วันอังคาร, มีนาคม 03, 2569

เห็นข่าวแล้ว ใบ้แดกเลยกู - 2 บ.ลูกเขย‘ชาดา’กวาดรับเหมารัฐ344 โครงการ4,380 ล.-กรมชลฯ/ทางหลวง อื้อ







https://x.com/b_B1B2B3/status/2028308679993573390


 

อนิจจา ! เพราะรัฐทำงานแบบ ‘ผักชีโรยหน้า’ ถวายฎีกาจึงเป็นความหวังเดียว ไม่ให้คนอยุธยาต้อง ‘จมน้ำ’ อีกต่อไป



เพราะรัฐทำงานแบบ ‘ผักชีโรยหน้า’ ถวายฎีกาจึงเป็นความหวังเดียว ไม่ให้คนอยุธยาต้อง ‘จมน้ำ’ อีกต่อไป

Mar 2, 2026
The Momentum

แม้ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่ภาพความเสียหายจากอุทกภัยที่จม 13 อำเภอของอยุธยา ยาวนานกว่า 4 เดือน เมื่อปี 2568 ยังปรากฏอยู่ทั่วพื้นที่ และไม่เพียงแต่คราบโคลนเท่านั้นที่เป็นความเสียหาย แต่ยังรวมไปถึงชีวิต ทรัพย์สิน และอนาคตของคนในพื้นที่ถูกกระแสน้ำพัดพาจมหายไปด้วย

ความเสียหายที่ปรากฏขึ้นหลังน้ำท่วม ไม่เพียงแต่สะท้อนความรุนแรงของภัยธรรมชาติจาก ‘น้ำ’ เท่านั้น สำหรับชาวอยุธยาที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ยังสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของภาครัฐในการจัดการน้ำ และการ ‘ทอดทิ้ง’ ให้พวกเขาต้องเจอกับปัญหาซ้ำเดิมวนเวียนโดยไม่รู้จบ ไม่เหมือนกับตอนหาเสียงที่พูดชัดถ้อยชัดคำว่าจะทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้น



The Momentum พูดคุยกับตัวแทนชาวบ้านผู้ประสบภัย ไถ่ถามสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ ความเสียหายที่หลายคนอาจจะยังมองไม่เห็น บทบาทของรัฐบาลที่ยังคง ‘ไม่ผ่าน’ ในสายตาของคนในพื้นที่ และการดิ้นรนอีกครั้งหนึ่งของประชาชน เพราะทนเป็น ‘ผู้เสียสละ’ เป็นทุ่งรับน้ำที่ถูกทอดทิ้งต่อไปไม่ไหว

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนธันวาคม 2568 พื้นที่ 13 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต้องจมใต้บาดาลนานกว่า 4 เดือน เนื่องจากต้องรับน้ำที่ระบายจากเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้ทะลักเข้าท่วมกรุงเทพฯ ปริมาณน้ำท่วมสูง 4-5 เมตร ส่งผลให้ชาวบ้านต้องใช้เรือในการสัญจร บางส่วนต้องขึ้นไปนอนข้างถนนเพราะบ้านจมน้ำมิดหลังคา เด็กต้องหยุดเรียน เกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้


สันติ โฉมยงค์ ผู้ประสานเครือข่ายติดตามแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอบางบาล ผักไห่ บางซ้าย และเสนา ให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์น้ำท่วมอยุธยาในปีก่อนทำให้เด็กในพื้นที่ตำบลหัวเวียง ไม่ได้ไปโรงเรียนตลอด 5 เดือน เนื่องจากมีโรงเรียนบางแห่งถูกน้ำท่วมจนไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ บางแห่งถูกใช้เป็นศูนย์อพยพ ขณะที่หลังน้ำลดแล้วเด็กๆ ยังต้องช่วยกันทำความสะอาดห้องเรียนและอุปกรณ์การเรียนร่วมกันกับบุคลากรของโรงเรียนเอง จึงทำให้เด็กได้เรียนหนังสือไม่เต็มที่และเสียโอกาสในการสอบเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 เนื่องจากไม่มีความพร้อมเพราะขาดเรียนเป็นเวลานาน บางครอบครัวต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าหอพักและพาบุตรหลานเข้าเขตเมืองไปติวหนังสือเพื่อเรียนให้ทันเพื่อน



“โรงเรียนพยายามเท่าที่ทำได้ เช่น สอนออนไลน์ ให้การบ้าน แล้วพอเปิดเรียนได้ก็สอนเสริมให้เด็กเรียนครบตามหลักสูตร แต่ถามว่าเด็กมีศักยภาพไปสอบแข่งขันกับโรงเรียนดังๆ หรือโรงเรียนในเมืองได้ไหม ผมมองว่าเป็นจุดที่เขาเสียโอกาส เพราะโรงเรียนประถมในชุมชนถูกน้ำท่วม เขาก็ต้องไปติว ไปเช่าหอในเมืองเพื่อให้เรียนทันหรือสอบเข้าได้

“ส่วนผู้ปกครองที่ทำงานในโรงงานก็อยู่ในพื้นที่ไม่ได้ ต้องออกไปเช่าหอใกล้ที่ทำงานในช่วง 5 เดือนที่น้ำท่วมอยุธยา ภายในชุมชนจึงเลยเหลือแต่ผู้สูงอายุที่อยู่ติดบ้าน บางคนอยู่บนหลังคา บางคนไปอยู่ในศาลาวัด หรือไม่ก็ไปกางเต็นท์บนถนนตรงแนวคันกั้นน้ำ” สันติกล่าว

ระดับน้ำท่วมยิ่งสูง ยิ่งทำให้คนที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่มีความเปราะบางมากยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมามีตัวเลขผู้เสียชีวิตในพื้นที่ประสบอุทกภัยของจังหวัดพระนครศรีอยุธยารวม 20 คน บางกรณีเป็นเด็กที่ถูกกระแสน้ำพัดจมหาย บางกรณีผู้สูงอายุพลัดตกน้ำ รวมไปถึงนักศึกษาเสียชีวิตระหว่างลุยน้ำกลับเข้าไปในพื้นที่ในช่วงค่ำ



อุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในปี 2568 มีน้ำเข้าท่วมระลอกใหญ่ราว 4-5 ครั้ง นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่มีการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาราว 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้มีน้ำทะลักท่วมชุมชนริมแม่น้ำน้อยและคลองบางหลวงอย่างไรก็ดี

สันติระบุว่า ที่จริงแล้วหน่วยงานผู้รับผิดชอบในการจัดการน้ำสามารถตัดยอดน้ำไปยังแม่น้ำสายต่างๆ ก่อนที่มวลน้ำจะเดินทางมายังอยุธยาได้เพื่อลดผลกระทบ แต่ในความเป็นจริงกลับมีการระบายน้ำมาแบบ ‘แนวดิ่ง’ ไม่มีการตัดยอดน้ำไปยังแม่น้ำสาขาต่างๆ ส่งผลให้อยุธยารับมวลน้ำเต็มๆ ความเสียหายจึงรุนแรงและกินเวลายาวนาน


“รัฐเลือกปล่อยน้ำแบบแนวดิ่งเพื่อระบายน้ำลงทะเลให้เร็ว แต่กลับไม่ฟังเสียงเรียกร้องจากชาวบ้านที่เขาพยายามเรียนรู้ตลอดว่า ทั้งทำเสามาร์กวัดระดับน้ำสื่อสารกันว่า หากเขื่อนปล่อยน้ำ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำจะท่วมสูงแค่ไหน หรือหากปล่อยน้ำมาที่ 1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำที่ท่วมอยู่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกกี่เซนติเมตร แต่พอรัฐบาลบริหารจัดการน้ำแบบบีบให้เราเป็นพื้นที่รับน้ำ ระดับน้ำท่วมก็เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่ปล่อย 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจะท่วมถึงแค่พื้นบ้าน รอบที่ผ่านมาระบายแค่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีก็ถึงพื้นบ้านแล้ว และหากเพิ่มการระบายน้ำเป็น 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปัจจุบันก็ท่วมถึงขอบหน้าต่าง ทั้งที่เราชาวบ้านพยายามเตรียมตัวกันแล้วแท้ๆ



“คนอยุธยาเขาเข้าใจภูมิประเทศของเขาที่เป็นพื้นที่ลุ่ม และอาศัยอยู่ริมน้ำกันมานาน แต่สิ่งที่เรารู้สึกเจ็บปวดกับการปล่อยน้ำมาแบบแนวดิ่ง กับการประเมินผลกระทบที่มองแค่พื้นที่เกษตรเสียหายน้อยลง แต่กลับไม่มองความเดือดร้อนจริงจากการที่ชาวบ้านถูกน้ำท่วมจนมิดหลังคา ถ้าผู้บริหารประเทศจริงใจ ต้องบริหารแบบเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข คือจังหวัดอื่นต้องช่วยรับน้ำบ้าง ไม่ใช่ให้มาลงอยุธยาที่เดียว ปีที่ผ่านมาเหมือนสิงห์บุรีไม่เอา อ่างทองไม่เอา ลพบุรีไม่เอา สุพรรณไม่เอา นนทบุรีไม่เอา ปทุมไม่เอา สระบุรีไม่เอา เหลืออยุธยาอย่างเดียว เลยแช่ขังอยู่ 5 เดือนแบบนี้” สันติระบุ

