วันอังคาร, กันยายน 27, 2559

สวยดี มีประโยชน์... ที่ Santa Monica, California เขาป้ายศิลปะลงบนผิวจรจร บริเวณสี่แยกและทางข้าม ทำให้การเดินข้ามถนนรื่นรมย์ เจริญตา คนอยากข้ามอยากเดิน




The crosswalk at Arizona and Second streets. Photography by William Short. Courtesy of City of Santa Monica


เรื่องชิล ชิล ไม่เกี่ยวกับความนิยม ม.๔๔ ของพี่ๆ สลิ่ม
ที่นี่เขาป้ายศิลปะลงบนผิวจรจร บริเวณสี่แยกและทางข้าม
นัยว่าทำให้การเดินข้ามถนนรื่นรมย์ เจริญตา คนอยากข้ามอยากเดิน
โดยเฉพาะบริเวณสี่แยกนี่กำลังแพร่หลาย ให้คนเดินข้ามตัดขวางจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่ง ที่เรียก 'diagonal crossing' 

เทศบาลหลายท้องที่นำมาใช้ เช่นซานตา มอนิก้า พาสดีน่า และดาวน์ทาวน์ แอล.เอ.

ที่ซานตา มอนิก้า เขาเรียก 'scramble crossing' เพราะเวลาไฟเปิดให้ข้าม ผู้คนจะเดินข้ามกันหลายทิศทางจนดูเหมือนพัลวันพัลเก

แต่ก็เป็นประโยชน์มาก เพราะไฟเดียวข้ามได้ถึงที่หมาย ไม่ต้องรอไปกดไฟข้ามอีกต่อเหมือนก่อน


Chad Sripanich

ooo


Get a look at Santa Monica's bold new crosswalks (they're hard to miss)




Pedestrians crossing diagonally at Second and Arizona.


BY BIANCA BARRAGAN 
SEP 13, 2016

LA Curbed.com


Santa Monica’s streets are a lot more colorful now, thanks to the addition of two new brightly colored crosswalks, designed to make walking safer and more appealing.

These cartoony, bold crosswalks certainly do make for a more lively street-crossing experience. City officials say they're also designed to make walking safer. Plus, they help breaking the "stereotype that nobody walks in L.A."

One of the bright new crossings, at Second Street and Arizona Avenue, is among a dozen new scramble crosswalks in Santa Monica's downtown area. The other painted crosswalk is at Broadway and Ocean Avenue (not a scramble). Scramble crosswalks allow for people on foot to cross in all directions—even diagonally across the intersection—at one time.

Santa Monica’s Mobility Manager Francie Stefan tells Curbed via email that, "Creating beautiful moments in our public spaces and streets elevates the experience of walking and place. When it is delightful to walk, people will choose to walk and look forward to walking as a part of the day and a part of their commute."




The crossing at Ocean Avenue and Broadway.


Santa Monica’s Mobility Manager Francie Stefan tells Curbed via email that, "Creating beautiful moments in our public spaces and streets elevates the experience of walking and place. When it is delightful to walk, people will choose to walk and look forward to walking as a part of the day and a part of their commute."

The announcement for the new crossings notes they are part of Santa Monica’s, "strategic goal to create a new model of mobility" to entice people to use non-car forms of transportation.

See the crosswalk at Second and Arizona getting painted in this neat time lapse video:










Santa Monica Is Turning its Crosswalks Into Art [Curbed LA]
See the Less Scary, More Pedestrian-Friendly Hollywood and Highland Intersection in Action [Curbed LA]


Mr. Peter เขามาอาศัยบ้านเมืองเราอยู่ เขายินดีให้ความช่วยเหลือ พี่น้องชาวไทย ตามที่ช่วยได้ขอให้บอก (หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อายเขาใหม)





เขามาอาศัยบ้านเมืองเราอยู่. เขายินดีให้ความช่วยเหลือ พี่น้องชาวไทย ตามที่ช่วยได้ขอให้บอก. Mr.peter. วันนี้ช่วยปิดหลุมกลางถนน หลวง รพช. ที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย จนชาวบ้าน หวั่น จะเกิดเหตุร้าย. ด้วยงบส่วนตัวและที่ชาวบ้านสมทบ ขอบคุณผู้ใจดีสมทบ มา ๑๒๐บาท ค่ะ ขอสุขสมทุกประการนะคะ












ที่มา FB

Kusuma Namwong

สิ่งที่ ม.44 ทำไม่ได้





ภาพจาก
อาณาจักรไบกอน Returns


พักงานปลัด กห. สิ่งที่ ม.44 ทำไม่ได้


โดย : ปกรณ์ พึ่งเนตร
วันที่ 26 กันยายน 2559
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

ใครที่เคยบอกว่า ม.44 ตามร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว

มีอำนาจล้นฟ้า ทำได้ทุกอย่าง ถึงขั้นออกประกาศให้หมากลายเป็นสิงได้นั้น ถึงวันนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่จริงเลยครับ

ม.44 มีข้อจำกัดในการใช้อำนาจอย่างชัดเจน คือเมื่อการกระทำส่อไปในทางมิชอบ ไม่โปร่งใส เกิดขึ้นกับพวกพ้องคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจเอง ม.44 ที่เคยเป็นเสมือนจักรกลทำลายล้าง จัดการคนทุจริตคดโกงได้ทุกคนไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน จะเกิดอาการไฟช็อต เครื่องกระตุก ทำงานไม่ได้ขึ้นมาทันที

อย่างข้อกลาวหาและข้อสงสัย ที่พุ่งเข้าใส่ปลัดกลาโหมที่ชื่อ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ทั้งเรื่องภรรยาใช้เครื่องบินหลวงบินไปเปิดฝายที่ใช้ชื่อตัวเอง (แต่ไม่ใช่เงินตัวเอง) หรือการที่ลูกชายตั้งบริษัทรับงาน จากหน่วยงานทหารที่พ่อมีอิทธิพลอยู่ แม้แต่บ้านที่จดแจ้งเป็นที่ตั้งบริษัทก็ยังอยู่ในค่ายทหาร

เรื่องฉาวๆ ที่ว่านี้มีผู้ร้อง ป.ป.ช.แล้ว ถ้าเป็นคนอื่นมีหวัง ม.44 ได้แสดงอิทธิฤทธิ์สั่งพักงานโครมไปเรียบร้อย เหมือนที่ท่านผู้มีอำนาจเคยออกคำสั่งพักงานคนนั้นคนนี้ รวมถึงวันนี้ 6 คำสั่ง นับร้อยคน

แม้แต่อัยการซึ่งเป็นองค์กรที่ต้องมีความเป็นอิสระ และมีคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของตนเองเหมือนศาล ท่านยังเคยใช้ ม.44 ไปย้ายเขา โดยอาศัยข้อมูลการข่าวของทหารว่าเขาอาจมีเอี่ยวกระทำผิด เช่นเดียวกับผู้ที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ รวมถึงผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น ท่านก็ย้ายเขากราวรูด แล้วสั่งให้ต้นสังกัดตั้งกรรมการสอบ

ท่านบอกว่าเป็นการให้ความเป็นธรรม สอบแล้วพบว่าไม่ผิดก็ตั้งกลับไปใหม่ได้ เป็นการยืนยันอำนาจทั้งในทางสร้างสรรค์และทำลายของ ม.44

แต่กับกรณี พล.อ.ปรีชา ม.44 กลายร่างไปเป็น “สาก” เงียบกริบ เป่ายังไงก็ไม่ดัง

ย้อนกลับไปปีที่แล้วก็เรื่องอุทยานราชภักดิ์ ที่โยงไปถึงขุนทหารหลายนาย ซึ่งล้วนใกล้ชิดผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาล แถมบางคนยังนั่งอยู่ในรัฐบาลเสียด้วย ช่วงนั้น ม.44 ก็ลาพักผ่อน จนถึงปัจจุบันยังตอบไม่ได้ว่าเงินบริจาคจากชาวบ้านมียอดเท่าไร โครงการใหม่ๆ ที่ใช้งบหลวงยังผุดออกมาไม่หยุด

นอกจาก ม.44 หยุดแผลงฤทธิ์ชั่วคราว วันนี้คนที่เคยมีกระแสข่าวฉาว ยังเตรียมแต่งตัวไปนั่งเป็นประธาน “ครม.ส่วนหน้า” อีกต่างหาก

ถ้าท่านอยากทำประเทศนี้ให้สะอาด แต่บ้านท่านยังไม่สะอาด ประเทศก็คงสะอาดไม่ได้หรอกครับ!

ขอนแก่นก็มี! กลุ่มผู้สูงอายุนับสิบนุ่งกระโจมอกอาบน้ำบ่อกลางถนน ประชดถนนพัง



ขอนแก่นก็มี! กลุ่มผู้สูงอายุนับสิบนุ่งกระโจมอกอาบน้ำบ่อกลางถนน ประชดถนนพัง

ผู้สูงอายุนับสิบ บ้านคำแคนใต้ ต.คำแคน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ทนไม่ไหวกับสภาพถนนเข้าหมู่บ้านที่พังเสียหายเป็นหลุมเป็นบ่อ ระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร รวมตัวกันนุ่งผ้าถุงถือขันมานั่งอาบน้ำจากหลุมบ่อบนถนน เรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบซ่อมแซมโดยด่วน ด้าน นายก อบต.คำแคน เผยขณะนี้มีงบประมาณปรับปรุงถนนสายนี้แล้ว ยืนยันทาง อบต.ไม่ได้นิ่งนอนใจ > http://www.tnamcot.com/content/564307



www.mcot.net shared สำนักข่าวไทย's video.


