วันพุธ, สิงหาคม 19, 2569

พวก ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ นี่เขาใช้ ‘mold’ เดียวกันทางจริยธรรม เวลาถูกตั้งคำถามเรื่องทุจริต หรือโดนจับผิด ก็จะ ‘แถ’ ลงข้างคู ‘อนุทิน’ กับลิ่วล้อ รวมทั้งประธานสภา เหมือนกันหมด

พวกผู้ปฏิบัติงานของ ระบอบสีน้ำเงิน นี่เขาใช้ ‘mold’ หรือแม่พิมพ์เดียวกันทางด้านจริยธรรม เวลาถูกตั้งคำถามเรื่องทุจริต หรือโดนจับผิด ก็จะ แถ ลงข้างคู หนักนักมักใช้วิธีตั้งข้อกล่าวหาสวนกลับ สร้างบรรยากาศเชิงรุกกลบเกลื่อน

อย่างกรณีฮั้ว สว.ที่กำลังโดนเคี่ยวเดือดปุด ด้วยหลักฐานการทุจริตผุดแทบไม่เว้นแต่ละวัน หัวเรือใหญ่ นักพ่น นักเป่าตัวยง พยายามสร้างวาทกรรม “รัฐบาลนี้ไม่เกี่ยวฮั้ว สว.” บรรดา “ลูกขุนพลอยพยักรับลูกต่อ ลิ่วล้อ กองเชียร์+ไอโอปลายแถว

เฮละโลตามเป็นพรวน หัวชนฝา หน้าไม่อาย” ประทีป คงสิบ เกิดความรำคาญ หยิกว่า “ขบวนการฮั้ว (โกง) สว.เกิดก่อนรัฐบาลชุดนี้ก็จริง แต่ไม่ใช่เหตุผลยกเว้นความผิด ความรับผิดชอบของพวกคุณ” เขาชี้ถึงคำตัดสินของคณะอนุ กกต.ชุด ๒๖

ซึ่งมีมติสั่งฟ้องศาลผู้ที่มีส่วนร่วมการทุจริต ๒๒๙ คน ที่มีชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล และลิ่วล้อ รวมอยู่ในลิสต์ จึงได้ต้องออกมาแถกัน จนต้องตั้งข้อกังขาว่า “ความกล้าหาญทางการเมือง กับ หน้าด้านทางการเมือง มีเส้นบางๆ คั่นแค่นั้นเอง”

เช่นกันกับประธานสภาผู้แทนฯ ในฐานะประธานรัฐสภา ถูกจี้ทุกวี่วัน เมื่อไรจะส่งศาลฎีกาพิจารณาคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซุกหุ้น ที่ ปปช.ชุดอมน้ำเงิน สั่งยกฟ้องเสียดื้อๆ พอฝ่ายค้านและ สว.ยื่นคำร้องขอให้ศาลตัดสิน ซึ่งต้องส่งผ่านประธานรัฐสภา

วานนี้ โสภณ ซารัมย์ ออกมาบอกว่า “ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาคำร้องดังกล่าวแล้ว โดยมีบุคคลภายนอกร่วมด้วย” ยืดเวลาออกไปอีกไม่รู้กี่เดือน พอนักข่าวตามซักว่ากรรมการที่ว่าเป็นใครบ้าง มีกรอบเวลาพิจารณาไหม

ทั่นประธานฯ ตอบว่าบอกไม่ได้ เพราะ “มีข้อตกลงร่วมกันว่าระหว่างการทำงานขอความเป็นอิสระ หลังจากที่สรุปรายงานแล้ว ก็พร้อมที่จะเปิดเผยรายชื่อว่ามีใครบ้าง” แต่ไม่ต้องห่วง มีตัวตนทุกคน ไม่ใช่กรรมการทิพย์ และกรณีกรอบเวลาก็แบบเดียวกัน

คือกรรมการพวกนี้ต้องไปอ้อนวอนขอร้องให้มาช่วย “ในวันที่ไปเจรจากันนั้น บอกว่าขอให้ไปทำให้ละเอียด” ดังนั้นจึงต้องอดใจรอ “ถ้าส่งมาเร็วตนก็ทำได้เร็ว ถ้าจะช้าก็ได้แค่นี้” ยกตัวอย่างเสียด้วยเรื่องแต่งตั้งผู้ช่วย สส. ให้เวลากรรมการ ๙๐ วัน

มาขอเพิ่มอีก ๓๐ วันก็ต้องให้ เพราะตั้งโจทย์ไว้ว่า “ผลออกมาอย่างไรต้องตอบสังคมได้” แน่ะ แถแบบชั้นเชิงสูงเสียด้วย พอถูกอีกคำถามว่าอย่างนี้จะถูกมองว่ายื้อนะ ทั่นโสภณออกลูกข่ม “ถ้าพูดว่ายื้อมันก็ยื้อ ถ้าพูดว่าไม่ยื้อมันก็ไมยื้อ ต้องดูที่ขั้นตอน” สิ

“สมควรใช้สมองทำเรื่องอื่นบ้าง อย่ามัวหมกมุ่น...ไม่ใช่ว่าทุกวันต้องมาพูดแต่เรื่องเดียว ก็ทำให้มันเห็นผล ให้สังคมเชื่อถือก็แล้วกัน” อูย ทั่นขย่มแรง จน ไอติมรีบชี้แจง “ผมย้ำว่า ไม่มีใคร หมกมุ่นกับเรื่องนี้” นะครับทั่น

ข้อสำคัญ “เรากังวลว่าท่านจะ หมกเม็ด และตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล” ต่างหาก มันเป็นความกังวลเช่นเดียวกันกับอีกองค์กรที่ ๔ ใน ๗ มาจากสีน้ำเงิน “ว่า กกต.จะตัดตอนคดีโกง สว.ให้ไปไม่ถึงศาล” ฉันใดก็ฉันนั้น

(https://x.com/paritw92/status/2089763004565144033?s=q7-lQRD, https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/3AybQBf และ https://www.facebook.com/tawan.ten/posts/RLbYsXsA9q)

ชนชั้นนำไทย/ ผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศนี้กระจอกเหลือเกิน ? อับจนถึงกับต้องใช้บริการรัฐบาลระบอบสีน้ำเงินขนาดนั้นเลยหรือ (ข้างบน = กกต.)


Thanapol Eawsakul 
4 hours ago
·
ประเทศนี้อับจนถึงกับต้องใช้บริการรัฐบาลระบอบสีน้ำเงินขนาดนั้นเลยหรือครับ
ชนชั้นนำไทย/ ผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศนี้กระจอกเสียเหลือเกิน
..................
ฟังบทวิเคราะห์ของหมาแก่และแมวสาวกรณี “แอบอ้างข้างบน = กกต.”
ข้างบน = กกต. ...เขย่าการเมือง | เจาะลึกทั่วไทย | 18 ส.ค. 69
https://www.youtube.com/watch?v=GtONpZqOc9Q
ของพลพรรคเครือข่ายสีน้ำเงินในการเลือก สว. 2567
ที่ใครก็รู้ว่าโกงกันโจ่งแจ้งขนาดไหน
จนมีคำติดปากว่า
"มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าโกง"
EXCLUSIVE : เปิดข้อมูลลับ “คณะที่ 26” หมัดน็อกฮั้ว สว.
https://www.facebook.com/NationOnline/posts/pfbid04MLmbpVKydzKH4ow8gua5grNZZQB5jGcwookNyA98Y1KnHAJ54pobsDE8cWsGEFWl
แล้วน่าสนใจตรงที่บทวิเคราะห์ของหมาแก่ที่อ้างอิง “ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง”
ว่าถึงที่สุด จะโกงอย่างไร รัฐบาลอนทินต้องอยู่ต่อ
ชนชั้นนำก็ยังต้องอุ้มรัฐบาลระบอบสีน้ำเงินต่อไป
คำถามก็คือถ้าไม่ประเทศนี้มันอับจนเกินไป ผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศนี้ก็กระจอกเสียเหลือเกิน
ที่เอาอนาคตของประเทศไปฝากไว้กับรัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน อันมีอนุทิน/เนวินเป็นหุ่นเชิด
……,,
หมาแก่: ก็ต้องบอกว่าผู้หลักผู้ใหญ่ยังจำเป็นต้องใช้งานภูมิใจไทยอยู่
ดังนั้นอะไรต่อมิอะไรที่มันปะทุขึ้นมาในระหว่างนี้
“มันก็เป็นแค่อีกเรื่องนึง”
“มันก็เป็นแค่อีกเรื่องหนึ่ง”
“แล้วมันก็เป็นแค่อีกเรื่องนึง”
มันก็เป็นแค่การสะสมในเชิงปริมาณ
ไม่ถึงกับนำไปสู่คุณภาพใหม่ที่นำไปสู่จุดเปลี่ยน
“ยังไม่ถึงเวลา”
ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ซ้ำเติมสถานการณ์ ให้มันตึงเครียดมากขึ้นไปเรื่อย ๆ
(แมวสาว- กวนใจรัฐบาลไปเรื่อยเรื่อยแต่ทำอะไรไม่ได้ )
ก็เชื่อว่ากกต. น่าจะเช็คบิล (สว. )จำนวนหนึ่งเพื่อว่า มันจะมีคำตอบบ้างไหมคำตอบนั้นจะไม่สมเหตุสมผลก็ตาม
แต่มันก็คงต้องมีบ้าง
(แมวสาว—มันก็ต้องมีอีกนิดนึง จะปล่อยเลยไป แบบใสกริ๊บเลยก็คงไม่ได้ แต่จะจัดการเด็ดขาดก็เชื่อว่าไม่เห็นแน่นอน )
บางคน เชื่อว่าจะยื้อเวลาจะหาเหตุในการขยายเวลา
แต่บางคนก็เชื่อว่า กกต. จะฟังกระแสสังคมโดยการทยอยเช็คบิลไปทีละน้อย
คือจะไม่ปล่อยให้อารมณ์สังคมด้วยการปล่อยให้รอดหมด

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28265640986409372




น่าสนใจมาก Le Monde สัมภาษณ์และเผยแพร่ฟุตเตจเหตุการณ์ก่อนและหลังการปราบปรามที่ #จัตุรัสเทียนอันเหมิน ปี 1989 ซึ่งไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน ผู้ถ่ายวีดีโอและภาพนิ่งเป็นภรรยาของนักการทูตเบลเยียมในปักกิ่งตอนนั้น


Tiananmen Square: Unseen footage reveals how the Chinese regime turned to violent repression

Le Monde in English

Aug 16, 2026

Art historian Nathalie Trouveroy has shared never-before-seen footage of the Tiananmen Square protests with Le Monde, shedding new light on how the Chinese regime violently repressed the student protests in June 1989.

https://www.youtube.com/watch?v=8PAacUPhhJU
.....


