วันเสาร์, กรกฎาคม 23, 2559

Andrew MacGregor Marshall โพสต์ภาพใหม่ "ลายสัก" ใหม่ของพระบรมฯ ซึ่งมีความแตกต่างจากที่เห็นในภาพที่สนามบิน และให้ความเห็นว่า Maybe ทรง enjoying himself. Having fun is not a crime.




ขออภัย...ที่ไทยอีนิวส์ไม่ได้นำภาพลง เพราะเห็นด้วยกับ มิตรสหายท่านหนึ่ง
He having fun is not a crime. Me share is a crime 555
....


EXCLUSIVE — A new photograph of Thailand's crown prince Vajiralongkorn, heavily tattooed and wearing a crop-top. This was taken in a Munich mall last week.

Note that the tattoos are not the same as in the photographs taken at Munich airport — the arm tattoo is shorter than at the airport, and he has a tattooed belly in this photo, which he did not have at the airport. So the only plausible conclusion is that these are not permanent tattoos, they are fake tattoos, probably transfers.

This still leaves open the question of why Vajiralongkorn is wandering around Munich in a skimpy crop-top sporting fake full-body tattoos. Maybe he is just enjoying himself. Having fun is not a crime.

.....

ความเห็นของ อ.สมศักดิ์ เจียม

ภาพใหม่ของพระบรมฯใน "ฉลองพระองค์" แปลกๆ พร้อม "ลายสัก"

จากโพสต์คุณ Andrew ที่นี่ https://goo.gl/IKQPTN

ขอให้สังเกตว่า "รอยสัก" มีความแตกต่างจากที่เห็นในภาพที่สนามบิน (ที่สนามบินรอยสักที่แขนขวาเลยข้อศอกลงมา ภาพนี้แค่ระดับข้อศอก) ซึ่่งน่าจะเป็นไปตามที่ผมเคยสันนิษฐานไว้ว่า รอยสักน่าจะเป็นของ "ปลอม" คือเป็นพวกแบบสติ๊กเกอร์ที่ลอกได้ เปลี่ยนได้

แต่เรื่องนี้ ก็นำมาสู่อีกประเด็น คือตอนเห็นภาพสนามบิน มีหลายคนสันนิษฐานว่า ที่พระองค์ "ฉลองพระองค์" ด้วยเสื้อแบบนั้น อาจจะเพราะทรงเพิ่งไป "สัก" มา แล้วแผลยังไม่สนิท ซึ่งถ้าใส่เสื้อปกติ จะเจ็บแสบมาก จึงทรงเลือกเอาเสื้อที่แปลกๆนั้นมาสวม แต่ถ้านี่เป็นรอยสักปลอม แสดงว่าทรงเลือกเสื้อตัวนี้อย่างจงใจ - โดยเฉพาะถ้าดูในภาพใหม่นี้ เสื้ออาจจะเป็นคนละตัว ตัวนี้ดูเหมือนออกสีเหลืองๆ ไม่ใช่สีขาว แต่อันนี้อาจจะไม่ชัวร์ ในแง่แสงของการถ่ายภาพก็ได้ โดยส่วนตัว ผมคิดว่าคนละตัวนะ ดูตัวที่สนามบิน มัน "รัด" ตรงหน้าอกมาก คือคับ ตัวนี้ดูเหมือนมีความหลวม แบบสบายๆอยู่ตรงหน้าอก

สุภาพสตรีที่เดินคู่กัน ดูเหมือนจะเป็นคนละคนกับที่สนามบิน คนนี้ดูเหมือนผมสั้น


Somsak Jeamteerasakul

เรื่องเกี่ยวข้อง...

Royal ink

PAUL HANDLEY, GUEST CONTRIBUTOR - 23 JUL, 2016

New Mandala

....

ข้อมูลเพิ่มจากแอนดรูว์





คลิปเสวนา 7 สค ประชามติภายใต้เผด็จการทหาร กรุงลอนดอน ใจ อึ๊งภากรณ์ จรัล ดิษฐาอภิชัย 23กค2559





เกาะติดการเสวนา 7 สค ประชามติภายใต้เผด็จการทหาร กรุงลอนดอน ใจ อึ๊งภากรณ์ จรัล ดิษฐาอภิชัย 23กค2559



ช่วงแรกเพลง
ช่วงเสวนาขัดข้องเรื่องเสียงจนถึงนาทีที่ 21.08

https://www.youtube.com/watch?v=DeUD5ylCo5g

bamboo network

Streamed live 3 hours ago

สด! Live 19.00 น. เสาร์ 23 กค 2559
เกาะติดการเสวนา "7 ส.ค. ประชามติภายใต้เผด็จการทหาร"
กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

....

อีกเวอชั่นจาก Thais in UK

7 ส.ค. ประชามติภายใต้เผด็จการทหาร ณ กรุงลอนดอน 23 กค 59

 

https://www.youtube.com/watch?v=1BFDPSYBAvU&feature=youtu.be

ขัดข้องเรื่องเสียงจนถึงนาทีที่ 41.30

Streamed live 3 hours ago






ตรรกะสั้น ๆ วาทกรรมตื้น ๆของการรับร่างฯ





ที่มา FB

Oak Panthongtae Shinawatra


สิ่งที่จะตามมา จากการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และไม่เปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างกว้างขวางคือ เมื่อคนเราไม่มีข้อมูลในการวิเคราะห์ มักจะตัดสินใจด้วยการใช้ "ตรรกะตื้นๆ" อยู่เสมอ

"ตรรกะตื้นๆ" ที่ว่า วันนี้จะขอยกตัวอย่างมาสักข้อ ได้แก่การสร้างวาทกรรมในโซเชียลมีเดีย แล้วส่งต่อกันเป็นทอดๆ ว่า

"รัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ยังไงฉันไม่รู้ ฉันรู้แต่เพียงว่า ถ้านักการเมืองออกมาคัดค้านกันเยอะ ก็แปลว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใช้ปราบโกงได้ผลชะงัดนัก"


คนที่ไม่เคยชินกับการใช้หัวคิดของตนเอง วันๆ ชินกับการยืมสมองคนอื่นช่วยคิดให้ เมื่ออ่านแล้วก็ เอ่อจริง..สะใจ ขอแชร์..ขอส่งต่อ...

ส่งต่อกันไป โดยไม่คิดที่จะถามต่อว่า การเขียนบทลงโทษอย่างรุนแรงนั้น ทำไมจึงลงโทษ เฉพาะนักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เพราะเหตุใด...นักการเมืองปัจจุบัน ซึ่งเข้ามาบริหารประเทศด้วยการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจ กลับมีบทนิรโทษกรรม สำหรับตัวเองไว้เสร็จสรรพ ทุกสิ่งที่ตนทำถือว่าชอบด้วยกฎหมายทุกประการ..!!

ผู้รู้ ผู้ร่าง หรือผู้ที่มีอำนาจในปัจจุบันที่เตรียมตัวจะรับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญข้อนี้ ช่วยตอบให้กระจ่างสักหน่อยเถิด ถ้าไม่ได้ทำผิดแล้วเหตุใด จึงต้องกลัวกฎหมายที่ตัวเองเขียนขึ้น..??

การตอบว่า เผด็จการที่ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ ก็อภัยโทษให้ตัวเองเช่นนี้ตลอด หรือ การกระทำรัฐประหาร เป็นการเสียสละตนเองเพื่อประเทศชาติ เลยต้องมีกฎหมายคุ้มครอง คำตอบพวกนี้ผมว่ามันไดโนเสาร์ เกินกว่าที่จะรับฟังกันในยุคนี้แล้ว

การเขียนกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่มีผลบังคับใช้ต่อคนไทยทั้ง 60 กว่าล้านคน แต่กลับมีคนได้รับผลประโยชน์ คือผู้มีอำนาจในปัจจุบันเพียงกลุ่มเดียว น่าจะต้องมีคำอธิบายที่ดีกว่านี้ครับ!!


กกต. ผู้ทำหน้าที่จัดการออกเสียงประชามติที่ฟรีและแฟร์ เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง กำลังชี้นำอยู่หรือไม่???






Piyabutr Saengkanokkul
Yesterday at 1:55pm


พึ่งได้รับเอกสารจาก กกต. แจ้งให้ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ โดย กกต. "หวังดี" แนบเอกสารที่ชื่อ "จุลสารการออกเสียงประชามติ" มาด้วย

ผมอ่านดูแล้ว คิดว่า กกต. กำลังทำผิดพลาด


กกต. เป็นผู้จัดการออกเสียงประชามติ ต้องมีความเป็นกลาง

กกต. จึงทำได้เพียงประชาสัมพันธ์ให้คนออกไปใช้สิทธิ และอธิบายว่า การออกเสียงประชามติในครั้งนี้ มีสองข้อ และบัตรลงคะแนนมีหน้าตาอย่างไร กากบาทอย่างไรถึงจะสมบูรณ์ เท่านั้น

ปรากฏว่า ใน "จุลสารการออกเสียงประชามติ" อธิบายวิธีการออกเสียงไว้ในหน้า 2 และ หน้า 3 เท่านั้น จากนั้น ตั้งแต่หน้า 4-8 คือ "สาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ"

ในส่วนนี้เอง กกต. ได้ลงเนื้อหาที่อ่านดูแล้ว เหมือนร่างนี้มีแต่ "ข้อดี" (ซึ่งดีจริงหรือไม่ ยังต้องเถียงกันอีก ผมเห็นว่าไม่ใช่ "ข้อดี" ฝ่ายไม่รับร่าง คงเห็นว่าไม่ใช่ "ข้อดี") โฆษณาว่า ร่าง รธน นี้ ให้อะไรแก่ประชาชน

