วันศุกร์, พฤษภาคม 29, 2558

เปิดใจหนุ่มพ่นสเปรย์ป้ายศาลอาญา หลังได้ประกัน




https://www.youtube.com/watch?v=METIZwD3rmw&feature=youtu.be

ที่มา ประชาไท
Published on May 28, 2015
คุยกับณัฐพล เข็มเงิน หรือเจเจ วัย 22 ปี หลังนอนคุก 1 วันและได้ประกันตัว โดยความช่วยเหลือของแฟนและเพื่อนๆ นักดนตรีที่รวบรวมเงินประกันผ่านเฟซบุ๊ก

อ่านที่ http://prachatai.org/journal/2015/05/...


ooo

ประชาไท




28 พ.ค.2558 เวลาประมาณ 20.30 น. นายณัฐพล เข็มเงิน หรือ เจเจ อายุ 22 ปีได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังนอนคุก 1 คืน ท่ามกลางแฟนสาวและเพื่อนนักดนตรีราว 7-8 คนซึ่งมารอรับอยู่ราว 3 ชม. ทั้งนี้คดีดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีที่มีการพ่นสีสัญลักษณ์อนาธิปไตย 2 จุดที่ป้ายศาลอาญา

ก่อนหน้านี้เวลาประมาณ 15.00 น. เพื่อนๆ ของเจเจดำเนินการยื่นขอประกันตัวเขาที่ศาลอาญา รัชดา อย่างรีบร้อนหลังจากบริษัทประกันอิสรภาพ 3 แห่งปฏิเสธที่จะขายประกันให้เนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีใหญ่ แรงกดดันสูง ผู้ต้องหาอาจหลบหนี บริษัทแห่งที่สี่ยอมขายให้ในช่วงเย็นก่อนศาลปิดทำการไม่นานนัก นอกเหนือจากการซื้อประกันอิสรภาพแล้วญาติของผู้ต้องหาแจ้งว่า ญาติต้องนำเงินสด 10,000 บาทเป็นหลักประกันเพิ่มเติมแก่ศาลด้วย ต่อมาเวลาประมาณ 17.30 น. ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว

การประกันตัวในวันนี้เป็นส่วนของข้อหาทำให้ทรัพย์ที่ใช้สาธารณประโยชน์เสียหายและความผิดตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ซึ่งพนักงานสอบสวนนำตัวณัฐพลมาขอฝากขังผลัดแรกเมื่อวานนี้ ( 27 พ.ค.) เนื่องจากยังต้องสอบพยานอีก 4 ปาก ส่วนอีกข้อหาคือละเมิดอำนาจศาล ศาลพิพากษาในวันเดียวกัน (27 พ.ค.) ให้จำคุก 1 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปีและให้รายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง

การพิพากษาโทษในคดีละเมิดอำนาจศาลเกิดขึ้นหลังจากมีการไต่สวนคำร้องที่ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอาญาขอให้ไต่สวนผู้ต้องหา โดยนายสุนันท์ นาคะ นิติกรชำนาญการพิเศษศาลอาญา ผู้รับมอบอำนาจจากผู้อำนวยการศาลอาญา แถลงต่อศาลว่า เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศาลอาญาว่ามีบุคคลใช้สี สเปรย์พ่นที่ป้ายศาลอาญา 2 จุด คล้ายกับสัญลักษณ์ต่อต้านอำนาจรัฐ ทำให้ป้ายศาลอาญาได้รับความเสียหาย และเป็นการประพฤติไม่เรียบร้อยบริเวณศาลอาญาซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพขณะผู้ก่อเหตุ คือนายณัฐพล กระทำการดังกล่าวอาจมีมูลความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

ด้านนายณัฐพล เบิกความต่อศาลยอมรับว่า เป็นผู้ฉีดพ่นสเปรย์ที่ป้ายศาลอาญาจริง โดยในคืนเกิดเหตุเวลาประมาณเที่ยงคืนเขาเดินออกมาจากห้องพักซอยรัชดาภิเษก 32 และนำกระป๋องสีสเปรย์ติดตัวมาด้วย จากนั้นก็ได้พ่นสีเปรย์ที่สะพานลอยบริเวณปากซอยเป็นสัญลักษณ์รูปตัวเอและมีวงกลมล้อมรอบแบบเดียวกับที่พ่นบนป้ายศาลอาญา จากนั้นก็เดินมาพ่นสีที่ป้ายศาลอาญา สัญลักษณ์ที่ฉีดพ่นนั้นเป็นสัญลักษณ์ของวงดนตรีต่างประเทศ ไม่ได้ต้องการสื่อความหมายใดๆ และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ส่วนสาเหตุที่พ่นสีสเปรย์ใส่ป้ายศาลนั้นเนื่องจากมีความรู้สึกคับแค้นใจเพราะรุ่นพี่ที่รู้จักกันถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต และอยู่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทหาร แต่ไม่ได้รับทราบความคืบหน้า จึงกระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ทราบว่าจะมีความผิดรุนแรงขนาดนี้ แต่ก็น้อมยอมรับผิดและยินดีช่วยทำความสะอาดศาลอาญาหรือบำเพ็ญประโยชน์ ต่อมาศาลพิพากษาโดยให้เหตุผลว่า เชื่อได้ว่านายณัฐพล ผู้ถูกกล่าวหาได้นำสีสเปรย์สีดำฉีดทับป้ายหลังข้อความศาลอาญาซึ่งป้ายดังกล่าวถือเป็นทรัพย์สินของราชการและป้ายดังกล่าวยังอยู่ในบริเวณศาล การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการผิดกฎหมายและยังเป็นการประพฤติตนไม่เหมาะสม บริเวณศาล ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 33 (1) ให้จำคุก 1 เดือน แต่ทางไต่สวนศาลเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้สำนึกผิด ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา 1 ปี ให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง โดยให้พนักงานคุมประพฤติเสนอรายงานต่อศาลทุกครั้งที่ผู้ถูกกว่าหามารายงานตัว




อย่างไรก็ตาม โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือไอลอว์ รายงานว่า เหตุที่ณัฐพลต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ 1 คืน เนื่องจากในวันที่ 27 พ.ค.ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวเขาไปฝากขังกับศาลอาญาในข้อหาทำลายทรัพย์สินสาธารณะนั้น ญาติและเพื่อนของณัฐพลมีหลักทรัพย์ไม่ถึง 90,000 บาทตามราคาที่ศาลเรียก จึงต้องซื้อประกันอิสรภาพจากบริษัทประกัน บริษัทแจ้งว่าจะขายหลักทรัพย์ให้เมื่อศาลมีคำสั่งใน ข้อหาละเมิดอำนาจศาลก่อน เมื่อศาลมีคำสั่งเวลาก็ล่วงถึง 16.30 น. จึงไม่สามารถดำเนินการยื่นประกันได้ทันเวลา

ทั้งนี้ สัญลักษณ์อนาธิปไตย บีบีซี แฟนเพจ ขยายความถึงความเป็นมาของมันว่ามีบันทึกถึงการเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในขบวนการแรงงานของสเปนในศตวรรษที่ 19 แต่ได้รับความนิยมแพร่หลายในการประท้วงทางการเมืองทั่วโลกในปัจจุบัน หลังการเกิดขึ้นของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์เมื่อช่วงต้นสหัสวรรษนี้ โดยตัวอักษร A แทนคำว่า Anarchy หรือ อนาธิปไตย อยู่ในวงกลมซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนตัวอักษร O ใช้แทนคำว่า Order ซึ่งโดยรวมแล้วมีความหมายเชิงต่อต้านอำนาจรัฐ


ประยุทธ์ ชนะ ทักษิณ แน่นอนฟันธง



ประยุทธ์ ชนะ ทักษิณ แน่นอนฟันธง โดย ต้าร์ เสรีชนคนอีสาน (ภาษาอีสาน)***ประยุทธ์สวนทักษิณ ยังไงผมก็ชนะเขาอยู่แล้วตอนนี...
Posted by Wanchalearm Satsaksit on Tuesday, May 26, 2015
https://www.facebook.com/talearm/videos/10153508114338243/

...

ประยุทธ์ ชนะ ทักษิณ แน่นอนฟันธง
โดย ต้าร์ เสรีชนคนอีสาน (ภาษาอีสาน)

***
ประยุทธ์สวนทักษิณ ยังไงผมก็ชนะเขาอยู่แล้วตอนนี้
http://breakingnews.nationtv.tv/home/read.php?newsid=759302

***
ประยุทธ์ ชนะ ทักษิณ แน่นอนฟันธง

ยังไง ประยุทธ์ก็ชนะทักษิณ เพราะ

1. แก้ปัญหา ยางพารา ที่ราคาตกต่ำ...ยังไม่ได้
2. แก้ปัญหา การขายข้าวของชาวนา ที่ราคาตกต่ำ...ยังไม่ได้
3. แก้ปัญหา สลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ขายเกินราคา...ยังไม่ได้
4. แก้ปัญหา การส่งออก ที่ติดลบมาสี่เดือน...ยังไม่ได้
5. แก้ปัญหา การเก็บภาษี ที่ต่ำกว่าเป้า...ยังไม่ได้
6. แก้ปัญหา เงินคงคลัง ที่ลดลงต่ำมาก...ยังไม่ได้
7. แก้ปัญหา การสินค้าประมง ที่โดนแบน...ยังไม่ได้
8. แก้ปัญหา การค้ามนุษย์ ที่ไทยเป็นศูนย์กลาง...ยังไม่ได้
9. แก้ปัญหา การคอรัปชั่น โดย คสช. ...ก็ยังไม่ได้
(เงินโอนให้ลูก 190 ล้าน เงินบัญชีน้องชายประยุทธ์-เมีย โครงการ 2 ล้านๆ เป็น 3ล้านๆ และโครงการน้ำ 3.5 แสนเป็น 9.8 แสนล้าน ตรวจสอบไม่ได้ด้วยนะ)
10. แก้ปัญหา หนี้ครัวเรือน ที่เพิ่มสูงขึ้น...ยังไม่ได้
11. แก้ปัญหา ปากท้องของประชาชน ...ยังไม่ได้ แต่เพิ่มงบกลาโหม ? เอ๊ะยังไง
12. แก้ปัญหา การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่ตกต่ำ...ยังไม่ได้
13. แก้ปัญหา คนตกงานที่เพิ่มกว่า 3.7 แสนคน...ยังไม่ได้
14. แก้ปัญหา ความเชื่อถือที่ลดต่ำลงของรัฐบาล...ยังไม่ได้
15. แก้ปัญหา การเมืองและรัฐธรรมนูญ...ก็ยังไม่ได้

ทั้งหมดนี้ บอกได้เลยว่า ประยุทธ์ ชนะทักษิณแน่นอน
ชนะในที่นี้ คือ ปัญหาสะสมจนชนะ แก้ปัญหาต่างๆ ไม่ได้ ดีแต่พูด
และพูดได้เรื่อยๆ พูดไปรายวัน แค่พูดนะ พูดว่าจะแก้ จะดี
แต่ในความเป็นจริง เศรษฐกิจ หรือปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการแก้ไข
หมักหมมปัญหา ทำให้คนจนลง นี่ถือว่า ประยุทธ์ชนะทักษิณ
แต่เป็นชัยชนะ บนความพ่ายแพ้ของประชาชน

และถ้าอยากรู้ว่าประยุทธ์ จะชนะจริงหรือไม่
บักประยุทธ์ มึงกล้าลงเลือกตั้งไหม
แล้วให้ประชาชนทั้งประเทศ เป็นคนตัดสิน
ไม่ใช่รัฐประหารมาพูดจ้อ ตอแหลไปวันๆ

เข้าใจมั้ย

*****

สรุปภาพรวมเศรษฐกิจ ไตรมาสแรก ปี 58 ยุค คสช. หนีหนี้บาน-จ้างงานลด-ว่างงานเพิ่ม
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10153509949193243

คลิป กุล 23 4 58 ขอนแก่น : สัมภาษณ์กลุ่มดาวดิน (เก่าแต่ยังสมสมัย)




https://www.youtube.com/watch?v=Ouo-5O97668&feature=youtu.be

Published on May 26, 2015


ชมคลิปสัมภาษณ์พิเศษ "รังสิมันต์ โรม" ตอบนานาข้อครหา-หน้าที่นักศึกษา = พลเมือง ?



