วันเสาร์, มกราคม 10, 2569

ไม่มีลูกเสือ–เนตรนารี ....เรากำลังตัดวินัย หรือกำลังเลิกพิธีกรรมที่ไม่ตอบโลกจริง


Aun Theeraphat
Yesterday
·
ไม่มีลูกเสือ–เนตรนารี ....เรากำลังตัดวินัย หรือกำลังเลิกพิธีกรรมที่ไม่ตอบโลกจริง

ถ้าไม่มีลูกเสือ เด็กจะมีวินัยได้อย่างไร
สะท้อนความเชื่อเดิมว่า วินัยต้องมาพร้อมเครื่องแบบ แถว และคำสั่ง
แต่โลกการศึกษาสมัยใหม่ตั้งคำถามกลับว่า วินัยที่แท้จริง เกิดจากอะไร ?

ในความเป็นจริง ลูกเสือ - เนตรนารีแบบไทยให้ “ภาพของวินัย” มากกว่า “เนื้อของวินัย”
เด็กจำนวนไม่น้อยทำกิจกรรมเพราะต้องทำ ไม่ใช่เพราะเข้าใจ
ใส่เครื่องแบบตามระเบียบ แต่ไม่เคยถูกสอนให้รับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจจริง ๆ
วินัยจึงจบลงพร้อมถอดชุด แล้วผลลัพธ์ก็เห็นในสังคมปัจจุบัน มีวินัยกันจริงหรือ ?

โรงเรียนนานาชาติไม่ได้ยกเลิกการปลูกฝังวินัย
เด็กได้เรียนรู้วินัยผ่านการทำโปรเจกต์ การอาสา การดูแลผู้อื่น
วินัยจึงไม่ใช่สิ่งที่ “ถูกบังคับ” แต่เป็นสิ่งที่ “จำเป็นต้องมี” เพื่อให้งานสำเร็จ

ปัญหาของไทยไม่ใช่การมีลูกเสือ
แต่คือการ บังคับให้มีลูกเสือโดยไม่มีทางเลือกอื่นที่มีคุณภาพเทียบเท่า

ทางออกไม่ใช่การตัดทุกอย่างทิ้ง แต่คือการเลิกบังคับรูปแบบเดียว
เปิดพื้นที่ให้ทักษะชีวิตถูกสอนผ่านหลายเส้นทาง
ผมเห็นว่าลูกเสืออาจยังมีอยู่ในฐานะ “ทางเลือก”
ควบคู่กับกิจกรรมอาสา กีฬา ค่ายผู้นำ หรือการเรียนรู้จากชุมชนจริง

ชุดที่หนา หรือร้อน อาจไม่เหมาะกับสภาพอากาศในปัจจุบัน
หรือเศรษฐานะผู้ปกครอง
ก็อาจปรับเปลี่ยนเป็นผ้าพันคอ เสื้อโปโล พร้อมทำกิจกรรมก็ได้

ผมมองว่า วินัยที่โลกต้องการวันนี้ไม่ใช่วินัยที่ยืนตรงได้พร้อมกัน
แต่คือวินัยที่รับผิดชอบได้ แม้ไม่มีใครยืนคุมอยู่ข้างหน้ามากกว่า

====

ไม่สอนพระพุทธศาสนาเป็นวิชาบังคับ....เรากำลังตัดศีลธรรม หรือกำลังคืนความหมายให้ศาสนา

ทุกครั้งที่มีข้อเสนอให้เลิกสอน “พระพุทธศาสนา” เป็นวิชาบังคับ
สังคมไทยมักตอบสนองทันทีว่า เด็กจะไร้ศีลธรรม บ้านเมืองจะพัง

แต่คำถามที่ควรถามจริง ๆ คือศีลธรรมที่เรามีอยู่วันนี้ เกิดจากการเรียนวิชานี้จริงหรือไม่

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พุทธศาสนา
แต่อยู่ที่การนำศาสนามาใส่ไว้ในระบบการสอบ การท่องจำ และการให้คะแนน
เมื่อศาสนากลายเป็นวิชา เด็กเรียนเพื่อสอบ ไม่ได้เรียนเพื่อเข้าใจ
คำสอนที่ควรเอาไปใช้ กลับกลายเป็นเนื้อหาที่ต้องจำแล้วลืม

ผมบวชมาแล้วสองรอบ และก็เพิ่งสึกมาด้วย
ตอนสมัยเรียนก็ได้เกรด 4 วิชาพระพุทธศาสนามาตลอด
แต่เราสอนกันแบบ "ท่องจำ" สอนแบบอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์และไม่ได้เข้าใจรากลึกที่แท้จริงเลย
สวดมนต์ก็ไม่เข้าใจความหมาย คาถาพาหุงก็เอาไว้กันผี ทั้ง ๆ ที่แท้จริงเป็นคำสอนที่ดีมาก ๆ ในชีวิตจริง ถ้าลองไปหาคำแปลดู แล้วเอามาใช้

ตัดมาที่โรงเรียนนานาชาติไม่ได้ “ไม่สอนคุณธรรม”
แต่เลือกสอนคุณธรรมในภาษาที่เป็นกลางและใช้ได้กับทุกคน
ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ การเคารพผู้อื่น การคิดถึงผลกระทบของการกระทำ
ถูกสอนผ่านวิชา Ethics การทำกิจกรรม การถกเถียงสถานการณ์จริง
โดยไม่ผูกกับศรัทธาของใครคนหนึ่ง

การไม่สอนพระพุทธศาสนาเป็นวิชาบังคับ
ไม่ใช่การลบศาสนาออกจากชีวิตเด็ก
แต่คือการยอมรับว่า “ศรัทธาไม่ควรถูกบังคับ”
ศาสนาควรกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม ครอบครัว ชุมชน และการเรียนรู้โดยสมัครใจ

ศีลธรรมที่ยั่งยืน ไม่เกิดจากการท่องจำคำสอน
แต่เกิดจากการเข้าใจเหตุและผลของการกระทำ
เมื่อเด็กเข้าใจ เขาจะเลือกทำดีในวันที่ไม่มีข้อสอบให้ทำ

ผมเห็นว่าควรจะต้องมีการสอนศาสนา แต่สอนเป็นศาสนาเปรียบเทียบ และ Ethics เพิ่มเข้าไปมาก ๆ
ส่วนวิชาพุทธศาสนา ควรสอนที่เป็นเหตุและผลมากกว่าการท่องจำโดยไม่เข้าใจ
บางโรงเรียน บางพื้นที่นับถือศาสนาอื่นมากกว่า ก็ควรให้วิชาพุทธศาสนาเป็นวิชาเลือก

=====
ไม่ยืนเคารพธงชาติตอนเช้า....เรากำลังไม่รักชาติ หรือกำลังสอนให้เข้าใจชาติอย่างแท้จริง

ในสังคมไทย การยืนเคารพธงชาติถูกผูกเข้ากับคำว่า “รักชาติ” มาอย่างยาวนาน
ใครไม่ยืน ถูกมองว่าไม่เคารพ ใครตั้งคำถาม ถูกมองว่ามีปัญหา
แต่ในโลกการศึกษาสมัยใหม่ คำถามสำคัญไม่ใช่ ยืนหรือไม่ยืน
แต่คือ เด็กเข้าใจชาติของตัวเองมากแค่ไหน

เด็กจำนวนมากยืนตรงได้อย่างสมบูรณ์
แต่ไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร สิทธิพลเมืองคืออะไร
และบทบาทของตัวเองในสังคมควรเป็นแบบไหน

โรงเรียนนานาชาติแทบไม่มีพิธีกรรมแบบนี้
แต่กลับสอนเรื่อง Civic Education อย่างจริงจัง
เด็กถูกฝึกให้ตั้งคำถาม เข้าใจระบบรัฐ
รู้จักสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
ความรักชาติจึงไม่ใช่อารมณ์ที่ถูกปลูกฝัง
แต่เป็นความเข้าใจที่ค่อย ๆ เติบโต

การไม่บังคับเข้าแถวเคารพธงชาติทุกวันตอนเช้า
ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะไม่เห็นคุณค่าของชาติ
หากโรงเรียนเลือกสอนให้เขาเข้าใจสังคมที่เขาอาศัยอยู่จริง ๆ
เข้าใจว่าชาติไม่ใช่แค่เพียงสัญลักษณ์บนเสา
แต่คือผู้คน กติกา และความรับผิดชอบร่วมกัน

ชาติที่เข้มแข็ง
ไม่ต้องการพลเมืองที่ยืนตรงพร้อมกันทุกเช้า
แต่ต้องการพลเมืองที่คิดเป็น และรับผิดชอบต่อบ้านเมืองของตัวเอง

ตรงนี้ส่วนตัวผมมองว่า การเคารพธงชาติควรต้องมี ยังไง "รากความเป็นไทย" ก็สำคัญ
แต่ปรับเหมือนโรงเรียนอินเตอร์บางโรงเรียนก็ได้ (บางโรงเรียนมีเข้าแถวสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผู้ปกครองเข้าไปดูด้วยได้เลย เป็น Community อย่างแท้จริง)

เช่น อาจใช้เวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 20 นาที และอาจเป็น 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
และเวลาหน้าเสาธง ครูควรทำกิจกรรมแบบ hit to the point จริง ๆ ไม่ยืดเยื้อ พูดเรื่องสำคัญ เอารุ่นพี่เก่ง ๆ มาพูดสร้างแรงบันดาลใจ ฯลฯ

=====

ไม่มีสวดมนต์ตอนเช้า....เรากำลังตัดศาสนาออกจากโรงเรียน หรือกำลังคืนศรัทธาให้กลับมาอยู่ที่ใจ

สวดมนต์ตอนเช้าเคยถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความดีงามในโรงเรียน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันค่อย ๆ กลายเป็นกิจวัตรที่ทำซ้ำโดยไม่ตั้งคำถาม

เด็กจำนวนมากท่องบทสวดได้คล่อง
แต่ไม่รู้ว่าคำเหล่านั้นกำลังพูดกับชีวิตของเขาอย่างไร

