วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 08, 2559

ทำไมตั้งแต่มีการสอบ PISA มา คะแนนของประเทศไทยอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายเช่นนี้มาตลอด





ที่มา FB

Pavich Tongroach


ผลการทดสอบ PISA วิชา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ไทยอยู่ในกลุ่มรั้งท้าย ตามเคย

****************************

วันนี้ (6 พฤศจิกายน 2559) โครงการจัดสอบนักเรียนนานาชาติ PISA (Programme for International Students Assessment) ที่ดำเนินการโดย OECD (Organisation for Economic Cooperation and Development หรือ องค์การความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ประกาศผล PISA 2015 อย่างเป็นทางการ มีประเทศเข้าร่วมการทดสอบ 70 ประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจ เป็นการทดสอบ วิทยาศาสตร์ การอ่าน และคณิตศาสตร์ ในเด็กอายุ 15 ปี ที่สุ่มตัวอย่างมา 540,000 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพ ความเท่าเทียม และประสิทธิภาพของระบบโรงเรียนในแต่ละประเทศ ซึ่งจะสะท้อนว่าคุณภาพของประชาชนที่จะเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในอนาคตเป็นอย่างไร

ผลการสอบคราวนี้ ซึ่งเน้นวิชาวิทยาศาสตร์ ปรากฎว่า สิงคโปร์ ขึ้นเป็นที่ 1 ของโลก ตามมาด้วยญี่ปุ่น เอสทัวเนีย ฟินแลนด์ และ แคนาดา

จีนเชี่ยงไฮ้ที่เคยได้อันดับ 1 แบบทิ้งห่างในการสอบเมื่อ 2 ครั้งที่ผ่านมา เมื่อปี 2009 และ 2012 ปีนี้เมื่อเอาคะแนนอีก 3 มณฑล (Beijing, Jiangsu, Guangdong) มาเฉลี่ยปรากฎว่าตกไปอยู่อันดับ 10

ที่น่าสนใจ คือ เวียดนามกระโดดขึ้นชั้นระดับโลกเป็นที่ 8

ส่วนไทยอยู่อันดับที่ 55 (วิทยาศาสตร์ อันดับที่ 54 การอ่าน ที่ 57 คณิตศาสตร์ ที่ 54) โดยมีผลการทดสอบลดลงจากการสอบครั้งที่แล้ว (ปี 2012) ในทุกวิชา ได้แก่
##วิทยาศาสตร์ ได้ 422 คะแนน (ลดลง 23 คะแนน จากเดิม 444 *คะแนนเฉลี่ย OECD 493)
##การอ่าน ได้ 409 คะแนน (ลดลง 32 คะแนน จากเดิม 441 *คะแนนเฉลี่ย OECD 493)
##คณิตศาสตร์ ได้ 415 คะแนน (ลดลง 12 คะแนน จากเดิม 427 *คะแนนเฉลี่ย OECD 490)

ตั้งแต่มีการสอบ PISA มา คะแนนของประเทศไทยอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายเช่นนี้มาตลอด สำหรับประเทศอื่นๆ ได้ใช้ผล PISA ไปเป็นประโยชน์ในการวางแผนการศึกษาของชาติ แต่ในส่วนของประเทศไทยไม่เคยมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาการศึกษาอย่างเบ็ดเสร็จ แม้ว่าจะมีตัวบ่งชี้นานาชาติที่สะท้อนความอ่อนแอให้เห็นอย่างชัดเจนซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม

***********

ผลการสอบ PISA 2015 จะสอดคล้องกับผลการสอบ TIMSS ซึ่งเป็นการวัดความสามารถวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยมีนักเรียนจากประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วม เข้าสอบจำนวน 6 แสนคน ซึ่งปรากฏว่าคะแนนของประเทศไทยอยู่ในกลุ่มรั้งทัายเช่นเดียวกัน ทั้งยังสอดคล้องกับผลการวัดผลที่เราจัดสอบเอง เช่น ผลการสอบ ONET จึงเป็นการบ่งชี้อีกครั้งหนึ่งว่า ระบบการศึกษาของเรายังมีความอ่อนแออยู่มาก

ข้อเท็จจริงที่ว่าในการสอบ PISA ทุกครั้งที่ผ่านมาคะแนนของประเทศไทยไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นผลในปีนี้ยังกลับลดลงจากครั้งที่ผ่านมาอย่างมีนัยยะสำคัญ แสดงให้เห็นว่าระบบการศึกษาของเราไม่ได้มีพัฒนาการขึ้นมาแต่อย่างใด

ถ้าจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุว่าคะแนนของเราทำไมจึงต่ำ

จากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่าน่าจะมีสาเหตุโดยตรงอยู่สองประเด็นใหญ่ๆ คือความรู้ที่มีอยู่ในระบบการศึกษาของเราน่าจะต่ำกว่ามาตรฐานโลก และวิธีการคิดของเด็กเราไม่สามารถคิดในเชิงวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ เพราะข้อสอบ PISA จะเป็นไปในแนวเช่นนั้น ซึ่งประเด็นนี้จะต่อเนื่องไปถึงวิธีการเรียนการสอนของครูด้วย ดังนั้นจึงควรต้องมีการปฏิรูปหลักสูตรอย่างจริงจัง ซึ่งหมายถึงเนื้อหาและวิธีการจัดการศึกษา และจะต้องต่อเนื่องไปถึงการรื้อระบบการผลิตครูด้วย

การที่เวียดนามมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูงระดับเทียบวัดกับประเทศชั้นนำได้ และได้คะแนนสูงเช่นนี้มาสองครั้งติดกันแล้ว เป็นประเด็นที่น่าสนใจและน่าติดตาม และจากการที่เวียดนามเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้นทุกวัน ข้อมูลด้านการศึกษาเช่นนี้น่าจะต้องนำมาซึ่งความน่าวิตกสำหรับไทยด้วย เพราะข้อมูลเช่นนี้จะถูกนำไปวิเคราะห์ต่อไปในการวางแผนทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ โดยที่ข้อมูลทางด้านการศึกษาเป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ในสายตาผู้ลงทุนจากต่างประเทศก็จะมองเห็นความเข้มแข็งและความอ่อนแอทางด้านนี้จากผลของการศึกษา วันนี้เวียดนามได้บอกแก่ชาวโลกว่ามีฐานของทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการของโลก ดังนั้น อาจจะไม่เป็นที่น่าแปลกใจอีกต่อไปว่าทำไมในข่วงเวลาที่ผ่านมาเราจึงเห็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงหลายอย่างเริ่มย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปเวียดนาม

ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องทำการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยการมองปัญหาให้ออกและชัดเจน และกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ไขให้ถูกต้อง เท่าที่ผ่านมาแม้จะมีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ยังไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น การสั่งลดเวลาเรียนโดยไม่ได้ไปปรับปรุงที่โครงสร้างของระบบการเรียนการสอนซึ่งมีหลักสูตรเป็นแกนหลัก นอกจากจะไม่ทำให้เกิดผลต่อระบบการเรียนรู้ในทางบวกแล้วยังกลับสร้างความเครียดและความสับสนขึ้นในระบบการศึกษาอีกด้วย ทั้งนี้ืนอกไปจากการปฏิรูปหลักสูตรและองค์ความรู้ในระบบ และการปฏิรูปครูอย่างจริงจัง แล้ว ยังจะเห็นว่าการศึกษาไทยมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ตัวอย่างเช่น โครงสร้างของระบบริหารจัดการที่ไม่เอื้อให้เกิดความเข้มแข็งของโรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ทั้งนี้เพราะความเข้มแข็งของระบบการศึกษาที่แท้จริงจะต้องเกิดขึ้นที่โรงเรียน นี้เป็นเพียงตัวอย่างของปัญหาเท่านั้น

...

