วันอังคาร, พฤษภาคม 05, 2569

ประเทศไทยมีองค์กรลักษณะปราบโกงมาตั้งแต่ปี 2515 ที่เรียกว่า “ก.ต.ป.” จนถึงวันนี้เป็น “ป.ป.ช.” รวมเวลา 54 ปี แต่อันดับดัชนีคอร์รัปชั่นมีแต่ต่ำลง ปราบคอรัปชั่นไม่ประสบความสำเร็จ คนเลิกจ้างได้ องค์กรก็ยุบได้ จะยุบ ป.ป.ช.ทิ้ง ประเทศไทยก็ไม่เสียอะไร !



ถ้าหางอึ่งทะลึ่ง จะเป็นศาสดา? | เหยี่ยวถลาลม

01.05.2026
มติชนสุดสัปดาห์

เดิมทีเดียวเมื่อปี 2515 ประเทศไทยเคยมีสำนักงานคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ หรือ “ก.ต.ป.” มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบการปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผน และนโยบายรัฐบาล

ที่พิเศษสุดคือ ให้ทำหน้าที่ “สืบสวนสอบสวนการทุจริตและประพฤติมิชอบ” ด้วย

ประเทศได้บรรจงสร้างทุกสิ่งที่เห็นเป็น “อารยะ”

แต่ปรากฏว่า ในวงราชการไทยช่วงนั้นมีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างคึกคักกว้างขวางจนกลายเป็น 1 ในปัจจัยที่เร่งไฟสุมอกมวลชนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงกระทั่งจบลงด้วยเหตุการณ์ทางการเมือง “วันมหาวิปโยค 14 ตุลา 2516”

“ตึก ก.ต.ป.” ที่สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน ถูกเผา ต่อมาสำนักงาน ก.ต.ป.ก็ถูกยุบ

กระนั้นก็ยังมีคนที่มีกะจิตกะใจจะปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทย

ปีพ.ศ.2518 มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เรียกว่า “ป.ป.ป.” ขึ้นมา นับจากนั้นก็สืบเนื่องยืดยาวมาจนถึงปี 2540 ที่รัฐธรรมนูญกำหนดในมี 8 องค์กรอิสระ และ 1 ในนั้นถูกจัดตั้งขึ้นชื่อว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ “ป.ป.ช.” ในปัจจุบัน ส่วนของเดิมที่เรียกว่า “ป.ป.ป.” นั้นยุบทิ้ง

ประเทศไทยจึงมีองค์กรลักษณะนี้มาตั้งแต่ปี 2515 ที่เรียกว่า “ก.ต.ป.” จนถึงวันนี้เป็น “ป.ป.ช.” รวมเวลา 54 ปี หรือกว่าครึ่งศตวรรษ

คำถามสำคัญคือ ได้ผลอย่างไร

เรื่องแบบนี้อย่าได้เผลอคุยโม้โอ้อวด

“องค์กรความโปร่งใสนานาชาติ” ได้จัดทำดัชนีชี้วัด จัดอันดับ 180 ประเทศทั่วโลกมานับสิบปี

จัดอันดับการทุจริตหรือ Corruption perception Index (CPI) ให้กับประเทศไทย มีแต่ “เลวลง” ชนิดกู่ไม่กลับ

อย่างปี 2566 จัดให้ไทยอยู่ในอันดับ 108 จาก 180 ประเทศ แต่ล่าสุดปี 2568 ไทยร่วงลงไปถึงอันดับ 116 ในขณะที่แต้มความโปร่งใสก็รูดลงเหลือ 33 คะแนน จากเต็ม 100

แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันผลงานขององค์กรซึ่งมีหน้าที่ “ป้องกันและปราบปรามการทุจริต” ของไทยไม่ประสบความสำเร็จ ไม่น่าเชื่อถืออะไร

หรือถ้ากล่าวให้เคร่งครัดจริงจังมากขึ้น “จะยุบทิ้งไป ประเทศไทยก็ไม่มีอะไรเสีย”!

ประเทศไทยลงทุนกับหน่วยพวกนี้มากเกินไป

คนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนกันมาทำหน้าที่สร้าง “ผลงาน” ได้ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย

คนเลิกจ้างได้ องค์กรก็ยุบได้!?

ทั้งๆ ที่ทีแรกทีเดียว ทุกองค์กรซึ่งจัดตั้งขึ้นมักจะมีวัตถุประสงค์อะร้าอร่าม ไม่มีใครเขียนว่า ตั้งขึ้นมารองรับคนวัยเกษียณ หรือเอาไว้ฟาดฝ่ายที่ไม่ศิโรราบ

หลายกรณีประเทศเราชอบจัดตั้งองค์กรขึ้นเพื่อขยายอำนาจให้บุคคล หรือกลุ่มบุคคล แต่เขียนโครงการให้เหตุผลอ่านแล้วเคลิ้ม ชวนให้คิดว่า (ถ้า) บรรลุตามแผนภายในสามปีห้าปีไทยจะรุดหน้าเป็น 1 ใน 3 เสือแห่งเอเชียเจริญมั่นคงอย่างน่าพรั่นพรึง

แต่เปล่าเลย ทุกอย่างในไทยเป็นไปเช่นสำนวนที่ว่า “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่เมื่อเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา”

กล่าวให้ชัดก็คือ พูดอย่างทำอย่าง ต้นซื่อปลายคด

โดยเฉพาะนักกฎหมายนั้นมากไปด้วยปัญหา

ไม่ว่านักกฎหมายอิสระอย่างทนายความ หรือนักกฎหมายที่เป็นลูกจ้างของรัฐ เช่น พนักงานสอบสวน (ตำรวจ) พนักงานสอบสวน (ดีเอสไอ) พนักงานอัยการ ผู้พิพากษา หรือองค์กรอื่นใดก็ตาม ภาพรวมของ “ระบบความคิด” ใช้วิชากฎหมายทำมาหากิน

การใช้กฎหมายโดยมีวัตถุประสงค์ “ยังชีพ” ไม่ได้แปลก แต่ต้องนับเป็น “ชั้นล่างสุด” และอาจจะเป็นจำนวนมากที่สุดที่ประเทศของเราผลิตคนออกมา จนได้หลายนักกฎหมายที่ท่องกฎหมายได้ ใช้กฎหมายบ่อย มีลีลาพลิกพลิ้วจนผู้คนยกให้เป็น “เกจิ” หรือบางคนก็มากด้วยเล่ห์ ฉ้อฉล คดงอต่อ “เจตนารมณ์กฎหมาย” จนได้ชื่อว่า “อาจารย์” ทำให้พื้นที่ยืนสำหรับนักกฎหมายที่มุ่งผดุงความยุติธรรมหดแคบลงพร้อมๆ กับการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศสูงขึ้น

ถ้าการสอนกฎหมายในประเทศยังติดอยู่แค่กระพี้ของมนุษย์ ไม่หยั่งลึกถึงความเป็นมา เจตนารมณ์ของแต่ละแนวความคิดแต่ละถ้อยคำสำนวนตัวบท ระบบยุติธรรมไทยก็น่าจะยังคงวกวนอยู่ที่เดิม นั่นคือ กฎหมายจะไม่ถูกใช้ไปเพื่อปกป้องคุ้มครองสังคม กติกาจะไม่เป็นกติกา ผู้คนจะเชื่อในลัทธิพวกใครพวกมันและคนชั้นบนสุด 1% จะกวาดเอาไปทุกอย่าง

หลังจากที่ “รวยล้นฟ้า” แล้วยังสามารถ “โกง” ได้อีก โดยไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย!

ความไม่ยุติธรรมทางกฎหมายจึงไม่มี

เช่นเดียวกับ “การเมือง” ที่ป่าเถื่อนเหลวแหลก แม้จะประกาศว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกครั้งที่มีการใช้อาวุธสงคราม ใช้กำลังพลของกองทัพ และใช้เงินงบประมาณแผ่นดินทำรัฐประหารก็ไม่เคยถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

การบังคับใช้กฎหมายมีการ “เลือกข้าง”

ปืนมา กฎหมายเงียบ ประเทศเข้าสู่สภาวะป่าเถื่อนเช่นเดียวกับในยามสงคราม

ยามสงบปล่อยให้อภิสิทธิ์ชนหยิบมือเดียวเป็นผู้ควบคุมกลไกและบงการให้เป็นไปตามความต้องการ

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งตอกย้ำว่าการดำรงอยู่ของ “คน” และ “องค์กร” ซึ่งมีความรับผิดชอบตามกฎหมายนั้นเปล่าประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่

วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ให้ความหมายกับ “ป.ป.ช.” ว่า เป็นองค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ “ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” ไม่ใช่องค์กรชี้ขาดตัดสิน

เปรียบได้กับองค์กรอัยการ มีหน้าที่ตรวจสอบกลั่นกรองและวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนสอบสวนว่า “ฟ้อง” หรือ “ไม่ฟ้อง”

ถ้าไม่ฟ้อง คดีนั้นก็ไม่ถึงมือศาล

กรณีศักดิ์สยาม ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยว่า “ซุกหุ้น” และให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ป.ป.ช.ยกคำร้อง ก็คือไม่ส่งฟ้องศาล

ด้วยเหตุผลว่า ไม่ได้ตั้งใจปกปิดทรัพย์สินหรือไม่ได้ตั้งใจซุกหุ้น

ส่วนกรณี 44 ส.ส.ของพรรคประชาชน (ฝ่ายนิติบัญญัติ) ซึ่งมีหน้าที่แก้ไขปรับปรุงและบัญญัติกฎหมาย เข้าชื่อกันเพื่อแก้ไขปรับปรุงกฎหมายนั้น ป.ป.ช.ส่งฟ้องศาล ทั้งที่ข้อเท็จจริง กฎหมายที่ว่าจะแก้ไขนั้นก็ยังไม่ไปสภาฯ!?!!!

