วันพุธ, มิถุนายน 24, 2569

ตลก.รธน.คนใหม่ ที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบท่วมท้น ๑๔๐ ต่อ ๑๗ เสียง นอกจาก “ไม่ตรงปก” แล้วยัง “เสี่ยงผิดรัฐธรรมนูญ” เสียด้วย

จนได้ ตลก.รธน.คนใหม่ จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบท่วมท้น ๑๔๐ ต่อ ๑๗ เสียง น่าจะเป็นคนที่ สีน้ำเงิน รอคอย หลังจากปัดตกไปแล้ว ๒ คน ถึงได้ดันกันมาสุดลิ่ม ท่ามกลางเสียงวิพากษ์เชี่ยวกรากว่า คนนี้ “ไม่ตรงปก”

ไม่เท่านั้น วัส ติงสมิตร (นักวิชาการอิสระ) บอกว่า “เสี่ยงผิดรัฐธรรมนูญ” เสียด้วย เพราะการไม่ยอมฟังเสียงท้วงติงความผิดพลาดจากการสรรหา เป็นหมุดหมายอันตราย ที่เกิดจากการ “ตีความรัฐธรรมนูญแบบผ่อนปรนมาตรฐาน” คุณสมบัติตาม รธน.มาตรา ๒๐๐ (๔)

การสรรหาบุคคลไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนที่ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (ซึ่งเป็นประธานอยู่ก่อนปลดระวาง) นี้เพื่อให้ได้ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์ไม่ใช่ผู้ชำนาญด้านการสืบสวนสอบสวน อันเป็นสาขานิติศาสตร์

รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติชัดแจ้งอย่างนั้น เพื่อให้ได้ผู้รอบรู้และผู้ชำนาญหลากหลายด้าน เป็นองค์ประกอบของ ตลก.รธน. กรณีนี้ต้องเป็น “ผู้ทรงคุณวุฒิในศาสตร์ที่มิใช่นิติศาสตร์ล้วน ได้แก่ สาขารัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์”

นอกจากนั้นยังต้อง “ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์มาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี และที่สำคัญที่สุดคือ ยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์” แต่ผลงานวิชาการของ ดร.จักรพงศ์ เป็นหนังสือชื่อ กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน

นั่นจัดอยู่ในหมวดหมู่ด้านกฎหมาย การอ้างว่าโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่เขาเคยสอน ให้ปริญญารัฐประศาสนศาสตร์ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นไปด้วย วัส ติงสมิตร ยังชี้ด้วยว่า “การเป็นผู้ทรงคุณวุฒิต้องดูที่

เส้นทางเดินวิชาการโดยรวม (Academic Trajectory)ทั้งงานวิจัยหลัก ตำราที่ใช้สอน และการยอมรับในแวดวงวิชาการนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง” กับข้อเท็จจริงที่ว่าเขาเคย “สมัครองค์กรอิสระอื่นๆ ทั้ง ป.ป.ช. และ กกต. มาแล้วรวมกันถึง ๑๐ ครั้ง”

ไม่ได้ทำให้เขามีคุณสมบัติอันจำเพาะเจาะจง ตามที่ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญเรียกร้องต้องการ กับข้อกังขาต่างๆ ต่อความเป็นผู้ทรงวุฒิแท้จริงในสาขารํฐประศาสนศาสตร์ มีมาตั้งแต่ในช่วงของการสรรหา แต่วุฒิสภากลับไม่แยแส

ซ้ำร้ายยัง “ลงมติไม่ให้เปิดเผยรายงานสอบประวัติฯ และบันทึกการประชุม กมธ.สอบประวัติฯ พล.ต.ท.จักรพงศ์” เสียง ๑๒๒ ต่อ ๑๗ แสดงว่า เสียงข้างมากท่วมท้นในวุฒิสภา ที่กว่า ๑๓๐ คนยังมีคดี ฮั้ว พันคออยู่ เอาแต่ ลากไป ถ่ายเดียว

(https://www.facebook.com/tewarit.bus/posts/mXWtYNSM และ https://www.facebook.com/withwas.s.ng.withya/posts/DNKKd1K

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คือวันเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 คือต้นสายธารของการเมืองไทยสมัยใหม่ ไม่ว่าคุณจะมองคณะราษฎรอย่างไร ความคิดและสำนึกของผู้คนก็เดินไปข้างหน้า


พลังแห่งการปลดปล่อย'2475' ในสายตาณัฐพล ใจจริง

Thairath News

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 คือต้นสายธารของการเมืองไทยสมัยใหม่ ไม่ว่าคุณจะมองคณะราษฎรอย่างไร ความคิดและสำนึกของผู้คนก็เดินไปข้างหน้า ในวาระโอกาส 93 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไทยรัฐออนไลน์เคาะประตูบ้าน ‘ณัฐพล ใจจริง’ เจ้าของหนังสือการเมืองเล่มสำคัญ ‘ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรีย์’ เพื่อคุยกับหนึ่งในนักประวัติศาสตร์ที่รัฐไทยมองว่าเขา อันตรายและน่ากลัวที่สุด

https://www.youtube.com/watch?v=vh5Y7_NHxag




"การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม" เรื่องน่าเบื่อแต่สำคัญ มันคือเรื่องที่คนจำนวนน้อยมากๆ กำลังตัดสินเงินก้อนใหญ่ที่สุดของประเทศ และมีช่องว่างอันนึงที่ ถ้าเรารู้ทัน เราเปลี่ยนมันได้จริงๆ ด้วยมือเราเอง


Teepagorn Champ Wuttipitayamongkol
10 hours ago
·
เรื่องที่อยากชวนคุยวันนี้ ฟังดูน่าเบื่อที่สุดในโลก คือ "การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม" 55
.
น่าเบื่อนิดนึงแต่สำคัญ ขอเวลาสัก 5 นาที เพราะพอเอาตัวเลขออกมาดูแล้ว มันคือเรื่องที่คนจำนวนน้อยมากๆ กำลังตัดสินเงินก้อนใหญ่ที่สุดของประเทศ และมีช่องว่างอันนึงที่ ถ้าเรารู้ทัน เราเปลี่ยนมันได้จริงๆ ด้วยมือเราเองง
.
ไล่ทีละข้อนะ เอาแบบอ่านง่ายๆ พยายามเขียน แต่ถ้าเขียนไม่รู้เรื่องด่าได้
.

.
1. กองทุนประกันสังคม คือกองเงินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
.
ตอนนี้กองทุนประกันสังคมมีเงินอยู่ราว 2.8 ล้านล้านบาท (ตัวเลขล่าสุดคือ 2,859,400 ล้าน) เพื่อให้เห็นภาพ กองทุนรวมเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไทยอยู่ที่ราว 1.1 ล้านล้าน คือกองประกันสังคมใหญ่กว่าเบอร์หนึ่งของเอกชนเกือบสามเท่า
.
เงินก้อนนี้มาจากไหน ก็มาจากเรานี่แหละ!! ทุกเดือนที่เงินเดือนออก เราโดนหัก 750 บาท นายจ้างสมทบอีก 750 รัฐสมทบอีกหน่อย สะสมกันมาเป็นสิบๆ ปี ของคนทำงานทั้งประเทศกว่า 24 ล้านคน
.
และเงินก้อนนี้ดูแลชีวิตเราจริงๆ ค่าหมอ ค่าคลอด ค่าว่างงาน และที่สำคัญสุดคือ "บำนาญชราภาพ" เงินที่เราจะได้กินตอนแก่ คือเป็นเซฟตี้เน็ตชั้นสุดท้ายของคนทำงานกินเงินเดือนเลย
.
ปัญหาคือ มีงานวิจัย (TDRI เป็นต้น) เตือนมานานแล้วว่า ถ้าบริหารแบบเดิมไปเรื่อยๆ ไม่ปฏิรูป กองทุนนี้อาจจะ "ติดลบ" และเงินหมดราวๆ ปี 2594 ถึง 2597 คือไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยย ผลตอบแทนที่ทำได้ตอนนี้ก็ยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเยอะ ของเงินขนาดนี้
.
สรุปข้อแรกง่ายๆ เงินก้อนนี้คือเงินเก็บตอนแก่ของเราทุกคน และมันมีคนคุมอยู่
.
2. แล้วใครคุมเงิน 2.8 ล้านล้านนี้ คำตอบคือ "บอร์ด" 21 คน
.
คนที่ตัดสินใจว่าเงินก้อนนี้จะเอาไปลงทุนตรงไหน จะเพิ่มสิทธิอะไร จะใช้จ่ายยังไง คือคณะกรรมการประกันสังคม หรือ "บอร์ด" ที่มี 21 คน แบ่งเป็น 3 ฝ่าย ฝ่ายละ 7
.
- ฝ่ายรัฐ 7 คน (พวกปลัด พวกข้าราชการ มาโดยตำแหน่ง เราเลือกไม่ได้)
- ฝ่ายนายจ้าง 7 คน (มาจากการเลือกตั้ง)
- ฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน คือฝ่ายลูกจ้างอย่างเราๆ (มาจากการเลือกตั้ง)
.
แปลว่าใน 21 เสียง มี 14 เสียงที่มาจากการเลือกตั้ง ที่เราในฐานะประชาชนมีสิทธิ์ออกเสียงได้จริงๆ
.
เพิ่งจะมีการเลือกตั้งบอร์ดนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปลายปี 2566 นี้เองนะ ก่อนหน้านั้นคือแต่งตั้งล้วนๆ
.

.
3. ชนะฝ่ายลูกจ้างอย่างเดียว ยังคุมบอร์ดไม่ได้
.
รอบที่แล้ว (2566) ทีมก้าวหน้าชนะฝ่ายผู้ประกันตน (ลูกจ้าง) ไปแบบถล่มทลาย ได้ 6 จาก 7 ที่นั่ง คนก็ดีใจกันใหญ่ว่าเราได้บอร์ดแล้ว
.
แต่ลองคิดเลขตามนะ บอร์ดมี 21 เสียง เสียงข้างมากที่จะโหวตอะไรผ่านได้ ต้องใช้ 11 เสียง
.
ฝ่ายลูกจ้างชนะเต็มที่สุดได้กี่เสียง ก็แค่ 7 ใช่มะ
.
7 ไม่ถึง 11
.
ทีนี้ฝ่ายรัฐอีก 7 มาโดยตำแหน่ง ส่วนใหญ่ก็เทไปทางเดียวกัน เพราะงั้นต่อให้ฝ่ายลูกจ้างกวาด 7 ที่นั่งแบบสวยๆ ก็ยังเป็นเสียงข้างน้อยในบอร์ดอยู่ดี โหวตอะไรก็แพ้
.
จะคุมบอร์ดได้จริง ต้องชนะ "ทั้งสองฝ่าย" คือฝ่ายลูกจ้าง 7 บวกฝ่ายนายจ้างอีก 7 รวมเป็น 14 ตอนนั้นแหละถึงจะเกินครึ่ง ถึงจะเปลี่ยนอะไรได้จริงๆ
.
เพราะงั้นสมรภูมิตัวจริงที่คนมองข้าม คือ "ฝ่ายนายจ้าง"
.
4. และฝ่ายนายจ้าง คือฝ่ายที่คนสนใจน้อยจนน่าตกใจ
.
อันนี้คือจุดสำคัญของเรื่องเลย ดูตัวเลขรอบที่แล้ว (2566) เป็นแบบนี้
.
- ฝ่ายผู้ประกันตน (ลูกจ้าง) คนมาลงทะเบียนใช้สิทธิ 854,414 คน มาโหวตจริง 156,651 คน
- ฝ่ายนายจ้าง คนมาลงทะเบียนทั้งประเทศ แค่ 3,169 ราย และมาโหวตจริงแค่ 46% เอง
.
ฝั่งนึงเป็นแสน อีกฝั่งเป็นแค่หลักพัน ทั้งที่ "น้ำหนักเสียงในบอร์ดเท่ากันเป๊ะ" คือ 7 ที่นั่งเท่ากัน
.
ผลก็คือ ผู้ชนะฝ่ายนายจ้างรอบที่แล้ว คนที่ได้คะแนนอันดับ 1 ได้ไป 409 คะแนน ส่วนคนที่ได้ที่นั่งสุดท้าย (อันดับ 7) ชนะด้วยคะแนนแค่ 252 คะแนน
.
ก็คือ 252 คะแนน ได้เป็นบอร์ดคุมเงิน 2.8 ล้านล้าน
.
252 คะแนน คือเท่ากับยอดไลก์โพสต์ของคนคนนึงอะ ได้คุมเงิน 2.8 ล้านล้าน นั่นแหละะ
.

