วันศุกร์, มิถุนายน 26, 2569

ทุจริตผุดเต็มไม่เว้นแต่ละเดือน อย่างเรื่องสอบข้าราชการท้องถิ่น เม็ดเงิน ๔.๕ พันล้าน นายกฯ ว่าไง ไร้สาระ ไม่ให้ค่าพวกคลิปปูด พอนักข่าวถามย้ำเจอ Hubris สั่งสอน “คิดก่อนถาม”

ประเทศชาติยุคนายกฯ อนุทิน กับระบอบภูมิใจไทยสีน้ำเงิน มีทุจริตผุดเต็มไปหมดไม่เว้นแต่ละเดือนละมั้งนี่ เอาเฉพาะช่วงล่าสุดเกี่ยวกับการสอบเข้ารับราชการ ไม่ว่าจะท้องถิ่นหรือสถาบันการศึกษา แม้กระทั่งเมียปลัดมหาดไทยก็ไม่เว้น

คำตอบจากทั่นนายกฯ เมื่อถูกนักข่าวจี้ถาม คลิปโน่นนั่นนี่ มีแต่เพ้อเจ้อบ้างละ ไม่มีสาระ ไม่ให้ค่า ผู้สื่อข่าวต้องรู้จักแยกแยะ แถมด้วยบทอาขยาน “ตรงไหนโกงก็สับให้เละ แค่นั้นเอง” รวมความก็คือหลักฐานต่างๆ ที่โผล่ออกมาทางออนไลน์ ไม่รับฟัง

ทั้งที่สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้เป็นข่าว แล้วเจ้าพนักงานจึงเริ่มแยแส ไม่เช่นนั้นจะถูกปล่อยเลยไปตามเพลง นี่หรือการบริหารงานประเทศในภาครัฐ ถ้าไม่ถูกปูดก็ไม่ยอมเปิด มองไม่เห็นความโปร่งใส อย่างเรื่องสอบข้าราชการท้องถิ่น พบว่ามีการล็อคตำแหน่งเกือบครึ่ง

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ว่า ๗ พันตำแหน่ง ล็อคได้ ๓ พัน “ไม่ใช่คนธรรมดา” แล้วละ “รู้สึกระดับอธิบดีอาจจะเล็กเกินไปสำหรับเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เพราะอย่าลืมเม็ดเงินที่เกี่ยวข้องมัน ๔.๕ พันล้านบาทนะครับ” Voranai Vanijaka ถึงได้ชี้เน้น

“มันเป็นกระบวนการอยู่แล้ว...เริ่มมานานพอสมควรแล้ว” แล้วอย่างนี้ “ที่ผ่านมาทั้งพรรคและ รมว.ที่คุมกระทรวงไม่มีใครรู้เรื่องเลยหรือ” กรณีข้อสอบหลุด “นักวิชาการ NIDA วิเคราะห์ว่าเป็นเครือข่ายทุจริตขนาดใหญ่ มีเม็ดเงินสะพัดระดับหลายพันล้านบาท”

มันเพ้อเจ้ออย่างไรกัน กับข่าวที่ เพจดังบอกว่ามีคนนามสกุลเดียวกันสอบท้องถิ่นติดถึง ๓ ตำแหน่ง ได้แก่ “นักทรัพยากรบุคคล นักนิติกร และนักวิชาการตรวจสอบภายใน” มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้วละ ดังกรณีคลิปหลุดพูดถึงโควต้าจ่ายจบสอบผ่าน

“๑,๕๐๐ ที่นั่งในราชการ ทุน ๓๕๐,๐๐๐ บาทต่อหัว เป็นราคาเริ่มต้น “พอๆกับสายอื่น” แปลว่ามีหลายสาย เช่น โซนลพบุรีเก็บ ๘ แสน โซนขอนแก่นเก็บ ๗ แสน” ผู้อยู่ในตำแหน่งรับผิด/รับชอบ ครั้งนั้น มท.๓ เดชอิศน์ ขาวทอง ออกมาปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เกี่ยว

อดีต มท.๒ ปัจจุบันรองนายก ทรงศักดิ์ ทองศรี บอกว่าไม่เกี่ยว ตกใจกับเรื่องนี้” ประมาณว่าถ้าปฏิเสธไว้ก่อนย่อมบริสุทธิ์ ส่วนนายกฯ ‘Double down’ เกทับไปเลยสองชั้น ด่าว่า “ชั่ว...ขายชาติ” ประชากร เอ็กซ์ รายหนึ่งถึงผงะ บอก “ใหญ่คับฟ้าจริงๆ” -Hubris

สำหรับคลิปเรื่องเมียปลัดกระทรวงมหาดไทยมีเอี่ยว อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ก็แค่บอก “ไม่ให้ค่า...ผู้สื่อข่าวจึงหันไปสอบถามนายกฯ ว่า หลายอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ พุ่งเป้าไปที่ปลัด มท. จะดำเนินการอย่างไร” เสี่ยหนูไม่ตอบแต่สั่งสอน “คิดก่อนถาม” หูย

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/JowEGQgYK, https://x.com/voranai/status/2069965653990322635?s=52g และ https://www.facebook.com/Posttoday/posts/2z1gxDy1D) 

รายงานพิเศษ “Digital Battlefield” หรือสมรภูมิดิจิทัลของกองทัพไทย จากประชาไท วิเคราะห์ข้อมูลกว่า 6,404 โพสต์จาก Facebook ของกองทัพ และเพจไม่เป็นทาง ว่ากองทัพวางยุทธศาสตร์การสื่อสารอย่างไร? ใครคือ “ครีเอเตอร์จากแนวหน้า”? และเมื่อเสียงปืนเงียบลงแล้ว สงครามบนหน้าจอได้จบลงจริงหรือไม่?

'https://www.facebook.com/Prachatai/posts/1465623162278653

ประชาไท Prachatai.com 
22 hours ago
·
“Of course there’s a war. I’m watching it on television.”
.
ประโยคจากภาพยนตร์ Wag the Dog (1997) ชวนตั้งคำถามว่า ในยุคที่ทุกคนมีหน้าจอสมาร์ทโฟนอยู่ในมือ ความจริงของสงครามถูกกำหนดจากสนามรบ หรือจากสิ่งที่ผู้คนมองเห็นผ่านสื่อ?
24 กรกฎาคม 2568 จรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชาตกใส่พื้นที่พลเรือน ขณะที่ F-16 ทะยานขึ้นฟ้าและกำลังภาคพื้นดินเข้าประจำแนวปะทะ อีกสมรภูมิหนึ่งก็เปิดฉากขึ้นพร้อมกันบนโลกออนไลน์
.
#กัมพูชายิงก่อน
#TruthFromThailand
#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
ฯลฯ
.
รายงานพิเศษชิ้นนี้สำรวจ “Digital Battlefield” หรือสมรภูมิดิจิทัลของกองทัพไทย ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลกว่า 6,404 โพสต์จาก Facebook ของกองทัพบก กองทัพเรือ กองบัญชาการกองทัพไทย และเพจไม่เป็นทางการอื่นๆ ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2568 - มกราคม 2569 พร้อมสัมภาษณ์ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก, อนาลโย กอสกุล จาก ThaiArmedForce.com และ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี สื่อมวลชนอาวุโส อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร
.
“หลักการสื่อสารของกองทัพมีสองอย่าง คือ นำเสนอสิ่งที่กองทัพอยากบอก กับ ตอบสนองสิ่งที่สังคมอยากรู้ ทำอย่างไรให้สังคมคลายความสงสัยได้มากที่สุด และกองทัพเองก็ได้นำเสนอสิ่งที่้ต้องการบอกกับประชาชน ที่เหลือเป็นเรื่องของเทคนิคและวิธีการเล่าเรื่อง ซึ่งสนามรบใหญ่ของเราคือออนไลน์แพลทฟอร์ม ไม่ใช่สมรภูมิในสนามรบ” พล.ต.วินธัย สุวารี กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว
.
กองทัพวางยุทธศาสตร์การสื่อสารอย่างไร?
ใครคือ “ครีเอเตอร์จากแนวหน้า”?
อัลกอริทึมและระบบสร้างรายได้ของแพลตฟอร์มเข้าไปหนุนเสริมความขัดแย้งอย่างไร?
และเมื่อเสียงปืนเงียบลงแล้ว สงครามบนหน้าจอได้จบลงจริงหรือไม่?
.
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี สื่อมวลชนอาวุโส กล่าวตอนหนึ่งว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่า คือผลกระทบระยะยาวที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง ทั้งความเกลียดชังที่ตกค้างในหมู่ประชาชน ความเคยชินต่อภาพความรุนแรงบนหน้าจอ ตลอดจนชีวิตของผู้คนในพื้นที่ชายแดนและทหารที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม
.
“สื่อควรหันมาเล่าเรื่องเหล่านี้ เพราะมันคือชีวิตจริงของประชาชนที่ต้องอยู่กับสงครามที่ไม่มีวันจบ”
.
อ่านต่อที่ลิงก์
https://prachatai.com/journal/2026/06/117842


#DigitalBattlefield #สงครามข้อมูลข่าวสาร #ชายแดนไทยกัมพูชา #warinfluencer #ครีเอเตอร์จากแนวหน้า #สร้างรายได้จากเนื้อหา #เปิดการมองเห็น




อ.จรัล นำเที่ยวกรีซ ชมโบราณสถานประวัตืศาสตร์ในเอเธนส์ ได้สหายเก่าพูดถึง "คุกที่ขังโซเครตีส" (Prison of Socrates) ได้ความรู้มากมาย

https://www.facebook.com/reel/2483808735432588

https://www.facebook.com/jaran.ditapichai/posts/27046270641721849
.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

