วันศุกร์, พฤษภาคม 22, 2569

พฤษภาคมในเรือนจำ: “แอมป์ ณวรรษ” รำลึกผู้สูญเสีย และหวังให้รัฐเลือกการรับฟังแทนความรุนแรงและนิติสงคราม


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9 hours ago
·
พฤษภาคมในเรือนจำ: “แอมป์ ณวรรษ” รำลึกผู้สูญเสีย และหวังให้รัฐเลือกการรับฟังแทนความรุนแรงและนิติสงคราม
.
.
วันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเข้าเยี่ยม “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 จากคดีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ13กุมภา64 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถูกศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 1 ปี 7 เดือน โดยแอมป์ถูกคุมขังมากว่า 1 ปี 5 เดือนแล้ว
.
ในการเยี่ยมครั้งนี้ แอมป์ได้พูดถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือนพฤษภาคม ตั้งแต่พฤษภาทมิฬ ปี 2535 จนถึงการล้อมปราบคนเสื้อแดง ปี 2553 ที่มีผู้คนจำนวนหนึ่งออกมารำลึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งแอมป์ฝากข้อความออกมาว่าอยากให้ระลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในการต่อสู้ทางการเมือง เรียนรู้จากพวกเขา และทวงถามความเป็นธรรมที่ยังคงรอคอยอยู่
.
นอกจากนี้ แอมป์ยังฝากถึงภาครัฐว่าการใช้ความรุนแรงทั้งทางกายภาพและนิติสงครามไม่เคยแก้ปัญหา และเรียกร้องให้เปิดพื้นที่ปลอดภัยรับฟังความคิดเห็น รวมถึงนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง เพื่อเริ่มต้นกระบวนการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างแท้จริง

____________________________

แอมป์เริ่มต้นเล่าว่า กำหนดการพ้นโทษของเขาถูกขยายจากเดิมในเดือน ก.ค. 2569 ไปเป็นเดือน ก.พ. 2570 สาเหตุมาจากการนำโทษจำคุก 2 ปี ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษา ในคดีมาตรา 112 จากเหตุการณ์อ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนี ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ มานับโทษต่อกัน
.
ในด้านชั้นนักโทษของเขา แอมป์บอกว่าขณะนี้เขาอยู่ในกลุ่มนักโทษชั้นดีมาก และตั้งข้อสังเกตว่าการที่เรือนจำให้เซ็นรับทราบการเลื่อนชั้นตั้งแต่เดือนนี้ ซึ่งเร็วกว่าปกติที่จะดำเนินการในเดือน มิ.ย. อาจเป็นสัญญาณว่าจะมีมาตรการอภัยโทษเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
.
ทนายได้พูดคุยข่าวสารภายนอก ทั้งการทำงานของรัฐบาล โครงการแลนด์บริดจ์ การร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ กิจกรรมรำลึกการเสียชีวิตของบุ้ง เนติพร และการปล่อยตัวทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
.
นอกจากนี้ ยังพูดถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 และการล้อมปราบคนเสื้อแดงปี 2553 แอมป์จึงฝากข้อความถึงเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมว่า แม้จะมีหลายเรื่องที่ไม่น่าจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ก็อยากให้ระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากการต่อสู้ทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามว่า กว่าจะถึงวันที่ได้ทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ มีใครต้องสูญเสียไปอีกบ้าง
.
สำหรับแอมป์ สิ่งที่อยากให้เรียนรู้คือความโหดร้ายจากภาครัฐไม่เคยหายไป ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี 2535 ที่มีการปราบปรามประชาชน ไปถึงพฤษภาคมปี 2553 ที่มีการใช้ความรุนแรงจากภาครัฐ รวมถึงเหตุการณ์การเสียชีวิตของบุ้ง ซึ่งเป็นความรุนแรงจากนิติสงคราม
.
จะเห็นได้ว่าภาครัฐไม่เคยหยุดสกัดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเลย การเคลื่อนไหวของประชาชนจึงเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้คนตระหนักรู้ว่ารัฐยังคงติดตามเรา ยังคงหาจังหวะใช้ความรุนแรงทั้งทางกายภาพและทางนิติสงครามกับประชาชนอยู่เสมอ
.
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว แอมป์อยากให้ภาครัฐมองเห็นว่ากลุ่มคนที่มีความเห็นแตกต่างทางการเมือง มีวัตถุประสงค์ในการขับเคลื่อนและการพัฒนาประเทศเช่นเดียวกับภาครัฐ อยากให้พวกเขาตระหนักว่าการใช้ความรุนแรงทั้งทางกายภาพและทางนิติสงครามไม่เคยแก้ปัญหา
.
การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือการหันหน้ามาคุยกันตรง ๆ และอยากให้พิจารณาการเปิดพื้นที่ปลอดภัยเพื่อพูดถึงปัญหาและมีตัวแทนจากภาครัฐเข้ามารับฟัง ถ้ารัฐยังดันทุรังไม่รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนจะพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ
.
กลุ่มประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือพูดถึงปัญหาไม่ใช่อาชญากร เขาเป็นเพียงกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง การจำกัดเสรีภาพของผู้เห็นต่างไม่ได้ช่วยให้ปัญหาได้รับการแก้ไข ถ้าภาครัฐจะแก้ปัญหาจริง ๆ ก็ควรเปิดพื้นที่ปลอดภัยและให้เสรีภาพแก่กลุ่มคนที่ถูกรัฐมองว่าเป็นอาชญากรด้วยการนิรโทษกรรม เพื่อเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่และเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไปพร้อม ๆ กัน
.
นอกจากนี้ แอมป์ยังทวงถามถึงความเป็นธรรมให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตในเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ว่าจนถึงวันนี้ รัฐได้ตามหาผู้กระทำความผิดและคืนความเป็นธรรมให้ผู้สูญเสียแล้วหรือยัง
.
ก่อนจบการสนทนา แอมป์พูดถึงสุขภาพว่ายังรับยาต้านและยาความดันตามปกติ แต่ช่วงนี้มีน้ำค้างในหูที่ไม่ยอมออกสักที กำลังพยายามจัดการปัญหานี้อยู่ ส่วนกิจกรรม To Be Number One ที่กำลังจะมีขึ้นในแดน แอมป์บอกว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยมากนัก เพราะแพทย์ให้เข้าโครงการลดน้ำหนัก สอนเรื่องการคำนวณแคลอรีและการออกกำลังกาย
.
ช่วงท้าย แอมป์ถามถึงกรณีของ “พิชัย” ผู้ต้องขังทางการเมืองที่เพิ่งเผชิญเหตุการณ์ถูกทำร้ายในเรือนจำจากกลุ่มคนเห็นต่างทางการเมืองว่าเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากกลุ่มผู้ต้องขังการเมืองที่อยู่ร่วมกันกับเขาอย่าง “ไผ่ จตุภัทร์” ก็เป็นห่วงพิชัย ทนายจึงแจ้งว่าเหตุการณ์นั้นจบไปแล้ว สภาพร่างกายของพิชัยดูปกติ บาดแผลแทบไม่เห็นร่องรอยแล้ว และทีมทนายอยู่ระหว่างขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทั้งรายงานของเจ้าหน้าที่และเอกสารการรักษาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
.
ทั้งนี้ แอมป์มีกำหนดถูกนำตัวไปสืบพยานที่ศาลอาญาอีกครั้ง คดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปSCB ในช่วงวันที่ 27-29 พ.ค. นี้ โดยคดีนี้ยังมี อานนท์ นำภา และ “ฟ้า” พรหมศร เป็นจำเลยที่ถูกคุมขังอยู่อีกด้วย
.
.
อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/83681

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1393923445911455&set=a.656922399611567




‘เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ’ วิจารณ์ร่างแก้ รธน.สีน้ำเงิน ให้รัฐสภาเป็นคนเลือก สสร. แต่เพียงลำพัง เป็นการลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่เป็นธรรม ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย


ประชาไท Prachatai.com
8 hours ago
·
‘เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ’ วิจารณ์ร่างแก้ รธน.สีน้ำเงิน ปมไม่เลือกตั้ง สสร. โดยตรง -สว. 1 ใน 4 ต้องไฟเขียว
.
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มภาคประชาชนที่ใช้ชื่อว่า “เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ” ได้โพสต์ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสูตรแก้รัฐธรรมนูญฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ ว่า “เสี่ยงพาการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปสู่ทางตัน” จากที่ผู้ร่าง รธน.จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน รวมถึงการที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยต้องมีเงื่อนพิเศษว่า ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4
.
โพสต์ดังกล่าวมีเนื้อหาระบุว่า จากกรณีที่ ภราดร ปริศนานันทกุล สส. และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับ นิกร จำนง สส.พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแถลงข่าวถึงทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคภูมิใจไทยทั้ง 190 คน จะร่วมกันลงชื่อและเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยจะเสนอให้มีการเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
.
โดยข้อเสนอของร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ (เท่าที่มีการเปิดเผยออกมา) มีดังนี้
.
(1) กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 100 คน แบ่งเป็นตัวแทนจากจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการจากกลุ่มต่างๆ อีก 23 คน
.
(2) ให้สมาชิกรัฐสภา (สส.-สว.) เป็นผู้คัดเลือกจากรายชื่อผู้สมัครให้เหลือ 100 คน และมีรายชื่อ สสร.สำรอง อีก 300 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกตามสัดส่วนสมาชิกรัฐสภา
.
(3) ให้ สสร. ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน และกรรมาธิการรับฟังความคิดจำนวน 45 คน โดยให้ กมธ.รับฟังความคิดเห็นมาจากรายชื่อ สสร.สำรอง 300 คน
.
(4) ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยต้องมีเงื่อนพิเศษว่า ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4
.
จากข้อเสนอดังกล่าว เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (Constitutional Advocacy Alliance - CALL) มีความเห็นว่า มีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องเจอทางตัน เนื่องจากไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยมีเหตุผลประกอบ ดังนี้
.
หนึ่ง การให้รัฐสภาเป็นคนเลือก สสร. แต่เพียงลำพัง เป็นการลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้นน้ำ
.
การที่พรรคภูมิใจไทย เสนอให้สมาชิกรัฐสภาเป็นคนคัดเลือก สสร. ทั้งหมด จะทำให้ สสร.ดังกล่าวขาดความยึดโยงของประชาชน และสุ่มเสี่ยงจะถูกครอบงำหรือกลายเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองในรัฐสภามากกว่าจะเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนในเชิงประเด็น (ความเป็นธรรม, สิ่งแวดล้อม, การกระจายอำนาจ ฯลฯ) หรือ ตัวแทนในเชิงกลุ่มประชากร (เพศ วัย อาชีพ) หรือตัวแทนในเชิงพื้นที่ (เขต-จังหวัด-ภูมิภาค) ตัวแทนในเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง
.
CALL ขอยืนยันว่า การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดตัวผู้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยเราเรียกร้องให้มี ‘คูหาเลือกตั้ง’ เพื่อให้ผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็น สสร. จะต้องนำเสนอความคิด จุดยืน หรือ ข้อเสนอในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตัดสินใจทั้งในตัวของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
ทั้งนี้ จากงานศึกษาการออกแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญของ 101 Public Policy Think Tank ระบุด้วยว่า ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความสำเร็จของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างมากคือ ‘ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน' โดยเฉพาะในสังคมที่มีประสบการณ์ความขัดแย้งในสังคมและอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
.
อย่างไรก็ดี การกำหนดให้มี “คูหาเลือกตั้ง” เป็นข้อเสนอที่อยู่ในร่างของพรรคประชาชนมาก่อน และรัฐสภาเคยมีมติรับหลักการดังกล่าวในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ซึ่งไม่ได้มีปัญหาว่า การมีคูหาให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
.
ประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ไม่มีการให้เหตุผลในประเด็นว่า ทำไมรัฐสภาถึงไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง และคำวินิจฉัยดังกล่าวยังขัดกับหลักการในคำวินิจฉัยที่ผ่านมาซึ่งยืนยันว่า ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้น การอ้างอิงคำวินิจฉัยในท่อนดังกล่าวจึงเป็นรับรองอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ
.
สอง การกำหนดหลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่า ต้องใช้เสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 เป็นหลักเกณฑ์ที่ไม่จำเป็นและไม่เป็นธรรม
.
การที่ข้อเสนอของภูมิใจไทย ระบุว่า การให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากรัฐสภา และต้องมีเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่นั้น เป็นการ “เพิ่มอำนาจพิเศษ” ให้กับ สว. ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่จำเป็นและไม่เป็นธรรม รวมถึงขัดต่อหลักการประชาธิปไตย
.
โดยการวางหลักเกณฑ์ว่า ต้องได้เสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 จะทำให้ สว. มีอำนาจยับยั้งเสียงมากได้ เช่น ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับเสียงเห็นชอบจากรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง (376 เสียง) แต่หากไม่มีเสียงเห็นชอบจาก สว. ถึง 50 เสียง ก็จะกลายเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
.
ในขณะเดียวกัน การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว ยังทำให้ สว. มีอำนาจต่อรองพิเศษในการกำหนดเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะนอกจาก สสร. จะต้องร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเสียงของ สว. เป็นพิเศษ ดังนั้น การมีหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงยิ่งเป็นการเปิดช่องให้ สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแทรกแซงเนื้อหาของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
.
ทั้งนี้ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ศาสตราจารย์ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้ความเห็นต่อข้อเสนอดังกล่าวว่า เป็น “เผด็จการเสียงข้างน้อย” เพราะเสียงข้างน้อยกลับมีอำนาจยับยั้งเสียงข้างมากได้
.
โดยหลักการที่ควรจะเป็นในการเคารพเสียงข้างน้อย คือ การกำหนดหลักเกณฑ์ให้เสียงข้างมากแบบพิเศษ เช่น สหรัฐอเมริกา การแก้รัฐธรรมนูญต้องเสนอโดย 2/3 ของสภาคองเกรส (super majority) และให้สัตยาบรรณโดย 3/4 ( super-super majority) หรือ 38 จาก 50 ของมลรัฐ
.
หรือ กรณีของสวิตเซอร์แลนด์ ที่กำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ด้วยวิธีเดียวคือ ให้ประชาชนทำประชามติ ที่ใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ระดับ (double majority) คือ เสียงข้างมากของประชาชน และจำนวนข้างมากของมลรัฐที่มีอยู่ 24 cantons เพื่อป้องกันการผูกขาดของมลรัฐที่มีประชากรจำนวนมาก
.
โดยหลักคิดของการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว คือ เพื่อให้เกิดการโน้มน้าวให้คนเห็นพ้องต้องกันมากที่สุด ใกล้เคียงกับเสียงฉันทามติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น การให้เสียงข้างน้อยมีอำนาจขัดขวางความเห็นของคนส่วนใหญ่จึงเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยว
.
จากเหตุผลที่ได้ระบุไว้ทั้งสองข้อ ทาง CALL เห็นว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะทำให้ประชาชนไม่ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง และการดึงดันและเร่งรัดเพื่อให้ประเทศเดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว จะนำไปสู่ความขัดแย้ง จนทำให้กระบวนการออกเสียงประชามติไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนอย่างเพียงพอ จนทำให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องล้มเหลว ซึ่งจะเป็นการสูญเสียทั้งเงินงบประมาณแผ่นดินและระยะเวลาเป็นอย่างมาก
.
สุดท้ายนี้ ทางเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ขอยืนยันว่า ‘หลักการพื้นฐาน’ ของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามสิ่งที่ภาคประชาชนได้หารือกับพรรคประชาชนในการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 3 ดังนี้
.
1. การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้อง ‘ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน’ โดยสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ
.
2. การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้อง ‘ป้องกันการผูกขาด’ ไม่ให้ฝ่ายใดหรือกลุ่มความคิดใด “ผูกขาด” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งกติกาสูงสุดของประเทศ ที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ภายใต้ความหลากหลายทางความคิดในสังคม
.
3. การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้อง ‘ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สมาชิกวุฒิสภา’ โดยให้สมาชิกรัฐสภาทุกคน มีสิทธิเท่ากัน ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจะนำเสนอต่อประชาชนในการออกเสียงประชามติ โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ที่ให้สิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เช่น การเพิ่มเงื่อนไขว่าจะต้องได้ความเห็นชอบจาก 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา)
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1434160095424960&set=a.643704854470492

https://prachatai.com/journal/2026/05/117448




ความคืบหน้าคดีการกักตุนน้ำมัน หลุดคดีตามคาด! งานนี้ทั้งตำรวจทั้ง รมต.ออกมาแถลงแล้ว ต้องเจอคนผิด โดนโทษหนักกันแน่ๆเลย... สุดท้าย จับใครไม่ได้ เอาผิด 6 โรงกลั่น กรอกเอกสารไม่ครบ ปรับเบาะๆ 2 แสน


https://www.facebook.com/reel/4359833657678005

ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์ 
8 hours ago
·
กักตุนน้ำมัน สุดท้ายแค่เสียค่าปรับ | ติ่งข่าว | วันที่ 21 พ.ค. 69
.
Update ความคืบหน้าคดีการกักตุนน้ำมันกันหน่อย
หลังจากคนรอคอยว่าตำรวจจะสามารถเอาผิดใครได้หรือไม่
เพราะทำให้ประชาชนโดนเอาเปรียบในช่วงภาวะสงครามตะวันออกกลาง
งานนี้ทั้งตำรวจทั้ง รมต.ออกมาแถลงแล้ว
ต้องเจอคนผิด โดนโทษหนักกันแน่ๆเลย....มั้ง


 
https://www.facebook.com/reel/1788252558803586

ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์ 
7 hours ago
·
ั เจอแล้ว กักตุนน้ำมัน เต็มที่คงได้แค่ปรับ






