วันพฤหัสบดี, มีนาคม 26, 2569

สภาถกแก้วิกฤตน้ำมัน เสนออะไรบ้าง ใครคือ "ไอ้โม่ง"


ไม่มี รมต. ในรัฐบาล "อนุทิน 1" มาชี้แจงข้อซักถามหรือข้อสังเกตของ สส. แต่อย่างใด แต่มี สส. ภูมิใจไทยยืนยันว่าจะนำข้อมูลส่งถึงรัฐบาล

สภาถกแก้วิกฤตน้ำมัน เสนออะไรบ้าง ใครคือ "ไอ้โม่ง"

เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซีไทย

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ได้พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาพิจารณาแนวทางรับมือวิกฤตการณ์จากสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เสนอโดย สส. จาก 6 พรรคการเมือง รวม 6 ญัตติ โดยมีผู้แทนราษฎรทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านกว่า 100 คนร่วมอภิปราย

หนึ่งในข้อเรียกร้องที่ สส. หลายคนมีต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการเปิดเผยข้อมูลการบริหารจัดการน้ำมันตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง เพื่อหาคำตอบว่าเหตุใดน้ำมันถึงขาดแคลน ปรากฏภาพประชาชนตามจังหวัดต่าง ๆ ไปต่อแถวรอเติมน้ำมันที่หน้าสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) โดยขอให้รัฐบาล "พูดความจริงกับประชาชน" และเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันและพลังงานในภาคส่วนต่าง ๆ โดยจัดลำดับความเดือดร้อนและเร่งด่วน

จนถึงเวลา 19.30 น. ยังไม่มีตัวแทนรัฐมนตรีในรัฐบาล "อนุทิน" ลุกขึ้นชี้แจงหรือตอบข้อซักถามต่อสภา ถึงแม้ สส. พรรคประชาชน (ปชน.) จะกล่าวเรียกร้องหลายครั้งก็ตาม

มีเพียงนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงสิ่งที่รัฐบาลน่าจะทำในระยะสั้น โดยพูดเพียงหลักการ อาทิ เร่งส่งน้ำมันเข้าสู่ระบบให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทุกปั๊มกลับสู่สภาวะปกติ, สื่อสารสู้กับเฟคนิวเรื่องการขึ้นราคาสินค้า, รวมถึงออกมาตรการช่วยเหลือผู้ดำเนินงานกับภาครัฐ, มาตรการลดค่าโดยสาร, มาตรการลดภาษีสรรพสามิต แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดแต่อย่างใด


โสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ซื้ออาหารกลางวันรับประทานเอง หลังมี สส. ฝ่ายค้านเสนอให้ตัดงบประมาณจัดเลี้ยงค่าอาหารกลางวันของ สส. ในช่วงวิกฤตพลังงาน

เอกนัฏชี้ข้อมูลคือ "ยารักษาโรคความตื่นตระหนก"


การอภิปรายของบรรดา สส. เพื่อหาออกจากวิกฤตน้ำมันและพลังงานเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ (25 มี.ค.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หนึ่งในผู้เสนอญัตติ ไล่เลียงข้อมูล 2 ชุดที่ไม่ตรงกัน โดยฝ่ายกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ระบุว่า ไทยนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 1 ล้านบาร์เรล/วัน โรงกลั่นผลิตน้ำมันดีเซลได้ 77 ล้านลิตร/วัน น้ำมันออกจากคลังน้ำมันไปถึงผู้ค้ารายใหญ่ หรือที่เรียกว่า "ผู้ค้า ม.7" ราว 84-100 ล้านลิตร/วัน ซึ่งจ่ายออกไปจากระบบมากกว่าปกติ สวนทางกับฝ่ายผู้ค้าน้ำมันที่แจ้งว่าปั๊มได้รับโควตาน้อยลง และยังปรากฏภาพประชาชนแห่ไปต่อคิวที่ปั๊ม แต่ก็ไม่ได้รับน้ำมัน

ทว่าเขาเชื่อว่า เมื่อรัฐบาลใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ประกาศให้มีการนำส่งข้อมูล รวบรวมข้อมูลซึ่งยังสวนทางกัน แล้วนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ สถานการณ์น่าจะดีขึ้น

"นี่คือยาที่จะรักษาโรคความตื่นตระหนกของประชาชนได้... มันเป็นเรื่องตลกมากเลย แถวบ้านผม ต้องเติมน้ำมันเพื่อที่จะหาน้ำมันมาเติม" นายเอกนัฏกล่าวและว่า ถ้าสถานการณ์บานปลาย กลั่นเต็มที่แต่ไม่ถึงมือประชาชน หากอำนาจที่นายกฯ ใช้ตาม พ.ร.ก. ยังทำไม่ได้ ผมขอเสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการที่เข้มข้นมากกว่านี้


เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้มีชื่อติดโผ รมว.พลังงานในรัฐบาล "อนุทิน 2" เป็นหนึ่งในผู้เสนอญัตติในวันนี้

สส. จากพรรคสีน้ำเงินยังขอให้สภาช่วยกันตัดสินใจว่า "ประเทศไทยเราจะอยู่กับความจริงหรืออยู่กับโลกจินตนาการ กองทุนน้ำมันเหมือนเป็นสิ่งที่สะกดจิตคนไทยทั้งประเทศให้เชื่อว่าน้ำมันมีใช้ ราคาถูก" ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านราคาน้ำมันสูงกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเอาเงินในอนาคตมาจ่าย ในที่สุดก็ต้องคืนอยู่ดี จึงต้องทบทวนว่ากลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ในตอนท้าย นายเอกนัฏซึ่งมีชื่อปรากฏในโผ รมว.พลังงาน ของรัฐบาล "อนุทิน 2" ได้ฝากถึง รมว.พลังงานคนใหม่ ให้มีเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมามีคนเก่งมากมาย ขาดแต่คนกล้า "ขอเตือนสติท่านอย่าฟังเพียงข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เสนอมา มากกว่าข้อมูลจากประชาชน"

กรณ์วิจารณ์รัฐบาลบริหารล้มเหลว ทำน้ำมันขาด-แพง

ด้านพรรคฝ่ายค้านที่เป็นเจ้าของญัตติ วิจารณ์ว่าวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นมาจาก "การบริหารจัดการของรัฐบาลที่ล้มเหลว นำมาสู่ทุกข์ร้อนของประชาชน"

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า มีความพยายามบอกว่าวิกฤตที่ประชาชนต้องเจอเกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ส่วนตัวเห็นว่าปัญหาน้ำมันขาดแคลนเกิดจาก 3 ความล้มเหลวของรัฐบาล

หนึ่ง ข้อเท็จจริงคือคลังน้ำมันของโรงกลั่นไม่ส่งน้ำมันที่เพียงพอให้ปั๊ม ซึ่งว่าที่ รมว.พลังงาน ก็พูดเองว่ามีชุดข้อมูลที่ย้อนแย้งกัน รัฐบาลสามารถยืนยันได้ว่าโรงกลั่นผลิตน้ำมันออกมาเท่าไหร่ และในขณะเดียวกันก็มีอีกชุดข้อมูลที่รัฐบาลยืนยันและยอมรับว่าโรงกลั่นไม่ได้ส่งน้ำมันครบถ้วนให้กับปั๊มน้ำมัน