โรงเรียนนานาชาติบางโรงเรียนที่เน้นเผยแพร่ศาสนาคริสต์
ก็มีเฉพาะนักเรียนที่เป็นคริสต์แยกออกไปสวดมนต์ก่อนเข้าเรียน
บางโรงเรียนที่เผยแพร่ศาสนา ให้เลือกว่าจะเรียนวิชาศีลธรรม หรือศาสนาคริสต์
แต่ก็ยอมรับว่ามีบางโรงเรียนที่เผยแพร่ศาสนา สอดแทรกเข้าไปในบทเรียน (มากน้อยแล้วแต่โรงเรียน)

ในโรงเรียนไทย การสวดมนต์แบบบังคับ
อาจทำให้เด็กบางคนรู้สึกว่าศาสนาเป็นภาระ
ยิ่งสำหรับเด็กที่มีความเชื่อต่าง
ศาสนาจึงไม่ใช่ที่พึ่ง แต่เป็นความอึดอัด

การไม่มีสวดมนต์ตอนเช้า ไม่ใช่การปฏิเสธศาสนา
แต่คือการยอมรับว่า ศรัทธาไม่ควรถูกสั่ง
โรงเรียนควรให้พื้นที่เงียบ พื้นที่คิด และพื้นที่เลือก
อาจฝึกการนั่งสมาธิ ฝึก reflection ทุกเช้าก่อนเข้าเรียนก็ได้
เพื่อให้เด็กค้นพบความสงบในแบบของตัวเอง

ส่วนตัวยังยืนยันประโยคแรก "การเลี้ยงลูกให้ใกล้ศาสนาสำคัญเป็นที่หนึ่ง รองลงมาคือ mindset และอันดับสามคือวิชาการ"
แต่
ศรัทธาที่แท้จริง ไม่เกิดจากการท่องพร้อมกันทั้งโรงเรียน

====

วิชาหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่สังคมถกเถียงกัน ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่มีแค่ มี หรือ ไม่มี
แต่มองว่า “ควรมี” แต่ควรบูรณาการใหม่ให้เหมาะสมมากกว่าปัจจุบัน
ส่วนจะเรียกวิชาอะไร หรือกิจกรรมอะไรก็สุดแล้วแต่

และผมออกตัวก่อนนะ ผมก็ไม่ใช่คนดีอะไร ลูกผมก็ไม่ใช่เด็กดีมากมายอะไร
เป็นเด็กธรรมดา ๆ นี่แหละ เรียนไม่ได้เก่ง

แต่กระบวนการของโรงเรียนนานาชาติที่หล่อหลอมมาตั้งแต่อนุบาล
มีความเป็น Global Mindset เคารพกฎ ระเบียบ และมีวินัยได้อย่างดี ไปเรียนตรงเวลา (มาก)
รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม อ่านป้าย instruction แทบทุกครั้งเวลาไปสถานที่ต่าง ๆ
รู้จักความแตกต่างของเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ภาษา ไม่เหยียด ไม่บุลลี่
และเริ่มรู้จักการ sharing (เพิ่งจะเริ่มทำได้ตอนประถม)

โรงเรียนมีส่วน 1/3 ครอบครัว 1/3 และ สิ่งแวดล้อมรอบตัวอีก 1/3.....ไม่ควรโยนทุกอย่างไปให้ "โรงเรียน"

แค่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ถือว่าพอใจในระดับหนึ่งแล้ว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1244066624281617&set=a.101772728511018




They walked 2300 kilometers for one simple goal PEACE ✌️









Importance of the Monk's walk for peace

News 19 WLTX

Jan 8, 2026

Daniel Stuart associate professor of religious studies at USC talks about what the monk's walk means.

https://www.youtube.com/watch?v=eUrexOi28Ig
https://x.com/bhagatsingh0109/status/2009287022473527364


'เลือกตั้ง 69' การเมืองสามเส้าใต้ 'การล้อมกรอบ' ของชนชั้นนำ ประชาไทพูดคุยกับ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนมองการเลือกตั้งปี 2569 ให้ไกลกว่าผลแพ้ชนะเฉพาะหน้า ไปจนถึงภาพของ “ระบบการเมืองหลังเลือกตั้ง” ที่กำลังจะก่อตัวขึ้น


'เลือกตั้ง 69' การเมืองสามเส้าใต้ 'การล้อมกรอบ' ของชนชั้นนำ [คลิปเต็ม]

Prachatai

Premiered Jan 8, 2026 
#Election2016 #Politics #Prachatai

ประชาไทพูดคุยกับ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนมองการเลือกตั้งปี 2569 ให้ไกลกว่าผลแพ้ชนะเฉพาะหน้า ไปจนถึงภาพของ “ระบบการเมืองหลังเลือกตั้ง” ที่กำลังจะก่อตัวขึ้น

ท่ามกลางการประเมินของนักวิเคราะห์จำนวนมากว่า การแข่งขันครั้งนี้อาจเป็นศึกระหว่าง ‘บ้านใหญ่’ อย่างพรรคภูมิใจไทย กับ ‘หน้าใหม่’ อย่างพรรคประชาชน สิริพรรณมองว่า สนามเลือกตั้งมีแนวโน้มเป็นการแข่งขันแบบ “สามเส้า” ที่คะแนนใกล้เคียงกัน ไม่มีฝ่ายใดนำโด่ง โดยเฉพาะการขยายตัวของพรรคภูมิใจไทยที่น่าจับตา จากทั้งปัจจัยสะสมทางการเมืองและจังหวะเอื้อหลายประการ จนทำให้พรรคมีสถานะเป็นพรรคพาร์ทเนอร์สำคัญของชนชั้นนำอนุรักษนิยม

นักวิชาการรัฐศาสตร์ยังเสนอกรอบวิเคราะห์การตัดสินใจของผู้เลือกตั้งว่า ประเด็นหลักยังคงอยู่ที่เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง และจุดยืนทางการเมือง ซึ่งในรอบนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งดูเหมือนจะมีทางเลือกใหญ่ๆ อยู่ 3 แนวทาง คือ การคงอยู่กับแบบเดิม การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป

อีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจพบว่ากลุ่ม “ยังไม่ตัดสินใจ” มีสัดส่วนสูงถึง 30–40% สิริพรรณอธิบายผ่านแนวคิด cognitive models of voting behavior ว่า ผู้เลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกำลังประมวลข้อมูลและประเมินทางเลือกอย่างรอบคอบมากขึ้น ไม่ได้ตัดสินใจจากความผูกพันหรือภาพลักษณ์อย่างง่าย เนื่องจากทุกพรรคการเมืองต่างมีข้อจำกัดและบาดแผลของตนเอง

ขณะเดียวกัน การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการจับมือข้ามขั้ว หรือแม้แต่รัฐบาลที่นำโดยฝ่าย ‘แดง’ หรือ ‘ส้ม’ ก็ยังเป็นไปได้ หากมีเสียงสนับสนุนเพียงพอ เมื่อ สว.หมดอำนาจในการโหวตนายกรัฐมนตรี และชนชั้นนำเองก็ไม่ต้องการเผชิญหน้าตรงๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่อาจต้องดำรงอยู่ภายใต้สภาพ “ถูกล้อมกรอบ” โดยกลไกในรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งยังเปิดช่องให้ใช้มาตรการอย่างการปลดนายกฯ ตัดสิทธิ์ หรือยุบพรรค เพื่อกำกับทิศทางการเมือง ขณะที่ความแตกแยกภายในพลังที่เรียกรวมๆ ว่า “ฝ่ายก้าวหน้า” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสมการการเมืองไทยหลังปี 2569

หมายเหตุ: สัมภาษณ์เมื่อ 20 ธันวาคม 2568

Time Index:
00:00 Highlight
02:09 หลังเลือกตั้งครั้งหน้า เราจะอยู่ในระบบการเมืองแบบไหน ?
11:24 อะไรเป็นปัจจัยทำให้เพื่อไทย ถูกยึดใบอนุญาตชั่วคราว ?
15:54 ทำไม แดง-ส้ม จึงดูเหมือนจับมือกันไม่ได้ ?
19:42 เรากำลังไปสู่จุดไหน เปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง โดยวิธีไหน ?
30:15 การเมืองโดน ‘ล้อมกรอบ’ การต่อสู้เชิงนโยบาย จะยังมีความหมายไหม ?
49:46 ปรากฏการณ์ ‘ส้ม’ โหวต ‘น้ำเงิน’ คิดเห็นอย่างไร ?
52:45 มีความหวัง กับการเลือกตั้งครั้งหน้าไหม ?
#เลือกตั้ง69 #การเมือง #ประชาไท #prachatai

https://www.youtube.com/watch?v=oZnsuMtq5EU'



เจฟฟรีย์ แซคส์ นักเศรษฐศาสตร์ และที่ปรึกษาขององค์การสหประชาชาติ พูดความจริงที่หลายคนเลี่ยงจะพูดออกมาดังๆ กลางที่ประชุม UN ว่า🇻🇪🇺🇸🇺🇳 "​หากธรรมนูญสหประชาชาติ ไม่สามารถยับยั้งวอชิงตันได้อีกต่อไป โลกเราก็กลับคืนสู่ 'กฎป่า' ... กฎหมายระหว่างประเทศจะกลายเป็นเพียง 'เครื่องประดับ' ที่ไร้ความหมาย"

https://www.facebook.com/watch/?v=1065206472399235







 

‘เลือกตั้ง 2569’ ประเทศไทยต้องเปลี่ยน! TDRI เสนอ 6 ชุดนโยบายต่อรัฐบาลใหม่ ทั้งระยะเร่งด่วน 1 ปีถึงระยะยาว 4 ปี



เลือกตั้ง 2569 : ‘เลือกตั้ง 2569’ ประเทศไทยต้องเปลี่ยน! TDRI เสนอ 6 ชุดนโยบายต่อรัฐบาลใหม่ ทั้งระยะเร่งด่วน 1 ปีถึงระยะยาว 4 ปี

