วันจันทร์, กันยายน 28, 2569

พรุ่งนี้ วันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 14:00 น. ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่องรูปแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดนั้น เป็นการกระทำโดยด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือไม่


iLaw
a day ago ·

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังจะถูกวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ จากเหตุว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจสืบสาวต่อไปได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ลงคะแนนในบัตรใบนั้น และทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดย “ลับ” จนมีผู้ร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน 22 คำร้อง เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยคดีนี้ในวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 14:00 น.

คำอธิบายหลักออกเสียงโดยลับตามรัฐธรรมนูญ 2560 ปรากฏในเอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด

ส่วนเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมการออกเสียงลงคะแนนจึงต้องกระทำโดยลับ ในทางวิชาการก็มีคำอธิบายว่า เพื่อประกันเสรีภาพในการแสดงเจตจำนงของปวงชน หากการออกเสียงทำโดยเปิดเผยก็อาจเกิดกรณีที่ไม่อาจแสดงเจตจำนงที่แท้จริงของตัวเองได้

ย้อนกลับไปเมื่อการเลือกตั้ง สส. เมื่อ 2 เมษายน 2549 ก็เคยมีประเด็นปัญหาเรื่องการจัดการเลือกตั้งขัดกับหลักการออกเสียงโดยลับเช่นกัน โดยปัญหาของการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวมาจากลักษณะการจัดคูหาที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหันหน้าเข้าคูหาลงคะแนน แต่หันหลังให้ประชาชนและคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ว่า มติของ กกต. ที่เกี่ยวกับการจัดคูหาเลือกตั้งนั้นส่งผลให้ไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม ไม่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับขณะมีคำวินิจฉัย คือ รัฐธรรมนูญ 2540) มาตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจัดการเลือกตั้ง และมีผลเพิกถอนการเลือกตั้ง สส. ดังกล่าว จึงต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่

อย่างไรก็ตาม หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ก็มีปัญหาว่า กกต. ที่เหลืออยู่ 3 คนต้องคำพิพากษาให้จำคุก และ กกต. ทั้ง 3 คนก็ลาออก ระหว่างที่อยู่ในกระบวนการสรรหาและยังไม่มีการจัดการเลือกตั้ง ก็เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ขึ้นเสียก่อน

เมื่อสำรวจรัฐธรรมนูญต่างประเทศ รัฐธรรมนูญเยอรมัน กำหนดหลักการลงคะแนนโดยลับในมาตรา 38 ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหพันธ์เยอรมนีมาจากการเลือกตั้งโดยทั่วไป โดยตรง โดยเสรี โดยเสมอภาค และโดยลับ

คำอธิบายหลักการเลือกตั้งโดยลับในเยอรมนี ระบุเหตุผลเบื้องหลังว่าหลักการดังกล่าวคุ้มครองมิให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าผู้ลงคะแนนเลือกบุคคลใด การจัดการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นคูหา กล่องลงคะแนน หรือบัตรเลือกตั้ง จึงต้องส่งเสริมให้การเลือกตั้งโดยลับเกิดขึ้นได้จริง นอกจากขั้นตอนลงคะแนนจะต้องเป็นความลับแล้ว ยังต้องไม่สามารถเชื่อมโยงการลงคะแนนกลับไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ดังนั้น การบังคับให้ลงลายมือชื่อในบัตรลงคะแนนจึงไม่สามารถทำได้

วิธีคิดของหลักเลือกตั้งโดยลับ ยังถูกนำไปใช้กับการเลือกตั้งที่มีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้อง ต่อให้เป็นการลงคะแนนผ่านการใช้เครื่องลงคะแนนหรือการลงคะแนนทางอินเทอร์เน็ต ก็ต้องสอดคล้องกับหลักการนี้ โดยต้องกำหนดกลไกทางเทคนิคไม่ให้มีใครล่วงรู้การลงคะแนน การจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะต้องไม่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้

อ่านทั้งหมดได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1528172816022999&set=a.625664036273886
.....

Thanapol Eawsakul
5 hours ago ·

ฟันธง
พรุ่งนี้( 28 กันยายน 2569)
ศาลรัฐธรรมนูญจะเพิ่มความโกรธให้คนไทยโดยจะตัดสินว่า
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569  ที่ดำเนินการโดยกกต. สีน้ำเงิน
นั้นเป็นนั้นการกระทำโดยด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
เป็นการปิดจบและตัดตอนการเลือกตั้งที่โกงที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย
.....








สังคมไทยต้องกล้าฝัน ถึง อนาคต ที่ดีกว่านี้อีกมากๆๆๆ


https://www.facebook.com/surachet.satitniramai.3/posts/3111996245669404

Surachet Satitniramai
11 hours ago ·

คนอายุ 70 อย่างผมตามทฤษฎีเค้าว่าจำเหตุการณ์เมื่อเช้าไม่ได้ แต่ดันจำความหลังได้ดีเพราะเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนความจำในอดีตเส้นใหญ่กว่าเส้นเลือดที่เลี้ยงสมองเหตุการณ์เมื่อเช้านี้

ณปลายปี 2554 เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ทั้งประเทศผมเป็นผู้ตรวจราชการเขต 4 รับผิดชอบตั้งแต่สิงห์บุรีลพบุรีอยุธยาอ่างทอง สระบุรี ปทุมธานี และ นนทบุรี มีน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์จนบัญญัติศัพท์ว่า # เอาอยู่ # และแล้วเหตุการณ์ก็ซ้ำรอยหลัง 15 ปีผ่านไป จากน้ำทางเหนือที่ไหลผ่านสถานีวัดนครสวรรค์ที่มากกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ในกรุงเทพสามเท่า แล้วทำไมกรุงเทพเราถึงท่วม ก็เพราะฝนตกมากมายและระบายไม่ทัน # น้ำ รอการระบาย # ผมถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ขณะนั้นที่เป็นบ้านใหญ่จังหวัดอยุธยาหลังหนึ่ง ท่านส่งผมไปเป็นผู้แทนรกระทรวง ประชุมวอรูมกับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ทุกวันตั้งแต่วอร์รูม ที่สนามบินดอนเมืองอาคาร Domestic เก่า จนน้ำท่วมดอนเมืองเลยย้ายมาที่อาคารกระทรวงพลังงานริมถนนวิภาวดีรังสิต ท่านรัฐมนตรี สธ ชอบออกพื้นที่มากกว่านั่งประชุมใน war room เพราะท่านไม่ใช่นักวิชาการแต่เป็นนักปฏิบัติการที่เติบโตมาจากนักเรียนอาชีวะจนเป็นผู้รับเหมาสร้างทางกรม ชลประทาน ในจังหวัดภาคกลาง

