วันศุกร์, มกราคม 02, 2569

เปิดเบื้องลึกชายแดนเดือด! “เสธ.โหน่ง” เสนอแผนที่เลเซอร์ ลากมะกัน–จีน ตัดท่อน้ำเลี้ยงทุนสีเทา หยุดศึกปืนใหญ่–หยุดศึกฟอกเงิน เพราะศึกครั้งนี้เดิมพันยึดอำนาจรัฐ ถ้าเราพลาด เราไม่ได้เสียแค่ดินแดน แต่เราจะเสีย "ประเทศ" ให้กลุ่มทุนสีเทาเข้ามาบริหารผ่านการเลือกตั้ง

https://www.facebook.com/reel/852708187403950
https://www.facebook.com/watch/?v=852708187403950

สืบจากข่าว 
December 30
·
เปิดเบื้องลึกชายแดนเดือด! “เสธ.โหน่ง” เสนอแผนที่เลเซอร์ ลากมะกัน–จีน ตัดท่อน้ำเลี้ยงทุนสีเทา หยุดศึกปืนใหญ่–หยุดศึกฟอกเงิน
“...เสียงระเบิดตูมตามแถวชายแดนอาจทำให้คุณตื่นตระหนก แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นไม่ใช่เสียงปืนใหญ่ BM21 หรือทุ่นระเบิดที่ฝังดินรอเหยื่อ แต่มันคือ "เสียงเงิน" จากทุนสีเทาที่กำลังไหลเงียบๆ เข้ามายึดโครงสร้างประเทศเราต่างหาก!
วันนี้เราจะพาไปคุยกับ "เสธ.โหน่ง" (พล.ท.ดร.พงศกร รอดชมภู) ที่จะมากางแผนที่แฉเกมนายพลเพื่อนบ้าน และกระชากหน้ากากขบวนการฟอกเงินที่อันตรายกว่าข้าศึกในสนามรบ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัวที่ชายแดน แต่มันเกี่ยวพันกับ "เงินในกระเป๋า" และ "อนาคตการเมืองไทย" ที่กำลังจะถูกปล้นไปต่อหน้าต่อตา ถ้าคุณไม่อยากให้ประเทศพังเพราะ "ปลวก" ที่ชื่อว่าทุนสีเทา ห้ามเลื่อนผ่านสกู๊ปนี้เด็ดขาด!...”
ละครฉากใหญ่ที่ชายแดน
เบื้องหลังความตึงเครียดไทย-กัมพูชา ที่มีการยิงปะทะและวางทุ่นระเบิด PMN2 รุกเข้ามาในที่ทำกินชาวบ้านนับสิบปีนั้น เสธ.โหน่ง ชี้เป้าชัดเจนว่า "มันมีราคาที่ต้องจ่าย"
หากรบกันเต็มรูปแบบ ไทยอาจต้องละลายงบประมาณวันละ 1,000 - 3,000 ล้านบาท! แต่คำถามคือ รบไปเพื่ออะไร?
• เกมการเมืองเพื่อนบ้าน: ผู้นำกัมพูชา (ฮุนเซน) จำเป็นต้องปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อรักษาอำนาจในประเทศตัวเอง
• บทบาทเหยื่อ: พยายามดึง UN หรือศาลโลกเข้ามา เพื่อเล่นบทผู้ถูกกระทำ หวังผลแพ้ชนะเหมือนคดีเขาพระวิหาร
"ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องดินแดน แต่มันคือลมหายใจทางการเมืองของผู้นำกัมพูชา"
ฉีกตำรา "แผนที่กระดาษ" สู้ด้วยเทคโนโลยี
ลืมภาพทหารกางแผนที่เถียงกันไปได้เลย ปัญหาโลกแตกเรื่อง "พื้นที่ทับซ้อน" เกิดจากเราถือแผนที่คนละฉบับ (ไทยถือ 1:50,000 ของสหรัฐฯ vs กัมพูชาถือ 1:200,000 ของฝรั่งเศสเมื่อร้อยปีก่อน)
ทางออกที่ เสธ.โหน่ง เสนอคือ "เลิกเถียง แล้วใช้เทคโนโลยีจบปัญหา"
1. Remote Sensing: ใช้ดาวเทียม โดรน และเลเซอร์ สแกนพื้นที่ทำแผนที่ 3 มิติ ความแม่นยำระดับ 1 เมตร