ประวัติเกี่ยวกับ "คุกที่ขังโซเครตีส" (Prison of Socrates) ก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษโฮมล็อก (Hemlock) ในช่วง 399 ปีก่อนคริสตกาล มีแง่มุมทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่น่าสนใจ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 สถานที่หลัก ๆ ระหว่าง "ความเชื่อ/ตำนาน" กับ "หลักฐานทางประวัติศาสตร์จริง" ดังนี้ครับ

1. คุกโซเครตีสตามตำนานและการท่องเที่ยว (ถ้ำบนเนินเขาฟิโลปัปปอส)

หากไปเยือนกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซในปัจจุบัน ไกด์หรือป้ายท่องเที่ยวจะพาไปดูสถานที่ที่เรียกว่า "Prison of Socrates" ซึ่งตั้งอยู่บน เนินเขาฟิโลปัปปอส (Philopappou Hill) หรือเนินเขาแห่งมิวส์ (Hill of the Muses)

ลักษณะ: เป็นโครงสร้างที่เจาะเข้าไปในหน้าผาหิน แบ่งออกเป็นห้องขัง 3 ห้องอย่างชัดเจน มีประตูเหล็กกั้นในปัจจุบัน

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์: นักโบราณคดีค่อนข้างมั่นใจว่า ที่นี่ไม่ใช่คุกที่ขังโซเครตีสจริง ๆ โครงสร้างหินนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของบ้านโบราณขนาดใหญ่ที่มี 2-3 ชั้น หรืออาจเป็นห้องเก็บของโบราณ แต่ด้วยลักษณะที่คล้ายถ้ำและอยู่ใกล้ใจกลางเมือง ทำให้เกิดเรื่องเล่าสืบต่อกันมาจนกลายเป็นจุดท่องเที่ยว

เกร็ดประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2: แม้จะไม่ใช่คุกของโซเครตีส แต่ถ้ำแห่งนี้มีประวัติศาสตร์สำคัญคือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวกรีกได้นำสมบัติโบราณคดีล้ำค่าจากบริวารอะโครโพลิสและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ มาซ่อนและก่อกำแพงคอนกรีตปิดไว้ที่นี่ เพื่อไม่ให้กองทัพนาซีเยอรมันปล้นสะดมไปได้

2. คุกหลวงแห่งเอเธนส์ (สถานที่ที่คาดว่าเป็นคุกจริง)

หลักฐานทางโบราณคดีและบันทึกของเพลโต (ลูกศิษย์ของเขา) บ่งชี้ว่า โซเครตีสน่าจะถูกคุมขังและเสียชีวิตที่ คุกหลวง (State Prison หรือ Poros Building) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อากอร่า (Ancient Agora) ซึ่งเป็นย่านตลาดและศูนย์กลางเมืองโบราณ

ลักษณะของคุกจริง: อาคารนี้ถูกขุดพบในช่วงศตวรรษที่ 20 มีขนาดประมาณ $40 \times 17$ เมตร เป็นทางเดินยาวและมีห้องเล็ก ๆ แยกออกไปสองฝั่ง (คล้ายกับแผนผังแดนขังในปัจจุบัน) ซึ่งแตกต่างจากบ้านพักอาศัยของชาวเอเธนส์ทั่วไปที่จะสร้างล้อมรอบลานกลางบ้าน

หลักฐานสนับสนุน: นักโบราณคดีขุดพบขวดเซรามิกขนาดเล็กหลายใบในบริเวณท่อระบายน้ำของอาคารนี้ ซึ่งคาดว่าเป็นขวดที่ใช้สำหรับใส่ยาพิษ (เช่น โฮมล็อก) ที่ใช้ในการประหารชีวิตนักโทษ รวมถึงพบรูปสลักขนาดเล็กของสตรีที่อาจเกี่ยวโยงกับพิธีกรรม

บริบทการติดคุกของโซเครตีส

ในยุคกรีซโบราณ ระบบกฎหมายเอเธนส์ไม่มี "โทษจำคุก" ยาวนานแบบในปัจจุบัน คุกมีไว้เพียงเพื่อ กักขังระหว่างรอการพิจารณาคดี หรือ รอการประหารชีวิต เท่านั้น

โซเครตีสถูกจับกุมในข้อหา "มอมเมาเยาวชน" และ "ไม่นับถือเทพเจ้าของนครรัฐ" หลังจากศาลตัดสินให้รับโทษประหารชีวิต เขาต้องถูกขังอยู่ประมาณ 30 วัน เนื่องจากช่วงนั้นตรงกับเทศกาลศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาที่นครรัฐเอเธนส์ห้ามทำการประหารชีวิต ในระหว่างที่ติดคุกนี้เอง บรรดาลูกศิษย์ (รวมถึงเพลโตและคริโต) ได้มาเยี่ยมเยียน และพยายามเสนอแผนการจะติดสินบนผู้คุมเพื่อพาเขาแหกคุกหนีไปเมืองอื่น แต่โซเครตีสปฏิเสธ เพราะเขายืนยันที่จะเคารพกฎหมายของนครรัฐจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตครับ

.....

ข้อหาที่นำไปสู่การประหารชีวิตของ โซเครตีส (Socrates) ในช่วง 399 ปีก่อนคริสตกาล ถือเป็นหนึ่งในคดีความที่อื้อฉาวและถูกวิเคราะห์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตก

แม้ในใบร้องฟ้องอย่างเป็นทางการ (ซึ่งถูกบันทึกไว้โดยซีโนฟอนและเพลโต) จะระบุความผิดไว้ 2 ข้อหาหลัก แต่ในความเป็นจริง มันมี บริบททางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง อย่างเข้มข้นครับ โดยสามารถขยายความแยกตามข้อหาและเบื้องหลังได้ดังนี้:

1. ข้อหา "ไม่นับถือเทพเจ้าของนครรัฐ" (Asebeia / Impiety)

ในกรีซโบราณ ศาสนาและนครรัฐไม่ได้แยกออกจากกัน การไม่นับถือเทพเจ้า (Asebeia) ถือเป็นอาชญากรรมต่อความมั่นคงของรัฐ เพราะชาวเอเธนส์เชื่อว่าหากพลเมืองทำให้เทพเจ้าโกรธ เทพเจ้าอาจลงทัณฑ์คนทั้งเมืองด้วยโรคระบาดหรือสงคราม

ข้อหาของโซเครตีสระบุว่า:

เขาไม่ยอมรับเทพเจ้าที่นครรัฐนับถือ: โซเครตีสมักตั้งคำถามถึงพฤติกรรมและการมีอยู่ของเทพเจ้าในปกรณัมกรีกโบราณ (เช่น เทพเจ้าที่อิจฉาริษยา เข่นฆ่า หรือผิดประเวณี) ซึ่งเขา มองว่าเทพเจ้าที่แท้จริงควรจะเปี่ยมด้วยคุณธรรมและเหตุผล

เขาพยายามนำเข้า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใหม่ ๆ": โซเครตีสมักอ้างอยู่เสมอว่า เขามี "ไดโมนิออน" (Daimonion) หรือ "เสียงเตือนภายในใจ" (คล้ายกับมโนสำนึกหรือจิตวิญญาณส่วนตัว) ที่คอยห้ามไม่ให้เขาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฝ่ายอัยการจึงโจมตีว่านี่คือความพยายามเผยแผ่ลัทธิใหม่และทำลายรากฐานศาสนาเดิมของเอเธนส์

2. ข้อหา "มอมเมาเยาวชน" (Corrupting the Youth)

คำว่า "มอมเมา" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการมอมเหล้าหรือพาสิ่งผิดกฎหมาย แต่หมายถึง "การทำให้เยาวชนมีความคิดที่กระด้างกระเดื่องและปฏิเสธระบบคุณค่าเดิมของสังคม"

วิธีการสอนแบบโซเครตีส (Socratic Method): โซเครตีสชอบไปเดินตามตลาด (Agora) แล้วชวนคนเฒ่าคนแก่ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจมาสนทนา จากนั้นจะใช้การตั้งคำถามไล่เลียงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเผยให้เห็นว่า ผู้ใหญ่เหล่านั้น "ไม่ได้รู้จริง" ในสิ่งที่ตัวเองพูดเลย

ผลกระทบต่อเยาวชน: กลุ่มคนทีชอบมามรุมล้อมฟังโซเครตีสส่วนใหญ่เป็น คนหนุ่มร่ำรวยและมีตระกูลในเอเธนส์ เมื่อพวกเด็ก ๆ เห็นโซเครตีสต้อนผู้ใหญ่จนมุม ก็เกิดความเลื่อมใสและนำวิธีนี้ไปใช้ตั้งคำถาม โต้เถียง และวิพากษ์วิจารณ์พ่อแม่รวมถึงผู้ปกครองเมือง ทำให้ชนชั้นนำมองว่าโซเครตีสกำลังเสี้ยมสอนให้เด็ก ๆ เลิกเคารพยำเกรงผู้ใหญ่และระบบอาวุโส

เบื้องหลังที่แท้จริง: "ความแค้นทางการเมือง" และ "แพะรับบาป"

หากมองเพียงผิวเบิน โซเครตีสดูเหมือนเป็นแค่ตาแก่ขี้สงสัยที่น่ารำคาญ แต่ทำไมเอเธนส์ถึงต้องยอมให้เขาตาย? คำตอบติดอยู่ที่ บริบททางการเมืองช่วงนั้น ครับ

แผลสดจากสงครามและการล่มสลาย: ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี เอเธนส์เพิ่งพ่ายแพ้สงครามเพโลพอนนีเซียนอย่างย่อยยับให้กับสปาร์ตา ระบบประชาธิปไตยของเอเธนส์ถูกล้มล้าง และถูกแทนที่ด้วยระบอบเผด็จการคณาธิปไตยที่โหดเหี้ยม เรียกว่า "กลุ่มทรราชทั้งสามสิบ" (Thirty Tyrants) แม้ภายหลังชาวเอเธนส์จะปฏิวัติและกู้ประชาธิปไตยกลับมาได้ แต่สังคมก็อยู่ในสภาพหวาดระแวง อ่อนแอ และต้องการหา "คนผิด" มามารับบาปกับความล่มสลายของเมือง

