วันจันทร์, มิถุนายน 29, 2569

พรรคประชาชนมาเป็นที่สามในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.เป็นเรื่องเสียหายหลายแสนสำหรับติ่งส้ม ที่มองไม่เห็นว่า ทั้งๆ ที่ สก. “มาเป็นอันดับหนึ่ง กวาด ๒๒ ที่นั่งจาก ๕๐”

จนกระทั่งวันนี้ จะสิ้นเดือนอยู่รอมร่อ ก็ยังพูดกันถึงความพ่ายแพ้ของพรรคส้มในการเลือกตั้ง กทม.อยู่ไม่ขาด ทั้งที่ทางพรรคเอง มู้ฟออน ไปถึงการอภิปรายงบประมาณ ๗๐ ของรัฐบาลอนุทินไปแล้วมั่นเหมาะ ทั้งที่การพ่ายแพ้เป็นเรื่องเชื่อแน่อยู่แล้ว

เหตุที่ผู้สมัครพรรคประชาชนมาเป็นที่สามในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.เป็นเรื่องเสียหายหลายแสนสำหรับติ่งส้มจำนวนไม่น้อย เพราะแพ้ ติ่ง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นั่นต่างหาก ชนิดขาดลอยน้อยกว่าอดีต ตัวแต๋นพรรค ปชป.ราวแสนคะแนน

ซึ่ง “ใครบอกว่ามาจาก move ‘สุรพลนี่ก็หนอนหนังสือเว่อร์ มันไม่ได้มีอิทธิพลขนาดนั้นในมิติโหวตเตอร์” ถ้อยคำ มิตรสหายที่ Atukkit Sawangsuk คัดมาประกอบความเห็นที่ว่า “ผิดพลาดตั้งแต่การวางยุทธศาสตร์ การกำหนดตัวบุคคล

ส่ง โจ (ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร) ซึ่งไม่พร้อม ไม่มีเวลาเตรียมตัว ตัดสินใจช้าไป” มาลง แม้ สุรพล นิติไกรพจน์ “มีผลต่อคะแนนแน่ แต่ไม่น่าจะส่งผลถึงขั้นแพ้ติ่ง” ดังน้าถึกว่าก็ได้ ส่วนจะโทษ โปลิตบิวโร ว่า “คุณพลาด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

เช่นที่ สมชาย แซ่จิว ใส่แหลก พอได้อยู่ แต่ทั้งหมดต้องดูเลือก สก.ประกอบ คนส่วนใหญ่มองเผินๆ ว่าไม่ถึง ๒๕ ตามที่มุ่งหมาย เกิดอารมณ์ Deception ม่านบังตาว่าแพ้ยับเยินไปแล้ว ทั้งๆ ที่ สก. “มาเป็นอันดับหนึ่ง ได้ไปราว ๓๖% กวาด ๒๒ ที่นั่งจาก ๕๐...

ปี ๖๕ ได้ ๑๔ ที่ ปีนี้รักษาของเดิมไว้ครบแล้วเพิ่มใหม่อีก ๘” Teepagorn Champ Wuttipitayamongkol ชี้ เขาอธิบายว่า “เอาจริงคือคนกทม. มั่นใจแบบโคตรๆ ว่าชัชชาตินอนมา ความมั่นใจนั้นสะท้อนในตัวเลข turnout ด้วย หายไป ๑๒% คือไม่ธรรมดานะ”

เขาวิเคราะห์ต่อ “ดร.โจ เอาจริงๆ คือ ลุค ไม่ทนแดด ด้วย...VS ลุคแบบ ทนทาน ของชัชชาติ หรือกระทั่งมัลลิกาถึงจะอ๊องและตลกเรื่อง AI แต่ดู ทน + จริงๆ” แต่เราว่าคน กทม.นี่ชอบผู้นำแบบแกร่งกล้าอย่างชัชชาติ และก๋ากั่นแบบมัลลิกาเสียมากกว่า

แล้วก็ผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภา กทม. ๕๐ คนงวดนี้ เป็น สก.หน้าเดิมๆ เสีย ๓๒ คน เช่นที่ Thanapol Eawsakul ว่า เท่ากับมี สก.หน้าใหม่เพียง ๑๘ คน ที่พรรคประชาชนเอาไปแล้ว ๑๖ คน ซึ่งมาแทนที่ สก.ชุดเดิมจากพรรคก้าวไกล “เมื่อย้ายพรรค สอบตกทุกคน”

ข้อแนะนำจากราย Teepagorn ชวนคิดยิ่งนักว่าทางแก้ไขของพรรคส้มน่าจะอยู่ที่ “ใช้ท้องถิ่นเป็นบันไดพิสูจน์ฝีมือ บริหารให้เห็นกับตาว่าเวิร์ก สร้างเคสตัวอย่างเป็นรูปธรรม (แล้ว) ค่อยขอเก้าอี้ใหญ่ ตอนนี้ส้มแพ้สนามบริหารท้องถิ่นเกือบหมด”

ซึ่งมันคือสนามที่ทำให้พรรคอนาคตใหม่ประสบความสำเร็จต่อเนื่องมาถึงพรรคก้าวไกล ก่อนจะต้องมาเป็นพรรคประชาชน

(https://www.facebook.com/teepagorn/posts/STL9dR72h, https://www.facebook.com/baitongpost/posts/meHktM4 และ https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/FJNQTaR3CP)

นักรัฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าคนที่โหวตเลือกชัชชาติเพราะเห็นว่า 4 ปีที่ผ่านมา มันพอรับประกันได้ว่า “ถ้าฉันเลือกชัชชาติอีก มันไม่แย่ไปกว่าเดิม แล้วยิ่งพอเจอคู่แข่งประมาณนี้ ดูแล้วไม่มีอนาคต แต่ถ้าเลือกชัชชาติคือยังเท่าเดิมแบบ 4 ปีที่ผ่านมา ฉันพอละ แต่ถ้าทำดีกว่านี้ได้ก็ดี ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”


ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ระบุว่า "ที่ผมมายืนอยู่วันนี้ได้ไม่ใช่ตัวคนเดียว แต่คือทีมชัชชาติ"

ทำไมคนกรุงเทคะแนนให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ทุบสถิติเก่า-เป็น "ผู้ว่าฯ ล้านเสียง" สมัยที่สอง

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รักษาสถานะ "ผู้ว่าฯ ล้านเสียง" เอาไว้ได้ หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แบบไม่พลิกโผ ด้วยคะแนนสนับสนุนจากคนเมืองหลวงกว่า 1.44 ล้านเสียง ให้เขาหวนกลับไปทำหน้าที่เป็นสมัยที่ 2

ผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 23.00 น. ซึ่งนับไปแล้ว 95% ชี้ว่า ผู้สมัครหมายเลข 9 ที่ชื่อ ชัชชาติ มีคะแนนนำคู่แข่งขันอื่น ๆ ชนิดไม่เห็นฝุ่น และเป็นอีกครั้งที่เขาชนะแบบม้วนเดียวจบ-ชนะครบทุกเขตใน กทม.

ที่สำคัญคือ ผู้ว่าฯ หน้าเดิมสามารถทำลายสถิติเก่าที่เขาเคยทำไว้เมื่อ 4 ปีก่อน ด้วยคะแนน 1.38 ล้านเสียง (คิดเป็น 51% ของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง) แต่ครั้งนี้ได้ไป 1.44 ล้านเสียง (คิดเป็น 67% ของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง)

"ต้องขอบคุณทุกคะแนนเสียงทั้งที่โหวตให้เราและไม่โหวตให้เรา ผมดูก็ไม่รู้สึกว่าเหมือนกับมีชัยชนะอะไรนะ เพราะผู้ว่าฯ คนต่อไปงานหนักมาก เป็นจังหวะสำคัญของ กทม." ชัชชาติแถลงภายหลังทราบผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา

เขากล่าวย้ำว่า มายืนตรงนี้ "ด้วยความยำเกรง" และ "หนักใจ" เพราะประชาชนคาดหวังเยอะ จึงบอกทีมงานว่าต้องทำงานหนักกว่าเดิม 3-4 เท่า "ดังนั้นทำงาน ทำงาน ทำงาน เป็นคีย์เวิร์ดที่ต้องทำ ต้องทำน้อย แต่ได้ผลลัพธ์เยอะ"

ขณะที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชี้ว่า คะแนนที่ชัชชาติได้สะท้อนความนิยมส่วนบุคคล พลัสความสามารถในการทำงานในฐานะผู้ว่าราชการ กทม. แต่ยากจะอนุมานว่ากระแสนิยมของชัชชาติสร้างฐานเสียงใน กทม. ได้จริงหรือไม่ เพราะผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่ "มีแกนเดียวกัน" เข้าสภาเล็กได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

ด้านพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ "กรุงเทพฯ สีส้ม" ในการเลือกตั้งระดับชาติ 2 ครั้งหลังสุด (ปี 2566 และ 2569) ยังรักษาฐานที่มั่นทางการเมืองเอาไว้ได้ระดับหนึ่ง สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่ผู้สมัครในนามพรรค ปชน. มีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งใน 23 เขต จากทั้งหมด 50 เขต

บีบีซีไทยวิเคราะห์เบื้องหลังชัยชนะของว่าที่ผู้ว่าฯ หน้าเดิม

ชัชชาติแข็งแกร่งเพราะทำมา 4 ปี มีเทคนิคในการตอบ

ทีมอดีตรองผู้ว่าฯ ของชัชชาติ

ไม่กี่วันก่อนครบวาระ ชัชชาติลาออกจากตำแหน่ง-ประกาศตัวว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกหน หลังจากนั้นเขาต้องเผชิญกับข่าวลบกลบนโยบายที่ภูมิใจนำเสนอไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะการเปิดประเด็น "ระบบอากง/ระบอบอากง" ของคู่แข่งขันที่กล่าวหาว่า "คนทำงานหลังบ้าน" ให้ผู้ว่าฯ คนที่ 17 เข้าไปพัวพันกับความไม่โปร่งใสในการบริหารราชการ กทม. และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม

นั่นทำให้นักการเมืองวัย 60 ปีที่เล่นการเมืองสไตล์นักบริหาร "เลี่ยงปะทะ-หลบการโต้ตอบประเด็นทางการเมือง" ต้องออกมาตอบสารพัดคำถามอย่างมิอาจปฏิเสธ

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า ชัชชาติรับมือกับการเมืองเก่า "ได้ดีพอสมควร" แต่อาจมีบ้างที่ออกอาการหงุดหงิด สุ้มเสียงและแววตาเปลี่ยนไปเมื่อถูกจี้ถาม แต่ก็ "มีเทคนิคในการตอบ" เช่น พอมีดราม่าเรื่องป้ายหาเสียงในรถไฟฟ้า ก็บอก ศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ ไปเช็กหน่อย หรือพอถูกวิจารณ์เรื่องผลสอบคดีจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ก็ให้ ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ มาตอบหน่อย

"เหมือนเขาก็ไม่ได้อยากปะทะอยู่คนเดียว ในเมื่อตอนทำงานจริงมันแบ่งกันรับผิดชอบ ฉะนั้นพอโดนดราม่าการเมืองมาก ๆ ก็เอาคนที่รู้เรื่องมาพูดเลย ส่วนหนึ่งถือว่าเทคนิคดี อีกส่วนหนึ่งมันอาจพิสูจน์ได้ว่า 4 ปีที่ผ่านมา เขาก็เผชิญการเมืองภายใน กทม. มาตลอด ไม่ได้อยู่สบาย แล้วเขารับมือกับมันอย่างไร" ดร.สติธรกล่าวกับบีบีซีไทย

กรณี "ระบบอากง/ระบอบอากง" ที่คู่แข่งช่วยกันขุด-จุดประเด็น ดร.สติธรชี้ว่า ช่วงแรก ๆ เหมือนจะทำให้ชัชชาติเซ แต่สุดท้ายพลิกกลับกลายเป็นบวก เพราะพอมีกระแสนี้ ก็ทำให้ "อากง" ที่ออกหน้าเยอะและอาจมีหลายคนหมั่นไส้อยู่ ต้องถอยฉากกลับไปโดยปริยาย เหลือแต่หน้าชัชชาติซึ่งคน "เกลียดไม่ลง"

สอดคล้องกับความเห็นของ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่วิเคราะห์ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 33 ว่า กรณีอากงกลายเป็น "บูมเมอแรง" ย้อนกลับไปทำให้คนโจมตีประเด็นนี้เสียแต้ม เพราะคน กทม. ต้องการการเมืองสะอาด การหาเสียงโปร่งใส ไม่เอา negative campaign (การรณรงค์หาเสียงเชิงลบ)

"ต่อให้มีข้อกล่าวหา แต่มันไม่ใช่ตัวคุณชัชชาติ จึงไม่ระคายผิว แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ" อาจารย์สิริพรรณกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ว่าฯ เดิมที่ลงสมัครรอบ 2 มักจะได้คะแนนสูงขึ้น หากไม่ได้ทำอะไรเสียหายในเทอมแรก


ชัชชาติ กับ ต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ในระหว่างหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย

การอยู่ในตำแหน่งมา 4 ปี ทำให้ผู้ว่าฯ คนที่ 17 ของ กทม. มีทั้ง "จุดแข็ง" และ "จุดอ่อน" ในตัวเอง เพราะไม่ว่าแตะไปที่ปัญหาใดในเมืองกรุง ก็จะถูกวิจารณ์-ตั้งคำถามว่า "อยู่มา 4 ปีไม่ทำ ทำไมเพิ่งคิดจะมาทำตอนหาเสียง" ทว่าการเคยเป็นมาแล้วทำให้ชัชชาติมีข้อมูลเหนือกว่าคู่แข่งในการชี้แจง-แสดงเหตุผลบนเวทีแข่งขันกันประชันวิสัยทัศน์ (ดีเบต)

