วันศุกร์, กันยายน 11, 2569

ศุภชัย ใจสมุทร พยายามตัดจบคดีโกงเลือกตั้ง สว.ด้วยการบิดเบี้ยวว่า คณะกรรมการ กกต.ชุดที่ ๒๖ ตกอยู่ในความครอบงำของดีเอสไอในขณะนั้น

ยิ่งใกล้วันที่ ๑๔ กันยาเข้าไป ข้อต่อสู้คดีโกงเลือกตั้ง สว.ของพรรคภูมิใจไทย และ กกต.ยิ่งงวดลงไปทุกที เมื่อหลักฐานใหม่ๆ เพิ่มออกมาไม่หยุดหย่อน จึงถึงบทของ ศุภชัย ใจสมุทร พยายามตัดจบด้วยการโหมโต้ข้อมูลที่ออกมาว่าไม่มีข้อพิสูจน์

ข้อต่อสู้ที่ บังซุบ ใช้บิดเบี้ยวอยู่ที่บอกว่า คณะกรรมการ กกต.ชุดที่ ๒๖ ตกอยู่ในความครอบงำของดีเอสไอในขณะนั้น และกรรมการชุดนั้นไม่ใช่ศาล ให้ความเห็นได้ ตัดสินอะไรไม่ได้ แต่ข้อโต้แย้งของฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยไร้น้ำหนัก

เมื่อข้อมูลการโกงที่ถูกเปิดออกมา เป็นหลักฐานมีตัวตนโจ่งแจ้ง ไม่ว่าจาก ไอลอว์ ส่วนใหญ่ หรือ วีระ สมความคิด* บางส่วน โดยเฉพาะเกี่ยวกับกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไปประชุมกันที่ห้องอำนวยการพรรคชั้น ๓ เพื่อนำเสนอแผนฮั้ว สว.

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ชี้ว่าการวางแผนดังกล่าว “ของแกนนำระบอบน้ำเงิน เป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก ไม่มีความเกรงกลัวกฎหมายแม้แต่น้อย” เขาจึง “ขอถามคุณอนุทิน ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยว่า เข้าร่วมประชุมด้วยหรือไม่

และรู้เนื้อหาสาระของการประชุมหรือไม่ และหากปฏิเสธว่าไม่ไปและไม่รู้ ก็แปลว่าพวกเขาไม่ได้บอกคุณ...ถ้าเช่นนั้น การเป็นหัวหน้าพรรคของคุณ ก็ดูคล้ายกับหุ่นเชิด มากกว่าเป็นหัวหน้าพรรคที่มีอำนาจจริง” จะอย่างไรก็ตาม #ชุดที่ ๒๖ พบความจริงมากมาย

หนึ่งในนั้นนำไปสู่การลงมติเห็นควรสั่งฟ้อง “กบห.ภูมิใจไทยและพวก รวม ๒๒ คนฐานจัดหาผู้สมัคร สว. ฮั้วทำโพย ส่อครอบงำวุฒิสภา” ดังที่ Thanapol Eawsakul สรุปไว้ว่า มีพยานระบุว่าคนในพรรคฯ กลุ่มยังเติร์ก เป็นผู้เริ่มวางแผนต่างๆ

โดย ภราดร ปริศนานันทกุล และ ธนยศ ทิมสุวรรณ ร่วมกันเป็นหัวหน้า โดยมี เนวิน ชิดชอบ ร่วมประชุมด้วย ได้ข้อสรุปว่า “ให้ สส.ของพรรคเป็นผู้จัดหาผู้สมัคร สว. ตั้งแต่ระดับอำเภอให้ครบทุกกลุ่ม มีการให้เงินสดเป็นค่าดำเนินการ” ตั้งแต่ ๑ หมื่นถึง ๕ หมื่นบาท

“คณะไต่สวนฯ ชุดที่ ๒๖ จึงเห็นว่าคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและองคาพยพทั้ง ๒๒ คน” กระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๗๖ วรรคหนึ่งตาม พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ผู้ต้องหาหมายเลข ๑ ในรายชื่อคือ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นผู้ถูกร้องลำดับที่ ๑๘๗

หมายเหตุ *หลักฐานชิ้นหนึ่งที่วีระ สมความคิดนำมาเปิด เกี่ยวกับ นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อนุกรรมการวินิจฉัยคณะที่ ๓๖ คนหนึ่ง ซึ่งสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง ๒๒๖ คน หลังจากนั้นไม่กี่เดือน เขาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานการท่าเรือแห่งประเทศไทย

(https://www.ilaw.or.th/articles/59385, https://www.matichon.co.th/politics/news_5884101 และ https://www.facebook.com/php?story=100044423829531) 

เบื่อเจ๊กเบื่อยิวก็หันมามาดูตำนาน "โต๊ะกลม" กันบ้าง !


https://www.facebook.com/photo?fbid=4729915117284962&set=a.1385633111713196

Suchart Sawadsri
10 hours ago
·
55555
เบื่อเจ๊กเบื่อยิวก็มา "ดูโต๊ะ" กันดีกว่า !

ดูจากความสนใจของผู้สื่อข่าวต่างๆ ถ้าหากมี Erotic Museum ในประเทศนี้ สมบัติของวัดชิ้นนี้คงต้องแย่งกันประมูลเป็นแน่ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทางวัดจะเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกเองหรือเปล่า เพราะเจ้าอาวาสที่วัดนี้บวชนานมากกว่า 3 ทศวรรษ ยังมีโอกาส "เล่นท่ายาก" !

แต่ "ชายแทร่" บางคนกลับเห็นว่าท่านี้เบสิคมาก เพราะที่มันยากจริงๆก็คือจะต้องหาโต๊ะงามๆ ขัดมันทาสีทองเหลืองอร่ามแบบนี้ให้ได้ก่อน ราคาสำหรับคนธรรมดาคงแพงเอาการ เห็นโต๊ะงามๆ "ไชนีสสไตล์" ตัวนี้แล้ว "ชายแทร่" หลายคนที่มีครอบครัวแล้ว และยังไม่มีครอบครัว คงอาจกำลังคิดอยากออกบวช !
.....

ตำนานโต๊กลมนี้

มาจากคดีฉาววงการสงฆ์ที่กองบังคับการปราบปราม (CIB) เข้าจับกุม อดีตหลวงพ่ออติโชติ (พระครูสังฆรักษ์สายชล) อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สรุปประเด็นหลักของคดี

คดียักยอกเงินวัด: อดีตเจ้าอาวาสถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับ "สีกาเอ๋" คนสนิท ยักยอกเงินของวัดพุทไธศวรรย์ไปเป็นจำนวนเงินสูงถึง 92 - 100 ล้านบาท เพื่อนำไปฟอกเงินและซื้อทรัพย์สินส่วนตัว

หลักฐานเด็ดกลางกุฏิ: เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานสำคัญเป็นคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดภายในกุฏิ เผยให้เห็นพฤติกรรมเสพเมถุนระหว่างอดีตเจ้าอาวาสกับสีกาเอ๋ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบน "โต๊ะกลมฉันอาหาร" ตัวนี้

การยึดของกลาง: เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. และกองปราบปรามได้ยึดโต๊ะกลมไม้ตัวนี้จากวัด นำขึ้นรถกระบะมาไว้ที่กองบังคับการปราบปรามเพื่อใช้เป็นวัตถุพยานสำคัญประกอบคดีความผิดทางอาญาและวินัยสงฆ์ จนกลายเป็นภาพไวรัลในสื่อโซเชียล

โต๊ะกลมไม้ตามในภาพเป็นโต๊ะไม้แท้ทรงโบราณขนาดใหญ่ ซึ่งน้ำหนักที่มากเกิดจากปัจจัยทางกายภาพและวัสดุหลายประการ:

ชนิดของไม้: ผลิตจากไม้เนื้อแข็งชนิดแน่นพิเศษ (เช่น ไม้สักเก่า ไม้ประดู่ หรือไม้ช่างทอง) ซึ่งมีค่าความหนาแน่นสูงถึง 700–900 กก./ลบ.ม.

เนื้อไม้แบบตัน (Solid Wood): หน้าโต๊ะมีความหนามากและใช้ไม้จริงแผ่นใหญ่ทั้งชิ้น รวมถึงตัวฐานด้านล่างที่เป็นแกนไม้แกะสลักขนาดใหญ่ ไม่ใช่ไม้ประกอบหรือไม้ซีเนียร์ที่มีโพรงอากาศภายใน

ฐานและขาโต๊ะ: ฐานด้านล่างออกแบบให้รองรับน้ำหนักหน้าโต๊ะทรงกลมกว้าง จึงใช้ไม้ท่อนใหญ่แบบสมดุลต่ำเพื่อป้องกันการล้ม ทำให้เฉพาะตัวฐานก็มีน้ำหนักมหาศาลแล้ว

เมื่อรวมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ความหนาของหน้าโต๊ะ และฐานไม้เนื้อแข็งแผ่นใหญ่ด้วยกัน โต๊ะลักษณะนี้จึงอาจมีน้ำหนักรวมพุ่งสูงถึง 80–150 กิโลกรัม ได้อย่างง่ายดาย ทำให้ต้องใช้คนยกหลายคนและผูกเชือกยึดอย่างแน่นหนาขณะขนย้ายตามที่เห็นในภาพ
.....

ตำนาน"โต๊ะกลม" ของคิงส์อาเธอร์



ตำนาน "โต๊ะกลม" (The Round Table) ของกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) ปรากฏขึ้นครั้งแรกในวรรณกรรมกวีเรื่อง Roman de Brut ของนักเขียนชาวนอร์มันนามว่า วาส (Wace) ในปี ค.ศ. 1155 ก่อนจะถูกแต่งเติมและกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของอารยธรรมตะวันตก

จุดกำเนิดและที่มา

ของขวัญวันแต่งงาน: ในตำนานฉบับที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย (เช่น Le Morte d'Arthur ของ Thomas Malory) โต๊ะกลมเดิมทีเป็นของกษัตริย์อูเธอร์ เพนดรากอน (Uther Pendragon) บิดาของอาเธอร์ ซึ่งสร้างขึ้นตามคำแนะนำของพ่อมดเมอร์ลิน ต่อมาตกไปอยู่ในความดูแลของกษัตริย์ลีโอเดอกรังซ์ (King Leodegrance) และถูกส่งมอบให้กษัตริย์อาเธอร์เป็นของขวัญวันอภิเษกสมรสเมื่อเขาแต่งงานกับกวนิเวียร์ (Guinevere)

ความจุ: ตำนานแต่ละสำนักระบุจำนวนที่นั่งต่างกันไป ตั้งแต่ 12 ที่นั่ง (อิงตามอัครสาวกของพระเยซู) ไปจนถึง 150 ที่นั่ง หรือมากกว่านั้นในฉบับมหากาพย์

ความหมายและสัญลักษณ์ทางปรัชญา

ความเสมอภาค (Equality): โต๊ะทรงสี่เหลี่ยมตามธรรมเนียมโบราณจะแสดงถึงยศถาบรรดาศักดิ์ โดยหัวโต๊ะคือตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุด แต่ "โต๊ะกลม" ไม่มีหัวโต๊ะหรือท้ายโต๊ะ เหล่าอัศวินทุกคน รวมถึงกษัตริย์อาเธอร์ จึงนั่งในระดับความสูงและตำแหน่งที่เท่าเทียมกัน เพื่อป้องกันการแย่งชิงลำดับศักดิ์ในหมู่ขุนนาง

สามัคคีธรรมและคุณธรรมอัศวิน (Chivalry): เป็นศูนย์รวมของอัศวินยอดเยี่ยมจากทั่วสารทิศที่สถิต ณ พระราชวังคาเมลอต (Camelot) เพื่อปฏิญาณตนว่าจะปกป้องผู้ยากไร้ ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ไม่คดโกง และไม่ใช้อำนาจกดขี่ผู้อื่น

เก้าอี้อันตราย (Siege Perilous)

