วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 05, 2569

กกต. ตัดจบ (ฮั้ว สว.) ระวังจบไม่สวย คลิปวิเคราะห์ขอบเขตอำนาจ กกต. ศาลฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญวิดีโอนี้อธิบายมุมมองทางกฎหมายรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับความขัดแย้งด้านเขตอำนาจหน้าที่ระหว่าง กกต. และศาลฎีกาได้อย่างละเอียด


กกต. ยื่นผิดช่อง? ดึงศาล รธน. งัดข้อศาลฎีกาปม สว. | Nation Live Talk

https://www.youtube.com/shorts/8LN29fhYHXc


🔵LIVE กกต. ตัดจบ (ฮั้ว สว.) ระวังจบไม่สวย | Nation Live Talk | 3 พ.ย. 69

Nation Online

Streamed live on Nov 3, 2026 

กกต. ลุยไฟ! ยื่นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดอำนาจศาลฎีกา สกัดคดีฮั้ว สว. ระวังจบไม่สวย? . พูดคุยกับ ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 
. 
คุยสดทุกประเด็นร้อน กับ ยอร์ช - ธีร์วัฒน์ ชูรัตน์ 
ใน Nation Live Talk 
วันนี้ (3 พ.ย. 69) 18.30 น. เป็นต้นไป 

https://www.youtube.com/watch?v=6EyNrJFIwVM
.....

วิดีโอชุด "Nation Live Talk" (ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026) นำเสนอประเด็นถกเถียงทางการเมืองที่สำคัญสองประเด็นในประเทศไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบถ่วงดุลและอำนาจขององค์กรอิสระ

ประเด็นสำคัญที่หยิบยกมาอภิปราย:

การจำกัดอำนาจของคณะกรรมาธิการรัฐสภา: ผู้ดำเนินรายการกล่าวถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กำหนดระเบียบใหม่ โดยกำหนดให้การเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลหรือการขอเอกสารของคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ต้องผ่านมติเห็นชอบจากเสียงข้างมากเสียก่อน (ช่วงเวลา 11:50 - 13:00 น.) ฝ่ายวิจารณ์ ซึ่งรวมถึงนายรังสิมันต์ โรม และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม) โต้แย้งว่าระเบียบดังกล่าวเปิดช่องให้ฝ่ายรัฐบาลสามารถสกัดกั้นการตรวจสอบหรือการสืบสวนในประเด็นที่ละเอียดอ่อนได้ (ช่วงเวลา 13:14 - 16:05 น. และ 21:03 - 22:30 น.)

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับศาลฎีกา: ประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับคดีการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) (ช่วงเวลา 25:25 - 32:42 น.) โดยทาง กกต. อ้างว่า เมื่อตนได้วินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัครไปแล้ว ศาลฎีกาไม่ควรมีอำนาจเข้ามาทบทวนหรือกลับคำวินิจฉัยดังกล่าว (ช่วงเวลา 28:40 - 29:20 น.)

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ:
ศาสตราจารย์จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ให้บทวิเคราะห์ในมุมมองทางกฎหมาย (ช่วงเวลา 33:27 - 59:20 น.) โดยชี้แจงว่า:

ศาลฎีกามีอำนาจในการทบทวนคำวินิจฉัยต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่มีการรับรองผลการเลือกตั้งหรือการคัดเลือกแล้ว (ช่วงเวลา 45:34 - 46:04 น.)
การที่ กกต. พยายามอาศัยมาตรา 210 เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยขอบเขตอำนาจของศาลฎีกานั้น เป็นประเด็นที่น่าสงสัยในทางกฎหมาย เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายทั่วไป หรือมีอำนาจในการตัดสินข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับศาลฎีกา (ช่วงเวลา 36:35 - 37:05 น., 39:36 - 40:00 น. และ 58:20 - 59:15 น.)

ศาสตราจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ระบุว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่สามารถขัดขวางศาลฎีกาในการพิจารณาคดีต่าง ๆ ได้ โดยอธิบายว่าศาลฎีกายังคงมีอำนาจในการทบทวนคำวินิจฉัยต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่มีการรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว อีกทั้ง กกต. ไม่สามารถอาศัยศาลรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการตรวจสอบในลักษณะนี้ได้ (45:34 - 46:04)




ภาคประชาชนแถลง 4 ข้อต่อนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทย ยุติการแทรกแซงกองทุนสุขภาพ และ Thai PBS

https://www.facebook.com/reel/4009235056052240

เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง Media for Change
November 2
·
ภาคประชาชนแถลง 4 ข้อต่อนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทย ยุติการแทรกแซงกองทุนสุขภาพ และ Thai PBS
วันนี้ (29 ต.ค.69) เวลา 13.30 น. ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ ในเวทีเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง เรื่อง "อนาคตสื่อสาธารณะ พันธะ กสทช. และกองทุนสุขภาพ กับอิสรภาพจากอำนาจรัฐและทุน" นายเมธา มาสขาว ผู้แทน 14 องค์กรสื่อและภาคประชาสังคม ประกอบไปด้วย 1) เครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง 2) คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 3) สภาองค์กรของผู้บริโภค 4) เครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ 5) ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) 6) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) 7) สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ สภาวิชาชีพสื่อวิทยุและโทรทัศน์ไทย 9) Cofact 10) สหภาพครูแห่งชาติ 11) เครือข่ายสังคมนิยมประชาธิปไต 12) เครือข่ายสื่อพลเมืองอิสระ 13) เครือข่ายสลัม 4 ภาค 14) สภาประชาชน 4 ภาค ได้ร่วมกันแถลง 4 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและสาธารณะ ดังนี้
ข้อที่ 1. พวกเราขอคัดค้านการแปรรูปสื่อสาธารณะไทยพีบีเอสให้เป็นสื่อของรัฐ ตามที่รัฐบาลและ สส. พรรคภูมิใจไทยนำเสนอ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนเจตนารมณ์ของวีรชนพฤษภา 35 และเจตนารมณ์ของทีวีเสรี หรือ Independent Television ให้เป็นสื่อของรัฐ ซึ่งรัฐมีสื่อของรัฐมากมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรมประชาสัมพันธ์ NBT ช่อง 5 และอื่น ๆ เราไม่ต้องการเห็น NBT 2 ผ่านช่องของไทยพีบีเอส การรักษาเจตนารมณ์วีรชนพฤษภา 35 เพื่อให้มีสื่อสาธารณะ ซึ่งไทยพีบีเอสสร้างผ่านหลักการที่สอดคล้องของสื่อสาธารณะตามหลักการสากล ไม่ว่าจะเป็น BBC ของอังกฤษ NHK ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่พึ่งของประชาชนที่ต้องการสื่อที่ปราศจากการครอบงำจากอำนาจรัฐและทุน
ข้อที่ 2 พวกเราขอคัดค้านการผลักดันร่างกฎหมายที่แปรรูปกองทุนสุขภาพ ทั้ง 3 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน สสส. กองทุนพัฒนากีฬา และกองทุนผู้สูงอายุ ซึ่งทั้งหมดเป็นกองทุนที่สนับสนุนการพัฒนาสุขภาพของประชาชนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ในนามของกองทุนอิสระที่รัฐไม่จำเป็นต้องเข้าควบคุม แทรกแซง หรือเข้าไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบของที่มาของงบประมาณ เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลก็มีงบประมาณที่ผลักดันผ่านกระทรวงสาธารณสุข ผ่านกรมอนามัย และอื่น ๆ มากมายอยู่แล้ว การผลักดันกฎหมายเหล่านี้ เป็นเจตนารมณ์ในการแทรกแซงความเข้มแข็งของประชาชน และต้องการควบคุมประชาชนที่ออกมาขับเคลื่อนตรวจสอบรัฐบาลในปัจจุบัน
ข้อที่ 3 พวกเราเรียกร้องให้มีการปฏิรูป กสทช. และให้กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 ท่าน ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการที่จะรักษาผลประโยชน์สาธารณะและประชาชน และเรียกร้องให้สำนักงานเลขาธิการ กสทช. ที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ยุติ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีได้รับผิดชอบตาม พ.ร.บ. กสทช. ที่รักษาการอยู่ ท่านต้องสั่งการอย่างเด็ดขาดเพื่อที่จะจัดการให้ กสทช. ได้เดินหน้าต่อไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวว่าสนิทสนมกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในการประวิงเวลาและละเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายต่อไป
ข้อที่ 4 ขอเรียกร้องพรรคภูมิใจไทย ในนามของรัฐบาลสีน้ำเงิน ได้หยุดแทรกแซงสังคมและการเมืองไทยเพื่อสถาปนารัฐอำนาจนิยม ซึ่งเราเห็นว่าท่านพยายามแทรกแซงมาทุกองคาพยพแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นกลไกการเลือกตั้งที่มี QR code มี barcode ซึ่งมีเจตนาในการเข้าแทรกแซงคะแนนเสียงของประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการแทรกแซงแต่งตั้งข้าราชการ ที่พยายามทำให้ทุกองคาพยพเป็นระบอบอำนาจนิยมที่ควบคุมโดยพรรคภูมิใจไทย
ในนามของภาคประชาชนเครือข่ายต่าง ๆ ทั่วประเทศที่ขับเคลื่อนร่วมกัน เราจะตรวจสอบและเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ทำหน้าที่เพื่อเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง และเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต่อไป ตามอุดมการณ์ของวีรชนที่เสียสละในอดีต ในทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา
ต่อไป




ในวันที่ทำดีอย่างเดียวไม่พอแต่ต้องตรวจสอบได้ ไทยพีบีเอส พาย้อนรอย 4 คดีคนดังสายช่วยเหลือสังคม ที่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบและข้อกฎหมาย







https://x.com/ThaiPBSNews/status/2116138296388788462

Thai PBS News

@ThaiPBSNews

📌 ย้อนรอยคดีคนดังสายช่วยเหลือสังคม ในวันที่ทำดีอย่างเดียวไม่พอแต่ต้องตรวจสอบได้ 
.
ความไว้วางใจของประชาชนคือสินทรัพย์ที่มีค่ามหาศาล ยามเกิดวิกฤต น้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ผู้คนมักเลือกโอนเงินตรงให้กับ “อินฟลูเอนเซอร์” หรือ “คนดัง” ที่ลงพื้นที่จริง ทำงานฉับไว เห็นผลทันตา แต่เมื่อใดที่ศรัทธาไม่ได้ถูกกำกับด้วยระบบบัญชีที่เป็นทางการ วันนั้นคำว่า “เจตนาดี” อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงผู้รับบริจาคเอง 
.
ไทยพีบีเอส พาย้อน 4 กรณีของคนดังสายจิตอาสา ที่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบและข้อกฎหมาย

1. หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ

นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” โด่งดังจากคอนเทนต์เชิงจิตวิญญาณ ก่อนจะแปรเปลี่ยนฐานผู้ติดตามไปสู่การขับเคลื่อนโครงการสาธารณกุศลขนาดใหญ่ ทั้งการสร้างวัด บูรณะศาสนสถาน ร่วมกับ วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งมีเงินหลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาล 
.
เมื่อตำรวจตรวจสอบพบว่า หมอบี ไม่ได้นำเงินที่ได้จากการบริจาคมอบให้กับวัดพระบาทน้ำพุทั้งหมด โดยมีหลักฐานเชื่อว่านำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว บางส่วนนำไปมอบให้กับ พระอลงกต เจ้าอาวาสวัดฯ เมื่อขยายผลสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า พระอลงกต เมื่อรับเงินที่ หมอบี นำมามอบให้ในฐานะตัวแทนวัดพระบาทน้ำพุ กลับไม่นำเงินเข้าวัด แต่ทุจริตเอาเงินที่รับมาทั้งหมดไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว เช่น นำไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืม นำไปซื้อทรัพย์สินส่วนตัว 
.
จนกระทั่งวันที่ 26 ส.ค.68 ตำรวจ บช.ก.นำกำลังเข้าจับกุม พระอลงกต พร้อมด้วย นายเสกสรรน์ หรือ หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ หลังพบเบาะแสการยักยอก และทุจริตเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ ที่ประชาชนร่วมทำบุญ นำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี รวมถึงร่วมกันกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

2. อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ (ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม)

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ โลดแล่นในบทบาทผู้เปิดโปงขบวนการทุจริตและช่วยเหลือเหยื่อทางคดีมายาวนาน ในนาม “ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม” เมื่อมีผู้สนับสนุนโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการทำคดี ค่าเดินทาง หรือสนับสนุนการทำงาน เงินเหล่านั้นจึงเข้าสู่บัญชีส่วนตัวหรือบัญชีบุคคล ฝ่ายตรงข้ามและทนายความจึงใช้จุดนี้ยื่นร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ ทั้งกรมการปกครอง กองปราบปราม และกรมสรรพากร ให้ตรวจสอบ .
จนกระทั่งในวันที่ 3 ต.ค.69 ตำรวจสืบสวนสอบสวน บช.สอท. นำกำลังเข้าจับกุม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ ฉ้อโกงประชาชน ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฟอกเงิน และลักลอบเล่นการพนันชกมวย 
.
คดีนี้พนักงานสอบสวนกล่าวหาว่า นายอัจฉริยะนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือเป็นเท็จ จนอาจก่อให้เกิดความเสียหาย รวมถึงเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและลักลอบเล่นการพนัน .
เจ้าหน้าที่ กล่าวหาว่า นายอัจฉริยะ ใช้ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม อ้างช่วยเหลือสังคม รับบริจาค แต่ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ พบหลักฐานเกี่ยวข้องพนันมวยออนไลน์ เงินหมุนเวียนทั้งขบวนการกว่า 1,000 ล้านบาท ทำให้ถูกดำเนินคดีอาญาและถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

3. กัน จอมพลัง (มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้)
 
