วันอาทิตย์, มีนาคม 15, 2569

🇺🇸 🇮🇷 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชวนชาติอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบเรื่องน้ำมันจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งเรือเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ








จาก Occupy Democrats โพสต์ใน X

ด่วน! น่าสมเพช! ทรัมป์ขอความช่วยเหลือจากทั่วโลกเพื่อช่วยเขาออกจากวังวนปัญหาอิหร่าน ไม่ถึงสัปดาห์หลังจากที่ประกาศว่าเขาไม่ต้องการความช่วยเหลือเพราะเขา "ชนะแล้ว!"

เพื่อตอบโต้สงครามที่ผิดกฎหมายและไร้เหตุผลของทรัมป์ต่ออิหร่าน อิหร่านจึงปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมเหตุสมผล เหมือนที่พวกเขาเคยกล่าวไว้ว่าจะทำหากถูกโจมตี ซึ่งทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และสร้างหายนะที่คาดการณ์ได้สำหรับทรัมป์

ตอนนี้ทรัมป์จึงถูกบังคับให้ขอร้องประชาคมระหว่างประเทศให้ส่งเรือมาช่วยเปิดช่องแคบ เพื่อให้สามารถนำเข้าน้ำมันสำหรับแฟนๆ ของเขาที่ขับรถกระบะ F-150 ที่ดัดแปลงเกินความจำเป็น

“หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการที่อิหร่านพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งเรือรบไปร่วมกับสหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาความปลอดภัยและเปิดใช้งานช่องแคบ เราได้ทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านไปแล้ว 100% แต่พวกเขายังสามารถส่งโดรนหนึ่งหรือสองลำ ทิ้งทุ่นระเบิด หรือยิงขีปนาวุธระยะใกล้ไปยังที่ใดที่หนึ่งตามแนวหรือในน่านน้ำนี้ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้อย่างยับเยินเพียงใดก็ตาม”

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และชาติอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดที่ถูกสร้างขึ้นนี้ จะส่งเรือรบเข้ามาในพื้นที่ เพื่อให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ตกเป็นภัยคุกคามจากชาติที่ถูกตัดหัวจนไร้สภาพอีกต่อไป ในระหว่างนี้ สหรัฐอเมริกาจะระดมทิ้งระเบิดถล่มแนวชายฝั่งอย่างหนักหน่วง และจะยิงเรือเล็กเรือใหญ่ของอิหร่านให้จมลงสู่ก้นทะเลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ในไม่ช้าเราจะทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมา ‘เปิดทำการ ปลอดภัย และเป็นอิสระ’ อีกครั้ง! ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์!”

การที่ทรัมป์ต้องออกมากล่าวถ้อยคำเช่นนี้ ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าสถานการณ์สงครามครั้งนี้กำลังดำเนินไปอย่างเลวร้ายเพียงใดสำหรับตัวเขา เพราะเมื่อหกวันก่อนหน้านี้เองที่เขาเพิ่งประกาศว่า “เราไม่จำเป็นต้องให้ใครเข้ามาร่วมรบในสงคราม ในเมื่อเราได้รับชัยชนะไปแล้ว!”

สถานการณ์ในความเป็นจริงนั้นห่างไกลจากคำว่า “ได้รับชัยชนะ” ไปมาก เพราะสงครามครั้งนี้กำลังลุกลามกลายเป็นหายนะระดับเดียวกับสงครามเวียดนามอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ในครั้งนี้ มันไม่มีเหตุผลอันใดเลยที่จะต้องก่อสงครามขึ้น และทรัมป์ก็ได้สร้างขุมนรกส่วนตัวขึ้นมาด้วยน้ำมือของเขาเอง

ยิ่งเมื่อพิจารณาจากบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของสงครามเวียดนามแล้ว เราย่อมมองเห็นสัญญาณเตือนภัยที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า และสามารถหลีกเลี่ยงที่จะไม่ก้าวเข้าไปสู่หายนะซ้ำรอยเดิมได้ บางทีเราควรหันมามุ่งเน้นดูแลกิจการภายในฝั่งของเราเอง และปล่อยให้ชาติอื่นๆ เขาได้ใช้ชีวิตตามวิถีทางของพวกเขาไปเถอะ

(Google Translate)



สรุปบทความจากวอลล์สตรีทเจอร์นัลเรื่อง "ทรัมป์รู้ถึงความเสี่ยงที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่เขาก็ยังทำสงคราม" โดยวางเดิมพันว่าแสนยานุภาพทางทหารอันเหนือชั้นของสหรัฐฯ จะมีน้ำหนักเหนือกว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซ



สรุปบทความจากวอลล์สตรีทเจอร์นัลเรื่อง "ทรัมป์รู้ถึงความเสี่ยงที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่เขาก็ยังทำสงคราม"

บทความจากวอลล์สตรีทเจอร์นัลเรื่อง "ทรัมป์รู้ถึงความเสี่ยงที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่เขาก็ยังทำสงคราม" ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2026 ตรวจสอบการพิจารณาภายในที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในปัจจุบัน

รายงานเน้นว่าประธานาธิบดีทรัมป์อนุมัติการยกระดับความขัดแย้งครั้งใหญ่ รวมถึงการโจมตีเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน แม้ว่าจะได้รับคำเตือนอย่างชัดเจนจากหน่วยข่าวกรองและที่ปรึกษาทางทหารเกี่ยวกับความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดวิกฤตพลังงานโลก

ประเด็นสำคัญของบทสรุป:
ความเสี่ยงที่คำนวณไว้: บทความรายงานว่าทรัมป์ได้รับทราบอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันประมาณ 20% ของโลกผ่านไป แหล่งข่าวระบุว่าทรัมป์ยอมรับความเสี่ยงเหล่านี้ แต่เชื่อว่าอิหร่านจะ "ยอมจำนน" ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักก่อนที่จะดำเนินการปิดล้อมอย่างเต็มรูปแบบจริง ๆ

ความมั่นใจในกองทัพมากเกินไป: ประเด็นหลักของรายงานคือความเชื่อของประธานาธิบดีที่ว่ากองทัพสหรัฐฯ สามารถ "จัดการ" กับความพยายามใด ๆ ของอิหร่านในการขัดขวางเส้นทางเดินเรือได้อย่างง่ายดาย ท่าทีนี้ดูเหมือนจะเหนือกว่าการประเมินที่ระมัดระวังกว่าจากเจ้าหน้าที่เพนตากอนที่เตือนถึงสงครามทางทะเลแบบ "ไม่สมมาตร" ในระยะยาว

การโจมตีเกาะคาร์ก: บทความนี้กล่าวถึงการทิ้งระเบิดเกาะคาร์ก (ท่าเรือส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน) เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าเป็นความสำเร็จของกลยุทธ์ "แรงกดดันสูงสุด" ของทรัมป์ การเคลื่อนไหวนี้มีจุดประสงค์เพื่อทำให้ระบอบอิหร่านล้มละลาย แต่กลับกระตุ้นให้เกิดการปิดล้อมอย่างที่ที่ปรึกษาเกรงกลัว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: วอลล์สตรีทเจอร์นัลตั้งข้อสังเกตว่าในขณะที่ทรัมป์หาเสียงโดยเน้นการลดต้นทุนพลังงาน การหยุดชะงักในช่องแคบที่เกิดขึ้นตามมาได้นำไปสู่ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นและต้นทุนประกันภัยการขนส่งที่เพิ่มขึ้น บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าขณะนี้ฝ่ายบริหารกำลังเร่งบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยการใช้คลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์และประกาศใช้อำนาจฉุกเฉินสำหรับท่อส่งน้ำมันภายในประเทศ

บริบทของ "สองสมัยประธานาธิบดี": ผู้เขียน (อเล็กซานเดอร์ วอร์ด, ลารา เซลิกแมน และคณะ) อธิบายว่านี่เป็นการตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศที่สำคัญที่สุดในสองสมัยของทรัมป์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากความลังเลใจใน "สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น" ตามนโยบาย "อเมริกามาก่อน" ในอดีต ไปสู่การรณรงค์ทางทหารที่จริงจังและมีความเสี่ยงสูง

ท้ายที่สุดแล้ว บทความนี้ได้ฉายภาพทำเนียบขาวที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเสียหายอย่างเด็ดขาดต่อระบอบการปกครองของอิหร่าน เหนือเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก โดยวางเดิมพันว่าแสนยานุภาพทางทหารอันเหนือชั้นของสหรัฐฯ จะมีน้ำหนักเหนือกว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซ


(Google Gemini)









 

การที่พรรคประชาชนเสนอแคนดิเดตนายกฯ เพื่อให้สภาได้โหวต ไม่ใช่ไม่มีข้อดี มี ข้อดีคือ จี้ให้แคนดิเดตแสดงวิสัยทัศน์