นี่ไม่ใช่หน้าที่ กกต. เลย กกต. เป็นคนจัดทำประชามติ ไม่ใช่ กรธ. กกต. ไม่มีหน้าที่ในการปกป้องร่าง รธน นี้ ไม่มีหน้าที่ในการโฆษณาให้ร่าง รธน นี้ กกต ทำได้เพียงแจ้งว่ามีการออกเสียงประชามติ วันที่เท่าไร เวลาใด กากบาทอย่างไร ประชามติมีกี่เรื่อง เท่านั้น

หาก กกต. ต้องการจะพูดถึงร่าง รธน กกต. ก็ต้องนำความเห็นสองฝ่ายลงไปด้วย เช่น ให้ฝ่าย กรธ. เขียนมาว่า ควรรับร่างเพราะอะไร ให้ฝ่ายไม่รับร่าง เขียนมาว่า ไม่รับร่างเพราะอะไร

ลองคิดดู หากเอกสารนี้ส่งไปทุกบ้าน เกิดผู้รับ เป็นคนที่ไม่สนใจการเมืองเลย ไม่ได้ตามร่าง รธน เลย แต่เขาเกิดสำนึกไปเองว่าการไปใช้สิทธิเป็นหน้าที่ของพลเมืองดี เมื่อเขารับเอกสารนี้ เขาคงใช้สิทธิออกเสียงรับร่างแน่ๆ เพราะ อ่านแล้ว มีแต่ข้อดี

นอกจาก กกต. จะชี้แจงเหมือนตนเองเป็น กรธ แล้ว เอาเข้าจริง กกต ยังชี้แจงไม่ครบถ้วนด้วย แม้หัวเรื่องจะใช้คำว่า "สาระสำคัญบางประการของร่าง รธน" จึงไม่สามารถลงได้หมดทุกเรื่อง แต่คำว่า "สาระสำคัญ" นี่มันควรรวมถึงอะไรบ้าง

บทเฉพาะกาล นี่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือ

วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นี่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือ

กกต. อาจเห็นว่า ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ฝ่ายไม่รับอาจเห็นว่าเรื่องนี้แหละ เป็นสาระสำคัญอย่างยิ่ง

เมื่อมองไม่เหมือนกันเช่นนี้ กกต. ที่ทำหน้าที่จัดการออกเสียงประชามติ จึงไม่ควรอาสามาทำหน้าที่ชี้แจงร่าง รธน

กกต. ควรกลับไปทำหน้าที่ของตนเองแท้ๆ คือ ประชาสัมพันธ์ว่ามีการออกเสียงประชามติ เปิดโอกาสให้ฝ่ายไม่รับและฝ่ายรับได้รณรงค์อย่างเท่าเทียมกัน

พูดจริงๆ ไม่ได้ประชด หากดูเอกสาร กกต. ฉบับนี้ เฉพาะหน้า 4-8 แล้ว โดยไม่ดูหน้าปก ผมคิดว่านี่เป็นเอกสารของ กรธ.

มันช่างย้อนแย้งเข้าไปอีก เมื่อพลิกไปดูเอกสารหน้าสุดท้าย ที่ลงคำขวัญไว้ว่า

"เตรียมตัวให้พร้อม ไม่ยอมให้ใครชี้นำ
ตัดสินใจอย่างอิสระ เพื่อประชามติที่เที่ยงธรรม"

กกต. ผู้ทำหน้าที่จัดการออกเสียงประชามติที่ฟรีและแฟร์ เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง กำลังชี้นำอยู่หรือไม่???

ooo









มันมาถึงบ้านแล้วนะฮะ !...เป็นเอกสารบางเฉียบบบบ และพบว่ามีแต่ "เรื่องเด่น" ในร่างรธน. และไม่มีบอกเลยว่าอาจมีนายกฯ คนนอกได้ และ 5 ปีแรก สว.มาจาก คสช. แต่งตั้ง ...ว่ากันจริง ๆ เอกสารแบบนี้ ไม่สมควรออกจาก กกต. ซึ่งต้องวางตัวเป็นกลางเลยนะ อ่านๆไปคิดว่าเป็นเอกสารของ กรธ.

จริงอยู่ว่าไม่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริงตรงๆ แต่มันก็คือการ "ไม่บอกแจ้งสาระที่ควรบอกแจ้ง" หรือ "ให้ข้อเท็จจริงเพียงครึ่งเดียว" ซึ่งอาจทำให้ปชช.ไป vote yes โดยสำคัญผิดในสาระสำคัญได้

แบบนี้ ทางแพ่ง เขาบอกว่า นิติกรรมเป็นโมฆะ เสียเปล่า เชียวนะยะ


Sawatree Suksri

ooo

รวมเอกสารเท็จจาก กกต. กรธ. 
และความเห็นแย้งจาก ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ New Democracy Movement - NDM และคณะนิติราษฎร์

.....................

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ในวันที่ 29 มีนาคม 2559

http://www.ect.go.th/…/wp-cont…/uploads/2016/04/cons2016.pdf

หลังจากนั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ออกเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ มาแล้ว 2 เล่มคือ

คำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ เล่ม 1
http://cdc.parliament.go.th/draftconstitut…/ewt_dl_link.php…

คำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ เล่ม 2
http://cdc.parliament.go.th/draftconstitut…/ewt_dl_link.php…







โดยเอกสารของ กรธ. นั้นจะใช้ในการอบรม ครู ก. ครู ข. ครู ค. และส่งไปยังกลไกรัฐต่าง ๆ

ต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้งได้แจก จุลสารการออกเสียงประชามติ สรุปย่อสาระ สำคัญร่างรัฐธรรมนูญฯ และประเด็นเพิ่มเติม จัดทำโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งไปให้กับประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งโดยเนื้อหาก็ลอกมาจาก คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั่นเอง

http://www.ect.go.th/…/uploa…/2016/06/referendum_booklet.pdf




เอกสารทั้ง 3 ชุดมีจุดร่วมเดียวกันคือ

1. มองด้านเดียว คือด้านดี
2. ให้ข้อมูลไม่ครบ โดยเฉพาะบทเฉพาะกาลที่จะทำลายหลักการที่เขียนไว้ก่อนหน้านั้น
3 ตีความเกินจริง

มีเอกสาร 2 ชุดที่ได้ออกมาที่คิดว่านาสนใจคือ

เอกสารความเห็นแย้ง เอกสารคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ โดย คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จัดทำโดยขบวนการประชาธิปไตยใหม่ New Democracy Movement - NDM

https://ndmth.org/…/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E…/






แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ซึ่งโต้แย้งกับร่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ

https://ndmth.org/…/%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E…/





Thanapol Eawsakul


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานพิเศษ: การคุกคามครอบครัวของนักกิจกรรม-นักเคลื่อนไหว รูปแบบหนึ่งในปฏิบัติการละเมิดสิทธิของคสช.





รายงานพิเศษ: เมื่อ ‘การคุกคามญาติพี่น้อง’ เป็นรูปแบบหนึ่งในปฏิบัติการละเมิดสิทธิของคสช.

ที่มา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

By tlhr2014@gmail.com

มิถุนายน 30, 2016

“เมื่อวาน ตอนเที่ยง มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาที่บ้าน มาถ่ายรูปบ้านและคนในครอบครัวเรา มาคอยติดตามเราตลอดว่ากำลังไปไหน ทำอะไร อยู่ที่ไหน หรือแม้แต่การข่มขู่ด้วยคำสั่งของเผด็จการ

“สิ่งเหล่านี้กำลังทำให้คนในครอบครัวเราเกิดความเครียด วิตกกังวลถึงความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในชีวิตของพวกเรา”

ชลธิชา แจ้งเร็ว โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.59


“การส่งทหารไปที่ครอบครัวแฟนผม เป็นการข่มขู่ให้กลัว เพื่อให้ไม่กล้ามาเยี่ยมผม เพื่อทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือใคร ทั้งที่แฟนผมไม่ได้ทำอะไรผิด”

รังสิมันต์ โรม ให้สัมภาษณ์ขณะถูกคุมขังในเรือนจำ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.59


ภายใต้การควบคุมอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) มิใช่เพียงตัวนักกิจกรรม ผู้นำการเคลื่อนไหว นักการเมือง นิสิตนักศึกษา หรือพลเมืองผู้กระตือรือร้นทางการเมืองเองเท่านั้น ที่ตกเป็นเป้าหมายในการเรียกเข้ารายงานตัว การบุกไปพูดคุยด้วย หรือการถูกดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ทหาร แต่ยังปรากฏการดำเนินการข่มขู่คุกคามในลักษณะต่างๆ ต่อครอบครัวหรือญาติพี่น้องของบุคคลเหล่านั้นด้วย แม้ครอบครัวหรือญาติพี่น้องเหล่านั้นจะไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมด้วยเลยก็ตาม

ปฏิบัติการดังกล่าวมิใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่กลับเป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่งในการปราบปรามความคิดเห็นที่แตกต่าง และการควบคุมการแสดงออกในสังคมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังรัฐประหารใหม่ๆ กระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปด้วยความตั้งใจและอย่างเป็นระบบ จนถือได้ว่าเป็นเทคนิควิธีหนึ่งในการควบคุมสังคมของรัฐบาลทหาร และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นตลอดสองปีที่ผ่านมา

รายงานชิ้นนี้ประมวลตัวอย่างปฏิบัติการของทหารที่มีการควบคุมตัวครอบครัวของ “บุคคลเป้าหมาย” ตั้งแต่หลังรัฐประหาร โดยที่คนที่ถูกควบคุมตัวไปแทนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ไปจนถึงการติดตามคุกคามญาติของนักศึกษา นักกิจกรรม และผู้ลี้ภัยทางการเมือง ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องภายใต้ระบอบอำนาจของคสช. กระทั่งสถานการณ์การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน

เมื่อครอบครัวกลายเป็น “เป้าหมายรอง” ในการควบคุมตัวของทหาร

“คนที่ถูกเชิญตัวมาก็ล้วนถูกปฏิบัติอย่างสมเกียรติบนพื้นฐานของศักดิ์ความเป็นมนุษย์ ไม่เคยมีกรณีใดที่คสช.และรัฐบาลไปทำร้ายรังแกใคร”

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบีบีซี ในโอกาสครบรอบสองปีการรัฐประหาร

หลังรัฐประหาร 2557 ใหม่ๆ คสช.ได้ติดตามตัวบุคคลจำนวนมากเข้ารายงานตัว และควบคุมตัวไว้ 7 วัน โดยนอกจากการใช้คำสั่งคสช.ประกาศรายชื่อให้เข้ารายงานตัวตามวันเวลาที่กำหนดแล้ว ยังมีการติดตามตัวบุคคลโดยไม่ได้มีคำสั่งเรียกใดๆ ที่ชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ทหารได้ติดตามตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในแต่ละพื้นที่จำนวนมาก โดยอ้างอำนาจตามกฎอัยการศึก

รูปแบบการปฏิบัติของทหารที่พบโดยทั่วไป คือเจ้าหน้าที่มีการจัดทำรายชื่อบุคคลที่เป็น “เป้าหมาย” ต้องติดตามตัว โดยมากเป็นบุคคลที่เป็นแกนนำหรือมีบทบาทการเคลื่อนไหวในพื้นที่มาก่อน จากนั้นจึงใช้ยุทธวิธีต่างๆ เพื่อติดตามตัวมาให้ได้ ทั้งการโทรศัพท์แจ้งให้มารายงานตัวที่ค่ายทหารในพื้นที่, การจัดกำลังทหารออกติดตามที่บ้านบุคคลนั้น และเมื่อไม่พบตัวบุคคลที่เป็น “เป้าหมายหลัก” ดังกล่าว บางกรณีก็ได้มีการควบคุมตัว “เป้าหมายรอง” (ตามถ้อยคำที่ถูกใช้โดยเจ้าหน้าที่ทหารเอง) ไปแทน ซึ่งเป้าหมายรองดังกล่าว หมายถึงครอบครัวหรือญาติ เพื่อกดดันให้บุคคลที่เป็น “เป้าหมายหลัก” เข้ามารายงานตัวเองต่อเจ้าหน้าที่

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่าในช่วงแรกหลังรัฐประหาร มีมากกว่า 10 กรณีขึ้นไป ที่เจ้าหน้าที่ได้บุกไปที่บ้านของบุคคลที่ต้องการควบคุมตัว และเมื่อไม่พบบุคคลเป้าหมายดังกล่าว จึงได้เข้าควบคุมตัวครอบครัวหรือญาติของบุคคลนั้นๆ ไปแทน ซึ่งมีทั้งกรณีญาติของนักการเมือง แกนนำเสื้อแดง ผู้นำท้องถิ่น หรือญาติของนักกิจกรรมทางสังคม

กรณีของนักการเมือง ยกตัวอย่างเช่น กรณีนายประสิทธิ์ วุฒินันชัย อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารราว 20 นาย ได้บุกไปบ้านที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ในเย็นวันรัฐประหาร แต่ไม่พบตัวนายประสิทธิ์ จึงได้ควบคุมตัวลูกชายวัย 30 ปี ที่ไม่ได้ทำอาชีพเกี่ยวกับการเมืองใดๆ ไปแทน โดยนำตัวไปควบคุมที่ค่ายทหารเป็นเวลา 6 วัน ก่อนได้รับการปล่อยตัวออกมา ในเวลาต่อมานายประสิทธิ์ได้ถูกประกาศเรียกตามคำสั่งคสช. และได้เข้าไปรายงานตัวที่กรุงเทพฯ

ส่วนกรณีของคนเสื้อแดงในท้องถิ่น เช่น กรณีของนายมหวรรณ กะวัง เจ้าของสถานีวิทยุชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งหลังรัฐประหารได้ถูกเจ้าหน้าที่บุกไปทั้งที่สถานีวิทยุและที่บ้านพัก แต่ไม่เจอตัวมหวรรณ จึงได้ควบคุมตัวพี่เขยของเขาไปแทน โดยนำตัวไปไว้ที่ค่ายทหารนาน 5 วัน ในภายหลังนายมหวรรณจึงได้ติดต่อประสานขอเข้ารายงานตัวเอง ก่อนที่จะมีรายชื่อเขาในประกาศส่วนกลางของคสช. เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้นำตัวขึ้นรถตู้เดินทางเข้าไปรายงานตัวในกรุงเทพฯ

ในกรณีแกนนำเสื้อแดงระดับอำเภอหนึ่งทางภาคเหนือ ซึ่งประกอบอาชีพเปิดร้านอาหารแห่งหนึ่ง พบว่าในคืนรัฐประหาร ทหารกว่าสิบนายได้มาเฝ้าที่ร้าน และเมื่อไม่พบตัว ก็มีการควบคุมตัวลูกเขยของแกนนำรายดังกล่าวไปจากร้านในเวลาเที่ยงคืน โดยทหารได้นำตัวไปที่ค่ายทหารในพื้นที่ ก่อนที่ในเช้าวันต่อมา แกนนำเสื้อแดงรายดังกล่าวจะเดินทางไปขอ “เปลี่ยนตัว” กับลูกเขยที่ค่ายทหาร ทหารจึงได้ยอมปล่อยตัวลูกเขยออกมา โดยควบคุมตัวแกนนำรายดังกล่าวไว้ 6 วันแทน


“ถ้าหากว่าผมฆ่าคนตายอย่างนี้ ต้องจับเมียผมหรือ จับลูกผมหรือ เขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย กฎหมายมันมีแบบนี้หรือ คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ก็เอาไปกักขังไว้”

แกนนำเสื้อแดงเคยให้สัมภาษณ์ศูนย์ทนายสิทธิฯ ไว้

นอกจากนั้น ยังมีข้อมูลว่าในพื้นที่เดียวกับแกนนำเสื้อแดงรายดังกล่าว ทหารยังมีการควบคุมตัวญาติของผู้นำในท้องถิ่นที่เป็นเป้าหมายในการติดตามตัวไปด้วย ทั้งที่ญาติคนดังกล่าวมีอาการหูตึงและเป็นใบ้ ไม่ได้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ และยังต้องเฝ้ามารดาที่อายุมากแล้ว แต่ทหารก็นำไปควบคุมตัวในค่าย ก่อนที่ผู้นำในท้องถิ่นที่เป็นเป้าหมายติดตามตัวจะเดินทางไป “เปลี่ยนตัว” กับญาติออกมา

ขณะที่ยังพบกรณีของคนเสื้อแดงในจังหวัดหนึ่ง ซึ่งช่วงหลังรัฐประหาร เจ้าหน้าที่ทหารกว่า 30 นาย พร้อมอาวุธ ได้นำกำลังบุกไปที่บ้านพัก แต่ไม่พบตัวคนเสื้อแดงรายดังกล่าว จึงได้ควบคุมตัวภรรยาที่มีอาการป่วย และลูกสาวในวัย 27 ปี ไปแทน ก่อนจะให้ภรรยาโทรแจ้งคนเสื้อแดงรายนี้ ให้เขาเดินทางมารายงานตัวที่ค่ายทหารในพื้นที่ ทหารจึงได้มีการปล่อยตัวภรรยาและลูกสาวออกมา แล้วนำคนเสื้อแดงรายนี้ไปควบคุมตัวไว้ในค่ายแทน

ในกรุงเทพฯ เอง ก็ปรากฏกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจค้นบ้านของครอบครัวพฤกษาเกษมสุข โดยมีการควบคุมตัวนางสุกัญญา ภรรยาของสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางสังคมและผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 พร้อมลูกชายและลูกสาวไปจากบ้าน เพื่อพูดคุยสอบสวน ทั้งที่ทั้งสามคนไม่ได้กระทำความผิด และไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใดมาก่อน นอกจากการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสมยศ




สุกัญญา พฤกษาเกษมสุข เคยบอกเล่าประสบการณ์การถูกคสช.ควบคุมตัวไว้ในรายการ “คืนความจริง” 


ขณะเดียวกัน ยังพบกรณีการควบคุมตัวญาติไปพร้อมกับผู้ต้องหา และใช้ความไม่ปลอดภัยของญาติมาข่มขู่ผู้ต้องหาเพื่อให้รับสารภาพด้วย เช่น กรณีของนายชัชวาล ปราบบำรุง ผู้ต้องหาในคดีระเบิดห้างบิ๊กซีราชดำริ ทหารได้มีการควบคุมตัวภรรยาของเขาไปพร้อมกันขณะควบคุมตัวนายชัชวาล แต่มีการควบคุมตัวแยกไปในรถอีกคัน และทหารมีการใช้เรื่องภรรยาจะไม่ปลอดภัย มาข่มขู่ให้ผู้ต้องหารับสารภาพ ภรรยาของชัชวาลถูกควบคุมตัวไว้หลายวันในห้องเดี่ยวปิดตาย โดยมีการสอบสวนหลายครั้ง ก่อนจะได้รับการปล่อยตัว รวมทั้งสามีเองยังถูกซ้อมทรมานเพื่อให้รับสารภาพในคดี

ในช่วงหลังรัฐประหาร ยังพบกรณีผู้ถูกควบคุมตัวอีกหลายกรณี ที่แม้ทหารไม่ได้ควบคุมตัวครอบครัวไป แต่ก็ใช้การโทรศัพท์และพูดคุยข่มขู่ “บุคคลเป้าหมาย” ว่าหากไม่เข้ารายงานตัวที่ค่ายทหาร จะเข้าควบคุมตัวลูกเมียหรือญาติไปแทน ทำให้บุคคลที่ถูกติดตามตัว ต้องยินยอมเดินทางไปในค่ายทหารเอง

