วันอังคาร, กันยายน 08, 2569

อดีตประธานศาล รธน. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ วิพากษ์ รธน. ๖๐ ทำให้ได้มาซึ่ง สว.สีน้ำเงิน เนื่องจากระบบเลือกกันเอง เป็นกติกาที่ “ความชอบธรรมไม่สูงมาก”

ถ้าจะให้ตีความสรุปความคิดเห็นของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ จากการปาฐกถาต่อนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เมื่อ ๗ กันยา ๖๙ ก็คงจะรวบรัดให้ชัดเจนได้ว่า จักต้องมีการแก้ไข หรือเขียนรัฐธรรมนูญกันใหม่ได้แล้ว

อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เพิ่งเกษียณจากงานตุลาการขององค์กรอิสระ ซึ่งทรงอิทธิพลล้นหลามทางการเมืองไทยร่วมสมัยมากว่าทศวรรษ เปิดเผยโดยไม่เอ่ยชื่อว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ฉบับร้ายกาจเคยบอกเล่า

ปรารภกับเขาว่า “สิ่งที่เสียใจมากที่สุด และเป็นความผิดพลาดที่สุดของ กรธ. คือการร่างกลไกระบบ สว.ชุดนี้ขึ้นมา” นั่นหลังจากที่เขาวิพากษ์วุฒิสภาชุดปัจจุบัน ที่เสียงส่วนใหญ่ เกือบ ๑๔๐ มาจากการคดโกงเลือกกันเอง ด้วยวิธี ฮั้ว

“เราน่าจะเข็ดแล้วนะครับ มอบให้ผู้เชี่ยวชาญเขียน บางครั้งผู้เชี่ยวชาญพารัฐธรรมนูญลงเหวได้เหมือนกันนะครับ” เขากล่าวตอนหนึ่งว่า ประธานกรรมการยกร่าง รธน.๖๐ บอก “ไม่รู้จะทำยังไง เป็นความผิดพลาดของกรรมการยกร่าง ก็คือการร่างระบบ สว.”

นครินทร์กล่าวถึงประเด็น สว.สีน้ำเงิน อีกว่า “เราทำกันแบบนี้ก็ต้องรับชะตากรรมกันแบบนี้ แต่ปัญหาคือเราจะยอมรับต่อไปหรือจะปรับปรุงแก้ไข” มิใย Angkhana Neelapaijit ข้องใจ ในคำว่า เรา ที่เขาใช้ คำนี้มีประวัติเป็นเกล็ดน่าสนใจ

กษัตริย์รัชกาลที่ ๙ เคยทรงใช้เป็นสรรพนามเอ่ยถึงพระองค์เอง มีผู้รู้ตีความกันไว้ว่าเพราะทรงหมายถึง เรา ที่เป็นสถาบัน ไม่ใช่ปัจเจกหรือแม้แต่ไม่กี่คน หากคือ ทั้งมวล (มหาประชาชน) นั่นต่างหาก ทว่า สว.อังคณาถามว่า

หมายถึง “ทั้ง คสช. กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สนช. สว แต่งตั้งทั้งหลาย รวมถึงผู้ลงมติเห็นชอบกับ #รัฐธรรมนูญฉบับมีชัย” ซึ่งควรที่จะออกมารับผิดชอบกันได้แล้ว อย่างไรก็ดี นครินทร์พูดไม่เกรงใจใคร ว่า “การใช้อำนาจของ สว.มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ”

เนื่องจาก “ระบบการเลือกกันเอง เป็นกติกาที่ประเทศไทยคิดเอง และใช้กันเอง โดยไม่มีประเทศอื่นใช้...ถ้าเราไม่ปิดหูปิดตาก็จะเห็นได้ว่า (ความชอบธรรม) ไม่สูงมาก” แต่กระนั้นในช่วงท้าย นครินทร์กลับโพล่งว่า

“เราทำกันแบบนี้ก็ต้องรับชะตากรรมกันแบบนี้ แต่ปัญหาคือเราจะยอมรับต่อไปหรือจะปรับปรุงแก้ไข” กันล่ะ “พร้อมกล่าวทิ้งท้ายถึงทิศทางรัฐธรรมนูญใหม่ว่า รัฐธรรมนูญและรัฐบาลต้องเป็นของคนทุกสี...ไม่ใช่ของสีใดสีหนึ่ง”

(https://www.facebook.com/PrachachatOnline/posts/0tMmrLPUw, https://www.facebook.com/angkhana.nee/posts/2C9ouqbjJV8N และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/07TmWjyajK7)

รวมกิจกรรม #สั่งฟ้องสว ทั่วประเทศ

https://www.facebook.com/iLawClub/posts/1510479031125711

iLaw 
6 hours ago
·
รวมกิจกรรม #สั่งฟ้องสว ทั่วประเทศ
.
เสวนาออนไลน์เพจ Projek Sama Sama อังคาร 8 กันยายน 2569 เวลา 20:30 น.
https://www.facebook.com/share/p/1P7Wgq7CuN/
.
นั่งรถไฟไปหัวหินกับ Boonlert Kanathanasarn พุธที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 09.09 น. ที่หัวลำโพง
https://www.facebook.com/share/p/1Dm48rEqjJ/
.
เสวนาวิชาการกับ ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง พุธที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. ที่คณะนิติศาสตร์ มช.
https://www.facebook.com/share/p/19A8wvaShq/?mibextid=wwXIfr
.
ประกวดแรป จากเพจ Con center ส่งก่อนวันที่ 10 กันยายน 2569
https://www.facebook.com/share/p/14pbfTHvLsq/
.
เสวนาวิชาการโดย คณะกรรมการนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม - United Front of Thammasat and Demonstration 11 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ที่คณะรัฐศาสตร์ มธ. ศูนย์รังสิต
https://www.facebook.com/share/p/19JGJzkr1C/
.
เสวนาวิชาการโดย CALL - เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ศุกร์ 11 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น.
ณ ห้องประชุม 607 สัปปายะสภาสถาน (อาคารรัฐสภา)
https://www.facebook.com/share/p/1BxqmYgb2C/




Einstein ปฏิเสธอิสราเอล — เรื่องที่ไม่มีใครเล่า ปี 1952 อิสราเอลเสนอตำแหน่งประธานาธิบดีให้ Einstein เขาปฏิเสธ เขาไม่เคยสนับสนุนรัฐยิว เรียกพรรคของ Begin ว่า "ใกล้เคียงนาซี" ไล่กลุ่มติดอาวุธว่า "อาชญากร"

 
https://www.facebook.com/reel/2058704461359010

บันทึกสงคราม 
May 3
·
Einstein ปฏิเสธอิสราเอล — เรื่องที่ไม่มีใครเล่า
ปี 1952 อิสราเอลเสนอตำแหน่งประธานาธิบดีให้ Einstein เขาปฏิเสธ
เขาไม่เคยสนับสนุนรัฐยิว เรียกพรรคของ Begin ว่า "ใกล้เคียงนาซี" ไล่กลุ่มติดอาวุธว่า "อาชญากร"
แล้วอิสราเอลเอาหน้าเขาไปพิมพ์บนธนบัตร ด้านหลังเป็นนิวเคลียร์
ดูฉบับเต็มบน YouTube: บันทึกสงคราม
.....

ถาม Gemini ว่าจริงมั้ย

จริงครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 1952 หลังจากที่ ชาอิม ไวซมันน์ (Chaim Weizmann) ประธานาธิบดีคนแรกของอิสราเอลเสียชีวิตลง

เดวิด เบนกูเรียน (David Ben-Gurion) นายกรัฐมนตรีอิสราเอลในขณะนั้น จึงส่งจดหมายผ่านเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ เพื่อเสนอตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ให้แก่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)

เหตุผลสำคัญที่ไอน์สไตน์ปฏิเสธ

ขาดทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์และการเมือง: ไอน์สไตน์ระบุในจดหมายตอบกลับว่า "ตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายุ่งอยู่กับเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ (Objective matters) ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขาดทั้งพรสวรรค์ตามธรรมชาติและประสบการณ์ในการรับมือกับผู้คนและการทำหน้าที่ในตำแหน่งทางการ"

ปัญหาสุขภาพและอายุ: ในตอนนั้นเขามีอายุ 73 ปีแล้ว และรู้สึกว่าร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะรับภาระงานหนัก

จุดยืนทางการเมือง: แม้ไอน์สไตน์จะเป็นชาวยิวและสนับสนุนการมีบ้านเกิดของชาวยิว แต่เขามีมุมมองทางสันติภาพและค่อนข้างกังวลเรื่องชาตินิยมเข้มข้น การเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองจริงอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับจุดยืนส่วนตัวของเขา

ไอน์สไตน์ย้ำว่าเขารู้สึกซาบซึ้ง ละอาย และเสียใจอย่างมากที่ต้องปฏิเสธข้อเสนออันทรงเกียรตินี้ แต่เขาเชื่อว่าตนเองไม่เหมาะสมกับบทบาททางการเมืองอย่างสิ้นเชิง
...

มีเอกสารอ้างอิงมั้ย

มีครับ เหตุการณ์นี้ได้รับการบันทึกเป็นจดหมายโต้ตอบทางการเมืองและทางการทูตอย่างชัดเจน โดยเอกสารต้นฉบับถูกเก็บรักษาไว้ที่ หอจดหมายเหตุแห่งชาติอิสราเอล (Israel State Archives) และ หอจดหมายเหตุอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ณ มหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งเยรูซาเล็ม (The Albert Einstein Archives, Hebrew University of Jerusalem) ลำดับจดหมายอ้างอิงสำคัญ มีดังนี้:

จดหมายเสนอตำแหน่ง (17 พฤศจิกายน 1952): ส่งโดย อับบา เอบัน (Abba Eban) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ ถึงไอน์สไตน์ เพื่อส่งสารจากนายกรัฐมนตรี เดวิด เบนกูเรียน ข้อความตอนหนึ่งระบุว่า:

"ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เบนกูเรียน ให้มาสอบถามท่านว่า ท่านจะรับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งอิสราเอลหรือไม่ หากรัฐสภา (Knesset) มีมติลงคะแนนให้..."

จดหมายปฏิเสธของไอน์สไตน์ (18 พฤศจิกายน 1952): ไอน์สไตน์เขียนจดหมายตอบกลับอย่างเป็นทางการเพื่อปฏิเสธ โดยมีข้อความสำคัญว่า:

"ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อข้อเสนอจากรัฐอิสราเอลของเรา และในขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียใจและละอายใจที่ไม่สามารถรับข้อเสนอนี้ได้ ตลอดชีวิต Machine/Subject ของข้าพเจ้ายุ่งอยู่กับเรื่องข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขาดทั้งพรสวรรค์ตามธรรมชาติและประสบการณ์ในการรับมือกับผู้คนและการทำหน้าที่ในตำแหน่งทางการ..."

เอกสารชุดนี้ได้รับการเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างแพร่หลาย สามารถเข้าไปอ่านข้อความฉบับเต็มภาษาอังกฤษได้ทางฐานข้อมูลประวัติศาสตร์อย่าง Jewish Virtual Library หรือ Letters of Note




นี่หรือ ธุรกิจกองทัพ? อยากทำบุญ ทำไมไม่ควักกระเป๋าเอง กองทัพอากาศเสนองบประมาณจัดสร้างสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นงบผูกพันถึงปี 71 รวม 280 กว่าล้าน! คำถามจากสส.เชียงใหม่คือ มันเป็นภารกิจของกระทรวงกลาโหมหรือไม่?







.....