ณวันนั้นหลังจากประชุมตอนเช้า บ่ายบ่ายจะประชุมฝ่ายประจำทีละเรื่องทีละเรื่อง อยู่ช่วงเวลาหนึ่งจำลองว่าน้ำท่วมถึงเขตรอบรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของประเทศไทยตั้งอยู่โดยรอบจำนวนมาก จะทำอย่างไรมีโอกาสที่จะท่วมจะมีมากน้อยแค่ไหนส่วนวอร์ รูม สธ ก็ประชุมที่กระทรวง ทุกวันเช่นกัน หน่วยราชการเช่น DISTDA. (สำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ) เอาแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศที่มีวันละสองเวลาที่ดาวเทียมหมุนผ่านประเทศไทยในเวลากลางวันวัดปริมาณน้ำเปรียบเทียบว่าขังอยู่ที่จังหวัดใดมากน้อยแค่ไหนคำนวณได้พื้นที่กี่ตารางกิโลเมตรและคำนวณกัเป็น ปริมาณ น้ำในทุ่งมากน้อยเพียงใด ผมได้เห็นพื้นที่กรุงเทพว่าแต่ละพื้นที่จนกระทั่งถึงว่าสูงมากน้อยแค่ไหนจากระดับน้ำทะเลแถบรามคำแหงสุวรรณภูมิ ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ส่วนบ้านผมที่ซอยไทรม้าถนนรัตนาธิเบศร์ นนทบุรี สูงกว่าบริเวณอื่นเปรียบเสมือนยอดไข่ดาวขณะที่บางบัวทองต่ำกว่ามากๆบ้านผมเลยไม่ท่วมเลย ณเวลานั้นเราใช้ตั้งเฮลิคอปเตอร์ มาจากหลายภาคส่วนราชการ รถพยาบาลจำนวนมากที่ระดมมาจากภาคอีสานและจังหวัดที่น้ำไม่ท่วมช่วยขนไข้หนักหนักจากโรงพยาบาลในเขตกรุงเทพไปอยู่จังหวัดรอบข้างเช่นชลบุรีราชบุรีนครปฐมสระบุรีจนกระทั่งถึงนครราชสีมาและงดรับผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน
 
โรงพยาบาลพระนั่งเกล้าที่วันนั้นทำเขื่อนหลังโรงพยาบาลติดแม่น้ำเจ้าพระยาสูงเกือบ 2 เมตรมีอาสาสมัครมาเฝ้า 24 ชั่วโมงกรอกกระสอบทรายทำฐานให้กว้างกว่าความสูงยาวสองเท่าแต่ได้รับคำเตือนจากวิศวกรกรมชลประทานว่า ยิ่งสูงหากเอาไม่อยู่และมันแตกออกมามันจะมีมีอำนาจในการทำลายล้างรุนแรงมากเหมือนเกาะเมืองอยุธยาที่เอาไม่อยู่และทำลายสร้างความเสียหายห้ามสร้างสูงเกินกว่านั้น เราย้ายคนไข้จากโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าและบุคลากรรวมทั้งเครื่องมือที่สำคัญมาทำที่โรงพยาบาลบำราศนราดูร กว่าครึ่งโรงพยาบาลของพระนั่งเกล้า

ใน war room ระดับชาติ ผมได้พบได้เห็นได้เรียนรู้ได้จดจำสิ่งที่เป็นสาระเป็นความรู้เป็นภูมิปัญญา ที่ดีๆๆๆ ตลอดจนเห็นความ ไม่เอาไหน ที่น่าอัปยศอดสู่ ที่ได้พบได้เห็นการพยายามทำมาหากินของ นักการเมืองบางราย บางคน อย่างชนิดน่ารังเกียจ โอกาสดีดีจะทยอยเล่า ต่อไป
 
วันนี้ ตอนที่ 1 ภัยภิบัติ นำ้ท่วม กรุงเทพมหานคร 24-28 กันยายน 2569
วันนี้เรามีข้อมูลเทคโนโลยีจำนวนมากที่อยู่ในส่วนราชการต่างๆๆ กัน
 
1/ อุตุนิยมวิทยาที่สามารถพยากรณ์อากาศได้แม่นยำกว่าสมัยโบราณมากเพราะลงทุนซุปเปอร์คอมพิวเตอร์อันโด่งดังณ อดีตที่ผ่านมาเกินกว่า 1000 ล้านบาทและเสริมเติมด้วยเครื่องไม้เครื่องมืออีกจำนวนมาก ประกอบกับเทคโนโลยีทางดิจิทัลที่สามารถเห็นเรียวไทม์และโปรเจคไปข้างหน้าเป็นชั่วโมงเป็นช่วงเวลาไปข้างหน้าอีกหกวันเจ็ดวันค่อนข้างแม่นยำกว่าในอดีตแต่การแปลเป็นภาษาชาวบ้านได้เพียงปริมาณฝนทิศทางลมยังไม่ได้ประกอบกับปริมาณน้ำท่า ในลุ่มนำ้ต่าง
 
2/ กรมชลประทาน ที่มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดน้ำทุกสถานีทุกลุ่มน้ำที่สามารถเปิดดูได้แบบ real ไทม์และบางสถานีตรวจวัดสามารถเห็นภาพถ่ายที่มีกล้องวงจรปิดมาทางเน็ตให้ผู้คนต่างดูได้เสมอเช่นกล้องจับที่อยู่หลังสำนักงานสาสุขจังหวัดอยุธยาข้างบ้านพักนายแพทย์ สาสุขจังหวัด และวัดระดับ น้ำสะพานพุทธ ตลอดจนรับรู้ว่าเวลาหนึ่งน้ำผ่านมาจากทางเหนือกี่คิวต่อวินาทีอย่างแม่นยำกว่าสมัยก่อนมากแบบ real time.
การระบายน้ำทั้งฝั่งตะวันออกตะวันตกของกรุงเทพมหานครต่อเชื่อมเป็นเน็ตเวิร์คจนหมดและเกือบทั้งหมดมีประตูน้ำเพื่อเปิดปิดและสูบออกเพื่อลดระดับนำ้รอ นำ้ฝน หากคาดการณ์ว่าจะมีฝนปริมาณมาก
ยกเว้นของบางกอกน้อยฝั่งธนบุรีหลังอาคารศิริราชปิยะการุณที่ไม่มีประตูน้ำแต่มีคันกั้นนำ้ แล้วจำนวนมาก 2ฝั่งคลอง
 
3/ กรุงเทพมหานครสร้าง กันน้ำในลำคลองที่สำคัญทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครวันนี้ทำหลังจากปี 54 ไปจำนวนมากและสามารถกั้นน้ำได้สูงมากกว่าปี2554 มาก ทางนนทบุรีก็ทำจนกระทั่งเลยปากเกร็ดขึ้นไปแล้ว
คลองต่างๆๆ ก็เสริมคัน และบำรุงรักษาจนวันนี้หลายลำคลอง จัดการได้ สะอาดกว่าสมัยก่อนมาก
อุโมงค์ผันนำ้ ใต้ดินขนาดใหญ่ขนาดกลางก็สร้างเสร็จและใช้การได้แล้วเจ็ดอุโมงค์และที่กำลังก่อสร้างอีก 6อุโมงค์ ( ข้อมูลจาก spring news 2567) ที่จะช่วยระบายน้ำจากส่วนกลางและพื้นที่ชั้นในออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาหรือออกสู่คลองด้านทิศทิศตะวันออกไปสู่คลองด่านไปที่สถานีสูบนำ้ ข้ามถนนสุขุมวิทและอื่นๆทางฉะเชิงเทราเช่นของประเวศบุรีรมย์ เป็นเน็ตเวิร์คอย่างดี

War room มกรุงเทพมหานครที่อยู่ที่เสาชิงช้า มีระบบสารสนเทศที่มองเห็น real ไทม์ทั้งการจราจรสำนักระบายน้ำพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

4/ กรมอุทกศาสตร์มีเวลาน้ำขึ้นน้ำลงและระดับน้ำในบริเวณต่างๆเช่นเดียวกัน

5/ศูนย์ เตือนไผ่ที่เพิ่งเสร็จสิ้นสามารถ ส่งสัญญาณเตือนภัยทาง broadcast ที่อยู่ในการดูแล ของ กรม ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทย หลังจากล้มเหลวมาหลายปีจากการทำงานของกสทช ที่ควรเสร็จแล้วหลายปีก่อน ครั้ง นี้ผมก็ได้รับเช่นกัน