ที่มา มติชนออนไลน์
27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รังสิมันต์ โรม นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในนักกิจกรรม 33 คน ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ภายหลังการร่วมชุมนุมรำลึกวาระครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร 22 พฤษภาคม หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร




ภายหลังได้รับการปล่อยตัว นักศึกษาหนุ่มลูกครึ่งรายนี้ เปิดใจกับทีมข่าวมติชนทีวี ถึงเรื่องราวดังกล่าว และจุดยืนทางการเมืองของเขา






เชิญรับชมโดยพลัน





นิธิ เอียวศรีวงศ์: เขากลัวว่า เขาจะไม่สามารถจัดการเวลาได้



ที่มา ประชาไท
Mon, 2015-05-25

ในงานมุทิตาจิต "75 ปีที่ผ่านและวันข้างหน้าของ นิธิ เอียวศรีวงศ์" ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 23 พ.ค. นั้น เดิมมีกำหนดจะจัดงานที่โรงละคร หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ก่อนหน้างานเพียงหนึ่งวัน ทางคณะวิจิตรศิลป์ได้แจ้งว่าโรงละครกำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซม จึงไม่สะดวกให้ใช้สถานที่ ทำให้ผู้จัดงานย้ายมาจัดงานในพื้นที่เอกชนแทน โดยในงานวิทยากรได้กล่าวคนละ 10 นาที เพื่อตอบโจทย์ว่า "หากมองไปในอนาคต ถ้าหากมีรัฐบาลประชาธิปไตย คุณจะทำอะไรได้บ้างเพื่อสร้างการเมืองและประชาธิปไตยที่ดี" นั้น (อ่านข่าวก่อนหน้านี้) และจากนั้นมีการร้องเพลง "Do You Hear the People Sing?" แปลเนื้อร้องโดย สุขุม ยังวัน




เพลง Do You Hear the People Sing?



นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวปิดงาน

หลังจบเพลง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้กล่าวปิดงานว่า พยายามนึกว่าที่ทหารกลัวและทำให้งานนี้จัดที่หอศิลป์ ถ.นิมมานเหมินท์ ไม่ได้นั้น เขากลัวอะไรกันแน่ ทั้งนี้ เขาบอกว่าเขากลัว แต่เขาไม่ได้กลัวผม แต่เขากลัวคนที่มาพูดทั้งหลาย พวกท่านเคยไปทำอะไรไว้ผมก็ไม่ทราบ เขากลัวพวกท่านมากกว่า เขาเห็นชื่อแล้วคงจัดไม่ได้ ผมพยายามจะนึกว่าเขากลัวอะไร ผมก็เลยมานึกออกและอาจจะตอบคำถามนี้ด้วยในตัว คือจริงๆ แล้วเขากลัวว่า เขาจะไม่สามารถจัดการเวลาได้ ในประเทศเป็นเวลาไม่ต่ำกว่าตั้งแต่ปฏิรูปประเทศสมัยรัชกาลที่ 5 สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ผมคิดว่าชนชั้นนำหรือชนชั้นปกครองของไทย พยายามในการจัดการเวลาของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง วิธีในการที่ชนชั้นปกครองจะจัดการเวลาในประเทศไทยใช้ คือ จัดการอดีต ให้เป็นเรื่องเล่าที่เขาเป็นฝ่ายเล่า แล้วให้ทุกๆ คน จดจำอดีตของตนเอง ตามเรื่องเล่าของเขา

สืบมาจนกระทั่งถึงเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีนักประวัติศาสตร์ ครูสอนประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ตนคนเดียว ที่เริ่มมาตั้งคำถามกับเรื่องเล่าเหล่านั้น ว่ามันเป็นอดีตที่ไม่จริง อดีตที่คับแคบเกินไป ทำให้ทุกคนสูญเสียอดีตที่แท้จริงของตนเอง

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณทำให้ทุกคนมีความทรงจำเกี่ยวกับอดีตอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เขาจะไม่มีทางเลือกสำหรับปัจจุบันและอนาคตเลย ฉะนั้นเมื่อไรที่มีคนมาตั้งคำถามว่าอดีตที่เขาเล่ามันไม่จริงหรือคับแคบเกินไป มันคือการท้าทายการจัดเวลา ไม่ใช่อดีตอย่างเดียว แต่การจัดเวลาในปัจจุบันและอนาคตด้วย สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นและรุนแรงขึ้น คงจำคำพิพากษาของศาลในกรณีที่มีดีเจกล่าวว่าปัจจุบันเราไม่ได้มีทาสเหมือนรัชกาลที่ 4 ศาลลงโทษว่าบุคคลผู้นี้หมิ่นประมาทรัชกาลที่ 4 นี่เป็นครั้งแรกที่ ม.112 ถูกตีความถึงพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้ปกครองแผ่นดินอยู่ในเวลานี้ มันแปลว่าการท้าทายเรื่องเล่าในอดีต มันรุนแรงจนคุณต้องขยายให้ม.112 ไปครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ นี่เป็นคำพิพากษาที่แสดงความตกใจที่คนอื่นๆ แทรกเข้ามาจัดการเวลาด้วย แล้วจากคำพิพากษาก็กลายเป็นการยึดอำนาจบ้านเมือง

รัฐประหารครั้งนี้เป็นความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะจัดเวลาอดีต เวลาปัจจุบันก็ใช้กำลังอำนาจยึดอำนาจรัฐ จัดการปัจจุบัน เช่น ไม่ยอมให้จัดเสวนา จัดพูดต่างๆ ซึ่งเท่ากับว่าพยายามจัดการอนาคตไปด้วย แต่บัดนี้กลวิธีที่เคยใช้ได้ผลมาร้อยกว่าปีคือการยึดกุมอดีตมันใช้ไม่ได้แล้ว จึงต้องใช้อำนาจตรงๆ เลยในการเข้ามายึดกุมปัจจุบันและอนาคตด้วย จึงคิดว่าไม่มีครั้งไหนที่บ้านเมืองจะมืดมิดถึงขนาดนี้ แต่เชื่อว่ามันจะไม่มืดสนิทและมีแสงสว่างขึ้นมา

ooo

เรื่องเกี่ยวข้อง...


ชุมนุมบทบรรยายแสดงมุทิตาจิต "75 ปีที่ผ่านและวันข้างหน้าของ นิธิ เอียวศรีวงศ์"


ที่มา ประชาไท
Mon, 2015-05-25 07:05

งานมุทิตาจิต "75 ปีที่ผ่านและวันข้างหน้าของ นิธิ เอียวศรีวงศ์"โดยมีวรวิทย์ เจริญเลิศ,พวงทอง ภวัครพันธุ์, ภัควดี วีระภาสพงษ์, เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ ,ประจักษ์ ก้องกีรติ, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ ฯลฯ ร่วมตอบโจทย์ว่าหากมองไปในอนาคต หากมีรัฐบาลประชาธิปไตย คุณจะทำอะไรได้บ้างเพื่อสร้างการเมืองและประชาธิปไตยที่ดี

23 พ.ค.58 - ในงานมุทิตาจิต "75 ปีที่ผ่านและวันข้างหน้าของ นิธิ เอียวศรีวงศ์" ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 23 พ.ค. นั้น เดิมมีกำหนดจะจัดงานที่โรงละคร หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ก่อนหน้างานเพียงหนึ่งวัน ทางคณะวิจิตรศิลป์ได้แจ้งว่าโรงละครกำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซม จึงไม่สะดวกให้ใช้สถานที่

ต่อมาทางผู้จัดงานจึงได้ย้ายไปจัดงานในลักษณะปิดในพื้นที่ส่วนตัวแทน โดยรูปแบบงานเป็นการกล่าวบรรยายแสดงมุทิตาจิตในโอกาสอายุครบรอบ 75 ปี ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ โดยวิทยากรหลายท่าน เพื่อตอบโจทย์ร่วมกันว่าหากมองไปในอนาคต ถ้าหากมีรัฐบาลประชาธิปไตย คุณจะทำอะไรได้บ้างเพื่อสร้างการเมืองและประชาธิปไตยที่ดี โดยมีเวลากล่าวท่านละ 10 นาที




พวงทอง ภวัครพันธุ์: รัฐบาลจากการเลือกตั้งกับการยุติวัฒนธรรมแห่งการลอยนวล

พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าวัฒนธรรมแห่งการลอยนวลอยู่กับสังคมไทยมานาน เมื่อผู้มีอำนาจทำผิดต่อชีวิตของประชาชนแล้วไม่ต้องรับผิดชอบ การยุติวัฒนธรรมเรื่องนี้อาจต้องใช้เวลาอีก 20-30 ปี เพราะในหลายประเทศที่เกิดความรุนแรงโดยรัฐก็ใช้เวลารอหลายสิบปีในการเอาผิด แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องมีเจตจำนงที่จะทำให้มันยุติลงด้วย

