วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 11, 2569

‘ไอ๊ซ์’ และภาวุธ พรรค ปชน. ต้านโครงการ TH-AI Passport สุดลิ่ม ว่าเปิดรับฟังความเห็น “จะรับฟังไปทำไม...รับฟังไปแล้วแต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้”

กระทรวงดิจิทัลฯ เปิดรับฟังความเห็นต่อโครงการ  วันนี้ (๑๑ มิถุนา) โดน สส.พรรคประชาชนดักทางไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่า “จะรับฟังไปทำไม...รับฟังไปแล้วแต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้” ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ย้ำว่า

“เป็นการดึงคนในวงการเข้าไปฟอกขาวสร้างความชอบธรรม” เขาแนะให้ไปอ่านหรือดูคลิปที่รักชนก ศรีนอก  เอาข้อเท็จจริงมาตีแผ่ให้เห็นว่า เอกสารข้อกำหนดขอบข่ายงาน หรือ TOR ของกระทรวงดีอี เหมือนกันเป๊ะกับโครงการของกระทรวง อว.

โครงการ National Credit Bank ของกระทรวงอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ฯ มูลค่า ๓๘๔ ล้านบาท ภายใต้กำกับของ รมว.ศุภมาส อิศรภักดี นอกจากใช้ TOR เดียวกับโครงการแจกเอไอของ รมว.ไชยชนก ชิดชอบ มูลค่า ๑,๖๒๑ ล้าน แล้ว

บริษัทกิจการค้าร่วมที่ชนะประมูลของทั้งสองกระทรวง รวมทั้งหมด ๕ บริษัทอยู่ในเครือข่ายธุรกิจเดียวกัน และมีเจ้าของเดียวกัน และเชื่อว่าผู้ที่เขียน TOR ของทั้งสองกระทรวง “เป็นบริษัทเอกชน ที่มีความเกี่ยวข้องกับทั้ง ๒ โครงการ”

จึงไม่แปลกที่ ไอ๊ซ์ บอกว่าต้องยกเลิกโครงการ TH-AI Passport เสียเถอะ “เพราะนี่มันไม่ใช่เรื่องความคุ้มค่า ไม่ใช่เรื่องประโยชน์ที่คนไทยจะได้เข้าถึง AI แต่มันคือการกระทำอย่างเป็นระบบ” มันเป็นช่องทางคอรัปชั่นตรงกับที่ภาวุธระบุ

ว่า มีโครงการลักษณะเดียวกันนี้อีกนับสิบ “และผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมประมูลแข่งขันล้วนเป็นหน้าเดิมทั้งนั้น มีการสลับกันได้ประมูลโดยไม่มีผู้ประกอบการหน้าใหม่...รูปแบบคือการส่งบริษัทกลุ่มหนึ่งเข้าไปทำราคากลาง

จากเดิมที่ควรต่ำให้สูงขึ้นมาหลายร้อยล้าน...เมื่อรวมหัวกันกำหนดราคาสูงขึ้นมา จึงเลือกว่าใครจะเข้ามาประมูลโครงการ ซึ่งจะได้รับกำไรจำนวนมากจากโครงการนี้ และสุดท้ายก็จะส่งมอบเงินเหล่านี้ให้เครือข่ายพรรคการเมือง”

จะเห็นว่ารัฐบาลตะบี้ตะบันดันโครงการพ้าสปอร์ตเอไอ ไม่แคร์กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใส ให้รองโฆษก (หน้าใส) ประจำสำนักนายกฯ ออกมาแถไถ โดยเฉพาะตอบโต้ฝ่ายค้านอีกราย นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งเรียกร้องให้ทบทวนและปรับร่างขอบเขตงาน ‘TOR’ ว่าลงนามไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่รับว่าจะเอาไปคุญกับผู้รับเหมาว่าจะปรับเพิ่มอะไรได้บ้างไหม ใช้คำหรูว่า “บริหารสัญญาให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/PnTcuAe2gsXjV, https://www.facebook.com/thestandardth/posts/32XcLBLhm และ https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/YMaqRiC8dE4) 

9 ปีที่รอความเป็นธรรม จากผมดำกลายเป็นขาวโพลน ทั้งที่แม่เพิ่งอายุ 50 - การต่อสู้ของ ‘แม่น้องเมย’ ทวงความยุติธรรมให้ลูกชายสู่ปีที่ 9 ขึ้น ‘ศาลทหาร’ ที่ไร้ทางสู้คดี แต่แม่ยังคงสู้ต่อ


.....

ตุ๊ดส์review
15 hours ago
·
การต่อสู้ของ ‘แม่น้องเมย’ ทวงความยุติธรรมให้ลูกชายสู่ปีที่ 9 ขึ้น ‘ศาลทหาร’ ที่ไร้ทางสู้คดี แต่แม่ยังคงสู้ต่อ

1) ล่าสุดคุณหมวย แม่ของ #น้องเมย post facebook ว่าตนได้รับหมายศาลจากค่ายทหารให้ไปขึ้นศาล ซึ่งเป็นศาลทหาร และนี่คือ การต่อสู้เป็นเวลา 9 ปีของแม่หมวยที่ลูกชาย ยังไม่ได้รับความยุติธรรม

2) นางสุกัลยา ตัญกาญจน์ (แม่น้องเมย) คือ มารดาของนักเรียนเตรียมทหาร ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ (น้องเมย) เสียชีวิตในปี 2560 หลังจากถูกรุ่นพี่และครูฝึกสั่งลงโทษทางวินัย จนนำไปสู่การต่อสู้คดีความยาวนานกว่า 9 ปี โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด

3) 22 ก.ค. 2568 ศาลทหารชั้นฎีกาได้อ่านคำพิพากษาตัดสินจำคุกจำเลยรุ่นพี่ 4 เดือน 16 วัน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี โดยให้เหตุผลว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษมาก่อน โดยข้อความคำพิพากษาระบุว่า “การลงโทษไปก็ไม่เป็นประโยชน์” ให้จำเลยปรับปรุงตัว รับราชการรับใช้ชาติต่อไป จะเป็นประโยชน์มากกว่า...จึงทำให้ผู้กระทำไม่เคยได้รับโทษแม้แต่วันเดียว

4) แม่น้องเมยและครอบครัวได้ทำหนังสือยื่นเรื่องต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อให้พิจารณาจริยธรรมของจำเลยในคดีนี้ ว่ายังคงเหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาให้เข้ารับราชการตำรวจต่อไปหรือไม่ เนื่องจากครอบครัวมองว่าผู้กระทำผิดได้รับโอกาสในอาชีพการงาน

5) ปัจจุบัน คุณแม่และครอบครัวยังคงเดินหน้าติดตามผล+ขอความเป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยคุณแม่ได้ระบุถึงความเจ็บปวดและถามหาความรับผิดชอบทางวินัย ควบคู่ไปกับการเข้ารับฟังคำสั่งและนัดหมายจากอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 12 อย่างต่อเนื่อง

6) ทำไมจึงเป็นการขึ้นศาลที่ไร้ทางต่อสู้? เพราะการขึ้นศาลของพลเรือนมีข้อบังคับว่า คดีที่ขึ้นศาลทหาร จำเลยมีสิทธิตั้งทนายสู้คดีได้ แต่โจทก์ที่เป็นพลเรือน คือฝั่งคุณแม่ ไม่มีสิทธิตั้งทนายมาว่าความเหมือนศาลพลเรือน ผู้เสียหายเลยไม่มีทนายฝั่งตัวเองคอยนำเสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติมหรือซักค้านจำเลย ต้องมอบคดีให้อัยการทหารเป็นผู้ฟ้อง ต้องยอมรับตามสำนวนและการนำสืบของศาลทหารเท่านั้น จึงทำให้ยากมากที่คุณแม่จะได้รับสิ่งที่ตนเรียกร้องมาตลอด 9 ปี

7) ความน่าเศร้ากว่านั้น คือ ปี 2568 พรรคประชาชน นำโดย ส.ส. วิโรจน์ ผลักดันให้คดีทหารทุจริตไปขึ้นศาลพลเรือน แต่ กมธ. กฎหมายฯ ในสัดส่วนพรรคเพื่อไทย กลับมีมติเสนอแก้กฎหมายให้คดีทหารทุจริตยังคงขึ้น "ศาลทหาร" เหมือนเดิม นั่นหมายความว่า การเปลี่ยนแปลงจึงไม่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้สำเร็จ

ส่งกำลังใจให้แม่น้องเมย และครอบครัว ให้ได้รับความยุติธรรม โดยไวที่สุด

ผมวอนขอให้สังคมแชร์เรื่องนี้ออกไป อย่าลืมมันได้ไหม? มันไม่ใช่แค่ 9 ปีของแม่คนหนึ่ง แต่มีแม่อีกหลายคน ที่ลูกและครอบครัวของเขารอความยุติธรรม ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ... และยังรอคอยต่อไปครับ ตราบใดที่โครงสร้างอำนาจและกระบวนการยุติธรรมยังไม่ได้รับการแก้ไขในประเทศไทย




https://www.facebook.com/photo/?fbid=1583827319974893&set=a.808136554210644



ข้อคิดถึง ระบบราชการ ของ เดวิด เกรเบอร์ (David Graeber) นักมานุษยวิทยา Anarchist และนักเขียนชาวอเมริกัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122191512224797603&set=a.122110176374797603

เดวิด เกรเบอร์ เสนอความเห็นว่า ระบบราชการสมัยใหม่มักทำมากกว่าแค่บริหารจัดการบริการ—พวกเขาสร้างระบบที่ทำให้ผู้คนต้องพิสูจน์คุณค่าของตนเองอยู่ตลอดเวลา ในสังคมกำลังพัฒนาและสังคมหลังยุคอาณานิคมหลายแห่ง ปัญหานี้อาจยิ่งเด่นชัดขึ้น เมื่อประชาชนต้องเผชิญกับโครงสร้างระบบราชการที่ซับซ้อน เอกสารมากมาย และผู้คุมกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและสวัสดิการ ผลที่ตามมาคือ ระบบราชการบางครั้งอาจสร้างความเหลื่อมล้ำ ทำให้ผู้ที่อ่อนแอรู้สึกรับผิดชอบต่อสภาพการณ์ที่มักถูกกำหนดโดยโครงสร้างทางสังคมและการเมืองที่ใหญ่กว่า ทำให้คนยากจนรู้สึกแย่และโทษตัวเอง
.....

