วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 08, 2569

มีคนเช็คมาให้ เพื่อตรวจสอบรัฐบาล มีมั้ย ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ฝ่ายค้านต้องขออนุญาตฝ่ายรัฐบาลก่อน ? "ไม่มีจ้า" ("ผู้ถูกตรวจสอบไม่มีสิทธิ์อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ตรวจสอบมาตรวจสอบตนเอง" เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจฟอกความผิดหรือปกปิดความไม่โปร่งใส)


https://www.facebook.com/napath.narangsiya/posts/10164802330842567

Napath Up Narangsiya
15 hours ago
·
[ เมื่อการตรวจสอบรัฐบาล ต้องขออนุญาตฝ่ายรัฐบาลก่อน? ]
.
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีประเด็นที่ประธานสภาฯ ออกแนวทางกรอบอำนาจ กมธ. 35 คณะ ให้การบรรจุวาระ การเชิญบุคคล หรือการเรียกเอกสาร ต้องเป็นมติขององค์คณะเท่านั้น ประธานสั่งการโดยลำพังไม่ได้ ก่อนตัดสินว่าเรื่องนี้ถูกหรือผิด ขอวางหลักการที่ควรจะเป็นก่อน 3 ข้อ
.
หลักที่ 1: ประชาธิปไตยคือเสียงข้างมากที่ไม่ทำลายเสียงข้างน้อย
ในระบอบประชาธิปไตย แน่นอนว่าเสียงข้างมากมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาลและผ่านกฎหมาย แต่ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ทำลายเสียงข้างน้อยให้สูญสิ้นความสามารถในการตรวจสอบ เสียงข้างน้อยต้องมีเครื่องมือที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่มีแค่บนกระดาษ ถ้าไม่มีพื้นที่ให้เสียงข้างน้อยได้ทำงานได้จริง ระบอบแบบนั้นก็เป็นเพียง Tyranny of Majority ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย
.
หลักที่ 2: กรรมาธิการคือเครื่องมือของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบรัฐบาล
สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่หลักสองอย่างคือ “ออกกฎหมาย” และ “ตรวจสอบฝ่ายบริหาร” แต่ที่ประชุมใหญ่ที่มี สส. 500 คน มาประชุมลงรายละเอียดทุกเรื่องพร้อมกันไม่ได้ สภาจึงมอบงานให้คณะกรรมาธิการเป็นหน่วยย่อยในการกำหนดเรื่องที่จะตรวจสอบ เรียกเอกสาร และเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง กรรมาธิการจึงเป็นเครื่องมือของสภาในการถ่วงดุลรัฐบาล โดย สส.ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างมีศักดิ์ศรี ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารแทนประชาชนด้วย
.
หลักที่ 3: การตรวจสอบต้องไม่ขึ้นกับการอนุญาตของผู้ถูกตรวจสอบ
การตรวจสอบที่ต้องขอให้ผู้ถูกตรวจสอบอนุมัติก่อน ก็เหมือนผู้ตรวจบัญชีที่ต้องขออนุญาตบริษัทก่อนเปิดดูบัญชี ตำรวจที่ไม่มีอำนาจสอบสวน หรือผู้ตรวจสอบที่เป็นลูกน้องของคนที่ต้องถูกตรวจสอบอีกที ลักษณะแบบนี้ซึ่งไม่ใช่การตรวจสอบอีกต่อไป ดังนั้นกฎหมายต้องให้อำนาจแก่ผู้ตรวจสอบไว้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้ถูกตรวจสอบ
.
นี่คือหลัก 3 อย่างที่ต้องระลึกไว้เสมอ และเมื่อนำหลักทั้งสามมาจับกับแนวทางใหม่ที่ประธานสภาฯ ได้ประกาศออกมา จะเห็นได้ว่าแนวทางใหม่นี้ผิดกับหลักการที่ควรเป็น
.
ย้อนกลับไปที่ข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อที่ 93 จะเห็นได้ว่าประธาน กมธ. ถูกแบ่งตามสัดส่วนเสียงในสภา ฝ่ายค้านจึงได้เป็นประธานหลายคณะ เพราะเจตนารมณ์ของข้อบังคับคือต้องแบ่งกันอย่างเป็นธรรม ให้เสียงข้างน้อยสามารถทำงานได้ตามสัดส่วนที่มี แม้สมาชิกในแต่ละ กมธ.ก็แบ่งตามสัดส่วนส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลจึงเป็นเสียงข้างมากเกือบทุกคณะ แต่ถ้าประธานมาจากเสียงข้างน้อย ก็ยังสามารถใช้อำนาจประธานในการตรวจสอบรัฐบาลได้โดยไม่ต้องขออนุญาตฝ่ายรัฐบาลก่อน
.
แต่เมื่อมีการวางกรอบอำนาจใหม่ของประธานสภาฯ การกำหนดวาระ การเรียกเอกสาร และการเชิญบุคคล ต้องผ่านมติเสียงข้างมากใน กมธ.ก่อน ฝ่ายรัฐบาลในทุก กมธ.จึงมีสิทธิ์วีโต้ว่าจะยอมให้ตัวเองถูกตรวจสอบเรื่องใด ตำแหน่งประธานของเสียงข้างน้อยจึงเหลือแค่ชื่อ ไม่สามารถทำงานได้ และนั่นจะผิดหลักการทั้งสามข้อ
.
เมื่อการตรวจสอบต้องขออนุญาตคนที่จะถูกตรวจสอบ การตรวจสอบนั้นก็ทำไม่ได้จริง
.
เมื่อการตรวจสอบรัฐบาลทำไม่ได้จริง ฝ่ายนิติบัญญัติก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้
.
เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ตรวจสอบไม่ได้ เพราะเสียงข้างน้อยที่ต้องรักษาไว้ถูกทำลาย ประชาธิปไตยก็ไม่มีจริง
.
ประชาธิปไตยระบบรัฐสภาของประเทศอื่นยึดหลักการรักษาเสียงข้างน้อยเพื่อตรวจสอบรัฐบาล ผ่านการทำงานในคณะกรรมาธิการอย่างไร?
.
.
เยอรมนี: เสียงข้างน้อยมีสิทธิของตัวเองที่เสียงข้างมากลบล้างไม่ได้
.
เยอรมนีถือว่าสิทธิของเสียงข้างน้อยต้องเขียนไว้ในกฎ ไม่ใช่ขึ้นกับความเมตตาของเสียงข้างมาก เริ่มจากข้อบังคับกำหนดให้ การแต่งตั้งประธานคณะกรรมาธิการต้องเป็นไปตามสัดส่วนขนาดของพรรคเหมือนกับไทย จากนั้นประธานเป็นผู้กำหนดวันเวลาและวาระประชุม เว้นแต่คณะกรรมาธิการจะลงมติไว้ก่อน และ ประธานมีหน้าที่ต้องเรียกประชุมในวันที่เร็วที่สุดตามตาราง หากพรรคใดพรรคหนึ่งในคณะหรือสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งในสามเรียกร้องและกำหนดวาระมา ในเรื่องการเชิญบุคคล คณะกรรมาธิการที่รับเรื่องไว้ ต้องจัดการรับฟังความเห็น หากสมาชิกหนึ่งในสี่เรียกร้อง และผู้ให้ข้อมูลที่เสียงข้างน้อยเสนอชื่อต้องได้รับการรับฟัง ส่วนในคณะกรรมาธิการสอบสวน หากสมาชิกหนึ่งในสี่ร้องขอ ต้องสืบพยานหลักฐานนั้น และ หากคณะกรรมาธิการปฏิเสธ ผู้พิพากษาไต่สวนของศาลยุติธรรมสูงสุดของสหพันธ์จะเป็นผู้ตัดสินตามคำร้องของสมาชิกหนึ่งในสี่ แปลว่าฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถปิดการตรวจสอบได้ด้วยการโหวตด้วยเสียงข้างมาก
.
.
นอร์เวย์: เสียง 1 ใน 3 พอที่จะเริ่มการตรวจสอบ
.
นอร์เวย์วางหลักว่า การตรวจสอบฝ่ายบริหารต้องเริ่มได้โดยไม่ต้องได้เสียงข้างมาก ข้อบังคับกำหนดว่า สมาชิก 1 ใน 3 ของคณะกรรมาธิการสามารถเรียกร้องให้จัดการรับฟังความเห็นในเรื่องที่คณะพิจารณาอยู่ และตัดสินใจเองว่าจะเชิญใครมาชี้แจง ส่วนคณะกรรมาธิการตรวจสอบและรัฐธรรมนูญ สมาชิก 1 ใน 3 สามารถให้คณะขอข้อมูลจากรัฐมนตรีที่จำเป็นต่อการตรวจสอบฝ่ายบริหาร และตัดสินใจเปิดเรื่องตรวจสอบได้ คณะนี้เป็นคณะเดียวจาก 12 คณะที่ริเริ่มเรื่องพิจารณาเองได้ โดย ใช้เสียงอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือ 4 คนจาก 10 คน
.
.
สวีเดน: เสียงข้างน้อยในกรรมาธิการได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย
.
สวีเดนเขียนกลไกคุ้มครองเสียงข้างน้อยไว้ในกฎหมายว่าด้วยรัฐสภา โดยมีหัวข้อชื่อตรงตัวว่า "การคุ้มครองเสียงข้างน้อยในคณะกรรมาธิการ" ประธานเป็นผู้เรียกประชุม แต่ ต้องเรียกประชุมหากสมาชิกอย่างน้อย 5 คนร้องขอ ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐต้องให้ข้อมูลและความเห็นแก่คณะกรรมาธิการที่ร้องขอ และคณะกรรมาธิการต้องขอข้อมูลหรือความเห็นนั้น หากสมาชิกอย่างน้อย 5 คนร้องขอระหว่างการพิจารณาเรื่องใด ทั้งที่คณะกรรมาธิการสวีเดนมีสมาชิก 17 คนตามสัดส่วนพรรค 5 คนจึงน้อยกว่า 1 ใน 3 เสียอีก
.
.
แคนาดา: เสียงข้างน้อยบังคับให้เปิดประชุมได้ และคณะตรวจสอบหลักเป็นของฝ่ายค้าน
.
แคนาดาป้องกันไม่ให้เสียงข้างมากหรือประธานปิดประตูการประชุม ข้อบังคับข้อ 106(4) กำหนดว่า เมื่อสมาชิกคณะกรรมาธิการ 4 คน(จากทั้งหมด 11-12 คน) ลงชื่อร้องขอ ประธานกรรมาธิการต้องเรียกประชุมภายใน 5 วัน
.
นอกจากนี้ ข้อบังคับยังกำหนดให้คณะกรรมาธิการ 5 จาก 24 คณะ มีประธานจากพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่
คณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน
คณะกรรมาธิการการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความเป็นส่วนตัว และจริยธรรม
คณะกรรมาธิการการดำเนินงานของรัฐบาลและการประมาณการงบประมาณ
คณะกรรมาธิการสถานภาพสตรี และ
คณะกรรมาธิการร่วมสามัญพิจารณาตรวจสอบกฎระเบียบและข้อบังคับ
.
โดยเหตุผลคือ เพื่อให้รัฐบาลต้องถูกตรวจสอบโดยฝ่ายเสียงข้างน้อยได้จริง โดยเฉพาะในด้านการใช้จ่ายเงินงบประมาณและการบริหารงาน
.
.
ฝรั่งเศส: รัฐธรรมนูญบังคับให้ต้องมีสิทธิของฝ่ายค้าน
.
ฝรั่งเศสเขียนหลักนี้ไว้ถึงระดับรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้ข้อบังคับสภาต้องรับรองสิทธิเฉพาะของกลุ่มฝ่ายค้านและกลุ่มเสียงข้างน้อย เพื่อถ่วงดุลอำนาจของเสียงข้างมาก
.
ในกรรมาธิการถาวร(สามัญ) ที่มีอยู่ 8 คณะ มีข้อกำหนดชัดเจนว่า ประธานคณะกรรมาธิการการเงินการคลังต้องมาจากกลุ่มที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านเท่านั้น และตัวประธานมีสิทธิตามกฎหมายที่จะขอเอกสารด้านการเงินและการบริหารได้ทุกชิ้นตราบเท่าที่ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ สามารถลงพื้นที่และเรียกคนเข้าชี้แจงในกรรมาธิการได้เอง
.
นอกจากนี้ยังมีสิทธิที่เรียกว่า การตั้ง "คณะกรรมาธิการสอบสวน" ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการชั่วคราวที่ตั้งขึ้นเพื่อสืบข้อเท็จจริงเป็นการเฉพาะ และมีอำนาจเข้มกว่าคณะกรรมาธิการทั่วไป คือ ผู้รายงานของคณะลงตรวจเอกสารและพื้นที่ได้ และหน่วยงานต้องให้ข้อมูลทั้งหมด กลุ่มการเมืองในสภาแต่ละกลุ่มที่เป็นฝ่ายค้านหรือเสียงข้างน้อย ใช้สิทธินี้ได้กลุ่มละครั้งต่อปี โดยเสียงข้างมากทำได้เพียงตรวจว่าคำขอเข้าเงื่อนไขหรือไม่ แต่ไม่มีสิทธิ์โหวตปัดตก แม้สมาชิกในคณะจะแบ่งตามสัดส่วนพรรค แต่ตำแหน่งประธานหรือผู้รายงานต้องเป็นของฝ่ายค้าน และกลุ่มที่ใช้สิทธิเป็นผู้เลือกว่าจะเอาตำแหน่งใด
.
.
ญี่ปุ่น: ประธานกำหนดวาระ และเสียงหนึ่งในสามบังคับเปิดประชุมได้
.
ข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นข้อ 66–67 ให้ประธานกรรมาธิการเป็นผู้จัดระเบียบการประชุมและกำหนดวันเวลาประชุมเอง ขณะเดียวกัน หากสมาชิกหนึ่งในสามร้องขอ ประธานต้องเปิดประชุม นอกจากนี้ ส.ส. เพียง 40 คน (ไม่ถึงหนึ่งในสิบของสภา) ยังขอให้คณะกรรมาธิการสั่งการสอบสวนเบื้องต้นได้ และคณะกรรมาธิการมีหน้าที่ต้องสั่งตาม ด้วยอำนาจของประธานนี้เอง เมื่อฝ่ายค้านได้ตำแหน่งประธานกรรมาธิการงบประมาณในปี 2024 จึงถือว่ามีความหมาย เพราะประธานมีอำนาจกำหนดตารางประชุม ดำเนินการอภิปราย และนำเรื่องเข้าสู่การลงมติ
.
โดยสรุป ประเทศประชาธิปไตยเหล่านี้ออกแบบกลไกของกรรมาธิการต่างกัน บางแห่งให้อำนาจแก่ตัวประธาน บางแห่งให้แก่เสียงข้างน้อยหนึ่งในสาม หนึ่งในสี่ หรือแม้แต่ห้าคน แต่หลักร่วมที่เหมือนกันหมด คือการตรวจสอบต้องเดินหน้าได้แม้เสียงข้างมากไม่เห็นด้วย เสียงข้างน้อยสามารถทำงานได้จริง
.
แต่แนวทางใหม่ของสภาไทยที่ริบอำนาจจากประธาน โดยให้ใช้หลักเสียงข้างมาก โดยไม่สร้างสิทธิของเสียงข้างน้อยมาแทน ทุกอย่างจึงตกอยู่ในมือเสียงข้างมาก ซึ่งก็คือฝ่ายรัฐบาลที่ถูกตรวจสอบนั่นเอง นี่จึงไม่ใช่การจัดระเบียบ แต่คือการทำลายกลไกตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร และจะทำลายรากฐานของประชาธิปไตยของไทยไปในที่สุด การตัดสินใจของประธานสภาครั้งนี้จะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติที่ควรจะมีอำนาจเหนือรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย กลายเป็น "ขี้ข้า" ของฝ่ายบริหารหรือไม่ ก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
.....