2. ยึดสันปันน้ำ: ขีดเส้นตามภูมิศาสตร์จริง ตลอดแนว 196 กม.
3. ดึงต่างชาติรับรอง: ให้ผู้เชี่ยวชาญสากลมาการันตี
เมื่อเส้นชัดเจน "พื้นที่ทับซ้อนจะหายไป" เหลือแค่เส้นขาว-ดำ ถ้าใครข้ามมา นั่นคือ "การรุกราน" ไทยจะมีความชอบธรรมเต็มร้อยในการตอบโต้ทันที!
"ปลวกสีเทา" อันตรายกว่าปืนใหญ่
จุดพีคของเรื่องนี้อยู่ที่ "ทุนสีเทา" (Grey Capital) ซึ่งเปรียบเสมือน "ปลวกสายพันธุ์ต่างถิ่น" ที่เข้ามาทำรังในบ้านเรา
กลุ่มนี้ไม่ได้มาแค่เปิดบ่อนหรือทำแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่กำลัง "ยกระดับมายึดอำนาจรัฐ":
• ฟอกเงินผ่านโปรเจกต์รัฐ: ใช้นอมินีประมูลงานต่ำกว่าทุน (เช่น ทุน 30 ประมูล 20) เพื่อเอาเงินผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบ ผลที่ได้คือ สิ่งก่อสร้างคุณภาพต่ำ ถนนพัง ตึกร้าว เพราะลดสเปกวัสดุ
• ซื้อเสียงราคาสูงลิ่ว: จับตาดูการเลือกตั้งให้ดี หากมีการแจกเงินหัวละ 3,000 - 5,000 บาท (จากปกติหลักร้อย) ให้รู้ไว้เลยว่านั่นคือ "เงินสกปรก"
"พวกนี้ไม่ได้เข้ามาสร้างบ้านให้แข็งแรง แต่เข้ามาใช้บ้านเราฟอกเงิน หากปล่อยให้กินจนถึงเสาหลัก (ยึดอำนาจรัฐ) บ้านทั้งหลังพังครืนแน่"
ตัดท่อน้ำเลี้ยง ด้วยยุทธการ "ยืมมือตำรวจโลก"
จะปราบพวกนี้ ลำพังไทยอย่างเดียวอาจไม่ไหว ต้องดึง "ยักษ์ใหญ่" มาช่วยตบ:
• ดึงสหรัฐฯ: มาช่วยแกะรอย "เส้นทางการเงิน"
• ดึงจีน: มาช่วย "ล่าตัวบุคคล"
เมื่อไทยร่วมมือกับนานาชาติไล่บี้ฐานฟอกเงินในไทย แก๊งสแกมเมอร์และเครือข่ายทุนสีเทาในกัมพูชาจะ "ขาดสภาพคล่อง" ทันที เมื่อไม่มีเงินไปหล่อเลี้ยงระบอบอำนาจ ผู้นำฝั่งนู้นก็จะหมดบารมีไปเองโดยที่เราไม่ต้องเสียกระสุนสักนัด!
สถานการณ์ชายแดนและทุนสีเทาไม่ใช่เรื่องแยกขาดจากกัน แต่มันคือ "ห่วงโซ่อุปทานแห่งอำนาจ" ที่ใช้ความขัดแย้งบังหน้า แล้วใช้ธุรกิจมืดหล่อเลี้ยงหลังบ้าน
ทางออกของไทยไม่ใช่การบ้าจี้ตามเกมรบ แต่คือการใช้ "ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี" ขีดเส้นพรมแดนให้ชัด และใช้ "กลไกระหว่างประเทศ" บีบไข่แดงทางการเงินของขบวนการเหล่านี้
ศึกครั้งนี้เดิมพันสูงครับ... เพราะถ้าเราพลาด เราไม่ได้เสียแค่ดินแดน แต่เราจะเสีย "ประเทศ" ให้กลุ่มทุนสีเทาเข้ามาบริหารผ่านการเลือกตั้ง
"ถ้าวันนี้มีคนเอาเงิน 5,000 บาท มาฟาดหัวแลกกับคะแนนเสียงของคุณ โดยที่คุณรู้ว่าเป็นเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เคยหลอกแม่คุณ... คุณจะรับเงินนั้นไหม? และเราจะจัดการกับนักการเมืองที่รับเงินโจรมาซื้อเสียงอย่างไรดี?"
ทีมข่าว #สืบการเมือง #สืบจากข่าว รายงาน


