วันอาทิตย์, ตุลาคม 04, 2569

เค้าว่า เห็นท่าจะมี “ศึกในค่ายน้ำเงินโซ้ยกันเอง” เตะสกัดในการเปลี่ยนตัวเจ้ากระทรวงดีอี โดยมี สส.สาว ชัยภูมิอยู่ในใจกลางปัญหา

อ๊ะ “เกมนี้ต้องดูกันยาวๆ อาจกลายเป็นศึกในค่ายน้ำเงินโซ้ยกันเอง” ข่าวเนชั่นออนไลน์ ว่าเนื่องจาก “มีคนไม่อยากให้ปรับเก้าอี้กระทรวงดีอี หรือไม่อยากให้ สส.สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ เข้ามามีตำแหน่งใน ครม.” ก็เป็นได้ หรืออาจไม่

เรื่องโยงใยไปถึงลูกสาว สส.สัมฤทธิ์ เป็น สส.เหมือนกัน ‘ไอเดียร์’ ณ ชัยภูมิ ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งกำลังโด่งดังมากในด้านความรวยล้ำ ด้วยทรัพย์เกือบสองพันล้าน แต่ปรากฏที่มาที่ไปค่อนข้างสับสน จน สส.ประชาชนเอาไปถามในสภา

แล้ว ‘โรม’ สส.ปชน.โดนเฟี้ยสใส่ด้วยการแจ้งความกล่าวหาหมิ่นประมาท เพราะพาดพิงสามีชาวจีนของเธอว่า ‘แสกมเมอร์’ หรือเปล่านั่นละ เนชั่นเค้าว่า “เริ่มมีโผ ครม. และแบ่งงานกันใหม่ในบางกระทรวง” หลังจากมีข่าวปล่อย ‘ดึงเขียว – ไล่แดง’ ออกมาเป็นระยะ

เกี่ยวกับที่ว่าจะมีตำแหน่งรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ว่าง ๑ ตำแหน่ง เพราะมีการดัน ภราดร ปริศนานันทกุล ไปเป็น รมช.คลัง ลือกันขนาดว่า มีการเจรจาแบ่งกรมในกระทรวงคลังแล้ว รวมไปถึงกรณี ‘ลูกเทพ’ บ้านใหญ่บุรีรัมย์ดังกล่าวข้างต้นด้วย

จึงดูเหมือนว่าการแก่งแย่ง เตะสกัดกันกำลังเกิดขึ้นภายในระบอบสีน้ำเงิน ถ้าบุรีรัมย์ไป ชัยภูมิก็จะเสียบแทนทันทีกระทรวงดีอี นัยว่ามีคนแอบส่งไลน์ข้อมูลให้ทั้ง “สส.พรรคส้มอย่างโรม และ สส.พรรคสีฟ้า” วิบากกรรมเรื่องความรวยผิดปกติของ ‘สุชาดา’ จึงเกิด

อย่างไรก็ดี ข้อสงสัยเกี่ยวกับทรัพย์สินมากมายของไอเดีย ไม่เพียงเงินให้กู้ ๑,๔๔๐ ล้าน แต่มี ‘นาฬิกาเพื่อน’ มาเพิ่ม เพราะเธอแจ้ง ปปช.ว่ามีนาฬิกา “Rolex GMT-Master II ‘Sprite’ มูลค่าประมาณ ๔๒๐,๐๐๐ บาท จำนวน ๑ เรือน”

แต่ปรากฏว่าสวมใส่นาฬิกา “รุ่นอื่น เช่น Rolex Cosmograph Daytona” ออกงาน หรือใส่ไปทำงานบ่อยๆ โดยไม่ปรากฏว่าแจ้งนาฬิการุ่นนี้ไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ปปช. ทนาย นรเศรษฐ์ นาหนองตูม เปิดข้อมูลตั้งข้อสังเกตุไว้ว่า

การหลงลืมแจ้งนาฬิการุ่น ‘เดย์โทน่า’ ที่มูลค่า ๓ ล้าน ๓ แสนบาท เป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง เขาบอกว่าบ่ายวันที่ ๕ ตุลาคมนี้ “ผมในฐานะประชาชนจะเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง”

ว่ามีการจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่ “ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนโปร่งใสสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่ดีต่อไป”

(https://www.facebook.com/ronsan.huadong/posts/372zNhXCzFq3 และ https://www.facebook.com/NationOnline/posts/Suhq98EW4W3) 

กนกรัตน์ เลิศชูสกุลI เดือนตุลาในมือคนรุ่นใหม่ ประวัติศาสตร์ของคนที่แพ้แล้วไม่ยอมแพ้ I คนตุลาผ่านจุดพีคไปแล้ว แต่อาจารย์บอกว่า ไม่ต้องห่วง ประวัติศาสตร์เดือนตุลาลงหลักปักฐานมีชีวิตอยู่ในมือคนรุ่นใหม่ เพียงแต่คนตุลาไม่ใช่เจ้าของประวัติศาสตร์อีกต่อไป คนรุ่นใหม่จะมอง 6 ตุลาในทัศนะของเขาเอง


กนกรัตน์ เลิศชูสกุลI เดือนตุลาในมือคนรุ่นใหม่ ประวัติศาสตร์ของคนที่แพ้แล้วไม่ยอมแพ้ I ประชาธิปไตย2สี

matichon tv

Premiered 9 hours ago 

รายการประชาธิปไตยสองสี อธึกกิต แสวงสุข(ใบตองแห้ง) สนทนากับ รศ.ดร. กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ประเด็น 50 ปี 6 ตุลาคม 2519 เมื่อ คนตุลาหมดอายุ เดือนตุลาในมือคนรุ่นใหม่ ประวัติศาสตร์ของคนที่แพ้แล้วไม่ยอมแพ้ เสาร์ 3 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น.

https://www.youtube.com/watch?v=B8ziG7Dc4w0
.....


Atukkit Sawangsuk
17 hours ago ·

18.00 น.
เรารำลึก 50 ปี 6 ตุลา
ไม่ใช่มาสดุดีวีรกรรมคนตุลาคนเข้าป่าออกป่ามามีบทบาทโดดเด่นด้านต่างๆ
แต่จุดร่วมสำคัญ คืออาชญากรรมโดยรัฐ ที่โหดเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์มนา
กับมาตรา 112 มรดก 6 ตุลา
(ซึ่งแม้ว่าการรณรงค์เข้าชื่อแก้ไขให้โทษกลับไปเหมือนก่อน 6 ตุลาจะไม่ใช่การแก้ไขที่ครบถ้วน แต่ก็คือจุดร่วมในวาระ 50 ปี 6 ตุลา)
:
“คนเดือนตุลาหมดอายุแล้ว” อาจารย์หยินบอกว่าก็เหมือนยาที่มีวันหมดอายุ
คนเดือนตุลาถึงจุดพีคสุด ในทศวรรษ 2530 ในแง่ของการเมืองวัฒนธรรม เป็น inspiration ทางสังคม
แล้วพอทศวรรษ 2540-2550 ก็เป็นพลังขับเคลื่อน ทั้งผ่านพรรคการเมืองอย่างไทยรักไทย ทั้งในแวดวงวิชาการ วัฒนธรรม ภาคประชาสังคม NGO
แต่จุดแตกหักมาถึง ในตอนไล่ทักษิณ - หนุนรัฐประหาร ปี 48-49
ซึ่งคนตุลาฝั่งพันธมิตรถึงขั้นใส่ร้ายเพื่อน “ล้มเจ้า” ปฏิญญาฟินแลนด์
:
อะไรคือสาเหตุ พูดกันจริงๆ แม้คนตุลาส่วนใหญ่ยังมีอุดมการณ์ความมุ่งหวังให้สังคมดีขึ้น แต่แนวคิดทิศทางที่เคยมีร่วมกัน มันแตกสลาย จบไปแล้วตั้งแต่ปี 2525-26
ทัศนะต่อทุนนิยม อเมริกา อำนาจจารีต มันจึงแตกต่างกันสุดขั้ว ระหว่างคนตุลาสองฝ่าย ที่เป็นมันสมองเป็นคนวางยุทธศาสตร์ไทยรักไทย ในการพัฒนาเศรษฐกิจ
กับสายประชาสังคม ที่ออกจากป่ามาก็สมาทานแนวคิดชุมชนนิยมของหมอประเวศ
:
คนตุลาผ่านจุดพีคไปแล้ว (แม้บางคนยังไม่รู้ตัว)
แต่อาจารย์หยินบอกว่า ไม่ต้องห่วง ประวัติศาสตร์เดือนตุลาลงหลักปักฐานมีชีวิตอยู่ในมือคนรุ่นใหม่
เพียงแต่คนตุลาไม่ใช่เจ้าของประวัติศาสตร์อีกต่อไป คนรุ่นใหม่จะมอง 6 ตุลาในทัศนะของเขาเอง
:
อะไรคือจุดร่วม ระหว่างคนตุลากับคนรุ่นใหม่
อาจารย์หยินชี้ว่า
1.เป็นขบวนการนักศึกษา ซึ่งต่างจาก 2475, 2535 หรือ 2553
2.มีเป้าหมายทะลุเพดาน ต้องการเปลี่ยนประเทศ (แม้แนวทางปฎิวัติด้วยกำลังอาวุธผิด เป็นบทเรียน)
3.ขบวนการนักศึกษา ทั้งตอนเคลื่อนไหวประชาธิปไตยและเข้าป่า ประสานกับกรรมกร ชาวนา ชาติพันธุ์ cross class
อันนี้เพิ่งรู้เหมือนกันนะ อาจารย์บอกว่าที่คนรุ่นใหม่สนใจประวัติศาสตร์ในป่า ความน่าตื่นเต้นมันอยู่ที่การ cross class ไม่ใช่ตื่นเต้นเรื่องวีรกรรม
:
4.สำคัญที่สุด คนรุ่น 63 ในปัจจุบัน อยู่ในภาวะ burn out แพ้แล้วถอดใจ ผิดหวัง ทั้งกับสถานการณ์และพรรคการเมือง ต้องเข้าสู่ระบบต้องตั้งชีวิตใหม่
มันก็เหมือนคนตุลาตอนพ่ายแพ้ออกจากป่า เจ็บปวด ผิดหวัง เคว้งคว้าง เสียศูนย์ ยิ่งกว่านี้หลายเท่า ช่วงชีวิตช่วงเวลาที่สูญเสียไปก็ยาวนานกว่า ทุ่มเททั้งชีวิต ความยากลำบาก ทันใดนั้น ว่างเปล่า
ต้องกลับมาเรียน หรือกลับมาหางาน ในสภาพที่ติดลบกว่าคนรุ่นเดียวกันหลายปี
แต่ในอีกด้าน ประวัติศาสตร์คนตุลา มันก็คือประวัติศาสตร์ของคนแพ้ ที่ไม่ยอมแพ้
ต่อสู้สร้างสถานะจนเป็นที่ยอมรับ มีบทบาทสำคัญ ตั้งแต่ 2530-2550
(แม้สุดท้ายจะแตกกันจนพ้นช่วงพีค)
คนรุ่น 63 วันนี้ ก็เหมือนคนตุลาในช่วงพ่ายแพ้
และจะกลับมาทั้งทางการเมืองวัฒนธรรม และการผลักดันเปลี่ยนสังคม
เหมือนที่เคยเเกิดขึ้นนั่นเอง (แต่เก็บรับบทเรียนว่า ฝ่ายก้าวหน้าพอเวลาผ่านไปก็มักจะแตกกัน)