พวงทองกล่าวว่าจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญที่นำไปสู่การเปิดประตูให้การรัฐประหาร คือการผลักดันการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งที่ผลักดันโดยพรรคเพื่อไทย เหตุการณ์นี้ยังขมวดปมข้อกล่าวหาต่อประชาชนที่พยายามต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2553 ว่าพวกเขาถูกหลอกมาตายเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลชินวัตร เป็นการตอกย้ำการดูถูกเหยียดหยามที่มวลชนอีกฝ่ายหนึ่งกล่าวหา มันยังส่งผลให้การพิจารณาคดีการสลายการชุมนุมที่ดำเนินมาได้ดีพอสมควร การไต่สวนการตายโดยศาลอาญา 17 ราย ศาลยืนยันว่าเสียชีวิตจากกระสุนที่มาจากฝั่งทหาร สิ่งเหล่านี้ชะงักหยุดลงหลังรัฐประหาร

สามเดือนหลังรัฐประหารเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างสำคัญ ศาลอาญาบอกว่าศาลไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ โยนเรื่องไปให้ปปช. ซึ่งเป็นระบบที่ปิด ประชาชน-สื่อมวลชนไม่สามารถเข้าไปฟังการพิจารณาได้ และยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะไปถึงชั้นศาลหรือไม่ หลังรัฐประหารยังเห็นความพยายามทำให้เห็นว่าเหตุการณ์ในปี 53 เป็นฝีมือคนเสื้อแดง เราจะเห็นการจับกุมบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำ

พวงทองกล่าวว่าการเอาผิดการสลายการชุมนุมปี 53 ต่อให้เริ่มจากการเอาผิดคุณอภิสิทธิ์หรือสุเทพ เพราะในกระบวนการชั้นศาล เราจะได้ข้อเท็จจริงข้อมูลจำนวนมากว่ากระสุนที่ทำให้คนเสียชีวิตบาดเจ็บนั้น มาจากทิศทางไหน กองกำลังทหารไหนที่ตั้งอยู่ เขาได้รับคำสั่งมาอย่างไร จะทำให้เห็นว่ากระบวนการตัดสินใจสลายการชุมนุมนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเอาผู้นำของกองทัพเข้ามามีส่วนรับผิดชอบด้วย

สิ่งที่ประชาชนจะต้องทำในอนาคต คือเรียกร้องจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ให้ต้องเดินหน้ารื้อฟื้นให้เหตุการณ์ความรุนแรงโดยรัฐ กลับคืนสู่กระบวนการยุติธรรมที่เปิดเผยและโปร่งใสอีกครั้งหนึ่ง อาจจะเป็น 5 ปี 10 ปี 20 ปี เพื่อยุติวัฒนธรรมแห่งการลอยนวลในสังคมไทย เป็นบทเรียนให้คนมีอำนาจว่าคุณไม่สามารถตัดสินใจอย่างง่ายๆ ในการปิดชีวิตประชาชน เพราะเชื่อว่าจะลอยนวลได้เหมือนอดีตที่ผ่านมา




เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ: ค่าแรงและความมั่นคงในชีวิตของแรงงาน

เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวว่าถ้าดูตัวเลขประกันสังคม คือคนที่ถูกจ้างงานในระบบในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการอยู่ที่ 10 ล้านเศษๆ และกำลังแรงงานของประเทศไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีประชากรในวันทำงาน 38 ล้านคน นั่นหมายความว่ามีคนกว่า 28 ล้านคนที่ไม่ถูกจ้างงานในระบบ ถูกกันออกจากเข้าถึงสิทธิต่างๆ ในฐานะคนทำงาน นี่ยังไม่นับรวมแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งตัวเลขที่จดทะเบียนมีประมาณ 1 ล้านกว่า แต่จริงๆ อาจมีถึง 10 ล้านคนที่ไม่ได้จดทะเบียน

นอกจากนี้ยังมีการแบ่งช่วงชั้นของการใช้แรงงานหลายระดับ เรามักจะบอกว่าแรงงานที่มีฝีมือ มีสกีลสูง คนที่ทำงานที่เรียกว่า Creative Economy ไม่อยู่ในระบบการจ้างงานแบบประกันสังคม รวมถึงในภาคบริการ ก็อยู่ในการจ้างงานแบบพาร์ททาร์ม หรืองานในโรงงานเองก็อยู่ในสัญญาจ้างแบบชั่วคราว หรือบางส่วนก็นำแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงานด้วยค่าแรงที่ถูกกว่า เราอยู่ในสังคมอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานราคาถูก และมีการแบ่งช่วงชั้นในตลาดแรงงานสูงมาก

แนวโน้มของรัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่ว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะรัฐบาลที่มาเผด็จการทหาร ก็คือการผลักดันนโยบายที่แปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือการลดสวัสดิการสังคมลง นั่นหมายความว่านโยบายที่จะโยนภาระของการดูแลตัวเอง เช่น การศึกษา การสาธารณสุข จะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออยู่ใต้เผด็จการทหาร

เก่งกิจกล่าวว่าสิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งควรจะทำอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ รัฐบาลควรลงนามในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO 87 และ 98) อนุสัญญา 87 คือสิทธิของการรวมตัวของคนงาน และอนุสัญญา 98 คือการให้สิทธิแรงงานมีอำนาจในการต่อรองได้ในหลายรูปแบบและรัฐต้องคุ้มครอง

ขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ GDP หรืออัตรากำไรในบริษัทเอกชนทั้งหลาย หรือกรณีแรงงานข้ามชาติซึ่งได้น้อยกว่าแรงงานขั้นต่ำ ราว 160 บาท แต่ก็ต้องช่วยนายจ้างโกหกว่านายจ้างให้ 300 บาท เพราะรัฐมีแนวโน้มที่จะใช้กำลังในการจับกุมตลอดเวลา ความคิดเรื่องชาตินิยมและการรังเกียจแรงงานข้ามชาตินั้น เป็นอาวุธสำคัญของรัฐที่จะใช้แรงงานข้ามชาติ ทั้งที่เราพึ่งพากำลังแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก

ดังนั้น สถานการณ์แรงงานไทยคือ หนึ่ง เรามีกำลังแรงงานที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการสังคมกว่า 70% สอง ความคิดแบบชาตินิยมซึ่งกำลังครอบงำ รวมถึงการที่ไม่ยอมรับสิทธิการรวมตัวของสหภาพแรงงาน และการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม มาจำกัดสิทธิการชุมนุม ทำให้โอกาสของแรงงานในการต่อรองเพื่อเพิ่มค่าแรงและสวัสดิการสังคมกลับลดต่ำลงเรื่อยๆ ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้

เวลาเราพูดถึงอาเซียนของสามัญชน สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยได้พูดคือการเคลื่อนย้ายของมนุษย์ หรือการเพิ่มสิทธิของแรงงาน เป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศอาเซียนจะพูดเรื่องค่าแรงที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อป้องกันการแบ่งช่วงชั้นในตลาดแรงงาน ที่จะกดขี่แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน คิดว่านี่จะเป็นวาระของรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยจะต้องผลักดัน




นพพล ผลอำนวย: การเมืองกับความชอบธรรมทางการเมือง

นพพล ผลอำนวย อดีตนักศึกษาปริญญาโท ม.เชฟฟิลด์ กล่าวว่ารัฐบาลประชาธิปไตยที่ผ่านมาไม่เข้าใจลักษณะของการเมืองไทยสมัยใหม่อย่างหนึ่ง ก็คือเรื่องของความชอบธรรม รัฐบาลจะทำอะไรก็แล้วแต่ จะต้องอ้างความชอบธรรมหรือหาเหตุผลมาสนับสนุนได้ ในทางรัฐศาสตร์คลาสสิกมองแนวคิดความชอบธรรมว่าคือการจัดสรรสิ่งมีคุณค่าโดยสิทธิทางอำนาจ แต่ใครล่ะจะมีความชอบธรรมในการมาจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่า แมกซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยา ได้พยายามแบ่งความชอบธรรมว่ามีที่มาจากสามอย่าง คือประเพณี บุญบารมี และกฎหมาย

เดวิด เบตเทิร์น นักคิดชาวอังกฤษ พยายามอธิบายความชอบธรรมโดยมองถึงสามองค์ประกอบ หนึ่งคืออำนาจจะชอบธรรมหรือไม่ต้องตรงกับกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ กฎเกณฑ์นี้ไม่ใช่เพียงกฎหมาย แต่อาจจะหมายถึงประเพณีที่มีอยู่ในสังคม สอง แล้วกฎเกณฑ์เหล่านั้นมันถูกให้คำอธิบายหรือเหตุผลในสังคมนั้นอย่างไร โดยมันจะชอบธรรมเมื่อคนในสังคมนั้นมันเชื่อว่าชอบธรรม คือกฎเกณฑ์นั้นมันต้องสอดคล้องกับความเชื่อในสังคม สามคือเรื่องการยินยอม (Consent) ของประชาชนต่อการใช้อำนาจรัฐของผู้ปกครอง แต่ในเรื่องการยินยอมก็มีปัญหาว่าบางครั้งมันก็วัดไม่ได้ว่าคนมันมีความยินยอมต่ออำนาจของรัฐนั้นมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะรัฐที่มีการใช้ความกลัว ใช้การปิดหูปิดตาประชาชน นำไปสู่ความเงียบ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการยอมรับความชอบธรรมก็ได้

นพพลกล่าวว่าประชาธิปไตยไทยมีอายุค่อนข้างสั้นเหมือนเทียบกับระบอบเดิม กฎเกณฑ์ความชอบธรรมแบบประชาธิปไตยยังไม่สามารถสถิตเสถียรลงในสังคม ทั้งยังถูกท้าทายจากความชอบธรรมแบบจารีตตลอดเวลา และรัฐบาลจากประชาธิปไตยยังไม่คำนึงถึงตรงนี้ ไปผลักดันสิ่งที่ไม่สามารถให้เหตุผลความชอบธรรมได้ ทำให้คนเสื่อมศรัทธากับความชอบธรรมแบบประชาธิปไตย โจทย์ของรัฐบาลประชาธิปไตยคือคิดถึงความชอบธรรมที่สมเหตุสมผลสอดคล้องกับประชาธิปไตย
ประจักษ์ ก้องกีรติ: กระบวนการและสถาบันการเลือกตั้ง พรรคการเมืองและรัฐสภา

ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่าสถานการณ์วิกฤติในปัจจุบันสืบเนื่องจากเรามีระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีความบกพร่อง ไม่ใช่ระบอบที่มีความชอบธรรม แต่ว่าภายใต้กฎกติกาในการขึ้นสู่อำนาจยังอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอยู่ แต่ปรากฏว่าสังคมไทยเลือกใช้วิธีการที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยมมาแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นการแก้ไขที่ผิดทางและไม่มีทางออกจากวิกฤตินี้ได้