ไฮไลต์สำคัญของโต๊ะกลมคือการเว้นที่นั่งว่างไว้หนึ่งที่เสมอ เรียกว่า Siege Perilous (ที่นั่งแห่งอันตราย) เมอร์ลินได้ทำนายไว้ว่า ที่นั่งนี้ถูกสงวนไว้สำหรับ "อัศวินที่มีจิตใจบริสุทธิ์ที่สุด" เท่านั้น หากใครที่ไม่คู่ควรกล้าลงไปนั่งจะพบกับความตายทันที ซึ่งต่อมา เซอร์กาลาฮัด (Sir Galahad) บุตรของเซอร์ลานเซอลอต เป็นผู้เดียวที่สามารถนั่งได้ และเป็นผู้ทำภารกิจตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Grail) ได้สำเร็จ

การล่มสลายของโต๊ะกลม

ความรุ่งโรจน์ของโต๊ะกลมต้องสูญสิ้นลงเมื่อเกิดความแตกแยกภายใน ทั้งจากความสัมพันธ์ต้องห้ามระหว่าง เซอร์ลานเซอลอต กับ มเหสีเจ้านางกวนิเวียร์ และการทรยศของ มอร์เดรด (Mordred) บุตรนอกกฎหมายของอาเธอร์ นำไปสู่สงครามกลางเมืองและการล่มสลายของอาณาจักรคาเมลอตในที่สุด

ตำนานโต๊ะกลมจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าการผจญภัย แต่เป็นสัญลักษณ์เชิงอุดมคติของการปกครองที่ยุติธรรมและการบริหารอำนาจโดยปราศจากลำดับขั้นชนชั้นในยุคกลาง



แกรนด์แคนยอน ‘ขยะ’ เมืองไทย: ตามรอยการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ปราจีนบุรี-สระแก้ว บ่อลักลอบทิ้งขยะ 5 ไร่ ปราจีนบุรี อยู่ในพื้นที่ป่าสงวน (รัฐมีแนวทางการแก้วิกฤตและป้องกันมรดกมลพิษมั้ย ?)

https://www.facebook.com/the101.world/posts/1620604726100994

The101.world 
Yesterday
·
:: แกรนด์แคนยอน ‘ขยะ’ เมืองไทย: ตามรอยการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ปราจีนบุรี-สระแก้ว ::
.
หลุมขนาดมหึมาทอดตัวอยู่กลางผืนดิน บางแห่งเป็นบ่อน้ำที่ปะปนไปด้วยน้ำมัน บางแห่งลึกจนเมื่อมองจากด้านบนมีสภาพคล้ายหน้าผา ขณะที่บางแห่งเต็มไปด้วยกองวัสดุและของเสียหลากชนิดที่ถูกนำมาทิ้งกองสูงจนสภาพพื้นที่ไม่ต่างจาก ‘แกรนด์แคนยอน’ ที่มนุษย์สร้างขึ้น
.
แต่เบื้องหลังภูมิทัศน์แปลกตานี้คือ ร่องรอยของปัญหา ‘การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม’ ที่กระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ของภาคตะวันออก ประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้มีสื่อมวลชนได้เปิดเผยข้อมูลเส้นทางการเดินรถของรถบรรทุกพ่วง จนนำไปสู่การพบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมหลายแห่ง ซึ่งบางแห่งอาจมีเส้นทางเชื่อมโยงจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนที่กากเหล่านี้จะถูกนำไปทิ้งกระจายตามจุดต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว
.
วันโอวันลงพื้นที่ร่วมกับมูลนิธิบูรณะนิเวศและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่พบในหลายจุดของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว โดยจากการสำรวจเบื้องต้นพบวัตถุต้องสงสัยหลายชนิดที่อาจเข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายถูกนำมาทิ้งไว้ในพื้นที่
.
นอกจากนี้ เรายังพบรถบรรทุกพ่วงคันหนึ่งซึ่งถูกใช้ขนกากอุตสาหกรรมจากพื้นที่อื่น ซึ่งถูกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว อายัดไว้ โดยภายในรถพบกากอุตสาหกรรม เช่น เศษสายไฟบดย่อย ถูกบรรทุกอยู่เต็มคันรถ การค้นพบดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญว่า กากอุตสาหกรรมเหล่านี้ถูกขนย้ายมาจากที่ใด ใครเป็นผู้นำมาลักลอบทิ้ง และใครจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งยังเป็นคำถามที่ต้องติดตาม ตรวจสอบ และดำเนินคดีต่อไป
.
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ การแก้ไขปัญหาและกำจัดกากอุตสาหกรรมที่ถูกลักลอบนำมาทิ้งอาจกลายเป็น ‘มรดกมลพิษ’ ที่ต้องใช้เวลาอีกยาวนานในการฟื้นฟูพื้นที่ รวมถึงต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดการ
.
ภาพที่ปรากฏขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดจึงไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่กลับเป็นภาพสะท้อนของปัญหา ‘มลพิษอุตสาหกรรม’ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาตลอดหลายทศวรรษ ท่ามกลางคำถามว่า กากอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาลเหล่านี้มาจากไหน เหตุใดจึงเดินทางมาถึงพื้นที่เหล่านี้ได้ และช่องโหว่ใดที่ทำให้การลักลอบทิ้งยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.
เรื่อง: ศุภวิชญ์ ศิริสวัสดิ์วัฒนา
ภาพ: เมธิชัย เตียวนะ
.....
https://www.facebook.com/reel/28371790212473266

ประชาไท Prachatai.com
10 hours ago
·
บ่อลักลอบทิ้งขยะ 5 ไร่ ปราจีนบุรี อยู่ในพื้นที่ป่าสงวน
9 ก.ย. 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ร่วมกับมูลนิธิบูรณะนิเวศและประชาชนปราจีนบุรี สำรวจบ่อขยะขนาดมหึมาในตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ลึกประมาณ 10-12 เมตร กินพื้นที่กว่า 5 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวน มีทั้งกากอุตสาหกรรม สายไฟบดย่อย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ หลายจุดมีน้ำขยะและน้ำมันสูงถึงผิวชั้นบน และมีฟองอากาศผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ
บ่อขยะนี้เกิดเหตุไฟไหม้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ครั้งล่าสุดคือเมื่อเมษายนที่ผ่านมา ควันไฟหนาทึบจนชาวบ้านใกล้เคียงต้องอพยพ ใช้เวลากว่า 3 วันจึงจะควบคุมเพลิงได้ทั้งหมด
แม้ขยะยุบไปหลังไฟไหม้ แต่เมื่อไม่มีผู้รับผิดชอบจัดการปัญหา ก็มีการลักลอบเข้ามาทิ้งอีกเรื่อย ๆ
การลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้รับการอำนวยความสะดวกจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมควบคุมมลพิษ สคพ.7 และเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง
.....

แนวทางการแก้วิกฤตและป้องกันมรดกมลพิษ
  1. ใช้เทคโนโลยีกำกับระบบขนส่ง: กำหนดให้รถบรรทุกขนส่งของเสียอันตรายต้องติดระบบติดตาม GPS และเชื่อมโยงข้อมูลข้ามจังหวัดกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและตำรวจทางหลวงแบบ Real-time
  2. ปฏิรูปกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม: เร่งบังคับใช้ระบบประกันความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมหรือจัดตั้งกองทุนที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เพื่อนำมาใช้เป็นงบฉุกเฉินในการลอกและบำบัดพื้นที่ทันที โดยไม่ต้องรอผลคดีความ
  3. การบังคับใช้กฎหมายกับผู้เกิดกากอย่างจริงจัง: กำหนดบทลงโทษทางอาญาและแพ่งเชิงลงโทษ (Punitive damages) แก่โรงงานต้นทางที่ลักลอบจ้างผู้ขนส่งนอกระบบ



(ดู มันทำได้) หญิงชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งกอดต้นมะกอกของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่อิสราเอลยังคงโค่นต้นมะกอกหลายสิบต้นในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยว แหล่งข่าวทางการปาเลสไตน์และองค์กรสิทธิมนุษยชนประเมินว่า ต้นมะกอกกว่า 120,000 ต้นถูกโค่น เผา หรือตัดขาดในเขตเวสต์แบงก์ตั้งแต่ปี 2020

 
https://www.facebook.com/reel/2151736025454349

หญิงชาวปาเลสไตน์กอดต้นมะกอกของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่อิสราเอลยังคงโค่นต้นมะกอกหลายสิบต้นในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง – เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลมะกอกตามประเพณีที่เรียกว่า "มาวซิม อัล-ซัยตูน"
.....

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนถนนสาย Arraba–Ya'bad ทางตอนใต้ของเขต Jenin (เจนิน) โดยรถเกลี่ยดินของกองทัพอิสราเอลได้ถอนทำลายต้นมะกอกจำนวนหลายสิบต้น ทั้งที่เป็นต้นไม้เก่าแก่และต้นที่เพิ่งปลูกใหม่

การถอนทำลายต้นไม้เหล่านี้ดำเนินการภายใต้คำสั่งของกองทัพโดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยตามเส้นทางสัญจร อย่างไรก็ตาม เกษตรกรในพื้นที่และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนชี้ให้เห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการเคลียร์พื้นที่ ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต และเอื้อต่อการขยายตัวของนิคมชาวยิว

บริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

วิถีชีวิตทางเศรษฐกิจ: ฤดูกาลเก็บเกี่ยวมะกอกประจำปี (mawsim al-zaytoun) ถือเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจสำหรับครอบครัวชาวปาเลสไตน์กว่า 100,000 ครอบครัว การทำลายต้นมะกอกที่โตเต็มวัยและให้ผลผลิตแล้วในช่วงเวลาก่อนการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเพียงไม่นาน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงแก่ชุมชนเกษตรกรในท้องถิ่น

สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม: ต้นมะกอกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออัตลักษณ์ในวัฒนธรรมปาเลสไตน์ โดยเป็นตัวแทนของมรดกที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ความผูกพันกับผืนดิน และความอดทนยืนหยัด (sumud)

สถานการณ์ภาพรวมเรื่องที่ดิน: หน่วยงานทางการของปาเลสไตน์และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนประเมินว่า มีต้นมะกอกกว่า 120,000 ต้นที่ถูกถอนทำลาย เผา หรือตัดโค่นในเขตเวสต์แบงก์นับตั้งแต่ปี 2020 อันเป็นผลมาจากปฏิบัติการทางทหาร การปรับหน้าดินเพื่อสร้างถนนเลี่ยงเมือง และการกระทำของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล



อดีตหลวงพ่อโชติ พูดออกมาได้ "เป็นห่วงศาสนา" (โถ โถ... . ไม่สำเหนียกอีกหรือว่า ความตกต่ำ เสื่อมเสีย ของพุทธศาสนาในสังคมไทย ก็เพราะพฤติกรรมเยี่ยงคุณมึงทำ..นี่แหละ)


Khaosod - ข่าวสด

12 hours ago
·
อดีตหลวงพ่อโชติ ยอมรับพฤติกรรม สละสมณเพศแต่โดยดี ก่อนทิ้งคำพูด "เป็นห่วงศาสนา" หลังถูกจับคดีฟอกเงิน ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ พร้อมหลักฐานเสพเมถุนกับสีกา
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1646045397552202&set=a.648490497307702
...

Jom Petchpradab
·
โถ โถ... . ไม่สำเหนียกอีกหรือว่า ความตกต่ำ เสื่อมเสีย ของพุทธศาสนาในสังคมไทย ก็เพราะพฤติกรรมเยี่ยงคุณมึงทำ..นี่แหละ แทนที่จะคิดได้ว่า เมื่อตัวเองสิ้นสภาพความเป็นพระ(ของพระราชา)ไปแล้ว จะช่วยลดความเสื่อม ลดมนทินหรือรอยด่างพร้อยในวงการพุทธศาสนาไปได้
.....