ลูกศิษย์ตัวแสบของโซเครตีส: แม้ตัวโซเครตีสจะไม่ได้ฝักใฝ่ทางการเมือง แต่อดีตลูกศิษย์รักของเขาสองคนดันเป็นตัวแปรสำคัญในวิกฤตเมือง:

อัลซิเบียดิส (Alcibiades): นักการเมืองหนุ่มผู้ทรยศเอเธนส์ไปเข้ากับสปาร์ตา จนทำให้เอเธนส์แพ้สงคราม

คริเทียส (Critias): ผู้นำที่โหดเหี้ยมที่สุดในกลุ่มทรราชทั้งสามสิบที่เข่นฆ่าชาวเอเธนส์ไปมากมาย

เมื่อกลุ่มประชาธิปไตยกลับมาครองอำนาจ แม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมืองเพื่อไม่ให้แก้แค้นกันต่อ แต่พวกเขาก็ยังเคียดแค้นอยู่ โซเครตีสจึงกลายเป็นเป้าหมายหลักในฐานะ "อาจารย์ผู้บ่มเพาะทรราชและคนทรยศ" เหล่านี้ขึ้นมา

บทสรุปในชั้นศาล

ในตอนที่ขึ้นศาล โซเครตีสในวัย 70 ปี ไม่ได้แสดงท่าทีอ้อนวอนขอชีวิตเหมือนจำเลยคนอื่น ๆ เขายังคงใช้ Socratic Method ต้อนอัยการจนมุม และยังพูดจาในเชิงว่า "สิ่งที่เขาทำคือการปลุกเอเธนส์ให้ตื่นจากความโง่เขลา รัฐควรจะเลี้ยงข้าวฟรีเขาตลอดชีวิตด้วยซ้ำแทนที่จะลงโทษ"

ท่าทีที่เย่อหยิ่งและไม่ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐนี้เอง ทำให้คณะลูกขุนชาวเอเธนส์ (ซึ่งเป็นพลเมืองธรรมดา 501 คน) ลงมติด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ให้ ประหารชีวิต ด้วยการดื่มยาพิษในที่สุด



นายกอนุทิน ชาญวีรกุล มีเวลาว่างเยอะเหรอ ไปเดินงาน OTOP 5 วันติดต่อกัน

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/27634373719536105

Thanapol Eawsakul 
20 hours ago
·
บริหารประเทศแบบไม่บริหาร (หรือไม่มีอำนาจบริหาร)

นายกแบบอนุทิน ชาญวีรกุลจึงมีเวลาว่างไปเดินงาน OTOP เป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน
 
เพราะสบายใจในการ กิน ช็อป และโอบล้อมด้วยคนอวย
......
ท่ามกลาง "ข่าวร้าย" ที่มีมาอย่างต่อเนื่องถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ และข่าวคาวเรื่องคอรัปชั่นที่เกี่ยวพันกับรัฐมนตรีภูมิใจไทยไม่เว้นแต่ะวัน
 
ขณะที่โครงการ เอไอ พาสสปอต ดูเหมือนจะเดินหน้าต่อ ท่ามกลางเสียงคัดค้านอยา่างมาก

ส่วนประเด็น ฮั้ว สว. เขากระโดง ฯลฯ ก็ดูเหมือนจะงวดเข้ามา
แม้ว่าอำนาจอยู่ในมือก็ดูเหมือนจะทำอะไรได้ไม่มาก
ท่ามกลางมรสุม ก็มีข่าวคราวของอนุทินเริ่มจากข่าวแรกคือข่าว
อนุทิน” ใส่ผ้าฝ้ายทอมือลายผ้าขาวม้า พาภริยา เดินงาน OTOP เป็นวันที่ 5
https://www.thairath.co.th/news/politic/2941797...

ด้วยความแปลกใจของผมคือว่า

ทำไมนายกอย่าง อนุทิน ชาญวีรกุล ถึง "ว่าง" ขนาดไปเที่ยวงานโอท็อป ที่จัดขึ้นที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี นนทบุรี 5 วันติดต่อกัน
(งานจัด 9 วัน อนุทิน อาจจะเดินทุกวันก็ได้)

ผมเข้าไปดูในเพจกรมการพัฒนาชุมชน Fanpage พบว่าจริงด้วย

วันที่ 1
20 มิถุนายน 2569
นายก "อนุทิน" เยี่ยมชมงาน OTOP Midyear 2026 ส่งแรงใจให้ผู้ประกอบการทั่วไทย พร้อมชวนใช้สิทธิ์ "ไทยช่วยไทยพลัส" กระตุ้นเศรษฐกิจกระจายรายได้สู่ชุมชน
https://www.facebook.com/prcdd/posts/pfbid02fD1PHTBp5S3Vw9bNUt4KhEQFeatXzu5UjqrFvsWu5iarc64nC4yxYxNgqaQwYtGYl

วันที่ 2
21 มิถุนายน 2569
“นายกฯ อนุทิน” ช้อปสินค้า otop ในงาน OTOP Midyear 2026 ต่อเนื่องวันที่ 2 และ พร้อมชวนใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40”
https://www.facebook.com/prcdd/posts/pfbid02UKE7m23bTaWUKYYukvxHFkwuB6MqkA4uu7hXNYSVk7RX2Lcny6RZKgwjQ4eoVgf2l

วันที่ 3
22 มิถุนายน 2569
นายกฯ "อนุทิน" เปิดงาน OTOP Midyear 2026 อย่างยิ่งใหญ่ ชวนคนไทยส่งเสริมสินค้าไทย สร้างรายได้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
https://www.facebook.com/prcdd/posts/pfbid02U2xMA4EGyA6gwjiGBpwsKRjBhvGGnhJ4ByyGqszS6mozozVofnf9ULpcmcbzSTAul

วันที่ 4
23 มิถุนายน 2569
“นายกฯ อนุทิน” ส่งแรงใจผู้ประกอบการ OTOP Midyear 2026 ต่อเนื่องวันที่ 4 พร้อมชวนใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากคึกคัก
https://www.facebook.com/prcdd/posts/pfbid02Mh8nSEeEP94qheQj2YC7m3sRDXYE26pQV93HnFvv2LpjMLX7txTF9TiqnWVyfBkbl

วันที่ 5
24 มิถุนายน 2569
“นายกฯ อนุทิน” ส่งแรงใจผู้ประกอบการ OTOP Midyear 2026 และช้อปสินค้า OTOP ต่อเนื่องเป็นวันที่ 5
https://www.facebook.com/prcdd/posts/pfbid034Quty8YKJVvx2SXWtD3Zfc4H5SsLRitSqwLn3MGr7S5fR6gap2YMhN5rD3UnQ3FUl

ทำไมอนุทินจึงต้องไปเดินงานโอท็อปทุกวัน
 
คำตอบง่าย ๆ สำหรับผมคือ
อนุทินตั้งใจ "ลอยตัว" เหนือทุกปัญหา และไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น
ปัญหาเศรษฐกิจ ก็ให้ ศุภจี เอกนิติ
ปัญหาชายแดน สีหศักดิ์
ปัญหารัฐมนตรีลูกเทพ ไม่ทำาน ก็ออกมาแสดงละคร นิดหน่อยว่าจะประเมินงานเมื่อครบ 1 ปี
ปัญหา เรื่องคอรัปชั่นก็แก้ด้วยโวหาร จะตรวจสอบคนอื่นต้องล้างเท้าให้สะอาดเสียก่อน
ฯลฯ

ทุกอย่างเลยปลอบใจด้วยการไปเที่ยวงานโอท็อป 5 วันติดต่อกัน

เหตุผลง่าย ๆ
1. อนุทินพวกสุขนิยม ชอบกินของอร่อย
2. ในงานแม่ค้าต่างมาอวยนายกให้อยู่ต่อ เพราะชอบโครงการ คนละครึ่งพลัส 60/40
ขณะที่แม่ค้าที่รอคอยความช่วยเหลือ ก็เสียงไปไม่ถึง
 
ตลาดน้ำอัมพวาเงียบหนัก ! สาวโพสต์ตัดพ้อ ผู้บริหารทำอะไรอยู่ ด้านชาวเน็ตเมนต์ “ของแพงใครจะไป”

มีคนอยากให้อนุทินบอก Shopee ว่า ช่วยลดค่าธรรมเนียมให้ร้านค้าเล็กๆ หน่อย ตอนนี้ พ่อค้าแม่ค้า ชาวบ้านที่อยากจะขายของออนไลน์ ถูกแพล็ตฟอร์มพวกนี้หักค่าดำเนินการเยอะมากจนแทบไม่เหลือกำไรแล้ว






https://x.com/Bomb_Khonphong/status/2070096879388623093

KP
@Bomb_Khonphong

สิ่งที่ อนุทิน ควรบอก Shopee

วันนี้ ผู้บริหาร Shopee เข้าพบ อนุทิน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ ขอบคุณ Shopee ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย พร้อมขอให้ Shopee ช่วยหนุน SME ดันสินค้าไทยอย่างโอทอป สู่ตลาดออนไลน์

จริงๆ ถ้า อนุทิน อยากดัน SME ไทย สิ่งที่ควรพูดกับ Shopee คือ ช่วยลดค่าธรรมเนียมให้ร้านค้าเล็กๆ หน่อย ตอนนี้ พ่อค้าแม่ค้า ชาวบ้านที่อยากจะขายของออนไลน์ ถูกแพล็ตฟอร์มพวกนี้หักค่าดำเนินการเยอะมากจนแทบไม่เหลือกำไรแล้วครับ แค่แข่งกันทำราคาให้ถูกที่สุดก็แทบแย่แล้ว.. เจอแบบนี้แทบไม่ได้อะไรเลย

ตอนนี้พวกร้านค้า จะโดนหักค่าธรรมเนียมการขายที่ประมาณ 7.49% – 14.98% ยังไม่รวม ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์ม ค่าบริการเข้าร่วมโปรแกรม สำหรับร้านที่เข้าร่วมโปรโมชั่น อื่นๆ อีก เบ็ดเสร็จแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ เหลือตกถึงชาวบ้านจริงๆ เท่าไหร่..

