วิเคราะห์ ข่าวหุ้นรอบโลก - Bigmove Club13 hours ago
·

การลงทุนที่ผิดปกติของประกันสังคมใน TU Dome เสียหาย 2,800 ล้านบาท
เช้าวันนี้เปิดอ่านข่าวเรื่องการลงทุนของสำนักงานประกันสังคมใน TU Dome (TU-PF) ตอนแรกก็พยายามมองโลกในแง่ดี คิดว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมาคงมีการจ่ายปันผลและคืนทุนบ้าง ตัวเลขจริงๆ อาจจะไม่ได้ขาดทุนมากขนาดนั้น แต่เมื่อลงมือขุดข้อมูลจริงจัง ยิ่งขุดลึกเท่าไหร่ ยิ่งพบความผิดปกติและความผิดพลาดมากขึ้นเท่านั้น
ก่อนอื่นต้องชี้แจงตัวเลข 2,800 ล้านบาทว่าคำนวณมาจากไหน นี่ไม่ใช่แค่การขาดทุนตรงๆ แต่เป็นความเสียหายที่แท้จริงที่รวมสองส่วน ส่วนแรกคือขาดทุนจริง 504 ล้านบาท ประกันสังคมลงทุนไป 800 ล้านบาทในปี 2549 แต่เมื่อรวมเงินที่ได้รับคืนทั้งหมดตลอด 30 ปี (ทั้งที่ได้แล้วและคาดว่าจะได้จนถึงปี 2579) จะได้เพียง 296 ล้านบาท ส่วนต่างคือ 504 ล้านบาท หรือขาดทุน 63%
ส่วนที่สองคือค่าเสียโอกาส 2,300 ล้านบาท หากเงิน 800 ล้านบาทนั้นถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 4% ต่อปีตลอด 30 ปี จะเติบโตเป็น 2,596 ล้านบาท แต่จาก TU Dome ได้เพียง 296 ล้านบาท ความแตกต่างคือ 2,300 ล้านบาท เมื่อรวมทั้งสองส่วน จึงได้ความเสียหายรวม 2,804 ล้านบาท นี่คือต้นทุนที่แท้จริงของการตัดสินใจลงทุนที่ผิดพลาดครั้งนี้
----------

จุดเริ่มต้น: 800 ล้านบาทที่วางลงไป
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ในปี 2549 สำนักงานประกันสังคมตัดสินใจเข้าลงทุนในกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ โครงการหอพักและพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ริมรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประกันสังคมซื้อหน่วยลงทุนจำนวน 80 ล้านหน่วย ในราคาพาร์ 10 บาทต่อหน่วย รวมเป็นเงินลงทุนเริ่มต้นทั้งสิ้น 800 ล้านบาท และนี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะการลงทุนครั้งนี้ ประกันสังคมถือหุ้นไปถึง 76.75% ของกองทุนทั้งหมด
การถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงถึง 76% นี้เองคือความผิดปกติอันดับแรกที่ต้องตั้งคำถาม เพราะหลักการบริหารความเสี่ยงพื้นฐานของการลงทุนสอนเราว่า ไม่ควรวางไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว โดยเฉพาะเมื่อเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำอย่างกองทุน Leasehold ที่ไม่สามารถซื้อขายได้ง่ายในตลาด
----------