ปัญหาเชิงโครงสร้างและตัวบุคคลในวงการสงฆ์ ที่เป็นเหตุให้เกิดความย้อนแย้งนี้

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัญหาลึกซึ้งทั้งในระดับตัวบุคคลและระดับโครงสร้างของสถาบันสงฆ์ไทย ซึ่งคำพูดเชิงศีลธรรมถูกนำมาใช้เป็น "เกราะบดบังพฤติกรรม" หรือเครื่องมือสร้างความชอบธรรมอย่างย้อนแย้ง ดังนี้:

มิติระดับตัวบุคคล: สภาวะทุจริตทางจิตวิญญาณและการยึดติดในตัวบุคคล

การใช้วาทกรรมศีลธรรมเป็นเกราะบดบัง (Moral Hypocrisy): ผู้มีอำนาจหรือพระผู้ใหญ่หลายรูปมักสร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูสงบ สง่างาม หรือสมถะ พร้อมทั้งสั่งสอนเรื่องความละวาง แต่ในความเป็นจริงกลับสมาทานพฤติกรรมทางตรงกันข้าม การเอ่ยคำว่า "เป็นห่วงศาสนา" จึงเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาในการฟอกสะอาดภาพจำสุดท้ายของตนเอง เพื่อให้ตนเองยังคงดูเป็น "คนดี" ในสายตาผู้ศรัทธา

ลัทธิบูชาตัวบุคคล (Personality Cult): ระบบสงฆ์ไทยเน้นการสร้างบารมีผ่านตัวบุคคล เมื่อพระสงฆ์มีชื่อเสียง มักได้รับความไว้วางใจและศรัทธาอย่างล้นพ้นจนกลายเป็น "ความศรัทธาแบบมืดบอด" (Blind Faith) ทำให้ญาติโยมและลูกศิษย์มองข้ามสัญญาณเตือนหรือพฤติกรรมผิดปกติ เพราะเชื่อว่าพระผู้ใหญ่ย่อมมีคุณธรรมสูงส่งเกินกว่าจะทำผิด

มิติเชิงโครงสร้าง: ศักดินาสงฆ์และการขาดกลไกตรวจสอบ

ระบบยศถาบรรดาศักดิ์และการรวมศูนย์อำนาจ (Ecclesiastical Hierarchy): ระบบสมณศักดิ์และการปกครองสงฆ์ไทยมีความเป็นอำนาจนิยมสูง พระชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการทั้งเรื่องคนและเงินวัด โดยขาดการคานอำนาจจากพระลูกวัดหรือชุมชน ส่งผลให้เกิด "พื้นที่พร่ามัว" ที่อำนาจถูกใช้อย่างไร้การตรวจสอบ

ความยุ่งยากของกฎหมายและพระธรรมวินัยในการตรวจสอบ: กลไกการตรวจสอบภายในวงการสงฆ์มักเน้นการ "ปกป้องภาพลักษณ์" มากกว่าการ "แสวงหาความจริง" ทำให้คดีประพฤติมิชอบจำนวนมากถูกปกปิดหรือประวิงเวลาไว้ จนกระทั่งฝ่ายบ้านเมืองหรือหน่วยงานภายนอก (เช่น บก.ปปป.) ต้องเข้าไปคลี่คลาย

การขาดความโปร่งใสทางบัญชีและทรัพย์สินวัด: ทรัพย์สินของวัดส่วนใหญ่ถูกบริหารจัดการแบบอุปถัมภ์และตามใจเจ้าอาวาส ขาดระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐานสากลและเปิดเผยต่อสาธารณะ เปิดช่องให้เกิดการยักยอกและฟอกเงินได้ง่าย

สภาวะย้อนแย้งเชิงอุดมการณ์ เมื่อผู้มีอำนาจใช้ "ภาษาศีลธรรม" (เช่น ความเมตตา ความห่วงใยศาสนา การละวาง) มาปกปิด "พฤติกรรมขัดศีลธรรม" (การเสพเมถุน การทุจริตยักยอก) ผลลัพธ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวพระสงฆ์รูปนั้นๆ แต่เป็นการกัดกร่อนความน่าเชื่อถือขององค์กรสงฆ์ทั้งหมด สังคมจะเกิดความกังขาต่อภาษาศีลธรรม และมองว่าคำสอนทางศาสนาถูกลดทอนกลายเป็นเพียงเครื่องมือบังหน้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางโลกเท่านั้น




🔴เปิดเหตุ คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 #สั่งฟ้อง กบห.ภูมิใจไทยและพวก รวม 22 คนฐานจัดหาผู้สมัคร สว. ฮั้วทำโพย ส่อครอบงำวุฒิสภา


iLaw
5 hours ago
·
เปิดเหตุ คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 #สั่งฟ้อง กบห.ภูมิใจไทยและพวก รวม 22 คนฐานจัดหาผู้สมัคร สว. ฮั้วทำโพย ส่อครอบงำวุฒิสภา
.
หลังผ่านการเลือก สว. 67 เสร็จสิ้นราว 10 เดือน ดีเอสไอได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้สมัคร สว. หลายราย จนนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนการโกงเลือก สว. นี้ ซึ่งต่อมา กกต. มีมติในวันที่ 18 มี.ค. 67 แต่งตั้งพนักงานของสำนักงาน กกต. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 (คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26)
.
โดยคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 เห็นว่าการวางแผนหาคนลงสมัคร การจัดทำโพย มีความเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและเครือข่าย เป็นเหตุให้การเลือก สว. เมื่อปี 2567 ไม่เป็นไปโดยสุจริตและโปร่งใส ส่งผลให้ผู้สมัครขาดความเป็นอิสระ ขัดต่อการลงคะแนนอย่างเสรีและเป็นความลับ ขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (พ.ร.ป.สว.ฯ) และรัฐธรรมนูญ ทั้งยังขัดต่อหลักการพื้นฐานในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ ดังนี้
.
วางแผนปฏิบัติการหาผู้สมัครสีน้ำเงินเข้าระบบโพย
.
จากการไต่สวนพยานหลักฐานของคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ระบุถึงพยานคนหนึ่งที่ให้ข้อมูลว่า ภายหลังจากที่ กกต. ประกาศระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. คณะกรรมการบริการพรรคภูมิใจไทยได้จัดประชุมวางแผนศึกษาระบบวิธีการเลือกก่อนจะทำระบบวิธีได้มาซึ่งตำแหน่ง สว. พยาน ระบุว่าเครือข่ายภูมิใจไทยที่เริ่มวางแผนปฏิบัติการ ได้แก่
- ภราดร ปริศนานันทกุล
- กรวีร์ ปริศนานันทกุล
- สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
- ธนยศ ทิมสุวรรณ
- เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
- แนน บุณย์ธิดา สมชัย
- วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
โดยมี ภราดร ปริศนานันทกุล และ ธนยศ ทิมสุวรรณ ร่วมกันเป็นหัวหน้าวางแผนนำเสนอที่ห้องประชุมอำนวยการของพรรค ที่ชั้น 3 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยมี เนวิน ชิดชอบ และ สส. พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมประชุมด้วย
.
วาง สส. สีน้ำเงินเป็นดีลเลอร์จัดหาผู้สมัคร
.
ในการประชุมดังกล่าวที่สำนักงานภูมิใจไทย ระบุให้ สส. ของพรรคเป็นผู้จัดหาผู้สมัคร สว. ตั้งแต่ระดับอำเภอให้ครบทุกกลุ่ม
.
สำหรับค่าใช้จ่าย จะมีการให้เงินสดเป็นค่าดำเนินการ แต่ละจังหวัดอาจได้ไม่เท่ากันตามความสามารถ โดยค่าตอบแทนระดับอำเภอมีมูลค่า ตั้งแต่ 10,000 - 50,000 บาท ในระดับจังหวัด 50,000 บาท และในระดับประเทศ 200,000 บาท
.
หากทีมของดีลเลอร์คนไหนหาผู้สมัครที่สามารถผ่านเข้าสู่ระดับประเทศได้ 20 คน จะได้โควตา สว. ตัวจริง 1 คน โดยให้หัวหน้าทีมส่งรายชื่อและหมายเลขผู้สมัครของ สว. ตัวจริงตามโควต้าให้ รัตนา บ่อถ้ำ ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 223 และเป็นผู้ช่วย สส. ชลัฐ รัชกิจประการ แล้ว รัตนา บ่อถ้ำ จะส่งต่อให้ สุขสมรวย วันทนียกุล สส. อำนาจเจริญ เขต 1 และ สุขสมรวยจะส่งต่ออีกทอดหนึ่งให้ ภราดร ปริศนานันทกุล
.
พยานรายหนึ่งระบุว่า ในวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ตนได้ติดต่อพูดคุยกับ เนวิน ชิดชอบ ผ่านทางโทรศัพท์ เพื่อขอให้เนวินช่วยเหลือให้ตนได้รับเลือกเป็น สว. เนวินตอบกลับต่อพยานยืนยันว่า จะต้องมีผู้สมัคร สว. จำนวน 20 คนเท่านั้น ถึงจะได้โควต้า สว. 1 คน
.
ล็อคเก้าอี้ สว. 120 ตำแหน่ง
.
ในขั้นตอนล็อคผลโหวตเพื่อการันตีคะแนนให้ได้รับเลือกเป็น สว. ทุกทีมที่จัดหาผู้สมัครจะต้องส่งใบลาออกล่วงหน้าไว้ให้ รัตนา บ่อถ้ำ จากนั้น ระบบโพยจะล็อคผลคะแนนไว้ที่ 60 คะแนน เพื่อคาดหมายให้ได้ สว. ในเครือข่ายสีน้ำเงินราว 110 - 120 คน
.
โดยจะมีผู้สมัครคนหนึ่งทำหน้าที่ดูแลค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหาร จัดให้ผู้สมัครในเครือข่ายเข้าพักที่โรงแรมที่อยู่ในระยะ 30 - 100 กิโลเมตรจากอิมแพค ฟอรัม เมืองทองธานี พยานระบุว่าผู้สมัครในเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทยเข้าสู่ระดับประเทศได้ราว 60 - 70% ของผู้สมัครทั้งหมด ทำให้มีค่าใช้จ่ายราว 500 - 600 ล้านบาท
.
“ครูใหญ่” เคาะเลือกประธาน สว. ที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์
.
หลังการเลือกระดับประเทศมีการนัดว่าที่ สว. ไปประชุมกันที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ เพื่อรับนโยบายจาก เนวิน ชิดชอบ โดยเนวินเป็นผู้เลือกว่าที่สว. ในเครือข่ายสีน้ำเงินที่จะได้เป็นประธานหรือรองประธานวุฒิสภา โดยมีผู้ประสานงานหลักคือ ทองเจือ ชาติกิจเจริญ
.
จากการสืบค้นพบว่า ทองเจือ ชาติกิจเจริญ เป็นคนสนิทของเนวิน ชิดชอบ เคยถือหุ้นและเป็นกรรมการบริษัทในเครือของเนวิน ชิดชอบ และอนุทิน ชาญวีรกูล ทองเจือเคยเป็นที่ปรึกษาอนุทินเมื่อสมัยที่คุมกระทรวงสาธารณะสุข โดยในปี 2569 ทองเจือถูกปรากฎว่ามีเอี่ยวในการโกงสอบท้องถิ่น
.
เห็นควรสั่งฟ้อง กบห.และเครือข่ายภูมิใจไทย 22 คน
.
คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 เห็นว่า จากปากคำของพยานหลายคนและพฤติการณ์ทั้งปวง ต่างมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จึงเชื่อได้ว่า พยานให้การสอดคล้องตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฎในสำนวน ยิ่งกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง คณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและองคาพยพก็ปฏิบัติตามแผนที่คณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยวางไว้
.
คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ทำความเห็นเอาไว้ว่า บุคคลซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคภูมิใจไทย และ สส. พรรคภูมิใจไทยรวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สังกัดพรรคภูมิใจไทยได้ร่วมกันวางแผนดำเนินการที่มีลักษณะปกปิดเป็นความลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น อำพราง ทั้งรูปแบบและวิธีการ มีการแบ่งหน้าที่เป็นเครือข่ายในวงกว้างทั่วประเทศและทำอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ สว. ตามแผนที่วางไว้ และยังอาศัยตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ ช่วยเหลือ หรือเกื้อหนุนให้บรรลุตามแผนดังกล่าว
.
การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการสมยอมของผู้สมัคร สว. ให้มีหมายเลขของตนอยู่ในโพยทำให้ขาดความเป็นอิสระในการลงคะแนน และทำให้การเลือกไม่เป็นความลับซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งที่จะต้องเป็นไปโดยรับและโดยเสรี
.
จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและองคาพยพ คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 จึงเห็นว่าคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและองคาพยพทั้ง 22 คน ได้กระทำการโดยวิธีใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัคร หรือผู้ได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 76 วรรคหนึ่งตาม พ.ร.ป.สวฯ ผู้ต้องหาทั้ง 22 คน ดังนี้
.
1.อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ถูกร้องที่ 187 อดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
2.ภราดร ปริศนานันทกุล ผู้ถูกร้องที่ 205 สส.จังหวัดอ่างทอง เขต 1 และ อดีตรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
3.สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ผู้ถูกร้องที่ 188 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
4.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ถูกร้องที่ 189 รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
5.ไชยชนก ชิดชอบ ผู้ถูกร้องที่ 190 อดีต สส. จังหวัดบุรีรัมย์ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
6.เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ผู้ถูกร้องที่ 191 สส.จังหวัดอุทัยธานี เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
7.พิมพฤดา ตันจรารักษ์ ผู้ถูกร้องที่ 192 สส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 3 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
8.ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ผู้ถูกร้องที่ 193 สส.จังหวัดพิจิตร เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
9.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ผู้ถูกร้องที่ 194 นายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย
10.ศุภมาส อิศรภักดี ผู้ถูกร้องที่ 195 อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเหรัญญิกพรรคภูมิใจไทยฃ
11.กรวีร์ ปริศนานันทกุล ผู้ถูกร้องที่ 196 สส.จังหวัดอ่างทอง เขต 2 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
12.วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ผู้ถูกร้องที่ 197 สส.จังหวัดสตูล เขต 2 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
13.ชลัฐ รัชกิจประการ ผู้ถูกร้องที่ 198 สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
14.ธนยศ ทิมสุวรรณ ผู้ถูกร้องที่ 199 สส.จังหวัดเลย เขต 3 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
15.จักรกฤษณ์ ทองศรี ผู้ถูกร้องที่ 200 สส.จังหวัดบุรีรัมย์ เขต 10 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
16.กิตติ กิตติธรกุล ผู้ถูกร้องที่ 201 สส.จังหวัดกระบี่ เขต 1 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
17.นภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ถูกร้องที่ 202 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
18.พิชัย ชมภูพล ผู้ถูกร้องที่ 203 สส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรคภูมิใจไทย
19.สุขสมรวย วันทนียกุล ผู้ถูกร้องที่ 204 สส.จังหวัดอำนาจเจริญ เขต 1
20.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ผู้ถูกร้องที่ 206 สส.จังหวัดอุบลราชธานี เขต 8
21.สมเจตน์ ลิมปะพันธ์ ผู้ถูกร้องที่ 208 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง สส.จังหวัดสุโขทัย เขต 4 พรรคภูมิใจไทย
22.เนวิน ชิดชอบ ผู้ถูกร้องที่ 228 สมาชิกพรรคภูมิใจไทย
.
อ่านทั้งหมดที่ https://www.ilaw.or.th/articles/59385
#สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229