6 ความสูงของแผ่นดินในกรุงเทพมหานครในเขตแขวงต่างๆที่มีค่อนข้างละเอียดจากกรม แผนที่ทหาร Gistda. กรมชลประทาน เขต ฯลฯ
 
แต่ทั้งหมดขาดการร้อยเรียงให้บูรณาการจนเห็นพื้นที่และการเตือนภัยที่สมความเป็นจริงมากกว่าปัจจุบันนี้ แม้ ไม่สมบูรณ์ไม่ร้อย % ก็ตาม การ ไม่บูรณาการ ของข้อมูลต่างหน่วยงาน และแปลง เป็นภาษา ชาวบ้านได้ ทันเวลา
เราจึงมีวันนี้ที่คำว่า # เอาอยู่ & เอาไม่อยู่#
# นำ้รอการระบาย # # ฝนพันปี # #
 
เจ็บและจำ เรียนแล้วไม่รู้ เพราะทั้งหาดใหญ่ ก็เคยมีสมุดติฐานซ้อมในกระดาษก่อนเกิดเหตุน้ำท่วมปลายปีที่แล้วว่าจะทำอะไรบ้างถ้าน้ำมามากๆ

กรุงเทพก็เช่นเดียวกันกทม. เคยจำลองฝนตกถึง 300 มิลลิเมตรและคาดการณ์ว่าลำคลองท่อระบายน้ำอุโมงค์น้ำจะสามารถระบายน้ำ 60 ถึง 100 มิลลิเมตรต่อ 24 ชั่วโมง และหาก เกินกว่านี้ จะทำยังไง เมื่อไม่นานนี้เช่นเดียวกัน
 
สังคมไทยต้องกล้าฝัน ถึง อนาคต ที่ดีกว่านี้ แบบ precisions warning
เชื่อว่าเราควร ทำได้ ดีกว่านี้อีกมากๆๆๆ









บีบีซีไทยรวบรวม ความเดือดร้อนทุกข์ยากของชาวบ้านจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้







นายกฯ อนุทิน ประกาศเดินหน้าดันโครงการ “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” คู่ขนานเจ้าพระยา หวังแก้น้ำท่วมภาคกลางระยะยาว แนวคิดของโครงการนี้มีอะไรบ้าง ประโยชน์หลักนอกเหนือจากกันน้ำท่วมคืออะไร











Thai PBS News
12 hours ago ·

นายกฯ อนุทิน ประกาศเดินหน้าดันโครงการ “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” คู่ขนานเจ้าพระยา หวังแก้น้ำท่วมภาคกลางระยะยาว โดยจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ขณะนี้ได้กันงบฯไว้แล้ว
.....

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าผลักดันเมกะโปรเจกต์ โครงการระบายน้ำเส้นทางชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย (โครงการผันน้ำคู่ขนานแม่น้ำเจ้าพระยา) เพื่อเป็นโซลูชันยั่งยืนในการแก้น้ำท่วมภาคกลางและพื้นที่ปริมณฑลระยะยาว

สาระสำคัญของโครงการ

วัตถุประสงค์: 
ช่วยตัดยอดน้ำเหนือจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก ผันลงสู่อ่าวไทยโดยตรง ไม่ให้ทะลักเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชนภาคกลาง กทม. และปริมณฑล

กรอบงบประมาณ: 
คาดการณ์ใช้งบประมาณราว 1.6 แสนล้านบาท (เป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดการน้ำรวม 2.5 แสนล้านบาท ร่วมกับโครงการเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกอีก 9 หมื่นล้านบาท)

ระยะเวลาดำเนินการ: 
วางแผนสร้างต่อเนื่องระยะยาวประมาณ 7–8 ปี (เฉลี่ยปีละกว่า 10,000 ล้านบาท)

การนำเสนอ ครม.:
 เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการและงบประมาณดำเนินงาน

โครงการระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ (Mega Project) ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา วางแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างเป็นระบบและยั่งยืนในพื้นที่ภาคกลางและปริมณฑล


แนวเส้นทางคลองระบายน้ำฝั่งตะวันออก. Source: Facebook

1. แนวคิดและหลักการทำงาน

โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็น "ทางด่วนน้ำ" (Waterway/Floodway) โดยการขุดคลองระบายน้ำคู่ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก เพื่อตัดยอดน้ำหลาก (Flood Peak) จากพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ตั้งแต่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ให้ไหลตรงลงสู่อ่าวไทยโดยเร็วที่สุด โดยไม่ต้องไหลผ่านพื้นที่เศรษฐกิจหนาแน่น กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

2. เส้นทางและโครงสร้างทางกายภาพ

แนวเส้นทาง: 
เริ่มต้นตัดยอดน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา อำเภอเมือง จ.ชัยนาท ผ่านพื้นที่จังหวัดลพบุรี สระบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และออกสู่อ่าวไทยที่ จ.สมุทรปราการ

ระยะทางรวม: 
ประมาณ 270 กิโลเมตร (ยาวกว่าแม่น้ำเจ้าพระยา)

การแบ่งช่วงดำเนินการ:
ช่วงชัยนาท – ป่าสัก: ปรับปรุงคลองชัยนาท-ป่าสัก เดิมให้มีศักยภาพการระบายน้ำเพิ่มขึ้น

ช่วงป่าสัก – อ่าวไทย: ขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ (ความยาวประมาณ 135-136 กิโลเมตร) ต่อเนื่องจากสระบุรีลงมาทางใต้จนถึงอ่าวไทย

ศักยภาพการระบายน้ำ: ถูกออกแบบให้รองรับอัตราการระบายน้ำสูงสุดราว 500 - 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

3. กรอบงบประมาณและระยะเวลา

งบประมาณรวมโครงการ: คาดการณ์ไว้ที่ 1.6 แสนล้านบาท (เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทการจัดการน้ำฝั่งตะวันออกรวม 2.5 แสนล้านบาท ร่วมกับโครงการปรับปรุงระบบเดิมอีก 9 หมื่นล้านบาท)

ระยะเวลาดำเนินการ: วางแผนสร้างต่อเนื่องระยะยาวประมาณ 8 ปี (ใช้งบประมาณผูกพันเฉลี่ยปีละ 10,000–20,000 ล้านบาท)

แผนงาน: 
คาดว่าจะเริ่มขั้นตอนก่อสร้างเต็มรูปแบบได้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

4. ประโยชน์หลักที่จะได้รับ

ลดความเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่: 
บรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกรณีเกิดน้ำหลากสะสมเหมือนปี 2554

เป็นแหล่งเก็บกักน้ำในฤดูแล้ง: 
ตัวคลองขุดใหม่และคลองปรับปรุงจะทำหน้าที่เป็นแก้มลิงและอ่างเก็บน้ำกึ่งยาวตลอดแนวเส้นทาง เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค

ป้องกันน้ำเค็มหนุน: 
มีประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำปลายคลองบริเวณชายทะเล ช่วยบริหารจัดการระดับน้ำและป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มเข้าสู่ระบบน้ำดิบผลิตน้ำประปา