บีบีซีไทยรวบรวมรายชื่อและประวัติฉบับย่อของแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคการเมืองหลัก ใครเป็นใครคลิกอ่านลิงก์ข้างล่าง


บีบีซีไทย - BBC Thai
13 hours ago
·
94 คน คือจำนวนแคนดิเดตนายกฯ ที่พรรคการเมือง 43 พรรคยื่นบัญชีต่อ กกต. ระหว่างวันที่ 28-31 ธ.ค. ที่ผ่านมา บีบีซีไทยรวบรวมรายชื่อและประวัติฉบับย่อของแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคการเมืองหลัก ใครเป็นใครคลิกอ่านที่นี่: https://bbc.in/4qSMPRx

https://www.facebook.com/photo?fbid=1436411961852297&set=a.627743042719197



หลังเลือกตั้ง ผอ.นิด้าโพล เผย “สูตรจัดตั้งรัฐบาล มี 2 โมเดล ไม่มีโมเดลไหนมากกว่านี้ ไม่ว่าโมเดลไหน #อนุทิน เป็นนายกฯ (ใจเย็นจารย์ จะรีบไปไหนคนยังไม่ตัดสินใจมีเป็นกระบุง กาส้มถล่มทลายมากกว่า 250 ที่นั่ง พท+ปชน 2 พรรคพอ จบ!)





https://x.com/Skyboyz15/status/2006640548921377041






วิ่งแบบนี้ ไดโนเสาร์มันวิ่งตามไม่ทันแย้ววว😆

แม็กกี้ ศุทธสิทธิ์ เขต3 โคราช เบอร์ 5

https://www.facebook.com/reel/760897383003192
https://www.facebook.com/watch/?v=760897383003192


โปรดทราบ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์จาก NIDA ที่เป็นข่าวดังในตอนนี้เป็นพยานฝ่ายโจทก์ กว่า 100 คดีเกี่ยวกับมาตรา 112 เขามีส่วนทำให้คนที่เห็นต่างเข้าคุกไปตั้งหลายคน 😡


Thanapol Eawsakul
7 hours ago
·
โปรดทราบ
ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่เป็นข่าวดังในตอนนี้เป็นพยานฝ่ายโจทก์ คดี 112 กว่า 100 คดี
..........
“ผมเจอหน้าทั้งสามคนจนเบื่อ หนึ่งคือ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ (อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) ซึ่งเขาบอกกับผมว่าเป็นพยานให้ตำรวจเกี่ยวกับมาตรา 112 ประมาณร้อยคดี สอง คุณเจษฎ์ โทณวณิก (นักวิชาการทางกฎหมาย) และสาม คุณไชยันต์ ไชยพร (อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)”
“คุณอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ถูกอ้างให้เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในชั้นศาลในคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้จบการศึกษาในสาขาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เคยทำงานวิจัยหรือบทความวิชาการใดๆ เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เคยทำหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์รวมทั้งยังไม่เคยขึ้นทะเบียนเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมด้วย พอไม่เคย ไม่เคย ไม่เคย แล้วทำไมตำรวจถึงอ้างว่าเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ ผมก็ไม่ทราบ”
.......
นรเศรษฐ์ นาหนองตูม
ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวตอนหนึ่งในงานเสวนา ‘112 ความรุนแรง ผันแปรเป็นกลั่นแกล้งทางกฎหมาย’ ณ KINJAI CONTEMPORARY
อานนท์ - เจษฎ์ - ไชยันต์
ทนายระบุ ตร. มักใช้ ‘พยานผู้เชี่ยวชาญ’
ในคดี 112 ซ้ำๆ และบางคนไม่เชี่ยวชาญ
https://www.facebook.com/.../a.16365331.../3094149820876701/