https://www.facebook.com/photo?fbid=1513280470845567&set=a.625664036273886




“พอนำเส้นทางโกงเลือก สว. กับเส้นทางการทำหน้าที่ของ กกต. มาเทียบจับคู่กัน หลักฐานฟ้องว่า 2 เส้นทางเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อจนน่าสงสัย" ฝ่ายค้านรุมตัดงบ กกต. หวั่นตัดตอน "คดีโกงเลือก สว."



ฝ่ายค้านรุมตัดงบ กกต. หวั่นตัดตอน "คดีโกงเลือก สว."

เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซีไทย

นักการเมืองจากพรรคร่วมฝ่ายค้านได้แปลงเวทีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 (พิจารณาเป็นรายมาตรา) เป็นเวทีวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อการพิจารณาคดีทุจริตเลือก สว. เมื่อปี 2567 หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดีโกงเลือก สว."

ประเด็นนี้กลายเป็น "วาระร้อน" กลางสภาในช่วงบ่ายวันนี้ (10 ก.ย.) ทันทีที่เข้าสู่การพิจารณามาตรา 32 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ให้ตั้งเป็นจำนวน 7,858.03 ล้านบาท (ปรับลดลงจากเดิม 7,818.73 ล้านบาท) ในจำนวนนี้เป็นงบของสำนักงาน กกต. 565.92 ล้านบาท (ปรับลดลงจากเดิม 609.16 ล้านบาท)

ตลอดเวลา 4 ชม. 20 นาที มี สส. ฝ่ายค้าน 14 คนจากพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ลุกขึ้นอภิปรายตั้งคำถามต่อ กกต. และ สว. ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ และมี สส. รัฐบาลเพียง 1 คนจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ใช้สิทธิอภิปรายชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา "คดีโกงเลือก สว." แทนเพื่อนร่วมพรรค ไม่รวมตัวแทนกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ที่ชี้แจงเรื่องงบประมาณ

สำหรับในปีงบประมาณ 2570 สำนักงาน กกต. ได้รับการจัดสรรงบทั้งสิ้น 2,723 ล้านบาท ทว่า กมธ./อนุ กมธ. พิจารณาปรับลดได้เฉพาะก้อน 609.16 ล้านบาท

พริษฐ์ชวนสภาตัดท่อน้ำเลี้ยง "องค์กรสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย"

"การที่สภาควรอนุมัติงบให้หน่วยงานไหนกี่บาท ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าหน่วยงานนั้นจะนำงบไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่" นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดฉากอภิปรายงบของสำนักงาน กกต.

ในเอกสารงบประมาณปี 2570 กกต. ระบุว่า "เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับในความสุจริตและเที่ยงธรรม" แต่จากการสังเกตการทำหน้าที่ของ กกต. ที่ผ่านมา นายพริษฐ์ไม่มั่นใจว่างบที่สภาจะให้ไป "จะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตยกันแน่"

เขายกกรณี "ขบวนการโกงเลือก สว." ซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา กกต. อย่างโจ่งแจ้ง ทำให้สังคมกังวลใจว่า กกต. จะ "ตัดตอน" เรื่องดังกล่าวไม่ให้ไปถึงศาล พร้อมตั้งสมมติฐานว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนของ กกต. "มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ" กับขบวนการโกง สว. หรือไม่ ก่อนไล่เลียงลำดับเหตุการณ์ความผิดปกติตั้งแต่ต้น
  • ช่วงกระบวนการวางแผน-แบ่งทีมยึดกุมวุฒิสภาในห้องประชุมพรรคการเมืองหนึ่ง: กกต. ออกระเบียบเอื้อต่อแผนดังกล่าว โดยเฉพาะการกำหนดให้ผู้สมัครใช้หมายเลขเดียวกันทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้การจัดทำโพยทำได้ง่ายขึ้น
  • ช่วงกระบวนการรับสมัคร มีการจัดตั้งและจ้างคนลงสมัครเพื่อโหวตให้คนในขบวนการ: กกต. ทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยให้ผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติผ่านเข้ารอบได้ รวมถึงกรณีที่มีความสัมพันธ์เป็นพ่อ-แม่-ลูก หรือสามี-ภรรยา ซึ่งตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว
  • ช่วงการเลือกระดับประเทศ มีการนำโพยใบสั่งที่จัดทำตามโรงแรมต่าง ๆ ในช่วง 1-2 วันก่อนเลือก ไปใช้ในการเลือกระดับประเทศ: กกต. ปล่อยผ่าน จนกระทั่งช่วงบ่ายถึงค่อยเตือน เมื่อผู้สมัครไม่ฟัง และ กกต. ยึดโพยมาได้ ก็ไม่มีการดำเนินการใด ๆ ต่อ จนบางคนที่ถูกยึดโพยได้กลายมาเป็น สว. หรือแม้กระทั่งเป็นประธานวุฒิสภา
"พอนำเส้นทางโกงเลือก สว. กับเส้นทางการทำหน้าที่ของ กกต. มาเทียบจับคู่กัน หลักฐานฟ้องว่า 2 เส้นทางเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อจนน่าสงสัย เปรียบเหมือนถนนพระราม 4 กับถนนสุขุมวิทที่มีซอยเชื่อมถึงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง แต่น่าเสียดายที่เช็กล่าสุดที่แยกพระโขนงไม่ได้มีศาลหรือคุกรอพวกท่านอยู่" นายพริษฐ์กล่าว


"ถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็จะได้คำตอบเดียวกัน" พริษฐ์ วัชรสินธุ ตั้งข้อสังเกตต่อการทำหน้าที่ของอนุฯ ชุดที่ 36

ประธานวิปฝ่ายค้านยังหยิบยกคลิปเสียงสนทนาที่เกิดขึ้นที่โรงแรมบีทู (B2) รังสิต จ.ปทุมธานี 1 วันก่อนการเลือกระดับประเทศ ซึ่งเจ้าของเสียงในคลิปยอมรับเองว่าเป็นเสียงของตน โดยในคลิปมีการพูดกับผู้สมัคร สว. ว่า "สิ่งต่าง ๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหา จะมีเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในดูแลพวกเรา เพราะสิ่งที่ทำไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่ทำเพื่อข้างบน" ซึ่งนายพริษฐ์ระบุว่า "เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างใน" หากไม่ได้หมายถึง กกต. ก็คิดไม่ออกว่าจะหมายถึงใคร นำมาสู่การตั้งคำถามต่องบประมาณที่สำนักงาน กกต. ขอมาเกี่ยวกับการตรวจสอบทุจริตใน 2 กรณีคือ 1. การอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวน ระดับต้น 11.9 ล้านบาท และ 2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4.8 ล้านบาท ว่าควรได้รับการอนุมัติหรือไม่

จากนั้นเขาพูดถึงขั้นตอนการตรวจสอบคดีโกงเลือก สว. ของ กกต. ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีผลลัพธ์แตกต่างกัน แต่เห็นว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มี "ความผิดปกติ" ใน 3 ประเด็น
  • ที่มาและคุณสมบัติของอนุกรรมการที่ "พร้อมมาช่วยน้ำเงินด้วย"
  • การทำงานโดยสอดรับกับธงทางการเมืองบางฝ่าย ตีตกหลักฐานโดยอ้างว่ายังไม่สิ้นข้อสงสัย, พอหลักฐานสาวไปถึงนักการเมืองใกล้ชิดศูนย์อำนาจ ก็พยายามตีกรอบกฎหมายปกป้อง, ปฏิเสธข้อเท็จจริงว่าการโกงไม่ได้ทำเป็นขบวนการ
  • ผลลัพธ์ขัดกับพยานหลักฐานอย่างสิ้นเชิง โดยสรุปว่าขบวนการโกง สว. ไม่มีอยู่จริง และไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนใดควรถูกสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว
นายพริษฐ์สรุปว่า หากบรรทัดฐานการสอบสวนของ กกต. เป็นเช่นนี้ แม้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะทำงานได้หลักฐานชัดเจนแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องถูกคณะอนุวินิจฉัยฯ ยกคำร้องตามธงทางการเมือง งบประมาณด้านการสอบสวนและเบี้ยประชุมคณะอนุฯ จึงเสนอให้ตัดให้เหลือศูนย์ "ถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็จะได้คำตอบเดียวกัน"

ในช่วงท้าย เขากล่าวว่า ไม่รู้ว่าวันที่ 14 ก.ย. จะเป็นอย่างไร หาก กกต. เดินตามอนุฯ ชุดที่ 36 สวนทางกับพยานหลักฐาน สภาแห่งนี้ก็ไม่ควรอนุมัติงบต่าง ๆ ให้ กกต. "เพราะเท่ากับเป็นการนำเงินภาษีประชาชนไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย"

ในระหว่างการอภิปราย 20 นาทีของนายพริษฐ์ มี สส. พรรค ภท. 3 คนผลัดเปลี่ยนกันประท้วงเป็นระยะ บ้างก็ตั้งคำถามว่าที่อภิปรายมาเป็นฉาก ๆ มีพยานหลักฐานแค่ไหน เพราะขณะนี้เป็นเพียงแค่ข้อกล่าวหา ขอให้รอ กกต. ชี้ขาด การพาดพิงไปถึงกรรมการบริหารพรรค ภท. ทำให้เกิดความเสียหาย บ้างก็ตั้งคำถามว่าเอาเนื้อหาในสำนวนซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าสำนวนเป็นความลับมาเผยแพร่ได้อย่างไร แต่นายพริษฐ์ปฏิเสธว่าไม่เคยเผยแพร่สำนวน

หมอวาโยร่าย "อัจฉริยภาพ" ของเลขาฯ แสวง แปลความหมาย กกตหค.