ติดตามรอยเงิน: ได้คืนมาเท่าไหร่บ้าง
เมื่อเริ่มลงมือติดตามประวัติการจ่ายปันผลและการคืนทุนตั้งแต่กองทุนจัดตั้งจนถึงปัจจุบัน จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าเงิน 800 ล้านบาทนั้นกลายเป็นอะไรไปบ้าง
**ช่วงปี 2550-2556 ยุคทอง 7 ปีแรก** ในช่วงนี้กองทุนมีการจ่ายปันผล โดยเฉพาะในปี 2555 ที่มีการจ่ายปันผลพิเศษ หากรวมทั้งหมดในช่วง 7 ปีแรกนี้ ประกันสังคมได้รับเงินคืนไปประมาณ 1.80 ถึง 2.00 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็นเงินประมาณ 144-160 ล้านบาท ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสัญญาณที่ดี
**ช่วงปี 2557-2567 ทศวรรษแห่งความว่างเปล่า** แต่แล้วก็เข้าสู่ช่วงที่น่าสยดสยองที่สุด เป็นเวลาเต็ม 10 ปี กองทุนหยุดจ่ายปันผลอย่างสิ้นเชิง เหตุผลหลักมาจากยอดขาดทุนสะสมที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และปัญหาด้านสภาพคล่องของกองทุน สิบปีที่ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ได้รับอะไรเลยกลับคืนมา
**ช่วงปี 2568-2569 การคืนทุนครั้งสุดท้าย** จนกระทั่งในปี 2568 และ 2569 กองทุนเริ่มมีการกลับมาคืนเงินให้ผู้ถือหน่วยอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในรูปแบบของปันผล หากแต่เป็น "การลดทุน" รวมประมาณ 0.15-0.20 บาทต่อหน่วย หรือประมาณ 12-16 ล้านบาท
เมื่อรวมตัวเลขทั้งหมดตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประกันสังคมได้รับเงินคืนจากปันผลและการลดทุนรวมกันเพียง 2.15-2.20 บาทต่อหน่วยเท่านั้น คิดเป็นเงินประมาณ 172-176 ล้านบาท จากเงินต้น 800 ล้านบาท
----------

อนาคต 10 ปีสุดท้าย: จะได้คืนอีกเท่าไหร่
สัญญาเช่าของ TU Dome จะสิ้นสุดลงในปี 2579 ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 10 ปี และนี่คือสิ่งที่เราสามารถคาดการณ์ได้จากสถานะการเงินปัจจุบัน
จากโครงสร้างสินทรัพย์และรายได้ที่เหลืออยู่ หากกองทุนบริหารจัดการได้ดีและไม่มีค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงใหญ่ที่ไม่คาดคิด คาดว่ากองทุนจะสามารถลดทุนคืนให้ผู้ถือหน่วยได้เฉลี่ยปีละประมาณ 0.15 บาทต่อหน่วย
หากคำนวณรวม 10 ปีที่เหลือ จะได้เงินคืนอีกประมาณ 1.50 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็นเงินรวมสำหรับประกันสังคมอีกประมาณ 120 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับเงินต้นที่ลงทุนไป
แต่อย่าลืมถ้ามีการซ่อมครั้งใหญ่ เงินจำนวนนี้อาจจะไม่ได้เลยก็ได้ เท่ากับการขาดทุนอาจจะมีมูลค่าเยอะกว่าที่เราคำนวณกัน
----------

สรุปบัญชีความเสียหาย
เมื่อนำตัวเลขทั้งหมดมารวมกัน ตั้งแต่วันเริ่มต้นจนถึงวันที่สัญญาจะสิ้นสุดในปี 2579 ภาพรวมการลงทุนของประกันสังคมใน TU Dome จะชัดเจนดังนี้
เงินต้นที่ลงทุนในปี 2549 อยู่ที่ 800 ล้านบาท หรือ 10 บาทต่อหน่วย เงินที่ได้รับคืนแล้วตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2569 ประมาณ 2.20 บาทต่อหน่วย หรือ 176 ล้านบาท คาดการณ์เงินที่จะได้รับคืนในอนาคตตั้งแต่ปี 2569 ถึง 2579 อีกประมาณ 1.50 บาทต่อหน่วย หรือ 120 ล้านบาท (base case)
เมื่อรวมเงินที่จะได้รับทั้งหมดตลอด 30 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 3.70 บาทต่อหน่วย หรือ 296 ล้านบาท เท่านั้น
ส่วนต่างผลขาดทุนสุทธิคือ ลบ 6.30 บาทต่อหน่วย หรือขาดทุนไปทั้งสิ้น 504 ล้านบาท คิดเป็นอัตราขาดทุน 63% จากเงินต้นที่ลงทุนไป
แต่นี่ยังไม่ใช่ความเสียหายที่แท้จริง
----------