Pipob Udomittipong
17 hours ago
·
น่าสนใจมาก Le Monde สัมภาษณ์และเผยแพร่ฟุตเตจเหตุการณ์ก่อนและหลังการปราบปรามที่ #จัตุรัสเทียนอันเหมิน ปี 1989 ซึ่งไม่เคยเผยพี่ที่ไหนมาก่อน ผู้ถ่ายวีดีโอและภาพนิ่งเป็นภรรยาของนักการทูตเบลเยียมในปักกิ่งตอนนั้น
.
นาตาลี ทรูรัว บันทึกภาพผู้ประท้วงด้วยกล้องวิดีโอ Hi8 ในช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย. 1989 เหตุผลที่เธอกับสามี กาย ทรูรัว ที่ปรึกษาทางการเมืองที่สถานเอกอัครราชทูตเบลเยียมในปักกิ่งตอนนั้น นำภาพวิดีโอเหล่านี้ออกมาเผยแพร่ เพราะโกรธที่รัฐบาลจีนชุดปัจจุบันต้องการให้โลกลืมเหตุการณ์นี้ และพวกเขาประทับใจกับความสดใสและความกระตือรือร้นของเยาวชนจีนเหล่านี้ และอยากสแดงความเคารพต่อพวกเขา
.
การประท้วงในปี 1989 เริ่มตั้งแต่ 17 เม.ย. เมื่อนศ.มารวมตัวกันจัดพิธีรำลึกการเสียชีวิตของหู เย่าปัง อดีตเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ถือว่าเป็นนักการเมืองสายก้าวหน้า ใจกว้าง และรับฟังความกังวลของนศ. และนศ.ใช้เป็นโอกาสเริ่มต้นการประท้วงของพวกเขา
.
ตอนนั้นพวกเขามีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ (1) ให้ยุติการทุจริต (2) ให้ยุติระบบเครือญาติ (Nepotism) เพราะลูกหลานของจนท.พรรคได้งานทำในโรงแรมเชอราตัน ในโรงงานของพวกอเมริกันหรือฝรั่งเศส แต่ลูกหลานคนทั่วไปไม่มีอภิสิทธิแบบนั้น (3) ยกระดับสถานะของปัญญาชน เพราะตอนนั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าพนักงานทำความสะอาด
.
พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงแรกของการประท้วง ยังไม่มีการใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ในข้อเรียกร้องหลักทั้ง 3 ข้อบรรยากาศการชุมนุมก็เป็นไปอย่างชื่นมื่น (กาย ทรูรัว ใช้คำว่า “magnifique”) นาตาลี บอกว่าในตอนนั้น บรรดานักการทูตและครอบครัว ก็มักจะเดินทางไปยังที่ชุมนุมของนศ.ตอนเย็น พร้อมกับเหล้าคอนยักสักขวดเพื่อไปดื่ม เป็นช่วงเวลาที่คึกคักมากในปักกิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 17 เม.ย.
.
ช่วงแรก รบ.จีนลังเล ไม่รู้ว่าจะจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วงอย่างไรดี จะเข้าไปปราบ จะเข้าไปสนทนา หรือทำเป็นมองไม่เห็น มีการส่งรถทหารเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมหลายครั้ง แต่นาตาลีบอกว่าทุกครั้ง จะมีมวลชนเข้ามารุมล้อมรถกดดันจนรถต้องถอนตัวออกจากพื้นที่ไป
.
ที่น่าแปลกคือ ทั้งคู่บอกว่านสพ.ที่เป็นกระบอกเสียง (ภาษาอังกฤษ) ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนตอนนั้น กลับพิมพ์บทความแสดงความชื่นชมกลุ่มนศ.ที่ปักหลักประท้วงอยู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน บางฉบับพาดหัวข่าวว่า “นายกฯ รับปากจะมีประชาธิปไตยมาขึ้น” (China Daily 17 พ.ค.) “The soul of the city has been awakened” (China Daily 26 พ.ค.) “ประชาชนหนึ่งล้านคนเดินขบวนสนับสนุนนักศึกษา” (China Daily 18 พ.ค.) เธอเอาคลิปข่าวที่ตัดไว้มาให้ดู
.
ช่วงนั้น นายกฯ หลี่ เผิง ได้ประชุมกับตัวแทนนศ. และผลการประชุมออกมาไม่ดีนัก เพราะท่าทีที่ก้าวร้าวของนศ. ซึ่งมีแกนนำ รวมทั้งแกนนำที่เป็นขาวอุยกูร์ (Wu'er Kaixi ซึ่งลี้ภัยไปอยู่ไต้หวัน และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนักการเมืองที่นั่น) นศ.ไม่พอใจกับผลการประชุม ส่วนหลี่ เผิงก็โกรธมากหลังประชุม
.
จากนั้นก็เริ่มมีการส่งรถทหารเช้าไปในพื้นที่ชุมนุมมากขึ้น ซึ่งก็จะถูกมวลชนรวมตัวกันสกัดไว้ทุกครั้ง ส่วนใหญ่เป็นมวลชนที่มาจากปักกิ่ง 20 พ.ค. หลี่ เผิง ก็ประกาศกฎอัยการศึก แต่สถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่รุนแรง เช้าวันที่ 3 มิ.ย. นาตาลี บอกว่าเห็นการส่งทหารไม่ติดอาวุธเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม ซึ่งก็ถูกขับออกมาโดยมวลชน ทหารบางส่วนวิ่งหนี ถูกถ่มน้ำลาย ถูกด่าตลอดทาง เครื่องแบบของพวกเขาถูกฉีกขาด
.
ค่ำวันที่ 3 มิ.ย. นาตาลี บอกว่ามีเสียงดังกระหึ่มจนรู้สึกได้ถึงที่พักบนตึกของเธอ มวลชนพยายามเกลี้ยกล่อมให้ทหารแปรพักตร์มาเป็นพวกเดียวกัน บางส่วนร้องเพลง “แองเตอร์นาซิอองนาล” ตะโกนคำขวัญ และยังมีครอบครัวและเด็กเล็กวิ่งเล่นในสนามหญ้าแถวนั้น เรียกว่าสถานการณ์ค่อนข้างสงบ ในคืนก่อนวันนองเลือด
.
กาย ทรูรัว บอกว่า ทางการตัดสินใจว่าจะไม่ส่งทหารจากหน่วยรบแถวปักกิ่งเข้าไปล้อมปราบ เพราะพวกเขารู้จักผู้ชุมนุมที่เป็นคนปักกิ่งเป็นอย่างดี แต่ได้เคลื่อนพลกองทหารระดับแนวหน้าจากแถบบมองโกเลียในมาที่ปักกิ่ง เพื่อจัดการกับกลุ่มนศ. (ก็คงเหมือนการส่งทหารหน่วยรบพิเศษป่าหวายมาปราบ สมัยพ.ค. 35 ในบ้านเรา)
.
ทหารเหล่านี้ได้รับการแจ้งข้อมูลว่า ประชาชนที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นพวก “counterrevolution” และพวกเขามีหน้าที่ปราบปรามคนเหล่านี้ เพื่อปกป้องประเทศชาติเอาไว้
.
นาตาลี บอกว่า คืนวันนั้น เธอเห็นรถหุ้มเกราะวิ่งด้วยความเร็วสูงเข้าไปที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน บดขยี้รถบรรทุกและรถเมล์ที่มวลชนเอามาตั้งขวางถนนเอาไว้ ทำให้เริ่มมีคนเสียชีวิตเพราะถูกรถทับ อีก 36-48 ชม.หลังจากนั้นก็เป็นการปราบปรามเต็มรูปแบบ กาย ทรูรัว คาดการณ์ว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตราว 400-1,200 คน ไม่นับผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามในเมืองที่เล็กกว่าที่อื่น
.
จนถึงเช้าวันที่ 4 มิ.ย. ยังคงมีมวลชนเหลืออยู่บ้างในพื้นที่ ระหว่างที่ทหารเข้าควบคุมพื้นที่ของจัตุรัสเทียนอันเหมินจนหมด
https://youtu.be/8PAacUPhhJU

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164544407321649&set=a.10150096728651649




“เก็ท” โสภณ เขียนจดหมายเปิดผนึก หลังคณะทำงาน UN มีความเห็นว่าการควบคุมตัวเขาในคดี ม.112 เป็นไปโดยพลการ