นอกจากการจัดการน้ำ การลงพื้นที่ของเหล่านักการเมืองยังสร้างความลำบากเพิ่มขึ้น สันติระบุว่า ช่วงที่น้ำยังคงท่วมอำเภอต่างๆ สูง ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเสนา ปิดถนนเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเปิดประตูระบายน้ำเพื่อระบายน้ำไปยังฝั่งอื่นๆ ของแม่น้ำ แต่รัฐมนตรีกลับเปิดประตูระบายน้ำของอีกตำบลหนึ่ง ส่งผลให้น้ำทะลักเข้าท่วมเพิ่ม กลายเป็นท่วมจาก 1 เป็น 2 ตำบล

“ตอนที่อนุทิน (ชาญวีรกูล) ลงพื้นที่พอเขากลับ อีกวันหนึ่งช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว รัฐมนตรีมาลงพื้นที่ในช่วงที่น้ำท่วมจนถึงถนนจนไม่สามารถใช้ทางได้ หน่วยงานก็เอาคันดินไปกั้นถนนเพื่อให้รถของรัฐมนตรีวิ่งผ่านได้ แต่พอขบวนของเขากลับ คันดินไม่ถาวร สุดท้ายน้ำก็ทะลักท่วมถนนทั้งสองฝั่ง ชาวบ้านใช้ถนนไม่ได้ เหมือนเข้ามาทำเพื่อขบวนของตัวเองมากกว่ามาช่วยคน”



สำหรับการเยียวยา ปุ้ย แสงนาค ตัวแทนภาคประชาชนชาวผู้ประสบภัยในอำเภอบางซ้าย ระบุว่า การเยียวยาชาวบ้านหลังน้ำท่วมเกิดจากการเรียกร้องของชาวบ้านมาโดยตลอด โดยในปี 2567 รัฐบาลได้เหมาจ่ายค่าเยียวยาเป็นเงิน 9,000 บาท ซึ่งในปี 2568 ยังคงยึดการเยียวยาตามแบบเดิม

“ซึ่งผมมองว่าไม่น่าไหว เพราะน้ำท่วมหนักมาก ท่วมแบบแทบเป็นแทบตายได้เงินเยียวยาแค่ 9,000 บาท ท่วมกันอยู่ 4 เดือนก็ได้เงินเยียวยาเฉลี่ยตกวันละ 75 บาทต่อ 1 บ้าน ถ้าบ้านหลังนั้นมีกันอยู่ 3 คนก็หารได้คนละ 25 บาทต่อวัน ถ้ามีคนสัก 4-5 คนก็ยิ่งได้เงินเยียวยาต่ำลงไปอีก” ปุ้ย กล่าวเพิ่มเติมว่า เงื่อนไขในการรับเงินเยียวยาเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีความซับซ้อนและยุ่งยาก เนื่องจากผู้ที่จะได้รับเงินเยียวยา 9,000 บาท จะต้องมีน้ำท่วมล้อมทั้ง 3 ด้านของบ้าน



ปุ้ยเพิ่มเติมว่า แม้บ้านบางหลังในพื้นที่น้ำท่วมจะดีดบ้านทันฤดูน้ำหลากทำให้น้ำไม่เข้าไปทำลายทรัพย์สินภายในบ้าน แต่ต้นทุนที่ต้องสูญเสียจากการดีดบ้านให้สูงขึ้นอาจสูงถึงหลักแสนบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าเงินเยียวยา ขณะเดียวกัน เงินที่นำมาดีดบ้านนั้นก็มาจากการทำงาน บางคนได้เงินจากการเปิดร้านซ่อมรถ ขายกับข้าว ขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเมื่อเกิดอุทกภัยพวกเขาไม่สามารถทำมาค้าขายได้ ดังนั้น จึงมีความเดือดร้อนเหมือนกับคนที่ถูกน้ำท่วมบ้านเช่นกัน

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ในพื้นที่ที่เคยประสบอุทกภัยจะเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ปัญหาที่ทิ้งไว้จากน้ำท่วมยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ไปอีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะภัยแล้งที่ทำให้ดินซึ่งเคยปกคลุมไปด้วยน้ำแห้งแข็งเป็นอุปสรรคต่อการเพาะปลูก ขณะที่พื้นที่ซึ่งถูกน้ำท่วมก่อนหน้านี้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยผสมผสานกับพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลให้ชาวบ้านไม่มีที่ดินที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก นำไปสู่การสูญเสียรายได้ตามมาเป็นทอดๆ


ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้วงจรความลำบากวนเวียนกลับมาทำลายพวกเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ชาวบ้านและเกษตรกรพื้นที่ทุ่งป่าโมก บ้านแพน บางบาล ผักไห่ เจ้าเจ็ด บางกุ้ง และบ้านกุ่ม ได้รวมตัวล่ารายชื่อถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานความเป็นธรรมและนโยบายแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ด้วยเหตุแห่งความเดือดร้อนคือ หลังจากที่รัฐกำหนดให้พื้นที่ลุ่มต่ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิงเพื่อหน่วงและระบายน้ำจากภาคเหนือและภาคกลางตอนบนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อป้องกันความเสียหายพื้นที่เขตเมืองและเขตเศรษฐกิจตอนล่าง ราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวจึงต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและวิถีการทำนา โดยสละพื้นที่ทำกินในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปี เพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลากจากตอนบน แต่กลับต้องเผชิญผลกระทบซ้ำซากจากภัยแล้งอุทกภัย



ท่อนหนึ่งของคำถวายฎีกายังระบุว่า โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา ราษฎรในพื้นที่รับน้ำยังไม่ได้รับมาตรการเยียวยาและชดเชยอย่างเป็นธรรมและถาวร แม้จะเป็นผู้เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ”

ทั้งนี้ ประชาชนจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเป็นธรรมและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ผ่านข้อเรียกร้องดังนี้

  1. จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่รับน้ำแบบมีส่วนร่วม เพื่อจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม
  2. มาตรการชดเชยและเยียวยาที่เป็นธรรม สอดคล้องกับความเสียหายจริง ทั้งในและนอกคันกั้นน้ำ
  3. ยกเว้นค่าไฟฟ้าสำหรับการสูบน้ำเพื่อการเกษตร ในพื้นที่รับน้ำ
  4. เร่งพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำและระบบส่งน้ำ เพื่อความมั่นคงทางการเกษตร
  5. จัดตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่กับน้ำได้
  6. พัฒนาระบบเตือนภัยและสื่อสารข้อมูลน้ำ ที่เข้าถึงง่ายและทันเวลา
  7. จัดทำข้อบัญญัติและแบบบ้านยกพื้น ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่น้ำท่วม
ปุ้ยระบุว่า ความเคลื่อนไหวนี้ของคนในพื้นที่จะเป็น ‘ความหวัง’ ที่จะทำให้หน่วยงานรัฐหันมาจริงจังกับการแก้ปัญหาอุทกภัยในอยุธยาเสียที หลังจากเพิกเฉยและไม่มีรูปธรรมในการทำงานมาเนิ่นนาน

“หากเราเห็นหน่วยงานรัฐทำเต็มที่ตามศักยภาพในการแก้ไขน้ำท่วม ผลจะออกมาเป็นอย่างไร เราจะไม่ว่าเขาหรอก แต่ที่ผ่านมาพวกเขาทำงานกันแบบผักชีโรยหน้ามาโดยตลอด การยื่นฎีกาเป็นความหวังหนึ่ง ในยามที่สุดท้ายชาวบ้านไม่สามารถพึ่งพาภาครัฐได้แล้ว” ปุ้ยกล่าว




https://themomentum.co/feature-ayuttaya-flood/



น้ำมันจะหมดไทยใน 60 วันจริงไหม ราคาจะพุ่งขึ้นไปเท่าไหร่ ? และ ตอนนี้ประชาชนทำอะไรได้ รัฐต้องวางแผนอย่างไร ?


"ถ้าน้ำมัน ประเทศไทยเรานำเข้าประมาณ 85% ของความต้องการใช้ทั้งหมดของประเทศ ตรงนี้ต้องบอกว่าเกือบทั้งหมดมาจากตะวันออกกลาง"

น้ำมันจะหมดไทยใน 60 วันจริงไหม ราคาจะพุ่งขึ้นไปเท่าไหร่ ?