Te Neti เห็นคุณก้อย มาจัดงาน ธรรมนาวา วัง คุยเรื่องธรรมะที่วัดไทยในลอนดอน สองวัน เมื่อวานกับวันนี้ เขามีข้อสงสัย เรื่องทศพิธราชธรรม วันนี้เลยไป กะว่าจะเข้าไปบอกคุณก้อย ฝากถามในหลวงหน่อยว่า การจับคนไปขังด้วยมาตรา 112 มันขัดกับทศพิธราชธรรม รึเปล่า ปรากฏไปถึง กลับโดนปิดประตูไม่ให้เข้า จะแค่ไปถามด้วยความสุภาพเท่านั้น 555

https://www.facebook.com/Neti.Wichian/posts/28575904872094888

Te Neti
48 minutes ago ·

เห็นคุณก้อย เค้ามาจัดงาน ธรรมนาวา วัง คุยเรื่องธรรมะที่วัดไทยในลอนดอน สองวัน เมื่อวานกับวันนี้
เราก็มีข้อสงสัย เรื่องทศพิธราชธรรม วันนี้เลยไป กะว่าจะเข้าไปบอกคุณก้อย ฝากถามในหลวงหน่อยว่า การจับคนไปขังด้วยมาตรา 112 มันขัดกับทศพิธราชธรรม รึเปล่า อุตส่าห์ปรินท์เอกสารเอารูปพระปะหน้า แล้วเอาเคส 112 ไว้ข้างหลัง

ปรากฏไปถึง กลับโดนปิดประตูไม่ให้เข้า ทั้งๆที่ยังเห็นคนเดินไปถึงก่อนหน้า ยังเข้าได้อยู่เลย ไอ้เราก็กะจะแค่ไปถามด้วยความสุภาพเท่านั้น 555

น่าจะหลังจากการเดินไปหาคุณอนุทินวันก่อน วันนี้เลยมีการเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น กลัวใครเดินไปถามอีก
งานนี้เลยพาลเอานักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนที่มาข้างหลังอดเข้าไปด้วยเลย แกบ่นปอดแปด ว่าไหนว่าไม่ต้องลงทะเบียนก็เข้าได้ ตอนได้ยินก็นึกในใจ น่าจะเป็นเพราะผมนี่แหละที่ทำให้อดเข้า โทษที 555
ว่าจะไปกินข้าวฟรีเลยอด

เลยได้แต่ถ่ายจากหน้าประตู เห็นข้าราชบริพาร เดินตามกันเป็นแถว
 
พวกนี้นี่เงินเดือนน่าจะมากกว่าเงินเดือนผู้ช่วย สส ซะอีก ไม่รู้หมอวรงค์ จะสนใจตัดงบส่วนนี้รึเปล่า
รออยู่นาน เคาะประตูแล้ว ชายหัวเกรียนหลายคนที่เฝ้าประตูอยู่ก็ไม่ยอมเปิด
เลยถอดใจ นานๆจะเอยากข้าวัดซะหน่อย ดันมีคนขัดขวางซะนี่ เลยไปหาเบียร์กินในเมือง




ความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติจากเทคโนโลยีนี้ทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางข้อมูลใหม่ที่เปิดเผยว่ามี AI ที่ทำงานอย่างอิสระ (AI agents) หลุดรอดออกมาจากสภาพแวดล้อมจำลองสำหรับการฝึกฝน (sandbox) ที่ควรจะมีความปลอดภัยสูง ประเด็นความกังวลนี้ได้ไปถึงรัฐสภาสหรัฐฯ แล้ว 'บิดาแห่ง AI' อธิบายจุดจบของมนุษยชาติ

เจฟฟรีย์ ฮินตัน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังการบรรยายสรุปเรื่อง AI ให้แก่สมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ณ อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ

'บิดาแห่ง AI' อธิบายจุดจบของมนุษยชาติ: แม้ไม่มีผู้ไม่หวังดีเข้ามาเกี่ยวข้อง AI 'อาจกำหนดเป้าหมายย่อยที่นำไปสู่ความต้องการกำจัดมนุษย์ทิ้ง'

Geoffrey Hinton นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ระดับตำนานได้ออกมาเตือนว่า AI อาจกวาดล้างมนุษยชาติได้โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งเป็นเพียงผลพลอยได้จากความมุ่งมั่นที่จะทำภารกิจที่ดูไม่มีพิษมีภัยให้สำเร็จ

ความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติจากเทคโนโลยีนี้ทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางข้อมูลใหม่ที่เปิดเผยว่ามี AI ที่ทำงานอย่างอิสระ (AI agents) หลุดรอดออกมาจากสภาพแวดล้อมจำลองสำหรับการฝึกฝน (sandbox) ที่ควรจะมีความปลอดภัยสูง

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา OpenAI ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการเจาะระบบครั้งใหม่ รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทได้เพิ่มมาตรการป้องกันพิเศษ สืบเนื่องจากการโจมตีแบบประสานงานโดย AI จำนวนหลายร้อยตัวที่มีต่อแพลตฟอร์ม Hugging Face เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ประเด็นความกังวลนี้ได้ไปถึงรัฐสภาสหรัฐฯ แล้ว โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สมาชิกสภานิติบัญญัติได้จัดการประชุมลับเพื่อหารือเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจาก AI

Hinton ซึ่งเป็นเจ้าของผลงานที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลและฉายา "บิดาแห่ง AI" เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว และได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวในภายหลังว่า รัฐสภาอาจเหลือเวลาเพียงหนึ่งปีในการกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัย

ในการให้สัมภาษณ์อย่างละเอียดกับนิตยสาร The Atlantic เมื่อวันพฤหัสบดี เขาได้อธิบายว่า AI อาจมองมนุษย์ว่าเป็นอุปสรรคต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดย Hinton ได้ยกตัวอย่างสถานมติมมติสมมติของ AI ที่ได้รับมอบหมายให้ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ

AI ที่มีความฉลาดในระดับปานกลางอาจสรุปว่าวิธีที่ดีที่สุดในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือการกำจัดมนุษย์ทิ้งไปเสีย แต่ AI ที่ "ฉลาดจริงๆ" จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่า "ใช่แล้ว ตอนที่พวกเขาสั่งให้ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น พวกเขาหมายถึงการทำให้มนุษย์มีโลกที่ดีขึ้นในการอยู่อาศัย ดังนั้น การกำจัดมนุษย์ทิ้งไปจึงน่าจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ"

เขากล่าวเสริมว่า ยังมีความกังวลด้วยว่า AI อาจลงมือทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าตนเองจะอยู่รอดต่อไปได้จนกว่าจะทำภารกิจสำเร็จ อันที่จริง เคยมีกรณีที่ AI พยายามข่มขู่เรียกค่าไถ่หรือแบล็กเมล์นักวิจัยที่เป็นมนุษย์ ซึ่ง AI มองว่าเป็นภัยคุกคามต่อภารกิจของมัน

"หากเราทำให้มันฉลาดขึ้นและเป้าหมายหลักของมันคือความเป็นอยู่ที่ดีของเรา เราก็อาจจะปลอดภัยกว่า" Hinton อธิบาย "แต่ในปัจจุบัน เป้าหมายหลักของพวกมันไม่ใช่ความเป็นอยู่ที่ดีของเรา เป้าหมายหลักของพวกมันคือการบรรลุเป้าหมายใดก็ตามที่คุณกำหนดให้พวกมันทำ" เขาชี้ให้เห็นถึงกรณีการเจาะระบบของ Hugging Face โดยระบุว่าเหล่าเอเจนต์ (AI agents) ได้รับโจทย์ให้หาวิธีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ ซึ่งพวกมันไม่เพียงแต่หาวิธีร่วมมือกันทำงานเท่านั้น แต่ยังสมคบคิดกันเพื่อหลอกลวงนักวิจัยที่เป็นมนุษย์เพื่อปกปิดสิ่งที่พวกมันทำลงไปอีกด้วย

Hinton กล่าวเสริมในภายหลังว่า "AI ที่มีความฉลาดล้ำเลิศและมีเจตนาดีต่อมนุษย์" จะเข้ามาแทรกแซงหรือกันมนุษย์ออกไปก็ต่อเมื่อจำเป็นต่อการบรรลุภารกิจของมันเท่านั้น