ด้าน นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และประธาน กมธ.องค์กรอิสระฯ สภา ฉายสไลด์กลางห้องประชุมสภาโดยมีข้อความว่า "กกตหค." ก่อนแปลความหมายในมโนสำนึกของเขาว่าคือ "คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งความจงรักและภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" ไม่ใช่แปลว่า "กินก๋วยเตี๋ยวหกคน" ตามที่มีผู้นำคลิปตนไปเผยแพร่ ขอยืนยันว่าเป็นคลิปเอไอและภาพตัดต่อ


สไลด์แผ่นแรกของ นพ.วาโย

นพ.วาโยได้ขอถอนคำแปรญัตติให้ปรับลดงบประมาณของสำนักงาน กกต. ลง 3% หลังพบว่า กกต. "มีผลงานเป็นที่ประจักษ์" เมื่อปี 2568 โดยพนักงานสืบสวน ทำงานรวดเร็ว โดยมีหลักฐานแค่แชทไลน์ของผู้สมัคร สว. ที่ส่งเรซูเมแนะนำตัว โดยฝ่ายหนึ่งขอแลกคะแนนจากอีกฝ่าย จ.นครราชสีมา และ 2 ฝ่ายตกลงจับคู่แลกคะแนนกัน จ.ชลบุรี ก็ส่งฟ้องคดี แล้วศาลฎีกาก็ลงโทษทั้ง 2 คดี

ประธาน กมธ.องค์กรอิสระฯ จากพรรคสีส้มยังบอกด้วยว่า "ผมเห็นถึงความอัจฉริยภาพของเลขาธิการ กกต." ซึ่งแม้เลขาฯ เคยบอกว่าการแนะนำตัวต่าง ๆ สามารถทำได้ แต่ศาลปกครองมีข้อสรุปออกมาว่าการแนะนําตัวเป็นเพียงเครื่องมือของ กกต. ที่ออกแบบเพื่อให้การดูแลการแนะนําตัว หากผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามระเบียบ จะเป็นความผิดของศาลปกครอง ขณะที่ศาลฎีกาพิพากษาว่าไม่สามารถแลกคะแนนกันได้แต่อย่างใด

นพ.วาโย ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ปชน. ยังอ้างถึงคำชี้แจงของนายแสวง บุญมี ที่วางหลักเกณฑ์การฟ้องคดีหลังประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว ต้องมีองค์ประกอบครบ 3 ข้อคือ ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกเท่านั้น, การทุจริตต้องมีการจ้างกัน, และต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า แต่ถ้าย้อนไปในปี 2568 กกต. ก็ส่งฟ้องฟัน "คนกลาง" เอื้อทุจริตเลือก สว. ไม่ใช่ผู้สมัคร ตอกย้ำว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด

"หน่วยงานนี้สมเป็น กกตหค. จริง ๆ เพราะแสดงให้เห็นว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด แม้จะพูดมากมายว่าองค์ประกอบความผิดในการฟ้องมีอะไร แต่ในข้อกฎหมายเขียนว่า 'ผู้ใด' ซึ่งเราต่างรู้ว่าหมายถึงอะไร" นพ.วาโยกล่าว

รุมเสนอหั่นงบอบรม พนง.สืบสวน ยกข้อมูลภาคประชาชนสอบโกง สว. ดีกว่า

โครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนและไต่สวน ระดับต้น 11.91 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายใต้แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง คืองบที่ถูก สส. พรรค ปชน. หยิบยกมาอภิปรายมากที่สุดและเสนอให้ตัดทิ้ง โดยสำนักงาน กกต. ตั้งเป้าฝึกอบรม 100 คนต่อปี หรือคิดเป็นงบ 1.2 แสนบาทต่อคนต่อปี ทั้งนี้บรรดาผู้แทนราษฎรจากพรรคสีส้มพากันตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการนี้ พร้อมเปรียบเทียบกับผลการสืบสวนของภาคประชาชนที่ได้ข้อมูลเชิงลึกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยมีการฉายตัวอย่างหลายกรณีกลางสภา

นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรค ปชน. นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับนายสิทธิกร ธงยศ สว.นครพนม พร้อมทีมงานของ สว. ผู้นี้ซึ่งไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวในการทำงานให้ สว. แต่ปรากฏภาพผู้ชำนาญการคนที่ 1 ของ สว.สิทธิกร ไปช่วยหาเสียงให้พรรคหนึ่ง และทำงานให้ น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ สส.นครพนม พรรค ภท. บุตรสาวของนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภา เช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว. ที่อยู่คู่กายนายศุภชัยตลอดเวลาในเฟซบุ๊กของอดีตรองประธานสภา "ไม่มีความเคลื่อนไหวในการทำงานให้ สว. ต้องถามว่าสรุปแล้วจะเป็นทีมงานของ สว. หรือพรรค ภท."

น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรค ปชน. นำเสนอเส้นทางการโอนเงินที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งผู้ช่วย สส. พรรค ภท. โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คน ก่อนถูกชี้โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 ว่ากระทำความผิด แต่คณะอนุฯ ชุดที่ 36 กลับบอกว่าไม่ผิด จึงต้องตั้งคำถามว่า จะใช้งบอบรมให้พนักงานสอบสวนเก่งไปทำไม เพราะอาจถูกหักล้างได้

"ก่อน กกต. จะขอเงินไปสอนเจ้าหน้าที่ว่าต้องสืบสวนอย่างไร กกต. ต้องตอบให้ได้ว่าการสร้างคนทำงานมืออาชีพ ข้อเท็จจริงที่เขารวบรวมไปมีน้ำหนักมากกว่าผู้มีอำนาจไหม" น.ส.พนิดากล่าว


พนิดา มงคลสวัสดิ์ บอกว่า "ไม่ได้ต้องการองค์กรที่เจ้าหน้าที่เก่งขึ้นแต่ขาดอิสระ ไม่ได้ต้องการสำนวนที่หนาขึ้นแต่ถูกใช้เป็นเพียงเอกสารประกอบการตัดสินใจที่มาตรฐานไม่ชัดเจน"

ขณะที่นายวัชรพงษ์ ศิริรักษ์ สส.ระยอง พรรค ปชน. ตั้งข้อสังเกตวาผู้สมัคร สว. หลายรายอาจขาดคุณสมบัติ หรือมีคุณสมบัติไม่ตรงตามกลุ่มอาชีพที่สมัครซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในกลุ่มนั้น ๆ เป็นเวลา 10 ปี ในเมื่อต้นทางยังผิด แล้วปลายทาง ประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นมืออาชีพ

จากนั้นเขาโชว์ใบสมัครและเอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. หลายคน อาทิ ผู้สมัคร สว. กลุ่มสาธารณสุข จ.พังงา ระบุระยะเวลาในการทำงานตั้งแต่ 16 เม.ย. 2565 - 1 เม.ย. 2565 เรียกได้ว่าทำงานย้อนหลัง, ผู้สมัครกลุ่มศิลปะ ดนตรี บันเทิง กีฬา จ.บุรีรัมย์ บอกว่าตนเป็นผู้เชี่ยวชาญงานบุญบั้งไฟแห่งบุรีรัมย์, ผู้สมัคร จ.อ่างทอง ระบุประวัติการทำงานเพียงคำเดียวว่า "บ้าน" จึงเห็นว่าการคัดกรองมีปัญหา

"ถ้าขนาดนี้ยังผ่าน ให้เข้าไปได้ ไม่แน่ใจว่าการคัดกรองมีปัญหา หรือจงใจให้เป็นตัวพลีชีพ" สส.ระยอง พรรค ปชน. กล่าว

ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เตือนให้ กกต. ระมัดระวังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หลังปรากฏข่าว สว. ปราณีต เคยโทรคุยกับเลขาธิการ กกต. 39 วินาที ทำให้ประชาชนสงสัยว่าโทรคุยอะไรกัน ซึ่งที่ผ่านมา นายปราณีตเคยถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติ เพราะในใบสมัครระบุว่าเป็นนักกีฬาอาวุโสปี 2527-2547 แต่พอคำนวณ ตอนสมัครยังไม่อาวุโสเลย "แต่รอดตายมาได้ เพราะ กกต. เชื่อคนง่ายว่าคุณปราณีตขอให้เจ้าหน้าที่เขียนให้ และเจ้าหน้าที่ใส่คำว่าอาวุโสไปเอง" หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า สว. รายนี้เป็นคนขับรถของนายชัย ชิดชอบ อดีตประธานสภา จึงต้องตั้งคำถามว่ามีประโยชน์ ทับซ้อนหรือไม่

อภิสิทธิ์ดักคอ 4 กกต. ที่ สว. ตั้ง อาจเข้าข่าย "ต่างตอบแทน"

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขอแปรญัตติให้ตัดลดงบขององค์กรอิสระลง 10% โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการตรวจสอบในปัจจุบัน โดยเฉพาะ กกต. พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดในกรณีการเลือก สว. ครั้งล่าสุดที่มีขบวนการขนาดใหญ่ ทั้งการจ้างสมัคร การทำโพย และการรวมตัวตามโรงแรม กกต. กลับไม่ยอมยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แต่กลับพยายามตั้งหลักเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาบดบังข้อเท็จจริง

นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตต่อการทำงานที่ "ย้อนศรกัน" ระหว่าง กกต. และดีเอสไอ กล่าวคือ ดีเอสไอได้ส่งข้อมูลคดีอั้งยี่และฟอกเงินเกี่ยวกับการเลือก สว. ให้ กกต. แต่ กกต. กลับมีมติไม่รับ ขณะเดียวกันเมื่อดีเอสไอขอข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ทาง กกต. ก็มีมติไม่ส่งให้เช่นกัน ซึ่งสร้างความคลางแคลงใจแก่สาธารณชนอย่างยิ่ง

หัวหน้าพรรค ปชป. ยังดักคอ กกต. 4 คนมีที่มาจาก สว. ชุดที่กำลังถูกกล่าวหาว่า หากลงมติในทางเป็นคุณแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อาจเข้าข่ายการมีส่วนได้เสีย การต่างตอบแทน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่


หัวหน้าพรรค ปชป. เรียกร้องให้สภาส่งสัญญาณผ่านการปรับลดงบประมาณ 10% เพื่อกระตุ้นให้องค์กรอิสระปรับปรุงการทำงานและเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน

ศุภชัยบอกใบ้ 14 ก.ย. "คดีจะช็อกมากกว่านี้"

ขณะที่ตัวแทนหนึ่งเดียวของซีกรัฐบาล นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนรองสุดท้าย โดยย้อนจุดเริ่มต้นของคดีเลือก สว. ที่ตั้งจากดีเอสไอในเดือน ก.ย. 2567 มีการตั้งคณะพนักงานสอบสวน ท่ามกลางข้อสงสัยว่าอาจมีการ "ตั้งธง" ดำเนินคดีกับกลุ่มเป้าหมาย 229 คนหรือไม่ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่า อาจมีความเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร สว. ซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ เคยเป็นอดีตรองอธิบดีดีเอสไอ และที่ปรึกษาหน้าห้องกระทรวงหนึ่ง แล้วมาร้องที่ กกต. เป็นผลให้ กกต. ต้องรับไว้พิจารณาและต้องตั้งคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 มาไต่สวน โดยมีพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ 3 คนมาร่วมคณะนี้

"ต้นน้ำของชุด 26 จริง ๆ มันก็เอาของดีเอสไอมาผูกนั่นล่ะ ต้นน้ำตรงนั้นเป็นต้นน้ำที่น่ากลัว เพราะน้ำมันก็ขุ่นอยู่ในชุด 26 ทั้งหมด" นายศุภชัยกล่าว