เมื่อมองผ่านแว่นของ ดร.สติธร 4 ปีที่ผ่านมาของชัชชาติเป็น "จุดแข็ง" มากกว่า เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไปรับข้อมูลผ่านสื่อหลัก ดังนั้นการปรากฏตัวบนเวทีดีเบตหรือให้สัมภาษณ์สื่อต่าง ๆ ของชัชชาติซึ่งปูพรมมาตั้งแต่ก่อนลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 18 พ.ค. "มันโกยไว้หมดตั้งแต่แรก จนคนรับรู้ไปหมดแล้ว ต่อให้มีเรื่องระบอบอากงมาแทรก มันก็ไม่กระทบ เพราะคนเชื่อไปแล้วว่าชัชชาติทำงานดี เต็มที่คนก็อาจจะโทษว่าคนที่อยู่รอบ ๆ ชัชชาตินั่นแหละทำเสียเรื่อง หรือถ้าใครบอกว่าผู้ว่าฯ ทำเป็นหลับหูหลับตาไม่รู้ ก็จะมีคนแก้ตัวให้ว่าระบบมันเป็นแบบนี้ ลำพังชัชชาติคนเดียวจะไปทำอะไรได้"

"เวลาขึ้นดีเบต คนที่ทำมา 4 ปี พูดอะไร มันลงรายละเอียดได้หมดทุกจุด คนทั่วไปก็สัมผัสแค่นี้ ความแข็งแกร่งของชัชชาติคือตรงนี้" นักรัฐศาสตร์จากจุฬาฯ ให้ความเห็น

แม้ถูกคู่แข่งรุมวิจารณ์ไม่มีผลงานแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ ดร.สติธรชี้ชวนให้ลองมองจากมุมคนทั่วไปที่ตามดูไลฟ์ชัชชาติในช่วงกระแสสูงหลังชนะการเลือกตั้งปี 2565 ด้วยคะแนน 1.38 ล้านเสียง เสร็จคนก็ไม่สนใจแล้ว ไปทำอย่างอื่น ตราบใดที่งาน กทม. ขับเคลื่อนไปตามปกติ ผ่านไป 4 ปีถึงกลับมาดูไลฟ์อีกครั้ง แต่ชัชชาติมีจุดบวกเข้าไปอีกเป็นระยะ ๆ อาทิ เจอแผ่นดินไหว ตึก สตง. ถล่ม 28 มี.ค. 2568, ถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล 24 ก.ย. 2568, รถไฟชนรถเมล์จุดตัดทางรถไฟแยกอโศก-ดินแดง 16 พ.ค. 2569 ก็จะเห็นชัชชาติอยู่หน้างาน

"พอเกิดเหตุการณ์อะไร คนจะเห็นชัชชาติเสมอ ถามว่าไปทำอะไรรู้ไหม อาจจะรู้หรือไม่รู้ สนหรือไม่สน แต่อย่างน้อย คนเขาเห็นผู้ว่าฯ มาบัญชาการ" เขากล่าว

โพลซ้อนโพล กระแทกใจคนไม่ชอบส้ม-ไม่เอาแดง


ผลสำรวจคะแนนนิยมของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากสำนักโพลต่าง ๆ พบว่า ชัชชาติ "นำห่าง" คู่แข่งขัน จาก 67.3% ในสัปดาห์แรกของเดือน มิ.ย. ทะยานขึ้นเป็น 72.35% ในสัปดาห์ที่สาม ขณะที่เรตติ้งของผู้สมัครอื่น ๆ เป็นตัวเลขหลักหน่วยเท่านั้น

ผลโพลที่ชัชชาตินำขาดส่งผลต่อความรู้สึกของโหวตเตอร์แต่ละกลุ่มแตกต่างกันไป ตามการประเมินของนักวิชาการผู้เกาะติดการเลือกตั้งทุกระดับ
  • กลุ่มที่ตั้งใจจะเลือกชัชชาติอยู่แล้ว: โพลจะมีผลยืนยันความรู้สึกในทำนองว่า "เห็นไหมใคร ๆ เขาก็เลือก" "ฉันคิดเหมือนคนส่วนใหญ่" "นี่ไงคำตอบของฉันถูก" ทำให้คนกลุ่มนี้ออกไปเลือกชัชชาติแน่นอน
  • กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคส้ม: โพลอาจทำให้รู้สึกว่า "เลือกไปก็สู้ไม่ได้" อาจไม่ออกไปใช้สิทธิเลย
  • กลุ่มที่ไม่ชอบส้ม-ไม่เอาแดง: มันมีโพลซ้อนโพล คือที่ 1 นำขาด แต่ที่ 2 กับที่ 3 เบียดกัน และโพลสุดท้ายที่เผยแพร่ได้ ติ่ง-มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข พลิกมานำ โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร โพลจะทำให้เกิดความรู้สึกว่า "เฮ้ย.. มัลลิกามาเว้ย ไปโหวตติ่งกันเพื่อตบหน้าส้ม เอาติ่งเข้าที่ 2 ฉันจะได้ด่าส้มมันปากกว่าเดิม" แม้มัลลิกาไม่ใช่ตัวแทนอนุรักษนิยมตามอุดมคติของโหวตเตอร์กลุ่มนี้ แต่ถ้าดูวิธีคิด-วิธีตัดสินใจ ยังไงมันก็ออกทรงอนุรักษนิยม ทำให้มัลลิกากลายเป็น "ตัวแทนของความสะใจ" และ "อย่างน้อยมัลลิกาก็มาด่าแทนชาวบ้าน" จึงได้คะแนนแบบล้นทะลัก
ดร.สติธรระบุว่า เมื่อไม่มีแคนดิเดตพอฟัดพอเหวี่ยงกับชัชชาติได้ โหวตเตอร์ที่ไม่ต้องการเลือกชัชชาติจึงมี 2 ทางเลือกคือ 1. อยู่บ้าน แล้วนอนก็ดูชัชชาติชนะไป ดูส้มแพ้ไป หรือ 2. ออกไปโหวตยังไงก็ได้เพื่อทำให้รู้สึกว่าฉันก็เป็นผู้ชนะกับเขาด้วย


มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ถ่ายภาพร่วมกับสื่อมวลชน หลังแถลงขอบคุณประชาชนชาว กทม. ที่โหวตเลือกเธอจนมีคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ค่ำวันที่ 28 มิ.ย.

ส่วนคะแนน 1.44 ล้านเสียงที่ชัชชาติได้รับแบบไม่พลิกโพล-ไม่หักปากกาเซียน หาได้สะท้อนเพียงความนิยมในตัวของชัชชาติเท่านั้น แต่คะแนนตัวบุคคลพลัสความสามารถในการทำงานในฐานะผู้ว่าราชการ กทม.

"มันจะบวกกับ 4 ปีที่คนเขาไม่ได้ผิดหวัง อารมณ์เหมือนลุงจำลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) ที่เป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัย 1 แล้วลงต่อสมัย 2 คนรู้สึกว่าแกทำอะไรหลายอย่างตามที่หาเสียงไว้ เราเห็นคนกวาดถนน เราเห็นฟุตบาทสะอาดขึ้น แต่ถามว่าลุงจำลองทำเรื่องใหญ่ ๆ ไหม ก็ไม่ได้ทำ แต่พอลงสมัย 2 คนเลือกลุงจำลองมากกว่าเดิมอีก คู่แข่งก็อ่อนกว่าเดิมอีก อารมณ์แบบเดียวกับชัชชาติเลย"

สำหรับ พล.ต.จำลองเป็นผู้ว่าราชการ กทม. 2 สมัยติดต่อกัน (2528-2535) ในการลงสมัครรอบแรกปี 2528 ได้คะแนน 408,237 เสียง และในการลงสมัครรอบสองปี 2533 ได้คะแนน 703,671 คะแนน หรือคิดเป็น 61.32% ของผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

การเมืองแห่งความหวัง

กลับมาที่ชัชชาติ ผู้เข้าสู่สนามเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งที่ 2 ภายใต้คำขวัญ "เมืองสร้างโอกาส ทีมชัชชาติสร้างความหวัง" ผลการเลือกตั้งวันนี้ทำให้ทีมชัชชาติ "สมหวัง" ที่รักษาแชมป์เอาไว้ได้ แต่อะไรทำให้นักการเมืองวัย 60 ปีผู้นี้สามารถรักษาความหวังของผู้คนเอาไว้ได้?

"เอาจริง ๆ มันไม่เกี่ยวเลย คำขวัญนี้มันสร้างขึ้นมาเพื่อโต้กับคนที่วิจารณ์ชัชชาติว่า 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไร ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้สึกว่าทำตั้งเยอะ... ที่เขาพยายามหาเสียงรอบนี้คือบอกว่า 4 ปีทำไปประมาณนี้ อีก 4 ปีจะมาทำเพิ่มขึ้นไปอีก" ดร.สติธรกล่าว

เขาวิเคราะห์ว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ได้คาดหวังสูง คนที่โหวตเลือกชัชชาติเพราะเห็นว่า 4 ปีที่ผ่านมา มันพอรับประกันได้ว่า "ถ้าฉันเลือกชัชชาติอีก มันไม่แย่ไปกว่าเดิม แล้วยิ่งพอเจอคู่แข่งประมาณนี้ ดูแล้วไม่มีอนาคต แต่ถ้าเลือกชัชชาติคือยังเท่าเดิมแบบ 4 ปีที่ผ่านมา ฉันพอละ แต่ถ้าทำดีกว่านี้ได้ก็ดี ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร"

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "ความหวัง" ถูกนำมาใช้-จุดประกายในสนามเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 "การเมืองแห่งความหวัง" ทำให้พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ภายใต้การนำของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สัมผัสชัยชนะเป็นครั้งแรกด้วยยอด สส. 151 เสียง ซึ่ง ดร.สติธรชี้ว่า โหวตเตอร์รู้สึกว่า "การเลือกพิธาน่าจะได้อะไรที่ดีกว่าลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้า คสช. และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ) ได้อะไรยังไม่รู้ แต่ความรู้สึกคือฉันอยู่กับลุงตู่มาแล้วได้แค่นี้"

ในมุมนี้เหมือนชัชชาติในแง่ที่ว่าคนอยู่กับผู้ว่าฯ กทม. แบบเดิม ไม่ใช่แค่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 16 (2559-2565) ที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ตั้งแต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 15 ที่มาจากการเลือกตั้ง (2552-2559) คนรู้สึกว่าได้อย่างคนอย่างชัชชาติมาน่าจะดีกว่า เป็นตัวแทนความหวังได้


แสนดี บุตรชาย แสดงความยินดีกับบิดาที่ชนะการเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ภายใต้การนำของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปปี 2548 แบบแลนด์สไลด์ 377 เสียง ด้วยคะแนนความหวังในตัวผู้นำส่วนหนึ่ง ซึ่ง ดร.สติธรบอกว่า เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2544 แล้วพอบริหารประเทศครบ 4 ปี คนก็หวังต่อว่ามันน่าจะดี แต่คนอาจจินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำว่ามันจะดีกว่า 4 ปีแรกอย่างไร

"ถ้าเทียบทักษิณกับชัชชาติ คู่นี้ใกล้เคียงกันมากคือ ปี 2544 คนเลือกทักษิณเพราะรู้สึกว่ายังไงก็คงดีกว่าการเมืองก่อนหน้านี้ ดีจริงหรือเปล่ายังไม่รู้ แต่พร้อมที่จะเสี่ยงเลือก มาปี 2548 ถ้าดูผลลอย ๆ เราอาจนึกว่าทักษิณประสบความสำเร็จมาก ก็ไม่จริงทั้งหมด เพราะทักษิณถูกคนด่าโน่นนี่นั่นเป็นระยะ ๆ เหมือนกัน แต่ก็มีช็อตมาเสียบ คล้าย ๆ ชัชชาติ ชัชชาติมีตึก สตง. ถล่ม ทักษิณก็มีสึนามิ มันอารมณ์เดียวกัน พอปี 2548 มองซ้ายมองขวา คู่แข่งตอนนั้นเป็นใคร บรรหาร (ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย) เอนก (เหล่าธรรมทัศน์ หัวหน้าพรรคมหาชน) บัญญัติ (บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) ไม่แลนด์สไลด์ทนไหวหรอ (หัวเราะ) ถ้าเกิดเป็นอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) แข่งในนามหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปี 2548 อาจจะสูสีกันหน่อย ไทยรักไทยอาจจะไม่ใช่ 377 เสียงก็ได้" นักรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

เทียบฟอร์มชัชชาติ-ทักษิณ

เมื่อให้เทียบฟอร์มระหว่างทักษิณ-ชัชชาติ เขาพบจุดอ่อนของผู้ว่าฯ กทม. ที่ "ไม่กล้าได้กล้าเสีย" ยังไม่ต้องไปเทียบกับทักษิณ เทียบแค่ พล.ต.จำลองก็พอ

เขาย้อนประวัติศาสตร์การเมืองว่า พล.ต.จำลองสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. รอบแรกในนามกลุ่มรวมพลัง และพัฒนาเป็นพรรคพลังธรรมในการลงสมัครรอบสอง โดยพ่วง ส.ก. ด้วย เพราะรอบแรกได้ ส.ก. น้อย เนื่องจากคนเลือกผู้ว่าฯ จำลอง แต่เลือก ส.ก. จากพรรค ปชป. จึงทำงานยาก พอรอบสอง คนเลือก ส.ก. จากพรรคลุงจำลองเกือบทั้งกรุงเทพฯ