Tewarit Bus Maneechai 
19 hours ago
·
การเสนอแคนดิเดตนายกฯ เพื่อให้สภาได้โหวต ข้อดีสำคัญคือ การจี้ให้แคนดิเดตแสดงวิสัยทัศน์
.
จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับไม่ได้บอกให้แสดง ไม่เหมือนการเลือกประธานและรองประธานสภา และจริงอยู่ที่มันต้องมีการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาอยู่แล้ว และจริงอยู่ที่คุณอนุทินนอนมาแน่ๆ และไม่ต้องห่วง ไม่ว่ามีคนเสนอชื่อแข่งหรือไม่ การออกเสียงลงคะแนนพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกฯ ตามข้อบังคับการประชุมที่ 137 ประกอบข้อ 56 (2) ต้อง "เรียกชื่อสมาชิกตามลำดับอักษร ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคน" อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงไม่ว่ากรณีใด เพียงแต่อาจเหลือคำว่า "เห็นชอบ" "ไม่เห็นชอบ" หรือ "งดออกเสียง" กรณีไม่มีใครแข่งกับคุณอนุทิน อดขานขื่อคุณอนุทิน เท่านั้น
.
หากไม่มีคนเสนอชื่อมาแข่ง พร้อมเสนอให้แสดงวิสัยทัศน์ เราอาจไม่เห็นการเสนออะไรเลยในวันที่ 19 มี.ค.นี้ สุดท้ายคือมีคนเสนอชื่อคุณอนุทิน มีผู้รับรอง แล้วก็โหวตเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบกันเท่านั้น แต่หากมีคนมาเสนอแข่งพร้อมขอให้แสดงวิสัยทัศน์ คุณอนุทินอาจเลือกไม่แสดงก็ได้ แต่มันก็จะดูประหลาดที่อีกฝ่ายแสดง ดังนั้นมันจะเป็นการบีบให้คุณอนุทินต้องพูดบ้าง ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาคุณอนุทินไม่เคยประชันวิสัยทัศน์เลย การที่มีแคนดิเดตมาท้าทายเพื่อขอให้แสดงวิสัยทัศน์นี้ อย่างน้อยก็จะเป็นประโยชน์สำหรับการทวงคำมั่นสัญญาที่พูดในวันนั้นได้บ้าง แม้เราๆ ท่านๆ จะรู้ผลอยู่แล้วก็ตาม ส่วนการรอแถลงนโยบายรัฐสภาอันนั้นมันเป็นการแถลงฝ่ายเดียว ส่วนอีกฝ่ายก็เป็นแค่การอภิปรายตรวจสอบหรือเสนอแนะเท่านั้น มันคนละโหมดกับการแสดงวิสัยทัศน์หากได้เป็นนายกฯ

https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/10236075108471042?ref=embed_post
.....

พรรคประชาชน - People's Party
Yesterday
·
[ พรรคประชาชนมีมติเสนอชื่อบุคคลในวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีและประธานสภา เดินหน้านำเสนอวิสัยทัศน์ต่อประชาชนในฐานะว่าที่แกนนำฝ่ายค้าน ยืนยันไม่มีความพยายามใดๆในการตั้งรัฐบาลแข่งหรือรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองอื่น ]
.
หลังเสร็จสิ้นรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ วาระสำคัญที่จะเกิดขึ้นในการประชุมสภาคือการเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราฎร ในวันที่ 15 มีนาคม และการเลือกนายกรัฐมนตรี ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามมาในไม่นาน
.
หลังจากผลการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ พรรคประชาชนเราได้ดำเนินการตามหลักการของระบบรัฐสภา และตามคำสัญญาที่เราให้ไว้กับประชาชนตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง โดยการเคารพสิทธิของพรรคอันดับ 1 (พรรคภูมิใจไทย) ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยที่พรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วม
.
ณ เวลานี้ เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่าพรรคภูมิใจไทยได้รวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆรวมแล้วเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรที่จำเป็นต่อการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเพียงพอต่อการส่งบุคคลจากพรรคที่ร่วมกันตั้งรัฐบาลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานสภา
.
พรรคประชาชนเราเตรียมเดินหน้าเต็มที่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ที่มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ผลักดันกฎหมายและวาระต่างๆผ่านกลไกนิติบัญญัติ รวมถึงนำเสนอวิสัยทัศน์และทิศทางที่ประเทศไทยควรจะเลือกเดิน เพื่อเป็นข้อเสนอให้ผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลได้พิจารณา และเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ใช้เปรียบเทียบประกอบการตัดสินใจในอนาคต
.
ด้วยเหตุผลดังกล่าว พรรคประชาชนจึงมีมติเสนอชื่อบุคลากรจากพรรคประชาชนในวาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและในวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมาถึง โดยที่พรรคมิได้มีความพยายามใดๆในการตั้งรัฐบาลแข่งหรือรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองอื่น และโดยที่พรรคทราบอยู่แล้วว่าเป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร - หากพิจารณาจากหลักการ การเสนอชื่อใน 2 ตำแหน่งดังกล่าว มิได้ขัดกับแนวปฏิบัติที่ว่าที่แกนนำฝ่ายค้านพึงกระทำได้ในระบบรัฐสภา และยังสอดคล้องกับแนวทางของว่าที่แกนนำฝ่ายค้านในอดีตในหลายกรณี ที่มีการเสนอชื่อในลักษณะเดียวกันแม้เป็นเสียงข้างน้อยที่มิได้มีความพยายามหรือความประสงค์ในการตั้งรัฐบาลแข่ง




“สู้ให้เห็นว่าเปลวเทียนนี้มีแรง”: บทกวีจาก “ฟ้า” กับความหมายของการอดอาหารและนิรโทษกรรม


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
15 hours ago
·
“สู้ให้เห็นว่าเปลวเทียนนี้มีแรง”: บทกวีจาก “ฟ้า” กับความหมายของการอดอาหารและนิรโทษกรรม
.
.
เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ทนายความเดินทางไปที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เพื่อเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนจำคุก 2 ปี 10 เดือน ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา โดยฟ้าได้เริ่มอดอาหารเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทั้งหมด ตั้งแต่เย็นวันที่ 9 มี.ค. 2569 ซึ่งเริ่มถูกคุมขังในเรือนจำ
.
การเข้าเยี่ยมในช่วงเช้าของวัน ใช้เวลารอประมาณ 1 ชั่วโมง ฟ้าออกมาในชุดเสื้อยืดสีขาวแขนสั้น กางเกงขาสั้นเลยเข่าสีดำ สีหน้าดูสดใสขึ้น แต่ก็ดูอิดโรย ใต้ตาดูคล้ำ แต่ท่าทางโดยรวมยังดูทะมัดทะแมงอยู่
.
ฟ้าอัปเดตว่าตอนนี้ยังคงอดอาหารอยู่ พี่พยาบาลเข้ามาตรวจตั้งแต่ช่วงเช้า ๆ ค่าน้ำตาลยังทรง ๆ อยู่ ค่าความดันคงตกลงเป็นปกติ ค่าออกซิเจนตก มีอาการเวียนหัวมากขึ้น หน้ามืด รู้สึกวืด ๆ บ่อยกว่าเดิม แต่ยังคงพูดคุยได้ ไม่มีอาการปวดหัวหรือมีไข้ ฟ้ายังต้องใช้ยาดมตลอดเวลา และปัสสาวะบ่อย เนื่องจากดื่มน้ำค่อนข้างเยอะ
.
เขาบอกว่าปกติมีอาการปวดหัวเป็นไมเกรนอยู่ แต่เข้าคุกครั้งนี้แปลกใจที่อาการปวดหัวยังไม่มา อาการเกาต์ก็ไม่กำเริบ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าดีใจ แต่ปัญหาคือกลางคืน ฟ้านอนหลับไม่ค่อยสนิท หลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะไฟจะเปิดตลอด ถึงร่างกายจะเพลียหรือล้าแค่ไหน แค่สภาพการนอนก็ไม่ได้เอื้อให้นอนหลับง่าย
.
ฟ้ายังเล่าว่า เมื่อคืนเขาฝันว่าตื่นขึ้นมาแล้วอยู่ที่ห้องของตัวเอง มองไปรอบ ๆ เป็นห้องนอนที่คุ้นเคย ยังคิดไปว่าที่ติดคุกต่างหากที่เป็นความฝัน บอกตัวเองอยู่เลยว่าทำไมฝันร้ายจัง จนเมื่อจะเอนหัวลงนอนต่อ แล้วรู้สึกว่าหมอนมันต่ำ ๆ ถึงรู้สึกว่า อ้อ เราอยู่คุก ไม่ใช่ที่บ้าน
.
.
จากนั้นฟ้าได้แชร์ข้อความถึงเพื่อน ๆ ข้างนอก โดยบอกว่าอยากขอบคุณทุกความรัก ขอบคุณทุกเมตตาจิต ขอบคุณทุกไมตรีจิตที่เอื้อมมาถึงกัน ฟ้าเข้าใจว่าความคิดคนเราแตกต่างกัน หลากหลายเช่นแมกไม้ในป่าใหญ่ แต่ทุกความคิดที่หลากหลายนั้นไม่ต่างจากสีสัน ที่แต่งแต้มในสายลม หากเราทุกคนหันมามองหน้ากันจับมือกัน ก้าวข้ามความขัดแย้งที่เรื้อรังมาอย่างเนิ่นนาน เชื่อหรือไม่ว่าเราจะพบกับสังคมแห่งการแบ่งปัน ความเอื้ออาทร ความเข้าใจอย่างแท้จริง
.
ฟ้าย้อนถึงความคิดเห็นต่อข้อเรียกร้องในการอดอาหารของตัวเอง ในเรื่องนักโทษทางความคิด เขาเห็นว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่มีความหลากหลายทางความคิดอยู่ “เป็นสิ่งที่แตกต่างกันเพราะเรานั้นแตกต่างกัน” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราทุกคนล้วนยืนคนละมุมของคำว่า “ประชาธิปไตย” เรามีมายาคติมากมายเกิดขึ้นในสังคม ซึ่งล้วนแต่ทำให้เราแปลกแยกจากกัน หากเราทุกคนจะก้าวต่อไปเพื่อทำให้สังคมเจริญกว่านี้และเข้มแข็งพอต่อเรื่องราวนานัปการในโลกแบบนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผนึกทุกกำลัง ทุกความสามารถ จากคนทุกฝ่าย
.
สำหรับนักโทษทางความคิดในเมืองไทย มีมาเป็นระยะ แต่การแสดงออกของหลายคน ก็เพื่ออยากให้ชาติบ้านเมืองดีกว่านี้ เพียงแต่อาจมีมุมมองที่หลากหลาย เพราะมนุษย์ไม่สามารถจะถูกทำให้คิดเหมือนกันหมดได้ ถ้าจะเดินต่อไปได้ ก็ต้องยอมรับความคิดและความหลากหลายของมนุษย์นี่แหละ การนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดจึงมีความสำคัญในส่วนนี้
.
.
ในส่วนการเลือกใช้วิธีการอดอาหารเพื่อเรียกร้อง ฟ้านิ่งคิดถึงเหตุผลของเขา ก่อนเอ่ยว่าจะขอแชร์เรื่องนี้เป็นบทกลอนเพื่อสื่อสารกับผู้คน
.
“เปลวเทียนน้อย ด้อยแสง กว่าแสงไข
แต่เจ้าใย ยังกระทำ ด้วยยากเข็ญ
อ่อนแรงลม ทั้งแรงล้า แสนยากเย็น
สู้ให้เห็น ว่าเปลวเทียน นี้มีแรง”
.
ฟ้าอธิบายว่าคำว่า “แขไข” หมายถึง ดวงจันทร์ โดยเขามองว่าในประวัติศาสตร์การอดอาหารที่ผ่านมา มหาตมะ คานธี หรือใครก็แล้วแต่ ณ ช่วงเวลานั้นการอดอาหารของเขาคงไม่ได้ประสบความสำเร็จทั้งหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไป การกระทำเหล่านั้นก็กลายเป็นคุณูปการในการต่อสู้ แต่ละคนก็เป็นเปลวเทียนเล็ก ๆ
.
ฟ้ารู้ว่าอายุไขของฟ้าไม่ต่างจากน้ำตาเทียน ที่สักวันหนึ่งต้องจากไป ไม่ด้วยกำลังกายที่หมดไป หรือกำลังใจที่ไม่เหลือ การกระทำในครั้งนี้ ก็เพียงเพื่อต้องการให้ “ดอกทานตะวัน” หันมามองสักครั้ง
.
ฟ้าเล่าต่อว่า เมื่อวานยังได้อ่านหนังสือ “สิ้นแสงฉาน” ซึ่งเคยอ่านแล้ว แต่เห็นว่าในนี้มีหนังสือ จึงได้หยิบมาอ่านอีกครั้ง เป็นบันทึกโดยสุจันทรี มหาเทวีองค์สุดท้ายแห่งสีป้อ แม้หนังสือจะเขียนว่าสิ้นแสงฉาน แต่ระหว่างอ่านไป ในใจของฟ้ารู้สึกว่ายังมีแสงแห่งความหวัง ไม่สิ้นไปเลย
.
นอกจากนั้น ฟ้ายังนึกถึงบทร้องเพลงในการ์ตูน “ราพันเซล” ตอนที่นางเอกใช้เส้นผมสำหรับรักษา บทเพลงจะร้องว่า “บุปผาเรืองแสงส่อง เปล่งฤทธิธาของเจ้า ช่วยย้อนวันให้เรา กับสิ่งที่เคยได้ครอง คลายทุกข์โศกหมองตรม เปลี่ยนชะตาที่มี ช่วยกลับร้ายให้ดี กับสิ่งที่เคยได้ครอง”
.
เขาย้ำว่าแปลกใจตัวเองเหมือนกัน ที่เมื่อวานนี้นึกถึงและร้องเพลงนี้ขึ้นมาด้วย
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/82355