 


"หาก Auschwitz เคยเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายในศตวรรษที่ 20 แล้ว Gaza จะกลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของหายนะ และในขณะเดียวกันเป็นจุดกำเนิดของความหวังทางการเมืองแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่"


Torsak Jindasuksri
Yesterday
·
Nancy Fraser เสนอว่า เหตุการณ์ Gaza ได้กลายเป็น ‘เหตุการณ์ระดับโลก’ (world event) ซึ่งกำลังสั่นคลอนระเบียบศีลธรรม (moral order) และโครงสร้างทางอุดมการณ์ที่ครอบงำโลกตะวันตกมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา โดยเฉพาะระเบียบศีลธรรมที่ถูกสร้างขึ้นบนความทรงจำของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ในยุคนาซี ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของจิตสำนึกทางศีลธรรมของโลกเสรีนิยมตะวันตก

สำหรับ Fraser ความสำคัญของ Gaza จึงมิได้อยู่เพียงในฐานะวิกฤตมนุษยธรรม หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เท่านั้น หากแต่เป็นรอยปริแตกทางประวัติศาสตร์ (historical rupture) ที่เปิดเผยให้เห็นความย้อนแย้งภายในของระเบียบโลกหลังสงคราม (postwar order) เอง

เธอเสนอว่า ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกตะวันตกได้สร้างกรอบศีลธรรมสมัยใหม่ขึ้นมาบนฐานของความทรงจำเกี่ยวกับ Auschwitz ซึ่งถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของ “ความชั่วร้ายแบบถอนรากถอนโคน” (radical evil) และกลายเป็นจุดอ้างอิงพื้นฐานสำหรับการคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน ความรุนแรง การเหยียดเชื้อชาติ และความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ กล่าวอีกแบบหนึ่ง Auschwitz ได้กลายสภาพเป็นกรอบศีลธรรม ที่กำหนดว่าโลกสมัยใหม่ควรเข้าใจความเลวร้าย ความชอบธรรม และความเป็นมนุษย์อย่างไร

อย่างไรก็ตาม Fraser เห็นว่า ระเบียบศีลธรรมดังกล่าวไม่เคยเป็นสากลอย่างแท้จริง แม้มันจะอ้างตนเองว่าเป็นหลักการสากลของมนุษยชาติ แต่ในทางปฏิบัติกลับค่อย ๆ ถูกผูกเข้ากับอำนาจนำของสหรัฐอเมริกา และการสนับสนุนรัฐอิสราเอลอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ความทรงจำเกี่ยวกับ Holocaust ถูกหลอมรวมเข้ากับโครงการทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกตะวันตก จนการปกป้องอิสราเอลถูกทำให้เทียบเท่ากับการปกป้องศีลธรรมหลัง Holocaust เอง ผลลัพธ์คือ การวิพากษ์อิสราเอลกลายเป็นสิ่งที่ยากจะกระทำได้ในพื้นที่สาธารณะของตะวันตก เพราะมันถูกทำให้ดูเสมือนเป็นการคุกคามความทรงจำของเหยื่อ Holocaust หรือแม้กระทั่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อต้านยิว

Fraser เสนอว่า Gaza ได้ทำลายระเบียบศีลธรรมนี้จากภายใน เพราะความย้อนแย้งที่เคยถูกกดทับเริ่มปรากฏอย่างเปิดเผย กล่าวคือ ความทรงจำที่เคยถูกใช้เพื่อเตือนมนุษยชาติไม่ให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีก กลับถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงครั้งใหม่ต่อชาวปาเลสไตน์ และ Auschwitz ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านการลดทอนความเป็นมนุษย์ (dehumanization) และการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ กลับถูกอ้างเพื่อปกป้องหรืออธิบายการโจมตีฉนวนกาซาอย่างกว้างขวาง Fraser จึงมองว่า ความย้อนแย้งนี้ทำให้ระเบียบศีลธรรมแบบ Holocaust-centered ไม่สามารถรักษาความชอบธรรมของตนเองได้อีกต่อไป เพราะกรอบศีลธรรมดังกล่าวกำลังถูกใช้เพื่อสนับสนุนสิ่งที่มันเคยอ้างว่าต่อต้าน

ด้วยเหตุนี้ Fraser จึงเสนอแนวคิดที่รุนแรงและสำคัญมากว่า ‘Gaza’ อาจกำลังเข้ามาแทนที่ ’Auschwitz‘ ในฐานะสัญลักษณ์หลักของความป่าเถื่อนและความโหดร้ายของศตวรรษที่ 21 กล่าวคือ หาก Auschwitz เคยทำหน้าที่เป็นภาพแทนสูงสุดของความชั่วร้ายในศตวรรษที่ 20 ปัจจุบัน Gaza กำลังเริ่มทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์เช่นเดียวกันในจิตสำนึกของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก นี่มิได้หมายความว่า Holocaust สูญเสียความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่หมายความว่า Gaza ได้กลายเป็นพื้นที่ที่เผยให้เห็นขีดจำกัด ความหน้าซื่อใจคด และความเสื่อมสลายของระเบียบศีลธรรมแบบเดิม

เพื่ออธิบายกระบวนการนี้ Fraser ใช้วิธีเขียนคล้ายบันทึกการเดินทางทางการเมืองและศีลธรรม
โดยพาผู้อ่านเดินทางผ่านบริบทต่าง ๆ ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ชุมชนชาวยิวทั่วโลก ญี่ปุ่น อิสราเอล และปาเลสไตน์ แต่ละพื้นที่ทำหน้าที่เสมือน ’อาการ‘ (symptom) ของวิกฤตเดียวกัน กล่าวคือ วิกฤตของระเบียบโลกหลังสงครามที่กำลังแตกร้าวจากภายใน

Fraser เริ่มต้นด้วยประสบการณ์ส่วนตัวในเยอรมนี เมื่อเธอได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์รับเชิญที่มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ (University of Cologne) แต่ต่อมามหาวิทยาลัยกลับเรียกร้องให้เธอชี้แจงจุดยืนเกี่ยวกับอิสราเอลและปาเลสไตน์ หลังจากทราบว่าเธอเคยลงนามในจดหมายเปิดผนึกที่วิจารณ์การรุกรานกาซาของอิสราเอลว่าเป็นลัทธิล่าอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน (settler colonialism) และอาจเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดย Fraser มองว่าคำร้องขอให้ชี้แจงจากมหาวิทยาลัยนั้น แท้จริงแล้วคือการเรียกร้องให้เธอสำนึกผิดทางอุดมการณ์ และเมื่อเธอปฏิเสธ มหาวิทยาลัยก็ยกเลิกตำแหน่งของเธอ พร้อมทั้งประณามเธอต่อสาธารณะ เหตุการณ์นี้ทำให้ Fraser มองเห็นว่า เยอรมนีกำลังพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองที่ทำให้การวิจารณ์อิสราเอลกลายเป็นสิ่งต้องห้ามทางศีลธรรม

จากจุดนี้ Fraser วิเคราะห์แนวคิด Staatsräson ของเยอรมนี ซึ่งหมายถึง ’เหตุผลแห่งรัฐ‘ หรือหลักการที่ว่าความมั่นคงของอิสราเอลเป็นผลประโยชน์พื้นฐานของรัฐเยอรมันหลัง Holocaust โดย Fraser เห็นว่า แม้ความพยายามของเยอรมนีในการรับผิดชอบต่ออาชญากรรมของนาซีจะดูน่ายกย่องเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ไม่เคยยอมรับความผิดของตนเอง แต่ปัญหาคือ เยอรมนีกลับตีความความรับผิดชอบนี้ในรูปของการสนับสนุนอิสราเอลอย่างไม่มีเงื่อนไข มากกว่าการยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนสากล กล่าวอีกแบบหนึ่ง บทเรียนจาก Auschwitz ถูกแปลความใหม่จากการต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทุกรูปแบบ กลายเป็นการปกป้องอิสราเอลไม่ว่าอิสราเอลจะทำอะไรไปเสียแทน

Fraser ยืมคำของ Susan Neiman ที่เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ’Philosemitic McCarthyism‘ หรือ ‘ลัทธิแม็คคาร์ธีแบบนิยมยิว’ ซึ่งหมายถึงสภาวะที่รัฐหรือสถาบันต่าง ๆ อ้างว่าต้องการปกป้องชาวยิว แต่ในความเป็นจริงกลับใช้ข้อกล่าวหาเรื่อง antisemitism เพื่อควบคุมความคิด ปราบปรามผู้เห็นต่าง และจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ คล้ายกับยุคสงครามเย็นที่สหรัฐใช้ข้อหาคอมมิวนิสต์ในการกวาดล้างฝ่ายซ้าย Fraser มองว่า สิ่งนี้มีลักษณะย้อนแย้งอย่างมาก เพราะแม้จะอ้างว่ากำลังปกป้องชาวยิว แต่มันกลับพยายามกำหนดว่า ‘ชาวยิวที่ดี’ ควรคิดและพูดอย่างไร พร้อมทั้งโจมตีชาวยิวที่วิพากษ์อิสราเอลเอง