สส. จากพรรคสีน้ำเงินกล่าวต่อไปว่า ที่ท่านพยายามวิเคราะห์ว่าเดินทางมาด้วยกัน พักด้วยกัน มีความสัมพันธ์บุคคล รูปแบบลงคะแนนซ้ำกันหลายรอบ มันเป็นแค่พยานแวดล้อม มันไม่สามารถทำให้พยานแวดล้อมนี้มีค่าเท่ากับสิ่งที่ต้องพิสูจน์ ดังนั้นต่อให้มีการให้ทรัพย์สินให้ลงคะแนนต่าง ๆ มันไม่มีน้ำหนักพอ และที่ท่านพยายามบอกว่ามีการโอนเงิน จ่ายเงิน ถามตรง ๆ ว่ามีหลักฐานหรือไม่

นายศุภชัยตั้งคำถามต่อไปว่า ทราบหรือไม่ว่าข้อกล่าวหาของ 229 คนเหมือนกันเลย เขียนบนกระดาษแผ่นเดียว เรื่องเหมือนกัน ข้อหาเหมือนกัน แต่มาใช้วิธีเปลี่ยนชื่อผู้ถูกกล่าวหา เรื่องนี้เป็นโทษทางอาญา ต้องพฤติกรรมใครพฤติกรรมมัน และเข้าองค์ประกอบกฎหมายหรือไม่


ศุภชัย ใจสมุทร ขอตำหนิ กกต. ว่า "เอกสารลับที่หลุดมา ท่านไม่ทำอะไร ทำไมไม่ดำเนินคดีกับคนที่นำสำนวนมาเปิดเผย"

เขายังบอกด้วยว่า ทราบมาว่ามีกันคนไว้เป็นพยาน หาก กกต. สอบสวนไม่เคยกันใครเป็นพยาน แต่สำนวนคดีที่เปิดเผยกันนั้นมีการระบุเลขรหัสพยาน ซึ่งเป็นขั้นตอนของดีเอสไอ และในสำนวนมีรายละเอียดที่น่ากลัวและหนักมาก แต่ไม่เคยถูกเปิดด้านนี้ มีการข่มขู่เพื่อให้ใส่ร้าย บุคคลนี้ได้ทำหนังสือถึงประธาน กกต. ว่ามีบุคคลคนหนึ่งยืนยันว่ารัฐบาลมีแผนจะใช้ดีเอสไอ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เป็นเครื่องมือทำลายล้างและใส่ร้ายการเมืองกับพรรค ภท. มีการเตรียมสร้างพยานหลักฐานใส่ร้ายว่ามีส่วนร่วมในการฮั้วเลือก สว. จึงขอความร่วมมือในการซัดทอดเพื่อทำคดีนี้ โดยจะรับรองความปลอดภัย และกันตัวเป็นพยาน

"แบบนี้ไม่ใช่ดีลเพื่อความยุติธรรม แต่เป็นผลไม้พิษที่มาจากต้นไม้พิษ ผลคือใช้การไม่ได้ เพราะหลักกฎหมายต้องมีการพิสูจน์ให้มีเหตุมีผลพอว่าคนนั้นกระทำผิด ทั้งสำนวนก็อาจจะเป็นสำนวนที่เป็นพิษ ที่มาจากการข่มขู่พยาน สิ่งที่ผมห่วงคือ วันที่ 14 ก.ย. นี้ คดีจะช็อกมากกว่านี้ก็ได้ เพราะมันเต็มไปด้วยพิษ" ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรค ภท. กล่าว

สส.บัญชีรายชื่อรายนี้กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาพยายามอยู่เฉย ๆ แต่ท่านกลับยื่นเรื่องสอบ 9 คนของพรรค ภท. เข้ามาแตะเรื่องนี้เพราะความเชื่อ แล้วลากยาวมาจนถึงวันนี้เพื่อที่จะเดินไปไหนก็ไม่รู้

อดิศรเปรียบ สว. เป็น "ไส้ติ่ง" ตัดทิ้งก็ได้

นอกจากงบของสำนักงาน กกต. ที่ถูกอภิปรายอย่างกว้างขวาง ยังมีงบของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 714.61 ล้านบาท (ปรับลดลงจากเดิม 742.08 ล้านบาท) ซึ่งปรากฏในมาตรา 30 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐสภา

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. อภิปรายตั้งข้อสังเกตต่อการของบตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วงเงิน 23.4 ล้านบาท (ถูกปรับลดจากเดิม 28.78 ล้านบาท) ในจำนวนนี้เป็นการทำโครงการฝึกอบรมประชาธิปไตย โดยบอกว่า "ขยันหาทำ แต่เป็นประชาธิปไตยทางเดียว"

จากนั้นเขาได้ยกตัวอย่างโครงการและกิจกรรมทาง สว. ดำเนินการ แม้กระทั่งการตั้งกระทู้ถาม ก็ยังต้องจ้างบุคคลภายนอกมาวิเคราะห์กระทู้ถาม 1 ล้านบาทเพื่อวิจัยและติดตาม และมีการตั้งผลสัมฤทธิ์เอาไว้ว่าประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจบทบาท สว. ไม่น้อยกว่า 91%

"ทุกวันนี้ พอพูดถึง สว. มีแต่คำว่าโกง มีแต่คำว่า สว. สีน้ำเงิน" และ "อย่าใช้งบมาฟอกขาวตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย อย่าแอบอ้างพร่ำเพรื่อ" นายภัณฑิลกล่าว

นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้ใช้สิทธิอภิปรายสนับสนุนความเห็นของนายภัณฑิล โดยบอกว่า "สว. เปรียบเสมือนไส้ติ่ง มีก็ได้ ไม่มีก็ได้" และวิจารณ์ว่าการให้งบแก่องค์กรที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย 100% ไปเผยแพร่ให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยไตยแก่ชาวบ้านจะเป็นยาพิษ เป็นผลร้ายมากกว่าผลดี



อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมสภามีมติเห็นชอบตามที่ กมธ. แก้ไขมาตรา 30 (หน่วยงานของรัฐสภา) ด้วยคะแนนเสียง 271 ต่อ 124 เสียง งดออกเสียง 46 เสียง ไม่ลงคะแนน 7 เสียง

ส่วนมาตรา 32 (องค์กรอิสระ) ที่ประชุมสภามีมติเห็นชอบตามที่ กมธ. แก้ไข ด้วยคะแนนเสียง 411 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 54 เสียง ไม่ลงคะแนน 7 เสียง

จากนั้นได้พิจารณาไปจนครบ 41 มาตรา

กระทั่งเวลา 20.35 น. ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ทั้งฉบับในวาระ 3 ด้วยคะแนนเสียง 338 ต่อ 144 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ก่อนส่งร่างให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไปในวันที่ 11 ก.ย. นี้

https://www.bbc.com/thai/articles/c1wxg059dywo




วันที่ 10 ก.ย. ของทุกปี คือวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก องค์การอนามัยโลกระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายทั่วโลกมากกว่า 700,000 คน วันนี้จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป ร่วมมือกันสร้างเครือข่ายการรับฟังและช่วยเหลือคนรอบข้างก่อนจะสายเกินไป

https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/1712841140876043
.....

บีบีซีไทย - BBC Thai 
13 hours ago
·
วันที่ 10 ก.ย. ของทุกปี คือวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก นี่คือส่วนหนึ่งจากเรื่องเล่าของอาสาที่ทำงานมาแล้วกว่า 40 ปี
.
"[เด็กอายุ 12 ปี] คุยกับเอไอ (AI) ทุกวัน จนกระทั่งเอไอบอกว่าให้คุยกับคนบ้าง เขาก็เลยติดต่อ [สมาคมสะมาริตันส์ฯ] เข้ามา"
.
อ่านเพิ่มเติม https://www.bbc.com/thai/articles/cge4rxwjw7go
.....

เรื่องเล่าสั้นๆ นี้สะท้อนให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ของบทบาทเทคโนโลยีที่มีต่อสุขภาวะทางจิตของมนุษย์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

เอไอในฐานะพื้นที่ปลอดภัยแรก: สำหรับเด็กวัยเพียง 12 ปี การเปิดใจคุยกับ AI อาจรู้สึกง่าย สะดวก และปราศจากการตัดสิน (Judgment-free zone) จึงกลายเป็นที่พึ่งแรกเมื่อรู้สึกโดดเดี่ยวหรือมีเรื่องสะสมในใจ

ข้อจำกัดของเทคโนโลยีกับการก้าวข้ามมาสู่มนุษย์: แม้ AI จะรับฟังและช่วยประคองความรู้สึกได้ในระดับหนึ่ง แต่การที่เอไอทักขึ้นมาว่า "ให้คุยกับคนบ้าง" ถือเป็นตัวอย่างของการออกแบบเทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมที่ตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเอง เพราะมนุษย์ยังคงต้องการความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และการเชื่อมโยงจากมนุษย์ด้วยกันอย่างแท้จริง

สะพานเชื่อมต่อชีวิต: การสะกิดเตือนเล็กๆ จาก AI ทำให้เด็กคนนั้นรวบรวมความกล้าติดต่อไปยัง สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีอาสาสมัครพร้อมรับฟังด้วยหัวใจยาวนานกว่า 40 ปี นำไปสู่การได้รับความช่วยเหลือที่ตรงจุดและปลอดภัย

เนื่องใน วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (10 กันยายน) ข้อความนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า เทคโนโลยีสามารถเป็น "สะพาน" ดึงคนออกมาจากความโดดเดี่ยวได้ แต่การรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจจากคนรอบข้างและองค์กรที่ช่วยเหลือคือ "สายป่าน" ที่ช่วยรั้งชีวิตไว้ได้อย่างจริงจัง

ช่องทางติดต่อสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย (Samaritans of Thailand)

โทรศัพท์: 02-109-9955 (ให้บริการรับฟังด้วยใจ ฟรี ไม่มีการตัดสิน)
.....

ที่มาของ วันที่ 10 ก.ย. ของทุกปี คือวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก

วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) ตรงกับวันที่ 10 กันยายนของทุกปี โดยมีจุดเริ่มต้นและรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

ผู้ริเริ่ม: จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) โดย สมาคมเพื่อการป้องกันการฆ่าตัวตายระหว่างประเทศ (International Association for Suicide Prevention - IASP) ร่วมกับ องค์การอนามัยโลก (WHO)

วัตถุประสงค์หลัก: เพื่อรณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาการฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่สามารถป้องกันได้ รวมทั้งลดอคติทางสังคม (Stigma) ต่อผู้มีปัญหาทางจิตเวช และส่งเสริมการเข้าถึงบริการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

สัญลักษณ์รณรงค์: ใช้ ริบบิ้นสีเหลืองและสีส้ม (Yellow and Orange Ribbon) เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและการตระหนักรู้

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายทั่วโลกมากกว่า 700,000 คน วันนี้จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป ร่วมมือกันสร้างเครือข่ายการรับฟังและช่วยเหลือคนรอบข้างก่อนจะสายเกินไป



“สนธิ“ ปลุกม็อบ “ทวงคืนประเทศไทย” ม็อบฝ่ายขวาฟื้นตัว มีคนยกประเด็น "ภารกิจเฉพาะหน้าของพรรคประชาชน" มาพูด

ภาพจาก Thai PBS
...

