วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 24, 2557

ข้อสังเกต รธน. ชั่วคราว 'ห้ามเจ้าสำนัก'




ข้อสังเกตเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557



*โปรดดูรัฐธรรมนูญฯ ประกอบ

คำปรารภ ปกติแล้วคำปรารภ หรือ preamble นั้นจะกล่าวถึงที่ไปที่มาและอุดมการณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่คำปรารภนี้กลับกล่าวถึงสาเหตุของการยึดอำนาจเสียมากกว่า และเป็นคำปรารภที่ยาวมากกว่าปกติ

มาตรา 1 และ 2 – เป็นรูปแบบปกติของรัฐธรรมนูญไทย

มาตรา 3 – ยังงงๆอยู่ว่าการที่บัญญัติว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยแต่พอดูเนื้อหาทั้งฉบับแล้วไม่รู้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยตรงไหน

มาตรา 4 – อ่านแล้วเคลิ้มเพราะพูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แลพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่พออ่านไปถึงมาตรา 47 แล้วมาตรานี้ไม่มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด

มาตรา 5 – คือมาตรา 7 ของ รธน.50 ดีๆนี่เอง แต่เพิ่มตรงให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยล่วงหน้าได้ ซึ่งผิดวิสัยของการเป็นศาล ที่ปกติแล้วจะไม่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายแต่ศาลจะวินิจฉัยในกรณีที่ เกิดข้อพิพาทแล้วเท่านั้น

มาตรา 6,7,8,9,10,11,12,13 – เป็นส่วนเกี่ยวกับองค์ประกอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มีข้อสังเกตคือ ห้ามผู้เคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองภายในระยะเวลา 3 ปี แต่ไม่ห้ามข้าราชการประจำ  

ที่น่าขำก็คือ มาตรา 8(8) ห้ามเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก จึงเป็นปัญหาว่าคำว่าเจ้ามือนี้หมายความถึงอะไรบ้าง เช่น เจ้ามือไฮโล เจ้ามือหวยไต้ดิน ฯลฯ และคำว่าเจ้าสำนักหมายถึงเจ้าสำนักนางโลมหรือเจ้าสำนักบู้ลิ้มด้วยใช่หรือไม่ อย่างไร

มาตรา 14,15,16,17,18 – เป็นส่วนเกี่ยวกับกระบวนการตรากฎหมายและการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติทั่วๆไป

มาตรา 19,20 – ว่าด้วยคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีซึ่งมีข้อสังเกตคือไม่เป็นหรือ เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง(สนช.และสปช.เป็นสมาชิกพรรคได้ ห้ามเฉพาะผู้มีตำแหน่งในพรรคเท่านั้น) และแน่นอนว่าไม่ห้ามข้าราชการประจำอีกเช่นกัน

มาตรา 21 – เกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด

มาตรา 22 – เกี่ยวกับการออกพระราชกฤษฎีกา

มาตรา 23 – เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกและสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ แต่ไม่ยักพูดถึงการประกาศสงคราม

มาตรา 24 – เกี่ยวกับการโปรดเกล้าแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ผู้พิพากษาตุลาการและองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย

มาตรา 25 – การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองฯ

มาตรา 26 – ความเป็นอิสระในการพิพากษาคดีของฝ่ายตุลาการ

มาตรา 27 – ประเด็นที่สภาปฏิรูป (สปช.) มีหน้าที่ศึกษา 11 ด้าน ซึ่งยังงงๆอยู่ว่าอาศัยเกณฑ์อะไรในการแบ่งหมวดเพราะดูทับซ้อนกันอย่างไรพิกล แต่ก็ยังดีที่มี (4) ที่มีประเด็นการปกครองท้องถิ่นแต่แยกออกมาจากการบริหารราชการแผ่นดิน (ซึ่งจริงๆแล้วควรจะอยู่ด้านเดียวกัน) แต่ก็ยังดีที่อย่างน้อยก็จะได้มีการพูดถึงประเด็นการปกครองท้องถิ่นบ้าง แม้ว่าจะไม่เห็นความหวังของการพัฒนาการที่ดีขึ้นแต่อย่างใด มีแต่จะถูกลดทอนขนาดและอำนาจหน้าที่ลงไปเป็นลำดับนับแต่ภายหลังมีการยึดอำนาจเมื่อ 22 พฤษภาคม57 เป็นต้นมา

มาตรา 28,29,30,31 – เกี่ยวกับคุณสมบัติ ที่มา อำนาจหน้าที่ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ

มาตรา 32,33 – เกี่ยวกับที่มาและคุณสมบัติของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 36 คน ซึ่งห้ามสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายใน 3 ปี เช่นเดียวกับคุณสมบัติ ครม.

มาตรา 34 – กำหนดระยะเวลาร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่ได้รับความเห็นจาก สปช.และต้องเสนอร่าง รธน.ต่อ สปช. (ไม่ใช่ สนช.) พิจารณา

มาตรา 35 – กำหนดประเด็นให้คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฯ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ รัฐธรรมนูญฯฉบับที่ 20 ที่จะมีขึ้นคือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฯฉบับที่ 19 หรือฉบับปี 57 นั่นเอง เพียงแต่เมื่อมีฉบับที่ 20 แล้ว ฉบับที่ 19 ก็เลิกไปเพราะเอาเจตนารมณ์ฉบับที่ 19ไปใส่ในฉบับที่ 20 แล้ว

มาตรา 36,37,38,39 – เป็นขั้นตอนและกระบวนการร่างรัฐรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีข้อสังเกตคือ ตามมาตรา 37 วรรคสองที่บัญญัติว่า ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไปซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับกระบวนการตรากฎหมายที่ผ่านมาในอดีต เพราะไม่บัญญัติให้มีการยืนยันร่าง แต่กลับเพิ่มพระราชภารกิจและความรับผิดชอบให้แก่พระมหากษัตริย์ในกรณีที่ต้องวินิจฉัยให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป 

และในกรณีมาตรา 38 วรรคสองในกรณีคณะกรรมาธิการฯยกร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ให้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการฯชุดใหม่ขึ้นมาอีก ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะแล้วเสร็จอีกเช่นกัน ซึ่งอาจกินเวลาเป็นสิบๆปีทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้เพียงสิบปีในสมัยจอมพลสฤษดิ์และต่อเนื่องมาถึงจอมพลถนอม 

หรือถ้ามองแบบร้ายสุดๆก็อาจจะไม่มีฉบับที่ 20 เลยก็เป็นได้

มาตรา 40 – เกี่ยวกับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งของตำแหน่งในรัฐธรรมนูญนี้ซึ่งกำหนดให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา

มาตรา 41 – ยกเว้นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามให้แก่ คมช.,สนช.,สปช.,กรรมาธิการร่าง รธน. ฯลฯ

มาตรา 42 – ให้ คมช.อยู่ต่อไปและเพิ่มจำนวนให้เป็นไม่เกิน 15 คน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง คมช.กับ ครม.
มาตรา 43 – ในระหว่างที่ยังไม่มี สนช.,ครม.ให้อำนาจเป็นของ หน.คมช.

