วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 09, 2569

เรื่องข้างล่าง ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาและกลายเป็นไวรัลในแวดวงการเมืองเยอรมันและระดับสากลอย่างมาก พวก สส. สว. ชายไทย (โดยเฉพาะจากฝั่งอนุรักษ์นิยมและขวาจัด) ที่ชอบส่งเสียงตะโกน ขัดจังหวะ ผู้อภิปราย น่าจะโดนมั่ง

https://www.facebook.com/reel/2751779275205435

บีบีซีไทย - BBC Thai
7 hours ago
·
แคธริน เกเบล สส.หญิงเยอรมัน จากพรรคฝ่ายซ้าย (Der Linke) กล่าวเปรียบเปรยนักการเมืองชายในสภาว่าเป็นคลิตอริส หรือปุ่มกระสัน หลังจากเธอถูกพูดแทรกขัดจังหวะระหว่างกล่าวสุนทรพจน์เรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิง
.....

เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาและกลายเป็นไวรัลในแวดวงการเมืองเยอรมันและระดับสากลอย่างมาก ซึ่งสะท้อนถึงการปะทะกันทางวาทกรรมเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและวัฒนธรรมในรัฐสภาได้อย่างดุเดือด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ แคธริน เกเบล (Kathrin Gebel) สส. หญิงจากพรรคซ้าย (Die Linke) กำลังอภิปรายในประเด็นที่จริงจังและละเอียดอ่อนอย่าง "ความรุนแรงต่อสตรี" แต่ในระหว่างที่เธอกำลังพูด กลับถูกบรรดา สส. ชาย (โดยเฉพาะจากฝั่งอนุรักษ์นิยมและขวาจัด) ส่งเสียงตะโกนแทรก ขัดจังหวะ และหัวเราะเยาะเย้ยอยู่เป็นระยะ

เมื่อความอดทนหมดลง เธอจึงตัดสินใจโต้กลับด้วยการเปรียบเปรยที่ทำเอาคนทั้งสภาถึงกับอึ้ง โดยระบุว่า:

"พวกคุณ (สส. ชายที่ชอบขัดจังหวะ) ก็เหมือนกับ 'คลิตอริส' (Clitoris) นั่นแหละ... เพราะพวกคุณโผล่มาส่งเสียงเฉพาะตอนที่รู้สึก 'ถูกกระตุ้น' (Stimulated) เท่านั้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือ พวกคุณส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันอยู่ตรงไหนและทำงานยังไง!"

นัยยะและผลกระทบจากวาทะนี้

การประชดประชันเชิงโครงสร้าง: เกเบลไม่ได้ตั้งใจจะใช้คำลามกเพื่อความสนุก แต่เป็นการใช้ตลกร้าย (Satire) เพื่อโจมตี "ความไม่รู้" (Ignorance) ของนักการเมืองชายบางกลุ่ม ที่นอกจากจะไม่เข้าใจปัญหาความรุนแรงทางเพศที่ผู้หญิงต้องเผชิญแล้ว ยังชอบทำตัวเป็นศูนย์กลางและคอยขัดขวางการพูดถึงสิทธิสตรี

ปฏิกิริยาในสภา: แน่นอนว่าฝั่ง สส. ชายที่ถูกพาดพิงแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และพยายามเรียกร้องให้ประธานสภาตักเตือนเธอเรื่องการใช้ "คำไม่เหมาะสม" ในห้องประชุมอันทรงเกียรติ แต่ฝั่งสนับสนุนกลับมองว่านี่คือการเอาคืนที่ชาญฉลาดและทรงพลัง

กระแสวิจารณ์: วาทะนี้ถูกแชร์ต่อในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว กลุ่มสิทธิสตรีและคนรุ่นใหม่มองว่ามันเป็นการตอบโต้อย่างเจ็บแสบต่อวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ (Mansplaining / Manterruption) ในขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมวิจารณ์ว่าเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของการอภิปรายในรัฐสภา

นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้โวหารการเมืองยุคใหม่ที่เลือกใช้ประเด็นแหลมคมทางเพศมาตอกกลับการคุกคามในพื้นที่สาธารณะได้อย่างตรงจุด




กว่าหนึ่งปีแล้วที่สารหนูและโลหะหนักปนเปื้อนแม่น้ำกกทางภาคเหนือ ไล่ลงไปถึงแม่น้ำสาย รวก และโขง แต่ต้นตอไม่ได้อยู่ในไทย — มันอยู่เหนือพรมแดนขึ้นไป ในเหมืองทองคำและแร่หายากที่ขยายตัวอย่างไร้การควบคุมในรัฐฉานของเมียนมา พื้นที่เหล่านั้นอยู่ใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า ดำเนินการโดยกลุ่มทุนที่เชื่อมโยงกับจีน






https://x.com/TenLatitude/status/2074482992991633761

Latitude Ten
@TenLatitude

ทำไมคนไทยถึงประท้วงจีน เรื่องแม่น้ำกก

กว่าหนึ่งปีแล้วที่สารหนูและโลหะหนักปนเปื้อนแม่น้ำกกทางภาคเหนือ ไล่ลงไปถึงแม่น้ำสาย รวก และโขง แต่ต้นตอไม่ได้อยู่ในไทย — มันอยู่เหนือพรมแดนขึ้นไป ในเหมืองทองคำและแร่หายากที่ขยายตัวอย่างไร้การควบคุมในรัฐฉานของเมียนมา พื้นที่เหล่านั้นอยู่ใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ดำเนินการโดยกลุ่มทุนที่เชื่อมโยงกับจีน และป้อนความต้องการแร่หายากของจีนที่นำไปใช้ในรถ EV กังหันลม และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เมื่อสถานทูตจีนออกมาบอกว่าน้ำ "ได้มาตรฐานโดยรวม" ความไม่พอใจจึงพุ่งเป้าไปที่ปักกิ่ง

ล่าสุดการประท้วงเคลื่อนจากรายงานทางวิทยาศาสตร์สู่ท้องถนน หน้าสถานกงสุลจีนในเชียงใหม่ ขณะที่ไทยแทบไม่มีอำนาจเหนือต้นน้ำที่อยู่นอกเขตอธิปไตยของตน ปม: การปนเปื้อนข้ามพรมแดน · เหมืองในเขตความขัดแย้ง · ห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก

#แม่น้ำกก #สารหนู #เชียงราย #เชียงใหม่ #แม่น้ำโขง #LatitudeTen






The Momentum
@themomentumco

นักเคลื่อนไหวสวมหน้ากาก ‘สี จิ้นผิง’ จี้ ‘รัฐบาลต้องรับผิดชอบ’ กรณีสลายชุมนุมเชียงใหม่ พร้อมเสนอจีนจัดการสารพิษแม่น้ำกก