"อันนี้คือจุดต่างกับชัชชาติ เพราะลุงจำลองชัดเจน กล้ากว่า ตรงไปตรงมากว่า พัฒนาจากกลุ่มไปตั้งพรรคการเมืองระดับชาติ ถ้าชัชชาติจะเดินตามรอยลุงจำลอง รอบหนึ่ง ลงในนามเป็นอิสระ รอบสอง เริ่มมีกลุ่ม ก็ควรประกาศตัวไปเลยว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม 'คนทำงาน' แล้วดูว่าจะได้เหมือนลุงจำลองรอบสอง ไหม ถ้าได้ ส.ก. ทั้งกรุงเทพฯ อย่างนี้คุณไปต่อยอดระดับชาติได้ แต่พอคุณเล่นการเมืองแบบกั๊ก คุณจะเป็นได้แค่ผู้ว่าฯ กทม. เพราะคนจะถามว่าถ้าคุณไปเป็นนายกฯ คุณจะบริหารการเมืองได้หรือ คุณเล่นการเมืองแบบนี้ ดังนั้นไม่ต้องไปเทียบกับทักษิณในมิตินี้ เพราะแกลุยเละเลย คนละอารมณ์เลย"

บีบีซีไทยได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวอย่างน้อย 2 คน ซึ่งมีฐานที่มั่นการเมืองใน กทม. และจังหวัดภาคกลาง ระบุว่า กุนซือคนสำคัญของทีมชัชชาติอยู่ระหว่างเดินสายพูดคุยและหยั่งท่าทีว่าพวกเขาสนใจจะเข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคการเมืองใหม่หรือไม่

ดร.สติธรยอมรับว่า "ได้ยินข่าว" ว่าบางคนในทีมชัชชาติต้องการตั้งพรรคการเมืองเพื่อทำงานการเมืองระดับชาติหลังชัชชาติครบวาระในสมัย 2 ซึ่งบริบทของการแข่งขันสนามชาติอาจจะเปิดโอกาสให้ชัชชาติ เพราะไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ที่โปรไฟล์ระดับเดียวกัน หากขึ้นไปก็สามารถสู้ได้-เทียบได้กับทุกคน สมมุติว่าชัชชาติเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้งปี 2569 ก็มีโปร์ไฟล์ที่แทบจะ "เหนือกว่าแคนดิเดตทุกคน"

"แต่การเมืองระดับชาติคุณต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะ คุณต้องใจถึงพึ่งได้ระดับหนึ่ง แม้ไม่ใช่ขนาดบ้านใหญ่ก็เถอะ ต่อให้คุณไม่เอาทรัพยากรมาหล่อเลี้ยงพรรคหนัก แต่ต้องใจถึง ต้องมีภาวะผู้นำที่จะเล่นการเมืองแบบกล้าหาญและตรงไปตรงมา แล้วก็ไปวัดกัน แต่ชัชชาติไปไม่สุดตรงนี้ นิสัยส่วนตัวแกเป็นแบบนั้น ถามว่ามี passion (ความมุ่งมาดปรารถนา) อยากไปไหม อยากไป แต่สมมติให้ต่อสู้ดิ้นรนขนาดนั้น ก็รอได้ ถอยก่อนก็ได้ รอมีคนมาดันเยอะ ๆ อะไรอย่างนี้ ถ้าให้แกขี่จักรยานไปเอง ก็ไปได้นะ แต่ไม่ไปไง มันเหนื่อยไง จอดจักรยานแล้วรอเสลี่ยงเฉยเลย" เขาเปรียบเทียบพลางกลั้วหัวเราะ

ในระหว่างการแถลงข่าวค่ำวันนี้ (28 มิ.ย.) ชัชชาติถูกถามด้วยว่าจะเป็นนายกฯ ต่อหรือไม่ เขาตอบว่า "นายกฯ ยังไม่เอาหรอก เอาแค่ผู้ว่าฯ"


ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังออกจากเรือนจำ

ถอดรหัสการตัดสินใจคน กทม. ผ่านบัตร ส.ก.

แม้เห็นว่าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ 2 ครั้งติดต่อกันของผู้ว่าฯ กทม. รายนี้ จะมีส่วนเปลี่ยนการเมืองภาพใหญ่ได้ แต่ ดร.สติธรชี้ว่า สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าชัชชาติมีฐานเสียงใน กทม. จริงหรือไม่ คือการที่ ส.ก. กลุ่มคนทำงานได้เข้าไปนั่งในสภา กทม. เกินครึ่งหนึ่ง แม้เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นพวกกัน แต่องคาพยพเครือข่ายต่าง ๆ มีแกนเดียวกันหมด

ดังนั้นการที่กลุ่มคนทำงานมีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่ 11 เขต ซึ่งไม่ถึงครึ่งของสภา กทม. จึงยากจะอนุมานว่ากระแสนิยมของชัชชาติสร้างฐานเสียงใน กทม. ได้จริงหรือไม่ เหมือนกับครั้งที่แล้วที่คนก็รู้สึกว่าชัชชาติกับพรรคเพื่อไทยเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเพิ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. มาหมาด ๆ ในการเลือกตั้งปี 2562 พอมาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 คนเลือกชัชชาติแลนด์สไลด์ 1.38 ล้านเสียง แต่พอเลือกตั้ง สส.กทม. ปี 2566 คนเลือกเพื่อไทยแค่ 1 เขต แปลว่ามันไม่เชื่อมโยงกันเลย อย่างนี้เอาไปต่อยอดอะไรไม่ได้ ความฟีเวอร์ของชัชชาติไม่ได้เกี่ยวเลย เป็นเรื่องตัวชัชชาติล้วน ๆ

ผลการเลือกตั้ง ส.ก. เมื่อปี 2565 พรรค พท. เป็นแชมป์เก่า นำ ส.ก. เข้าสภาเล็กได้ 20 คน ตามด้วยพรรค ก.ก. 14 คน และพรรค ปชป. 10 คน

มารอบนี้ มีเพียง 2 พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ก. ครบทุกเขตคือ พรรคสีส้มมีแนวโน้มได้ ส.ก. 22 ที่นั่ง พรรคสีฟ้าได้ 10 ที่นั่ง และกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 ที่นั่ง


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. กับ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค แถลงยอมรับความพายแพ้ ช่วงค่ำ 28 มิ.ย. โดยเชื่อว่า "ทุกการพ่ายแพ้จะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้น กล้านำเสนอประเด็นที่ก้าวหน้ามากขึ้นต่อไป"

ดร.สติธรถอดรหัสการตัดสินใจของคน กทม. เอาไว้ว่า
  • คน กทม. เลือก สส.กทม. พรรคส้มยกจังหวัด 33 เขต จึงเป็นเรื่องยากที่จะไม่กาส้มเลยทั้ง 2 บัตรในสนามท้องถิ่น กทม.
  • คน กทม. โหวตตามผลการปฏิบัติงาน ไม่มีความภักดีต่อพรรคการเมืองใด แต่ในอดีตบังเอิญมีแค่ 2 พรรคคือ พรรค พท. กับพรรค ปชป. จึงสวิงไปมาอยู่ใน 2 พรรคนี้
  • รูปแบบการเลือกของคน กทม. ไม่ใช่โหวตไปคานอำนาจเท่านั้น ใครเป็นรัฐบาล ฉันจะโหวตให้พรรคตรงข้าม มันแล้วแต่ครั้ง
"อย่างครั้งนี้ สส. โหวตให้ส้มแล้ว ส.ก. ก็โหวตให้ส้ม ฉันมีผู้ว่าฯ สีเขียวแล้ว ส.ก. ควรจะสีเดียวกัน แต่พอเจอคำว่าระบอบอากงเข้าไป คนอาจจะรู้สึกว่าเอาไปคานดีกว่า เดี๋ยวไปเกี๊ยะเซียะกัน แทนที่จะเลือกคนไปสนับสนุนให้ชัชชาติทำงานคล่อง ไอ้พวกนี้เดี๋ยวไปต่อรองกัน แต่ถ้าเอาส้ม เขาจะรู้สึกว่าส้มเป็นพวกมีเหตุมีผล ตรงไปตรงมา อะไรดี ก็จะช่วยชัชชาติ อะไรแย่ ก็จะตรวจสอบชัชชาติ" ดร.สติธรกล่าว

กับผู้สนับสนุนพรรคสีส้มที่แสดงความไม่พอใจต่อการแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. มีผลต่อการตัดสินเลือกของคน กทม. หรือไม่ ดร.สติธรบอกว่า กรณีตั้ง ศ.ดร.สุรพล คนลงโทษ ดร.โจไปแล้ว ส่วน ส.ก. เป็นคนละหน้ากัน

"มันมี 2 บัตร บัตรหนึ่งได้ลงโทษพรรคที่เราชอบไปแล้ว อีกบัตร ฉันได้เลือกพรรคที่เราชอบ มันแฮปปี้ คนเรามันเลือก ไม่ได้เลือกเพื่อไปผิดหวังนะ โกรธพรรค ฉันก็ลงโทษพรรค อย่างตอนเลือกตั้ง สส. โกรธพรรคไหม โกรธ แต่สุดท้ายก็กลั้นใจเลือกส้มกันทุกคน เพราะกาหนูไม่ลง กาเพื่อไทยไม่ไหว" เขากล่าวทิ้งท้าย

https://www.bbc.com/thai/articles/c36y8p0xn2go




ปรากฏการณ์ มัลลิกา แซงชนะ ดร.โจ (พรรคประชาชน) คว้าอันดับ 2 ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 ถือเป็นหนึ่งในประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่นักวิเคราะห์การเมืองและประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก

@biercarlos ดูดร.มัลลิกาไลฟ์ วันนี้ (8 ก.ย. 68) ดร.เต้นให้ดูเพลงนึง ไม่รู้ว่าดีใจอะไร 🤣 #ดรมัลลิกา #ดรมอลลี่ #drmallika ♬ original sound - Dr. Bier Carlos - Carlos Bier



คลิปนี้เป็นคลิปเก่า
.....


SUM UP

6 hours ago
·
"จริง ๆ ถามว่าดิฉันแปลกใจไหม ในฐานะเป็นคนที่ติดตามการเลือกตั้งครั้งนี้ แล้วก็ได้มีส่วนไปช่วยหาเสียงอยู่บ้าง 3-4 ครั้ง ก็ไม่ได้แปลกใจ ถ้าย้อนกลับไปครั้งก่อนของ 'พี่วิโรจน์' เนี่ย ตอนนั้นเราแปลกใจว่า โอ้ คะแนนพี่วิโรจน์มาเป็นที่ 3 จริง ๆ ห่างกันแค่นิดเดียวนะคะ ระดับหลักพันคะแนน แต่ก็แพ้คุณสุชัชวีร์ไป
.
แต่พอมานั่งดูผลกันจริง ๆ แล้วก็เข้าใจได้ว่าฝั่งอนุรักษนิยมเองเขาก็มีกลุ่มก้อนผู้คนที่ตัดสินใจอยู่หนึ่งกลุ่ม รวมถึงครั้งนั้นกลุ่มอนุรักษนิยมมีผู้สมัครที่แข็งแกร่งอยู่หลายคน มีคุณอัศวิน มีคุณสุชัชวีร์ มีคุณสกลธี ซึ่งยังไม่นับผู้สมัครท่านอื่น ๆ อีก แต่ 3 ท่านก็เป็นตัวหลักที่แบ่ง ๆ คะแนนกันไปคนละประมาณ 2 แสนคะแนนกว่า ๆ เท่า ๆ กันหมดเลย
.
แล้วก็ครั้งนี้มีคุณเจมส์ อนุชา มีหม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอีก 2 ท่าน ไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นมากนัก แล้วก็คุณมัลลิกาเนี่ย ต้องยอมรับว่าดิฉันกับคุณมัลลิกาเจอกันในรายการวิเคราะห์ข่าวต่าง ๆ บ่อย ก่อนที่คุณมัลลิกาจะมาเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ
.
ก็ต้องยอมรับว่าคุณมัลลิกาเป็นคนที่มีความสามารถในการสื่อสาร เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย แล้วก็มีความแม่นยำในการไปสื่อสารถึงกลุ่มที่ต้องการจะสื่อ ก็ต้องสังเกตว่าถ้าคุณลองไปสอบถามคนกรุงเทพฯ โดยทั่วไป เขาน่าจะเห็นแคมเปญของอาจารย์ชัชชาติกับคุณมัลลิกามากที่สุด แล้วผลคะแนนมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ดิฉันพูดในฐานะที่ดิฉันทำงานในด้านการสื่อสารมาก่อน คุณไถฟีด Facebook TikTok คุณจะเจออยู่แค่อาจารย์ชัชชาติกับคุณมัลลิกา
.
อันนี้ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นความล้มเหลวของพรรคประชาชน ในการทำให้แคมเปญของพรรคได้รับความสนใจ"
.
คำให้สัมภาษณ์ในช่วงต้นของ 'พรรณิการ์ วานิช' โฆษกคณะก้าวหน้า ในรายการสดพิเศษ "ศึกชิงผู้ว่าฯ ชี้ชะตามหานคร" เกาะติดผลเลือกตั้ง ของทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ดำเนินรายการโดย สรยุทธ สุทัศนะจินดา, กิตติ สิงหาปัด และ ปรินดา คุ้มธรรมพินิจ เกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่ทำให้ 'พรรคประชาชน' พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้
.....