https://www.facebook.com/photo?fbid=1338115551492245&set=a.656922399611567




แจ้งแล้ว Iran ≠ Venezuela ทรัมป์ All-In


Pipob Udomittipong
15 hours ago
·
ข่าวใหญ่แน่นอน หลังจากสังหารคน #อิหร่าน ไปเกือบ 1,500 คน และยังปิดเกมไม่ได้ โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ใน Truth Social ประกาศว่า กองกำลังสหรัฐฯ “ทำลายล้าง” เป้าหมายทางทหารของอิหร่านบนเกาะคาร์ก ซึ่งตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน และเตือนว่าเป้าหมายต่อไปจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในเกาะแห่งนั้น

Kharg Island สำคัญอย่างไร? สำคัญเพราะเป็น depots คลังเก็บน้ำมันใหญ่ เป็นแหล่งรายได้ใหญ่สุดของอิหร่าน 90% ของน้ำมันดิบที่ส่งออกไปจีน และประเทศต่าง ๆ ถูกส่งออกไปจากคลังน้ำมันในเกาะแห่งนี้ และในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ส่งออกน้ำมันได้น้อยลงเพราะสงคราม แต่จนถึงวันนี้อิหร่านกลับสามารถส่งออกน้ำมันได้เพิ่มขึ้น เพราะอเมริกาไม่กล้าโจมตีเกาะแห่งนี้

ถ้าสังเกตดู หลังจากทำสงครามามาสองสัปดาห์ ทรัมป์ไม่กล้าแตะเกาะคาร์ก ส่วนหนึ่งก็คงเพราะกลัวว่าถ้าอิหร่านส่งออกน้ำมันไม่ได้ ก็จะยิ่งทำให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงไปอีกมาก หรืออาจเพราะต้องการเข้ามายึดและแย่งเอาน้ำมันเหล่านี้ไปใช้เอง แบบที่ทำกับเวเนซูเอลา แต่ตอนนี้เหมือนไม่มีทางเลือกเหลืออยู่แล้ว เขาจึงต้องสั่งบอมบ์คลังน้ำมันใหญ่สุดของอิหร่าน

Jim Bianco จาก Bianco Research วิเคราะห์ได้น่าสนใจมากว่า เหตุผลที่สุดท้ายทรัมป์ตัดสินใจบอมบ์เกาะคาร์ก เป็นเพราะว่า

“รัฐบาลและนักวางแผนทางทหารน่าจะสรุปได้ว่า กว่าจะรักษาความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซให้เรือเดินได้นั้น ต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน ในช่วงเวลานั้น ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นจนถึงระดับที่จะบีบคั้นเศรษฐกิจโลก

“นี่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ พวกเขาจึงต้องการการดำเนินการอย่างเร่งด่วน ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องทำสิ่งที่กล้าหาญและเด็ดขาด เพื่อบีบบังคับให้อิหร่านยอมจำนนอย่างรวดเร็ว

“ทรัมป์กล่าวอย่างชัดเจนว่า พวกเขาทิ้งระเบิดโครงสร้างทางทหารของอิหร่านบนเกาะคาร์ก แต่ไม่ได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน (หากข้อมูลนี้ถูกต้อง)

Jim Bianco บอกต่อไปว่า เพราะทรัมป์รู้ว่าข่าวนี้อาจทำให้ตลาดน้ำมันตื่นตระหนก “พวกเขาจึงประกาศข่าวในเย็นวันศุกร์เพื่อให้ตลาดมีเวลา 48 ชั่วโมงในการปรับตัว” “ทรัมป์ยังกล่าวอย่างชัดเจนว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันจะเป็นเป้าหมายต่อไป หากอิหร่านไม่ยอมให้เรือแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างอิสระ”

Jim Bianco เปรียบเทียบว่าเหมือนในการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล “พวกเขากำลังขว้างลูกเฮลแมรี (Hail Mary pass) โดยหวังว่ามันจะได้ผล พวกเขาไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว ตลาดน้ำมันและเศรษฐกิจโลกไม่สามารถรอเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนให้กองทัพเปิดช่องแคบได้

“ยิ่งไปกว่านั้น ผมนึกภาพออกว่าที่ปรึกษาทางการเมืองอาจแนะนำว่า ไหน ๆ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะพุ่งไปถึง 200 ดอลลาร์ ถ้าไม่มีการบอมบ์คลังน้ำมันครั้งนี้ เราก็ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นในสัปดาห์หน้าเลยสิ เพื่อให้มีเวลาหกเดือนในการหาทางทำให้ราคาลดลงมาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

“อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ในหลาย ๆ โพสต์ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ไม่สามารถประกาศชัยชนะและถอนตัวออกไปได้ง่ายๆ (TACO) เพราะมันจะแย่กว่านั้นอีก และจะทำให้อิหร่านควบคุมเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลก และสามารถลงโทษทุกคนได้ด้วยการตรึงราคาน้ำมันไว้ที่ 200 ดอลลาร์อย่างถาวร ดังนั้นพวกเขาจึงต้องบีบบังคับให้อิหร่านยอมอ่อนข้อ”