เพิ่มเติม

1. ระบบราชการไม่ได้แค่ "บริการ" แต่คือ "การพิสูจน์คุณค่า" (เพื่อลดทอนศักดิ์ศรี)

ในอุดมคติ ระบบราชการถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นฟันเฟืองในการกระจายความช่วยเหลือและสวัสดิการอย่างเท่าเทียม แต่เกรเบอร์มองเห็นว่า ในความเป็นจริง มันกลับทำงานในลักษณะ "การควบคุมและจับผิด" * แทนที่รัฐจะมองว่าสวัสดิการคือ "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ที่ประชาชนทุกคนพึงได้ ระบบราชการกลับตั้งต้นจากความหวาดระแวงว่าประชาชนจะมาโกงหรือเอาเปรียบรัฐ

ประชาชนจึงมีหน้าที่ต้อง "พิสูจน์ตนเอง" ผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น ต้องพิสูจน์ว่าตัวเอง "จนจริง" "ลำบากจริง" หรือ "เป็นคนดีพอ" ที่จะได้รับความช่วยเหลือ ยิ่งกระบวนการยาวนานเท่าไหร่ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็ยิ่งถูกลดทอนลงเท่านั้น

2. กำแพงเอกสาร (Paperwork) ในประเทศกำลังพัฒนา: เครื่องมือคัดคนออก

ในสังคมกำลังพัฒนาหรือสังคมหลังยุคอาณานิคม โครงสร้างระบบราชการมักถูกส่งต่อมาจากเจ้าอาณานิคมเดิม หรือถูกสร้างขึ้นโดยเน้นการรวมศูนย์อำนาจและการควบคุม เอกสารมากมาย (Red Tape) และผู้คุมกฎ (Gatekeepers) เช่น เจ้าหน้าที่รัฐ จึงกลายเป็น "กำแพง" สูงลิ่ว

ต้นทุนที่มองไม่เห็น: คนรวยหรือคนชั้นกลางมีต้นทุน (เวลา, เงิน, เส้นสาย, การศึกษา) มากพอที่จะข้ามกำแพงเอกสารเหล่านี้ได้

กับดักของคนเปราะบาง: แต่สำหรับคนยากจน การเดินทางมาอำเภอ การกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ที่เข้าไม่ถึง หรือการต้องหาใบรับรองสารพัดชนิด มีต้นทุนที่พวกเขารับไม่ไหว ผลคือ คนที่มีความต้องการสวัสดิการมากที่สุด กลับเป็นกลุ่มคนที่ถูกระบบสกรีนออกไปมากที่สุด เพราะไม่มีปัญญาข้ามกำแพงเอกสารนี้

3. การโยนบาปให้ปัจเจก (Individualizing Structural Failure)

นี่คือจุดที่โหดร้ายที่สุดของระบบนี้ครับ เมื่อระบบราชการสร้างเงื่อนไขที่ยากเกินไปจนคนยากจนเข้าไม่ถึงสิทธิ ผลลัพธ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นคือ "การโทษตัวเอง" * จากปัญหาระดับโครงสร้าง... ความยากจน การเข้าไม่ถึงการศึกษา หรือการไม่มีงานทำ แท้จริงแล้วเกิดจากความล้มเหลวในการบริหารของรัฐ การทุจริตคอร์รัปชัน และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ฝังรากลึก

...กลายเป็นความผิดของปัจเจก: แต่เมื่อคนยากจนต้องไปกราบกราน อ้อนวอน หรือถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่รัฐเพราะขาดเอกสารเพียงใบเดียว ระบบกำลังส่งสารทางอ้อมว่า "ที่คุณไม่ได้สิทธิ เพราะคุณไม่พยายามมากพอ คุณไม่ฉลาดพอ หรือคุณไม่พร้อมเอง" ---

บทสรุป ข้อความนี้กำลังบอกเราว่า ระบบราชการในสังคมเหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่ลดความเหลื่อมล้ำ แต่กำลัง "ผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำ" และทำหน้าที่เป็นเครื่องมือซ้ำเติมทางจิตวิทยา ทำให้คนยากจนรู้สึกว่าความลำบากของตนเองคือ "ความล้มเหลวส่วนบุคคล" ไม่ใช่ความล้มเหลวของรัฐบาล ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงครับ




"ภูมิหลังผู้ชนะประมูล-ช่องโหว่ TOR-ความคุ้มค่า" สรุปสารพัดข้อกังขา โครงการ TH-AI Passport


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตรียมเปิดตัวโครงการ TH-AI Passport ให้สิทธิ์ชาวไทย 5 ล้านคนใช้เอไอรูปแบบโปรได้ฟรี รวม 12 โมเดล จากการเปิดเผยของไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี

"ภูมิหลังผู้ชนะประมูล-ช่องโหว่ TOR-ความคุ้มค่า" สรุปสารพัดข้อกังขา โครงการ TH-AI Passport

นงนภัส พัฒน์แช่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว

สองสัปดาห์หลังมีรายงานว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตรียมเปิดตัวโครงการ TH-AI Passport ให้สิทธิ์ชาวไทย 5 ล้านคนใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) รูปแบบโปรได้ฟรี ในเดือนนี้ ก็มีการตั้งข้อสังเกตมากมายทั้งจาก สส.ฝ่ายค้าน และอินฟลูเอนเซอร์สายเทคโนโลยีว่าโครงการที่มีมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทนี้ จะได้ประโยชน์คุ้มค่าจริงหรือไม่

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งกระทู้ถามสดระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 28 พ.ค. โดยอภิปรายว่าเขาพบเรื่อง "บังเอิญ" หลายประการในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้ ขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ลุกขึ้นตอบฝ่ายค้านในหลายประเด็น ทั้งอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีที่ไม่ได้มีความรับผิดชอบเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยตรง ไปจนถึงที่มาและความสำคัญของโครงการ

"ผมไม่คิดว่าผมจะต้องมาอธิบายว่าฟรีกับโปรมีศักยภาพ ผลิตผลที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลแบบไหน" นายไชยชนกกล่าวในช่วงหนึ่งของการตอบกระทู้ถาม พร้อมเน้นย้ำถึงความสำเร็จในการจัดหาเอไอให้กับประชาชน 5 ล้านคนได้ด้วยราคาเฉลี่ย 27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถือว่าถูกกว่าสิงคโปร์ 20 เท่า เพื่อนำมาเพิ่ม "productivity" หรือศักยภาพการผลิตของประเทศ

โครงการ TH-AI Passport หรือ "โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย" เริ่มประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างไปตั้งแต่ 17 พ.ย. 2568 จนได้ผู้ชนะการประกวดราคามาแล้ว แต่เมื่อมีกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย กระทรวงดีอีจึงประกาศจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 11 มิ.ย. นี้

ทว่าตามการชี้แจงของนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ความคิดเห็นที่จะมีการแลกเปลี่ยนบนเวทีในวันพฤหัสบดีนี้จะไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขอบเขตของงาน หรือ TOR ในการจัดซื้อจัดจ้างได้

ก่อนถึงวันที่กระทรวงดีอีเปิดเวทีฟังความคิดเห็น บีบีซีไทยรวบรวมข้อกังขาต่าง ๆ และคำชี้แจงจากกระทรวงดีอี

1. ใช้งบประมาณ "สูงเป็นประวัติการณ์" และเป็นเงินนอกงบประมาณที่ไม่ต้องผ่าน ครม.

ประเด็นแรกที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ตั้งกระทู้ถามกับ รมว.ดีอี คือเรื่องการใช้งบประมาณของโครงการ

สส.ปชน. เปิดข้อมูลโครงการกลางสภาว่า โครงการ TH-AI Passport ดำเนินการภายใต้ "กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" ซึ่งกองทุนนี้ได้รับงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ปีละ 2,000 ล้านบาท จากข้อมูลพบว่าแต่ละปีกองทุนนี้จะมีเงินเหลือประมาณ 1,500–1,600 ล้านบาท

งบประมาณจากกองทุนนี้ถือเป็นกองทุนนอกงบประมาณที่ไม่ต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นายภาวุธอภิปรายต่ออีกว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สดช. เจ้าของโครงการ TH-AI Passport เคยตอบคำถามกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของสภาผู้แทนราษฎรว่า จำนวนกลุ่มเป้าหมาย 5 ล้านคน มาจากการคำนวณเงินที่เหลือจากกองทุนนี้ โดยประมาณงบประมาณเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 300 บาท ทำให้หารออกมาได้ 5 ล้านคน ซึ่ง สส.พรรคสีส้มชี้ว่า "กลายเป็นว่าที่มาของโครงการนี้ ไม่ได้มาจากความต้องการจริงของประเทศไทยเลย"

เขายังเน้นย้ำถึงมูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาทด้วยว่าถือเป็นงบฯ ที่ "สูงเป็นประวัติศาสตร์" ในการทำโครงการของกระทรวงดีอี ขณะที่หน่วยงานซึ่งขอใช้งบประมาณคือ สดช. มีชื่อผู้บริหารซ้ำซ้อนกับผู้บริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลฯ ซึ่งเขาตั้งคำถามว่าเป็นเหมือนการ "ตั้งเอง ชงเอง และตบเอง" ซึ่ง "เป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่"

ภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งกระทู้ถามสดเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 28 พ.ค. โดยระบุว่าการดำเนินโครงการมี "เรื่องบังเอิญ" หลายประการ

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ลุกขึ้นตอบคำถามนี้โดยไล่เรียง "ความสำคัญ" และ "ความจำเป็น" ของเอไอ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต (productivity) ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่อนาคตจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

นายไชยชนกบอกว่าการเพิ่มอัตราการใช้เอไอเป็นเรื่อง "สำคัญ จำเป็น และเร่งด่วน" นั่นคือสาเหตุที่ทำให้โครงการนี้เลือกใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลฯ แทนที่จะใช้งบประมาณประจำปี เพราะในขณะที่รัฐบาล "อนุทิน 1" เข้าปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 1 ต.ค. 2568 ก็ไม่ทันกับรอบงบประมาณประจำปีที่ผ่านมาแล้ว เขาจึงต้องหาแนวทางในการดำเนินโครงการนี้เพื่อให้ไทยไม่ "ตกหลุ่ม" ของการที่มีแรงงานลดลงในวันข้างหน้า

เขายังยืนยันอีกว่าการใช้เงินในโครงการนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนพัฒนาดิจิทัลฯ และเป็นไปตาม พ.ร.บ.ดีอี หรือชื่อเต็มคือพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560

