วันอาทิตย์, กรกฎาคม 12, 2569

เมื่อนับรวม ‘งบประมาณผูกพัน’ และ ‘เงินนอกงบประมาณ’ แล้ว แผนจับจ่ายของรัฐบาลในปีหน้าทั้งสิ้นเกือบ ๑๐ ล้านล้านบาท รับรู้ข้อมูลจากกิจกรรม ‘Hack งบ 70’

ถ้าไม่ได้รับรู้จากกิจกรรม ‘Hack งบ 70’ ของพรรคประชาชน คงไม่รู้หรอกว่า งบประมาณนี้มีแผนแยบยลสำหรับนำเงินมาใช้จ่ายเกินตัวเลขทางการ ๔ ล้านล้านบาทไปไกล

เมื่อนับรวม งบประมาณผูกพัน และ เงินนอกงบประมาณแล้ว แผนจับจ่ายทั้งสิ้นเกือบ ๑๐ ล้านล้านบาท เลยทีเดียว รักชนก ศรีนอก บอกว่าให้ประชาชนช่วยกันจับตาดูงบประมาณ ๗ แสนล้านบาท ที่จะมีโครงการแปลกๆ โผล่ให้เห็น

“ในอนาคตจะมีเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่รัฐบาลอ้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานต่างๆ  เพื่อนำงบประมาณส่วนนี้มาใช้ในรูปแบบเดิมๆ” โดยเฉพาะในส่วน ๒ แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งถูก ศิริกัญญา ตันสกุล จับโป๊ะไปล้ว

ศิริกัญญาพูดถึงโครงการโซลาร์รูฟท็อปกับหน่วยราชการทั่วประเทศ ว่า “ถ้ามีบริษัทใดบริษัทหนึ่งแต่งตัวมารับงานนี้โดยเฉพาะ ก็น่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เต็มๆ หลายหมื่นล้าน ยังไม่ต้องพูดถึงโครงการอื่นๆ อีก”

ด้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แจ้งว่าพรรคประชาชนจะเสนอให้มีการจัดทำงบประมาณแบบใหม่ พร้อมไปกับกฎหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับ เช่น “กฎหมายปฏิรูปงบประมาณ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง และ พ.ร.บ.ยกระดับการทำงานของสำนักงบประมาณรัฐสภา”

ข้อสำคัญจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ “การทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) ที่ไม่ใช่แค่การหยิบงบเดิมมาบวกเพิ่ม” พร้อมไปกับ “เรียกร้องให้เปิดเผยคำของบประมาณของทุกหน่วยงาน เพื่อให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบได้”

เขาบอกด้วยว่า “การปฏิรูปครั้งนี้จะเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินใหม่ โดยจะไม่พูดถึงแค่ฝั่งรายจ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองฝั่งรายได้ควบคู่ไปด้วย”

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/0yzHBrVXR) 

จี้รัฐบาลปล่อยตัวนักรณรงค์ประชาธิปไตยฮ่องกง เดินทางไปลี้ภัยที่แคนาดา ประเทศที่สามตอบรับแล้ว ยิ่งละเมิดสถานะผู้ลี้ภัยของเขา “แม้ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาผู้ลี้ภัย ค.ศ.๑๙๕๑” ก็ตาม


สส.ประชาชนจี้รัฐบาลปล่อยตัวนักรณรงค์ประชาธิปไตยฮ่องกง เดินทางไปลี้ภัยที่แคนาดา อย่าส่งตัวกลับไปจีนให้ทางการจับกุมคุมขัง เพราะขัดต่อบรรทัดฐานหลักมนุษยธรรมสากล

‘จาง ซิ่นเยี่ยน’ (Zhang Xinyen) ถูกทางการไทยสกัดจับกุมตัว แล้วส่งไปคุมขังไว้ที่ ตม.ตลาดพลู ไม่ยอมให้เธอเดินทางต่อไปยังประเทศแคนาดาเพื่อลี้ภัยการเมือง ทั้งที่เธอได้รับการตอบรับอนุมัติแล้ว แม้จะมีรางวัลนำจับจากจีน ๒ แสนดอลลาร์ฮ่องกงก็ตาม

สุนัย ผาสุก แห่ง Human Right Watch ชี้ว่าถ้ารัฐบาลไทยบังคับส่งตัวไปให้กับรัฐบาลจีน เท่ากับ “ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และ พรบ.ต่อต้านการทรมาน และการบังคับสูญหาย” เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ลี้ภัย “ไทย อย่าทำตัวเป็น#มณฑลไท่กั๋ว” เขาระบุ

ด้าน สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.พรรคประชาชน แสดงความวิตกว่า การควบคุมตัว จาง ซิ่นเยี่ยน วัย ๕๔ ปี ไม่ให้เดินทางไปแคนาดา เป็นการทำลายโอกาสแสวงหาความปลอดภัยของผู้ลี้ภัย ขัดต่อหลักมนุษยธรรม ๔ ประการ

หลักการห้ามผลักดันกลับ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ยิ่งมีการจับกุมหลังจากประเทศที่สามตอบรับแล้ว ยิ่งละเมิดสถานะผู้ลี้ภัยของเขา “แม้ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาผู้ลี้ภัย ค.ศ.๑๙๕๑” ก็ตาม

สรศักดิ์ยังบอกว่า การส่งตัวกลับในลักษณะนี้ ถือเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.๒๕๖๕ มาตรา ๑๓ อย่างชัดเจน “ตอกย้ำภาพลักษณ์ว่ารัฐบาลพร้อมละทิ้งพันธกรณีทางจริยธรรมเพื่อเอาใจมหาอำนาจ”

(https://x.com/thestandardth/status/2075810229246124180 และ https://x.com/sunaibkk/status/2075546138695078119)

บังคับการนครบาล ๑ รีบชี้แจง สน.ห้วยขวางใช้สัญญลักษณ์อาร์มเป็นรูปมังกร แล้วถูกวิจารณ์ว่าเป็นแขวง ‘มณฑลไท่กั๋ว’ อ้างแค่แสดงฝ่ายงานเท่านั้น

เป็นเรื่องให้บังคับการนครบาล ๑ ต้องรีบชี้แจง กรณี สน.ห้วยขวางใช้สัญญลักษณ์อาร์มเป็นรูปมังกร แล้วคนพากันวิจารณ์ว่านี่เป็นท้องที่แขวงหนึ่งของ มณฑลไท่กั๋ว ไปแล้วหรือ

ในเมื่อบนหน้าหลักของเว็บไซ้ท์ สน.และเฟชบุ๊ค ก็ใช้รูปเดียวกันเหตุเพราะท้องที่ห้วยขวางเต็มไปด้วยธุรกิจชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า และที่พัก รองรับนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก จนมีเสียงตั้งข้อสงสัยว่าธุรกิจเหล่านั้นเป็นของจีนผ่านนอมินีไทย

แถลงการณ์ของ บก.น.๑ ว่า “สัญลักษณ์อาร์มรูปมังกรถูกใช้ภายในงานป้องกันและปราบปราม (สายตรวจ) ของ สน.ห้วยขวาง มาประมาณ ๓–๔ ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงฝ่ายงานของเจ้าหน้าที่เท่านั้น”

ด้าน ปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ให้ความเห็นว่า การใช้สัญญลักษณ์ตรามังกรบนแขนเสื้อตำรวจห้วยขวาง สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบตำรวจไทยด้วย

“หากมองในแง่ดี ก็อาจตีความได้ว่า เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ ทำให้ผู้คนจดจำเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ได้ง่าย และทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจใกล้ชิดกับชุมชน” ทว่า ในฐานะที่เขาเคยเป็นกรรมาธิการตำรวจมีข้อคิดว่า

ในต่างประเทศ ตำรวจท้องที่สามารถกำหนดแบบแผนเครื่องแบบและเครื่องหมายขององค์กร ให้สอดคล้องกับอัตตลักษณ์ของท้องที่ได้ “จึงเห็นว่า รัฐบาลควรรับข้อเสนอของสภาฯ...เปิดพื้นที่ความคิดสร้างสรรค์หรือการเชื่อมโยงกับชุมชน” มากขึ้น

 (https://x.com/PPLEThai/status/2075809300598165983)

วันเสาร์, กรกฎาคม 11, 2569

มท.สั่งยกเลิกแผนจับจ่ายงบฯ จากเงินกู้ ๒ แสนล้าน หลังจากถูกพรรคประชาชนเปิดโปง คำสั่งสอบสวน ๕ ข้าราชการชั้นสูงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ยกเลิกแล้ว แผนเปิดรับส่วนราชการท้องถิ่นเสนอโครงการกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น เพื่อจะได้ใช้เงินกู้ ๒ แสนล้านสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ตามแคทตาล็อคที่ออกแบบเอาไว้ หลังจากถูกพรรคประชาชนเปิดโปงเอาไว้เมื่อวาน

มหาดไทย “ร่อนหนังสือถึงผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด แจ้งยกเลิกแผนงานฯ ขอใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน หลังจาก ศิริกัญญา ตันสกุล แฉแคตตาล็อกสอดไส้ โครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น รถขยะ EV ลานกีฬาโซลาร์ โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป” ฯลฯ