"นี่ไม่ใช่ความย้อนแย้ง แต่เป็นการยืนยันว่าไอ้โม่งมีจริง คำถามที่ประชาชนอยากมีคำตอบคือแล้วน้ำมันอยู่ที่ไหน ไปอยู่ในมือใคร" นายกรณ์ตั้งคำถาม

สอง โครงสร้างราคาน้ำมันมีปัญหา เพราะมี 3 ตลาด 3 ราคาคือ ราคาหน้าปั๊มซึ่งได้รับการชดเชยจากรัฐ, ราคาขายส่งผ่านจ็อบเบอร์ (Jobber) ซึ่งไม่ได้รับการชดเชย, และราคาน้ำมันเขียวซึ่งไม่ได้รับการชดเชย แต่ได้รับการลดภาษีสรรพสามิต "ความล้มเหลวของรัฐบาลคือไม่สามารถบริหารให้ผู้ซื้ออยู่ในตลาดของตนเอง ไม่สามารถบริหารให้ผู้ซื้อในตลาดจ็อบเบอร์ ผู้ซื้อในตลาดประมง แห่มาซื้อหน้าปั๊ม ทำให้ขาดแคลนสำหรับประชาชนทั่วไป"

สาม กองทุนน้ำมันฯ ซึ่งมีหนี้กว่า 2 หมื่นล้านบาท การที่กองทุนน้ำมันจะมีสิทธิกู้ยืมเงินเพื่อนำมาชำระหนี้ของตน ต้องมีมติ ครม. แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีมติ ทำให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่อง เขารอเงินชดเชย จึงไม่ยอมจ่ายน้ำมันไปหน้าปั๊ม เพราะยิ่งขาย ยิ่งขาดสภาพคล่อง การอธิบายว่าขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการไม่ใช่คำอธิบายที่ดีพอ

"ที่นายกฯ บอกว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากความตื่นตระหนก ก็ตื่นตระหนกจริง ๆ แต่มาจากรัฐบาลบริหารล้มเหลว ส่วนการกักตุน ขอให้ไปดูทีไอ้โม่ง ขอให้เอาจริง ถ้าไม่เอาจริงสุ่มเสี่ยงที่คนจะสับสน หรือคิดว่ารัฐบาลกับไอ้โม่งเป็นพวกเดียวกัน" นายกรณ์กล่าว


กรณ์ จาติกวณิช วิจารณ์ว่ารัฐบาลล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำมัน

ส่วนราคาน้ำมันที่รัฐบาลบอกว่าจะลอยตัว ทำให้นายกรณ์ตั้งคำถามว่าจะปล่อยลอยตัวไปถึง 50 บาทตามราคาจริงหน้าโรงกลั่น ณ วันนี้ หรือไม่ พร้อมวิจารณ์รัฐบาลที่ไม่ไปตรวจสต็อกที่คลังน้ำมันตั้งแต่แรก ปล่อยให้โรงกลั่นทำกำไร ขายน้ำมันที่มีค่าการกลั่นสูงกว่าปกติ 3 เท่า อีกทั้งตั้งแต่เกิดวิกฤต ภาษีสรรพสามิตน้ำมันก็ไม่เคยลดแม้แต่สตางค์เดียว ยังอยู่ที่ 6.59 บาท พรรค ปชป. เสนอให้นำกำไรในรูปธรรมเนียมลาภลอย และลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 6 บาท ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง 9 บาท/ลิตร

นายกรณ์คาดการณ์ด้วยว่า ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะปัญหาโครงสร้างผลิตไฟฟ้าของไทยที่พึ่งพาแก๊สธรรมชาติ (LNG) มากเกินไป ตั้งแต่สงครามราคาเพิ่ม 100% จาก 10 เหรียญ/หน่วย เป็น 21 เหรียญ/หน่วย ซึ่งโครงสร้างการซื้อไฟของรัฐบาล เอื้อนายทุนและภาคเอกชนให้ทำกำไรมากขึ้นทุกครั้งที่ต้นทุนแก๊สเพิ่มสูงขึ้น สูตรซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชน สูตรซื้อแก๊สจากผู้นำเข้าเอกชน ทำให้เอกชนมีกำไรเพิ่มขึ้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน เพราะระยะหลังเห็นผลักดันให้ข้าราชการผู้ใหญ่มาพูดแทน

"ฝากบอกรัฐมนตรีอย่าแอบ อย่าซ่อน อย่าหนี ประชาชนต้องการฟังคำแจงจากท่าน นั่นคือความไว้วางใจ" นายกรณ์กล่าว

วีระยุทธ์ชง 3 เปลี่ยน กู้วิกฤต

นายวีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เห็นว่า การพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตโลกป่วน ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติ พร้อมเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตนี้

หนึ่ง เปลี่ยนการจัดการแบบปกปิด หรือลักปิดลักเปิด เป็นเปิดรับฟังแบบโปร่งใส เดินไปหาผู้เดือดร้อนแท้จริง นอกจากปิดห้องคุยกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ลงโทษผู้กระทำผิดให้ได้

เขากล่าวว่า วันที่นายกฯ ไม่อยู่ไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง" (ศบก.) ประกาศจะจับไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน แต่พอนายกฯ กลับมา ก็มีการปิดห้องเรียกผู้ค้าปั๊มรายใหญ่ 5-6 รายมาคุย พอบริษัทใหญ่บอกว่ามีน้ำมันพอ นายพิพัฒน์ก็ออกมาแถลงต่อว่าไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวล

สอง เปลี่ยนการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันได และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

นายวีระยุทธ์ หรือ "ดร.ต้น" ชี้ว่า เหตุปั่นป่วนโกลาหลหน้าปั๊ม เป็นเพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะตึงราคาน้ำมัน 15 วัน จึงเพิ่มแรงจูงใจผู้ขายในการกักตุนน้ำมัน และเพิ่มความอยากซื้อมากกว่าปกติให้แก่ประชาชน จึงเห็นว่านอกจากการอุดหนุนแบบตรึงราคา รัฐบาลสามารถใช้แนวทางอื่นได้ เช่น การอุดหนุนแบบขั้นบันได โดยวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก, การอุดหนุนแบบเฉพาะกิจ ยิงตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่น ๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ประกอบกับปรับลดภาษีสรรพสามิต เหมือนที่ช่วยน้ำมันเขียวในภาคประมง และเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอกโดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม

สาม เปลี่ยนโครงการ "ปุ๋ยธงเขียว" เพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง

นายวีระยุทธ์กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยถึง 5.6 ล้านตัน/ปี โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิม จึงเสนอให้รัฐบาลติดตามดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นการนำเข้า จำหน่าย และการเก็บเกี่ยว พร้อมแจก "คูปองปุ๋ย" ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น


วีระยุทธ์ และ สส. พรรคประชาชน

อรรถวิชช์แฉ "ไอ้โม่ง" คือโรงกลั่น

ภายหลังบรรดา สส. เอ่ยถึง "ไอ้โม่ง" กันมาทั้งวัน ในที่สุดนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) คือผู้เฉลยว่า "ไม่ต้องไปตามหาไอ้โม่งที่ไหน เพราะ 'ไอ้โม่ง' คือโรงกลั่น" และขอให้ไปถามโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 โรงและเครือข่ายของเขาว่าน้ำมันหายไปไหน