ไม่แปลกใจเลย ดูผู้บริหารกระทรวงแต่ละคนสิ ครูที่ไหน ทหารบ้าง หมอบ้าง
มิตรสหายท่านหนึ่ง


6 ธันวา.. รำลึกถึง ดร.อัมเบดการ์ (ภีมเรา รามจิ)



ที่มา FB

Teeraparb Lohitkun


# ชีวิตวัยเด็กของ “อัมเบดการ์” (ภีมเรา รามจิ)
ถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกันรังเกียจที่เขาเป็นจัณฑาล
ขนาดไม่ยอมให้ดื่มน้ำร่วมแก้วเดียวกัน
ยามใดที่หิวน้ำ ต้องขอร้องให้เพื่อนรักบางคน
ช่วยเทน้ำใส่ปาก พอประทังกระหาย
...

แล้วไย เขาจึงสามารถเป็นจัณฑาลหนึ่งเดียว
ที่จบดอกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์จากอเมริกา
เนติบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยลอนดอน
เป็น รมว.ยุติธรรมคนแรก และมีบทบาทสำคัญ
ในการร่างรัฐธรรมนูญ
ที่ชาวอินเดียทุกชนชั้นวรรณะต้องเคารพ


หาคำตอบในบทความ..
อัมเบดการ์: จัณฑาลกบฏ ผู้พลิกแผ่นดินอินเดีย

*************


สักการะรูปปั้น ดร.อัมเบดการ์ ณ ที่ทำการมูลนิธิอัมเบดการ์ มุมไบ

1.
วันที่ 6 ธันวาคม 2555 บนถนนสายหนึ่งที่นครมุมไบ ผมแปลกใจที่เห็นคนอินเดียยืนต่อแถวกันอย่างสงบนิ่ง เป็นระยะทางยาวนับเป็นกิโลเมตร โดยไม่มีเหตุวุ่นวาย หรือการประท้วงใดๆ เพราะพวกเขายืนรอคิวเพื่อจะได้เข้าไปเคารพรูปปั้นบุคคลที่รักและนับถือเทียบเท่า “บิดรมารดา” นั่นคือ ดร.บาบาสาเหบ ภีมเรา รามจิ อัมเบดการ์ ในวาระ 56 ปีแห่งการจากไป ณ ที่ทำการมูลนิธิอัมเบดการ์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสำนักงานกฎหมายเพื่อผู้ยากไร้ มาก่อน

2.
พวกเขาส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชาววรรณะศูทร และจัณฑาล ที่เปลี่ยนศาสนาและโชคชะตา มาถือพุทธตามรอยดร.อัมเบดการ์ ในมือของพวกเขาคือเครื่องสักการะที่ทำขึ้นอย่างง่าย ๆ แต่เปี่ยมล้นด้วยจิตศรัทธา แม้ว่าจะต้องยืนเข้าแถวรอเป็นวันๆ เพียงจะได้เข้าไปวางดอกไม้แล้วกราบสักการะเพียง 3-5 วินาที ก่อนที่หลายคนจะหลบไปนั่งสวดมนต์ต่อ อันทำให้ผมทราบว่า บทสวดไตรสรณคมน์ของพวกเขา มิได้มีเพียง...พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธรรมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” หากยังมีท่อนที่สี่เพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษว่า “ภีมัง สรณัง คัจฉามิ”

3.
ห้วงยามนั้น หยดน้ำตาผมไหลพรากออกมาไม่รู้เนื้อรู้ตัว มั่นใจเพียงว่า ไม่ใช่เพราะดร.อัมเบดการ์เปลี่ยนศาสนามาเป็นชาวพุทธ เพราะเป็นน้ำตาเดียวกับที่เคยซึมออกมา ยามได้รับรู้เรื่องราวของมหาตมะ คานธี, โฮจิมินห์ เนลสัน แมนเดลา อองซานซูจี และมวลหมู่ผู้ทุ่มเทชีวิตเพื่อฉุดดึงคนทุกข์ ให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนโชคชะตาของตนเองใหม่ เฉกเช่นเดียวกับดร.อัมเบดการ์

4.
ดร.อัมเบดการ์ บุคคลที่เกิดในกลุ่มชนชั้นต่ำสุดเสียจนสังคมอินเดียไม่จัดเข้าระบบวรรณะ เรียกกันว่า “จัณฑาล” หรือคนนอกวรรณะ และถือเป็น “บุคคลต้องห้าม” (Untouchable) ที่คนในระบบวรรณะจะไปยุ่งเกี่ยวหรือ “สัมผัส” ไม่ได้ ทั้งกายและใจของพวกเขา

5.
ทว่า ดร.อัมเบดการ์ (พ.ศ.2434-2499) เป็นจัณฑาลหนึ่งเดียวในอินเดียและในโลก ที่เรียนจบดอกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์จากอเมริกาและอังกฤษ เนติบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยลอนดอน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนแรก หลังอินเดียได้รับเอกราช ที่มีบทบาทสำคัญสุด ในการร่างกฎหมายสูงสุดที่ชาวอินเดียทุกชนชั้นวรรณะต้องเคารพ นั่นคือ “รัฐธรรมนูญ” ฉบับที่ทำให้อินเดียเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดของโลก หากนับจากจำนวนประชากรกว่า 1,200 ล้านคน เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สิทธิกับบุคคลทุกชนชั้นวรรณะ รวมถึงพวกนอกวรรณะ ที่เมื่อเข้าไปในคูหาเลือกตั้งแล้ว ทุกคนมี 1 เสียงเท่ากันหมด

6.
แต่ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับดร.อัมเบดการ์ จะระบุว่าการแบ่งชั้นวรรณะเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ เช่น คนในวรรณะสูงจะบังคับคนในวรรณะต่ำ หรือคนนอกวรรณะ มาทำงานที่พวกวรรณะสูงไม่แตะ อาทิ ล้างส้วม ขนอุจจาระ ฯลฯ ไม่ได้เหมือนในอดีต ยกเว้นแต่เป็นการว่าจ้าง หรือทำให้ด้วยความเต็มใจ แต่ในความเป็นจริง เป็นที่ทราบกันดีว่าระบบวรรณะยังดำรงอยู่ในสังคมอินเดียวันนี้อย่างเหนียวแน่น

7.
ครั้งหนึ่ง ผมสัญจรสู่อินเดีย ช่วงเทศกาลสงกรานต์ของไทยเช้าวันที่ 14 เมษายน 2556 ผมประจักษ์ตาเป็นครั้งแรก ว่าหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับที่มีให้อ่านในห้องอาหารของโรงแรมที่นิวเดลี จะมีพื้นที่ให้หน่วยงานราชการและเอกชน ลงโฆษณาแสดงมุทิตาจิต ในวาระครบรอบ 122 ปีแห่งชาตกาลของดร.อัมเบดการ์ ผู้มีนามเดิมว่า “บาบาสาเหบ ภีมเรา รามจิ อัมเบดการ์” (Babasaheb Bhimrao Ramji Ambedkar)

8.
เกิดเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2434 ในตระกูลจัณฑาล แต่ด้วยความที่เป็นเด็กเฉลียวฉลาด เรียนหนังสือเก่ง มีมานะอดทน แม้จะถูกเพื่อนนักเรียนด้วยกันรังเกียจที่เขาเป็นจัณฑาล ขนาดไม่ยอมให้ดื่มน้ำร่วมแก้วเดียวกัน ด.ช.ภีมเรา รามจิก็อดทน ยามใดที่หิวน้ำ ก็หาทางออกด้วยการขอร้องให้เพื่อนรักบางคน ช่วยเทน้ำใส่ปากเขาพอประทังกระหาย

9.
ความวิริยะอุตสาหะในการเรียนของภีมเรา ทำให้ครูวรรณะพราหมณ์ท่านหนึ่งเห็นใจ ถึงกับยอมให้ภีมเราใช้นามสกุล “อัมเบดการ์” เพื่อปิดบังสถานะทางชนชั้นที่แท้จริงของเขา และหลบเลี่ยงการถูกรังเกียจเดียดฉันท์ จนสามารถเรียนจบมหาวิทยาลัย ก่อนได้ทุนการศึกษาจากมหาราชาแห่งรัฐราชสถาน ไปร่ำเรียนต่อในอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา จนคว้าปริญญาเอกกลับมาถึง 2 ใบ