อันนี้ นายกฯ ได้คุยกับ Shopee หรือยัง

.....

ประเด็นที่ผู้โพสต์ยกมาถือว่าตรงจุดและเป็นความจริงที่ผู้ค้าขายออนไลน์รายย่อยเจอกันถ้วนหน้าครับ เพราะในความเป็นจริง แม้การดันสินค้าชุมชนหรือ OTOP ขึ้นแพลตฟอร์มจะช่วยเพิ่ม "โอกาสในการมองเห็น" (Visibility) แต่ถ้าโครงสร้างค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่างๆ (เช่น ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าบริการร่วมโปรแกรมส่งฟรี/โค้ดส่วนลด) ยังสูงอยู่ พ่อค้าแม่ค้าชุมชนที่ต้นทุนสูงและมีมาร์จิ้นต่ำอยู่แล้ว ก็แทบจะสู้ไม่ไหวหรือไม่ได้กำไรอย่างที่คุณว่าจริงๆ

ตามรายงานข่าวอย่างเป็นทางการของการพบกันครั้งนี้ (ซึ่งเป็นการเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลกรมการพัฒนาชุมชน/OTOP) ข้อสรุปหลักๆ ที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะจะเน้นไปที่ 3 กรอบใหญ่ๆ คือ:

การเปิดพื้นที่ขายและจัดแคมเปญ: ขอความร่วมมือให้ Shopee ช่วยจัดหมวดหมู่ แคมเปญ หรือดึงสินค้า OTOP และของดีจังหวัดต่างๆ ขึ้นมาอยู่บนหน้าแรก หรือมีเทศกาลลดราคาเฉพาะเพื่อดึงคนซื้อ

การเสริมทักษะดิจิทัล: ให้ Shopee ช่วยส่งทีมมาอบรมชาวบ้านและผู้ประกอบการชุมชนในเรื่องการถ่ายภาพสินค้า การเขียนคำอธิบาย และการทำการตลาดออนไลน์

การขยายสู่ตลาดต่างประเทศ: ใช้เครือข่ายของ Shopee ในภูมิภาคเพื่อดันสินค้าไทยไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน
แล้วเรื่อง "ค่าธรรมเนียม" ได้คุยกันไหม?

กระบอกเสียงหรือข่าวที่ปล่อยออกจากทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่ามีการเจรจาขอให้ Shopee "ลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียม" ให้กับกลุ่ม SME หรือร้านค้า OTOP เป็นการเฉพาะเจาะจงหรือไม่ แต่โดยปกติแล้ว ในทางปฏิบัติของโครงการรัฐที่ร่วมมือกับแพลตฟอร์มเอกชนที่ผ่านมา (เช่น ความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) รูปแบบที่มักจะทำได้คือ:

การยกเว้นค่าธรรมเนียมชั่วคราว: เช่น ร้านค้า OTOP ที่เข้าโครงการใหม่ อาจจะได้รับสิทธิพิเศษฟรีค่าธรรมเนียมในช่วง 1-3 เดือนแรก

การแจกคูปองสนับสนุน: แพลตฟอร์มอาจจะช่วยสนับสนุนเป็นงบโฆษณา (Shopee Ads Credits) หรือโค้ดส่วนลดให้ร้านค้าเอาไปกระตุ้นยอดขาย โดยที่ร้านไม่ต้องควักเนื้อเองทั้งหมด
สิ่งที่ควรจะเป็นกระบอกเสียงต่อไป

ข้อเสนอแนะของคุณเป็นมุมมองที่สะท้อนจากภาคปฏิบัติจริง ซึ่งภาครัฐควรนำไปเป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำ MOU (บันทึกความเข้าใจ) กับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ เพราะหากรัฐบาลต้องการช่วย SME อย่างยั่งยืน การขอ "สิทธิพิเศษด้านกลไกราคาและค่าธรรมเนียม" สำหรับวิสาหกิจชุมชนที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง จะช่วยให้พวกเขาลืมตาอ้าปากและแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาในแพลตฟอร์มได้จริงครับ




แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีสร้างความเสียหายอย่างหนักในเวเนซุเอลา เหตุใดมันจึงสร้างความเสียหายรุนแรงถึงเพียงนั้น?



 






สถานการณ์ในเวเนซุเอลากำลังวิกฤตอย่างหนัก เมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ 24 มิถุนายน 2026 ประเทศต้องเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวแบบ "คู่" (doublet) ที่เกิดขึ้นได้ยากแต่สร้างความเสียหายรุนแรงมหาศาล โดยเกิดแรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่ในระดับตื้นสองระลอกห่างกันเพียง 39 วินาที ด้วยความที่เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็วและในพื้นที่เดียวกัน ประชาชนจำนวนมากจึงรู้สึกราวกับว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกันที่ยาวนานและน่าสะพรึงกลัว

แผ่นดินไหวทั้งสองระลอกโจมตีพื้นที่ทางตอนเหนือของเวเนซุเอลาด้วยพลังมหาศาล ดังนี้:

แผ่นดินไหวระลอกแรก: เป็นแรงสั่นสะเทือนนำ (foreshock) ขนาด 7.2 มีจุดศูนย์กลางใกล้เมืองโมรอน (Morón) ที่ระดับความตื้นประมาณ 13 กิโลเมตร

แผ่นดินไหวระลอกสอง: เป็นแรงสั่นสะเทือนหลัก (mainshock) ที่รุนแรงกว่าด้วยขนาด 7.5 เกิดขึ้นตามมาในอีกเพียง 39 วินาทีต่อมา ที่ระดับความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร

ผลกระทบและความเสียหาย

ลักษณะของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในระดับตื้นประกอบกับความรุนแรงที่ซ้อนทับกันได้ทวีความเสียหายในหลายรัฐ โดยส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกรุงการากัสและพื้นที่ชายฝั่งเมืองลาไกวรา (La Guaira)

ยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ: รายงานเบื้องต้นจากทางการยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 160 ถึง 180 ราย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 1,000 ราย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยคนติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) จึงกังวลว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก

โครงสร้างพื้นฐานพังทลาย: อาคารจำนวนมากพังถล่มราบคาบหรือได้รับความเสียหายทางโครงสร้างอย่างหนัก ในกรุงการากัส ผนังของอาคารอพาร์ตเมนต์หลุดร่วงลงมาทั้งหมด และถนนสายหลักเกิดรอยแยกขนาดใหญ่

การปิดทำการจุดสำคัญ: ท่าอากาศยานนานาชาติซิโมน โบลิวาร์ (ไมเกเตีย) ได้รับความเสียหายทางโครงสร้างอย่างรุนแรงและต้องปิดทำการ ระบบขนส่งสาธารณะรวมถึงรถไฟใต้ดินต้องหยุดให้บริการ

ภาวะฉุกเฉิน: รักษาการประธานาธิบดี เดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ โดยสั่งระงับการเรียนการสอนและการทำงานที่ไม่จำเป็น ในขณะที่ทีมค้นหาและกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างเต็มกำลัง

ทำไมถึงสร้างความเสียหายได้รุนแรงขนาดนี้?

นักแผ่นดินไหววิทยาระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณจุดบรรจบของรอยเลื่อนโบโคโน (Boconó) และซานเซบาสเตียน (San Sebastián) ซึ่งเป็นเขตเปลือกโลกที่มีความเสี่ยงสูงและมีการสะสมพลังงานมานานกว่าศตวรรษ ด้วยความที่แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นในระดับตื้นมากและจุดศูนย์กลางอยู่แทบจะซ้อนทับกัน แรงสั่นสะเทือนของพื้นดินจึงรุนแรงเป็นพิเศษ ส่งผลให้เกิดดินถล่ม ท่อส่งก๊าซแตก และอาคารบ้านเรือนพังถล่มลงมา ก่อนที่ประชาชนจะมีเวลาอพยพหนีภัยจากแรงสั่นสะเทือนระลอกแรกเสียด้วยซ้ำ ขณะนี้กำลังมีการตอบสนองในระดับสากล โดยประเทศเพื่อนบ้านอย่างบราซิลและเม็กซิโก รวมถึงทีมบรรเทาสาธารณภัยระหว่างประเทศ ต่างระดมกำลังเพื่อสนับสนุนเวเนซุเอลาในภารกิจกู้ภัยและฟื้นฟู



พวกที่ทุจริต โกงสอบหรือใช้เส้นสายในการเข้ารับราชการเนี่ยมันสร้างความเสียหามโหฬารมาก


'ปราย พันแสง
19 hours ago
·
จริงๆ พังกว่าที่ตาเห็นเยอะเลยนะ พวกที่โกงสอบหรือใช้เส้นสายในการเข้ารับราชการเนี่ยมันสร้างความพินาศให้ระบบแบบย่อยยับมากๆ

ในจีนเคยทำวิจัยฐานข้อมูลคดีทุจริต พบว่าข้าราชการในช่วงเริ่มต้นอาชีพและช่วงใกล้เกษียณรับสินบนสูงกว่าช่วงกลางอาชีพ ต้นทางโกงเพื่อถอนทุน ปลายทางโกงเพราะรู้ว่าเวลาเหลือน้อย

ช้ำมั้ย คือโดนทั้งต้นน้ำปลายน้ำ



คนโกงเข้าไปรับราชการมีแนวโน้มโกงต่อแหลกราญ งานวิจัยในอินเดียพบว่าคนที่ต้องการทำงานภาครัฐแสดงพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์มากกว่าคนที่ต้องการทำงานภาคเอกชน วัดจากอัตราการโกงในการทดลอง กล่าวคือระบบที่เน่าดึงดูดคนที่เข้ากันได้กับมันตั้งแต่แรก