Pipob Udomittipong
4 hours ago
·
กองทัพอากาศเสนองบประมาณจัดสร้างสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นงบผูกพันถึงปี 71 รวม 280 กว่าล้าน! คำถามจากสส.เชียงใหม่คือ มันเป็นภารกิจของกระทรวงกลาโหมหรือไม่? มันเกี่ยวอะไรกับการป้องกันประเทศ เอางบเหล่านั่นมาเพิ่มสวัสดิการให้ประชาชนดีกว่าหรือไม่?

https://x.com/pchanybbaekh/status/2096926788824039631





เฟย-เฟย หลี่ (Fei-Fei Li) ผู้บุกเบิกด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กล่าวว่า เหล่านักพัฒนาเทคโนโลยีเช่นเดียวกับเธอจำเป็นต้องสื่อสารให้ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับประโยชน์ของ AI พร้อมทั้งเตือนว่ากระแสต่อต้านจากสาธารณชนที่เพิ่มมากขึ้นในสหรัฐฯ อาจก่อให้เกิดผลเสียแก่ทุกฝ่าย "หากเราไม่แสดงทัศนคติและแนวทางเชิงบวกที่มีต่อ AI"


Techsauce
September 5
·
เมื่อเทคโนโลยี AI กำลังหมุนไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ภาพที่เรามักจะได้ยินจากฝั่งซิลิคอนวัลเลย์คือความล้ำสมัยและมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ในอีกมุมหนึ่งของโลกความเป็นจริง กลับเกิดแรงสะเทือนและกระแสต่อต้านที่ค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ
.
เมื่อเร็ว ๆ นี้ Fei-Fei Li หญิงแกร่งระดับตำนานแห่งวงการ AI ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า โลกกำลังเผชิญกับคลื่นกังวลลูกใหญ่ หรือ Tech Backlash โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งผู้คนเริ่มตั้งคำถามและต่อต้านการเติบโตของ AI มากกว่าจะยอมรับมัน
.
ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นนี้น่าสนใจมาก เพราะในขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทุ่มเงินหลายแสนล้านเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล แต่ประชาชนในพื้นที่กลับเริ่มลุกขึ้นมาคัดค้าน ด้วยเหตุผลพื้นฐานที่สุดอย่างการ “แย่งไฟ แย่งน้ำ” ผลสำรวจจาก Pew Research สะท้อนภาพนี้ชัดเจนว่า ชาวอเมริกันเกินครึ่งกังวลกับการมีอยู่ของ AI มากกว่าจะตื่นเต้นกับมัน
.
เธอกล่าวว่า "สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อโลกสูงมาก หากเราไม่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติและแนวทางที่เป็นบวกต่อ AI สุดท้ายแล้วทุกคนจะเป็นฝ่ายสูญเสีย" พร้อมชี้ว่าสหรัฐฯ ควรทำหน้าที่เป็น 'บทเรียนตัวอย่าง' ที่สะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจอันมหาศาลที่เกิดจากการสร้างสรรค์ AI
.
นอกจากนี้ในฐานะนักวิทยาศาสตร์และนักการศึกษา เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ความกลัวของสังคมเกิดขึ้นเพราะคนฝั่งเทคโนโลยีสอบตกเรื่องการสื่อสาร พวกเขาสร้างสิ่งอัศจรรย์ขึ้นมาได้ แต่กลับล้มเหลวในการอธิบายว่ามันจะทำให้ชีวิตของคนธรรมดาดีขึ้นอย่างไร
.
สำหรับคนในวงการ ชื่อของ Fei-Fei Li คือตำนาน เธอคือผู้อยู่เบื้องหลัง ImageNet ชุดข้อมูลเบื้องหลังที่สอนให้คอมพิวเตอร์ "มองเห็นและเข้าใจ" รูปภาพ ซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงบิ๊กบูสเตอร์ที่จุดประกายให้กระแส AI ยุคปัจจุบันถือกำเนิดขึ้น
,
มาวันนี้ เธอไม่ได้หยุดแค่ภาพสองมิติบนหน้าจอ แต่กำลังก้าวไปสู่ World Labs สตาร์ทอัพระดับ Unicorn ที่ระดมทุนได้สูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนา World Models โมเดลที่ทำให้ AI เข้าใจมิติ ความลึก และกฎเกณฑ์ของโลกจริงแบบ 3D
.
เป้าหมายของเธอไม่ได้มีไว้แค่โชว์ตัวเลข Valuation ที่สูงลิ่ว แต่คือการนำ AI เข้าไปแก้ปัญหาที่จับต้องได้ ทั้งในวงการแพทย์ หุ่นยนต์ และการศึกษา คำถามสำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่แค่ว่า AI จะฉลาดขึ้นได้แค่นี้จริงหรือ แต่เป็น "พวกเราจะก้าวข้ามความกลัว แล้วเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อมกับมันได้ดีแค่ไหน?" ต่างหาก

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1408250001405115&set=a.566601532236637
.....

Fei-Fei Li ผู้บุกเบิกด้าน AI เตือนถึงความเสี่ยงจากกระแสต่อต้านเทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้น

(Bloomberg) -- Fei-Fei Li ผู้บุกเบิกด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กล่าวว่านักพัฒนาเทคโนโลยีเช่นเธอจำเป็นต้องสื่อสารให้ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับประโยชน์ของ AI พร้อมทั้งเตือนว่ากระแสต่อต้านจากสาธารณชนที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโลกได้

"สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ของอิทธิพลที่มีต่อโลก" Li กล่าวกับ Emily Chang จาก Bloomberg ในรายการ The Circuit "หากเราไม่แสดงทัศนคติเชิงบวกและแนวทางที่สร้างสรรค์ในการพัฒนา AI ทุกฝ่ายก็จะเป็นผู้สูญเสีย"

เธอเสริมว่า สหรัฐฯ ควรทำหน้าที่เป็น "ต้นแบบ" ในการแสดงให้เห็นถึง "มูลค่าทางเศรษฐกิจอันมหาศาล" ที่เกิดจาก AI

ในช่วงปีที่ผ่านมา เกิดกระแสต่อต้านในระดับท้องถิ่นต่อศูนย์ข้อมูล (data centers) ที่ขับเคลื่อนบริการ AI โดยข้อกังวลส่วนใหญ่มุ่งประเด็นไปที่ผลกระทบของ AI ต่อทรัพยากรน้ำและพลังงาน นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก Pew Research Center ยังระบุว่า ชาวอเมริกันจำนวนครึ่งหนึ่งรู้สึกกังวลมากกว่าตื่นเต้นเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

ในทางตรงกันข้าม หลายประเทศในเอเชียกลับมีทัศนคติเชิงบวกต่อ AI มากกว่า ซึ่ง Li มองว่าเป็นผลมาจากการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจังตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในภูมิภาคเหล่านั้น

"นอกเหนือจากการเป็นนักวิทยาศาสตร์แล้ว ฉันยังเป็นนักการศึกษาและนักวิชาการด้วย ดังนั้นบางครั้งฉันจึงมองว่าเรายังทำหน้าที่สื่อสารกับสาธารณชนได้ไม่ดีพอ" เธอกล่าว

ผลงานของ Li เป็นรากฐานสำคัญให้กับนวัตกรรม AI หลายอย่างในปัจจุบัน เธอเป็นหนึ่งในทีมงานเบื้องหลังโครงการทางวิชาการที่ชื่อว่า ImageNet ซึ่งเป็นฐานข้อมูลภาพถ่ายจำนวนหลายล้านภาพที่มีส่วนช่วยให้เกิดความก้าวหน้าในด้านการจดจำวัตถุในภาพของคอมพิวเตอร์

ต่อมา เธอได้ก่อตั้ง World Labs ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพที่มุ่งเน้นพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า "world models" (แบบจำลองโลก) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำทางและตัดสินใจเกี่ยวกับโลกในรูปแบบสามมิติ สตาร์ทอัพของ Li สามารถระดมทุนได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ในการระดมทุนรอบเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

Li เชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีที่สตาร์ทอัพของเธอกำลังพัฒนาอยู่นี้ จะมีส่วนช่วยสนับสนุนทั้งในด้านวิทยาการหุ่นยนต์ การดูแลสุขภาพ การศึกษา และสาขาอื่นๆ อีกมากมาย


https://finance.yahoo.com/technology/ai/articles/ai-pioneer-fei-fei-li-120000857.html




ดาต้าเซ็นเตอร์ 7 แสนล้าน โอกาสที่มาพร้อมหลุมพราง? ทำอย่างไรให้คนไทยไม่ใช่แค่ 'ถูกจ้างไปลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว'



ดาต้าเซ็นเตอร์ 7 แสนล้าน ทำอย่างไรให้คนไทยไม่ใช่แค่ 'ถูกจ้างไปลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว' ตามมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ


ปณิศา เอมโอชา
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว

หลังบีบีซีไทยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในย่านพระราม 9 ประเด็นเรื่องที่ตั้งและการอนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ก็ถูกสังคมหยิบขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์เพียง 3 แห่งเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างตั้งแต่ปี 2565-2566 ขณะที่อีก 3 แห่ง ทาง กทม. สั่งหยุดก่อสร้างเพื่อไปทบทวนมาตรฐานใหม่

ผู้ว่าฯ กทม. แจกแจงเพิ่มเติมว่าศูนย์ข้อมูลอื่น ๆ อีกราว 30-40 แห่งนั้น ส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในอาคารของตัวเองจึงไม่ต้องยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างใหม่

ตัวเลขศูนย์ข้อมูลจำนวนหลายสิบศูนย์ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่พบว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์หลักของไทย โดยมีสัดส่วนความจุประมาณ 52% ของทั้งประเทศ ขณะโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีสัดส่วนราว 41%

อย่างไรก็ดี ธุรกิจใหม่นี้ไม่ได้ส่งผลแค่กับผู้ที่อยู่อาศัยใกล้เคียงกับสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือผู้คนจาก 3 จังหวัด ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกอย่าง จ.ชลบุรี จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ระยองเท่านั้น แต่นี่อาจกำลังหมายถึงภาระต่อคนไทยทั้งประเทศที่ต้องร่วมแบบรับหรือไม่

บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลกรณีในต่างประเทศที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มาก่อน เพื่อตอบคำถามว่าการจ้างงาน 'นับล้าน ๆ ตำแหน่ง' ในความเป็นจริงหมายถึงอะไร ทั้งยังรวบรวมบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญว่าเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทานของไทยจะได้ประโยชน์มากแค่ไหน และทำอย่างไรไทยจะไม่ตกไปในหลุมพรางของการเอามาก่อนโดยไร้ซึ่งการต่อรองหรือการวางแผนที่เพียงพอ

ตัวเลขจริงเรื่องการสร้างงาน


"ดาต้าเซ็นเตอร์ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับรัฐเวอร์จิเนีย แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในช่วงก่อสร้างช่วงแรกเท่านั้น" ผลการศึกษาจากเวอร์จิเนีย รัฐที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากถึง 685 แห่ง ระบุ

ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุดในโลกมากกว่า 4,400 แห่ง ตามข้อมูลจากเว็บไซต์รวบรวมฐานข้อมูลและสถิติ Statista ที่เผยแพร่และปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ขณะที่เมื่อลงไปดูในรายละเอียด งานศึกษาของสำนักวิจัยพิว (Pew Research Center) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา พบว่า เวอร์จิเนียเป็นรัฐที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุด 685 แห่ง โดยตัวเลขดังกล่าวคำนวณรวมกันทั้งศูนย์ข้อมูลที่สร้างแล้วและดำเนินการอยู่ รวมไปถึงดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการวางแผน

หากนำตัวเลขจากรัฐเวอร์จิเนียกลับไปเทียบกับสถิติของ Statista แล้วก็ยังมากกว่าตัวเลขศูนย์ข้อมูลรวมในสหราชอาณาจักร ซึ่งรั้งอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยสถิติ 555 แห่ง

ด้วยเหตุนี้เองในปี 2566 คณะกรรมาธิการร่วมด้านการตรวจสอบและทบทวนทางนิติบัญญัติ (Joint Legislative Audit and Review Commission - JLARC) จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ศึกษาผลกระทบของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลในรัฐเวอร์จิเนีย

พวกเขาเผยแพร่ผลการศึกษาในปีถัดมา โดยสรุปใจความสำคัญไว้บนสุดว่า "ดาต้าเซ็นเตอร์ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับรัฐเวอร์จิเนีย แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในช่วงก่อสร้างช่วงแรกเท่านั้น"

รายงานดังกล่าวชี้ชัดต่อประเด็นการจ้างงานว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีพนักงานประจำน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น แต่ตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมนี้มักมีค่าตอบแทนอยู่ในระดับสูง โดยงานศึกษาระบุว่า ศูนย์ข้อมูลขนาด 23,000 ตารางเมตรหนึ่งแห่ง จะมีพนักงานประจำราว 50 คน ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นพนักงานสัญญาจ้าง

โดยงานศึกษาชิ้นเดียวกันนี้ สะท้อนว่าผลกระทบด้านการจ้างงานเห็นได้ชัดกว่าในช่วงก่อสร้าง เนื่องจากการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลหนึ่งแห่งใช้เวลาประมาณ 12-18 เดือน และในช่วงที่การก่อสร้างคึกคักที่สุด อาจมีแรงงานจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำงานในโครงการถึงประมาณ 1,500 คนพร้อมกัน

ในงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งซึ่งจัดทำโดยสถาบันบรูคกิงส์ (Brookings Institution) ที่เผยแพร่และปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา คณะวิจัยรวบรวมข้อมูลของศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ ประมาณ 1,500 แห่ง ซึ่งนับรวมโครงการที่มีการประกาศลงทุนแต่ภายหลังถูกยกเลิกอีก 52 โครงการ โดยพวกเขานำข้อมูลเหล่านี้เทียบกับข้อมูลการจ้างงานและค่าจ้างระดับมณฑล (county) จากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ครอบคลุมช่วงปี 2546-2567 ซึ่งสรุปได้ว่าศูนย์ข้อมูลสามารถสร้างงานในท้องถิ่นได้จริง แต่มีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน

พวกเขาพบว่า ตลาดแรงงานที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ (Hyperscale) แห่งแรกเข้ามา จะเห็นการจ้างงานในภาคประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้น 56% ในช่วงทศวรรษแรกของการดำเนินงาน ส่วนภาคโทรคมนาคมซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเดินเครื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ก็มีตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้น 43% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยรวมแล้วตัวเลขเหล่านี้เท่ากับการจ้างงานราว 100-200 ตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับประเภทของศูนย์ข้อมูล อย่างไรก็ดี ค่าจ้างแรงงานกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ในงานวิจัยชิ้นนี้ของสถาบันบรูคกิงส์ พวกเขาแบ่งศูนย์ข้อมูลออกเป็นสองประเภท ได้แก่
  • ไฮเปอร์สเกล (Hyperscale) ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่สร้างโดยบริษัทด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ เช่น แอมะซอน (Amazon), กูเกิล (Google), ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และเมตา (Meta) เพื่อรองรับการประมวลผลและการให้บริการของตนเอง
  • โคโลเคชัน (Colocation) ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการที่ให้เช่าพื้นที่ศูนย์ข้อมูล เช่น อิควินิกซ์ (Equinix), ดิจิทัล เรียลตี (Digital Realty) และไซรัสวัน (CyrusOne) โดยเปิดให้ลูกค้าภายนอกเช่าพื้นที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์และระบบของตน
ส่วนกรณีในไทย สุชาติ คล้ายแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมพลังงาน ประจำองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ชี้ว่า เมื่ออ้างอิงจากรายงานการศึกษาที่มีการทำในประเทศไทย ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนว่า ดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่ง โดยทั่วไปจะมีแรงงานไทยราว 30-40 คน และจะมีเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ราว 80,000 บาท ขณะที่แรงงานต่างชาติอาจมีรายได้ราว 150,000 บาท/เดือน โดยแรงงานส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการดำเนินการและบำรุงรักษา

สุชาติ วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า หากอ้างอิงจากสถิติของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ในปี 2568 ที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 7.28 แสนล้านบาท เมื่อนำมาวิเคราะห์จึงอาจเทียบเท่ากับตำแหน่งงานราว 1,080-1,440 ตำแหน่ง และถ้าเปรียบเทียบสัดส่วน 90% เป็นคนไทย ในจำนวนงานดังกล่าว ก็หมายความว่าตัวแหน่งงานที่เป็นคนไทยจริง ๆ จะอยู่ที่ราว 970-1,300 ตำแหน่งเท่านั้น

นอกจากนี้ หากคำนวณต่อไปในเชิงรายได้ สุชาติชี้ว่าตัวเลขนั้นอยู่แค่หลักพันล้านบาท จากยอดเม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท ซึ่งเขาย้ำว่า "มันไม่ได้เยอะเลย มันน้อยไปด้วยซ้ำ" ก่อนเสริมว่า ที่ตัวเลขออกมาได้น้อยขนาดนี้เป็นเพราะ "เป็นจ้างแค่ยาม จ้างแค่ไอที ส่วนใหญ่ก็จ้างชาวต่างชาติที่จะมาช่วยเรื่องการเทรนนิง"

เขาเสริมว่าที่แนวโน้มการจ้างงานออกมาเป็นเช่นนี้ เพราะแรงงานไทยทักษะสูงในอุตสาหกรรมนี้ยังมีไม่เพียงพอ

"ถ้าให้เทียบ เหมือนเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว แล้วเราจ้างคนไทยลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียว ที่เหลือทุกอย่างเป็น[ต่างชาติ]" ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมพลังงานจาก GIZ กล่าว

เทคโนโลยีขั้นสูงแต่กำไรจาก "อิฐ หิน ปูน ทราย"

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ออกรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 2/2569 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับตัวเลขไตรมาสที่ 2/2568 ทว่าเมื่อเทียบกับไตรก่อนหน้า เรากลับพบว่าตัวเลขจีดีพี หดตัวถึง 0.2%

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส ด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 18 ส.ค. โดยระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยนั้นสะท้อนว่าเครื่องยนต์ต่าง ๆ ของประเทศอ่อนแอทั้งหมด ขณะที่ปัจจัยเดียวที่ยังพอรั้งเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงไปนั่นก็คือ การลงทุนภาคเอกชนซึ่งก็ได้อานิสงส์สำคัญมาจากดาต้าเซ็นเตอร์

สุชาติ กล่าวอีกว่า เวลาประกาศว่ามีคำขอส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่ารวม 7.28 แสนล้านบาท ตามตัวเลขในปี 2568 นั่นไม่ได้หมายความว่าตัวเลขทั้งหมดนั้นจะเท่ากับเม็ดเงินที่ไปกระตุ้นจีดีพีของไทย ในความเป็นจริงตัวเลขดังกล่าวเพียงสะท้อนขนาดของการลงทุน

เขาเสริมว่า หากอ้างอิงงานศึกษาจาก ธปท. โครงสร้างเงินลงทุนของดาต้าเซ็นเตอร์นั้นจะแบ่งเป็น 40% สำหรับงานก่อสร้าง และ 60% สำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ และเพราะนี่เป็นอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนเครื่องมือหรืออุปกรณ์หลาย ๆ อย่างจึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ หรือแม้แต่ระบบต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับการก่อสร้างก็อาจไม่ได้มีที่มาจากในประเทศไทย

"40% เป็นงานก่อสร้าง เป็นมูลค่าเพิ่มในประเทศ ซึ่งตรงนี้มันเป็นประโยชน์กับประเทศไทยแน่นอน มันปฏิเสธไม่ได้ แต่ 60% ที่เข้ามาเป็นเรื่องเครื่องจักร อุปกรณ์ ส่วนใหญ่เรานำเข้ามาทั้งหมด… ดังนั้น สมมติ[เงิน]เข้ามา 7 แสนล้าน มันจะไปนับเป็นจีดีพี 7 แสนล้านไม่ได้ มันก็จะเป็นแค่ 40% แล้วไปดูว่าใน 40% หรือ 2.8 แสนล้านบาท นั้นเป็นเท่าไหร่อีกทีหนึ่ง" สุชาติ อธิบาย


ศ.ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยกตัวอย่างว่าจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมแวดล้อมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำที่ครบถ้วน ซึ่งภาครัฐไทยสามารถดูเป็นตัวอย่างได้

ต่อมิติเรื่องเม็ดเงินลงทุนที่แท้จริงซึ่งเข้าสู่เศรษฐกิจไทย ศ.ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากสถาบันนโยบายศึกษาแห่งชาติของญี่ปุ่น หรือ National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ประจำประเทศญี่ปุ่น กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ไทยต้องมองดาต้าเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่า (value chains) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ไม่ใช่ปล่อยให้เม็ดเงินลงทุนที่เข้ามาสร้างเศรษฐกิจนั้นกระจุกอยู่แค่แวดวง "อิฐ หิน ปูน ทราย"

ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ยกตัวอย่างว่าจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมแวดล้อมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำที่ครบถ้วน ซึ่งภาครัฐไทยสามารถดูเป็นตัวอย่างได้

เขาอธิบายว่า "จีนมีหัวเว่ย อาลีบาบา ไป่ตู้ ผลิตชิปที่ใช้สำหรับเซิร์ฟเวอร์และตัวเซิร์ฟเวอร์ของดาต้าเซ็นเตอร์เอง มีบริษัทผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า และระบบระบายความเย็นด้วยของเหลว กลางน้ำมีบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมและ internet data center [หรือ ศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต ] และปลายน้ำมีบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ อย่าง อาลีบาบา, เทนเซนต์, และไบต์แดนซ์ [บริษัทแม่ของติ๊กตอก(TikTok)]"

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายผู้นี้อธิบายเสริมต่อว่า สำหรับกรณีของจีน การมีดาต้าเซ็นต์เตอร์คือการเพิ่มความต้องการทั้งกับสินค้าอย่างชิปประมวลผลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำต่าง ๆ ที่ผลิตในประเทศ พร้อมกับเป็นการช่วยสร้างความเข้มแข็งผู้ให้บริการคลาวด์และออนไลน์แพล็ตฟอร์มสัญชาติจีนต่าง ๆ

"คำถามคือประเทศไทยมีบริษัทไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำหรือไม่ ถ้ามีคือบริษัทอะไร ถ้ายังไม่มีจะใช้โอกาสที่มีการส่งเสริมการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ชักจูงและสนับสนุนบริษัทไทยที่ทำธุรกิจใกล้เคียงและมีความสนใจให้เข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ได้หรือไม่ รัฐบาลเพิ่งประกาศส่งเสริมการผลิต photonics chip (ชิปโฟโตนิก หรือชิปแสง) ในประเทศจะถือโอกาสนี้กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ชิปโฟโตนิก ซึ่งใช้พลังงานและปล่อยความร้อนออกสู่สิ่งแวดล้อมน้อยกว่าหรือไม่" เขาตั้งคำถาม


ศ.ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากสถาบันนโยบายศึกษาแห่งชาติของญี่ปุ่น กล่าวถึงการทำงานของภาครัฐว่า "นโยบายของไทยมี แต่ต้องมีมาตรการและกลไกในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ..."

โอกาสที่มาพร้อมหลุมพรางหรือไม่


ย้อนกลับไปเมื่อเดือน พ.ย. 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมสองราย ที่ระบุว่ารัฐบาลจีนออกแนวทางใหม่ที่กำหนดให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐต้องใช้ชิปปัญญาประดิษฐ์ที่ผลิตขึ้นจากในประเทศเท่านั้น ส่วนโครงการที่ดำเนินการไปแล้วน้อยกว่า 30% ให้ถอนชิปที่นำเข้าจากต่างประเทศออกทั้งหมดหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ

"นโยบายของไทยมี [นโยบายด้านดาต้าเซ็นเตอร์] แต่ต้องมีมาตรการและกลไกในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ การหวังพึ่งสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ไม่เพียงพอ หลายประเทศสนับสนุนอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในประเทศจากการให้เงินอุดหนุน เงินร่วมลงทุน และตลาดภาครัฐและเอกชน ดาต้าเซ็นเตอร์จะช่วยสร้างตลาดภาคเอกชนสำหรับอุตสาหกรรมต้นน้ำ ขณะเดียวกัน ภาครัฐเองต้องปรับปรุงขีดความสามารถในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" ศ.ดร.ภัทรพงศ์ กล่าว

เขาเสริมว่าในกรณีที่ไม่มีบริษัทไทย อาจอนุญาตให้ต่างชาติมาลงทุนได้แต่ควรเป็นในรูปแบบการร่วมลงทุนกับบริษัทไทย ไม่ใช่ให้บริษัทต่างชาติลงทุนหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยบริษัทไทยที่จะมาร่วมลงทุนต้องเป็นบริษัทที่มีความสนใจจริง มีขีดความสามารถในการดูดซับและต่อยอดเทคโนโลยี อาจเริ่มจากบริษัทไทยรายใหญ่ที่มีศักยภาพในการเจรจาต่อรองกับบริษัทข้ามชาติได้ก่อน

เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีการกำหนดโดยบีโอไอว่ารถยนต์แต่ละประเภทจะต้องมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไม่น้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า BEV 40% รถยนต์ไฟฟ้า PHEV 45% รถโดยสาร/รถบรรทุกไฟฟ้า 40% อุปกรณ์สำหรับ EV 15% และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ/เครื่องใช้ไฟฟ้า 40%

"ถ้าอยากให้เกิดมรรคเกิดผล มันต้องลงไปดูในรายละเอียด" ศ.ดร.ภัทรพงศ์ กล่าว


"EIA ของไทยไม่ต้องทำ อันนี้สำคัญมาก ไทยไม่ต้องทำ กรุงเทพฯ ก็ไม่ต้อง คือแค่ขออนุญาตเลย…ถ้าทำ EIA ค่าใช้จ่ายเพิ่มไปเลยอีกเท่าหนึ่ง" สุชาติ คล้ายแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมพลังงาน ประจำองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กล่าว

ขณะที่สุชาติ เสริมว่า ปัจจุบันภาพรวมสิทธิประโยชน์ของบีโอไอ คือชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100% ในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ได้รับอนุญาตให้ถือครองกรรมสิทธิที่ดินได้ รวมถึงยังอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานได้โดยไม่มีการระบุหรือสร้างข้อจำกัดว่าต้องเป็นคนไทย รวมถึงยังมีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

"มันไม่มีประเทศไหนให้เยอะขนาดนี้" ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมพลังงานรายนี้กล่าวและเสริมว่า ไทยได้เปิดโอกาสให้กับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์สามารถเข้ามาทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องจัดทำแม้กระทั่งการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งเป็นเหตุผลให้สังคมมีการเรียกร้องต่อมิติสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะทรัพยากรน้ำอย่างมาก