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_893634


 

ชายคนนี้ พูดแล้วทำ ! คุณว่าไง?






 https://www.facebook.com/PPTVHD36/videos/1630672094837429/




รวยไม่ไหวแล้วโว้ย!! ภาคประชาชน จี้ รัฐบาลอนุทินหยุดทางด่วนชั้นที่2 หยุดโหดเหี้ยมต่อประชาชนแลกเอกชนรวยข้ามศตวรรษได้แล้ว !!??


ภาคประชาชน จี้ยุติทางด่วน 2 ชั้น ทำรัฐสูญรายได้ 1.7 แสนล้าน : 04-05-69 | iNN Top Story

INNNews

Premiered 12 hours

สถานการณ์การคัดค้านโครงการก่อสร้างทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน - พระราม 9 มีความเข้มข้นขึ้น เมื่อกลุ่มภาคประชาชน ชุมชน และฝ่ายการเมือง ได้เคลื่อนไหวจี้ให้รัฐบาลยุติโครงการนี้ และเห็นตรงกันว่าการก่อสร้างดังกล่าวส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน ทั้งยังทำให้รัฐเสียผลประโยชน์มูลค่ารวมกว่า 170,000 ล้านบาท จากเงื่อนไขการขยายสัมปทานทางด่วนศรีรัชออกไปอีก 22 ปี จากเดิมที่จะสิ้นสุดปี 2578 ขยายไปถึงปี 2601 แลกกับการให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนทางด่วน 2 ชั้น เตรียมเข้าพบนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) พิจารณายุติโครงการ

https://www.youtube.com/watch?v=Vj1GqhnGVLs
.....

รสนา โตสิตระกูล
Yesterday
·
รวยไม่ไหวแล้วโว้ย!! รัฐบาลอนุทินหยุดทางด่วนชั้นที่2 หยุดโหดเหี้ยมต่อประชาชนแลกเอกชนรวยข้ามศตวรรษได้แล้ว !!??
รัฐบาลนายอนุทิน โปรดฟังคำแถลงการณ์ของชาวชุมชนที่คัดค้านการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่2 ตลอดเส้นทาง17 กิโลเมตรจาก งามวงศ์วานถึงพระราม9 ที่รัฐบาลกำลังมุ่งมั่นจะต่อสัมปทานให้เอกชนอีก 22ปี 5เดือน
หลังจากเอกชนหมดสัมปทาน 30ปีไปแล้วตั้งแต่ปี2563 และรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยได้ต่อสัมปทานให้เอกชนอีก 15 ปี ซึ่งจะหมดสัมปทานในปี 2578 รวมเป็นสัมปทานที่เอกชนได้ไปแล้วถึง 45ปี แต่เอกชนและนักการเมืองยังรวยไม่พอ จึงยังต้องการหาทางให้ได้สัมปทานเพิ่มอีก 22ปี 5 เดือน ข้ามศตวรรษไปถึงปี 2601 ใช่หรือไม่?
ข้ออ้างในการต่อสัมปทาน22ปี 5เดือน คือเอกชนจะสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 มูลค่า 35,000 ล้านบาทให้ อ้างเพื่อลดจราจรติดขัด จากทางด่วนงามวงศ์วานถึงทางด่วนพระราม9 ซึ่งเป็นไปได้น้อยมาก เพราะรถติดจากพื้นผิวจราจรที่ไม่สามารถขยายได้ ทางด่วนชั้นที่2 จึงเป็นได้แค่ที่จอดรถเพิ่มบนอากาศเท่านั้นเอง
ข้ออ้างสร้างทางด่วนชั้นที่2 เพื่อต่อสัมปทานเอกชนอีก 22ปี 5เดือน ต้องแลกด้วยการสูญเสียประโยชน์ของประชาชนอย่างน้อย 4 ประการ
1)การก่อสร้างทางด่วนชั้นที่2 มูลค่า 35,000 ล้านบาท ต้องแลกด้วยเงินส่วนแบ่งของทางด่วนจากการทางพิเศษ (กทพ.) ปีละประมาณ 7,500 ล้านบาท 22 ปี 5เดือน กทพ.ต้องจ่ายส่วนแบ่งให้เอกชนประมาณ 170,000 ล้านบาท ถ้าไม่ต่อสัมปทาน เงินส่วนนี้จะเป็นประโยชน์มาลดค่าทางด่วนให้ประชาชนได้อย่างยั่งยืนกว่า
2)ชาวชุมชนใต้ทางด่วนหลายสิบชุมชนตลอดเส้นทาง 17 กิโลเมตรใต้เส้นทางการก่อสร้างต้องเสียสละคุณภาพชีวิต ทั้งจากเรื่องเสียง เรื่องฝุ่น และความปลอดภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุการก่อสร้าง ชุมชนเหล่านั้นจะถูกปิดกั้นเส้นทางเข้าออกจากชุมชน ทำให้ใช้ชีวิตยากลำบากขึ้น หากมีกรณีเพลิงไหม้ หรือ มีคนป่วยในชุมชนก็จะลำบากในการมีรถใหญ่เข้าไปดับเพลิง หรือรถเข้าไปรับผู้ป่วย
3)หากมีการทำสัญญาต่อสัมปทาน กทพ.ต้องส่งมอบพื้นที่โดยรอบเส้นทาง 17 กิโลเมตรให้เอกชนภายใน 60-90 วัน หากไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ตามกำหนด จะต้องถูกปรับ เท่าที่ได้ข้อมูลคือเอกชนจะไม่ปรับเป็นเงิน จะขอขยายเวลาสัมปทานแทน ใช่หรือไม่
4) โครงการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่2 กำลังย้ายความเสี่ยงมาที่ใจกลางกรุงเทพ ชาวกรุงเทพฯต้องยอมรับความเสี่ยงซ้ำซาก หากมีเหตุคานหรือเครนยักษ์ถล่ม ดังเช่นที่เกิดบ่อยครั้งที่ถนนพระราม2 และล่าสุดสดๆร้อนๆ ที่เกิดเครนลอนเชอร์ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟขบวนด่วนพิเศษที่กำลังวิ่งอยู่ตรงจุดสีคิ้ว โคราช
โอกาสเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เช่นมีเศษอิฐ หิน ดินปูนตกใส่รถที่กำลังขับอยู่เบื้องล่าง เหมือนที่เคยเกิดเหตุมานับครั้งไม่ถ้วนที่ถนนพระราม 2 มาแล้ว หรือหากเกิดอุบัติเหตุจากการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่2 ถล่มทับทางด่วนขั้นที่1 ดังที่เคยเกิดเหตุที่ถนนพระราม2 มาแล้ว หรืออุบัติเหตุคานยักษ์ถล่มจากแผ่นดินไหว เหมือนที่เคยถล่มตึกสตง.เมื่อปีที่แล้วระหว่างก่อสร้างก็จะเป็นโศกนาฏกรรมใหญ่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯที่มีโอกาสเป็นอัมพาตทั้งเมืองได้ ใช่หรือไม่ ?!!
ทางด่วนชั้นที่2 โครงการลดจราจรติดขัด มันคุ้มค่ากับความเสี่ยง ความไม่ปลอดภัย ความกังวลของผู้อยู่อาศัย และผู้เดินทางหรือไม่ และคุ้มค่ากับเงิน 170,000 ล้านที่ต้องเสียให้เอกชนหรือไม่ ?!?
การที่รัฐบาลไม่ฟังเสียงคัดค้านโครงการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่2 ซึ่งไม่มีประเทศไหนทำการก่อสร้างบนพื้นที่มีการสัญจรไปมาหนาแน่นในใจกลางเมือง หรือมีรถติดแออัดที่ถนนเบื้องล่างอย่างไทยแลนด์แดนสยามแห่งนี้อีกแล้ว หากเกิดอุบัติเหตุ จะกลายเป็นโศกนาฏกรรมใหญ่ของบ้านเมือง ใช่หรือไม่
ขอให้คนกรุงเทพฯร่วมกันคัดค้าน ให้รัฐบาลหยุดโครงการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่2 ที่ไม่สนใจความปลอดภัยของชีวิต ทรัพย์สินและสุขภาพของประชาชน เป็นความโหดเหี้ยมที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีรัฐบาลไหนกล้าทำได้เช่นนี้เพื่อหวังให้กลุ่มทุนรวยไม่รู้จบเช่นนี้ ใช่หรือไม่ ?!?
รสนา โตสิตระกูล
3 พค. 2569
คำแถลงการ
แถลงการณ์ชุมชนใต้ทางด่วน
คัดค้านโครงการก่อสร้างทางด่วนยกระดับ 2 ชั้น (Double Deck) อย่างถึงที่สุด
-------------------------------
​พวกเราในนามของประชาชนจากชุมชนพญาไท ราชเทวี จตุจักร ผู้ใช้ชีวิตอยู่ใต้ทางด่วนศรีรัช ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 ขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนและหนักแน่นว่า เราไม่ยอมรับและคัดค้านอย่างถึงที่สุดต่อโครงการก่อสร้างทางด่วนยกระดับ 2 ชั้น (Double Deck) เส้นทางงามวงศ์วาน – พระราม 9 ซึ่งกำลังถูกผลักดันภายใต้ชื่อของการแก้ไขปัญหาการจราจร แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของผู้คนที่ต้องอาศัยอยู่ใต้โครงสร้างทางด่วนมาอย่างยาวนาน
​สำหรับพวกเรา ทางด่วนไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานของเมือง แต่คือภาระที่กดทับชีวิตในทุกวัน เราต้องอยู่กับเสียงรบกวนตลอด 24 ชั่วโมง สูดอากาศที่ปนเปื้อนฝุ่นละอองและมลพิษ ถูกจำกัดด้วยแสงสว่างที่ไม่เพียงพอ และมีข้อจำกัดในการดำรงชีวิตในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความไม่สะดวก แต่คือความเสียหายต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่สะสมอย่างต่อเนื่องโดยที่เราไม่มีอำนาจในการเลือก
​ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่พวกเราต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในระดับสูงสุด โครงสร้างทางด่วนขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่เหนือศีรษะของเรา หน่วยงานภาครัฐไม่ได้สร้างความมั่นคง หรือหลักประกันความปลอดภัยให้กับพวกเราแต่อย่างใด หากแต่ผลักความเสี่ยงมาที่พวกเรา จากอุบัติเหตุ การร่วงหล่นของวัสดุ และความเสียหายจากการก่อสร้าง ซึ่งล้วนเป็นภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อโดยที่เราไม่สามารถป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ การก่อสร้างทางด่วนซ้อนขึ้นไปอีกชั้นจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มโครงสร้าง แต่คือการเพิ่มน้ำหนักของความเสี่ยงลงบนชีวิตของพวกเราอย่างชัดเจน
​ในขณะที่เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยย้ำถึงการยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต รวมถึงหากการดำเนินการของรัฐหรือโครงการที่รัฐอนุญาตอาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือชุมชน รัฐต้องจัดให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบ รวมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและเปิดเผยข้อมูลก่อนตัดสินใจดำเนินการ พร้อมทั้งต้องลดผลกระทบให้มากที่สุด และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว
​พวกเราขอตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า โครงการทางด่วน 2 ชั้นนี้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวอย่างไร เมื่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือประชาชนที่อยู่ใต้ทางด่วนกลับต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น สุขภาพที่ถูกบั่นทอน และคุณภาพชีวิตที่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งนี้ไม่ใช่การพัฒนาเพื่อประชาชน แต่คือการผลักภาระของการพัฒนาไปให้คนกลุ่มหนึ่งต้องแบกรับอย่างไม่เป็นธรรม
​แม้โครงการจะผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย แต่กระบวนการดังกล่าวไม่เคยสะท้อนเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างแท้จริง เสียงของคนใต้ทางด่วนยังคงถูกมองข้าม ขณะที่การตัดสินใจเชิงนโยบายยังคงยึดโยงกับตัวเลขทางเศรษฐกิจและมิติทางเทคนิคเป็นหลัก โดยละเลยมิติด้านความปลอดภัย สุขภาวะ และความเป็นธรรมในการใช้พื้นที่เมืองอย่างชัดเจน
​พวกเราขอยืนยันว่า ชีวิตของเราไม่ใช่ต้นทุนของนโยบายรัฐ และความปลอดภัยของเราไม่ใช่สิ่งที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับการพัฒนาใด ๆ ได้ พวกเราขอเรียกร้องให้มีการยุติและทบทวนโครงการทางด่วน 2 ชั้นนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ พร้อมทั้งต้องมีการเปิดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ และรัฐต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างชัดเจนว่าจะไม่ดำเนินโครงการใดที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
​พวกเราจะไม่ยอมให้คำว่านโยบายเพื่อประชาชนเป็นเพียงถ้อยคำในเอกสาร ในขณะที่ความเป็นจริงคือประชาชนบางกลุ่มต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความเสี่ยงอย่างไร้หลักประกันความปลอดภัย หากเสียงของพวกเรายังคงถูกเพิกเฉย พวกเราจะยกระดับการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องชีวิต สิทธิ และศักดิ์ศรีของเราอย่างถึงที่สุด

