วันพุธ, กันยายน 09, 2569

ประชุมสภาฯ ถกงบฯ ๗๐ ซัดกันมันหยด ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับประชาชน ทั้งเสียดสี ข่มนาม และประท้วง ประเด็นขุดน้ำบาดาล งบฯ ลงพื้นที่ ภท.มากกว่า ปชน.

ประชุมสภาฯ ถกงบประมาณรัฐบาลอนุทิน ปี ๒๕๗๐ ซัดกันมันหยด ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับประชาชน ทั้งเสียดสี ข่มนาม และประท้วง “นางสาวรักชนกมีอาการโกรธจัดจนตัวสั่น ทำให้เพื่อน สส.ในพรรคประชาชนต้องเดินมาเบรกอารมณ์”

การประชุมสภาผู้แทนฯ เมื่อค่ำวันที่ ๘ กันยา พิจารณาร่าง พรบ.งบประมาณ ปี ๗๐ มาตรา ๑๗ มาถึงคิวนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.นครราชสีมาพรรคภูมิใจไทย อภิปรายประเด็นกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ตั้งงบฯ ไว้ ๑,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อขุดบ่อน้ำบาดาล

สส.พรรคประชาชนเห็นพิมพ์เขียวแล้วทักท้วงว่า บ่อน้ำบาดาลที่จะขุด อยู่ในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยมากกว่าของพรรคประชาชน คือ “มีการเจาะน้ำบาดาลประมาณ ๒๘๑ โครงการ อยู่ในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทย ๑๔๑ โครงการ”

บุญจงบอกว่า “เราต้องยอมรับความจริงว่า สส.เขต พรรคภูมิใจไทย มีทั้งหมด ๑๗๒ เขต ส่วนพรรคประชาชนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และที่สำคัญ สส.เขตพรรคภูมิใจไทยส่วนใหญ่อยู่ทุกภาค เป็นพื้นที่ชนบท” ต่อด้วยโวหารกระทบกระเทียบ ข่มนาม

“ขอให้กรรมาธิการเสียงน้อย นายณัฐชา ปลาหมอคางดำ โปรดเข้าใจไว้ด้วย นี่คือข้อเท็จจริง” คงทราบกันแล้วว่า ณัฐชาเป็น สส.ที่ตามจี้ตามไชเรื่องปลาหมอคางดำระบาดหนัก ทำลายระบบนิเวศ จนกระทั่งศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาออกมาเมื่อวาน

“ให้กรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่...ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์ หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ” อีกทั้ง “ออกประกาศเขต และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน”

ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ท้าวความเรื่อง “ถามกรมทรัพยากรน้ำบาดาลว่าในงบกลางปี ๒๕๖๙ จำนวน ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทำไมถึงเป็นในเขตภูมิใจไทยถึง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท” แต่แล้วกรมฯ ให้คำตอบพร้อมเอกสารเป็นเรื่องใหม่ กลายเป็น “ความผิดครั้งใหม่”

คือ “งบประมาณ ๑,๕๐๐ กว่าล้าน ไปอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย ๘๖๑ ล้านบาท ๑๔๑ โครงการ จาก ๒๘๑ โครงการ” ทำให้ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ซึ่งทำหน้าที่ประธานฯ เตือนว่าไปพาดพิงพรรคอื่นอยู่นะ ณัฐชาย้อนว่า “พาดพิงทวงสิทธิ์ให้พรรคร่วมรัฐบาล” ต่างหาก

ตอนต่อไป “ไม่งั้นท่านยกมือให้เขาเป็นรัฐบาลอย่างเดียว แล้วเขาก็ฟาดเรียบ นี่แหละระบอบสีน้ำเงิน ที่บอกว่าฟาดเรียบ แดกไม่เหลือ” ก็เลย hell broke loose สส.ภูมิใจไทยรุมประท้วงกันใหญ่ ฝ่าย ปชน.ประท้วงบ้าง รวมทั้งประท้วงประธานฯ

แม้นว่า พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.ภท.เมืองคอน จะอภิปรายคมคายโต้ข้อกังขาพรรค ปชน.ที่ว่างบประมาณน้ำบาดาลไปลงพื้นที่ ภท.มากกว่า ว่าพรรค ปชน.พื้นที่เขตเมือง ใช้ประปานครหลวง ประปาภูมิภาค ต่างกับพื้นที่ ภท.อยู่ตามเขาและชายแดน

แต่ก็ไม่ได้ทำให้ ปชน.เงิบสักเท่าไร เพราะเมื่อสองสามวันก่อน วริสา มีเจริญ เปิดโปงเรื่องแหล่งน้ำภาคตะวันออกที่ดูเหมือนทั่นนายกฯ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ว่า “หนึ่งในบริษัทที่ขายน้ำให้ Data Center ใน EEC คือ Eastwater STECON

บริษัทร่วมทุนของครอบครัวนายก #อนุทิน นี่เองค่าา”

(https://www.facebook.com/warisameecharoen/posts/2b1qdHdMn และ https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/0VLgSz1V) 

มนุษย์มักหลงลืมไปว่า ตำแหน่งมิได้ทำให้ทรราชกลายเป็นนักบุญ และเก้าอี้เสนาบดีมิเคยเป็นเครื่องชำระล้างมลทิน


พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
8 hours ago
·
เมื่อบัลลังก์แห่งอำนาจถูกสถาปนาขึ้นเป็นแท่นบูชาแห่งความชอบธรรม

มนุษย์มักหลงลืมไปว่า ตำแหน่งมิได้ทำให้ทรราชกลายเป็นนักบุญ และเก้าอี้เสนาบดีมิเคยเป็นเครื่องชำระล้างมลทิน

ถ้อยแถลงที่อ้างว่า “หากชั่วช้าจริง คงไม่อาจยืนหยัดอยู่บนยอดหอคอยแห่งการปกครองได้ยาวนานถึงเพียงนี้” คือภาพสะท้อนอันเปลือยเปล่าของภาพลวงตาทางจริยศาสตร์

เป็นการนำเอาผลลัพธ์ของสมการอำนาจมาสวมรอยเป็นความถูกต้อง บิดผันสัจจะจนกลับหัวกลับหาง

ประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ไม่เคยขาดแคลนผู้กุมอำนาจที่มือเปื้อนเลือดหรือใจคดโกง

หากความคงอยู่ของตำแหน่งคือเครื่องการันตีความดีงาม ฮุนเซนคงเป็นผู้ทรงศีล และทรราชทุกยุคสมัยคงเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง

การสถาปนาตนเองว่าบริสุทธิ์เพียงเพราะยังครอบครองอำนาจรัฐได้ จึงเป็นเพียงการใช้ผ้าคลุมแห่งยศถาบรรดาศักดิ์มาห่อหุ้มซากปรักหักพังทางมโนธรรม

ยิ่งไปกว่านั้น วาทะอันหยิ่งผยองที่ตัดขาดสายตาผู้อื่นด้วยการสถาปนาว่า “ใครไม่รู้ แต่ข้ารู้” คือการทำลายหลักการพื้นฐานของระบอบแห่งเหตุผล แล้วถอยร่นสู่วังวนแห่งอัตตาธิปไตย

ในโลกที่แสวงหาแสงสว่างแห่งปัญญา ความจริงย่อมดำรงอยู่ผ่านประจักษ์พยาน หลักฐานเชิงประจักษ์ และการถูกท้าทายด้วยสายตาของมหาชน

การผูกขาดความจริงไว้ใต้ดวงตาของตนแต่เพียงผู้เดียว มิใช่อื่นใดนอกจากการปิดหูปิดตาตนเองจากเสียงเรียกร้องของความยุติธรรม

เป็นคำตอบของจิตวิญญาณที่จนตรอกต่อเหตุผล จนต้องกู่ร้องอ้างบารมีเพื่อกลบเสียงซักฟอก

ท่ามกลางหมอกควันของข้อกังขาเรื่องการบงการและสมคบคิด

การเบี่ยงประเด็นจาก “ความโปร่งใสของกระบวนการ” ไปสู่ “ภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของปัจเจกบุคคล” จึงเป็นเพียงกลลวงทางโวหารศาสตร์

การตอบโต้เช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงความล้มเหลวในการคลี่คลายความจริง แต่คือการประกาศกร้าวอย่างเย่อหยิ่งต่อสังคมว่า อำนาจที่อยู่ในมือมีน้ำหนักเกินกว่าจะต้องแยแสต่อความชอบธรรมใด ๆ อีกต่อไป


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1601765204739045&set=a.189546429294270



ชายจีนหลุดพูด รู้จักอดีตนายกฯ ช่วยเปลี่ยนพาสปอร์ตจีน เป็นสัญชาติไทยได้ (นี่คือสารตั้งต้นของคำว่า "ไทยเทา" ใช่หรือไม่ ?)

รู้ทันจีน Epic Fury
Yesterday
·
คลิปของยูทูบเบอร์จีน “北京大公子” เป็นการพูดคุยกับชายชาวปักกิ่งรายหนึ่งซึ่งย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยมาราว 30–40 ปี แต่งงานกับภรรยาชาวไทย และปัจจุบันถือสัญชาติไทยแล้ว

ช่วงต้น ทั้งคู่คุยถึงประสบการณ์ใช้ชีวิตต่างประเทศและการเลือกย้ายถิ่น ชายผู้ให้สัมภาษณ์มองว่า เมื่อราว 40 ปีก่อน รายได้และโอกาสทำมาหากินในไทยดีกว่าจีนมาก แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนเติบโตแซงไทยไปแล้ว แต่เขายังเห็นว่าคุณภาพชีวิตและความง่ายในการดำรงชีวิตในไทยยังน่าสนใจ เขาย้ำว่าคนที่จะย้ายประเทศไม่ควรมองเพียงว่าประเทศใดร่ำรวยกว่า แต่ควรมองว่าที่ใดเปิดโอกาสให้ตนตั้งตัวได้

ประเด็นสนทนาจึงวกมาที่เหตุผลที่เขาเปลี่ยนมาถือสัญชาติไทย และความยากของการได้ “สถานะไทย” เขาระบุว่าการได้สัญชาติไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนเล่ากรณีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเขาบอกว่าเป็นบุคคลระดับหัวหน้าหอการค้า

ชายผู้ให้สัมภาษณ์อ้างว่า เพื่อนรายนี้รู้จัก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีคนจีนกลุ่มหนึ่งสามารถ “เอาพาสปอร์ตจีนไปเปลี่ยน” เป็นสถานะไทยได้ เขาไม่ได้อธิบายว่ากลุ่มดังกล่าวดำเนินการผ่านกระบวนการใด ไม่ได้ระบุชื่อเพื่อน ชื่อหอการค้า จำนวนคน หรือปีที่เกิดเรื่องอย่างชัดเจน แต่กล่าวทำนองว่า หากรู้จักบุคคลระดับนายกรัฐมนตรี ก็อาจทำเรื่องได้