มาตรา 44 – สรุปง่ายๆก็คือมาตรา 17 ที่เคยให้อำนาจจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอมไว้อย่างไรก็แทบไม่แตกต่างกัน เพียงคราวนี้หาก หน.คมช.จะใช้อำนาจก็โดยความเห็นชอบของ คมช.เท่านั้นเอง

มาตรา 45 – เกี่ยวกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญภายใต้บังคับของมาตรา 5 และมาตรา 44

มาตรา 46 – เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจของ สนช.พิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เท่านั้นไม่สามารถแก้ไขได้หากครม.และคสช.ไม่เห็นชอบด้วย

มาตรา 47 – บรรดาประกาศและคำสั่งของ คสช.ไม่ว่าจะทำก่อนหรือหลัง รธน.นี้บังคับใช้เป็นประกาศหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญและถือ เป็นที่สุดจนกว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก  

ที่น่าสังเกตคือมีคำว่าหลัง ประกาศใช้ รธน.ซึ่งก็แสดงว่า คสช.ยังมีอำนาจเต็มทุกอย่างนั่นเอง

มาตรา 48 – ว่าด้วยการนิรโทษกรรมการกระทำทั้งหลายที่กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจ ไม่มีข้อสังเกต เพราะถ้าไม่มีมาตรานี้ต่างหากจึงจะผิดสังเกตของการยึดอำนาจแบบไทยๆ

รายละเอียดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ๒๕๕๗ ที่ http://hilight.kapook.com/view/105498

บรรยากาศ @สุวรรณภูมิ ยิ่งลักษณ์ ไปฝรั่งเศส - นักข่าว : ท่านนายก ท่านนายกขา

สื่อตปท.กล่าวถึงรัฐธรรมนูญใหม่ไทยว่าอย่างไร


ที่มา บีบีซีไทย

สื่อต่างประเทศเล่นข่าวเรื่องไทยกันหนาแน่นเมื่อวานนี้ ประเด็นสำคัญที่ทำให้ไทยได้รับความสนใจหนีไม่พ้นเรื่องของการมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่สื่อหลักๆหยิบมาเล่นกันและเล่นในประเด็นแทบจะเป็นอันเดียวกันก็ว่าได้ กล่าวคือเน้นเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ให้อำนาจ คสช.ไว้อย่างมาก รวมทั้งประเด็นเรื่องของการที่ทหารจะยังอยู่ในอำนาจต่อไป มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใดๆตลอดไปถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งเรื่องของการที่หัวหน้าคสช.อาจจะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสียเอง

นสพ. วอลสรีทเจอร์นัลอธิบายภาพของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นภาพที่นำเสนอผ่านทีวีโดยบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าคสช.ได้เข้าเฝ้า วอลสตรีทเจอร์นัล บอกว่ารัฐธรรมนูญใหม่ให้อำนาจ คสช.ในการเสนอแนะชื่อคนที่จะมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ สภาปฎิรูปและกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แถมมีอำนาจยับยั้งการตัดสินใจใดๆไม่ว่าของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติหรือตุลาการ
พร้อมกันนี้อ้างความเห็นของไมเคิล มอนเตซาโน นักวิชาการของสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สิงคโปร์ว่า นี่เป็นความพยายามในการทำให้การทำรัฐประหารเป็นเรื่องชอบธรรม

ด้านวีโอเอหรือวอยส์ ออฟ อเมริการายงานประเด็นเดียวกันเรื่องว่าคสช.ออกรัฐธรรมนูญใหม่ที่ให้อำนาจตัวเองอย่างมาก หัวหน้าคณะคสช.จะมีอำนาจกำกับดูแลองค์กรทั้งในส่วนบริหารและนิติบัญญัติ และยังอาจจะก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไปของไทย วีโอเอบอกว่า รัฐธรรมนูญใหม่มีผลให้การรัฐประหารของ คสช.ถูกต้องตามกฎหมาย และว่าทหารจะเป็นผู้เลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติจำนวน 220 คน สภานี้จะทำหน้าที่แทนวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฏร ทั้งบอกด้วยว่าสมาชิกสภาต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี ไม่เคยถูกโยกย้ายหรือลงโทษ ด้วยข้อกล่าวหาในเรื่องทุจริต

สำนักข่าวบลูมเบอร์กรายงานประเด็นเดียวกันว่าทหารจะเป็นคนเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติ และสภานี้จะเป็นคนเลือกนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรี 35 คน บลูมเบอร์กบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้เป็นภาพสะท้อนเสียงเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วง กปปส. นี่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ของไทย ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีการตั้งสภาปฎิรูปที่มีสมาชิก 250 คน สภานี้จะเป็นผู้รับรองร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะมีกรรมการยกร่างด้วย ข่าวอ้างนายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของคสช.ที่อธิบายกับสื่อว่า คสช.จะอยู่ในอำนาจจนกว่าจะมีการนำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้
ด้านนายพอล แชมเบอร์ส์ ผอ.สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในเชียงใหม่บอกว่า เป้าหมายหลักของการมีรัฐธรรมนูญนี้ก็เพื่อจะนิรโทษกรรมคสช.

สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันหมดเรื่องที่มีการคาดการณ์ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รอยเตอร์รายงานอ้างพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายาที่ตอบคำถามนักข่าวในที่แถลงข่าวเรื่องรัฐธรรมนูญว่า พล.อ.ประยุทธ์ทำงานได้ดีไม่มีที่ติเท่าที่ผ่านมา สองเดือนมานี้พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานในการประชุมทุกวันดูแลงานและการบริหารประเทศผ่านไปอย่างเรียบร้อย จึงไม่มีเหตุผลว่าทำไมจึงจะทำหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ส่วนนายวิษณุ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของคสช.ก็บอกว่า ตามรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ แต่จะเป็นหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าสภานิติบัญญัติจะเลือกหรือไม่

