วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 06, 2569

เป้าหมาย 200 เสียงของพรรคประชาชน เป็นไปได้ กรณีศึกษาสุพรรณบุรี


Thanapol Eawsakul 
16 hours ago
·
เป้าหมาย 200 เสียงของพรรคประชาชน เป็นไปได้
กรณีศึกษาสุพรรณบุรี
......
บทสัมภาษณ์ประจักษ์ ก้องกีรติ นักวิจัย/ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเลือกตั้ง
ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569
โดยเฉพาะการเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองในรอบ 20 ปี ที่สัมพันะ์กับพรรคประชาชน
ดู
พรรคประชาชน 200 ที่นั่งไม่เกินจริง สส.เขต จุดตัดตั้งรัฐบาลใหม่ศึกเลือกตั้ง 69
https://www.youtube.com/watch?v=OW8yxgkqTno
มีตอนหนึ่งที่พูดถึงผลการเลือกตั้งของพรรคประชาชน
ประจักษ์ นำตัวเลขผลการเลือกตั้ง 2566 บวกกับพลวัตการเมืองไทย
โดยเฉพาะการเมืองแบบบ้านใหญ่ ที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่

กล่าวสำหรับตัวเลข ที่ประจักษ์วิเคราะห์คือความเป็นไปได้ของตัวเลข 200 เสียงในการเลือกตั้ง 2569
ที่สัมพันธ์กับผลารเลือกตั้ง 2566 ที่หลายจังหวัด แม้จะไม่มี สส.พรรคก้าวไกลในตอนนั้น แต่คะแนนจากระบบบัญชีรายชื่อมาเป็นอันดับ 1
.........
ในที่นี้ผมขอยกตัวอ่างจังหวัดสุพรรณบุรี
ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมพรรคประชาชนจึงต้องปราศรัยใหญ้ที่สุพรรณบุรี แบบที่จัด 2 ตัวตึง คือพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
29.5 & 33
https://www.facebook.com/timpitaofficial/posts/pfbid029CLa5jfX3F9ct1pWUZV3qvy4imDhLNUsCgCVRjtnGJu918PGRYtgg2CfFZD7gtHul
เพราะนี่คือความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนสีชมพูเป็นสีส้ม
แน่นอนว่าคงไม่ได้ทั้งหมด
แต่ถ้าถ้าได้จากพรรคภูมิใจไทยที่เป็นการเมือง บ้านใหญ่ 100 %
ถือว่าเป็นตัวเลข ไป กลับ
ที่จะทำให้คะแนน 2 พรรคใหญ่ ห่างไปอีก

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26087186660921493










manopsi
@manopsi

การเลือกตั้งหนนี้ ผมเห็นปรากฏการณ์นึงที่น่าสนใจคือ เพื่อนพี่น้อง ผู้ร่วมงาน และคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับผมมีการแสดงออกว่าตนเองเลือกพรรคไหนอย่างชัดเจน ต่างจากอดีตที่เรื่องการเมืองเป็นประเด็นสุ่มเสี่ยงต่อการขัดแย้งจากความเชื่อที่ต่างกัน ซึ่งอาจลามไปถึงปัญหาการทำงาน และชีวิตส่วนตัวด้วย ซึ่งเรื่องทำนองนี้ก็เคยเกิดกับตัวเองมาก่อน ตั้งแต่การโดนครหาว่าเป็นพวกฝั่งใดฝั่งนึงด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือไม่ยอมไปร่วมชุมนุมหรือเป่านกหวีด การโดนโจมตีเพราะออกมาแสดงความเห็นเรื่องวิชาการที่ต่างออกไปจากแนวทางของรัฐในช่วงนั้น ๆ

เวลาที่ประเทศไทยเสียไปกับวังวนของการเมืองแบบเดิม ๆ มันนานเกินไปแล้ว การยึดอำนาจที่แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น ซ้ำยังก่อปัญหาระยะยาวในด้านการตรวจสอบ ปล่อยให้สีเทาระบาดไปทั่ว ขาดวิสัยทัศน์ขาดการวางแผนและวางรากฐานที่ทำให้ประเทศพัฒนาทัดเทียมโลก จนถึงจุดที่คิดว่าประเทศไทยจะไปต่อได้ เราต้องเปลี่ยนแปลง และกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมันพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนตัวการเลือกตั้งรอบนี้ตัดสินใจง่ายสุด ๆ ครับ เลือกเพื่ออนาคตลูกหลาน ส่งต่อหลักการประชาธิปไตยและการปกครองบ้านเมืองที่ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คน Gen X แบบผมจะทำได้ 🙂

8 กุมภา ออกไปใช้สิทธิกันให้ถล่มทลาย และอย่าลืมกาเห็นชอบด้วยครับ  ❌

อยู่เพื่อความรักหรืออยู่เพื่อความฝัน 
อยู่เพื่อศรัทธาหรืออยู่เพื่อความหวัง 
อยู่เพื่อชีวิตตัวเองหรืออยู่ไปเพื่อใครกัน 
ให้ตัวฉันตายแต่ชื่อยังต้องอยู่เพื่อใคร 
ปรารถนาสิ่งใดกัน



ตอบวาทกรรมปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับ “อย่าตีตนไปก่อนไข้ อะไรที่กลัวไม่เกิดหรอก”



ตอบวาทกรรมปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับ “อย่าตีตนไปก่อนไข้ อะไรที่กลัวไม่เกิดหรอก”

04/02/2026
iLaw
โดย สฤณี อาชวานันทกุล

เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนวันลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การโต้เถียงระหว่างฝ่ายรณรงค์ “เห็นชอบ” กับฝ่าย “ไม่เห็นชอบ” ก็ดูจะทวีความร้อนแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

น่าเสียดายที่ฝ่าย “ไม่เห็นชอบ” มักหยิบยกเหตุผลที่ผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริง เช่น ความเข้าใจผิดคิดว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีโทษประหารชีวิตนักการเมืองขี้โกง หรือมาตรา 112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ในนั้น ถ้าประชาชน “เห็นชอบ” ประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์อย่างถล่มทลาย

ผู้เขียนในฐานะคนที่ชอบกระโจนเข้าร่วมวงโต้เถียง จึงรวบรวมวาทกรรมปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 ที่พบบ่อยห้าข้อ พร้อมคำตอบที่ (น่าจะ) เข้าใจง่าย ซึ่งเน้น “ผลลัพธ์” จากการใช้รัฐธรรมนูญ 2560 มาแล้ว 8 ปี

เพื่อคลายความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนที่อาจกำลังกลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ไว้ใจนักการเมือง (บางพรรค) คลางแคลงใจต่อเอ็นจีโอ (บางกลุ่ม) ว่า การออกเสียง “เห็นชอบ” ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นั้น เป็นเพียงการเปิด “ประตูบานแรก” บนเส้นทางอันยาวไกลสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉบับที่พวกเราประชาชนต้องออกแรงเรียกร้องและผลักดัน เพื่อให้มันเป็น “รัฐธรรมนูญของประชาชน เพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง

วาทกรรม 1. “รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปราบโกง”

ตอบ: ใครๆ ก็ไม่ชอบคนโกง แต่ปัญหาคือรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ช่วยให้เราปราบโกงได้ดีขึ้นแม้แต่น้อย

ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruptions Perception Index: CPI) ของประเทศไทยในปีล่าสุดที่มีการประเมินคือ พ.ศ. 2567 ได้คะแนน CPI เพียง 34 จาก 100 คะแนน อยู่ที่อันดับ 107 จาก 180 ประเทศในโลก แย่ลงอย่างต่อเนื่องในรอบ 7 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ ซึ่งในปีนั้นไทยได้ 37 คะแนน อยู่อันดับที่ 96 ในโลก

พูดอีกอย่างคือ ในช่วง 7 ปีนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ อันดับของไทยในดัชนีคอร์รัปชันที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในโลกหล่นลงเกือบ 10 อันดับ ไม่นับข่าวคอร์รัปชันที่คนไทยเห็นอยู่ตำตาทุกวัน พัวพันนักการเมืองในอำนาจ ตำรวจระดับสูง ไม่เว้นแม้แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) องค์กรอิสระที่มีอำนาจปราบคอร์รัปชันโดยตรง



นอกจากคอร์รัปชันจะเพิ่มไม่มีลด มือปราบคอร์รัปชันเองก็เผชิญกับมรสุมความไม่ไว้วางใจ วันนี้ในบรรดาคณะกรรมการ ป.ป.ช. 6 คน มีกรรมการอย่างน้อย 2 คน ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต แม้คดียังไม่สิ้นสุดก็ตาม มิหนำซ้ำคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีพฤติกรรมที่ทำให้สังคมแคลงใจว่า ทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมและไม่เลือกปฏิบัติจริงหรือไม่

ยกตัวอย่าง กรณี “นาฬิกายืมเพื่อน” ของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายพลอดีตสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้ก่อรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 ซึ่งผู้เขียนเคยเรียบเรียงเป็นบทความว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 5 ต่อ 3 “ไม่รับไต่สวน” ในเดือนธันวาคม 2561 จากนั้นสำนักข่าวออนไลน์ The Matter ก็ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ ขอข้อมูล 6 รายการ อาทิ เหตุผลที่ยกคำร้องคดีนี้โดยละเอียด, คำวินิจฉัยส่วนตนของกรรมการ ป.ป.ช. ที่ให้ยกคำร้อง ไม่ไต่สวนต่อ, ฯลฯ

ป.ป.ช. ยอมส่งเอกสารให้กับ The Matter แต่ข้อมูลสำคัญๆ ในเอกสารเหตุผลที่ยกคำร้อง กลับส่งกลับมาเป็นกระดาษเปล่าเป็นปึก ซึ่ง ป.ป.ช. อ้างว่าจำเป็นต้องปกปิดข้อมูลของบุคคลตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 36 ทั้งที่กฎหมายมาตรานี้จริงๆ ห้ามเปิดเผย “ข้อมูลเฉพาะของบุคคล” เช่น ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน มิได้หมายถึงคำให้การหรือข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับจากบุคคลเหล่านั้นแต่อย่างใด

จนถึงปัจจุบัน ป.ป.ช. ก็ยังไม่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นต่อสาธารณะ ทั้งที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในปี 2566 สั่งให้เปิด!

ความเละเทะเหล่านี้ส่งผลให้ รศ.ดร. ต่อภัสร์ ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปสั้นๆ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ว่า “ในมุมมองคนทำงานด้านการต่อต้านการคอร์รัปชัน มันไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงครับ มันปราบโกงไม่ได้เลย แล้วมันยังสนับสนุนให้การคอร์รัปชันมันเกิดขี้นได้ง่าย แล้วปราบมันไม่ได้ด้วยซ้ำ”

นี่ยังไม่นับกติกาสุดประหลาดของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้มีสมาชิกวุฒิสภา 200 คน (ส.ว.) มาจากการ “เลือกกันเอง” ประชาชนที่อยากเลือก ส.ว. ต้องจ่ายเงิน 2,500 บาท เพื่อจะมีสิทธิ์เป็น “ผู้เลือก” และ “ผู้ถูกเลือก” ส่งผลให้เกิดการ “ฮั้ว” กันเข้ามาเป็นกลุ่มก้อนอย่างชัดเจน ยังไม่นับข้อครหาเรื่องคุณสมบัติ

เมื่อตบเท้ากันเข้ามาเป็นเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภาได้แล้ว ก็เท่ากับกุมอำนาจในการเลือกหรือเห็นชอบองค์กรอิสระทุกองค์กร ไม่ว่า อัยการสูงสุด คตง. ป.ป.ช. ก.ก.ต. ศาลรัฐธรรมนูญ กสทช. ฯลฯ

ถ้า ส.ว. กลุ่มใหญ่ไม่เป็นอิสระแต่ถูกชักใยหรือชี้นำโดยกลุ่มการเมือง องค์กรอิสระเหล่านี้ย่อมขาดความเป็นอิสระตามไปด้วย

นำไปสู่สถานการณ์สุดวิปริต “การขัดกันแห่งผลประโยชน์ขั้นรุนแรง” เมื่อ ก.ก.ต. ส่วนใหญ่คือ 5 ใน 7 คน จะมาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาชุดปี 2567 ภายในเดือนมีนาคม 2569 และ ก.ก.ต. ก็คือองค์กรหลักที่ต้องตัดสินคดี “ฮั้ว” ส.ว. ชุดเดียวกันนี่แหละ (!)

เราจะรู้สึกอย่างไร ถ้าจำเลยในคดี(ไหนก็ตาม)มีอำนาจแต่งตั้งผู้พิพากษา แล้วให้ผู้พิพากษาคนนั้นมาตัดสินคดีของตัวเอง ?

วาทกรรม 2: “แก้รายมาตราเอาก็ได้ ทำไมต้องเสียเงินแก้ทั้งฉบับ”

ตอบ: แก้ทั้งฉบับประหยัดกว่ากันมาก และการแก้รายมาตราแทบไม่มีทางฝ่าด่าน ส.ว. ได้

ก่อนอื่น อย่าลืมว่า ส.ว. จำนวนมากจากชุด “เลือกกันเอง” ปี 2567 กำลังถูก ก.ก.ต. (ชุดที่เสียงส่วนใหญ่ใกล้จะมาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาเอง) ตรวจสอบว่า “ฮั้ว” กันหรือไม่ และปัจจุบัน คดีนี้มีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ ร่วมตรวจสอบกับ ก.ก.ต.

รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ ส.ว. มีอำนาจล้นเหลือ ถ้าเราอยากแก้รายมาตรา เช่น เรื่องคุณสมบัติและวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว. ก็ต้องใช้เสียง ส.ว. ถึงหนึ่งในสาม (67 จาก 200 คน ในวุฒิสภาปัจจุบัน) ร่วมเห็นชอบด้วยในวาระที่ 1 และ 3

“เงื่อนไขพิเศษ” ข้อนี้ไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญในอดีตฉบับใดเลย และข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า ส.ว. กลุ่มใหญ่ใช้อำนาจตามเงื่อนไขพิเศษนี้พิทักษ์รัฐธรรมนูญอย่างแข็งขัน
 


ตลอดห้าปีที่ผ่านมา 2563-2568 มีความพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ 2560 รายมาตรามากถึง 26 ครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนผ่านด่าน ส.ว. ไปได้ ยกเว้นครั้งเดียวคือวาระที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเสนอให้เปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว กลับไปเป็น 2 ใบ (แบบที่เราคุ้นเคยในอดีต)

การเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา จึงยากมากในทางปฏิบัติที่จะเกิดขึ้น

ยังไม่นับข้อเท็จจริงที่ว่า หลายมาตราถ้าจะแก้ไขต้องไปทำประชามติ สมมุติแก้ 10 มาตรา ก็อาจจะต้องทำประชามติ 10 ครั้ง

เสียเงินครั้งเดียวเพื่อร่างใหม่ทั้งฉบับ ย่อมถูกกว่าการเสียเงินหลายครั้งเพื่อแก้ทีละมาตราอย่างแน่นอน

วาทกรรม 3. “ยังไม่เห็นหน้าตาของใหม่ จะให้เห็นชอบได้ยังไง” และ “จะมั่นใจได้ยังไงว่าจะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2”

ตอบ: ประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นแค่ “ประตูบานแรก” เท่านั้นสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในอนาคตยังต้องทำประชามติอีก 2 ครั้ง ว่าด้วยกรอบเนื้อหาและวิธีร่าง (ครั้งที่ 2) และเนื้อหาร่างใหม่ (ครั้งที่ 3) ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

จริงๆ หลายคนก็คงอยากเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะได้พิจารณาและตัดสินใจว่า ของใหม่ดีกว่าของปัจจุบันจริงหรือเปล่า

แต่โชคร้ายก็คือเราไม่มีโอกาสนั้น เพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ทำประชามติ 3 ครั้ง เมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา –

ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร

ครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่



ดังนั้น ในประชามติครั้งที่ 1 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถ้าเสียงข้างมาก “เห็นชอบ” ว่า “สมควร” มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (โดยที่ยังไม่รู้ว่าเนื้อหาคืออะไร แค่ต้องตัดสินใจว่า “ไม่อยากใช้ของเดิมแล้ว”) รัฐสภา (หลังจากที่เรามีรัฐบาลใหม่แล้ว) ก็ยังต้องมาถกเถียงและออกแบบคำถามประชามติครั้งที่ 2 ว่าด้วย “วิธีการ” และ “กรอบเนื้อหาสำคัญ”

หลังจากที่เราลงประชามติครั้งที่ 2 แล้ว รัฐสภาจึงไปจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ตามวิธีการที่เราเห็นชอบ) แล้วนำเนื้อหากลับมาถามประชาชนว่า เห็นชอบกับฉบับใหม่นั้นหรือเปล่า ในการทำประชามติครั้งที่ 3

ดังนั้น ความกังวลใดๆ ก็ตามที่ใครมีเกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นต้นว่า นักการเมืองแย่ๆ จะมาแก้หมวด 1 หมวด 2 ในทางที่ลิดรอนพระราชอำนาจหรือเปล่า ล้วนเป็นการ “ตีตนไปก่อนไข้” เพราะเรายังไม่ต้องถกกันเรื่องนี้ในตอนนี้

กว่าจะทำประชามติครั้งที่ 2 และ 3 ประชาชนน่าจะได้ถกเถียงกันทุกข้อกังวล และถ้าใครยังกังวลมากๆ กับเนื้อหา (ที่จะร่างหลังประชามติครั้งที่ 2) ถึงเวลานั้นก็ย่อมมีสิทธิรณรงค์กันไปกา “ไม่เห็นชอบ” กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการทำประชามติครั้งที่ 3
 
วาทกรรม 4. “แก้สันดานนักการเมืองก่อน แล้วค่อยมาแก้รัฐธรรมนูญ”

ตอบ: ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายฉบับไหนแก้สันดานคนได้ แต่กติกาที่ดีและไม่เลือกปฏิบัติ จะช่วยป้องกันไม่ให้คนสันดานเสียโกงกินได้ตลอดกาลโดยไร้ความรับผิด โดยเฉพาะคนสันดานเสียในองค์กรอิสระอำนาจล้นฟ้า

แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านคำตอบต่อวาทกรรมข้อแรก “รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปราบโกง”


วาทกรรม 5. “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติมา”

ตอบ: ประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดขึ้นแบบมัดมือชก หลายคนกา “เห็นชอบ” เพียงเพราะอยากเลือกตั้งเร็วๆ ฝ่ายรณรงค์ไม่เห็นชอบถูกกลั่นแกล้ง โดนดำเนินคดีกว่า 200 คน แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ คนรุ่นใหม่กว่า 8 ล้านคนวันนี้เพิ่งมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และประชาชนทุกคนยอมมีสิทธิที่จะเปลี่ยนใจ

ยังไม่นับข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับที่ใช้กันทุกวันนี้มีการแก้ไขตามข้อสังเกตพระราชทาน 7 มาตรา หลังจากที่ผ่านประชามติไปแล้ว

ผู้เขียนปิดท้ายบทความ “สิทธิที่จะเปลี่ยนใจ: เหตุผลที่ทุกคนควรสนับสนุนกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ” (2563) ว่า

“กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญเป็นถนนที่ยาวไกล เมื่อไรก็ตามที่ร่างใหม่เสร็จสิ้น [ก่อนทำประชามติครั้งที่ 3] ใครก็ตามที่อ่านร่างใหม่แล้ว ยังคิดว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ดีกว่าร่างใหม่ ก็ย่อมมีสิทธิไปโหวต ‘ไม่รับ’ ในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญรอบใหม่ได้ (ซึ่งคราวนี้ก็ควรเรียกร้องให้เป็นประชามติที่ ‘เสรีและเป็นธรรม’ เสียที ไม่ให้ซ้ำรอยประชามติปี 2559)



“พูดง่ายๆ คือ กระบวนการนี้ไม่ทำให้ประชาชนคนไหนเสียสิทธิแต่อย่างใด

“ในทางตรงกันข้าม ใครก็ตามที่ยืนกรานกีดกันไม่ให้เริ่มต้นกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ คือคนที่ปิดกั้นโอกาสของประชาชนด้วยกันในการเปิดใจ รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ฟังข้อเสนอทางเลือกและทางออกใหม่ๆ ในการพัฒนากติกาสูงสุด

“ฟังแล้วหลายคนที่เคยชอบรัฐธรรมนูญ 2560 อาจเปลี่ยนใจก็เป็นได้ แต่ใครฟังแล้วไม่เปลี่ยน ก็มีสิทธิที่จะไม่เปลี่ยน

“ดังที่ ส.ส. อังกฤษ เดวิด เดวิส (David Davis) พูดไว้ในช่วงที่สังคมอังกฤษกำลังถกกันเรื่องประชามติ Brexit ว่า “ถ้าประชาชนเปลี่ยนใจไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว””

https://www.ilaw.or.th/articles/57099



อีกปกแห่งปี #มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับใหม่ วันที่ 6-12 ก.พ. 2569 ราษฎรทั้งหลาย ใบอนุญาตที่ 1 อยู่ในมือเรา - สวย ความหมายดี ควรซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก


The Politics ข่าวบ้าน การเมือง 
12 hours ago
·
#มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับใหม่ วันที่ 6-12 ก.พ. 2569
ราษฎรทั้งหลาย ใบอนุญาตที่ 1 อยู่ในมือเรา
.
อย่าลืมออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ วันที่ 8 ก.พ. 2569
14 hours ago
·
นึกถึงตอนอยู่ในทีมคิดปก “มติชนสุดสัปดาห์”
ช่วงที่การเมืองเข้มข้นมากๆ
การคิดปกจะถกกันหนัก
จะเล่นมุมไหนดี
อารมณ์ขัน-เสียดสี
หรือจริงจัง
ปก “มติชนสุดสัปดาห์” เล่มนี้
..สุดยอดคร้าบ
ชอบทั้งการใช้คำพาดหัว
“ราษฎรทั้งหลาย
ใบอนุญาตที่ 1
อยู่ในมือเรา”
และมุขเล็กๆของ “หนูจุก” ที่มุมล่าง
“8 กุมภาพันธ์
ยืนตรงเคารพ
เสียงประชาชน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1478775040275622&set=a.211819566971182



ขณะที่หลายประเทศกำลังถกเถียงเรื่องการแบนโซเชียลมีเดียร์กับเด็กและเยาวชน นักอาชญาวิทยาชาวกรีกท่านนี้ เสนอข้อคิดที่น่าสนใจ เธอกล่าวว่า แทนที่รัฐบาลจะพุ่งเป้าไปที่เด็กเหล่านี้เป็นลำดับแรก ควรพุ่งเป้าไปในเรื่องการควบคุมบริษัทโชเชียลมีเดียร์ต่างๆ ไม่ใช่กลุ่มวัยรุ่น และควรออกกฎระเบียบที่ดีกว่านี้






https://x.com/Reuters/status/2019410686896714010


 


 

ผมก็รักชาติไทยในแบบของผม (โดยไม่ต้องตะโกน) ข้างล่าง คือนิยามความรักชาติของผม วันที่ 8 กพ ผมจะออกไปเลือก สิ่งที่ดีที่สุดให้ประเทศชาติของผม


Bhanuwat Jittivuthikarn
15 hours ago
·
ผมก็รักชาติไทยในแบบของผม

ต่อจากนี้ คือนิยามความรักชาติของผม

ผมเป็น ชนชั้นกลาง เกิดในครอบครัวเชื้อสายจีน ครอบครัวประกอบธุรกิจ SME ไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่โตอะไร เราทุกคนในครอบครัว เรียกแผ่นดินไทยว่าบ้านเกิดเมืองนอน

การรักชาติของผม ไม่ใช่การติดธงชาติหน้าบ้าน ไม่ใช่การตะโกนร้องเพลงชาติให้ดังกว่าใคร

สำหรับผม ชาติ ไม่ใช่แค่ สังคมในจินตนาการ หรือสิ่งที่ถูกมโนขึ้นมา

แต่ชาติ คือ บ้าน

ผมรักชาติไทย เพราะ ชาติไทยคือบ้านของผม

คือ แผ่นดิน ที่ผมเกิด

คือ บ้าน ที่ผมผูกพัน

คือ รพ ที่รักษาชีวิตผม

คือ โรงเรียน ที่บ่มเพาะให้ผมเติบโต

ชาติไทยคือผู้คน ที่ใช้ชีวิตร่วมกับผมในทุกๆวัน

เพราะ ชาติไทย คือความมั่นคงในชีวิตของผม

ให้ผมทำมาหากิน เลี้ยงดูครอบครัว

และส่งตต่อตวามหวังให้คนรุ่นต่อไป

ในฐานะ ลูกเจ๊กเชื้อสายจีน ที่เกิดในแผ่นดินไทย

พ่อแม่ผม สอนให้ รู้บุญคุณแผ่นดิน

เกิดเป็นคนไทย แม้จะเลือดจีน ก็ต้อง ทดแทนคุณแผ่นดินด้วยการ เป็นคน ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่เป็นภาระใคร มีความรับผิดชอบต่อสังคม

ผมเลยโตมาเป็นคนมีความรับผิดชอบ

เมื่อมีภัยคุกคามชาติ เราต้องต้องปกป้อง

เมื่อเห็นชาติทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราต้อง บอกต้องเตือนคนในชาติของเราด้วยความหวังดีได้

เพราะชาติ คือชีวิต ของผม เช่นเดียวกับชีวิตของใครต่อใครอีก หลายล้านคน

ชาติอ่อนแอ่ ผมก็อ่อนแอ่ไปด้วย

ชาติ เจริญ ผมก็เจริญตามไปด้วย

ชาติพังผมก็พังด้วย

ผมไม่ได้ต้องการให้ชาติไทยยิ่งใหญ่เกรียงไกร มากมายอะไร

ขอแค่ชาติที่มอบชีวิตที่มีคุณภาพและโอกาสที่เท่าเทียมให้ประชาชน

เป็นชาติไทยที่มีกฎมีกติกาชัดเจน

ชาติไทยที่ผมรัก คือชาติที่มีความยุติธรรม

คนทำงานสุจริต ไม่ควร โดนดูถุก

คนคิดต่างไม่ควรโดนรังแก

ทำผิดแล้วต้องรับผิด

ผมต้องการชาติที่ มีความยุติธรรม เพื่อผมจะได้มั่นใจว่า ผมสามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความมั่นคง

สำหรับผม การทุจริต คอรัปชั่นจึงเป็นบ่อนทำลายชาติ ทำให้ชาติอ่อนแอ่

มันจึงเป็นความรับผิดชอบของผมในฐานะประชาชน หุ้นส่วนของประเทศ ที่จะเลือกสร้างความยุติธรรมให้ชาติของเรา

เพราะความยุติธรรมคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ ผู้คนอยู่ร่วมกันเป็นชาติได้

ผมในวัยสี่สิบผม ผมลงทุน ลงแรง ลงรากปักฐานในประเทศไทย เกินว่าที่จะย้ายไปเป็นคนชาติอื่นได้แล้ว

ผมลงทุนกับชาติไทย ด้วยการทำงานสุจริต ซื้อและสนับสนุนสินค้าไทยก่อนสินค้าต่างชาติ

ผมรักเมืองไทย ผมไม่อยากย้ายไปไหน

ผมอยาก เกิด โต และตายที่ แผ่นดินนี้

ความรักชาติ แบบผม ไม่ต้องต้องตะโกน

แต่ขอให้ซื่อตรงและมั่นคง

ผมก็รัก และหวังดี ต่อ ชาติของผม ในแบบของผม ซิ่งอาจจะไม่ถูกใจคนอีกหลายๆคน

ผมไม่สามารถ บอกได้ว่า วิธีการรักชาติแบบผมนั้ถูกต้อง และวิธีการรักชาติแบบอื่นๆนั้นผิด

เพราะชาติไทยเป็นชาติของผม เช่นเดียวกับเป็นชาติของผู้คนอีกหกสิบล้านชีวิต

ผมรักประเทศของผม และวันที่ 8 กพ ผมจะออกไปเลือก สิ่งที่ดีที่สดให้ประเทศชาติของผม

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163911092088864&set=a.489100378863



นโยบายการต่างประเทศไทย จาก "ไผ่ลู่ลม" สู่ "กังหันลม"