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
16 hours ago
·
.“เก็ท” โสภณ เขียนจดหมายเปิดผนึก หลังคณะทำงาน UN มีความเห็นว่าการควบคุมตัวเขาในคดี ม.112 เป็นไปโดยพลการ
.
.
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 เขียนจดหมายเปิดผนึกหลังคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ (UNWGAD) ขององค์การสหประชาชาติ มีความเห็นว่าการควบคุมตัวเก็ทเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ (arbitrary detention) พร้อมเรียกร้องให้มีการปล่อยตัว
.
ในจดหมายฉบับนี้ เก็ทได้สะท้อนเกี่ยวกับปัญหาในกระบวนการยุติธรรมและความไม่เท่าเทียมในการต่อสู้คดีทางการเมือง โดยเขาชี้ว่าการบังคับใช้กฎหมายในนามของความมั่นคง ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของผู้เห็นต่าง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลักการประชาธิปไตย
.
นอกจากนี้ เก็ทยังได้เรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ ติดตาม ตรวจสอบ และส่งข้อวิจารณ์ไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม พร้อมขอให้ประชาคมโลกพิจารณาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยจากข้อเท็จจริงและความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อร่วมปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในฐานะพลเมืองโลก
.
________________________
.
ผมขอขอบคุณศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, Human Rights Foundation และ ผู้สังเกตการณ์ทุกท่านที่เป็นประจักษ์พยานในกระบวนการดำเนินคดีของผม และได้ส่งรายงานไปยังองค์การสหประชาชาติ ขอขอบคุณองค์การสหประชาชาติที่ใส่ใจสถานการณ์สิทธิมนุษยชน และความยุติธรรมในประเทศไทย
.
ผมเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยหลักคิดที่ว่า เมื่อเห็นปัญหาในบ้านเมือง เห็นช่องทางการแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาสังคม ในฐานะประชาชน เราย่อมมีเสรีภาพในการพูด ในการแสดงออก เพื่อให้สาธารณชนเห็นปัญหา หาทางแก้ไข และพัฒนาสังคมได้ หากบ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย
.
เป็นอย่างที่ทุกท่านทราบ ผมติดคุกอยู่ร่วมกับผู้ต้องขังคดีการเมืองมากกว่า 50 คน และมีประชาชนหลายร้อยคนถูกดำเนินคดีการเมือง มากกว่า 300 คน ที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า หลักการประชาธิปไตยไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติของรัฐไทย
.
ความไม่เป็นธรรมที่ท่านเห็นว่าได้เกิดขึ้นกับผมนั้น ผมหวังว่า มันจะถูกใช้เป็นหลักฐานในการกระทำผิดขององค์กรรัฐไทยอย่างมีแบบแผน หากมีประชาชนคนใดคิดกระด้างกระเดื่องต่อผู้มีอำนาจ รัฐไทยก็จะปิดปาก สร้างความหวาดกลัวโดยใช้กระบวนการยุติธรรม และอ้างว่าทำไปในนาม “ความมั่นคง”
.
ในสมรภูมินิติสงครามระหว่างประชาชนกับอภิสิทธิ์ชน ฝ่ายประชาชนนั้นเสียเปรียบเต็มประตู เป็นจริงดังที่องค์การสหประชาชาติแถลงถึงความไม่เท่าเทียมทางอาวุธในการต่อสู้คดี ชนชั้นนำยังกุมอำนาจรัฐ ชี้นิ้วสั่ง ตามจับคนเห็นต่างตามอัธยาศัย พอเห็นกันอยู่ว่า ตำรวจ ศาล คุก เป็นอย่างไร แล้วสามัญชนจะเอาอะไรไปสู้?
.
ด้วยสถานการณ์ดังที่ได้กล่าวไป ท่านจึงได้เห็นความไม่เป็นธรรมในคดีของผม ตั้งแต่การจับกุมโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งความผิด การสั่งขังในบ้าน การที่ผู้พิพากษาเลือกที่จะไม่บันทึกบางข้อความ ทั้งจากคำถามของทนาย และคำตอบของพยานในกระบวนการพิจารณาคดี ความไม่เป็นธรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผมเท่านั้น ประชาชนพูดความจริงเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ การพูดความจริงนั้นกลายเป็นอาชญากรรม เพราะความจริงที่เราพูดเป็นภัยต่อชนชั้นปกครอง
.
อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าองค์การสหประชาชาติจะได้รับข้อมูลที่รัฐไทยตระเตรียมแถลงโต้ไว้อย่างสวยหรู ว่าการกระทำของพวกเขาทำไปอย่างถูกต้อง ก็ขอให้เป็นวิจารณญาณของท่าน พิจารณาว่าสิ่งที่พวกเขาทำถูกหรือผิด เขาคงบอกว่าเขาโปรยเครื่องหอมดอกไม้มาให้ปวงชน ส่วนผมและคนจำนวนมากที่วิ่งเข้าไปรับ ต่างก็ล้วนบาดเจ็บ ติดคุก โดนคดี ลี้ภัย ท่านก็วิเคราะห์เอาเถิดว่า ที่ชนชั้นปกครองไทยมอบให้คนไทย คือดอกไม้หรือก้อนหิน
.
แม้ทางองค์การสหประชาชาติได้แถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองไทยมาแล้ว แต่ชนชั้นนำไทยก็หาสนใจไม่ เมื่อเขาเพิกเฉยต่อคำทัดทานของประชาคมโลกเช่นนี้ ก็ขอให้องค์การสหประชาชาติ กดดันชนชั้นนำไทยให้หนักขึ้น โดยผมขอเสนอแนะให้ท่านส่งคำวิจารณ์ไปยังชนชั้นปกครอง ตั้งแต่คณะรัฐบาล องค์กรรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐบาล กระทรวงยุติธรรม องค์กรตุลาการ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
.
ชนชั้นนำพูดคุยถกเถียงกันเรื่องผลประโยชน์ แต่ชาวบ้านอย่างพวกเราเรียกร้องเพื่อความอยู่รอด เรียกร้องเพื่อโอกาสในการมีชีวิตที่ดี สำหรับข้อเรียกร้องของผม ท่านไม่จำเป็นต้องเห็นแก่ผมก็ได้ แต่ขอให้ท่านเห็นแก่คนไทย ในฐานะพลเมืองโลกที่อัตคัดเสรีภาพ และยังถูกกดทับให้อยู่กับความไม่เจริญ.
.
กรกฎาคม 2568
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/85639
.
ย้อนอ่านข่าวความเห็นคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการของสหประชาชาติ https://tlhr2014.com/archives/85526
.
------------------------
.
เก็ท โสภณ จะถูกคุมขังครบ 3 ปี ในวันที่ 24 ส.ค. นี้ เขาถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวน 4 คดี โดยหากรวมโทษจำคุกในทุกคดี เขาถูกลงโทษจำคุก 10 ปี
.
ร่วมเขียนจดหมายถึงเก็ทผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล https://freeratsadon.amnesty.or.th/
.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1469261788377620&set=a.656922399611567




สรุปดราม่าหมาทรงเลี้ยงเข้าพิพิธภัณฑ์ เมื่อรสนิยมอภิชนปะทะความโปร่งใสในยุคมีม


เหาะระเห็จเตร็ดฟ้าด้วยว่องไว ไปยังเกษียรวารี
August 16
·
สรุปดราม่าหมาทรงเลี้ยงเข้าพิพิธภัณฑ์ เมื่อรสนิยมอภิชนปะทะความโปร่งใสในยุคมีม

กลายเป็นประเด็นชวนคิดบนโลกออนไลน์ หลังจากมีภาพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญารี เสด็จไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2569 เพื่อทอดพระเนตรโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ แต่สิ่งที่สะดุดตาชาวเน็ตจนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ กลับไม่ใช่ความงามของศิลปะศรีวิชัยหรือนิทรรศการผ้าโบราณ แต่เป็นน้องหมาทรงเลี้ยงสายพันธุ์ยอร์กเชียร์ เทอร์เรียร์ ที่เดินเคียงข้างอยู่บนพื้นอาคารจัดแสดง

ทางพิพิธภัณฑ์ชี้แจงว่านี่คือกรณีพิเศษสำหรับขบวนเสด็จส่วนพระองค์ที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด แต่กฎระเบียบสำหรับคนธรรมดาทั่วไปนั้นยังคงเข้มงวด คือ ห้ามนำสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเข้าชมโดยเด็ดขาด ความลักลั่นนี้เองที่จุดชนวนให้ชาวเน็ตพากันติดแฮชแท็กและแซะด้วยมุกตลกเจ็บแสบว่า หรือนี่จะเป็นสุนัขนำทางที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่กันแน่

ถ้าเราลองวางความดราม่าลง แล้วหยิบแว่นตาทางสังคมวิทยามาส่อง พฤติกรรมนี้จะตรงกับทฤษฎีทุนทางวัฒนธรรมและการแบ่งแยก ของนักสังคมศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ปิแอร์ บูร์ดิเยอ ที่อธิบายว่าชนชั้นสูงมักใช้รสนิยมและวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์มาเป็นเครื่องมือแบ่งแยกชนชั้น ซึ่งในยุคนี้พัฒนามาเป็นกระแสความหรูหราแบบตะโกนเบาๆ หรือความหรูหราที่ไร้โลโก้ การพาสัตว์เลี้ยงคู่ใจเข้าชมพื้นที่ศิลปะระดับสูงจึงเป็นการแสดงออกถึงสถานะพิเศษที่คนทั่วไปไม่สามารถเลียนแบบได้

แต่ในยุคปัจจุบันที่สังคมขับเคลื่อนด้วยคุณค่าเรื่องความเท่าเทียม ความกังวลจึงเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่สาธารณะที่ควรเป็นของทุกคนกลับยืดหยุ่นกฎระเบียบตามสถานะทางสังคม สิ่งที่น่าสนใจคือ บทบาทของโซเชียลมีเดียในยุคนี้ได้ทำหน้าที่เป็นสปอตไลต์ส่องสว่างเข้าไปในพื้นที่ปิดเหล่านั้น คนรุ่นใหม่เลิกใช้คำด่าทอตรงๆ แต่หันมาใช้ มีม และอารมณ์ขันประชดประชัน ซึ่งในทางจิตวิทยาถือเป็นอาวุธของผู้ไร้อำนาจที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เพราะมันช่วยทลายกำแพงความกลัว ลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นสูง และทำให้ผู้มีอำนาจไม่สามารถโต้กลับได้เลย เพราะการลงมาฟ้องร้องเรื่องตลกจะยิ่งทำให้ดูใจแคบในสายตาของสาธารณชน

หากหันไปมองในระดับสากล ข้อยกเว้นเรื่องการนำสัตว์เข้าพื้นที่ควบคุมจะถูกบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและตั้งอยู่บนฐานของสิทธิมนุษยชนเท่านั้น เช่น กฎหมายสากลอย่าง ของสหรัฐอเมริกา จะอนุญาตเฉพาะสุนัขบริการที่ทำหน้าที่ช่วยชีวิตหรือนำทางผู้พิการเท่านั้น โดยถือเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง ส่วนในประเทศไทย แม้จะมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ในมาตรา 20 ข้อ 8 ที่รองรับสิทธิ์ของสัตว์นำทาง แต่ในความเป็นจริงผู้พิการไทยยังคงถูกปฏิเสธจากระบบขนส่งและสถานที่สาธารณะอยู่บ่อยครั้ง แถมเรายังไม่มีโรงเรียนฝึกสอนสุนัขนำทางที่เป็นมาตรฐานสากลในประเทศเลยด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกัน ราชวงศ์ในต่างประเทศก็กำลังปรับตัวเพื่อตอบรับกระแสความเท่าเทียมนี้ เช่น ราชวงศ์ในยุโรปที่ทีมประชาสัมพันธ์ที่หันมาทำคอนเทนต์ลงแอปพลิเคชัน เพื่อโชว์มุมหลุดๆ และความเป็นมนุษย์ธรรมดา แทนการพยายามปกปิดข้อมูล เพราะการใช้อำนาจสั่งลบหรือเซ็นเซอร์ในยุคอินเทอร์เน็ตจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดความยากรู้อยากเห็น จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ หรือที่ทั่วโลกเรียกว่า ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ในระยะยาว

ท้ายที่สุดแล้ว คำแซะเรื่องสุนัขนำทางที่กำลังทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องขำขันในหน้าฟีด แต่คือเสียงสะท้อนจากสังคมยุคใหม่ที่กำลังบอกว่า กฎระเบียบของสังคมควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็นและสิทธิ์ที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ข้อยกเว้นที่ผูกติดอยู่กับระบบยศศักดิ์และชนชั้นอีกต่อไป

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1401900768484240&set=a.102696741737989






พรรคส้มเป็น "พรรคฝ่ายซ้าย" ใหม ? อะไรคือฝ่ายซ้าย ความรู้เบสิคแบบ 101


ภัควดี วีระภาสพงษ์ 
12 hours ago
·
เรื่องการนิยามแนวคิดทางการเมืองของคนหรือกลุ่มคนเป็น "ฝ่ายซ้าย" "ฝ่ายขวา" แบบเหมารวม เป็นเรื่องที่เราเคยพยายามทักท้วงเมื่อนานมาแล้ว แต่ก็โดนหลายคนแย้งว่า เขาจะนิยามยังไง มันก็ไม่ผิด และถึงเขาจะนิยามเสรีนิยมเป็นฝ่ายซ้าย มันก็ไม่ผิด เพราะสมัยก่อนพวกเสรีนิยมมันอยู่ "ทางซ้าย" ของพวกอนุรักษ์นิยมไง

โอเค ไม่ผิดก็ไม่ผิด แต่เราจะขออธิบายตามความเข้าใจของเราละกัน ซึ่งเราก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมาก เราก็มีแค่ความรู้แบบเบสิค 101
 
สเตตัสนี้มาจากประเด็นที่เราเห็นบ่อยมาก นั่นคือ หลายคนมักวิจารณ์พรรคส้มว่าเป็น "ฝ่ายซ้าย" แต่ทำไมทำแบบนั้นแบบนี้ที่ไม่ "ซ้าย"

ในความเห็นของเรา พรรคส้มไม่ใช่ "ฝ่ายซ้าย" ในเฉดแนวคิดแบบสังคมนิยมใดๆ เลย การไปนิยามพรรคนี้ว่าเป็นฝ่ายซ้าย มันเลยทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไปผิดทิศผิดทางบ่อยๆ อย่างน้อยก็ในความคิดเห็นของเรา
เรามองว่าพรรคส้มเป็นพรรคที่มีแนวคิดหลักคือเสรีนิยม แต่มีบางปีกในพรรคที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยมอยู่บ้าง นี่เป็นเรื่องธรรมดาของพรรคการเมือง ในพรรคอนุรักษ์นิยม บางทีก็มีปีกเสรีนิยมหรือสวัสดิการนิยมมาเกาะเกี่ยวได้ ลองนึกถึงพรรคไทยรักไทยยุคแรก การที่พรรคส้มจะมีปีกสังคมนิยม มีนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อแรงงาน ฯลฯ มันเป็นเรื่องปรกติของพรรคการเมืองที่พยายามมีฐานเสียงครอบคลุมให้มากที่สุด แต่เรายังมองว่า ทั้งตัวแกนนำ สมาชิกพรรคส่วนใหญ่ และทิศทางของพรรค มันมีลักษณะเสรีนิยมมากกว่าเป็นฝ่ายซ้ายสังคมนิยม

ถ้าอนุรักษ์นิยมคือการรักษาสถานภาพคงเดิมของสังคมไว้ อนุรักษ์นิยมก้าวหน้าคือการพยายามปรับเปลี่ยนกลไกบางอย่างในสังคมให้รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ โดยที่ควบคุมความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ และผู้ควบคุมความเปลี่ยนแปลงคือชนชั้นนำเดิม
 
แนวคิดเสรีนิยมมันเกิดมาพร้อมกับระบบทุนนิยม เสรีนิยมพบว่าชนชั้นนำเดิมมันเป็นอุปสรรคต่อการสะสมทุนและการปลดปล่อยพลังการผลิต เสรีนิยมต้องการให้สังคมค่อยๆ เปลี่ยนแปลงภายใต้การควบคุมเช่นกัน แต่ต้องการให้กลุ่มของตัวเองเข้าไปมีบทบาทในการชี้นำและควบคุมการเปลี่ยนแปลงด้วย ชนชั้นนำเดิมจะยังอยู่ก็ได้ แต่ต้องจำกัดอำนาจให้อยู่ในที่ทาง ยกเลิกการใช้อำนาจตามอำเภอใจ

พวกเสรีนิยมไม่ได้ไม่ชอบอำนาจนิยมนะ แต่ไม่ชอบการไม่มีมาตรฐาน ไม่ชอบความไม่แน่นอน ไม่ชอบความเอาแต่อำเภอใจ ในแง่นี้แนวคิดเรื่อง "สิทธิ" มันเลยเกิดมาพร้อมกับการที่เสรีนิยมปะทะกับชนชั้นนำ สิทธิที่สำคัญที่สุดของเสรีนิยมคือ สิทธิในทรัพย์สิน คุณจะรับประกันสิทธิในทรัพย์สินของตัวเองได้ คุณต้องมีสิทธิเท่าเทียมกันเบื้องหน้ากฎหมาย มันถึงเป็นที่มาของคำว่า "คนเท่ากัน" แนวคิดคนเท่ากันไม่เกี่ยวกับการแก้ไขความเหลื่อมล้ำ มันแค่บอกว่า จะยากดีมีจนเชื้อชาติชาติพันธุ์ไหน ขอให้ได้รับการปฏิบัติอย่างมีมาตรฐานเหมือนกันหมดจากกลไกของรัฐและกฎหมาย

แนวคิดเรื่องสิทธิของพวกเสรีนิยมมันให้ประโยชน์แก่ชนชั้นล่างด้วย พวกเสรีนิยมไม่ได้รักใคร่อาทรชนชั้นล่างขนาดนั้น แต่ในช่วงเริ่มต้น กระฎุมพีมันมีน้อยและมันอยู่ตรงกลาง ข้างบนก็ทรงอำนาจ ข้างล่างก็น่ากลัว การพยายามสร้างบรรทัดฐานให้ทุกคนได้ประโยชน์ มันช่วยเสริมพลังให้กลุ่มของตัวเองมากกว่าจะเรียกร้องให้ตัวเองกลุ่มเดียว

แต่สิทธิของเสรีนิยมมันตั้งอยู่บนฐานของปัจเจกบุคคลนิยม มันเป็นแนวคิดว่าบุคคลแต่ละคนมีสิทธิเท่ากันและมีสิทธิบางอย่างที่พรากไปไม่ได้ (โดยเฉพาะสิทธิในทรัพย์สิน) เสรีนิยมค่อนข้างต่อต้านสิทธิที่มีลักษณะแบบหมู่คณะด้วยซ้ำ สิทธิแบบเสรีนิยมนี่แหละที่ค่อยๆ พัฒนามาเป็น "สิทธิมนุษยชน" ซึ่งตอนหลังอาจมีการใช้คำที่เอ่ยถึงสิทธิของหมู่คณะ (เช่น สิทธิชุมชน) บ้าง แต่โดยพื้นฐานก็ยังตั้งอยู่บนปัจเจกบุคคลนิยม

ส่วนพวกสังคมนิยม โดยเฉพาะสังคมนิยมปฏิวัติ ถ้าเอาโดยเคร่งครัดแล้ว มันไม่ค่อยพูดเรื่องสิทธินะ มันพูดเรื่องความเป็นธรรมของสังคม มันมองจากภาพใหญ่ลงมา พลังการผลิตของทุนพัฒนามาจนล้นเหลือ แต่ทำไมชนชั้นที่มีแค่ 1% ครอบครองความมั่งคั่งไว้หมด แล้วปล่อยให้ชนชั้นที่มีจำนวน 99% ลำบาก เราต้องปฏิวัติรื้อโครงสร้าง เอาพลังการผลิตของทุนมาปรับใหม่ให้คนทั้ง 100% ได้ประโยชน์ จะได้เกิดความกลมกลืน harmony งดงามของสังคมคอมมิวนิสต์ มนุษย์ไม่ต้องทนทุกข์อยู่กับความขัดแย้งของทุน (ฟังดูเพ้อเจ้อ แต่มันก็ไม่เพ้อเจ้อไปกว่าความเชื่อในกลไกตลาดเสรีของพวกเสรีนิยมหรอก)

ดังนั้น เวลาเราเห็นคนที่นิยามตัวเองเป็นมาร์กซิสต์และนิยมการปฏิวัติพูดคำว่า "สิทธิมนุษยชน" เราก็จะอึ้งๆ หน่อย แบบว่าเอาจริงเหรอ เพราะถ้าปฏิวัติจริง แล้วต้องมีการยึดริบปัจจัยการผลิตหรือโอนถ่ายกิจการเป็นของชาติขึ้นมา คำว่า "สิทธิมนุษยชน" มันจะกลับมารัดคอตัวเอง เราว่าไม่จำเป็นอย่าใช้คำนี้ มีวิธีพูดอย่างอื่นคำอื่นอีกเยอะที่จะหมายถึงความเป็นธรรมทางสังคม และถ้ากลุ่มนี้จะพูดเรื่องสิทธิ ก็น่าจะเป็นสิทธิที่วางรากฐานอยู่บนความเป็นหมู่คณะมากกว่า เช่น สิทธิแรงงาน สิทธิในการจัดตั้ง

แล้วพอเราเห็นคนนิยามตัวเองเป็นมาร์กซิสต์ออกมาบอกว่า "การวิจารณ์ชาวบ้านเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง" เรามักจะถึงขั้นเหม่อ ถ้าย้อนไปยุคมาร์กซิสต์ เลนินนิสต์ เหมาอิสต์ พรรคคอมมิวนิสต์ต่างๆ คุณจะได้ยินคำว่า "ให้การศึกษาแก่ประชาชน" "โรงเรียนการเมือง" "ปลุกจิตสำนึกทางชนชั้น" "สร้างวัฒนธรรมมวลชนขึ้นมาใหม่" ฯลฯ คำและการปฏิบัติเหล่านี้ไม่ใช่การ "วิจารณ์ชาวบ้าน" หรือ? มันคือการบอกว่าสิ่งที่ชาวบ้านเป็นคือสิ่งที่ไม่เพียงพอและต้องปรับเปลี่ยน พวกที่บอกว่าสิ่งที่ชาวบ้านเป็นคือสิ่งที่ดีอยู่แล้วคือพวกประชานิยม

ถ้าถามว่าพวกสังคมนิยมปฏิวัติที่อยากเปลี่ยนชาวบ้าน แบบนี้มีความเป็นอีลีทไหม มันก็มีนั่นแหละ ตอนหลังมันถึงต้องมีแนวคิดแบบ organic intellectual เพิ่มเข้ามา (นี่เดาเอา เราก็ไม่เคยอ่านกรัมชี)

แต่การวิจารณ์ชาวบ้านของฝ่ายสังคมนิยมปฏิวัติก็ไม่เหมือนกับพวกอนุรักษ์นิยมหรือเสรีนิยม พวกอนุรักษ์นิยมมองชนชั้นล่างเป็นคนละสปีชีส์กับตัวเองไปเลย ส่วนพวกเสรีนิยมนั้น ถ้ามีชนชั้นล่างสะสมทุนจนถีบตัวขึ้นมาได้ เขาก็พร้อมรับเข้ามาเพิ่มจำนวนให้กับฝ่ายตัวเอง ในข้อแม้ว่าชนชั้นล่างนั้นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับพวกเขา ส่วนพวกสังคมนิยมมีความเชื่อความศรัทธาในประชาชนรากหญ้าว่าสามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ได้

ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เข้าพวกกับใคร นั่นคือกลุ่มคนที่รักษาวิถีชีวิตดั้งเดิม ส่วนใหญ่เป็นคนชาติพันธุ์ เกษตรกร ฐานคิดเรื่องสิทธิของคนกลุ่มนี้ก็ตั้งอยู่บนความเป็นหมู่คณะบวกกับจารีตดั้งเดิม สิทธิชุมชน โฉนดชุมชน อะไรแบบนี้ พวกเขาจะใช้คำว่า "สิทธิมนุษยชน" เวลาปะทะกับรัฐหรือถูกรัฐละเมิด แต่สิทธิที่พวกเขาเรียกร้องก็ไม่ใช่สิทธิมนุษยชนแบบที่เราเข้าใจกัน โดยเฉพาะไม่ใช่สิทธิในการครอบครองทรัพย์สินในแบบปัจเจกสุดขั้วอย่างพวกเสรีนิยม โดยส่วนตัวเราจะเห็นใจกลุ่มหลังนี้มากที่สุด เพราะเขาแทบจะต้องปะทะกับทุกแนวคิดเลยในยุคทุนนิยม และสมมติพรรคส้มมีอำนาจ เราคิดว่าความขัดแย้งแรกสุดจะเกิดขึ้นระหว่างนโยบายเศรษฐกิจของพรรคส้มกับคนกลุ่มนี้ ถึงแม้ว่าในพรรคส้มจะมีตัวแทนของคนกลุ่มนี้อยู่ก็ตาม