รอยเตอร์อ้างความเห็นแอมบิก้า อบูจา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมืองไทยของกลุ่มประเมินความเสี่ยงชื่อ ยูเรเชีย ที่บอกว่า เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์คงจะยังมีอำนาจต่อไปในรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง หรือไม่ก็เป็นรัฐมนตรีกลาโหม หรือไม่ก็ยังรั้งตำแหน่งผบ.ทบ.ต่อไป เธอบอกว่า หากเป็นจริงก็จะทำให้ยากที่จะมองหาคนที่เป็นกลางมาทำหน้าที่ประสานรอยร้าว และจะยิ่งสร้างความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในกองทัพ

รอยเตอร์อ้างพล.อ.ไพบูลย์ระบุว่า จะยังคงมีการใช้กฎอัยการศึกต่อไป และที่ปรึกษากฎหมายนายวิษณุระบุว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวนี้อาจจะอยู่กับประเทศไทยไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี

Comments:

รัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ ตามแบบฉบับ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และถนอม กิตติขจร

เผด็จการไม่เคยมีจุดจบที่งดงาม

fascist thailand

ก็เอียงข้างอยู่เหมือนเดิม

ทหารเลว ไม่รู้จักหน้าของตัวเอง

ทหารปกครองยังไงก็เผด็จการอยู่แล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ แต่ปกครองแบบออกกฏเกณฑ์ไว้กีดกัน กำจัด นักการเมืองเลวๆได้ ผมเชียร์ครับ เพราะนักการเมืองเลวๆ มันไม่กล้าออกกฏหมายเอาผิดตัวมันเองแน่นอน.

I'm order

 ทรงพระเจริญ

ยังรักทักษิณก็คือยังอยู่ในกะลา..นะจะบอกให้

ขอบคุณครับที่ bbc ถ่ายทอดความเห็นของสื่อสำนักอื่นๆ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ไปกันไกลได้ขนาดนี้

รอบนี่จ๊อกกี่ขี่ม้าเข้าวินเเล้วเเต่จ๊อกกี่ยังไม่ลงจากหลังม้า

รอเวลา

อยู่เหนืออำนาจตุลาการด้วย. ใหญ่แค่ไหนก็ดูเอาเถอะ

มหาอุปราชแห่ง..เสียมก๊ก

"I am the law"

ถ้าทหารไม่มีอำนาจแล้วใครจะมี ?!

สหมงคลฟิล์ม ภูมิใจเสนอ ....อำนาจมาดเล็ก เล็ก เล็ก ) ) ) )) Echoooo

คนร่างก็คนที่เคยทำงานให้ทักษิณมาก่อนทั้งนั้น ทั้ง วิษณุ เครืองาม, มีชัย ฤชุพันธ์ บวรศักดิ์ อุวรรโณ

ดิ่งเหว
ooo
เรื่องเกี่ยวเนื่อง...
ภาพจาก ชูวิทย์ I'm No 5
ooo
สู่ระยะที่ ๒ ของคสช. : รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา ๔๔ 

ที่มา FB Abhisit Vejjajiva

เดิมตั้งใจจะเขียนถึงประเด็นการปฏิรูปด้านต่างๆ แต่เมื่อวานนี้ ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมได้อ่านรัฐธรรมนูญแล้วและไม่มีประเด็นอะไรที่เกี่ยวกับโครงสร้างของสภานิติบัญญัติ สภาปฏิรูป และคณะรัฐมนตรี ที่อยู่เหนือความคาดหมายนัก ในส่วนของการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ต้องยอมรับว่ามาตรา ๓๕ ได้บัญญัติประเด็นของรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ที่จะแก้ปัญหาระบบการเมืองไว้ ค่อนข้างจะตรงประเด็น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น การที่นักการเมืองถูกครอบงำ หรือปัญหาของการที่หลักนิติธรรมนิติรัฐถูกทำลายในอดีต

แต่มีบทบัญญัติมาตราหนึ่งที่อาจถูกมองว่าผิดปกติ คือ มาตรา ๔๔ อันเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจของหัวหน้าคสช. และคสช. ซึ่งเป็นอำนาจพิเศษ โดยเป็นการเขียนในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า การตราธรรมนูญการปกครองก็ดี หรือรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ดี โดยปกติเป็นการส่งมอบอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จที่คณะรัฐประหารใช้ กลับเข้าสู่การใช้อำนาจอธิปไตย โดยพระมหากษัตริย์ ผ่านสภานิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี และศาล การใช้อำนาจของคณะรัฐประหารจะมีการคงไว้อยู่บ้างในลักษณะของการบริหารเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องหรือกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง เช่น

• เมื่อปี ๒๕๔๙ ประธาน คมช. อาจขอให้มีการประชุมร่วมกันระหว่าง คมช. กับครม. ได้ในปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ

• ในปี ๒๕๓๔ ประธาน รสช. โดยความเห็นชอบของที่ประชุมร่วมระหว่างสภา รสช. กับนายกรัฐมนตรี อาจสั่งการหรือกระทำการใดๆ เพื่อป้องกันระงับหรือปราบปรามการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงได้

แม้แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งสังคมไทยจะกล่าวถึงเสมอ คือมาตรา ๑๗ ที่ถือว่าเบ็ดเสร็จที่สุด ก็จะให้อำนาจนายกรัฐมนตรี ในการสั่งการหรือกระทำการเพื่อระงับหรือปราบปรามการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคง ความแตกต่างในครั้งนี้ คือ ในมาตรา ๔๔ อำนาจพิเศษนั้น เป็นของหัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของคสช. โดยไม่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี และมาตรา ๔๔ ยังบัญญัติโดยชัดแจ้งว่าการใช้อำนาจนี้อาจมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ และทางตุลาการได้ โดยไม่มีกระบวนการที่จะโต้แย้งหรือตรวจสอบ นั่นหมายถึง ความสามารถที่จะออกกฎหมายและ/หรือการกลับคำพิพากษาได้ ขอบเขตของการใช้มาตรา ๔๔ นี้ ยังมิได้จำกัดอยู่เฉพาะการป้องกันระงับหรือปราบปรามการกระทำที่เกี่ยวกับความมั่นคง แต่สามารถใช้เหตุผลว่าเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปหรือการส่งเสริมความสมานฉันท์ของคนในชาติได้ด้วย บทบัญญัติในมาตรานี้ทั้งหมดจึงอาจถูกมองได้ว่าไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา ๓

ผมเชื่อว่าสังคมยอมรับสภาพการคงอำนาจพิเศษในกรณีที่จะเกิดปัญหาความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้น แต่ยังไม่ชัดเจนว่าวัตถุประสงค์ของการขยายอำนาจพิเศษให้ครอบคลุมอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจตุลาการก็ดี หรือการอ้างอิงเหตุผลในการใช้อำนาจเพื่อผลักดันการปฏิรูปหรือการส่งเสริมความสมานฉันท์ก็ดี มีความจำเป็นอย่างไร เพราะโดยโครงสร้างสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฏิรูปก็มีที่มาจากคสช. อยู่แล้วและการระงับการกระทำที่เป็นปัญหาต่อความมั่นคงก็จะเป็นการใช้มาตรการทางบริหารเป็นหลัก ผมจึงหวังว่าหัวหน้า คสช. จะช่วยอธิบาย ถึงความจำเป็นและสิ่งที่ท่านคิดอยู่ในใจว่าจะใช้อำนาจในมาตรา ๔๔ นี้ ในกรณีไหนอย่างไรโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความชัดเจนและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งหรือความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เพราะประโยคนี้ละม้าง...ถึงรพ...