พูดสรุปง่าย ๆ ก็คือว่า แทนที่จะปล่อยให้อิหร่านบีบคอโลกต่อไปอย่างไม่รู้จบด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ คราวนี้ทรัมป์เลือกที่จะโจมตีคลังน้ำมันใหญ่สุดของอิหร่านซะเลย เพราะยังไง ๆ ราคาน้ำมันก็ต้องพุ่งขึ้นสูงอยู่ดี เพราะไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่แล้ง ทรัมป์ต้องการปิดเกมโดยเร็ว แต่ประชาชนในโลกจะลำบากแค่ไหนเพราะขาดแคลนน้ำมัน เขาไม่สนใจครับ


https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163867669356649&set=a.10150096728651649




ข่าวชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคคนรุ่นใหม่เนปาล ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ แชร์เล่าไว้หลังไปสังเกตการณ์เลือกตั้งกับ Anfrel (ดูบ้านเขา ย้อนดูบ้านเราแล้วเศร้าใจนัก)

https://www.facebook.com/baitongpost/posts/pfbid02o3vGJhCZ7xBoAMT32K9vZ1spJysFq8UuXaFSdXVosPYPL2ZxztfYbGKTt6tnqDcal

Atukkit Sawangsuk 
13 hours ago
·
เห็นข่าวชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคคนรุ่นใหม่เนปาล
ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ แชร์เล่าไว้หลังไปสังเกตการณ์เลือกตั้งกับ Anfrel
...........................................
จบภารกิจสังเกตการณ์เลือกตั้งที่เนปาล พรรคคนรุ่นใหม่ชนะการเลือกตั้ง อย่างถล่มทลาย เหนือความคาดหมาย พลังคนรุ่นใหม่กำลังเปลี่ยนเนปาลสู่มิติใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
เราคงเห็นผลการเลือกตั้ง ในอีกไม่นาน เพราะไม่มีบัตรเขย่ง ไม่มี QR CODE ฯลฯ ดูไปแล้วการทำงาน กกต. เนปาลกับกกต.ไทย เทียบแล้ว ต่างราวฟ้ากับดิน
กกต.ไทย น่าจะมาดูงาน กกต.เนปาล เผื่อได้เปลี่ยน Mindset
เพราะการเลือกตั้งสำหรับเนปาลการมีส่วนร่วมมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ
ต้นทางในวันเลือกตั้ง กกต.ให้ผู้แทนจากพรรคการเมืองต่างๆ มาตั้งโต๊ะ หน้าหน่วย โดยให้ช่วยยืนยันผู้ที่มาลงคะแนนเสียง ว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง ตามบัญชีรายชื่อ ซึ่งมีรายละเอียดทั้งรูปภาพ ชื่อ/นามสกุล หมายเลขทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง(ตามที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ลงทะเบีบนไว้) ที่อยู่ โดยให้ผู้แทนแต่ละพรรคช่วยกันยืนยัน เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ หรือเวียนเทียน
ก่อนที่จะให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เข้าไป แสดงบัตร รับบัตร กับ กปน.ในหน่วยเลือกตั้ง
ยิ่งกว่านั้น ในการนับคะแนน ซึ่งเป็นการนับคะแนนรวม ที่เขต
หลังจากที่ เจ้าหน้าที่ นำหีบบัตรและเอกสาร จากทุกหน่วยเลือกตั้งมาส่งที่เขต เรียบร้อยแล้ว
หัวหน้า กกต.เขต จะประชุมร่วมกับผู้แทนของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่ออธิบายถึงกติกาการนับคะแนนรวมทั้งอธิบายเกณฑ์ในการพิจารณาบัตรดีบัตรเสียและขอความเห็นพ้องกันในขั้นตอนกระบวนการนับคะแนน
เป็นการประชุมที่ผู้แทนจากพรรคต่างๆแสดงความเห็นอย่างเข็มข้นกว่าที่จะตกลงกันได้
สถานที่นับคะแนนที่ได้ไปสังเกตการณ์ กว่าจะเริ่มนับคะแนน เวลาก็ล่วงเข้าวันใหม่ตอนตี 1 และเมื่อเริ่มนับคะแนนแล้วจะนับอย่างต่อเนื่องไม่หยุด
วิธีการนับคะแนนก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย เริ่มด้วยการปูเสื่อ แล้วเทบัตรออกจากหีบมากองรวมกัน
จากนั้น กรรมการนับคะแนน (กกน.) นั่งล้อมวงช่วยกันคลี่บัตร แสดงบัตร และขานคะแนน โดยมีผู้แทนพรรคการเมืองนั่งดูอยู่ใกล้ๆ (ห่างกันประมาณ 1-2 ฟุต) โดยมีรั้วตาข่ายกั้นระหว่าง กกน.กับผู้แทนพรรค
โดยที่ผู้แทนพรรคยังมีหน้าที่ช่วยนับคะแนนไปพร้อมกันด้วย
ที่น่าสนใจ กกน.จะรอความพร้อมของผู้แทนพรรคด้วย ถ้าทุกคนยังไม่พร้อม จะไม่เริ่มนับคะแนน
เป็นแนวทางที่ให้ความสำคัญกับผู้แทนพรรคการเมืองในการมีส่วนร่วมนับคะแนนอย่างชัดเจน ทุกขั้นตอนมีความโปร่งใส ผู้แทนพรรคมีส่วนร่วมส่วนรับผิดชอบในการนับคะแนน ไม่ใช่เป็นเพียงพยานสังเกตการณ์เหมือนบ้านเรา
นอกจากนี้ เมื่อเริ่มรับคะแนนแล้ว กกต. จะประกาศเสียงตามสายผลการนับคะแนนทุกชั่วโมง ให้ประชาชนที่มารอฟังผลอยู่รอบๆบริเวณที่นับคะแนน ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับคนนับพันที่มาลุ้นคะแนนอยู่รอบๆ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ
ด้วยแนวทางที่โปร่งใส และมีส่วนร่วม อย่างชัดเจน ชาวเนปาลต่างเชื่อมั่น และยอมรับผลการเลือกตั้ง อย่างไร้ข้อกังขา
ดูบ้านเขา ย้อนดูบ้านเราแล้วเศร้าใจนัก





จาก ‘มันจบแล้วครับนาย’ ถึง เราเป็นที่หนึ่งแล้ว ครับท่าน 18 ปี พรรคภูมิใจไทย จับตา รัฐบาล 8 ปี


จาก ‘มันจบแล้วครับนาย’ ถึง เราเป็นที่หนึ่งแล้ว ครับท่าน 18 ปี พรรคภูมิใจไทย จับตา รัฐบาล 8 ปี

13.03.2026
มติชนสุดสัปดาห์

ในประเทศ

พรรคภูมิใจไทยปิดดีลตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” โดยมีเสียง ส.ส. สนับสนุนมากกว่า 290 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ และพรรคขนาดเล็ก

ไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีพรรคไทรวมพลัง ไม่มีพรรคประชาธิปัตย์

ย้อนดูประวัติพรรคภูมิใจไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 ผู้ก่อตั้งพรรคและแกนนำสำคัญ นำโดยกลุ่ม “เพื่อนเนวิน” (อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน) นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ร่วมกับกลุ่มของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล

สาเหตุการตั้งพรรค เกิดขึ้นหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ทำให้กลุ่มเพื่อนเนวินตัดสินใจแยกตัวออกมา เพื่อสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการพลิกขั้วการเมือง โดยมีวลีในตำนาน “มันจบแล้วครับนาย” ซึ่งนายเนวินกล่าวต่อนายทักษิณ ชินวัตร

เป็นจุดเริ่มต้นของพรรคภูมิใจไทยในฐานะ “พรรคตัวแปร”

เพื่อตอบแทนการข้ามขั้วครั้งนั้น ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้กุมกระทรวงเกรดเอไว้ในมือในฐานะรัฐมนตรีว่าการ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม

ต่อมาในการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 ซึ่งถือเป็นบททดสอบใหญ่ครั้งแรกของพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคการเมือง พรรคภูมิใจไทยเข้าสู่การเลือกตั้งโดยใช้ทรัพยากรจากความเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงเกรดเอมาสร้างฐานเสียง เน้นนโยบายเศรษฐกิจและปากท้อง ภายใต้แคมเปญ “ประชานิยม สังคมเป็นสุข”

แม้พรรคจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งเกือบทุกเขต แกนนำบางคนตั้งเป้า ส.ส.ไว้ 50-70 ที่นั่ง แต่ผลการเลือกตั้งที่ออกมากลับได้จำนวน ส.ส.เพียงแค่ 34 ที่นั่ง แบ่งเป็น ส.ส.เขต 29 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 ที่นั่ง ได้คะแนนบัญชีรายชื่อเพียง 5 แสนกว่าคะแนน คิดเป็นประมาณ 1.6% ของผู้มาใช้สิทธิ์ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความเป็นพรรคใหญ่ในรัฐบาลเดิม

อย่างไรก็ดี พรรคยังคงรักษาพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ไว้ได้เกือบทั้งหมด (7 จาก 9 เขต) แต่ในจังหวัดอื่นๆ ของภาคอีสาน พรรคเพื่อไทยกลับกวาดที่นั่งไปได้อย่างถล่มทลาย

ปัจจัยแรกที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยพ่ายแพ้หมดรูปในการเลือกตั้งครั้งนั้น คือกระแส “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” มาแรงเกินคาด พรรคเพื่อไทยที่ชูสโลแกน “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” สามารถดึงดูดฐานเสียงภาคอีสานกลับไปได้อย่างเหนียวแน่น

