วันเสาร์, สิงหาคม 22, 2569

CLIP ร่วมส่งเสียง #ปล่อยเพื่อนเรา ปล่อยผู้ต้องขังการเมือง และเป่าเค้กอวยพรวันเกิดเพื่อนในเรือนจำที่เกิดในเดือนสิงหา ในงาน “ล้อมวงทานข้าว เล่าเรื่องถึงเพื่อนในเรือนจำ” เรียกร้องสิทธิประกันตัวประชาชน - 20 ส.ค. 2569

https://www.facebook.com/reel/1827531655272304

ยูดีดีนิวส์ - UDD news
a day ago
·
CLIP ร่วมส่งเสียง #ปล่อยเพื่อนเรา ปล่อยผู้ต้องขังการเมือง และเป่าเค้กอวยพรวันเกิดเพื่อนในเรือนจำที่เกิดในเดือนสิงหา ในงาน “ล้อมวงทานข้าว เล่าเรื่องถึงเพื่อนในเรือนจำ” เรียกร้องสิทธิประกันตัวประชาชน
.
วันที่ 20 ส.ค. 2569 เวลา 17.00 - 19.20 น. บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม กลุ่ม Thumb Rights จัดกิจกรรม “ชวนทานข้าวเล่าเรื่อง ถึงเพื่อนในเรือนจำ” ชวนประชาชนมาร่วมรับประทานอาหารเย็นหน้าเรือนจำ เสมือนการมาเยี่ยมผู้ต้องขังทางการเมืองทั้ง 52 คน พร้อมให้กำลังใจ “นัท” ธีรเมธ และ “โด่ง” ประสงค์ โคตรสงคราม ผู้ที่กำลังจะฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้
.
โดยช่วงท้ายกิจกรรม ทั้งหมดได้ไปยืนหน้าป้ายเรือนจำกลางคลองเปรม พร้อมจุดเทียนเป่าเค้กวันเกิดให้เพื่อนในเรือนจำที่เกิดในเดือนสิงหาคม
.
เดือนสิงหาคมเป็นเดือนเกิดของเพื่อนๆผู้ต้องขังทางการเมืองถึง 7 คน ประกอบด้วย
.
"อานนท์" เรือนจำกลางคอลงเปรม ถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 10 เดือน
"อุดม" เรือนจำจังหวัดนราธิวาส ถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 10 เดือน
"ก้อง" อุกฤษฏ์ เรือนจำกลางบางขวาง ถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 5 เดือน
"มานี" ทัณฑสถานหญิงกลาง ถูกคุมขังมาแล้ว 1 ปี 12 เดือน
"แอมป์" ณวรรษ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ถูกคุมขังมาแล้ว 1 ปี 7 เดือน
"ไผ่" จตุภัทร เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ถูกคุมขังมาแล้ว 10 เดือน
"บอส" ฉัตรมงคล เรือนจำกลางเชียงราย ถูกคุมขังมาแล้ว 10 เดือน
.
เพื่อนๆหลายคนเป็นผู้ที่ถูกขังระหว่างพิจารณาคดี แม้ยื่นประกันตัวหลายครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว หวังว่าในเดือนเกิด ทุกๆ คนจะยังสุขภาพแข็งแรงและมีกำลังใจที่เข้มแข็งเพื่อรอวันได้ออกมาใช้ชีวิตกับครอบครัว
.
#UDDnews #ยูดีดีนิวส์ #คืนสิทธิประกันตัวประชาชน



'หมู่บ้านมะเร็ง' จีน สู่ขยะพิษ EEC แล้วไทยจะเหลืออะไรให้ลูกหลาน?

 
https://www.facebook.com/reel/4722353611328650

niCH Space
a  day ago
·
'หมู่บ้านมะเร็ง' จีน สู่ขยะพิษ EEC แล้วไทยจะเหลืออะไรให้ลูกหลาน?
ย้อนบทเรียน “หมู่บ้านมะเร็ง” จากจีน สู่ปัญหาขยะพิษในพื้นที่ EEC และกรณี “ดินแจกฟรี” ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีการนำขยะอุตสาหกรรมและกากเคมีมาปะปน
.
ขณะที่แกนนำภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว กลับเผชิญทั้งการฟ้องปิดปาก การข่มขู่ และข้อกล่าวหาเรื่องการตั้งค่าหัว
.
สะท้อนคำถามสำคัญว่า หากไทยยังจัดการปัญหากากอุตสาหกรรมไม่ได้ ภาคตะวันออกจะต้องเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมรุนแรงแค่ไหน?
 
#ขยะพิษ #ปราจีนบุรี #ทุนเทา #EEC #หมู่บ้านมะเร็ง #ขยะอุตสาหกรรม #ข่าวสืบสวน #ThaiPBS #Thairath #ขยะพิษปราจีนบุรี #ขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี #ภาคตะวันออก #ป่าสงวน #แฉทุนเทา #มาเฟียข้ามชาติ #สิ่งแวดล้อม #มลพิษอุตสาหกรรม #มะเร็ง #มลพิษ #ข่าววันนี้ #ข่าวฮิต #กวาดล้างทุนเทา #กฎหมายสิ่งแวดล้อม #กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม #กรมโรงงานอุตสาหกรรม #ReporterJourney #ไทยรัฐแสบเฉพาะกิจ #เจาะลึก



จินตนาการสามบรรทัด 2561 มอบให้ "ท่าน 3 ป" และเพื่อนพ้อง คสช.ทั้งหลาย



Suchart Sawadsri
10 hours ago
·
เราจะทำ
ตามสันดาน
ขอเวลา,อีกไม่นาน

จินตนาการสามบรรทัด
2561

We’ll do
what we’re born to do.
Give us time-soon enough.

Three-line imagination
2018

เขียนไว้เมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อจะเป็นวรรคทองมอบให้ "ท่าน 3 ป" และเพื่อนพ้อง คสช.ทั้งหลาย บัดนี้ วันนี้ ที่ขอเวลาไว้ไม่นานในนาม "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี" ( พ.ศ.2561-2580 ) นั้นได้แสดงผลลัพภ์พร้อมกับ "ไทยเทา/จีนเทา/ยิวเทา/รัสเซียเทา/พม่าเทา/เขมรเทา" จนเป็นที่ประจักษ์เรียบร้อยแล้วในปีที่ 12 ยังเหลือเวลาให้ "เถือ" อีก 8 ปี !

มั่นคง ! มั่งคั่ง ! ยั่งยิน !
ไชโย ! ไชโย ! ไชโย !
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=4707924909483983&set=a.1385633111713196





สรุปให้เห็นภาพ อันนี้ไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนา แต่คือประเทศยังไม่ได้พัฒนา หยุดพัฒนา และไม่สามารถพัฒนา

 
https://www.facebook.com/reel/884604981199499

สรุปให้เห็นภาพ
a day ago
·
ถ้าไปถึงตีสาม แล้วยังได้คิวที่สิบเจ็ด แปลว่าคนอื่นเขาไปกันกี่โมง
สิบเอ็ดโมง เรียกไปถึงคิวที่หก
บ่ายสอง ได้ตรวจห้านาที
สี่โมงเย็น ได้ยากลับบ้าน
สิบสามชั่วโมง เพื่อห้านาทีนั้น
คุณเคยรอนานที่สุดกี่ชั่วโมง
#โรงพยาบาล #รอคิว #ต่างจังหวัด #มนุษย์เงินเดือน
.....

อันนี้ไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนานะคะ แต่คือประเทศยังไม่ได้พัฒนา หยุดพัฒนา และไม่สามารถพัฒนา
Puangthong Pawakapan




อ.สมศักดิ์ เจียมฯ โดน ! กรณีแสดงความเห็น ราชินีไทยทรงเข้ารับการฝึกบินเครื่องบินขับไล่










สมเด็จพระราชินีแห่งไทยทรงเข้ารับการฝึกบินเครื่องบินขับไล่

สุราษฎร์ธานี: สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงเข้ารับการฝึกบินเครื่องบินขับไล่แบบกริพเพน (Gripen) ณ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โครงการฝึกบินซึ่งเป็นการดำเนินการส่วนพระองค์นี้ มีกำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2569 จนถึงวันที่ 4 กันยายน โดยคาดว่าจะมีการฝึกตามขั้นตอนมาตรฐานของกองทัพอากาศไทยเพื่อมุ่งสู่การทำการบินเดี่ยว

รายงานระบุว่ามีครูฝึกบินและผู้เชี่ยวชาญด้านการบินคอยกำกับดูแลและถวายคำแนะนำตลอดระยะเวลาการฝึก

รายงานยังระบุด้วยว่า หากทรงผ่านการฝึกอบรมตามโครงการนี้ได้สำเร็จ อาจทำให้พระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีพระองค์แรกที่ทรงทำการบินด้วยเครื่องบินขับไล่

การเตรียมความพร้อมสำหรับการฝึกบินกริพเพน

ก่อนที่จะเริ่มโครงการฝึกบินกริพเพน มีรายงานว่าพระองค์ทรงผ่านการฝึกบินด้วยเครื่องบินฝึกไอพ่นสมรรถนะสูงแบบ L-39 มาแล้วที่โรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงผ่านการฝึกด้วยเครื่องช่วยฝึกบินจำลอง (Simulator) มาแล้วหลายครั้ง รวมถึงการฝึกเมื่อเร็วๆ นี้ที่ศูนย์ฝึกของกองทัพอากาศไทย ณ ดอนเมือง

พระองค์ได้เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ไปยังกองบิน 7 ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการหลักของฝูงบินกริพเพน 39 C/D ของไทย เพื่อทรงศึกษาเกี่ยวกับระบบทางเทคนิคของเครื่องบินและทรงมีพระราชปฏิสันถารกับนักบินปฏิบัติการ

ทั้งนี้ กองทัพอากาศไทยได้จัดงานฉลองครบรอบ 15 ปีของการเข้าประจำการเครื่องบินขับไล่กริพเพน 39 C/D และเครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าทางอากาศแบบ Saab 340 ณ กองบิน 7 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569

ประสบการณ์ด้านการบินทั้งทางทหารและพลเรือนอย่างกว้างขวาง

พระองค์ทรงผ่านหลักสูตรการบินทั้งของกองทัพอากาศและกองทัพบกไทย และต่อมาได้ทรงเข้ารับการฝึกบินเพิ่มเติมที่ประเทศเยอรมนี