ถาม AI เพิ่มเติม

มีประเทศที่เป็นประชาธิปไตยบ้างมั้ยที่ ตรวจสอบรัฐบาล ต้องขออนุญาตฝ่ายรัฐบาลก่อน

ในระบบประชาธิปไตยตามหลักสากลทั่วโลก "ไม่มี" ประเทศประชาธิปไตยที่ฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภาหรือคณะกรรมาธิการ) จะต้องไป "ขออนุญาต" จากฝ่ายบริหาร (รัฐบาลหรือผู้ที่ถูกตรวจสอบ) ก่อน จึงจะสามารถดำเนินการตรวจสอบการทำงาน งบประมาณ หรือเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลได้ครับ

หลักการสากลของการถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances) กำหนดไว้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง:

ความเป็นอิสระของผู้ตรวจสอบ: คณะกรรมาธิการหรือรัฐสภาในประเทศประชาธิปไตยต้องมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้การตรวจสอบมีความโปร่งใส และป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้สถานะของตนเองมาปิดกั้นการตรวจสอบ

อำนาจในการเรียก (Power to Summon): ในประเทศประชาธิปไตยหลักๆ (เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือประเทศในยุโรป) คณะกรรมาธิการของสภาจะมีอำนาจตามกฎหมายในการเรียกตัวรัฐมนตรี ข้าราชการ หรือพยาน ตลอดจนขอเอกสารสำคัญมาตรวจสอบได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ฝ่ายรัฐบาลอนุมัติหรืออนุญาต

หากกระบวนการตรวจสอบถูกบังคับให้ต้องขออนุญาตจากฝ่ายรัฐบาลเสียก่อน ก็จะขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักประชาธิปไตยสากล เพราะผู้ถูกตรวจสอบย่อมมีแรงจูงใจที่จะไม่อนุญาตให้มีการตรวจสอบตนเอง ซึ่งจะทำให้กลไกการตรวจสอบพังทลายลงตามที่ระบุไว้ในภาพครับ

แล้วในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข มีมั้ย

ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (Constitutional Monarchy) เช่น สหราชอาณาจักร (อังกฤษ), ญี่ปุ่น, สวีเดน, เดนมาร์ก, เนเธอร์แลนด์, แคนาดา, หรือออสเตรเลีย ก็ไม่มีการกำหนดให้การตรวจสอบรัฐบาลต้องไปขออนุญาตฝ่ายรัฐบาลก่อนเช่นกันครับ

โครงสร้างและหลักการของประเทศเหล่านี้มีลักษณะที่สำคัญดังนี้:

สถานะของพระมหากษัตริย์: พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐที่ “อยู่เหนือการเมือง” ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามรัฐธรรมนูญและคำแนะนำของรัฐบาล โดยพระองค์ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินหรือการตรวจสอบประจำวันด้วยพระองค์เอง อำนาจบริหารและการตรวจสอบจึงเป็นเรื่องระหว่าง "ฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา)" กับ "ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล/นายกรัฐมนตรี)"

ความเป็นอิสระของสภา: รัฐสภาของประเทศกลุ่มนี้มีอำนาจเต็มที่ในการตรวจสอบรัฐบาล คณะกรรมาธิการ (Select Committees) ของเขามีอำนาจตามกฎหมายในการเรียกตัวรัฐมนตรี ข้าราชการประจำ หรือขอเอกสารหลักฐานมาตรวจสอบได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีที่กำลังถูกตรวจสอบ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข หรือแบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการสากลของประชาธิปไตยจะวางอยู่บนพื้นฐานเดียวกันคือ "ผู้ถูกตรวจสอบไม่มีสิทธิ์(อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ตรวจสอบมาตรวจสอบตนเอง" เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจฟอกความผิดหรือปกปิดความไม่โปร่งใสครับ




ตุลาคม 2569: ผู้ต้องขังคดี ม.112 เพิ่ม 3 ราย ขณะที่คดีแอดมินเพจ Godd Dam ถูกคุมขังหลังศาลไม่ให้ประกันชั้นสอบสวน


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
ตุลาคม 2569: ผู้ต้องขังคดี ม.112 เพิ่ม 3 ราย ขณะที่คดีแอดมินเพจ Godd Dam ถูกคุมขังหลังศาลไม่ให้ประกันชั้นสอบสวน
.
สถานการณ์คดีจากการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองประจำเดือนตุลาคม 2569 มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญทั้งในส่วนของสถิติภาพรวม คดีใหม่ และคำพิพากษาของศาล โดยตั้งแต่เริ่มการชุมนุม “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 ต.ค. 2569 มีประชาชนถูกดำเนินคดีไปแล้วอย่างน้อย 2,004 คน ในจำนวน 1,353 คดี
.
ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีคดีเพิ่มขึ้นใหม่อย่างน้อย 4 คดี ซึ่งรวมไปถึงกรณีของเพจ “Godd Dam” เหตุเผยแพร่สลิปโอนเงิน โดย “ชัยรัตน์” ถูกจับกุมตามหมายจับและศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว นำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีกรณีของ “นิว” อิสริยะ ที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร จากการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยขัดต่อมโนธรรมสำนึก ซึ่งถูกสั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดสระแก้วแล้ว
.
ด้านคำพิพากษาและสถานการณ์การคุมขัง ตลอดเดือนศาลมีคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 5 คดี ส่งผลให้มีผู้ถูกคุมขังเพิ่มในเรือนจำ 3 ราย ได้แก่ “ไจโกะ” ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี ทำให้คดีถึงที่สุด, “บอย” พงศธรณ์ และ “ตี้” วรรณวลี ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB รวมถึงสถานการณ์กรณีที่ศาลอาญายกคำร้องขอเดินทางไปร่วมประชุมภาคประชาสังคมอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ของ “ตะวัน” โดยเห็นว่าไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน
.
ขณะเดียวกันยังมีคดีความที่สำคัญ เช่น ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนร่วมกับ iLaw ยื่นฟ้องศาลปกครองกลางเพื่อขอเพิกถอนประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ เนื่องจากเห็นว่าออกโดยไม่มีฐานอำนาจ และขยายขอบเขตไปกว้างขวางกว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งกระทบต่อเสรีภาพประชาชน และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีตัวแทนนักศึกษาที่ยื่นฟ้อง กกต. กรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 ต.ค. 2569 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองไปแล้วอย่างน้อย 2,004 คน ในจำนวน 1,353 คดี
.
เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4 คดี ในจำนวน 4 คน (นับเฉพาะคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและแสดงความเห็นทางการเมืองกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว และไม่ได้นับกรณีที่นักการเมืองฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ)
.
หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,084 ครั้ง
.
สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่
.
1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 294 คน ในจำนวน 324 คดี ซึ่งในจำนวนนี้อย่างน้อย 173 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ (จำนวนคดีเพิ่มขึ้น 1 คดี ในจำนวน 1 คน)
.
2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 158 คน ในจำนวน 58 คดี
.
3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 678 คดี
.
4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 203 คน ในจำนวน 112 คดี (จำนวนคดีเพิ่มขึ้น 1 คดี ในจำนวน 1 คน)
.
5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 226 คน ในจำนวน 247 คดี (จำนวนคดีเพิ่มขึ้น 2 คดี ในจำนวน 2 คน)
.
6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี
.
จากจำนวนคดี 1,349 คดีดังกล่าวมีจำนวน 860 คดี ที่ถึงที่สุดแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว และไม่ได้นับกรณีที่ศาลจำหน่ายคดี) กล่าวคือมีอย่างน้อย 563 คดีที่ยังไม่สิ้นสุด และอยู่ในกระบวนการชั้นต่าง ๆ
.
.
อ่านสถานการณ์และแนวโน้มการดำเนินคดีตลอดเดือนตุลาคม 2569 บนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archive


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1543948797575585&set=a.656922399611567






ผู้ประท้วงบุกเข้าไปในศูนย์ข้อมูลของไมโครซอฟต์ในกรุงอัมสเตอร์ดัม แขวนป้ายต่อต้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพ่นสีสเปรย์เป็นกราฟฟิตี การประท้วงครั้งนี้เน้นให้เห็นถึงกระแสต่อต้านจากสาธารณชนที่เพิ่มมากขึ้นทั่วทั้งยุโรปและที่อื่นๆ ต่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วและใช้ทรัพยากรจำนวนมากของโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)








https://x.com/washingtonpost/status/2118859801941643515
.....

การประท้วงครั้งนี้เน้นให้เห็นถึงกระแสต่อต้านจากสาธารณชนที่เพิ่มมากขึ้นทั่วทั้งยุโรปและที่อื่นๆ ต่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วและใช้ทรัพยากรจำนวนมากของโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

นอกเหนือจากความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับปริมาณไฟฟ้าและน้ำจำนวนมหาศาลที่จำเป็นในการจ่ายพลังงานและระบายความร้อนให้กับศูนย์ข้อมูลสมัยใหม่แล้ว การประท้วงในอัมสเตอร์ดัมยังสะท้อนถึงความไม่พอใจทางการเมืองในวงกว้าง โดยผู้ประท้วงชี้ให้เห็นถึงสัญญาด้านเทคโนโลยีของบริษัทต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับการปฏิบัติการสอดแนมของกองทัพและรัฐบาล

ในขณะที่นักเคลื่อนไหวโต้แย้งว่ากรอบการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นและการหยุดยั้งการสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องทรัพยากรและชุมชนในท้องถิ่น บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Microsoft ยืนยันว่าแม้พวกเขาจะเคารพการแสดงออกอย่างสันติ แต่พวกเขาไม่ยอมรับการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในสถานที่ของพวกเขา




60 ปีแห่งการปฏิเสธเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอลกำลังเผชิญกับความจริงใหม่



60 ปีแห่งการปฏิเสธเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอลกำลังเผชิญกับความจริงใหม่

CNN

ต้นปี 1960 กลุ่มนักการทูตอเมริกันกลุ่มหนึ่งกำลังโดยสารเฮลิคอปเตอร์ของอิสราเอล เมื่อหนึ่งในนั้นสังเกตเห็นสถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่งผุดขึ้นมาจากทะเลทรายเนเกฟ ห่างจากทะเลเดดซีไปทางตะวันตกประมาณ 20 ไมล์

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชี้ไปที่สถานที่นั้นและถามแอดดี้ โคเฮน เจ้าหน้าที่ชาวอิสราเอลจากกระทรวงการคลังของประเทศว่ามันคืออะไร

โคเฮนบอกกับชาวอเมริกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล อ็อกเดน รีด ว่าเป็น “โรงงานสิ่งทอ”

สิ่งที่ผู้โดยสารคนนั้นเห็นคืออาคารโรงงานนิวเคลียร์ดิมอนา ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในฐานะแหล่งกำเนิดคลังอาวุธนิวเคลียร์แห่งเดียวของตะวันออกกลาง หลายเดือนต่อมา อ็อกเดนจึงเรียกร้องขอพบกับโคเฮนหลังจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ได้ถอดรหัสลักษณะที่แท้จริงของสถานที่ก่อสร้างนั้นแล้ว




“ในตอนแรก โคเฮนพูดเรื่องนี้อย่างไม่จริงจัง (แต่) ดูเหมือนว่าเขาเชื่อว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์นั้นอาจถูกนำไปใช้ผลิตอาวุธได้ในที่สุด” นี่คือข้อความลับจากโทรเลขทางการทูตของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารลับที่ถูกเปิดเผยโดยหอจดหมายเหตุความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งรวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการนั่งเฮลิคอปเตอร์ด้วย

ห้าปีต่อมา เจ้าหน้าที่นิวเคลียร์ของสหรัฐฯ พบว่าโรงงานยูเรเนียมในเพนซิลเวเนียขาดแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะเกรดอาวุธไปหลายร้อยปอนด์ ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ บางคนโต้แย้ง และสารคดีเรื่องล่าสุดชี้ให้เห็นว่าแร่ยูเรเนียมเหล่านั้นถูกนำไปใช้ในโครงการนิวเคลียร์ของอิสราเอล

ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิสราเอลต่างก็ปิดบังความจริง ไม่ยอมรับการพัฒนาคลังอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอล เมื่อใดก็ตามที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลต้องการส่งสัญญาณถึงอาวุธของประเทศ คำตอบที่แอดดี้ โคเฮนพูดโดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนต่อเจ้าหน้าที่ทางการทูตของอเมริกา จึงกลายเป็นคำพูดที่ใช้กันทั่วไปเพื่อเลี่ยงการพูดถึงเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล อ้างถึงการประชุมที่ "โรงงานสิ่งทอ" กับหัวหน้าคณะกรรมการพลังงานปรมาณูของประเทศ ในสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม

เรื่องนี้ได้กลายเป็น "ความลับที่เก็บไว้ไม่มิดที่สุด" ของโลกไปแล้ว ดังที่อัฟเนอร์ โคเฮน นักประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอล-อเมริกันได้กล่าวไว้ นโยบายที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้ในปัจจุบันคือความไม่โปร่งใสหรือความคลุมเครือ กล่าวคือ พูดถึงแต่ไม่เคยยืนยันอย่างเป็นทางการว่าอิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์

นโยบายนี้ช่วยให้สหรัฐฯ รักษาท่าทีต่อต้านประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และช่วยให้อิสราเอลหลีกเลี่ยงคำถามเกี่ยวกับวิธีการ (หรือว่า) อิสราเอลได้ระเบิดนิวเคลียร์มาหรือไม่

แต่ความนิ่งเฉยนี้อาจกำลังเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคกำลังพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตน สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังทำสงครามกับอิหร่านส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เตหะรานได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ระดับสูงโต้แย้งว่าความพยายามเหล่านั้นอาจไร้ผล ในขณะเดียวกัน ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา

การสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งต่อความทะเยอทะยานทางทหารของอิสราเอลในสหรัฐฯ อาจเริ่มเสื่อมถอยลง ในวันอังคาร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าสหรัฐฯ อาจตัดความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอลเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์ในปลายปีนี้ เพราะ “พวกเขาไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว” และกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตและกลุ่มสนับสนุนต่างๆ ได้โต้แย้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาว่าถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ จะต้องหยุดเสแสร้งเกี่ยวกับระเบิดของอิสราเอล

นายโจอาควิน คาสโตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นว่า ท่าทีที่คลุมเครือของสหรัฐฯ ต่อคลังอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอลเป็นนโยบายที่ล้าสมัยและ “กลายเป็นเรื่องที่ประมาทและอันตราย” คาสโตร ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะกรรมการกิจการต่างประเทศและคณะกรรมการข่าวกรองของสภาผู้แทนราษฎร ชี้ว่า การที่สหรัฐฯ ทำสงครามเคียงข้างอิสราเอลโดยไม่รู้ “เส้นแดง” ของการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และ “ไม่บอกแผนฉุกเฉินที่เรามีในกรณีที่อาวุธเหล่านั้นถูกนำมาใช้” หรือหากโรงงานนิวเคลียร์ถูกโจมตีนั้น เป็นเรื่องเสี่ยง

หากการปฏิเสธความรับผิดชอบถูกเปิดเผยออกมา มันจะบังคับให้มีการพิจารณาถึงรากเหง้าของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของอิสราเอล และเกมไล่ล่าที่ยืดเยื้อมาหลายปีเพื่อป้องกันไม่ให้หลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับโครงการอาวุธปรากฏออกมา ผู้ตรวจสอบของสหรัฐฯ ไม่เคยพบโรงงานลับใต้ดินที่อยู่ใต้เมืองดิมอนา ซึ่งใช้ในการผลิตพลูโทเนียมเกรดระเบิด — เจ้าหน้าที่อิสราเอลจะปิดกั้นลิฟต์ก่อนที่ผู้ตรวจสอบจะมาถึง ตามข้อมูลจากสารคดีทางโทรทัศน์ภาษาฮิบรูปี 2024 เรื่อง "อะตอมและฉัน" ซึ่งรวมถึงบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่หลังการเสียชีวิตของอดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองอิสราเอลที่ได้รับมอบหมายให้สนับสนุนโครงการอาวุธ


ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2557 แสดงให้เห็นมุมมองบางส่วนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดิมอนาในทะเลทรายเนเกฟทางตอนใต้ของอิสราเอล แจ็ค เกวซ/เอเอฟพี/เก็ตตี้ อิมเมจ

ความโปร่งใสอาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงคัดค้านการที่ประเทศต่างๆ เข้าร่วมกลุ่มประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ยังอาจกระตุ้นให้เกิดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหรือการห้ามขายอาวุธเพื่อลงโทษประเทศที่ต้องการระเบิดนิวเคลียร์

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า “นโยบายที่มีมาอย่างยาวนานของกระทรวงการต่างประเทศคือจะไม่แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับรายงานที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มและท่าทีเฉพาะเจาะจง”

ทำเนียบขาวไม่ได้ตอบคำขอความคิดเห็น สถานทูตอิสราเอลในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ส่งต่อคำถามของซีเอ็นเอ็นไปยังสำนักงานนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้ให้คำตอบใดๆ

“หากอิสราเอลประกาศอย่างเป็นทางการว่าตนเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ นั่นอาจเพิ่มแรงกดดันให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคทำตาม” แมทธิว โครนิก นักยุทธศาสตร์นิวเคลียร์และศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์กล่าว “การแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ที่ควบคุมไม่ได้ในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องดีสำหรับนโยบายของสหรัฐฯ”

ในการพิจารณาคดีต่อหน้าสภาคองเกรสในเดือนมิถุนายน คาสโตรได้ซักถามรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ เกี่ยวกับเรื่องนี้

รูบิโอ ซึ่งเป็นชาวอเมริกันคนที่สองต่อจากเฮนรี คิสซิงเจอร์ ที่ดำรงตำแหน่งนักการทูตระดับสูงและที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติพร้อมกัน ได้ให้การประเมินต่อสาธารณะที่ตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่นักการทูตสหรัฐฯ เคยให้มาในเรื่องนี้

“ผมคิดว่าประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกประเมินว่าพวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์ แต่เราไม่เคย – พวกเขาไม่เคย – ยอมรับเรื่องนี้ต่อสาธารณะ” รูบิโอกล่าว “และในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่างประเทศของเรา ด้วยเหตุผลหลายประการ เราจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้ในลักษณะนั้นเช่นกัน”

การสร้างการปฏิเสธ

ผู้เชี่ยวชาญให้เหตุผลกับ CNN ว่า นโยบายการปกปิดความลับมีต้นกำเนิดมาจากความจำเป็นในยุคสงครามเย็น ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลต่างเกรงว่าจะจุดชนวนโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของกลุ่มประเทศอาหรับที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และอิสราเอลก็เกรงผลกระทบทางการทูตที่จะตามมาหากประกาศตนเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเป็นทางการ

ในปีเดียวกันกับที่โรงงานในเพนซิลเวเนียพบว่ายูเรเนียมหายไป คิสซิงเจอร์ได้เดินทางไปเทลอาวีฟและรายงานสรุปต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของคณะผู้แทนอเมริกันที่สถานทูตสหรัฐฯ เกี่ยวกับการสนทนาที่เขาได้พูดคุยกับชาวอิสราเอล คิสซิงเจอร์ซึ่งในขณะนั้นเป็นศาสตราจารย์ในภาควิชารัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศให้กับพรรครีพับลิกันคนสำคัญหลายคน เขาจะเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติในรัฐบาลนิกสันในอีกไม่ถึงสี่ปีต่อมาในปี 1969

ตามบันทึกข้อความลับที่ถูกเปิดเผยในหอจดหมายเหตุความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งสรุปการสนทนานั้น คิสซิงเจอร์ “มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าอิสราเอลได้เริ่มโครงการสร้างอาวุธนิวเคลียร์แล้ว” ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี พยายามป้องกัน

เขาได้พบกับชิมอน เปเรส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล และพบว่าเปเรสและเจ้าหน้าที่สำคัญคนอื่นๆ เห็นด้วยกับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ นอกจากนี้ “แม้แต่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับความจำเป็นที่อิสราเอลต้องพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์” บันทึกดังกล่าวระบุ

แต่มีมุมมองที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ คิสซิงเจอร์กล่าวว่าเขาเชื่อว่าเจ้าหน้าที่อิสราเอลเชื่อว่าสิ่งสำคัญคือพวกเขา “ไม่ควรแสดงให้เห็นว่าได้นำอาวุธ (นิวเคลียร์) เข้ามาในพื้นที่”

ตามที่โคเฮน นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงการนิวเคลียร์ของอิสราเอลกล่าว เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิสราเอลพยายาม “ทำให้เส้นแบ่ง” เกี่ยวกับความหมายของคำว่า “นำเข้ามา” นั้น “คลุมเครือ” และทั้งสองฝ่ายไม่เห็นด้วยกับนิยามของอาวุธนิวเคลียร์ อิสราเอลเชื่อว่าอาวุธจะต้องได้รับการทดสอบและประกาศต่อสาธารณะก่อนจึงจะถือว่า “นำเข้ามา” ได้ เอกอัครราชทูตอิสราเอล ยิตซัค ราบิน กล่าวกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในการสนทนาเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1968 ระหว่างการเจรจาเกี่ยวกับการขายเครื่องบินรบ F-4 Phantom ที่ทันสมัย

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กังวลอย่างยิ่งว่า การที่อิสราเอลเปิดเผยคลังอาวุธนิวเคลียร์ต่อสาธารณะ จะทำให้ประเทศอาหรับหลายประเทศ ซึ่งหลายประเทศยังคงเจ็บปวดจากความพ่ายแพ้ในสงคราม六วันปี 1967 แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์หรือการรับประกันความมั่นคงจากสหภาพโซเวียตอย่างจริงจัง ในรายงานที่แนบมากับบันทึกของคิสซิงเจอร์ถึงประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ในเดือนกรกฎาคม ปี 1969 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ สรุปว่า การที่อิสราเอลครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จะ “เพิ่มโอกาสอย่างมากที่ใครบางคนจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ด้วยความโกรธ”

แต่คิสซิงเจอร์ตระหนักว่า สหรัฐฯ อาจไม่สามารถหยุดอิสราเอลได้ แม้ว่านิกสันจะขู่ว่าจะคว่ำบาตรอาวุธก็ตาม การปิดกั้นการส่งมอบอาวุธในขณะที่ปกปิดโครงการนิวเคลียร์จะทำให้รัฐสภาโกรธเคืองและนำไปสู่วิกฤตทางการเมืองภายในประเทศ การเปิดเผยโครงการอาวุธของอิสราเอลเพื่อสร้างแรงกดดันทางการทูตอาจนำไปสู่ข้อกล่าวหาของสหภาพโซเวียตและประเทศอาหรับว่าสหรัฐฯ มีส่วนร่วมด้วย

ดังนั้น ทางออกจึงเป็นการยอมรับความคลุมเครือของสถานการณ์ อิสราเอลจึงปฏิเสธที่จะลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์


ภาพถ่ายดาวเทียมที่เปิดเผยแล้วเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 1974 แสดงให้เห็นศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ชิมอน เปเรส เนเกฟ สถานที่แห่งนี้ซึ่งเชื่อกันว่าอิสราเอลใช้เสริมสมรรถนะพลูโทเนียมในคลังแสงนิวเคลียร์ของตนนั้น ถูกปกปิดเป็นความลับมานาน USGS

“สิ่งที่เราต้องการอย่างน้อยที่สุดอาจเป็นการป้องกันไม่ให้การครอบครองของอิสราเอลกลายเป็นข้อเท็จจริงระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับ” คิสซิงเจอร์กล่าวในบันทึก

บันทึกของคิสซิงเจอร์ในเดือนกรกฎาคม 1969 ไม่ได้บันทึกการตัดสินใจของนิกสัน และดูเหมือนว่าจะไม่มีเอกสารอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ความคลุมเครือเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์กลายเป็นนโยบายร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล

โคเฮนแย้งว่านิกสันและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอิสราเอล โกลดา เมียร์ ต้องตกลงกันในกฎเกณฑ์พื้นฐานสำหรับโครงการนิวเคลียร์หลังจากการประชุมแบบตัวต่อตัวที่ทำเนียบขาวโดยไม่มีผู้ช่วยในเดือนกันยายนของปีนั้น ไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการสนทนาของพวกเขา แต่บันทึกช่วยจำในภายหลังจากคิสซิงเจอร์ถึงนิกสันอ้างถึง “การสนทนาส่วนตัว” ของประธานาธิบดีกับเมียร์ และระบุว่า “ความกังวลหลักของนิกสันคือการที่อิสราเอลจะไม่แสดงอาวุธนิวเคลียร์หรือดำเนินโครงการทดสอบนิวเคลียร์ใดๆ”

หลังจากการประชุมครั้งนั้น แรงกดดันจากสหรัฐฯ ต่ออิสราเอลเกี่ยวกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ก็แทบจะยุติลง

ในทศวรรษ 1970 รายงานข่าวจากสื่อและการเปิดเผยข้อมูลโดยบังเอิญของรัฐบาลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอิสราเอลได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แล้ว แต่ในปี 1986 ความสงสัยในระดับนานาชาติก็หมดไป เมื่อมอร์เดชัย วานูนู อดีตช่างเทคนิคเครื่องปฏิกรณ์ที่โรงงานดิมอนา ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิสราเอล และแบ่งปันภาพถ่ายโรงงานที่ถ่ายอย่างลับๆ ให้กับหนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทมส์ในลอนดอน

ไม่นานก่อนที่หนังสือพิมพ์จะตีพิมพ์บทความเปิดโปง เจ้าหน้าที่มอสสาดหนุ่มคนหนึ่งได้ล่อลวงวานูนูไปยังกรุงโรม ที่ซึ่งหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้วางยาเขาและพาเขาขึ้นเรือบรรทุกสินค้าลับของกองทัพเรืออิสราเอลที่รออยู่ในน่านน้ำสากล ตามหนังสือปี 1999 ที่เขียนโดยปีเตอร์ ฮูนัม ผู้ซึ่งเป็นนักข่าวที่อยู่เบื้องหลังการสืบสวนนั้น