ในระหว่างอภิปราย นายอรรถวิชช์ยกข้อมูลในช่วงที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช. เป็น รมว.พลังงาน ปี 2568 พบว่า ไทยกลั่นน้ำมันได้ 1 ล้านบาร์เรล/วัน (1 บาร์เรล เท่ากับ 159 ลิตร) ตลอดปี 2568 ไทยผลิตน้ำมันอย่างน้อย 159 ล้านลิตร/วัน ถือว่าเพียงพอและมากเกินความต้องการใช้ กระทั่งเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปกระชากขึ้น และเกิดอาการ 2 ราคาคือ ราคาค้าปลีกไม่ถึง 30 บาท/ลิตร ที่หน้าปั๊ม แต่ราคาค้าส่งกลับสูงไปถึง 50 บาท/ลิตร โรงกลั่นย่อมต้องขายให้กลุ่มค้าส่งเพราะขายได้ราคาแพงกว่า กำไรมากกว่า เป็นเหตุให้กลุ่มค้าปลีกหน้าปั๊มน้ำมันเกิดขาดแคลนน้ำมัน โดยเฉพาะปั๊มที่เป็นระบบแฟรนไชส์จะถูกตัดโควตาก่อน เพราะโรงกลั่นและคลังน้ำมันนำน้ำมันส่วนนี้ไปขายให้กลุ่มค้าส่ง

"เมื่อรัฐบาลประกาศตรึงราคา โดยใช้กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยส่วนต่างให้ และเปลี่ยนราคาเรื่อย ๆ โรงกลั่นจึงเก็บน้ำมันเพื่อรอนำออกไปขายตอนที่มีราคาสูงกว่า"

อย่างไรก็ตาม สส. จากพรรค รทสช. มองว่า นายกฯ มาถูกทางแล้ว คือใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันสภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 เพื่อห้ามส่งออก แต่ยังไม่ได้ใช้กฎหมายนี้ในการสั่งตรึงราคาโดยไม่ชดเชย รัฐบาลควรใช้กฎหมายทุบโรงกลั่นน้ำมัน โดยการประกาศให้ขายเป็นราคาเดียว หรือใช้คณะกรรมการกลางของกระทรวงพาณิชย์กำหนดราคาแทน

"หากนายกฯ สั่งให้เป็นราคาเดียวได้ ไม่เกิดกลไก 2 ราคา และหากโรงกลั่นจะขอชดเชยการขาดทุน ให้ทำเรื่องขอมาที่คณะกรรมการกองทุนน้ำมันฯ ไม่ใช่การชดเชยอัตโนมัติอย่างที่ทำกันทุกวันนี้ เพราะโรงกลั่นย่อมต้องรู้ต้นทุนและกำไรขาดทุนดีอยู่แล้ว ผมขอขีดเส้นใต้ 500 ครั้ง กองทุนน้ำมันไม่ได้มีไว้ชดเชยกำไรของโรงกลั่น" นายอรรถวิชช์กล่าว

https://www.bbc.com/thai/articles/c4gdj47mp6ro



รวยไม่ไหวแล้วโว้ย (ขออีก ขออีก)









คณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโกตัดสินว่าบริษัท Meta ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียมีความผิดฐานทำให้เด็กตกอยู่ในอันตรายโดยทำให้เด็กเสี่ยงต่อการถูกผู้ล่าทางเพศบนแพลตฟอร์มของตน นี่เป็นหนึ่งในคดีแรกๆ ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของเด็ก







https://x.com/AFP/status/2036803327736897563
.....

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2026 คณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโกได้ตัดสินคดีสำคัญ โดยพบว่า Meta (บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram) มีความผิดฐานละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐ ด้วยการหลอกลวงประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มสำหรับเด็ก และเอื้อต่อการแสวงประโยชน์จากเด็ก

คำตัดสินนี้เป็นการปิดฉากการพิจารณาคดีที่ได้รับความสนใจอย่างมากเป็นเวลาเจ็ดสัปดาห์ในเมืองซานตาเฟ และส่งผลให้มีการปรับเงิน 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คณะลูกขุนตัดสินให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียต้องรับผิดโดยตรงในข้อกล่าวหาเช่นนี้

รายละเอียดสำคัญของคำตัดสิน

ค่าปรับ: เดิมทีรัฐเรียกร้องค่าเสียหายมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่คณะลูกขุนตัดสินให้เพียง 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคำนวณจากจำนวนการละเมิดกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของรัฐนิวเม็กซิโกจำนวน 75,000 ครั้ง และคณะลูกขุนกำหนดค่าปรับสูงสุด 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อการละเมิดหนึ่งครั้ง

ข้อกล่าวหา: คณะลูกขุนตัดสินว่า Meta มีการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยให้ความสำคัญกับผลกำไรมากกว่าความปลอดภัยของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาพบว่า Meta:

ให้ข้อมูลที่ผิดพลาดแก่ผู้ปกครองและวัยรุ่นเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเครื่องมือความปลอดภัย

ล้มเหลวในการใช้ระบบตรวจสอบอายุที่เข้มงวด

ปกปิดความรู้ภายในเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็กและความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตในแอปของตน

หลักฐานลับ: ส่วนสำคัญของคดีของรัฐคือ "ปฏิบัติการ MetaPhile" ซึ่งเป็นการล่อซื้อในปี 2023 โดยสำนักงานอัยการสูงสุดของรัฐนิวเม็กซิโก นักสืบที่ปลอมตัวเป็นเด็กอายุเพียง 14 ปี ได้บันทึกการรับข้อความชักชวนทางเพศและเนื้อหาอนาจารหลายพันรายการ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดหลายราย

การแก้ต่างและการตอบโต้ของ Meta

Meta ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำตัดสินและให้คำมั่นว่าจะยื่นอุทธรณ์ ในระหว่างการพิจารณาคดี ซีอีโอ Mark Zuckerberg และหัวหน้า Instagram Adam Mosseri ได้ให้การเป็นพยาน (ผ่านการให้การ) โดยโต้แย้งว่าในขณะที่อันตรายเช่นการแสวงประโยชน์เป็นสิ่งที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้" บนแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้หลายพันล้านคน บริษัทได้ลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในด้านความปลอดภัยและมีความโปร่งใสเกี่ยวกับความท้าทายต่างๆ

ขั้นตอนต่อไปคืออะไร?

ขั้นตอนที่สอง (พฤษภาคม 2026): การพิจารณาคดีในระยะที่สองมีกำหนดเริ่มในต้นเดือนพฤษภาคม การพิจารณาคดีครั้งนี้จะเป็น "การพิจารณาคดีโดยผู้พิพากษา" (ตัดสินโดยผู้พิพากษา ไม่ใช่คณะลูกขุน) เพื่อพิจารณาว่าแพลตฟอร์มของ Meta ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่สาธารณะหรือไม่ ผู้พิพากษาอาจสั่งให้ Meta เปลี่ยนแปลงการออกแบบแพลตฟอร์ม หรือให้ทุนสนับสนุนโครงการสาธารณะด้านสุขภาพจิตของเด็ก

ผลกระทบในวงกว้าง: คดีนี้ถือเป็นคดี "ต้นแบบ" (Bellwether) ซึ่งคาดการณ์กันว่าผลลัพธ์ของคดีจะส่งอิทธิพลต่อคดีความลักษณะเดียวกันอีกนับพันคดีที่กำลังดำเนินอยู่ในทั่วสหรัฐอเมริกา โดยคดีเหล่านี้ล้วนมีข้อกล่าวหาว่าบริษัทสื่อสังคมออนไลน์ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการเสพติดและสร้างอันตรายต่อเยาวชน