ปัจจัยที่สอง ภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย ถูกคนเสื้อแดงและผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นมองว่าเป็น “ผู้ทรยศ” จากเหตุการณ์ปี 2551 ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในพื้นที่หาเสียง

ปัจจัยที่สาม นโยบายแบบประชานิยมที่ทับซ้อนกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับเพื่อไทย คนส่วนใหญ่เลือกจะเชื่อมั่นใน “ต้นตำรับ” มากกว่า

หลังการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยชนะเด็ดขาดและจัดตั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำให้พรรคภูมิใจไทยต้องไปทำหน้าที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นครั้งแรก

ความพ่ายแพ้ในปี 2554 ทำให้นายเนวิน ชิดชอบ ได้ประกาศ “วางมือทางการเมือง” หลบไปอยู่หลังฉาก และหันไปทุ่มเทให้กับการสร้างสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และสนามแข่งรถ

“บุรีรัมย์โมเดล” สามารถเปลี่ยนผ่านจังหวัดทางผ่านที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พัฒนาโดยใช้การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ทั้งการใช้สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สร้างอัตลักษณ์ “เซราะกราว” ให้กลายเป็นความภูมิใจระดับประเทศ

ทั้งการสร้างสนามแข่งรถช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ดึงงานระดับโลกอย่างการแข่งขัน MotoGP มาลงพื้นที่ สร้างงาน สร้างรายได้ และทำให้คนบุรีรัมย์รู้สึกว่าการมีพรรคภูมิใจไทยและตระกูลชิดชอบ ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นจริง

ขณะเดียวกัน ในเชิงการเมือง บุรีรัมย์โมเดลคือการทำให้ “บ้านใหญ่” แข็งแกร่งกว่า “พรรค” ใช้กลไกท้องถิ่น (อบจ. เทศบาล, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน) ทำงานสอดประสานกับ ส.ส. อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

ทำให้หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อเนื่องมาจนถึงการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 พรรคภูมิใจไทยได้จำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นเป็น 51 ที่นั่ง ได้เข้าร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

และได้รับตำแหน่งสำคัญ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

รวมถึงได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พรรคภูมิใจไทยใช้โอกาสในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สร้างฐานเครือข่ายทางการเมืองผ่านกลไกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) แม้จะล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤตโควิด-19 จนมีประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเติบโตของพรรคภูมิใจไทย

ประกอบกับการจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยดูแล ไปสู่พื้นที่ฐานเสียงของพรรค ที่กระจุกตัวในพื้นที่อีสานตอนใต้ ภาคกลาง และภาคใต้บางจังหวัดเป็นการเฉพาะ สร้างความเจริญในระดับจังหวัด

รวมไปถึงการออกประกาศปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดในปี 2564 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น แม้จะมีฝ่ายที่ต่อต้านอย่างมาก แต่ก็มีฝ่ายที่สนับสนุนอย่างมากเช่นเดียวกัน

พรรคภูมิใจไทยหยิบเอาผลงานจากการร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์มาหาเสียง ชูสโลแกน “พูดแล้วทำ” จนทำให้ในการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 พรรคภูมิใจไทยกวาด ส.ส.ไปได้ถึง 71 ที่นั่ง เป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทย ได้รับโควต้า “4 ว่าการ 4 ช่วย”

โดยได้เก้าอี้สำคัญคือกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ทั้งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยถึง 2 ที่นั่ง ทำให้พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจการบริหารส่วนภูมิภาค (ผู้ว่าราชการจังหวัด/กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน) สูงมาก

และกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้พรรคสามารถสร้างฐานเสียงผ่านคนรุ่นใหม่และเครือข่ายครูทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในปี 2567 ที่ ส.ว.สีน้ำเงินสามารถครองเสียงส่วนใหญ่ได้ ทำให้สามารถครอบงำชี้นำองค์กรอิสระของประเทศได้

หลังความขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย และถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในเดือนมิถุนายน 2568 การแทรกแซงจากฝ่ายตุลาการกรณี “คลิปอังเคิล” จนนำไปสู่การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยภายใต้การสนับสนุนอย่างมีเงื่อนไขของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยได้จัดวางกลไกราชการต่างๆ ให้เกิดความได้เปรียบในการเลือกตั้ง

ตามมาด้วยการบิดเงื่อนไขข้อตกลงนอกเหนือ MOA ที่คล้าย “สัญญาใจ” ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน จนท้ายที่สุดจบลงที่การยุบสภา 12 ธันวาคม 2568

พรรคภูมิใจไทยวางตำแหน่งแห่งที่ของพรรคในการเมืองไทยเป็นพรรคอนุรักษนิยม สนับสนุนอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ ยังปลุกกระแสชาตินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคที่ได้ ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 โดยได้ ส.ส. มากกว่า 190 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางข้อครหาว่าเป็น “การเลือกตั้งที่สกปรก” ที่สุดครั้งหนึ่งในการเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม คงเป็นที่แน่นอนแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถปิดดีลจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ได้สำเร็จ

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่า พรรคหวังบริหารราชการแผ่นดินครบ 4 ปี โดยจะมุ่งเน้นงานนิติบัญญัตินำฝ่ายบริหาร เพื่อผลักดันกฎหมายต่างๆ ให้เป็นไปตามนโยบายที่พรรคหาเสียงไว้ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ประชาชน เพราะเชื่อว่าหากแก้ปัญหาปากท้องประชาชนสำเร็จ จะเป็นการปูทางไปสู่ชัยชนะการเลือกตั้งรอบหน้าแน่นอน

ขณะเดียวกัน มีการประเมินโดยบุคคลภายนอกว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่เร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้เสียงส่วนใหญ่ 21 ล้านเสียง จะเห็นว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ตาม

ขณะที่หน้าตา ครม.อนุทิน 2 จะเป็นอย่างไร ยังคงต้องติดตามต่อไป ท่ามกลางกระแสข่าวการวางตัว “กลุ่มลูกบังเกิดเกล้า” สอดแทรกไปในกระทรวงสำคัญ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปาฐกถาในหัวข้อ “ถอดรหัส 192 เสียง โอกาสและความท้าทาย” ในงานสัมมนา ส.ส. ผู้บริหาร และสมาชิกพรรค ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ตอนหนึ่งว่า พัฒนาการของพรรคภูมิใจไทยเข้าสู่ปีที่ 18 แล้ว จำได้ว่าตอนที่เราเลือกตั้งครั้งแรกเดินแค่ 10 วินาทีก็ทักทายกันหมดแล้ว แต่วันนี้เดินเกือบ 15 นาทีกว่าจะทักกันจนครบ

มองด้วยสายตาคนติดตามการเมืองไทย ย้อนกลับไป 18 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครคิดว่าพรรคภูมิใจไทยจะเติบโตมาได้ถึงจุดนี้

https://www.matichon.co.th/weekly/deep/article_886755








 

ผู้ประท้วงชาวอิหร่านเริ่มตั้งคำถามต่อราคาสงครามคุ้มกันหรือไม่กับการเปลี่ยนระบอบเดิม


"ถ้าเราถูกทิ้งให้อยู่กับซากปรักหักพังล่ะ" ความคลางแคลงเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจชาวอิหร่านที่สนับสนุนสงคราม

โซรูช เนกาห์ดารี
ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่าน, บีบีซี มอนิเตอริง (BBC Monitoring)
13 มีนาคม 2026
บีบีซีไทย

"เราคิดว่าพวกเขาจะสังหารบุคคลสำคัญระดับสูง และระบอบการปกครองของอิหร่านก็จะล่มสลายในเวลาไม่กี่วัน แต่ตอนนี้เราเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว และทุก ๆ คืนฉันต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงระเบิด" ชาวเตหะรานคนหนึ่งบอกกับบีบีซี

เธอเคยสนับสนุนสงครามในตอนเริ่มแรก แต่ตอนนี้ความรู้สึกหงุดหงิดของเธอเริ่มก่อตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับชาวอิหร่านบางคนที่ต่อต้านผู้นำประเทศของตัวเอง สงครามที่พวกเขาเคยหวังว่าอาจช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตอนนี้กลับต้องประเมินมันใหม่ด้วยความเจ็บปวด และพวกเขาเริ่มตั้งคำถามว่าต้นทุนที่สูญเสียไปในความขัดแย้ง ท้ายที่สุดแล้วอาจไม่คุ้มค่ากับผลลัพธ์ทางการเมืองใด ๆ ที่จะเกิดขึ้น

แต่ก็ยังมีคนอื่น ๆ ที่มองต่างว่า การกดดันทางทหารจากภายนอกอาจเป็นเพียงวิธีการที่เป็นไปได้จริงวิธีเดียวที่จะสร้างความอ่อนแอให้กับระบบนี้ได้

เจ้าหน้าที่ทางการของอิสราเอลและอเมริกาอ้างว่าการระดมโจมตีครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นความพยายามที่จะลดทอนขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน รวมถึงลดทอนภัยคุกคามจากอิหร่าน

แต่บางคน เช่น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ก็ส่งสัญญาณด้วยว่าวัตถุประสงค์ท้ายสุดอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบของอิหร่าน

สำหรับบางคนที่วิจารณ์การตั้งคณะผู้นำทางศาสนาของอิหร่าน สัญญาณของทรัมป์ได้ให้ความหวังในตอนแรกว่าการกดดันจากภายนอกอาจเป็นสิ่งที่ช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

แต่การได้สนทนากับชาวอิหร่านส่วนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศ บ่งชี้ว่าฉากทัศน์ในตอนนี้ซับซ้อนกว่าที่ใครเคยคิดไว้มาก

เป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับนักข่าวที่จะติดต่อคนในอิหร่านนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้น เมื่อทางการได้สั่งปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.