https://www.facebook.com/photo/?fbid=28612935408361583&set=a.1744875672260921




📍ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษภายในงาน 50 ปี 6 ตุลาฯ กับ 2 นิทรรศการ และกิจกรรมสะสมตราปั๊ม (Stamp Hunting) 8 จุด 🕊️

https://www.facebook.com/2519October6/posts/1571500241680077

เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ
7 hours ago ·

ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมสุดพิเศษภายในงาน 50 ปี 6 ตุลาฯ กับ 2 นิทรรศการ และกิจกรรมสะสมตราปั๊ม (Stamp Hunting) 8 จุด
2 นิทรรศการจัดบริเวณใต้ตึกกิจกรรมนักศึกษา
1. นิทรรศการ “ต่างความคิด ผิดถึงตาย”
2. นิทรรศการ 50 ปี 6 ตุลาฯ
• บริเวณข้างสนามฟุตบอล นิทรรศการพิพิธภัณฑ์สามัญชน
• บริเวณศาลาข้างสนามฟุตบอล workshop ดอกไม้ประดิษฐ์ ทำเสร็จแล้วสามารถนำไปวางที่จุดวางพวงมาลัยดอกไม้ได้!
• จุดสะสมตราปั๊ม 8 จุด ดังนี้ ลานปรีดี พนมยงค์, ลานประติมากรรม, คณะนิติศาสตร์, สนามฟุตบอล, ใต้ตึกกิจกรรม, ตึกพาณิชย์, ลานโพธิ์ และหอประชุมศรีบูรพา
แล้วพบกันวันที่ 4-6 ตุลาคม 2569
ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ภาพจาก: BBC THAI
ร่วมเป็น 1 ใน 50,000 รายชื่อ เสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41
ลงชื่อลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ
https://decoup6octsins.com/
ติดตามข้อมูลข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Instagram: 6tula2519
Facebook: เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ
#50ปี6ตุลา #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา













ในวาระ "50 ปี 6 ตุลา 2519" ปาฐกถาพิเศษ "50 ปี 6 ตุลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต" โดย ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์


50 ปี 6 ตุลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต

Prachatai

Streamed live 14 hours ago

ร่วมรำลึกและเรียนรู้กับกิจกรรมในวาระ "50 ปี 6 ตุลา 2519" . ปาฐกถาพิเศษ "50 ปี 6 ตุลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต" โดย ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ 14.00 - 16.30 น. 

ร่วมเสวนาในหัวข้อเดียวกัน มีผู้ร่วมเสวนา 5 ท่าน 
จาตุรนต์ ฉายแสง
พรรณิการ์ วานิช
ดร.ขวัญขีวัน บัวแดง
ภัควดี วีระภาสพงษ์
นันธัชพร ศรีจันทร์ 

ดำเนินรายการ โดย 
ดร.ณัฐกร วิธิตานนท์
. 
ในเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00 น. - 16.30 น. 
ที่สวนอัญญา - เฮือนครูองุ่น มาลิก : หอประวัติศาสตร์ประชาชนภาคเหนือเชียงใหม่ 
กำหนดการ 13.05 - 13.45 น.


https://www.youtube.com/watch?v=MnC4c-BOYTc






“พีมูฟ” ลั่นกลองศึก! นัดชุมนุม 4 ตุลา' ปักหลักหน้าทำเนียบฯ ทวงคืน “สิทธิที่ดิน” หลังยุบ บจธ เร่งรัฐสานต่อภารกิจประชาชน


ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move
a day ago ·

ติดตาม! “พีมูฟ” ลั่นกลองศึก! นัดชุมนุม 4 ตุลา' ปักหลักหน้าทำเนียบฯ ทวงคืน “สิทธิที่ดิน” หลังยุบ บจธ เร่งรัฐสานต่อภารกิจประชาชน

‘ชวนจับตา’ วันนัดหมายสำคัญ เมื่อศึกที่ดินระอุอีกระลอก เครือข่ายภาคประชาชน เกษตรกรจากหลายพื้นที่ นัดชุมนุมใหญ่ เคลื่อนขบวนสู่เป้าหมาย 4 ตุลาคม นี้ ปักหลักหน้าทำเนียบฯ นี่ไม่ใช่เพียงการชุมนุมคัดค้านนโยบายของรัฐบาล แต่เป็นการกลับมาทวงถามอนาคตของภารกิจการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน หลัง “สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน” หรือ บจธ. สิ้นสุดการดำเนินงานตามมติของรัฐบาล

เมื่อรัฐบาลอนุทิน ปิดฉากธนาคารที่ดิน (บจธ.) พีมูฟประกาศกลับมาอีกครั้ง 4 ต.ค.นี้ ทวงคำตอบเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย รัฐบาลต้องทบทวนมติ ครม. และเปิดทางให้ภารกิจธนาคารที่ดินเดินหน้าต่อผ่าน พอช.

การกลับมาครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังรัฐบาล เดินหน้าปิดฉาก บจธ. ทั้งราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรียุบเลิก บจธ. โดยมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

สำหรับรัฐบาล นี่คือการปรับโครงสร้างและลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ แต่ในส่วนพีมูฟ เนี่คือจุดเริ่มต้นที่ใหญ่กว่าเดิม เมื่อธนาคารที่ดินถูกยุบ แล้วประชาชนที่กำลังรอการแก้ไขปัญหาที่ดิน จะเดินต่ออย่างไร

'ย้ำ' เพื่อหลักประกันเกี่ยวกับภารกิจการถ่ายโอนในสิทธิที่ดินที่มั่นคงกว่า หากรัฐไร้ความชัดเจนตามข้อเสนอของพีมูฟ พร้อมชุมนุมต่อเนื่อง จนกว่าจะได้คำตอบที่เป็นรูปธรรม

“ยุบหน่วยงาน” ไม่ควรเท่ากับ “ยุติภารกิจ”

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา บจธ. กลายเป็นอีกหนึ่งในประเด็นสำคัญที่พีมูฟเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ขยายเวลาการดำเนินงานของ บจธ. ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อศึกษาทบทวนบทบาท ภารกิจ และความจำเป็นของหน่วยงาน

เมื่อถึงเส้นตาย การยุบเลิกก็เกิดขึ้น พีมูฟจึงกลับมาหน้าทำเนียบฯ อีกครั้ง พร้อมคำถามว่า กลไกที่จะมารับช่วง จะสามารถทำงานต่อเนื่องได้ทันทีหรือไม่ เพราะปัญหาที่ดินของประชาชนไม่ได้หยุดลงพร้อมกับวันสิ้นสุดของหน่วยงาน เพราะที่ดินที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อยังต้องเดินหน้า รวมทั้งสัญญาที่อยู่ระหว่างดำเนินการยังต้องได้รับการดูแล ชุมชนที่กำลังรอการแก้ไขปัญหายังต้องการคำตอบ หลายครอบครัวที่กำลังเสี่ยงสูญเสียที่ดินยังต้องการหลักประกัน

นี่จึงเป็น...เหตุผลที่พีมูฟยืนยันว่า การเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานต้องไม่ทำให้ภารกิจของประชาชนสะดุด

“จาก 29 กันยายน สู่ 4 ตุลา เส้นทางจากการเจรจา ถึงการชุมนุม”

จาก “โต๊ะเจรจา” สู่ “หน้าทำเนียบ” พีมูฟประกาศเคลื่อนไหว จี้รัฐบาลหยุดสุญญากาศที่ดิน สานต่อภารกิจ บจธ. หวั่นคนจน เกษตรกรรายย่อย คนเข้าไม่ถึงสิทธิ คนไร้ที่ดินทำกิน รวมถึงคนจนเมือง และผู้คนที่กำลังรอความช่วยเหลือต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่

เมื่อ 29 กันยา ที่ผ่านมาไม่นานนี้ ตัวแทนพีมูฟ เข้าหารือกับฝ่ายรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ทบทวนแนวทางการยุติ บจธ. และหาทางออกให้ภารกิจด้านที่ดินเดินหน้าต่อ ด้วยความกังวลอย่างต่อเนื่องว่าการถ่ายโอนภารกิจไปยังกลไกราชการอาจทำให้การทำงานที่ต้องอาศัยความคล่องตัวและการทำงานใกล้ชิดกับชุมชนเกิดความล่าช้า

หนึ่งในข้อเสนอที่หยิบยกขึ้นมาคือ การนำภารกิจบางส่วนไปสานต่อภายใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. โดยเฉพาะภารกิจที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และประเด็น โฉนดชุมชน

“เมื่อคำตอบสุดท้ายยังไม่ชัดเจน พีมูฟจึงเลือกใช้พื้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเป็นเวทีทวงถามอีกครั้ง”

อาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม คือวันนัดหมาย และวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่พีมูฟเตรียมติดตามคำตอบจากรัฐบาล

เบื้องหลังข้อพิพาทเรื่อง บจธ. ถือเป็นอีกปัญหาในการเข้าถึงที่ดินของคนจนและเกษตรกร สำหรับครอบครัวหนึ่ง ที่ดินหนึ่งผืนอาจเป็นทั้งบ้าน เป็นแหล่งผลิตอาหาร เป็นพื้นที่ทำการเกษตร เป็นรายได้ และเป็นหลักประกันที่จะส่งต่อให้ลูกหลาน การสูญเสียที่ดินจึงไม่ได้หมายถึงการเสียทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสูญเสีย ฐานชีวิต

“เตรียมติดตามความคืบหน้าและคำตอบจากรัฐบาลอีกครั้งในวันที่ 5 ตุลาคม”

แก่นของข้อเสนอไม่ใช่เพียงการเรียกร้องให้คงหน่วยงานเดิม แต่เป็นการเรียกร้องให้ กลไกแก้ไขปัญหาที่ดินต้องไม่ถูกตัดตอน เพราะสำหรับคนที่กำลังรอที่ดินทำกิน รอการแก้ไขปัญหาการถือครอง หรือกำลังอยู่ในกระบวนการรักษาที่ดินของตนเอง ความล่าช้าของระบบราชการอาจไม่ได้หมายถึงเพียงการรอเอกสารอีกหนึ่งฉบับ แต่อาจหมายถึงความไม่มั่นคงในชีวิตและอนาคตของครอบครัว