“กัน จอมพลัง” หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ โดดเด่นเรื่องการลุยหน้างานแบบถึงลูกถึงคน ยามเกิดเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า เช่น วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ การเปิดรับระดมทุนผ่าน “บัญชีส่วนบุคคล” เพื่อนำไปซื้อเรือหรืออุปกรณ์กู้ภัยอย่างรวดเร็ว ได้กลายเป็นจุดที่ถูกนักร้องเรียนและฝ่ายกฎหมายนำมาจับจ้อง .
ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ก.ย.69 นายษิทรา เบี้ยบังเกิด (ทนายตั้ม) ขอให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจสอบ "กัน จอมพลัง" และบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องอีก 4 คน ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว เช่น ภรรยา พ่อ และแม่ หลังอ้างว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงกับเงินจากการกระทำความผิด นอกจากนี้ยังขอให้ตรวจสอบที่มาของทรัพย์สิน โดยเฉพาะบ้านพักหรูในย่านแจ้งวัฒนะ-ราชพฤกษ์ ซึ่งมีการประเมินมูลค่ารวมค่าตกแต่งมูลค่าหลายร้อยล้านบาท เพื่อพิสูจน์ที่มาของเงินว่าเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ หรือเป็นเงินที่ได้รับจากการบริจาคของประชาชน

4. ปนัดดา วงศ์ผู้ดี (มูลนิธิองค์กรทำดี)
 
ชื่อของ “บุ๋ม ปนัดดา” อยู่คู่กับการกู้ภัยและงานสังคมมานานนับสิบปี จนกระทั่งจดทะเบียนเป็น “มูลนิธิองค์กรทำดี” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อมีกระแสข่าวลือและข้อสังเกตโยงเส้นทางเงิน 45 ล้านบาท เข้ากับโครงการอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัวอย่างพูลวิลลา สังคมก็เริ่มตั้งคำถาม
 .
ล่าสุดวันที่ 30 ต.ค.69 ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง "ออยศรี" เจ้าของเพจ ’ออยศรีและผองเผือก‘ เดินทางเข้ายื่นหนังสือและแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เพื่อขอให้ตรวจสอบการบริหารจัดการเงินบริจาคของ "มูลนิธิองค์กรทำดี" ซึ่งมี "ดร.บุ๋ม - ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" เป็นประธานมูลนิธิฯ เนื่องมาจากข้อสงสัยเรื่องการนำเงินบริจาคของประชาชน ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยเบื้องต้น พบข้อมูลความน่าจะเป็นว่า มีการนำเงินบริจาคออกไปใช้ในการก่อสร้างพูลวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมองว่า ไม่ได้เป็นพื้นที่เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือช่วยเหลือผู้เดือดร้อนแต่อย่างใด








 

วิวัฒนาการการตอบประเด็น ม.112 ของไทยในเวที UPR: จาก “พร้อมทบทวน” สู่การ “หายไป” ในรายงานรอบที่ 4



วิวัฒนาการการตอบประเด็น ม.112 ของไทยในเวที UPR: จาก “พร้อมทบทวน” สู่การ “หายไป” ในรายงานรอบที่ 4

4/11/2569
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ในวันที่ 9 พ.ย. 2569 นี้ ประเทศไทยมีกำหนดเข้าสู่กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน รอบที่ 4 ในเวที Universal Periodic Review หรือ UPR ซึ่งเป็นกลไกสำคัญภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) ที่เปิดให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้งหมดร่วมตรวจสอบ ซักถาม และให้ข้อเสนอแนะด้านสิทธิมนุษยชนต่อกันและกันในทุก ๆ 4 ปีครึ่ง

ตั้งแต่ปี 2554 หนึ่งในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกสหประชาชาติตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และยื่นข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยทบทวน แก้ไข หรือยกเลิกมาอย่างต่อเนื่อง คือประเด็นเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยจำนวนข้อเสนอแนะในเรื่องนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในทุกรอบการทบทวน:รอบที่ 1 (ปี 2554): รัฐไทยได้รับ 9 ข้อเสนอแนะ จาก 6 ประเทศ รวมถึง ฝรั่งเศส นอร์เวย์ สโลวีเนีย สเปน สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักรรอบที่ 2 (ปี 2559): รัฐไทยได้รับ 8 ข้อเสนอแนะ จาก 8 ประเทศ รวมถึง เบลเยียม แคนาดา ไอซ์แลนด์ เยอรมนี ลัตเวีย นอร์เวย์ สเปน และสหราชอาณาจักรรอบที่ 3 (ปี 2564): เพิ่มขึ้นเป็น 12 ข้อเสนอแนะ จาก 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา

หัวใจสำคัญของกลไก UPR คือการที่รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องจัดทำและยื่น “รายงานแห่งชาติ” (National Report) เพื่อชี้แจงความคืบหน้าและสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในมุมมองของตนเอง หากย้อนดูรายงานแห่งชาติตั้งแต่รอบที่ 1 ในปี 2554 ถึงรอบที่ 3 ในปี 2564 จะพบว่า รัฐไทยได้พูดถึง มาตรา 112 มาโดยตลอด ไม่มากก็น้อย แม้คำอธิบายในรายงานเหล่านั้นจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็ตาม

แต่น่าสังเกตว่า รายงานแห่งชาติในรอบที่ 4 นี้ ประเด็นมาตรา 112 กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งที่ 4 ปีครึ่งที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการดำเนินคดีทางการเมืองที่รุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ มีประชาชนถูกดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 เกือบ 300 คน มีการลงโทษจำคุกยาวนานที่สุด มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกลจากเหตุที่ยื่นแก้ไขมาตรา 112 และมีการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมที่ไม่รวมมาตรา 112 อีกด้วย

รายงานนี้ชวนย้อนสำรวจวิวัฒนาการคำตอบของรัฐไทยต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องมาตรา 112 บนเวที UPR ตลอด 3 รอบที่ผ่านมา ก่อนที่การชี้แจงในประเด็นนี้จะถูกทำให้ “หายไป” จากรายงานของไทยในรอบล่าสุด



รอบที่ 1 (2551–2554): หาความสมดุล และคำสัญญาว่าจะ “ทบทวน”

การนำเสนอรายงานแห่งชาติรอบแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2554 หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่รัฐไทยได้จัดวางประเด็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองไว้ในลำดับต้นของเอกสาร

ในเวลานั้น รัฐบาลไทยเลือกที่จะเผชิญหน้ากับข้อวิจารณ์เรื่องเสรีภาพในการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผย โดยระบุในรายงานแห่งชาติว่า:

“ในประเด็นเสรีภาพในการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศไทยได้พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเสาหลักแห่งอัตลักษณ์และความมั่นคงของชาติ กับสิทธิของปัจเจกบุคคลในการแสดงความคิดเห็น ปัจจุบันกระบวนการทบทวนกำลังดำเนินอยู่เพื่อศึกษาแง่มุมที่ควรปรับปรุงและแนวทางที่ดีที่สุดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยความเป็นธรรม

“นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังได้เริ่มกระบวนการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลแล้วเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ได้มีการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการที่ปรึกษา’ ซึ่งมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน เพื่อให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550”

ในรอบเดียวกัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ส่งรายงานคู่ขนาน โดยระบุถึงปัญหาในการบังคับใช้มาตรา 112 เช่น ความพยายามในการควบคุมข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวางและคลุมเครือโดยอ้างเหตุผลความมั่นคง การใช้อำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่โดยไร้แนวทางที่ชัดเจน ตลอดจนการตั้งข้อหาร้ายแรงที่ไม่ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์ความผิด ซึ่งสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวจนสื่อมวลชนต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง พร้อมชี้ว่ามาตรา 112 ได้ถูกนำมาใช้จัดการกับผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง

.
รอบที่ 2 (2554–2559): รัฐประหาร คสช. และการเทียบเคียง ม.112 เป็นเพียง “กฎหมายหมิ่นประมาทคนธรรมดา”

เมื่อเข้าสู่รอบที่ 2 ในปี 2559 บริบททางการเมืองไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเผด็จการทหารหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2557 การดำเนินคดีมาตรา 112 พุ่งสูงขึ้น ผู้ถูกดำเนินคดีจำนวนมากถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในศาลทหาร และเผชิญโทษจำคุกที่รุนแรงขึ้นด้วย

รัฐบาล คสช. เลือกที่จะลดทอนความรุนแรงของมาตรา 112 บนเวทีโลก โดยเปรียบเทียบว่ากฎหมายนี้มีสถานะไม่ต่างจากกฎหมายหมิ่นประมาทของบุคคลทั่วไป:

“สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่งและเป็นเสาหลักแห่งเสถียรภาพของประเทศ กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญาที่ให้ความคุ้มครองต่อสิทธิและชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในลักษณะเดียวกับที่กฎหมายหมิ่นประมาทให้ความคุ้มครองแก่บุคคลธรรมดา

“กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิหรือชื่อเสียงของสถาบันฯ มิได้มีเป้าหมายเพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกหรือเสรีภาพทางวิชาการของประชาชน การดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง (due legal process) เช่นเดียวกับความผิดอาญาอื่น ๆ และผู้ที่ถูกตัดสินลงโทษยังมีสิทธิที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษ”

เป็นที่น่าสังเกตว่ารายงานคู่ขนานของ กสม. ในรอบนี้ กลับไม่มีการระบุถึงปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 เลยแม้แต่บรรทัดเดียว ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับการที่ กสม. ไทย ถูกลดเกรดจาก “สถานะ A” สู่ “สถานะ B” ในช่วงปลายปี 2558 โดย GANHRI (Global Alliance of National Human Rights Institutions) หรือสหพันธ์สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระดับสากล ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “ผู้ตรวจประเมินมาตรฐาน” ขององค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกภายใต้การรับรองของสหประชาชาติ

.
รอบที่ 3 (2559-2564): การทบทวนท่ามกลางกระแสการชุมนุมเยาวชน และการตีกรอบ “ความมั่นคงแห่งชาติ”

การทบทวนรอบที่ 3 ในปี 2564 เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่มีเยาวชนหนุ่มสาวและประชาชนออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมเป็นจำนวนมาก โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องของพวกเขาคือการปฎิรูปสถาบันกษัตริย์ และในวันที่ 19 พ.ย. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกแถลงการณ์ประกาศจะบังคับใช้กฎหมาย “ทุกฉบับ ทุกมาตรา” ที่มีอยู่ ดำเนินการต่อผู้ชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มมีการแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 เพิ่มเติมในคดีเดิมที่ไม่ได้แจ้งไว้ หรือนำไปสู่การดำเนินคดีใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ในรายงานแห่งชาติรอบที่ 3 แม้ประเด็นสิทธิพลเมืองจะถูกจัดวางไว้ในหมวดท้าย ๆ ของเอกสาร (หมวด G) แต่รัฐบาลไทยยังคงเลือกให้เหตุผลชี้แจง โดยตรึงกรอบคำอธิบายไว้ที่เรื่อง “ความมั่นคงแห่งชาติ” ควบคู่กับการอ้างกลไกคัดกรอง:

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่งในฐานะประมุขแห่งรัฐ กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญา มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติและสถาบันของสังคมไทย ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดสิทธิของประชาชนในเสรีภาพทางความคิด การแสดงออก หรือเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยได้กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนในการใช้สิทธิเหล่านี้เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อย และสิทธิของผู้อื่น

“เมื่อตระหนักถึงข้อกังวลที่มีต่อกฎหมายนี้ การดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องจึงได้รับการดำเนินการอย่างรอบคอบตามกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งนี้ ในปี 2564 มีกลไกหลายระดับที่ทำหน้าที่คัดกรองคดีอย่างเข้มงวด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและความอ่อนไหวที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันยังคงเปิดช่องทางสำหรับการขอรับพระราชทานอภัยโทษ”

ขณะที่รายงานคู่ขนานของ กสม. ในรอบนี้ ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างที่องค์กรยังคงถูดจุดให้อยู่ใน “สถานะ B” โดย เครือข่ายสถาบันสิทธิมนุษยชนสากลอยู่ บันทึกถึงการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน ที่นำเสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อ โดย กสม. ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงในสังคม การปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนการที่แกนนำและผู้ชุมนุมจำนวนมากถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาต่าง ๆ

.
รอบที่ 4 (2564-2569): วิกฤตสิทธิมนุษยชนที่หนักหน่วงที่สุด แต่มาตรา 112 กลับหายไป

การทบทวนภายใต้กลไก UPR รอบนี้ ซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. 2569 ถือได้ว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังสถานการณ์ทางการเมือง จากปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า มีประชาชนถูกดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 ไปแล้วอย่างน้อย 294 คน โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชนอย่างน้อย 20 คน หลายคนถูกคุมขังโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว โดยปัจจุบันนักโทษการเมืองกว่า 51 คน และ 33 คนถูกคุมขังภายใต้มาตรา 112 ซึ่งถูกยกเว้นจากการนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569

นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์คดีที่มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกรวมกันสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 50 ปี และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ จนนำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกล และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สนับสนุนการแก้ไขนั้นก็ถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง และอาจถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตอีกด้วย

หากเป็นสิ่งที่น่าสังเกตว่ารัฐไทยเลือกที่จะไม่พูดถึงประเด็นมาตรา 112 ในรายงานแห่งชาติในรอบนี้เลย นอกจากนี้รายงานคู่ขนานของ กสม. ก็ไม่ได้พูดถึงประเด็นมาตรา 112 ด้วยเช่นกัน แม้ว่าในเดือนมี.ค. 2565 ทาง กสม. จะได้รับการประเมินเลื่อนสถานะกลับคืนสู่ “สถานะ A” จากเครือข่ายสถาบันสิทธิมนุษยชนสากล

.
ประเทศไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2567 ประเทศไทยได้รับเลือกเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) วาระปี 2568–2570 ซึ่งตามมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA Res. 60/251) รัฐสมาชิกที่ได้รับเลือกจะต้อง “ยึดถือมาตรฐานสูงสุดในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน” และมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา รวมถึงให้ความร่วมมือกับกลไกสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ อย่างจริงใจ

ก่อนการเลือกตั้ง ประเทศไทยได้ส่งคำมั่นสัญญาหลายประการ ซึ่งประกอบด้วยคำมั่นสัญญาในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ เช่น สัญญาว่าจะดำเนินการพัฒนาและแก้ไขกฎหมาย นโยบาย และระเบียบให้สอดคล้องกับสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี และ นำข้อเสนอแนะที่ได้รับจากคณะกรรมการตามสนธิสัญญา กลไกพิเศษของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ และข้อเสนอแนะที่ประเทศไทยรับรองระหว่างกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) มาพิจารณาในการจัดทำนโยบายและกฎหมาย