วันนี้ (8 กรกฎาคม 2568) ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช) ร่วมกับภาคีภาคประชาสังคมอื่นๆ อ่านแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ที่เข้าสลายการชุมนุมบริเวณสถานกงสุลจีน จังหวัดเชียงใหม่ จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงส่งข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลไทยและจีน ในการรับผิดชอบต่อกลุ่มทุนจีนข้ามชาติที่ก่อพิษรุนแรงทำลายแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขงอย่างจริงจัง โดยผู้ชุมนุมบางส่วนสวมหน้ากาก ‘สี จิ้นผิง’ ประธานาธิบดีจีน ภายหลังมีรายงานว่าวานนี้ (7 กรกฎาคม 2569) เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ขอร้องให้สื่อมวลชนลบภาพมวลชนสวมหน้ากากสี จิ้นผิง ออกจากรายงานข่าว

สำหรับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดการปะทะกันระหว่างเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเชียงใหม่ บริเวณใกล้สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย โดยรายแรกกระดูกแขนหักต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน และรายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บหัวไหล่หลุด

ทางกลุ่ม กป.อพช.และภาคีเครือข่ายระบุในแถลงการณ์ ยืนยันว่า การชุมนุมของเครือข่ายประชาชนในวันดังกล่าว ดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย ปราศจากอาวุธ และได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะ อย่างถูกต้องทุกประการ

พร้อมตั้งคำถามต่อสังคมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่า การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุมจนเกิดความรุนแรงและมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น ถือเป็นการทำหน้าที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ และการกระทำเช่นนี้เป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใดกันแน่
ในแถลงการณ์ฉบับดังกล่าว ภาคประชาสังคมได้ยื่นข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม 2 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. เรียกร้องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องจัดตั้งคณะกรรมการร่วมที่เป็นอิสระเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้กำลังสลายการชุมนุมของตำรวจเชียงใหม่อย่างโปร่งใส

2. เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปรับเปลี่ยนนโยบายและยุติรูปแบบการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่ผลักต้นทุน ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม หรือผลกระทบทางด้านสุขภาพให้ประชาชนในพื้นที่ต้องแบกรับเพียงฝ่ายเดียว โดยที่ประชาชนไม่ได้เป็นผู้ก่อมลพิษ พร้อมทั้งร่วมกันรับผิดชอบ และมีมาตรการทางกฎหมายในการจัดการควบคุมกลุ่มทุนจีนข้ามชาติอย่างจริงจัง เนื่องจากกลุ่มทุนดังกล่าวดำเนินโครงการที่ก่อให้เกิดมลพิษรุนแรง ทำลายระบบนิเวศของแม่น้ำสายสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต และบรรเทาวิกฤตความอยู่รอดของชุมชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธาน กป.อพช. เปิดเผยภายหลังการยื่นแถลงการณ์ โดยระบุถึงต้นตอของปัญหาทุนจีนข้ามชาติที่สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงว่า เกิดจากช่องโหว่ทางกฎหมายเชิงโครงสร้างที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุครัฐประหาร พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขและข้อเรียกร้องสำคัญต่อรัฐบาล

รัฐบาลต้องยกเลิกเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) เพื่อบีบให้ทุนจีนต้องกลับมาดำเนินธุรกิจภายใต้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะเดียวกับสากล พร้อมสั่งตรวจสอบการใช้ ‘นอมินี’ บังหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ EEC กลายเป็นแหล่งสร้างปัญหาขยะพิษรุนแรงในภาคตะวันออก

อีกทั้งย้ำว่า รัฐบาลควรเลิกใช้กฎหมายยุครัฐประหารปี 2557 อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะในบริบทที่ไทยกำลังพยายามเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่สูงมาก หากรัฐบาลยังแก้ปัญหาน้ำเสียและขยะพิษจากทุนข้ามชาติไม่ได้ ประเทศไทยจะไม่มีทางผ่านเกณฑ์เข้าเป็นสมาชิกแน่นอน

เลิศศักดิ์กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ ทางเครือข่ายจะยื่นหนังสือให้กรรมาธิการในรัฐสภา (สส.และ สว.) เข้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น พร้อมนัดรวมตัวภาคประชาชนข้ามภูมิภาคระหว่างภาคตะวันออกกับภาคอีสาน เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนกดดันรัฐบาลร่วมกันต่อไป

ภาพ: นนท์ มีวัฒนานนท์





 





คลิปLive ชุมนุม ! หน้าสถานกงสุลจีน จ.ขอนแก่น (ริมบึงแก่นนคร) แถลงหยุดยั้งมลพิษ และภัยคุกคามข้ามพรมแดนจากทุนจีน-ปก และประณามเจ้าหน้าที่ ตร. เหตุทำร้าย ร่างกาย และใช้ความรุนแรงกับประชาชน

https://www.facebook.com/watch/?v=1003553175886659



"อาวุธลับ"ที่ทำให้ "โหว เพ่ย"(侯佩)เจ๊ที่ปรึกษาฝ่ายข่าว ประจำสถานทูตจีนบนถนนรัชดาภิเษก ออกอาการลุกลี้ลุกลน ต่อสายไปหาทุกสื่อ วิงวอนให้ไล่ลบภาพ"คนสวมหน้ากาก"สีจิ้นพูห์" หาใช่ครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ปักกิ่ง ออก"คำเตือน"เช่นนี้กับสื่อไทย แต่ทำมาหลายครั้งแต่สื่อไทยไม่กล้าโวย


สงวน คุ้มรุ่งโรจน์
10 hours ago
·
"อาวุธลับ"ที่ทำให้ "โหว เพ่ย"(侯佩)เจ๊ที่ปรึกษาฝ่ายข่าว ประจำสถานทูตจีนบนถนนรัชดาภิเษก ออกอาการลุกลี้ลุกลน ,ต่อสายไปหาทุกสื่อ วิงวอนให้ไล่ลบภาพ"คนสวมหน้ากาก"สีจิ้นพูห์"

หาใช่ครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ปักกิ่ง ออก"คำเตือน"เช่นนี้กับสื่อไทย. แต่ทำมาหลายครั้งแต่สื่อไทยไม่กล้าโวย