ค่าเสียโอกาสที่สูญเปล่าไป
ตัวเลขขาดทุน 504 ล้านบาทที่เราเห็นนั้น ยังไม่ได้สะท้อนความเสียหายที่แท้จริงเลย เพราะยังไม่ได้นับรวม "ค่าเสียโอกาส" ที่สูญเสียไปตลอด 30 ปี และนี่คือส่วนที่ทำให้ความเสียหายพุ่งสูงถึง 2,800 ล้านบาท
ลองนึกภาพว่าหากเงิน 800 ล้านบาทนั้นถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หรือกองทุนหุ้นที่มีพื้นฐานดี ซึ่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5% ต่อปี
ด้วยอัตราผลตอบแทน 3% ต่อปี เงิน 800 ล้านบาทจะเติบโตเป็น 1,943 ล้านบาทในเวลา 30 ปี หากเป็น 4% ต่อปี จะเติบโตเป็น 2,596 ล้านบาท และหากเป็น 5% ต่อปี จะเติบโตเป็น 3,457 ล้านบาท
แต่จากการลงทุนใน TU Dome เงิน 800 ล้านบาทจะกลายเป็นเพียง 296 ล้านบาทเท่านั้น หรือถ้า worst case อาจจะเหลือเพียง 100 กว่าล้าน
หากใช้อัตราผลตอบแทนที่ 4% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สมเหตุสมผลสำหรับการลงทุนของกองทุนขนาดใหญ่ ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ควรจะได้ 2,596 ล้านบาท กับสิ่งที่ได้จริง 296 ล้านบาท คือ 2,300 ล้านบาท
นี่คือค่าเสียโอกาสที่แท้จริง โอกาสในการเติบโตที่สูญเสียไปตลอด 30 ปี เพราะเงินไปติดอยู่ในสินทรัพย์ที่มูลค่าลดลงทุกปีแทนที่จะเติบโตขึ้น
เมื่อรวมขาดทุนจริง 504 ล้านบาท กับค่าเสียโอกาส 2,300 ล้านบาท ความเสียหายรวมจึงอยู่ที่ 2,804 ล้านบาท
-----------

ความผิดปกติที่ไม่ควรเกิดขึ้น
เมื่อมองภาพรวมของการลงทุนครั้งนี้ จะพบความผิดปกติที่ซ้อนทับกันหลายประการ ซึ่งแต่ละประการล้วนขัดกับหลักการบริหารความเสี่ยงของนักลงทุนมืออาชีพทั้งสิ้น
**ความผิดปกติที่หนึ่ง: ถือหุ้น 76.75% ติดกับดักโดยสมบูรณ์** การถือหุ้นในสัดส่วนสูงขนาดนี้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ ทำให้ประกันสังคมไม่มีทางออกเลย นักลงทุนมืออาชีพทุกคนรู้ว่าต้องมีกลยุทธ์ในการออกจากการลงทุน หรือที่เรียกว่า Exit Strategy เสมอ แต่เมื่อถือหุ้นในสัดส่วนสูงขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะขายหุ้นออกมาได้โดยไม่กระทบราคาตลาดอย่างรุนแรง
หากพยายามขายหุ้นจำนวนมากในตลาดที่มีผู้ซื้อน้อย ราคาจะร่วงลงทันที และไม่มีใครในตลาดสามารถรับซื้อหุ้นจำนวนมหาศาลนี้ได้ ผลที่ตามมาคือ ประกันสังคมไม่สามารถ "ตัดขาดทุน" เหมือนนักลงทุนมืออาชีพทั่วไปได้ แม้จะเห็นว่าการลงทุนกำลังมีปัญหาก็ตาม ต้องนั่งดูเงินลดมูลค่าลงทุกปีโดยไม่สามารถทำอะไรได้
**ความผิดปกติที่สอง: ลงทุนใน Leasehold ที่มูลค่าลดลงทุกปี** TU Dome ไม่ใช่การถือครองที่ดินหรืออาคารที่เป็นกรรมสิทธิ์ถาวร แต่เป็นเพียง "สิทธิการเช่า" ที่มีอายุสัญญาจำกัด ความเสี่ยงที่น่ากลัวของสินทรัพย์ประเภทนี้คือ มูลค่าจะลดลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา และจะกลายเป็นศูนย์ในวันที่สัญญาหมดอายุ
ในทางบัญชี ทุกๆ ปีที่ผ่านไป กองทุนต้องบันทึกขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ลดลง ส่งผลให้กองทุนมียอดขาดทุนสะสมสูงถึงกว่า 900 ล้านบาทในปัจจุบัน จนไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามปกติมานานนับทศวรรษ เป็นเหมือนนาฬิกาจับเวลาที่นับถอยหลังสู่ศูนย์ทุกวินาที
**ความผิดปกติที่สาม: ไม่มีการกระจายความเสี่ยงเลย** หลักการพื้นฐานของการลงทุนสอนเราว่า "อย่าวางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว" แต่การลงทุนครั้งนี้วางเงินส่วนใหญ่ไว้ในตะกร้าใบเดียวที่มีรูรั่วด้วยซ้ำ ไม่มีการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นที่หลากหลาย
นักลงทุนมืออาชีพจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพียงส่วนเล็กๆ ของพอร์ตโฟลิโอเท่านั้น แต่การลงทุนครั้งนี้เอาเงินก้อนใหญ่ไปวางในสินทรัพย์เดียวที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถขายออกมาได้ง่าย
**ความผิดปกติที่สี่: การประเมินตลาดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์** ผู้จัดการกองทุนและบอร์ดที่ตัดสินใจลงทุนดูเหมือนจะมองโลกในแง่ดีเกินไป โดยไม่ได้คาดการณ์ว่าย่านรังสิตจะถูกถาโถมด้วยหอพักเอกชนและคอนโดมิเนียมรุ่นใหม่ที่ทันสมัยกว่า ทำให้ TU Dome สูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรวดเร็ว
พื้นที่พลาซ่าที่ตั้งความหวังว่าจะสร้างรายได้จากร้านค้ากลับกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ไม่สามารถดึงดูดผู้เช่าได้ นอกจากจะไม่สร้างรายได้แล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ต้องจ่ายทุกเดือน และเมื่ออาคารเก่าลง กำไรที่หามาได้เพียงน้อยนิดกลับต้องถูกนำไปใช้ซ่อมแซมงานระบบ มากกว่าที่จะถูกส่งคืนให้ผู้ถือหุ้น
---------