ส่วนประเด็นเรื่องจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ นายไชยชนกบอกว่าเขาไม่ทราบเรื่องที่หน่วยงานชี้แจงที่มาของจำนวนสิทธิ์ 5 ล้านคนในลักษณะนั้น แต่เขามองว่าการกำหนดกลุ่มเป้าหมายจำนวน 5 ล้านสิทธิ์จะทำให้อัตราการใช้เอไอของคนไทยเพิ่มขึ้นมาเหนือเกณฑ์มาตรฐานของโลก (global benchmark)

"ตัวโครงการไม่ได้เป็นโครงการที่นำมาซึ่งการแจกเอไอโปรในรูปแบบฟรีอย่างเดียว นโยบายผมที่ผมได้มอบให้กับหน่วยงานไป คือการพัฒนาในเรื่องของ AI adoption (การนำเอไอมาใช้), AI literacy (ความรู้เท่าทันเอไอ) ของประเทศ และ ecosystem (ระบบนิเวศ) ของเอไอ" นายไชยชนกตอบกระทู้ถามในสภา พร้อมเน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่เพียงจะแจกเอไอให้ประชาชนใช้ฟรีเท่านั้น แต่จะยังรวมถึงการออกแบบ "คอร์สเรียน" ให้ประชาชนศึกษาทักษะในการป้อนคำสั่ง (prompting) ด้วย

เขาอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้เพิ่มเติมในวันเดียวกัน (28 พ.ค.) ว่าโครงการนี้มีแผนจัดหาเอไอจำนวน 12 โมเดลให้กับประชาชน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงเอไอ หลังมีผลการศึกษาพบว่าไทยมีอัตราการเข้าถึงเอไออยู่ที่ 10.7% ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน อาทิ เวียดนาม และสิงคโปร์ อีกทั้งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกณฑ์มาตรฐานของโลกซึ่งอยู่ที่ 16.3% ซึ่งโครงการ TH-AI Passport จะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงเอไอของไทยให้กลายเป็นประมาณ 23% อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเวียดนาม โดยใช้งบเฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี หรือประมาณ 27 บาทต่อเดือนเท่านั้น


ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี มองว่าโครงการ TH-AI Passport จะช่วยเพิ่มอัตราการใช้เอไอของคนไทยให้อยู่ในระดับใกล้กับเวียดนาม

2. ภูมิหลังกลุ่มบริษัทผู้ชนะประกวดราคา

อีกประเด็นที่นายภาวุธตั้งคำถามในสภาคือสิ่งที่เขาบอกว่าเป็น "เรื่องบังเอิญ" หลายประการในกระบวนการประกวดราคา

นายภาวุธกล่าวว่าระยะเวลาตั้งแต่ประกาศการประกวดราคาไปจนถึงวันที่บริษัทต่าง ๆ ต้องยื่นเสนอราคา มีกรอบเวลาที่สั้นมาก คือเพียง 34 วันเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เขามองว่า "น่าแปลกใจ" สำหรับโครงการที่มีมูลค่าขนาดนี้ พร้อมตั้งคำถามว่าการที่บริษัทสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จนสามารถยื่นเสนอราคาได้ทันเวลา เป็นเพราะรู้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ว่าจะมีการประมูลโครงการนี้

สส.ฝ่ายค้านผู้นี้ยังกล่าวในสภาว่ากลุ่มบริษัทที่ยื่นประมูลโครงการ TH-AI Passport คือกลุ่มบริษัทเดียวกันกับบริษัทที่เป็นผู้ตั้งราคากลาง และบริษัทที่ชนะการประมูลก็ชนะด้วยราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงราว 1.5% นับว่าบังเอิญเกินไปหรือไม่

นอกจากนี้ สส.พรรคประชาชน ยังอ้างว่า 3 บริษัทที่เข้ามาทำราคากลางให้กับโครงการ TH-AI Passport เป็นกลุ่มเดียวกันกับบริษัทที่ชนะการประมูลโครงการจัดทำแพลตฟอร์มคลังหน่วยกิตของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และโครงการเกี่ยวกับระบบดิจิทัลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีมูลค่ารวมกันหลักหมื่นล้านบาท และยังชนะโครงการแข่งขันรถโมโต จีพี ที่ จ.บุรีรัมย์ ด้วย เขาจึงตั้งคำถามไปถึงไชยชนกว่า กลุ่มบริษัทดังกล่าวได้รับงานเชื่อมโยงกับกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) บริหารหรือไม่

อย่างไรก็ดี นายไชยชนกชี้แจงประเด็นนี้เพียงสั้น ๆ โดยระบุว่าเขาเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบาย (policy maker) เขาดูเพียงเรื่องของนโยบายว่าตรงกับนโยบายของรัฐบาลและเป้าหมายของตัวเองหรือไม่ และพิจารณาว่าโครงการคุ้มค่ากับงบประมาณของแผ่นดินหรือไม่ เรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือ TOR ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของเขา แต่หากมีข้อสงสัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทุกอย่าง

"ใครจะได้รับโครงการ รับงาน ไม่ได้เป็นประเด็นและเป็นเรื่องของผมครับ" นายไชยชนกกล่าวโดยย้ำว่าเขาได้มอบนโยบายไปว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร ผู้รับงานก็ไปทำหน้าที่ส่งมอบงานตามนโยบาย ซึ่งหากทำไม่ได้เขาก็มีหน้าที่ไปจัดการ

รมว.ดีอี ยังโต้แย้งด้วยว่า กระบวนการในการดำเนินโครงการนี้ไม่ได้ใช้เพียง 34 วัน ตามที่ สส.ฝ่ายค้านกล่าวอ้าง แต่ใช้เวลาถึง 5 เดือน ผ่านทั้งการประชาพิจารณ์และกระบวนการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สำหรับกระบวนการดำเนินโครงการ TH-AI Passport มีคำชี้แจงจากนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอีในเวลาต่อมา ซึ่งไล่เรียงช่วงเวลาของการดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
  • 17 พ.ย. 68 ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้าง
  • 15-22 ธ.ค. 68 ทำประชาพิจารณ์ TOR (5 วันทำการ)
  • 24 ธ.ค. 68 – 26 ม.ค. 69 ประกาศเชิญชวน
  • 27 ม.ค. 69 เปิดให้เสนอราคา
  • 27 ก.พ. – 11 มี.ค. 69 ประกาศผู้ชนะ และเปิดให้อุทธรณ์
  • 7 เม.ย. 69 ลงนามในสัญญา
ปลัดกระทรวงดีอีระบุด้วยว่า โครงการนี้มีผู้ร่วมเสนอราคาจำนวน 3 กลุ่ม ซึ่งผู้ชนะการประกวด คือ "กิจการค้าร่วมทีเอช" เสนอราคา 1,621 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ประมาณ 1.76 %

เกี่ยวกับกรอบเวลายื่นประมูล บีบีซีไทยสืบค้นเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่ามีการประกาศเชิญชวนให้ผู้ประกอบการยื่นข้อเสนอโครงการนี้ในวันที่ 24 ธ.ค. 2568 โดยกำหนดให้ต้อง "แสดงหลักฐานถึงขีดความสามารถและความพร้อมที่มีอยู่ในวันยื่นข้อเสนอ" โดยผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์กำหนด และต้องเสนอราคาทางระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ในวันที่ 27 ม.ค. 2569 ระหว่างเวลา 9.00 - 12.00 น.

หากนับช่วงวันตั้งแต่ที่มีประกาศฉบับนี้จนถึงวันที่ผู้ประกอบการต้องยื่นเสนอราคาจะมีระยะเวลา 34 วันตามที่ สส.พรรคประชาชน อภิปรายในสภา

ประกาศยื่นเสนอราคาดังกล่าวมีการระบุคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่มีสิทธิ์ยื่นข้อเสนอ, เอกสารต่าง ๆ ที่ต้องจัดเตรียม ไปจนถึงมีการแนบเอกสารขอบเขตของงาน หรือ TOR ไว้ด้วย

3. กำหนดสเปกประชาสัมพันธ์เอื้อไม่กี่กลุ่มทุน

นายภาวุธยังตั้งคำถามถึงการกำหนดสเปกใน TOR ว่าต้องมีการลงโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการนี้ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา ซึ่งเขาอ้างว่ามีเพียงกลุ่มทุนสื่อรายเดียวที่ครอบครองสิทธิ์นี้และคือกลุ่มทุนที่ได้งานไป

เกี่ยวกับประเด็นนี้นายไชยชนกชี้แจงว่า การรับรู้ของประชาชนคือสิ่งที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการ โดยเขายกตัวอย่างโครงการที่กระทรวงดีอีเคยประสานกับกูเกิล (Google) ให้กลุ่มเป้าหมายสามารถใช้เอไอเจมิไน (Gemini) ระดับโปรได้ฟรี 1 ปี พบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์จริงเพียง 200,000 กว่าคน พอมาถึงโครงการ TH-AI Passport ครั้งนี้จึงพยายามเน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์

4. ดีลผ่านคนกลาง

สส.พรรคประชาชน ยังตั้งคำถามถึงวิธีการในการ "ดีล" หรือการประสานงานขอใช้เอไอ ว่าเหตุใดจึงต้องจ้าง "คนกลาง"

เขายกตัวอย่างว่าประเทศสิงคโปร์ได้ทำโครงการเอไอโดยเจรจาตรงกับโอเพนเอไอ (OpenAI) บริษัทเจ้าของแชทจีพีที จนโอเพนเอไอตกลงที่จะลงทุนตั้งแล็บในสิงคโปร์ ในขณะที่ไทยต้องเสียส่วนต่างให้กับคนกลางและยังทำให้เสียสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้จากการดีลตรงหรือไม่

ประเด็นนี้ นายไชยชนกตอบว่าเป็นนโยบายของบริษัทเจ้าของเอไอต่าง ๆ ที่จะไม่ดีลตรงกับภาครัฐ พร้อมปฏิเสธว่าสิงคโปร์ก็ไม่ได้ดีลตรงกับทางบริษัทเจ้าของเอไอเช่นกัน เพราะเป็นการฝ่าฝืนนโยบายของบริษัท (against company's policy)

"ท่านบอกว่าทำไมไม่ดีล (เจรจาต่อรอง) ตรง มันดีลตรงไม่ได้ครับ company policy (นโยบายบริษัท) ของทุก ๆ องค์กรที่อยู่นี้ ที่ท่านพูดถึงเนี่ย เขาไม่สามารถดีลตรงกับหน่วยงานทางภาครัฐได้ครับ" นายไชยชนกกล่าวในสภาผู้แทนราษฎร