"การทูตหมาป่า"(จ้านหลาน ว่ายเจียว 戰狼外交)ของปักกุ้งได้เปิดฉากทำสงครามออนไลน์กับหมีน้อย วินนี่ เดอะ พูห์ มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2017 หรือ เก้าปีที่แล้ว ภายหลัง"หลิวเสี่ยวโป"(劉曉波)นักหนังสือพิมพ์ที่ไม่ลงรอยกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเจ้าของรางวัลสันติภาพโนเบล ถึงแก่กรรม
ขณะนั้น บนจีนแผ่นดินใหญ่ ปรากฏรูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว รวมทั้งข้อความที่พาดพิงถึง"เจ้าหมีพุงโตสีเหลือง" ซึ่งรูปร่างและท่วงทำนองคล้ายกับผู้นำเผด็จการ"สีจิ้นผิง"บนสื่อสังคมออนไลน์ และถูกทางการจีนสั่งลบออกจนเกลี้ยง ทำให้พลเมืองหลายล้านคนของจีน จะไม่สามารถกล่าวถึงหรือโพสต์ภาพของตัวการ์ตูนยอดนิยมนี้ทางสื่อสังคมออนไลน์ได้อีกต่อไป.
Winnie-the-Pooh กลายเป็นเจ้าหมีตัวปัญหา ถูกตีตราบาปว่า"ล้อเลียน"และไม่เคารพต่อเกียรติภูมิของผู้นำสูงสุดจีน มีความผิดทางอาญา

หมีพูห์ หรือ วินนี-เดอะ-พูห์ (Winnie-the-Pooh) คือตัวละครหมีที่สร้างขึ้นโดย A. A. Milne (เอ. เอ. มิลน์) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 14 ตุลาคม 1926 ในหนังสือเรื่อง วินนี-เดอะ-พูห์ และ เดอะเฮาส์แอตพูห์คอร์เนอร์ (1928) เนื้อเรื่องในหนังสือมีลักษณะคล้ายกับ ป่าแอชดาวน์ ในเมืองอีสต์ซัซเซก ในอังกฤษ โดยชื่อ วินนี มาจากชื่อตุ๊กตาหมีของทหารชาวแคนาดานายหนึ่ง ซึ่งตั้งตามชื่อเมือง วินนีเพก ในแคนาดา

ฉบับแปลไทยที่ได้รับความนิยมและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดคือสำนวนแปลของ "ธารพายุ" ของสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน
นอกจากนี้ยังมีฉบับแปลใหม่โดย "รสิกา" (สำนักพิมพ์ อ่าน๑๐๑) ซึ่งดึงอารมณ์ขันและสำบัดสำนวนแบบผู้ดีอังกฤษออกมาได้อย่างเต็มอิ่ม

(ภาพ:สงวน คุ้มรุ่งโรจน์)
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=951043554653186&set=a.101588879598662
.....



“This is Thailand, not Tiananmen” ภาพชุมนุมหน้าสถานทูตจีน กรุงเทพฯ จี้รัฐบาลจีน รับผิดชอบสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก สาย รวก โขง - ประณามตำรวจไทย ทำร้ายประชาชนแขนหัก


ไข่แมวชีส added 33 new photos.
14 hours ago
·
ชุมนุมหน้าสถานทูตจีน กรุงเทพฯ จี้รัฐบาลจีน รับผิดชอบสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก สาย รวก โขง - ประณามตำรวจไทย ทำร้ายประชาชนแขนหัก
.
8 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. เบริวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย (สถานทูตจีน) ถนนรัชดาฯ กรุงเทพฯ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน นัดรวมตัวร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แถลงข่าว และอ่านแถลงการณ์ ประณามรัฐบาลจีน และตำรวจไทยภายใต้รัฐบาล ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ใช้ความรุนแรงทำร้ายประชาชนบาดเจ็บ และจี้รัฐบาลไทย-จีน รับผิดชอบกรณีเหมืองแร่ในเขตแดนพม่าของนักลงทุนจีนก่อมลพิษรุนแรงต่อแม่น้ำกก สาย รวก โขง
.
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ระบุว่า เหตุในการชุมนุมวันนี้สืบเนื่องจากกรณีการทำเหมืองในประเทศพม่า ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนผ่านแม่น้ำเข้าสู่ประเทศไทยหลายสาย เช่น แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน ซึ่งเหมืองส่วนใหญ่ที่พม่าเป็นของบริษัทจีน และมิอาจแยกความรับผิดชอบออกจากรัฐบาลจีนได้ และพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำหลายหมู่บ้าน พบสารโลหะหนักและสารพิษเกินค่ามาตรฐาน ไม่สามารถใช้น้ำเพื่อดำรงชีวิตได้อีกต่อไป
.
ขณะพี่น้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจีนแก้ปัญหามลพิษจากการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดน หน้าสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ (สถานกงสุลจีนฯ) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา และแจ้งการชุมนุมแล้ว ยังเดินขบวนมาไม่ถึงหน้าสถานกงสุล เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าขัดขวางการแสดงออกของประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบ จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย (แขนหักสองท่อน 1 ราย)
.
กป.อพช. และภาคีเครือข่ายฯ อ่านแถลงการณ์ประณามรัฐบาลจีน และตำรวจไทยภายใต้รัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน ใช้ความรุนแรงทำร้ายประชาชนบาดเจ็บ และจี้รัฐบาลไทย-จีน รับผิดชอบกรณีเหมืองแร่ในเขตแดนพม่าของนักลงทุนจีนก่อมลพิษรุนแรงต่อแม่น้ำกก สาย รวก โขง โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้
.
1. ประณามและเรียกร้องความรับผิดชอบจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ : ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ และเยียวยาหรือชดใช้ความเสียหายต่อผู้บาดเจ็บอย่างเหมาะสมและได้สัดส่วน
.
2. จี้รัฐบาลจีนและไทย : ต้องร่วมกันรับผิดชอบ และมีมาตรการจัดการกลุ่มทุนจีนข้ามชาติที่ก่อพิษรุนแรงทำลายแม่น้ำกก สาย รวก โขงอย่างจริงจัง
.
การชุมนุมในวันนี้ มีการนำน้ำที่เสมือนว่าปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำ มาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงให้เห็นว่าพี่น้องประชาชนไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และถือป้ายผ้าที่มีข้อความเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พร้อมกับสวมหน้ากาก “สี จิ้น ผิง” ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
.
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ระบุว่า สำหรับการชุมนุมที่เชียงใหม่เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลจีนและสถานทูตจีนได้กดดันสื่อมวลชนให้ลบภาพผู้ชุมนุมหน้ากาก “สี จิ้น ผิง” และหวังว่าการชุมนุมในวันนี้ที่มีการสวมหน้ากากสี จิ้น ผิง สื่อมวลชนจะเผยแพร่ภาพและไม่ลบภาพดังกล่าวออก เพราะเหตุการณ์ที่จีนกระทำไม่ได้จบลงเท่านี้ แต่กำลังบานปลายในประเทศไทยไปเรื่อย ๆ
.
กิจกรรมสุดท้าย ผู้ชุมนุมร่วมกันสวมหน้ากาก “วิศรุต ศรีจันทร์” หรือ ช้าง ที่แขนหักสองท่อน จากเหตุสลายการชุมนุมหน้ากงสุลจีนเชียงใหม่ โดยปัจจุบันกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล หลังจากเพิ่งได้รับการผ่าตัดกระดูกต้นแขนซ้ายเพื่อใส่น็อตยึดกระดูก
.
ทั้งนี้ พบว่าในวันนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรึงกำลังพร้อมแผงเหล็กกั้น บริเวณหน้าสถานทูตจีน และไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น ก่อนผู้ชุมนุมยุติกิจกรรมเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1335599252054960
.....