แม้ว่าฮูนัมจะให้การเป็นพยานเพื่อแก้ต่างให้เขาในการพิจารณาคดีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก แต่แวนนูนูถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาทรยศและจารกรรม และต้องใช้เวลา 18 ปีในเรือนจำของอิสราเอล ส่วนใหญ่เป็นการถูกขังเดี่ยว



ในภาพถ่ายเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2547 มอร์เดชัย แวนนูนู ผู้เปิดเผยข้อมูลลับนิวเคลียร์และอดีตช่างเทคนิคนิวเคลียร์ ถือสำเนาหนังสือพิมพ์ฉบับดั้งเดิมที่เขาเปิดเผยความลับนิวเคลียร์ของอิสราเอล ในกรุงเยรูซาเลม โอเดด บาลิลตี/เอพี

การสิ้นสุดของสงครามเย็นได้ขจัดเหตุผลดั้งเดิมส่วนใหญ่สำหรับนโยบายความคลุมเครือทางนิวเคลียร์ของอิสราเอล อิสราเอลไม่ได้เผชิญกับภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือต่อการดำรงอยู่จากรัฐอาหรับอีกต่อไป เนื่องจากสหภาพโซเวียตไม่ได้เป็นผู้ยุยงให้เกิดการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทำให้เจ้าหน้าที่อิสราเอลรู้สึกกังวล ดังที่นิตยสารนิวยอร์กรายงานในปี 2018 นำไปสู่การที่พวกเขาต้องแอบขอและได้รับคำรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรว่าสหรัฐฯ จะไม่ขอให้พวกเขาปลดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นคำรับรองที่คลุมเครืออย่างเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายความคลุมเครือ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน

ต่อมาความลับบางส่วนได้ผ่อนคลายลง หน่วยงานเซ็นเซอร์ของรัฐบาลอิสราเอลอนุญาตให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ได้บ้าง หากสำนักพิมพ์ใส่ข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบไว้ด้วยว่า “ตามรายงานจากต่างประเทศ” เมื่อนายเนทันยาฮูถูกถามเกี่ยวกับศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของประเทศในระหว่างการสัมภาษณ์กับ CNN ในปี 2018 เขาไม่ได้ปฏิเสธ แต่กลับย้ำว่าอิสราเอล “จะไม่ใช่ประเทศแรกที่นำเสนอ” อาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคนี้

แต่ท่าทีอย่างเป็นทางการยังคงเป็นว่าทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลไม่ยืนยันว่าอิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Nuclear Threat Initiative จะประเมินว่าคลังอาวุธของพวกเขามีหัวรบถึง 90 หัวก็ตาม

การปฏิเสธจะสามารถแก้ไขได้หรือไม่?

คำแถลงของรูบิโอในเดือนมิถุนายนและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ บางส่วน บ่งชี้ว่าท่าทีปฏิเสธอาจกำลังคลี่คลายลง ซึ่งเพิ่มความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้วจากสงครามกับอิหร่านและการรุกคืบทางทหารของกลุ่มฮูตีในเยเมนที่คุกคามการขนส่งทางเรือในทะเลแดง เป็นต้น นอกจากนี้ยังไม่ชัดเจนว่าการลดความช่วยเหลือทางทหารตามแผนของทรัมป์จะส่งผลกระทบต่อนโยบายความคลุมเครือนี้อย่างไร

ครอนิก ซึ่งเป็นผู้แทนทางวรรณกรรมของกองมรดกของคิสซิงเจอร์ด้วย กล่าวว่า “โครงการที่เปิดเผยมากขึ้น” ของอิหร่านได้ทำให้ประเทศในภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบียต้อง “เตรียมรับมือ” แล้ว



นายกรัฐมนตรีอิสราเอล โกลดา เมียร์ ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน และรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เฮนรี คิสซิงเจอร์ พบกันในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1973 ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (ภาพจากหอจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติสหรัฐฯ)

มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้นำโดยพฤตินัยของซาอุดีอาระเบีย ขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์หากอิหร่านได้ระเบิดปรมาณู ข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาในขณะนี้ จะเปิดทางให้ราชอาณาจักรสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในดินแดนของตนเองได้ หากตรงตามเงื่อนไขเฉพาะ รวมถึงการอนุมัติของสหรัฐฯ

หลังจากสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลนานหลายเดือน อิหร่านยังคงครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงเกือบ 1,000 ปอนด์ แม้ว่าการกำจัดยูเรเนียมจะเป็นเป้าหมายสำคัญในสงครามของสหรัฐฯ และอิสราเอลก็ตาม แม้ว่ายูเรเนียมส่วนใหญ่จะถูกฝังอยู่ในสถานที่ที่ถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ โจมตีเมื่อปีที่แล้ว เจมส์ แอคตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์จากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ กล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า เขาเชื่อว่า “มีโอกาส 50-50 ที่อิหร่านจะได้ระเบิดนิวเคลียร์” ภายในสามปีข้างหน้า

คาสโตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐเท็กซัส เห็นด้วยว่านโยบายที่คลุมเครือของสหรัฐฯ ต่อคลังอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอลเคยเป็นนโยบายที่ดี แต่เขาเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องละทิ้งนโยบายนี้

เขากล่าวว่า “หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950, 1960 และ 1970 โลกทางภูมิศาสตร์การเมืองแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก แต่ [นโยบายที่คลุมเครือ] ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง”

ในมุมมองของครอนิก การทดสอบนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นสถานการณ์ที่ “ชัดเจน” ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลควรละทิ้งนโยบายที่คลุมเครือของตน

ครอนิกแย้งว่า หากอิหร่านสร้างอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมา อิสราเอลจะต้องออกมาพูดถึงยุทธศาสตร์และนโยบายด้านนิวเคลียร์ของตนอย่างเปิดเผย และทำการฝึกซ้อมทางทหารเพื่อสร้างเครื่องมือป้องปรามทางนิวเคลียร์ที่ "น่าเชื่อถือ" ต่อเตหะราน แต่หากไม่นับรวมสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น หรือกรณีที่คู่แข่งในภูมิภาคอื่นได้ครอบครองระเบิดนิวเคลียร์ เขาก็ไม่คิดว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลควรยอมรับคลังอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอลในตอนนี้

คาสโตร ในการโต้เถียงกับรูบิโอที่รัฐสภาในเดือนมิถุนายน โต้แย้งว่าแม้แต่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ฝ่ายเดียวในการแข่งขันระหว่างอิสราเอลและอิหร่านก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลมากพอที่จะต้องนำมาพูดคุยกันในที่สาธารณะ เขาตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ "เส้นแดง" ของอิสราเอลในการใช้อาวุธนิวเคลียร์เมื่อมีกองกำลังสหรัฐฯ ประจำการอยู่ในภูมิภาค

รูบิโอปฏิเสธที่จะตอบ โดยบอกว่าเขาจะสามารถพูดได้อย่างอิสระมากขึ้นในการประชุมลับ

"เรื่องเหล่านี้ต้องการการสร้างสมดุลอย่างละเอียดอ่อนระหว่างผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน" รูบิโอกล่าว

ที่มา CNN
60 years of denial about Israel’s nuclear weapons program confronts a new reality

https://www.cnn.com/2026/11/07/politics/israels-nuclear-weapons-program?
14 hr ago








 

ข้อสอบมิดเทอม ห้ามใช้ AI ช่วย "สนุกนักหรือ จับเด็กเข้าคุกนี่ สนุกมากนักหรือ --" หมายถึงบริบทเรื่องอะไร ใครพูด (10 คะแนน )









 https://x.com/lo6dfu8jt/status/1795340863511699539




“สนุกมากนักหรือ? จับเด็กเข้าคุกนี่ สนุกมากนักหรือ? ที่เห็นเด็กถูกทรมานไม่ได้รับการประกัน ถามตัวเองเสียมั่ง สนุกอย่างไร? ทำได้อย่างไร? ไม่ละอายใจตัวเองบ้างหรือ? ‘คนแบบคุณอานันท์’ คอลัมน์ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน



ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
มติชนสุดสัปดาห์

จุดที่น่าสนใจและชวนสะดุดใจของหนังสือ “หงส์ลายมังกรฯ” ก็คือ ตรงเนื้อหาส่วนแรกที่เป็นสารคดีบอกเล่าชีวประวัติของ “คุณอานันท์ ปันยารชุน” ผู้เขียนคือ “คุณวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย” เลือกสรุปจบเนื้อหาในปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสิ้นสุดลงของรัชสมัยที่แล้ว โดยมีการเน้นย้ำถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของคุณอานันท์

ขณะที่เนื้อหาส่วนหลัง ซึ่งเป็นงานวิจัยของ “ดร.อาสา คำภา” นั้นเลือกสรุปจบเนื้อหาลงในปี 2554 เมื่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศยุติบทบาท ใกล้เคียงกับจุดสิ้นสุดของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

ที่น่าสนใจและชวนสะดุดใจก็เป็นเพราะหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ออกสู่สาธารณชนคนอ่านในปี 2569 นั่นจึงหมายความว่า มี “สภาวะสุญญากาศ-ช่องว่าง-ระยะเว้นห่าง” ระหว่างบทสรุปของหนังสือกับสังคมไทยร่วมสมัยอยู่ถึงราวๆ 10-15 ปี

พูดง่ายๆ ก็คือ มันอาจมี “บทที่ยังไม่ถูกเขียน” ในหนังสือชีวประวัติของอดีตนายกรัฐมนตรีเล่มนี้

คำถามสำคัญมีอยู่ว่า ในช่วงสุญญากาศ 10-15 ปีดังกล่าว ที่สังคมการเมืองไทยทั้งสร้าง “คนแบบคุณอานันท์” ไม่ได้ และคล้ายจะไม่ค่อยต้องการ “คนแบบคุณอานันท์” แล้วด้วย คุณอานันท์ยังมีบทบาท ยังแสดงทัศนะแหลมคมอะไรออกมาบ้างหรือไม่?



หลายท่านในที่นี้ ซึ่งน่าจะรู้จักคุ้นเคยกับคุณอานันท์มากกว่าผม คงพอทราบว่า ตลอด 10-15 ปีหลัง คุณอานันท์ยังคงห่วงใยบ้านเมือง ยังพยายามทำความเข้าใจโลก ทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคม ยังใส่ใจเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำ-ความอยุติธรรมต่างๆ ยังสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และยังห่วงใยเยาวชนคนรุ่นใหม่

สุดท้ายนี้ ผมจึงอยากจะขอยกตัวอย่างทัศนะที่คุณอานันท์เคยแสดงเอาไว้ในพื้นที่สาธารณะเมื่อสองปีก่อน ซึ่งสะท้อน “ความเป็นคุณอานันท์” หรือ “โลกทัศน์พิเศษของคุณอานันท์” ได้เป็นอย่างดี

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 คุณอานันท์ได้รับเชิญไปกล่าวปาฐกถาในงานเสวนาหัวข้อ “ฉากทัศน์อนาคตสังคมไทย” เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี ของสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน

ส่วนหนึ่งของปาฐกถาดังกล่าวที่ทรงพลังและสมควรรับฟังเป็นอย่างยิ่ง มีเนื้อหาว่า

“สนุกมากนักหรือ? จับเด็กเข้าคุกนี่ สนุกมากนักหรือ? ที่เห็นเด็กถูกทรมานไม่ได้รับการประกัน ถามตัวเองเสียมั่ง สนุกอย่างไร? ทำได้อย่างไร? ไม่ละอายใจตัวเองบ้างหรือ?

“ทีโกงกินก็ไม่อาย ไม่มีหิริโอตตัปปะ แต่จับเด็กเข้าคุกเป็นว่าเล่น ผมไม่ได้บอกว่าเด็กทำถูกทุกอย่าง เหมือนอย่างเรามีลูก ลูกไม่ดี ครอบครัวผมไม่มีการตี ก็เรียกมาสั่งสอนทำโทษ ให้อยู่ในห้อง 24 ชั่วโมงอะไรแบบนั้น

“แต่เราจับเด็กเข้าคุกนะ ถ้าเผื่อสังคมมาถึงจุดที่ว่าการให้เด็กเข้าคุกเป็นของสนุก เป็นของที่เป็นธรรม มันจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ได้อย่างไร?

“แล้วถ้าสังคมที่ไม่ยอมรับความเห็นแตกต่าง ผมก็ไม่ได้บอกว่าความเห็นแตกต่างจะต้องถูก แต่อย่างน้อย สิทธิเสรีภาพในการออกความเห็น มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เหมือนกับสิทธิที่ต้องมีการดูแลเรื่องการศึกษา สิทธิของการได้มาซึ่งการรักษาพยาบาล อันนี้เป็นสิทธิมนุษยชน”




เนื้อหาบางส่วนของปาฐกถาข้างต้นบ่งชี้ว่า

คุณอานันท์ยังไม่ได้หายไปไหน คุณอานันท์ยังปรารถนาดีต่อบ้านเมืองอยู่

แต่สังคมการเมืองไทยร่วมสมัย หรือบรรดาผู้ครองอำนาจในยุคปัจจุบันจะรับฟังคุณอานันท์หรือไม่?

นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง

https://www.matichon.co.th/weekly/exclusive/article_917692




“อยากรวยจริงโว้ย!” เสียงจากนิยาย ‘ตำบลช่อมะกอก’ ของวัฒน์ วรรลยางกูร เรื่องการต่อสู้ของชาวนา พ่อค้า นายทุน ผ่าโครงสร้างชนบทไทยเพื่อทำให้เห็นว่า ความยากจนไม่ได้งอกขึ้นจากความเกียจคร้าน แต่มันหยั่งรากและฝังลึกอยู่ในชนบทมานาน


“อยากรวยจริงโว้ย!” เสียงจากนิยาย ‘ตำบลช่อมะกอก’ การต่อสู้ของชาวนา พ่อค้า นายทุน

กิตติธัช สิงห์เสนา
6 พฤศจิกายน 2026
Isaan Record

“ตำบลช่อมะกอก” ของวัฒน์ วรรลยางกูร มิใช่เพียงนวนิยายว่าด้วยชีวิตชาวนา หากแต่เป็นการผ่าโครงสร้างชนบทไทยเพื่อทำให้เห็นว่า ความยากจนไม่ได้งอกขึ้นจากความเกียจคร้าน แต่มันหยั่งรากและฝังลึกอยู่ในชนบทมานาน ทั้งการกดขี่จากนายทุน พ่อค้า และเจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉล เมื่อผู้ใดแข็งขืน รวมกลุ่มก็จะถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์

กว่าครึ่งศตวรรษผ่านไป ชื่อของผู้มีอำนาจและรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบอาจเปลี่ยน แต่คำถามของยายเม้า ตัวละครในเรื่องที่ตะโกนว่า “อยากรวยจริงโว้ย” ยังสะท้อนอยู่กลางทุ่งนา ซึ่งสะท้อนกับถ้อยคำประกาศของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุลว่า “ถ้าคนเลือกพรรคภูมิใจไทย ประชาชนจะรวยไม่ไหว”

คำถาม คือ ตั้งแต่ยุคนั้นจนถึงยุคนี้ ใครกันที่รวย นายทุน ชาวนา นักการเมือง หรือเศรษฐีจากที่ใด ใครกันที่สูบเลือดเนื้อจากชาวที่ปลูกข้าวส่งให้ชาวเมืองกิน
วรรณกรรมต้องห้ามปี 2519

“แรกเริ่ม ข้าสูญเสียพ่อไปในตำบลช่อมะกอก คนอย่างพ่อข้ากลายเป็นโจรธรรมดาในตำบล แถบชายแดนหลายจังหวัดในภาคอีสาน เหนือ และใต้ คนอย่างพ่อข้าถูกเรียกว่า คอมมิวนิสต์…” (นวนิยายเรื่อง ตำบลช่อมะกอก หน้า 33)

ตำบลช่อมะกอก เป็นผลงานนวนิยายขนาดยาวเรื่องแรกของ วัฒน์ วรรลยางกูร เขาเริ่มเขียนบทแรกของผลงานชิ้นนี้เมื่อปี 2517 ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ท่ามกลางความขัดแย้งในสังคมที่ทวีความดุเดือดถึงขีดสุด อันเป็นยุคสมัยแห่งการแบ่งขั้วทางความคิด และเป็นช่วงเวลาที่ขบวนการชาวนาไทยเผชิญหน้ากับคลื่นความรุนแรงจากการลอบสังหารผู้นำชาวนาในภูมิภาคต่างๆ

นวนิยาย ได้สร้างโลกสมมติขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นภาพจำลองเชิงวิพากษ์ต่อโครงสร้างความสัมพันธ์ทางชนชั้นในสังคมชนบทไทย เนื้อเรื่องดำเนินไปในชุมชนเกษตรกรรมที่ชาวบ้านส่วนใหญ่สูญเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินให้แก่ “ท่านขุน” ผู้มีอำนาจและอิทธิพลในท้องถิ่น ส่งผลให้ชาวนาที่เคยเป็นเจ้าของผืนดินต้องกลายเป็นลูกหนี้และผู้เช่าที่ดินของตนเอง ท่ามกลางภาวะความยากจนข้นแค้น การขูดรีดค่าเช่านา และแรงกดทับจากกลไกอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม

โครงสร้างของเรื่องสะท้อนแก่นความคิดที่ว่า ความยากไร้ของชาวนา ไม่ได้เกิดจากความเกียจคร้าน แต่เป็นผลพวงจากระบบเศรษฐกิจและการฉ้อฉลของกลุ่มทุนศักดินาที่ทำให้คนรวยมั่งคั่งจากการโกง ขณะที่คนจนถูกลิดรอนโอกาสในการลืมตาอ้าปาก

การเดินเรื่องอยู่ที่ตัวละคร ‘ชัย ช่อมะกอก’ ซึ่งผู้เขียนได้แรงบันดาลใจจาก ใช่ วังตะกู ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยคนแรก ชัยเป็นตัวแทนของชาวนารุ่นใหม่ที่มีความใฝ่รู้ แสวงหาการศึกษา และอ่านหนังสือออก แตกต่างจากภาพจำลองของชาวนาในยุคดั้งเดิมที่มักขาดการศึกษาจนไร้เสียงในสังคม ชัยทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงนำข่าวสารและการจัดตั้งของสหพันธ์ชาวนามาสู่ชุมชน ขณะเดียวกันก็ปลุกระดมให้ชาวบ้านตระหนักรู้ในสิทธิ และรวมกลุ่มกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน

วัฒน์ยังให้ตัวละคร อย่าง ‘นิด’ และกลุ่มนักศึกษาหนุ่มสาว เป็นตัวแทนของปัญญาชนคนรุ่นใหม่จากเมืองที่นำองค์ความรู้ ทัศนคติทางการเมือง และแนวคิดประชาธิปไตยลงสู่ชนบทหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา เพื่อร่วมมือกับชาวบ้านในการจัดตั้งสหพันธ์

งานเขียนเล่มนี้ถูกสั่งแบนและกลายเป็นหนังสือต้องห้ามหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา พ.ศ. 2519 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า อำนาจรัฐฝ่ายอนุรักษ์นิยมตระหนักดีถึงพลังของวรรณกรรมที่สามารถเปิดโปงความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างในสังคมชนบท

“หนุ่มสาวอย่างไอ้บุญทิ้งหรือเจ้าจำปีย่อมรู้อยู่แก่ใจ เสร็จเกี่ยวข้าว ร่างกายให้เหนื่อยล้า เหงื่อเหนอะหนะ ผิวหน้าและมือที่พ้นร่มผ้าแสบด้วยคมใบข้าวบาด ความเคยชินให้พวกเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรมากนัก ชาวนาอย่างพวกเขามิได้กลัวแดด ไม่กลัวหนาวเหน็บ ไม่กลัวใบข้าวบาด ถ้ามัวกลัวก็อดตาย” (นวนิยายเรื่อง ตำบลช่อมะกอก หน้า 16)

ชาวนาในแบบเรียนกระแสหลักมักถูกเคลือบไว้ด้วยความโรแมนติกของ ‘กระดูกสันหลังของชาติ’ ผู้เปี่ยมขันติธรรมของสัมคม แต่หนังสือเล่มนี้ได้กระชากภาพลวงตานั้นทิ้งด้วยการชำแหละความเจ็บปวดทางกายภาพอย่างเปลือยเปล่า

ในนวนิยายยังเล่าถึงสัญชาตญาณความอดทนอันด้านชาของชาวนาในเรื่อง สะท้อนให้เห็นถึงภาพจำลองของระบบเจ้าขุนมูลนายที่ขังผู้คนไว้ในกรงอุปถัมภ์ และบ่มเพาะให้ผู้ถูกกดขี่ไร้สำนึกในการลุกขึ้นสู้เพื่อตนเอง ผ่านภาพ “ลุงมั่น” พ่อของ “เมือง” ตัวละครในเรื่อง ผู้ยอมจำนนต่อท่านขุนอย่างไร้การต่อต้าน ด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัวว่า เป็นเพียงคนยากไร้ผู้อ่อนแอ โดยในเรื่อง “เมือง” ได้อธิบายถึงลุงมั่นพ่อของตนไว้อย่างขื่นขม

“เล็บของพ่อยาว พ่อไม่ได้ไว้เล็บเพื่อความสวยงามเหมือนคนในเมือง แต่พ่อไว้เล็บเพราะไม่มีแหนบตัดเล็บ ไว้เล็บเพื่อฉีกเปลือกผลไม้ป่า เพื่อฉีกตอกทีละเสี้ยว เล็บของพ่อเป็นสีน้ำตาลแข็งราวกับแก้ว ดินหมักซอกเล็บเป็นเวลานานจนกลายเป็นหนอง เนื้อโคนเล็บจะบวมเป่ง เมื่อมีอะไรกระทบจะปวดแปลบ แต่ไม่สามารถหยุดยั้งการทำงานของพ่อได้” (นวนิยายเรื่อง ตำบลช่อมะกอก หน้า 70)

นวนิยายเล่มนี้ต่อบันทึกสัจธรรมอันโหดร้ายผ่านการเล่าถึงความตายของชาวนา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ทั้งฟ้าผ่าตายคาคันไถ งูกัดตาย หรือ ตายจากโรคขาดอาหาร คือ ภาพสะท้อนความอยุติธรรมที่วิปริตที่สุดในระบบเศรษฐกิจ ชาวนาผู้ปลูกข้าวเพื่อหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในสากลโลก และเป็นฐานรากให้แก่ระบบอุตสาหกรรม ป้อนอาหารให้คนในเมือง กลับกลายเป็นผู้ที่ต้องเผชิญกับความอดอยากและล้มตายเสียเอง

“มันเป็นเพียงความเจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตการทำงานของพ่อ มันเป็นช่วงเวลาไม่กี่นาทีใน 365 วัน ชีวิตในท้องนามีโอกาสตายได้ทุกฤดู”

“ด้วยเลือดเนื้อของพ่อพวกพ่อค้าผูกขาด ข้าวจึงอุ้มพุงปรีเปรมอยู่ได้ขุน มีคฤหาสน์มีเงินให้ลูกๆ ใช้จ่ายสบายในเมืองหลวง” (นวนิยายเรื่อง ตำบลช่อมะกอก หน้า 70)

สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องนอกจากชีวิตของชาวนาแล้ว ในบท ‘โรงเรียนของประชาชน’ (หน้า 91) วัฒน์ยังพาผู้อ่านไปสัมผัสพื้นที่การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนอกระบบราชการของรัฐ การรวมกลุ่มของชาวบ้านตำบลช่อมะกอกเพื่อเรียนหนังสือ เพื่อให้อ่านออกเขียนได้ และทำความเข้าใจกฎหมายควบคุมการเช่านา ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการขจัดความไม่รู้หนังสือตามกรอบการสงเคราะห์ แต่คือกระบวนการสร้างจิตสำนึกเชิงวิพากษ์ ที่เป็นเหมือนการศึกษาของผู้ถูกกดขี่

ในสายตาของ ท่านขุนและชนชั้นนำจารีต การที่ชาวนาไม่รู้หนังสือ ไม่เข้าใจกลไกกฎหมาย และไม่ตระหนักถึงสิทธิของตนเอง คือ หลักประกันความมั่นคงของสถานะผู้กดขี่

ความไม่รู้ทำให้ชาวนายอมรับการขูดรีดค่าเช่านา และการเซ็นสัญญาขายฝากที่ดินอย่างเอารัดเอาเปรียบว่า เป็นเวรกรรมหรือชะตากรรมตามธรรมชาติ ทันทีที่โรงเรียนของประชาชนก่อตัวขึ้น ท่านขุนจึงขัดขวางอย่างรุนแรง เริ่มตั้งแต่กลั่นแกล้ง สร้างความหวาดกลัว ข่มขู่ผู้เข้าร่วม ข่มขืนครูอาสา จนถึงการใช้อำนาจและอิทธิพลมืดบีบคั้น รวมไปถึงการป้ายสีว่า เป็นพวก ‘คอมมิวนิสต์’ เพื่อตัดตอนพื้นที่การเรียนรู้ของประชาชน

ขณะที่บท ‘จากหัวใจของดอกไม้’ (หน้า 96) ได้เล่าบรรยากาศที่แปรเปลี่ยนจากความตึงเครียดของการปะทะ มาสู่ความลุ่มลึกของงานเขียน ผ่านสายตาและความรู้สึกนึกคิดของ ‘นิด’ นักศึกษาครูผู้เป็นตัวแทนของพลังคนหนุ่มสาวในยุคเดือนตุลา

ที่เล่าถึงหมุดหมายแห่งการนิยามความหมายของชีวิตของคนหนุ่มสาวผู้ขับเคลื่อนด้วยอุดมคติ ความเยาว์วัยที่ไม่ได้ไขว่คว้าความสำเร็จตามสูตรสำเร็จของสังคม หรือสร้างเกราะกำบังเพื่อเอาตัวรอดเป็นปัจเจกชนเท่านั้น หากแต่เป็นการตั้งคำถามว่า ความรู้ ปัญญา ชีวิตที่มีอยู่ มีคุณค่าและสร้างประโยชน์อะไรให้แก่ผู้คนที่ถูกมองข้ามเหล่านี้ ซึ่งการใช้ชีวิตตามอุดมคติของคนหนุ่มสาวจึงเป็นเหมือนการผลิบานที่แท้จริงของชีวิต เป็นการบานที่ไม่ได้โอ้อวดเพื่อความสวยงาม หากแต่งอกงามขึ้นกลางท้องทุ่งนาเพื่อรับใช้ประชาชน

แม้จะเนิ่นนานมาแล้ว แต่การต่อสู้เหล่านี้ก็ยังไม่เคยจบลง ประวัติศาสตร์ที่เรามองเห็นได้ตัดตอนดอกไม้เหล่านี้ออกไปอย่างโหดร้าย และการต่อสู้ของชาวนาก็ยังไม่จบลง ยังต้องดิ้นรนรุ่นต่อรุ่นมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งภาระหนี้สินและความแร้นยังคงติดตามมาตลอดกว่าครึ่งศตวรรษจากกาลเวลาที่ถูกบันทึกในวรรณกรรมนี้

ในบทที่ 4 มีชื่อบทว่า “อยากรวยจริงโว้ย” ซึ่งเป็นเสียงของชาวบ้านอย่าง ‘ยายเม้า’ ในเรื่อง ซึ่งตัดสลับกับภาพความเป็นจริง ขณะที่ชาวนาเผชิญด้วยความยากแร้นแค้น ทว่าในสังคมศักดินาสมัยก่อนจนถึงยุคทุนนิยมกินหาง คนที่ลงแรงหลังขดหลังแข็งก็ยังไม่ร่ำรวย