พระองค์ทรงสำเร็จหลักสูตรการบินพลเรือนของกองทัพอากาศไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 โดยทรงทำการบินด้วยเครื่องบินแบบ Cessna T-41

ต่อมา พระองค์ทรงสำเร็จหลักสูตรนักบินทหารบก (เครื่องบินปีกตรึง) ที่โรงเรียนการบินทหารบก เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2554 โดยทรงทำการบินด้วยเครื่องบินแบบ Cessna T-41 เช่นกัน

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2555 พระองค์ทรงสำเร็จหลักสูตรการบินที่โรงเรียนการบิน กองทัพอากาศไทย โดยทรงทำการบินด้วยเครื่องบินแบบ CT-4E และ PC-9 การฝึกอบรมด้านการบินในเวลาต่อมาของพระองค์ในประเทศเยอรมนี ครอบคลุมถึงการได้รับใบอนุญาตนักบินส่วนบุคคล (Private Pilot Licence) สำหรับเครื่องบินรุ่น Cessna 172, Mooney M-20 และ Piper PA-34 Seneca รวมถึงใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ (Commercial Pilot Licence) พร้อมการรับรองแบบเครื่องบิน (Type Rating) สำหรับเครื่องบิน Boeing 737 และการผ่านเกณฑ์ภาคทฤษฎีสำหรับใบอนุญาตนักบินขนส่งสายการบิน (Airline Transport Pilot Licence)

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงได้รับใบอนุญาตนักบินขนส่งสายการบินจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วยบนเครื่องบินพระที่นั่งแบบ Boeing 737-400 และ Boeing 737-800

โครงการฝึกบินกับเครื่องบิน Gripen ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการฝึกอบรมด้านการบินของพระองค์ โดยเป็นการต่อยอดจากการฝึกบินทั้งในภาคพลเรือนและทหาร รวมถึงการบินด้วยเครื่องบินพาณิชย์ ไปสู่การปฏิบัติการบินด้วยเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง - The Nation/ANN


https://www.thestar.com.my/aseanplus/aseanplus-news/2026/08/21/thai-queen-trains-to-become-fighter-pilot




เหตุการณ์การสังหารหมู่ในอินโดนีเซียปี 1965–1966 นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองและมนุษยธรรมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ แต่กลับได้รับการกล่าวถึงน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดความสูญเสีย

https://www.facebook.com/00polscience/posts/122198990132797603

การสังหารหมู่ในอินโดนีเซียปี 1965-1966 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์โหดร้ายที่ถูกมองข้ามมากที่สุดในศตวรรษที่ 20 หลังจากการพยายามก่อรัฐประหารในเดือนกันยายนปี 1965 นายพลซูฮาร์โตและกองทัพอินโดนีเซียได้เปิดฉากการรณรงค์ทำลายพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) และเครือข่ายที่กว้างขวาง

มีผู้เสียชีวิตระหว่างหลายแสนถึงประมาณหนึ่งล้านคน ขณะที่อีกหลายคนถูกจำคุก ถูกริบที่ดิน หรือถูกตีตราอย่างถาวร

ความรุนแรงไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งในชุมชนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ กองทัพช่วยจัดระเบียบการปราบปราม ขณะที่กลุ่มท้องถิ่นเป็นผู้ลงมือสังหารเป็นส่วนใหญ่

เหตุการณ์นี้ยังเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับสงครามเย็น เนื่องจากรัฐบาลตะวันตกมองว่าการทำลาย PKI เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ แม้จะทราบถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็ตาม

ต่อมาซูฮาร์โตได้สร้างระบอบเผด็จการที่ยาวนานถึงสามทศวรรษโดยอาศัยเรื่องเล่าอย่างเป็นทางการว่าการสังหารหมู่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์

กรณีของอินโดนีเซียจึงก่อให้เกิดคำถามที่น่ากังวลเกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมือง: จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อการสังหารหมู่กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกลบออกจากความทรงจำของสาธารณชนอย่างจงใจ?

สาระสำคัญของคำบรรยาย:
ความโหดร้ายสามารถหายไปจากประวัติศาสตร์ได้เมื่ออำนาจตัดสินใจว่าการจดจำมันเป็นเรื่องไม่สะดวก
.....

เหตุการณ์การสังหารหมู่ในอินโดนีเซียปี 1965–1966 นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองและมนุษยธรรมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ แต่กลับได้รับการกล่าวถึงน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดความสูญเสีย

ภาพรวมและประเด็นสำคัญของเหตุการณ์

จุดเริ่มต้น: คืนวันที่ 30 กันยายน ถึงเช้าวันที่ 1 ตุลาคม 1965 เกิดเหตุการณ์สังหารนายพลระดับสูง 6 นาย ซึ่งกองทัพและพลเอกซูฮาร์โตชี้ว่าเป็นฝีมือของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) ในชื่อเหตุการณ์ "ขบวนการ 30 กันยายน" (G30S)

การกวาดล้าง: กองทัพร่วมมือกับกลุ่มกองกำลังพลเรือนและองค์กรศาสนา ปราบปรามสมาชิก PKI, ผู้เห็นพ้องทางการเมือง, ชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีน, สหภาพแรงงาน และชาวนาอย่างกว้างขวาง

ยอดผู้เสียชีวิต: ประเมินว่ามีผู้ถูกสังหารระหว่าง 500,000 ถึงมากกว่า 1,000,000 คน และยังมีผู้ถูกจับกุมโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมอีกนับแสนคน

ผลกระทบทางการเมือง: นำไปสู่การสิ้นสุดอำนาจของประธานาธิบดีซูการ์โน และการก้าวขึ้นสู่อำนาจของซูฮาร์โตในยุค "ระเบียบใหม่" (New Order) ซึ่งปกครองประเทศยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ

บริบทสงครามเย็น: เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้ทางอุดมการณ์ โดยฝ่ายตะวันตก (รวมถึงสหรัฐอเมริกา) ให้การสนับสนุนกองทัพอินโดนีเซียเนื่องจากต้องการยับยั้งการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ในอินโดนีเซีย ปี 1965–1966 ถูกปิดบังและบิดเบือนโดยรัฐบาลยุค "ระเบียบใหม่" ของซูฮาร์โตมาหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม การค้นพบและการเปิดเผยเอกสารชั้นต้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ช่วยเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างเด่นชัด

เอกสารการทูตและข่าวกรองของสหรัฐฯ (Declassified US Documents)

เอกสารสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ณ กรุงจาการ์ตา และรายงานข่าวกรอง CIA กว่า 30,000 หน้า ที่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะในปี 2017 ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง

การรับรู้ขนาดยอดผู้เสียชีวิต: โทรเลขและรายงานลับชี้ว่านักการทูตสหรัฐฯ รับรู้รายละเอียดและขนาดยอดผู้เสียชีวิตในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเหตุการณ์

การสนับสนุนบัญชีรายชื่อ: หลักฐานบันทึกว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ส่งมอบบัญชีรายชื่อแกนนำและสมาชิกพรรค PKI นับพันคนให้แก่กองทัพอินโดนีเซีย เพื่อนำไปสังหารหรือจับกุม

ความช่วยเหลือด้านโลจิสติกส์: สหรัฐฯ ส่งมอบอุปกรณ์สื่อสาร เงินสด และยุทโธปกรณ์ให้กองทัพอินโดนีเซียในช่วงที่มีการกวาดล้าง

เอกสารภายในของกองทัพอินโดนีเซีย

งานวิจัยทางประวัติศาสตร์ เช่น โดยนักประวัติศาสตร์ Jess Melvin ได้ค้นพบเอกสารปฏิบัติการของกองทัพอินโดนีเซียในภูมิภาคอาเจะห์และสุมาตราเหนือ

แผนการที่เป็นระบบ: เอกสารแสดงคำสั่งจากสายการบังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพในการปลุกระดม ตั้งมวลชนจัดตั้ง และแบ่งภารกิจกวาดล้างอย่างเป็นระบบ ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลซูฮาร์โตในอดีตที่ว่าเป็นการอารมณ์ชั่ววูบของประชาชน

รายงานและคำบอกเล่าของเหยื่อ (Oral History & Human Rights Reports)

รายงานของ Komnas HAM (คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอินโดนีเซีย): ในปี 2012 Komnas HAM ได้เผยแพร่รายงานการสอบสวนความยาวกว่า 800 หน้าจากการสัมภาษณ์เหยื่อและพยานกว่า 300 คน โดยสรุปว่าเหตุการณ์นี้เข้าข่าย "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" (Crimes Against Humanity)

บันทึกความทรงจำและคำให้การของผู้รอดชีวิต: เรื่องเล่าจากอดีตนักโทษการเมืองบนเกาะบูรู (Buru Island) รวมถึงผลงานภาพยนตร์สารคดีเชิงสืบสอบอย่าง The Act of Killing (2012) และ The Look of Silence (2014) ซึ่งบันทึกคำให้การของทั้งฝั่งผู้ลงมือและครอบครัวของเหยื่อ

หลุมศพร่วมและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

การค้นพบหลุมศพร่วม (Mass Graves) ในหลายพื้นที่ทั่วเกาะชวา บาหลี และสุมาตรา ซึ่งปัจจุบันกลุ่มภาคประชาสังคมและครอบครัวเหยื่อยังคงพยายามระบุตัวตนและเรียกร้องการพิสูจน์อัตลักษณ์ทางนิติวิทยาศาสตร์




คุยทุกเรื่องกับสนธิ ขุดไส้เครือข่ายกลุ่มทุนซิโน-ไทยและ STECON “รวยไม่ไหว”จากโครงการสร้าง Data Center แสนล้านที่บอร์ดไฟเขียวขโมยน้ำไฟชาวบ้าน