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1489099515923056&id=100044690642442




มองพรรคประชาชนจากอีก 2 มุม : ธนาพล อิ๋วสกุล - อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย


ภาพจาก The Momentum

Thanapol Eawsakul 
2 hours ago
·
ความอันตรายของพรรคประชาชน ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องนโยบายแหลมคมหรือไม่
เท่ากับความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่อำนาจรัฐ
......
ความอันตรายของพรรคส้ม ตั้งแต่อนาคตใหม่ก้าวไกลมาจนถึงประชาชน
ในสายตาของชนชั้นนำ
ไม่ใช่นโยบายที่แหลมคม
พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอะไรหรอกครับ
หรือแม้แต่ มาตรา 112 ก็เพียงแต่แก้ไข ไม่ได้ยกเลิก
ดังเช่นที่พรรคสามัญชน ได้เสนอยกเลิกมาตรา 112 แต่กลับไม่เป็นอะไรเลย
อย่าว่าแต่ยุบพรรคเลยครับไม่มีนักร้องคนไหนสนใจไปร้อง ให้ยุบพรรคแต่อย่างใด
เพราะบรรดานักร้องรู้ว่าเสียเวลาเปล่า
ดังนั้นเหตุผลจึงไม่ใช่เนื้อหา หรือนโยบาย
แต่เหตุผลสำคัญก็คือพรรคส้ม มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเข้าสู่อำนาจรัฐ
และฝ่ายที่เสวยสุขในตอนนี้ก็รู้ดีว่า
พรรค ประชาชนที่เป็นยุคที่ 3 ของพรรคส้ม จะมาทุบหม้อข้าว ที่ตัวเองเสวยสุข
ไม่ว่าจะเป็น
รัฐราชการรวมศูนย์โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย
กองทัพโดยเฉพาะทหารพาณิชย์ ที่กอบโกยผลประโยชน์มหาศาล การปฏิรูปกองทัพจะทำให้ หม้อข้าวของตัวเอง ถูกดึงกลับมา เป็นส่วนหนึ่งของรัฐและแบ่งปันผลประโยชน์กันใหม่
ทุนผูกขาด ที่กอบโกยขูดรีด ไม่เพียงแต่ ประชาชนตาดำๆเท่านั้น แต่กลุ่มทุน อื่นๆในประเทศที่ไม่ได้สวามิภักดิ์ ก็จะ ถูกคุณผูกขาดเหล่านี้ สูบ เลือดสูบเนื้อไป เช่นกัน
สุดท้ายก็คือรัฐพันลึก ที่ใช้อำนาจ โดยไม่ต้องรับผิดชอบ

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26992676503705833
.....

Jaran Ditapichai
13 hours ago
·
ไม่ได้เขียนถึงพรรคประชาชนมาค่อนข้างนาน แม้มีการเปลี่ยนคณะกรรมการใหม่ก็ตาม คงต้องย้ำอีกครั้ง ตราบใดพรรคนี้ยังเป็นกองหน้าต่อสู้กับระบอบเก่า ผมจะสนับสนุนต่อไป พร้อมๆกับช่วงชิงพรรคกลางๆ ผลักดันพรรครั้งท้าย
ต่อรัฐบาลอนุทิน จะคัดค้านต่อต้านเหมือนเดิม
แนวทางนี้ ไม่เปลี่ยนแปลง ครับ
.....

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ รัฐพันลึก

รัฐพันลึก (Deep State) ในบริบทการเมืองไทยหมายถึงเครือข่ายอำนาจที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง ประกอบด้วยกองทัพ ข้าราชการระดับสูง และกลุ่มทุน ที่ทรงอิทธิพลเบื้องหลังและควบคุมทิศทางรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เป็นแนวคิดที่นักวิชาการใช้ใช้อธิบายโครงสร้างอำนาจที่แท้จริงซึ่งพยายามรักษาความมั่นคงเดิมในประเทศ

ลักษณะสำคัญของรัฐพันลึกในไทย:

โครงสร้างอำนาจซ้อน: กองทัพและข้าราชการมีบทบาทสูงในการกำหนดนโยบายและควบคุมรัฐบาล
เครือข่ายความสัมพันธ์: มีการผสานกำลังระหว่างผู้กุมกำลังอาวุธ ทุน และองค์กรอิสระ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของกลุ่ม

ผู้กุมบทบาท: มักถูกมองว่าคือผู้เขียนบทเบื้องหลังการเมือง โดยเฉพาะในช่วงการจัดตั้งรัฐบาลหรือการล้มกระดานทางการเมือง

อิทธิพลต่อเสถียรภาพ: กลุ่มนี้เชื่อว่ามีส่วนทำให้ไทยเข้าใกล้ "รัฐล้มเหลว" (Failed State) ในสายตาของผู้มองเห็นปัญหา

มุมมองทางวิชาการและการเมือง:

Eugénie Mérieau นักรัฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้นำแนวคิดนี้มาใช้อธิบายการเมืองไทย โดยเฉพาะหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

มีการวิเคราะห์ว่า รัฐพันลึกไทยมีลักษณะคล้ายกับกลุ่มอำนาจในประเทศอย่างตุรกี อียิปต์ และปากีสถาน
มักถูกอ้างถึงว่าเป็นกลุ่มที่ทำให้เกิด "รัฐซ้อนรัฐ" หรือ "รัฐเงา" ที่ทำงานคู่ขนานกับรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย 

แนวคิดนี้มักถูกนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ที่การเมืองไทยดูเหมือนมี "คนเขียนบท" ที่อยู่เหนือการเลือกตั้งของประชาชน



“ปิยบุตร แสงกนกกุล” โพสต์แรง ! ร่ายยาวทิศทางปฏิรูปพรรคประชาชนรอบใหม่ - ถ้าพรรคฯ ไม่ย้อนกลับสู่จุดกำเนิดก็ไม่จำเป็นต้องมีอยู่อีกต่อไป !


