วันเสาร์, กรกฎาคม 04, 2569

“ฟ้า พรหมศร” เริ่มอดอาหารอีกครั้ง เรียกร้องสิทธิประกันตัว และโอกาสกลับไปดูแลครอบครัว + อานนท์ นำภา ได้รับจดหมายจากทนายความทั่วโลก เพื่อให้กำลังใจทนายความสิทธิ์มนุษยชนที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการแสดงออกทางการเมือง โดยปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วที่อานนท์ได้รับจดหมายให้กำลังใจ


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
15 hours ago
·
“ฟ้า พรหมศร” เริ่มอดอาหารอีกครั้ง เรียกร้องสิทธิประกันตัว และโอกาสกลับไปดูแลครอบครัว
.
.
เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 ที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 กรณีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา โดยถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569
.
ฟ้าแจ้งข่าวมาก่อนหน้านี้ว่า เขาจะเริ่มอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวของตนเอง หลังจากในช่วงเข้าเรือนจำเมื่อเดือนมีนาคม 2569 เขาได้อดอาหารไปเป็นเวลา 10 วัน โดยครั้งนั้น เขาเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทั้งหมด และในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา มีความพยายามยื่นประกันฟ้าไปทั้งหมด 4 ครั้ง แต่ศาลฎีกายังคงไม่อนุญาต
.
ฟ้าเดินมาที่ห้องเยี่ยมพร้อมถือสมุดมาด้วย 2 เล่ม เขาสวมเสื้อสีขาว และกางเกงขาสั้นสีดำ สวมแว่นตา และสีหน้ายังดูปกติ ฟ้าแจ้งว่าได้เริ่มต้นอดอาหารอีกครั้งในวันนี้ หลังจากเตรียมตัวมาระยะหนึ่ง โดยยังดื่มน้ำ นม หรือกาแฟ แต่เริ่มงดอาหารแล้ว ขณะนี้เพิ่งเริ่มใหม่ ร่างกายเลยยังทรง ๆ แต่จากประสบการณ์ก่อนหน้านี้ ถ้าอดไประยะหนึ่งแล้ว ร่างกายจะทำอะไรช้าลง คิดอะไรช้าลง และเขาประเมินว่าหลังจากถูกคุมขังมาหลายเดือน ทำให้น้ำหนักลดลงไปมาก เลยยังไม่รู้ว่าร่างกายจะทรุดไปเร็วแค่ไหน
.
.
ฟ้ากล่าวถึงข้อเรียกร้องในการอดอาหารในครั้งนี้ ว่าเขาเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวของตัวเอง และสิทธิในความเป็นลูก ที่อยากออกไปดูแลคุณพ่อ เขาย้ำเรื่องที่ป๊าเป็นโรคพาร์กินสัน และนำไปสู่อาการอัลไซเมอร์ ภาวะต่าง ๆ เริ่มหลุดลอยไปเรื่อย ๆ ขณะที่คุณแม่ก็มีอาการซึมเศร้า
.
“อยากขอใช้สิทธิ์ไปดูแลบิดามารดา อยากขอใช้สิทธิ์ในการต่อสู้ตามหลักกระบวนการยุติธรรม อยากขอใช้สิทธิ์การประกันตัว เพื่อขอออกไปบรรเทาโทษ” ฟ้าเอ่ยถึงเป้าประสงค์ของตัวเอง
.
ฟ้าบรรยายความรู้สึกเหนื่อยล้า หลังถูกคุมขังเข้าเดือนที่ 4 เขาพยายามยืนหยัดต่อสู้ และตัดสินใจจะลองอดอาหารอีกครั้ง เขายืนยันว่าไม่ได้ทำด้วยความเครียด หรือเศร้า แต่ทำด้วยความรู้สึกว่าจะสู้ อย่างน้อยเขามองว่าตัวเองควรได้รับการประกันตัวออกไปในชั้นฎีกาก่อน
.
ฟ้าบอกว่าเขาพยายามตัดสินใจอยู่หลาย ๆ ครั้ง ครั้งนี้อะไรหลายอย่างในตัว บอกว่าไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ฟ้ารู้ว่าพระอาทิตย์มีขึ้น มีตก และคิดว่าตัวเองไม่ได้ผิดถึงขนาดที่กฎหมายจะต้องทำร้ายกันขนาดนี้
.
เขายังฝากบทกลอนสื่อสารในการเริ่มอดอาหารอีกครั้ง
.
“รวิเมื่อลับไพรหาดแล้วกลับคืน
ชีพเมื่อสิ้นดับสูญ สูญสิ้น
ยังแต่ดีชั่ว สถิตพื้น ฉมา
ข้าแม้ชีพ แดดิ้น ฝากไว้ซึ่งคุณ”
.
.
จากนั้น ฟ้าได้เอ่ยถึงสถานการณ์ภายนอก โดยทราบจากคนข้างในว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้ผ่านชั้นวุฒิสภาแล้ว ร่างนี้ไม่รวมคดีมาตรา 112 แต่ก็คงมีคนบางส่วนได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ, กปปส. หรือคนเสื้อแดงบางส่วน แต่ฟ้าเห็นว่าการทำเช่นนี้ ก็ไม่ใช่การสร้างสรรค์สังคมอย่างแท้จริง มิใช่การแก้ปัญหาจากต้นเหตุ หากมองย้อนกลับไปถึงต้นตอของความขัดแย้งเหล่านี้ อาจจะต้องมองย้อนกลับไปถึง 20 ปี ต้องมีการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ตลอดทั้งทบทวนถึงคดีมาตรา 112 ด้วย
.
ฟ้ายังเล่าว่าอยู่ข้างในนี้ก็ได้ดูซีรีส์ “ทนายปีศาจ” แล้ว เขาได้เห็นหลายประเด็นที่ซีรีส์นี้ตั้งใจนำเสนอ ทั้งเรื่องการถูกอุ้มหาย, การใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน, ปัญหาการประมง, ศาลที่ไม่เป็นศาล และผู้พิพากษาที่ไม่เป็นผู้พิพากษา หรือคำถามเกี่ยวกับการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งส่งผลต่อความเป็นกลางและความเป็นอิสระ
.
ฟ้ายังฝากเรื่องของการรักษาฟันของเขา ซึ่งก่อนหน้านี้เขาใส่เหล็กจัดฟันเพื่อแก้ปัญหาฟันล้ม และต้องมีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถดูแลได้ โดยไม่รู้ว่าจะสามารถทำหนังสือให้ไปรักษาที่คลินิกเดิมได้หรือไม่ หรือไปที่โรงพยาบาล
.
สุดท้าย ฟ้าได้เอ่ยไว้ด้วยว่า ด้วยความรักและความหวังของทุกคน จะเป็นความกล้าหาญให้ฟ้าต่อสู้ต่อไปไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เชื่อว่ามีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์และเชื่อว่าความเมตตาจะเป็นดั่งเช่นสายฝนที่ตกลงบนโลก ยังให้สรรพสิ่งบนโลกงอกงามต่อไป
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/84286
.
ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงฟ้า และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล https://freeratsadon.amnesty.or.th/

https://www.facebook.com/photo?fbid=1430540298916436&set=a.656922386278235
.....


อานนท์ นำภา 
 7 hours ago
·
ขอบคุณ Lawyers for Lawyers องค์กรทนายความในประเทศเนเธอแลนด์ ที่ส่งต่อจดหมายจำนวน 109 ฉบับ จากทนายความทั่วโลกมาถึงอานนท์ เพื่อให้กำลังใจทนายความสิทธิ์มนุษยชนที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการแสดงออกทางการเมือง โดยปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วที่อานนท์ได้รับจดหมายให้กำลังใจ


https://www.facebook.com/xannth.na.pha/posts/36838681795746429


94 ปีแห่งการต่อสู้ที่ยังไม่จบ: “เก็ท” โสภณ เขียนจากเรือนจำถึงวันเปลี่ยนแปลงการปกครองและสำนึกแห่งราษฎรที่ยังต้องสร้างต่อไป


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
16 hours agao
·
94 ปีแห่งการต่อสู้ที่ยังไม่จบ: “เก็ท” โสภณ เขียนจากเรือนจำถึงวันเปลี่ยนแปลงการปกครองและสำนึกแห่งราษฎรที่ยังต้องสร้างต่อไป
.
.
วันที่ 24 มิ.ย. 2569 ครบรอบ 94 ปี วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนบทความสะท้อนเส้นทางของประชาธิปไตยไทยนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 จนถึงปัจจุบัน
.
เก็ทตั้งคำถามว่าผ่านมา 94 ปี แม้จะมีการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลมากมาย แต่โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจริงหรือ เมื่อปัญหาที่ถูกกล่าวถึงในประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ยังคงปรากฏอยู่ ทั้งระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก อภิสิทธิ์ชนที่ยังดำรงตนอยู่เหนือกฎหมาย และการปราบปรามผู้เห็นต่างที่ยังคงดำเนินต่อไป
.
เก็ทเห็นว่าหนทางสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ ไม่ใช่เพียงการโจมตีอภิสิทธิ์ชน แต่ต้องอาศัยการสร้าง สำนึกประชาธิปไตย ในหมู่มวลชน และย้ำว่าแม้การต่อสู้จะยังไม่สำเร็จในยุคของคนบางคน แต่การเสียสละเหล่านั้นก็เป็นทุนให้คนรุ่นหลังเดินต่อไปได้

_________

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 มีความพยายามช่วงชิงอำนาจดังเช่นกรณีกบฎบวรเดช แต่เมื่อเหล่าเจ้านายไม่อาจพิสูจน์ความชอบธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ พวกเขาก็จำต้องปรับตัว เพื่อหาทางครอบครองอำนาจนำอีกครั้งในนามประชาธิปไตย
.
แต่อนุรักษ์นิยม-กษัตริย์นิยม มักกล่าวโจมตีคณะราษฎรว่าที่ประเทศไทยไม่มีประชาธิปไตยเต็มใบสักที ก็เพราะคณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม รัชกาลที่ 7 ท่านได้เตรียมรัฐธรรมนูญไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ประกาศใช้ก็ถูกยึดอำนาจเสียก่อน อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวอ้างนั้น ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด
.
ประเด็นนี้แม้แต่งานศึกษาของนักวิชาการฝ่ายขวาก็ยังให้การยืนยันว่า แท้จริงร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวคือ ร่างเค้าโครงการเปลี่ยนรูปแบบการปกครอง (An Outline of Changes in the Form of Government) โดย เรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ (Raymond B. Stevens) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา

ตามเค้าโครงนี้ อำนาจสูงสุดยังคงอยู่ที่พระมหากษัตริย์ ทั้งในทางบริหาร การตรากฎหมาย และศาลอย่างสมบูรณ์ เป็นเพียงการจัดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เป็นระบบเท่านั้น
.