เขายังพูดถึง “โควตาปีละ 100 คน” ด้วย แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นโควตาประเภทใด จึงเป็นไปได้ว่าเขาอาจกำลังปะปนระหว่างการขอถิ่นที่อยู่ถาวรกับการแปลงสัญชาติ

ดังนั้น ประเด็นที่ควรตรวจสอบต่อมี 3 ข้อ คือ

* เพื่อนที่ถูกอ้างว่าเป็นหัวหน้าหอการค้าคือใคร และเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใด
* “คนจีนไม่กี่คน” ที่กล่าวถึงได้รับสถานะอะไรแน่ ระหว่างถิ่นที่อยู่ถาวร สัญชาติไทย
* มีการใช้ช่องทางพิเศษหรือการรับรองจากผู้มีอำนาจนอกเหนือจากกระบวนการปกติหรือไม่

นี่คือคำพูดช่วงที่คุยเรื่องเศรษฐกิจไทย ก่อนเข้าประเด็น “สัญชาติ/สถานะไทย” ถอดเป็นภาษาไทยตามเวลาในคลิป

27:05–27:29 น. ชายจีนที่อยู่ไทย

ตอนที่ผมมา น่าจะประมาณสี่สิบปีก่อน ตอนนั้นจีดีพีต่อหัวของไทยสูงกว่าจีนห้าเท่า แต่ผมแปลกใจว่า เงินเดือนสูงกว่ากันประมาณสิบห้าถึงยี่สิบเท่า

27:30–27:43 น. ชายจีนที่อยู่ไทย

แล้วตอนนี้ จีนมีจีดีพีแซงไทยไปแล้ว จีดีพีต่อหัวของไทยเหลือเพียงประมาณสองในสามของจีน แต่ประเทศที่ใช้ชีวิตได้ง่ายกว่ายังเป็นไทย

27:43–27:49 น. หนุ่มจีนผู้สัมภาษณ์

ใช่ คนไทยจำนวนมากก็คงไม่ได้มีความต้องการสูงขนาดนั้น

27:49–27:56 น. หนุ่มจีนผู้สัมภาษณ์

ผมนับถือที่พี่ตัดสินใจมาไทย แล้วเปลี่ยนพาสปอร์ตเป็นไทยด้วย ถือว่าเก่งมากนะ เมื่อก่อนในไทยคงมีโอกาสหลายอย่างมากกว่า

27:56–28:03 น. ชายจีนที่อยู่ไทย

อย่างเพื่อนผมคนหนึ่ง เขาเป็นคนระดับหัวหน้าของหอการค้า เขาก็เปลี่ยนเหมือนกัน การได้สถานะไทยมันยากนะ

28:03–28:08 น. ชายจีนที่อยู่ไทย

ใช่ เขารู้จักนายกรัฐมนตรีจากฝ่ายทหารคนนั้น ชื่อประยุทธ์

28:08–28:17 น. ชายจีนที่อยู่ไทย

ในยุคประยุทธ์นั่นแหละ ไม่รู้ว่าพวกเขาไปหานายกฯ ผ่านความสัมพันธ์แบบไหน คนไม่กี่คนก็เอาพาสปอร์ตจีนไปเปลี่ยนได้

28:17–28:25 น. ชายจีนที่อยู่ไทย

ก็แต่ละคนมีเส้นทางของตัวเอง ถ้าคุณรู้จักคนระดับนายกรัฐมนตรีจริง ๆ คุณก็เปลี่ยนได้

28:25–28:31 น. ชายจีนที่อยู่ไทย

ไทยในแต่ละปีมีร้อยคน มีโควตาร้อยที่นั่งมั้ง

28:31 เป็นต้นไป

บทสนทนาเปลี่ยนไปคุยเรื่องภรรยาไทย การงดน้ำตาล อาหารไทย และเรื่องทำไมคนอยู่ไทยแล้วอ้วนง่าย

ที่มา : https://youtu.be/eU875CEnqdI?si=o07PEDuhRXr9k_z8

https://www.facebook.com/photo?fbid=122127782450914561&set=a.122101858418914561





มีคนให้ข้อน่าคิดจาก การเฝ้าติดตามดูการแสดงออกของคนกลุ่มหนึ่ง เยาะเย้ยความใสซื่อของคนอีกกลุ่ม ที่หลงเชื่อคำสัญญาของคนกลุ่มแรกไปสนับสนุนในกิจการบางอย่างให้เขา เพื่อประโยชน์ร่วมกันของคนหมู่มาก จนเรื่องบานปลาย - คนที่ควรละอาย คนที่ควรถูกเยาะเย้ย คือคนที่เนรคุณ มิใช่หรือ?!?


Sudhipong Kenny Vatanajang
12 hours ago
·
เฝ้าติดตามดูการแสดงออกของคนกลุ่มหนึ่ง เยาะเย้ยความใสซื่อของคนอีกกลุ่ม ที่หลงเชื่อคำสัญญาของคนกลุ่มแรกไปสนับสนุนในกิจการบางอย่างให้เขา เพื่อประโยชน์ร่วมกันของคนหมู่มาก หลังจากนั้นคนกลุ่มแรกก็ไม่รักษาสัจจะ พลิกแพลง พลิกลิ้น รับประโยชน์ไปแล้วไม่ทำตามสัญญา ภายหลังยังมาเยาะเย้ย ถากถาง ดูแคลนคนกลุ่มที่ช่วยเหลือให้เขาได้ประโยชน์อย่างไม่มีความละอาย

ฝากบอกคนกลุ่มที่ไปสนับสนุนเขาว่า จะเสียใจที่อ่อนเกม หลงเชื่อไปสนับสนุนเขาก็ทำได้ แต่ไม่ต้องเสียใจหรืออับอายที่ถูกเขาเยาะเย้ยหรอกนะ เพราะคุณเชื่อคนง่าย คิดว่าคนปกติทั่วไปจะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี รักษาสัจจะเหมือนมนุษย์ที่ดีเขาทำกันก็เท่านั้นเอง

คนกลุ่มแรกต่างหากที่ควรอับอาย ที่โลกได้รับรู้ว่าเป็นคนอย่างไร ควรจะมีความสำนึกบุญคุณและกตัญญูกตเวทิตาเมื่อได้รับความช่วยเหลือ แต่กลับเนรคุณและเยาะเย้ยผู้มีพระคุณอย่างขบขันในความโง่เขลา ที่หลงเชื่อคนเนรคุณ ทั้งๆที่ยอมรับและขอบคุณพร้อมๆกับกระทำการเย้ยหยัน

เงยหน้าให้สูง เชิดคอให้แข็ง สบตาใครก็ได้อย่างมีเกียรติ เพราะคนที่ต้องก้มหน้าอับอายไม่ใช่คุณ แต่เป็นทุกคนที่เนรคุณคนต่างหาก

ทุกครั้งที่เขาเยาะเย้ย คือการประจานตัวเอง ให้โลกรู้ว่า ใครคือผู้มีน้ำใจ และใครคือคนเนรคุณ เข้าใจนะ

https://www.facebook.com/sudhipong.vatanajang/posts/10230234812849200
.....

ข้อความหรือโพสต์จากคุณ Sudhipong Kenny Vatanajang (ชมพู ฟรุตตี้) โพสต์นี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจฝั่งผู้ที่ถูกหลอกหรือถูกตระบัดสัตย์ โดยสามารถสรุปและจับใจความสำคัญได้ดังนี้ครับ:

1.  การวิพากษ์วิจารณ์คนกลุ่มแรก (ฝั่งที่ไม่รักษาสัญญา):
  • ได้รับผลประโยชน์หรือความช่วยเหลือไปแล้ว แต่กลับไม่รักษาสัจจะ พลิกลิ้น ไม่ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้
  • แถมยังกลับมาเยาะเย้ย ถากถาง และดูแคลนกลุ่มคนที่เคยสนับสนุนอย่างไม่มีความละอายใจ
  • ถือเป็นการกระทำที่เนรคุณ ไม่สำนึกบุญคุณ และไม่มีกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีพระคุณ
2.  การให้กำลังใจและสร้างความมั่นใจแก่คนกลุ่มที่สอง (ฝั่งผู้ให้การสนับสนุน):
  • แม้จะเสียใจที่หลงเชื่อหรืออ่อนเกมไปบ้าง แต่ไม่ต้องรู้สึกเสียใจหรืออับอายที่โดนเยาะเย้ย
  • เพราะความผิดไม่ได้อยู่ที่คนเชื่อ แต่เป็นเพราะเรามองโลกในแง่ดี คิดว่าคู่กรณีจะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และรักษาสัจจะเหมือนมนุษย์ที่ดีทั่วไป
3.  ข้อคิดและคำแนะนำปิดท้าย:
  • คนที่ควรจะต้องอับอายและก้มหน้า คือฝั่งที่เนรคุณ ไม่ใช่ฝั่งที่เป็นผู้ให้
  • ให้ "เงยหน้าให้สูง เชิดคอให้แข็ง สบตาใครก็ได้อย่างมีเกียรติ"
  • ทุกครั้งที่ฝั่งนั้นออกมาเยาะเย้ย ถือเป็นการประจานตัวเองให้โลกได้รับรู้ว่าใครคือคนที่มีน้ำใจ และใครคือคนเนรคุณ
.....








