วันอังคาร, มิถุนายน 09, 2569

นักเรียนไทยในต่างประเทศหลายคนเรียนจบแล้วทำไมถึงไม่อยากกลับบ้าน หรือมาทำงานที่ไทย มาฟังการวิเคราะห์แบบเต็ม ๆ ใน #คุยให้คิด

 
https://www.facebook.com/reel/27408842328710196
.....

ให้ AI วิเคราะห์

การที่นักเรียนไทยในต่างประเทศจำนวนมากเลือกที่จะไม่กลับมาทำงานหรือใช้ชีวิตในประเทศไทยหลังจากเรียนจบ (หรือที่เรียกกันว่าปรากฏการณ์ Brain Drain / สมองไหล) เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและมีมิติหลากหลาย ซึ่งสามารถวิเคราะห์เจาะลึกออกมาได้เป็น 5 ปัจจัยหลัก ดังนี้ครับ

1. ผลตอบแทนและโอกาสความก้าวหน้าทางอาชีพ (Career Progression & Compensation)

นี่คือปัจจัยที่จับต้องได้และส่งผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด

ความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างเงินเดือน: ค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนสตาร์ทสำหรับเด็กจบใหม่ในไทยเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ถือว่าอยู่ในระดับที่เติบโตช้ามาก ในขณะที่การทำงานในประเทศพัฒนาแล้ว (เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น) ให้รายได้ที่สูงกว่าหลายเท่าตัว ซึ่งช่วยให้พวกเขาคืนทุนค่าเล่าเรียนและสร้างความมั่นคงในชีวิตได้เร็วกว่า

ระบบการทำงานที่เน้นอาวุโส (Seniority) VS ความสามารถ (Meritocracy): วัฒนธรรมองค์กรไทยจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับอายุงานและระบบอุปถัมภ์ ในขณะที่ต่างประเทศมักเน้นผลงานและการประเมินอย่างตรงไปตรงมา ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าพวกเขามีโอกาสเติบโตตามความสามารถที่แท้จริง

การขาดอุตสาหกรรมรองรับทักษะขั้นสูง (Advanced Industries): นักเรียนไทยที่จบสายเทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น AI, Quantum Computing, Data Science ระดับลึก) หรือสาขาเฉพาะทางด้านการวิจัย มักพบว่าตลาดแรงงานไทยยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานหรือบริษัทที่รองรับทักษะของพวกเขาได้อย่างเต็มที่

2. คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม (Quality of Life & Infrastructure)

สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะไม่กลับ

โครงสร้างพื้นฐานและขนส่งสาธารณะ: การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ของไทย (โดยเฉพาะกรุงเทพฯ) ต้องเผชิญกับปัญหารถติดที่สะสมความเครียด ค่าเดินทางที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ และผังเมืองที่ไม่เป็นมิตรกับคนเดินเท้า ต่างจากเมืองในต่างประเทศที่มีระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงง่าย

สุขภาวะและสิ่งแวดล้อม: ปัญหาเรื้อรังอย่างฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายภาษีสูงในต่างประเทศ เพื่อแลกกับอากาศที่สะอาดและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

Work-Life Balance: วัฒนธรรมการทำงานในประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งให้ความสำคัญกับเวลาส่วนตัวและการพักผ่อนอย่างจริงจัง แตกต่างจากค่านิยมการทำงานล่วงเวลา (Overtime) ของไทยที่บางครั้งมองว่าเป็นความทุ่มเท แต่อาจนำไปสู่ภาวะ Burnout

3. มิติด้านสังคม การเมือง และเสรีภาพ (Socio-Political Landscape & Freedom)

ทัศนคติต่ออนาคตของประเทศมีผลอย่างยิ่งต่อการปักหลักฐานในระยะยาว

ความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ: ภาพรวมการเมืองไทยที่ขาดเสถียรภาพในระยะยาว และนโยบายเศรษฐกิจที่อาจมองว่ายังไม่เอื้อต่อการแข่งขันในเวทีโลก ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกขาดความมั่นใจในการวางแผนอนาคต 10–20 ปีข้างหน้า

พื้นที่ทางความคิดและเสรีภาพ: วัฒนธรรมในต่างประเทศเปิดโอกาสให้มีการตั้งคำถาม ถกเถียง และแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระมากกว่า ในขณะที่โครงสร้างสังคมไทยบางส่วนยังมีความเป็นอนุรักษนิยมสูง ซึ่งอาจทำให้คนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเสรีภาพทางความคิดรู้สึกอึดอัด

ความยุติธรรมและหลักนิติธรรม (Rule of Law): การบังคับใช้กฎหมายและระบบธรรมาภิบาลที่มักถูกตั้งคำถาม ทำให้เกิดความรู้สึกว่าสังคมขาดความเท่าเทียมและระบบรัฐสวัสดิการที่ไม่ครอบคลุม

4. ต้นทุนทางโอกาสและการปรับตัว (Opportunity Cost & Re-adaptation)

ความเคยชินกับระบบ (Cultural Comfort): การใช้เวลา 3–5 ปี หรือมากกว่านั้นในต่างประเทศ ทำให้เกิดความคุ้นเคยกับวิถีชีวิต ระบบราชการที่ลดขั้นตอน (Digitized) และความเป็นส่วนตัว (Privacy) การต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่และปรับตัวให้เข้ากับระบบราชการหรือวัฒนธรรมการติดต่อประสานงานในไทย จึงกลายเป็น "ต้นทุนทางจิตใจ" ที่ค่อนข้างสูง

เครือข่ายคอนเนกชัน (Networking): เมื่อเรียนจบในต่างประเทศ เครือข่ายเพื่อนร่วมงานและอาจารย์มักจะอยู่ในประเทศนั้นๆ การเลือกทำงานต่อทันทีจึงเป็นโอกาสดีที่สุดในการสร้างโปรไฟล์ระดับสากลก่อนที่จะตัดสินใจขั้นต่อไป

บทสรุปเชิงวิเคราะห์: ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของ "ความไม่รักชาติ" แต่เป็นเรื่องของ "ทางเลือกที่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต" (Rational Choice) หากประเทศไทยต้องการดึงดูดกลุ่ม "สมองไหล" เหล่านี้กลับมา โครงสร้างระดับมหภาคจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการเป็นฐานการผลิตมูลค่าต่ำ ไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Knowledge-Based Economy) ควบคู่ไปกับการปฏิรูปรัฐสวัสดิการ ทลายระบบอุปถัมภ์ และยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นฐาน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ "น่าอยู่และมีอนาคต" ในสายตาของคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงครับ



‘ศุภณัฐ’ จี้ถาม ‘ชัชชาติ-ทวิดา’ 12 ข้อ หลัง ’ทวิดา‘ ยัน ‘คดีทุจริตเครื่องออกกำลัง กทม.’ ยังไม่ยุติ ถามย้ำ คนที่สั่งให้สอบเพิ่มอีกรอบ ไม่ใช่ ตัว อ.ชัชชาติ แต่คือทาง ‘กก.’ ใช่หรือไม่ และตัว อ.ชัชชาติเองเป็นคนเห็นชอบกับรายงานการปรับ 600 บาท และให้ส่งเรื่องให้ ‘กก.’ ดำเนินการตามมติ คกก.สอบสวน ปรับ 600 บาท ใช่หรือไม่


สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว

3 hours ago
·
‘ศุภณัฐ’ จี้ถาม ‘ชัชชาติ-ทวิดา’ 12 ข้อ หลัง ’ทวิดา‘ ยัน ‘คดีทุจริตเครื่องออกกำลัง กทม.’ ยังไม่ยุติ ถามย้ำ คนที่สั่งให้สอบเพิ่มอีกรอบ ไม่ใช่ ตัว อ.ชัชชาติ แต่คือทาง ‘กก.’ ใช่หรือไม่ และตัว อ.ชัชชาติเองเป็นคนเห็นชอบกับรายงานการปรับ 600 บาท และให้ส่งเรื่องให้ ‘กก.’ ดำเนินการตามมติ คกก.สอบสวน ปรับ 600 บาท ใช่หรือไม่ ยันทำหน้าที่ผู้แทน ไม่ปล่อยผ่าน

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน

“ผมเห็น อ.ชัชชาติ กับ อ.ทวิดา ได้ออกมาชี้แจง - ผมขอถามแบบชัดๆ เรียงข้อเลยนะครับ จะได้เคลียกันทั้งกรุงเทพ

1) คกก.สอบสวนวินัย อ.ชัชชาติ เป็นคนเซนต์แต่งตั้งเอง ใช่หรือไม่ครับ?

2) คกก.สอบสวน ชุดที่ อ.แต่งตั้ง มีมติปรับ 600 บาท จริง ใช่หรือไม่ครับ?

3) คกก.สอบสวน ได้ส่งรายงานว่า ปรับ 600 บาท ให้ อ.ชัชชาติ รับทราบและเห็นชอบ ใช่ไหมครับ?

4) อ.ได้ทำการ “เห็นชอบ” กับรายงานของ คกก.สอบสวน ที่มีมติปรับแค่ 600 บาท และส่งเรื่องต่อไปยัง กก.(คกก.ข้าราชการกทม.) ที่มีคนนอกอย่าง มหาดไทย กพ. อว. กคศ. ผู้ทรงใช่ไหม?

5) ทำไม อ.ถึงเห็นชอบครับ?

6) อ.ชี้แจงว่า ที่ผ่านมา อ.สั่งสอบเพิ่มเติมตลอด แต่ที่ อ.สั่ง จนแล้วจนรอด ก็จบที่การปรับ 600 บาท ก่อนส่งไปให้ กก.ใช่หรือไม่ครับ?

7) อ.บอกว่า เดือนมีนาคม 69 มีมติให้มีการสอบเพิ่มอีก ยังไม่จบ - ผมขอถาม อ.ชัดๆ นะครับ คนที่สั่งให้สอบเพิ่มอีกรอบ ไม่ใช่ตัว อ.ชัชชาติ แต่คือทาง กก.ใช่หรือไม่ครับ? และ อ.ไม่ได้เข้าประชุม กก. ใช่ไหมครับ? และตัว อ.เองเป็นคนเห็นชอบกับรายงานการปรับ 600บาท และให้ส่งเรื่องให้ กก.ดำเนินการตามมติ คกก.สอบสวนปรับ 600บาท ใช่หรือไม่ครับ?

8.) ถ้าเกิด กก.บ้าจี้ เอาตามที่ อ.ชัชชาติเห็นชอบ และส่งมายัง กก.โดยไม่ได้แย้งอะไร ก็คือ จะปรับแค่ 600 บาท ใช่หรือไม่ครับ?

9) ปลัด กทม.มีการสั่งปรับเงินจนท. 600 บาทจริงๆ ไปแล้วหนิครับ (เมื่อปีที่แล้ว) ใช่ไหมครับ?

10) มติ กก. (หลังจากมีการปรับเงิน 600 แล้ว) ที่ขอให้สอบเพิ่มเติม ได้การันตีไหมครับ ว่าจะลงโทษมากกว่า ปรับเงิน 600บาท?

11) ผมเคยจี้ถาม อ.หลายรอบ ออกสื่อว่า ทำไม อ.ไม่สั่งสอบการทุจริตเครื่องออกกำลังกายอีก 17 โครงการที่เหลือ (ซึ่งมีทั้งสมัยของอ.ชัชชาติ และสมัยของผว.อัศวิน) โดย อ.ให้สัมภาษณ์ว่า อ.ได้สั่งตรวจสอบทุกโครงการ แต่ผ่านมา 2 ปีเต็ม อ.ไม่ได้ออกคำสั่งแต่งตั้ง คกก.สอบสวน โครงการที่เหลืออีก 17 โครงการ ใช่หรือไม่?

12) อ.ได้เคยชี้แนวทางให้ คกก.ไหมครับว่า ต้องไปตรวจสอบทุจริตแบบไหน จี้ประเด็นไหน ถึงจะจัดการกับคนทุจริตในกรณีนี้ได้ครับ?

ทุจริตเรื่องนี้ ผมขอไม่ปล่อยนะครับ และขอให้ชี้แจงชัดๆ เรียงข้อนะครับ ผมจะได้รู้ว่า สุดท้ายแล้ว คนที่เอาจริงกับการทุจริต คือ อ.ชัชชาติ หรือ กก. กันแน่

เพราะมันคงไม่มีอะไรน่าเกลียดไปกว่า ผลการสอบสวนโครงการนี้ ที่ คกก.ที่ อ.ตั้งขึ้น และสรุปผลว่าปรับแค่ 600 บาท และ ที่สำคัญคือมันผ่านความเห็นชอบจากผู้ว่าแล้วด้วยนะครับ

ทั้งนี้ ถ้ามีอะไรทำให้อ.โมโห ไม่พอใจ ผมขออภัยอ.ล่วงหน้าครับ แต่ผมต้องทำหน้าที่ผู้แทนนะครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1632595588227374&set=a.328293581990921




คลิป ประธานาธิบดีทรัมป์เดินออกจากการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NBC News ในรัฐวิสคอนซิน หลังจากถูกซักถามจี้จุดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้ง และไม่สามารถนำเสนอหลักฐานมายืนยันข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้


Trump leaves interview and insults reporter when asked about election fraud claims

CBS

Jun 8, 2026

President Trump continues to make claims about the California primaries and the subsequent vote count. CBS News' Nancy Cordes has more on his latest reaction to questions about his election fraud claims.

https://www.youtube.com/watch?v=o4RcX13QfOo
.....

