วันเสาร์, พฤษภาคม 30, 2569

คราวนี้อธิบดีปกครองฯ ที่ซวยเพราะ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ย้ายข้าราชการไม่สนองการเมืองเข้ากรุ เจอเปิดโปงแช้ทไลน์หลุดสั่งปลัดจังหวัด “ช่วยน้ำเงินด้วย”

คราวนี้อธิบดี คราวหน้าอาจเป็นปลัดกระทรวง หรือรัฐมนตรีช่วยฯ ที่ซวยเพราะ ระบอบสีน้ำเงิน ก็เป็นได้แล้วละ เมื่อการสั่งย้ายข้าราชการระดับสูงที่ไม่ตอบสนองการเมือง ไม่ใช่เรื่องเชือดนิ่มๆ งุบงิมทำได้เงียบๆ อีกต่อไป หลายฝ่ายพร้อมใจกันประโคม

ดังกรณี ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ยื่นเรื่องร้องทุกข์ของอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตถูกย้ายเข้ากรุ จากการที่ไปแตะต้องกลุ่มอิทธิพลยึดครอง#หาดบางเทาและบุกรุก #หาดฟรีด้อม แล้วต่อมาตัวอดีตปลัดจังหวัดเปิดเผย แช้ทไลน์นายสั่ง “ช่วยน้ำเงินด้วย”

เมื่อเรื่องอื้ออึงมาถึงตัว อธิบดีกรมการปกครองก็ย่อมปฏิเสธอย่างหน้าตาย “ไม่ได้เป็นคนส่งข้อความ” ที่ว่านั้น แล้วยังเถียงคอเป็นเอ็น ๖ ข้อ พอฟังได้สองประเด็น คือข้อความในแช้ทบิดเบือนหลายอย่าง ยังต้องพิสูจน์ทราบ โดยเฉพาะรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง

เรื่องนั้น สมชัย ศรีสุทธิยากร พิสูจน์ให้แล้วเป็นประจักษ์ ว่ามีการคุยกันทางไลน์วันที่ ๑๑ มกรา ส่วนหนึ่งเป็นรายชื่อผู้สมัคร ๓ เขต มีจากพรรคประชาชนอยู่ด้วย ก็ต้องเป็นปี ๒๕๖๙ เพราะการเลือกตั้งก่อนหน้านั้นคือปี ๒๕๖๖ ยังไม่มีพรรคประชาชน

เชอร์ล็อค ชัยฟันธง “เมื่อสืบค้น จังหวัดที่มี ๓ เขตเลือกตั้ง และมีชื่อผู้สมัครตรงกับในข้อความคือ จังหวัดภูเก็ต” ไปดูไทม์ไลน์การเลือกตั้งที่ กกต.กำหนดไว้แล้วว่า “มีการประกาศรายชื่ออย่างทางการเมื่อ ๗ มกรา ๖๙” ประเด็นชื่อผู้ส่งแช้ทนั้นก็ไม่ยาก

อักษรสองตัวที่ปรากฏชื่ออธิบดี ตัวแรกมีหัวหันออก “อาจเป็น พ ฟ ห น ท ม” ตัวที่สองมีหางยาวลงล่าง ก็ต้องเป็น ฤ (รึ) หรือ ฦ (รือ) อธิบดีกรมการปกครองชื่อ นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ไม่น่าจะมีอธิบดีกรมอื่นๆ ไหน ชื่อ หฤทัย หรอกนะ

ครั้นเมื่ออธิบดีปฏิเสธเสียงแข็ง วิโรจน์ ลักขณาอดิสร พรรค ปชน.จึงให้ความเห้นบ้าง “การที่จะพิสูจน์ว่าใครพูดจริงใครพูดเท็จ นั้นไม่ยากเลย” เพราะแช้ทไลน์สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ผู้เขียนลบของตัวเอง แต่ยังอยู่ในบัญชีผู้รับ

ปัญหาอยู่ที่ว่า “หากแชทปริศนานี้เป็นเรื่องจริง ก็คงจำเป็นต้องมีการร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ให้เข้ามาสืบสวน สอบสวน และพิจารณาชี้มูลความผิด...ว่าแต่ ประชาชนจะมั่นใจได้ว่าอย่างไรว่าองค์การอิสระอย่าง ป.ป.ช. จะยังคงอิสระจาก #ระบอบสีน้ำเงิน”

(https://www.facebook.com/wirojlak/posts/QQ4AjUSwu, https://www.facebook.com/somchaivision/posts/33GAsHJeb และ https://www.facebook.com/Prachatai/posts/9auBgJr7) 

วันพรุ่งนี้ (30 พ.ค. 2569) ตั้งแต่เวลา 14.00 น. มีงาน "Her Movement, We Move(ing)" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของการจากไปของบุ้ง–เนติพร สำรวจสิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหว ผ่านชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง–เนติพร


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
14 hours ago
·
ประชาสัมพันธ์
วันพรุ่งนี้ (30 พ.ค. 2569) ตั้งแต่เวลา 14.00 น. มีงาน "Her Movement, We Move(ing)" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของการจากไปของบุ้ง–เนติพร
.
สำรวจสิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหว ผ่านชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง–เนติพร
.
14.00 น. รับชมวิดีโอสั้นรำลึกการต่อสู้ ของบุ้ง
.
14.15 น. วงเสวนา “การรักษาสุขภาพของผู้ต้องขังทางการเมือง”
- ปฐมพร แก้วหนู Freedom Bridge
- สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ อดีตผู้ต้องขังทางการเมือง
- คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ดำเนินรายการโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
.
15.10 น. วงเสวนา The woman in you ถอดบทเรียนเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองของผู้หญิง จาก กรณีบุ้ง เนติพร ร่วมพูดคุยโดย
- ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
- ธารารัตน์ ปัญญา
- ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล
- ณัฐชิ อองปุลักษ์
.
16.00 น. ปาฐกถา Make Movements Matter โดย ทิชา ณ นคร
.
16.30 น. ดนตรีจากน้ำ คีตาญชลี และร่วมกันวางดอกไม้
.
17.00 น. จุดเทียนรำลึก
อัญชัญ ปรีเลิศ อ่านจดหมายจากเพื่อนในเรือนจำ ดนตรีจากหนวดและอาเล็ก
.
ภายในงานพบบูธกิจกรรมจากองค์กรต่าง ๆ
.
เสาร์ 30 พฤษภาคม 2569
ห้อง 102 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
.
บุ้ง–เนติพร ในฐานะนักกิจกรรมและผู้ต้องขังคดีการเมือง ต้องเผชิญทั้งการคุกคามสิทธิเสรีภาพจากรัฐ และอคติต่อวิธีการต่อสู้ที่เธอเลือกใช้ ขณะเดียวกัน ยังมีผู้หญิงและผู้คนอีกจำนวนมากที่เผชิญอคติทางเพศจากการออกมาเคลื่อนไหว และยังมีผู้ถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐานภายในเรือนจำ เพื่อรำลึกถึงและยืนหยัดต่อเจตนารมณ์สุดท้ายของเธอ
.
https://www.facebook.com/photo?fbid=1400363675267432&set=a.656922399611567
.....



การจากไปของ “บุ้ง—เนติพร เสน่ห์สังคม” นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง ในวัย 28 ปี (เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567) ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย แต่ยังเป็นภาพสะท้อนที่เด่นชัดของ “สิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมือง” ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางโครงสร้าง ทั้งในมิติของกฎหมาย วัฒนธรรมปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) และการตีตราจากสังคม

ชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง ขยายเพดานความคิดเรื่องสตรีสากลและสิทธิมนุษยชนในบริบทไทยผ่านแง่มุมสำคัญ ดังนี้

1. การทลายกรอบ "ผู้หญิงดี" ตามจารีตประเพณี

ในสังคมไทย มักมีภาพจำและคาดหวังให้ผู้หญิงมีท่าทีที่อ่อนหวาน ประนีประนอม และอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย แต่การเคลื่อนไหวของบุ้งและกลุ่มทะลุวังใช้กระบวนการที่เรียกว่า Radical Activism หรือการแสดงออกที่ตรงไปตรงมา ดุดัน และท้าทายสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐอย่างซึ่งหน้า

การถูกตีตราซ้ำสอง (Double Stigmatization): เมื่อผู้หญิงลุกขึ้นมาใช้ความก้าวร้าวหรือถ้อยคำที่รุนแรงในการต่อสู้ พวกเธอ มักจะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์หนักกว่านักเคลื่อนไหวชาย โดยถูกมองว่า "ก้าวร้าว" "ไม่อยู่กับร่องกับรอย" หรือ "ถูกล้างสมอง" มากกว่าการมองที่เนื้อหาของการประท้วง

การทวงคืนสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย: การอดอาหารประท้วง (Hunger Strike) ของบุ้งจนวาระสุดท้าย เป็นการใช้ร่างกายของตนเองเป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ขั้นสูงสุด เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวให้เพื่อนผู้ต้องขังทางการเมือง ซึ่งเป็นการแสดงออกว่าผู้หญิงมีอำนาจโดยสมบูรณ์เหนือร่างกายของตนเองในการกำหนดทิศทางการต่อสู้

2. ความเปราะบางทางเพศสภาพในกระบวนการยุติธรรม

ชีวิตของบุ้งในเรือนจำไฮไลต์ให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างของผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับคดีทางการเมือง ซึ่งมักไม่ได้รับการตอบสนองทางสิทธิที่สอดคล้องกับเพศสภาพหรือมนุษยธรรมเท่าที่ควร

สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล: เหตุการณ์ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของบุ้งหลังการอดอาหารเป็นเวลานาน จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อมาตรฐานการแพทย์ของทัณฑสถานหญิงและราชทัณฑ์ สะท้อนถึงความเปราะบางของผู้ต้องขังหญิงที่ขาดอำนาจต่อรองและการดูแลที่ทันท่วงที


การคุมขังก่อนคำพิพากษา: การไม่ได้รับสิทธิประกันตัวชั่วคราวในคดีมาตรา 112 ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจและร่างกายของผู้หญิงในเรือนจำอย่างรุนแรง

3. ความรุนแรงบนฐานเพศสภาพออนไลน์ (Online Cyberbullying)

ในฐานะนักเคลื่อนไหวหญิง บุ้งไม่ได้เผชิญแค่คุกตารางหรือกฎหมาย แต่ยังต้องเผชิญกับ ความรุนแรงทางเพศสภาพผ่านโลกออนไลน์ (Gender-based Cyberbullying)

มีการใช้ประเด็นเรื่องรูปร่างหน้าตา (Body Shaming) เพศสภาพ ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือแม้กระทั่งการขุดประวัติครอบครัวมาโจมตีเพื่อลดทอนคุณค่าและความน่าเชื่อถือ (Dehumanization) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มักถูกนำมาใช้โจมตีนักเคลื่อนไหวหญิงมากกว่านักเคลื่อนไหวชายอย่างเห็นได้ชัด

บทสรุปและสิ่งตกค้างถึงสังคมไทย

"ชีวิตของบุ้ง—เนติพร คือหลักฐานว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ไม่สามารถแยกออกจากกันได้"