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในเวที UPR ทั้ง 3 รอบที่ผ่านมา รวมถึงกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ (WGAD) หรือผู้รายงานพิเศษฯ ต่างได้เรียกร้องให้รัฐไทยแก้ไขหรือทบทวนมาตรา 112 ทำการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง และยุติการดำเนินคดีต่อผู้ใช้สิทธิเสรีภาพมาโดยตลอด

ดังนั้น ท่ามกลางความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกคณะมนตรีฯ จึงเป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า รัฐไทยเลือกที่จะไม่พูดถึงประเด็นมาตรา 112 เลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเด็นนี้ไม่มีอยู่ และข้อเสนอแนะจากกระบวนการต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้น

https://tlhr2014.com/archives/87599



แอมเนสตี้เรียกร้องไทยยุติแผนการบังคับส่งกลับชายชาวอุยกูร์ 2 คนไปยังประเทศจีน


พฤศจิกายน 4, 2026

แอมเนสตี้เรียกร้องไทยยุติแผนการบังคับส่งกลับชายชาวอุยกูร์ 2 คนไปยังประเทศจีน

สืบเนื่องจากรายงานว่ามีการนำตัวชายชาวอุยกูร์ 2 คนเข้าควบคุมตัวไว้ในสถานกักตัวคนต่างด้าวในประเทศไทย โดยมีความเสี่ยงที่พวกเขาจะถูกบังคับส่งตัวกลับไปประเทศจีน

แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ทางการไทยต้องยุติแผนการใดๆ ที่จะบังคับส่งกลับชายชาวอุยกูร์ทั้ง 2 คนไปยังประเทศจีนทันที เนื่องจากมีความเสี่ยงที่พวกเขาจะต้องเผชิญกับการทรมาน การควบคุมตัวโดยพลการ และการบังคับให้สูญหาย ประเทศไทยต้องไม่ดำเนินการซ้ำกับปีที่แล้วที่มีการบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คนไปเผชิญกับอันตรายในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นการเนรเทศอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย

“ชายทั้ง 2 คนหลบหนีมาจากการประหัตประหาร แต่กลับต้องถูกกักตัวอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานกว่า 10 ปี แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รวบรวมข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติต่อชาวอุยกูร์ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในเขตซินเจียงของประเทศจีน การส่งพวกเขากลับไปย่อมทำให้มีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้พวกเขาหลบหนีมาตั้งแต่แรก”

“ก่อนหน้านี้ ชายทั้ง 2 คนได้แจ้งกับทนายความว่า พวกเขากลัวว่าจะได้รับอันตรายถึงชีวิต หากถูกส่งกลับไปจีน และไม่ยินยอมที่จะถูกส่งตัวกลับไป ดังนั้น ทางการไทยต้องอนุญาตให้พวกเขาสามารถเข้าถึงทนายความที่ตนเลือกได้ และร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศในการแสวงหาประเทศที่สามารถรับพวกเขาได้อย่างเร่งด่วน เพื่อส่งตัวพวกเขาและชาวอุยกูร์คนอื่นๆ ที่ยังถูกกักตัวอยู่ในประเทศไทยไปอย่างปลอดภัยและเป็นไปโดยสมัครใจ”

“ไม่ว่าทางการจีนจะให้คำมั่นสัญญาทางการทูตมากเพียงใด ก็ไม่สามารถเป็นใบอนุญาตให้ประเทศไทยละเลยพันธกรณีที่จะไม่ส่งกลับบุคคลที่มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงว่าจะต้องเผชิญกับการทรมาน หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ ชายทั้ง 2 คนควรได้รับการปล่อยตัว และได้รับโอกาสให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและเป็นอิสระ หลังจากต้องถูกกักตัวมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี”
ข้อมูลพื้นฐาน

ชายทั้ง 2 คนเป็นส่วนหนึ่งของชาวอุยกูร์ 5 คนที่ยังคงอยู่ในประเทศไทย และพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชาวอุยกูร์กว่า 300 คน ซึ่งถูกทางการไทยควบคุมตัวโดยไม่มีข้อหาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 หลังหลบหนีมาจากการประหัตประหารและการเลือกปฏิบัติในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน

ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ชาย 2 คนจาก 5 คนได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ และถูกส่งตัวไปยังสถานกักตัวคนต่างด้าวที่กรุงเทพฯ นับแต่นั้นมา ทางการไทยได้ปฏิเสธไม่ให้ชายทั้ง 2 คนเข้าพบทนายความของตน ทั้งยังปิดกั้นไม่ให้พวกเขาได้พบกับหน่วยงานภาคประชาสังคมและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

ชายทั้ง 2 คนถูกกักตัวกว่า 12 ปีในไทย โดยในเดือนมิถุนายน 2558 ประเทศไทยอนุญาตให้ผู้หญิงและเด็ก 173 คนจากกลุ่มคนดังกล่าวเดินทางไปตุรกีได้ แต่ได้เนรเทศพวกเขาอย่างน้อย 109 คนอย่างมิชอบด้วยกฎหมายไปยังประเทศจีน

จากเอกสารที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับมา ชี้ว่าในวันที่ 7 มกราคม 2568 สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยส่งจดหมายถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อร้องขอให้มี “การส่งตัว” ชายชาวอุยกูร์ 45 คนที่ยังคงอยู่ในประเทศกลับไปประเทศจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ประเทศไทยได้บังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คนโดยเป็นการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วน 5 คนที่เหลือต้องรับโทษจำคุกในเรือนจำของไทย เนื่องจากความผิดฐานพยายามหลบหนีจากสถานกักตัวคนต่างด้าว

หลังการเนรเทศครั้งนั้น ทางการไทยได้ส่งคณะไปเยือนซินเจียง 2 ครั้งในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2568 ตามคำเชิญของประเทศจีน และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นใจทางการทูต องค์กรพัฒนาเอกชนที่ติดตามกรณีนี้รายงานข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ไทยได้พบกับผู้ที่ถูกเนรเทศกลับไปเพียงไม่ถึง 10 คน และจากนั้นมาก็ไม่มีการอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมว่าพวกเขาทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยหรือไม่ ทำให้ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่และสวัสดิภาพของพวกเขา ก่อนหน้านี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศให้เปิดเผยถิ่นที่อยู่ของชายทั้ง 40 คน

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลต่อต้านการให้คำมั่นสัญญาทางการทูต (diplomatic assurance) ใดๆ ซึ่งเป็นการอ้างว่าบุคคลที่ถูกส่งกลับจะไม่ตกเป็นเหยื่อของการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ เนื่องจากเป็นการละเมิดต่อหลักการห้ามทรมานอันเป็นข้อห้ามสากลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และคำมั่นดังกล่าวถือว่าไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันอันน่าเชื่อถือได้ ประเทศไทยมีพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และหลักการไม่ส่งกลับตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งห้ามไม่ให้รัฐส่งกลับหรือเคลื่อนย้ายบุคคลไปยังดินแดนใดๆ ที่มีความเสี่ยงอย่างแท้จริงว่าจะต้องเผชิญกับการประหัตประหารหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ อีกทั้งมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2566 ห้ามมิให้มีการเนรเทศบุคคลกรณีที่มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นอาจต้องเผชิญกับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี หรือการบังคับให้สูญหาย

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เผยแพร่ รายงานชิ้นสำคัญในปี 2564 ซึ่งแสดงข้อมูลการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในรูปแบบของการคุมขัง การทรมาน และการประหัตประหารที่กระทำต่อชาวอุยกูร์ ชาวคาซัค และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในซินเจียง แม้จะมีข้อค้นพบขององค์การสหประชาชาติที่คล้ายคลึงกันในรายงานการประเมินผลเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 แต่ประเทศจีนก็ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ ไม่มีการเยียวยาต่อการละเมิดตามที่รายงานในข้อมูล หรือไม่มีการสอบสวนและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลยังคงปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ทั้งภายในและภายนอกพรมแดนของตน ยังคงเผยแพร่เอกสารที่ให้ข้อมูลในทางตรงกันข้าม เพื่อปฏิเสธว่าไม่มีการปฏิบัติมิชอบ และยังคงใช้นโยบายที่เลือกปฏิบัติและบังคับให้กลืนกลายทางวัฒนธรรมต่อไป

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ: press@amnesty.org

https://www.amnesty.or.th/news/2026/11/halt-imminent-forcible-return-of-two-uyghur-men-to-china/
.....

สรุปประวัติความเป็นมาคร่าวๆกี่ยวกับกรณีการควบคุมตัวชาวอุยกูร์กลุ่มนี้

จุดเริ่มต้น: กลุ่มชาวอุยกูร์จำนวนกว่า 300 คน (รวมถึงเด็กและสตรี) ถูกเจ้าหน้าที่ไทยควบคุมตัวได้ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ. 2557 ขณะลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยอ้างว่าต้องการเดินทางไปยังประเทศตุรกี

การคัดแยกและการส่งกลับชุดแรก: ในปี พ.ศ. 2558 รัฐบาลไทยได้ส่งตัวชาวอุยกูร์กลุ่มใหญ่ (ประมาณ 109 คน) กลับไปยังประเทศจีนท่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาคมโลกและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน

สถานะของกลุ่มที่เหลือ: หลังจากนั้น ยังคงมีชาวอุยกูร์หลงเหลืออยู่ในการควบคุมของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของไทยอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกควบคุมตัวมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี โดยไม่มีกำหนดการส่งตัวที่ชัดเจน และมีรายงานผู้เสียชีวิตระหว่างการถูกควบคุมตัวด้วยความเจ็บป่วยหรือความเครียดสะสม

สถานการณ์ปัจจุบัน: องค์กรสิทธิมนุษยชน เช่น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล รวมถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้เรียกร้องมาโดยตลอดให้ทางการไทยยุติกระบวนการส่งตัวพวกเขากลับจีน เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และผลักดันให้มีการหาแนวทางอื่น เช่น การให้ลี้ภัยไปยังประเทศที่สามแทน





ตัวแทน Freedom Bridge กล่าวถ้อยแถลงบนเวที ก่อนทบทวน UPR: ชี้ปัญหาการคุมขังทางการเมือง การจำกัดสิทธิในเรือนจำ และข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล


Freedom Bridge
11 hours ago
·
ตัวแทน Freedom Bridge กล่าวถ้อยแถลงบนเวที ก่อนทบทวน UPR: ชี้ปัญหาการคุมขังทางการเมือง การจำกัดสิทธิในเรือนจำ และข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล
.
ในปี 2569 นี้ ประเทศไทยจะเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 4 Freedom Bridge และองค์กรภาคประชาสังคมได้ร่วมจัดทำรายงานต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเพื่อสะท้อนถึงปัญหาสิทธิมนุษยชน
.
Freedom Bridge ร่วมจัดทำรายงานสองฉบับ ได้แก่ ฉบับร่วมกับ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) TLHR และ International Federation for Human Rights (FIDH) ว่าด้วยเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุม คดีและผู้ต้องขังทางการเมือง สิทธิประกันตัวและการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
.
อีกฉบับร่วมกับ FIDH และ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (UCL) ว่าด้วยสภาพเรือนจำ การปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง การเข้าถึงบริการสุขภาพ การใช้เครื่องพันธนาการ และโทษประหารชีวิต
.
เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2569 ปฐมพร แก้วหนู หัวหน้าโครงการและผู้ก่อตั้ง Freedom Bridge ได้กล่าวถ้อยแถลงบนเวที UPR Info Pre-session ครั้งที่ 53 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำเสนอปัญหาสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขังทางการเมืองและครอบครัวต่อคณะผู้แทนรัฐต่าง ๆ ก่อนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กลไก UPR และชี้ให้เห็นถึงปัญหาการคุมขังทางการเมือง การจำกัดสิทธิในเรือนจำ และการเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล พร้อมเรียกร้องให้คำนึงถึงครอบครัวของผู้ต้องขังทางการเมืองที่รออยู่ข้างนอก
.
ปฐมพรกล่าวถ้อยแถลงทั้งในฐานะผู้ทำงานสนับสนุนผู้ต้องขังทางการเมืองและครอบครัว และในฐานะสมาชิกครอบครัวของผู้ต้องขังทางการเมือง โดยเน้นปัญหาสามประเด็น พร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทย
.
1.การควบคุมตัวโดยพลการและการปฏิเสธสิทธิประกันตัว
.
ข้อมูลที่นำเสนอบนเวทีระบุว่า ณ เดือนสิงหาคม 2569 มีผู้ต้องขังทางการเมือง 52 คน โดย 22 คนถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี ขณะที่คำร้องขอประกันตัวและคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ศูนย์ทนายฯ ติดตามในปี 2567–2568 ถูกปฏิเสธกว่าร้อยละ 90 แม้มีข้อมูลว่าผู้ถูกคุมขังไม่มีความเสี่ยงหลบหนี
.
เราจึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวทุกคนที่ถูกคุมขังเพียงเพราะใช้เสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ พร้อมรับรองว่าการคุมขังระหว่างพิจารณาคดีจะใช้เฉพาะกรณีจำเป็นและเป็นมาตรการสุดท้าย โดยประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคลและเคารพสิทธิในการได้รับการประกันตัว
.
2. การจำกัดการเยี่ยมและการติดต่อกับโลกภายนอก
.
เรือนจำบางแห่งปฏิเสธหรือจำกัดการเข้าเยี่ยมของทนายความ โดยอ้างว่าเมื่อคดีสิ้นสุดแล้ว ผู้ต้องขังไม่มีความจำเป็นต้องปรึกษากฎหมายอีก ทนายความบางคนถูกให้เข้าเยี่ยมในฐานะญาติแทน ทำให้ถูกจำกัดเวลาและไม่สามารถสนทนาอย่างเป็นความลับได้ นอกจากนี้ เรือนจำอย่างน้อยสิบแห่งยังจำกัดการเยี่ยมทั่วไปไว้เฉพาะญาติทางสายเลือด ซึ่งเกินขอบเขตจากที่กฎหมายกำหนด
.
พร้อมเสนอให้มีการกำหนดแนวปฏิบัติมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนสามารถเข้าถึงทนายความได้อย่างเป็นความลับและทันท่วงที รวมถึงให้เรือนจำปฏิบัติตามระเบียบที่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดเข้าเยี่ยมได้
.
3. การเข้าถึงการรักษาพยาบาลในเรือนจำ
.
ปฐมพรยกตัวอย่างผู้ถูกคุมขังที่ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจนร่างกายซีกซ้ายเป็นอัมพาต แต่ต้องรอถึงแปดวันจึงได้รับการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ขณะที่การดูแลสุขภาพจิตของผู้ต้องขังส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงการจ่ายยากับเคสที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น
.
และเรียกร้องให้ผู้ต้องขังทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทันท่วงที ทั้งการรักษาฉุกเฉิน การดูแลสุขภาพจิต และการรักษาอาการเจ็บป่วยเดิมอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่ใช้กับผู้ป่วยในชุมชนภายนอก ตามข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา
.
ช่วงท้าย ปฐมพรกล่าวถึงครอบครัวของจิรวัฒน์ ผู้ต้องขังที่ได้รับโทษจำคุกหกปีจากการแชร์โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์สามโพสต์ ภรรยาของเขาป่วยเป็นมะเร็งระยะที่สี่ และถามเราว่า
.
“ถ้าฉันตายก่อนที่เขาจะได้ประกันตัว ลูกของเราจะอยู่กับใคร?”
.
เรื่องราวนี้สะท้อนว่าผลกระทบจากการคุมขังไม่ได้หยุดอยู่ภายในเรือนจำ แต่ยังส่งถึงลูก คู่ชีวิต และครอบครัว ปฐมพรจึงปิดท้ายถ้อยแถลงว่า
.
“เราไม่ได้ขอให้ท่านเป็นปากเสียงให้เฉพาะคนที่อยู่ข้างในเท่านั้น เราขอให้ท่านเป็นปากเสียงให้คนที่รออยู่ข้างนอกด้วย”
.
วันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 ชวนร่วมติดตามการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยบนเวที UN ว่ารัฐบาลจะชี้แจงความก้าวหน้าอย่างไร และรัฐสมาชิกจะให้ข้อเสนอแนะใดเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
.
____________________