ในช่วงดังกล่าว แม้จะมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ แต่กฎอัยการศึกเองก็ไม่ได้ให้อำนาจในการควบคุมตัวญาติหรือครอบครัวไปในลักษณะที่ทหารปฏิบัติแต่อย่างใด โดยตามพ.ร.บ.กฎอัยการศึกมาตรา 15 ทวิ ระบุว่า

“ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดจะเป็นราชศัตรูหรือได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ หรือต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจกักตัวบุคคลนั้นไว้เพื่อการสอบถามหรือตามความจำเป็นของทางราชการทหารได้ แต่ต้องกักไว้ไม่เกินกว่า 7 วัน”

แต่ข้อเท็จจริงกลับพบว่าครอบครัวและญาติของกรณีตัวอย่างที่ถูกควบคุมตัวไปดังกล่าว แทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวหรือแสดงออกทางการเมือง หลายคนไม่รู้เรื่องการเมืองใดๆ นัก เพียงแต่เป็นญาติของบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายติดตามตัวของเจ้าหน้าที่ จึงกล่าวไม่ได้เลยว่าบุคคลดังกล่าวจะเป็น “ราชศัตรู” หรือได้ฝ่าฝืนกฎอัยการศึกหรือคำสั่งของเจ้าหน้าที่ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (arbitrary detention)

อีกทั้ง วิธีคิดในการกำหนด “เป้าหมายหลัก” และ “เป้าหมายรอง” ในลักษณะนี้ ดูราวกับเป็นยุทธการที่ใช้เพื่อเอาชนะ “ข้าศึก-ศัตรู” ทางทหาร มากกว่าที่ควรจะถูกนำมาดำเนินการกับพลเมืองภายในประเทศของตนเอง การดำเนินยุทธการดังกล่าวยังมีลักษณะคล้ายเป็นการ “จับตัวประกัน” เพื่อข่มขู่บังคับให้บุคคลเป้าหมายยินยอมกระทำการตามเป้าประสงค์ที่เจ้าหน้าที่ต้องการ ซึ่งในกรณีนี้คือการบังคับให้เข้ามารายงานตัว โดยไม่ได้มีการแยกแยะบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องใดๆ อันถือได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

การคุกคามครอบครัวของนักกิจกรรม-นักเคลื่อนไหว

หลังจากช่วงของการควบคุมตัวบุคคลจำนวนมากในช่วงกฎอัยการศึกแล้ว แม้คสช.จะสามารถกดปรามกระแสการต่อต้านรัฐประหารเอาไว้ได้ แต่ในกลุ่มนักศึกษาหรือนักกิจกรรมที่ยังคงยืนหยัดเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร หรือวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจของทหาร มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากการถูกดำเนินคดีต่างๆ โดย “กฎหมาย” ที่คสช.บัญญัติขึ้นเองแล้ว ทหารก็ยังใช้ยุทธวิธีในการเข้าเยี่ยมบ้าน เพื่อพบกับญาติและครอบครัวของนักกิจกรรมหลายรายโดยตรง หรือบางกรณีก็มีการเรียกญาติมาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่

ช่วงที่มีการใช้ยุทธวิธีลักษณะนี้อย่างเข้มข้นช่วงหนึ่ง คือช่วงหลังการเคลื่อนไหวรำลึกครบรอบ 1 ปี การรัฐประหาร ที่มีการจับกุมดำเนินคดีกับ 14 นักศึกษา-นักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) เจ้าหน้าที่รัฐก็ใช้การบุกไปพบญาติพี่น้องของนักกิจกรรมหลายราย เช่น กรณีของชลธิชา แจ้งเร็ว หนึ่งใน 14 นักศึกษาที่เคยถูกคุมขัง เมื่อวันที่ 1 ก.ค.58 ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบสามนายเดินทางไปที่บ้านจังหวัดปทุมธานี เพื่อพบกับมารดาของชลธิชา โดยมีการสอบถามถึงพฤติการณ์และความคิดของชลธิชา พร้อมเตือนแม่ว่าเหตุใดจึงไม่ดูแลลูกสาวไม่ให้มีพฤติการณ์ต่อต้านรัฐบาล

กรณีของน.ส.กตัญญู หมื่นคำเรือง นักศึกษามหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และทำกิจกรรมในประเด็นสิทธิชุมชน แต่ได้ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงที่ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 14 คน ถูกจับกุมคุมขังในเดือนมิ.ย.58 ทำให้ในช่วงนั้น มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไปหาแม่ของเธอถึงที่ทำงาน ซึ่งอยู่ต่างจังหวัด โดยมีการเตือนให้ลูกสาวหยุดเคลื่อนไหว พร้อมกับถ่ายรูปแม่ไว้ หลังจากนั้นยังมีการโทรศัพท์มาหาแม่อีก เพื่อเตือนเรื่องที่ลูกไม่หยุดเคลื่อนไหว

กรณีน.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ในช่วงรอบปีที่ผ่านมา ก็มีทหารไปเยี่ยมที่บ้านเธอรวมสามครั้ง โดยมีการเข้าสอบถามมารดาเกี่ยวกับข้อมูลของครอบครัว เรื่องของลูกๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ยังถ่ายรูปบ้านไปทุกๆ ครั้ง และทุกครั้งทหารเข้าพูดคุยกับแม่ของชนกนันท์เป็นหลัก โดยไม่เคยระบุว่าจะขอพบกับตัวชนกนันท์เองแต่อย่างใด




จตุภัทร หรือ “ไผ่ ดาวดิน” กับบิดา (ภาพจากมติชนออนไลน์)


ในกรณีของนักศึกษากลุ่มดาวดินที่จังหวัดขอนแก่น ช่วงระหว่างการเคลื่อนไหวครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร เดือนพ.ค.-มิ.ย.58 ครอบครัวของสมาชิกในกลุ่มหลายคนถูกเจ้าหน้าที่รัฐเดินทางไปพบที่บ้าน พร้อมกับเตือนเรื่องการเคลื่อนไหวในลักษณะคล้ายคลึงกัน ยกตัวอย่างเช่น กรณีครอบครัวของภานุพงษ์ ถูกทหารในเครื่องแบบ 4 นาย เดินทางไปยังบ้านจังหวัดสุรินทร์ โดยทหารได้เข้าถ่ายรูปย่า ป้า และลุงที่อยู่ในบ้านทีละคน พร้อมกับมีการโทรไปข่มขู่บิดาที่ไม่ได้อยู่บ้าน หลังจากนั้นก็มีทหารเข้ามาพบบิดาของภานุพงษ์ เพื่อพูดคุยให้ห้ามการเคลื่อนไหวของลูก

กรณีของครอบครัวอภิวัฒน์ สุนทรารักษ์ ในช่วงวันที่ 22 พ.ค.58 ได้มีตำรวจ 4 นาย เดินทางไปที่บ้านจังหวัดร้อยเอ็ด และได้พบกับป้าของอภิวัฒน์ ซึ่งอยู่บ้านติดกัน เจ้าหน้าที่มีการสอบถามข้อมูลครอบครัว พร้อมกับถ่ายรูปป้าและบริเวณบ้านไป หลายวันต่อมา ยังมีเจ้าหน้าที่ทหารสองนายไปหาพ่อของอภิวัตน์ที่บ้าน โดยมีการสอบถามประวัติของพ่อ และข่มขู่เรื่องการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองของลูก ว่าอาจจะต้องติดคุกยาวและอาจถูกตั้งข้อหากบฏได้

กรณีครอบครัวของจตุภัทร บุญภัทรรักษา ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิและเจ้าหน้าที่ของอำเภอได้มีการนัดหมายพูดคุยกับพ่อของจตุภัทรรวม 3 ครั้ง เพื่อสอบถามข้อมูลของลูกชาย และเตือนให้ดูแลลูก รวมทั้งยังมีปลัดอำเภอ กำนัน และตำรวจในเครื่องแบบ เดินเข้ามาพบที่บ้าน เตือนให้ห้ามการเคลื่อนไหวของลูก ในช่วงเดือนมิ.ย.58 เจ้าหน้าที่ยังมีการเชิญพ่อไปที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยให้มหาวิทยาลัยทำหนังสือเชิญผู้ปกครองมาพบ ร่วมกับผู้ปกครองของนักศึกษากลุ่มดาวดินอีกสองคน มีการแยกคุยกับเจ้าหน้าที่คณะทีละคน และหลังจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบหลายนายเข้ามาถ่ายรูป และเตือนเรื่องการเคลื่อนไหวของลูกชายเช่นเดิม

นอกจากกลุ่มนักศึกษา-นักกิจกรรมที่ทำกิจกรรมแล้ว ครอบครัวของกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่เป็นเป้าหมายอื่นๆ ก็ยังถูกติดตามคุกคามอย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีของจิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารมีการเข้าเยี่ยมบ้านพี่สาวที่จังหวัดสุพรรณบุรีหลายครั้ง แม้เธอจะไม่ได้อาศัยอยู่ที่นั่นก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ทหารกลับพยายามเข้าคุยกับพ่อและพี่สาวของเธอเป็นหลัก โดยไม่มาพูดคุยกับเธอโดยตรง เช่น มีการมาคุยเรื่องโครงการห้าล้านหนึ่งตำบล หรืออ้างถึงโครงการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุกับพ่อของเธอ โดยการมาแต่ละครั้งมีการถ่ายรูปบ้าน ถ่ายรูปพ่อหรือบุคคลที่อยู่ในบ้านไป ซึ่งจิตราระบุว่าในบริเวณบ้านที่จังหวัดสุพรรณบุรี มีบ้านของเธอคนเดียวที่เจ้าหน้าที่ทหารแวะเวียนมาเยี่ยมเช่นนี้




เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปยังบ้านบิดาของจิตรา คชเดช ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ในช่วงเดือนมี.ค.59 (ภาพจาก Jittra Cotchadet)