Isriya Paireepairit
17 hours ago
·
นโยบายการต่างประเทศไทย จาก "ไผ่ลู่ลม" สู่ "กังหันลม"

ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มานาน แต่ติดภารกิจมากมาย เพิ่งว่างมาเขียนอะไรยาวๆ ครับ หนึ่งในนโยบายที่ผมไปช่วยทำเป็นเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ที่เราเรียกว่า "มุ่งเหนือ-ลงใต้" (Look North, Go South)

วันนี้อยากขยายความเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ด้วยคอนเซปต์ที่เราเรียกกันว่า การทูตแบบ "กังหันลม" (wind turbine diplomacy) ครับ

ย้อนความกันหน่อยว่า นโยบายการทูตของประเทศไทยแต่ดั้งแต่เดิม ถูกนักวิชาการต่างประเทศใช้คำนิยามไว้ว่า "การทูตไผ่ลู่ลม" (bamboo diplomacy) ในความหมายที่ว่า โน้มเอียงไปตามพลังของชาติมหาอำนาจในแต่ละยุคแต่ละสมัย จุดเด่นของแนวทางนี้คือช่วยให้ไทยเอาตัวรอดได้เสมอ แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีหลักการหรือจุดยืนของตัวเอง

คำถามก็คือ ในยุคสมัยที่ "ลมพายุ geopolitics" พัดกระหน่ำกันรุนแรงขนาดนี้ มหาอำนาจตีกัน ลมพายุพัดกระหน่ำมาจากทั้งสองทาง กอไผ่เล็กๆ ของเราก็ไม่รู้จะลู่ลมไปทางไหนดี

เราขอเสนอแนวทาง "การทูตแบบกังหันลม" มาทดแทนครับ

ไอเดียหลักของมันคือ เราไม่มีทางหยุดลมได้ แล้วก็ไม่รู้จะลู่ลมไปทางไหนด้วย แทนที่จะรอดูทิศทางลม เราเปลี่ยนเป็นการอาศัยพลังลมจากภายนอก มาพัดหมุนกังหันลมเศรษฐกิจภายในของเราแทนดีกว่า

กังหันลม ยังแตกต่างจากต้นไผ่ ตรงที่มีเสาที่แข็งแรง เปรียบได้กับการยึดถือคุณค่าด้านหลักการสากล กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเสากังหันที่ต้านทานแรงสะเทือนจากภายนอกโดยไม่เอนเอียง แต่ก็มีความยืดหยุ่นเชิงรุก (proactive flexibility) ที่ระดับใบพัด จับแรงลมจากภายนอกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

องค์ประกอบของการทูตแบบกังหันลม มีด้วยกัน 3 ข้อครับ

1. Look North มองไปทางเหนือ

รับ "พลังลม" จากเอเชียตะวันออก จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ที่มีทั้งพลังเทคโนโลยีและเงินทุน แต่กำลังเผิญลมพายุ Trump ตีกระหน่ำข้ามแปซิฟิกมา ลมเหล่านี้ไม่มีที่ไปและจำเป็นต้องพัดลงใต้ ซึ่งประเทศไทยก็อยู่ตรงนั้น

ที่ผ่านมาเรารับลมเหนือแบบนั่งอยู่เฉยๆ ไม่มียุทธศาสตร์มากนัก ลมพัดมาก็ถือว่าโชคดี เป็นบุญวาสนาที่ลอยมาหา แต่เราจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว เพราะเราจะตั้งรับลมเหนืออย่างเป็นระบบ ใช้การทูตเชิงรุกเพื่อสานผลประโยชน์ของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไป

- ญี่ปุ่น เจรจาการค้าการลงทุนกับญี่ปุ่นใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนจากอุตสาหกรรมเก่า (เช่น รถสันดาป) มาสู่อุตสาหกรรมใหม่ ที่ใช้พลังเทคโนโลยี พลังซอฟต์แวร์ พลังครีเอทีฟ มากขึ้น ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญของญี่ปุ่นมายาวนาน แต่ความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ล้าสมัยไปเรียบร้อยแล้ว เราจะต้องคุยกับญี่ปุ่นภายใต้ความสัมพันธ์ใหม่

- จีน อาศัยพลังเทคโนโลยีการผลิตของจีน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด (โซลาร์ แบตเตอรี่ EV) มาช่วยอัพเกรดโครงสร้างพลังงานของไทย แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกัน ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ บนเงื่อนไขว่าไม่มีจีนเทา ใช้ซัพพลายเชนไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไทย

- เกาหลีใต้ มีจุดอ่อนตรงพึ่งพาฐานการผลิตในเวียดนามมากเกินไป เราจะเสนอตัวเป็นทางเลือกให้กลุ่มทุนเกาหลีใต้กระจายความเสี่ยงมายังไทยมากขึ้น ภายใต้กรอบการเจรจาการค้าการลงทุนแบบใหม่

- ไต้หวัน มีความเสี่ยงด้าน geopolitics สูงที่สุด แต่มีอุตสาหกรรม semiconductor ที่มีมูลค่ามหาศาล และยังไปต่อได้ไกลในอนาคต ไทยต้องการจะเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญของไต้หวันในการกระจายความเสี่ยง และเชื่อมซัพพลายเชนเข้าด้วยกันตามนโยบาย Made with Thailand

2. Go South ลงใต้

เมื่อได้พลังของลมเหนือเข้ามา เป้าหมายของเราคืออัพเกรดอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ ตามนโยบาย Offset Policy ที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุนด้าน R&D ก็จะเป็นการหมุนวนกังหันลม กระตุ้นเศรษฐกิจภายในให้เข้มแข็งขึ้น

ขั้นถัดไปคือการถ่ายทอด "พลังลม" เหล่านี้ไปยังตลาดใหม่ๆ ที่เรียกว่า Global South ประเทศเกิดใหม่ทางซีกโลกใต้ ไม่ว่าจะเป็นตลาดภายในอาเซียนเอง (เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย) เอเชียใต้ (โดยเฉพาะอินเดีย ตามนโยบายการอัพเกรดท่าเรือฝั่งอันดามัน เชื่อมโครงข่ายรถไฟให้ส่งสินค้าออกมหาสมุทรอินเดียได้ง่าย) ตะวันออกกลาง แอฟริกา ไปจนถึงละตินอเมริกา

ต้องถือเป็นความโชคดีที่ ท่านทูตพิศาล มาณวพัฒน์ เคยเป็นเอกอัครราชทูตประจำอินเดียมาก่อน มีความสัมพันธ์อันดีกับนายกรัฐมนตรีโมดี ตั้งแต่สมัยเป็นมุขมนตรีแห่งรัฐ จึงมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการค้ากับกลุ่มประเทศเกิดใหม่อย่างลึกซึ้ง และเข้าใจทันทีว่านโยบาย Go South ควรจะต้องทำอย่างไร ท่านทูตยังมีแนวคิดจะอัพเกรดโครงสร้างของกระทรวงการต่างประเทศ ให้เน้นเจาะตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกามากขึ้นด้วย