ปณิศา เอมโอชา
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว

ไม่เพียงข่าวการสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ณ ใจกลางกรุงเตหะราน เมื่อช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 28 ก.พ. 2569 จะส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังแวดวงภูมิรัฐศาสตร์ การทหาร และความมั่นคงทั่วโลก แต่เหตุการณ์นี้ยังสร้างความหวั่นไหวต่อแวดวงธุรกิจ เศรษฐกิจ และชีวิตประจำของผู้คนทั่วโลกที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนด้วย

สื่อด้านเศรษฐกิจของไทยรายงานข่าวในวันเดียวกันว่า กระทรวงพลังงานของไทยสั่งจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ซึ่งถูกใช้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสูงถึงราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของปริมาณการใช้น้ำมันและของเหลวปิโตรเลียมอื่น ๆ ทั่วโลก ตามข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐอเมริกาในปี 2024

บีบีซีไทยยังพบด้วยว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางมีความสำคัญกับผู้ซื้อน้ำมันในเอเชียอย่างมาก ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของรัฐสภาสหรัฐฯ ชี้ว่าน้ำมันส่งออกส่วนใหญ่จากภูมิภาคนี้ถูกบรรทุกจากบริเวณอ่าวเปอร์เซีย และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อส่งมอบให้ผู้ซื้อในเอเชีย

"ถ้าน้ำมัน ประเทศไทยเรานำเข้าประมาณ 85% ของความต้องการใช้ทั้งหมดของประเทศ ตรงนี้ต้องบอกว่าเกือบทั้งหมดมาจากตะวันออกกลาง" ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวกับบีบีซีไทย

ตามข้อมูลในปี 2568 จากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เมื่อดูแหล่งการจัดหาน้ำมันดิบเพื่อเข้ากลั่นต่อวัน พบว่าราว 57% มาจากตะวันออกกลาง โดยในภูมิภาคนี้ ไทยจัดหาน้ำมันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สูงสุดถึง 39.4% ของปริมาณน้ำมันดิบเข้ากลั่นทั้งหมด ขณะที่ซาอุดิอาระเบีย รั้งอันดับที่สองในสัดส่วน 11.3%

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านโดยตรง แต่เพราะเส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบที่ผลิตจากภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีพื้นที่ติดกับอิหร่านและโอมาน ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในดินแดนนี้จึงส่งผลต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

เพียงหนึ่งวันหลังเหตุสังหารผู้นำอิหร่าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานโดยทันที รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

กระทรวงพลังงานของไทยยังเปิดเผยด้วยว่า ปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มี.ค. 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน

อีกทั้งยังมีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน

บีบีซีไทยสนทนากับผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน 3 ราย เพื่อตอบคำถามว่า ราคาน้ำมันกำลังจะพุ่งสูงขึ้นแค่ไหนและยาวนานเท่าไหร่ มีโอกาสที่น้ำมันจะหมดประเทศไทยหรือไม่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเป็นกลไกที่เข้ามาช่วยผู้บริโภคได้แค่ไหน

ราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร ?


"ราคาจะส่งกันมาเป็นทอด ๆ ซึ่งในที่สุดแล้ว จะกระทบทั้งราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จำหน่าย เพราะฉะนั้นเต็มที่คือสามเท่า ไม่เกินนี้แน่นอน" รศ.ดร.คมสัน ชี้

รศ.ดร.คมสัน สุริยะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์โทรคมนาคมและพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า น้ำมันดิบที่ไทยนำเข้านั้นจะผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งติดกับประเทศอิหร่านราว 40% ขณะที่อีก 60% จะมาจากช่องทางอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง

ตามข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบมายังไทยนอกจากที่เริ่มต้นในตะวันออกกลางและต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังประกอบไปด้วย :
  • เส้นทางการผลิตที่เริ่มต้นจากกลุ่มประเทศตะวันออกไกล (Far East) ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งจะตรงเข้ามายังอ่าวไทย
  • เส้นทางที่เริ่มต้นจากกลุ่มประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา บราซิล หรือไนจีเรีย ผ่านเข้ามาทางแหลมกู้ดโฮป ก่อนจะเข้ามาที่ช่องแคบมะละกา แล้วจึงเข้าอ่าวไทย
  • เส้นทางที่เริ่มต้นผลิตในลิเบียและซูดาน ก่อนจะผ่านคลองสุเอซ ทะเลแดง แล้วจึงเข้าช่องแคบมะละกา และเข้าอ่าวไทย
รศ.ดร.คมสัน อธิบายต่อไปว่า จากสถานการณ์ข้างต้นนี้ เมื่อใช้แบบจำลองสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมัน (Oil Shock Simulator) ที่ทีมศูนย์วิจัยฯ พัฒนาขึ้นมา ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือ ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเหลือเพียง 38 วัน และไม่สามารถได้รับน้ำมันจากฝั่งตะวันออกกลางเข้ามาเติมได้ หรือหมายความว่า ไทยจะมีน้ำมันดิบเข้ามาเติมแค่เพียง 60% ของความต้องการทั้งหมดต่อวัน นั่นจะส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความตระหนกและส่งให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงสุด 3 เท่าจากราคาปกติได้

อย่างไรก็ดี เขาย้ำว่า "ในประวัติศาสตร์ มันไม่ขึ้นถึงขนาดนั้น ขึ้นประมาณสองเท่าก็ว่าแย่แล้ว"

"ราคาจะส่งกันมาเป็นทอด ๆ ซึ่งในที่สุดแล้ว จะกระทบทั้งราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จำหน่าย เพราะฉะนั้นเต็มที่คือสามเท่า ไม่เกินนี้แน่นอน" รศ.ดร.คมสัน ชี้

สำหรับกรณีที่ดีขึ้นมา คือไทยมีปริมาณน้ำมันสำรอง 60 วัน รศ.ดร.คมสัน อธิบายว่าเมื่อใช้ฐานคิดเดิมว่าจะไม่มีน้ำมันจากฝั่งตะวันออกกลางเข้ามายังไทยได้เลย แต่ยังมีน้ำมันจากแหล่งอื่น ๆ เข้ามาได้อยู่ ราคาน้ำมันอาจปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นราว 76% จากราคาก่อนเกิดวิกฤตเท่านั้น

"เราคงจะคาดหวังไม่ได้ว่าราคาน้ำมันจะคงที่ มันคงจะขยับสูงขึ้นไป แต่ถ้ามีการลดการบริโภค ราคาน้ำมันก็จะไม่ได้สูงขึ้นเป็นสามเท่าอย่างที่เราคิดในตอนแรก มันจะแค่ประมาณ 76%"

ด้าน ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายพลังงาน อธิบายเพิ่มว่า ต้นทนุการนำเข้าน้ำมันกับราคาขายหน้าปั๊มไม่ได้เป็นตัวเลขเดียวกันอย่างที่หลายคนเข้าใจ

เขาชี้ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งหรือสถานการณ์ที่ทำให้อุปทานน้ำมันถูกขัดขวาง น้ำมันดิบซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์โลกก็จะมีราคาแกว่งขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด แต่สำหรับราคาน้ำมันที่ขายให้กับประชาชนนั้น นอกจากต้นทุนเนื้อน้ำมันนำเข้าที่กล่าวไปแล้ว ยังมีส่วนประกอบอย่างภาษี เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาด เพิ่มอีก

"ส่วนที่เรากังวลคือ ต้นทุนเนื้อน้ำมัน มันผันผวนไปตามราคาตลาดโลก แล้วเราเป็นประเทศนำเข้า ดังนั้นมันไม่มีทางเลือกเลยเพราะเราไม่ได้เป็นคนกำหนดราคาเอง" ผศ.ดร.ปิติ ชี้

น้ำมันจะหมดประเทศไทยไหม ?

เมื่อใช้แบบจำลองสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมัน (Oil Shock Simulator) ตัวเดิม ที่ทีมศูนย์วิจัยฯ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนาขึ้นมา รศ.ดร.คมสัน ชี้ว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หรือกรณีที่ไทยมีน้ำมันสำรองเพียง 38 วัน และไม่ได้รับน้ำมันเข้ามาเติมจากฝั่งตะวันออกกลางเลย แต่ยังมีน้ำมันจากแหล่งอื่น ที่เหลืออยู่อีก 60% ของความต้องการทั้งหมดของประเทศต่อวัน ไทยจะยังมีน้ำมันเชื้อเพลิงให้ใช้ได้ต่อเนื่องอีก 130 วัน ส่วนกรณีที่เรามีน้ำมันสำรอง 60 วันนั้น จะสามารถยืดออกได้เป็น 190 วัน

"ในกรณีที่เลวร้ายจริง ๆ น้ำมันจะหมดใน 130 วัน ซึ่งนานมาก นานมากพอที่สถานการณ์การสู้รบจะคลี่คลาย ไม่มีการรบไหนหรอกที่เกินหนึ่งเดือนขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรบใหญ่ ๆ ขนาดนี้ ฉะนั้นท่านเชื่อมั่นได้เลยว่าประเทศไทยยังมีความมั่นคงเรื่องพลังงาน ท่านไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือว่ากักตุนน้ำมัน" อาจารย์เศรษฐศาสตร์พลังงาน จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ย้ำ

เขายังเสริมอีกว่า หากประชาชนมีการปรับตัวใช้พลังงานลดลง "ภายใน 365 วัน น้ำมันของเราจะยังคงมีใช้ตามปกติอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับการลดการบริโภคของประชาชนด้วย"

"เรายังมีน้ำมันเข้ามาเติม วันนึง 60% ของปริมาณในอดีต เพราะฉะนั้น คิดง่าย ๆ ว่าถ้าทุกคนลดปริมาณการใช้ลงคนละนิดคนละหน่อย มันก็ยังจะสามารถใช้ 60% ได้ เพราะฉะนั้น เกินกว่า 365 วัน แน่นอน" รศ.ดร.คมสัน แสดงความเห็น


"ในกรณีที่เลวร้ายจริง ๆ น้ำมันจะหมดใน 130 วัน ซึ่งนานมาก นานมากพอที่สถานการณ์การสู้รบจะคลี่คลาย ไม่มีการรบไหนหรอกที่เกินหนึ่งเดือนขึ้นไป" อาจารย์เศรษฐศาสตร์พลังงาน จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ย้ำ

น้ำมันจะราคาแพงไปนานแค่ไหน ?

