วันศุกร์, ตุลาคม 24, 2557

สาส์นจาก จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ : ขอคารวะจิตวิญญาณท่านอภิวันท์ ในงานศพที่เกิดปรากฎการณ์เปลียนผ่านวัฒนธรรมการต่อสู้ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย



หัวใจของผมตรงกับพี่น้องประชาชน คือ อดทนอยู่ไม่ไหวกับการใช้อำนาจเผด็จการของคสช.ที่ข่มขู่คุกคามปิดปากประชาชน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ท่านอภิวันท์เสียชีวิต ผมจึงรวบรวมความรู้สึกของพี่น้องและผมนำเสนอให้ไปร่วมไว้อาลัยกันให้มากเกิน 50,000 คนซึ่งก็ถูกหัวหน้า คสช.สบประมาท ว่าเป็นไปไม่ได้และวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าท่านและผมต่างอยู่ในภาวะเดียวกันอึดอัดเต็มทีกับความเลวร้ายที่คสช.ก่อขึ้น

ในงานศพทุกซอกมุมคุยแต่เรื่องการเมือง และทุกกลุ่มรุมด่าทอผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารอย่างตาสว่าง, ผมไม่ได้ไปแต่ทุกสายรายงานมาที่ผมตรงกันหมด

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เข้าร่วมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก เพื่อส่งร่างของท่านอภิวันท์อย่างสมเกียรติ์ และแสดงออกถึงวัฒนธรรมใหม่ที่น่าชื่นชม คือ

1.ทุกคนไม่กลัวต่ออำนาจเผด็จการทหารที่กดขี่อยู่
2.ทุกคนพร้อมต่อสู้ทวงคืนอำนาจอธิปไตย
3.ทุกคนทราบดีว่าการยัดเยียด มาตรา112 เป็นผลโดยตรงต่อการเสียชีวิตของท่านอภิวันท์และอีกหลายคนที่ตายคาโซ่ตรวน และต้องลี้ภัยตลอดชีวิตในต่างประเทศด้วยข้อหานี้ เช่น ท่านปรีดีพนมยงค์ และพวกเราทุกคนพร้อมที่จะสถาปนาหลักนิติธรรมใหม่บนแผ่นดินไทยให้จงได้

ขอให้ศึกษาจิตใจการต่อสู้ของประชาชนในงานวันส่งวิญญาณท่านอภิวันท์เพื่อก้าวไปสู่ชัยชนะ

จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ
เลขาธิการองค์การเสรีไทยฯ
22ตุลาคม2557

"บิ๊กจิ๋ว" เปิดใจครั้งแรก เตือนรปห. มักเริ่มที่ดอกไม้แต่จบด้วยก้อนหิน ชม "บิ๊กตู่" เสียสละ (ชมคลิป)



ที่มา มติชนออนไลน์

"พล.อ.ชวลิต" ชี้ทั้งดีใจทั้งห่วงการทำรัฐประหารครั้งนี้เพราะการทำรัฐประหารมักจะเริ่มด้วยดอกไม้แต่จบลงด้วยก้อนหินชม "บิ๊กตู่" เสียสละ-ต้องให้โอกาส แนะ ในกองทัพมีคนดีอีกมหาศาล เลือกใช้ให้ดี และทำเฉพาะเรื่องที่จำเป็น

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ ว่า ปี 2475 คณะราษฎรได้ยึดอำนาจการปกครองจากสถาบันกษัตริย์ ตอนนั้นเกิดความเข้าใจผิดมากคณะราษฎรคิดว่าการยึดอำนาจการปกครองแล้วจะเปลี่ยนมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากคณะราษฎรศึกษาจะรู้ว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและเศรษฐกิจขณะนั้นทุกคนคิดไปว่าจะทำให้มีรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนได้ปกครองตนเองซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างประชาธิปไตย

แต่รัฐธรรมนูญเป็นบันทึกเอกสารเรื่องธรรมนูญแห่งรัฐเป็นเอกสารที่บักทึกการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยเพื่อเป็นหลักให้ลูกหลานแต่รัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี่คือสิ่งที่ต้องตระหนักสิ่งที่จะสร้างประชาธิปไตยคือนโยบายง่ายๆที่ไม่ได้ยุ่งยากเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้การปกครองระบอบประชาธิปไตยคือการปกครองของประชาชนซึ่งจะเกิดขึ้นได้โดยประชาชน เพื่อประชาชน

พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า วันนี้อาจจะมีผู้สงสัยว่าเหตุใดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เรากำลังดำเนินการอยู่นี่จึงสับสนอลหม่าน ทำไมไม่เหมือนประเทศอื่นที่เขาทำกันได้ง่ายๆ หรือบางคนอาจจะถามว่าทำไมไม่ใช้การปกครองแบบเมืองจีนเล่า หารู้ไม่ว่า จะเป็นการปกครองแบบไหนก็แล้วแต่

สิ่งสุดท้ายที่ต้องการคือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และค่อยๆปรับ ค่อยๆเปลี่ยนสิ่งนี้โดยประชาชนเอง นี่คือสิ่งที่เราต้องเข้าใจ อย่าไปคิดว่ารัฐธรรมนูญคือสิ่งที่เป็นประชาธิปไตย ตนเกรงอยู่อย่างเดียวว่าวงจรการดำเนินงานจะกลับไปสู่สิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วในการยึดอำนาจของพี่น้องทหาร เป็นห่วง แต่ก็ดีใจที่รัฐบาลชุดนี้ได้เสียสละมา เพราะการทำรัฐประหารมักจะเริ่มด้วยดอกไม้แต่จบลงด้วยก้อนหินทุกที

เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังสิ่งนี้เท่านั้นเอง นี่คือสิ่งที่เรามองเห็นและเราเป็นห่วง อย่าไปทำเรื่องอื่น แต่ขอให้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน แก้ไขหนี้สิน ทำให้เขามีรายได้ที่สูงขึ้น ทำให้ผู้คนีความแตกต่างกันน้อยที่สุด คุณทำได้ หัวใจอยู่ตรงนี้