“ประเทศไทยไม่เหมือนชาติอื่น หากต้องมีประชาธิปไตย ก็ต้องปรับให้เป็นประชาธิปไตยแบบไทย”

ถ้อยแถลงนี้มักถูกบรรจุในคำปราศรัยของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอยู่บ่อยครั้ง “ประชาธิปไตยแบบไทย” หมายถึง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วก็ต้องย้อนไปดูจุดกำเนิดของประชาธิปไตยแบบดังกล่าวที่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ความนิยมของสถาบันกษัตริย์ก็ถูกเชิดชูอย่างมีนัยยะสำคัญ ในยุคเผด็จการทหารของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาจนถึงถนอม กิติขจร ในช่วง พ.ศ.2500 เป็นต้นมา
กล่าวได้ว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ไม่ใช่เจตจำนงแรกของการเปลี่ยนการปกครอง และหากจะกล่าวว่าประชาธิปไตยดังกล่าวเป็นจารีตแบบไทย ๆ ก็กระไรอยู่
.
ผ่านมา 94 ปี มีการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลมากมาย แต่ผู้ปกครองของสังคมไทยมีการเปลี่ยนตัวจริงหรือ? ณ วันนี้ ประเด็นปัญหาที่ถูกกล่าวถึงในประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ก็ยังคงอยู่ อภิสิทธิ์ชนยังดำรงตนอยู่เหนือกฎหมาย ชนชั้นนำไทยได้สร้างเครือข่ายระบบอุปถัมภ์แผ่ขยาย และฝังรากลึก องคาพยพของเขามีตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐชั้นผู้ใหญ่ไปจนถึงนายทุน ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร

ข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่มีปากเสียง ถ้าไม่มีตั๋วก็ถูกแซง การเลื่อนขั้นจากลูกท่านหลานเธอ การฉ้อราษฎร์บังหลวงก็มีให้เห็นจนชินตา การรับสินบนในการก่อสร้าง การซื้อของใช้ของข้าราชการ แผ่นหลังของราษฎรยังคงเป็นผืนนาให้ผู้มีอำนาจดูดทรัพยากร

ในขณะที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ผู้คนแทบจะกัดก้อนเกลือกิน ชนชั้นนำกลับลอยตัวเสพสุขจากภาษีของประชาชน เมื่อเราพยายามเปล่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรม พวกเขาไม่เพียงจะไม่ฟังเสียงของเรา แต่ยังพยายามปราบปรามคุมขังในนามความมั่นคง ความมั่นคงนั้นเป็นของใครกัน ? ขณะนี้รัฐบาล และองค์กรรัฐ ทำงานเพื่อใคร ?

เหตุที่ประชาธิปไตยไม่เบ่งบานในบ้านเรา ไม่ใช่เพราะการเรียกร้องอย่างไม่รู้กาละเทศะ เมื่อชนชั้นปกครองสมบูรณ์ด้วยอำนาจอภิสิทธิ์ พูนสุขด้วยทรัพย์สินจากการขูดรีดทรัพยากรสาธารณะ เหตุใดเขาจะต้องกระจายเงินทองที่เอาไปแล้วคืนสู่สังคม เขาจะลดตัวลดอำนาจตนเองทำไม เราขอร้องเขาเมื่อไหร่ เขาก็ไม่ให้อยู่ดี แล้วเหตุที่ต้นประชาธิปไตยไม่เติบโตงอกงามในแผ่นดินไทย ก็ไม่ใช่เพราะเมล็ดมันไม่เหมาะกับสภาพดินจนต้องไปตัดต่อพันธุกรรมแปลงอัตลักษณ์

ทั้งนี้ เพราะนิยามของประชาธิปไตยก็เข้าใจง่ายอยู่แล้ว ในเมื่อบ้านเมืองไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นของประชาชนทุกคน กฎระเบียบการจัดสรรทรัพยากร การวางนโยบายสังคม จึงต้องมุ่งไปที่ประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก ไม่ใช่เอื้อประโยชน์ต่อบุคคล หรือกลุ่มคนบางคนบางหมู่คณะ

สำหรับการสร้างโครงสร้างสังคมประชาธิปไตยเต็มใบ ผมเห็นว่า การมุ่งโจมตีแต่อภิสิทธิ์ชนยังไม่เพียงพอ คนทำงานเคลื่อนไหวควรหันไปสื่อสาร “การสร้างสำนึกประชาธิปไตย” แก่มวลชนด้วย เรารับได้หรือไม่กับการผูกขาด หรือสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือด หรือผ่านพรรคพวกกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ? ทรัพย์สินส่วนตัวที่หามาโดยสุจริตจะใช้จ่ายตามอัธยาศัยนั้นไม่แปลก แต่เรารับได้ไหมกับการนำเงินภาษีไปเสพสุขสุรุ่ยสุร่ายหรือไม่

คำตอบของคำถามข้างต้น เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการมีสำนึกประชาธิปไตย เมื่อสำนึกดังกล่าวถูกประดิษฐานในหมู่มวลชน การสถาปนาโครงสร้างประชาธิปไตยก็จะเกิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วในสังคมประชาธิปไตย เช่น ในเกาหลีใต้ เมื่อมีการก่อรัฐประหาร ทั้งชาวบ้าน และ ส.ส. ก็ออกมาต่อต้านทันที หรือในสหรัฐอเมริกา ที่ประชาชนเรือนล้านออกมาประท้วงการทำงานโดยมิชอบของประธานาธิบดี

การต่อสู้ของคณะราษฎรได้จบลง การสร้างประชาธิปไตยอาจไม่สำเร็จได้ในชั่วอายุของคนบางคน แม้การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ยังไม่สัมฤทธิ์ในยุคของพวกเขา แต่การเสียสละเหล่านั้นก็มากพอเป็นทุนให้เราเดินทางไปถึงจุดหมายได้ ผู้มีอำนาจอาจปิดกั้นเสรีภาพ หรือความจริงได้ในชั่วขณะหนึ่ง แต่เขาไม่สามารถเปลี่ยนความจริงได้ และเขาก็ไม่อาจครองอำนาจนำได้ตลอดไป

การปราบปรามประชาชน ผู้มีอำนาจอาจคิดว่า การกระทำดังกล่าวคือการแสดงแสนยานุภาพว่าเขาทำอะไรได้ แต่อีกแง่หนึ่ง การปราบปรามของเขา ไม่ว่าจะเป็นความพยายามระงับงานเขียน การจับกุมผู้คน ก็สะท้อนให้เห็นถึง “ความกลัว” ของพวกเขา เขากลัวความจริง กลัวอิสระ กลัวว่าเมื่อประชาธิปไตยเบ่งบาน อำนาจของพวกเขาจะเสื่อมสลายไป

.
ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎร
.
.
อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84279

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1430471702256629&set=a.656922399611567





"ผมเห็นความห่วยแตกของ ป.ป.ช.มานับครั้งไม่ถ้วน ปล่อยให้การทุจริตเบ่งบาน อยากมีอำนาจหน้าที่ แต่เมื่อมีหน้าที่กลับไม่รับผิดชอบ"

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
yesterday

ndtpoesSro5fir t7tia:t4t hm70m5dh13Yl16 4sg858aceyMt124ei6Af ·

❝ ผมเห็นความห่วยแตกของ ป.ป.ช.มานับครั้งไม่ถ้วน
ปล่อยให้การทุจริตเบ่งบาน
อยากมีอำนาจหน้าที่
แต่เมื่อมีหน้าที่กลับไม่รับผิดชอบ ❞
.
พ.ต.ท.อำนวย ไกรวุฒิอนันต์ พงส.(สบ2) ได้รับคำร้องทุกข์เรื่องสำนวนการสอบสวนหลุดไปถึงมือผู้ต้องหา ไว้ตามคดีอาญาที่ 1813/2544 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2544 อีกคดีหนึ่ง และได้พิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้เข้าหลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช.
.
เมื่อ ป.ป.ช.รับสำนวนไปพิจารณานานครึ่งปีกว่า จนถึงวันที่ 9 เมษายน 2545 สภ.อ.เมืองภูเก็ต ได้รับสำนวนการสอบสวนคืนจาก ป.ป.ช.ตามหนังสือด่วนมากที่ ปช.0005/1620 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2545 ป.ป.ช.อ้างเหตุผลดังนี้
.
"ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่พนักงานสอบสวนส่งให้พิจารณาไม่ปรากฏว่าเป็นการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งใด และสังกัดใด ว่าได้กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมอย่างใดโดยชัดแจ้ง จึงเป็นสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 98 ประกอบตาม มาตรา 88 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542"
.
◤ เมื่อ ป.ป.ช.มีความเห็นเป็นเช่นนั้น สภ.อ.เมืองภูเก็ตจึงส่งสำนวนการสอบสวนทั้งหมดจาก ป.ป.ช.ให้ ผกก.5 ป.รับไปดำเนินการต่อ
.
ณ เวลานั้นจนกระทั่งบัดนี้ ผมไม่เข้าใจการทำงานของ ป.ป.ช.ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายมากมาย แทบจะล้นฟ้า เอาสำนวนไปกอดไว้เฉยๆ นานกว่า 6 เดือน (นับจากวันที่ 31 สิงหาคม ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2545) โดยไม่ทำอะไรสักอย่าง อยู่ๆ ก็ส่งสำนวนคืนกลับมาง่ายๆ อย่างนั้น
.
ซึ่งผมพลิกดูสำนวนแล้ว ป.ป.ช.ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมเลย มีแค่ใบปะหน้าส่งสำนวนคืนพร้อมเหตุผลข้างต้น แต่เนื่องจาก ตร.อนุมัติให้กองปราบสอบสวนแต่เพียงฝ่ายเดียว สภ.อ.เมืองภูเก็ตจึงไม่มีอำนาจทำอะไรได้แล้ว
.
(หมายเหตุ ถ้าสำนวนอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนของตำรวจนานถึง 6 เดือน โดยไม่ทำอะไรเลย จะต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ฐานเกียจคร้าน และปีนั้นจะต้องถูกงดขึ้นขั้นเงินเดือน)
.
◤ ถ้า ป.ป.ช.แค่ขยับทำงานหน่อยเดียวก็รู้ว่าใครทำผิด
.
ทุกฝ่ายอยากมีอำนาจ แต่เมื่อมีอำนาจแล้วมักจะไม่ยอมทำตามหน้าที่ เพราะเมื่อทำตามหน้าที่ทั้งเหนื่อย ทั้งเสี่ยง จึงหาช่องทางง่ายๆ เพื่อหลีกเลี่ยงดีกว่า ง่ายดี ระบบราชการแบบโยนกันไปโยนกันมา แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ กินเงินเดือนแพงๆ
.
สนุกดีข้าราชการประเทศไทย
.
ผมเห็นความห่วยแตกของ ป.ป.ช.มานับครั้งไม่ถ้วน ติดตามดูการทำงานของ ป.ป.ช.มาตลอด และตั้งความหวังไว้ว่า การทำงานนั้นจะมีประสิทธิภาพในการปราบปรามการทุจริต ทำให้ประเทศไทยพ้นหล่มติดกับการทุจริตคอร์รัปชั่นที่มีมานานแสนนาน
.
อยากให้มีการจับกุมตัวการสำคัญๆ ดำเนินคดีให้เห็นเป็นขวัญตา
.
ไม่ว่าคนที่ทุจริตประพฤติชั่วจะเป็นนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ นายทหารทุกเหล่าทัพทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ
.
ไม่ว่าจะเป็นพลเอก พลโท พลตรี พลเรือเอก พลเรือโท พลเรือตรี พลอากาศเอก พลอากาศโท พลอากาศตรี หรือตำรวจ ตั้งแต่พลตำรวจเอก พลตำรวจโท พลตำรวจตรี
.
หรือนักการเมืองท้องถิ่น หรือใครก็ตามที่บังอาจทุจริตใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์
.
อยากเห็นคนเหล่านี้ติดคุกบ้าง และเอาใจช่วยให้ทำงานที่สำคัญนี้สำเร็จ
.
◤ แต่ความห่วยของ ป.ป.ช.ที่ส่งสำนวนที่ตำรวจทำไว้แต่แรกกลับคืนมาให้ตำรวจอีก หลังจากเก็บไว้นานโดยไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้การทุจริตเบ่งบาน อยากมีอำนาจหน้าที่ แต่เมื่อมีหน้าที่กลับไม่รับผิดชอบ
.
(ผมยังทันยุคที่ยังไม่มี ป.ป.ช. ตำรวจทำคดีที่มีการทุจริตเอง จนต่อมามี ป.ป.ช.เกิดขึ้น จึงกำหนดให้ตำรวจรับแจ้งเรื่องการทุจริตให้เริ่มสอบสวนเบื้องต้นก่อน เมื่อพิจารณาแล้วเข้าหลักเกณฑ์ต้องส่งไปให้ ป.ป.ช.ทุกกรณี)
.
จึงไม่แปลกใจที่การคอร์รัปชั่นเจริญงอกงามอย่างยั่งยืนและยืนหยัดตลอดไปพร้อมๆ กับ ป.ป.ช. และทุกวันนี้ความหวังข้างต้นของผมเลือนรางเต็มที เหมือนเช่นคดีนี้
.
◤ ต่อมาผมทราบว่า ทางฝ่ายอัยการจังหวัดภูเก็ตได้มีการตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดเหตุนี้ขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายตำรวจ อัยการ ป.ป.ช.ก็นิ่งเงียบ หายไปกับสายลม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เงียบเป็นเป่าสากเหมือนอยู่ในป่าช้าจนกระทั่งบัดนี้
.
ด้วยเอกสารที่ตรวจค้นพบเป็นหลักฐานคาตา ผมเห็นว่าเป็นคดีที่ไม่ได้ยากหรือมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไร ลงมือสืบสวนสอบสวนจริงๆ ก็รู้ว่าคนชั่วพวกนี้เป็นใครที่ร่วมมือกันขายสำนวนการสอบสวน
.
ระบบราชการไทย ชอบลูบหน้าปะจมูก หาคนกล้าหาญทำจริงจังยากมากในแผ่นดินไทย ยิ่งกว่างมหาเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
.
ในครั้งนั้น หากจะว่าไป ผมยังถือว่าเป็นไก่อ่อนในชั้นเชิงการสอบสวนก็ว่าได้ และกระดูกยังไม่แข็งพอ เพราะเมื่อผมพบเอกสารทั้งหมด ผมได้จัดการเพียงแค่ตรวจยึดพร้อมกับทำบันทึกการตรวจยึดไว้ แล้วนำมาลง ปจว.ที่ สภ.อ.เมืองภูเก็ต รับเป็นคดี จากนั้นจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาและส่วนที่เกี่ยวข้องทราบเท่านั้น
.
◤ ถ้าผมมีประสบการณ์มากกว่านี้ ผมต้องตัดสินใจ จับกุมภรรยาของนาย อ. นำตัวมาดำเนินคดี เพราะเป็นผู้ครอบครองเอกสารไว้ด้วยตัวเอง ถือเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว
.
ภรรยานาย อ. จะต้องเปิดปากพูดความจริงออกมาว่า เอกสารที่ตรวจพบในห้องนอนของตัวเอง (ขณะตรวจค้นประตูห้องนอนปิดล็อกเข้าไม่ได้ ต้องให้พี่ชายและพี่สาว และทนายความนำตรวจค้น) ได้รับมาจากใคร ใครเป็นคนทำ และได้จ่ายเงินเป็นค่าจ้างไปเท่าไร ไปตรวจค้นบ้านพักอัยการคนที่ต้องสงสัยและที่ทำงาน
.
พร้อมทั้งตรวจค้นบ้านพักและสำนักงานทนายความของผู้ต้องหาและจำเลย เพราะต่อมาในคำแถลงปิดคดีของทนายความจำเลย ใช้ข้อมูลที่เป็นข้อความที่เหมือนในเอกสารนี้เกือบทั้งหมด ตัวพิมพ์ที่ปรากฏในเอกสาร ก็ตรวจพิสูจน์ได้ว่าใช้เครื่องพิมพ์ดีดเครื่องไหนพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นที่สำนักงานอัยการหรือสำนักงานทนายความ
.
ดังนั้น ผมจึงทำพลาดอีกครั้ง การทำงานคดีใหญ่ๆ จึงควรมีคู่หูที่ไว้ใจได้เพื่อปรึกษาหารือ