ทรัมป์เดินออกจากห้องสัมภาษณ์ของ NBC หลังถูกซักถามจี้จุดเรื่องข้อกล่าวหาการโกงเลือกตั้ง

ประธานาธิบดีทรัมป์เดินออกจากการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NBC News ในรัฐวิสคอนซิน หลังจากถูกซักถามจี้จุดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้ง และไม่สามารถนำเสนอหลักฐานมายืนยันข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้

ในการสัมภาษณ์กับ Kristen Welker ผู้สื่อข่าวของ NBC News ซึ่งบันทึกเทปเมื่อวันศุกร์และออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ Welker ได้พยายามสอบถามประธานาธิบดีเพื่อขอหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้งปี 2020 และข้อกล่าวหาที่ว่ามีการโกงเกิดขึ้นในการเลือกตั้งขั้นต้น (primary) ที่รัฐแคลิฟอร์เนียในขณะนี้ รัฐแคลิฟอร์เนียอนุญาตให้ส่งบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ได้จนถึงนาทีสุดท้าย ทำให้ต้องใช้เวลาหลายวันในการนับคะแนนสำหรับการแข่งขันที่คะแนนสูสีกัน ผลการเลือกตั้งขั้นต้นชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียและการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครลอสแอนเจลิสยังคงไม่มีข้อสรุปแม้เวลาจะผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐระบุว่าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ในการนับบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์จำนวนหลายล้านใบ เนื่องจากกฎหมายและกระบวนการทำงานของรัฐแคลิฟอร์เนีย

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีอ้างว่าสาเหตุที่แคลิฟอร์เนียใช้เวลานานในการนับคะแนนเป็นเพราะ "พวกเขากำลังโกงการเลือกตั้ง" เมื่อ Welker ถามว่า "คุณมีหลักฐานยืนยันเรื่องนี้หรือไม่" ประธานาธิบดีก็สวนกลับว่า "แค่ผมมองดูก็รู้แล้ว" โดยไม่ได้ยกหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนข้อกล่าวหานอกจากเรื่องระยะเวลาที่ใช้ในการนับคะแนน Welker จึงตอบกลับไปว่า "แต่นั่นไม่ใช่หลักฐานนะคะ"

หลังจากที่ประธานาธิบดีกล่าวหาว่า Welker เป็นคน "ไม่ซื่อสัตย์หรือโง่เขลา" เขาก็ยืนกรานว่ามี "หลักฐานมากมายกว่าที่เคยนำเสนอมา" ว่าการเลือกตั้งปี 2020 มีการล็อกผล เมื่อ Welker ชี้ให้เห็นว่าประธานาธิบดีและพันธมิตรได้ยื่นฟ้องต่อศาลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกตั้งเหล่านั้น แต่กลับชนะคดีเพียงคดีเดียวจากทั้งหมด 62 คดี ประธานาธิบดีก็กล่าวหา Welker และ NBC อีกครั้งว่าเป็นพวก "ไม่ซื่อสัตย์" พร้อมเสริมว่าเขามองสถานีข่าวอย่าง ABC, CBS และ CNN ในลักษณะเดียวกัน

"พวกคุณเป็นสถานีข่าวที่ไม่ซื่อสัตย์และเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" ทรัมป์กล่าว "ขอโทษทีนะ พอแค่นี้เถอะ ผมทนไม่ไหวแล้ว ขอบใจนะแม่คุณ ขอให้โชคดี"

หลังจากมีการโต้ตอบกันอีกครู่หนึ่งโดยที่ Welker พยายามรั้งให้เขาอยู่ต่อ ประธานาธิบดีก็เดินออกจากหน้ากล้องไป

ระบบการเลือกตั้งของรัฐแคลิฟอร์เนียขึ้นชื่อเรื่องความล่าช้า และผู้เชี่ยวชาญเคยเตือนไว้แล้วว่าอาจต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์กว่าจะนับคะแนนเสร็จสิ้น ทั้งผู้เชี่ยวชาญและ Gavin Newsom ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียต่างทราบดีอยู่แล้วว่ากระบวนการนับคะแนนจะดำเนินไปอย่างล่าช้าตั้งแต่ก่อนที่การเลือกตั้งจะเริ่มต้นขึ้นเสียอีก เมื่อเดือนที่แล้ว นิวซัมได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งระดับเคาน์ตี โดยเรียกร้องให้เร่งกระบวนการนับคะแนนเพื่อตอบโต้ทฤษฎีสมคบคิดที่ไม่มีมูลความจริงเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเลือกตั้ง

"รัฐแคลิฟอร์เนียให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการนับคะแนนเสียง" คริสเตียน โกรส ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (USC) กล่าวกับ CBS News ก่อนการเลือกตั้งขั้นต้น "ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีวิธีการลงคะแนนเสียงที่หลากหลาย"

บิล เอสเซลี ผู้ช่วยอัยการสูงสุดสหรัฐฯ คนที่หนึ่งซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยทรัมป์ กล่าวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สำนักงานของเขาได้เริ่ม "การสอบสวนกรณีการทุจริตการเลือกตั้งหลายคดี" โดยอ้างว่าระบบของแคลิฟอร์เนียมี "จุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ร้ายแรง" ขณะนี้สำนักงานของเขากำลังพยายามตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของรัฐ

ทรัมป์ปกป้องแนวคิดที่จะนำเงินจาก "กองทุนต่อต้านการนำหน่วยงานรัฐมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง" (anti-weaponization fund) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลของเขา มาจ่ายให้กับผู้ก่อเหตุจลาจลในวันที่ 6 มกราคม โดยอ้างว่าการเลือกตั้งปี 2020 นั้น "มีการโกง" ทั้งนี้ ทอดด์ บลานช์ รักษาการอัยการสูงสุดกล่าวว่ารัฐบาลของทรัมป์ "จะไม่เดินหน้า" โครงการกองทุนดังกล่าว แต่เขาปฏิเสธที่จะยืนยันเรื่องนี้เป็นลายลักษณ์อักษร

เมื่อถูกถามว่าเขาคิดว่าผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจสมควรได้รับเงินจากกองทุนนี้หรือไม่ ทรัมป์กล่าวว่า "ผมคงไม่คิดอย่างนั้น แต่ผมต้องขอดูรายละเอียดก่อน"

ระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ "Meet the Press" ทรัมป์ยังอ้างด้วยว่าเขาไม่เคยสัญญาว่าจะไม่นำสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามครั้งใหม่

"อย่างแรกเลย ผมไม่ได้การันตีว่าจะไม่มีสงคราม" ประธานาธิบดีกล่าวกับเวลเกอร์ "แล้วผมจะสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกไปทำไมล่ะ?"

ทว่าในระหว่างการหาเสียง ทรัมป์ได้ให้คำมั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะ "ขับไล่พวกกระหายสงครามออกจากรัฐบาลของเรา" และส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีสงครามเกิดขึ้นใหม่ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่งของเขา

"ผมจะกันพวกคุณให้พ้นจากสงคราม ผมเคยกันพวกคุณให้พ้นจากสงครามมาแล้ว" ประธานาธิบดีกล่าวในการปราศรัยหาเสียงเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2024

และในสุนทรพจน์ฉลองชัยชนะเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 เขากล่าวว่า "เราไม่มีสงครามเลย ตลอดสี่ปีเราไม่มีสงคราม ยกเว้นตอนที่เราปราบกลุ่ม ISIS เราปราบ ISIS ได้ในเวลาอันรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ แต่เราไม่มีสงครามเลย ทั้งที่พวกเขาเคยพูดว่า 'เขาจะก่อสงครามแน่ๆ'" "ผมจะไม่ก่อสงคราม แต่ผมจะยุติสงครามต่างหาก"

เหตุการณ์ในการสัมภาษณ์กับ NBC ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประธานาธิบดีตัดบทจบการสัมภาษณ์อย่างกะทันหันเนื่องจากไม่พอใจคำถาม

เมื่อเดือนตุลาคม 2020 เขาเคยเดินออกจากห้องสัมภาษณ์รายการ "60 Minutes" ของสถานี CBS News ขณะสนทนากับ Lesley Stahl โดยแสดงความไม่พอใจที่ถูกถาม "คำถามที่หนักหน่วง" และในเดือนมกราคม 2022 เขาก็ยุติการสัมภาษณ์กับ NPR เมื่อถูกซักถามโต้แย้งเกี่ยวกับข้อกล่าวอ้างเรื่องการเลือกตั้งปี 2020 ของเขา
.....

ลิงก์ไปยังบทถอดความฉบับเต็มจากการสัมภาษณ์ของ NBC:

https://www.nbcnews.com/politics/donald-trump/read-transcript-president-donald-trump-interviewed-nbc-news-meet-press-rcna348508







https://x.com/levparnas/status/2063682077405413504



 

สิ่งที่ท้าทายที่สุดของ "รัฐสภา" ในตอนนี้ ไม่ใช่เข้าแถวเคารพธงชาติ แต่คือการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า "ภายใต้ตึกรัฐสภาแห่งนี้ กระบวนการตรากฎหมายและการตรวจสอบรัฐบาล ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ โปร่งใส และตอบสนองต่อเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง"

“โสภณ” แจง นำร่องเคารพธงชาติ หวังสร้างภาพลักษณ์รัฐสภาใหม่ เป็นแบบอย่างรักชาติ
ภาพจาก ไทยรัฐออนไลน์

ข่าวการเคลื่อนไหวของประธานรัฐสภาในครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมไม่น้อย โดยมีใจความสำคัญหลัก ๆ 2 ส่วน คือการมุ่งเน้นสร้างอุดมการณ์ในกลุ่มเยาวชน/ประชาชน และการปรับเปลี่ยนระเบียบวินัยภายในองค์กรรัฐสภาเพื่อเป็นแบบอย่าง

📌 สรุปสาระสำคัญของนโยบาย

การปลุกระดมเยาวชนและประชาชน: มุ่งเน้นไปที่กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เพื่อส่งเสริมและสร้างอุดมคติในเรื่องของ "การรักชาติและรักประชาธิปไตย" ให้ควบคู่กันไป

มาตรการนำร่องในรัฐสภา: สั่งการให้ตำรวจรัฐสภาและข้าราชการ/เจ้าหน้าที่ในสังกัด ร่วมกันเข้าแถวเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติร่วมกันทุกวันในเวลา 08.00 น. และ 18.00 น.

เป้าหมายหลัก: เพื่อปรับเปลี่ยนและสร้าง "ภาพลักษณ์ใหม่ของรัฐสภา" ให้เป็นองค์กรตัวอย่างในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความรักชาติอย่างเป็นรูปธรรม

🗣️ มุมมองสะท้อนจากสังคม (คำถามที่ตามมา)

การขับเคลื่อนนโยบายนี้แน่นอนว่าเหรียญย่อมมีสองด้าน และนำไปสู่การพูดคุยในวงกว้าง:

ในมุมสนับสนุน: มองว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการสร้างระเบียบวินัย ความสามัคคี และการสะท้อนภาพลักษณ์อันดีงามของบุคลากรภาครัฐ รวมถึงเป็นการเตือนใจให้เจ้าหน้าที่ตระหนักถึงหน้าที่ที่มีต่อชาติและประชาชนในทุก ๆ วัน

ในมุมตั้งคำถาม: มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากบางส่วนว่า การรักชาติและประชาธิปไตยในยุคปัจจุบันอาจไม่ได้วัดกันที่พิธีกรรมภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ควรเน้นไปที่ "การทำงานที่โปร่งใส การตรวจสอบได้ และการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยมากกว่า

หัวใจของ "ประชาธิปไตยที่กินได้" (Substantive Democracy)

กลุ่มนักคิด นักศึกษา และประชาชนในยุคปัจจุบัน มักจะมองว่า "ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง หรือการเชื่อฟังผู้มีอำนาจ" แต่เป็นระบบที่ต้องค้ำประกันสิ่งเหล่านี้:

Transparency (ความโปร่งใส): ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐได้ (Open Data) เพื่อดูว่าภาษีของพวกเขาถูกนำไปใช้ทำอะไร

Accountability (การตรวจสอบได้): เมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรือการทุจริต กลไกทางกฎหมายต้องสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้ โดยไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับไหน หรือนักการเมืองคนใด

Human Rights & Freedom (สิทธิเสรีภาพ): ประชาชนต้องมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ตราบใดที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ไม่ลิดรอนสิทธิผู้อื่น

💡 บทสรุปเชิงวิเคราะห์: > สิ่งที่ท้าทายที่สุดของ "รัฐสภาใหม่" ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่การทำให้เจ้าหน้าที่มายืนเข้าแถวตรงเวลาตอน 08.00 น. แต่คือการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า "ภายใต้ตึกรัฐสภาแห่งนี้ กระบวนการตรากฎหมายและการตรวจสอบรัฐบาล ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ โปร่งใส และตอบสนองต่อเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่" เพราะนั่นคือสิ่งที่จะสร้างความศรัทธาและความรักชาติในใจของคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง




เพนกวิน-พริษฐ์ แสดงความเห็นหลังถูกวิจารณ์ถ้าเพื่อไทยไม่ข้ามขั้วเพนกวินคงออกจากไทยไม่ได้ เพนกวินอยากให้ถามด้านกลับกัน "หากไม่มีการข้ามขั้ววันนั้น ก็ไม่แน่ว่าผมและอีกหลาย ๆ คนจะต้องเผชิญชะตากรรมการลี้ภัยหรือถูกจองจำดังที่เป็นในทุกวันนี้อยู่หรือไม่..."


เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak
15 hours ago
·
เมื่อเร็ว ๆ นี้ พี่น้องที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยบางท่านได้แสดงความไม่พอใจต่อความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับทิศทางทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในทำนองว่า “หากพรรคเพื่อไทยไม่ข้ามขั้ว ผมคงไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศไทยได้” นั้น
ผมขอเรียนว่า ผมจะเดินทางออกมาได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่เกี่ยวข้องกับกองเชียร์เพื่อไทยคนไหน และผมเชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องคงมิได้ประสงค์ที่จะให้เรื่องนี้เกี่ยวพันกับพรรคเพื่อไทย และมองเรื่องนี้เป็นเรื่องมนุษยธรรมมากกว่าจะเป็นบุญคุณทางการเมืองใด ๆ หากพี่น้องที่เคารพหวังดีกับพรรคเพื่อไทยที่ท่านสนับสนุนจริง ก็เห็นว่าไม่ควรนำเรื่องทำนองนี้มา “อู้ไปเรื่อย” อย่างเลื่อนลอยนะครับ
ถ้าจะให้พูดจริง ๆ ลองถามอีกคำถามหนึ่งแทนดูดีไหมครับ ว่าหากไม่มีการข้ามขั้ววันนั้น ก็ไม่แน่ว่าผมและอีกหลาย ๆ คนจะต้องเผชิญชะตากรรมการลี้ภัยหรือถูกจองจำดังที่เป็นในทุกวันนี้อยู่หรือไม่
ไหน ๆ ได้กล่าวถึงเรื่องส้ม ๆ แดง ๆ ก็ขอถือโอกาสนี้ได้กล่าวถึงความคิดเห็นของผมต่อพรรคที่เคยอยู่ในแนวร่วม “พรรคประชาธิปไตย” เมื่อปี 2563 สักเล็กน้อยนะครับ
สำหรับพรรคเพื่อไทย แม้ว่าผมจะยังเคารพการต่อสู้ที่ผ่านมาและมีไมตรีจิตแก่มิตรสหายฝ่ายก้าวหน้าที่ยังพอมีปรากฏในพรรคบ้าง แต่ก็ต้องกล่าวตามตรงว่าผมค่อนข้างผิดหวังกับทิศทางทางการเมืองที่ผ่านมา กล่าวถึงที่สุดก็คือแม้จะเคารพมวลชนพรรคทุกคน แต่สำหรับตัวพรรคนั้น คงไม่หวังอะไรมากไปกว่านี้แล้ว เมื่อไม่มีอะไรให้หวังมากนักผมจึงไม่ได้ติงอะไรมากในช่วงที่ผ่านมา
ส่วนพรรคประชาชน ซึ่งดูจะเป็นกองหน้าประชาธิปไตยในช่วงเวลานี้นั้น พิจารณาจากการเสียหลักทางการเมืองที่ผ่านมาและที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในปัจจุบันนั้น ขอฝากบอกด้วยความเป็นห่วงเพียงว่า อย่าได้ตามรอยเท้าพรรคเพื่อไทยไปอีกพรรคหนึ่ง มันจะน่าเสียดาย มิตรสหายทั้งหลายที่ท้วงติงเขาล้วนแล้วแต่ติงด้วยความเป็นห่วงทั้งสิ้น ขอโปรดได้รับฟังบ้าง มิตรจิตมิตรใจทั้งนั้น
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ

https://www.facebook.com/paritchiwarakofficial/posts/1624089715745274





ศาลยกฟ้อง โกวิท บก. Isaan Record เพราะเห็นว่า “การแชร์ข้อความของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ” มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายโจทก์ แต่กระทำไปเพียงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชนเท่านั้น"

https://www.facebook.com/IsaanRecordThai/posts/1512045274295945

The Isaan Record 
13 hours ago
·
หลังการไต่สวนมูลฟ้องในคดีสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฟ้องโกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Record เรียกเงินค่าเสียหายเป็นเงิน 1 ล้านบาทเมื่อเดือนที่แล้ว
ล่าสุดเมื่อเช้าวันนี้ศาลจังหวัดชลบุรีได้นัดฟังคำไต่สวนมูลฟ้อง ศาลได้ยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า “เป็นการแสดงความคิดเห็นติชมโดยสุจริตในฐานะของสื่อมวลชน”
“จากข้อความที่จำเลยเผยแพร่นั้นแสดงให้เห็นว่า มีแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนกับเสียหายจำนวนมากประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากทนายความที่เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า เรื่องแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รีป่าตามที่จำเลยรีโพสต์เป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะเชื่อว่า จำเลยมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายโจทก์ แต่จำเลยกระทำไปเพียงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชนเท่านั้น
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา คดีของโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง”ส่วนหนึ่งของคำพิพากษา
อ่าน: ศาลจังหวัดชลบุรียกฟ้อง คดีสุชาติ ชมกลิ่น ฟ้องหมิ่นประมาท โกวิท โพธิสาร บก.The Isaan Record https://theisaanrecord.co/.../the-chonburi-provincial.../
---
เรื่อง: กองบรรณาธิการ



ไอหยา เมื่อไหร่จะเจริญ ! ตามคาด “รอดยกแก๊ง” ‼️ #ทุจริตกทม. เครื่องออกกำลังกายแพง ลู่วิ่งแพง 750,000 - ปรับคนละ 600 บาท แล้วยุติเรื่อง🤦🏻‍♂️🤷🏻‍♂️ (ถาม AI ทำไมถึงเป็นไปตามคาด และมีข้อสังเกตุเคสนี้อย่างไร)



ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ - Suphanat Minchaiynunt
8 hours ago
·
ตามคาด “รอดยกแก๊ง” #ทุจริตกทม. เครื่องออกกำลังกายแพง ลู่วิ่งแพง 750,000 - ปรับคนละ 600 บาท แล้วยุติเรื่อง

เนื่องในวันครบรอบ 2 ปี ทุจริตเครื่องออกกำลังกายแพง (ลู่วิ่ง 750,000) ผมเลยขอประกาศ “ผลการสอบสวน” แบบชัดๆ ของคกก.สอบสวนวินัยร้ายแรง ที่ผู้ว่ากทม.แต่งตั้งขึ้น ได้ทำการสอบสวนจนท.รวม 32 ราย และตัดสินว่า

จนท. 20ราย “ไม่มีความผิด”
ส่วนอีก 12ราย “ผิดไม่ร้ายแรง” สั่งปรับ 2% ของเงินเดือน (หรือแค่ 600บาท/คน) แล้วปิดคดี

เรื่องนี้ ผมคงยอมไม่ได้ เพราะทั้งที่ กทม.เสียหายเป็น ร้อยล้าน แต่คกก.ที่ผู้ว่าตั้งกลับสอบสวนแบบฟอกขาว โดยธงคือขอแค่มีคำว่า “ผิด” เอาไว้ตอบสื่อไวๆว่า “ลงโทษแล้วนะ”

แต่แท้จริงๆ บทลงโทษคือ “ปรับแค่ 600 บาท” และยังทำงานต่อในกทม.

ซึ่งนี่ไม่ต่างอะไรกับการยืนยันว่า คดีนี้ “ไม่ได้โกง” แค่บังเอิญผิดพลาด จนซื้อของแพงกว่าราคาปกติ 5-10 เท่า และคนกรุงก็ต้องก้มหน้ารับสภาพ โดนปล้นเงินฟรีๆเป็นร้อยล้าน ทั้งที่เป็นคดีทุจริตที่ทุกคนเห็นคาตาว่า ”โกง“

ไม่ว่าจะ “ล็อคสเปกสินค้า” “ล็อคคุณสมบัติ” “ล็อคผลงาน” “ปั้นราคากลางแพงเกินจริง” “โกงสืบราคาพวกเดียวกัน” ตลอดขบวนการมีแต่การ ”โกง“

แต่ในสายตาของคกก.ที่ผู้ว่าแต่งตั้งมาสอบ การโกงตลอดขบวนการแบบชัดเจนขนาดนี้ กลับเป็นแค่เรื่องเล็กๆที่ “ผิดไม่ร้ายแรง”

เรื่องนี้ ผมเคยเตือนเมื่อปีที่แล้ว https://www.youtube.com/watch?v=Hrllwd-aLhg ว่าจะรอดหมด แต่กทม.ออกมาโต้ว่ายังสอบสวนอยู่ และสุดท้ายก็เกิดขึ้นจริง

นี่คงเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผมที่หลงเชื่อกทม. และไม่คิดว่า กทม.จะกล้าตบหน้าคนกรุงเทพ เสมือนว่า ต่อให้รู้ว่าโกง แล้วจะทำไม

สำหรับผม การสอบสวนของคกก. เป็นการสอบที่น่าเกลียดที่สุด เพราะคดีอื่นอย่างพวก ยืมนาฬิกาเพื่อน, ซุกหุ้นศักดิ์สยาม, โกงเช่ารถขยะ EV, หรือ เขากระโกง คดีพวกนี้ยังมีความซับซ้อนในการทุจริตมากกว่าคดีเครื่องออกกำลังกายหลายเท่า

การสอบของกทม. ไม่ใช่แค่เสมือนเป็นการ “ล้มคดี” แต่คือการดูถูกคนกรุงเทพฯ และเป็นการสร้างมาตรฐานให้หน่วยงานอื่นไปลอกเลียนแบบตาม ถ้าขนาดกทม.ที่สร้างภาพว่าสะอาด โปร่งใส ยังถือว่า การกระทำเหล่านี้ไม่ผิด ต่อไปก็จะมีหน่วยงานอื่นๆไปลอกวิธีการโกงของกทม.ไปใช้ทั่วประเทศ และประเทศจะเสียหายขนาดไหน?

รายละเอียดการสอบสวน ผมสรุปง่ายๆคือ คกก.ที่ผู้ว่าแต่งตั้ง ใช้ดุลพินิจโดยแยกการสอบออกเป็น 2 เรื่อง คือเรื่องราคาของแพงหรือถูก และ เรื่องสเปกว่ากีดกันไม่กีดกัน

1. เรื่องราคา ทางคกก.ตรวจสอบ เครื่องออกกำลังกายที่ซื้อแพงหรือถูก โดยการส่งหนังสือไปถามยังบริษัทขายเครื่องออกกำลังกาย 7 บริษัท ให้ช่วยจัดทำใบเสนอราคาให้ โดยส่วนใหญ่กทม.ไปถามคือบริษัทฟิตเนส อาทิ Fitness First, We Fitness (ซึ่งไม่ได้ขายเครื่องออกกำลังกาย และเขาก็ไม่มีทางใช้ เครื่องยี่ห้อกับที่กทม.ล็อคสเปกจัดซื้อมาอยู่แล้ว เพราะคือ OEM ที่ไม่มีขายในท้องตลาด)

และที่หนักกว่าคือ แทนที่คกก.จะถามบริษัทที่ขายเครื่องออกกำลังกายเจ้าอื่นๆในตลาด รวมถึงเอกชนที่เคยทำเรื่องร้องเรียนต่อกทม.ว่า TOR ของกทม.ทุจริต ล็อคสเปก แต่คกก.ของกทม.(แกล้งโง่) ไปถาม คือบริษัทที่ชนะประมูลขายลู่วิ่งล็อคสเปคแพงๆ ให้กทม. (ทั้งที่บริษัทเหล่านี้ควรเข้าข่ายต้องสงสัยว่า สมรู้ร่วมคิดทุจริตเสนอราคา แต่กทม.กลับยังจะไปถามราคา) และก็เป็นไปตามคาด ทุกบริษัท ไม่มีบริษัทไหน เสนอราคากลับมาให้กทม.