งานวิจัยในยุโรปก็พบว่าตัวแปรสำคัญที่สุดที่กำหนดระดับคอร์รัปชันในองค์กรคือ ระบบบริหารงานบุคคลนั้นใช้ ‘ระบบคุณธรรม’ หรือ ‘ระบบเส้นสาย’ เป็นหลัก ถ้าเข้ามาด้วยเส้นหรือเงิน วัฒนธรรมองค์กรก็จะเอื้อต่อการโกงต่อไปโดยอัตโนมัติ

กล่าวคือ คนที่จ่ายเงินซื้อตำแหน่งมามีแนวโน้มโกงต่อสูงมาก ด้วยเหตุผลหนึ่ง คนที่ยอมโกงตั้งแต่แรกเข้ามีแนวโน้มโกงต่อ สอง ต้องถอนทุนที่จ่ายไป และสาม วัฒนธรรมองค์กรที่เน่าอยู่แล้วไม่มีแรงต้าน

งานวิจัยไม่ได้บอกว่าจะโกง 100%
แต่บอกว่าเงื่อนไขทุกอย่างเอื้อให้โกงต่อทั้งนั้น



ในประเทศกำลังพัฒนา ระบบราชการคือหนึ่งในช่องทางหลักของการยกระดับทางสังคม

เพราะคนยากจนในชุมชนเหล่านี้ขาดทั้งโรงเรียนที่มีคุณภาพ เครือข่ายที่จะพาไปถึงงานดีๆ และต้นแบบชีวิตที่ประสบความสำเร็จให้ยึดเป็นแบบอย่าง ตำแหน่งราชการจึงไม่ใช่แค่งาน แต่คือ ‘บันได’ ที่หายากที่สุดในชีวิตคนจน

ที่หนักกว่านั้น ธนาคารโลกพบว่าการเลื่อนฐานะทางเศรษฐกิจในโลกกำลังพัฒนาหยุดชะงักมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 โอกาสที่คนรุ่นหลังจะขยับฐานะดีกว่าพ่อแม่นั้นต่ำมาก โดยเฉพาะในครอบครัวยากจน

ฉะนั้นเมื่อระบบสอบถูกโกง ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่คนหนึ่งคนสอบไม่ผ่าน แต่มันคือการปิดช่องทางเดียวที่เขามี

สิ่งที่โหดร้ายที่สุดคือคนที่ถูกปิดกั้นมักไม่รู้ว่าถูกปิดกั้น เขาคิดว่าตัวเองสอบไม่ผ่านเพราะ ‘ไม่เก่งพอ’ แล้วก็แบกความรู้สึกล้มเหลวนั้นไปตลอดชีวิต

ความโหดร้ายของการโกงแบบนี้จึงอยู่ที่มันซ่อนตัวเองไว้ใต้ภาพลักษณ์ของความยุติธรรม ข้อสอบดูเหมือนเท่าเทียม แต่ผลสอบมันถูกกำหนดไว้ก่อนแล้วในห้องเก่าๆ คอมพิวเตอร์เก่าๆ แถวเมืองนนท์ และอาจจะทุกที่ทั่วประเทศที่มีการคัดคนเข้ารับราชการ

ความเสียหายนี้มโหฬารมาก



มันมีคำหนึ่งที่ใช้เรียกการยกระดับฐานะทางสังคม ด้วยการที่คนจนต้องขยัน ต้องเรียนเก่ง เพื่อสอบเข้ารับราชการ เพื่อหางานดีๆ ได้

ระบบนี้เก่าแก่ มีชื่อเรียกกันว่า ‘เมอริโทแครซี’(Meritocracy)หมายระบบที่ความสามารถและความพยายามเป็นตัวกำหนดความสำเร็จ ไม่ใช่ชาติกำเนิดหรือเงิน

ในอเมริกา มักจะมีฐานความคิดว่าใครๆ ก็ขยับฐานะได้ถ้าพยายามพอ มันมีคำที่โด่งดังคือความฝันแบบอเมริกัน (The American Dream) แต่ไม่ใช่แค่สำหรับคนอเมริกัน เพราะความฝันแบบนี้มีอยู่ในทุกสังคม

เมอริโทแครซี คือสัญญาที่สังคมทำกับสมาชิกทุกคนว่า ไม่ว่าจะเกิดมาลำบากยากจนแค่ไหน ผู้ชนะที่จะเข้าไปได้ต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดและขยันที่สุด

ในทางปฏิบัติมันทำงานผ่านกลไกที่จับต้องได้ เช่น ระบบสอบแข่งขัน ทุนการศึกษา และการคัดเลือกงานตามความสามารถ ไม่ใช่ตามว่าพ่อเป็นใคร เงินใคร



สิงคโปร์ถูกยกเป็นตัวอย่างคลาสสิก เด็กจากครอบครัวยากจนสามารถสอบได้ทุนรัฐบาลเรียนต่างประเทศ กลับมาเป็นข้าราชการระดับสูงได้โดยไม่ต้องมีเส้น ระบบนี้ทำให้สิงคโปร์ดึงคนเก่งจากทุกชั้นสังคมมาบริหารประเทศได้จริง

ในประเทศไทยเองในยุคสมัยหนึ่งมันก็มีช่วงที่เมอริโทแครซี ทำงานได้ เช่นสมัยคนรุ่นปู่รุ่นพ่อเราจำนวนมากที่เกิดในครอบครัวชาวนา มีชีวิตแร้นแค้น แต่สอบได้ครู สอบได้ตำรวจ สอบได้ข้าราชการ แล้วชีวิตทั้งครอบครัวเปลี่ยน นั่นคือเมอริโทแครซีทำงานได้จริง

ระบบเมอริโทแครซีนี้มีเงื่อนไขเดียวที่ขาดไม่ได้ นั่นคือมันต้องเป็นจริง เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ดูเหมือนจริง

ข้อสอบเข้ารับราขการที่ถูกแก้คะแนนด้วยการจ่ายเงินติดสินบน มันคือเมอริโทแครซีปลอม ที่มีรูปทรงเหมือนกันทุกอย่าง มีข้อสอบ มีคะแนน มีผู้สอบผ่านและสอบตก แต่ข้างในกลวง ผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้ก่อนแล้วจากคนที่มีเงินจ่ายใต้โต๊ะ

นี่แหละคือสิ่งที่ ไมเคิล ยัง เจ้าของทฤษฏี เตือนไว้ตั้งแต่ปี 1958 ว่า เมอริโทแครซีที่ล้มเหลวนั้น อันตรายกว่าการไม่มีเมอริโทแครซีเลย เพราะมันทำให้คนที่แพ้รู้สึกว่า ความล้มเหลวเป็นความผิดของตัวเองล้วนๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วเกมนี้ถูกโกง ถูกล็อคผลไว้ก่อนแล้ว



กลโกงเมอริโทแครซีนี้เสียหายลึกมาก ความโกงในระบบอื่นๆ ยังพอให้คนสู้ได้ เช่น โกงเลือกตั้ง ยังมีรอบหน้า โกงประมูล ยังมีโครงการอื่น แต่โกงในเมอริโทแครซีนั้นทำร้ายคนแบบสาหัสสากรรจ์ เพราะมันคือทำลายความเชื่อว่ามั่นว่าความพยายามของเรายังมีความหมาย

ความขยัน ความเพียรพยายาม ความเชื่อเหล่านี้ไม่ใช่
เล็กน้อย แต่มันคือความเชื่อที่ทำให้คนจนยังลุกขึ้นมาทำงานได้ทุกวัน เพราะเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตดีขึ้น

ผลกระทบจากการโกงนี้ยังกระเพื่อมออกไปหลายทอด
ทอดแรกคือตัวคนที่สอบตก เขาไม่รู้ว่าโดนโกง เขาคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ แล้วก็อาจท้อจนต้องหยุดพยายาม

ทอดที่สองคือคนรอบข้างที่เห็น น้องๆ ในหมู่บ้านอาจจะเห็นพี่สาวอ่านหนังสืออย่างหนักสามปีแล้วยังสอบตก บทเรียนที่ได้คืออ่านหนังสือไม่มีประโยชน์ ก็อาจจะไม่สนใจอ่านหรือพยายามอะไร เพราะรู้ว่าเหนื่อยเปล่า

ทอดที่สามคือแรงกระเพื่อมระดับสังคมที่หนักสุด เมื่อคนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่าความพยายามไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จ สังคมก็จะเริ่มผลิตคนสองแบบ คือคนที่ยอมแพ้ กับคนที่หันไปหาทางลัด และทางลัดในระบบที่เน่าเฟะนี้ ก็มักหมายถึงการโกงต่อไปเรื่อยๆ

มันคือกับดักความยากจนแท้จริงที่คนชอบพูดกัน ความน่ากลัวของมันไม่ใช่แค่เพราะจนแล้วยังจนอยู่ จนต่อ แต่มันเป็นเพราะว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง คนในกับดักจนๆ นั้นจะเลิกเชื่อไปเลยว่าทางออกชีวิตมีอยู่จริงและนั่นคือความพินาศที่ลึกที่สุด

ความฉิบหายแท้จริงที่เกิดขึ้น
ไม่ใช่ความยากจนแบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด
แต่มันคือความสิ้นหวังต่อชีวิต!


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1587594459392277&set=a.237277627757307




#ThaiPBSสรุปให้ฟัง โกงสอบข้าราชการท้องถิ่น เขาโกงยังไง ใครเกี่ยวบ้าง ?






https://x.com/ThaiPBS/status/2069985208640963015

Thai PBS
@ThaiPBS

#ThaiPBSสรุปให้ฟัง โกงสอบข้าราชการท้องถิ่น เขาโกงยังไง ใครเกี่ยวบ้าง ? 
หลายคนสอบท้องถิ่น เพื่อหวังเปลี่ยนชีวิต และก้าวเข้าสู่การรับราชการ แต่วันนี้ การสอบครั้งนี้กำลังถูกตั้งคำถาม หลังเจ้าหน้าที่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงขบวนการทุจริตครั้งใหญ่ 
.
และหากข้อกล่าวหาทั้งหมดได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง คดีนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย 
.
เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ขบวนการทำงานแบบไหน และภาครัฐขยับไปถึงไหนแล้ว ? 