เมื่อถามว่า มองการทำงานและบุคลิกของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อย่างไรบ้าง พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ก็ดี เป็นทหารก็อย่างนี้ไง ทหารก็ต้องเป็นอย่างนี้ คนที่นอนวันละ 2-3 ชั่วโมงนี่ น่าสงสารนะ คนที่เสียสละพี่น้องประชาชนต้องเข้าใจ ต้องเห็นใจ และต้องให้โอกาสเขา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยตักเตือน ทางโน้นก็ต้องฟัง ในกองทัพมีคนดีอีกมหาศาล เลือกใช้ให้ดี และทำเฉพาะเรื่องที่จำเป็น อย่าไปยุ่งกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ มอบให้เป็นอำนาจของประชาชนไป ให้ประชาชนทำของเขาเอง ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีกฎหมายออกมาชัดเจนว่ารัฐบาลต้องมอบหรือให้งบประมาณแก่เขา นอกจากนี้ ห่วงเรื่องพลังงาน วันนี้ได้มีการเตรียมการอย่างไรบ้าง ทั้งสังคมก็กำลังจะเป็นสังคมคนแก่ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก เงินออมก็จะหมด และจะมีปัญหาเกิดขึ้นในสังคมมากขึ้นอีก

"ช่วยกันเถิดครับ ให้กำลังใจเขา ให้กำลังใจกัน ช่วยกันเสนอแนะ ช่วยกันแนะนำ ขณะเดียวกัน คสช.ก็ต้องเห็นใจและเข้าใจพี่น้องประชาชนด้วย หันหน้าเข้าหากัน ถูกแล้วที่วางหลักการไว้ 2 ข้อ คือ ปรองดอง และปฏิรูป เมื่อก่อนผมใช้คำว่าสันติภาพจากการพัฒนา ซึ่งเหมือนกัน จะทำอะไรก่อนก็ได้ ทำไปพร้อมกันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องปฏิรูปแล้วหยุดปรองดอง ทำไปด้วยกันเพียงแต่น้ำหนักของช่วงนี้ให้กับอะไรนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" พล.อ.ชวลิต กล่าว

คลิกชมคลิปต่อเนื่อง บิ๊กจิ๋ว ตอบโจทย์ว่าด้วย 2475-ประชาธิปไตย-รัฐธรรมนูญ และความเข้าใจผิดๆ

การเมือง "คนดี"

ภาพจาก FB 9GAG


ที่มาเรื่อง สำนักพิมพ์ ฟ้าเดียวกัน

การเมือง "คนดี"

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่การรัฐประหาร 3 ครั้งที่เกิดขึ้นในรอบ 23 ปี ได้แก่ รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นั้น เป็นการรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยมีข้ออ้างร่วมกันประการหนึ่งคือปัญหาคอรัปชั่นของนักการเมือง ด้วยข้อกล่าวหาตั้งแต่เรื่องบุฟเฟ่คาบิเนต โคตรโกง มาจนถึงโกงทั้งโคตรตามลำดับ

ปัญหาคอร์รัปชั่นของนักการเมืองสอดรับกับสภาพแวดล้อมทางการเมืองแบบใหม่ตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ที่ฐานอำนาจทางการเมืองค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ระบบรัฐสภา ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการเลือกตั้งในแบบประชาธิปไตยครึ่งใบมาสู่ประชาธิปไตยเต็มใบอย่างต่อเนื่อง (พ.ศ. 2522, 2526, 2529, และ 2531) โดยไม่มีการรัฐประหาร (ที่สำเร็จ) สวนทางกับ “ขาลง” ของกองทัพที่เคยมีบทบาทในการแทรกแซงการเมืองโดยตรง

ในการรัฐประหาร 3 ครั้งหลังสุด ครั้งแรกจบลงด้วยความบอบช้ำของกองทัพจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ทหารต้องกลับเข้ากรมกองไปพักใหญ่ ส่วนรัฐประหาร 2 ครั้งหลัง กองทัพเป็นแค่ผู้มา “ปิดเกม” ที่พันธมิตร “ภาคประชาชน” นอกสภาได้ปูทางไว้ให้แล้วก่อนหน้า

เหตุผลในการรับรองการรัฐประหารนั้นพุ่งเป้าไปยังนักการเมือง การเลือกตั้ง และประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงที่เป็น “เหยื่อ” โดยตรง กล่าวคือ

เหตุที่ต้องรัฐประหาร ก็เพราะนักการเมืองคอร์รัปชั่น

เหตุที่นักการเมืองคอร์รัปชั่น ก็เพราะต้องถอนทุนคืนจากการซื้อเสียงเลือกตั้ง

เหตุที่มีการซื้อเสียงเลือกตั้ง ก็เพราะมีคนไม่ดี ไม่มีศีลธรรม และไม่มีความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง

ไม่ว่าเหตุผลอันแท้จริงในการก่อรัฐประหารจะเป็นเช่นไร แต่ในทางสาธารณะ หลังการรัฐประหารทุกครั้งก็จะมีความพยายามในการออกแบบระบบการเมืองเสียใหม่ เพื่อแก้ปัญหาของการเมืองแบบเลือกตั้งดังกล่าว ทว่าสุดท้ายกลับ “เสียของ” การเมืองไทยไม่ได้เป็นไปอย่างที่ “คนดี” ทั้งหลายต้องการเสียที แล้วถึงจุดหนึ่งการรัฐประหารก็จึงวนย้อนกลับมาอีก พร้อมกับเริ่มต้น “การปฏิรูป” ครั้งใหม่ภายใต้การชี้นำ “คนดี” ที่เปี่ยมไปด้วยจิตสาธารณะและมีศีลธรรมในระดับ “เหนือ (นัก) การเมือง”

ในบทความ “คำสัญญาของความปรารถนา : การเมืองว่าด้วยเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพกับวาทกรรมของศีลธรรมในช่วง 2490-2550” ทวีศักดิ์ เผือกสมได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การรัฐประหารโค่นล้มทักษิณ ชินวัตรเมื่อปี 2549 เกิดขึ้นในบริบทของการเรียกร้องหา “แบบแผนทางศีลธรรม” ให้แก่มวลชนและผู้นำทางการเมืองที่พวกเขาเลือกมา