เผื่อมีคนสนใจ... ลิงค์ "รายงานข้อมูลและสถานการณ์น้ำรายชั่วโมง ลำน้ำสายหลักภาคกลาง (รายงานเฉพาะช่วง เดือน ส.ค.-พ.ย. และ สถานการณ์วิกฤติ)"





ที่มา FB

Alongkorn Cheurkit

ลองเปิดลิงค์นี้ดูดิครับ ทุกท่านแปลกใจมั้ย ข่าวในทีวีไม่ค่อยมี ชาวบ้านก็ไม่ค่อยรู้ มันเป็นระบบภายในที่คนในกรมชลฯเค้าใช้กัน คนข้างนอกเข้าไม่ได้ คงดูได้แต่ข่้อมูลอัตโนมัตระบบโทรมาตรน้ำพื้นๆแค่นั้น แต่ผมมีป้ายทองศักดิ์สิทธิ์ลงอาคม ผมเข้าได้ เห็นข้างในยิ่งกว่านี้อีก ถ้าอยากจะเข้าไปดูอะไรเพื่อทำการบ้านตามสั่ง >.<

เห็นป่ะ มันกระพริบแว่บๆๆๆๆทั้งแถบ อยู่น่ะ นั่นคือที่ #คลองบางบาล ..และถ้าดูให้ดีให้ละเอียด ทุกท่านจะเห็นด้วยตาตัวเองว่า มันไม่ได้เพิ่งเป็นวันนี้นะ มันเป็นมาตั้งแต่วันที่ 23มาแล้ว นั่นหมายถึง 3วันผ่านมาแล้ว (จริงๆผมเอามาโพนทะนาบอกตั้งก่ะวันที่เกิดเหตุวันแรกแล้ว ลองเลื่อนไปดูดิ วันนั้นคนต่อว่าผมหลังไมค์กันใหญ่ แบบที่ผมเล่าน่ะ ) นสพ.ไม่ลง ข่าวทีวีไม่ออก และชาวเราๆก็เพื่งรู้วันนี้เอง เมื่อมันขยายวงกว้างจนปิดไม่อยู่แล้ว ..


นี่คือเหตุผลข้อนึง ที่อธิบายได้ว่า ทำไมชาวบ้านแถบนั้นต้องทะเลาะกับกรมชลฯ ..

http://hydro-5.com/index_.php?id=61STA&STATION_CODE=C36


.....


เข้าไปดูมาแล้วครับ กระพริบจนเวียนหัวไปหมด ถึงว่าพม่ายกทัพกลับบ้าน ก็เพราะน้ำเหนือหลากมาช่วยนี่แระ ปี54 นายกปู กำลังเข้ามารับตำแหน่ง พร้อมน้ำเหนือหลากมาพอดี ดูข่าวยังจำได้ดี เห็นเธอวุ่นวายกับการออกไปช่วยชาวบ้านที่น้ำท่วม มันท่วมทุกสารทิศ จะมีเวลามานั่งวางแผนเหี้ยไรของมึง ขนาดทางเหนือยังท่วม หนำซ้ำน้ำทะเลก็หนุน รัฐบาลตอนนั้นยังใช้เรือ ช่วยกันดันน้ำให้ลงทะเล ยังอยู่ในความทรงจำ ไอ่ไก่อู ยังมีหน้ามาว่า รัฐบาลไม่วางแผนเพื่อแก้ไขเรื่องน้ำท่วม เรื่องพูดให้ร้ายคนนี่มึงเก่งจริงๆ


ความเห็นหนึ่งใน FB

หมายเหตุ: เเดงกระพริบนั่นคือท่วมแล้ว



วันจันทร์, กันยายน 26, 2559

'ส่องไฟไล่โกง' ประธานป.ป.ช.ลั่น! เหยียบคันเร่งทุกคดี ไม่หนักใจสอบ"ลูก-เมียบิ๊กติ๊ก" ชี้สังคมจับตา





ooo



ภาพจาก Aphiphu Oonglaoo



ถามเรื่องความรับผิดชอบ... แชร์ว่อน!! ท่วมสยองเกือบมิดรถ”คอนโดดังแจ้งวัฒนะ” สาวโวยนิติบุคคล โบ้ยประกัน (ชมคลิป) + แม่น้ำชีทะลักท่วมไร่ นา สวน ชาวบ้านเสียหายกว่า 1,000 ไร่





แชร์ว่อน!! ท่วมสยองเกือบมิดรถ”คอนโดดังแจ้งวัฒนะ” สาวโวยนิติบุคคล โบ้ยประกัน (ชมคลิป)

ที่มา มติชนออนไลน์
26 ก.ย. 59

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ Nann Kokcharoenpong ได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพน้ำท่วมสูงภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านแจ้งวัฒนะ โดยระบุว่าเป็นเหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา


#ช่วยกันแชร์วนไปค่ะ

ภาพความเสียหาย จากเหตุน้ำท่วมลานจอดรถชั้นใต้ดินเมื่อคืนวันที่ 25/09/59 เวลาประมาณ 01.00 น. น้ำท่วมครึ่งคันรถแล้ว เช้ามาถึงพวงมาลัย รถเสียหายกว่า 30 คัน

ตี 04.25 น. ของวันที่ 26/09/59 ระดับน้ำไม่มีทีท่าจะลด เพราะไม่มีการสูบน้ำออกเลย แค่เพราะเหตุผลที่ว่าปั๊มเสียตั้งแต่เมื่อวาน มาจนถึงวันนี้ 30 ชม.

ความคืบหน้าเบื้องต้นเวลา 10.33 น. วันที่ 26/09/59 รถสูบน้ำจากเทศบาลเข้ามาช่วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเจ้าหน้านี้บอกได้แค่ส่วนหนึ่ง ถ้าน้ำในคลองยังไม่ลด ไฟจะใช้ได้ไหมต้องดูว่าเสียหายเยอะไหม (ไฟตัดตั้งแต่คืนวันที่ 25/09 ค่ะ)

15.42 น. น้ำลดไปประมาณ 2 นิ้วค่ะ ขอบคุณเรื่องเด่นเย็นนี้ ช่อง 3 ที่นำเสนอข่าวค่ะ แต่นิติดันให้ข่าวว่าสามารถสูบน้ำออกได้หมดแล้ว? คืออะไรคะ ย้ำ!ตอนนี้ระดับน้ำยังแทบไม่ต่างจากเดิมนะคะ ฝนตกหนักซ้ำเข้าไป #ให้ข่าวบิดเบือนแบบนี้ก็ได้หรอ ไฟก็ยังใช้ไม่ได้ค่ะ เพราะห้องจ่ายไฟก็จมอยู่ด้วยกัน

..ถามเรื่องความรับผิดชอบ ให้ไปเอาจากประกัน แล้วรถคันไหนไม่มีประกันคือซวย..? ระบบจัดการคุณห่วยมาก จ่ายค่าส่วนกลางเป็นหมื่นเพื่ออะไร?

#ตอนนี้น้ำก็ยังไม่ลด #คอนโดแจ้งว่าปั๊มระบายน้ำเสีย #เสียหายกันไป #ทางนิติเจ้าของโครงการยังนิ่ง #แทบไม่ช่วยอะไรเลย #เตือนภัยคนจอดรถชั้นใต้ดิน #ทุกข์ของคนมีรถ





ขอบคุณภาพจาก Nann Kokcharoenpong

















ooo

แม่น้ำชีทะลักท่วมไร่ นา สวน ชาวบ้านเสียหายกว่า 1,000 ไร่ อบต.เร่งส่งข้อมูลจังหวัด






ที่มา มติชนออนไลน์
26 ก.ย. 59

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 26 กันยายน ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากนายนอม อินบุญญา อายุ 64 ปี ชาวนาบ้านคูสองชั้น เลขที่ 31 หมู่ 13 ต.หัวเมือง อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร ว่าแม่น้ำชีได้ไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรของชาวบ้าน อาทิ นาข้าว ไร่มันสําปะหลัง สวนพริก สวนมะเขือเทศ มากกว่า 1,000 ไร่ จำนวน 8 หมู่บ้าน ประกอบด้วยพื้นที่หมู่ 2 บ้านหนองบัว, หมู่ 12 บ้านหนองตุ, หมู่ 5 และหมู่ 11 บ้านกุดพันเขียว, หมู่ 4 และหมู่ 13 บ้านคูสองชั้น และบ้านหนองยาง หมู่ 3 และหมู่ 10 ต.หัวเมือง อ.มหาชนะชัย ไร่นาถูกน้ำท่วมจมมิดได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้ชาวบ้านช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวก่อนยืนต้นตาย จึงลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมนายนิกร ศิริศักดิ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หัวเมือง

นายนอมกล่าวว่า ขณะเกี่ยวข้าวกลางทุ่งนาที่ถูกน้ำท่วม ว่าก่อนหน้านี้ลงทุนไถนาปักกล้าจำนวน 2 แปลง แปลงละประมาณ 1 หมื่นกว่าบาท แต่ด้วยสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนทำให้มีพายุฝนตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้แม่น้ำชีสูงขึ้นจนไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่นาข้าวและพื้นที่เกษตรกรรมอื่นๆ ในพื้นที่บ้านคูสองชั้น ประมาณ 250 ไร่ ส่วนนาข้าวตนซึ่งจะสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ในอีกประมาณ 10 วัน เจอน้ำท่วมสูงประมาณ 1.5 เมตร โดยน้ำได้เพิ่มสูงขึ้นทุกวันจนตัดสินใจเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งนี้ โดยใช้วิธีลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งขอแรงจากเพื่อนบ้านที่ถูกน้ำท่วมด้วยกัน อย่างไรก็ตาม อยากให้หน่วยงานราชการช่วยเหลือเยียวยาเรื่องผลผลิตทางการเกษตรที่ยืนต้นตาย





ขณะที่นางบุบผา ยนต์พันธ์ อายุ 48 ปี ชาวนา กล่าวว่า ทำนา 7 ไร่ ข้าวออกรวงสวยมากใกล้เวลาเก็บเกี่ยวแต่น้ำทวมสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องรีบเก็บเกี่ยว เพราะเกรงว่าข้าวจะเน่าตาย ส่วนข้าวที่เก็บเกี่ยวขึ้นมาถ้านำไปขายก็ราคาไม่ดีเนื่องจากเมล็ดยังไม่สมบรูณ์ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือด้วย

นายนิกรกล่าวว่า พื้นที่ 8 หมู่บ้าน จำนวนพันกว่าไร่ ในตำบลหัวเมือง ที่ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายนั้นขณะนี้ทาง อบต.ได้ประสานขอเรือท้องแบนมาช่วยชาวบ้านลำเลียงต้นข้าวที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วขึ้นมาไว้ข้างตลิ่ง ส่วนการช่วยเหลือเยียวยานั้น ทาง อบต.เตรียมส่งข้อมูลให้ทางอำเภอเพื่อให้อนุมัติว่าทางจังหวัดจะประกาศเป็นเขตภัยพิบัติน้ำท่วมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่น้ำได้ไหลเข้าท่วมสูงเกือบ 2 เมตร ทำให้ต้นข้าวและผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ของชาวบ้านได้รับความเสียหายทั้งหมดไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้





ooo





FCCT's Video clip... "Religious Tolerance in Thailand"




https://www.youtube.com/watch?v=0OiTwfb7ikI

Religious Tolerance in Thailand

FCCT Events

Published on Sep 22, 2016

-Wednesday 21 September, 2016-
Tensions between religious communities, particularly between Buddhist and Muslim, have increased in the last few years in Thailand. Last year, a monk's call to "burn a mosque for each monk killed in the South" was widely echoed on social networks before being put down on order of the government. More recently Buddhist in Chiang Mai opposed the construction of a Halal food zone industrial estate and Muslim in Pattani complained about a project of a "Buddhist park", since aborted on order of the government.