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ

จนถึงสัปดาห์นี้ บริษัทโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ "ไม่เคยแพ้คดี" ในเรื่องความปลอดภัยของเด็ก เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันทางกฎหมายอย่างกว้างขวาง การแพ้คดีติดต่อกันนี้ชี้ให้เห็นว่าคณะลูกขุนกำลังแยกแยะระหว่างสิ่งที่ผู้คนพูด (เสรีภาพในการพูดที่ได้รับการคุ้มครอง) กับวิธีการสร้างแอป (ผลิตภัณฑ์ที่อาจมีข้อบกพร่อง)

ทั้ง Meta และ Google ประกาศว่าจะยื่นอุทธรณ์ โดยอ้างว่าคำตัดสินเหล่านี้ "เข้าใจผิด" เกี่ยวกับวิธีการทำงานของแพลตฟอร์มของพวกเขา และเพิกเฉยต่อเครื่องมือด้านความปลอดภัยที่มีอยู่แล้ว


(Google Gemini)




ทุกครั้งที่คะแนนความนิยมรัฐบาลอนุทินตกต่ำ ความขัดแย้งชายแดนก็อาจจะถูกปลุกขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย อีกครั้ง - ระวังจะตกต่ำเหมือนทรัมป์นะ !

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26553397537633734

Thanapol Eawsakul 
4 hours ago
·
ทุกครั้งที่คะแนนความนิยมรัฐบาลอนุทินตกต่ำ
เช่นกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ปลายเดือนพฤศจิกายน 2569
ความขัดแย้งชายแดนไทย กัมพูขา มักจะถูกขุดขึ้นมา แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุุ่่ย
วิกฤติน้ำมันที่เริ่มจากสงครามอิหร่าน กับ สหรัฐ+อิสราเอล ที่เริ่มตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
ที่ตอนนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก
นำไปสู่คะแนนนิยมที่ลดลงไปอีกของรัฐบาลอนุทิน
ที่เดิมก็ไม่มีความชอบธรรมในการขึ้นมาสู่อำนาจ ด้วยการเลือกตั้งทึ่มีปริศนาหลายอย่าง
ความขัดแย้งชายแดนก็อาจจะถูกปลุกขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุุ่่ย อีกครั้ง
ก็อาจจะเป็นคนหน้าเดิมนี่แหละ






 

ผู้รอดชีวิตที่ถูกเจฟฟรีย์ เอปสตีนล่วงละเมิดทางเพศออกรายการบีบีซีนิวส์ไนท์กล่าวถึงความวิตถารของนักการเงินฉาวรายนี้


ลิซา ฟิลลิปส์บอกว่า "ฉันว่าเขา [เอปสตีน] ชอบเวลาที่พวกเราตัวแข็งทื่อและหวาดกลัวจนไม่รู้จะทำอะไร"

"เขาชอบดูเงาความกลัวในแววตาคน" ผู้รอดชีวิตจากเอปสตีนบอกบีบีซี

อานา ฟากาย
กรุงวอชิงตัน
25 มีนาคม 2026

คำเตือน: เรื่องราวนี้อาจมีคำบรรยายทางเพศ

เมื่อกล่าวถึงเจฟฟรีย์ เอปสตีน กระทำผิดทางเพศนั้น โจอานนา ฮาร์ริสัน ไม่เคยต้องการพูดถึงเหตุการณ์ที่เธอเคยถูกเขาล่วงละเมิดมาก่อนเลย

เหตุผลของเธอเองไม่ต่างกับผู้รอดชีวิตรายอื่น ๆ ที่ระบุว่าการที่ถูกเอปสตีนทำร้ายนั้นทำให้เธอรู้สึกอับอายเป็นล้นพ้น ทว่าหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เผยแพร่ไฟล์เอกสารกว่าล้านฉบับออกมาทำให้ชื่อของเธอถูกเผยออกต่อสาธารณชนโดยบังเอิญ เธอบอกกับวิคตอเรีย เดอร์บีไชร์ ผู้สื่อข่าวในรายการบีบีซีนิวส์ไนท์ว่า เหตุการณ์นั้นทำให้เธอรู้สึกว่าจำเป็นจะต้องออกมาเล่าเรื่องราวในที่สุด

ฮาร์ริสัน เล่าว่า "มันถึงจุดที่ฉันรู้สึกจุกจนหายใจไม่ออกแล้วต้องหายใจหายคอเสียบ้าง ฉันรู้สึกว่าวิธีนี้จะทำให้ฉันหายใจคล่องคอขึ้น"

รายการบีบีซีนิวส์ไนท์เชิญฮาร์ริสัน ร่วมกับผู้รอดชีวิตจากเอปสตีนรายอื่น ๆ มาออกรายการในห้องส่งพร้อมกันเป็นครั้งแรก มีการสัมภาษณ์ดำเนินระยะเวลานานยาวกว่าชั่วโมงสอดแทรกด้วยท่าทีการปลอบขวัญให้กำลังใจ ระหว่างนั้นยังมีช่วงที่พวกเธอได้เห็นภาพของตนเองยามเมื่อแรกพบเอปสตีนเป็นครั้งแรกเป็นเหตุให้แขกรับเชิญบางรายถึงกับน้ำตาไหล

ในการสัมภาษณ์นั้นมีการพูดถึงเนื้อหาอย่างกว้างขวาง เหล่าผู้รอดชีวิตพูดถึงเรื่องราวของตนเองด้วยความเสียใจและขุ่นเคือง ผู้ให้สัมภาษณ์บางรายกล่าวถึงเกาะลิตเติลเซนต์เจมส์ เกาะส่วนตัวอันอื้อฉาวของเอปสตีน ขณะที่บางรายกล่าวถึงนาที "พิศวง" ที่บ้านไร่ของเขาในรัฐนิวเม็กซิโก

พวกเธอกล่าวว่าพวกเธอเชื่อว่าเหล่าผู้มีอิทธิพลที่ข้องแวะกับผู้ชายคนนี้นั้นล้วนน่าจะรู้กันดีว่าเขาได้ทำอะไรไว้บ้าง

ผู้รอดชีวิตถูกผลักให้ต้องออกมาเผยตัวในสปอตไลท์

กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่เอกสารการสืบสวนเอปสตีนในหลายกรรมหลายวาระรวมแล้วกว่าล้านฉบับ แต่เอกสารบางฉบับไม่ได้ถูกปกปิดอย่างที่ควรทำให้อัตลักษณ์ของเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดได้รับการเปิดเผย

ฮาร์ริสันเองก็เป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกเปิดเผยตัวต่อสาธารณะในครั้งนั้น

เธอเล่าในรายการบีบีซีนิวส์ไนท์ว่า เธอไม่เคยต้องการให้มีการเผยแพร่เอกสารเลยเพราะกลัวว่าจะมีชื่อเธอหลุดออกมา

ฮาร์ริสันบอกว่า "ต้องมาเห็นหน้าคนที่เคยล่วงละเมิดเราทุกเมื่อเชื่อวันติดต่อกันเป็นเวลา 6 ปี ในโทรทัศน์นั้นไม่ใช่เรื่องปกติเลย"