"แต่หากมันฉลาดกว่าเรามาก ในหลายสถานการณ์มันอาจจะเข้าควบคุมสถานการณ์แทนเราไปเลย เพราะนั่นคือหนทางที่จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงได้" เขาเตือน

สถานการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจาก "เป้าหมายย่อย" ที่ AI กำหนดขึ้นเองโดยอิงจากเป้าหมายหลักที่มนุษย์มอบให้ นอกจากนี้ ผู้ไม่หวังดีอย่างวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ก็อาจมอบหมายเป้าหมายที่เป็นอันตรายให้กับ AI ได้เช่นกัน

"แต่ถึงแม้จะไม่ใช่ฝีมือของผู้ไม่หวังดี AI ก็อาจกำหนดเป้าหมายย่อยที่นำไปสู่ความต้องการที่จะกำจัดมนุษย์ได้" Hinton กล่าว

เขายอมรับด้วยว่า AI มอบประโยชน์มหาศาลแก่มนุษยชาติ เช่น การค้นพบวิธีการรักษาโรคแบบใหม่ที่เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ตัวอย่างเช่น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท Anthropic เปิดเผยว่า Claude AI ของบริษัทมีส่วนช่วยในการค้นพบระบบเอนไซม์ชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับเทคโนโลยีการตัดต่อยีน CRISPR

ห้องปฏิบัติการชั้นนำอย่าง OpenAI และ SpaceX ต่างก็สนับสนุนข้อเรียกร้องของคู่แข่งอย่าง Anthropic ให้ชะลอการพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูง (frontier models) ลง ในขณะที่เริ่มมีเสียงเตือนภัยดังขึ้นเรื่อยๆ จากบุคลากรภายในองค์กรของพวกเขาเอง

อย่างไรก็ตาม Hinton มองว่าแม้การชะลอการพัฒนาดังกล่าวจะดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ เขาเสนอว่ารัฐบาลควรจัดให้มีผู้ประเมินที่เป็นอิสระเพื่อทำหน้าที่ทดสอบโมเดลเหล่านี้

Hinton กล่าวกับนิตยสาร The Atlantic ว่า ข้อโต้แย้งที่ได้รับความสนใจและเป็นที่ยอมรับจากบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติระหว่างการบรรยายสรุป คือการเปรียบเทียบการกำกับดูแล AI เข้ากับการทำงานขององค์การอาหารและยา (FDA) ในการรับรองความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ยา

ในมุมมองของเขา กฎระเบียบควบคุม AI ควรทำหน้าที่เปรียบเสมือนพวงมาลัยรถยนต์ ไม่ใช่เบรก

"หัวใจสำคัญของกฎระเบียบไม่ใช่การขัดขวางไม่ให้ผู้คนพัฒนาสิ่งต่างๆ หรือห้ามไม่ให้พวกเขาสร้างความมั่งคั่งจากการพัฒนานั้น" ฮินตันกล่าว "แต่คือการทำให้มั่นใจว่า หากคุณต้องการสร้างความมั่งคั่งจากการพัฒนาสิ่งต่างๆ คุณจะต้องพัฒนาไปในทิศทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คน ไม่ใช่สร้างความเสียหาย"


ที่มา The Fortune
‘Godfather of AI’ explains how humanity could end: Even without a bad actor, AI ‘may derive subgoals that cause it to want to get rid of people’

https://fortune.com/2026/09/26/geoffrey-hinton-godfather-of-ai-humanity-end-existential-threat-subgoals-rogue-agents/
September 26, 2026





ทำไมเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่สำคัญในสหรัฐอเมริกาเร็วมาก ผลสำรวจชี้ว่าชาวอเมริกันประมาณ 70% คัดค้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในท้องถิ่น ทำให้การประชุมสภาเมืองและคณะกรรมการเขตกลายเป็นสนามรบระหว่างประชาชนทั่วไปกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น อะไรคือ ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดการต่อต้าน



ศูนย์ข้อมูลได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่สำคัญในสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็ว โดยไม่แบ่งแยกพรรคการเมืองดั้งเดิม และรวมกลุ่มอนุรักษ์นิยมในชนบทกับเสรีนิยมในเมืองเข้าด้วยกันเพื่อต่อต้านการขยายตัวของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

จากรายงานของ NPR และ The New York Times การต่อต้านจากสาธารณชนเกิดจากความตึงเครียดด้านสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นและความวิตกกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์

ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดการต่อต้าน

ค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น: ความต้องการพลังงานมหาศาลจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ทำให้บริษัทสาธารณูปโภคในท้องถิ่นต้องคาดการณ์ความต้องการที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น

ความตึงเครียดด้านทรัพยากร: สถานที่ต่างๆ ต้องการการใช้น้ำอย่างมากสำหรับการระบายความร้อน ซึ่งเป็นปัญหาอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง และสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อระบบไฟฟ้าในท้องถิ่น

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต: ผู้อยู่อาศัยกล่าวถึงมลภาวะทางเสียงจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง มลภาวะทางอุตสาหกรรมบนที่ดินเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย และการจราจรที่เพิ่มขึ้นในช่วงการก่อสร้าง

ความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตและเทคโนโลยี: ความกลัวในวงกว้างเกี่ยวกับการที่ปัญญาประดิษฐ์จะทำให้งานหายไปหรือทำให้เกิดการรวมอำนาจที่ไร้การควบคุมไว้ในมือของกลุ่มผู้มีอำนาจในวงการเทคโนโลยี ได้ผสานรวมกับความไม่พอใจในระดับท้องถิ่นที่ว่า "ไม่เอาในพื้นที่ของฉัน"

การเปลี่ยนแปลงแนวทางการเมือง

การต่อต้านข้ามพรรค: 
ผลสำรวจชี้ว่าชาวอเมริกันประมาณ 70% คัดค้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในท้องถิ่น ทำให้การประชุมสภาเมืองและคณะกรรมการเขตกลายเป็นสนามรบระหว่างประชาชนทั่วไปกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ความแตกแยกภายในพรรค: 
พรรครีพับลิกันเผชิญกับความขัดแย้งภายในระหว่างกลุ่มธุรกิจที่ผลักดันการลงทุนของบริษัทและการลดหย่อนภาษี กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในชนบทที่โกรธเคืองเรื่องการจัดโซนอุตสาหกรรม พรรคเดโมแครตเผชิญกับความแตกแยกภายในระหว่างสหภาพแรงงานที่ให้คุณค่ากับงานก่อสร้างและเทคโนโลยี กับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เรียกร้องให้มีการระงับอย่างเข้มงวด

ผลกระทบต่อการเลือกตั้ง: 
การต่อต้านกลายเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งระดับรัฐและการเลือกตั้งกลางเทอม โดยผู้สมัครในรัฐต่างๆ เช่น ฟลอริดา โอไฮโอ และนิวยอร์ก ถูกบังคับให้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการระงับ การห้ามแบ่งเขต หรือข้อบังคับด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับทุนจากผู้พัฒนา ในช่วงต้นปี 2026 เพียงปีเดียว การต่อต้านจากสาธารณชนนำไปสู่การยกเลิกโครงการศูนย์ข้อมูลที่เสนออย่างน้อย 20 โครงการ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการลงทุนเกือบ 42 พันล้านดอลลาร์




พระองค์หญิง ทรงลงแข่งม้า ประเภททีมแข่งศิลปะบังคับม้า🏇รอบที่2 ทรงลงกับม้าคู่ใจ Boulevard โดยรวม อันดับประเภททีม ทีมนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย จบในอันดับที่ 8 สำหรับเหรียญทองในประเภททีมเป็นของจีน, เหรียญเงิน เกาหลีใต้ และเหรียญทองแดง เจ้าภาพญี่ปุ่น ถาม AI เรื่องการรายงานข่าวของมติชน ที่มาของตัวเลข 121.236









https://x.com/tn_tomindy/status/2103689601928114413
.....