The ambiguity of Section 67 of the draft charter on religions added to the anxiety of Muslim, prompting the NCPO to issue an order to guarantee that the State would protect all religions. Meanwhile, inter-religious dialogue in the country has been anemic.
To speak about these tensions and the ways to decrease them, we have a panel of knowledgeable speakers: Angkhana Neelapaijit, formerly the director of the Justice and Peace Foundation and currently one of the seven members of the National Human Rights Commission and Gothom Arya, an independent human rights activist who has a longtime involvement in inter-religious dialogue.

Angkhana Neelapaijit became publicly known under tragic circumstances when her husband Somchai Neelapaijit, chairman of the Muslim Lawyers Association and a human rights activist, disappeared in March 2004, after witnesses saw police officers forcing him to climb onto a car in Bangkok. She founded in June 2006 the organization Justice and Peace Foundation, with the objective of raising awareness on issues of justice and human rights in Thailand and strengthening the capacity of victims and their families to fight for justice. The group has been particularly active in the southern provinces of Yala, Pattani and Narathiwat. Since the beginning of the year, Khun Angkhana has been chosen as one of the seven members of the National Human Rights Commission. Raised as a Muslim, but educated at the Catholic Assumption school in Bangkok, she has a deep understanding of inter-religious issues.

An electrical engineer by training, Gothom Arya has been involved in the struggle for human rights and participatory democracy in Thailand since the end of the 1970s after he came back from where he participated to the May 1968 student revolt movement. Back in Thailand, he co-founded Union for Civil Liberties, a local civil society organization, and was a pioneer in elections observation with the Poll Watch organization in Cambodia, Indonesia and India. He became a member of the first Thai election commission after the adoption 1997 "people's constitution". From 2001 to 2008, he presided the National Economic and Social Advisory Council, an advisory body to the prime minister. He continues to be involved in human rights and peace studies as an independent analyst.

รถไฟจีน-ไทย ประเดิม 'ไฮสปีดรางด้วน'





รถไฟจีน-ไทย ประเดิม 'ไฮสปีดรางด้วน'

เจรจากันกว่าสิบครั้ง เพิ่งคืบหน้าแค่เคาะวงเงินก่อสร้าง ประเดิมด้วยเส้นทางยาว 3.5 กม.

by Sathit Manassurakul
Voice TV Blog

26 กันยายน 2559

หลังนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนแผนรถไฟความเร็วปานกลางเป็นความเร็วสูง พร้อมตัดสินใจลงทุนเองทั้งหมด ไทยเตรียมประเดิมสร้างรางที่โคราช ระยะทาง 3.5 กม. ใช้เงิน 2,000 ล้านบาท

โครงการช่วงแรก กรุงเทพฯ-นครราชสีมา มูลค่า 1.79 แสนล้านบาท จะเดินหน้าอย่างไร แผนความร่วมมือกับจีนนอกเหนือจากนี้ยังเป็นวุ้น

ในการพูดคุยรอบที่ 14 คณะทำงานจีน-ไทยเพิ่งตกลงกันได้เมื่อวันพุธที่ 21 กันยายน เคาะราคาโครงการ 179,000 ล้านบาทสำหรับเฟสแรก รถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-แก่งคอย-นครราชสีมา ระยะทาง 250 กม.

การเปลี่ยนแผนจากรถไฟความเร็วปานกลางเป็นความเร็วสูง เป็นการตัดสินใจของรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

"...หากทำรางไว้ก่อนแบบที่เราเคยคิดไว้ แล้วเอาความเร็วปานกลางมาวิ่ง วันหน้าต้องเปลี่ยนความเร็วสูงอีกอยู่ดี จึงคิดว่าการลงทุนครั้งนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงระยะเวลานี้ หลายประเทศเริ่มทำแล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อ 24 มีนาคม หลังกลับจากจีน (ไทยโพสต์, 25 มีนาคม 2559)

ในรายการ คืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 25 มีนาคม ผู้นำรัฐบาลทหารประกาศทางโทรทัศน์ชัดเจนว่า ไทยจะเดินหน้าโครงการรถไฟโดยไม่ร่วมทุนกับจีน (Bangkok Post, 25 March 2016)

"...ไทยจะลงทุนดำเนินการเองทั้งหมดทุกขั้นตอน ในลักษณะ G to G โดยไม่มีทั้งการให้สัมปทานหรือการร่วมทุนกับใครทั้งสิ้น เนื่องจากเราพิจารณาแล้วว่าเรามีศักยภาพสามารถทำได้ (รายการคืนความสุขให้คนในชาติ, 25 มีนาคม 2559)

ลักษณะโครงการ ที่เปลี่ยนจากรถไฟความเร็วปานกลาง 180 กม./ชม. เป็นความเร็วสูง รูปแบบการลงทุน ที่เปลี่ยนจากการร่วมทุนเป็นการลงทุนเอง ย่อมส่งผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของการทำโครงการ

ถึงวันนี้ พูดได้ว่า รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ คือ ผู้รับดอกไม้ หรือก้อนอิฐ แล้วแต่ว่า ผลงานรถไฟไทย ไฮ-สปีด ออกหัวหรือออกก้อย

การเมืองหลังฉาก

โครงการรถไฟ จีน-ไทย เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของจีนที่จะเชื่อมโยงการค้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนกำลังผลักดันเส้นทางความเร็วสูงจากคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนนาน ผ่านลาว เข้าสู่ประเทศไทยที่จังหวัดหนองคาย

ในแง่การเมืองระหว่างประเทศ การแสวงหาความร่วมมือของจีน นับว่าถูกจังหวะเวลา

ไฟแนนเชียลไทมส์ ชี้ว่า มหาอำนาจเศรษฐกิจอย่างจีนกับระบอบทหารของไทย ต่างสมประโยชน์ซึ่งกันและกัน กลายเป็นปัจจัยหนุนเสริมความร่วมมือนี้

มองในมุมของจีน รถไฟสายนี้เป็นประตูสู่ประเทศใจกลางภูมิภาคอย่างไทย ขณะเดียวกัน โครงการยังเป็นสื่อให้จีนกระชับมิตรกับระบอบทหารได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นด้วย ขณะที่กองทัพไทยจะมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างสูงต่อไปอีกแม้ประเทศนี้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม

สำหรับไทย เหล่านายพลหันหน้าเข้าหาจีนเนื่องจากสหรัฐฯวิจารณ์การยึดอำนาจเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ในขณะที่รัฐบาลทหารต้องการเข็นเศรษฐกิจที่พังพาบ (Financial Times, 25 September 2016)


อัพเดทความคืบหน้า

รถไฟจีน-ไทยจะแล่นด้วยอัตราความเร็ว 250 กม./ชม. โครงการนี้จะวางรางขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร เชื่อมโยงเส้นทางจากหนองคายสู่กรุงเทพฯ และหนองคายสู่มาบตาพุด เขตอุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออกของไทย ระยะทาง 873 กม.

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า โครงการจะเดินหน้าทีละช่วง เฟสแรกเป็นเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 250 กม.

ไทยจะทำสัญญาว่าจ้างจีนเป็นผู้ก่อสร้าง และซื้อรถซื้อรางจากจีน ช่วงแรกนี้จะต้องใช้วงเงินสักเท่าไหร่ ทั้งสองฝ่ายคุยกันไม่ลงตัวมานาน ในที่สุดเพิ่งเคาะตัวเลขได้ในการประชุมคณะทำงานร่วม ครั้งที่ 14 ในกรุงเทพฯ

สรุปว่า เฟสแรกต้องใช้เงิน 179,400 ล้านบาท

ที่ฮือฮาก็คือ ข้อสรุปที่ว่า รถไฟจีน-ไทยจะประเดิมด้วยเส้นทางที่มีความยาวเพียง 3.5 กิโลเมตร ระยะทางที่ว่านี้จะใช้เงิน 2,000 ล้านบาท

เส้นทางสั้นจุดจู๋ดังกล่าวจะอยู่ระหว่างสถานีกลางดง-สถานีปางอโศก ในเขตจังหวัดนครราชสีมา สื่อมวลชนขนานนามรถไฟสายนี้ว่า 'The Train to Nowhere' (Bangkok Post, 22 September 2016)

รัฐมนตรีคมนาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ บอกหลังหารือกับฝ่ายจีนว่า รถไฟไฮ-สปีด 3.5 กม. จะเปิดประมูลในเดือนพฤศจิกายน ลงมือก่อสร้างในเดือนธันวาคม

'รถไฟประยุทธ์'

เหตุที่ต้องประเดิมโครงการด้วยระยะทาง 3.5 กม.นั้น กระทรวงคมนาคมอธิบายว่า ต้องการสร้างให้เห็นเป็นตัวอย่าง และอาศัยจังหวะนี้ศึกษาและแก้ไขปัญหาทางเทคนิคต่างๆ เนื่องจากไทยไม่เคยสร้างมาก่อน (Financial Times, 25 September 2016)

โครงการในภาพรวม กรุงเทพฯ-หนองคาย และมาบตาพุด-หนองคาย จะเดินหน้ากันอย่างไร ทั้งสองฝ่ายยังจะต้องเจรจาหารือกันต่อไปทีละช่วงทีละเฟส

"...ถ้าเรามัวรอทั้งเส้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ มันยาวนานเกินไป เดี๋ยวจะตายก่อนหมด ไม่มีทางได้เห็น ผมกลัวว่าจะตายก่อนเหมือนกัน" พล.อ.ประยุทธ์ บอกกับนักข่าว (ไทยโพสต์, 25 มีนาคม 2559)

คอยดูกันว่า รถไฟประยุทธ์ ทำไป เจรจาไป จะเชื่อมไทย เชื่อมโลก สำเร็จเสร็จสิ้นเมื่อใด.