เราอาจจะเข้าใจฐานการร้องหาแบบแผนทางศีลธรรมดังกล่าว และอำนาจทางการเมืองของการมีศีลธรรม ได้โดยการน้อมนำพระบรมราโชวาทอันทรงพลังมารับใส่เกล้าใส่กระหม่อมไว้ อันมีความตอนหนึ่งว่า
ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้
ฉะนั้น ถึงที่สุด “การเมืองคนดี” จึงสมควรต้องอยู่ เหนือ การเมืองที่ดีๆ ชั่วๆ ของมวลชน ซึ่งจำต้องได้รับ “การปรับทัศนคติ” เสียใหม่เป็นระยะๆ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพของสังคมไทย
วารสารฟ้าเดียวกัน ปี 12 ฉบับ 2-3
การเมือง “คนดี”

ขอเชิญร่วมงานสัมมนา เรื่อง ‘ ประชาธิปไตย คอร์รัปชั่น และการปฏิรูปประเทศไทย: จะใช้ประชาธิปไตยแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้อย่างไร’ 5 พย. 57

 

โครงการเสวนาสาธารณะ ‘เศรษฐกิจแห่งวันพรุ่งนี้’ (Economy of Tomorrow)

‘ ประชาธิปไตย คอร์รัปชั่น และการปฏิรูปประเทศไทย: จะใช้ประชาธิปไตยแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้อย่างไร’

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13.15-16.00 น. ห้องกมลมาศ โรงแรม เดอะ สุโกศล

วัตถุประสงค์

โครงการ ‘เศรษฐกิจแห่งวันพรุ่งนี้’ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (FES) เป็นกิจกรรมพัฒนาความรู้และแลกเปลี่ยนทางปัญญาในหมู่นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบายและภาคประชาสังคม เกี่ยวกับการร่วมกันออกแบบ ‘เศรษฐกิจแห่งวันพรุ่งนี้’ ที่มีความเป็นธรรมทางสังคม ยั่งยืน และมีพลวัต ผ่านเวทีระดมสมอง เสวนาสาธารณะ และการค้นคว้าวิจัย

วงเสวนาสาธารณะ ‘จะใช้ประชาธิปไตยแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้อย่างไร’ เป็นความพยายามอธิบายปรากฏการณ์คอร์รัปชั่นในสังคมไทย ผ่านมุมมองทางเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการขจัดคอร์รัปชั่น โดยพยายามหาคำตอบต่อคำถามสำคัญต่อไปนี้
- ปัญหาคอร์รัปชั่นสะท้อน ‘อาการ’ ของโรคในสังคมไทยอะไรบ้าง
- ความสัมพันธ์ระหว่างคอร์รัปชั่น การผูกขาด ระบบอุปถัมภ์ และการสร้างประชาธิปไตย คืออะไร
-ประชาธิปไตยมีความสำคัญและจำเป็นต่อการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างไร
- ทำไมการแก้คอร์รัปชั่นกับการสร้างประชาธิปไตยต้องไปด้วยกัน
- การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นด้วยวิถีทางประชาธิปไตยมีแนวทางใดบ้าง

กำหนดการ

13.15 น. ลงทะเบียน

13.30-16.00 น. เสวนาสาธารณะ ‘ประชาธิปไตย คอร์รัปชั่น และการปฏิรูปประเทศไทย: จะใช้ประชาธิปไตยแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้อย่างไร’

- Mr. Marc Saxer มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (FES)
- ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
- ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ดร. ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดำเนินรายการโดย ผศ. ปกป้อง จันวิทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ลงทะเบียนไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ events@tdri.or.th ภายในวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2557

http://tdri.or.th/event/howdemocracysolvecorruption-5nov/

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 23, 2557

คลิป Thai Voice Media : ดร.ธงชัย วินิจจะกูล วิเคราะห์ปรากฎการณ์"ดึงฟ้าต่ำ"


http://www.youtube.com/watch?v=UnqAotM01Yw

ที่มา Thai Voice Media

Published on Oct 22, 2014
ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ University of Wisconsin Medison ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia.com เกี่ยวกับ ปรากฎการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ­ไทย ที่ มีการดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเคร­ื่องมือเพื่อต่อสู้ทางการเมือง โดยดร.ธงชัย วิเคราะห์ว่า ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา กลุ่มอำนาจต่าง ๆ พยายามที่จะโหนเจ้าเพื่อเข้าสู่อำนาจ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
...

"ธงชัย"ชี้บังคับใช้ 112 ทำให้ไทยเป็นรัฐไร้เหตุผล ทำลายตัวเอง สะท้อนประชาธิปไตยแบบคลั่งเจ้า


TUE, 10/21/2014 - 02:31 JOM
ที่มา Thai Voice Media

“ธงชัย วินิจจะกุล”ให้ความหมายประชาธิปไตยไทยคือ“ประชาธิปไตยแบบคลั่งเจ้า”ชี้การบังคับใช้ ม.112 เป็นการทำลายตัวเองและทำให้ไทยเป็น รัฐที่ไร้เหตุผล

ดร.ธงชัย วินิจจะกูล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน สหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia.com เกี่ยวกับ การบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ในประเทศไทย และปัญหการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในขณะนี้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย มีการพูดถึงและถูกวิพากษ์วิจารณ์มานานแล้วมากกว่า 40 ปี มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่แต่ละยุคสมัย อย่างไรก็ตาม ประมาณ 40 ปี ที่ผ่านมา กระแสนิยมในสถาบันกษัตริย์ไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ คนไทยสมัยก่อน ไม่ได้คลั่งเจ้ากันขนาดนี้คนไทยสมัยก่อน เคารพเจ้า เหมือนเคารพพระสงฆ์ ซึ่งพระสงฆ์ก็ย่อมมีพระดี พระไม่ดี เป็นธรรมดา ถ้าพระไม่ดี คนไทยก็มีวิธีการที่จะหลบเลี่ยง ไม่เคารพศรัทธา หรืออดทนที่จะทำความเคารพ เพราะถือว่าเป็นการเคารพศาสนา เช่นเดียวกัน คนไทยเคารพเจ้า เคารพกษัตริย์ก็รู้จักแยกแยะ