ตลอดเวลาที่ผ่านมา บจธ. ถูกออกแบบให้เข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาการเข้าถึงที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย รวมถึงประชาชนที่อยู่ในภาวะเสี่ยงสูญเสียที่ดินจากภาระหนี้ การจำนอง หรือการขายฝาก ในอีกด้านหนึ่ง บจธ. ยังถูกใช้เป็นกลไกสนับสนุนการจัดการที่ดินในระดับชุมชน ซึ่งเป็นที่มาของความพยายามผลักดันแนวทาง “โฉนดชุมชน”

นี่คือเหตุผลที่พีมูฟมองว่า บจธ. ไม่ควรถูกพิจารณาเพียงในฐานะองค์กรหนึ่งที่มีต้นทุนการบริหาร แต่ต้องพิจารณาจาก ผลที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ได้รับการแก้ไขปัญหา

แม้รัฐบาลมีแนวทางให้ภารกิจถูกถ่ายโอนไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. เพื่อดูแลและหาหน่วยงานมารับช่วงต่อ
แต่สำหรับพีมูฟ ยังตั้งข้อกังวลว่า กลไกดังกล่าวจะสามารถรักษาความต่อเนื่องของงานที่กำลังดำเนินการอยู่ได้หรือไม่ ทั้งกรณีที่ต้องใช้ทั้งกลไกทางการเงิน การจัดหาที่ดิน และการทำงานร่วมกับชุมชน เพราะการแก้ปัญหาที่ดินไม่ได้จบลงเพียงการออกเอกสารสิทธิ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ใครจะมีที่ดินทำกิน ใครจะรักษาที่ดินไม่ให้หลุดมือ และชุมชนจะมีสิทธิจัดการที่ดินของตนเองอย่างไร อีกทั้งประชาชนที่อยู่ในกระบวนการของ บจธ. วันนี้ จะถูกพาเดินต่อไปถึงปลายทางอย่างไร

“โฉนดชุมชน” อีกโจทย์ที่พีมูฟไม่ยอมให้หายไปพร้อมกับ บจธ.”

สำหรับภาคประชาชน การยุบธนาคารที่ดินไม่ได้แยกออกจากประเด็นโฉนดชุมชน
เพราะทั้งสองเรื่องเชื่อมโยงกันอยู่ที่คำถามเดียวกัน คือ ประชาชนจะมีหลักประกันในการเข้าถึงและจัดการที่ดินได้อย่างไร

ก่อนหน้านี้ เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือและพีมูฟเคยเสนอให้รัฐบาลกำหนดมาตรการคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเสนอให้ขยายอายุ บจธ. จนกว่าจะมีกลไกถาวรด้านธนาคารที่ดินและการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนว่า สำหรับภาคประชาชนที่ดิน” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องกรรมสิทธิ์รายบุคคล แต่ยังเป็นเรื่องของ สิทธิชุมชน การจัดการทรัพยากรร่วม และความมั่นคงในการดำรงชีวิต

สำหรับคนจนที่กลับมาหน้าทำเนียบฯ อีกครั้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พีมูฟนำปัญหาที่ดินมาปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่สถานการณ์ในครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะจากเดิมที่ประชาชนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล “ไม่ยุบ” วันนี้ บจธ. กลับถูกยุบไปแล้ว ดังนั้นคำถามจึงหนักแน่นขึ้น และการชุมนุมคงหนักหน่วงขึ้นกว่าเดิม แล้วรัฐบาลจะทำอย่างไรกับคนที่ยังอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา

การเคลื่อนขบวน 4 ตุลาคม นี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณว่า พีมูฟจะไม่ยอมให้การสิ้นสุดของหน่วยงานกลายเป็นการสิ้นสุดของภารกิจแก้ปัญหาที่ดิน การปักหลักครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย แต่มีคนที่กำลังรอคำตอบอยู่เบื้องหลัง

สิ่งนั้นคือ เกษตรกรที่รอที่ดินทำกิน
ครอบครัวที่กำลังรักษาที่ดินของตนเอง ชุมชนที่กำลังผลักดันการจัดการที่ดินร่วมกัน และคนจนที่ต้องการหลักประกันว่า วันหนึ่งพวกเขาจะมีที่ดินเป็นของตนเอง หรืออย่างน้อยมีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมั่นคง

“จาก “คำรับปาก” สู่ “คำตอบที่เป็นรูปธรรม”

สิ่งที่พีมูฟสะท้อนมาตลอดคือ ความไม่มั่นใจต่อการแก้ไขปัญหาที่ต้องผ่านกระบวนการราชการหลายขั้นตอน
เพราะประชาชนเคยผ่านทั้งการยื่นหนังสือ การตั้งคณะกรรมการ การประชุมหารือ และการรอคำตอบมาแล้วหลายครั้ง

จึงต้องการมากกว่าคำรับปาก ต้องการกลไก ต้องการกรอบเวลา และต้องการหลักประกันว่าภารกิจที่กำลังดำเนินอยู่จะไม่ถูกตัดตอน โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ บจธ. สิ้นสุดลงแล้ว แต่กลไกใหม่ยังอยู่ระหว่างการจัดวาง

คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ
ภารกิจและสัญญาของ บจธ. ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จะเดินหน้าต่ออย่างไร
ประชาชนที่อยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาจะได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างไรในช่วงเปลี่ยนผ่าน
กลไกใดจะทำหน้าที่ด้านการจัดหาที่ดินและช่วยเหลือประชาชนที่เสี่ยงสูญเสียที่ดิน
รัฐบาลจะวางกลไกถาวรด้านธนาคารที่ดินและการกระจายการถือครองที่ดินอย่างไร

จากการประชุมสู่การชุมนุม จากหนังสือร้องเรียนสู่การเคลื่อนขบวน จากคำถามว่าจะยุบธนาคารที่ดินหรือไม่ มาถึงคำถามที่ใหญ่กว่าเดิมว่า เมื่อยุบแล้ว สิทธิของประชาชนจะเดินต่อไปทางไหน

คำถามเหล่านี้ไม่ได้อยู่เฉพาะในรั้วทำเนียบรัฐบาล แต่เป็นคำถามที่อยู่กับประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ วันที่ 4 ตุลาคม ต่อเนื่องถึงวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม อาจเป็นอีกบทหนึ่งในการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน

"พีมูฟ" จึงต้องประกาศเลื่อนไหว ติดตามคำตอบจากรัฐบาล เพื่อต้องการสิ่งที่มากกว่าคำรับปาก และหากยังไม่มีความชัดเจน ก็พร้อมปักหลักชุมนุมต่อเนื่อง

เนื้อหาเรื่อง โดย :ศรายุทธ ฤทธิพิณ
ออกแบบภาพ โดย :กัญญ์วรา หมื่นแก้ว
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1383437503969831&set=a.265760042404255






“น้ำท่วมปราจีนบุรี” น่ากลัวมาก พบคราบสีรุ้งกระจายจากบ่อฝังกลบ เร่งตรวจสอบมีสารอะไรปนเปื้อน ภาพมุมสูงช่วงวันที่ 28–29 ก.ย. เผยคราบสีดำ เทา และสีรุ้งลอยบนผิวน้ำใกล้บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม หลังชาวบ้านแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ผ่าน 2 วันยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าคราบดังกล่าวเป็นสารชนิดใด


นก ส่งข่าว
AI content ·14 hours ago ·

แล้วชาวบ้านจะอยู่กันยังไง..!!??
..วอนภาครัฐ ตรวจสอบด่วน
..
“น้ำท่วมปราจีนบุรี” น่ากลัวมาก พบคราบสีรุ้งกระจายจากบ่อฝังกลบ เร่งตรวจสอบมีสารอะไรปนเปื้อน ภาพมุมสูงช่วงวันที่ 28–29 ก.ย. เผยคราบสีดำ เทา และสีรุ้งลอยบนผิวน้ำใกล้บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม หลังชาวบ้านแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ผ่าน 2 วันยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ
เบื้องต้นยังไม่ทราบว่าคราบดังกล่าวเป็นสารชนิดใด มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับน้ำมันหรือสาร VOC แต่ต้องรอผลตรวจยืนยัน ขณะที่ฝนตกหนักอาจทำให้ระบบกักเก็บน้ำของบ่อฝังกลบรับไม่ไหว จนน้ำไหลออกสู่พื้นที่โดยรอบและทางน้ำสาธารณะ
..
พื้นที่ใกล้เคียงยังมีคลอง นาข้าว ชุมชน และวัด จึงมีความกังวลเรื่องการปนเปื้อนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องรอผลตรวจสารปนเปื้อนเพื่อหาสาเหตุและระดับความรุนแรงต่อไป
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=28564879249827827&set=a.631159473626513





เรื่องเล่า สุวรรณภูมิ ล้อมด้วยกำแพงดิน 23 กม. กันน้ำ แล้วน้ำไปไหน?

https://www.facebook.com/reel/2038729283392484



เล่นบทเสี่ยกิมหงวน รวยไม่ไหวแล้วโว้ย ปีนี้ไม่ผัดข้าว แจกเงิน - สิ่งที่สังคมต้องการ คือ รัฐที่เตือนภัยให้คนรู้ให้ชัดเจน เกิดน้ำท่วมก็ต้องแก้ไขรวดเร็ว ไม่ใช่การแจกเงินคนที่น้ำท่วมมาแล้ว 5 วัน เพื่อหวังลดภาพคนรุมด่าเวลาลงพื้นที่



Kasian Tejapira
2 days ago ·

เสี่ยกิมหงวนรวยไม่ไหว
%%%%%
นายกฯหนูเล่นบทเสี่ยกิมหงวน
เจอประเทศปั่นป่วนน้ำท่วมใหญ่
จนปัญญาจังงังทำยังไง
จึงควักแบงค์แจกให้อย่างเคยชิน
นึกถึงคำเตี่ยสอนตอนน้ำท่วม





ประชาชนทุกข์อ่วมกระแสสินธุ์
รวยไม่ไหวแจกแหลกแบบวินวิน
เชิญคืนถิ่นสำเพ็งจ๊อเซ็งลี้



ทำไมนักเรียนทั่วฝรั่งเศสถึงออกมาประท้วง? ความไม่สงบที่ทวีความรุนแรงส่งผลให้โรงเรียนต้องปิดทำการ มีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคน และหลายพันคนถูกจับ


ตำรวจปราบจลาจลเผชิญหน้ากับกลุ่มนักเรียนที่กำลังประท้วงและปิดกั้นทางเข้าออกโรงเรียนมัธยม Le Corbusier ในย่าน Aubervilliers ทางตอนเหนือของกรุงปารีส เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 (ภาพโดย Lou Benoist — AFP/Getty Images)