ถ้าจะสอบอุทกภัย ต้องสอบเทวดา - ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี





ถ้าจะสอบอุทกภัย ต้องสอบเทวดาครับ

ผมรู้สึกขำ และรู้สึกเศร้า ที่ ป.ป.ช. จะดำเนินการไต่ส่วนรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์และท่านยิ่งลักษณ์ ว่าทำให้น้ำท่วม (http://news.sanook.com/2072582/) ผมว่ามันดูเพี้ยนแบบเลอะสุดๆ

ภัยธรรมชาติมนุษย์หน้าไหนจะต่อสู้ได้ครับ อุกทภัยเป็นภัยธรรมชาติประเภทหนึ่ง ปี2554 เป็นอุทกภัยสูงสุดใน100ปี ฝนตกมาก ถึง 1,781 ม.ม. ซึ่งมากกว่าค่าปรกติ 35 เปอร์เซ็นต์ หรือ 407 ม.ม. หากคิดเป็นน้ำก็คือมากกว่าเดิมถึง 46,000 ล้านลูกบาศก์เมตร นี่หละครับตัวปัญหา กรมชลประทานเคยประเมินว่าแค่ 16,000 ล้าน ลบ.ม. ที่ท่วมกรุงเทพฯ ตอนนั้นต้องใช้เวลาถึง 45 วันในการระบาย

ในปี 2554 มหาฝน จากพายุ5ลูก ก่อให้เกิดน้ำมากกว่า 100,000 ล้าน ลบ.ม. ซึมลงดิน และระเหยไป 70 เปอร์เซ็นต์ เฉพาะภาคเหนือ เหลือไหลเป็นน้ำท่าไปลงเขื่อนต่างๆ 25,000 ล้าน ลบ.ม. ที่เหลืออีก ประมาณ 60,000 ล้าน ลบ.ม. ไหลลงแม่น้ำ ปิง-วัง-ยม-น่าน เจ้าพระยา สะแกกรัง ป่าสัก ท่าจีน เจิ่งนองท่วมพื้นที่ ภาคเหนือตอนล่าง และ ภาคกลาง 90,000 ตารางกิโลเมตร ที่กรรมที่สุด ก็คือ ไหลลงมาถึงกรุงเทพฯ ตอนน้ำทะเลขึ้นสูงสุด คือในเดือนตุลาคม ถึง พฤศจิกายน (น้ำทะเลสูง 2-2.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง)

หากพวกท่านไม่บ้าอำนาจ และ มีปัญญาสักนิด ท่านอาจจะเข้าใจได้ว่านี้เป็นอุทกภัย ไม่มีใครเลียนแบบทำอุทกภัยได้หรอกครับ (เพราะพระพิรุณท่านเป็นเทพที่ดี) ไม่มีรัฐบาลบ้าบออะไรหรอก ที่ต้องการน้ำท่วม ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนไปสั่งระบายน้ำจากเขื่อนอะไรได้ เขามีกรรมการของเขาแต่งตั้งโดย กปร. มีส่วนร่วม

การบริหารอุทกภัยน่ะ ไม่มีใครเขาสู้กับธรรมชาติหรอก เขาต้องช่วยเหลือราษฎรให้มีชีวิต มีอาหารกิน มีที่อยู่อาศัยและเมื่อน้ำลดแล้วก็จะเข้ามาฟื้นฟู ผมจำได้ว่าท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ ออกเยี่ยมช่วยเหลือประชาชนอยู่ไม่ได้ขาด ทุกหน่วยราชการรวมถึงบริษัท ร้านค้าต่างๆ ก็เข้าร่วมมือกันช่วยเหลือประชาชน เป็นที่น่าชมเชย ผมเองก็เข้าไปดูแลพื้นที่ ป.ป.ช. ไม่นึกว่าวันนี้ทำลืม แถมยังจะมาฟ้องกันอีก

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ท่านายกฯประยุทธ์ กล่าวว่า "น้ำท่วมไม่ให้เกิดไม่ได้ เพราะพื้นที่ประเทศไทยต่ำ ยังไงก็ท่วม" เมื่อวานนี้ 25 ก.ย. ท่านยังออกมาย้ำว่า "ไม่ให้น้ำท่วม ไม่มีใครทำได้หรอก ตราบใดที่ฝนยังตกมามาก" ป.ป.ช.เถียงท่านหน่อยสิครับ ไหนๆก็ได้ที่แล้วหนิ

เมื่อคืนวาน 24 ก.ย. ฝนตกที่นนทบุรี 70 ม.ม. น้ำท่วมบ้านผมและ สำนักงาน ป.ป.ช. อย่างงี้ท่านจะสอบจังหวัดไหมครับ ดร.รอยล ให้สัมภาษณ์ว่า กทม. ไม่สร้างประตูน้ำคลองลาดพร้าวใหม่ เพราะ กลัวน้ำจะไหลเข้ากรุงเทพฯชั้นในได้ง่าย รู้ปัญหา เครื่องมือก็มี แต่ไม่แก้ปัญหา อย่างนี้ 157 หรือเปล่า

ผมยินดีให้ท่านสอบ เตรียมล้างหูไว้ฟังก็แล้วกัน ผมว่าท่านทำหน้าที่ที่ควรดีกว่า ไม่ใช่มาสอบนโยบาย วิธีการทำงานของรัฐบาลแบบที่ทำอยู่ขณะนี้ หากสนใจเรื่องน้ำจริงๆ ก็โน่นไงครับ ฝายแตกอะไรนั่น แถมขึ้นเครื่องบินไปกันซะด้วย ดูภาพแล้วโก้ชะมัด


ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี


ooo

Jim Damson - ผมว่าประเด็นมันอยู่ที่ไม่ใช่หน้าที่ของ ปปช.ที่จะมาสอบรัฐบาลมากกว่าครับ มันไม่ใช่เรื่องทุจริตประพฤติมิชอบ การบริหารงานงานของรัฐบาลความรับผิดชอบหากผิดพลาด ความรับผิดชอบมันอยู่ที่สภา ไปโหวตไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจกันที่สภา ถ้าให้องค์กรอิสระมาตรวจสอบรัฐบาลยิบย่อยกันแบบนี้คงไม่ต้องบริหารงานกันแล้วละครับ

ooo






คำพูดไม่เพียงเป็นนาย แต่มันทำให้หนังหน้าแตกได้





พูดแบบกฤษณาสอนน้อง ก็ต้องว่า ‘ขว้างงูไม่พ้นคอ’ แต่ถ้าจะแย็บแรงๆ ชนิด ‘แตกไม่ต้องเย็บ’ ละก็ เขาว่า ‘แกว่งปากหาเสี้ยน’

เสี้ยนที่มันย้อนมาตำปากตัวเองอย่างที่พลโทห่านอูโดนจากคำพูดที่ว่า “หากเป็นเหตุการณ์ฝนตก ‘น้ำท่วมตามธรรมชาติ’ คงไม่มีใครคิดจะดำเนินคดีใคร

แต่ความบกพร่องในการบริหารจัดการด้วยการระบายน้ำที่ไร้การวางแผน จนเป็นเหตุทำให้น้ำท่วมขังเป็นเดือน”

(http://www.matichon.co.th/news/296810)

ทำให้คอมเม้นต์ของ Atukkit Sawangsuk เมคเซ้นต์ทันที

“โง่หรือฉลาด ไก่อูเป็นโฆษกรัฐบาล เสือกไปเถียงแทน ปปช.ทำไม

นี่มันเรื่องที่พรรค ปชป.ร้อง ปปช.สอบ รัฐบาลทหารเกี่ยวตรงไหน แต่ไก่อูเผลอรับเองว่าเกี่ยว แล้วจะบอกชาวบ้านได้ไงว่าไม่มีใบสั่ง”

นั่นไงถึงได้ตีกันกรณีน้ำท่วมสมัยรัฐบาล คสช. ไล่จากภาคเหนือและอีสานตอนใต้เข้าอยุธยาวันวาน วันนี้ถึงดอนเมืองเจิ่งท่วมล้อเครื่องบิน ก็คงเป็นท่วมตามธรรมชาติที่ไม่ต้องวางแผน แค่รอระบายละสิ




ส่วนการบริหารจัดการแบบอุโมงก์ยักษ์ตันเอย เครื่องสูบไม่ทำงานเอย นี่ใครวางแผน แล้วใครล่ะที่ลงพื้นที่บริหารจัดการเคียงข้างยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่ ผบ.ทบ. พี่ของพ่อปฐมพลละหรือ

พูดถึงพี่เขย ‘พระนางผ่องพรรณสันฝาย’ (ขมายจากเร็ดอูสาเอามาใช้) นี่ก็เป็นพ่องแบบวิธีการพูดของห่านอูอยู่เหมือนกัน

“นายกฯ ห่วงน้องชาย ‘ปรีชา’ ปมฝายแม่ผ่องพรรณ-ลูกประมูลงานทัพภาค ๓ ให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการ แต่ไม่ขอรับประกันแทน เจ้าตัวต้องรับผิดชอบเอง