คำถามที่ต้องหาคำตอบ
เมื่อเห็นความผิดพลาดครั้งใหญ่อย่างนี้ มีคำถามสำคัญหลายข้อที่สาธารณชนควรได้รับคำตอบ
บอร์ดประกันสังคมที่อนุมัติการลงทุนครั้งนี้มีความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน มีการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญอิสระหรือไม่ มีการทำ Due Diligence อย่างละเอียดถี่ถ้วนหรือเปล่า
เหตุใดจึงอนุมัติให้ลงทุนในสัดส่วนที่สูงถึง 76.75% ทั้งที่ขัดกับหลักการกระจายความเสี่ยงอย่างชัดเจน มีใครคัดค้านหรือตั้งคำถามในที่ประชุมหรือไม่ ถ้ามี เหตุใดจึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหยุดการตัดสินใจครั้งนี้
ในช่วง 10 ปีที่กองทุนไม่จ่ายปันผล มีการประเมินทางเลือกอื่นหรือไม่ เช่น การขายสินทรัพย์ในราคาที่ยอมรับความเสียหายได้ หรือการปรับโครงสร้างกองทุน ทำไมถึงปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขที่จริงจัง
และที่สำคัญที่สุด มีใครต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดครั้งนี้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้เป็นเพียงตัวเลขในรายงานประจำปีที่ผ่านไปโดยไม่มีใครต้องตอบคำถาม ความเสียหาย 2,800 ล้านบาทนี้ใครเป็นคนรับผิดชอบ
--------------