Thai Enquirer
11 hours ago
·
A protester holds a placard reading “This is Thailand, not Tiananmen” during a rally outside the Chinese Embassy in Bangkok on Wednesday demanding action over cross-border pollution linked to Chinese-backed mining in Myanmar. The sign references Beijing’s 1989 Tiananmen Square crackdown, criticising the use of force against protesters after two people were injured in a clash with police at a July 6 demonstration in Chiang Mai.



นี่คือโฉมหน้าของผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ในวันนี้ ที่ยังถูกทิ้งไว้ข้างหลังขณะที่คดีอื่นจะจบไปทั้งหมด





 

วันนี้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ฉบับที่วุฒิสภาแก้ไขกลับมา จำไว้เลยว่า สส.ฝ่ายรัฐบาลประสานเสียงโหวตเห็นชอบตาม สว. #นิรโทษกรรม ไม่รวมคดี #ม112 แต่ล้างผิดคนปิดสนามบิน ล้มเลือกตั้ง … #เลือกปฏิบัติ แบบนี้ยังจะเรียก #ปรองดอง เหรอ?






พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu 
6 hours ago
·
[ การนิรโทษกรรมที่จะ “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ได้จริง ต้องไม่ใช่การนิรโทษกรรมแบบ “สองมาตรฐาน” ]
.
ข้อกังวลที่ผมมีต่อร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะประเด็นที่ สว. มีการแก้ไข แต่ผมเห็นว่า การแก้ไข ของ สว. กำลังทำให้เนื้อหาของร่างกฎหมายฉบับนี้ ห่างไกลจากเป้าหมายในการ “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” มากขึ้นกว่าเดิม
.
แม้ผมเชื่อว่าสภาเราตกผลึกร่วมกัน ว่ากลไกของการนิรโทษกรรม เป็นกลไกที่มีส่วนในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองได้ แต่คำถามสำคัญที่สภาแห่งนี้ยังเห็นต่างกันคือ การนิรโทษกรรม “แบบไหน” ที่จะคลี่คลายความขัดแย้ง และสร้างเสริมสังคมที่สันติสุขได้จริง?
.
สำหรับผม การนิรโทษกรรมที่จะคลี่คลายความขัดแย้งได้ ต้องไม่ใช่การนิรโทษกรรมแบบ “สองมาตรฐาน”:
- เช่น พอเป็นคดีที่เกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มหนึ่ง (ไม่ว่าจะแสดงออกผ่านการปิดสถานที่ราชการ หรือ ล้อมคูหาเลือกตั้ง) เราก็พร้อมจะลบล้างความผิด พร้อมจะโอบรับเขากลับคืนสู่สังคม / แต่พอเป็นคดีที่เกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองของอีกกลุ่มหนึ่ง (แม้จะเป็นเพียงการแชร์โพสต์ใน Facebook หรือแม้คนทำจะอายุยังไม่ถึง 18 ปี) เรากลับตีตราว่าการกระทำของพวกเขา ยังไงก็ยกโทษให้ไม่ได้
.
แต่ในความเป็นจริง การ “นิรโทษกรรมแบบสองมาตรฐาน” ที่ว่านี้ คือสิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้กำลังผลักดัน
- 1 มาตรฐานสำหรับ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 / อีก 1 มาตรฐานสำหรับ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีอื่นๆ (รวมถึงกฎหมายอาญาบางมาตราที่โทษแรงกว่า 112)
.
ที่ผ่านมา เราพยายามเต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดสภาวะ “สองมาตรฐาน” เช่นนี้
.
1.
ในวาระ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร ร่างของพรรคประชาชนเสนอให้มี คณะกรรมการ 1 คณะ ที่พิจารณาทุกคดีเป็นรายกรณี ด้วยมาตรฐานเดียวกัน กับคนทุกกลุ่ม
- คดีไหน เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมือง ก็พิจารณานิรโทษ
- คดีไหน ไม่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมือง ก็ไม่นิรโทษ
- คดีไหนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือความผิดต่อชีวิตหรือร่างกาย จะต้องไม่นิรโทษในทุกกรณี
.
แต่วันนั้น เสียงข้างมากของสภาไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าต้องปฏิบัติกับคดี 112 ต่างจากคดีอื่น
.
2.
ในชั้น กมธ. และ วาระ 2 ของสภาผู้แทนราษฎร เราพยายามเสนอว่า หากจำเป็นต้องใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันจริงๆ ระหว่างคดี 112 กับคดีอื่น อย่างน้อยจะพอเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเปิดช่องให้นิรโทษกรรมคดี 112 ได้ “แบบมีเงื่อนไขหรือข้อแม้พิเศษ”
- เช่น ถ้าเป็นคดีอื่น ก็นิรโทษกรรมกันไปตามปกติ / แต่ถ้าเป็นคดี 112 อาจเพิ่มเงื่อนไขเข้าไป ว่าจะพิจารณานิรโทษกรรม หากมาควบคู่กับข้อตกลงเกี่ยวกับการแสดงออกบางอย่างในอนาคต ซึ่งน่าจะคลี่คลายข้อกังวลของบางฝ่ายได้
.
แต่วันนั้น เสียงข้างมากของสภาก็ยังไม่เห็นด้วย
.
3.
หลายฝ่ายในสภาแห่งนี้ พยายามหาทางออกร่วมกันในการเปิดช่องให้พิจารณานิรโทษกรรมคดี 112 ได้ สำหรับเด็กและเยาวชน
.
ในวันนั้น แม้เสียงส่วนใหญ่ของสภา ไม่ได้เห็นด้วยกับข้อเสนอของเราทั้งหมด แต่เสียงส่วนใหญ่ของสภา อย่างน้อยก็ตัดสินใจเพิ่ม มาตรา 11 เข้ามา เพื่อยืนยันกลไกบางอย่าง ในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี 112
.
.
แต่มาถึงวันนี้ เจตนารมณ์ดังกล่าว ก็ถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง โดย สว. ที่ไปแก้ไขมาตรา 11 ให้ระบุไว้อย่างชัดเจน ว่าห้ามนำกลไกดังกล่าว มาช่วยเด็กและเยาวชนในคดี 112
.
.
สิ่งที่ผมและพรรคประชาชนพยายามย้ำมาตลอด คือหากเราต้องการสร้าง “ประตู” บานหนึ่ง เพื่อนำพาประชาชนทุกคนที่เคยพัวพันอยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ก้าวไปสู่สังคมสันติสุขร่วมกัน: ประตูบานนั้นจะต้องเป็นประตูที่เปิดกว้างพอให้กับทุกกลุ่มและปฏิบัติกับทุกกลุ่มด้วยมาตรฐานเดียวกัน
.
แต่สิ่งที่สภาแห่งนี้กำลังทำ กลับเป็นการบอกกับคนบางกลุ่ม ว่าสังคมสันติสุขที่อยู่หลังประตูบานนั้น ไม่ต้อนรับพวกเขา และไม่อนุญาตให้พวกเขาเดินเข้ามา
.
- พอเราเสนอว่าให้ใช้ประตูอีกบาน ที่อาจจะเดินผ่านลำบากกว่า ต้องเดินอ้อมบ้าง หรือมีเงื่อนไขที่ต้องพิสูจน์มากกว่า สภาก็ยังไม่ยอม
.
- พอเราเสนอว่าให้มีประตูอีกบาน ที่เป็นเป็นประตูเล็กๆ ที่เปิดให้เฉพาะเด็กและเยาวชนที่เดินผ่านได้ สภาก็ยังไม่ยอม
.
มาถึงวันนี้ สิ่งที่สภาแห่งนี้กำลังทำ เปรียบเสมือนการเดินไปที่ประตูบานเล็กๆที่เคยแง้มไว้อยู่ และปิดประตูใส่หน้าพวกเขา แถมใส่ล็อกเพิ่มไปอีกหลายชั้น เพื่อตอกย้ำว่าสังคมสันติสุขที่พวกท่านกำลังสร้าง ไม่ยินดีต้อนรับพวกเขา
.
ผมรู้ว่าวันนี้ พวกผมเป็นเสียงข้างน้อย เป็นเสมือนก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่คงไม่มีน้ำหนักพอที่จะค้ำให้ท่านปิดประตูไม่ได้
.
แต่หากพวกผมในฐานะก้อนหินชิ้นเล็กๆ สามารถทำให้ท่านปิดประตูได้ยากขึ้น พวกผมก็ต้องทำ
.
และยิ่งท่านฝืนปิดประตูแรงเท่าไหร่ ผมกังวล ประตูบานนั้นเอง ก็จะยิ่งพังเร็วเท่านั้น
.