ดร.ธงชัยกล่าวว่า ต้องยอมรับความจริงว่า คนไทยปัจจุบันไม่ได้รักเจ้าเท่ากันทุกพระองค์ และก็มีมีวิธีการแสดงออกที่แตกต่างกันออกไปด้วย

“ 40 ปีที่ผ่านมา เกิดการรักเจ้าแบบครั่งเจ้ากันมากผิดปกติ มากกว่ายุคใดสมัยใด ซึ่งก็มีสาเหตุจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการรักเจ้าโหนเจ้า เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ต้อการมีอำนาจเป็นใหญ่เหนือระบบรัฐสภา เพราะพวกนี้ ต้องการเป็นใหญ่โดยไม่ได้อาศัยอำนาจประชาชน แต่อาศัยการรัฐประหาร อาศัยเส้นสาย เครือข่าย อาศัยการแอบอิงว่า ตัวเองใกล้ชิดกับเจ้า เพื่อจะได้อภิสิทธิ์ เพื่อที่จะมีอำนาจ เพื่อแสงวหาประโยชน์ คนนี้มีเป็นจำนวนมากทีเดียว และเป็น เครือข่ายใหญ่โตขึ้นมาในขณะนี้ ดังนั้นคนพวกนี้ ก็พยายามที่จะสร้างความคิด ความเชื่อ หรือเรียกว่า ประเพณีประดิษฐ์ และวัฒนธรรมประดิษฐ ขึ้นเพื่อให้เกิดการยอมรับของคนในสังคม ซึ่งจะต้องยอมรับความจริงว่า หลายอย่างมันเวอร์” ดร.ธงชัยกล่าว

ดร.ธงชัยกล่าวว่า สถาบันกษัตริย์หรือเจ้าถ้าจะอยู่ได้ในโลกนี้ โดยให้คนหรือประชาชนเกิดความจงรักภักดี ไม่มีความจำเป็นต้องเว่อร์ก็ได้ จะเรียกได้ว่า ประชาธิปไตยในประเทศไทยตอนนี้ เรียกได้ว่าเป็น ประชาธิปไตยแบบโหนเจ้า Royalist Democracy หรือถ้าจะเรียกให้สุภาพหน่อยเรียกว่า เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเป็นประชาธิปไตยแบบโหนเจ้า อวดอ้างว่ารูปแบบเป็นประชาธิปไตยแต่เอาเข้าจริง ๆเต็มไปด้วยคนที่โหนเจ้า เป็นการอ้างเจ้ามาหากินเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ คนพวกนี้ เขาต้องการ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม ที่โหนเจ้าอิงเจ้า บวกกับ ที่สำคัญ ที่สุดคือมีการออกกฎหมายบังคับนั่นคือ กฎหมาย 112 บังคับห้ามวิจารณ์ บังคับห้ามที่จะพูดถึงเจ้าในทางที่ลบ รวมทั้งห้ามแม้กระทั่ง ที่จะพูดถึงกษัตริย์ในอดีต อย่างที่เกิดขึ้นกับ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ และอีกหลายคน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล และปัญญาอ่อนมาก ๆ

BBC Thai สัมภาษณ์นายแอนดรูว์ มาร์แชล

"ถ้าผมสามารถทำให้เมืองไทยถกปัญหากันได้อย่างเสรี  ไทยน่าจะก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างสันติ ผ่านวิธีการพูดคุยไม่ใช่ด้วยความรุนแรง "

ที่มา FB BBC Thai
October 23, 2014

แอนดรู มาร์แชล
นักเขียน นักวิเคราะห์เรื่องเมืองไทยและเป็นอดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ เขามีงานเขียนเกี่ยวกับประเทศไทยหลายชิ้นที่เป็นที่รู้กันว่าถูกห้าม ล่าสุดเขาเขียนหนังสือชื่อ A Kingdom in Crisis แน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้ไม่มีวางขายในประเทศไทย ผู้เขียนได้ทวีตส่วนหนึ่งของความเห็นผู้ที่ได้อ่านซึ่งเป็นชาวต่างชาติ แสดงความชื่นชมในเนื้อหา บีบีซีไทยเห็นว่า นี่เป็นปรากฎการณ์หนึ่งที่น่าสนใจและสาธารณะพึงทราบ จึงนำเสนอบทสัมภาษณ์สั้นๆในเนื้อหาเท่าที่สถานการณ์จะอำนวย
....

ถาม หนังสือเล่มนี้พูดถึงอะไร

หนังสือกล่าวถึงวิกฤตการเมืองไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มั่งคั่งและทันสมัย แต่สังคมไทยกลับแตกแยกและเต็มไปด้วยปัญหา จมอยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้ประเทศบอบช้ำ สื่อส่วนใหญ่ไม่ว่าไทยหรือเทศ หรือแม้แต่นักวิชาการก็ยังไม่สามารถอธิบายสาเหตุของการที่ไทยเข้าสู่สภาพอันน่าเศร้านี้ได้ ผมจึงคิดว่าจำเป็นต้องเขียนหนังสือที่ให้คำอธิบายและวิเคราะห์กันให้เต็มที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และทำไม ที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องอธิบายเรื่องนี้ก็เพราะถ้าคนไทยและนักสังเกตการณ์ต่างชาติมีข้อมูลมากพอเรื่องวิกฤตการณ์การเมืองของไทย มันจะช่วยให้ประเทศไทยแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้นผ่านการถกเถียงสนทนาและผ่านแนวทางประชาธิปไตย แทนที่จะต้องใช้เผด็จการและต้องผ่านการนองเลือด