วาราดา ทองจำนงค์
08.01.2026
The Standard

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานเสวนา ‘เขาแจก แต่เราจ่าย: คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง’ โดยระบุว่า “การเลือกตั้งใน (วันที่ 8) กุมภาพันธ์นี้จะเป็นการเลือกตั้งที่มีผลในการเปลี่ยนประเทศไทยได้ และประเทศไทยต้องเปลี่ยน เพราะถ้าไม่เปลี่ยนอัตราการเติบโตของเราจะตกต่ำลง ท่ามกลางปัญหาต่าง ๆ รุมเร้า ฉะนั้นทุกคนเหมือนจะพูดตรงกันว่า เราจะปล่อยให้ประเทศไทยเป็นไปต่อไปแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”

นอกจากนี้ “เรายังตั้งชื่องานเสวนานี้ว่า ‘เขาแจก แต่เราจ่าย: คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง’ เพื่อให้รู้ว่า ในโลกความเป็นจริงไม่มีของอะไรฟรี ทุกนโยบายต้องมีที่มาของเงิน ฉะนั้นแล้วเงินไม่เคยฟรี” ดร.สมเกียรติ

พร้อมทั้งอธิบายต่อว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทั้งการทุจริตคอร์รัปชันและการหลอกลวงออนไลน์ในวงกว้าง ปัญหาปากท้องของประชาชนที่รุนแรงมากขึ้น ภัยธรรมชาติที่มีความถี่สูงขึ้นและรุนแรงขึ้น การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และการที่ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านการคลังมากขึ้นจากหนี้สาธารณะที่สูงประมาณ 65% ของ GDP ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายในลักษณะลดแหลก-แจก-แถม โดยไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง จะก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อประเทศ พรรคการเมืองทั้งหลายจึงควรตระหนักถึงปัญหาและข้อจำกัดเหล่านี้ และควรนำเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ

เปิดชุดนโยบาย 6 ด้าน ทั้งระยะสั้น-ยาว

คณะผู้วิจัยของ TDRI ยังนำเสนอนโยบาย 6 ด้านที่เห็นว่า มีความสำคัญ แบ่งเป็นนโยบายที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ในระยะเวลา 1 ปีหลังจากได้รัฐบาลใหม่ และนโยบายที่ควรดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ “นโยบายทั้ง 6 ด้านที่นำเสนอนั้นล้วนมีความจำเป็นเร่งด่วนต่อประเทศ แม้บางนโยบายจะดำเนินการได้ไม่ง่ายในทางการเมือง แต่หากไม่เริ่มดำเนินการเลย ปัญหาของประเทศก็จะพอกพูนและแก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันหลายนโยบายก็น่าจะสามารถใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองได้ เพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยตรง”



ด้านที่ 1: ลดคอร์รัปชันและการหลอกลวงทางออนไลน์

ปัญหาคอร์รัปชันและการหลอกลวงทางออนไลน์ (สแกมเมอร์) มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและในบางกรณีมีความเชื่อมโยงกัน โดยมีรายงานว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงถึง 20–30% ของมูลค่าโครงการ และมีข่าวอื้อฉาวการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงจากเครือข่ายพนันออนไลน์ ตลอดจนมีคดีการหลอกลวงออนไลน์ในปี 2568 มากกว่า 3.2 แสนเรื่อง สร้างความเสียหายต่อประชาชนอย่างน้อย 2.5 หมื่นล้านบาท แต่สามารถอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้เพียง 1% (ข้อมูลจากศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ)\

รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้เพื่อบรรเทาความเสียหายและเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างให้เกิดประสิทธิผลในระยะยาว นอกเหนือจากการประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ป.ป.ช. ก.ล.ต. และ ปปง. เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

  • ร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภาก่อนการยุบสภา เพื่อให้มีมาตรการตรวจสอบผู้ได้รับประโยชน์ตัวจริง และสามารถกำกับธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการรับสินบนและฟอกเงิน
  • ร่วมมือกับนานาประเทศโดยเฉพาะ “คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม” (Scam Center Strike Force) ของสหรัฐฯ เพื่อกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตาม และปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวงออนไลน์ และรีบผลักดันให้ประกาศใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อกำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการแก่คนไทยมีหน้าที่ติดตามและปิดกั้นการหลอกลวงออนไลน์ รวมทั้งร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น
  • ประกาศให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมูลค่าสูงทุกโครงการต้องเข้าร่วม “ข้อตกลงคุณธรรม” (Integrity Pact) หรือโครงการ “ความโปร่งใสในการก่อสร้างของรัฐ” (CoST) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสจากการเปิดเผยข้อมูลและการมีผู้สังเกตการณ์ ควบคู่ไปกับการเพิ่มงบประมาณให้กรมบัญชีกลางมีทรัพยากรอย่างเพียงพอรองรับการดำเนินการดังกล่าว
มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

  • ปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มคะแนน “ดัชนีการรับรู้การทุจริต” (CPI) ของไทยจาก 34 จากคะแนนเต็ม 100 ให้ใกล้เคียง 63 คะแนน ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD และ “ดัชนีหลักนิติธรรม” (WJP Rule of Law) จาก 0.5 จากคะแนนเต็ม 1 ให้ใกล้เคียง 0.74 คะแนนซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD โดยเร่งปฏิรูปการขออนุญาตประกอบธุรกิจเพื่อลดการติดสินบน และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะการปฏิรูปกิจการตำรวจตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดต่าง ๆ อาทิ สภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อให้การแต่งตั้งและโยกย้ายมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น
  • เร่งปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรงในไทยโดยตั้งเป้าให้ไทยได้รับการประเมิน “ดัชนีอาชญากรรมองค์กรโลก” (Global Organized Crime Index) ด้านความรุนแรงของอาชญากรรมจาก 6.37 จากคะแนนเต็ม 10 ในปัจจุบัน ให้ลดลงใกล้เคียงกับ 4.91 คะแนนซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD โดยมุ่งปราบปรามเครือข่ายยาเสพติด การค้ามนุษย์ และสแกมเมอร์ โดยร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ


ด้านที่ 2: แก้ปัญหาปากท้องประชาชน

ปัญหาปากท้องของคนไทยมีสองด้านที่เชื่อมโยงกันคือ รายได้ไม่เพียงพอ เพราะแรงงานส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในงานทักษะต่ำ และการมีหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ปัญหาทั้งสองด้านเกี่ยวข้องกับนโยบาย 4 ด้านที่ทำงานเสริมกัน ซึ่งรัฐบาลใหม่ควรดำเนินการคือ (1) การส่งเสริมการลงทุนที่เน้นการสร้าง “งานดี” (Good Jobs) ที่ให้ค่าตอบแทนสูงและมีความมั่นคงพอสมควร (2) การปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อปลดล็อกให้ธุรกิจลงทุนและสร้างงาน (3) การพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อให้คนไทยเข้าถึง “งานดี” ที่เกิดขึ้นได้ และ (4) การช่วยปลดประชาชนออกจาก “วงจรหนี้” ด้วยการปรับพฤติกรรมและความรู้ทางการเงิน

ส่งเสริมการลงทุนที่สร้าง “งานดี”

รัฐบาลควรปรับแนวทางส่งเสริมการลงทุนโดยเน้นส่งเสริมการลงทุนที่สร้าง “งานดี” จำนวนมากและเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่คนไทย แทนการเน้น “มูลค่าการลงทุน” โดยกำหนดให้ BOI ดำเนินการดังต่อไปนี้
  • ปรับกลไกส่งเสริมการลงทุนโดยลดการให้แรงจูงใจพื้นฐาน (Base Incentives) ที่ยึดตามประเภทกิจการลง และเพิ่มมาตรการจูงใจบนพื้นฐานของการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย (Merit-based) จากการสร้าง “งานดี” การมีความร่วมมือกับภาควิชาการในการพัฒนาเทคโนโลยีและฝึกทักษะกำลังคน ภายใน 1 ปี
  • สร้างกลไกความร่วมมือระหว่างนักลงทุนกับซัพพลายเออร์และภาควิชาการในด้านการฝึกทักษะแรงงานไทยและการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ ภายใน 4 ปี
ปลดล็อกกฎระเบียบในการประกอบอาชีพ

ไทยมีกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการทำธุรกิจของประชาชนมากมาย รัฐบาลจึงควรดำเนินการอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ยกเลิกใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น โดยตัดลดกฎหมายที่กำหนดให้มีใบอนุญาตที่เป็นอุปสรรคเหล่านั้น (2) ปรับใช้ระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกการขออนุญาตที่ยังมีความจำเป็น (3) พัฒนาหน่วยงานอิสระที่มีขีดความสามารถสูงเพื่อประเมินผลกระทบของกฎระเบียบต่างๆ โดยเปิดให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีส่วนร่วมให้ข้อคิดเห็น และ (4) พัฒนาระบบทบทวนกฎระเบียบแบบบูรณาการแทนการพิจารณาแบบรายฉบับแยกแต่ละหน่วยงาน เนื่องจากกฎระเบียบหลายด้านมักมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

  • ตัดลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ตามข้อเสนอของทีดีอาร์ไอให้ได้อย่างน้อย 70% โดยใช้กลไกของคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน และปรับใช้ระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการขออนุญาตที่ยังมีความจำเป็น
  • ผลักดันร่าง พ.ร.บ. การอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ฉบับใหม่ ที่ค้างการพิจารณาในรัฐสภา โดยร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไปภายใน 60 วันนับแต่วันประชุมรัฐสภานัดแรก เพื่อเร่งนำระบบ “ใบอนุญาตหลัก” (Super License) ในกฎหมายดังกล่าวมาใช้แทนระบบใบอนุญาตหลายใบในปัจจุบัน

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

  • พัฒนาระบบการทบทวนกฎระเบียบแบบบูรณาการที่ใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพ และพัฒนาหน่วยงานอิสระประเมินผลกระทบกฎระเบียบที่มีขีดความสามารถสูงขึ้นทำหน้าที่ทบทวนกฎระเบียบ
  • พัฒนาระบบ One Stop Service แบบเบ็ดเสร็จครอบคลุมการออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานในกรณีที่ไม่สามารถใช้ระบบ “ใบอนุญาตหลัก”
พัฒนาทักษะแรงงาน