เมื่อไม่มีบริษัทไหนตอบ คกก.สอบสวนของกทม.ก็เลยสร้างบทขึงขังปลอมๆขึ้นมา โดยไปลงพื้นที่แวะร้านขายลู่วิ่งซัก 2 ร้าน ให้พอเป็นพิธี ข้าไปถามเขาว่ามีเครื่องออกกำลังกายแบบในสเปกที่กทม.จัดซื้อไม่ ซึ่งพอทั้ง 2 ร้านไม่มีสเปกแบบที่กทม.จัดซื้อ คกก.ก็เลยสรุปว่า ในเมื่อไม่เจอลู่วิ่งแบบที่ตัวเองจัดซื้อ ก็ถือว่า ไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ราคาที่กทม.ซื้อนั้นแพงหรือถูก และก็เลยสรุปว่า งั้นถือว่า “ผิดไม่ร้ายแรง” ตัดเงินเดือนแค่ 2% คนละ 600บาท ละกัน

2. เรื่องการล็อคสเปก คกก.ไม่ได้ให้รายละเอียดการสอบมากนัก แค่สรุปว่า ตัวจนท.คกก.ที่จัดทำคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ (สเปก) และ ราคากลาง (TOR) ได้เขียน TOR กีดกัน แต่สำหรับคกก.ถือว่า “ผิดไม่ร้ายแรง” เลยปรับจนท.ที่เขียนเงินเดือนแค่ 2% แล้วยุติเรื่อง

และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ผู้ว่าชัชชาติ “รับทราบ” และ “เห็นชอบ” กับรายงานผลการสอบสวน โดยไม่ได้สั่งสอบใหม่แต่อย่างใด

ซึ่งไม่รู้ว่า ผู้ว่าอาจจะคิดว่า คกก.สอบสวนดีแล้วหรือไม่ ถึงเห็นชอบรายงาน แต่สำหรับผม คกก.ตกหล่นหลายเรื่องมาก และเป็นการฟอกชาวให้จนท.ทุจริตแบบสุดๆ

(ผมมีสรุปผลสอบ “ตีลับ” สื่อมาขออ่านได้ แต่กทม.ตีลับไม่ให้ผมโพส)

ทั้งนี้ การสอบของคกก.มีเรื่องที่ตกหล่น และเป็นการฟอกขาว ที่ผมเห็นแย้ง 5 ประเด็น

1. เรื่องจงใจ ล็อคสเปกสินค้า โดยเขียนสเปกแบบเจาะจง ที่มีแค่ยี่ห้อเดียวเท่านั้น ซึ่งคกก.มองว่า ไม่ร้ายแรงและปรับเงินเดือนแค่ 2% (600 บาท)

แต่ผมขอโต้แย้งว่า จากที่คกก.ลงพื้นที่และหาก็เครื่องออกกำลังกายแบบสเปกที่กทม.ซื้อไม่เจอ นี่ย่อมชัดเจนแล้วว่า เครื่องที่ซื้อมันล็อคสเปก ซึ่งตามพรบ.จัดซื้อ คดีมันร้ายแรงมาก ซึ่งคกก.ควรตั้งคำถามไปยังจนท.ว่า เอาสเปคพวกนี้มาจากไหน และมียี่ห้อไหนที่ผ่านสเปคแบบนี้ หรือให้เอกชนเขียนสเปกให้กันแน่?

2. เรื่องจงใจ จัดทำราคากลางที่แพงเกินจริง ซึ่งการที่คกก.ไปถาม6บริษัท และลงพื้นที่ 2ร้านค้า แล้วไม่ได้คำตอบเลยสรุปไม่ได้ว่าแพงไหม แต่ก็ปรับ 600 บาท

ผมขอโต้แย้งว่า สิ่งที่คกก.ควรพิจารณาคือ จนท.มีเหตุผลอะไรที่ ไม่ใช้ราคากลางเดิม เพราะแต่ก่อน สมัยผู้ว่าอัศวิน ปี 63-64 กทม.เคยซื้อลู่วิ่ง 250,000 บาท (แม้จะแพงแต่ก็ไม่แพงเท่าครั้งนี้) แต่พอมาสมัยผู้ว่าชัชชาติ ปี 66 กลับแก้ราคากลางเป็น เป็น 750,000บาท โดยที่บางอันแทบจะเป็นสเปกไม่ต่างจากเดิม ซึ่งมีความผิดตามพรบ.จัดซื้อจัดจ้าง

3. เรื่องจงใจสืบราคากับบริษัทเจ้าเดิมๆบางรายเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ คกก.ได้ละเลยไม่ตรวจสอบ

แต่ถ้าดูในรายละเอียดเราจะพบว่า จนท.มีการสืบราคากับเอกชนเจ้าเดิมตลอด และบางรายไม่เคยมีประวัติการซื้อขายเครื่องออกกำลังกายกับกทม.มาก่อน แต่พึ่งจดทะเบียนเปิดบริษัทมาใหม่ แต่จนท.กทม.กลับตรัสรู้ได้เองว่า เขาขายเครื่องออกกำลังกายแล้วไปขอสืบราคาจากเขา (ซึ่งใครๆก็รู้ว่านี่คือพฤติกรรมฮั๊วการสืบราคา ระหว่างจนท.กับเอกชน)

4. เรื่องการจงใจเขียน TOR ล็อคคุณสมบัติ กีดกันไม่ให้คนอื่นเข้าเสนอราคาได้ โดยระบุว่าต้องมีหนังสือรับรองว่า ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิตหรือจากตัวแทนจำหน่ายในไทยให้มีสิทธิขายเท่านั้น

ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นว่าทางคกก.สอบสวนละเลยไม่ได้พูดถึง ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะการเขียนแบบนี้เท่ากับล็อคให้เฉพาะตัวแทน/ผู้ผลิต สามารถเท่านั้น ที่สามารถล็อคมงได้ว่า จะออกหนังสือแต่งตั้งใครมีสิทธิขายของให้กทม.และการแข่งขันจะเกิดได้อย่างไร? ซึ่งต่อให้ เอกชนเจ้าอื่นไปนำเข้าสินค้าเหมือนกันมาจากต่างประเทศเพื่อจะขายให้กทม.ในราคาถูกก็ทำไม่ได้ เพราะกทม.ล็อคว่าต้องมีหนังสือรับรอบ

5. เรื่องจงใจเขียน TOR ล็อคผลงาน ผู้เสนอราคา โดยเขียนผลงานให้เข้ากับบริษัทพวกตัวเอง และเพื่อกีดกันไม่ให้บริษัทอื่นเข้าเสนอราคาได้

ซึ่งเรื่องนี้ คกก.ไม่ได้ลงรายละเอียด แต่มันชัดเจนว่า TOR ที่เขียน กำหนดผลงานที่สูงเกินจริง ต้องเคยซื้อขายกันมาก่อน 2-3 สัญญา ซึ่งแม้แต่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หลายพันล้าน ยังไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้ แต่คกก.กลับไม่ได้เจาะจงเรื่องนี้เช่นกัน

[สั่งตรวจแค่ 7 โครงการ จาก 24 โครงการ โดยแต่ไม่ยอมตรวจอีก 17 โครงการที่ทุจริต]

เพิ่มเติม เรื่องที่ใหญ่กว่าข้อสังเกต 5 ข้อต่อคกก. และเป็นคำถามที่ผมต้องจี้ถาม #ผู้ว่าชัชชาติ ดังๆ และจริงๆก็เคยจี้มาหลายครั้ง ผ่านสื่อต่างๆ คือ โครงการทุจริตเครื่องออกกำลังกาย จริงๆแล้วมีประมาณ 24โครงการ แต่ ผู้ว่ากทม.เลือกตั้งคกก.สอบสวนแค่ 7 โครงการเท่านั้น โดยไม่ตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ

ซึ่งเรื่องนี้ ผมมีการออกมาโพสจี้ และให้สัมภาษณ์นักข่าวหลายรอบ จนมีนักข่าวมติชนไปสัมภาษณ์จี้ผู้ว่า เมื่อวันที่ 31/7/2567 https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_4710685 และผู้ว่าชัชชาติตอบว่า ตรวจหมด ไม่ใช่แค่ 7 โครงการ

แต่จากหนังสือ “ตีลับ” ของกทม.ที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการติดตามงบฯ พบว่า คำสั่งที่ผู้ว่าชัชชาติลงนาม ทั้งคำสั่งที่ 1821/2567 ลงวันที่ 17/6/2567 และคำสั่งที่ 2364/2567 ลงวันที่ 1/8/2567 พบว่า

ผู้ว่าชัชชาติได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง “เพียง 7 โครงการ” เท่านั้น ไม่ใช่ทุกโครงการ (24 โครงการ) ตามที่ผู้ว่าชัชชาติกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ ผมได้ทำหนังสือถึงผู้ว่า เมื่อวันที่ 14/3/68 ว่าขอให้ตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งจนถึงวันที่ผู้ว่าลาออก ทางผู้ว่าไม่เคยชี้แจงตอบกลับหนังสือผมฉบับนี้ว่าจะตั้งคกก.สอบหรือไม่ (เช่นเดียวกับหนังสือที่ผมส่งจี้เรื่องทุจริต เรื่องอื่นๆ ผู้ว่าจะไม่เคยตอบผมเลย) ซึ่งผิดกับเรื่องทั่วไป ที่ถ้าส่งแล้วผู้ว่ายังพอจะตอบกลับมาบ้าง แต่เรื่องทุจริต ไม่เคยมีตอบกลับมาเลย

ทั้งนี้ ผมมั่นใจว่า ถ้าผู้ว่ายอมให้มีการตรวจสอบ ทั้ง 24 โครงการ เราจะเห็นแพทเทินการโกงที่ทำมาเป็นขบวนการมากกว่าเดิม และผลการสอบจะไม่ออกมาฟอกขาวจนท.แบบนี้ แต่นี่กลับตัดตอนการสอบสวน ให้เหลือแค่ 7 จาก 24 โครงการ จนสาวไม่ถึงตัวการใหญ่

ซึ่งใน 17 โครงการที่ไม่ได้สอบ มีการล็อคสเปกเยอะมาก โดยจนท.กลุ่มเดิม และรวมทั้งมีการซื้อลู่วิ่งตัวละ 500,000 ซึ่งผู้ว่าเลือกตรวจแค่ตัวละ 750,000 ที่อยู่ใน 7 โครงการ แต่ไม่ตรวจตัวละ 500,000 ที่อยู่ใน 17 โครงการที่เหลือ และพอรวมทุกโครงการ มันคือการทุจริต ระดับร้อยล้าน ที่เป็นเงินของคนกรุงเทพ

ปล. ถ้าผมต้องเลือกระหว่าง ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ กับ โดนทัวร์คนรักผู้ว่าที่อาจจะมองข้ามเรื่องทุจริต สนใจแค่ผู้ว่า แล้วเลือกมาถล่มผม (ทั้งที่หลักฐานชัดทุกอย่าง) ผมก็ขอรับทัวร์นั้น

แต่ผมคงไม่ยอมให้คนกรุงเทพโดนโกงเงินเป็นร้อยล้านฟรีๆ โดยไม่ทำอะไร ทั้งที่ผมรู้และติดตามเรื่องนี้มาตลอด และจะไม่ปล่อยให้กทม.เซตมาตรฐานปกป้องคนโกงและการสอบสวนการโกงแบบผิดๆ แล้วยังลอยนวล เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างกับหน่วยงานอื่นๆ ไปลอกเลียนแบบแล้วไปโกงเงินคนทั่วประเทศ

สำหรับใครที่ถามว่าทำไมต้องมาพูดตอนนี้ ก็ต้อมถามกลับว่า “การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ เราต้องเลือกเวลาด้วยหรือครับ?

แต่ถ้าอยากรู้ ผมก็ขอชี้แจงตามตรงว่า
1) ผมเชื่อว่าเรื่องนี้สังคมควรรู้ และผมเคยรอผู้ว่าชัชชาติ ประกาศผลสอบเอง แต่ไม่เคยเกิดขึ้น
2) ในรายการคุณสรยุทธ์เมื่อเดือนที่แล้ว พี่ยุทธจี้ถาม แต่ผู้ว่าพูดแทงกั๊กตอบไม่หมด ว่ารายละเอียดอย่างไร และไม่มีสื่อไหน กล้าถามผู้ว่าเรื่องนี้เลย
3) ครบรอบ2ปี คดีนี้พอดี เมื่อวันที่ 6/6/2567

เผื่อใครไม่ทราบ ผมก็ตามเรื่องนี้มาตลอด ดูได้ในลิงค์บางส่วน
https://www.facebook.com/share/14h1JNfttJq/?mibextid=wwXIfr
https://www.facebook.com/share/1CPYfjWys3/?mibextid=wwXIfr
https://www.facebook.com/share/1BtUf2Trv3/?mibextid=wwXIfr
https://www.youtube.com/watch?v=JJOsFo3VAvY
https://www.facebook.com/share/1E5Q4L4mKR/?mibextid=wwXIfr
https://youtu.be/Hrllwd-aLhg?si=TqJeHPltuIC61BjM
https://www.facebook.com/share/r/1Bc3Dh1pj9/?mibextid=wwXIfr
https://today.line.me/th/v3/article/PGoRJ87
https://www.facebook.com/photo/?fbid=970396339329003&set=a.113896984978947.....
ถาม AI ทำไมถึง“รอดยกแก๊ง”

กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลการตัดสินกรณี "ทุจริตเครื่องออกกำลังกาย กทม. ราคาแพงเกินจริง" ที่หลายคนมองว่าเป็นไปตามคาดในลักษณะ "รอดยกแก๊ง" หรือโทษที่ได้รับไม่สมกับมูลค่าความเสียหาย (เช่น การปรับเป็นเงินจำนวนน้อยแล้วยุติเรื่อง) มักเกิดจากปัจจัยและกลไกทางกฎหมายรวมถึงกระบวนการตรวจสอบในระบบราชการไทย ดังนี้ครับ