"EIA ของไทยไม่ต้องทำ อันนี้สำคัญมาก ไทยไม่ต้องทำ กรุงเทพฯ ก็ไม่ต้อง คือแค่ขออนุญาตเลย…ถ้าทำ EIA ค่าใช้จ่ายเพิ่มไปเลยอีกเท่าหนึ่ง" สุชาติ กล่าว


ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ชี้ว่า ในญี่ปุ่น เวลาที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไปตั้งในบริเวณใด ชาวบ้านท้อนถิ่นอาจมีการต่อต้านน้อยเพราะกฎหมายและหน่วยงานท้องถิ่นของพื้นที่นั้นกำหนดไว้ชัดเจนว่าบริษัทเหล่านี้ต้องมอบสิ่งใดคืนให้กับชุมชนโดยรอบบ้าง

นอกจากเรื่องความง่ายดายในการเปิดรับชาวต่างชาติเข้ามาเปิดโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ยังเสริมว่าไทยอาจมีการต่อรองเพื่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชนและสังคมโดยรอบกิจการขนาดใหญ่เหล่านี้น้อยเกินไป

เขายกตัวอย่างว่า ในญี่ปุ่น เวลาที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไปตั้งในบริเวณใด ชาวบ้านท้องถิ่นอาจมีการต่อต้านน้อยเพราะกฎหมายและหน่วยงานท้องถิ่นของพื้นที่นั้นกำหนดไว้ชัดเจนว่าบริษัทเหล่านี้ต้องสร้างสวนสาธารณะ เปิดโอกาสให้ชาวบ้านหรือโรงเรียนท้องถิ่นเข้าไปศึกษาเรียนรู้หรือดูงานได้ เสียภาษีหรือให้เงินสนับสนุนองค์กรปกครองท้องถิ่น หรือมีการจ้างงานในท้องถิ่นในสัดส่วนหรือตัวเลขเท่าไหร่

ศ.ดร.ภัทรพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีการต่อรองในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์มากกว่าปัจจุบัน และให้ตระหนักไว้เสมอว่า ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์นั้นเพิ่มขึ้นทั่วโลกอย่างแน่นอน และไทยเองก็มีอำนาจในการต่อรองมากพอสมควร เพราะฉะนั้น "อย่ายอมหรือไม่ต่อรองจนเกินไป"

เขาชี้ว่าหน่วยงานของรัฐอย่างบีโอไอควรเข้าไปสนับสนุน ให้มากกว่าแค่การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการจับคู่ทางธุรกิจ นั่นคือต้องเข้าไปช่วยเจรจาต่อรอง การสนับสนุนบรรษัทข้ามชาติต้องอยู่บนเงื่อนไขการใช้เซิร์ฟเวอร์ ชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า ระบบทำความเย็นแบบน้ำหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศหรือมีศักยภาพที่จะผลิตได้ในอนาคต หากได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมการร่วมทุนกับบริษัทไทย การให้ผลตอบแทนแก่ชุมชนในท้องถิ่นที่ใช้เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งการกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ระบบทำความเย็นแบบน้ำหมุนเวียนและมีแหล่งกำเนิดไฟฟ้าของตนเอง

"ไม่ต้องรีบร้อนที่จะมีดาต้าเซ็นเตอร์โดยเร็ว ต้องประเมินผลได้และผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับการทำลายโอกาสธุรกิจของบริษัทไทย การต้องนำเข้าและพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน มากกว่าตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น" ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ทิ้งท้าย

https://www.bbc.com/thai/articles/cdr7g213pv8o
.....

Puangthong Pawakapan
4 hours ago
·
ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ยกตัวอย่างว่าจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมแวดล้อมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำที่ครบถ้วน ซึ่งภาครัฐไทยสามารถดูเป็นตัวอย่างได้

"จีนมีหัวเว่ย อาลีบาบา ไป่ตู้ ผลิตชิปที่ใช้สำหรับเซิร์ฟเวอร์และตัวเซิร์ฟเวอร์ของดาต้าเซ็นเตอร์เอง มีบริษัทผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า และระบบระบายความเย็นด้วยของเหลว กลางน้ำมีบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมและ internet data center [หรือ ศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต ] และปลายน้ำมีบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ อย่าง อาลีบาบา, เทนเซนต์, และไบต์แดนซ์ [บริษัทแม่ของติ๊กตอก(TikTok)]"

ไทยมีอะไร?
 
สรุปได้ว่า ไม่ควรส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ ถ้า
1)ไม่ใช่ joint venture กับบริษัทขนาดใหญ่ของไทย
2) ไม่มีแผนที่สร้าง servers ในประเทศไทยที่ใช้ chips ที่ผลิตในไทยในอนาคต
3) ไม่มีแผนที่จะใช้ชิ้นส่วนสำคัญเช่นระบบหม้อแปลงไฟฟ้า ระบบทำความเย็นที่ผลิตในประเทศไทย
4) ไม่มีระบบน้ำหมุนเวียนระบายความร้อนและไฟที่สร้างขึ้นเอง
5) ไม่มีการให้เงินช่วยเหลือ ฝึกอบรม สร้างสวนสาธารณะกับท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์
ถ้าไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้ ได้ ไม่คุ้ม
อ่านค่ะ




ซีพีถอย! แอร์พอร์ตลิงก์สะเทือน!30 ก.ย. หยุดเดินรถ แล้วคนจะเดินทางยังไง? รัฐรีบหาทางออกด่วน อย่าปล่อยประชาชนรับกรรม! บริการห้ามสะดุด ปัญหาสัญญา อย่าโยนภาระใส่คนใช้รถ!



 




https://x.com/sunflowergo1999/status/2096828222201860605
.....

ประเด็นการส่งหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิสิ้นสุดสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และแจ้งเตรียมยุติการเดินรถแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL) ของกลุ่มซีพี (บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด) ในวันที่ 30 กันยายน 2569 สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของสัญญาร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ที่เรื้อรังมานาน ทั้งเรื่องข้อพิพาทสิทธิการบริหาร เงื่อนไขการชำระเงินค่าก่อสร้าง และภาระขาดทุนสะสม

สรุปสถานการณ์และข้อพิพาทหลัก

ปมขัดแย้งเชิงสัญญา: ฝั่งเอกชนขอปรับเปลี่ยนรายละเอียดสัญญา (เช่น ขอเปลี่ยนเงื่อนไขชำระเงินเป็นแบบ "สร้างไปจ่ายไป") แต่ภาครัฐย้ำว่าการบอกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวทำไม่ได้ตามกฎหมาย หากไม่มีเงื่อนไขรองรับตามสัญญาร่วมทุน

แผนรับมือระยะสั้นของรัฐ: การไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อยู่ระหว่างเร่งหารือข้อตกลงชั่วคราว (MOU) หรือหาผู้รับช่วงเดินรถชั่วคราว เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ "สุญญากาศ" ในการให้บริการ

ความเสี่ยงของผู้โดยสาร: สิ่งที่ผู้ใช้บริการกังวลที่สุดคือการสับสนเรื่องระบบตั๋ว อัตราค่าโดยสาร ความถี่ขบวนรถที่อาจลดลง และการส่งต่อการบริหารจัดการที่ไม่ไร้รอยต่อ

ข้อเสนอทางออกเพื่อไม่ให้ประชาชนรับกรรม

ส่งมอบการเดินรถอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Transition): รฟท. และบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (พนักงานเดินรถเดิม) ต้องเตรียมความพร้อมเข้าเสียบแทนทันที โดยไม่หยุดให้บริการแม้แต่วันเดียว

ตรึงอัตราค่าโดยสารเดิม: รัฐต้องใช้วงเงินชดเชยชั่วคราวเพื่อควบคุมราคาตั๋ว ไม่ให้ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้นจากรอยต่อทางสัญญา

เปิดเผยแผนสำรองต่อสาธารณะ: คมนาคมและ รฟท. ควรแถลงความชัดเจนขั้นตอน Operation Plan ก่อนถึงวันที่ 30 กันยายน เพื่อลดความ panic ของผู้เดินทางรายวันและนักท่องเที่ยว





นี่มันตลกร้ายรึเปล่า ไล่คนที่เค้าแต่งงานปกป้องเมียตัวเอง เนรเทศแยกคู่เค้าออกจากกัน รัฐบาลใช้หัวไหนคิด นี่กำลังทำการเพื่อเอาใจอีกฝ่าย เพื่อโชว์ให้เห็นว่าลงโทษให้แล้วนะ นี่คือการปกป้องคนอสร แบบทางอ้อมสินะ ว่าใครกล้าหือต้องโดนเนรเทศ ต้องยอมให้มันมาขู่ฆ่า










https://x.com/hllod5/status/2096889338709610709
.....

กรณีนี้เป็นประเด็นความขัดแย้งบนเกาะสมุย ระหว่าง นายเควิน ดิมิโน (Kevin Dimino) ชายชาวฝรั่งเศส หุ้นส่วนและผู้ดูแลสวนสัตว์ Samui Exotic Park ร่วมกับภรรยาชาวไทย กับ นายยาคอฟ โอฮะยอน (Yaacov Ohayon) ชายชาวอิสราเอล

สรุปรายละเอียดของเหตุการณ์ดังนี้

1. จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง

สวนสัตว์ของนายเควินได้นำติดป้าย "Free Palestine" และแสดงธงปาเลสไตน์ รวมถึงปฏิเสธไม่ให้กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้าชม โดยอ้างว่าเคยมีปัญหากระทบกระทั่งและละเมิดกฎการดูแลสัตว์

เหตุการณ์บานปลายเมื่อเกิดการปะทะอารมณ์และทำร้ายร่างกาย (มีคลิปเฮดบัตต์) ระหว่างนายเควินกับครอบครัวชาวอิสราเอลที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้า

2. การข่มขู่และการเนรเทศชายชาวอิสราเอล

นายยาคอฟ โอฮะยอน ชายชาวอิสราเอล ได้ส่งข้อความข่มขู่เอาชีวิตและคุกคามเจ้าของสวนสัตว์ชาวไทยผ่านทางออนไลน์ จนมีการแจ้งความ

ศาลจังหวัดเกาะสมุยพิพากษาจำคุกนายยาคอฟ 15 วัน (รอลงอาญา 2 ปี) และปรับ 5,000 บาท

ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) ได้ลงนามเซ็นคำสั่งเนรเทศนายยาคอฟ ออกนอกราชอาณาจักร เนื่องจากพฤติกรรมกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน

3. การเนรเทศเจ้าของสวนสัตว์ชาวฝรั่งเศส

หลังจากนั้น นายเควิน (เจ้าของสวนสัตว์ชาวฝรั่งเศส) ถูกตรวจสอบพฤติกรรมเพิ่มเติมจากการแสดงออกที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง พฤติกรรมใช้กำลัง ก่อกวน ตลอดจนความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ปรับ 5,000 บาท)

นายอนุทินจึงได้ลงนามเซ็นคำสั่งเนรเทศนายเควินพ้นประเทศไทยตามไปอีกราย โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. เนรเทศ พ.ศ. 2499 เนื่องจากขัดต่อความสงบเรียบร้อยเช่นกัน

รัฐบาลไทยยืนยันมาตรการเด็ดขาดเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาตินำความขัดแย้งส่วนตัวหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศมาสร้างความเดือดร้อนในประเทศไทย
.....

