วันเสาร์, สิงหาคม 15, 2569

ชาวบ้านสัตหีบสุดทน ทัพเรือบริการไฟฟ้าห่วยแตก ทั้งที่เป็นพ่อค้าคนกลาง เสือนอนกิน ซื้อไฟฟ้าจาก กฟผ. แล้วขายต่อให้ชาวบ้าน กำไรเหนาะๆ ปีละ ๑๕๐-๒๐๐ ล้านบาท

ปัญหานี้ผุดขึ้นมาเข้าหูตาสาธารณชนทั้งประเทศเมื่อตอน ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ โน่นแล้ว หลังจากนั้นมีโผล่อีกประปรายครั้งสองครั้ง นอกนั้นเงียบจ๋อยเรื่อยมา จนกระทั่งมีกรรมาธิการหลายคณะนำโดยพรรคประชาชน จับประเด็นที่ถูกรัฐบาลหมกเม็ด

อย่างเช่นกรรมาธิการทหาร และอนุ กมธ.ศึกษาแนวทางถ่ายโอนธุรกิจกองทัพ ทำให้ชาวบ้านได้รับรู้เรื่องกิจการ ม้า มวย หวย และสนามกอล์ฟ ที่กองทัพทำเป็นล่ำสัน สองวันมานี่สมาชิก กมธ.ลงพื้นที่สัตหีบพบชาวบ้าน รับฟังปัญหาบริการไฟฟ้าห่วยแตก

ผู้ให้บริการคือ “กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทาน กองทัพเรือ” ทำมานมนานแล้วเพราะพื้นที่ (โดยเฉพาะตำบลแสมสาร) เป็นของทัพเรือ ห่วยแตกอย่างไร “ไฟดับ ไฟตก ไฟกระชากบ่อยมาก หม้อแปลงระเบิด สายไฟฟ้าไหม้ ตัดไฟเพื่อซ่อมบำรุงบ่อย”

นี่เป็นปัญหาเรื้อรัง ต้องทนทุกข์กันตลอดมาเพราะไม่มีทางเลือก ถึงจะร้องเรียนกันบ้างก็แค่นั้น ก่อนหน้านี้ กมธ.เคยสอบถามทาง ทร. บอกหน้าตาเฉยว่า “อัตราไฟดับในเขตสัตหีบ ไม่ต่างจากส่วนอื่นของประเทศไทยที่บริหารโดย กฟภ. และ กฟน.”

แต่เมื่อเดือนที่แล้วอนุ กมธ.ไปค้นข้อมูลเจอรายงานยืนยัน “ในปี ๒๕๖๘ ไฟฟ้าในพื้นที่สัตหีบไฟดับเฉลี่ย ๒๔๐ นาทีต่อปี ขณะที่ส่วนอื่นของประเทศที่ดับเฉลี่ย ๖ นาทีต่อปี” ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าตามบ้าน หรือกิจการน้อยใหญ่ในพื้นที่ เจอกับทุกข์เข็นกันถ้วนหน้า

“ในตำบาลแสมสาร ชาวบ้านบอกว่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา (๒๕๕๙-๒๕๖๙) แม้แต่มิเตอร์ชั่วคราว ก็ไม่มีใครได้ ทร.ไม่ออกให้ ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากต้องขอพ่วงไฟจากเพื่อนบ้าน” เลยยิ่งอนาถอนาถากันไปหมด พวกที่ได้มิเตอร์ชั่วคราว ก็ต้องจ่ายแพงกว่าปกติ

“ในช่วงหลายปีตั้งแต่โควิด กฟผ.มีโปรแกรมลดราคาค่าไฟหลายครั้ง แต่พวกเขาไม่เคยได้อะไรเลย เพราะ ทร.ไม่ยอมลดให้” ทั้งที่ ทร.ก็พ่อค้าคนกลาง เสือนอนกินดีๆ นี่เอง ก็ “ทร.ซื้อไฟฟ้าจาก กฟผ. แล้วขายต่อให้ชาวบ้าน” ได้กำไรเหนาะๆ ปีละ ๑๕๐-๒๐๐ ล้านบาท

อจ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ กรรมาธิการคนหนึ่งเล่าว่า “ในวันที่สอง พวกเราก็เอาปัญหาของชาวบ้านไปคุยกับ ทร. (ที่จริงก็เคยคุยกันที่สภาฯ มาแล้ว) แต่เราก็ไม่ค่อยเข้าใจคำตอบของเขาเท่าไรนักหรอก” จึงต้องผลักดันกันต่อ เพื่อให้ ทร.ยุติค้ากำไร

“โอนย้ายกิจการไฟฟ้าในพื้นที่สัตหีบไปให้ กฟภ.ให้ได้” เพราะระหว่างรับฟังความเห็นชาวบ้าน “ผู้นำในท้องถิ่นถามว่า มีใครอยากให้โอนย้ายการไฟฟ้าสัตหีบไปให้ กฟภ. เป็นผู้ให้บริการแทนบ้าง...ยกมือกันพรึ่บ” เลย

(https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/0nxmJjFajd)

โคราชจังหวัดเดียว เหมืองโปแตชทุนจีนยึด 169,005 ไร่ !


https://www.facebook.com/photo?fbid=1056624716963622&set=a.164043936221709

เหมืองแร่โปแตชแอ่งโคราช
14 hours ago
·
โคราชจังหวัดเดียว เหมืองโปแตชทุนจีนยึด 169,005 ไร่ !

.
3,904,946 ไร่ คือ ตัวเลขของพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตชทั่วทั้งภาคอีสาน ซึ่งมีทั้งที่ได้รับสัมปทานทำเหมือง (ประทานบัตร) แล้ว ได้รับสัมปทานสำรวจแร่ (อาชญาบัตรพิเศษ) แล้ว และกำลังยื่นคำขอสัมปทานสำรวจแร่ (คำขออาชญาบัตรพิเศษ)
.
เฉพาะที่โคราชจังหวัดเดียว มีเหมืองโปแตชที่เป็นทุนจีน 169,005 ไร่ แบ่งเป็น ได้รับประทานบัตรแล้ว 9,005 ไร่ ได้รับอาชญาบัตรพิเศษแล้ว 90,000 ไร่ และกำลังยื่นคำขออาชญาบัตรพิเศษ 70,000 ไร่
.
ในส่วนของเหมืองแร่โปแตชที่ได้รับประทานบัตร 9,005 ไร่ เป็นของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด ถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 65 โดยบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ถูกอายัดหุ้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจีนเทาในเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงิน 6,000 ล้านบาท อยู่ในขณะนี้ และกำลังจะกลายเป็นของจีนจากการทำสัญญารับเหมาก่อสร้างมูลค่า 5,890 ล้านบาท (ที่ยังไม่ได้จ่ายเงินจริง แต่จะจ่ายค่าจ้างด้วยแร่โปแตชและเกลือที่ขุดขึ้นมาได้) จ้างบริษัท China Coal No.3 Mine Construction (Group) Corporation Limited (CCMC) รัฐวิสาหกิจภายใต้บังคับของรัฐบาลจีน เพื่อออกแบบ จัดซื้อ ก่อสร้างและเดินระบบอุโมงค์แห่งใหม่ที่ดอนหนองโพธิ์ ในเขต ต.หนองบัวตะเกียด อ.ด่านขุนทด เพื่อทดแทนอุโมงค์เก่าที่น้ำเค็มทะลักท่วมไร่นา บ้านเรือน วัดวาอาราม บ่อน้ำสาธารณประโยชน์ จนก่อความเดือดร้อนสร้างหายนะให้กับผู้คนและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง แม้จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาและผลกระทบ
.
ในส่วนที่ได้รับอาชญาบัตรพิเศษ 90,000 ไร่ เป็นของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ปิโตรเลียม กรุ๊ป จำกัด ซึ่งแจ้งจดทะเบียนเป็นบริษัทสัญชาติไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผู้บริหารและมีอำนาจลงนามทั้งสองคนของบริษัทกลับเป็นคนจีน คือ นายแจ๊กกี้ แซ่เฉิ่น และนายรง ฟาง ไช่ โดยชื่อเดิมของบริษัทนี้คือบริษัท เหยียนฉาง ปิโตรเลียม กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทลูกของบริษัท ซ่านซี เหยียนฉาง ปิโตรเลียม (กรุ๊ป) จำกัด รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ภายใต้บังคับของรัฐบาลจีนอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเคยได้รับสัมปทานสำรวจปิโตรเลียมบนบกแปลง L 31/50 พื้นที่ขนาดใหญ่มาก 3,960 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,475,000 ไร่ ครอบคลุมภาคอีสานสี่จังหวัด บุรีรัมย์ สุรินทร์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด
.
ก่อนหน้านี้ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ปิโตรเลียม กรุ๊ป จำกัด เคยได้รับอาชญาบัตรพิเศษมาครั้งหนึ่งแล้ว จำนวน 130,000 ไร่ ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 – 11 กุมภาพันธ์ 2563 ในเขต ต.จันอัด ต.เมืองปราสาท ต.ลำคอหงส์ ต.ด่านคล้า ต.หลุมข้าวและ ต.ใหม่ อ.โนนสูง แต่ถูกต่อต้านอย่างหนักจนทำให้การยื่นคำขอประทานบัตรไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อมาก็มาได้รับอาชญาบัตรพิเศษใหม่อีกครั้งหนึ่ง จำนวน 90,000 ไร่ โดยมีอายุตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2566 – 16 พฤศจิกายน 2571 ซึ่งทั้งหมดเป็นพื้นที่อาชญาบัตรพิเศษเดิม โดยตัดพื้นที่อาชญาบัตรใน ต.เมืองปราสาทออกไปทั้งหมด 20,000 ไร่ ต.ด่านคล้า 10,000 ไร่ (ยังเหลืออยู่ในอาชญาบัตรพิเศษใหม่ 10,000 ไร่) และ ต.ใหม่ 10,000 ไร่ (ยังเหลืออยู่ในอาชญาบัตรพิเศษใหม่ 10,000 ไร่) ออกไป
.
ส่วนที่เหลืออีก 70,000 ไร่ เป็นพื้นที่ที่กำลังยื่นคำขออาชญาบัตรพิเศษ เป็นของบริษัททุนจีน ดังนี้ 1. บริษัท โรงปัง ไมนิง จำกัด ขอสำรวจในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด 20,000 ไร่ แจ้งจดทะเบียนเป็นบริษัทสัญชาติไทยร้อยละ 61 ที่เหลืออีกร้อยละ 39 เป็นบริษัทสัญชาตจีน แต่ผู้บริหารและมีอำนาจลงนามหนึ่งคนของบริษัทกลับเป็นคนจีน คือ นายขวาง หนิงเซิน
.
2. บริษัท เอส. ดี ยางเหนือ จำกัด ขอสำรวจในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด และ อ.โนนไทย 20,000 ไร่ แจ้งจดทะเบียนเป็นบริษัทสัญชาติไทยร้อยละ 51.50 ที่เหลืออีกร้อยละ 48.50 เป็นบริษัทสัญชาติจีน แต่ผู้บริหารและมีอำนาจลงนามหนึ่งคนของบริษัทกลับเป็นคนจีน คือ นายขวาง หนิงเซิน (คนเดียวกับผู้บริหารและมีอำนาจลงนามของบริษัท โรงปัง ไมนิง จำกัด)
.
3. บริษัท ไทย ริช ไมนิ่ง จำกัด ขอสำรวจในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด 10,000 ไร่ แจ้งจดทะเบียนเป็นบริษัทสัญชาติไทยร้อยละ 55 ที่เหลืออีกร้อยละ 45 เป็นบริษัทสัญชาติจีน แต่ผู้บริหารและมีอำนาจลงนามหนึ่งในสองคนของบริษัทเป็นคนจีน คือ นายโจว กวน อี้
.
4. บริษัท อมรวัณย์ จำกัด ขอสำรวจในพื้นที่ อ.พิมาย 20,000 ไร่ แจ้งจดทะเบียนเป็นบริษัทสัญชาติไทยร้อยละ 93 ที่เหลืออีกร้อยละ 7 เป็นบริษัทสัญชาติจีน แต่ผู้บริหารและมีอำนาจลงนามทั้งสองคนของบริษัทกลับเป็นคนจีน คือ นายเฉียว ฉี ปัน และนายฟงเหา จัง



เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยื่น 11,207 รายชื่อ คัดค้านขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ตั้งคำถามความโปร่งใสรายงานศึกษา ชี้บทเรียน EEC 3 จังหวัดเดิมยังแก้ปัญหามลพิษไม่ได้ หวั่นสูญเสียที่ดิน ป่า และทรัพยากร พร้อมรอฟังคำตอบรัฐบาล 17 สิงหาคมนี้


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1455446093281640&set=a.621260953366829

มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)
Yesterday
·
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยื่น 11,207 รายชื่อ คัดค้านขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ตั้งคำถามความโปร่งใสรายงานศึกษา ชี้บทเรียน EEC 3 จังหวัดเดิมยังแก้ปัญหามลพิษไม่ได้ หวั่นสูญเสียที่ดิน ป่า และทรัพยากร พร้อมรอฟังคำตอบรัฐบาล 17 สิงหาคมนี้
.
ปราจีนบุรี, 13 สิงหาคม 2569 - เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ให้ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมยื่นรายชื่อประชาชนที่ใช้สิทธิตามมาตรา 43(3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จำนวน 11,207 รายชื่อ ขอให้ยุติกระบวนการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี
.
เครือข่ายฯ ระบุว่า การคัดค้านครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ว่าจ้างสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี และต่อมาในการประชุม กพอ. ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 มีมติรับทราบผลการศึกษา พร้อมเห็นชอบในหลักการให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC เพิ่มเติม ก่อนให้ สกพอ. นำความเห็นและข้อสังเกตไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อเสนอต่อ กพอ. และประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป
.
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งตั้งคำถามถึง กระบวนการศึกษาและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากเห็นว่ารายงานผลการศึกษาฉบับสุดท้ายไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อนที่เรื่องจะเข้าสู่การพิจารณาของ กพอ. โดยเครือข่ายฯ ระบุว่าได้รับรายงานดังกล่าวภายหลังการทวงถามเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 และจากการตรวจสอบพบประเด็นข้อมูลที่เห็นว่าไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่หลายประการ
.
เครือข่ายฯ จึงยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยทั้งต่อรายงานผลการศึกษาและมติของ กพอ. ที่เห็นชอบในหลักการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี โดยให้เหตุผลสำคัญ 7 ประการ
.
1. ตั้งคำถามความรอบด้านและความโปร่งใสของรายงานการศึกษา
.
เครือข่ายฯ เห็นว่ารายงานการศึกษาของสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังขาดข้อมูลที่รอบด้าน และกระบวนการจัดทำมีความเร่งรีบ โดยเฉพาะการไม่เปิดเผยรายงานผลการศึกษาฉบับสุดท้ายให้ประชาชนในพื้นที่ตรวจสอบก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของ กพอ. ทั้งที่เป็นนโยบายขนาดใหญ่ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก
.
เครือข่ายฯ ระบุว่า จากการตรวจสอบรายงานที่ได้รับภายหลังการทวงถาม พบข้อมูลหลายประเด็นที่เห็นว่าผิดพลาด ไม่ถูกต้อง หรือบิดเบือนจากข้อเท็จจริงในพื้นที่ จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบรายงานอย่างรอบด้านและเปิดให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
.
2. ห่วงปราจีนบุรีกลายเป็น “หลังบ้าน EEC” และพื้นที่รองรับของเสียจากอุตสาหกรรม
.
เครือข่ายฯ ชี้ว่า หลังปี 2560 เป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลงด้านผังเมืองและนโยบายอุตสาหกรรมทำให้จังหวัดปราจีนบุรีมีโรงงานกำจัดขยะ โรงหลอม โรงไฟฟ้า และโรงงานประเภท 105 และ 106 เพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับการลงทุนจากต่างประเทศ
.
ขณะเดียวกัน การประกาศใช้ พ.ร.บ. EEC ในปี 2561 ทำให้เครือข่ายฯ มองว่าปราจีนบุรีมีบทบาทเป็น “หลังบ้าน EEC” โดยเฉพาะการรองรับและกำจัดของเสียจากพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในภาคตะวันออก ขณะที่ปัญหาผลกระทบและการเยียวยาประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม
.
3. ชี้ปัญหา EEC ใน 3 จังหวัดเดิมยังเป็นบทเรียนที่ต้องทบทวน
.
เครือข่ายฯ ตั้งข้อสังเกตต่อการบริหารจัดการ EEC ในพื้นที่เดิม ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหามลพิษ ขยะพิษ กากอุตสาหกรรม โรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานหรือผิดกฎหมาย รวมถึงปัญหานอมินี แรงงานข้ามชาติ และการคุ้มครองสิทธิแรงงาน
.
เครือข่ายฯ เห็นว่าหากปัญหาเหล่านี้ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขยายพื้นที่ EEC เพิ่มเติมมายังจังหวัดปราจีนบุรีอาจเป็นการขยายปัญหาไปยังพื้นที่ใหม่ แทนที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เดิม
.
4. ห่วงกฎหมาย EEC ลดทอนการคุ้มครองสิทธิชุมชนและเปิดช่องให้เกิดปัญหาธุรกิจสีเทา
.
เครือข่ายฯ เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายและกลไก EEC ที่ผ่านมาอาจเอื้อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และสิทธิของชุมชน โดยประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบอาจมีอำนาจต่อรองน้อยกว่ากลุ่มทุนและนักลงทุน
.
เครือข่ายฯ จึงกังวลว่าหากปราจีนบุรีถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ EEC ประชาชนท้องถิ่นอาจต้องแบกรับต้นทุนของการพัฒนา ขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับไม่ได้กระจายอย่างเป็นธรรม
.
5. หวั่นที่ดินของคนปราจีนบุรีหลุดมือ หลังราคาที่ดินในพื้นที่ EEC เดิมพุ่งสูง
.
อีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและการเก็งกำไรที่ดิน โดยเครือข่ายฯ ระบุว่า เมื่อราคาที่ดินในพื้นที่ EEC เดิมเพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนที่ต้องการที่ดินผืนใหญ่และมีราคาต่ำอาจหันมายังจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งยังมีที่ดินราคาต่ำกว่า
.
เครือข่ายฯ ระบุว่าพบการรวบรวมที่ดินเป็นแปลงขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ และกังวลว่าหากมีการขยาย EEC จะยิ่งเร่งให้เกิดการเปลี่ยนมือของที่ดินจากประชาชนในท้องถิ่นไปสู่กลุ่มทุน ส่งผลต่อความมั่นคงในการถือครองที่ดินและพื้นที่ทำกินของประชาชนในระยะยาว
.
6. ห่วงความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม กระทบป่าและต้นน้ำ
.
เครือข่ายฯ ยังแสดงความกังวลต่อความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแผนพัฒนาโครงการเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่–ทับลาน ซึ่งเครือข่ายฯ ระบุว่ามีแผนก่อสร้างเพิ่มเติมอีกหลายแห่ง
.
เครือข่ายฯ ตั้งคำถามว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำดังกล่าวจะตอบโจทย์การใช้น้ำของภาคการเกษตรและชุมชนอย่างแท้จริงหรือไม่ โดยยกกรณี เขื่อนห้วยโสมง ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 แต่ยังมีระบบชลประทานบางส่วนที่ไม่แล้วเสร็จ และเกษตรกรบางพื้นที่ยังไม่ได้รับประโยชน์จากน้ำอย่างทั่วถึง
.
นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ห่วงว่าการพัฒนาโครงการน้ำในพื้นที่ป่าจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าและระบบนิเวศ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่มรดกโลกดงพญาเย็น–เขาใหญ่ รวมถึงอาจเพิ่มความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า หากพื้นที่ป่าซึ่งเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติถูกลดทอนลง
.
7. ชี้ปราจีนบุรีมีทางเลือกการพัฒนามากกว่า “อุตสาหกรรม”
.
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยืนยันว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีศักยภาพด้านอื่นที่สามารถพัฒนาเป็นเศรษฐกิจฐานทรัพยากรได้ ทั้ง เกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ป่า แหล่งต้นน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงพื้นที่เชื่อมโยงกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน
.
ดังนั้น การพัฒนาจังหวัดไม่ควรถูกกำหนดด้วยกรอบการขยายอุตสาหกรรมเพียงด้านเดียว และไม่ควรตั้งต้นจากแนวคิดว่าประชาชนต้อง “เสียสละ” ทรัพยากรและพื้นที่ทำกินเพื่อแลกกับความเจริญ หากผลประโยชน์จากการพัฒนาไม่ได้กระจายกลับมายังประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นธรรม
.
ยื่น 11,207 รายชื่อ ย้ำประชาชนต้องมีสิทธิกำหนดอนาคตพื้นที่ตัวเอง
.
จากข้อกังวลทั้งหมด เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งและแนวร่วมจึงนำรายชื่อประชาชนจำนวน 11,207 รายชื่อ ซึ่งแสดงเจตจำนงคัดค้านการเสนอจังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ขยาย EEC มายื่นประกอบหนังสือ โดยยืนยันว่าประชาชนในพื้นที่ควรมีสิทธิในการกำหนดทิศทางการพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง และต้องได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน โปร่งใส ก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่อาจส่งผลกระทบในระยะยาว
.
เครือข่ายฯ ย้ำว่า “การพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และต้องไม่แลกกับการสูญเสียที่ดินทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่เกษตร สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตของประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเพียงบางส่วน
.
เรียกร้อง กพอ. “หยุดขยาย EEC” มาปราจีนบุรี
.
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งเรียกร้องให้ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีมติยุติการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมขอให้เปิดเผยข้อมูลและกระบวนการศึกษาที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของจังหวัดอย่างแท้จริง
.
ทั้งนี้ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งระบุว่าจะเดินทางไปติดตามความคืบหน้าและรอฟังคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 และจะติดตามเรื่องดังกล่าวต่อไปจนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากภาครัฐ
.
“ปราจีนบุรีไม่ควรต้องเลือกความเจริญที่ต้องแลกด้วยที่ดิน ป่า น้ำ และชีวิตของคนในพื้นที่” เครือข่ายฯ ยืนยันว่าทิศทางการพัฒนาต้องอยู่บนหลักการที่ประชาชนมีส่วนร่วม ได้รับความเป็นธรรม และสามารถดำรงชีวิตอยู่กับทรัพยากรของท้องถิ่นได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ภาพ : ภานุมาศ สงวนวงษ์ ThaiNewsPix