ตัวเลขปริศนากลางสภาฯ🤔 

#พรรคประชาชน แสดงเลข 2️⃣2️⃣9️⃣ พร้อมพื้นหลังสีน้ำเงิน แสดงถึงคดีฮั้ว สว. ที่มีคนในฝ่ายรัฐบาลเกี่ยวข้อง 229 คน👊🏻 

#พรรคภูมิใจไทย สวนกับด้วยเลข 4️⃣4️⃣ พร้อมพื้นหลังสีส้ม สื่อถึง 44 สส.ก้าวไกลเสนอแก้ไข ม.112 ก่อนต่อด้วยเลข 1️⃣4️⃣3️⃣ ขอบคุณ 143 สส.พรรคประชาชน โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ สมัยแรก🤣

#พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งป้ายเด่นชัด 7️⃣-1️⃣5️⃣7️⃣ หมายถึง 7 กกต. ที่อาจโดนคดี ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากไม่สั่งฟ้องในคดีฮั้ว สว. หลังนัดลงมติในสัปดาห์หน้า



อยากรู้ใครเป็นใครบ้าง อนุฯ กกต. 5 คนที่ฟันข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. 229 คนว่าไม่มีมูลความผิดนั้นกับบรรดาท่านสีน้ำเงินก็เคยรู้จักกันมาก่อนผ่านหลักสูตรพิเศษนี้

 
https://www.facebook.com/reel/2414640502398372

ชยพล สท้อนดี - Chayaphon Satondee 
12 hours ago
·
บังเอิ๊ญญญญ บังเอิญ อนุฯ กกต. 5 คนที่ฟันข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว. 229 คนว่าไม่มีมูลความผิดนั้นกับบรรดาท่านสีน้ำเงินก็เคยรู้จักกันมาก่อนผ่านหลักสูตรพิเศษนี้
.
อยากรู้ใครเป็นใครบ้าง ตามมาดูคลิปเต็ม 15 นาที : https://www.facebook.com/share/v/1D2L7bmYkL/
.
แสวงหาความจริง: กกต. และ DSI องค์กรของใคร? : https://youtu.be/vhnE6tZb_ig
#สสกู๊ดดี้ชยพล #พรรคประชาชน #ชยพลชนไม่ยั้ง #สั่งฟ้องสว

https://www.facebook.com/reel/1801461731034122



"ปลาหมอคางดำ" หายนะใครก่อ? แต่ชาวบ้านรับกรรม ศาลชี้กรมประมงละเลย สั่งคุมปลาหมอคางดำภายใน 180 วัน ในขณะที่ชาวบ้าน 54 รายยังไม่ได้เยียวยา เพราะต้องรอให้คดีถึงที่สุด


🔴 Live #เอาให้ชัด | "ปลาหมอคางดำ" หายนะใครก่อ? แต่ชาวบ้านรับกรรม | 8 ก.ย.69 | ข่าวช่องวัน | One31

ข่าวช่องวัน - one news

Streamed live 4 hours ago

ศาลปกครองกลางชี้ กรมประมงละเลยการป้องกันปลาหมอคางดำ สั่งเร่งควบคุมภายใน 180 วัน พร้อมให้พิจารณาประกาศ 3 อำเภอในสมุทรสงครามเป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อเปิดทางจ่ายเงินเยียวยา แต่ชาวบ้านผู้ฟ้องคดี 54 รายยังไม่ได้รับค่าเสียหาย ขณะที่คำพิพากษายังไม่มีผลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ใครต้องรับผิดและชาวบ้านต้องรออีกนานแค่ไหน ติดตามทั้งหมดได้ใน #เอาให้ชัด

https://www.youtube.com/watch?v=JMslNbV86rE
.....



https://www.facebook.com/tewarit.bus/posts/122203062464437811

บัส เทวฤทธิ์ 
6 hours ago
·
นอกจากประเด็นที่ ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้กรมประมงเดินหน้าแก้ปัญหา “ปลาหมอคางดำ” ตามอำนาจหน้าที่ รวมทั้งให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติในจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อใช้กลไกงบประมาณช่วยเหลือประชาชน แล้ว
.
อีกประการที่สำคัญคือศาลมองว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 หรือกรมประมงนั้น ทราบอยู่แล้วว่าหากมีการอนุญาตให้ผู้ร้องสอด ในที่นี้คือ CPF นำปลาหมอคางดำซึ่งเป็นปลาต่างถิ่นเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการวิจัยตามคำขออาจจะส่งผลกระทบต่อพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมืองของประเทศไทย
.
แต่กรมประมงโดยอธิบดีกรมประมง ไม่เคยมีการดำเนินการควบคุม ตรวจสอบการศึกษาวิจัยกรณีการนำเข้าปลาสายพันธุ์ดังกล่าวของผู้ร้องสอดเลยว่าได้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการนำเข้าปลาสายพันธุ์ดังกล่าวหรือไม่
.
'จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่' ในการป้องกัน ควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นตามที่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้นกำหนด
.
ต่อมาได้เกิดปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำในช่วงปี พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2559 กรมประมงโดยอธิบดีกรมประมงย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้จัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 และได้ดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำมาโดยตลอด จนกระทั่งสามารถทำให้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความชุกชุมของปลาหมอสีคางดำตามกลุ่มแหล่งน้ำมีแนวโน้มลดลงในทุกกลุ่มแหล่งน้ำ
.
"ถือเป็นเพียงความสำเร็จในเบื้องต้นเท่านั้น" ตราบใดที่มาตรการดังกล่าวยังไม่ได้นำมาใช้อย่างครบถ้วนและปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำยังไม่หมดสิ้นไปหรืออยู่ในสถานการณ์ที่เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ กรมประมงโดยอธิบดีกรมประมงยังคงมีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำต่อไป
.....



BIOTHAI
·
Author

บางสื่อพาดหัวว่า “ศาลปกครองได้ยกคำขอในส่วนที่เรียกร้องให้ CP และผู้เกี่ยวข้องเข้ามารับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ”
1. คลาดเคลื่อนตรง “เรียกร้องให้ CP เข้ามารับผิด” เพราะคำฟ้อง ไม่ได้ขอให้ศาลสั่ง CPF และผู้เกี่ยวข้องให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐโดยตรง แต่ขอให้ศาลสั่ง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 18 ซึ่งเป็นหน่วยงาน/เจ้าหน้าที่รัฐ ให้ไป “กำหนดมาตรการและดำเนินการเรียกร้อง” ให้ CPF และผู้เกี่ยวข้องชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ ถ้อยคำในคำฟ้องคือ
“ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิบแปดกำหนดมาตรการและดำเนินการเรียกร้องให้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และผู้เกี่ยวข้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ...”

2. ส่วน “ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีในส่วนนี้” ตรงนี้ถูก เพราะศาลวินิจฉัยชัดว่า การที่รัฐจะเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐต้องพิจารณาตามอำนาจหน้าที่และพยานหลักฐาน “ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่จึงมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีในข้อหานี้” ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง



ที่ AI น่ากลัวไม่ใช่แค่เพราะมันกำลังมาแย่งงาน แต่ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือมันกำลังแย่ง ‘ความหมาย’ ของงานไปจากเราด้วย