คุยทุกเรื่องกับสนธิ
Yesterday
·
ขุดไส้เครือข่ายกลุ่มทุนซิโน-ไทยและ STECON “รวยไม่ไหว”จากโครงการสร้าง Data Center แสนล้านที่บอร์ดไฟเขียวขโมยน้ำไฟชาวบ้าน
.
เป็นเรื่องที่ผมพูดด้วยความเจ็บปวดหัวใจ เมื่อมองเห็นอนาคตของประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่จุดล่มสลายอย่างแท้จริงด้วยน้ำมือของนายทุน นักอุตสาหกรรม และนักพลังงาน ล่มสลายเพียงเพราะว่ารัฐบาลชุดนี้มันไม่ได้ทำงานเพื่อส่วนรวมเลย แต่มันทำงานเพื่อกลุ่มทุนทั้งหมด
.
ลืมเรื่องจิ๊บจ๊อยอย่างกรณีของ นายชัยชนะ เดชเดโช ไปได้เลย เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ “ขบวนการใหญ่” เป็นเรื่องที่เจาะลึกลงไปเลยว่าใครกำลังทำร้ายประเทศไทย มีนายทุนคนไหนบ้าง แล้วก็แม้กระทั่งนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล งวดนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เกี่ยวข้อง เพราะว่ามีรอยเท้าของอนุทิน ชาญวีรกูล อยู่ในทุกๆ เรื่องที่ผมจะพูดจากนี้ต่อไป
.
ขณะที่สังคมไทย ข้าราชการ BOI และเจ้าของนิคมอุตสาหกรรม รวมไปถึงประชาชนบางส่วน กำลังหลงมัวเมาไปกับคำโฆษณาชวนเชื่อว่า ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลาง AI เทคโนโลยีล้ำยุค ผ่านการดึงดูดการลงทุนศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ที่อ้างตัวเลขมหาศาล รวม 2 ปีที่ผ่านมา 2568-2569 อาจจะทะลุล้านล้านบาทเสียด้วยซ้ำ
.
ผมจะเอาสถิติให้ดู ปี 2568 (ม.ค. - ธ.ค.) มีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนกับ BOI รวม 36 โครงการ มูลค่า 728,000 ล้านบาท กระจุกตัวแน่นหนาในเขตพื้นที่ EEC และปริมณฑล ทั้งระยอง, ชลบุรี,สมุทรปราการ, ปทุมธานี, ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพฯ
.
-ปี 2569 (ม.ค. - ส.ค.) มีการอนุมัติโครงการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ Hyperscale Data Center เพิ่มขึ้นอีกหลายระลอก เช่น มกราคม 2569: บอร์ด BOI อนุมัติเพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่า 96,000 ล้านบาท , พฤษภาคม 2569: อนุมัติยักษ์ใหญ่ Hyperscale Data Center ของ TikTok (ByteDance) มูลค่าสูงถึง 825,000 ล้านบาท ,เฉพาะครึ่งแรกของปี 2569: รวมยอดอนุมัติสูงถึง 938,000 ล้านบาท
.
สรุปยอดตั้งแต่มกราคม 2568 จนถึงสิงหาคม 2569 BOI ได้อนุมัติโครงการไปแล้ว 43 โครงการ มูลค่า 1.66 ล้านล้านบาท
.
ย้อนกลับไปรายการสนธิเล่าเรื่อง วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569 และวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผมทักท้วงให้ BOI และรัฐบาลระมัดระวังการพาเหรดเข้ามาของบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ ที่เข้ามาอาศัยไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ รวมถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอื่นๆ ในประเทศไทย ผมบอกว่ามันเป็นหายนะที่ซ่อนกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย
.
ไทยเราเป็นประเทศร้อน แต่มีทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำอุดมสมบูรณ์ ท่านผู้ชมสังเกตได้เลยนะครับว่า Data Center เกือบทั้งหมดมาขอตั้งในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก พื้นที่ที่เป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ว่าจะเป็นสมุทรปราการ ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา หรือชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นที่ราบลุ่ม มีความเจริญ มีชุมชน มีนิคมอุตสาหกรรมรองรับ
.
แต่เมื่อมองประเทศอื่น Data Center ระดับ Hyperscale ถูกมองเป็นภัยคุกคามทรัพยากรจนต้องถูกผลักออกไปอยู่พื้นที่ห่างไกล เพื่อจะได้ไม่ต้องมาแย่งทรัพยากรที่ดิน น้ำ ไฟ กับชาวบ้านหรือเกษตรกร ยกตัวอย่างเช่น
.
จีน กรณีที่บริษัท Startup ด้าน AI ของจีนคือ DeepSeek ที่กำลังวางแผนสร้างศูนย์ข้อมูล Data Center ที่อาจจะมีความจุพลังงานประมวลผลสูงถึง 1 กิกะวัตต์ จัดให้อยู่ในกลุ่มโครงการพัฒนาศูนย์ข้อมูลสำหรับ AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่า 35,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.17 ล้านล้านบาท) ทางการจีนผลักให้ไปตั้งที่ เมืองอูลานชาบู ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน พื้นที่ทุ่งหญ้าห่างไกลประชากรเบาบางเพียงล้านกว่าคน เพื่อไม่ให้แย่งทรัพยากรชุมชน
.
ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาสร้าง Data Center ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านเยน ความร่วมมือระหว่างบริษัทญี่ปุ่นที่ชื่อ S2 กับบริษัทสตาร์ทอัพของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อ Bitgrit ถูกผลักดันให้ไปตั้งที่ เมืองอากิตะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่นซึ่งมีอากาศหนาวเย็น เหมาะแก่การระบายความร้อน โดยเลือกพื้นที่ประชากรไม่หนาแน่นเช่นเดียวกับเกาะฮอกไกโด
.
กลับกัน ประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อน กลับปล่อยให้ Data Center พลุกพล่านลงในพื้นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์และชุมชนหนาแน่น เพียงเพราะประเทศไทย “อ่อนแอเรื่องกฎหมายควบคุมData Center” จนกลายสภาพเป็นถังขยะรับ “ของเหลือเดน” (Spillover Effect) จากสิงคโปร์และมาเลเซียเพราะถูกปฏิเสธเนื่องจากติดข้อกำหนดสิ่งแวดล้อม
.
เรามาดูกันว่าทำไม Data Center ต่างชาติถึงแห่เข้ามาเมืองไทยในช่วง1- 2 ปีที่ผ่านมา เพราะกฎหมายไทยอุดมไปด้วยช่องโหว่ เช่น การเลี่ยง EIA ยกตัวอย่างเช่นที่ชลบุรี มีการตีแผ่ว่าตอนขออนุญาตสร้างนั้นขอเป็นโกดังสินค้า (Warehouse) แต่จริงๆ กลับสร้างเป็นศูนย์ข้อมูล Data Center เพราะกฎหมายไทยในประกาศกระทรวงทรัพยากรฯ หรือ พ.ร.บ.โรงงาน ไม่ได้ระบุให้อุตสาหกรรมชนิดนี้ต้องทำ EIA หรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รัฐมองว่าเป็นเพียง “อาคารสำนักงานหรือโทรคมนาคม” จึงไม่ต้องผ่านเกณฑ์ตรวจสอบความปลอดภัยภาคอุตสาหกรรม
.
ใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังความเลวทรามต่ำช้านี้ ผมจะเล่าเรื่องจุดเปลี่ยนนโยบายกับบอร์ด Data Center การที่ ครม. มีมติเห็นชอบร่างระเบียบเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เพื่อตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการ Data Center” บอร์ด Data Center 18 คน คาดว่าจะมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน แม้ฉากหน้าประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าจะเข้ามาคุมเรื่องไฟ อัคคีภัย และทรัพยากรน้ำ แต่ฉากหลังแท้จริงคือการสร้างกลไกเฉพาะกิจขึ้นมา “เคลียร์ทางและซุกปัญหาไว้ใต้พรม” อำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุนแบบรวดเดียวจบ เพราะบทบาทและหน้าที่แล้วก็พบว่ามีหน้าที่ครอบจักรวาลมาก มีหน้าที่กำหนดทิศทาง Standard และกรอบอนุมัติอนุญาต รวมถึงโซนนิ่งและสิ่งแวดล้อม กำหนดโครงสร้างราคาค่าน้ำค่าไฟให้หน่วยงานต่างๆ เช่น BOI และ กสทช. นำไปบังคับใช้อ้างเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อทรัพยากรของประชาชน
.
ผมยังไม่เห็นว่าภาคส่วนประชาชนจะได้ความเป็นธรรม ถ้าคุณจัดสรรทรัพยากรพวกนี้ให้กับผู้ประกอบการคืออุตสาหกรรมใหญ่ ทุนใหญ่ แล้วคุณไปทำลายความเป็นอยู่ของประชาชน อันนี้ถือว่าเป็นธรรมหรือเปล่า?
.
ผลกระทบด้านการบริหารจัดการน้ำ Data Center ขนาดใหญ่ระดับ Hyperscale อย่างเช่นโครงการ Microsoft, ByteDance, Amazon หรือ Google บริษัทอื่นๆ ที่เข้ามาลงทุนในไทย จำเป็นต้องใช้ระบบหล่อเย็น ต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาลตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อควบคุมอุณหภูมิของ Server ที่มีเป็นหมื่นๆ เครื่องหรือแสนๆ เครื่อง เริ่มส่งสัญญาณวิกฤตชัดเจนในพื้นที่ภาคตะวันออกเช่น
.
-วิกฤตน้ำสายหลัก ข้อมูล ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ชี้ว่าแม่น้ำสายหลักอย่าง บางปะกง และจันทบุรี อยู่ในระดับน้ำน้อยขั้นวิกฤต ขณะที่ อ่างเก็บน้ำคลองสียัด ที่ จ.ฉะเชิงเทรา ปริมาณน้ำเหลือเพียง 18% หากการโถม Data Center ที่ใช้น้ำหล่อเย็นตลอด 24 ชั่วโมง จะเข้าซ้ำเติมชาวสวนทุเรียนและเกษตรกรในพื้นที่ทันที
.
-อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด (จันทบุรี) ครม. อนุมัติงบ 7,200 ล้านบาท (ผูกพัน7 ปีระหว่างปีงบประมาณ 2570–2576) โดยเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ อ้างว่าทำเพื่อเกษตรกรรม แต่แท้จริงคือแผนผันน้ำป้อน EEC แลกกับการ จมผืนป่าสมบูรณ์ 11,982 ไร่ซึ่งเป็นป่าอุทยานฯ เขาสิบห้าชั้นถึง 6,191 ไร่ ทำลายแหล่งอาหารช้างป่าจนช้างป่าต้องทะลักเข้าทำร้ายชาวบ้าน แล้วอุดหนุนอุตสาหกรรม โดยทิ้งภาคเกษตรกรรมและทิ้งภาคประชาชนเอาไว้ข้างหลัง นั่นคือที่มาของ"รวยจะตายอยู่แล้วโว้ย" คือพวกมึงรวยกันเอง
.
ผมผิดหวังในตัวของท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ ท่านพัฒนาอะไร? พัฒนาอุตสาหกรรมใช่มั้ย? แต่คุณไม่ได้พัฒนาเกษตรกรรมหรือประชาชนเลย ปัญหาภัยแล้งสะสม รายงานสถานการณ์ระบุว่าอ่างเก็บน้ำในภูมิภาคตะวันออกหลายแห่งมีปริมาณน้ำต่ำกว่า 30% ของความจุ การเพิ่มความต้องการใช้จากกลุ่ม Data Center ยิ่งทำให้ความมั่นคงทางน้ำของภูมิภาคนี้เปราะบางมากขึ้น หากเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งกำลังมาอยู่แล้ว
.
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ออกรายการเปิดโปงเกี่ยวกับหายนะ Data Center ไปเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมปี 2569 ผมจัดทีมนักข่าวเจาะของผมลงสำรวจพื้นที่ EEC 3 จังหวัด ทั้งฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง อย่างละเอียด ผมตั้งโจทย์ให้ไปสืบเสาะข้อมูล ล้วงไส้โครงการ Data Center สารพัดพิษเหล่านี้ ว่ามีกลุ่มธุรกิจไหน บุคคลใด ที่มีเรื่องราวจะเข้าไปพัวพันกับผลประโยชน์ของการอนุมัติโครงการผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI บ้างหรือไม่ เมื่อสืบเสาะลึกลงไปในพื้นที่ EEC จะพบชื่อกลุ่มทุนเดิมๆ
.
DC Power BN1 (Stella DC) เป็นโครงการแถวบางนา กม. 4.5 เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท STECON POWER (ถือหุ้น 60%), SITEM Corporation (20%) และ MyTelehaus จากมาเลเซีย (20%)งบลงทุน 8,000 ล้านบาท 4 อาคาร IT Load รวม 24-50 เมกะวัตต์ สภาพปัจจุบันเป็นไซต์งานคล้ายไซต์งานร้าง เอามาปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่ภายใต้บริษัท Stella Connex (บริษัทย่อยของ ซิโน-ไทย )ก่อตั้งปี2566 ระบุวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจว่าลงทุนศูนย์ข้อมูล Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่น่าสงสัยก็คือ ในช่วงมกราคม 2569 บอร์ด BOI ได้อนุมัติโครงการ Stella DC ที่อ้างยึดหลักความยั่งยืนและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่พื้นที่รอบข้างกลับเต็มไปด้วยคูระบายน้ำขนาดเล็กปะปนชุมชนเมืองหนาแน่น ไม่เอื้อต่อการใช้น้ำและไฟฟ้า
.
สื่อระดับโลกอย่าง Al Jazeera กระชากโฉมหน้าไอ้โม่งเบื้องหลังเรื่องราวของ Data Center ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งริมถนนบางนา-ตราด ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ว่า”โปรเจคดังกล่าวดำเนินการโดยธุรกิจของบริษัทที่เชื่อมโยงกับนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แต่ใช้วิธีหลีกเลี่ยงการทำแบบสำรวจความคิดเห็นชาวบ้านในด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ระบุในเอกสารราชการอ้างว่าไซต์งานก่อสร้างดังกล่าวเป็นพื้นที่เพื่อสร้างโกดังสินค้า” มันเลวมาก โกหกพกลม ยื่นเรื่องแต่บอกว่าสร้างโกดังสินค้า แต่ที่แท้จริงเขากำลังสร้าง Data Center ที่จะแย่งใช้ไฟแล้วแย่งใช้น้ำของชุมชน
.
โครงการงามหน้าโครงการนี้ ผมสั่งการทีมงานไปตรวจสอบแล้วพบว่าชื่อ Bridge Data Centers (BDC) เป็นโครงการทุนสิงคโปร์กว่า 1,200ล้านดอลลาร์(39,050 ล้านบาท) บนพื้นที่ 100ไร่ ที่คลองตำหรุ ชลบุรี ผูกสัญญาน้ำยาว 10 ปีกับบริษัท East Water และ STECON Utility โครงการนี้ก่อความเดือดร้อนกับชาวบ้านทิ้งปัญหามลภาวะฝุ่นควัน มลพิษเสียง ขยะพิษกากอุตสาหกรรม และไฟตก ให้ชาวบ้านรับกรรม นี่หรือโกดังคลังสินค้า?
.
Google Cloud Region งบ 32,000 ล้านบาท ในนิคม WHA 3.1 ชลบุรี ก็มีชื่อ ซิโน-ไทย คว้าสัญญาจัดซื้อและก่อสร้างสถาปัตยกรรมระบบ มูลค่าสูงถึง 15,951 ล้านบาท กำลังเร่งสร้างอยู่ตลอดเวลา
.
เห็นหรือยังครับท่านผู้ชม ใครเป็นคนพูดว่า "รวยจนทนไม่ไหวแล้วโว้ย"? อนุทิน ชาญวีรกูล ใช่มั้ย? แต่อนุทินลืมพูดต่อไปว่า "กู อนุทิน จะรวยจนทนไม่ไหวแล้ว และพวกกูอุตสาหกรรม"
.
ผมจำได้ อนุทินเคยพูดกับผมสมัยที่คุยกับผมได้อยู่ บอก “พี่รู้มั้ยทำไมผมถึงมาเล่นการเมือง เพราะว่าถ้าผมมาเป็นนักการเมืองแล้วผมจะได้โครงการเยอะๆ เลย แล้วไม่ต้องเสียค่าต๋ง” นี่คือคำพูดที่อนุทินเคยพูดกับผม
.
ผมเอาเรื่องนี้มาพูดด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ ผมกล้าพูดเลยว่า Data Center ประเทศไทยไม่ได้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว วาทกรรมที่บอกว่าเป็นการผ่องถ่าย Transfer Technology หรือ "สร้างงานให้คนไทย" จึงเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เพราะคนที่ได้งานคือบริษัทซิโน-ไทย และ STECONของตระกูลชาญวีรกูล คนไทยทั่วๆ ไปไม่มีงานทำหรอก แต่กลับต้องรับกรรมเรื่องค่าไฟพุ่ง ภัยแล้ง และสิ่งแวดล้อมที่พังทลาย รังแกแม้กระทั่งทางช้างป่า จิตใจโคตรอำมหิตเลย
.
ผมอยากฝากถึงคุณเนวิน ชิดชอบ ลึกๆ แล้วคุณก็เคยพูดไม่ใช่เหรอว่า ทำอะไรก็อย่าให้เดือดร้อนถึงประชาชน แล้วไอ้นายกฯ ที่คุณจัดตั้งขึ้นมา รวยจนไม่รู้จะรวยยังไงอีกแล้ว ไอ้นักลิเกนอกโรง ไอ้ทองเก๊ มันร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีเงินมีทองมหาศาล เพื่อจัดทำโครงการ Data Center บนพื้นฐานของการโกหกหลอกลวง เหมือนกับข้อเสนอ BOI ที่ผมเคยพูดไปแล้วครั้งแรก คุณกับผมอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน แต่คุณอยากจะตายไปในฐานะที่คุณทำความพินาศเรือหายให้กับประเทศไทยด้วยฝีมือของอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย คุณมีความสุขเหรอ?
.
ผมจะประกาศเป็นสัจวาจาวันนี้เลย ถ้าไอ้บอร์ด Data Center นี้ ทำอะไรที่ไม่เข้าท่าเข้าทาง แล้วทำให้ประชาชนเดือดร้อน ผมอยากให้พี่น้องภาคตะวันออกเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ ต้องเข้ามาแสดงพลังให้กับประชาชนเห็น และหากวันนั้นมาถึง ผมจะลงถนนไปร่วมเป็นร่วมตายกับพวกท่าน พี่น้องประชาชนชาวภาคตะวันออกทั้งหมด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี พี่น้องเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ ปีสองปีนี้ได้เสียกันแน่นอน งานนี้ให้มันฉิบหายตายโหงไปเลย ไม่มึงตาย..กูก็ตาย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1393524989605419&set=a.582571104034149