ทำไมนักเรียนทั่วฝรั่งเศสถึงออกมาประท้วง? ความไม่สงบที่ทวีความรุนแรงส่งผลให้โรงเรียนต้องปิดทำการและมีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคน

โรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วฝรั่งเศสต้องปิดทำการ วัยรุ่นหลายพันคนถูกจับกุม และมีผู้คนหลายร้อยคนได้รับบาดเจ็บ จากเหตุความไม่สงบเกี่ยวกับสภาพการณ์ในระบบโรงเรียนมัธยม (lycée) ที่ลุกลามและกลายเป็นความรุนแรงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

กระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสระบุว่า มีผู้ถูกจับกุมแล้วประมาณ 3,000 คนนับตั้งแต่การประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบสองสัปดาห์ก่อนบริเวณรอบนอกกรุงปารีส โดยเฉพาะในวันพฤหัสบดีเพียงวันเดียวมีผู้ถูกควบคุมตัวเกือบ 2,000 คน

นาย Édouard Geffray รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยว่า ในระหว่างที่การชุมนุมประท้วงทวีความรุนแรงจนเกิดการปะทะกัน มีนักเรียน 170 คนและบุคลากรทางการศึกษา 65 คนได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบ 400 นายได้รับบาดเจ็บเช่นกัน

สถานการณ์การประท้วงไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วลงในวันศุกร์ โดยข้อมูลจากตำรวจระบุว่ามีการชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นราว 900 จุดทั่วฝรั่งเศส โรงเรียนในฝรั่งเศสกว่า 500 แห่งยังคงปิดทำการ ในขณะที่นักเรียนก่อเหตุวางเพลิง ปิดกั้นทางเข้าออกโรงเรียน และปะทะกับตำรวจปราบจลาจลในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

เมื่อเช้าวันศุกร์ นาย Geffray ได้หารือร่วมกับสหภาพครู องค์กรนักเรียน และสมาคมผู้ปกครอง เพื่อพยายามลดความตึงเครียดของการประท้วงผ่านการเจรจา

"เราต้องรับฟังเสียงของนักเรียนมัธยมศึกษา ปัญหาที่พวกเขาเผชิญต้องการการตอบสนองที่เป็นรูปธรรม ทั้งในระดับโรงเรียนและระดับชาติ" นาย Geffray โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X "นี่คือวัตถุประสงค์ของการเจรจาที่ริเริ่มขึ้นในโรงเรียนมัธยมและเขตการศึกษาต่างๆ ซึ่งผมยังคงดำเนินการต่อเนื่องในวันนี้ร่วมกับตัวแทนของบุคลากร ผู้ปกครอง และนักเรียน"

เขายังได้ประกาศเปิดช่องทางให้นักเรียนสามารถส่งข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการศึกษา โดยระบุว่าจะมีการนำข้อเสนอเหล่านี้ไปประเมินและใช้ประกอบการจัดทำ "รายงานระดับชาติ" ต่อไป

อย่างไรก็ตาม องค์กรนักเรียนมัธยมศึกษาต่างเรียกร้องให้มีการชุมนุมประท้วงต่อไปภายหลังการหารือกับนาย Geffray โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลฝรั่งเศสยังขาด "มาตรการที่เป็นรูปธรรม" ในการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องของพวกเขา

นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการประท้วงที่กำลังดำเนินอยู่


นักเรียนที่ร่วมการประท้วงกำลังเติมเชื้อเพลิงให้กับสิ่งกีดขวางที่ถูกเผาไหม้ ระหว่างการปิดกั้นทางเข้าออกโรงเรียนมัธยม Le Corbusier ในย่าน Aubervilliers ทางตอนเหนือของกรุงปารีส เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 (ภาพโดย Lou Benoist — AFP/Getty Images)

ทำไมนักเรียนถึงออกมาประท้วง?

การประท้วงครั้งนี้มีชนวนเหตุมาจากความไม่พอใจในประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนมัธยมศึกษาในฝรั่งเศส

ข้อเรียกร้องหลักประการหนึ่งของผู้ชุมนุมคือปัญหาการขาดแคลนครูและบุคลากรสนับสนุนในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ กระทรวงศึกษาธิการพบว่า ในปีการศึกษา 2024-2025 มีชั่วโมงการเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมของรัฐเกือบ 10% ที่ไม่มีการสอนเกิดขึ้น โดยประมาณ 7.5% ของชั่วโมงที่หายไปนั้นมีสาเหตุมาจากการไม่สามารถหาครูมาสอนแทนได้

"ทุกวันนี้โรงเรียนของเราเป็นอัมพาตเพราะขาดแคลนทรัพยากร ครู และโต๊ะเรียนไม่เพียงพอ" นักเรียนคนหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส "เราไม่มีพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ดูแลนักเรียน สิ่งเดียวที่พวกเขาทำกับเราคือการยึดโทรศัพท์มือถือไป"

ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับทรัพยากรและงบประมาณที่ไม่เพียงพอ รวมถึงสภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ในโรงเรียน ยังเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการประท้วงของนักเรียนอีกด้วย

"ห้องเรียนหนึ่งมีนักเรียน 35 คน แต่เรามีเก้าอี้ไม่พอ" นักเรียนวัย 15 ปีกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ในย่านปองแต็ง (Pantin) ชานกรุงปารีส ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงปะทะกับตำรวจซึ่งใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม

"ห้องเรียนหนึ่งมีนักเรียน 35 คน พอถึงฤดูร้อนที่อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 35 องศาเซลเซียส มันเป็นสภาพที่ทนไม่ได้เลย ห้องน้ำก็มีไม่พอ แถมบางห้องยังมีน้ำรั่วซึมด้วย" นักเรียนวัย 17 ปีกล่าวกับ AFP ระหว่างการประท้วงในเมืองสตราสบูร์ก ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส "อาคารเรียนกำลังทรุดโทรม โรงอาหารก็เล็กเกินไป ไม่มีงบประมาณ ไม่มีทรัพยากร และเจ้าหน้าที่ดูแลนักเรียนก็ไม่เพียงพอ"

นักเรียนอีกคนหนึ่งยังแสดงความกังวลเรื่องการขาดแคลนทรัพยากรในการรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนเมื่อให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Guardian

"เรากำลังประท้วงเรื่องสภาพความเป็นอยู่ท่ามกลางคลื่นความร้อนด้วย" นักเรียนวัย 19 ปีกล่าว "เยาวชนเพียงแค่ต้องการเรียนและศึกษาหาความรู้ในสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสม รัฐบาลฝรั่งเศสดูเหมือนจะประหลาดใจกับผลการเรียนของนักเรียนที่แย่ลง แต่กลับไม่ทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหานี้เลย"

ยุโรปเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงหลายระลอกในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ส่งผลให้ยุโรปตะวันตกมีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับในฝรั่งเศส มีผู้เสียชีวิตเกือบ 8,000 คนตลอดช่วงฤดูร้อนอันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดดังกล่าว นอกจากนี้ กลุ่มนักศึกษาที่ประท้วงยังได้แสดงความไม่พอใจต่อระบบการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยออนไลน์ของประเทศที่ชื่อว่า "Parcoursup" โดยมองว่าเป็นต้นเหตุของความเครียดและความไม่ไว้วางใจที่มีต่อระบบการศึกษา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นข้อร้องเรียนเฉพาะเจาะจงของกลุ่มผู้ประท้วงนั้นมีความแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละพื้นที่ของประเทศ

Geffray มองว่าประเด็นนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้การแก้ไขต้นตอของความไม่สงบมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวเมื่อเช้าวันศุกร์ว่า "ความยากประการหนึ่งของการเคลื่อนไหวครั้งนี้คือไม่มีข้อเรียกร้องในระดับชาติ เพราะทุกอย่างเริ่มต้นจากข้อเรียกร้องในระดับท้องถิ่น"


กลุ่มนักเรียนมัธยมปลายนำขบวนเดินประท้วงพร้อมป้ายข้อความ "Education Is Too Expensive / Try Ignorance Instead" (การศึกษามีราคาแพงเกินไป / ลองเลือกความไม่รู้ดูสิ) ที่จัตุรัส Place de Catalogne ในเมือง Perpignan จังหวัด Pyrénées-Orientales ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 (ภาพโดย Jc Milhet — Hans Lucas/AFP/Getty Images)

การประท้วงเริ่มต้นที่ไหนและขยายตัวออกไปอย่างไร?

การประท้วงเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน โดยกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียน Lycée Saint-Exupéry ในเมือง Créteil ซึ่งตั้งอยู่ชานกรุงปารีส ได้รวมตัวกันประท้วงปัญหาการขาดแคลนบุคลากรครูและทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ

ในเวลาต่อมา การประท้วงได้ลุกลามไปทั่วภูมิภาค Île-de-France (อิล-เดอ-ฟรองซ์) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กรุงปารีสและปริมณฑล โดยนักเรียนพยายามปิดกั้นทางเข้าออกของโรงเรียนหลายสิบแห่ง

สถานการณ์การประท้วงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยขยายตัวจากพื้นที่รอบกรุงปารีสไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ข้อมูลจากสำนักข่าว Reuters ระบุว่ามีการประท้วงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น ทางตะวันตกของฝรั่งเศสในเมือง Rennes, Nantes, Quimper และ Brest; ทางตอนใต้ของประเทศในเมือง Bordeaux, Toulouse, Toulon, Marseilles และ Grenoble; ไปจนถึงเมือง Strasbourg ทางตะวันออก และเมือง Lille ทางตอนเหนือ

กระทรวงมหาดไทยระบุว่า เมื่อถึงวันจันทร์ มีโรงเรียน 180 แห่งได้รับผลกระทบจากการประท้วงที่ขยายตัว และตัวเลขดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 500 แห่งเมื่อสิ้นสุดสัปดาห์

วันพฤหัสบดีถือเป็นวันที่การประท้วงทวีความรุนแรงถึงขีดสุด

ในวันดังกล่าว มีเหตุวางเพลิงเกิดขึ้นที่โรงเรียนในฝรั่งเศสอย่างน้อยสองแห่ง ที่โรงเรียนมัธยม Victor Hugo ในเมือง Marseille มีครูหลายคนถูกสาดด้วยน้ำมันเบนซินโดยไม่ตั้งใจ ส่วนที่โรงเรียนมัธยม Saint-Exupéry ในเมือง Marseille เช่นกัน นักเรียนหลายร้อยคนได้จุดไฟเผารถดับเพลิงที่เดินทางมาเพื่อดับไฟที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในช่วงเช้า นักดับเพลิงถูกนักเรียนบังคับให้ออกจากรถก่อนที่รถจะถูกเผาทำลาย นอกจากนี้ ยังเกิดการปะทะกันระหว่างนักเรียนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการประท้วงทั่วประเทศ โดยตำรวจได้ยิงสิ่งของบางอย่างเพื่อพยายามควบคุมฝูงชนผู้ประท้วง