รมว.ดีอียังไล่เรียงต่อไปโดยยกตัวอย่างกรณี "สมมติ" ว่าหากมีการดีลตรงได้ สิ่งที่เขามองว่าจะเกิดขึ้นมีอยู่ 2 แนวทาง คือ
  • Subscription-based (คิดราคาตามการสมัครรับบริการ)
เขาอธิบายว่าคือการต้องใช้แพลตฟอร์มของผู้ให้บริการดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ข้อมูลทุกอย่างถูกนำไปประมวลผลยังต่างประเทศ โดยที่ฝ่ายไทยไม่สามารถต่อเติมหรือเรียนรู้เพื่อต่อยอด (learn to earn) อะไรได้ ซึ่งจะไม่ได้พัฒนาระบบนิเวศด้านเอไอและบุคลากรของไทย
  • Token-based (คิดราคาตามปริมาณการใช้โทเคน)
ในบริบทนี้ โทเคน (Token) น่าจะหมายถึงหน่วยย่อยของข้อมูลที่เอไอใช้ประมวลผล ซึ่งผู้ให้บริการเอไออาจใช้ในการกำหนดค่าใช้จ่ายในการให้บริการตามการใช้งาน เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับมิเตอร์แท็กซี่ที่วิ่งตามระยะทาง

รัฐมนตรีดีอีอธิบายว่าหากเจรจาต่อรองโดยตรงแล้วผลออกในรูปแบบนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือฝ่ายไทยต้องหาเอพีไอ (Application Programming Interface-API ซึ่งหมายถึงตัวกลางที่ช่วยเชื่อมต่อซอฟต์แวร์สองส่วนเข้าด้วยกัน) มาประกอบหน้าเพื่อนำโทเคนนั้นไปใช้กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ อยู่ดี ซึ่งเขามองว่า "ทำแบบนั้นไม่ได้และไม่มีประสิทธิภาพ"


โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอีมีการลงนามในสัญญาไปแล้วตั้งแต่ 7 เม.ย. ก่อนจะถูกตั้งข้อสังเกตหลายประการในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้านนายภาวุธ แย้งว่าโครงการที่กระทรวงดีอีเคยเปิดให้ใช้เอไอเจมิไน ก็มาจากการติดต่อกูเกิล ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของเอไอตัวนี้โดยตรงไม่ใช่หรือ และเหตุใดโครงการ TH-AI Passport จึงไม่ทำแบบเดียวกัน

ขณะที่นายไชยชนกตอบในช่วงต่อมาว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นความริเริ่มของรัฐ แต่คือโครงการที่บริษัทกูเกิลตั้งใจจะทำอยู่แล้วในหลายประเทศ กระทรวงดีอีเพียงประสานขอให้ไทยเข้าไปเป็นหนึ่งในประเทศที่บริษัทจะทำโครงการ ซึ่งการทำเช่นนั้นคือการใช้ระบบนิเวศทางเอไอของบริษัทต่างชาติ ต่างจาก TH-AI Passport ที่ตั้งใจจะให้นำมาต่อยอดในไทยได้

5. ช่องโหว่ TOR ทำให้อาจได้ "เอไอออฟไลน์"

ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกหยิบยกมาพูดในการประชุมสภาผุ้แทนราษฎร แต่ถูกตั้งข้อสังเกตโดยนายธนานนท์ ปฏิญญาศักดิกุล ยูทิวเบอร์สายไอที ที่ตั้งคำถามผ่านบัญชียูทิวบ์ "9arm" ที่มีผู้ติดตามกว่า 1.58 ล้านคน

ในคลิปวิดีโอยาว 50.41 นาที นายธนานนท์ไล่เรียงรายละเอียดในเอกสาร TOR ของโครงการ โดยเขามองว่าเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ที่ดีในการจะให้ประชาชนเข้าถึงเอไอมากขึ้น แต่ก็ตั้งคำถามถึงหลายประเด็นในรายละเอียดของ TOR ที่ทำให้อาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริงเท่าที่ควร

ประเด็นหนึ่งที่ยูทิวเบอร์ผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเทนเนสซีเน้นย้ำ คือการที่รายละเอียดใน TOR ไม่ได้กำหนดให้โมเดลเอไอที่บริษัทจัดหานำมาใช้ต้อง "ค้นหา" ได้ ทำให้เอไอที่จะได้มาในราคาที่กระทรวงดีอีตั้งงบเฉลี่ย 27 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น อาจใช้งานได้ในลักษณะ "ออฟไลน์"

เขาอธิบายว่าการใช้งานแบบออฟไลน์เอไออาจตอบคำถามเบื้องต้นหรือสรุปเอกสารต่าง ๆ ได้ แต่ข้อมูลอาจ "ไม่อัปเดต" ด้วยข้อจำกัดใน TOR ที่ทำให้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้

นายธนานนท์ยังตั้งคำถามถึงข้อกำหนดใน TOR ที่ระบุให้ระบบสามารถ "รองรับการเข้าใช้งานพร้อมกันได้ จำนวนไม่น้อยกว่า 500,000 ผู้ใช้งาน ณ ชั่วโมงเดียวกัน" นั้น เมื่อเขาหารตัวเลขออกมาเป็นหน่วยต่อ "วินาที" พบว่าข้อกำหนดนี้คือการให้รองรับผู้ใช้งานพร้อมกันในระดับวินาที ไม่ถึง 140 คน

อย่างไรก็ดี เนื่องจากนี่ไม่ใช่ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามในสภา จึงยังไม่มีคำชี้แจงจากกระทรวงดีอีว่ารายละเอียดเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

ทั้งนี้ จากการเปิดเผยรายละเอียดของโครงการโดยนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เมื่อ 28 พ.ค. เขาระบุว่าโครงสร้างระบบของโครงการนี้จะเปิดให้ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถบริหารจัดการได้หลายรูปแบบ ทั้งการจัดสรรโทเคน (Token Allocation) หรือการใช้ความจุสำรอง (Reserve Capacity) ผ่านคลาวด์ประมวลผลแบบ TPU/GPU หรือจะใช้บริการแบบผสมผสาน (Hybrid Model) ก็ได้ โดยมีออกข้อกำหนดทางเทคนิคไว้แบบเน้นผลลัพธ์การใช้งานจริงมากกว่ากำหนดจำนวนโทเคนแบบตายตัว

นายไชยชนกระบุเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลว่าผู้ให้บริการจะไม่สามารถนำข้อมูลของผู้ใช้งานในโครงการ TH-AI Passport ไปสร้างเนื้อหาใหม่ (Gen AI) ต่อได้ เนื่องจากข้อมูลผู้ใช้งานและคำสั่ง (prompt) ต่าง ๆ จะถูกจัดเก็บบนคลาวด์ในประเทศไทย และเข้าถึงได้เฉพาะในรูปแบบที่ไม่ระบุตัวตน (anonymous) เท่านั้น โดยการยืนยันบัญชีผู้ใช้งานในโครงการจะเป็นเพียงการยืนยันสิทธิ์การใช้งานสำหรับคนไทยเท่านั้น โดยที่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่เจ้าของโมเดลเอไอ

6. ความคุ้มค่าของโครงการ

อีกประเด็นที่โครงการนี้ถูกตั้งคำถามคือเรื่องความคุ้มค่าของโครงการ ซึ่งนายภาวุธอภิปรายในสภาเมื่อ 28 พ.ค. ว่าการจะแจก 5 ล้านสิทธิ์จะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่ซ้ำซ้อนกับผู้ที่เข้าถึงเอไออยู่แล้ว ซึ่งอาจทำให้ช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงเอไอได้ไม่มากเท่าที่กระทรวงดีอีประเมินไว้

"คนไทยจริง ๆ แล้วเราต้องการใช้เอไอแบบโปร แบบโปรพิเศษถึง 5 ล้านคนเลยหรือครับ ในขณะที่วันนี้เอไอส่วนใหญ่ใช้ฟรี" สส.พรรค ปชน. ตั้งคำถามในช่วงหนึ่งของการอภิปราย

ขณะที่นายไชยชนกโต้ว่า "ท่านอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ท่านบอกว่าท่านอยากจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงดีอี ผมไม่คิดว่าผมจะต้องมาอธิบายว่าฟรีกับโปรมีศักยภาพ ผลิตผลที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลแบบไหน"

"ในฐานะฝ่ายบริหารของประเทศ เป้าหมายของเราคือการยกระดับศักยภาพ productivity (ศักยภาพการผลิต) ของประเทศ เป้าหมายคือให้คน adopt (รับมาใช้) แล้วก็ใช้มากขึ้นถูกไหมครับ" รมว.ดีอี กล่าวในสภาผู้แทนราษฎร "คนไม่อยากใช้แบบที่ต้องเสียตังค์เยอะ ไม่จริงครับ ไม่มีใครสักคนไม่อยากใช้เวอร์ชันโปรมากกว่าเวอร์ชันฟรีในโลกใบนี้ครับ ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เขาไม่สามารถที่จะ afford (จ่าย) ได้ อันนี้คือ gap (ช่องว่าง)"


โครงการ TH-AI Passport ถูกตั้งกระทู้ถามในที่ประชุมวุฒิสภา (ส.ว.) เมื่อ 8 มิ.ย. ด้วย โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ตั้งคำถาม 9 ข้อไปยังรัฐมนตรีกระทรวงดีอี

ข้อสงสัยในหลายประเด็นข้างต้นยังถูกนำมาตั้งกระทู้ถามซ้ำในที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ตั้งคำถาม 9 ข้อไปยังรัฐมนตรีกระทรวงดีอี ทั้งเรื่องระยะเวลาในดำเนินโครงการ, การจัดซื้อผ่านคนกลาง ไปจนถึงการ "มีผู้มีส่วนได้เสีย" ในการดำเนินโครงการหรือไม่

"ทำไมจึงรีบร้อนผลักดันโครงการนี้ ใช้เวลา 34 วันกับงบประมาณ 1,600 กว่าล้าน ไม่เร็วไปหน่อยหรือ มีคนพูดว่าเป็นการเร่งรีบถอนทุนจากการเลือกตั้ง ไม่จริงใช่ไหม ดิฉันไม่เชื่อ" น.ส.นันทนากล่าว

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี ลุกชี้แจงในที่ประชุมโดยกล่าวว่าเป็นคำถามที่ รมว.ดีอี และปลัดกระทรวง ตอบไปแล้วทุกคำถามทั้งในที่ประชุมสภาและตามสื่อต่าง ๆ พร้อมชี้แจงเพิ่มเติมเรื่องการจัดซื้อผ่านคนกลางด้วยว่า โครงการมีข้อกำหนดให้ต้องมีเอไอ "อย่างน้อย 8 เจ้า" ทำให้หากรัฐไปดีลตรงทีละเจ้าตามกรอบการดำเนินการของภาครัฐ เธอไม่แน่ใจว่าระยะเวลา 1 ปีจะเพียงพอหรือไม่ ไปจนถึงตอบข้อสงสัยเรื่องบริษัทกลุ่มเดิม ๆ ได้รับงานประมูลรัฐหลายโครงการ

"ถ้าท่านจะสงสัยแบบนี้ต้องรื้องบประมาณของภาครัฐใหม่หมด เพราะท่านไปดูได้ว่างานแต่ละงานวนไม่กี่เจ้าในแต่ละทรวงเพราะเขามีความสามารถในการทำงาน ไม่ได้หมายความว่ามีการล็อกให้ใคร อย่างใดอย่างหนึ่งทำ" น.ส.แนน บุณย์ธิดา ชี้แจงในที่ประชุม สว.

สำหรับเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการ TH-AI Passport ที่กระทรวงดีอี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ค.) เวลา 9.00 – 12.00 น. นายไชยชนก รมว.ดีอี จะเข้าร่วมในเวทีด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ยอมรับกับเว็บไซต์ข่าวประชาชาติก่อนหน้านี้ว่าการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวไม่อาจนำไปเปลี่ยนแปลง TOR ของโครงการได้ เนื่องจากมีการลงนามในสัญญาไปแล้ว โดยสิ่งที่ทำได้คือการนำความคิดเห็นไปเจรจากับกลุ่มบริษัทที่เป็นคู่สัญญา ซึ่งเขาเปิดเผยในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.) ว่าบริษัทคู่สัญญาที่ชนะประมูลงานจะมาร่วมรับฟังความคิดเห็นในวันดังกล่าวและช่วยตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ด้วย


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport วันที่ 11 พ.ค.

https://www.bbc.com/thai/articles/cq5128q8g9eo




คน IT ขอนำร่องไปก่อน ส่วนมากไม่เห็นด้วย กับโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,650 ล้านบาท


Thanachart Numnonda 
19 hours ago
·
มีคนบอกว่า โครงการ TH-AI Passport ทำไมคนไอทีส่วนมากถึงได้ออกมาประสานเสียงเดียวในทางไม่เห็นด้วย

โครงการ AI เป็นงานเทคนิค มันเป็นเรื่องวิชาการ และใช้ข้อเท็จจริงตรวจสอบและทำการพิสูจน์ได้ ไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่มีเรื่องของพรรคการเมือง ยิ่งคนที่เชี่ยวชาญ คนที่พัฒนา และคนที่ใช้งาน ย่อมทราบว่ามันคุ้มค่าหรือไม่
 
ถ้าดีจริงมีประโยชน์ต่อส่วนรวม ทุกคนก็คงเห็นด้วยครับ คนไอทีและคนใช้งาน AI จ่ายค่าแอป AI เวอร์ชั่น Plus/Pro ก็เดือนละเกือบ 700 บาท ยิ่งบางคนอย่างผมเกือบหมืนบาท

ถ้ารัฐบาลมีแอป AI เวอร์ชั่น Pro ดีๆออกมาแจกฟรี มีคนไอทีคนไหนไม่อยากได้ มีใครที่ไหนอยากจะจ่ายเงินเดือนละหลายร้อยบาท เพื่อใช้ AI ทำงานที่มีคุณภาพ ทุกคนก็คงเลิกจ่ายเงินหันมาใช้ของฟรีของรัฐ
 
แต่ก็เพราะคนในวงการไอทีที่เขาลงมือทำจริง รู้จริง เขารู้นี่ครับว่า ขืนไปใช้สิ่งอ้างว่าเป็นเวอร์ชั่น Pro มันไม่ใช่ มันแทบไม่ต่างอะไรกับของฟรีที่มีมากมายหลายค่าย และทุกวันนี้ AI ก้าวหน้าไปมาก คนไอทีและคนทำงานที่ใช้ AI ก็เลยจำเป็นต้องจ่ายเงินต่อ
 
ใช่ครับ ไม่มีใครอยากจ่ายเงินหรอกครับ ถ้ามีของฟรีที่ดีจริง

https://www.facebook.com/thanachart/posts/10231856403944274
.....

Thanachart Numnonda
18 hours ago
·
ช่วงนี้ผมอาจโพสต์ เขียนบทความ หรือให้สัมภาษณ์เรื่องนี้บ่อย อันนี้เป็นรายการใน Thinking Radio FM 96.5 ที่คุยกับ อ. ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย เมื่อวานนี้ แล้วให้ AI มาทำ Infographic สรุปเนื้อหาให้

ดูรายการย้อนหลังทาง YouTube ได้จาก Link
https://www.youtube.com/watch?v=aJ2s3J2CwYQ
.....



แผนงานวันแรกของผู้ว่าชื่อโจ ชัยวัฒน์ คือเซ็นคำสั่งเพิ่มโควต้าสิทธิบัตรทองในกทม. และแก้ปัญหาใบส่งตัว แผนงานที่น่าสนับสนุน ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ว่า ควรทำเรื่องนี้


ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร - โจ - Chaiwat Sathawornwichit
Yesterday
·
แผนงานวันแรกของผู้ว่าชื่อโจ ชัยวัฒน์ คือเซ็นคำสั่งเพิ่มโควต้าสิทธิบัตรทองในกทม. และแก้ปัญหาใบส่งตัว

เมื่อวานนี้ผมมีเรื่องแปลกใจ 2 เรื่องจากดีเบทแรกของฤดูกาลหาเสียงนี้ ที่ช่องไทยรัฐทีวี

เรื่องแรก ในเกม Tier List วิกฤตเมือง ที่ให้ผู้สมัครทุกคนเรียงลำดับว่าปัญหาใดของกรุงเทพที่แก้ไขได้ภายใน 1 วัน 1 สัปดาห์ 1-6 เดือน และ 1 ปี ปรากฏว่าในตัวเลือกไม่มีปัญหาว่าด้วยบัตรทองของคน กทม. ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ผมเดินหาเสียงที่ไหนก็เจอพี่น้องประชาชนมาฝากเรื่องนี้ ว่าให้แก้เรื่องใบส่งตัวและการใช้สิทธิบัตรทองในกรุงเทพ ที่ยากลำบากกว่าที่อื่นๆ คนป่วย คนสูงวัย ต้องเสียเวลาต่อคิว 2 รอบ คือรอรับใบส่งตัว 1 วัน และไปรอหาหมออีก 1 วัน

ผมยืนยันว่าปัญหาบัตรทองเป็นเรื่องที่เริ่มแก้ได้ใน 1 วันแรก หากผมได้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพ แฟ้มเอกสารแรกที่ผมจะเซ็น ก็คือ ทำหนังสือแจ้ง สปสช.ขอเพิ่มโควต้ารับสิทธิบัตรทอง เพิ่มให้ ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. จาก 800,000 เป็น 1 ล้านคน หรือ เพิ่มการดูแลสิทธิบัตรทอง โดย กทม.มากขึ้น 200,000 คน (ซึ่งกทม.เองก็ดูแลที่ระดับ 1 ล้านคนมาก่อนในปี 2565) โดย กทม. จะเพิ่มทรัพยากร ทั้งบุคคลากรและอุปกรณ์ เพื่อรองรับการบริการที่เพิ่มขึ้น ไม่ให้เป็นภาระของบุคลากรสาธารณสุขที่มีงานล้นมืออยู่แล้ว

และภายใน 100 วันแรก ผมจะเป็นเจ้าภาพ ประสาน สปสช. รพ. สังกัด กทม. และศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ร่วมกันแก้ไขปัญหาใบส่งตัวหาหมอของผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ไม่ให้ประชาชนต้องมารอต่อคิวเพื่อรับใบส่งตัวก่อนไปหาหมออีกต่อไป

เรื่องที่ 2 ที่ผมยิ่งแปลกใจ คือการที่ อ. ชัชชาติ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวไทยรัฐทีวีหลังจากเวทีดีเบท ว่าท่านมีนโยบายใดที่แปลกแหวกแนวจากผู้สมัครคนอื่น อ. ชัชชาติตอบว่านโยบายที่ผู้สมัครอื่นไม่พูดถึงคือเรื่องสิทธิบัตรทอง โดยท่านจะเพิ่มโควต้าบัตรทองในกทม. 300,000 คน

แต่ทราบมั้ยครับ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กทม. รับดูแลสิทธิบัตรทองน้อยลงถึง 200,000 คน

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2567 กลุ่มประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง กทม. เข้าชื่อกันกว่า 400 คน ไปยื่นหนังสือถึง อ.ชัชชาติ เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2567 เรียกร้องให้ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) เปิดรับลงทะเบียนผู้ใช้สิทธิ์บัตรทองไว้ในการดูแลเพิ่มขึ้น เพราะผู้ใช้สิทธิบัตรทองไม่ได้รับความสะดวกจากการใช้บริการคลีนิกชุมชนอบอุ่น ที่ต้องมีระบบออกใบส่งตัว อ.ชัชชาติส่งผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการ กทม. มารับหนังสือแทน บอกว่าจะรับข้อเสนอของประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาใบส่งตัว ไปพิจารณา โดยจะขอเช็กศักยภาพของ ศบส. ทั้ง 69 แห่งว่ามีเพียงพอรองรับประชาชนได้อีกกี่สิทธิ

แต่จนถึงวันนี้ พบว่ายังไม่มีการขยายโควต้ารับบัตรทอง
นำมาซึ่งการออกนโยบายของพรรคประชาชน ที่จะเพิ่มโควต้าบัตรทอง กทม. ให้กลับมาเป็น 1 ล้านสิทธิ์เท่ากับเมื่อปี 65

น่าดีใจ ที่ตอนนี้ อ.ชัชชาติ พูดแล้วว่ามีนโยบายที่จะเพิ่มการดูแลสิทธิบัตรทองขึ้น 300,000 คนสำหรับ 4 ปีข้างหน้า หากท่านได้บริหารต่ออีกสมัย

https://www.facebook.com/photo?fbid=949774821401126&set=a.109137748798175
.....