Atukkit Sawangsuk
8 hours ago
·
ถ้าโจแพ้ติ่งมัลลิกา
แน่ละ ก็ต้องชี้ว่าพรรคส้มผิดพลาดมหันต์ ทั้งยุทธศาสตร์หาเสียง การวางแคมเปญ การตั้งสุรพล ฯลฯ
สมน้ำหน้ามันเนอะ ฝ่ายก้าวหน้าs ตั้งวงขบขัน
ฯลฯ ฯลฯ
:
แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือความฉาบฉวยของกระแสโซเชียล
คนเลือกมัลลิกาไม่ใช่แค่ "ฝ่ายขวา" เหลืองนกหวีด (ซึ่งน่าจะโดนหม่อมกรแย่งไปส่วนหนึ่ง)
ติ่งมัลลิกามากับกระแสโซเชียล
กระแสฉาบฉวยแบบอยากได้คนใหม่ อิสระจากพรรคการเมือง เบื่ออะไรเก่าๆ
พูดอะไรโหวกๆ แหวกๆ ยิ่งโดนใจชาว TikTok
ทั้งที่ติ่งมัลลิกาไม่ใช่คนใหม่ทางการเมือง
อยู่พรรคมหาชน อยู่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์
แต่ติ่งแปลงร่างเป็นอินฟลูจนคนลืมไปหมด ทั้งที่เป็นประวัติศาสตร์อันใกล้นี่เอง
เป็น ดร.มัลลิกา ที่คนไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจบ ดร.จากไหน (วิทยาลัยนวัตกรรม ม.รังสิต สุริยะใสเป็นคณบดี)
:
กระแสแบบนี้แหละคือกระแสที่ทรัมป์ และฝ่ายขวาทั่วโลกชนะเลือกตั้ง
ขายภาพคนใหม่ เบื่อการเมือง เบื่อพรรคการเมือง
ขายความคิดแหวกๆ แล้วประสบความสำเร็จในโลกโซเชียลที่นับวันยิ่งฉาบฉวย มักง่าย
ติ่งมัลลิกาอาจจะไม่ได้เป็นผู้ว่าในครั้งนี้
แต่ในการเลือกตั้งใหญ่จะมีคนเห็นโอกาส
ใครสักคนที่มาแนวเดียวกับพลเอกรังษี อาเรวัช มงคลกิตต์ แต่ดึงคนได้มากกว่า


.....

ปรากฏการณ์ มัลลิกา แซงชนะ ดร.โจ (พรรคประชาชน) คว้าอันดับ 2 ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569

AI คิดว่ามี 3 ปัจจัย

1. ยุทธศาสตร์โซเชียลมีเดียและการเข้าถึงคนรุ่นใหม่

แม้หลายคนจะติดภาพจำทางการเมืองแบบเดิมของ ดร.มัลลิกา แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้เธอปรับกลยุทธ์หันมาเน้นนโยบายสายเทคโนโลยี ชูการนำ AI มาใช้แก้ปัญหาเมือง เช่น ปัญหาจราจรและฝุ่น $PM_{2.5}$ ประกอบกับการมีฐานผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียค่อนข้างสูง (กว่า 6 แสนคน) ทำให้การสื่อสารนโยบาย 14 ยุทธศาสตร์เข้าถึงคนกรุงได้กว้างและสร้างภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยขึ้น

2. ปัญหา "คะแนนตัดกันเอง" และโจทย์สนามท้องถิ่นของพรรคประชาชน

ในมุมของพรรคประชาชน (ดร.โจ) แม้ว่าฐานเสียงในการเลือกตั้ง สส. ครั้งที่ผ่านมาจะแลนด์สไลด์ใน กทม. แต่เมื่อเป็น สนามเลือกตั้งท้องถิ่น พฤติกรรมของคนกรุงมักจะแยกแยะระหว่างการเมืองระดับชาติกับการเลือกผู้บริหารเมือง นอกจากนี้ คะแนนของกลุ่มผู้สนับสนุนฝั่งเสรีนิยมหรือคนรุ่นใหม่อาจถูกแบ่งไปให้กับคุณชัชชาติส่วนหนึ่ง ทำให้คะแนนของ ดร.โจ ไม่พุ่งทะยานเท่าที่ควร

3. กระแสเบื่อพรรคการเมืองใหญ่ (โหวตเลือกที่ตัวบุคคล)

สอดคล้องกับผลสำรวจก่อนหน้านี้ (เช่น นิด้าโพล) ที่ระบุว่าคนกรุงเทพฯ มีแนวโน้มอยากได้ผู้ว่าฯ ที่ ไม่สังกัดพรรคการเมือง มากขึ้น การที่ ดร.มัลลิกา ลงสมัครในนามอิสระ บวกกับความชัดเจนในสไตล์ "หญิงแกร่งคนกล้า" และการเดินหน้าดีเบตแสดงวิสัยทัศน์อย่างต่อเนื่อง ทำให้เธอสามารถดึงคะแนนจากกลุ่มคนที่เบื่อความขัดแย้งของพรรคการเมืองใหญ่ หรือกลุ่มคนที่อยากเห็นทางเลือกใหม่ ๆ มาได้

สรุปภาพรวม: ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงของคนกรุงเทพฯ มีความยืดหยุ่นสูง คาดเดาได้ยาก และไม่ได้ยึดติดกับกระแสพรรคการเมืองระดับชาติเสมอไป แต่พร้อมจะเทคะแนนให้ผู้สมัครที่สร้างสีสัน มีนโยบายตอบโจทย์ และใช้สื่อได้เข้าตาในช่วงโค้งสุดท้ายครับ



ผลเลือกตั้ง ส.ก. (อย่างไม่เป็นทางการ) แสดงถึง พฤติกรรม "รักพี่เสียดายน้อง" ก็น่าจะได้มั้ง จากสก. 50 คน เป็นสก. หน้าเดิม 32 คน สก. หน้าใหม่เพียงแค่ 18 คนเท่านั้น






https://x.com/thestandardth/status/2071243638395342914
.....

THE STANDARD
@thestandardth

ผลเลือกตั้ง ส.ก. อย่างไม่เป็นทางการ กลุ่มไหนได้กี่ที่นั่ง

สรุปจำนวนผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) แต่ละกลุ่ม แต่ละสังกัดอย่างไม่เป็นทางการ จากประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งท้องถิ่นประจำกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 21.20 น.

และสามารถติดตามผลคะแนนผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. แบบละเอียดจัดเต็มได้อีกหนึ่งช่องทาง ผ่านหน้าเกาะติดผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-ส.ก. บนเว็บไซต์ https://thestandard.co/bkkelection2569/

หมายเหตุ: คะแนนนี้เป็นคนละชุดกับคะแนนจากอาสาสมัครตามโครงการรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของสื่อมวลชน
.....

ถอดรหัสการตัดสินใจคน กทม. ผ่านบัตร ส.ก.
ที่มา บีบีซีไทย
(https://www.bbc.com/thai/articles/c36y8p0xn2go)

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. กับ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค แถลงยอมรับความพายแพ้ ช่วงค่ำ 28 มิ.ย. โดยเชื่อว่า "ทุกการพ่ายแพ้จะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้น กล้านำเสนอประเด็นที่ก้าวหน้ามากขึ้นต่อไป"

แม้เห็นว่าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ 2 ครั้งติดต่อกันของผู้ว่าฯ กทม. รายนี้ จะมีส่วนเปลี่ยนการเมืองภาพใหญ่ได้ แต่ ดร.สติธรชี้ว่า สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าชัชชาติมีฐานเสียงใน กทม. จริงหรือไม่ คือการที่ ส.ก. กลุ่มคนทำงานได้เข้าไปนั่งในสภา กทม. เกินครึ่งหนึ่ง แม้เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นพวกกัน แต่องคาพยพเครือข่ายต่าง ๆ มีแกนเดียวกันหมด

ดังนั้นการที่กลุ่มคนทำงานมีคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่ 11 เขต ซึ่งไม่ถึงครึ่งของสภา กทม. จึงยากจะอนุมานว่ากระแสนิยมของชัชชาติสร้างฐานเสียงใน กทม. ได้จริงหรือไม่ เหมือนกับครั้งที่แล้วที่คนก็รู้สึกว่าชัชชาติกับพรรคเพื่อไทยเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเพิ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. มาหมาด ๆ ในการเลือกตั้งปี 2562 พอมาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 คนเลือกชัชชาติแลนด์สไลด์ 1.38 ล้านเสียง แต่พอเลือกตั้ง สส.กทม. ปี 2566 คนเลือกเพื่อไทยแค่ 1 เขต แปลว่ามันไม่เชื่อมโยงกันเลย อย่างนี้เอาไปต่อยอดอะไรไม่ได้ ความฟีเวอร์ของชัชชาติไม่ได้เกี่ยวเลย เป็นเรื่องตัวชัชชาติล้วน ๆ

ผลการเลือกตั้ง ส.ก. เมื่อปี 2565 พรรค พท. เป็นแชมป์เก่า นำ ส.ก. เข้าสภาเล็กได้ 20 คน ตามด้วยพรรค ก.ก. 14 คน และพรรค ปชป. 10 คน

มารอบนี้ มีเพียง 2 พรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ก. ครบทุกเขตคือ พรรคสีส้มมีแนวโน้มได้ ส.ก. 22 ที่นั่ง พรรคสีฟ้าได้ 10 ที่นั่ง และกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 ที่นั่ง

ดร.สติธรถอดรหัสการตัดสินใจของคน กทม. เอาไว้ว่า
  • คน กทม. เลือก สส.กทม. พรรคส้มยกจังหวัด 33 เขต จึงเป็นเรื่องยากที่จะไม่กาส้มเลยทั้ง 2 บัตรในสนามท้องถิ่น กทม.
  • คน กทม. โหวตตามผลการปฏิบัติงาน ไม่มีความภักดีต่อพรรคการเมืองใด แต่ในอดีตบังเอิญมีแค่ 2 พรรคคือ พรรค พท. กับพรรค ปชป. จึงสวิงไปมาอยู่ใน 2 พรรคนี้
  • รูปแบบการเลือกของคน กทม. ไม่ใช่โหวตไปคานอำนาจเท่านั้น ใครเป็นรัฐบาล ฉันจะโหวตให้พรรคตรงข้าม มันแล้วแต่ครั้ง
"อย่างครั้งนี้ สส. โหวตให้ส้มแล้ว ส.ก. ก็โหวตให้ส้ม ฉันมีผู้ว่าฯ สีเขียวแล้ว ส.ก. ควรจะสีเดียวกัน แต่พอเจอคำว่าระบอบอากงเข้าไป คนอาจจะรู้สึกว่าเอาไปคานดีกว่า เดี๋ยวไปเกี๊ยะเซียะกัน แทนที่จะเลือกคนไปสนับสนุนให้ชัชชาติทำงานคล่อง ไอ้พวกนี้เดี๋ยวไปต่อรองกัน แต่ถ้าเอาส้ม เขาจะรู้สึกว่าส้มเป็นพวกมีเหตุมีผล ตรงไปตรงมา อะไรดี ก็จะช่วยชัชชาติ อะไรแย่ ก็จะตรวจสอบชัชชาติ" ดร.สติธรกล่าว

กับผู้สนับสนุนพรรคสีส้มที่แสดงความไม่พอใจต่อการแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม. มีผลต่อการตัดสินเลือกของคน กทม. หรือไม่ ดร.สติธรบอกว่า กรณีตั้ง ศ.ดร.สุรพล คนลงโทษ ดร.โจไปแล้ว ส่วน ส.ก. เป็นคนละหน้ากัน

"มันมี 2 บัตร บัตรหนึ่งได้ลงโทษพรรคที่เราชอบไปแล้ว อีกบัตร ฉันได้เลือกพรรคที่เราชอบ มันแฮปปี้ คนเรามันเลือก ไม่ได้เลือกเพื่อไปผิดหวังนะ โกรธพรรค ฉันก็ลงโทษพรรค อย่างตอนเลือกตั้ง สส. โกรธพรรคไหม โกรธ แต่สุดท้ายก็กลั้นใจเลือกส้มกันทุกคน เพราะกาหนูไม่ลง กาเพื่อไทยไม่ไหว" เขากล่าวทิ้งท้าย
.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

การเลือกตั้งกรุงเทพมหานครที่มี "บัตร 2 ใบ" แยกกันชัดเจนระหว่าง ผู้ว่าฯ กทม. และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นำไปสู่ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะพฤติกรรม "รักพี่เสียดายน้อง" หรือการโหวตแบบแยกฝั่ง (Split-ticket voting) ที่สะท้อนวิธีคิดและมิติเชิงพื้นที่ของคนกรุงได้อย่างลึกซึ้ง

สามารถถอดรหัสรสนิยมและการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ ผ่านบัตรเลือก ส.ก. ออกเป็น 4 มิติสำคัญ ดังนี้ครับ

1. การเมืองภาพใหญ่ VS ปัญหาปากซอย (Macro vs Micro Politics)

ขณะที่เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. มักจะผูกโยงกับอุดมการณ์ แบรนด์พรรคการเมือง หรือกระแสความนิยมในระดับชาติ (Macro) แต่สำหรับ บัตร ส.ก. คนกรุงเทพฯ มักให้ความสำคัญกับ "ความคุ้นเคยและการเข้าถึง" ในระดับพื้นที่ (Micro)

คนทำงานจริงในชุมชนได้เปรียบ: ส.ก. ที่ฝังตัวในพื้นที่ยาวนาน มีเครือข่ายหัวคะแนนที่เหนียวแน่น หรือช่วยเหลือชาวบ้านในยามวิกฤต (เช่น ช่วงน้ำท่วม หรือประสานงานสิทธิประโยชน์ต่างๆ) มักได้รับความไว้วางใจ โดยไม่เกี่ยงว่าจะสังกัดพรรคใดหรือลงอิสระ