1. ข้อจำกัดทางกฎหมายและการเอาผิดรายบุคคล

ในคดีทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง หลายครั้งที่ "ตัวการใหญ่" หรือผู้มีอำนาจระดับสูงรอดพ้นความผิด เป็นเพราะกระบวนการจัดทำเอกสารและการอนุมัติโครงการถูกกระจายความรับผิดชอบไปยัง "คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง" หรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ทำให้การสาวทวนพยานหลักฐานไปถึงผู้บงการหรือผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงทำได้ยากตามหลักกฎหมายที่ต้องพิสูจน์ "เจตนา" และหลักฐานเชิงประจักษ์
2. การแยกแยะระหว่าง "ความบกพร่อง" กับ "ความตั้งใจทุจริต"

ในหลายคดีที่ผลการสอบสวนออกมาเป็นการเปรียบเทียบปรับจำนวนไม่มากแล้วยุติเรื่อง มักเกิดจากการที่คณะกรรมการสอบสวน (ไม่ว่าจะเป็นชุดภายในหรือหน่วยงานตรวจสอบ) วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเพียง "ความบกพร่องทางการบริหาร" ความประมาทเลินเล่อ หรือการไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุอย่างเคร่งครัด แทนที่จะตัดสินว่าเป็น "อาญาร้ายแรงหรือการทุจริตเชิงนโยบาย" เมื่อข้อหาถูกลดทอนลงมาเป็นความผิดลหุโทษหรือความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง บทลงโทษจึงออกมาในรูปแบบของการคาดโทษ ภาคทัณฑ์ หรือปรับเงินจำนวนเล็กน้อยตามระเบียบราชการ

3. ปัญหาโครงสร้างราคาประเมินและ "ราคากลาง"

ประเด็นลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีราคาสูงถึง 750,000 บาทต่อเครื่อง มักถูกต่อสู้ในชั้นสอบสวนด้วยข้ออ้างเรื่อง "คุณลักษณะเฉพาะ (Spec)" ที่ระบุว่าเป็นเกรดอุตสาหกรรม (Commercial Grade) ที่ใช้ในฟิตเนสขนาดใหญ่ มีความทนทานสูง พร้อมระบบซอฟต์แวร์และการรับประกันระยะยาว ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับราคากลางที่ตั้งไว้โดยมีเอกสารใบเสนอราคาจากเอกชนรองรับอย่างถูกต้องตามขั้นตอน (แม้ในความเป็นจริงราคาจะดูเกินจริงไปมาก) ก็ทำให้ในทางกฎหมายถือว่า "ทำตามขั้นตอนของราคากลางแล้ว" การเอาผิดในข้อหาทุจริตเต็มรูปแบบจึงทำได้ยาก

4. อายุความและการดึงเชงในกระบวนการยุติธรรม

เมื่อคดีลากยาวมาจนครบรอบ 2 ปี หรือมากกว่านั้น ความตื่นตัวของสังคมเริ่มลดลง เอกสารหลักฐานบางอย่างอาจสูญหาย หรือพยานบุคคลเริ่มให้การไม่ชัดเจน ประกอบกับการต่อสู้คดีที่มีเทคนิคทางกฎหมายมากมาย ทำให้หลายคดีจบลงด้วยการประนีประนอม หรือลงโทษเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่เป็นผู้ลงนามในเอกสารเพื่อปิดคดีให้จบไป

ข้อสังเกต: เหตุการณ์ในลักษณะนี้มักสร้างความสะเทือนใจและลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ของประเทศ เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่า "ระบบราชการมีเกราะป้องกันตัวเอง" ที่หนาแน่น และกลไกการตรวจสอบภาคประชารัฐยังไม่สามารถเจาะทะลุเข้าไปลงโทษผู้กระทำความผิดที่แท้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร



"ซิน เคอ หยวน" เป็น 1 ในอย่างน้อย 10 โรง ที่หลอมเหล็ก ด้วยระบบเตาหลอม IF หรืออินดักชั่น เฟอร์เนซ ที่กระทรวงอุตสาหกรรมฯ ไปตรวจสอบ และสั่งให้ระงับกิจการ เพราะพบความผิดปกติ แต่ตอนนี้ได้รับอนุญาตให้เดินเครื่องได้ พร้อมคำว่า "ผ่านการแก้ไขแล้ว และเหล็กได้มาตรฐาน" แต่สังคมยังกังวล

https://www.facebook.com/tri.udom/posts/10233198480840191

มนตรี อุดมพงษ์
6 hours ago
·
1. "ซิน เคอ หยวน" เป็น 1 ในอย่างน้อย 10 โรง ที่หลอมเหล็ก ด้วยระบบเตาหลอม IF หรืออินดักชั่น เฟอร์เนซ ที่กระทรวงอุตสาหกรรมฯ ไปตรวจสอบ และสั่งให้ระงับกิจการทั้งอย่างน้อย 10 แห่งดังกล่าว เพราะพบความผิดปกติ แตกต่างกันไป เช่นเหล็กไม่ผ่านมาตรฐานบ้าง ระบบไม่ได้มาตรฐานบ้าง แต่ตอนนี้ได้รับอนุญาตให้เดินเครื่องได้ พร้อมคำว่า "ผ่านการแก้ไขแล้ว และเหล็กได้มาตรฐาน"
 
2. ถึงอย่างนั้น หนึ่งในประเด็นที่พบแล้วว่าค่อนข้างน่ากังวล คือการติดตั้งของโรงงานหลอมเหล่านี้ไม่ตรงตามที่แจ้งไว้ใน EIA นั่นคือ แจ้งว่า เป็นโรงหลอมเหล็ก แบบ IF ที่มีเตาปรุงน้ำเหล็กก่อนเข้าสู่การหลอม แต่ผลการตรวจสอบ ไม่พบเตาปรุง
 
3. ที่จริง ยังมีโรงเหล็กอื่นๆที่ถูดตรวจ เช่น บางโรงแจ้งว่า หลอมเหล็ก แบบ EAF หรือเตาอาร์คไฟฟ้า เป็นเตาที่ใช้ในอุตสาหกรรม หลอมและผลิตเหล็กกล้า โดยใช้กระแสไฟฟ้าแรงสูงอาร์คผ่านแท่งอิเล็กโทรด ลงไปยังเศษเหล็กเพื่อสร้างความร้อนสูง แต่เอาเข้าจริง ก็ เป็นเพียงแบบแปลนในกระดาษเท่านั้น เพราะในโรงงานฯ เป็น IF

4.บางโรงฯ ตั้งอุปกรณ์เพิ่ม /บางโรงฯถอดอุปกรณ์ออก /บางโรงฯขยายกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อน ถือว่าต่อขยาย หรือสร้างใหม่ โดยไม่ได้รับอนุญาต
 
5.ซ้ำร้ายกว่านั้น บางโรง ฯ เป็นของกลุ่มทุนจีนแท้ๆ ที่มาเทคโอเวอร์ กิจการหลอมเหล็กของคนไทย วิธีการโคตรแสบ คือ ใช้ชื่อเดิมของคนไทย กิจการเดิม แต่ผลิตโดยวิธีที่มาตรฐานต่ำกว่า มีหัวหน้าคนงานเป็นชาวจีน แรงงาน ก็มีทั้งชาวจีน ที่มีวีซ่าท่องเที่ยวมาทำงาน รายนี้เจ้าของกิจการคนไทย รับเงินไปแล้วปล่อยทุนจีน เซ้งโรงเหล็กไปโดยปริยาย

6. ตัวอย่างทั้งหมด เป็นเพียงส่วนเดียวของปัญหาเกี่ยวกับโรงงานเหล็กของทุนจีน ที่รุกคืบทั้งธุรกิจเหล็กไทย และรุกคืบสิ่งแวดล้อมไทย

7.มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเจ้าหน้าที่รู้เห็น ให้ตายซิโรบิ้น!!!! มันมีตั้งแต่การออกใบอนุญาตตั้งโรงงงาน ซึ่งเริ่มต้นจากท้องถิ่น ไปจนถึงการรับฟังความเห็น การติดตั้งเครื่องจักร การขอประกอบกิจการ การขอ มอก. ไปจนถึงการขอรับการสนับสนุนจาก BOI และท้ายที่สุด คือการส่งเสริมจากโนบายรัฐ แต่ไม่มีมาตรการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ

8.โรงเหล็ก ซิน เคอ หยวน ที่พูดกันในโซเชี่ยล มีทั้งตรงประเด็นและเฉียดๆ เช่น ข้อเท็จริงว่า ตึก สตง. ที่ถล่ม มีเหล็ก SKY ของซินเคอ หยวน ด้วย อันนี้ เป็นเรื่องจริง แต่เหล็กไม่ใช่สาเหตุของตึกถล่ม อันนี้ก็จริง

9. อย่างไรก็ตาม การที่เหล็กไม่ใช่สาเหตุของตึกถล่ม ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความผิด แต่ต้องเอาผิดให้ตรงประเด็น เพราะการที่เหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน มันคือผิด จากมาตรฐาน มอก.ทีไ่ด้รับอนุญาต ดังนั้น นี่คือประเด็นหลัก ไม่ใช่ถูกโยงไปที่ตึก สตง.อย่างเดียว แต่แน่นอนว่า เกี่ยวกับตึก สตง.ก็เพราะมีเหล็กนี้ด้วย
 
10.การกร่นด่า เสียดสี ทำให้คนที่ได้รับประโยชน์ ที่ทุจริต หงุดหงิด รำคาญใจ แต่ความผิดตามกฎหมาย ที่เข้าข่าย อาญา 157 คือปฎิบัติ หรือไม่ปฎิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก อาญา 149 คือ รับ หรือเรียกรับ ผลประโยชน์ น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาระแวดระแวงมากกว่า

11. ด้วยเหตุนี้ ซิน เคอ หยวน มีผลให้เปิดได้ตามคำสั่งคงไม่มีใครขัดขวางได้ แต่ภายใต้คำสั่งนั้น แบกรับ 157 ไว้ด้วย เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต้องตรวจสอบ

ขณะเดียวกัน คงไม่ใช่เฉพาะ ซิน เคอ หยวน เท่านั้น ที่ต้องติดตาม แต่ โรงงานเหล็กและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ก็คงต้องใช้มาตรการ โซเชี่ยล แซงชั่น มาช่วยกำกับดูแล

12. ซิน เคอ หยวน เป็น 1 ในประมาณ 10-12 โรงเหล็กจากทุนต่างถิ่นมาลงทุนในไทย
อย่างไรก็ตาม กิจการเหล็ก ก็เป็นเพียง หนึ่งในอีกนับร้อยกิจการของทุนจากถิ่น แผ่นดินใหญ่ ที่ยก องคาพยพ มาตั้งที่ไทย เช่นโรงงานหลอมอลูมิเนียม /ยางรถยนต์ /ทองแดง /ตะกั่ว /สายไฟ /ชิ้นส่วนเครื่องจักร เป็นต้น ดังที่ถูกร้องเรียนอยู่เป็นระยะ

13. แผ่นดินอาบสารเคมี ไม่ใช่คำที่ไกลเกินจริง
.....

เพิ่มเติม

ประเด็นการกลับมาเปิดดำเนินการของ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด รวมถึงโรงงานหลอมเหล็กระบบเตาหลอมแบบอินดักชั่น (Induction Furnace หรือ IF) อีกหลายแห่ง กลายเป็นกระบวนการที่สังคมและแวดวงอุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังจับตามองและตั้งคำถามอย่างหนักในขณะนี้

เรื่องนี้มีข้อเท็จจริง เบื้องลึกทางเทคนิค และข้อกังวลที่สำคัญ ดังนี้

1. เหตุผลที่เคยถูกสั่งปิด และการอนุญาตให้กลับมาเปิด

คำสั่งปิดยาว 18 เดือน: โรงงานซิน เคอ หยวน ถูกสั่งระงับกิจการไปนานประมาณ 1 ปี 6 เดือน เนื่องจากตรวจพบปัญหาหลายด้าน เช่น กระบวนการผลิตไม่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) โดยเฉพาะตรวจพบ "ค่าสารโบรอนเกินเกณฑ์" (ซึ่งโบรอนที่สูงเกินไปจะทำให้เหล็กมีความเปราะและหักง่าย) รวมถึงปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรม (ฝุ่นแดง) และระบบบำบัดอากาศ

ไฟเขียวให้กลับมาเดินเครื่อง: ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้อนุญาตให้โรงงานกลับมาผลิตได้ โดยระบุว่าทางบริษัทได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ตามคำสั่งจนครบถ้วนตามระเบียบแล้ว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงฯ เตรียมตั้งโต๊ะแถลงรายละเอียดเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

2. ปมเทคนิค "เตาหลอม IF" และข้อกังวลเรื่อง "เตาปรุงน้ำเหล็ก"

แม้ภาครัฐจะระบุว่า "ผ่านการแก้ไขแล้ว" แต่ภาคประชาชน คณะกรรมการในแวดวงอุตสาหกรรม และสมาคมเหล็กฯ ต่าง ๆ ยังคงมีความกังวลสูงมากในเชิงเทคนิค:

ธรรมชาติของเตาหลอม IF: ระบบเตาหลอมอินดักชั่น (IF) เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำในการหลอมเศษเหล็ก ซึ่งต้นทุนต่ำ แต่ข้อเสียคือ ไม่สามารถกำจัดสารปนเปื้อน (เช่น ฟอสฟอรัส กำมะถัน หรือโบรอน) ออกจากน้ำเหล็กได้ดี เท่ากับเตาหลอมระบบ EAF (Electric Arc Furnace)