แรงงานไทยส่วนใหญ่ยังมีทักษะไม่สูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการจ้างงานที่ต้องใช้ทักษะสมัยใหม่ แม้รัฐบาลที่ผ่านมาจะตั้งเป้าพัฒนากำลังคนทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจาก (1) ไม่มีส่วนร่วมของภาคธุรกิจที่ต้องการใช้แรงงาน ทำให้การพัฒนาทักษะถูกขับเคลื่อนจากด้านอุปทาน (Supply Driven) ตามความถนัดของสถาบันการศึกษาและสถาบันฝึกอบรม แทนความต้องการที่แท้จริง (2) ได้รับการจัดสรรงบไม่เพียงพอและต่อเนื่อง และมีโครงการกระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน และ (3) การศึกษาพื้นฐานมีความอ่อนแอเนื่องจากหลักสูตรล้าสมัย ไม่เน้นการพัฒนาสมรรถนะที่สามารถต่อยอดเป็นทักษะแรงงานได้

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

  • ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสนับสนุนการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ และประเมินผลเพื่อปรับปรุงอย่างเข้มข้น รวมทั้งวางระบบให้มีกลไกทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางให้ทันโลกอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทบทวนในทุก 5 ปี
  • ส่งเสริมให้เกิดคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาทักษะในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อเป็นหน่วยประสานงานความต้องการทักษะแรงงานของภาคธุรกิจ และทำงานกับหน่วยงานดังกล่าวในการพัฒนาทักษะร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่างภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษา
มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

  • จัดตั้งสถาบันหลักสูตรแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
  • ร่วมกับ กกร. ในด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มการพัฒนาทักษะที่สะท้อนด้านอุปสงค์ (Demand Driven) โดยให้กลไกคูปองการเรียนรู้แก่ประชาชนในลักษณะคล้ายกับโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์ ทั้งนี้อาจเริ่มจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการว่างงาน หรือถูกทดแทนด้วย AI
แก้หนี้ที่ต้นเหตุ

ครัวเรือนไทยมีหนี้ในระดับสูงประมาณ 90% ของ GDP แม้สาเหตุหลักคือการที่รายได้เพิ่มช้า และมีความเหลื่อมล้ำสูง แต่อีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การที่ประชาชนใช้จ่ายจนก่อหนี้มากเกินไป ที่ผ่านมานโยบายการแก้หนี้ของเกือบทุกรัฐบาลมักเน้นแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การพักหรือปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งหากทำในวงกว้างก็จะสร้างปัญหาการลดความระมัดระวัง (moral hazard) ในการก่อหนี้ลง และจะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต

รัฐบาลควรเปลี่ยนแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้ โดยเพิ่มมิติด้านการปรับพฤติกรรม ทัศนคติ และความรู้ทางการเงินของประชาชน ทั้งก่อนเป็นหนี้และหลังเป็นหนี้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนกว่ามาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปีและต่อเนื่องไปตลอด 4 ปี
  • ทบทวนนโยบายหนี้ที่กำลังทำอยู่และหยุดหรือยกเลิกโครงการที่ไม่ได้ผลคุ้มเงินงบประมาณ
  • สนับสนุนให้ภาคธุรกิจและประชาสังคม เช่น วิสาหกิจเพื่อสังคม ภาควิชาการและชุมชนที่เชี่ยวชาญด้านการปรับพฤติกรรมด้านการเงิน โดยรัฐให้การอุดหนุนด้านงบประมาณในการดำเนินการ



ด้านที่ 3: รับมือกับโลกรวนและเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปรับตัว (adaptation) เพื่อลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น น้ำท่วมใหญ่ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และการปรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตของประเทศ

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

  • ร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่างกฎหมายอากาศสะอาดต่อไป จากที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีเครื่องมือทางกฎหมายในการรับมือกับมลพิษทางอากาศได้ดีขึ้น และพัฒนาระบบตรวจจับการเผาในที่โล่งแบบ real-time
  • เร่งผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวเพื่อลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
  • เร่งผลักดันกฎหมายยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย เพื่อให้มีเครื่องมือทางกฎหมายในการรับมือกับการบริหารจัดการภัยธรรมชาติอย่างบูรณาการ
  • ถอดบทเรียนน้ำท่วม โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ ตลอดทั้ง life cycle ของเหตุการณ์ ตั้งแต่ภาวะปกติไปจนถึงระยะสิ้นสุดการฟื้นฟู โดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระเพื่อให้ได้ข้อมูลจริง และเร่งจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่มีความแม่นยำในพื้นที่เสี่ยง
  • จัดทำรายงานความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนจัดทำแผนแม่บทรายจังหวัด/ลุ่มน้ำ ในการเตรียมความพร้อมและกรอบงบประมาณที่ต้องใช้
  • เร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ซึ่งล่าช้ามานาน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (net zero) ในปี 2050 ของประเทศ ซึ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม
  • กำหนดหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง โดยให้สิทธิแก่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม และทดลองนำร่องในบางเขตอุตสาหกรรม

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และมีหน่วยงานในระดับจังหวัด และระดับลุ่มน้ำที่มีความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติในเมืองใหญ่ เช่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ เชียงราย ที่รับมือกับภัยพิบัติได้จริง
  • เพิ่มสัดส่วนการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดให้ได้ 5 เท่าของปี 2024 เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรม RE100 และเปิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงในทุกเขตอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนเตรียมระบบจัดการซากเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น แผงโซลาร์และแบตเตอรี่



ด้านที่ 4: สร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้าโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะลดอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย หลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้า ในขณะเดียวกันการผลิตล้นเกินของจีนก็ทำให้เกิดการไหลทะลักของสินค้าราคาถูก และคุณภาพต่ำเข้ามาแย่งตลาดของผู้ประกอบการไทย และส่งกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการดังนี้

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

  • เร่งบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ภายในครึ่งแรกของปี 2569 โดยมุ่งรักษาอัตราภาษีเฉลี่ยที่สหรัฐฯ จัดเก็บจริง (average effective tariff rate) ต่อประเทศไทยไม่ให้สูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน (ประมาณ 16.5%) โดยเพิ่มรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า และวางหลักเกณฑ์สินค้าสวมสิทธิให้ชัดเจนเพื่อให้สินค้าที่ผลิตในไทยไม่ถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าในระดับสูง
  • แสวงหาตลาดส่งออกใหม่เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ โดยเร่งสรุปการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปภายใน 1 ปี ตลอดจนเริ่มการทบทวนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) ให้รวมประเด็นการค้าและความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย
  • ใช้ข้อแลกเปลี่ยนจากการเจรจาการค้าในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เช่น การเปิดเสรีการลงทุนในภาคบริการเพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ด้านการค้า ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและเพิ่มการแข่งขันที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพบริการของไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ควรใช้มาตรฐานคุณภาพสินค้าเป็นเครื่องมือหลักในการรับมือกับสินค้าราคาถูกแต่มีคุณภาพต่ำจากต่างประเทศ ดังต่อไปนี้ให้เสร็จภายใน 1 ปี

  • เร่งยกระดับและปรับปรุงมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสินค้าให้ทันสมัยและครอบคลุมมากขึ้น
  • กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เช่น การก่อสร้างที่ต้องใช้วัสดุก่อสร้างที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยอาจเริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่
  • เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบสินค้าคุณภาพต่ำ โดยเน้นตรวจสินค้าจากประเทศที่มักไม่ผ่านมาตรฐาน พร้อมเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอ
  • เร่งออกกฎหมายที่กำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลมีหน้าที่ตรวจคัดกรอง และถอดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบ

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

  • ขยายการทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่ยังไม่มีความตกลงกัน เช่น สหราชอาณาจักร และแคนาดา
  • เร่งเตรียมการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD โดยดำเนินการให้บรรลุเงื่อนไขการเป็นสมาชิกให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของประเทศ เพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและการเข้าถึงองค์ความรู้ในการปฏิรูปเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ในการเจรจาต่างๆ รัฐบาลควรปรึกษากับภาคเอกชนและประชาชนเพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน พร้อมจัดทำกลไกช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถปรับตัวได้



ด้านที่ 5: จัดสวัสดิการด้านสังคมและสุขภาพสำหรับสังคมสูงวัย

ไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) แล้ว ทำให้มีคนวัยทำงานลดลง มีผู้สูงอายุที่มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและเข้ารับการรักษาพยาบาลจำนวนมาก ตลอดจนมีผู้สูงอายุอยู่ในภาวะติดบ้าน ติดเตียง หรือเจ็บป่วยระยะท้ายเพิ่มขึ้น

แม้ปัญหาสวัสดิการด้านสังคมและสุขภาพผู้สูงวัยมักถูกมองเป็นปัญหาระยะยาว แต่หากไม่เร่งดำเนินการอย่างเหมาะสม จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง รวมทั้งการสูญเสียแรงงานจำนวนมากจากการต้องดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระดับสูงมาก และการที่สำนักงานประกันสังคมจะไม่มีเงินบำนาญชราภาพเหลือพอจ่ายให้แก่คนวัยทำงานที่มีอายุ 40 ปีในปัจจุบัน

รัฐบาลใหม่จึงควรพิจารณาดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนให้เกิด (1) การดูแลระยะยาวที่บ้าน (Long-Term Care) ที่ดี ซึ่งจะลดโอกาสที่ผู้สูงอายุจะป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล และช่วยให้ลูกหลานวัยทำงานสามารถออกไปทำงานหารายได้ได้เต็มที่ (2) การดูแลแบบประคับประคองผู้เจ็บป่วยระยะท้าย (Palliative Care) ซึ่งช่วยลดภาระและความเครียดของครอบครัว (3) การจ้างงานผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ซึ่งจะให้เกิดการดูแลระยะยาวที่บ้าน และช่วยจ้างงานแรงงานทักษะน้อยที่อาจจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี (4) การแยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากกองทุนประกันสังคม โดยให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ และ (5) การลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาพยาบาลโดยเฉพาะผู้ป่วยในของทั้ง 3 สวัสดิการ (ข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง) โดยควรดำเนินการดังนี้