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122214678206383831&set=a.122096401838383831

อ่านรายงานร่วมทั้งสองฉบับและเอกสารสรุปข้อเท็จจริง (Factsheet) ได้ที่เว็บไซต์ Freedom Bridge
https://freedombridge.network/en/upr-thailand-2026/


เอกสารประกอบการทบทวน UPR ประเทศไทย รอบที่ 4

คลิกชื่อเอกสารเพื่อเปิดอ่านหรือดาวน์โหลด




อานนท์ เขียนจม. ปฏิเสธรับสารภาพ แลกอิสรภาพ รับอยากออกไปดูแลครอบครัว แต่กลับคำพูดตัวเองไม่ได้ "ศาลอาจพิพากษาขังผมในคุกได้ แต่ไม่อาจพิพากษาว่า 2+2 = 5 ได้"

อานนท์ เขียนจม. ปฏิเสธรับสารภาพ แลกอิสรภาพ รับอยากออกไปดูแลครอบครัว แต่กลับคำพูดตัวเองไม่ได้

4.11.26
มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกกรณีมีการขอให้รับสารภาพ ในคดีความผิดตามมาตรา 112 โดยมีเนื้อหาว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทั้งหวังดีและไม่หวังดีขอให้ผมรับสารภาพในความผิดตามมาตรา 112 ล่าสุดในการพิจารณาคดีคดีหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว มีผู้พิพากษากล่าวว่า ถ้ารับสารภาพก็ได้ออก(จากคุก)แล้ว ในชั้นอุทธรณ์ก็ถอนคำให้การจากต่อสู้คดีเป็นรับสารภาพได้ ถ้ารับสารภาพได้ออก(จากคุก)เลย ผมเชื่อว่าศาลท่านคงหวังดีเพราะอยากให้ผมได้รับอิสรภาพโดยเร็ว ซึ่งการรับสารภาพก็เป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง แต่ก็ทำได้ยากอย่างยิ่งเช่นกัน

ไม่มีลูกคนไหนไม่อยากออกไปดูแลพ่อแม่ตายาย และไม่มีพ่อคนไหนไม่อยากออกไปดูแลลูก ๆ ที่กำลังเติบโต ผมเป็นทั้งลูกชายคนโตของครอบครัวและเป็นพ่อที่มีลูก 2 คนในวัยกำลังเติบโต ความจริงถ้าผมถูกกกล่าวหาว่าไปลักขโมยหรือไปทำร้ายร่างกายใคร แม้ผมจะไม่ได้ทำตามที่กล่าวหาแต่เพื่อให้ได้รับการลดโทษ ได้ออกจากคุกเร็วขึ้นเพื่อไปทำหน้าที่ลูก และไปทำหน้าที่พ่อ ผมก็พร้อมจะทำ ทว่าความจริงมันไม่เป็นเช่นนั้น

ตอนนี้สิ่งที่ผมถูกกล่าวหาเป็นยิ่งกว่าคดีอาญาทั่วไป มันเป็นความอยุติธรรมของยุคสมัย เป็นการต่อสู้ของยุคสมัย การตกเป็นจำเลยจึงมีหน้าที่มากกว่านั้นมาก ในชีวิตของคนเราย่อมมีบางอย่างที่จำต้องทำ แม้ผู้นั้นจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม และย่อมมีบางอย่างที่เมื่อทำแล้วจะบรรลุถึงความหมายของการได้เกิดมา เป็นเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ซึ่งลึกซึ้งกว่าเกียรติศักดิ์ศรีใดๆ การพูดความจริงและการเสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คือสิ่งที่ว่านั้น

สิ่งที่ผมพูด ไม่ใช่เรื่องที่ผมปีนเข้าไปในห้องลับในโรงแรมแล้วเอาเรื่องที่พบเจอออกมาพูด ไม่ใช่เรื่องที่จะ “กลับคำพูด” ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะสิ่งที่ผมพูดเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมเห็นประจักษ์กับตา ทุกคนเห็นความจริงด้วยตนเอง หากผมกลับคำพูดแล้วบอกว่าสิ่งที่ผมพูดก่อนหน้านี้เป็นเรื่องโกหกย่อมเป็นเรื่องตลกอย่างยิ่ง วิปริตอย่างยิ่ง

ศาลอาจพิพากษาขังผมในคุกได้ แต่ไม่อาจพิพากษาว่า 2+2 = 5 ได้

ผมขอขอบคุณในทุกความหวังดีที่อยากเห็นผมได้รับอิสรภาพโดยเร็ว และขอแสดงความเสียใจต่อฝ่ายขวาจัดที่จะไม่ได้เห็นคำรับสารภาพจากผม

ผมยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริง และยืนยันข้อเสนอให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ การต่อสู้อาจนำมาซึ่งความเจ็บปวด ความยากลำบาก ผมยินดีรับมันไว้ด้วยความเต็มใจ

เชื่อมั่นและศรัทธา

อานนท์ นำภา
4 พฤศจิกายน 2569

https://www.matichon.co.th/politics/news_5961646
.....

โพสต์เป็นภาษาอังกฤษ
———
Open Letter Regarding Confession in Article 112 Cases

This is not the first time that people, well-intentioned and ill-intentioned, have asked me to confess to being guilty of violation of Article 112. Most recently, during a trial last month, a judge told me that if I confessed, I could be out (of prison) already. At the appeal level, if one retracts one’s plea to fight the case, one can confess. If one confesses, one will get out (of prison). I believe that the judge was well-intentioned because he wanted me to receive my freedom swiftly. Confession is an incredibly simple matter, and also an incredibly difficult action to take.

There is no child who does not want to get out to take care of their parents and grandparents. There is no father who does not want to get out to take care of his children as they grow up. I am both the oldest son in my family and the father of two children who are growing up. If the facts were that I was accused of theft or assault, even if I did not what I was accused of doing, I would be ready to confess to receive a reduction of punishment and to get out of prison quickly in order to do my duty as a son and as a father. But those are not the facts.

My accusations are not those of an ordinary criminal case. It is the injustice of an era. It is the struggle of an era. My duty is much heavier than that of an ordinary criminal case. In one’s life, there are some actions that one must take, whether or not one wishes to do so. And, there are some actions that one can do which fulfill the very meaning of having been born. Such actions carry the honor and dignity of being human, which run deeper than any other form of prestige. Speaking the truth and proposing to reform the institution of the monarchy is such an action.

I did not scale the walls of a hotel and climb into a secret room and then speak about what I encountered. What I said cannot easily be taken back. Everyone in society has seen what I spoke about with their own eyes. Everyone has seen the truth themselves. It would be quite odd and peculiar if I were to take back what I said and claim that I had told lies.

The court can rule to lock me up in prison. But they cannot rule that 2+2 = 5.
 
I would like to thank those with good intentions who want to see me receive freedom quickly. And, I would like to express my apologies to the far right-wing people who will not see my confession.
I maintain that I spoke the truth and stand firm in the proposal for reform of the institution of the monarchy. The struggle may lead to pain, suffering, and hardship. I willingly accept this.

With trust and faith,

Arnon Nampa
4 November 2026


https://www.facebook.com/photo/?fbid=39810133111934601&set=a.163415147033223



ศาลอาจพิพากษาขังผมในคุกได้ แต่ไม่อาจพิพากษาว่า 2+2 = 5 ได้


Award Winning Short Film 2+2=5 Best Short Film, Bafta Film Awards 2012

Nov 24, 2015

https://www.youtube.com/watch?v=r0qppSXGdBQ




“ขยะพิษ” คือผลของการทุจริตเชิงโครงสร้างและช่องโหว่ทางการเงิน ต้องคืนอำนาจฟ้องคดีให้ชุมชนผู้เสียหาย - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง


Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
November 2
·
“ขยะพิษ” คือผลของการทุจริตเชิงโครงสร้างและช่องโหว่ทางการเงิน ต้องคืนอำนาจฟ้องคดีให้ชุมชนผู้เสียหาย

ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ผลกำไรของกลุ่มทุนผูกขาด หรือตัวเลข GDP ที่แลกมาด้วยความพินาศ แต่ต้องวัดกันที่ “สิทธิในการมีชีวิตรอดและคุณภาพชีวิตของประชาชนคนธรรมดา”

ที่ผ่านมา ผลสำรวจภาคเอกชนเรื่องความไม่โปร่งใสของหน่วยงานรัฐมักถูกตอบโต้ด้วยการแก้ตัวหรือข่มขู่ฟ้องร้อง แต่วิกฤตขยะพิษวันนี้คือ “ประจักษ์พยาน” เพราะหน่วยงานที่ถูกชี้ว่ามีความเสี่ยง ล้วนทำหน้าที่ควบคุมมลพิษ ทางน้ำ ผังเมือง ป่าไม้ โรงงานอุตสาหกรรม ศุลกากร และการบังคับใช้กฎหมาย

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “การทุจริตเชิงโครงสร้าง” ที่อาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย ทำให้เจ้าหน้าที่บางส่วนใส่ “เกียร์ว่าง” และแปลงตนเป็นนั่งร้านคุ้มกะลาหัวให้อาชญากรสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องรับผิด

ภาพน้ำท่วมชะล้างสารเคมีและกากพิษในจังหวัดปราจีนบุรี จนชาวบ้านต้องถือป้าย “เราไม่อยากเป็นมะเร็ง” คือฟางเส้นสุดท้ายของความสิ้นหวัง

หลักฐานจากรายงานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26

บ่อขยะพิษสูงเท่าตึก 7 ชั้น : บ่อขยะอุตสาหกรรมในปราจีนบุรีขยายตัวกว่า 350 ไร่ ขุดลึกเหนือชั้นน้ำใต้ดินเพียง 10 เมตร มีการลักลอบนำสารเคมีนอกใบแจ้งจาก EEC มาทิ้งจนไฟไหม้ปล่อยไอพิษ และกองกากยิปซัมฤทธิ์กรดในอำเภอศรีมหาโพธิถูกฝนชะลงแหล่งน้ำ

ผังเมืองเอื้อนายทุน : ปล่อยให้ถมดินปิดทางน้ำในอำเภอศรีมหาโพธิ เมื่อน้ำหลากจึงชะสารเคมีและโลหะหนักลงแม่น้ำปราจีนบุรี ทำลายน้ำกินน้ำใช้ของประชาชน

นอมินีสวมใบอนุญาต : ทุนต่างชาติใช้นอมินีถือหุ้นบังหน้า ถือใบอนุญาตตัดบดยาง แต่แอบหลอมสารเคมีและรีไซเคิลกากพิษ เช่น โรงงานในชลบุรีที่ทำผิดถึง 17 คดี แต่ยังเปิดกิจการและปล่อยน้ำเสียลงดิน

กากแคดเมียม 15,000 ตัน : ถูกขนจากจังหวัดตากไปซุกที่สมุทรสาครและชลบุรี คำถามทางบัญชีคือ กากหลายพันตันหายไปจากระบบได้อย่างไร ทั้งที่ต้องมีใบกำกับการขนส่งทุกเที่ยว

ด่านศุลกากร พึ่งต่างชาติเตือน : ฝุ่นแดงเตาหลอมเหล็ก (EAF Dust) 816 ตัน (ราว 100 ตู้คอนเทนเนอร์) จากแอลเบเนียเกือบหลุดเข้าไทย และสกัดได้เพราะองค์กรเฝ้าระวังระหว่างประเทศแจ้งเตือนล่วงหน้า แสดงว่าระบบคัดกรองสินค้าขาเข้าของไทยยังมีช่องโหว่ ขณะที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกลักลอบนำเข้าต่อเนื่อง

คดีถูกโยนไปมา : กรณีอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 จังหวัดฉะเชิงเทรา ปนเปื้อนโลหะหนักจนใช้การไม่ได้ แต่ตำรวจท้องที่ บก.ปทส. และ DSI กลับเกี่ยงสำนวน ผมในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยอมรับว่า ปัญหานี้แก้ด้วยคำสั่งฝ่ายบริหารไม่ได้ ต้องแก้ที่กฎหมาย