วอนอย่านำมาเป็นประเด็นว่ารัฐบาลปล่อยปละละเลย ลั่นไม่ทำตัวเหมือนบางคนไม่ยอมรับกฎหมาย”

อันนี้คัดมาจาก BLUESKY Channel ช่องนี้เขาว่านอนสอนง่าย ลงแต่ที่มันดูดีสำหรับทั่นผู้นัมพ์เท่านั้น แต่เนื้อถ้อยกระแนะกระแหนรัฐบาลก่อนมีมากกว่านี้ ต้องดูที่มติชน http://www.matichon.co.th/news/297410

“แล้วคุณห่วงน้อง ห่วงญาติพี่น้องคุณหรือไม่ และเรื่องที่ถูกโจมตีเหล่านั้นจริงหรือเปล่า พิสูจน์หรือยังว่ามันผิด”

มิใยที่น้องของพี่ที่ต้องห่วงเหมือนกัน Yingluck Shinawatra ครวญว่า

“ก็อยากให้นายกฯ ใช้หลักคิดและให้ความเป็นธรรมกับดิฉัน เหมือนที่ท่านให้ความเป็นธรรมและปกป้องน้องชายท่าน รวมทั้งคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพวกเดียวกับท่าน เพราะ กม.มีไว้บังคับใช้กับทุกคนไม่ใช่เลือกปฏิบัติกับฝั่งดิฉันเพียงฝ่ายเดียว”

ก็เลยมีคนเขาเอาไปภาพใหม่ เปลี่ยนหน้าคนพูดให้ดูซิว่า จะรู้สึกกันอย่างไร





กลับมาที่การบริหารจัดการน้ำท่วม ‘ตามธรรมชาติ’ ของรัฐบาล คสช. ขณะนี้ งานชิ้นแรกได้ผลออกมาแล้ว





สวนดุสิตโพล “เผยประชาชนร้อยละ ๕๘.๓๙% เชื่อมั่นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ‘ป้องกัน’ สถานการณ์น้ำท่วมได้ หลังได้รับบทเรียนจากครั้งที่ผ่านมา”

ที่จริงแค่ ‘ค่อนข้างมั่นใจ’ แต่ว่า http://news.voicetv.co.th/thailand/415212.htmlพาดหัวล้ำหน้าไปนิด

หากประเด็นน่าสนใจยิ่งกว่า จากการตอบข้อซักถามโดยตัวอย่างสุ่ม ๑,๓๐๔ คน “อยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างไร”

๘๒.๑๔ เปอร์เซ็นต์บอกว่า “ต้องวางแผน ‘ป้องกัน’ ระยะยาว มีการบริหารจัดการน้ำที่ดี มีพื้นที่รองรับน้ำเพียงพอ”

แล้วไอ้การป้องกันระยะยาวอยู่ที่ไหน สถานการณ์น้ำรอระบายมากเกินไปเกือบทั่วประเทศตลอดสองอาทิตย์มานี่เป็นไปตามธรรมชาติละหรือ

กระทั่งชาวบ้านต้องหันไปหาอารมณ์ขัน คิดค้นข้อความ sarcastic เซี้ยวๆ ออกมาให้อ่านแล้วยิ้มได้กันบ้าง ขื่นๆ





“ไปเที่ยวทะเลกรุงเทพฯ ไปนอนเล่นที่หาดรัชดา เที่ยวเกาะศาลอาญา ล่องทะเลสาบลาดพร้าว ชมอ่าวรามอินทรา ตามหาอุโมงก์ยักษ์ แวะพักเขื่อนพหลโยธิน”

แว่วว่ารัฐบาลของห่านอูรู้ดีมีวิธีแยบยลจัดหา “พื้นที่รองรับน้ำให้เพียงพอ” มาเป็นอาทิตย์แล้ว คือเร่งปล่อยน้ำออกจากเขื่อนเพื่อเปิดพื้นที่รองรับนั่นหละ เขาว่าวันนี้น้ำถึงเข้าถึงอยุธยาและดอนเมือง

เนื่องจาก ‘รอยล’ (จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) เตือนไว้ ‘มีพายุเข้าไทยอีก ๕ ลูก’

(http://www.topicza.com/news15821.html?f=10797)





“โดยมีหย่อมความกดอากาศต่ำ ๓ ลูก มีพายุ ๒ ลูก มาช่วงใกล้ๆ กันในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งสถานการณ์ฝนจะคล้ายกับปี ๒๕๔๑ ที่มีฤดูฝนยาวไปถึงเดือนพฤศจิกายน เข้าสู่ภาวะ ‘ลานินญ่า’

และขอให้เตรียมรับมือเฝ้าระวังน้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายนต่อต้นเดือนตุลาคม” ตอนนี้แหละ

และไม่ใช่น้ำท่วมตามธรรมชาตินะห่านอู เพราะครั้งก่อนมันเกิดเมื่อ ๑๘ ปีที่แล้ว

ฉะนั้น จะพูดจะจาอะไร อย่าสักแต่ว่าทำเสียงพ่นออกมาจากรูปากได้เหมือนผีเจาะ คำพูดไม่เพียงเป็นนายตนเอง แต่มันทำให้หนังหน้าของนายแตกระแหงได้


ครบ 6 ปี แล้ว สำหรับการอ่านบทกวีที่มีพลังที่สุดเท่าที่เคยฟังมา อาชญารมณ์ต่อเนื่อง โดย เดือนวาด พิมวนา ใครไม่เคยฟัง ควรฟังสักครั้ง - Thanapol Eawsakul




https://www.youtube.com/watch?v=zrSyEjh0PBo

poetical RED

Uploaded on Sep 26, 2010


Credit: Thanpol Eawsakul





เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊งงงงงงง ลิเกหลงโรง พ่อปรีชา-แม่ผ่องพรรณ





ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
24 กันยายน 2559

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -แม้ตัวไกลอยู่อีกซีกโลก กับภารกิจเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ แต่ก็เชื่อว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คง “ปวดเฮด” ไม่น้อยกับ “ข่าวคาว” ของครอบครัวน้องชาย “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ดูท่าจะส่งท้ายชีวิตราชการแบบไม่แฮปปี้เอนดิ้งเท่าไร

ต้นเหตุหัวเชื้อก็มาจากเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่าง “ฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา” ที่ จ.เชียงใหม่ ก่อนที่จะลุกลามแบบติดไฮสปีด 4 จี เป็นไฟลามทุ่งตามความเร็วของเทคโนโลยีสื่อสารในปัจจุบัน

ก็เผอิญ “ฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา” มีชื่อไปคล้องจองกับ “มาดามอู๊ด” ผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยาของ พล.อ.ปรีชา ซึ่งมีฐานะเป็นนายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ตามตำแหน่งของสามี

ด้วยภารกิจตามตำแหน่ง ทำให้ “คุณนายผ่องพรรณ” ต้อง “ลงทุน” เดินทางจาก กทม.ไป จ. เชียงใหม่ เพื่อเป็นประธานมอบฝายชะลอน้ำที่จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ ตามโครงการพระราชดำริป่ารักษ์น้ำ ณ อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา (ปางปอย) ต.แม่คะ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ หรือที่ “ชาวบ้าน” ตั้งชื่อให้ว่า “ฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา” นั่นเอง

แล้วก็เผอิญว่ามี “ภาพประกอบ” ระหว่างการเดินทางถูกแชร์ต่อๆกันทางสังคมออนไลน์ เสียงวิพากษ์วิจารณ์เลยดังกระหึ่มตามมา ทั้งเรื่องความเหมาะสมของชื่อฝาย หรือกระทั่งบรรยากาศ “เวอร์วัง” ที่คณะสมาคมภริยาฯ โดยเฉพาะ “คุณนายผ่องพรรณ” ได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ทหาร จนเกินกว่า “บุคคลวีไอพี” ทั่วไป

ในขณะที่ “บิ๊กตู่” ระแวดระวังตัว โลว์โปรไฟล์ครอบครัว-คนใกล้ชิดแบบสุดๆ แต่พอคนในตระกูล “จันทร์โอชา” ทะเล่อทะล่า เปิดชายโครงให้แบบนี้ ก็หวานคอแร้ง พวกเลยล่อเป้ากันสนุกสนาน

โดยเฉพาะเวอร์ชันรูปภาพที่หลุดออกมาเป็นกุรุส มาวันนี้ยังหาชมกันได้ที่เว็บไซต์ สมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ที่เต็มไปด้วยภาพกิจกรรมต่างๆ โดยมี “คุณนายผ่องพรรณ” เป็นตัวละครเอก จนถูกนำไปล้อเลียนกระหึ่มโซเชียล ที่หนักมีถึงขั้นนำไปเทียบกับคณะลิเก หรือเหน็บแนมว่า “ลิเกหลงโรง” กันเลยทีเดียว

แล้วก็ยังมีภาพที่ “บิ๊กติ๊ก” แต่งเครื่องแบบชุดขาวปกติห้อยกระบี่ โดยมี “มาดามอู๊ด” อยู่เคียงข้าง โฟกัสอยู่ที่เก้าอี้ที่ “บิ๊กติ๊ก” นั่งอยู่ ดูยิ่งใหญ่อลังการ สืบสาวราวเรื่องก็เป็นภาพในพิธีพระราชทานเพลิงศพ “บิ๊กไจแอ้นท์" พล.ต.นพพร เรือนจันทร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตก ระหว่างทางกลับจากภารกิจช่วยผู้ประสบภัยน้ำ ท่วมที่ดอยอินทนนท์ เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จึงเป็นที่มาเครื่องแบบเต็มยศของปลัดกระทรวงกลาโหมในฐานะประธานในพิธี

ส่วนเก้าอี้ที่สุดแสนจะอลังการก็มีหลักฐานยืนยันแล้วว่าเป็นของทางวัดเอง ที่เตรียมไว้ใช้ในพิธีสำคัญๆ ที่ผ่านมาก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ของ จ.เชียงใหม่ ใช้มาแล้วหลายต่อหลายคน โดยมีภาพของรองผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ คนหนึ่งมาเทียบเคียง อันนี้ก็ถือว่าเคลียร์คัทสิ้นกระแสสงสัยไปได้