มารู้จัก ชุมชน True Crime Community (TCC) ที่ถูกเชื่อมโยงกับเหตุรุนแรงโดยเยาวชนทั่วอาเซียน ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงและตำรวจในภูมิภาคอาเซียน (รวมถึงไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย) เริ่มให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพบว่าเยาวชนหลายคนถูกชักจูงหรือได้รับอิทธิพลจากกลุ่มนี้จนนำไปสู่เหตุความรุนแรงจริง



"มันแพร่ไปเหมือนโรคระบาด" รู้จักชุมชน True Crime Community (TCC) ที่ถูกเชื่อมโยงกับเหตุรุนแรงโดยเยาวชนทั่วอาเซียน

เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซี

คำเตือน: เนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรุนแรง อาจทำให้ผู้อ่านไม่สบายใจ

คลิปวิดีโอหนึ่งถูกเผยแพร่ทางติ๊กตอกไม่นานหลังเกิดเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ตัวการ์ตูนในวิดีโอนั้นเป็นรูปเด็กผู้ชายสวมเสื้อสีม่วงและใส่แว่น คล้ายกับเด็กชายวัย 14 ปีผู้ก่อเหตุ ในมือขวาของตัวการ์ตูนถือปืนกระบอกหนึ่งพร้อมโยกไปตามจังหวะดนตรี ซึ่งเนื้อเพลงส่วนหนึ่งร้องว่า "ปัง ๆ ๆ จนกว่าฉันจะสอยเธอร่วง"

ไม่เพียงแต่รูปพรรณสัณฐานของตัวการ์ตูนในคลิปจะคล้ายกับผู้ก่อเหตุเท่านั้น แต่ภาพพื้นหลังในวิดีโอนั้นยังเป็นภาพห้องเรียนจริง ๆ จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ด้วย