10.
แต่ใช่ว่าสกุลพราหมณ์ “อัมเบดการ์” จะเป็นเกราะกำบังอันวิเศษให้จัณฑาลอย่างภีมเรา รามจิ ได้เสมอไป ตลอดเวลาที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในมุมไบ และลอนดอน มีเพื่อนนักศึกษาจำนวนไม่น้อย ที่รู้ชาติกำเนิดของเขา แล้วออกอาการรังเกียจเขา แต่ความเฉลียวฉลาดและมานะบากบั่นอ่านหนังสือวันละ 18 ชั่วโมง ก็ทำให้ไม่มีอุปสรรคใดมาขวางกั้นความก้าวหน้าของเขาได้

11.
จนถึงวันที่ชื่อ บาบาสาเหบ ภีมเรา รามจิ อัมเบดการ์ มีคำว่านำหน้าว่า ดร. เขาจึงกลับมาทำงานด้านกฎหมายที่มุมไบ เมืองเอกของแคว้นรัฐมหาราษฎร์ แต่ระบบวรรณะก็ยังตามมาหลอกหลอน เมื่อดร.อัมเบดการ์ ไปเช่าห้องพัก แล้วต่อมาเจ้าของห้องพักรู้ว่าแท้ที่จริงเขาเป็นจัณฑาล ก็ถึงกับให้บริวารใช้อาวุธปืนบีบบังคับให้เขาย้ายออกภายใน 48 ชั่วโมง นั่นเป็นเหตุการณ์เดียวในชีวิต ที่ทำให้เขาต้องหลั่งน้ำตาให้กับโชคชะตาของตนเอง แต่ไม่นาน ก็กลับกลายเป็นพลัง ผลักดันให้เขามุ่งมั่นเป็นนักกฎหมายที่ว่าความให้กับคนชั้นต่ำ และคนนอกวรรณะที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยฟันฝ่าอุปสรรคจนสามารถตั้งสำนักงานที่มุมไบเป็นผลสำเร็จ

12.
และด้วยความรู้ความสามารถขั้นเอกอุ ไม่นานนัก ชื่อดร.อัมเบดการ์ ก็เป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำกลุ่มคนนอกวรรณะของอินเดีย ที่มีบทบาทในการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ พร้อมๆกับการต่อสู้เพื่อล้มล้างระบบวรรณะออกจากสังคมอินเดีย ในขณะที่มหาตมะ คานธี กำลังมีบทบาทนำในการใช้สันติวิธี หรือ “อสิงหา” ต่อสู้กับอังกฤษ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกระบบวรรณะ ด้วยเหตุผลว่าวรรณะเป็นการจัดสรรภาระหน้าที่ของคนในสังคม การล้มวรรณะจะทำให้สังคมอินเดียวุ่นวาย พร้อมทั้งพยายามปลุกเร้าพวกจัณฑาล ด้วยการเปลี่ยนวิธีเรียกใหม่ว่า “หริชน” หมายถึงบุตรของพระเจ้า และอธิบายให้สังคมยอมรับว่า “ขอทาน” เป็นอาชีพสุจริตของหริชน โดยคานธีอบรมพวกเขาว่า ...ถ้าหิว ถ้าเหนื่อย ถ้าป่วยไข้ พวกเจ้าจงขอ....แต่อย่าขโมย!

13.
เหตุนี้เอง เมื่ออังกฤษอนุญาตให้กลุ่มคนนอกวรรณะสามารถส่งตัวแทนไปร่วมหารือเรื่องเอกราชอินเดีย ร่วมกับผู้แทนกลุ่มอื่นๆ ท่านคานธีจึงไม่พอใจจนถึงกับอดอาหารประท้วง จนดร.อัมเบดการ์ยอมถอนตัวจากการเป็นผู้แทนกลุ่มคนนอกวรรณะ พร้อมกับยอมรับโดยปริยาย ว่าไม่สามารถล้มล้างระบบวรรณะออกจากสังคมอินเดียได้แน่นอนแล้ว
14.
จวบจนเมื่ออินเดียได้เอกราช และมหาตมะ คานธี ถูกสังหารด้วยน้ำมือของชาวฮินดูหัวรุนแรง ผู้ไม่พอใจที่อินเดียถูกแบ่งแยกไปตั้งเป็นประเทศใหม่ของชาวมุสลิม ในนาม “ปากีสถาน” ดร.อัมเบดการ์ได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมในรัฐบาลท่านเยาวหราล เนรูห์ และมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญที่พลิกโฉมหน้าอินเดีย ทั้งยังเป็นผู้ออกแบบธงชาติอินเดีย ซึ่งมี "ธรรมจักร" สัญลักษณ์ของพุทธศาสนาอยู่ตรงกลาง รวมถึงตราแผ่นดินอินเดียที่มี "สิงห์สี่หน้า"บนเสาหินแห่งพระเจ้าอโศกมหาราช

15.
วันที่ 14 ตุลาคม 2499 ที่เมืองนาคปูร์ ดร.อัมเบดการ์ นำชาวอินเดียวรรณะศูทร และคนนอกวรรณะ หรือจัณฑาล กว่า 5 แสนคน ประกาศลาออกจากการเป็นศาสนิกในศาสนาฮินดู แล้วปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะอย่างเป็นทางการ ด้วยคำปฏิญาณตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ มีศักดิ์ศรีและฐานะเสมอกัน” และ “ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อความมีสิทธิเสรีภาพเสมอกัน”

16.
แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ท่านถึงแก่อสัญกรรมอย่างกะทันหัน เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2499 ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของผู้คนมากมาย ท่านเยาวหราล เนรูห์ ได้กล่าวคำไว้อาลัยตอนหนึ่งว่า...

“ชื่อ “อัมเบดการ์”จะต้องถูกจดจำต่อไปอีกชั่วกาลนาน ในฐานะเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อลบล้างความอยุติธรรมในสังคมฮินดู... อัมเบดการ์ปลุกสังคมฮินดูให้ตื่นจากหลับใหล”*

******************
*บทความ อัมเบดการ์: จัณฑาลกบฏ ผู้พลิกแผ่นดินอินเดีย
คอลัมน์: ความยอกย้อนของกาลเวลา
หนังสือพิมพ์: กรุงเทพธุรกิจ ส่วน “เสาร์สวัสดี”
4 พฤษภาคม 2556
เรื่องและภาพ: ธีรภาพ โลหิตกุล
....


ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ New Democracy Movement - Live เฉพาะกิจ ตอน '1 ปีราชภักดิ์'



https://www.facebook.com/newdemocracymovement/videos/1303131619737212/


งานใหญ่เลย....... BBC ภาคอังกฤษตีข่าว บีบีซีไทย ถูกตรวจสอบเรื่องหมิ่นฯ




The monarchy is accorded enormous respect in Thailand


Thailand investigates BBC over King Maha Vajiralongkorn profile


Source BBC

The BBC could be prosecuted in Thailand if a profile it published of the new king is found in breach of lese majeste laws, the prime minister has said.

"As they have an office in Thailand and Thai reporters work there they must be prosecuted when they violate Thai law," Prayuth Chan-ocha told reporters.

The BBC Thai-language website published the article last week after King Maha Vajiralongkorn ascended the throne.

The BBC has yet to be told if formal charges have been laid against it.

"BBC Thai was established to bring impartial, independent and accurate news to a country where the media faces restrictions, and we are confident that this article adheres to the BBC's editorial principles," a BBC spokesperson said.

Police have visited the BBC's Bangkok office as part of their investigation. It began after complaints about the article - which was published in the UK and has since been blocked online in Thailand - by royalists who accuse the BBC of defaming the king.

At the weekend, an opponent of Thailand's military-backed government was arrested after sharing the profile on his Facebook page.

He is thought to be the first person charged with defaming the monarchy since the new king succeeded his father.