หากแต่เคยมีคนกล่าวไว้ว่า “ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดนับพันคำ” ภาพของ “บิ๊กติ๊ก - มาดามอู๊ด” ในวันนั้น จึงช่างเหมาะเจาะกับเรื่องที่กำลังวิจารณ์กันมันปาก

กระแสการโจมตีครอบครัว “จันทร์โอชาผู้น้อง” ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น โดยเรื่องที่หวือหวาเล่นกันโครมครามก็เป็นเรื่องความเวอร์วังจะพุ่งเป้าไปที่ตัว “มาดามอู๊ด” มากกว่าฝ่ายสามีที่เป็นนายทหารที่เติบโตในต่างจังหวัด หรือ “นายทหารบ้านนอก” ก่อนจะมารับตำแหน่งใหญ่ในช่วงปลายชีวิตราชการ ซึ่งจะเกษียณในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

ไล่ตั้งแต่การจัดทำฝายที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งให้เหตุผลว่าเป็นประโยชน์ให้ประชาชนใน 15 หมู่บ้าน ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมเกือบหมื่นไร่ เรื่องที่เป็นประโยชน์เช่นนี้คงไม่มีใครไปวิพากษ์วิจารณ์ แต่ติดอยู่ชื่อ “ฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา” ที่ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการนำชื่อภริยาปลัดกระทรวงกลาโหมมาตั้ง ทั้งที่ใช้งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน ถึงจะเป็นความคิดริเริ่มของตัวเองก็ตาม พฤติกรรมเหมือนต้องการสร้างคะแนนนิยม ไม่ต่างจากวิธีการของนักการเมืองในอดีตที่ คสช.รังเกียจยิ่งนัก

ฝ่าย “มาดามอู๊ด” ก็อ้างนิ่มๆว่า การตั้งชื่อฝายแม่ผ่องพรรณฯนั้น เกิดจากที่ชาวบ้านคิดขึ้นมา เพราะคุ้นเคยกันดี ยามไปลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและช่วยเหลือชาวบ้าน และก็เป็นชื่อที่จำง่ายเท่านั้น

ต่อเนื่องมาถึงเรื่องความจำเป็นที่ต้องยกคณะไปเพื่อร่วมพิธีเปิดฝายถึง จ.เชียงใหม่ ซึ่งก็มีภาพถ่ายเป็นหลักฐานยืนยันว่า สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ได้มีหนังสือของความร่วมมือเครื่องบิน C 130 ของกองทัพอากาศ (ทอ.) โดยระบุว่าเป็นภารกิจของปลัดกระทรวงกลาโหมและคณะ แต่เมื่อถึงวันจริงกลับเป็นคณะของนายกสมาคมภริยาฯที่นำโดย “มาดามอู๊ด” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ที่เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็มราวกับจะไปกาล่าดิเนอร์

แล้วยิ่ง “บิ๊กติ๊ก” ออกมาชี้แจงกรณีว่า “ฝายแม่ผ่องพรรณฯ” ใช้งบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมไปเพียง 7,800 บาทเท่านั้น ก็ยิ่งเหมือน “ขยี้” เรื่องความจำเป็นพิธีเปิดที่ต้องยกคณะสมาคมภริยาฯไปหลายสิบชีวิต อีกทั้งวันที่ 12 กันยายน ซึ่งเป็นวันจัดพิธีเปิดฝาย เป็นวันจันทร์ และอยู่ในเวลาราชการ กลับมีการใช้ทรัพยากรขององทัพ ทั้งเครื่องบิน C130 ที่รับส่งคณะไปกลับ กทม.-เชียงใหม่ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทหาร-ข้าราชการที่มาคอยต้อนรับ เพียงแค่นี้ก็ต่างสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่คุ้มค่า”

ยิ่งมีผู้สันทัดกรณีคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้เครื่องบิน C130 ที่หากนำขึ้นบินจะตกชั่วโมงละไม่ต่ำกว่าแสนบาท เมื่อคำนวณระยะทางไปกลับ กทม.-เชียงใหม่แล้วก็ตกอยู่ที่อย่างต่ำ 2-3 แสนบาท เมื่อเทียบกับภารกิจการนำคณะสมาคมภริยาฯไปเปิดฝายมูลค่า 7,800 บาท ก็มีคำตอบในตัวมันอยู่แล้ว

เรื่องนี้เป็นปมหนึ่งที่ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นำไปยื่นให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบว่า “บิ๊กติ๊ก” และนายทหารระดับสูงอีก 3 ราย หนึ่งในนั้นมี พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผู้บัญชาการทหาร อากาศ (ผบ.ทอ.) รวมอยู่ด้วย ฐานนำ “ทรัพยากรของหลวง” ไปอำนวยความสะดวกให้กับคณะ “มาดามอู๊ด” ซึ่งอาจเข้าข่ายทุจริตต่อตำแหน่งหรือหน้าที่ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

ดูเหมือนครอบครัว “จันทร์โอชาผู้น้อง” จะไม่สะทกสะท้านเรื่องที่ถูกวิจารณ์สักเท่าไร โดยเฉพาะ “คุณนายผ่องพรรณ” ที่พูดอย่างหน้าชื่นตาบานว่า “ช่วงนี้เรตติ้งกำลังแรง ขออยู่เฉยๆดีกว่า เราก็อยู่ของเรา เราตั้งใจทำให้ชาวบ้าน ชื่อชาวบ้านตั้งเอง เขาเรียกชื่อพ่ออุ้ยแม่อุ้ย เราบอกจะใช้ชื่ออะไรก็แล้วแต่ ชาวบ้านเลยใช้ชื่อแม่ เพราะจำง่ายดี และไม่เครียด”

และก่อนหน้านั้นก็มี “ขบวนการแก้ข่าว” ผ่าน “สื่อสายทหารคนดัง” ระบุประมาณว่า สาเหตุที่มีภาพหลุดและถูกโจมตีก็เนื่องมาจากความขัดแย้งภายในสมาคมภริยาฯที่บางครั้ง “คุณอู๊ด” เป็นคนตรงไปตรงมาและดุไปบ้าง จึงทำให้บางคนโกรธเคือง รวมทั้งผู้ที่ไม่พอใจในการโยกย้ายแต่งตั้งนายทหารระดับสูงที่ผ่านมาด้วย

กรณี “ฝายแม่ผ่อง” กลายเป็น “โดมิโนเอฟเฟกต์” ที่ทำท่าจะเดือดร้อนคนทั้งบ้าน “จันทร์โอชาผู้น้อง” เพราะก่อนหน้านี้ตัว “บิ๊กติ๊ก” ในฐานะน้องชายนายกฯก็ถูกเพ่งเล็งมาอย่างต่อเนื่อง ไล่ตั้งแต่สมัยยื่นบัญชีทรัพย์สินเพื่อเข้ารับตำแหน่ง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ปรากฏว่ามี เงินสหกรณ์ออมทรัพย์กองทัพภาคที่ 3 กว่า 47 ล้านบาท มาโผล่อยู่ในบัญชีส่วนตัวของ “ผ่องพรรณ” แม้ว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ติดใจสงสัย และการันตีด้วยว่า “บิ๊กติ๊ก” ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้ทำให้สังคมสิ้นสงสัยมาถึงทุกวันนี้

ถัดมาก็เป็นท้องเรื่อง “ใครๆ ก็ทำกัน” กรณีที่กระทรวงกลาโหมที่มีปลัดกระทรวงชื่อ “ปรีชา” อนุมัติบรรจุ นายปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชายคนที่2 ของ “พ่อปรีชา - แม่ผ่องพรรณ” เข้ารับราชการในตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3 (อัตรา พ.ต.) และแต่งตั้งยศเป็นว่าที่ร้อยตรี (เหล่า สบ.) รับเงินเดือนสตาร์ทที่ 15,000 บาทต่อเดือน จนเกิดข้อครหาว่า “พ่อเซ็นรับลูกเข้ารับราชการทหารด้วยตัวเอง”

และเป็นที่มาของ “วรรคทอง” ที่ “บิ๊กติ๊ก” ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ลูกชายจบปริญญาตรีมา ก็ต้องทำงาน เมื่อมีตำแหน่งว่าง ก็ให้เข้ามาทำงาน ซึ่งก็มีหลายคนในกองทัพที่ทำแบบนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ลูกชายพี่คนเดียวที่ทำแบบนี้ได้”

ถ้าจำกันได้ตอนนั้นเกิดดรามา เมื่อ “หนุ่มป้อง - ปฏิพัทธ์” เที่ยวโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวในทำนองไม่ได้อยากเป็นทหาร แต่ถูกพ่อบังเกิดเกล้าบังคับ ทั้งที่ถือเป็นโอกาสงามที่ลูกตาสีตาสาไม่อาจเอื้อมถึง จนแล้วจนรอดเรื่องก็เงียบไป ก่อนจะมีภาพเซลฟี่ “พ่อติ๊ก - ลูกป้อง” ในเครื่องแบบทหารยิ้มแฉ่งด้วยอารมณ์แฮปปี้สุดๆหลุดออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน

เอฟเฟ็กต์สุดท้าย แต่อาจจะไม่ท้ายสุด ซึ่งดูจะเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โต เพราะมัน “ย้อนแย้ง” กับแนวทาง-คำประกาศกร้าว “ปราบโกง” ของรัฐบาล คสช.ภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” เสียยิ่งกระไร กับกรณีที่ “สำนักข่าวอิศรา” ไปขุดข้อมูลมาได้ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ซึ่งมี “หนุ่มกบ” ปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชายคนโตของ “พ่อติ๊ก - แม่อู๊ด” เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่นั้นไปรับงานก่อสร้างของ กองทัพภาคที่ 3ช่วงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 - เมษายน 2559 ทั้งสิ้น 7 โครงการมูลค่ากว่า 97 ล้านบาท เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “ลูกชายปลัด” รับงานในกระทรวงเท่านั้น เพราะก่อนที่ “บิ๊กติ๊ก” จะก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดในขณะนี้ก็มีชีวิตราชการวนเวียนอยู่ในกองทัพภาคที่ 3 มาโดยตลอด ครั้งหนึ่งเคยขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 เสียด้วย