ปฏิบัติการในลักษณะนี้ เป็นมาตรการที่มุ่งเป้าต่อครอบครัวหรือญาติของผู้ที่เป็นเป้าหมายโดยตรง แต่มีลักษณะให้เกิดผลกระทบเป็นการข่มขู่ คุกคาม หรือกดดัน ต่อนักศึกษาหรือนักกิจกรรม ในการระงับหยุดยั้งการออกมาแสดงความคิดเห็นหรือทำกิจกรรมทางการเมือง โดยอาศัยการดำเนินการทางอ้อมผ่านญาติหรือครอบครัวของพวกเขาและเธอ

การคุกคามครอบครัวของผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ

นอกจากการคุกคามญาติของนักเคลื่อนไหวในประเทศแล้ว ทหารยังคุกคามหรือติดตามครอบครัวของ “ผู้ลี้ภัยทางการเมือง” หลายราย โดยพลเมืองไทยที่ถูกคุกคามหรือดำเนินคดีทางการเมืองที่ไม่เป็นธรรมหลายรายแม้จะตัดสินใจลี้ภัยออกต่างประเทศ บางส่วนยังคงมีบทบาทในการนำเสนอและแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้การดำเนินการกดดันหรือคุกคามต่อญาติและครอบครัวของผู้ลี้ภัยเหล่านั้น ที่ยังอยู่ในประเทศ

ตัวอย่างกรณีที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน เช่น กรณีของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ระบุในช่วงเดือนพ.ย.58 ว่าได้มีเจ้าหน้าที่ทหาร 4 คน ขี่มอเตอร์ไซด์ 2 คัน มาที่หน้าบ้านของแม่วัย 93 ปี พร้อมกับถ่ายรูปในบ้าน แต่ไม่พูดอะไรกับแม่ของเขา โดยเมื่อถ่ายรูปเสร็จเดินทางกลับ

กรณีของปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการผู้ปฏิเสธเข้ารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. เจ้าหน้าที่ทหารเคยเดินทางไปที่บ้านของเขาราว 4-5 ครั้ง โดยในช่วงเดือนก.พ.59 มีเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบ 4 นายเดินทางไปที่บ้านของเขาในเมืองไทย โดยเข้าพูดคุยกับพี่สาวของปวิน เรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองของน้องชาย ทั้งยังมีบุคคลโทรศัพท์ไปหาพี่สาวของปวินที่ที่ทำงาน เพื่อกล่าวเตือนในลักษณะเดียวกันกับเจ้าหน้าที่ที่เดินทางไปที่บ้าน โดยมีการข่มขู่ญาติด้วยว่าหากไม่หยุด คนในครอบครัวจะต้องเดือดร้อน ทางบ้านก็ต้องรับผิดชอบต่อปวินด้วย เพราะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน และยังข่มขู่ว่าจะให้ญาติเข้ารายงานตัวในค่ายทหาร (ดูบทสัมภาษณ์โดยประชาไท)

นอกจากนั้น ยังมีรายงานถึงการเข้าคุกคามญาติของผู้ลี้ภัยทางการเมืองอีกหลายกรณี ซึ่งส่วนใหญ่ญาติๆ เหล่านั้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวหรือการแสดงความเห็นทางการเมือง ในหลายกรณีก็ทำให้เกิดความหวาดกลัว กระทั่งกระทบต่อสายสัมพันธ์ในครอบครัวเองด้วย

สู่การดำเนินคดี “แม่” ของนักกิจกรรม

“แม่ไม่ได้กลัวติดคุก แต่วันนี้ถ้าแม่ติดคุกใครจะดูแลอีกสามชีวิตที่บ้าน ใครจะดูข้าวดูยาให้ยาย ใครจะดูแลเด็กๆไปโรงเรียน ใครจะหาค่าน้ำค่าไฟ เราแค่คนหาเช้ากินค่ำ…มันไม่แฟร์ แม่ไม่ได้ทำอะไรผิด…ความผิดแม่ในสายตาพวกเขาคงมีอยู่แค่ว่าแม่เกิดมาเพื่อเป็นแม่ของนิว…”

ถ้อยคำของ “แม่จ่านิว” ขณะให้ปากคำในห้องสอบสวน





กรณีดังกล่าวข้างต้น ยังไม่พบกรณีใดที่ถึงระดับมีการดำเนินคดีกับครอบครัวของนักเคลื่อนไหว จนกระทั่งเกิดกรณีของ “แม่จ่านิว” อันอาจถือได้ว่าเป็นการยกระดับจากปฏิบัติการคุกคามญาติพี่น้องของนักกิจกรรมที่มีมาโดยตลอดหลังรัฐประหารขึ้นไปอีก

น.ส.พัฒน์นรี หรือ “แม่จ่านิว” เองไม่ได้มีประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ มาก่อน เพียงแต่เป็นที่รู้จักในสังคมมากขึ้นหลังสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ลูกชายออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง และถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวหลายครั้ง ถูกห้ามปรามเรื่องการทำกิจกรรมทางการเมือง รวมทั้งถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนคำสั่งคสช.

ในส่วนของครอบครัว ก่อนหน้านี้ในเดือนธ.ค.58 ทหารเคยมีการเรียกตัวน.ส.พัฒน์นรีเข้าพบในช่วงที่ “จ่านิว” มีการทำกิจกรรมนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ โดยช่วงนั้นมีทั้งเจ้าหน้าที่ทหารเดินทางไปพบที่บ้าน เข้าถ่ายรูปคนในครอบครัวและข้าวของในบ้าน พยายามกดดันให้แม่ติดตามตัวลูกชาย พร้อมทั้งข่มขู่ว่าหากลูกชายทำกิจกรรมต่อไป ชีวิตครอบครัวก็จะ “อยู่ไม่เป็นสุข” ก่อนจะเชิญตัวให้ไปพบที่หน่วยของเจ้าหน้าที่ทหาร

กระทั่งในเดือนพ.ค.59 การดำเนินการต่อครอบครัว “จ่านิว” จึงยกระดับถึงขั้นการดำเนินคดีต่อน.ส.พัฒน์นรี ตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากข้อกล่าวหาที่ระบุว่าไม่ได้ห้ามปราม หรือตำหนิบุคคลที่ส่งข้อความซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 มาทางกล่องข้อความส่วนตัวในเฟซบุ๊ก ซึ่งถือเป็นการตีความกฎหมายมาตรานี้ที่ขยายความออกไปอีก มีลักษณะของการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างความหวาดกลัวขึ้นในสังคม และยังมีลักษณะมุ่งดำเนินการกับบุคคลที่เป็นญาติของนักกิจกรรมทางการเมืองซึ่งไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร

ประชามติภายใต้การคุกคามครอบครัวผู้รณรงค์

กรณีข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างจำนวนหนึ่งของการข่มขู่คุกคามครอบครัวของนักกิจกรรม ผู้นำการเคลื่อนไหว นักการเมือง นิสิตนักศึกษา หรือพลเมืองผู้กระตือรือร้นทางการเมือง โดยที่ญาติพี่น้องของบุคคลดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ปฏิบัติการเหล่านี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดสองปีที่ผ่านมา และมีอีกหลายกรณีที่ไม่เป็นข่าว หรือถูกสังคมให้ความสนใจ เพราะปฏิบัติการของเจ้าหน้าจำนวนมากเกิดขึ้นในลักษณะ “ลับหลัง” สาธารณชน หรือบางกรณีผู้ถูกละเมิดก็หวาดกลัวที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตน




เจ้าหน้าที่ทหารล้อมบ้านของวัฒนา เมืองสุข ขณะมีเพียงภรรยาอยู่ที่บ้าน (ภาพจากเฟซบุ๊ก Watana Muangsook)


แม้จนถึงช่วงเวลาการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ที่การถกเถียงแสดงความคิดเห็นอย่างสันติควรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่การคุกคามข่มขู่ญาติของนักกิจกรรมทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป ดังตัวอย่างกรณีของชลธิชา และรังสิมันต์ ข้างต้น หรือแม้แต่กรณีของวัฒนา เมืองสุข ที่โพสต์แสดงความคิดเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และเจ้าหน้าที่ที่พยายามติดตามตัววัฒนา ได้ข่มขู่คุกคามไปถึงลูกสาวของเขาด้วย

กล่าวได้ว่ากระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปอย่างตั้งใจและเป็นระบบ เป็นยุทธวิธีสำคัญในการใช้อำนาจกดบังคับเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้น โดยฉวยใช้และอาศัยความสัมพันธ์ในครอบครัว มาเป็นแรงกดดันในการหยุดยั้งการแสดงออก นักกิจกรรมหลายคนต้องยินยอมหยุดการเคลื่อนไหวลงจริงๆ เพราะได้รับแรงกดดันจากครอบครัว หรือบางครอบครัวก็หวาดกลัวต่อความปลอดภัยของตน จึงไม่อยากให้ลูกเคลื่อนไหวอีก การดำเนินการดังกล่าวจึงทั้งกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในการได้รับความมั่นคงปลอดภัยของพลเมืองโดยไม่ถูกรัฐละเมิด

การกระทำดังกล่าวของทหารและคสช. จึงมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ เป็นการใช้อำนาจบีบบังคับพลเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่าง นับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง มากกว่าจะเป็น “การทำตามกฎหมาย” “การรักษาความสงบเรียบร้อย” หรือ “สร้างความปรองดอง” ตามที่กล่าวอ้าง

เจริญจิงๆประเทศเนี่ย... อำมหิต ดัดจริต ตอแหล




ภาพจาก ภควัฒ ปลายสวน

.....