ปะเหมาะพอดีกับที่ ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทยแฉ “ขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น ปี ๖๔-๖๘ เครือข่ายฝังรากลึก ซื้อขายตำแหน่งระดับล้าน” ทำกันเป็นขบวนการ “เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับผู้บริหาร อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ไปจนถึงมหาวิทยาลัยผู้ออกข้อสอบ”

ยุคริเริ่มเมื่อปี ๒๕๖๔ นั้นอดีตปลัดเทศบาลตำบลบางม่วงเป็นเอเย่นต์ใหญ่ เรียกค่าบริการเพื่อให้สอบขึ้นปลัดสูง (ซี ๙) ได้เป็นอันดับที่ ๑ โดยกำหนดราคาผู้ที่ต้องการสอบสายงานระดับสูง (ซี ๙) ไว้ที่ ๑.๕ ถึง ๒ ล้านบาท (ก่อนจะก่อตัวเป็นระบบ คอนเน็คชั่น)  

ถึงปี ๒๕๖๗/๖๘ “ขบวนการนี้ใช้วิธี ‘ซื้อตำแหน่งให้ตัวเองก่อน” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จากนั้นจึงรับเงินจากเด็กสอบใหม่ โดยการันตีว่า ‘สอบได้ทุกคน’ ก่อนส่งต่อคอนเนคชั่น” จนในปี ๖๗ “มีการระบุว่าทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรีรับเงินสายตรง

และเป็นตัวการในการแก้ไขข้อสอบ รวมถึงมั่นใจว่ามีการปลอมแปลงเอกสารเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” ถึงปี ๖๘ กระบวนการยกระดับถึงขั้น ตั๋วช้างราคาประมูลตำแหน่งตั้งแต่ ๕ แสน ถึง ๒.๙ ล้านบาท มีกรณี ปลัดอ้อ หน้าห้องผู้ว่าสมุทรปราการเป็นตัวอย่าง

จนกระทั่งปีนี้ ปรากฏว่าเกิดการไหวตัวอย่างแรงภายในเครือข่ายของ มท. เมื่อ ๖ กรกฎา นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวง มท. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ต่อข้าราชการในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำนวน ๕ ราย

มีทั้งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ธีรตม์ ศุภวิบูลย์ผล รองอธิบดีฯ ธนนท์ พรรพีภาส ผอ.กองฯ พนมเทียน เส้งวั่น กับ น.ส.บุรณี แพรโรจน์ และผู้เชี่ยวชาญบริหารงานบุคคล ปิยะ คังกัน โดย ธีรพัฒน์ คัชมาตย์เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน

น่าทึ่งก็ตรงที่ หนึ่งในกรรมการสอบสวน ๙ คน มีนายอัธยา นวลอุทัย ซึ่งสำนักข่าว เน็กซ์นิวส์ไปไล่ตรวจสอบแล้วพบว่า “เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการ ทางคดีอาญา ในส่วนของ ป.ป.ช.ด้วย”

(https://www.nextnewsth.com/th/investigative/corruption/6a506b779, https://www.facebook.com/permalink.100076291060692 และ https://www.khaosod.co.th/politics/news_10319181) 

ธนาพล อิ๋วสกุล มองประเด็นการนิรโทษกรรมทางการเมือง 6 ตุลา 2519 สมัย ร.9 กับ กรณีหนุ่มสาวที่ไม่ได้นิรโทษกรรม ในปี 2569 สะท้อนให้เราเห็นตลกร้ายที่ขำไม่ออกจริง ๆ กับการเมืองไทยในวาระกึ่งศตวรรษ 6 ตุลา ในยุคสมัย ร.10

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/27802152449424897

Thanapol Eawsakul 
19 hours ago
·
"หาทางตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดเสียโดยเร็ว แล้วจัดการให้ผู้รับผิดรีบขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้เรื่องยุติลงโดยเร็ว"
กลับไปอ่านพระราชประสงค์ในหลวง ร.9 กับคดี 6 ตุลา
ผ่าน ความเห็นภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ
...............
(1)
ประเด็นการนิรโทษกรรมทางการเมืองกลับมาถกเถียงกันอีกครั้ง โดยเฉพาะคคี ที่เกี่ยวกันกับสถาบันกษัตริย์ คือคดี 112 สำหรับเยาวชน ที่สรุปตัดจบว่า ถ้าเป็น 112 แล้ว จะไม่อยู่ในสมการการนิรโทษกรรมใด ๆ เลย
ไม่น่าเชื่อว่า ในปีที่ครบกึ่งศตวรรษ 6 ตุลา
ปีที่เป็นที่มาของการที่คณะรัฐประหาร 6 ตุลา มีคำสั่งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ได้เพิ่มอัตราโทษสำหรับความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รวมทั้งศาลหรือผู้พิพากษา ตลอดจนการกระทำอันเป็นการเหยียดหยามประเทศชาติและศาสนา โดยออกคำสั่งฉบับที่ 41 ให้แก้ไขความในประมวลกฎหมายอาญา เป็นต้นว่า
มาตรา 112 แก้ไขเป็น
“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”
จากเติมที่กำหนดโทษไว้เพียงจำคุกไม่เกิน 7 ปี,
มาตรา 118 แก้ไขเป็น
“ผู้ใดกระทำการใดๆต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่ เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

(2)
เพื่อเอาผิดให้ได้ คณะรัฐประหารจึงได้ออก คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๑ [มีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติ ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ในราชกิจจานุบกษาลงวันที่
6 ต.ค. 2519 เล่ม 93 ตอนที่ 120 ก หน้า 6
https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1330208.pdf
“กฎ 6 ต.ค. 19” โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
ข้อ 1 บรรดาคดีที่มีข้อหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาตามบัญชีท้ายประกาศนี้ ซึ่งการกระทำความผิดเกิดขึ้นในหรือหลังวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เวลา 19.10 นาฬิกา ให้อยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษา เว้นแต่คดีที่ต้องดำเนินในศาล คดีเด็กและเยาวชน
ข้อ 2 ให้ศาลอาญาและศาลจังหวัดทุกศาลในเขตมณฑลทหารบกที่ 1 และศาลจังหวัดทุกศาลในเขตจังหวัดทหารบกลพบุรี เป็นศาลทหารกรุงเทพ ส่วนศาลจังหวัดนอกจากที่กล่าวนี้ ซึ่งอยู่ในเขตมณฑลทหารบกใด ให้เป็นศาลมณฑลทหารบกนั้นๆด้วย ศาลทหารดังกล่าวแล้ว ประกอบด้วยตุลาการสามนายเป็นองค์คณะพิจารณา พิพากษาคดีและบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้
ข้อ 3 ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ผู้พิพากษาศาลอาญา และผู้พิพากษาศาลจังหวัดทุกศาล เป็นตุลาการศาลทหาร ตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารแห่งศาลนั้นๆซึ่งเป็นศาลทหารตามความในข้อ 2 ด้วย
ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค เป็นตุลาการศาลทหาร เช่นเดียวกับผู้พิพากษาที่กล่าวแล้ว และให้มีอำนาจนั่งพิจารณาพิพากษาคดีในศาลภายในเขตของตน ซึ่งเป็นศาลทหารตามประกาศนี้ หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว ก็ให้มีอำนาจลงนามในคำพิพากษาได้ด้วย ให้จ่าศาลอาญาและจ่าศาลจังหวัดทุกศาล เป็นจ่าศาลทหารแห่งศาลทหารนั้นๆด้วย
ข้อ 4 ให้พนักงานอัยการ เป็นอัยการทหารด้วย
ข้อ 5 ให้ใช้สถานที่ทำการศาลอาญา และสถานที่ทำการศาลจังหวัดทุกศาล เป็นที่ทำการศาลทหารตามประกาศนี้ด้วย
ข้อ 6 บรรดาคดีที่เกิดขึ้นก่อนประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ ให้เป็นไปตามกฎหมาย และประกาศกฎอัยการศึกที่ใช้อยู่ในขณะนั้น
ข้อ 7 เมื่อได้มีประกาศให้เลิกใช้กฎอัยการศึกแล้ว ให้ศาลทหารตามประกาศนี้ คงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามความในข้อ 1 บรรดาที่ค้างอยู่ในศาลและบรรดาที่การกระทำผิดเกิดขึ้นก่อนวันเวลาเลิกใช้กฎอัยการศึก
ดู
การต่อสู้ของจำเลยคดี 6 ตุลาภายใต้กระบวนการ (อ) ยุติธรรมหลังการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519
ธนาพล อิ๋วสกุล ชัยธวัช ตุลาธน
https://doct6.com/archives/2205