เธอเล่าย้อนกลับไปว่าเธอพบกับเอปสตีนในรัฐฟลอริดา ขณะนั้นเธออายุ 18 ปี ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นที่การนวดไม่ต่างกับผู้รอดชีวิตรายอื่น ๆ เลย

"ทุกอย่างดูเป็นปกติดี" ฮาร์ริสันเล่า "แล้วเขาก็เริ่มดำเนินการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง ฉันตัวแข็งทื่อไปหมด จนนั่งรถกลับบ้านฉันก็ยังพูดอะไรไม่ออก"

หลังจากนั้นเธอก็เล่าถึงเหตุการณ์ที่เอปสตีนข่มขืนเธอในวันเกิดของเธอเอง

นี่เป็นครั้งแรกที่ฮาร์ริสันเล่าเรื่องนี้ต่อสาธารณชน เธอไม่เชื่อสนิทใจด้วยซ้ำว่าเธอและผู้รอดชีวิตรายอื่น ๆ จะได้รับความยุติธรรมโดยเฉพาะเมื่อเอปสตีนที่เสียชีวิตไปแล้วในขณะนี้ "ฉันมีคำถามมากมายที่ฉันจะไม่มีวันได้รับคำตอบด้วย"

เดินทางห้าประเทศในเวลาห้าวันพร้อมคลินตัน สเปซี และแม็กซ์เวลล์

ส่วน ชอนเทย์ เดวีส์ ผู้รอดชีวิต อีกรายนำภาพที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนแสดงให้บีบีซีนิวส์ไนท์ชม

ภาพดังกล่าวยังมีคู่ร่วมขบวนการของเอปสตีนอย่าง กิสเลน แมกซ์เวลล์ พรั่งพร้อมด้วยเควิน สเปซีนักแสดง และ อดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตันร่วมปรากฏด้วย โดยสเปซีและอดีตปธน.คลินตันกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการมนุษยธรรมเรื่องการป้องกันโรคเอดส์ในขณะนั้น

"ฉันเขียนบรรยายในสมุดบันทึกของตัวเองในขณะนั้นว่าพวกเขาเป็นสุดยอดกลุ่มคนที่หลากหลายที่สุดเท่าที่จะรวบรวมมาได้ ตอนนั้นเหมือนดังเราเข้าค่ายเพราะต้องเดินทางห้าประเทศในห้าวัน" เธ อกล่าว โดยเล่าต่อว่าบนเครื่องบินนั้นเหล่า พวกเขากินขนมขบเคี้ยว เล่นไพ่ และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ สู่กันฟัน

เธอเล่าต่อว่า "ตอนนั้นเหมือนเป็นทริปที่เกิดขึ้นได้ครั้งเดียวในชีวิต และน่าเศร้าที่มันจะต้องมาแปดเปื้อนด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นในฉากหลังของทริปนั้น"

เดวีส์เล่าว่าเธอถูกเอปสตีนข่มขืนบนเกาะส่วนตัวของเขาหลังจากถูกว่าจ้างให้นวด

เธอเองนั้นเป็นหมอนวดที่ผ่านการฝึกอบรมมา เธอยังเผยในรายการบีบีซีนิวส์ไนท์ด้วยว่าที่ผ่านมาก็ยังได้นวดให้กับคลินตันที่คอและหลังในสนามบินที่โปรตุเกสขณะที่เครื่องบินแวะเติมน้ำมัน ณ เวลานั้นเธอกล่าวว่าเธอเขียนในสมุดบันทึกว่าอดีตประธานาธิบดีนั้นทั้งถ่อมตัว ใจดี และเป็นผู้มีสเน่ห์


ภาพกิสเลน แมกซ์เวลล์ร่วมกับเควิน สเปซี โดยนักแสดงชื่อดังเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้มีการเผยเอกสารที่เกี่ยวกับเอปสตีนออกมาทั้งหมด

ระหว่างที่อดีตประธานาธิบดีคลินตันเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการกำกับดูแลและปฏิรูปรัฐบาลในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา เขาต้องตอบคำถามเรื่องการปฏิสัมพันธ์นี้ระหว่างเขากับเดวีส์ เขาบอกคณะกรรมาธิการว่าเขานึกหวังว่าเดวีส์น่าจะบอกเขาว่าเอปสตีนทำผิดอะไรไว้บ้าง

แต่เดวีส์กล่าวว่าเธอไม่เคยนึกจะบอกเรื่องนี้กับคลินตันเลย เธอกล่าวว่า "ฉันจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครทั้งนั้น"

"แล้วเขาจะทำอะไร ถามจริง ๆ เขา [คลินตัน] จะหยุดมันหรือ" เดวีส์พูดถึงการกระทำผิดของเอปสตีน "ฉันเดาว่าเราเองก็คงสุดจะรู้ได้ "

เดวีส์ระลึกถึงชั่วเวลาหนึ่งระหว่างที่อยู่ในโปรตุเกสกับอดีตปธน.คลินตัน เธอยังได้ช่วยเขาเลือกซื้อเครื่องประดับอัญมณีให้เชลซี ลูกสาวของเขาด้วย

คลินตันกล่าวซ้ำ ๆ ว่าเขาไม่ได้เป็นประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำผิดของเอปสตีน ชื่อของเขาปรากฏหลายร้อยครั้งในเอกสารเอปสตีน กระนั้นแล้วการมีชื่อในเอกสารเอปสตีนไม่ได้หมายความว่าเขาได้กระทำผิดไปด้วย

ส่วนสเปซีนั้นเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้มีการเผยเอกสารที่เกี่ยวกับเอปสตีนออกมาทั้งหมด โดยกล่าวว่า "สำหรับคนอย่างพวกเราที่ไม่มีอะไรให้กลัวนั้น ความจริงปราฏช้าเกินไป"


ชอนเทย์ เดวีส์ ขณะอยู่กับอดีตประธานาธิบดีคลินตันบนเครื่องบิน

บ้านไร่ 'สุดสยอง' ของเอปสตีนในรัฐนิวเม็กซิโก

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีข้อกล่าวหาปรากฏเพิ่มเติมจากไฟล์เอกสารของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จนเป็นเหตุเรียกร้องให้รัฐบาลของรัฐนิวเม็กซิโกเปิดการสืบสวนคดีเรื่องบ้านไร่โซร์โรของเขาเสียใหม่

ก่อนหน้านี้รัฐบาลรัฐนิวเม็กซิโกมีการสอบสวนเบื้องต้นแล้วในปี 2019 แต่ก็ได้ยุติการสอบสวนนั้นไปหลังมีคำร้องจากอัยการกลางในนครนิวยอร์ก

เดวีส์กล่าวว่า "ที่นั่นคือที่ที่การกระทำผิดส่วนใหญ่เกิดขึ้น ฉันมีความทรงจำที่ดำมืดที่สุดก็จากที่บ้านไร่โซร์โรนี่เอง"

เธอยังบอกกับบีบีซีนิวส์ไนท์ว่าเธอขณะที่เธออยู่ ณ ที่นั้นเธอรู้สึก "ติดกับดัก"

"ความรู้สึกที่นั่นมันทั้งหนาว มืดมิด และสยองขวัญ" เดวีส์เล่า

ลิซ่า ฟิลลิปส์ ผู้รอดชีวิตอีกรายที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีนิวส์ไนท์กล่าวว่ารู้สึกแบบเดียวกันกับบ้านไร่แห่งนั้น "ฉันจำได้ว่ารู้สึกทำนองว่า 'ที่นี่มันสยองพิลึก' ที่นั่นมันมีความรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ"