.
5. แล้วคนที่ชนะด้วยคะแนนหลักร้อยพวกนี้ ไปทำอะไรไว้บ้าง
.
อันนี้คือเหตุผลว่าทำไมเรื่อง "ใครคุมบอร์ด" ถึงสำคัญ เพราะมันมีข่าวการใช้เงินกองทุนที่คนตั้งคำถามกันเยอะมากในยุคที่ผ่านมา เช่น
.
- ข่าวซื้อตึกสำนักงานราว 7,000 ล้านบาท
- ข่าวเอาเงินไปซื้อหุ้น TU Dome ราว 800 ล้าน ที่มูลค่าปัจจุบันเหลือไม่ถึง 100 ล้าน
- ข่าวเว็บแอปฯ ราคา 850 ล้าน ที่ล่มแล้วล่มอีกไม่เลิก
- ข่าวตัดสูทแจกเจ้าหน้าที่ 4 รอบ 4 ชุด รวมแล้วหลักร้อยล้าน
- ข่าวงบทำปฏิทินแจกทุกปี ที่โดนตั้งคำถามว่าจำเป็นแค่ไหน
.
และที่เป็นไวรัลสุดคือ ตอนที่อดีตบอร์ดท่านนึงไปออกรายการสรยุทธ์ แล้วพูดทำนองว่า เสื้อ หมวก ปฏิทินพวกนี้ "เป็นเงินแค่ 10% จากดอกผล" ไม่ได้เอาเงินต้นมาใช้ แล้วก็ทิ้งท้ายประมาณว่า คนที่วิจารณ์เป็น "แค่เด็กอมมือ ผมอยู่บอร์ดประกันสังคมมา 8 สมัยแล้ว" คือตอนดูก็แบบ อี...
.
8 สมัย กับคำว่า "เด็กอมมือ" นี่แหละ คือปัญหาา
.
6. ทีนี้มาถึงข่าวดี ตรงนี้แหละคือช่องว่างที่เราเปลี่ยนได้
.
ลองคิดเลขเล่นๆ ฝ่ายนายจ้างมีผู้มีสิทธิ์ทั้งประเทศเป็นหลัก "ห้าแสนราย" แต่รอบที่แล้วมาลงทะเบียนกันแค่ 3,000 กว่า และชนะกันที่หลักร้อยคะแนน
.
เลือกตั้งรอบใหม่จะมีปลายปีนี้ (27 กันยายน 2569) ตอนนี้ตัวเลขลงทะเบียนฝ่ายนายจ้าง (ณ 22 มิ.ย.) ยังอยู่ที่ 3,111 ราย เท่านั้น คือยังเงียบเหมือนเดิมเป๊ะ
.
แปลว่าอะไร แปลว่าถ้าเราช่วยกันชวน "นายจ้างหัวก้าวหน้า" ที่อยากเห็นความโปร่งใส ไปลงทะเบียนเลือกตั้งฝ่ายนายจ้างให้ได้สัก 500 ถึง 1,000 ราย
.
แค่นี้ก็พลิกผลฝ่ายนายจ้างได้เลย และพอชนะฝ่ายนายจ้างด้วย รวมกับฝ่ายลูกจ้าง ก็จะได้เสียงข้างมากในบอร์ดเป็นครั้งแรก ได้คุมทิศทางเงิน 2.8 ล้านล้านจริงๆ
.
ในสมรภูมิที่ตัดสินกันด้วยคะแนนหลักร้อย เสียงหลักพันคือเสียงที่เปลี่ยนประเทศได้เลยจริงๆ (คือระบบมันประหลาดมาก แต่ก็นะ)
.

.
7. แล้วถ้าเราเป็นนายจ้าง จะไปลงทะเบียนยังไง
.
ข้อสำคัญที่สุดก่อนเลยคือ ฝ่ายนายจ้างกับฝ่ายลูกจ้าง "ลงทะเบียนแยกกัน" ถ้าใครเป็นได้ทั้งเจ้าของกิจการและเป็นลูกจ้างในระบบ ต้องเลือกว่าจะใช้สิทธิ์ฝั่งไหน (จดเป็นลูกจ้างไปแล้วจะหมดสิทธิ์ฝั่งนายจ้างนะ ระวังตรงนี้)
.
คุณเป็น "นายจ้าง" ในความหมายนี้ไหม เช็ก 3 ข้อนี้
.
- มีสัญชาติไทย
- ขึ้นทะเบียนเป็นนายจ้างในระบบประกันสังคมมาไม่น้อยกว่า 6 เดือน
- จ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 3 เดือน ในช่วง 6 เดือนล่าสุด
.
ครบ 3 ข้อ คุณคือนายจ้างผู้ชี้ชะตากองทุนคนนึงเลย
.
วิธีลงทะเบียน (ฝ่ายนายจ้างทำผ่านเว็บอย่างเดียวนะ ไม่มีในแอป ส่วนลูกจ้างมีในแอป)
.
- เข้าเว็บ www. sso.go.th แล้วเข้าระบบ e-Service ด้วยบัญชีนายจ้าง กดเมนู "ลงทะเบียนเลือกตั้ง"
- กรอกข้อมูลสถานประกอบการ และชื่อคนที่จะไปใช้สิทธิ์
- แนบเอกสาร ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาใช้สำเนาบัตรประชาชน ถ้าเป็นนิติบุคคล (บริษัท) ใช้หนังสือรับรองบริษัทไม่เกิน 6 เดือน บวกหนังสือมอบอำนาจกรรมการ และสำเนาบัตรของคนที่จะไปใช้สิทธิ์
.
วันสำคัญญญ
.
- ลงทะเบียนได้ถึง 15 กรกฎาคม 2569 (เลยวันนี้ไปจะพลาดทั้งรอบ)
- ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ 10 สิงหาคม
- เลือกตั้งจริง 27 กันยายน 2569
.
8. ปิดท้าย
.
รู้ว่าเรื่องนี้อาจจะแอบน่าเบื่อ ไม่มีใครตื่นมาแล้วอยากคุยเรื่องบอร์ดประกันสังคม (มั้ง) 555
.
แต่จุดที่ว่าน่าสนใจสุดคือ มันเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ "คนตัวเล็กยังพอมีแรง" จริงๆ เพราะสนามมันเล็กมากจนเสียงเราดังพอจะได้ยิน เงินก้อนนี้คือเงินตอนแก่ของเราเอง การปล่อยให้คนหลักร้อยคะแนนตัดสินต่อไป กับการช่วยกันส่งคนเข้าไปดูแลให้โปร่งใส ต่างกันมากในระยะยาว
.
ถ้าใครเป็นเจ้าของกิจการ เจ้าของร้าน เจ้าของบริษัทเล็กๆ ที่มีลูกจ้างในระบบ คุณคือคนที่มีสิทธิ์ฝ่ายนายจ้าง ไปลงทะเบียนกันนะ ตอนนี้แค่ไปลงทะเบียนให้สำเร็จก่อนก็พอ เรื่องจะเลือกทีมไหนค่อยว่ากันวันเลือกตั้ง
.
ถ้าตัวเองไม่ได้เป็นนายจ้าง แต่รู้จักคนที่เป็น ก็ส่งโพสต์นี้ให้เขาอ่านหน่อยย แค่ช่วยกันบอกต่อ ก็มีค่ามากแล้วในสนามที่ตัดสินกันด้วยหลักพันเสียง
.
เดดไลน์ 15 กรกฎา เหลือเวลาไม่เยอะแล้ว ฝากแชร์ด้วยจ้า
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163604151309926&set=a.228749049925





#บันทึกกรรมประเทศเฮงซวย 12 ปีที่แล้วของวันนี้(23 มิถุนายน 2014) พาดหัวข่าวใหญ่บนหน้าหนึ่งบางกอกโพสต์ “สุเทพเจรจาลับกับประยุทธ์ตั้งแต่ปี 2010 เป้าหมายคือระบอบทักษิณ" #12ปีแล้วนะไอ้สัส






https://x.com/ZhentingLiu/status/2069329286625124590
.....

รายละเอียดเพิ่มเติมจาก Gemini

เนื้อหาของข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014) ที่รายงานเกี่ยวกับการเปิดใจของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในงานเลี้ยงระดมทุนที่แปซิฟิก คลับ (Pacific Club) เพื่อจัดตั้งมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย มีรายละเอียดสำคัญดังนี้ครับ:

1. การติดต่ออย่างลับๆ ตั้งแต่ปี 2553 (Since 2010)

นายสุเทพเปิดเผยในงานเลี้ยงว่า ตนเองได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่องกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น) มาตั้งแต่เหตุการณ์กระชับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี พ.ศ. 2553 (ค.ศ. 2010)

เป้าหมายหลักที่พูดคุยกันคือการหารือถึงวิธีกำจัด "ระบอบทักษิณ" โดยนายสุเทพะบุว่าก่อนที่จะมีการชุมนุมของ กปปส. ตนได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ และบอกว่า "ต้องการจะสู้เพื่อชาติและสลัดระบอบทักษิณออกไป" ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้เตือนว่าให้อดทนเพราะทหารเองก็ได้รับความกดดันเช่นกัน

2. การประสานงานผ่านแอปพลิเคชัน Line และการส่งซิกก่อนรัฐประหาร

นายสุเทพกล่าวว่า ตนและทีมงานได้ติดต่อพูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะนายทหารผ่านแอปพลิเคชัน Line เป็นประจำเพื่ออัปเดตสถานการณ์การชุมนุม

ข่าวระบุคำพูดของนายสุเทพที่อ้างว่า ก่อนที่จะมีการประกาศกฎอัยการศึก (ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2557) พล.อ.ประยุทธ์ ได้ส่งข้อความมาบอกตนว่า "คุณสุเทพและมวลชน กปปส. เหนื่อยกันมามากเกินไปแล้ว ต่อจากนี้เป็นหน้าที่ของกองทัพที่จะเข้ามาสะสางภารกิจนี้เอง" ซึ่งนำไปสู่การทำรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

3. ประเด็นเม็ดเงินและผู้สนับสนุน กปปส.