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร - โจ - Chaiwat Sathawornwichit

หมายเหตุ: ติดตามอ่านรายละเอียดนโยบายเกี่ยวกับการขยายโควต้าสิทธิบัตรทอง และแก้ปัญหาใบส่งตัว ได้ในเว็บไซต์นโยบายของเราครับ https://bkk2569.peoplesparty.or.th/policy/details/a-03

ลิงค์ข่าวที่เกี่ยวข้อง: https://theactive.thaipbs.or.th/news/publichealth-20240502



112WATCH สัมภาษณ์นักกิจกรรมเยาวชน ธนลภย์ ‘หยก’ ผลัญชัย กับการถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ที่อายุน้อยที่สุด


https://112watch.org/th/112watch-interviews-child-activist-thanalop-yok-phalanchai/

June 10, 2026

https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/26429781200030293





กรณีโรงขยะอ่อนนุช ที่ประชาชนร้องเรียนปัญหากลิ่นเหม็นต่อเนื่องมาหลายปี เรื่องนี้มีการสื่อสารอย่างชัดเจนจากทั้งฝ่าย กทม. และฝ่ายผู้เดือดร้อน ว่าโรงขยะบางโรงไม่ทำตามสัญญา และไม่ดำเนินการปรับปรุงตามที่ กทม.แจ้ง แต่เมื่อมีการคำนวณค่าปรับ กลับมีการปรับจริงเพียงแค่ 4 วัน วันละ 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 48,000 บาท - ฮ่วย !


ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ - Nuttapong Premphunsawad

4 hours ago
·
ผมคิดว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า "บทลงโทษ" ต้องสมเหตุสมผลกับการกระทำผิด

ช่วงนี้มีหลายคนกลับมาพูดถึงกรณีโรงขยะอ่อนนุช ที่ประชาชนร้องเรียนปัญหากลิ่นเหม็นต่อเนื่องมาหลายปี เพราะมีประเด็นคล้ายกัน คือประชาชนเดือดร้อนจริง และต้องมีการลงโทษโดยการเรียกค่าปรับ

เรื่องนี้มีการสื่อสารอย่างชัดเจนจากทั้งฝ่าย กทม. และฝ่ายผู้เดือดร้อน ว่าโรงขยะบางโรงไม่ทำตามสัญญา และไม่ดำเนินการปรับปรุงตามที่ กทม.แจ้ง

แต่เมื่อมีการคำนวณค่าปรับ กลับมีการปรับจริงเพียงแค่ 4 วัน จากตลอดระยะเวลา 4 ปี

จากระยะเวลา 4 ปี
ปรับไปทั้งหมด 4 วัน
วันละ 12,000 บาท
รวมเป็นเงิน 48,000 บาท

นั่นคือข้อมูลที่ผมตั้งข้อสังเกตไป ตั้งแต่เมื่อได้ฟังการตั้งโต๊ะแถลงข่าวเมื่อเดือนที่แล้ว ว่าตัวเลขมันไม่สมเหตุสมผลกับความเดือดร้อนที่ประชาชนได้รับ

ทุกวันนี้เรายังไม่เคยได้รับคำตอบว่าเหตุใดจึงเป็น 4 วัน?
การทำผิดสัญญาเกิดขึ้นเพียงแค่ 4 วัน ของเดือน มิ.ย.2565 เท่านั้นหรือ?
แล้วหลังจากนั้นคือทำถูกต้องตามสัญญาโดยไร้ที่ติทั้งหมด?

เรียนตามตรงครับว่า ค่าปรับเพียงเท่านี้ เทียบกับรายได้มหาศาล เป็นใครก็คงไม่รู้สึกอะไร ไม่อาจสร้างแรงจูงใจให้เอกชนแก้ปัญหา

เราจะพยายามทำให้ทุกการลงโทษต้องสมเหตุสมผล เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อน และไม่ทำให้ภาครัฐต้องเสียหายจากการดำเนินการของเอกชนรายใดซ้ำอีก

เป้าหมายสูงสุดคือปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไขครับ นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามสื่อสารมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1007804344962964&set=a.149222317487842



.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

กรณีโรงขยะอ่อนนุชที่คุณยกมานั้น ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากและสะท้อนถึง "ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง" ในการบังคับใช้กฎหมายและการบริหารสัญญาภาครัฐในประเทศไทยครับ

ตัวเลขที่ฟังดูตลกร้ายอย่าง "เดือดร้อน 4 ปี แต่ปรับจริงแค่ 4 วัน วันละ 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 48,000 บาท" สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ทำให้ผู้ประกอบการขาดความยำเกรง และเลือกที่จะ "ยอมจ่ายค่าปรับหลักหมื่น" ดีกว่าไปลุย "ลงทุนระบบบำบัดหลักร้อยล้าน"

หากถอดบทเรียนจากกรณีนี้ เราจะพบว่าทำไมปัญหาขยะและกลิ่นเหม็นในลักษณะนี้ถึงแก้ไม่ตกผ่านกลไกสัญญาเดิมๆ ครับ:

3 ช่องโหว่ใหญ่: ทำไมเดือดร้อน 4 ปี แต่ปรับได้แค่ 4 วัน?

1. เงื่อนไขสัญญาที่ "เอื้อ" ให้เตะถ่วง ( loopholes)

โดยทั่วไป สัญญาภาครัฐมักระบุว่า “หากพบการกระทำผิด กทม. จะต้องแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร และให้ระยะเวลาผู้รับจ้างปรับปรุงภายใน X วัน หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่ปรับปรุง จึงจะเริ่มนับคะแนนหรือคิดค่าปรับได้”

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง: พอ กทม. ไปตรวจ -> เจอกลิ่น -> ออกหนังสือเตือน -> เอกชนทำแบบผักชีโรยหน้าให้กลิ่นลดลงชั่วคราว -> กทม. มาตรวจซ้ำแล้วถือว่า "ปรับปรุงแล้ว" -> วงจรนี้ก็เริ่มนับหนึ่งใหม่ ทำให้ระยะเวลาที่ถูกปรับจริงเหลืออยู่แค่ไม่กี่วัน ทั้งที่ชาวบ้านดมกลิ่นเหม็นทุกวัน

2. วิธีการตรวจวัดและพิสูจน์ "กลิ่น" ที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง

กลิ่นเหม็นเป็นเรื่องที่พิสูจน์ยากในทางกฎหมายเมื่อเทียบกับน้ำเสียหรือฝุ่นละออง

การตรวจวัด: เจ้าหน้าที่มักเข้าไปตรวจในเวลาราชการ (ซึ่งโรงงานอาจจะลดการปล่อยกลิ่น) แต่ชาวบ้านมักเจอเหม็นหนักๆ ช่วงดึกหรือเช้ามืด

หลักฐาน: การที่ชาวบ้านร้องเรียน 4 年 ไม่ได้ถูกนับเป็น "วันกระทำความผิดในทางกฎหมาย" ตราบใดที่ไม่มีเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือไปตรวจวัดและเซ็นรับรองในวันนั้นๆ ค่าปรับจึงถูกนับเฉพาะวันที่เจ้าหน้าที่ลงตรวจเจอจังๆ เท่านั้น

3. อัตราค่าปรับที่ต่ำเกินไป (Low Cost of Non-Compliance)

ค่าปรับวันละ 12,000 บาท สำหรับโครงการจัดการขยะระดับพันล้าน ถือเป็นเม็ดเงินที่เล็กน้อยมาก

เมื่อผู้ประกอบการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์แล้ว "การจ่ายค่าปรับ (หรือเตะถ่วงให้ปรับน้อยที่สุด) มีต้นทุนที่ถูกกว่าการปิดระบบเพื่อปรับปรุงโครงสร้างโรงงาน หรือซื้อเครื่องจักรราคาแพง" ---
แนวทางแก้ไขที่ควรจะเป็น (The Way Forward)

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ "ปรับหลักหมื่น บนความทุกข์หลักล้าน" ในโครงการอื่นๆ หรือแม้แต่การปรับปรุงสัญญาในอนาคต ภาครัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดครับ:

ใช้ระบบ Real-time Monitoring: ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดค่าสารเคมี/กลิ่นรอบโรงงานตลอด 24 ชั่วโมง และให้เชื่อมต่อข้อมูลตรงไปที่ กทม. หากค่าเกินมาตรฐาน ให้นับวันปรับอัตโนมัติจากข้อมูลเซนเซอร์

ใช้ค่าปรับแบบก้าวหน้า (Progressive Penalty): ยิ่งปล่อยให้เหม็นนาน ค่าปรับต้องคูณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น สัปดาห์แรกวันละ 12,000 สัปดาห์ที่สองวันละ 50,000 เพื่อบีบให้รีบซ่อมแซม

หากถูกปรับติดต่อกันเกินระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 30 วัน) ให้ถือเป็นเหตุผิดสัญญาขั้นร้ายแรง และ กทม. มีสิทธิยกเลิกสัญญาและยึดหลักประกันได้ทันที

ข้อสังเกตเพิ่มเติม: > กรณีนี้เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า "ความเดือดร้อนของประชาชน" กับ "ข้อเท็จจริงในหน้าสัญญาทางกฎหมาย" มักจะสวนทางกันเสมอ ตราบใดที่ภาครัฐยังเขียนสัญญาโดยไม่ได้เอาความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นตัวตั้ง เอกชนก็จะใช้ช่องโหว่เหล่านี้ทำกำไรบนความทุกข์ของชาวบ้านต่อไปครับ




บทความจาก New Mandala เรื่องกองทัพกับโครงการ ร.ด. (นักศึกษาวิชาทหาร) เพื่อปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมแบบอนุรักษนิยมและความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ โครงการนี้ได้ผลแค่ไหน

https://www.facebook.com/NewMandalaANU/posts/1283897247244426

กองทัพไทยใช้โครงการนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) ขนาดใหญ่ ซึ่งมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมถึงปีละ 100,000 คน เป็นช่องทางในการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมแบบอนุรักษนิยมและความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะทางทหารขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ผลการสัมภาษณ์นักเรียนและครูฝึกเผยให้เห็นว่า ความพยายามในการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าวกลับถูกบั่นทอนจากภายในด้วยความเฉยเมยและการต่อต้านอย่างเงียบๆ ซึ่งส่งผลให้เป้าหมายทางอุดมการณ์ของกองทัพต้องสะดุดลง เนื้อหานี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความที่ได้รับการสนับสนุนโดย Asia & the Pacific at ANU
.....