TheDaily_ข่าวร้อนวันนี้
@TheDaily_Thai

“ปิยบุตร แสงกนกกุล” โพสต์แรง ! ร่ายยาวทิศทางปฏิรูปพรรคประชาชนรอบใหม่ - ถ้าพรรคฯ ไม่ย้อนกลับสู่จุดกำเนิดก็ไม่จำเป็นต้องมีอยู่อีกต่อไป !
.
หากไม่มีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
หากไม่มีรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

หากปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ องค์กรตุลาการ องค์กรอิสระ ตลอดจนชนชั้นนำจารีตประเพณี
หากปราศจากซึ่งการก่อรูปของระบอบตามรัฐธรรมนูญ 2560

หากบรรดานักการเมืองดั้งเดิมแนวบ้านใหญ่ไม่สวามิภักดิ์ต่อชนชั้นนำ
หากบรรดานักการเมืองดั้งเดิมไม่สมคบกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่กินรวบประเทศ

ก็ไม่มีความจำเป็นใดต้องก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่

พูดให้ชัดขึ้น ก็คือ กำเนิดของพรรคอนาคตใหม่ และการดำรงสืบเนื่องเป็นพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในวันนี้ คือ ปฏิกริยาต่อสภาพการเมืองและเศรษฐกิจตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

การดำรงอยู่ของพรรคนี้ อย่างน้อยๆ ก็ในช่วงชีวิตแรก 1-2 ทศวรรษนี้ จึงสัมพันธ์กับเรื่องการปฏิรูปอย่างถึงรากทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

เมื่อไรที่พรรคพูดเรื่องปัญหาขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ต้องไม่ได้หมายความแต่เพียง “คน” ที่มาดำรงตำแหน่ง แต่ต้องไปให้ไกลถึงการตั้งประเด็นเรื่องอำนาจขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ หรือไปให้ถึงการตั้งคำถามว่าองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญแบบนี้ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ อย่างไร

เมื่อไรที่พรรคพูดเรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ต้องไม่ได้หมายความแต่เพียงการทำให้คนไม่สูญเสียเวลาในชีวิตไปเป็นปี แต่ต้องชี้ให้เห็นว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ขั้นมูลฐาน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำพลเรือนให้มีความเป็นทหาร

เมื่อไรที่พรรคมุ่งมั่นตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องไม่เป็นเพียงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้โดดเด่น หรือแข่งขันกับพรรคฝ่ายค้านอื่น ต้องไม่เป็นเพียงการ “แฉ” รายวัน/รายสัปดาห์ เพื่อให้พรรคหรือนักการเมืองของพรรคมีแสงส่อง และต้องไม่เป็นเพียง “กระบอกเสียง” ให้แก่ข้าราชการที่ทนไม่ไหวหรือประชาชนที่ประสบปัญหาถูกรีดไถ ตบทรัพย์ เท่านััน แต่ต้องขยายและชี้ให้เห็นถึงประเด็นโครงสร้าง สัมพันธภาพทางอำนาจระหว่าง “ทุน-นักการเมือง-ราชการ“ โยงใยไปถึง ”ยอดปิระมิด“ และการกินรวบประเทศ

หากวันนี้ พรรคไม่ทำภารกิจเรื่องเหล่านี้ หรือไม่ย้อนกลับไปคิดถึงเหตุแห่งกำเนิดพรรคแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีพรรคนี้ต่อไป

หรือหากจะมีพรรคต่อไป พรรคก็จะกลายเป็นเพียงที่รวมตัวกันของคนที่ประสงค์เข้ามาทำงานการเมือง อยากเอาความรู้ความสามารถที่ตนร่ำเรียน มีประสบการณ์ มาช่วยพัฒนาประเทศ

นักการเมืองของพรรค ย่อมแปรสภาพไปเป็นนักเลือกตั้ง เอาชนะเลือกตั้งให้ได้สม่ำเสมอ

ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางของพรรค ย่อมแปรสภาพไปเป็นเทคโนแครต “ปะผุซ่อมแซม” เป็นจุดตามที่ตนเองถนัด

หากเป็นเช่นนี้... ก็ไม่มีความแตกต่างจากพรรคอื่นๆ

เพียงแต่รูปโฉมดูสดใสใหม่กว่าเดิมๆ เท่านั้น

การหลอมรวมความคิดภายในพรรคให้เป็นเอกภาพ จำเป็นอย่างยิ่งต้องถกกันถึงเหตุแห่งกำเนิดพรรค และพิจารณาร่วมกันว่า เหตุเหล่านี้ได้ลดความสำคัญหรือถูกขจัดแล้วหรือยัง

หากคำตอบร่วมกันมีว่า สถานการณ์เปลี่ยนแล้ว ไม่มีความจำเป็นแล้ว ก็ละทิ้งแนวทางตั้งต้นไปเสีย

หากคำตอบร่วมกันยังยืนยันว่า สภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ยังคงเหมือนเดิมที่่เป็นมาตลอด 2 ทศวรรษ หรือเลวร้ายกว่าเดิมแล้วล่ะก็ พรรคก็ต้องเดินหน้าตามเข็มมุ่ง ทำให้คนไทยเห็นพ้องต้องกันให้ได้ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปอย่างถึงรากขนานใหญ่ และพรรคคือตัวแทนแห่งความหวังที่จะรับภารกิจประวัติศาสตร์ไปปฏิรูปให้สำเร็จจงได้

https://x.com/TheDaily_Thai/status/2051317609975709907





ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจหาดูได้ยาก มีผู้พบเห็นปรากฏการณ์ "เมฆสีรุ้ง" อันหาได้ยาก ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือประเทศอินโดนีเซีย






https://x.com/nexta_tv/status/2051255264695976142

น่าทึ่งมาก! มีผู้พบเห็นปรากฏการณ์ "เมฆสีรุ้ง" อันหาได้ยาก ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือประเทศอินโดนีเซีย

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์ส่องผ่านละอองน้ำหรือผลึกน้ำแข็งขนาดจิ๋วที่ลอยอยู่ในก้อนเมฆ

หากก้อนเมฆเหล่านั้นมีความบางเบาและตั้งอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ แสงจะถูก "แยกออก" เป็นสีสันต่างๆ ก่อให้เกิดลวดลายที่สว่างไสวและระยิบระยับคล้ายกับสีรุ้ง



บทความจาก FP เรื่อง For What AI Could Do to Democracies, Look to the Petrostates น่าสนใจ ผู้เขียนเสนอว่า ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ AI ก่อให้เกิดต่อระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ความยากจนหรือการตกงาน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงใน "สัญญาทางสังคม" อนาคตที่ "ร่ำรวยแต่ไร้อิสรภาพ"



บทความเรื่อง "สิ่งที่ AI อาจก่อให้เกิดกับระบอบประชาธิปไตย ให้ดูตัวอย่างจากรัฐที่ร่ำรวยน้ำมัน" โดย Cullen S. Hendrix ในนิตยสาร Foreign Policy โต้แย้งว่าภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ AI ก่อให้เกิดต่อระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ความยากจนหรือการตกงาน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงใน "สัญญาทางสังคม" ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองของประเทศที่ร่ำรวยน้ำมัน

ข้อโต้แย้งหลัก: จากผลิตภาพสู่ความไร้ค่า

Hendrix แนะนำว่าเราควรหยุดเปรียบเทียบ AI กับการปฏิวัติอุตสาหกรรม และเริ่มเปรียบเทียบผลกระทบทางเศรษฐกิจของมันกับการค้นพบน้ำมัน ในระบอบประชาธิปไตยทั่วไป รัฐบาลพึ่งพาแรงงานและภาษีของประชาชนจำนวนมากในการดำเนินงาน "สัญญาทางการคลัง" นี้บังคับให้ผู้นำต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในระดับหนึ่งเพื่อให้มั่นใจได้ถึงผลิตภาพทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ในทางตรงกันข้าม "รัฐที่ร่ำรวยน้ำมัน" (เช่น ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย) สร้างความมั่งคั่งมหาศาลจากทรัพยากรที่ต้องการแรงงานมนุษย์เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายได้ที่ผลิตได้ เนื่องจากรัฐไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานหรือภาษีของประชาชนเพื่อให้ร่ำรวย ประชาชนจึงกลายเป็น "สิ่งที่ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ"