Human rights groups accuse the military-backed government of using the royal defamation law as a way of cracking down on opponents.

King Vajiralongkorn's father, the revered King Bhumibol Adulyadej, died on 13 October at the age of 88 after seven decades on the throne.

Profile: Thailand's new king
Thai crown prince proclaimed new king
Thailand's lese majeste laws explained

ooo

Thai prime minister cautions news media on lese majeste law






Source: AP

BANGKOK (AP) — Thailand's prime minister warned Wednesday that the BBC could be prosecuted if an online report published by its Thai-language service about the country's new king is found to have violated the law safeguarding the monarchy's reputation.

BBC-Thai, a relative newcomer among the services of the British Broadcasting Corp., caused a stir when it published a profile of King Maha Vajiralongkorn Bodindradebayavarangkun touching on controversial aspects of his background. The story included details of three of his marriages that ended in divorce and other material that cannot be published by Thai news media without legal risk.

Thailand has a strict lese majeste law against insulting the monarchy that carries a penalty of three to 15 years in prison. No charges have been filed against the BBC yet.

Prime Minister Prayuth Chan-ocha said that because "a news agency has a branch in Thailand staffed with Thai reporters, if they violate Thai laws, they have to be prosecuted. Just like when we go to other countries and violate their laws, we are also prosecuted."

"It doesn't matter whether they are part of the press or not, a crime is a crime," Prayuth told reporters. "So please be careful with what you do. Don't violate other people's personal lives to the point of causing disorder and confusion."

Deputy Prime Minister and Defense Minister Prawit Wongsuwan made the same point. "Whatever is illegal will be processed accordingly, no exceptions," he said.

In the days after the story was published on Friday — one day after Vajiralongkorn ascended the throne — the BBC's office in Thailand received multiple visits from the army and police. The BBC shut the office this week, but continues to broadcast and publish on its website and on Facebook, although some readers said they found the link to the article about Vajiralongkorn now blocked in Thailand.

BBC said in a statement that its Thai-language service "was established to bring impartial, independent, and accurate news to a country where the media faces restrictions, and we are confident that this article adheres to the BBC's editorial principles."

The article sparked outrage among some Thai royalists, with social media groups vigorously criticizing the BBC. The Facebook group "V for Thailand" posted the BBC's Bangkok phone number on its Facebook page, encouraging its followers to call and harass people who work at the news service.

Thai police arrested a student on Saturday for sharing a link to the BBC article on Facebook, releasing him on bail the next day. It was the first arrest under the lese majeste law since Vajiralongkorn became king.

It also appeared to be the first lese majeste case involving material produced by a respected mainstream media outlet, although previous cases have involved content from several foreign tabloids. Mainstream media have had stories about the Thai monarchy censored, by blocking their websites and the voluntary stopping of distribution of editions of magazines and newspapers in Thailand, including The Economist and The International New York Times.

Critics of the lese majeste law, known as Article 112, say it is used to silence political dissidents. The military regime that took power in a 2014 coup has especially cracked down on commentary on the internet.


NATIONAL GEOGRAPHIC: Most Moving Photos of 2016




Poachers killed this black rhinocerous for its horn with high-caliber bullets at a water hole in South Africa’s Hluhluwelmfolozi Park. They entered the park illegally, likely from a nearby village, and are thought to have used a silenced hunting rifle. Black rhinos number only about 5,000 today.

This photo was originally published in "Special Investigation: Inside the Deadly Rhino Horn Trade," in October 2016.


MOST MOVING PHOTOS OF 2016


By Daniel Stone
PUBLISHED DECEMBER 6, 2016
Source: National Geographic

What makes a photograph moving? Emotional gravity, says National Geographic photo editor Elijah Walker, and another term for that is stakes. Something at stake, such as a person, a place, or something different entirely. Walker can often detect an image's emotional punch at one glance, and the giveaway is a moment of genuine joy, anger, sorrow, surprise, or awe.
Most often, powerful images are ones of people, but not always. A dead zebra scavenged by vultures evokes the unflinching rawness of life and death. A dramatically shrunk glacier demonstrates the irreversible footprints of human development.

Two of the most arresting images we published this year featured kids. In one, a group of siblings in Flint, Michigan, carries cases of bottled water, their only source of fresh drinking water following the discovery of tap water contaminated by lead. In the other, in Ramadi, Iraq, a young boy with no arms sits with other kids in a windowsill carved by the rubble of war. In both images, unlikely places to find kids, and in neither, in positions that they should be.


Please go to the following link for the rest of the pictures:

http://www.nationalgeographic.com/photography/best-of-2016/best-of-photography-most-moving-photos/?utm_source=Facebook&utm_medium=Social&utm_content=link_fbp20161206photo-bestphotosmoving&utm_campaign=Content&sf45193433=1

วันพุธ, ธันวาคม 07, 2559

พ่ายแล้วอเมริกา ดูความรู้สึกและปฏิกิริยาประธานาธิบดี แคนาดา จัสติน ทรูโด เมื่อพบผู้ลี้ภัยซีเรีย




https://www.facebook.com/TheIndependentOnline/videos/10154253206211636/

Justin Trudeau reunited with Syrian refugees he welcomed to Canada and had an emotional response

ooo

รำลึกถึง เทพีเสรีภาพของอเมริกา... อนิจจา




เทพีเสรีภาพตั้งอยู่กลางอ่าวนิวยอร์ก ได้แบบมาจากเทพเจ้าแห่งเสรีภาพของชาวโรมัน อนุสาวรีย์นี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Liberty Enlightening the World” และมีพิธีส่งมอบอย่างยิ่งใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 1886

เทพีเสรีภาพ เป็นประติมากรรมโลหะสำริด รูปเทพีห่มเสื้อคลุม มือขวาชูคบเพลิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสงสว่างแห่งเหตุผล มือซ้ายถือถือแผ่นจารึกคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ และมีอักษรสลักว่า "JULY IV MDCCLXXVI" หรือ วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1876 เท้าข้างหนึ่งมีโซ่ที่ขาด แสดงถึงความหลุดพ้นจากการเป็นทาส สวมมงกุฎ 7 แฉกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของทะเลทั้งเจ็ด หรือทวีปทั้งเจ็ด

ประชาชนที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาสู่สหรัฐอเมริกาทางเรือมากมายหลายคนในสมัยนั้น จะได้รับการต้อนรับจากเทพีเสรีภาพเมื่อเดินทางมาถึง นี่ทำให้อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา บทกลอนที่อยู่บริเวณฐานของอนุสาวรีย์ สลักข้อความอันโด่งดังไว้ว่า “จงนำฝูงชนผู้เหน็ดเหนื่อย ยากจน แออัด ผู้อยากสูดดมอิสรภาพของท่าน มาให้ฉัน” (Give me your tired, your poor, your huddled masses yearning to breathe free) เพื่อคอยต้อนรับผู้อพยพสู่โลกใหม่




Donald J. Trump, The President of the divided states of America, is TIME's 2016 Person of the Year. ฟัง TIME ชี้แจง



https://www.facebook.com/time/videos/10154230006796491/
.....
TIME


This is the 90th time we have named the person who had the greatest influence, for better or worse, on the events of the year. So which is it this year: Better or worse? The challenge for Donald Trump is how profoundly the country disagrees about the answer.

It’s hard to measure the scale of his disruption. This real estate baron and casino owner turned reality-TV star and provocateur—never a day spent in public office, never a debt owed to any interest besides his own—now surveys the smoking ruin of a vast political edifice that once housed parties, pundits, donors, pollsters, all those who did not see him coming or take him seriously. Out of this reckoning, Trump is poised to preside, for better or worse.


For those who believe this is all for the better, Trump’s victory represents a long-overdue rebuke to an entrenched and arrogant governing class; for those who see it as for the worse, the destruction extends to cherished norms of civility and discourse, a politics poisoned by vile streams of racism, sexism, nativism. To his believers, he delivers change—broad, deep, historic change, not modest measures doled out in Dixie cups; to his detractors, he inspires fear both for what he may do and what may be done in his name.