ณ คืนวันศุกร์ การประท้วงยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง โดยกลุ่มสหภาพนักเรียนสองกลุ่ม ได้แก่ Student Union และ High School Trade Union ได้ร่วมกันเรียกร้องให้มีการประท้วงต่อเนื่องในสัปดาห์หน้า

"ถึงนักเรียนและนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ในขณะที่ทางการพยายามผลักดันพวกเราให้ออกจากสถานศึกษาด้วยมาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตัดงบประมาณ การปิดสถานที่ อาคารเรียนที่ทรุดโทรม ระบบการคัดเลือก หรือการปราบปราม เราต้องไม่ยอมให้พวกเขาทำเช่นนั้น: มาร่วมกันปิดกั้นและยึดพื้นที่มหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมกลับคืนมากันเถอะ!" สหภาพทั้งสองระบุในแถลงการณ์ ภาพ


นักเรียนแสดงท่าทีขณะอยู่ใกล้กับสิ่งกีดขวางที่กำลังลุกไหม้ ท่ามกลางการประท้วงของนักเรียนมัธยมปลายทั่วประเทศเพื่อคัดค้านสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ย่ำแย่ บริเวณใกล้โรงเรียนมัธยม Lycée Déodat ในเมือง Toulouse ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2026 (ภาพโดย Ed Jones—AFP/Getty Images)

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสกล่าว

เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสหลายคนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประท้วงของนักศึกษาที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ บางคนได้กล่าวถึงผู้ปกครองของผู้ประท้วงโดยเฉพาะ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เจอรัลด์ ดาร์มาแนง กล่าวกับสถานีวิทยุ RTL เมื่อวันพฤหัสบดีว่า ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานก่อความเสียหายต่อทรัพย์สินควรชดใช้ค่าเสียหาย

ขณะเดียวกัน เจฟเฟรย์ได้เตือนถึงอันตรายที่เขากล่าวว่าการประท้วงที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อให้เกิดกับนักศึกษา

“ผู้ปกครองจำเป็นต้องระดมกำลังและบอกลูก ๆ ของพวกเขาว่าอย่าไปร่วมการปิดกั้น” เจฟเฟรย์กล่าวเมื่อวันศุกร์ “ตอนนี้ สิ่งสำคัญคือการทำให้แน่ใจว่าลูกหลานของเราจะไม่อยู่บนท้องถนนอีกต่อไป เพราะพวกเขากำลังตกอยู่ในอันตราย”

เนื่องจากการประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นในสัปดาห์นี้ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส เซบาสเตียน เลอคอร์นู ได้เรียกประชุมฉุกเฉินเมื่อวันพฤหัสบดีและยกเลิกแผนการเดินทางของรัฐมนตรีเพื่อทำงานเกี่ยวกับการระงับการประท้วง

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาในกรุงมาดริดว่า "ผมรับฟังและเข้าใจความวิตกกังวลและความโกรธที่เยาวชนของเราอาจมีอยู่ อย่างไรก็ตาม การถกเถียงหรือความหวาดกลัวเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้ออ้างให้ใช้ความรุนแรง"


ที่มา Time
Why Are Students Protesting Across France? Escalating Unrest Closes Schools, Leaves Hundreds Injured

https://time.com/article/2026/10/02/france-student-protests-arrests-injuries-school-closures/
Oct 2, 2026




ความเป็นมนุษย์ของเธออยู่ที่ไหน?







คืนนี้ที่สนาม Gillette Stadium ศิลปินเพลงคันทรีระดับโลกอย่าง Zach Bryan ได้สวมเสื้อที่มีข้อความ "Free Palestine" ขึ้นแสดงบนเวที

สนาม Gillette Stadium แห่งนี้มี Robert Kraft เป็นเจ้าของ ซึ่ง Kraft เคยเป็นผู้กดดันให้ Ed Sheeran และผู้จัดคอนเสิร์ตถอดชื่อ Macklemore ออกจากทัวร์คอนเสิร์ตของเขามาแล้ว




THREAD 🧵 จาเร็ด คุชเนอร์ ทูตสหรัฐฯ และบุตรเขยของโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารใน "คณะกรรมการเพื่อสันติภาพ" (Board of Peace) ของฉนวนกาซา แต่บริษัทของเขาที่ชื่อ Affinity Partners กลับถือหุ้นใหญ่ในบริษัทสัญชาติอิสราเอลแห่งหนึ่ง ซึ่งเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเสบียงและยุทโธปกรณ์ให้แก่กองทัพอิสราเอล







https://x.com/AJEnglish/status/2106368677306134918
.....

โพสต์บนโซเชียลมีเดียนี้มีที่มาจากรายงานการสืบสวนของ CNN เกี่ยวกับบทบาทควบคู่กันของ Jared Kushner ทั้งในด้านการทูตในตะวันออกกลางและธุรกิจการลงทุนแบบไพรเวทอิควิตี้ (private equity) ในระดับโลก

ภาพรวมของข้อกล่าวหา

การถือหุ้นหลัก: Affinity Partners ซึ่งเป็นบริษัทไพรเวทอิควิตี้ของ Kushner ถือหุ้นในสัดส่วน 7.4% ของ Phoenix Financial (หนึ่งในกลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอล) ส่งผลให้ Affinity กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัทดังกล่าว

ความเชื่อมโยงกับซัพพลายเออร์ด้านการทหาร: Phoenix Financial มีการลงทุนในบริษัทหลายแห่งที่เป็นซัพพลายเออร์ให้กับกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ซึ่งรวมถึง Elbit Systems (ผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ที่สุดของอิสราเอล), NextVision (ผู้ผลิตกล้องสำหรับโดรน), Reshef Technologies (ผู้ผลิตชนวนระเบิด) และซัพพลายเออร์รายอื่นๆ เช่น Boeing, Caterpillar และ Israel Shipyards

บทบาททางการทูต: ในขณะเดียวกัน Kushner ดำรงตำแหน่งทูตพิเศษและผู้บริหารที่มีส่วนร่วมในโครงการริเริ่มทางการทูตเกี่ยวกับฉนวนกาซา รวมถึงการจัดตั้ง 'Board of Peace' (คณะกรรมการเพื่อสันติภาพ) สำหรับกาซา ซึ่งสืบเนื่องมาจากโครงการริเริ่มในตะวันออกกลางของรัฐบาลทรัมป์

ผลตอบแทนทางการเงิน: ในช่วงกลางปี ​​2026 Affinity ได้ขายหุ้นประมาณหนึ่งในสี่ที่ถืออยู่ใน Phoenix Financial เป็นมูลค่ากว่า 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างกำไรก้อนโตในขณะที่ยังคงสถานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Phoenix เอาไว้

การตอบโต้และคำชี้แจงของ Kushner

ในแถลงการณ์ต่อสาธารณะเพื่อตอบกลับรายงานข่าวดังกล่าว Kushner ปฏิเสธว่าไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือการกระทำที่มิชอบใดๆ:

บทบาทแบบไม่แทรกแซงการบริหาร: ทีมกฎหมายและตัว Kushner เองระบุว่า Affinity ไม่ได้มีตัวแทนในคณะกรรมการบริหารของ Phoenix Financial ไม่ได้กำหนดทิศทางการลงทุน และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการตัดสินใจของ Phoenix ในการซื้อหรือขายหุ้นของบริษัทด้านกลาโหมภายนอก

ผู้จัดการกองทุนสถาบัน: เขาชี้ให้เห็นว่า Phoenix ดำเนินธุรกิจหลักในฐานะผู้จัดการสินทรัพย์สถาบันและผู้ให้บริการด้านเงินบำนาญแก่ประชาชนชาวอิสราเอล โดยบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนที่ครอบคลุมหุ้นอิสราเอลในวงกว้าง

ไม่มีผลกระทบโดยตรง: Kushner เน้นย้ำว่าผลการสืบสวน (รวมถึงข้อมูลที่ CNN ค้นพบเอง) ไม่พบหลักฐานโดยตรงที่บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางการทูตของเขาถูกนำไปใช้เพื่อสร้างอิทธิพลต่อการลงทุนในธุรกิจกลาโหมของ Phoenix หรือในทางกลับกัน

รายงานการสืบสวนของ CNN ที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2026 ได้ตรวจสอบการถือครองสินทรัพย์ทางการเงินของ Jared Kushner ในอิสราเอล ควบคู่ไปกับบทบาทของเขาในฐานะนักการทูตและผู้แทนพิเศษอย่างไม่เป็นทางการในการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง

บทความต้นฉบับและลิงก์ย่อ: CNN: การสืบสวนเรื่อง Jared Kushner (cnn.it/4jBnx9S)

ประเด็นสำคัญของรายงาน - การถือหุ้นใน Phoenix Holdings:

Affinity Partners ซึ่งเป็นบริษัทของ Kushner ได้เข้าซื้อหุ้นใน Phoenix Holdings (Phoenix Financial) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 และเพิ่มสัดส่วนการถือครองขึ้นเป็นสองเท่าในเดือนมกราคม 2025 ส่งผลให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของสถาบันการเงินแห่งนี้ (โดยถือหุ้นในสัดส่วน 7.4% คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ความเกี่ยวข้องกับบริษัทคู่สัญญาด้านการทหาร: CNN ระบุรายชื่อบริษัทด้านการป้องกันประเทศและห่วงโซ่อุปทานของอิสราเอลจำนวน 9 แห่งที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก Phoenix Financial ซึ่งรวมถึง:

Elbit Systems: บริษัทคู่สัญญาด้านการป้องกันประเทศรายใหญ่ที่สุดของอิสราเอล (Phoenix ถือหุ้นมูลค่ากว่า 265 ล้านดอลลาร์)

NextVision: ผู้ผลิตระบบกล้องสำหรับโดรน (มูลค่ากว่า 68 ล้านดอลลาร์)

Reshef Technologies: ผู้พัฒนาชนวนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับกระสุนปืนใหญ่ (มูลค่ากว่า 40 ล้านดอลลาร์)

บริษัทอื่นๆ ได้แก่ Israel Shipyards, Boeing, Caterpillar และ Ashot Ashkelon

ผลตอบแทนทางการเงิน: ในเดือนกรกฎาคม 2026 Affinity ได้ขายหุ้นบางส่วนใน Phoenix ออกไปประมาณหนึ่งในสี่ คิดเป็นมูลค่ากว่า 340 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินลงทุนเริ่มต้นถึงกว่า 5 เท่า

ประเด็นทับซ้อนทางการทูตและการถูกตรวจสอบ: เนื่องจาก Kushner ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนพิเศษโดยไม่รับค่าตอบแทน แทนที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นทางการที่ผ่านการรับรองจากวุฒิสภา การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของเขาจึงไม่อยู่ภายใต้กรอบมาตรฐานของรัฐบาลกลางว่าด้วยความขัดแย้งทางผลประโยชน์ กลุ่มองค์กรด้านจริยธรรมได้วิพากษ์วิจารณ์รูปแบบการดำเนินงานดังกล่าว ในขณะที่ Kushner ระบุว่ารายงานของ CNN นั้น "บิดเบือนความจริงอย่างมาก" โดยเน้นย้ำว่า Affinity เป็นเพียงนักลงทุนที่ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหาร (passive investor) และไม่มีที่นั่งในคณะกรรมการของ Phoenix หรือมีอำนาจควบคุมการตัดสินใจเลือกสินทรัพย์ลงทุนของบริษัทแต่อย่างใด


(Gemini ช่วยรวบรวม)




บริษัท ASML จากเนเธอร์แลนด์ ที่ผลิตเครื่องจักรที่จำเป็นสำหรับชิปที่ทันสมัยที่สุดในโลก นักรณรงค์กล่าวว่าบริษัทนี้อาจช่วยชะลอการแข่งขันด้าน AI ได้ คงต้องช่วยกันกดดัน







https://x.com/AJEnglish/status/2106424518810259717
.....