ในส่วนของงบประมาณและเงินทุนที่ถูกนำมากล่าวถึงในกระแสข่าวช่วงนั้น ระบุว่ากลุ่มแกนนำและผู้สนับสนุน กปปส. (ซึ่งรวมถึงกลุ่มทุนและผู้มีอันจะกินที่มาร่วมงานระดมทุน) ได้มีการระดมเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาลตลอดการชุมนุมเกือบ 7 เดือน รวมถึงการร่วมลงขันจัดตั้งทุนประเดิมสำหรับ "มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ" เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปตามแนวทางของ กปปส. ต่อไปหลังจากที่ทหารเข้าควบคุมอำนาจแล้ว

ผลกระทบหลังจากข่าวนี้เผยแพร่ออกไป:

หลังจากการรายงานข่าวชิ้นนี้ของ Bangkok Post เผยแพร่ออกไปในเช้าวันที่ 23 มิถุนายน 2557 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทันที เพราะมันตอกย้ำข้อครหาของฝ่ายต่อต้านรัฐประหารว่า "มีการสมรู้ร่วมคิดกันล่วงหน้าระหว่างกองทัพและกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง" ทำให้ในวันเดียวกันนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ และโฆษกกองทัพ ต้องรีบออกมาปฏิเสธอย่างรุนแรง โดยชี้แจงว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยพูดคุยส่วนตัวหรือวางแผนรัฐประหารร่วมกับนายสุเทพตามที่ถูกกล่าวอ้าง และการติดต่อกันในช่วงเวลานั้นเป็นเพียงการสั่งการตามหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยเท่านั้น





การประท้วงในแอลเบเนียทวีความรุนแรงขึ้น จากความไม่พอใจต่อโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของคูชเนอร์และอิวานกา ทรัมป์ ผู้ประท้วงได้ขยายข้อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกทั้งหมด






 https://x.com/France24_en/status/2069367563050512540




วันนี้ ครบรอบ 10 ปีประชามติ Brexit 10 ปีให้หลัง เราเห็นอะไร


Nopporn Wong-Anan
19 hours ago
·
ครบรอบ 10 ปีประชามติ Brexit
.
23 มิถุนายน 2026 เป็นวันครบรอบ 10 ปี พอดี นับจากวันที่ชาวอังกฤษเดินเข้าคูหาเพื่อตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศ
จะอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป หรือจะออกไป
.
ผลออกมาคือ 51.89 ต่อ 48.11 เปอร์เซ็นต์ เปลี่ยนแปลงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของอังกฤษไปตลอดกาล

แต่ถ้าจะเข้าใจ Brexit อย่างแท้จริง ผมอยากพาไปที่สารคดีโทรทัศน์ 2 ตอน ของ BBC เรื่อง Brexit: A Very British Civil War ที่เพิ่งออกอากาศไปเมื่อต้นเดือนนี้ เพราะสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้ถามว่า Brexit ดีหรือเลว แต่มันถามคำถามที่น่าสนใจกว่านั้น มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

A Very British Civil War

สงครามกลางเมืองแบบอังกฤษ ไม่ใช่สงครามที่มีรถถังหรือปืนใหญ่
แต่เป็นสงครามระหว่างอังกฤษสองประเทศที่อยู่ในเกาะเดียวกัน
อังกฤษของลอนดอน เมืองใหญ่ คนหนุ่มสาว และคนที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ กับอังกฤษของเมืองอุตสาหกรรมเก่า คนสูงอายุ และชุมชนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

สารคดีเผยให้เห็นว่า Brexit ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนอังกฤษตื่นขึ้นมาเช้าวันหนึ่งแล้วเกลียดสหภาพยุโรป ความไม่พอใจสะสมมานานหลายทศวรรษ
เรื่องการย้ายถิ่นฐาน เรื่องการสูญเสียอุตสาหกรรม เรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างลอนดอนกับภูมิภาค และความรู้สึกว่าคนธรรมดาไม่มีใครรับฟังพวกเขา

Brexit กลายเป็นช่องทางในการส่งเสียงว่า"พอแล้ว"

คนไม่กี่คนที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์บางครั้งก็ถูกเปลี่ยนโดยการตัดสินใจของคนเพียงไม่กี่คน
หนึ่งในนั้นคือ Boris Johnson เพื่อนสนิทของ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งคู่เรียนโรงเรียนอีตันปีเดียวกัน แล้ว gap year มาเที่ยวไทยด้วยกันในปี 1983 หลังจากนั้นก็ไปเรียน มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด คนละคณะกัน

สารคดีพาเราเข้าไปเห็นว่า แม้แต่ Johnson เองก็ลังเลอย่างหนักว่าจะสนับสนุน Leave หรือ Remain

คนใกล้ชิดหลายคนเชื่อว่า เขาไม่ได้เป็น Eurosceptic โดยอุดมการณ์
แต่เมื่อเขาตัดสินใจเข้าข้าง Leave ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

David Cameron และ George Osborne มองว่า นี่เป็นเกมการเมืองที่เดิมพันตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในอนาคต และอาจไม่มีใครคาดคิดว่า การตัดสินใจครั้งนั้นจะเปลี่ยนประเทศไปตลอดกาล

จุดเปลี่ยนของการเมืองยุคใหม่

สารคดีอีกด้านหนึ่งชี้ให้เห็นว่า Brexit เป็นหนึ่งในตัวอย่างแรก ๆ ของการเมืองยุคอัลกอริทึม การหาเสียงไม่ได้พยายามโน้มน้าวคนทั้งประเทศ
แต่เจาะจงไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียงไม่กี่ล้านคนที่ยังลังเล
ใช้ข้อมูล ใช้อารมณ์ และใช้ข้อความที่ทรงพลัง ประโยคอย่าง "Take Back Control" หรือ "เอาอำนาจเราคืนมา" เรียบง่าย แต่ทรงอิทธิพลอย่างมหาศาล

บางครั้งการเมืองไม่ได้ชนะด้วยตัวเลข แต่ชนะด้วยเรื่องเล่า

10 ปีให้หลัง เราเห็นอะไร

10 ปีผ่านไป อังกฤษมีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 6 คน และกำลังจะได้คนที่ 7

David Cameron เสียตำแหน่งเพราะประชามติ
Theresa May เสียตำแหน่งเพราะเจรจา Brexit ไม่สำเร็จ
Boris Johnson ขึ้นสู่อำนาจด้วย Brexit และตกจากอำนาจด้วยเรื่องอื้อฉาวโควิด
Liz Truss อยู่ในตำแหน่งเพียงไม่กี่สัปดาห์
Rishi Sunak พ่ายแพ้การเลือกตั้ง หลังประชาชนหมดความอดทนกับคอนเซอร์เวทีฟที่อยู่ในตำแหน่งมา 14 ปี
และ Keir Starmer แม้ชนะการเลือกตั้งมาแบบแผ่นดินถล่ม แต่อยู่ไม่ถึง 2 ปี ก็ถูก ส.ส. ในพรรคบอกให้ลงจากตำแหน่ง

ไม่มีเหตุการณ์ทางการเมืองใดในอังกฤษยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศมากเท่านี้

ในด้านเศรษฐกิจ แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องตัวเลข แต่ฉันทามติของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คือ Brexit มีต้นทุนจริง การค้ากับยุโรปลดลง
การลงทุนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เศรษฐกิจมีขนาดเล็กกว่าที่น่าจะเป็นหากยังอยู่ใน EU และสิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวเลขผู้อพยพโดยรวมไม่ได้ลดลงอย่างที่ฝ่าย Leave เคยสัญญาไว้

แต่ Brexit ก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด เพื่อความเป็นธรรม ฝ่าย Brexit ก็มีข้อโต้แย้งของตัวเอง พวกเขาชี้ว่า อังกฤษไม่ได้ล่มสลาย ลอนดอนยังเป็นศูนย์กลางการเงินโลก อัตราการว่างงานไม่ได้พุ่งสูง และหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโควิด สงครามยูเครน หรือวิกฤตพลังงาน ก็เกิดขึ้นกับประเทศในยุโรปที่ยังอยู่ใน EU เช่นกัน

สำหรับผู้สนับสนุน Brexit จำนวนมาก การได้ “อำนาจอธิปไตยกลับคืนมา” มีคุณค่ามากกว่าตัวเลข GDP

แล้วอังกฤษกำลังเดินกลับไปยุโรปหรือไม่

หลังผลประชามติ สหราชอาณาจักรใช้เวลาหลายปีเข้าสู่กระบวนการออกจากสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป จนออกอย่างเป็นทางการเมื่อ 31 มกราคม 2020

รัฐบาล Starmer ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พยายามรีเซ็ตความสัมพันธ์กับยุโรป
ร่วมมือด้านกลาโหม ร่วมมือด้านมาตรฐานอาหาร ร่วมมือด้านพลังงาน
และค่อย ๆ กลับเข้าไปอยู่ในกลไกบางอย่างของยุโรปอีกครั้ง แต่ไม่มีนักการเมืองคนใดกล้าพูดว่า "กลับเข้า EU" เพราะแม้เวลาจะผ่านไปสิบปี Brexit ก็ยังเป็นแผลทางการเมืองที่ไม่หายสนิท

บทเรียนสำหรับคนไทย

สำหรับคนไทย เรื่องนี้อาจทำให้นึกถึง AEC The ASEAN Economic Community (AEC) ที่มีผลบังคับ ตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2558
ช่วงปี 2555 ถึง 2558 ประเทศไทยเต็มไปด้วยสัมมนา โปสเตอร์ และความตื่นเต้นเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่เมื่อถึงเวลา ความจริงกลับเงียบกว่าความฝันมาก

AEC แสดงให้เห็นว่า การรวมตัวทางเศรษฐกิจโดยไม่มีอำนาจกลางที่แท้จริง อาจไปได้ไม่ไกล

ส่วน Brexit แสดงให้เห็นว่า การออกจากการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้ง มีต้นทุนจริงและใช้เวลานานกว่าที่ผู้คนคาดคิด

10 ปีหลังประชามติ Brexit ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองชนะอย่างสมบูรณ์

ฝ่าย Leave ยังเชื่อว่า Brexit ยังทำไม่เสร็จ

ฝ่าย Remain ยังเชื่อว่าอังกฤษทำผิดพลาดครั้งใหญ่

และชาวอังกฤษจำนวนมากเพียงต้องการให้ค่าครองชีพถูกลง บริการสาธารณะดีขึ้น และประเทศเดินหน้าต่อไปได้

บางที บทเรียนสำคัญที่สุดของ Brexit อาจเป็นสิ่งที่สารคดีของ BBC พยายามบอกเรา

Brexit ไม่ใช่เรื่องของยุโรป แต่มันคือเรื่องของอังกฤษเอง
เรื่องของอัตลักษณ์ ความไม่เท่าเทียม และความรู้สึกว่าประเทศนี้เป็นของใคร และ10 ปีให้หลัง ปัญหาเหล่านั้น ก็ยังคงอยู่

สงครามกลางเมืองทางการเมืองครั้งนั้น ก็ยังไม่สิ้นสุด

https://www.bbc.co.uk/programmes/m002xhvj

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10161014253877395&set=a.93885197394




คณะกรรมาธิการสอบสวนของสหประชาชาติ มีรายงานที่ระบุว่า อิสราเอลก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา ด้วยการจงใจมุ่งเป้าโจมตีเด็ก





https://x.com/BBCNews/status/2069391582286020637
.....