เดวีส์ยังกล่าวอีกว่าเธอเชื่อว่ามีอีกหลายอย่างที่เกิดที่นั่นแต่ยังไม่ได้ถูกเปิดโปง


ชอนเทย์ เดวีส์กล่าวว่าเธอถูกเอปสตีนข่มขืนบนเกาะส่วนตัวของเขาหลังได้รับการว่าจ้างให้นวด

เอปสตีนบอกผู้รอดชีวิตว่า "ผมชอบมีอะไรไว้ต่อรองคน"

เดวีส์กล่าวว่าเอปสตีนชอบป่าวประกาศไปทั่วว่าเขานั้นมีสายสัมพันธ์กว้างขวางเพียงใดกับคนใหญ่คนโต

เธอกล่าวว่าเขาโอ้อวดว่าให้ซาราห์ เฟอร์กูสัน อดีตดัสเชสแห่งยอร์กหยิบยืมเงินทอง "นั่นไม่ได้เป็นความลับแม้แต่น้อย" เดวีส์กล่าวกับบีบีซีนิวส์ไนท์

เดวีส์ยังบอกว่า ในเคหสถานของเอปสตีนนั้นมีภาพต่าง ๆ ของเฟอร์กูสันและ แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ (อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ของอังกฤษ) อดีตสามีของเธอร่วมด้วยเหล่าลูกสาวของพวกเขาใส่กรอบไว้

ด้านลิซ่า ฟิลลิปส์ผู้เป็นนางแบบแฟชั่นในขณะนั้นยังกล่าวถึงสายสัมพันธ์ของเอปสตีนกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ และเล่าถึงเรื่องราวของเพื่อนของเธอที่ไม่ได้ออกมาเล่าเรื่องด้วยตนเองอย่างเปิดเผยและต้องการจะปกปิดตัวตนของตนไว้ โดยเธอเล่าโดยกล่าวหาว่าเพื่อนรายนั้นถูกจัดแจงให้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์

เธอกล่าวว่าเพื่อนรายนี้ไปที่อะพาร์ตเมนต์ของเอปสตีนในย่านอัปเปอร์-อีสต์ไซด์ของมหานครนิวยอร์กเมื่อปี 2003 ณ ที่นั่นเพื่อนรายนี้ก็ถูกกำกับให้ไปยังห้องแห่งหนึ่งและมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายที่เจ้าตัวกล่าวว่าคือ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์

อย่างไรก็ตาม อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ปฏิเสธมาเสมอว่าไม่ได้กระทำผิดใด ๆ


ภาพลิซ่า ฟิลลิปส์บนเรือโดยมีเกาะของเอปสตีนอยู่เบื้องหลัง

ฟิลลิปส์ยังกล่าวกับรายการบีบีซีนิวส์ไนท์ว่าภายหลังเธอยังได้ถามกับเอปสตีนว่าเหตุใดเขาจึงต้องจัดแจงให้เพื่อนของเธอมีความสัมพันธ์ทางเพศกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ เธอกล่าวว่า เอปสตีนแสยะยิ้มแล้วตอบว่า "ผมชอบมีอะไรไว้ต่อรองคน"

"เขาชอบดูเงาความกลัวในแววตาคน" เธอกล่าวถึงการล่วงละเมิดหลากหลายครั้งของเอปสตีน "ฉันคิดว่าเขาชอบยามเมื่อเราตื่นกลัวจนตัวแข็งทำอะไรไม่ถูก ฉันว่ามันเร้าอารมณ์เขา"

ฟิลลิปส์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการนิวส์ไนท์ เธอได้เรียกร้องไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจของสหราชอาณาจักรให้มาสอบปากคำเธอถึงข้อกล่าวหาที่ว่าเพือนของเธอถูกล่วงละเมิดโดยมีอดีตเจ้าชายแอนดรูว์มาเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ถูกจับกุมเมื่อ ก.พ. ที่ผ่านมาจากข้อสงสัยว่าประพฤติมิชอบในหน้าที่ การดำเนินคดีดังกล่าวมาจากข้อกล่าวหาว่าเขาลักลอบส่งต่อข้อมูลลับและมีความอ่อนไหวต่อเอปสตีนขณะที่เขาดำรงตำแหน่งทูตการค้าของสหราชอาณาจักร

เหล่าผู้รอดชีวิตที่พูดคุยกับรายการบีบีซีนิวส์ไนท์กล่าวว่าพวกเธอไม่เชื่อว่าเอปสตีนปลิดชีวิตตนเอง

"เรารู้จักเขา รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร" ฟิลลิปส์กล่าว

เอปสตีนถูกพบว่าเสียชีวิตในห้องขังเดี่ยวของตนเองเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2019 ขณะที่กำลังถูกคุมตัวในเรือนจำกลางนครนิวยอร์กด้วยข้อหาค้ามนุษย์เพื่อประโยชน์ทางเพศและสมคบคิดโดยเสียชีวิตก่อนเข้าสู่กระบวนการศาล

ผู้ตรวจสอบทางการแพทย์ของรัฐนิวยอร์กชี้ว่าการเสียชีวิตดังกล่าวมาจากการฆ่าตัวตาย

"ฉันยิ้มแบบเดิมไม่ได้อีกเลย" แผลที่หลงเหลือจากเอปสตีน

เจนา ลิซา โจนส์และเวนดี พีซองท์ ต่างก็พบเอปสตีนระหว่างที่พวกเธออายุเพียง 14 ปี ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ขณะนั้นและยังคงมิตรภาพเรื่อยมานานหลายปี หลังจากรอดมาได้จากการล่วงละเมิดทางเพศจากเอปสตีน

"เมื่อคุณต้องผ่านอะไรแบบนี้ขณะที่ยังอายุน้อยนัก มันเหมือนกับว่าโลกแห่งความจริงของคุณถูกทำให้บิดเบี้ยวมานาน" พีซองท์กล่าว " คุณไม่ควรคิดแบบพนักงานบริการทางเพศในตอนที่มีอายุเพียง 14 ปี"

ช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ ผู้รอดชีวิตทั้งห้ารายได้รับภาพของตนในขณะที่มีอายุเท่ากับเมื่อแรกพบกับเอปสตีน

"ฉันยิ้มแบบเดิมไม่ได้อีกเลย" ฮาร์ริสันกล่าวขณะจ้องมองดูรูปภาพขณะเธออายุ 18 ปี

ฟิลลิปส์มองที่ภาพของตนเองในชุดเข้ารูปสีชมพูอ่อนบนเรือก่อนตระหนักว่าเกาะเบื้องหลังคือเกาะของเอปสตีน

"ขณะนั้นฉันเพียงมีความสุขกับชีวิต ไม่รู้เลยว่าชีวิตกำลังจะต้องพบกับอะไร" เธอกล่าวถึงตนเองในภาพนั้น "นี่ไม่ใช่สภาพของฉันหลังจากออกมาจากเกาะนั่น"

https://www.bbc.com/thai/articles/c7058xerr8po




โพสต์ Tom Wright โชว์ภาพจากอินสตาแกรม เล่าเรื่องรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทยที่ลาออกในปี 2025 ที่อ้างว่ารู้จักกับ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ แบบ "ผิวเผิน" นั้น ต่างออกไป และอาจจะไม่เป็นเช่นดังว่าแล้ว





https://x.com/TomWrightAsia/status/2036625141233541446


 


 

ข้อเสนอ 15 ข้อของทรัมป์ ได้ก่อให้เกิดแรงสะเทือน ในแวดวงการทูตและตลาดโลกทันที แม้ว่าทำเนียบขาวจะยังมิได้ยืนยันเนื้อหาฉบับเต็มอย่างเป็นทางการ แต่รายละเอียดที่รั่วไหลออกมาในช่วงระหว่างวันที่ 24-25 มีนาคม 2026 ได้ระบุถึงกรอบแนวทาง เพื่อให้เกิดการหยุดยิงเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน



The emergence of the 15-point proposal has caused immediate ripples in both diplomatic circles and global markets. While the White House has not officially confirmed the full text, leaked details from March 24-25, 2026, outline a "maximum pressure" framework for a month-long ceasefire.