การลุกขึ้นมาเป็นแกนนำแถวหน้าของบุ้งและเด็กสาวรุ่นใหม่ในขบวนการประชาธิปไตยไทยช่วงปี 2563-2567 ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการเคลื่อนไหว จากเดิมที่ผู้หญิงมักถูกวางบทบาทเป็น "ฝ่ายสนับสนุน" (เช่น แม่ครัว ฝ่ายพยาบาล หรือผู้ร่วมชุมนุม) มาเป็น "ผู้กำหนดทิศทางและผู้ยอมพลีชีพเพื่ออุดมการณ์" การจากไปของเธอจึงเป็นแบบเรียนราคาแพงที่กระตุ้นให้ขบวนการสิทธิมนุษยชนและสังคมไทยต้องหันกลับมาทบทวนว่า เราจะปกป้องนักเคลื่อนไหวหญิงจากการใช้อำนาจรัฐและความรุนแรงในสังคมปิตาธิปไตยได้อย่างไร เพื่อไม่ให้มีผู้หญิงคนไหนต้องจ่ายราคาของการเรียกร้องสิทธิด้วยชีวิตอีกต่อไป




โพสต์ที่พูดถึง บุ้งและกลุ่มทะลุวัง อย่างโปรพวกเธอ จนกล้าเรียกพวกเธอว่า #วีรสตรีแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน ได้เลย


Punsak Srithep
May 17, 2024
·
#พรี่แทร๊ดซี่รำพึง
.
หลังการอดอาหารเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้กับผู้ต้องขังทางการเมืองจนถึงแก่เสียชีวิต นอกจากเสียงสะใจ ไม่แยแส สมน้ำหน้า ฯลฯ ซึ่งในที่นี้จะไม่กล่าวถึง ยังมีเสียงที่นับว่าเป็นเอกฉันท์เฉพาะวงสัมพันธ์ของผม คือส่วนใหญ่เห็นอกเห็นใจ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการและแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวัง โดยเฉพาะตัวของผู้เสียชีวิตเอง บุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม
.
ตัวผมเองเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของทุกกลุ่มมาเงียบ ๆ มาโดยตลอด แต่ละกลุ่มกิจกรรมก็มีคาแร็คเตอร์ของตัวเอง ชื่นชม #ทะลุแก๊ซ ที่แมร่งโคตรกล้าหาญบ้าบอ #ทะลุฟ้า ที่พร้อมแหวกกฏเกณฑ์แบบมีอารมณ์ขันกำกับ และ #ทะลุวัง ที่ผมคิดว่าโคตรแหลมคม โดยเฉพาะกิจกรรมง่าย ๆ อย่างการสำรวจความคิดเห็น ซึ่งในสังคมไทยรู้สึกเป็นเรื่องปรกติ และเฉยเมยกับโพลล์นั่น โพลล์นี่ แต่กับโพลล์ของทะลุวัง สังคมถึงกับเดือดเพราะตั้งคำถามโดยตรงไปที่ความรู้สึกของผู้คนกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันก็เหมือนกับเพลง #รอ ที่สุเทพ วงศ์กำแหงร้องไว้ตอนหนึ่งว่า ".. น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน.." นี่แมร่งเซาะกร่อนบ่อนทำลายชัด ๆ
.
คำถามง่าย ๆ แค่ว่าคุณรู้สึกเดือดร้อนไหมกับการปิดถนนของขบวนเสด็จฯ และคำถามอื่น ๆ ที่ตามมาทำให้เวลาทะลุวังไปใช้สถานที่เอกชนที่ไหนก็มักจะมีการปะทะ อย่างต่ำก็มีปากเสียง จนภาพติดตามองไปว่าทะลุวังคือพวกหิวตีน ทั้งที่จริงแล้วทางกลุ่มไม่เคยเปิดประเด็นทะเลาะวิวาทก่อน ในช่วงแรก ๆ ของกิจกรรมนี้พวกเธอมีแต่ผู้หญิงด้วยซ้ำ จนกระทั่งเพื่อน ๆ ผู้ชายจากกลุ่มอื่น เช่น ทะลุแก๊ซ อาสามาเป็นการ์ดร่วมทีมด้วย ภาพการปะทะจึงยิ่งเด่นชัดขึ้น (ตรงนี้ไม่ได้กล่าวหาทะลุแก๊ซ แต่ภาพเวลาผู้ชายยื้อแย่งกับ รปภ ของแต่ละแห่ง มันขับเน้นภาพนั้นออกมา)
.
แต่แน่ล่ะพวกเธอไปใช้สถานที่เอกชนกับประเด็นล่อแหลม ถ้าเจ้าของสถานที่ปล่อยจอย ข้อหาสมรู้ร่วมคิดก็จะลอยมาถึงตัวได้ง่าย เรียกว่าพวกเธอเขย่าสังคมจนตัวสั่น ทั้งสั่นเพราะโกรธ หรือสั่นเพราะสะใจก็ว่ากันไป
.
ถ้าเราจบแค่กิจกรรมสำรวจความคิดเห็นของทะลุวัง เราจะพบว่านี่เป็นการเคลื่อนไหวที่ต้นทุนต่ำ แต่เกิด impact กับสังคมสูงมาก ๆ ซึ่งแมร่งเป็นสุดยอดการเคลื่อนไหวที่นักกิจกรรมอยากทำให้เกิดมาก ๆ (เชื่อพรี่ฯ ๆ จบพลศึกษา ๆ เรื่องการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะ)
.
แล้วการไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของทะลุวัง โดยเฉพาะตัวบุ้งมาจากไหน ผมคิดว่ามันน่าจะเริ่มระอุมาจากการอดอาหารของตะวันและแบม การเคลื่อนไหวของหยก ส่วนกรณีการกล่าวหาของอดีตสมาชิกทั้งการใช้อำนาจครอบงำ และความโปร่งใสในการใช้เงินที่มาจากการบริจาค ผมขอแขวนไว้ก่อนเพราะมันเป็นเรื่องภายในของกลุ่มเอง ส่วนเรื่องที่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ในที่นี้คือ พรรคก้าวไกล อันนี้ผมว่าแมร่งตลก แค่เพียงสมาชิกพรรคฯอาสาเป็นนายประกัน สนับสนุนข้อเรียกร้องเพราะมันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน กลับหยิบยกเรื่องเล็กเรื่องน้อยมากล่าวหากันเสียนี่กระไร
.
การอดอาหารของตะวันและแบม สร้างความสั่นสะเทือนในวงการนักเคลื่อนไหวมากที่สุด คนที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เฉยเสียแต่ออกมาคัดค้าน ห้ามปราม คนที่ไม่ได้ออกมาคัดค้านอาจจะเพราะเห็นว่าเป็นสิทธิในเนื้อตัวของนักเคลื่อนไหวที่ต้องรับผิดชอบตัวเองกลายเป็นพวกให้ท้าย ถูกเรียกร้องให้รับผิดชอบหากมีการเสียชีวิต ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ห้ามปรามอะไรได้แต่ #อิหยังวะ กูไปให้ท้ายพวกเธอตั้งแต่เมื่อไหร่
.
ช่วงหนึ่ง ทะลุวังได้มาใช้พื้นที่ลานอากง หน้าศาลฎีการ่วมกับพลเมืองโต้กลับ เพื่อเป็นพื้นที่อดอาหารของตะวันกับแบม เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมือง พลเมืองโต้กลับ ซึ่งดีแต่ยืนเฉย ๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่มีค่อนขอดเรื่องแย่งซีน หิวแสงอะไรทั้งนั้น (ทั้ง ๆ ที่พวกเราชอบและชำนาญเรื่องค่อนขอดคนอื่น) เพราะลานอากงเป็นพื้นที่สาธารณะ ใครจะทำอะไรก็ทำไปหากไม่ไปทำร้ายคนอื่น ตอนนั้นพลเมืองโต้กลับถูกตำรวจเจ้าของท้องที่กดดันอย่างหนักให้เจรจาให้ทะลุวังหยุดกิจกรรม ขณะที่เรายืนยันว่าเป็นการทำกิจกรรมคนละกลุ่มบนสถานที่เดียวกันเท่านั้น จนบุ้งระแคะระคายว่าเรามีปัญหาเลยทำการจดแจ้งชุมนุมสาธารณะกับทางท้องที่ในนามทะลุวังต่างหากเรื่องนี้จึงยุติ
.
เกร็ดที่ได้ทราบภายหลัง คือ ตะวันและแบมต้องมีการตรวจเลือด และอื่น ๆ ตลอดเวลา แน่ล่ะไม่มีโรงพยาบาล หรือแพทย์คนไหนกล้าออกหน้ากับคดีที่ถูกจับตามองแบบนี้ คุณป้ามหาภัยของเราเลยต้องวิ่งเต้นหาหมอ หาพยาบาลมาทำการนี้ เธอเล่าว่ากว่าพยาบาลจะหาเส้นเพื่อเจาะเลือดทั้งคู่ได้ก็ต้องเจาะแล้วเจาะอีก พอเจาะได้แล้วกว่าเลือดจะเต็มหลอดก็นานแสนนาน ของเหลวอื่น ๆ อย่างปัสสาวะไม่ต้องพูดถึง เพราะกะปริบกะปรอยเหลือเกิน แล้วก็ต้อง follow up ทุกวัน เจาะทุกวัน แมร่งเอ๋ย แล้วเหตุการณ์ก็ลุล่วงแบบที่เราทราบกัน
.
อีกเหตุการณ์หนึ่ง คือ การเคลื่อนไหวของหยก กรณีเรียกร้องสิทธิทางการศึกษา กับการแต่งกายแบบไปรเวท ที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าบุ้งอยู่เบื้องหลัง ให้ท้ายก็ว่า แน่ล่ะตอนนั้นบุ้งคือผู้อุปการะหยก การไม่ห้ามปรามหยก ก็คือการให้ท้ายอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ต่างกับพลเมืองโต้กลับที่เฉย ๆ กับการที่ตะวันและแบมมาอดอาหารที่ลานอากงแหละมั้ง แต่ในรายละเอียดของการเรียกร้องสิทธิการศึกษากลับแทบไม่มีใครตั้งคำถามกับสถานศึกษาที่จะต้องจัดการศึกษาให้ผู้เรียนตามสิทธิเลย ทั้ง ๆ ที่ได้จ่ายค่าบำรุงการศึกษาไปแล้วด้วย (ไม่ต่างอะไรกับเราสั่งของออนไลน์ โอนเงินแล้วแต่ของไม่มายังไงยังงั้น) เรื่องสำคัญแบบนี้กลับถูกกลบด้วยประเด็นง่าย ๆ ว่าแล้วมึงทำไมไม่ใส่ชุดนักเรียน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ #นักเรียนเลว ยกประเด็นเรื่องชุดนักเรียนมาเอ็ดดูเขตสังคม จนส่วนใหญ่คล้อยตามมีการทดลองนู่นนี่นั่นด้วยความสมัครใจในหลายพื้นที่ แต่ทุกอย่างถูกกลบด้วยภาพหยกปีนรั้วโรงเรียน ซึ่งมีแต่เด็กเหี้ยเท่านั้นแหละที่ปีนรั้วโรงเรียน โดยลืมบริบทไปว่าน้องมันปีนเข้าไปมันอยากเรียน ไม่ใช่พวกมึงสมัยเรียนที่ปีนออกมา ไอ้สึส
.
ผมก็เป็นคนหนึ่ง
ที่เฝ้าดูแต่ไม่เคยออกมาคัดค้านวิธีการเคลื่อนไหวของทะลุวังเลย ทะลุแก๊ซก็ไม่ ทะลุฟ้ายิ่งเชียร์อัพด้วย เพราะอยากเห็นไอ้ไผ่ติดคุกอีก เพราะถ้าเอาแนวทางการเคลื่อนไหวมาศึกษาวรรณกรรมเปรียบเทียบกัน เราควรเชียร์ทะลุวัง บอกทะลุฟ้าให้สนุกได้แต่มึงเบา ๆ กันหน่อย แล้วขอร้องให้ทะลุแก๊ซกลับบ้านเถอะลูกต่างหาก ทำไมมันกลับตาลปัตรกันไปหมด
.
โชคดีของผม
ที่ในช่วงหนึ่งมีทีมนักวิชาการทำการศึกษาวิจัยเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างสันติวิธี ทีมงานตระเวณสัมภาษณ์นักกิจกรรมกลุ่มต่าง ๆ จนแล้วเสร็จจึงจัดให้มี focus group ให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทะลุวังมีบุ้งกับตะวัน ที่อาการดีขึ้นจากการอดอาหารมาร่วมแลกเปลี่ยน ทำให้ผมเห็นตัวตนของทะลุวังและตัวบุคคลมากขึ้น
.
เธอทั้งคู่
ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของทะลุวังออกแบบวางแผนมาดีแล้วเพื่อให้สังคมได้คิดจากการสำรวจความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ ส่วนท่าทีของพวกเธอไม่เคยระรานใครมีแต่โดนขัดขวางและทำร้ายก่อน เลยต้องป้องกันตัว และทั้งคู่ต่างยืนยันว่าไม่สนว่าสังคมจะมองทะลุวังอย่างไร เพราะพวกเธอไม่ได้อยากให้ใครมารักมาชอบ (ไม่อยากเป็นนางฟ้าประชาธิปไตยว่างั้นเถอะ - ผมแซะเองพวกเธอไม่ได้กล่าว) และพวกเธอตระหนักดีว่าวิธีการของพวกเธอต้องแลกกับอะไรบ้าง พวกเธอต้องโดนอะไรบ้าง เธอรับมันได้และจะไม่เรียกร้องความเห็นใจจากใครเลย
.
ครับ
ผมโปรทะลุวัง และกล้าเรียกพวกเธอว่า #วีรสตรีแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน ได้เลย
ขอแสดงความเคารพมา ณ ที่นี้
.
หมายเหตุ อยากให้ดูครับ
.
ข่าว3มิติ 14 พฤษภาคม 2567 l นายกฯ สั่งพิสูจน์ปม บุ้ง เสียชีวิต
ในข่าวนำเสนอ "เส้นทางของบุ้ง" นาทีที่ 20:20 เป็นต้นไป
https://youtu.be/et5J3DLXu-Y?si=gLUj46NO5ocAvAGV
.
ข่าว3มิติ 15 พฤษภาคม 2567 l กรมราชทัณฑ์แถลงข่าวการเสียชีวิตของบุ้ง ตอบไม่ชัดถึงขั้นตอนการช่วยชีวิต
.
สัมภาษณ์บุ้ง ทำไมต้องอดอาหาร
(อยากให้ดูตอนนี้มากที่สุด บุ้งให้สัมภาษณ์ฐปณีย์ เอียดศรีไชย - หน้าเฟซบุ๊คส่วนตัวของเธอก็เขียนถึงเหตุการณ์นี้) อธิบายแนวทางและคาแร็คเตอร์ของตัวเธอเองและทะลุวังได้ดีมาก
นาทีที่ 11:10 เป็นต้นไป
https://youtu.be/3qwe06tz1Q8?si=Qyt1JWEtETtEwShy