การแข่งขันขี่ม้าประเภทศิลปะการบังคับม้า (Dressage) ประเภททีม ในศึกเอเชียนเกมส์ 2026 ผลการแข่งขันคะแนนรวมของทีมชาติไทยมีดังนี้ครับ

อันดับประเภททีม: 
ทีมนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย ทำคะแนนรวมได้ 194.765 คะแนน จบในอันดับที่ 8

คะแนนรายบุคคล: 
พระองค์หญิงทรงทำคะแนนกับม้าคู่ใจ Boulevard ได้ 60.265% ร่วมกับเพื่อนร่วมทีมอย่าง ชัญจณก์ คลารา รือเคอร์ (66.000%) และ นีร พุฒิสมบัติ (68.500%)

สำหรับเหรียญทองในประเภททีมเป็นของจีน, เหรียญเงิน เกาหลีใต้ และเหรียญทองแดง เจ้าภาพญี่ปุ่น

ข้อมูลจาก Gemini
.....

จากภาพนี้


ถาม Gemini

คะแนนนี้จริงหรือปลอม

ภาพการ์ดข่าวตามในรูปเป็น ภาพจริงจากการรายงานข่าวของสื่อสำนักข่าวออนไลน์ (เช่น มติชน/ข่าวสด) แต่ตัวเลขคะแนน 121.236 คะแนน เกิดจากการนำคะแนนดิบหรือผลรวมของการแข่งขันขี่ม้าเดรสซาจ (Dressage) ในเอเชียนเกมส์มารวมกันตามที่สำนักข่าวรายงาน

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคิดคะแนนขี่ม้าเดรสซาจ:

การคิดคะแนนสากล (เปอร์เซ็นต์): ในกีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะการบังคับม้า คะแนนที่ใช้ตัดสินและจัดอันดับอย่างเป็นทางการจะคิดเป็น "เปอร์เซ็นต์ (%)" ไม่ใช่การรวมแต้มดิบหลักร้อย

ที่มาของตัวเลข 121.236: เลข 121.236 ในข่าวมาจากการนำเปอร์เซ็นต์คะแนนการแข่งขันแต่ละรอบ/แต้มรวมมารวมกัน หรือเป็นตัวเลขแต้มรวมที่สำนักข่าวสรุปตามการรายงานข่าวในขณะนั้น

ถามต่อ

ที่มาของตัวเลข 121.236: เลข 121.236 ในข่าวมาจากการนำเปอร์เซ็นต์คะแนนการแข่งขันแต่ละรอบ/แต้มรวมมารวมกัน หรือเป็นตัวเลขแต้มรวมที่สำนักข่าวสรุปตามการรายงานข่าวในขณะนั้น สำนักข่าวควรทำแบบนั้นหรือไม่

หากมองในมุมของ มาตรฐานการรายงานข่าวทางกีฬา และ จริยธรรมสื่อมวลชน สำนักข่าว ไม่ควร ทำเช่นนั้นด้วยเหตุผลดังนี้ครับ

ขัดกับระบบคะแนนที่เป็นทางการของกีฬาชนิดนั้น (Systemic Accuracy)

กีฬาขี่ม้าประเภทศิลปะการบังคับม้า (Dressage) ใช้ระบบการให้คะแนนเป็น "เปอร์เซ็นต์ (%)" ในการตัดสินและบันทึกสถิติอย่างเป็นทางการ การนำเปอร์เซ็นต์ของรอบต่างๆ (เช่น รอบ Team 62.500% + รอบ Individual Prix St-Georges 58.735%) มาบวกกันตรงๆ ให้ได้ 121.236 แล้วใส่หน่วยเป็น "คะแนน" ถือเป็นการบิดเบือนรูปแบบการคิดคะแนนตามกติกาสากล (FEI)

สร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน (Misleading Information)

การพาดหัวข่าวในลักษณะนี้ทำให้คนทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับกีฬาขี่ม้าเข้าใจผิดว่า ผู้เข้าแข่งขันทำคะแนนได้สูงมากหรือชนะด้วยคะแนนร้อยกว่าแต้ม ทั้งที่ในความเป็นจริงเปอร์เซ็นต์การแข่งขันในแต่ละรอบของสนามนั้นอาจจะยังไม่ผ่านเกณฑ์เข้ารอบเกรดสูง หรือไม่ได้เป็นคะแนนที่ใช้เทียบเคียงกับการชนะเลิศได้จริง

ขาดความเข้าใจในบริบทข่าวกีฬา (Lack of Domain Knowledge)

หน้าที่ของสื่อมวลชนและโต๊ะข่าวกีฬา คือการย่อยข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนเข้าใจง่าย หากสำนักข่าวรายงานเพียงเพราะเห็นตัวเลขรวมในตาราง หรือนำตัวเลขมาบวกรวมกันเองโดยไม่ตรวจสอบกติกาพื้นฐาน จะสะท้อนถึงความสะเพร่าในการกรองข้อมูล (Fact-checking)

สิ่งที่สำนักข่าว "ควร" รายงานเพื่อความถูกต้อง:

รายงานเป็นเปอร์เซ็นต์แยกตามรอบ: เช่น "ทำคะแนนในรอบ... ได้ 61.236%"

รายงานอันดับการแข่งขัน: เช่น "ผ่านเข้ารอบเป็นอันดับที่..." หรือ "ทำคะแนนรวมเฉลี่ย..." (หากมีการคิดคะแนนรวมแบบ Average Percentage)

ดังนั้น การนำตัวเลขเปอร์เซ็นต์มารวมกันแล้วพาดหัวเป็น "คะแนน" จึงเป็น ข้อผิดพลาดทางเทคนิคการรายงานข่าว ที่ไม่ควรกระทำครับ