The revolution he stirred feels fully American, with its echoes of populists past, of Andrew Jackson and Huey Long and, at its most sinister, Joe McCarthy and Charles Coughlin. Trump’s assault on truth and logic, far from hurting him, made him stronger. His appeal—part hope, part snarl—dissolved party lines and dispatched the two reigning dynasties of U.S. politics. Yet his victory mirrors the ascent of nationalists across the world, from Britain to the Philippines, and taps forces far more powerful than one man’s message.

We can scarcely grasp what our generation has wrought by putting a supercomputer into all of our hands, all of the time. If you are reading this, whether on a page or a screen, there is a very good chance that you are caught up in a revolution that may have started with enticing gadgets but has now reshaped everything about how we live, love, work, play, shop, share—how our very hearts and minds encounter the world around us. Why would we have imagined that our national conversation would simply go on as before, same people, same promises, same patterns? Perhaps the President-elect will stop tweeting—but only because he will have found some other means to tell the story he wants to tell directly to the audience that wants to hear it.

It turned out to be a failing strategy when Hillary Clinton, who loves policy solutions and believes in them, tried to make this race a character test, a referendum on Trump. But it was certainly understandable. He presented so many challenges, so many choices about what America values. Her popular-vote victory, while legally irrelevant, affirmed the prospect of a female Commander in Chief. In fact, she crushed Trump among voters who cared most about experience and judgment and temperament, qualities that have typically mattered when choosing the leader of the free world. Even at his moment of victory, 6 in 10 voters had an unfavorable view of Trump and didn’t think he was qualified to be President.




The Nov. 28 photo shoot at the President-elect’s residence in Trump Tower.


But by almost 2 to 1, voters cared most about who could deliver change, and in that category he beat her by 69 points. This is his next test. The year 2016 was the year of his rise; 2017 will be the year of his rule, and like all newly elected leaders, he has a chance to fulfill promises and defy expectations.

His supporters and his critics will discover together how much of what he said he actually believes. In the days after the election, everything was negotiable: the wall became a fence, “Crooked Hillary” is “good people,” and maybe climate change is worth thinking about. Far from draining the swamp, he fed plums to some of its biggest gators. Were his followers alarmed? The critics were hardly reassured: nearly half of Americans expect race relations to worsen, and many women fear that his ascent comes directly at their expense. Trump prefers to talk about the alienated workers who flocked to his rallies and believed a billionaire could be their tribune—“I love them and they love me”—and avers that his every action will be on their behalf. But can he devise a New Deal for workers in the age of automation, renegotiate trade deals and reopen factories while simultaneously elevating many of the same people who profit from the trends he denounced?

For reminding America that demagoguery feeds on despair and that truth is only as powerful as the trust in those who speak it, for empowering a hidden electorate by mainstreaming its furies and live-streaming its fears, and for framing tomorrow’s political culture by demolishing yesterday’s, Donald Trump is TIME’s 2016 Person of the Year.

ooo





เรามักคิดไปเองว่า สื่อเลือก “บุคคลสำคัญ” โดยมองจากคุณงามความดีที่น่ายกย่องของเขา (praiseworthiness) แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป Time อธิบายไว้แล้วว่า #PersonOfTheYear ของเขา เป็นใครก็ตามที่ “คู่ควรกับการเป็นข่าว” (newsworthiness) พูดอีกอย่างเป็น “ข่าวที่ขายได้” Donald Trump จึงได้รับเลือกในปีนี้

ในทำนองเดียวกัน Hitler ได้รับเลือกเป็นบุคคลประจำปีของ Time ในปี 1938 ช่วงที่ส่งยิวนับล้านเข้าค่ายกักกัน และหนึ่งปีก่อนจะบุกโปแลนด์ เปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 ถามหาจริยธรรมจากสื่อหรือ?

คนนี้อธิบายไว้ชัดเจนดี http://www.snopes.com/hitler-time-magazine-1938/

ที่มา FB

Pipob Udomittipong


ขอแก้ข่าว... ข้อมูลตำรวจที่บุกไปบีบีซีแล้วดื่มยาคูลท์นั้นคลาดเคลื่อน



เมื่อวานนี้ไทยอีนิวส์ได้นำทวิตของคุณประวิทย์ โรจนพฤกษ์ที่บอกว่าตำรวจบุกไปบีบีซีดื่มยาคูลท์ ซึ่งต่อมาทราบว่ารายงานข่าวนี้ผิดพลาด
ขออภัยและขอแก้ข่าวตามทวิตของคุณประวืทย์ล่าสุด



ฆ่าตัดตอนประชาธิปไตยแล้ว ยังอยากได้พรรคการเมืองดี - ใบตองแห้ง On Air




ที่มา Voice TV
https://www.facebook.com/VoiceTVonline/videos/10155812237384848/

"ฆ่าตัดตอนประชาธิปไตยแล้วยังอยากได้พรรคการเมืองดี" วิธีคิดมีชัยแอนด์เดอะแก๊ง เมื่อการเลือกตั้งไม่มีความหมาย เลือกพรรคการเมืองไปเป็นตัวประกอบ ยังอยากได้พรรคการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วม สมาชิกพรรคควักกระเป๋าด้วยศรัทธา ไพรมารีโหวต ฯลฯ พ่อ-ตาย!

พรรคการเมืองที่ดีจะเกิดขึ้นได้ด้วยความตื่นตัวของประชาชน อยากมีบทบาททางการเมือง หรือเห็นประชาธิปไตยกินได้ ไม่ใช่ระบอบที่ตีกรอบไว้ให้ คสช.สืบทอดอำนาจ "คนดีปกครองบ้านเมือง" แล้วจะให้พรรคการเมืองเข้าไปนั่งพับเพียบเรียบร้อย ทำตามยุทธศาสต์ชาติ ไม่สามารถเสนอนโยบาย ปล่อยให้รัฐราชการปกครองไป แบบนั้นคืออยากได้คนดีสมองกลวง ไม่ใช่ตัวแทนผลประโยชน์ประชาชน

ว่าที่จริงประเทศไทยเคยมีนักการเมืองดีมาเยอะ ตั้งแต่ยุคปรีดี เสรีไทย เตียง ศิริขันธ์ 4 รัฐมนตรี ซึ่งถูกฆ่าตายหลังรัฐประหาร 2490 พอหลัง14 ตุลา ก็มีพรรคสังคมนิยม พรรคแนวร่วม พรรคพลังใหม่ ชนะเลือกตั้งกันอย่างเซอร์ไพรส์ในปี 2518 แต่ถูกทำลายด้วยกระแสขวาพิฆาตซ้าย หลัง 6 ตุลา หลังรัฐธรมนูญ 2521 ก็ตามมาด้วยโรคร้อยเอ็ด การเลือกตั้งไม่มีความหมาย ก็เอาชนะกันด้วยซื้อเสียง ปี 35 หลังรัฐประหาร พรรคพลังธรรมก็กวาดเก้าอี้เข้ามาไม่ใช่หรือ เช่นกัน ปี 44 พรรคไทยรักไทยก็มีข้าวนอกนาจำนวนมาก เหมือนปี 50 และโดยเฉพาะ 54 หลังเข่นฆ่า 53 ประชาชนก็เลือกเพื่อไทยถล่มทลาย

ใช่ละ ไทยรักไทยจนถึงเพื่อไทย มันมีลักษณะของพรรคทุนใหญ่+ประชาชนที่ตื่นตัวจากประชาธิปไตยกินได้ แต่สิ่งที่ รธน.มีชัยทำ คือมุ่งทำลายทั้ง 2 ด้าน


Atukkit Sawangsuk


รัชกาลที่ ๑๐ จะยังคงเป็นยุคแห่งการไล่ล่าด้วยมาตรา ๑๑๒ ของกฎหมายอาญา ต่อไปอีกแน่นอน และอาจจะหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ





มันเริ่มมาจากการโหมกระหน่ำ ‘ความจงรักภักดี’ ต่อรัชกาลที่ ๑๐ ด้วยวิธี ‘ล่าแม่มด’ กับสำนักข่าวบีบีซีไทย โดยกิจการโฆษณาชวนเชื่อที่ใช้ชื่อว่า ‘ทีนิวส์’

“BBCไทย ให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด คนไทยต้องรู้ทัน” สำนักสนธิญานซัดสุดเหวี่ยง

ข้อความพาดหัวโจมตีบีบีซีไทยเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม โดยใช้ “ตรรกะวิบัติชนิด guilt by association เยอะมาก” (นี่ได้มาจากข้อสังเกตุของ Nanchanok Wongsamuth ผู้สื่อข่าวบางกอกโพสต์)

จากนั้นก็โหมต่อด้วยข้อความเป็นเท็จ “ด่วน!!! ตำรวจบุก ออฟฟิศ บีบีซีไทย ที่อาคารมณียา แต่ปิดบริษัทหนีไปก่อน” จนทำให้ Sa-nguan Khumrungroj นักข่าวอิสระที่มีประวัติการงานภาคสนามยืนยาวเป็นตำนาน ต้องคอมเม้นต์

“กูกำลังนั่งขรรมกับข่าวนี้ น้องเขาไปเข้าห้องน้ำ 5555 เพื่อน BBC ทุกคนยังนั่งทำงานอยู่ครบในออฟฟิส
ฝากให้ด่าแม่คนเขียนข่าว ‘โครตมั่ว’

ที่จริงคนโทรเนี่ย โทรไปอีกแล้วเจอฝรั่งตอบ แต่แม่งพูดคุยปะกิดไม่ได้ แล้วซี้ซั้วรายงาน

สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ฯ ที่เต็มไปด้วยการรับสินบนและโกงหุ้น เคยร่วมเลียสดเป่านกหวีดปิดประเทศ พวกแม่งรีบแชร์ข่าวทีนิวส์เลย ออกนอกหน้ามาก สัดดด”

ทำให้เห็นได้ว่าปฏิบัติการณ์ทีนิวส์นี้นำร่องให้แก่พระราชโองการแต่งคณะองคมนตรีชุดใหม่ ๑๑ นาย (รวมทั้งประธานคนเดิม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งไปแล้ว)





อันทำให้เป็นที่วิเคราะห์วิจารณ์กันในแวดวงฝ่ายประชาธิปไตยในขณะนี้ว่า รัชกาลที่ ๑๐ จะยังคงเป็นยุคแห่งการไล่ล่าด้วยมาตรา ๑๑๒ ของกฎหมายอาญา ต่อไปอีกแน่นอน และอาจจะหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ลองมาดูกันสิว่าทำไมเขาถึงวิเคราะห์กันออกมาอย่างนั้น

ชุดใหม่กับชุดเก่ามีจำนวนต่างกัน ๕ นาย (ไม่มีนาง) ที่ออกไปมี ๘ คน ล้วนแล้วแต่แบกอายุกันมามากแล้ว ส่วนที่เข้ามาใหม่ ๓ คน ล้วนนายตะหาน คสช. ที่แม้ว่าจะไม่ใช่สายเสือตะวันออก แต่ก็ระดับสิงห์ กระทิง radด้วยกันทั้งสิ้น

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช และพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา

นัยว่าเป็นวงศ์เทวัญที่พยัคฆาราชินีแบ่งปันกันให้สมประโยชน์เมื่อยึดอำนาจ (จากรัฐบาลเลือกตั้ง) คนหนึ่งได้เป็น รมว.ศึกษาธิการ อีกคนได้ ผบ.ทบ. (น้องของนายแซงไม่ขึ้น)

คนที่สามท่าเงียบๆ แต่ล้ำลึกชนิด ‘บิ๊กบัง’ ไม่งั่ง แถมยังเป็นเด็กป๋าจะ จะ ซะอีก (จากโพสต์ของ Thanapol Eawsakul ที่บอก) “แม้จะพลาดหวังในการชิงเก้าอี้กับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ในตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๗”

“แต่พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา ไปไกลถึงองคมนตรีในรัชกาลที่ ๑๐ ส่วนพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ยังเป็นแค่ รมช. กลาโหม” (ถึงกระนั้นก็กำลังมีข่าวว่าจะไปควบรัฐมนตรียุติธรรมอีกตำแหน่ง)

พวกเขามายังไงจะไปยังไง ขออาศัยโพสต์ของ Somsak Jeamteerasakul มาสาธยาย

เนื่องเนาว์มาแต่สายทหารแตงโมรุ่น ‘น้องพี่แดง’ เปิดฉากทฤษฎีที่ว่า ตั้งดาว์พงษ์-ธีรชัย-ไพบูลย์ เป็นองคมนตรีเพื่อเอาเข้ากรุ ไปดองไว้

“พวกนี้เห็นว่าเป็นเรื่องการเอาเข้ากรุ ขึ้นหิ้ง ดอง คือทำให้หมดตำแหน่งรัฐมนตรี (ปลดจาก รมต. เนียนๆ ตามคำคุณ ‘สู้’ -Chanin Klayklung) และยุ่งการเมืองอะไรไม่ได้อีก...

บางคนถึงกับยกรัฐธรรมนูญมาแสดงว่า ตาม รธน. องคมนตรียุ่งการเมืองไม่ได้ ราวกับว่าข้อกำหนดนั้นใน รธน. เคยห้ามได้ยังงั้น หรือเพื่อเบรคการปราบธรรมกาย (ของไพบูลย์) หรือบางทีก็พูดทำนอง ‘เอาศัตรูเข้ามาไว้ใกล้ๆ เพื่อควบคุม’”

สศจ. ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีเหล่านั้น โดยอธิบายแนวคิดของเขาเอง

“ดาว์พงษ์นั้นเป็นนายทหารเสนาธิการ เขาคือคนที่เป็น ‘สถาปนิก’ ของการล้อมปราบเสื้อแดงปี ๒๕๕๓ (การวางแผนเอาทหารมหึมา ๕ หมื่นคนมาล้อมเสื้อแดง เป็นผลงานสำคัญของเขา

อันที่จริง กรณีเก็บ เสธ.แดง ซึ่งส่งสัญญาณเริ่มการล้อมปราบ และสะท้อนวิธีคิดแบบทหาร –‘เก็บ’ คนทีคิดว่าเป็นหัวหน้าคุมกำลังของ ‘ฝ่ายตรงข้าม’ ก่อนจะลงมือปราบใหญ่ - เป็นไปได้อย่างยิ่งที่ดาว์พงษ์จะมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจและวางแผน)

ธีรชัยกับไพบูลย์เป็นทหารกุมกำลัง ธีรชัยเพิ่งพ้นตำแหน่ง ผบ.ทบ. ส่วนไพบูลย์เคยเกือบจะได้เป็น และกรณีไพบูลย์นั้นหลังๆ เขามีความสนิทและมี ‘กิตติพงษ์’ (กิตยารักษ์) เป็นที่ปรึกษา

กิตติพงษ์คือคนที่มีความใกล้ชิด ‘คุณภา’ (ผมเคยพูดไปแล้วว่าเขาน่าจะมีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษากษัตริย์ใหม่ หรือเป็น ‘ทีมพระบรม’ คนหนึ่งตั้งแต่ก่อนการสวรรคตของในหลวงภูมิพล) เป็นไปได้ว่า ถ้ากษัตริย์ใหม่ คิดจะใช้ใครเป็นหูตา-เชื่อมต่อ-ประสานกับกองทัพ กิตติพงษ์จะเสนอไพบูลย์คนหนึ่ง…

ผมว่า ตอนนี้เราได้คำตอบแล้ว (ยกเว้นแต่อาจจะมีการตั้งทหารคนอื่นขึ้นมาอีก เพราะยังเหลือโควต้าองคมนตรีให้ตั้งได้อีก) เห็นได้ชัดว่าในหลวงใหม่จะให้ ดาว์พงษ์-ธีรชัย-ไพบูลย์ นี่แหละ เป็นตัวเชื่อมต่อ-ประสานกับกองทัพ”

อีกทฤษฎีมาจากฝ่ายประชาธิปไตยสายฮ้าร์ดคอร์อีกราย ดร.เพียงดิน รักไทย ให้สัมภาษณ์รายการ จอม ว้อยซ์ ทำนองตั้งข้อสงสัยว่า “เป็นไปได้ไหม” พระราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีทหารสี่นาย (ยกเว้นประธานและรองประธานพฤตินัย)

“เป็นการจัดที่ทางให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัย”





ดร.เพียงดินตั้งข้อสังเกตุว่าเนื่องจากนายทหารทั้งสี่ (รวมถึงคนเก่าหนึ่งคนคือ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข)กระทำความผิด ก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติไว้มาก...