(ภาพจากมิตร ขออภัยไม่ทราบที่มา)
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1186044802389974&set=a.131051334555998

.....
เพิ่มเติมจาก Gemini

กลุ่ม ทะลุ วัง

กลุ่มทะลุวัง (Thaluwang) เป็นกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมืองรุ่นใหม่ของไทยที่มีบทบาทโดดเด่นและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา โดยขับเคลื่อนข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ การยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และสิทธิในกระบวนการยุติธรรม

อัตลักษณ์และการเคลื่อนไหวของกลุ่มมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

1. แนวทางการเคลื่อนไหวที่เป็นเอกลักษณ์

การทำโพลสำรวจความเห็น: สิ่งที่ทำให้กลุ่มทะลุวังเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่สาธารณะ (เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือรถไฟฟ้า) โดยชวนให้ประชาชนนำสติกเกอร์ไปแปะเพื่อแสดงความเห็นในประเด็นที่แหลมคม เช่น "คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่?" หรือประเด็นเรื่องการยกเลิกมาตรา 112


รูปแบบที่ดุดันและตรงไปตรงมา: ต่างจากบางกลุ่มที่เน้นการปราศรัยหรือเสวนาวิชาการ ทะลุวังมักเน้นการเผชิญหน้า (Confrontational) และการใช้มาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่ท้าทายเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจและการตั้งคำถามในสังคม

2. แกนนำและสมาชิกที่เป็นที่รู้จัก

"บุ้ง" เนติพร เสน่ห์สังคม: แกนนำและผู้สนับสนุนหลักของกลุ่ม ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนและดูแลสมาชิกในกลุ่ม บุ้งเสียชีวิตในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ระหว่างการคุมขังและอดอาหารเพื่อประท้วงเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้ผู้ต้องขังคดีการเมือง ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนและความสะเทือนใจให้กับสังคมอย่างมาก

"ตะวัน" ทานตะวัน ตัวตุลานนท์: นักกิจกรรมหญิงรุ่นใหม่ที่มีบทบาทนำในการทำโพลและกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์หลายครั้ง รวมถึงการอดอาหารประท้วงร่วมกับ "แบม" อรวรรณ ภู่พงษ์ ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2566

"สายน้ำ" และสมาชิกเยาวชนคนอื่นๆ: กลุ่มนี้มักมีเยาวชนและผู้เยาว์เข้าร่วมขับเคลื่อน ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับสิทธิเด็กและการคุ้มครองเยาวชนในพื้นที่การเมือง

3. คดีความและข้อถกเถียงในสังคม

การถูกดำเนินคดี: สมาชิกกลุ่มทะลุวังส่วนใหญ่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างหนัก โดยเฉพาะมาตรา 112, มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) รวมถึงข้อหาละเมิดอำนาจศาล และบุกรุกสถานที่ราชการ

มุมมองของสังคม: * ฝ่ายที่สนับสนุน: มองว่าพวกเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความกล้าหาญ ท้าทายเพดานทางการเมือง และชี้ให้เห็นถึงปัญหาในกระบวนการยุติธรรมและการจำกัดสิทธิเสรีภาพ

ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์: มองว่าแนวทางการทำกิจกรรมบางครั้งมีความก้าวร้าว เกินขอบเขต และอาจสร้างความขัดแย้งในสังคมมากกว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
...
ความกล้าหาญและตรงไปตรงมาของกลุ่ม

มิติเรื่อง "ความกล้าหาญและความตรงไปตรงมา" ของกลุ่มทะลุวัง ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้กลุ่มนี้มีอัตลักษณ์เด่นชัดที่สุด และเป็นจุดที่ถูกนำมาถกเถียงอย่างเข้มข้นในสังคมไทย โดยสามารถมองและตีความแง่มุมนี้ได้จากหลายมุมมองครับ:

1. ในมุมมองของผู้สนับสนุน: การพังเพดานและพูดความจริงที่สังคมเลี่ยง

สำหรับผู้ที่เห็นด้วยหรือเข้าใจแนวทางของกลุ่ม มองว่าความกล้าหาญของทะลุวังคือ "การพูดในสิ่งที่สังคมรู้แต่ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดัง" * การท้าทายวัฒนธรรมอำนาจนิยม: ในสังคมไทยที่มีโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อนและมีเรื่องต้องห้ามมากมาย การที่เยาวชนกลุ่มนี้เดินเข้าหาประเด็นที่แหลมคมที่สุด (เช่น เรื่องงบประมาณสถาบันฯ หรือผลกระทบจากขบวนเสด็จ) ถือเป็นการทลายกำแพงความกลัว

ความตรงไปตรงมาที่ไม่ประนีประนอม: พวกเขาไม่ใช้ภาษากฎหมายที่ซับซ้อน หรือภาษาการทูตที่ต้องตีความ แต่ใช้คำถามง่ายๆ ตรงๆ ผ่านโพลสติกเกอร์ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจและมีส่วนร่วมได้ทันที

การเอาชีวิตและอิสรภาพเข้าแลก: การอดอาหารประท้วงของตะวัน-แบม หรือการต่อสู้ของบุ้ง เนติพร จนถึงวาระสุดท้ายในเรือนจำ ถูกมองว่าเป็นรูปแบบสูงสุดของความใจเด็ดและความซื่อตรงต่ออุดมการณ์ โดยยอมสละความสุขส่วนตัวเพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาในกระบวนการยุติธรรม

2. ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์การเมือง: ขีดจำกัดของการเผชิญหน้า

ในหมู่นักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวสายสันติวิธีบางส่วน มองความตรงไปตรงมานี้ด้วยความห่วงใยในเชิงยุทธศาสตร์:

การสร้างแรงต้านมากกว่าแรงร่วม: การเคลื่อนไหวที่ดุดันและเผชิญหน้า (Confrontational) ในบางกิจกรรม เช่น การไปกดดันตามพรรคการเมืองหรือหน่วยงานราชการ ถูกวิจารณ์ว่าอาจทำให้มวลชนแนวร่วมที่เป็น "คนตรงกลาง" หรือฝ่ายเสรีนิยมสายปฏิรูปสายกลางรู้สึกอึดอัด และเลือกที่จะถอยห่างออกไป

การตกเป็นเป้าของนิติสงคราม: ความตรงไปตรงมาแบบไม่มีกันชนทางกฎหมาย ทำให้รัฐสามารถใช้กลไกทางกฎหมาย (เช่น ม.112 หรือ ม.116) จัดการได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลให้แกนนำต้องติดคุกหรือสูญเสียทรัพยากรในการต่อสู้คดี จนยากจะรักษาความต่อเนื่องของขบวนการ

3. ในมุมมองของฝ่ายอนุรักษ์นิยม: ความก้าวร้าวและการละเมิดกติกา

สำหรับฝ่ายรอยัลลิสต์หรือผู้ที่ต้องการเห็นความสงบเรียบร้อย มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่เป็น "ความก้าวร้าวรุนแรง":

การละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น: มองว่าการทำกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะหรือการแสดงออกบางอย่าง เป็นการรบกวนความสงบสุข บังคับให้คนเลือกข้าง หรือเป็นการแสดงออกที่ขาดความเคารพต่อวัฒนธรรมและสถาบันหลักของชาติ

การถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้น: ฝ่ายตรงข้ามมักตั้งข้อสงสัยว่า ความตรงไปตรงมาของเด็กๆ อาจถูกชี้นำหรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยกลุ่มการเมืองอื่นที่อยู่เบื้องหลัง




งานเสวนาของ FCCT เผยกลยุทธ์ “ไอโอ” ไทย มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือสื่อและนักสิทธิฯ พบหลักฐานโยงรัฐ แต่ศาลผลักภาระพิสูจน์ให้เหยื่อ