แม้มีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร แต่บีบีซียังได้พูดคุยกับชาวอิหร่านหลายคนที่ต่อต้านรัฐบาลและเดิมทีไม่ได้ต่อต้านแนวคิดของการใช้ปฏิบัติการทางการทหารต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ โดยเฉพาะเมื่อความพยายามลุกฮือและการประท้วงทั่วประเทศถูกปราบปรามอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิหร่าน

ชื่อของพวกเขาในรายงานนี้ถูกเปลี่ยนไปเป็นนามสมมติเพื่อความปลอดภัยต่อตัวของพวกเขา เนื่องจากการแสดงความเห็นต่างในอิหร่านอาจนำไปสู่การถูกจับกุมหรือคุมขัง

ซามา วิศวกรวัย 31 ปีในกรุงเตหะราน บอกว่าเมื่อเริ่มมีข่าวการโจมตีเกิดขึ้น เธอรู้สึกได้ถึงช่วงเวลาแห่งความหวัง

"หลายปีแล้วที่เรามีการประท้วง" เธอกล่าว "ทุก ๆ ครั้งพวกเขาจะทำให้เราเงียบ พวกเขาฆ่าเรา"

"เมื่อการโจมตีเริ่มขึ้น ฉันคิดว่า นี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้ระบอบการปกครองอิหร่านรอดไปไม่ได้"

ซามาบอกว่า เธอเฉลิมฉลองร่วมกับครอบครัวและเพื่อน ๆ ด้วยซ้ำเมื่อได้ยินข่าวว่าอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกสังหารจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

"ฉันกรีดร้องด้วยความดีใจ เมื่อข่าวใหญ่นี้ได้รับการยืนยัน" เธอกล่าว

แต่เมื่อการปะทะล่วงเลยมาถึงสองสัปดาห์ เธอบอกว่าความรู้สึกของเธอและคนอื่น ๆ อีกหลายคนก็เปลี่ยนไป


ชาวอิหร่านที่เคยหวังถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตอนนี้กลับกังวลว่าประเทศของพวกเขากำลังเข้าสู่ความโกลาหล

"ตอนนี้ฉันเห็นบางคนกำลังหวาดกลัว และคนที่ฉันรู้จักก็กำลังสงสัยว่าละแวกบ้านของพวกเขาจะถูกโจมตีเป็นเป้าหมายต่อไปหรือไม่" เธอกล่าว

"ฉันนอนหลับไม่ลงอีกแล้ว ถ้าฉันไม่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงระเบิด ฉันก็สะดุ้งตื่นเพราะฝันร้ายเกี่ยวกับระเบิดอยู่ดี"

คนอื่น ๆ ยังบอกด้วยว่า ความทุกข์ทรมานของพลเรือนที่เกิดขึ้นได้นั้น เริ่มมองผ่านได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เปิดเผยว่า มีชาวอิหร่านราว 600,000 – 1,000,000 ครัวเรือนที่กำลังพลัดถิ่นฐานอยู่ภายในอิหร่านตอนนี้ จากผลของความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ โดยจากการประเมินเบื้องต้นพบว่าอาจมีจำนวนคนมากถึง 3.2 ล้านคน

พวกเขายังระบุด้วยว่าตัวเลขมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อการสู้รบยังคงมีอยู่ แสดงให้เห็นถึงความต้องการด้านมนุษยธรรมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง

มีนา คุณครูวัย 28 ปีจากเมืองทางตอนเหนือ บอกว่าเธอยังคงต้องการให้การปกครองของคณะผู้นำทางศาสนาสิ้นสุดลง แต่เธอก็หวาดกลัวต่อผลกระทบในระยะยาวจากสงคราม

"ระบอบที่บ้าคลั่งนี้นำสงครามมาสู่เรา ฉันรู้ดี" เธอกล่าว

"แต่เมื่อคุณได้เห็นเปลวเพลิงขนาดมหึมาและได้ยินเสียงระเบิด เมื่อคุณได้เห็นเด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ หวาดผวาและร้องไห้ คุณก็เริ่มคิดว่านี่อาจเป็นสิ่งที่ทำลายประเทศชาติที่คุณรักและอาศัยอยู่"

มีนาบอกว่า เพื่อนของเธอบางคนที่เคยพูดคุยกันถึงโอกาสการล่มสลายของระบอบการปกครองอิหร่านอย่างเปิดเผยนั้น ตอนนี้เริ่มระมัดระวังมากขึ้นเมื่อสงครามดำเนินต่อและเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหลายคนยังคงอยู่ในตำแหน่ง

เธอบอกว่า "ถ้าเราถูกทิ้งให้อยู่กับซากปรักหักพัง และมุลลาห์ (ผู้นำทางศาสนาอิสลาม) พวกเดิม ๆ และรัฐบาลเดิม เพียงแต่กดขี่มากขึ้น และยั่วยุมากขึ้นล่ะ"

สำหรับคนอื่น ๆ พวกเขาไม่เพียงกังวลว่ารัฐบาลจะล่มสลายหรือไม่ แต่ยังกังวลถึงสิ่งที่อาจจะตามมาด้วย โดยเฉพาะภายใต้สภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้

อาลี เจ้าของร้านค้าวัย 31 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุมประท้วงเมื่อเดือน ม.ค. บอกว่าเขากังวลถึงโอกาสที่จะเกิดความขาดเสถียรภาพหรือความขัดแย้งภายในประเทศเอง

"ทุกคนพูดเรื่อง 'เปลี่ยนแปลงระบอบ' เหมือนกับมันเป็นการเปิดปิดสวิตช์ธรรมดา" เขากล่าว

"แต่แล้วใครจะขึ้นสู่อำนาจ ใครจะหยุดยั้งไม่ให้ประเทศล่มสลายสู่หายนะ แม้พวกเขาอาจจะล้มระบอบเดิมได้สำเร็จก็เถอะ"

เขาบอกว่าความไม่แน่นอนต่าง ๆ เหล่านี้มีน้ำหนักมากต่อคนที่ต่อต้านรัฐบาลอย่างหนัก

"ผมอยากได้อิสรภาพ" เขาบอก "แต่ผมก็ต้องการให้ประเทศยังคงยืนหยัดได้เมื่อสิ่งนี้จบลง"

บางคนยังมองว่าสงครามกลับไปส่งเสริมความแข็งแกร่งของทางการ แทนที่จะทำให้พวกเขาอ่อนแอลง เมื่อพูดถึงการปราบปรามผู้ประท้วงและกลุ่มคนที่เห็นต่าง

ฟาติมา นักออกแบบกราฟิกวัย 27 ปี บอกว่าการโจมตีจากภายนอกหลายครั้งมักไปส่งเสริมคำบอกเล่าเกี่ยวกับ "ศัตรู" ที่รัฐบาลพยายามปลูกฝังมาอย่างยาวนาน

"พวกเขาชอบมันเลยล่ะ" เธอบอก "ตอนนี้พวกเขาเลยพูดได้ว่า 'เห็นไหม เราบอกคุณแล้วว่าทั้งหมดมันเป็นแผนของศัตรู'"

"การวิพากษ์วิจารณ์กลับกลายเป็นการทรยศ และพวกเขากำลังใช้ข้ออ้างนี้กับประชาชนของตัวเอง"

เธอเปิดเผยด้วยว่ามีกองกำลังกึ่งทหารปรากฏตัวตามท้องถนนต่าง ๆ มากขึ้นอย่างมีนัยนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น

"คุณเคยเห็นกลุ่มอันธพาลของพวกเขาตามท้องถนน พยายามจะหาข้ออ้างเพื่อโจมตีหรือจับกุมเราไหม" เธอกล่าว

"มันยากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับประชาชนที่จะกล้าพูด"

แต่คนอื่น ๆ ก็แย้งว่าความกังวลเช่นนี้คือการเพิกเฉยต่อการที่มีข้อพิสูจน์แล้วว่าการจะเปลี่ยนแปลงจากภายในเองนั้นยากเย็นเพียงไร

ผู้ที่มีความเห็นเช่นนี้ยังคงสนับสนุนการใช้ปฏิบัติการทางการทหาร โดยพวกเขาบอกว่าการปราบปรามที่เกิดขึ้นในหลายทศวรรษที่ผ่านมาทำให้ไม่เหลือทางเลือกอื่น ๆ แล้ว

เรซา วิศวกรวัย 40 ปีจากเมืองอิสฟาฮานทางตอนกลางของประเทศบอกว่า เขาเชื่อว่าความกดดันจากภายนอกไม่เพียงจะเป็นสิ่งจำเป็นเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางเดียวที่ยังเหลือความเป็นไปได้

"มีคนบอกกันว่าการเปลี่ยนแปลงจะต้องมาจากภายใน พูดเหมือนเราไม่เคยลองพยายาม" เขากล่าว