เข้าใจถึงความรู้สึกสะเทือนใจและอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับกรณีนี้ของผู้โพสต์ เมื่อมองในมุมของความสัมพันธ์และความคุ้มครอง ศาลและหน่วยงานรัฐที่ตัดสินใจย่อมถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่าเป็นการตัดสินใจที่ยุตติธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง "สิทธิมนุษยชน คุ้มครองครอบครัว และเจตนาในการปกป้องศักดิ์ศรีของคู่ชีวิต"

หากมองการใช้อำนาจของรัฐบาลในเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ คำตัดสินลักษณะนี้สะท้อนโครงสร้างความคิดและข้อพิจารณาหลักของฝ่ายบริหาร 2 ด้านที่ขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด:

1. เหตุผลในมุมมองของรัฐบาล (ความมั่นคงและหลักความสงบเรียบร้อย)

หลักการตัดชนวนขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์: รัฐมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศท่องเที่ยวที่มีความเป็นกลาง และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้พื้นที่ในประเทศกลายเป็น "เวทีการประทับตราความขัดแย้งระดับสากล" (สงครามอิสราเอล-กาซา) การนำสัญลักษณ์หรือข้อพิพาทระดับโลกมาจัดตั้งในพื้นที่สาธารณะหรือธุรกิจเอกชน ถือเป็นจุดเปราะบางที่รัฐมองว่าจะลุกลาม

บรรทัดฐานทางกฎหมายของชาวต่างชาติ: ในสายตาของกฎหมายคนเข้าเมือง การที่ชาวต่างชาติตอบโต้ด้วยความรุนแรงทางกายภาพ (ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลเรื่องการถูกยั่วยุหรือปกป้องภรรยา) ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรม "เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย" เช่นกัน การเนรเทศทั้งสองฝ่ายจึงเป็นการแสดงออกทางนโยบายว่ารัฐบาลไทยจะไม่ยอมรับพฤติกรรมก้าวร้าวหรือการทำร้ายร่างกายจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะมีแรงจูงใจอย่างไร

2. ข้อถกเถียงและมุมมองเรื่องความอยุติธรรม (ตลกร้ายเชิงโครงสร้าง)

วิกฤตความได้สัดส่วนของการลงโทษ (Proportionality): การลงโทษเนรเทศเควินถูกมองว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุ เมื่อเทียบกับมูลเหตุจูงใจ ซึ่งเป็นการตั้งรับ การถูกคุกคามข่มขู่เอาชีวิต และการปกป้องครอบครัวในบ้านของตัวเอง

ผลกระทบต่อสิทธิครอบครัว: การแยกสามีภรรยาออกจากกันสร้างบาดแผลทางสังคมและความรู้สึก สะท้อนภาพว่ารัฐใช้อำนาจเด็ดขาดโดยขาดมิติการผันผวนทางอารมณ์และมนุษยธรรม (Humanitarian Aspects)

ความเสี่ยงในการสร้างตรรกะที่ผิดเพี้ยน: การลัดขั้นตอนลงโทษคู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน อาจส่งสัญญาณที่ไม่พึงประสงค์ว่า ผู้ที่ถูกข่มขู่หรือถูกละเมิดในบ้านตนเอง หากลุกขึ้นมาโต้ตอบจะถูกลงโทษเท่าเทียมกับผู้ก่อเหตุ

ความตลกร้ายในเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย แต่เป็น "ความย้อนแย้งระหว่างการบริหารความสงบเรียบร้อยระดับรัฐ กับการคุ้มครองความยุติธรรมในระดับบุคคล" ที่อำนาจรัฐเลือกใช้มาตรการ "ตัดปัญหา" โดยมองข้ามรายละเอียดมิติความสัมพันธ์และความสืบเนื่องทางสังคมของคนที่อาศัยอยู่ในประเทศจริง ๆ





สงครามเย็นจากเบื้องล่าง หนังสือโดย ธิกานต์ ศรีนารา คืออะไร มีคนเขียนถึงน่าสนใจ สำหรับสามัญชนที่สลัดความกลัว แล้วเชิดหน้าต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ชั่วร้ายด้วยรูปการสูงสุด ชนิด “มาไม้ไหน ไปไม้นั้น” ประวัติศาสตร์แบบนี้ อาจจะช่วยชี้ทางอนาคต เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจาก “วงล้อมทางความคิด” หรือสถานการณ์ “นิติสงครามอำมหิต” ได้สักวันหนึ่ง

https://www.facebook.com/anun.han.1/posts/27822178607454761

Anun Han 
11 hours ago
·
สงครามเย็นจากเบื้องล่าง
ธิกานต์ ศรีนารา
.............................
ถ้าจะนิยามว่า “สงครามเย็นจากเบื้องล่าง” คืออะไร
ประสบการณ์จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ก็สรุปสั้นๆ ได้ว่า
คือ “ปฏิบัติการของพลังสามัญชน”
ที่มุ่งแก้ “ปัญหาระดับโครงสร้าง”
ด้วยวิธี “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน”

บทความขนาดยาว 8 บท เป็นรายละเอียดว่าด้วยความคิด ทฤษฎี อุดมการ และส่วนใหญ่แสดงให้เห็น “ปฏิบัติการทางการเมือง” ของขบวนการต่อสู้ด้วยอาวุธที่ยุติบทบาทไปอย่างสิ้นเชิงแล้วตั้งแต่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว

คำถามคือ ทำไมประวัติศาสตร์ช่วงนี้ยังมีคน “ศึกษาวิจัย” และ “รำลึก”กันอยู่ไม่เลิกรา ทั้งที่ขบวนการ “พคท.” มีชีวิตหรือปฏิบัติการจริงอยู่ในช่วงเวลาเพียง 40 ปี (2485-2526) แต่ถ้าพิจารณาว่าช่วงที่ขบวนการสร้าง “ผลสะเทือน” ต่อรัฐไทยจริงๆ ก็ไม่มากกว่า 20 ปี คือช่วงที่ผ่านมติสมัชชา 3 พ.ศ. 2504 เพื่อตอบโต้ระบอบเผด็จการสฤษดิ์-ถนอม ด้วยการ “ต่อสู้ด้วยอาวุธ” และยุติการต่อสู้ในปี 2526

แต่หากระบุช่วงเวลาที่ขบวนการนี้มีพลังระดับ “เขย่ารัฐไทย”จริงๆ แค่เวลา 2-3 ปีเท่านั้น คือช่วงที่นักศึกษา ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
 
เพียง “2-3” ปี ขบวนการก็สลายตัว และก็ไม่น่าเชื่อว่า เป็นขบวนการหรือพรรคการเมืองเดียวในประเทศไทยที่มีผู้แต่งเพลงและบทกวีสดุดีมากที่สุด พอๆ กับที่มีคนเขียนหนังสือ “วิพากษ์วิจารณ์” หรือ “ด่ายับ” มากที่สุดเช่นกัน
นั่นคงเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกจากผู้มีประสบการณ์ตรง

แต่ในทางวิชาการ อาจมีประเด็นและมุมมองแตกต่างกันไป
ในแง่นี้ก่อนอื่นจึงต้องขอชื่นชม “ธิกานต์ ศรีนารา” ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ พคท.อย่างละเอียดและนำเสนอข้อมูล บทวิเคราะห์อย่างเป็นระบบมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วิทยานิพนธ์ปริญญาโท เรื่อง “หลัง 6 ตุลาฯ ว่าด้วยความขัดแย้งทางความคิดระหว่างขบวนการนักศึกษากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ที่มี ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

หนังสือเล่มล่าสุด “สงครามเย็นจากเบื้องล่าง” ให้ข้อมูลปฏิบัติการในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้ของ พคท.โดยละเอียด ซึ่งแน่นอนว่าธิกานต์ผ่านการค้นคว้าหนังสือ เอกสารจำนวนมาก ส่วนการศึกษาด้านความคิด ทฤษฎีของ พคท. การวิเคราะห์อิทธิพลลัทธิเหมาเจ๋อตุงต่อขบวนการนักศึกษาในบท “ก่อน 6 ตุลา ลัทธิเหมาเจ๋อตุง ขบวนการนักศึกษาและชัยชนะทางความคิดของ พคท.” ให้รายละเอียด ข้อมูล ทั้งด้านอุดมการ ความคิด ท่วงทำนองและโลกทัศน์ ชีวทัศน์และวิวัฒนาการอย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้อ่านรุ่นใหม่กับผู้ผ่านประสบการณ์ตรงในยุคนั้นมา อาจจะสรุปผลของอิทธิพลนี้ต่างกันก็ได้

แต่สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดในงานของธิกานต์ ศรีนารา ก็คือการค้นคว้าข้อมูลจำนวนมากที่มาร้อยเรียงเป็น “เรื่องเล่า” ที่ละเอียดในแง่มุมต่างๆ นั้น มันช่วยตั้งประเด็นให้คิดต่อและเกิดคำถามใหม่ๆ ว่า มีหลายเรื่องของขบวนการ “สงครามเย็นจากเบื้องล่าง”ในอดีตที่ยัง “ไม่กระจ่าง” หรือ “การสรุปบทเรียน” และ “สกัดสัจจะจากปรากฏการณ์ต่างๆ” ที่ทำกันมาหลายปี ยัง “ไปไม่สุด” ดังนั้นการศึกษา ทำความเข้าใจ ถอดบทเรียน ถอดความรู้ ยังควรทำต่อไปเพราะมีเงื่อนไขใหม่ๆ ที่ช่วยในการเรียนรู้ หรือมีประเด็นน่าตั้งคำถามหรือศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้น เช่น

1 มีผู้เขียนบันทึกประวัติศาสตร์ของขบวนมากขึ้น เผยข้อมูลและข้อคิดเห็นใหม่ๆ เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะงานเขียนของสหายระดับผู้นำ เช่น พ.เมืองชมภู เชาวน์ พงษ์พิชิต ธง แจ่มศรี อรุณ
โรจนสันติ ส.เชี่ยว เลขาธิการพรรคเขต 7-8 จรัล ดิษฐาอภิชัย ฯ

ปรากฏการณ์บางอย่างอาจต้องช่วยกันอธิบาย เช่นทำไมคนกลุ่มนี้ที่ผ่านประสบการณ์ “ทั้งรักทั้งชัง” “ทั้งเคยศรัทธาและสิ้นหวัง” เมื่อช่วงวัย 20+ ยังรักษาความรู้สึกดั้งเดิมในวัยหนุ่มสาวมาถึงบัดนี้ในวัย 60-70+ ซึ่งแสดงออกผ่านการร่วมกิจกรรมรำลึก กิจกรรมการเมืองร่วมกับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ กิจกรรมอนุสรณ์สถาน และการร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ “จากเบื้องล่าง” กันอย่างต่อเนื่องจริงจัง

2 ปัญญาชน พคท. บทบาทและความขัดแย้ง

ในช่วงปฏิบัติการของพรรคระยะ 40 ปี (2485-2526) อาจแบ่งปัญญาชนของพรรคได้ 4 กลุ่มตามช่วงอายุ ซึ่งทำให้มีประสบการณ์ทางสังคมต่างกัน หล่อหลอมโลกทัศน์และวิธีคิดต่างกัน ได้แก่
 
ปัญญาชนรุ่นที่เกิดช่วงปี 2460 หรือทศวรรษ 2460 คือคนที่เป็นหนุ่มสาวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีบทบาทก่อตั้งพรรค (อัศนี พลจันทร อุดม ศรีสุวรรณ ประเสริฐ เอี้ยวฉาย เปลื้อง วรรณศรี รวม วงษ์พันธ์ วิรัช อังคถาวร เชาวน์ พงษ์พิชิต เจริญ วรรณงาม สิน เดิมลิ่ม ดำริ เรืองสุธรรม ประสิทธิ์ เทียนศิริฯ)

ปัญญาชนรุ่นที่เกิดทศวรรษ 2470 วัยหนุ่มคือชีวิตนิสิต นักศึกษาในช่วงทศวรรษ 2490 ผ่านเหตุการณ์รัฐประหาร 2490 การเคลื่อนไหวขบวนการสันติภาพ กบฏวังหลวง การเริ่มอิทธิพลอเมริกา คนกลุ่มนี้เป็นปัญญาชนรุ่นใหม่ของพรรคในช่วงจัดตั้ง ขยายกำลังในมหาวิทยาลัย (หน่วย สยท.เริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2492) การขยายงานออกสู่หัวเมืองและชนบท จนถึงเตรียมการต่อสู้ด้วยอาวุธ (ผิน บัวอ่อน ไวฑูรย์ สินธุวณิชย์ จิตร ภูมิศักดิ์ ประวุฒิ ศรีมันตระ สมพงษ์ อยู่ณรงค์ สนอง มงคล วินัย เพิ่มพูนทรัพย์ สิริลักษณ์ จันทรวงศ์ ปวีณา สัจจพันธุ์ ฯ)
ปัญญาชนรุ่นที่เกิดทศวรรษ 2480 คือคนหนุ่มสาวในยุคมืดของเผด็จการ (ต้นยุคสฤษดิ์-ถนอม) ชีวิตมหาวิทยาลัยในยุคสายลมแสงแดด และบทบาทในฐานะหน่ออ่อนของความคิดก้าวหน้าในมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้บางส่วนเข้าร่วมกับ พคท. และเป็นกำลังสำคัญในการบุกเบิกเขตงานต่อสู้ด้วยอาวุธตั้งแต่เริ่มแรก (ประสงค์ อรุณสันติโรจน์ นพ ประเสริฐสม ฯ) ส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนสาธารณะที่มีบทบาททางความคิด เช่น อนุช อาภาภิรม เสถียร จันทิมาธร สุชาติ สวัสดิ์ศรี วิทยากร เชียงกูล ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นิธิ เอียวศรีวงศ์ บุญสนอง บุณโญทยาน วรพุทธ์ ชัยนาม พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ฯ