เมื่อตัดภาพมาที่ อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ซึ่งโปรยคำหวานทางการเมืองว่า ถ้าประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทยประชาชนจะอยู่ในภาวะ “รวยไม่ไหวแล้ว” คำถามที่ผุดพรายขึ้นมาอย่างเจ็บแสบท่ามกลางหยาดเหงื่อของคนทำกิน คือ ใครกันแน่ที่รวยไม่ไหว และใครกันแน่ที่ยังคงร้องตะโกนว่า “อยากรวยจริงโว้ย”

“หูมันไม่หนวก มันก็จะได้ยินยายเม้าบ่นกระปอดกระแปดว่า เฮ้อ รวยเอารวยเอานะท่านขุนสั่งกะบ๊วย ว่าแล้วก็ขับไปทางบ้านหลังงามของเศรษฐีใหญ่ ที่ช่างไม้กำลังใช้ค้อนตอกตะปูดังโป้งปางก้องน้ำ” (นวนิยายเรื่อง ตำบลช่อมะกอก หน้า 40)

แม้นวนิยายเรื่องนี้จะเผยแพร่มาแล้วกว่า 50 ปี แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงกลไกของระบบที่เปลี่ยนจาก ‘ศักดินาถือครองที่นา’ กลายมาเป็น ‘ทุนนิยมผูกขาดเกษตรพันธสัญญา’ คนที่ตื่นก่อนไก่โห่ ยังคงแบกรับต้นทุนปุ๋ย ค่ายา ดอกเบี้ยเงินกู้ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเอาไว้ ขณะที่ดอกผลและกำไรส่วนเกินกลับไหลไปรวมศูนย์อย่างเป็นระเบียบอยู่ในมือของกลุ่มทุนบริษัทเกษตร อาหาร และพลังงาน

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวนายังต้องเผชิญกับคลื่นการรุกคืบครั้งใหม่ เมื่อรัฐบาลกำลังจะเปิดรับฟังความคิดเห็นการผลักดันให้แก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเพื่อเปิดทางให้สอดรับกับอนุสัญญา UPOV 1991 ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี

สิ่งนี้เปรียบเสมือนการปิดล้อมและยึดครอง ต้นกำเนิดแห่งชีวิต ไปจากมือผู้ถือคันไถ การเก็บเมล็ด คัดเลือก แลกเปลี่ยน กำลังถูกแปรสภาพให้กลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายและถูกผูกขาดไว้ใต้สิทธิบัตรของกลุ่มทุนข้ามชาติ อำนาจผูกขาดที่ขยายตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ผลผลิต ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ ได้กักขังชาวนาไว้ในวงจรการพึ่งพาอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่หนี้ที่ต้องจ่าย เมล็ดพันธุ์และปุ๋ยยาเคมีที่ต้องซื้อ ไปจนถึงราคาผลผลิตที่ไม่อาจกำหนดเองได้ ตราบใดที่อธิปไตยทางอาหารและเมล็ดพันธุ์ยังถูกตีตรวนเช่นนี้ เสียงร้องตะโกนของคนทำนากินก็ยังคงดังก้องอยู่กลางทุ่งนาเดิมไม่ต่างจากยายเม้าในเรื่องเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
ที่มาข้อมูลจากตำบลช่อมะกอก สู่แสงดาวอีกดวง… ‘วัฒน์ วรรลยางกูร’
ตำบลช่อมะกอก ภาพสะท้อนของเศษฐกิจไทย
ขบวนการเกษตรกรในประเทศไทย
หนังสือ ‘ตำบลช่อมะกอก’ การต่อสู้ของชาวนา [หน้า 16,33,39,40,70,91,96]

https://theisaanrecord.co/2026/11/06/i-wanted-to-be-a-rich-person/









The Isaan Record
@isaanrecord
·17h
“ตำบลช่อมะกอก” ของวัฒน์ วรรลยางกูร มิใช่เพียงนวนิยายว่าด้วยชีวิตชาวนา หากแต่เป็นการผ่าโครงสร้างชนบทไทยเพื่อทำให้เห็นว่า ความยากจนไม่ได้งอกขึ้นจากความเกียจคร้าน แต่มันหยั่งรากและฝังลึกอยู่ในชนบทมานาน ทั้งการกดขี่จากนายทุน พ่อค้า และเจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉล เมื่อผู้ใดแข็งขืน รวมกลุ่มก็จะถูกกล่าวหาว่า เป็นคอมมิวนิสต์

กว่าครึ่งศตวรรษผ่านไป ชื่อของผู้มีอำนาจและรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบอาจเปลี่ยน แต่คำถามของยายเม้า ตัวละครในเรื่องที่ตะโกนว่า “อยากรวยจริงโว้ย” ยังสะท้อนอยู่กลางทุ่งนา ซึ่งสะท้อนกับถ้อยคำประกาศของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุลว่า “ถ้าคนเลือกพรรคภูมิใจไทย ประชาชนจะรวยไม่ไหว”

คำถาม คือ ตั้งแต่ยุคนั้นจนถึงยุคนี้ ใครกันที่รวย นายทุน ชาวนา นักการเมือง หรือเศรษฐีจากที่ใด ใครกันที่สูบเลือดเนื้อจากชาวที่ปลูกข้าวส่งให้ชาวเมืองกิน

อ่าน: “อยากรวยจริงโว้ย!” เสียงจากนิยาย ‘ตำบลช่อมะกอก’ การต่อสู้ของชาวนา พ่อค้า นายทุน https://theisaanrecord.co/2026/11/06/i-wanted-to-be-a-rich-person/

---
เรื่อง: กิตติธัช สิงห์เสนา
ภาพปก: นวนิยายตำบลช่อมะกอก พิมพ์ครั้งที่ 4





รายงานของ องค์กรกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน Reporters Without Borders (RSF) เรื่องการขยายตัวของอิทธิพลรัฐบาลจีนในสื่อไทย

Pravit Rojanaphruk
17 hours ago
·
เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 องค์กรกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน Reporters Without Borders (RSF) แห่งกรุงปารีส ได้เผยแพร่รายงานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับการขยายตัวของอิทธิพลของรัฐบาลจีนในสื่อไทย และอธิบายอย่างกระชับมีผลด้านลบต่อเสรีภาพสื่อไทย คุณภาพสือไทย และการรายงานข่าวและวิเคราะห์จีนอย่างเท่าทันอย่างไร ขอบคุณกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดนที่สัมภาษณ์ผมในรายงานนี้ด้วย

ปล. ผมใช้ AI แปลบทความ และตรวจทานแก้ไขอีกที… เชิญอ่านเพื่อความเท่าทันจีน เรื่องนี้อาจน่ากลัวกว่าเรื่องจีนเทาเพราะซึมลึก และ สื่อไทยจำนวนหนึ่ง ที่ควรจะทำหน้าที่เป็น 'หมาเฝ้าบ้าน' ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปเฝ้าอะไรแล้ว...
—
Beyond censorship: China’s growing influence on Thailand’s media

เหนือกว่าการเซ็นเซอร์: การขยายตัวของอิทธิพลรัฐจีนในสื่อไทย
​
จีนได้ขยายอิทธิพลและปรากฏตัวในหลายภาคส่วนของสื่อไทยผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับสำนักข่าวและผู้สื่อข่าวชาวไทย และพยายามทำให้เรื่องราวที่จีนไม่ชอบ เงียบลงด้วยการข่มขู่พวกเขา

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) ได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวชาวไทยจำนวนมาก — โดยส่วนใหญ่ขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากเกรงกลัวการตอบโต้ — วิธีและพลวัตเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่อการรายงานข่าวของพวกเขาและการเปลี่ยนกรอบการนำเสนอข่าวในสื่อไทยเกี่ยวกับจีน

​จีนได้เพาะพันธุ์ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับไทยอย่างสม่ำเสมอ โดยแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาในฐานะหนึ่งในพันธมิตรที่มีอิทธิพลมากที่สุดของกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นนี้อาจเป็นผลเสียต่อประเทศไทย เนื่องจากผู้สื่อข่าวของไทยบางคนได้แสดงความกังวลกับองค์กรกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) ว่า การที่เบื้องหลังสื่อของพวกเขากำลังถูกจีนเข้าครอบงำอย่างเข้มงวดมากขึ้น อาจกำลังเปลี่ยนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ให้กลายเป็น “รัฐบรรณาการของจีน”

​“ขอบเขตที่โฆษณาชวนเชื่อของจีนแทรกซึมเข้าไปในภูมิทัศน์สื่อ [ไทย] และมีส่วนทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตนเองในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากมันบ่อนทำลายความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการข่าวโดยตรง จีนได้ใช้เทคนิคการสร้างอิทธิพลต่างๆ รวมถึงแรงกดดันทางการทูตผ่านสถานทูต การลงทุนในสื่อ จัดทริป [ไปจีน] ที่ได้รับการสนับสนุนสำหรับผู้สื่อข่าว [ไทย] และข้อตกลงอย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดกรอบการนำเสนอข่าวสารของสื่อและจำกัดข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับโฆษณาชวนเชื่อของปักกิ่ง สถานการณ์นี้ควรทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนสำหรับรัฐบาลไทย ตลอดจนสถาบันสื่อของประเทศ [ไทย] ในการเสริมสร้างมาตรการป้องกันเพื่อเสรีภาพสื่อและความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ”
​อเล็กซานดรา บีเอลากอฟสกา (Aleksandra Bielakowska)
ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์, ผู้จัดการ RSF เอเชียแปซิฟิก

​สถานทูตจีน: แหล่งกดดันหลัก
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2023 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) ได้ออกอากาศบทสัมภาษณ์กับ อู๋ จาวเซี่ย (Jaushieh Joseph Wu) ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันในขณะนั้น หลังจากบทสัมภาษณ์ได้ออกอากาศไม่นาน — ข้อความตอนหนึ่งได้ถูกนำเสนอทางโทรทัศน์และบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มถูกเผยแพร่ออนไลน์ — สถานทูตจีนในกรุงเทพฯ ได้เผยแพร่แถลงการณ์กล่าวหาไทยพีบีเอสว่าให้แพลตฟอร์มแก่ “กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเอกราชไต้หวัน” สถานทูตอ้างว่าบทสัมภาษณ์ได้ “ทำร้ายจิตใจของประชาชนจีน” และกล่าวหาสื่อสาธารณะไทยว่า “ใช้อำนาจเสรีภาพสื่อในทางที่ผิด”

​ตามข้อมูลจากผู้ที่คุ้นเคยกับกรณีนี้ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากเกรงกลัวการตอบโต้กล่าวว่าสถานทูตจีนได้จัดประชุมกับผู้บริหารของไทยพีบีเอส และบรรลุข้อตกลงเพื่อลบบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทยพีบีเอสประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากเผยแพร่ รายงานทางโทรทัศน์ไม่ได้รับผลกระทบ การถอดออกเกิดขึ้นโดยไม่มีคำอธิบายใดๆต่อสาธารณะจากไทยพีบีเอส ได้สร้างความกังวลในหมู่นักข่าวและผู้สังเกตการณ์สื่อเกี่ยวกับผลกระทบของแรงกดดันทางการทูตของจีนต่อความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการสื่อในประเทศไทย ในขณะที่เขียนบทความนี้ สถานทูตจีนในประเทศไทยและ Thai PBS ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความคิดเห็นของ RSF

​แรงกดดันแบบนี้จากสถานทูตจีนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับ Thai PBS หรือแม้แต่ประเทศไทย เนื่องจากสถานทูตจีนเป็นพาหนะสำคัญสำหรับปฏิบัติการสร้างอิทธิพลทางสื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั่วโลก บุคลากรวิชาชีพข่าวชาวไทยหลายคนที่พูดคุยกับ RSF ได้อธิบายถึงการที่นักการทูตจีนเผชิญหน้ากับผู้สื่อข่าวไทยเป็นรายบุคคลเกี่ยวกับการรายงานข่าวที่ถูกมองว่าเปราะบางโดยปักกิ่ง ในกรณีเด่นกรณีหนึ่งจากปี 2022 ผู้สื่อข่าวชาวไทยรายหนึ่งถูกเผชิญหน้าสืบเนื่องเกี่ยวกับการรายงานข่าวของเขาเรื่องการกดขี่ชนกลุ่มน้อยอุยเกอร์ในจีน โดยเจ้าหน้าที่หลายคนจากสถานทูตจีนในกรุงเทพฯ ระหว่างงานเลี้ยงรับรองทางการทูต เจ้าหน้าที่สถานทูตรายหนึ่งเตือนว่าสิ่งพิมพ์ของผู้สื่อข่าวจะไม่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงการสัมภาษณ์เอกอัครราชทูตจีนอีกต่อไป

​นับตั้งแต่นั้นมา ความพยายามของสถานทูตในการควบคุมการเสนอเรื่องเกี่ยวกับจีนในประเทศไทยก็มีลักษณะเปิดเผยและชัดเจนยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น ในเดือนสิงหาคม 2025 เจ้าหน้าที่สถานทูตได้เข้ามาแทรกแซงในนิทรรศการศิลปะที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยกดดันผู้จัดงานให้ถอดชิ้นงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับฮ่องกง ทิเบต และเตอร์กิสถานตะวันออก (ดินแดนของจีนที่รู้จักกันในชื่อเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์) ออก และเซ็นเซอร์ข้อความบนป้ายอธิบายของนิทรรศการ สำนักข่าวรอยเตอร์ของอังกฤษได้รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ แต่มีสื่อไทยเพียงไม่กี่แห่งที่ติดตามเรื่องนี้

ต่อมา เมื่อหนึ่งในข้อยกเว้นอันน้อยนิดอย่างเว็บไซต์ข่าว ข่าวสดอิงลิช Khaosod English ได้เผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นโดยผู้สื่อข่าว ประวิตรโรจนพฤกษ์ เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์นิทรรศการ หลังจากนั้น ที่ปรึกษาทูตจีนฝ่ายข่าวของสถานทูตจีนได้เดินทางมาเยือนสำนักงานของ Khaosod English และตามคำบอกเล่าของผู้สื่อข่าว เขาได้รับการบอกกล่าวว่านโยบายจีนเดียวของปักกิ่ง ซึ่งถูกตั้งคำถามโดยนิทรรศการนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะเปิดให้มึการท้าทายได้