3. ASEAN Bloc รวมพลังอาเซียน

กังหันลมของประเทศไทยอันเดียวอาจไม่พอ เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการรวมพลังกันของกลุ่มประเทศในอาเซียน ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาเซียนอ่อนกำลังลงไปจากหลายๆ ปัจจัย (รวมถึงความอ่อนแอของประเทศไทยเองด้วย) จนไม่สามารถแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลายๆ เรื่องได้ เช่น ปัญหาพม่า และปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

เราจำเป็นต้องฟื้นฟูพลังของอาเซียนกลับมาใหม่ ทั้งในระดับใหญ่คือตัวองค์กรอาเซียน และระดับรัฐต่อรัฐ โดยอาจเลือกจับมือกับบางประเทศที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจก่อน (เช่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์) เพื่อรวมพลังต่อรองกับมหาอำนาจโลก เชื่อมโยงซัพพลายเชนของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน

ทีมนโยบายของเราคิดและร่างนโยบาย Look North, Go South กันมาเป็นปีแล้ว แต่เมื่อได้ฟังสปีชอันโด่งดังของ Mark Carney นายกรัฐมนตรีแคนาดา ที่บอกว่า "ประเทศขนาดกลาง (middle powers) ต้องรวมตัวกัน เพราะไม่งั้นจะกลายเป็นอาหารบนเมนูของประเทศมหาอำนาจ" เรายิ่งมั่นใจว่าเรามาถูกทาง

ด้วยขนาดของประเทศไทยถือเป็น middle power อย่างแน่นอน เรามี "กังหันลม" มีภาคการผลิต มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมอยู่แล้ว ขอเพียงชักจูงลมดีๆ ให้เข้ามาทำประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศได้ เราจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมากครับ

หมายเหตุ: คนที่คิดคำว่า "กังหันลม" คือคุณฟูอาดี้ พิศสุวรรณ Fuadi Pitsuwan ขอให้เครดิตไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10173498573290461&set=a.163458155460



📩 จดหมายจากลูกหลาน เขาขอถามด้วยความเคารพ ตอนที่เดินเข้าไปกาบัตร คิดถึงอนาคตของหนูบ้างไหม


ร.ต.ต.สุรินทร์ ภูงามทอง
February 3
·
จดหมายจากลูกหลาน
ถึง พ่อแม่ ลุงป้า น้าอา ตายาย

(ในวันที่ใกล้คูหาเลือกตั้ง)

◆ หนูอยากเขียนจดหมายฉบับนี้
ทั้งที่รู้ว่า
ถ้าอ่านจบ…
อาจไม่มีใครสบายใจเลย

แต่หนูอยากให้พวกเราหยุด
ก่อนจะเดินเข้าไปในคูหาอีกครั้ง
แล้วถามตัวเอง
ให้ซื่อสัตย์จริง ๆ สักครั้ง

◆ หนูโตมากับคำสอนว่า
“เลือกคนที่คุ้นเคยไว้ก่อน”
“อย่าเปลี่ยนมาก เดี๋ยวมันวุ่นวาย”
“การเมืองมันก็เป็นแบบนี้แหละ”

คำสอนพวกนี้
ไม่ได้หายไปหลังเลือกตั้ง
แต่มัน กลายเป็นประเทศที่หนูต้องอยู่

◆ ถ้าการเลือกแบบเดิม
มัน “ไม่เป็นไรจริง”
ทำไมพ่อแม่ถึงยังต้องรัดเข็มขัด
ทำไมคนแก่ยังต้องทำงานจนหมดแรง
ทำไมลูกหลานต้องเริ่มชีวิตด้วยหนี้

ในประเทศที่ผู้ใหญ่บอกว่า
“อดทนหน่อย เดี๋ยวมันก็ดีเอง”
ดี…ตั้งแต่เมื่อไหร่
และดี…กับใคร

◆ หนูอยากถามด้วยความเคารพ
แต่หนูต้องถามจริง ๆ

ตอนที่พ่อแม่เดินเข้าไปกาบัตร
พ่อแม่คิดถึงอนาคตของหนูบ้างไหม
หรือคิดแค่ว่า
“ขออย่าเปลี่ยน เดี๋ยวไม่สบายใจ”

◆ พ่อแม่เคยสอนหนูว่า
ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง
แต่ทำไม
การเลือกตั้งถึงถูกพูดเหมือน
“กาไปเถอะ ไม่เกี่ยวกับชีวิตจริง”

ทั้งที่ทุกนโยบาย
ทุกอำนาจที่ถูกเลือก
มันย้อนกลับมาที่
ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าเรียน ค่ารักษา
และ โอกาสของลูกหลานทั้งนั้น

◆ หนูไม่ได้โกรธ
แต่หนูเจ็บ
เจ็บที่ได้ยินผู้ใหญ่บ่นประเทศทุกวัน
แต่ยังเลือกแบบเดิม
ด้วยเหตุผลเดิม
และหวังผลลัพธ์ใหม่

◆ ถ้าวันหนึ่ง
หนูต้องอธิบายให้ลูกของหนูฟังว่า

ทำไมประเทศนี้ถึงเป็นแบบนี้
หนูจะต้องพูดว่าอะไรดี
“เพราะตายายเลือกแบบนี้”
หรือ
“เพราะตอนนั้น ผู้ใหญ่ไม่กล้าคิดถึงอนาคตเรา”

◆ พ่อแม่อาจบอกว่า
“เลือกไปก็เท่านั้น”
แต่สำหรับลูกหลาน
มันไม่เคย “เท่านั้น”

เพราะพ่อแม่มีสิทธิ์เลือก
แต่หนูต้องมีชีวิตอยู่กับผลของมัน

◆ ก่อนจะกาบัตรครั้งนี้
หนูอยากขอแค่เรื่องเดียว
อย่าเลือกเพราะความกลัว
อย่าเลือกเพราะความเคยชิน
อย่าเลือกเพื่อให้ตัวเองสบายใจ

แล้วปล่อยให้ลูกหลาน
รับภาระไปทั้งชีวิต

◆ ถ้าพ่อแม่อ่านมาถึงตรงนี้
แล้วรู้สึกแน่นอก
หรือเงียบไปนานกว่าปกติ

นั่นไม่ใช่เพราะหนูตำหนิ
แต่มันคือ คำถามจากอนาคต
ที่กำลังรอคำตอบอยู่หน้าคูหา

◆ ประเทศนี้
อาจเปลี่ยนไม่ได้ในวันเดียว

แต่ ความรับผิดชอบของผู้ใหญ่
เริ่มได้
ในบัตรใบเดียว

━━━━━━━━━━━━━━━
- หมวดริน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=4339050349745172&set=a.1884686891848209





 https://x.com/PPLEThai/status/2019299065939230770




18–80 เสียงจากคน 2 ช่วงวัย แต่ประชาธิปไตยเดียวกัน คุณอยากจะบอกอะไร ก่อนที่การเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ?