 
7 hours ago
·
เหลืออีกแค่ 3 วัน ! เราจะมารวมกันแสดงพลังปกป้องปราจีนบุรี

เราเห็นบทเรียนความพังทลายของ 3 จังหวัดภาคตะวันออกที่ต้องสังเวยให้กับโครงการ EEC มาแล้ว ทั้งธรรมชาติที่สูญเสียและแหล่งน้ำที่เน่าเสีย.และวันนี้ "ปราจีนบุรี" อู่ข้าวอู่น้ำและดินแดนเกษตรอินทรีย์ของเรา กำลังถูกเล็งให้เป็นเป้าหมายต่อไป!

ด้วยเหตุนี้ คุณระตะนะ ศรีวรกุลประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรีจำกัดเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง จึงส่งสารด่วนถึงพี่น้องชาวปราจีนฯ และจังหวัดใกล้เคียงถ้าวันนี้เรายังนิ่งเฉย เราจะเหลือแผ่นดินที่ไหนให้ลูกหลานทำกิน? นี่คือ "สงการต่อสู้ครั้งสำคัญ" ที่เราต้องรวมพลังยื้อแย่งและปกป้องบ้านเกิดของเราไว้

17 สิงหาคมนี้ ออกมาแสดงพลังให้พวกเขาเห็น! ชาวปราจีนบุรีที่หวงแหนแผ่นดินจะมารวมตัวกัน เตรียมเสบียง กางเต็นท์ "ปักหลักชุมนุมค้างคืน" และประกาศจุดยืนอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะ "ไม่เดินทางกลับ" จนกว่าจะได้รับคำตอบยุติโครงการ EEC

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569
ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี

เตรียมตัวให้พร้อม ปักหลักค้างคืน... ไม่ชนะ ไม่กลับบ้าน! มาร่วมสู้เพื่อขีดเขียนอนาคตบ้านของเราด้วยกันค่ะ




รายงานสืบสวนจาก Bloomberg เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการส่งผ่าน (Transshipment Hub) ของโดรนที่ผลิตในประเทศจีน เพื่อส่งต่อไปยังประเทศรัสเซีย ซึ่งช่วยหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก - นายกฯ รู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง


https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-02-19/ukraine-war-chinese-drones-are-now-entering-russia-via-thailand

รายงานสืบสวนจาก Bloomberg เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการส่งผ่าน (Transshipment Hub) ของโดรนที่ผลิตในประเทศจีน เพื่อส่งต่อไปยังประเทศรัสเซีย ซึ่งช่วยหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก

สรุปประเด็นสำคัญจากรายงาน

มูลค่าการค้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน:
ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025 รัสเซียนำเข้าโดรนจากไทยมูลค่าสูงถึง 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 88% ของยอดส่งออกโดรนทั้งหมดของไทย) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 8 เท่า

ในช่วงเวลาเดียวกัน จีนส่งออกโดรนมายังไทยมูลค่า 186 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเกือบทั้งหมดของโดรนที่ไทยนำเข้า

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2022 (ปีที่รัสเซียเริ่มบุกยูเครน) ไทยมีการส่งออกโดรนรวมทั่วโลกไม่ถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไม่มีการส่งไปยังรัสเซียเลย

บริษัทและตัวกลางที่ถูกระบุชื่อ

China Thai Corp. (กำลังเปลี่ยนชื่อเป็น Lanto Global Logistics):

ตั้งอยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ นำเข้าโดรนจีนเข้ามายังไทยมูลค่าราว 144 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025

ถูกทางการสหราชอาณาจักร (UK) ประกาศแซงก์ชันในเดือนตุลาคม 2025 ข้อหาจัดหาเทคโนโลยีให้แก่กองทัพรัสเซีย

Skyhub Technologies Ltd.:

บริษัทจดทะเบียนในกรุงเทพฯ (ระบุประเภทธุรกิจบังหน้าเกี่ยวกับการให้เช่ารถ) นำเข้าโดรนจากบริษัท Autel Robotics ของจีน มูลค่ากว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025

สินค้ารวมถึงรุ่น EVO Max 4T จำนวนหลายร้อยตัว ซึ่งแม้จะระบุว่าเป็นโดรนพลเรือน แต่สามารถนำไปปรับใช้ในภารกิจการสู้รบได้

ท่าทีของหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง

กรมศุลกากรของไทย: นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร (ในขณะนั้น) ชี้แจงว่า การส่งออกโดรนจีนจากไทยยังคงอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายปัจจุบัน เนื่องจากผู้นำเข้าไม่จำเป็นต้องระบุวัตถุประสงค์การใช้งานปลายทาง หรือปลายทางที่จะส่งออกต่อเมื่อนำเข้าโดรนมาจากจีน