บทความ “แนวหน้าของการปลูกฝังอุดมการณ์ทางทหาร: โครงการ ROTC ของไทย” (At the coalface of military indoctrination: the Thai ROTC) โดย Pasit Wongngamdee ถ่ายทอดให้เห็นถึงความย้อนแย้งภายในหลักสูตรรักษาดินแดน (รด.) ของไทย ที่แม้กองทัพจะตั้งความหวังให้เป็นเครื่องมือหลักในการหล่อหลอมอุดมการณ์ทางการเมืองแก่เยาวชน แต่ในความเป็นจริง กลับถูกตั้งคำถามและบ่อนทำลายอย่างเงียบๆ จากทั้งตัวผู้เรียนและผู้สอนเอง

โดยสรุปใจความสำคัญของบทความได้ดังนี้ครับ:

1. จุดประสงค์ที่แท้จริงของหลักสูตร รด. ในสายตากองทัพ

ขนาดและกลุ่มเป้าหมาย: กองทัพรับสมัครนักเรียนมัธยมปลายเข้าสู่ระบบถึงปีละ 100,000 คน ทำให้ในแต่ละปีมีเยาวชนอยู่ในระบบนี้ถึงราว 300,000 คน ซึ่งอดีตผู้บัญชาการทหารบก (พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์) เคยระบุว่า กำลังพล รด. นี้มีขนาดเทียบเท่ากับกองทัพบกทั้งกองทัพ

ทางผ่านเพื่อหนีทหาร: ในมุมของผู้เรียน เหตุผลหลักที่สมัครเรียน รด. ไม่ใช่เพราะอยากเป็นทหารหรือรักกองทัพ แต่ต้องการสิทธิ์ยกเว้นการเกณฑ์ทหาร (เมื่อเรียนครบ 3 ปี) เพื่อหลีกเลี่ยงระบบเกณฑ์ทหารที่มีชื่อเสียงแง่ลบเรื่องการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่ลาออกทันทีหลังจบปี 3 หลักสูตรนี้จึงล้มเหลวในแง่การสรรหานายทหารกองหนุนตามเป้าหมายหลัก

การเปลี่ยนผ่านสู่การปลูกฝังการเมือง: เมื่อการผลิตทหารกองหนุนไม่ได้ผล กองทัพจึงหันมาใช้ รด. เป็นช่องทาง "ปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง" เพื่อต่อต้านสิ่งที่กองทัพมองว่าเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (เช่น ความคิดที่ทำให้คนเสื่อมศรัทธาในกองทัพ สถาบันฯ และระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ) โดยมีการลดสัดส่วนวิชาทหารลงจาก 70% เหลือ 55% แล้วแทนที่ด้วยวิชาด้านการเมืองและประวัติศาสตร์

2. เนื้อหาหลักของการปลูกฝังอุดมการณ์ (Indoctrination)

บทความแบ่งเนื้อหาการปลูกฝังออกเป็น 2 กลุ่มหลัก:

การสร้าง "นักรบชายชาตรี" (Masculine Warriors): เน้นการฝึกที่เข้มงวดท่ามกลางสภาพอากาศที่ยากลำบากเพื่อสร้างระเบียบวินัยและการเชื่อฟังอย่างไร้เงื่อนไข มีการสอดแทรกประวัติศาสตร์ชาตินิยมสุดโต่ง เช่น เรื่องเล่าของพระยาพิชัยดาบหักเพื่อสอนเรื่องความจงรักภักดีแบบยอมถวายชีวิต หรือเรื่องชาวบ้านบางระจันที่เน้นการสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศเพื่อนบ้าน (พม่า) เป็นผู้ร้าย เพื่อกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม

การสร้างพลเมืองดีใน "ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ": ตำราเรียนพยายามชี้ว่าสังคมไทยยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตยแบบตะวันตก และเน้นย้ำว่าประเทศควรปกครองโดย "คนดี" โดยชูบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นผู้แนะแนวทางสู้วิกฤต ขณะเดียวกันก็เชิดชูกองทัพและรัฐบาลทหาร (เช่น คสช.) ในแง่บวกว่าเป็นผู้นำความเจริญมาสู่ประเทศ ในทางกลับกัน นักการเมืองจะถูกวาดภาพให้เป็นคนละโมบและคอยหาผลประโยชน์ กองทัพพยายามสอนว่าทางออกของประเทศไม่ใช่การปฏิรูปการเมือง และการประท้วงมีแต่จะสร้างความวุ่นวาย

3. การบ่อนทำลายจากภายในด้วย "การต่อต้านในชีวิตประจำวัน" (Everyday Resistance)

แม้กองทัพจะพยายามอย่างหนัก แต่ผลการวิจัยเชิงลึกของผู้เขียน (ผ่านการสัมภาษณ์นักเรียน ทหาร และบุคลากรทางการศึกษา 31 คน) พบว่าความพยายามนี้มักสูญเปล่า เนื่องจากเกิดการต่อต้านอย่างเงียบๆ จากโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม:

สโลแกนอย่างไม่เป็นทางการ: เกิดค่านิยมร่วมกันในหมู่ รด. คือ “เช็คชื่อ ตรวจผม กินขนม กลับบ้าน” สะท้อนว่ากิจกรรมอื่น เช่น การเรียนทฤษฎีการเมืองหรือการฝึกนั้นไม่มีใครให้ความสำคัญจริงจัง

กลยุทธ์ "ผักชีโรยหน้า": ทั้งครูฝึกและนักเรียนมักร่วมมือกันทำภารกิจแบบขอไปทีเพื่อให้ผ่านการตรวจสอบ เช่น ครูฝึกสั่งให้อ่านหนังสือเองแล้วเดินออกจากห้องปล่อยให้นักเรียนเล่นตามอัธยาศัย หรือในค่ายฝึกที่ครูฝึกพานักเรียนไปเดินเล่นนอกค่ายตราบใดที่ตอนกลับเข้าค่ายนักเรียนยอมวิ่งและตะโกนคำขวัญให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยต่อหน้าผู้บังคับบัญชา

แนวร่วมต่อต้านกองทัพที่คาดไม่ถึง: เมื่ออยู่ลับหลังผู้บังคับบัญชาระดับสูง ครูฝึกระดับล่าง (ซึ่งมักเผชิญปัญหาคอร์รัปชัน การถูกหักเบี้ยเลี้ยง หรือระบบอุปถัมภ์ในกองทัพเช่นกัน) มักจะจับเข่าคุยและนินทากองทัพหรือเรื่องการเมืองให้นักเรียนฟัง บางคนถึงขั้นสนับสนุนให้นักเรียนไปร่วมประตุ้มต่อต้านรัฐบาลทหารด้วยซ้ำ ทำให้นักเรียน รด. เกิดความเห็นอกเห็นใจทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกกดขี่ แต่กลับยิ่งต่อต้านโครงสร้างส่วนบนของกองทัพมากขึ้น
บทสรุป

บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า หลักสูตร รด. คือภาพสะท้อนของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกองทัพกับภาคประชาสังคม แม้กองทัพจะประสบความสำเร็จในการควบคุมเชิงกายภาพ (การตัดผม วินัยพื้นฐาน) แต่ในแง่ของจิตใจและการปลูกฝังระบอบอนุรักษ์นิยมกลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะถูกกลืนหายไปด้วยความเฉยชา การแกล้งทำเป็นยอมรับ และแนวคิดหัวก้าวหน้าของเยาวชนรุ่นใหม่ร่วมกับทหารชั้นผู้น้อยในค่ายฝึกนั่นเอง




เปิดเส้นทางตรวจสอบจัดซื้อ "เครื่องออกกำลังกาย" กทม.

https://www.facebook.com/watch/?v=1689540338865237



ฟัง 2 มุม ปมร้อนทุจริตเครื่องออกกำลังกายกทม. "แบงค์ ศุภณัฐ" เผย "ชัชชาติ" เลือกตรวจแค่ 7 โครงการ จาก 17 โครงการ ทั้งที่เคยยื่นหนังสือไปแล้ว ย้อนถามปล่อยผีไปแล้วเท่าไหร่ ยันไม่ยื่นเอาผิด ม.157 ปัดหวังผลตัดคะแนนทางการเมือง ด้าน ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เผยเหตุผลเลือกตรวจแค่ 7 โครงการ ยันไม่เห็นหนังสื่อที่ "แบงค์ ศุภณัฐ" ยื่นเข้ามา






https://x.com/MorningNewsTV3/status/2064568344838381902
.....


Puangthong Pawakapan
10 hours ago
·
อ.ทวิดาเป็นคนพูดเก่ง แต่อันนี้ฟังไม่ขึ้นจริงๆ ว่าทำไม กทม. ไม่สอบอีก 17 โครงการ แล้วพูดราวกับว่ามันไม่มีมูล ถ้าไม่มีการสอบสวนจะรู้ได้อย่างไรว่ามันไม่มีมูล แล้วทำไมต้องเกรงใจข้าราชการ เพียงแค่เขาทำงานมาก่อน ก็ต้องเกรงใจด้วยหรือคะ



“ณัฐพงษ์” บุก วปอ. ครั้งแรก เลคเชอร์นักศึกษารุ่น 68 บอกตั้งใจเต็มที่ หวังสื่อสารนายทหาร-นักธุรกิจพลวัตการเมืองโลก ชู 3 เสาหลักยุทธศาสตร์ประเทศไทยในโลกใหม่ ย้ำรัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย กองทัพมืออาชีพไม่แทรกแซงการเมือง


Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

8 hours ago
·
“ณัฐพงษ์” บุก วปอ. ครั้งแรก เลคเชอร์นักศึกษารุ่น 68 บอกตั้งใจเต็มที่ หวังสื่อสารนายทหาร-นักธุรกิจพลวัตการเมืองโลก ชู 3 เสาหลักยุทธศาสตร์ประเทศไทยในโลกใหม่ ย้ำรัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย กองทัพมืออาชีพไม่แทรกแซงการเมือง

https://www.thairath.co.th/news/politic/2938693...