http://www.nationtv.tv/main/content/politics/378510123/




ความเห็นมิตรสหายท่านหนึ่ง

หน่วยราชการพวกนี้ไม่นึกถึงอนาคต ไม่แคร์กับ “ความรู้สึก” ของ “เด็ก” สองคนเลยหรือ? เขาจะรู้สึกอย่างไร ไปโรงเรียนจะถูกเพื่อนล้อหรือไม่? ปรกติกรณีที่เป็นความผิดเกี่ยวกับผู้เยาว์ อย่าว่าแต่เอาชื่อมาตีพิมพ์เผยแพร่แบบนี้เลย รูปยังออกไม่ได้ รวมทั้งข้อมูลส่วนตัวของคนใกล้ชิดด้วย และตามหลักกฎหมาย เขาไม่ได้มีอายุที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อความผิดทางอาญา (age of criminal responsibility) อยู่แล้ว ชัดเจนจากข้อเท็จจริงว่าเขาไม่ได้ทำไปเพื่อจงใจขัดขวางกระบวนการใช้สิทธิ ถามตรง ๆ พวกกกต.ที่ไปแจ้งความ ถ้าเป็นลูกของคุณ หรือลูกของญาติพี่น้องคุณ คุณจะทำแบบนี้มั้ย? แม่งไร้หัวใจจริง


มิกซิท – MIXIT : ทหารกับการเปลี่ยนผ่าน





โดย สุรชาติ บำรุงสุข

มติชนออนไลน์
22 ก.ค. 59

ยุทธบทความ, มติชนสุดสัปดาห์
เผยแพร่ 15 ก.ค. 59

“การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย เป็นโอกาสสำหรับประชาชนในการคิดใหม่และจัดสังคมใหม่เพื่อสิ่งที่ดีกว่า”

Heba El-Kholy

Director, UNDP”s Oslo Governance Center
Transition = Mixit
...

หนึ่งในปัญหาสำคัญและบางทีอาจจะต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสู่ประชาธิปไตยก็คือ บทบาทของกองทัพในสถานการณ์เช่นนี้ หรืออีกมุมหนึ่งของปัญหาในทางทฤษฎีก็คือการถอนตัวของกองทัพออกจากการเมือง (Military Withdrawal from Politics)

ซึ่งหากจะเรียกให้สอดคล้องกับยุคสมัยของการลงประชามติของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป หรือ “BRIXIT” แล้ว ก็อาจเรียกประเด็นนี้ว่าเป็นเรื่อง “MIXIT”

หรือปรากฏการณ์ที่ผู้เขียนอยากเรียกว่า “Military Exit” (Military Exit from Politics)

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องยอมรับก็คือ การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย (democratic transition) หรือกระบวนการสร้างประชาธิปไตย (democratization) จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าระบอบอำนาจนิยมเดิมจะยังอยู่ต่อไป

และกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อกองทัพในฐานะของการเป็น “แกนกลาง” ของระบอบอำนาจนิยมยินยอมที่จะถอนตัวออกไปจากการเมือง

แต่ดูเหมือนในความเป็นจริงแล้ว หากไม่เกิดสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดันขนาดใหญ่อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น โอกาสที่กองทัพจะถอนตัวออกไปจากเวทีการเมืองแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

และยิ่งในฐานะของการเป็นองค์กรของรัฐที่ผูกขาดเครื่องมือแห่งความรุนแรง ผู้มีอำนาจในเครื่องแบบจึงเชื่ออย่างมั่นใจเสมอว่า กองทัพสามารถอยู่ในการเมืองได้อย่างยาวนาน

แม้จะมีความท้าทายเกิดขึ้น แต่พวกเขาก็สามารถใช้ “พลังอำนาจทางทหาร” ที่ถูกออกแบบและสร้างให้เป็นเครื่องมือของรัฐในยามสงครามมาใช้จัดการกับผู้คัดค้านและผู้เห็นต่างได้เสมอ

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทหารมักจะไม่เคยยอมรับแนวคิดที่ว่า “กองทัพเป็นเครื่องมือของรัฐบาล”

แต่พวกเขากลับเชื่อเสมอว่า “รัฐบาลต่างหากที่เป็นเครื่องมือของกองทัพ”

ดังคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญเรื่องทหารกับการเมืองในละตินอเมริกาว่า “ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถจะกล่าวอ้างได้เลยว่าพวกเขาเป็นตัวแทนของเจตนารมณ์ของประชาชน ตราบเท่าที่พวกเขาเหล่านั้นถูกจับเป็นตัวประกันด้วยเจตนารมณ์ของคนในเครื่องแบบที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” (David Pion-Berlin, Civil-Military Relations in Latin America, 2001)

คำเตือนดังกล่าวบอกเราชัดเจนว่า ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งไม่อยู่ในสถานะที่จะทัดทานต่อความต้องการอำนาจของผู้นำทหารได้

ดังนั้น ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับการเมือง ระยะเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้จึงต้องทำให้กระบวนการและสถาบันทางการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าวปลอดจากภัยคุกคามทางการเมืองของกองทัพ

หรือในอีกด้านหนึ่งก็คือภาวะเช่นนี้จะต้องเป็นอิสระจากข้อจำกัดที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้นำทหาร

ฉะนั้น จากที่กล่าวแล้วในข้างต้น เราอาจสร้างเป็นดังสมการกึ่งคณิตศาสตร์ได้ว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง = การถอนตัวของทหารออกจากการเมือง [Transition = Military Exit (Mixit)]

ข้อกังวลทางการเมือง

แต่การจะทำให้การเมืองแบบอำนาจนิยมเดินไปสู่ระยะเปลี่ยนผ่านได้นั้น อาจจะต้องเกิดเงื่อนไขที่ทำให้ผู้นำทหารตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบของการนำเอากองทัพในฐานะของความเป็น “สถาบัน” เข้าสู่การแทรกแซงทางการเมือง

ซึ่งผลด้านลบจากปัญหาเช่นนี้อาจสรุปได้จากบทเรียนทางการเมืองของกองทัพในละตินอเมริกา

ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ได้แก่

1)

การมีบทบาททางการเมืองทำลายความเป็นทหารอาชีพ

นายทหารในกองทัพเริ่มตระหนักว่าการมีบทบาททางการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสถาบันกองทัพ

และในทางตรงกันข้าม การเข้าไปแทรกแซงทางการเมืองและดำรงบทบาทเป็นรัฐบาลทหารนั้น เป็นปัจจัยที่ทำลายความเป็น “ทหารอาชีพ” (military professionalism)

ซึ่งผลกระทบเชิงสถาบันเช่นนี้ยังมีส่วนทำลายขีดความสามารถของกองทัพเองอีกด้วย

เพราะทหารจะพบได้อย่างชัดเจนว่าขีดความสามารถที่พวกเขามี ซึ่งไม่ว่าจะมาจากการฝึกศึกษาในกองทัพเพียงใดก็ตาม ขีดความสามารถเช่นนั้นไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการรัฐสมัยใหม่ หรือวิชาชีพทหารไม่ได้ช่วยให้ผู้นำทหารกลายเป็นผู้นำรัฐที่มีความสามารถแต่อย่างใด

บทเรียนจากกองทัพละตินอเมริกาในการเมืองหลังจากการยึดอำนาจแล้ว พบว่าในความเป็นรัฐบาล (sphere of governance) นายทหารต้องการความรู้และความเข้าใจมากกว่าความรู้ที่ถูกสั่งสมมาจากโรงเรียนทหาร

และการตัดสินใจในนโยบายของรัฐก็ต้องการความรู้ในด้านต่างๆ อย่างมากเป็นองค์ประกอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนโยบายเศรษฐกิจ และนโยบายต่างประเทศ หรือนโยบายในการบริหารภาครัฐสมัยใหม่

ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่สอนในโรงเรียนทหารแต่อย่างใด

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กองทัพไม่ได้เตรียมนายทหารให้เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ กองทัพเตรียมพวกเขาให้เป็นนายทหารและเป็นนายทหารที่ดีในยามสงคราม

2)

การมีบทบาททางการเมืองทำลายสายการบังคับบัญชาของทหาร

ในช่วงต้นของการจัดตั้งรัฐบาลทหาร ผู้นำทหารในละตินอเมริการับรู้ได้ถึงอำนาจที่เพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจกลับสะท้อนให้เห็นถึงผลด้านลบก็คือ รัฐประหารคือกระบวนการทำลายสายการบังคับบัญชา

และขณะเดียวกัน ผลจากการนี้ก็ทำให้โครงสร้างทางทหารเกิด “ความบิดเบี้ยว” ในตัวเอง

เพราะสายการบังคับบัญชาของทหารถูกนำไปผูกโยงไว้กับการเป็นรัฐบาลทหาร

สภาพเช่นนี้ทำให้นายทหารบางคนเริ่มกังวลกับปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ การขยายบทบาทของทหารในทางการเมืองที่กองทัพพยายามเข้าไปมีบทบาทในด้านต่างๆ อย่างมากนั้น เป็นสิ่งที่เกินเลยจากขีดความสามารถของกองทัพ และอาจกลายเป็นผลลบต่อการบังคับบัญชาของกองทัพได้ในระยะยาว

และการจัดการกับผู้เห็นต่างด้วยมาตรการที่เข้มงวดของ “สายเหยี่ยว” (หรือพวก “hardliners”) จนกลายเป็นการ “กวาดล้าง” นั้น ไม่เพียงแต่จะทำลายภาพลักษณ์ของสถาบันทหารเท่านั้น หากแต่ยังอาจทำให้นายทหารที่มีแนวคิด “แบบสายกลาง” (หรือที่เรียกว่าพวก “softliners”) ซึ่งก็คือนายทหาร “สายพิราบ” ไม่เห็นด้วย และนำไปสู่ความแตกแยกภายในสถาบันทหาร