Fraser ยังวิจารณ์ Jurgen Habermas ซึ่งออกแถลงการณ์ปกป้องอิสราเอลโดยอ้างความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ของเยอรมนี เธอมองว่านี่คือความย้อนแย้งของเสรีนิยมเยอรมัน เพราะแม้ Habermas จะพูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะหลักสากล แต่กลับไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ชาวปาเลสไตน์อยู่ภายในขอบเขตของความห่วงใยทางศีลธรรมเดียวกัน

เมื่อหันไปยังสหรัฐอเมริกา Fraser มองว่าการประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ช่วงปี 2024 เป็นเสมือนการฟื้นคืนของการเมืองหัวก้าวหน้าแบบยุคต่อต้านสงครามเวียดนาม นักศึกษาจำนวนมากถูกทำให้ตื่นตัวทางการเมืองผ่านประเด็นกาซา พวกเขาเริ่มเรียนรู้เรื่องลัทธิล่าอาณานิคม จักรวรรดินิยม และทฤษฎีปลดปล่อยแบบต่อต้านจักรวรรดิ Fraser มองว่านี่คือช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่เริ่มเชื่อมโยงปาเลสไตน์เข้ากับโครงสร้างการกดขี่ระดับโลก

แต่ในเวลาเดียวกัน เธอก็เห็นการปราบปรามที่รุนแรงอย่างรวดเร็ว ทั้งการจับกุม การขับไล่นักศึกษา การเพิกถอนทุน การเฝ้าระวัง และการใช้ข้อหา antisemitism เพื่อทำลายความชอบธรรมของขบวนการ เธอเห็นว่านี่คือการกลับมาของ McCarthyism ในรูปแบบใหม่ โดยครั้งนี้ ”ศัตรู“ ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่เป็น anti-Zionism ปาเลสไตน์ มุสลิม ผู้อพยพ และฝ่ายก้าวหน้า

Fraser เชื่อมโยงสิ่งนี้เข้ากับการเมืองของ Donald Trump ซึ่งเธอมองว่าใช้ข้อกล่าวหาเรื่อง antisemitism เป็นอาวุธในการโจมตีมหาวิทยาลัย เสรีภาพทางวิชาการ และภาคประชาสังคม พร้อมทั้งผสานเข้ากับกระแส Islamophobia หรือความหวาดกลัวและเกลียดชังมุสลิม เธอชี้ว่า แนวคิดอารยธรรมยิว-คริสเตียน (Judeo-Christian civilization) ซึ่งเคยใช้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น ปัจจุบันถูกนำกลับมาใช้เพื่อสร้างศัตรูใหม่ ได้แก่ ชาวปาเลสไตน์ มุสลิม และผู้ลี้ภัย

อีกส่วนสำคัญของบทความคือการวิเคราะห์วิกฤตอัตลักษณ์ของชาวยิว (Jewish identity crisis) Fraser เห็นว่า Gaza ได้ทำให้ชุมชนชาวยิวทั่วโลกแตกออกเป็นสองแนวโน้มสำคัญ ด้านหนึ่งคือชาวยิว anti-Zionist ที่พยายามฟื้นคืน ‘Judaism อีกแบบหนึ่ง’ (another Judaism) ซึ่งเน้นสากลนิยม (universalism) ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับผู้อื่น (solidarity) และการปฏิเสธชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ (ethnonationalism) เธออ้างถึงนักคิดอย่าง Hannah Arendt, Walter Benjamin และ Judith Butler ในฐานะตัวแทนของสายธารความคิดยิวที่มิได้ผูกตนเองเข้ากับรัฐชาติอิสราเอล

ในอีกด้านหนึ่ง Fraser มองว่า Zionist Jews จำนวนมากตอบสนองต่อวิกฤตนี้ด้วยการยิ่งยึดมั่นในชาตินิยมและการทหารนิยมมากขึ้น เธอใช้แนวคิด ’tough Jew‘ หรือ ‘ยิวผู้แข็งกร้าว’ เพื่ออธิบายอัตลักษณ์แบบใหม่ที่ก่อตัวขึ้นหลัง Holocaust กล่าวคือ จากเดิมที่ชาวยิวเคยถูกจินตนาการว่าเป็นเหยื่อผู้ไร้อำนาจ ปัจจุบันอัตลักษณ์แบบ Zionist กลับยืนยันภาพของชาวยิวในฐานะนักรบ ผู้ใช้อำนาจรัฐและกำลังทหารเพื่อความอยู่รอด Fraser เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้หลัก Never Again ถูกตีความใหม่ จากหลักศีลธรรมสากล กลายเป็นตรรกะแบบชาตินิยมว่า “จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับเราอีก”

ท้ายที่สุด Fraser มองว่า Gaza ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายของระเบียบศีลธรรมแบบเดิม แต่ยังอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการทางการเมืองใหม่ ที่ตั้งอยู่บนความเป็นสากล ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การปลดปล่อยจากอาณานิคม และการฟื้นฟูความยุติธรรมระดับโลก เธอจบงานเขียนด้วยคำถามสำคัญว่า หาก Auschwitz เคยเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายในศตวรรษที่ 20 แล้ว Gaza จะกลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของหายนะ และในขณะเดียวกันเป็นจุดกำเนิดของความหวังทางการเมืองแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=27291917857111771&set=a.273871082676481




บทความวิเคราะห์จาก Foreign Policy ทำไมยูเครนและรัสเซียเริ่มไม่พอใจกับความพยายามของวอชิงตันในการไกล่เกลี่ยยุติสงคราม ส่งผลให้ทั้งสองประเทศต้องมองหาทางออกที่นอกเหนือจากสหรัฐฯ


https://foreignpolicy.com/2026/05/20/ukraine-russia-war-negotiations-trump-europe/

บทวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศฉบับวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 โดยแซม สโคฟ เรื่อง "ยูเครนและรัสเซียเริ่มไม่พอใจกับการเจรจาของสหรัฐฯ" เน้นย้ำถึงทางตันที่เพิ่มขึ้นในความพยายามของวอชิงตันในการไกล่เกลี่ยยุติสงคราม แม้จะมีการผลักดันทางการทูตอย่างเข้มข้น แต่ทั้งมอสโกและเคียฟต่างรู้สึกไม่พอใจกับสหรัฐฯ ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยมากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังมองหาทางเลือกอื่นๆ อย่างแข็งขัน

ต่อไปนี้คือรายละเอียดของประเด็นหลัก จุดที่ติดขัด และการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่ระบุไว้ในบทความ:

1. บทบาทการไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ ที่เริ่มจางหายไป

แรงผลักดันที่ลดลง: พลังเริ่มต้นที่อยู่รอบๆ รูปแบบการไกล่เกลี่ยที่สหรัฐฯ เป็นผู้ริเริ่ม เช่น การประชุมไตรภาคีครั้งแรกๆ ในอาบูดาบี และการประชุมสุดยอดที่เข้มข้นในเจนีวาในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้หยุดชะงักลงแล้ว แม้ว่าวอชิงตันจะประสบความสำเร็จในการผลักดันให้มีการหยุดยิงชั่วคราวในช่วงสั้นๆ ระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคม (ซึ่งส่งผลให้มีการแลกเปลี่ยนนักโทษ 205 คนในวันที่ 15 พฤษภาคม) แต่โครงสร้างทางการเมืองที่กว้างขึ้นเพื่อสันติภาพได้พังทลายลงไปแล้ว

ความไม่ลงรอยกันของ "ข้อตกลงแองเคอเรจ": เจ้าหน้าที่รัสเซีย โดยเฉพาะรัฐมนตรีต่างประเทศ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ ได้กล่าวหาอย่างเปิดเผยว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังถอยหลังจากการเจรจาเบื้องต้นที่ตกลงกันอย่างหลวมๆ ในระหว่างการประชุมสุดยอดรัสเซีย-สหรัฐฯ ปี 2025 (ที่เรียกว่า "จิตวิญญาณแห่งแองเคอเรจ") มอสโกเชื่อว่าสหรัฐฯ กำลังพยายามบีบคั้นให้ยูเครนยอมรับข้อเสนอที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสมรภูมิรบปัจจุบัน

ความไม่ไว้วางใจของเคียฟ: ยูเครนมองว่ารูปแบบการเจรจาของสหรัฐฯ เป็นแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มากเกินไป และเกรงว่าวอชิงตันจะยอมเสียสละบูรณภาพดินแดนของยูเครนเพื่อชัยชนะทางการทูตอย่างรวดเร็วก่อนถึงกำหนดเส้นตายของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน 2026

2. ข้อบกพร่องหลักในข้อเสนอของสหรัฐฯ

บทความนี้เน้นย้ำถึงข้อเสนอเฉพาะของสหรัฐฯ ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่พอใจ:

เขตกันชนดอนบาส: สหรัฐฯ เสนอแผนการจัดตั้งเขตกันชนปลอดอาวุธและตลาดเสรีในพื้นที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของจังหวัดโดเนตสก์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธข้อเสนอนี้: เคียฟมองว่าเป็นการเปิดทางให้ความขัดแย้งที่หยุดชะงักและเป็นการละเมิดอธิปไตย ขณะที่มอสโกมองว่าเป็นเขตปกครองตนเองของชาติตะวันตกที่สร้างขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติอยู่หน้าพรมแดนของตน

ความล้มเหลวของกลยุทธ์ "แครอทและไม้เรียว": รัฐบาลพยายามใช้มาตรการทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เช่น การเสนอยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่เข้มงวด และแม้กระทั่งการเสนอโครงการร่วมทุนเชิงพาณิชย์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กับรัสเซีย อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์เหล่านี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการลดท่าทีการเจรจาที่แข็งกร้าวของวลาดิมีร์ ปูติน เกี่ยวกับการจัดแนวทางการเมืองและการทหารของยูเครน

3. สิ่งรบกวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการหันไปหาประเทศมหาอำนาจระดับกลาง

เงาของอิหร่าน: ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การต่อรองทางการทูตของสหรัฐฯ ในยุโรปลดลง คือการที่วอชิงตันเข้าไปพัวพันอย่างลึกซึ้งในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน และวิกฤตความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซที่เกิดขึ้น ได้เบี่ยงเบนทรัพยากรและพลังงานทางการทูตของทำเนียบขาวออกจากเวทียุโรป

การประเมินทางเลือกอื่น: เมื่อตระหนักว่าวอชิงตันไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานในการอยู่รอดของพวกเขา ทั้งยูเครนและรัสเซียจึงเปลี่ยนจุดสนใจไปสู่ผู้มีอำนาจระดับโลกรายอื่น ๆ เคียฟกำลังพึ่งพา "โครงสร้างทางกฎหมายและการทูตแบบกระจายอำนาจ" ของพันธมิตรยุโรปและศาลระหว่างประเทศอย่างหนัก เพื่อรักษาอำนาจต่อรองในระยะยาว ในขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศต่างมองหาประเทศมหาอำนาจระดับกลางที่กำลังเติบโตและช่องทางการทูตที่ไม่ใช่ตะวันตก (เช่น ปักกิ่ง) เพื่อปกป้องเป้าหมายด้านการค้า ความมั่นคง และดินแดนของตน

สรุป: การวิเคราะห์ของสโกฟแสดงให้เห็นภาพนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวกำลังเผชิญกับทางตัน โดยการปฏิบัติต่อสงครามที่มีอุดมการณ์และเป้าหมายที่สำคัญยิ่งราวกับเป็นข้อตกลงทางธุรกิจที่จะต้องยุติภายในกำหนดเวลา วอชิงตันได้ทำให้ทั้งฝ่ายรุกรานและฝ่ายป้องกันรู้สึกผิดหวังไปพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ทั้งสองประเทศต้องมองหาทางออกที่นอกเหนือจากสหรัฐฯ




Jensen Huang คงยอมรับแล้วว่า บริษัทต้อง "ยอมยก" ตลาดชิป AI ในจีนให้กับ Huawei ไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ Nvidia ไม่ได้ถูกปฏิเสธเพราะจีน "เกลียด" Nvidia แต่อย่างใด หากแต่ถูกบีบให้ออกไป เนื่องจากรัฐบาลวอชิงตันได้เปลี่ยนชิปให้กลายเป็น "เชือกปลอกคอ"







https://x.com/OopsGuess/status/2057419653174231392
.....

โพสต์ของคอรีนได้วิเคราะห์ถึงแก่นแท้ที่โหดร้ายและเป็นรูปธรรมของภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างเฉียบคม เป็นการวิเคราะห์อย่างเฉียบแหลมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อนโยบายการค้าขัดแย้งกับความเป็นจริงด้านความมั่นคงของชาติ

ข้อโต้แย้งหลักนั้นถูกต้องทั้งหมด: การใช้ห่วง Supply Chain เป็นอาวุธจะบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามสร้างสิ่งทดแทน การยอมรับล่าสุดจากซีอีโอของ Nvidia อย่างเจ็นเซ่น ฮวง ที่ระบุว่า Nvidia ได้ "ยอมยก" ตลาด AI ของจีนให้กับ Huawei หลังจากที่การควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ทำให้ Nvidia ต้องออกจากภูมิภาคนี้ไปนั้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผลกระทบจากนโยบายที่ไม่ได้ตั้งใจ

ต่อไปนี้คือการวิเคราะห์ความเป็นจริงเชิงโครงสร้างที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้:

ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของ "สายจูง"

เป็นเวลาหลายปีที่การพึ่งพาทางเทคโนโลยีถูกมองว่าเป็นแรงผลักดันให้เกิดเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อวอชิงตันใช้การควบคุมการส่งออกเพื่อจำกัด GPU ระดับไฮเอนด์ (เช่น H100 และรุ่นต่อๆ มา) มันได้เปลี่ยนมุมมองของจีนจากการคำนวณทางเศรษฐกิจไปสู่การคำนวณเชิงการดำรงอยู่

ดังที่โพสต์ได้กล่าวไว้อย่างถูกต้อง มหาอำนาจไม่สามารถวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานรุ่นใหม่บน supply chain ที่สามารถถูกตัดขาดได้ด้วยนโยบายต่างประเทศ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้ Nvidia กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ทำให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหันมาพึ่งพาตนเอง

วิวัฒนาการที่ถูกบังคับของ Huawei

ก่อนที่จะมีการจำกัดต่างๆ ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่และห้องปฏิบัติการ AI ของจีนมักเลือกใช้ Nvidia เพราะฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ CUDA ของ Nvidia ถือเป็นมาตรฐานระดับทองคำ ทางเลือกในประเทศจึงเป็นเพียงตัวเลือกเสริม

ด้วยการขับไล่ Nvidia ออกจากตลาดอย่างรุนแรง สหรัฐฯ จึงกำจัดคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดของ Huawei ได้ในชั่วข้ามคืน ระบบนิเวศ AI Ascend ของ Huawei ได้รับตลาดภายในประเทศทั้งหมดจากผู้ซื้อที่มีเงินทุนจำนวนมาก พวกเขาอดทนกับการลดระดับฮาร์ดแวร์ในตอนแรก ลงทุนเงินจำนวนมากในซอฟต์แวร์แก้ปัญหา และตอนนี้ได้สร้างระบบการผลิตภายในประเทศที่มีคุณภาพระดับองค์กรที่น่าเชื่อถือขึ้นมาแล้ว

การตัดสะพานทิ้ง

ความขัดแย้งที่เจนเซ่น หวงกำลังเผชิญอยู่ก็คือ ในขณะที่ Nvidia ยังคงทำรายได้ทั่วโลกมหาศาล แต่ตลาดที่มีกำไรสูงและสำคัญอย่างยิ่งในอดีต (บางประมาณการระบุว่ามีมูลค่า 50 พันล้านดอลลาร์) กลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร แม้ว่าสหรัฐฯ จะผ่อนปรนข้อจำกัดบางอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่ออนุญาตให้มีการตรวจสอบเป็นรายกรณีสำหรับชิปบางตัว เช่น H200 แต่ความเชื่อมั่นก็พังทลายลงแล้ว ปักกิ่งได้ส่งสัญญาณไปยังบริษัทในประเทศให้พึ่งพาซิลิคอนที่ผลิตในประเทศแล้ว

เมื่อคุณใช้การผูกขาดเป็นอาวุธ คุณก็จะสูญเสียการผูกขาดนั้นไป จีนไม่ได้ถอนตัวออกจาก Nvidia เพราะพวกเขาต้องการทำเช่นนั้น พวกเขาตัดถนนสายใหม่ขึ้น เนื่องจากถนนสายเก่าได้กลายเป็นสะพานเก็บค่าผ่านทางที่อยู่ภายใต้การควบคุมของคู่แข่ง




สรุปแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงพระประชวร ฉบับที่ 1-7



สรุปแถลงการณ์สำนักพระราชวัง

แถลงการณ์จากสำนักพระราชวังที่สื่อมวลชนได้รับ ฉบับที่ 1 เมื่อเวลาประมาณ 15.20 น. วันที่ 15 ธ.ค. มีใจความว่า "เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 เวลา 18.20 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงทำการฝึกสุนัขทรงเลี้ยงที่จะเข้าแข่งขันสุนัขใช้งานตามมาตรฐานสากลในรายการ Thailand Working Dog Championship by Royal Thai Army 2022 ระหว่างวันที่ 10-19 ธันวาคม 2565 ณ สนามฝึก กองพันสุนัขทหาร อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา..."