สงสัย เพราะประโยคนี้ละม้าง ถึงเข้า รพ ของไม่ถึง ปากไม่ดี ปากสว่าง โดนยาตายมาแล้วกี่ราย รุ้ไหม ท่าน
อรรถชัย อนันตเมฆ
...
คอมเมนท์

สงสัย จะรับบิณทบาท ข้าวเหนียวมะม่วง

หึึหึ น่าคิด น่าคิด

....แร๊ะใครเขาให้มรึงเสือก...ตั้งม๊อปล่ะ...

ขนาดนั้นเลยหรอจ้ะ

คนดีไม่ใีบ้านอยุาวะ

บวชเป็นพระให้สงบนิ่งเผยแผ่ธรรมะ ละกิเลส ตัณหาทั้งปวง เสือกมานำหน้าต้านการเลือกตัว ล้มรัฐบาล พอฝ่ายที่เห็นตรงข้ามจะแสดงพลังบ้างเสือก
รปห. กรรมติดจรวด ไอ้เหล่มรึงอีกตัว และพรรคสลิ่มแมลงสาป ประเทศไทยก็เป็น
ของตรูเหมือนกัน ขอความฉิบหายที่ประเทศไทยได้รับ จงสนองกับไปหาพวกมรึงทุกๆตัวตนเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

เขาเรียกว่าควายหรอกควายครับ

555นอนโรงพยาบาลเลย

อยู่ที่วัดดีๆๆไม่ชอบสมแล้ว


เก็บภาพจากเน็ท...งานคืนสุข ให้ประชาชน... คนแม่งไม่มีเลย






เรื่องจากใจรัฐศาตร์บริกรอกหัก... "สมบัติ" เตือนคสช.อย่าซ้ำรอย "สฤษดิ์-ถนอม" หลังคงอำนาจ รธน. ชั่วคราว


"สมบัติ" เตือนคสช.อย่าซ้ำรอย "สฤษดิ์-ถนอม" หลังคงอำนาจ รธน. ชั่วคราว

"สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" ชี้ รธน.ชั่วคราว ให้อำนาจ คสช. เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เตือน คสช. "ซื่อสัตย์สุจริต" อย่าซ้ำรอย "สฤษดิ์-ถนอม" ระบุชัด เมื่อขาดความชอบธรรม ประชาชนจะต่อต้าน

ที่มา สำนักข่าวอิศรา

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศราwww.isranews.org ถึงการคงอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ว่า สาระสำคัญประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่คนในสังคมให้ความสนใจคือการตั้งคำถามว่าอำนาจพิเศษของ คสช. จะยังมีอยู่หรือไม่ เมื่อมีรัฐธรรมนูญชั่วคราวเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งกรณีของ คสช. นี้ อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยังคงอยู่ โดยเฉพาะที่มาตรา 44 ซึ่งถือว่า คสช. มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งด้านนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ

นายสมบัติกล่าวว่า ที่ผ่านมาก่อนมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว คสช. ใช้เพียงอำนาจในทางนิติบัญญัติ คือการออกประกาศ และคำสั่งต่างๆ และใช้อำนาจทางบริหาร คือการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หน่วยงาน องค์กรต่างๆ แต่อำนาจเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่อำนาจตุลาการ แต่มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้ามีผู้ต้องหาที่มีการกระทำบ่อนทำลายชาติ คสช. สามารถทำการแทนศาลได้เลย สามารถสั่งประหารชีวิตได้เลย และเป็นการใช้อำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นที่สุด ใครมาโต้แย้งไม่ได้

"นี่คือรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้อำนาจแก่ คสช. พอสมควร” นักวิชาการรายนี้ระบุ

นายสมบัติ ยังกล่าวเปรียเทียบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของคณะรัฐประหารในอดีตที่ผ่านมาว่า ถ้าเทียบกับการรัฐประหารของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพล ถนอม กิตติขจร, พลเรือเอก สงัด ชะลออยู่และพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ แล้ว จะพบว่าคณะรัฐประหารเหล่านี้ ล้วนมีมาตราที่ให้อำนาจคณะรัฐประหารอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

“จอมพลสฤษดิ์ และจอมพลถนอม มีมาตรา 17 กรณีของทั้งสองคน เป็นอำนาจที่อาจจะเรียกว่าเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ทั้งนิติ บัญญัติ บริหาร ตุลาการเช่นกัน ส่วนของ รสช. ที่นำโดยพลเรือเอกสงัดมีมาตรา 21 พลเอกสุนทร มีมาตรา 27 ซึ่งล้วนให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแบบเดียวกัน”

นายสมบัติกล่าวด้วยว่า แม้จะมีนายกฯ แล้วก็ตาม รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้ ก็ยังบัญญัติไว้ว่า คสช. ยังมี อำนาจปลดนายกฯ ตามที่บัญัติไว้ใน มาตรา 19 วรรค 3 ดังนั้น โดยภาพรวม แม้เมื่อมีนายกฯ ครม. สนช. และมีสภาปฏิรูปแล้วก็ตาม หากถามว่าอำนาจ คสช. ในฐานะรัฐถาธิปัตย์ ยังมีอยู่ไหม คำตอบคือยังมีอยู่ครบถ้วนทุกประการ

นายสมบัติกล่าวด้วยว่าอำนาจเหล่านี้ จะยังปกป้อง คสช. ต่อไปได้ ตราบใดที่ คสช. ยังสามารถรักษาพรมจรรย์ไว้ได้ ซึ่งพรมจรรย์ในที่นี้ หมายถึง คำที่ พล.อ. ประยุทธ์ บอกว่า ไม่โกงแม้แต่บาทเดียว และไม่ต้องเอา 30 เปอร์เซ็นต์ มาให้ คสช. ถ้าทำได้ แบบนี้ประเทศสดใส