​การมีอิทธิพลของจีนต่อภูมิทัศน์สื่อไทยยังเกิดขึ้นผ่านความร่วมมือด้านสื่อและฟรีทริปสำหรับสื่อมวลชนไทยแบบโฆษณาชวนเชื่อ

ประวิตร โรจนพฤกษ์ บอกกับ RSF ว่านโยบายประเภทนี้จากจีนสามารถส่งเสริมให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเองภายในห้องข่าวของไทย “เมื่อนักข่าวเห็นบรรณาธิการของตนไปร่วม [ฟรี] ทริปที่จีนเป็นประจำ โดยธรรมชาติพวกเขาก็จะระมัดระวังตัวเองมากขึ้น [ในการรายงานข่าวที่เท่าทันจีน]” เขากล่าว

​ธีรนัย จารุวัสตร์ อดีตรองนายกสมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เขียนไว้ว่าหน่วยงานรัฐบาลจีนได้สนับสนุนทริปไปจีนจำนวนมากสำหรับสมาชิกสื่อมวลชนไทย ผู้สื่อข่าวได้รับการเชิญให้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูง ชมสถานที่จัดทำข้อริเริ่มของรัฐบาล เช่น โครงการบรรเทาความยากจน และเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น ผู้สื่อข่าวชาวไทยที่เข้าร่วมหนึ่งในทริปเหล่านี้เพื่อเยี่ยมชมโครงการโครงสร้างพื้นฐานในจีนบอกกับ RSF ว่า ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียว เช่น เรื่องเล่าที่เน้นย้ำว่าโครงการแม่น้ำโขงของจีนและรถไฟจีน–ลาว ช่วยบรรเทาความยากจนได้อย่างไร

ทริปเหล่านี้กำลังมึวิวัฒนาการ: สำนักข่าวซินหัวเปืดเผยว่าในปี 2026 สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ได้เชิญบุคลากรวิชาชีพสื่อไทยไปยังจีนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI และรูปแบบใหม่ๆ สำหรับการผลิตเนื้อหา

​ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวที่ควบคุมโดยรัฐบาลจีน รวมถึงสำนักข่าวซินหัว (Xinhua News Agency), สถานีวิทยุแห่งชาติจีน (China Radio International - CRI) และเครือข่ายโทรทัศน์ภาคต่างประเทศของจีน (China Global Television Network - CGTN) ได้ขยายการผลิตเนื้อหาข่าวภาษาไทยอย่างมีนัยสำคัญ สำนักข่าวเหล่านี้ยังได้บรรลุข้อตกลงการแบ่งปันเนื้อหากับองค์กรสื่อไทยหลากหลายแห่ง รวมถึงผู้กระจายเสียงสาธารณะและสิ่งพิมพ์กระแสหลัก

ภายในสิ้นปี 2019 แพลตฟอร์มสื่อภาษาไทยอย่างน้อยสิบสองแห่งได้บรรลุข้อตกลงการแบ่งปันเนื้อหากับซินหัว สื่อของกรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลไทย (PRD) ยังมีข้อตกลงความร่วมมือหลายฉบับโดยตรงกับสำนักข่าวซินหัวและ China Media Group

​วงการสื่อมวลชนไทยยากจนลงและเปราะบาง
ตามรายงานของ Radio Free Asia ในปี 2024 เพียงปีเดียว มีรายงานว่าองค์กรข่าวไทยมากกว่า 300 แห่งปลดพนักงานออก นำไปสู่การที่สมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยติดฉลากว่าเป็น “ปีแห่งความยากลำบาก” สถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่ลงได้ปลุกความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของสำนักข่าวในการรักษาความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ ตามข้อมูลจากผู้สื่อข่าวชาวไทยที่ขอไม่เปิดเผยนาม ผู้สื่อข่าวหลายคนจากสถานีโทรทัศน์กระแสหลักของไทยได้ย้ายไปรับตำแหน่ง ทำงานในองค์กรสื่อรัฐของจีนนับตั้งแต่ช่วงนั้นมา

​โจชัว เคอร์แลนต์ซิค (Joshua Kurlantzick) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ แห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) บอกกับกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) ว่า หากธุรกิจและรายได้ของสื่อมวลชนไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐาน การพึ่งพาเนื้อหาจากสำนักข่าวที่ควบคุมโดยรัฐบาลจีนก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้น ในขณะที่พื้นที่สำหรับการรายงานข่าวเชิงวิพากษ์วิจารณ์และเป็นอิสระในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจีนจะลดลงเรื่อยๆ

​ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 92 จาก 180 ประเทศและดินแดนในดัชนีเสรีภาพสื่อโลกของ RSF ประจำปี 2026 ลดลงเจ็ดอันดับจากปี 2025 จีนยังคงเป็นประเทศผู้คุมขังผู้สื่อข่าวรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีนักข่าวถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน 121 คน และดรรชนีเสรีภาพสื่อจีนอยู่อันดับที่ 178 จาก 180 ประเทศทั่วโลก

เผยแพร่เมื่อ 06.11.2026

ภาษาอังกฤษอยู่ที่ลิงก์ข้างล่าง
https://www.facebook.com/photo/?fbid=4766952106865936&set=a.1560000437561135











รัฐบาลจีนได้ขยายอิทธิพลเข้าสู่ภาคสื่อมวลชนของประเทศไทยผ่านการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับสำนักข่าวและนักข่าวไทย อีกทั้งยังพยายามปิดปากสื่อด้วยการข่มขู่เพื่อสกัดกั้นการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายตน องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) ได้พูดคุยกับนักข่าวไทยจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ขอสงวนนามเนื่องจากเกรงว่าจะถูกตอบโต้ โดยนักข่าวเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการทำงานข่าวของพวกเขาอย่างไร และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการนำเสนอข้อมูลในภูมิทัศน์สื่อไทยอย่างไรบ้าง





ยิ่งชีพ (เป๋า) iLaw "จับโป๊" ความมั่วของการอ้างกฎหมาย เพื่อหาช่องทางปัดตกสิทธิการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน เรื่องร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 พ.ศ. ....









https://x.com/yingcheep/status/2119050020595118106
.....

ข้อความจากภาพหนังสือและคำโพสต์ดังกล่าวสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. สาระสำคัญของหนังสือจากสำนักงานเลขาธิการสภานายกรัฐมนตรี

หนังสือที่: สผ 0014/11048 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2559

ผู้ส่ง: นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ (เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร)

ผู้รับ: นายสุเทพ สุริยะมงคล

เรื่อง: ผลการวินิจฉัยหลักการของร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 พ.ศ. ....

เนื้อหาคำวินิจฉัย:

ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกคำสั่ง คปค. ฉบับที่ 41 พ.ศ. .... มีหลักการไม่เป็นไปตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ

เนื่องจากหลักการเป็นการยกเลิกคำสั่ง คปค. ฉบับที่ 41 และแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพื่อลดโทษจำคุก ซึ่งการกำหนดโทษทางอาญาเป็นอำนาจของรัฐโดยตรง

เข้าลักษณะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับ "แนวนโยบายแห่งรัฐ" (หมวด 6 มาตรา 64 และ มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย)

ผลสรุป: จึงไม่อาจใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อรัฐสภาได้ และส่งเรื่องคืนตาม พ.ร.บ. การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2544 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบมาตรา 6 วรรคหนึ่ง
 
2. ข้อเสนอแนะ/ประเด็นในโพสต์ของคุณยิ่งชีพ (เป๋า)

การคัดค้านเหตุผล: โพสต์ระบุว่าเมื่อเปิดดูบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ (มาตรา 64 และมาตรา 68) ที่อ้างในหนังสือ แล้วพบว่าไม่ตรงกับเหตุผลที่สภาใช้ปฏิเสธร่างกฎหมาย

มุมมอง: มองว่าเรื่องนี้เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ
.....

ข้อความทั้งหมดที่ปรากฏในเอกสารจากภาพ มีรายละเอียดดังนี้

ที่ สผ ๐๐๑๔/๑๑๐๔๘

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ถนนสามเสน เขตดุสิต กทม. ๑๐๓๐0

๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่อง ผลการวินิจฉัยหลักการของร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ พ.ศ. ....

เรียน นายสุเทพ สุริยะมงคล

อ้างถึง

หนังสือของท่านกับคณะ ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙

หนังสือของท่านกับคณะ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙

สิ่งที่ส่งมาด้วย

หนังสือของท่านกับคณะ ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙

หนังสือของท่านกับคณะ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๙

ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ พ.ศ. ....

เอกสารหลักฐานการลงลายมือชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีความประสงค์เป็นผู้เชิญชวน

ตามหนังสือที่อ้างถึง ๑ และ ๒ ท่านกับคณะผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ร่วมกันยื่นความประสงค์จะเป็นผู้เชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอื่นให้ร่วมเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ พ.ศ. .... ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ พ.ศ. .... มีหลักการไม่เป็นไปตามหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากหลักการยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ และแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา เพื่อลดโทษจำคุกในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยการกำหนดโทษในอัตราเดียวกับบทบัญญัติเดิมตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๔๙๙ นั้น เป็นการแก้ไขอัตราโทษของความผิดในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนเพื่อประโยชน์สาธารณะ การกำหนดโทษทางอาญาจึงเป็นอำนาจของรัฐโดยตรง เข้าลักษณะเป็นการเสนอกฎหมายที่มีหลักการเกี่ยวกับการดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในกระบวนการยุติธรรม ตามหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๖๔ และมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น จึงไม่อาจใช้สิทธิริเริ่มเสนอ ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ พ.ศ. .... ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาได้ จึงขอส่งเรื่องคืนให้ท่านกับคณะตามพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๘ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง รายละเอียดปรากฏตามเอกสารสิ่งที่ส่งมาด้วย

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ขอแสดงความนับถือ

(ลงชื่อ)

(นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์)

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

สำนักการประชุม

โทร. 
.....

ข้อความในบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 (ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่มีการอ้างอิงหมวดและมาตราดังกล่าวในหนังสือสภาฯ) มีรายละเอียดของมาตรา 64 และ 68 ดังนี้
ข้อความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 64 และ มาตรา 68

มาตรา ๖๔

"บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน"

(อยู่ใน หมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ)

มาตรา ๖๘

"บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้..."

(อยู่ใน หมวด ๓ ส่วนที่ ๑๓ สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ)
จุดที่ไม่ตรงกันตามข้อสังเกต

การอ้างอิงหมวดไม่ตรงกับมาตราจริง:

ในหนังสือสภาฯ ระบุว่า มาตรา 64 และมาตรา 68 อยู่ใน หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ

ข้อเท็จจริง: มีเพียง มาตรา 64 เท่านั้นที่อยู่ในหมวด 6 (ซึ่งเป็นบทเปิดของแนวนโยบายแห่งรัฐ) ส่วน มาตรา 68 นั้นแท้จริงแล้วอยู่ใน หมวด 3 (สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ) ซึ่งว่าด้วยเรื่อง “ห้ามใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง” ไม่ใช่เรื่องกระบวนการยุติธรรมตามที่หนังสือกล่าวอ้าง

เหตุผลของสภาฯ ไม่ตรงกับเนื้อหามาตรา:

เหตุผลในหนังสือสภาฯ: อ้างว่าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ "การตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในกระบวนการยุติธรรม ตามหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๖๔ และมาตรา ๖๘" จึงเป็นเรื่องของรัฐ ประชาชนเสนอเองไม่ได้

ความขัดแย้ง: มาตรา 68 ไม่ได้พูดถึงแนวนโยบายกระบวนการยุติธรรมเลยแม้แต่น้อย (มาตราในหมวด 6 ที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ 2550 จริงๆ คือ มาตรา 81) ทำให้คำสั่งปัดตกและส่งคืนร่างกฎหมายดังกล่าวดูมีข้อบกพร่องทางกฎหมายจากการอ้างอิงตัวบทมาตราผิดพลาด
สรุปประเด็นการ


(Gemini ช่วยรวบรวม)




ตำรวจแถลงสรุปคดีมูลนิธิองค์กรทำดี ‘บุ๋ม ปนัดดา’ (2 คำถาม ผู้การตอบเฉียบ 😅)


สด! ตำรวจแถลงสรุปคดีมูลนิธิองค์กรทำดี ‘บุ๋ม ปนัดดา’ | THE STANDARD (LIVE)

Streamed live 15 hours ago

ตำรวจแถลงสรุปคดีมูลนิธิองค์กรทำดี ‘บุ๋ม ปนัดดา’

https://www.youtube.com/watch?v=OzGBX66LrhU
.....