โดยสิ่งที่ผมเชื่อว่า เราทุกคนไม่อยากเห็นพังทลายลงมา คือ “สังคมสันติสุข” ที่เราพยายามร่วมกันสร้าง ซึ่งผมยืนยันว่าจะสร้างได้อย่างแท้จริง ต่อเมื่อการนิรโทษกรรมนั้น เป็นการนิรโทษกรรมที่ไม่เลือกข้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นธรรมกับทุกคนทุกกลุ่ม








@trendforMFP
·4h

ฟัง ส.ส.ผึ้งอธิบายมาตรา 11 แล้วเราเพิ่งเข้าใจจุดนี้ชัด ๆ สิ่งที่ถูกปิดสำหรับเด็กคดี 112 มันไม่ใช่ “นิรโทษกรรม” เด็กไม่ได้ถูกลบความผิด ไม่ได้ล้างคำพิพากษา แต่เดิมมาตรา 11 เปิดช่องให้เข้าสู่กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูแทนการเดินหน้าคดีหรือยุติคดีได้ แล้ว ส.ว. เพิ่มข้อความมาอีกบรรทัดว่า กลไกนี้ใช้กับความผิด ม.112 ไม่ได้ ส.ส.ผึ้งเลยถามว่า ตกลงกังวลอะไรกับการเปิดโอกาสให้เด็กเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู? เออ เราว่าต้องแยกตรงนี้ให้ชัดจริง

เพราะพูดว่า “ไม่เอานิรโทษ 112” คนอาจเข้าใจอีกแบบ แต่สิ่งที่ถูกล็อกเพิ่มรอบนี้ คือแม้แต่ช่องฟื้นฟูเด็กในกฎหมายฉบับนี้ก็ไม่ให้ใช้กับคดี 112
.....





แม่ "น้องเมย" เปิดใจทั้งน้ำตา 8 ปียังไร้คำตอบ ลูกถูกทำร้ายดับใน รร.เตรียมทหาร

https://www.facebook.com/reel/1928461064481058

PPTV HD 36
14 hours ago
·
แม่ "น้องเมย" เปิดใจทั้งน้ำตา 8 ปียังไร้คำตอบ ลูกถูกทำร้ายดับใน รร.เตรียมทหาร| PPTV News
ทวงคืนความยุติธรรม 8 ปี ครอบครัว "น้องเมย" นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ จับมือทนายความบุกสภาฯ ยื่นหนังสือร้อง กมธ.กฎหมายฯ หวังเป็น "ขอนไม้ขอนสุดท้าย" ช่วยไขปมการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ หลังศาลทหารสูงสุดสั่งลงโทษอดีตรุ่นพี่ฐานทำร้ายร่างกาย แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับยังนิ่งเฉยไร้การลงทัณฑ์ทางวินัย ซ้ำร้ายครอบครัวยังคาใจผลชันสูตร "โรคหัวใจ" ทั้งที่น้องเมยไม่มีประวัติโรคนี้มาก่อน รวมทั้งอวัยวะสำคัญก็ตรวจซ้ำไม่ได้แล้ว โดยแม่น้องเมย เปิดใจทั้งน้ำตา เจ็บปวดและโทษตัวเองมาตลอด



ทำไมสื่อไทยถูกด่าเยอะ


The Isaander
July 3
·
“ชาวบ้านด่าสื่อกันเยอะ พี่คิดว่าก็สมควรถูกด่าเนาะ แต่เขาคงไม่ได้สะดุ้งสะเทือนอะไรหรอก เพราะเขามีโลกทัศน์ หรือความเชื่อแบบเดียวกับอนุรักษ์นิยมและสลิ่ม”

The Isaander ชวนย้อนอ่าน บทสัมภาษณ์ของ สุชาดา จักรพิสุทธิ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนสิทธิพลเมือง (TCIJ)และอดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ย้อนมองวงการสื่อไทยในวันที่สังคมตั้งคำถาม
.
.
เป็นความสำเร็จของ The Isaander ที่สามารถหลอกล่อ พี่ดา-สุชาดา จักรพิสุทธิ์ มารับประทานเบียร์ร่วมกันได้ แต่ที่ประสบความสำเร็จยิ่งกว่า คือ การได้เป็นไมโครโฟนให้คนระดับอาจารย์ของวงการสื่อเช่นเธอ แสดงทัศนะที่มีต่อวงการสื่อในปัจจุบันสมัย สำหรับคนรุ่นใหม่ ชื่อ “สุชาดา” อาจจะไม่คุ้นหูนัก แต่สำหรับคนที่สะสมฤดูฝน และฤดูร้อนมามากพอ น่าจะจำเธอได้ในฐานะบรรณาธิการคนแรกของนิตยสาร “สารคดี”