รศ.ดร.คมสัน ชี้ว่า โดยมากแล้วภาวะช็อคที่เกิดขึ้นจะส่งผลสูงสุดในช่วง 2-3 วันแรก และภายในสัปดาห์แรกราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นแบบ "สะดุ้ง เป็นการพุ่งขึ้นตามธรรมชาติของทุกวิกฤตใหญ่ คนจะแห่กันหาสต็อกน้ำมัน ราคาจึงเด้งแรงช่วงต้น ก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวลงหลังผ่านไปราวสองสัปดาห์"

เขาเสริมว่า ถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ราคาก็จะทยอยลด และโดยมากภายใน 6 เดือนระดับราคาจะกลับมาใกล้ภาวะปกติ

ด้าน ผศ.ดร.ปิติ เสริมว่า นอกจากมิติเรื่องราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ผู้บริโภคอาจรู้สึกได้ทันทีเมื่อราคาขึ้นหรือลง เขาเสริมด้วยว่า เพราะราคาพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจแทบทั้งหมด ผลกระทบอาจไปอยู่ในรูปของราคาสินค้าหรือบริการที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

"ต้นทุนค่าขนส่งคือต้นทุนของสินค้าบริการทั้งหมด มันอาจจะยังไม่ใช่ตอนนี้เพราะว่าของที่มาถึงคุณ อาจจะเติมน้ำมันจากวันก่อนแล้ว แต่เดี๋ยวมันจะทยอยมา" เขากล่าวเสริม

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคืออะไร จะช่วยผู้บริโภคได้จริงไหม ?


จุดเริ่มต้นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย เกิดขึ้นในปี 2516 ในรูปแบบของพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยมีสาระสำคัญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งเพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงให้ทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ

ตอนนั้นเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤตราคาน้ำมันโลก โดยมีต้นกำเนิดมาจากความขัดแย้งระหว่างองค์การประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียมอาหรับ (OAPEC) กับสหรัฐอเมริกา จนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า จากระดับ 2.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 11.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

จากนั้นจึงมีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ อาทิ ถูกตั้งเป็นกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตามคำสั่งนายกที่ 178/2520 ลงวันที่ 19 ก.ย. 2520 ก่อนที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันนั้นจะจัดตั้งขึ้นมาตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้้ามันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้้ามันเชื้อเพลิง


"นอกจากลดแล้ว อาจจะต้องสนับสนุนด้วย คือเอาเงินในกองทุนเข้ามาช่วย ไม่ให้ราคาน้ำมันมันพุ่งสูงเกินไป" ดร.อารีพร เสนอแนะ

ตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มาตราที่ 28 กำหนดให้ ผู้ที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ประกอบไปด้วย 3 ฝ่าย ได้แก่ :
  • ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายน้ำมันที่เป็นโรงกลั่นในประเทศ ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ผ่านกรมสรรพสามิต ตามปริมาณเชื้อเพลิงที่ผลิตและจำหน่าย
  • ผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ผ่านกรมศุลกากร ตามปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้า
  • ผู้ซื้อหรือผู้ได้มาซึ่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) จากการแยกก๊าซธรรมชาติ ส่งเงินเข้ากองทุนฯ ผ่านกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ตามปริมาณ LPG ที่ซื้อหรือได้รับมา
สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่นั้น ดร.อารีพร แห่งทีดีอาร์ไอ เสริมว่า เมื่อราคาน้ำมันดิบที่ไทยต้องนำเข้าอาจได้รับผลกระทบและสูงขึ้น สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือการลดการเรียกเก็บเงินกองทุนตรงนี้ลงเพื่อลดภาระต้นทุน

"นอกจากลดแล้ว อาจจะต้องสนับสนุนด้วย คือเอาเงินในกองทุนเข้ามาช่วย ไม่ให้ราคาน้ำมันมันพุ่งสูงเกินไป" ดร.อารีพร เสนอแนะ

ผศ.ดร.ปิติ มีความเห็นคล้ายคลึงกันว่าสถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลสามารถใช้ศักยภาพของเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลข ณ วันที่ 1 มี.ค. 2569 เป็นบวก ที่ 2,459 ล้านบาท เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากสำนักการเงินและบัญชีส้านักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

"กองทุนฯ มีคีย์เวิร์ดสำคัญคือคำว่า 'stability' [เสถียรภาพ] เวลาที่ราคาน้ำมันมันผันผวน ประชาชนไม่ควรจะรับแรงสะบัดมาก เลยมีกองทุนฯ เข้ามาช่วย คืออย่าให้ราคาสะบัดจนหัวฟาด แต่ถ้ารถมันเขย่า ยังไงคุณก็ต้องรับแรงสั่นบ้าง" อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายพลังงานเสริม

บีบีซีไทยพบว่า ในรายงานจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประจำปี 2567 ระบุว่า กองทุนฯ จะใช้เงินกองทุนฯ เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานการณ์ดังนี้
  • ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีการปรับขึ้นเกินระดับที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน (ระดับวิกฤต) คือ น้ำมันดีเซลสูงกว่า 30 บาท/ลิตร และราคาขายปลีก LPG เกิน 363 บาท/ ถัง 15 กิโลกรัม
  • ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างรุนแรง คือ ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นใน 1 สัปดาห์ มากกว่า 5 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกปรับขึ้นมากกว่า 1 บาท/ลิตร และ ราคา LPG ตลาดโลกเปลี่ยนแปลงในสองสัปดาห์ เฉลี่ยมากกว่า 35 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน และราคา LPG ขายปลีก เปลี่ยนแปลงในสองสัปดาห์ รวมกัน มากกว่า 1 บาท/กิโลกรัม
  • สถานการณ์ที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอาจจจะขาดแคลนและไม่เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ
นอกจากนี้ยังเคยมีกรณีตัวอย่างที่ กองทุนฯ นำเงินไปตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือน ม.ค.-มี.ค. 2567 โดยตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาท/ลิตร ก่อนจะขยายต่อไปอีก 19 วัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน โดยใช้วิธีการลดภาษีสรรพสามิตรและลดเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยอุดหนุน จนทำให้สถานะกองทุนติดลบเกือบแสนล้านบาทไปช่วงหนึ่งเช่นเดียวกัน

ตอนนี้ประชาชนทำอะไรได้ รัฐต้องวางแผนอย่างไร ?

ดร.อารีพร ชี้ว่า สำหรับประชาชน ในระยะสั้นเธอแนะนำให้หันไปใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะวิกฤตหรือไม่

"ทั้งน้ำมัน ทั้งแก๊ส ทั้งไฟฟ้า ประหยัดให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่ใช่ว่าต้องรอให้เกิดวิกฤต คนไทยเราควรที่จะมีการสนับสนุนเรื่องนี้" นักวิจัยจากทีดีอาร์ไอ กล่าว

ในส่วนของภาครัฐนั้น เธอชี้ว่า ต้องกลับมาทบทวนเรื่องการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศให้มากขึ้น เพราะเหตุการณ์ภายนอกเช่นนี้อาจกระทบต่อราคาพลังงานได้ตลอดเวลา และส่งผลสะท้อนมาถึงภาระค่าครองชีพของประชาชน

"สิ่งที่ภาครัฐควรจะต้องทำก็คือมองว่าเราควรที่จะมีเครื่องมืออะไรในการที่จะลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้บ้าง"



ด้าน ผศ.ดร.ปิติ เสริมว่า นอกจากจะมองจากฝั่งการอุดหนุนราคาต้นทุนพลังงานจากภาครัฐแล้ว เขายังอยากมองไปที่ผู้เล่นที่ต้องไปลงสนามจริงเพื่อค้นหาพลังงานเชื้อเพลิงอย่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ด้วย

ผศ.ดร.ปิติ ตั้งข้อสังเกตว่า เดิมที ปตท. ถูกตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2521 ในช่วงเวลาเดียวกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันโลกครั้งที่สอง ด้วยเหตุนี้ ภารกิจหลักของ ปตท. ในตอนนั้นจึงคือการเร่งจัดหาน้ำมันให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเขาชี้ว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในตอนนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายพลังงานชี้ว่า แม้ ปตท. ในปัจจุบันจะมีสถานะเป็นบริษัทมหาชน แต่ก็ยังมีกระทรวงการคลังถือหุ้นเกินครึ่งหนึ่งอยู่ ดังนั้น เขาจึงอยากเห็นบทบาทของ ปตท.ในการช่วยหาแหล่งพลังงานที่ราคาเข้าถึงได้ และเป็นประโยชน์กับประเทศไทย

"เรามีคนเก่ง เรามีคนเก่งที่เคยทำสำเร็จแล้วในอดีต" เขาจึงอยากให้ ปตท. เข้ามามีบทบาทในการช่วยแก้วิกฤตครั้งนี้ในฝั่งการหาอุปทานด้วยเช่นเดียวกัน

https://www.bbc.com/thai/articles/cvg35krz0xqo



โรมโพสต์ กรณีการออกหมายจับ เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และภรรยา ยินดีแต่ในขณะเดียวกันก็ห่วงใยว่าผลจะออกมาอย่างไร เพราะนายเบน สมิธ มีการทำธุรกิจกับนักการเมืองไทยหลายคน









https://x.com/RangsimanRome/status/2028472931186262266
Rangsiman Rome
@RangsimanRome

[กรณีการออกหมายจับ เบน สมิธ หรือ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และภรรยา] 

.