การเลือกที่ตัวบุคคล: หลายครั้งที่ผู้สมัคร ส.ก. จากพรรคกระแสรอง หรือผู้สมัครอิสระ สามารถชนะในเขตนั้นๆ ได้ เพราะคนในพื้นที่รู้สึกว่า "พึ่งพาได้มากกว่า" พรรคใหญ่ที่เน้นแต่การโหมกระแสในโซเชียลมีเดีย

2. ยุทธศาสตร์ "คานอำนาจ" และการเลือกแบบไขว้ (Split-Ticket Voting)

คนกรุงเทพฯ มีพฤติกรรมการลงคะแนนที่ยืดหยุ่นและมีนัยเชิงยุทธศาสตร์สูงมาก (Strategic Voting) โดยเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องเลือก "ผู้ว่าฯ" และ "ส.ก." จากทีมเดียวกันเสมอไป

เลือกผู้ว่าฯ ที่ชอบ เลือก ส.ก. มาคานหรือช่วยงาน: สมมติว่าเลือกผู้ว่าฯ จากผู้สมัครอิสระ คนกรุงอาจเลือก ส.ก. จากพรรคที่มีระบบตรวจสอบเข้มข้นเพื่อไปทำหน้าที่ในสภา กทม. หรือในทางกลับกัน หากเลือกผู้ว่าฯ จากพรรคหนึ่ง ก็อาจเลือก ส.ก. อีกพรรคเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างความสมดุลในการบริหารงบประมาณ

ปรากฏการณ์นี้ทำให้พรรคการเมืองใหญ่ไม่สามารถกวาดเก้าอี้ ส.ก. ได้แบบเบ็ดเสร็จ (Landslide) เหมือนการเลือกตั้งใหญ่ระดับประเทศ

3. "กระแสพรรค" ปะทะ "ฐานเสียงท้องถิ่น"

ในการเลือกตั้ง ส.ก. เราจะเห็นการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่าง 2 แนวคิด:

สายกระแส/อุดมการณ์: กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือคนเมืองชั้นใน มักเลือก ส.ก. โดยอิงจาก "แบรนด์พรรค" เป็นหลัก เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองระดับชาติ และคาดหวังให้ทีม ส.ก. เข้าไปผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้างหรือการตรวจสอบที่โปร่งใส

สายบ้านใหญ่/เครือข่ายอุปถัมภ์: ในเขตชานเมืองหรือชุมชนหนาแน่น (เช่น ฝั่งธนบุรี หรือกรุงเทพฯ ตะวันออก) ส.ก. หน้าเดิมที่มีฐานเสียงครอบครัว หรืออดีตหัวคะแนนท้องถิ่นยังคงแข็งแกร่งมาก เพราะชาวบ้านยังมองหา "กลไกประชานิยมระดับท้องถิ่น" ที่จับต้องได้รวดเร็ว เช่น การลอกคลอง การซ่อมไฟกิ่ง หรือการจัดงานชุมชน

4. ภาพสะท้อนของ "พรรคเกิดใหม่" และ "ผู้สมัครอิสระ"

เทรนด์ที่น่าจับตาในระยะหลังคือ การเติบโตของผู้สมัครอิสระและการกระจายตัวของขั้วการเมือง คนกรุงเริ่มเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งของพรรคใหญ่ระดับชาติ และหันมาให้โอกาสผู้สมัคร ส.ก. กลุ่มอิสระมากขึ้น (สอดคล้องกับผลโพลหลายสำนักที่ชี้ว่า คนกรุงเกินครึ่งเปิดรับผู้สมัครที่ไม่สังกัดพรรค) เพราะเชื่อว่าจะสามารถทำงานประสานประโยชน์กับผู้ว่าฯ กทม. ทุกฝ่ายได้ราบรื่นกว่า ไม่ต้องติดหล่มเกมการเมืองขั้วตรงข้าม

สรุป: บัตรเลือก ส.ก. คือเครื่องมือที่คนกรุงเทพฯ ใช้บริหาร "ความจริงที่จับต้องได้" ในชีวิตประจำวัน พวกเขาอาจจะฝันถึงนโยบายระดับมหภาคผ่านใบเลือกผู้ว่าฯ แต่ในใบเลือก ส.ก. พวกเขาเลือกคนที่จะมาเดินลุยน้ำท่วมขังในซอยบ้าน หรือคนที่จะคอยส่งเสียงแทนพวกเขาในสภาเมืองนั่นเอง
.....



Thanapol Eawsakul
1 hour ago
·
จากสก. 50 คน
เป็นสก. หน้าเดิม 32 คน
แปลว่ามีสก. หน้าใหม่เพียงแค่ 
18 คนเท่านั้น

ขณะที่กลุ่มคนทำงานมีสก 11
คนแต่เป็นคนหน้าใหม่เพียง 1 คน
แปลว่าการโหนกระแสชัชชาติอย่างเดียวไม่ได้ผลต้องมีคะแนนจัดตั้งของตัวเองด้วย
และน่าจะสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนพรรคประชาชนแม้จะมีสก. เพิ่มขึ้นจากเดิม 14 เป็น 22 ที่นั่ง
แต่เป็นสก. หน้าใหม่ 16 คน
สก. เดิมของพรรคก้าวไกล 2565
เมื่อย้ายพรรค
สอบตกทุกคน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=27676799525293524&set=a.640340859366090




บูม ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ นักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ อาจารย์และพิธีกรรายการโทรทัศน์ เผยมุมมองผู้ใช้รถเมล์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง

https://x.com/ThaiPBS/status/2071223684027814247


Thai PBS
@ThaiPBS

คนขึ้นรถเมล์ = พลเมืองชั้น 2 เมื่อห้างดังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทุกคน

บูม ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ นักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ อาจารย์และพิธีกรรายการโทรทัศน์ เผยมุมมองผู้ใช้รถเมล์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง ซึ่งเห็นได้จากการออกแบบเส้นทางเดินรถที่เหมือนมีไว้เพียงเพื่อให้มี แต่ไม่ได้เน้นประสิทธิภาพในการให้บริการ หรือ การเข้าถึงพื้นที่เชิงพาณิชย์ในเขตเมือง ซึ่งผู้ใช้รถเมล์ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงอาคาร เมื่อเทียบกับผู้ใช้รถไฟฟ้าหรือรถยนต์ส่วนบุคคล

🗳️ ชวนพูดคุย รีวิวกรุงเทพมหานครกับนักวิชากร พิธีกร และอินฟลูเอนเซอร์มากประสบการณ์กับ #BangkokUnboxed : ปิดหีบเลือกตั้ง ฟังเสียงคนกรุง พร้อมเกาะติดผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา
.....

ประเด็นที่ บูม-ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ (นักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง) และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ได้ออกมาสะท้อนนั้น ถือเป็นกระจกบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นปัญหาโครงสร้างระบบขนส่งสาธารณะไทย โดยเฉพาะคำนิยามที่ว่า "คนใช้รถเมล์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง" ซึ่งสามารถสรุปมุมมองและมิติวิเคราะห์ได้ดังนี้ครับ

1. มุมมองจาก อ.ยิ่งศักดิ์: ประสบการณ์ตรงและเสียงสะท้อนจากผู้ใช้จริง

อ.ยิ่งศักดิ์ มักจะหยิบยกเรื่องราวใกล้ตัวและประสบการณ์ตรงมาเล่าด้วยสไตล์ที่ตรงไปตรงมา โดยชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในชีวิตประจำวัน เช่น:

ความยากลำบากในการเข้าถึง: สภาพรถเมล์ที่เก่า ไร้แอร์ หรือระบบความปลอดภัยต่ำในบางสาย

การรอคอยที่ไร้จุดหมาย: ตารางเวลาที่ไม่แน่นอน ป้ายรถเมล์ที่ไม่กันแดดกันฝน ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนระบบไม่ได้ออกแบบมาเพื่อดูแลมนุษย์อย่างมีศักดิ์ศรี

การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่: ในบางครั้ง พฤติกรรมการขับขี่หรือการให้บริการของพนักงาน (แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด) ก็ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกว่าตนเองกำลัง "ขออาศัย" มากกว่าการเป็น "ผู้รับบริการ" ที่จ่ายเงินซื้อตั๋ว

2. มุมมองจาก บูม ธาวิต: มิติด้านโครงสร้างและนโยบายการขนส่ง

ในฐานะนักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ ได้วิเคราะห์ลึกลงไปถึง "ต้นตอ" ของปัญหาที่หล่อหลอมให้เกิดภาวะพลเมืองชั้นสอง ดังนี้:

งบประมาณและการให้ความสำคัญ (Priority): รัฐมักทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างถนนสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ แต่กลับละเลยการอุดหนุน (Subsidy) และพัฒนาโครงข่ายรถเมล์ ทั้งที่รถเมล์เป็นระบบขนส่งที่เข้าถึงคนได้ทุกระดับและประหยัดที่สุด

สิทธิบนท้องถนนที่สูญหาย: รถเมล์ 1 คัน ขนคนได้ 40-80 คน แต่ต้องมาติดแหง็กอยู่บนถนนร่วมกับรถยนต์ส่วนบุคคลที่นั่งมาเพียง 1-2 คน โดยไม่มีช่องทางพิเศษ (Bus Lane) ที่ใช้งานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ: การที่ระบบขนส่งสาธารณะขั้นพื้นฐานมีคุณภาพต่ำ บีบบังคับให้คนที่มีกำลังทรัพย์ต้องหนีไปซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล (เพิ่มหนี้สิน) หรือขึ้นรถไฟฟ้าที่ค่าโดยสารสูงเกินค่าแรงขั้นต่ำ ส่วนคนที่ไม่มีทางเลือกก็ต้องทนใช้รถเมล์ที่ไม่ได้มาตรฐานต่อไป

3. ทำไมถึงเรียกว่า "พลเมืองชั้นสอง"?

คำว่า "พลเมืองชั้นสอง" ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงสถานะทางกฎหมาย แต่หมายถึง "การถูกลดทอนสิทธิและความสะดวกสบายที่ควรได้รับจากสวัสดิการรัฐ"

| มิติการเปรียบเทียบ |

รถยนต์ส่วนบุคคล / รถไฟฟ้าราคาสูง
ความสะดวกสบาย | แอร์เย็น, กำหนดเวลาได้ค่อนข้างแน่นอน

รถเมล์สาธารณะ
ร้อน, ฝุ่น PM2.5, ควันพิษ, คุมเวลาไม่ได้
..

รถยนต์ส่วนบุคคล / รถไฟฟ้าราคาสูง
ความปลอดภัย
มีโครงสร้างป้องกัน, สถานีรถไฟฟ้ามี รปภ. และกล้อง

รถเมล์สาธารณะ
ความปลอดภัย
ป้ายรถเมล์เปลี่ยว, เสี่ยงอุบัติเหตุจากการก้าวขึ้น-ลงรถ
..

การมองเห็นจากภาครัฐ
รถยนต์ส่วนบุคคล / รถไฟฟ้าราคาสูง
ได้รับการจัดสรรพื้นที่ถนนและโครงสร้างพื้นฐานก่อน

รถเมล์สาธารณะ
มักถูกมองว่าเป็นตัวการทำให้รถติด หรือเป็นทางเลือกสุดท้าย

บทสรุป สิ่งที่ทั้งสองท่านพยายามสื่อสาร ไม่ใช่เพียงแค่การตัดพ้อหรือวิจารณ์เพื่อความสนุก แต่เป็นการเรียกร้อง "ความเท่าเทียมในสิทธิการเคลื่อนที่ (Mobility Rights)" เพราะระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ไม่ใช่ระบบที่ทำให้คนจนมีเงินไปซื้อรถยนต์ แต่เป็นระบบที่ทำให้ "คนรวยและคนทุกชนชั้นหันมานั่งรถเมล์ร่วมกันได้อย่างภาคภูมิใจ"







 

ส่วยหัวคิวแรงงานต่างด้าวในศูนย์ CI เมียนมา รัฐไม่เก็บ แล้วใครเก็บ? กระทรวง และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าไง ?!?


THE STANDARD

Yesterday
·
ส่วยหัวคิวแรงงานต่างด้าวในศูนย์ CI เมียนมา รัฐไม่เก็บ แล้วใครเก็บ?