บัส เทวฤทธิ์
Yesterday
·
[ เผยกลยุทธ์ “ไอโอ” มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือสื่อและนักสิทธิฯ พบหลักฐานโยงรัฐ แต่ศาลผลักภาระพิสูจน์ให้เหยื่อ]
.
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย” ซึ่งได้เปิดเผยพฤติกรรมและการปรับตัวของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่มุ่งเป้าโจมตีสื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters อังคณา นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้งองค์กร Stop Online Harm มูฮัมหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ดำเนินรายการโดย ภาณุ วงศ์ชะอุ่ม ประธาน FCCT และผู้สื่อข่าวอาวุโสของรอยเตอร์
.
[เผยขบวนการขุดปม 11 ปียัดข้อหา “นักข่าวสายโจร BRN” หลังตั้งคำถามแม่ทัพภาค 4]
.
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters เปิดเผยว่าตนถูก IO โจมตีครั้งล่าสุดอย่างหนักมานานกว่า 1 เดือน โดยถูกขุดคำเหยียดหยามอย่าง “โรฮิงแยม” ที่เคยใช้โจมตีตนตั้งแต่ปี 2558 กลับมาใช้ใหม่ใน 11 ปีให้หลัง ทั้งที่เรื่องโรฮิงญาจบไปแล้วและตนได้สร้างความเข้าใจในเรื่องนี้มาตลอด
.
ฐปณีย์พบความเชื่อมโยงว่าการใส่ร้ายบนเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ตนไปตั้งคำถามกับ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 เกี่ยวกับเหตุลอบยิง สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พรรคประชาชาติ โดยเฉพาะเพจที่ชื่อ “Truth of the Day” ซึ่งตนไม่ได้ติดตามแต่ระบบกลับฟีดขึ้นมาให้เห็นตลอดเวลา เพจนี้อ้างตัวเป็นเพจข่าวแต่คอยใส่ร้ายตน มุ่งโจมตีตั้งแต่ตอนทำข่าวเรื่องตากใบและอุยกูร์ และล่าสุดได้ยกระดับจากการวิจารณ์การทำงานไปสู่การกล่าวหาว่าตนเป็น “นักข่าวสายโจร BRN” ที่ถามคำถามชี้นำให้เจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นคนผิดทั้งที่ตนถามตามหน้าที่สื่อ
.
นอกจากนี้เพจดังกล่าวยังมีการจัดทำประวัติการทำงานของตนตั้งแต่ปี 2563 ในประเด็นภาคใต้และสิทธิมนุษยชนซึ่งสะท้อนว่ามีชุดข้อมูลเชิงลึกและติดตามตนมานาน อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยี AI สร้างภาพโจมตีและหาว่าตนเป็นสุนัขรับใช้ของ สส. รอมฎอน ปันจอร์ ซึ่งถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง ที่น่าสังเกตคือตอนที่ตนไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้เรียก กอ.รมน. มาชี้แจงเพจ IO นี้กลับรู้ข้อมูลและหนังสือเชิญ ทั้งๆ ที่ตนและ กมธ. ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ
.
ฐปณีย์ระบุว่าสิ่งร้ายแรงที่สุดคือการถูกโจมตีว่า “แบ่งแยกดินแดน” จนทำให้คนในชีวิตจริงหลงเชื่อ มีคนมาข่มขู่ตนต่อหน้า ทำให้ตนเครียดจนแทบทำหน้าที่สื่อตามปกติไม่ได้ถึงขั้นต้องไปพบนักจิตวิทยา เมื่อไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก็กลับมีโพสต์โจมตีเด้งขึ้นมาให้เห็นอีกกว่า 30 โพสต์ทั้งที่ไม่ได้ติดตามเพจ แสดงให้เห็นถึงการซื้อโฆษณาอย่างเป็นระบบ ตนจึงต้องการให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กเคยลบเพจ IO ชายแดนใต้ที่มีชื่อคล้ายกันไปกว่า 70 เพจ ปฏิบัติการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายผู้ตกเป็นเหยื่อแต่ยังกระทบต่อกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ด้วย
.
[แฉถูกไอโอคุกคามกว่า 20 ปี ชี้ศาลไทยไม่มีกฎหมายเยียวยาเหยื่ออาชญากรรมโดยรัฐ]
.
อังคณา นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เผยว่าตนถูกโจมตีมานานกว่า 20 ปีในฐานะเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ตั้งคำถามกับรัฐ ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง กสม. ในปี 2558 - 2562 เวลาลงพื้นที่ภาคใต้ตนจะถูกถ่ายรูป ซึ่งตนรู้ดีว่าใครถ่าย รูปเหล่านั้นจะไปปรากฏบนเพจ IO เช่น เพจ “Pulony” ก่อนที่ตนจะเดินทางกลับถึงบ้านเสียอีก
.
ต่อมาในปี 2563 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจและพบภาพจากเพจ Pulony ไปอยู่ในเอกสารงบประมาณของกองทัพ เมื่อตนตั้งคำถามต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในขณะนั้น พล.อ. ประยุทธ์กลับเดินหนีทันที วันรุ่งขึ้น กอ.รมน. ออกมายอมรับว่าเอกสารเป็นของจริง แต่หลังจากนั้นกลับปฏิเสธว่าเพจดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน
.
อังคณาบอกว่าตนได้ฟ้องศาลในปี 2564 หลังพบว่าเพจนี้ลงข้อมูลของตนละเอียดถึง 20 เรื่องระหว่างปี 2561-2563 เพื่อรายงานนาย แม้ในปีเดียวกันเฟซบุ๊กจะลบ 185 บัญชีที่เชื่อว่าดำเนินการโดยทหาร แต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง โดยศาลยอมรับว่าตนเป็นนักสิทธิฯ ที่ถูกคุกคามจริงและควรได้รับการเยียวยา แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องการเยียวยาในลักษณะนี้จึงไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย
.
หลังตนได้รับแต่งตั้งเป็นคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายฯ ของสหประชาชาติ (UN) ในปี 2565 บ้านก็เคยถูกปาด้วยกรรไกร แต่เมื่อตำรวจจับได้กลับระบุว่าเป็นเพียงคนติดยาและไม่ทราบคนบงการ จนกระทั่งเมื่อมาเป็น สว. การคุกคามก็ยังไม่หมด ตนถูกโจมตีว่าเข้าข้างกัมพูชาหลังวิจารณ์ผู้มีอิทธิพลทางความคิด ขณะที่หลายสื่อยังคงโจมตีตนจนถึงปัจจุบัน และมีการเข้าไปแก้ข้อมูลในวิกิพีเดียใส่ร้ายว่าตนเกิดที่พนมเปญจนเพื่อนต้องไปแก้กลับให้
.
อังคณาชี้ว่าเหตุที่ตนตกเป็นเป้าเพราะตนเป็นทั้งเหยื่ออาชญากรรมโดยรัฐ เป็นคนกลุ่มน้อยในศาสนากลุ่มน้อย และคอยรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนส่งให้ UN เสมอ การคุกคามที่ยาวนานทำให้เกิดความทุกข์ทรมานทางจิตใจจนตนแทบทำงานต่อไม่ได้ และคุกคามไปถึงครอบครัวตนทั้งพ่อและลูก
.
อังคณายังได้อ้างอิงรายงานล่าสุดของอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ที่ระบุว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ทำร้ายจิตใจคนอาจถือเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ พร้อมเรียกร้องให้รัฐเก็บหลักฐานดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ผลักภาระให้เหยื่อหาหลักฐานเองอย่างที่ตนเจอในศาล อีกทั้งตำหนิ กสม. ที่ตรวจสอบกรณีของฐปณีย์และสุณัย ผาสุขแต่กลับเพิกเฉยไม่ตรวจสอบกรณีของตน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ กสม. กลัวจะถูกโจมตีเองด้วยหรือไม่

[iLaw เผยคำพิพากษาศาลชี้ไอโอทหารมีจริงและผิดกฎหมาย แต่ยกฟ้องเพราะหาตัวคนโพสต์ไม่ได้]