ถามว่ามันเกิดขึ้นเฉพาะสังคมไทยหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ ทั่วโลกมีการเปลี่ยนผ่านกลับไปสู่ระบอบเผด็จการ แต่จากการศึกษาก็พบว่าแม้ก่อนหน้านี้คนไม่พอใจประชาธิปไตย เมื่อเผด็จการเข้ามาแล้วใช้อำนาจไปสักพัก คนพบว่าระบอบเผด็จการอำนาจนิยมไม่ได้มีทางเลือกเชิงนโยบาย หรือไม่ได้มีพฤติกรรมการใช้อำนาจที่ดีไปกว่าระบอบประชาธิปไตยบกพร่องเลย นักวิชาการเรียกมันว่าระบอบเผด็จการที่เปลือยเปล่า คือคุณไม่ได้มีความชอบธรรมที่เหนือกว่า ไม่ได้มีทางเลือกเชิงนโยบายให้ ถามว่ามันดำรงอยู่ได้อย่างไร ก็ดำรงอยู่ด้วยเครื่องมือของการใช้ความรุนแรงกับฝ่ายที่เห็นต่าง และผนวกรวมฝ่ายที่ไม่ได้ยึดอุดมการณ์ มาเป็นพวก

กรณีสังคมไทย มีคนสองกลุ่มที่ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตย แล้วมีส่วนร่วมในการทำให้ประชาธิปไตยล่มสลาย ก็คือกลุ่มชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมที่เสียอำนาจและผลประโยชน์ กับกลุ่มชนชั้นกลางซึ่งรู้สึกว่าประชาธิปไตยที่มีมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่แบบที่เขาชอบ

ประจักษ์กล่าวว่าตนคิดว่ากลุ่มแรกเปลี่ยนไม่ได้แล้ว เพราะว่ามันเป็นสงครามที่เขาสู้บนเดิมพันสูง คิดว่าไม่สามารถดึงชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมกลับมาสู้ในเกมประชาธิปไตยได้ ต่างจากในฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซีย ที่ชนชั้นนำเขาฉลาดพอที่จะสู้ภายใต้ระบบกติกาประชาธิปไตยเพราะเห็นว่ามีประโยชน์กว่า เหนื่อยและเสียหายน้อยกว่า ประชาธิปไตยจึงมีเสถียรภาพระดับหนึ่ง ส่วนที่คิดว่าสามารถดึงกลับมาและต้องทำคือชนชั้นกลาง ทำอย่างไรที่จะทำให้ชนชั้นกลางไม่ว่าจะระดับไหนก็ตาม ยอมหันกลับมาอยู่ภายใต้ประชาธิปไตย เพื่อจะมีประชาธิปไตยในระยะยาว เราไม่สามารถผลักไสชนชั้นกลางออกไปอยู่ข้างนอกกติกาประชาธิปไตยได้ตลอดไป

โจทย์นี้คือการฟื้นฟูคุณภาพประชาธิปไตย โดยภารกิจนี้ไม่สามารถทำได้โดยรัฐบาลเท่านั้น แต่ทุกคนต้องมีส่วนช่วยกัน ยุทธศาสตร์คือเราเปลี่ยนชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมไม่ได้ แต่เราต้องโดดเดี่ยวชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมในทางการเมือง วิธีทางหนึ่งก็คือการฟื้นฟูคุณภาพประชาธิปไตยแบบตัวแทน แบบรัฐสภา โดยเมื่อระบอบเผด็จการมันไม่มีฐานทางสังคมสนับสนุนใดๆ มันจะอยู่ไม่ได้

ประเด็นหนึ่งที่เราคิดและศึกษากันน้อย คือการปฏิรูปพรรคการเมือง ระบบประชาธิปไตยมันดำรงอยู่ไม่ได้ด้วยการมีพรรคการเมืองที่อ่อนแอและนักการเมืองที่ไร้คุณภาพ ต่อให้มีภาคประชาสังคมที่แข็งแรงขนาดไหน แต่ระบบตัวแทนมันห่วยมาก ระบอบก็ขาดความสมดุล ตราบใดที่เราไม่พูดเรื่องปฏิรูปพรรคการเมือง และระบบเลือกตั้ง มันจะทำให้ประเด็นเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของเนติบริกร รัฐศาสตร์บริการซึ่งผูกขาดองค์ความรู้ตรงนี้ แล้วก็มาออกแบบที่ไม่ได้เรื่องให้ทั้งสังคมใช้

และสังคมไทยต้องเปลี่ยนความคิด จากการที่มองนักการเมือง พรรคการเมืองเป็นสิ่งที่ชั่วช้า แต่ต้องมองเป็นเครื่องมือที่เราต้องใช้ในการขับเคลื่อน ผลักดันวาระของภาคประชาชนให้มันเป็นจริง ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ภาคพลเมืองกับภาคการเมืองเชื่อมต่อกัน เพื่อให้พรรคการเมืองไม่ใช่กลุ่มชนชั้นนำที่หลุดลอยไปจากสังคม แต่มีฐานทางสังคมรองรับ




ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี: กระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี คณะรัฐศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่าความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ เป็นความรุนแรงที่ยืดเยื้อหรือเรื้อรัง รัฐบาลทุกยุคสมัยทั้งประชาธิปไตยและเผด็จการในรอบสิบปีที่ผ่านมา ก็พยายามจะแก้ไข แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ตนเห็นว่าปมเงื่อนของการต่อสู้เป็นเรื่องทางการเมือง ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาก็ต้องเป็นวิธีทางการเมือง การต่อสู้ในทางการทหารหรือความรุนแรงไม่สามารถแก้ได้จริงๆ

หลายคนหันมาพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้ง จากการใช้วิธีที่รุนแรง มาเป็นความขัดแย้งที่ไม่รุนแรง โดยผ่านการพูดคุย การสื่อสารระหว่างฝ่ายที่ต่อสู้กัน กระบวนการสันติภาพที่ผ่านมาก็เริ่มชัดเจนขึ้นสองปีที่ผ่านมา ระหว่างรัฐบาลกับขบวนการ BRN หรือขบวนการอื่นๆ แต่ในอนาคต กระบวนการสันติภาพนี้จะยั่งยืนต่อไปได้อย่างไร

ศรีสมภพนำเสนอว่าข้อเสนอห้าข้อจากสองปีที่แล้ว จากฝ่ายของขบวนการ BRN เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ ที่รัฐบาลประชาธิปไตยในยุคต่อไปต้องนำมาพิจารณา ได้แก่ ประเด็นแรก คือจะต้องยอมรับฝ่ายที่เขาต่อสู้ ยอมรับความเป็นตัวแทนหรือสถานภาพของกลุ่มต่างๆ ที่ต่อสู้ ยอมรับประชาชนที่เข้าไปสู้กระบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิหรือความยุติธรรมให้เข้ามาสู่กระบวนการพูดคุย ข้อที่สอง คือต้องยอมรับว่ากระบวนการสันติภาพ ต้องมีผู้เจรจาไกล่เกลี่ย ผู้ประสาน ซึ่งอาจต้องมีฝ่ายคนกลางเข้ามา ประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถเข้ามาช่วยทำให้เกิดการพูดคุยอย่างเป็นระบบได้

ข้อเสนอที่สาม คือต้องมีสักขีพยานจากหลายๆ ฝ่าย ทั้งในและนอกประเทศ มาร่วมในการพูดคุยนี้ ข้อที่สี่ คือต้องยอมรับสิทธิความเป็นเจ้าของ สิทธิความเป็นคนอยู่ในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนานของสามจังหวัดชายแดนใต้ ทั้งของมลายูมุสลิมและคนไทยพุทธ อย่างเท่าเทียมกัน เป็นการยอมรับความแตกต่างในพื้นที่

ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องของความยุติธรรม คือเขาต้องการให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังในคดีการเมือง ความมั่นคงในจังหวัดภาคใต้โดยไม่มีเงื่อนไข เขาไม่ใช่อาชญากรหรือโจร แต่เป็นนักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ความเท่าเทียม โดยคิดถึงการยุติธรรมในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน อาจจะต้องมีการจัดการในกระบวนการยุติธรรมที่มันเป็นพิเศษ เพื่อให้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติเป็นไปได้ เช่น มีการแสวงหาข้อเท็จจริง ให้มีหลักฐานจากทุกๆ ฝ่าย มีการเยียวยา ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องเข้าสู่กระบวนการลงโทษ และอาจมีกระบวนการอภัยโทษหรือนิรโทษกรรม




เวียงรัฐ เนติโพธิ์: ระบอบกระจายอำนาจกับรัฐรวมศูนย์

เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าเมื่อวิเคราะห์เรื่องการกระจายอำนาจของไทยมันมีลักษณะเฉพาะ หรือส่งผลอะไรบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากรัฐธรรมนูญปี 2540 การกระจายอำนาจทำให้รัฐไทยที่มีลักษณะรวมศูนย์หลายประการถูกกัดเซาะหรือเปลี่ยนแปลงไป

ประการแรก รัฐไทยที่มีลักษณะรวมศูนย์มีการครองอำนาจโดยระบบราชการ มีสายการบังคับบัญชารวมศูนย์เข้าสู่ส่วนกลาง แต่การกระจายอำนาจทำให้ข้าราชการถูกแย่งอำนาจ ในการแชร์อำนาจรัฐมาสู่อำนาจของนักการเมือง ซ้ำยังเป็นนักการเมืองในระดับท้องถิ่น พูดง่ายๆ คือไปกัดเซาะอำนาจรัฐที่มีข้าราชการครองอำนาจ

ประการที่สอง การกระจายอำนาจไปกัดเซาะการเป็นรัฐที่อาศัยระบบอุปถัมภ์เป็นตัวกลางในการส่งผ่านอำนาจระหว่างประชาชนกับรัฐ ซึ่งรัฐไทยเริ่มต้นจากการสร้างรัฐด้วยการรวมศูนย์ และมีการอาศัยพึ่งพาเสริมสร้างเครือข่ายผู้มีอิทธิพลให้เข้มแข็ง แล้วก็สร้างการรวมศูนย์ตัวเองด้วยการอาศัยบารมีอิทธิพลของเจ้าพ่อ เพราะตัวเองไม่มีประสิทธิภาพพอ แต่กระจายอำนาจเอาอำนาจไปให้ผู้นำชุมชนท้องถิ่น ทำให้อำนาจที่เป็นทางการมาแทนที่อำนาจที่ไม่เป็นทางการ จากเจ้าพ่อเพียงไม่กี่คนกระจายมาสู่เจ้าพ่อตัวเล็กๆ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าระบบอุปถัมภ์แบบเดิมอ่อนแอลงไป

ประการที่สาม การกระจายอำนาจไปกัดเซาะความเข้าใจว่าเรามี sphere อำนาจอันเดียวกัน ในนามของชาติศาสนา เมื่อประชาชนทุกคนสามารถเลือกผู้ปกครอง สามารถเปลี่ยนผู้ปกครอง และสามารถที่จะบอกได้ว่าใครสร้างถนนหน้าบ้านตัวเอง มันทำให้เกิดคำถามสำคัญคือ ใครเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้อย่างแท้จริง นั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้การกระจายอำนาจถูกท้าทายและกดทับ โดยความพยายามจะดึงอำนาจรวมศูนย์กลับ