ก่อนอื่น ผมขอชื่นชมทางสอบสวนกลางที่ดำเนินการเรื่องนี้จนนำไปสู่การออกหมายจับได้ คนทำงานเรื่องนี้ควรได้รับความชื่นชม เพราะการออกหมายจับเบน สมิธ และภรรยา ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาและกระบวนการมากมายจึงจะสำเร็จ

.
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ผมอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมีการถอดบทเรียน และพัฒนาแนวทางการทำงานให้รวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ เพราะมิเช่นนั้น การจับอาชญากรตัวเอ้ เช่น กรณีนายเบน อาจไม่สามารถทำได้เลย เพราะกว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จ สุดท้ายเขาก็อาจหลบหนี และยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินส่วนใหญ่ไปหมดแล้ว
 
.

พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ แม้ว่าเราจะเห็นความก้าวหน้าของคดีนี้อยู่บ้าง และคนทำงานอย่างสอบสวนกลางควรได้รับความชื่นชม แต่ผมก็อดเป็นกังวลไม่ได้ว่าคดีสำคัญใหญ่ ๆ จะจบลงอย่างไร เพราะสิ่งที่เราเห็นความคืบหน้า ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง ปปง. ที่มีการยึดทรัพย์ไปหมื่นกว่าล้านบาท รวมถึงการออกหมายจับของสอบสวนกลางในคดีฉ้อโกงนักลงทุนต่างชาติ หากเทียบกับคดีหลักอย่าง Huione Pay กลับแทบไม่เห็นความคืบหน้าใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่ข้อมูลของคดีนี้เป็นเรื่องใหญ่ และมีทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเข้าไปเกี่ยวข้อง (เงินที่ไหลผ่านแพลตฟอร์มของ Huione สูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท) ถ้าเราอยากทำลายโครงสร้างของแก๊งสแกมเมอร์อย่างถึงราก การเพิกเฉยต่อคดีดังกล่าว ย่อมไม่มีทางนำไปสู่การถอนรากถอนโคน และคืนเงินให้กับประชาชนผู้เสียหายได้จริง
 
.

คดี Huione Pay 

.
 
คดีนี้ สอบสวนกลางเคยมีปฏิบัติการ Skyfall และได้ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาบางส่วนแล้ว (รายเล็ก ๆ) ซึ่งในปฏิบัติการดังกล่าวพบข้อมูล Wallet ที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิด ถ้าผมจำไม่ผิด ตัวเลข Wallet ดังกล่าวน่าจะเกินกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพียง Wallet เดียว และแน่นอนว่า Huione มี Wallet อีกมากมาย) 
จากการทำหน้าที่ของผมในกรรมาธิการความมั่นคงฯ โดยได้เชิญ รมต.ไชยชนก, ปปง., สอบสวนกลาง และตำรวจไซเบอร์ เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ ข้อมูลทั้งหมดเราได้ส่งมอบให้หน่วยงานภาครัฐแล้ว ว่าเครือข่ายของเบน สมิธ (โดยเฉพาะแคทลียา บีเวอร์) เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร 
.
สิ่งที่ผมไม่เข้าใจก็คือ ทำไมคดีใหญ่แบบนี้จึงไม่มีความคืบหน้าอย่างจริงจัง ข้อมูลของ Huione ไม่ได้มีเพียงสอบสวนกลางเท่านั้น แต่ ไซเบอร์ เองก็มีข้อมูลเช่นกัน 
ทั้งหมดนี้ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า หากมีการเปิดโปง Huione กันอย่างจริงจัง เราอาจไม่ได้เจอเพียงเส้นเงินของสแกมเมอร์เท่านั้น แต่อาจพบความเชื่อมโยงกับยาเสพติด หรือการฟอกเงินของผู้มีอำนาจในไทยด้วยหรือไม่ นี่หรือเปล่า เลยทำให้คดีนี้หยุดชะงัก 
.
ส่วนตัวผมเสียดายคดีนี้มาก เพราะนี่คือโอกาสที่ประเทศไทยจะยึดอายัดทรัพย์สินจำนวนมหาศาลมาคืนเหยื่อ และยังเป็นโอกาสทองในการดำเนินคดีกับนายฮุนโต ลูกพี่ลูกน้องของฮุน มาเนต ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ Huione โดยตรง
 
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากได้คำอธิบายจากสอบสวนกลาง, ตำรวจไซเบอร์ และ ปปง. ว่าเหตุใดคดีนี้จึงไม่มีความคืบหน้า เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งถูกหยิบยกขึ้นมาพูด แต่ผ่านมาแล้วกว่า 6 เดือน ระยะเวลานานขนาดนี้ ผู้เกี่ยวข้องสามารถยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินได้มากเพียงใด และไม่ใช่เพียงนายเบน สมิธ และภรรยาเท่านั้น แต่รวมถึงบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ย่อมมีเวลาในการเคลียร์ตัวเองเช่นกัน หากยังจำกันได้ ที่ปรึกษาของร้อยเอกธรรมนัส เคยกล่าวว่านายเบน สมิธ มีการทำธุรกิจกับนักการเมืองไทยหลายคน นี่คือความจริงที่รอวันถูกขยายผลครับ 
.

ไม่ว่าผลสุดท้ายเรื่องนี้จะจบอย่างไร หลังจากนี้เฉพาะหน้าคงต้องติดตามกันต่อ ว่าจะมีการขอออกหมายแดง เพื่อตามจับนายเบน สมิธ และภรรยาด้วยหรือไม่ครับ ผมหวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะประชาชนกำลังจับตาเรื่องนี้ว่าหน่วยงานของประเทศไทยจะเอาจริงแค่ไหน







https://x.com/ThaiEnquirer/status/2028464734379598023




 

แรงงานไทยในอิสราเอล เผยแพร่คลิปความเป็นอยู่ ระหว่างที่มีการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่าน ทำให้แรงงานได้รับผลกระทบ ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ ขณะที่กลุ่มแรงงานที่ได้รับจ้างเก็บผลไม้ได้เพียง 1 เดือน แต่ก็ต้องมาเผชิญกับภัยสงคราม ซึ่งขณะนี้แรงงานส่วนใหญ่อยากจะกลับบ้าน



https://www.facebook.com/watch/?v=2375600516234870
https://www.facebook.com/reel/2375600516234870




นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน ประณามสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลทำกับอิหร่าน “Remember that one can be against a hateful regime, as is the case with the Iranian regime … and at the same time be against an unjustified, dangerous military intervention outside of international law.”





 https://x.com/YourAnonCentral/status/2028274198528078002



มีคนโพสต์ข้อคิด การต่อต้านปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล-สหรัฐฯในครั้งนี้ ไม่ใช่การตกหลุมพรางเพื่อ "เลือกข้าง" อิหร่าน แต่ เราต้องตระหนักว่าเราต้องไม่สร้างความชอบธรรม Might makes right หรือทำให้การรุกรานครั้งนี้กลายเป็นเรื่องปกติ


Yasmin Sattar BintiHamidkhan 
Yesterday
·
การต่อต้านปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล-สหรัฐฯในครั้งนี้ ไม่ใช่การตกหลุมพรางเพื่อ "เลือกข้าง" อิหร่าน พฤติกรรมของรัฐอิหร่านที่ผ่านมาโดยเฉพาะการแทรกแซงในซีเรียและการสนับสนุนเครือข่ายตัวแทนทั่วภูมิภาค สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ละเมิดบรรทัดฐานสากลและไม่อาจยอมรับได้เช่นกัน
​แต่แก่นกลางของปัญหาที่เราต้องตระหนักคือ เราต้องไม่สร้างความชอบธรรม หรือทำให้การรุกรานครั้งนี้กลายเป็นเรื่องปกติ
​การปล่อยให้มหาอำนาจเปิดฉากสงครามรุกรานใครก็ได้ตามอำเภอใจ โดยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ (และก้าวล่วงแม้กระทั่งกฎหมายภายในประเทศของตนเอง) คือการทำลาย Rules-Based International Order อย่างสิ้นเชิง
​หากเรายอมรับให้สิ่งนี้เกิดขึ้น โลกจะถูกผลักกลับไปสู่ สภาวะไร้ขื่อแปที่ยึดถือหลัก "ผู้แข็งแกร่งคือความถูกต้อง" (Might makes right) ซึ่งหมายความว่าในอนาคต รัฐเล็กหรือรัฐระดับกลางใดๆ ก็ตาม อาจตกเป็นเหยื่อของการถูกแทรกแซงและรุกรานเมื่อใดก็ได้ โดยไม่มีกฎหมายสากลใดๆ ปกป้องได้อีกต่อไป แบบที่กำลังเป็นอยู่ และหากเคสนี้สำเร็จก็จะมีที่อื่นๆ ต่อไป