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์

33 ปี ชีวิตสีกากี (177) | อีกคดี 'สำคัญ' ที่เผชิญ
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_895569
.
33 ปี ชีวิตสีกากี (178) | สอบสวน – หาหลักฐาน ‘รัดกุม’
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_896618
.
33 ปี ชีวิตสีกากี (179) | สวมหัวใจสิงห์ - กัดไม่ปล่อย
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_897714
.
33 ปี ชีวิตสีกากี (180) | สำนวนคดีหลุดถึงมือผู้ต้องหา
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_898647


33 ปี ชีวิตสีกากี (181) | ป.ป.ช. ที่น่าผิดหวัง
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_899522

33 ปี ชีวิตสีกากี (182) | ข้อสงสัยต่อ 'อัยการ'
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_900369

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1411518464343682&set=a.627369302758606




ปาฐกถา “สุภา ศิริมานนท์” ประจำปี 2569 ของคุณบรรยง พงษ์พาณิช ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ในหัวข้อ “สามัญชน และประชาธิปไตย ในระบบทุนนิยม (ไทย)” เป็นปาฐกถาที่ทรงพลังมาก (ลิงก์ ปาฐกถาของคุณบรรยง ข้างล่าง)


Athiphat Muthitacharoen
13 hours ago
·
ปาฐกถา “สุภา ศิริมานนท์” ประจำปี 2569 ของคุณบรรยง พงษ์พาณิช ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ในหัวข้อ “สามัญชน และประชาธิปไตย ในระบบทุนนิยม (ไทย)” เป็นปาฐกถาที่ทรงพลังมาก

ผมคิดว่าแกนหลักของปาฐกถานี้คือ ปัญหาของไทยไม่ใช่ว่าเรามี “ประชาธิปไตยมากเกินไป” หรือมี “ทุนนิยมมากเกินไป” แต่อาจเป็นตรงกันข้าม

เรามีประชาธิปไตยที่ยังเปิดโอกาสให้คนธรรมดาไม่พอ และมีทุนนิยมที่ยังเปิดกว้างให้ผู้เล่นหน้าใหม่ไม่มากนัก

ผมขอสรุปตามความเข้าใจของผมเอง เป็น 3 ข้อสังเกตครับ
.
.
1) ประชาธิปไตยและทุนนิยมมี DNA เดียวกัน คือ “เสรีภาพ ทางเลือก และการแข่งขัน”

สิ่งที่ผมชอบมากในปาฐกถานี้คือ การชวนมองประชาธิปไตยและทุนนิยมเป็นเรื่องเดียวกัน

ประชาธิปไตยที่ดี ต้องให้ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้นำ เปลี่ยนรัฐบาล และตรวจสอบอำนาจได้

ทุนนิยมที่ดี ต้องให้ผู้บริโภคเลือกสินค้า ผู้ประกอบการใหม่เข้าสู่ตลาด และผู้เล่นเดิมถูกท้าทายได้

ทั้งสองระบบจึงยืนอยู่บน 3 หลักเดียวกัน ได้แก่ เสรีภาพในการเลือก การมีทางเลือกที่แท้จริง และการแข่งขันที่เปิดกว้าง

ถ้าสามสิ่งนี้หายไป ประชาธิปไตยก็เหลือเพียงพิธีกรรม และทุนนิยมก็กลายเป็นระบบอภิสิทธิ์

นี่เป็นหลักคิดที่สำคัญมากสำหรับประเทศไทย หลายครั้งเราวิจารณ์ประชาธิปไตยจากตัวอย่างการเมืองที่บิดเบี้ยว และวิจารณ์ทุนนิยมจากตัวอย่างนายทุนผูกขาด

คำถามที่ควรถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “ประชาธิปไตยล้มเหลวหรือไม่” หรือ “ทุนนิยมเลวร้ายหรือไม่”

แต่คือ สิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นประชาธิปไตยและทุนนิยมที่แท้จริงแล้วหรือยัง
.
.
2) ต้อง “เอาความสามานย์ออกจากทุนนิยมไทย”

คุณบรรยงพูดถึงแนวคิดจากหนังสือ Saving Capitalism from the Capitalists

ทุนนิยมที่ดีต้องการการแข่งขัน แต่คนที่ประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยมจำนวนมาก เมื่อครองตลาด หรือกลายเป็น Incumbent แล้ว มักไม่อยากให้ตลาดเปิดเหมือนเดิม

ตอนยังเล็ก ต้องการตลาดเสรี แต่พอโตแล้ว ต้องการกฎระเบียบที่ซับซ้อน ใบอนุญาตที่เข้าถึงยาก สัมปทาน ความสัมพันธ์กับรัฐ และกำแพงที่ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาแข่งไม่ได้

นี่คือจุดที่ทุนนิยมค่อย ๆ กลายเป็นทุนนิยมพวกพ้อง หรือที่คุณบรรยงเรียกว่า ต้อง “เอาความสามานย์ออกจากทุนนิยมไทย”

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะคนธรรมดาเป็นผู้จ่ายต้นทุนของระบบนี้
จ่ายผ่านราคาสินค้าที่แพงกว่าที่ควร
จ่ายผ่านค่าบริการที่ไม่มีทางเลือก ยังไงก็หนีไม่ได้
จ่ายผ่านการติดกับดัก SME ที่โตไม่ได้
จ่ายผ่านโอกาสที่หายไป
และจ่ายผ่านลูกหลานที่ต้องแข่งขันในสนามที่ไม่เป็นธรรมตั้งแต่เริ่มต้น

ดังนั้น การปกป้องทุนนิยมที่ดี ไม่ได้แปลว่าเข้าข้างนายทุน
แต่ต้องเข้าข้างการแข่งขัน
เข้าข้างผู้บริโภค
เข้าข้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ เข้าข้าง SME
และเข้าข้างการทำให้คนธรรมดามีโอกาสไต่ขึ้นได้จริง
.
.
3. รากของปัญหาไทยคือ “สถาบัน” ที่ยังไม่เปิดกว้างพอ

ปาฐกถาช่วงท้ายเชื่อมไปสู่ Why Nations Fail และแนวคิดเรื่อง inclusive institutions กับ extractive institutions

ประเทศที่ไปได้ไกล ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีความขัดแย้ง แต่เป็นประเทศที่มีกติกาเปิดกว้าง กฎหมายเป็นธรรม สิทธิในทรัพย์สินมั่นคง การแข่งขันเกิดขึ้นจริง อำนาจถูกตรวจสอบได้ สื่อถามคำถามได้ ระบบยุติธรรมน่าเชื่อถือ การศึกษาเปิดโอกาสให้คนธรรมดา และรัฐไม่ถูกซื้อโดยทุนหรือกลุ่มอำนาจ

ในทางกลับกัน สถาบันแบบ extractive คือระบบที่ดูดทรัพยากรจากคนจำนวนมากไปให้คนกลุ่มเล็ก ทุนกระจุก อำนาจกระจุก โอกาสกระจุก กติกาถูกเขียนโดยผู้ชนะเดิม และคนข้างล่างทำได้เพียงเล่นตามเกมที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนออกแบบ

นี่คือจุดที่ประชาธิปไตยและทุนนิยมแยกกันไม่ออก
ถ้าประชาชนไม่ปกป้องประชาธิปไตย ทุนนิยมจะถูกยึดโดยทุนที่ไม่ชอบการแข่งขัน

ถ้าประชาชนไม่ปกป้องทุนนิยมแบบแข่งขัน ประชาธิปไตยจะถูกยึดโดยทุนที่ซื้ออำนาจได้

และถ้าประชาชนไม่ปกป้องสถาบัน ทั้งประชาธิปไตยและทุนนิยมก็จะเหลือแต่ชื่อ
.
.
มองภาพใหญ่