เนื้อเพลงส่วนหนึ่งของคลิปนี้ร้องว่า "ปัง ๆ ๆ จนกว่าฉันจะสอยเธอร่วง"

บนแพลตฟอร์มติ๊กตอกยังมีคลิปลักษณะเดียวกันอีกเป็นจำนวนมาก เช่นคลิปวิดีโออีกชิ้นหนึ่งเป็นภาพบริเวณป้ายหน้าโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี และกลางภาพมีร่างของเด็กชายวัย 14 ปีผู้ก่อเหตุ ดัดแปลงให้เต้นตามจังหวะดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมตัวเลขคล้าย "แต้ม" ค่อย ๆ ปรากฏตั้งแต่เลข -1 จนถึง -10



คลิปวิดีโอทั้งสองบนติ๊กตอกมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือติด #TCC ซึ่งย่อมาจาก True Crime Community เมื่อกดเข้าไปดูในแฮชแท็กดังกล่าว เราจะพบเนื้อหามากมายเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและทั่วโลก

ชุมชนออนไลน์ที่เรียกตัวเองว่า True Crime Community นี้คืออะไร และมีความเชื่อมโยงกับเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในโลกจริงด้วยหรือไม่ บีบีซีไทยหาคำตอบจากการพูดคุยกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายออนไลน์ การก่อการร้าย และกลุ่มผู้นิยมความสุดโต่ง

ชุมชนผู้ชื่นชอบอาชญากรรมสายดาร์ก

TCC ย่อมาจาก True Crime Community ซึ่งเป็นชุมชนผู้ชื่นชอบเรื่องราวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริง

ยาสมิน หว่อง นักวิจัยร่วมประจําศูนย์เพื่อความเป็นเลิศด้านความมั่นคงแห่งชาติ (Centre of Excellence for National Security - CENS) วิทยาลัยการระหว่างประเทศศึกษา เอส. ราชารัตนัม (S. Rajaratnam School of International Studies - RSIS) ประเทศสิงคโปร์ อธิบายว่าสมาชิกในกลุ่ม TCC มักจะสร้าง 'มีมด้านมืด (dark memes)' ขึ้นมาเพื่อเล่นมุกตลกกับเหตุโศกนาฏกรรมต่าง ๆ

"ยิ่งเนื้อหานองเลือดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับการตอบรับดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นการทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ" เธอระบุในงานเขียนของตน

ศ.ดร.จูลี เชอร์นอฟ ฮวัง ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายก่อการร้ายออนไลน์ จากภาควิชารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ณ วิทยาลัยเกาเชอร์ มลรัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา กล่าวกับบีบีซีไทยว่าสำหรับเธอแล้ว ตัวชุมชน TCC ไม่ได้อันตรายทั้งหมดเสมอไป โดยเธอแบ่งระดับความคลั่งไคล้ความรุนแรงของผู้คนในชุมชนนี้เป็นสามระดับ

ระดับแรกคือ กลุ่มที่ดูพอดคาสต์และรายการทีวีแนวอาชญากรรมและพูดคุยเรื่องนี้ในพื้นที่ออนไลน์ "นั่นอาจดูแปลก ๆ หน่อย แต่ก็ไม่มีอันตรายอะไร" ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง กล่าว

ส่วนกลุ่มที่สอง เธอระบุว่าหมายถึงคนที่เริ่มหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องราวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริงอย่างจริงจัง และหมกมุ่นอยู่กับผู้ก่อเหตุเฉพาะรายหรือฆาตกรต่อเนื่อง จนถึงขนาดมีการสร้างเนื้อหาออนไลน์ถึงบุคคลนั้น ๆ เธอชี้ว่าการคลั่งไคล้ในระดับนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยที่อาจพัฒนาไปสู่การก่อความรุนแรงในโลกจริงได้

ส่วนกลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มที่พร้อมจะลงมือใช้ความรุนแรงจริงโดยได้รับแรงบันดาลใจหรือเลียนแบบผู้ก่อเหตุความรุนแรงคนก่อน ๆ และบางครั้งก็ทำในฐานะการสดุดีอาชญากรเหล่านั้น ซึ่งนักวิชาการจากสหรัฐอเมริกาผู้นี้เรียกว่า "ความรุนแรงเชิงเลียนแบบที่มีส่วนร่วม (participatory memetic violence)"

ในงานศึกษาของ ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ที่ตีพิมพ์ในปี 2568 ชี้ว่า เหตุความรุนแรงในภูมิภาคอาเซียนในรอบปีที่ผ่านมาหลายกรณีมีหลักฐานชี้ชัดว่าผู้ก่อเหตุเยาวชนได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม TCC ซึ่งเธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2568 อย่างน้อย 3 เหตุการณ์

เหตุการณ์แรกคือกรณีเยาวชนอายุ 14 ปี ก่อเหตุใช้มีดแทงเพื่อนนักเรียนหญิงร่วมชั้นเรียนอายุ 16 ปีจนเสียชีวิตในโรงเรียนมัธยมในมาเลเซีย ผู้ก่อเหตุได้เขียนแถลงการณ์ไว้ โดยมีเนื้อหากล่าวอ้างและสดุดีเหตุกราดยิงในโรงเรียนของสหรัฐอเมริกาจำนวน 4 ครั้งและกล่าวถึงวรรณกรรมอีก 2 เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกราดยิงในโรงเรียน

ตัวอย่างที่สองคือกรณีวางระเบิดโรงเรียนมัธยมปลายในจาการ์ตาเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย ในกรณีนี้ผู้ก่อเหตุอายุ 17 ปีเขียนชื่อผู้ก่อเหตุกราดยิงหลายสัญชาติไว้ที่ปืนแอร์ซอฟท์กันที่ติดตัวไว้ระหว่างก่อเหตุ ขณะที่บัญชีติ๊กตอกของเขาก็โพสต์เนื้อหาพร้อมติดแฮชแท็ก #TCC และ #TEECEECEE หลายครั้ง

ตัวอย่างที่สามคือกรณีที่กองกิจการความมั่นคงภายในของสิงคโปร์ (Internal Security Department - ISD) รายงานว่าได้ดำเนินการภาคบังคับต่อเด็กชายวัย 14 ปี ซึ่งพบว่าเข้าถึงเนื้อหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริง (True Crime) ผ่านโซเชียลมีเดียและเริ่มโพสต์เนื้อหารุนแรงและแสดงออกว่าต้องการก่อความรุนแรงต่อชาวยิว และต้องการก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน

"เป็นโชคดีที่เยาวชนรายนี้ไม่ได้ดำเนินการก่อการใดต่อไปในสิงคโปร์" กองกิจการความมั่นคงสิงคโปร์ระบุ พร้อมกล่าวว่าเยาวชนรายดังกล่าวจะต้องเข้าโครงการบำบัดที่จัดโดยรัฐต่อไป

มูนิรา มุสตาฟา ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยสาธารณะ ชาเซอร์ กรุ๊ป (Chasseur Group) ในมาเลเซียและนักวิจัยอาวุโสจากเวิร์ฟ รีเสิร์ช (Verv Research) ตั้งข้อสังเกตกับบีบีซีไทยด้วยว่า หากดูเฉพาะเหตุที่เกิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "พวกเขาเกือบทั้งหมดเป็นวัยรุ่น... และเกือบทั้งหมดเป็นเด็กผู้ชาย"

ลัทธิสุดโต่งที่เกลียดชังมนุษยชาติ

มุสตาฟาระบุกับบีบีซีไทยด้วยว่า กลุ่ม TCC ไม่ได้เชื่อมโยงกับความรุนแรงด้วยตนเอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ใหญ่กว่า โดยเธออธิบายว่ากลุ่ม TCC เป็นเพียงพื้นที่บ่มเพาะผ่านพฤติกรรมแบบแฟนคลับ แต่หากผู้เสพเนื้อหาเริ่มแสดง "ความเกลียดชังต่อมนุษยชาติ (misanthropy) หรือสังคมอย่างชัดเจน" พฤติกรรมนั้นจะเริ่มก้าวข้ามจาก TCC เข้าสู่แดนของ NVE (Nihilistic Violent Extremism) ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ลัทธิสุดโต่งรุนแรงแบบสุญนิยม" หรือบางครั้งก็มีการเรียกว่า MNVE (Misanthropic and Nihilistic Violent Extremism) โดยเติมลักษณะความเกลียดชังต่อมนุษยชาติ (Misanthropic - M) เข้าไปด้วย

ตามการอธิบายของ ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง NVE มีลักษณะเป็น "ระบบนิเวศ" (ecosystem) กล่าวคือ เป็นเครือข่ายการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างหลวม ๆ โดยในระบบนิเวศนี้ครอบคลุมทั้งชุมชน TCC และกลุ่มนิยมความรุนแรงรูปแบบอื่น ๆ โดยผู้คนอาจจะย้ายจากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่มหนึ่ง หรือดึงสมาชิกจากกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้

ขณะที่ยาสมินอธิบายพฤติกรรมและความเชื่อของกลุ่ม NVE ว่ามุ่งหวังที่จะเผยแพร่โลกทัศน์ที่เกลียดชังมนุษย์ (misanthropic) ยกย่องความรุนแรง และตอบสนองต่อความต้องการชื่อเสียงทางลบ (notoriety) ของผู้เข้าร่วม

"หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การไล่ล่าความรุนแรงเพื่อผลของความรุนแรงเอง" เธอสรุป

เธอระบุต่อไปว่าพฤติกรรมของผู้ที่อยู่ในกลุ่มความรุนแรงแบบสุญนิยมมักใช้พฤติกรรมที่ก้าวร้าวและละเมิดศีลธรรมอย่างรุนแรงเพื่อแสดงออกถึงการปฏิเสธบรรทัดฐานทางสังคมและศีลธรรม ผ่านการใช้ความรุนแรงในมิติอื่นเป็นอาวุธ เช่น การขู่กรรโชกทางเพศ (sextortion), การทารุณกรรมสัตว์ และการทำร้ายตัวเอง และได้ยกตัวอย่างกลุ่ม 764 ขึ้นมา โดยอธิบายว่ากลุ่ม 764 คือเครือข่ายในโลกออนไลน์ที่นิยมความรุนแรง ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยหนึ่งในระบบนิเวศของ NVE