18-80 เสียงต่างวัย ประชาธิปไตยเดียวกัน

BrandThinkme

Feb 5, 2026 

การเลือกตั้งนี้อาจจะเป็น ‘ครั้งแรก’ ของใครบางคน 
แต่มันอาจจะเป็น ‘ครั้งสุดท้าย’ ของผมก็ได้นะ 

18–80 เสียงจากคน 2 ช่วงวัย คือ คนรุ่นใหม่วัย18 ที่กำลังจะได้เลือกตั้งเป็นครั้งแรกในชีวิต กับคนรุ่นใหญ่วัย80 ที่ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วนับไม่ถ้วน และอาจเหลือเวลาอีกไม่มากที่จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศนี้ ถ้าบอกอะไรสักอย่างได้กับคนอีกวัย คุณอยากจะบอกอะไร ก่อนที่การเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ?

https://www.youtube.com/watch?v=_v3m5A_cAKw



5 กุมภาพันธ์ 2469 วันก่อตั้งคณะราษฎรในปารีส หัวใจสำคัญของการก่อตั้งคือการกำหนด “หลัก 6 ประการ” ได้แก่ เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางบริหารประเทศหลังการเปลี่ยนแปลงสำเร็จ


สถาบันปรีดี พนมยงค์ Pridi Banomyong Institute
18 hours ago
·
#OnThisDay
5 กุมภาพันธ์ 2469
ก่อตั้งคณะราษฎรในปารีส
.
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1927) กลุ่มผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ประชุมกันครั้งแรก ณ ห้องพักเลขที่ 9 ถนนรู เดอ ซอมเมอราร์ (Rue du Sommerard) ย่าน Quartier Latin กรุงปารีส จุดเริ่มต้นนี้เป็นผลจากการหารือระหว่าง นายปรีดี พนมยงค์ และ ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี ตั้งแต่ปี 1925 ที่เห็นพ้องว่าควรลงมือเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามอย่างจริงจัง
.
การประชุมกินเวลาต่อเนื่องราว 5 วัน โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนระบอบจาก สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปสู่ ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พร้อมวางแนวทางการทำงานแบบลับ และคัดเลือกสมาชิกอย่างระมัดระวัง
.
สมาชิกผู้ก่อตั้งยุคปารีสประกอบด้วย 7 คน ได้แก่ ปรีดี พนมยงค์, ประยูร ภมรมนตรี, แปลก ขีตตะสังคะ (หลวงพิบูลสงคราม), ทัศนัย มิตรภักดี, ตั้ว ลพานุกรม, จรูญ สิงหเสนี และแนบ พหลโยธิน ซึ่งสะท้อนการผสมผสานระหว่างฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารอย่างเป็นระบบ
.
หัวใจสำคัญของการก่อตั้งคือการกำหนด “หลัก 6 ประการ” ได้แก่ เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางบริหารประเทศหลังการเปลี่ยนแปลงสำเร็จ
.
ต่อมา คณะราษฎรขยายเครือข่ายในสยาม แบ่งงานเป็นสายพลเรือนและสายทหาร กระทั่งการชักชวน “สี่ทหารเสือ” ในปี 2474 ทำให้มีทั้งกำลังพลและยุทธศาสตร์พร้อมปฏิบัติการ จนนำไปสู่เหตุการณ์สำคัญในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเปลี่ยนสถานะของประชาชนจาก “ข้าแผ่นดิน” ไปสู่ “พลเมือง” ภายใต้รัฐธรรมนูญ
.
มรดกจากการก่อตั้งคณะราษฎรยังส่งผลต่อสังคมไทยในหลายด้าน ทั้งการก่อตั้ง มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง รวมถึงแนวคิดรัฐสมัยใหม่ และสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎรที่ยังคงปรากฏในพื้นที่สำคัญของประเทศจนถึงปัจจุบัน
.
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ :
“คณะราษฎร” ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475
https://pridi.or.th/th/content/2023/06/1563
.
24 มิถุนายน 2475: อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย
https://pridi.or.th/th/content/2021/06/744

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1319351656904201&set=a.635945515244822




อย่านึกว่ามีแหวงคนเดียวทำงาน เปิดหน้า 'คณะกรรมการการเลือกตั้ง' ผู้มีอำนาจตัวจริง จัดเลือกตั้ง 69 - อยากปฏิรูป กกต. มีวิธีเดียว #8กุมภากาเห็นชอบ


TODAY
February 3
·
เบื้องหลัง กกต. ไม่ได้มีแค่ 'แสวง บุญมี'
เปิดหน้า 'คณะกรรมการการเลือกตั้ง'
ผู้มีอำนาจตัวจริง จัดเลือกตั้ง 69
.
เสียงวิจารณ์คณะกรรมการการเลือกตั้งในตอนนี้ พุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคล โดยเฉพาะนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง
.
แต่ในความจริงแล้ว ผู้มีอำนาจตัวจริงของ กกต. คือ 'คณะกรรมการการเลือกตั้ง' หรือ 7 เสือ กกต. ซึ่งไม่ได้ปรากฎในหน้าสื่อมากนัก
.
วันนี้สำนักข่าวทูเดย์ จะชวนไปทำความรู้จัก '7 เสือ กกต.' ที่ว่านี้ พร้อมข้อสังเกตว่า นี่คือผู้รับผิดชอบตัวจริง ที่ต้องมีบทบาทไม่แพ้เลขาธิการ กกต.
.
[อำนาจในมือคณะกรรมการการเลือกตั้ง]
.
คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งตามกฎหมายระบุว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบด้วยกรรมการ 7 คน พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ตามคำแนะนำของวุฒิสภา
.
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 21 ระบุให้กรรมการเลือกตั้งต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา และการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจของคณะกรรมการต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ
.
ปัจจุบัน คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คน มีดังต่อไปนี้
.
ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568
.
นายณรงค์เคยดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ผู้พิพากษาศาลฎีกา และตำแหน่งผู้พิพากษาอื่นๆ รวมทั้งเคยเป็นคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม
.
เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ กรรมการการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2561
.
นายเลิศวิโรจน์ เคยเป็นรองอธิบดีฝ่ายบริหาร และรองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมชลประทาน และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
.
ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2561
.
นายฐิติเชฏฐ์ เคยทำหน้าที่ เช่น ที่ปรึกษาประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นายนุรักษ์ มาประณีต) คณะกรรมการประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ กรรมการองค์การตลาด (อต.) กระทรวงมหาดไทย วาระที่ 1 และวาระที่ 2 และประธานอนุกรรมการกฎหมายและประธานอนุกรรมการบริหาร การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) วาระที่ 1 และวาระที่ 2
.
ชาย นครชัย กรรมการการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566
.
นายชายเคยเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม และอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
.
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2567
.
นายสิทธิโชติ เป็นอดีตผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดระนอง ผู้พิพากษาศาลฎีกา ไปจนถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
.
อนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568
.
นายอนันต์เคยมีบทบาทในฐานะอธิบดีกรมหม่อนไหม อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมการข้าว และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
.
ณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568
.
นายณรงค์เคยเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร
.
ส่วนนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ถึงปัจจุบัน ซึ่งเว็บไซต์ กกต. ระบุว่า เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลการปฏิบัติงานโดยทั่วไปของสำนักงาน ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ มติและคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
.
ดร.อภินพ อติพิบูลย์สิน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า คนที่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 ท่านนี้
.
"ผมจึงเชิญชวนทุกท่านให้เรียกร้องความรับผิดชอบหรือคำขอโทษ จากคณะกรรมการการเลือกตั้งทุกท่านที่เป็นผู้รับผิดชอบการเลือกตั้งตัวจริงเสียงจริงตามกฎหมาย และอย่างน้อยที่สุดก็ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ที่เลือกลงมติตั้งคุณแสวงเองกับมือด้วย"
.
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1296357378982874&set=a.661952892423329