ซึ่งก็จะส่งผลต่อสายการบังคับบัญชาและโครงสร้างของกองทัพได้

และประเด็นสำคัญก็คือ กระบวนการสร้างความเป็นการเมือง (politicization) ภายในกองทัพในระยะยาวก็จะยิ่งสร้างความแตกแยกภายในหมู่ทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

3)

ปัญหาเศรษฐกิจการเมืองทำให้กองทัพแตกแยก

การตัดสินใจของรัฐบาลทหารอาจจะดูเป็นเรื่องง่าย เพราะเรื่องต่างๆ ในเชิงนโยบายเป็นสิ่งที่อยู่ในมือของผู้นำทหารระดับสูงที่มีอำนาจทางการเมืองเพียงไม่กี่คน

และขณะเดียวกัน การตัดสินใจเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่กำลังพลในระดับอื่น โดยเฉพาะในระดับล่างจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด

รัฐบาลทหารจึงเป็นกิจกรรมของนายทหารระดับสูงเป็นสำคัญ แม้ว่าในทางภาพลักษณ์ รัฐบาลนี้จะเป็นตัวแทนของทหารทั้งหมดในกองทัพก็ตาม

ดังนั้น ความเป็นรัฐบาลทหารจึงไม่ใช่เรื่องของความเป็นสถาบันทหาร อันทำให้เมื่อรัฐบาลทหารต้องเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤตการณ์ของการบริหารประเทศ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ เป็นต้น

ปัญหาเหล่านี้จะกลายเป็นปัจจัยของการสร้างความแตกแยกภายในกองทัพ

และขณะเดียวกันก็ส่งผลให้นายทหารไม่ว่าจะไม่เห็นด้วยกับการแทรกแซงทางการเมืองที่เกิดขึ้น หรือไม่ได้รับประโยชน์จากการแทรกแซงดังกล่าว มองเห็นความแตกแยกเช่นนี้เป็นการคุกคามต่อสถาบันทหาร

และขณะเดียวกันก็มองเห็นว่าการถอนตัวออกจากการเมืองจะเป็นหนทางของการปกป้องสถาบันทหารมากกว่าความพยายามที่จะอยู่ต่อไปภายใต้แรงกดดันของปัญหาจากการบริหารประเทศที่ไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งการบริหารประเทศที่ล้มเหลวจะกลายเป็นแรงกดดันที่พุ่งเข้าหาโดยตรงต่อกองทัพ

ความกังวลต่อผลกระทบจากปัญหา 3 ประการในข้างต้นจึงมีส่วนโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้นำกองทัพที่จะถอนตัวออกจากการเมือง

ดังนั้น แม้ว่าพัฒนาการและเงื่อนไขของระบอบอำนาจนิยมของทหารจะมีส่วนสำคัญต่อการกำหนดทิศทางและแบบแผนของระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ขณะเดียวกันก็ยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการและเงื่อนไขของฝ่ายประชาธิปไตยด้วย

มิใช่จะเป็นเงื่อนไขแบบด้านเดียวว่าจะขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ในสถานการณ์จริง เงื่อนไขของทั้งสองฝ่ายนี้มีบทบาทซึ่งกันและกัน

ส่วนอิทธิพลของฝ่ายใดจะมากกว่ากันก็คงขึ้นอยู่กับความเป็นจริงในเวลาและสถานการณ์ของแต่ละประเทศ และไม่มีสูตรสำเร็จที่จะตอบได้ว่า ใครจะมีอำนาจมากกว่าใคร

และฝ่ายใดจะเป็นตัวแสดงหลักที่กำหนดทิศทางของการเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แต่สิ่งที่ตอบได้ก็คือ การตัดสินใจเลือกทางการเมืองของทั้งสองฝ่ายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางในอนาคต

การเลือกทางยุทธศาสตร์

การเปลี่ยนผ่านในบริบททางการเมืองเป็นเรื่องการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายอำนาจนิยม และในการต่อสู้เช่นนี้ การตัดสินใจของผู้นำแต่ละฝ่ายเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้อีกมุมหนึ่งว่าทิศทางการเปลี่ยนผ่านขึ้นอยู่กับ “การเลือกทางยุทธศาสตร์” (strategic choices) ของผู้นำทั้งสองฝ่าย

เพราะการเลือกเช่นนี้จะมีส่วนโดยตรงต่อการสร้างสิ่งที่เป็น “โอกาส” (opportunity set) ของการเกิดขึ้นของการเปลี่ยนผ่าน

หรือขณะเดียวกัน การเลือกเช่นนี้ก็อาจจะกลายเป็นปัจจัยปิดช่องทางของการเปลี่ยนผ่านได้ไม่แตกต่างกัน จะคิดว่าการตัดสินใจจะนำไปสู่ระยะเปลี่ยนผ่านเสมอไปก็อาจจะไม่ใช่ความเป็นจริงทางการเมืองแต่อย่างใด

คงต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงทางการเมืองนั้น ยังมีผู้นำทหารโดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นพวกสายเหยี่ยว (หรือพวก “hardliner officers”) ที่เชื่อว่ากองทัพยังจะต้องอยู่ในการเมืองต่อไป โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบหรือแรงกดดันใดๆ

นายทหารที่เป็น “สายเหยี่ยว” ยังเชื่อเสมอในมาตรการของการปราบปรามและจับกุม และเชื่อเสมอว่ารัฐบาลทหารยังคงมีขีดความสามารถและอำนาจในการปราบปรามอย่างไม่มีขีดจำกัด

ซึ่งก็อธิบายได้ไม่ยากนักว่านายทหารในสายความคิดเช่นนี้ไม่มีทางที่จะยอมรับการตัดสินใจที่จะพากองทัพออกจากการเมืองแต่อย่างใด

กล่าวคือสำหรับนายทหารสายเหยี่ยวแล้ว พวกเขาเชื่อมั่นในพลังอำนาจทางทหารที่จะค้ำประกันการอยู่ในเวทีการเมืองต่อไป

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการถอนตัวของกองทัพออกจากการเมืองเป็นผลประโยชน์ระยะยาวของสถาบันทหาร

หากสถานการณ์ของแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นจนในที่สุดกองทัพในความเป็นรัฐบาลทหารแบกรับไม่ไหวแล้ว ในที่สุดกองทัพก็จะถูกกดดันให้ต้องยอมถอนตัวออกจากการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น รัฐบาลอำนาจนิยมของโปรตุเกสเผชิญกับสถานการณ์ของปัญหาสงครามในอาณานิคมและความขัดแย้งภายใน เมื่อไม่ยอมที่จะปรับตัวทางการเมือง ในที่สุดแล้ว นายทหารระดับล่างก็ตัดสินใจยึดอำนาจในปี 1974 ไม่แตกต่างกับชะตากรรมของรัฐบาลอำนาจนิยมของกรีกที่ถูกโค่นล้มในปี 1974 เช่นกัน

หรือรัฐบาลทหารอาร์เจนตินาซึ่งขึ้นสู่อำนาจในปี 1976 และแพ้สงคราม และเผชิญกับแรงต่อต้านภายใน และก็ถูกโค่นในปี 1982 เป็นต้น

หรือบางทีอาจเปรียบได้กับรัฐบาลทหารไทยในปี 1973 (พ.ศ.2516) ก็อยู่ในลักษณะเดียวกันกับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นในรูปแบบที่รัฐบาลทหารถูกโค่น แล้วจึงนำไปสู่การเจรจาเพื่อจัดตั้ง “รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งตัวแบบนี้มักจะเกิดขึ้นด้วยความรุนแรงในการต่อต้านรัฐบาลทหาร และจบลงด้วยกองทัพเป็นฝ่ายแพ้ จนต้องถอนตัวออก

ในอีกรูปแบบหนึ่ง ดังที่กล่าวแล้วในข้างต้นการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นจากการตัดสินใจใน “การเลือกทางยุทธศาสตร์” ของทั้งสองฝ่ายที่จะเปิดการเจรจาเพื่อนำไปสู่การแสวงหาทางออกในอนาคต และหวังว่าการเปลี่ยนผ่านจะเป็นไปอย่างสันติ

ดังจะเห็นว่านอกจากตัวแบบอาร์เจนตินาแล้ว การเปลี่ยนผ่านในละตินอเมริกาส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของระบอบเดิมที่จะเปิดการเจรจาและลดระดับของความเป็นอำนาจนิยมลง เพื่อเปิดทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตย หรือตัวอย่างในกรณีของสเปนในปี 1975 ก็เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน

การตัดสินใจเลือกทางยุทธศาสตร์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะบ่งบอกถึงตัวแบบของการเปลี่ยนผ่านว่ากองทัพจะออกจากการเมือง หรือ “MIXIT” อย่างไร

และขณะเดียวกัน การตัดสินใจนี้จะส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นไปอย่างสันติหรือรุนแรง!

 ฟังความเห็น 'เนติวิทย์' กรณี 'เผชิญหน้า Face Time' ตอนเกี่ยวกับประเด็นหมอบกราบถูกแบน พิธีกรถูกพักงาน




http://www.matichon.co.th/news/220404


เผชิญหน้า Face Time
รอคลิปตั้งนานเพิ่งรู้ รายการนี้ตอนเกี่ยวกับประเด็นหมอบกราบถูกแบน
พิธีกรถูกพักงาน ซะงั้นหนอ - ประเทศไทย

กลัวอะไรกับการนำเสนอความคิดต่างครับ ไม่แน่จริงนี่
เรื่องหมอบคลานหมอบกราบ - มันมีนัยอะไรแฝงเร้นทางการเมือง
ผ่านพิธีกรรมใช่หรือไม่ จึงกลัวกันเพียงนี้ ปิดกั้นไม่ให้คนเข้าถึงเพียงนี้ -
ขอให้กำลังใจ - คุณดนัย พิธีกรรายการเผชิญหน้าครับ
เลิกปิดกั้น ให้คนไทยได้คิดเอง เลือกเองบ้าง
‪#‎เลิกทำให้ประเทศไทยอ่อนแอสัส‬



Nitwit Ntw

.....





เอาที่ตู่สบายใจเลย ถถถถถ "ประยุทธ์ชี้ร่างฯไม่ผ่านไม่ได้แปลว่าคนไม่เอาคสช." + "ประยุทธ์" ตำหนิ ThaiPBS อย่างรุนแรง ฉุน เอาปัญหาประชาชนมาตีรัฐบาล



https://www.facebook.com/KALALAND321/videos/841690269295090/

"ประยุทธ์ชี้ร่างฯไม่ผ่านไม่ได้แปลว่าคนไม่เอาคสช."
เอาที่ตู่สบายใจเลย ถถถถถ หน้าด้านมากคร้าา หน้าด้านจนกุตกใจ หน้าด้านจนไม่อยากจะเชื่อว่าเกิดมาบนโลกใบนี้
Cr. VOICE TV


กะลาแลนด์ แดนสนธยา - รวมคลิปเด็ด V.2

.....




14ปี “บัตรทอง” ถึงเวลาต้องปรับทั้งระบบ (กรูว่าแล้ว...) + ยุคคสช. เบี้ยคนชราต่ำกว่างบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 10 เท่า





ผู้เขียน น.รินี เรืองหนู

มติชนออนไลน์
22 ก.ค. 59

ขณะที่โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง ที่ดูแลประชากรไทยกว่า 48 ล้านคน กำลังเป็นที่ยอมรับทั้งจากองค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกว่า เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในการทำให้ประชากรของประเทศได้เข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง ลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ไม่ต้องล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล แต่ในทางกลับกัน พบว่าตลอด 14 ปี ที่ประเทศไทยมีโครงการนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก 1,202 บาทต่อประชากร ในปี 2545 มาเป็น 3,028 บาทต่อประชากร ในปี 2559 และล่าสุดเพิ่มให้เป็น 3,109.87 บาทต่อประชากร โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 อนุมัติงบประมาณประจำปี 2560 ให้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในวงเงิน 165,773,014,400 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2559 จำนวน 2,620,830,900 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.61

แน่นอนว่า การลงทุนด้านสุขภาพเพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชน เป็นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญ แต่อีกแง่หนึ่งก็ยังต้องมีการศึกษาหาแนวทางสร้างความยั่งยืนให้กับโครงการนี้ด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการจัดทำแนวทางการระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มี ศ.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เป็นที่ปรึกษา และมี นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นประธาน โดยคณะกรรมการฯ ชุดนี้ได้เสนอผลการศึกษาให้ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ผลการศึกษานี้ ได้มีการฉายภาพรวมของ 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ ประกอบด้วย กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าจะให้ยุบรวม 3 กองทุน แต่เป็นการวิเคราะห์คุณลักษณะของแต่ละกองทุนตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งพบว่ายังมีความเหลื่อมล้ำ โดยในส่วนของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น น่าเป็นห่วง จึงมีการเสนอหลักการ SAFE คือ

1.S= Sustainability goal ความยั่งยืนด้านการคลังด้านสุขภาพ ที่ต้องคำนึงถึงประเทศรับได้ รัฐบาลรับได้ และประชาชนรับได้ กล่าวคือ ภายในปี 2565 รายจ่ายสุขภาพทั้งหมดต้องไม่เกินร้อยละ 5 ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ยังอยู่ที่ร้อยละ 4 ส่วนงบประมาณที่ใช้ด้านสุขภาพ รวมทั้งกองทุนอื่นๆ ทั้งหมดต้องไม่เกินร้อยละ 20 ในขณะที่ทั่วโลกใช้สูงสุดประมาณร้อยละ 26

2.A= Adequacy goal ความพอเพียง หมายถึง รายจ่ายสุขภาพเพียงพอสำหรับการจัดบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนรับได้ โดยค่าใช้จ่ายครัวเรือนต้องไม่เกินร้อยละ 11.3 ของรายจ่ายสุขภาพทั้งหมด ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องลงทุนด้านสุขภาพไม่ต่ำกว่าร้อยละ 17 เพราะหากลงทุนต่ำกว่านั้น ประชาชนที่ฐานะยากจนจะรับไม่ได้

3.F= Fairness goal ความเป็นธรรม ขณะนี้มีแต่ผู้ประกันตนเท่านั้นที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เสนอว่าหากต้องจ่ายเงินสมทบด้านสุขภาพ ก็ควรจ่ายเหมือนกันทุกกองทุน แต่หากไม่จ่ายก็ต้องไม่จ่ายเหมือนกัน ซึ่งกรณีบัตรทองนั้น หากจะเก็บเงินสมทบนั้นมีหลายรูปแบบ อาทิ ใช้เป็นแบบการยื่นภาษีเงินได้ร้อยละ 1-2 หากคนใดที่รายได้ไม่ถึงก็ไม่ต้องยื่นภาษี ส่วนกรณีคนรวยจะใช้สิทธิบัตรทอง หากต้องนอนโรงพยาบาล และรู้สึกว่าไม่อยากนอนห้องรวม ต้องการนอนห้องพิเศษ ต้องจ่ายเองทั้งหมดแบบเดียวกันประเทศสิงคโปร์

4.E= Efficiency goal ความมีประสิทธิภาพ หมายถึงใช้ทรัพยากรดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ด้านสุขภาพ

ล่าสุด นพ.ปิยะสกล ได้แต่งตั้ง “คณะกรรมการกำหนดแนวทางพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มี ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน ศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม โดยให้ศึกษาภายใต้หลักการ SAFE เช่นกัน แต่อาจมีความแตกต่างในบางประเด็น กล่าวคือ S= Sustainability ยั่งยืน A= Accessibility เข้าถึงได้ ทั้งประชาชนเข้าถึงระบบบริการ และผู้ให้บริการเข้าถึงใจประชาชน F= Fairness ต้องมีความเป็นธรรม แต่ไม่ใช่เท่ากันทั้งหมด หมายความว่า ทุกคนต้องได้สิทธิในแพคเกจที่จำเป็นขั้นพื้นฐาน ซึ่งคือการให้บริการตามมาตรฐานที่เหมือนกันทั้งในแง่บริการสุขภาพและซ่อมแซมสุขภาพ และ E= Efficiency มีประสิทธิภาพทั้งในแง่ “สร้างเสริมสุขภาพ” และ “ป้องกันโรค”

หากเป็นไปตามแนวทางนี้ งบประมาณที่ได้มาจะไม่ใช่เพื่อการรักษาอีกต่อไป

นพ.ปิยะสกล ได้อธิบายถึงแนวทางการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศไทยว่า หากจะใช้งบประมาณเพื่อการรักษาโรคเพียงอย่างเดียว ต่อให้เพิ่มงบประมาณอยู่เรื่อยๆ ก็ไม่มีทางเพียงพอ ดังนั้น สิ่งที่จะต้องพัฒนาคือ ใช้ศักยภาพของทุกหน่วยงานด้านสุขภาพมาร่วมทำงาน โดยเฉพาะหน่วยงานตระกูล ส. ที่ก่อตั้งขึ้นมาช่วง 10 ปี ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สถาบันรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (สรพ.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

“ต่อไปนี้ ทุกฝ่ายต้องรู้บทบาทหน้าที่ซึ่งกันและกัน เช่น งบประมาณด้านการส่งเสริมสุขภาพของกรมอนามัยอาจจะไม่มี เพราะมี สสส.ทำหน้าที่แล้ว ขณะที่ สธ.ก็ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและสถานพยาบาลทุกระดับให้สามารถรองรับผู้ป่วยได้ สวรส.จะต้องวิจัย วิเคราะห์ได้ว่านโยบายด้านสุขภาพของประเทศควรเป็นไปในทิศทางใด” นพ.ปิยะสกล กล่าวและว่า เพื่อให้แนวทางการทำงานเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ที่ใช้มาแล้ว 14 ปี ส่วนจะแก้ไขข้อใดนั้นยังไม่ระบุชัดเจน

อย่างไรก็ตาม นพ.ปิยะสกล ยังมองไปถึงระบบการให้บริการ (Service plan) ที่จะต้องเริ่มจากชุมชน ท้องถิ่น ไปจนถึงศูนย์ความเป็นเลิศ หรือโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัย ที่ล่าสุด สธ.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับมหาวิทยาลัยที่มีโรงพยาบาลทุกแห่งสร้างเครือข่ายการให้บริการผู้ป่วย อาทิ รพ.จุฬาลงกรณ์ กับโรงพยาบาลสังกัด สธ.ในภาคตะวันออก รพ.ศิริราช กับ โรงพยาบาลสังกัด สธ.ในภาคตะวันตก เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวของระบบส่งต่อ ขณะเดียวกัน ยังได้พัฒนาระบบส่งกลับไปดูแลผู้ป่วยถึงที่บ้าน

ไม่เพียงเท่านั้น ทีดีอาร์ไอยังเสนอให้ลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ โดยไม่ต้องยุบรวมเป็นกองทุนเดียวด้วยการมี “กลไกกลาง” เข้ามาทำหน้าที่เพื่อกำหนดเป็นนโยบาย โดยเฉพาะการกำหนดชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่ไม่ว่าผู้ป่วยจะใช้สิทธิในกองทุนใดจะต้องได้แบบเดียวกัน

ไม่ว่าในอนาคตอันใกล้ “บัตรทอง” จะออกมารูปแบบใด แต่ที่มั่นใจได้คือเพื่อ “ประชาชน”

ooo

ยุคคสช. เบี้ยคนชราต่ำกว่างบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 10 เท่า

 

https://www.youtube.com/watch?v=cJNoHVnBx6Y

SHTV

Published on Jul 22, 2016
Overview - VoiceTV21 @Voice_TV