"ที่ผ่านมา เรื่องคอร์รัปชั่น เรื่องค่าคอมมิชชัน 30 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนก็ปวดหัวใจพอแล้ว ดังนั้น เมื่อหัวหน้า คสช ขึ้นมาและประกาศคำพูดนี้แล้วก็ขอให้ทำให้ได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า คสช. ไม่ได้มีแค่หัวหน้า คสช. แต่ยังมีคนที่แวดล้อมมากมาย ถ้าเมื่อใดทำให้คนสงสัย เมื่อเกิดความไม่โปร่งใส แม้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตามมาตรา 44 ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะ มาตรา 44 จะมีอิทฤทธิ์ปาฏิหหาริย์อย่างมาก เมื่อ คสช. มีความซื่อสัตย์สุจริต แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ มาตรา 44 ก็จะไม่มีความขลังอะไรเหลืออยู่ ไม่ต่างจากยุคจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ที่แม้จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เมื่อประชาชนลุกฮือต่อต้านความไม่ชอบธรรม อำนาจเหล่านี้ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้” นักวิชาการรายนี้ระบุ

ภาพประกอบจาก : http://news.springnewstv.tv และ google.com

วันพุธ, กรกฎาคม 23, 2557

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : โมเดลของ คสช ไม่ใช่ คมช (เปรียบเทียบ แล้วหลงทาง) โมเดลของ คสช คือ ปฏิวัติ 2501/02 ของสฤษดิ์


ที่มา FB Charnvit Ks

Thai political history is repeating itself
(From Sarit/Thanom to Prayuth)
It should be compared to Sarit's 2502/1959
ควรจะต้องเปรียบเทียบกับ ธรรมนูญฉบับ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ 2502
จะเห็นภาพว่า คสช ต้องการทำอะไร

เพราะ สฤษดิ์ น่าจะเป็น โมเดล
ของอนุรักษ์นิยม อำนาจนิยม และ อประชาธิปไตยมวลไทย

สรุป
โมเดลของ คสช ไม่ใช่ คมช (เปรีียบเทียบ แล้วหลงทาง)
โมเดลของ คสช คือ ปฏิวัติ 2501/02 ของสฤษดิ์
ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จ absolutism ม 17 กับ นรม
และที่ใช้เวลาร่างรัฐธรรมถึงกว่า 10 ปี
(ดึงเกม อยู่ในอำนาจ)
จะมาคลอดคือ รัฐธรรมนูญฉบับ 2511 ครับ
cK@WiilHistoryRepeatItself???
http://th.wikisource.org/wiki/ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร_พุทธศักราช_๒๕๐๒

....

คสช.แถลง : เรื่อง รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ฉบับที่19 (23 ก.ค. 57)

กฏหมายน่ารู้...การใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งรัฐธรรมนูญไทย

ที่มา lawtoknow 
และ โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 24 - 30 ตุลาคม 2552
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

มาตรา 17 เป็นบทบัญญัติหนึ่งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีต เป็นการให้อำนาจฝ่ายบริหารโดยนายกรัฐมนตรีอย่างไม่มีการถ่วงดุล ทำให้ฝ่ายบริหารมีความเฉียบขาดในการจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดความฉับไวในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน แต่ก็นำมาซึ่งการใช้อำนาจรัฐในทางที่ผิดโดยมีการสั่งลงโทษประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปแล้วเป็นจำนวนมาก

มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยถึง 4 ฉบับที่มีบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งในฉบับต่อๆ มานั้นหมายเลขมาตราได้เลื่อนไป แต่ผู้คนก็ยังนิยมกล่าวถึงกรณีการใช้อำนาจเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีว่าการใช้อำนาจตามมาตรา ๑๗
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีบทบัญญัติดังกล่าวได้แก่

1. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 มาตรา 17
2. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 มาตรา 17
(ยกเลิกไปโดยการออกใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517)
3. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2519 มาตรา 21
4. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2520 มาตรา 27
(ยกเลิกไปโดยการออกใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521)

ข้อความในบทบัญญัติดังกล่าว ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2520 มีบทบัญญัติดังนี้

มาตรา 27 ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน หรือการกระทำอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือการกระทำอันเป็นการทำลายทรัพยากรของประเทศ หรือเป็นการบั่นทอนสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันใช้ธรรมนูญการปกครองนี้และไม่ว่าจะเกิดขึ้น ภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและของสภานโยบายแห่งชาติ มีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำของนายกรัฐมนตรีรวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่ง ดังกล่าวเป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำ การใดไปตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทราบ

กรณีการใช้มาตรา 17

- การปราบปรามคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย
- การสั่งประหารชีวิตบ้านต้นเพลิงที่ตลาดพลู
- การสั่งยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดย จอมพลถนอม กิตติขจร
- การสั่งยึดทรัพย์จอมพลถนอม กิตติขจร โดย นายสัญญา ธรรมศักดิ์



การวิพากษ์วิจารณ์

มีผู้กล่าวว่ารัฐธรรมนูญอันมีบทบัญญัตินี้ถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย มีการให้อำนาจเผด็จการแก่ฝ่ายบริหารอย่างไม่มีการตรวจสอบ

--------------------------

‘จอมพลสฤษดิ์’ กับ ‘มาตรา 17’ เป้าหมายคือปราบปรามประชาชน

แม้จะดูเหมือนว่าในทางนิติ-รัฐศาสตร์ อำนาจทางการเมืองของ
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จะมาจาก ธรรมนูญปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 แต่โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ รากฐานอำนาจอย่างแท้จริงของ“จอมพลผ้าขาวม้าแดง” นั้นมาจาก “ปากกระบอกปืน” นั้นคือคืออำนาจทางการทหาร หรือชี้ชัดลงไปได้โดยไม่อ้อมค้อมว่า มาจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกนั่นเอง จะเห็นได้ว่าตลอดเวลา 5 ปีเศษในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะปฏิวัติ 2 ตำแหน่งสูงสุดสำหรับข้าราชการทหารที่ไม่วางใจให้บริษัทบริวารคนใดรับช่วงไปถือบังเหียนแทน คือตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ดร.เสนีย์ คำสุข ได้ วิเคราะห์และสังเคราะห์ลักษณะของผู้นำทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยระบุว่า“เป็นช่วงของการเมืองไทยยุค “พ่อขุนอุปถัมภ์” เผด็จการ และเผด็จการทหารอำนาจนิยม หลังจากจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจแล้ว เน้นการปกครองบริหารราชการ แผ่นดินแบบระบบพ่อขุน กล่าวคือ ระบบการเมืองประกอบด้วย3 ส่วน ได้แก่

1.รัฐบาล
2.ข้าราชการ คั่นกลางระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และ
3.ประชาชน” 