ผมคิดว่าพลังของปาฐกถานี้อยู่ที่การไม่ชวนเราเลือกข้างแบบง่าย ๆ ไม่ใช่รัฐกับตลาด ไม่ใช่ประชาธิปไตยกับทุนนิยม ไม่ใช่คนจนกับคนรวย ไม่ใช่สามัญชนกับนายทุน แต่ชวนถามคำถามที่ยากกว่า นั่นคือ

เราจะสร้างระบบที่ทำให้ “การแข่งขัน” เป็นธรรมได้อย่างไร
เราจะทำให้คนธรรมดามีทางเลือกจริงได้อย่างไร
เราจะทำให้ตลาดไม่ถูกยึดโดยทุนเดิมได้อย่างไร
และเราจะทำให้ประชาธิปไตยไม่ถูกยึดโดยอำนาจเดิมได้อย่างไร

ประเทศที่ดีขึ้นไม่ได้เกิดจากการรอผู้นำที่สมบูรณ์แบบ แต่เกิดจากสถาบันที่ทำให้คนไม่สมบูรณ์แบบ ยังต้องแข่งขัน ยังถูกตรวจสอบ ยังต้องรับผิดชอบ และยังถูกท้าทายได้เสมอ

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างประชาธิปไตยกับทุนนิยม แต่คือการทำให้ทั้งสองระบบ “จริง” กว่าที่เป็นอยู่

ประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง
ทุนนิยมที่แข่งขัน
และสถาบันที่ทำให้สามัญชนไม่ใช่แค่ผู้ชม

แต่เป็นเจ้าของอนาคตของประเทศ

ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

ป.ล. Link ปาฐกถาของคุณบรรยง อยู่ใน comment ครับ

ปาฐกถาของคุณบรรยง พงษ์พาณิข
https://www.facebook.com/share/p/1D8nBYyrUt/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10102335969654911&set=a.543338622911
.....



ปาฐกถาของคุณบรรยง พงษ์พาณิข
https://www.facebook.com/share/p/1D8nBYyrUt/




รำลึกถึง กรณีพลับพลาไชย 3 -7 กรกฎาคม 2517 นัยยะทางประวัติศาสตร์ "ข่าวลือ" และ "ความไม่ไว้วางใจในอำนาจรัฐ" เมื่อมาเจอกับการบริหารจัดการความขัดแย้งที่ไม่เหมาะสม สามารถนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ได้อย่างง่ายดาย


The Momentum
18 hours ago
·
3 กรกฎาคม 2517
จลาจลที่แยกพลับพลาไชย
.
เหตุการณ์จลาจลที่แยกพลับพลาไชย คือหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและฝ่ายผู้ปราบปรามใช้ความรุนแรงเข้าหากัน ก่อนเหตุการณ์จะบานปลายยาวนานถึง 4 วัน และลงเอยด้วยการมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
.
ย้อนกลับไปวันที่ 3 กรกฎาคม 2517 ช่วงเวลา 20.30 น. ตำรวจสายตรวจ 2 นายสั่งให้ พูน ล่ำลือประเสริฐ หรือฝู แซ่หลู่ อายุ 50 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ ให้เลื่อนรถ หลังจอดรถในที่ห้ามจอดบริเวณป้ายจอดรถประจำทางหน้าบริษัทนครหลวงประกันชีวิต แต่พูนไม่ทำตามคำสั่ง ตำรวจจึงเข้าจับกุมตัวส่งสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย ทว่าพูนขัดขืนพร้อมตะโกนว่า “ตำรวจทำร้ายประชาชน” ทำให้ประชาชนที่รอรถประจำทางและบริเวณใกล้เคียงต่างพากันมามุงดู ก่อนวิ่งตามมาสังเกตการณ์ที่สถานีตำรวจ
.
กระทั่งเวลา 21.30 น. ประชาชนนับพันรวมตัวกันที่สถานีตำรวจ ท่ามกลางข่าวลือว่าตำรวจทำร้ายประชาชน จึงทำให้ความไม่พอใจขยายตัวและออกมาในรูปแบบการประท้วง ด้วยการขว้างปาสิ่งของใส่สถานีตำรวจ แม้เจ้าหน้าที่ชี้แจงผ่านเครื่องขยายเสียง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่เดินทางมายังที่เกิดเหตุ แต่สถานการณ์ไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย ซ้ำร้ายประชาชนยังมารวมตัวกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
.
กลางดึกคืนนั้น ไฟฟ้าดับและเกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย ประชาชนจึงเข้าไปในสถานีและทำร้ายตำรวจ รวมถึงพยายามปล่อยผู้ต้องขัง เหตุการณ์บานปลายหลังตำรวจใช้ปืนยิงต้านและมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ภายนอกก็มีจลาจลย่อมๆ ด้วยการทำลายรถตำรวจ เผายางขวางถนน และมีรถบรรทุกสิบล้อถูกพลิกคว่ำที่แยกหมอมี โดยในคืนนั้นมีประชาชนถูกยิงบาดเจ็บนับ 20 ราย
.
เหตุการณ์ความไม่สงบต่อเนื่องมาในวันถัดไป โดยวันที่ 4 กรกฎาคม เริ่มมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยมีกลุ่ม ‘ลูกจีน’ ที่เรียกกันว่า ‘กุมารจีน’ สวมรอยก่อเหตุยึดรถองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พยายามขับฝ่าแผงกั้นด้านถนนแปลงนามเข้าถนนพลับพลาไชย พยายามยึดรถบรรทุกและรถพยาบาลในหลายพื้นที่ รวมถึงปั๊มน้ำมัน เพื่อนำน้ำมันมาทำระเบิดขวดต่อสู้กับตำรวจ กระทั่งเวลา 23.00 น. สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี และพลตำรวจตรี อรรถสิทธิ์ สิทธิสุนทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2517 และให้ทหารปราบปราม
.
วันที่ 6 กรกฎาคม 2517 อธิบดีกรมตำรวจรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตรวม 27 ราย บาดเจ็บรวม 120 ราย ขณะที่นายกสมาคมแต้จิ๋วออกโรงเตือนวัยรุ่นลูกครึ่งว่า อย่าทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับเจ้าหน้าที่และห้ามออกจากบ้านในยามวิกาล
.
นอกจากนี้ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ สหพันธ์นักศึกษาเสรี และขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศตั้งหน่วยงานรับข้อเท็จจริงจากประชาชนเกี่ยวกับเหตุการณ์จลาจลพลับพลาไชย พร้อมออกแถลงการณ์คัดค้านการปราบปรามอันรุนแรงของรัฐบาล และเร่งให้มีการสอบสวนอย่างเร่งด่วน
.
หลังการจลาจลบานปลายมากว่า 4 วัน เหตุการณ์ก็สงบลงในวันที่ 7 กรกฎาคม 2517 ก่อนที่รัฐบาลยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในวันที่ 9 กรกฎาคม 2517 เวลา 06.00 น. ทิ้งไว้เพียงเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ที่หลายคนมองว่า เป็นเรื่องที่เกิดจาก ‘น้ำผึ้งหยดเดียว’
.....

เพิ่มเติม

เหตุการณ์จลาจลที่แยกพลับพลาไชย (3-6 กรกฎาคม พ.ศ. 2517) ถือเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความตึงเครียดทางสังคมและการเมืองไทยในช่วงยุค "ฟ้าสีทองผ่องอำไพ" หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้เป็นอย่างดีครับ

แม้ว่าฉากหน้าของเหตุการณ์จะเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ อย่างการกระทบกระทั่งระหว่างตำรวจกับคนขับรถแท็กซี่ แต่ชนวนเหตุที่แท้จริงกลับแฝงไปด้วยปัญหาระดับโครงสร้างและความขัดแย้งที่สะสมมานาน ดังนี้ครับ:

🔍 ชนวนเหตุและลำดับเหตุการณ์

จุดเริ่มต้น (3 กรกฎาคม): ตำรวจจับกุมคนขับรถแท็กซี่ชื่อ "นายพูน ลำเจียก" ที่จอดรถขวางการจราจรบริเวณห้าแยกพลับพลาไชย ทว่าเกิดการโต้เถียงและมีข่าวลือสะพัดออกไปในหมู่ฝูงชนว่า ตำรวจรุมทำร้ายคนขับแท็กซี่จนเสียชีวิต (ซึ่งไม่เป็นความจริงในขณะนั้น)

การบานปลาย: ข่าวลือดังกล่าวจุดชนวนให้ผู้คนในพื้นที่ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานและเยาวชนที่คลางแคลงใจในอำนาจรัฐอยู่แล้ว) มารวมตัวกันปิดล้อมสถานีตำรวจพลับพลาไชย 2 มีการขว้างปาหินและเผาทรัพย์สินราชการ

การใช้กำลังปราบปราม: สถานการณ์รุนแรงขึ้นจนรัฐบาลในขณะนั้น (นำโดยนายกรัฐมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์) ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพฯ และใช้กำลังทหาร-ตำรวจปราบปรามอย่างเด็ดขาด มีการใช้ปืนพกและปืนกลยิงใส่ผู้ชุมนุม

บทสรุป (6 กรกฎาคม): เหตุการณ์ยืดเยื้ออยู่ 4 วัน จึงสงบลง ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 26 ราย และบาดเจ็บอีกนับร้อยคน

💡 นัยยะสำคัญทางประวัติศาสตร์

ความเปราะบางของประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลา: เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า แม้เผด็จการทหารถูกขับไล่ไปในปี 2516 แต่โครงสร้างอำนาจรัฐ ความหวาดระแวงระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ และความเหลื่อมล้ำทางสังคมยังคงอยู่

นอกจากนี้ มันยังเป็นหนึ่งใน "สัญญาณเตือนภัย" แรกๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการใช้ความรุนแรงในเมือง ซึ่งต่อมาได้ขยายตัวและบานปลายไปสู่โศกนาฏกรรมที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ย้ำเตือนเราเสมอครับว่า "ข่าวลือ" และ "ความไม่ไว้วางใจในอำนาจรัฐ" เมื่อมาเจอกับการบริหารจัดการความขัดแย้งที่ไม่เหมาะสม สามารถนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ได้อย่างง่ายดาย





เรื่องราว เบนจา อะปัญ ผู้ลี้ภัยชาวไทยในต่างประเทศ ที่ต้องเผชิญกับคดีความเกือบ 20 คดี จากการยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย (เป็นคดี ม.112 ถึง 8 คดี) + ข่าวดี ปล่อยตัว 6 นักโทษการเมือง เข้าหลักเกณฑ์พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ + "เมธี อมรวุฒิกุล" อดีต นปช. ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

https://www.facebook.com/watch/?v=1324997386421803

https://www.facebook.com/iLawClub/posts/1450680757105539

iLaw 
13 hours ago
·
ปล่อยตัว 6 นักโทษการเมือง เข้าหลักเกณฑ์พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ
3 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.10 น. เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ปล่อยตัวนักโทษการเมืองจำนวน 4 คน ได้แก่ วชิระ (สงวนนามสกุล), “ปณิธาน”, “ตรัณ” (นามสมมติ) และเวหา แสนชนชนะศึก หลังพวกเขารับโทษมาระยะหนึ่งจนเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2569
 
ในเวลาใกล้เคียงกัน เรือนจำกลางคลองเปรมปล่อยตัวนักโทษการเมืองจำนวน 2 คน ได้แก่ “ลีฟ” วีรวัฒน์ อดีตไรเดอร์ชาวนนทบุรี ถูกคุมขังในคดีเกี่ยวข้องกับวัตถุระเบิด ในช่วงการชุมนุม #ม็อบ19กันยา64 และเมธี อมรวุฒิกุล นักแสดงและอดีตแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในคดีครอบครองอาวุธปืนในช่วงการชุมนุมปี 53