นี่คือรายละเอียดและบริบทสำคัญเกี่ยวกับรายงานฉบับล่าสุดที่ถูกอ้างถึงในทวีตดังกล่าว ซึ่งออกโดย คณะกรรมาธิการสอบสวนระหว่างประเทศที่เป็นอิสระของสหประชาชาติ (UN Independent International Commission of Inquiry) ประจำดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองและอิสราเอล

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่ผลกระทบและการปฏิบัติต่อเด็กในฉนวนกาซาเป็นหลัก โดยชี้ให้เห็นถึงความสูญเสียทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงในระดับที่ "ไม่เคยปรากฏมาก่อน"

ข้อค้นพบสำคัญของรายงาน

ข้อหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide): คณะกรรมาธิการ (ซึ่งนำโดยประธานคณะกรรมการ ศรีนิวาสัน มูราลิดฮาร์ อดีตผู้พิพากษาชาวอินเดีย) สรุปว่ามี "เหตุผลอันสมควรให้เชื่อได้ว่า" อิสราเอลยังคงดำเนินพฤติกรรมที่เข้าข่ายอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยระบุว่า "การจงใจมุ่งเป้าโจมตีเด็กชาวปาเลสไตน์" เป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้หลักที่แสดงถึงเจตนาในการทำลายล้างกลุ่มชาติพันธุ์ปาเลสไตน์ในกาซา

ผลกระทบต่อเด็ก: รายงานระบุว่า บาดแผลทางกายและจิตใจ การต้องกลายเป็นกำพร้าจำนวนมหาศาล การบังคับอพยพซ้ำแล้วซ้ำเล่า วิกฤตความอดอยากจากการปิดกั้นความช่วยเหลือ รวมถึงการล่มสลายของระบบสาธารณสุขและการศึกษา ได้ส่งผลให้เกิดสภาวะ "การลบเลือนช่วงวัยเด็ก (erased childhood)" ในกาซาอย่างสิ้นเชิง

การทารุณกรรมในสถานควบคุม: คณะกรรมาธิการยังระบุว่ามีหลักฐานการจับกุมโดยพลการ การซ้อมทรมาน และการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กชาวปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังในเรือนจำทหารของอิสราเอล
บริบทและการตอบโต้จากฝ่ายต่าง ๆ

การขยายผลจากรายงานฉบับก่อน: รายงานฉบับนี้เป็นการสืบเนื่องและขยายผลจากรายงานฉบับสมบูรณ์เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว (ค.ศ. 2025) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมาธิการชุดนี้กล่าวหาว่าอิสราเอลกระทำความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปี 1948

ท่าทีของอิสราเอล: รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดของรายงานฉบับนี้อย่างรุนแรง โดยตราหน้าว่าเป็น "รายงานลวงโลกที่มุ่งร้ายและใส่ร้ายป้ายสี" กระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลยืนยันว่าคณะกรรมการจงใจละเลยพฤติกรรมของกลุ่มฮามาส โดยเฉพาะการใช้พลเรือนและเด็กเป็นโล่มนุษย์ รวมถึงการที่ฮามาสมุ่งเป้าโจมตีเด็กชาวอิสราเอลเช่นกัน

สถานะทางกฎหมาย: คณะกรรมาธิการสอบสวนชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งจากสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ตั้งแต่ปี 2021 แต่อยู่ในฐานะองค์กรตรวจสอบที่เป็นอิสระ ข้อค้นพบนี้จึงไม่ใช่คำตัดสินอย่างเป็นทางการของสหประชาชาติทั้งหมด หรือของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีทางกฎหมายแยกต่างหากในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์



นโยบาย AI ไทย : รัฐบาลกำลังตก หลุมพรางของมายาภาพ AI - หลุมพรางแรก: การมอง AI เป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ หลุมพรางที่สอง: การแปะป้าย “AI” ให้ทุกอย่าง หลุมพรางที่สาม: การละเลยพลังการประมวลผลและการกำกับดูแล ท้ายสุด ประเทศจะต้องพึ่งพาต่างชาติตลอด และความเสี่ยงจะสะสม


The Opener
13 hours ago
·
มายาภาพ กับ 3 หลุมพรางในนโยบายสาธารณะของปัญญาประดิษฐ์
.
ไทยอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก คำตอบที่ผมตอบได้อย่างตรงไปตรงมา คือ เราอยู่ “ปลายน้ำ” ครับ
.
เราเป็นประเทศผู้บริโภคโมเดลจากต่างชาติ ไม่ได้ผลิตกำลังประมวลผล ไม่ได้เป็นเจ้าของโมเดล และยังไม่มีกลไกกำกับดูแลที่ชัดพอจะเรียกว่า “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” หรือ Technology Sovereignty
.
ก่อนจะพูดถึง “หลุมพราง” ต้องนิยามให้ตรงกันก่อนว่านโยบาย AI ระดับชาติ คืออะไร
.
หากเราจะพูดให้ชัด มันคือกรอบยุทธศาสตร์ของรัฐที่ทำสามอย่างพร้อมกัน:
.
1) กระตุ้นเศรษฐกิจ
2) วางทิศทางการพัฒนาอย่างมีจริยธรรม และ
3) กำหนดขอบเขตการกำกับดูแล AI
.
แก่นของมันคือ การบาลานซ์น้ำหนักระหว่าง “นวัตกรรมและความสามารถแข่งขัน” กับ “ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และการคุ้มครองทางสังคม”
.
ในทางปฏิบัติ นโยบาย AI ระดับชาติมักครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่
.
1) งานวิจัยและพัฒนา (การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย)
2) การพัฒนากำลังคน (อัพสกิลแรงงานเดิม และสร้างบุคลากร AI)
3) การผลักดันการใช้งาน (นำ AI ไปต่อยอดจุดแข็ง เช่น เกษตร สุขภาพ และการผลิต)
4) จริยธรรมและธรรมาภิบาล (ดูแลเรื่องสิทธิ ความเป็นส่วนตัว และทรัพย์สินทางปัญญา) และ
5) ความมั่นคงกับการควบคุมการส่งออก (ดูแลเทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งพลเรือนและทหาร รวมถึงการไหลของข้อมูลข้ามพรมแดน)
.
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ “ไม่ใช่” นโยบาย AI ก็สำคัญไม่แพ้กัน มันไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมายฉบับเดียวแบบ EU AI Act หลายประเทศใช้กฎหมายรายภาคที่มีอยู่แล้วแทน ไม่ใช่การแบนเทคโนโลยีเพื่อหยุดความก้าวหน้า แต่เป็นการทำให้ระบบปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้ และไม่ใช่ระเบียบภายในองค์กร เพราะนโยบายระดับชาติกำหนดกรอบมหภาค ส่วนรายละเอียดการใช้งานเป็นเรื่องของแต่ละหน่วยงาน
.
พูดให้สั้น นโยบายที่ดีต้องทำให้ “รัฐและสังคม” เป็นคนกำหนดกติกา ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีเป็นคนตั้งกฎ
คำถาม คือ ไทยอยู่ตรงไหน และควรระวังอะไร ผมมองว่ามี 3 หลุมพรางหลัก ซึ่งซ้อนทับกับ 5 มิติข้างต้น
.
:: หลุมพรางแรก: การมอง AI เป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์
.
ความผิดพลาดสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องของการมุ่งเน้นการเข้าถึงเทคโนโลยี แต่คือ กรอบคิดที่มอง AI เป็นของที่ซื้อมาแจกได้ รัฐทุ่มงบซื้อสิทธิ์ใช้งานหรือบัญชีจากบริษัทต่างชาติ แล้วใช้จำนวนผู้ใช้เป็นตัวชี้วัด
.
แต่ AI ไม่ใช่ของที่ซื้อแล้วจบ มันคือ “ศักยภาพ” ที่ต้องมาคู่กับทักษะ ถ้าใช้ไม่เป็น ก็ไม่เกิดมูลค่า สุดท้ายเหลือแค่สัญญาที่หมดอายุ
.
สิงคโปร์เพิ่งปรับยุทธศาสตร์ในปี 2026 โดยโฟกัสที่ “AI Bilingual” คือ คนที่เก่งในสายงานตัวเองและใช้ AI ได้จริง ตั้งเป้าที่ 100,000 คนภายใน 3 ปี เริ่มจากสาขาบัญชีและกฎหมาย แล้วค่อยขยายไปสาขาอื่น พร้อมกันนั้นยังพัฒนาคนสายเทคอีก 40,000 คน ให้ขยับไปคุมระบบ AI agent
.
UAE เดินเกมเดียวกันแต่ขนาดใหญ่กว่า ประกาศฝึกข้าราชการ 80,000 คนใน 2 ปี ครอบคลุมทุกระดับ เป้าหมายคือ ให้บริการรัฐครึ่งหนึ่งขับเคลื่อนด้วย AI
.
จุดร่วมสำคัญคือ ทั้งสองประเทศไม่ได้วัดความสำเร็จจาก “จำนวนผู้ใช้” แต่วัดจาก “จำนวนคนที่ใช้เป็นจริง”
.
นี่คือเส้นแบ่งที่ชัดเจน นั่นคือ ถ้ามอง AI เป็นสินค้า นโยบายจะจบที่การกระจาย แต่ถ้ามองเป็นศักยภาพ นโยบายต้องลงทุนในคน โดยเฉพาะคนที่สามารถตัดสินใจและกำกับระบบได้
.
:: หลุมพรางที่สอง: การแปะป้าย “AI” ให้ทุกอย่าง
.
หลุมพรางนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องนิยามกว้างเกินไป แต่คือการเอาทุกโครงการมาติดป้าย AI เพื่อให้งบผ่านง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน หรืออุตสาหกรรมทั่วไป
.
ปัญหาคือ เมื่อทุกอย่างเป็น AI ก็แปลว่าไม่มีอะไรเป็น AI จริง ทรัพยากรถูกกระจายจนไม่เกิดผลกระทบเชิงโครงสร้าง
.
งานวิเคราะห์ระดับโลกชี้ว่า “AI” กลายเป็นคำครอบจักรวาล ไม่ต่างจากที่เคยเกิดกับ blockchain หรือ quantum computing
.
ในทางตรงกันข้าม แนวคิด “cognitive infrastructure” ของ Brookings มองว่า AI ไม่ใช่อุตสาหกรรมใหม่ แต่เป็นความสามารถที่ต้องไปต่อยอดจุดแข็งเดิม
.
ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จึงเลือกโฟกัสในโดเมนที่ตัวเองมีฐานอยู่แล้ว เช่น การผลิต ยานยนต์ และหุ่นยนต์
สิงคโปร์เลือก 4 ภาคหลักที่รวมกันคิดเป็นประมาณ 40% ของ GDP
.
เกาหลีใต้เน้น Physical AI ในโรงงานอุตสาหกรรม ญี่ปุ่นใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ (มาตรา 30-4) เป็นแต้มต่อในการเปิดทางให้เทรน AIจุดร่วมคือ “เลือกให้แคบ แล้วลงให้ลึก” ไม่ใช่ทำทุกอย่างพร้อมกัน
.
:: หลุมพรางที่สาม: การละเลยพลังการประมวลผลและการกำกับดูแล
.
สมรภูมิจริงของ AI ไม่ใช่แอป แต่คือ compute และ governance หากไม่มีสองอย่างนี้ ประเทศจะต้องพึ่งพาต่างชาติตลอด และความเสี่ยงจะสะสม
.
EU เป็นตัวอย่างสำคัญ โครงการ Gaia-X ตั้งเป้าสร้างอธิปไตยคลาวด์ แต่ขาดนิยามร่วมและกลไกที่ชัด สุดท้ายผู้เล่นต่างชาติยังครองตลาด
.
สิงคโปร์เลือกอีกทาง ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจริง ทั้งซูเปอร์คอมพิวเตอร์และ data center พร้อมงบวิจัยกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และผูกกับผลลัพธ์ที่วัดได้ ด้านกำกับดูแล สิงคโปร์เริ่ม AI Verify ตั้งแต่ปี 2022 และเปิดเป็นโอเพนซอร์สในปี 2023 จนกลายเป็นเครื่องมือที่หน่วยงานทั่วโลกอ้างอิง
.
ในระดับการเปรียบเทียบนโยบาย เครื่องมืออย่าง AI Policy Portal ของ UNIDIR ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น ฐานข้อมูลนี้รวบรวมนโยบาย AI ของประเทศสมาชิก UN ทั้ง 193 ประเทศ สามารถเทียบแนวทางของแต่ละประเทศแบบ side-by-side หรือค้นหาเฉพาะประเด็นได้
.
ที่สำคัญ มี Thailand profile อยู่ในระบบ ทำให้เห็นชัดว่าไทยอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ทั้งในมิติ ethics, safety และ adoption ไม่ใช่ดูแยกขาดจากบริบทโลก
.
:: บทสรุป
.
นโยบาย AI ที่มีน้ำหนัก ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะซื้ออะไรมาแจก” และไม่จบที่ภาพระบบนิเวศกว้างๆ
.
คำถามที่ต้องตอบให้ได้มีสามข้อ:
.
- จะเปลี่ยนงบประมาณเป็นทักษะมนุษย์ได้อย่างไร
- จะเลือกสมรภูมิที่ตรงกับจุดแข็งของประเทศตรงไหน และ
- จะสร้างกำลังประมวลผลกับกติกาที่น่าเชื่อถือได้หรือยัง
.
ถ้ายังตอบไม่ได้ ต่อให้ดูเหมือนกำลังเร่งเครื่อง สุดท้ายก็แค่ “เช่าอนาคต” มาใช้ชั่วคราว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1448337937334857&set=a.637269315108394
.....