ถาม อยากจะสื่ออะไรให้ผู้อ่าน

ผมอยากจะบอกเล่าความจริงเรื่องของวิกฤตการณ์ของเมืองไทยรวมทั้งประเด็นที่เป็นเรื่องต้องห้ามที่นักข่าวและนักวิชาการส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยง เพราะว่าในเมืองไทยการบอกเล่าความจริงมันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ภาพของเมืองไทยที่มักเข้าใจกันว่าเป็นดินแดนของความกลมเกลียว เป็น ‘สยามเมืองยิ้ม’ นับเป็นคำที่ทำให้เข้าใจผิดอย่างมาก แต่เพราะความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการพูดความจริง ทำให้น้อยคนนักที่จะพยายามท้าทายมายาคติอันนี้ ผมจึงอยากจะให้คนอ่านหนังสือได้คำอธิบายที่ตรงไปตรงมาว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองไทย เพื่อจะท้าทายมายาคติ การโฆษณาชวนเชื่อที่ได้เป็นอุปสรรคกีดกันประเทศนี้ไว้ไม่ให้เป็นประชาธิปไตยและเสรีอย่างเต็มที่ ผมยังอยากจะบอกเล่าประวัติศาสตร์ไทยอย่างชนิดที่ตรงไปตรงมามากขึ้น แทนที่จะไปตอกย้ำเรื่องเล่าเดิมๆ เพราะผมเห็นว่าคนไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้เข้าใจความจริงเกี่ยวกับอดีตของตนเท่านั้น

ถาม การที่หนังสือ A Kingdom in Crisis ไม่ได้ถูกนำมาวางแผงขายในไทย เป็นปัญหาสำหรับผู้เขียนหนังสืออย่างคุณไหม

ก็น่าเสียดายว่า หนังสือเล่มนี้คงจะไม่ได้วางจำหน่ายในไทยตอนนี้ เพราะการพูดความจริงเกี่ยวกับการเมืองและประวัติศาสตร์ไทยเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย หนังสือของผมจึงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แน่นอนผมเสียใจ เพราะผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับประเทศไทยตอนนี้คือต้องพูดคุยกันให้มากกว่าเดิม รวมทั้งเปิดตัวเองสู่มุมมองที่แตกต่าง ไม่ใช่การทำให้การสนทนาหรือการคิดต่างเป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างทุกวันนี้ ผมต้องฝ่าฟันอุปสรรคอย่ามากเพื่อจะเขียนหนังสือเล่มนี้ ต้องลาออกจากงานเพราะทางรอยเตอร์ไม่ต้องการพัวพันกับเรื่องวุ่นวายและข้อกฎหมายที่จะตามมา ผมต้องลี้ภัยอยู่นอกประเทศ เข้าเมืองไทยไม่ได้ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างมากเพราะผมรักประเทศไทย โดยส่วนตัวจึงมีเรื่องที่ผมสูญเสีย แต่ผมก็เชื่อว่ามันคุ้มกันเพราะผมอยากให้ไทยเป็นประเทศที่เสรี เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และรุ่งเรืองมั่งคั่งด้วย ผมเชื่อว่าหนังสือของผมอาจจะมีส่วนช่วยได้บ้างเล็กน้อยๆ ผมอยากให้ประเทศไทยเป็นที่ที่ลูกชายของผมรู้สึกได้ว่าเขาจะเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างภาคภูมิใจ


ถาม การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับไทยในฐานะที่ไม่ใช่คนไทยมีความยากง่ายอย่างไรบ้าง

การเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเมืองไทยและความเป็นสมัยใหม่มันเจอปัญหาเยอะมาก เพราะตามกฎหมายไทยทำให้มันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย มีแหล่งข่าวบางคนที่ช่วยให้ผมเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้แต่ผมต้องระวังอย่างมากที่จะไม่เปิดเผยหรือทำให้พวกเขาเป็นอันตราย หนังสือเล่มนี้ใช้บทสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่เปิดเผยชื่อไม่ได้จำนวนมาก แหล่งข้อมูลที่สำคัญของผมอีกแหล่งคือ วิกิลีคส์ Wikileaks เพราะวิกิลีคส์มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่คนไม่พูดถึงกันอย่างชนิดตรงไปตรงมาไม่มีการเซ็นเซอร์ ผมยังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณแหล่งข่าวของผมจำนวนมากที่กล้าที่จะคุยกับผมเพราะพวกเขาเชื่อว่า วิธีที่จะแก้ปัญหาของประเทศได้คือต้องซื่อสัตย์และเปิดเผย ภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างเป็นปัญหาเหมือนกัน แต่การที่ผมไม่ใช่คนไทยก็มีประโยชน์ เพราะทำให้ผมสามารถมองประเทศไทยจากสายตาของคนภายนอกและอย่างนักวิเคราะห์ได้

วันหนึ่ง เมื่อเมืองไทยมีเสรีภาพมากกว่านี้ คนไทยจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยได้ดีกว่าผม แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่การพูดคุยเรื่องเหล่านี้อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาในหมู่คนไทยยังทำได้ยาก ผมคิดว่าผลงานของผมอาจจะช่วยได้บ้าง ถ้าผมสามารถทำให้คนไทยถกปัญหาและพูดถึงหัวข้อที่ต้องห้ามกันได้อย่างเสรีมากขึ้น ประเทศไทยน่าจะก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างสันติผ่านวิธีการพูดคุยไม่ใช่ด้วยความรุนแรง และหลุดพ้นจากวังวนความรุนแรงที่ทำให้ไทยเสียหายมามากมายเสียที ดังนั้นถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยประเทศไทยให้ไปถึงจุดนั้นได้ ผมก็อยากจะพยายามทำ


เทศมนตรีมิลาน Marco Cappato เขียนสนับสนุนกลุ่มผู้ต่อต้านเผด็จการทหารชาวไทย

โดย Marco Cappato*

Marco Cappato ในการร่วมประท้วงประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่หน้าโรงแรมที่ประยุทธ์เข้าพัก