คำถามเรื่อง "เตาปรุงน้ำเหล็ก" (Ladle Furnace): มีข้อกังวลและคำถามจากภาคการเมืองและผู้เชี่ยวชาญ (เช่น นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่เคยตรวจสอบเรื่องนี้) ว่า ซิน เคอ หยวน ได้ติดตั้ง "เตาปรุงน้ำเหล็ก" แล้วหรือยัง? เพราะหากคุณภาพเศษเหล็กที่นำมาหลอมไม่ดี และไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็กเพื่อปรับส่วนผสมทางเคมีให้เสถียร มาตรฐานของเหล็กเส้นที่ผลิตออกมาในแต่ละล็อตจะไม่สม่ำเสมอ

3. สิ่งที่สังคมและ 10 สมาคมเหล็กฯ เรียกร้องให้จับตาต่อ

แม้โรงงานจะได้รับอนุมัติให้เปิดตามกฎหมายแล้ว แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อจากนี้ คือ:

การ "สุ่มตรวจ" ตอนผลิตขายจริง: ไม่ใช่ตรวจแค่เฉพาะช่วงที่นัดหมายทดสอบเครื่องจักร (เพราะช่วงทดสอบอาจใช้เศษเหล็กเกรดดีมาหลอมโชว์ได้) รัฐจำเป็นต้องสุ่มตรวจหน้าโรงงานและร้านจำหน่ายเหล็กทั่วประเทศแบบไม่แจ้งล่วงหน้า

มาตรการควบคุมเหล็กเส้น มอก. 100%: เพื่อป้องกันไม่ให้เหล็กที่อาจไม่ได้มาตรฐานหลุดรอดไปสู่โครงการก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและโครงสร้างอาคารของประชาชนในระยะยาว

ภาครัฐยืนยันว่าการปล่อยให้กลับมาดำเนินกิจการเป็นไปตามขั้นตอนการแก้ไขกฎหมาย แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนจะเกิดขึ้นได้หลังจากนี้ ผ่านความถี่และความโปร่งใสในการลงพื้นที่สุ่มตรวจคุณภาพเหล็กของ สมอ.




 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1358597413066265&set=a.586524703606877

THE STANDARD

18 hours ago
·
UPDATE: วราวุธ แจงเปิดโรงงาน ซิน เคอ หยวน ผ่านการแก้ไขตามกฎหมายแล้ว สั่งปลัดฯ แจงขั้นตอนสร้างความเชื่อมั่น

วันนี้ (8 มิถุนายน) เวลา 07.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีกรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด สามารถประกอบกิจการผลิตเหล็กเส้นต่อไปได้ ว่าเป็นการเปิดดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน พ.ศ. 2535 หลังจากปิดไปเมื่อปีก่อน เนื่องจากบริษัทสามารถดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องได้แล้ว จึงสามารถกลับมาเปิดโรงงานได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แต่ประชาชนและหลายฝ่าย รวมถึง 10 สมาคมผู้ค้าเหล็ก ยังมีข้อสงสัยในขั้นตอนการเปิดโรงงาน จึงได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของประชาชนในการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็ก ไม่ว่าจะมาจากเทคโนโลยีการผลิตรูปแบบใดก็ตาม

ทั้งนี้ ได้กำชับให้กระทรวงเร่งออกมาตรการ รวมถึงกำกับดูแลการใช้เหล็กที่มาจากกระบวนการผลิตในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยหลังเดินทางกลับจากประเทศเวียดนาม ตนจะติดตามความคืบหน้าจากกระทรวงอีกครั้งว่ามีการดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหนแล้วบ้าง



การประท้วงในแอลเบเนียที่มีสาเหตุมาจากโครงการของ Jared Kushner เข้าวันที่สี่แล้ว บทเรียนจากสถานการณ์นี้ เน้นย้ำถึงอันตรายของการเสียสละมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หาทดแทนไม่ได้ เพื่อแลกกับผลกำไรทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ประชาชนแอลเบเนียไม่ยอม




การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในแอลเบเนีย ซึ่งได้รับฉายาว่า "การปฏิวัติฟลามิงโก" (Flamingo Revolution) มีชนวนเหตุมาจากโครงการรีสอร์ตหรูมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Affinity Partners บริษัทด้านการลงทุนของ Jared Kushner โครงการนี้มีแผนจะก่อสร้างบนเกาะ Sazan ซึ่งไม่มีผู้อยู่อาศัย และในพื้นที่ลากูนอนุรักษ์ Vjosa-Narta ที่มีความเปราะบางทางระบบนิเวศ ส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรงในหมู่ประชาชน

ความวุ่นวายดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเมืองของแอลเบเนีย และมอบบทเรียนสำคัญให้กับทั้งนักลงทุนต่างชาติและประเทศกำลังพัฒนา

ผลกระทบต่อการเมืองของแอลเบเนีย

1. วิกฤตด้านธรรมาภิบาลและ "หลักนิติธรรม"

การประท้วงลุกลามอย่างรวดเร็วจากประเด็นความไม่พอใจด้านสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น กลายเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านชนชั้นนำทางการเมืองในวงกว้าง นักกิจกรรมและประชาชนต่างรู้สึกโกรธเคืองต่อสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นการละเลยบรรทัดฐานทางประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เป็นประเด็นถกเถียงเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะพื้นที่อนุรักษ์ และมอบ "สถานะนักลงทุนเชิงยุทธศาสตร์" ให้แก่บริษัทของ Kushner ซึ่งทำให้บริษัทได้รับยกเว้นภาษีบางประเภทและสามารถเร่งรัดการก่อสร้างได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะหรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกที่ว่าชนชั้นปกครองนั้นอยู่เหนือกฎหมาย

2. การยกระดับประเด็นทางกฎหมายและการสอบสวนการทุจริต

ผลกระทบทางการเมืองทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ SPAK ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระของรัฐที่มีหน้าที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริต ได้เริ่มการสอบสวนโครงการนี้อย่างเป็นทางการ SPAK กำลังตรวจสอบโดยตรงถึงที่มาของการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและความชอบธรรมในการแก้ไขกฎหมายที่ลดทอนมาตรการคุ้มครองพื้นที่เดิม สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Edi Rama ซึ่งสอดคล้องกับกระแสความโกรธเกรี้ยวของผู้ชุมนุมบนท้องถนน

3. การท้าทายทางการเมืองที่มีเดิมพันสูง

นายกรัฐมนตรี Edi Rama ได้ทุ่มเทต้นทุนทางการเมืองอย่างมหาศาลให้กับโครงการนี้ โดยมองว่าเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านแอลเบเนียไปสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับหรู ท่าทีที่แข็งกร้าวของเขาซึ่งประกาศต่อสาธารณะว่า "ไม่มีทางที่การลงทุนนี้จะหยุดชะงักตราบเท่าที่ผมยังดำรงตำแหน่งอยู่" ได้สร้างความแตกแยกอย่างลึกซึ้งในสังคม การที่ Rama มองว่าผู้ประท้วงกำลังกระทำการขัดต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ ทำให้โครงการรีสอร์ตนี้กลายเป็นเสมือนการลงประชามติเพื่อตัดสินภาวะผู้นำของเขาไปในตัว

4. การรวมตัวของกลุ่มผู้เห็นต่างที่หลากหลาย

นักวิเคราะห์อิสระตั้งข้อสังเกตว่าการประท้วงครั้งนี้มีความโดดเด่นตรงที่มีลักษณะเป็น "การประท้วงแบบสายรุ้ง" (rainbow protest) กล่าวคือ เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มต่างๆ ที่เคยแตกแยกกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกเวนคืนที่ดิน เยาวชนในเมือง นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนักกิจกรรมต่อต้านการทุจริต นกฟลามิงโกสีชมพูได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของประชาชนที่แสดงถึงมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งกำลังถูกคุกคามจากทุนต่างชาติและกลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศ

บทเรียนที่ควรเรียนรู้

1. อันตรายของการเจรจาทางการทูตแบบลับๆ

สำหรับนักพัฒนาต่างชาติ บทเรียนสำคัญคือ การได้มาซึ่งข้อตกลงผ่านการเอื้อประโยชน์ทางการเมืองจากเบื้องบนนั้นเป็นรากฐานที่ไม่มั่นคงอย่างยิ่ง คำพูดของอีวานกา ทรัมป์ เกี่ยวกับการ "ค้นพบ" เกาะแห่งนี้ด้วยการเดินทางโดยเรือส่วนตัวและการทำงานโดยตรงกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลได้จุดประกายเรื่องราวของสิทธิพิเศษของชนชั้นสูง เมื่อโครงการขาดการประมูลที่โปร่งใส การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่น โครงการเหล่านั้นจะมีความเสี่ยงสูงต่อการต่อต้านจากสาธารณชนอย่างฉับพลันและผันผวน

2. ผีแห่งความล้มเหลวในอดีต (กรณีเซอร์เบีย)

มีเรื่องราวเตือนใจที่ชัดเจนจากประวัติศาสตร์ล่าสุดของคูชเนอร์ โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรูของ Affinity Partners ที่คล้ายคลึงกันมากในเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงหลังจากมีการประท้วงบนท้องถนนครั้งใหญ่และการดำเนินคดีทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมอย่างผิดกฎหมาย ข้อเท็จจริงที่ว่าสถานการณ์ที่เกือบจะเหมือนกันกำลังเกิดขึ้นในแอลเบเนียแสดงให้เห็นว่านักลงทุนไม่สามารถพึ่งพารัฐบาลเผด็จการหรือรัฐบาลที่มีอำนาจส่วนกลางเพียงอย่างเดียวในการขจัดอุปสรรคทางกฎหมายได้ สถาบันประชาธิปไตยและสถาบันทางกฎหมายยังคงสามารถต่อต้านได้

3. การฟอกเขียวไม่ได้ผลอีกต่อไป

ผู้พัฒนาเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของพวกเขาในการ "ดูแลจัดการอย่างรับผิดชอบ" แต่ความเชื่อมั่นของสาธารณชนหายไปในทันทีที่เครื่องจักรหนักเข้ามาในพื้นที่และมีการบันทึกภาพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเอกชนลากตัวนักกิจกรรมท้องถิ่นออกไป ในภูมิทัศน์ทางการเมืองสมัยใหม่ คำสัญญาที่ไม่ชัดเจนของบริษัทเกี่ยวกับการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่สามารถลบล้างภาพลักษณ์ของรถป bulldozers ที่ทำลายเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่บริสุทธิ์ได้จริง

4. การเติบโตทางเศรษฐกิจกับเอกลักษณ์ของชาติ

สำหรับประเทศกำลังพัฒนา สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงอันตรายของการเสียสละมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หาทดแทนไม่ได้เพื่อผลกำไรทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว (โครงการในแอลเบเนียคิดเป็นมากกว่า 10% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจประจำปีของประเทศ) แม้ว่าการท่องเที่ยวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การพัฒนาที่มากเกินไปจนทำให้คนท้องถิ่นอยู่อาศัยไม่ไหวและทำลายพื้นที่อนุรักษ์ จะก่อให้เกิดวิกฤตอัตลักษณ์ของชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสรุปได้ด้วยคำขวัญของผู้ประท้วงว่า “แอลเบเนียขายไม่ได้”







https://x.com/AFP/status/2063904546275852643


 

“พอกันที!” สภาผู้บริโภคลุยฟ้องเฟซบุ๊กและอีก 16 ราย ปมโฆษณาลวงซ้ำซาก


สภาองค์กรของผู้บริโภค
4 hours ago
·
หลายประเทศฟ้องบริษัทเมตาอยู่ สภาผู้บริโภคก็เดินหน้าเช่นกัน!
.
ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่ลุกขึ้นมาปกป้องผู้บริโภคจากการโฆษณาหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะขณะนี้ทั่วโลกต่างเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และ ออสเตรเลีย ที่ต่างก็ยื่นฟ้องบริษัทเมตาในประเด็นโฆษณาหลอกลวงมาก่อนหน้านี้แล้ว
.
นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า ปัญหาการหลอกลวงผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และไม่อาจปล่อยผ่านได้อีกต่อไป สภาผู้บริโภคจึงยื่นฟ้องครั้งนี้ เพื่อให้ทั้งแพลตฟอร์ม แอป และธนาคาร ร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนไทย
.
“เมื่อโลกลุกขึ้นสู้ เราก็ต้องลุกขึ้นสู้เช่นกัน”
.
ชวนดู LIVE วันยื่นฟ้อง 8 มิ.ย. 69 ย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/1DzFYknrgz/?mibextid=wwXIfr

https://www.facebook.com/watch/?v=1520462263088652

สภาองค์กรของผู้บริโภค was live.
15 hours ago
·

“พอกันที!” สภาผู้บริโภคลุยฟ้องเฟซบุ๊กและอีก 16 ราย ปมโฆษณาลวงซ้ำซาก
---
อย่าลืม วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2569
เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป
เรามีนัดกัน ณ ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก
.
ร่วมติดตามคดีสำคัญที่อาจเป็นหมุดหมายใหม่ของการคุ้มครองผู้บริโภคไทย
และส่งเสียงว่า “ผู้บริโภคไม่ควรต้องรับความเสียหายเพียงลำพัง”
.
รับชมถ่ายทอดสดได้ทางเฟซบุ๊กเพจ สภาองค์กรของผู้บริโภค







https://x.com/ThaiPBS/status/2064011058491392083



 

อันตรายของแนวคิดเขตอิทธิพลกลับมาอีกครั้ง : จีน สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย ต่างกำลังสร้างเขตอิทธิพลของตนเอง อดีตประธานาธิบดีโคลอมเบีย ฮวน มานูเอล ซานโตส อดีตผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ กล่าวเตือนว่าเป็น “แนวโน้มที่อันตรายมาก” ที่อาจนำไปสู่สงคราม ประชาคมระหว่างประเทศกำลังลืมบทเรียนอันยากลำบากในศตวรรษที่ 20








https://x.com/TalktoAlJazeera/status/2063898033012490278
.....