Sopon Supamangmee 
6 hours ago
·
ที่ AI น่ากลัวไม่ใช่แค่เพราะมันกำลังมาแย่งงาน แต่ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือมันกำลังแย่ง ‘ความหมาย’ ของงานไปจากเราด้วย
.
ไม่กี่วันก่อนเพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่ามีรุ่นน้องมาปรึกษาเรื่องงานกับ AI แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องตกงาน แต่เศร้าไม่แพ้กัน
.
รุ่นน้องคนนั้นบอกว่าทุกวันนี้ถ้าไม่มี AI ทำงานแทบไม่ได้แล้ว ใช้ทำงานตลอดเวลา ผลงานที่ออกมาก็ถือว่าดี จนได้รับรางวัลจากการแข่งขันด้วยซ้ำ
.
ปัญหาคืออะไรละ?
.
น้องเล่าต่อว่าตัวเองไม่มีความสุขเลย เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้พัฒนาฝีมือขึ้น ทุกอย่างเหมือนภาพลวงตาที่คนนอกเห็น ส่วนรางวัลก็ไม่ได้เกิดจากตัวเขา แค่ใช้ AI เก่งกว่าคนอื่นเท่านั้น
.
เวลาเราได้ยินว่าคนตกงานเพราะ AI เราก็เสียใจ
.
แต่อันนี้เศร้าอีกแบบ เพราะไม่มีคนตกงาน ไม่มีใครถูกเลิกจ้าง แถมยังก้าวหน้าในงานด้วย หากวัดกันตามตัวเลขแล้วเหมือนทุกอย่างดูดี
.
แต่มีคนคนหนึ่งที่รู้ว่าทุกอย่างภายใต้ภาพอันสวยหรูนั้นมีแค่ความกลวงเปล่า
.
เราถามคำถามเรื่อง AI มานานหลายปีแล้ว มันจะแย่งงานเราไหม? เราจะไปอยู่ตรงไหน? งานของเราจะมีให้ทำไปถึงเมื่อไหร่? ฯลฯ
.
คำถามเหล่านี้สำคัญ แต่สิ่งที่น้องคนนั้นเจอกลับมาถึงก่อนการถูกแทนที่ด้วย AI หลายก้าวเลย
.
นักเศรษฐศาสตร์ Joshua Gans เพิ่งเขียนบทความที่เพิ่งเผยแพร่ชื่อว่า “Replaceable but Employed” หรือแปลตรงๆ ว่า ‘ถูกแทนที่ได้แต่ยังมีงานทำ’ ซึ่งตรงกับเรื่องนี้พอดี
.
เขาบอกว่าความหมายที่คนได้จากการทำงานส่วนหนึ่งมาจากการรู้ว่าผลลัพธ์ (ผลงาน) ที่ออกมาต้องพึ่งพาและมาจากเราจริงๆ แต่พอมีอะไรที่ทำแทนได้ปรากฏตัวขึ้นมา ความรู้สึกนั้นก็ลดลงทันที โดยที่ยังไม่ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่ง หรือถูกแทนที่เลยด้วยซ้ำ
.
หมายความว่าแค่รู้ว่ามันมาแทนที่เราได้ก็เพียงพอแล้ว
.
.
ผมเคยถาม คุณตัน-อิชิตัน ว่า ‘อะไรคือเหตุผลที่คุณตันยังตื่นขึ้นมาทำงานในทุกวันนี้?’ เพราะถ้าว่ากันตามตรงเขาจะนอนอยู่บ้านเฉยๆ กิน เที่ยวไปเรื่อยๆ ก็ได้
.
เขาตอบว่า ‘คนยิ่งอายุเยอะอย่าหยุดทำงานนะ หยุดเมื่อไหร่เราแย่เลย ถ้าเรายังทำงานยังมีประโยชน์ ยังมีค่าอยู่ มันจะทำให้เรามีกำลังใจและมีสุขภาพที่ดี’
.
ประเด็นสำคัญคือคำว่า ‘มีประโยชน์’ และ ‘มีค่า’ นั่นแหละครับ
.
เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำงาน สร้างประโยชน์ หรือการพัฒนาตัวเองถือว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์
.
ที่น่าสนใจคือคุณตันมีงานทำแล้วรู้สึกว่ามีคุณค่า ส่วนรุ่นน้องคนนั้นมีงานทำเหมือนกัน มีผลงาน แต่กลับไม่รู้สึกแบบนั้น แปลว่ารุ่นน้องคนนั้นไม่ได้เสียใจเรื่องงาน แต่เสียใจว่างานนั้นไม่ต้องพึ่งพาเขาอีกต่อไปมากกว่า
.
สิ่งนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Achievement Gap’ หรือ ‘ช่องว่างของความสำเร็จ’ ที่ระบบอัตโนมัติทำให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นได้ดีจริงๆ แต่มันพราก ‘โอกาส’ ที่มนุษย์คนหนึ่งจะบรรลุเป้าหมายอะไรบางอย่างด้วยแรงและความตั้งใจของตัวเองอย่างแท้จริง
.
ความสำเร็จ กับ ความรู้สึกว่าตัวเองสำเร็จ เป็นคนละเรื่องกัน
.
วันหนึ่งที่คุณยืนอยู่บนเวที รับรางวัล ชื่อบนใบประกาศเป็นชื่อคุณ แต่ลึกๆ คุณรู้ว่าภายใต้ความสำเร็จนั้นไม่ใช่มาจากคุณ มันเป็นความรู้สึกที่โหวงๆ บอกไม่ถูกเลยทีเดียว
.
ถ้าเอาหลักการเดียวกันมามอง มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ติดตามพนักงานฝ่ายบริการลูกค้ากว่า 5,000 คน พบว่า AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพได้เฉลี่ยราว 14%
.
แต่ที่น่าสนใจคือผลกระทบจะอยู่กับกลุ่มพนักงานใหม่และพนักงานที่ทักษะต่ำ ขณะคนที่เก่งที่สุดในทีมแทบไม่ได้เพิ่มผลิตภาพขึ้นเลย
.
พูดง่ายๆ คือ AI ทำให้คนที่ไม่เก่งขึ้นมาใกล้คนเก่งได้เร็วมาก (ยกค่าเฉลี่ยขึ้นมา) ในแง่ธุรกิจมันคือข่าวดีแหละ แต่ในแง่ของมนุษย์คนหนึ่งแปลว่าระยะห่างระหว่างผลลัพธ์ที่ออกมากับความรู้ความสามารถจริงๆ นั้นถูกถ่างกว้างออกมากที่สุดเช่นกัน
.
รางวัลมาแล้ว แต่เขาก็รู้ว่ารางวัลนั้นมาถึงก่อนเวลาที่สมควร
.
.
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าคิดต่อคือมันมีงานของ Kwan Hong Tan นักวิชาการจากสิงคโปร์ที่เพิ่งเผยแพร่บทความชิ้นหนึ่ง เขาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “Ontological Displacement” หรือการถูกแทนที่ในระดับตัวตน
.
มันคือสภาวะที่คุณสมบัติที่สังคมเคยยกย่องเสื่อมค่าลงเพราะมีระบบที่ทำสิ่งเดียวกันได้ในคุณภาพ ความเร็ว และขนาดที่เทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่า และเขาบอกว่ามันอาจจะเกิดขึ้นโดยที่การจ้างงานไม่กระทบเลยก็ได้
.
โดย Tan แยกภาวะนี้ออกเป็น 4 ขั้น
.
1. การถูกแทนที่ในระดับหน้าที่ (functional displacement) ซึ่งอันนี้เราคุ้นเคยดี งานที่คนเคยทำ ตอนนี้ AI ทำแทนได้แล้ว
.
2. การถูกแทนที่ในระดับสถานะ (status displacement) สิ่งที่เคยเป็นของหายากเช่นวุฒิการศึกษา สาขาความเชี่ยวชาญ หรือตัวตนทางอาชีพลดลง หลายคนใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีเพื่อเชี่ยวชาญบางอย่างจนถูกยกว่าเป็นคนเก่งในสังคม วันนี้อาจจะพบว่าผลลัพธ์ระดับเดียวกันถูกสร้างได้ด้วย AI แม้งานยังอยู่ เงินยังเท่าเดิม แต่ความนับถือจากคนรอบข้างที่เคยติดมากับความสามารถนั้นจะลดลง
.
3. การถูกแทนที่ในระดับอำนาจตัดสินใจ (agency displacement) คนยังรับผิดชอบงานตามตำแหน่ง แต่พึ่งพาคำแนะนำของ AI ที่ตัวเองตรวจสอบและทำซ้ำเองไม่ได้แล้ว
.
4. การถูกแทนที่ในระดับการดำรงอยู่ (existential displacement) เมื่อความฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ และวิจารณญาณไม่ได้จำกัดอยู่แค่มนุษย์อีกต่อไป คำถามที่ตามมาคือแล้วความพิเศษของมนุษย์คืออะไร? ซึ่งก็เป็นคำถามที่ทั้งสังคมต้องตอบ
.
Tan อธิบายว่าภาวะที่อันตรายที่สุดคือช่วงเปลี่ยนผ่านที่เรากำลังขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสังคมยังคงตั้งเงื่อนไขของคุณค่าของการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือสังคมแบบเดิมอยู่ คือต้องเก่ง ต้องมีผลงาน ต้องพิสูจน์ฝีมือให้เห็น ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจเริ่มจะไม่ได้ต้องการสิ่งนี้เท่าเดิม
.
เงื่อนไข กับ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง กำลังไปคนละทาง
.
โดยเขาเรียกระยะห่างนี้ว่า ‘meaning-legitimacy gap’ หรือ ‘ช่องว่างระหว่างความหมายกับความชอบธรรม’
.
สิ่งที่ตามมาคือสังคมที่เต็มไปด้วยผลิตผลที่เพิ่มมากขึ้นแต่คนข้างในกลับรู้สึกกลวงเปล่าและรู้สึกว่าจำเป็นน้อยลงเรื่อยๆ
.
สิ่งที่รุ่นน้องคนนั้นเจอคือช่องว่างตรงนี้ ที่ยังถูกวัดด้วยไม้บรรทัดอันเดิมและได้รางวัลจากมัน แต่มันไปวัดสิ่งที่เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำเลย
.
.
แต่ผมไม่ได้จะสรุปว่าอย่าใช้ AI นะครับ เพราะข้อสรุปแบบนั้นมันไม่จริงและแน่นอนว่าทำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ
.
ผมมองว่าเส้นแบ่งของการทำงานร่วมกับ AI และยังให้ความรู้สึกว่างานมีความหมายคือความพยายามทางความคิดของเราที่ยังต้องคิด ต้องตัดสินใจ ต้องรับผิดชอบต่อแนวทางและร่างสุดท้ายของมัน
.
งานไหนที่เป็นตัวตนของเรา ที่เราอยากเก่งขึ้น อยากพัฒนา สิ่งเหล่านี้เอามาทำเอง แล้วมันจะให้ความหมายกับเรา
.
ส่วนงานที่สั่งแล้วรอรับผลลัพธ์ แล้วหาเงินได้ มันอาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรก็ได้ก็ให้ AI ทำ
.
ที่จริงเคยเขียนเรื่อง Job & Gym ไว้ อธิบายสั้นๆ คืองานที่ต้องการแค่ต้องการผลลัพธ์ เร็ว ถูก ใครทำก็ได้ ให้ AI ทำไปเลย (Job) แต่ถ้างานที่คุณค่าของคุณอยู่ในนั้น เป็นสนามฝึก เหมือนการเข้ายิมยกน้ำหนักให้ร่างกายแข็งแรง ให้เอามาทำเอง (Gym)
.
ปัญหาเลยอาจจะเป็นการแบ่งงานให้ชัดเจนมากกว่า
.
อ่านมาถึงตรงนี้ (กราบบบบ) ผมว่าน้องไม่ได้ต้องการคำปลอบใจหรอกว่าการใช้ AI เป็นทักษะอย่างหนึ่งนะ บลาๆๆ (ถึงแม้มันจะจริงก็เถอะ) เพราะคำปลอบแบบนั้นน่าจะไม่ได้ช่วยเรื่องสิ่งที่เขารู้สึกอยู่
.
แต่สิ่งที่เขาน่าจะต้องการคือการมองเห็นว่าความรู้สึกนั้นเป็นสัญญาณบางอย่าง ไม่ใช่ความอ่อนแอ ความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นกำลังบอกว่ามีบางอย่างที่เขาให้คุณค่าจริงๆ แต่ยังไม่ได้ทำ และเขาก็สามารถเลือกได้ว่าจะเอาคุณค่าของตัวเองไปวางไว้ตรงไหน
.
หาให้เจอ กันงานส่วนนั้นไว้ ให้เป็นของเราเอง
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
.
(บอกเลยว่ายาวมาก ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ กราบแนบอกงามๆ สามรอบ )

https://www.facebook.com/sopons/posts/10164944394289962
...

Sopon Supamangmee

Author

แหล่งอ้างอิง
* https://doi.org/10.3386/w35559
* https://doi.org/10.1007/s43681-020-00028-x
* https://doi.org/10.1093/qje/qjae044
* https://doi.org/10.1007/s00146-025-02772-2
* https://doi.org/10.5281/zenodo.22450661





The Guardian มอง กลุ่มขวาจัด และการจะต่อสู้กับกลุ่มขวาจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือต้อง "คืนอำนาจที่แท้จริงให้แก่ประชาชน" เมื่อผู้คนรู้สึกไร้อำนาจในการกำหนดชีวิตหรืออนาคตของตนเอง กลุ่มขวาจัดจะเสนอคำอธิบายง่ายๆ โดยสร้าง "แพะรับบาป" (Scapegoats) เช่น ผู้อพยพ ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชนชั้นนำทางความคิด (Elites) โดยตักตวงความแค้นเคืองนั้นและแปลกเปลี่ยนให้เป็นพลังทางการเมือง



มุมมองของ The Guardian ต่ออาวุธที่แท้จริงของกลุ่มขวาจัด: นั่นคือการเมืองแห่งความรู้สึกไร้อำนาจ
บทบรรณาธิการ

ตั้งแต่เมืองโดเวอร์ (Dover) ไปจนถึงรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ (Saxony-Anhalt) กลุ่มหัวรุนแรงจะเติบโตได้ดีเมื่อผู้ลงคะแนนเสียงเชื่อว่าพรรคการเมืองกระแสหลักไม่สามารถมอบความมั่นคง ความมั่งคั่ง หรือการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้อีกต่อไป

อะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างการก่อความวุ่นวายโดยกลุ่มคนสวมหน้ากากที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในภาคใต้ของอังกฤษเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับผลการเลือกตั้งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาของพรรคขวาจัดอย่าง Alternative für Deutschland (AfD) ในรัฐหนึ่งของเยอรมนี ซึ่งพรรคนี้ได้รับคะแนนเสียงมากกว่าสองเท่าของที่เคยได้ 21% เมื่อห้าปีก่อน? กลุ่มชายหลายร้อยคนที่สวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้าและปิดกั้นถนนสายหลักนั้นย่อมแตกต่างจากการที่พรรคการเมืองชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่เหตุการณ์ทั้งสองต่างมีรากฐานมาจากแนวคิดที่ว่าระบบการเมืองได้สูญเสียการควบคุมไปแล้ว กลุ่มหัวรุนแรงในเมืองโดเวอร์และพอร์ตสมัธ (Portsmouth) เป็นภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นถึงข้ออ้างนี้อย่างชัดเจนและรุนแรง ในขณะที่ผลการเลือกตั้งในเยอรมนีอาจนำไปสู่การทำให้แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางการเมืองอย่างเป็นทางการ

ความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐบาลระดับรัฐที่นำโดยพรรคขวาจัดเป็นครั้งแรกในเยอรมนีนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองนั้นส่งผลกระทบที่แท้จริงตามมา ในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ อำนาจอาจตกไปอยู่ในมือของพรรคที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อพยพ ศาสนาอิสลาม สิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ และนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ สิ่งที่น่ากังวลคือพรรคนี้มีแกนนำที่มีความเชื่อมโยงกับอดีตกลุ่มนีโอนาซี ในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ประมาณ 170,000 คนจากประชากรทั้งหมด 2 ล้านคน และแพทย์ประมาณหนึ่งในห้าของรัฐก็เกิดในต่างประเทศ ความย้อนแย้งที่น่าหดหู่คือ รัฐบาลที่นำโดย AfD อาจต้องกำกับดูแลหน่วยงานข่าวกรองของรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวกันกับที่เคยจัดประเภทพรรคนี้ว่าเป็น "กลุ่มขวาจัดหัวรุนแรง"

ในอังกฤษ การเคลื่อนไหวของกลุ่ม "Patriot Platform" เป็นการตั้งตนเป็นศาลเตี้ยของฝ่ายขวาจัดที่อ้างว่าจะ "หยุดเรือผู้อพยพ" หากทางการไม่ยอมลงมือทำ ในขณะที่ AfD เป็นพรรคการเมืองที่นำเสนอความสำเร็จของตนในฐานะการปฏิเสธพรรคการเมืองกระแสหลัก ซึ่งพรรคอ้างว่าล้มเหลวในการทำหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการย้ายถิ่นฐาน อย่างไรก็ตาม การข่มขู่คุกคามที่พบในอังกฤษและความสุดโต่งของ AfD เป็นเสมือนเหรียญคนละด้านของสิ่งเดียวกัน นั่นคือบริบททางการเมืองในวงกว้างที่มองว่าการย้ายถิ่นฐานเป็นตัวแทนของความรู้สึกไร้อำนาจ ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องพรมแดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอำนาจเหนือสถาบันของรัฐ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และอัตลักษณ์ของชาติด้วย

AfD ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดในรัฐทางตะวันออกของเยอรมนี ซึ่งรัฐเหล่านี้มีประวัติศาสตร์หลังการรวมประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหาจำนวนประชากรลดลงและอัตราการว่างงานสูง ส่วนอังกฤษเองก็มีบริบททางภูมิศาสตร์และการเมืองในแบบของตนเอง โดยประเด็นเรื่องเรือผู้อพยพขนาดเล็กถือเป็นประเด็นทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ ในรอบปีจนถึงเดือนมิถุนายน 2026 มีผู้คนมากกว่า 33,000 คนเดินทางเข้ามาทางเส้นทางนั้น เกือบทั้งหมดจะยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัย แต่จำนวนผู้เดินทางเข้ามาลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ความรุนแรงบนท้องถนนกลับเพิ่มขึ้นในขณะที่จำนวนผู้เดินทางลดลง

ทั่วทั้งยุโรป พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะการอพยพกลายเป็นบททดสอบว่ารัฐต่างๆ ยังสามารถปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ การลดจำนวนผู้อพยพหรือการยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยไม่ได้ลดความสำคัญของประเด็นนี้ลง การศึกษาชี้ให้เห็นว่าในเยอรมนี ความรู้สึกแปลกแยกทางการเมืองมีความสำคัญต่อการสนับสนุนพรรค AfD มากกว่าความยากจน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมในสหราชอาณาจักร การใช้ข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว เช่น จำนวนผู้เดินทางข้ามแดนลดลง หรือผู้อพยพไม่ได้เป็นสาเหตุของรายชื่อผู้รอรับบริการทางการแพทย์ของ NHS หรือค่าจ้างที่หยุดนิ่ง อาจมีผลต่อการเลือกตั้งน้อยมาก ความเป็นจริงตอบข้อโต้แย้งของฝ่ายขวาจัด แต่ไม่ได้ลบล้างความเชื่อที่ฝังลึกว่าประเทศกำลังกลายเป็นประเทศที่ปกครองไม่ได้

ในแง่นั้น พรมแดนจึงเป็นเพียงอาการของปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไว้วางใจระบอบประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเพื่อพวกเขาได้ ในเยอรมนี นักการเมืองสามารถอ้างถึงข้อตกลงตามรัฐธรรมนูญและการคำนวณเสียงข้างมากในรัฐบาลผสม และกล่าวว่าพวกเขาทำอะไรไม่ได้ ในสหราชอาณาจักร พวกเขาต้องพึ่งพาตลาดพันธบัตรและธนาคารแห่งอังกฤษ ภาษาที่ใช้แตกต่างกัน แต่ข้อความอาจฟังดูเหมือนกัน นั่นคือ คุณสามารถลงคะแนนเสียงเพื่อเปลี่ยนแปลงได้ แต่รัฐบาลมีข้อจำกัดในสิ่งที่สามารถทำได้ คำตอบไม่ใช่การแสร้งทำเป็นว่าภาวะเงินเฟ้อหรือข้อจำกัดทางกฎหมายไม่เกี่ยวข้อง แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคถาวรต่อการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/sep/07/the-guardian-view-on-the-far-rights-real-weapon-it-is-the-politics-of-powerlessness
.....

บทบรรณาธิการของ The Guardian มักสะท้อนมุมมองฝ่ายซ้ายกลาง (Center-Left) หรือเสรีนิยม ซึ่งชี้ให้เห็นว่า "อาวุธที่แท้จริง" ของกลุ่มขวาจัดและประชานิยมขวาจัด ไม่ใช่เพียงสโลแกนสุดโต่ง หรือนโยบายต่อต้านผู้อพยพเท่านั้น แต่คือ "การเมืองแห่งความรู้สึกไร้อำนาจ" (The Politics of Powerlessness) ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่นอารมณ์ของมวลชน

สาระสำคัญของมุมมองนี้ สามารถย่อยได้เป็น 4 ประเด็นหลัก:

การแสวงหาประโยชน์จากความระส่ำระสายทางเศรษฐกิจและสังคม: กลุ่มขวาจัดไม่ได้สร้างความรู้สึกไร้อำนาจขึ้นมาเองตั้งแต่แรก แต่เป็นผลมาจากระเบียบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) การสูญเสียงานในอุตสาหกรรมเดิม ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และบริการสาธารณะที่ถดถอย ทำให้ชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลางรู้สึกว่ารัฐบาลกระแสหลักไม่ได้ยินเสียงของพวกเขานำไปสู่ความรู้สึก "ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง"

การเปลี่ยนความสิ้นหวังให้กลายเป็นความโกรธแค้น (Weaponizing Grievance): เมื่อผู้คนรู้สึกไร้อำนาจในการกำหนดชีวิตหรืออนาคตของตนเอง กลุ่มขวาจัดจะเสนอคำอธิบายง่ายๆ โดยสร้าง "แพะรับบาป" (Scapegoats) เช่น ผู้อพยพ ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชนชั้นนำทางความคิด (Elites) โดยตักตวงความแค้นเคืองนั้นและแปลกเปลี่ยนให้เป็นพลังทางการเมือง

อุปทานหมู่เรื่อง "การยึดคืนการควบคุม" (The Illusion of Control): กลุ่มขวาจัดมักใช้คำสัญญาเรื่องการมอบอำนาจกลับคืนสู่ประชาชน เช่น คำขวัญอย่าง "Take Back Control" ในยุค Brexit หรือการเน้นย้ำเรื่องอธิปไตยทางวัฒนธรรม โดยเสนอรอบด้านว่าทางแก้เดียวคือการสร้างกรอบป้องกันอันแข็งแกร่ง ทั้งที่ในความเป็นจริง นโยบายของพวกเขามักไม่ได้แก้ปัญหารากฐานทางเศรษฐกิจของผู้คนเลย

ความล้มเหลวของพรรคการเมืองกระแสหลัก: The Guardian วิจารณ์ว่า พรรคการเมืองกระแสหลัก (ทั้งซ้ายและขวา) มีส่วนผิดอย่างมากที่ปล่อยให้เกิดสุญญากาศนี้ขึ้น เนื่องจากการบริหารงานที่เน้นเทคโนแครต (Technocracy) และขาดการเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตจริงของประชาชน ทำให้ผู้คนรู้สึกว่ากระบวนการประชาธิปไตยปกติไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้อีกต่อไป

บทสรุปมุมมองของ The Guardian คือ การจะต่อสู้กับกลุ่มขวาจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ไม่ใช่แค่การโจมตีตัวบุคคลหรือวาทกรรมสุดโต่ง แต่ฝ่ายประชาธิปไตยต้อง "คืนอำนาจที่แท้จริงให้แก่ประชาชน" ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การสร้างสวัสดิการที่มั่นคง และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมและมีปากเสียงในการกำหนดทิศทางสังคมอีกครั้ง




มีคนเขียนเรื่อง “ความไม่เท่าเทียม” ในสายตา World Bank น่าสนใจมาก วันนี้เขามาเขียนต่อ


Nat Luengnaruemitchai
18 hours ago
·
เมื่อคืนผมเขียนเรื่อง “ความไม่เท่าเทียม” ในสายตา World Bank ไปยาวพอสมควร
(https://www.facebook.com/nat.lueng/posts/10162802815446751)

ทั้งเรื่องคนรวยกับคนจน
เด็กบ้านรวยกับเด็กบ้านจน
บริษัทใหญ่กับบริษัทเล็ก
กรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด
แรงงานในระบบกับแรงงานนอกระบบ
แต่นึกขึ้นได้หลังเขียนว่าผมดันเสล่อ “ตก” ความไม่เท่าเทียมอันใหญ่มาก ไปอีกเรื่องหนึ่ง