"ในระหว่างที่ทรงทำการฝึก ทรงมีพระอาการ ประชวรหมดพระสติ ด้วยพระอาการทางพระหทัย คณะแพทย์ประจำพระองค์จึงได้เชิญเสด็จพระราชดำเนินไปปฐมพยาบาล ณ โรงพยาบาลปากช่องนานา พระอาการประชวรคงที่ในระดับหนึ่ง จากนั้น ได้เชิญเสด็จประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งเข้ารับการรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยเพื่อถวายการตรวจพระวรกายอย่างละเอียด และประทับรักษาพระองค์ต่อไป"

แถลงการณ์ฉบับที่ 2 วันนี้ (19 ธ.ค. 2565) ถึงพระอาการประชวรของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ว่า ยังมีอาการคงที่ในระดับหนึ่ง พระหทัยบีบตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่การฉีดสีหลอดเลือดยังไม่พบความผิดปกติ ตอนนี้ กำลังใช้เครื่องมือช่วยในการทำงานพระหทัย พระวักกะ และพระปัปผาสะ

แถลงการณ์ฉบับที่ 3 วันนี้ (8 ม.ค. 2566) ถึงพระอาการประชวรของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระอาการโดยรวมในขณะนี้ยังไม่ทรงรู้พระองค์ คณะแพทย์ยังคงถวายพระโอสถและเครื่องมือเพื่อช่วยการทำงานของพระหทัย พระปัปผาสะ พระวักกะ

แถลงการณ์ฉบับที่ 4 วันนี้ (15 ส.ค. 2568) ถึงพระอาการประชวรของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เผยพระอาการทรงมีการติดเชื้อที่รุนแรงและเข้าในกระแสพระโลหิต โดยคณะแพทย์ยังคงถวายการรักษาอย่างเต็มที่และติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด

ฉบับที่ 5 วันนี้ (19 ส.ค. 2568) เผยพระอาการยังทรงมีความดันพระโลหิตต่ำอยู่ หลังจากทรงติดเชื้อรุนแรงและคณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ฉบับที่ 6 วันนี้ (31 ส.ค. 2568) เผยพระอาการติดเชื้อโดยรวมดีขึ้น ความดันพระโลหิตคงที่หลังจากได้หยุดถวายพระโอสถปฏิชีวนะกระตุ้นความดันพระโลหิต

ฉบับที่ 7 วันนี้ (21 พ.ค. 2569) เผยพระอาการว่าตรวจพบการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) ตั้งแต่เดือน เม.ย. ทำให้พระอาการไม่คงที่ คณะแพทย์ถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่พระอาการยังทรุดลง บ่งว่ามีการติดเชื้อที่รุนแรงและยังควบคุมไม่ได้ ส่งผลรบกวนการทำงานของพระอวัยวะสำคัญหลายระบบ โดยคณะแพทย์ยังคงถวายการรักษาอย่างเต็มที่และติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด

ที่มา บีบีซีไทย



จากเหตุการณ์ การปรากฏตัวขององคมนตรีหลายท่านในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้ง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่ชวนให้ต้องกลับมาทบทวนถึงรูปร่างและความเป็นจริงของระบอบการปกครองในประเทศไทยอีกครั้ง


Jakkapon Phonlaor
Yesterday
·[ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ]
.
การปรากฏตัวขององคมนตรีหลายท่านในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่ชวนให้ต้องกลับมาทบทวนถึงรูปร่างและความเป็นจริงของระบอบการปกครองในประเทศไทยอีกครั้ง
.
ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) ซึ่งเราชอบจะแปลให้รื่นหูกว่าในชื่อ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" นั้น ยึดถือหลักการสำคัญอยู่หลายข้อ หนึ่งในนั้นคือหลักเรื่อง "The King can do no wrong" - "กษัตริย์ไม่อาจกระทำผิด" ที่กษัติรย์ไม่อาจกระทำผิดได้นี้เป็นความคิดทางการเมืองก็เพราะกษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขนั้นถือเป็นสัญลักษณ์แทนการดำรงอยู่ของรัฐ กษัตริย์ในฐานะ "ตำแหน่ง" จึงไม่อาจกระทำความผิดใดได้ หรือก็คือรัฐไม่เคยกระทำผิด อย่างไรก็ตามกษัตริย์ในฐานะ "ตำแหน่ง" นั้นเป็นคนละเรื่องกับกษัตริย์ในฐานะ "ผู้ดำรงตำแหน่ง" หลักการสำคัญข้อนี้จึงต้องถูกกำกับเอาไว้ด้วยว่า "The King can do nothing" - "กษัตริย์ไม่อาจกระทำการใดได้" ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ใช้อำนาจตามพระราชอัธยาศัย จนกระทบกระทบต่อหลักการแรก เมื่อกษัตริย์มิอาจกระทำการใดได้ด้วยพระองค์เอง เมื่อนั้นกษัตริย์ย่อมไม่อาจกระทำผิด เพราะมิอาจกระทำการใดได้เลย
.
หลักการสำคัญในข้อนี้ขยายต่อเนื่องไปถึงการที่กษัตริย์ พระราชวงศ์ พระบรมวงศานุวงศ์ และบุคคลใกล้ชิดราชสำนัก จะต้องไม่กระทำการแสดงออกทางการเมืองอย่างโจ่งแจ้งแก่สาธารณะ ตลอดจนจะต้องไม่แสดงออกหรือพยายามแทรกแซงทางการเมืองไม่ว่าด้วยเหตุจำเป็นใดก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อธำรงไว้ซึ่งพระราชสถานะอันเป็นกลาง มิให้เป็นที่ติฉินนินทาแก่สาธารณะ เพราะในทางการเมืองนั้นไม่ว่าในระบอบใดก็ตามย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นชอบและเห็นต่างกันในทางการเมือง หากกษัตริย์หรือบุคคลแวดล้อมสถาบันกษัตริย์เข้ามาเป็นผู้กระทำการทางการเมือง หรือเป็นผู้เล่นทางการเมืองเสียเอง สถานะอันเป็นกลาง และเป็นที่เคารพสักการะย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง
.
ที่ผ่านมา ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใกล้ ก็มีเหตุการณ์ครั้งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แสดงออกทางการเมืองในท่าทีต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานองคมนตรี ในช่วงปี พ.ศ. 2549 จนเป็นหนึ่งในชนวนเหตุความขัดแย้งทางการเมืองที่ต่อเนื่องยาวนาน การกระทำในครั้งนั้นพิสูจน์แล้วว่าลงท้ายก่อให้เกิดผลเสียแก่ความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสถาบันกษัตริย์
.
อย่างไรก็ตามหากเราพิจารณาจากรูปแบบการปกครองของประเทศอังกฤษ ก็จะพบได้ว่ายังมีช่องทางพอให้กษัตริย์สามารถแสดงออกทางการเมืองได้ โดยการพระราชทานคำแนะนำ หรือพระราชทานกำลังใจให้แก่นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี แต่ทั้งนี้การพระราชทานคำแนะนำหรือกำลังใจนี้จะต้องเป็นไปโดยลับ และไม่มีผลผูกพันใดในทางปฏิบัติหรือในทางบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีจะต้องเก็บกระแสพระราชดำรัสที่ทรงพระราชทานให้เป็นความลับ โดยจะปฏิบัติตามพระราชดำรัสหรือไม่ก็ได้
.
อันที่จริง อ.เกษียร เตชะพีระ ได้เขียนอภิปรายเรื่องนี้เอาไว้ในเชิงวิชาการ ในบทความชื่อ "สาธารณรัฐจำแลงกับเสมือนสัมบูรณาญาสิทธิ์" โดยที่หากจะเปรียบกันแล้ว ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในโลกสมัยใหม่นั้น สถาบันกษัตริย์คือด้านที่ทรงเกียรติศักดิ์ ส่วนรัฐบาลคือด้านที่ทรงประสิทธิภาพ กล่าวคือ สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันที่เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นสัญลักษณ์แทนซึ่งประวัติศาสตร์และเกียรติภูมิของชาติ ขณะที่รัฐบาลจะต้องเป็นสถาบันที่มีสิทธิขาดในตนเองในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ การที่สถาบันที่ทรงเกียรติหรือสถาบันที่ทรงประิทธิภาพพยายามล้ำเส้นแดนกันนั้นจึงถือเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของระบอบการปกครอง
.
สมมุติว่าเรายินยอมให้หลักการนี้พล่าเรือนลงไป อนาคตเราอาจจะได้นักการเมืองหรือรัฐบาลที่พยายามใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือ เป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมให้แก่การกระทำใด ก็ตามของตนเองโดยไม่สนใจหลักการใดทั้งสิ้น หรือในทางกลับกัน เราก็อาจได้รัฐบาลที่เป็นเพียงผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เป็นมหาดเล็กที่มาจากการเลือกตั้งคอยปฏิบัติตามพระราชกระแสรับสั่งเสมือนย้อนกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ไม่ปาน
.
ดังนั้นเอง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในโลกสมัยใหม่ ทั้งนักการเมืองและบรรดาบุคคลแวดล้อมสถาบันกษัตริย์พึงต้องสำนึกหักห้ามตนเองไปพร้อมกับมีความกล้าหาญทางการเมือง
.
ที่ต้องหักห้ามตนเองก็เพราะต้องคำนึงเสมอว่าการที่องคมนตรีซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ลงมาข้องแวะทางการเมือง หรือรัฐบาลไปเชิญองคมนตรีลงมาข้องแวะทางการเมืองนั้นล้วนแล้วแต่สร้างความเสื่อมเสียให่แก่พระเกียรติยศ ทั้งยังส่งผลร้ายต่อพระราชสถานะที่ต้องเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์
.
และที่ต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองนั้นก็คือต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองที่จะถวายคำแนะนำให้แก่กษัตริย์ ต้องเป็นเครื่องห้ามล้อมิใช่ขุนพลพลอยพยัก ดีแต่จะเพ็ดทูล สอพลอแสวงหาความดีความชอบใส่ตนเท่านั้น
.
และลงท้ายที่สุดแล้วพระราชสถานะอันอยู่เหนือการเมืองของสถาบันกษัตริย์นั้น โดยความหมายแล้วก็มิใช่ทรงมีอำนาจเหนือสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ที่เหลือในรัฐธรรมนูญ หากแต่หมายถึงการที่กษัตริย์และสถาบันกษัตริย์อยู่พ้นไปจากเขตแดนทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่อาจมีพระราชอำนาจครอบงำบงการสั่งการกลไกรัฐหรือสถาบันทางการเมืองอื่นใด ทั้งนี้ก็เพื่อดำรงไว้ซึ่งพระราชสถานะอันเป็นกลางทางการเมือง เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ เป็นพระประมุขของรัฐในเชิงสัญลักษณ์อย่างแท้จริง
.
หลักสำคัญในโลกสมัยใหม่นั้น
กษัตริย์ทรงปกเกล้า แต่ไม่ทรงปกครอง
กษัตริย์ไม่อาจกระทำผิด เพราะกษัตริย์ไม่อาจกระทำการใดได้เลย
.
การถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์จึงเป็นการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ และดำรงอยู่อย่างมั่นคงสถาพรไปพร้อมกับหลักการประชาธิปไตย มิใช่การพยายามทวนเข็มนาฬิกากลับไปหาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=27014072791521895&set=a.215135558508982