รับชมรายการได้เลยที่: https://youtu.be/aJXj6iKRptE

ถ้าเราจองคิวทำอะไรสักอย่างตามระบบ จ่ายเงินตามที่รัฐกำหนด มีเอกสารครบทุกอย่าง เราก็ควรจะได้รับบริการตามสิทธิ แต่สำหรับศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมา (ศูนย์ CI) อาจไม่เป็นอย่างนั้น

ตอนนี้มีข้อร้องเรียนว่า นายจ้างไทยถูก ‘แก๊งนายหน้า’ บังคับจ่ายเงินเพิ่มแบบไม่มีใบเสร็จอีก 1,000-3,000 บาท ต่อแรงงานหนึ่งคน ถึงจะเข้าสู่กระบวนการในศูนย์ CI ได้ และถ้าไม่ยอมจ่ายเพิ่ม แรงงานเหล่านี้ก็จะไม่มีวันได้เข้าสู่กระบวนการ แม้ว่าจองคิวผ่านระบบและจ่ายค่าธรรมเนียมตามประกาศอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม

ด้วยสภาวะจำยอม นายจ้างไทยจำนวนมากต้องยอมจ่ายค่าคิวผีที่ว่านี้โดยไม่รู้ว่ากลุ่มรีดไถเป็นใคร เข้าไปเก็บส่วยอยู่ในศูนย์ CI ด้วยสถานะใด แล้วทำไมรัฐไทยถึงปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสมือนว่าเป็นเรื่องปกติ

เมื่อมีข้อร้องเรียน ทีมข่าวรายการ KEY MESSAGES จึงแฝงตัวลงพื้นที่เพื่อให้เห็นสถานการณ์จริง และสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็เป็นไปตามที่นายจ้างไทยเล่า เพราะมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มแบบไม่มีใบเสร็จในศูนย์ CI จริงๆ

คำอธิบายที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มักเป็นคำตอบเดียวกัน คือศูนย์ CI เป็นการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมา รัฐบาลไทยไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่าย และไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องการเรียกเก็บเงินเพิ่ม

ตัวเลข 1,000- 3,000 พันบาทต่อคน อาจดูไม่มากนักเมื่อเราพาแรงงานไปลงทะเบียนเพียงครั้งเดียว แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ว่ามีแรงงานเข้าสู่กระบวนการ 1 ล้านคน ถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเฉลี่ยคนละ 1,300 บาท เงินที่หมุนเวียนอยู่นอกระบบก็จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท และถ้ามีแรงงานเข้าสู่กระบวนมากกว่านั้น ตัวเลขดังกล่าวก็อาจสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

แล้วเงินเหล่าไปอยู่ไหน และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเรื่องนี้ สำรวจระบบพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติ คิวผี ส่วยรีดไถ ที่คนไทยได้รับผลกระทบมากกว่าที่คิด ไปพร้อมกันได้ในรายการ KEY MESSAGES ตอนส่วยหัวคิวแรงงานต่างด้าวในศูนย์ CI เมียนมา รัฐไม่เก็บ แล้วใครเก็บ?

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1377012967891376&set=a.586524703606877



ส่วยหัวคิวแรงงานต่างด้าวในศูนย์ CI เมียนมา รัฐไม่เก็บ แล้วใครเก็บ? | KEY MESSAGES #268

The Standard

Jun 27, 2026 

ถ้าเราจองคิวทำอะไรสักอย่างตามระบบ จ่ายเงินตามที่รัฐกำหนด มีเอกสารครบทุกอย่าง เราก็ควรจะได้รับบริการตามสิทธิ แต่สำหรับศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมา (ศูนย์ CI) อาจไม่เป็นอย่างนั้น

ตอนนี้มีข้อร้องเรียนว่า นายจ้างไทยถูก ‘แก๊งนายหน้า’ บังคับจ่ายเงินเพิ่มแบบไม่มีใบเสร็จอีก 1,000-3,000 บาท ต่อแรงงานหนึ่งคน ถึงจะเข้าสู่กระบวนการในศูนย์ CI ได้ และถ้าไม่ยอมจ่ายเพิ่ม แรงงานเหล่านี้ก็จะไม่มีวันได้เข้าสู่กระบวนการ แม้ว่าจองคิวผ่านระบบและจ่ายค่าธรรมเนียมตามประกาศอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม

ด้วยสภาวะจำยอม นายจ้างไทยจำนวนมากต้องยอมจ่ายค่าคิวผีที่ว่านี้โดยไม่รู้ว่ากลุ่มรีดไถเป็นใคร เข้าไปเก็บส่วยอยู่ในศูนย์ CI ด้วยสถานะใด แล้วทำไมรัฐไทยถึงปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเสมือนว่าเป็นเรื่องปกติ

เมื่อมีข้อร้องเรียน ทีมข่าวรายการ KEY MESSAGES จึงแฝงตัวลงพื้นที่เพื่อให้เห็นสถานการณ์จริง และสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็เป็นไปตามที่นายจ้างไทยเล่า เพราะมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มแบบไม่มีใบเสร็จในศูนย์ CI จริงๆ

คำอธิบายที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มักเป็นคำตอบเดียวกัน คือศูนย์ CI เป็นการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมา รัฐบาลไทยไม่มีอำนาจเข้าไปก้าวก่าย และไม่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องการเรียกเก็บเงินเพิ่ม

ตัวเลข 1,000- 3,000 พันบาทต่อคน อาจดูไม่มากนักเมื่อเราพาแรงงานไปลงทะเบียนเพียงครั้งเดียว แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ว่ามีแรงงานเข้าสู่กระบวนการ 1 ล้านคน ถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเฉลี่ยคนละ 1,300 บาท เงินที่หมุนเวียนอยู่นอกระบบก็จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท และถ้ามีแรงงานเข้าสู่กระบวนมากกว่านั้น ตัวเลขดังกล่าวก็อาจสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

แล้วเงินเหล่าไปอยู่ไหน และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเรื่องนี้ สำรวจระบบพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติ คิวผี ส่วยรีดไถ ที่คนไทยได้รับผลกระทบมากกว่าที่คิด ไปพร้อมกันได้ในรายการ KEY MESSAGES ตอนส่วยหัวคิวแรงงานต่างด้าวในศูนย์ CI เมียนมา รัฐไม่เก็บ แล้วใครเก็บ?

เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์ 
ตัดต่อ: ศุภอาฒย์ มั่นสิงห์

00:00 คิวผี ส่วยรีดไถ ต้นทุนที่ไม่มีในระเบียบ
08:44 รัฐปล่อยให้เกิดเรื่องนี้ได้อย่างไร?
13:53 ไทยเคยมีระบบที่ดีกว่านี้?


https://www.youtube.com/watch?v=aJXj6iKRptE





HANDse : โกงสอบข้าราชการท้องถิ่น คือ ข้อมูลสำคัญที่ควรนำมาใช้ “ออกแบบระบบที่โกงยาก”


สุภอรรถ โบสุวรรณ

HANDse : โกงสอบข้าราชการท้องถิ่น คือ ข้อมูลสำคัญที่ควรนำมาใช้ “ออกแบบระบบที่โกงยาก”

28 มิ.ย. 2569
ผู้จัดการออนไลน์

รายงานพิเศษ

ถาม : ในฐานะที่คุณทำงานต่อต้านทุจริต คุณมองเห็นอะไรจากการเปิดเผยขบวนการโกงสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น

ตอบ : “เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ... เมื่อคนตัวเล็ก ๆ หลายคนไม่เพิกเฉย และทำหน้าที่ที่ตัวเองควรทำ เราก็ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบรุนแรงได้”

สุภอรรถ โบสุวรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม - HANDse ... ทำงานผลักดันให้รัฐจัดทำระบบเปิดเผย 25 ชุดข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมตรวจสอบหน่วยงานรัฐได้

“คนที่ 1 .... เรื่องนี้เกิดขึ้นจาก คนที่เขาเข้าสอบข้าราชการท้องถิ่น เขาตั้งใจอ่านหนังสือ ตั้งใจสอบ แต่ประกาศผลออกมาแล้วได้ 0 คะแนน เขาก็เลยไปขอให้เปิดเผยกระดาษคำตอบ ... ซึ่งมันเปิดเผยเลยไม่ได้ เพราะมันดันมีทั้งคนที่ได้คะแนนมากกว่าที่ทำได้จริง และมีทั้งคนที่ไม่ได้คะแนนเลย เพราะถูกอ้างว่าฝนรหัสประจำตัวผิด”

“คนที่ 2 ... พอถูกเรียกร้องให้ต้องเปิดเผยผลคะแนนเทียบกับกระดาษคำตอบ มันก็เลยต้องจัดคนไปแก้ผลในระบบ ... แล้วคนที่เขาอยู่บริเวณสถานที่ที่ใช้แก้ผลสอบ เขาก็สงสัยว่า ทำไมมีคนส่ชุดข้าราชการมารวมตัวกันที่ตึกหลังนี้ทุกวันเลย เขาก็ทำหน้าที่ของเขา คือ ไปแจ้งเจ้าหน้าที่”

“คนที่ 3 ... เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ป.ป.ช. เมื่อได้รับแจ้งพบความผิดปกติ ก็รีบจัดทีมไปสืบ ไปเฝ้าดู ไม่ประวิงเวลา และเข้าจับกุมได้พร้อมหลักฐานที่ชัดเจนมากในที่สุด”

“ผมอยากให้เห็นว่า การเปิดโปงขบวนการที่อาจทำให้ต้องมีข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นถึง 3 พันคน ต้องหลุดออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก มันเกิดจากคนตัวเล็กตัวน้อยทั้งนั้นเลย ตั้งแต่ผู้ได้รับผลกระทบจากการสอบที่เขาไม่ยอมปล่อยให้มันผ่านไป คนที่เห็นการรวมตัวกันของข้าราชการแบบผิดปกติ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานอย่างรวดเร็ว คือ ปัจจัยของความสำเร็จมันครบ ซึ่งมันเกิดจากความกล้าหาญและการไม่ยึดติดกับกระบวนการขั้นตอนบางอย่างมากเกินไป”

ผู้ก่อตั้ง HANDse สุภอรรถ โบสุวรรณ บอกว่า การลุกขึ้นมาทำความจริงให้ปรากฎของคนไม่กี่คนที่อาจจทำให้มีข้าราชการที่เข้าสู่ตำแหน่งโดยมิชอบต้องออกจากราชการถึงประมาณ 3000 คน ควรจะถือเป็นตัวอย่างความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เพราะการเปิดโปงขบวนการทุจริตสอบข้าการครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการใช้ระบบอุปถัมภ์ เงิน และเส้นสายในการคัดเลือกคนเข้าสู่องค์กรต่าง ๆ ที่มีมานานแล้ว ไม่ใช่แค่ข้าราชการท้องถิ่น แต่ยังรวมถึงวิชาชีพอื่น ๆ และอาจย้อนกลับไปตั้งแต่ระบบการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีความต้องการเข้าเรียนสูง

“มันมีความเป็นไปได้ว่า ในกระบวนการสอบคัดเลือกทั้งหลาย มันก็มีอย่างนี้มาตั้งนานแล้วแหละครับ ไม่อย่างนั้นเขาจะรู้วิธีการทำกันอย่างเชี่ยวชาญได้ยังไง ... เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ก็หวังว่า ต่อไป ไม่ว่าจะสอบคัดเลือกคนมาทำวิชาชีพอะไร หรือแม้แต่จะคัดเด็กเข้าโรงเรียน เราก็จะรู้แล้วว่า เราสามารถตรวจสอบได้”

“ที่สำคัญ คือ เมื่อเราเห็นแล้วว่า การสอบครั้งนี้มันมีช่องโหว่ให้เกิดการโกงได้อย่างไร เช่น เอาไฟล์ผลสอบและกระดาษคำตอบออกมาแก้ได้ ... ไปเปลี่ยนให้กระดาษคำตอบของคนที่เขาสอบผ่านมีผลเป็น 0 คะแนนก็ได้ ...มาแก้ผลคะแนนย้อนหลังก็ยังได้ เมื่อเราเห็นแล้วว่า เขาโกงกันด้วยการใช้วิธี “แก้ผล” จากไฟล์ ... เราก็ออกแบบให้ระบบใหม่ เลิกใช้การติดตามตรวจสอบผลคะแนนหรือกระดาษคำตอบด้วย “ตัวบุคคล” หรือ “อุปกรณ์ที่แก้ไขได้” และสามารถเปลี่ยนไปใช้ระบบข้อมูลเปิดที่ทุกคนสามารถเห็นคะแนนดิบได้ และควรใช้ระบบที่จะแสดงผลขึ้นเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องหลายกลุ่มทันทีหากมีคนพยายามเข้าไปเปลี่ยนแปลงผลข้อมูลในระบบนั้น” สุภอรรถ เพิ่มข้อเสนอ ให้หน่วยงานใดก็ตามที่จะจัดการสอบ ควรนำบทเรียนจากการทุจริตครั้งมาใช้ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้ระบบติดตามการแก้ไขข้อมูล

ผู้ก่อตั้ง HANDse ยังให้มุมมองเพิ่มเติมด้วยว่า นอกจากเป็นการแสวงหาประโยชน์เรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบแล้ว ขบวนการรับข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นเข้าทำงานด้วยการเริ่มต้นจากการชักจูงใจให้ผู้สมัครสอบต้องเลือกใช้วิธีการทุจริต ยังสะท้อนให้เห็นถึงระบบการทำงานที่ต้องการคัดเลือกคนที่เข้าไปเพื่อทำงานตอบสนองกับระบบที่ขับเคลื่อนด้วยความไม่ถูกต้องอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้คนที่เข้ามาอย่างไม่ถูกต้องไปทำงาน เจ้าหน้าที่หน้าใหม่เหล่านี้ ก็ไม่มีทางเลี่ยงที่จะต้องยอมทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามน้ำต่อไป

“คุณอย่าคิดว่าจ่ายตรงนี้แล้วจบนะ เมื่อคุณเข้าไปแล้ว คุณจะโดนอำนาจบางอย่างกดดันให้คุณหาเงินไปให้จ่ายเขาอยู่ดี ดังนั้น ตลอดการทำงานของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติ การอนุญาต หรือการบังคับใช้กฎหมาย คุณก็จะถูกบีบบังคับให้ทำเรื่องทุจริตซ้ำไปอีกเรื่อย ๆ ... โดยคนที่ได้เงินจำนวนมากจริง ๆ คือ คนที่ข้างบนสุดของระบบ”