เขตอิทธิพลกลับมาอีกครั้ง: จีน สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย ต่างกำลังสร้างเขตอิทธิพลของตนเอง อดีตประธานาธิบดีโคลอมเบีย ฮวน มานูเอล ซานโตส เตือน โดยกล่าวว่าเป็น “แนวโน้มที่อันตรายมาก” ที่อาจนำไปสู่สงคราม

คำเตือนของอดีตประธานาธิบดีโคลอมเบียและผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ฮวน มานูเอล ซานโตส ในรายการ Talk to Al Jazeera เน้นย้ำถึงลักษณะเด่นและมีความผันผวนสูงของภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่: การกลับมาของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและการกำหนดเขตอิทธิพลเฉพาะกลุ่มอย่างเป็นทางการ

เมื่อผู้นำอย่างซานโตสเตือนว่านี่เป็น “แนวโน้มที่อันตรายมาก” พวกเขากำลังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการในการกำกับดูแลและความมั่นคงระดับโลก:

1. การกัดเซาะของระบบพหุภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ

การแบ่งโลกออกเป็นเขตอิทธิพลที่แตกต่างกัน—ซึ่งครอบงำโดยสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย—บ่อนทำลายระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกฎหมายซึ่งก่อตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองโดยตรง แทนที่จะพึ่งพากรอบความมั่นคงร่วมกันอย่างเช่นสหประชาชาติ เสถียรภาพโลกกลับขึ้นอยู่กับการแสดงท่าทีแบบทวิภาคี การเสริมกำลังทางทหารในระดับภูมิภาค และพันธมิตรขนาดเล็ก (เช่น AUKUS หรือองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้) มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกฎหมายระหว่างประเทศถูกบิดเบือนโดยคำสั่งของมหาอำนาจ ประเทศอธิปไตยขนาดเล็กมักถูกบังคับให้เลือกข้างหรือเสี่ยงที่จะกลายเป็นสนามรบทางภูมิรัฐศาสตร์

2. จุดยุทธศาสตร์สำคัญและความเปราะบางทางเศรษฐกิจ

แตกต่างจากความแตกแยกทางอุดมการณ์ในสงครามเย็นยุคแรก ปัจจุบันขอบเขตอิทธิพลถูกกำหนดอย่างมากโดยความมั่นคงด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า การแข่งขันแย่งชิงจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลและเส้นทางการขนส่งระดับโลก เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลจีนใต้ และเส้นทางการค้าสำคัญๆ หมายความว่าความตึงเครียดในระดับภูมิภาคจะแปรเปลี่ยนไปเป็นภาวะช็อกทางเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว จุดปะทะเพียงจุดเดียวสามารถก่อให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอย่างรุนแรง ความผันผวนของตลาดพลังงาน และความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะงักงันที่ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ที่อยู่นอกเขตความขัดแย้งโดยตรง

3. ความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาดและสงครามตัวแทน

เมื่อชาติมหาอำนาจกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็น "ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง" หรือผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญ โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดก็จะลดลงอย่างมาก ความขัดแย้งในระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นในยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง หรืออินโด-แปซิฟิก มีความเสี่ยงที่จะดึงมหาอำนาจเข้าสู่การเผชิญหน้าโดยตรง แทนที่จะจำกัดอยู่ในขอบเขตท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การรวมกลุ่มพันธมิตรที่แข็งกร้าวและการแข่งขันแบบได้เปรียบเสียเปรียบกันเพื่อแย่งชิงอิทธิพล จะเพิ่มโอกาสในการขยายอำนาจทางทหารอย่างรวดเร็วและไม่คาดคิดอย่างมีนัยสำคัญ

คำวิจารณ์ของซานโตสเป็นเครื่องเตือนใจที่เร่งด่วนจากมุมมองของประเทศในซีกโลกใต้: เมื่อมหาอำนาจโลกมุ่งเน้นไปที่การแบ่งดินแดนและการครอบครองทรัพยากรเพียงอย่างเดียว กลไกการลดความตึงเครียดทางการทูตก็จะอ่อนแอลง ทำให้ภัยคุกคามจากความขัดแย้งเชิงระบบมีความเป็นจริงมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาในรอบหลายทศวรรษ

เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดคำวิจารณ์ของอดีตประธานาธิบดีฮวน มานูเอล ซานโตสจึงมีน้ำหนักมาก จำเป็นต้องพิจารณาผ่านมุมมองเฉพาะของประเทศในซีกโลกใต้ สำหรับประเทศต่างๆ ทั่วละตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การกลับมาของเขตอิทธิพลไม่ใช่แนวคิดเชิงนามธรรมทางวิชาการ แต่เป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตย เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของพวกเขา

การขยายความเตือนของซานโตสเผยให้เห็นมิติที่สำคัญสามประการว่าแนวโน้มนี้ทำลายการทูตระดับโลกและผลักดันโลกให้เข้าใกล้สงครามเชิงระบบมากขึ้นอย่างไร

1. การลบเลือนความเป็นอิสระของประเทศขนาดเล็ก

เมื่อวอชิงตัน ปักกิ่ง และมอสโกเข้าร่วมในการแข่งขันแบบผลรวมเป็นศูนย์ พื้นที่ทางยุทธศาสตร์สำหรับประเทศที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือเป็นกลางก็จะหดตัวลง ในอดีตช่วงสงครามเย็น ประเทศในซีกโลกใต้ถูกมองว่าไม่ใช่กลุ่มรัฐอธิปไตยที่มีผลประโยชน์ของชาติอย่างอิสระ แต่เป็นกระดานหมากรุกสำหรับความขัดแย้งทางอ้อม

ปัจจุบัน พลวัตนี้กำลังกลับมาอีกครั้งภายใต้หน้ากากของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การทูตโดยใช้หนี้ หรือสนธิสัญญาความมั่นคงที่กำหนดเป้าหมาย มหาอำนาจโลกกำลังบีบบังคับให้รัฐขนาดเล็กต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งถูกบังคับให้ปรับโครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคม หรือท่าทีทางทหารให้สอดคล้องกับมหาอำนาจเพียงประเทศเดียว ประเทศนั้นก็จะสูญเสียความยืดหยุ่นทางการทูตในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมหรือผู้ไกล่เกลี่ย อธิปไตยจึงถูกกัดกร่อนไปอย่างสิ้นเชิง ถูกแทนที่ด้วยรูปแบบใหม่ของความเป็นข้าราชบริพารที่นโยบายท้องถิ่นถูกกำหนดโดยความกังวลของเมืองหลวงที่อยู่ห่างไกล

2. การใช้ความพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นอาวุธและการสิ้นสุดของการลดความตึงเครียด

ในเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ ประเทศต่าอันตรายงๆ มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งผ่านทางการค้า เทคโนโลยี และการเงิน อย่างไรก็ตาม ขณะที่มหาอำนาจต่าง ๆ กำลังสร้างขอบเขตอิทธิพลของตน พวกเขากำลัง "ใช้ความสัมพันธ์พึ่งพาเหล่านี้เป็นอาวุธ" อย่างแข็งขัน supply chain จุดยุทธศาสตร์ทางทะเล การเข้าถึงแร่ธาตุที่สำคัญ และระบบการเงินกำลังถูกแบ่งปัน

เมื่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจถูกมองผ่านมุมมองด้านความมั่นคงแห่งชาติเพียงอย่างเดียว ช่องทางการทูตแบบดั้งเดิมจะเป็นสิ่งแรกที่เสื่อมถอยลง

การสูญเสียช่องทางลับ: เมื่อมหาอำนาจมองทุกปฏิสัมพันธ์เป็นเกมที่ผลลัพธ์เป็นศูนย์ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อมตามปกติก็จะพังทลายลง ความไว้วางใจถูกกัดเซาะ และช่องทางการทูตลับๆ ที่เคยช่วยคลี่คลายวิกฤตในอดีตก็ถูกทำลายลง


วงจรการยกระดับอัตโนมัติ: หากปราศจากกรอบความร่วมมือพหุภาคีที่แข็งแกร่งและใช้งานได้จริง จะมี "ทางออก" น้อยลงในระหว่างวิกฤต หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลหรือเส้นทางการค้าในภูมิภาค การขาดกลไกการไกล่เกลี่ยที่น่าเชื่อถือหมายความว่าสถานการณ์สามารถบานปลายอย่างรวดเร็วจากมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร

3. แรงจูงใจเชิงโครงสร้างสำหรับความขัดแย้งเชิงระบบ

ซานโตสเตือนว่าแนวโน้มนี้อาจนำไปสู่สงครามได้ เพราะโลกที่แบ่งออกเป็นเขตอิทธิพลที่แข็งกระด้างนั้นไม่มั่นคงโดยเนื้อแท้ เมื่อมหาอำนาจลากเส้นแบ่งที่ชัดเจนรอบอาณาเขตที่ประกาศไว้ พวกเขาก็สร้างกับดักขึ้นมา

เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศของประเทศในซีกโลกใต้มีความเปราะบางอย่างมากต่อผลกระทบจากภายนอก เช่น ความผันผวนของตลาดพลังงานหรือการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในเส้นทางการค้าทางทะเล ความไม่มั่นคงในภูมิภาคจึงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นวิกฤตเชิงระบบ หากเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในขอบเขตใดขอบเขตหนึ่ง (เช่น การปิดล้อมช่องแคบการค้าที่สำคัญ หรือสงครามตัวแทนในพื้นที่เกี่ยวกับการแย่งชิงโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากร) ก็ยากที่จะควบคุมได้ การจัดระเบียบพันธมิตรที่เหนียวแน่นทำให้ประกายไฟในภูมิภาคหนึ่งดึงดูดมหาอำนาจคู่แข่งเข้ามาโดยอัตโนมัติ เปลี่ยนจุดเสียดทานในพื้นที่ให้กลายเป็นสงครามระดับโลกที่ลุกลามไปทั่ว

โดยสรุปแล้ว คำวิจารณ์ของซานโตสเป็นการเตือนว่าประชาคมระหว่างประเทศกำลังลืมบทเรียนอันยากลำบากในศตวรรษที่ 20 การทำลายการทูตพหุภาคีเพื่อสนับสนุนขอบเขตอิทธิพลแบบผูกขาดนั้น ประเทศมหาอำนาจของโลกกำลังถอดวาล์วความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันสงครามเต็มรูปแบบออกไป ทำให้เสถียรภาพของโลกขึ้นอยู่กับการป้องปรามทางทหารและการเล่นเกมเสี่ยงตายอย่างน่าหวาดหวั่น




วันเกิดของอเมริกาใกล้จะครบรอบ 250 ปีในเร็วๆ นี้ ทำไมอเมริกาถึงละทิ้งการเล่าประวัติศาสตร์ของตนเอง เป็นเพราะอเมริกา ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะตีความเรื่องราวของอเมริกาอย่างไร ใช่มั้ย ?