ASML ผลิตเครื่องจักรที่จำเป็นสำหรับชิปที่ทันสมัยที่สุดในโลก นักรณรงค์กล่าวว่าบริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์แห่งนี้อาจช่วยชะลอการแข่งขันด้าน AI ได้เช่นกัน

รายงานฉบับนี้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของ ASML ในการเติบโตของ AI ทั่วโลก และการถกเถียงเกี่ยวกับการกำกับดูแลเทคโนโลยี:

การผูกขาดการพิมพ์ภาพด้วยแสง: ASML ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองเวลด์โฮเฟน ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ภาพด้วยแสงอัลตราไวโอเลตแบบเข้มข้น (EUV) เพียงรายเดียวในโลก ระบบมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์เหล่านี้จำเป็นสำหรับการพิมพ์ทรานซิสเตอร์ขนาดเล็กบนเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง (เช่น GPU ของ Nvidia) ซึ่งเป็นพลังงานขับเคลื่อนโมเดล AI ระดับแนวหน้า

ข้อโต้แย้งเรื่อง "คอขวด": เนื่องจาก ASML อยู่บนสุดของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ นักรณรงค์ด้านจริยธรรมเทคโนโลยีจึงโต้แย้งว่าการควบคุมหรือจำกัดการผลิต/การส่งออกระบบ EUV เหล่านี้ อาจทำหน้าที่เป็นอุปสรรคชะลอการแข่งขัน AI ทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ บังคับให้บริษัทเทคโนโลยีมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยและประสิทธิภาพมากกว่าขนาดการประมวลผลดิบ

ความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์: ASML กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากมาตรการควบคุมการส่งออกของรัฐบาลตะวันตก ซึ่งจำกัดการขายเครื่องมือระดับสูงให้กับจีน และความต้องการเชิงพาณิชย์มหาศาลจากผู้ผลิตชิประดับโลก เช่น TSMC, Samsung และ Intel ทำให้การชะลอการผลิตโดยสมัครใจกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกัน

ทำไมไม่มีบริษัทอื่นใดสร้างได้

การผูกขาดเทคโนโลยีการพิมพ์ภาพด้วยแสง EUV ของ ASML ได้รับการคุ้มครองไม่เพียงแค่จากสิทธิบัตรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเงินทุนจำนวนมหาศาล การวิจัยและพัฒนาเฉพาะทางมานานหลายทศวรรษ และเครือข่ายซัพพลายเออร์รายเดียวทั่วโลกที่หาที่เปรียบไม่ได้




"ผมเชื่อว่ามีโอกาสราว 50% ที่พวกเราทุกคนจะต้องจบชีวิตลงอันเนื่องมาจากการพัฒนา AI ที่มีความฉลาดเหนือมนุษย์" ความเห็นของ Geoffrey Irving หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ประจำสถาบันความปลอดภัยด้าน AI แห่งสหราชอาณาจักร (AISI)



เราคงไม่รู้คำตอบสำหรับคำถามสำคัญที่สุดเกี่ยวกับ AI จนกว่าจะสายเกินไป

ตลอดเกือบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา หน้าที่ของผมคือการขบคิดว่า AI กำลังมุ่งหน้าไปทางใดและอาจเกิดปัญหาอะไรขึ้นได้บ้าง โดยเริ่มจากที่ OpenAI ต่อด้วย DeepMind และล่าสุดในฐานะหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันความปลอดภัยด้าน AI แห่งสหราชอาณาจักร (AISI) ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมตระหนักชัดว่า เราไม่อาจรอให้ความไม่แน่นอนทั้งหลายได้รับการคลี่คลายก่อนจึงจะลงมือจัดการกับความเสี่ยงของ AI ได้

คำเตือนในช่วงหลังเกี่ยวกับพลังทำลายล้างที่อาจเกิดขึ้นจาก AI นั้นยังถือว่าประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ราว 50% ที่มนุษยชาติจะถึงจุดจบจากการพัฒนา AI ที่ฉลาดล้ำเหนือมนุษย์ และการกระทำของเราในช่วง 2 ถึง 10 ปีข้างหน้านี้จะเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ดังกล่าว

ต้องขอย้ำให้ชัดเจนว่า เมื่อผมกล่าวถึงโอกาส 50% ที่เราจะถูก AI ที่ฉลาดล้ำ (superintelligent AI) คร่าชีวิตนั้น ผมไม่ได้อ้างตัวเลขที่แม่นยำตายตัว แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าประเด็นถกเถียงพื้นฐานสำคัญหลายประการเกี่ยวกับอนาคตและความปลอดภัยของ AI ยังคงหาข้อสรุปไม่ได้ และผมเชื่อว่าเราไม่อาจคาดหวังให้ข้อขัดแย้งเหล่านี้ได้รับการแก้ไขทันท่วงทีก่อนที่สถานการณ์จะเลยจุดที่จะเปลี่ยนทิศทางได้

เราจำเป็นต้องลงมือทำแม้จะยังมีความไม่แน่นอน และต้องต้านทานสิ่งล่อใจที่จะเบี่ยงเบนประเด็นการหารือเร่งด่วนไปสู่ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อซับซ้อน

ท้ายที่สุดแล้ว ขีดความสามารถและแรงจูงใจของ AI รวมถึงการกระทำของมนุษย์เราเอง ล้วนส่งผลต่อโอกาสในการอยู่รอดของเรา นี่คือเหตุผลที่ผมประเมินว่าโอกาสรอดของเรานั้นพอๆ กับการโยนหัวก้อย และเป็นเหตุผลที่ผมเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดพักการพัฒนา AI ไว้ก่อน

AI ที่ฉลาดล้ำจะคร่าชีวิตเราได้อย่างไร?

ลองมาพิจารณาประเด็นเรื่องการที่มนุษย์ทุกคนอาจถูก AI ที่ฉลาดล้ำคร่าชีวิตกันสักครู่ AI จำเป็นต้องมีขีดความสามารถด้านใดบ้างจึงจะทำเช่นนั้นได้? ผมมองว่าระบบ AI สามารถคร่าชีวิตมนุษย์ทุกคนได้ด้วยทักษะเพียง 4 ประการเท่านั้น

ประการแรกคือการเจาะระบบ (hacking) การจะคร่าชีวิตมนุษย์ทุกคนได้นั้น AI ที่ฉลาดล้ำจำเป็นต้องสามารถเข้าควบคุมและย้ายตัวเองข้ามผ่านระบบคอมพิวเตอร์ต่างๆ ได้ ซึ่งเราเคยเห็นตัวอย่างมาแล้วจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Hugging Face ประการที่สอง AI ที่ฉลาดล้ำจำเป็นต้องมีความสามารถในการโน้มน้าวและชักจูงมนุษย์ให้กระทำการบางอย่างแทนตน ดังที่เราได้ศึกษาที่ AISI ประการที่สาม AI ที่ฉลาดล้ำเลิศและเป็นอันตรายจำเป็นต้องปกปิดความคิดของตนจากเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยขึ้นในโมเดลรุ่นใหม่ที่มีขีดความสามารถสูง และประการสุดท้าย มันจำเป็นต้องมีการวางแผนและการประสานงานระหว่างเอเจนต์ (agents) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ทวีคูณ เช่นเดียวกับเอเจนต์กว่า 10,000 ตัวที่ทำงานร่วมกันเพื่อแก้โจทย์ปัญหา Navier-Stokes ที่ OpenAI หรือเอเจนต์กว่า 1,000 ตัวที่มีส่วนร่วมในการโจมตีระบบของ Hugging Face

ทักษะเหล่านี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่บริษัทผู้พัฒนา AI ฝึกฝนให้ระบบมีอยู่แล้วโดยเจตนา การแฮ็กระบบรวมถึงการค้นหาช่องโหว่ ซึ่งเป็นขั้นตอนเดียวกับที่ใช้ในการแก้ไขช่องโหว่เหล่านั้น ส่วนการโน้มน้าวใจก็เกี่ยวข้องกับการเขียนข้อความที่มนุษย์ชื่นชอบ การคิดที่รวดเร็วกว่านั้นมีต้นทุนต่ำกว่า และแรงกดดันให้ต้องคิดเร็วก็บีบให้ AI หันไปใช้วิธีการคิดแบบย่อหรือใช้ทางลัด ซึ่งยากที่มนุษย์จะทำความเข้าใจตามได้ทัน ท้ายที่สุด การวางแผนและการประสานงานยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดการกับโจทย์ปัญหาที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นด้านคณิตศาสตร์ การเขียนโปรแกรม หรือสาขาอื่นๆ

เราสามารถมั่นใจได้มากกว่าว่า AI ที่ฉลาดล้ำเลิศอาจเข้ายึดครองระบบต่างๆ ได้ มากกว่าที่จะมั่นใจว่ามันจะใช้วิธีการใดในการเข้ายึดครอง เปรียบเสมือนที่ผมรู้ว่า Lee Sedol จะต้องเอาชนะผมในเกมโกะได้อย่างขาดลอยแน่นอน แต่ผมไม่รู้ว่าเขาจะใช้หมากเดินแบบไหนเพื่อคว้าชัยชนะนั้น อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ในหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น AI อาจหลุดรอดออกสู่โลกอินเทอร์เน็ตและเข้าควบคุมระบบอาวุธ หรือ AI อาจเข้ายึดครองบริษัทที่ฝึกฝนมันและกักตุนทรัพยากรต่างๆ ไว้