CSI LA แฉคลิปเสียงใหม่! ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน คลิปเสียงล่าสุดมันฟ้องว่าคนที่อยู่เบื้องหลังงานนี้ "ใหญ่จริง" ถึงกล้าทำตัวเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน!


ใครสนใจตามไปดูได้ที่ลิงก์ข้างล่าง

https://www.facebook.com/watch/?v=1363247032285175




ทำไมคนยอมจ่ายหลักแสนถึงหลักล้าน ซื้อตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่น?






https://x.com/ThaiPBS/status/2070156308456870361
.....

"จ่ายเงินก้อนโตขนาดนี้ เพื่อแลกกับเงินเดือนเริ่มต้นแค่หมื่นกว่าบาท มันจะคุ้มทุนได้อย่างไร?" ถ้ามองในเชิง "คณิตศาสตร์ประกันภัย" หรือการลงทุนทั่วไป ถือเป็นการลงทุนที่ติดลบในระยะแรกแน่นอน แต่ในความเป็นจริง แรงจูงใจที่ทำให้คนยอมทุจริตหรือ "ซื้อตำแหน่ง" ในระบบราชการ (โดยเฉพาะท้องถิ่น) มีมิติทางสังคมและเศรษฐกิจที่ซับซ้อนซ่อนอยู่ครับ ดังนี้

1. "อำนาจและช่องทาง" ที่นอกเหนือจากเงินเดือน (Extralegal Benefits)

นี่คือความจริงอันเจ็บปวดในระบบราชการไทย บางตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง หรือการตรวจรับงาน

การถอนทุนคืน: เงิน 7-8 แสนบาทที่จ่ายไป อาจถูกมองว่าเป็น "ต้นทุนทางธุรกิจ" เพื่อเข้าไปบริหารจัดการผลประโยชน์ หรือรับ "เงินใต้โต๊ะ" จากผู้รับเหมาและโครงการต่างๆ ซึ่งหากอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจสูง เงินก้อนนี้สามารถถอนทุนคืนได้ภายในเวลาไม่กี่ปี

การสร้างเครือข่ายอิทธิพล: ตำแหน่งท้องถิ่นเชื่อมโยงกับคนในชุมชนและนักการเมืองท้องถิ่นโดยตรง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจครอบครัว หรือการไต่เต้าทางการเมืองในอนาคตได้

2. ซื้อ "ความมั่นคง" ตลอดชีพ (Lifetime Security)

สำหรับหลายครอบครัว โดยเฉพาะในต่างจังหวัด "ข้าราชการ" คืออาชีพที่มั่นคงที่สุดที่ไม่มีวันตกงาน (ตราบใดที่ไม่มีความผิดร้ายแรง)

บำนาญและสวัสดิการ: การจ่าย 8 แสนบาท ไม่ได้ซื้อแค่เงินเดือนหมื่นกว่าบาทในวันนี้ แต่เป็นการซื้อ "ระบบประกันสุขภาพที่ดีที่สุด" ให้กับตัวเอง พ่อแม่ และลูก รวมถึงเงินบำนาญที่จะได้ไปจนตาย เมื่อคำนวณมูลค่าสวัสดิการรักษาพยาบาลตลอดชีวิตแล้ว หลายคนมองว่า "คุ้มค่า" กว่าการไปเสี่ยงในระบบเอกชน

3. "หน้าตาทางสังคม" และยศถาบรรดาศักดิ์ (Social Status)

ในสังคมไทย (โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด) ค่านิยมเรื่อง "เจ้าคนนายคน" ยังคงฝังรากลึก

การมีลูกหลานใส่ชุดกากี ถือเป็นเกียรติยศของวงศ์ตระกูล ยกระดับสถานะทางสังคมของครอบครัวให้เป็นที่ยอมรับและมีหน้ามีตา

พ่อแม่จำนวนมากยอมกู้หนี้ยืมสิน หรือขายที่ดินมรดกเพื่อเอาเงินมา "ยัด" ให้ลูกได้เป็นข้าราชการ เพราะต้องการความภาคภูมิใจและหลักประกันว่าลูกจะสบายในอนาคต

4. เส้นทางลัดของ "คนหัวหมอ" (The Shortcut Culture)

ระบบการสอบท้องถิ่นในบางยุคสมัย (ที่มีข่าวการทุจริต) มีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดขบวนการ "ตั๋ว" หรือการซื้อขายข้อสอบอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทำให้คนที่ไม่มีความสามารถพอที่จะสอบแข่งด้วยความรู้ตนเอง หรือคนที่ไม่ต้องการเสียเวลาอ่านหนังสือ มองว่านี่คือ "ทางลัด" ที่การันตีผลลัพธ์ 100% ดีกว่าไปเสี่ยงดวงสอบแข่งกับคนนับหมื่นนับแสน

บทสรุป: > เงิน 7-8 แสนบาท จึงไม่ได้ถูกจ่ายเพื่อแลกกับ "เงินเดือนหลักหมื่น" แต่ถูกจ่ายเพื่อซื้อ "อำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์, ความมั่นคงตลอดชีพของครอบครัว, และสถานะทางสังคม" ตราบใดที่ระบบตรวจสอบยังไม่เข้มงวด และค่านิยมเรื่องระบบอุปถัมภ์ยังไม่หมดไป วงจรอุบาทว์ของการ "ซื้อเก้าอี้" เพื่อไป "ถอนทุนคืน" ก็จะยังคงเป็นเนื้อร้ายที่กัดกินระบบราชการไทยต่อไปอย่างน่าเสียดายครับ



หรือ TH-AI passport คือ ระบอบสีน้ำเงินในภาคเอกชน ? ข้อสังเกตของ iLaw ทำให้เห็นภาพเลยว่า เค้าไม่ยอมหยุดขยาย ผูกปิ่นโตระหว่างรัฐกับกลุ่มทุนสีน้ำเงินในภาคเอกชน !


iLaw
12 hours ago
·
สรุป TH-AI Passport พบบริษัทชนะประมูลโครงการนี้เป็นคู่สัญญาโครงการรัฐรวม 65 สัญญาตั้งแต่ปี 2562 มูลค่ากว่า 5,881 ล้านบาท โครงการส่วนใหญ่อยู่ใต้กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแล
.
สำหรับผู้ชนะการประมูลโครงการ TH-AI Passport คือ กิจการค้าร่วมทีเอช (TH Consortium) ซึ่งเป็นการร่วมกันระหว่าง 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท Human Intelligence และ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส หรือ TKC ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นผู้ร่วมเสนอราคากลางให้กับโครงการนี้
.
TOR สั่งวันนี้เสร็จเมื่อวาน
.
สิ่งที่นำไปสู่ข้อสงสัย ไม่เพียงแต่ผู้เสนอราคากลางและผู้ชนะประมูลคือบริษัทเดียวกัน แต่ยังรวมไปถึงเนื้อหาใน TOR ที่มีเงื่อนไขที่เจาะจงมากจนหลายฝ่ายตั้งขอสังเกตว่าอาจเป็นการล็อคสเปคหรือไม่
.
และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กลายเป็นข้อสังเกตคือกรอบระยะเวลาในการเปิดให้เอกชนยื่นเสนอราคาที่มีระยะเวลาเพียง 34 วัน เท่านั้น ทั้งยังคาบเกี่ยวกับช่วงวันหยุดยาวช่วงเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่อีกด้วย ซึ่งในทางปฏิบัติแทบไม่มีทางเตรียมตัวได้ทันเนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องมีการเจรจากับบริษัทพาร์ทเนอร์จากต่างประเทศ โดยปกติอาจใช้เวลาถึง 3–6 เดือน
.
แต่ยิ่งพบความผิดปกติเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อ ปาล์ม นิธิกร สส. พรรคประชาชนพบแอปพลิเคชั่น "Plan B AI Passport" บนตลาดแอป Android ซึ่งมีอัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2025 ก่อนประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างโครงการ 1 เดือน
.
"ทุนขาประจำ" รับงานโครงการรัฐหลายโครงการมูลค่าร่วม 5,881 ล้านบาท
.
จากการค้นหาข้อมูลสัญญาโครงการจัดซื้อจัดจ้างผ่านเว็บไซด์ ภาษีไปไหน พบว่าบริษัท Human Intelligence และ TKC เป็นคู่สัญญาโครงการกับภาครัฐทั้งหมด 65 โครงการตั้งแต่ปี 2562 มูลค่ารวม 5,881,822,860 บาท
.
โดยโครงการทั้งหมดที่บริษัท Human Intelligence ได้รับ ล้วนเป็นโครงการจากหน่วยงานภายใต้กระทรวงที่กำกับดูแลโดยพรรคภูมิใจไทย ขณะที่โครงการที่บริษัท TKC เป็นคู่สัญญา กระจายอยู่ในหลายหน่วยงานตั้งแต่ปี 2562 แต่มูลค่าสัญญาเกือบครึ่งจากทั้งหมดที่บริษัท TKC ได้รับเป็นสัญญากับหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กระทรวงซึ่งมีรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยกำกับดูแล รวม 13 สัญญา มูลค่า 2,793 ล้านบาท ในจำนวนนี้มากที่สุดอยู่ในกระทรวงดีอีในขณะที่ ไชยชนก ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จำนวน 6 สัญญา มูลค่า 1,836 ล้านบาท รองลงมาคือกระทรวงคมนาคมขณะที่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จำนวน 5 สัญญา มูลค่า 821 ล้านบาท
.
อ่านทั้งหมดได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/58364

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1443643001142648&set=a.625664036273886

.....