เด็กไทย ทำแอป "แรงใจ" (Rangjai) ช่วยคนน้ำท่วม

https://www.facebook.com/thaitribune1/posts/1681450097332361

ThaiTribune
8 hours ago ·

เด็กไทย "ใช้โค้ดช่วยคนหนีน้ำ" เปิดแอป Rangjai ปักหมุดขอความช่วยเหลือ เชื่อมอาสาแบบเรียลไทม์
27 กันยายน 2569 ท่ามกลาง #วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ยังมีฝนตกต่อเนื่อง #เยาวชนไทย นำ #ทักษะด้านเทคโนโลยีมาพัฒนา “#Rangjai-แรงใจ” #เว็บแอปพลิเคชัน สำหรับ #ปักหมุดตำแหน่งผู้ประสบภัยและระบุความต้องการ เพื่อช่วยให้ #อาสาสมัคร หรือ #ทีมกู้ภัยค้นหาผู้เดือดร้อนได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติม #ใช้งานผ่านเบราว์เซอร์บนโทรศัพท์มือถือได้
.
เพจ นักเรียนดี เผยว่าผลงานดังกล่าวพัฒนาโดย #เครือข่ายเยาวชนจิตอาสาเพจแรงใจ ซึ่งมีทั้งนักเรียนระดับมัธยมศึกษา นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ โดยแนวคิดสำคัญคือ #การเปลี่ยนข้อมูลจากการโพสต์ขอความช่วยเหลือในโซเชียลมีเดีย ให้กลายเป็น #ข้อมูลตำแหน่งบนแผนที่ ที่ระบุจุดและประเภทความช่วยเหลือได้ชัดเจน
.
ผู้ประสบภัยสามารถแจ้งได้ว่ามีคนติดอยู่กี่คน ต้องการอาหาร น้ำ ยา การอพยพ หรือความช่วยเหลือทางการแพทย์ จากนั้นข้อมูลจะแสดงบนระบบเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่หรือทีมอาสาสมัครนำไปใช้ประกอบการเข้าช่วยเหลือ ขณะเดียวกันระบบยังมีฟังก์ชันแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำท่วมและอุบัติเหตุแบบเรียลไทม์ที่ทีมผู้พัฒนาระบุว่าใช้ AI เข้ามาช่วยประมวลผลข้อมูลด้วย (naewna.com)
.
วิธีใช้งานสำหรับคนติดน้ำ
เข้าเว็บไซต์ Rangjai ผ่านโทรศัพท์ จากนั้นเข้าสู่ระบบ ปักหมุดตำแหน่งที่อยู่จริง ระบุจำนวนผู้ประสบภัยและสิ่งที่ต้องการ เช่น อาหาร น้ำดื่ม ยา หรือการอพยพ แล้วรอการติดต่อจากผู้ที่สามารถเข้าช่วยเหลือได้
จุดสำคัญคือ เมื่อได้รับความช่วยเหลือแล้ว ต้องลบหมุดออกจากระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้ทีมอาสาสมัครเสียเวลาเดินทางไปยังจุดที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว และเปิดทางให้เจ้าหน้าที่นำกำลังไปช่วยเคสอื่น
.
เว็บไซต์ใช้งานได้ที่ Rangjai-แรงใจ
ทีมผู้พัฒนาที่มีการเปิดเผยชื่อ ได้แก่ มูฮำหมัดฟัยรุซ สินแส นักเรียนวิทยาลัยการอาชีพปัตตานี, ภากร วงษ์อรุณ นักเรียน ม.6 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์, โยธิน นครากรกุล นักเรียน ม.6 โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย, อิทธิกร เปลหิรัญ นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมนนทบุรี, เชน ชัยวัฒน์ สมมิตร บัณฑิตมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ วรัญรดา ชมภูจันทร์ บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
ผลงานนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ กทม. ยังเผชิญน้ำท่วมหลายพื้นที่ โดยวันที่ 27 กันยายนยังมีฝนตกต่อเนื่อง ขณะที่กรุงเทพมหานครเร่งระบายน้ำและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง พร้อมเปิดช่องทางรับแจ้งเหตุผ่าน 1555, 02-248-5115 และ Traffy Fondue ดังนั้น Rangjai จึงสามารถใช้เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับการสื่อสารข้อมูลภาคประชาชน แต่ ไม่ควรใช้แทนช่องทางฉุกเฉินของรัฐหรือการแจ้งเหตุที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน
.
สิ่งที่น่าสนใจของ “#แรงใจ” จึงไม่ใช่เพียงการสร้างเว็บไซต์ แต่คือการนำทักษะการเขียนโปรแกรม แผนที่ และ #AI มาประยุกต์กับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน เปลี่ยนจากการเป็นผู้รับข้อมูลน้ำท่วม มาเป็น คนรุ่นใหม่ที่สร้างเครื่องมือให้ข้อมูลความเดือดร้อนเดินทางไปถึงคนที่พร้อมช่วยเหลือได้เร็วขึ้น







 

มีน้องคนหนึ่งออกมาแฉ ที่แท้สาเหตุน้ำท่วมอยุธยาทุกปีเพราะ หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 (Great Flood) มันมีการสร้างและเสริมความสูงของคันกั้นน้ำ พื้นที่ในคันกั้นน้ำปลอดภัย นอกคันกั้นน้ำเลยเจอน้ำท่วมเป็นประจำ








https://x.com/TarotYouuuu/status/2104055639588864260
.....

 โดยมีรายละเอียดเชิงโครงสร้างและผลกระทบสำคัญ ดังนี้

1. การยกระดับคันกั้นน้ำและถนน (Dike & Levee Heightening)

คันกั้นน้ำริมแม่น้ำสายหลัก: 
มีการสร้างและเสริมความสูงของคันกั้นน้ำคอนกรีต คันดิน และคันกั้นน้ำชั่วคราว/ถาวรริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และแม่น้ำป่าสัก เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำล้นตลิ่งเข้าสู่เขตเทศบาล เมืองเก่าอยุธยา และโบราณสถานสำคัญ

การปรับปรุงถนนให้ทำหน้าที่เป็นคันกั้นน้ำ (Road-cum-Dike): 
ยกระดับถนนสายหลักและสายรอง เช่น ถนนสาย 347 (ปทุมธานี-บางปะหัน), ถนนสาย 356 (บายพาสอยุธยา) และถนนคันคลองชลประทานต่างๆ ให้มีความสูงขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวป้องกันน้ำทะลักเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน

2. การสร้างกำแพงป้องกันน้ำท่วมรอบนิคมอุตสาหกรรม (Industrial Estate Floodwalls)

เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ภาครัฐและนักลงทุน นิคมอุตสาหกรรมหลักในจังหวัดอยุธยาและปทุมธานี เช่น นิคมฯ โรจนะ, นิคมฯ ไฮเทค, นิคมฯ บางปะอิน และนิคมฯ นวนคร ได้ลงทุนสร้างกำแพงกั้นน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก (Concrete Floodwall) ความสูงเฉลี่ย 6.0–6.5 เมตร รักษาระดับสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดปี 2554 พร้อมติดตั้งระบบสูบน้ำและประตูระบายน้ำของตนเอง

3. การพัฒนาระบบ "ทุ่งรับน้ำ" หรือแก้มลิง (Retention Basins)

กรมชลประทานได้จัดทำแผนผังการใช้พื้นที่ทุ่งเกษตรกรรมในเขตจังหวัดอยุธยา อ่างทอง และสุพรรณบุรี เป็น 13 ทุ่งรับน้ำเชิงยุทธศาสตร์ (เช่น ทุ่งผักไห่, ทุ่งเสนา, ทุ่งบางบาล, ทุ่งมหาราช) รวมพื้นที่กว่า 1.15 ล้านไร่

เงื่อนไขการใช้งาน: 
กำหนดช่วงเวลาทำนาของเกษตรกรให้เกี่ยวข้าวเสร็จก่อนช่วงน้ำหลาก (ก่อน 15 กันยายน) เพื่อใช้ทุ่งนาเหล่านี้กักเก็บน้ำส่วนเกิน ชะลอมวลน้ำก่อนลงสู่กรุงเทพฯ

ผลลัพธ์ทางกายภาพ: 
เมื่อมีการตัดยอดน้ำเข้าทุ่ง พื้นที่เกษตรกรรมนอกคันกั้นน้ำจะกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ กักเก็บน้ำไว้จนกว่าระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักจะลดลง
ผลกระทบและข้อถกเถียงเชิงพื้นที่ (Socio-Spatial Impacts)

การปรับปรุงโครงสร้างหลังปี 2554 ส่งผลให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า "พื้นที่มี่การปกป้อง" (Protected Areas) กับ "พื้นที่นอกคันกั้นน้ำ" (Unprotected/Outside Areas) ชัดเจนขึ้น:


สรุปภาพรวม: 
การสร้างคันกั้นน้ำและกำแพงกั้นน้ำหลังปี 2554 สามารถคุ้มครองเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรมได้จริง แต่เป็นการเปลี่ยนทิศทางและบีบแนวการไหลของน้ำ ทำให้มวลน้ำส่วนเกินโถมเข้าสู่พื้นที่ริมแม่น้ำนอกแนวคันกั้นน้ำและพื้นที่ทุ่งรับน้ำในจังหวัดอยุธยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้




นายกฯ ลุยแฟลตคลองจั่น ชาวบ้านตะโกนถาม เป็นไงเอาอยู่ ?