จะเกี่ยวข้องทางตรงทางอ้อม...แม้ไม่ได้เหนี่ยวไกเอง...ล้วนเข้าข่ายคำจำกัดความของศาลอาญาระหว่างประเทศ (‘Crime Against Humanity’) “คนเหล่านี้ไม่เป็นมิตรกับประชาชน ไม่เป็นประชาธิปไตยเลย”

ในเมื่อคณะทหารมุ่งหมายจะครองอำนาจต่อไป การเอาสามสิงห์เข้าไปไว้ในองคมนตรีจะทำให้ปลอดภัยจากการถูกฟ้องร้องในเรื่องสิทธิมนุษยชน อีกทั้งยัง “เป็นการให้ทหารเข้ากุมอำนาจทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ” ด้วย

(https://www.youtube.com/watch?v=eAUw5Twa4xY&feature=youtu.be)

ล่าสุด ในความเห็นของนักวิชาการอีกท่าน ที่ให้สัมภาษณ์ต่อรายการจอม ว้อยซ์ เช่นกัน คือ ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ มองว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ เสด็จขึ้นทรงราชย์บนรากฐานของเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ (Networks Monarchy) ของรัชกาลเดิมล้วนๆ





“รัชกาลที่ ๑๐ เหมือนกับแค่หิ้วกระเป่าเข้ามาอยู่บ้านเลย โดยไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว ผมก็เชื่อว่ายังคงจะต้อง relies หรือว่า พึ่ง เครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์เดิมอันนี้...

สภาองคมนตรียังคงเป็นตัวขับเคลื่อนต่อไป” ดร.ปวิน ย้ำ “ฝ่ายประชาธิปไตยจะถูกไล่ล่ามากขึ้น...

(https://www.youtube.com/watch?v=tF-SG48CerQ&feature=youtu.be)

เลิกมโน หรือเลิกฝันไปเลยว่าจะเห็นการยกเลิก ม.๑๑๒ หรือการปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง หรือการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์

และยังเป็นสภาพสะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทยจะยังไม่เกิดขึ้นในรัชสมัยนี้”

ทั่นผู้มีการศึกษาสูง พูดเขียนอ่านเป็น อังกิดหมด คุณมึงอ่านภาษาไทยเป็นบ่...





วิจารณ์ยับ! นักท่องเที่ยวแห่เซลฟี่แปลงวิจัยดอกเก๊กฮวย ม.แม่โจ้ ไม่สนป้ายเตือน "ห้ามเข้า"

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
03 ธ.ค. 2559

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากถึงกรณีที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปถ่ายรูปในแปลงวิจัยดอกเก๊กฮวยของมหาวิทลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ทั้ง ๆ ที่มีเชือกกั้นและมีป้ายแจ้งว่าห้ามเข้าอย่างชัดเจน

ซึ่งเพจ Raks Mae Ping ได้โพสต์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ว่า จดหมายน้อยหลังไมค์เขียนมาบอกว่า.... “ฝากรณรงค์ด้วยครับเฮีย แปลงวิจัยดอกเก๊กฮวยของ ม.แม่โจ้ เสียหายหมดแล้วครับ” นี่แหละหนา... บทเรียนของการเขียมหมึก - เพราะ “คน” เดี๋ยวนี้หน้าตาดี ๆ แต่อ่านหนังสือกันไม่ค่อยออก ต้องติดป้าย “ห้ามเข้าสีแดง ๆ เด่น ๆ จ้า จะถูกจะแพงทำป้ายสีแดงเล้ย! 5555! cc.Ryu PacharaToy Chaiket"

เคยอ่านนิตยสาร Corporate Thailand ฉบับเกือบ 20 ปีหรือไม่... ปก 'ซีพีกินรวบประเทศไทย' ตอนที่ออกมานี่เรียกเสียงฮือฮาได้มากเลยทีเดียว






นิตยสาร Corporate Thailand ซีพีกินรวบประเทศไทย


Posted on March 6, 2016 
by Buak Bangbuathong

ที่มา https://whatwereadblog.wordpress.com

นิตยสาร Corporate Thailand ฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ออกวางจำหน่าย คือเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๙ นี่ก็เกือบ ๒๐ ปีแล้ว ต้องบอกว่า ตอนที่ออกมานี่เรียกเสียงฮือฮาได้มากเลยทีเดียว เพราะนอกจากเรื่องจากปกแล้ว นิตยสารฉบับนี้ยังเต็มไปด้วยคอลัมนิสต์ด้านนโยบายและเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่าชั้นแนวหน้าที่สุดของประเทศไทยในเวลานั้น

บอกไว้ก่อนว่าแต่ละคนนี่ประวัติการทำงานล้นเหลือมาก ใครอยากรู้ไปเปิดวิกิพีเดียดูเอาเองนะฮะ ไม่ว่าจะเป็น ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ และดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เห็นชื่อแต่ละคนแล้วต้องบอกว่า ขนาดผ่านมาเกือบ ๒๐ ปียังน่าสนใจ แล้วในเวลานั้นจะขนาดไหน

ในส่วนของเรื่องจากปก ซึ่งได้ไล่เรียงและอธิบายถึงแนวคิดการทำธุรกิจของซีพี รวมถึงการขยายตัวออกไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ นอกเหนือจากธุรกิจเกษตรที่เป็นรากฐานเดิม ไม่ว่าจะเป็นสื่อสาร ค้าปลีก ค้าส่ง และปิโตรเคมี

แต่ธุรกิจของซีพีในวันนั้นกับปัจจุบันอาจต่างกันไปบ้าง เนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๐ ทำให้ซีพีต้องปรับตัว โดยจำใจตัดขายบางธุรกิจออกไปก่อนแม้รู้ว่าวันข้างหน้าธุรกิจนี้จะประสบความสำเร็จแน่นอน เช่น โลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจที่กองบรรณาธิการนำมาลงไว้ก็คือ บรรดาสายสัมพันธ์ทั้งหลายของซีพี ที่มีต่อคนในภาครัฐและการเมือง ทั้งที่มีสีและไม่มีสี ความสัมพันธ์นี้น่าจะช่วยอธิบายอะไรได้หลายอย่าง

อ่านชุดเรื่องจากปกแล้วก็จะเข้าใจได้ว่า ทำไมทีมงานถึงใช้คำโปรยปกว่า ซีพีกินรวบประเทศไทย

นอกจากเรื่องจากปกและคอลัมนิสต์ที่ว่ามาแล้ว ในเล่มนี้ยังมีสัมภาษณ์พิเศษอีกสองคน คือ ดร.สม จาตุศรีพิทักษ์ ผู้เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของดร.สมคิด โดย ณ ขณะนั้นดร.สม เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย (ปัจจุบันถูกธนาคารธนชาตซื้อไปแล้ว) และหลังจากนั้นอีกเพียงปีเดียวได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

บทสัมภาษณ์อีกคนคือ เอกกมล คีรีวัฒน์ อดีตเลขาธิการคนแรกของสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และอดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งพ้นจากตำแหน่งในสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา เป็นบทสัมภาษณ์ที่คุณเอกกมลมาเล่าถึงชีวิตและความรู้สึกหลังพ้นจากราชการและอยู่ในระหว่างถูกฟ้องดำเนินคดี

เรื่องราวในนิตยสารเล่มนี้หากจะมองว่าเป็นข้อมูลเก่า ล้าสมัย ก็คงได้ แต่การได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ก็ช่วยให้เราเห็นภาพและเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้มากขึ้นนะครับ

สำหรับนิตยสาร Corporate Thailand ปัจจุบันปิดตัวไปแล้วครับ

ขำดี... น้องๆ เอากรองทิพย์มาตัวเด๊ะ




น้องๆ เอากรองทิพย์มาตัวเด๊ะ
Credit ไข่แมว....