(เอกสารการสอนชุดวิชาปัญหาการเมืองไทยปัจจุบัน สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. พิมพ์ครั้งที่ 1 (ฉบับปรับปรุง), นนทบุรี : สำนักพิมพ์ มสธ. 2545 หน่วยที่ 9. ปัญหาการเมืองไทยด้านกระบวนการทางเมือง / วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ,เสนีย์ คำสุข, ธโสธร ตู้ทองคำ)

สำหรับการใช้อำนาจตาม ม.17 แห่ง ธรรมนูญปกครองฯ ฐานะหัวหน้า คณะปฏิวัติ จะด้วยจุดประสงค์จะเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” หรือจะโดยเจตนาอื่นใดเพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย การตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดในคดีอาญาโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมปกติตามหลักสากลเยี่ยงอารยะประเทศ ส่งผลให้มีการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าผู้ต้องหา คดีเพลิงไหม้ ถึง 4 คดีในเวลาเพียง 2 เดือนหลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.ถนอม กิตติขจร ที่แต่งตั้งมากับมือ


คดีแรก วันที่ 6 พฤศจิกายนที่ตำบลบางยี่เรือ

คดีที่ 2 วันที่8 พฤศจิกายน เพลิงไหม้ที่ตลาดพลูมูลค่าความเสียหายหลายล้านบาทในสมัยนั้น

คดีที่ 3 ในวันที่25 พฤศจิกายน เพลิงไหม้โรงเลื่อยจักรบ้วนเฮงหลง ตำบลวัดพระยาไกร และ

คดีที่ 4 ในวันที่ 19 ธันวาคมปีเดียวกัน เกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนเกือบ 300 หลังคาเรือนที่ตลาดท่าช้าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ครั้งนี้จอมพลสฤษดิ์ เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์เพื่อบัญชาการดับไฟและสอบสวนผู้ต้องหาด้วยตนเอง และมีคำสั่งยิงเป้าผู้ต้องหาทันที ณ ที่เกิดเหตุนั้นเอง


อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจาก “คทาจอมพล” กลายเป็นอาญาสิทธิ์การปกครองที่ไม่อนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดละเมิดหรือโต้แย้งได้

ในส่วนการควบคุมประชาชนนั้น การกำจัดเสรีภาพในการคิด การพูด และการแสดงความเห็นผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งในเวลานั้นสื่อที่สำคัญที่สุดคือ “หนังสือพิมพ์” คณะปฏิวัติภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ถือเป็นการดำเนินการเร่งด่วน เริ่มจากการกวาดล้างจับกุม นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ ปัญญาชนนักคิดนักเขียน นักศึกษา อาจารย์และปัญญาชน ผู้นำกรรมกรและผู้นำท้องถิ่น รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์ที่ถูกจับสึกในเวลาต่อมา รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนหลายร้อยคนโดยไม่มีการไต่สวนตามกฎหมายแต่อย่างใด อาทิเช่น

- นายอุทธรณ์ พลกุล,
- นายอิศรา อมันตกุล,
- นายกรุณา กุศลาศัย,
- นายจิตร ภูมิศักดิ์,
- นายแคล้ว นรปติ,
- นายทองใบ ทองเปาด์,
- นายอุดม ศรีสุวรรณ,
- นายทวีป วรดิลก,
- นายสุพจน์ ด่านตระกูล และ
- พระมหามนัส จิตตธัมโม วัดมหาธาตุ เป็นต้น


ทั้งหมดนั้น ได้รับการขนานนามในภายหลังตามชื่อหนังสือที่เขียนโดยนายทองใบ ทองเปาด์ว่า “คอมมิวนิสต์ลาดยาว” และส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพ “ถูกขังลืม” ไม่มีการสอบสวนดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใดทั้งสิ้น

พร้อมกันนั้น มีการยกกำลังบุกค้นปิดหนังสือพิมพ์และสำนักพิมพ์หลายสิบแห่ง ปิดโรงเรียนสอนภาษาจีน ออกประกาศคณะปฏิวัติล้มเลิกกฎหมายแรงงานทั้งหมดกับห้ามการชุมนุมของผู้ใช้แรงงานอย่างเด็ดขาด มีการควบคุมกิจกรรมของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างเข้มงวด

มีคำสั่ง“ห้าม” นิสิตนักศึกษายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ด้วยการ “สอดส่อง” ทั้งทางเปิดเผยโดยคณาจารย์ที่เป็นเครื่องมือของรัฐ และผ่านการแทรกซึมหาข่าวผ่าน“สายลับ” ในหมู่นักศึกษา

กระบวนการโฆษณาชวนเชื่อถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง ตอกย้ำและต่อเนื่อง ผ่านวาทกรรม“สมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า”


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เครื่องมือที่รัฐบาลใช้ควบคุมความคิดและการเคลื่อนไหวของประชาชน คือ“พระราชบัญญัติ ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495” ซึ่งประกาศใช้มาตั้งสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ครั้นมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ถูกนำมาใช้ควบคู่กับมาตรา 17 แห่งธรรมนูญปกครองฯ

โดยหน่วยงานของรัฐทั้งทางด้านความมั่นคง และทางด้านวัฒนธรรมและการศึกษา เพื่อดำเนินการอย่างจริงจัง ในการปลุกและสร้างกระแสต่อต้านปราบปรามผู้มีความเห็นทางการเมืองตรงข้ามกับรัฐบาล ประหารชีวิตผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งๆ ที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดชัดเจน และไม่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรม

กรณีที่ถือว่ามีความสำคัญต่อช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่าง“ระบอบเผด็จการทหาร” กับ“ระบอบประชาธิปไตย” ก็คือ การประหารชีวิตในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ล้มล้างรัฐบาลและบ่อนทำลายความมั่นคงในราชอาณาจักร เริ่มต้นจาก

1. ยิงเป้า นายศุภชัย ศรีสติ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2502 ที่ท้องสนามหลวง


2. ตามมาด้วยการยิงเป้า
นายทองพันธ์ สุทธมาศ และ
นายครอง จันดาวงศ์ อดีต ส.ส. จังหวัดสกลนคร จากพรรคแนวร่วมเศรษฐกร ที่อำเภอสว่างดินแดน จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2504 และ


3. วันที่ 24 เมษายน 2505 ยิงเป้า นายรวม วงศ์พันธ์ ณ แดนประหาร เรือนจำบางขวาง จังหวัดนนทบุรี

ผลที่ตามมาคือ ปัญญาชนจำนวนไม่น้อยที่ถูกบีบคั้นกดดันจากอำนาจเผด็จการ ตัดสินใจมุ่งสู่เขตป่าเขาใน ชนบทเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ทั้งๆที่ในขณะนั้น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยังไม่อยู่ในสภาพเข้มแข็งพอจะลุกขึ้นสู้กับรัฐบาลได้แต่อย่างใด




ปลาย ปี 2504 นายจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในคุก แต่งเพลง “วีรชนปฏิวัติ” ขึ้น จากความความรู้สึกประทับใจในการต่อสู้ของนายครอง จันดาวงศ์ และในเวลาต่อมาเพลงนี้ก็ยังได้รับการเผยแพร่และขับร้องกันสืบเนื่องต่อมาในขบวนการฝ่ายประชาชน.