ช่องโหว่ใหม่ : บริษัทในเครือค้ำประกันกันเอง ชาวบ้านชนะคดี แต่อาจไม่ได้เงินเยียวยา

ขณะที่รัฐบาลประกาศปราบนอมินี กระทรวงพาณิชย์กลับออกกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 28 สิงหาคม 2569 เข้าตำรา “มือถือสาก ปากถือศีล” กฎกระทรวงนี้ยกเว้นใบอนุญาตให้บริการระหว่างบริษัทในเครือ ทั้งงานบริหาร ไอที และ การค้ำประกันหนี้ รัฐจึงมองเห็นเส้นทางเงินในเครือข่ายต่างชาติน้อยลง

ลองนึกภาพตามนี้ครับ

โรงงาน A ทำธุรกิจกากอันตราย มีที่ดินและเครื่องจักร

บริษัทแม่กวาดเงินสดของโรงงาน A เข้าบัญชีกลาง (Cash Pooling) และเรียกเก็บค่าบริหาร ค่าไอทีจากโรงงาน A ทุกเดือน

โรงงาน A เอาทรัพย์สินที่เหลือไปค้ำหนี้ให้บริษัท B ในเครือ

เมื่อสารพิษรั่วไหล ชาวบ้านฟ้องและชนะคดี แต่โรงงาน A อาจเหลือเพียงซากโรงงานกับหนี้สิน แทบไม่มีทรัพย์สินให้บังคับคดี

ที่น่ากังวลกว่านั้น ตัวบทนับความเป็น “บริษัทในเครือ” จาก จำนวนคน ที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการซ้ำกันได้ ไม่ต้องดูสัดส่วนทุนเพียงอย่างเดียว เครือข่ายนอมินีที่ถือหุ้นเพียงเล็กน้อยจึงอาจผูกหลายบริษัทให้ค้ำหนี้กันเองได้

ผลคือ กำไรถูกลงบัญชีไว้ที่บริษัทในเครือ แต่ความเสียหายถูกทิ้งไว้กับประชาชน

ข้อเสนอผ่าทางตัน : กระบวนการยุติธรรมที่ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

1. ให้ชุมชนเป็น “ผู้เสียหาย” โดยตรง : ทลายกรอบเดิมที่ศาลมักไม่ถือว่าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษในวงกว้างเป็นผู้เสียหาย ให้ฟ้องเจ้าหน้าที่ที่ละเว้นหน้าที่ตามมาตรา 157 ต่อศาลคดีทุจริตฯ ได้เอง และฟ้องผู้ก่อมลพิษได้ทั้งทางแพ่งและอาญา โดยไม่ต้องรอ ป.ป.ช. ตำรวจ DSI หรืออัยการ เพื่อตัดตอนการดองสำนวนและการแทรกแซงทางการเมือง

2. อุดช่องค้ำประกันในเครือ : ห้ามโรงงานกากอันตรายเอาทรัพย์สินไปค้ำหนี้ให้บริษัทอื่นในเครือ ตัดเกณฑ์ “นับจำนวนคน” ออก และบังคับเปิดเผยภาระค้ำประกันและรายการระหว่างกันในงบการเงิน

3. กองทุนหลักประกันและคุ้มครองสิทธิชุมชน : บังคับโรงงานกากอันตรายวางเงินประกันตามต้นทุนฟื้นฟูจริง ในบัญชีที่บริษัทแม่ถอนไม่ได้ และทำประกันภัยสิ่งแวดล้อม ป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนผ่องถ่ายทรัพย์สินหนี พร้อมตั้งกองทุนช่วยชาวบ้านสู้คดี ป้องกันการถูกฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP)

4. ตรวจบัญชีกาก “เข้า บำบัด คงเหลือ” : ทุกไตรมาส และเปิดเผยต่อสาธารณะ

5. ยกระดับเป็นศาลสิ่งแวดล้อมชำนัญพิเศษ : สั่งระงับกิจการชั่วคราวได้ทันที และในคดีแพ่งให้โรงงานเป็นฝ่ายพิสูจน์ว่าไม่ได้ก่อมลพิษ เพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือโรงงาน ไม่ใช่ชาวบ้าน

6. ประชาคมต้องมาจากประชาชนจริง : มติประชาพิจารณ์ต้องมาจากคนในพื้นที่ผลกระทบ หากจัดตั้งประชาคมเท็จต้องดำเนินคดีทันที พร้อมทบทวนกฎกระทรวงที่ถอดเครื่องมือคัดกรองของรัฐ

“ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก และปอดคนไทยไม่ได้มีไว้ฟอกสารพิษ! เมื่อขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากพิษถูกลักลอบกลบฝังบนแผ่นดินเรา ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่ออำนาจในการปกป้องชีวิตกลับคืนสู่มือประชาชน”

แผ่นดิน สายน้ำ และอากาศบริสุทธิ์ คือสมบัติที่เราต้องส่งต่อให้ลูกหลาน เราไม่อาจยอมให้ผู้มีอำนาจนำประเทศไปประเคนให้กลุ่มทุนข้ามชาติเป็นที่ทิ้งขยะแลกผลประโยชน์อีกต่อไป ถึงเวลาที่อำนาจและความยุติธรรมต้องกลับคืนสู่มือประชาชนอย่างแท้จริง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
หัวหน้าพรรคประชาชาติ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1688365915981104&set=a.496306251853749




การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ได้นำมาซึ่งชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์มากมาย ทำลายกำแพงทางเชื้อชาติและเพศ รวมถึงอุปสรรคอื่นๆ ในการเลือกตั้งระดับรัฐและระดับชาติ



เหตุการณ์สำคัญครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 10 ประการ

1. ผู้ว่าการรัฐหญิงผิวดำคนแรกในสหรัฐฯ

เคียชา แลนซ์ บอททอมส์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแอตแลนตา คว้าชัยชนะเหนือริค แจ็กสัน มหาเศรษฐีพรรครีพับลิกัน ในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย ทำให้เธอกลายเป็นผู้ว่าการรัฐหญิงผิวดำคนแรกของประเทศ

บอททอมส์เผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากวาระการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีที่ไม่ราบรื่นระหว่างปี 2018 ถึง 2022 ซึ่งในช่วงเวลานั้นอาชญากรรมรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น แต่ในการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ เธอเน้นย้ำถึงความสามารถในการต่อสู้กับรัฐบาลทรัมป์

บอททอมส์ยังสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะบุคคลผิวดำและผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดของรัฐจอร์เจีย

2. สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ คนแรกที่เป็นมุสลิม

อับดุล เอล-ซาเยด ชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาในรัฐมิชิแกนที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยเอาชนะไมค์ โรเจอร์ส จากพรรครีพับลิกัน กลายเป็นสมาชิกมุสลิมคนแรกของวุฒิสภา อัตลักษณ์ของเขาถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องตลอดการเลือกตั้งจากทั้งโรเจอร์สและทรัมป์

3. ผู้ว่าการรัฐเชื้อสายลาตินคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งในแคลิฟอร์เนีย
ซาเวียร์ เบเซรา สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ว่าการรัฐเชื้อสายลาตินคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งในรัฐ เบเซราฝ่าฟันการแข่งขันในรอบคัดเลือกของพรรคเดโมแครตที่ดุเดือดหลังจากเริ่มต้นอย่างไม่น่าประทับใจ เขาได้รับการคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่าจะเอาชนะสตีฟ ฮิลตัน ผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกันและนักวิเคราะห์การเมืองสายอนุรักษ์นิยม เนื่องจากรัฐนี้เป็นฐานที่มั่นของพรรคเดโมแครต เบเซราซึ่งเป็นบุตรชายของผู้อพยพชาวเม็กซิกัน จะปกครองรัฐที่มีประชากรมากกว่า 40% ระบุว่าตนเองเป็นเชื้อสายลาติน

4. ผู้ว่าการรัฐหญิงเชื้อสายลาตินคนแรกของเท็กซัส

จีนา ฮิโนโฮซา จากพรรคเดโมแครต สร้างความประหลาดใจอย่างมาก โดยโค่นล้มเกร็ก แอ็บบอตต์ ผู้ว่าการรัฐที่ดำรงตำแหน่งมาสามสมัย เธอจะเป็นผู้ว่าการรัฐหญิงเชื้อสายลาตินคนแรกของรัฐ และเป็นพรรคเดโมแครตคนแรกที่ชนะการเลือกตั้งตำแหน่งนี้ตั้งแต่ปี 1990 แคมเปญหาเสียงของฮิโนโฮซาเริ่มต้นได้ไม่ดีนัก เนื่องจากแอบบอตต์มีเงินทุนในการหาเสียงมากกว่าเธอมาก

แต่ในไม่ช้าเธอก็กลายเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่ง โดยเน้นเรื่องความสามารถในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย และการต่อต้านศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ ซึ่งทำให้แอบบอตต์อ่อนแอต่อคำวิจารณ์

5. ผู้ว่าการรัฐหญิงชาวอเมริกันพื้นเมืองคนแรก

เด็บ ฮาแลนด์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหรัฐฯ ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโกอย่างสบายๆ

ฮาแลนด์ขอบคุณผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในโพสต์ X เมื่อคืนวันอังคาร “คุณเลือกอนาคตที่นิวเม็กซิโกมาก่อน ที่ครอบครัวคนทำงานมีโอกาสที่จะก้าวหน้า และที่ชาวนิวเม็กซิโกทุกคนมีเสียง” เธอเขียน “ไม่ว่าคุณจะลงคะแนนให้ฉันหรือไม่ ฉันก็จะเป็นผู้ว่าการรัฐของคุณเสมอ เพราะการหาเสียงครั้งนี้เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน และอนาคตที่เราสมควรได้รับ”

ฮาแลนด์เป็นสมาชิกของลากูนา พูเอโบล

6. ผู้ว่าการรัฐผิวดำคนแรกของฟลอริดา

ไบรอน โดนัลด์ส จากพรรครีพับลิกัน จะเป็นผู้ว่าการรัฐผิวดำคนแรกของฟลอริดา ต่อจากรอน เดอแซนติส ที่ครบวาระแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามสมัยผู้นี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เน้นเรื่องความสามารถในการจ่ายเป็นหลักในการหาเสียง ขณะที่หลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสงครามที่ไม่เป็นที่นิยมกับอิหร่านและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นตามมา

7. ชายเกย์คนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสู่วุฒิสภาสหรัฐฯ

คริส ปัปปัส ผู้แทนจากรัฐนิวแฮมป์เชอร์ ได้รับเลือกเข้าสู่วุฒิสภาสหรัฐฯ ทำให้เขาเป็นชายเกย์คนแรกที่เปิดเผยตัวตนซึ่งดำรงตำแหน่งในสภาแห่งนี้

ปัปปัสโจมตีทรัมป์ อีลอน มัสก์ และคนอื่นๆ ที่สนับสนุนจอห์น ซูนูนู คู่แข่งของเขา ในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ โดยมีแวนน์ เบนท์ลีย์ ภรรยาของเขายืนอยู่ใกล้ๆ

“พวกเขาทุ่มเงิน โฆษณาโจมตี และคำโกหกใส่เราทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน” ปัปปัสกล่าว “แต่เราก็เอาชนะพวกเขาได้อยู่ดี ใช่ไหม?”

8. สตรีชาวอเมริกันพื้นเมืองคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสู่วุฒิสภา

เพ็กกี้ แฟลนาแกน รองผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา เป็นสตรีชาวอเมริกันพื้นเมืองคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสู่วุฒิสภาสหรัฐฯ แฟลนาแกนเป็นชาวโอจิบเวและเป็นสมาชิกของกลุ่มไวท์เอิร์ธเนชั่น

9. ผู้ว่าการรัฐผิวดำคนแรกของวิสคอนซินและเนวาดา

เดวิด โครว์ลีย์ ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐวิสคอนซิน กลายเป็นคนผิวดำคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ ชัยชนะของโครว์ลีย์เกิดขึ้นท่ามกลางอุปสรรคมากมาย: เขาถอนตัวจากการแข่งขันในช่วงฤดูร้อน ก่อนจะกลับมาลงสมัครอีกครั้งตามคำแนะนำของโทนี่ เอเวอร์ส ผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครตที่กำลังจะหมดวาระ และทอม ทิฟฟานี่ คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน ใช้เงินในการหาเสียงมากกว่าเขามาก

แอรอน ฟอร์ด ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต เอาชนะโจ ลอมบาร์โด ผู้ว่าการรัฐจากพรรครีพับลิกัน และจะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐผิวดำคนแรกในเนวาดา ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาและอัยการสูงสุดของรัฐคนแรกที่เป็นคนผิวดำ

10. ผู้ว่าการหญิงคนแรกของโอไฮโอ มินนิโซตา และเทนเนสซี

เอมี แอคตัน จากพรรคเดโมแครต เอาชนะวิเวก รามาสวามี จากพรรครีพับลิกัน ขึ้นเป็นผู้ว่าการหญิงคนแรกของโอไฮโอ เอมี โคลบูชาร์ จากพรรคเดโมแครต

https://www.theguardian.com/us-news/2026/nov/04/us-midterms-historic-firsts




คลิป สุนทรพจน์ชัยชนะฉบับเต็มของเอล-ซาเยด


El-Sayed Full Victory Speech

C-SPAN
11 hours ago #cspan

Abdul El-Sayed (D-MI) delivered victory remarks Tuesday night as he was leading former Rep. Mike Rogers (R-MI) in the Michigan U.S. Senate race.

https://www.youtube.com/watch?v=Btos5P_O2EY
.....