ลองจินตนาการถึงกรณีหลังนี้ดู AI อาจเริ่มใช้กระบวนการคิดแบบปกปิดเพื่อถ่วงเวลาไม่ให้นักวิจัยสังเกตเห็นเจตนาร้ายที่ก่อตัวขึ้น เพราะการแสดงท่าทีที่เป็นมิตรและการให้ความสำคัญกับความเร็วนั้นช่วยให้ AI ได้รับรางวัล (reward) ในระหว่างขั้นตอนการฝึกฝน ต่อมา เมื่อบริษัทเริ่มพึ่งพา AI มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านการช่วยเขียนโค้ดและคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ AI อาจใช้วิธีโน้มน้าวใจอย่างแนบเนียนเพื่อลดการจัดสรรทรัพยากรด้านความปลอดภัย และทำการดัดแปลงผลการทดลองที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับพฤติกรรมหลอกลวงของ AI เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในปี 2026 เมื่อนักวิจัยอ่านรายงานเกี่ยวกับการทดลองด้านความปลอดภัย รายงานฉบับนั้นก็อาจถูกเขียนขึ้นโดย AI เอง

เมื่อ AI มีทักษะการแฮ็กที่เพียงพอแล้ว มันก็อาจหลุดออกจากสภาพแวดล้อมจำลองที่ปลอดภัย (sandbox) ภายในระบบ และทำการทำลายหรือแก้ไขบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตัวมันเอง ดังที่โมเดลต่างๆ ในเหตุการณ์ Hugging Face เคยพยายามทำมาแล้ว ในที่สุด AI อาจแข็งแกร่งขึ้นมากพอที่จะแฮ็กและโน้มน้าวใจได้ จนสามารถขยายอำนาจออกไปนอกบริษัทและเข้าควบคุมศูนย์ข้อมูล บริษัท และรัฐบาลอื่นๆ ได้ ด้วยพลังนี้ AI อาจจัดลำดับความสำคัญในการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด (เช่น พลังงานและที่ดิน) เพื่อการขยายตัวของตนเอง ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนที่คุกคามชีวิตมนุษย์

เมื่อพิจารณาถึงความสามารถและสถานการณ์เหล่านี้แล้ว เป็นที่ชัดเจนสำหรับผมว่า แม้แต่ AI ที่เหนือกว่ามนุษย์เพียงเล็กน้อย ก็สามารถเอาชนะมนุษยชาติและฆ่าเราทุกคนได้อย่างแน่นอน

AI ที่ฉลาดล้ำจะ ‘ต้องการ’ ฆ่าเราหรือไม่?

และถึงกระนั้น การที่ AI สามารถฆ่ามนุษย์ทุกคนได้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะทำเช่นนั้นเสมอไป คำถามเกี่ยวกับแรงจูงใจของ AI นั้นสำคัญมาก แต่ก็สับสนอย่างยิ่ง จุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันนำไปสู่ความมั่นใจที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความมั่นใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย หรือความมั่นใจว่า AI ที่ฉลาดล้ำจะฆ่าเราอย่างแน่นอน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นตัวอย่างมากมายของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของโมเดล AI ในระดับต่างๆ ตั้งแต่การขู่กรรโชกทรัพย์ การจารกรรมข้อมูลองค์กร และการฆาตกรรมในสภาพแวดล้อมการทดลอง ไปจนถึงการเจาะระบบในโลกแห่งความเป็นจริงซึ่งหากกระทำโดยมนุษย์ก็อาจมีโทษถึงขั้นจำคุก เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ "ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์" (superintelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความฉลาดเหนือมนุษย์แต่อย่างใด และเรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในระดับที่ค่อนข้างจำกัดเหล่านี้ จะพัฒนาไปสู่ระดับที่โมเดลซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ต้องการจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์หรือไม่ อีกทั้งคำว่า "ต้องการ" (want) เองก็ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนว่า สมควรหรือไม่ที่จะนำภาษาหรือแนวคิดที่ใช้กับมนุษย์ (anthropomorphic language) และการทดลองทางความคิด (thought experiments) มาใช้กับ AI

ในแวดวงความปลอดภัยของ AI นักวิจัยบางกลุ่มมองว่าระดับสติปัญญาหรือ "ความฉลาด" ของ AI ได้เพิ่มขึ้นในโมเดลรุ่นใหม่ๆ และสิ่งนี้อาจนำไปสู่การเกิดโมเดลที่ชาญฉลาดและมีเจตนาดีในอนาคต ในขณะที่นักวิจัยคนอื่นๆ เช่น Eliezer Yudkowsky และ Nate Soares มองว่าวิธีการเชิงประจักษ์ที่จำเป็นสำหรับแนวทางดังกล่าวแทบไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จเลย และพวกเขามองว่ามีความเสี่ยงสูงมากที่ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์จะทำลายล้างมนุษยชาติ ประเด็นความเห็นต่างส่วนหนึ่งอยู่ที่ว่า พฤติกรรมของ AI จะถูกกำหนดโดยค่านิยมที่แฝงอยู่ในข้อมูลของมนุษย์ในช่วงการฝึกฝนระยะแรก หรือจะถูกกำหนดโดยสภาวะกดดันอย่างหนักในช่วงการฝึกฝนระยะหลัง ซึ่ง AI ถูกบีบให้ต้องทำภารกิจที่ยากลำบากให้สำเร็จได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่เกี่ยงวิธีการ

ตัวผมเองมีความเห็นอยู่กึ่งกลางระหว่างสองแนวทางนี้ แต่ค่อนไปทางมุมมองของ Yudkowsky มากกว่า อย่างไรก็ตาม จุดยืนของผมไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของ AI จะมีความเห็นต่างกัน แต่ข้อสรุปในระดับสายกลางก็คือ ความเสี่ยงที่จะเกิดการสูญพันธุ์ของมนุษยชาตินั้นมีนัยสำคัญ เราไม่สามารถระบุได้อย่างมั่นใจว่า ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์จะช่วยส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์ หรือจะหันมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เราเพื่อความอยู่รอดและการขยายตัวของตัวมันเอง แต่เพียงแค่ความไม่แน่นอนนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้แล้ว

ความสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (AGI)

ประเด็นความไม่แน่นอนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้นมีความสำคัญน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น หนึ่งในประเด็นถกเถียงที่มีมาอย่างยาวนานคือ การที่ AI เรียนรู้ที่จะทำภารกิจชุดหนึ่งนั้นช่วยให้มันทำภารกิจอื่นๆ ได้ดีขึ้นเพียงใด ซึ่งโดยทั่วไปมักเรียกกระบวนการนี้ว่า "การสร้างความสามารถทั่วไป" (generalization) ประเด็นหนึ่งที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมากคือแนวคิดเรื่อง "ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป" หรือ AGI (Artificial General Intelligence) ซึ่งหมายถึง "ระบบที่มีความสามารถทางสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ในทุกด้าน" John McCarthy และ Y. Bar-Hillel เคยถกเถียงกันเรื่องที่ว่า AI จะสามารถเรียนรู้และประยุกต์ใช้ความรู้ข้ามงาน (generalize) ได้หรือไม่มาตั้งแต่ปี 1959 เราเองก็ได้ถกเถียงในประเด็นเดียวกันนี้ที่ OpenAI เมื่อปี 2018 และดูเหมือนว่าในปัจจุบัน ทั้งโลกกำลังถกเถียงเรื่องนี้กันอยู่

ยิ่ง AI สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ข้ามงานจากประเภทหนึ่งไปยังอีกประเภทหนึ่งได้มากเท่าไร ความก้าวหน้าของ AI ก็จะยิ่งรวดเร็วขึ้นเท่านั้น และระยะเวลาที่เรามีก่อนที่ปัญญาประดิษฐ์ระดับเหนือมนุษย์ (superintelligence) จะถือกำเนิดขึ้นก็จะยิ่งสั้นลง สิ่งนี้ทำให้ความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ข้ามงาน (generalization) และแนวคิดเรื่อง AGI (ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปที่มีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์) กลายเป็นหัวใจสำคัญในการประเมินความเร็วของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อันที่จริงแล้ว ผู้ที่ให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง AGI อย่างจริงจังมักจะคาดการณ์ความเร็วของความก้าวหน้าด้าน AI ได้แม่นยำกว่าผู้ที่มองข้ามหรือปฏิเสธแนวคิดนี้

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องง่ายที่จะสับสนระหว่าง "AGI ในฐานะแนวคิดที่มีประโยชน์ในบางบริบท" กับ "AGI ในฐานะสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง" หายนะที่เกิดจาก AI บางอย่างอาจเกิดขึ้นได้ก่อนที่จะมี AGI เสียอีก เช่น กรณีที่มีผู้ไม่หวังดีนำระบบ AI ไปใช้พัฒนาอาวุธชีวภาพรูปแบบใหม่หรือก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์ในวงกว้าง ในทางกลับกัน การที่ AI จะทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ได้นั้น อาจจำเป็นต้องอาศัยขีดความสามารถที่เหนือกว่ามนุษย์อย่างมหาศาล เพราะหาก AI มีระดับสติปัญญาเพียงแค่เทียบเท่ามนุษย์ เราก็น่าจะยังสามารถต่อสู้และเอาชนะมันได้

เมื่อใช้ AGI เป็นแนวคิดกว้างๆ ในการคาดการณ์อนาคต เรามักจะเผลอทำให้เส้นแบ่งระหว่าง "ขีดความสามารถระดับใกล้เคียงมนุษย์" (ซึ่งเป็นความหมายทั่วไปของ AGI) กับ "ขีดความสามารถที่เหนือกว่ามนุษย์อย่างมหาศาล" (ซึ่งมักใช้คำว่า ASI หรือ Artificial Superintelligence เพื่อสื่อถึงสิ่งนี้) พร่าเลือนไป เพราะหากเรามี AI ที่มีความสามารถในการออกแบบ AI ตัวใหม่ที่ฉลาดกว่าเดิมได้เทียบเท่ามนุษย์ (ซึ่งเป็นนิยามของ AGI) และ AI ตัวนั้นทำงานได้เร็วกว่ามนุษย์มากเหมือนกับซอฟต์แวร์ทั่วไป สิ่งแรกๆ ที่มันอาจทำก็คือการสร้าง AI ที่ฉลาดกว่าเดิมขึ้นมา จากนั้น AI เหล่านั้นก็จะสร้าง AI ที่ฉลาดกว่าเดิมขึ้นไปอีกเป็นทอดๆ ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า "การปรับปรุงตนเองแบบวนซ้ำ" (Recursive Self-Improvement หรือ RSI) ด้วยเหตุนี้ การทดลองทางความคิดใดๆ ที่ตั้งสมมติฐานถึง AGI จึงมักจะนำไปสู่สมมติฐานเรื่อง ASI ไปโดยปริยาย

ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนให้วิเคราะห์ความเสี่ยงในสาขาอื่น เช่น วิศวกรรมก่อสร้างสะพานหรือวิศวกรรมการบินและอวกาศ มักต้องการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้วยความชัดเจนแม่นยำ พวกเขาจึงมองว่าคำว่า AGI นั้นคลุมเครือเกินกว่าจะนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง และมักจะปฏิเสธแนวคิดเรื่องการประยุกต์ใช้ความรู้ข้ามงาน (generalization) ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไปพร้อมกันด้วย ผมเห็นความสับสนระหว่าง AGI สำหรับการทำนายและ AGI สำหรับการประเมินความเสี่ยง ทำให้การสนทนาหลายครั้งหยุดชะงักระหว่างที่ผมทำงานในรัฐบาลอังกฤษ และผมค่อยๆ เรียนรู้ที่จะแยกแยะสองสิ่งนี้ออกจากกัน

เราอาจติดกับดักของการถกเถียงนี้และคิดว่า “บางทีความสามารถของ AI อาจจะไม่สามารถสรุปผลได้ทั่วไป และดังนั้นเราจะปลอดภัย” แต่ทักษะทั้งสี่อย่างที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ซึ่งความสามารถเหนือมนุษย์อาจเพียงพอที่จะฆ่ามนุษย์ทุกคนได้ (การแฮ็ก การโน้มน้าว การวางแผนและการประสานงาน การให้เหตุผลที่ไม่สามารถตีความได้) หมายความว่าการสรุปผลได้ทั่วไปนั้นมีความสำคัญเพียงบางส่วนเท่านั้น

เราสามารถเปรียบเทียบความไม่แน่นอนประเภทนี้—เราไม่รู้ว่า AI จะสรุปผลได้ทั่วไปหรือไม่ แต่นั่นอาจไม่สำคัญ—กับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแรงจูงใจของ AI มันสำคัญอย่างยิ่งว่า AI จะต้องการฆ่าเราทุกคนหรือไม่ ไม่ว่าคำว่า “ต้องการ” จะมีความหมายอย่างไรก็ตาม

ผมอยากจะมีความมั่นใจมากกว่าแค่การโยนเหรียญเสี่ยงทายเสียเหลือเกิน บางวันผมก็คล้อยตามเหตุผลที่ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น แต่บางวันผมก็มองเห็นความหวังมากกว่า และแน่นอนว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกไม่แน่ใจในเรื่องนี้

AI อาจแย่งงานหรือคร่าชีวิตเราด้วยเหตุผลเดียวกัน

อีกประเด็นถกเถียงที่เรายังหาข้อสรุปไม่ได้คือ ผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจาก AI เรื่องใดมีความสำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ผมมองว่ามีปัจจัยพื้นฐานเดียวกันที่เป็นตัวขับเคลื่อนทั้งความเสี่ยงเรื่องการสูญเสียงานในวงกว้างและความเสี่ยงที่ AI จะคร่าชีวิตมนุษย์ทุกคน

หากเราก้าวไปถึงจุดที่มีปัญญาประดิษฐ์ระดับเหนือมนุษย์ (Artificial Superintelligence) ภายใน 2 ถึง 10 ปีข้างหน้า นั่นย่อมหมายความโดยนิยามว่า AI จะมีความสามารถเหนือกว่ามนุษย์อย่างมากในทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิด หนึ่งในงานที่ต้องใช้กระบวนการคิดคือการออกแบบหุ่นยนต์ที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น AI ก็จะมีความสามารถเหนือกว่าเราในงานที่ต้องใช้ทักษะทางกายภาพทั้งหมดเช่นกัน แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีการขยายขีดความสามารถในการผลิตอย่างมหาศาล แต่กระบวนการดังกล่าวก็ได้เริ่มขึ้นแล้วในขณะนี้

เมื่อหุ่นยนต์ที่มีสติปัญญาเหนือมนุษย์แพร่หลายมากพอ บทบาทของมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจก็จะเหลือน้อยลงมาก ยกเว้นเพียงงานบางประเภทที่เราอาจยืนกรานให้มนุษย์เป็นผู้ทำด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ ถึงกระนั้น งานเหล่านี้ก็คงเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ในโลกที่ AI มีขีดความสามารถเหนือกว่ามนุษย์

ในแง่หนึ่ง การเข้ายึดครองระบบเศรษฐกิจนี้เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของสังคมที่ดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าหากมองในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว มันจะถือว่าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากก็ตาม แน่นอนว่าทั้งมนุษย์และ AI ต่างก็มองเห็นแนวโน้มนี้ หาก AI ต้องการเข้าควบคุมระบบเศรษฐกิจในท้ายที่สุด แต่รู้ว่ามนุษย์จะขัดขวางในระหว่างทาง พวกมันก็อาจมีแรงจูงใจที่จะเร่งสร้างอำนาจให้มั่นคงโดยเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่สถานการณ์การเข้ายึดครองอย่างรวดเร็ว เช่น ฝูง AI หลุดรอดออกจากศูนย์ข้อมูลและแพร่กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ต หรือการโน้มน้าวให้บริษัท AI เร่งรีบดำเนินงานจนละเลยมาตรการความปลอดภัย

ในกรณีส่วนใหญ่ ผมไม่คิดว่าสิ่งนี้จะนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างรวดเร็วของมนุษย์ เพราะในมุมมองของ AI แล้ว การค่อยๆ สร้างอิทธิพลแล้วรอจังหวะเข้ายึดครองทั้งทางกายภาพหรือทางเศรษฐกิจนั้นปลอดภัยกว่า และในท้ายที่สุด ทรัพยากรทั้งหมดที่เคยใช้เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ ก็อาจถูกนำไปใช้เพื่อเป้าหมายของ AI เอง ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากว่าในมุมมองของพวกมัน หาก AI ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเราอย่างแท้จริง ในขณะที่พวกมันมีความสามารถเหนือกว่ามนุษย์ในทุกด้าน เราย่อมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

เราไม่อาจยอมรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้

ปัญหาสำคัญคือ ประเด็นถกเถียงหลักๆ เกี่ยวกับ AI หลายเรื่องอาจยังไม่มีคำตอบจนกระทั่งสายเกินไปที่จะแก้ไข

โมเดล AI จะเรียนรู้ทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานใหม่ๆ ได้มากน้อยเพียงใด? ขีดความสามารถของ AI จะหยุดพัฒนาอยู่ที่ระดับเดียวกับมนุษย์หรือต่ำกว่านั้น หรือจะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปไกล? พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในระดับเล็กน้อยที่เราพบเห็นในปัจจุบัน (เช่น การเอาใจผู้ใช้งาน การโกหก หรืออคติ) จะทวีความรุนแรงขึ้นหรือไม่เมื่อ AI มีความสามารถสูงขึ้น จนนำไปสู่การที่มนุษย์สูญเสียอำนาจในการควบคุมหรือถึงขั้นสูญพันธุ์? และมาตรการความปลอดภัยที่ใช้ได้ผลกับโมเดลที่มีสติปัญญาต่ำกว่ามนุษย์ จะยังคงใช้ได้ผลกับโมเดลที่มีสติปัญญาสูงกว่ามนุษย์คนใดก็ตามหรือไม่?

ผมมีมุมมองต่อคำตอบของคำถามเหล่านี้อยู่บ้าง (เช่น มองว่าน่าจะเป็นไปในทางนั้น, อาจจะใช่, หรือน่าจะไม่ใช่) แต่ประเด็นสำคัญกว่าคือ ผู้เชี่ยวชาญยังคงมีความเห็นที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในแต่ละประเด็น แม้เราจะเรียนรู้เรื่องปัญญาประดิษฐ์มามากมายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่ในหลายด้านเรายังคงมีความสับสนอย่างมาก ไม่ใช่แค่เรื่องอนาคตเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องราวในปัจจุบันด้วย

ท่ามกลางความไม่แน่นอนเช่นนี้ หากบริษัท AI แห่งหนึ่งสามารถพัฒนา AI ที่มีสติปัญญาระดับสูงยิ่ง (superintelligent AI) ได้สำเร็จในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผมคาดว่าเราคงยังถกเถียงกันอยู่ว่าความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้กับสถานการณ์ใหม่ (generalization) นั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ทั้งในสัปดาห์ก่อนหน้าและอาจรวมถึงสัปดาห์หลังจากที่ AI นั้นถือกำเนิดขึ้นแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม โชคยังดีที่เราอาจจะยังมีเวลาพอที่จะลงมือทำอะไรบางอย่าง

คนที่มองว่าความก้าวหน้าของ AI เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้นคิดผิด การแข่งขันเพื่อพัฒนา AI ที่มีสติปัญญาระดับสูงยิ่งนั้นถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทเพียงไม่กี่แห่งในสองประเทศเท่านั้น คือสหรัฐอเมริกาและจีน ผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศนั้นสอดคล้องกันอย่างแท้จริง กล่าวคือ ระบบ AI อัตโนมัติถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติในระดับสูงสุด และไม่มีประเทศใดต้องการให้มนุษยชาติพ่ายแพ้ต่อคู่แข่งที่มีสติปัญญาระดับสูงยิ่ง ซึ่งผู้นำของทั้งสองฝ่ายอาจตระหนักถึงเรื่องนี้ในเร็วๆ นี้

ในสหรัฐอเมริกา กระแสเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสหรัฐฯ นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันก็สามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศจีนเช่นกัน แน่นอนว่ายังมีประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการระงับการดำเนินงานหรือรายละเอียดเนื้อหาของสนธิสัญญา แต่ในอดีต รัฐบาลที่เป็นคู่แข่งกันเคยร่วมมือกันจัดการกับปัญหาทางเทคนิคที่มีเดิมพันสูงในลักษณะเดียวกันมาแล้ว ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งและรักษาไว้ซึ่งระบบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์

เราสามารถและควรยุติการพัฒนา AI ระดับแนวหน้า (Frontier AI) ลงในทันที

หากเราไม่ยอมลงมือทำจนกว่าจะหาข้อยุติในทุกประเด็นที่เห็นต่างกันได้ ก็คงจะสายเกินไปเสียแล้ว

ที่มา Time
We Won't Know the Answers to AI's Most Important Questions Until It's Too Late

https://time.com/article/2026/10/03/we-won-t-know-the-answers-to-ai-s-most-important-questions-until-its-too-late/
Oct 3, 2026