จากมุมมองของคนที่ทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันมาหลายปี สุภอรรถ ชวนให้สังคมไทยเปลี่ยนมุมมองต่อคนที่พยายามจ่ายเงินเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง โดยขอให้อย่าเพิ่งตัดสินว่าคนเหล่านี้เป็นคนร้าย แต่อยากให้มองว่า “ระบบ” หรือ “โครงสร้าง” ที่ทำให้เกิดปัญหานี้เป็นอย่างไรมากกว่า จึงจะทางแก้ไขทั้งระบบได้

“คนที่ยอมจ่ายเงิน เราต้องแยกเป็น 2 กลุ่มนะครับ กลุ่มแรก อาจจะเป็นกลุ่มที่ไม่คิดจะใช้ความสามารถเลย จ่ายเงินซื้อตำแหน่งเลย ไม่อ่านหนังสือเลย ... แต่ผมเชื่อว่า มีคนกลุ่มที่ 2 จำนวนมากที่ยอมจ่ายเงิน ทั้งที่เขาพยายามแล้ว อ่านหนังสือสอบแล้ว ตั้งใจแล้ว แต่เขาต้องจ่ายเพราะเขาไม่มีความมั่นใจว่าการใช้ความสามารถเพียงอย่างเดียวจะมีค่ามากพอที่จะไปสู้กับระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้สิทธิคนโกงก่อนได้หรือเปล่า คนกลุ่มนี้หากพอมีเงิน จึงต้องเลือกจ่ายเงินเพื่อซื้อความมั่นใจว่า ถ้าเขาทำข้อสอบได้ เขาจะไม่ถูกคัดออกเพื่อเอาสิทธิไปให้คนอื่นแทน”

“เหมือนตอนเด็ก พ่อแม่อยากให้เข้าโรงเรียนดัง ก็ยอมจ่ายเพื่อซื้อความมั่นใจ ... ลูกโตมา ... พ่อแม่อยากให้เป็นข้าราชการ ... ลูกก็ยอมจ่ายไปก่อน เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ ... ก็สู้คนที่เขาจ่ายไปแล้วไม่ได้ ถูกมั้ยครับ”

สุภอรรถ พยายามชี้ให้เห็นว่า ระบบการคัดเลือกแบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีช่องทางการโกงได้ง่าย และคนที่เลือกใช้วิธีการโกงจะเป็นคนที่มีโอกาสได้รับความสำเร็จมากกว่าคนที่ต่อสู้ด้วยความสามารถล้วน ๆ ... ดังนั้น เมื่อถึงวันหนึ่ง คนที่พยายามใช้ความสามารถ ก็ต้องหันมาใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน เพราะต้องการเพิ่มโอกาสได้รับความสำเร็จ

การที่รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ จึงทำไม่ได้เพียงแค่การจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษขั้นร้ายแรง แต่ยังต้องจัดเวทีระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เพื่อหาทางออกว่า จะออกแบบระบบการคัดเลือกคนเข้าสู่งานราชการอย่างไร

“ระบบที่คนโกง จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องถูกคัดออก”


https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000061960




การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนโดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งขั้นรุนแรง ซึ่งคุกคามโดยตรงต่อกรอบข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่เปราะบางภายใต้บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด





https://x.com/Reuters/status/2071287512065347620
.....

รายละเอียดสำคัญของสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและผลกระทบที่ตามมาในทันที มีดังนี้:

เป้าหมายและความเสียหาย: IRGC อ้างว่าได้โจมตีฐานทัพหลักของสหรัฐฯ 8 แห่ง โดยระบุชื่อฐานทัพอากาศ Ali Al Salem ในคูเวต และฐานทัพเรือของกองเรือที่ 5 (Fifth Fleet) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ท่าเรือ Salman ในบาห์เรนอย่างชัดเจน

คูเวต: กองทัพคูเวตยืนยันว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นภัยคุกคามที่เข้ามาได้สำเร็จ ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธนำวิถี (ballistic missiles) 2 ลูกและโดรนจำนวนมาก โดยรายงานว่าไม่มีผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายต่อฐานทัพของสหรัฐฯ หรือคูเวตในทันที

บาห์เรน: แม้จะมีการเปิดสัญญาณเตือนภัยทางอากาศทั่วประเทศ แต่การโจมตีด้วยโดรนหรือขีปนาวุธของอิหร่านได้สร้างความเสียหายแก่อาคารที่พักอาศัยสูง 8 ชั้นในจังหวัด Muharraq ใกล้กับสนามบินนานาชาติ ส่งผลให้หน้าต่างแตกกระจายและชั้นบนสุดของอาคารพังเสียหาย ทั้งนี้ ไม่มีการรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บ และทางการระบุว่าจุดที่ถูกโจมตีอยู่ห่างจากกองบัญชาการกองเรือที่ 5

ชนวนเหตุแห่งความล้มเหลวของข้อตกลง: การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างแม่นยำของสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินการโดยเครื่องบินขับไล่ของกองทัพเรือและกองทัพอากาศในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน 10 แห่ง ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเฝ้าระวัง ระบบสื่อสาร ระบบป้องกันภัยทางอากาศ คลังเก็บโดรน และขีดความสามารถในการวางทุ่นระเบิด หลังจากกล่าวหาว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการใช้โดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน Kiku ซึ่งชักธงปานามา ในช่องแคบฮอร์มุซ

ข้อพิพาทเรื่องจุดยุทธศาสตร์สำคัญ: เบื้องหลังการปะทะกันด้วยอาวุธในครั้งนี้ คือข้อพิพาทพื้นฐานเกี่ยวกับการกำกับดูแลช่องแคบฮอร์มุซ ในช่วงไม่กี่วันก่อนเกิดการโจมตี กลุ่มความร่วมมือทางทะเลนานาชาติที่นำโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนขยายเส้นทางเดินเรือทางเลือกใกล้กับโอมาน เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่การสัญจรเข้าและออกของเรือ อิหร่านได้คัดค้านเรื่องนี้อย่างรุนแรง โดยนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เตือนว่าการจัดเส้นทางเดินเรือทางเลือกใดๆ ที่หลีกเลี่ยงการกำกับดูแลของอิหร่านถือเป็นการยั่วยุโดยตรง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดในภูมิภาคและทำให้การเปิดช่องแคบอย่างเป็นทางการต้องล่าช้าออกไป

ผลกระทบทางการทูตและถ้อยแถลงตอบโต้: อนาคตของกรอบข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 60 วันกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างหนัก กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) แถลงอย่างเป็นทางการว่าปฏิบัติการล่าสุดของสหรัฐฯ ละเมิดข้อ 1 ของบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด และเตือนว่าการกระทำที่ดำเนินต่อไปจะทำให้กระบวนการทางการทูตทั้งหมด "หยุดชะงักโดยสิ้นเชิง" ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลับปกป้องการโจมตีตอบโต้บนโซเชียลมีเดีย โดยกล่าวหาเตหะรานว่าละเมิดข้อตกลงสันติภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเตือนว่าการยกระดับความขัดแย้งต่อไปจะผลักดันให้สหรัฐฯ "ดำเนินการทางทหารเพื่อปิดฉากภารกิจ" พันธมิตรในภูมิภาค รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และจอร์แดน ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศ ได้ประณามการโจมตีของอิหร่านอย่างรุนแรงว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของรัฐอย่างร้ายแรง ซึ่งเสี่ยงต่อการทำลายช่องทางการทูตที่ได้มาอย่างยากลำบากโดยสิ้นเชิง




จอห์น เคซิก อดีตผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ โพสต์ X เรียกร้องให้ รัฐสภาสหรัฐ ออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อขยายเวลาการคุ้มครอง ครอบครัวชาวเฮติและชาวซีเรียต่อไป จากการที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาตให้รัฐบาลทรัมป์ยุติสถานะการคุ้มครองชั่วคราวได้ คำตัดสินนี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงผู้ได้รับความคุ้มครอง TPS จากกว่า 12 ประเทศ (1.3 ล้านคน)







https://x.com/JohnKasich/status/2071217794612351127
.....

ข้อความทางเอ็กซ์ (X) ของ จอห์น เคซิก (John Kasich) อดีตผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ กล่าวถึงคำพิพากษาครั้งสำคัญของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดี Mullin v. Doe ซึ่งมีมติ 6 ต่อ 3 เสียง อนุญาตให้รัฐบาลดำเนินมาตรการยุติสถานะการคุ้มครองชั่วคราว (TPS) สำหรับผู้ลี้ภัยชาวเฮติและชาวซีเรียต่อไปได้

คำตัดสินนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและทันทีต่อชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะใน เมืองสปริงฟิลด์ รัฐโอไฮโอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคซิกเน้นย้ำเป็นพิเศษด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้:

🏛️ สรุปคำตัดสินของศาลสูงสุด

ศาลสูงสุดวินิจฉัยว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) มีอำนาจเด็ดขาดในฝ่ายบริหารที่จะพิจารณาขยายเวลาหรือยุติโครงการ TPS และกฎหมายลิดรอนอำนาจของศาลยุติธรรมในการเข้ามาตรวจสอบหรือสั่งระงับการตัดสินใจดังกล่าว คำสั่งนี้ส่งผลให้มาตรการคุ้มครองทางกฎหมายของผู้ถือสัญชาติเฮติราว 350,000 คน และชาวซีเรียอีกหลายพันคนสิ้นสุดลง และเสี่ยงต่อการถูกส่งกลับประเทศ

📍 ทำไม "สปริงฟิลด์, โอไฮโอ" ถึงเป็นจุดวิกฤต?

เมืองสปริงฟิลด์กลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของประเด็นนี้เนื่องจากปัจจัยในพื้นที่:

จำนวนประชากรที่หนาแน่น: คาดการณ์ว่ามีชาวเฮติเข้ามาอาศัยและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วยสิทธิ์ TPS ในเมืองสปริงฟิลด์ราว 12,000 ถึง 15,000 คน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ผู้นำท้องถิ่นและผู้ประกอบการในโอไฮโอระบุว่า แรงงานชาวเฮติกลุ่มนี้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการผลิตและอุตสาหกรรมในท้องถิ่นที่เคยขาดแคลนแรงงาน การยุติสิทธิ์จะทำให้เมืองสูญเสียแรงงานสำคัญไปทันที

สถานการณ์พลิกผัน: เมื่อสถานะ TPS สิ้นสุดลง คนกลุ่มนี้จะสูญเสียใบอนุญาตทำงาน (Work Authorization) และสิทธิ์การอยู่อาศัยอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเลิกจ้างจำนวนมากและการพรากจากกันของสมาชิกในครอบครัว

📜 ข้อเรียกร้องของเคซิกถึงสภาคองเกรส

เนื่องจากโครงการ TPS เป็นกฎหมายที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ (สภาคองเกรส) มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 เคซิกจึงชี้ว่า สภาคองเกรสเป็นหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจสูงสุดในเวลานี้ ที่จะสามารถออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อขยายเวลาการคุ้มครอง ปกป้องครอบครัวเหล่านี้จากการถูกส่งกลับไปยังประเทศเฮติซึ่งยังคงเผชิญกับภาวะจลาจลและความไม่สงบภายในประเทศอย่างรุนแรง

จากข้อมูลและบันทึกคดี Mullin v. Doe ที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2026 จำนวนผู้ลี้ภัยและแรงงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยกเลิกสถานะการคุ้มครองชั่วคราว (TPS) มีรายละเอียดดังนี้ครับ

ชาวเฮติ (Haiti): มีจำนวนประมาณ 350,000 คน (ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับสิทธิ์นี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2010 และวิกฤตความรุนแรงทางการเมืองกับกลุ่มอันธพาลในช่วงปี 2021)

ชาวซีเรีย (Syria): มีจำนวนประมาณ 6,000 คน (ที่ลี้ภัยจากภัยสงครามกลางเมืองในประเทศ)

⚠️ ผลกระทบในภาพรวม

คำตัดสินในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อผู้ถือสิทธิ์ชาวเฮติและซีเรียรวมกว่า 356,000 คนเท่านั้น แต่ยังสร้างความกังวลอย่างมากต่อผู้ลี้ภัยจากประเทศอื่น ๆ เนื่องจากคำสั่งนี้เป็นการรับรองอำนาจเด็ดขาดของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ในการยกเลิกโครงการ TPS

นักวิเคราะห์ระบุว่า คำตัดสินนี้อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงผู้ได้รับความคุ้มครอง TPS จากประเทศอื่น ๆ (เช่น เวเนซุเอลา เอลซัลวาดอร์ ยูเครน และเมียนมา) ซึ่งมีจำนวนรวมกันทั้งหมดเกือบ 1.3 ล้านคน ทั่วสหรัฐฯ ในปัจจุบัน









เกิดความตื่นตระหนกไปทั่วชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ หลังจากศาลสูงสุดอนุญาตให้รัฐบาลของทรัมป์เพิกถอนสถานะคุ้มครองด้านมนุษยธรรมของชาวเฮติและชาวซีเรีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้อพยพจำนวนถึง 1.3 ล้านคนจากกว่า 12 ประเทศ







ศาลฎีกาในปัจจุบัน นำโดยประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์ เป็นหนึ่งในศาลฎีกาที่อนุรักษ์นิยมที่สุดของอเมริกาในรอบศตวรรษ ศาลนี้ได้จำกัดหรือล้มล้างคำตัดสินก่อนหน้าหลายคดีที่ดำรงอยู่มานาน ศาลฎีกาชุดสุดท้ายที่มีอิทธิพลมากขนาดนี้ แท้จริงแล้วเป็นศาลฎีกาที่มีแนวคิดเสรีนิยม นำโดยประธานศาลฎีกา เอิร์ล วอร์เรน ซึ่งมองบทบาทของศาลฎีกาในชีวิตชาวอเมริกันแตกต่างจากประธานศาลฎีกาคนอื่นๆ



ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ตัวการที่ร่วมทำนี้จะมีกี่ระดับ จะมีฝ่ายไหนเอี่ยวบ้าง มาฟังการวิเคราะห์แบบเต็ม ๆ ใน #คุยให้คิด #ThaiPBS









https://x.com/ThaiPBS/status/2071219852048777504


"ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น" วิบากกรรมกระทรวงมหาดไทย ! | คุยให้คิด | 26 มิ.ย. 69

Thai PBS

Streamed live on Jun 26, 2026 

..."ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น" จะเจอตอไหม ? การสอบครั้งนี้ ควรทำอย่างไรต่อ ? ท่าทีของนายกฯ ต่อกรณีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นเชื่อมโยงถึง "ปลัด - รมช." แล้วนายกฯ ควรจัดการเรื่องทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นอย่างไร ? การพิจารณางบประมาณปี 70 มีอะไรน่ากังวลหรือไม่ ? ด้าน เอกนิติ เปรย "ภายใน 12 ปี ไทยจะต้องเป็นประเทศที่มีรายได้สูง" !

https://www.youtube.com/watch?v=xZkOZG7cTaM




41 ปีที่แล้ว คาร์ล เซแกน นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ ได้ไปให้การวุฒิสภาสหรัฐฯ เรื่องเรือนกระจก ที่ทำให้โลกร้อน เขาอธิบายได้ดีเข้าใจง่าย ท้ายสุด เขาทิ้งท้ายเรียกร้องให้มนุษย์มองโลกแบบไม่มีพรมแดน เพราะชั้นบรรยากาศผสมผสานกันเป็นเนื้อเดียว แก๊สที่ปล่อยจากประเทศหนึ่งย่อมส่งผลต่ออีกประเทศหนึ่ง






https://x.com/Saganismm/status/2071198504584925405
.....