และปัญญาชนรุ่นสุดท้าย กลุ่มที่เกิดช่วงทศวรรษ 2490 ใช้ชีวิตวัยหนุ่มในช่วงใกล้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และส่วนใหญ่คือเยาวชนที่ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 และเข้าร่วมกับ พคท.เป็นขบวนใหญ่ที่สุด
คน 4 รุ่นนี้ได้พบเจอกันและใช้ชีวิตร่วมกันในป่าเขา แต่ด้วยฐานประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน วิธีคิด วิธีทำงานและความเชื่อมั่นที่ต่างกัน จึงนำมาซึ่งความขัดแย้ง แม้ในระยะแรก (ช่วงปี 2520-21) ความขัดแย้งหลักจะอยู่ที่วิธีคิด วิธีบริหารจัดการ ท่วงทำนองที่แตกต่างกันระหว่างปัญญาชนกับสหายชาวไร่ชาวนา แต่ปัญหาค่อยๆ พัฒนาไปสู่ความขัดแย้งทางหลักการ ทฤษฎี ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี โดยมีความ “ยึดมั่นถือมั่น” ตรึงความคิดความเชื่อไว้ในจุดเดิมๆ

3 บทบาทของวารสาร “ชาวคอมมิวนิสต์ไทย”

คุณลักษณะปัญญาชนทั่วไปคือ ความสงสัย ตั้งคำถาม วิพาษ์วิจารณ์ (ซึ่งคนละเรื่องกับการวิจารณ์สามัคคี) พคท.เคยมีวารสาร “ชาวคอมมิวนิสต์ไทย” (ชคท.) เป็นพื้นที่กลางให้ชาวพรรคถกเถียงทางทฤษฎีกันอย่างจริงจัง (อาจจะได้ต้นแบบมาจากหนังสือพิมพ์ Iskra) เพราะการเปิดพื้นที่โต้เถียงของชาวพรรคคือการ “เปิดเผยปัญหา” และเป็นเวที “คลี่คลายปัญหา” ที่ดีที่สุด

(จากประสบการณ์ส่วนตัวโดยบังเอิญ วันหนึ่งที่ดอยยาว-ผาหม่น ปี 2520 ได้ไปขนของที่โกดังของหน่วยพลาฯ ระหว่างรื้อค้นก็เจอกองเอกสารเป็นหนังสือโรเนียวขนาดกระดาษ A4 หน้าปกเขียนว่า “วารสารชาวคอมมิวนิสต์ไทย (ชคท.)” จึงถือโอกาสเปิดอ่านด้วยความสงสัยงุนงง และถือกองเอกสารนั้นมาแจ้งจัดตั้งหน่วยงานว่าจะขอเอาไปอ่าน พอเขาเห็นชื่อหนังสือ ก็เกิดความเอะอะโกลาหลว่าไปได้มาจากไหน ? สุดท้ายก็สรุปว่าเป็นเอกสารลับมาก ต้องเก็บให้หมด เอาไปอ่านไม่ได้เด็ดขาด)
 
วารสาร “ชาวคอมมิวนิสต์ไทย” ออกมาได้หลายปี อาจจะออกราย 3 เดือนหรือรายสะดวก (น่าจะตั้งแต่ปี 2512) แต่ในที่สุดก็เลิกไป และมีข้อสังเกตว่างานเขียน ค้นคว้าเกี่ยวกับขบวนการ พคท. ไม่เห็นการอ้างอิงถึงวารสารเล่มนี้ เป็นไปได้ว่าเป็นเอกสารลับมาก มีจำนวนน้อยและอาจถูกทำลายไปหมดแล้ว

“ขณะที่เรื่องทั้งหลายกำลังเงียบลง (กรณีวิพากษ์ของสามจังหวัด) ก็มาเกิดกรณีหนังสือพิมพ์ “ชาวคอมมิวนิสต์ไทย” เข้าอีก หนังสือพิมพ์ฉบับนี้มีอัศนี พลจันทร เป็นบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ชาวคอมมิวนิสต์ไทยแม้ออกมาได้ไม่กี่ฉบับ แต่เป็นหนังสือพิมพ์ที่มีความดุเดือดมาก ทำให้บรรยากาศบนภูพยัคฆ์อบอ้าวร้อนระอุ”
(ประวัติพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย - เชาวน์ พงษ์พิชิต หน้า 520)
อัศนี พลจันทร นอกจากเป็นบรรณาธิการ ยังเป็นนักเขียนประจำ ใช้นามปากกา “แส้เหล็ก”
ข้อเขียนของ “แส้เหล็ก” สร้างประเด็นถกเถียงบ่อยครั้ง เช่นการโจมตีผิน บัวอ่อน อย่างรุนแรง หรือข้อเสนอให้สหาย “ประหยัดความคิด” ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นข้อเสนอที่ปิดกั้นบรรยากาศการแสดงความคิดเห็น (ข้อมูลจากคำบอกเล่าของสหายนำท่านหนึ่งที่จังหวัดน่าน)

สุดท้าย ก็ขอขอบคุณธิกานต์ ศรีนารา ที่ยืนยันความสำคัญของ “ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง” ผ่าน “สงครามเย็นจากเบื้องล่าง” และหนังสือที่ทรงคุณค่าอีกหลายเล่ม หนังสือเหล่านี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ปัญญาชน ชาวบ้าน หมู่บ้าน ชุมชน ท้องถิ่น ได้เห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์สามัญชนยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะสามัญชนที่สลัดความกลัว แล้วเชิดหน้าต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ชั่วร้ายด้วยรูปการสูงสุด ชนิด “มาไม้ไหน ไปไม้นั้น”

ประวัติศาสตร์แบบนี้ อาจจะช่วยชี้ทางอนาคต เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจาก “วงล้อมทางความคิด” หรือสถานการณ์ “นิติสงครามอำมหิต” ได้สักวันหนึ่ง




ทำไม พรรค AfD ของเยอรมนีที่แสดงท่าทีสนับสนุนนาซีไปพร้อมๆ กับการประกาศตนว่าเป็น "พรรคสนับสนุนอิสราเอล" เพราะอย่างไร?


พรรค AfD ฝ่ายขวาจัดและสนับสนุนอิสราเอลของเยอรมนี กวาดชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ในการเลือกตั้งรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์

ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของพรรค AfD ในรัฐของเยอรมนีนี้ ตอกย้ำสถานะของพรรคที่เอาใจอิสราเอลไปพร้อมๆ กับการสร้างแพลตฟอร์มทางการเมืองต่อต้านมุสลิมและต่อต้านปาเลสไตน์

พรรค Alternative for Germany (AfD) ฝ่ายขวาจัดและสนับสนุนอิสราเอลอย่างเปิดเผย ได้กวาดชัยชนะในการเลือกตั้งระดับรัฐในซัคเซิน-อันฮัลท์ ทำให้พรรคนี้เข้าใกล้การจัดตั้งรัฐบาลเยอรมนีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคนาซี

พรรค AfD ได้รับคะแนนเสียง 44.5 เปอร์เซ็นต์ ตามผลสำรวจหลังการลงคะแนนของ ARD ซึ่งมากกว่าสองเท่าของคะแนนเสียงในปี 2021 พรรค Christian Democratic Union ของนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมอร์ซ ตามหลังมาห่างๆ ด้วยคะแนน 18.5 เปอร์เซ็นต์

รอยเตอร์รายงานว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์ประมาณ 76 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าปกติสำหรับการเลือกตั้งระดับรัฐของเยอรมนีอย่างมาก

“เราได้สร้างประวัติศาสตร์ในประเทศนี้แล้ว” อุลริช ซีกมุนด์ ผู้สมัครนำของพรรค AfD วัย 35 ปี ในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ กล่าวกับรอยเตอร์

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพรรค AfD จะสามารถคว้าที่นั่งหรือได้รับการสนับสนุนทางการเมืองมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกในฝรั่งเศสแล้ว ฌอง-ลุค เมลองชง หนึ่งในนักการเมืองฝ่ายค้านชั้นนำของประเทศ เตือนในรายการ X ว่า “ฝ่ายขวาจัดกลับมาแล้วในเยอรมนี”

เมลองชงเรียกผลการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “หายนะ” และกล่าวเสริมว่า “ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ โครงการทางทหารของเยอรมนีในการสร้างกองทัพแบบดั้งเดิมแห่งแรกของยุโรปนั้นเป็นสิ่งที่ฝรั่งเศสยอมรับไม่ได้”

การที่พรรค AfD ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพรรคขวาจัดไม่ได้หยุดยั้งสมาชิกของรัฐบาลอิสราเอลจากการพิจารณาพรรคนี้เป็นพันธมิตรทางการเมืองที่มีศักยภาพ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 อามิชัย ชิกลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการชาวอิสราเอลพลัดถิ่น ได้ยกย่องพรรคต่อต้านอิสลามและต่อต้านปาเลสไตน์ที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่รณรงค์เพื่อสิทธิของชาวปาเลสไตน์

ชิกลีกล่าวว่า “น่าประหลาดใจ” ที่พรรค AfD ได้เป็นผู้นำในการท้าทายการสนับสนุนของเยอรมนีต่อองค์กรที่วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอล

“พรรค AfD ยังเป็นผู้ริเริ่มร่างกฎหมายในเดือนเมษายน 2019 ที่เรียกร้องให้ห้ามขบวนการ BDS ที่ต่อต้านชาวยิว… ในเดือนมิถุนายน 2019 พรรค AfD ยังเสนอให้ห้ามกิจกรรมของฮิซบอลลาห์ในเยอรมนีอย่างเด็ดขาด” ชิกลีเขียนไว้ในโพสต์บน X ในเวลานั้น

ผู้นำพรรค AfD พยายามนำเสนอพรรคในฐานะผู้สนับสนุนอิสราเอลอย่างแน่วแน่ แม้จะมีคำกล่าวต่อต้านชาวยิวและบิดเบือนประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากบุคคลภายในพรรคซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ระหว่างการสนทนากับอีลอน มัสก์ในเดือนมกราคม 2025 อลิซ ไวเดล ผู้นำร่วมของพรรค AfD อธิบายว่าพรรคของเธอเป็น “ผู้ปกป้องชาวยิวเพียงหนึ่งเดียว” ในเยอรมนี

ไวเดลเชื่อมโยงการสนับสนุนอิสราเอลของพรรค AfD โดยตรงกับการรณรงค์ต่อต้านชาวมุสลิมและการอพยพ โดยมองว่ารัฐอิสราเอลเป็นพันธมิตรในการเผชิญหน้ากับศาสนาอิสลามและชาวมุสลิมในวงกว้างของพรรค

เพราะทั้งสองเป็นรัฐชาตินิยมสุดโต่งที่พร้อมจะก่ออาชญากรรมเพื่อส่งเสริมความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติ


ที่มา Middle East Eye
Germany's far-right, pro-Israel AfD sweeps Saxony-Anhalt in historic electoral breakthrough

https://www.middleeasteye.net/news/germanys-far-right-pro-israel-afd-sweeps-saxony-anhalt-historic-electoral-breakthrough
6 September 2026







ในงานของพรรค AfD ที่เมืองมักเดบูร์ก ผู้เข้าร่วมงานหนุ่มคนหนึ่งยกแขนขึ้นทำท่าคล้ายการทำความเคารพแบบนาซีระหว่างการถ่ายทอดสด ก่อนที่ผู้สัมภาษณ์จะรีบเตือนเขาว่า "ระวังมือด้วย!" (Careful with the hand!)