Autel Robotics (ผู้ผลิตจีน): ปฏิเสธความร่วมมือโดยตรงกับกองทัพรัสเซีย และยืนยันว่าปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ พร้อมระบุว่าโดรนมีระบบ Geofencing เพื่อจำกัดการบินในพื้นที่ขัดแย้ง
บริบททางภูมิรัฐศาสตร์

นักวิเคราะห์จากสถาบันการศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (IISS) ระบุว่า เมื่อชาติตะวันตกเริ่มกวดขันเส้นทางขนส่งผ่านภูมิภาคเดิม เช่น คาซัคสถาน หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เครือข่ายการค้าจึงเปลี่ยนทิศทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้บริษัทนอมินีและตัวกลางในประเทศที่สามเพื่อส่งต่อเทคโนโลยีประเภท Dual-use (ใช้งานได้ทั้งทางแพ่งและทางการทหาร) ไปยังรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

(Gemini สรุป)
.....






https://www.facebook.com/jawjarntalk/posts/1606228437974789

เอกราช อุดมอำนวย - Ekkarach Udomumnuay - จอจาน
9 hours ago
·
ภาพลวงตา “แยกการค้า-ความมั่นคง” นายกฯ ปัดฐานโดรนสหรัฐฯ แต่ปล่อย Free Zone รั่ว-การข่าวพัง-นอมินีจีนลอยนวล

โลกแฉยับ! Bloomberg ชี้ "ไทย" เป็นทางผ่านโดรนจีนส่งรัสเซีย ขัดแย้งคำพูดนายกฯ "แยกการค้า-ความมั่นคง“
ในขณะที่นายกฯ ออกมายืนยันว่าไม่มีการตั้งฐานผลิตโดรนของสหรัฐฯ ในไทย เพื่อรักษาความเป็นกลางทางการทูต

แต่ดูเหมือน "โลก" จะไม่ได้มองแบบนั้น... ล่าสุด Bloomberg ได้พาดหัวข่าวสั่นสะเทือนรัฐบาลไทยว่า "โดรนจีนกำลังถูกส่งเข้าสู่รัสเซียผ่านทางประเทศไทย" (Chinese Drones Are Now Entering Russia Via Thailand
จีนหลีกเลี่ยงการแซงซั่นจาก EU โดยใช้ไทยเป็นทางผ่าน
 
ยืนยัน สิ่งที่ กมธ. การทหาร ของไทยเพิ่งตรวจสอบข่าว ว่ามีชิ้นส่วนโดรนและสินค้าใช้ได้สองทาง (Dual-use) ถูกสั่งนำเข้า-ส่งออกผ่าน "เขตปลอดอากร (Free Zone)" ของไทย และไปจบลงที่เศษซากอาวุธในสมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน!
 
11 เดือนแรก ของปี 68 พบว่าร้อยละ 88 ของโดรนที่ออกจากไทยส่งไปรัสเซีย ทั้งหมดนำเข้าและส่งออกจากจีน เป็น เรากำลังไปส่วนหนึ่งของความขัดแย้งของโลกโดยไม่รู้ตัว นี่คือความหละหลวมของหน่วยงานมั่นคงไทย โดยกลุ่มทุนต่างชาติหรือนอมินี มักใช้ช่องทาง Transshipment ในประเทศที่สาม ที่กฎหมายอ่อนแออย่างไทย เพื่อฟอกแหล่งที่มา ของสินค้า หลบเลี่ยงการคว่ำบาตร (Sanctions) จากมหาอำนาจ

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความพังทลายของระบบกำกับดูแลความมั่นคงของประเทศใน 3 มิติ

1. เขต Free Zone ที่ควรใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ กลับถูกใช้เป็นจุดพักและส่งผ่านชิ้นส่วนเทคโนโลยีสงคราม เพราะกฎหมายศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์ไร้ความเข้มงวด

2. ไร้มาตรการสกัด “ทุนจีนนอมินี”
ปล่อยให้ "ทุนจีนนอมินี" เข้ามาสวมรอยตั้งบริษัทลอจิสติกส์ในไทยเพื่อใช้ประโยชน์จาก Free Zone อย่างเสรีการใช้ไทยเป็นทางผ่านยุทธภัณฑ์ทำได้ง่ายดาย ไม่มีการตามเส้นทางการเงิน หรือสแกนหาเจ้าของที่แท้จริง ปล่อยให้ "ทุนจีนนอมินี" เข้ามาสวมรอยตั้งบริษัทโลจิสติกส์บังหน้า และใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ Transshipment ได้อย่างลอยนวล

3. “สมช. ละลาย” การข่าวที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ในขณะที่ต่างชาติใช้ไทยเป็นฐานส่งผ่านชิ้นส่วนสงครามจนสื่อโลกเอาไปแฉ หน่วยงานด้านการข่าว และ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กลับอยู่ในสภาพ "ละลาย" ไร้บทบาทเชิงรุก ปล่อยให้ฝ่ายนิติบัญญัติและสื่อต่างชาติทำงานแทน

รัฐบาลอาจจะภูมิใจที่ปฏิเสธฐานทัพสหรัฐฯ ได้ แต่การหลับตาข้างเดียว ปล่อยให้ทุนจีนนอมินีใช้ช่องโหว่กฎหมายและ Free Zone ของไทยเป็นทางผ่านส่งอาวุธให้รัสเซีย ท่ามกลางการข่าวที่พังทลาย... กำลังจะลากประเทศไทยไปเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่จะถูกนานาชาติ "คว่ำบาตร" ทางเศรษฐกิจโดยไม่รู้ตัว!
ว่าแต่ นายกฯ รู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง




อนิศ สะกิดรัฐตัดไฟแต่ต้นลม เมื่อยิว มาแอบยึดเมือง ‼️😤

 
https://www.facebook.com/reel/999795513092957
.....
2 days ago
·
เรื่องใหญ่ เมื่อยิว มาแอบยึดเมือง

อ่านในเพจ ชาวภูเก็ต มีข่าวขึ้นมาว่า

'ลิตเติ้ล เทลวีฟ' ชุมชนยิวทั้งแถบ ธุรกิจครบวงจร ชงเองกินเอง ฮาเลลูย่า! หรือเกาะสวรรค์? จะกลายเป็นดินแดนพันธสัญญาแห่งใหม่ แหล่งอาศัยแหล่งใหญ่ของคนยิว ตั้งโบสถ์ชาบัด ห้ามคนนอกเข้า เปิดกันฉ่ำ ร้านอาหารโคเชอร์ ร้านค้า โรงแรม ร้านตัดผม ซักรีด เช่ามอไซค์ จองผ่านบ.มีส่วนลดให้ เคาท์เตอร์ทัวร์-ท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันรองรับชนชาวอิสราเอลโดยเฉพาะ
 
เรื่องนี้เรื่องใหญ่ ยิว ซื้อสัญชาติไทย จาก ขรก กังฉิน แล้วยึด ดินแดน ตั้งธุรกิจ ห้ามคนไทยเข้า และไม่ใช่แค่ภูเก็ต เพื่อนที่อยู่เกาะ พงัน ก็บอก เดี๋ยวนี้ ยิวล้วนแล้ว แถมยังกร่างไล่ทะเลาะกับ นทท ดีๆ ประเทศอื่นด้วย
 
ยิวนั้น เป็นคนฉลาด แต่โจทก์ เยอะมาก ศัตรูล้อมทุกด้าน แต่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก และส่งเงินมาช่วยกัน ด้วยความฉลาด ก็เลยมีตังค์ และสวรรค์ของคนมีตังค์ ก็ประเทศไทยเรานี่เอง
 
สัญชาติประเทศไทย ซื้อขายกันง่ายดาย ราวกับกล้วยแขก
ยิวเทา จีนเทา มีกันครบ พูดไทยไม่ได้สักคำ และก็มาตั้งชุมชน ทำธุรกิจ กินรวบ ห้ามคนไทยเข้า ไม่ต่างกับ เสียอธิปไตย ในพื้นที่บางส่วน ไปแล้ว
 
ล่าสุดถึงขนาดทะเลาะ กับ รมช มหาดไทย ว่านี่พื้นที่ยิว จน รมต ควันออกหู ว่านี่คือประเทศไทย ยอมไม่ได้เด็ดขาด
 
ถ้ายิว ยึดพื้นที่ตั้งชุมชนได้แบบนี้ และถือเครือข่ายธุรกิจ มหาศาล เป็นแหล่งเงินใหญ่แบบนี้ แน่นอน โจทก์ เขาก็จะตามมา เป้าของการ ก่อการร้าย และสารพัดปัญหา
จะมากองอยู่ที่ ประเทศไทย และวันนั้นจะสายเกินไป
แก้ไม่ได้แล้ว
 
ควรตัดไฟ แต่ต้นลม
1 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ audit ไม่ใช่ทีละร้าน แต่ทั้ง eco system. รถทัวร์ อสังหา ผู้ถือหุ้น รอมินี เจออะไรแปลกๆ ขึ้น redflag ตรวจเชิงลึกทันที
 
2 ล้าง นอมินี ไอ้พวก สนง บัญชี ทนายไทย จนท รัฐ คนยิว มันทำเองไม่ได้ ต้องพวกคนไทย ขายชาติ หนุนหลัง
ที่ด่าๆกัน ว่าขายชาติ นี่แหละของแท้ แม่งขายสัญชาติกันเลย
ตรวจแล้ว จัดการให้หมด
 