15-Point Proposal: Thai Summary (สรุปข้อเสนอ 15 ข้อ)

Here is a summary of the key points translated into Thai for your tracking:

Nuclear & Missiles (นิวเคลียร์และขีปนาวุธ):

Dismantle Capabilities: รื้อถอนขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ทั้งหมด รวมถึงโรงงานที่ Natanz, Isfahan และ Fordow

No Enrichment: ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในประเทศโดยเด็ดขาด

Stockpile Removal: ส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดให้ IAEA

Missile Limits: จำกัดระยะและจำนวนขีปนาวุธ ให้ใช้เพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น

Regional & Maritime (ภูมิภาคและการเดินเรือ):

Proxy Support: ยุติการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน (Proxies) เช่น Hezbollah และ Houthi

Strait of Hormuz: กำหนดให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเขตเดินเรือเสรี (Free Maritime Zone) และห้ามปิดกั้น

Economic Incentives (สิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจ):

Sanctions Relief: ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

Civilian Nuclear: สหรัฐฯ จะช่วยพัฒนาโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ (Civilian Nuclear) ภายใต้การดูแลของ UN

No Snapback: ยกเลิกกลไก "Snapback" ที่จะดึงมาตรการคว่ำบาตรกลับมาใช้อัตโนมัติ


(Google Gemini) 





https://x.com/washingtonpost/status/2036808081565270056


 

คลิป CNN พูดคุยกับชาวอิหร่าน 2 ฝ่าย ที่มีความคิดเห็นต่างกันเกี่ยวกับสงครามในประเทศของตน กลุ่มหนึ่ง ต้องการให้สงครามนี้ดำเนินต่อไป อีกกลุ่มหนึ่งต่อต้านการเข้าแทรกแซงของสหรัฐฯ และอิสราเอล เพราะ "นี่คือปัญหาของเราเอง"

https://www.facebook.com/reel/5184561068436273


อย่างนี้ก็ได้เหรอ อิสราเอลใช้กองกำลังขับไล่ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้านในเยรูซาเลมตะวันออก และให้ขาวอิสราเอลเข้ายึดครองแทน






https://x.com/AJEnglish/status/2036866830812565868

@getKennethed22
·1h
We can blame Hamas all the time for what has befallen the Palestinians, but this here is very wrong. It's barbaric and should be condemned by all well-meaning members of the public.







รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของนอร์เวย์กล่าวว่า ความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง “ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก เลวร้ายกว่าที่เคยเป็นมา”





เริ่มมีนักวิเคราะห์เริ่มออกความเห็นว่า พวกเขาไม่คิดว่าจะมีการยึดครองเกาะคาร์กในเร็วๆ นี้ ลองฟังเหตุผลเขา







https://x.com/saber_k086/status/2036642808963158167

ผมไม่คิดว่าการโจมตีเกาะคาร์กของสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

ลองดูแผนที่เกาะคาร์กสิครับ อยู่ติดกับฐานทัพเรือบุเชห์รของอิหร่าน และท่าเรือบันดาร์ กานาเวห์ อีกแห่งหนึ่ง ห่างจากชายฝั่งเพียง 20 กิโลเมตร อยู่ในระยะยิงของปืนใหญ่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงโดรนและขีปนาวุธ

นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของเกาะเป็นคลังเก็บน้ำมัน ไม่มีที่กำบัง เป็นจุดที่เปราะบางมาก เกาะทั้งเกาะจะลุกเป็นไฟหากกระสุนปืนใหญ่ของอิหร่านยิงโดน

อีกปัจจัยหนึ่งคือช่องแคบฮอร์มุซ การส่งเรือยกพลขึ้นบกเข้าไปในช่องแคบนั้นเสี่ยงเกินไป หากสหรัฐฯ กำลังพิจารณาการโจมตีเกาะคาร์กอย่างจริงจัง หน่วยจู่โจมทางอากาศจำนวนมากควรถูกส่งไปประจำการที่คูเวตและ/หรืออิรักแล้ว

ผมคิดว่าฐานทัพเรือเกชมและบันดาร์ อับบาส (ที่ทำเครื่องหมายสีแดง) น่าจะเป็นจุดที่น่าสงสัยมากกว่า ข้อมูล GPS แสดงให้เห็นว่าเรือพลเรือนส่วนใหญ่แล่นตามเส้นสีเขียว หลีกเลี่ยงพื้นที่ทุ่นระเบิดทางทะเลที่อาจเกิดขึ้น (ที่ทำเครื่องหมายสีน้ำเงิน) หากสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการเข้าควบคุมฐานทัพเรือทั้งสองแห่ง ก็จะสามารถดำเนินการปฏิบัติการเพิ่มเติมได้ รวมถึงการเปิดช่องแคบและการยกพลขึ้นบกที่คาร์ก







ภัยคุกคามต่อการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้มาจากทุ่นระเบิดในทะเลและโดรนใต้น้ำไร้คนขับเท่านั้น แต่ยังมาจากโดรนและขีปนาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาที่มองเห็นช่องแคบอีกด้วย

ดังนั้น การยึดครองเกาะต่างๆ จึงไม่ได้หมายความว่าสามารถควบคุมช่องแคบได้





 

ขบวนเรือ "Nuestra América" ลำแรกของ flotilla 3 ลำ มาถึงคิวบาแล้ว โดยมีเป้าหมายหลัก ช่วยเหลือประชาชนชาวคิวบาในช่วงที่กำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอันรุนแรง และเพื่อร่วมประท้วงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา แม้ว่ากองเรือบรรเทาทุกข์ชุดนี้จะเป็นความพยายามที่ริเริ่มขึ้นโดยภาคประชาชน แต่ก็มีหลายประเทศที่ได้ส่งความช่วยเหลือ





การเดินทางมาถึงของกองเรือบรรเทาทุกข์ในกรุงฮาวานาถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทั้งวิกฤตการณ์อันรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในคิวบา และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและฮาวานา



การมาถึงขบวนเรือ "Nuestra América"
เมื่อวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2026 เรือลำแรกจากกองเรือจำนวนสามลำ—ซึ่งมีชื่อว่า "Granma 2.0" (และมีรายงานบางฉบับเรียกขานว่า "Maguro")—ได้เข้าเทียบท่า ณ อ่าวฮาวานา โดยมีฝูงชนจำนวนมากมารอต้อนรับตลอดแนวถนนเลียบชายฝั่ง Malecón พร้อมโบกสะบัดธงชาติคิวบาและธงชาติปาเลสไตน์