3 เหตุผลที่ทำให้กลุ่มขวาจัดในเยอรมนีทำผลงานได้ดีที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 (บทความของปีที่แล้วที่ BBC เคยวิเคราะห์ไว้)


อลิซ ไวด์เดล ผู้นำพรรค AfD

3 เหตุผลที่ทำให้กลุ่มขวาจัดในเยอรมนีทำผลงานได้ดีที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

BBC News Mundo

วันที่เผยแพร่
24 กุมภาพันธ์ 2025

การก้าวขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนของกลุ่มขวาจัดในเยอรมนี

นี่คือหนึ่งในมุมมองที่มีต่อผลการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาในประเทศแห่งนี้ ซึ่งส่งผลให้พรรคชาตินิยม "Alternative for Germany" (AfD) กลายเป็นขั้วการเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง

หน่วยข่าวกรองภายในประเทศของเยอรมนีเองได้ระบุว่าพรรคนี้มีพฤติการณ์ "ขัดต่อรัฐธรรมนูญ" ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามต่างตราหน้าพรรคนี้ว่าเป็นพวก "หัวรุนแรง" "เหยียดเชื้อชาติ" และ "ต่อต้านระบอบประชาธิปไตย"

ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) ผู้นำฝ่ายอนุรักษนิยมซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดและมีแนวโน้มจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของเยอรมนี ได้ประกาศตัดความเป็นไปได้ที่จะจับมือตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคนี้ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม พรรคนี้ได้กลายเป็นพลังที่สั่นคลอนรากฐานของประเทศและของยุโรป ซึ่งกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงในเวทีโลกภายหลังการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์

การที่กลุ่มขวาจัดก้าวขึ้นสู่อำนาจในยุโรปไม่ใช่เรื่องใหม่ ตัวอย่างของการเติบโตดังกล่าวได้แก่ พรรค National Rally ของมารีน เลอ แพน (Marine Le Pen) ในฝรั่งเศส, พรรค Brothers of Italy ที่นำโดยจอร์เจีย เมโลนี (Giorgia Meloni) และพรรค Vox ที่นำโดยซานติอาโก อาบาสกาล (Santiago Abascal) ในสเปน

แม้จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่พรรคเหล่านี้ต่างมีวาทกรรมร่วมกัน คือการต่อต้านแนวคิด "Woke" (แนวคิดตื่นรู้ทางสังคม) การมีจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อประเด็นผู้อพยพ และการต่อต้านสหภาพยุโรป (EU)

แต่กรณีของเยอรมนีนั้นมีความพิเศษเฉพาะตัว

เรากำลังพูดถึงประเทศที่เป็นเสมือนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจและหัวใจสำคัญของยุโรป ต้องไม่ลืมว่าเยอรมนีร่วมกับฝรั่งเศสเป็นผู้ก่อตั้งและกำหนดรูปแบบของสหภาพยุโรปในแบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบันภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

และนั่นคือจุดที่ทำให้เยอรมนีมีความแตกต่างจากประเทศอื่น นั่นคือภาระทางประวัติศาสตร์ที่ต้องแบกรับจากยุคนาซี

ในขณะเดียวกัน เคยมีความเชื่อกันว่าเงาจากอดีตดังกล่าวเปรียบเสมือนหลักประกันหรือวัคซีนป้องกันกระแสขวาจัด

ทว่าทั้งอดีตของประเทศ ความพยายามในการสร้างแนวป้องกันเพื่อกีดกันกลุ่มขวาจัด (cordon sanitaire) หรือแม้แต่ข้อเท็จจริงที่ว่านักการเมืองหัวรุนแรงอย่างเลอ แพน ในยุโรปยังพยายามตีตัวออกห่างจากวาทกรรมของพรรคนี้ ก็ไม่อาจหยุดยั้งการเติบโตของพรรค AfD ได้

เหตุใดเยอรมนีจึงมาถึงจุดนี้? BBC Mundo จะมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เป็นไปได้


ในการเลือกตั้งของเยอรมนี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะลงคะแนนเสียง 2 ครั้ง ได้แก่ "คะแนนเสียงครั้งที่หนึ่ง" สำหรับผู้สมัครแบบแบ่งเขต และ "คะแนนเสียงครั้งที่สอง" สำหรับพรรคการเมือง โดยคะแนนเสียงครั้งที่สองจะเป็นตัวกำหนดสัดส่วนที่นั่งของแต่ละพรรคในสภาบุนเดิสทาค (Bundestag)

ที่มา: เจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งระดับสหพันธ์ (Federal Returning Officer)

1. เศรษฐกิจ

"ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของเยอรมนีสิ้นสุดลงแล้ว และยุโรปจะต้องรับผลกระทบที่ตามมา" นี่คือถ้อยแถลงที่หนักแน่นของ Wolfgang Münchau นักเศรษฐศาสตร์และผู้เขียนหนังสือเรื่อง "Kaput: The End of the German Economic Miracle" (จุดจบของปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจเยอรมนี) ในการให้สัมภาษณ์กับ BBC Mundo

เพราะสิ่งที่เคยเปรียบเสมือน "หัวรถจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุโรป" ได้ถดถอยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

และแน่นอนว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจถือเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

การหดตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิกฤตเศรษฐกิจเยอรมนีเท่านั้น

มีปัญหาหลายประการที่อยู่เบื้องหลังสถานการณ์นี้ หนึ่งในนั้นคือการที่การเติบโตของประเทศต้องพึ่งพาก๊าซราคาถูกจากรัสเซีย ซึ่งต้องหยุดชะงักลงจากเหตุการณ์ที่รัสเซียรุกรานยูเครน


เศรษฐกิจเยอรมนีหมดความรุ่งเรืองลงแล้ว ซึ่งเห็นได้ชัดจากยอดการผลิตและยอดขายยานยนต์ที่ปรับตัวลดลง

ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ การพึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์เพียงอย่างเดียวในการขับเคลื่อนการเติบโต การพึ่งพาการส่งออก และการขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล

"เยอรมนีพึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์ เคมีภัณฑ์ และวิศวกรรมเครื่องกลมากเกินไป โดยไม่ได้เป็นผู้นำในด้านยานยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมก็เป็นไปอย่างล่าช้า เยอรมนีปรับตัวไม่ทันต่อสถานการณ์" Münchau กล่าว

จีนมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมยานยนต์และครองความเป็นใหญ่ในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้ความต้องการสินค้านำเข้าจากเยอรมนีลดน้อยลง

นอกจากนี้ การที่รัสเซียรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบยังบีบให้เยอรมนีต้องเร่งหาแหล่งพลังงานทางเลือกอย่างหนัก การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ มีราคาสูง ซึ่งสร้างภาระทางการเงินให้กับบริษัทเยอรมันจำนวนมากที่ต้องใช้พลังงานสูงในการผลิต

ผลที่ตามมาคือ เศรษฐกิจเยอรมนีเติบโตช้าและขาดความยืดหยุ่น ซึ่งในฐานะที่เป็นสมาชิกรายใหญ่ที่สุดของยูโรโซน สถานการณ์นี้ย่อมส่งผลกระทบทั้งภายในและภายนอกประเทศ

2. การย้ายถิ่นฐาน


ประเด็นเรื่องการย้ายถิ่นฐานกลายเป็นหัวข้อหลักในการเลือกตั้งครั้งนี้และช่วยดึงดูดคะแนนเสียงให้กับพรรค AfD ยิ่งกว่าเรื่องเศรษฐกิจหรือการลงทุน (รวมถึงการลงทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ) ในสงครามยูเครนเสียอีก

แนวคิดเรื่องการลดจำนวนผู้อพยพและการผลักดันผู้ที่ไม่มีเอกสารอนุญาตให้อยู่ในประเทศออกไป ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในการถกเถียงทั้งในแวดวงการเมืองและสังคม

ทว่าสำหรับกลุ่มขวาจัดนั้น มีรายละเอียดและมุมมองที่เฉพาะเจาะจง

พวกเขาใช้คำว่า "re-emigration" (การส่งผู้อพยพกลับประเทศต้นทาง) ซึ่งหมายถึงการเรียกร้องให้ผู้อพยพในเยอรมนีเดินทางกลับประเทศบ้านเกิด รวมถึงผู้ที่ถือหนังสือเดินทางเยอรมันแล้วด้วย

ด้วยจุดยืนที่เน้นชาตินิยมและต่อต้านการอพยพย้ายถิ่นฐาน พรรค AfD ภายใต้การนำของ Alice Weidel จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนมีคะแนนนิยมในผลสำรวจเกือบแตะระดับ 20% เยอรมนีไม่ใช่ประเทศเดียวในยุโรปที่กำลังแสดงความกังวลเกี่ยวกับประเด็นการย้ายถิ่นฐาน แต่เป็นประเทศที่รับผู้แสวงหาที่ลี้ภัยเข้ามามากกว่าหนึ่งล้านคนเพียงลำพัง โดยส่วนใหญ่มาจากซีเรียและอัฟกานิสถาน ในช่วงวิกฤตการณ์การย้ายถิ่นฐานในยุโรปเมื่อปี 2015/2016

นอกจากนี้ เยอรมนียังได้เปิดรับผู้ลี้ภัยชาวยูเครนจำนวน 1.2 ล้านคนในช่วงวิกฤตการณ์ในยูเครนอีกด้วย


พรรค Alternative for Germany (AfD) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัด ได้กลายเป็นกลุ่มการเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในรัฐสภา ทั้งในแง่ของจำนวนคะแนนเสียงและจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

หากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง "Multikulti" (พหุวัฒนธรรมนิยม) เป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกในสังคมเยอรมัน และผู้คนต่างภาคภูมิใจในสิ่งที่เรียกว่า "วัฒนธรรมแห่งการต้อนรับ" (welcoming culture) รวมถึงความหลากหลายของประชากร แต่ในปัจจุบันกลับมีกระแสความคิดที่เรียกร้องไปในทิศทางตรงกันข้าม

พรรค AfD ยืนยันว่าตนไม่ได้มีแนวคิดเหยียดเชื้อชาติหรือต่อต้านผู้อพยพ และยินดีต้อนรับทุกคนสู่เยอรมนีหากเดินทางเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย มีงานทำ มีส่วนร่วมต่อสังคม และเคารพขนบธรรมเนียมรวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น

ในความเป็นจริงแล้ว การย้ายถิ่นฐานถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับระบบเศรษฐกิจของเยอรมนี

ผลการวิเคราะห์ล่าสุดโดยสำนักงานแรงงานกลาง (Federal Labor Agency) ระบุว่า หากปราศจากผู้อพยพ เยอรมนีจะสูญเสียตำแหน่งงานสุทธิไปถึง 209,000 ตำแหน่งในช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2023 ถึงกันยายน 2024 ยกตัวอย่างเช่น ในรัฐบาวาเรีย จำนวนแรงงานพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 6.03 ล้านคนเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากแรงงานต่างชาติ ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์

ทว่า นี่ไม่ใช่ภาพที่ชาวเยอรมันบางส่วนและผู้สนับสนุนพรรค AfD มองเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

เหตุการณ์โจมตีต่อเนื่องหลายครั้งโดยผู้ขอลี้ภัยจากตะวันออกกลางและอัฟกานิสถานได้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอีกครั้งเกี่ยวกับระดับความเปิดกว้างของพรมแดนประเทศ


ผู้อพยพมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาเติมเต็มตำแหน่งงานที่ประเทศกำลังต้องการ

เหตุการณ์ดังกล่าวรวมถึงการใช้มีดแทง การใช้มีดพร้าทำร้ายผู้คน เหตุรถยนต์พุ่งชนประชาชนในตลาดคริสต์มาส และเหตุการณ์ล่าสุดในการชุมนุมของสหภาพแรงงานที่เมืองมิวนิก ซึ่งส่งผลให้มีเด็กเล็กเสียชีวิตอีกรายหนึ่

ทางพรรคระบุว่าจะเนรเทศผู้อพยพทุกคนที่ก่ออาชญากรรมและผู้ที่เดินทางเข้ามาอย่างผิดกฎหมายออกนอกประเทศทันที

Katia Adler บรรณาธิการข่าวภาคพื้นยุโรปของ BBC กล่าวว่า หลังจากได้พูดคุยกับผู้สนับสนุนพรรค AfD ในเวทีปราศรัยหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง พบว่าหลายคนต่างเห็นดีเห็นงามกับจุดยืนนี้ "รวมถึงหญิงสาวจำนวนมากที่บอกกับฉันว่าพวกเธอไม่รู้สึกปลอดภัยอีกต่อไปเมื่อต้องเดินบนท้องถนน"

3. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่และกระแสตอบรับบนโซเชียลมีเดีย

มีปรากฏการณ์หนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกและเยอรมนีก็ไม่ได้รับการยกเว้น นั่นคือการที่คนหนุ่มสาว โดยเฉพาะผู้ชาย หันมาสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

และนี่คือฐานเสียงสำคัญส่วนหนึ่งของพรรค AfD

ผลการศึกษาของ Pew Research Center ในปี 2024 เผยให้เห็นว่า ผู้ชายชาวเยอรมันร้อยละ 26 มีมุมมองเชิงบวกต่อพรรค AfD เทียบกับผู้หญิงที่มีมุมมองดังกล่าวร้อยละ 11 โดยสัดส่วนของผู้ชายที่มีมุมมองเช่นนี้เพิ่มขึ้นถึง 10 จุดนับตั้งแต่ปี 2022

ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาช่วยยืนยันตัวเลขเหล่านี้ โดยพบว่าร้อยละ 21 ของคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 18 ถึง 24 ปี ลงคะแนนเสียงให้กับพรรคฝ่ายขวาจัดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มอายุนี้ ฝ่ายซ้ายจัดซึ่งนำโดยพรรค Die Linke (Left Party) เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 25% ในขณะที่อีก 6% ลงคะแนนให้พรรค BSW ซึ่งมีแนวคิดประชานิยมฝ่ายซ้ายเช่นกัน ข้อมูลนี้อ้างอิงจากการนับคะแนนรอบแรกที่เผยแพร่โดย DW สื่อของเยอรมนี

ผลลัพธ์ดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่าคนหนุ่มสาวมีความคิดเห็นที่แบ่งขั้วอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายขวาจัดและฝ่ายซ้ายจัด