ในบรรดาแนวคิดชุมชนนิยม สังคมนิยม เสรีนิยม อนุรักษ์นิยม มันยังมีเฉดต่างๆ ที่ผสมผสานกันเยอะแยะไปหมด ดังนั้น ถ้าเรียกแนวคิดทางซ้ายของอนุรักษ์นิยมว่า "ฝ่ายซ้าย" หมด เราว่ามันไม่ช่วยให้เกิดความเข้าใจอะไรขึ้นมาเลย มันจะกลายเป็นการวิจารณ์ผิดฝาผิดตัว ไม่ได้วิจารณ์ในสิ่งที่เขาเป็น แล้วก็เถียงกันวนลูปไปเรื่อยๆ มันจะดีกว่าไหมถ้าระบุชื่อแนวคิดของคนหรือกลุ่มคนออกมาให้ชัดๆ ไปเลย แม้ว่าจะเป็นการระบุแบบหยาบๆ แต่ก็คงไม่หยาบง่ายเท่าคำว่า "ฝ่ายซ้าย" กระมัง

https://www.facebook.com/phakh.wdi.wira.phas.phngs.2025/posts/3247067798837451




คนทำงาน Lalamove คัดค้าน “ค่ารอบการกุศล” ชี้ค่ารอบเหลือไม่ถึงบาทหลังหักต้นทุน เรียกร้องค่าแรงที่เป็นธรรม

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1369108422037376

ไข่แมวชีส added photos to the album: 18 ส.ค. 69 คนทำงานลาลามูฟ ประท้วงหยุดงาน
10 hours ago
·
คนทำงาน Lalamove คัดค้าน “ค่ารอบการกุศล” ชี้ค่ารอบเหลือไม่ถึงบาทหลังหักต้นทุน เรียกร้องค่าแรงที่เป็นธรรม
.
18 ส.ค. 2569 เวลา 10.00 น. กลุ่มคนทำงานแพลตฟอร์ม Lalamove นัดหยุดงาน และจัดกิจกรรมคาร์ม็อบ รวมตัวบริเวณใต้ทางด่วนใกล้ทางเข้าศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังอาคารวานิชเพลส เพื่อยื่นหนังสือต่อบริษัท Lalamove และรัฐสภา เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง กรณีปัญหาค่าตอบแทนและระบบการทำงานที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และคุณภาพชีวิต
.
ไรเดอร์ยกตัวอย่างกรณีงานราคา 157 บาท ระยะทาง 36.5 กม. หลังหักค่าคอมมิชชั่นและต้นทุนพื้นฐานทั้งหมดแล้ว เหลือรายได้สุทธิเพียงประมาณ 2.44 บาทต่องาน หรือคิดเป็นประมาณ 0.067 บาทต่อกิโลเมตร และหากรวมต้นทุนแฝงอื่น ๆ รายได้ที่เหลือจริงอาจแทบไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและเลี้ยงดูครอบครัวเลย
.
ตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนเริ่มกิจกรรม มีไรเดอร์ทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์เข้าร่วมกว่า 100 คน โดยมี เซีย จำปาทอง และ “ไหม” ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมสังเกตการณ์ ก่อนมีการเคลื่อนขบวนรถปราศรัยในเวลา 11.00 น. ไปยังอาคารวานิชเพลส ถนนพหลโยธิน เพื่อยื่นหนังสือต่อบริษัท Lalamove
.
จากนั้นในเวลาประมาณ 13.30 น. เดินทางไปยังรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาค่าตอบแทนและระบบการทำงานที่ไม่เป็นธรรม
.
กลุ่มคนทำงาน Lalamove ระบุว่า การปรับเปลี่ยนระบบจ่ายค่าตอบแทน รวมถึงเงื่อนไขการให้บริการและการจัดการภายในแพลตฟอร์ม เกิดขึ้นโดยไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็นหรือประเมินผลกระทบ ส่งผลให้คนทำงานจำนวนมากได้รับผลกระทบต่อรายได้และคุณภาพชีวิต
.
ข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร มีดังนี้
.
1.ผลักดันให้มีการกำหนดอัตราค่าตอบแทนขั้นต่ำ (หรือราคากลาง) สำหรับงานขนส่งผ่านแพลตฟอร์ม ให้เหมาะสมกับต้นทุนการประกอบอาชีพและค่าครองชีพ
2.ผลักดันให้มีกฎหมายหรือมาตรการกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้การบริหารจัดการ การกำหนดค่าตอบแทน และการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการทำงานเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงสิทธิของผู้ปฏิบัติงาน
3.ขอให้ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงระบบค่าตอบแทนและเงื่อนไขการให้บริการของบริษัท ว่ามีผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานและสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมหรือไม่
3.ขอให้เปิดเวทีหารือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ บริษัท และตัวแทนผู้ปฏิบัติงาน เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
.
กลุ่มคนทำงาน Lalamove ได้มีแถลงการณ์ “คนทำงานลาล่ามูฟคัดค้านค่ารอบการกุศล” โดยระบุสาระสำคัญว่า คนทำงานคือหัวใจของธุรกิจ และไม่ควรถูกลดค่าตอบแทนเพื่อเพิ่มกำไรของบริษัท พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงระบบค่าตอบแทนและเงื่อนไขการทำงานส่งผลกระทบต่อคนทำงานอย่างรุนแรง
.
นอกจากนั้นกลุ่มคนทำงาน Lalamove ระบุสาเหตุที่ “ระงับการขายแรงงานในวันนี้” เนื่องจากเห็นว่าบริษัทมีแนวทางการทำธุรกิจที่ไม่สร้างสรรค์ มุ่งเน้นกดค่ารอบ ขูดรีดกำไรจากคนทำงาน รีดเลือดจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีเสียงเบาที่สุด มีอำนาจต่อรองต่ำที่สุดในสมการธุรกิจ
.
กลุ่มคนทำงาน Lalamove ยืนยันว่า ต้องการให้เบน ลิน กรรมการผู้จัดการ Lalamove ประเทศไทย เป็นผู้รับเรื่องด้วยตนเอง และขอให้บริษัทดำเนินการตามข้อเรียกร้องภายใน 7 วัน หากไม่มีความคืบหน้า จะรวมตัวกลับมาติดตามทวงถามอีกครั้ง



ถ้าจริงก็เลวร้ายมาก ! รู้หรือไม่ ?? เรามี “นักจิตวิทยาปลอม” เดินขวักไขว่ในชั้นตำรวจและชั้นศาลเพื่อร่วมสืบพยานเด็กเต็มไปหมด (นักจิตอยู่ไหนกัน? ตื่นแล้วยัง? เคลื่อนไหวเรื่องนี้กันน้อยมาก ออกมาพูดให้วิชาชีพตัวเองกันหน่อยดีมั้ย บ้านเราเละเทะมาก !)


นักสังคมสงเคราะห์เล่าเรื่อง
Yesterday
·
รู้หรือไม่ ?? เรามี “นักจิตวิทยาปลอม” เดินขวักไขว่ในชั้นตำรวจและชั้นศาลเพื่อร่วมสืบพยานเด็กเต็มไปหมด

เพราะ กระทรวงยุติธรรม Ministry Of Justice, Thailand กำหนดคุณสมบัติรับคน “ทุกวุฒิ” ที่มีประสบการณ์ทำงานกับเด็ก (แบบไหนก็ได้) ระยะเวลา 2 ปี ให้เข้ามาอบรมเป็นระยะเวลาประมาณ 7-10 วันแล้วแต่หลักสูตร และสามารถใช้คำว่า “นักจิตวิทยา” และมีสิทธิร่วมสืบพยานเด็กตามป.วิ อาญาได้เลย

เธอ…จำนวนเวลาอบรมน้อยกว่าไลฟ์โค้ชที่เรียนคอร์สวุฒิบัตรสั้น ๆ ที่มักอ้างตัวเองว่าเป็นนักจิตวิทยาซะอีก

เธอว่าน่ากลัวมั้ย?

และ สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือ คนกลุ่มนี้ต้องมาช่วยสืบพยานกับเด็กที่ถูกกระทำอนาจาร ล่วงเกินทางเพศ ถูกกระทำความรุนแรง บางคนมีอาการซึมเศร้า พัฒนาการล่าช้า ได้รับบาดแผลทางใจ

เราเอาคนที่มีวุฒิแบบแกงโฮ๊ะมา นั่งอบรม 10 วัน และ verify เขาว่าเป็น “นักจิตวิทยา” ตามกฎหมาย ให้มาทำงานใกล้ชิดกับเด็กที่อยู่ในสภาวะที่เปราะบางมากๆ

เป็นคนที่ถูกคาดหวังจากระบบยุติธรรม ว่าต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพและเป็นธรรมต่อทั้งต่อพยานเเด็กและจำเลย

ทำไมเราใจร้ายกับเด็กๆ ได้ขนาดนี้กัน?

เธอลองนึกภาพ นักสังคมสงเคราะห์ที่สอบใบประกอบวิชาชีพไม่ผ่าน (ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ตามป.วิอาญา) แต่สามารถใช้ช่องทางในการเป็นนักจิตวิทยาตามป.วิอาญาได้ แกว่าตลกบ่?

ขอนำสิ่งที่คุณอลตก. ดาราสาวสังคมสงเคราะห์ท่านหนึ่งได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ในสัมมนาป.วิอาญาของสภาวิชาชีพที่ผ่านมาว่า

“เราไม่ควร compromise เรื่องจำนวน กับ คุณภาพ เพราะไม่งั้น เราจะสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้คนที่อาจจะไม่มีสมรรถนะเพียงพอมาอยู่ในห้องสืบพยานแล้ว กระทำซ้ำต่อเด็ก ในนามนักวิชาชีพได้” (พงศธร,2569)

และใช่ค่ะ จากประสบการณ์ของทีมแอดมินเอง เราได้เป็นประจักษ์พยานผ่านเรื่องเล่าของตัวเด็ก พนักงานสอบสวนและอัยการมาหลายต่อหลายครั้ง ถึงคนที่ปฏิบัติหน้าที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ แล้วเป็นผู้กระทำซ้ำเด็กผ่านการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร้ประสิทธิภาพ

และนั่นก็ต้องกลับไปตั้งคำถามว่า “ทำไมกระทรวงยุติธรรมยังคงเปิดวุฒิไว้ ให้ใครก็ได้มาเป็นนักจิตวิทยาตามป.วิ แม้ในร่างแก้ไขคุณสมบัติฉบับปัจจุบันก็ตาม?