ความคล้ายคลึงที่สำคัญ: "คำสาปทรัพยากร" สำหรับ AI

บทความนี้อธิบายว่า AI อาจก่อให้เกิด "คำสาปทรัพยากร" ที่คล้ายคลึงกันสำหรับระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ได้อย่างไร:

การแยกความมั่งคั่งออกจากแรงงาน: เช่นเดียวกับที่น้ำมันทำให้ชนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ สามารถสร้าง GDP มหาศาลโดยไม่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก AI ก็ทำให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและเจ้าของทุนสามารถสร้างมูลค่ามหาศาลด้วยพนักงานที่เป็นมนุษย์น้อยลงเรื่อยๆ

การกัดเซาะความรับผิดชอบ: เมื่อรัฐบาลไม่พึ่งพาประชาชนส่วนใหญ่สำหรับรายได้อีกต่อไป (เพราะความมั่งคั่งถูกสร้างขึ้นโดยระบบ AI อัตโนมัติและคนกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นเจ้าของ) แรงจูงใจในการรับฟังผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือลงทุนในความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาก็จะลดลง

เสถียรภาพแบบเผด็จการ: ในรัฐที่พึ่งพาน้ำมัน ความมั่งคั่งมักถูกใช้เพื่อ "ซื้อ" ประชาชนผ่านการอุดหนุนหรือเพื่อเป็นทุนในการเฝ้าระวังและการปราบปรามด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เฮนดริกซ์เตือนว่าความมั่งคั่งที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจถูกนำมาใช้ในลักษณะเดียวกัน: การให้ "รายได้พื้นฐานสากล" ที่ทำให้ประชาชนเงียบในขณะที่ชนชั้นนำด้านเทคโนโลยีกลุ่มเล็กๆ ถือครองอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงทั้งหมด

อนาคตที่ "ร่ำรวยแต่ไร้อิสรภาพ"

บทความสรุปว่า อันตรายไม่ได้อยู่ที่การล่มสลายสู่ความยากจนแบบใน "Mad Max" แต่เป็น "กรงกำมะหยี่" แห่งความมั่งคั่ง สังคมโดยรวมอาจร่ำรวยขึ้นอย่างมาก แต่ความมั่งคั่งนั้นจะกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม

หากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้บทบาทของแรงงานทั่วไปไร้ความสำคัญต่อรายได้ของรัฐ รากฐานทางประชาธิปไตยในด้านการเป็นตัวแทนและการเจรจาต่อรองก็อาจพังทลายลง ซึ่งจะทิ้งไว้เพียง "รัฐปิโตร AI" (AI Petrostates)—สังคมที่มั่งคั่งและมั่นคง ทว่าโดยเนื้อแท้แล้วขาดความเป็นประชาธิปไตย และถูกควบคุมโดยผู้ที่เป็นเจ้าของอัลกอริทึมเหล่านั้น

https://foreignpolicy.com/2026/04/30/petrostates-ai-democracies/




ไม่น่าเชื่อ เราเข้าไปสู่ยุค สงคราม 5.0 แล้ว มียูเครนป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุค "Warfare 5.0" ซึ่งแนวหน้าของการรบนั้นถูกกำหนดด้วยเทคโนโลยีการของกองทัพหุ่นยนต์มากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาเพียงแค่กำลังพลทหารเท่านั้น








https://x.com/AJEnglish/status/2051329334628040800
.....

ปัจจุบันยูเครนกำลังเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงระดับโลกไปสู่ "สงคราม 5.0" ซึ่งแนวหน้าถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีซิลิคอนมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะเป็นเพียงทหาร ณ เดือนพฤษภาคม 2026 การบูรณาการยานพาหนะภาคพื้นดินไร้คนขับ (UGV) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เปลี่ยนจากการทดลองไปสู่รากฐานสำคัญของยุทธศาสตร์ทางทหารของยูเครน

การเกิดขึ้นของกองทัพหุ่นยนต์

ยูเครนตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานที่จะให้ระบบหุ่นยนต์ดำเนินการด้านโลจิสติกส์ในแนวหน้า 100% เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนกำลังคนอย่างรุนแรง

การใช้งานจำนวนมาก: ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพียงอย่างเดียว ยูเครนได้ทำสัญญาซื้อ UGV จำนวน 25,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของผลผลิตทั้งหมดในปี 2025

ขอบเขตการปฏิบัติงาน: ภายในเดือนมีนาคม 2026 ระบบหุ่นยนต์ได้ดำเนินการภารกิจมากกว่า 9,000 ภารกิจต่อเดือน ตั้งแต่การส่งกระสุนไปจนถึงการอพยพผู้ป่วยทางการแพทย์

เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์: ในช่วงปลายปี 2025 และต้นปี 2026 ยูเครนบันทึกเหตุการณ์แรกของการยึดตำแหน่งของศัตรูโดยใช้แพลตฟอร์มไร้คนขับเพียงอย่างเดียว มีรายงานว่ายาน UGV ลำหนึ่งสามารถรักษาตำแหน่งการรบได้นานถึง 45 วันติดต่อกัน โดยต้องการการแทรกแซงจากมนุษย์เพียงแค่การบำรุงรักษาและการบรรจุกระสุนใหม่ทุกๆ 48 ชั่วโมง

🧠 บทบาทของ AI: ความเร็วเหนือความเป็นอิสระ

ในขณะที่ "หุ่นยนต์สังหาร" ในนิยายวิทยาศาสตร์ครองจินตนาการ การบูรณาการ AI ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การลดวงจรการตัดสินใจ:

การระบุเป้าหมาย: ซอฟต์แวร์ AI ในปัจจุบันประมวลผลฟีดวิดีโอหลายหมื่นรายการเพื่อระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นงานที่นักวิเคราะห์ที่เป็นมนุษย์จะทำไม่ไหว

การนำทางขั้นสุดท้าย: เพื่อรับมือกับการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างหนัก โดรนจึงถูกติดตั้งระบบ AI บนเครื่องที่สามารถ "ล็อกเป้า" และทำการโจมตีโดยอัตโนมัติเมื่อสัญญาณจากผู้ควบคุมถูกตัดขาด

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและงานวิศวกรรม: ปัจจุบันหุ่นยนต์อย่าง Bizon-L ถูกนำมาใช้ในการวางทุ่นระเบิด กำจัดลวดหนาม และกู้ยานพาหนะที่เสียหายใน "เขตสังหาร" ที่อันตรายเกินกว่าที่ทหารราบจะเข้าไปได้

🛡️ แนวโน้มในอนาคต

ความขัดแย้งนี้ได้กลายเป็น "ห้องทดลองยิงจริง" สำหรับบริษัทด้านการป้องกันประเทศทั่วโลก ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอย่างอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด วาเลรี ซาลูซนี ตั้งข้อสังเกตว่า หุ่นยนต์ยังไม่สามารถทดแทนทหารราบในการเคลียร์อาคารในเมืองหรือยึดครองภูมิประเทศที่ซับซ้อนได้ แต่แนวโน้มนั้นชัดเจน: สงครามกำลังเปลี่ยนไปสู่ฝูงระบบอัตโนมัติราคาประหยัดที่ปรับตัวได้

"หุ่นยนต์เลือดไม่ออก" — มิโคลา ซิงเควิช ผู้บัญชาการกองทัพที่สามของยูเครน

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นการตอบสนองที่สิ้นหวังและสร้างสรรค์ต่อสงครามที่ยืดเยื้อซึ่งการปกป้องชีวิตมนุษย์กลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเชิงกลยุทธ์

เพื่อให้เข้าใจถึงแนวคิด Warfare 5.0 อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาถึงวิวัฒนาการของ "ยุคสมัยแห่งการทำสงคราม" (Generations of Warfare) ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดที่ถูกนำเสนอขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1989 โดยนักวิเคราะห์ชาวอเมริกัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง William S. Lind) เพื่ออธิบายว่า "โฉมหน้าของสงคราม" ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรนับตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสมัยใหม่แต่ละยุคล้วนมีจุดกำเนิดมาจากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในด้านเทคโนโลยี (เช่น เครื่องจักรไอน้ำ หรือคอมพิวเตอร์) หรือในด้านแนวคิด (เช่น การกระจายอำนาจในการตัดสินใจ)

4 ยุคก่อน 5.0

1.0
1648 – 1860s (สงครามนโปเลียน)
กำลังพลจำนวนมาก ยุทธวิธีแบบแถวและขบวน ทหารในเครื่องแบบต่อสู้ในสนามรบเดียวกันด้วยปืนคาบศิลาและดาบปลายปืน

2.0
1860s – 1918 (สงครามโลกครั้งที่ 1)
อำนาจการยิงระดับอุตสาหกรรม "ปืนใหญ่พิชิต ทหารราบยึดครอง" เน้นการระดมยิงอย่างหนัก ปืนกล และสงครามสนามเพลาะ

3.0
1939 – ทศวรรษ 1980 (สงครามโลกครั้งที่ 2)
สงครามเคลื่อนที่เร็ว ความเร็ว การโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว และการเลี่ยงแนวข้าศึก (สงครามสายฟ้าแลบ) การใช้กำลังผสม (รถถัง + การสนับสนุนทางอากาศ) เพื่อทำลายแนวหลังของข้าศึก