(3)
หลังจากล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม2519 แล้วมีการควบคุมตัวผู้ต้องหามานานกว่า 10 เดือน รอจนถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2520 เจ้ากรมพระธรรมนูญจึงได้ออกมาเผยเกี่ยวกับคดี 6 ตุลาว่า อัยการศาลทหารกรุงเทพพิจารณาสำนวนสอบสวนแล้ว
สรุปว่าในจำนวนผู้ต้องหาทั้งสิ้น 106 คน เจ้าหน้าที่ได้ตัวมาสอบสวนเพียง 74 คน อัยการมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง 56 คน สั่งฟ้อง 18 คน ที่เหลืออีก 32 คนนั้น เป็นผู้ต้องหาที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง
จำเลย "คดี 6 ตุลา" จำนวน 18 รายที่ว่า ประกอบด้วย
จำเลยที่ 1 สุธรรม แสงประทุม (23 ปี )นิสิตปี 4 คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เลขาธิการ ศนท. ปี 2519
จำเลยที่ 2 อนุพงศ์ พงศ์สุวรรณ (20 ปี) นักศึกษาปี 3 คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ประธานชุมนุมนาฏศิลป์และการละครของ อมธ. ปี 2519
จำเลยที่ 3 อภินันท์ บัวหภักดี (19 ปี) นักศึกษาปี 2 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สมาชิกชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร อมธ.
จำเลยที่ 4 สุรชาติ บำรุงสุข (21 ปี) นิสิตปี 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อุปนายก ฝ่ายกิจการภายนอก สโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สจม.) ปี 2519
จำเลยที่ 5 ประพนธ์ วังศิริพิทักษ (24 ปี) นักศึกษาปี 5 สาขาอีเลคโทรนิคส์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตธนบุรี นายกสโมสรนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าฯ ปี 2519
จำเลยที่ 6 วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ (25 ปี) นักศึกษาปี 4 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สมาชิกชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร อมธ.
จำเลยที่ 7 มหินทร์ ตันบุญเพิ่ม (22 ปี) นักศึกษาปี 4 คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง นายกองการนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงปี 2519
จำเลยที่ 8 อารมณ์ พงศ์พงัน (30 ปี) ฝ่ายประชาสัมพันธ์สหภาพแรงงานการประปานครหลวง รองประธานกลุ่มสหภาพแรงงานแห่งประเทศไทย
จำเลยที่ 9 ประยูร อัครบวร (22 ปี) นักศึกษาปี 4 คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง รองเลขาธิการ ศนท. ฝ่ายการเมือง ปี 2519
จำเลยที่ 10 สุชีลา ตันชัยนันท์ (22 ปี) นักศึกษาปี 4 คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รองเลขาธิการ ศนท. ฝ่ายสังคมและการศึกษา ปี 2519
จำเลยที่ 11 อรรถการ อุปอัมภากุล (21 ปี) นักศึกษาปี 3 คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กรรมการ อมธ. ปี 2519
จำเลยที่ 12 สุชาติ พัชรสรวุฒิ (21 ปี) นักศึกษาปี 3 คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กรรมการ อมธ. ปี 2519
จำเลยที่ 13 ธงชัย วินิจจะกูล (19 ปี) นักศึกษาปี 2 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รองนายก อมธ. ปี 2519
จำเลยที่ 14 คงศักดิ์ อาษาภักดิ์ (26 ปี) ลูกจ้างร้านขายยาศรีไทยฟาร์มาซี
จำเลยที่ 15 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (18 ปี) นักศึกษาปี 1 คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กรรมาธิการสภานักศึกษา ฝ่ายกิจการภายนอก
จำเลยที่ 16 โอริสสา ไอราวัณวัฒน์ (24 ปี) นักศึกษาปี 6 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ เลขาธิการแนว ร่วมอาชีวะเพื่อประชาชนแห่งประเทศไทยปี 2519[39]
จำเลยที่ 17 เสงี่ยม แจ่มดวง (24 ปี) พยาบาลโรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ อดีตนายกสโมสรนักศึกษาพยาบาล รามาธิบดีปี 2518
จำเลยที่ 18 เสรี ศิรินุพงศ์ (36 ปี) ข้าราชการกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม
นอกจาก 18 คนแล้ว ยังมีบุญชาติ เสถียรธรรมณี นักศึกษาธรรมศาสตร์และศูนย์ฝึกการบินพลเรือน เขาถูกจับเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2519 เนื่องจากมีรูปปรากฏในหนังสือพิมพ์ว่าเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมแสดงละคร “แขวนคอ” ที่ลานโพธิ์ธรรมศาสตร์ด้วย เจ้าพนักงานสอบสวนตั้งข้อหาบุญชาติเพียงข้อหาเดียวคือ ข้อหาดูหมิ่นองค์รัชทายาท และถูกแยกฟ้องต่อศาลอาญาคนเดียว เนื่องจากเจ้าหน้าที่เห็นว่าไม่มีข้อหาคอมมิวนิสต์ด้วย จึงไม่ฟ้องต่อศาลทหารตาม “กฎ 6 ต.ค. 19” เหมือนจำเลยอีก 18 คน
จำเลย 18 คน ถูกฟ้องในข้อหาฉกรรจ์ 10 ข้อ รวมกันได้แก่
(ส่วน 6 คนแรก โดนข้อหา 112 ไปด้วย)
1.ร่วมกันมีการกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์
2. ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่
3. ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น
4. ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อเป็นกบฏ
5. ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนเป็นหนังสือและวิธีอื่นใดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร
6. ร่วมมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้ายโดยมีอาวุธ และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่ยอมเลิก
7. ร่วมมั่วสุมสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเป็นซ่องโจรเพื่อประทุษร้ายต่อชีวิต และร่างกายผู้อื่น
8. ร่วมกันบุกรุกเข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในสำนักงานสถานที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันควร โดยมีอาวุธและร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน และทำให้เสียทรัพย์
9. ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย
10. ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปีน วัตถุระเบิดชนิดธรรมดาและชนิดที่ใช้แต่เฉพาะในการสงครามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
(3)
อย่างที่ทราบคือ ภายใต้นายกพระราชทาน ธานินทร์ กรัยวิเชีย ที่ดำเนินนโยบายขวาขัด ได้สร้างความขัดแย้ง /แตกแยก ให้กับสังคมไทย ที่แม้แต่พวกนิยมเจ้าหลายคนเชินคึกฤทธิ์ ปราโมชยังรับไม่ได้
รัฐบาลธานินทร์ ถึงกาลอวสานเมื่อคณะรัฐประหารเดิมได้ทำรัฐประหารซ้อนในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 ล้มธานิทร์ แล้วดันเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เลขาธิการคณะรัฐประหารขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
เกรียงศักดิ์ ถึงแม้จะเป็น "ขุนศึก" แต่เขาคือ "สายพิราบ" ได้ผ่อนปรนกับฝ่ายซ้ายโดยเฉพาะนักศึกษามากขึ้น เริ่มจากการผ่อนคลาย ไปจนถึงนิรโทษกรรม
เพราะเชื่อว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการสู้กับคอมมิวนิสต์
บรรยากาศจะเริ่มผ่อนคลายลงหลังการรัฐประหารซ้อน 20 ตุลาคม 2520 เพราะ รัฐบาล พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ สรุปบทเรียนแล้วว่า
การดำเนินนโยบายขวาจัดมีแต่ ทำให้แรงความตึงเครียดมากชั้น และจะกลายเป็นการหนุนเสริมแนวร่วมให้แก่ พคท.
ด้วยนโยบายรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ปลายปี 2520 กิจกรรมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จึงเริ่มเกิดขึ้นอีกในระดับคณะและชมรม
พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2521 รัฐบาลประกาศให้ทุกมหาวิทยาลัยสามารถมี องค์การ/สโมสรนักศึกษาได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของมหาวิทยาลัย สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเปิดให้นักศึกษาในหลายสถาบันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการร่างธรรมนูญนักศึกษาฉบับใหม่ ให้มีการเลือกตั้งสภานักศึกษาและองค์การ/สโมสรนักศึกษา รวมทั้งการจัดทั้งพรรคนักศึกษา
ตลอดปี 2521 องค์กรเคลื่อนไหวในมหาวิทยาลัยต่างๆได้จัด ประชุมกันอย่างต่อเนื่องโดยมีภารกิจ “สร้างสรรค์ประชาธิปไตยขึ้นในดินแดนแห่งนี้ นับเป็นภาระอันใหญ่หลวงที่ทำให้ นศ. ทั้งปวงลุกขึ้นมาทวงสิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย”
กลางปี 2521 ข่าวลืต่าง ๆ เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมโดยรัฐบาลแรงมากขึ้น
ขณะเดียวกันฝ่ายขวาจัดการลุกมาต่อต้านเช่นกัน ทันที่ที่มีข่าวนี้
 