แม้ช่วงเวลาที่ “หจก.คอนเทมโพรารี” เริ่มรับงานจากกองทัพภาคที่ 3 นั้น “บิ๊กติ๊ก” จะบ่ายหน้าเข้ากรุงมารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.) เข้าไลน์ลุ้นเป็น “แม่ทัพบก” แล้วก็ตาม แต่อย่างไรเสีย “บิ๊กติ๊ก” ก็ปฏิเสธได้ยากถึงอิทธิพลที่ยังมีอยู่ในกองทัพภาคที่ 3 โดยเฉพาะผู้ที่มาสืบทอดเก้าอี้ทั้ง “บิ๊กแม็ก” พล.อ.สาธิต พิธรัตน์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ช่วงปี 2557-2558 ที่ตอนนี้ขยับมาเป็นที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก หรือ พล.ท.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล แม่ทัพภาคที่ 3 คนปัจจุบัน ที่กำลังขยับมาเป็น ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ก็เป็นน้องรักของ “บิ๊กติ๊ก” ทั้งคู่

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า สถานะ “บิ๊กติ๊ก” ช่วงปลายปี 2557 ไม่ใช่แค่ผู้ช่วย ผบ.ทบ.ธรรมดา แต่เป็นถึง “น้องชายหัวหน้า คสช.” ต่างหากที่ทำให้คนเกรงใจ และหาก “บิ๊กติ๊ก” ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพภาคที่ 3 ก็คงไม่ส่ง “หนุ่มป้อง - ปฏิพัทธ์” ลูกชายคนเล็กไปประจำหน่วยที่ ทภ.3 หรอก

มองในแง่ธุรกิจ “หจก.คอนเทมโพรารี” มีทุนจดทะเบียน 1.5 ล้านบาท ในทางกฎหมายคือ มีความรับผิดชอบหากเกิดข้อผิดพลาดหรือผิดสัญญาเพียง 1.5 ล้านบาทเท่านั้น แต่นี่สามารถรับงานได้เป็นหลักร้อยล้านบาท ซึ่งหากไม่มีการ “เปิดทาง” ให้กันตั้งแต่การทำ “ทีโออาร์” หัวบริษัทเล็กๆแบบนี้คงหมดสิทธิ์

“บิ๊กติ๊ก” อาจพูดถูกว่าสาเหตุที่ถูกจ้องโจมตีขนาดนี้เพราะมีนามสกุล “จันทร์โอชา” และก็พูดถูกอีกว่า ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบราชการ มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการปฏิบัติ และพร้อมที่จะชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ตามที่มีผู้ไปยื่นร้องเรียนไว้

แต่อาจจะทำให้สังคมเชื่อได้ยากว่า เรื่องงานต่างๆในกองทัพภาคที่ 3 เป็นอำนาจของแม่ทัพภาค 3 ลงนาม ไม่ได้เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหมที่ตัวเองเป็นปลัด เพราะไล่เรียงไปแล้วว่า “บิ๊กติ๊ก” ก็ยังคงมีอิทธิพลอยู่ในกองทัพภาคที่ 3

น่าสนใจว่าเมื่อพี่ชายแท้ๆไม่อยู่ ติดพันราชการต่างแดน คนที่ออกมากางปีกปกป้องครอบครัว “จันทร์โอชาผู้น้อง” เป็นถึงผู้มากบารมีคนปัจจุบันอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ว่า “น้องติ๊ก - น้องอู๊ด” ไม่ใช่คนทะเยอทะยาน หรืออยากเป็นใหญ่เป็นโต ส่วนเรื่องบริษัทลูกชายก็เป็นเรื่องที่ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (อี-บิดดิ้ง) ตามกระบวนการเท่านั้น เป็น “บิ๊กป้อม” คนเดียวกับที่เคยปกป้องกรณีตั้งลูกชายคนเล็กของ “บิ๊กติ๊ก” เข้ารับราชการทหาร ว่า ทำได้ไม่มีปัญหา

โดยไม่ลืมที่จะย้ำตรรกะเดิมๆว่า ที่สังคมมีความสงสัยนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะ นามสกุลจันทร์โอชาเท่านั้นเอง

พร้อมสร้างบรรทัดฐานใหม่ โดยอาจหลงลืมเรื่อง “วาระปราบโกง” ไปชั่วขณะ เมื่อ “บิ๊กป้อม” ตอบคำถามที่ว่า หากนักการเมืองที่มีนามสกุลเดียวกันมารับประมูลโครงการภาครัฐ เช่นเดียวกับกรณี “บิ๊กติ๊ก” สามารถทำได้หรือไม่ อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “หากเป็นไปตามข้อบังคับของกฎหมาย ก็สามารถทำได้”







ยังไม่มีใครฟันธงได้ว่า “นายกฯตู่” จะมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร มีเพียงกระแสข่าวที่ว่า ได้ต่อสายตรงมาจากสหรัฐอเมริกา เบรก “น้องติ๊ก”ว่าไม่ต้องชี้แจงอะไรเกี่ยวเรื่องนี้ เดาไม่ยากว่า “พี่ตู่” คงห่วงว่า เรื่องราวจะบานปลายไปมากกว่านี้หากปล่อยให้ “น้องชาย - น้องสะใภ้” ออกมาแก้ต่าง ในเมื่อกระแสสังคมตั้งคำถามอย่างรุนแรง

ในเวลาไล่เลี่ยกันมีประเด็นพูดถึงร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดอันเกิดจากประโยชน์ส่วนตนขัดกับผลประโยชน์ส่วนรวมที่ขนานนามกันว่า “กฎหมายปราบโกง 7 ชั่วโคตร” ซึ่งตอนหลังมีการปรับลดมาเหลือเพียง 4 ชั่วโคตร ตามคำอธิบายของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

“4 ชั่วโคตร คือผู้กระทำผิดเป็นโคตรที่ 1 ถ้าเอื้อประโยชน์ต่อลูกเป็นโคตรที่ 2 เอื้อประโยชน์พ่อแม่เป็นโคตรที่ 3 เอื้อประโยชน์ต่อพี่น้องเป็นโคตรที่ 4 แต่ไม่ใช่ว่าทำผิดและไปลงโทษ 4 ชั่วโคตรเหมือนสมัยก่อน คนที่โดนคือข้าราชการคนเดียว แต่ว่าเอื้อประโยชน์ต่อใคร”

ประเด็น “บิ๊กติ๊ก - มาดามอู๊ด - ลูกชาย” น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีว่า ถือเป็นการเอื้อประโยชน์กันหรือไม่ ทั้งการออกหนังสือให้ภรรยาใช้เครื่องบินหลวง การตั้งลูกชายเข้ารับราชการ หรือบริษัทลูกชายมารับงานจากหน่วยงานในสังกัด แล้วหากพิสูจน์ทราบว่า เข้าข่ายการกระทำผิดจริง จะมีปกป้องให้เกิดข้อครหา “สองมาตรฐาน” อีกหรือไม่

เพราะในขณะที่ “คนการเมือง” กำลังถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด แต่ดูเหมือนหลายๆกรณีของ “บิ๊ก คสช.” จะยังคงมีความเหลื่อมล้ำกับบุคคลอื่นๆ มีการตัดสินชี้ขาดโดยองค์กรของรัฐ หรือองค์กรอิสระที่ค้านสายตาประชาชนมาตลอดช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องเปราะบางมากกับกระแสศรัทธาที่ประชาชนมอบให้ “บิ๊กตู่” และ คสช. ซึ่งประกาศย้ำถึงการขับเคลื่อนปฏิรูปด้านต่างๆ

และวาระเรื่องการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นก็อยู่ในลำดับต้นๆ ก่อนบินไปสหรัฐฯ ตัวนายกฯเองก็เพิ่งไปร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นในคอนเซปต์“ส่องไฟปราบโกง” หากปล่อยให้เกิดเรื่องซ้ำรอยในสิ่งที่ตัวเองประกาศจะแก้ไข ก็น่าเป็นห่วงกระทบชิ่งไปทำให้งานใหญ่ตามโรดแมปต้องเสียขบวน

จะว่าไปก็น่าเห็นใจ “บิ๊กตู่” ที่สู้อุตส่าห์ลุยงานสายตัวแทบขาด ทำดีแทบตาย สร้างกระแสศรัทธาให้กับรัฐบาล คสช.มาขนาดนี้ แต่อาจต้องมา “ตกม้าตาย” ด้วยความโฉ่งฉ่างของ “คนใกล้ตัว” แบบนี้

จะเอาไงก็ว่ากันมา แต่อย่างัดมุก “ใครๆ ก็ทำกัน” มาเป็นคำตอบสุดท้ายอีกนะ ปัดโธ่!!.