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

  • ช่วยให้ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลระยะยาวที่บ้านที่ดี โดยปรับโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นศูนย์ day care สำหรับผู้สูงอายุ
  • ปรับอายุขั้นต่ำในการรับบำนาญเป็น 60 ปี เพื่อรักษาฐานะทางการเงินของสำนักงานประกันสังคม และเริ่มต้นกระบวนการยกร่างกฎหมายรองรับ โดยควรออกกฎหมายให้ได้ภายใน 2 ปี
  • จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาต้นทุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วย โดยควรสามารถประกาศอัตราการจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในให้สอดคล้องกันทั้ง 3 สวัสดิการใน 2 ปี

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

  • มีบริการดูแลระยะยาวที่บ้านในทุกชุมชน ทำให้ผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงเข้าถึงสิทธิได้ทุกคน
  • ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเข้าถึงสิทธิการดูแลแบบประคับประคองทุกคน
  • แยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากกองทุนประกันสังคม โดยให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้นโยบายที่เสนอมาข้างต้นล้วนก่อให้เกิดประโยชน์สูง ในขณะที่ใช้งบประมาณไม่มาก และไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางการคลัง โดยเฉพาะเมื่อมีการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)



ด้านที่ 6: รักษาความยั่งยืนทางการคลัง

รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ใช้นโยบายขาดดุลการคลังเฉลี่ยเกิน 3% ของ GDP ต่อเนื่องมานับทศวรรษ โดยขาดดุลอย่างมากในช่วงเกิดวิกฤติต่าง ๆ และในช่วงที่ใช้นโยบายที่ขาดความรับผิดชอบทางการคลัง เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต รวมทั้งการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่าในช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ (งบล้างท่อ) ในขณะเดียวกัน ก็มีการลดภาษีสำคัญ ๆ หลายครั้งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอ ทำให้เกิดปัญหาด้านรายรับ

เมื่อมองไปในอนาคตระยะยาว ประเทศไทยยังจะมีภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นอีกมาก จากการต้องเพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาล และการรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะทำให้เริ่มมีปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเกือบทุกปีตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง และภาระหนี้ (เงินต้นและดอกเบี้ย) ต่อรายจ่ายงบประมาณ ที่สูงขึ้นเช่นกัน

หากรัฐบาลไทยในอนาคตยังขาด ‘วินัยทางการคลัง’ เช่นนี้ต่อไป ประเทศก็จะมีความเสี่ยงด้านการคลังที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนยากแก้ไข ดังเช่นที่สถาบันจัดอันดับเครดิตหลายแห่งได้แสดงความกังวล โดยหากรัฐบาลถูกลดอันดับเครดิต ธุรกิจทั้งหมดก็จะมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พรรคการเมืองต่าง ๆ จึงควรดำเนินการหาเสียงโดยตระหนักถึงปัญหานี้ และกำหนดนโยบายที่ใช้หาเสียงอย่างมี ‘ความรับผิดชอบ’ ทางการคลัง ไม่มุ่งใช้จ่ายที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อสร้างคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว

รัฐบาลใหม่ควรดำเนินมาตรการเร่งด่วนในระยะ 1 ปี ดังนี้

  • ยึดมั่นตามกรอบการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อลดการขาดดุลการคลัง และควบคุมหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบ
  • เปิดเผยข้อมูลด้านการคลังให้สาธารณะรับรู้ ทั้งภาระทางการคลังทั้งที่เกิดแล้วและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นได้ (contingent liability) จัดทำรายงานรายจ่ายภาษี (tax expenditure) ต่าง ๆ รวมทั้งรายจ่ายภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน ตามมาตรฐานสากลทุกปี
  • ใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและจำเป็นเท่านั้น โดยให้สำนักงบประมาณปรับหลักเกณฑ์การคัดกรองคำของบประมาณตามหลักความคุ้มค่า ลดแรงจูงใจในการใช้งบล้างท่อ และจำกัดการใช้เงินนอกงบประมาณ
มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จในระยะ 4 ปี ได้แก่

  • ริเริ่มทดลองระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เน้นความคุ้มค่า โดยคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าและบริการจาก ด้านผลลัพธ์ (outcome) ไม่เน้นราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว
  • เพิ่มรายได้ภาษีและรายรับอื่น ๆ ผ่านการขยายฐานและการปรับอัตราภาษี โดยควรให้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำควบคู่ไปด้วย เช่น
  • เพิ่มภาษีฐานทรัพย์สิน เช่น ภาษีกำไรจากการลงทุน
  • ปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีกำหนดเวลาชัดเจน และมีการคืนภาษี (VAT tax rebate) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาช่วยผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบาง (political earmark)
  • เพิ่มความก้าวหน้า (progressivity) ให้แก่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านการกำหนดค่าลดหย่อนให้เหมาะสม
  • ยกระดับสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา (Parliamentary Budget Office: PBO) ให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลเทียบเท่าฝ่ายบริหาร และได้รับงบประมาณเพียงพอที่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความชำนาญสูง
  • ปรับแก้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ เพื่อ
  • ให้รัฐบาลต้องจัดทำและส่ง Pre-Budget Statement ให้สภาอนุมัติทั้งด้านแผนรายจ่ายและแผนรายรับในภาพรวม ก่อนเริ่มวงจรการจัดทำงบประมาณ
  • ให้มีคณะกรรมาธิการสามัญที่ติดตามงบประมาณตลอดเวลาแทนคณะกรรมาธิการวิสามัญที่แต่งตั้งใหม่ทุกปี
  • ให้ประธานคณะอนุกรรมาธิการมาจากพรรคการเมืองที่แตกต่างจากรัฐมนตรีของกระทรวงที่พิจารณางบประมาณ
  • ยกระดับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง โดย
  • ปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐให้ไม่เป็นฝ่ายบริหารทั้งหมดดังเช่นปัจจุบัน
  • ให้มีการถ่วงดุลฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ โดยให้สำนักงบประมาณประจำรัฐสภาทำหน้าที่ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง


TDRI ยังทิ้งท้ายว่า เมื่อพรรคการเมืองได้จัดทำนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งส่งให้แก่ กกต. แล้ว คณะผู้วิจัยของทีดีอาร์ไอก็จะวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตต่อต้นทุนทางการเงินของนโยบายและที่มาของเงินที่จะใช้ ตามที่เคยได้จัดทำในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา

ภาพ: Albert Karimov/500px/Getty Images

https://thestandard.co/thailand-election-2026-tdri-policy-proposals/



พิธา ยิ้มเจริญรัตน์ ยอมรับว่า เสียดายที่การเคลื่อนไหวเพื่อแก้ ม.112 ไม่สามารถทำได้ในยุคของพรรคก้าวไกล แต่หวังว่าในยุคของพรรคประชาชน การนิรโทษกรรมนักโทษหรือผู้ต้องหาการเมือง น่าจะเกิดขึ้นได้

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1181300104207214
https://www.facebook.com/reel/1181300104207214

Jom Petchpradab
10 hours ago
·
พิธา ยิ้มเจริญรัตน์ ยอมรับว่า เสียดายที่การเคลื่อนไหวเพื่อแก้ ม.112 ไม่สามารถ ทำได้ในยุคของพรรคก้าวไกล แต่หวังว่าในยุคของพรรคประชาชนการนิรโทษกรรมนักโทษหรือผู้ต้องหาการเมืองน่าจะเกิดขึ้นได้


https://www.facebook.com/watch/?v=1627198475126988



"พิธา" เปิดใจขอโทษวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” ขอโทษพูดไม่ชัด ไม่ได้หมายถึง "ทหารสนามรบ" แต่หมายถึง "ทหารสนามกอล์ฟ" ทหารที่ทำรัฐประหาร



"พิธา" ขอโทษพูดไม่ชัด วาทกรรม "ทหารมีไว้ทำไม" ยันไม่ได้หมายถึง "ทหารสนามรบ"


9 ม.ค. 69
Sanook.com

พิธาเสียใจ พูดไม่ชัด “ทหารมีไว้ทำไม” ขอโทษ "ทหารสนามรบ" ย้ำหมายถึง "ทหารสนามกอล์ฟ" ทำรัฐประหาร

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดใจถึงวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” ที่เคยใช้ในการปราศรัยเมื่อปี 2566 โดยยอมรับว่าตนสื่อสารไม่ชัดเจน พร้อมกล่าวขอโทษทหารสนามรบ ทหารชั้นผู้น้อย และทหารมืออาชีพ ที่เสียสละปกป้องประเทศ ยืนยันว่าคำพูดในวันนั้นตั้งใจพาดพิงถึงทหารที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารและการใช้อำนาจทางการเมือง ไม่ใช่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในสนามรบ

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 นายพิธาได้จัดกิจกรรม Pita US Tour ที่วัดไทยลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เปิดวงพบปะพูดคุยกับคนไทยในต่างแดนเกี่ยวกับอนาคตประเทศไทยและบทบาทการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน โดยมี น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักและมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก

นายพิธากล่าวว่า เสียงสะท้อนจากคนไทยในหลายเมืองของสหรัฐฯ พบว่าหลายคนไม่อยากกลับประเทศไทย เพราะกังวลว่าจะไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้ จึงอยากชวนคนไทยต่างแดนคิดว่า การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งจะช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดูแลคนไทยได้ทั้งในและนอกประเทศอย่างไร

ชี้ไทยยังไม่ดึงดูดใจคนเก่งกลับบ้าน

นายพิธาระบุว่า ประเทศไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ยังไม่สามารถดึงดูดคนไทยที่มีศักยภาพให้กลับมาพัฒนาประเทศได้ รัฐบาลในอนาคตจึงควรหาวิธีเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์ของคนไทยในต่างแดน เช่น คนไทยในย่าน Bay Area ที่ทำงานด้านไฮเทค หรือคนไทยในนิวยอร์กที่อยู่ในอุตสาหกรรมไฮทัช