ต่อคำถามที่ว่าหากเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยจะทำอย่างไร คิดว่าคำตอบอยู่ที่กระบวนการกระจายอำนาจ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ระบอบที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด แต่จะส่งผลเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของรัฐในระยะยาว โดยเห็นว่านักการเมืองในระบอบการเลือกตั้งจำเป็นต้องสร้างพันธมิตรกับนักการเมืองท้องถิ่น แต่ไม่เป็นการสร้างพันธมิตรเพื่อผลประโยชน์ในการได้รับการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องจริงใจมุ่งมั่นให้การกระจายอำนาจสัมฤทธิผลที่สุด ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของรัฐที่เป็นประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน




เสียงของเยาวชนกับการต่อรองอำนาจระบบการศึกษาไทย

เรวดี งามลุน, นันณิชา ศรีวุฒิ และสลิล อาวุธ นักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ ม.เชียงใหม่ กล่าวร่วมกันถึงปัญหาที่นักศึกษาปัจจุบันเจอ คือระบบการจัดการต่างๆ เป็นแบบบนลงล่าง ส่งตรงมาทางเดียว เป็นการจัดการแบบเสร็จสรรพ โดยกว่านักศึกษากว่าจะรู้ว่างบหรือโครงการต่างๆ จะมาถึงโดยผ่านอะไรมาบ้าง โดยไม่มีพื้นที่ในการเสนอความคิดเห็น

ในเรื่องสวัสดิการต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยจัดการไว้ ก็ไม่ได้มีการพูดคุยกันมาก่อน บริการต่างๆ ไม่ตรงจุดตรงประเด็น บางครั้งสวัสดิการเราได้รับก็จริง แต่เรากลายเป็นฝ่ายต้องแก้ไขสวัสดิการต่างๆ เหล่านั้นเองด้วยซ้ำ เช่น ตอนอยู่หอใน ก็เผชิญกับการไฟดับ น้ำไม่มา เอารถมาจอดก็ไม่มีที่จอดหรือมีปัญหารถหาย โดยไม่มีบุคลากรเข้ามาดูแลตรงนี้ นักศึกษาก็ทำได้แค่รอ หรือสวัสดิการต่างๆ เองก็มีการแบ่งสำหรับอภิสิทธิ์ชน เช่น ในพื้นที่ห้องสมุดเองกลับมีธุรกิจร้านกาแฟ ที่มีการกั้นพื้นที่ของห้องสมุด คนที่จะเข้าถึงที่นั่งหรือประโยชน์นั้นได้ก็ต้องซื้อกาแฟราคาแพง

ทั้งสามเห็นว่ามหาวิทยาลัยควรจะเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะการทำให้การเมืองหรือเรื่องในมหาวิทยาลัยออกมาให้คนนอกรับรู้บ้าง ไม่ใช่อยู่เพียงในมือของหน่วยงานที่กุมผลประโยชน์หรือบังคับทิศทางของมหาลัย นักศึกษาควรมีสิทธิในการเฝ้าดูหรือสังเกตการณ์การทำงานของมหาลัย และการทำให้มหาลัยเป็นจุดนัดพบกันของทั้งนักศึกษา อาจารย์ ชุมชนชาวบ้าน ให้มีส่วนรวม ทั้งในแง่ของพื้นที่ทางความคิด และพื้นที่ทางกายภาพ การเปิดพื้นที่ทางความคิดจะนำไปสู่เสรีภาพในความรู้ ซึ่งแหล่งการเรียนรู้สามารถอยู่รอบตัว สามารถดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนต่อการเรียนรู้ในมหาลัย การเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะจะทำให้มหาลัยเชื่อมโยงกับชุมชนโดยรอบมากขึ้น ทำให้คนภายในมหาลัยเห็นคนอื่นๆ เท่าเทียมกับเรา




ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล: สังคมแห่งความฝัน

ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ กล่าวว่าอาชีพสื่อมวลชนเกี่ยวข้องอย่างยิ่งในการกำหนดความคิดของคนในสังคม โดยเฉพาะละครหลังข่าวต่างๆ วนเวียนอยู่กับการแย่งผัวเมีย ความดีชนะความชั่ว โลกที่แยกชัดเจนระหว่างขาวกับดำ คนดีก็ดีโดยกำเนิด ชั่วก็ชั่วโดยกำเนิด แล้วระบบสื่อสารมวลชนของไทยอยู่ภายใต้กฎของคณะรัฐประหารมาโดยตลอด

คนที่ทำงานสื่อรู้ดีว่าตนทำอะไรอยู่ ตนได้พูดคุยกับผู้บริหารช่องสถานีหลายช่อง ทุกคนอยากนำเสนอสิ่งใหม่ๆ เข้าสู่วงการ แต่อำนาจของสื่อมวลชนที่ถูกกำหนดมาแสนนาน มันกำหนดความคิดของการชมละคร คนพยายามเปลี่ยนแปลงเนื้อหาละครหลังข่าวก็เป็นเหตุให้เรตติ้งไม่ดี โฆษณาไม่เข้า แต่การเข้ามาของทีวีดิจิตัล ก็นำไปสู่ความพยายามจะนำเสนอสิ่งใหม่ๆ นำสังคมให้เปลี่ยนแปลง สิ่งที่น่าเศร้าคือหลังรัฐประหาร มีความพยายามนำกสทช.เข้าไปอยู่ในการควบคุมของรัฐบาลเผด็จการอีกครั้ง เหมือนกับย้อนหลังกลับไป

ในฐานะคนทำงานเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ เราพบว่าผู้คนในสังคมปัจจุบันอยู่กับความกลัว เราถูกหล่อหลอมให้กลัว กลัวสอบไม่ติด กลัวไม่มีงานทำ กลัวบางอย่างที่จะเกิดขึ้นกับเรา แปลว่าสังคมเรามันไม่มีความแน่นอน ไม่มีความมั่นคง เพราะมันไม่มีความหวังและความฝัน คนถูกขุดความฝันไปตั้งแต่แรกด้วยระบบ censorship แล้วไม่ใช่เซ็นเซอร์แค่ในสื่อ แต่ในความคิดของเราเอง พอมีความคิดอะไรนอกกรอบปรากฏขึ้นมา เราจะถูกอะไรบางอย่างกดดันให้เราไม่คิดไม่ฝันต่อ พอไม่มีความหวังและความฝัน เราเลยดำรงชีวิตโดยความกลัว และดำเนินชีวิตแบบเห็นแก่ตัว มันไม่มีพลังในจิตวิญญาณที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพี่อความฝันของตัวเอง อำนาจนิยมที่อยู่ในสื่อมวลชนมันกำหนดสังคมมาโดยตลอด

ชูเกียรติกล่าวถึงประเด็นว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง คือ อันดับแรก พยายามทำทุกวิถีทางที่จะบอกว่าเรามีสิทธิเสรีภาพที่จะคิดและแสดงออก ที่จะพูดและถกเถียงกันอย่างเป็นคนเท่าๆ กัน ต้องทำให้แนวคิดนี้ต้องเข้าไปอยู่ในสื่อสารมวลชน และสื่อก็ต้องเป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐบาล เมื่อสร้างความฝันได้แล้ว รัฐบาลก็ควรจะสร้างโอกาส ที่จะเข้าถึงการศึกษา เข้าถึงเศรษฐกิจให้เท่าเทียมมากขึ้น




วรวิทย์ เจริญเลิศ: ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนโยบายรัฐสวัสดิการ


วรวิทย์ เจริญเลิศ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวว่าเหตุผลในเรื่องการสนับสนุนรัฐสวัสดิการ ประเด็นแรกคือบริบทโลกมันก็เปลี่ยนไป ทั้งโลกาภิวัตน์สูงและเป็นทุนนิยมการเงิน วิกฤติของทุนนิยมวงรอบมันก็สั้นลง เกิดถี่ขึ้น สองคือปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่อาศัยแรงงานราคาถูก ทำให้ขยับขึ้นไปแข่งขันในตลาดแรงงานคุณภาพที่ดีกว่าไม่ได้ สามคือวิกฤติทางการเมือง รัฐประหารครั้งนี้ดึงสังคมไทยให้ถอยกลับไปสู่หลุมดำ ความอับจนของอำนาจและปัญญา

วิกฤติเหล่านี้ ชนชั้นล่างและแรงงานกลายเป็นผู้รับภาระนี้ จำนวนมากถูกเลิกจ้าง เกิดสภาวะการตกงานถาวร ในสังคมที่มีการแข่งขันสูง แล้วคนก็มีความเสี่ยงสูงขึ้น ทั้งปัญหาสุขภาพ การต้องทำงานอย่างหนัก การถูกจ้างงานแบบชั่วคราว หรือในกลุ่มเกษตรกรเองก็ต้องมาขายแรงงานนอกฤดูเพาะปลูก หรือทำงานรับจ้างต่างๆ ไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดความจำเป็นต้องทำให้คนเหล่านี้มีพื้นที่ยืนในความเสี่ยงเหล่านี้ ระบบสวัสดิการสังคมแบบเบ็ดเสร็จน่าจะเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้

ไทยจำเป็นต้องมีนโยบายรัฐสวัสดิการ รัฐในมิติทางสังคม ไม่ใช่รัฐในมิติของการแข่งขันอย่างเดียว เรามีประกันสังคมครอบคลุมแรงงาน 13 ล้าน ให้สิทธิประโยชน์ 7 อย่าง แต่คนที่เหลืออีกประมาณ 25 ล้านคน เราบอกว่ามีระบบประกันสุขภาพ 30 บาทอยู่ แต่ก็เฉพาะสิทธิในการรักษาพยาบาล ไม่มีอย่างอื่น จะทำอย่างไรให้คนมีสิทธิขั้นต่ำทั้งประกันสังคมและประกันสุขภาพ น่าจะมีการบูรณาการกัน ยังต้องพัฒนาการศึกษาฟรี ที่พักอาศัยฟรี เงินน่าจะมาจากการเก็บภาษี ทั้งภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน อีกทั้ง รัฐสวัสดิการคงไม่เกิดขึ้นจากการปฏิรูป จำเป็นต้องต่อสู้ในเรื่องประชาธิปไตยและเสรีภาพการแสดงออกด้วย เราถึงจะปฏิรูปในเรื่องนี้ได้




