Reporter Journey15 hours ago
·
#SOCIAL ชาวเมียนมาหัวกะทิ สมองไหลเข้าไทยต่อเนื่องทะลุหลักหมื่นคน ครอบครัวชนชั้นกลาง-มีฐานะจ่ายหลักแสนเรียนมหาลัยและวิทยาลัยนานาชาติในไทยทั้ง ป.ตรี โท เอก พกทักษะภาษาติดตัวมา 3-4 ภาษา และความอดทน สู้งานสูง แข่งกับคนไทยในระดับปัญญาชน ไม่ใช่แค่แรงงานไร้ฝีมืออีกต่อไป
.
ภาพจำของแรงงานชาวเมียนมาที่เข้ามาในไทย กำลังจะค่อยๆ เปลี่ยนจากการแรงงานที่เข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องใช้ฝีมือ ใช้แต่แรงกาย ไปสู่การหลั่งไหลเข้ามาของเหล่าบรรดา "ปัญญาชน" ที่มีความรู้ มีการศึกษา มีทักษะฝีมือที่มาจากพื้นฐานครอบครัวชนชั้นกลางหรือผู้มีอันจะกิน ส่งลูกหลานหรือโยกย้ายครอบครัวมาอยู่ที่ไทยเพื่อโอกาสชีวิต และความปลอดภัยที่สูงกว่า
.
การหลั่งไหลเข้ามาของนักศึกษาเมียนมาถือว่ามีอัตราการเติบโตที่สูงมาก เมื่อพิจารณาจากสถิติของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในช่วงปีการศึกษา 2566-2567 พบว่านักศึกษาเมียนมาในระดับอุดมศึกษาของไทยมีจำนวน 7,036 คน ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักศึกษาต่างชาติจากภูมิภาคอาเซียนที่มีจำนวนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ทิ้งห่างกัมพูชาที่เป็นอันดับ 2 ซึ่งมีจำนวน 1,499 คน อย่างมีนัยสำคัญ
.
และปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนนักศึกษาชาวเมียนมาเข้ามาเรียนหนังสือในไทยสูงกว่า 17,000 คนแล้ว
.
บรรดามหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยทั้งภาครัฐและเอกชนต่างรายงานตรงกันว่า ยอดการสมัครเรียนของนักศึกษาเมียนมาในหลักสูตรนานาชาติ ทั้งสายบริหารธุรกิจ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ในบางสถาบัน
.
การตัดสินใจย้ายมาศึกษาต่อในประเทศไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านคุณภาพการศึกษาที่สูงกว่าในบ้านเกิดเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยผลักดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจร่วมด้วย
.
ความไม่สงบทางการเมืองและกฎหมายเกณฑ์ทหารกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำในผู้มีอันจะกินชาวเมียนมาย้ายมาไทย ครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์ตัดสินใจส่งบุตรหลานออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัยและอนาคตที่มั่นคงกว่า
.
ต่อมาคือความคุ้มค่าและข้อจำกัดทางการเงิน หากเปรียบเทียบกับประเทศยอดนิยมอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือแม้แต่สิงคโปร์และญี่ปุ่น ประเทศไทยมีค่าครองชีพและค่าเทอมที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก
.
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยังมีกำแพงด้านภาษาที่สูงกว่า ทำให้ไทยกลายเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความเป็นจริงได้ดีที่สุด และด้วยมาตรฐานการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ถือว่ามีมาตรฐานสูงกว่า สามารถเปิดโอกาสชีวิตในการไปเรียนต่อยังประเทศที่ 3 ได้ง่ายกว่าอีกด้วย
.
การที่ไทยและเมียนมามีความเชื่อมโยงที่คุ้นเคยกันในทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม อาหาร และมีพรมแดนติดกัน การเดินทางที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทำให้การปรับตัวของชาวเมียนมาในไทยทำได้ง่าย ครอบครัวสามารถเดินทางไปมาหาสู่ได้สะดวก
.
แน่นอนว่า การเข้ามาของกลุ่มนักศึกษาและครอบครัวชาวเมียนมา ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกที่ชัดเจนอย่างมากต่อตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม เนื่องจากกลุ่มผู้มีฐานะชาวเมียนมามีพฤติกรรมนิยม "ซื้อ" มากกว่า "เช่า" แถมเป็นการซื้อด้วยเงินสดเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยระยะยาวสำหรับบุตรหลานตลอดระยะเวลาการศึกษา 4-5 ปี
.
อีกทั้งยังถือเป็นการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง (Safe Haven) ในการนำทรัพย์สินออกจากประเทศที่กำลังมีความผันผวนสูงอีกด้วย
.
สถิติจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ประจำปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผู้ซื้อต่างชาติที่น่าสนใจคือ ชาวเมียนมาก้าวขึ้นสู่อันดับ 2 ของผู้ซื้อคอนโดมิเนียมชาวต่างชาติในปี 2568 รองจากจีน แซงหน้ารัสเซียและสหรัฐอเมริกา โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 1,968 ยูนิต
.
ขณะที่ยอดการโอนกรรมสิทธิ์มีจำนวน 1,968 ยูนิต คิดเป็นการเติบโตที่พุ่งสูงถึง 41.8% นับเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในตลาดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
.
แม้จำนวนยูนิตจะเพิ่มขึ้นมาก แต่มูลค่ารวมอยู่ที่ 6,160 ล้านบาท ลดลง 12.5% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าลักษณะการซื้อเริ่มขยายจากกลุ่มเศรษฐีระดับบนสุดที่ซื้อห้องชุดหรูหราใจกลางเมือง มาสู่กลุ่มชนชั้นกลางระดับบนที่เน้นซื้อคอนโดมิเนียมระดับราคาปานกลางถึงล่าง (Mid-to-Lower Price Segment) ตามแนวรถไฟฟ้า หรือใกล้สถานศึกษา
.
สำหรับทำเลยอดนิยมพบว่า พื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของการโอนกรรมสิทธิ์จากชาวเมียนมา ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (บริเวณย่านอโศก สุขุมวิท) จ.สมุทรปราการ (ย่านบานาง-ตราด) และเชียงใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับทำที่ตั้งของมหาวิทยาลัยและโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ
.
โครงสร้างการเติบโตนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ซื้อชาวเมียนมาไม่ได้เข้ามาในฐานะนักลงทุนระยะสั้น (Speculator) แต่เป็นกลุ่ม Real Demand ที่ขับเคลื่อนด้วยความจำเป็นด้านการอยู่อาศัยและการศึกษา ซึ่งช่วยพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงที่กำลังซื้อจากชาติตะวันตกและจีนบางส่วนชะลอตัวลง
.
การที่ชนชั้นกลางมีการศึกษาชาวเมียนมาเริ่มเข้ามาอยู่ในไทย ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญอย่างยิ่ง
.
จากภาพจำเดิมที่ไทยเป็นผู้นำเข้าแรงงานไร้ฝีมือ สู่การเผชิญหน้ากับแรงงานทักษะสูงจากเมียนมา ซึ่งกลุ่มนี้มีศักยภาพสูงพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในตลาดแรงงานไทยอย่างเต็มตัว
.
ปรากฏการณ์ "หัวกะทิ" ลี้ภัย (The "Cream of the Crop" Migration) นักศึกษาเมียนมาที่สามารถเข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนนานาชาติในไทยได้ คือกลุ่มที่ผ่านการคัดกรองทางเศรษฐกิจและสังคมมาแล้วอย่างเข้มข้น
.
พวกเขาคือกลุ่มชนชั้นกลางระดับบนถึงกลุ่มเศรษฐี ซึ่งมักมีพื้นฐานการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติในย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์มาก่อน
.
ข้อได้เปรียบที่เรียกว่ามาเหนือกว่าคือ ทักษะด้านภาษา นักศึกษากลุ่มนี้มีทักษะภาษาอังกฤษในระดับดีเยี่ยม ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนของนักศึกษาไทยส่วนใหญ่
.
เมื่อมาใช้ชีวิตในไทย พวกเขายังสามารถเรียนรู้และสื่อสารภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กลายเป็นบุคลากรที่ได้เปรียบด้านทักษะ 3 ภาษา ทั้ง พม่า อังกฤษ จีน และไทย
.
แรงกดดันจากสถานการณ์ในประเทศทำให้เป้าหมายของการเรียนไม่ใช่แค่การได้ใบปริญญา แต่คือการอยู่รอดและสร้างรากฐานชีวิตใหม่ ความมุ่งมั่น อดทน และความตั้งใจเรียนจึงอยู่ในระดับที่สูงมาก เพื่อให้ได้ผลการเรียนที่โดดเด่นพอจะดึงดูดนายจ้างในไทยหรือต่อยอดไปประเทศที่สาม
.
จากข้อมูลของจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระบุว่า นักศึกษาเมียนมาไม่ได้เลือกเรียนเพียงเพื่อขอวีซ่า แต่พุ่งเป้าไปที่คณะหลักสูตรนานาชาติที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน เช่น
.

วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
(Data Science, Software Engineering)

บริหารธุรกิจและการจัดการระหว่างประเทศ
(BBA, International Business)

การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

วิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข
.
การเลือกสายการเรียนเหล่านี้ ทำให้พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ภาคธุรกิจองค์กร และภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสายงานที่มีผลตอบแทนสูง
.
แน่นอนว่าเมื่อเรียนสูงแล้ว คนเราก็ย่อมต้องการงานที่มีทักษะสูงตามที่เรียนมา ซึ่งชาวเมียนมาก็ไม่ต่างกัน ในระยะสั้นถึงระยะกลาง คนกลุ่มนี้จะเข้ามาเป็นคู่แข่งโดยตรงของนักศึกษาจบใหม่ชาวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในองค์กรข้ามชาติ หรือบริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะภาษาอังกฤษและพร้อมทำงานหนัก
.
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมระดับมหภาค นี่อาจเป็นส่วนเติมเต็มที่เศรษฐกิจไทยกำลังต้องการก็เป็นได้
.
อย่างที่ทราบกันคือ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้ภาคธุรกิจเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานทักษะสูง
.
การได้ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยขับเคลื่อนองค์กร จึงเป็นผลบวกต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทย
.
บริษัทไทยจำนวนมาก ทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ค้าปลีก และโดยเฉพาะธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่งข้ามพรมแดน กำลังขยายฐานตลาดเข้าสู่ภูมิภาค CLMV บัณฑิตชาวเมียนมาที่เข้าใจทั้งบริบทของไทยและมีเครือข่ายความเข้าใจในตลาดเมียนมา คือบุคลากรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Human Resources) ที่บริษัทไทยพร้อมจะจ่ายเงินจ้าง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาดอาเซียน
.
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีศักยภาพสูงแต่การแย่งงานคนไทยโดยสมบูรณ์ยังถูกจำกัดด้วยกฎหมายแรงงาน พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว และเงื่อนไขของกรมการจัดหางานยังคงมีความเข้มงวด
.
บริษัทที่ต้องการจ้างชาวต่างชาติต้องมีทุนจดทะเบียนตามเกณฑ์และต้องรักษาสัดส่วนการจ้างพนักงานคนไทย 4 คน ต่อคนต่างชาติ 1 คน ยกเว้นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI
.
การกำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับชาวต่างชาติตามสัญชาติ ทำให้ไม่สามารถตัดราคาค่าจ้างเพื่อแย่งงานคนไทยได้ง่ายๆ
.
การเข้ามาของนักศึกษาเมียนมากลุ่มนี้คือแรงงานทักษะสูงที่เก่งและมีความพร้อมสูง ย่อมมาพร้อมกับแข่งขัน ซึ่งการมาด้วยแรงขับที่สูง ความต้องการความก้าวหน้าและการมีชีวิตที่ดีกว่าในบ้านเกิด ย่อมผลักดันให้พวกเขาตะเกียดตะกายเพื่อไปสู่ความสำเร็จ เช่นเดียวกับคนเมียนมาที่มาในชนชั้นแรงงานที่มาด้วยแรงขยัน เอาแรงกายเข้าแลกเงิน
.
แต่สำหรับกลุ่มคนมีความรู้ มีการศึกษา ก็นำมันสมองมาแข่งขันด้วย ซึ่งนี่คือความท้าทายของแรงงานไทย เพราะทุกวันนี้ธุรกิจต้องการคนเก่งจากทุกชาติมาสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร ซึ่งจะให้โอกาสคนในประเทศก่อน
.
หากทักษะของแรงงานไทยไม่ได้ตามที่ต้องการ การพิจารณาชาวต่างชาติที่เรียนในไทย โตในไทย จะกลายเป็นตัวเลือกที่มีความสำคัญทันที และคนเมียนมาคือหนึ่งในนั้นเช่นกัน
.....
Reporter JourneyPart 1
.
ภาพจำของแรงงานชาวเมียนมาที่เข้ามาในไทย กำลังจะค่อยๆ เปลี่ยนจากการเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องใช้ฝีมือ ใช้แต่แรงงาน ไปสู่การหลั่งไหลเข้ามาของเหล่าบรรดา "ปัญญาชน" ที่มีความรู้ มีการศึกษา มีทักษะฝีมือ รวมทั้งมาจากพื้นฐานครอบครัวชนชั้นกลางหรือผู้มีอันจะกิน ที่ส่งลูกหลานหรือโยกย้ายครอบครัวมาอยู่ที่ไทยเพื่อโอกาสชีวิต และความปลอดภัยที่สูงกว่า
.
การหลั่งไหลเข้ามาของนักศึกษาเมียนมาถือว่ามีอัตราการเติบโตที่สูงมาก เมื่อพิจารณาจากสถิติของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในช่วงปีการศึกษา 2566-2567 พบว่านักศึกษาเมียนมาในระดับอุดมศึกษาของไทยมีจำนวน 7,036 คน ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักศึกษาต่างชาติจากภูมิภาคอาเซียนที่มีจำนวนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ทิ้งห่างกัมพูชาที่เป็นอันดับ 2 ซึ่งมีจำนวน 1,499 คน อย่างมีนัยสำคัญ
.
และปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนนักศึกษาชาวเมียนมาเข้ามาเรียนหนังสือในไทยสูงกว่า 17,000 คนแล้ว
.
มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยทั้งภาครัฐและเอกชนต่างรายงานตรงกันว่า ยอดการสมัครเรียนของนักศึกษาเมียนมาในหลักสูตรนานาชาติ ทั้งสายบริหารธุรกิจ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ในบางสถาบัน
.
การตัดสินใจย้ายฐานการศึกษามายังประเทศไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยผลักดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจร่วมด้วย
.
ความไม่สงบทางการเมืองและกฎหมายเกณฑ์ทหารกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำในผู้มีอันจะกินชาวเมียนมาย้ายมาไทย สถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ และโดยเฉพาะการประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารในเมียนมา เป็นชนวนเหตุสำคัญที่เร่งให้ครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์ตัดสินใจส่งบุตรหลานออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัยและอนาคตที่มั่นคงกว่า
.
ต่อมาคือความคุ้มค่าและข้อจำกัดทางการเงิน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศยอดนิยมอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือแม้แต่สิงคโปร์และญี่ปุ่น ประเทศไทยมีค่าครองชีพและค่าเทอมที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก นอกจากนี้ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยังมีกำแพงด้านภาษาที่สูงกว่า ทำให้ไทยกลายเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความเป็นจริงได้ดีที่สุด และด้วยมาตรฐานการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ถือว่ามีมาตรฐานสูงกว่า สามารถเปิดโอกาสชีวิตในการไปเรียนต่อยังประเทศที่ 3 ได้ง่ายกว่าอีกด้วย
.
การที่ไทยและเมียนมามีความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม และมีพรมแดนติดกัน การเดินทางที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ประกอบกับความคุ้นเคยทางวัฒนธรรมและอาหาร ทำให้การปรับตัวของเยาวชนเมียนมาในไทยทำได้ง่าย ครอบครัวสามารถเดินทางไปมาหาสู่ได้สะดวก
.
แน่นอนว่า การเข้ามาของกลุ่มนักศึกษาและครอบครัวชาวเมียนมา สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกที่ชัดเจนมากต่อตลาดคอนโดมิเนียมของไทย กลุ่มผู้มีฐานะชาวเมียนมามีพฤติกรรมนิยม "ซื้อ" มากกว่า "เช่า" และเป็นการซื้อด้วยเงินสด เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยระยะยาวสำหรับบุตรหลานตลอดระยะเวลาการศึกษา 4-5 ปี และยังถือเป็นการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง (Safe Haven) นำทรัพย์สินออกจากประเทศที่กำลังมีความผันผวน
Part 2
.
สถิติจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ประจำปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผู้ซื้อต่างชาติที่น่าสนใจคือ ชาวเมียนมาก้าวขึ้นสู่อันดับ 2 ของผู้ซื้อคอนโดมิเนียมชาวต่างชาติในปี 2568 รองจากจีน แซงหน้ารัสเซียและสหรัฐอเมริกา โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 1,968 ยูนิต
.
ขณะที่ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ 1,968 ยูนิต คิดเป็นการเติบโตที่พุ่งสูงถึง 41.8% นับเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในตลาดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
.
แม้จำนวนยูนิตจะเพิ่มขึ้นมาก แต่มูลค่ารวมอยู่ที่ 6,160 ล้านบาท ลดลง 12.5% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าลักษณะการซื้อเริ่มขยายจากกลุ่มเศรษฐีระดับบนสุดที่ซื้อห้องชุดหรูหราใจกลางเมือง มาสู่กลุ่มชนชั้นกลางระดับบนที่เน้นซื้อคอนโดมิเนียมระดับราคาปานกลางถึงล่าง (Mid-to-Lower Price Segment) ตามแนวรถไฟฟ้า หรือใกล้สถานศึกษา
.
สำหรับทำเลยอดนิยมพบว่า พื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของการโอนกรรมสิทธิ์จากชาวเมียนมา ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (บริเวณย่านอโศก สุขุมวิท) สมุทรปราการ (ย่านบานาง-ตราด) และเชียงใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับทำที่ตั้งของมหาวิทยาลัยและโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ
.
โครงสร้างการเติบโตนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ซื้อชาวเมียนมาไม่ได้เข้ามาในฐานะนักลงทุนระยะสั้น (Speculator) แต่เป็นกลุ่ม Real Demand ที่ขับเคลื่อนด้วยความจำเป็นด้านการอยู่อาศัยและการศึกษา ซึ่งช่วยพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงที่กำลังซื้อจากชาติตะวันตกและจีนบางส่วนชะลอตัวลง
.
การที่ชนชั้นกลางมีการศึกษาชาวเมียนมาเริ่มเข้ามาอยู่ในไทย ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญมาก จากภาพจำเดิมที่ไทยเป็นผู้นำเข้าแรงงานไร้ฝีมือ สู่การเผชิญหน้ากับแรงงานทักษะสูงจากเมียนมา ซึ่งกลุ่มนี้มีศักยภาพสูงพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในตลาดแรงงานไทยอย่างเต็มตัว
.
ปรากฏการณ์ "หัวกะทิ" ลี้ภัย (The "Cream of the Crop" Migration) นักศึกษาเมียนมาที่สามารถเข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนนานาชาติในไทยได้ คือกลุ่มที่ผ่านการคัดกรองทางเศรษฐกิจและสังคมมาแล้วอย่างเข้มข้น พวกเขาคือกลุ่มชนชั้นกลางระดับบนถึงกลุ่มเศรษฐี ซึ่งมักมีพื้นฐานการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติในย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์มาก่อน
.
ข้อได้เปรียบที่เรียกว่ามาเหนือกว่าคือ ทักษะด้านภาษา นักศึกษากลุ่มนี้มีทักษะภาษาอังกฤษในระดับดีเยี่ยม ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนของนักศึกษาไทยส่วนใหญ่ นอกจากนี้ เมื่อมาใช้ชีวิตในไทย พวกเขายังสามารถเรียนรู้และสื่อสารภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กลายเป็นบุคลากรที่ได้เปรียบด้านทักษะ 3 ภาษา ทั้ง พม่า อังกฤษ จีน และไทย
.
แรงกดดันจากสถานการณ์ในประเทศทำให้เป้าหมายของการเรียนไม่ใช่แค่การได้ใบปริญญา แต่คือ การอยู่รอดและสร้างรากฐานชีวิตใหม่ ความมุ่งมั่น อดทน และความตั้งใจเรียนจึงอยู่ในระดับที่สูงมาก เพื่อให้ได้ผลการเรียนที่โดดเด่นพอจะดึงดูดนายจ้างในไทยหรือต่อยอดไปประเทศที่สาม
Part 3
.
จากข้อมูลของจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระบุว่า นักศึกษาเมียนมาไม่ได้เลือกเรียนเพียงเพื่อขอวีซ่า แต่พุ่งเป้าไปที่คณะหลักสูตรนานาชาติที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน เช่น
.
วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Data Science, Software Engineering)
บริหารธุรกิจและการจัดการระหว่างประเทศ (BBA, International Business)
การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
วิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข
.
การเลือกสายการเรียนเหล่านี้ ทำให้พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ภาคธุรกิจองค์กร (Corporate Sector) และภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสายงานที่มีผลตอบแทนสูง
.
แน่นอกว่าเมื่อเรียนสูงแล้ว คนเราก็ย่อมต้องการงานที่มีทักษะสูงตามที่เรียนมา ซึ่งชาวเมียนมาก็ไม่ต่างกัน ในระยะสั้นถึงระยะกลาง กลุ่มนี้จะเข้ามาเป็นคู่แข่งโดยตรงของนักศึกษาจบใหม่ชาวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในองค์กรข้ามชาติ (MNCs) หรือบริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะภาษาอังกฤษและพร้อมทำงานหนัก
.
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมระดับมหภาค นี่อาจเป็นส่วนเติมเต็มที่เศรษฐกิจไทยกำลังต้องการก็ได้
.
อย่างที่ทราบกันคือ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้ภาคธุรกิจเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานทักษะสูง การได้ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยขับเคลื่อนองค์กร จึงเป็นผลบวกต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทย
.
บริษัทไทยจำนวนมาก ทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ค้าปลีก และโดยเฉพาะธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่งข้ามพรมแดน กำลังขยายฐานตลาดเข้าสู่ภูมิภาค CLMV บัณฑิตชาวเมียนมาที่เข้าใจทั้งบริบทของไทยและมีเครือข่ายความเข้าใจในตลาดเมียนมา คือบุคลากรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Human Resources) ที่บริษัทไทยพร้อมจะจ่ายเงินจ้าง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาดอาเซียน
.
อย่างไรก้ตาม แม้จะมีศักยภาพสูง แต่การแย่งงานคนไทยโดยสมบูรณ์ยังถูกจำกัดด้วยกฎหมายแรงงาน พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว และเงื่อนไขของกรมการจัดหางานยังคงมีความเข้มงวด
.
บริษัทที่ต้องการจ้างชาวต่างชาติต้องมีทุนจดทะเบียนตามเกณฑ์และต้องรักษาสัดส่วนการจ้างพนักงานคนไทย 4 คน ต่อคนต่างชาติ 1 คน ยกเว้นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI
.
การกำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับชาวต่างชาติตามสัญชาติ ทำให้ไม่สามารถตัดราคาค่าจ้างเพื่อแย่งงานคนไทยได้ง่ายๆ
.
การเข้ามาของนักศึกษาเมียนมากลุ่มนี้คือแรงงานทักษะสูงที่เก่งและมีความพร้อมสูง ย่อมมาพร้อมกับแข่งขัน ซึ่งการมาด้วยแรงขับที่สูง ความต้องการความก้าวหน้าและการมีชีวิตที่ดีกว่าในบ้านเกิด ย่อมผลักดันให้พวกเขาตะเกียดตะกายเพื่อไปสู่ความสำเร็จ เช่นเดียวกับคนเมียนมาที่มาในชนชั้นแรงงาน ที่มาด้วยแรงขยัน แต่คนกลุ่มมีความรู้มีการศึกษา ก็นำมันสมองมาแข่งด้วย ซึ่งนี่คือความท้าทายของแรงงานไทย เพราะทุกวันนี้ธุรกิจต้องการคนเก่งจากทุกชาติมาสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร แต่จะให้โอกาสคนในประเทศก่อน แต่ถ้าทักษะไม่ได้ตามที่ต้องการ การพิจารณาชาวต่างชาติที่เรียนในไทย โตในไทย จะกลายเป็นตัวเลือกที่มีความสำคัญทันที และคนเมียนมาคือหนึ่งในนั้นเช่นกัน
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1527757718707038&set=a.226668178816005