กรณีทศกัณฑ์ลามหนัก ล่าสุดชาวเน็ตขุดรูปจิตรกรรมฝาผนังขึ้นมาตั้งคำถามอย่างแสบสัน





ที่มา กระดานสนทนา Postung


"เมื่อวันที่ 22 ก.ย. กระทรวงวัฒนธรรม ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัด ทั้งกรมส่งเสริมวัฒนธรรม สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลปและผู้บริหารกระทรวง เข้าร่วมหารือถึงกรณีดังกล่าว โดยมีศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน ใช้เวลาหารือร่วม 2 ชั่วโมง จากนั้นนายอภินันท์กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกระแสที่หลายคนกำลังติดตาม จากการประชุมได้ข้อสรุปว่า ให้พบกันครึ่งทาง และเห็นควรให้ปรับปรุงแก้ไขภาพ และเนื้อหาโดยเฉพาะฉากทศกัณฐ์แคะขนมครก เซลฟี่ ขี่ม้า ขับโกคาร์ท"

วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนตามกาลเวลาไปเรื่อยๆ แม้แต่ รามเกียรติ ก็ไม่ใช่ของไทยแท้ เป็นที่รู้กันว่า ดัดแปลงมาจาก มหากาพย์รามายณะ ทศกัณฐ์ ก็เป็นตัวละครเอกตัวหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์ ดัดแปลงมาจากตัวละคร ราวณะ ในมหากาพย์ฮินดูเรื่อง รามายณะ การที่กวีในอดีต แต่งรามเกียรติขึ้นมา เป็นการทำลายวัฒนธรรมอินเดียหรือเปล่า เพราะของแท้ดั้งเดิมนั้น เป็นวรรณคดีอินเดีย ที่ฤๅษีวาลมีกิ ชาวอินเดีย แต่งขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต

ในบทประพันธ์รามเกียรติ์ เป็นประเภท บทละคร โดยใช้คำประพันธ์ประเภท กลอน แต่ก็ยังมีการการแสดงเพิ่มเติมในส่วนของบทพูด หรือบทเจรจา ลงไป ในกรณีนี้ คุณจะใช้คำว่า ทำลาย หรือ ปรับปรุง/เปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย

การที่ MV ทำออกมาว่า ทศกัณฐ์ไปท่องเทียวตามที่ต่างๆ แคะ ขนมครก ถือว่าไม่เหมาะสม เอาของสูงมาย่ำยี คุณบอกว่า รามเกียรติเป็นวัฒนธรรมเป็นของสูงมาก แต่การนำเสนอภาพเหล่านี้ละ กลายเป็นเสียงชื่นชมว่า “จิตรกรมีอารมณ์ขัน” ?????













วัดพระแก้วถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของบ้านเรา และมีจิตรกรรมฝาผนังระเบียงคดที่สวยงาม
กล้าร้องเรียนให้ทำลายรูปจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้ หรือปิดไว้ห้ามเผยแพร่ไหม ป้าลัดดา

หรือ แม้แต่รูปภาพเหล่านี้
จิตรกรรมฝาผนัง “วัดภูมินทร์"






หญิงจับนมหญิง ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดคงคาราม โพธาราม





ถ้าแตะต้องไม่ได้ ก็ปล่อยให้ศิลปวัฒนธรรมของไทยหายไปตามกาลเวลาเถอะ ยุคสมัยเปลี่ยน ทุกสิ่งย่อมต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย อะไรคือสิ่งกำหนดว่าคนพวกนี้มีสิทธิ์ชี้ผิดชี้ถูก ใครกันแน่กำลังทำลายศิลปวัฒนธรรมไทย

ชื่อคุณเอง คำว่า “ลัดดา” และ “สุภา” ก็ไม่ใช่คำไทยแท้ คุณยังเอามาใช้ คุณเอาคำว่า “ตั้ง” ซึ่งเป็นคำไทยแท้ มาใช้กับคำอื่นๆ ที่ไม่ใช่คำไทยแท้ แบบนี้ ถือว่า คุณทำลายวัฒนธรรมไทยหรือเปล่า

เสื้อผ้าที่ใส่กันทุกวันนี้ รับวัฒนธรรมตะวันตกมา แต่คุณก็ยังใส่ คุณไม่ได้ห่มผ้าแถบ นุ่งโจงกระเบน ห่มสไบ แบบนี้ ถือว่าคุณทำลายวัฒนธรรมไทยหรือเปล่า

อย่าทำให้วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่จับต้อง หรือ “แตะ” ไม่ได้นักเลย การวางศิลปวัฒนธรรมไทยไว้แต่บนหิ้งจะทำให้ไม่มีใครกล้าแตะ และในที่สุดศิลปวัฒนธรรมนั้นก็จะหายไปในที่สุด เก็บไว้ให้รุ่นพวกคุณบูชา แล้วก็ให้มันตายไปพร้อมๆกับอดีตเลยละกัน

และสุดท้ายนี้ ขออนุญาตรวบรวมความเห็นจากหลายๆท่านที่อ่านแล้ว สะท้อนความรู้สึกออกมาได้ดียิ่ง

จากคุณ “ผึ้งน้อยพเนจร”
“…... ผู้ใหญ่แบบ “ลัดดา” นี่แหละคือตัวการทำร้ายศิลปวัฒนธรรมไทยเลยครับ แต่ไม่รู้ตัว การจับศิลปะไว้บนหิ้งที่สูงเกินคนทั่วไปเอื้อมถึง แตะไม่ได้ ศิลปะนั้นก็จะสูญหายตามเวลา แล้วจะมาด่าอะไรว่าคนไทยไม่อนุรักษ์ศิลปะไทย เออ ถ้าสมมตินำวีรบุรุษวีรสตรีที่คนไทยเคารพนับถือมาล้อ อันนี้ผมว่าไม่สมควร แต่นี่คือตัวละครในวรรณคดีนะครับ ไม่ใช่คนจริงซะหน่อย

ตัวผมเองดูแล้วผมว่าน่ารักมากมาย เป็นมุมที่ผมไม่เคยเห็นท่านทศฯแกขี้เล่นแบบนี้ ใจอยากให้มี spin off เล่นให้หมดทั้งกินรี ทั้งนางเงือก ทั้งสมุทรสาคร ทั้งมัทธนพาธา ยกหมู่มวลมาเป็นบอยแบนด์ เกิร์ลกรุ๊ป ยกโขยงเที่ยวไทยกันเลยทีเดียว”

จากคุณ สมาชิกหมายเลข 2384064
“…... มันยุคไหนกันแล้ว ออกมาจากะลาบ้างเถอะค่ะ ถ้าเราไม่มีการประยุกต์ มีแต่ทิงนองนอย เอือยๆ ก็ดึงดูดชาวต่างชาติให้เขาเอาเงินมาให้ประเทศชาติไม่ได้ ของเก่าอนุรักษ์ไว้ดีแล้วค่ะ แต่การนำมาบูรณาการกับสิ่งใหม่ๆ ตามยุค ตามสมัย มันก็ไม่เสียหายตรงไหน ไม่ได้แต่งชุดไทยแล้วทำสิ่งไม่ดีซะหน่อย"

จากคุณ LEARN from YESTERDAY
“…... ทำดีค่ะมีแต่คนชม คนที่ด่า ก็นะมันเป็นความคิดเห็นของเขา แต่เราคิดว่าคนพวกนี้มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ช่วยก็ไม่ช่วย พอเขาทำผลงานก็ออกมาขัด วัฒนธรรมมันอยู่มาได้เพราะมันมีการปรับตัว ถ้าไม่มีการปรับตัว ก็อย่างที่หลายๆท่านว่า วัฒนธรรมนั้นตาย นึกไม่ถึงจะมีคนดราม่า หมดคำพูด"

จากคุณ บัวบานสีชมพู
“…... ทำให้ของไทย วัฒนธรรมไทยกลายเป็นของสูงจนแตะต้องไม่ได้นี่แหละ ที่จะทำให้มันหายไป ออกจากกะลามาดูโลกภายนอกบ้างนะ"

จากคุณ สมาชิกหมายเลข 3427595
“…... MV ใช้ตัวละครในวรรณคดีแต่ได้นำมาแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะแขนงหนึ่งของไทย แต่เรื่องดั้งเดิมเราก็เอาของอินเดียมา
เราต้องดูที่จุดประสงค์ เราดูแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้วัฒนธรรมไทยเสียหาย ตราบไรที่ยังคิดว่าแตะต้องไม่ได้เปลี่ยนไม่ได้ มันจะหยุดอยู่แค่นั้น"

จากคุณ David_kop
“…... ป้าลัดดา และพวกไดโนเสาร์เนี่ย ซื้อลิขสิทธิ์มาเท่าไหร่หรอครับ ถึงคิดว่า ตัวเองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ "วัฒนธรรมไทย" แต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่เป็นสิทธิ์ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ถึงได้คิดว่า มีแต่พวกตัวเองเท่านั้นที่เป็นคนนิยาม "วัฒนธรรมไทย" ว่าจะต้องเก่าแก่ จะต้องสูงส่งขึ้นหิ้ง จะต้องกราบเช้ากราบเย็น ถ้าคิดว่าจะเก็บไว้เป็นสมบัติของตัวเอง ไม่ใช่สมบัติของประชาชนคนไทยที่ใครก็เข้าถึงได้ นิยามสิ่งเหล่านั้นร่วมกันได้ ก็กอดไว้แล้วปล่อยให้ตายคาอ้อมกอดวัฒนธรรมของตัวเองไปพร้อมกันเถอะครับ”

จากคุณ กฤษณาต้องน้ำ
“…... เขาไม่เข้าใจเหรอว่าวัฒนธรรมที่มันก็เหมือนต้นไม้ ถ้าอยากให้มันคงอยู่ ก็ต้องให้ วัฒธรรมมีการเติบโต งอกเงย ขยายฐาน หยั่งรากลึกต่อยอด ผลิดอก ออกผล มันจึงจะคงอยู๋ไปชั่วลูกชั่วหลาน ไม่ใช่ของเก่าเราไม่เอา แต่เราก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

ไม่ใช่ว่าไม่ยอมให้เเปลงจนวัฒธรรมกลายเป็น บอนไซ ไม่เติบโต ไม่สามารถแผ่กิ่งก้านสาขา ผลิดอกออกผล แล้ววัฒนธรรมจะคงอยู่ยืนนานได้อย่างไง”


















ถามคนไทยส่วนใหญ่หรือยัง ว่าเจตนาที่คุณบัณฑิตต้องการจะทำนั้นบ่อนทำลายศิลปะจริงหรือ? การทำ MV ของคุณบัณฑิต ทำให้ภาพลักษณ์ตัวละคร, โขน หรือ ทศกัณฐ์ แย่ลงในสายตาคนทั่วไป จริงหรือ

หรือไม่สนอะไรทั้งนั้น ฉันนี่แหละผู้เชี่ยวชาญ ถ้าฉันบอกว่าไม่เหมาะสมก็คือ ไม่เหมาะสม

ขอบคุณที่มา: สมาชิกหมายเลข 1985636
http://pantip.com/topic/35628994