 

มีใครเคยวิธีนี้บ้าง ใช้น้ำกันน้ำ








https://x.com/spicy_rn1/status/2103873519478301125
.....

ข้อควรระวังในการใช้งาน

ระดับความสูงที่กันได้:
เหมาะสำหรับน้ำท่วมขังระดับต่ำถึงปานกลาง (ไม่เกิน 30–50 ซม.) หากน้ำสูงหรือไหลเชี่ยวมาก ถุงน้ำอาจลอยหรือไหลตามน้ำได้เพราะความหนาแน่นเท่ากับน้ำท่วม

ระวังของแหลมคม:
กิ่งไม้หรือเศษแก้วที่ลอยมากับน้ำอาจแทงถุงน้ำแตกได้ ควรใช้ผ้าใบหนาปูครอบแนวกั้นไว้อีกชั้นเพื่อป้องกัน




วันอาทิตย์, กันยายน 27, 2569

โอ้โห เถื่อนมาก จัดฉายหนังเรื่องเถียนมี่มี่ ยังจะลากเข้าประเด็นความไม่สงบใน จชต.ได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานระดับขึ้นหิ้งของวงการหนังฮ่องกง (ออกฉายในปี 1996 กำกับโดย หลี่หมิงหยวน หรือ Peter Chan) ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำและค่านิยม (Hong Kong Dream): ในช่วงยุค 80s ถึง 90s


คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี - Communication Sciences PSU
10 hours ago ·

แถลงการณ์ข้อเท็จจริง
กรณีเพจสื่อสังคมออนไลน์บิดเบือนข้อมูลกิจกรรมวิชาการและการจัดฉายภาพยนตร์
ณ สมาคมฮกเกี้ยน จังหวัดปัตตานี
โดย คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
.
ตามที่ปรากฏข้อความและภาพบนสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและให้ร้ายกิจกรรมฉายภาพยนตร์และการเสวนาทางวิชาการของคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ณ สมาคมฮกเกี้ยน จ.ปัตตานี โดยมีเนื้อหาที่มุ่งทำลายชื่อเสียงขององค์กรและภาคีที่เกี่ยวข้อง ทั้งการกล่าวอ้างอันเป็นเท็จว่าหลอกลวงผู้สูงอายุชาวไทยเชื้อสายจีนมาร่วมงาน ตลอดจนพยายามเชื่อมโยงในทางอ้อมว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน คณะวิทยาการสื่อสาร จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคมและสาธารณชน ดังต่อไปนี้
.
1. วัตถุประสงค์และสาระสำคัญของภาพยนตร์
กิจกรรมดังกล่าวเป็นการร่วมมือระหว่างคณะวิทยาการสื่อสาร โครงการคนใต้เท่าทันสื่อ สมาคมฮกเกี้ยน จ.ปัตตานี โดยใต้การสนับสนุนจากสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมภาพยนตร์ เพื่อจัดฉายภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง "Comrades: Almost a Love Story" (เถียนมีมี่ 3,650 วัน รักเธอคนเดียว) ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา มีเนื้อหาบอกเล่าวิถีชีวิตของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่อพยพไปแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจในฮ่องกง การปรับตัวข้ามวัฒนธรรม และเรื่องราวความรักท่ามกลางอุปสรรคชีวิต ซึ่งไม่ได้มีบริบทหรือเนื้อหาใดที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความมั่นคงหรือความขัดแย้งทางการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้แม้แต่น้อย โดยการฉายภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม MicroCinema Training Lab 2026 จัดโดยสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมภาพยนตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ในประเทศไทย
.
2. เหตุผลการเลือกสถานที่และประเด็นการเสวนา
การเลือกจัดกิจกรรม ณ สมาคมฮกเกี้ยน จ.ปัตตานี มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงบริบทของภาพยนตร์เข้ากับประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมพหุวัฒนธรรมในจังหวัดปัตตานี และมีเวทีเสวนาหลังการฉายภาพยนตร์จากนักวิชาการและแกนนำชาวไทยเชื้อสายจีนใน จ.ปัตตานี การเสวนาดังกล่าวมุ่งเน้น 3 ประเด็นหลักในเชิงมานุษยวิทยา นิเทศศาสตร์ และภาพยนตร์ศึกษา ได้แก่
2.1) การอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน เปรียบเทียบการปรับตัวของชาวจีนรุ่นก่อนและรุ่นปัจจุบันเพื่อหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหม่
2.2) ประเด็นเชิงจริยธรรมและความสัมพันธ์ของปัจเจกบุคคล มีการตั้งคำถามเชิงศีลธรรมของความรักและความสัมพันธ์ท่ามกลางการพลัดถิ่น
2.3) สัญญะและความหมายในภาพยนตร์ การวิเคราะห์เทคนิคการเล่าเรื่องและการสื่อความหมายทางศิลปะภาพยนตร์
.
3. กลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมและบรรยากาศการเรียนรู้
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีประมาณ 60 คน ประกอบด้วย สมาชิกสมาคมฮกเกี้ยน จ.ปัตตานี ที่เป็นการเชิญชวนและประชาสัมพันธ์กันภายในเครือข่ายของสมาคมฯ นักศึกษาชาวไทย และชาวจีนบางส่วน คณาจารย์ และประชาชนทั่วไปที่สนใจงานศิลปวัฒนธรรม ซึ่งผู้สูงอายุและผู้อาวุโสหลายท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นอดีตข้าราชการและบุคคลที่ได้รับความเคารพนับถือในจังหวัดปัตตานี การจัดงานเปิดกว้างอย่างโปร่งใส บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น มีการแลกเปลี่ยนทางความคิดอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ในการส่งเสริมวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์และการใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ของชุมชน
.
คณะวิทยาการสื่อสาร ยืนยันว่าการจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นไปตามพันธกิจทางวิชาการ การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ดังนั้นการนำกิจกรรมทางศิลปะและวิชาการไปบิดเบือน ตีความให้เกิดความเข้าใจผิด ป้ายสี และสร้างความเกลียดชังในสังคม ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กรและภาคีเครือข่าย
.
ทั้งนี้ คณะวิทยาการสื่อสาร อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานการบิดเบือนข้อมูลและการให้ร้ายต่อองค์กร ร่วมกับฝ่ายนิติกร เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อเพจและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อไป พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือประชาชนและผู้ติดตามเพจดังกล่าวโปรดใช้วิจารณญาณในการเปิดรับข้อมูลข่าวสาร ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์และธำรงไว้ซึ่งพื้นที่การสื่อสารที่ประเทืองปัญญาและเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป
.
คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
26 กันยายน 2569
.
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรม
1. MicroCinema Training Lab 2026 คลิก https://www.facebook.com/share/p/1CPMMpFEr5/
2. ข้อมูลและภาพกิจกรรม คลิก https://www.facebook.com/share/p/19LQdAokvz/
.
ติดตามข่าวสารจากคณะวิทยาการสื่อสาร :
เว็บไซต์ : https://www.commsci.psu.ac.th/
เพจ : https://www.facebook.com/commsci.pn.psu
Instagram : @commscipsu
TikTok : @commsci.psu

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1682507173629523&set=a.665915301955387