Yasmin Sattar BintiHamidkhan 
16 hours ago
·
Note ข้อคิดเพิ่มเติมจากเท่าที่ตามสงครามสามวันที่ผ่านมา
ก้าวเข้าสู่วันที่สามของวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง สถานการณ์ได้ยกระดับความรุนแรงข้ามเส้นแดงทางยุทธศาสตร์ไปแล้วอย่างสมบูรณ์ เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลตัดสินใจเปิดปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณของอิหร่าน การสังหารผู้นำรัฐในบริบทที่ไม่มีการประกาศสงคราม ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและก้าวล่วงบรรทัดฐานแห่งกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง สิ่งนี้ตอกย้ำว่าระเบียบโลกที่อิงกฎกติกาได้พังทลายลง และโลกกำลังถูกผลักกลับคืนสู่สภาวะอนาธิปไตยที่อำนาจทางทหารคือเครื่องมือหลักของมหาอำนาจ
จุดยืนที่สำคัญยิ่งในการมองปรากฏการณ์นี้คือ การต่อต้านสงครามรุกรานไม่ได้มีความหมายเท่ากับการเลือกข้างหรือสร้างความชอบธรรมให้กับอิหร่าน สิ่งที่รัฐบาลอิหร่านเคยทำในซีเรียหรือการสนับสนุนเครือข่ายกองกำลังตัวแทนทั่วภูมิภาค ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้ แต่ประเด็นที่ใหญ่และอันตรายยิ่งกว่าคือ โลกต้องไม่ยอมรับให้การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและการใช้กำลังรุกรานเพื่อเปลี่ยนระบอบกลายเป็นเรื่องปกติ หากปล่อยให้มหาอำนาจกระทำการเช่นนี้ได้ตามอำเภอใจ ย่อมหมายความว่าในอนาคต รัฐอื่นๆ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของการแทรกแซงโดยปราศจากกฎหมายสากลใดๆ มาคุ้มครอง
อิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าพุ่งชนสารพัดกับดักที่ตนเองเป็นผู้สร้างขึ้น ภายใต้ข้ออ้างของการปลดแอกด้วยวิธีคิดแบบจักรวรรดินิยมใหม่ ประการแรกคือกับดักแห่งการเปลี่ยนระบอบ ที่มักมาพร้อมกับภาพลวงตาว่าการกำจัดผู้นำจะนำไปสู่การล่มสลายของรัฐปรปักษ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่อิหร่านมีความแตกต่างจากอิรักหรือลิเบีย โดยเฉพาะในมิติของการลอบสังหารผู้นำสูงสุด ซึ่งไม่อาจเทียบเคียงได้กับการโค่นล้มประธานาธิบดีอย่างซัดดัม ฮุสเซน เพราะผู้นำของอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงประมุขทางการเมือง แต่ดำรงสถานะเป็น "ผู้นำทางจิตวิญญาณ" ของชาวชีอะห์ทั่วโลก
ความโกรธแค้นจากการสูญเสียครั้งนี้จึงมีมวลอารมณ์ในระดับที่ต่างออกไป มันผูกโยงกับความศรัทธาและพร้อมที่จะลุกลามข้ามพรมแดนไปสู่ชุมชนชีอะห์ในประเทศอื่นๆ ดังที่เราเริ่มเห็นคลื่นการประท้วงต่อต้านลุกฮือขึ้นแล้วในปากีสถานและอิรัก ทว่าในเหรียญอีกด้าน ปรากฏการณ์นี้ก็ตอกย้ำความร้าวฉานที่ฝังลึกในภูมิภาค เมื่อเราได้เห็นภาพการเฉลิมฉลองด้วยความยินดีจากชุมชนที่เคยตกเป็นเหยื่อและถูกกระทำโดยเครือข่ายของอิหร่านในอดีต โดยเฉพาะในซีเรีย นอกจากนี้ สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านยังมีโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่ซับซ้อน การที่พวกเขาสามารถประกาศแต่งตั้งผู้นำสูงสุดชั่วคราวคนใหม่ได้แทบจะในทันที สะท้อนถึงความทนทานทางสถาบัน แม้สังคมจะแตกแยก แต่โครงสร้างอำนาจหลักยังคงทำงานและพร้อมทำสงครามยืดเยื้อ
พฤติกรรมแบบจักรวรรดินิยมใหม่นี้ ถูกสะท้อนออกมาผ่านเสียงของประชาชนชาวอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตชี้เป็นชี้ตาย พวกเขาตระหนักดีว่าตนเองติดกับดักอยู่ระหว่างสองโครงสร้างที่กำลังพังทลาย ด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่ล้มเหลว บริหารงานผิดพลาด และกดขี่ปราบปรามจนประชาชนหมดศรัทธา แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็หวาดกลัวการแทรกแซงจากชาติตะวันตกยิ่งกว่า บาดแผลจากอิรัก ลิเบีย และซีเรีย สอนให้รู้ว่าเสรีภาพในพจนานุกรมของมหาอำนาจ มักหมายถึงสุญญากาศทางอำนาจและกองเพลิง ทางเลือกที่ต่างชาติหยิบยื่นให้ไม่ใช่การปลดแอกแต่คือการล่มสลาย อิหร่านในวันนี้จึงเป็นเสมือนชาติที่ถูกจับเป็นตัวประกันโดยระบอบของตนเอง แต่ถูกตามหลอกหลอนด้วยชะตากรรมของประเทศเพื่อนบ้าน
ในขณะเดียวกัน ความพยายามทางการทูตได้พังทลายลง อิหร่านเลือกตอบโต้ด้วยการปะทะโดยตรงกับฐานที่มั่นทางทหารของสหรัฐฯ และอังกฤษที่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศอาหรับ สิ่งนี้ทำลายสถานะพื้นที่ปลอดภัยของรัฐอาหรับอย่างสิ้นเชิง การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศเรียกทูตกลับและลดระดับความสัมพันธ์ สะท้อนความอึดอัดที่ดินแดนของตนถูกดึงเข้าไปเป็นสนามอารมณ์ในสงคราม
ตามหลักการแล้ว โลกควรจะต้องยืนหยัดร่วมกันเพื่อปฏิเสธวิธีการที่ป่าเถื่อนและละเมิดกติกาสากลเช่นนี้ แต่ภาพความเป็นจริงที่ย้อนแย้งและชวนตั้งคำถามอย่างยิ่งคือ เรากลับเห็นท่าทีสนับสนุนอิสราเอลและสหรัฐฯ อย่างแข็งขันจากชาติพันธมิตรตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ คำถามสำคัญคือ ทำไมกลุ่มประเทศที่มักเชิดชูสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ จึงยอมหลับตาข้างหนึ่งและให้การสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน? คำตอบอยู่ในกรอบคิดแบบสัจนิยมทางการเมือง สำหรับตะวันตกแล้ว อิหร่านเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างต่อความเป็นมหาอำนาจของพวกเขา อังกฤษและชาติตะวันตกจึงเลือกที่จะมองข้ามเรื่องความถูกต้องทางกฎหมาย และจัดลำดับความสำคัญให้กับผลประโยชน์แห่งชาติเป็นอันดับแรก พวกเขามองว่าปฏิบัติการของอิสราเอลคือความจำเป็น แม้ว่านั่นจะหมายถึงการต้องลงมือทำลายกติกาที่ตนเองเขียนขึ้นมากับมือก็ตาม
ขณะเดียวกันเราก็ยังไม่เห็นท่าทีที่ชัดเจนนอกจากการประกาศไม่เห็นด้วยต่อปฏิบัติการนี้ของสองชาติมหาอำนาจที่ถูกเชื่อกันว่าจะสนับสนุนอิหร่านไม่ว่าจะรัสเซียหรือจีน
เมื่อกติกาถูกฉีกทิ้ง ผลกระทบจึงลุกลามเป็นวงกว้าง ท้ายที่สุดแล้ว ทุกสงครามย่อมต้องเดินทางมาถึงจุดจบ และการลดระดับความรุนแรง (De-escalation) ย่อมต้องเกิดขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่คำถามที่น่ากังวลที่สุดคือ จะลดระดับกันรูปแบบไหน? และผลกระทบก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นจะขยายวงกว้างไปเพียงใด? ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยากยิ่ง โอกาสที่จะเห็นการยุติความรุนแรงในระยะเวลาไม่กี่วันข้างหน้านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การลดระดับความรุนแรงอาจจะต้องอาศัยสภาวะชะงักงันที่สร้างความเจ็บปวดให้ทั้งสองฝ่ายจนทนไม่ไหว
หรืออีกทางหนึ่ง จุดเปลี่ยนอาจต้องอาศัย "ความกล้าหาญทางการเมือง" ของประชาคมโลกและภาคประชาสังคมที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านความวิปลาสนี้อย่างจริงจัง ซึ่งเราเริ่มเห็นเค้าลางแล้วจากสังคมอเมริกันที่กำลังประท้วงต่อต้านสงครามครั้งนี้อย่างหนักหน่วง อย่าลืมว่าหนึ่งในนโยบายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียงเข้ามาคือวาทกรรมสัญญาว่าจะไม่ดึงสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามในตะวันออกกลาง การกระทำที่ขัดแย้งกับสัญญานี้กำลังบ่อนทำลายฐานความนิยมของเขาเอง ในขณะเดียวกัน อิสราเอลก็กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานอย่างหนัก ทั้งจากการถูกโจมตีกลับภายในประเทศที่สร้างความหวาดกลัวและกระตุ้นกระแสต่อต้านจากประชาชนตนเอง การต้องแบกรับภาระทำสงครามหลายแนวรบพร้อมกัน ทั้งในเลบานอน ปาเลสไตน์ และการปะทะกับอิหร่าน กำลังทำให้ขีดความสามารถตึงตัว ยิ่งไปกว่านั้น อิสราเอลกำลังสูญเสีย "ความชอบธรรมของชุดคำอธิบาย" บนเวทีโลกอย่างสิ้นเชิง เมื่อปรากฏชัดว่าเป้าหมายหลายแห่งในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านกลับกลายเป็นผู้นำพลเรือน โรงเรียน หรือสถานพยาบาล ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
ตัดภาพมาที่ฝั่งอิหร่าน แม้ในวันนี้โครงสร้างนำจะบอบช้ำและอ่อนกำลังลงจากการสูญเสียบุคลากรระดับสูงไปหลายคน แต่ท่าทีล่าสุดจากรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านที่ระบุว่า "ไม่ได้ปิดประตูเจรจา" ก็นับเป็นสัญญาณที่น่าจับตา ทว่ามีเงื่อนไขสำคัญคือ มันต้องเป็นการเจรจาที่จริงจังและเคารพกติกา ไม่ใช่การฉวยโอกาสอ้างการเจรจาบังหน้าแล้วลอบโจมตีลับหลังแบบที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ท่าทีนี้ก็ไม่ได้เหมือนกันทุกฝ่ายจากอิหร่าน เพราะยังเห็นจุดยืนที่แข็งกร้าวไม่เจรจาจากฝ่ายความมั่นคงในประเทศ
สิ่งที่ทุกคนปรารถนาที่สุดในสมการนี้ รวมถึงกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและประชาคมโลก ไม่ใช่ชัยชนะที่แลกมาด้วยความพังทลาย แต่คือการหยุดยั้งไม่ให้ความรุนแรงขยายตัวไปมากกว่านี้ เพราะหายนะทางเศรษฐกิจ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน และการอัมพาตของการบินระหว่างประเทศ คือวิกฤตที่ไม่มีประเทศใดหนีพ้น
คำถามที่สำคัญที่สุดในสมรภูมินี้คือ ทั้งสองฝ่ายจะพร้อมลดทิฐิและกลับมาสู่วิถีทางการทูตได้หรือไม่? ท่ามกลางซากปรักหักพังของความไว้วางใจและระเบียบโลกที่กำลังลุกไหม้ เรายังคงอยากเชื่อและมองโลกในแง่ดีว่า "วิถีทางการทูตยังคงเป็นไปได้" แม้โอกาสนั้นจะริบหรี่เพียงใดก็ตาม