สำหรับบางคน การประชุมผู้นำเอเชีย–ยุโรปเป็นไปด้วยดี แต่สำหรับบางคน มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น สำหรับประยุทธ์แล้ว เขาคิดว่ามันคือความสำเร็จ ไม่ใช่ทุกวันที่เผด็จการผู้ขึ้นสู่อำนาจด้วยการทำรัฐประหารจะเดินเข้าสู่ชุมชนนานาชาติได้ทางประตูหน้า โอกาสแห่งความสำเร็จ ... เกือบจะสำเร็จ! พรรคการเมืองก้าวหน้าด้วยสันติวิธี (Nonviolent Radical Party) เข้าร่วมมือกับกลุ่มที่ทำให้เกิดคำว่า “เกือบจะ” จริงๆแล้ว เราได้ไปร่วมแสดงความสนับสนุนกลุ่มผู้ต่อต้าน(เผด็จการ) ชาวไทยกลุ่มเล็ก ส่วนใหญ่เป็นผู้ลี้ภัยในยุโรป พวกเขาประท้วงโดยการใช้เทปปิดปากและห้อยป้ายประท้วงไว้ที่คอ ที่หน้าโรงแรมที่ประยุทธ์เข้าพัก

บางคนที่ได้เชิญชวนเราไปร่วมประท้วงได้เขียนจดหมายถึงเราว่า การประท้วง “ได้รับการพูดถึงในสื่อไทยอย่างกว้างขวาง (รวมทั้งได้รับการพูดถึงจากสื่อหลักทุกสื่อในอิตาลีด้วยเช่นกัน) และส่งผลกระทบทางการเมืองในประเทศไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ มันได้ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านเผด็จการทหาร ซึ่งแม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศ แต่ต้องถูกปิดปากไว้เพราะกฎอัยการศึก พลเมืองไทยหลายคนเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ ที่ได้เห็นความใส่ใจและการเข้าร่วมประท้วงของสมาชิกพรรค

สำหรับพรรคการเมืองก้าวหน้าด้วยสันติวิธี (Nonviolent Radical Party) แล้ว การรับมือกับปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนในเอเชียไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งการได้ปฎิสัมพันธ์กับฝ่ายต้าน (เผด็จการ) ของไทย อาจจะทำให้พวกเขาได้ร่วมทำงานกับโครงการร่วมกับพวกเรา เพื่อสร้างการตื่นตัวถึงเรื่องสหพันธรัฐที่เป็นประชาธิปไตยของทวีป (เอเชีย) แน่นอนว่า ประเด็นเรื่องประชาธิปไตยและเรื่องสหพันธรัฐ เป็นสองประเด็นใหญ่ที่ขาดหายไปจากการพูดถึงในที่ประชุมที่มิลาน ไม่ใช่เป็นเพราะรัฐบาลจากเอเชีย แต่เนื่องมาจากรัฐบาลของกลุ่มสหภาพยุโรปเป็นสำคัญ


In support of Thai dissidents

Marco Cappato

Source: http://www.radicalparty.org/en/rnn-news/41/news/support-thai-dissidents

Some the Asian-European summit in Milan went well, according to others a bit less. For the Thai Prayath, it was a success. It does not happen every day that a dictator who took power through a military coup instantly walks in to the international community through the front door. The perfect occasion... almost. The Nonviolent Radical Party lend a hand to the "almost". In fact, we went to express our support to a small group of Thai dissidents, most of them political refugees in Europe, who demonstrated wearing gags and with signs around their neck under the windows of the hotel in Milan where Prayath was staying.

Some of those who invited us have written to us: the demonstration "has had wide media coverage in the Thai media (as well as being mentioned by all major Italian media), and has had a really significant political impact in Thailand, giving strength to the opposition movement, which, although representing the majority, is currently silenced by martial law; many Thai citizens were overcome with emotions in seeing the interest and participation" of Radical members.

For the Nonviolent Radical Party, dealing with human rights in Asia is nothing new. Contacts with the Thai opposition may serve to involve them in our project for the realization of a democratic federation on that continent. Exactly democracy and federalism were the two great absentees at the Milan summit: not only because of the Asian States, but especially due to the European States.

Translation: Laura Harth
-----------------
* Marco Cappato เป็นนักการเมืองจากพรรค Nonviolent Radical Party จากเมืองมิลาน เขาเคยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปจากประเทศอิตาลี 2 สมัย และได้อยู่ในคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหภาพยุโรป หลายคณะรวมทั้งเป็นผู้นำเสนอรายงานด้านสิทธิมนุษยชนต่อรัฐสภายุโรปในปี 2550  ดูเพิ่มเติม  http://en.m.wikipedia.org/wiki/Marco_Cappato 

Borderline for borderless



ที่มา FB Supalak Ganjanakhundee

Borderline for borderless

กลุ่มอาเซียนมีความฝันที่เราอาจจะไม่ได้เห็นกันในเร็ววันนี้คือคือการละลายพรมแดนของรัฐชาติเหมือนในยุโรป เมื่อเช้านั่งรถไฟจากปารีสไปบรัสเซล ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง (non-stop) จริงๆแล้วรถไฟวิ่งข้ามประเทศ แต่ความรู้สึกเป็นแค่วิ่งระหว่างเมืองสองเมืองเท่านั้นเอง

ฝรั่งเศสกับเบลเยี่ยมก็ยังเป็นประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยของตัวเองอยู่ แต่ไม่เห็นมีใครวุ่นวายอะไรกับเส้นพรมแดนหรือการข้ามแดนอะไรกันเลยสักนิดเดียว ทั้งๆที่จริงๆแล้วในยุโรปก็มีเส้นเขตแดน แต่หลายประเทศก็ปักปันเขตแดนไปอย่างนั้นเองพอให้รู้ว่าของใครอยู่ตรงไหน เสร็จแล้วก็ข้ามมันไปโดยไม่แยแสอะไรเลย

หวนมาคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแถวบ้านเราเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคนต้องตายไปหลายคนเพราะเรื่องเส้นเขตแดนที่จนป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน-- ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นด้วย

อีกนานเท่าไหร่ จะได้นั่งรถไฟจากกรุงเทพฯไปเวียงจันทน์โดยไม่ต้องลงจากรถไปตรวจเอกสารกันเสียที

ว่ากันตามตรงเส้นเขตแดนนี่ฝรั่งพาทำเมื่อก่อนเราก็ไม่สนใจมันหรอก แต่มาวันนี้พวกฝรั่งเลิกสนใจเรื่องพวกนี้แล้ว แต่เรายังบ้ากันอยู่
....

ความเห็นจากเวป...