นี่คือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง นี่คือความรุนแรงที่ระบบอนุญาตให้เกิดตั้งแต่ต้น

หวังว่าผู้ออกนโยบายทั้งหลายจะให้ความสำคัญและเข้าใจในความร้ายแรงของเรื่องนี้ สักที!!
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1577256893848136&set=a.197099988530507




เหตุการณ์ที่เด็กนักเรียน 13 คนถูกให้ออกจากโรงเรียนกลางคัน ถือเป็นประเด็นทางสังคมและสุขภาวะเด็ก รพ.ท่าสองยางสาขาแม่หละออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ หวั่นส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพจิต-ตั้งคำถามถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์-ขณะที่เด็กๆเขียนจดหมายถึง รมว.ศธ.วอนรับกลับเข้าสู่ รร.เดิม


สำนักข่าวชายขอบ
Yesterday
·
รพ.ท่าสองยางสาขาแม่หละออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ 13 หนูน้อยถูกให้ออกจากโรงเรียนกลางคันหวั่นส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพจิต-ตั้งคำถามถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์-ขณะที่เด็กๆเขียนจดหมายถึง รมว.ศธ.วอนรับกลับเข้าสู่ รร.เดิม
-----------
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 โรงพยาบาลท่าสองยาง(สาขาแม่หละ) อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ออกแถลงการณ์กรณีรับรองสิทธิด้านการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเด็กพื้นที่พักพิงชั่วคราว โดยระบุว่าเป็นเวลาหลายปีที่เด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวในประเทศไทยได้ศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียนภายในค่าย ในแต่ละปีมีนักเรียนมากกว่า 500 คนสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเหล่านี้ พวกเขาเรียนหนังสืออย่างขยันขันแข็ง มีความฝันที่จะเป็นครู พยาบาล หมอ วิศวกร และผู้นำ รวมถึงหวังที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชนของตน

อย่างไรก็ตาม ข้อท้าทายสำคัญประการ คือ วุฒิการศึกษาหรือใบรับรองที่ออกโดยโรงเรียนในค่ายหลายแห่งยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเต็มที่ในระบบการศึกษาของไทย ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนมากต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญเมื่อต้องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของไทย

ด้วยเหตุนี้ ผู้สำเร็จการศึกษาในค่ายจำนวนมากจึงมีทางเลือกน้อยมาก บางคนกลายเป็นครูในโรงเรียนในค่าย บางคนทำงานกับองค์กรด้านมนุษยธรรม และบางคนได้รับการฝึกอบรมทางการแพทย์และทำงานในสถานพยาบาลในค่าย แม้ว่างานเหล่านี้จะเป็นการสร้างประโยชน์ที่มีคุณค่าแก่ชุมชน แต่ตำแหน่งงานที่มีอยู่นั้นมีจำกัด และมักให้เงินเดือนที่ต่ำมากจนไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ผู้สำเร็จการศึกษาในค่ายจำนวนมากไม่สามารถหางานทำได้เลย เนื่องจากโอกาสภายในค่ายมีจำกัดอย่างยิ่ง

แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อตระหนักถึงความท้าทายเหล่านี้ ผู้ปกครองหลายคนจึงยอมเสียสละอย่างยิ่งใหญ่เพื่อส่งลูกๆ เข้าเรียนในโรงเรียนไทย โดยหวังว่าจะได้รับใบรับรองการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับในไทย ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ สามารถศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมในอนาคต ทว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ชุมชนผู้หนีภัยกลับต้องเสียใจอย่างสุดซึ้งกับนโยบายใหม่ที่กำหนดให้เด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงฯ ต้องเรียนเฉพาะในโรงเรียนภายในค่ายเท่านั้น ส่งผลให้เด็กผู้หนีภัยจำนวน 13 คนที่เคยเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านขะเนจื้อ นอกพื้นที่พักพิงฯ ต้องถูกให้ออกจากโรงเรียน

“สิ่งนี้สร้างความผิดหวังอย่างยิ่งแก่เด็กๆ และครอบครัว นอกเหนือจากการขัดจังหวะทางการศึกษาแล้ว ประสบการณ์เช่นนี้ยังอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพจิต ความเป็นอยู่ที่ดีทางอารมณ์ ความมั่นใจ และความหวังต่ออนาคตของเด็กๆ อีกด้วย”แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ของโรงพยาบาลท่าสองยาก(สาขาแม่หละ)ระบุว่า มีคำถามสำคัญบางประการที่ยังคงอยู่ อาทิการศึกษาที่จัดขึ้นในโรงเรียนภายในพื้นที่พักพิงฯ จะได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทยในที่สุดหรือไม่? หากการศึกษาในค่ายยังไม่ได้รับการรับรอง จะสามารถสร้างแนวทางเพื่อให้นักเรียนในค่ายสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบการศึกษาของไทยได้หรือไม่? และหลักสูตรการศึกษาในค่ายจะสามารถปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติของไทย เพื่อให้นักเรียนได้รับคุณวุฒิที่เป็นที่ยอมรับในประเทศได้หรือไม่?

“สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นคำถามทางการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นคำถามเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียม และอนาคตของเยาวชนคนรุ่นใหม่นับพันคน” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ระบุว่า มีแนวทางแก้ไขหลายประการ อาทิ การรับรองการในพื้นที่พักพิงฯ โดยการประเมินและรับรองวิทยฐานะโรงเรียนในค่ายที่มีมาตรฐานทางวิชาการที่เหมาะสม , การพัฒนาหลักสูตรเชื่อมโยงหรือระบบเทียบโอน เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาในค่ายสามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โรงเรียนมัธยมศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัยของไทยได้,การปรับหลักสูตรในค่ายให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติของไทย โดยยังคงเคารพบริบทเฉพาะของชุมชนผู้หนีภัย,สร้างความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการของไทย องค์กรด้านมนุษยธรรม มหาวิทยาลัย และผู้จัดการศึกษาในพื้นที่พักพิงฯ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่ยั่งยืน

“ไม่ควรมีเด็กคนไหนต้องใช้เวลาหลายปีในการเรียนหนังสือเพียงเพื่อจะพบว่าการศึกษาของพวกเขาไม่สามารถช่วยให้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หรือประกอบอาชีพที่มีความหมายได้ เด็กทุกคนสมควรได้รับความหวัง โอกาส และอนาคต การศึกษาไม่ได้เป็นเพียงแค่การได้รับใบรับรอง แต่คือการปลดล็อกศักยภาพความเป็นมนุษย์ เด็กทุกคนสมควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ได้มีความฝัน และได้สร้างอนาคตที่ดีกว่า”แถลงการณ์ระบุ

ขณะที่เด็กนักเรียน 3 คนที่ถูกให้ออกจากโรงเรียนกลางคันได้เขียนจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา โดยได้เล่าถึงความไฝ่ฝันที่อยากมีอนาคตเป็นแพทย์ วิศวกร และนักแสดง ซึ่งการออกมาเรียนหนังสือในโรงเรียนนอกค่ายเพราะได้เรียนรู้หลากหลาย และทำให้มีโอกาสได้เดินไปสู่ความฝัน และทุกคนยืนยันว่าจะตั้งใจเรียน จึงขอโอกาสจากรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาให้ได้กลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านขะเนจื้อต่อ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1728680499262751&set=a.504230311707782




ในขณะที่สงครามในอิหร่านยืดเยื้อ ประธานาธิบดีกลับมีความเห็นขัดแย้งกับทั้งรองประธานาธิบดี ผู้นำกองทัพ และพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เขากำลังขัดแย้งกับความเป็นจริงด้วย



บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนโดยหวังว่าจะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ ได้หมดอายุลงแล้วในวันนี้ ข้อตกลงดังกล่าวแทบไม่มีใครอาลัยอาวรณ์ เนื่องจากข้อตกลงหยุดยิงได้สิ้นสุดลงในทางปฏิบัติภายในเวลาเพียงสามสัปดาห์หลังการลงนาม อีกทั้ง MOU ฉบับนี้ยังล้มเหลวในการนำไปสู่การเจรจาที่เกิดผลหรือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างแท้จริง

การกระทำของประธานาธิบดีในช่วงก่อนถึงกำหนดเส้นตายแสดงให้เห็นว่า แนวทางของเขาในการรับมือกับสถานการณ์โลก ซึ่งมักขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะหน้าและขาดแผนการที่แน่นอนมาโดยตลอดนั้น ได้สูญเสียความสมเหตุสมผลหรือความต่อเนื่องไปจนหมดสิ้น ทำเนียบขาวไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ว่าเป้าหมายของสงครามในอิหร่านคืออะไร นับประสาอะไรกับวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ประธานาธิบดีกำลังขัดแย้งกับพันธมิตรดั้งเดิม มีความเห็นไม่ตรงกับรองประธานาธิบดีในเรื่องวัตถุประสงค์ของสงคราม และยังมีความขัดแย้งอย่างเปิดเผยกับผู้บัญชาการทหารเกี่ยวกับเงื่อนไขการประจำการของกองทัพสหรัฐฯ ในต่างแดน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์เรียกร้องให้ชาวอเมริกันยอมรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมองว่าเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เขาโพสต์ข้อความเมื่อเช้านี้ว่า "เป้าหมายอันดับหนึ่งคือ และจะเป็นตลอดไป คือการทำให้อิหร่านไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม" ทั้งที่รัฐบาลของเขาเคยประเมินไว้ก่อนเกิดสงครามว่าอิหร่านไม่ได้กำลังเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง ทั้งที่ทำเนียบขาวไม่ได้อธิบายเลยว่าสงครามครั้งนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้รัฐบาลอิหร่านกลับมาดำเนินโครงการอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้งได้อย่างไร และทั้งที่สงครามอาจยิ่งกระตุ้นให้อิหร่านต้องการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเร่งด่วนยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน รองประธานาธิบดีแวนซ์กลับกล่าวว่า การลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงต่างหากที่เป็น "เป้าหมายอันดับหนึ่ง" ของสงครามในขณะนี้

ในทางปฏิบัติ เป้าหมายที่แท้จริงของการดำเนินการทางการทูตหรือทางทหารใดๆ ในขณะนี้ คือการกลับมาเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง หลังจากที่อิหร่านเข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าวในช่วงต้นของความขัดแย้ง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดการณ์ไว้แล้วแต่ทรัมป์กลับมองข้ามไป ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางเลือกหลักของทรัมป์นั้นชัดเจนมาก นั่นคือ จะเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ขึ้นโดยใช้กำลังทหารภาคพื้นดิน หรือจะยอมสูญเสียอำนาจควบคุมช่องแคบดังกล่าวไปอย่างถาวรในทางปฏิบัติ

ประธานาธิบดีปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงข้อนี้ เขายังคงบ่นว่าฝ่ายอิหร่านเป็นคู่เจรจาที่ไม่มีความจริงใจ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง แต่ก็เป็นสิ่งที่รับรู้กันดีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันศุกร์ ทรัมป์กล่าวว่า "อีกไม่นาน ผมจะประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นดินแดนของสหรัฐอเมริกา" คำกล่าวนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ซื่อสัตย์ เพ้อฝัน หรืออาจเป็นทั้งสองอย่าง การประกาศเช่นนั้นย่อมขัดแย้งกับจุดยืนของรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ที่ยืนกรานเรื่องความเป็นกลางของช่องแคบแห่งนี้ รวมถึงขัดกับคำพูดของทรัมป์เองที่เคยย้ำหลายครั้งว่าสหรัฐฯ ไม่ควรทำตัวเป็นตำรวจโลก แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญกว่านั้นคือ สหรัฐฯ ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าควบคุมช่องแคบดังกล่าวได้

มีรายงานว่าสภาพความเป็นอยู่ของทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคนั้นเลวร้ายมาก บนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ซึ่งออกปฏิบัติภารกิจในทะเลมานานเกือบเก้าเดือนแล้ว บรรดาลูกเรือต่างรายงานปัญหาการขาดแคลนสิ่งของจำเป็น ระบบต่างๆ ทำงานขัดข้อง และปัญหาสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ลง เมื่อทรัมป์ถูกถามเมื่อวันศุกร์เกี่ยวกับครอบครัวของทหารที่ออกมาแสดงความกังวลต่อสาธารณะ เขากลับยืนกรานว่าพวกเขาไม่ได้กังวลแต่อย่างใด โดยกล่าวว่า "ไม่ พวกเขาไม่ได้กังวลหรอก" พร้อมเสริมว่าระยะเวลาการประจำการของเรือลำนี้ยังถือว่า "ไม่นานพอ" ด้วยซ้ำ ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าระดับผู้บัญชาการทหารให้ความสำคัญกับความกังวลเหล่านี้ พลเรือเอกผู้รับผิดชอบภารกิจสงครามจึงได้เดินทางมาเยี่ยมเรือบรรทุกเครื่องบินลำดังกล่าวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และยอมรับว่ามีปัญหาด้านสุขภาพจิตเกิดขึ้นจริง

ในขณะที่สหรัฐฯ ไม่เต็มใจหรือไม่มีความสามารถพอที่จะแก้ไขทางตันในกรณีช่องแคบฮอร์มุซได้ โอมานจึงได้เริ่มเจรจากับอิหร่านเพื่อจัดทำระบบเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสำหรับเรือต่างๆ เมื่อเช้านี้ ทรัมป์ได้ขู่ว่าจะขยายขอบเขตสงครามด้วยการโจมตีประเทศดังกล่าว โดยกล่าวกับสำนักข่าว Fox News ว่า "ถ้าโอมานเข้ามาขวางทาง เราจะถล่มพวกมันให้ยับเยิน" แม้ความหงุดหงิดของทรัมป์ที่มีต่อโอมานจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การขู่โจมตีพันธมิตรเก่าแก่ในภูมิภาคก็ยังถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจอยู่ดี

ความขัดแย้งในที่สาธารณะกับเหล่าพันธมิตรเช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ซึ่งไม่ได้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาล ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่กลุ่มฮามาสเพื่อพยายามรื้อฟื้นแผนงานของรัฐบาลในการปลดอาวุธกลุ่มดังกล่าวและฟื้นฟูฉนวนกาซา แผนงานนี้กำลังประสบปัญหาและไม่คืบหน้าด้วยหลายสาเหตุ รวมถึงการปฏิเสธอย่างหัวชนฝาจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้ซึ่งมีความใกล้ชิดกับทรัมป์มาอย่างยาวนาน และมีรายงานว่าเป็นผู้โน้มน้าวให้ทรัมป์ตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน

ในขณะเดียวกัน เมื่อวานนี้ทรัมป์ได้ประกาศว่าจะลดขนาดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง "ความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมระหว่างข้าพเจ้ากับคิม จอง-อึน แห่งเกาหลีเหนือ" มิตรภาพที่ว่านี้ก่อให้เกิดการประชุมสุดยอดครั้งใหญ่ที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อปี 2018 และการแลกเปลี่ยนจดหมายที่มีถ้อยคำชื่นชมยกย่อง (ซึ่งทรัมป์แอบนำติดตัวออกมาจากทำเนียบขาวหลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2020) ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้ช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ของสหรัฐฯ แต่อย่างใด ที่สำคัญที่สุดคือ มันไม่ได้ช่วยยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเลยแม้แต่น้อย ในเวลาเดียวกับที่ทรัมป์กำลังทำสงครามกับอิหร่านโดยอ้างว่าจะช่วยป้องกันการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ เขากลับมอบสิทธิพิเศษให้แก่เกาหลีเหนือ ซึ่งไม่เคยยอมผ่อนปรนใดๆ แถมยังมักข่มขู่อยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังให้เหตุผลอีกประการหนึ่งสำหรับการเมินเฉยครั้งนี้ โดยระบุว่าเกาหลีใต้—เช่นเดียวกับชาติพันธมิตรหลักอื่นๆ ของสหรัฐฯ—ปฏิเสธที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในสถานการณ์อันยุ่งยากซับซ้อนที่อิหร่าน

ตลอดระยะเวลาสองสมัยของทรัมป์ นักวิเคราะห์จำนวนมากพยายามค้นหาหลักการหรือแนวทางที่ชัดเจนซึ่งกำกับนโยบายต่างประเทศของเขา แต่ความไร้ทิศทางในการกระทำของเขาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียว ก็น่าจะเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า การพยายามมองหากรอบแนวคิดที่แน่นอนนั้นเป็นเรื่องสูญเปล่า ก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน Missy Ryan และ Ashley Parker เพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้าได้รายงานว่า ปรัชญาด้านนโยบายต่างประเทศของทำเนียบขาวนั้นมีใจความว่า "Fuck around and find out" (ลองดีแล้วจะเจอดีเอง) เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลตั้งใจใช้คำนี้เพื่อเป็นคำเตือนไปยังผู้นำประเทศอื่นๆ ทว่าในขณะที่วิกฤตการณ์ปัจจุบันกำลังลุกลามบานปลาย บรรดาเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเองก็กำลังได้เรียนรู้บทเรียนนี้ด้วยเช่นกัน

ที่มา The Atlantic
Trump Is at Odds With His Own Administration—And With Reality

https://www.theatlantic.com/newsletters/2026/08/trump-foreign-policy-incoherence-iran/688312/
August 17, 2026




ญี่ปุ่นเน้นย้ำว่าความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของภูมิภาค หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความวิตกกังวลให้กับพันธมิตรด้วยการลดขนาดการซ้อมรบทางทหารกับโซลลง


พันธมิตรเอเชียเน้นย้ำความร่วมมือ "สำคัญยิ่ง" กับสหรัฐฯ หลังทรัมป์ลดการซ้อมรบกับเกาหลี


โซล (เอเอฟพี) – ญี่ปุ่นเน้นย้ำเมื่อวันอังคารถึงความสำคัญ "อย่างยิ่งยวด" ของความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความวิตกกังวลให้กับพันธมิตรด้วยการลดขนาดการซ้อมรบทางทหารกับโซล ขณะที่ยกย่องความสัมพันธ์กับเปียงยาง

ทรัมป์ประกาศอย่างกะทันหันเมื่อวันอาทิตย์ว่าเขาได้สั่งให้เพนตากอนลดขนาดการซ้อมรบทางทหาร "ที่ไม่เหมาะสมและเป็นปรปักษ์" กับเกาหลีใต้ หนึ่งวันก่อนการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield ประจำปีจะเริ่มต้นขึ้น

ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ระหว่างการเยือนออสเตรเลีย สนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคงกับวอชิงตัน ผู้สนับสนุนด้านกลาโหมที่สำคัญ และโซล ประเทศเพื่อนบ้าน

"ในขณะที่ญี่ปุ่นเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดในยุคหลังสงคราม ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่น สหรัฐฯ และเกาหลีใต้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค" โคอิซูมิกล่าวกับนักข่าว

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ยืนยันว่าเขากำลังทำให้สถานการณ์ "ปลอดภัยขึ้นมาก" ผ่านความสัมพันธ์กับคิม จองอุน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเขาเคยพบกันสามครั้งในวาระแรก แต่ยังไม่ได้พบกันอีกเลยนับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งที่ทำเนียบขาว

ในขณะที่ยกย่องผู้นำเกาหลีเหนือผู้มีอาวุธนิวเคลียร์ ทรัมป์ได้ตำหนิพันธมิตรสำคัญอย่างโซลที่ล้มเหลวในการช่วยเหลือวอชิงตันในการต่อสู้กับอิหร่าน ซึ่งทรัมป์กล่าวว่าสงครามนี้มีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งเตหะรานจากการมีระเบิดปรมาณู

เมื่อถูกถามว่าคิมตอบข้อความของเขาหรือไม่ ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ว่า "ใช่ เขาตอบแล้ว"

ทรัมป์เสริมว่าการสนทนา "เป็นไปในเชิงบวกมาก" แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

จากนั้นเขากล่าวว่าความสัมพันธ์ของเขากับคิมได้ลดความตึงเครียดลง

"คิม จองอุน ปฏิบัติต่อผมด้วยความเคารพอย่างสูงเสมอมา" ทรัมป์กล่าว "ผมเข้าใจเขา เขาเข้าใจผม"

กระทรวงการรวมชาติของโซล ซึ่งรับผิดชอบความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ กล่าวว่า "ไม่สามารถตรวจสอบเนื้อหาเฉพาะของการสนทนา" ระหว่างวอชิงตันและเปียงยางได้

ไม่มี "เจตนาที่จะยกระดับความขัดแย้ง"

การฝึกซ้อม Ulchi Freedom Shield 11 วันกับเกาหลีใต้ มีจุดประสงค์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่อาจเกิดขึ้นกับเกาหลีเหนือ ซึ่งประณามการฝึกซ้อมดังกล่าวว่าเป็นเพียงการซ้อมรบเพื่อการรุกราน

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้กล่าวว่า การฝึกซ้อมได้เริ่มต้นขึ้นตามแผน และพวกเขาหวังว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีระหว่างทรัมป์และคิมจะนำพวกเขากลับมาสู่การเจรจา

ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้แถลงเมื่อวันอังคารว่า การซ้อมรบดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึง "เจตนาที่จะโจมตีเกาหลีเหนือหรือยกระดับความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีแต่อย่างใด"

ทางด้านเกาหลีเหนือยังไม่มีท่าทีตอบโต้ต่อสาธารณะ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยแสดงความไม่พอใจต่อการซ้อมรบร่วมที่จัดขึ้นเป็นประจำในเกาหลีใต้ก็ตาม

นายริชาร์ด มาร์เลส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลีย ซึ่งให้การต้อนรับรัฐมนตรีกลาโหมของญี่ปุ่น กล่าวว่ารัฐบาลออสเตรเลีย "มีความกังวลอย่างยิ่งต่อโครงการนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ"