3 ตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบ เพิกถอนสัญชาติ ขึ้นมา ตวจย้อนหลังไปเลย 5 ปี ให้ใคร จังหวัดไหน ได้ไปมั่ง
เรียกมาสอบ รายบุคคล พวกลูกทิพย์ จ้างเมียเช่าแต่งงาน พูดไทยไม่ได้ โดนหมด ของยุโรป เพื่อน บอกว่า อยากได้สัญชาติเยอรมัน ไม่ใช่แค่แต่งงาน อยู่ครบ ต้องสอบภาษา จนผ่าน เลเวล ต้องผ่าน ความรู้สังคม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมด้วย สอบไม่ผ่าน อด ไม่ใช่แจกมั่ว
ใคร ทำไม่ได้ ถอนซะ ถ้าพบว่าซื้อมา เนรเทศ คนเซ็น คนวิ่งเต้น โดนหมด
 
4 ทำ Foreign Business Registry กลาง ให้ ตม.–กรมที่ดิน–DBD–สรรพากร–แรงงาน–ตำรวจ–ปปง. แชร์ข้อมูลเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง หากคนหนึ่งเชื่อมกับ 20 บริษัท หรือเงินซื้อที่ดินไม่ได้มาจากผู้ถือหุ้นไทย ระบบต้อง flag อัตโนมัติ อันนี้ DE ควรเป็น เจ้าภาพ ด่วน
เรื่องนี้ต้องด่วน เห็นแล้วขัดใจ แล้ว ไอ้พวก นทท ที่มาสูบกัญชา ใน รพ ด่าหมอไทย อาละวาด หรือแม้ กระทั่ง เคยเห็นคลิป คนจีนเพี้ยน ตบ จนท ตม ผู้หญิง ที่เป็นอาสา คาด่าน ทำอะไรกันมั่งมั้ย นอกจากปรับเงิน

เนรเทศ แล้วขึ้น Black list ห้ามเข้าถาวรได้ไหม
 
เห็น แล้วขัดใจ จริงๆ
นี่ประเทศไทย ประเทศเรา ประเทศกู ชัดๆ
มาทำกันอย่างนี้ ได้ยังไง
 
อนิศ โอสถานุเคราะห์


https://www.facebook.com/anit.osathanugrah/posts/28100218946255015




Francesca Albanese ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติระบุว่า อิสราเอลกำลังทำลายหลักฐานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา และย้ำว่าการกระทำดังกล่าวต้องยุติลงก่อนที่จะสายเกินไป

https://www.facebook.com/reel/1770317980830597

Francesca Albanese ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติระบุว่า อิสราเอลกำลังทำลายหลักฐานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา และย้ำว่าการกระทำดังกล่าวต้องยุติลงก่อนที่จะสายเกินไป

รายงานฉบับใหม่จาก Euro-Med Human Rights Monitor พบว่าในแต่ละวันมีรถบรรทุกของอิสราเอลเกือบ 100 คันขนเศษซากปรักหักพังจำนวนมหาศาลที่เกิดจากการโจมตีของอิสราเอลออกจากฉนวนกาซา
.....

https://www.facebook.com/reel/1016264167845149




ถามแรง ! บทความจาก The Guadian "Will Trump’s next press secretary be a better liar than the first five?"


Karoline Leavitt เฝ้ามองขณะที่ Donald Trump พูดคุยกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเดินทางด้วยเครื่องบิน Air Force One มุ่งหน้าสู่ฐานทัพร่วม Andrews ในรัฐแมริแลนด์ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2026

โฆษกทำเนียบขาวคนต่อไปของทรัมป์จะโกหกเก่งกว่า 5 คนแรกหรือไม่?

ในขณะที่ Karoline Leavitt เตรียมจะลงจากตำแหน่ง เห็นได้ชัดว่าประธานาธิบดีให้ความสำคัญสูงสุดกับความพร้อมที่จะบิดเบือนความจริง

ในขณะที่ Karoline Leavitt เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งโฆษกทำเนียบขาวคนที่ 5 ของ Donald Trump การย้อนดูช่วงเวลาการทำงานของเธอและผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้านี้ทำให้เห็นชัดเจนว่า ประธานาธิบดีที่ขึ้นชื่อเรื่องการกุเรื่องเท็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ให้คุณค่ากับคุณสมบัติเพียงข้อเดียวเหนือสิ่งอื่นใดในตัวผู้ชายและผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้เขา นั่นคือความเต็มใจที่จะโกหกคำโตอย่างหน้าไม่อาย

Leavitt เริ่มต้นการทำงานด้วยการกล่าวเท็จอย่างเหลือเชื่อในการแถลงข่าวครั้งแรก โดยอ้างว่ารัฐบาลของ Biden มีแผนจะใช้งบประมาณภาษีประชาชนจำนวน 50 ล้านดอลลาร์เพื่อส่งถุงยางอนามัยไปยังฉนวนกาซา แต่ในวันเดียวกันนั้น หนังสือพิมพ์ The Guardian รายงานว่าคำกล่าวอ้างดังกล่าวขัดแย้งโดยตรงกับข้อมูลบันทึกของ USAID

Sean Spicer
ผู้หญิงสวมชุดสูท

Sean Spicer โฆษกทำเนียบขาวคนแรกของทรัมป์ ก็ได้กล่าวคำโกหกที่อาจเรียกได้ว่าโจ่งแจ้งที่สุดของเขาเช่นกัน ในครั้งแรกที่เขาก้าวขึ้นสู่โพเดียมในห้องแถลงข่าวของทำเนียบขาว

หนึ่งวันหลังจากพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งครั้งแรกของทรัมป์ในปี 2017 Spicer เรียกนักข่าวมาที่ห้องแถลงข่าวและตำหนิพวกเขาอย่างรุนแรงที่ไม่ยอมรายงานคำโกหกที่ว่า "นี่คือฝูงชนจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในการชมพิธีสาบานตน ทั้งที่มาร่วมงานด้วยตนเองและจากทั่วโลก" ซึ่งหลักฐานทางภาพถ่ายแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นเรื่องไม่จริง

Sarah Huckabee Sanders
สี่เดือนต่อมา Sarah Huckabee Sanders ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา ยืนยันกับนักข่าวว่าเจ้าหน้าที่ FBI รู้สึกยินดีเป็นการส่วนตัวที่ทรัมป์สั่งปลด James Comey ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ FBI ในขณะนั้น

เมื่อนักข่าวถามว่าเธอใช้ข้อมูลอะไรมาอ้างอิง Sanders ตอบว่า "ฉันพูดได้จากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันได้ยินจากเจ้าหน้าที่ FBI จำนวนนับไม่ถ้วนที่รู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณสำหรับการตัดสินใจของประธานาธิบดี"

ต่อมา Sanders ยอมรับกับอัยการพิเศษผู้รับผิดชอบการสอบสวนกรณีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งปี 2016 (ซึ่งเป็นการสอบสวนที่ Comey เป็นผู้ริเริ่ม) ว่าเธอได้กุเรื่องนี้ขึ้นมาเอง โดยรายงานของ Robert Mueller อัยการพิเศษระบุว่า "Sanders ยอมรับกับพนักงานสอบสวนว่าความคิดเห็นของเธอนั้นไม่ได้มีมูลความจริงรองรับแต่อย่างใด" 

Stephanie Grisham
Stephanie Grisham ซึ่งดำรงตำแหน่งโฆษกทำเนียบขาวเป็นเวลา 9 เดือนโดยมีจุดเด่นคือความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการจัดงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการแม้แต่ครั้งเดียว ได้ยอมรับในหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอว่าเธอเคยโกหกเพื่อปกป้อง Trump แต่เธอกลับไม่เคยยอมรับว่าคำโกหกครั้งใหญ่ที่สุดของเธอนั้นเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะเข้ารับตำแหน่งนี้เสียอีก

ในปี 2018 ขณะที่เธอยังทำงานให้กับ Melania Trump ภริยาของประธานาธิบดี Grisham ยืนกราน—แม้จะมีหลักฐานชัดเจนที่ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างนั้น—ว่า Trump พูดความจริงเมื่อเขาอ้างว่าตนได้ "คาดการณ์" ผลการลงประชามติ Brexit ปี 2016 ไว้ล่วงหน้าหนึ่งวันก่อนการลงคะแนน ระหว่างการเยือนสกอตแลนด์

ในความเป็นจริงแล้ว ดังที่นักข่าวจำนวนมากที่ร่วมคณะเดินทางยืนยัน Trump เดินทางมาถึงสกอตแลนด์ในเช้าวันถัดจากการลงคะแนนเสียง ซึ่งเป็นเวลาที่ทราบผลการลงประชามติอย่างชัดเจนแล้ว แต่กระนั้น Grisham ก็ยังคงยืนกรานโกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อปกป้องคำกล่าวอ้างของ Trump ซึ่งเขายังคงนำมาพูดซ้ำอีกหลายครั้งในปีต่อๆ มา