คือ

“ความไม่เท่าเทียมเวลาเราเจอกับรัฐ”
หรือพูดง่าย ๆ กว่านั้นว่า
กฎหมายเดียวกัน กติกาเดียวกัน แต่เวลาเอาไปใช้กับคนแต่ละคน มันเหมือนกันจริงหรือเปล่า
อันนี้ World Bank พูดไว้ค่อนข้างน่าสนใจ จนตอนนอนผมแอบเอาไปคิดทั้งคืน
เขาไม่ได้ใช้คำแรงแบบที่คนไทยชอบพูดว่า “กฎหมายสองมาตรฐาน” (อาจจะไม่กล้าใช้ หรือจริงๆ ควรแรงๆ ไปเลย และบอกว่า กฎหมายไทยไร้มาตรฐาน)
แต่เขาเลือกใช้วลีเบาๆ อย่าง
ราชการต้องเป็นกลาง
การตัดสินใจของรัฐต้อง ยึดกติกา
การบังคับใช้ต้อง คาดการณ์ได้
ต้องลดการใช้ ดุลพินิจ
และธุรกิจทุกแห่งต้องแข่งขันกันบน สนามเดียวกัน
ฟังดูเป็นศัพท์ทางราชการธรรมดา
แต่ถ้าแปลเป็นภาษาคนธรรมดา มันคือคำถามง่าย ๆ ว่า
ถ้าคนสองคนทำเรื่องเดียวกัน ไปเจอเจ้าหน้าที่คนเดียวกัน ใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน เขาควรได้รับผลแบบเดียวกันหรือไม่

คำตอบแน่นอนว่าควรจะใช่

แต่ปัญหาคือ ในโลกจริงมันอาจไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป

ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดแค่ตอนแบ่งเงิน

เรื่องนี้ผมเพิ่งเจอกับตัว ตอนไปขอใบอนุญาตกับฝ่ายโยธาฯ เลยอินหน่อย
ลองคิดถึงผู้ประกอบการสองคน
คนหนึ่งเปิดร้านเล็ก ๆ ไม่มีเส้นสาย ไม่มีฝ่ายกฎหมาย ไม่มีคนรู้จักในหน่วยงานรัฐ
ต้องขอใบอนุญาตทุกใบ
ยื่นเอกสารทุกชุด
ถูกตรวจทุกขั้นตอน
ผิดนิดหนึ่งก็ต้องกลับไปแก้
แต่อีกบริษัทหนึ่งมีขนาดใหญ่ มีคนรู้จักระบบดี มีทีมกฎหมาย มีอำนาจต่อรอง หรือเข้าถึงผู้มีอำนาจได้มากกว่า
ถ้าสุดท้ายสองรายนี้เจอกฎเดียวกัน แต่เจอการปฏิบัติไม่เหมือนกัน
นั่นก็คือ ความเหลื่อมล้ำ
เพียงแต่มันไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีธนาคาร
มันอยู่ใน
โอกาสที่จะทำธุรกิจได้หรือไม่ได้

ธุรกิจเล็กๆ แทนที่จะได้รับการประคบประหงมเหมือนต้นกล้าให้ได้เติบใหญ่ กลับถูกย่ำยี ส่วนธุรกิจใหญ่ๆ ภายใต้ป่าทึบ ดันเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่แตกยอดได้อย่างสบายๆ ไม่มีใครรบกวน

World Bank พูดถึงเรื่องนี้ผ่านแนวคิดที่ว่า รัฐต้องมีระบบราชการที่ เป็นกลางและเป็นมืออาชีพ
เพราะหน้าที่ของรัฐไม่ใช่เพียงช่วยให้ธุรกิจเติบโต
แต่ต้องทำให้ทุกคนรู้ว่า
ถ้าทำแบบนี้ จะได้ผลแบบนี้
ถ้าผิดกฎ จะโดนแบบนี้
ไม่ว่าเจ้าของบริษัทจะเป็นใคร
รู้จักใคร
ใหญ่หรือเล็ก
เก่าหรือใหม่
ถ้ากติกาเปลี่ยนไปตามตัวบุคคล เศรษฐกิจก็จะมีปัญหา

เพราะการแข่งขันจากที่ควรเป็น
“ใครเก่งกว่า”
จะค่อย ๆ กลายเป็น
“ใครเข้าถึงรัฐได้ดีกว่า”

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึก

ในรายงาน World Bank ยังอ้างผลสำรวจธุรกิจในประเทศไทยว่า ประมาณ 19% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจรายงานว่าเคยเผชิญการเรียกรับสินบน
เทียบกับประเทศรายได้ปานกลางระดับบนเฉลี่ยประมาณ 9.8%
และประเทศรายได้สูงประมาณ 4.1%
นี่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทย 19% รับสินบน
ต้องระวังการตีความตรงนี้ให้ดี
แต่มันหมายความว่า ประสบการณ์ของภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อยยังสะท้อนว่าการติดต่อกับรัฐมีต้นทุนที่ไม่ควรเกิดอยู่
และเมื่อระบบมีพื้นที่ให้ต่อรองเป็นรายกรณีมาก
คนที่มีเงิน มีความรู้ มีทนาย (หวังว่าไม่ใช่อดีตทนายผลักรถจักรยาน) หรือมีเครือข่าย
ย่อมได้เปรียบคนธรรมดาโดยธรรมชาติ

World Bank ยังแตะเรื่องที่แรงกว่านั้น คือการตัดสินใจของรัฐอาจเอื้อคนบางกลุ่มมากกว่าคนอื่น

รายงานพูดถึงการรับรู้ว่า การตัดสินใจบางอย่างของรัฐอาจให้ประโยชน์แก่ บุคคล บริษัท หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มากกว่าจะยึดกติกาที่ใช้กับทุกคน
นี่เป็นอีกระดับหนึ่งของความเหลื่อมล้ำ
เพราะไม่ใช่แค่
“เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายไม่เหมือนกัน”
แต่กติกาตั้งแต่ต้นอาจถูกออกแบบมาให้คนบางกลุ่มได้เปรียบด้วยซ้ำ
พอถึงจุดนี้ เรื่องความเหลื่อมล้ำจึงเชื่อมเข้ากับเรื่อง ธุรกิจกับการเมือง
ถ้าบริษัทที่อยู่ใกล้อำนาจสามารถมีอิทธิพลต่อกฎ
ได้ข้อยกเว้น
ได้สิทธิพิเศษ
หรือป้องกันคู่แข่งรายใหม่ไม่ให้เข้ามาได้
คนที่เสียประโยชน์ไม่ได้มีแค่คู่แข่งรายนั้น
แต่คือทั้งประเทศ
เพราะบริษัทที่เก่งกว่าอาจไม่มีวันได้เกิด

นี่อาจอธิบายได้ด้วยว่าทำไมบริษัทเล็กไทยโตยาก

เราชอบพูดว่า SME ไทยไม่เก่ง
บริหารไม่ดี
ไม่ยอมใช้เทคโนโลยี
ไม่ยอมโต
แต่ World Bank ชวนให้มองอีกด้านหนึ่งด้วยว่า
สนามที่ SME ต้องเล่น มันเสมอกันจริงหรือเปล่า
บริษัทใหญ่มีฝ่ายกฎหมาย
มีฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์
เข้าใจกฎ
มีเงินจ้างที่ปรึกษา
รับต้นทุนจากความล่าช้าได้
แต่สำหรับร้านหรือบริษัทเล็ก
ใบอนุญาตเพิ่มหนึ่งใบ
การรอราชการเพิ่มสามเดือน
การถูกตีความกฎหมายต่างกันหนึ่งครั้ง
อาจหมายถึงเงินทุนหมดก่อนธุรกิจจะเปิดเสียอีก
ดังนั้นการลดกฎที่ไม่จำเป็น การทำใบอนุญาตออนไลน์ การกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัด และลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
ไม่ใช่แค่เรื่อง “ลดความยุ่งยาก”
แต่มันคือ นโยบายลดความเหลื่อมล้ำ ด้วย

ที่ผมว่าสำคัญที่สุดคือ ความเหลื่อมล้ำแบบนี้ทำลาย “บันได” ที่ให้คนข้างล่างไต่ขึ้นข้างบน

ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ยังพอมองเห็นได้ง่าย
คนนี้ได้เงินเดือน 20,000
คนนั้นได้เงินเดือน 200,000
เราเห็นตัวเลขแล้วรู้ว่าห่างกัน
แต่ความเหลื่อมล้ำต่อหน้ารัฐมองเห็นยากกว่า
เพราะมันเกิดเป็นครั้ง ๆ
ตอนขอใบอนุญาต
ตอนถูกตรวจ
ตอนขออนุมัติ
ตอนประมูลงาน
ตอนโดนบังคับใช้กฎหมาย
ตอนร้องเรียนแล้วรัฐจะฟังหรือไม่ฟัง
แต่ผลสะสมของมันใหญ่มาก
เพราะสำหรับคนที่อยู่ข้างล่าง
รัฐควรจะเป็นคนสร้างบันไดให้เขาปีนขึ้นมา
แต่ถ้ารัฐเองกลับเป็นอีกด่านหนึ่งที่คนมีเงิน มีอำนาจ หรือมีเส้นสายผ่านได้ง่ายกว่า
บันไดนั้นก็หายไป

ดังนั้นพอผมได้กลับไปอ่าน World Bank ผ่านเรื่องความไม่เท่าเทียมอีกครั้ง
ผมว่ามันมีอย่างน้อยหลายชั้น
เกิดบ้านไหนไม่เท่ากัน
ได้โรงเรียนไม่เท่ากัน
ได้งานไม่เท่ากัน
ทำบริษัทก็โตได้ไม่เท่ากัน
เกิดจังหวัดต่างกันก็เข้าถึงโอกาสไม่เท่ากัน
และสุดท้าย
เวลาเดินเข้าไปเจอกับรัฐ ก็อาจไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นเดียวกันอีก

นี่ทำให้ผมคิดว่า คำว่า
“รวยกระจุก จนกระจาย”
ยังอธิบายปัญหานี้ไม่ครบ
เพราะปัญหาที่หนักกว่าความรวยกระจุกคือ
“โอกาสที่จะปีนขึ้นไปหารวย ก็ดันกระจุกด้วย”
และถ้าจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงจริง ๆ
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงทำให้คนข้างล่างมีเงินเพิ่มขึ้น
แต่ต้องสร้างประเทศที่คนธรรมดาสามารถเชื่อได้ว่า
เกิดมาไม่รวยก็เรียนดีได้
บริษัทไม่ใหญ่ก็โตได้
ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ก็มีโอกาสได้
ไม่มีเส้นสายก็ทำธุรกิจได้