https://www.facebook.com/yasmin.sattar/posts/10164153052923881




วันนี้ X เต็มไปด้วยคลิปที่อวยอิหร่านในยุคของชาห์ ระบอบของอยาตอลเลาะห์โหดร้ายกดขี่ ข้อนี้ไม่มีใครเถียง แต่การปกครองของชาห์นั้นก็ใช่ว่าจะบริสุทธิ์ไร้มลทินเช่นกัน อย่าเอื้อมกลับไปจากอดีตที่อยุติธรรมหนึ่งสู่อีกอดีตที่อยุติธรรมอีกอันหนึ่ง และหากจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบ ก็ให้ชาวอิหร่านเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง







https://x.com/voranai/status/2028353803180007639
Voranai Vanijaka
@voranai

วันนี้ X เต็มไปด้วยคลิปที่อวยอิหร่านในยุคของชาห์

ระบอบของอยาตอลเลาะห์โหดร้ายกดขี่ ข้อนี้ไม่มีใครเถียง แต่การปกครองของชาห์นั้นก็ใช่ว่าจะบริสุทธิ์ไร้มลทินเช่นกัน

คลิปอวยเหล่านี้ฉายให้เห็นเพียงมุมเล็กๆ
 
จำตำรวจลับ SAVAK ได้ไหม? การรัฐประหารที่โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย? งานเลี้ยงมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังอดอยากยากจน? การผลักดันชาวนาออกจากที่ดินเพื่อรวบรวมที่ดินไว้ในมือชนชั้นนำ? การปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรง? ทุจริตคอรัปชั่นมากมายที่ทำให้ประชาชนลุกฮือ?

อย่าเอื้อมกลับไปจากอดีตที่อยุติธรรมหนึ่งสู่อีกอดีตที่อยุติธรรมอีกอันหนึ่ง และหากจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบ ก็ให้ชาวอิหร่านเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ใช่ชาวอเมริกันหรือใครอื่น









https://x.com/voranai/status/2028396449369911801
Voranai Vanijaka
@voranai

โพสต์นี้เล่าว่า :
 
ช่วงปี 1923-1953: ความจริงแล้วอิหร่านเคยเป็นประชาธิปไตยมาก่อน โดยนายกรัฐมนตรี โมฮัมหมัด มอสซาเดก (Mohammad Mosaddegh) ต้องการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของชาติจากการถูกเอารัดเอาเปรียบโดยบริษัทน้ำมันของอังกฤษและสหรัฐฯ เขาจึงตัดสินใจ แปรรูปบ่อน้ำมันให้เป็นของรัฐ (Nationalization)

การรัฐประหาร: หน่วยข่าวกรอง MI6 และ CIA ได้ร่วมมือกันทำรัฐประหารเพื่อโค่นล้มเขา แล้วแต่งตั้งให้ พระเจ้าชาห์ (Shah) ขึ้นเป็นกษัตริย์หุ่นเชิดบนราชบัลลังก์แทน

การใช้อำนาจ: พระเจ้าชาห์ได้จัดตั้งหน่วยตำรวจลับที่เรียกว่า SAVAK เพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ต่อต้าน
คอร์รัปชัน: รัฐบาลเริ่มทุจริตมากขึ้นและจำกัดความมั่งคั่งจากน้ำมันอยู่แค่ในกลุ่มพวกพ้อง
จุดจบของระบอบ: ประชาชนเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงจนนำไปสู่ การปฏิวัติในปี 1979

บทสรุป: การกระทำของพระเจ้าชาห์ถือเป็นการ "ปูทาง" ไปสู่การปฏิวัติอิสลามในที่สุด




ไม่รู้ว่าเธอและประชาชนอิหร่านร่วมชาติ ตระหนักหรือไม่ว่า อาจจะกำลังติดกับดักอยู่ ระหว่างสองโครงสร้างที่กำลังพังทลาย

 





 

เรซา ปาห์ลาวี อดีตมกุฎราชกุมารแห่งอิหร่าน ให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตของอิหร่านในรายการ 60 Minutes ของ CBS

https://www.youtube.com/watch?v=jDfvAMK4Q0A

60 Minutes

Mar 1, 2026

Prince Reza Pahlavi, a leader of the opposition to the Islamic Republic, discusses whether regime change is coming, who leads a transition, and what happens to Iran's nuclear program.




ปฏิบัติการทางทหารร่วมกันล่าสุดของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน (ปฏิบัติการ Epic Fury/ปฏิบัติการ Roaring Lion ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026) ได้ขยายขอบเขตความขัดแย้งจากสงครามเฉพาะพื้นที่ไปสู่สงครามระดับภูมิภาคหลายแนวรบอย่างมีนัยสำคัญ

ปฏิบัติการทางทหารร่วมกันล่าสุดของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน (ปฏิบัติการ Epic Fury/ปฏิบัติการ Roaring Lion ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026) ได้ขยายขอบเขตความขัดแย้งจากสงครามลับเฉพาะพื้นที่ไปสู่สงครามระดับภูมิภาคหลายแนวรบอย่างมีนัยสำคัญ

การโจมตีโดยตรงบนดินแดนอิหร่านและมุ่งเป้าไปที่ผู้นำระดับสูง สหรัฐฯ และอิสราเอลได้จุดชนวนปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ดึงประเทศอาหรับเพื่อนบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องและทำให้ระบบโลกปั่นป่วน

1. การโจมตีโดยตรงต่อดินแดนอธิปไตย

เป็นเวลาหลายปีที่ "สงครามลับ" ต่อสู้กันผ่านตัวแทน (ฮิซบอลลาห์ ฮูตี) หรือการลอบสังหารเป้าหมายในประเทศที่สาม การโจมตีในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้ข้ามเส้นแดงสำคัญโดย:

การโจมตีเพื่อตัดหัว: การสังหารอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดและผู้บัญชาการระดับสูงของ IRGC ได้ยุติ "นโยบายความอดทนเชิงกลยุทธ์" บังคับให้อิหร่านต้องตอบโต้ทันทีและอย่างรุนแรง

ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง: การโจมตีครอบคลุมเมืองต่างๆ ของอิหร่านกว่า 14 เมือง รวมถึงเตหะราน อิสฟาฮาน และนาตันซ์ โดยมีเป้าหมายที่โรงงานนิวเคลียร์ ฐานยิงขีปนาวุธ และทรัพย์สินทางเรือ

2. การตอบโต้กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย

อิหร่านได้ขยายขอบเขตสงครามโดยถือว่าประเทศใดก็ตามที่มีฐานทัพสหรัฐฯ เป็นคู่สงคราม ซึ่งทำให้ประเทศที่เคยเป็นกลางหรือเป็นตัวกลางเข้ามาอยู่ในแนวปะทะด้วย:

ประเทศเจ้าภาพที่ถูกโจมตี: อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน (กองบัญชาการกองเรือที่ห้า) กาตาร์ (อัล อูเดด) คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (อัล ดัฟรา)

โครงสร้างพื้นฐานพลเรือน: การโจมตีได้พุ่งเป้าไปที่ศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญ รวมถึงสนามบินนานาชาติดูไบ อาบูดาบี และสนามบินของคูเวต ทำให้การเดินทางในภูมิภาคเป็นอัมพาต

การสกัดกั้นในภูมิภาค: ประเทศต่างๆ เช่น จอร์แดนและซาอุดีอาระเบียถูกบังคับให้เปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อสกัดกั้นขีปนาวุธที่ข้ามผ่านน่านฟ้าของตน ซึ่งทำให้พวกเขาเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งมากขึ้น

3. การยกระดับความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและทางทะเล

สงครามได้ขยายขอบเขตไปไกลกว่าเป้าหมายทางทหาร สู่ "จุดยุทธศาสตร์" ระดับโลก:

ช่องแคบฮอร์มุซ: อิหร่านได้ดำเนินการปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นี้ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นทันที

โลจิสติกส์ระดับโลก: การปิดศูนย์กลางการบินหลัก 3 แห่งในอ่าวเปอร์เซีย (ดูไบ อาบูดาบี โดฮา) พร้อมกัน ทำให้ผู้โดยสารหลายแสนคนตกค้าง และทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงัก

4. การจุดชนวนแนวรบตัวแทนอีกครั้ง

ในขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่การ "ทำลาย" เครือข่ายของอิหร่าน การโจมตีกลับกระตุ้นให้เครือข่ายเหล่านี้ทำงานมากขึ้น:

เลบานอน: ฮิซบอลลาห์อ้างความรับผิดชอบในการโจมตีทางตอนเหนือของอิสราเอลเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปี

อิรัก: การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มคาตาอิบ ฮิซบอลลาห์ ในอิรัก นำไปสู่การโจมตีตอบโต้ต่อฐานทัพของสหรัฐฯ ในเออร์บิลและแบกแดด ซึ่งยิ่งทำให้รัฐบาลอิรักไม่มั่นคงมากขึ้น

ข้อสรุปสำคัญ: ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เป็นการ "จำกัดวง" อีกต่อไปแล้ว การที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีผู้นำหลักและโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของระบอบอิหร่าน ทำให้สงครามกลายเป็นสงครามเพื่อความอยู่รอด ซึ่งขณะนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับอย่างน้อยแปดประเทศในตะวันออกกลางและคุกคามเศรษฐกิจโลก

แผนที่ด้านบนเน้นจุดปะทะทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญของการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคปัจจุบัน หลังจากการโจมตีร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 

เขตโจมตีหลักในอิหร่าน 

ปฏิบัติการร่วมที่มีชื่อรหัสว่า ปฏิบัติการ Epic Fury มุ่งเป้าไปที่เมืองสำคัญของอิหร่านต่อไปนี้ เพื่อทำลายผู้นำและโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร: 

เตหะราน: การโจมตีหลายครั้งเกิดขึ้นในเมืองหลวง โดยมุ่งเป้าไปที่สถานที่ราชการ รวมถึงที่พำนักของผู้นำสูงสุดและสำนักงานใหญ่ขององค์การพลังงานปรมาณู 

อิสฟาฮาน: เป็นที่ตั้งของโรงงานนิวเคลียร์ขนาดใหญ่และฐานยิงขีปนาวุธ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการทิ้งระเบิดทางอากาศ 

ทาบริซและคาราจ: การโจมตีมุ่งเน้นไปที่ฐานทัพอากาศและโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อลดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีตอบโต้ 

กอมและเคอร์มานชาห์: กำหนดเป้าหมายไปที่คลังขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์และศูนย์บัญชาการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ 

การตอบโต้ของอิหร่าน: กำหนดเป้าหมายไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย 

อิหร่านตอบโต้ด้วยการขยายขอบเขตของสงคราม โดยยิงขีปนาวุธและโดรนหลายร้อยลูกไปยังฐานทัพของสหรัฐฯ ทั่ว ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาหรับ: 

บาห์เรน (มานามา): กองบัญชาการกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ถูกโจมตี ทำให้โครงสร้างส่วนสนับสนุนทางทะเลได้รับความเสียหายอย่างหนัก 

กาตาร์: ฐานทัพอากาศอัล-อูเดด ซึ่งเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ เผชิญกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธหลายระลอก ซึ่งส่วนใหญ่ถูกสกัดกั้นได้ 

คูเวต: ฐานทัพอากาศอาลี อัล-ซาเลม และค่ายอาริฟจาน ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่ามีทหารเสียชีวิตจากการโจมตีเหล่านี้ 

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (อาบูดาบี): ฐานทัพอากาศอัลดัฟราถูกโจมตี ส่งผลให้มีการเปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศในพื้นที่และคำสั่งให้พลเรือนหลบอยู่ในที่ปลอดภัย 

ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในภูมิภาค 

ความขัดแย้งได้ทำให้การขนส่งระหว่างประเทศเป็นอัมพาตโดยการโจมตีศูนย์กลางระดับโลก: 

สนามบินนานาดูไบ (DXB): ถูกโจมตีด้วยโดรน ส่งผลให้ต้องปิดทำการและผู้โดยสารหลายพันคนตกค้าง 

สนามบินนานาชาติคูเวต: ได้รับความเสียหายทางวัตถุและมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีตอบโต้ของอิหร่าน

 สนามบินนานาชาติเออร์บิล (อิรัก): ถูกโจมตีสองครั้งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่กว้างขึ้นในการโจมตีเจ้าหน้าที่พลเรือนและทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค 

การขยายตัวทางภูมิศาสตร์นี้ยืนยันว่าความขัดแย้งได้เปลี่ยนจากข้อพิพาททวิภาคีไปสู่สงครามระดับภูมิภาคหลายแนวรบที่เกี่ยวข้องกับอย่างน้อยแปดประเทศและขัดขวางเส้นทางพลังงานและการขนส่งที่สำคัญที่สุดของโลก

(Google Gemini)




เสธ.โหน่งฉายภาพภูมิรัฐศาสตร์โลก ทำไมสหรัฐฯ ถึงชิงเปิดเกมใส่อิหร่านช่วงนี้





https://x.com/thestandardth/status/2028473839131210100


 

การสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อาจดูเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของตะวันออกกลาง แต่คำถามสำคัญคือ 'การกำจัดผู้นำ' เท่ากับ 'การล้มระบอบ' จริงหรือไม่


THE STANDARD
5 hours ago
·
การสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อาจดูเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของตะวันออกกลาง แต่คำถามสำคัญคือ 'การกำจัดผู้นำ' เท่ากับ 'การล้มระบอบ' จริงหรือไม่ ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW Special ดำเนินรายการโดย ณัฏฐา โกมลวาทิน เมื่อ 1 มีนาคมที่ผ่านมา โดยชี้ว่า บทเรียนจากหลายประเทศสะท้อนชัดว่า การสังหารผู้นำไม่ใช่หลักประกันของการเปลี่ยนระบอบ หากโครงสร้างอำนาจ กองกำลังความมั่นคง และฐานมวลชนเดิมยังคงอยู่

ดร. สุรชาติ ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงตัวบุคคล แต่คือดุลอำนาจภายในรัฐอิหร่าน สุญญากาศหลังผู้นำอาจเปิดทางสู่การเปลี่ยนผ่าน หรืออาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ พร้อมเตือนว่าผลสะเทือนจะไม่จำกัดอยู่แค่ภูมิภาค แต่จะกระทบภูมิรัฐศาสตร์โลก เศรษฐกิจ พลังงาน และสมดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ลิงก์
‘สังหารผู้นำ แต่อาจจบไม่จริง’ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ ‘เปลี่ยนระบอบ’ ไม่ง่ายอย่างที่คิด
https://thestandard.co/iran-leader-assassination-regime.../

https://www.facebook.com/photo?fbid=1277037747888899&set=a.586524703606877









https://x.com/AJEnglish/status/2028506001167516058
https://www.facebook.com/photo?fbid=1277037747888899&set=a.586524703606877