(4)
และสุดท้ายคือการนิรโทษกรรมนักโทษ 6 ตุลา ก็มาถึง
เกรียงศักดิ์คือคนที่แข็งจะขันมากในการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลา
ทั้ง ๆ รู้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ประสงค์จะให้มีการนิรโทษกรรมแต่จะให้ตัดนสินคดีโดยเร็วแล้วจะ พระราชทานอภัยโทษ แทน
เรารู้ได้อย่างไร
ข้อเขียนของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ในหลวงภูมิพล กับ พรบ.นิรโทษกรรมคดี 6 ตุลา : หลักฐานประวัติศาสตร์
https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/pfbid02gxFfr2cuTvBzB6JQfDQZwzkZcKKeHP1ndqZaFJunGoxsUaCizRR8gQ7waM7RmiScl
ได้เอาเอกสารลายมือของภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ (ในขณะนั้น)
บอกถึงความเห็นของในหลวงต่อการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลา (ลงวันที่ 6 กันยายน 2521 คือเพียง 10 วันก่อนเกรียงศักดิ์ผลัก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกมา)
เนื้อหามีตามนี้
.......
กราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละออองธุลีพระบาทแล้ว
มีพระราชกระแสว่า เรื่องคดี ๖ ตุลาคมนี้ ได้ทรงปรารภ นรม. [พล.อ.เกรียงศักดิ์ นายกรัฐมนตรี] ตั้งแต่วาระที่เข้าเฝ้าฯรับตำแหน่งที่ภูพานราชนิเวศน์ [พฤศจิกายน 2520] แล้ว ว่าควรจะได้รีบหาทางตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดเสียโดยเร็ว แล้วจัดการให้ผู้รับผิดรีบขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้เรื่องยุติลงโดยเร็ว ไม่กระทบกระเทือนความมั่นคงของบ้านเมือง ทั้งนี้เพราะทรงคาดการณ์ไว้แล้วว่า ถ้าฟ้องศาลสืบพยานหลายๆปาก คดีจะยืดเยื้อเป็นปี และอาจผูกพันเป็นภาระถึงรัฐบาลชุดอื่นๆต่อไปอีก ฝ่ายตรงข้ามก็จะใช้ศาลเป็นเวทีแสดงบทบาทเขย่าการเมือง เป็นผลร้ายถึงความมั่นคงของบ้านเมืองเรื่อยๆไป พยานทั้งฝ่ายจำเลย ฝ่ายโจทก์ จะเป็นตัวเขย่าที่สำคัญ เพราะฉะนั้น เวลานี้ จึงมีพระราชดำริว่า ถ้ามีวิธีการใดที่ถูกต้องตามกระบวนการของกฎหมาย ที่จะยุติการสืบพยาน และตัดสินลงโทษผู้ผิดเสียได้โดยเร็ว จะเป็นทางดีที่สุด การจะออก พรบ.นิรโทษกรรมนั้น ทรงเห็นว่า จะมีผลสะท้อนที่ไม่ดีในทางการเมือง
ภาวาส บุนนาค
๖ กันยา ๒๑
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1425725087480766&set=a.137616112958343.44289.1000012986570
สภานิติบัญญัติแห่งชากผ่าน พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พ.ศ. ๒๕๒๑
https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1390594.pdf
ในวันที่ 15 กันยายน 2521 3 วาระรวดในวันเดียว และเย็นวันนั้น เกรียงศักดิ์ ไปเข้าเฝ้าในหลวงเพื่อให้ลงนามในกฎหมายฉบับดังกล่าวด้วย
เป็นอันว่า ผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา ที่มีคดีต่าง ๆ ประกอบด้วย คดี 112 สำหรับ 6 คะคนแรก
จำเลยที่ 1 สุธรรม แสงประทุม
จำเลยที่ 2 อนุพงศ์ พงศ์สุวรรณ
จำเลยที่ 3 อภินันท์ บัวหภักดี
จำเลยที่ 4 สุรชาติ บำรุงสุข
จำเลยที่ 5 ประพนธ์ วังศิริพิทักษ
จำเลยที่ 6 วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์
และคดีอื่น ๆ ที่ร้ายแรงยิ่งกว่า อันประกอบด้วย
1.ร่วมกันมีการกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์
2. ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่
3. ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น
4. ร่วมกันสะสมกำลังพลหรืออาวุธเพื่อเป็นกบฏ
5. ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนเป็นหนังสือและวิธีอื่นใดเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร
6. ร่วมมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้ายโดยมีอาวุธ และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่ยอมเลิก
7. ร่วมมั่วสุมสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเป็นซ่องโจรเพื่อประทุษร้ายต่อชีวิต และร่างกายผู้อื่น
8. ร่วมกันบุกรุกเข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในสำนักงานสถานที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันควร โดยมีอาวุธและร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน และทำให้เสียทรัพย์
9. ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย
10. ร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปีน วัตถุระเบิดชนิดธรรมดาและชนิดที่ใช้แต่เฉพาะในการสงครามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ได้รับการนิรโทษกรรมทันที

(5)
ในบรรดาคนหนุ่มสาวที่ไม่ได้นิรโทษกรรม ในปี 2569
มี “บิ๊ก” เกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ถูกดำเนินคดีในข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ สน.ชนะสงคราม จากกรณีปราศรัยถึงสถาบันกษัตริย์ในงานรำลึก 45 ปี 6 ตุลา 2519
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปากบุคคลที่ใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยสงบ
https://database.tlhr2014.com/public/case/1922/lawsuit/697/
นี่คือตลกร้ายที่ขำไม่ออกจริง ๆ กับการเมืองไทยในวาระกึ่งศตวรรษ 6 ตุลา


ไอเอ็มเอฟปล่อยพยากรณ์อัตราเติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้และปีหน้าออกมาแล้ว ตัวเลขต่ำเตี้ยกันเป็นแถว ส่วนไทยแม้ตัวเลขจะถูกปรับเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเทียบในภูมิภาคอาเซียน อัตราการเติบโตของไทยยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ

https://www.facebook.com/noi.thamsathien/posts/3428973997269097

Noi Thamsathien 
13 hours ago
·
ไอเอ็มเอฟปล่อยพยากรณ์อัตราเติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้และปีหน้าออกมาแล้ว แน่นอนว่าตัวเลขต่ำเตี้ยกันเป็นแถว เราพวกใจร้อน เลยดิ่งไปดูตัวเลขเฉพาะที่ทันที ในย่านเอเชียแปซิฟิก แน่นอนอัตราเติบโตลดต่ำกันเป็นส่วนใหญ่ ดูสิงคโปร์ค่ะ จาก 5 ปีที่แล้วเหลือ 3.5 จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ลดหมด เทรนด์ปีหน้าของประเทศใหญ่หลายรายล้วนลงกันเป็นส่วนใหญ่ยกเว้นเกาหลีใต้ที่ดีขึ้นนิดๆ
แต่น่าสังเกตว่ากลุ่มเศรษฐกิจรองรักษาอัตราเติบโตส่วนใหญ่ไว้ได้ไม่ค่อยหล่นลงไปมากนัก ยังมีกลุ่มที่ตัวเลขขยายตัวด้วยเช่นเมียนมา จาก -2 ปีที่แล้ว กลายมาเป็น 3 สำหรับปีนี้ นิวซีแลนด์จาก 0.2 จะเป็น 2.1 บรูไนจาก 0.6 เป็น 2.6 เป็นต้น บังคลาเทศก็ด้วย
ในบรรดาประเทศที่อัตราเติบโตลดลงนั้นน่าสังเกตเวียดนามค่ะ จากตัวเลข 8 เมื่อปีที่แล้วปีนี้เหลือ 7.1 สำหรับเรามันคงแปลว่าในภาวะที่คนอื่นเจ็บมากแต่เวียดนามกลับรับมือได้ไม่เลว อีกรายซึ่งไม่รู้เพราะอะไรคือกัมพูชาที่ปีนี้ตัวเลขหล่นจาก 5 ของปีที่แล้วเหลือ 4 แต่ปีหน้าจะเด้งกลับไปที่ 4.7
ส่วนไทยเห็นแล้วมันหนักอยู่นะ ในบรรดาประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ยกเว้นญี่ปุ่นแล้วไทยคือต่ำสุดละ 1.5 ลดจากของปีที่แล้วคือ 2.4 ส่วนปีหน้าคาดว่าจะเด้งขึ้นมาเป็น 2.1 คิดเล่นๆ เราว่าดูไปแล้วตัวเลขอัตราเติบโตของไทยมันดันล้อกันไปกับบรรดากลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า แต่ทีนี้เศรษฐกิจมันคนละทรง ฐานก็ต่าง มันอธิบายได้ยังไง
.....

รายงาน World Economic Outlook Update (กรกฎาคม 2026) ที่ IMF เพิ่งปล่อยออกมา มีการปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นเล็กน้อยจากคาดการณ์เดิมเมื่อช่วงต้นปี โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

📊 ตัวเลขคาดการณ์ GDP ประเทศไทย

ปี 2026: IMF ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1.9% (จากเดิมที่เคยคาดไว้ในเดือนเมษายนที่ 1.5%)

ปี 2027: คาดการณ์ว่าจะเติบโตขยับขึ้นไปอยู่ที่ 2.2% (ปรับเพิ่มขึ้น 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์)
🔍 ปัจจัยหนุนและจุดขับเคลื่อนสำคัญ

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล: IMF ประเมินว่ามาตรการทางการคลังฉุกเฉินและโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ มีส่วนช่วยพยุงและขับเคลื่อนกำลังซื้อภายในประเทศให้ฟื้นตัว

แรงส่งจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี: รายงานระบุว่า ไทย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย เป็นกลุ่มประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยในไตรมาสแรกดีกว่าที่คาดไว้ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกและการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ช่วยหนุนตัวเลขภาพรวม

⚠️ ข้อสังเกตและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

แม้ตัวเลขจะถูกปรับเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเทียบในภูมิภาคอาเซียน อัตราการเติบโตของไทยยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ (เช่น เวียดนามถูกปรับเพิ่มขึ้นไปถึง 7.5%, มาเลเซีย 4.7% และอินโดนีเซีย 5.0%)

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจระบุว่า โครงสร้างการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของไทยส่วนใหญ่ยังหนักไปทางกลุ่มดั้งเดิม เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ทำให้การตักตวงมูลค่าเพิ่ม (Value-added) จากกระแส AI บูมของโลกยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในระยะยาว

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2026 นี้ IMF คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตที่ 3.0% ซึ่งชะลอตัวลงเล็กน้อยจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ได้ภาคเทคโนโลยีและการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกเข้ามาช่วยพยุงไว้




อย่างหนา? อย่างฮา ✅ เพจ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รายงานข่าวการเสวนา “ประวัติศาสตร์ปาตานี ที่ไม่มีอยู่จริง ?“ แบบไม่รายงานเนื้อหา แต่ติดแฮชแท็ก ปาตานีไม่มีจริง ปาตานีแค่วาทกรรม (เอาเครื่องหมายคำถามในหัวข้อเสวนาออก) คนดูผ่านๆ อาจคิดว่าธงชัยเห็นด้วย ทั้งที่สรุปความใน The Motive แหกอก กอ.รมน.เห็นๆ

https://www.facebook.com/baitongpost/posts/27561725820149219
12 hours ago
·
อย่างหนา? อย่างฮา
เพจ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
รายงานข่าวการเสวนา “ประวัติศาสตร์ปาตานี ที่ไม่มีอยู่จริง ?“ แบบไม่รายงานเนื้อหา
แต่ติดแฮชแท็ก ปาตานีไม่มีจริง ปาตานีแค่วาทกรรม (เอาเครื่องหมายคำถามในหัวข้อเสวนาออก)
คนดูผ่านๆ อาจคิดว่าธงชัยเห็นด้วย
ทั้งที่สรุปความใน The Motive แหกอก กอ.รมน.เห็นๆ
:
คือในวงเสวนา มี “นักวิชาการ” คนหนึ่ง
ไปจากค่ายฤาแล เครือข่ายไชยันต์นี่แหละ
อ้างว่าปาตานีไม่มีจริง BRN ปั้นขึ้นมา
เป็นที่เฮฮาในวงเสวนา ในบรรดานักวิชาการที่นั่งกันเต็มไปหมด
ดังที่ Zakee Pitakumpol บรรยายไว้นี่แหละ
มันเป็นเรื่องตลกที่เอามาหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็งในวงวิชาการ เขาคิดว่าเก่งในเพจตัวเอง คิดว่าเจ๋ง จนกล้าไปยืนกลางสี่แยก แล้วโดนซะ




คลิปเวทีเสวนา “ประวัติศาสตร์ปาตานีที่ไม่มีอยู่จริง?” ที่จะชวนทุกท่านร่วมสำรวจ วิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อประวัติศาสตร์ปาตานี ผ่านมิติของหลักฐาน งานวิชาการ และการตีความทางประวัติศาสตร์ โดยนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสถาบัน

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1201218055478336

Wartani was live.
July 8
·
ประวัติศาสตร์ปาตานีที่ไม่มีอยู่จริง?

“ประวัติศาสตร์ปาตานีที่ไม่มีอยู่จริง?”
เวทีเสวนาที่จะชวนทุกท่านร่วมสำรวจ วิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อประวัติศาสตร์ปาตานี ผ่านมิติของหลักฐาน งานวิชาการ และการตีความทางประวัติศาสตร์ โดยนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสถาบัน
ปาฐกถาพิเศษ
“ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว ไม่ต้องปิดหูปิดตาตัวเอง”
โดย :
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล
(ศาสตราจารย์กิตติคุณ ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย
มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน สหรัฐอเมริกา)
ร่วมเสวนาโดย :
รศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล
(อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
รศ.ดร.วันวิสาข์ ธรรมานนท์
(อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี)
ดร.ยูเนียนสาสมีต้า สาเมาะ
(อาจารย์ประจำหลักสูตรภาษามลายูและมลายูศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี)
คุณจีรวุฒิ บุญรัศมี
(นักวิชาการอิสระ)
ดำเนินรายการโดย :
ผศ.อสมา มังกรชัย
(อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี)
วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569
เวลา 13.00 – 17.00 น.
หอประชุมชูเกียรติ อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

https://www.facebook.com/wartanimap/videos/1201218055478336/




โห แย่มาก ต้องเอาใจจีนถึงขนาดนี้ ?!? รัฐบาล #อนุทิน เบรค ‘จาง ซิ่นเยี่ยน’ (Zhang Xinyen) นักกิจกรรมประชาธิปไตย #ฮ่องกง ไม่ให้ขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปลี้ภัยตั้งถิ่นฐานที่ #แคนาดา ขณะนี้ถูกขังอยู่ที่ ต.ม.สวนพลู ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าข่าวสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศขณะนี้


Sunai Phasuk
7 hours ago
·
ด่วน! (9 ก.ค.) รัฐบาล #อนุทิน เบรค ‘จาง ซิ่นเยี่ยน’ (Zhang Xinyen) นักกิจกรรมประชาธิปไตย #ฮ่องกง ไม่ให้ขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปลี้ภัยตั้งถิ่นฐานที่ #แคนาดา ขณะนี้ถูกขังอยู่ที่ ต.ม.สวนพลู … เธอถูกตั้งรางวัลนำจับ 200,000 HK$ ฐานเป็นภัยความมั่นคง ถ้าบังคับส่งกลับไปให้ #จีน จะเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และ พรบ.ต่อต้านการทรมาน และการบังคับสูญหาย … หยุดการกดปราบข้ามพรมแเดน (Transnational Repression) #ไทย อย่าทำตัวเป็น #มณฑลไท่กั๋ว!

https://www.facebook.com/photo/?fbid=27791074557194622&set=a.296116403783808
.....

จาง ซิ่นเยี่ยน (Zhang Xinyan) เป็นนักกิจกรรมประชาธิปไตยและนักข่าวชาวฮ่องกง วัย 55 ปี ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าข่าวสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศขณะนี้ (กรกฎาคม 2569) เนื่องจากเธอถูกเจ้าหน้าที่ทางการไทยควบคุมตัวในกรุงเทพฯ และเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกส่งกลับ (Deportation) ไปยังประเทศจีน ซึ่งเธออาจต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกง

สรุปสถานการณ์และข้อมูลสำคัญของ จาง ซิ่นเยี่ยน มีดังนี้

1. ปูมหลังและการถูกตามล่าโดยทางการฮ่องกง

บทบาททางการเมือง: เธอเป็นสมาชิกของ "สภาฮ่องกงพลัดถิ่น" (Hong Kong Parliament) ซึ่งเป็นกลุ่มนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยนอกประเทศ นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้นับถือลัทธิฝ่าหลุนกง (Falun Gong) ซึ่งถูกสั่งห้ามและปราบปรามอย่างรุนแรงในประเทศจีน

ข้อหาและรางวัลนำจับ: ในเดือนกรกฎาคม 2568 ทางการฮ่องกงได้ออกหมายจับเธอภายใต้ กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Law) ในข้อหา "บ่อนทำลายอำนาจรัฐ" (Subversion) พร้อมตั้งรางวัลนำจับสูงถึง 200,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 9 แสนบาท) และขึ้นบัญชีเธอเป็นผู้หลบหนีคดีสำคัญ

2. สถานะผู้ลี้ภัยและการถูกจับกุมในไทย

การลี้ภัย: จาง ซิ่นเยี่ยน ลี้ภัยมาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 และได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) อย่างเป็นทางการในปี 2559

การไร้เอกสารเดินทาง: ก่อนหน้านี้ เธอพยายามไปต่ออายุหนังสือเดินทางที่สถานทูตจีนประจำประเทศไทย แต่กลับถูกสถานทูตยึดและยกเลิกพาสปอร์ต ทำให้เธอตกอยู่ในภาวะไม่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้อง

ถูกจับกุมครั้งแรก (พฤษภาคม 2569): เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของไทยได้เข้าจับกุมเธอในข้อหาอยู่เกินกำหนด (Overstay) และทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และนำตัวไปกักขังไว้ที่ศูนย์กักตัวคนต่างด้าว ซอยสวนพลู

3. สถานการณ์ปัจจุบัน: ถูกสกัดไม่ให้ไปแคนาดา (กรกฎาคม 2569)

ความหวังในประเทศที่สาม: หลังจากเธอถูกจับกุมในเดือนพฤษภาคม องค์กรสิทธิมนุษยชนและกลุ่มพันธมิตรได้ประสานงานจน รัฐบาลแคนาดาอนุมัติให้สิทธิเธอเข้าตั้งถิ่นฐานในฐานะผู้ลี้ภัย ได้สำเร็จ

การสกัดกั้นล่าสุด (9-10 กรกฎาคม 2569): ข้อมูลจากคุณสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาอาวุโสของ Human Rights Watch (HRW) ประเทศไทย ระบุว่า เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่เธอจะขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยังแคนาดาภายใต้ข้อตกลงช่วยเหลือผู้ลี้ภัย เจ้าหน้าที่รัฐไทยได้เข้าควบคุมตัวและสกัดกั้นไม่ให้เดินทาง โดยปัจจุบันเธอยังคงถูกกักตัวอยู่ที่ศูนย์กักตัวสวนพลู ท่ามกลางความกังวลว่าทางการไทยอาจเตรียมดำเนินการส่งตัวเธอในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปยังประเทศจีน

ข้อกังวลทางกฎหมายและมนุษยธรรม

องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากล เช่น FIDH, Fortify Rights และ Human Rights Watch ต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวเธอทันที เนื่องจาก:

หลักการห้ามส่งกลับ (Non-refoulement): หากไทยบังคับส่งเธอกลับจีน จะถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดต่อ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ของไทยเอง ที่ห้ามส่งบุคคลกลับไปเผชิญอันตรายหรือการทรมานในประเทศต้นทาง

ปัญหาการปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression): กรณีนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลจีนและฮ่องกงในการขยายอำนาจเข้ามาจัดการกับผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ โดยใช้กลไกความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นในแถบอาเซียน




เมื่อสถานทูตจีนนัดสื่อไทยกินข้าว — แหล่งข่าวในวงการเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง


รู้ทันจีน Epic Fury
13 hours ago
·
【เมื่อสถานทูตจีนนัดสื่อไทยกินข้าว — แหล่งข่าวในวงการเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง】

ช่วงที่ผ่านมาเราได้คุยกับแหล่งข่าวในวงการสื่อไทยคนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์ตรงกับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมาหลายครั้ง เรื่องที่เขาเล่ามีทั้งส่วนที่เจอมากับตัว ส่วนที่ฟังมาจากเพื่อนร่วมวงการ

มื้ออาหารที่ไม่เหมือนมื้ออาหาร

แหล่งข่าวเล่าว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตเคยเชิญเขาและทีมสำนักข่าวไปกินข้าวที่ร้านใกล้ ๆ สถานทูต จองห้องส่วนตัวไว้เรียบร้อย ฟังดูเหมือนงานเลี้ยงสานสัมพันธ์ธรรมดา แต่เขาบอกว่าบรรยากาศจริงคือ "เหมือนมาทำสืบสวนสอบสวนพวกเรา"

คำถามในวงข้าวไล่มาตั้งแต่เรื่องธุรกิจล้วน ๆ อย่างยอดคนอ่าน ยอดการเข้าถึงของสำนักข่าว แล้วค่อย ๆ ขยับไปเรื่องที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ จุดยืนขององค์กรต่อหลักการจีนเดียว ท่าทีต่อธิเบต อุยกูร์ และไต้หวัน

สังเกตลำดับดี ๆ นะครับ เริ่มจากถามว่าคุณมีอิทธิพลแค่ไหน แล้วค่อยถามว่าคุณคิดยังไงกับเรื่องที่ปักกิ่งถือว่าอ่อนไหวที่สุด นี้คือการเก็บโปรไฟล์สื่อดี ๆ นี่เอง

แหล่งข่าวยังบอกด้วยว่า วงข้าวแบบนี้ไม่ได้เกิดกับสำนักเขาสำนักเดียว "เขาทำแบบนี้กับทุกสื่อ เวลานัดสื่อทานข้าว"

โทรศัพท์หลังข่าวประท้วงที่เชียงใหม่

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องที่แหล่งข่าวฟังมาจากเพื่อนที่อยู่อีกสำนักหนึ่ง หลังสำนักนั้นลงข่าวการประท้วงที่เชียงใหม่ซึ่งมีภาพพาดพิงผู้นำจีน ก็มีโทรศัพท์จากทีมฝ่ายสถานทูตโทรเข้ามาที่กองบรรณาธิการ ขอให้ลบทั้งภาพทั้งข่าว เหตุผลคือ "มันเป็นการไม่เคารพต่อผู้นำเขา"

เพื่อนของแหล่งข่าวโดนโทรตามสามสี่รอบภายในวันเดียว จนสุดท้ายกองบรรณาธิการยอมถอยครึ่งทาง เอารูปออก แต่เก็บตัวข่าวไว้

ที่หนักคือแหล่งข่าวอ้างว่า ปลายสายมีการพูดแกมขู่ทำนองว่า ถ้าไม่ทำ เท่ากับไม่ให้ความร่วมมือกับจีน

"จะส่งนักข่าวไปไต้หวันใช่ไหม"

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราฟังแล้วขนลุกที่สุดในชุดข้อมูล แหล่งข่าวเล่าว่า เพื่อนอีกคนที่บริหารสำนักข่าวแห่งหนึ่ง อยู่ดี ๆ ก็ถูกฝ่ายสถานทูตถามว่า "จะมีการส่งนักข่าวไปไต้หวันใช่ไหม" ทั้งที่เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้ที่ไหนเลย เขาก็ปฏิเสธไป

ความจริงที่แหล่งข่าวเฉลยให้ฟังคือ เพื่อนคนนั้นกำลังจะรับนักข่าวไต้หวันเข้ามาทำงาน ไม่ใช่ส่งคนไป

แปลว่าอะไร แปลว่าคำถามของฝ่ายสถานทูตผิดในรายละเอียด แต่จับเค้าความเคลื่อนไหวภายในองค์กรที่ยังไม่เปิดเผยได้ถูก แหล่งข่าวตีความว่า "เหมือนเขาจับตานักข่าวไทยอยู่"

เจอหน้ากันตรง ๆ ก็มี

อันนี้เพื่อนแหล่งข่าวเจอกับตัว เจ้าหน้าที่สถานทูตคนหนึ่งพูดใส่เขาว่า ทุกครั้งที่เจอสำนักข่าวของคุณ มีแต่การเจอที่ไม่น่าประทับใจ

เพื่อนแหล่งข่าวสวนกลับกลางวงว่า ถ้าสถานทูตไม่พอใจข่าวชิ้นไหน สำนักข่าวมีพื้นที่ให้ชี้แจงเสมอ นั่นคือช่องทางแบบมืออาชีพ ไม่ใช่มาแสดงอาการงอแงใส่สื่อแบบนี้ ผลคือเจ้าหน้าที่คนนั้นอึ้งแล้วเดินหนี

แหล่งข่าวยังเล่าอีกว่า ตามงานของสถานทูต ถ้าเจ้าหน้าที่บางคนเจอสำนักข่าวที่ตัวเองไม่ชอบ ก็จะพาพวกมาล้อมแล้วพูดติเตียนกันกลางงานเลยทีเดียว

ทริปดูงาน กินฟรี อยู่ฟรี

มาถึงส่วนที่ตรวจสอบได้เต็ม ๆ แหล่งข่าวพูดถึงหลักสูตร "มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้" ว่าจัดมาเจ็ดรุ่นแล้ว ไปทริปดูงานที่จีน กินฟรี อยู่ฟรี

เราไปเช็กเอกสารสาธารณะมาให้ ข้อมูลตรงตามนั้น โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกับสถานทูตจีน จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 รุ่นละราว 20 คน รุ่น 5 ไปคุนหมิง รุ่น 6 ไปฉงชิ่ง รุ่น 7 เมื่อตุลาคม 2568 ไปหนานหนิง ประกาศของสมาคมฯ ระบุเองว่าผู้ได้รับคัดเลือกไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหาร มีคนจ่ายให้หมด และปลายปี 2567 สถานทูตยังเปิดทำเนียบทูตจัดงานเลี้ยงรวมรุ่นศิษย์เก่าโครงการเกือบ 80 คน โดยทูตจีนกล่าวเองว่ามีนักข่าวไทยผ่านโครงการนี้ไปเยือนจีนแล้วกว่าร้อยคน

ประเด็นที่ควรถามคือ "โปร่งใสแค่ไหน" ใครจ่ายเท่าไหร่ มีเงื่อนไขอะไรแฝงหรือเปล่า และมันมีผลกับเนื้อหาข่าวจีนในสื่อไทยหรือไม่ อันนี้คือช่องว่างที่ยังไม่มีใครตอบ

โฆษณา 50 ปี กับความกลัวที่มองไม่เห็น

แหล่งข่าวเล่าว่า ช่วงวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีน สถานทูตกับกลุ่มนักธุรกิจไทยสายโปรจีนซื้อโฆษณาในสื่อไทยกันเยอะมาก บางทีซื้อกันทั้งหน้าหนังสือพิมพ์

แล้วเขาก็ชี้ไปที่กลไกที่เจ็บที่สุด นักข่าวไทยจำนวนหนึ่งไม่กล้าหือกับจีน ไม่ใช่เพราะกลัวสถานทูตโทรมา แต่กลัวว่าฝ่ายจีนจะกระซิบนักธุรกิจให้เลิกซื้อโฆษณา

พูดง่าย ๆ แรงกดดันไม่ต้องมาจากปักกิ่งโดยตรง มันเดินทางผ่านกระเป๋าเงินของสื่อเอง ในวงวิชาการเขาเรียกภาวะแบบนี้ว่า media capture สื่อที่การเงินอ่อนแอจะยิ่งเปราะบาง และต้องพูดตรง ๆ ว่าสื่อไทยตอนนี้การเงินอ่อนแอกันแทบทั้งวงการ

ไต้หวัน เรื่องที่วงการกระซิบกันว่าอย่าแตะ

แหล่งข่าวบอกว่าข่าววันชาติไต้หวันคือของแสลง ห้ามแตะ ห้ามลง เพราะลงเมื่อไหร่โดนสถานทูตจีนโทรมาแน่นอน ทั้งที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ซึ่งคนในวงการเรียกกันเองว่าสถานทูตไต้หวัน ก็จ่ายเงินซื้อโฆษณาเหมือนกัน