ผลที่ตามมาคือ ปัญญาชนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจมุ่งสู่เขตป่าเขาในชนบททั้งที่พรรคคอมมิวนิสต์ยังไม่เข้มแข็งแต่อย่างใด

โลกวันนี้ ฉบับวันสุข วันที่ 24 - 30 ตุลาคม 2552
คอลัมน์ พายเรือในอ่าง ผู้เขียน อริน

เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญชั่วคราวของปี2549 กับปี2557 + บทวิจารณ์ทันควันจากโซเชียลมีเดีย

ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ
โซเชียลมีเดียวิจารณ์ทันควัน



รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของคสช.ได้รับความสนใจจากคนเสพข่าวสารในโลกซียลมีเดียไม่น้อยทีเดียว มีผู้เข้าไปอ่านหรือโหลดตัวเอกสารรัฐธรรมนูญกันอย่างคึกคัก และไม่นานนักหลังจากที่มีการเผยแพร่เนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมา ก็มีผู้ใช้เฟสบุ๊กหลายคนสรุปและให้ความเห็นในเรื่องเนื้อหากันออกมาหลากหลายอย่างน่าสนใจพอจะสรุปได้คร่าวๆสองสามประการ

ผู้ใช้เฟสบุ๊กรายหนึ่งสรุปว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ จะมีการตั้งสภานิติบัญญัติมีสมาชิก 220 คนทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภาควบคู่กันไป มีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและออกกฎหมาย ผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆในช่วงสามปีก่อนหน้านั้น ส่วนคณะรัฐมนตรีต้องไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในช่วงสามปีก่อนหน้าเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการตั้งสภาปฏิรูปที่มีสมาชิก 250 คน สภาปฏิรูปจะเป็นผู้เสนอแนวทางในการปฏิรูปต่อกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งจะมีกรรมการ 36 คน ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน โดยนับจากที่สภาปฏิรูปสรุปผลการทำงาน

จุดสำคัญอีกประการของรัฐธรรนูญก็คือ มีการนิรโทษกรรมคสช.และผู้ได้รับคำสั่งจากคสช.ทั้งย้อนหลังและล่วงหน้า

ผู้ใช้เฟสบุ๊กอีกรายซึ่งเป็นนักกฎหมาย นำเสนอความเห็นต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า

“พบว่ามีนวัตกรรมทางกฎหมายใหม่ๆ บางอย่างเกิดขึ้น” พร้อมกับยกตัวอย่างว่า ประการแรก นี่เป็นครั้งแรกที่มีการบังคับให้ประชาชนยอมรับกลุ่มบุคคลที่มาจากการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทน ทั้งนี้ตามมาตรา 11

ถัดมามาตรา 35 มีการจัดตั้งกลไกต่างๆหลายอย่างเพื่อให้มาปราบการทุจริตคอรัปชั่น พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองสร้างนโยบายที่เรียกกันว่าประชานิยม ในมาตรา 34 มีข้อกำหนดที่ทำให้เห็นได้ว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะออกมาใช้แทนกันนั้น อาจจะเป็นกระบวนการที่กินเวลายาวนานอย่างยิ่งเพราะระบุว่า

“ในกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 34 ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันสิ้นสุดลง และให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง” ซึ่งผู้เขียนวิจารณ์ว่าอาจจะทำให้เราได้เห็นการยกร่างรัฐธรรมนูญแบบวนเวียนไม่รู้จบ

มาตราที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดอีกมาตราหนึ่งก็คือมาตรา 44 เพราะให้อำนาจคสช.ไว้สูงมากและหลายคนใช้คำว่ามากยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะข้อกำหนดที่ว่า

"หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด”
...

คอมเมนท์จาก ใบตองแห้ง ประชาไท

ประเด็นสำคัญอยู่ที่มาตรา 44

"...หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใด ๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำรวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด"

ซึ่งแปลว่า คสช.มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ

Phuttipong Ponganekgul บอกว่านี่แทบจะก๊อปปี้มาจากจอมพลสฤษดิ์

ประเด็นรองลงมาที่ตลกมากๆ คือยังมีศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สามารถแตะต้องอำนาจ คสช.ตามมาตรา 44 ขณะที่องค์กรอิสระยังมีครบ

มาตรา 37 ไม่มีลงประชามติ

มาตรา 38 ถ้าสภาปฏิรูปไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ให้สภาและกรรมาธิการยกร่างฯ สิ้นสุดลง แล้วตั้งใหม่ แปลว่าอาจยกร่างกัน 3 รอบก็ได้ น่าสงสารท่านประยุทธ์ จะไม่ได้เกษียณอายุ ต้องเป็นหัวหน้า คสช.ไป 2-3-4-5 ปี

มาตรา 39 ถ้าทำรัฐธรรมนูญเสร็จ สภาปฏิรูป กรรมาธิการยกร่าง ยังได้กินเงินเดือนต่อไป ยังมีเก้าอี้ในรัฐธรรมนูญใหม่ (กำหนดเอง)

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2557/A/055/1.PDF
...
เกร็ดเล็กๆ

วิษณุ เครืองาม เขียนไว้ในหนังสือ "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" ซึ่งคณะนิติศาสตร์แทบทุกมหาลัยใช้สอนนักศึกษาวิชากฎหมายมาเกือบ 30 ปี ว่า

ถ้าผู้ร่างต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” แต่ถ้าจะใช้เป็นฉบับชั่วคราวจะเรียกว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน”

แต่ครั้งนี้วิษณุร่างมากับมือ กลับใช้คำว่า "รัฐธรรมนูญชั่วคราว"

แกคงจะอ้างว่าปี 49 ก็ใช้คำว่า "รัฐธรรมนูญชั่วคราว" เหมือนกัน (ก่อนหน้านั้นมีแต่รัฐประหาร 2490 ฉบับ "ใต้ตุ่ม" ที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราว) ถ้อยคำไม่สำคัญ แต่เพราะฉะนั้นก็ควรเลิกใช้หนังสือ "กฎหมายรัฐธรรมนูญ" เป็นตำราสอนเด็กได้แล้ว

เกร็ดฮาๆ

เรายังมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

"มาตรา 4 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้"

แต่อยู่ใต้มาตรา 44 นะคือ คสช.ยังมีอำนาจห้ามชู 3 นิ้ว ห้ามอ่าน 1984 ห้ามกินแซนด์วิช ห้ามผัดกระเพรา และเรียกตัวไป “ปรับทัศนคติ” ได้ทุกเมื่อ
...