4.0
ทศวรรษ 1980 – ทศวรรษ 2010
(การก่อความไม่สงบ) สงครามแบบไม่สมมาตร
การเบลอเส้นแบ่งระหว่าง "พลเรือน" และ "นักรบ" ยุทธวิธีแบบกองโจร การก่อการร้าย และกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ (เช่น อัล-เคดา)




ชวนอ่าน จดหมายถึงลูก ของ Thiago Avila 1 ใน 2 นักเคลื่อนไหวในขบวนเรือช่วยกู้กาซา 2 คนที่ถูกอิสราเอลจับตัวไป วัตถุประสงค์หลักของกองเรือช่วยเหลือฉนวนกาซา คือเพื่อส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เช่น อาหารและยารักษาโรค

https://www.facebook.com/thiago.avila.50/posts/985868117310481?ref=embed_post

❤️‍🩹 จากภายในเรือนจำ Thiago ได้บอกเล่าจดหมายฉบับนี้ผ่านทนายความของเขาว่า:
“ถึง Teresa ที่รัก,

พ่อต้องขอโทษด้วยที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่บ้านกับลูก

แต่น่าเสียดายที่พ่อของลูก แม่ของลูก และผู้คนอีกมากมายทั่วโลก ต่างเข้าใจถึงภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่เรามีหน้าที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วง

ในวันนี้ มีเด็กกว่าหนึ่งล้านคนกำลังเผชิญกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถูกปล่อยให้อดอยากจนเสียชีวิต ถูกตัดอวัยวะโดยปราศจากยาสลบ และต้องทนทุกข์จากแนวคิดอันน่าสะพรึงกลัวและเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลัทธิไซออนิสต์และลัทธิจักรวรรดินิยมคืออะไร

พ่อมั่นใจว่าลูกคงคิดถึงพ่อมากเหลือเกิน เช่นเดียวกับเหล่าพ่อและแม่ของเด็กๆ ชาวปาเลสไตน์ที่ต่างก็คิดถึงลูกๆ ของตนอย่างสุดหัวใจ และพร้อมจะแลกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตที่เปี่ยมด้วยความรัก ความสุข และความเบิกบานใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา ชนเผ่า หรือลักษณะอื่นใด

โลกของลูกจะปลอดภัยยิ่งขึ้น เพราะมีพ่อแม่มากมายที่ตัดสินใจสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าใบนี้ไว้ให้แก่ลูก

พ่อหวังว่าสักวันหนึ่งลูกจะเข้าใจว่า... เพราะพ่อรักลูกมากเหลือเกิน จึงไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นอันตรายต่อตัวลูกและเด็กคนอื่นๆ ยิ่งไปกว่าการต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ยอมรับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีกแล้ว

ขอให้ลูกจดจำพ่อไว้ในฐานะคนที่คอยร้องเพลงกล่อมและเล่นกีตาร์ให้ลูกฟังจนหลับใหล และเมื่อลูกเติบใหญ่ขึ้น แม่ของลูกก็จะเล่าให้ฟังว่า พ่อของลูกคือนักปฏิวัติผู้ยืนหยัดอย่างมั่นคงในความเชื่อที่จะสร้างโลกที่ดีกว่าใบนี้ให้เกิดขึ้นจริง แม้จะต้องเผชิญหน้ากับผู้คนที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในยุคนี้อย่าง Donald Trump, Benjamin Netanyahu และ Itamar Ben-Gvir ก็ตาม

ขออย่าให้ลูกลืมเรื่องราวของปาเลสไตน์เป็นอันขาด!

ด้วยความรักทั้งหมดที่มี,
Thiago Ávila
.....



นักกิจกรรมจากขบวนเรือช่วยเหลือฉนวนกาซา 2 คนที่ถูกอิสราเอลลักพาตัวไปคือใคร?

ไซฟ์ อาบู เคเชค ชาวสเปน และธิอาโก อาวิลา ชาวบราซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในนักกิจกรรม 175 คนที่ถูกอิสราเอลควบคุมตัวระหว่างเดินทางไปกับขบวนเรือช่วยเหลือฉนวนกาซา เป็นเพียงสองคนที่ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่

นักกิจกรรมสองคนจากขบวนเรือช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่มุ่งหน้าไปยังฉนวนกาซาถูกนำตัวขึ้นศาลอิสราเอลหลายวันหลังจากถูกลักพาตัวไปหลังจากการถูกควบคุมตัวพร้อมกับนักรณรงค์อีก 175 คนโดยอิสราเอลในน่านน้ำสากลใกล้กับกรีซ

ไซฟ์ อาบู เคเชค ชาวสเปน และธิอาโก อาวิลา ชาวบราซิล ได้อดอาหารประท้วงระหว่างถูกควบคุมตัว แม้ว่าพวกเขาจะยังคงดื่มน้ำอยู่ก็ตาม

ขบวนเรือซูมุดทั่วโลกซึ่งประกอบด้วยเรือมากกว่า 50 ลำ ได้ออกเดินทางจากฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี เมื่อวันที่ 12 เมษายน โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายการปิดล้อมฉนวนกาซาของอิสราเอลและนำเสบียงไปช่วยเหลือดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกทำลาย

ฉนวนกาซาถูกอิสราเอลปิดล้อมทางทะเล ทางบก และทางอากาศมาตั้งแต่ปี 2548 และตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2566 อิสราเอลได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการเข้าออกของดินแดนแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากร 2.3 ล้านคน

นักเคลื่อนไหวถูกกองกำลังอิสราเอลสกัดกั้นในน่านน้ำสากลนอกชายฝั่งกรีซเมื่อวันพฤหัสบดี พวกเขาทั้งหมดได้รับการปล่อยตัว ยกเว้นอาบู เคเชค และอาวิลา

ดังนั้น นักเคลื่อนไหวทั้งสองคนคือใคร และทำไมอิสราเอลจึงควบคุมตัวพวกเขา?

นี่คือสิ่งที่เราทราบ:

ไซฟ์ อาบู เคเชค คือใคร?
อาบู เคเชค เป็นพลเมืองสเปน-สวีเดนเชื้อสายปาเลสไตน์ที่ถูกลักพาตัวจากขบวนเรือนอกชายฝั่งเกาะครีตเมื่อวันพฤหัสบดี

ตามเว็บไซต์ของ Global Sumud Flotilla เขาอาศัยอยู่ในบาร์เซโลนาและได้จัดตั้งขบวนการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ทั่วยุโรปมานานกว่า 20 ปี เขาและภรรยามีลูกสามคน อายุหนึ่ง สี่ และเจ็ดขวบ

ก่อนเข้าร่วมขบวนเรือในปีนี้ “อาบูเคเช็กเป็นผู้จัดงานหลักในการเดินขบวนระดับโลกสู่กาซา และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มพันธมิตรระดับโลกต่อต้านการยึดครองปาเลสไตน์ และเป็นตัวแทนของกลุ่มสหภาพแรงงานระหว่างรัฐแห่งกาตาลุญญา (IAC)” เว็บไซต์ดังกล่าวระบุ

หลังจากที่อิสราเอลสกัดกั้นขบวนเรือเมื่อวันพฤหัสบดี อาบูเคเช็กถูกลักพาตัวและถูกนำตัวไปที่เรือนจำชิกมาในเมืองอัชเคลอน เรือนจำ Shikma (หรือที่รู้จักกันในชื่อเรือนจำ Ashkelon) ทางตอนใต้ของอิสราเอล มักถูกกล่าวหาอยู่บ่อยครั้งว่ามีการปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณและการทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่อิสราเอลเริ่มทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาเมื่อปี 2023

กลุ่ม Global Sumud Flotilla ได้ออกแถลงการณ์โดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าของนักเคลื่อนไหวที่ได้รับการปล่อยตัว ระบุว่า Abu Keshek ถูกกระทำทรมานบนเรือของกองทัพอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและศูนย์กฎหมายของอิสราเอลที่ชื่อว่า Adalah ได้เข้าเยี่ยมชายทั้งสองคนในเรือนจำ Shikma ภายในประเทศอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ และกล่าวว่า: “คำให้การอันน่าสะเทือนใจจากนักเคลื่อนไหวทั้งสองคน เผยให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงทางร่างกายและการถูกบังคับให้อยู่ในท่าทางที่สร้างความทรมาน (stress positions) เป็นเวลานาน โดยฝีมือของกองทัพอิสราเอล ตลอดช่วงสองวันที่พวกเขาใช้เวลาอยู่กลางทะเล”

แถลงการณ์ระบุว่า Abu Keshek “รายงานว่าเขาถูกมัดมือและปิดตา ถูกบังคับให้นอนคว่ำหน้าลงกับพื้นตั้งแต่ช่วงเวลาที่ถูกจับกุมตัวไปจนถึงเช้าวันนี้ ส่งผลให้เกิดรอยฟกช้ำที่ใบหน้าและมือของเขา”

แถลงการณ์ยังเสริมอีกว่า “Avila รายงานว่าเขาถูกกองทัพอิสราเอลปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณอย่างยิ่งในระหว่างปฏิบัติการเข้ายึดเรือ” ซึ่งรวมถึงการถูก “ลากคว่ำหน้าไปตามพื้นและถูกทุบตีอย่างรุนแรงจนถึงขั้นหมดสติไปถึงสองครั้ง”

นายกรัฐมนตรีสเปน Pedro Sanchez ได้ส่งสารถึงนายกรัฐมนตรีอิสราเอล Benjamin Netanyahu ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันศุกร์ โดยระบุว่าสเปนจะปกป้องพลเมืองของตนและยืนหยัดพิทักษ์กฎหมายระหว่างประเทศเสมอมา

“เราขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวพลเมืองชาวสเปนที่ถูกรัฐบาลของ Netanyahu ควบคุมตัวไว้อย่างผิดกฎหมาย” เขากล่าว

การกระทำของอิสราเอลยังได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงและการประณามจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลต่างประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศของตุรกีได้เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การกระทำเยี่ยงโจรสลัด”



Thiago Avila คือใคร?