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/25784527511187411


ปากจู๋กู้ชาติ


Wara Chanmanee
Yesterday
·
เหตุใดปรากฏการณ์รักชนก ถึงทำให้ IO (ปฏิบัติการข่าวสาร) และผู้คนฝั่งเผด็จการอำนาจนิยมออกมาวิ่งพล่าน ทั้งๆ ที่เป็นความผิดทางจริยธรรมของนักวิชาการคนเดียวที่เขาต้องรับผิดชอบต่อสังคม
เหตุก็เพราะว่านักวิชาการดังกล่าวเป็นเสมือนขุนพลหรือนักรบทางความคิดของฝั่งอนุรักษ์นิยม การปล่อยให้เขาเพลี่ยงพล้ำหรือถูกตราหน้าว่าไร้จริยธรรมจนหมดความชอบธรรม จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเนื้อหาที่เขาเคยสื่อสารมาทั้งหมด รวมถึงการสื่อสารของเขาในอนาคต ดังนั้นการปกป้องเขาจึงเท่ากับการปกป้องชุดความเชื่อที่เขานำเสนอซึ่งเป็นฐานทางอำนาจของฝั่งอนุรักษ์นิยม
หากฝ่ายอนุรักษ์นิยมยอมรับโดยดุษฎีว่าพฤติกรรมของนักวิชาการคนนั้นผิดโดยไม่มีการตอบโต้เลย จะยิ่งเพลี่ยงพล้ำ และเป็นการส่งมอบชัยชนะทางศีลธรรมให้กับฝ่ายเสรีนิยม ซึ่งในที่นี้มีรักชนกเป็นตัวแทนทันที ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเบี่ยงประเด็นจากการด้อยค่าเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มาเป็นการชี้นิ้วไปที่รักชนกว่า “มึงก็ทำเหมือนกัน” มึงก็ลบหลู่สถาบัน ทั้งๆ ที่บริบทของเวลา สถานการณ์ และรายละเอียดของเนื้อหาต่างกัน การเคลื่อนไหวของรักชนก ตั้งคำถามกับความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง และเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ได้แปลกแยกจากมาตรฐานสากล
อย่างไรก็ตาม แม้ความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริง ความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างมีอยู่จริง แม้การเคลื่อนไหวในอดีตของรักชนกจะถูกวิพากษ์วิจารณ์บ้าง แต่การใช้กฎหมายมาจัดการกับเธอก็มีคำถามเรื่องกระบวนการตุลาการที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งการเคลื่อนไหวโดยรวมของรักชนกมีเป้าหมายเพื่อคนส่วนใหญ่ เพื่อให้ประเทศดีขึ้น เจริญขึ้น เธอต้องการนำประเทศออกจากการผูกขาดทางอำนาจของฝั่งอนุรักษ์นิยม โดยเราก็เห็นข้อเท็จจริงอยู่ว่าปัจจุบันประเทศเราเสื่อมทราม มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในเอเชียแปฟิซิก มีหนี้ครัวเรือนสูง มีการทุจริตสูง ฯ
การสร้างวาทกรรมมึงก็ทำเหมือนกันของ IO หรือฝั่งอนุรักษ์นิยม ที่ต้องการบอกว่าทุกคนก็หยาบคายพอกัน หรือทุกคนก็มีวาระซ่อนเร้น คือการพยายามเบี่ยงเบน ทำให้ประเด็นพร่ามัว จนคนรู้สึกว่าไม่มีใครดีกว่าใคร ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วพวกตนเลวกว่ามาก
การทำปากจู๋ของไอซ์ไม่ใช่เรื่องเลวทราม แต่การใช้กำลังกับไอซ์คือเรื่องเลวทราม การไม่ยืนข้างไอซ์ กล่าวหาว่าไอซ์เป็นพวกล้มเจ้า แต่ไปยืนข้างสนับสนุนนักการเมืองสีเทาที่โกงชาติ โกงงบประมาณแผ่นดินคือความย้อนแย้งและเป็นเรื่องเลวทรามกว่าการทำปากจู๋ของไอซ์มาก
หากจะให้มอง การที่ไอซ์ทำปากจู๋จึงเป็นเหมือนสัญญะที่ท้าทายระบบอำนาจเดิม ท้าทายมารยาทประดิษฐ์สร้าง สิ่งที่เธอทำคล้ายจะฟ้องเราว่าดูให้ดีว่าใครกันแน่ที่ชั่ว ใครกันแน่ที่ตอแหล ผมเห็นด้วยกับการขบฏ การไม่ยอมสยบของเธอ ถ้าใครเห็นด้วย เรามาทำปากจู๋กัน 1 2 3
#ปากจู๋กู้ชาติ
#รักชนกศรีนอก

https://www.facebook.com/photo/?fbid=25464071179918175&set=a.362066027212037






มีใครอยากไปด้วยมั้ย ?