เด็กเล่นหุ้น
10 hours ago
·
นั่งฟังผู้การ CIB แถลงคดีบุ๋มเมื่อเช้า และเค้าก็เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนถาม ผมนั่งฟัง เห็นคำถามที่ผู้การตอบเฉียบ อยู่ 2 คำถาม
1. ผู้การครับ และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณปู๋มเอาเงินประชาชนไปซื้อของแบรนเนมด์ หรือรถหรูบ้านหรูต่างๆบ้าง เพราะเค้าก็มีอาชีพเป็นดารา นางแบบ รายได้จากการทำงาน ก็ต้องสั่งสมมาซื้อบ้างสิครับ
= ผู้การตอบ : หลักง่ายๆเลยครับ คนเรามีรายได้ ก็ต้องยื่นสรรพากรทุกปีใช่ไหมครับ แต่นับตั้งแต่ปี 58 จนถึงปี 68 คุณบุ๋มยื่นสรรพากร ไม่เกิน 2.5 ล้านตลอดระยะเวลา 10 ปีเลย ฉะนั้น!! เงินส่วนต่างที่เข้ามา เอา 2.5 ล้าน X10 = 25 ล้าน "นั่นแปลว่ามจากเงินบริจาคทั้งหมด" (เชรี่ยยย จังหวะนี้โหดสัส ) ผู้การ CIB โคตรเฉียบ ผู้การพูดต่ออีกว่า หลักง่ายๆเลยครับ เราดูว่า "ทรัพย์สิน สอดคล้องกับรายรับไหม ?" นั่นคือคำตอบ
2. ผู้การครับ และช่วงเช้าวันนี้ มีสื่อบางสื่อโพสว่า คุณบุ๋มให้การว่าการโพสขอรับบริJาคเป็นการโพสของแอดมินทั้งหมด ตัวบุ๋มไม่ได้เกี่ยวข้องในการโพสเลย แบบนี้จะมีผลต่อรูปคดีไหมคะ ? (เหมือนจะตอบเลี่ยงบาลี พรบ.เรี่ยไรเงิu)
= ผู้การตอบ : หลักง่ายๆอีกเช่นกัน คือ แล้วสุดท้ายรายได้มันไปตกอยู่ที่ใครล่ะ (นักข่าวอึ้งอีกแล้ว) นั่นแล่ะตัวแปร อือหือ แต่ละคำตอบผู้การ ดู IQ/EQ เหมาะสมกับท่านผู้การ CIB มาก
หมายเหตุ : ปกติผมไม่เคยสนใจดราม่าต่างๆอะไรพวกนี้ลยครับ แต่พอมันเข้ามาสู่ในความรู้เรื่องกฏหมายนี่ ผมตามเก็บหมด เหมือนสมัยคดีบอสพอลตอนนั้น ผมก็ตามเก็บความรู้พวกนี้ไม่เสียเวลาครับ แต่อย่าหมกมุ่นจนมาเป็นดราม่า
https://www.facebook.com/Jameey99/posts/1622869999856567
.....

💡 เกร็ดความรู้เพิ่มเติม: ในทางคดีอาญาและคดีเศรษฐกิจ การพิสูจน์ความผิดไม่ได้อาศัยแค่คำรับสารภาพของผู้ต้องหา แต่เจ้าหน้าที่มักจะใช้ "พยานวัตถุและพยานเอกสาร" เช่น สเตทเมนต์ธนาคาร (Bank Statement), เส้นทางการเงิน, และการยื่นแบบภาษี (ภ.ง.ด.) มาเป็นหลักฐานมัดตัว ซึ่งดิ้นหลุดได้ยากที่สุด




เธอช่างกล้า 🤣🤣🤣 สอนเรื่อง"ความพอประมาณ ความพอเพียง" โดยยกสุภาษิตเขมร


Khaosod - ข่าวสด

10 hours ago
·
มาลี โสเจียตา เคลื่อนไหว ยกสุภาษิตเขมร "ความโลภนำไปสู่ความพินาศ"
.
7 พ.ย. 2569 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาและรองเลขาธิการรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊ก โดยยกสุภาษิตเขมรว่า "จะตั้งเตาไฟให้กะขนาดตามหม้อ" "ความโลภย่อมนำไปสู่ความพินาศ" ซึ่งเป็นสุภาษิตเขมรที่กล่าวถึงการดำเนินชีวิตและการประมาณตน
.
ทั้งนี้ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โด่งดังเป็นที่รู้จักในประเทศไทย จากการออกมาแถลงข่าวตอบโต้รายวัน กรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา
https://www.facebook.com/photo?fbid=1728637989292942&set=a.648490497307702
....."จะตั้งเตาไฟให้กะขนาดตามหม้อ"

แง่คิด: เปรียบเทียบกับการทำครัว หากเรามีหม้อขนาดเล็กแต่ไปก่อเตาไฟซะใหญ่โตหรือใช้ฟืนเกินความจำเป็น ก็จะสิ้นเปลืองพลังงานและดูแลจัดการได้ยาก ในทางกลับกัน หากตั้งเตาให้พอดีกับขนาดของหม้อ งานก็จะสำเร็จได้อย่างราบรื่นและพอดีตัว การทำงาน การใช้จ่าย หรือการวางแผนชีวิตก็เช่นกัน หากรู้จักประมาณตนและบริหารจัดการตามความเป็นจริง ก็จะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาหนี้สิน ความเดือดร้อน หรือความเหนื่อยล้าเกินความจำเป็นได้

"ความโลภย่อมนำไปสู่ความพินาศ"
แง่คิด: ความโลภเปรียบเสมือนกับหลุมพรางที่ไร้ก้น เมื่อคนเราปล่อยให้ความโลภครอบงำ ขาดสติยั้งคิด มักจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด การเบียดเบียนผู้อื่น หรือทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์มักจะย้อนกลับมาทำลายความสุข ความน่าเชื่อถือ หรือแม้แต่ชีวิตของตนเองและคนรอบข้างเสมอ




หลายคนช่วยสะกิดเราแบบนิ่มๆ "วันนี้ข่าวบุ๋ม ปนัดดา มาถึงจุดจบแล้ว ฝากทุกคนให้ความสนใจกับข่าวสำคัญที่ถูกกลบไปในช่วงที่ผ่านมากันด้วยนะครับ"






https://x.com/tanawatofficial/status/2119017417246699572
.....

สรุปความเป็นมาและรายละเอียดของแต่ละข่าว

สรุปความเป็นมาและรายละเอียดของแต่ละข่าวที่ปรากฏในภาพ (ซึ่งถูกระบุเชิงเปรียบเทียบว่าถูกกระแสข่าวของ "บุ๋ม ปนัดดา" กลบไป) มีดังนี้ครับ:
 
1. ม็อบรถบรรทุกเรียกร้องลดราคาน้ำมัน

กลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกและสมาพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้รวมตัวนำรถบรรทุกบุกกระทรวงพลังงาน เพื่อจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และยื่นข้อเรียกร้องแก้ปัญหาราคาน้ำมันดีเซลแพง

สาระสำคัญ: เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ตรึงราคาน้ำมันดีเซล และปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบเพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งของประชาชนและผู้ประกอบการ
2. ม็อบกำนันมะโน จี้ลดราคาน้ำมัน แก้ปัญหายาเสพติด ราคาสินค้าเกษตร

กลุ่มแกนนำและภาคประชาชน ("กำนันมะโน") ได้จัดชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสียงถึงรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในระดับฐานราก

สาระสำคัญ: เน้นย้ำข้อเรียกร้อง 3 เรื่องหลัก คือ การลดราคาน้ำมันเพื่อลดค่าครองชีพ, การปราบปรามปัญหายาเสพติดในชุมชนอย่างจริงจัง และการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
 
3. แม่น้ำปนสารพิษ ค่าอลูมิเนียมเกินมาตรฐาน ที่ปราจีนบุรี

เกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังพบน้ำในแม่น้ำมีกลิ่นเหม็นรุนแรงและปลาลอยตายยกกระชัง

สาระสำคัญ: ผลการตรวจวิเคราะห์น้ำพบว่ามีการปนเปื้อนสารเคมี โดยมีค่าสารอลูมิเนียมสูงเกินมาตรฐานอย่างมาก กลุ่มชาวบ้านจึงเรียกร้องให้หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเร่งตรวจสอบ ตรวจสอบโรงงานในพื้นที่ และประกาศเขตควบคุมมลพิษเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
 
4. ริบอำนาจประธาน กมธ. ห้ามเรียกเอกสาร/บุคคลมาชี้แจงโดยลำพัง

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อถกเถียงในรัฐสภา กรณีการตีกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ

สาระสำคัญ: มีแนวทางกำหนดว่าประธาน กมธ. ไม่สามารถบรรจุวาระเพื่อเรียกเอกสารหรือเชิญบุคคลมาชี้แจงได้โดยลำพัง แต่ต้องผ่านมติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการก่อนเท่านั้น เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขตและการทำงานซ้ำซ้อน
 
5. ภูมิใจไทย เสนอแก้กติการัฐสภา (การแถลง/ไลฟ์สดต้องขอมติที่ประชุม)

ข้อเสนอในการปรับปรุงระเบียบและข้อบังคับการประชุมรัฐสภาจากทางพรรคภูมิใจไทย

สาระสำคัญ: เสนอให้กำหนดกติกาเกี่ยวกับการแถลงข่าว การถ่ายทอดสด (Live) หรือการเผยแพร่ข้อมูลของกรรมาธิการ/สมาชิกสภาในพื้นที่สภา ต้องได้รับมติเห็นชอบจากที่ประชุมเสียก่อน เพื่อความเป็นระเบียบและเป็นไปตามกรอบของสภา
 
6. ความคืบหน้าสามี สส.ไอเดียร์ ถือหุ้นเว็บพนัน Shuffle.com

ประเด็นการตรวจสอบกรณีสามีของ "สส.ไอเดียร์" (สุชาดา แทนทรัพย์) มีชื่อเคยถือหุ้นในบริษัทแม่ที่เชื่อมโยงกับเว็บพนันออนไลน์ Shuffle.com

สาระสำคัญ: ทาง สส.ไอเดียร์ ได้ออกมาชี้แจงว่าสามีเคยถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวเพียง 1.47% และได้ขายหุ้นออกไปแล้วตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง สส. รวมถึงได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและเข้าให้ข้อมูลต่อ DSI เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ



















วันเสาร์, พฤศจิกายน 07, 2569

“เจฟฟรี่ส์ กับ ชูเมอร์ ต้องไป” ข้อความเรียกร้องจากรากหญ้าภายในพรรคเดโมแครท เปิดทางแก่แกนนำใหม่สายก้าวหน้า สู่ตำแหน่งประธานสภาล่าง และ ‘โปรเท็ม’ สภาสูง

“เจฟฟรี่ส์ กับ ชูเมอร์ ต้องไป” ข้อความทำนองนี้โผล่มาเกลื่อนฟี้ดบนสื่อสังคมตั้งแต่วันรุ่งขึ้น หลังจากเสร็จเลือกตั้งกลางสมัยของสหรัฐ เมื่อ ๓ พฤศจิกาที่ผ่านมา เป็นเสียงกระหึ่มจากพลังก้าวหน้าภายในพรรคเดโมแครท ที่เรียกร้องการเมืองใหม่

เป็นทั้งสัญญานและคำเตือนของผลการเลือกตั้ง ‘มิดเทอม’ ที่พรรคเดโมแครทชนะท่วมท้น ทั้งสภาล่าง-สภาสูง และผู้ว่าการรัฐ เป็นการเปลี่ยนแปลงในรูปธรรมชนิดไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ

ไม่ว่าจะมีผู้ชาวมุสลิมได้รับเลือกเข้าสภาถึง ๘ คน หรือสตรีผิวดำและชนพื้นเมือง (อินเดียน) หญิงได้เป็นผู้ว่าการรัฐสองแห่งเป็นครั้งแรก ล้วนเป็นส่วนของการแตกหน่ออุดมการณ์ก้าวหน้า (Progressive) ในอเมริกา อันน่าทึ่ง

ทั้งฮาคีม เจฟฟรี่ส์ และชัค ชูเมอร์ เป็นผู้นำเดโมแครทในสภาคองเกรสที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกพรรคมานาน แต่เสียงเรียกร้องให้เขาถอนตัวออกไปจากการนำ หรือหลีกทางให้คนรุ่นใหม่เข้าไปทำหน้าที่ ประธานแทน ในทั้งสองสภาได้แล้ว

ทุกเสียงเรียกร้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่จากฝีมือของแกนนำทั้งหลาย มากกว่าการลุกฮือหรือผลิบานแห่งอุดมการณ์ก้าวหน้าของบรรดา grassroots หรือ ‘รากหญ้า’ ของพรรค นั่นต่างหาก “ตำแหน่งประธานสภาฯ ควรเป็นตัวแทนผู้ไปโหวต ไม่ใช่ของแกนนำ”

หลายคนบอกว่าทั้งฮาคีมและชัคทำประโยชน์แก่พรรคมามาก แต่ไม่ใช่สมัยนี้ ในเดือนมกราคม ๒๐๒๗ จะมีการเลือกประธานของสภาคองเกรสชุดใหม่ตามธรรมเนียม มีสำนักข่าวบางแห่งชี้เป้าที่ฮาคีมและชัคกันแล้ว ทำให้เกิดปฏิกิริยาต้านฮือฮา

ข้อหนึ่งจาก ‘รอมเมิล พ้าร์ค-วี้คลี่ย์’ บอกว่า “ฉันพอใจกับผลเลือกตั้งนี้ แต่เป็นห่วงว่าพรรคเดโมแครทจะไม่ แจ้งความผิดของรัฐบาลปัจจุบัน ฉันต้องการให้มีการสอบสวน ฟ้องร้องในสภา (impeachments) และส่งผู้กระทำผิดเข้าคุก...ไม่ใช่หลบเลี่ยงหลังครัว

(ซึ่งหมายถึงการคอรัปชั่นของทรั้มพ์)” รวมไปถึง “การรับเงินสนับสนุนทางการเมืองจากกองทุนชาวยิว-อเมริกัน (AIPAC)” โดยเฉพาะกับฮาคีม เจฟฟรี่ส์ เขาโดนประจานว่าก้อนหนึ่งที่ AIPAC อุทิศช่วยหาเสียง ๑.๕ ล้านดอลลาร์

แล้วใครล่ะที่พวก progressive dems ต้องการ เท่าที่มีการเอ่ยถึงแล้วประปรายจากกลุ่มสตรี มี ‘เอโอซี’ หรือ Alexandria Ocasio-Cortez สมาชิกสภาล่าง (House Rep.) จากรัฐนิวยอร์ค กับ วุฒิสมาชิก (Senator) เอลิซาเบ็ธ วอเร็น แห่งรัฐแมสซาชูเส็ท

( https://www.facebook.com/shivanihawkins/posts/2xHWXPJjp, https://www.facebook.com/rparksweekly/posts/qJtLfBojTGP, https://www.facebook.com/diane.dodd.75/posts/0Un4TTki และ https://www.facebook.com/diane.santos.100/posts/2yLELDzNX5)