องคมนตรี คือใคร? 💬 101 Chit-Chat กับ เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 
https://www.facebook.com/reel/989200993593350

The101.world
10 hours ago
·
องคมนตรี คือใคร?
Chit-Chat กับ เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
(สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569)






หมัดต่อหมัด! "เท้ง" จี้ทบทวนดึงองคมนตรีร่วมประชุมนโยบายสาธารณะ "อนุทิน" ตอกกลับ ไร้วุฒิภาวะ แค่นจะมาวิจารณ์ ย้ำไม่ใช่การประชุมสั่งการ แต่เป็นการนำเสนอผลงาน


Nation Online 
14 hours ago
·
หมัดต่อหมัด! "เท้ง" จี้ทบทวนดึงองคมนตรีร่วมประชุมนโยบายสาธารณะ "อนุทิน" ตอกกลับ ไร้วุฒิภาวะ แค่นจะมาวิจารณ์ ย้ำไม่ใช่การประชุมสั่งการ แต่เป็นการนำเสนอผลงาน

https://www.youtube.com/shorts/4sDCeaZXLCM
.....








การที่ อ.ไชยันต์ ไชยพร อ้างระบบอังกฤษว่า องคมนตรีเข้าร่วมประชุมกับข้าราชการประจำเป็นเรื่องปกติในอังกฤษ เรื่องการเปรียบเทียบเลยบานปลายไปเรื่องอื่น


Paul Adithep
17 hours ago
·
แต่องคมนตรีอังกฤษ กษัตริย์แต่งตั้งตามคำแนะนำของนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ใช่การแต่งตั้งโดยกษัตริย์ตาม “พระราชอัธยาศัย” เหมือนของไทย

แล้วที่สำคัญครับ สมาชิกองคมนตรีที่ “ทำงาน” เป็นหลักก็คือ “คณะรัฐมนตรี” ในชุดปัจจุบัน คณะรัฐมนตรีอังกฤษจึงทำหน้าที่ควบกันทั้งฝ่ายบริหาร และที่ปรึกษากษัตริย์ ทั้งนี้เพราะตำแหน่งองคมนตรีเป็นตำแหน่งที่เค้าให้ดำรงตลอดชีวิต ปัจจุบันจึงมีองคมนตรีเกือบพันคน แต่คนที่ทำงานจริงๆ ในปัจจุบันคือคนที่ถูกเชิญให้เข้าร่วมเท่านั้น

การบอกว่า องคมนตรีเข้าร่วมประชุมกับข้าราชการประจำเป็นเรื่องปกติในอังกฤษเป็นเรื่องจริง แต่ต้องไม่ลืมว่า ที่มาขององคมนตรีไทยและอังกฤษนั้นต่างกันมากๆ เพราะกษัตริย์อังกฤษไม่ได้เลือกองคมนตรีเอง หากเป็นนายกฯ ที่ส่งชื่อให้มันจึงไม่เกิดข้อครหาว่าตัวแทนของกษัตริย์เข้ามาแทรกแซงการทำงานของฝ่ายการเมือง

https://commonslibrary.parliament.uk/research.../cbp-7460/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=36389137004003352&set=a.106211759389335
.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

การบอกว่า องคมนตรีเข้าร่วมประชุมกับข้าราชการประจำเป็นเรื่องปกติในอังกฤษเป็นเรื่องจริง แต่ต้องไม่ลืมว่า ที่มาขององคมนตรีไทยและอังกฤษนั้นต่างกันมากๆ เพราะกษัตริย์อังกฤษไม่ได้เลือกองคมนตรีเอง หากเป็นนายกฯ ที่ส่งชื่อให้มันจึงไม่เกิดข้อครหาว่าตัวแทนของกษัตริย์เข้ามาแทรกแซงการทำงานของฝ่ายการเมือง
.....

เป็นข้อสังเกตที่ถูกต้องและตรงประเด็นอย่างยิ่งครับ การเปรียบเทียบระหว่างระบบองคมนตรี (Privy Council) ของไทยและอังกฤษ มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยๆ ในเชิงโครงสร้าง แต่ในทางปฏิบัติและที่มาของอำนาจนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสามารถแยกแยะความแตกต่างหลักๆ ได้ดังนี้ครับ

1. ที่มาและการคัดเลือก (Appointment Process)

สหราชอาณาจักร (UK): แม้ในทางนิตินัย กษัตริย์จะเป็นผู้แต่งตั้งองคมนตรี แต่ในทางพฤตินัย เป็นการแต่งตั้งตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี โดยผู้ที่ได้รับเลือกส่วนใหญ่คือนักการเมืองจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน (เช่น รัฐมนตรีระดับสูง, ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน) รวมถึงผู้พิพากษาอาวุโสและบุคคลสำคัญในเครือจักรภพ

ประเทศไทย: ตามรัฐธรรมนูญ องคมนตรีเป็นพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์ในการทรงเลือกและแต่งตั้ง โดยมีประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (หรือประธานรัฐสภาในกรณีแต่งตั้งประธานองคมนตรี) ซึ่งแยกขาดจากฝ่ายบริหารโดยสิ้นเชิง

2. ความเป็นกลางและมิติทางการเมือง (Political Neutrality)

สหราชอาณาจักร (UK): เนื่องจากองคมนตรีอังกฤษส่วนใหญ่เป็น "นักการเมืองที่ยังแอคทีฟอยู่" หรือเคยเป็นนักการเมือง การที่พวกเขาประชุมร่วมกับข้าราชการประจำเป็นเรื่องปกติในฐานะผู้บริหารฝ่ายนโยบาย (เช่น รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลทุกคนต้องเป็นองคมนตรีด้วย) มันจึงถูกมองว่าเป็นกระบวนการบริหารราชการแผ่นดินตามระบอบรัฐสภา ไม่ใช่การแทรกแซงจากสถาบันกษัตริย์