SG พูดได้ดีครับ ในทางศศ กม.เขาเรียกการพัฒนาที่ไม่เท่ากันแบบนี้ว่า ระยะของการพัฒนาที่ต่างกัน

เยอรมันทะเลาะกับฝรั่งเศสมาถึงสองสงครามโลก พวกเขาทะเลาะกันเรื่องเขตแดน แย่งดินแดนกันเป็นสงครามร้อยปี สามสิบปี รบกันมาตายไปไม่รู้เท่าไหร 

เหมือนอังกฤษรณรงค์เพื่อปชต.มานับพันปี สก๊อตสู้กับอังกฤษช่วงชิงเอกราช จนเลิกรบแล้วหันมาลงประชามติกัน ก็คือ ใช้กำลังเข้าสู้กัน เจ็บป่วยล้มตายกันไปมากมาย วันนี้ คิดได้ก็หันมาใช้สันติวิธี พูดกันด้วยเสียงสวนใหญ่ 1 คน 1 เสียงเท่ากัน 

ผมอยากจะบอกว่า เรานั้นพัฒนาทีหลังมาก มากกว่าใคร ยิ่งไม่เคยเป็นเมืองขึ้น ยิ่งไร้เดียงสาทางการเมืองสุดๆ ถูกผู้ปกครองหลอกได้มากมาย และหลอกได้นาน นานกว่าเพื่อนด้วย เพราะประชา ชนขาดประสบการณ์การเมือง บางทีผมก็อดคิดไม่ได้ เขาสู้กันมาเป็นร้อยปี ตายกันมาเท่าไหร่

วันนี้ เขาพูดถึงสันติวิธีแก้ปัญหา แล้วเราไม่เคยรบกัน เราดัดจริตหรือเปล่า ทีมาทำเป็นศิวิไลตอนนี้ ด้วยการพูดเรื่องสันติ แต่อีกฝ่ายหนึ่งมีอาวุธเต็มไปหมด มีนักรบเต็มไปหมด มีนายพลที่เก่งกล้าสามรถ นับพันมากกว่าชาติใดในโลก 

อีกไม่นาน เราจะมี ดร.มากสุดในโลก 

แต่วันนี้ หลายปีมานี้ เรามีนายพลมากสุดในโลก เขาใช้อาวุธเข้ายึดอำนาจ แล้วเราชุมนุมสองมือเปล่า ให้เขาเลือกยิงหัวเป็นร้อย โอ อย่างนี้ ศิวิไลหรือครับ ฉลาดหรือครับ เอาเนื้อไปชนลูกตะกั่ว นี่ ฉลาดกว่าใครในโลกหรือครับ คุณคิดดู เขาเก่งกฎหมาย ครองตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงกันมาหมด 

พอยึดอำนาจได้ เขาก็ตั้งพวกเขาเองเป็นสมาชิกสภาปฏิรูป เงินเดือนคนละแสนกว่า สิทธิพิเศษอีกเพียบ เขาบอกว่าเขาจะปฏิรูปประเทศ เขาพูดมาตลอดว่าที่ยึดอำนาจเพื่อปฏิรูปประเทศนี้้ 

อ้าวพอได้เป็น บอกว่า ไม่ต้องแสดงทรัพย์สิน เพราะเป็นงานวิชาการ ขอโทษครับ การปฏิรูปเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทั้งนั้น คนที่เข้าไปคิดไปทำเรื่องนี้ ก็ต้องคิดเรื่องผลประโยชน์ด้วย แหงๆ แล้วคุณคิดว่าทำไมเขากล้าทำเรื่องปัญญาอ่อนพวกนี้ได้ ทำไมเขากล้าทำได้ ทำไมเขาไม่กลัว 

ก็เขาจะกลัวทำไมละครับ พวกเขาถือปืนหมด แล้วเราอยากเป็นอารยะ จะสู้แบบสันติกับพวกถือปืน

โอ้ พระเจ้า.............นี่มันเป็นการบ้านของนักเรียนชัันไหนครับ นี่....เอ้า กินขนมดีกว่า

แต่... ขอโทษครับ การปฏิรูปเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทั้งนั้น!!

น่าห่วง การต่างประเทศไทยมีปัญหาหนัก!!!


1 สหรัฐไม่ตั้งเอกอัครราชทูตแทนคนเดิม
2 อินโดฯ เชิญ รมต ตปท เมกา นายกฯ สิงคโปร์
มาเลย์ ออสซี่ สุลตานบรูไน แต่ไม่เชิญนายกฯ ไทย
เข้าร่วมพิธีสาบานตนของ ปธน คนใหม่ http://goo.gl/iqjERs http://goo.gl/s7nMtj
Cr : Sopon Pornchokchai




คลิปนี้ไม่เกี่ยว...ของแถมแฟน "สี่เต่าทอง"

Paul Mccartney, Uncle Albert (Lyrics) https://www.youtube.com/watch?v=ZWoGCdXT07g


กลุ่มนักเรียนไทย ล่ารายชื่อยกเลิก ค่านิยม12 ประการ


ที่มา iSpace Thailand

นักเรียนมัธยมศึกษาจำนวนหนึ่ง ในนามกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ได้สร้างแคมเปญผ่านเว็ปไซต์ change.org เพื่อล่ารายชื่อถึง พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย ให้ยกเลิกการบังคับใช้ค่านิยม 12ประการ โดยมีเนื้อหาว่า

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กระแสการปฏิรูปได้เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก ในแวดวงการศึกษาก็เช่นเดียวกัน มีกระแสการปฏิรูปต่างๆเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็นับเป็นเรื่องน่าเศร้าที่โครงการ’ปฏิรูป’เหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นเพียงโครงการแนวอนุรักษ์นิยมจากคนใหญ่คนโตในกระทรวงเท่านั้น ไม่ได้มีการรับฟังเสียงของนักเรียนอย่างแท้จริง ส่งผลให้เกิดโครงการอันพิลึกพิลั่นต่างๆอาทิเช่นการมีแนวคิดจะใช้สมุดบันทึกความดีเป็นส่วนหนึ่งของการเข้ามหาวิทยาลัย เป็นต้น ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ได้ถูกพับเก็บออกไปด้วยเสียงคัดค้านของประชาชน