"พระเจ้าเถอะ คนพวกนี้ลืมกองถุงห่อศพผู้ชุมนุมที่ถูกฆ่าไปแล้วหรือ ไม่ใช่ว่ามันเพิ่งผ่านไปแค่สองเดือนเองหรือ"

เรซาเชื่อว่าการสั่นคลอนการทหารของรัฐบาลและเครื่องมือด้านความมั่นคงต่าง ๆ อาจเปลี่ยนสมดุลของอำนาจได้

"แม้ระบบอาจไม่ล่มสลายได้ในวันพรุ่งนี้ แต่การลดทอนอำนาจของมันก็อาจเปลี่ยนสมการได้" เขากล่าว


การโจมตีร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองภายในประเทศตะวันออกกลางแห่งนี้

คนอื่น ๆ ยังแย้งว่าต้นทุนที่สูญเสียไปให้กับการคงอำนาจของระบบปัจจุบัน ท้ายที่สุดแล้วจะแพงกว่าราคาที่ต้องจ่ายในสงคราม

มิลาด นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในจังหวัดฆูเซสถานทางตอนใต้บอกว่า เขากลัวว่านโยบายของรัฐบาลอาจนำไปสู่การล่มสลายครั้งใหญ่ยิ่งกว่า หากรัฐบาลนี้ยังอยู่รอดต่อไปได้

"คนพวกนี้คิดหรือว่ามันจะมีความสงบสุข หรือการทำลายล้างที่น้อยกว่าที่เราได้เห็นในสงครามนี้ หากพวกบ้า ๆ เหล่านี้ยังคงอยู่ในอำนาจ" เขากล่าว

"ดูสิ่งที่พวกเขาทำในระหว่างช่วงเวลาที่ 'สงบสุข' สิ เศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้ ไม่มีสิทธิใด ๆ สำหรับผู้หญิง ไม่มีอนาคต"

"ผมยอมตายจากการโจมตีเหล่านี้ดีกว่า ตราบเท่าที่พวกที่ทำแบบนี้กับประเทศของเราตายไปกับผมด้วย"

แต่แม้ในหมู่ผู้ที่สนับสนุนปฏิบัติการทางการทหาร บางคนก็ตั้งคำถามกับคำมั่นสัญญาที่ทรัมป์เคยบอกกับชาวอิหร่านไว้ในช่วงเริ่มต้นของสงครามว่า "เมื่อพวกเราจบเรื่องแล้ว เข้ามายึดครองรัฐบาลของพวกคุณซะ มันจะเป็นของพวกคุณ นี่อาจเป็นโอกาสเดียวในช่วงอายุของพวกคุณ"

ซาอีด ชาวอิหร่านวัยหนุ่มอีกคนที่เข้าร่วมในการประท้วงรุนแรงเพื่อต่อต้านระบอบอิหร่านเมื่อเดือน ม.ค. บอกว่า ตอนนี้เขากำลังกังขาในคำพูดของทรัมป์อย่างมาก

"มันไม่มีทางอื่นนอกเสียไปจากการทำสงครามต่อต้านระบอบนี้" เขาบอก

"แต่ทรัมป์ยังคงมองหาการเปลี่ยนแปลงระบอบจริง ๆ หรือ เขาจริงจังหรือเปล่าที่บอกว่าจะจบงาน"

"ผมไม่รู้อีกต่อไปแล้ว เขาพูดไม่เหมือนกันสักวัน" เขากล่าวทิ้งท้าย

https://www.bbc.com/thai/articles/ce8n7zz2v6no



Chris Murphy วุฒิสมาชิกสหรัฐ จากรัฐคอนเนคติคัต พรรคเดโมแครต โพสต์ยาวใน X ว่า "Trump has lost control of this war. He badly misjudged Iran’s ability to retaliate. The region is on fire.... His best course now is to cut his losses and end it. That’s the only way to prevent an even bigger disaster."






https://x.com/ChrisMurphyCT/status/2032803960239595562


 



Mikey Kay ผู้สื่อข่าวสายความมั่นคงของ BBC วิเคราะห์ เหตุใดเกาะ Kharg จึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่งต่อสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่าน และสหรัฐฯ จะสามารถเข้ายึดครองเกาะแห่งนี้ได้อย่างไร


Why the US wants to seize Iran’s Kharg Island | BBC News

Mar 13, 2026 
#BBCNews #Israel #Iran

Kharg Island is a small rocky outcrop just 15 miles off the coast of Iran - but despite its size, it is one of the most critical pieces of energy infrastructure for Iran. BBC Security Brief’s Mikey Kay breaks down why Kharg Island is so strategically important for the US in its war with Iran and how they could seize it.


https://www.youtube.com/watch?v=xKPs-JyzE-k




แม้เกาะคาร์กจะมีความสำคัญมากต่ออิหร่าน แต่เพราะอะไรในอดีต ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ และ เรแกน เว้นจากการสั่งโจมตีเกาะนี้ การสั่งโจมตีครั้งนี้จากทรัมป์จะส่งผลอะไร ?


What is Iran’s Kharg Island? Why is US not attacking it?

NEWS9 Live

Mar 9, 2026 

The war in the Middle East continues to rage, with no signs of de-escalation. Iran has been pounded with air strikes by the US. Its nuclear installations, oil facilities and other strategic assets have been targeted. But, interestingly, a small island in the northern Gulf has not been attacked by the American forces till now. The Kharg Island is deemed as one of the most sensitive and vulnerable targets as the conflict mounts.

https://www.youtube.com/watch?v=--8YE6uYug8
.....

สหรัฐฯ และอิสราเอลต่างระมัดระวังตัวมาโดยตลอดเกี่ยวกับเกาะแห่งนี้ แต่รายงานของ Axios เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ว่า การยึดครองเกาะคาร์กเป็นหนึ่งในทางเลือกที่กำลังพิจารณาอยู่ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การเคลื่อนไหวใดๆ บนดินแดนแห่งนี้ ซึ่งมีขนาดประมาณหนึ่งในสามของแมนฮัตตัน จะส่งผลกระทบอย่างรวดเร็ว

การโจมตีของอิหร่านได้ทำให้การจราจรทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวหนึ่งในห้าของโลกผ่านไปมา และยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในรัฐอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซียด้วย

แต่ทรัพย์สินด้านพลังงานของอิหร่านยังไม่ได้รับความเสียหาย และการกำหนดเป้าหมายไปที่เกาะแห่งนี้จะเป็น "การเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยงสูงมาก" ฟาร์ซิน นาดีมี นักวิจัยอาวุโสของสถาบันวอชิงตันเพื่อการวิเคราะห์นโยบายตะวันออกกลาง กล่าวกับ AFP

อิหร่านไม่เพียงแต่ "มีประสบการณ์ในการใช้วิธีการอื่น" ในช่วงสงครามเท่านั้น แต่ยังสามารถ "สร้างความเสียหายให้กับแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในอ่าวได้มากกว่านี้ หากพวกเขาต้องการ และพวกเขาสามารถทำได้มากกว่านี้อย่างรวดเร็ว และทุกคนก็รู้เรื่องนี้"

"ผมไม่คิดว่าการยึดเกาะนี้จะไปไกลกว่าการอภิปรายในรัฐสภาสหรัฐฯ" เขากล่าวเสริม — แนวคิดนี้ถูกพูดถึงในวอชิงตันมาตั้งแต่เหตุการณ์วิกฤตตัวประกันที่เริ่มต้นในปี 1979 ในช่วงการก่อตั้งสาธารณรัฐ

เหตุใดเกาะนี้จึงยังไม่ถูกแตะต้อง

นักวิเคราะห์บอกกับเดอะการ์เดียนว่า การโจมตีท่าเรืออาจเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลก

"เราอาจเห็นราคาน้ำมัน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลที่เราเห็นในวันจันทร์พุ่งขึ้นไปถึง 150 ดอลลาร์ หากเกาะคาร์กถูกโจมตี" นีล ควิลเลียม จากสถาบันวิจัยแชทแฮมเฮาส์ กล่าวกับเดอะการ์เดียน

"มันสำคัญเกินไปสำหรับตลาดพลังงานโลก"

พวกเขายังเตือนด้วยว่าการโจมตีอาจกระตุ้นให้เตหะรานตอบโต้ในวงกว้างขึ้น รวมถึงการโจมตีโรงงานผลิตน้ำมันทั่วอ่าวเปอร์เซียหรือการขนส่งทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งบานปลายขึ้นไปอีก

การทำลายเกาะคาร์กหรือสร้างความเสียหายให้กับสิ่งอำนวยความสะดวกในการส่งออกอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างถาวร ตามคำกล่าวของลินเน็ตต์ นุสบาเชอร์ อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองกองทัพอังกฤษ ซึ่งกล่าวว่าการกระทำดังกล่าว “มีความเสี่ยงที่จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงและจะไม่ลดลงอย่างรวดเร็ว”

อิสราเอลยังงดเว้นการโจมตีเกาะนี้ในช่วงสงคราม 12 วันเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา และนักวิเคราะห์กล่าวว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่กว้างขวางและซับซ้อนของเกาะอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูหากถูกโจมตี

นาดิมิกล่าวว่า วอชิงตันอาจพิจารณายึดครองเกาะดังกล่าวเมื่อการสู้รบยุติลง ทว่าการกระทำเช่นนั้นถือเป็น "การเคลื่อนไหวที่ไม่ชาญฉลาด" หากกระทำในช่วงที่ยังมีการสู้รบอยู่ เนื่องจากเกาะคาร์กนั้น "แทบจะประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และคลังเก็บน้ำมันอยู่เกือบทั้งเกาะ"

"การปฏิบัติการทางทหารบนเกาะแห่งนั้นโดยเฉพาะเจาะจง ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง" เขากล่าว

ส่วหนึ่งจากบทความ
Why Kharg, a tiny island in the Gulf, matters in the war on Iran

https://www.trtworld.com/article/422645b54e0e




เข้าสัปดาห์ที่ 2 สงครามอิหร่าน ทวีความรุนแรงขึ้น ต่างฝ่ายต่างยกระดับ สงครามได้เข้าสู่ช่วงวิกฤตและคาดเดาได้ยาก!