“การด่าสื่อที่เรารู้สึกว่าไม่ทำหน้าที่อย่างที่ควรทำ หรือที่คนเรียกว่า สื่อเสี้ยมอะไรทั้งหลาย มันก็เป็นการต่อสู้-ต่อรองของภาคประชาชน ในการเมืองภาคประชาชน มันชัดขึ้นเมื่อสถานการณ์การเมืองมันเข้มข้น เพราะคนมีความคาดหวังว่า ขณะที่กูหมดพื้นที่ทุกอย่างแล้ว สื่อมันควรจะเป็นพื้นที่ตรงกลาง

“ตามอาชีวปฏิญาณ(การปฏิญาณตนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าจะประกอบวิชาชีพตามบรรทัดฐาน) สื่อควรเป็นพื้นที่ตรงกลางให้กับสังคม แต่เมื่อสื่อทำสิ่งที่ผิดไปจากความคาดหวัง หรือหลักการทั้งหลาย เราก็มีสิทธิที่จะด่าคุณ เพราะคุณอ้างว่า สื่อเป็นปากเสียงของประชาชน เสรีภาพของสื่อคือ เสรีภาพประชาชน ครั้นคุณไม่ได้แสดงออกถึงบทบาทหน้าที่ตามวาทกรรมนี้ มันก็เกิดปฏิกริยาที่จะต้องแสดงออกให้สื่อรู้ว่า คุณควรจะทำอะไร เมื่อคุณไม่ได้ทำ เราในฐานะประชาชนมีสิทธิที่จะด่าว่า วิพากษ์ วิจารณ์คุณ

“เมื่อ 10 ปีก่อน เคยมีงานวิจัยชิ้นนึงถามว่า อาชีพที่ประชาชนเกลียดที่สุดคืออาชีพอะไร อาชีพที่ติดอันดับคือ ตำรวจ, เอ็นจีโอ และสื่อ ซึ่งใน 3 อาชีพนี้ มันมีจุดร่วมหรือเอกลักษณ์ของความน่ารักเกียจ คือ คุณอ้างประชาชนเสมอ สื่อก็อ้างว่า ตัวเองเป็นปากเสียงของประชาชน ตำรวจก็บอกว่า พิทักษ์สันติราษฎร รับใช้ประชาชน และเอ็นจีโอก็มักพูดว่า ตัวเองคือภาคประชาชน พิทักษ์ผู้ด้อยโอกาส, ปกป้องทรัพยากร, คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน, เป็นตัวถ่วงดุลกับภาครัฐ

“การอ้างประชาชน คือ จุดร่วมของความน่ารังเกียจ เพราะขณะที่อ้างประชาชน ตำรวจก็ยังมีข้อครหา และสร้างปัญหาเชิงประจักษ์มากมาย เช่น ในสถานการณ์การชุมนุม เราก็เห็นว่า ตำรวจยืนอยู่ตรงไหน ตำรวจไม่ใช่กลไกของความยุติธรรมคนก็เห็นๆกัน เอ็นจีโอก็เหมือนกัน คุณอ้างว่าคุณเป็นภาคประชาชน แต่เอาเข้าจริงเอ็นจีโอจำนวนมากก็ไม่ได้เข้าถึงปัญหาของประชาชนจริงๆ อยู่ข้างหลังประชาชนซะด้วยซ้ำ หลายปัญหาที่เกิดขึ้นเอ็นจีโอเงียบกริบ สยบยอมต่ออำนาจ และคุณก็ไม่ได้ทำงานให้ประชาชนฟรีๆ คุณก็กินเงินเดือน

“สื่อก็เช่นเดียวกัน บอกเป็นปากเสียงประชาชน แม่งประชาชนส่วนไหนวะ เพราะฉะนั้น สมควรไหมที่ประชาชนจะต้องวิพากษ์-วิจารณ์ไปจนถึงขั้นด่า ในยุคสมัยนี้ Media Disruption(การเปลี่ยนแปลงของวงการสื่อหลังยุคอินเตอร์เน็ต) ทำให้คำว่าสื่อไม่ได้ถูกผูกขาดโดยสื่อกระแสหลักอีกต่อไปแล้ว การสร้างสื่อหรือพื้นที่สาธารณะเพื่อที่จะ Voice Out(ส่งเสียง) ไม่ได้ถูกผูกขาดโดยสื่อมืออาชีพ ไม่ต้องเป็นหนังสือพิมพ์ระดับชาติ เป็นทีวี เป็นวิทยุอีกต่อไปแล้ว

“มันมี Platform(ช่องทางการสื่อสาร) ใหม่ๆเกิดขึ้น มันมี Individual Journalist(สื่อมวลชนอิสระ) เกิดขึ้น มันมีคนที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการพูดปัญหาของตัวเอง ปัญหาของกลุ่ม ปัญหาของภาคประชาชนได้แล้ว อำนาจการสื่อสารนี้ขยายตัวมากขึ้น และสวนทางกับอำนาจที่น้อยลงของสื่อกระแสหลัก เพราะ Media Disruption ส่วนนึง แต่เพราะคุณก็ทำตัวเองส่วนนึง คุณกลายเป็น Actor(ตัวแสดง) ทางการเมืองที่ให้โทษประชาชน หรือให้โทษผู้บริโภคสื่อซะด้วยซ้ำ”
.
อ่านต่อลิงค์ใต้คอมเม้นท์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1604432961684764&set=a.505263524935052




ผู้สื่อข่าวเดนมาร์ก กล้าหาญมาก มาร์ก รุตต์ (Mark Rutte) ถาม เลขาธิการ NATO ว่า "คุณนั่งอยู่ข้างๆ โดนัลด์ ทรัมป์ ในจังหวะที่เขาพูดเรื่องการเข้ายึดครองกรีนแลนด์ หรือพูดโจมตีพันธมิตรอย่างสเปน การที่คุณนั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่พูดอะไรเลย มันส่งผลกระทบต่อความเคารพในตัวเองของคุณบ้างไหม?"






https://x.com/Megatron_ron/status/2074863128924311588
.....