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสนับสนุนนโยบายของพรรคประชาชนในการสร้างแพลตฟอร์ม “Thai Global Talent & Ideas” เพื่อเป็นช่องทางระดมพลังสมองจากคนไทยทั่วโลก ส่งต่อข้อเสนอเชิงนโยบายถึงหน่วยงานรัฐโดยตรง คล้ายกับระบบ Talent Pool ของประเทศเอสโตเนีย
เสนอระบบดูแลคนไทยต่างแดนแบบครบวงจร

นายพิธายังเสนอให้มีหน่วยงานดูแลชีวิตคนไทยในต่างประเทศอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระบบพิสูจน์ตัวตนดิจิทัล ลดขั้นตอนเอกสารและการเดินทาง พัฒนาการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรให้สะดวกและโปร่งใส ไปจนถึงระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน Thai SOS ที่รวมศูนย์การแจ้งเหตุและติดตามผลในจุดเดียว

เปิดใจขอโทษวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม”

ในช่วงหนึ่งของการพูดคุย นายพิธากล่าวถึงวาทกรรมที่เคยเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ตอนที่พูดนั้น ตนหมายถึงทหารสนามกอล์ฟ ทหารที่มีนาฬิกาแพง และทหารที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร แต่ไม่ได้สื่อสารออกมาให้ชัดเจน จึงกลายเป็นความผิดพลาดที่ยังรู้สึกเสียใจมาจนถึงวันนี้

นายพิธากล่าวขอโทษทหารสนามรบ ทหารชั้นผู้น้อย และทหารมืออาชีพที่เสียสละเพื่อประเทศ พร้อมยอมรับว่าคำพูดในอดีตไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน และควรแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างทหารที่ทำหน้าที่ปกป้องประเทศ กับทหารที่เข้ามามีบทบาททางการเมือง ทำรัฐประหาร

ปลุกพลังคนไทยต่างแดนร่วมเปลี่ยนประเทศ

ทั้งนี้ คนไทยในลอสแอนเจลิสยังได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการประชามติ 3 ครั้ง และความเป็นไปได้ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายพิธาระบุว่า หากสามารถดึงพลังคนไทยต่างแดนให้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ จนได้รัฐบาลที่ดีและเปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ ในอีก 2 สมัยหรือราว 8 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนทำให้คนไทยไกลบ้านพร้อมกลับมาร่วมพัฒนาประเทศอีกครั้ง

https://www.sanook.com/news/9867234/








2 โลกทหารไทย : นายทหารห้องแอร์ นายทหารแนวหน้า /ชายแดน


Thanapol Eawsakul 
18 hours ago
·
2 โลกทหารไทย
.......
นายทหารห้องแอร์
เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์เฟซบุ๊ก ปีใหม่นี้ทลาย 3 วาทกรรมด้อยค่าทหาร รบเขมรเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ “พวกเราจะยังทำหน้าที่ต่อไป”
อ่านข่าว : https://www.ejan.co/news/1ecoxv2gl7ag
นายทหารแนวหน้า /ชายแดน
จดหมายจากอดีตแนวหน้าช่องบก พ้อเข้าถึงสิทธิประโยชน์ยาก งบมาไม่ถึงชั้นผู้น้อย ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ย้ำนโยบายปฏิรูปกองทัพ ชี้ทหารมีไว้ปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่หาผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ ภาษีประชาชน กินเล็กกินน้อยจากชั้นผู้น้อย
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1250976257017206&set=a.613030550811783

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/25845047055135456



‘วาสนา นาน่วม’ โพสต์ ‘คำขอโทษจากน้องนักข่าว’ พร้อมชี้แจง หลังถูกเอ่ยชื่อพาดพิงอยู่ในแผนจะประชาสัมพันธ์ (เรียกรับเงินเผยแพร่ข่าว)


สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
20 hours ago
·
‘วาสนา นาน่วม’ โพสต์ ‘คำขอโทษจากน้องนักข่าว’ พร้อมชี้แจง หลังถูกเอ่ยชื่อพาดพิงอยู่ในแผนจะประชาสัมพันธ์

“คำขอโทษ จากน้องนักข่าว

กรณีที่ “เพจ วาสนา” ถูกเอ่ยชื่อพาดพิง ว่า อยู่ในแผนที่จะประชาสัมพันธ์ของ นักข่าวคนหนึ่งนั้น ขอยืนยันว่า น้องนักข่าวคนนี้ ยังไม่เคยพูดคุยในเรื่องนี้ กับ วาสนา แต่อย่างใด

แต่พอเกิดเรื่อง น้องนักข่าว คนดังกล่าว ได้โทรมาขอโทษ ที่วางแผนประชาสัมพันธ์เช่นนั้น โดยที่ยังไม่ได้สอบถาม วาสนา

โดยน้องนักข่าว ชี้แจงว่า เป็นเพียงแผนที่จะนำเสนอ เจ้าของธุรกิจ ที่น้องนักข่าวร่วมทำอยู่ด้วย ในเพจข่าวยอดนิยม ในสื่อหลัก และ อินฟลูฯ (ที่น้องรู้จักก็มี วาสนา คนเดียว) ถ้าเขาตกลง ก็จะจึงถาม เพจวาสนา ว่าจะลงข่าวได้หรือไม่

โดยน้องนักข่าว ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองใด แต่ไลน์นั้น ส่งผิดห้อง เข้าไปในพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เป็น การวางแผนประชาสัมพันธ์ของธุรกิจที่ตนเองเข้าไปร่วม ทำอยู่ เท่านั้น

ซึ่งถ้า เป็นธุรกิจ ส่วนตัว เช่นที่ น้องนักข่าวชี้แจงจริง โดยความสัมพันธ์ส่วนตัวที่รู้จักกันมานาน ก็คงจะช่วยลงข่าวให้ โดยไม่ต้องจ่ายตังค์ อยู่แล้ว เพราะเวลา ใครฝากข่าว วาสนา ก็มักจะบอกว่า ไว้เลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำปั่น พี่แล้วกัน บางทีก็มาเป็น ขนม ของกิน ที่เราสะดวกใจกว่า ที่จะคิดค่าโฆษณา เพราะถ้าคิดตามเรต อินฟลูฯ ที้เป็นสากล ก็คงจะหลายบาท ไม่น่าใช่ สองพันบาท

และเมื่อดูจากเรต ที่ระบุในไลน์ คือ สองพันบาท แล้ว ก็ไม่น่าจะลงข่าวหรือโฆษณา ในสื่อออนไลน์ได้ ที่มีชื่อระบุได้ อาจเป็นเพราะน้องนักข่าว ไม่รู้เรตโฆษณาสื่อออนไลน์หรือไม่

นอกจากนี้ เพจ วาสนา เป็นเพจข่าวส่วนตัว ไม่ใช่ของสำนักข่าวใด หากจะมีการรับโฆษณาต่างๆ สามารถทำได้
เพราะถ้าจะยึดตามเรต ของ อินฟลูเอ็นเซอร์ ทั่วไป ก็น่าจะสูงกว่า ที่ระบุ ดังนั้น ที่ระบุ ในไลน์ที่แชร์กัน

แต่ที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีใครมา โฆษณาลงเพจ เลย มีแต่ “ข่าวฝาก” หรือ “ข่าวแจก”เท่านั้น บางพรรค ก็มีน้องที่สนิทๆกันมานาน ฝากข่าว อันไหนลงให้ได้ ก็ลงให้ แต่ต้องตาม กรอบคอนเซ็ปพ์ ของเพจ บางครั้ง ก็เป็นแค่ บอกว่า ไว้เลี้ยงกาแฟ หรือ เลี้ยงข้าว พี่แล้วกัน ไม่มีการจ่ายค่าโฆษณาใดๆ แต่ส่วนใหญ่ จะไม่ได้ลงให้ เพราะไม่เกี่ยวกับทหาร หรือความมั่นคง จนน้องหลายคน “งอน”พี่เล็ก ไปก็มี เพราะในอดีต เคยมีน้องบางคน ฝากข่าว พอวาสนา ลงข่าวให้ แล้ว นำไปเบิก ก็เคยเจอ ซึ่ง เมื่อ วาสนา รู้ ก็ตำหนิไปแล้วว่า อย่าทำอีก แล้วก็ไม่ลงข่าว ให้อีกเลย

ส่วนการลงข่าวพรรคการเมือง เพจ วาสนา จะลงเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทหาร ความมั่นคง ชายแดน หรือ สีสัน ทางการเมือง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะ แต่ละพรรค จะมีไลน์กลุ่ม กับสื่อ จะส่งมาในกลุ่มไลน์ มากมายหลายพรรค วาสนา ก็จะมาสแกน อ่าน แล้วเลือกที่น่าสนใจ เท่านั้นลงเพจ ซึ่งปกติ พรรคต่างๆ จะไม่ได้มีค่าใช้จ่าย ถือเป็นข่าวแจก ทั่วไป

อีกทั้งในช่วงนี้ แต่ละพรรคต่างก็มีนโยบายหาเสียงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องชายแดนเขมร และเรื่องทหาร  วาสนา จึงได้จับประเด็น มาลงข่าวในเพจบ้างในบางเรื่อง แต่ไม่ได้เป็นการลงโฆษณาใดๆ

ดังนั้น กรณีนี้ วาสนา จึงไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แต่อาจเพราะ เห็นว่า ไลน์ที่แชร์กันนี้ มีชื่อ เพจ วาสนา รวมอยู่ด้วย จึงเหมือน เป็น เหยื่อ มาให้ด่าสบายๆ

ซึ่งการแชร์ ข้อความในลักษณะนี้ โดยมีชื่อบุคคล ปรากฏอยู่ด้วย จึงถือว่า ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพจ วาสนา ใช้ในการสร้างแหล่งข่าว มากกว่า เพราะการฝากข่าว มาลงข่าวให้ เมื่อถึงเวลา วาสนา เช็คข่าว หรือถามอะไร ก็จะได้ข้อมูล หรือบ่อยครั้ง มีข่าวอะไร แหล่งข่าว ก็จะบอกก่อน

ทั้งนี้ ขอย้ำว่า เพจ วาสนา เป็นเพจส่วนบุคคล ไม่ใช่สื่อสำนักใด การทำเพจ สามารถ รับโฆษณา หรือเป็นธุรกิจแบบหนึ่ง แบบที่เพจต่างๆ ก็หารายได้ ได้ แต่ทว่า ที่ผ่านมา เพจ วาสนา ยังไม่เคยมี การซื้อโฆษณาใดๆ มีแต่ “ข่าวฝาก” เช่นที่กล่าวมาข้างต้น

ด้วยความเคารพ และขอบคุณ
ทุกท่านที่อ่าน ค่ะ

แฟ้มภาพ
หมายเหตุ เรื่องไม่เกี่ยวกับภาพ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1506419684178299&set=a.328293581990921








https://x.com/ThaiPBS/status/2009622435587567727






 

.....