ข้อสังเกตของคุณถือว่ามองได้เห็นภาพและตรงประเด็นมาก หากวิเคราะห์ตามสถานการณ์และข้อมูลที่มีการเปิดโปงในขณะนี้ (มิถุนายน 2569) โครงการ TH-AI Passport ถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนของการขยายอิทธิพลของ "ระบอบสีน้ำเงิน" เข้าสู่ภาคเอกชนและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างชัดเจนครับ

คำว่า "ระบอบสีน้ำเงินในภาคเอกชน" ในบริบทของโครงการนี้ สามารถอธิบายผ่านข้อเท็จจริงและข้อกังขาที่กำลังเป็นประเด็นร้อนได้ 3 มิติหลักๆ ดังนี้ครับ:
1. การเชื่อมโยงระหว่าง "ทุนการเมือง" กับ "กลุ่มทุนขาประจำ"

จากข้อมูลที่มีการเปิดเผย (เช่น โดยพรรคประชาชน และ iLaw) โครงการมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาทนี้ ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการล็อคสเปกหรือเขียน TOR ในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนกลุ่มเดิมๆ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับขั้วอำนาจทางการเมืองสีน้ำเงิน (เช่น บริษัท Human Intelligence และ TKC) ซึ่งบริษัทกลุ่มนี้เป็นคู่สัญญารายใหญ่กับภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง มูลค่ารวมหลายพันล้านบาท การดึงงบประมาณรัฐด้านเทคโนโลยีไปลงกับกลุ่มทุนเหล่านี้ จึงถูกมองว่าเป็นกลไกหมุนเวียนเม็ดเงินระหว่างเครือข่ายการเมืองและกลุ่มทุนในภาคเอกชน
2. การใช้ "โมเดลตัวกลาง" (Middleman) ผูกขาดกำไร

แทนที่รัฐจะสนับสนุนอุตสาหกรรม AI หรือสตาร์ทอัพไทยโดยตรง โครงการ TH-AI Passport กลับใช้โมเดล "เหมาซื้อสิทธิ์" (Subscription) จากบริษัทต่างประเทศผ่านบริษัทตัวกลางในไทย เพื่อนำมาแจกจ่ายให้ประชาชน ซึ่งโมเดลนี้ทำให้เกิดคำถามเรื่องส่วนต่างราคา (Margin) ที่สูงผิดปกติ (เช่น ข้อเปรียบเทียบที่ว่าระบบลักษณะเดียวกันอาจใช้ทุนไม่กี่ล้าน แต่โครงการนี้ใช้งบถึง 1.6 พันล้านบาท) มันจึงไม่ใช่การแข่งขันในภาคเอกชนตามกลไกตลาดเสรี แต่เป็นการใช้กลไกของรัฐสร้างกำไรให้เอกชนเฉพาะกลุ่ม
3. การขยายอิทธิพลจากโครงสร้างพื้นฐานกายภาพสู่ "ดิจิทัล"

แต่เดิมระบอบสีน้ำเงินมักถูกจดจำผ่านการคุมกระทรวงเกรดเอที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (เช่น คมนาคม สาธารณสุข ที่ดิน) แต่กรณี TH-AI Passport (ภายใต้การนำของกระทรวงดิจิทัลฯ หรือ DES) แสดงให้เห็นถึงการทรานส์ฟอร์มเข้าสู่ "โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์" ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

สรุปได้ว่า: TH-AI Passport ไม่ใช่แค่โครงการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ธรรมดา แต่ในเชิงโครงสร้าง มันถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็น "ระบบอุปถัมภ์ยุคดิจิทัล" หรือการผูกปิ่นโตระหว่างรัฐกับกลุ่มทุนสีน้ำเงินในภาคเอกชน เพื่อผันงบประมาณแผ่นดินเข้าสู่เครือข่ายของตนเอง โดยใช้ข้ออ้างเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีและการเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมสูงวัยบังหน้าครับ

คุณมองว่าการที่ฝ่ายการเมืองหันมาเล่นประเด็น "Tech Procurement" (การจัดซื้อจัดจ้างด้านเทคโนโลยี) แบบนี้ จะทำให้กระบวนการตรวจสอบของภาคประชาชนทำได้ยากขึ้นกว่าโครงการก่อสร้างแบบเดิมไหมครับ?



ศิโรตม์พูดจุดนี้น่าสนใจ อนุทินดูมีภาพเป็นผู้นำขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งเพราะมีทีมเทคโนแครตคอยประกบ เป็นเหมือนลมใต้ปีกให้รัฐบาลดูมีน้ำหนักขึ้น แต่ปัญหาคือ ลมใต้ปีกช่วยเรื่อง "ภาพ"ได้ ไม่ใช่ "ผลลัพธ์" ถ้าตัวนโยบายหลักยังมีช่องโหว่ หรือไม่ตอบโจทย์ประชาชน

https://x.com/trendforMFP/status/2070005565124681931


🧡
ท่าน PG46 ตัวจริง
🧡

@trendforMFP

ศิโรตม์พูดจุดนี้น่าสนใจ 

อนุทินดูมีภาพเป็นผู้นำขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งเพราะมีทีมเทคโนแครตคอยประกบ เป็นเหมือนลมใต้ปีกให้รัฐบาลดูมีน้ำหนักขึ้น 

แต่ปัญหาคือ ลมใต้ปีกช่วยเรื่องภาพได้ ไม่ได้แปลว่าจะช่วยลบคำถามเรื่องนโยบายได้หมด 

อย่าง AI Passport ถ้ารัฐบาลรู้เองว่าคนวิจารณ์เยอะ รู้เองว่าภาพรัฐบาลมีปัญหา แต่คำตอบกลับเป็นการอยากให้สื่อช่วยทำให้คนเห็นความจำเป็นมากขึ้น 

อันนี้ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเท่าไหร่ 

โครงการรัฐที่ดี ไม่ควรต้องรอดด้วยการประคองภาพ

มันควรรอดด้วยคำตอบที่ชัด โปร่งใส และอธิบายได้ว่าทำไมประชาชนต้องจ่าย
.....

มุมมองของศิโรตม์ในจุดนี้ มันชวนให้เราแยกแยะระหว่าง "การสร้างภาพลักษณ์" (Perception) กับ "เนื้อหาสาระของนโยบาย" (Substance)

หากลองถอดรหัสสิ่งที่คุณศิโรตม์พูด สามารถแบ่งประเด็นสำคัญออกเป็น 3 เรื่องหลัก ๆ ดังนี้ครับ:

1. ลมใต้ปีก (Technocrats) ช่วยได้แค่ "ภาพ" ไม่ใช่ "ผลลัพธ์"

การที่ผู้นำหรือรัฐบาลดึงกลุ่มนักวิชาการ ข้าราชการเทคนิค หรือผู้เชี่ยวชาญ (Technocrats) เข้ามาช่วยงาน มันช่วยสร้าง ความน่าเชื่อถือในเบื้องต้น ได้จริง ทำให้ดูเหมือนว่านโยบายถูกคิดมาอย่างเป็นระบบ มีหลักการรองรับ

แต่ความเป็นจริงคือ: ถ้าตัวนโยบายหลักยังมีช่องโหว่ หรือไม่ตอบโจทย์ประชาชน ต่อให้มีทีมงานที่เก่งแค่ไหนมาคอยประคอง ภาพลักษณ์นั้นก็เหมือน "นั่งร้าน" ที่ค้ำยันตึกที่ฐานไม่แน่นไว้ชั่วคราวเท่านั้นเอง

2. สัญญาณเตือนจากกรณี "AI Passport"

จุดที่คุณศิโรตม์ชี้ว่าน่ากังวลที่สุดคือ วิธีคิดของรัฐบาลในการรับมือกับเสียงวิจารณ์ * โจทย์: ประชาชนตั้งคำถามและวิจารณ์โครงการอย่างหนัก

คำตอบของรัฐบาล: แทนที่จะกลับไปทบทวน แก้ไข หรืออธิบายด้วยข้อมูลที่สิ้นสงสัย กลับขอให้สื่อช่วย "ประชาสัมพันธ์" เพื่อให้คนเห็นความจำเป็นมากขึ้น

นี่คือสัญญาณอันตราย เพราะมันสะท้อนว่ารัฐบาลอาจจะมองว่า "ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวโครงการ แต่อยู่ที่คนยังไม่เข้าใจ" ซึ่งเป็นการผลักภาระและปฏิเสธที่จะยอมรับข้อบกพร่องของนโยบายตัวเอง

3. แก่นแท้ของโครงการรัฐ: ความโปร่งใส ไม่ใช่การตลาด

ประโยคสุดท้ายของคุณศิโรตม์คือหัวใจสำคัญครับ โครงการของรัฐไม่ใช่สินค้าในระบบทุนนิยมที่จะใช้การตลาด (Marketing) หรือการประคองภาพลักษณ์มาปั่นยอดขายได้
หลักคิดสากลสำหรับโครงการรัฐที่ดี ควรมี 3 ข้อนี้:

1. ตอบคำถามได้ชัด
ประชาชนได้ประโยชน์อะไร คุ้มค่ากับเงินภาษีไหม

2. โปร่งใส (Transparency)
กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การเลือกเทคโนโลยี มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

3. อธิบายได้ว่าทำไมต้องจ่าย
ทำไมต้องใช้งบประมาณมหาศาลขนาดนี้ มีทางเลือกอื่นที่ประหยัดกว่าแต่ได้ผลลัพธ์เท่ากันไหม

ท้ายที่สุดแล้ว "ภาษีของประชาชน ไม่ควรถูกใช้ไปกับโครงการที่ต้องอาศัยการจัดฉากเพื่อให้ดูดี" แต่ต้องเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ได้จริงจนตัวมันเองสามารถพิสูจน์คุณค่าได้โดยไม่ต้องมีใครมาช่วยเชียร์ครับ







 

หมอวรงค์ เตือน โครงการ TH-AI เหมือน "จำนำข้าว" รัฐมนตรี ระวังติดคุก ชี้ เพิ่งเจอเผด็จการรัฐสภาตัวจริง - ทำไมหมอวรงค์ถึงใช้โมเดลนี้เตือนรัฐบาล?






https://x.com/nationweekend/status/2070087195374022853
.....

กรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (หมอวรงค์) ประธานกลุ่มไทยภักดี ได้ออกมาโพสต์เตือนเกี่ยวกับโครงการ "TH-AI" (โครงการปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ หรือแนวคิดที่รัฐบาลผลักดันด้าน AI) โดยนำไปเปรียบเทียบกับโครงการ "จำนำข้าว" ในอดีต พร้อมทั้งเตือนรัฐมนตรีว่าอาจเสี่ยงติดคุก และระบุว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "เผด็จการรัฐสภาตัวจริง" นั้น สามารถขยายความและวิเคราะห์สาระสำคัญได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1. เปรียบเทียบ TH-AI กับ "จำนำข้าว" ในมุมของหมอวรงค์

หมอวรงค์หยิบยกโครงการจำนำข้าวขึ้นมาเปรียบเทียบเพื่อสร้างภาพจำในอดีต โดยมองว่าโครงการ TH-AI อาจซ้ำรอยในแง่ของ "ความไม่โปร่งใสและการเอื้อประโยชน์" โดยมีข้อสังเกตดังนี้:

การใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก: โครงการขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่รัฐบาลพยายามผลักดัน มักจะมีการอนุมัติงบประมาณมูลค่าสูง

ช่องโหว่ของการทุจริตเชิงนโยบาย: หมอวรงค์มองว่า นโยบายที่ดูดีในฉากหน้า (เช่น การพัฒนา AI ของประเทศ หรือการช่วยชาวนาในอดีต) อาจถูกใช้เป็นฉากบังหน้าเพื่อผันงบประมาณแผ่นดินไปเข้ากระเป๋ากลุ่มทุนใกล้ชิด หรือบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง

ความคุ้มค่าและความโปร่งใส: มีการตั้งคำถามว่าโครงการนี้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติจริงๆ หรือทำเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มกันแน่

2. คำเตือนถึงรัฐมนตรี: "ระวังติดคุก"

ในฐานะที่หมอวรงค์เคยเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่เปิดโปงทุจริตจำนำข้าว จนนำไปสู่การดำเนินคดีกับอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคน คำเตือนนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณโดยตรงถึงรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหรือต้องเซ็นอนุมัติโครงการ:

ความรับผิดชอบทางกฎหมาย: การเตือนระวังติดคุกเป็นการย้ำเตือนว่า รัฐมนตรีไม่สามารถอ้างได้ว่า "ทำตามนโยบายของพรรค" หรือ "ทำตามมติ ครม." หากตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์ในขั้นตอนปฏิบัติ ตัวรัฐมนตรีเองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมายเป็นคนแรก

การสร้างแรงกดดัน: เป็นการส่งสัญญาณให้ข้าราชการประจำและรัฐมนตรีต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะลงนามในเอกสารใดๆ เกี่ยวกับโครงการนี้

3. นิยาม "เผด็จการรัฐสภาตัวจริง"

คำว่า "เผด็จการรัฐสภา" ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาอย่างเบ็ดเสร็จ:

การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จผ่านกฎหมาย: หมายถึงการที่ฝ่ายบริหารสามารถควบคุมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรได้เกือบทั้งหมด ทำให้สามารถผลักดันกฎหมาย งบประมาณ หรือโครงการต่างๆ (รวมถึง TH-AI) ได้ตามใจชอบ โดยไม่สนใจเสียงทักท้วงหรือการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน

การละเลยกระบวนการตรวจสอบ: หมอวรงค์สะท้อนว่า สภาในปัจจุบันอาจไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลอย่างแท้จริง แต่กลายเป็นเครื่องมือในการฟอกขาวหรืออนุมัติโครงการของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว จนกลายสภาพเป็น "เผด็จการ" ในคราบประชาธิปไตยที่ใช้เสียงข้างมากลากไป
การออกมาเคลื่อนไหวของหมอวรงค์ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดฉากโจมตีเชิงรุกโดยใช้บทเรียนจากคดีจำนำข้าวมาเป็นโมเดล เพื่อสร้างกระแสให้สังคมหันมาจับตาโครงการด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของรัฐบาลอย่าง TH-AI ว่าจะมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนจริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงช่องทางใหม่ในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างที่เขาตั้งข้อสังเกต
.....

บทเรียนจาก "คดีจำนำข้าว" ที่ถูกนำมาใช้เป็นโมเดลหรือพิมพ์เขียวในการตรวจสอบโครงการภาครัฐในปัจจุบัน (รวมถึงที่ถูกยกมาเปรียบเทียบกับโครงการ TH-AI) คือการถอดรหัสรูปแบบการทุจริตเชิงนโยบายและกลไกทางกฎหมายที่เคยเกิดขึ้นจริง ซึ่งสามารถสรุปเป็นบทเรียนสำคัญได้ 5 ด้าน 

1. โมเดลการทุจริตเชิงนโยบาย (Policy Corruption)

บทเรียนใหญ่ที่สุดจากคดีจำนำข้าวคือ สังคมได้เห็นว่าการทุจริตไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการโกงดั้งเดิม (เช่น การรับสินบนใต้โต๊ะ) แต่เริ่มตั้งแต่ "การออกแบบนโยบาย"

ฉากหน้าเพื่อประชาชน: นโยบายถูกฉาบหน้าด้วยเจตนาที่ดีงาม เช่น การยกระดับรายได้ให้ชาวนา หรือการพัฒนาเทคโนโลยีระดับชาติ เพื่อให้ง่ายต่อการอนุมัติงบประมาณและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

ฉากหลังเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน: มีการวางกลไกหรือช่องโหว่ไว้ในขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพื่อเปิดทางให้เครือข่ายพรรคพวกหรือกลุ่มทุนใกล้ชิดเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ (เช่น ในคดีจำนำข้าวคือการเวียนข้าว หรือการขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G2G ภาคปาหี่)

2. หลัก "ปล่อยปละละเลย" (Negligence of Duty)

คดีนี้สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางกฎหมายที่สำคัญมากสำหรับนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง นั่นคือ "การไม่โกง แต่อยู่เฉยๆ ก็ติดคุกได้"

ในอดีต ฝ่ายบริหารมักอ้างว่าตนเองดูแลภาพรวม นโยบายดี แต่ระดับปฏิบัติทำพังเอง

ทว่า ศาลฎีกาฯ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า หากมีผู้ทักท้วงแล้ว (เช่น จาก ป.ป.ช., สตง. หรือฝ่ายค้าน) ว่าโครงการมีความเสียหายหรือมีการทุจริต แต่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรียังเดินหน้าต่อโดยไม่ยับยั้ง จะถือว่ามีความผิดฐาน "ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

3. รูปแบบ "สภาฝักถั่ว" หรือ เผด็จการรัฐสภา

โมเดลนี้ชี้ให้เห็นพฤติกรรมของฝ่ายบริหารที่ครองเสียงข้างมากในสภาอย่างเบ็ดเสร็จ

กลไกการตรวจสอบเป็นอัมพาต: เมื่อรัฐบาลมีเสียงในสภามากเกินไป การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการตั้งกระทู้ถามโดยฝ่ายค้านมักจะถูกโหวตคว่ำอย่างง่ายดาย

ความย่ามใจในอำนาจ: เสียงข้างมากถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเดินหน้าโครงการที่มีความเสี่ยงสูง โดยไม่ฟังคำเตือนจากภาคประชาสังคมหรือองค์กรอิสระ

4. ความเสียหายแบบ "โดมิโน" ทางเศรษฐกิจ

บทเรียนจากการบริหารโครงการที่เน้นการแทรกแซงกลไกตลาดโดยไม่มีการวางแผนรองรับที่ดี

ภาระหนี้สาธารณะระยะยาว: โครงการจำนำข้าวทิ้งหนี้สินจำนวนมหาศาลไว้ให้ประเทศต้องผ่อนชำระนานนับสิบปี

การสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน: การมุ่งเน้นแต่การใช้เงินอุดหนุน (Subsidy) โดยไม่ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือศักยภาพที่แท้จริง ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืน
5. การใช้เทคนิค "อำพรางซ่อนเร้น" (Complex Schemes)

การทุจริตในโครงการขนาดใหญ่จะถูกทำให้ซับซ้อนและตรวจสอบยาก

คดีจำนำข้าวใช้เรื่องการค้าต่างประเทศ (G2G) และสัญญาระหว่างประเทศมาเป็นฉากบังหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลอย่างเปิดเผย

เมื่อนำมาเทียบกับปัจจุบัน โครงการยุคใหม่มักใช้เรื่อง "เทคโนโลยีขั้นสูง", "AI", "Big Data" หรือ "ความมั่นคงของชาติ" ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจยากสำหรับคนทั่วไปและตรวจสอบสัญญาได้ยาก มาเป็นเกราะป้องกันการถูกตรวจสอบ

ทำไมหมอวรงค์ถึงใช้โมเดลนี้เตือนรัฐบาล? เพราะเขากำลังส่งสัญญาณว่า “รูปแบบพฤติกรรมมันเหมือนเดิม” คือ รัฐบาลใช้เสียงข้างมากผลักดันโครงการงบประมาณสูง อ้างประโยชน์ของประเทศ (ด้านเทคโนโลยี AI) แต่หากปล่อยให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารสัญญาเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน โดยที่รัฐมนตรีเจ้าสังกัดไม่ยอมลงมาตรวจสอบหรือยับยั้ง รัฐมนตรีเหล่านั้นก็อาจจะต้องเดินเข้าคุกตามรอยอดีตรัฐมนตรีในคดีจำนำข้าวนั่นเองครับ