Jakkapon Phonlaor
10 hour ago
·
[ม็อบฝ่ายขวากับภารกิจเฉพาะหน้าของพรรคประชาชน]
.
กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมเขียนไว้ว่าขบวนการเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะอยู่บนพื้นฐานอารมณ์ร่วมแบบประชาชาตินิยม ที่มีปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นแกนกลาง คือความรู้สึกไม่มั่นคง และความรู้สึกถูกคุกคามจากปัจจัยทุนข้ามชาติ และผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน
.
ทั้งหมดนี้ปรากฏชัดขึ้นในการเคลื่อนไหวของสนธิ ลิ้มทองกุล ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว
.
แต่ขบวนการนี้จะขยับขยายไปได้ไกลกว่านี้หรือไม่ ผมคิดว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แน่นอนเรารับรู้กันดีว่าขบวนการเคลื่อนไหวของสนธิ ไม่ใช่ขบวนการฝ่ายก้าวหน้าแน่นอน และไม่ใช่ขบวนการที่ควรเข้าร่วมด้วย เพราะโดยสภาพการณ์แล้วสนธิ และเครือข่ายคือฝ่ายอนุรักษ์นิยมเดิมที่ถูกกีดกันออกจากวงรอบของระบอบสีน้ำเงิน
.
สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก็คือ อารมณ์ความรู้สึกไม่พอใจต่อสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในสังคมไทยนั้นมีอยู่จริง ความคับข้องใจต่อระบอบสีน้ำเงินขยายตัวมากขึ้นจริง ความไม่เชื่อใจต่อกลไกของรัฐและองค์กรอิสระนั้นกำลังแผ่ขยาย และความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิตจากเรื่องเศรษฐกิจปากท้องนั้นเป็นน้ำเดือดรอวันปะทุ - แต่อารมณ์ความรู้สึกเช่นว่านี้จะเดินหน้าไปในทิศทางไหน?
.
สภาพการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นในช่วงระบอบประยุทธ์หลังรัฐประหาร 2557 จนมาระเบิดออกเป็นขบวนการเคลื่อนไหวในปี 2563 โดยมีกรอบความคิดพลังทางการเมืองแบบก้าวหน้าเป็นฝ่ายนำ ซึ่งโดยรายละเอียดแล้วผมเห็นว่ามันคือการเคลื่อนผ่าน ดังนี้
.
อารมณ์ร่วมของสังคม --> การทดลองต่อสู้ในสภา (อนาคตใหม่+ก้าวไกล) --> ขบวนการเคลื่อนไหวบนท้องถนน
.
ความหมายคืออารมณ์ร่วม ความไม่พอใจของคนระบายออกครั้งแรกผ่านการเลือกตั้ง 2562 แต่เมื่อพบกลไกนิติสงคราม กลไก สว. 250 คน กลไกองค์กรอิสระที่แทรกแซงการตั้งรัฐบาลและทำให้ประชาชนหมดหวังกับการเมืองในระบบ การเคลื่อนไหวนอกสภาหรือบนท้องถนนจึงระเบิดออก
.
แต่หลังช่วงการปราบปรามขบวนการเคลื่อนไหวอย่างหนัก การต่อสู้บนท้องถนนของพลังฝ่ายก้าวหน้าก็ลดกำลังลงและย้ายกลับเข้ามาอยู่ในสภาอีกครั้งผ่านกลไกพรรคการเมือง ซึ่งในด้านหนึ่งก็กลับกลายเป็นการเปลี่ยนพลังของขบวนการเคลื่อนไหวให้กลายเป็นระบบราชการไปโดยปริยาย ในความหมายว่า ขบวนการนอกสภาหมดกำลังที่จะขับเคลื่อน พรรคที่เป็นตัวแทนพลังฝ่ายก้าวหน้ากลายเป็นตัวกลางรับเอาเรื่องราวปัญหาต่างๆ ไปแก้ในสภา สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ก็ว่ากันไปตามกรณี ซึ่งผมเห็นว่าสภาพการณ์หลังจากนี้จะเป็นดังนี้
.
การต่อสู้ในสภาและกลไกการเมือง --> อารมณ์ร่วมของสังคม --> ขบวนการเคลื่อนไหวบนท้องถนน --> ???
.
ความหมายอย่างตรงไปตรงมาก็คือ กลไกสภาภายใต้ระบอบสีน้ำเงินกำลังและอาจจะเดินหน้าไปสู่ทางตัน ในความหมายที่มันไม่ตอบโจทย์ของประชาชนอีกต่อไป เมื่อนั้นอารมณ์ความรู้สึกของสังคมจะยิ่งขยายความไม่พอใจขึ้น และกลายไปเป็นการลงถนนต่อสู้นอกสภาอีกครั้ง แต่การต่อสู้นอกสภานี้ยังไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปสู่อะไร และอยู่บนกรอบคิดรากฐานความคิดแบบก้าวหน้าหรืออนุรักษ์นิยม
.
ผมเห็นว่าในระยะเฉพาะหน้านี้มีภารกิจสำคัญซึ่งพรรคประชาชนจำเป็นต้องเป็นผู้แบกรับ หรือขบคิดหาวิธีการในทางปฏิบัติ
.
(1) การทำงานในสภาอย่างเต็มที่ มิทิศทางที่ชัดเจน เพื่อแสดงให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการเมืองในระบบรัฐสภายังคงมีความหวัง และกลไลในสภายังคงใช้เพื่อต่อกรกับระบอบสีน้ำเงินได้
.
(2) ขยายการทำงานของพรรค จากกลไกแบบราชการ-ศูนย์ดำรงธรรม ไปเป็นการทำงานร่วมเพื่อขยายเครือข่าย จากเดิมที่พรรคกับเครือข่ายเป็นความสัมพันธ์แบบ "รับเหมาทำ" คืแประชาชนมายื่นเรื่องร้องเรียนแล้วพรรคก็รับเรื่องไปสู้ในสภา สำเร็จหรือไม่ค่อยมาแจ้งผลกันอีกครั้ง ต้องปรับไปเป็นการต่อสู้ร่วมกัน ไม่ใช่แค่พรรครับเรื่องมาทำต่อแบบผู้รับเหมา แต่ต้องเชิญชวนประชาชนเจ้าของประเด็นมาสร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานั้นๆ ร่วมกัน - พรรคต้องเป็นแพลทฟอร์มเชิญชวนและสนับสนุนให้ประชาชนกลายเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงร่วม ไม่ใช่พรรคมีสถานะเป็นผู้รับเหมาหรือพระผู้ไถ่โดยตัดประชาชนออกจากการต่อสู้ทางการเมือง
.
(3) หากอารมณ์ความรู้สึกร่วมของสังคมไทยเดินหน้าไปไกลกว่านี้ พรรคจำเป็นต้องขบคิดกันอย่างหนักว่าจะแสดงจุดยืนอย่างไร ผมเห็นว่าโจทย์นี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะพรรคต้องยืนอยู่ระหว่างทางแพร่ง ด้านหนึ่งคือการสู้กับระบอบสีน้ำเงิน แต่อีกด้านก็ต้องปกป้องระบอบประชาธิปไตยโดยรวมไปพร้อมกัน
.
(4) จุดยืนเชิงหลักการในสภาวะอันน่ากระอักกระอ่วนของพรรค ที่ด้านหนึ่งต้องพยายามเอาชนะระบอบสีน้ำเงินให้ได้ แต่อีกด้านจะเข้าร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวแบบอนุรักษ์นิยมก็ไม่ได้นี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่องคาพยพของพรรคต้องเร่งทำงานทางความคิด ช่วงชิงการนำทางความคิดไม่ใช่เครือข่ายใกล้ชิดของพรรคลื่นไถลเข้าร่วมกับขบวนการอนุรักษ์นิยม
.
(5) ช่วงชิงการนำทางความคิดในสังคม นอกเนหือจากากรทำงานทางความคิดในขั้นของการปักธง จุดประเด็น จุดพลุ ชี้ช่องให้คนสนใจแล้ว พรรคต้องชี้ความเชื่อมโยงของเรื่องต่างๆ ให้ประชาชนคล้อยตามและเห็นด้วยกับแนวทางชุดวิเคราะห์ของพรรคให้ได้ เช่น ทุนข้ามชาติในไทยไม่ได้มีปัญหาแค่อิสราเอล หรือแรงงานข้ามชาติแบบเมียนมา กัมพูชา ไม่ใช่ปัญหาเดียว แต่ยังมีทุนจีนที่มาทั้งแบบถูกกฎหมาย, อาศัยช่องโหว่กฎหมาย ไปถึงทุนเทา ฯลฯ และขบวนการเหล่านี้มันเชื่อมโยงกับเครือข่ายระบอบสีน้ำเงินอย่างไร ฯลฯ
.
ช่วงนี้เข้าใกล้การครบรอบ 20 ปี การรัฐประหาร 2549 แล้ว ถ้าย้อนไปช่วงนั้นจังหวะที่ม็อบพันธมิตรจุดติดก็อาศัยช่วงเวลาไม่ได้นานนัก ผมเห็นว่าสถานการณ์ในปัจจุบันก็คล้ายกัน ความไม่พอใจต่อระบอบสีน้ำเงินขยายตัวมากขึ้นรอแค่ฟางเส้นสุดท้ายขาด - ประเด็นก็คือพลังฝ่ายก้าวหน้าและพรรคประชาชนจะช่วงชิงความไม่พอใจนี้มาแปรเปลี่ยนเป็นพลังของฝ่ายก้าวหน้าได้หรือไม่ - หรือจะรอวิ่งตามกระแสไปเหมือนครั้งสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา.

https://www.facebook.com/gungun.okc/posts/28379951511600676

.....

Atukkit Sawangsuk
·
“กลไกสภาภายใต้ระบอบสีน้ำเงินกำลังและอาจจะเดินหน้าไปสู่ทางตัน ในความหมายที่มันไม่ตอบโจทย์ของประชาชนอีกต่อไป เมื่อนั้นอารมณ์ความรู้สึกของสังคมจะยิ่งขยายความไม่พอใจขึ้น และกลายไปเป็นการลงถนนต่อสู้นอกสภาอีกครั้ง แต่การต่อสู้นอกสภานี้ยังไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปสู่อะไร และอยู่บนกรอบคิดรากฐานความคิดแบบก้าวหน้าหรืออนุรักษ์นิยม”
เห็นด้วยแต่ทายล่วงหน้าว่า พรรคประชาชนจะไม่สามารถช่วงชิงได้ กระแสสังคมฝั่งอนุรักษ์นิยมแรงกว่า




https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/1712840944209396

บีบีซีไทย - BBC Thai 
13 hours ago
·
สนธิ - คปท. ชุมนุมหน้าสถานทูตอิสราเอลฯ เรียกร้องจัดการพฤติกรรมนักท่องเที่ยว - นายทุนที่ละเมิดกฎหมายไทย
.
นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฎิรูปประเทศไทย (คปท.) จัดการชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า "เอาประเทศไทยของเราคืนมา" ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย อาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 ซอยสุขุมวิท 21 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
.
เมื่อเวลา 10.16 น. นายสนธิขึ้นรถปราศรัยก่อนอ่านจดหมายเปิดผนึกถึง ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ระบุถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอิสราเอลในระยะที่ผ่านมาที่มีการละเมิดกฎหมาย ก่อความวุ่นวาย ไม่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปจนถึงปัญหาเกี่ยวกับการชำระเงินในบริการต่าง ๆ
.
เขายังอ้างถึงการขยายตัวของศูนย์ชาบัดและพฤติกรรมการกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อสร้างสุสานหรือศาสนสถานของชาวอิสราเอล โดยระบุว่า สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามจะ "สร้างอาณาเขตของกลุ่มตนเองบนผืนแผ่นดินไทยอย่างเปิดเผย"
.
นายสนธิระบุถึงข้อเรียกร้องต่อสถานทูตอิสราเอลฯ และรัฐบาลอิสราเอล รวม 4 ข้อได้แก่ ขอให้ควบคุมพลเมืองและอบรมนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาไทยให้เคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และคนท้องถิ่น, ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และให้ความร่วมมือกับไทยอย่างเต็มที่ในการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดต่อพลเมืองอิสราเอลที่ก่ออาชญากรรมหรือสร้างความเดือดร้อนโดยไม่ใช้สิทธิทางการทูตเข้ามาแทรกแซง, ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการตรวจสอบการครอบครองที่ดินใน จ.ฉะเชิงเทรา การดำเนินงานของศูนย์ชาบัด และขอให้รัฐบาลอิสราเอลยุติการกระทำอันโหดเหี้ยมต่อพลเรือน โรงพยาบาลและโรงเรียน และปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศโดยทันที
.
"โปรดจำไว้ว่าคนไทยให้เกียรติผู้มาเยือนเสมอ แต่แขกต้องเคารพเจ้าของบ้าน หากใครเข้ามาแล้วละเมิดกฎหมายและก่อความวุ่นวายหรือแสดงท่าทีคุกคามความสงบสุขของประชาชนและต้องการครอบครองดินแดนของคนไทย ประชาชนคนไทยมีสิทธิและพร้อมจะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านของตัวเอง" นายสนธิกล่าว




เขาหากันให้ควั้ก! มารู้จัก เหรียญเหนือดวง (หรือ เหรียญยกฐานะ) วัตถุมงคลยอดนิยม ในสายองค์พ่อจตุคามรามเทพ - แม้พระจะปาราชิกไปแต่ของขลังยังศักดิ์สิทธิ์อยู่ ?