ThairathTV
10 hours ago
·
แถลงการณ์กองบรรณาธิการไทยรัฐ กรณีถูกแอบอ้างเรียกรับเงินเผยแพร่ข่าว
.
09 มกราคม 2568 : จากกรณี มีผู้สื่อข่าวนอกสังกัดแอบอ้างชื่อไทยรัฐและสื่อมวลชนอีกหลายสำนัก เรียกรับเงินค่าเผยแพร่ข่าวในกลุ่มไลน์พรรคการเมืองหนึ่ง และมีบุคคลคัดลอกข้อความจากกลุ่มไลน์ดังกล่าว เผยแพร่ในระบบอินเทอร์เน็ต จนทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนสร้างความเสียหายให้แก่ไทยรัฐนั้น
.
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด พบว่า เป็นการแอบอ้างชื่อไทยรัฐของบุคคลภายนอก โดยไทยรัฐและบุคลากรในกองบรรณาธิการข่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
.
ทั้งนี้ ไทยรัฐยึดมั่นในจรรยาบรรณสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด ขณะที่การรายงานข่าวมีกระบวนการตรวจสอบและควบคุมโดยกองบรรณาธิการอย่างเข้มงวดและรอบคอบ พร้อมเรียกร้องให้ต้นสังกัดของผู้สื่อข่าวที่แอบอ้างชื่อไทยรัฐและสื่อมวลชนหลายสำนักไปเรียกรับเงินจากการเผยแพร่ข่าวการเมืองในช่วงเลือกตั้ง ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงกับสาธารณะต่อไป

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1552629632894525&set=a.808652640625565



การใช้เงินซื้อพื้นที่สื่อ เมื่อกำแพงเหล็กพังทลาย - ช้างในห้องที่สื่อทำเป็นไม่เห็น


Sarinee Achavanuntakul - สฤณี อาชวานันทกุล
Yesterday
·
เมื่อกำแพงเหล็กพังทลาย - ช้างในห้องที่สื่อทำเป็นไม่เห็น

มีน้องนักข่าวส่งมาให้ดูค่ะ ภาพแคปจากห้องแชทนักข่าวของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง นี่คือเรทการ์ดการลงเนื้อหาในสื่อต่างๆ (แน่นอนว่า ไม่แปะป้ายว่าเป็นเนื้อหาโฆษณาหรือ advertorial) แถมท้ายแบบชิลๆ ด้วยว่า “แบบไม่มีใบเสร็จนะคะพี่” 5555

อะไรแบบนี้กลายเป็น “เรื่องธรรมดา” ของสื่อไทยในยุคนี้ไปแล้ว ยุคที่ “กำแพงเหล็ก” ที่กั้นระหว่างกองบรรณาธิการกับฝ่ายขาย (จรรยาบรรณพื้นฐานของสื่อ) ไม่มีอีกต่อไป อยากให้สังเกตด้วยนะคะว่า ขายวิญญาณกันด้วยราคาถูกมากๆ คือสองพันต่อชิ้นต่อสำนัก และถ้าลง 30 ชิ้นจ่ายราคาเหมาลดให้ด้วย คือ 55,000 ไม่ใช่ 60,000 บาท (5555) มิหนำซ้ำในรายการสื่อที่โม้ว่าซื้อได้ รวมสื่อสาธารณะไทยพีบีเอสด้วย ถถถ

(น้องนักข่าวอธิบายว่า เรทนี้น่าจะเป็นการคอร์รัปชั่นของนักข่าวเอง ที่รับเงินเอง องค์กรไม่รู้ ฝ่ายขายไม่รู้ เพราะปกติราคาทางการไม่ใช่เรทนี้ อย่างน้อยข่าวหนึ่งต้องหลักหมื่น แต่ก็มีอีกเช่นกัน ที่องค์กรข่าวบางแห่งเห็นสิ่งนี้เป็นโอกาส ว่าถ้านักข่าวดีลหาเงินได้ ก็ให้ช่วยหาผู้บริหารไปเจอเผื่อขอเงินก้อนใหญ่ขึ้น — ถถถถ ฟังแล้วรู้สึกว่า วงการนี้โคตรเละเทะ 555)

ที่แย่กว่านี้อีกคือ สื่อสำนักที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อนี้ก็ไม่ได้แปลว่า ไม่ยอมขายวิญญาณนะ บางสำนักแค่คิดแพงกว่านี้มาก เพราะออกแบบเนื้อหาให้เสร็จสรรพเสมือนเป็นเอเยนซี 555

ขณะที่เรากำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง สื่อหลายสำนักประกาศขึงขังว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ลงเฟคนิวส์ บลาบลา แต่ยังไม่เห็นใครพูดถึง ”ช้างที่อยู่ในห้อง“ เลยค่ะว่า สิ่งเหล่านี้จะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อเงินมาก็หุบปาก :>

https://www.facebook.com/photo?fbid=1444075817088101&set=a.507460295947478
18 hours ago
·
ของเก่าแปดปีที่แล้ว เอามาแชร์อีกทีค่ะ ให้เห็นว่าการใช้เงินซื้อพื้นที่สื่อ เพจเฟซบุ๊ก อินฟลู ฯลฯ (แน่นอนว่าให้ PR เนียนๆ โดยไม่แปะป้ายว่านี่คือ PR) มันมีมานานมากแล้ว ไม่ใช่แค่เพิ่งมี แล้วคนซื้อคือใครก็ตามที่มีเงิน ตั้งแต่บริษัทเอกชน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ นักการเมือง ฯลฯ
อยากจะบอกแค่ว่า ตราบใดที่สังคมไทยไม่คุยกันเรื่องนี้จริงจัง สถานการณ์สื่อไทยไม่มีวันดีขึ้นค่ะ มีแต่จะแย่ลง



Sarinee Achavanuntakul - สฤณี อาชวานันทกุล
August 2, 2017
·
เพิ่งได้ message นี้ น่าจะจากบริษัทพีอาร์ที่ทำงานให้รัฐบาลเผด็จการทหาร

ไม่รับทำอยู่แล้ว แต่เผื่อเป็นข้อมูลที่หลายท่านสนใจค่ะ ...จับตาดูกระทู้พันทิพ + เนื้อหาผ่านเพจต่างๆ

https://www.facebook.com/SarineeA/posts/1444413543720995


นักข่าว #เวเนซูเอลา ให้สัมภาษณ์ NPR ว่า การจับตัวมาดูโรไป ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใด ๆ เลย มันเหมือนการจับนักร้องนำไป แต่ยังปล่อยให้สมาชิกในวงคนอื่นเล่นต่อไปได้


Pipob Udomittipong
15 hours ago
·
นักข่าว #เวเนซูเอลา ให้สัมภาษณ์ NPR ว่า การจับตัวมาดูโรไป ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใด ๆ เลย อัลแบร์โตบอกว่า มันเหมือนการจับนักร้องนำไป แต่ยังปล่อยให้สมาชิกในวงคนอื่นเล่นต่อไปได้

“มันเหมือนคุณจับคนที่ไร้อำนาจที่สุดในเวเนซุเอลาไป แต่คุณทิ้งให้พวกเราอยู่กับดิออสดาโด (อดีตนายพลที่เป็นรมต.มหาดไทย คุมกำลังตำรวจและ “ทหารบ้าน”) เดลซี (ปธน.คนปัจจุบัน) ฮอร์เก โรดริเกซ (พี่ชายของเดลซี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) และกระทรวงยุติธรรมของทหาร ดังนั้นในทางปฏิบัติแล้ว สถานการณ์ในเวเนซุเอลาจึงแทบไม่เปลี่ยนแปลง” อัลแบร์โตบอก

ตอนนี้ทั่วกรุงคารากัสและเมืองใหญ่อื่น ๆ กลุ่มพลเรือนติดอาวุธ “โคเลคติโวส” “Colectivo” (แบบในภาพ) ได้กลับมาประจำการ ข่มขู่ประชาชนและไล่ล่าผู้เห็นต่าง ท่ามกลางการประกาศ “สถานการณ์ความไม่สงบภายนอก” “State of External Commotion” หลังจากการจับกุมนิโคลัส มาดูโร คล้ายกับที่ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

กลุ่มติดอาวุธของชาวิสตา ปฏิบัติการโดยใช้รถจักรยานยนต์และพกพาอาวุธปืน ทั้งปืนสั้นและยาว ตั้งด่านตรวจตามท้องถนนร่วมกับกองกำลังรักษาความปลอดภัยของรัฐ และเข้าร่วมในปฏิบัติการของรัฐบาล องค์กรสิทธิมนุษยชนรายงานว่ามีการจับกุมนักข่าวอย่างน้อย 14 คน โดย 10 คนยังคงถูกคุมขัง บางคนยังไม่ทราบที่อยู่แน่ชัด ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในสังคม

เพราะมาดูโรไม่ใช่คนที่มีอำนาจอย่างแท้จริงในรัฐบาล เวเนซูเอลา ปท.ที่มีประชากรน้อยกว่าไทยเกินครึ่ง แต่มีทหารอัตรานายพลมากกว่า 2,000 นาย มาดูโรแต่งตั้งนายพลเหล่านี้เข้าไปดูแลกิจการต่าง ๆ ของประเทศ เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์กันตามสบาย ไม่แคร์ว่าคนจะยากจน รพ.ไม่มีอุปกรณ์การแพทย์ ผู้ป่วยไปหาหมอต้องเอายา เอาสำลีไปกันเอง

เวเนซูเอลามีนักโทษการเมืองไม่น้อยกว่า 800-900 คน

ถ้าเวเนซูเอลาเป็นประเทศประชาธิปไตย ทำไมเราไม่เห็นประชาชนออกมาโห่ร้องในถนน หลังจากสหรัฐฯ จับตัวมาดูโรไป? ทุกวันนี้ ตำรวจจะขอตรวจดูมือถือของประชาชน บนรถเมล์ และที่สาธารณะ เพื่อดูว่ามีข้อความที่ต่อต้านรัฐบาลในโทรศัพท์หรือไม่ ถ้ามีก็ถูกจับตัวไปขัง

ผมจึงขอเตือนมิตรสหายที่จะไปชุมนุมวันเสาร์ที่กทม.ว่า ผมเห็นด้วยกับการประท้วงต่อต้านการใช้กำลังทหารอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายของจักรวรรดินิยมอเมริกา เป็นสิ่งที่ละเมิดกม.ระหว่างประเทศแน่นอน

แต่การประท้วงของคุณต้องไม่ใช่การสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบชาวิสตา หรือมาดูริสตา ที่ย่ำยีศักดิ์ศรีของประชาชน ปล้นสะดมเสียงของประชาชน โกงเลือกตั้ง ใช้กำลังทหารเป็นหลักเพื่อปกครองและกดขี่ประชาชนมาสองทศวรรษ

ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังอย่างมิชอบของรบ.ทรัมป์ฉันใด ผมก็ไม่เห็นด้วยกับความฉ้อฉลและเผด็จการของระบอบมาดูโรฉันนั้น ในขณะที่คุณต่อต้านการใช้กำลังของสหรัฐฯ คุณต้องสนับสนุนให้คนเวเนซูเอลามีสิทธิและเสรีภาพอย่างปราศจากความหวาดกลัวว่าจะถูกจับตัวด้วย

ถ้าระบอบ “สังคมนิยม” ของเขาดีจริง ทำไมคนหนึ่งในสี่ของประเทศต้องลี้ภัยไปตกระกำลำบาก ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ไปขายบริการทางเพศในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งโคลอมเบีย เปรู เอกวาดอร์ ฯลฯ ไม่ต้องเชื่อผม ไปหาข้อมูลเอาเองได้ครับ

https://www.npr.org/.../what-life-is-like-in-venezuelas...

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163581066751649&set=a.10150096728651649







 

จับแล้ว พลเอก ฮาเวียร์ มาร์กาโน มือขวาที่มาดูโรไว้ใจที่สุด ถูกจับกุมในข้อหา "ขายชาติ" แอบส่งพิกัดลับที่อยู่ของประธานาธิบดีมาดูโรให้อเมริกา และแอบสั่งปิดระบบป้องกันทางอากาศเพื่อเปิดทางให้ศัตรู


Tayo S Pasri
14 hours ago
·
พลเอก ฮาเวียร์ มาร์กาโน ทาบาตา เจ้ากรมข่าวกรองและผู้บัญชาการกองรักษาเกียรติยศประธานาธิบดี ถูกรวบตัวในข้อหา "กบฏต่อแผ่นดิน"
หลังพบหลักฐานการแอบส่งพิกัดที่ตั้งของประธานาธิบดีมาดูโรให้แก่สหรัฐฯ พร้อมแผนปิดระบบป้องกันทางอากาศเพื่อเปิดทางให้ศัตรู

#กลายเป็นข่าวช็อกวงการความมั่นคง เมื่อ พลเอก ฮาเวียร์ ทาบาตา มือขวาที่มาดูโรไว้ใจที่สุด ถูกจับกุมในข้อหา "ขายชาติ" แอบส่งพิกัดลับของประธานาธิบดีให้ฝ่ายอเมริกา และแอบสั่งปิดระบบป้องกันทางอากาศเพื่อเปิดทางให้ศัตรู งานนี้ เดลซี โรดริเกซ ลงดาบเองเพื่อกวาดล้างสายลับในคราบคนสนิท
#การจับกุมครั้งนี้โชว์ให้เห็นว่า
เดลซี โรดริเกซ คือผู้คุมอำนาจตัวจริงที่กำลังจัดการ "กวาดบ้าน" ใครที่เริ่มไม่จงรักภักดีหรือเป็นเสี้ยนหนาม จะถูกกำจัดทิ้งทันที เรื่องนี้ตอกย้ำว่า ต่อให้มีอาวุธดีแค่ไหน ถ้าคนคุมระบบแอบเปิดประตูบ้านให้โจร ประเทศก็ล่มสลายได้ง่ายๆ นี่คือความล้มเหลวของหน่วยข่าวกรองที่ปล่อยให้คนระดับสูงโดนซื้อตัว การจับพลเอกระดับบิ๊กมาประจาน คือการส่งสัญญาณเตือนทหารทุกคนว่า "ถ้าคิดจะขายชาติ จุดจบคือคุกหรือตาย" ต่อให้มียศใหญ่แค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร
#สิ่งที่ต้องจับตาต่อ!
-จะมีการกวาดล้างระลอกสองไหม? เพราะทาบาตาไม่น่าจะทำคนเดียว ต้องมีเครือข่ายลูกน้องในกองทัพคอยสนับสนุนแน่นอน!
เมื่อความไว้ใจพังทลาย การจัดระเบียบโครงสร้างความปลอดภัยใหม่ทั้งหมดจึงเลี่ยงไม่ได้ เพราะ
"อาวุธที่น่ากลัวที่สุดคือใจคนทรยศที่ยอมขายวิญญาณให้ศัตรู"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10214674028159690&set=gm.1195237769431248&idorvanity=849053944049634







https://x.com/luisuhjrebelde/status/2008857827872530714

.....


Tayo S PasriWorld Military and Political (การทหารและการเมืองโลก) V2
January 7
·
เวเนซุเอลา ประกาศไว้อาลัย7วันเพื่อเป็นเกียรติแก่ "ผู้พลีชีพรุ่นเยาว์" ที่ปกป้องมาดูโร
เวเนซุเอลา! พิธีศพเหยื่อกระสุนอเมริกา 80 ชีวิตสังเวยปฏิบัติการ "โจรสลัด" บุกปล้นอธิปไตย ลักพาตัวผู้นำ

รัฐบาลประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ 7 วัน เพื่อส่งดวงวิญญาณ "เยาวชนผู้พลีชีพ" และเจ้าหน้าที่ที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมจากการรุกรานของกองทัพสหรัฐฯ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในปฏิบัติการที่ถูกประณามว่าเป็น "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ"

ตัวเลขผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 80 ราย ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังสนั่นเหนือน่านฟ้าการากัสและรัฐใกล้เคียง
หนึ่งในเรื่องราวที่บีบคั้นหัวใจที่สุดคือการจากไปของ Rosa Elena González หญิงชราวัย 80 ปี ในเมืองลาไกวรา เธอเสียชีวิตคาบ้านพักหลังจากขีปนาวุธของสหรัฐฯ พุ่งเป้าโจมตีอาคารพักอาศัยของพลเรือนจนพังยับเยิน

ภาพถ่ายของเธอท่ามกลางซากปรักหักพังกลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายที่ "ผู้รุกราน" มอบให้แก่ผู้บริสุทธิ์
สังเวย 80 ศพ เพื่อ "การลักพาตัว" ประธานาธิบดี ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการโจมตีทางทหาร แต่คือการ "ลักพาตัว" ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภริยา ซิลเลีย ฟลอเรส ไปจากแผ่นดินเกิดอย่างผิดกฎหมายสากล มาดูโรถูกคุมตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ผ่านรูปปั้นเทพีเสรีภาพมุ่งหน้าสู่แมนฮัตตัน ซึ่งเขาประกาศต่อศาลว่าเป็น "เชลยศึก" ที่ถูกอุ้มหายมาอย่างไร้หลักมนุษยธรรม

#ในขณะที่สื่อตะวันตกบางสำนักพยายามชูประเด็นเรื่องการ "เปลี่ยนผ่านการเมือง" แต่บนท้องถนนในการากัสกลับมีแต่เสียงร่ำไห้ของครอบครัวทหารเกณฑ์ 24 นาย และอาสาสมัครที่พยายามปกป้องอธิปไตยด้วยมือเปล่าและอาวุธที่เทียบกันไม่ได้
"พวกเขาก็มีคนที่เขารัก มีลูก มีครอบครัวอยู่ข้างหลัง" คือเสียงสะท้อนจากชาวบ้านในเขต Catia La Mar ที่ต้องเห็นเพื่อนบ้านถูกลูกหลงจากระเบิดที่อเมริกาอ้างว่า "แม่นยำ" แต่กลับพรากชีวิตคนแก่และผู้บริสุทธิ์ไปอย่างเลือดเย็น

#ในขณะที่ชาวเวเนซุเอลากำลังฝังศพผู้เสียชีวิต ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับแถลงการณ์ถึงการเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมัน 30-50 ล้านบาร์เรล ยิ่งตอกย้ำว่าหยาดเลือดของชาวเวเนซุเอลา 80 ชีวิต เป็นเพียง "ราคา" ที่อเมริกายอมจ่ายเพื่อความโลภของตนเอง

https://www.facebook.com/photo?fbid=10214666564773110&set=gm.1194172406204451&idorvanity=849053944049634



การประท้วงที่อิหร่านเดือด ลุกลามไปยังเมืองและหมู่บ้านกว่า 100 แห่ง จากการประท้วงความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ลุกลามไปถึงล้มรัฐอิสลามิก รัฐตัดเน็ตและโทรศัพท์

https://www.facebook.com/watch/?v=1374283207113442
https://www.facebook.com/reel/1374283207113442