ความขัดแย้งในปี 2026 ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยพัฒนาจากการโจมตีเป้าหมายที่มีความแม่นยำสูงหลายครั้ง ไปสู่สงครามระดับภูมิภาคหลายแนวรบ

1. การเปิดฉาก (28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม)

การยกระดับความรุนแรงเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ด้วยปฏิบัติการร่วมขนาดใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ภายใต้ชื่อรหัสปฏิบัติการ Epic Fury และ Operation Roaring Lion

การโจมตีผู้นำ: คลื่นการโจมตีครั้งแรกมุ่งเป้าไปที่และสังหารอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) หลายคน ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองชั่วคราว

เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: การโจมตีเกิดขึ้นเกือบ 900 แห่งใน 12 ชั่วโมงแรก โดยมุ่งเน้นไปที่โรงงานผลิตขีปนาวุธ โรงงานผลิตโดรน และทรัพย์สินทางเรือ

การตอบโต้ครั้งแรกของอิหร่าน: เมื่อวันที่ 2 มีนาคม อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ ซึ่งส่งผลให้การขนส่งน้ำมัน 20% ของโลกหยุดชะงักทันที และทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น

2. การขยายอิทธิพลในหลายแนวรบ (3 มีนาคม – 10 มีนาคม)

หลังจากการโจมตีครั้งแรก ความขัดแย้งได้ลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน:

การโจมตีรัฐในอ่าวเปอร์เซีย: อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนตอบโต้ฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และบาห์เรน

แนวรบทางเหนือ: ฮิซบอลลาห์เข้าร่วมความขัดแย้งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม โดยทำการโจมตีทางตอนเหนือของอิสราเอลเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ อิสราเอลตอบโต้ด้วยการขยายปฏิบัติการภาคพื้นดินและการโจมตีทางอากาศในเลบานอนตอนใต้และเบรุต

ผู้นำใหม่: เมื่อวันที่ 8 มีนาคม โมจตาบา คาเมเนอี ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ ทำให้ระบอบการปกครองมีเสถียรภาพและให้คำมั่นว่าจะใช้นโยบาย "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ต่อโครงสร้างพื้นฐานของชาตะวันตก

3. สถานการณ์ปัจจุบัน (11 มีนาคม – 14 มีนาคม)

ณ กลางเดือนมีนาคม สงครามได้เข้าสู่ช่วงวิกฤตและคาดเดาได้ยาก:

การยกระดับความขัดแย้งทางทะเล: ในขณะที่สหรัฐฯ อ้างว่ากองทัพเรืออย่างเป็นทางการของอิหร่านถูกทำลายไปแล้ว อิหร่านกำลังใช้ยุทธวิธี "แบบไม่สมมาตร" เช่น ขีปนาวุธ โดรน และการรบกวนสัญญาณ GPS เพื่อปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ ในวันที่ 11 มีนาคม เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ของไทยชื่อ มายุรี นารี ถูกโจมตีใกล้กับช่องแคบ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและพลเรือน: ราคาน้ำมันโลกสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้มีการจำกัดการใช้เชื้อเพลิงในบางส่วนของเอเชีย ภายในอิหร่าน มีรายงานว่าการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝนกรด และพลเรือนหลายพันคนเสียชีวิตหรือต้องพลัดถิ่นทั่วภูมิภาค

การเสริมกำลังของสหรัฐฯ: เมื่อวันที่ 14 มีนาคม สหรัฐฯ ประกาศการส่งนาวิกโยธินและโดรนสกัดกั้น 10,000 ลำไปยังตะวันออกกลางเพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธที่กำลังดำเนินอยู่




ความสำคัญของเกาะคาร์กและประวัติศาสตร์ของการถูกโจมตี


US Strikes Iran’s Kharg Island as Conflict Escalates

TODAY

Mar 14, 2026

The United States launched a massive strike against Iran’s Kharg Island, which handles about 90 percent of that country’s oil exports. In a new wave of counterattacks, Iran struck a helipad at the U.S. embassy in Baghdad, but caused no injuries. NBC’s Matt Bradley reports for Saturday TODAY from Tel Aviv.

https://www.youtube.com/watch?v=1HWVeAcz2M4
.....

ความสำคัญของเกาะคาร์กและประวัติศาสตร์การถูกโจมตี

เกาะคาร์ก ซึ่งมักถูกเรียกว่า "ไข่มุกกำพร้า" แห่งอ่าวเปอร์เซีย ปัจจุบันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดในความขัดแย้งปี 2026 ความสำคัญของเกาะนี้มาจากการผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิประเทศน้ำลึก โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันจำนวนมหาศาล และประวัติศาสตร์อันยาวนานในฐานะ "เส้นแดง" ทางยุทธศาสตร์

ความสำคัญทางยุทธศาสตร์

เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ: เกาะนี้จัดการการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านประมาณ 90% ด้วยกำลังการขนถ่ายสูงถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน จึงเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาลอิหร่านและการปฏิบัติการทางทหาร

ข้อได้เปรียบจากน้ำลึก: ชายฝั่งส่วนใหญ่ของอิหร่านตื้นเกินไปสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ น้ำลึกรอบเกาะคาร์กช่วยให้เรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกสามารถเทียบท่าและขนถ่ายน้ำมันดิบโดยตรงผ่านท่อส่งใต้ทะเลจากแหล่งน้ำมันบนแผ่นดินใหญ่ได้

ความจุในการจัดเก็บ: เกาะแห่งนี้มีแท็งก์เก็บน้ำมันขนาดใหญ่ที่สามารถจุได้เกือบ 30 ล้านบาร์เรล ทำหน้าที่เป็นแหล่งสำรองขนาดมหึมาที่ช่วยให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้อย่างต่อเนื่องแม้ว่าการผลิตบนแผ่นดินใหญ่จะหยุดชะงักไปชั่วคราว

ความมั่งคั่งทางโบราณคดี: นอกเหนือจากน้ำมันแล้ว เกาะแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม มีจารึกของราชวงศ์อะเคเมนิด ซากปรักหักพังของอารามคริสเตียนในศตวรรษที่ 7 และป้อมปราการอาณานิคมดัตช์จากศตวรรษที่ 18 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่สำคัญ

ประวัติศาสตร์ของการโจมตีและความขัดแย้ง

ประวัติศาสตร์ของเกาะคาร์กถูกกำหนดโดยบทบาทของมันในฐานะเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงในช่วงสงครามระดับภูมิภาค:

สงครามเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน-อิรัก (ทศวรรษ 1980): กองกำลังอิรักได้ทิ้งระเบิดเกาะนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อทำลายเศรษฐกิจของอิหร่าน แม้ว่าแท็งก์เก็บน้ำมันหลายแห่งจะถูกทำลายและท่าเทียบเรือได้รับความเสียหาย แต่อิหร่านก็แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่น่าทึ่ง โดยมักจะส่งออกน้ำมันได้มากกว่า 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตลอดทศวรรษนั้น

ปฏิบัติการ Epic Fury (มีนาคม 2026): ในความขัดแย้งปัจจุบัน เกาะแห่งนี้กลับมาเป็นเป้าหมายอีกครั้ง ในวันที่ 13-14 มีนาคม 2026 สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายขนาดใหญ่บนเกาะ

กลยุทธ์: กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ รายงานว่าได้โจมตีเป้าหมายทางทหารกว่า 90 แห่ง รวมถึงคลังเก็บทุ่นระเบิดทางทะเล บังเกอร์ขีปนาวุธ และป้อมปืนชายฝั่ง

"เส้นแดง": การโจมตีเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ แถลงว่านี่เป็นการตัดสินใจโดยเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ตลาดพลังงานโลกต้องพังทลายลง พร้อมทั้งเตือนว่าแหล่งผลิตน้ำมันอาจตกเป็นเป้าโจมตีลำดับถัดไป หากช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้รับการเปิดใช้งานอีกครั้ง

สถานการณ์ปัจจุบัน: ณ วันที่ 14 มีนาคม 2026 เจ้าหน้าที่ของอิหร่านรายงานว่าการดำเนินงานด้านน้ำมันยังคงดำเนินไปตามปกติ แม้ว่าจะมีการทำลายยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงไปแล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี การปรากฏตัวของเรือยกพลขึ้นบกจู่โจมของสหรัฐฯ ในภูมิภาคดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดการคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการปฏิบัติการภาคพื้นดินเพื่อเข้ายึดครองเกาะแห่งนี้