จีรนุช เปรมชัยพร: คอร์สติวเข้มสื่อเรื่องเสรีภาพประชาชน

จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการสำนักข่าวประชาไท กล่าวว่าเดิมคิดจะกล่าวในเรื่องการติวสื่อเรื่องเสรีภาพ ซึ่งมาจากความอึดอัดคับข้องใจในฐานะสื่อ ในรอบหลายปีมันมีความรู้สึกกระดากเขินอายที่จะบอกว่าเราเป็นสื่อมวลชน ในทั่วโลก สื่อมวลชนเป็นกลุ่มคนแรกที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้และปกป้องเรื่องเสรีภาพ แม้เสรีภาพสื่อไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกับเสรีภาพประชาชน แต่มันก็ต้องสอดคล้องและสนับสนุนกัน ไม่ใช่ในลักษณะการบอกว่าสถานะเสรีภาพสื่อเหนือกว่าเสรีภาพประชาชน

ความขัดแย้งในสังคมไทยหลายปีที่ผ่านมา กลายเป็นการส่งเสริมและประนีประนอมให้การลิดรอนเสรีภาพของประชาชน การยอมจำนนด้วยการเลือกจะเซ็นเซอร์ตัวเองกลายเป็นเรื่องปกติวิสัย แต่สื่อไทยสมัยก่อนก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ สื่อไทยเคยเชิดหน้าชูตาในแถวหน้าของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เราเคยเห็นความพยายามของพี่น้องสื่อในยุคพฤษภา 35 ที่พยายามรวมตัวกันในการส่งข่าวเล็ดรอดออกมาจากการปิดกั้น แต่ดูเหมือนบทบาทนั้นก็เหมือนจะน้อยลงไปมาก เกียรติภูมิของคนสื่อมันหายไป ความรักหลงใหลในเสรีภาพมันหายไป

สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความคิดอุตริจะพูดในเรื่องสอนสื่อเรื่องเสรีภาพ แต่พอมาคิดก็พบว่าเราสามารถสอนใครเรื่องเสรีภาพได้จริงๆ ไหม เสรีภาพเป็นเรื่องที่สอนกันได้หรือเปล่า แล้วจะสอนกันอย่างไร เสรีภาพเป็นเรื่องที่สอนกันไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่สร้างให้เกิดและเติบโตงอกงามได้ แต่เป็นสภาวะแห่งความเป็นอิสระ สามารถตัดสินใจเองได้ว่าจะทำไม่ทำ ชอบไม่ชอบ รักไม่รัก โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจบังคับหรือความหวาดกลัว สภาวะแห่งเสรีภาพเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าสังคมขาดความสามารถในการเคารพในศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกันของมนุษย์

เสรีภาพเกิดขึ้นได้โดยการส่งเสริมให้คนเรียนรู้และรักในเสรีภาพ การส่งเสริมการเรียนรู้ความหลากหลายของทางเลือก เห็นถึงความอยุติธรรมและความเอารัดเอาเปรียบของโครงสร้างสังคมสูงต่ำ การเปิดประตูแห่งอิสรภาพในการสื่อสารของทั้งสื่อมวลชนและประชาชนคือวิถีทาง ซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในรัฐบาลเผด็จการทหาร




ภัควดี วีระภาสพงษ์: การปฏิรูปกองทัพ


ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลอิสระ มีการนำเสนอในลักษณะการแสดงถึงการไม่สามารถพูดในหัวข้อปฏิรูปกองทัพได้ แต่ได้มีการเปิดให้ดาวน์โหลดข้อเขียนในเรื่องนี้แทน




นิธิ เอียวศรีวงศ์: ความพังทลายของการจัดการเวลา

นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้กล่าวปิดงานว่าตนพยายามนึกว่าสิ่งที่ทหารกลัวและทำให้จัดงานนี้ที่หอศิลป์ไม่ได้นั้น เขากลัวอะไรกันแน่ ตนคิดว่าเขากลัวว่าจะไม่สามารถจัดการเวลาได้ โดยในประเทศไทยตั้งแต่ปฏิรูปประเทศรัชกาลที่ 5 มาจนถึงปัจจุบัน ชนชั้นนำของไทยพยายามในการจัดการเวลาของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง วิธีในการจัดการเวลาคือจัดการอดีต ให้อดีตเป็นเรื่องเล่าที่เขาเป็นฝ่ายเล่า แล้วบังคับให้ทุกคนจดจำอดีตตามเรื่องเล่าของเขาสืบมา เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีนักประวัติศาสตร์ ครูสอนประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ตนคนเดียว ที่เริ่มมาตั้งคำถามกับเรื่องเล่าเหล่านั้น ว่ามันเป็นอดีตที่ไม่จริง อดีตที่คับแคบเกินไป ทำให้ทุกคนสูญเสียอดีตที่แท้จริงของตนเอง

เมื่อไรก็ตามที่คุณทำให้ทุกคนมีความทรงจำเกี่ยวกับอดีตอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เขาจะไม่มีทางเลือกสำหรับปัจจุบันและอนาคตเลย ฉะนั้นเมื่อไรที่มีคนมาตั้งคำถามว่าอดีตที่เขาเล่ามันไม่จริงหรือคับแคบเกินไป มันคือการท้าทายการจัดเวลา ไม่ใช่อดีตอย่างเดียว แต่การจัดเวลาในปัจจุบันและอนาคตด้วย สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นและรุนแรงขึ้น คงจำคำพิพากษาของศาลในกรณีที่มีดีเจกล่าวว่าปัจจุบันเราไม่ได้มีทาสเหมือนรัชกาลที่ 4 ศาลลงโทษว่าบุคคลผู้นี้หมิ่นประมาทรัชกาลที่ 4 นี่เป็นครั้งแรกที่ ม.112 ถูกตีความถึงพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้ปกครองแผ่นดินอยู่ในเวลานี้ มันแปลว่าการท้าทายเรื่องเล่าในอดีต มันรุนแรงจนคุณต้องขยายให้ม.112 ไปครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ นี่เป็นคำพิพากษาที่แสดงความตกใจที่คนอื่นๆ แทรกเข้ามาจัดการเวลาด้วย แล้วจากคำพิพากษาก็กลายเป็นการยึดอำนาจบ้านเมือง

รัฐประหารครั้งนี้เป็นความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะจัดเวลาอดีต เวลาปัจจุบันก็ใช้กำลังอำนาจยึดอำนาจรัฐ จัดการปัจจุบัน เช่น ไม่ยอมให้จัดเสวนา จัดพูดต่างๆ ซึ่งเท่ากับว่าพยายามจัดการอนาคตไปด้วย แต่บัดนี้กลวิธีที่เคยใช้ได้ผลมาร้อยกว่าปีคือการยึดกุมอดีตมันใช้ไม่ได้แล้ว จึงต้องใช้อำนาจตรงๆ เลยในการเข้ามายึดกุมปัจจุบันและอนาคตด้วย ตนจึงคิดว่าไม่มีครั้งไหนที่บ้านเมืองจะมืดมิดถึงขนาดนี้ แต่เชื่อว่ามันจะไม่มืดสนิทและมีแสงสว่างขึ้นมา

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

ภัควดี วีระภาสพงษ์: การปฏิรูปกองทัพ

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 28, 2558

เสร็จแล้วเรื่องถอนพาสปอร์ตไทยสองใบของทักษิณชักไม่เนียน





เสร็จแล้วเรื่องถอนพาสปอร์ตไทยสองใบของทักษิณชักไม่เนียน

เริ่มแต่เมื่อ บีบีซีไทย - BBC Thai เสนอรายงานข่าวตามประกาศกระทรวงต่างประเทศที่ว่า



“สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พิจารณาเห็นว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร มีเนื้อหาบางส่วนที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยหรือชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศไทย ประกอบกับกรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒, ๓๒๖ และ ๓๒๘ และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๓) (๕)”
(https://www.facebook.com/BBCThai/photos/a.1527194487501586.1073741828.1526071940947174/1659795774241456/?type=1&theater)

ต่อมา พล.ต. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษก (หน้ามน) ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธข้อครหากรณี ‘จ้องกัดแม้ว’ ว่า

“เป็นเพราะทางตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชงเรื่องเข้ามา ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาไปตามความผิดที่มีอยู่จริง ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”

จึง ‘จำเป็นต้องทำตามกฎหมาย’ แม้นว่า “จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อมีรายงานก่อนหน้านี้แล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ถือพาสปอร์ตมอนเตรเนโกร”

ซึ่งความจริงก็เป็นตามนั้น

“เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณได้ถือหนังสือเดินทางของประเทศมอนเตเนโกร จากการประมูลซื้อเกาะสเวตติ นิโคลา (Sveti NiKola) ซึ่งมีมูลค่าสุงถึง ๒๘ ล้านยูโร หรือประมาณ ๑,๒๘๘ ล้านบาท

และยังถือหนังสือเดินทางของประเทศนิการากัว ในฐานะ ‘ทูตพิเศษนิการากัว’ (special ambassador) เนื่องจากได้มีการลงทุนด้านโทรคมนาคมในประเทศนิการากัว พร้อมวางโครงสร้างคมนาคมขั้นพื้นฐานให้ประเทศจนได้เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจพิเศษของประธานาธิบดี และมีฐานะเป็น ‘พลเมืองกิตติมศักดิ์’ พร้อมทั้งได้รับ ‘เอกสิทธิ์คุ้มกันทางการทูต’ ของสาธารณรัฐนิการากัวด้วย”

(http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1432737897)

เช่นนี้ ประโยชน์ที่ได้ เห็นจะเป็นการที่นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาขยายผลทันใด



“รัฐบาลชุดนี้ควรที่จะดำเนินการตั้งนานแล้ว คิดว่าคงไม่เกี่ยวกับเนื้อหาบางส่วนในคำให้สัมภาษณ์ตามที่เป็นข่าว แต่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ที่หนีคดี จึงเข้าข่ายองค์ประกอบที่ไม่สมควรถือพาสปอร์ตของไทยอีกต่อไป รวมทั้งเรื่องที่สมควรมีการถอดยศด้วย”

(http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1432728621)

ลูกพรรค ปชป. อีกคนรีบซ้ำ ‘ดั้มพลอย’ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. จัดแจงแจ้งสื่อว่า




“นอกจากการยกเลิกพาสปอร์ต พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะต้องดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเร็ว” ส่วนกรณีที่พูดถึงองคมนตรีนั้น “ตนไปร้องทุกข์ที่กองปราบปรามแล้ว ตำรวจก็ยังใส่เกียร์ว่างอยู่เช่นเคย คดีไม่คืบหน้าใดๆ”

อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อเส้นสาย ‘แนวหน้า’ คำรามอ้างเส้นใหญ่ใน คสช. “ตนก็จะไปร้องเรียนกับ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพกองทัพภาคที่ ๑ เพราะเห็นว่าท่านเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้เหนือสิ่งอื่นใด”

(http://www.thairath.co.th/content/501514)