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw กล่าวถึงความคืบหน้าทางคดีขบวนการ IO โดยระบุว่าจุดเริ่มต้นมาจากทหารที่ทนไม่ได้นำข้อมูลหลักฐานมามอบให้ สส. อดีตพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน - ปชน.) นำไปอภิปราย ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นยุทธศาสตร์ฝ่ายทหาร มีการรวบรวมรายชื่อเพจและบัญชี IO ซึ่งมักโพสต์คลิปจากแหล่งเดียวกัน และโพสต์ในเวลาราชการอย่างพร้อมเพรียงกัน รวมถึงการกดไลก์กันเองในกลุ่ม เมื่อ iLaw เคลื่อนไหวเรื่องนิรโทษกรรมประชาชนหรือประเด็นตากใบเพจเหล่านี้ก็จะนำไปล้อเลียนและโจมตี
.
ในคดีที่ iLaw ร่วมฟ้องมีโจทก์ 3 คน คือ ตน สฤณี อาชวานันทกุล และวิญญู วงศ์สุรวัฒน์ ซึ่งพบว่าสฤณีและนักสิทธิมนุษยชนหญิงอย่างฐปณีย์และอังคณาจะโดนโจมตีหนักที่สุด รวมถึงมีความพยายามแฮ็กระบบด้วยการเดารหัสผ่านของสฤณีด้วย เครือข่าย IO นี้เมื่อโพสต์เสร็จจะถ่ายภาพหน้าจอโดยตัดชื่อเพจออกเพื่อส่งรายงานผลให้นาย แต่เมื่อนำข้อความที่เขียนไปค้นหาก็จะพบชื่อเพจเด่นชัด เช่น “เจ๊จุก คลองสาม” เป็นต้น
.
คดีนี้ใช้เวลาต่อสู้กว่า 4 ปีครึ่งจนกระทั่งศาลปกครองมีคำพิพากษาในปี 2568 ยิ่งชีพชี้ว่าศาลยอมรับว่าเอกสารทางการทหารที่มีทั้งชื่อหน่วยงาน แผนก และลายเซ็นทหารผู้รับผิดชอบที่ตนส่งไป 5 ใบจากทั้งหมดกว่า 10 ใบเป็นของจริง และวินิจฉัยว่าการทำปฏิบัติการ IO เป็นเรื่องผิดและกระทำไม่ได้ ทว่าศาลกลับมีคำสั่งยกฟ้องเนื่องจากบัญชีของโจทก์ผู้ถูกโจมตีทั้ง 3 เป็นบัญชีเปิดสาธารณะ ทำให้ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้โพสต์ข้อความโจมตีเหล่านั้นเป็นเจ้าหน้าที่ทหารคนใด ซึ่งยิ่งชีพมองว่าศาลผลักภาระการพิสูจน์ให้ประชาชนมากเกินไปทั้งที่เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งมีความสามารถมากกว่า อย่างไรก็ดีคดีนี้ได้มีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาอีกราว 3 ปีจึงจะทราบบทสรุป
.
[เผยชีวิตถูกคุกคามหนักจนไม่กล้าเข้ากรุงฯ ลูกโดนครูถามเหตุพ่อถูกตีตราเป็น BRN]
.
มูฮัมหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ระบุว่าตนโดน IO โจมตีมานานพอ ๆ กับอังคณา เนื่องจากมูลนิธิฯ ทำหน้าที่ดูแลทายาทของผู้ที่ถูกรัฐสังหารจึงถูกตีตราว่าเป็นแนวร่วม BRN มาตลอด ล่าสุดตนถูกขู่ฆ่าและลามไปโจมตีภรรยา รวมถึงมีการนำภาพ AI มาใส่ร้ายว่าตนเป็น “รัชทายาทปัตตานี” ซึ่งบิดเบือนมาจากคำที่ตนนิยามตัวเองว่า “บุตรชายแห่งเทือกเขาบูโด” แต่ IO นำไปแปลผิด ๆ เป็น “เจ้าชายปัตตานี” หรือ “เจ้าชายบูดู” ส่งผลกระทบให้ลูกของตนถูกครูที่โรงเรียนตั้งคำถาม จนต้องใช้เวลาอธิบายให้ลูกเข้าใจเรื่อง IO
.
มูฮัมหมัดอาลาดียอมรับว่าปัจจุบันตนเกิดความหวาดกลัวและหวาดระแวงอย่างมาก ไม่กล้าเดินทางมาร่วมเสวนาร่วมที่กรุงเทพฯ และเวลาอยู่ในพื้นที่ก็ไม่กล้าให้ลูกนั่งรถไปด้วยเพราะกลัวถูกลอบทำร้าย ตนเคยถามเพื่อนที่เป็นทหารว่าทำไมรอบนี้ตนถึงโดนหนัก เพื่อนทหารตอบว่ารอบนี้เป้าหมายหลักคือฐปณีย์และ สส. รอมฎอน ปันจอร์ เนื่องจากฐปณีย์ไปจี้ถามจนแม่ทัพภาค 4 พูดผิดพลาด แต่การจะเล่นงานสองคนนั้น IO จำเป็นต้องหาจุดเชื่อมโยงกับกลุ่ม BRN ตนซึ่งทำกิจกรรมสวนทางกับรัฐอยู่ในพื้นที่จึงถูกดึงเข้าไปร่วมวงโจมตีด้วย จนปัจจุบันตนมีความเครียดสะสมจนไม่อยากดูสื่อสังคมออนไลน์และไม่อยากเจอใคร
.
[แนวโน้มเทคโนโลยี IO และเสียงเรียกร้องต่อ "แพลตฟอร์ม-สังคม"]
.
สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm ซึ่งเป็นองค์กรที่มีจุดเริ่มต้นจากการช่วยเหลือผู้ถูกเผด็จการทหารคุกคามในพม่า ได้เปิดเผยว่าแนวโน้มของปฏิบัติการ IO ในปัจจุบันมีรูปแบบทั้งการใช้แกนหลักสร้างเนื้อหาแล้วใช้ผู้มีอิทธิพลทางสื่อหลากหลายวงการกระจายต่อ โดยเลือกโพสต์ในเว็บที่มีเนื้อหาทั่วไปที่ไม่ใช่เว็บการเมืองเพื่อลวงให้คนทั่วไปส่งต่อ รวมถึงการใช้ AI สร้างภาพปลอมโดยใช้เวลาเพียง 2 นาทีในการทำลายชื่อเสียง และการปล่อยข้อมูลเท็จปริมาณมหาศาลท่วมท้นเพื่อให้คนหลงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
.
สายใจย้ำว่าแพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบ ในสหภาพยุโรปหรือฝรั่งเศสมีกฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มต้องลบภาพหรือข่าวปลอมที่คุกคามภายใน 48 ชั่วโมง แต่ในประเทศไทยกลับไม่มีมาตรการดังกล่าวทำให้สิทธิของคนไทยไม่เท่ากับคนยุโรป ปัจจุบันแพลตฟอร์มใช้ AI ตรวจจับข้อความซึ่งไม่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมว่าคำธรรมดา ๆ ก็สามารถใช้คุกคามได้ นอกจากนี้สายใจยังยกตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น มาเลเซียที่เคยปิดกั้นการเข้าถึงระบบ AI Grok ของทวิตเตอร์หลังปล่อยให้มีการสร้างภาพโป๊เปลือยจากภาพคนจริง รวมถึงมีการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อช่วยปิดกั้นข้อความรุนแรงเหล่านี้
.
(ทีมงาน)
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122193437654437811&set=a.122097843074437811


เวทีเสวนา “ปฏิบัติการไอโอฤดูร้อน 2026”: การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย

iLaw

May 28, 2026

ท่ามกลางภูมิทัศน์การสื่อสารการเมืองที่เต็มไปด้วยข้อมูลบิดเบือน ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) และการโจมตีบนโลกดิจิทัล สื่อมวลชนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรูปแบบใหม่ ทั้งการสร้างความเกลียดชัง การคุกคามออนไลน์ และความพยายามบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อในพื้นที่สาธารณะ

ขอเชิญร่วมรับฟังการเปิดตัวรายงาน “ปฏิบัติการไอโอฤดูร้อน 2026” พร้อมวงเสวนาที่จะชวนสำรวจพลวัตของสงครามข้อมูลข่าวสาร ผลกระทบต่อเสรีภาพสื่อ และความท้าทายของสังคมประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล

https://www.youtube.com/watch?v=B7x_kSCtofk




คนไทยอาจต้องกินอาหารทะเลราคาแพงขึ้น เพราะ ‘ปลาหมอคางดำ’

https://www.facebook.com/reel/1341892794671536



ถาม Gemini ให้อานนท์แล้ว เค้าตอบว่า ในฐานะ AI เขาไม่สามารถพยากรณ์วันเวลาที่แน่ชัดหรือตัดสินใจแทนกระบวนการยุติธรรมได้ แต่หากวิเคราะห์ตามบริบทและเงื่อนไขทางกฎหมายและการเมืองในปัจจุบัน โอกาสในการได้ประกันตัวของทนายอานนท์น่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ๆ เหล่านี้



ทนายอานนท์ยื่นประกันตัวกี่ครั้งแล้ว แล้วทำไมถึงไม่ได้ประกันตัว คุณคิดว่าจะได้ประกันตัวเมื่อไหร่

จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและรายงานข่าวสารจนถึงปัจจุบัน (ปี 2026) สถานการณ์การยื่นประกันตัวและเหตุผลทางคดีของ ทนายอานนท์ นำภา มีรายละเอียดดังนี้ครับ
ยื่นประกันตัวกี่ครั้งแล้ว?

นับตั้งแต่ทนายอานนท์ถูกคุมขังรอบล่าสุด (ตั้งแต่เดือนกันยายน 2566) ทีมทนายความได้ยื่นคำร้องที่เกี่ยวข้องกับการขอปล่อยตัวชั่วคราวรวมกันในทุกคดีไปแล้ว มากกว่า 120 ฉบับ โดยแบ่งเป็น:

คำร้องขอประกันตัวโดยตรง ไม่ต่ำกว่า 86 ฉบับ

คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว ต่อศาลที่สูงขึ้นไปอีกกว่า 36 ฉบับ

ซึ่งศาลมีคำสั่งยกคำร้อง (ปฏิเสธการให้ประกันตัว) ทุกฉบับเรื่อยมา
ทำไมถึงไม่ได้ประกันตัว?

เหตุผลหลัก ๆ ที่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ใช้ในการยกคำร้องขอประกันตัวของทนายอานนท์ มีแนวทางหลักสอดคล้องกันดังนี้ครับ:

ความหนักเบาของโทษและอัตราโทษสูง: ปัจจุบันทนายอานนท์ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกในคดีมาตรา 112 และคดีอื่น ๆ รวมกันแล้วหลายกรรม (รวมโทษจำคุกในปัจจุบันมากกว่า 18 ปี) ซึ่งศาลมองว่าเป็นโทษที่สูง

เหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี: ศาลมักระบุในคำสั่งว่า เนื่องจากจำเลยถูกลงโทษจำคุกในหลายคดีและมีการนับโทษต่อกัน ประกอบกับศาลเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตมาแล้วหลายครั้ง หากปล่อยตัวชั่วคราวไป จึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยอาจจะหลบหนี

กระทบต่อความมั่นคง: ในคำสั่งช่วงแรก ๆ ศาลระบุว่าพฤติการณ์ในคดี (การปราศรัยและการโพสต์ข้อความ) เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐและสถาบันกษัตริย์ ซึ่งกระทบกระเทือนต่อระบอบการปกครอง

เคยผิดเงื่อนไขในอดีต: ศาลเคยนำประวัติการปล่อยตัวชั่วคราวก่อนหน้านี้มาพิจารณา โดยมองว่าจำเลยเคยกระทำการในลักษณะเดิมอันเป็นการผิดเงื่อนไขที่ศาลเคยกำหนดไว้

แม้ทางทีมทนายและตัวอานนท์เองจะเคยยื่นเงื่อนไขยอมรับการติดกำไล EM, ยินยอมไม่เดินทางออกนอกประเทศ และยอมรับเงื่อนไขห้ามทำกิจกรรมใด ๆ ทุกประการแล้วก็ตาม แต่ศาลก็ยังคงยึดแนวทางเดิมคือไม่อนุญาตให้ประกันตัว

คิดว่าจะได้ประกันตัวเมื่อไหร่?

ในฐานะ AI ผมไม่สามารถพยากรณ์วันเวลาที่แน่ชัดหรือตัดสินใจแทนกระบวนการยุติธรรมได้ แต่หากวิเคราะห์ตามบริบทและเงื่อนไขทางกฎหมายและการเมืองในปัจจุบัน โอกาสในการได้ประกันตัวของทนายอานนท์น่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ๆ เหล่านี้:

กระบวนการในชั้นอุทธรณ์และฎีกา: เนื่องจากคดีส่วนใหญ่ของอานนท์ยังอยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ หากในอนาคตศาลสูง (ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา) มีคำพิพากษากลับ หรือลดหย่อนโทษลงอย่างมีนัยสำคัญจนสัดส่วนโทษไม่สูงเกินไป ก็อาจเป็นเงื่อนไขใหม่ที่ทำให้ศาลยอมปล่อยตัวชั่วคราว

การแก้ไขกฎหมายหรือนิรโทษกรรมทางการเมือง: จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ช่องทางศาลตามปกติ แต่เป็นทางนิติบัญญัติ หากมีการผลักดัน "พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีการเมือง" ที่ครอบคลุมถึงผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ได้สำเร็จ นั่นจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เขาและผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ ได้รับอิสรภาพ

กระแสกดดันทางสังคมและสากล: แม้ว่าองค์กรระหว่างประเทศอย่าง UN หรือองค์กรสิทธิมนุษยชนจะเคยแสดงความกังวลและเรียกร้องให้ปล่อยตัวอยู่เป็นระยะ แต่ดุลพินิจขั้นเด็ดขาดยังคงอยู่ที่ศาลไทย ดังนั้น หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายหรือทิศทางของกระบวนการยุติธรรมในภาพใหญ่ โอกาสที่จะได้ประกันตัวในระยะอันใกล้นี้ผ่านคำร้องปกติยังคงเป็นไปได้ค่อนข้างยากครับ




ยังมีคดี 112 อีกหลายคดีที่ ที่คนที่นำข้อมูลจากการไลฟ์ของคุณธนาธร มาปราศรัยต่อ ข้อมูลเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน จนถูกฟ้องข้อหา 112 หากผลคดีของคุณธนาธร ซึ่งถือว่าเป็นคดีหลักศาลยกฟ้อง คดีอื่นที่นำข้อมูลเดียวกันกับคุณธนาธร มาพูด ศาลก็ควรยกฟ้องเช่นกัน