Kayleigh McEnany
Kayleigh McEnany โฆษกทำเนียบขาวคนที่สี่ของ Trump มักโกหกเพื่อปกป้องประธานาธิบดีอยู่เสมอในช่วงการระบาดของโควิดในปี 2020 แต่ไม่มีครั้งไหนที่เห็นได้ชัดเจนและโจ่งแจ้งเท่ากับเหตุการณ์ในการแถลงข่าวเมื่อเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน เมื่อเธอถูกถามว่าเหตุใดประธานาธิบดีจึงยังคงใช้คำที่มีนัยเหยียดเชื้อชาติอย่าง "kung flu" (กังฟู-ฟลู) เพื่อเรียกไวรัสโคโรนาซึ่งมีต้นกำเนิดในประเทศจีน

"ประธานาธิบดีไม่ได้ทำเช่นนั้น" McEnany กล่าวอ้าง ทั้งที่เพียงสองวันก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งใช้คำดังกล่าวอย่างชัดเจนในการปราศรัยหาเสียงที่รัฐโอคลาโฮมา "สิ่งที่ประธานาธิบดีทำ" เธออธิบายต่อ "คือการชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่าต้นกำเนิดของไวรัสมาจากประเทศจีน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่จะกล่าวถึง"

ในวันถัดมา Trump ก็กลับมาใช้คำที่มีนัยเหยียดเชื้อชาติคำเดิมอีกครั้งท่ามกลางเสียงเชียร์อย่างกึกก้องจากผู้สนับสนุน ในระหว่างการปราศรัยของกลุ่ม Turning Point USA ที่จัดขึ้นในโบสถ์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในรัฐแอริโซนา
...

แปลจาก The Guadian
Will Trump’s next press secretary be a better liar than the first five?

https://www.theguardian.com/us-news/2026/aug/13/trump-press-secretary-lies-karoline-leavitt
13 Aug 2026




สมาชิกรัฐสภา จอน ออสซอฟฟ์ (Jon Ossoff) วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐจอร์เจีย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศและสถานการณ์ความขัดแย้งเกี่ยวกับอิหร่านอย่างเผ็ดร้อน โดยชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญหลายประการที่ระบุว่านโยบายดังกล่าวเป็น "ความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง"


Jon Ossoff Lists All The 'Catastrophic' Ways Trump's Iran War Is A 'Complete Fiasco''

HuffPost
1 day ago

https://www.youtube.com/watch?v=vH5QlLo6okI
.....

สมาชิกรัฐสภา จอน ออสซอฟฟ์ (Jon Ossoff) วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐจอร์เจีย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศและสถานการณ์ความขัดแย้งเกี่ยวกับอิหร่านอย่างเผ็ดร้อน โดยชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญหลายประการที่ระบุว่านโยบายดังกล่าวเป็น "ความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง" (Complete Failure) ดังนี้:
ประเด็นสำคัญที่จอน ออสซอฟฟ์ ชี้แจง

1. ล้มเหลวในการปลดอาวุธและยับยั้งระเบิดนิวเคลียร์

การทำลายข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA): ออสซอฟฟ์ชี้ว่าการถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านกลับมาก่อสร้างและสั่งสมแร่ยูเรเนียมเข้มข้นสูง (Highly-Enriched Uranium) เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ แทนที่จะเป็นการควบคุมหรือยับยั้ง

ขีดความสามารถทางทหารยังคงอยู่: แม้จะมีการโจมตีหรือใช้ความรุนแรง แต่ศักยภาพด้านโดรน ขีปนาวุธ และการข่มขู่เส้นทางพลังงานโลกของอิหร่านไม่ได้ถูกทำลายลงอย่างถาวร

2. ความสูญเสียต่อชีวิตและยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ

ชีวิตของทหารอเมริกัน: มีการสูญเสียกำลังพลและทหารได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะและการตอบโต้ในภูมิภาค

ทรัพยากรและคลังแสงที่สิ้นเปลือง: สหรัฐฯ ต้องสูญเสียงบประมาณ ยุทโธปกรณ์ และสร้างความเสียหายต่อฐานทัพในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

3. "สงครามที่สร้างบนคำโกหก" และความขัดแย้งในคำแถลง

การเปลี่ยนนิยามชัยชนะไปมา: ออสซอฟฟ์ระบุว่าฝ่ายบริหารมีการเปลี่ยนข้ออ้างและคำกล่าวอ้างเรื่อง "ชัยชนะ" หรือ "ความคืบหน้า" ไปเรื่อยๆ ส่งผลให้ประชาชนและรัฐสภาไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นจริง

เป็นข้อผิดพลาดทางนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่: เขาเปรียบเทียบความล้มเหลวนี้ว่าอาจเลวร้ายและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไม่แพ้กับกรณีสงครามอิรักในอดีต

4. การลำดับความสำคัญของงบประมาณที่ผิดพลาด

งบสงคราม vs ประชาชนในประเทศ: ออสซอฟฟ์ตั้งคำถามถึงการทุ่มเทงบประมาณมหาศาลไปกับความขัดแย้งภายนอกประเทศ ในขณะที่ปัญหาพื้นฐานภายในของอเมริกันชน เช่น ค่าครองชีพ ระบบสวัสดิการสุขภาพ (Healthcare) และสาธารณูปโภค กลับไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอ




กำลังเป็นเรื่องดัง มีรายงานถึงปัญหาสุขภาพจิตที่ถดถอยและปัญหาด้านเสบียงจากเหล่าทหารเรือสหรัฐฯ บนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Lincoln ที่ปฏิบัติการในสงครามอิหร่าน มีทหารบางนายพยายามกระโดดลงทะเลเพราะความเครียด สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงของวุฒิสภาได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาล ขอข้อมูลเพิ่มเติม







https://x.com/ABC/status/2088290069018738991


สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงประจำคณะกรรมาธิการด้านการทหารของวุฒิสภาได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีพีท เฮกเซธ และรักษาการรัฐมนตรีทบวงทหารเรือเมื่อวันพุธ เพื่อเรียกร้องขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาประจำการของเรือรบ USS Abraham Lincoln ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับอิหร่าน 

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีที่ ส.ว. ริชาร์ด บลูเมนธาล (Richard Blumenthal) สมาชิกพรรคอนุรักษนิยม/เดโมแครตระดับสูงในคณะกรรมาธิการด้านการทหารของวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายถึง พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ ฮัง เคา (Hung Cao) รักษาการรัฐมนตรีทบวงทหารเรือ มีดังนี้:

1. เหตุผลและความกังวลหลักในจดหมาย

การขยายระยะเวลาปฏิบัติการที่ยาวนานเกินปกติ: เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ปฏิบัติภารกิจในทะเลมายาวนานกว่า 250 วัน และไม่มีการจอดพักเทียบท่า (port call) มานานกว่า 200–240 วัน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในสถิติที่ยาวนานที่สุดในยุคปัจจุบัน

รายงานความเดือดร้อนของคุณภาพชีวิตบนเรือ: จดหมายระบุถึงรายงานปัญหาขาดแคลนเสบียงพื้นฐาน, น้ำดื่มปนเปื้อน, ระบบประปาชำรุด, สภาพจิตใจของลูกเรือที่ย่ำแย่ลง, ความปลอดภัยบนดาดฟ้าเรือ และปัญหาการขนส่งไปรษณีย์ส่งผลให้พัสดุจากครอบครัวสูญหายหรือล่าช้านานหลายเดือน

เหตุการณ์ลูกเรือตกน้ำ: มีรายงานว่ามีทหารเรือพยายามกระโดดลงจากเรือเนื่องจากภาวะความเครียดสะสม แม้ว่ากองทัพเรือจะระบุว่าสามารถช่วยชีวิตไว้ได้และกำลังสอบสวนอยู่ก็ตาม

2. สิ่งที่จดหมายเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมชี้แจง

แผนของกองทัพเรือในการสนับสนุนและรักษาความพร้อมของหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินในตะวันออกกลางในอีก 12–24 เดือนข้างหน้า

ผู้ที่มีอำนาจอนุมัติการขยายเวลาประจำการของเรือ USS Abraham Lincoln และเป้าหมายทางทหารที่ชัดเจนของการขยายเวลานี้

การรายงานสภาพความเป็นอยู่ ปัญหาสินค้าคงคลัง และมาตรการที่ใช้ประเมินภาวะความเหนื่อยล้า สุขภาพจิต และความพร้อมของลูกเรือ (กำหนดให้ตอบกลับภายในวันที่ 27 สิงหาคม)

3. การตอบโต้จาก พีท เฮกเซธ และกองทัพเรือ

พีท เฮกเซธ ได้ปฏิเสธรายงานข่าวเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ที่แย่ลงบนเรือ โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าว "ถูกบิดเบือนจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง" พร้อมยืนยันว่ากระทรวงฯ ให้การสนับสนุนอุปกรณ์และเสบียงแก่เรือและลูกเรืออย่างเต็มที่ และเข้าใจดีว่าการปฏิบัติภารกิจในสภาวะสงครามย่อมมีความยากลำบาก