รายงานของสถาบันเพื่อการหารือเชิงยุทธศาสตร์ (Institute for Strategic Dialogue - ISD) ในสหราชอาณาจักรระบุว่า ในกลุ่ม 764 มีการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะการบีบบังคับขู่กรรโชกทางเพศเด็ก ผลิตและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก รวมถึงวางแผนเพื่อเตรียมก่อเหตุรุนแรงหมู่เพื่อความสะใจและความโกลาหล

อย่างไรก็ดี มุสตาฟาระบุว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ลักษณะการเกิดขึ้นของพฤติกรรมในกลุ่ม NVE มักเกิดคู่กับพฤติกรรมในกลุ่ม TCC

เพื่อยกตัวอย่างการคาบเกี่ยวนี้ มุสตาฟาได้ยกเหตุยิงที่สยามพารากอนขึ้นมาเป็นตัวอย่างในการอธิบาย

"ผู้ก่อเหตุ [ที่สยามพารากอน] เสพเนื้อหาของกลุ่ม TCC และแสดงพฤติกรรมเลียนแบบลักษณะเฉพาะของกลุ่มอย่างชัดเจน" เธออธิบายในบทความที่ศึกษาเหตุยิงที่สยามพารากอนเมื่อปี 2566 โดยยกตัวอย่างการที่ผู้ก่อเหตุถ่ายรูปที่เครื่องเล่นเกมเต้นอิเล็กทรอนิกส์เลียนแบบท่าทางของมือปืนในเหตุกราดยิงโรงเรียนแซนดี ฮุก (Sandy Hook) ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2012 และการที่ผู้ก่อเหตุเลือกแต่งกายเลียนแบบผู้ก่อเหตุในอดีตในวันก่อเหตุ

เธอยังระบุด้วยว่าผู้ก่อเหตุที่ขณะนั้นอายุ 14 ปี ยังได้แก้ไขเพิ่มเติมประวัติส่วนตัวบนแพลตฟอร์มดิสคอร์ด (Discord) ว่าเขา "เกลียดชังมนุษยชาติอย่างรุนแรง (scorn for humanity)" ทำให้เธอเชื่อว่าแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุเยาวชนรายนี้มีความเกลียดชังมนุษยชาติอยู่ด้วย


เหตุยิงที่สยามพารากอน วันที่ 3 ต.ค. 2566 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย

มุสตาฟายังระบุในงานศึกษาของเธออีกว่า เหตุยิงที่สยามพารากอนนับเป็น "จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์นี้ (MNVE) ในระดับภูมิภาค"

ในการพูดคุยกับบีบีซีไทย ผู้เชี่ยวชาญจากมาเลเซียและ ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ระบุตรงกันว่า หลังจากเหตุยิงที่สยามพารากอนเมื่อปี 2566 เป็นต้นมา อาเซียนยังมีเหตุการณ์ที่อาจเข้าข่ายความรุนแรงแบบ MNVE เกิดขึ้นอีก เช่นกรณีคดีวางระเบิดโรงเรียนมัธยมปลายในอินโดนีเซียที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ซึ่งนอกจากมีพฤติกรรมเชิดชูอาชญากรที่ก่อเหตุก่อนหน้าแล้ว ผู้ก่อเหตุรายนี้ยังใส่เสื้อพิมพ์คำว่า "Natural Selection (การคัดสรรโดยธรรมชาติ)" ในวันก่อเหตุด้วย

มุสตาฟากล่าวเพิ่มเติมว่า ในเดือน มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมามีเหตุกราดยิงโรงเรียนในเมืองตักโลบัน ประเทศฟิลิปปินส์ โดยเยาวชนสองรายผู้ก่อเหตุได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมปลายโคลัมไบน์ในสหรัฐฯ เมื่อ 20 ปีก่อน ขณะเดียวกันก็มีความกังวลจากวุฒิสมาชิกและผู้กำหนดนโยบายของฟิลิปปินส์ว่าผู้ก่อเหตุอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายนิยมความรุนแรงอื่น ๆ ด้วย เช่น กลุ่ม 764 เป็นต้น

แนวคิด (M)NVE เข้ามาสู่อาเซียนได้อย่างไร ?

ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

"บราซิลมีปัญหานี้มานานแล้ว แต่ตอนนี้เราเริ่มเห็นกรณีต่าง ๆ ในเม็กซิโก อุรุกวัย และฉันคิดว่าในอาร์เจนตินาและชิลีด้วย... แต่เราจำเป็นต้องรู้ว่าเส้นทาง (pathway) ในแต่ละที่เข้าถึง [ระบบนิเวศแบบสุดโด่ง] ด้วยวิธีแตกต่างกันอย่างไร"

สำหรับกรณีของเอเชียตะวันออกเฉียใต้ ยาสมิน หว่อง บอกกับบีบีซีไทยว่าปรากฏการณ์สุดโต่งแบบสุญนิยมในพื้นที่อาเซียนมีลักษณะเฉพาะอย่างน้อย 2 ประการ
การเลือกรับอุดมการณ์แบบตัดแปะ

เธอระบุว่าผู้ก่อเหตุในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะการรับอิทธิพลจากอุดมการณ์ที่หลากหลาย โดยเลือกรับอุดมการณ์จากพื้นที่อื่น ๆ มาปรับใช้ตามการตีความ และสถานการณ์ของตน

"เราเห็นบริบทท้องถิ่นเข้าไปมีบทบาทในการเลือกผสมผสานอุดมการณ์หรือ 'ลัทธิสุดโต่งแบบสลัดบาร์' (salad bar extremism)" นักวิชาการจากสิงคโปร์กล่าว เธอหยิบยกเหตุการณ์ตามการประกาศของกองกิจการความมั่นคงภายในของสิงคโปร์ว่า ผู้ที่ถูกทางการจับกุมมีอุดมการณ์ที่หลากหลายปนเปกันไป ทั้งแนวคิดอิสลามนิยม แนวคิดขวาจัดเชิดชูผิวขาว และอื่น ๆ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ เด็กชายชาวสิงคโปร์วัย 14 ปีที่ถูกกองกิจการความมั่นคงของสิงคโปร์ส่งเข้าโครงการบำบัด ประกาศของทางการสิงคโปร์ระบุว่าเยาวชนรายนี้รับทั้งแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ ญิฮาดสุดโต่งแบบรัฐอิสลาม (ISIS) และจัดกลุ่มเยาวชนรายนี้เป็นกลุ่มที่เรียกว่า "อินเซล (incel)" หรือกลุ่มซึ่งมีอุดมการณ์เกลียดเพศหญิงด้วย

อย่างไรก็ดี ประกาศของทางการสิงคโปร์ระบุต่อไปว่า เขารับแนวคิดแบบขวาจัด แต่ด้วยความที่ตนเป็นมุสลิมจึงไม่รับแนวคิดต่อต้านมุสลิมของกลุ่มขวาจัดมาด้วย

ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ไม่เห็นด้วยกับคำว่า "สลัดบาร์" เนื่องจากมองว่าเป็นคำเปรียบเปรยด้วยอาหารแบบตะวันตก แต่เธอเห็นด้วยว่ากลุ่ม NVE ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น มีวิธีการซึมซับอุดมการณ์แบบไม่มีรูปแบบเฉพาะ โดยระบุว่า "แต่ละบุคคลจะสุ่มเสพเนื้อหาจากหลากหลายอุดมการณ์จากต่างประเทศเพื่อปรับให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าของตนเองและบริบทที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของเขา"

นักวิชาการสหรัฐฯ ยังยกตัวอย่างอุดมการณ์อื่น ๆ ที่สมาชิกในกลุ่ม NVE ทั่วโลกรับมาเป็นของตนว่าปรากฏทั้งแนวคิดนีโอนาซี ทฤษฎีสมคบคิดต่อต้านชาวยิว แนวคิดสนับสนุนกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย (ISIS) ความเกลียดชังผู้หญิง ความเป็นชายที่ขาดคู่ครอง (inceldom) และประเด็นต่อต้านกลุ่มประชากรที่มีความหลากหลายทางเพศ

ในปี 2568 มีการวางระเบิดโรงเรียนมัธยมปลายในจาการ์ตาเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งผู้ก่อเหตุใส่เสื้อพิมคำว่า "์Natural Selection (การคัดสรรโดยธรรมชาติ)" ก่อนวันก่อเหตุ
  • เน้นด้านสุนทรียภาพ
หว่องวิเคราะห์ด้วยว่า โดยเนื้อแท้แล้วผู้อยู่ในระบบนิเวศความรุนแรงแบบสุญนิยมไม่ได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดของอุดมการณ์แต่อย่างใด แต่กลับแสดงความหลงใหลในสัญลักษณ์ (symbolism) เป็นส่วนมาก

"แทนที่จะเป็นอุดมการณ์ กลุ่มเหล่านี้กลับให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพแห่งความรุนแรง (aesthetic violence) เข้ามาเป็นสิ่งทดแทน โดยมีเป้าหมายเพื่อลอกเลียนรูปแบบการโจมตีอันโหดร้ายในเชิงสไตล์ ส่งเสริมความรุนแรง และกระตุ้นขับเคลื่อนชุมชนผ่านทางมีม รูปภาพ คลิปวิดีโอดนตรี หรือแม้แต่โทนสี"

เครือข่ายเหล่านี้เผยแพร่อิทธิพลอย่างไร ?

"มันแพร่ไปเหมือนโรคระบาดใหญ่ (pandemic) ที่กำลังพุ่งเป้าไปที่ลูก ๆ ของพวกเรา" ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ผู้ได้รับรางวัลนักวิชาการเกียรติคุณ แฮร์รี แฟรงก์ กุกเกนไฮม์ จากงานศึกษาว่ากลุ่มก่อการร้ายคัดเลือกคนเข้าสู่กลุ่มได้อย่างไร (terrorist recruitment) กล่าวกับบีบีซีไทย

ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ชี้ว่าอัลกอริทึมมีบทบาทหลักในการป้อนเนื้อหารุนแรงให้กับเยาวชน และยังเป็นดัง "โพรงกระต่าย" ที่ชักนำให้เยาวชนได้พบเจอผู้นิยมความรุนแรงสุดโต่งรายอื่น ๆ แล้วกระตุ้นความฮึกเหิมให้แก่กันและกัน

หว่องเห็นสอดคล้องกับแนวคิดของศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน โดยเธอเสริมว่าบทบาทของอัลกอริทึมโซเชียลมีเดียเหมือนท่อตรงที่ส่งผู้ใช้จากเนื้อหาที่เราอาจมองว่าเป็นเรื่องไร้พิษภัยหรือไม่มีอันตราย อย่าง "มีมสายมืด" หรือ Dark Meme ไปสู่เนื้อหาสุดโต่งอย่างแท้จริง

"เยาวชนเริ่มต้นจากการเสพคอนเทนต์ในส่วนขอบนอก (periphery) เช่น พวกเขาสนใจคอนเทนต์แนวโหดร้ายทารุณ (gore) หรือเกมยิงปืนมุมมองบุคคลที่หนึ่ง หลายคนชอบเล่นเกมโรบล็อกซ์ (Roblox) และเล่นเกมที่จำลองหรือสมมติว่าตัวเองเป็นมือปืนกราดยิงในโรงเรียน พวกเขาเริ่มต้นจากตรงนั้น หรือเริ่มเสพคอนเทนต์แนวโหดร้าย หรือมีความสนใจเรื่องคดีอาชญากรรมจริง จากนั้นอัลกอริทึมก็จะคอยป้อนเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันและทวีความรุนแรงสุดโต่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้แก่พวกเขา" นักวิชาการสิงคโปร์อธิบายกับบีบีซีไทย


เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนในเมืองตักโลบัน ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเยาวชนสองรายผู้ก่อเหตุมีประวัติเกี่ยวข้องกับชุมชนออนไลน์ที่นิยมความรุนแรงแบบสุดโต่ง

ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ชี้ว่าหากเยาวชนพบเข้ากับเครือข่าย "สายฮาร์ดคอร์" ที่นิยมความรุนแรงโดยเฉพาะ เหยื่อก็อาจจะถูกล่อลวงด้วยการทำทีเป็นรักและห่วงใย (love bombing) เพื่อให้เกิดสภาวะพึ่งพิง อันอาจนำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศออนไลน์ (sextortion) และการขู่กรรโชกให้ลงมือทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นได้

มุสตาฟาระบุเพิ่มเติมว่าลักษณะในการ "กรูมมิง (grooming)" หรือล่อลวงเพื่อให้ทำตามความประสงค์ของผู้บงการ เป็นสิ่งที่พบได้หลายครั้งในเครือข่ายนิยมความรุนแรงเหล่านี้

"การกรูมมิงในบริบทนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแบบเพื่อนสู่เพื่อน (peer-to-peer) และบุคคลคนเดียวกันนั้นสามารถเป็นทั้งเหยื่อของการถูกบ่มเพาะและเป็นผู้บ่มเพาะผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกัน" เธอระบุโดยกล่าวถึงกรณีเหตุกราดยิงโรงเรียนที่ฟิลิปปินส์เมื่อเดือน มิ.ย. 69 โดยชี้ว่าระบบนิเวศน์ออนไลน์นับเป็นปัจจัยในการก่อเหตุในระดับสูง

"เมื่อสืบค้นลึกลงไปในบทสนทนาต่าง ๆ [ของผู้ก่อเหตุที่ฟิลิปปินส์] จะพบว่ามีการยุยงปลุกปั่นและจินตนาการที่ค่อนข้างหมกมุ่นด้วย" ผู้เชี่ยวชาญชาวมาเลเซียระบุถึงปัจจัยแวดล้อมของเหตุยิงข้างต้น

TCC สายขาว ?

สำหรับหลายประเทศ ชุมชน TCC ถูกจับตาจากหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย เช่น ในอินโดนีเซีย กองกำลังต่อต้านการก่อการร้าย (Densus 88 Antiteror Polri) และสำนักงานต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ (BNPT) ของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าพบเยาวชนหลักร้อยรายอยู่ในเครือข่ายที่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับ TCC หลังเกิดเหตุระเบิดโรงเรียนที่จาการ์ตาเหนือ

ส่วนในสิงคโปร์ กองกิจการความมั่นคงภายในของสิงคโปร์ รับแจ้งเหตุกรณีพบบุคคลที่ "เข้าชมเว็บไซต์เนื้อหาสุดโต่งบ่อยครั้ง"

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ติ๊กตอกในไทยบางส่วนพยายามชี้แจงว่ากลุ่ม TCC นั้นเดิมทีไม่เป็นพื้นที่ที่เชิดชูความรุนแรง และพยายามระบุว่าผู้ผลิตเนื้อหายกย่องผู้กระทำความผิดเป็นเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่อยุ่ในชุมชน


ผู้ใช้ติ๊กตอกบางรายระบุถึงความแตกต่างระหว่าง TCC "สายขาว" และ "สายดำ" และมีการใช้แฮชแท็ก "#TCCไม่เท่ากับการยกย่องฆาตกร" หลายสิบคลิปจากหลายผู้ใช้

"TCC ไม่ใช่คอมมู (ชุมชน) ที่จะมาอวยฆาตกร หรือเชิดชูพวกเขา มันเคยเป็นคอมมูที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ True Crime (เรื่องราวอาชญากรรม) แต่ตอนนี้โดนเด็กเบียวครองคอมมูไปแล้ว" ผู้ใช้งานรายหนึ่งซึ่งโพสต์ผ่านแพลตฟอร์มติ๊กตอกระบุ


https://www.bbc.com/thai/articles/c05qr0rgp0lo





สังคมไทยเริ่มจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมทั่วโลกถึงเกลียดคนพวกนี้ คลิปชายชาวอิสราเอลกินอาหารไม่ยอมจ่ายเงินแถมเดินหนีหน้าตาเฉย






 






อุบไว้ตั้งนาน สุดท้ายก็ต้องเผย ยอดรวมของทหารสหรัฐฯ ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากความขัดแย้งกับอิหร่านพุ่งสูงขึ้นเป็น 774 นาย หลังจากที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ได้เพิ่มรายชื่อทหารจำนวนมากเข้าไปในกลุ่มผู้ได้รับบาดเจ็บในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา


https://x.com/washingtonpost/status/2090857732509176104

ยอดรวมของทหารสหรัฐฯ ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากความขัดแย้งกับอิหร่านพุ่งสูงขึ้นเป็น 774 นาย หลังจากที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ได้เพิ่มรายชื่อทหารจำนวนมากเข้าไปในกลุ่มผู้ได้รับบาดเจ็บในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ข้อมูลจากระบบรายงานยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตของเพนตากอนระบุว่า จนถึงขณะนี้มีทหารเสียชีวิตจากความขัดแย้งดังกล่าว 18 นาย และบาดเจ็บ 756 นาย ตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นแม้ว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิหร่านจะอยู่ในสภาวะหยุดยิงเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม จำนวนทหารที่เพิ่มเข้ามาบางส่วนอาจเป็นผลมาจากความล่าช้าในการบันทึกข้อมูลการบาดเจ็บในระบบทางการแพทย์ของกองทัพ จนกระทั่งข้อมูลดังกล่าวปรากฏในฐานข้อมูลผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้ขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่นั้นมา ยังไม่มีการกลับมาปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบจากทั้งสองฝ่าย ความขัดแย้งซึ่งทรัมป์เคยกล่าวว่าจะยุติลงภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์นั้น ได้ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่หกแล้ว

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ยอดทหารบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้นล่าสุดนี้เป็นผลมาจากความล่าช้าในการประมวลผลข้อมูลทางธุรการในฐานข้อมูลการแพทย์ของกองทัพ ซึ่งเป็นการบันทึกข้อมูลการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันของยอดผู้บาดเจ็บจากการสู้รบในช่วงเวลาหยุดยิงที่ผ่านมา




แม็กกี้ ฮาเบอร์แมน (นักข่าวประจำทำเนียบขาวของเดอะนิวยอร์กไทมส์) กล่าวว่าผู้นำต่างชาติใช้ นาตาลี ฮาร์ป เป็นช่องทางลับในการติดต่อกับทรัมป์เมื่อช่องทางอย่างเป็นทางการล้มเหลว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องแปลก แต่เป็นจุดอ่อนด้านความมั่นคงของชาติ






https://x.com/allenanalysis/status/2090486192382844979
.....

บทบาทของ นาตาลี ฮาร์ป ผู้ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบหรือผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างไม่เป็นทางการในคณะบริหารของประธานาธิบดีนั้น ก่อให้เกิดข้อกังวลด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลที่ถูกต้องเสมอ เมื่อการเข้าถึงประธานาธิบดีข้ามผ่านช่องทางที่เป็นทางการ โปรโตคอลการลดความเสี่ยงมาตรฐานก็จะถูกข้ามผ่านไปด้วย

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลหลัก

การข้ามขั้นตอนการคัดกรองข่าวกรอง: ช่องทางการทูตและข่าวกรองมาตรฐานจะกรองการสื่อสารที่เข้ามาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของผู้ส่ง ประเมินแรงจูงใจ และคัดกรองปฏิบัติการข่าวกรองต่างประเทศ ช่องทางที่ไม่เป็นทางการจะลบมาตรการป้องกันเหล่านี้ออกไป ทำให้เกิดช่องทางสำหรับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือการใช้อิทธิพลในทางที่ผิด

ช่องโหว่ด้านการรักษาความปลอดภัย: รายงานที่เน้นถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานโดยไม่มีการตรวจสอบประวัติอย่างทันท่วงทีหรือการอนุมัติการรักษาความปลอดภัยมาตรฐาน ทำให้เกิดความเสี่ยงอย่างมาก โครงสร้างพื้นฐานทางการทูตและข่าวกรองอาศัยบุคลากรที่ได้รับการตรวจสอบเพื่อป้องกันการรั่วไหลและปกป้องช่องโหว่ด้านการต่อต้านข่าวกรอง

การควบคุมข้อมูลข่าวสาร: เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งควบคุมการไหลของข่าวสาร ข้อความ และกิจกรรมบนโซเชียลมีเดียที่ไปถึงประมุขของรัฐ พวกเขาจะได้รับอิทธิพลอย่างมากต่อการรับรู้เหตุการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงของผู้นำ โดยข้ามขั้นตอนการบรรยายสรุปอย่างเป็นทางการและที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ
.....


"With all my heart": New details about Trump aide Natalie Harp

CNN

Aug 20, 2026 

New reporting from The New York Times and Maggie Haberman about Natalie Harp, the White House aide always by Trump's side. From video of her running after Trump's golf cart in Scotland to a letter she wrote to the president, here's a closer look at her role in Trump's orbit.

0:00 Details from Harp's letter to the president
1:00 Maggie Haberman on what she learned about Harp while reporting on Trump
4:42 What other White House staffers think of Harp's role
6:10 How Harp came to work for Trump

https://www.youtube.com/watch?v=mm4du3BmW-o




ขอเชิญ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดงาน 50 ปี 6 ตุลาฯ


Orawan Narakul
11 hours ago
·
เสียงปี่พาทย์ลาดตะโพน โหมโรงกิจกรรมรำลึก 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 แว่วมาเป็นระลอก

เราจัดงานมาตั้งแต่ครบรอบ 20 ปีของเหตุการณ์
กรรมการจัดงานตั้งแต่ยุคนั้น จนถึงวันนี้เปลี่ยนผ่านมาหลายรุ่น
พี่ Jaran Ditapichai กลายเป็นพลเมืองฝรั่งเศส Bravo!
อ.สุธา ยิ้ม บอกว่า ขอลาไปร่วมปฏิวัติประชาชนในเขตงานใหม่
พี่ Wat Wanlayangkoon ไปตั้งวงตำจอกกับนักร้อง นักเขียนรุ่นน้องหลายราย

สภาพแวดล้อมการจัดงานแต่ละปี มีเรื่องท้าทายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
น้องๆ สภานักศึกษา และองค์การนักศึกษาแต่ละรุ่น ซึ่งรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจัดงานคงจำได้ดี

บางปี มหาวิทยาลัยสั่งการให้รถไถ เข้าไถสนามฟุตบอล (ตามแผนการปรับปรุงสนาม?) ซึ่งเป็นบริเวณจัดวางนิทรรศการ และกิจกรรม walking tour Jutatip Sirikhan และทีมงาน เลยหาข้าวเปลือกมาโปรยซะเรย

บางปี มหาวิทยาลัยเรียกร้องให้จัดงานแบบออนไลน์ ไม่เปิดประตูให้เข้าพื้นที่ กรรมการจัดงานต้องปีนรั้วเข้ามาเปิดประตูเอง

ปี 2569 วันนี้ พื้นที่ห้องโถงของหอประชุมศรีบูรพาถูกจัดแบ่งเป็นที่รับรองเจ้าหน้าที่ที่มาสนับสนุนงานถวายสักการะพระบรมศพ
ห้องโถงหอประชุมใหญ่เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการถวายพระเกียรติพระเจ้าลูกเธอฯ ผู้เป็นศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์

กรรมการจัดงานยังไม่ท้อ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าทุกวัน!
ปีนี้ ภาควิชาการแข็งแกร่งมาก ตามที่ประชาสัมพันธ์กิจกรรม 'ชุมนุมปาฐกถา' ไปแล้ว
นิทรรศการ: หากไม่สะดวกที่จะจัดแสดงปีนี้ เราก็จะยกยอดไปแสดงในปี 2570

ทีมทนายก้าวหน้า@Sai Kunthika Nutcharus ทำกิจกรรมละคร 'ศาลจำลอง คดี 6 ตุลา' 3 วัน 3 รอบ ระหว่างวันที่ 4-5-6 ที่ห้องพิจารณาคดี (Moot Court) คณะนิติศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ทุกท่านคะ รู้สึกขนลุกมั้ยคะ

Pattaraphon Phoothong ประสานงานกับญาติวีรชน เชิญมาร่วมงานเนื่องในโอกาสพิเศษนี้ จึงขอเชิญมิตรสหาย รวมทั้งนักกิจกรรมรุ่นหลานมาให้กำลังใจคนที่อยู่ข้างหลังของครอบครัววีรชน

ภาคศิลปวัฒนธรรม
วงดนตรีรุ่นปัจจุบันแสดงเพลงเพื่อชีวิตก่อนยุค 6 ตุลา 19
วง 'หมาเก้าหาง' แสดงดนตรีพื้นบ้าน และเพลงร่วมสมัย
วงดนตรี 'ที่มั่นแดง' แสดงเพลงในเขตงานประชาชนยุคก่อนมีคำสั่งสำนักนายกฯ 66/23

นี่แหละค่ะท่านผู้ชม เจตจำนงแน่วแน่ กิจกรรมยิ่งใหญ่ระดับนี้ และทุกการขับเคลื่อนมีค่าใช้จ่าย นี่คือที่มาของการระดมทุนเพื่อการจัดงานรำลึก 50 ปี

เราเชื่อมั่นในพลังของผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ก็เล่าสู่กันฟังแบบนี้
ขอบพระคุณสำหรับท่านที่สมทบมาแล้ว เรายังเปิดรับการสมทบอย่างต่อเนื่องค่ะ
— feeling festive.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=28076931335299895&set=a.152625691490501
.....




วันศุกร์, สิงหาคม 21, 2569

“ถ้ามีการฮั้วกันจริงก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ” คำของ ‘อนุทิน’ ไม่ตรงกับการกระทำที่หลบเลี่ยงความจริงเสมอ เมื่อหลักฐานทุจริตเลือก สว.ผุดให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน ว่าโยงภูมิใจไทย

ไหนนะ อนุทิน พูดมาจากออสเตรเลีย ว่า “ถ้ามีการฮั้วกันจริงก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ” เรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี ๒๕๖๗ แต่รัฐบาลของตนไม่รู้เห็นด้วย เพราะเข้ามาทีหลัง “ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เกี่ยว...ไม่มีอะไรต้องกังวลเพราะไม่ใช่เรื่องการทำงานของรัฐบาล”

แหม ฉากซะสวย แถมมีตัวช่วย นักข่าวถามนำว่าฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้ด้วย “ทั้งที่รัฐบาลเคยชี้แจงมาตลอดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาบริหารประเทศ” ก็ตามที แต่ สว.ชุดนี้มิใช่หรือที่แต่งตั้งกรรมการเลือกตั้ง ๔ ใน ๗ คน

แล้ว กกต.ชุดนี้แหละเป็นตัวถ่วงไม่ให้คดีฮั้ว สว. ๑๓๘ คน กับคนในสังกัดพรรคการเมืองอีก ๙๑ ไม่ถูกส่งไปให้ศาลอาญาพิจารณา ปริ่มว่าปลายเดือนนี้จะมีการตัดตอน ส่งฟ้องปลาซิวปลาสร้อย ไม่กี่สิบคน ปล่อยให้ตัวใหญ่ๆ ในรัฐบาลรวมทั้งนายกฯ ลอยนวล

มิหนำซ้ำหลักฐานข้อมูลผุดไปที่ฝ่ายค้านไม่เว้นแต่ละวัน พัวพันคนในพรรคภูมิใจไทยเกือบทั้งนั้น จึงต้องถามแบบเซ่อซ่าอีกว่า ไอ้พรรคภูมิใจไทยเนี้ย ไม่ช่เสาหลักของรัฐบาลอนุทินหรอกหรือ จนวันวานวันนี้ สิ่งที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ แฉเพิ่มก็ภูมิใจไทยนี่เอง

ชุดล่าสุดที่ ไอติมเปิดรายละเอียดยิบ ข้อมูลการจองโรงแรม B2 รังสิต บูติค กลุ่มที่ ๒ นอกเหนือจากที่เปิดไปแล้ว เส้นทางการโอนเงินที่ วิทยา คำพวง จ่ายให้ผู้เข้าพัก ๑๒ ราย เป็นผู้สมัคร สว.๘ ราย ยอดรวม ๘ ห้อง ๗,๕๒๐ บาทนั้น

มีการจอง ๒๖ ห้อง พัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ ผู้จองรูดบัตรเครดิตวีซ่าไป ๔๓,๕๐๐ บาท สำหรับผู้เข้าพัก ๓๐ คน เป็นผู้สมัคร สว.เสีย ๒๐ คน ส่วนใหญ่ ๑๖ คน มาจากบึงกาฬ แล้วเลือกได้ พิมาย คงทัน เป็น สว. ๑ คน สันนิษฐานว่ากลุ่ม ๑๖ นี่เป็นหน่วย พลีชีพ

ทีมพริษฐ์สาวต่อว่า พัสกร คนจ่ายเงินมีที่มาที่ไปอย่างไร ก็พบว่า “ณ ปัจจุบัน คุณพัสกรดำรงตำแหน่งเป็น เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และ โฆษกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมี สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรี”

ทั้งก่อนเลือกตั้ง ระหว่างเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งปี ๖๙ นี้ พัสกรวนเวียนอยู่ในข่ายงานการเมืองของพรรคภูมิใจไทยเต็มตัว กระนั้นทางผู้ตรวจสอบก็ยังไม่เหมาจบ แต่มีคำถามเพิ่มเติมอีกมากมาย รวมทั้งต่อดีเอสไอ และ กกต.

สำหรับดีเอสไอ ข้อมูลที่พริษฐ์เอามาเปิด ดีเอสไอเคยไปตรวจสอบกับทางโรงแรมบ้างไหม สองปีผ่านมาแล้วนี่ ส่วน กกต. เขาถามว่าเหตุการณ์อึกทึกคึกคักที่โรงแรม บีทู รังสิต เคยรู้เบาะแสหรือเปล่า แล้วก็เคยสอบสวนการกระทำของพัสกร กับ วิทยา คำพวง มั้ย

ถ้าไม่เคย ทำไมถึงไม่ทำ นั่นเป็นหน้าที่มิใช่หรือ ถามอย่างนี้ทำให้ กกต.เลือดขึ้นหน้าใช่ไหม หมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาฯ “แนะนำให้ฟ้องไอติมครับ จะได้ไปศาลกันเลย” รอ กกต.ส่งคดีจนเหม็นเบื่อแล้วละ

(https://www.facebook.com/paritw/posts/2mLQhzoi6 และ https://www.thairath.co.th/news/politic/2954008)