และที่สำคัญที่สุด

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เมื่อยืนอยู่ต่อหน้ากฎหมายและรัฐ คุณควรยืนอยู่บนพื้นเดียวกับคนอื่น
ผมว่าอันนี้เป็น “ความไม่เท่าเทียม” ก้อนใหญ่ที่สุดก้อนหนึ่งที่ผมตกไปจากโพสต์เมื่อคืนเลยครับ
สิ่งที่คนตามหา อาจจะไม่ใช่ “ความเท่าเทียมกัน” ในทุกๆ มิติ ผมคิดว่ามันเพ้อฝันเกินไป

เราอาจจะเริ่มต้นไม่เท่ากัน อาจจะรู้สึกเสียใจนิดหน่อย
แต่มี่ยอมไม่ได้ คือ กติกาของเกมที่มันยุติธรรมกว่านี้
ถ้ากติกามันยุติธรรม มันต้องมีโอกาสให้คนท้ายแถวได้มีโอกาสไปยืนหัวแถวได้ จะตั้งแถวใหม่ก็ได้

ท้ายสุด ผมว่า World Bank คงไม่ได้มาดู และไม่กล้าคอมเมนต์เรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางกฎหมายที่ชัดเจนที่สุด นั่นก็คือ คดีเลือกตั้งทั้งหลาย ถ้ามันเป็นเหมือนเกมฟุตบอล มันคือ เกมที่ผู้พิพากษาไม่ใช้ VAR เป่าฟาล์ว ทั้งๆ ที่ผู้เล่นฝ่ายหนึ่งไม่ได้ล้ำหน้า ไม่แจกใบเหลืองใบแดง เวลาที่ผู้เล่นอีกฝ่ายทั้งเตะตัดขา ทั้งยัดเงินกรรมการ ขัดสายตาคนดู จนคนดูแทบจะอยากเป่านกหวีดแทนกรรมการอยู่แล้ว ถ้าเกมชัดๆ แบบนี้ยังทำให้ยุติธรรมไม่ได้ เกมที่ไม่ชัด ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10162804445616751&set=a.10150779118116751



Alona Fisher-Kamm เอกอัครราชทูต #อิสราเอล บอกว่า นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเดินทางมาประเทศไทยเพื่อแสวงหาสันติภาพ ต้องการอยู่ไกลจากความขัดแย้งและสงคราม


ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูต อ.ร.อ.ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับคุณวัชรินทร์ เศรษฐกุดั่น ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวต่างประเทศ สำนักข่าวไทย ช่อง 9 MCOT HD โดยยืนยันว่า ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายยอดนิยม เพราะชาว อ.ร.อ.มองว่าเป็นประเทศแห่งความสงบสุข

เอกอัครราชทูตระบุว่า ปัจจุบันมีชาว อ.ร.อ.พำนักระยะยาวในประเทศไทยประมาณ 8,000–9,000 คน และมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยมากกว่า 400,000 คนต่อปี อย่างไรก็ตาม คำว่า “ผู้พำนักระยะยาว” ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดเข้ามาตั้งถิ่นฐานถาวรหรือได้รับสัญชาติไทย แต่อาจรวมผู้ที่ถือวีซ่าหรือได้รับอนุญาตให้อยู่ในไทยเป็นระยะเวลานานด้วย

ส่วนกรณีชาว อ.ร.อ.ก่อปัญหาในประเทศไทย ทูตยืนยันว่าเป็นเพียงคนส่วนน้อย ขอให้พิจารณาเป็นรายบุคคลและไม่เหมารวม พร้อมระบุว่าสถานทูตจะร่วมมือกับทางการไทยเต็มที่ หากพบการกระทำผิดกฎหมาย และจะไม่ใช้อภิสิทธิ์ปกป้องผู้กระทำผิด

สำหรับชาบัด ทูตยืนยันว่าเป็นพื้นที่เปิด คนไทยและเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเข้าถึงได้ แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าตามมาตรการรักษาความปลอดภัย ท่ามกลางคำถามของสังคมว่า ตัวเลขผู้พำนักระยะยาว 8,000–9,000 คนดังกล่าวประกอบด้วยบุคคลกลุ่มใด ถือวีซ่าประเภทใด และกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ใดบ้าง

#News1 รายงาน

https://news1live.com/detail/1788762165327
.....


PPTV ถาม ทูตอิสราเอล ปมคนอิสราเอล ประกาศพื้นที่อิสราเอลในไทย ? " | เข้มข่าวค่ำ | 8 ก.ย.69

PPTV HD 36

Sep 8, 2026 

หลากหลายปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการฝ่ายกฎหมาย ทำให้วันนี้ เกิดวงประชุมหารืออย่างเป็นทางการ ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ซึ่งหลังจากประชุมเสร็จ เอกอัครราชทูตอิสราเอล ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ PPTV เปิดใจเคลียร์ประเด็น ทำไมมาแล้วไม่เคารพกฎหมายไทย

https://www.youtube.com/watch?v=p60oZpuc_7I
.....

การสัมภาษณ์ของ ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัม (H.E. Dr. Alona Fisher-Kamm) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ให้แก่สำนักข่าวไทย (MCOT HD) โดยมีคุณวัชรินทร์ เศรษฐกุดั่น ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวต่างประเทศ เป็นผู้ดำเนินรายการ มีสาระสำคัญและบริบทที่เกี่ยวข้องดังนี้

สาระสำคัญของการสัมภาษณ์

กลุ่มเป้าหมายและภาพรวม: พูดคุยถึงสถานะและวิถีชีวิตของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ทั้งกลุ่มที่เข้ามาพำนักระยะยาว (Long-stay / Expatriates) และนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาระยะสั้น

การส่งเสริมความเข้าใจ: เน้นย้ำบทบาทของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและสื่อมวลชนไทย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพฤติกรรม วัฒนธรรม และข้อปฏิบัติตามกฎหมายของชาวอิสราเอลในไทย

การสื่อสารอย่างรับผิดชอบ: รณรงค์การรับและเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและรับผิดชอบ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

บริบทและความพยายามทางการทูตที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทางการทูตและการประสานงานเชิงรุกของสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ เพื่อจัดการกับข้อห่วงใยของสังคมไทยเกี่ยวกับการเคารพกฎหมายและการปฏิบัติตนของนักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบการชาวอิสราเอลในบางพื้นที่ โดยในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน ท่านเอกอัครราชทูตฯ ยังได้เข้าพบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย รวมถึงผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการดูแลความสงบเรียบร้อยและการบังคับใช้กฎหมายอย่างครบถ้วน
.....

การสัมภาษณ์และกิจกรรมทางการทูตข้างต้นอ้างอิงจากแถลงการณ์ข่าวอย่างเป็นทางการของ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย (Embassy of Israel in Bangkok) * ประกาศการให้สัมภาษณ์ MCOT:

หัวข้อ: เอกอัครราชทูตอโลนา ฟิชเชอร์-คัม ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวไทย อสมท. เกี่ยวกับชาวอิสราเอลในประเทศไทย (เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026)

แหล่งอ้างอิง: เว็บไซต์ทางการสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย (
embassies.gov.il/thailand)

รายละเอียด: ระบุถึงการต้อนรับคุณวัชรินทร์ เศรษฐกุดั่น ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวต่างประเทศ สำนักข่าวไทย (MCOT HD) ณ สถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อสัมภาษณ์ในประเด็นชาวอิสราเอลที่พำนักและท่องเที่ยวในไทย

การเคลื่อนไหวทางการทูตในห้วงเวลาเดียวกัน:

พบผู้บัญชาการ CIB: แถลงการณ์ข่าวเรื่อง เอกอัครราชทูตอิสราเอลเข้าพบผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) (เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 บนเว็บไซต์สถานทูตฯ)

หารือกระทรวงการต่างประเทศ: รายงานข่าวต่างประเทศ (เช่น Khaosod English) เกี่ยวกับการเข้าพบกระทรวงการต่างประเทศของไทยเพื่อหารือประเด็นข้อห่วงใยในการปฏิบัติตามกฎหมายของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ
(อ้างอิงจากจาก Gemini)








@pipob69
·9h
Alona Fisher-Kamm เอกอัครราชทูต #อิสราเอล บอกว่า นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเดินทางมาประเทศไทยเพื่อแสวงหาสันติภาพ ต้องการอยู่ไกลจากความขัดแย้งและสงคราม ซึ่งก็เป็นเพราะพวกคุณไม่รู้จักการอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติ เพราะพวกคุณไปรังแกเขา ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขา เมื่อมาอยู่เมืองไทย คนอิสราเอลเหล่านี้จะอยู่ร่วมกับคนไทยอย่างสันติได้อย่างไร? ไม่มีทาง


https://www.facebook.com/reel/1621356336333236
.....

โพสต์ดังกล่าวอ้างอิงถึงเหตุการณ์สังหาร ฮาลา คาลิด อัล-กาซี อัล-อัคราส (Hala Khalid al-Ghazi al-Akrass) หญิงชราชาวปาเลสไตน์ที่ถูกยิงเสียชีวิต ขณะกำลังเดินอพยพพร้อมกับหลานชาย ไทม์ อับเดลอาตี (Taym Abdelaty) ที่ถือธงสีขาว ในเขตอัล-ชาตี (Al-Shati) เมืองกาซา เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2024

ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์:

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น: วิดีโอจากกล้องบันทึกภาพของสำนักข่าว ITV News แสดงให้เห็นกลุ่มพลเรือนกำลังเดินอพยพตามเส้นทางที่เชื่อว่าปลอดภัย โดยมีเด็กชายถือธงสีขาวเพื่อแสดงว่าเป็นพลเรือน ก่อนที่จะมีเสียงปืนดังขึ้น และฮาลาล้มลงเสียชีวิตทันทีจากการถูกยิง

ข้อถกเถียงและคำชี้แจงของฝ่ายต่างๆ:

กลุ่มสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชน: ระบุว่าจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ควบคุมหรือใกล้ตำแหน่งของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ในขณะนั้น และเป็นการยิงสังหารพลเรือนที่ไม่มีอาวุธและกำลังชูธงขาว

กองทัพอิสราเอล (IDF): ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ามุ่งเป้าไปที่พลเรือน โดยระบุว่าเหตุการณ์ในพื้นที่สู้รบมีความซับซ้อน และมักมีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับกรณีที่มีรายงานผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือน

เหตุการณ์นี้ถูกนำมาใช้เป็นอุทาหรณ์และหลักฐานสะท้อนความเสี่ยงของพลเรือนในพื้นที่สงครามกาซา โดยเฉพาะกรณีการโจมตีพลเรือนในเส้นทางอพยพที่ชูธงสีขาว




ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุโรปและการต่างประเทศของฝรั่งเศส ระบุผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า 12 ประเทศจะสั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากนิคมของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง






ด่วน: 12 ประเทศเดินหน้าแบนการค้ากับนิคมอิสราเอลที่ผิดกฎหมาย

ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร แคนาดา เดนมาร์ก สเปน ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส และสวีเดน ได้ออกแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนมาตรการระดับชาติเพื่อต่อต้านการค้าที่เกี่ยวข้องกับนิคมอิสราเอลที่ผิดกฎหมายในเขตเวสต์แบงก์ซึ่งถูกยึดครอง

สหราชอาณาจักรได้ประกาศห้ามการนำเข้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับนิคมดังกล่าวแล้ว ในขณะที่รัฐบาลประเทศอื่นๆ กำลังดำเนินมาตรการหรือเตรียมใช้ข้อจำกัดในลักษณะเดียวกัน

พวกเขาเรียกร้องให้:

ยุติการขยายพื้นที่นิคม
ยุติความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐาน
ไม่มีการผนวกดินแดน
ไม่มีการบังคับโยกย้ายถิ่นฐาน

เรื่องนี้มีความสำคัญเพราะถ้อยแถลงต่างๆ กำลังเริ่มนำไปสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง
กฎหมายระหว่างประเทศไม่อาจใช้บังคับกับเพียงแค่ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์เท่านั้น
กฎหมายเดียว มาตรฐานเดียว ไม่มีข้อยกเว้น

สาเหตุการคว่ำบาตร: เกิดจากความตึงเครียดและความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้นในเขตเวสต์แบงก์ รวมถึงการขยายพื้นที่นิคมชาวยิวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขัดต่อกฎหมายนานาชาติและบั่นทอนแนวทางการแก้ปัญหาแบบสองรัฐ (Two-State Solution)








https://x.com/Megatron_ron/status/2097325572695232849

รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักร เอ็ด มิลลิแบนด์: “เนทันยาฮูกำลังก่ออาชญากรรมสงครามและการล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์”

“สิ่งที่รัฐบาลเนทันยาฮูกำลังทำในฉนวนกาซาเป็นรอยด่างบนมโนธรรมของโลก และมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นว่าดูเหมือนจะมีการก่ออาชญากรรมสงครามเกิดขึ้น

มีการล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ของเวสต์แบงก์ ซึ่งกระทำโดยผู้ก่อการร้ายที่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐาน และบ่อยครั้งที่รัฐบาลอิสราเอลเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ และที่แย่กว่านั้น สมาชิกของรัฐบาลยังได้ออกแถลงการณ์และกระทำการเพื่อสนับสนุนการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากที่อยู่อาศัยโดยบังคับ

เราจะไม่ยอมนิ่งเฉย”




ทรัมป์อ้างว่าเขาถูกหิ้วตัวออกมาจากซากปรักหักพังในเหตุการณ์ 9/11 โดยเล่าว่า "มีนักผจญเพลิงสองคน ร่างกายกำยำแข็งแรง เข้ามาจับใต้รักแร้ผมแล้วบอกว่า 'ต้องรีบออกไปจากตรงนี้!' จากนั้นพวกเขาก็หิ้วตัวผมขึ้นมาแล้ววิ่งพาผมออกไปเลย" เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่? ไม่จริง !







https://x.com/RonFilipkowski/status/2097345734613811706

นี่เป็นเรื่องโกหกที่เหลือเชื่อและไร้สติสิ้นดี เรื่องราวทั้งหมดที่เขาเล่าในวันนี้คือเรื่องโกหก ผมรู้ว่าเขาเคยโกหกเรื่องบทบาทของตนเอง (หรือการที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วม) ในภารกิจกู้ภัยและเก็บกู้ซากปรักหักพังหลังเหตุการณ์ 9/11 มาก่อน แต่ไม่เคยมีการลงรายละเอียดมากขนาดนี้มาก่อนเลย มันเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาเองล้วนๆ น่าละอายใจที่สุด อีกหน่อยเขาคงจะอ้างว่าตัวเองได้รับเหรียญกล้าหาญ Medal of Honor เป็นแน่
.....

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงที่เกี่ยวกับทรัมป์ในวันที่ 11 กันยายน 2001

สถานที่: ทรัมป์ไม่ได้อยู่ที่บริเวณเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ขณะเกิดเหตุโจมตี แต่เขาอยู่ที่ทรัมป์ทาวเวอร์ (Trump Tower) ในย่านมิดทาวน์แมนฮัตตัน ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ (Ground Zero) ไปทางทิศเหนือประมาณ 4 ไมล์

การปรากฏตัวผ่านสื่อ: ในวันที่เกิดเหตุ ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสถานีท้องถิ่น WWOR-TV โดยบรรยายถึงสิ่งที่เขาเห็นจากหน้าต่างอาคารสูงของเขา

การไปเยือนจุดเกิดเหตุ (Ground Zero): ภาพถ่ายและบทสัมภาษณ์สื่อยืนยันว่า ทรัมป์ได้เดินทางไปเยือนพื้นที่โดยรอบจุดเกิดเหตุในอีกไม่กี่วันต่อมา (วันที่ 13 และ 18 กันยายน) ในฐานะพลเมืองทั่วไปที่ให้ความเห็นแก่ทีมข่าว อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังหรือมีส่วนร่วมในปฏิบัติการกู้ภัยภาคสนามแต่อย่างใด

รูปแบบของคำกล่าวอ้างที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คำบอกเล่าของทรัมป์เกี่ยวกับบทบาทของเขาในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 ได้ขยายความออกไปเรื่อยๆ โดยปราศจากหลักฐานสนับสนุน:

คนงานที่จุดเกิดเหตุ: ในตอนแรกเขาอ้างว่าได้ส่ง "คนงานหลายร้อยคน" ไปช่วยเก็บกวาดซากปรักหักพัง แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนิวยอร์ก (FDNY) และบันทึกข้อมูลการรับมือภัยพิบัติไม่มีข้อมูลระบุว่ามีทีมงานที่ทรัมป์จัดหามาเข้าร่วมในภารกิจเก็บกวาดดังกล่าว

การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่กู้ภัย: ต่อมาเขาอ้างว่าตนได้ใช้เวลาอย่างมากในการช่วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยเก็บกวาดซากปรักหักพังด้วยตนเอง แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้บังคับบัญชาของ FDNY ที่ปฏิบัติหน้าที่ในจุดเกิดเหตุต่างยืนยันตรงกันว่า ไม่เคยเห็นเขามีส่วนร่วมในภารกิจกู้ภัยเลย

การกู้ภัยด้วยการลงมือปฏิบัติจริง: คำกล่าวอ้างที่ว่าเขาถูกนักดับเพลิงสองคนจับตัวและยกขึ้นมาจากซากปรักหักพังนั้น ถือเป็นคำกล่าวอ้างที่เกินจริงที่สุด และขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับบันทึกทางประวัติศาสตร์รวมถึงเอกสารหลักฐานที่ระบุถึงสถานที่ที่เขาอยู่ทั้งในวันเกิดเหตุและช่วงเวลาหลังจากนั้น






 

อีกไม่กี่วัน ก็จะถึง 25 ปี 9/11 แล้วนะ ชวนรู้จัก เบ็ตตี้ ออง วีรสตรีชาวซานฟรานซิสโก พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายบนเที่ยวบินที่ 11 แจ้งเตือนภัย การโทรศัพท์ที่กินเวลา 23 นาทีของเธอเป็นการแจ้งเตือนครั้งแรกเกี่ยวกับเหตุการณ์จี้เครื่องบิน ข้อมูลหมายเลขที่นั่งของผู้ก่อเหตุ ช่วยระบุตัวตนคนร้ายและช่วยปะติดปะต่อเรื่องราวของเหตุโจมตี 9/11 ในเวลาต่อมา







https://x.com/ACTBrigitte/status/2096733091137986670
.....

ความสุขุมและความกล้าหาญของ Betty Ong ท่ามกลางสถานการณ์กดดันอย่างเหลือเชื่อ ช่วยให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินได้รับข้อมูลสำคัญในช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์โจมตี 11 กันยายน (9/11)

ข้อมูลสำคัญที่ Betty Ong แจ้งให้ทราบ

รายละเอียดการจี้เครื่องบิน: เธอแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินของสายการบิน American Airlines ผ่านทางโทรศัพท์บนเครื่องบิน (Airphone) ว่าไม่มีการตอบรับจากห้องนักบิน ลูกเรือหลายคนถูกแทง และมีการปล่อยสารเคมีที่ไม่ทราบชนิด (เช่น สเปรย์แก๊สน้ำตาหรือสเปรย์พริกไทย) ภายในห้องโดยสารชั้นหนึ่ง

การระบุตัวผู้ก่อเหตุ: Ong ระบุหมายเลขที่นั่งของผู้ต้องสงสัยอย่างชัดเจน (ได้แก่ 2B, 2K, 9J, 9K และ 10B) ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารและระบุตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็ว รวมถึง Mohamed Atta ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ

สถานะเที่ยวบิน: เธอยืนยันว่าเครื่องบินถูกยึดและกำลังบินในลักษณะผิดปกติ ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ได้อย่างแน่ชัดว่าเที่ยวบินที่ 11 ของสายการบิน American Airlines ถูกจี้

มรดกและการยกย่อง

คณะกรรมาธิการ 9/11: Thomas Kean ประธานคณะกรรมาธิการ 9/11 ยกย่องการกระทำของเธอว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยระบุว่าการโทรศัพท์ของเธอช่วยให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้รับข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์และนำไปสู่การปฏิบัติการได้เป็นครั้งแรกในเช้าวันนั้น

มูลนิธิ Betty Ann Ong: มูลนิธินี้ก่อตั้งขึ้นโดยครอบครัวของเธอเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของเธอ โดยให้การสนับสนุนโครงการด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสุขภาวะของเยาวชน เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่เธอได้สร้างไว้จะยังคงส่งผลดีต่อไปอีกยาวนานเกินกว่าเพียงแค่เหตุการณ์อันน่าเศร้าในวันนั้น
.....


Remembering 9/11 hero Betty Ong, a San Francisco Chinatown native

KTVU Fox 2 Sanfrancisco

Sep 7, 2021

This Saturday marks 20 years since the 9/11 terrorist attacks. Betty Ong was a flight attendant and a native San Franciscan. She was on the first plane that crashed into the World Trade Center. Her brother talks about the sadness and pride over Betty all these years later.

https://www.youtube.com/watch?v=TLCAGJNg8k0