วันเกิดของอเมริกาจะครบรอบ 250 ปีในเร็วๆ นี้ อเมริกาละทิ้งประวัติศาสตร์ของตนเองได้อย่างไร และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

เนื่องจากไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะตีความเรื่องราวของอเมริกาอย่างไร โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันทางการเมืองของประเทศจึงหยุดพยายามที่จะเล่าเรื่องราวเหล่านั้นไปเลย

ขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังจะครบรอบ 250 ปี (Semiquincentennial) ในเดือนกรกฎาคม 2026 เหตุการณ์สำคัญนี้มาถึงในช่วงเวลาแห่งความวิตกกังวลทางวัฒนธรรมและการเมืองอย่างรุนแรง ความรู้สึกที่คุณกำลังพูดถึง—ที่ว่าอเมริกาได้ "ละทิ้ง" การเล่าเรื่องราวของตนเองไปแล้ว เพราะไม่สามารถตกลงกันได้อีกต่อไปว่าเรื่องราวนั้นคืออะไร—เป็นประเด็นสำคัญในหมู่นักประวัติศาสตร์ นักการศึกษา และนักวิจารณ์สังคมร่วมสมัย

แทนที่จะเป็นการเล่าเรื่องที่เป็นเอกภาพ ประวัติศาสตร์ของประเทศกลับกลายเป็นสนามรบทางอุดมการณ์ ทำให้หลายสถาบันถอยห่างจากการเล่าเรื่องราวของชาติอย่างเป็นเอกภาพไปโดยสิ้นเชิง

นี่คือรายละเอียดว่ารอยร้าวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมประเทศจึงดิ้นรนที่จะหาจุดยืนในการเล่าเรื่องของตนเองในวันครบรอบ 250 ปี

1. การสิ้นสุดของ "เรื่องเล่าหลัก"

ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 ประวัติศาสตร์อเมริกันถูกสอนผ่านมุมมองที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ซึ่งมักเรียกว่า "เรื่องเล่าหลัก" มันเป็นเรื่องราวของความก้าวหน้าที่มั่นคงและหลีกเลี่ยงไม่ได้: การทดลองแห่งเสรีภาพที่บกพร่องแต่สูงส่ง ซึ่งได้รับชัยชนะเหนือการกดขี่ของอังกฤษ ขยายไปทางตะวันตก เอาชนะลัทธิฟาสซิสต์ และในที่สุดก็แก้ไขบาปภายในประเทศผ่านขบวนการสิทธิพลเมือง

ในปัจจุบัน ความเห็นพ้องต้องกันนั้นหายไปโดยสิ้นเชิง ถูกแทนที่ด้วยการตีความสองแบบที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด:

เรื่องเล่าแห่งการหยุดชะงักและการวิพากษ์วิจารณ์: ริเริ่มโดยโครงการต่างๆ เช่น โครงการ 1619 มุมมองนี้โต้แย้งว่าความเป็นจริงพื้นฐานของอเมริกาไม่ใช่เสรีภาพ แต่เป็นการกดขี่อย่างเป็นระบบ การเป็นทาส และการถูกแย่งชิงทรัพย์สิน ความก้าวหน้าไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ได้มาอย่างไม่เต็มใจผ่านการต่อต้านอย่างรุนแรง

มุมมองเรื่องมรดกและความพิเศษเฉพาะตัว: มุมมองนี้ยืนยันว่าการมุ่งเน้นไปที่ข้อบกพร่องของอเมริกามากเกินไปจะบั่นทอนความรักชาติและความสามัคคีของพลเมือง มุมมองนี้โต้แย้งว่าอุดมการณ์ในการก่อตั้งประเทศนั้นยอดเยี่ยมอย่างหาที่เปรียบมิได้ และประวัติศาสตร์ควรส่งเสริมความกตัญญูและความภาคภูมิใจในชาติเป็นหลัก

เนื่องจากมุมมองทั้งสองนี้มักถูกมองว่าขัดแย้งกัน สถาบันต่างๆ จึงรู้สึกติดกับดัก หากพวกเขามุ่งเน้นไปที่การวิพากษ์วิจารณ์มากเกินไป พวกเขาก็จะถูกกล่าวหาว่าต่อต้านอเมริกา หากพวกเขามุ่งเน้นไปที่ความพิเศษเฉพาะตัวมากเกินไป พวกเขาก็จะถูกกล่าวหาว่าปกปิดอดีต

2. ภาวะชะงักงันของสถาบัน: เหตุใดโรงเรียนและพิพิธภัณฑ์จึงเงียบเหงาลง

เมื่อเผชิญกับการแบ่งขั้วที่รุนแรงเช่นนี้ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันทางวัฒนธรรมหลายแห่งจึงเลือกเส้นทางแห่งการเอาตัวรอด: การวางตัวเป็นกลางทางราชการ หรือการหลีกเลี่ยงโดยสิ้นเชิง

ห้องเรียนระดับ K-12 ภายใต้การโจมตี

ครูตกอยู่ท่ามกลางสงครามทางวัฒนธรรม รัฐหลายสิบรัฐได้ผ่านกฎหมายจำกัดวิธีการสอนเรื่องเชื้อชาติ เพศ และประวัติศาสตร์อเมริกัน ด้วยความกลัวการต่อต้านจากผู้ปกครอง การลงโทษทางวินัย หรือการฟ้องร้อง ครูหลายคนจึงหันมาใช้วิธี "สอนเพื่อสอบ" หรือยึดติดกับข้อเท็จจริงที่แห้งแล้งและไม่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้ง เมื่อประวัติศาสตร์ถูกลิดรอนความเร้าใจ การถกเถียง และดราม่าของมนุษย์เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง มันก็จะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ และนักเรียนก็จะไม่สนใจ

การเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากเกินไปในระดับอุดมศึกษา

ในมหาวิทยาลัย หลักสูตร "สำรวจประวัติศาสตร์สหรัฐฯ" ที่ครอบคลุมกว้างขวางนั้นส่วนใหญ่ล้าสมัยไปแล้ว แนวโน้มทางวิชาการในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาได้เปลี่ยนไปสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างมาก (เช่น การศึกษาประวัติศาสตร์ย่อยเฉพาะกลุ่ม ภูมิภาค หรือยุคสมัยที่แตกต่างกัน) แม้ว่าสิ่งนี้จะก่อให้เกิดองค์ความรู้ที่หลากหลายและมากมาย แต่ก็หมายความว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ได้ทำหน้าที่สังเคราะห์ชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นเรื่องราวของอเมริกาที่สอดคล้องกันและประชาชนสามารถเข้าใจได้ง่ายอีกต่อไป

พิพิธภัณฑ์และอุทยานแห่งชาติเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก

แม้แต่สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก็ยังเผชิญกับภาวะชะงักงัน นิทรรศการที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มมิติทางประวัติศาสตร์ เช่น การสำรวจข้อเท็จจริงที่ว่าจอร์จ วอชิงตัน หรือโทมัส เจฟเฟอร์สัน เคยมีทาส มักจะถูกต่อต้านจากสาธารณชนหรือถูกข่มขู่ทางการเมืองว่าจะตัดงบประมาณ เพื่อความอยู่รอด สถานที่ทางประวัติศาสตร์หลายแห่งจึงลดทอนเรื่องราวของตนลง โดยนำเสนอการนำเที่ยวที่ปลอดภัยและปราศจากรายละเอียด แทนที่จะมีส่วนร่วมกับความเป็นจริงที่ซับซ้อนในอดีต

3. ผลที่ตามมาของประเทศที่ปราศจากเรื่องราว

ประเทศไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากปราศจากตำนานพลเมืองร่วมกัน เมื่อสถาบันทางการเมืองหยุดพยายามเล่าเรื่องราวที่สร้างความสามัคคี ช่องว่างนั้นก็จะถูกเติมเต็มด้วยความเยาะเย้ยถากถางและลัทธิแบ่งพรรคแบ่งพวก

การสูญเสียความรู้ความเข้าใจด้านพลเมือง: การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นถึงความรู้ความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ที่ลดลงในหมู่นักเรียนอเมริกัน หากปราศจากเรื่องราวที่น่าสนใจ ประวัติศาสตร์ก็ดูไม่เกี่ยวข้องกับคนหนุ่มสาว

อดีตที่ถูกใช้เป็นอาวุธ: แทนที่ประวัติศาสตร์จะทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนตนเอง มันกลับถูกใช้เป็นอาวุธเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกศึกษาเพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมสิ่งต่างๆ จึงเกิดขึ้น แต่เพื่อพิสูจน์ว่าศัตรูทางการเมืองของตนนั้นชั่วร้ายหรือไม่ชอบธรรมโดยพื้นฐาน

ครบรอบ 250 ปีที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง: ต่างจากครบรอบ 200 ปีในปี 1976 ซึ่งแม้จะมีฉากหลังเป็นเหตุการณ์วอเตอร์เกตและสงครามเวียดนาม แต่ก็ยังสามารถเฉลิมฉลองได้อย่างเป็นเอกภาพและเปี่ยมด้วยความหวัง ครบรอบ 250 ปีในปี 2026 กลับต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการหาแนวทางการเฉลิมฉลองร่วมกัน

เส้นทางข้างหน้า

โศกนาฏกรรมของการที่อเมริกา "ยอมแพ้" ต่อประวัติศาสตร์ของตนเองก็คือ เรื่องราวที่แท้จริงของประเทศนั้นน่าสนใจมากพอที่จะยืนหยัดอยู่ได้ ประวัติศาสตร์ของอเมริกาไม่ใช่การเลือกระหว่างเทพนิยายที่ไร้ที่ติกับเรื่องราวสยองขวัญที่แก้ไขไม่ได้ มันคือมหากาพย์แห่งความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับชาติที่ไม่ได้ถูกกำหนดโดยสายเลือดเดียวกันหรือศาสนาโบราณ แต่โดยแนวคิดที่รุนแรง และการต่อสู้ที่ยุ่งยาก เจ็บปวด และยาวนานหลายศตวรรษเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดนั้น

จนกว่าสถาบันต่างๆ จะกล้าที่จะยอมรับความซับซ้อนนั้น เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอเมริกาไปพร้อมๆ กับการเผชิญหน้ากับความล้มเหลวอย่างตรงไปตรงมา ประเทศก็จะยังคงเป็นอัมพาตด้วยอดีตที่ปฏิเสธที่จะเผชิญหน้ากันอย่างพร้อมเพรียง


Gemini ช่วยรวบรวม



วันจันทร์, มิถุนายน 08, 2569

“การยึดประเทศของระบอบสีน้ำเงินไม่สามารถส่งมอบนโยบายอะไรให้แก่ประชาชนได้เลย” ตั้งแต่ แลนด์บริดจ์ มาถึงโครงการเอไอ พาสปอร์ตของ ไชยชนก ชิดชอบ “ที่หวังกินนิ่ม ๑,๖๒๑ ล้านบาท”

โพสต์นี้ของ Thanapol Eawsakul เมื่อเช้า (๘ มิถุนา) น่าจะสรุปรวมสภาพการณ์ทางการเมืองเวลานี้ได้ตรงที่สุด ในข้อที่ว่า “การยึดประเทศของระบอบสีน้ำเงินไม่สามารถส่งมอบนโยบายอะไรให้แก่ประชาชนได้เลย” เขาเริ่มแจกแจงด้วย “โครงการแลนด์บริดจ์

แทนที่จะเป็นนโยบายเรือธง ก็ต้องตั้งกรรมการศึกษาซื้อเวลา” แล้วต่อด้วย “ขณะที่องค์กรอิสระแม้ว่าจะคุมอำนาจไว้ได้ เช่นกรณี ปปช.ไปอุ้ม ศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายเนวิน” ก็เจอตอเบ้อเริ่ม และ ปชช.เองกำลังตกที่นั่งลำบาก ถูกฝ่ายค้านฟ้องประจานความผิดโจ่งแจ้ง

นอกจากรัฐมนตรีตามโควต้า บ้านใหญ่ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันตามควร รวมถึงพวกรัฐมนตรี ลูกเทพเลือดใหม่ ไม่ได้แสดงให้เห็น กึ๋น กันเลยแม้แต่นิด

“โครงการ เอไอ พาสปอร์ตของ ไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายเนวิน” มูลค่า ๑,๖๒๑ ล้านบาท “ที่หวังกินนิ่มแก่เครือข่ายนักธุรกิจระบอบสีน้ำเงิน ก็กลายเป็นบูมเมอแรงมาทำลายความชอบธรรมของไชยชนก” ลูกเทพที่เนวินปั้นขึ้นมา หมายให้เป็นนายกฯ คนต่อไป

ส่วน สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ก็ “ถูกบ่วงรัดคอ เสียความได้เปรียบในการเจรจากับกัมพูชาด้วยเหตุของการไปยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๔” รัฐมนตรีดรีมทีมอีกคน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เหมือนจะหายสาบสูญ หลังจากไปปั้นจิ้มปั้นเจ๋อออกรายการกับ พิมรี่พาย

“ล่าสุดการเข้มงวดเรื่องการลดหย่อนภาษี เพื่อเอามาเสริมในโครงการประชานิยมของเอกนิติ (นิติทัณฑ์ประภาศ) ก็กลายเป็น ภาษีทรพีทำให้อนุทิน ชาญวีรกุล...ต้องออกมาหักหน้าบอกยุติโครงการนี้ไปแล้ว” ทำให้ธนาพลฟันธง (อีกที)

“ชะตากรรมเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อาจจะมาเร็วกว่าเดือนตุลาคม ๒๕๖๙” ซึ่งเป็นข่าวเมื่อ ๒๐ พฤษภาคมว่า เขาจะอยู่ในตำแหน่งจนถึงหลังจากจบภารกิจ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ

แล้วที่มันย้อนแย้งน่าขันสำหรับชาวบ้านที่ติดตามดูอยู่ กรณีเอกนิตินี้ จากข้อตำหนิของ ป๋าต๋อยก็นายกฯ อนุทินนี่แหละนั่งเป็นประธานวาระการประชุม ที่ ครม.อนุมัติเกณฑ์ใหม่บัตรคนจน ทำไมตอนนั้นนายกฯ ไม่ทัดทานเสียแต่แรก (ฮวะ)

ป๋าถาม “คุณเอกนิติยังจะยอมเป็นตัวตลก และถูกทำให้เสียหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลภูมิใจไทยไปอีกนานแค่ไหน” เจ้าตัวไม่ยี่หระ เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามที่ดี ยืนยันว่าโครงการนั้นปีนี้คงไม่ทันแล้วละ ให้รอใหม่ปีหน้า

(https://www.facebook.com/amarinnews/posts/22ayFYb, https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/0UDsFu8 และ https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/jWenoaSP)