จาก FB

Pavin Chachavalpongpun
...

มโนอยากถีบป.แล้วให้ให้ท.เป็นองคมนตรีหรือให้ท.นั่งในสำนักงานทรัพย์สิน นั่งดูพวกด.มโนแล้วผิดหวังแม่งขำดี

ความเห็นหนึ่งในโพสต์
...

อยากกินยาคูลท์
เก็บตกจากอ.ปวิน แถวบีบีซี?



...
ขออภัยไม่ได้ประชาสัมพันธ์... เผื่อตกข่าว...
...
...

...

เผื่อคุณตำหนวด-ตะหานยังไม่ทราบ...




จะปฏิรูปประเทศ ต้องปฏิรูปกองทัพและงบประมาณกองทัพด้วย




ปฏิรูปประเทศต้องปฏิรูปกองทัพและงบกองทัพด้วย


by ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
6 ธันวาคม 2559 
Voice TV

ประเทศยุคปฏิรูปก็ต้องปฏิรูปทุกสถาบัน แต่การปฏิรูปกองทัพกลับไม่มีการพูดถึงแม้แต่น้อยนิด ล่าสุด อดีตรองนายก “พงศ์เทพ เทพกาญจนา” เสนอปฏิรูปกองทัพในส่วนงบประมาณและขนาดที่ขยายไม่หยุด ฟากคสช.โต้กองทัพทุกวันนี้ปฏิรูประบบการทำงานอยู่แล้ว ไม่ตอบเรื่องงบประมาณ เผยงบกลาโหม 57-59 สูงขึ้น 30,527 ล้าน โดยกองทัพบกกวาดงบไปเกือบครึ่ง ส่วนงบบัตรทองชวงเดียวกันเพิ่มเพียง 8,289 ล้าน หรือเฉลี่ยปีละ 1.8%

ปฏิรูปกองทัพต้องปฏิรูประบบงบประมาณที่ทำให้กองทัพโตอย่างที่ผ่านมา

ข่าวเมื่อปีที่แล้ว...24เจ้าสัวบริษัทยักษ์ช่วยรัฐบาล "ซีพี-เอสซีจี"ให้ฝึกงาน ห้างดังรับSMEขายในห้าง... (ผนึกกำลังช่วยกันไปถึงไหนแล้วจ๊ะ?)





24เจ้าสัวบริษัทยักษ์ช่วยรัฐบาล "ซีพี-เอสซีจี"ให้ฝึกงาน ห้างดังรับSMEขายในห้าง


มติชนออนไลน์
4 ธันวาคม พ.ศ. 2558


วานนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นำนักธุรกิจ 24 รายใหญ่ของไทย อาทิ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ และกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาหารือกันประมาณ 3 ชั่วโมง

ด้านนายสมคิดกล่าวว่า นายกฯได้ขอบคุณภาคเอกชนที่มาร่วมปฏิญาณอุดรธานี เพื่อขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2559 ให้ได้ 4% หลังจากนั้นนายกฯ ได้เล่าให้ฟังถึงการเดินทางไปต่างประเทศและการปฏิรูปว่าจะทำอย่างไรบ้าง ซึ่งได้มีการขอให้ภาคเอกชนเข้าช่วยรัฐใน 3 เรื่อง 1.การพัฒนาคน ในเรื่องการศึกษา 2.การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเจริญจากพื้นฐานภายในประเทศ 3.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถทำได้ลำพัง ต้องอาศัยภาคเอกชน

นายสมคิดกล่าวว่า ในเวทีนี้ภาคเอกชนพูดทุกคน เช่นบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) บอกว่า พร้อมจะช่วยเรื่องการศึกษา โดยยินดีนำมหาวิทยาลัยในสังกัดมาช่วย เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงาน เรียนรู้จากของจริง ส่วนบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมที่จะรับนักศึกษาฝึกงานเช่นกัน ส่วนการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอมอี) เดอะมอลล์กรุ๊ป และกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมที่จะช่วยยกระดับเอสเอ็มอี ด้วยการนำสินค้าไปขายในห้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่วนบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นอกจากจะช่วยให้เอสเอ็มอีนำสินค้ามาขายในปั๊มแล้ว จะมีทีมงานพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ช่วยด้วย ส่วนบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด จะเป็นแกนนำพัฒนาบ้านคนจน

"นายกฯ ได้มอบหมายให้ผมเป็นแกนภาครัฐ และนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นแกนนำภาคเอกชน ร่วมตั้งคณะกรรมการร่วมกันผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม" นายสมคิดกล่าว

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษาฯ กล่าวว่า ได้มีการหารือถึงการทำบ้านประชารัฐ หรือบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจากการเสนอรายละเอียดไปคาดว่าจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.การสร้างบ้านจากการเช่าที่ดินของกรมธนารักษ์ จะให้สิทธิในการเช่าที่ดินระยะเวลา 50 ปี โดยภาคเอกชนจะสร้างอาคารชุดหรือคอนโดและขายในราคา 6 แสนบาท ขณะที่บ้านจัดสรร (ทาวน์เฮาส์) จะขายในราคา 9 แสนบาท ส่วนที่ 2 คือการสร้างบ้านหรือคอนโดจากที่ดินภาคเอกชน ซึ่งจะราคาสูงกว่าบ้านจากการเช่าที่ดินของกรมธนารักษ์ เช่น ในส่วนของอาคารชุดหรือคอนโด จะขายในราคา 8 แสนบาท ซึ่งจะถูกกว่าราคาท้องตลาดที่ราคาอยู่ที่ 1.2-1.7 ล้านบาท ส่วนบ้านจัดสรรจะขายในราคา 1.2 ล้านบาท ถูกกว่าราคาตามท้องตลาดที่อยู่ที่ 1.5-2 ล้านบาท

"คาดว่าจะช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้ 1 หมื่นบาทต่อเดือนมีบ้านเป็นของตัวเองได้ จากเดิมที่จะต้องมีรายได้ 2 หมื่นบาทเป็นต้นไป ส่วนจำนวนบ้านที่จะสร้างนั้นขอรอนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐอีกครั้ง" นายทองมากล่าว และว่า แม้ภาคเอกชนจะขาดทุนบ้าง แต่หากได้เครดิตภาษีเข้ามาช่วย ก็จะเสมือนภาคเอกชนได้กำไรมา 10%

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในการหารือกับนายกฯ ครั้งนี้ นักธุรกิจหลายรายที่แสดงความต้องการให้ภาครัฐช่วยพิจารณาปรับลดภาษีนำเข้าสินค้า เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศ เช่น นางศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานกรรมการบริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด และนายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ที่แสดงความเห็นว่าหากภาครัฐสนับสนุนเรื่องดังกล่าวจะเป็นผลดีกับเรื่องของการท่องเที่ยว ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวจะสามารถจับจ่ายใช้สอยสินค้านำเข้าที่มีราคาถูกในประเทศไทยได้ โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่น มาเลเซีย โดยภาครัฐพร้อมรับข้อเสนอไปพิจารณา

"แนวทางการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยนั้น ภาคเอกชนส่วนใหญ่พร้อมเข้ามาร่วมมือกับรัฐบาล เช่น การจำหน่ายสินค้าที่มีราคาถูก และเหมาะสม หรือการเข้ามาช่วยเหลือทางด้านกิจกรรมเพื่อสังคม ด้านการศึกษา และการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่" นายบุญชัยกล่าว

.....