มาถึงตอนนี้..”ค่านิยม 12 ประการ” นวัตกรรมชิ้นใหม่ล่าสุดของระบบการศึกษาแบบอำนาจนิยมได้ปรากฏสู่สายตาของสาธารณชน และกำลังจะถูกนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 2/2557 นี้แล้ว รัฐบาลของพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ได้ผลักดันแนวคิดค่านิยมเหล่านี้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงจากกลุ่มนักเรียนซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ถูกเมินเฉย นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น..หากเครื่องมือแห่งระบอบอำนาจนิยมชุดนี้ถูกบังคับใช้ สถานะของนักเรียนไทยคงไม่ต่างอะไรจากผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่มีจิตวิญญาณแห่งการตั้งคำถาม การสงสัยใคร่รู้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างถูกยัดเยียดให้แล้ว ความคิดเสรีถูกตีกรอบด้วยการห้ามตั้งคำถาม ผลผลิตที่ได้คือผู้เรียนที่มีจิตวิญญาณความเป็นทาส คิดทุกอย่างเหมือนๆกันหมด

แนวคิดและอุดมการณ์ของปัจเจกเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับได้ และต่อให้ค่านิยมทั้ง 12 ข้อจะถูกต้องในสายตาของผู้กำหนดเพียงใด การปลูกฝังให้เยาวชนคิดเหมือนท่านทั้งหมดโดยห้ามคิดแย้ง ห้ามตั้งคำถาม ห้ามสงสัย นั้นไม่ต่างอะไรไปจากการล้างสมอง การศึกษาที่มองผู้เรียนเป็นเพียงภาชนะอันว่างเปล่าไม่สามารถสร้างผู้เรียนที่มีทักษะคิดวิเคราะห์ได้ ประเทศไทยได้ติดอยู่ในวังวนของการยัดเยียด”ค่านิยม”มาหลายทศวรรษแล้ว ควรแล้วหรือที่จะปล่อยให้การศึกษาไทยติดอยู่ในหล่มเดิมๆอย่างซ้ำซากเช่นนี้?

นักการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ไม่ควรดูถูกความคิดของผู้เรียน เยาวชนนั้นอายุยังน้อย ประสบการณ์อาจยังอ่อนด้อยไปกว่าท่าน แต่ความคิดของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งวัยเยาว์อันควรค่าแก่การรับฟัง การใช้อัตตาเรื่องความอาวุโสปิดกั้นความคิดจึงเป็นเพียงการเพิ่มความเขลาในตัวท่านเองเท่านั้น ไม่ก่อประโยชน์อันใดเลย

เยาวชนมีความคิด โปรดเปิดใจรับฟัง และร่วมพัฒนาการศึกษาร่วมกันกับพวกเราเถิด



พร้อมกันนั้นยังได้เขียนจดหมายเรียกร้องเพื่อนำส่ง พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร. สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อีกด้วย


สามารถเข้าไปอ่านและร่วมลงชื่อได้ที่ Change.org 

หลังกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทยื่นหนังสือเรียกร้องยกเลิกค่านิยม 12 ประการ ล่าสุด นร.ม.5 เผย จนท.ทหาร โทรเข้า รร. ถามหาตัวนักเรียนที่เคลื่อนไหว แจงไม่ได้ต้องการล้มล้าง คสช. แค่เห็นต่างเรื่องค่านิยม 12 ประการ ยันไม่หยุดเคลื่อนไหว

ณัฐนันท์ คนที่ 2 จาก ขวามือ
22 ต.ค.2557 ณัฐนันท์ วรินทรเวช อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ให้สัมภาษณ์ว่า ทราบมาว่าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ทหารโทรศัพท์ไปที่โรงเรียนต่อสายถึงผู้อำนวยการโรงเรียน และถามหาเธอ โดยระบุถึงชื่อและนามสกุลอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ในไลน์กลุ่มห้องเรียน ยังมีอาจารย์เข้ามาไถ่ถามว่ามีใครไปเคลื่อนไหวกระทบกับ คสช.หรือไม่ ทำไมจึงมีการแจ้งเข้ามาที่โรงเรียน

เธอกล่าวว่า การเคลื่อนไหวเรียกร้องยกเลิกค่านิยม 12 ประการ เป็นความหวังดีกับ คสช. ในเรื่องของการศึกษา อยากให้ คสช.เลิกระแวงคนที่คิดต่าง โดยย้ำว่า ควรยกเลิกค่านิยม 12 ประการ เพราะมองว่าการปลูกฝังกันแบบนี้เป็นการล้างสมอง เป็นการถอยหลังลงคลองครั้งใหญ่ของการศึกษาไทย พร้อมยืนยันว่าจะไม่หยุดเคลื่อนไหวในประเด็นนี้

ณัฐนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะคนในกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทมีอุดมการณ์ทางการเมืองหลายหลาย ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะล้มล้าง คสช. เพียงเห็นต่างในเรื่องค่านิยม 12 ประการเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทได้รวมตัวหน้ากระทรวงศึกษาธิการ แสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการใช้หลักค่านิยม 12 ประการ ในการชี้นำความคิดเยาวชนไทย โดยตัวแทนของกลุ่มได้อ่านบท “อาขยานถึงท่านผู้นำ” เพื่อแสดงจุดยืนถึงการคัดค้านกรณีที่รัฐบาลพยายามสร้างชุดความดีชุดเดียวให้คนนับถือ โดยมองว่าคนในสังคมนั้นมีความหลากหลาย ควรยอมรับและอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายนั้น

นอกจากนี้กลุ่มดังกล่าวยังกล่าวตั้งแคมเปญรณรงค์ล่ารายชื่อใน ‘change.org’ ถึง พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร. สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรียกร้องให้มีการยกเลิกการบังคับใช้ค่านิยม 12 ประการ ในหลักสูตรการศึกษาด้วย

กิจกรรมคัดค้านค่านิมยม 12 ประการ หน้ากระทรวงศึกษาฯ เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา