วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 08, 2569

รมว.ยุติธรรมเป็นคนชี้ช่องเองมิใช่หรือ ว่าเว็บพนันจดทะเบียนนอกประเทศ ไม่ผิดกฎหมายไทย เลยต้องแก้แหกันวุ่น แต่มันสายเกินไปเยอะแล้วนะ ‘วินทิน’

อ้าวเฮ้ย ก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นคนชี้ช่องเอง มิใช่หรือ แล้วจะมาออกประกาศว่าข่าวบิดเบือนยังไง ประเทศนี้เละเทะไปใหญ่แล้ว จะหวังให้นายกฯ ไล่เบี้ยรัฐมนตรีบุรีรัมย์ก็คงยาก ทั่นมัวสาระวนกับการเติมซีอิ๊วผัดกะเพรา เติมเค็มไก่ทอดอยู่น่ะ

แล้วเพิ่งหน้าแตกจากการสั่งย้ายกลางน้ำ นายอำเภอบ้านสร้าง ปราจีนฯ หมาดๆ ข้อหาไม่ใส่ใจบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนระหว่างเกิดอุทกภัย ที่ไหนได้คลิปว่อน นอภ.เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ ลงเรือลุยน้ำตรวจเยี่ยมชาวบ้านกลางดึก

‘ลิซ่า’ ภคมน บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนสับยับอยู่นี่ “หากจะมีใครสมควรลาออก หรือโดนเด้งเพราะเกียร์ว่าง ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ คนนั้นควรเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล” เสียมากกว่า เพราะ “จนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่มีศูนย์บัญชาการสูงสุด ในการสั่งการแก้ปัญหาน้ำท่วม” เลย

ที่แก้กันเป็นลิงแก้แหก็เรื่องสามีชาวจีนของ สส.ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์ เป็นหุ้นส่วนใหญ่เว็บพนันออนไลน์ Shuffle.com ซึ่งอนิจจังแก้วิกฤตกันแบบทึ่มๆ ให้ รมว.ยุติธรรมรีบออกมาปกป้องสองผัวเมีย ว่าแค่สีเทาอ่อนๆ แม้หลักฐานยันโจ๋งครึ่ม

ทั่น พล.ต.ท.ยุทธพล เนาวรัตน์ บอกเว็บพนันรายนี้จดทะเบียนอยู่ที่ประเทศกูราเซา อยู่นอกเขตอำนาจไทย จึงถือว่าไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย พูดงั่งๆ อย่างนี้ มีคนออกมาเคาะกะโหลกเต็มอินเตอร์เน็ต แม้แต่รอยัลลิสต์ที่บูชา ร.๙ รายหนึ่งยังบอกว่า

แบบนี้บ่อนเขมรตามชายแดนก็ถูกต้องหมดละสิ “ไม่ว่าจะจดถูกกฎหมายจากประเทศไหน ถ้ามีการเล่นพนันออนไลน์จากในประเทศไทยไปยังเว็บนั้น ก็ผิดกฎหมายไทยทั้งสิ้น” ดังทนาย ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม บอกให้ รมว.ไปเรียน กม.อาญา ใหม่ได้แล้ว

ป.อาญา มาตรา ๗-๙ ระบุไว้ชัด “ความผิดอาญาแบบใดเป็นความผิดนอกราชอาณาจักร ซึ่งต้องรับโทษในราชอาณาจักร” พวกนักศึกษากฎหมายปีหนึ่ง ยังต้องรู้เรื่องนี้ ด้วยความฉ้อฉลของรัฐมนตรีบุรีรัมย์ จึงมีมือดีเอาไปประโคมว่าเว็บพนันทำได้ ถ้าไปตั้งนอกประเทศ

คราวนี้ตาลีตาเหลือกมาแก้ไข ออกแถลงการณ์ว่าเป็น “ข่าวบิดเบือน” มันสายเกินไปเยอะแล้วละ ‘วินทิน’  “Damage has been done.”

(https://www.facebook.com/NewsWorkpoint/posts/cgcjtauCG94, https://www.facebook.com/sr.bansrang/posts/033Vnb27u4 และ  https://www.facebook.com/watch?v=1452732560093205) 

รัฐบาลเอื้อประโยชน์บริษัทบุหรี่และเหล้า ไม่ต้องจ่าย ‘ภาษีบาป’ ปีละนับหมื่นล้านบาท ให้แก่ ๔ กองทุน ThaiPBS, สสส.(สร้างเสริมสังคมสันติสุข), กองทุนผู้สูงอายุ, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

ตามที่เป็นข่าวว่ารัฐบาล โดยรองนายกฯ ศุภชัย ใจสมุทร เสนอให้เปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนสนับสนุน ‘ไทยพีบีเอส’ จากภาษีสรรพสามิตบุหรี่และเหล้า ไปเป็นเงินจากงบประมาณโดยตรง ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นการที่จะเข้าไปกำกับสื่อสารมวลชนแห่งนี้นั้น

ยังมีแง่มุมกลเกมการเมืองอีกอย่างแฝงอยู่ นั่นคือเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการบุหรี่และเหล้า ให้ไม่ต้องจ่าย ‘ภาษีบาป’ ปีละนับหมื่นล้านบาทอย่างเคย เรื่องนี้ Smith Fa Srisont เขียนติงไว้ชัดเจน ว่ารัฐบาลกำลังแก้ไข พรบ.ดังกล่าว

“จนทำให้บริษัทบุหรี่และเหล้าไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เข้ากองทุนสี่กองทุน ได้แก่ ThaiPBS, สสส.(สร้างเสริมสังคมสันติสุข), กองทุนผู้สูงอายุ, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ...แบบนี้ประโยชน์ตกแค่บริษัทบุหรี่และเหล้า ประชาชนแทบไม่ได้ประโยชน์อะไร”

เขาอธิบายว่า ในปี พ.ศ.๒๕๔๔ มีการริเริ่มเก็บภาษีบาป หรือภาษีสุขภาพ (Sin tax) คือให้บริษัทบุหรี่และเหล้าต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ ๒% จากภาษีสรรพสามิตที่ตนต้องจ่ายเป็นประจำอยู่แล้ว ภาษีก้อนนี้จ่ายให้สี่กองทุนรวมกันเกือบหมื่นล้านบาท

ร่างแก้ไข พรบ.ทั้งสี่ขณะนี้อยู่ในระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามมาตรา ๗๗ แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๑๔ ตุลา ประชาชนท่านใจต้องการร่วมคัดค้าน สามารถเข้าไปลงความเห็นกันได้ ตามลิ้งค์นี้

https://www.parliament.go.th/section77/survey_list77.php วิธีการง่ายๆ โดย “กดเข้าไปในแต่ พรบ. แล้วเค้าจะให้ใส่เลขบัตรประชาชน ก็ใส่ไป แล้วจะมีให้ติ้ก ก็ให้ไม่เห็นด้วย ทุกอย่าง รวมทั้งต้องแสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วย” เพราะอะไรด้วย

ผู้โพสต์ยังชี้แจง กรณีบางท่านที่ไม่พอใจกับวิธีการใช้จ่ายเงินของกองทุนหนึ่งใด หรือทั้งสี่อยู่แล้ว ควรที่จะแก้ไขตรงระเบียบวิธีจัดการ ไม่ใช่เปลี่ยนทั้งหมด “ปัจจุบันบางกองทุนก็กำหนดลิมิตการรับภาษีนี้ แล้วที่เหลือส่งคืนคลัง” เขาว่า

(https://www.facebook.com/smith.fa.srisont/posts/LNJxRFDtW และ https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8173601/)

จากกรณีดรามาหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งย้ายและตั้งกรรมการสอบวินัย นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ทว่าล่าสุดในโลกออนไลน์ กระแสสังคมกลับตีกลับอย่างเห็นได้ชัด ยันนายอำเภอ ช่วยน้ำท่วมตลอด (รัฐบาลกำลังหาแพะ ?)













ข่าวช่องวัน - one news
@onenews31
·15h

7 ต.ค. 69 จากกรณีดรามาหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงกลางประชุม บกปภ.ช. สั่งย้ายและตั้งกรรมการสอบวินัย นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี โดยระบุว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีทำหนังสือย้ายอย่างเป็นทางการ เนื่องจากไม่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่และบ่ายเบี่ยงการอพยพประชาชนในพื้นที่วิกฤต 
.
ทว่าล่าสุดในโลกออนไลน์ กระแสสังคมกลับตีกลับอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมีประชาชน ชาวบ้านในพื้นที่ และผู้ที่ติดตามการทำงานของนายอำเภอบ้านสร้าง เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นและส่งกำลังใจให้อย่างล้นหลาม .
โดยประชาชนส่วนใหญ่ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า นายอำเภอบ้านสร้างเป็นข้าราชการที่เก่ง เอาใจใส่พื้นที่ เข้าถึงประชาชนในทุกจุด อีกทั้งในช่วงวิกฤตน้ำท่วมก็ลงพื้นที่ให้คำแนะนำและช่วยเหลือชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามว่า การที่ผู้นำระดับประเทศออกมาตำหนิและสั่งย้ายเช่นนี้ อาจทำให้คนตั้งใจทำงานจริงต้องเสียกำลังใจ 
.
นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่และข้าราชการระบุว่า นายอำเภอบ้านสร้างเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงาน และได้เรียนรู้งานเพื่อนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางความคิดเห็นก็ตั้งข้อสังเกตเชิงตัดพ้อว่า สาเหตุที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะนายอำเภอท่านนี้ "อยู่ไม่เป็น" จนกลายเป็นประเด็นถูกตั้งกรรมการสอบและโยกย้ายในครั้งนี้
.....

Reporter Journey
·
สอบถามจากแหล่งข่าวในพื้นที่ อ.บ้านสร้าง ถึงสาเหตุที่นายอำเภอโดนสั่งย้ายเพราะไปช่วยประชาชนน้ำท่วม เคยร้องขอให้ สส. ในเขตพื้นที่มาช่วยแต่ไม่มา อีกทั้งช่วยชาวบ้าน ไม่ไปช่วยโรงงานทุนจีนน้ำท่วมที่สนิทกับผู้ใหญ่ในจังหวัด ก็เลยโกรธโดนหมายหัว จนถูกปลดนี่แหละ ชาวบ้านงงมาก เพราะนายอำเภอคนนี้ดูแลชาวบ้านดีมาตลอด มีผลงาน และขยัน ขบวนการหาแพะ
.....







Thairath_News
@Thairath_News
·13h

ส่องคลิป “นายอำเภอบ้านสร้าง” ก่อนโดนเด้งฟ้าผ่า พบลงพื้นที่ตั้งแต่น้ำเริ่มท่วม

โดยทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ได้ ย้อนโพสต์ของนายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี พบเริ่มลงพื้นที่น้ำท่วม ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. จนมาถึงวันที่น้ำถึงจุดวิกฤต ไลฟ์เช้า-กลางวัน-เย็น นั่งเรือลุยน้ำท่วมช่วยเจ้าหน้าที่แจกของ พร้อมเตือนชาวบ้านบางครอบครัวที่ไม่พร้อมอพยพว่า ถ้าไม่ไหวให้รีบโทรแจ้ง เดี๋ยวจะมีคนมารับ




ปราจีนบุรี แหล่งโรงงานสำคัญของประเทศโดยเฉพาะยานยนต์ และซัพพลายเออร์ รวมทั้งศูนย์รวมโรงงานอิเล็กทรอนิกส์นิคมฯ 304 ซึ่งบางบริษัทเคยย้ายหนีน้ำท่วมจากอยุธยาปี 54 มาที่นี่ แต่ปีนี้ไม่รอด โดยเศรษฐกิจปราจีนคิดเป็น 2% ของ GDP ไทย บัดนี้น้ำท่วมทั้งจังหวัดครบ 7 อำเภอกระทบผู้ประกอบการ 405 ราย รองจาก กทม. แม้น้ำไม่เข้าโรงงาน แต่ความเสียหายหลักเกิดจากห่วงโซ่อุปทานที่ต้องหยุดทั้งหมด เหตุขนส่งไปผลิตไม่ได้ แค่โตโยต้าโรงงานเดียวเสียหายแล้วพันล้าน


Reporter Journey
AI content ·11 hours ago ·

#EDITORAL ปราจีนบุรี แหล่งโรงงานสำคัญของประเทศโดยเฉพาะยานยนต์ และซัพพลายเออร์ รวมทั้งศูนย์รวมโรงงานอิเล็กทรอนิกส์นิคมฯ 304 ซึ่งบางบริษัทเคยย้ายหนีน้ำท่วมจากอยุธยาปี 54 มาที่นี่ แต่ปีนี้ไม่รอด โดยเศรษฐกิจปราจีนคิดเป็น 2% ของ GDP ไทย บัดนี้น้ำท่วมทั้งจังหวัดครบ 7 อำเภอกระทบผู้ประกอบการ 405 ราย รองจาก กทม. แม้น้ำไม่เข้าโรงงาน แต่ความเสียหายหลักเกิดจากห่วงโซ่อุปทานที่ต้องหยุดทั้งหมด เหตุขนส่งไปผลิตไม่ได้ แค่โตโยต้าโรงงานเดียวเสียหายแล้วพันล้าน
.
ปราจีนบุรีเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของภาคตะวันออก ขนาดเศรษฐกิจจังหวัด (GPP) อยู่ที่ 318,977 ล้านบาท (ปี 2567) ซึ่ง 95% อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและบริการพาณิชย์ ขณะที่ภาคเกษตรคิดเป็นสัดส่วนราว 2% ของ GDP ประเทศ
.
จุดแข็งของปราจีนบุรีคือทำเลและนิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม 304 ก่อตั้งปี 2537 ปัจจุบัน พัฒนาพื้นที่รวม 12,500 ไร่ ภายใต้แนวคิด Eco Industrial Town ผู้พัฒนาระบุว่าตั้งอยู่ ท่ามกลางคลัสเตอร์ผู้ผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำ อีกแห่งคือโรจนะ ปราจีนบุรี ซึ่งระบุว่ามี มากกว่า 50 บริษัท ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ แปรรูปโลหะ และโลจิสติกส์ เช่น Honda Automobile (Thailand) เงินลงทุน 17,200 ล้านบาท ผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก
.
นอกจากนี้ปราจีนบุรียังอยู่บนเส้นทางหลวง 304 และ 33 ที่เชื่อมสู่อีสานและชายแดนสระแก้ว นิคมใหม่ก็กำลังเกิดขึ้น เมื่อเดือนกรกฎาคม กนอ. ลงนามร่วมกับเอกชนตั้งนิคมอุตสาหกรรม 304 ที่ อ.กบินทร์บุรี คาดดึงลงทุน 15,000 ล้านบาท
.
ข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่นและหอการค้าจังหวัดฯ ระบุว่าน้ำท่วม ครบ 7 อำเภอ รวม 65 ตำบล 691 หมู่บ้าน กระทบ 55,286 ครัวเรือน เสียชีวิต 9 ราย โดยรอบนี้รุนแรงกว่าปี 2554 แม้บางพื้นที่ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง เช่น อ.นาดีเริ่มที่เริ่มฟื้นฟูสภาพบ้านเรือน แต่ในบางพื้นที่ยังคงประสบกับน้ำท่วมหนักอย่าง อ.บ้านสร้าง ซึ่งระดับน้ำที่ท่วมบางพื้นที่สูงมากกว่า 1.50-2 เมตร โดยสาเหตุเชิงภูมิศาสตร์คือจังหวัดมีลักษณะ เป็นแอ่งคล้ายเกือกม้า มีแม่น้ำปราจีนบุรีเป็นทางระบายหลักเพียงสายเดียว ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน ประกอบกับน้ำทะเลหนุนดันไม่ให้น้ำที่ไหลงลงสู่แม่น้ำบางปะกงไหลออกได้สะดวก
.
ภาพรวมทั้งประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานข้อมูล ณ วันที่ 5 ตุลาคม ว่าได้รับผลกระทบ 55 จังหวัด 4,523 ราย เป็นโรงงาน 316 ราย SMEs 4,113 ราย เสียหายเบื้องต้นกว่า 2,137 ล้านบาท และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประเมินว่าโรงงานในนิคมฯ เสียหาย 180–190 แห่ง มูลค่า 1,700–1,800 ล้านบาท ซึ่งยังต้องสำรวจเพิ่ม
.
ส่วนปราจีนบุรีติดอันดับต้นของจังหวัดที่มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ โดยตัวเลขรายงานช่วงต้นเดือนคือ 405 ราย รองจาก กทม. และสมุทรปราการ หอการค้าปราจีนบุรีประเมินความเสียหายภาคเกษตร เศรษฐกิจ และการค้าอย่างน้อย 200–300 ล้านบาท โดยภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ระหว่างสำรวจ
.
ความเสียหายหลักไม่ได้มาจากน้ำเข้าโรงงาน แต่มาจากห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักโดยเฉพาะโรงงานประกอบรถยนต์ โดย Honda ประกาศหยุดสายการผลิตที่ปราจีนบุรีและอยุธยา 2–6 ต.ค. เพราะ ซัพพลายเออร์ในชลบุรีและระยองส่งชิ้นส่วนไม่ได้เนื่องจากน้ำท่วม สอดคล้องกับรายงานที่ว่าการหยุดครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะโรงงานถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่เป็นผลจากซัพพลายเชน Honda วางแผนเริ่มผลิตใหม่ 7 ต.ค. พร้อมเพิ่มกะล่วงเวลาชดเชย ส่วน Toyota หยุด 3 โรงงานในสมุทรปราการและฉะเชิงเทรา รวมถึงโรงงานของ Toyota Auto Works ซึ่ง FTI ประเมินความเสียหายจากซัพพลายเชนที่ ราว 1,018 ล้านบาท และมีรายงานว่าสมาชิก FTI ในพื้นที่น้ำท่วมราว 40% ประสบปัญหาต่อการผลิตหรือธุรกิจ
.
นอกจากนี้ยังพบสารเคมีและกากอุตสาหกรรมรั่วจากโรงงาน จนอุตสาหกรรมจังหวัดต้องเร่งเก็บกู้การปนเปื้อนและดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งนี่จะเป็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาที่ต้องตามแก้กันอีกหลังน้ำลด และจะกระทบไปถึงประชาชนโดยตรง หากสารเคมีปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำและดิน
.
เรียกได้ว่าน้ำท่วมครั้งนี้รัฐบาลไม่สามารถรับมือใดๆ ได้ ที่สำคัญรัฐบาลดูจะพยายามหาแพะรับบาปอยู่อีกตามเคย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1666472184835590&set=a.226668178816005





กอ.รมน. และ "6 ตุลาคม 2519" โดย ป๋วย อึ๊งภากรณ์

https://www.facebook.com/suchart.sawadsri/posts/4760160114260462

Suchart Sawadsri
October 6, 2024 ·

กอ.รมน. และ "6 ตุลาคม 2519"
โดย ป๋วย อึ๊งภากรณ์
 
21. สมควรจะกล่าวถึง กอ.รมน. ในที่นี้ เพราะนอกจากจะเป็นผู้ชักนำกระทิงแดงให้ปฏิบัติการรุนแรงแล้ว ยังมีส่วนในการจัดตั้งกลุ่มและหน่วยอื่น ๆ เป็นประโยชน์แก่กลุ่มทหารด้วย เช่น นวพล ทั้งนี้โดยใช้เงินงบประมาณแผ่นดินประเภทราชการลับตลอดเวลา

กอ.รมน. เดิมมีชื่อว่า บก.ปค. แปลว่ากองบัญชาการปราบคอมมิวนิสต์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กอ.ปค. กองอำนวยการปราบคอมมิวนิสต์ ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีนโยบายจะคบกับประเทศคอมมิวนิสต์ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ เป็นองค์กรที่จอมพลประภาสตั้งขึ้น และเป็นมรดกตกทอดต่อมาถึงทุกวันนี้

ความสำเร็จของ กอ.รมน. วัดได้ดังนี้ เมื่อแรกตั้งประมาณ 10 ปีกว่ามาแล้ว เงินงบประมาณสำหรับ บก.ปค.มีอยู่ประมาณ 13 ล้านบาท และเนื้อที่ในประเทศไทยที่เป็นแหล่งคอมมิวนิสต์ ในการปฏิบัติงานของ บก.ปค.มีอยู่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปัจจุบันมี กอ.รมน. มีงบประมาณกว่า 800 ล้านบาท และเนื้อที่ที่ประกาศเป็นแหล่งคอมมิวนิสต์มีอยู่เกือบทั่วราชอาณาจักรประมาณ 30 กว่าจังหวัด

การปราบคอมมิวนิสต์ของ กอ.รมน. เป็นวิธีลับ ที่ปราบคอมมิวนิสต์จริงก็คงมี แต่ที่ปราบคนที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ก็มีมาก ตั้งแต่ก่อน 2516 มาแล้ว เรื่องถังแดงที่พัทลุง เรื่องการรังแกชาวบ้านทุกหนทุกแห่งมีอยู่ตลอด แล้วใส่ความว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จึงทำให้ราษฎรเดือดร้อนทั่วไป และที่ทนความทารุณโหดร้ายต่อไปไม่ได้ เข้าป่ากลายเป็นพวกคอมมิวนิสต์ไปก็มากมาย

รัฐสภาประชาธิปไตยในปี 2517-2518 และ 2519 ในเวลาพิจารณางบประมาณของ กอ.รมน.แต่ละปี ได้พยายามตัดงบประมาณออก หรือถ้าไม่ตัดออกก็ให้ตั้งเป็นงบราชการเปิดเผย แทนที่จะเป็นงบราชการลับ ได้ประสบความสำเร็จเพียงบางส่วน กอ.รมน.ยังสามารถใช้เงินเกือบร้อยล้านบาทแต่ละปีเป็นงบราชการลับ ทำการเป็นปรปักษ์ต่อระบบประชาธิปไตยตลอดมา

22. นวพล ถือกำเนิดจาก กอ.รมน. เช่นเดียวกับกระทิงแดง แต่เป็นหน่วยสงครามจิตวิทยา ไม่ต้องใช้อาวุธเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ทำงานร่วมกับกระทิงแดง เป็นองค์กรที่พยายามรวบรวมคหบดี นายทุน ภิกษุที่ไม่ใคร่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้ร่วมกันต่อต้านพลังนิสิตนักศึกษา และกรรมกร วิธีการก็คือขู่ให้เกิดความหวาดกลัวว่าทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ของตนนั้นจะสูญหายไปถ้ามีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นไปตามระบบประชาธิปไตย เครื่องมือของนวพลคือ การประชุม การชุมนุม การเขียนบทความต่าง ๆ นายวัฒนา เขียววิมล ซึ่งเป็นผู้จัดการนวพล เป็นผู้ที่พลเอกสายหยุดชักจูงมารับใช้ กอ.รมน.จากอเมริกา มีผู้ที่เคยหลงเข้าใจผิดว่านวพลจะสร้างสังคมใหม่ให้ดีขึ้นด้วยวิธีสหกรณ์เช่นคุณสด กูรมะโรหิต ต้องประสบความผิดหวังไป เพราะนวพลประกาศว่าจะสร้างสังคมใหม่ แต่แท้จริงต้องการสงวนสภาวะเดิมเพื่อประโยชน์ของนายทุนและขุนศึกนั่นเอง

23. ลูกเสือชาวบ้าน ก่อตั้งขึ้นมาโดยแสดงวัตถุประสงค์ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่แท้จริงเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มนายทุนและขุนศึก โดยเห็นได้จากการเลือกตั้งในเมษายน 2519 ลูกเสือชาวบ้านมีส่วนในการชักจูงให้สมาชิกและชาวบ้านทำการเลือกตั้งแบบลำเอียง วิธีนี้เป็นวิธีที่อเมริกันเคยใช้อยู่ในเวียดนาม แต่ไม่สำเร็จ มาสำเร็จที่เมืองไทย เพราะใช้ความเท็จเป็นเครื่องมือ ว่าเป็นการจัดตั้งเพื่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ กระทรวงมหาดไทยมีส่วนสำคัญในการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้านขึ้น และมักจะใช้คหบดีที่มั่งคั่งเป็นผู้ออกเงินเป็นหัวหน้าลูกเสือ การชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 6 ตุลาคมของลูกเสือชาวบ้านเป็นหลักฐานอย่างชัด ในวัตถุประสงค์ของขบวนการนี้

24. นอกจากกระทิงแดง นวพล และลูกเสือชาวบ้าน ฝ่ายกอ.รมน. และมหาดไทยยังใช้กลุ่มต่างๆ เรียกชื่อต่างๆ อีกหลายกลุ่ม บางกลุ่มเป็นพวกกระทิงแดงหรือนวพลแอบแฝงมา เช่น ค้างคาวไทย ชุมนุมแม่บ้าน ผู้พิทักษ์ชาติไทย เป็นต้น เครื่องมือการปฏิบัติงานของกลุ่มเหล่านี้ได้แก่ บัตรสนเท่ห์ ใบปลิว โทรศัพท์ขู่เข็ญ เป็นต้น

25. ฆาตกรรมทางการเมืองได้เริ่มมาตั้งแต่ กลางปี 2517 โดยผู้แทนชาวไร่ชาวนาและกรรมกร ถูกลอบทำร้ายทีละคน สองคนต่อมาก็ถึงนักศึกษา เช่น อมเรศ และนักการเมือง เช่น อาจารย์บุญสนอง บุณโยทยาน แต่ละครั้งตำรวจไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าตำรวจคงจะมีส่วนร่วมแน่ๆ เพราะถึงทีมีผู้ร้ายทำร้ายตำรวจ หรือนักการเมืองฝ่ายขวา ตำรวจจับได้โดยไม่ชักช้า

28 ตุลาคม 2519
--------
หมายเหตุ : คัดมาจากข้อเขียนเรื่อง "ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519" โดย ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ข้อคิดเห็นมีทั้งหมด 54 หัวข้อ โดยคัดมาเฉพาะหัวข้อ 21- 24 ที่เกี่ยวข้องกับ กอ.รมน.
.....

บทความนี้ของ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ตีพิมพ์ครั้งแรกภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงไม่นานในต่างประเทศ

อ่านฉบับเต็มได้ที่
https://pridi.or.th/th/content/2024/10/2168



สารคดี #ล้านนาตุลาคม พูดถึงเหตุการณ์แกนนำชาวไร่ชาวนา และนศ.ไปหา #เจ้ากอแก้ว เพื่อขอเจรจาเรื่องที่นา เพราะคิดว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาเปิดโลกให้คนเท่ากันแล้ว ยุคเจ้าขุนมูลนายไม่น่าจะมีแล้ว เจ้าเองก็จบเมืองนอกมาน่าจะหัวสมัยใหม่แต่พอเจ้าลงมาในห้องรับแขก เห็นชาวบ้านนั่งเก้าอี้หลุยส์ เท่านั้นแหละ โกรธมาก...














https://x.com/R_artisty/status/2107659207411720251
.....

Pipob Udomittipong
16 hours ago ·

สารคดี #ล้านนาตุลาคม (Northern October) พูดถึงเหตุการณ์แกนนำชาวไร่ชาวนา และนศ.ไปหา #เจ้ากอแก้ว เพื่อขอเจรจาเรื่องที่นา เพราะคิดว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาเปิดโลกให้คนเท่ากันแล้ว ยุคเจ้าขุนมูลนายไม่น่าจะมีแล้ว เจ้าเองก็จบเมืองนอกมาน่าจะหัวสมัยใหม่ เรื่องการมายึดที่นาแบบเจ้าเมืองมันควรจะหมดไป แต่พอเจ้าลงมาในห้องรับแขก เห็นชาวบ้านนั่งเก้าอี้หลุยส์ โกรธมากถามว่า “ทำไมไม่ตลานเข้ามา” สั่งคนใช้จดชื่อทุกคนเพื่อไล่ออกจากที่นา ไม่ให้เช่าทำนาแล้ว

https://x.com/R_artisty/status/2107659207411720251
.....


ล้านนาตุลาคม | Northern October

LANNER News

Oct 6, 2026 

“ล้านนาตุลาคม” (Northern October) สารคดีที่ย้อนสำรวจขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในภาคเหนือ ผ่านคำบอกเล่าของอดีตนักเรียนและนักศึกษา 9 คนจากหลายสถาบัน เพื่อรื้อฟื้นประวัติศาสตร์บอกเล่าที่ไม่ได้มีเพียงกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง และทำความเข้าใจว่า “เดือนตุลา” มีความหมายอย่างไรเมื่อมองจากพื้นที่ภาคเหนือ ​

สารคดีเรื่องนี้ผลิตโดย Lanner ด้วยการสนับสนุนจาก Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม ​ 

กำกับโดย 
วัชรพล นาคเกษม และ ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์ ​

https://www.youtube.com/watch?v=ts4zS0-Fvg8




อ.พวงทอง ชวนมอง #50ปี6ตุลา "ประวัติศาสตร์ประเทศนี้ เดินถอยหลัง เหยียบย่ำผู้คน เพดานถูกสร้างขึ้นมาใหม่..."








https://x.com/matichonweekly/status/2107822248937812048 




เย็นวันครบ 50 ปี 6 ตุลา (อย่า)ทำผิดเพราะยึดติดความถูกต้อง

https://www.facebook.com/nonglak.trongselsat/posts/10228393697906488

Nok Peaceful 
22 hours ago ·

ทำผิดเพราะยึดติดความถูกต้อง

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 6 ตุลาคม 2569

คนที่สนใจธรรมะอยู่บ้าง หรือแม้แต่คนที่สนใจธรรมะอยู่มากๆ เวลาได้ฟังธรรมเรื่องความไม่เที่ยงของชีวิต มีความตายเป็นที่สุด ก็ดูเหมือนว่าจะรับได้ ยอมรับได้ว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องตาย เวลาไปงานศพก็นึกว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องเดินตามคนที่อยู่ในหีบศพนั้นไป
 
แต่ว่าพอเวลาแก่ตัวลง กลับพบว่าทำใจยอมรับความตายของตัวได้ลำบาก บางทีแค่นึกถึงความตายของตัวก็รู้สึกเสียว ไม่อยากนึกถึง บางคนก็คิดว่ายอมรับความตายได้ แต่พอป่วยไม่อยากนึกถึงความตายเลย มันเหมือนกับว่าพอแก่พอป่วยก็กลายเป็นคนละคนไปแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนั้น
 
หลายสิ่งหลายอย่างที่เราคิดว่าเรายอมรับได้ แต่พอเวลาเราแก่ตัวลงหรือเจ็บป่วย กลับปฏิเสธผลักไสไม่อยากนึกถึง อาจเป็นเพราะว่าพอเราแก่ตัวลง มีความหดหู่ห่อเหี่ยวเกิดขึ้น ไม่เหมือนตอนที่ยังอายุไม่มาก ยังหนุ่มยังสาว ยังเป็นวัยกลางคน มีชีวิตชีวา สดชื่นแจ่มใส แต่พอเวลาแก่ตัว เคมีในร่างกายมันเปลี่ยนไป หดหู่ห่อเหี่ยวเป็นพื้นฐาน ก็เลยยอมรับความตายของตัวได้ลำบาก ใครพูดถึงก็ไม่อยากฟัง
 
ในขณะที่เรายังรู้สึกยอมรับได้กับความตายของเรา ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะตอนนี้เรายังไม่แก่มาก ยังไม่เจ็บไม่ป่วย ห่างไกลจากความตาย แต่เมื่อไรก็ตามแก่ชราเจ็บป่วย ตอนนั้นเราจะกลายเป็นอีกคนหนึ่งไปแล้ว สิ่งที่เคยคิดว่ารับได้ ก็รับไม่ได้ ที่จริงไม่ต้องรอให้แก่ชราหรือแก่ป่วย เวลาเจอเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่าง คนๆ หนึ่งก็กลายเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย
 
มีผู้หญิงคนหนึ่ง เธอคิดว่าเธอเป็นคนใจเย็น สุภาพ มีความอ่อนโยน ใครๆ ก็พูดว่าเธอเป็นแบบนั้น แต่แล้ววันหนึ่งเธอพบว่าสามีของเธอนอกใจ โกรธมาก ด่าเขาด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ถึงกับคิดจะทำร้าย วางแผนที่จะเผาบ้านเพื่อแก้แค้น
 
แต่เธอมีสติทัน แล้วเกิดเอ๊ะขึ้นมาว่า ฉันคิดแบบนี้ได้ยังไง ตอนนั้นเธอรู้ว่าเธอกลายเป็นอีกคนไปแล้วแต่ว่ายังพอมีสติอยู่ ภาพคนสุภาพเรียบร้อยอ่อนโยน พูดจานิ่มนวล เจอความผิดหวังในความรัก อกหัก กลายเป็นอีกคนหนึ่งได้
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนเรากลายเป็นอีกคนหนึ่ง ก็คือความโกรธ มันสามารถทำให้เรา ทำในสิ่งที่เราไม่คิดว่าเราจะทำได้ คิดว่าตัวเองเป็นคนดีมีเมตตา แต่พอมีความโกรธเกิดขึ้น ก็สามารถทำร้ายคนที่ตัวเองรักได้ เกือบถึงตายเลย อย่างอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เอาร่มจากถุงกอล์ฟฟาดเมียจนตายเลยทั้งที่สัตว์ก็ไม่เคยฆ่า กลายเป็นอีกคนไปแล้วเพราะความโกรธ
 
บางทีแม้กระทั่งคนที่เป็นลูกเป็นพ่อ พอมีความโกรธแล้วก็สามารถจะทำร้ายให้ถึงตายได้ อย่างเช่น สว. คนหนึ่ง อายุ 70 กว่า เป็นคนธรรมะธัมโม ให้เสียงบรรยายสารคดีธรรมะจนใครๆ ก็จำเสียงแกได้ พอแก่ตัวเริ่มเจ็บป่วย ก็ทำมรดกให้ลูกสาวที่รักมาก ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปเมื่อไหร่
 
พอป่วยหนัก จำเป็นต้องใช้เงิน ขอเงินจากลูกสาวก็ได้ แต่ต่อมาได้บ้างไม่ได้บ้าง จนตอนหลัง ลูกสาวบ่ายเบี่ยง แกโกรธมาก ด่าทอด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ลูกสาวก็ไม่ยั้งไม่ยอม แกโกรธมาก หาว่าลูกอกตัญญู ยิงลูกตายเลย พอรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป เสียใจหรือกลัวอาญาบ้านเมืองก็เลยยิงตัวเองตาย คนที่ธรรมะธัมโมทำไมถึงกลายเป็นฆาตกรฆ่าลูกได้ ก็เพราะความโกรธ
 
หลวงพ่อคำเขียนเคยเล่าถึงเมียลูกชายครอบครัวหนึ่งมีปากเสียงกับพ่อผัวเป็นประจำ พ่อมักตำหนิเขาแล้วทะเลาะกันบ่อย ลูกชายก็บอกให้พ่อว่าอย่ามายุ่งกับเมียเขา จนวันหนึ่งเมียขี่มอเตอร์ไซค์ร้องไห้มาบอกว่าถูกพ่อสามีด่า ลูกชายโกรธมากไปที่บ้าน เอาปืนยิงใส่พ่อ พอรู้ว่าพ่อตายแล้วก็เสียใจ
 
คนเราพอมีความโกรธแล้วมันลืม ลืมพ่อลืมลูก ลืมความผิดชอบชั่วดี คนที่อาจจะเรียบร้อยชอบใส่บาตร แต่พอความโกรธครอบงำนี่มันลืมตัวกลายเป็นฆาตกรไป ฆ่าลูกหรือฆ่าพ่อ มันคงเป็นสิ่งที่เจ้าตัวนึกไม่ถึงว่าจะทำได้ ความโกรธนี่มันกลายเป็นสิ่งเปลี่ยนนิสัยคน หรือทำให้คนกลายเป็นอีกคนหนึ่ง

ความโกรธเกิดขึ้นได้ด้วยหลายเหตุปัจจัย เช่น มาแย่งเอาทรัพย์สมบัติของเราไป แต่ความโกรธบางครั้งก็เกิดขึ้นจากการที่เห็นความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ลูกทำไม่ถูกต้อง พ่อให้เงินลูก แต่พอพ่อจะขอเงินจากลูก ลูกไม่ยอม หรือว่าลูกชายบอกพ่อว่าอย่ามายุ่งกับเมียของตัวแต่ก็ไม่ฟัง คนเราเวลาเจอความไม่ถูกต้องของคนอื่น มันเกิดความโกรธได้ง่าย โกรธจัดจนขนาดลืมตัวกลายเป็นอีกคนไปเลย
 
ที่จริงอีกปัจจัยหนึ่ง ความไม่ถูกต้องของคนอื่นก็เป็นเรื่องปัจจัยภายนอก แต่ปัจจัยภายในคือความยึดติดในความถูกต้อง คนเราพอยึดติดในความถูกต้องแล้ว เห็นความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นนี่โกรธมาก โกรธจนลืมตัว และถ้าเกิดว่ามันมีเรื่องของความคิดทิฐิเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คือนอกจากมีความยึดติดในความถูกต้องแล้ว ยังมีความยึดติดในความคิด อุดมการณ์ ศาสนา พอผสมกันแล้ว มันก็ยิ่งทำให้เกิดเชื้อแห่งความโกรธได้ง่ายมาก
 
เพราะเวลาเรามีความยึดติดในความเชื่อใด เราก็มักจะเห็นว่าความเชื่อเราถูก ใครที่คิดต่างจากเราก็ผิด แล้วยิ่งเขาทำบางสิ่งบางอย่างที่เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง มันก็ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความโกรธมากขึ้น แล้วก็สามารถทำให้คนๆ หนึ่งทำสิ่งที่เลวร้าย หรือไม่คาดคิดว่าตัวเองจะทำได้

เดี๋ยวนี้มันมีเหตุการณ์ทำนองนี้เยอะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้เราไปให้ความสำคัญกับเรื่องของความคิดอุดมการณ์มาก เพราะฉะนั้นความรุนแรงที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เป็นเรื่องของคน 2 คน บางทีมันกลายเป็นเรื่องของคนหมู่มาก เพราะมันเกิดความยึดติดรวมหมู่ เดี๋ยวนี้เราเห็นบ่อย การทำร้ายกันเพียงเพราะมีความคิดความเห็นที่แตกต่างกัน
 
ความคิดความเห็นที่แตกต่างกัน มันยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาเท่ากับเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือสองฝ่าย มีความยึดติดในความคิดความเห็น และยิ่งผสมกับความยึดติดในความถูกต้อง เห็นคนกลุ่มหนึ่งทำสิ่งที่ตัวเองมองว่าไม่ถูกต้อง ก็ยิ่งเกิดความโกรธความเกลียด จนสามารถทำสิ่งที่เลวร้ายหรือว่าน่าสยดสยองได้
 
อย่างเช่น วันที่ 6 ตุลา ห้าสิบปีที่แล้ว มันมีเหตุการณ์สังหารโหดเกิดขึ้นที่ธรรมศาสตร์แล้วก็สนามหลวง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ธรรมศาสตร์ ที่จริงนักศึกษาประชาชนที่เขาประท้วงที่ธรรมศาสตร์ เขาก็แค่ชุมนุมด้วยความสงบ แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งคือลูกเสือชาวบ้าน ตชด. ประชาชนผู้รักชาติ มองว่าพวกนักศึกษาประชาชนในธรรมศาสตร์ เป็นพวกที่คิดร้ายต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มีความคิดความเห็นที่ไม่ถูกต้อง
 
ยิ่งถูกปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังคนเหล่านี้จนเกิดความโกรธ ก็เลยใช้ความรุนแรงที่เกินพิกัดของมนุษย์จะพึงทำต่อกัน เช่น ฆ่าคนตายไม่พอ เอาศพลากมาแล้วก็รุมทำร้าย นั่งยาง บางคนไม่ตายก็เอาไปแขวนคอ แล้วก็เอามีดทิ่มทำร้ายจนตาย เป็นภาพที่สยดสยองมาก
 
หลายคนก็คงคิดว่าตัวเองทำอย่างนี้ได้ยังไง แต่ตอนนั้นความโกรธมันรุนแรง เพราะคิดว่าต้องการที่จะจัดการกับคนที่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือมีความคิดความเห็นที่ไม่ถูกต้องในแบบของตัว ถ้าไม่มีความยึดติดในความถูกต้อง ไม่มีความยึดติดในอุดมการณ์ มันก็คงจะไม่เกิดความโกรธเกลียด จนถึงขั้นเห็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูที่จะต้องฆ่า จะต้องทำร้าย หรือว่าทำความสยดสยองให้กับศพที่ไม่มีลมหายใจแล้ว

อันนี้มันก็เป็นอุทาหรณ์ว่าคนเราเวลามีความโกรธเกิดขึ้น มันสามารถจะทำสิ่งที่ชั่วร้ายได้ และการทำสิ่งชั่วร้ายนั้นก็ทำในนามของการพิทักษ์ความถูกต้อง ทำในนามความดีว่ากำลังปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำมันสวนทางกับความถูกต้อง มันสวนทางกับคำสอนของศาสนาที่ตัวเองอ้างว่ากำลังพิทักษ์รักษาให้มั่นคง
 
เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นไปทั่วเลย เพื่อนบ้านของเราพม่า เมื่อไม่ถึงสิบปีที่แล้ว คนที่อ้างว่าเป็นชาวพุทธก็รุมเข่นฆ่าคนที่นับถือศาสนาอิสลาม ก่อนเกิดโควิดคือปี 2561 มีคนมุสลิมโดยเฉพาะพวกโรฮิงญาตายราว 24,000 คน ผู้หญิงเด็กเกือบ 20,000 ถูกชำเราถูกข่มขืน อีกแสนถูกทุบตีจนกระทั่งคน 700,000 คนต้องอพยพหนีไป คนที่อ้างตัวว่าเป็นชาวพุทธเหล่านี้หลายคนก็อ้างว่าถือศีล 5 บางทีอาจจะไม่ตบยุงไม่บี้มด แต่ทำไมถึงทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้
 
อันนี้ก็เพราะความยึดติดในอุดมการณ์ ที่ทางพุทธเรียกว่า ทิฏฐุปาทาน มันไม่ใช่อุดมการณ์ทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของศาสนา ความคิดว่าศาสนาของกูถูก สูงส่ง ส่วนศาสนาของแกต่ำต้อยงมงาย และยิ่งมีความเชื่อว่าคนมุสลิมพวกนี้กำลังบ่อนทำลายศาสนา พม่าไม่มีสถาบันกษัตริย์ เขามีแต่ชาติกับศาสนา แต่แค่ยึดติดถือมั่นในชาติกับศาสนา 2 อย่างนี้ก็มากพอที่จะทำให้เกิดความโกรธเกลียด ถึงกับทำร้ายคนต่างศาสนาได้
 
พุทธศาสนาไม่เห็นด้วยอยู่แล้วกับการฆ่าฟันคน แต่ทำไมชาวพุทธเหล่านั้นทำอย่างนั้นได้ ก็เพราะความโกรธเกลียด โกรธเกลียดเพราะยึดมั่นในความถูกต้องในแบบของตัว พอเห็นคนต่างศาสนาเขาทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือคิดว่ากำลังทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็เกิดความโกรธความเกลียด พอความโกรธครอบงำก็เหมือนกับปีศาจเข้าสิง กลายเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย สามารถจะทำร้ายฆ่าเพื่อนมนุษย์ได้ จากเป็นชาวพุทธที่ใฝ่การทำบุญทำกุศล ถือศีล 5 ก็กลายเป็นอมนุษย์ไปเสียแล้ว

อันนี้เป็นเรื่องอันตรายของความยึดติดถือมั่น แม้จะยึดติดถือมั่นในความถูกต้อง หรือยึดติดถือมั่นในศาสนา ในความคิด หรืออุดมการณ์ทางการเมือง แม้ศาสนาจะดีอย่างไร ความคิดทางการเมืองจะถูกต้องอย่างไร แต่พอยึดติดเข้าไปแล้วมันก็เป็นโทษมาก
 
หลวงพ่อเฟื่อง โชติโก ท่านพูดดี บอกว่าความเห็นของเราแม้จะถูก แต่ถ้ายึดเข้าไว้มันก็ผิด สิ่งดีๆ แม้บุญกุศลถ้ายึดเอาไว้ก็กลายเป็นโทษได้ ความถูกต้องก็เหมือนกัน ความเห็นที่ถูกก็เหมือนกัน ยึดไว้เมื่อไหร่ก็ผิดเมื่อนั้น เพราะมันทำให้เห็นคนที่คิดต่างจากเราทำอะไรไม่ถูกต้องในแบบของเรา กลายเป็นตัวร้ายไป พอเห็นว่าเป็นตัวร้ายก็ต้องจัดการ หรือไม่ก็กำจัดไป ตรงนี้ที่มันเปิดช่องให้ความโกรธความเกลียดเข้ามาจนลืมตัว ลืมผิดชอบชั่วดี ทำให้กลายเป็นคนละคนไป
 
ความโกรธถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว มันสามารถจะทำลายความเป็นมนุษย์ของเราได้ จากคนที่มีคุณธรรม มีความเมตตา กลายเป็นคนโหดร้าย ในอินเดีย เพื่อนบ้านที่เพียงแค่นับถือต่างศาสนา ฮินดู อิสลาม ก็ฆ่ากันได้ ทั้งที่รู้จักกันมานาน แต่พอถูกปลุกปั่นให้เห็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นตัวเลวร้าย เกิดความโกรธความเกลียดขึ้นมา ความเป็นเพื่อน ความเป็นมนุษย์ก็หายไป และสามารถที่จะลงมือฆ่าได้

พวกเราถ้าเป็นผู้ที่ใฝ่ธรรมต้องระมัดระวัง อย่าเปิดช่องให้ความโกรธมันครองใจเรา เพราะถ้ามันครอบงำใจเราเมื่อไหร่ ความเป็นมนุษย์ของเราก็จะหายไป ความเป็นชาวพุทธของเราก็จะหายไป แล้วก็จะกลายเป็นอสูร เวลามีความยึดติดถือมั่นในความถูกต้อง ก็ให้มีสติรู้ไว้ เวลามีความคิดความเชื่อ หรือนับถือศาสนาใดก็ให้มีสติ
 
เพราะถ้าหากว่าเราไม่มีสติ มันก็จะเผลอยึดติดถือมั่น ซึ่งเป็นเชื้อให้เกิดความโกรธ นำไปสู่ความรุนแรงกับคนที่เราเห็นว่าทำไม่ถูกต้อง หรือมีความคิดที่แตกต่างจากเรา แตกต่างจากเราในทางความคิดมันไม่ใช่ปัญหา แต่พอไปตัดสินว่าพวกนี้คิดชั่ว คนที่คิดต่างจากเราเป็นคนเลว มันก็เปิดช่องให้โทสะเข้ามาผลักดันให้เราทำในสิ่งที่เลวร้ายได้
 
ความโกรธมันเป็นอารมณ์ที่เปลี่ยนนิสัยคน ทำให้เรากลายเป็นอีกคนหนึ่งได้ พ่อจึงฆ่าลูก ผัวจึงฆ่าเมีย และลูกก็ฆ่าพ่อ ตอนนั้นมันลืมความผิดชอบชั่วดีไปแล้ว และที่น่าแปลกคือ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะความยึดติดในความถูกต้อง ต้องการทำให้เกิดความถูกต้อง ก็เลยจัดการกับคนที่ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง บางทีคนเราทำความชั่วในนามของความดี
 
อันนี้เพราะว่าไม่มีสติ แต่ยึดติดในความดี ใครทำอะไรไม่ดีเหมือนตัว ก็คิดแต่จะใช้ความรุนแรงจัดการ อย่างต่ำๆ ก็ด่าทอ นินทา ใส่ร้าย หรืออย่างหนักๆ ก็คือลงมือจัดการ ความยึดติดในความถูกต้อง ไม่ว่าถูกต้องตามระเบียบ ถูกต้องตามประเพณี ถูกต้องตามศาสนา ต้องระวังเพราะว่าพอเราเห็นความไม่ถูกต้องในแบบของเรา เราก็จะเกิดความโกรธ แล้วเราก็ลืมตัวทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมักจะไม่ถูกต้องยิ่งกว่าคนที่เราต้องการจัดการ

50 ปี 6 ตุลา มันเป็นโอกาสที่จะระลึกถึงอันตรายของความยึดติดในความถูกต้อง ยึดติดในความดี ยึดติดในอุดมการณ์ หรือความคิดทางการเมือง แต่ดูเหมือนคนเราจะไม่ค่อยได้เรียนรู้ เพราะฉะนั้นก็เลยเกิดความรุนแรงเพราะความยึดติดที่ว่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
 
คนพม่าเขาก็ไล่ทำร้ายคนที่เป็นโรฮิงญาเพียงเพราะนับถือศาสนาต่างกัน แต่ของเราถ้าไม่ระวัง เราก็จะทำอย่างนั้นกับคนเขมร แม้จะศาสนาเดียวกัน แต่ว่าคนละเชื้อชาติคนละภาษา ทั้งหมดนี้ก็ทำในนามความถูกต้อง แต่สิ่งที่ทำไปมันมักจะไม่ถูกต้อง อันนี้ก็ต้องระวังแล้วก็เอามาเตือนใจของเราอยู่เสมอ อย่างน้อยก็อย่าให้ความโกรธครอบงำใจ ไม่ว่าความโกรธนั้นจะมีที่มาจากอะไรก็ตาม.
...
บันทึกเสียง Bird / ถอดเสียง Plia / เรียบเรียง Nok




วิจารณ์ยังไงให้คนรับฟัง?


Kasian Tejapira
11 hours ago ·

วิจารณ์ยังไงให้คนรับฟัง?
%%%%%%
สหายนำพคท.ในป่าเคยแนะนำให้วิจารณ์อย่างเป็นมิตรด้วยความปรารถนาดี ถนอมรักและให้เกียรติ ให้กำลังใจและข้อคิดข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ ปฏิบัติได้เป็นรูปธรรม ไม่เยาะเย้ยถากถาง ตราหน้าติดยี่ห้อสวมหมวกให้แบบเหมารวม ไม่เสียดสีประจานเพื่อให้ได้อายและเอาชนะ
การปรับท่าทีวิจารณ์เพื่อให้สหายรับฟังนั้นท้ายที่สุดเพราะยึดผลประโยชน์ของประชาชนและการปฏิวัติเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่หน้าตาของผู้วิจารณ์หรือผู้ถูกวิจารณ์อย่างวีรชนเอกชน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10244848878419655&set=a.2556231547988
.....






คิดต่อจาก 6 ตุลา (7) : แพ้แต่ไม่ยอมสยบ โดยธงชัย วินิจจะกูล



คิดต่อจาก 6 ตุลา (7) : แพ้แต่ไม่ยอมสยบ

01.10.2026
มติชนสุดสัปดาห์
โดย ธงชัย วินิจจะกูล


บางคนมักกล่าวถึงคนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และพยายามจัดงานรำลึกว่า “จมอยู่กับอดีตจนเกินไป”

ครั้งหนึ่งตัวผมเองถึงกับถูกปรามาสต่อหน้าผู้คนในที่สาธารณะว่า “หมกมุ่นกับอดีตอย่าง 6 ตุลา จนเอาดีในชีวิตไม่ได้” (ผมได้แต่ตอบเขากลับไปว่า “ชีวิตผมไปได้ดีพอควร ก็เพราะผมไม่ลืม 6 ตุลา” แล้วเดินปลีกตัวออกไป)

คนที่ผ่านเหตุการณ์อีกจำนวนมากก็สามารถเดินต่อไปข้างหน้า (move on) ได้โดยไม่จำเป็นจะต้องลืมอดีตแต่อย่างใด

ไม่กี่วันก่อนเพื่อนคนหนึ่งถามว่า บรรยากาศหลัง 6 ตุลาน่ากลัวไหม ผมตอบตามสัตย์จริงว่าผมอยู่ในคุก แต่รับรู้ผ่านคำบอกเล่าของคนข้างนอกว่า “มันน่ากลัวมากๆ”

ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ หลายคนถูกที่บ้านส่งตัวไปอยู่กับญาติในต่างจังหวัด ผู้นำนักศึกษาที่ยังไม่ถูกจับเปลี่ยนที่นอนไม่เว้นแต่ละวัน ไม่มีใครรู้ว่าการกวาดล้างจะต่อเนื่องครอบคลุมขนาดไหน นักกิจกรรมระดับล่างจะโดนด้วยหรือไม่ แถมในระหว่างหลายเดือนหลัง 6 ตุลา หนังสือพิมพ์ยังลงข่าวจับคนนั้นคนนี้เพิ่มอีกเป็นระยะๆ

แทบทุกครัวเรือนที่มีลูกหลานอยู่ในขบวนนักศึกษา เร่งระดมเผาทำลายหนังสือการเมืองเป็นการใหญ่ ค่อยๆ ฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทิ้งลงในโถส้วม หรือเผาช้าๆ ทีละน้อยๆ เพื่อไม่ให้เพื่อนบ้านสงสัยเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นลูกเสือชาวบ้านบ้าง ทำเช่นนั้นนานหลายชั่วโมงจนกว่าจะหมด

เมื่อมหาวิทยาลัยเปิดขึ้นหลายเดือนให้หลัง นักกิจกรรมที่ไม่ได้เข้าป่าเล่าตรงกันว่า เขาต้องระวังตัวขนาดหนักในช่วงต้น เพราะไม่รู้ว่าถูกจับจ้องจากทางการหรือไม่ คนสนิทกันเดินผ่านกันยังไม่ทักกันด้วยความกลัวจะถูกกล่าวหาว่ารวมหัวกันทำอะไรอีก

พวกเขาหาทางแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน มักเป็นข่าวว่าคนนั้นหายไปไม่มาเรียน เข้าป่าหรือเปล่า ปลอดภัยหรือไม่ ฯลฯ

ลองจินตนาการดูเอาเองแล้วกันว่า ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ บวกความรู้สึกถูกจับจ้องตลอดเวลาเมื่ออยู่นอกบ้านภายหลังเหตุการณ์ฆ่าทำร้ายทรมานกันอย่างโหดเหี้ยมนั้น น่ากลัวและน่าหดหู่สิ้นหวังขนาดไหน

บรรยากาศเช่นนี้เองที่ผลักไสให้นักศึกษานับพันเลือกเข้าป่า ทั้งๆ ที่จำนวนมากไม่อยู่ในเครือข่ายของพรรคคอมมิวนิสต์ก่อน 6 ตุลาด้วยซ้ำ


ในคุกก็น่ากลัวจนชาด้าน ช่วงต้นพวกเราหลายคนทำใจว่าชีวิตเราคงจบในอีกไม่นาน กลางดึกคืนหนึ่ง รถไซเรนหลายคันส่งเสียงดังลั่นมาที่เรือนจำบางเขน เอา “ตัวการ” อย่างพวกเราใส่รถคันละ 1-2 คน แล้วเปิดไซเรนดังลั่นแยกย้ายไปคันละทิศละทาง

เราไม่รู้ว่าจะถูกนำตัวไปที่ไหนเพราะเจ้าหน้าที่ไม่พูดอะไรสักคำ ปรากฏว่าพวกเราถูกนำตัวกระจายกันไปขังข้ามคืนไว้ตามโรงพักต่างๆ ในกรุงเทพฯ รุ่งเช้าก็ถูกนำตัวกลับมารวมกันที่บางเขนตามเดิม จนทุกวันนี้เราไม่รู้เลยว่าทำเช่นนั้นทำไมหรือเกิดอะไรขึ้น

ไม่ต้องพูดถึงการถูกปลุกขึ้นมากลางดึก เรียงแถวเกาะลูกกรงตามคำสั่ง เพื่อเป็นเป้าให้คนในเครื่องแบบระบายความโกรธเกลียดคอมมิวนิสต์กับร่างของพวกเรา

ประสบการณ์ที่พบเห็นการฆ่า ทำร้าย ทรมานกับตาตัวเองในเช้าวันนั้น ต่อด้วยความน่าสะพรึงกลัวอีกนับเป็นเดือนต่อมาเช่นนี้เอง น่าจะไม่ยากเลยที่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์ปกติอย่างพวกเราจึงลืมไม่ลง


หลายพันคนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลานั้น ยังผ่านประสบการณ์ในป่าเขาซึ่งยากลำบากทั้งกายและใจ ทั้งยังเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตจากการสู้รบกับกองกำลังของรัฐบาลจนเพื่อนหลายคนต้องสละชีวิตในเขตป่าเขา แต่พวกเขาก็อดทนกับความยากลำบากและอันตรายเช่นนั้นได้นานหลายปี

แต่ลงท้ายพวกเขากลับต้องเผชิญกับความเจ็บปวดสาหัสอีกครั้ง อุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ซึ่งพวกเขาเคยเชื่อถือ และพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งเขาไว้วางใจให้นำทางประเทศไทยสู่อนาคตที่ดีกว่า กลับเป็นสิ่งเหลวไหลทั้งสิ้น

คนที่รอดกลับสู่เมืองมารับความกรุณาจากรัฐ จะรู้สึกอย่างไร

คนอายุเพียง 20 กว่าๆ เผชิญความพ่ายแพ้ที่เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ในชีวิตถึงสองครั้ง ต้องเสียเพื่อนไปหลายชีวิต ไม่ว่าในธรรมศาสตร์หรือในเขตป่าเขา แถมอุดมการณ์ที่ตนทุ่มเทชีวิตให้ ที่หล่อหลอมสร้างตัวตนและจิตวิญญาณของเขาในวัยที่กำลังเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว กลับถูกทำลายยับเยิน

การที่พวกเขาลืมไม่ลงจึงเป็นสิ่งสุดแสนจะปกติ การเหมาเอาง่ายๆ ว่าพวกเขาจมปลักกับอดีตต่างหากที่เป็นการเหยียดหยามอย่างน่ารังเกียจ

ลงท้าย “สหายเดนตาย” ส่วนใหญ่ก็สามารถฟื้นคืนชีวิตปกติได้สำเร็จ หลายคนไปได้ดีเป็นพิเศษในวิชาชีพด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น เขาสามารถฟื้นคืนชีวิตทางการเมืองได้อีกด้วย นับจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และตลอดหลายทศวรรษต่อมา จำนวนไม่น้อยกลับมาร่วมงานกับกลุ่มเคลื่อนไหวผลักดันประเด็นทางสังคมต่างๆ

เขามีทางเลือกที่จะหนีห่างจากการเมืองและกิจกรรมทางสังคมไปเลย แต่หลายพันคนในรุ่นนั้นกลับเลือกเป็นพลเมืองที่แข็งขัน (active citizens) มีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ว่าจะอุดมการณ์และการเมืองของเขาจะต่างกันลิบลับ เป็นซ้ายหรือขวา เหลืองหรือแดงหรือส้ม หรือเฉดสีอื่นๆ ระหว่างกลางก็ตาม

กล่าวได้ว่า เขามีชีวิตอยู่กับการเมืองไทยเกือบตลอด 40 ปีนับจากเขากลับสู่เมือง

แต่จะฟื้นคืนชีวิตปกติเช่นนั้นได้ เขาต้องปลดเปลื้องความอึดอัดหนักอึ้ง (Catharsis) ออกจากใจให้ได้ ต้องสามารถจัดการตัวเองจนสามารถข้ามพ้นความเจ็บปวดไปได้ จึงจะสามารถอยู่กับปัจจุบันและเดินต่อไปข้างหน้าได้

Catharsis (คา-ตา-สิส) หรือการเปลื้องทุกข์ที่น่าหนักอึ้งในใจนั้น เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าควรใช้วิธีการอย่างไรหรือเมื่อไหร่จึงจะประสบความสำเร็จ
ส่วนมากมักต้องผ่านการเล่าเรื่องของตนออกมาและพบว่ามีผู้รับฟังหรือให้ความเคารพ ไม่ตีตราไม่สั่งสอน

อีกหลายคนอาจจะปลดเปลื้องได้ด้วยวิธีการอื่น รวมทั้งทำอย่างเงียบๆ ก็เป็นได้

หลายพันคนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาและประสบการณ์ในป่าเขาเหล่านั้น ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองจนสามารถยืนหยัดเรียกฟื้นคืนชีวิตที่เข้มแข็งกลับมาได้

คนส่วนใหญ่ที่พ่ายแพ้สองครั้งในชีวิตเลือกที่จะจำ เลือกจัดการกับความทรงจำที่เจ็บปวดด้วยการเก็บไว้ไม่ยอมลืม การลืมอดีตเป็นวิธีเดินไปข้างหน้าแบบที่เขาไม่ปรารถนา ลงท้ายเขาทำได้สำเร็จ ฟื้นคืนชีวิตปกติและเดินหน้าได้สำเร็จ

มีคนเคยกล่าวว่า คนนับพันในรุ่นนั้น “ถูกสาป” ให้มีชีวิตผูกพันกับประวัติศาสตร์อย่างมากในแบบที่คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่ต้องเผชิญ

แต่ดูเหมือนคนที่พ่ายแพ้สองครั้งในชีวิตเหล่านั้นไม่รู้สึกว่าถูกสาป ทั้งกลับรู้สึกว่าเป็น “ภารกิจ” ซึ่งเขาได้รับมอบหมาย

นั่นคือ ภารกิจที่จะไม่ลืมและภารกิจที่จะผลักดันให้สังคมจดจำอดีตนั้นร่วมกับเขาด้วย

Memory project ที่คนเหล่านั้นร่วมกันทำมาหลายสิบปีเป็นปฏิบัติการทางการเมืองด้วยการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น เล่าประสบการณ์ของเขาให้สังคมรับรู้ เพราะความทรงจำและเรื่องเล่าเป็นปฏิบัติการทางการเมือง

ดังที่ผมได้เขียนในบทความตอนก่อนๆ แล้วว่า ความทรงจำ 6 ตุลามีความหมายมากขนาดไหน ไม่ใช่แค่เพียงการเยียวยาหรือ Catharsis แบบหนึ่ง แต่ยังเป็นพื้นฐานอันจำเป็นสำหรับการคืนความยุติธรรมและยุติการลอยนวลพ้นผิดในอนาคตอีกด้วย

“สหายเดนตาย” ทั้งหลายยินดีทำภารกิจด้วยการไม่ลืม ด้วยเรื่องเล่า ด้วยการร่วมกันรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นภารกิจที่มีเกียรติ แม้ว่าการประกอบภารกิจนั้นจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหนักอึ้งทางอารมณ์สักแค่ไหนก็ตาม

คำภาษาอังกฤษ Resilience (รี-ซิ-เลียนซ) ซึ่งแปลเป็นไทยได้หลายแบบ เช่น ฟื้นคืน ฟื้นฟู ความอดทนอย่างสูงเพื่อต่อสู้อุปสรรคยากลำบาก ความเข้มแข็งทางจิตใจในการเผชิญบาดแผลรุนแรง ความสามารถในการฟื้นตัวกลับคืนสู่สภาพปกติได้ (เหมือนนกฟินิกซ์ตายแล้วยังฟื้นกลับมาได้) ฯลฯ

Resilience คือความเข้มแข็งที่สามารถผ่านการเผชิญความยุติธรรมและเจ็บปวดอย่างสาหัส แล้วยังสามารถยืนอยู่ต่อได้ แม้จะแพ้ยับเยินถึงสองครั้ง แต่เขาไม่ยอมสยบ

จะทำเช่นนั้นได้ต้องอาศัยทั้งจิตใจที่แข็งแกร่ง ชีวิตที่หนักแน่นมีหลักมั่นคง ปัญญา ความสามารถที่ยืดหยุ่น และการตัดสินใจใหญ่น้อยในชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน เพื่อเลือกกระทำหรือไม่กระทำ เพื่อช่วยให้ยืนได้อย่างทระนง จนกว่าจะฟื้นคืนตัว

และเดินต่อไปข้างหน้าได้

บทความชิ้นนี้เป็นบันทึกในโอกาส 50 ปี 6 ตุลา เพื่อคารวะมิตรสหายหลายพันคนผู้แพ้ยับแต่ไม่ยอมสยบ

มิใช่เพื่อยกย่องว่าอุดมการณ์ความคิดของคนเหล่านี้ถูกต้องกว่าใครอื่น เพราะคนเหล่านั้นต่อสู้กันเองทั้งการเมือง อุดมการณ์ และอีกหลายเรื่องจนถึงทุกวันนี้

แต่ขอคารวะจิตวิญญาณของพลเมืองผู้ไม่ยอมนิ่งเฉยต่อความอยุติธรรม แม้จะแพ้ยับจนเกือบเอาตัวไม่รอดมาแล้วก็ตาม

ขอบันทึกความมุ่งมั่นในภารกิจที่จะไม่ยอมลืม 6 ตุลา ที่จะเล่าขานเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิต

ความทรงจำเป็นมรดกทรงคุณค่าที่คนเหล่านั้นขอมอบให้แผ่นดินนี้ เพื่อที่สักวันสังคมไทยจะฟื้นคืนความยุติธรรมและยุติการลอยนวลพ้นผิดให้จงได้

มาพบกันอีกในการรำลึก 6 ตุลา 2569 ครบ 50 ปีที่เพื่อนเราหลายคนจากไปในเช้าวันนั้น และเพื่อตอกย้ำภารกิจอันทรงเกียรติที่เรายินดีรับด้วยความภาคภูมิใจ

มาร่วมกันประกาศให้โลกประจักษ์ถึงชีวิตที่มีเกียรติ ชีวิตที่พ่ายยับสักกี่ครั้งก็ไม่มีวันยอมสยบ

คิดต่อจาก 6 ตุลา (1) : โกรธจนคลั่ง VS โกรธไม่พอ
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
คิดต่อจาก 6 ตุลา (3) : ความย้อนแย้งของคดี 6 ตุลาและการนิรโทษกรรม 2521
คิดต่อจาก 6 ตุลา (4) : เพิ่มโทษ ม.112 กับการรื้อฟื้นรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย
คิดต่อจาก 6 ตุลา (5) : ทำอย่างไรประวัติศาสตร์จึงจะไม่ฆ่าคน
คิดต่อจาก 6 ตุลา (6) : เป็นไปได้หรือที่จะคืนความยุติธรรมให้ 6 ตุลา?
อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่


https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_913543




คำพูด 10ดาว ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️









https://x.com/natlamborghini1/status/2107517967504216387
.....

ประโยคที่ยกมานี้ มีข้อความเต็มแบบครบคำว่า:

"อย่ามีตำแหน่งเกินความสามารถ อย่ามีอำนาจเกินสติปัญญา และอย่ามีความปรารถนาเกินขอบเขต"

สุภาษิตเตือนใจสั้นๆ แต่คมคายนี้เป็น คำคมสอนใจ (Aphorism) ที่แพร่หลายมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่คำกล่าวที่มีจุดเริ่มต้นจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างเป็นทางการ 
.....

เรียนรู้จากประวัติศาสตร์จีน

https://www.youtube.com/shorts/1aidXQY_ABM





พลังนิสิต-นักศึกษา ณ วันนี้ สนใจ เรื่อง "ความเป็นธรรม" ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ อาจารย์สิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนภาพมุมคิด






https://x.com/matichonweekly/status/2107853957779603610
.....

มุมมองเพิ่มเติม

บทสัมภาษณ์และมุมมองของ ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ให้ไว้กับ มติชนสุดสัปดาห์ ได้สะท้อนภาพการเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของนิสิตนักศึกษารุ่นปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีสาระสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึง "จุดเน้น" ของคนรุ่นใหม่ที่แตกต่างไปจากในอดีต ดังนี้:

1. "ความเป็นธรรม" (Justice) คือหัวใจหลัก

หากย้อนไปในอดีต ขบวนการนักศึกษาอาจเน้นเรื่อง "ประชาธิปไตย" หรือ "การต่อต้านเผด็จการ" ในเชิงโครงสร้างทางการเมืองระดับใหญ่ แต่สำหรับนิสิตนักศึกษารุ่นปัจจุบัน ความสนใจได้ขยายและลึกลงไปสู่เรื่อง "ความเป็นธรรมทางสังคม" (Social Justice) ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น:

ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและโอกาส: การตั้งคำถามกับความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างระหว่างชนชั้น และโครงสร้างที่ไม่เอื้อให้คนรุ่นใหม่เติบโต

สิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม: ความสนใจในเรื่องความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+), สิทธิของกลุ่มคนเล็กคนน้อย, และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ความเป็นธรรมในชีวิตประจำวัน: การเรียกร้องระบบที่เป็นธรรมในสถานศึกษา อำนาจนิยมในโรงเรียน/มหาวิทยาลัย ไปจนถึงกระบวนการยุติธรรมในสังคม

2. การมองปัญหาแบบ "เชื่อมโยง" (Intersectionality)

อาจารย์พัทธ์ธีราสะท้อนให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองปัญหาแยกส่วน แต่มองเห็นความเชื่อมโยงว่า ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม รวบยอดมาจากโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรมเดียวกัน การตั้งคำถามของพวกเขากรณี "ความเป็นธรรม" จึงมีความแหลมคมและครอบคลุมมิติเชิงโครงสร้างมากขึ้น

3. รูปแบบการขับเคลื่อนที่เปลี่ยนไป

เน้นประเด็นใกล้ตัวและเข้าถึงง่าย: ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การชุมนุมบนท้องถนน แต่ใช้ "พื้นที่ดิจิทัล" และสื่อโซเชียลมีเดียในการกระจายความคิด สร้างการตระหนักรู้ (Awareness) และตรวจสอบผู้มีอำนาจ

ความตื่นตัวระดับคุณค่า (Values-driven): การเคลื่อนไหวตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานว่า "ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม" หากสิ่งใดเข้าข่ายการเอาเปรียบหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ก็จะเกิดแรงต้านและความสนใจจากคนกลุ่มนี้ทันที



'ราชาแห่งความอยุติธรรม': รูปปั้นทรัมป์เปลือยกายสีทองติดตั้งที่รัฐสภายุโรป "ข้าพเจ้านั่งอยู่บนหลังของชายคนหนึ่ง เขากำลังทรุดลงภายใต้น้ำหนักที่ข้าพเจ้ากดทับไว้ ข้าพเจ้าพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือเขา ยกเว้นเพียงสิ่งเดียว คือการก้าวลงจากหลังของเขา"

จากฐานของประติมากรรมที่มีชื่อว่า "The Orange Plague" (มหันตภัยสีส้ม):

THE ORANGE PLAGUE (มหันตภัยสีส้ม)

ข้าพเจ้านั่งอยู่บนหลังของชายคนหนึ่ง
เขากำลังทรุดลงภายใต้น้ำหนักที่ข้าพเจ้ากดทับไว้
ข้าพเจ้าพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือเขา
ยกเว้นเพียงสิ่งเดียว คือการก้าวลงจากหลังของเขา

~ราชาแห่งความอยุติธรรม

ความหมายและบริบท

ที่มาของถ้อยคำ:
บทกวีที่จารึกอยู่บนฐานประติมากรรมนี้ดัดแปลงมาจากถ้อยคำที่มีชื่อเสียง ซึ่งเดิมทีเชื่อกันว่าเป็นของนักเขียนชาวรัสเซีย เลโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) ที่กล่าวว่า "ข้าพเจ้านั่งอยู่บนหลังของชายคนหนึ่ง บีบคอเขาและบังคับให้เขาแบกข้าพเจ้าไว้ แต่กลับพร่ำบอกตัวเองและผู้อื่นว่าข้าพเจ้ารู้สึกเห็นใจเขาอย่างยิ่งและปรารถนาจะช่วยแบ่งเบาภาระของเขาด้วยทุกวิถีทางที่เป็นไปได้... ยกเว้นเพียงการยอมลงจากหลังของเขาเท่านั้น"

เจตนาของศิลปิน:
ประติมากรรมความสูง 8.5 ฟุตชิ้นนี้สร้างสรรค์โดยศิลปินชาวเดนมาร์ก Jens Galschiøt โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสะท้อนภาพความหน้าซื่อใจคดและการกดขี่ข่มเหงในแวดวงการเมือง ผลงานชิ้นนี้แสดงภาพร่างขนาดใหญ่ที่กำลังนั่งอยู่บนหลังของกรรมกรผู้ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งและกำลังดิ้นรนอย่างยากลำบาก

สัญลักษณ์:
ร่างที่นั่งอยู่ด้านบนถือตาชั่งแห่งความยุติธรรมไว้ในมือข้างหนึ่งและไม้กอล์ฟในอีกข้างหนึ่ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองผู้ทรงอิทธิพล ผู้ซึ่งมักอ้างว่าต้องการช่วยเหลือชนชั้นแรงงาน แต่ในขณะเดียวกันกลับยังคงสร้างภาระ ขูดรีด และบั่นทอนเสถียรภาพของคนกลุ่มนี้ผ่านนโยบายต่างๆ ของตน ศิลปินระบุว่าผลงานชิ้นนี้ยังสื่อถึงภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมและระเบียบโลกที่ยึดถือหลักกติกาเป็นสำคัญอีกด้วย
.....



ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้คือ เยนส์ กัลเชือท (Jens Galschiøt)

ข้อมูลสังเขปของศิลปิน
สัญชาติ: ชาวเดนมาร์ก (เกิดปี ค.ศ. 1954)

สไตล์และแนวคิด: เป็นปฏิมากร (Sculptor) และประติมากรรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ผลงานของเขามักเป็น "ศิลปะสะท้อนสังคมและสิทธิมนุษยชน" (Socially Engaged Art & Political Art) โดยเน้นการเรียกร้องความยุติธรรม ประท้วงการใช้อำนาจมิชอบ และสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม

ผลงานโดดเด่นอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียง
Pillar of Shame (เสาแห่งความอัปยศ): อนุสาวรีย์ประติมากรรมสูง 8 เมตรเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน (เคยตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง) รวมถึงในบราซิลและเม็กซิโก

Survival of the Fattest: ประติมากรรมรูปหญิงตะวันตกคนอ้วนทับอยู่บนไหล่ของชายชาวแอฟริกันที่ผอมแห้ง เพื่อสื่อถึงการแย่งชิงทรัพยากรและความเหลื่อมล้ำของโลก

My Inner Beast: งานประติมากรรมปูนซีเมนต์ที่นำไปวางตามเมืองต่างๆ ในยุโรปเพื่อประท้วงการเพิ่มขึ้นของแนวคิดเหยียดเชื้อชาติและความรุนแรง