กองเรือชุดนี้นำความช่วยเหลือมามอบให้ประมาณ 30–33 ตัน ซึ่งประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ (โดยเน้นส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลเป็นหลัก) อาหาร ยารักษาโรค และจักรยาน

โครงการริเริ่มนี้ประกอบด้วยคณะผู้แทนกว่า 650 คนจาก 33 ประเทศ โดยมีบุคคลที่มีชื่อเสียงและบทบาทสำคัญเข้าร่วมในภารกิจนี้ด้วย อาทิ Jeremy Corbyn สมาชิกรัฐสภาอังกฤษ, Chris Smalls ผู้นำแรงงานชาวอเมริกัน และวงฮิปฮอปสัญชาติไอริชอย่าง Kneecap

ผู้จัดงานจากกลุ่มต่างๆ เช่น Progressive International และ The People's Forum ได้นิยามภารกิจนี้ว่าเป็นการแสดงออกถึงการท้าทายและต่อต้านสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "การลงโทษแบบเหมารวม" (collective punishment)

ภารกิจนี้เกิดขึ้นในขณะที่คิวบากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่เปราะบางและวิกฤตที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยระบบเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้กำลังหยุดชะงักลงอันเนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่:

การปิดกั้นด้านพลังงาน: ภายหลังการประกาศมาตรการคว่ำบาตรด้านน้ำมันโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 มีรายงานว่าคิวบาต้องประสบภาวะขาดแคลน โดยไม่มีการขนส่งน้ำมันดีเซลหรือน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในประเทศเลยเป็นเวลานานหลายเดือน

ปัญหาไฟฟ้าดับ: เหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วทั้งเกาะได้กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยบางพื้นที่ต้องเผชิญกับภาวะไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ยาวนานถึง 20 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาอาหารเน่าเสียและภาวะขาดแคลนน้ำ

ความตึงเครียดทางการทูต: รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Trump และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ Marco Rubio ได้เพิ่มแรงกดดันเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในคิวบา โดยล่าสุด Trump ได้กล่าวถ้อยแถลงว่าเขาพร้อมที่จะ "เข้ายึดครอง" เกาะแห่งนี้

การตอบสนองจากประชาคมโลก

แม้ว่ากองเรือบรรเทาทุกข์ชุดนี้จะเป็นความพยายามที่ริเริ่มขึ้นโดยภาคประชาชน แต่ก็มีหลายประเทศที่ได้ส่งความช่วยเหลือระดับรัฐบาลในปริมาณที่มากกว่าเข้ามา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายจนถึงขั้นล่มสลายโดยสิ้นเชิง ดังเช่นกรณีของ:

เม็กซิโก: ได้ส่งมอบอาหารและผลิตภัณฑ์สุขอนามัยเข้ามาช่วยเหลือเป็นปริมาณกว่า 2,000 ตัน

จีน: เรือบรรทุกข้าวปริมาณ 60,000 ตันได้ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เกาะดังกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้

บราซิล: ประกาศจัดส่งถั่ว ข้าว และนมผง รวมปริมาณ 20,000 ตัน



ลองฟัง เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติ ตอบนักข่าวเมื่อถูกถามว่า เหตุใดอิสราเอลจึงได้รับอนุญาตให้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ในขณะที่ไม่มีประเทศอื่นในตะวันออกกลางได้รับอนุญาตให้ครอบครอง ?





https://x.com/ShadowofEzra/status/2036784375539314827


 

วันพุธ, มีนาคม 25, 2569

กลับมาแล้ว สว.นักดราม่าหาแสง อดีตฉายา ‘ตัวตึง’ ผู้ต้องคดี ‘ฮั้ว’ คราวนี้หมายมุ่งให้ออก กม.ลงโทษทางอาญาถ้าใครไม่ลุกยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ

กลับมาแล้ว สว.นักดราม่าหาแสง อดีตเคยได้ฉายา ตัวตึง หนึ่งใน ๑๓๘ ผู้ต้องคดี ฮั้ว เลือกกันเองเข้าสภาตามโพย เมื่อครั้งโดนแจ้งข้อหาใหม่ๆ อวดใหญ่ว่าศักดิ์ศรีเหนือกว่า ดีเอสไอ ผู้ยื่นหลักฐานฟ้องการฮั้ว คราวนี้ โหน สถาบันฯ ต่องแต่ง

อลงกต วรกี ชื่อนี้ยังจำกันได้ใช่ไหม หาแสงตั้งแต่ตอนที่มีการเก็บตัวเลือกกันเอง สว. เขาเดินทั่วห้องประชุมให้รู้กันว่านี่นะข้ามาตามโพย ระหว่างแรกถูกดำเนินคดีก็ออกมาแสดงความอวดดีฟัดกับดีเอสไอ พอเจอหมายเข้าจริงก็เริ่มดราม่า

เขาตอบข้อซักถามจากสื่อเกี่ยวกับคดีที่โดนเป็นภาษาฝรั่งเศสบ้าง จีนบ้าง อังกฤษบ้าง ท้ายๆ มักทำมือข้างหนึ่งปิดปากไม่ยอมตอบอะไร บางครั้งเวลาอภิปรายในสภาก็เสแสร้งร้องไห้ล้อเลียนเพื่อน สว.ด้วยกัน ตนเองคัดค้านเรื่องผลิตผลการเกษตร

เมื่อ ๒๔ มีนา นายอลงกตขึ้นอภิปรายในวุฒิสภาในฐานะกรรมาธิการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ เสนอให้ปรับแก้ไขกฎหมายคุ้มครองเพลงชาติไทย ให้ครอบคลุมถึงเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วย ว่าต้องบังคับให้ประชาชนลุกขึ้นยืนทำความเคารพเมื่อได้ยินเพลง

เนื่องจากเมื่อ “มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในสถานที่สาธารณะ เช่น โรงภาพยนตร์ หรือในกิจกรรมต่างๆ เคยเกิดเหตุการณ์ที่มีบุคคลบางส่วนไม่ยืนแสดงความเคารพ” เขาต้องการให้ออกกฎหมายบังคับเคารพเช่นเดียวกับเพลงชาติไทย

แล้วยังต้องการให้กำหนดเป็นโทษทัณฑ์ทางอาญา พร้อมไปกับโทษปรับต่อผู้ที่ไม่ลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพต่อเพลงสรรเสริญฯ อ้างว่า “เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันในการแสดงความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และลดข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นในสังคม”

อย่างไรก็ดีข้อเสนอนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการออกความเห็น เพื่อให้เกิดการศึกษาขึ้นในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งจำเป็นสำหรับการพิจารณารายละเอียด ทั้งเกี่ยวกับความเป็นไปได้ทางกฎหมาย และผลกระทบทางสังคม ว่าจะตราเป็นกฎหมายได้ไหม

ดูเหมือน สว.ตัวตึกคนนี้จะเร่งร้อนไปนิด คือแทนที่จะเอาไปศึกษากันในชั้นกรรมาธิการเสียก่อนให้ตกผลึก กลับเลือกที่จะนำมาอภิปรายในเวทีกว้าง คงหมายมุ่งห้อยทั้งกระแสนบนอบต่อสถาบันฯ และโหนเจ้าไปพร้อมๆ กัน

(https://www.facebook.com/Coco.Infographics/posts/oKm4uNbHV)