 

คนเจียงใหม่น่ารักทำถึง คนที่มาร่วมฟังปราศัยให้กำลังใจพรรคประชาชน หรือผู้สมัครในครั้งนี้ เรือนหมื่นไม่เกินจริง ให้ #ภาพ360 พิสูจน์



รีบมาเล่า
10 hours ago
·
มีคนถามว่า #คนเยอะไหม ? @ ได้ไปติดตามการปราศรัย #พรรคประชาชน #เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ลงทะเบียนขอรับบัตรสื่อตั้งแต่เวลา 16.00 น. ติดตามเฝ้าถ่ายผู้ช่วยหาเสียง #ไอซ์รักชนก #พิธา ผู้สมัคร และภาพบรรยากาศทั่วไปในในพื้นที่ ณ ลานประเสริฐแลนด์

คนทยอยเข้างาน เกือบ 99% ใช้รถส่วนตัว 1% เรียกผ่าน app ยิ่งมืด คนยิ่งมา อาจจะรอพระอาทิตย์ตกเนื่องจากความร้อนสูง แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในการจ้างฟัง (ป้ายสื่อมวลชนยังขอคืนเลยเพื่อนำไปใช้ซ้ำ) ส่วนตัว @ มีโอกาสร่วมเก็บภาพ #คอนเสิร์ต หลายกิจกรรมในเชียงใหม่ คนที่มาร่วมฟังปราศัยให้กำลังใจพรรคหรือผู้สมัครในครั้งนี้ เรือนหมื่นไม่เกินจริง ให้ #ภาพ360 พิสูจน์

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1337436295094747&set=a.561703082668076&type=3




ความหงุดหงิดของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองรุ่นเก่า ไม่ได้เกิดจากเรื่อง "อายุ" เพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของ ความไม่มีประสิทธิภาพของการทำงาน ทำตัวเป็น "เจ้าชีวิต" ประชาชน เล่นพวกพ้อง เน้นความสัมพันธ์มากกว่าความสามารถ "การเมืองไดโนเสาร์" กำลังถูก Disrupt


Kitti Ruangphunglhuang
February 3
·
อวสาน "การเมืองไดโนเสาร์" เมื่อโมเดลหาแดกแบบเดิมกำลังถูก Disrupt

ความหงุดหงิดของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองรุ่นเก่า ไม่ได้เกิดจากเรื่อง "อายุ" เพียงอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของ "Productivity" ครับ ในขณะที่โลกหมุนไปสู่ยุคที่ทุกอย่างต้องวัดผลได้ มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส แต่นักการเมืองไทยยังใช้ "ทรัพยากรของรัฐ" เหมือนเป็นกระเป๋าเงินส่วนตัวหรือเครื่องมือไว้รักษาบารมี นี่คือเหตุผลว่าทำไมภาพลักษณ์ของพวกเขาถึงดู "ขวางโลก" และควรพิจารณาการไปทำมาหาแดกอย่างอื่นได้แล้ว

นักการเมืองยุคเก่าหลายคนเติบโตมาจากการเป็น "ตัวกลาง" ระหว่างงบประมาณรัฐกับท้องถิ่น วิธีการคือดึงงบลงพื้นที่ผ่านโครงการก่อสร้าง หรือโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่บริษัทเครือญาติหรือพรรคพวกได้รับผลประโยชน์

งบประมาณส่วนใหญ่ของท้องถิ่นมักหมดไปกับโครงการที่ "มองเห็นด้วยตา" เช่น การราดถนนซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือเสาไฟประดับราคาแพง แทนที่จะลงไปที่ Software หรือการพัฒนาทักษะคน

หากคนกลุ่มนี้ไป "ทำมาหาแดกอย่างอื่น" โดยไม่มีอำนาจรัฐหนุนหลัง พวกเขาจะพบความจริงที่ว่าโลกธุรกิจปัจจุบันตัดสินกันที่ นวัตกรรม ใครที่ถนัดแต่การ "กินหัวคิว" จะอยู่รอดได้ยากมากในตลาดเสรีจริงๆ

พฤติกรรมที่จังไรที่สุดของนักการเมืองยุคเก่าคือการทำตัวเป็น "เจ้าชีวิต" ประชาชน

การไปงานสังคมเพื่อโชว์พาว หรือการฝากฝังลูกหลานเข้าทำงานในหน่วยงานรัฐ สิ่งเหล่านี้คือการทำลายล้างระบบที่ผลักดันให้คนเก่งได้ดี

เมื่อคนเก่งที่ไม่มีเส้นสายมองไม่เห็นอนาคต พวกเขาก็ไหลออกนอกประเทศ (Brain Drain) ทิ้งให้ประเทศบริหารโดยกลุ่มคนที่เน้นความสัมพันธ์มากกว่าความสามารถ

ในโลกที่ต้องการความเร็วและการตัดสินใจบนฐานข้อมูล (Data-driven) การใช้ "ระบบพรรคพวก" คือการฉุดรั้งประเทศให้ถอยหลัง ถ้าพวกเขาเปลี่ยนไปทำธุรกิจอาชีพสุจริตที่ต้องแข่งกับคนทั่วโลก อาจจะไม่ได้เรื่องก็ได้

นักการเมืองยุคเก่ามีชุดความคิดว่า "อาชีพนักการเมืองคืออาชีพที่มีเกียรติเหนือผู้อื่น" แต่ในความเป็นจริงคือ "งานบริการสาธารณะ"

เรามักเห็นนักการเมืองพวกที่ว่าออกอาการโกรธจัดเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือมองว่าประชาชน "อกตัญญู" ทั้งที่เงินที่พวกเขาใช้ ไม่ใช่เงินของพวกเขา

นักการเมืองรุ่นเก่าควรเริ่มหาอาชีพอื่นเพราะการไม่แยกแยะระหว่าง "บุญคุณส่วนตัว" กับ "หน้าที่ทางราชการ" ได้ คือการไม่ผ่านคุณสมบัติอย่างแรงในปี 2026 นี้

คำว่า "เหี้-" อาจหมายถึงการที่ระบบการเมืองถูกใช้เพื่อพวกพ้องตัวเองจนเสียหายไปทั้งระบบ

การที่คนกลุ่มนี้ควรไปทำมาหาแดกอย่างอื่น ไม่ใช่แค่การไล่ส่ง แต่มันคือการ Set Zero ให้การเมืองไทยเป็นเรื่องของ "ความสามารถ" มากกว่า "บารมี"

หากไทยต้องการหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง เราต้องหลุดจาก "กับดักนักการเมืองยุคเก่า" ให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรกครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=4290886771192792&set=a.1731540177127477




หากสิ่งที่เปิดเผยออกมาจาก Epstein Files จนถึงตอนนี้น่าตกใจ ช็อก ควรจำไว้ว่านั่นอาจไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของภูเขาน้ำแข็ง และ บุคคลหลายคนที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ทรงอำนาจ นี่เป็นเหตุผลหรือเปล่าที่ ไม่มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเกาะแห่งนี้ถูกดำเนินคดีอย่างเป็นทางการมากนัก