เนื้อหาบางส่วนและประเด็นสำคัญจากสุนทรพจน์แห่งชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของ ดร. อับดุล เอล-ซาเยด (Dr. Abdul El-Sayed) ภายหลังได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ จากรัฐมิชิแกนนั้น มุ่งเน้นไปที่ประเด็นหลักหลายประการ ได้แก่ การเอาชนะอิทธิพลจากการใช้จ่ายเงินมหาศาลจากภายนอกที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การปฏิเสธการเมืองที่สร้างความแตกแยก และการสร้างอเมริกาที่เปิดกว้างและโอบรับทุกคนมากขึ้น

เนื้อหาสำคัญจากสุนทรพจน์

"มิชิแกน เราทำสำเร็จแล้ว! ผมชื่อ อับดุลราห์มาน โมฮาเหม็ด เอล-ซาเยด ผมรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับเลือกจากรัฐมิชิแกนอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ตลอดช่วงที่ผ่านมา คุณอาจสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่มีการพูดถึงผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมมักจะกล่าวคำว่า 'อินชาอัลลอฮ์' (Inshallah) หรือ 'หากพระเจ้าประสงค์' เสมอ... พวกคุณให้โอกาสผู้สมัครที่ดูมีความเป็นไปได้น้อยที่สุดคนหนึ่ง ขอบคุณมากครับ ชัยชนะครั้งนี้เป็นของพวกคุณทุกคน ชาวมิชิแกน"

"ตอนที่ผมเริ่มต้นการรณรงค์หาเสียงนี้ มีคนบอกเราว่าไม่มีทางเอาชนะอิทธิพลของเงินได้ พวกเขาบอกว่าคนที่มีชื่อและมีภูมิหลังแบบผม ซึ่งเป็นชาวมุสลิมนั้น ไม่มีทางได้รับเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาระดับรัฐในมิชิแกน พวกเขาบอกว่าการเมืองแบบเดิมๆ นั้นตายไปแล้ว... แต่เราได้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าบัญชีธนาคาร เราได้สร้าง 'ขบวนการ' ขึ้นมา เป็นรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในการต่อสู้ระหว่าง 'อำนาจเงิน' กับ 'ประชาชนจำนวนมาก' นั้น ประชาชนสามารถเป็นฝ่ายชนะได้อย่างแท้จริง"

"พวกเขาไม่ได้แค่โจมตีผมเท่านั้น แต่พวกเขากำลังมุ่งเป้าโจมตีพวกคุณด้วย พวกเขากำลังโจมตีแนวคิดที่เป็นรากฐานของอเมริกา เพราะพวกเขาเกลียดแนวคิดที่ว่าอเมริกาควรเป็นพื้นที่ที่กว้างใหญ่พอสำหรับทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีรูปลักษณ์ที่แตกต่าง มีวิถีการสวดภาวนาที่ต่างออกไป หรือมีครอบครัวที่มาจากอีกซีกโลกหนึ่งก็ตาม... เรารู้ดีว่าอเมริกานั้นกว้างใหญ่พอสำหรับเราทุกคน กว้างใหญ่เพียงพอที่จะให้เราทุกคนอยู่ร่วมกันได้ และเราก็มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่" "หากคุณเชื่อในสิทธิที่เท่าเทียมกันในการมีสันติสุข ศักดิ์ศรี และการกำหนดชะตากรรมของตนเอง นั่นไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่มันคือความรัก ชาวมิชิแกนทั้งหลาย เราต้องการให้ภาษีของเราถูกนำมาใช้ที่นี่ เพื่อโรงเรียนที่นี่ เพื่อการสาธารณสุขที่นี่ และเพื่อโครงสร้างพื้นฐานที่นี่ เราไม่ต้องการให้เงินของเราถูกส่งไปสนับสนุนการแบ่งแยกเชื้อชาติ (Apartheid) การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือสงคราม ชาวมิชิแกนเชื่อมั่นในรัฐมิชิแกน และตัวข้าพเจ้าเองก็เชื่อมั่นในชาวมิชิแกนเช่นกัน ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ชาวมิชิแกนเชื่อมั่นในตัวข้าพเจ้า"

"มันไม่ควรจะต้องยากขนาดนี้ เราไม่จำเป็นต้องกลับไป 'ยิ่งใหญ่อีกครั้ง' (make ... great again) แต่เราต้องโอบรับสิ่งที่เป็นตัวตนของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรายิ่งใหญ่มาโดยตลอด นั่นคือความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และในเวลานี้ นั่นหมายถึงการลุกขึ้นมาท้าทายบรรษัทขนาดใหญ่ มหาเศรษฐี และกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ที่บิดเบือนระบบเพื่อเอาเปรียบพวกเรามานานเกินไปแล้ว"

"การคว้าที่นั่งในวุฒิสภาสหรัฐฯ ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เป้าหมายที่แท้จริงคือการใช้ที่นั่งนั้นเพื่อพลิกโฉมการเมืองของเรา เพราะถึงเวลาแล้วที่เราต้องขจัดอิทธิพลของเงินออกจากแวดวงการเมือง นำเงินกลับเข้าสู่กระเป๋าของประชาชน ผลักดันระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า (Medicare for All) ความงดงามและจิตวิญญาณของอเมริกาอยู่ที่ตัวพวกเราทุกคน ซึ่งก็คือประชาชนนั่นเอง อเมริกาควรเป็นประเทศสำหรับลูกหลานทุกคน ดังนั้น ชาวมิชิแกนทั้งหลาย มาช่วยกันสร้างอเมริกาแบบนั้นขึ้นมาเถอะ"
.....

ข้อเสนอนโยบายหลักและแพลตฟอร์มการรณรงค์ของ Abdul El-Sayed ระหว่างการดำรงตำแหน่งวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาในรัฐมิชิแกนคืออะไร

Abdul El-Sayed ดำเนินการรณรงค์หาเสียงในวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาในรัฐมิชิแกนบนแพลตฟอร์มที่ก้าวหน้าโดยมีเสาหลัก 3 ประการ ได้แก่ Money Out of Politics, Medicare for All และ Money in Your Pocket

1. เงินออกจากการเมืองและการปฏิรูปประชาธิปไตย
การแบนเงินของบริษัท: การแบน PAC ของบริษัท, Super PAC, 501(c)(4) เงินมืด และ 527 กลุ่มไม่ให้ใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ควบคู่ไปกับการล้มล้าง Citizens United

การยกเลิกฝ่ายค้าน: กำจัดฝ่ายค้านของวุฒิสภาเพื่อผ่านกฎหมายเชิงโครงสร้างที่ก้าวหน้าและการคุ้มครองประชาธิปไตย

การปฏิรูปศาลฎีกาและตุลาการ: การจำกัดระยะเวลาของผู้พิพากษาศาลฎีกา การดำเนินการการปฏิรูปโครงสร้าง SCOTUS และการสิ้นสุดการนัดหมายตลอดชีวิต

สิทธิในการออกเสียงลงคะแนน: การยุติการบังคับบัญชาโดยทหารม้า, การต่อต้านกฎหมายบังคับ ID ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง, การดำเนินการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอัตโนมัติเมื่ออายุ 18 ปี, ทำให้วันเลือกตั้งเป็นวันหยุดของรัฐบาลกลาง และการปกป้องสิทธิ์ในการประท้วงและการคว่ำบาตรอย่างสงบ

2. การเปลี่ยนแปลงด้านการดูแลสุขภาพ
Medicare for All: ขยาย Medicare ไปสู่ระบบการชำระเงินแบบสากลแบบจ่ายครั้งเดียว และขจัดหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่มีอยู่ทั้งหมดทั่วประเทศ

ทำลายการดูแลสุขภาพและการแพทย์ครั้งใหญ่: การใช้อำนาจต่อต้านการผูกขาดเพื่อทำลายการผูกขาดด้านการดูแลสุขภาพ การห้ามผู้จัดการผลประโยชน์ด้านเภสัชกรรม (PBM) และแนะนำการผลิตสาธารณะสำหรับยาที่จำเป็นช่วยชีวิต เช่น อินซูลิน

สิทธิในการเจริญพันธุ์และสิทธิพลเมือง: การประมวลผล Roe v. Wade ให้เป็นกฎหมายของรัฐบาลกลางและปกป้องการเข้าถึงการรักษาพยาบาลสำหรับผู้หญิงและบุคคล LGBTQ+
abdulforsenate.com

การขยาย VA และสาธารณสุข: เพิ่มการลงทุนในหน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐและท้องถิ่น ศูนย์สุขภาพที่ผ่านการรับรองจากรัฐบาลกลาง และขยายบริการกิจการทหารผ่านศึกเพื่อรวมการสนับสนุนที่อยู่อาศัยและการจ้างงานที่มีการรับประกัน

3. เศรษฐกิจ แรงงาน และ "เงินในกระเป๋า"
การปฏิรูปความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีและภาษี: เก็บภาษีความมั่งคั่งของมหาเศรษฐี ปิดเพดานภาษีประกันสังคมสำหรับผู้มีรายได้สูง และให้การยกเว้นภาษีเงินได้ของรัฐบาลกลางสำหรับรายได้ 50,000 ดอลลาร์แรกสำหรับครอบครัวที่ทำงาน

นโยบายส่งเสริมแรงงานและการค้า: ส่งเสริมการออกกฎหมายสนับสนุนสหภาพแรงงานเพื่อขยายสิทธิในการจัดตั้งในทุกภาคส่วน และออกกฎหมายภาษีการค้าเป้าหมายที่เจรจากับปัจจัยการผลิตด้านแรงงานเพื่อปกป้องการผลิตของอเมริกา

สิทธิในที่อยู่อาศัยและผู้เช่า: จัดการกับความสามารถในการจ่ายที่อยู่อาศัยผ่านการเติบโตของอาคารที่อยู่อาศัย และผ่านร่างพระราชบัญญัติสิทธิผู้เช่าของรัฐบาลกลาง เพื่อป้องกันแนวทางปฏิบัติของเจ้าของบ้านองค์กรที่ไม่เป็นธรรม

การควบคุมเทคโนโลยีและ AI: การควบคุมปัญญาประดิษฐ์โดยกำหนดให้สาธารณชนเป็นเจ้าของ การสร้างหน่วยงานกำกับดูแล AI โดยเฉพาะ การกำหนดแนวทางการแบ่งเขต "ข้อกำหนดในการมีส่วนร่วม" ที่เข้มงวดสำหรับศูนย์ข้อมูล และผ่านการคุ้มครองผู้บริโภคสำหรับเทคโนโลยีทางการเงิน

4. การย้ายถิ่นฐาน นโยบายต่างประเทศ และการเกษตร
การปฏิรูปการย้ายถิ่นฐาน: เรียกร้องให้ยกเลิก ICE และนำเงินทุนไปใช้โครงสร้างพื้นฐานของศาลตรวจคนเข้าเมืองตามกฎหมาย ขณะเดียวกันก็สร้างเส้นทางที่ชัดเจนในการเป็นพลเมือง

ความช่วยเหลือจากต่างประเทศและการหยุดยิง: เรียกร้องให้ยุติความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ ที่ใช้ในความขัดแย้งหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ รวมถึงการต่อต้านเงินทุนทางทหารที่ส่งมาเพื่อสนับสนุนสงครามหรือการแบ่งแยกสีผิว

สิ่งแวดล้อมและการเกษตร: ปิดสาย 5 เพื่อปกป้อง Great Lakes รักษาการมีส่วนร่วมในข้อตกลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ (เช่นข้อตกลงปารีส) และผ่านกฎหมายสิทธิในการซ่อมแซมของรัฐบาลกลางสำหรับเกษตรกร




ขณะนี้เริ่มมีปฏิกิริยาจากนานาประเทศต่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากผู้ นำทั่วโลกรับทราบข่าวว่าพรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา นี่คือความคิดเห็นบางส่วนที่ปรากฏออกมาล่าสุด:









https://x.com/cnni/status/2118014191999008992

สเปน: นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ กล่าวว่า ชาวอเมริกันได้ลงคะแนนเสียง “เพื่อคัดค้านนโยบายที่นำไปสู่ความยากจน คัดค้านความเกลียดชัง คัดค้านแนวคิดชายเป็นใหญ่ คัดค้านการปฏิเสธปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และคัดค้านอภิสิทธิ์ของกลุ่มชนชั้นนำ”

อิหร่าน: โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ชาวอเมริกันใช้การเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อส่งสัญญาณว่า “ไม่เอาสงคราม ซึ่งเราก็เห็นด้วยกับจุดยืนนี้”

รัสเซีย: ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเขาจะเดินหน้าความพยายามในการสร้างสันติภาพต่อไป” ในขณะที่ เลโอนิด สลุตสกี สมาชิกรัฐสภารัสเซีย กล่าวกับสำนักข่าว CNN ว่า “เราคงต้องรอดูสถานการณ์กันต่อไป ตอนนี้อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลขั้นสุดท้าย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงตอนนั้น เพราะในขณะนี้ ทรัมป์กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นลบอย่างชัดเจน”

สหราชอาณาจักร: นายกรัฐมนตรี แอนดี เบอร์นแฮม กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้มอบ “โอกาสให้โลกได้รวมตัวกัน” เพื่อแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ โดยเขาระบุว่าจะเรียกร้องให้ผู้นำประเทศต่างๆ หันมามุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจากสงครามที่รัสเซียรุกรานยูเครน รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

เยอรมนี: ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี คาดการณ์ว่า ทรัมป์อาจใช้วิธีบริหารประเทศผ่านการออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Orders) โดยเมิร์ซกล่าวในเวทีเสวนาเศรษฐกิจแห่งหนึ่งตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “ตลอดสองปีที่ผ่านมา ทรัมป์บริหารประเทศโดยแทบไม่ได้ปรึกษารัฐสภาเลย แล้วทำไมสถานการณ์ถึงจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้ล่ะ?”