บทความ ด้านนโยบายเอไอ เขียนโดย
Pun-Arj Chairatana




งบ 70 ออกแล้ว! พรรคประชาชนจัดให้ Dashboard งบประมาณ ให้ทุกคนร่วมตรวจสอบ ‘งบ 70’ กันแบบทะลุปรุโปร่ง


พรรคประชาชน - People's Party

8 hours ago
·
งบ 70 ออกแล้ว! พรรคประชาชนจัดให้ Dashboard งบประมาณ ให้ทุกคนร่วมตรวจสอบ ‘งบ 70’ กันแบบทะลุปรุโปร่ง
.
จาก ‘อนาคตใหม่’ สู่ ‘ก้าวไกล’ มาถึง ‘พรรคประชาชน’ เรามุ่งมั่นที่จะทำให้งบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าถึง เข้าใจ และร่วมตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสที่สุด
.
ย้อนไปปี 2565 เราเคยเปลี่ยนไฟล์ PDF เอกสารงบประมาณฉบับขาวคาดแดงที่หนานับหมื่นหน้า ให้กลายเป็นข้อมูลในรูปแบบ Machine-readable หรือ Excel กว่า 51,000 บรรทัด
.
เพื่อให้เรื่องตัวเลขที่ดูยุ่งยากเป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถ ‘เข้าใจ’ และ ‘ตรวจสอบ’ ได้ง่ายขึ้น วันนี้เรายกระดับไปอีกขั้นด้วยการจัดทำ Dashboard กราฟิกสรุปข้อมูลงบประมาณปี 2570 ที่ดูง่าย สบายตา เห็นภาพรวมและรายละเอียดได้เพียงปลายนิ้วคลิก
.
เราจะเห็นอะไรบ้างจาก Dashboard นี้?
งบประมาณปี 2570 ถูกจัดสรรไปที่ไหนบ้าง
ส่วนไหนที่เพิ่มขึ้นหรือถูกตัดลดอย่างมีนัยสำคัญ
การจัดสรรงบประมาณแบบนี้ ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชนหรือไม่
.
ทั้งนี้สำหรับงบประมาณ 2570 เราขอขอบคุณสำนักงบประมาณที่ในที่สุดได้เปิดเผยข้อมูล Excel ในรูปแบบที่สามารถนำไปประมวลผลต่อได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคประชาชนและพวกเราเรียกร้องมาหลายปี
.
เราเชื่อว่างบประมาณที่โปร่งใสต้องเริ่มจากการเปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้ พรรคประชาชนจึงขอชวนทุกคนมาร่วมกันส่องงบประมาณด้วยตัวเอง อุ่นเครื่องก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวันที่ 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม 2569 ที่จะถึงนี้
.
เปิดแดชบอร์ดตรวจสอบงบประมาณปี 2570 ได้แล้ววันนี้ที่: https://budget-explorer.peoplesparty.or.th/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122199903914480817&set=a.122093105408480817





จาก CNN แหล่งข่าว 4 รายที่ทราบเรื่องเปิดเผยว่า นักบินสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกเผยเห็นฝูงโดรนอิหร่านบินเกาะกลุ่มคล้าย ‘แมงกะพรุน’ เปรียบเหมือน "ทุ่งระเบิดกลางอากาศที่เต็มไปด้วยโดรน" เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐฯ มีความเห็นที่แตกต่างกัน จริงหรือภาพลวงตา ?!?






https://x.com/cnni/status/2069344775237439958
.....

นักบินสหรัฐฯ ที่ถูกยิงตกเผยเห็นฝูงโดรนอิหร่านบินเกาะกลุ่มคล้าย ‘แมงกะพรุน’

แหล่งข่าว 4 รายที่ทราบเรื่องเปิดเผยว่า นักบินเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการช่วยเหลือโดยหน่วยรบพิเศษหลังจากถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าอิหร่านเมื่อเดือนเมษายน ได้เล่าถึงภาพเหตุการณ์อันน่าตกใจก่อนที่เขาจะดีดตัวออกจากเครื่องบิน นั่นคือการพบเห็นโดรนจำนวนมากของอิหร่านลอยตัวอยู่กลางอากาศและเคลื่อนที่ไปพร้อมกันเป็นกลุ่มก้อนในลักษณะที่ดูคล้ายกับรูปร่างของแมงกะพรุน

ข้อมูลดังกล่าวซึ่งไม่เคยมีการรายงานมาก่อนนี้ ถูกนักบินเครื่องบิน F-15 รายนี้ถ่ายทอดให้เจ้าหน้าที่ข่าวกรองรับทราบระหว่างการสอบถามรายละเอียดหลังเกิดเหตุ และมันได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางและดุเดือดในแวดวงข่าวกรองของสหรัฐฯ ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด

หากนักบินผู้นี้ได้เห็นสิ่งที่เขาบรรยายไว้จริง กล่าวคือการเคลื่อนที่ของฝูงโดรนที่ประสานสอดคล้องกันเป็นหนึ่งเดียว นั่นจะถือเป็นความก้าวหน้าทางขีดความสามารถด้านโดรนของอิหร่านที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง

"มันคือโดรนหลายลำที่เชื่อมโยงและเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน โดยมีโดรนขนาดเล็กกว่าอยู่ใต้โดรนลำใหญ่ลักษณะคล้ายกับหนวดหรือขา" แหล่งข่าวรายหนึ่งที่ทราบเรื่องคำให้การของนักบินกล่าวกับ CNN "มันดูเหมือนเรื่องของเอเลี่ยนชัดๆ"

แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งกล่าวกับ CNN ว่า นักบินเปรียบเทียบสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นเหมือน "ทุ่งระเบิดกลางอากาศที่เต็มไปด้วยโดรน"

แม้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดของการที่เครื่องบิน F-15 ถูกยิงตกจะยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่แหล่งข่าว 2 รายระบุว่ารายงานเบื้องต้นชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ที่ว่า รูปแบบการบินของฝูงโดรนดังกล่าวอาจมีส่วนช่วยให้อิหร่านสามารถยิงเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ลำนี้ตกได้

เครื่องบิน F-15 ลำดังกล่าวมีลูกเรือปฏิบัติหน้าที่ 2 นาย ได้แก่ นักบินและเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบอาวุธ โดยกองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในทันทีตามที่มีรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

เหตุการณ์เครื่องบินขับไล่ F-15 ถูกยิงตกครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีเครื่องบินของสหรัฐฯ ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าอิหร่านนับตั้งแต่เริ่มมีความขัดแย้ง

นักบินได้รับการช่วยเหลือหลังจากดีดตัวออกจากเครื่องบินได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ควบคุมระบบอาวุธสามารถหลบหลีกการจับกุมของอิหร่านได้ในพื้นที่ภูเขาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งวันก่อนที่จะได้รับการช่วยเหลือเช่นกัน ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบอาวุธได้เห็นฝูงโดรนดังกล่าวด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินอีกลำหนึ่งคือ A-10 ที่ถูกยิงตกในระหว่างปฏิบัติการกู้ภัย แต่นักบินสามารถดีดตัวออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัยในจุดที่อยู่นอกน่านฟ้าของอิหร่าน

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐฯ มีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการตีความสิ่งที่นักบิน F-15 เล่า รวมถึงประเด็นที่ว่านักบินสามารถจดจำและถ่ายทอดรายละเอียดเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจนเพียงใด

ปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ นักบินได้รับบาดเจ็บจากการกระทบกระเทือนทางสมอง (concussion) ในระหว่างเหตุการณ์เครื่องบินตกดังกล่าว นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เครื่องบินของเขาถูกยิงตกจากท้องฟ้าระหว่างความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยแหล่งข่าวสองรายระบุว่า เขาเคยเป็นหนึ่งในนักบินที่ถูกกองกำลังคูเวตยิงตกจากเหตุการณ์ยิงพวกเดียวกันเอง (friendly fire) ในช่วงต้นของความขัดแย้งด้วย

เขาได้เห็นขีดความสามารถที่ก้าวหน้าล้ำสมัยซึ่งหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่เคยล่วงรู้มาก่อนหรือไม่? เป็นเพียงการทดสอบระบบขั้นต้น (beta test)? หรือเป็นแค่ภาพลวงตาในทะเลทรายกันแน่?

แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งเล่าว่า เจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่ทำหน้าที่ซักถามข้อมูลได้ตั้งคำถามในทำนองว่า "คุณแน่ใจหรือว่าเห็นสิ่งที่พูดมานั้นจริงๆ?"

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ส่งต่อข้อซักถามไปยังกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ซึ่งไม่ได้ตอบคำถามจากสำนักข่าว CNN โดยตรง ส่วนสำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ (ODNI) ก็ไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นในเรื่องนี้

ประเด็นคำถามเกี่ยวกับโครงการโดรนของอิหร่านเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยทั้งสองฝ่ายได้เริ่มกรอบเวลาการเจรจา 60 วันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้ว่าการเจรจาคาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ทั้งสองฝ่ายก็ได้หยิบยกประเด็นอื่นๆ ขึ้นมาหารือด้วยเช่นกัน

แหล่งข่าวสองรายที่ทราบเรื่องระบุว่า แม้ขีดความสามารถเฉพาะของโดรนที่นักบินกล่าวถึงจะไม่ใช่สิ่งที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เคยประเมินว่าอิหร่านมีอยู่ แต่ก็มีรายงานหลายฉบับบ่งชี้ว่าอิหร่านได้รับความช่วยเหลือในการพัฒนาเทคโนโลยีโดรนจากจีนและรัสเซีย

แหล่งข่าวระบุว่า ศัพท์ทางเทคนิคสำหรับขีดความสามารถที่นักบินอธิบายไว้นั้นเรียกว่า "one-to-many meshed networking" (เครือข่ายแบบเมชที่เชื่อมโยงหนึ่งจุดควบคุมไปยังโดรนหลายลำ)

โดยทั่วไปแล้ว ระบบเครือข่ายแบบเมช (meshed networking) ช่วยให้ผู้ควบคุมสามารถสั่งการโดรนหลายลำได้พร้อมกัน

เชื่อกันว่าประเทศอื่นๆ อย่างรัสเซียและจีนก็มีขีดความสามารถนี้เช่นกัน ดังนั้น ความก้าวหน้าใดๆ ในโครงการสงครามโดรนของอิหร่านซึ่งมีความซับซ้อนและทันสมัยอยู่แล้ว ย่อมสร้างความกังวลให้กับกองทัพสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในภูมิภาค

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ในทางทฤษฎีแล้ว ระบบเครือข่ายแบบเมชยังสามารถนำมาใช้เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับได้ ซึ่งถือเป็นการใช้งานที่ไม่เป็นอันตราย

อิหร่านได้ใช้โดรนโจมตีอย่างหนักหน่วงในฐานะอาวุธแบบอสมมาตร (asymmetric weapon) ตลอดช่วงเวลาหลายสัปดาห์ของความขัดแย้งกับกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ “เราจะต้องทุ่มงบประมาณมหาศาล รวมถึงต้องแลกมาด้วยความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างหนัก เพื่อป้องกันตนเองจากสิ่งที่สามารถปฏิบัติการประสานงานกันได้ในลักษณะนั้น” เอ็มมา เบตส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามโดรนและการปรับปรุงระบบป้องกันประเทศให้ทันสมัย ​​และผู้ก่อตั้งบริษัท Cachai กล่าวกับสำนักข่าว CNN โดยอ้างถึงภัยคุกคามที่เกิดจากขีดความสามารถในการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างโดรน (meshed networking)

“หากโดรนเหล่านี้สามารถประสานการทำงานเพื่อจัดรูปขบวนเป็นรูปร่างที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนและคงรูปขบวนนั้นไว้ได้ อีกทั้งยังติดตั้งวัตถุระเบิดและมีการสำรองกำลังไว้เพื่อโจมตีเป้าหมายที่ยังหลงเหลืออยู่จากการโจมตีระลอกแรก นั่นถือเป็นยุทธวิธีที่มีประสิทธิภาพและน่าเกรงขามอย่างยิ่ง” เบตส์กล่าว

https://www.cnn.com/2026/06/23/politics/iran-drones-f-15-pilot-intelligence





เอกสารร่างงบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ ปีงบประมาณ 2027 ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา มีคนแชร์ประเด็นน่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะ แนวคิดการใช้งบที่กำลังเปลี่ยนจากการจัดซื้อยุทโธปกรณ์รายระบบ ไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการทำสงครามทั้งระบบต่างหาก

https://www.facebook.com/DesenseInfoTH/posts/986266804156208

Defense Info TH
June 21
·
แอดมินไปเจอเอกสารร่างงบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ ปีงบประมาณ 2027 ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา อ่านแล้วพบประเด็นน่าสนใจหลายอย่าง

แต่สิ่งที่แอดมินสนใจไม่ใช่ตัวเลขงบประมาณระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มันคือแนวคิดการใช้งบที่กำลังเปลี่ยนจากการจัดซื้อยุทโธปกรณ์รายระบบ ไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการทำสงครามทั้งระบบต่างหาก
โพสต์นี้จึงอยากชวนทุกคนมาดูว่า สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องงบกลาโหมอย่างไร และสิ่งนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับสงครามในอนาคตบ้าง

จากเอกสารร่างงบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ ประจำปีงบประมาณ 2027 วงเงินรวม 1.072 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้สะท้อนเพียงการเพิ่มหรือลดงบประมาณในแต่ละเหล่าทัพเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของวิธีคิดในการจัดสรรทรัพยากรทางทหารของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

ในอดีต การวิเคราะห์งบกลาโหมมักให้ความสำคัญกับจำนวนเครื่องบินรบ เรือรบ รถถัง หรือขีปนาวุธที่ได้รับการจัดซื้อ เช่น เครื่องบินขับไล่ F-35 Lightning II เครื่องบินขับไล่ F-15EX Eagle II เรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke เรือดำน้ำโจมตีชั้น Virginia รถถัง M1A2 Abrams หรือขีปนาวุธ Tomahawk แต่ร่างงบประมาณฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากการใช้งบประมาณเพื่อ “ซื้อยุทโธปกรณ์” ไปสู่การใช้งบประมาณเพื่อ “สร้างระบบนิเวศของการทำสงคราม” ที่ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัย การทดลอง การจัดซื้อ การเชื่อมโยงข้อมูล การขยายกำลังผลิต ไปจนถึงการรักษาความพร้อมของฐานอุตสาหกรรมในระยะยาว

งบวิจัยที่เกือบเท่างบจัดซื้อ
 
หนึ่งในตัวเลขที่สำคัญที่สุดคือ งบประมาณด้านการวิจัย พัฒนา ทดสอบ และประเมินผล หรือ RDT&E ซึ่งมีวงเงินกว่า 221,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่งบจัดซื้อยุทโธปกรณ์อยู่ที่ประมาณ 248,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การที่งบวิจัยและพัฒนามีขนาดใกล้เคียงกับงบจัดซื้อ แสดงว่าสหรัฐฯ ไม่ได้มุ่งเพียงรักษากำลังรบที่มีอยู่ แต่กำลังลงทุนอย่างหนักเพื่อสร้างขีดความสามารถที่จะใช้ในสงครามอีก 10–20 ปีข้างหน้า

งบประมาณดังกล่าวครอบคลุมโครงการเครื่องบินรบยุคที่ 6 อย่าง Next Generation Air Dominance (NGAD) ระบบอากาศยานรบร่วมอัตโนมัติ Collaborative Combat Aircraft (CCA) อาวุธความเร็วเหนือเสียงอย่าง Long-Range Hypersonic Weapon (LRHW) และ Conventional Prompt Strike (CPS) รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีควอนตัม ระบบพลังงานสมัยใหม่ อาวุธพลังงานกำกับ เช่น HELIOS และระบบครองความเหนือกว่าด้านข้อมูลในสนามรบ

ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า ความได้เปรียบทางทหารในอนาคตจะไม่ได้วัดจากจำนวนแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการพัฒนา ทดสอบ ปรับปรุง และนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่หน่วยปฏิบัติได้เร็วกว่าคู่แข่ง

จากอาวุธราคาแพงจำนวนน้อย สู่กำลังรบจำนวนมากในต้นทุนที่รับได้

อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือแนวคิด “Affordable Mass” หรือการสร้างกำลังรบจำนวนมากในต้นทุนที่สามารถผลิตและใช้งานได้จริง

ร่างงบประมาณจัดสรรเงิน 836 ล้านดอลลาร์สำหรับการจัดซื้อระบบอาวุธต้นทุนต่ำจากผู้ผลิตรายใหม่ พร้อมเปิดทางให้มีการทำสัญญาจัดซื้อหลายปีสำหรับระบบขีปนาวุธต้นทุนต่ำ อาวุธโจมตีความเร็วเหนือเสียงต้นทุนต่ำ และขีปนาวุธร่อนยิงจากภาคพื้นดิน เช่น Precision Strike Missile (PrSM), Ground-Launched Small Diameter Bomb (GLSDB) และระบบโจมตีระยะไกลอื่น ๆ ที่สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก

แนวคิดนี้เกิดจากบทเรียนของสงครามร่วมสมัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้อาวุธสมรรถนะสูงอย่าง AGM-158 JASSM, LRASM หรือ SM-6 จะมีความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง แต่ไม่สามารถทดแทนความต้องการด้านปริมาณได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในสงครามที่ยืดเยื้อและมีอัตราการใช้กระสุนสูง

สหรัฐฯ จึงเริ่มให้ความสำคัญกับคำถามใหม่ ได้แก่ อาวุธหนึ่งระบบผลิตได้เร็วเพียงใด ต้นทุนต่อหน่วยอยู่ในระดับที่ยอมรับได้หรือไม่ สามารถเพิ่มกำลังผลิตในภาวะสงครามได้หรือไม่ และมีวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสายการผลิตเพียงพอหรือไม่

นี่คือการเปลี่ยนจากแนวคิด “อาวุธที่ดีที่สุด” ไปสู่ “อาวุธที่ดีเพียงพอ ผลิตได้จำนวนมาก และพร้อมใช้งานในเวลาที่ต้องการ”

ระบบไร้คนขับและการต่อต้านโดรนกลายเป็นโครงสร้างกำลังรบหลัก

ร่างงบประมาณปี 2027 ยังแสดงให้เห็นว่า ระบบอัตโนมัติ โดรน และการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กไม่ได้ถูกมองเป็นโครงการเสริมหรือโครงการทดลองอีกต่อไป

การจัดสรรงบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ให้ Defense Autonomous Warfare Group และอีก 1,400 ล้านดอลลาร์ให้ Joint Interagency Task Force 401 แสดงถึงการยกระดับภารกิจด้านระบบอัตโนมัติและ Counter-UAS ให้เป็นภารกิจระดับองค์กร

การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญ เพราะในอดีตการจัดหาโดรนหรือระบบต่อต้านโดรนอาจกระจายอยู่ในโครงการของแต่ละเหล่าทัพ แต่ปัจจุบันสหรัฐฯ กำลังสร้างหน่วยงาน กลไกการจัดซื้อ งบประมาณ และหลักนิยมที่รองรับการใช้งานในระดับกองทัพร่วม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โดรนไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมของหน่วยรบ แต่กำลังกลายเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการลาดตระเวน การตรวจการณ์ การโจมตี การส่งกำลังบำรุง การสื่อสาร และการควบคุมพื้นที่การรบ โดยมีตัวอย่างตั้งแต่ MQ-9 Reaper, MQ-28 Ghost Bat, XQ-58A Valkyrie ไปจนถึงระบบ CCA รุ่นใหม่

ขณะเดียวกัน ระบบต่อต้านโดรนก็จะต้องพัฒนาไปจากอุปกรณ์เดี่ยว เช่น เครื่องรบกวนสัญญาณ ไปสู่ระบบหลายชั้นที่รวมเรดาร์ เซนเซอร์ตรวจจับคลื่นวิทยุ กล้อง ระบบบัญชาการ และเครื่องมือทำลายเป้าหมาย เช่น Coyote Interceptor, Marine Air Defense Integrated System (MADIS), Directed Energy Maneuver-Short Range Air Defense (DE M-SHORAD) และระบบเลเซอร์กำลังสูงต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน

จากโครงการวิจัยสู่การใช้งานจริงเร็วขึ้น

ข้อจำกัดสำคัญของระบบจัดซื้อกลาโหมแบบเดิมคือ เทคโนโลยีจำนวนมากประสบความสำเร็จในห้องทดลอง แต่ไม่สามารถเข้าสู่หน่วยปฏิบัติได้ทันเวลา

ร่างงบประมาณฉบับนี้จึงเพิ่มงบประมาณให้กับหน่วยงานและโครงการที่มีหน้าที่เชื่อมช่องว่างระหว่างการวิจัยกับการจัดซื้อจริง เช่น Defense Innovation Unit และโครงการ Accelerate the Procurement and Fielding of Innovative Technologies

เป้าหมายคือทำให้เทคโนโลยีจากบริษัทเอกชน ธุรกิจเกิดใหม่ และบริษัทที่ไม่ใช่ผู้รับเหมาด้านกลาโหมแบบดั้งเดิม สามารถเข้าสู่กระบวนการทดลองและจัดซื้อของกระทรวงกลาโหมได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโดรนอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูล หรือระบบสื่อสารยุคใหม่

นอกจากนี้ การจัดสรรเงินให้ Office of Strategic Capital ยังสะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น เงินกู้และการสนับสนุนการลงทุน เพื่อช่วยให้บริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีสำคัญสามารถขยายกิจการและเพิ่มกำลังผลิตได้

ดังนั้น งบกลาโหมจึงไม่ได้ถูกใช้เพียงในฐานะงบจัดซื้อสินค้า แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางการลงทุนของภาคเอกชนและสร้างตลาดให้เทคโนโลยีที่รัฐบาลเห็นว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคง

ฐานอุตสาหกรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของขีดความสามารถทางทหาร

สงครามในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงอาจยังประสบปัญหาได้ หากไม่สามารถผลิตกระสุน อะไหล่ หรือระบบทดแทนได้เพียงพอ

ร่างงบประมาณจึงให้ความสำคัญกับ Defense Production Act, Industrial Base Analysis and Sustainment และการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานทางทหาร รวมกันเป็นวงเงินหลายพันล้านดอลลาร์

งบดังกล่าวไม่ได้มุ่งเฉพาะบริษัทผู้ผลิตยุทโธปกรณ์รายใหญ่ แต่ครอบคลุมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้จัดหาวัตถุดิบ โรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก การฝึกกำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มประสิทธิภาพของสายการผลิต
แนวคิดสำคัญคือ ฐานอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายสินค้ากองทัพ แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของความพร้อมรบ

หากประเทศมีขีปนาวุธที่ทันสมัยอย่าง Patriot PAC-3, SM-6 หรือ Tomahawk แต่ผลิตเพิ่มเติมไม่ได้ มีเรือรบแต่ไม่มีอู่ซ่อมที่เพียงพอ หรือมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแต่ต้องพึ่งชิ้นส่วนจากต่างประเทศทั้งหมด ความได้เปรียบทางทหารก็อาจไม่สามารถรักษาไว้ได้ในสงครามระยะยาว

จากระบบปิดสู่สถาปัตยกรรมเปิด

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการผลักดัน Modular Open Systems Approach หรือ MOSA ซึ่งกำหนดให้ระบบทางทหารต้องสามารถเชื่อมต่อ ปรับปรุง และเปลี่ยนองค์ประกอบได้โดยไม่ผูกขาดกับผู้ผลิตรายเดียว
ในอดีต ผู้ผลิตรายใหญ่สามารถออกแบบระบบที่ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการบำรุงรักษาถูกควบคุมโดยบริษัทเดียว ส่งผลให้กองทัพมีต้นทุนสูงและเปลี่ยนเทคโนโลยีได้ช้า ตัวอย่างเช่น ระบบขนาดใหญ่บนเครื่องบิน F-35 Lightning II หรือเรือรบยุคใหม่ที่มีซอฟต์แวร์และระบบภารกิจซับซ้อน

แต่ในสงครามสมัยใหม่ วงจรชีวิตของซอฟต์แวร์ เซนเซอร์ และระบบไร้คนขับสั้นกว่าวงจรชีวิตของเครื่องบินอย่าง B-21 Raider, F-35 หรือเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke และเรือฟริเกตชั้น Constellation อย่างมาก กองทัพจึงต้องสามารถเปลี่ยนส่วนประกอบบางส่วนได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ

การบังคับใช้สถาปัตยกรรมเปิดจะทำให้การจัดซื้อในอนาคตไม่ได้พิจารณาเฉพาะสมรรถนะของผลิตภัณฑ์ แต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูล มาตรฐานการสื่อสาร ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และความสามารถในการทำงานร่วมกับระบบจากผู้ผลิตรายอื่น

ผลที่ตามมาคือ บริษัทขนาดเล็กและผู้พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะทางจะมีโอกาสเข้าสู่โครงการขนาดใหญ่มากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตระบบปิดจะเผชิญแรงกดดันให้เปิดเผยอินเทอร์เฟซและลดการผูกขาดตลอดอายุโครงการ
งบกำลังพลยังสำคัญ แต่ถูกเชื่อมกับความพร้อมรบโดยตรง

แม้งบประมาณจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีใหม่ แต่สหรัฐฯ ยังคงจัดสรรงบประมาณกว่า 204,000 ล้านดอลลาร์สำหรับกำลังพล และกว่า 335,000 ล้านดอลลาร์สำหรับการปฏิบัติการและการบำรุงรักษา

งบดังกล่าวครอบคลุมเงินเดือน การฝึก การซ้อมรบ ชั่วโมงบินของเครื่องบินอย่าง F-35, F-22 Raptor, F/A-18E/F Super Hornet และ B-52H Stratofortress การเดินเรือ การซ่อมบำรุงคลัง ระบบสนับสนุนฐานทัพ และการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีใหม่ไม่สามารถทดแทนความพร้อมรบขั้นพื้นฐานได้ กองทัพอาจมีระบบที่ทันสมัยที่สุด แต่หากขาดกำลังพลที่ผ่านการฝึก ขาดอะไหล่ ขาดการบำรุงรักษา หรือไม่สามารถนำระบบไปใช้งานในสนามได้ เทคโนโลยีนั้นก็ไม่มีความหมายในทางยุทธการ

ดังนั้น รูปแบบการใช้งบใหม่จึงไม่ได้ลดความสำคัญของกำลังพล แต่พยายามเชื่อมคน เทคโนโลยี ข้อมูล การฝึก และการบำรุงรักษาเข้าเป็นระบบเดียวกัน

งบกลาโหมกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์

นอกจากการสร้างขีดความสามารถภายในประเทศแล้ว ร่างงบประมาณยังจัดสรรเงินสำหรับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับพันธมิตร เช่น ไต้หวัน กลุ่มประเทศบอลติก และอิสราเอล

การจัดสรรงบให้ Taiwan Security Cooperation Initiative และงบสำหรับทดแทนยุทโธปกรณ์ที่สหรัฐฯ ส่งมอบให้ไต้หวัน เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot, ขีปนาวุธต่อต้านเรือ Harpoon Coastal Defense System, รถถัง M1A2T Abrams และเครื่องบิน F-16V แสดงให้เห็นว่างบกลาโหมไม่ได้ถูกใช้เพื่อกองทัพสหรัฐฯ เท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างขีดความสามารถของพันธมิตรและสร้างโครงสร้างการป้องปรามในระดับภูมิภาค
แนวทางนี้ช่วยให้สหรัฐฯ กระจายภาระด้านความมั่นคง เพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกัน และสร้างเครือข่ายกำลังรบที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านยุทโธปกรณ์ การสื่อสาร การฝึก และการส่งกำลังบำรุง

จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของงบกลาโหมสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ที่การเลือกว่าจะซื้อเครื่องบิน เรือรบ หรือขีปนาวุธมากขึ้นเพียงใด แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการลงทุนใน “แพลตฟอร์ม” ไปสู่การลงทุนใน “ขีดความสามารถโดยรวม”

ขีดความสามารถดังกล่าวประกอบด้วยเทคโนโลยี ระบบข้อมูล ซอฟต์แวร์ ระบบอัตโนมัติ ฐานอุตสาหกรรม กำลังผลิต บุคลากร การฝึก และพันธมิตรระหว่างประเทศ โดยมีตัวอย่างของแพลตฟอร์มสำคัญตั้งแต่ F-35, B-21 Raider, เรือดำน้ำชั้น Columbia, เรือดำน้ำชั้น Virginia ไปจนถึงระบบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่

โดยรวมแล้วรูปแบบการใช้งบกลาโหมใหม่ของสหรัฐฯ สามารถสรุปได้ในหกทิศทาง ได้แก่

1. ลงทุนในการวิจัยและเทคโนโลยีอนาคตในระดับใกล้เคียงกับงบจัดซื้อ
2. สร้างอาวุธต้นทุนต่ำที่ผลิตและใช้งานได้จำนวนมาก
3. ยกระดับระบบอัตโนมัติและ Counter-UAS เป็นโครงสร้างกำลังรบหลัก
4. ลดระยะเวลาจากการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานจริง
5. ลงทุนในฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในฐานะส่วนหนึ่งของความพร้อมรบ
6. บังคับใช้สถาปัตยกรรมเปิดเพื่อเพิ่มการแข่งขันและลดการผูกขาดระบบ

ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงการมีกองทัพที่ใหญ่กว่า แต่คือการมีกองทัพที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว ผลิตทดแทน และนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่สนามรบได้เร็วกว่าคู่แข่ง
ในสภาพแวดล้อมที่เทคโนโลยีและรูปแบบสงครามเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการปรับตัวอาจกลายเป็นทรัพยากรทางทหารที่มีค่ามากกว่าจำนวนยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ในคลังเสียอีก



คลิป งานแถลงข่าวเทศกาลสันติภาพ 2026 ภายใต้ธีมงาน จากควังจู ถึง 50 ปี 6 ตุลา และปาฐกถาพิเศษ "ทำไมสังคมไทยไม่เรียนรู้อะไรเลยจาก 6 ตุลา ?" ในคลิป มีปาฐกถาพิเศษจอง อ.ธงชัยด้วย

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1740274360740061

Institute of Human Rights and Peace Studies, Mahidol University was live.
15 hours ago
·
งานแถลงข่าว
เทศกาลสันติภาพ 2026
พบกับการปาฐกถาพิเศษ โดย
ศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล
ในหัวข้อ “ทำไมสังคมไทยไม่เรียนรู้อะไรเลยจาก 6 ตุลา”
และการแสดงดนตรีเพื่อสันติภาพ “𝑻𝒉𝒆 𝑺𝒑𝒊𝒓𝒊𝒕 𝒐𝒇 𝑴𝒂𝒉𝒊𝒅𝒐𝒍”
23 มิถุนายน 2569
9.00 - 12.00 น.
ห้องประชุมอาคารใบไม้สามใบ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ
มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
#PEACEFestivalWeek2026 #มหิดลเพื่อสังคมสันติประชาธรรม




สังคมไทย ไม่เรียนรู้อะไรเลย…จากควังจู ถึง 50 ปี 6 ตุลา ‘ธงชัย วินิจจะกูล’ มอง 3 ปัจจัยที่ทำให้ไทยไม่เรียนรู้อะไรเลยจากเหตุการณ์ 6 ตุลา หวังมหาวิทยาลัยใช้ความกล้าหาญทางปัญญา สำรวจช้างของสังคมไทย ‘มหิดล’ เตรียมจัดใหญ่ Peace Festival Week 2026 ถอดบทเรียนควังจู เกาหลีใต้ และ 6 ตุลา ประเทศไทย



สังคมไทย ไม่เรียนรู้อะไรเลย…จากควังจู ถึง 50 ปี 6 ตุลา

23 มิถุนายน 2026
The Acitve Thai PBS

‘ธงชัย วินิจจะกูล’ มอง 3 ปัจจัยที่ทำให้ไทยไม่เรียนรู้อะไรเลยจากเหตุการณ์ 6 ตุลา หวังมหาวิทยาลัยใช้ความกล้าหาญทางปัญญา สำรวจช้างของสังคมไทย ‘มหิดล’ เตรียมจัดใหญ่ Peace Festival Week 2026 ถอดบทเรียนควังจู เกาหลีใต้ และ 6 ตุลา ประเทศไทย ‘อธิการฯ มหิดล’ ย้ำ มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ให้เรื่องที่ยาก ซับซ้อน และละเอียดอ่อน

วิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์
อับดุลรอเฮง สาตา
สุรสิทธิ์ สุภาภา
สัมพันธ์ เจริญสุข
และ วีระพล โอภาสวิไล

รายชื่อนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้ง 5 คน ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ถูกกล่าวถึงโดย ศ.ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ในปาฐกถาพิเศษ “ทำไมสังคมไทยไม่เรียนรู้อะไรเลยจาก 6 ตุลา” พร้อมตั้งคำถามว่า ทำไมเหตุการณ์ในครั้งนั้น ดูเหมือนสังคมไทยไม่เคยรู้อะไรเลย ราวกับเหตุการณ์ไม่มีคุณค่ามากพอที่จะเรียนรู้

ไม่เพียงแค่เหตุการณ์ 6 ตุลา แต่โศกนาฏกรรมระหว่างรัฐกับประชาชนแทบทุกกรณีถูกลืมหรือถูกเพิกเฉยจนคดีหมดอายุความ ราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ศ.ธงชัย ยกตัวอย่างทั้งกรณีตากใบ, ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนคนเสื้อแดง หรือกรณีบุคคลสูญหายจากเหตุทางการเมือง แม้แต่กรณีที่รัฐยอมให้มีอนุสาวรีย์และจัดพิธีให้ทุกปี อย่าง 14 ตุลาคม 2516 หรือเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 หากพิจารณามองกันอย่างจริงจัง รัฐและสังคมไทยไม่ได้เรียนรู้มากเท่าใดนักจากเหตุการณ์เหล่านั้น รวมถึงการปฏิวัติ 2475 ที่จะครบ 94 ปี ในวันพรุ่งนี้ (24 มิ.ย.) ด้วย



ศ.ธงชัย ระบุอีกว่า กรณีเช่นนี้ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่อดีตนักโทษการเมืองประเทศอื่นก็เช่นกัน ที่รัฐใช้วิธีการเดียวกัน คือ เมินเฉยจนพวกเขาไม่มีตัวตนจนปัจจุบัน มีเพียงบางส่วนที่พูดถึงที่เหลือเพียงความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นชื่ออาคาร สะพาน หรือสถานที่ ซึ่งรวมถึงอาคารในถนนราชดำเนิน และมองว่าอีกไม่นาน แม้แต่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอาจอยู่ในลิสต์ของสิ่งที่ต้องถูกล้มล้างหรือมากกว่านั้น

“ผมพยายามกล่าวหลายครั้งเสมอมาว่า การจำกัดเสรีภาพหรือการจำกัดกล่องตัวนั้น มันมีผลไม่ใช่เพียงความรับรู้ทางสังคม แต่มีผลต่อนิสัยวิสัยในการคิด ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างสรรค์ความรู้ทุกประเภท รวมทั้งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย เพราะไม่งั้นคำว่า “things outside the box” เป็นการพูดสวย ๆ หรู ๆ โดยไม่มีความหมาย”

ถอด 3 ปัจจัยที่ทำให้เราไม่เรียนรู้อะไรเลย

ศ.ธงชัย นำเสนอ 3 ปัจจัยที่ทำให้ไทยไม่เรียนรู้อะไรเลยเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา คือ ความเงียบของประวัติศาสตร์ เนื่องมาจากความอิหลักอิเหลื่อของความทรงจำ ต่อ 6 ตุลา กล่าวคือ มาตรฐานของประวัติศาสตร์ ที่ทำเป็นมองไม่เห็น เพราะไม่รู้จะทำอะไรกับมันได้ ซึ่งเป็นเช่นนี้มา 20 ปีแรกหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่เงียบสนิท และ 20 ปี หลังจากนั้นเป็นต้นมา ศ.ธงชัย ขยายความว่า ความเงียบในช่วงแรกนั้น ไม่ได้หมายถึงความหลงลืม แต่หมายถึงการฟังอยู่ลึก ๆ แต่ไม่สามารถสื่อออกมา พูดไม่ออกว่าเราจำอะไรได้บ้าง ส่วน 20 ปีถัดมา เรารับรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ แต่รับรู้โดยมีขีดจำกัด อย่างความโหดร้ายของวันนั้น ขีดจำกัดที่ว่านั้นคือ ห้ามถามว่าใครทำ โดยย้ำว่า ประวัติศาสตร์ที่ไม่ยอมสะสางอาชญากรรม มีส่วนทำให้การคิดจริงจังถึงบทเรียนแทบไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ทำได้เป็นเพียงบทเรียนที่ผิวเผินและมาจากสามัญสำนึก เช่น ไม่น่าใช้ความรุนแรงต่อกันเลย ควรสามัคคีกัน

“การจัดงาน 6 ตุลาทุกปี แม้แต่ผู้จัดงานก็รู้อยู่เต็มอกว่า “ห้ามถามว่าใครทำ” คำถามนั้นอยู่นอกกล่อง คำถามนั้น thinkable คิดได้แต่พูดไม่ได้ ซึ่งมีผลให้ความคิด การศึกษา การวิจัยถูกจำกัดไปด้วยไปในตัว”

ต่อมาคือ เงื่อนไข ปัจจัยทางปัญหาที่ตีกรอบกำหนดว่าอะไรเป็นบทเรียน อะไรไม่ใช่ ไม่นับ กล่าวคือ บทเรียนถูกกำหนดในกรอบของความรู้ที่รัฐอนุญาต เช่น ถ้าเราบอกว่าบทเรียน 6 ตุลา คือ ทหารตำรวจโหดร้ายเหลือเกิน ก็จะมีคนออกมาโต้แย้งว่าเป็นเรื่องของคนบางคนเท่านั้น คำตอบทำนองนี้ ศ.ธงชัย มองว่า ไม่ผิด แต่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปสถาบันที่ถือครองกำลังอาวุธ แม้จะผ่านมาแล้ว 50 ปี แต่ไม่ได้แตะต้องส่วนนี้ เราจึงมีเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า

“เราถูกปลูกฝังอุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์มาแต่เยาว์วัย บวกกับวัฒนธรรมที่ยอมรับอำนาจ ผู้คนจึงมักพอใจกับบทเรียนอย่างง่าย ๆ
สังคมไทยไม่กล้าจะขบคิดอย่างจริงจังถึงบทเรียนอื่นที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น กล้าแตะต้องไปถึงกลไกที่ถืออาวุธซึ่งควรจะต้องมีการปฏิรูป”


และ สุดท้าย คือ ความอ่อนแอของวัฒนธรรมทางปัญญาของสังคมไทย โดย ศ.ธงชัย มองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้สองข้อแรกดำเนินเรื่อยมาโดยไม่ถูกท้าทาย วัฒนธรรมทางปัญญาที่เข้มแข็งเป็นหัวใจของภารกิจมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงสถาบันเพื่อฝึกฝนช่างฝีมือชั้นสูง แต่มหาวิทยาลัยมีภารกิจเป็นปัญญาของสังคม ทั้งในการสร้างปัญญาชนและสร้างความรู้ใหม่ ๆ รวมทั้งการต่อสู้เพื่อทลายขีดจำกัดของความรู้ที่มีอยู่เดิม หรือการทลายกล่องนั่นเอง โดยมหาวิทยาลัยมีภารกิจทั้ง learning และ unlearning ไปพร้อม ๆ กัน

“ดัชนีที่สำคัญที่สุดที่แสดงถึงความอ่อนแอของมหาวิทยาลัยไทยคือขาดความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับขีดจำกัดของความรู้ มหาวิทยาลัยไทยสามารถอวดอันดับได้เรื่อย ๆ แต่ไม่เคยต่อสู้กับเรื่องที่เป็นช้างตัวเบ้อเริ่มของสังคมไทย ซึ่งตัวหนึ่งก็คือ 6 ตุลาคมนี่แหละ ทั้ง ๆ ที่มีนักศึกษาของตนเสียชีวิตไปโดยไม่มีการสะสางมา 50 ปีแล้ว”



บทบาทมหาวิทยาลัย กับการทำหน้าที่ปลดล็อกความคับแคบการแสวงหาทางความรู้

ช่วงท้ายของการปาฐกถา ศ.ธงชัย ระบุถึงกรณีที่ มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา จะจัดงาน Peace Festival Week 2026 ระหว่างวันที่ 17 – 19 ส.ค. 2569 โดยมีการถอดบทเรียน 50 ปี จากควังจูถึง 6 ตุลา เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง พร้อมระบุว่า เกาหลีใต้ข้ามพ้นความเงียบและความโหดร้ายที่ควังจูเมื่อเดือนพฤษภาคม 2523 ได้ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้ทลายขีดจำกัดทางปัญญาและแหวกออกจากกรอบ ซึ่งมีคนจำนวนหนึ่งยอมเผชิญหน้ากับอดีตที่เจ็บปวด และเริ่มเดินหน้ากระบวนการยุติธรรมเอาผิดกับคนที่กระทำผิด โดยมหาวิทยาลัยหลายแห่งในเกาหลีมีบทบาทอย่างมาก

“ผมจึงถือว่าการจัดงานในเดือนหน้ามีความหมายมาก และหวังว่าถ้าผมขอแบบส่วนตัวนะ ทำยังไงก็ได้ให้ชาวมหิดลจดจำชื่อทั้ง 6 ท่านที่เสียชีวิตไปตลอดกาล เพราะสิ่งนั้นจะแสดงถึงความกล้าหาญทางปัญญาที่กล้าเข้าไปสำรวจช้างตัวเบ้อเริ่มที่เรียกว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม”

จากควังจู ถึง 50 ปี 6 ตุลา มหิดลจัด Peace Festival Week 17 – 19 ส.ค. นี้

ศ.นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวในช่วงท้าย ระบุถึงเหตุผลสำคัญในการหยิบยกเหตุการณ์ควังจู และ 6 ตุลา มาเป็นหัวข้อสำคัญในการจัดงานเทศกาลสันติภาพในปีนี้ เนื่องจากเป็นปีครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ประวัติศาสตร์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ และประวัติศาสตร์ของประชาชนผู้ปรารถนาเห็นสังคมที่มีเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี

ขณะเดียวกัน ปีนี้ยังเป็นวาระครบรอบ 46 ปี เหตุการณ์ 18 พฤษภาคม 1980 ที่เมืองควังจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญของประชาชนที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงทางการเมือง แต่สามารถเปลี่ยนความทรงจำเกี่ยวกับความสูญเสียให้เป็นพลังในการพัฒนาประชาธิปไตย การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การแสวงหาความจริง การฟื้นฟูศักดิ์ศรีของผู้ได้รับผลกระทบ และการสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน



ดังนั้น การนำประสบการณ์จากควังจูมาศึกษาร่วมกับเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นการเปิดพื้นที่ให้ได้เรียนรู้ว่า สังคมที่ผ่านความขัดแย้งและบาดแผลทางการเมืองสามารถเลือกดำเนินต่อไปได้หลายเส้นทาง บางสังคมอาจเลือกที่จะปิดบัง หลีกเลี่ยง หรือปล่อยให้ความทรงจำเลือนหายไป ขณะที่บางสังคมเลือกค้นหาความจริง ยอมรับความเจ็บปวด เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และนำบทเรียนจากอดีตมาสร้างหลักประกันว่า เหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก

“สำหรับมหาวิทยาลัยมหิดล การจัดงานเทศกาลสันติภาพครั้งนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ซึ่งสังคมสามารถตั้งคำถามต่อเรื่องที่ยาก ซับซ้อน และละเอียดอ่อนได้อย่างมีเหตุผล และเคารพซึ่งความแตกต่าง”

ในช่วงท้าย ได้ย้ำถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่สามารถสร้างพื้นที่ที่ทุกฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นบนพื้นฐานของข้อมูล ความรู้ เหตุผล ความรับผิดชอบ และการเคารพศักดิ์ศรีของผู้ที่มีประสบการณ์และความทรงจำแตกต่างกัน เพราะสันติภาพไม่ได้เกิดจากการที่สังคมปราศจากความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่เกิดจากการที่เรามีศักยภาพในการนำเอาความแตกต่างเหล่านั้นมาเป็นพลังสร้างสรรค์สังคมที่ดีร่วมกัน

https://theactive.thaipbs.or.th/news/politics-20260623