ทวีตจากบัญชี @Megatron_ron ที่ยกมานี้ สะท้อนถึงประเด็นทางการเมืองระดับโลกที่น่าสนใจและแฝงไปด้วยความตึงเครียดในแวดวงการทูตครับ

บทสนทนาที่ผู้สื่อข่าวเดนมาร์กจี้ถาม มาร์ก รุตต์ (Mark Rutte) เลขาธิการ NATO ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายครั้งใหญ่ในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรพันธมิตรทางทหารอย่าง NATO และสหรัฐอเมริกา โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าวิเคราะห์ดังนี้ครับ:

1. ปมประเด็น "กรีนแลนด์" (Greenland)

กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งทั้งในแง่ของความมั่นคงในแถบอาร์กติกและการทหาร การที่โดนัลด์ ทรัมป์ เคยแสดงความสนใจที่จะ "ซื้อกรีนแลนด์" (ซึ่งเป็นประเด็นฮือฮามาตั้งแต่ช่วงวาระแรกของเขา และถูกนำกลับมาพูดถึงในบริบทต่าง ๆ) ถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกและความมั่นคงอธิปไตยของเดนมาร์กอย่างรุนแรง การที่ผู้นำระดับสูงของ NATO นิ่งเงียบในประเด็นนี้จึงถูกมองจากสื่อเดนมาร์กภายนอกว่าเป็นการยอมโอนอ่อนให้ผู้นำสหรัฐฯ
2. การโจมตีพันธมิตร (สเปน) และเอกภาพของ NATO

คำถามของผู้สื่อข่าวที่ระบุถึงการโจมตีสเปน สะท้อนถึงความกดดันที่สหรัฐฯ มักมีต่อประเทศสมาชิก NATO เกี่ยวกับ "งบประมาณรายจ่ายด้านการทหาร" (Defense Spending) ที่กำหนดไว้ว่าแต่ละประเทศควรจ่ายให้ถึง $2\%$ ของ GDP ซึ่งสเปนมักเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกวิจารณ์ว่าจ่ายไม่ถึงเป้าหมาย
3. บทบาทของ Mark Rutte ในฐานะเลขาธิการ NATO

มาร์ก รุตต์ อดีตนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ ขึ้นชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่มีความยืดหยุ่นสูงและมีฉายาในอดีตว่า "Teflon Mark" (เนื่องจากสามารถเอาตัวรอดจากวิกฤตการเมืองมาได้หลายครั้ง) เขายังเป็นหนึ่งในผู้นำยุโรปไม่กี่คนที่รู้วิธีการรับมือและเจรจากับโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเน้นการประนีประนอมและการทูตเบื้องหลัง (Behind-the-scenes diplomacy) มากกว่าการหักหน้ากันในที่สาธารณะ

มุมมองเชิงวิเคราะห์: คำถามที่ดุดันของสื่อเดนมาร์กในครั้งนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนของความอึดอัดใจในกลุ่มประเทศยุโรปบางส่วน ที่รู้สึกว่าผู้นำองค์กรความมั่นคงระหว่างประเทศควรแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวและปกป้องศักดิ์ศรีของประเทศสมาชิกมากกว่านี้ แทนที่จะใช้แนวทาง "การทูตแบบเงียบ" เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับทำเนียบขาว






 

ทรัมป์กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิง “สิ้นสุดลงแล้ว” หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านแลกเปลี่ยนการโจมตีกัน ประธานาธิบดีกล่าวว่าการเจรจาสันติภาพสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่เป็น “การเสียเวลา”







สรุปสถานการณ์ล่าสุด

บันทึกความเข้าใจสิ้นสุดลง: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า "บันทึกความเข้าใจ (MoU)" หรือข้อตกลงที่เคยมีร่วมกับอิหร่านนั้นได้ "สิ้นสุดลงแล้ว" ซึ่งเป็นการปิดประตูสำหรับการเจรจาทางการทูตในระยะสั้นนี้

ชนวนเหตุจากการตอบโต้ทางทหาร: * เริ่มต้นจากการที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน โดยฝ่ายสหรัฐฯ อ้างว่าเป็นการตอบโต้เหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตีเรือขนส่งสินค้าในน่านน้ำสำคัญ

หลังจากนั้น กองทัพอิหร่านได้ทำการตอบโต้ทันทีด้วยการยิงถล่มฐานทัพของสหรัฐฯ (ในภูมิภาคตะวันออกกลาง)
ผลกระทบที่ต้องจับตามอง

ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพโลก: การที่ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศยุติข้อตกลงอย่างสิ้นเชิง ประกอบกับการปะทะกันโดยตรงด้วยกำลังทหาร (Direct Military Clash) แทนที่จะเป็นสงครามตัวแทน (Proxy War) เหมือนในอดีต อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง:

เส้นทางการค้าและพลังงาน: น่านน้ำในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขนส่งน้ำมันและสินค้าของโลก การโจมตีเรือสินค้าและการตอบโต้ทางทหารจะทำให้ค่าประกันภัยเรือสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

ราคาพลังงานโลก: สถานการณ์เช่นนี้มักส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนและดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดขึ้น: คาดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ จะเดินหน้าใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด (Maximum Pressure) ต่ออิหร่านและพันธมิตรอีกครั้ง

สถานการณ์นี้ยังคงมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น หากไม่มีตัวกลางในการไกล่เกลี่ยเพื่อลดระดับความตึงเครียด (De-escalation) ในเร็ววัน






 

ปู้โธ่เอ๊ย ไม่มีหน่วยงานใดอยู่ค้ำฟ้าหรอก ! ตัวชี้วัดว่าควรมีหน่วยงานใดอยู่หรือไม่ ควรอยู่ที่ "ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความจำเป็นในปัจจุบัน" ไม่ใช่ "อายุ" ของหน่วยงานนั้นๆ


Kasian Tejapira
18 hours ago
·
ส้วมสาธารณะข้างวัดไตรมิตรฯ
%%%%%
สมัยเด็กจำได้ว่าบนทางเท้าข้างวัดไตรมิตรฯใกล้แยกวงเวียนโอเดียนเคยมีส้วมสาธารณะสกปรกโสโครกกลิ่นฉุนจัดอยู่ คนสัญจรเฉียดผ่านเดินยากและต้องทนดมทุกทีไป
ถ้าถือหลักคิดนายกฯอนุทินก็รื้อส้วมนี้ทิ้งไม่ได้เพราะอยู่คู่วัดมานานซีครับ ปู้โธ่เอ๊ย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10243472464330163&set=a.2556231547988
.....