เขายังเล่าด้วยว่าสื่อใหญ่เจ้าหนึ่งที่เคยมีนักข่าวจากไต้หวันร่วมงาน ก็ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ และเคยมีข่าวว่าสถานทูตจีนส่งคนมาแอบร่วมงานวันชาติไต้หวันด้วย

แหล่งข่าวเปรียบว่าทูตไต้หวันถูกปฏิบัติเหมือนลูกเมียน้อย แทบไม่ได้รับเชิญงานของกระทรวงการต่างประเทศไทยเพราะกลัวจีนไม่พอใจ

อีกอย่างทูตคนนี้ถ้าเทียบกับคนก่อนคนก่อน ชื่อ หาน จื้อเฉียง จะดุแข็งกร้าวกว่า เพราะจะเป็นทูตโทรมาบีบนักข่าวเองเลยหากลงข่าวที่ขัดใจกับรัฐบาลจีน 

และ สว.เราบางคนยังโดนเรียกไปคุยในสถานทูตเพียงแค่หลุดคำว่า ประเทศไต้หวัน อีกด้วยครับ

———
ที่มา: คำให้ข้อมูลจากแหล่งข่าวในวงการสื่อไทย




"เพราะเงินซื้อได้ในประเทศไทย" ลองทบทวนดีมั้ย ว่าอะไรเป็นเชื้อโรคทำลายไทยด้วยกันเอง

https://www.facebook.com/reel/1347037996814432

ข่าวช่องวัน
8 hours ago
·
จีนให้ลูกสวมสัญชาติไทย ต่างอย่างไรกับคนไทยเชื้อสายจีน #ถกไม่เถียง



เปิดขบวนการพ่อแม่จีนแจ้งเกิดเท็จ จ้างคนไทยเป็นพ่อทิพย์ แลกลูกได้สัญชาติไทย







https://x.com/thestandardth/status/2075566569132786146
.....

ปฏิบัติการ "ถอดเกล็ดมังกร" (กรกฎาคม 2569) ถือเป็นคดีสะเทือนวงการและสะท้อนความหละหลวมของระบบทะเบียนราษฎร์ครั้งใหญ่ เมื่อมีการขยายผลสืบสวนเครือข่ายทุนจีนสีเทา และพบการสวมสิทธิ์ "สัญชาติไทย" ให้กับเด็กชาวจีนผ่านขบวนการ "พ่อทิพย์" ---
สรุปประเด็นหลักของขบวนการ "ถอดเกล็ดมังกร"

1. วิธีการสร้าง "พ่อทิพย์" และกุมารจีนสวมสิทธิ์

จ้างชายไทยรับสมอ้าง: กลุ่มทุนจีนสีเทาใช้วิธีการจ้างชายชาวไทยให้เซ็นชื่อรับเป็น "บิดา" ในสูติบัตร เพื่อให้เด็กชาวจีนได้รับสัญชาติไทยโดยอัตโนมัติผ่านทางสายเลือด

ทำเป็นแพ็กเกจส่งออก: มีการร่วมมือกันเป็นขบวนการทำมานานกว่า 5 ปี โดยพบเด็กชาวจีนที่มีชื่อพ่อไทย (ทิพย์) รวมแล้วถึง 164 คน

เจ้าหน้าที่รัฐและ รพ. เอี่ยวด้วย: เครือข่ายนี้จ่ายเงินใต้โต๊ะให้แก่เจ้าหน้าที่เวชระเบียนของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ย่านฝั่งธนบุรี และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต เพื่อแก้ไขและปลอมแปลงเอกสาร ทั้งที่ตรวจสอบย้อนหลังแล้วไม่พบประวัติการฝากครรภ์ของแม่ชาวจีนร่วมกับพ่อชาวไทยมาก่อน

2. จุดเชื่อมโยง: นอมินีตึก สตง. ถล่ม

ความพีคของคดีนี้อยู่ตรงที่ เมื่อตำรวจขยายผลตรวจสอบรายชื่อของหนึ่งในชายไทยที่รับจ้างเป็น "พ่อทิพย์" พบว่าชื่อของเขาไปโผล่เป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่ (นอมินี) ในบริษัทรับเหมาก่อสร้างสัญชาติจีน

บริษัทนี้คือบริษัทที่ประมูลและรับงานก่อสร้าง อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ซึ่งได้เกิดเหตุการณ์พังถล่มลงมาในช่วงต้นปี 2568

การพบชื่อนี้สะท้อนให้เห็นว่า เครือข่ายทุนจีนเทาใช้คนไทยคนเดิมๆ ในการทำธุรกรรมสีเทา ทั้งการเป็นนอมินีบังหน้าธุรกิจก่อสร้างระดับพันล้าน และการรับจ้างปั๊มลูกทิพย์เพื่อเอื้อประโยชน์ด้านสัญชาติ
ผลกระทบต่อความมั่นคง

การที่เด็กต่างด้าวสามารถเข้าถึงสัญชาติไทยได้โดยมิชอบ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว:

สิทธิ์ในการถือครองอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน ที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้ตามกฎหมายปกติ

สิทธิ์ในการจัดตั้งบริษัท โดยไม่ต้องใช้กลไกนอมินีในอนาคต เพราะเติบโตมาพร้อมสัญชาติไทยเต็มตัว

การแทรกซึมทางเศรษฐกิจ และเปิดทางให้กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติฝังตัวในไทยอย่างถูกกฎหมาย

สถานการณ์ล่าสุด: ขณะนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สืบนครบาล) ร่วมกับกรมการปกครอง ป.ป.ท. และ ปปง. กำลังปูพรมตรวจค้นกว่า 42 จุดทั่วประเทศ เพื่อจับกุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งตัวการใหญ่ นายหน้า ชายไทยรับจ้าง และเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมทุจริต รวมถึงเตรียมเพิกถอนสัญชาติเด็กที่ได้มาโดยมิชอบทั้งหมด

https://x.com/thestandardth/status/2075566569132786146
.....






Forbes จันอันดับ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2569 (ถาม AI ทำไมในหลวงเราถึงไม่มีในรายชื่อในนั้น AI ให้เหตุผล ดูคำตอบข้างล่าง)

https://forbesthailand.com/forbes-liststhailand-richest/thailand-richest-2026

FORBES THAILAND / ADMIN

Forbes Lists |Thailand Richest
08 Jul 2026

กลับมาอีกครั้งกับการจัดอันดับทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทย โดยนิตยสาร Forbes สำหรับปี 2569 นี้ ปรากฏว่า เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งที่สุดในไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ขณะที่มหาเศรษฐีรวม 33 รายมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น หลังเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนของการส่งออกที่ขยายตัวและการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว

แม้ประเทศไทยจะเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับกัมพูชา แต่เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังคงขยายตัว 2.4% จากการบริโภคภายในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว และการส่งออกที่กลับมาเติบโต ขณะที่ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับมหาเศรษฐี 50 อันดับแรกของไทย โดยมูลค่าทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้น 10% แตะ 1.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ

ปีนี้ มหาเศรษฐีเกือบ 2 ใน 3 ของทำเนียบมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น โดย เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลัง Red Bull ยังคงครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของไทยเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 4.7 หมื่นล้านเหรียญ หลังบริษัทมีรายได้ประจำปีเพิ่มขึ้นกว่า 8% เป็น 1.22 หมื่นล้านยูโร (1.39 หมื่นล้านเหรียญ) ในปี 2568 จากยอดขายทั่วโลกเกือบ 1.4 หมื่นล้านกระป๋อง

อันดับ 2 ยังคงเป็นของ พี่น้องเจียรวนนท์ แห่ง เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือเครือซีพี ที่มีทรัพย์สินสุทธิ 3.66 หมื่นล้านเหรียญ โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา บริษัท Arise Digital Technology ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนของ ศุภชัย เจียรวนนท์ บุตรชายของ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือซีพี ได้ตกลงซื้อหุ้นเกือบ 25% ในทรู คอร์ปอเรชั่น จากพันธมิตร Telenor Group ของนอร์เวย์ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท (3 พันล้านเหรียญ) พร้อมสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มอีก 5.4% ภายใน 2 ปี

ด้าน สารัชถ์ รัตนาวะดี เจ้าพ่อธุรกิจพลังงานและโทรคมนาคม มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากที่สุดในเชิงมูลค่าเงินดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้น 5.6 พันล้านเหรียญ สู่ 1.76 หมื่นล้านเหรียญ รั้งอันดับ 3 ต่อเนื่อง หลัง กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารกสิกรไทยเป็นเกือบ 10% ส่งผลให้ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของธนาคาร

ตระกูลจิราธิวัฒน์ ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 4 หลังมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ใน 3 เป็น 1.17 หมื่นล้านเหรียญ โดยเซ็นทรัล รีเทล บริษัทเรือธงของ กลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งดำเนินธุรกิจห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าปลีกเฉพาะทาง มีแผนลงทุน 1.8 หมื่นล้านบาทในปีนี้ เพื่อปรับปรุงและขยายสาขาในไทยและเวียดนาม

ส่วนอันดับ 5 เป็นของ เจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อธุรกิจเครื่องดื่ม ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 10% เป็น 1.15 หมื่นล้านเหรียญ โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งจดทะเบียนในสิงคโปร์