https://www.facebook.com/photo?fbid=1533767442122927&set=a.360119619487721



https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/1599497198201612

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ - Natthaphong Ruengpanyawut
Yesterday
·
[ พลวัตมหาอำนาจกลางกับการจัดระเบียบโลกใหม่ ]
.
วันนี้ผมได้รับเกียรติจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เพื่อร่วมเสวนาแก่นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ในหัวข้อ “พลวัตทางการเมืองในยุคโลกเปลี่ยนผ่าน” ผมตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะมาเสวนาในหัวข้อดังกล่าวด้วยความตั้งใจที่จะสื่อสารกับบรรดานายทหารที่ดูแลด้านความมั่นคงในมิติต่าง ๆ ตลอดจนข้าราชการ พนักงานส่วนราชการอิสระ นักธุรกิจภาคเอกชน และบุคคลทั่วไป ที่ประกอบเป็นนักศึกษาชุดนี้
.
หัวข้อบรรยายที่ผมเตรียมไปคือ “พลวัตมหาอำนาจกลางกับการจัดระเบียบโลกใหม่ และทางรอดยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย” ผมเสนอว่าภายใต้สิ่งเก่าที่กำลังล่มสลาย (มหาอำนาจเดี่ยวแบบสหรัฐอเมริกา) กับสิ่งใหม่ที่ขึ้นมาท้าทาย (มหาอำนาจใหม่อย่างจีน) ไทยเราจะสร้างทางเลือกของเราเองได้อย่างไร
.
ผมได้ยกตัวอย่างอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่เคยพูดว่า “เรากับอเมริกาแม้เราจะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่เราต้องเจรจาให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” ผมคิดว่า ความคิดเช่นนี้มันไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป
.
เพราะท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป มีเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มุมมองต่อความมั่นคงและระเบียบโลกเปลี่ยนไป ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน อาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเซ็นเตอร์ ยาเสพติด และภัยไซเบอร์ ฯลฯ การนิยามว่า “เราเป็นประเทศเล็ก ๆ” นั้น รังแต่จะสร้างความเสียเปรียบในอำนาจการต่อรองของไทยเอง
.
ผมเห็นว่า ถึงแม้ว่าเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ แต่เราก็ไม่ใช่ “ประเทศเล็ก ๆ” อย่างแน่นอน
.
ไม่ว่าจะดูจากพื้นที่ ยุทธศาสตร์ ขนาดประชากร และเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องมองว่าตัวเองเป็นประเทศขนาดกลาง (Middle State) และมีอำนาจต่อรองในระดับกลาง (Middle Power) ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองโลก
.
ผมได้ยกตัวอย่างประเทศต่อไปนี้ ตุรกี อินโดนีเซีย บราซิล ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย สิงคโปร์
.
แต่โลกในปัจจุบันก็ไม่ได้มีเพียงเวทีใหญ่เท่านั้น แต่โลกยังมีเวทีย่อย ๆ ที่จำแนกประเด็นต่าง ๆ ตามความถนัดของแต่ละประเทศ เช่น ความมั่นคง - สหรัฐอเมริกา การค้า - จีน เทคโนโลยี - ญี่ปุ่น เศรษฐกิจสีเขียว - EU เป็นต้น
.
ประเทศไทยในอนาคต อีก 10-20 ปี
ผมได้คาดการณ์ว่า
1) ระเบียบโลกจะมีหลายศูนย์กลาง มหาอำนาจระดับกลางจะมีบทบาทมากขึ้น
2) ความมั่นคงใหม่จะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์โดยตรงกับความเร็วในการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
3) การเมืองและเศรษฐกิจสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่นวัตกรรม แต่หมายถึง “สนามแข่งขันทางอธิปไตย” ด้วย
.
ดังนั้น สิ่งที่ผมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งคือการมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง หรือไม่อย่างน้อยก็เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน
.
ผมได้ยกตัวอย่างบราซิล ที่ถือว่าเป็นประเทศขนาดกลางที่ได้จัดวางตัวเองไว้ในความมั่นคงใหม่ คือการร่วมมือกับสวีเดน โดยเฉพาะบริษัท ซาบ (SAAB) ที่ผลิตเครื่องบินรบกริพเพน ปัจจุบันบราซิลจึงไม่ใช่แค่ประเทศที่ซื้ออาวุธหรือเครื่องบินรบเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตด้วย
.
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกผมได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เวลาเราคิดนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท้องถิ่น เช่น น้ำประปาดื่มได้ ไปจนถึงเทคโนโลยีในการป้องกันประเทศ
.
อวสานไผ่ลู่ลม
.
นโยบายไผ่ลู่ลม หรือนัยหนึ่งคือนโยบายที่แปรเปลี่ยนไปตามผู้มีอำนาจในยุคสงครามเย็น (ที่เรายืนข้างสหรัฐอเมริกา) เพื่อหวังว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศนั้น ไม่อาจจะเป็นจริงได้ในโลกที่มีมหาอำนาจหลายขั้ว และสหรัฐอเมริกาก็ไม่ใช่มหาอำนาจเดี่ยวอีกต่อไป
.
ฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนจากการวางตัวเป็นกลางเชิงรับ สู่เชิงรุกให้มากยิ่งขึ้น การเป็นกลางไม่ใช่การนิ่งเฉย ไม่ใช่การเงียบ หรือไม่มีจุดยืน แต่เราจะไม่ยอมให้ใครดึงไปเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจ พร้อม ๆ กับไม่ปิดประตูในการเจรจากับใครโดยไม่จำเป็น
.
ผมได้ยกตัวอย่างคำกล่าวของ Chan Chun Sing รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ ในงาน Shangri-La Dialogue 2026 ตอนหนึ่งว่า
.
“The world has enough troubles. If ASEAN just stays out of trouble, we will distinguish ourselves.”
ASEAN should not be pro-U.S. or anti-U.S., nor pro-China or anti-China, but rather firmly “pro-ASEAN”
.
ยุทธศาสตร์สำคัญ ไทยต้องเป็นหลักยึดให้อาเซียน ไม่ใช่เพื่อครอบงำอาเซียน แต่เพื่อไม่ให้อาเซียนถูกครอบงำ ไทยต้องเป็นสะพานเชื่อมให้อาเซียนกับประเทศ Middle Power อื่น
.
กล่าวโดยสรุป โลกในยุคปัจจุบัน การเอาตัวรอดเพียงประเทศเดียวแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ถ้าไทยมีพื้นที่หายใจแต่อาเซียนไม่มีไทยก็จะไม่มีพื้นที่หายใจ
.
3 เสาหลักยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในโลกใหม่
.
ต้นแรก ความแข็งแกร่งจากภายใน และการทูตเชิงรุก
โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญคือรัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตยและยึดโยงกับประชาชน ทั้งที่มา การเข้าสู่อำนาจ และที่ไป การลงจากอำนาจ
กองทัพทันสมัย มืออาชีพ ไม่แทรกแซงทางการเมือง แต่มีประสิทธิภาพสูง มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง
การเป็นกลางเชิงรุก
.
ต้นที่สอง พหุภาคีกลุ่มย่อยและนิเวศโลกใหม่
เชื่อมความมั่นคงและเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกัน
เปลี่ยนจากผู้ซื้อ เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
สร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ
.
ต้นที่สาม ขยายพื้นที่เชิงนโยบายและทางเลือก
สร้างทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ถูกบีบโดยมหาอำนาจ
สร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยืดหยุ่น เช่น อาหาร พลังงานสะอาด
ทางเลือกยิ่งมาก ยิ่งมีเสถียรภาพ
.
สุดท้ายนี้ในด้านมิติภูมิรัฐศาสตร์ ผมได้นำเสนอพื้นที่ 14% ของโลก ที่ครอบคลุมเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก ซึ่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง แต่มีประชากรรวมกว่า 4 พันล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของโลก เราสามารถทำอะไรได้มากขึ้นจากเดิม
.
ผมยกตัวอย่างสุดท้าย คือ สมาร์ตกริด (Smart Grid) หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่เราจะเป็นศูนย์กลางได้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ต้องเริ่มจากการเปิดเสรีพลังงานในภูมิภาค ซึ่งต้องใช้เจตจำนงทางการเมืองในประเทศเป็นพลังขับดัน จากนั้นเราจึงจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินมาลงทุนจากทั่วโลก เข้ามาลงทุนเพื่อเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาค ASEAN ไปสู่พลังงานไฟฟ้าที่ ถูก สะอาด และเป็นธรรมโดยมีไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคได้


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ - Natthaphong Ruengpanyawut
สามารถดูรายละเอียดการนำเสนอที่ผมใช้ร่วมวงเสวนาในวันนี้ได้ที่นี่ครับ




เผานาทราย ชนวนเหตุที่ถูกหลงลืมก่อนเกิด 6 ตุลา 19 จะอุบัติ... มีหมู่บ้านอีสานแห่งหนึ่งถูกสั่ง "เผาวอดทั้งหมู่บ้าน" ผู้คนนับพันไร้ที่อยู่อาศัย ซ้ำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์กลับถูกฆ่าแล้วเผาไปพร้อมกับบ้านเรือน! รัฐประทับตราว่าพวกเขาคือ "คอมมิวนิสต์" แต่เมื่อความจริงถูกเปิดโปง "ผู้เผาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือเจ้าหน้าที่รัฐ!"


The Isaander
19 hours ago
·
เผานาทราย ชนวนเหตุที่ถูกหลงลืมก่อนเกิด 6 ตุลา 19
.
ก่อนโศกนาฏกรรม 6 ตุลา 19 จะอุบัติ... มีหมู่บ้านอีสานแห่งหนึ่งถูกสั่ง "เผาวอดทั้งหมู่บ้าน" จนผู้คนนับพันไร้ที่อยู่อาศัย ซ้ำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์รวมถึงเด็กวัยเพียง 6 ขวบ กลับถูกฆ่าแล้วเผาไปพร้อมกับบ้านเรือน!
.
รัฐประทับตราว่าพวกเขาคือ "คอมมิวนิสต์" และอ้างว่าเป็นการปะทะ... แต่เมื่อความจริงถูกเปิดโปง กระดูกของเหยื่ออธรรมกลับส่งเสียงก้องกลางสนามหลวงว่า "ผู้เผาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือเจ้าหน้าที่รัฐ!"
.
นี่คือปฐมบทความรุนแรงในยุคสงครามเย็น ที่กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของระบอบเผด็จการ และนี่คือเรื่องราวของ "บ้านนาทราย" หน้าประวัติศาสตร์ไทยที่เกือบถูกลบเลือน...
.
อ่านลำดับเหตุการณ์ฉบับเต็มได้ที่
https://www.theisaander.com/post/nasai160920

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1582712220523505&set=a.505263524935052