คำกล่าวที่ว่า "ยุบ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) ไม่ได้ เพราะอยู่คู่ไทยมานาน" หากมองในมุมมองทางรัฐศาสตร์ นโยบายสาธารณะ และประวัติศาสตร์การเมือง ถือว่า "ฟังไม่ค่อยขึ้น" (Does not make sense) เท่าใดนัก

เหตุผลที่ตรรกะนี้ไม่มีน้ำหนักพอในเชิงการบริหารราชการแผ่นดิน ยืดหยุ่นไปตามยุคสมัย มีดังนี้:

1. บริบทกำเนิดองค์กรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

อดีต: กอ.รมน. (เดิมคือ กอ.ปค.) ก่อตั้งขึ้นในยุคสงครามเย็น (ปี พ.ศ. 2508) เพื่อทำหน้าที่สู้รบกับภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นสงครามรูปแบบเก่าที่เน้นความมั่นคงทางทหาร

ปัจจุบัน: ภัยคอมมิวนิสต์หมดไปนานแล้ว ภัยคุกคามยุคใหม่เปลี่ยนเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ, ความเหลื่อมล้ำ, อาชญากรรมไซเบอร์, สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติ ซึ่งองค์กรพลเรือนปกติมีหน้าที่และเชี่ยวชาญตรงจุดมากกว่า

2. โครงสร้างที่ซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณ

ฝ่ายที่เสนอให้ยุบมองว่า โครงสร้างของ กอ.รมน. ในปัจจุบัน (โดยเฉพาะหลังการปรับปรุงกฎหมายปี 2551) มีลักษณะเป็น "รัฐซ้อนรัฐ" (State within a State) * มีโครงสร้างล้อไปกับกระทรวง ทบวง กรม ของพลเรือน (มี กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด)

ใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมากในการดึงเอาข้าราชการพลเรือน ตำรวจ และทหารมารวมกัน ซึ่งหลายงานซ้ำซ้อนกับกระทรวงมหาดไทยหรือหน่วยงานท้องถิ่น

3. หลักการ "ไม่มีองค์กรใดอยู่ค้ำฟ้า" ในทางรัฐศาสตร์

ในประวัติศาสตร์ไทยและสากล มีหน่วยงานมากมายที่ "อยู่มานาน" แต่เมื่อหมดความจำเป็นก็ต้องถูกยุบ เลิก หรือปรับเปลี่ยน เช่น:

สปอ. (SEATO): องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ตั้งขึ้นมาสู้กับคอมมิวนิสต์ ก็ยุบไปเมื่อหมดภารกิจ

กระทรวงหรือกรมในอดีต: ของไทยเองก็มีการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงทบวงกรมอยู่ตลอดเวลาตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ เพื่อให้ทันสมัย

สรุป: การอ้างว่ายุบไม่ได้เพียงเพราะ "อยู่มานาน" เป็นตรรกะแบบอนุรักษ์นิยมที่ขาดความสมเหตุสมผลเชิงการบริหารจัดการ (Management) เพราะตัวชี้วัดว่าควรมีหน่วยงานใดอยู่หรือไม่ ควรอยู่ที่ "ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความจำเป็นในปัจจุบัน" ไม่ใช่ "อายุ" ของหน่วยงานนั้นๆ



วันพุธ, กรกฎาคม 08, 2569

ยุบ กอ.รมน.ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็นอะไร ทำได้สองทาง ถ้า ครม.หรือสภาผู้แทนฯ ไม่ทำ ประชาชนหมื่นคนขึ้นไปก็เสนอ “ตรากฎหมายใหม่มายกเลิก กม.เก่า” ได้

จาก สส.รอมฎอน ปันจอร์ เมื่อคืนนี้เอง ให้ข่าวว่า “เลขาธิการ กอ.รมน./เสธ.ทบ. น้อมรับข้อเสนอ กมธ.งบ70 เตรียมออกประกาศให้การทำ #ไอโอ แพร่มลทินต่อประชาชนเป็น ค.ผิดทางวินัย ติดตามครับ”

อันเนื่องมาจาก วันมูหะมัดนอร์มะทา พูดถึง กอ.รมน.หน่วยงานที่ทหารมีสำหรับควบคุมและกำกับประชาชนให้อยู่ในกรอบ ว่ายุบได้แล้ว “ไม่แน่ใจว่าเหตุผลที่มี กอ.รมน.ขึ้นมาเพราะอะไร ใช้งบประมาณเป็นพันล้านบาทในหลายปี”

แกว่า “ลองสอบถาม สส. จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า กลัวอะไรมากที่สุดในตอนนี้ เขากลัว กอ.รมน. เพราะ สส. ยังถูกยิง แล้วประชาชนจะหวังอะไรจากความมั่นคงของชาติ” สส.ที่ถูกลอบยิงดังว่านั้นคือ กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ

เป็นการอภิปรายในกรรมาธิการงบประมาณฯ ที่ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ชมว่า “ยกระดับความแหลมคมเชิงพัฒนา เมื่อมีการเสนอให้ยุบหน่วยงานที่มีภารกิจทับซ้อนและไม่สอดคล้องกับบริบทแห่ง ศต. ๒๑ อย่าง กอ. รมน. และ ป.ย.ป.” (สนง.ขับเคลื่ิอนปฎิรูป - มรดก คสช.)

กรณีหลังนี่ อจ.วีระ ธีรภัทร แจ้งว่าเกี่ยวกับ สนง.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง“คิดว่าน่าจะมีการยุบหน่วยงานนี้เลยด้วยซ้ำไป แล้วถ่ายโอนข้าราชการที่อยู่ใน สนง.นี้ กลับไปอยู่ในหน่วยงานที่เขาทำงานได้อยู่แล้ว”

ด้าน กอ.รมน.นั้น อนุทิน ชาญวีรกูล พูดเสียงแข็งยังไงก็ยุบไม่ได้ เพราะ “อยู่คู่ชาติไทยมานาน” แต่ ณพัทธ์ นรังศิยา สส.และรองโฆษกพรรคประชาชน ถามแยงเกล็ดว่า “งี้ถ้าเป็นการทุจริต จะจัดการยังไง อยู่คู่ชาติไทยมาก่อน กอ.รมน.อีก”

ส่วน อจ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ บอกว่าการยกเลิก กอ.รมน.ไม่ได้ยากเย็นเกินไปหรอก เพียงต้องยกเลิก พรบ.ความมั่นคงภายใน พ.ศ.๒๕๕๑ ที่สร้างขึ้นมาด้วยอิทธิฤทธิ์ของคณะรัฐประหาร คมช. โดยผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ “ตรากฎหมายใหม่มายกเลิก กม.เก่า”

ทำได้สองแนวทาง ได้แก่ ประการแรก “คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถจัดทำ ร่าง พรบ.เพื่อการยกเลิกขึ้น” แล้วเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสองสภา เมื่อผ่านการเห็นชอบก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

อีกทาง “ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน สามารถเข้าชื่อกันเพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายดังกล่าวได้ โดยต้องยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา” ให้สภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา พิจารณาตามขั้นตอนปกติ

(https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/2HSDcK14W, https://www.facebook.com/reel/2018353468790768 และ https://www.facebook.com/PhichainaBhuket/posts/SNK5Ev4c4u)