กองทัพเรือสหรัฐฯ ชี้แจงว่าช่วงแรกเกิดความล่าช้าด้านเสบียงเนื่องจากเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลางถูกรบกวนจากการสู้รบ แต่ปัจจุบันได้จัดสรรเสบียง น้ำดื่มสะอาด และอาหารให้อย่างเพียงพอแล้ว รวมถึงระบุว่าอัตราการเกิดภาวะความเครียดหรือคิดสั้นไม่ได้สูงขึ้นผิดปกติเมื่อเทียบกับการปฏิบัติการภารกิจอื่นๆ

ทั้งนี้ มีรายงานว่ากองทัพเรือเตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington เข้ามาเปลี่ยนผ่านภารกิจแทนเรือ USS Abraham Lincoln ในเร็วๆ นี้





 

รอ กกต. ออกมากล่าวขอบคุณ iLaw เขาบอกหมดเลยว่าประชุม #ฮั้วสว กันที่ไหน

 https://www.facebook.com/iLawClub/posts/1488289040011377

iLaw
10 hours ago
·
โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อยุธยา "ศูนย์ทำ โพย” ขนาดใหญ่ก่อนวันเลือก สว. ระดับประเทศ
.
หลังจากที่พยานในคดี คดีโกงเลือกสว. หลายคนเล่าว่าในช่วงวันที่ 24 - 25 มิ.ย. 67 ก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ (26 มิ.ย. 67) มีการติดต่อจากคนในเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยให้เดินทางไปยังโรงแรมต่างๆ เพื่อร่วมประชุมเตรียมความพร้อม โดยเมื่อเดินทางถึงโรงแรมแล้วมีการพาผู้สมัครเข้าไปในห้องประชุมของโรงแรม มีการยึดเครื่องมือสื่อสาร ก่อนจะมีการบังคับให้ผู้สมัครสว. ทุกคนจดหมายเลขที่ต้องเลือกลงไปในเอกสาร สว.3 (เอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร) และหนึ่งที่เป็นศูนย์ทำโพยขนาดใหญ่ มีผู้สมัครสว. จากหลายจังหวัดรวมตัวกัน คือ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์
.
โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำเนินกิจการในนาม บริษัท ก.พัชรศักดิ์ จำกัด โดยมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และอดีตสส.อยุธยา ภูมิใจไทย เขต 1 เมื่อปี 2562
.
ผู้สมัคร สว. พบ “อดีตที่ปรึกษาอนุทิน” และ “ศุภชัย โพธิ์สุ” ร่วมประชุมด้วย
.
ผู้สมัคร สว. จังหวัดสุโขทัย หนึ่งในพยานได้เล่าว่า วันที่ 23 มิ.ย. 67 ได้รับการติดต่อจาก ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ผู้สมัครสว. กลุ่ม 4 จากจังหวัดบุรีรัมย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี 2563 ที่ อนุทิน ชาญวีรกุล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ว่า ให้เดินทางไปยังโรงแรมกรุงศรีริเวอร์ เมื่อเดินทางถึงโรงแรมได้พบกับ เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีตรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และอดีตสส.อยุธยา ภูมิใจไทย เขต 1 เจ้าของโรงแรมกรุงศรีริเวอร์ และสมเจตน์ ลิ้มปะพันธ์ุ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สัญญาว่าจะได้เป็นสว.แน่นอน แต่ขอให้เซ็นใบลาออกเอาไว้ล่วงหน้า โดยไม่ลงวันที่ และต้องเข้าร่วมการประชุมทำโพย
.
ผู้สมัครอีกราย จากจังหวัดนครพนม เล่าว่า สากล ภูลศิริกุล สว. กลุ่ม 17 จังหวัดนครพนม ได้นัดหมายให้ไปรวมตัวกันที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ เมื่อเดินทางไปถึงที่โรงแรมก็ได้พบกับคณะของศุภชัย โพธิ์สุ หรือ ‘ครูแก้ว’ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรและสส.พรรคภูมิใจไทย พร้อมผู้สมัครที่ได้รับเลือกเป็น สว. ร่วมอยู่ด้วย อาทิ สิทธิกร ธงยศ สว. กลุ่ม 19 จังหวัดนครพนม, สมหมาย ศรีจันทร์ สว. กลุ่ม 15 จังหวัดนครพนม เป็นต้น
.
เปิดโพยจากโรงแรมกรุงศรีริเวอร์ ตรงเกือบหมด
.
อย่างไรก็ดี จากคำบอกเล่าของพยานบุคคลที่ได้เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อจัดทำ “โพย” ในการเลือก สว. ระดับประเทศ พบว่ามีเลขในโพยทั้งหมด 100 หมายเลข ซึ่งมีเพียง 4 หมายเลขเท่านั้นที่ไม่ได้เป็น สว. ส่วนอีก 96 หมายเลขในโพยได้รับเลือกเป็น สว. ทั้งหมด
.
อ่านทั้งหมดที่ https://www.ilaw.or.th/articles/59104
ภาพประกอบจาก The Standard



เรามายอมรับกันได้หรือยังว่า การเมืองไทยที่มันบิดเบี้ยวกันได้ขนาดนี้ ส่วนสำคัญเพราะมีการ "โหนเจ้า" ( เพื่อมา "ปราบส้ม" หลังจากก่อนนั้น“โหนเจ้า” เพื่อมาปราบทักษิณรอบหนึ่งแล้ว)


Thanapol Eawsakul 
4 hours ago
·
เรามายอมรับกันได้หรือยังว่า
การเมืองไทยที่มันบิดเบี้ยวกันได้ขนาดนี้
ส่วนสำคัญเพราะมีการ "โหนเจ้า" ( เพื่อมา "ปราบส้ม" หลังจากก่อนนั้น“โหนเจ้า” เพื่อมาปราบทักษิณรอบหนึ่งแล้ว)
ดังนั้น
เพื่อจะบรรลุเป้าหมาย
คุณจะทำอะไรก็ได้
คุณจะทำผิดกฎหมายอย่างไรก็ได้
ข้อสรุปสุดท้าย
ทำอย่างไรก็ไม่ผิด
ดังที่ปรากฎในคลิปโกง สว. นั่นแหละครับ
[ คลิปหลักฐานคดีโกง สว. : พฤติกรรมของผู้ร่วมขบวนการโกง สว. ที่แอบอ้างว่า “ทำเพื่อข้างบน” ]





คณะทำงานฯ UN ชี้การคุมขัง “เก็ท โสภณ” ในคดีม. 112 เป็นการควบคุมตัวโดยพลการ


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1465851325385333&set=a.656922386278235

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
12 hours ago
·
คณะทำงานฯ UN ชี้การคุมขัง “เก็ท โสภณ” ในคดีม. 112 เป็นการควบคุมตัวโดยพลการ
.
.
เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการแห่งสหประชาชาติได้ออกหนังสือความเห็น (Opinion) ต่อกรณีการคุมขัง “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง จากการดำเนินคดีมาตรา 112 สืบเนื่องจากกรณีการปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565, กรณีร่วมปราศรัยในกิจกรรม “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ 240 ปี ใครฆ่าพระเจ้าตาก” เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2565 บริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่ และกรณีปราศรัยในกิจกรรมวันแรงงานสากล #แจกน้ำยาให้หมามันกิน ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2565
.
คณะทำงาน ฯ ได้มีความเห็นว่าการคุมขังดังกล่าวเป็นการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 1 (การควบคุมตัวขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ) ประเภทที่ 2 (การควบคุมตัวบุคคลสืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ) ประเภทที่ 3 (เกิดการละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมที่นำไปสู่การคุมขัง) และประเภทที่ 5 (การควบคุมตัวสืบเนื่องมาจากการเลือกปฏิบัติโดยมิชอบด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ความเห็นทางการเมือง ฯลฯ)
.
ในคำร้องฉบับนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับองค์กร Human Rights Foundation เป็นผู้ยื่นคำร้องไปยังคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ โดยได้ระบุว่า การคุมขัง “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง จากการดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นการควบคุมตัวโดยพลการ อีกทั้งยังพบการละเมิดสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมในตลอดการดำเนินคดี ซึ่งยังรวมไปถึงสิทธิในการได้รับการประกันตัว
.
นอกจากนี้การคุมขังภายใต้มาตรา 112 ยังเป็นการคุมขังที่ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก และการชุมนุมโดยสงบ อีกทั้งยังเป็นการคุมขังที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการเลือกปฏิบัติต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง
.
อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/85526




“ทิวากร วิถีตน” ถูกคุมขังครบ 2 ปีในเรือนจำ ในคดีที่ถูกกล่าวหาจากการโพสต์ภาพสวมเสื้อ ‘เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว’ และโพสต์เรียกร้องให้ยุติการใช้มาตรา 112 อุดมการณ์-ความฝันของเขา ยังดำเนินต่อไป