แม้การปล่อยตัวในครั้งนี้จะทำให้ผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 6 คน ได้กลับสู่อิสรภาพ แต่ยังคงมีผู้ต้องขังทางการเมืองถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอีกอย่างน้อย 55 คน โดยเป็นผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 และคดีมาตรา 110 อย่างน้อย 36 คน

เวหา แสนชนชนะศึก
 
ชาวพิษณุโลกวัย 41 ปี ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 รวม 3 คดี ได้แก่
คดีทวิตข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ “ฟ้าฝน ver. เกรี้ยวกราด” ในช่วงวันที่ 4-5 สิงหาคม 2564 เล่าเรื่องไสยศาสตร์ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพรัชกาลที่ 9 และเล่าประสบการณ์การถูกทำโทษ ด้วยการคุมขังใน “คุกวังทวีวัฒนา” จนเกิดเป็นกระแสแฮชแท็ก #แอร์ไม่เย็น ในทวิตเตอร์ ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี จากการทวิต 3 ข้อความ รับสารภาพเหลือโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมโทษจำคุก 3 ปี 16 เดือน

คดีโพสต์เฟซบุ๊กรวม 2 โพสต์ โดยแชร์จากเพจ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564 มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การจัดการวัคซีนของรัฐบาล และโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2565 วิจารณ์ศาลและความอยุติธรรม ศาลพิพากษาจำคุกการโพสเฟซบุ๊ก ข้อความละ 3 ปี รับสารภาพเหลือโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน
 
คดีโพสต์ข้อความและรูปภาพ วิจารณ์คำพิพากษาของศาลอาญาในคดีมาตรา 112 ของ “นรินทร์” จากการติดสติกเกอร์ลงบนพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี เวหารับสารภาพ เหลือโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน

เวหามีโทษจำคุกจาก 3 คดี รวม 6 ปี 36 เดือน หรือประมาณ 9 ปี เขาถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 1,143 วัน หรือประมาณ 3 ปี 2 เดือน เวหาเป็นผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังนานเป็นอันดับ 2 รองจาก วุฒิ
 
เมื่อได้รับการปล่อยตัวเวหากล่าวว่า “ขังผมไว้ตั้ง 3 ปี ออกมาประเทศไม่มีอะไรดีขึ้นเลย”

วชิระ
วชิระ (สงวนนามสกุล) ชาวอุบลราชธานี วัย 37 ปี ผู้ต้องขังในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีแฮ็กเว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเว็บเป็น ‘Kangaroo Court’ และฝังคลิปวิดีโอเพลง ‘Guillotine (It goes Yah)’ โดยศิลปิน Death Grips เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในคดีล้มล้างการปกครองของแกนนำราษฎร

คดีของวชิระ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพจึงลงโทษจำคุกเหลือ 1 ปี 6 เดือน ทำให้วชิระต้องเข้าเรือนจำในวันที่ 24 กันยายน 2568 หลังศาลฎีกาไม่รับฎีกาคดี รวมระยะเวลาถูกคุมขังทั้งสิ้น 283 วันหรือประมาณ 9 เดือนกว่าๆ

“ปณิธาน”
พ่อลูกอ่อนชาวสระแก้ว วัย 29 ปี ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 กรณีถูกกล่าวหาว่า แสดงความเห็นในกลุ่มเฟซบุ๊ก “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” ใต้โพสต์ของ “Pavin Chachavalpongpun” เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564
 
คดีนี้อัยการบรรยายฟ้องว่า การแสดงความเห็นว่า “สวัสดี” ใต้โพสต์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่สิบเป็นการล่วงละเมิด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่สิบ ซึ่งประชาชนทั่วไปที่เห็นภาพและข้อความ “สวัสดี” เข้าใจความหมายได้ว่าสื่อถึงรัชกาลที่สิบ โดยทำให้รัชกาลที่สิบเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง และประชาชนเสื่อมศรัทธา ในนัดสอบคำให้การปณิธานให้การปฏิเสธ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรับสารภาพในขั้นตรวจพยานหลักฐาน

13 พฤษภาคม 2568 ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ทำให้ “ปณิธาน” ถูกคุมขังนับตั้งแต่นั้น รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 417 วัน หรือประมาณ 1 ปี 1 เดือน

“ตรัณ”
อดีตไรเดอร์ส่งอาหาร วัย 26 ปี ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 กรณีคอมเมนต์ใต้ไลฟ์สดในเพจศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2564

1 เมษายน 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน ทำให้ “ตรัณ” ถูกคุมขังนับตั้งแต่นั้น รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 459 วัน หรือประมาณ 1 ปี 3 เดือน
https://www.ilaw.or.th/articles/58446




https://www.facebook.com/reel/1547732980387217




ช่อ กดเครื่องคิดเลข เรื่องทุจริตสอบ กลมๆ 3 พันตำแหน่ง ถ้าตำแหน่งละ 7 แสนจริง = 2.1 พันล้านต่อการสอบ 1 ครั้ง คนเกี่ยวข้องต้องระดับไหน? ปลัดกระทรวง? อธิบดี? รัฐมนตรี? คำถามคือคุณนั่งกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่รุ่นพ่อสู่รุ่นลูกมาเป็น 10 ปี คุณไม่รู้เลยหรอ?






เทพไท/เรื่องนี้ที่มันฉาวโฉ่ขึ้นมานี้ เกี่ยวข้องกับสีน้ำเงินมั้ย ...เกี่ยวข้อง -ผมเชื่อว่ากระบวนการทั้งหมด สีน้ำเงิน กลุ่มนักการเมืองสีน้ำเงิน รับรู้ และก็มีส่วนที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย -เห็นจากพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดที่มีปัญหามากที่สุดก็คือพัทลุง ที่มีเหตุการณ์ยิงบ้านนายหน้า

***บางคนไปหยิบยืมเงินของญาติ ก็เลยรู้ว่าเอาเงินมาจ่ายค่าสอบท้องถิ่น"



😱 ข่าวที่ "งามหน้ามาก" ลักลอบขนยาเสพติดจากไทย วันนี้วันเดียว






“โปแลนด์-เยอรมนี” ทลายเครือข่ายลักลอบขนยาเสพติดยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ส่งจากไทยซุกซ่อนในก้อนอิฐส่งยุโรป มูลค่ากว่า 12 ล้านยูโร (450 ล้านบาท)

นี่คือรายละเอียดเพิ่มเติมและสรุปความคืบหน้าของคดี "โปแลนด์-เยอรมนี ทลายเครือข่ายลักลอบขนกัญชา 1.2 ตันจากไทย" ที่เพิ่งมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการโดยหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศครับ

📦 รูปแบบและเส้นทางการลักลอบขนส่ง

ต้นทางและปลายทาง: ยาเสพติดล็อตนี้ถูกส่งออกมาจากประเทศไทย โดยใส่มาในตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าทางเรือ 2 ตู้ ผ่านเข้าทางท่าเรือฮัมบูร์ก (Hamburg) ประเทศเยอรมนี ก่อนจะเดินทางต่อทางบกเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ประเทศโปแลนด์

วิธีการซุกซ่อน: กลุ่มอาชญากรใช้วิธีดัดแปลงช่องว่างภายใน "อิฐศิลาแลง" (Laterite bricks) ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่และอำพรางกลิ่น

🔍 ผลการตรวจยึดและมูลค่าของกลาง

ปริมาณทั้งหมด: รวมทั้งสิ้น 1,194 กิโลกรัม (เกือบ 1.2 ตัน) * ตู้แรก (ตรวจพบที่เยอรมนี): ซุกซ่อนกัญชาไว้ 815 กิโลกรัม

ตู้ที่สอง (ปลายทางเดียวกันในโปแลนด์): ซุกซ่อนกัญชาไว้ 379 กิโลกรัม

มูลค่า: คิดเป็นมูลค่าในตลาดมืดของยุโรปสูงถึง 12 ล้านยูโร (หรือประมาณ 450-480 ล้านบาท)

👮 ปฏิบัติการจับกุมและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระยะยาวหลายเดือนระหว่างหน่วยพิทักษ์ชายแดนทางทะเลของโปแลนด์ (Gdańsk Border Guard), ศุลกากรเยอรมนีในเมืองฮันโนเฟอร์, และหน่วยงานส่วนกลางของยุโรปอย่าง Europol และ Eurojust

การจับกุมระลอกแรก (6 พ.ค.): เจ้าหน้าที่บุกจับกุมชาย 4 คนที่เมืองชแชตชิน (Szczecin) ประเทศโปแลนด์ ขณะกำลังพยายามขนย้ายสินค้าลงจากตู้ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของบริษัทที่เป็นผู้รับอ้างสิทธิ์ของปลายทางตู้คอนเทนเนอร์นี้

การจับกุมระลอกสอง (15 มิ.ย.): เจ้าหน้าที่ขยายผลจับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก 4 คน ใกล้กับเมืองปอซนัญ (Poznań)

สถานะผู้ต้องหา: ปัจจุบันมีผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมรวม 8 ราย (อายุระหว่าง 29-57 ปี) โดยศาลสั่งฝากขังเพื่อรอการพิจารณาคดีอย่างเข้มงวดแล้ว 6 ราย ในข้อหานำเข้าและลักลอบขนส่งยาเสพติดข้ามพรมแดนภายในสหภาพยุโรป ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี

ทางด้าน มาร์ชิน เคียร์วินสกี (Marcin Kierwiński) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของโปแลนด์ ระบุว่า นี่ถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการยึดยาเสพติดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของหน่วยพิทักษ์ชายแดนโปแลนด์ และสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มอาชญากรข้ามชาติเริ่มหันมาใช้วิธีแฝงตัวผ่านห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งสินค้าพาณิชย์ปกติที่ถูกกฎหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
.....

อินโดนีเซีย จับเครือข่ายลักลอบขนช่อดอกกัญชารายใหญ่มาจากไทย ตรวจยึดของกลางช่อดอกกัญชาน้ำหนักรวมถึง 3.37 ตัน

นี่คือข้อมูลสรุปเพิ่มเติมและรายละเอียดความคืบหน้าของคดี "อินโดนีเซียทลายเครือข่ายลักลอบขนช่อดอกกัญชาล็อตมหึมา 3.37 ตันจากไทย" ซึ่งเพิ่งมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการโดยทางการอินโดนีเซียครับ

📦 แผนประทุษกรรมและการซุกซ่อน

รูปแบบการขนส่ง: ขบวนการนี้ใช้วิธีอำพรางว่าเป็น "สินค้าข้ามแดนที่ถูกกฎหมาย" โดยช่อดอกกัญชาถูกอัดแน่นซุกซ่อนมาใน "กระเป๋าเดินทาง" และ "กล่องยางพารา (Latex boxes)" * จุดที่ตรวจยึด: ปฏิบัติการกวาดล้างนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคม โดยเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่บุกยึดของกลางล็อตใหญ่ได้ที่จังหวัดชวาตะวันออก (East Java) บริเวณเมืองเกรสิก (Gresik) รวมถึงมีการขยายผลยึดกัญชาอีกบางส่วน (ประมาณ 22 กิโลกรัม) ในพื้นที่เมืองปูร์วาการ์ตา (Purwakarta) จังหวัดชวาตะวันตก จนยอดรวมแตะ 3.37 ตัน