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตั้งคำถามอีกครั้งเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนทั้งเกาหลีใต้และชาติพันธมิตรในกลุ่มนาโต (NATO) ที่ปฏิเสธจะเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน

"เรามีทหารประจำการอยู่ที่นั่นถึง 39,000 นายเพื่อปกป้องพวกคุณจากคิม จองอึน เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่พวกคุณกลับไม่ยอมช่วยเหลือเราในปฏิบัติการทางทหารที่ง่ายดายในอิหร่าน มันเป็นเรื่องแปลก" ทรัมป์กล่าวในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) โดยระบุตัวเลขจำนวนทหารที่สูงกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการที่มีการบันทึกไว้

ทางเกาหลีใต้ระบุเมื่อวันอังคารว่า ได้หารือร่วมกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่นๆ เกี่ยวกับเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงความเป็นไปได้ในการสนับสนุนด้านกำลังทหาร

นายวี ซอง-แลค ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เกาหลีใต้ได้พิจารณาถึง "แนวทางการสนับสนุนทางทหารที่สามารถปฏิบัติได้จริง" โดยคำนึงถึงความพร้อมด้านการป้องกันประเทศและกระบวนการทางกฎหมายภายในประเทศควบคู่กันไป

แรงกดดันต่อชาติพันธมิตร

สหรัฐฯ มีกำลังทหารประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ประมาณ 28,500 นายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามเกาหลีในช่วงปี ค.ศ. 1950-1953 ที่ยุติลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงแทนที่จะเป็นสนธิสัญญาสันติภาพ

อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันยาวนานอย่างต่อเนื่อง ได้ก่อให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

การประกาศลดขนาดการซ้อมรบครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบินเพียงลำเดียวของสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคแปซิฟิก คือเรือ USS George Washington กำลังถูกโยกย้ายไปประจำการในตะวันออกกลางเพื่อสับเปลี่ยนหน้าที่กับเรือ USS Lincoln

ทั้งนี้ เรือ USS Lincoln ตกเป็นประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตของลูกเรือและปัญหาด้านเสบียง หลังจากที่ต้องปฏิบัติภารกิจประจำการมาเป็นเวลานาน

ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคต่างเผชิญกับแรงกดดันให้เพิ่มงบประมาณด้านการทหาร ซึ่งรวมถึงไต้หวัน ดินแดนที่รัฐบาลปักกิ่งอ้างสิทธิ์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีนและขู่ว่าจะใช้กำลังทหารเข้าผนวกดินแดนดังกล่าว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ได้ประกาศคำมั่นว่าจะกำหนดงบประมาณด้านกลาโหมให้สูงเป็นประวัติการณ์สำหรับปี 2027

ท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักจากสหรัฐฯ ให้เพิ่มการใช้จ่ายด้านความมั่นคง รัฐบาลของนายไล่ได้ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึงระดับร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภายในปี 2030

https://www.france24.com/en/live-news/20260818-asian-allies-stress-critical-cooperation-as-trump-slashes-korea-drills
.....

https://x.com/AFP/status/2089651037535621316






โดนัลด์ ทรัมป์เพิ่งประกาศ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นดินแดนของสหรัฐฯ







 


สถานเอกอิงค์อิหร่านในบัลแกเรีย—ได้แชร์การ์ตูนล้อเลียนที่แสดงภาพคอของโดนัลด์ ทรัมป์ติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซที่แคบ พร้อมคำบรรยายว่า "ฉันหายใจไม่ออก" 

โพสต์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญบนโซเชียลมีเดียและสงครามคำพูดดิจิทัลที่เกิดขึ้นหลังจากความตึงเครียดและคำพูดที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นี้ 

การ์ตูนแสดงภาพล้อเลียนของทรัมป์ที่กำลังสำลักขณะติดอยู่ในช่องแคบ 





นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบอฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดต่อไป จนกว่าจะมีการยกเลิกการปิดล้อม ปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัด ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรด้านน้ำมัน ยุติการข่มขู่และการปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบ และมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นๆ ของข้อตกลงจนครบถ้วน




เรื่องสวนสัตว์เล็กๆ บนเกาะสมุยอย่าง Samui Exotic Park กำลังลุกลาม ชาวอิสราเอลขู่เด็ดหัวคนไทย ตั้งค่าหัว 5 แสน


อิสราเอลขู่เด็ดหัวคนไทย ตั้งค่าหัว 5 แสน | 16 ส.ค. 69 | เช้านี้ขยี้ข่าวช่อง8

ข่าวช่อง8

Premiered Aug 15, 2026 

พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ชี้ไทยไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน หลังสะพัดอิสราเอลขู่เด็ดหัวคนไทย โดยตั้งค่าหัว 5 แสน ขณะสื่อนอกตีข่าวสวนสัตว์เกาะสมุย ห้ามนักท่องเที่ยวอิสราเอลเข้า หลังรู้สัญญาชาติ

https://www.youtube.com/watch?v=ol7epFSKNTA
.....


นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ได้รับคำสั่งให้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน และย้ำว่าพื้นที่เกาะสมุยยังคงมีความปลอดภัยสูง. การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากมีกระแสข่าวหนาหูบนโลกออนไลน์ว่า เจ้าของสวนสัตว์เปิด Samui Exotic Park บนเกาะสมุย ถูกชาวอิสราเอลโทรศัพท์และวิดีโอคอลมาคุกคามขู่ฆ่า โดยอ้างว่ามีการ "ตั้งค่าหัวเป็นเงินจำนวน 5 แสนบาท" เพื่อเด็ดหัวคนไทย. ขณะเดียวกัน สื่อต่างประเทศได้ตีข่าวกรณีครอบครัวชาวอิสราเอลถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าใช้บริการภายในสวนสัตว์ดังกล่าว หลังจากพนักงานทราบสัญชาติ.

สรุปชนวนเหตุและความคืบหน้าของสถานการณ์
ปมขัดแย้งสะสม: เจ้าของสวนสัตว์ระบุว่า มีปัญหากับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มในพื้นที่ เช่น ไม่ต่อคิว ไม่จ่ายเงิน ซื้ออาหารสัตว์ และทำให้สัตว์บาดเจ็บ. ร้านจึงนำธงปาเลสไตน์และป้าย "Free Palestine" มาติดเป็นสัญลักษณ์กำลังเพื่อคัดกรอง. 

สื่อนอกตีข่าวปฏิเสธสัญชาติ: สื่อต่างประเทศ เช่น RT ของรัสเซีย และ TRT ของตุรกี รายงานว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ครอบครัวชาวอิสราเอลกลุ่มหนึ่งถูกพนักงานสวนสัตว์ปฏิเสธไม่ให้เข้าพื้นที่ทันทีที่ทราบสัญชาติ. 

กระแสขู่ฆ่าและตั้งค่าหัว: หลังเหตุการณ์ปฏิเสธเข้าสวนสัตว์เผยแพร่ออกไป เจ้าของสวนสัตว์อ้างว่า ถูกกระหน่ำส่งข้อความเหยียดหยาม คุกคามทางออนไลน์ และมีการวิดีโอคอลขู่ฆ่าโดยอ้างงบตั้งค่าหัว 500,000 บาท รวมถึงคำกล่าวอ้างคุกคามอธิปไตยว่า "เกาะสมุยเป็นของอิสราเอล". 

การสั่งการของกระทรวงมหาดไทย: นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการตั้งค่าหัวและเข้าเจรจาเพื่อขอยุติข้อพิพาททันที. 

สถานะปัจจุบัน: นายพลพีร์ระบุว่า เรื่องนี้เป็นกรณีพิพาทส่วนบุคคลระหว่างครอบครัวเจ้าของสวนสัตว์ (ซึ่งเป็นครอบครัวฝรั่งเศส-ไทย) กับชาวอิสราเอลบางรายเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของนักท่องเที่ยวทั่วไป. ปัจจุบันสวนสัตว์ Samui Exotic Park ยังคงเปิดทำการตามปกติ.

รัฐบาลไทยยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดหากพบว่ามีการข่มขู่คุกคามจริง เพื่อปกป้องสิทธิและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยว.







Tommy The Gods
@Tommy_The_Gods
·15h

พี่น้องครับ ฟังเรื่องนี้แล้วมันน่าโมโหและสะท้อนสันดานความอหังการของคนบางกลุ่มอย่างชัดเจน

เรื่องสวนสัตว์เล็กๆ บนเกาะสมุยอย่าง Samui Exotic Park ที่ลุกลามใหญ่โตจนถึงขั้นเอกอัครราชทูตอิสราเอลต้องนั่งไม่ติด บินด่วนลงสุราษฎร์ธานีมาเคลียร์ด้วยตัวเอง

ต้นตอมันไม่ได้ซับซ้อนหรือเป็นการเมืองระดับโลกอะไรเลยครับพี่น้อง แต่มันคือ ความไร้จิตสำนึกและพฤติกรรมต่ำทราม ของนักท่องเที่ยวบางจำพวก เข้าไปไม่ยอมซื้อตั๋ว แย่งอาหารคนอื่นไปป้อน บีบนมใส่หน้าหมูเพื่อถ่ายคลิปสนุกปากสนุกมือ ซ้ำร้ายยังตบนกจนล้มทั้งตัว พฤติกรรมแบบนี้มันไม่ใช่คนรักสัตว์ แต่มันคืออันธพาลรังแกสัตว์ เจ้าของเขาปกป้องสถานที่และสัตว์ของเขา เขาไม่ยินดีให้บริการและติดป้ายแบน มันคือสิทธิ์อันชอบธรรมของเจ้าของบ้านร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดคืออะไรครับพี่น้อง? พอเรื่องแดงขึ้นมา แทนที่จะสำนึกผิดและขอโทษ กลับส่งข้อความมาข่มขู่ ด่าทอ ดูถูกคนไทยว่า 'แค่เอาเงินยัดใต้โต๊ะซื้อเจ้าหน้าที่ไทยก็จบ' ลามปามไปจนถึงขั้นโทรขู่เอาชีวิต อ้างว่าบอสสั่งตั้งค่าหัวคนไทย 5 แสนบาท

คุณคิดว่าแผ่นดินนี้เป็นอะไร? เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนที่คุณจะเอาเศษเงินมาฟาดหัวใครก็ได้งั้นหรือ?

งานนี้ต้องชมท่าน มท.2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตบโต๊ะแสดงจุดยืนชัดเจน แผ่นดินสยามมีขื่อมีแป มีกฎหมายคุ้มครองศักดิ์ศรีและชีวิตของคนไทย ไม่ว่าคุณจะถือพาสปอร์ตสัญชาติไหน ยิ่งใหญ่มาจากไหน เมื่อก้าวขาเข้ามาเหยียบแผ่นดินไทย คุณต้องเคารพกฎหมาย เคารพเจ้าของบ้าน และถ้าทำผิด ก็ต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น

หวังว่าจะลากตัวมันออกมาได้ และส่งพวกมันกลับไปพร้อมทั้งแบนไปตลอดชีวิตนะครับเจ้านายย
.....