังพิจารณาคดีของศาลทหารกรุงเทพ ในคดีม.112 ถูกฝากขังระหว่างต่อสู้คดี เป็นระยะเวลา 3 ปี 6 เดือน ถูกฝากขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางลาดยาว ซึ่งเป็นคุกพลเรือนไม่ใช่คุกทหาร เป็นพลเรือนที่ถูกจับขึ้นศาลทหารหาใช่เป็นทหารแต่อย่างใด ( การถูกฝากขังระหว่างต่อสู้คดีตามกฏหมายถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบจนศาลยังไม่ตัดสินว่ามีความผิด ) ขออธิบายความอย่างนี้ค่ะ
1. ดิฉันถูกอุ้มเข้าค่ายทหาร ถูกปิดตา และถูกกระทำอนาจารในค่ายทหาร จากยุครัฐประหาร57 ในวันที่ 11 มีนาคม 2558 และมีการนำตัวไปฝากขัง ที่คุกพลเรือนหรือทัณฑสถานหญิงกลางลาดยาว ในวันที่ 17 มีนาคม 58
2. ดิฉันได้ประกันตัวผ่าน หลังจากยื่นประกันตัวหลายสิบครั้ง เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2561 และได้ สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย หาเสียงช่วยพรรคเพื่อไทยประจวบคีรีขันธ์ท่านดร.วิชิต ปลั่งศรีสกุล ปี2562 ปัจจุบันไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด และดิฉันต่อสู้ในชั้นศาล เป็นเวลานาน 8 ปี ชนะทุกคดีศาลยกฟ้อง แน่นอนค่ะว่าการต่อสู้ในศาลทหารนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบากล้มลุกคลุกคลาน ถูกกดดัน ถูกปิดปาก มากกว่าศาลพลเรือน
3. การถูกจับเข้าไปฝากขัง ที่ทัณฑสถานหญิงกลางลาดยาว ในยุคคสช. แน่นอนว่ายุคนั้น มีการกระทำ ที่แย่ๆแบบที่คุณชูวิทย์กล่าว ไว้ตาม โพสต์ ที่คุณโพสต์ไว้ ตามลิงค์ที่แนบ. แต่ปัจจุบันนี้ ไม่ได้มีเหตุการณ์เหล่านั้น ปากแจ๋ว คลานเข่า หรือร้องขอชีวิต แบ่งชนชั้นวรรณะ อย่างนั้น ไม่มี ถ้ามี ดิฉันขอเรียกร้องให้ ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง งานเยี่ยมญาติ ทัณฑสถานหญิงกลาง ออกมาชี้แจงค่ะ ดังนั้น ผู้ต้องขังทุกคนที่อยู่ในนั้น จึงได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน และแน่นอนว่าทัณฑสถานหญิงกลางนั้นแออัดและไม่มีเครื่องออกกำลังกายไม่มีสถานที่เดินอย่างสะดวกเหมือน เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ใช่หรือไม่. หรือมีการเลือกปฏิบัติใดๆ กับผู้ต้องขังทุกคนจริงหรือไม่ หรือทุกคนได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน.
แต่เท่าที่เห็นกับ ประสบการณ์ที่มี ในนั้นแตกต่างกันที่ เป็นผู้ต้องขังฝากขังเป็นผู้ต้องขังระหว่างต่อสู้คดีหรือเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาด ดังนั้นการจำแนกแดน และการถูกปฏิบัติ จึงแตกต่างกัน ตามมูลเหตุของคดี แต่ไม่ได้เลวร้าย อย่างที่คุณกล่าวมา อนึ่งคำกล่าวของคุณชูวิทย์ มันคือการข่มขู่มากกว่าการสั่งสอนหรือไม่
4. ในฐานะที่คุณชูวิทย์ก็มีลูกสาวทั้งสวยและน่ารัก ดิฉันไม่ต้องการให้ ผู้ใดถูกกล่าวหา และถูกยัดเยียด หรือถูกกระทำอนาจาร ในคดีมาตรา 112 สิ่งที่คุณชูวิทย์ แสดงออกต่อสื่อ
ใดๆ หาใช่การสั่งสอน แต่มันคือการข่มขู่ ในขณะที่ พรรคประชาชน กำลังปราศรัยหาเสียงทั่วประเทศ โดย การหาเสียงของ น้องไอซ์รักชนก ศรีนอก - Rukchanok Srinork
กำลังเดินสายหาเสียงนั้น เป็นไปตามนโยบายของพรรค แต่สิ่งที่เธอ สื่อสารออกไปกับสังคมว่า นี่อาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอได้พูด ได้ต่อสู้ก่อนที่เธอจะถูกตัดสินคดีในมาตรา 112 หรือเธออาจติดคุก ในคดีนี้ หลายปี
แต่นั่นคือสิ่งที่ ผู้ที่ถูกกล่าวหา มีสิทธิ์ ที่จะเอ่ยถึงคดีของตนเอง ตามสิทธิ์ และไม่ควรมีผู้ชายคนไหน ออกมาด้วยค่า เด็กผู้หญิง ตัวเล็กๆคนหนึ่ง คำถามคือ สังคมเราต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัว ด้วยการ แจ้งจับหมั่นไส้ รังเกียจ กับการอธิบายความในการปกป้อง และรักษาไว้ซึ่ง มาตรา 1 มาตรา 2 และ มาตรา112 หากแต่มีการข่มขู่ใส่ร้าย กันจน ไม่มีใครกล้าพูดไม่กล้าแสดงออกใดๆ กับมาตรา 112 เลยหรือ นี่คือการสร้างความแตกแยกในสังคมนี่คือการสร้างความรุนแรงในสังคมใช่หรือไม่
เฉกเช่นคำถามเมื่อ 16 ปีก่อน ว่าคนเสื้อแดงไม่มีสิทธิ์รักสถาบันได้เลยหรือ ใช่หรือไม่
การสร้างสงครามทางความคิด อันตรายพอๆกับการติดอาวุธสงครามร้ายแรงค่ะ
หรือเพียงเพราะคุณหวังตัดคะแนน หรือต้องการดันคะแนนให้พรรคประชาชนกันแน่...
คำเตือน การสั่งสอนนั้นมีหลายวิธีแต่การปฏิบัติให้เห็นย่อมดีกว่าการพูด
https://www.facebook.com/share/p/17sbHZ2NMt/


https://www.facebook.com/nadth.thida.h.wn.h.wn.mi.wang.pla/posts/1739681666988893



เหลี่ยมทุกดอกแล้วบอกโปร่งใส


รักชนก ศรีนอก - Rukchanok Srinork 
13 hours ago

เหลี่ยมทุกดอกแล้วบอกโปร่งใส
1) ไม่ติดชื่อผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ที่บอร์ดดูรายชื่อ ลำปาง ชลบุรี เชียงราย นครปฐม อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี กทม อันนี้แค่เฉพาะที่ได้รับการร้องเรียนอันที่ยังไม่รายงานไม่รู้อีกไม่รู้เท่าไหร่
2) หลายเขตติดป้ายชื่อ ไม่ว่า ผิดพลาดกันได้เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อประชาชนถามว่า สส. พรรคประชาชนเบอร์อะไร บัตรหายไปไหน เจ้าหน้าที่ กกต. กลับให้ข้อมูลว่า ‘ถูกตัดสิทธิ์ไปแล้ว‘ !!
3) ในกรุงเทพมหานคร สแกนป้ายแจ้งรายชื่อผู้สมัคร พบว่าปรากฏเป็นรายชื่อของการเลือกตั้งปี 66
4) หลังจากที่ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว กกต.จะต้องใส่รหัสเขตเพื่อส่งไปนับที่เขตนั้นๆ หลายเขตกรอกผิด ประชาชนทักท้วงแล้วแต่ไม่เป็นผล หลายเขตไม่ได้กรอกรหัส เป็นความจงใจทำให้ คะแนนไปผิดที่หรือไม่
5) มีเจ้าหน้าที่ กกต. บอกให้เขียนชื่อตัวเองบนบัตร! ซึ่งนั่นจะทำให้กลายเป็นบัตรเสียทันที!!
6) ค่ายทหารหลายค่าย ให้เลือกตั้งล่วงหน้า มีการเรียกเข้าห้องประชุม พูดปลุกใจ พูดว่าไม่ให้เลือกพรรคที่ด้อยค่าทหาร พรรคที่รักชาติ บิดเบือนข้อมูลว่าประชาชนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยกเลิก 112 ซึ่งไม่เป็นความจริง
7) ในค่ายทหารมีแค่เจ้าหน้าที่ กกต. ทหารชั้นผู้ใหญ่และทหารชั้นผู้น้อย ไม่มีบุคคลที่สามสามารถเข้าไปสังเกตการณ์ได้ บางค่ายมีการเดินเข้าไปมองในคูหาเลือกตั้ง
8 )เลือกตั้งนอกราชการอาณาจักร ก็ปัญหาอีกร้อยแปดพันประการ หลายคนกังวลว่าคะแนนจะมาไม่ถึง เหมือนปีที่ผ่านๆมา
ทุกคนเจออะไร ตั้งกล้องถ่ายคลิปไว้ให้หมด เจ้าหน้าที่คนไหนทำอะไรถ่ายให้เห็นหน้าเห็นการกระทำชัดๆ ทุกคะแนนมีความหมาย กว่าเราจะหามาได้แสนยากลำบาก แต่เสียไปง่ายๆด้วยความสะเพร่าของเจ้าหน้าที่ กกต.
จำได้ไหม กทม. เขต 33 แพ้แค่ 4คะแนน ลองคิดดูว่าถ้าประชาชนเขากาให้เราแล้ว แต่ความผิดพลาดมันเกิดจาก กกต. ทำให้คะแนนมันหายไป ใครจะรับผิดชอบ?
บางอย่างเข้าใจได้ว่ามันเกิดจากความผิดพลาด แต่บางอย่างเข้าใจไม่ได้จริงๆ กกต. มีไว้ทำไม? กกต. ย่อมาจากอะไร?
อย่าท้าทายกับความโกรธแค้นของประชาชนมากนัก ที่ผ่านมาอย่าคิดว่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไปอย่าคิดว่าคนเค้าจำไม่ได้ เค้าทบต้นทบดอกในใจ วันไหนที่ความโกรธปะทุขึ้นมาแล้วควบคุมไม่ได้ คนมีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังก็ระวังจะไม่มีเงาหัว
ค. = คร้าบบบบบบบบ
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง #เกิดแต่กับพวกกู

https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/909960494899045









 

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แถลงยอมรับว่า พบ 5 ปัญหาในวันจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า เรื่องคิวอาร์ "พลาดขนาดนี้ได้ยังไง" คิวอาร์มาจาก กกต. คือมาจากส่วนกลาง

บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. จะถูกส่งไปยังที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อคัดแยกแล้วส่งไปยังเขตเลือกตั้งตามภูมิลำเนาแท้จริงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อนับคะแนนพร้อมกับวันจริง 8 ก.พ. ต่อไป

กกต. สรุป 5 ปัญหาหลังปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. ยังไม่รู้ยอด กปน. "เขียนรหัสเขตเลือกตั้งผิด"

1 กุมภาพันธ์ 2026
บีบีซีไทย

บรรยากาศการเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากมีประชาชนไปรอใช้สิทธิตั้งแต่ยังไม่เปิดหีบลงคะแนนเสียง ทว่าได้พบความผิดพลาดหลายจุด จากการที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เขียนรหัสเขตเลือกตั้งที่หน้าซองสำหรับใส่บัตรเลือกตั้งผิด หรือกรอกรหัสจังหวัดผิด ไม่ตรงกับรหัสไปรษณีย์ตามภูมิลำเนาของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าบัตรเลือกตั้งที่ประชาชนกากบาทไป จะส่งถึงเขตเลือกตั้งจริงของพวกเขาและได้นำไปนับรวมคะแนนเสียงหรือไม่

ภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง กปน. จะตรวจสอบบัตรและการจ่าหน้าซองอีกครั้ง ก่อนส่งมอบบัตรเลือกตั้งให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

หากไม่มีการแก้ไขรหัสเขตเลือกตั้ง อาจส่งผลให้บัตรเลือกตั้งที่ประชาชนกากบาทใส่ซองแล้ว เดินทางไปผิดเขต ถูกเปิดออกมานับในเขตอื่น

สำหรับบัตรสีชมพูที่ใช้เลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) เหมือนกันทั้งประเทศจะถูกนับและใช้ได้ แต่บัตรสีเขียวที่ใช้เลือก สส.แบบแบ่งเขต จะถูกนับเป็นคะแนนของคนอื่นในเขตที่บัตรเดินทางไปถึงแทน

"สุดท้ายจำนวนบัตรในเขตที่บัตรไปถึงกับเขตที่ถูกต้องจะไม่ตรงกับจำนวนผู้ใช้สิทธิ หรือกลายเป็น 'บัตรเขย่ง'" โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ระบุ

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แถลงยอมรับว่าพบปัญหาดังกล่าว แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลว่าจำนวนการกรอกรหัสเขตเลือกตั้งหรือรหัสจังหวัดผิดพลาด มีมากน้อยแค่ไหน โดยบอกเพียงว่า "ต้องใช้หลักฐาน ผมฟังจากข่าว ถ้าผิดพลาด จะมีสมุดรายงานเหตุ ต้องขอตรวจดูก่อน"

ส่วนความผิดพลาดนี้ จะทำให้บัตรเลือกตั้ง สส. ส่งไปผิดเขตเลือกตั้ง แล้วเกิดกรณี "บัตรเขย่ง" หรือไม่นั้น นายแสวงกล่าวว่า "เราป้องกันเจตจำนงประชาชน คนกับบัตรตรงกัน ตอนเย็นจะตรวจสอบว่ากรอกรหัสถูกไหม หรือไม่ได้กรอก ถ้าปล่อยให้ไปถึงเขต กลับมายาก ดังนั้น ณ เวลาก่อนมอบ เขาจะตรวจสอบอีกครั้ง"

การเลือกตั้งล่วงหน้า จะไม่เหมือนกับการเลือกตั้งในวันจริง เพราะเมื่อกากบาทในบัตรลงคะแนนเลือก สส.แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อแล้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องนำบัตรลงคะแนนใส่ซอง ซึ่งจะมีรหัสตัวเลข 4 หลัก ไม่ใช่รหัสไปรษณีย์ โดย 2 ตัวเลขเป็นรหัสจังหวัด และ 2 ตัวหลังเป็นรหัสเขตเลือกตั้ง

สำหรับปัญหา กปน. เขียนรหัสเขตเลือกตั้งที่หน้าซองสำหรับใส่บัตรเลือกตั้งผิด หรือกรอกรหัสจังหวัดผิด ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งในครั้งนั้น เลขาธิการ กกต. ก็ออกมายอมรับว่า "เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ของเรา แต่ทุกอย่างปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต" และ กปน. พบความผิดพลาดก็รีบแก้ไขแล้ว


โหวตเตอร์ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเอาไว้ สามารถไปลงคะแนนได้ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.

กกต. สรุปภาพรวมเรียบร้อย

เวลา 18.00 น. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แถลงภายหลังปิดหีบเลือกตั้งว่า ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่มีบางเหตุการณ์เกิดขึ้น ซึ่งบีบีซีไทยขอสรุปคำแถลงของเลขาธิการ กกต. ดังนี้

หนึ่ง บางหน่วยบางจังหวัดไม่มีประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ลำปาง พรรคประชาชน (ปชน.) โดยตรวจพบว่ามีเหตุการณ์นี้ที่ จ.ชลบุรี และ จ.เชียงราย "เหตุนี้เกิดจากจังหวัดต้นทางคือลำปางจัดชุดเอกสารผิดพลาด ที่ จ.ชลบุรี ขาดหมายเลข 8 ที่ จ.เชียงราย หมายเลข 8 ไปอยู่เขตอื่นแทน แต่ได้มีการแก้ไขให้เรียบร้อยระหว่างลงคะแนน"

สอง คิวอาร์โค้ด (QR code) ที่แปะไว้ที่กระดานที่เขตบางบอนผิดพลาด โดยลิงก์ไปยังข้อมูลผู้สมัครปี 2566 แทน ซึ่งการสร้างคิวอาร์โค้ดเป็นความตั้งใจของ กทม. ที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล จังหวัดอื่นไม่ได้ทำ "เมื่อมีการทักท้วงก็แก้ไข ก็ขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย"

เลขาธิการ กกต. พูดว่ากรณีที่เกิดขึ้นที่เขตบางบอน "เป็นความผิดพลาดอย่างอื่น ผมว่าไม่กระทบสาระสำคัญ" เพราะเป็นเรื่องลิงก์ข้อมูล ส่วนที่กฎหมายกำหนดไว้ กกต. ทำครบหมด

ส่วนที่ผู้สมัคร สส. พรรค ปชน. บอกว่ามีคน กกต. โทรมาขู่ฟ้อง นายแสวงตอบว่า "ไม่น่าจะใช่คนของเรา เรามีหน้าที่ให้บริการประชาชน แต่ขอตรวจสอบดูก่อน จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องไปขู่ประชาชนอะไร เพราะเป็นเรื่องที่เราทำผิดพลาดเอง ควรขอโทษมากกว่า"

สาม การเขียนรหัสเขตเลือกตั้งไม่ตรง ชี้แจงว่า เป็นรหัสที่ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นผู้กำหนดขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพราะในเขตเลือกตั้งประกอบด้วยหลายอำเภอ และแต่ละอำเภอก็มีรหัสต่างกัน เพื่อให้การนำส่งเจตจำนงของประชาชนไปถึง 400 เขตเลือกตั้งได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

"กรณีมีข่าวว่ากรอกรหัสถูกไหม ไม่ต้องกังวล เพราะเรามีจ่าหน้าเรียนประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตอยู่แล้ว ไม่กรอก ก็ยังไปถึงเลย" เลขาธิการ กกต. กล่าวและว่า แต่เย็นวันนี้ (1 ก.พ.) ก่อน กปน. มอบบัตรเลือกตั้งให้ทางไปรษณีย์ จะตรวจสอบจำนวนคนมาใช้สิทธิ จำนวนบัตร การจ่าหน้าอีกครั้ง และชวนสื่อมวลชนไปดูและเป็นสักขีพยานในการคัดแยกบัตรลงคะแนนทั้งจากนอกราชอาณาจักรและเลือกตั้งล่วงหน้าในวันนี้

สี่ การลืมบัตร มีประชาชนลืมบัตรเลือก สส.แบบเขตไว้ในหน่วยเลือกตั้งที่ จ.นครปฐม ไม่ได้ใส่ซองจดหมาย กปน. จึงนำนำบัตรดังกล่าวเย็บติดและลงบันทึกเหตุการณ์ประจำหน่วยแล้ว

ห้า กปน. ที่ จ.นนทบุรี ฉีกบัตรแล้วติดต้นขั้วไปด้วย ไม่เหลือต้นขั้วเก็บไว้ ซึ่งได้แจ้งไปปลายทางคือ จ.สุราษฎร์ธานีให้แยกต้นขั้วมาก่อนนับบัตรแล้ว

ประชาชนรอใช้สิทธิตั้งแต่ยังไม่เปิดหีบ

ประชาชนตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระหว่างใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่หน่วยเลือกตั้งกลาง ศูนย์นันทนาการวัดเวฬุราชิณ แขวงบางยี่เรือ กทม. วันที่ 1 ก.พ.

ภาพรวมการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นไปอย่างคึกคัก เช่น หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า โครงการตะวันนาบางกะปิ (ตะวันนา 2) ซึ่งเป็นจุดที่มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเกินกว่า "ครึ่งแสน" มีประชาชนมารอใช้สิทธิจำนวนมากทันทีที่เปิดหีบ โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งคอยให้คำแนะนำให้ในการตรวจสอบหมายเลขชุดบัตรเลือกตั้ง และคอยอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

เช่นเดียวกับที่ศูนย์นันทนาการวัดเวฬุราชิณ แขวงบางยี่เรือ ที่มีผู้ไปเข้าคูหาตั้งแต่เช้า

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า มีประชาชนลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตและนอกเขตเลือกตั้ง จำนวน 2,410,425 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,922,923 คน
  • ผู้ขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขต 2,261,384 คน
  • ผู้ขอใช้สิทธิเลือกตั้งในเขต 8,610 คน
กกต. ทุกจังหวัดได้จัดสถานที่ลงคะแนนล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง 424 แห่ง และในเขตเลือกตั้ง 421 แห่ง และจัดสถานที่เลือกตั้งกลางสำหรับคนพิการ ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ รวม 22 แห่ง ใน 18 จังหวัด ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ 1,666 คน

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นจังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตมากที่สุด 844,672 คน

หน่วยเลือกตั้งกลางที่มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เขตบางกะปิ บริเวณโครงการตะวันนาบางกะปิ (ตะวันนา 2) จำนวน 5.9 หมื่นคน รองลงมาคือเขตจตุจักร บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จำนวน 5.1 หมื่นคน และเขตลาดกระบัง บริเวณลานจอดรถสำนักงานเขตลาดกระบัง (ชั่วคราว) จำนวน 3.8 หมื่นคน


ประชาชนตรวจสอบข้อมูลที่หน่วยเลือกตั้งกลาง โครงการตะวันนาบางกะปิ กทม.


ประชาชนรอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ณ หน่วยเลือกตั้งใต้สะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี เขตบางพลัด กทม.

กกต. ได้จัดเตรียมมาตรการอำนวยความสะดวกในการลงคะแนนเลือกตั้ง เพื่อให้คนพิการ ผู้ทุพพลภาพ และผู้สูงอายุ ใช้สิทธิได้สะดวกด้วย


ประชาชนรอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่อาคารนิมิตรบุตร สนามกีฬาแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถานที่เลือกตั้งกลางของเขตปทุมวัน กทม.

ประชาชนที่ยื่นลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า สามารถไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 1 ก.พ. ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. และไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 8 ก.พ. ได้อีก แต่ต้องไปที่คูหาอีกครั้งเพื่อออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ในสถานที่ออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียง

ทั้งนี้ หากไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ต้องแจ้งเหตุที่ไม่ลงคะแนนเสียง เพื่อป้องกันการถูกจำกัดสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ขั้นตอนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า

ในการเลือกตั้งล่วงหน้า มี 7 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
  • ตรวจสอบรายชื่อ และลําดับที่จากบัญชีรายชื่อผู้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ที่ประกาศไว้หน้าที่เลือกตั้งกลางที่ผู้มีสิทธิลงทะเบียนขอใช้สิทธิไว้ หรือตรวจสอบได้ทางแอปพลิเคชันสมาร์ทโหวต (Smart Vote)
  • ยื่นหลักฐานแสดงตน (บัตรประชาชน หรือหลักฐานแสดงตนอื่น) ให้กรรมการประจำที่เลือกตั้งกลาง เพื่อตรวจสอบข้อมูลและยืนยันตัวตน พร้อมลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง
  • รับซองใส่บัตรลงคะแนน และบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยสีเขียว เป็นบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และสีชมพู เป็นบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมลงลายมือชื่อ หรือพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวา บนต้นขั้วบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ใบ โดยกรรมการประจําที่เลือกตั้งกลาง (กปน.) ลงลายมือชื่อในต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง พร้อมลงรายการเกี่ยวกับจังหวัด เขตเลือกตั้งและรหัสเขตเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงบนซองใส่บัตรเลือกตั้ง (การรับใส่บัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ใบลงในซองบรรจุบัตรเลือกตั้ง เป็นขั้นตอนเพิ่มเติมจากการเลือกตั้งในวันจริง)
  • เข้าคูหาลงคะแนน ทําเครื่องหมายกากบาทลงในช่องทําเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภท โดยสามารถเลือกผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองได้เพียงบัตรละหมายเลขเดียว หากไม่ต้องการเลือกผู้สมัครใด หรือบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดเลย ให้ทําเครื่องหมายกากบาทในช่อง "ไม่ประสงค์เลือกผู้สมัครผู้ใด"
  • เมื่อลงคะแนนเสร็จแล้ว พับบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ใบ แล้วใส่ลงในซองใส่บัตรเลือกตั้ง ปิดผนึกให้เรียบร้อยก่อนออกจากคูหาเลือกตั้ง
  • มอบซองใส่บัตรเลือกตั้งที่ให้ปิดผนึกเรียบร้อยให้ กปน. ผู้ทําหน้าที่ควบคุมหีบบัตรลงลายมือชื่อ กํากับตรงรอยต่อผนึกซองดังกล่าว พร้อมปิดทับรอยต่อผนึกซองด้วยเทปกาวใส เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วให้ กปน. ยื่นซองใส่บัตรเลือกตั้งคืนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนําซองใส่บัตรเลือกตั้ง ใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเอง
ภายหลังปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้า เจ้าหน้าที่จะคัดแยกบัตรเลือกตั้งที่สำนักงานไปรษณีย์ ให้เจ้าหน้าลงนามกำกับ ก่อนส่งกลับไปที่เขตเลือกตั้งตามที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อนับคะแนนพร้อมกันในวันที่ 8 ก.พ.


ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ สีเขียว ใช้เลือกผู้สมัคร สส.เขต และสีชมพู ใช้เลือกผู้สมัตร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ แล้วต้องหย่อนลงหีบบัตรคนละใบ


กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) โชว์บัตรเลือกตั้ง สส. ทั้ง 2 ประเภท

ข้อห้ามวันเลือกตั้งล่วงหน้า

ในวันเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. มีข้อพึงระวังสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งและประชาชน ที่ต้องไม่กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ดังนี้
  • ห้ามขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตเลือกตั้ง ระหว่างเวลา 18.00 น. ของวันที่ 31 ม.ค. จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 1 ก.พ. >> หากฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ห้ามไม่ให้ผู้สมัครจัดยานพาหนะนำผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปยังที่เลือกตั้ง หรือนำกลับไปจากที่เลือกตั้ง หรือจัดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปหรือกลับ เพื่อการออกเสียงลงคะแนน โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร โดยห้ามไม่ให้ผู้ใดกระทำการเพื่อจูงใจ หรือควบคุมให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไปลงคะแนนเลือกหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด >> หากฝ่าฝืน มีโทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ทั้งนี้ ไม่ใช้บังคับ หน่วยงานของรัฐในการจัดยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • ห้ามไม่ให้ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างผู้ใดขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยว หรือไม่ให้ความสะดวกพอสมควรต่อการไปใช้สิทธิ เลือกตั้งของผู้ใต้บังคับบัญชา หรือลูกจ้าง >> หากฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


นอกจากนี้ สำนักงาน กกต. ยังออกแนวทางปฏิบัติในการหาเสียงเลือกตั้งในวันเลือกตั้งล่วงหน้า
  • ห้ามมิให้ผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง หรือผู้ช่วยหาเสียงของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง หรือผู้ใด ดำเนินการแจกเอกสาร หรือวิดีทัศน์เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง หรือใช้พาหนะต่าง ๆ ที่ติดป้ายหาเสียง หรือใช้เครื่องขยายเสียงเพื่อช่วยในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือจัดเวทีหาเสียงเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลาง
  • ห้ามมิให้ผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง หรือผู้ช่วยหาเสียงของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง หรือผู้ใด กระทำการหาเสียงที่บริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้งกลาง หรือบริเวณอื่นใดที่จะทำให้เกิดการรบกวน รับรู้ หรือรับทราบข้อมูล เมื่ออยู่ในที่เลือกตั้งกลาง
ขอหมายศาลค้นบ้านเตรียมซื้อเสียง จ.สุราษฎร์ฯ

ในระหว่างเปิดแถลงข่าว เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า กกต.สุราษฎร์ธานีได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปล้อมบ้านหลังหนึ่งและขอตรวจค้น ตอนแรกเจ้าของบ้านจะให้ตรวจ แต่ต่อมาไม่ยินยอม จึงต้องขออนุมัติหมายศาลตั้งแต่ 12.00 น. จนตอนนี้ (เวลา 18.00 น.) รอดูว่าศาลจะออกหมายให้ไหม ซึ่งเป็นกรณีการจัดเตรียมเพื่อจะซื้อเสียง ถือเป็นความผิด

อย่างไรก็ตามเขายังไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยบอกเพียงว่า "ได้ไปคุยและดูโทรศัพท์ มีข้อมูลพอสมควร แต่ยังไม่เปิดเผย จนกว่าจะได้หมายศาล"

ถึงขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนมาที่ กกต. จำนวน 77 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการใส่ร้าย และมี 7 กรณีที่ร้องเรียนเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง

ก่อนหน้านี้ นายแสวงระบุว่า จากการรายงานของจังหวัด ซึ่งใช้คนของ กกต. กับตำรวจกว่าครึ่งประเทศ ในการป้องปรามและหาข่าว กดดันไม่มีการใช้เงินซื้อเสียงได้ "ความเคลื่อนไหวในการข่าว มีความเคลื่อนไหว แต่การกระทำผิด ยังไม่มีเหตุ ผู้สมัครยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะเราเน้นมาตรการป้องกัน"

เลขาธิการ กกต. อธิบายว่า กระบวนการซื้อเสียงแบ่งเป็น 1. การจับกุมในขั้นตอนการเตรียมการ 2. การซื้อเสียง 3. การหาคนมาเป็นพยานถ้าซื้อเสียงได้ กกต. จึงเน้นไปที่การหาข่าว ป้องกันและป้องปรามไม่ให้ซื้อเสียงได้


แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. สวมเสื้อที่สกรีนภาพการทำเครื่องหมายกากบาทในบัตรเลือกตั้งที่ถือว่าเป็น "บัตรดี" ในระหว่างตรวจความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งกลาง เมื่อ 31 ม.ค.


ถ้าผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเครื่องหมายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การกากบาทลงในบัตรเลือกตั้ง จะถือว่าเป็น "บัตรเสีย"

ไอลอว์เผยร้องเรียน 669 กรณี

เครือข่ายภาคประชาชน นำโดยไอลอว์ได้ส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งไปตามคูหาต่าง ๆ และเปิดช่องทางให้ประชาชนรายงานปัญหาและความผิดปกติของการเลือกตั้งล่วงหน้าเข้ามา ผ่าน "Vote62"

ภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง ไอลอว์แจ้งว่า มีรายงานปัญหาเข้ามาทางเว็บไซต์ จำนวนกว่า 669 กรณี โดยปัญหาที่พบเยอะที่สุดคือการเขียนเลขบนหน้าซองส่งบัตรผิด

หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าที่ รร.บางบ่อวิทยา จ.สมุทรปราการ เป็นจุดหนึ่งที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) กรอกรหัสเขตเลือกตั้งหน้าซองผิด ไม่ตรงกับเขตเลือกตั้งจริงของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อมีการทักท้วงจากผู้สังเกตการณ์ เจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันในความถูกต้องของตน โดยให้เหตุผลว่ารหัสจังหวัดดังกล่าวไม่ใช่รหัสไปรษณีย แต่ต่อมาเมื่อตรวจสอบและยืนยันซ้ำในเวลาประมาณ 10.30 น. ทาง กปน. จึงยอมรับว่าได้ลงรหัสจังหวัดผิดพลาดจริง และมีการเขียนผิดไปแล้วเป็นจำนวนมาก โดยผู้สังเกตการณ์ประเมินว่าจนถึงเวลานั้นมีคนมาใช้สิทธิที่หน่วยแห่งนี้ไปแล้วมากกว่า 100 คน

เจ้าหน้าที่ดำเนินการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งแจ้งแนวทางการแก้ไขว่าจะดำเนินการเปิดหีบเพื่อนำซองบัตรเลือกตั้งออกมาแก้ไขรหัสจังหวัดให้ถูกต้องทั้งหมด ภายหลังจากปิดหีบเลือกตั้งในเวลา 17.00 น.

ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งรายหนึ่งบอกกับไอลอว์ว่า เธอมีสิทธิเลือกตั้งที่เขต 8 จ.บุรีรัมย์ และลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตที่ รร.สมุทรปราการ ตอนที่รับบัตรเลือกตั้งและซองบรรจุบัตร กปน. เขียนรหัสเขตว่าเป็นเขต 7 แต่ตอนนั้นเธอไม่ได้สังเกตอะไร ระหว่างอยู่ในคูหา มีคนทักท้วงว่า กปน. เขียนเขตผิด เธอจึงมองหน้าซองตัวเองและทราบว่าผิด จึงนำบัตรเลือกตั้งใส่ซองและเดินออกจากคูหาไปสอบถาม ตอนนั้นเห็นว่ามีคนทักท้วงประมาณ 3 คน ท้ายสุด กปน. ก็ยอมรับว่า เขียนรหัสเขตผิด จึงขีดฆ่ารหัสเขต 7 และเป็นเขต 8 และเซ็นชื่อกำกับ โดยไม่ได้เปลี่ยนซองใหม่ ทำให้ผู้ใช้สิทธิกังวลว่าจะเป็นบัตรเสียหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ กปน. ยืนยันว่าไม่เป็นบัตรเสีย

อีกจุดหนึ่งที่เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันคือ หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าที่เทศบาลเมืองบางคูรัด จ.นนทบุรี ทั้งนี้ผู้ร้องเรียนต่อไอลอว์ มีภูมิลำเนาและสิทธิเลือกตั้งใน จ.นนทบุรี เขต 6 ได้เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตที่เทศบาลเมืองบางคูรัด (เขต 8) ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยที่รับผิดชอบหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า จ.นนทบุรี เขต 1-6 ได้เขียนเลขเขตที่หน้าซองใส่บัตรเลือกตั้งเป็น "เขต 8" ทั้งหมด แทนที่จะเป็น "เขต 6" แม้ผู้ร้องเรียนทักท้วงและสอบถามเจ้าหน้าที่ 3 คนเพื่อความถูกต้องก่อนหย่อนบัตร แต่ได้รับคำยืนยันตรงกันว่า "ให้เขียนระบุเขตที่มาเลือกตั้ง [เขต 8]" ผู้ร้องเรียนจึงจำยอมหย่อนบัตรลงหีบ

ภายหลังจากตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและได้สอบถามกับประธาน กปน. ได้รับการยืนยันว่า "ต้องระบุเขตตามสิทธิของผู้มาเลือกตั้งคือเขต 6 ไม่ใช่เขต 8" ซึ่งคาดการณ์ว่าซองใส่บัตรเลือกตั้งของผู้มีสิทธิในกลุ่มนนทบุรี เขต 1-6 ที่มาลงคะแนนที่หน่วยนั้นแล้ว ถูกเจ้าหน้าที่เขียนหน้าซองเป็นเขต 8 ทั้งหมด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยยอมรับความผิดพลาดและได้กล่าวขอโทษ และชี้แจงว่าจะดำเนินการ

ภายหลังข่าวการกรอกรหัสเขตเลือกตั้งผิดแพร่สะพัดทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ และเรียกเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ในช่วงบ่ายของวันที่ 1 ก.พ. สำนักงาน กกต. ได้เผยแพร่ข้อมูลรหัสเขตเลือกตั้งที่ปรากฏบนซองใส่บัตรเลือกตั้งล่วงหน้า (สส. 5/2) โดยระบุว่าเป็นรหัสเขตเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง สส. เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความถูกต้องก่อนหย่อนบัตรลงหีบ

ข้อมูลผู้สมัครหาย



อีกปัญหาที่พบในวันนี้ (1 ก.พ.) คือข้อมูลผู้สมัครรับเลือกตั้งผิดพลาด ซึ่งมีหลายกรณีที่เป็นผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน (ปชน.) และพวกเขาได้มาแจ้งความผิดปกติผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 28 (บางบอน จอมทอง หนองแขม) ระบุว่า ทีมงานไปสำรวจบรรยากาศที่หน่วยเลือกตั้งกลาง วิทยาลัยเทคนิคราชสิทธิ เขตบางบอน แล้วได้สแกนคิวอาร์โคด (QR code) ที่แปะไว้ที่บอร์ดไว้ดูข้อมูลผู้สมัคร กลายเป็นว่าเป็นข้อมูลรายชื่อผู้สมัครจากปี 2566 ทั้งหมด

เธอตั้งคำถามว่า "พลาดขนาดนี้ได้ยังไง" คิวอาร์มาจาก กกต. คือมาจากส่วนกลาง

"ถามเพื่อนผู้สมัคร สส. ไปแล้ว เท่าพิภพ (ลิ้มจิตรกร ผู้สมัครเขต 33) ก็บอกว่าของเขตเท่าสแกนก็เป็นของปี 66" น.ส.ชลณัฏฐ์กล่าว

นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 3 โพสต์ข้อความวิจารณ์ผู้จัดการเลือกตั้งว่า กกต. ทำงานกันแบบนี้ นี่ไม่ใช่แค่ความผิดพลาด แต่มันคือความหายนะของการจัดการเลือกตั้ง" และตั้งคำถามว่า "คือกระบวนการสกัดกั้นไม่ให้พี่น้องประชาชนเลือกพรรคประชาชน" หรือไม่

ผู้สมัครรายนี้อ้างว่า ได้รับหลักฐานยืนยันชัดเจนจากประชาชนผู้ไปใช้สิทธิที่หน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่า เอกสารแนะนำตัวผู้สมัครของเขาหาย บนบอร์ดข้ามจากเบอร์ 8 ไปเบอร์ 10 และไม่มีรูปและข้อมูลของเขาซึ่งได้เบอร์ 9 เมื่อมีผู้สอบถาม "เจ้าหน้าที่กลับตอบหน้าตาเฉยว่า เบอร์ 9 โดนตัดสิทธิไปแล้ว" จึงขอขอประกาศว่ายังเป็นผู้สมัคร สส. ถูกต้องตามกฎหมาย 100% ไม่มีการโดนตัดสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น

เขายังเรียกร้องให้ กกต. สอบสวนและลงโทษเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวทันที การพูดว่า "โดนตัดสิทธิ" โดยไม่มีมูลความจริง คือการละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157) หรือไม่ รวมถึงความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งมีโทษจำคุก และให้ กกต. รับผิดชอบความเสียหาย ทุกคะแนนที่หายไปจากการทำงานชุ่ย ๆ ของ กกต.

เช่นเดียวกับนายไพศาล เรืองฤทธิ์ ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ได้รับแจ้งจากผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ ศูนย์โทรคมนาคม จ.นนทบุรี ว่า มีการนำภาพผู้สมัครจากพรรคอื่นปิดทับหน้าของตนเอง และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งให้คำตอบว่านายไพศาลถูกตัดสิทธิเลือกตั้งไปแล้ว จึงขอให้ กกต. ชี้แจง เพราะ "คล้ายตั้งใจให้ประชาชนสับสน ผู้ใช้สิทธิถามทางหน่วยเลือกตั้งได้คำตอบว่าทนายไพศาลถูกตัดสิทธิ ทั้งที่ผมไม่ได้ถูกตัดสิทธิ"

https://www.bbc.com/thai/articles/cn82n0e1vgpo



What do Thai voters hope to see in this election ? Change !






https://x.com/Thenationth/status/2017922912322478134


 


 

งบประมาณจัดการเลือกตั้ง 7 พันกว่าล้าน และบินไปดูงานต่างประเทศไม่รู้กี่ครั้ง !? ดูผลงานมันสิ !!






 

กกต.นี้ ท่านได้แต่ใดมา ?



เลือกตั้ง+ประชามติ 69: กกต. นี่นี้รุ่นไฮบริด “มรดกคสช.” ผสม “สีน้ำเงิน”

28/01/2026
iLaw

คำถามว่า “กกต.” หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีไว้ทำไม ? เริ่มกลายเป็นคำถามยอดฮิตอีกครั้ง เมื่อองค์กรอิสระที่มีอำนาจและหน้าที่อำนวยความสะดวกประชาชนในการใช้สิทธิการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ กลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่เสียเอง

ไม่ว่าจะเป็นจำนวน ‘ส่วนต่าง’ ระหว่างผู้ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า กับ ผู้ขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต ที่มีไม่น้อยกว่า 8 แสนคน คงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ถึงความบกพร่องของ กกต. อันเนื่องมาจากการประชาสัมพันธ์ที่ล่าช้า หรือการเปิดให้ลงทะเบียนใช้สิทธิเพียง 3 วัน หลังช่วงหยุดปีใหม่ แถมยังไล่เลี่ยกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าจนประชาชนสับสน

ไหนจะปัญหาการเพิ่มภาระให้กับประชาชน เนื่องจากไม่ยอมจัดประชามติล่วงหน้าหรือเปิดให้ทำประชามติด้วยวิธีการไปรษณีย์ (ในประเทศ) ทำให้ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางกลับไปใช้สิทธิตามที่อยู่ทะเบียนบ้าน ต้องเข้าคูหาถึงสองครั้ง คือ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเลือกตั้งล่วงหน้า และ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อทำประชามติ ซึ่งผู้ที่ลงทะเบียนประชามตินอกเขตไม่ทันและไม่สะดวกกลับบ้านในวันที่ 8 ก.พ. ก็จะเสียสิทธิดังกล่าวไปโดยปริยาย

ซ้ำร้าย เอกสารที่ให้ข้อมูลสำหรับการออกเสียงประชามติจะมีปัญหาในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นการใส่ภาพตัวอย่างบัตรประชามติที่ผิดไปจากสีบัตรประชามติของจริง หรือ การที่ตัวอย่างบัตรไม่ยอมบอกว่า ประชาชนจะต้องทำเครื่องหมายกากบาทในช่องออกเสียงประชามติ อีกทั้ง ยังมีข้อมูลที่ ‘ชี้นำ’ ให้เข้าใจผิดว่า การแก้รัฐธรรมนูญแบบรายมาตราอาจจะสิ้นเปลืองน้อยกว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

ล่าสุด กกต. ที่มีหน้าที่รณรงค์ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารกลับมีความพยายามปิดกั้นการนำเสนอข้อมูลรณรงค์ของประชาชน โดยอ้างว่า เป็นข้อมูลที่ผิดข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่ กกต. เอง เป็นคนนำเสนอข้อมูลในลักษณะชี้นำและมีข้อมูลที่อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเสมอไปเสียด้วยซ้ำ

จากความผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มันทำให้เกิดคำถามต่อ กกต. ว่า จะจัดเลือกตั้งและประชามติได้อย่างเสรีและเป็นธรรมหรือไม่ และด้วยที่มาของ กกต. ชุดปัจจุบัน มันชวนให้ตั้งคำถามถึง “เจตนาเบื้องลึก” เนื่องจากว่า มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจที่ได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

ทั้งนี้ หากไปย้อนดูที่มาของ กกต. ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ก่อนถึงวันเลือกตั้ง จะพบว่า มีที่มาแบบ “ไฮบริด” เป็นสูตรไขว้ระหว่าง กกต. สายมรดก “ลายพราง” กับ กกต. สายเงา “สีน้ำเงิน” ดังนี้

กลุ่ม “กกต. ลายพราง” 4 คน มรดกตกทอดจากยุค คสช.

ในรายชื่อ กกต. ที่ยังคนปฏิบัติหน้าที่อยู่ จะพบว่า มี 4 คน ที่มีที่มายึดโยงกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยในช่วงก่อนรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ประกาศใช้ การให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญจะกระทำโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือ สภาที่มาจากการแต่งตั้งของคสช. ซึ่งมีจำนวน 2 คน ที่มาจากการเห็นชอบโดย สนช. ได้แก่

หนึ่ง ‘เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ’ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงเป็นอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนแต่งตั้ง โดยเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 4 ธันวาคม 2561 และครบวารในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ซึ่งอยู่ระหว่างการสรรหา กกต. คนใหม่มาแทน

สอง ‘ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ’ เป็นอดีตที่ปรึกษาประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นุรักษ์ ประณีต) ซึ่งมีแนวโน้มเป็น “ตัวแทน” ของกลุ่มอำนาจเดิม เนื่องจาก ‘นุรักษ์ ประณีต’ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่คสช. ต่ออายุการดำรงตำแหน่ง และยังเป็นผู้วินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมืองที่เป็นขั้วตรงข้ามกับคสช. อาทิ พรรคไทยรักษาชาติ หรือ พรรคอนาคตใหม่ โดยเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 4 ธันวาคม 2561 และครบวารในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ซึ่งอยู่ระหว่างการสรรหา กกต. คนใหม่มาแทน

ส่วนอีก 2 คนที่เหลือ มาจากการคัดเลือกของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดแรก ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 หรือ 250 สว. ที่มาจาก คสช. โดย 2 คน ที่ 250 สว. เห็นชอบ ได้แก่ ชาย นครชัย (เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 2 ตุลาคม 2566) โดยเป็นอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ (เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 19 มีนาคม 2567) โดยเป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา



กลุ่ม “กกต.เงาสีน้ำเงิน” 3 คน เลือดใหม่ก่อนการเลือกตั้ง

หลัง 250 สว. หมดวาระ ในปี 2567 ทำให้มีการดำเนินการเลือก สว. ชุดใหม่ ซึ่งมาจากการวิธีการ “เลือกกันเอง” ของบรรดาผู้สมัคร สว. จากแต่ละกลุ่มอาชีพ แต่วิธีการเลือกดังกล่าวมันเอื้อให้เครือข่ายทางการเมืองที่มีการจัดตั้งกันมาตั้งแต่ระดับจังหวัดสามารถกอบโกยที่นั่ง สว. ในกระบวนการคัดเลือกระดับประเทศได้

หนึ่งในกลุ่มการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ามีการ “โกงการเลือก สว.” คือ พรรคภูมิใจไทย เนื่องจาก บรรดาผู้สมัคร สว. ที่ได้รับเลือกล้วนเป็นผู้สมัครที่มาจากพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีจำนวน สว. มากที่สุดในประเทศถึง 14 คน และยังพบว่า ผู้สมัคร สว. หลายคนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพรรคภูฒิใจไทย

รวมถึงเมื่อพิจารณาจากการลงคะแนนของผู้สมัคร สว. ในกลุ่มจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับภูมิใจไทยก็จะเห็นวิธีการลงคะแนนเป็นรูปแบบเดียวกัน คือ มีกลุ่มคนที่มา “พลีชีพ” โยนคะแนนของตัวเองให้ผู้สมัคร สว. ที่ถูกวางเอาไว้ ซึ่งทาง กกต. และ DSI ได้ตั้งข้อกล่าวหาต่อกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยบางคนว่า มีการให้หรือสัญญาว่าจะให้ซึ่งผลประโยชน์เพื่อต่างตอบแทนในการมาลงคะแนนเลือกผู้สมัคร สว. ระดับประเทศ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้กลุ่ม สว.เสียงข้างมาก หรือ สว. อย่างน้อย 138 คน จาก 200 คน ยังอยู่ภายใต้ข้อกล่าวหาโกงการเลือก และถูกมองว่า สว.ชุดนี้เป็น สว.ภายใต้เงาของพรรคสีน้ำเงิน

ต่อมาทาง สว.สีน้ำเงิน เดินหน้าให้ความเห็นชอบ กกต. ชุดใหม่ แทนที่ กกต.ชุดเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง จำนวน 3 คน ได้แก่

หนึ่ง ณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็น กกต. ที่ได้รับการเสนอชื่อจากที่ประชุมศาลฎีกา โดยก่อนได้รับการเสนอชื่อ เขาเคยเป็นผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์และเป็นรองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก่อนมาเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางและผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

สอง อนันต์ สุวรรณรัตน์ ก่อนมาเป็น กกต. เขาเริ่มดำรงตำแหน่งผู้บริหารจากอธิบดีกรมหม่อนไหมเป็นที่แรก จากนั้นจึงรับตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมการข้าว และดำรงตำแหน่งเป็นปลักกระทรวงเกษตรฯ เป็นตำแหน่งสุดท้าย ตั้งแต่ ตุลาคม ปี 2561 ถึง กันยายน 2563

เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร เคยได้รับรางวัลดีเด่นประเภทงานวิจัยประยุกต์ เช่น ถั่วเขียวผิวดำพันธุ์ชัยนาท 80, การปรับปรุงพันธุ์ยางพันธุ์ฉะเชิงเทรา 50 และเป็นที่รู้จักของสังคมในวงกว้างจากกรณีการยกเลิกการใช้สารพิษ 3 สาร เช่น พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส นโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้รัฐมนตรี “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” โดยเขาดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สาม ณรงค์ รักร้อย ก่อนมาเป็น กกต. เขาเริ่มรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ ก่อนจะมารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งแรกที่จังหวัดอุทัยธานี ในปี 2561 ช่วงเวลาเดียวกันกับที่มนัญญา ไทยเศรษฐ์ น้องสาวของ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี และทำงานร่วมกับ อลงกต วรกี รองผู้ว่าฯ (ปัจจุบันเป็น สว.) ก่อนจะถูกโยกย้ายไปแทน วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร (ปัจจุบัน เป็น สว.)

อย่างไรก็ดี สว. สีน้ำเงิน กำลังจะพิจารณาให้ความเห็นชอบ กกต. ชุดใหม่ เพิ่มอีก 2 คน แทนที่ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่หมดวาระการดำรงตำแหน่ง และรายชื่อ 2 คน ที่ สว. สีน้ำเงินกำลังพิจารณา ได้แก่

หนึ่ง มณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยทำงานที่กรมโยธาธิการและผังเมือง มาตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2562 ก่อนจะถูกโยกย้ายไปเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกลับมาเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในปี 2563

สอง จิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ชื่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากพรรคภูมิใจไทย โดยเคยเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมเจ้าท่า และยังได้รับความไว้วางใจจากศักดิ์สยามให้เป็นประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก่อนจะมีรายชื่อเป็นผู้เข้ารับการสรรหาเป็น กกต.

3 ภารกิจสำคัญ “จุดเปลี่ยนการเมือง” ในมือ กกต. ชุดใหม่

บทบาทที่สำคัญอย่างมากของ กกต. ชุดปัจจุบัน และชุดใหม่ ที่กำลังจะเข้ามาทำหน้าที่ มีอย่างน้อย 3 ภารกิจ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ทางการเมือง ได้แก่

หนึ่ง การเลือกตั้งและทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยการเลือกตั้งและทำประชามติครั้งนี้ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประชาชนจะใช้อำนาจในการกำหนดอนาคตของรัฐบาล อนาคตของรัฐสภา และอนาคตของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และยังมีการทำประชามติว่า ประชาชนเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากมีเสียงเห็นชอบมากพอ ก็จะเป็นการเปิดประตูด่านแรกไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่หากมีเสียงไม่เห็นชอบมากกว่า ก็จะทำให้บรรยากาศการแก้รัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างเซื่องซึม ดังนั้น ทั้งการทำหน้าที่ให้ข้อมูลก็ดี หรือการจัดการเลือกตั้งและประชามติก็ดี ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต

สอง การตรวจสอบการโกงการเลือก สว. สืบเนื่องจาก คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะกรรมการร่วมระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ให้สั่งฟ้องสว. 138 คน พร้อมเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยอีก 91 คน แต่คดีดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรนัก แทบคดีดังกล่าว จะต้องให้ กกต. ทั้ง 7 คน เป็นผู้พิจารณา หากว่า กกต. ชุดปัจจุบัน ที่ประกอบไปด้วย ฝั่งสีเขียว 4 คน และ สีน้ำเงิน 3 คน คิดช้า ก็มีแนวโน้มที่ สว.เสียงข้างมาก ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ทำการโกงการเลือก จะมีอำนาจเห็นชอบ กกต. ชุดใหม่ จนทำให้ กกต. สีน้ำเงิน กลายเป็นฝั่งเสียงข้างมากแทน และสุ่มเสี่ยงต่อประเด็นการมีผลประโยชน์ทับซ้อน

สาม คดี 44 สส. พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาผิดมาตรฐานจริยธรรม จากกรณีการลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) แต่ในขณะเดียวกัน กกต. ก็มีอำนาจในการตรวจสอบว่า สส. หรือ รัฐมนตรี คนใดมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ และสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งจะส่งผลให้แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ ศิริกัญญา ตันสกุล ถูกตัดสิทธิและไม่อาจดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้

https://www.ilaw.or.th/articles/56990



กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารชุดสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินการธนาคาร ที่โดนคดีฉาวล่วงละเมิดทางเพศ ที่เกี่ยวข้องกับคนดังและผู้มีอำนาจจำนวนมาก โดยหลักฐานส่วนหนึ่งที่เผยแพร่ล่าสุด เชื่อมโยงถึงอดีตเจ้าชายแอนดรูวแห่งราชวงศ์อังกฤษด้วย





 

จำเด็กอายุ 5 ขวบ ที่ถูก ICE ควบคุมตัวจากโรงเรียน และต่อมาจับพ่อ ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ ศาลสหรัฐเพิ่งมีคำสั่งให้ปล่อยตัวทั้งคู่ และประณามสิ่งที่ ICE ทำว่า "กระหายอำนาจที่โหดร้ายมาก"


5-year-old Liam Conejo Ramos and dad return to Minnesota from ICE facility






 


5-year-old Liam Conejo Ramos and dad return to Minnesota from ICE facility

AP

Feb 1, 2026
Five-year-old Liam Conejo Ramos and his father, who were detained by immigration officers in Minnesota and held at an ICE facility in Texas, have been released following a judge’s order. They have returned to Minnesota, according to Texas Rep. Joaquin Castro.

https://www.youtube.com/watch?v=7SnxSo1vxgQ