Avila เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมและสิ่งแวดล้อมชาวบราซิล จากข้อมูลบนเว็บไซต์ของกลุ่ม Global Sumud Flotilla ระบุว่าชายวัย 38 ปีผู้นี้มีลูกสาววัยหนึ่งขวบครึ่งกับภรรยาของเขา และได้อุทิศตนเพื่อแสดงความเป็นปึกแผ่นกับชาวปาเลสไตน์มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี

เว็บไซต์ดังกล่าวระบุว่า “เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการอำนวยการของกลุ่ม Freedom Flotilla Coalition และยังเป็นหนึ่งในผู้ประสานงานบนเรือในภารกิจ Madleen ซึ่งถูกฝ่ายไซออนิสต์เข้าสกัดกั้นและจับตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2025” Avila ถูกคุมขังเดี่ยวภายในเรือนจำ Ayalon ของอิสราเอลเป็นเวลาหลายวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2025 ภายหลังจากที่เขาถูกจับตัวไประหว่างภารกิจของขบวนเรือ Freedom Flotilla

ตามข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตบราซิล ภายหลังการถูกควบคุมตัวในอิสราเอลเมื่อเร็วๆ นี้ ณ เรือนจำ Shikma นั้น Avila ได้แจ้งว่าตนถูกทรมาน ถูกทำร้ายร่างกายด้วยการทุบตี และถูกปฏิบัติอย่างมิชอบ

“ระหว่างการเข้าเยี่ยมซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด โดยผู้เข้าเยี่ยมและผู้ถูกคุมขังถูกกั้นด้วยกระจกและไม่สามารถสื่อสารกันได้อย่างอิสระนั้น เจ้าหน้าที่สถานทูตได้สังเกตเห็นร่องรอยบาดแผลที่ปรากฏชัดเจนบนใบหน้าของเขา ซึ่งเขาได้แจ้งว่าตนรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหัวไหล่” กลุ่ม Global Sumud Flotilla ระบุในแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง

แล้วศาลมีความเห็นว่าอย่างไร?

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ศาลในเมืองอัชเคลอน ประเทศอิสราเอล ได้อนุมัติขยายเวลาการควบคุมตัวนักกิจกรรมที่ถูกนำตัวมายังอิสราเอลเพื่อสอบสวนออกไปอีกสองวัน

“ศาลได้ขยายเวลาการควบคุมตัวพวกเขาออกไปอีกสองวัน” มิเรียม อาเซม ผู้ประสานงานด้านการสนับสนุนระหว่างประเทศขององค์กร Adalah ซึ่งเป็นตัวแทนของชายทั้งสามคน กล่าวกับสำนักข่าว AFP

ก่อนหน้านี้ ทางการอิสราเอลได้ขอให้ศาลขยายเวลาการควบคุมตัวพวกเขาออกไปอีกสี่วัน

“กลุ่มเรือ Global Sumud Flotilla ย้ำอีกครั้งว่า การบังคับส่งตัวพลเรือนจากน่านน้ำสากลและน่านน้ำยุโรปไปควบคุมตัว ประกอบกับข้อกล่าวหาที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการทรมานและการขาดกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และต้องมีการรับผิดชอบ” กลุ่มเรือดังกล่าวระบุในแถลงการณ์

องค์กรดังกล่าวยังเรียกร้องให้รัฐบาล องค์กรสิทธิมนุษยชน สถาบันทางกฎหมาย สื่อ และภาคประชาสังคมทั่วโลกเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขาด้วย

ที่มา Al Jazeera
Who are the two Gaza flotilla activists abducted by Israel?

https://www.aljazeera.com/news/2026/5/3/who-are-the-two-gaza-flotilla-activists-abducted-by-israel
3 May 2026



ขณะที่โลกกำลังจดจ่อกับการปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน คนอิหร่านนับล้านตกงาน ต้องเผชิญกับ ‘ความหายนะ’ จาก ' Operation Epic Fury'

https://www.youtube.com/shorts/XCgxl8DP6xY

Millions of jobs lost as Iranians battle ‘Operation Economic Fury’ | AJ #shorts

A fragile ceasefire may have paused the US-Israeli war on Iran, but the economic cost is crippling the daily lives of Iranians. The US is blockading Iranian ports, while the price of goods skyrockets and businesses struggle to keep employees.

งานนับล้านตำแหน่งสูญหายไป หลังอิหร่านเผชิญกับ ‘ปฏิบัติการทำลายเศรษฐกิจ’ อัลจาซีรา

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในอิหร่านได้มาถึงจุดวิกฤตแล้ว ขณะที่ประเทศกำลังรับมือกับผลกระทบจากปฏิบัติการทำลายเศรษฐกิจ จากรายงานล่าสุดของอัลจาซีรา สถานการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็น “ส่วนผสมที่เป็นพิษ” ของการปิดล้อมจากภายนอก ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ และการตัดสินใจเชิงนโยบายภายในประเทศ

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

วิกฤตการจ้างงาน: งานนับล้านตำแหน่งสูญหายหรือถูกระงับอย่างไม่มีกำหนด การเลิกจ้างส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ในอิสฟาฮานไปจนถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในเตหะราน

การล่มสลายของค่าเงิน: ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 1.84 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐในตลาดเปิด

ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง: ราคาสินค้าจำเป็น—รวมถึงอาหาร ยา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์—พุ่งสูงขึ้นทุกวัน ค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนลดลงเหลือต่ำกว่า 92 ดอลลาร์สหรัฐ (170 ล้านเรียล) ทำให้การดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องยากสำหรับหลายครอบครัว

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดวิกฤต

การปิดล้อมทางทะเล: การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านโดยสหรัฐฯ ได้จำกัดการส่งออกน้ำมันและการนำเข้าสินค้าจำเป็นอย่างรุนแรง

การยึดทรัพย์สิน: ภายใต้ปฏิบัติการ "Operation Economic Fury" รัฐบาลสหรัฐฯ รายงานการยึดทรัพย์สินสกุลเงินดิจิทัลของอิหร่านเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

โครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อ: การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมดที่เข้าสู่เดือนที่สามแล้ว ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและผลผลิตทางอุตสาหกรรม

ความไม่แน่นอนเชิงกลยุทธ์: มีรายงานว่าผู้ขายและธุรกิจต่างๆ ลังเลที่จะปล่อยสินค้าคงคลังหรือจ้างงาน เนื่องจากความผันผวนของค่าเงินเรียลและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานในอนาคต

การตอบสนองภายใน

ผู้นำสูงสุดคนใหม่ โมจตาบา คาเมเนอี ได้กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่าเป็น "การต่อสู้ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม" ที่ต้องเอาชนะควบคู่ไปกับความพยายามทางทหาร แม้ว่ารัฐบาลจะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้น 60% และให้เงินอุดหนุนเล็กน้อยสำหรับสินค้าจำเป็น แต่ประชาชนรายงานว่ามาตรการเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะรับมือกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง

ถึงแม้จะมีการหารือเรื่องการหยุดยิงชั่วคราวในเวทีระหว่างประเทศ แต่การปิดล้อมและการคว่ำบาตรยังคงสร้างแรงกดดันสูงสุดต่อเศรษฐกิจอิหร่าน ส่งผลให้ชีวิตประจำวันของประชากร 90 ล้านคนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ดังที่นักวิเคราะห์ได้กล่าวไว้



การที่ทรัมป์ประกาศว่า จะส่งกองทัพเรือเข้าคุ้มกันเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ใน ‘Project Freedom’ เป็นเรื่องทำได้จริงจริง หรือเป็นเพียงความพยายามที่จะฉุดราคาน้ำมันให้ลดต่ำลง ?







https://x.com/TheEconomist/status/2051319703612637371

บทความของ The Economist นี้เน้นย้ำว่า "โครงการเสรีภาพ" ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นแผนการที่จะนำเรือพาณิชย์หลายร้อยลำที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซออกจากพื้นที่นั้น น่าจะมีผลกระทบจำกัดด้วยเหตุผลหลักสองประการ:

1. ขาดการจราจรขาเข้า (บรรเทาชั่วคราวเท่านั้น)

โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การนำเรือออกจากอ่าวเปอร์เซีย มากกว่าการสร้างการไหลเวียนของการค้าแบบสองทาง บริษัทขนส่งและบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ระบุว่าจะไม่ส่งเรือใหม่เข้ามาในพื้นที่จนกว่าจะถือว่าปลอดภัยสำหรับการเดินเรือตามปกติ ดังนั้น เมื่อ "เรือที่ติดอยู่" (เรือที่จอดอยู่) ออกไปแล้ว ช่องแคบก็จะยังคงปิดให้บริการสำหรับการส่งออกน้ำมันและก๊าซใหม่ ซึ่งหมายความว่าการดำเนินการนี้เป็นการบรรเทาปัญหาชั่วคราวเพียงครั้งเดียวสำหรับตลาดโลก มากกว่าการฟื้นฟูการขนส่งทางเรืออย่างยั่งยืน