อีกด้านหนึ่งนั้น มีเสียงมาจากคนเสื้อแดงที่ไม่ใช่เนื้อนาพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่หัวหมู่หัวจ่า นปช. แต่หลายต่อหลายคนโดนคดี ๑๑๒ และก่อการร้าย บ้างติดคุก บ้างถูกจำกัดสิทธิในมโนธรรมทางการเมืองของตน บ้างต้องระเห็ดระเหินอยู่ต่างประเทศเพราะไม่ยินยอม ‘โดน’ ปรับทัศนคติ

เสียงที่เปรยว่า เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณต้องมาโดนข้อหา ๑๑๒ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง มันก็ ‘สายเสียแล้ว’ หมดทางแก้ ซ้ำไม่สามารถผ่อนคลายให้เขาปล่อยคดีไปเอือยๆ ด้วยวิธีจ้วงจาบชินวัตร ‘อัปรีย์’ แบบ ส.ศิวรักษ์ได้

ยังดีที่ผลงานและวิสัยทัศน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ลอยตัวพ้นปลักแห่งวงจรอุบาทว์อำนาจเหนือครรลองอยู่ได้ เพราะการขาดทักษะโลกาภิวัฒน์และจิตสำนึกสากลของกลุ่มนิยมรัฐประหาร กับความสับปรับในหมู่ผู้ปฏิบัติการอย่างเช่นทีมงานโฆษกที่มักแถลงบิดเบือนข้อเท็จจริงอยู่เสมอ

ดังที่ กานดา นาคน้อย นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยในสหรัฐท่านหนึ่งกล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ของทักษิณในกรุงโซลไว้น่าคิดว่า

“ฉันไม่เคยชอบทักกี้ (แต่ก็ไม่เคยเกลียด) แต่อดสะใจไม่ได้ที่ทักกี้ได้รับเชิญไปพูดที่เกาหลีใต้ เป็นการตบหน้าคนขี้แพ้ที่บางกอกเมืองเทวดาสุดๆ

ฉันขอให้แม่สามีแปลบทสัมภาษณ์ภาษาเกาหลีให้ฟัง ก็ไม่เห็นว่ามีความชั่วร้ายอะไร ที่ฉันไม่เห็นด้วยก็ตรงที่ทักกี้ชมโครงการจำนำข้าวมากเกินไป แต่นอกนั้นก็พูดใช้ได้ แม่สามียังชมว่าใช้คำพูดสมกับที่เคยเป็นนายกฯ สมควรแล้วที่ได้รับเชิญไปพูดในเวทีนานาชาติ

แถมแม่สามีมีความเห็นว่าน้องสาวทักกี้ยังสาวและสวยได้เป็นนายกฯหญิงคนแรกก็ต้องโดนรุมอิจฉาอย่างรุนแรง ขนาดประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้เป็นหญิงวัยกลางคนไม่ค่อยสวย ยังโดนนายอิจฉานางอิจฉาที่แพ้เลือกตั้งรุมด่าเรื่องงี่เง่าไม่เลิก อิจฉากันจนเก็บกิริยาไม่อยู่ ฉันก็ยอมรับว่าใช่ อิจฉาริษยาน้องสาวทักกี้กันท่วมท้นล้นจอ”




ถึงกระนั้นความหมางใจในหมู่เสื้อแดงฝ่ายประชาธิปไตยบางส่วนที่เห็นว่า “เพราะ พ.ท.ต.ทักษิณ เล่นการเมืองแบบต่อรองผลประโยชน์ไม่ได้ยึดหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง นี่คือสิ่งที่ขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยผิดหวังกับทักษิณ เพื่อไทย และ นปช.” ก็จะมีส่วนทำให้น้ำหนักในการต่อรองกับอำมาตย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณด้อยไปกว่าก่อนมากนัก

(https://youtu.be/intvPc46HuA)

คำพูดของทักษิณที่เกาหลีใต้ว่า ‘ต้องการให้เสื้อแดงอยู่กันอย่างสงบ รอเวลาจนกว่าเสียงพวกเขาจะมีพลังอำนาจ’ นั้นอาจจะไม่ง่ายดังใจหมายเสียแล้วก็ได้ เพราะข้อหาที่ พ.ต.ท.ทักษิณโดนด้วยตนเองคงทำให้ต้องสยบราบคาบต่ออำนาจ ‘องคมนตรี-ทหาร’ ยิ่งขึ้นไปอีก

เว้นแต่ พ.ต.ท.ทักษิณจะ ‘เลือก’ ไม่ยอมรับอาณัติอื่นใดที่ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ประชาชนเสียที


อนาคตของร่างรัฐธรรมนูญไทย :ชำนาญ จันทร์เรือง



อนาคตของร่างรัฐธรรมนูญไทย

ชำนาญ จันทร์เรือง

ในช่วง ณ ปัจจุบันสมัยพฤษภาคม ๒๕๕๘ ไม่มีการสนทนาในแวดวงวิชาการและสภากาแฟประเด็นใดจะมีความสนุกสนานและตื่นเต้น ใคร่รู้ ใคร่เห็นเท่ากับประเด็นอนาคตของร่างรัฐธรรมนูญฉบับมหาปราชญ์ฉบับนี้ว่าจะจบลงอย่างไร บ้างก็ว่าอย่างไรเสียก็คงเข็นกันออกมาจนได้แหล่ะน่า แม้ว่าจะต้องมีการทำประชามติภายหลังการผ่านสภาปฏิรูปฯ ก็ตาม

บ้างก็ว่าอาจจะผ่านสภาปฏิรูปฯ แต่ไปตกม้าตายในตอนทำประชามติ ซึ่งก็มีผู้เชื่อในความเห็นนี้ไม่ใช่น้อย แต่ที่สุดโต่งและแทบจะเป็นไปไม่ได้แต่ก็ยังมีคนเชื่ออยู่ไม่น้อยเช่นกันก็คือ การที่สภาปฏิรูปฯ ต้องกลืนเลือดยอมตายตกไปกับคณะกรรมาธิการร่างฯ โดยการลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่อยากเห็นการพ่ายแพ้ในการลงประชามติซึ่งจะมีผลกระทบต่อ คสช.ไม่มากก็น้อย 

หรือร้ายที่สุดคือเพื่อไม่ให้มีการลงประชามติเกิดขึ้น เพราะไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ก่อนการทำประชามติย่อมต้องมีการรณรงค์กันอย่างขนานใหญ่โดยไม่สามารถปิดกั้นได้ เพราะถ้าปิดกั้นหรือยังขืนใช้ ม.๔๔ ระหว่างการรณรงค์ประชามติอยู่ย่อมจะถูกโจมตีและถูกต่อต้านการลงประชามติกันอย่างแน่นอน และเมื่อเปิดให้มีการรณรงค์ย่อมจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองและมีการกระทบไปถึง คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ฉะนั้น สปช.จึงต้องยอมสละชีพแก่ผู้ให้กำเนิดตนมาคือ คสช.นั่นเอง

ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้นล้วนแล้วเป็นไปได้ทั้งนั้น และไม่มีใครสามารถคาดเดาหรือฟันธงลงไปว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่ คสช.เองก็ตามก็ต้องวิเคราะห์กันอย่างหนักเพราะไม่ว่าจะเลือกไปทางใดล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อตนทั้งนั้น 

เพราะหากเลือกผิดนอกจากจะ เสียของแล้วยังอาจ ได้รับของที่ไม่พึงประสงค์เป็นผลตอบแทนอีกด้วย

ทิศทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด

เมื่อยกเอาความชอบหรือไม่ชอบส่วนตัวออกไป ยกเอาความที่อยากจะให้เป็นหรือไม่อยากให้เป็นออกไปแล้ว สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเกิดขึ้น คือ

๑) คณะกรรมาธิการร่างฯ พิจารณาปรับแก้ให้เป็นไปตามที่ร้องขอหรือถูกต่อต้านมากออกไป เช่น ลดจำนวนมาตราลงให้เหลือน้อยกว่า ๓๐๐ มาตรา และยอมในบางเรื่อง เช่น สว.เลือกตั้งจังหวัดละคนไม่ต้องมีกรรมการกลั่นกรองให้เหลือ ๑๐ คนตามร่างฯ เพราะปกติแล้วก็มีไม่กี่จังหวัดที่มีผู้สมัครเกินสิบคน, เลิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ สภาคุณธรรม 

แต่เหลือสมัชชาพลเมืองไว้เพราะไปโฆษณากับบรรดาผู้ที่ขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเองไว้เยอะ 

แต่ประเด็นที่หัวเด็ดตีนขาดก็ยอมไม่ได้ก็คือ ประเด็นที่ถูกบังคับตามมาตรา ๓๕ แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี ๕๗ และประเด็นที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การจำกัดสิทธิทางการเมืองของขั้วอำนาจเก่าไม่ให้ผุดให้เกิดได้ หรือประเด็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอก อย่างไรเสียประเด็นเหล่านี้ก็คงยังคงไว้แม้จะถูกต่อต้านอย่างหนักก็ตาม (ผมคนหนึ่งล่ะ)

๒) ขั้นตอนต่อไปต้องมาดูเนื้อหาสาระของการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี ๕๗ กรณีที่หากผลการลงประชามติไม่ผ่านว่าจะเป็นอย่างไร 

การจะตั้งกรรมาธิการร่างฯ และสภาปฏิรูปฯ ชุดใหม่นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้เพราะเสียเวลา เสียเงิน ที่สำคัญคือเสียหน้า คสช.เอง หากจะกลับไปนำเอารัฐธรรมนูญปี ๔๐ หรือ ๕๐ มาปัดฝุ่นทำใหม่ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะจะเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่คณะทหารไม่ว่าจะเป็น คมช.หรือ คสช.ทำไปนั้นผิดพลาด เพราะถ้าไม่ผิดพลาดแล้วไปฉีกรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับนั้นทำไม่ได้ 

สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ การตั้ง สสร.ใหม่ โดยอย่างน้อยส่วนใหญ่หรือทั้งหมดต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะนอกจากจะได้ผลบวกในแง่ของความชอบธรรมแล้ว คสช.ยังได้อยู่ต่ออีกระยะหนึ่ง

ฉะนั้น อนาคตของร่างรัฐธรรมนูญฉบับมหาปราชญ์นี้จะเป็นอย่างไรจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ คสช. และแรงผลักดันของประชาชนเป็นสำคัญ 

หลายคนอาจคิดว่าแรงผลักดันของประชาชนภายใต้กระบอกปืนแบบนี้จะมีผลล่ะหรือ ผมขอเรียนว่ามีผลอย่างแน่นอน อย่าลืมว่าอย่างน้อยประชาชนก็ทำสำเร็จคือการผลักดันให้มีการหยิบยกประเด็นการลงประชามติมาพิจารณา ทั้งๆที่ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราวปี ๕๗ แต่อย่างใด

กล่าวโดยสรุปถึงอนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับมหาปราชญ์นี้มีโอกาสแท้งก่อนคลอดถึงเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ 

ด้วยเหตุผลที่ว่าหาก คสช.ไม่อยากถูกกระทบกระทั่งจากการลงประชามติ ก็บีบให้สภาปฏิรูปฯ กระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แล้วตั้ง สสร.ใหม่โดยไม่มีการตั้งสภาปฏิรูปฯ หรือกรรมาธิการร่างฯขึ้นมาอีก (โดยแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี ๕๗ เพิ่มประเด็นนี้เข้าไปนอกเหนือจากประเด็นของการทำประชามติ)

หากสภาปฏิรูปฯยังดื้อแพ่งผ่านร่างรัฐธรรมนูญออกมา คสช.ก็ต้องไประดมสรรพกำลังขนาดหนักพร้อมกับใช้ยุทธวิธีทั้งใต้ดินบนดินเพื่อที่จะเอาชนะการลงประชามติให้ได้ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือความวุ่นวายอย่างหนักและก็จะเอาไม่อยู่ 

แต่ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติโดยการตั้ง สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งหากประชามติไม่ผ่าน ก็จะ win win ด้วยกันเกือบทุกฝ่าย

ผมคิดว่าถ้า คสช.และคณะที่ปรึกษามีกึ๋นพอก็คงรู้ว่าควรจะกำหนดอนาคตของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร ใครก็ได้ช่วยบอก คสช.ให้ผมทีเถอะครับ
-------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘

ตอนนี้ฐานความผิด ของทักษิณมีทั้ง ม. 112 และ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ด้วย





สายไปเสียแล้ว
..................

ถ้าจำกันได้ ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระแสเรื่องการแก้ไข 112 ขึ้นสูง โดยเฉพาะเมื่อมีการจำคุก “อากง” ตอนนั้นมีการเสนอแก้ไข ม. 112 โดย คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) มีการล่ารายชื่อเพื่อแก้ไข ม. 112 ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์

แต่การเคลื่อนไหวครั้งนั้น ดำเนินไปอย่างตามมีตามเกิด แถม นักการเมืองเพื่อไทยนั่นแหละมาเตะตัดขา
ดู
โฆษกประธานสภาฯ ชี้แก้ ม. 112 ขัดรัฐธรรมนูญ วอนหยุดแสดงความเห็นหวั่นประชาชนเข้าใจผิด
http://www.prachatai.com/journal/2012/11/43489

จนสุดท้าย รายชื่อก็ถึงมือ ประธานรัฐสภาด้วยจำนวน 26,968 รายชื่อเท่านั้น
ดู
"ชาญวิทย์" นำทีม ครก.112 เดินขบวนจากหมุดคณะราษฎรมาหน้ารัฐสภา ยื่น 26,968 รายชื่อต่อรัฐสภา เสนอแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอ 7 ประเด็นของคณะนิติราษฎร์
http://ilaw.or.th/node/1566




แต่ในที่สุด การรวบรวมรายชื่อกว่า 5 เดือนก็สูญเปล่าทางนิตินัย เพราะ ทั้งนี้ หลังจากเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 55 ครก.112 นำรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ... (ฉบับที่...) (ร่างแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอคณะนิติราษฎร์)
ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 55 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา จากพรรคเพื่อไทย ก็มีคำสั่งไม่รับร่างกฎหมายฉบับนี้ไว้พิจารณา เพราะเห็นว่าไม่ใช่กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ประชาชนจึงไม่มีสิทธิเสนอ

แม้ ครก.112 จะแถลงข่าวโต้ประธานรัฐสภา กรณีรัฐสภาปัดตก ร่างพรบ.ฉบับแก้ไข ม.112 แต่ก็ไม่มีผล
ดู
ครก.112 แถลงโต้ประธานสภาฯ ออกคำสั่งไม่ชอบ ชี้ แก้112 เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน
https://www.facebook.com/sangsumnuek/posts/418750874823830

ในขณะนั้นผมได้เสนอว่ามีทางเดียวที่จะทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ใส่ใจ กระตือรือล้นคือ ให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร โดนคดี 112 ด้วย ที่พูดตอนนั้นไม่ได้พูดประชด แต่พูดโดยข้อเท็จจริงคือนักการเมืองเพื่อไทยจะไม่ขยับในเรื่องนี้ ตราบใดที่ ไม่กระทบ ต่อพ.ต.ท. ทักษิณ และตัวเอง

แต่ก็นั่นแหละ ทุกอย่างเป็นอดีตไปแล้ว

จนกระทั่งคลิปล่าสุดของทักษิณที่เปิดโปงรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่เกาหลีใต้
เนื้อความเต็ม คลิปทักษิณสื่อเกาหลีใต้
http://thaienews.blogspot.com/2015/05/blog-post_452.html

นอกจากการตอบโต้จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
'ประยุทธ์'โต้'ทักษิณ'รัฐประหารคิดเองวันเดียว ยันไม่มีใครสั่ง
- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/648344…

สุเทพ เทือกสุบรรณ
พระสุเทพ โต้ ทักษิณ ไม่เคยร่วมมือ องคมนตรี-ทหาร ก่อรัฐประหาร 22พ.ค.
https://www.youtube.com/watch?v=CiNuPk-lRPo




ล่าสุดมีการกระทรวงการต่างประเทศได้ประกาศยกเลิกหนังสือเดินทาง เลขที่ U957441 และเลขที่ Z530117 ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘" โดยให้เหตุผลว่าสิ่งที่ทักษิณพูดนั้นเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112

"ด้วยฝ่ายความมั่นคงได้เสนอให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องภายในอำนาจหน้าที่ เกี่ยวกับเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พิจารณาเห็นว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร มีเนื้อหาบางส่วนที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยหรือชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศไทย ประกอบกับกรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒, ๓๒๖ และ ๓๒๘ และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๓) (๕)

กระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เข้าข่ายที่จะยกเลิกหนังสือเดินทางตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๒๑ (๔) และข้อ ๒๓ (๒) จึงได้ประกาศยกเลิกหนังสือเดินทาง เลขที่ U957441 และเลขที่ Z530117 ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘"
ดู
https://www.facebook.com/BBCThai/photos/a.1527194487501586.1073741828.1526071940947174/1659795774241456/?type=1&theater
………………
ตอนนี้ฐานความผิด ของทักษิณมีทั้ง ม. 112 และ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ด้วย

ขอแสดงความยินดีที่เข้าสู่กระบวนการเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ



Thanapol Eawsakul


ooo

ยกเลิกหนังสือเดินทางทักษิณ ชินวัตร - บัวแก้วระบุให้สัมภาษณ์หมิ่นเกียรติภูมิชาติ





Wed, 2015-05-27 15:10

ที่มา ประชาไท

กรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ - กระทรวงการต่างประเทศ ประกาศยกเลิกหนังสือเดินทาง 'ทักษิณ ชินวัตร' เนื่องจากคำให้สัมภาษณ์มีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัย ชื่อเสียง เกียรติภูมิของประเทศไทย และกรณีดังกล่าวถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ม.326 ม.327 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์


27 พ.ค. 2558 - เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ประกาศเมื่อเวลา 14.39 น. หัวข้อ "การยกเลิกหนังสือเดินทางของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร" โดยระบุว่า "ด้วยฝ่ายความมั่นคงได้เสนอให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องภายในอำนาจหน้าที่ เกี่ยวกับเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พิจารณาเห็นว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร มีเนื้อหาบางส่วนที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยหรือชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศไทย ประกอบกับกรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒, ๓๒๖ และ ๓๒๘ และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๓) (๕)"

"​กระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เข้าข่ายที่จะยกเลิกหนังสือเดินทางตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๒๑ (๔) และข้อ ๒๓ (๒) จึงได้ประกาศยกเลิกหนังสือเดินทาง เลขที่ U957441 และเลขที่ Z530117 ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘"


ooo





By Anusak KONGLANG
AFP

Thai police are investigating whether fugitive former premier Thaksin Shinawatra committed royal defamation in a recent interview, authorities said Wednesday as they announced his passports had been revoked.

The billionaire telecoms tycoon-turned-prime minister, who was toppled by a coup in 2006, sits at the heart of Thailand's bitter political divide and lives in self-imposed exile to avoid jail on a corruption charge.

On Wednesday, the foreign ministry said it was asked to take action against Thaksin after police deemed that "part of his interview endangered national security".

Last week Thaksin made rare comments to overseas media as the Thai military marked a year in power, although it was not immediately clear which interview he faces censure for.

"That case (interview) is also under investigation for criminal prosecution on 112," the ministry said in a statement, referring to Thailand's controversial royal defamation law, which is one of the world's harshest.

Under Section 112, anyone convicted of insulting the king, queen, heir or regent faces up to 15 years in prison on each count.

Confirming the police probe, Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwan told AFP that Thaksin's "remarks were detrimental to the state and the monarchy".

Thai and foreign media routinely self-censor to avoid breaching the draconian lese majeste legislation, under which repetition of the alleged offence could itself break the law.


In a video of an interview to Korean television in Seoul that went viral on Thai social media, the former premier made reference to those he thought were behind last year's coup.

AFP were not immediately able to access a copy of the original broadcast.

- Remove Thaksin's system -

Last May Thailand's generals ousted the government of Thaksin's younger sister Yingluck in a coup shortly after she was removed as premier by a controversial court ruling following months of often violent protests against her administration.

The junta said it was prodded into its putsch to restore order and protect the monarchy, headed by the revered but frail 87-year-old King Bhumibol Adulyadej.

Convictions under lese majeste have surged since last May's coup.

Opponents of the law say it has increasingly been used to stifle political opposition -- Thaksin has previously been accused of defaming the monarchy, including by the government in 2009.

Parties led by or aligned to the Shinawatras have won every election since 2001, and they are loved in the nation's rural north for their populist policies.

But the clan's enemies, including large swathes of the military, judiciary and royalist elite in Bangkok and the southern portion of the country accuse them of cronyism, corruption and financially ruinous politics.

Thailand-based political analyst David Streckfuss said any potential lese majeste charge against Thaksin would tally with a wider campaign to cut his family out of Thailand's political future.

"The whole coup and everything surrounding it was to keep the Thaksin system" at bay, he said. "That effort has had a massive impact on the basic rights of people. It's crippled democracy."

In a CNN interview broadcast last week as Thailand marked a year since the military takeover, Thaksin said he would wait for the right moment to re-enter Thai politics.

The foreign ministry also said Wednesday that two passports belonging to Thaksin had been cancelled with effect from May 26.

Since going into self-imposed exile the former premier has travelled frequently from his base in Dubai. He is believed to hold passports from other countries.