บทเรียนสำคัญที่ต้องจดจำ
การลงทุนของประกันสังคมใน TU Dome ทำให้เราเห็นบทเรียนสำคัญหลายประการที่ไม่ควรลืม และต้องไม่ให้เกิดซ้ำอีก
**บทเรียนแรก: การกระจายความเสี่ยงคือหลักการที่ไม่มีข้อยกเว้น** การวางเงินลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์ชิ้นเดียวที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถขายออกมาได้ง่าย เป็นการฝ่าฝืนหลักการพื้นฐานของการบริหารความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นเงินของใคร เงินเท่าไหร่ หลักการนี้ต้องเคารพเสมอ
**บทเรียนที่สอง: ต้องมีทางออกเสมอ** นักลงทุนมืออาชีพต้องรู้เสมอว่าจะออกจากการลงทุนได้อย่างไรเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง การลงทุนในสัดส่วนที่สูงเกินไปจนไม่สามารถตัดขาดทุนได้ เป็นการผูกมัดตัวเองไว้กับเรือที่กำลังจมโดยไม่มีทางหนี การมี Exit Strategy ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น
**บทเรียนที่สาม: Due Diligence ต้องทำอย่างจริงจัง** การประเมินความเป็นไปได้ของธุรกิจต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน ทั้งการแข่งขัน แนวโน้มตลาด ความเสี่ยงจากโครงสร้างสินทรัพย์ และความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่ยั่งยืน การมองโลกในแง่ดีเกินไปโดยไม่มีข้อมูลรองรับอาจนำมาซึ่งความผิดพลาดครั้งใหญ่
**บทเรียนที่สี่: ธรรมาภิบาลไม่ใช่คำพูดเปล่า** เงินของกองทุนประกันสังคมคือเงินออมของผู้ประกันตนหลายล้านคน การตัดสินใจลงทุนต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด มีความโปร่งใส และมีการรายงานต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่การตัดสินใจในห้องปิดโดยคนกลุ่มเล็กๆ
**บทเรียนที่ห้า: มืออาชีพต้องเป็นมืออาชีพจริง** เงินของประชาชนต้องได้รับการดูแลโดยผู้ที่มีความรู้ความสามารถจริง มีประสบการณ์ด้านการบริหารความเสี่ยง และทำงานภายใต้ระบบธรรมาภิบาลที่ดี ไม่ใช่การตัดสินใจตามนโยบายทางการเมืองหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว
**บทเรียนสุดท้าย: ค่าเสียโอกาสคือต้นทุนที่มองไม่เห็นแต่ใหญ่มหาศาล** การขาดทุน 504 ล้านบาทดูใหญ่โตอยู่แล้ว แต่ค่าเสียโอกาส 2,300 ล้านบาทที่สูญเสียไปตลอด 30 ปีต่างหากที่ทำให้ความเสียหายรวมพุ่งสูงถึง 2,800 ล้านบาท เงินที่ไปผิดที่ไม่ได้แค่หายไป แต่มันยังทำให้เราเสียโอกาสในการเติบโตไปด้วย
-----------

จากนี้ไปต้องทำอย่างไร
เรื่องราวของ TU Dome ไม่ควรจบเพียงแค่การจดจำว่าเป็นการลงทุนที่ผิดพลาด แต่ควรเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบการบริหารเงินกองทุนสาธารณะอย่างจริงจัง
ผู้ประกันตนทุกคนที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือนมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าเงินของตนถูกนำไปลงทุนอย่างไร ใครเป็นผู้ตัดสินใจ มีกลไกตรวจสอบอย่างไร และเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ใครต้องรับผิดชอบ
ในอนาคต การลงทุนของกองทุนสาธารณะทุกกองทุนควรต้องผ่านกระบวนการที่โปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ มีกลไกให้ภาคประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ และมีระบบความรับผิดชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดความผิดพลาด
บทเรียน 2,800 ล้านบาทจาก TU Dome ควรเป็นครั้งสุดท้ายที่เราปล่อยให้เงินออมของประชาชนถูกบริหารจัดการโดยขาดประสิทธิภาพ ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่การไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดและปล่อยให้เกิดซ้ำคือความบกพร่องของระบบที่เราไม่ควรยอมรับ
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ต้องรับผลกระทบจากความผิดพลาดเหล่านี้ไม่ใช่นักการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงที่อยู่ไกลตัว แต่คือผู้ประกันตนทุกคนที่หวังพึ่งพาเงินกองทุนนี้ในยามเจ็บป่วยและยามเกษียณ การดูแลเงินของพวกเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางบัญชี แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในระบบสวัสดิการสังคมและอนาคตของคนทำงานทุกคนในประเทศนี้
Boyles bigmove club
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1285010836770195&set=a.602074698397149
.....