อีกหนึ่งผู้ที่ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นคือ จรีพร จารุกรสกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA Corporation ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า และโลจิสติกส์ โดยมูลค่าทรัพย์สินพุ่งขึ้น 69% แตะ 1.25 พันล้านเหรียญ จากความต้องการลงทุนในศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Center) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย

สำหรับผู้ที่กลับเข้าสู่ทำเนียบมหาเศรษฐีในปีนี้มี 2 ราย ได้แก่ บัญชา องค์โฆษิต ผู้ก่อตั้ง KCE Electronics ผู้ผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ กัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์ ผู้ก่อตั้ง Gunkul Engineering ที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายธุรกิจจัดหาไฟฟ้าสีเขียวให้กับศูนย์ข้อมูล

ขณะเดียวกัน ปีนี้มีสมาชิกทำเนียบมหาเศรษฐีที่เสียชีวิต 3 ราย ได้แก่ กฤตย์ รัตนรักษ์ เจ้าพ่อธุรกิจสื่อแห่งบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด หรือช่อง 7HD ซึ่งทรัพย์สินตกทอดสู่บุตรชายเพียงคนเดียวคือ ชัชชน รัตนรักษ์, ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้ร่วมก่อตั้งเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BDMS โดยทรัพย์สินถูกรวมอยู่ภายใต้ตระกูลปราสาททองโอสถ และ ชูชาติ พัชรชัย (เพ็ชรอำไพ) ผู้ร่วมก่อตั้งเมืองไทย แคปปิตอล ร่วมกับภรรยา ดาวนภา พัชรชัย ซึ่งในปีนี้มีรายชื่ออยู่ในทำเนียบเพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ เกณฑ์ขั้นต่ำของการติดอันดับมหาเศรษฐีไทยปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 555 ล้านเหรียญ จาก 420 ล้านเหรียญ ในปีก่อน สะท้อนการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งโดยรวมของกลุ่มมหาเศรษฐีไทย แม้เศรษฐกิจจะยังเผชิญความท้าทายหลายด้านก็ตาม

สำหรับ 10 อันดับแรก มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2569 มีดังต่อไปนี้

1. เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว ทรัพย์สิน 4.7 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 1.54 ล้านล้านบาท

2. พี่น้องเจียรวนนท์ ทรัพย์สิน 3.66 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 1.2 ล้านล้านบาท

3. สารัชถ์ รัตนาวะดี ทรัพย์สิน 1.76 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 5.75 แสนล้านบาท

4. ตระกูลจิราธิวัฒน์ ทรัพย์สิน 1.17 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 3.82 แสนล้านบาท

5. เจริญ สิริวัฒนภักดี และครอบครัว ทรัพย์สิน 1.15 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 3.76 แสนล้านบาท

6. ตระกูลไชยวรรณ ทรัพย์สิน 5.1 พันล้านเหรียญ หรือ 1.67 แสนล้านบาท

7. ตระกูลปราสาททองโอสถ ทรัพย์สิน 3.7 พันล้านเหรียญ หรือ 1.21 แสนล้านบาท

8. เสถียร เสถียรธรรมะ ทรัพย์สิน 2.8 พันล้านเหรียญ หรือ 9.15 หมื่นล้านบาท

9. อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และครอบครัว ทรัพย์สิน 2.4 พันล้านเหรียญ หรือ 7.84 หมื่นล้านบาท

10.ชัชชน รัตนรักษ์ ทรัพย์สิน 2.3 พันล้านเหรียญ หรือ 7.51 หมื่นล้านบาท

อ่านข้อมูลทั้ง 50 อันดับได้ที่ การจัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2569

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดเก็บข้อมูลการจัดอันดับ โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 32.672 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

วิธีการจัดอันดับ:

การจัดอันดับครั้งนี้จัดทำขึ้นจากข้อมูลการถือหุ้นและข้อมูลทางการเงินที่ได้รับจากครอบครัวและบุคคลที่อยู่ในรายชื่อ รวมถึงข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ หน่วยงานกำกับดูแล และแหล่งข้อมูลอื่นๆ ต่างจากการจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกของ Forbes การจัดอันดับนี้นับรวมทรัพย์สินของทั้งครอบครัว ซึ่งรวมถึงทรัพย์สินที่ถือครองร่วมกันในครอบครัวขยายหลายรุ่น

มูลค่าทรัพย์สินของบริษัทจดทะเบียนคำนวณจากราคาหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ส่วนบริษัทเอกชนประเมินมูลค่าจากการเปรียบเทียบกับบริษัทที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกันและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

รายชื่อนี้อาจรวมถึงชาวต่างชาติที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศผ่านการดำเนินธุรกิจ การพำนักอาศัย หรือความสัมพันธ์ในลักษณะอื่น รวมถึงพลเมืองของประเทศที่ไม่ได้พำนักอยู่ในประเทศ แต่ยังมีความเชื่อมโยงทางธุรกิจหรือด้านอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขข้อมูล หรือถอดรายชื่อผู้ที่ได้รับการจัดอันดับ หากมีข้อมูลใหม่ที่ส่งผลต่อความถูกต้องของการจัดอันดับ
.....

ถาม AI ทำไมในหลวงเราถึงไม่มีในรายชื่อในนั้น

เป็นคำถามที่ดีและเป็นประเด็นที่หลายคนมักจะสงสัยบ่อยๆ ครับ เวลาเห็นรายชื่อมหาเศรษฐีของ Forbes

เหตุผลสำคัญที่ พระมหากษัตริย์ไทย (รวมถึงสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์) ไม่ถูกจัดอยู่ในรายชื่อ "Thailand's 50 Richest" ของ Forbes มีเหตุผลหลักๆ 3 ข้อด้วยกันครับ:

1. เกณฑ์การจัดอันดับของ Forbes (เน้น "ทรัพย์สินส่วนบุคคล")

นิตยสาร Forbes จะจัดอันดับมหาเศรษฐีโลกและมหาเศรษฐีไทย โดยมุ่งเน้นไปที่ "ทรัพย์สินส่วนบุคคล" (Private Wealth) หรือทรัพย์สินของตระกูลนักธุรกิจที่เป็นเอกชน (Entrepreneurs and Business Families)

Forbes จะแยกแยะชัดเจนระหว่าง "ความมั่งคั่งส่วนตัว" กับ "ทรัพย์สินของสถาบันหรือของรัฐ" * ในอดีต Forbes เคยจัดอันดับกษัตริย์และผู้นำการเมือง (Royals & Rulers) แยกออกมาต่างหากเป็นอีกหนึ่งบัญชี (เช่น The World's Richest Royals) แต่ปัจจุบันได้เลิกทำบัญชีนี้ไปแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนและข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลทางกฎหมายของแต่ละประเทศ

2. สถานะทางกฎหมายของ "ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์"

ตั้งแต่มีการปรับปรุง พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ทรัพย์สินทั้งหมดถูกรวมและจำแนกให้อยู่ในความดูแลของ "สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์"

ทรัพย์สินเหล่านี้ประกอบไปด้วยอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินทำเลทองในกรุงเทพฯ และหุ้นในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และปูนซิเมนต์ไทย (SCC)

แม้ตามกฎหมายใหม่จะระบุว่าการถือครองหุ้นหรือที่ดินจะเปลี่ยนมาเป็นพระปรมาภิไธย (ในพระนามของกษัตริย์) แต่ในทางโครงสร้างและพฤตินัย ทรัพย์สินเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น "ทรัพย์สินเชิงสถาบัน" (Institutional Wealth) ที่ส่งทอดต่อกันมาเพื่อใช้ในการบำรุงรักษาพระราชวัง การกุศล และการดำเนินงานของสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกิดจากการประกอบธุรกิจส่วนตัวในลักษณะของ "นักลงทุนเอกชน" ทั่วไป

3. ความยากในการประเมินมูลค่าที่แท้จริง

ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของสำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในรูปแบบของ ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์เก่าแก่ ซึ่งไม่ได้มีไว้เพื่อการซื้อขายเก็งกำไรในตลาดเปิด (เช่น ที่ดินเขตพระราชฐาน สำนักงานราชการ หรือชุมชนดั้งเดิม)

การประเมินมูลค่าทางตลาด (Market Value) ของที่ดินเหล่านี้ทำได้ยากมาก และไม่สามารถนำมาคำนวณเป็น "เงินสด" หรือ "ความมั่งคั่งที่พร้อมแปรสภาพ" ได้เหมือนกับหุ้นของตระกูลอยู่วิทยาหรือเจียรวนนท์

สรุปง่ายๆ: Forbes มองว่ารายชื่อ "50 มหาเศรษฐีไทย" คือเวทีของ "นักธุรกิจและตระกูลทุนเอกชน" ส่วนทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ไทยจัดอยู่ในหมวดหมู่ของ "ทรัพย์สินแห่งสถาบันประมุขของรัฐ" ซึ่งมีรูปแบบการถือครองและการนำไปใช้ที่แตกต่างออกไป จึงไม่อยู่ในเกณฑ์การแข่งขันหรือจัดอันดับร่วมกับมหาเศรษฐีภาคเอกชนครับ





https://x.com/BeautyDiaryNews/status/2075383245701800128