🎯 จุดประสงค์และเป้าหมายการกระจายสินค้า

พล.ต.อ. ซูยูดี อาริโอ เซโต (Suyudi Ario Seto) หัวหน้าสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติของอินโดนีเซีย (BNN) ระบุว่า กัญชาช่อดอกล็อตนี้ไม่ได้นำเข้ามาเพื่อเสพแบบมวนทั่วไป แต่มีเป้าหมายหลักเพื่อ "นำไปสกัดและแปรรูปเป็นน้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า (Cannabis-laced vapes)" โดยเตรียมจะนำไปกระจายสินค้าในเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ของอินโดนีเซีย เช่น จาการ์ตา และ บาหลี

👮 การจับกุมและการขยายผลข้ามชาติ

ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัว: เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการในอินโดนีเซียได้แล้ว 12 คน (มีทั้งชาวอินโดนีเซียและชาวต่างชาติทำหน้าที่เป็นคนเดินเรื่องและกระจายสินค้า)

ตัวการใหญ่: จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า เครือข่ายนี้ถูกจัดตั้งขึ้นได้ไม่นานและควบคุมโดย "ชาวต่างชาติ 2 ราย" (สัญชาติมาเลเซียและจีน) ซึ่งปัจจุบันกบดานอยู่ภายนอกประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งทางการกำลังเร่งประสานงานเพื่อล่าตัว

⚠️ บริบทกฎหมายยาเสพติดของอินโดนีเซีย

คดีนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดและรุนแรงที่สุดในโลก โดยไม่มีการยกเว้นให้กัญชาแม้จะมาจากประเทศที่ปลดล็อกทางกฎหมายแล้วก็ตาม ซึ่งข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดในปริมาณมากขนาดนี้ ภายใต้กฎหมายอินโดนีเซียมีโทษสูงสุดคือ "ประหารชีวิต" (เช่นเดียวกับกรณีอดีตขบวนการ Bali Nine ในอดีต)

ความคืบหน้าฝั่งไทยขณะนี้ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเส้นทางตู้สินค้าและผู้ส่งออกตามที่ทางการอินโดนีเซียประสานข้อมูลมาครับ
.....

ตอนเย็นมีฮ่องกงมาเพิ่มอีก

สำหรับเคสของ "ฮ่องกง" ที่เข้ามาสมทบในกระแสข่าวกวาดล้างนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายหลักในเอเชียที่มีการตรวจพบและจับกุมอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผ่านมาศุลกากรฮ่องกง (Hong Kong Customs) ได้ตรวจยึดช่อดอกกัญชาล็อตใหญ่ที่ส่งตรงมาจากประเทศไทยหลายระลอก ซึ่งมีเคสสำคัญ ๆ ดังนี้ครับ

📦 1. เคสส่งท้ายเดือนมิถุนายน: ซุกซ่อนมากับตู้สินค้า "มะม่วงอบแห้ง"

ของกลาง: ช่อดอกกัญชาแห้งน้ำหนักรวม 81 กิโลกรัม

มูลค่า: ประมาณ 14.5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 68 ล้านบาท)

รูปแบบการขนส่ง: ขบวนการนี้ส่งมาทางเรือในตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต โดยสำแดงเอกสารเท็จว่าเป็นสินค้า "มะม่วงอบแห้ง" (Dried Mango) แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการเอกซเรย์และเปิดตรวจสอบที่คลังสินค้ากวายชุง (Kwai Chung) กลับพบกัญชาช่อดอกอัดแน่นซุกซ่อนอยู่ภายในกล่องบรรจุภัณฑ์ร่วมกับสินค้าเกษตร

🧳 2. เคสแฝงมากับสัมภาระและการบิน (Air Cargo & Passengers)

นอกจากตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าแล้ว ทางท่าเรือขนส่งทางอากาศและสนามบินนานาชาติฮ่องกงยังจับกุมการลักลอบในลักษณะ "มดงาน" ได้อีกหลายเคส เช่น:

เคสซุกซ่อนในเสื้อผ้า (ส่งทางอากาศ): เจ้าหน้าที่ตรวจยึดช่อดอกกัญชาแห้งหนัก 81.2 กิโลกรัม (มูลค่า 14.5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงเช่นกัน) ที่ส่งมาเป็นพัสดุทางอากาศจากไทย โดยสำแดงว่าเป็น "เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย" ก่อนจะขยายผลจับกุมชายท้องถิ่นวัย 31 ปีที่มารับของ

เคสผู้โดยสาร (สายบินตรงจากภูเก็ต): มีการรวบตัวผู้โดยสารชายที่บินตรงจากภูเก็ตไปยังฮ่องกง หลังเจ้าหน้าที่เอ็กซเรย์พบช่อดอกกัญชาแห้งน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าเดินทางที่โหลดใต้ท้องเครื่อง

⚠️ ประกาศเตือนและบทลงโทษที่รุนแรงของฮ่องกง

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถถี่ขึ้น ทำให้สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง รวมถึงหน่วยงานในไทยต้องออกประกาศเตือนคนไทยอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกลโกงรูปแบบ "ฝากแชร์น้ำหนักกระเป๋า" หรือ "รับจ้างหิ้วของ" > กฎหมายฮ่องกง (Dangerous Drugs Ordinance): > ฮ่องกงจัดให้กัญชาและสารสกัดประเภท CBD/THC เป็นยาเสพติดอันตรายร้ายแรง (เทียบเท่าเฮโรอีน)

โทษของการครอบครองหรือเสพ: จำคุกสูงสุด 7 ปี และปรับ 1 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

โทษของการเป็นผู้ผลิต นำเข้า หรือลักลอบขนส่ง (Trafficking): มีโทษสูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

การทะลักออกของกัญชาจากไทยไปยังทั้ง ยุโรป (โปแลนด์-เยอรมนี), อินโดนีเซีย, และฮ่องกง ในเวลาไล่เลี่ยกันนี้ กำลังกลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติที่ทำให้หน่วยงานปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติต้องจับตามองเส้นทางการส่งออกจากท่าเรือและสนามบินในไทยเข้มงวดขึ้นเป็นพิเศษครับ

(Gemini ช่วยรวบรวม)



ทวีตของ ส.ส. Jared Huffman (จากพรรคเดโมแครต รัฐแคลิฟอร์เนีย) อ้างอิงถึงรายงานผลการสอบสวนความยาว 55 หน้าที่เพิ่งเปิดเผย พูดถึงเรื่องอื้อฉาวของคณะกรรมการจัดงาน และ ทรัมป์ Freedom 250






https://x.com/RepHuffman/status/2072715643774713931

2 ก.ค.
ชาวอเมริกันทุกคนควรเดือดดาลกับสิ่งที่ทรัมป์ทำต่อการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีของชาติเรา เหตุการณ์ที่ควรจะเป็นช่วงเวลาสำคัญในรอบชั่วอายุคนเพื่อสร้างความสามัคคีให้แก่ประเทศ กลับถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก การโฆษณาชวนเชื่อ และการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง

เราได้เปิดโปงเบื้องหลังว่าเขาฉกฉวยโครงการ "America 250" ไปเป็นของตนเองได้อย่างไร เชิญรับชมเพื่อดูรายละเอียด

ส.ส. Jared Huffman
@RepHuffman
.....

ทวีตของ ส.ส. Jared Huffman (จากพรรคเดโมแครต รัฐแคลิฟอร์เนีย) อ้างอิงถึงรายงานผลการสอบสวนความยาว 55 หน้าที่เพิ่งเปิดเผยโดยคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติแห่งสภาผู้แทนราษฎร (House Natural Resources Committee) ภายใต้ชื่อรายงานสุดดุเดือดว่า “From Vanity to Insanity: How the White House Cheated the American People Out of Their 250th Birthday” (จากความทะนงตนสู่ความคุ้มคลั่ง: ทำไมทำเนียบขาวถึงโกงงานวันเกิดปีที่ 250 ของประชาชนคนอเมริกัน)

เนื้อหาหลักของรายงานชุดนี้เป็นการกล่าวหาว่า รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้าแทรกแซงและแย่งชิง (Hijack) เมกะโปรเจกต์เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา (Semiquincentennial) หรือที่เรียกกันว่า America250 ซึ่งเดิมทีถูกออกแบบมาให้เป็นงานที่รวมใจคนทั้งชาติแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ให้กลายเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ส่วนตัวและประเด็นทางการเมือง

สรุปประเด็นอื้อฉาวจากรายงานสอบสวน

การตั้งองค์กรเงา (Freedom 250): รายงานระบุว่า เมื่อคณะกรรมการจัดงานชุดเดิม (America250) ที่ตั้งโดยสภาคองเกรสปฏิเสธที่จะทำตามความต้องการของทำเนียบขาว รัฐบาลจึงตั้งองค์กรเอกชนรายใหม่ขึ้นมาซ้อนในชื่อ Freedom 250 เพื่อดึงอำนาจและงบประมาณไปบริหารเอง

ข้อหาฉ้อโกงเงินบริจาค (Potential Wire Fraud): มีการกล่าวหาว่า ผู้ระดมทุนได้หลอกลวงบริษัทและผู้บริจาครายใหญ่ที่ตั้งใจจะสนับสนุนเงินให้งานส่วนกลาง โดยแอบส่งเลขบัญชีธนาคารของกลุ่ม Freedom 250 ให้แทน ทำให้เงินบริจาคหลายล้านดอลลาร์ไหลเข้าบัญชีกลุ่มที่เป็นเครือข่ายทางการเมืองโดยตรง

การใช้นโยบายแบบชาตินิยมและกลุ่มศาสนา: ฝ่ายเดโมแครตวิจารณ์ว่า ทรัมป์นำงบประมาณหลวงไปจัดอีเวนต์และขบวนรถนิทรรศการ (Freedom Trucks) ที่สอดแทรกแนวคิดแบบคริสเตียนชาตินิยม (Christian Nationalism) และมีการบิดเบือนประวัติศาสตร์ เช่น การใช้ AI สร้างภาพจอร์จ วอชิงตัน เพื่อพูดข้อความที่ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าเคยพูดจริง รวมถึงการเซ็นเซอร์นิทรรศการประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับระบบทาสและชนพื้นเมืองอเมริกัน

การโยกย้ายงบประมาณหลวง: รายงานระบุว่า รัฐบาลสั่งกักและโยกงบประมาณที่สภาคองเกรสอนุมัติสำหรับงานนี้จำนวน 150 ล้านดอลลาร์ โดยหักเงินที่จะให้คณะกรรมการชุดเดิม แล้วแบ่งเงินราว 100 ล้านดอลลาร์ไปให้กลุ่มเครือข่ายจัดการจัดอีเวนต์เชิงพาณิชย์และโครงการส่วนตัวแทน

เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและทุนต่างชาติ: มีการกล่าวหาว่ามีการแจกสัญญาจ้างแบบไม่มีการประมูล (No-bid contracts) ให้กับคนใกล้ชิด มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวของประชาชนที่มาร่วมงาน และมีการขายโอกาสในการเข้าพบประธานาธิบดีให้กับกลุ่มทุนพลังงานและผู้ผลิตอาวุธ รวมถึงการระดมทุนจากต่างชาติที่งานประชุม Davos
การโต้กลับจากฝั่งรัฐบาล

ในขณะที่ ส.ส. ฝ่ายเดโมแครตออกมาโจมตีอย่างหนักหน่วง ทางตัวแทนของ Freedom 250 และทำเนียบขาวได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและการฉ้อโกงอย่างสิ้นเชิง

ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลโต้แย้งว่า รูปแบบงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่บริเวณลาน National Mall ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทั้งการแสดงแสงสีเสียง การบินโชว์ของกองทัพ และมหกรรมนิทรรศการต่างๆ นั้น ทำขึ้นเพื่อกระตุ้นความรักชาติและความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์อเมริกาในฐานะมหาอำนาจอย่างสมเกียรติ ไม่ใช่เรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์ตามที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหา

ภาพรวม: การเปิดโปงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศก่อนวันชาติอเมริกา (4 กรกฎาคม) เพียงไม่กี่วัน สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ฝังลึก แม้กระทั่งในประเด็นการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ร่วมกันของคนในชาติ



ในงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ที่สร้างมุมมองใหม่—โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังสือที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่าง *South to Freedom: Runaway Slaves to Mexico and the Road to the Civil War*—นักประวัติศาสตร์ Alice Baumgartner ได้พลิกโฉมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของอเมริกาเหนือไปอย่างสิ้นเชิง



ในงานวิจัยทางประวัติศาสตร์ที่สร้างมุมมองใหม่—โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังสือที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่าง *South to Freedom: Runaway Slaves to Mexico and the Road to the Civil War*—นักประวัติศาสตร์ Alice Baumgartner ได้พลิกโฉมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของอเมริกาเหนือไปอย่างสิ้นเชิง

แทนที่จะมองว่าสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ส่งออกประชาธิปไตยและเสรีภาพเพียงรายเดียวไปยังส่วนอื่นๆ ของโลก Baumgartner แสดงให้เห็นว่าจุดยืนอันแน่วแน่ของเม็กซิโกในการต่อต้านระบบทาสได้บีบให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลวทางประชาธิปไตยของตนเอง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมีส่วนช่วยสั่นคลอนระบบทาสและปรับเปลี่ยนรูปแบบประชาธิปไตยของอเมริกา

ต่อไปนี้คือประเด็นสำคัญที่ Baumgartner นำเสนอเกี่ยวกับบทบาทของเม็กซิโกในการเปลี่ยนแปลงทางประชาธิปไตยครั้งนี้:

1. "เส้นทางรถไฟใต้ดิน" (Underground Railroad) มุ่งสู่ทิศใต้

ในขณะที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักของอเมริกามักเน้นย้ำเรื่อง "เส้นทางรถไฟใต้ดิน" (เครือข่ายช่วยเหลือทาสหลบหนี) ที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังแคนาดา แต่ Baumgartner ชี้ให้เห็นว่าทาสจำนวนนับพันคนในพื้นที่ตอนใต้และตอนกลางของสหรัฐฯ (โดยเฉพาะในรัฐเท็กซัสและหลุยเซียนา) ได้หลบหนีลงใต้เข้าไปยังเม็กซิโก

เม็กซิโกได้ประกาศยกเลิกระบบทาสอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1837

เหล่าทาสต่างตระหนักดีว่าภายใต้กฎหมายของเม็กซิโก การข้ามแม่น้ำริโอแกรนด์ (Rio Grande) หมายถึงการได้รับอิสรภาพตามกฎหมายในทันที

สิ่งนี้ทำให้เม็กซิโกกลายเป็นแหล่งพักพิงที่สำคัญสำหรับสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นการท้าทายภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในฐานะ "ดินแดนแห่งเสรีภาพ" (land of the free) อย่างแท้จริง

2. การสั่นคลอนระบบทาสของสหรัฐฯ

การที่เม็กซิโกปฏิเสธที่จะส่งตัวทาสที่หลบหนีกลับมา สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่เจ้าของทาสในภาคใต้ Baumgartner ให้เหตุผลว่าการหลบหนีเหล่านี้ไม่ใช่แค่การดิ้นรนเอาตัวรอดของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการสั่นคลอนสถานะทางภูมิรัฐศาสตร์อีกด้วย

เพื่อสกัดกั้นการหลบหนีดังกล่าว นักการเมืองฝ่ายใต้จึงผลักดันอย่างหนักให้มีการผนวกดินแดนเท็กซัสเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ และก่อให้เกิดสงครามเม็กซิโก-อเมริกา (ค.ศ. 1846–1848) เพื่อยึดครองดินแดนเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การยึดครองดินแดนครั้งใหญ่นี้กลับส่งผลตรงกันข้าม การได้มาซึ่งดินแดนใหม่ที่กว้างใหญ่ (เช่น แคลิฟอร์เนียและนิวเม็กซิโก) ได้จุดชนวนความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสภาคองเกรสว่าดินแดนใหม่เหล่านี้จะอนุญาตให้มีระบบทาสหรือไม่

3. การโหมกระพือวิกฤตความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคและสงครามกลางเมือง

กฎหมายต่อต้านระบบทาสของเม็กซิโกเปรียบเสมือนการวางระเบิดทางการเมืองไว้ให้สหรัฐฯ ทางตันทางรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับแนวทางจัดการดินแดนที่ยึดมาจากเม็กซิโกได้กลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระพือวิกฤตความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคเหนือและใต้โดยตรง

วิกฤตการณ์นี้ได้นำไปสู่ข้อตกลงประนีประนอมปี 1850 (Compromise of 1850) กฎหมายแคนซัส-เนแบรสกา (Kansas-Nebraska Act) และท้ายที่สุดก็นำไปสู่การปะทุของสงครามกลางเมืองอเมริกา ในเหตุการณ์พลิกผันทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ความมุ่งมั่นของเม็กซิโกต่อเสรีภาพได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามซึ่งในที่สุดก็ยกเลิกการเป็นทาสทั่วประเทศ

ภาพรวมที่ใหญ่กว่า

งานของบอมการ์ทเนอร์ท้าทายแนวคิดเรื่องความพิเศษของอเมริกา โดยการแสดงให้เห็นว่ากฎหมายของเม็กซิโกและการกระทำของผู้แสวงหาเสรีภาพชาวผิวดำได้บังคับให้เกิดการทบทวนเรื่องการเป็นทาสในวอชิงตัน เธอจึงแสดงให้เห็นว่าวิวัฒนาการของประชาธิปไตยอเมริกันไม่ใช่โครงการที่แยกตัวออกมา มันถูกกำหนด ผลักดัน และกดดันอย่างลึกซึ้งโดยเพื่อนบ้านทางใต้

อลิซ บอมการ์ทเนอร์มองย้อนกลับไปว่าโลกได้แพร่กระจายประชาธิปไตยไปยังสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร โดยเริ่มต้นจากบทบาทของเม็กซิโกในการต่อสู้กับการเป็นทาส
.....


South to Freedom: Runaway Slaves to Mexico and the Road to the Civil War

US National Archives

Streamed live on Feb 4, 2021 

The Underground Railroad to the North promised salvation to many American slaves before the Civil War. But thousands of people in the south-central United States escaped slavery not by heading north but by crossing the southern border into Mexico, where slavery was abolished in 1837. In South to Freedom, historian Alice L. Baumgartner tells the story of why Mexico abolished slavery and how its increasingly radical antislavery policies fueled the sectional crisis in the United States.

https://www.youtube.com/watch?v=Wlo2CeTtCpo
.....

แรงกดดันจากต่างชาติและเสรีภาพของอเมริกา


ประเทศอื่นๆ และพลเมืองของพวกเขาช่วยให้สหรัฐอเมริกาบรรลุอุดมคติของตนได้อย่างไร

แนวคิดที่ว่าเสรีภาพและประชาธิปไตยของอเมริกาเกิดขึ้นในสุญญากาศ—โดยอาศัยเพียงข้อความในรัฐธรรมนูญและการกระทำของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้ง—เป็นเพียงตำนาน ในความเป็นจริง สหรัฐอเมริกาถูกผลักดัน กดดัน และตำหนิจากต่างชาติและพลเมืองโลกอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้ปฏิบัติตามอุดมคติแห่งความเสมอภาคของตนเอง

เมื่อสหรัฐอเมริกาไม่สามารถเชื่อมช่องว่างระหว่างวาทกรรมแห่งเสรีภาพกับความเป็นจริงของการกดขี่ได้ ผู้มีบทบาทในระดับนานาชาติมักเข้ามาเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

1. การใช้การเลิกทาสเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ (ศตวรรษที่ 19) 

ก่อนสงครามกลางเมืองอเมริกา แรงกดดันจากภายนอกเริ่มสั่นคลอนรากฐานของการเป็นทาสในอเมริกา

การปฏิวัติเฮติ (1791–1804): การลุกฮือที่ประสบความสำเร็จของทาสในเฮติได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคใต้ของอเมริกา เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้ชาวอเมริกันที่ถูกกดขี่เป็นทาสเห็นว่าการปลดปล่อยเป็นไปได้ และบังคับให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับความขัดแย้งที่รุนแรงของ "สาธารณรัฐเสรี" ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของการใช้แรงงานบังคับ

แรงกดดันทางการทูตของอังกฤษ: หลังจากที่สหราชอาณาจักรยกเลิกการเป็นทาสทั่วทั้งจักรวรรดิในปี 1833 กลุ่มผู้ต่อต้านการเป็นทาสชาวอังกฤษได้ให้เงินสนับสนุนสมาคมต่อต้านการเป็นทาสของอเมริกาเป็นจำนวนมาก การปราบปรามการค้าทาสในมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างแข็งขันของกองทัพเรืออังกฤษได้ทำให้ประชาคมระหว่างประเทศหันมาต่อต้านภาคใต้ของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยวทั้งทางศีลธรรมและเศรษฐกิจในเวทีโลก

ที่หลบภัยทางกฎหมายของเม็กซิโก: ดังที่นักประวัติศาสตร์ อลิซ บอมการ์ทเนอร์ ได้เน้นย้ำ การยกเลิกการเป็นทาสอย่างสิ้นเชิงของเม็กซิโกในปี 1837 ได้สร้างที่หลบภัยที่สำคัญทางภาคใต้ โดยการปฏิเสธที่จะส่งตัวทาสที่หลบหนีซึ่งข้ามแม่น้ำริโอแกรนด์กลับ เม็กซิโกทำหน้าที่เป็นตัวขัดขวางการขยายอำนาจของอเมริกา บังคับให้สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะวิกฤตแบ่งแยกดินแดนทางตะวันตก ซึ่งในที่สุดก็เป็นสาเหตุของสงครามกลางเมือง

2. การทูตในยุคสงครามเย็นและขบวนการสิทธิพลเมือง (ศตวรรษที่ 20)

ขบวนการสิทธิพลเมืองในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 มักถูกจดจำว่าเป็นเพียงการต่อสู้ภายในประเทศ แต่ความสำเร็จของขบวนการนี้มีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับนโยบายต่างประเทศของอเมริกาและมุมมองระดับโลกในช่วงสงครามเย็น



การต่อสู้เพื่อดินแดนทางใต้ของโลก: ขณะที่สหรัฐฯ แข่งขันกับสหภาพโซเวียตเพื่อแย่งชิงความจงรักภักดีจากประเทศที่เพิ่งได้รับเอกราชในแอฟริกาและเอเชีย การแบ่งแยกทางเชื้อชาติกลายเป็นภาระทางการทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา การโฆษณาชวนเชื่อของโซเวียตเผยแพร่ภาพความโหดร้ายของตำรวจในเบอร์มิงแฮมและการลงประชาทัณฑ์ในภาคใต้ของอเมริกาไปยังประเทศที่ยังไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

คำแถลงการณ์ในฐานะผู้สนับสนุน: ในคดีสำคัญ Brown v. Board of Education ปี 1954 กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ได้ดำเนินการที่ไม่ปกติโดยการยื่นคำแถลงการณ์ที่ระบุอย่างชัดเจนว่าการแบ่งแยกโรงเรียนตามเชื้อชาติกำลังทำลายนโยบายต่างประเทศของอเมริกา ศาลฎีกาเข้าใจว่าการยกเลิกกฎหมายจิม ครอว์ ไม่ใช่เพียงแค่ความจำเป็นทางศีลธรรม แต่เป็นความจำเป็นด้านความมั่นคงของชาติเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของอเมริกาในฐานะ "ผู้นำของโลกเสรี"