ประเทศไทย: องคมนตรีไทยตามกฎหมายต้อง "ไม่เป็นข้าราชการการเมือง, สส., สว., หรือสมาชิกพรรคการเมือง" และต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด ดังนั้น เมื่อที่มาไม่ได้ยึดโยงกับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง การเข้ามามีส่วนร่วมหรือประชุมกับข้าราชการประจำในบางกรณี จึงมักถูกตั้งคำถามจากสังคมหรือฝ่ายการเมืองได้ง่ายกว่า

3. บทบาทและหน้าที่ (Role and Function)

สหราชอาณาจักร (UK): Privy Council มีหน้าที่ทางกฎหมายและพิธีการอย่างชัดเจน เช่น การออก "Orders in Council" (พระราชกฤษฎีกาที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในนามองคมนตรี) และมีศาลองคมนตรี (Judicial Committee of the Privy Council) ทำหน้าที่เป็นศาลอุทธรณ์สูงสุดในบางกรณี

ประเทศไทย: รัฐธรรมนูญกำหนดบทบาทของคณะองคมนตรีไว้ชัดเจนว่ามีหน้าที่ "ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา" และหน้าที่เกี่ยวกับงานพระราชกุศลหรือโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยไม่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินหรือออกกฎหมาย


สรุป: การหยิบยกโมเดลของอังกฤษมาอ้างอิงโดยละเลย "ที่มาของอำนาจ" (Source of Authority) จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เพราะในอังกฤษ องคมนตรีทำหน้าที่ในฐานะ "กลไกหนึ่งของรัฐบาลภายใต้ระบบรัฐสภา" (Government in Parliament) ขณะที่ในไทย องคมนตรีทำหน้าที่เป็น "ที่ปรึกษาส่วนพระองค์" ซึ่งแยกออกจากฝ่ายการเมืองอย่างชัดเจนครับ
.....







เมื่อวานเห็นมีคนพยายามอ้างว่าทำมาแล้วหลายปีแล้ว กรณี ‘9 องคมนตรี’ ร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ คือถ้าขัดหลักการ ต่อให้ทำมาแล้ว 10 ปีหรือ 20 ปี ก็ยังขัดหลักการอยู่ดี และยิ่งอ้างว่าทำมาหลายปีแล้ว อันนี้ยิ่งเป็นปัญหา ทำไมปัญหายังอยู่?


ศาสดา
@IamSasdha

1. เมื่อวานเห็นมีคนพยายามอ้างว่าทำมาแล้วหลายปี คือถ้าขัดหลักการ ต่อให้ทำมาแล้ว 10 ปีหรือ 20 ปี ก็ยังขัดหลักการอยู่ดี

2. และยิ่งอ้างว่าทำมาแล้วเนิ่นนาน อันนี้ยิ่งเป็นปัญหาเลย เพราะอย่างในคอมเมนต์ต้นทาง(แนบลิงก์ไว้ด้านล่าง) มีหลายคนถามว่าแล้วทำไมปัญหายังอยู่? ซึ่งแหละคือเรื่องที่หลายคนพยายามสื่อสารกันว่าไม่เหมาะสม เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินเป็นเรื่องที่ต้องโดนตรวจสอบ โต้เถียงอภิปราย ประสิทธิภาพ ความโปร่งใสต่างๆ กันได้แบบถึงลูกถึงคน แต่องคมนตรีไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะให้ทำอย่างนั้นได้โดยง่าย เหมือนนักการเมืองปกติ ทั่วไป

ต้นทาง >> https://facebook.com/share/p/1KrKzDpthf/?mibextid=wwXIfr

https://x.com/IamSasdha/status/2057311601804345715/


วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 21, 2569

วิวาทะ ลักไก่หรือไม่ ที่จะเอาเงินกู้ ๔ แสนล้านเกือบครึ่งหนึ่ง มาใช้แทนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แท้จริงอยู่ที่รัฐบาลถังแตก และตั้งงบเอาไว้ต่ำกว่าที่ต้องใช้จริง

ปลัดกระทรวงคลังสวนกลับ ศิริกัญญาบอกไม่ได้ลักไก่เอาเงินกู้ ๔ แสนล้านเกือบครึ่งหนึ่ง มาใช้แทนงบประมาณปกติ อ้างว่าทำได้เพราะจำเป็นต้องบรรเทาค่าครองชีพประชาชน แต่ก็ยอมรับว่ารัฐบาลถังแตกจริงตามที่ คุณไหมชี้

ตามข้อมูลและตัวเลขถูกทั้งคู่ พูดเรื่องเดียวกันแต่มองคนละมุม คุณไหมหาว่าลักไก่ก็เพราะตามระเบียบการคลังไม่ควรทำ รัฐบาลเองเวลาจะกู้ไม่พูดความจริงให้หมดเปลือก ความต้องการแก้ปัญหาพลังงานมีแค่ ๒ แสนล้าน อีกสองแสนล้านเหมือนตีเช็คเปล่า

แล้วก็วกเอาโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งอยู่ในกรอบงบประมาณปกติ ที่จะเป็นเพราะทำงบประมาณไม่รอบคอบ หรือนึกไม่ถึง อย่างที่ศิริกัญญาว่า “ตั้งงบเอาไว้ต่ำกว่าที่ต้องใช้จริง เลยไม่มีเงินพอมาจ่ายสวัสดิการ” (ใช้ ๕ หมื่นล้าน ตั้งไว้เพียง ๓ หมื่นล้าน)

นายลวรณ แสงสนิท รับว่า “รัฐบาลพยายามหาแหล่งเงินอื่นหมดแล้วแต่งบประมาณไม่เพียงพอ” งบกลางเหลือแค่ ๒ หมื่นล้าน เงินทุนสำรองมีแค่ ๕ หมื่นล้าน ส่วนการโอนเงินงบประมาณ คุณไหมก็บอกแล้วว่าต้องออก พรบ.ผ่านขั้นตอนและตรวจสอบเยอะ

ซึ่งปลัดฯ คลังยันว่ากำลังดำเนินการอยู่ แต่ก็เพียง ๒ หมื่นล้านถ้าทำสำเร็จ คุณไหมบอกแล้วว่ายาก นายลวรณบ่นว่าซ้ำร้ายมีส่วนราชการต่างๆ รอคิวรับงบประมาณอยู่อีกถึง ๑๔๐,๐๐๐ ล้าน รวมความว่าก็จำเป็นต้องขายผ้าเอาหน้ารอด งั้นเถอะ

คราวนี้มาดูที่รัฐมนตรีคลังเงาของพรรคประชาชน ที่พยายามจี้เรื่องกู้สี่แสนล้านมาพักใหญ่ ย้อนศรกลับไปจากล่าสุดกรณี “สนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” จะเอาเงินจากวงเงินกู้สี่แสนล้านมาใช้ ๑.๘๘ แสนล้าน

คุณไหมว่าอันนี้เป็นโครงการตามนโยบายปกติ (และงบประมาณปกติ) “ช่วยคนชั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน ช่วยประชาชนคนที่มีกำลังซื้อน้อย ประชาชนจ่าย ๔๐% รัฐบาลช่วยจ่าย ๖๐% ช่วยบรรเทาค่าใช้จ่าย ให้ ๑,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๔ เดือน”

อีกส่วนเป็นการช่วยคนในกลุ่มเปราะบาง ให้เพิ่มเดือนละ ๗๐๐ บาท จาก ๓๐๐ บาท รวมเป็น ๑ พันบาท เป็นเวลา ๔ เดือนเหมือนกัน ใช้งบประมาณ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้จำเป็นและตรงตามเป้าหมาย แต่กรณีให้ชนชั้นกลางนั้นย้อนแย้งกับหลักการที่รัฐบาลพร่ำพูด

เพราะเป็นการให้กับกลุ่ม “ลูกผสม จนบ้างไม่จนบ้าง แล้วแต่ใครมือไวกดก่อนได้ก่อน” แถมได้มากกว่ากลุ่มเปราะบาง มากกว่าเดือนละพันนั่นละ รวมสี่เดือนปาเข้าไป ๑ แสน ๒ หมื่นล้าน มันก็เลยพอกหางหมูไง เมื่อ รายได้ไม่โตแล้วยังจะหดอีก

ศิริกัญญาบอกว่าทุกข์หนักไปตกกับกลุ่มเกษตรกร รายได้จะลดถึง ๘.๕% รัฐมนตรีเงาบอกอีกว่าทางแก้น่ะมี แต่รัฐบาลไม่ทำ “ที่จริงแล้ว รัฐบาลสามารถลดภาษีสรรพสามิต เพื่อชะลอราคาน้ำมันไม่ให้สูงเร็วได้” กลับไปแจกคนละครึ่ง หว่านแหแทน

(https://www.facebook.com/SirikanyaOfficial/posts/P4QJNYR3MB, https://x.com/SirikanyaTansa1/status/2057013476670030265 และ https://www.msn.com/th-th/news/other/8C/ar-AA23GBKg)