แคนาดา: โดมินิก เลอบลัง รัฐมนตรีที่ดูแลด้านการค้าสหรัฐฯ-แคนาดา แสดงท่าทีระมัดระวัง โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลแคนาดายังคงเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับรัฐบาลของทรัมป์โดยตรง ไม่ใช่กับรัฐสภา อีกทั้งเสียงข้างมากของพรรคเดโมแครตชุดใหม่จะยังไม่เริ่มปฏิบัติหน้าที่ในวอชิงตันจนกว่าจะถึงเดือนมกราคม ในขณะที่ ดัก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ ซึ่งมักวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์อยู่บ่อยครั้ง กล่าวว่าเขารู้สึก “ดีใจจนแทบจะกระโดดโลดเต้น” เมื่อได้เห็นผลการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้

นอร์เวย์: นายกรัฐมนตรี โยนาส การ์ สเตอเร กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็น “สัญญาณทางการเมืองที่ทรงพลัง ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนทิศทางของเหล่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน” แอฟริกาใต้: ประธานาธิบดีซีริล รามาโฟซา กล่าวว่าผลการเลือกตั้งจะ “นำไปสู่ยุคใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน “เราได้เห็นแล้วว่าพรรคเดโมแครตได้ควบคุมวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนชาวอเมริกันได้แสดงเจตนารมณ์แล้ว”

โปแลนด์: นายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทัสก์ แห่งโปแลนด์ กล่าวว่า “ประชาธิปไตยได้รับชัยชนะในอเมริกา” และกล่าวชมเชยพรรคเดโมแครตเช่นเดียวกับทรัมป์ ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ ในการแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีอันเดรย์ บาบิส แห่งเช็ก ทัสก์ยังกล่าวอีกว่าคำมั่นสัญญาของทรัมป์ก่อนวันเลือกตั้งที่จะ “ใช้สิทธิ์วีโต้ทุกอย่าง” นั้นเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด

สาธารณรัฐเช็ก: บาบิสกล่าวว่าเขาหวังว่าทรัมป์จะมุ่งเน้นไปที่การยุติสงครามในยูเครนและการแก้ไขความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ แต่เขาคาดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงทิศทางของเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้

วาสโก โคโตวิโอ, เฟรด เพลตเกน และแอนนา เชอร์โนวา จากซีเอ็นเอ็น ร่วมรายงานข่าว





จุดเริ่มต้นของจุดจบสำหรับทรัมป์มาถึงแล้ว ? ที่แน่ๆ ทรัมป์จะไม่ยอมจากไปอย่างเงียบๆ !



ประธานาธิบดีทรัมป์ถือเป็นบุคคลทางการเมืองที่โดดเด่นที่สุดในศตวรรษนี้ เขาสร้างชัยชนะในการหาเสียงที่ไม่มีใครคาดคิดมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา ก่อนจะกลับมาผงาดทางการเมืองได้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุด เขาสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับนานาประเทศ ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์และความคาดหวังที่มีต่อตำแหน่งประธานาธิบดี ซ้ำเติมความแตกแยกภายในชาติ และเปลี่ยนวิธีที่ชาวอเมริกันมองตำแหน่งประธานาธิบดี รวมถึงความถี่ที่พวกเขาหันมานึกถึงตำแหน่งนี้ ทรัมป์ปรากฏตัวอยู่ทุกหนทุกแห่ง และอำนาจของเขาก็มาจากความแพร่หลายในการปรากฏตัวเช่นนี้นั่นเอง

ทว่าในคืนนี้ ทรัมป์จำต้องเผชิญกับจุดจบทางการเมืองของตนเอง เขาเคยเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้เป็นการลงประชามติตัวเขา โดยให้จินตนาการว่าชื่อของเขานั้นปรากฏอยู่บนบัตรเลือกตั้งด้วย ซึ่งประชาชนก็รับฟังและตัดสินใจปฏิเสธเขา นี่ถือเป็นการปฏิเสธครั้งใหญ่ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่ว พรรคเดโมแครตดูเหมือนจะมีโอกาสคว้าชัยในสภาผู้แทนราษฎร และหากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็อาจครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ด้วยเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับทิศทางที่ประธานาธิบดีได้นำพาประเทศไปตลอดสองปีที่ผ่านมา นับจากนี้ ทรัมป์คงต้องรับมือกับสมาชิกสภาจากพรรคเดโมแครต ซึ่งอาจขัดขวางวาระการดำเนินงานของเขาและใช้อำนาจในการออกหมายเรียกพยานหรือเอกสารต่างๆ นอกจากนี้ เขายังต้องเผชิญกับความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองซึ่งเขาเคยปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามภาพลักษณ์ของตนเอง อาจเริ่มมองหาตัวตายตัวแทนในอนาคตอันใกล้ ในเวลานี้ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ได้กลายเป็น "เป็ดง่อย" (lame duck) อย่างเต็มตัวและเป็นทางการแล้ว

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่จุดจบของเขาเสียทีเดียว เขายังคงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังคงมีอิทธิพลเหนือเวทีโลก ยังคงใช้อำนาจผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร (executive orders) ได้อย่างกว้างขวาง และยังคงไม่มีใครเทียบได้ในเรื่องการดึงดูดความสนใจ เขาเคยรอดพ้นจากสถานการณ์ที่เปรียบเสมือนหลุมฝังศพทางการเมืองมาแล้วหลายครั้ง และกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม แต่ถึงแม้จะมีอำนาจล้นมือและส่งเสียงดังเพียงใด เขาก็ไม่อาจเอาชนะกาลเวลาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งได้ การเลือกตั้งระดับชาติครั้งต่อไปจะเป็นการเลือกผู้ที่จะมาแทนที่เขา อีกไม่นานชื่อของทรัมป์ก็จะค่อยๆ เลือนหายไปจากพาดหัวข่าว ถูกแทนที่ด้วยเรื่องราวของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ เขาอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตเข้ามาดำรงตำแหน่ง ซึ่งอาจใช้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบการทำงานตลอดสี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงตรวจสอบบรรดาพันธมิตร เพื่อน ครอบครัว และธุรกิจของทรัมป์ และที่สำคัญที่สุด เขาจะต้องเผชิญกับสิ่งที่อาจเป็นความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา นั่นคือ "การกลายเป็นคนหมดความสำคัญ"

ทรัมป์จะไม่ยอมจากไปอย่างเงียบๆ แน่นอน ยังไม่ชัดเจนว่าเขาและเพื่อนร่วมพรรครีพับลิกันจะยอมรับผลการเลือกตั้งกลางเทอมหรือไม่ อีกทั้งที่ผ่านมาเขามักจะทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายอยู่เสมอ ดังนั้นการตั้งความคาดหวังใดๆ ไว้ล่วงหน้าจึงดูจะเป็นเรื่องโง่เขลา ความพ่ายแพ้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในคืนนี้คงไม่ทำให้เขารู้สึกถ่อมตนลงแต่อย่างใด ทว่ามันกลับเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของจุดจบ

การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งกลางเทอมของทรัมป์จบลงในแบบที่น่าขันที่สุด แต่ก็นับว่าเป็นไปตามที่คาดไว้ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาถูกวิจารณ์ว่าตัดขาดจากความเป็นจริง และสูญเสียสัญชาตญาณที่เคยเฉียบคมในการหยั่งรู้ว่าสิ่งใดคือแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับผู้สนับสนุนของเขา เขามองข้ามความกังวลเรื่องค่าครองชีพของผู้คนในขณะที่ความมั่งคั่งของตัวเขาเองกลับเพิ่มพูนขึ้น ทั้งยังก่อสงครามที่ชาวอเมริกันไม่ต้องการ ปรับปรุงทำเนียบขาวใหม่ และวางแผนสร้างอนุสรณ์สถานต่างๆ เพื่อเชิดชูตัวเอง กระทั่งเมื่อวานนี้ เขากลับตัดสินใจว่าวิธีที่ดีที่สุดในการโต้กลับข้อกล่าวหาที่ว่าเขามัวแต่หมกมุ่นอยู่กับโครงการสนองความหลงตัวเองและการตกลงที่ไม่โปร่งใส คือการกล่าวสุนทรพจน์ปิดท้ายการรณรงค์หาเสียง ณ สถานที่ตั้งของโครงการปรับปรุงที่ล้มเหลวและไร้สาระที่สุดของเขา

ท่ามกลางความผิดหวังของสมาชิกพรรครีพับลิกันทั่วประเทศ ทรัมป์ได้ไปยืนอยู่หน้าสระสะท้อนเงา (Reflecting Pool) ในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง เพื่อปกป้องโครงการที่ล้มเหลวเพราะปัญหาตะไคร่น้ำและผลงานการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานจากผู้รับเหมาที่ได้รับงานโดยไม่มีการประมูล โครงการดังกล่าว—ซึ่งทรัมป์กล่าวอ้างอย่างเท็จๆ ว่าถูกทำลายโดยการก่อวินาศกรรม—ใช้งบประมาณเกินไปหลายล้านดอลลาร์ และแทบไม่ได้ช่วยเรียกคะแนนเสียงแม้แต่คะแนนเดียวในรัฐอย่างมิชิแกน แคนซัส หรืออะแลสกา ยิ่งไปกว่านั้น การแวะไปที่สระสะท้อนเงายังกลายเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นสำคัญที่เขาต้องการสื่อในช่วงโค้งสุดท้าย นั่นคือการที่วุฒิสมาชิก จอน ฮัสเต็ด (Jon Husted) จากรัฐโอไฮโอ มีรูปร่างที่ดีเยี่ยม

ทรัมป์เข้าสู่สนามรณรงค์หาเสียงค่อนข้างช้า และต้องอาศัยการเกลี้ยกล่อมให้ยอมจัดเวทีปราศรัยในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่เมื่อตัดสินใจลงสนามแล้ว เขากลับยืนกรานให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเรื่องของตัวเขาและความสำเร็จของเขา โดยไม่ยอมรับถึงความผิดพลาดใดๆ หรือแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้คนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก เขาบีบให้โฆษณาหาเสียงหลายชิ้นต้องมีภาพของเขาปรากฏอยู่ด้วย และยังเรียกร้องให้มีการจัดงานประชุมทางการเมืองช่วงกลางเทอมในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้ว่าผู้ที่มาร่วมงานในดัลลัสส่วนใหญ่จะดูไม่มีความสุขนักก็ตาม ทรัมป์ทุ่มเทให้กับการรณรงค์หาเสียงอย่างเต็มที่ โดยตระเวนจัดเวทีปราศรัยที่กินเวลาเกือบสองชั่วโมงคืนแล้วคืนเล่าไปทั่วประเทศ ทว่ากิจกรรมโรดโชว์เหล่านี้ไม่ได้เหมือนกับกิจกรรมที่กลายเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเสียทีเดียว

การชุมนุมเหล่านั้นมีขนาดเล็กกว่าปกติ และมีเพียงไม่กี่แห่งที่จัดกลางแจ้ง (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกังวลด้านความปลอดภัย) การชุมนุมครั้งหนึ่งในโอไฮโอในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียงจัดขึ้นในโรงยิมขนาดเล็ก และการชุมนุมอื่นๆ ก็มีที่นั่งว่างมากมาย สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือสถานที่จัดการชุมนุม: เกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน ซึ่งทรัมป์เคยชนะอย่างง่ายดายในอดีตและแทบไม่ต้องลงพื้นที่หาเสียงเลย นั่นทำให้มีฝูงชนที่ใหญ่กว่าและกระตือรือร้นกว่า—ผู้คนในสถานที่อย่างเช่นเมืองโครินธ์ รัฐมิสซิสซิปปี ตื่นเต้นที่จะได้เห็นทรัมป์เป็นครั้งแรกมากกว่าผู้คนในเมืองแกรนด์แรพิดส์ รัฐมิชิแกน ซึ่งเขาเคยจัดการชุมนุมมาแล้วมากกว่าครึ่งโหลครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ภูมิศาสตร์ก็บอกเล่าเรื่องราวเช่นกัน: ทรัมป์ต้องไปเยือนฐานที่มั่นของพรรครีพับลิกัน เช่น เซาท์แคโรไลนาและมอนแทนา เพราะที่นั่งในรัฐเหล่านั้นกำลังอยู่ในช่วงชิงชัย และผู้สนับสนุนของเขาต้องถูกเรียกตัว แต่เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว ทรัมป์มีอะไรมานำเสนอจริงๆ บ้าง?

จากผลสำรวจความคิดเห็น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างไม่พอใจกับการที่เขาผิดสัญญาหลายครั้ง รวมถึงคำมั่นสัญญาที่จะลดราคาสินค้า ไม่ก่อสงครามใหม่ เปิดเผยเอกสารของเอปสไตน์ และเนรเทศเฉพาะ “ผู้กระทำผิดที่เลวร้ายที่สุด” เท่านั้น พรรคของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งมักจะทำผลงานได้ไม่ดีในการเลือกตั้งกลางเทอม แต่ทรัมป์ก็ยังเสียเปรียบในหลายประเด็นที่เคยเป็นจุดแข็งของเขา เช่น เศรษฐกิจและการอพยพ เขาบีบให้วุฒิสมาชิกที่ดำรงตำแหน่งหลายคนลาออกเพราะไม่ภักดี และสนับสนุนผู้สมัครที่มีปัญหาบางคน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้การแข่งขันในแต่ละเขตเลือกตั้งมีความไม่แน่นอนมากขึ้น เขาให้ประเด็นหาเสียงแก่ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันน้อยมาก เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างโกรธเคืองต่อเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์เฉพาะคนรวย (ซึ่งรวมถึงครอบครัวและคณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดี) แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ทรัมป์พยายามนำประเด็นสงครามทางวัฒนธรรมจากแคมเปญในอดีตกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงความกลัวเกี่ยวกับการผ่าตัดแปลงเพศ ผู้ก่อการร้ายมุสลิม และแม้แต่ลัทธิคอมมิวนิสต์

ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นของประชาชนเท่านั้น แต่ในหลายกรณีก็ไม่สอดคล้องกับพรรคของเขาเองด้วย แม้จะมีคำเตือนว่า AI อาจทำลายล้างมนุษยชาติ (หรืออย่างน้อยก็งานจำนวนมาก) แต่ทรัมป์ก็ยังสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่และศูนย์ข้อมูลของมัน แม้ว่าประชาชนจะเริ่มต่อต้านก็ตาม เพราะบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยพยุงตลาดหุ้นไว้ได้ เขายังสนับสนุนโฆษณาโจมตีที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ ซึ่งผู้ว่าการรัฐจากพรรครีพับลิกันของรัฐนั้นได้ออกมาประณาม เขาเข้าข้างรัสเซียในสงครามกับยูเครน เขาขู่ว่าจะทิ้งระเบิดอิหร่านอีกครั้ง และมีการพูดถึงเรื่องก้นกันมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้บรรดานักประวัติศาสตร์ในอนาคตสับสน