มาตรา ๒๐ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี
(๓) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
(๔) ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้งและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘
(๕) ไม่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(๖) ไม่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาหรือตุลาการ อัยการ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

แปลว่าไร แปลว่าไม่ห้ามข้าราชการประจำ

มาตรา 8 สนช.ก็ไม่ห้ามข้าราชการประจำ มาตรา 29 สภาปฏิรูป ก็ไม่ห้ามข้าราชการประจำ แล้วยังไปเขียนไว้ในมาตรา 41 ว่าไม่ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายใดที่กำหนดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาใช้บังคับ

ไชโย ฟ้าสีเขียวผ่องอำไพรัฐราชการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
...

"มาตรา ๔๗ บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้...."

มาตรา ๔๗, ๔๘ การนิรโทษและรับรองอำนาจของคณะรัฐประหารก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เป็นเรื่อง "ปกติ" ของรัฐธรรมนูญรัฐประหาร

แต่ครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งคือ มีรัฐธรรมนูญไว้ก่อน ยังไม่มีรัฐบาล คสช.ทำหน้าที่รัฐบาลและสภาไปพลางๆ ตามมาตรา ๔๓ แล้วก็มาเขียนมาตรา ๔๗ อย่างที่เห็นซึ่งแปลว่า ไม่ใช่มีรัฐธรรมนูญแล้ว คสช.จะหยุดออกประกาศ คำสั่ง ปล่อยให้ท่านทั้งหลายดูละครหลังข่าวกัน คสช.จะยังออกประกาศ คำสั่ง ไปจนกว่าจะมี สนช.และมี ครม.ฉะนั้น ไม่ต้องตกใจ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน ค่ำๆ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ คสช.อยากออกประกาศ คำสั่ง ท่านก็ยังจะออกตามปกติ
...

"มาตรา ๔๗ บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้...."

มาตรา ๔๗, ๔๘ การนิรโทษและรับรองอำนาจของคณะรัฐประหารก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เป็นเรื่อง "ปกติ" ของรัฐธรรมนูญรัฐประหาร

แต่ครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งคือ มีรัฐธรรมนูญไว้ก่อน ยังไม่มีรัฐบาล คสช.ทำหน้าที่รัฐบาลและสภาไปพลางๆ ตามมาตรา ๔๓ แล้วก็มาเขียนมาตรา ๔๗ อย่างที่เห็นซึ่งแปลว่า ไม่ใช่มีรัฐธรรมนูญแล้ว คสช.จะหยุดออกประกาศ คำสั่ง ปล่อยให้ท่านทั้งหลายดูละครหลังข่าวกัน คสช.จะยังออกประกาศ คำสั่ง ไปจนกว่าจะมี สนช.และมี ครม.ฉะนั้น ไม่ต้องตกใจ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน ค่ำๆ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ คสช.อยากออกประกาศ คำสั่ง ท่านก็ยังจะออกตามปกติ
ooo

คอมเมนท์จากท่านอื่น...

ก็ไหนบอกว่าการรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตรสงสัยต้องบรรยัติคำว่าประชาธิปไตรใหม่แลัว

If this is not fascist, I do not know what is.

ฉันอยากเลือกนายกเอง
จะดีจะชั่วประชนจัดการได้
ล้มลุกคลุกคลานแต่มันคือการเรียนรู้ประชาธิปไตย...

ก็มันไม่ได้เป็นรัฐธรรมที่มาจากประชาชน

อยุ่ในกะลาเเลนต่อไป

ลองเอาปืนที่จ่อหัวประชาชาชนออกสิ แล้วประยุทธจะได้รู้ว่า ความนิยมชมชอบและศรัธาที่จอมปลอมนั้นมันจะมีมากน้อยแค่ไหน จะไดัรู้ความจริงกันซักที

เข้าใกล้ประเทศแม่แบบ เกาหลีเหนือเข้าไปทุกที

เกิดมาเป็นประชาชน ต้องอดทน ไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ

สงสารคนจนจัง...

อยากจะบ้า

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่เกาหลีเหนือ อิอิ^^

อำนาจ เบ็ดเสร็จทุกอย่าง แล้วประชาชนเราจะมีสิทธิมีเสียงอะไรบ้าง

ถูกใจสลิ่ม

ยิ่งกว่าเผด็จการเขียนรัฐธรรมนูญให้อำนาจต้นเองแบบล้นฟ้าอยู่เหนือกฏหมาย

เรื่องปกติ เป็นผม ผมก็ทำ

ไม่ปล่อยมือให้เป็นประชาธิปไตยแน่นอนครับ

ถึงแก่กรรม?

นี่เราจะคบได้เฉพาะพม่ากะเกาหลีเกนือใช่มั้ยคะ

มันน่ารำคาญ คิดว่าถ้าอย่างนี้ไม่ต้องทำเป็นเขียนรัฐธรรมนูญอะไรให้มากความ อยากจะมีระบบอะไรก็ยืดอกบอกมาเลย ผู้มีอำนาจก็เกรงความวุ่นวายที่จะตามมาภายหลัง แต่ที่เห็นและคาดเดาคิดว่ายุ่งแน่ๆ

ต้องการความยุติธรรม มันอยู่ที่ใหน ทำอย่างไรถึงจะได้มันมา

อ่านแล้วเหนือย..ชิบ..

สูงสุดไว้ เดี๋ยวประชาธิปไตย ไม่สมบูรณ์ ศูนย์ O 

ใส่เกียร์ถอยหลัง เหยียบคันเร่งมิด ปล่อยคลัตช์ พุ่งตรงลงคลอง...

เตรียมทำใจได้เลย...ประเทศไทย กำลังจะล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน ไปอีกอย่างน้อย 40 ปี

จะเขียนทำแป๊ะไรวะ ในเมื่อ คสช ยังมีอำนาจเต็มทุกอย่างในรัฐธรรมนูญฉบับปัญญาอ่อนนี้ ปีนี้ปี 2014 นะคับ ประชาชนไม่ได้รับประทานหญ้านะทั่น

ขอร่วม "คืนความสุข" ด้วยเพลง รักคนเสื้อแดง : แป๊ะ คนบางสนาน

https://www.youtube.com/watch?v=SQWgOa9YFoI