เหรียญเหนือดวง (หรือ เหรียญยกฐานะ) เป็นหนึ่งในวัตถุมงคลยอดนิยมและโด่งดังมากในสายองค์พ่อจตุคามรามเทพ จัดสร้างขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2549 โดย พระวชิรญาณ วิ. (หลวงพ่ออติโชติ ธมฺมวโร) แห่งวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่วัดได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง

พุทธคุณและความเชื่อ

หนุนดวงชะตา: พลิกฟื้นดวงตก บรรเทาเคราะห์กรรม แก้ปีชง เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี
เมตตามหานิยมและโชคลาภ: เสริมดวงการค้าขาย การทำมาหากิน และเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน (ยกฐานะ)
แคล้วคลาดปลอดภัย: คุ้มครองจากภยันตรายและสิ่งอัปมงคล

พิธีกรรมและลักษณะเหรียญ

มหาพิธีพุทธาภิเษก (ปี 2549): ผ่านพิธีอธิษฐานจิตและพุทธาภิเษก 2 วาระ โดยมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดังร่วมปลุกเสกถึง 16 รูป เช่น หลวงปู่ทิม วัดพระขาว, หลวงพ่อรวย วัดตะโก, หลวงพ่อเพิ่ม วัดป้อมแก้ว

รูปแบบ: ด้านหน้าเป็นรูปจำลององค์พ่อจตุคามรามเทพ ประทับนั่ง ล้อมรอบด้วยยันต์และราหู ส่วนด้านหลังเป็นรูปพระปรางค์วัดพุทไธศวรรย์

การสร้างรุ่นต่อมา: เนื่องจากได้รับความนิยมสูง ต่อมาจึงมีการจัดสร้างรุ่นถัดมาอีก เช่น รุ่นปาฏิหาริย์เหนือดวง (ปี 2566)





 

https://www.facebook.com/reel/1402721051486854



เชื่อทรัมป์ก็โง่ ! เมื่อวาน ทรัมป์สัญญาว่าจะมอบเงิน 5,000 ดอลลาร์ให้แก่ชาวอเมริกันทุกคน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องลงคะแนนเสียงให้กับพรรครีพับลิกัน จนคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์เคยสัญญาลักษณะนี้ เรื่องอะไรและเมื่อไหร่






.....

โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอจะจ่ายเงิน $5,000 ให้ชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ทุกคนภายใต้ชื่อ "Trump Dividend" โดยมีเงื่อนไขว่าพรรครีพับลิกันจะต้องชนะและครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterms) ที่จะถึงนี้

แนวคิดการสัญญาแจกเงินหรือจ่ายเงินปันผลให้ประชาชน ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับทรัมป์ เขาเคยเสนอและดำเนินมาตรการในลักษณะคล้ายกันนี้มาแล้วหลายครั้ง:

เงินปันผลภาษีศุลกากร $2,000 (ปี 2025): ทรัมป์เคยเสนอให้จ่ายเงินปันผลแก่ชาวอเมริกันคนละ $2,000 โดยอ้างว่าจะนำรายได้มาจากการจัดเก็บภาษีศุลกากร (Tariffs) สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

เงินปันผลจากการลดรายจ่ายรัฐบาล (ต้นปี 2025): เคยเสนอไอเดียจ่ายเงินปันผลให้กับประชาชนโดยคำนวณจากงบประมาณที่หน่วยงานกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ประหยัดได้จากการตัดลดรายจ่ายภาครัฐ

Warrior Dividend $1,776 (ปลายปี 2025): มอบเงินโบนัสพิเศษจำนวน $1,776 ให้แก่บุคลากรทางการทหารของสหรัฐฯ

Trump Accounts (กลางปี 2025): โครงการฝากเงินเริ่มต้น $1,000 ให้แก่เด็กชาวอเมริกันที่เกิดระหว่างปี 2025–2028 เพื่อเป็นทุนสะสมในระยะยาว

เช็คบรรเทาทุกข์โควิด-19 (ปี 2020): ในสมัยแรกของการเป็นประธานาธิบดี ทรัมป์ได้ลงนามอนุมัติมาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจ ส่งเช็คบรรเทาทุกข์ (Stimulus Checks) ส่งตรงถึงครัวเรือนอเมริกันโดยมีลายเซ็นของเขาอยู่บนเช็คดังกล่าว

ข้อเสนอเงิน $5,000 ล่าสุดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักเศรษฐศาสตร์และฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เนื่องจากประเมินว่าต้องใช้งบประมาณสูงเกินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหาหนี้สาธารณะ อัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อ อีกทั้งยังต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาจึงจะทำได้จริง
...

เขาทำตามสัญญาครบทุกข้อหรือไม่?

ไม่ เขาไม่ได้ทำตามสัญญาเหล่านี้ทั้งหมด ผลงานที่ผ่านมาในเรื่องข้อเสนอการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดนั้นมีทั้งส่วนที่ทำได้จริงตามเป้าหมาย ส่วนที่ชะงักงันไป และส่วนที่เป็นเพียงคำสัญญาทางการเมืองที่ยังค้างคาอยู่

สิ่งที่ทำได้จริง:

เช็คเงินเยียวยา (ปี 2020): ทำได้จริง ภายใต้กฎหมาย CARES Act ในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่ง มีการจ่ายเงินเยียวยาโดยตรง (จำนวน 1,200 ดอลลาร์) ให้แก่ชาวอเมริกันที่มีคุณสมบัติครบถ้วน

เงินปันผล "Warrior Dividend" จำนวน 1,776 ดอลลาร์ (ธันวาคม 2025): ทำได้จริง ดำเนินการผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร โดยมีการจ่ายโบนัสพิเศษครั้งเดียวแบบไม่เสียภาษีจำนวน 1,776 ดอลลาร์ ให้แก่ทหารสหรัฐฯ ทั้งประจำการและกองหนุนรวมประมาณ 1.45 ล้านนาย เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือค่าที่พักอาศัยเพิ่มเติมในช่วงก่อนเทศกาลคริสต์มาส

สิ่งที่ชะงักงัน ถูกปรับเปลี่ยน หรือยังไม่เกิดขึ้นจริง:

เงินปันผลจากภาษีศุลกากร (Tariff Dividend) จำนวน 2,000 ดอลลาร์: ยังไม่เกิดขึ้นจริง/อยู่ระหว่างรอการดำเนินการ แม้จะมีการเสนอแนวคิดเรื่องการจ่ายเช็คเงินสดโดยตรงซึ่งใช้เงินทุนจากภาษีศุลกากรสินค้านำเข้า แต่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าภาระภาษีศุลกากรนั้นตกอยู่กับผู้นำเข้าภายในประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลต่างประเทศ แผนดังกล่าวเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายและขาดการอนุมัติจากสภาคองเกรสซึ่งจำเป็นสำหรับการจ่ายเช็คจำนวนมาก ทำให้เรื่องนี้ยังคงเป็นเพียงข้อเสนอทางเศรษฐกิจที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้

เงินปันผลจากการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ (DOGE Cost-Savings Dividend): ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ข้อเสนอที่จะนำเงินที่ตัดลดจากงบประมาณภาครัฐมาจ่ายคืนให้ประชาชนในรูปแบบเงินปันผลนั้น ไม่เคยมีการยื่นเสนออย่างเป็นทางการหรือผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

คำสัญญาช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Promise) จำนวน 5,000 ดอลลาร์: เป็นข้อเสนอในการหาเสียง เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่องการจ่ายเงินปันผลให้ผู้บริโภคในวงกว้างก่อนหน้านี้ ข้อเสนอนี้เผชิญกับข้อกังขาอย่างมากในเรื่องความเป็นไปได้ทางการคลัง (เนื่องจากมีต้นทุนสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์) และจำเป็นต้องมีการออกกฎหมายโดยสภาคองเกรสอย่างเคร่งครัด ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการร่างหรือผ่านกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด



สรุปปมยักยอกทรัพย์ อดีตหลวงพ่อโชติ เสพเมถุน “สีกาเอ๋” คาดกว่า 100 ล้าน - ทำไมคลิปถึงหลุด ?



สรุปปมยักยอกทรัพย์ อดีตหลวงพ่อโชติ เสพเมถุน “สีกาเอ๋” คาดกว่า 100 ล้าน

10 ก.ย. 2569
ไทยรัฐออนไลน์

ปมยักยอกทรัพย์-ฟอกเงิน อดีตหลวงพ่อโชติ เจ้าอาวาสวัดดังใน จ.อยุธยา ถูกบุกจับคากุฏิ บนโต๊ะอาหารเช้า พบคลิปเสพเมถุน “สีกาคนสนิท” เผยพฤติกรรมสร้างวัตถุมงคล โดยนำเงินจากการจำหน่ายเข้าส่วนตัว ล่าสุดตำรวจบุกค้นบ้านพักสีกาคนสนิท พบหลักฐานเตรียมขยายผล คาดเสียหายกว่า 100ล้าน ขณะตำรวจเก็บหลักฐานสำคัญ “โต๊ะกลมสีส้ม”

สำหรับ ลำดับเหตุการณ์และปมความผิด คดีอดีต "หลวงพ่อโชติ" ยักยอกเงินวัดดังในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยบุกจับเช้าวันนี้ 10 ก.ย.69 บนโต๊ะอาหารเช้าคากุฏิภายในวัด โดยอดีตหลวงพ่ออติโชติ อายุ 66 ปี เจ้าอาวาสวัด ที่ตอนนี้ได้ยอมลาสิกขาแล้ว



ถูกดำเนินคดีข้อหา เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯ, ปฏิบัติ/ละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต, และสมคบฟอกเงิน

สีกาเอ๋ อายุ 47 ปี ถือเป็นสีกาคนสนิทผู้รับถ่ายโอนทรัพย์สิน สนับสนุนเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์

จุดเริ่มต้นและปมเหตุความผิด จากหลักฐานคลิปฉาว ปรากฏภาพเสพเมถุนกับสีกาคนสนิทในกุฏิ ยึดของกลางประกอบ เช่น โต๊ะกลมสีส้ม



พฤติกรรมยักยอกเงิน นำเงินจากการจำหน่ายวัตถุมงคลเบียดบังเป็นของตน โดยไม่นำเข้าบัญชีวัด

ออกเอกสารเท็จ ออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัดโดยมิชอบมากกว่า 20 รายการ ในช่วงเวลา 2 ปี

การฟอกเงิน โดยนำเงินและทรัพย์สินวัดถ่ายโอนให้สีกาเอ๋เพื่อแปลงสภาพ

บุกค้นบ้านสีกาเอ๋ พบหลักฐานสำคัญ

ที่บ้านพักใน จ.ปทุมธานี พบของกลางพระเครื่องเนื้อทองคำ 35 องค์, ทองคำแท่งและรูปพรรณรวม 90บาท มูลค่า 6,037,470 บาท เงินสด 3,592,300 บาท โฉนดที่ดิน 2 ฉบับ / สัญญาซื้อขายที่ดิน 1 ฉบับ /เอกสารที่ดินและบัญชี 10 รายการ

สมุดบัญชีธนาคาร 7 เล่ม / สลากออมสิน 4 ใบ และเอกสารการลงทุน 18 รายการ / กรมธรรม์สุขภาพ 1ฉบับ

ใบประกันทองคำ 6 ใบ / ใบซื้อ-ขายทองคำ 7 ใบ

คาดความเสียหายและของกลางรวมประมาณ 92 - 100 ล้านบาท

ขั้นตอนต่อไป อยู่ระหว่างสืบสวนรวบรวมหลักฐานเพื่อขยายผลดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการรายอื่นเพิ่มเติม




https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2958836






 

กำลังไวรัล " 💊ฤาษีบดยาหรือจะสู้อาตมาบดโยม…"