เมื่อเดือนธันวาคม ปี 1985 (ซึ่งก็คือราวๆ 41 ปีก่อน) คาร์ล เซแกน (Carl Sagan) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ได้รับเชิญให้ไปให้การต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect)

สิ่งที่ทำให้การอธิบายของเซแกนในวันนั้นถูกยกย่องว่า "งดงามและชัดเจน" คือความสามารถในการย่อยเรื่องฟิสิกส์ชั้นบรรยากาศที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย โดยเขาไม่ได้มองภาวะโลกร้อนเป็นแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือเรื่องการเมืองท้องถิ่น แต่เขามองมันผ่านเลนส์ของ "ดาราศาสตร์ฟิสิกส์ระดับดาวเคราะห์"

นี่คือสรุปและการขยายความวิทยาศาสตร์เบื้องหลังสิ่งทีคาร์ล เซแกนได้อธิบายไว้ครับ:

1. กลไกพื้นฐาน: สมดุลความร้อนของดาวเคราะห์

เซแกนอธิบายว่า อุณหภูมิของดาวเคราะห์ดวงหนึ่งถูกกำหนดด้วยกลไกที่เรียบง่าย นั่นคือการรักษาสมดุลระหว่างแสงที่ "เข้า" และ "ออก"

แสงขาเข้า (Inbound): แสงจากดวงอาทิตย์ส่วนใหญ่เป็น แสงที่ตามองเห็น (Visible Light) แสงนี้สามารถทะลุผ่านชั้นบรรยากาศของโลกเข้ามาได้ง่ายๆ และตกกระทบพื้นผิวโลก ทำให้พื้นโลกอุ่นขึ้น

แสงขาออก (Outbound): เมื่อพื้นโลกอุ่นขึ้น มันจะต้องระบายพลังงานความร้อนนั้นกลับออกไปสู่อวกาศ แต่โลกไม่ได้แผ่รังสีออกมาเป็นแสงที่มองเห็น มันแผ่ออกมาเป็น รังสีอินฟราเรด (Infrared Radiation) หรือรังสีความร้อนที่มีคลื่นยาวกว่า

กับดักบรรยากาศ (The Trap): แก๊สเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ($CO_2$) และไอน้ำ มีคุณสมบัติพิเศษคือ ยอมให้แสงที่ตามองเห็นผ่านได้ แต่จะดูดซับรังสีอินฟราเรดไว้ เมื่อมันดูดซับความร้อนไว้ มันจึงแผ่ความร้อนนั้นสะท้อนกลับลงมายังพื้นผิวโลกอีกรอบ

เซแกนเน้นย้ำว่า "ปรากฏการณ์เรือนกระจกโดยธรรมชาติไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย" ถ้าไม่มีแก๊สเหล่านี้เลย โลกจะเย็นตัวลงจนติดลบราวๆ 30 องศาเซลเซียส มหาสมุทรจะกลายเป็นน้ำแข็ง และสิ่งมีชีวิตจะอยู่ไม่ได้ แต่ปัญหาที่มนุษย์กำลังทำคือ การไป "เพิ่มความหนา" ของผ้าห่มนี้จนเกินพอดี

2. การเปรียบเทียบเชิงดาราศาสตร์: บทเรียนจากดาวศุกร์และดาวอังคาร

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ เซแกนไม่ได้แค่ใช้โมเดลคณิตศาสตร์ในห้องแล็บ แต่เขาชี้ให้สมาชิกรัฐสภาดู "ของจริง" ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เพื่อพิสูจน์ว่ากฎของแก๊สเรือนกระจกเป็นกฎสากลของจักรวาล
ดาวศุกร์ (Venus): นรกเรือนกระจก

งานวิจัยในยุคแรกๆ ของเซแกนคือการศึกษาดาวศุกร์ ดาวศุกร์มีขนาดและมวลใกล้เคียงกับโลกมาก แต่กลับมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงถึง 470 องศาเซลเซียส (ร้อนพอที่จะหลอมละลายตะกั่วได้) เซแกนชี้ให้เห็นว่า ที่มันร้อนขนาดนี้ไม่ใช่แค่เพราะมันอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก แต่เป็นเพราะชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์หนาแน่นมาก และเต็มไปด้วย $CO_2$ เกือบ 100% มันคือตัวอย่างของ "สภาวะเรือนกระจกแบบกู่ไม่กลับ" (Runaway Greenhouse Effect)

ดาวอังคาร (Mars): ทะเลทรายอันหนาวเหน็บ

ในทางกลับกัน ดาวอังคารมีชั้นบรรยากาศที่เบาบางมาก แม้จะมี $CO_2$ แต่ด้วยความดันบรรยากาศที่ต่ำเกินไป ทำให้มันไม่สามารถกักเก็บความร้อนไว้ได้ ดาวอังคารจึงกลายเป็นดาวเคราะห์ที่หนาวเย็นและแห้งแล้ง

การเปรียบเทียบนี้ของเซแกนทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ชั้นบรรยากาศคือตัวควบคุมอุณหภูมิ (Thermostat) ของดวงดาว และมนุษย์กำลังไปหมุนสวิตช์นั้นเล่น

3. คำเตือนเมื่อ 41 ปีก่อน กับความจริงในปัจจุบัน

ในปี 1985 คาร์ล เซแกน เตือนว่าหากเรายังปล่อย $CO_2$ และสาร CFCs ในอัตราเดิม อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงศตวรรษที่ 21 ซึ่งหากเรามองกลับมาดูข้อมูลในปัจจุบัน จะพบว่าสิ่งที่เขาพูดไว้แม่นยำอย่างน่าใจหาย:

ความเข้มข้นของ $CO_2$ ที่พุ่งสูง: ในปี 1985 ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอยู่ที่ประมาณ 345 ppm (ส่วนในล้านส่วน) แต่ในปัจจุบัน (ปี 2026) ตัวเลขนั้นทะลุเกิน 420 ppm ไปแล้ว ซึ่งเป็นไปตามโมเดลขั้นรุนแรงที่นักวิทยาศาสตร์ยุคนั้นคาดการณ์ไว้

สภาพอากาศสุดขั้ว (Climate Extremes): เซแกนเตือนว่ามันจะไม่ใช่แค่ "โลกอุ่นขึ้นสบายๆ" แต่ระเบียบสภาพภูมิอากาศจะพังทลาย แหล่งเกษตรกรรมจะย้ายที่ ธารน้ำแข็งจะละลาย และระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราเห็นในหน้าข่าวกระแสหลักทุกวันนี้

4. ข้อคิดเชิงปรัชญา: "จิตสำนึกระดับโลก" (Global Consciousness)

ช่วงท้ายของการอธิบาย เซแกนได้ฝากข้อคิดที่ก้าวข้ามเรื่องวิทยาศาสตร์ไปสู่เรื่องจริยธรรมและการเมือง เขาบอกว่าระบบภูมิอากาศของโลกมีสิ่งที่เรียกว่า "ความเฉื่อยทางความร้อน" (Thermal Inertia) หมายความว่า มหาสมุทรและชั้นบรรยากาศใช้เวลานานในการสะสมความร้อน

สิ่งที่เราปล่อยไปในวันนี้ อาจจะยังไม่ส่งผลทันที แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะตามมาในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ดังนั้น หากเราเลือกที่จะ "รอให้เห็นภัยพิบัติชัดๆ ก่อนแล้วค่อยแก้" ... มันจะไม่ทันการณ์แล้ว เพราะระบบมันได้ถูกผลักให้เปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้ว

เขาทิ้งท้ายด้วยการเรียกร้องให้มนุษย์มองโลกแบบไม่มีพรมแดน เพราะชั้นบรรยากาศผสมผสานกันเป็นเนื้อเดียว แก๊สที่ปล่อยจากประเทศหนึ่งย่อมส่งผลต่ออีกประเทศหนึ่ง การแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนจึงไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบว่ามนุษยชาติจะสามารถสร้าง "จิตสำนึกร่วมกันในฐานะเผ่าพันธุ์ที่ปกป้องบ้านหลังเดียวหลังนี้" ได้หรือไม่






 

เนชั่นสุดสัปดาห์ รายงาน ระบอบน้ำเงิน พลาด! ใช้อำนาจเกินขอบเขต กินรวบทุกองค์กร

แต่... สิ่งที่ไม่ควรลืมคือโครงสร้างระเบียบอำนาจที่เอื้อเฟื้อให้ "ระบอบน้ำเงิน" เป็นไปได้ยังคงอยู่ และยังอาจผลิตระบอบสีอื่น ๆ ขึ้นมาได้อีก
.....

Kasian Tejapira
8 hours ago
·
เมื่อ "ระบอบน้ำเงิน" ถูกขนานนามและโผล่ขึ้นมา บางคนประเมินมันสูงเกินไป เพราะเอาเข้าจริงมันก็คือสมาพันธรัฐบ้านใหญ่/มุ้งหลาย ๆ หลังที่มาคล้องเกี่ยวกันแบบไร้อุดมการณ์และฉวยโอกาสชั่วคราวภายใต้การนำของบ้านใหญ่/มุ้งหลักซึ่งด้อยประสบการณ์และประสิทธิภาพการบริหารจัดการสังคมเศรษฐกิจโลก แม้จะช่ำชองการเลือกตั้งอุปถัมภ์และพึ่งพิงระบอบรัฐพันลึกอุปถัมภ์ก็ตาม

มาบัดนี้เราได้เห็น "ระบอบน้ำเงิน" ประสบอุปสรรคขัดแย้งภายในพลาดพลั้ง ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะนั่นคือฐานและเพดานความเป็นไปได้ของมันแต่ต้น ทว่าสิ่งซึ่งไม่ควรลืมคือโครงสร้างระเบียบอำนาจที่เอื้อเฟื้อให้ "ระบอบน้ำเงิน" เป็นไปได้ยังคงอยู่ และยังอาจผลิตระบอบสีอื่น ๆ ขึ้นมาได้อีกนะครับ
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=10243332350387402&set=a.2556231547988


ระบอบน้ำเงิน พลาด! ใช้อำนาจเกินขอบเขต กินรวบทุกองค์กร

เนชั่นสุดสัปดาห์

1 day ago 
#น้ำเงิน #ระบอบน้ำเงิน #ภูมิใจไทย

รายงานความเคลื่อนไหว วิเคราะห์ เจาะลึกประเด็นการเมืองร้อน จากคนข่าวตัวจริงจากสนามข่าว ในรายการ เนชั่นสุดสัปดาห์

https://www.youtube.com/watch?v=bgq0NQHKI5c




#ยืนหยุดทรราชw168 27 มิถุนายน 2569 #นิรโทษกรรมประชาชน #คืนสิทธิประกันตัว #ปล่อยเพื่อนเรา

https://www.facebook.com/watch/?v=1501967778373493

We, The People 
6 hours ago
·
#ยืนหยุดทรราชw168
27 มิถุนายน 2569
เมื่อวานได้เจอนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนชาวอินโดนีเซีย ได้แลกเปลี่ยนปัญหาในประเทศเรากับประเทศเขาตามสมควร การที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ค่อยพัฒนาทัดเทียมที่อื่น ส่วนหนึ่งเพราะการขาดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทำให้ผู้มีอำนาจทั้งข้าราชการและนักการเมืองคอร์รัปชั่นกันอย่างสบาย หรือดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่คนส่วนน้อยเท่านั้น
อย่าอะไรเลย ดูแค่บอลโลก ประเทศที่เป็นแถวหน้าในโลกลูกหนัง ส่วนใหญ่เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพพอสมควรทั้งนั้น แอนตี้แฟนของเพจลองไปคิดพินิจดู
#นิรโทษกรรมประชาชน
#คืนสิทธิประกันตัว
#ปล่อยเพื่อนเรา



https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/1032385885810078