ดูเหมือนว่าชาวอเมริกันจะไม่ชอบเรื่องนี้ ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ พรรคเดโมแครตกำลังอยู่ในเส้นทางที่ดีที่จะได้ครองสภาผู้แทนราษฎรอย่างเด็ดขาด แต่เรื่องสำคัญอยู่ที่วุฒิสภา: พรรคเดโมแครตได้พลิกสถานการณ์ในนอร์ทแคโรไลนาและเซาท์แคโรไลนาแล้ว และรักษาจอร์เจียไว้ได้อย่างง่ายดาย โอไฮโอ เท็กซัส และฐานที่มั่นของพรรครีพับลิกันอื่นๆ อาจจะเข้าร่วมกับพวกเขาในไม่ช้า

ตอนนี้ทรัมป์อยู่ในสถานการณ์ใหม่ และเป็นสถานการณ์ที่เขาคงไม่ชอบ

ในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งแรกของเขาในปี 2018 พรรคเดโมแครตได้ควบคุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ชัยชนะนั้นถูกหักล้างด้วยชัยชนะของพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา พรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรชะลอวาระของประธานาธิบดี แต่ความพยายามในการถอดถอนในปี 2019 เกี่ยวกับยูเครนกลับยิ่งเสริมคะแนนนิยมของทรัมป์ และเขายังคงมั่นใจในโอกาสในการเลือกตั้งใหม่ของเขาบนพื้นฐานของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง (แล้วก็เกิดโรคระบาดขึ้น) พรรคเดโมแครตหลายคนบอกว่าพวกเขาได้เรียนรู้บทเรียนแล้ว สมาชิกอาวุโสในพรรค รวมถึงฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้ที่น่าจะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนต่อไป ต่างก็ปิดบังแผนการชิงอำนาจของพวกเขา คะแนนนิยมของพรรคเดโมแครตยังคงต่ำ และถึงแม้ว่าการที่ไม่ใช่พรรครีพับลิกันจะช่วยเพิ่มคะแนนเสียงให้กับเดโมแครตหลายคนในการหาเสียงปีนี้ แต่นั่นจะไม่ใช่กรณีต่อไป เจฟฟรีส์ส่งสัญญาณว่าเขาจะมุ่งเน้นไปที่มาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปและความท้าทายด้านการดูแลสุขภาพ พรรคเดโมแครตจะปฏิเสธบ่อยครั้ง และตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะครองวุฒิสภาได้ด้วย พวกเขาจึงอาจทำให้ทรัมป์ยืนยันการแต่งตั้งผู้ได้รับการเสนอชื่อได้ยาก รวมถึงผู้พิพากษาศาลฎีกาด้วย

แต่ฐานเสียงของพรรคเดโมแครตกระหายที่จะตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลทรัมป์: สำหรับการทำลายรัฐบาลของ DOGE สำหรับสงคราม สำหรับข้อตกลงทางธุรกิจต่างประเทศที่แอบอ้างเป็นทางการทูต สำหรับการหาผลประโยชน์จากตำแหน่งประธานาธิบดี ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตต่อทรัมป์และคณะบริหารของเขามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยแรกของเขา พรรคเดโมแครตสัญญาว่าจะออกหมายเรียกและนำตัวเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารมาสอบสวนในห้องไต่สวนของรัฐสภา หากพวกเขายินยอมที่จะมาปรากฏตัว คนใกล้ชิดทรัมป์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า เขาไม่ได้รังเกียจที่จะมีคู่ปรับในวอชิงตัน และคงจะรู้สึกไม่ขัดข้องหากต้องกลับมาเผชิญหน้ากับพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสอีกครั้ง “เขาชอบที่จะมีใครสักคนไว้ให้ต่อสู้ด้วย และมีใครสักคนไว้ให้โทษ” ที่ปรึกษาภายนอกคนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับเขากล่าวกับผม โดยขอสงวนนามเนื่องจากเป็นการพูดถึงสถานการณ์ภายในกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์มีความกังวลเกี่ยวกับการสอบสวนบางประเด็นที่อาจเกิดขึ้น และไม่ต้องการเผชิญกับการถูกถอดถอนจากตำแหน่ง (impeachment) อีกครั้ง (อีกทั้งพรรคเดโมแครตอาจมีแนวโน้มที่จะมุ่งเป้าไปที่การขับสมาชิกคณะรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งออกจากตำแหน่งมากกว่า) การสอบสวนที่เขาอาจต้องเผชิญในปีหน้าอาจเป็นเสมือนภาพจำลองของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2029 หากมีประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตขึ้นมารับตำแหน่งต่อจากเขา แม้ว่าทรัมป์จะได้รับความคุ้มครองในลักษณะหนึ่งจากศาลสูงสุด และเขาได้ประกาศว่าจะใช้อำนาจประธานาธิบดีในการอภัยโทษให้แก่บุคคลจำนวนมากในรัฐบาลชุดนี้ไว้ล่วงหน้า แต่เหล่าที่ปรึกษากลับระบุว่าเขารู้สึกไม่พอใจกับแนวโน้มที่คนใกล้ชิดของเขาจะต้องเผชิญกับการสอบสวนอย่างหนักหน่วงหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว

การลงมติในวันนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางที่นำไปสู่การเสื่อมถอยของทรัมป์ ผู้ใกล้ชิดหลายคนเชื่อว่าแรงจูงใจหลักของเขา—ยิ่งกว่าอำนาจหรือเงินทอง—คือการได้รับความสนใจ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เขาเปรียบเสมือนสิ่งที่บดบังทุกสิ่งทุกอย่าง โดยสามารถครอบงำบทสนทนาสาธารณะในแบบที่ไม่มีประธานาธิบดีคนใดในรอบหลายทศวรรษเคยทำได้มาก่อน แต่สถานการณ์นี้กำลังจะเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อวอชิงตันเริ่มมองข้ามตัวเขา จากเดิมที่เคยเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลมหาศาล ทรัมป์จะพบว่าตนเองกลายเป็นเพียงตัวละครรองในเหตุการณ์ต่างๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ว่าเขาจะหายไปในทันทีทันใด เขายังคงตั้งเป้าที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางภายในพรรครีพับลิกัน (kingmaker) และยังคงได้รับความจงรักภักดีจากกลุ่มผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่น แม้ว่ากลุ่มดังกล่าวอาจมีจำนวนลดน้อยลงก็ตาม เขายังคงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งแม้แต่ประธานาธิบดีในช่วงปลายวาระ (lame-duck president) ก็ยังมีอำนาจกว้างขวางในด้านนโยบายต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปทำสงครามกับอิหร่าน การดำเนินนโยบายต่อคิวบา หรือการรื้อฟื้นประเด็นเรื่องกรีนแลนด์? ด้วยความที่ทรัมป์หมกมุ่นอยู่กับมรดกทางการเมืองของตนและต้องการอยู่ในจุดสนใจตลอดเวลา อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ทรัมป์อาจเริ่มเห็นความจงรักภักดีอย่างเต็มที่จากพรรครีพับลิกันค่อยๆ เลือนหายไป ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้บ่งชี้ว่าสัญชาตญาณและอิทธิพลของทรัมป์กำลังเสื่อมถอยลง และสมาชิกพรรครีพับลิกันอาจมีความกล้าที่จะขัดขืนเขามากขึ้น ในขณะที่บรรดาผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปเริ่มปรากฏตัวขึ้น สมาชิกพรรครีพับลิกันจะต้องเริ่มกำหนดทิศทางอนาคตของพรรคในยุคหลัง MAGA ว่าจะเป็นอย่างไร และทรัมป์จะมีบทบาท—หากยังมีบทบาทอยู่—ในอนาคตนั้นอย่างไรบ้าง

ที่มา The Atlatic
Repudiation

https://www.theatlantic.com/politics/2026/11/trump-midterms-lame-duck/689265/
November 3, 2026



A look back at how Trump's political decisions saw his approval rating plummet • FRANCE 24 English

Nov 4, 2026
#Midterms #Trump #USA

Donald Trump's unpopularity has been cited as a major factor in the Democrats' sweeping victory in the midterms. The latest polls show Trump's approval rating has plummeted to 37.3%, down from 42% in his first midterm election. What were the political decisions that led to such a dramatic decline?

https://www.youtube.com/watch?v=OwOrUJVOy_U
.....

การตัดสินใจและเหตุการณ์ทางการเมืองหลายประการส่งผลให้คะแนนนิยมของโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงในช่วงวาระที่สองของการดำรงตำแหน่ง ดังนี้:

ความตึงเครียดระหว่างประเทศ (กุมภาพันธ์ 2025): การโต้เถียงอย่างรุนแรงระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับวลาดิเมียร์ เซเลนสกี ภายในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจไปทั่วโลก และเผยให้เห็นถึงความแตกแยกภายในประเทศเกี่ยวกับการสนับสนุนยูเครน (0:21 - 0:41)

ภาพลักษณ์ความเป็นเผด็จการ (มิถุนายน 2025): ประชาชนหลายล้านคนเข้าร่วมการประท้วงภายใต้แนวคิด "ไม่ต้องการกษัตริย์" (No Kings) สืบเนื่องจากการจัดขบวนสวนสนามทางทหารในวันคล้ายวันเกิดของประธานาธิบดี ซึ่งกลุ่มผู้วิจารณ์มองว่าเป็นการแสดงออกถึงรูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ (0:46 - 1:07)

การโจมตีทางทหารในอิหร่าน (มิถุนายน 2025): การโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่านได้รับเสียงสนับสนุนจากสาธารณชนในระดับต่ำ โดยมีชาวอเมริกันเพียง 36% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว (1:09 - 1:22)

การปราบปรามปัญหาการเข้าเมือง (มกราคม 2026): การเสียชีวิตของเรเน่ กู๊ด (Renee Good) และอเล็กซ์ เพรย์ (Alex Prey) ระหว่างปฏิบัติการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) นำไปสู่การประท้วงทั่วประเทศ และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเข้าเมืองของรัฐบาลอย่างกว้างขวาง (1:28 - 1:47)

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น (กุมภาพันธ์ 2026): แม้จะเคยให้คำมั่นสัญญาในช่วงหาเสียงว่าจะหลีกเลี่ยง "สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด" (forever wars) แต่การที่สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่าน กลับนำไปสู่การโจมตีตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (1:48 - 2:06)

ความกังวลด้านเศรษฐกิจ: ณ เดือนกันยายน 2026 ค่าครองชีพยังคงเป็นประเด็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญสูงสุด โดยสถานการณ์ยิ่งเลว








 

วันพุธ, พฤศจิกายน 04, 2569

“ยังไม่แต่งตั้งบอร์ด แต่ร่างกฎหมายจะตัดสิทธิล่วงหน้า” -ษัษรัมย์ ธรรมะบุษดี ร้องป่าวว่า “ร่าง พรบ.ฉบับกระทรวงแรงงาน” สอดไส้-รวมอำนาจ-รัฐประหารเงียบ บอร์ดอยู่ได้วาระเดียว

“ยังไม่แต่งตั้งบอร์ด แต่ร่างกฎหมายจะตัดสิทธิล่วงหน้า” ษัษรัมย์ ธรรมะบุษดี แกนนำบอร์ดประกันสังคมก้าวหน้า โพสต์ร้องป่าวว่า “ร่าง พรบ.ฉบับกระทรวงแรงงาน สอดไส้-รวมอำนาจ-รัฐประหารเงียบ หลังเลือกตั้ง”

หลังจากผู้ประกันออกมาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกันอย่างท่วมท้น ให้ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้รับเลือกยกทีม ๑๔ คน ผ่านมาแล้ว ๓ สัปดาห์ ยังไม่มีทีท่าว่ากระทรวงแรงงานจะประกาศรับรองผลเลือกตั้งและแต่งตั้งผู้ได้รับเลือกเป็นบอร์ดอย่างทางการ

ขณะที่ร่าง พรบ.ประกันสังคมที่ผ่าน ครม.มาแล้ว ถ้าหากผ่านสภาฯ ออกมา จะกระทบต่อสถานะของบอร์ดสายก้าวหน้าที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาโดยตรง เมื่อ “ร่างมาตรา ๖ แก้มาตรา ๑๐ ให้บอร์ดมีวาระ ๓ ปี และห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระ”

และตามบทเฉพาะกาล มาตรา ๔๑ วรรคสอง “ให้นับวาระของบอร์ดชุดที่อยู่ในตำแหน่งขณะกฎหมายใช้บังคับเป็นวาระตามกฎหมายใหม่” หมายความว่าบอร์ดชุด (๑ ล้านเสียง) นี้ที่เพิ่งเข้ามา ซึ่งได้วาระ ๒ ปีตามกม.เดิม “จะถูกนับเท่ากับวาระ ๓ ปีเต็ม”

นั่นคือ “ทีมประกันสังคมก้าวหน้าทั้ง ๑๔ คนจะลงสมัครในการเลือกตั้งปี ๒๕๗๑ ไม่ได้อีกแล้วยกแผง” แม้ผู้ที่ได้เป็นสมัยแรกจะยังลงต่อได้อีก ๑ สมัย “ทีมประกันสังคมก้าวหน้าทั้ง ๑๔ คน จะลงสมัครในการเลือกตั้งปี ๒๕๗๑ ไม่ได้เลย ยกแผง”

ขณะเดียวกันพวกกรรมการโดยตำแหน่ง ไม่มีข้อจำกัดนี้ ซึ่งตามหลักการเดิม “ผู้ประกันตนตัดสินผู้แทนจากผลงานได้ ใครทำงานดีก็เลือกกลับมา ใครทำงานไม่ดีก็ไม่เลือก เมื่อผู้แทนทุกคนถูกจำกัดให้อยู่ได้วาระเดียว คะแนนเสียงก็หมดอำนาจในการตัดสินผลงาน”

ษัษรัมย์บอกว่า ตอนหาเสียงกัน อ้างว่าจะเอา สนง.ประกันสังคมออกจากระบบราชการ แต่กลับมีการเสนอ พรบ.สอดไส้ เพื่อ “เพิ่มอำนาจ รมต-ปล็ดล็อคข้าราชการให้เหนือตัวแทนที่ประชาชนเลือก”

(https://www.facebook.com/sustarum.t/posts/2fYQsBUiYKb และ https://www.facebook.com/sustarum.t/posts/4b9QDLqCb8y)