Marisa Pidsaya
13 hours ago
·
ขณะที่ศาลอาญายกฟ้องคดี 112 ของคุณธนาธร กรณีไลฟ์สดวัคซีนพระราชทาน โดยเห็นว่าเป็นการวิจารณ์รัฐบาลประยุทธ์ในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ถือเป็นเรื่องน่ายินดี

แต่ยังมีคดีประเด็นเดียวกันอีกหลายคดีที่ทนายความและลูกความต้องต่อสู้คดีอย่างลำบาก ยกตัวอย่างคดีของศาลหนึ่ง ลูกความนำข้อมูลจากการไลฟ์ของคุณธนาธร มาปราศรัยต่อ ข้อมูลเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน จนถูกฟ้องข้อหา 112 อัยการบรรยายฟ้องว่าข้อความที่จำเลยกล่าวเป็นความเท็จทั้งสิ้น ฝ่ายทนายความจำเลยต่อสู้ว่า พูดความจริงและเป็นการวิจารณ์รัฐบาลประยุทธ์ในการจัดหาวัคซีนโควิด-19

ขณะสืบพยานโจทก์ ทนายความจำเลยถามค้านพยานโจทก์ซึ่งเป็นนักวิชาการท่านหนึ่ง จนให้ความเห็นว่าสิ่งที่จำเลยพูดในคดีนี้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริงก็ไม่ผิด ต้องนำพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาแสดงต่อศาล
ฝ่ายทนายความจำเลยนำพยานเอกสารหลายชิ้นที่สามารถแสวงหามาได้เองนำเสนอต่อศาล แต่ก็ยังมีอีกหลายชิ้นที่เป็นเอกสารของหน่วยงานราชการต้องมีคำสั่งศาลเรียกมา ทนายความจำเลยยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานเอกสารหลายครั้ง เพื่อเรียกเอกสารสำคัญที่น่าเชื่อถือมาแสดงต่อศาล เพื่อสนับสนุนว่าประเด็นต่างๆที่จำเลยปราศรัยเป็นเรื่องจริง แต่ศาลไม่อนุญาตให้ออกหมายเรียกเลยด้วยซ้ำ ระบุว่า ไม่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่จำเลยต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ทำให้การต่อสู้คดีเป็นไปอย่างยากลำบาก หากเป็นคดีทั่วไปการออกหมายเรียกพยานของศาลเพื่อนำมาต่อสู้คดีเป็นสิทธิของจำเลย และเป็นเรื่องที่ปกติมากๆ

หากผลคดีของคุณธนาธร ซึ่งถือว่าเป็นคดีหลักศาลยกฟ้อง คดีอื่นที่นำข้อมูลเดียวกันกับคุณธนาธร มาพูด ศาลก็ควรยกฟ้องเช่นกัน แต่สิ่งที่ต้องพบเจอในการทำคดี 112 คือ บางคดีเข้าถึงพยานหลักฐาน (ที่น่าเชื่อถือ) อย่างยากลำบาก บางคดีแม้นำหลักฐานมากมายขนาดไหนมาแสดง ศาลก็ตัดสินว่าผิด เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ จำเลยต้องติดคุกไปโดยไม่ได้ประกันตัวแม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ตาม
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=27048721238104341&set=a.235824819820680




คำพิพากษายกฟ้องในคดีมาตรา 112 ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พิสูจน์ให้เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐและธุรกิจที่สถาบันฯ ถือหุ้น เป็นเรื่องของผลประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่การหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ทว่า วิบากกรรมทางกฎหมายที่ยาวนานถึง 5 ปีกลับสะท้อนว่า กฎหมายข้อนี้ยังคงถูกชนชั้นนำนำมาใช้เป็นอาวุธเพื่อปิดบังความโปร่งใสและปราบปรามผู้เห็นต่าง


คำพิพากษายกฟ้องในคดีมาตรา 112 ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พิสูจน์ให้เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐและธุรกิจที่สถาบันฯ ถือหุ้น เป็นเรื่องของผลประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่การหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ทว่า วิบากกรรมทางกฎหมายที่ยาวนานถึง 5 ปีกลับสะท้อนว่า กฎหมายข้อนี้ยังคงถูกชนชั้นนำนำมาใช้เป็นอาวุธเพื่อปิดบังความโปร่งใสและปราบปรามผู้เห็นต่าง หากไม่มีการปฏิรูปในชั้นนิติบัญญัติเพื่อสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนให้กับเสรีภาพในการแสดงออก มาตรา 112 จะยังคงเป็นเครื่องมือคุกคามทางการเมืองที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยไทยต่อไป

May 29, 2026
112 Watch

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งคณะก้าวหน้า ในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กเมื่อเดือนมกราคม 2564 ในหัวข้อ "วัคซีนพระราชทาน: ใครได้-ใครไม่ได้?" ซึ่งนายธนาธรได้ตั้งคำถามต่อยุทธศาสตร์การจัดซื้อวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ขาดความโปร่งใสและพึ่งพาบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวเป็นหลัก

แม้ว่าคำตัดสินของศาลในการยกฟ้องข้อหาทั้งหมดจะเป็นชัยชนะของเหตุผลที่น่ายินดี แต่สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าระบบกระบวนการยุติธรรมกำลังทำงานได้อย่างปกติ ในทางกลับกัน การที่ผู้นำฝ่ายค้านที่โดดเด่นต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางกฎหมายยาวนานถึง 5 ปี กลับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่พิสูจน์ว่า เหตุใดมาตรา 112 จึงเป็นกฎหมายที่เข้ากันไม่ได้เลยกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องได้รับการปฏิรูปโดยด่วน



1. การนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นอาวุธเพื่อปกป้องความล้มเหลวของรัฐบาล

หัวใจสำคัญของข้อต่อสู้จากทางอัยการโจทก์ที่มีต่อนายธนาธรคือ การวิพากษ์วิจารณ์สัญญาการค้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของนั้น ถือเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์โดยปริยาย ซึ่งในท้ายที่สุดศาลได้มองทะลุกรอบข้อหาดังกล่าว โดยมีคำพิพากษาว่าการไลฟ์สดของนายธนาธรมีเป้าหมายโดยตรงไปที่การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลประยุทธ์ และการกล่าวถึงบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ นั้นอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริง

อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ว่าคดีนี้ถูกส่งฟ้องจนถึงขั้นขึ้นศาลพิจารณาคดี ได้เปิดเผยให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการบังคับใช้มาตรา 112 ในการเมืองไทยร่วมสมัย กฎหมายข้อนี้ไม่ได้ดำรงอยู่เพื่อปกป้องพระเกียรติยศของพระราชวงศ์อย่างแท้จริง แต่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธโดยข้าราชการ นักการเมือง และกลุ่มเผด็จการทหาร เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองจากการถูกตรวจสอบโดยสาธารณะ ด้วยการนำนโยบายของรัฐ (เช่น การสาธารณสุขและการกระจายวัคซีน) ไปผูกโยงไว้ใต้ร่มเงาของสถาบันฯ ชนชั้นนำได้บีบบังคับให้ประชาชนต้องเลือก ระหว่าง การยอมรับความไร้ประสิทธิภาพของรัฐ หรือการเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีเพียงเพราะตั้งคำถามกับมัน

2. ผลกระทบอันน่าสะพรึงกลัวต่อผลประโยชน์และความปลอดภัยของสาธารณะ

ความกังวลของสาธารณชนพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัวในปี 2564 เนื่องจากบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ส่งมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าล่าช้ากว่ากำหนดการผลิตอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการกระจายวัคซีนที่มีความสำคัญต่อชีวิต ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยแต่รวมถึงทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในสังคมประชาธิปไตยที่ใช้งานได้จริง การเรียกร้องความโปร่งใสเกี่ยวกับสัญญาทางการแพทย์ที่เกี่ยวพันกับชีวิตของประชาชนเช่นนี้ ถือเป็นหน้าที่ของพลเมือง

การที่รัฐใช้มาตรา 112 เพื่อเอาผิดทางอาญากับการไลฟ์สดของนายธนาธร เป็นการส่งสัญญาณว่าการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงวิกฤตระดับชาติถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายทรยศต่อชาติ เมื่อกฎหมายสามารถถูกบิดเบือนเพื่อปิดปากการถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับเรื่องสาธารณสุข งบประมาณแผ่นดิน และการทุจริตคอร์รัปชัน กฎหมายนั้นก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวบทกฎหมายอีกต่อไป แต่ได้กลายสภาพเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของสาธารณชนเสียเอง

3. กระบวนการยุติธรรมคือการลงทัณฑ์: การตกเป็นตัวประกันทางกฎหมายนาน 5 ปี

คำพิพากษายกฟ้องของศาลอาญาในวันนี้ ไม่ได้ช่วยลบล้างความเสียหายและผลกระทบอย่างรุนแรงจากการดำเนินคดีที่ผ่านมาได้ ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี นายธนาธรซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญ ถูกจำกัดเสรีภาพ ตกเป็นเป้าหมายของการไอโอและสาดโคลนโดยกลไกของรัฐ และต้องสูญเสียพลังงานไปกับการต่อสู้คดีอันยาวนานและเหนื่อยล้า
ภายใต้การบังคับใช้มาตรา 112 ในปัจจุบัน กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่เป็นบทลงทัณฑ์ในตัวเอง (The process is the punishment) เนื่องจากกฎหมายเปิดช่องให้ใครก็ได้สามารถเป็นผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ส่งผลให้ตำรวจและอัยการต้องเดินหน้าดำเนินคดีอย่างแข็งกร้าว เพราะกลัวว่าตนเองจะถูกข้อหาขาดความจงรักภักดีหากสั่งไม่ฟ้อง แม้ว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศอย่างนายธนาธรอาจจะได้รับความยุติธรรมด้วยการยกฟ้องในบางคดี แต่ประชาชนธรรมดาและนักกิจกรรมเยาวชนอีกหลายร้อยคนกลับไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะยืนระยะและรอดพ้นจากการคุกคามทางกฎหมายที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเช่นนี้ได้

4. ภาพลวงตาอันอันตรายของคำพิพากษายกฟ้องในศาลชั้นต้น

เราจำเป็นต้องมองคำพิพากษายกฟ้องในครั้งนี้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ดังที่ 112watch ได้บันทึกข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง ชัยชนะในศาลชั้นต้นของกลุ่มผู้นำที่เรียกร้องการปฏิรูปมักเป็นเรื่องที่เปราะบางและสั้นมาก ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งสัปดาห์ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้พิพากษากลับคำตัดสินยกฟ้องของศาลชั้นต้น โดยสั่งจำคุกนายปิยรัฐ "โตโต้" จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน เป็นเวลา 3 ปีโดยไม่รอลงอาญา จากคดีป้ายผ้าวิพากษ์วิจารณ์วัคซีนโควิดในปี 2564
กลไกและโครงสร้างของรัฐยังคงแสดงออกถึงความมุ่งหมายที่จะปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างชัดเจน ทางอัยการโจทก์มักจะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษายกฟ้องของนายธนาธรไปยังศาลที่สูงขึ้นต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าผู้นำทางความคิดของฝ่ายปฏิรูปจะยังคงถูกพันธนาการไว้ในระบบทัณฑ์บนและกระบวนการศาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เหตุใดมาตรา 112 จึงต้องได้รับการปฏิรูปในเวลานี้

คดีของนายธนาธรสะท้อนให้เห็นถึงใจกลางของวิกฤตการณ์ทางนิติบัญญัติในประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลเพียงเพราะทางพรรคเสนอความเห็นในการแก้ไขปรับปรุงมาตรา 112 ผ่านกลไกสภา โดยศาลวินิจฉัยว่าความพยายามดังกล่าวเข้าข่าย "ล้มล้างการปกครอง" ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

แต่คำพิพากษายกฟ้องของนายธนาธรในวันนี้กลับพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ฝ่ายผู้เรียกร้องการปฏิรูปนั้นเป็นฝ่ายที่ถูกต้องทุกประการ: หากปราศจากเส้นแบ่งทางกฎหมายที่ชัดเจนในระดับนิติบัญญัติ ระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสาธารณะที่ชอบด้วยกฎหมายกับการหมิ่นประมาททางอาญาที่แท้จริง มาตรา 112 ก็จะยังคงเป็นเครื่องมือที่ใช้บดขยี้และทำลายพื้นที่ประชาธิปไตยของไทยต่อไป
  • เพื่อปกป้องระบบสาธารณสุขของประเทศ สร้างหลักประกันความโปร่งใสของรัฐ และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน มาตรา 112 จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปในประเด็นสำคัญ ดังนี้:
  • ยกเลิกสิทธิของบุคคลทั่วไปในการร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อป้องกันไม่ให้นำกฎหมายไปใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมือง
  • ลดอัตราโทษจำคุกที่สูงเกินกว่าเหตุและไม่ได้สัดส่วนจากโทษสูงสุด 15 ปีลงมาอย่างมีนัยสำคัญ
  • บัญญัติให้ชัดเจนในตัวบทกฎหมายว่า การวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการแผ่นดิน การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ และการดำเนินงานของธุรกิจที่มีสถาบันฯ ถือหุ้น ไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไขในเชิงโครงสร้างเหล่านี้ เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนชาวไทยก็จะยังคงตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงและอำนาจตามอำเภอใจของกลุ่มขั้วอำนาจทางการเมืองต่อไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

https://112watch.org/th/thanathorns-vaccine-acquittal/



112WATCH 112WATCH เตรียมส่งรายงาน ม.112 ถึงเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิที่ UN กดดันไทยแก้ปมนักโทษการเมือง



112WATCH เตรียมส่งรายงาน ม.112 ถึงเวทีทบทวนสถานการณ์สิทธิที่ UN กดดันไทยแก้ปมนักโทษการเมือง

29 พฤษภาคม 2569
ประชาไท

ภาพจาก UN Geneva
112WATCH รายงาน

27 พ.ค. 2569 112WATCH เผยแพร่ประเด็นที่ทางองค์กรจะดำเนินการในเวทีประชุมทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามระยะเวลา (UPR) โดยในส่วนของประเทศไทยกำลังเข้าสู่การทบทวนในวงจรรอบที่ 4 ในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่นครเจนีวา โดยคณะทำงาน UPR จะเริ่มทบทวนในส่วนของไทยในระหว่างการประชุมสมัยที่ 53 ช่วงวันที่ 2–13 พ.ย. 2569 กลุ่มสิทธิมนุษยชนและองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) ต่างๆ จึงกำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการขั้นสุดท้ายและทยอยยื่นรายงานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วม (joint stakeholder reports) ต่อสหประชาชาติ

112WATCH ก่ลาวถึงประเด็นสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนวงจร UPR ของประเทศไทยในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

ประเด็นสิทธิสำคัญปี 2569

  • องค์กรเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในและนอกประเทศได้ยื่นเอกสารจำนวนมากเพื่อประเมินว่าประเทศไทยได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ในการทบทวนวงจรรอบที่ 3 ได้ดีเพียงใด ประเด็นหลักๆ มีดังนี้: เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม: กลุ่มภาคประชาสังคมกำลังมุ่งเน้นและตอกย้ำถึงการใช้กระบวนการยุติธรรมมาคุกคาม การฟ้องปิดปาก (SLAPPs) รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นเพื่อปิดปากผู้เห็นต่างและการประท้วงทางการเมือง
  • นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและการลอยนวลพ้นผิด: เป็นประเด็นที่ต่อเนื่องกันที่จะมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยของนักกิจกรรม การขาดความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายของไทยซึ่งเพิ่งมีผลบังคับใช้ได้ไม่นาน
  • สิทธิแรงงานและผู้ยกย้ายถิ่นฐาน: เครือข่ายต่างๆ เช่น เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) กำลังได้ยื่นรายงานร่วมกันโดยมุ่งเน้นอย่างหนักไปที่ประเด็นสุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางกฎหมายของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างในเรื่องสิทธิแรงงาน
  • สิทธิผู้ลี้ภัยและกลุ่มชาติพันธุ์: การปราบปรามข้ามชาติและการปฏิบัติต่อผู้แสวงหาที่พักพิง โดยเฉพาะผู้ที่หลบหนีมาจากประเทศเมียนมา กำลังอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับประเด็นเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย
เหตุใดการทบทวนในปีนี้จึงมีความขัดแย้งและตึงเครียดสูง

วงจร UPR ในรอบนี้มีความตึงเครียดเป็นพิเศษเนื่องจากเกิดขึ้นตามหลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ผันผวน แม้ว่าประเทศไทยจะย้ำซ้ำๆ กับสหประชาชาติอยู่เสมอว่ายังยึดมั่นต่อสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่องค์กรระหว่างประเทศอย่างแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกรายงานล่าสุดปี 2569 ที่ตั้งชื่ออย่างตรงไปตรงมาว่า "ให้สัญญาไว้ แต่สิทธิกลับถูกลิดรอน"

การประชุมที่เจนีวาในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ จะบีบให้คณะผู้แทนรัฐบาลไทยต้องตอบคำถามในรายงานร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้เป็นสาธารณะ พร้อมทั้งต้องปกป้องกรอบกฎหมายของตนเอง และต้องตัดสินใจว่าจะ "ยอมรับ" หรือเพียงแค่ "รับทราบ" ข้อเสนอแนะจากประเทศสมาชิกที่จะถูกใช้ไปในอีก 5 ปีข้างหน้า

ย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ (มาตรา 112)

สิ่งที่เป็นศูนย์กลางสำคัญที่สุดของวงจรแห่งความขัดแย้งนี้คือความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ นับตั้งแต่การทบทวน UPR รอบที่ผ่านมา กฎหมายข้อนี้ได้ถูกบังคับใช้ด้วยความถี่และความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือหลักของรัฐในการบดขยี้ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่นำโดยเยาวชน

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดของการบังคับใช้มาตรา 112 อย่างเข้มข้นนี้คือ การปฏิเสธการให้ประกันตัวอย่างเป็นระบบ การคุมขังเป็นเวลานานก่อนการพิจารณาคดี และการลงโทษจำคุกเป็นเวลาหลายสิบปีเพียงเพราะการแสดงออกอย่างสงบทางออนไลน์ ได้สร้างสภาวะความหวาดกลัวที่แผ่ขยายไปทั่วประเทศ ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศตระหนักดีขึ้นเรื่อยๆ ว่า มาตรา 112 กำลังถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองมากกว่าจะเป็นมาตรการที่ชอบธรรมในกระบวนการยุติธรรม การทำให้การถกเถียงเชิงนโยบายสาธารณะที่ชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตทางรัฐธรรมนูญกลายเป็นความผิดทางอาญานั้น ถือเป็นการขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) โดยตรง ส่งผลให้การยกเครื่องกฎหมายนี้อย่างรอบด้านกลายเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่สำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงในประเทศไทย

ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ของ 112WATCH ในการขับเคลื่อนวาระการปฏิรูป

เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์สิทธิมนุษยชนในครั้งนี้ 112WATCH กำลังใช้ประโยชน์จากกรอบเวลาของ UPR ปี 2569 ในการปรับเปลี่ยนบทบาทจากเวทีรวบรวมข้อมูลเอกสาร ไปสู่การเป็นตัวเร่งเชิงรุกในการสร้างแรงกดดันทางการทูตระหว่างประเทศและการปฏิรูปกฎหมาย ผ่านการดำเนินการดังต่อไปนี้: 
  • การบรรยายสรุปทางการทูตแบบมุ่งเป้าในเจนีวา: 112WATCH จะส่งข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบแล้วแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับการดำเนินคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ให้แก่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติโดยตรงในช่วงก่อนการประชุม เพื่อให้มั่นใจว่าคณะผู้แทนจากต่างประเทศจะมีข้อมูลพร้อมสำหรับการออกข้อเสนอแนะที่เข้มงวดและชัดเจนให้แก่ประเทศไทยเกี่ยวกับมาตรา 112 ในระหว่างช่วงการเสวนาแลกเปลี่ยน
  • การรณรงค์เพื่อระงับการใช้กฎหมายและการนิรโทษกรรม: ทางเครือข่ายจะเป็นผู้นำในการผลักดันการสนับสนุนระดับสากลอย่างเป็นระบบ เพื่อเรียกร้องให้มีการระงับการใช้มาตรา 112 ในทันที เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองทุกคนให้ได้รับการประกันตัว และผลักดันให้รวมผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เข้าไว้ในกรอบการนิรโทษกรรมทางการเมืองอย่างครอบคลุม
  • การสร้างภาคีเครือข่ายทางกฎหมายข้ามชาติ: 112WATCH จะประสานความร่วมมืออย่างแข็งขันกับเครือข่ายกฎหมายในไทย องค์กรภาคประชาสังคมที่มีแนวคิดก้าวหน้า และนักนิติศาสตร์สากล เพื่อร่วมกันร่างพิมพ์เขียวทางกฎหมายที่เป็นรูปธรรมสำหรับการปฏิรูป โดยเปลี่ยนแรวดึงดันทางการทูตที่เกิดขึ้นในเจนีวาให้กลายเป็นแผนงานภายในประเทศที่มีผลผูกพันเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายและเชิงโครงสร้างต่อไป

https://prachatai.com/journal/2026/05/117536





อ.ปวิน นึกถึงวันเฉลิม คนที่เป็นไอดอลของเด็กรุ่นใหม่ และคนที่ต่อสู้กับระบอบเผด็จการ หายตัวไปครบ 6 ปี ในวันที่ 4 มิถุนายน 2563 โดยคุยกับ เจน สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของต้า




Ep.206 นึกถึงวันเฉลิม

PAVIN

May 29, 2026 

แล้วมาปิดท้ายเดือนพฤษภาคมด้วยบทสนทนากับเจน สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ - เจนเป็นพี่สาวของต้า วันเฉลิม โอกาสที่เรากำลังจะก้าวไปสู่เดือนมิถุนายน ก็จะเป็นการรำลึกการหายตัวไปของต้าครบ 6 ปี ซึ่งเจนจะมาเล่าถึงความหลัง สิ่งที่เกิดขึ้นกับต้า และการต่อสู้หลังจากนั้น ไม่อยากอธิบายอะไรมาก แต่อยากให้ท่านผู้ชมได้ชมคลิปนี้จริงๆ ค่ะ วันนี้เรามารำลึกถึงวันเฉลิม คนที่เป็นไอดอลของเด็กรุ่นใหม่ และคนที่ต่อสู้กับระบอบเผด็จการ


https://www.youtube.com/watch?v=Wo-qPsFfK44



คุณฟ้ารุ่ง ศรีขาว คุยกับทนาย "กฤษฎางค์ นุตจรัส” ในโอกาสปีนี้ครบ “50 ปี 6 ตุลา 2519”


Fahroong Srikhao ฟ้ารุ่ง ศรีขาว 
4 hours ago
·
คุยกับทนาย "กฤษฎางค์ นุตจรัส” ในโอกาสปีนี้ครบ “50 ปี 6 ตุลา 2519”
 
ทนายกฤษฎางค์ พาไปดูจุดที่หลบระเบิดและกระสุนปืน เช้า 6 ตุลา 2519 จากสนามฟุตบอล ผ่านทะลุตึกโดม ช่วยกันพังตะแกงเหล็กแล้วลงแม่น้ำ ต่อมา “สงัด ชลออยู่” ยึดอำนาจเย็นวันเดียวกัน
.
“หลายคนพยายามไปหลังเวที แล้ววิ่งผ่านตึกโดมชั้นล่างซึ่งเป็นสำนักทะเบียนทะลุไปหน้าโดมฝั่งติดแม่น้ำ
 
ระหว่างที่มารวมกันหลังเวทีเป็นกลุ่มแล้วนับจังหวะวิ่งเข้าตึกโดมพร้อมกันนั้น เห็นคนหนึ่งกำลังคลานอยู่ จู่ๆ ก็มีอาการกระตุกหงายมีคนวิ่งไปช่วยแต่พบว่าถูกยิงเสียชีวิตแล้ว
 
พอวิ่งถึงหน้าตึกโดมก็มีระเบิดลงตรงหน้าตึกโดมอีกลูก ว่ากันว่าระเบิดยิงมาจากทางเรือ จากนั้นมีคนวิ่งมาบอกว่า ประตูตรงท่าพระจันทร์เปิดไม่ได้
 
พวกเราจึงตัดสินใจพังตะแกงเหล็กริมแม่น้ำ แล้วลงน้ำไปขึ้นที่ท่าพระจันทร์ มีคนช่วยดึงเราขึ้นมาจากตรงนั้น
 
พอขึ้นมาก็วิ่งผ่านตลาดท่าพระจันทร์ บางคนวิ่งเข้าบ้านชาวบ้าน ผมออกมาตรงศูนย์พระเครื่อง มาถึงถนนหน้าวัดมหาธาตุด้านท่าพระจันทร์ ตำรวจจับให้ทุกคนนอนบนพื้นถนนเต็มไปหมด มีลูกเสือชาวบ้านยิงปืนขึ้นฟ้า ตำรวจยังตะโกนบอกพวกนั้นว่าถือระเบิดไม่ได้ เดี๋ยวระเบิดตายห่า... ผมตัดสินใจวิ่งสวนเข้าตลาดพระเครื่อง แล้วเข้าบ้านชาวบ้านหลังหนึ่ง หลบอยู่ในบ้านนั้นประมาณ 4-5 โมงเย็น ถึงได้ออกมา ชาวบ้านหาเสื้อผ้าให้เปลี่ยน”

“นายกสโมสรนักศึกษาธรรมศาสตร์” ผมได้รับเลือกตั้งเป็นนายกฯ คนแรกและคนเดียวของตำแหน่งนี้ ในปีการศึกษา 2521 เป็นตำแหน่งของฝ่ายบริหารคล้าย อมธ. แต่ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการนักศึกษาคณะต่างๆ แทนการมีสภานักศึกษา เพราะตอนนั้นบรรยากาศการเมืองกลัวการมีสภานักศึกษาและ อมธ.
 
หลังจากปีนั้นจึงมี อมธ.ตามปกติ แต่ในปี 2521 ปีเดียวกันนี้เองที่นักศึกษาได้รับการปล่อยตัวในเดือน ก.ย.ปี 2521 โดยการนิรโทษกรรม

ในปี 2521 กิจกรรมข้อเรียกของนักศึกษาตอนนั้นคือ เรียกร้องให้ปล่อยตัว นักศึกษา 18 คนที่ถูกจับจาก 6 ตุลา 2519 เช่น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ธงชัย วินิจจะกูล, สุธรรม แสงปทุม, สุรชาติ บำรุงสุข, อภินันท์ บัวหภักดี, วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ เป็นต้น และเรียกร้องให้เปิดเผยข้อเท็จจริงเหตุการณ์สังหารหมู่ในธรรมศาสตร์ นักศึกษามีการนำภาพถ่ายการสังหารหมู่มาเผยแพร่ เพื่อตอบโต้ข้ออ้างของรัฐบาลที่บอกว่า “ไม่มีคนตายในเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่เป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เข้ารักษาความสงบเพราะนักศึกษากำลังก่อการร้ายด้วยอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากคอมมิวนิสต์ต่างชาติและมีเจตนาจะล้มสถาบันเบื้องสูง” ซึ่งนี่คือข้อกล่าวหา
.
ทนายกฤษฎางค์ มาพร้อมเอกสาร 2 ชุด
 
1)คือคำสั่งเพิ่มโทษมาตรา 112 ให้โทษสูงขึ้นกว่าเดิม โดย หัวหน้าคณะรัฐประหารเย็นวันที่ 6 ตุลา 2519 “สงัด ชลออยู่”
(คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ข้อ 1 ประกาศวันที่ 21 ตุลา 2519 โดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน)

2) พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลา 2519
 
ประกาศวันที่ 16 กันยายน 2521 โดยพล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองกา

https://www.facebook.com/reel/980261281563299



เบื้องหลังของปัญหาโรคภูมิแพ้ละอองเกสรระดับชาติของญี่ปุ่นวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็น "ผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจ" จากนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจัดการป่าไม้ของรัฐบาลญี่ปุ่นในอดีตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย ญี่ปุ่นมีแนวทางแก้ในปัจจุบันอย่างไร

รายงานชิ้นนี้ของ Al Jazeera (โดยผู้สื่อข่าว Patrick Fok) สะท้อนถึงวิกฤตสาธารณสุขที่ฝังรากลึกในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ "คาฟุนโช" (Kafunshō - 花粉症) หรือโรคภูมิแพ้ละอองเกสร ซึ่งปัจจุบันส่งผลกระทบต่อประชากรญี่ปุ่นมากถึงเกือบ 43% โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวที่มีผู้ประสบปัญหานี้เกือบครึ่งเมือง


เบื้องหลังของปัญหาสุขภาพระดับชาติตัวนี้ ไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็น "ผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจ" (Unintended Consequences) จากนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจัดการป่าไม้ของรัฐบาลญี่ปุ่นในอดีต ดังนี้:

1. นโยบายปลูกป่าทดแทนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (Post-War Reforestation)

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผืนป่าของญี่ปุ่นถูกทำลายอย่างหนักจากการถูกตัดไม้ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบในการสงคราม เมื่อสงครามสิ้นสุดลง รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเร่งผลักดันนโยบายปลูกป่าทดแทนขนานใหญ่เพื่อป้องกันดินถล่ม น้ำท่วม และเพื่อรองรับความต้องการไม้แปรรูปจำนวนมหาศาลในการก่อสร้างบ้านเรือนเพื่อฟื้นฟูประเทศ

2. การเลือกพันธุ์ไม้โตเร็ว: ต้นสนสุกิ (Sugi) และฮิโนกิ (Hinoki)

รัฐบาลได้เลือกปลูกไม้ยืนต้นตระกูลสนสองสายพันธุ์หลัก คือ สนสุกิ (Japanese Cedar) และ สนฮิโนกิ (Japanese Cypress) เนื่องจากเป็นไม้พื้นเมืองที่โตเร็ว ลำต้นตรง เหมาะแก่การนำมาทำเป็นไม้โครงสร้างและวัสดุก่อสร้าง ปัจจุบันพื้นที่ป่าปลูกจากสนทั้งสองชนิดนี้มีพื้นที่รวมกันกว้างใหญ่ถึงประมาณ 10 ล้านเฮกตาร์ หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของพื้นที่ประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด
3. จุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ: ไม้นอกราคาถูกกว่า

ในช่วงทศวรรษ 1970–1980 เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดดและการค้าเสรีขยายตัว ส่งผลให้มีการนำเข้าไม้จากต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่าเข้ามาเป็นจำนวนมาก ไม้สนสุกิและฮิโนกิในประเทศจึงสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมป่าไม้ในประเทศซบเซาลงอย่างมาก ส่งผลให้ป่าปลูกเหล่านี้ "ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการตัดโค่นขนานใหญ่" ตามแผนเดิม

4. เมื่อป่าแก่ตัว ละอองเกสรจึงถล่มเมือง

ธรรมชาติของต้นสนสุกิและฮิโนกิจะเริ่มผลิตและปล่อยละอองเกสรในปริมาณมหาศาลเมื่อมีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ปัจจุบันป่าปลูกส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมีอายุเกินเกณฑ์นี้เกือบทั้งหมด ละอองเกสรที่มีน้ำหนักเบาและปลิวตามลมได้ไกลหลายสิบกิโลเมตรจึงถูกพัดเข้าถล่มเขตเมืองใหญ่ (เช่น โตเกียว) ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (กุมภาพันธ์–เมษายน) ของทุกปี กลายเป็นเมฆหมอกเกสรสีเหลืองที่สร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้คนนับล้าน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและทางแก้ในปัจจุบัน

โรคภูมิแพ้ละอองเกสรไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสุขภาพ แต่เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย โดยมีการประเมินว่าอาการป่วย การลาหยุดงาน และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงของประชากรในช่วงฤดูใบไม้ผลิ สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้กับญี่ปุ่นสูงถึง 1.5 - 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ และมีมาตรการแก้ไขอย่างจริงจัง เช่น:

เป้าหมายระยะยาว: ตั้งเป้าลดปริมาณละอองเกสรลงครึ่งหนึ่งภายใน 30 ปี

ปรับโครงสร้างป่าไม้: มีแผนตัดโค่นป่าสนสุกิเดิมลง 20% ภายใน 10 ปีถัดไป

ปลูกทดแทนด้วยไม้ไร้เกสร: นักวิจัยญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการตัดแต่งและพัฒนาสายพันธุ์สนสุกิและฮิโนกิชนิด "ละอองเกสรต่ำหรือไม่มีละอองเกสร" (Low/Pollen-free) และกำลังทยอยปลูกทดแทนในพื้นที่ป่าเดิมเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างยั่งยืน







 https://x.com/AJEnglish/status/2060257526462263764


คณะผู้เจรจาจากสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้ข้อตกลงระยะสั้นเพื่อเปิดเส้นทางสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทว่าประธานาธิบดีทรัมป์ยังมิได้ให้การรับรองข้อตกลงดังกล่าว โดยในโพสต์บน Truth Social ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า เขาจะเข้าประชุมในเร็วๆ นี้ เพื่อ "ตัดสินใจขั้นสุดท้าย" ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป





https://x.com/AJEnglish/status/2060383203873919418