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
16 hours ago
·
“ทิวากร วิถีตน” ถูกคุมขังครบ 2 ปีในเรือนจำ แต่อุดมการณ์-ความฝันยังดำเนินต่อไป
.
.
วันที่ 14 ส.ค. 2569 ครบรอบ 2 ปีที่ “ทิวากร วิถีตน” บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์และเกษตรกรชาวขอนแก่น วัย 50 ปี ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 นับตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 2567 ในคดีที่ถูกกล่าวหาจากการโพสต์ภาพสวมเสื้อ ‘เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว’ และโพสต์เรียกร้องให้ยุติการใช้มาตรา 112 ที่จากเดิมศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะกลับคำพิพากษาจากยกฟ้องมาเป็นจำคุก 6 ปี และเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืน คดีจึงเป็นอันสิ้นสุดลง
.
สองปีที่ผ่านมา ทิวากรไม่ได้มีชีวิตเพียงแค่อยู่รอดในกรงขัง เขายังพยายามรักษาความคิดและเสรีภาพภายในให้คงอยู่ ผ่านงานเขียน ‘วิถีตน’ ที่เขียนบนเศษกระดาษในยามดึก และการสื่อสารกับโลกภายนอกทุกช่องทางที่ยังเปิดอยู่ และยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์ที่ไม่เคยเปลี่ยน แม้จดหมายหลายฉบับจะถูกกลั่นกรองจนส่งไม่ได้ และแม้กระดาษแผ่นเดียวก็ต้องขออนุญาตก่อนนำเข้าห้องเยี่ยม
.
มองไปข้างหน้าทิวากรคาดหวังว่าในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า คดีประวัติศาสตร์ของเขาอาจถูกหยิบยกขึ้นมาทบทวนใหม่ และภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคงจะเป็นการที่เขายังคงเขียน ยังคงคิด และยังคงเชื่อว่า ไม่มีใครสามารถควบคุมความคิดภายในของเราได้ทั้งหมด หากเราไม่ยอมปิดกั้นตัวเอง
.
______________________
.
หลังศาลฎีกามีคำพิพากษายืนจำคุก 6 ปี เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทิวากรถูกย้ายจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ไปอยู่ที่เรือนจำกลางขอนแก่น โดยรวมแล้วสภาพความเป็นอยู่ที่นี่ดีกว่าที่เดิมในแง่พื้นที่นอนที่ไม่แออัดเท่าเดิม แต่ที่คุมขังใหม่กลับเข้มงวดเรื่องกฎระเบียบและการสื่อสารมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
.
จดหมายทุกฉบับต้องผ่านการตรวจและกลั่นกรองเนื้อหาอย่างละเอียด หากเจ้าหน้าที่เห็นว่าเนื้อหาไม่เหมาะสม จดหมายนั้นก็อาจไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไป จดหมายที่ทิวากรเขียนถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อกล่าวถึงผลของคดี ถูกมองว่าเป็นการขอความช่วยเหลือและมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ฯ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไป แม้แต่จดหมายที่เขียนถึงศาลจังหวัดขอนแก่นเพื่อบอกเล่าความรู้สึกภายหลังคำพิพากษา ซึ่งแม้จะไม่มีผลทางกฎหมายแต่โดยปกติศาลสามารถรับไว้ได้ ก็ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเดียวกัน
.
แม้แต่เวลาญาติหรือทนายความมาเยี่ยม ทิวากรที่เคยเตรียมกระดาษจดรายการหนังสือหรือเอกสารให้ผู้มาเยี่ยมอ่าน ตอนนี้ก็ไม่สามารถนำกระดาษหรือสมุดจดเข้าไปได้โดยอิสระ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน ทำให้การสื่อสารและการจัดเตรียมข้อมูลทำได้ยากขึ้น อันเป็นสิ่งสะท้อนกฎระเบียบด้านการสื่อสารที่เปลี่ยนไปจากเดิม
.
ขณะเดียวกัน เรือนจำกลางขอนแก่นยังมีข้อจำกัดที่อนุญาตให้เฉพาะญาตินามสกุลเดียวกันเยี่ยมเท่านั้น ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยม แตกต่างจากที่เรือนจำเดิม ทำให้ปัจจุบันมีเพียงมารดาและพี่ชายของเขาเท่านั้นที่เข้าเยี่ยมได้
.
.
ด้านสุขภาพจากการเข้าเยี่ยมครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ทิวากรพูดถึงอาการไอและหัวใจเต้นผิดจังหวะ แม้ภายในเรือนจำจะมีการตรวจสุขภาพอยู่เรื่อย ๆ แต่ยังไม่ได้รับการตรวจหัวใจโดยเฉพาะ จึงยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอาการมีสาเหตุมาจากอะไร ส่วนสภาพจิตใจ เขายังพยายามประคับประคองตัวเองด้วยกำลังใจจากคนภายนอก ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย หรือข้อความแสดงความห่วงใยผ่านสื่อต่าง ๆ แม้บางครั้งจะเป็นเพียงข้อความสั้น ๆ ที่ไม่ได้ระบุชื่อเขาโดยตรง แต่การได้รู้ว่ายังมีคนติดตามผู้ที่ถูกจำกัดเสรีภาพทางความคิด ก็ช่วยให้มีกำลังใจขึ้นมาก
.
ท่ามกลางข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้น ทิวากรยังคงเขียนงาน “วิถีตน” ต่อไป งานชิ้นนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น แต่หลังถูกย้ายมาเรือนจำกลางขอนแก่น ทำให้ กระดาษ สมุด และหนังสือที่เคยมีถูกนำออกไปทั้งหมด เขาต้องเริ่มต้นเขียนใหม่
.
“วิถีตน” เป็นงานที่ทิวากรระบุว่าเกิดจากการต้องการถ่ายทอดความคิดและอุดมการณ์ของตัวตน “ผมมองว่ามนุษย์แต่ละคนเกิดมาพร้อมกับอัตลักษณ์เฉพาะตัว มีชาติตระกูล สภาพแวดล้อม เจตนา อารมณ์ และวิธีคิดที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเกิดมาในครอบครัวหรือสังคมใด ก็มักถูกคาดหวังให้ดำเนินชีวิตตามแบบของครอบครัวหรือสังคมนั้น จนบางครั้งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นกรอบที่ครอบงำความเป็นมนุษย์และทำให้คนเราไม่ได้ใช้ชีวิตตามตัวตนที่แท้จริง”
.
เขากล่าวความรู้สึกภายในจิตใจอีกว่า “คนเราอยู่กับตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีใครสามารถควบคุมความคิดภายในของเราได้ทั้งหมด งานเขียนนี้จึงเป็นการทบทวนว่าเราจะดำเนินชีวิตตาม ‘วิถีของตน’ โดยยังคงรักษาความเป็นปัจเจกบุคคลไว้ได้อย่างไร”
.
.
มุมมองต่อสถานการณ์คดีถึงที่สุดแล้ว ทิวากรสะท้อนว่าคดีตามมาตรา 112 ควรพิจารณาอย่างชัดเจนว่าถ้อยคำหรือการแสดงออกนั้นกล่าวถึงบุคคลใดโดยเฉพาะหรือไม่ “กรณีของผมเป็นการสวมเสื้อที่มีข้อความว่า ‘หมดศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์’ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการแสดงความรู้สึกหรือความคิดเห็นต่อสถาบัน ไม่ได้มีเจตนากล่าวถึงหรือพาดพิงพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 เป็นการเฉพาะ แต่ศาลกลับตีความว่าเป็นการกล่าวถึงรัชกาลที่ 10”
.
“แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา แต่เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่ผมยังทำได้คือบันทึกความคิดและความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ แม้วันนี้สิ่งที่เขียนอาจยังไม่มีใครได้เห็น แต่อย่างน้อยก็เป็นหลักฐานสำหรับตัวผมเอง และผมยังหวังว่าในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า อาจมีการหยิบยกคดีของผมขึ้นมาพิจารณาหรือทบทวนใหม่อีกครั้ง” เขากล่าวไว้อีกตอน
.
730 วันตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขัง ความเชื่อและอุดมการณ์ของทิวากรยังคงเหมือนเดิม เขามองว่าการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุด ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ผู้ถูกคุมขังวัย 50 ปี พยายามทำต่อไปคือการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการเขียนจดหมาย การสื่อสารกับทนายความ ผู้มาเยี่ยม หรือสังคมภายนอก เพื่อทำให้ผู้คนเห็นว่าสิทธิเสรีภาพยังเป็นเรื่องสำคัญ แม้ตัวตนจะอยู่ในพื้นที่ที่ถูกจำกัดก็ตาม
.
ทิวากรยังมองว่าสังคมไทยมีโครงสร้างและวัฒนธรรมบางอย่างที่ครอบงำวิถีชีวิตของผู้คน เช่น ความคิดที่ว่า “เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด” ซึ่งอาจทำให้คนจำนวนหนึ่งไม่กล้าคิด ไม่กล้าตั้งคำถาม และปิดกั้นมุมมองของตัวเอง
.
สิ่งที่ได้เรียนรู้ชัดเจนขึ้นในสองปีนี้ ทิวากรบอกว่าแม้ร่างกายจะถูกจำกัดพื้นที่หรือถูกควบคุมด้วยกฎระเบียบ แต่ความคิดภายในยังเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ และไม่มีใครสามารถเข้ามาควบคุมความคิด ความเชื่อ หรือความรู้สึกของเราได้ทั้งหมด หากเราไม่ยอมปิดกั้นตัวเอง
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/85518
.
สามารถเขียนจดหมายออนไลน์ถึงทิวากรผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล https://freeratsadon.amnesty.or.th/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1465717568732042&set=a.656922399611567