2. การให้ข้อมูลนำทางเทียบกับการคุ้มครองทางกายภาพ

ในเชิงโลจิสติกส์ กองทัพเรือสหรัฐฯ ขาดศักยภาพในการจัดหาเรือคุ้มกันติดอาวุธเฉพาะลำสำหรับเรือหลายร้อยลำที่กำลังติดอยู่ในภูมิภาคนี้ แทนที่จะใช้ "การคุ้มกันด้วยอาวุธเต็มรูปแบบ" แผนนี้อาศัย:

การแนะนำเส้นทาง: การให้ข้อมูลแก่เรือเกี่ยวกับเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงทุ่นระเบิดที่อิหร่านวางไว้

การตรวจสอบระยะไกล: การใช้โดรนและเครื่องบินเพื่อเฝ้าระวัง "เรือยุง" (เรือโจมตีเร็วของอิหร่าน) แต่ไม่มีการคุ้มกันแบบรายลำ

เนื่องจากแผนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการมีกำลังทหารเรือสหรัฐฯ อยู่เคียงข้างเรือทุกลำ จึงไม่สามารถขจัดความเสี่ยงจากการก่อกวนหรือการโจมตีด้วยขีปนาวุธได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการพาณิชย์จำนวนมากลังเลที่จะเคลื่อนย้ายแม้จะมี "คำแนะนำ" จากอเมริกา

บริบทของวิกฤต

โครงการริเริ่มนี้เกิดขึ้นในขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันแตะ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ใกล้ 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นแรงกดดันที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน แม้ว่าทรัมป์จะอธิบาย "โครงการเสรีภาพ" ว่าเป็นท่าทีด้านมนุษยธรรมเพื่อช่วยเหลือลูกเรือที่ขาดแคลนอาหารและน้ำ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่เป็นความพยายามที่จะลดความร้อนแรงของตลาดพลังงานโดยไม่ต้องเพิ่มกำลังทหารอย่างมหาศาลเหมือนภารกิจคุ้มกันเต็มรูปแบบ






 

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ และอิหร่าน ล่อแหลมต่อการล่มมาก เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าละเมิดข้อตกลง สหรัฐ-#อิหร่าน-ประเทศตะวันออกกลางเริ่มมาซัดกันนัวอีกแล้ว อิหร่านยิงโดรนโจมตีใส่ UAE และเรือรบสหรัฐฯ ส่วนสหรัฐฯบอกว่าเรือรบยังไม่โดนยิง



ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางซึ่งดำเนินมาหลายสัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังตกอยู่ในความไม่แน่นอนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2026 โดยทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าละเมิดข้อตกลง และมีการปะทะกันเล็กน้อยใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะมีรายงานว่ามีการหยุดยิงชั่วคราว แต่กองกำลังอิหร่านได้โจมตีเรือขนส่งสินค้าด้วยโดรนและขีปนาวุธ ขณะที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการทางทหารต่อเรือของอิหร่านเพื่อบังคับใช้ "โครงการเสรีภาพ" ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่การเคลียร์เส้นทางเดินเรือที่สำคัญนี้

สถานการณ์ความขัดแย้งปัจจุบัน (พฤษภาคม 2026)

การปะทะกันที่เกิดขึ้น: กองทัพเรือสหรัฐฯ รายงานว่าได้ทำลายเรือเล็กของอิหร่าน 6 ลำที่โจมตีเรือพาณิชย์และเรือรบของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2026

การกล่าวอ้างการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง: อิหร่านกล่าวหาว่าโครงการ "โครงการเสรีภาพ" ที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งออกแบบมาเพื่อคุ้มกันเรือพาณิชย์ที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ช่องแคบถูกปิดกั้น: อิหร่านยังคงพยายามควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนและอ่อนไหวต่อการกระทำที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้

การเจรจาล้มเหลว: ความพยายามที่จะเปลี่ยนจากการหยุดยิงไปสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนกำลังสะดุดลง โดยประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความสงสัยต่อข้อเสนอสันติภาพ 14 ข้อของอิหร่าน และระบุว่าพวกเขา "ยังไม่ได้จ่ายราคาที่มากพอ"

สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอนอย่างมาก โดยทำเนียบขาวและเจ้าหน้าที่อิหร่านมักให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับสถานะของการหยุดยิง ขณะที่เรือสินค้ายังคงติดอยู่ในภูมิภาคนี้







 

วันจันทร์, พฤษภาคม 04, 2569

เลือกผู้ว่าฯ กทม. ที่จริงทีม ‘ชัชชาติ’ นี่ก็นอนมาอยู่แล้ว แต่ผู้ชำนัญการเมืองกรุงเทพฯ บอกว่า “มันจำเป็นต้องส่ง” เพราะฐานเสียงเยอะ อย่างน้อยช่วยทีม สก.เข้าทั้งแผง

เลือกผู้ว่าฯ กทม. ที่จริงทีม ชัชชาติ นี่ก็นอนมาอยู่แล้วละ แต่ก็ดันมีคนขี้สงสัยไปถามว่า แล้วพรรคส้มจะส่งผู้สมัครของตัวไปลงทำไม นี่ไงมันทำให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นสิ ถ้าฟังการวิเคราะห์ผู้ชำนัญการเมือง กทม.อย่าง บก.ลายจุด

เขาบอกว่า “มันจำเป็นต้องส่ง...เพราะมันเป็นโอกาสทางการเมืองที่จะได้สื่อสารความคิดของพรรค และไม่มีสิทธิ์ที่จะหลบการแข่งขันในครั้งนี้” ได้ ในเมื่อฐานเสียงพรรคส้มใน กทม.เยอะอยู่ ไม่งั้นคงไม่กวาดเรียบ สส.ทุกเขต

อย่างไรเสียต้องยืนหยัดแสดงอุดมการณ์หลัก “เลือกพรรค ไม่ใช่เลือกคน” เห็นมีด้อม ปชน.ว่าไว้ออนไลน์ไม่กี่วันมานี้ “ทีมของพรรคประชาชน ปึ้กกว่าทีมชัชชาติหลายขุม” คงต้องรอดูการเปิดตัว ทั้งผู้ชิงนายกฯ และ สก.วันพรุ่งนี้ (๕ พฤษา)

ทั้งที่ระดับผู้นำทางอุดมการณ์ของพรรค อย่าง พรรณิการ์ วานิช แห่งคณะก้าวหน้า ยังบอกว่า “โอ๊ยย ยังไงอาจารย์ชัชชาติก็ชนะอยู่แล้ว นอนมา” ปล่อยให้มันจบๆ ไป จะไม่เข้าท่า “มันจะกลายเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ค่อยมีความหมาย”

ช่อบอกอย่าทำให้การเลือกตั้ง ๔ ปีครั้ง มันจืดชืดเสียเลย “ทุกการเลือกตั้งคือโอกาสของการเปลี่ยนแปลง” การมีผู้สมัครแข่งขันกันผลักดันของตนเอง มันจะทำให้การเลือกตั้งมีความหมาย มากกว่าปล่อยมันไปตามเพลง

สมบัติ บุญงามอนงค์ ก็ว่างั้น หากฐานเสียงเหนียวแน่นพอ “แต่จะอธิบายยังไงให้คนที่เลือก สส.ส้ม ไปเลือกผู้ว่าส้มด้วยเหตุผลของพรรค” เท่าที่มีข่าวขุดคุ้ยออกมาแล้ว ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่แคนดิเดทชิงผู้ว่าฯ ของ ปชน.ก็ไม่เลวหรอกนะ

เสียแต่ว่าตอนนี้ทางฝ่ายชัชชาติล้ำหน้าไปขุมหนึ่งแล้ว ไม่ต้องหาเสียง เพียงแค่โฆษณาผ่านทางราชกิจจานุเบกษา ก็เต็มไปด้วยเสียงมหาชนอูมอา ฮือฮา หาได้ที่ไหนในประเทศนี้ คณะผู้บริหารมหานคร ทำกำไรให้กรุงเทพฯ ตั้ง ๕ พันกว่าล้าน เมื่อปีที่แล้ว

“ดุลของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายตามงบประมาณ เป็นจำนวนเงินรวม ๕,๓๙๕,๕๖๙,๐๘๙.๔๔ บาท” แน่ะ เนื่องเพราะนอกจากมีการจัดเก็บรายได้สูงกว่าประมาณการ แล้วยังใช้จ่ายงบประมาณต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

นั่นหลังจากมี “ยอดเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี” กว่า ๑๕,๕๐๑ ล้านบาท เอาไปรวมกับรายจ่ายประจำ ๘๗,๑๒๘ ล้านบาทแล้วด้วย ผลออกมายังคงกำไรสุทธิอยู่ที่ ๑,๘๘๙ ล้านบาท

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/TYkRNDWiK, https://www.facebook.com/MatichonOnline/posts/DDLEe55No และ https://x.com/nuling/status/2050916494490702063)