ความอับอายในระดับนานาชาติ: เมื่อนักการทูตชาวแอฟริกันที่เดินทางผ่านรัฐแมริแลนด์ถูกปฏิเสธการให้บริการในร้านอาหารที่แบ่งแยกเชื้อชาติ ทำให้เกิดเหตุการณ์ระหว่างประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งกดดันให้รัฐบาลของเคนเนดีและจอห์นสันผลักดันกฎหมายสิทธิพลเมืองปี 1964 เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโดดเดี่ยวทางการทูตอย่างสิ้นเชิง

3. การเคลื่อนไหวข้ามชาติและสิทธิแรงงานระดับโลก

ขบวนการแรงงานต่างประเทศและกรอบกฎหมายระหว่างประเทศได้มอบอำนาจให้แก่นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (1948): เอกสารของสหประชาชาติฉบับนี้ร่างขึ้นโดยได้รับความเห็นจากทั่วโลก ทำให้ผู้นำด้านสิทธิพลเมืองและแรงงานของอเมริกามีมาตรฐาน "สิทธิมนุษยชน" ที่กว้างกว่าคำจำกัดความ "สิทธิพลเมือง" ที่แคบกว่าของสหรัฐฯ บุคคลสำคัญอย่างมัลคอล์ม เอ็กซ์ และเอลีนอร์ รูสเวลต์ พยายามใช้สหประชาชาติเพื่อทำให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

ความสามัคคีของแรงงานข้ามชาติ: ขบวนการแรงงานอเมริกันพึ่งพาความสามัคคีจากต่างประเทศมาโดยตลอด ตัวอย่างเช่น ในช่วงการประท้วงหยุดงานของคนงานเก็บองุ่นที่เดลาโนในทศวรรษ 1960 ซึ่งนำโดยซีซาร์ ชาเวซและสหภาพแรงงานเกษตรกร การคว่ำบาตรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคนงานท่าเรือในสหราชอาณาจักรและยุโรปที่ปฏิเสธที่จะขนถ่ายองุ่นแคลิฟอร์เนียที่ถูกคว่ำบาตร มีบทบาทสำคัญในการบังคับให้ธุรกิจการเกษตรของอเมริกาลงนามในสัญญาที่เป็นธรรม

สรุป
สหรัฐอเมริกาไม่ได้บรรลุเป้าหมายประชาธิปไตยทั้งหมดจากภายในประเทศ ประวัติศาสตร์แห่งเสรีภาพของอเมริกาคือประวัติศาสตร์ของการใช้ประโยชน์จากปัจจัยภายนอก—โดยที่กฎหมายต่างประเทศ การประณามจากนานาชาติ การอพยพย้ายถิ่นฐานทั่วโลก และการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำหน้าที่เป็นกระจกเงาที่บังคับให้อเมริกาเห็นความหน้าซื่อใจคดของตนเองและแก้ไขมัน



Zohran Mamdani ใช้โอกาสในวาระครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ วิจารณ์สหรัฐอย่างรุนแรง กล่าวหาว่าสหรัฐฯ ปล่อยให้เด็กต้องเผชิญกับความหิวโหย ในขณะที่เหล่ามหาเศรษฐีและกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจกลับมีอำนาจมากขึ้น ความมั่งคั่งของสหรัฐฯ นั้นถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าคนทำงานที่มี "มือหยาบกร้านและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดิน"






https://x.com/FoxNews/status/2073060314828910627
https://x.com/EdKrassen/status/2073079385750434235
.....

Zohran Mamdani ใช้โอกาสในวาระครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์ประเทศอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ปล่อยให้เด็กต้องเผชิญกับความหิวโหย ในขณะที่เหล่ามหาเศรษฐีและกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจกลับมีอำนาจมากขึ้น

เขากล่าวว่าความมั่งคั่งของสหรัฐฯ นั้นถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าคนทำงานที่มี "มือหยาบกร้านและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดิน" พร้อมทั้งวิจารณ์ว่าประเทศปล่อยให้ความมั่งคั่งที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานเหล่านั้น ไปกระจุกตัวอยู่ใน "มืออันนุ่มนิ่มของคนเพียงหยิบมือเดียว"
.....

Mamdani นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กกล่าวสุนทรพจน์ที่น่าทึ่งที่สุดครั้งหนึ่งที่คุณเคยได้ยิน:

“เขาบอกพวกเราว่าอเมริกามีความพิเศษเพราะเราร่ำรวยกว่า แข็งแกร่งกว่า และมีอำนาจมากกว่าใครๆ

“เพื่อนที่รัก ความจริงก็คือ อเมริกามีความพิเศษ เพราะที่นี่ไม่มีอะไรคงที่ ชายแดนอาจถูกปิด เราอาจจะเคยเดินบนดวงจันทร์ แต่งานในการบรรลุถึงคุณค่าที่ประดิษฐานอยู่ในคำประกาศอิสรภาพเป็นครั้งแรก — งานนั้นคงอยู่ และงานนั้นเป็นของพวกเราทุกคน

“มันเป็นเรื่องของคนอเมริกันใหม่ล่าสุดของเราเช่นกัน ผู้ที่ยืนอยู่ที่นี่กับฉันในวันนี้ ทุกคนเพิ่งได้รับสัญชาติ เกือบหนึ่งทศวรรษที่แล้ว ฉันก็รู้สึกถึงสิ่งที่คุณรู้สึกเช่นกัน: ความสุขที่ไม่ได้เป็นเพียงชาวนิวยอร์กอีกต่อไป แต่เป็นคนอเมริกันด้วย

“คุณแต่ละคนมีพลังพิเศษ: พลังในการตัดสินว่าอเมริกาหมายถึงอะไร

ในมุมมองของพวกเขา อเมริกาเป็นเวทีแห่งความมีอำนาจสูงสุดซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้มีเสรีภาพ โดยที่ทุกคนไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน หากคุณถามพวกเขา อเมริกาก็จะยิ่งมีคนน้อยลงเท่านั้นที่ยินดีต้อนรับ อเมริกา พวกเขาจะบอกคุณว่าเป็นของเฉพาะผู้ที่มีสำเนียงที่ถูกต้องหรือมีสีผิวที่เหมาะสมเท่านั้น พวกเขายืนยันว่าพวกเราที่เหลือควรรู้สึกขอบคุณที่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยมชมเท่านั้น

“พวกมันตัวเล็กขนาดไหน.. อ่อนแอแค่ไหน. unoriginal

“ทุกช่วงเวลาในอดีตของเรา บรรดาผู้ที่เป็นผู้นำผ่านการกีดกันและโดดเดี่ยวต่างพยายามที่จะได้รับอำนาจและเพิ่มคุณค่าให้กับตนเองด้วยการทำให้เราเป็นศัตรูกัน การแบ่งแยกเป็นกลอุบายที่เก่าแก่ที่สุดในการเมือง — และถูกที่สุด

“แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า รวมทั้งเมื่อ 250 ปีที่แล้ว กองกำลังแห่งความแตกแยกเหล่านั้นถูกพิชิตโดยพลังแห่งความก้าวหน้า”




Happy Birthday America, พวกหนุ่มๆ กลุ่ม MAGA อาจร้องเพลงนี้กันสุดเสียงอย่างสนุกสนาน ในวันเกิดของพวกยู MAGA USA





https://x.com/desota/status/2072785383960547403


 

วันศุกร์, กรกฎาคม 03, 2569

‘ไทยเบฟ’ ผนึกจุฬาฯ ขับเคลื่อนโครงการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม ดูแล้วน่าจะเป็นโครงการทำธุรกิจธรรมดา ที่จะขยายลงไประดับอำเภอ ไม่ต่างกับ ‘เซเว่น’ ของ ‘ซีพี’

นสพ.ฐานเศรษฐกิจตีข่าวเมื่อ ๒ กรกฎา ว่า “ไทยเบฟผนึกจุฬาฯ ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” ดูรายละเอียดของโฆษณาแล้ว น่าจะเป็นโครงการทำธุรกิจธรรมดา ที่จะขยายลงไประดับอำเภอ

“มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน” เป็นโวหารของการโฆษณา แม้นว่าจะอ้าง “วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการ

ตลอดจนสนับสนุนการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และสามารถขยายผลสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับประเทศ” น้ำเสียงของถ้อยคำเป็น ‘gimmick’ หรือลูกล่อลูกชนเสียมากกว่า

การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมครั้งนี้ มีพิธีลงนามเป็นล่ำเป็นสัน ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นคนสำคัญของแต่ละฝ่าย

เนื้อถ้อยคำปราศรัยของแต่ละคนต่างเข้าทำนองของ กิมมิค ที่อ้างไว้ข้างต้น ฝ่ายจุฬาบอกว่าจะ “นำองค์ความรู้ด้านการศึกษา การวิจัย วิชาการ และการบริหารจัดการองค์ความรู้ในด้านการผลิต การค้า และการบริการ ไปถ่ายทอดให้กับประชาชนในพื้นที่”

การผลิต การค้า และการบริการเป็นสูตรสำเร็จของธุรกิจแบบครบวงจร ที่ ซีพี บรรษัทเจ้าสัวรายใหญ่ประสพความสำเร็จอย่างล้นหลามมาหลายทศวรรษ มีเพื่อนสนิทของผู้เขียนคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตุให้ฟังว่า ในตำบลเล็กๆ ของจังหวัดปราจีนบุรีแห่งหนึ่ง

มีร้านสะดวกซื้อ เซเว่นกว่าสิบแห่ง เพราะพื้นที่เคยเป็นดงแถบนั้น มีโรงงานไปตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก (คนงานนับหมื่น) เนื่องจากเป็นต้นแม่น้ำบางปะกง แล้วเกิดปัญหาระบายน้ำเสียลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่ทราบว่าจนบัดนี้มีการแก้ไขแล้วหรือยัง

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี แห่ง ไทยเบพกล่าวตอนหนึ่งว่า “น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จ...พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

ไม่ทราบว่าโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งหรือได้รับพระบรมราชานุญาต หรืออาจจะเป็นส่วนหนึ่งภายใต้พระเนตรพระกรรณก็เป็นได้ คราวนี้ก็พอดีไปเห็นสิ่งที่ศิษย์เก่าจุฬาฯ ส่วนหนึ่ง (ผ่านทางสื่อสังคม) กำลังใส่ใจกันในเรื่องเสื้อผ้า หน้า ผม ของสถาบัน

“แอคติวิสต์ตราพระเกี้ยวฉุน จุฬาฯ ยังใช้ตรามินิมอลในเว็บ แม้เพิ่งรีแบรนด์อัตลักษณ์ (CI) ใหม่ ย้อนกลับไปใช้พระเกี้ยวแบบดีเทลละเอียดที่เคยใช้ปี ๒๕๓๑” ซึ่งคงเป็นเรื่องภายในแวดวงเลือดสีชมพู ที่บังเอิญผู้เขียนได้ไปรู้เห็น

ที่นำมาบันทึกไว้เป็นอุทธาหรณ์ในที่นี้ไม่ใช่อะไร พอดีผู้เขียนมีส่วนได้เป็นศิษย์เก่ากับเขาอยู่เหมือนกัน แม้จะเพียงระยะสั้นๆ ปีเดียวในบัณฑิตวิทยาลัย

(https://www.facebook.com/TheUnlock.th/posts/26hHGBaDS9 และ https://www.thansettakij.com/social-biz/662960=84kjhpuZmA)