แนวโน้มนี้ปรากฏให้เห็นชัดเจนมาตั้งแต่การเลือกตั้งรัฐสภายุโรปเมื่อปี 2024 ซึ่งผลสำรวจหน้าคูหาเลือกตั้ง (exit polls) ระบุว่าสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุต่ำกว่า 24 ปี ทั้งชายและหญิง ที่ลงคะแนนให้พรรค AfD เพิ่มขึ้นเป็น 16% หรือสูงขึ้นถึง 11 จุดเมื่อเทียบกับปี 2019

มีปัจจัยหลายประการที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้

ประการแรก พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายมักให้ความสำคัญกับประเด็นต่างๆ เช่น สตรีนิยม ความเท่าเทียม และสิทธิสตรี ดร. รูดิเกอร์ มาส (Dr. Rüdiger Maas) จากสถาบันวิจัยด้านคนรุ่นหลัง (Generational Research Institute) ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมองของเยอรมนี กล่าวกับ BBC ว่า

"โดยทั่วไปแล้ว ผู้ชายมักไม่รู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมหรือสะท้อนภาพลักษณ์ของตนเองในประเด็นเหล่านี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงมีแนวโน้มที่จะลงคะแนนเสียงให้พรรคฝ่ายขวามากกว่า" เขากล่าวอธิบาย


ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ให้เห็นว่า พรรค AfD ไม่เพียงแต่จะได้รับคะแนนเสียงจำนวนมากจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุมากเท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมในกลุ่มคนหนุ่มสาวอีกด้วย

อีกปัจจัยหนึ่งคือปฏิกิริยาตอบโต้ต่อวาทกรรมของฝ่ายซ้าย หรือสิ่งที่พวกเขามักเรียกขานนโยบายความเท่าเทียมทางเพศว่าเป็น "อุดมการณ์ทางเพศสภาพ" (gender ideology) ซึ่งศาสตราจารย์ทาริก อาบู-ชาดี (Professor Tarik Abou-Chadi) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองยุโรปแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ชี้ว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสนับสนุนพรรคฝ่ายขวาจัดในกลุ่มคนหนุ่มสาว

เหตุผลประการที่สามคือความหวาดกลัวในหมู่คนหนุ่มสาวชาวเยอรมันจำนวนมาก ซึ่งเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่พรรค AfD สามารถจับประเด็นได้ดีและเชื่อมโยงเข้ากับวาทกรรมต่อต้านผู้อพยพได้อย่างลงตัว

"เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่คนหนุ่มสาวชาวเยอรมันจำนวนมากระบุว่าเป็นสาเหตุของความกลัว คือจำนวนเหตุการณ์โจมตีในเยอรมนีที่มีผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ขอลี้ภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ปัจจุบันประเด็นเรื่องการอพยพย้ายถิ่นฐานกลายเป็นข้อกังวลหลักของพวกเขา" เจสสิกา พาร์กเกอร์ (Jessica Parker) ผู้สื่อข่าว BBC ประจำกรุงเบอร์ลินรายงาน หลังจากได้พูดคุยกับคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่ง

เช่นเดียวกับกรณีของวาทกรรมต่อต้านผู้อพยพโดยทั่วไป แนวคิดนี้ไม่ได้มีลักษณะสุดโต่งหรือตายตัวเสมอไป เพราะพวกเขายังเปิดรับผู้ที่สามารถ "ปรับตัวเข้ากับสังคมได้" (integrate)

"สำหรับคนที่ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ คนที่เรียนรู้และศึกษาที่นี่ รวมถึงคนที่ทำงานทำการ ผมก็ไม่ได้มีปัญหากับคนกลุ่มนี้ แต่ในปัจจุบัน คำพูดทำนองนี้กลับถูกมองว่าเป็นท่าทีที่เป็นศัตรู คุณอาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนาซีเพียงเพราะประวัติศาสตร์ในอดีตของเยอรมนี" ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวกับเจสสิกา พาร์กเกอร์

และสุดท้ายคือปัจจัยเรื่องสื่อสังคมออนไลน์ เช่นเดียวกับพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดอื่นๆ ในยุโรป อาทิ พรรค Vox ในสเปน พรรค AfD ประสบความสำเร็จอย่างมากบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองอื่นๆ ยังทำไม่ได้ แพลตฟอร์มเหล่านี้ยังช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงประชาชนได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านสื่อกระแสหลักที่พวกเขามักมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อตน


ในขณะเดียวกัน คนหนุ่มสาวชาวเยอรมันจำนวนไม่น้อยก็หันไปสนใจขั้วการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายขวาจัดเช่นกัน โดยพรรค The Left (Die Linke) สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยแรงสนับสนุนจากกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นคนหนุ่มสาว

บัญชี TikTok ของ Alice Weidel มีผู้ติดตามมากกว่า 910,000 คน และเธอใช้ช่องทางนี้เพื่อดึงดูดฐานเสียงที่เป็นคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ เธอยังได้รับแรงสนับสนุนจากมหาเศรษฐี Elon Musk เจ้าของแพลตฟอร์ม X อีกด้วย

นอกเหนือจากบัญชีทางการนี้แล้ว ยังมีบัญชีของพันธมิตรอีกจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพรรค เพียงแค่ลองค้นหาในเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็จะพบโปรไฟล์จำนวนมากที่เชื่อมโยงกับพรรค AfD แต่เรื่องราวไม่ได้มีเพียงเท่านี้

Mauritius Dorn จากสถาบัน Institute for Strategic Dialogue (ISD) กล่าวว่า "มีบัญชีแฟนคลับที่ไม่เป็นทางการจำนวนมากที่ช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพรรค"

Parker ยังได้พบกับคนหนุ่มสาวที่ตั้งคำถามต่อเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตของประเทศตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง

ดูเหมือนว่าแม้คนจำนวนมากจะยังมองว่ากลุ่มขวาจัดเป็นพวกหัวรุนแรงและเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ความพยายามที่จะทำให้วาทกรรมของกลุ่มนี้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมกลับเริ่มเห็นผล อีกทั้งน้ำหนักของอดีตยุคนาซีในเยอรมนีก็ดูจะเบาบางลงไปทุกที

ที่มา BBC News Mundo
3 reasons why the far right achieved its best result in Germany since World War II

https://www.bbc.com/mundo/articles/c62kww5zrw5o
February 24, 2025

(Google Translate ช่วยแปล)









@SocratesComics
·
แปลจากภาษาสเปน

กระแสลมพายุ... ทำไมกันนะ?
เหตุผลที่ "ประชาชนลงคะแนนเสียงให้ฝ่ายขวาจัด"?
ฉันคิดว่ามีคำตอบอยู่หลายข้อและหลากหลายทีเดียว
ทาง BBC ระบุไว้ 3 เหตุผล ซึ่งจริงๆ แล้วยังมีอีก แต่ว่า...

https://bbc.com/mundo/articles/c62kww5zrw5o




สนธิประกาศเคลื่อนพล! ลั่นถึงเวลาทวงคืนประเทศไทย! ดีเดย์ 10 ก.ย.บุกสถานทูตยิว ตามด้วยประท้วงจีนเทา จับตาปมฮั้ว สว.

 
https://www.facebook.com/watch/?v=2229267707807469

อ่านต่อ
https://mgronline.com/politics/detail/9690000087531




ประธานาธิบดีทรัมป์เผยภาพแผนที่จำลองการขยายดินแดนของสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมถึงแคนาดา กรีนแลนด์ เม็กซิโก คิวบา รวมถึงบางส่วนของอเมริกากลางและภูมิภาคแคริบเบียน เขาทำเช่นนี้เพื่ออะไร ?!?






https://x.com/Polymarket/status/2096977438970397172
.....

ทำไมเขาถึงทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

การโพสต์ซ้ำๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แสดงแผนที่ "ขยายอาณาเขต" ที่สร้างโดย AI ซึ่งแสดงให้เห็นแคนาดา กรีนแลนด์ เม็กซิโก แคริบเบียน และอเมริกากลางถูกผนวกเข้ากับสหรัฐฯ นั้น เป็นการผสมผสานระหว่างกลยุทธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การจัดการสื่อภายในประเทศ และการสร้างแบรนด์ส่วนตัว

การเบี่ยงเบนความสนใจทางการเมืองและการควบคุมเรื่องราว

การแชร์ภาพที่ยั่วยุอย่างมากนั้นดึงดูดความสนใจจากสื่อได้ทันที เมื่อฝ่ายบริหารเผชิญกับข่าวหนักๆ เช่น แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในที่อื่นๆ หรือการต่อต้านทางการเมือง การแชร์แผนที่ที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจจะเบี่ยงเบนการสนทนาระดับชาติจากจุดอ่อนด้านนโยบายไปสู่การถกเถียงอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับพฤติกรรมบนโซเชียลมีเดียของเขา

กลยุทธ์ "หลักการมอนโร" และความเหนือกว่าในซีกโลกตะวันตก

นอกเหนือจากการก่อกวนทางออนไลน์แล้ว โพสต์เหล่านี้สอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศที่กว้างขึ้นของรัฐบาลของเขา ซึ่งเน้นย้ำถึงการครอบงำของอเมริกาอย่างเบ็ดเสร็จเหนือซีกโลกตะวันตก ด้วยการทำให้แนวคิดสุดโต่งเป็นเรื่องปกติอย่างต่อเนื่อง เช่น การได้มาซึ่งกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงด้านทรัพยากร การกดดันแคนาดาในเรื่องอำนาจต่อรองทางการค้า หรือการเปลี่ยนชื่อสถานที่สำคัญทางภูมิศาสตร์ในภูมิภาค เขาจึงกำหนดมาตรฐานสูงสุด แม้ว่าการผนวกดินแดนจริงจะไม่เกิดขึ้นจริง แต่การผลักดันข้อเรียกร้องดินแดนสุดขั้วจะบังคับให้ประเทศเพื่อนบ้านต้องตั้งรับในระหว่างการเจรจาการค้า ภาษี และพรมแดน

จุดดึงดูดหลักของกลุ่ม "MAGA"

แผนที่เหล่านี้ฉายภาพอำนาจ จักรวรรดินิยม และความแข็งแกร่งของอเมริกาที่ไม่ยอมอ่อนข้อ ซึ่งสอดคล้องกับฐานเสียงทางการเมืองหลักของเขา ภาพที่เปลี่ยนมุมมองซึ่งแสดงให้เห็นสหรัฐฯ กำลังดูดกลืนประเทศเพื่อนบ้าน เสริมสร้างเรื่องราวชาตินิยมที่ว่าสหรัฐฯ กำลังขยายอำนาจเหนือกว่า แทนที่จะประนีประนอมทางการทูตในต่างประเทศ

การทดสอบขอบเขตและการ "ยึดโยง"

ในทฤษฎีการเจรจาต่อรอง นี่คือเทคนิคทางจิตวิทยาแบบคลาสสิกที่เรียกว่า "การยึดโยง" โดยการเสนอสถานการณ์สุดขั้วที่ไร้สาระ (เช่น การอ้างว่าแคนาดาเป็น "รัฐที่ 51") เขาจะปรับขอบเขตของการพูดคุยทางการเมืองใหม่ ข้อเรียกร้องต่อมา เช่น การบังคับใช้กฎหมายชายแดนที่เข้มงวดขึ้นจากเม็กซิโก การเพิ่มงบประมาณทางทหารจากพันธมิตรนาโต้เช่นเดนมาร์ก หรือการผ่อนปรนทางการค้าจากแคนาดา จึงดูสมเหตุสมผลมากขึ้นเมื่อเทียบกัน






ผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโก มิเชลล์ ลูจาน กริชแฮม ตอบโต้ทรัมป์ว่า:

“ชื่อของนิวเม็กซิโกไม่ใช่เรื่องที่ต้องถกเถียงกัน — มันเป็นของเรามาตั้งแต่ก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก สิ่งที่ต้องถกเถียงกันคืออะไร? คือใครกันแน่ที่คอยช่วยเหลือครอบครัวชนชั้นแรงงาน

ในขณะที่ประธานาธิบดีพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของชาวอเมริกันจากสงครามอันหายนะของเขาในอิหร่าน ราคาน้ำมันก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ชาวอเมริกันก็ใช้จ่ายมากขึ้นที่ร้านขายของชำ เข้าถึงการดูแลสุขภาพได้ยากขึ้น และสงสัยว่าพวกเขาจะสามารถซื้อบ้านได้หรือไม่

ภายใต้การนำของพรรคเดโมแครตที่นี่ในนิวเม็กซิโก เรากำลังจัดหาการดูแลเด็กและการศึกษาในระดับวิทยาลัยฟรีให้กับครอบครัว ปกป้องการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ และลงทุนในด้านที่อยู่อาศัย ในขณะที่ทำเนียบขาวเสียเวลาไปกับการระบายสีแผนที่ นิวเม็กซิโกกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง”