
Aun Theeraphat
Yesterday
·
ไม่มีลูกเสือ–เนตรนารี ....เรากำลังตัดวินัย หรือกำลังเลิกพิธีกรรมที่ไม่ตอบโลกจริง
ถ้าไม่มีลูกเสือ เด็กจะมีวินัยได้อย่างไร
สะท้อนความเชื่อเดิมว่า วินัยต้องมาพร้อมเครื่องแบบ แถว และคำสั่ง
แต่โลกการศึกษาสมัยใหม่ตั้งคำถามกลับว่า วินัยที่แท้จริง เกิดจากอะไร ?
ในความเป็นจริง ลูกเสือ - เนตรนารีแบบไทยให้ “ภาพของวินัย” มากกว่า “เนื้อของวินัย”
เด็กจำนวนไม่น้อยทำกิจกรรมเพราะต้องทำ ไม่ใช่เพราะเข้าใจ
ใส่เครื่องแบบตามระเบียบ แต่ไม่เคยถูกสอนให้รับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจจริง ๆ
วินัยจึงจบลงพร้อมถอดชุด แล้วผลลัพธ์ก็เห็นในสังคมปัจจุบัน มีวินัยกันจริงหรือ ?
โรงเรียนนานาชาติไม่ได้ยกเลิกการปลูกฝังวินัย
เด็กได้เรียนรู้วินัยผ่านการทำโปรเจกต์ การอาสา การดูแลผู้อื่น
วินัยจึงไม่ใช่สิ่งที่ “ถูกบังคับ” แต่เป็นสิ่งที่ “จำเป็นต้องมี” เพื่อให้งานสำเร็จ
ปัญหาของไทยไม่ใช่การมีลูกเสือ
แต่คือการ บังคับให้มีลูกเสือโดยไม่มีทางเลือกอื่นที่มีคุณภาพเทียบเท่า
ทางออกไม่ใช่การตัดทุกอย่างทิ้ง แต่คือการเลิกบังคับรูปแบบเดียว
เปิดพื้นที่ให้ทักษะชีวิตถูกสอนผ่านหลายเส้นทาง
ผมเห็นว่าลูกเสืออาจยังมีอยู่ในฐานะ “ทางเลือก”
ควบคู่กับกิจกรรมอาสา กีฬา ค่ายผู้นำ หรือการเรียนรู้จากชุมชนจริง
ชุดที่หนา หรือร้อน อาจไม่เหมาะกับสภาพอากาศในปัจจุบัน
หรือเศรษฐานะผู้ปกครอง
ก็อาจปรับเปลี่ยนเป็นผ้าพันคอ เสื้อโปโล พร้อมทำกิจกรรมก็ได้
ผมมองว่า วินัยที่โลกต้องการวันนี้ไม่ใช่วินัยที่ยืนตรงได้พร้อมกัน
แต่คือวินัยที่รับผิดชอบได้ แม้ไม่มีใครยืนคุมอยู่ข้างหน้ามากกว่า
====
ไม่สอนพระพุทธศาสนาเป็นวิชาบังคับ....เรากำลังตัดศีลธรรม หรือกำลังคืนความหมายให้ศาสนา
ทุกครั้งที่มีข้อเสนอให้เลิกสอน “พระพุทธศาสนา” เป็นวิชาบังคับ
สังคมไทยมักตอบสนองทันทีว่า เด็กจะไร้ศีลธรรม บ้านเมืองจะพัง
แต่คำถามที่ควรถามจริง ๆ คือศีลธรรมที่เรามีอยู่วันนี้ เกิดจากการเรียนวิชานี้จริงหรือไม่
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พุทธศาสนา
แต่อยู่ที่การนำศาสนามาใส่ไว้ในระบบการสอบ การท่องจำ และการให้คะแนน
เมื่อศาสนากลายเป็นวิชา เด็กเรียนเพื่อสอบ ไม่ได้เรียนเพื่อเข้าใจ
คำสอนที่ควรเอาไปใช้ กลับกลายเป็นเนื้อหาที่ต้องจำแล้วลืม
ผมบวชมาแล้วสองรอบ และก็เพิ่งสึกมาด้วย
ตอนสมัยเรียนก็ได้เกรด 4 วิชาพระพุทธศาสนามาตลอด
แต่เราสอนกันแบบ "ท่องจำ" สอนแบบอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์และไม่ได้เข้าใจรากลึกที่แท้จริงเลย
สวดมนต์ก็ไม่เข้าใจความหมาย คาถาพาหุงก็เอาไว้กันผี ทั้ง ๆ ที่แท้จริงเป็นคำสอนที่ดีมาก ๆ ในชีวิตจริง ถ้าลองไปหาคำแปลดู แล้วเอามาใช้
ตัดมาที่โรงเรียนนานาชาติไม่ได้ “ไม่สอนคุณธรรม”
แต่เลือกสอนคุณธรรมในภาษาที่เป็นกลางและใช้ได้กับทุกคน
ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ การเคารพผู้อื่น การคิดถึงผลกระทบของการกระทำ
ถูกสอนผ่านวิชา Ethics การทำกิจกรรม การถกเถียงสถานการณ์จริง
โดยไม่ผูกกับศรัทธาของใครคนหนึ่ง
การไม่สอนพระพุทธศาสนาเป็นวิชาบังคับ
ไม่ใช่การลบศาสนาออกจากชีวิตเด็ก
แต่คือการยอมรับว่า “ศรัทธาไม่ควรถูกบังคับ”
ศาสนาควรกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม ครอบครัว ชุมชน และการเรียนรู้โดยสมัครใจ
ศีลธรรมที่ยั่งยืน ไม่เกิดจากการท่องจำคำสอน
แต่เกิดจากการเข้าใจเหตุและผลของการกระทำ
เมื่อเด็กเข้าใจ เขาจะเลือกทำดีในวันที่ไม่มีข้อสอบให้ทำ
ผมเห็นว่าควรจะต้องมีการสอนศาสนา แต่สอนเป็นศาสนาเปรียบเทียบ และ Ethics เพิ่มเข้าไปมาก ๆ
ส่วนวิชาพุทธศาสนา ควรสอนที่เป็นเหตุและผลมากกว่าการท่องจำโดยไม่เข้าใจ
บางโรงเรียน บางพื้นที่นับถือศาสนาอื่นมากกว่า ก็ควรให้วิชาพุทธศาสนาเป็นวิชาเลือก
=====
ไม่ยืนเคารพธงชาติตอนเช้า....เรากำลังไม่รักชาติ หรือกำลังสอนให้เข้าใจชาติอย่างแท้จริง
ในสังคมไทย การยืนเคารพธงชาติถูกผูกเข้ากับคำว่า “รักชาติ” มาอย่างยาวนาน
ใครไม่ยืน ถูกมองว่าไม่เคารพ ใครตั้งคำถาม ถูกมองว่ามีปัญหา
แต่ในโลกการศึกษาสมัยใหม่ คำถามสำคัญไม่ใช่ ยืนหรือไม่ยืน
แต่คือ เด็กเข้าใจชาติของตัวเองมากแค่ไหน
เด็กจำนวนมากยืนตรงได้อย่างสมบูรณ์
แต่ไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร สิทธิพลเมืองคืออะไร
และบทบาทของตัวเองในสังคมควรเป็นแบบไหน
โรงเรียนนานาชาติแทบไม่มีพิธีกรรมแบบนี้
แต่กลับสอนเรื่อง Civic Education อย่างจริงจัง
เด็กถูกฝึกให้ตั้งคำถาม เข้าใจระบบรัฐ
รู้จักสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
ความรักชาติจึงไม่ใช่อารมณ์ที่ถูกปลูกฝัง
แต่เป็นความเข้าใจที่ค่อย ๆ เติบโต
การไม่บังคับเข้าแถวเคารพธงชาติทุกวันตอนเช้า
ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะไม่เห็นคุณค่าของชาติ
หากโรงเรียนเลือกสอนให้เขาเข้าใจสังคมที่เขาอาศัยอยู่จริง ๆ
เข้าใจว่าชาติไม่ใช่แค่เพียงสัญลักษณ์บนเสา
แต่คือผู้คน กติกา และความรับผิดชอบร่วมกัน
ชาติที่เข้มแข็ง
ไม่ต้องการพลเมืองที่ยืนตรงพร้อมกันทุกเช้า
แต่ต้องการพลเมืองที่คิดเป็น และรับผิดชอบต่อบ้านเมืองของตัวเอง
ตรงนี้ส่วนตัวผมมองว่า การเคารพธงชาติควรต้องมี ยังไง "รากความเป็นไทย" ก็สำคัญ
แต่ปรับเหมือนโรงเรียนอินเตอร์บางโรงเรียนก็ได้ (บางโรงเรียนมีเข้าแถวสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผู้ปกครองเข้าไปดูด้วยได้เลย เป็น Community อย่างแท้จริง)
เช่น อาจใช้เวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 20 นาที และอาจเป็น 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
และเวลาหน้าเสาธง ครูควรทำกิจกรรมแบบ hit to the point จริง ๆ ไม่ยืดเยื้อ พูดเรื่องสำคัญ เอารุ่นพี่เก่ง ๆ มาพูดสร้างแรงบันดาลใจ ฯลฯ
=====
ไม่มีสวดมนต์ตอนเช้า....เรากำลังตัดศาสนาออกจากโรงเรียน หรือกำลังคืนศรัทธาให้กลับมาอยู่ที่ใจ
สวดมนต์ตอนเช้าเคยถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความดีงามในโรงเรียน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันค่อย ๆ กลายเป็นกิจวัตรที่ทำซ้ำโดยไม่ตั้งคำถาม
เด็กจำนวนมากท่องบทสวดได้คล่อง
แต่ไม่รู้ว่าคำเหล่านั้นกำลังพูดกับชีวิตของเขาอย่างไร
โรงเรียนนานาชาติบางโรงเรียนที่เน้นเผยแพร่ศาสนาคริสต์
ก็มีเฉพาะนักเรียนที่เป็นคริสต์แยกออกไปสวดมนต์ก่อนเข้าเรียน
บางโรงเรียนที่เผยแพร่ศาสนา ให้เลือกว่าจะเรียนวิชาศีลธรรม หรือศาสนาคริสต์
แต่ก็ยอมรับว่ามีบางโรงเรียนที่เผยแพร่ศาสนา สอดแทรกเข้าไปในบทเรียน (มากน้อยแล้วแต่โรงเรียน)
ในโรงเรียนไทย การสวดมนต์แบบบังคับ
อาจทำให้เด็กบางคนรู้สึกว่าศาสนาเป็นภาระ
ยิ่งสำหรับเด็กที่มีความเชื่อต่าง
ศาสนาจึงไม่ใช่ที่พึ่ง แต่เป็นความอึดอัด
การไม่มีสวดมนต์ตอนเช้า ไม่ใช่การปฏิเสธศาสนา
แต่คือการยอมรับว่า ศรัทธาไม่ควรถูกสั่ง
โรงเรียนควรให้พื้นที่เงียบ พื้นที่คิด และพื้นที่เลือก
อาจฝึกการนั่งสมาธิ ฝึก reflection ทุกเช้าก่อนเข้าเรียนก็ได้
เพื่อให้เด็กค้นพบความสงบในแบบของตัวเอง
ส่วนตัวยังยืนยันประโยคแรก "การเลี้ยงลูกให้ใกล้ศาสนาสำคัญเป็นที่หนึ่ง รองลงมาคือ mindset และอันดับสามคือวิชาการ"
แต่
ศรัทธาที่แท้จริง ไม่เกิดจากการท่องพร้อมกันทั้งโรงเรียน
====
วิชาหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่สังคมถกเถียงกัน ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่มีแค่ มี หรือ ไม่มี
แต่มองว่า “ควรมี” แต่ควรบูรณาการใหม่ให้เหมาะสมมากกว่าปัจจุบัน
ส่วนจะเรียกวิชาอะไร หรือกิจกรรมอะไรก็สุดแล้วแต่
และผมออกตัวก่อนนะ ผมก็ไม่ใช่คนดีอะไร ลูกผมก็ไม่ใช่เด็กดีมากมายอะไร
เป็นเด็กธรรมดา ๆ นี่แหละ เรียนไม่ได้เก่ง
แต่กระบวนการของโรงเรียนนานาชาติที่หล่อหลอมมาตั้งแต่อนุบาล
มีความเป็น Global Mindset เคารพกฎ ระเบียบ และมีวินัยได้อย่างดี ไปเรียนตรงเวลา (มาก)
รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อม อ่านป้าย instruction แทบทุกครั้งเวลาไปสถานที่ต่าง ๆ
รู้จักความแตกต่างของเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ภาษา ไม่เหยียด ไม่บุลลี่
และเริ่มรู้จักการ sharing (เพิ่งจะเริ่มทำได้ตอนประถม)
โรงเรียนมีส่วน 1/3 ครอบครัว 1/3 และ สิ่งแวดล้อมรอบตัวอีก 1/3.....ไม่ควรโยนทุกอย่างไปให้ "โรงเรียน"
แค่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ถือว่าพอใจในระดับหนึ่งแล้ว




















เวเนซุเอลา! พิธีศพเหยื่อกระสุนอเมริกา 80 ชีวิตสังเวยปฏิบัติการ "โจรสลัด" บุกปล้นอธิปไตย ลักพาตัวผู้นำ