8 กพ.69 กาล้มกฎโจร(รธน.60)

https://www.facebook.com/reel/1637867810955718
https://www.facebook.com/watch/?v=760897383003192



สวัสดีปีใหม่ จากนายกปู


Yingluck Shinawatra
15 hours ago
·
สวัสดีปีใหม่ 2569 ค่ะ

ดิฉันขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนนะคะ ขอให้ทุกท่านและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็ง

ขอให้ปี 2569 นี้ เป็นปีของความเจริญก้าวหน้า ก้าวผ่านอุปสรรค ก้าวข้ามความยากจน ก้าวสู่สิ่งดีๆ มีอนาคตที่สดใส เศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี มีรายได้กันทุกครอบครัวนะคะ

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1427797445382281&set=a.490345989127436



แนวคิดทางปรัชญา 𝟑 ประการที่จะช่วยให้คุณมีมุมมองเชิงบวกในช่วงปีใหม่

https://www.facebook.com/reel/2534536676927565
https://www.facebook.com/watch/?v=2534536676927565



ภาพกิจกรรม สวัสดีปีใหม่ 2569 เคานต์ดาวนต์หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่งกำลังใจถึง 55 ผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกขังข้ามปี

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1185070703774483

ไข่แมวชีส added photos to the album: 31 ธ.ค. 68 เคานต์ดาวน์ 2569 หน้าเรือนจำ
23 hours ago
·
สวัสดีปีใหม่ 2569 เคานต์ดาวนต์หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่งกำลังใจถึง 55 ผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกขังข้ามปี
.
ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 31 ธ.ค. 2568 ต่อเนื่องถึงช่วงเคานต์ดาวน์ปีใหม่ 2569 บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีกิจกรรม “ปีใหม่ เราไม่ลืมเพื่อนในเรือนจำ” ฟังดนตรี จับสลากของขวัญ วงเสวนา ส่งต่อกำลังใจถึงผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกขังในเรือนจำข้ามปี
.
สำหรับกิจกรรมมีการฟังดนตรี จับสลากของขวัญ และวงเสวนา โดยบรรยากาศตั้งแต่ช่วงเย็นมีประชาชนทยอยเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากกิจกรรมจับสลากของขวัญ ก่อนจะมีการแสดงดนตรีสลับตลอดทั้งคืน อาทิ พอร์ท ไฟเย็น, หนวด ริมทาง, อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ รวมถึงวงเสวนาที่มีพ่อของ เก็ท โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง และ ซี จันทนา วรากรสกุลกิจ เข้าร่วมพูดคุย
.
กิจกรรมดำเนินไปจนถึงช่วงนับถอยหลังเคานต์ดาวน์และร่วมกันรับชมพลุส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569
.
ทั้งนี้ ในคืนข้ามปีสู่ปี 2569 ยังคงมีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 55 คน ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยที่ส่วนหนึ่งยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัวออกมาต่อสู้คดี


What does auld lang syne mean? "Auld Lang Syne" is a Scottish poem by Robert Burns, meaning "old long since" or "for old times' sake," a nostalgic song about cherishing old friendships and memories as time passes, commonly sung at New Year's to toast shared past experiences with a "cup o' kindness"

https://www.youtube.com/shorts/mfKr5dzjJpU

"Auld Lang Syne" is a Scottish poem by Robert Burns, meaning "old long since" or "for old times' sake," a nostalgic song about cherishing old friendships and memories as time passes, commonly sung at New Year's to toast shared past experiences with a "cup o' kindness". The familiar lyrics, mostly the first verse and chorus, ask if old acquaintances should be forgotten, answering with a resounding no, and call for a drink to remember bygone days.


https://www.facebook.com/reel/1128822465994652


การเมืองไทย แย่กว่านี้ไม่ได้แล้ว



การเมืองไทย แย่กว่านี้ไม่ได้แล้ว โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ

13 ชั่วโมงที่แล้ว
Work Point Today

ประเทศๆ หนึ่งก็เหมือนชีวิตคนๆ หนึ่ง มีเกิด เติบโต รุ่งโรจน์ และเสื่อมถอยได้ มีทั้งช่วงที่แข็งแรงและอ่อนแอ

เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ปลายทศวรรษ 2520 ต่อต้นทศวรรษ 2530 ประเทศไทยเคยเป็นประเทศที่เติบโตอย่างก้าวหน้าในหลายๆ ด้านทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และคุณภาพชีวิต เป็นผู้นำในอาเซียน จนเราฝันว่าจะกลายเป็นเสือตัวที่ 5 ซึ่งไม่เพียงมีความก้าวหน้าในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี แต่ยังมีประชาธิปไตยที่ลงหลักปักฐาน สิทธิเสรีภาพเบ่งบาน คุณค่าสิทธิมนุษยชนถูกโอบรับ เป็นสังคมที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายและก้าวหน้าทันสมัย เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ตอนนั้นเรามีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศที่ความเป็นไทยสง่างามเคียงคู่ความเป็นสากล ตอนนั้นเรามองไปข้างหน้าอย่างมีความหวังและพลังเชิงบวก

ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน ความหวังและความฝันที่ว่ามาเริ่มเลือนหาย เรากลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความสับสน อึดอัดคับข้องใจ และวิตกกังวลกับอนาคต จากยุคแห่งความรุ่งโรจน์กลายเป็นยุคแห่งความซบเซา เศรษฐกิจไทยประสบปัญหาการเติบโตช้าต่อเนื่อง เครื่องจักรในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหยุดทำงาน หนี้สินของคนไทยล้นพ้นตัว ความเหลื่อมล้ำยังคงขยายตัวและทำให้เรากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยสูงที่สุดในโลก ช่องว่างและคุณภาพของการศึกษาก็เป็นปัญหาเรื้อรัง ยังไม่ต้องพูดถึงสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมและปัญหามลพิษ กระบวนการยุติธรรมที่ขาดมาตรฐาน และความสัมพันธ์อันตึงเครียดกับเพื่อนบ้าน

ปัญหาที่ว่ามาทั้งหมดนี้ฉุดรั้งให้ประเทศไทยกลายเป็นสังคมที่ป่วยไข้ จนถึงขั้นที่นักสังเกตการณ์ต่างชาติเริ่มเรียกขานเราว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”

คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปัญหาทั้งหมดนี้ จะแก้ไขได้ก็จำเป็นต้องมีรัฐบาลและระบบราชการที่มีคุณภาพและมีวิสัยทัศน์ และการเมืองต้องมีเสถียรภาพ แต่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการเมืองมายาวนานร่วม 2 ทศวรรษซึ่งทำให้การเมืองไร้เสถียรภาพ เรามีการรัฐประหาร 2 ครั้งในยุคที่โลกไม่ทำรัฐประหารกันแล้ว สะท้อนความไร้กติกาทางการเมือง ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศทั้งยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เรามีรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาไม่ดี ทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอ อำนาจขาดสมดุลระหว่างสถาบันการเมืองต่างๆ ทั้งยังล้มเหลวในการแก้ไขการคอร์รัปชัน รัฐบาลล้มง่าย และเสียงของประชาชนไม่ได้กำหนดหน้าตารัฐบาลอย่างแท้จริง ดังนั้น การเมือง รัฐธรรมนูญ และปากท้องจึงส่งผลซึ่งกันและกัน

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เรากลายเป็นประเทศที่ป่วยไข้

ปัญหาการเมืองจึงเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ วิธีที่จะรื้อฟื้นความหวังจึงอยู่ที่การทำให้การเมืองดีขึ้นกว่าเดิม และเปลี่ยนการเมืองจากที่เป็นปัจจัยฉุดรั้ง ให้กลายเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการพัฒนาประเทศ เมื่อปัญหาสำคัญอยู่ที่การเมืองก็ต้องแก้ที่การเมือง การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนมีโอกาสที่จะกำหนดหน้าตาคนที่จะมาบริหารประเทศ และยังมีโอกาสที่จะกำหนดกติกาใหม่ที่ดีกว่าเดิมผ่านการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยิ่งประชาชนออกไปใช้สิทธิส่งเสียงของตัวเองมากเท่าใด การเลือกตั้งก็มีความหมายมากขึ้นเท่านั้น

หากเราปล่อยให้หน้าต่างแห่งโอกาสนี้ถูกปิดลง ประเทศไทยก็ยากที่จะฟื้นจากความป่วยไข้

มาช่วยกันทำให้การเข้าคูหาครั้งนี้มีความหมาย เพื่อเปิดประตูบานแรกไปสู่การเปลี่ยนทิศทางของประเทศ และรื้อฟื้นความหวังให้กลับคืนมา

https://www.workpointtoday.com/a-status-from-prajak-kongkirati-787949