วันศุกร์, กันยายน 18, 2569

คนที่แชร์ๆ คลิปลิซ่า มีโอกาสทำผิดกฎหมาย (กฏหมาย ประสาทแดกมาก ไอ้หอกเอ้ย)


LISA Teases PRESS PLAY Track 4 Title, Talks "SaWaDiKa" and Shares Her Favorite Thai Food with Jimmy

The Tonight Show Starring Jimmy Fallon

Sep 16, 2026 

LISA talks about including Thai elements in her song "SaWaDiKa" and EP PRESS PLAY and getting started on her Las Vegas residency VIVA LA LISA before sharing her favorite Thai dish and special tea recipe with Jimmy.

https://www.youtube.com/watch?v=ZaZkn7ihS9o
...
LISA พูดคุยเกี่ยวกับการนำองค์ประกอบความเป็นไทยมาใส่ไว้ในเพลง "SaWaDiKa" และ EP ชุด *PRESS PLAY* รวมถึงการเตรียมตัวสำหรับโชว์ชุดพิเศษที่ลาสเวกัสในชื่อ *VIVA LA LISA* ก่อนจะเผยถึงเมนูอาหารไทยจานโปรดและสูตรชาสูตรพิเศษให้กับ Jimmy ได้ลองชิม
.....


Arty Sivahansaphan
9 hours ago ·

เคสลิซ่า อาจจะเข้าข่าย 32/2 ในพรบ.ฉบับแก้ไข ซึ่งเขียนมาว่า
 
"ห้ามผู้ใดใช้ชื่อเสียงหาประโยชน์ส่วนตน เพื่อสื่อสารต่อสาธารณชน ด้วยการแสดงชื่อหรือเครื่องหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมุ่งหมายชักจูงให้ผู้อื่มบริโภค ยกเว้นเป็นการสื่อสารทางวิชาการในวงจำกัด โดยมีหลักเกณฑ์ตามรมต.ประกาศกำหนด"
 
ที่ภาษามันมึนงงและชวนกำกวมแบบนี้ ขออธิบายว่าเป็นผลมาจากการที่ฝั่งต้านเหล้า หัวเด็ดตีนขาด ยืนกรานว่ายังไงก็จะต้องมีการห้ามสื่อสาร (คำนี้ตีความแบบกว้างได้)
 
ทางเราซึ่งเป็น กมธ.เสียงส่วนน้อย ใช้เวลาเจรจาข้อนี้เกือบ 2 เดือน กว่าจะได้ข้อยุติว่า ให้มีสร้อยต่อท้ายว่าถ้าเป็นเรื่องวิชาการก็ขอให้สื่อสารได้ (คือขอให้เป็น fact ก็ควรสื่อสารได้)
 
ไม่มีข้อแม้ยกเว้นว่า ถ้าสื่อนั้นๆมาจากนอกราชอาณาจักรจะไม่มีความผิด ข้อนี้เคยมีในพรบ.เก่า แต่ยกเลิกไปแล้ว
แต่ ณ วันเวลาปัจจุบัน ( 17 กย 2569)
 
กฏหมายลูกในหมวดมาตรา 32 ยังไม่ออกเลยสักข้อ ทำให้มันเป็นกึ่งสูญญากาศ ยังบังคับใช้กฏหมายในหมวดโฆษณาไม่ได้สักข้อ (ทางกรมพึ่งโดนพวกเราด่าเรื่องกฏหมายลูกไปเมื่อวีคที่แล้ว)
 
ขอไม่ออกความเห็นประเด็นว่าลิซ่าจะทำผิด พรบ.มั้ย เพราะตีความกันงงแน่นอน
 
แต่ขอออกความเห็นว่าเคสลิซ่าไปออกรายการที่อเมริกา(รายการของ jimmy fallon นี่คือท็อปเทียร์มากๆนะ) บรรดาอนุกรรมการเอามาพิจารณาไปออกกฏหมายลูกแบบประสาทแดกอีกครั้งแน่นอนครับ
ปล. ส่วนกู โดนปรับแบบบ้าคลั่ง เพราะแม่งออกกฏหมายลูกชักช้านี่ล่ะ ไอ้หอกเอ้ย

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1398472025823218&id=100069813020097









https://x.com/lsloops/status/2100258380178653449


 

https://www.facebook.com/PrachachatOnline/posts/1536473295182752

Prachachat - ประชาชาติ
7 hours ago ·

กลายเป็นกระแสที่พูดถึงอย่างมากบนโลกออนไลน์ หลังจากศิลปินดัง ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ไปเยือนรายการ The Tonight Show Starring Jimmy Fallon พร้อมการบอกเล่าเรื่องราวการกิน โดยเฉพาะส้มตำและเบียร์ไทย

แม้การพูดถึงของลิซ่า จะได้รับความสนใจอย่างมากบนออนไลน์ แต่ในไทย อาจจะไม่สามารถเล่นกับกระแสได้มากนัก ยิ่งโดยเฉพาะเรื่องของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ยังมีกฎหมายควบคุมอยู่

พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ระบุถึงข้อห้ามเกี่ยวกับการโฆษณาและการสื่อสารการตลาด ดังนี้
----------
ข้อห้ามเกี่ยวกับการโฆษณา
กฎหมายดังกล่าว ระบุข้อห้ามเกี่ยวกับการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้หลัก ๆ ดังนี้

1. ข้อห้ามการโฆษณาโดยทั่วไป (มาตรา 32/1)
ห้ามผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อนุญาตเฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ หรือการประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุม

2. ข้อห้ามการใช้ชื่อเสียงเพื่อชักจูงใจ (มาตรา 32/2)
ห้ามผู้ใดใช้ชื่อเสียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณชน โดยการแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมุ่งหมายชักจูงใจให้ผู้อื่นบริโภค

อนุญาตเฉพาะการสื่อสารทางวิชาการให้แก่สมาชิกในวงจำกัด ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

3. ข้อห้ามโฆษณาแฝงและดัดแปลงสัญลักษณ์ (มาตรา 32/3)
ห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นชื่อหรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์นั้น

ห้ามนำเอาชื่อ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตัด ต่อเติม หรือดัดแปลงข้อความให้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหรือเครื่องหมายของผลิตภัณฑ์อื่น ในลักษณะที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าหมายความถึงการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

4. ข้อห้ามการสนับสนุนกิจกรรม (CSR / Sponsorship) (มาตรา 32/4)
ห้ามผู้ใดให้การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมหรือเพื่อสาธารณประโยชน์แก่บุคคล กลุ่มบุคคล หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชน ในลักษณะที่ส่งเสริมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

5. ข้อห้ามการเผยแพร่ข่าวสารกิจกรรมสนับสนุน (มาตรา 32/5)
ห้ามผู้ใดเผยแพร่กิจกรรมหรือข่าวสารเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมการสนับสนุนอันมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 32/4
.
.
อ่านต่อที่ลิงก์ในคอมเมนต์
----------
​หมายเหตุ : ข้อมูลและกรณีศึกษาในบทความนี้มีเจตนาเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ภาคธุรกิจเท่านั้น มิได้มุ่งสร้างกระแสความขัดแย้ง หรือมีเจตนาโฆษณา/ชักจูงให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์


Prachachat - ประชาชาติ
·
Author

ส่องกฎหมายแอลกอฮอล์ หลัง “ลิซ่า” พูดถึงเบียร์ไทย แบรนด์ไทยทำอะไรได้บ้าง
https://www.prachachat.net/news/news-2068102




“รัตนา บ่อถ้ำ” คือใคร มี 2 โพสต์น่าสนใจ


https://www.facebook.com/photo?fbid=1418585397099378&set=a.582571104034149
คุยทุกเรื่องกับสนธิ

19 hours ago ·

เปิดตัว “รัตนา บ่อถ้ำ” เจ้าหน้าที่ภูมิใจไทย ผู้ถูกกล่าวหาพัวพันคดีฮั้ว สว. หลังถูกแฉโทรประสาน 19 สว. รวม 62 ครั้ง “ชยพล” ตั้งคำถามบทบาทคนกลาง-เส้นทางเงิน ขณะที่คำให้การ “เอกราช” อ้างมีการรับเงินที่ชั้น 4 พรรค ด้าน สส.ภูมิใจไทยลุกประท้วงเดือดในสภา

คุยทุกเรื่องกับสนธิ
·
Author

"ชยพล สท้อนดี" สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายการทำงานของ กกต. กรณีคดีฮั้ว สว. พร้อมเปิดข้อมูล "รัตนา บ่อถ้ำ" หรือ "น้อย" ซึ่งถูกระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทยและผู้เชี่ยวชาญประจำตัว "ชลัฐ รัชกิจประการ" โดยพบข้อมูลการติดต่อกับผู้สมัคร สว. 19 คน รวม 62 สาย ในช่วงมิ.ย.-ก.ค.67
.
"ชยพล สท้อนดี" ยังนำคำให้การของ "เอกราช ช่างเหลา" มาอภิปรายว่า มีการรับเงินที่ชั้น 4 พรรคภูมิใจไทย โดยอ้างว่า "รัตนา บ่อถ้ำ" เป็นผู้ประสานและตรวจสอบการลงชื่อรับเงิน พร้อมนำภาพโต๊ะทำงานและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องมาเปิดเผยกลางสภา จนมี สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะ
.
ในกลุ่มบุคคล 19 รายที่มีข้อมูลติดต่อกับ "รัตนา บ่อถ้ำ" มี 6 รายที่ กกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกา ขณะที่อีก 13 รายไม่ได้ถูกส่งฟ้อง โดย "ชยพล สท้อนดี" ตั้งคำถามถึงบทบาทของ "รัตนา บ่อถ้ำ" และเหตุใด กกต.จึงมีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 77 ราย จากทั้งหมด 229 ราย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเธออาจทำหน้าที่ประสานงานในฐานะเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรค
.
ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาและประเด็นที่ถูกอภิปรายในสภา การติดต่อกับ สว. หรือการมีชื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ยืนยันว่าบุคคลใดกระทำความผิด โดยข้อเท็จจริงและความรับผิดยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย
อ่านต่อ..https://sondhitalk.com/detail/9690000090824
.....



https://www.facebook.com/ChayaphonSatondee/posts/1535049698640136

ชยพล สท้อนดี - Chayaphon Satondee
a day ago ·

รัตนา บ่อถ้ำ เป็นใคร ?
.
ทำไม สส. #พรรคภูมิใจไทย ถึงต้องลุกขึ้นประท้วงกันว่อนเมื่อผมเอ่ยถึงชื่อบุคคลนี้ในสภา
.
รัตนา บ่อถ้ำ ปรากฎรายชื่อเป็นลำดับที่ 223 ของผู้ถูกกล่าวหาในคดี “โกงเลือกสว.” ที่ กกต. เพิ่งมีมติให้ส่งฟ้องไปแค่ 77 คนจาก 229 คน
.
ทั้งนี้ เพื่อน สส. ของผม พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu #พรรคประชาชน ได้เคยเปิดหลักฐานประวัติการโทรศัพท์ของ “รัตนา บ่อถ้ำ” ว่ามีการโทรหา สว. อย่างน้อย 19 คน รวมกว่า 62 ครั้ง ในช่วงมิถุนายน - กรกฎาคม 2567 ที่คาบเกี่ยวกับการเลือกและการเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของ สว.
.
โดย สส.พริษฐ์ ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รัตนา ดำรงตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของ นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย
และมีรายละเอียดการติดต่อกันดังต่อไปนี้:
- จำลอง อนันตสุข | กลุ่ม 18 | สุพรรณบุรี - 9 ครั้ง
- อัครวินท์ ขำขุด | กลุ่ม 11 | ชัยนาท - 9 ครั้ง
- โชคชัย กิตติธเนศวร | กลุ่ม 19 | นครนายก - 5 ครั้ง
- อลงกต วรกี | กลุ่ม 20 | อุทัยธานี - 4 ครั้ง
- สุมิตรา จารุกำเนิดกนก | กลุ่ม 9 | บึงกาฬ - 4 ครั้ง
- สวัสดิ์ ทัศนา | กลุ่ม 1 | สุโขทัย - 4 ครั้ง
- กฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ | กลุ่ม 15 | สุรินทร์ - 3 ครั้ง
- วุฒิชาติ กัลยาณมิตร | กลุ่ม 11 | หนองบัวลำภู - 3 ครั้ง
- สุเทพ สังข์วิเศษ | กลุ่ม 3 | อ่างทอง - 3 ครั้ง
- ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล | กลุ่ม 4 | บุรีรัมย์ - 3 ครั้ง
- มาเรีย เผ่าประทาน | กลุ่ม 6 | ประจวบคีรีขันธ์ - 3 ครั้ง
- วิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล | กลุ่ม 16 | เชียงใหม่ - 2 ครั้ง
- วิรัตน์ รักษ์พันธ์ | กลุ่ม 20 | พัทลุง - 2 ครั้ง
- ยุทธนา ไทยภักดี | กลุ่ม 20 | สมุทรสงคราม - 2 ครั้ง
- สุทนต์ กล้าการขาย | กลุ่ม 18 | อุทัยธานี - 2 ครั้ง
- พิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ | กลุ่ม 16 | สงขลา - 1 ครั้ง
- ปราณีต เกรัมย์ | กลุ่ม 16 | บุรีรัมย์ - 1 ครั้ง
- สิทธิกร ธงยศ | กลุ่ม 19 | นครพนม - 1 ครั้ง
- พละวัต ตันศิริ | กลุ่ม 12 | เชียงราย - 1 ครั้ง
.
ซึ่งมี 6 คนใน 19 คนนี้ที่ กกต.มีมติให้ส่งฟ้องไปแล้ว
แต่คนอื่นที่เหลือหละ ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเดียวกันเลยหรือ จึงไม่ทำการส่งฟ้อง
.
ผู้เชี่ยวชาญ สส. เพียงคนเดียว จะไปรู้จักกับ สว. ทั่วทั้งประเทศได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนอื่นในพรรคแนะนำให้รู้จัก
.
ผมเองก็สงสัยในประเด็นนี้ครับ จึงไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้มาว่า รัตนา บ่อถ้ำ ที่จริงแล้วเป็น “เจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคภูมิใจไทย ทำงานประจำสำนักงานใหญ่” นั่นเอง
.
เดี๋ยวเรามาดูหลักฐานที่ผมได้มากันครับ
.
เริ่มจากคำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา ที่เคยให้การไว้ว่า “เงินที่จะใช้เพื่อจัดการให้ได้มาซึ่ง สว.67 แต่ละเครือข่ายจะต้องไปรับที่ชั้น 4 ของพรรคภูมิใจไทย โดยให้รับกับ รัตนา บ่อถ้ำ หรือน้อย และจะต้องลงลายมือชื่อรับเงินดังกล่าวไว้ทุกครั้ง แต่ละเครือข่ายก็จะได้เงินไม่เท่ากัน ตามขนาดของเครือข่าย”
.
และเมื่อดูภาพผังลำดับชั้นจากสำนักข่าว Voice จะเห็นได้ว่า สำนักงานกิจการพรรค และห้องประชุมใหญ่ จะอยู่ในชั้นที่ 4 ตรงกับคำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา
.
รัตนา เองก็มีโต๊ะทำงานอยู่ในชั้น 4 ของสำนักงานใหญ่พรรคภูมิใจไทยด้วย
ปรากฎภาพโต๊ะทำงานตัวนี้พร้อมนางรัตนาในคลิป “พรรคนี้เป็นไงบ้าง - ภูมิใจไทย” ของช่อง Farose
https://youtu.be/w4-RrW4WaYw?si=YNL3_0UI0Svs_b-J
ซึ่งการที่จะเข้าไปในห้องนี้ได้ จะต้องผ่านการสแกนหน้าก่อน
.
รัตนายังมีภาพถ่ายคู่กับเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย โดยถ่ายในขณะที่ห้อยป้ายชื่อ น้อย ระบุตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่พรรค และยังเขียนโพสต์ด้วยตัวเองว่า ทำงานอยู่ที่บ้านหลังนี้(ภูมิใจไทย)มา 20 ปีแล้ว เมื่อนับเวลาย้อนกลับไปก็คือปี 2543 หรือเริ่มทำงานมาก่อนการถือกำเนิดขึ้นของพรรคภูมิใจไทยเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของพรรคเลยทีเดียว
.
อีกทั้งยังมักปรากฎภาพว่าไปร่วมงานวันเกิด #เจ้านายที่รัก ในทุกๆวันที่ 4 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันเกิดของเนวินนั่นเอง
เป็นไปได้หรือไม่ว่า เนวิน ชิดชอบ คือเจ้านายตัวจริงของรัตนา ซึ่งรัตนาทำงานรับใช้มานานตั้งแต่ก่อนจะมีพรรคภูมิใจไทยเสียด้วยซ้ำ
.
นอกจากนี้สามีของรัตนา ที่ชื่อนายสิรวิชญ์ บ่อถ้ำ (เมิน) ยังปรากฎชื่อเป็นผู้เข้าร่วมอบรม พตส. รุ่นที่ 1 ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยอีกด้วย
และทั้งคู่ก็ปรากฎภาพเดินตามนายอนุทิน ในคลิปของช่อง Farose เช่นกัน
.
จากหลักฐานแวดล้อมดังกล่าว ผมขอตั้งคำถามตัวโตๆครับว่า ทำไม กกต ถึงไม่ยอมสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน แต่กลับเลือกเฉพาะ 77 คนที่มีเส้นเงินมัดตัวชัดเจนจนหนีไม่พ้น ทั้งๆที่ลักษณะการกระทำปรากฏเห็นชัดเจนว่าร่วมทำงานโกงฮั้วสว.เป็นกระบวนการเดียวกัน อย่างเป็นระบบ รัตนาไม่มีทางที่จะโทรหาทั้ง 19 คนในนามของตัวเองแน่ๆ แต่โทรเพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง คอยโทรประสานงานนัดหมายต่างๆ
.
สุดท้าย ผมคงต้องขอขอบคุณ การยืนยันผ่านการลุกขึ้นประท้วงของ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และสส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ประท้วง โดยตอนหนึ่งของการประท้วงระบุว่า "กรณีที่นำรูปถ่ายเจ้าหน้าที่ในพรรคตนมา เป็นการจงใจผลักความไม่ดี ความผิดปกติมาที่พรรคของตน"
ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นการยอมรับไปในตัวแล้วนะครับว่า นางรัตนาเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคท่านจริงๆ




ดูเหมือนอิสราเอลไม่แคร์กฏหมงกฏหมายอะไรทั้งสิ้น







https://x.com/washingtonpost/status/2100370517349814312

อาคารแห่งหนึ่งในเมืองกาซาซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิสราเอลได้พังถล่มลงมาอย่างกะทันหัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย

จากการประเมินของสภาผู้ลี้ภัยเมื่อเดือนมีนาคม พบว่าอาคารกว่าหนึ่งในห้าในฉนวนกาซามีสภาพโครงสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง แต่ผู้อยู่อาศัยระบุว่าพวกเขาไม่มีที่อื่นให้ไป https://wapo.st/3Ve7OU3
.....

นี่เป็นการเน้นย้ำถึงวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมและโครงสร้างที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในฉนวนกาซา นั่นคือปรากฏการณ์การพังทลายของโครงสร้างที่ล่าช้าในอาคารที่เสียหายอยู่แล้ว

ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความล้มเหลวของโครงสร้างในฉนวนกาซา

1. ความเสียหายที่สะสมจากคลื่นกระแทกจากการระเบิด
  • แม้ว่าอาคารจะรอดพ้นจากการโจมตีครั้งแรกโดยไม่พังทลายลงทันที แต่คลื่นกระแทกจะสร้างรอยแตกร้าวขนาดเล็กในเสาคอนกรีตเสริมเหล็กและผนังรับน้ำหนัก
  • เมื่อเวลาผ่านไป แรงกดดันจากสิ่งแวดล้อม การสั่นสะเทือนของพื้นดิน และการเคลื่อนตัวเล็กน้อยจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่รับน้ำหนักซึ่งเสียหายอยู่แล้วพังทลายลงอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
2. การขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยอย่างรุนแรงและการกลับเข้าอยู่อาศัยโดยบังคับ
  • ระดับการพลัดถิ่นที่สูงและการขาดแคลนที่พักพิงที่เข้าถึงได้ทำให้ผู้อยู่อาศัยหลายพันคนต้องกลับไปยังบ้านที่เสียหายบางส่วนหรือไม่มั่นคง
  • ด้วยโครงสร้างพื้นฐานโดยรวมของฉนวนกาซามากกว่า 60-70% ที่รายงานว่าเสียหายหรือถูกทำลาย การหาที่พักพิงที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงจึงแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับหลายครอบครัว
3. ความไม่สามารถในการดำเนินการประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติและโครงสร้างอาคาร
  • หน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนในพื้นที่ขาดแคลนอุปกรณ์หนัก เซ็นเซอร์ และเครื่องมือทางวิศวกรรมโครงสร้างที่จำเป็นในการประเมินว่าอาคารที่เสียหายมีความเสี่ยงต่อการพังถล่มหรือไม่
  • การรื้อถอนหรือเสริมความแข็งแรงของอาคารสูงที่โครงสร้างเสียหายไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากอันตรายจากการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องและการขาดแคลนเชื้อเพลิงและเครื่องจักรหนัก
4. ความเสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเพื่อนบ้าน
  • การพังถล่มอย่างฉับพลันก่อให้เกิดอันตรายอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่ต่อผู้อยู่อาศัยภายในอาคารที่เสียหายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนเดินเท้าที่อยู่ใกล้เคียง ทีมกู้ภัย และที่พักพิงใกล้เคียงด้วย
.....

กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) ซึ่งบัญญัติไว้เป็นหลักในอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 และพิธีสารเพิ่มเติม ค.ศ. 1977 รวมถึงกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศว่าด้วยมนุษยธรรม ได้กำหนดมาตรการคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในระหว่างความขัดแย้งด้วยอาวุธ

หลักการทางกฎหมายที่สำคัญ

1. หลักการแยกแยะ (Principle of Distinction)

(ข้อ 48 และข้อ 52 ของพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1)
  • การคุ้มครองโดยทั่วไป: คู่ขัดแย้งต้องแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารและวัตถุของพลเรือนตลอดเวลา การโจมตีจะกระทำได้ต่อเป้าหมายทางทหารเท่านั้น
  • นิยามของวัตถุของพลเรือน: วัตถุทั้งปวงที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหารถือเป็นวัตถุของพลเรือน ซึ่งรวมถึงบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล ศาสนสถาน โครงข่ายไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขาภิบาล
  • ข้อสันนิษฐานว่าเป็นวัตถุของพลเรือน: ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่าวัตถุที่โดยปกติใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของพลเรือน (เช่น ที่อยู่อาศัยหรือโรงเรียน) กำลังถูกนำไปใช้เพื่อการปฏิบัติการทางทหารหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าวัตถุนั้นยังคงสถานะเป็นวัตถุของพลเรือน
2. นิยามและการสูญเสียความคุ้มครอง (การใช้งานแบบสองวัตถุประสงค์ หรือ Dual-Use)

(ข้อ 52(2) ของพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1)
  • วัตถุจะกลายเป็นเป้าหมายทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมายก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขสองประการ:
    1. การมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิผล: ลักษณะ ที่ตั้ง วัตถุประสงค์ หรือการใช้งานของวัตถุนั้นมีส่วนช่วยอย่างมีประสิทธิผลต่อการปฏิบัติการทางทหาร
    2. ความได้เปรียบทางทหารที่ชัดเจน: การทำลาย การยึด หรือการทำให้วัตถุนั้นหมดสภาพ (ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน) ก่อให้เกิดความได้เปรียบทางทหารที่เป็นรูปธรรมและโดยตรงภายใต้สถานการณ์ในขณะนั้น
  • หากอาคารของพลเรือนถูกนำไปใช้โดยตรงเพื่อการปฏิบัติการทางทหาร (เช่น ใช้เก็บอาวุธหรือเป็นที่พักของนักรบ) อาคารนั้นอาจสูญเสียความคุ้มครองในฐานะวัตถุของพลเรือนตราบเท่าที่ยังมีการใช้งานในลักษณะดังกล่าว
3. หลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality)

(ข้อ 51(5)(b) และข้อ 57 ของพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1)
  • ห้ามมิให้โจมตีเป้าหมายทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย หากคาดการณ์ได้ว่าการโจมตีนั้นจะก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตหรือการบาดเจ็บของพลเรือน หรือความเสียหายต่อวัตถุของพลเรือนโดยบังเอิญ ซึ่งถือว่ามากเกินสมควรเมื่อเทียบกับความได้เปรียบทางทหารที่เป็นรูปธรรมและโดยตรงที่คาดว่าจะได้รับ
4. การระมัดระวังในการโจมตี (Precautions in Attack)

(ข้อ 57 ของพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1)
  • ฝ่ายโจมตีต้องใช้มาตรการระมัดระวังทุกประการที่สามารถทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดความเสียหายต่อพลเรือนที่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญ:
    •     การตรวจสอบยืนยันว่าเป้าหมายเป็นเป้าหมายทางทหารที่แท้จริง
    • การเลือกใช้อาวุธและยุทธวิธีที่ลดความเสียหายข้างเคียง (collateral damage) ให้เหลือน้อยที่สุด
    • การแจ้งเตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับการโจมตีเมื่อสามารถทำได้ หากประชากรพลเรือนอาจได้รับผลกระทบ การคุ้มครองเป็นพิเศษสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนบางประเภทได้รับความคุ้มครองในระดับที่สูงกว่าวัตถุพลเรือนทั่วไปภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL):
  • วัตถุที่จำเป็นต่อการอยู่รอด (ข้อ 54, AP I): ห้ามมิให้มีการโจมตีหรือทำลายโดยเจตนาต่อแหล่งผลิตอาหาร พื้นที่เกษตรกรรม ปศุสัตว์ ระบบน้ำดื่ม และระบบชลประทานอย่างเด็ดขาด
  • สถานพยาบาลและยานพาหนะทางการแพทย์ (ข้อ 12 และ 15, AP I): โรงพยาบาล คลินิก รถพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์จะต้องได้รับความเคารพและคุ้มครองในทุกสถานการณ์ สถานพยาบาลและบุคลากรเหล่านี้จะสูญเสียสิทธิในการได้รับความคุ้มครองก็ต่อเมื่อมีการนำไปใช้เพื่อก่อการอันเป็นภัยต่อฝ่ายตรงข้ามซึ่งอยู่นอกเหนือภารกิจด้านมนุษยธรรม และหลังจากที่ได้มีการแจ้งเตือนโดยกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมแล้วแต่ไม่มีการปฏิบัติตามเท่านั้น
  • สิ่งก่อสร้างและสถานที่ที่มีพลังอันตราย (ข้อ 56, AP I): เขื่อน คันกั้นน้ำ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะได้รับความคุ้มครองจากการโจมตี แม้ว่าสถานที่เหล่านี้จะเป็นเป้าหมายทางทหารก็ตาม หากการโจมตีอาจก่อให้เกิดการปลดปล่อยพลังอันตรายและส่งผลให้พลเรือนได้รับความสูญเสียอย่างร้ายแรง




ดูเตอร์เตปรากฏตัวใน ICC ครั้งแรก หลังถูกคุมขัง 18 เดือนจากสงครามปราบปรามยาเสพติด ในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crimes against Humanity)


โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ปรากฏตัวต่อหน้าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ด้วยตนเองเป็นครั้งแรก หลังถูกจับกุมเมื่อเดือนมีนาคม 2025 จากข้อกล่าวหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับนโยบายปราบปรามยาเสพติด

ดูเตอร์เตปรากฏตัวใน ICC ครั้งแรก ทนายชี้ ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม นึกชื่อทรัมป์ไม่ได้ หลังถูกคุมขัง 18 เดือน

โดย อัยย์ลดา แซ่โค้ว
17.09.2026
The Standard

เมื่อวันที่ 16 กันยายน ดูเตอร์เตปรากฏตัวในการประชุมติดตามสถานะคดีของ ICC โดยมีการหารือถึงกำหนดการพิจารณาคดี การเปิดเผยพยานหลักฐาน และคำร้องของฝ่ายจำเลย นับเป็นครั้งแรกที่สาธารณชนได้เห็นเขาปรากฏตัวในห้องพิจารณาคดีด้วยตนเอง นับตั้งแต่ถูกจับกุมเมื่อราว 18 เดือนก่อน

รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า ดูเตอร์เตในวัย 81 ปี สวมสูทสีเข้มและเสื้อเชิ้ตสีขาว โดยไม่ได้กล่าวอะไรระหว่างการพิจารณา ก่อนโบกมือให้สมาชิกครอบครัวที่อยู่ในห้องหลังการประชุมสิ้นสุดลง

อนึ่ง การปรากฏตัวของอดีตผู้นำฟิลิปปินส์เกิดขึ้นในช่วงที่ศาลกำลังพิจารณาว่า ดูเตอร์เตมีสภาพจิตใจพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีหรือไม่ หลังทีมทนายระบุว่า เขามีปัญหาด้านความจำอย่างมีนัยสำคัญ จนไม่สามารถทำงานร่วมกับทีมกฎหมายได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ฝ่ายอัยการแย้งว่า เขายังสามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีได้

ศาลจึงสั่งให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนประเมินสภาพของดูเตอร์เต แม้รายงานฉบับเต็มจะยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ฝ่ายจำเลยอ้างว่า ผลการประเมินพบว่า ดูเตอร์เตมีความสับสนเกี่ยวกับช่วงเวลาและอายุของตัวเอง โดยเชื่อว่า ขณะนี้ อยู่เป็นปี 2007 หรือ 2008 หรือระบุว่า ตัวเองมีอายุ 84 หรือ 85 ปี และไม่สามารถนึกชื่อของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้

ขณะที่ญาติของผู้เสียชีวิตจากสงครามปราบปรามยาเสพติด กำลังติดตามการพิจารณาคดีผ่านการถ่ายทอดสดจากกรุงมะนิลา โดยบางส่วนระบุว่า เขาดูมีสภาพร่างกายแข็งแรง และหวังว่า จะช่วยให้กระบวนการพิจารณาคดีเดินหน้าต่อไปได้

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2025 ดูเตอร์เตถูกทางการฟิลิปปินส์จับกุมตามหมายจับของ ICC ก่อนถูกส่งตัวไปยังกรุงเฮกในวันถัดมา โดยศาลให้เหตุผลว่า เขาต้องรับผิดในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการฆาตกรรม กรณีปราบปรามสงครามยาเสพติด ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2011 ถึง 16 มีนาคม 2019

อาชญากรรมดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อดูเตอร์เตดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา จนถึงช่วงที่เขาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โดยขณะนี้ ICC กำหนดเริ่มการพิจารณาคดีในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2026 ขณะที่ผู้พิพากษายังต้องวินิจฉัยว่า ดูเตอร์เตมีสภาพจิตใจพร้อมเข้าสู่การพิจารณาคดีหรือไม่

ภาพ: Piroschka Van De Wouw / Reuters

อ้างอิง:
https://www.bbc.com/news/articles/cq986j7x1nd3o
https://newsinfo.inquirer.net/2306854/marcoleta-happy-as-duterte-appears-in-good-condition-at-icc
.....

การสอบสวนและการดำเนินคดีกับ โรดริโก ดูเตอร์เต (Rodrigo Duterte) โดย ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ถือเป็นหนึ่งในคดีประวัติศาสตร์ของการยุติธรรมระหว่างประเทศ เนื่องจากเขาเป็นอดีตผู้นำรัฐจากทวีปเอเชียคนแรกที่ถูกควบคุมตัวและนำตัวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล ICC ที่กรุงเดอะเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

ข้อหาหลักและขอบเขตการสอบสวน

ICC ดำเนินคดีในข้อหา อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crimes against Humanity) ในฐานความผิดฆาตกรรมและพยายามฆาตกรรม โดยเน้นย้ำว่าการสังหารไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจาย แต่เป็นกระบวนการที่วางแผนอย่างเป็นระบบ
  • ขอบเขตเวลา: ครอบคลุมเหตุการณ์ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2011 ถึง 16 มีนาคม 2019 (นับตั้งแต่ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครดาเวา จนถึงวันก่อนที่การถอนตัวของฟิลิปปินส์ออกจากสัตยาบันกรุงโรมจะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์)
  • ฐานอำนาจศาล: แม้ฟิลิปปินส์จะประกาศถอนตัวจาก ICC ในปี 2018 แต่ศาลอุทธรณ์ของ ICC และคณะผู้พิจารณายืนยันว่า ศาลยังคงมีอำนาจทางกฎหมายในการไต่สวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ในระหว่าง ที่ประเทศนั้นๆ ยังเป็นรัฐภาคีอยู่
ลำดับเหตุการณ์สำคัญและการจับกุม
  • มีนาคม 2025 (การจับกุมตัวครั้งประวัติศาสตร์): ศาล ICC อนุมัติหมายจับ และได้รับการประสานงานผ่านตำรวจสากล (Interpol) ร่วมกับตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ดูเตอร์เตถูกจับกุมตัวที่กรุงมะนิลาทันทีหลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศ และถูกส่งตัวโดยเครื่องบินไปยังกรุงเดอะเฮก เนเธอร์แลนด์
  • เมษายน 2026 (ยืนยันข้อหาเข้าสู่กระบวนการไต่สวน): คณะผู้พิจารณาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง (Pre-Trial Chamber) ของ ICC มีมติเป็นเอกฉันท์ยืนยันข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติทั้งหมด เนื่องจากพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ และส่งคดีขึ้นสู่ชั้นพิจารณาคดี (Trial Chamber)
  • กันยายน 2026 (ปรากฏตัวในศาล): ดูเตอร์เตเข้าร่วมการประชุมจัดเตรียมคดี (Status Conference) ต่อหน้าศาล ICC ในกรุงเดอะเฮก เพื่อเตรียมความพร้อมของฝั่งอัยการและฝ่ายจำเลย
สถานะปัจจุบันของคดี
  • การไต่สวนเต็มรูปแบบ: ศาล ICC มีกำหนดเปิดการไต่สวนพิจารณาคดี (Trial) อย่างเป็นทางการ โดยพิจารณาหลักฐานของอัยการที่มีมากกว่า 15,000 รายการ และพยานบุคคลจำนวนมาก
  • การคุมขัง: อดีตประธานาธิบดีดูเตอร์เตยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในความดูแลของศาล ICC ที่กรุงเดอะเฮกเพื่อรอการพิจารณาคดี
คดีนี้นับเป็นหลักหมุดสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งส่งสัญญาณว่าผู้นำรัฐไม่สามารถอ้างอิงอำนาจบริหารเพื่อคุ้มครองตนเองจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงได้

.....

สงครามปราบปรามยาเสพติด (Philippine Drug War) เป็นนโยบายหลักของอดีตประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต (Rodrigo Duterte) แห่งฟิลิปปินส์ ซึ่งเริ่มขึ้นทันทีหลังจากที่เขาดำรงตำแหน่งในปี 2016 โดยเน้นการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดและรุนแรงเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมและยาเสพติดให้หมดไปจากประเทศ



กลไกและวิธีการดำเนินนโยบาย
  • ปฏิบัติการ Operation Tokhang: เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้วิธีเคาะประตูบ้านผู้ต้องสงสัยเพื่อกดดันให้มอบตัวหรือเข้าสู่กระบวนการบำบัด แต่บ่อยครั้งจบลงด้วยการสังหารวิสามัญฆาตกรรม
  • ไฟเขียวให้ใช้กำลังขั้นเด็ดขาด: ดูเตอร์เตประกาศคุ้มครองตำรวจจากการถูกดำเนินคดีหากสังหารผู้ต้องสงสัยที่ต่อสู้หรือขัดขืน พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปสังหารผู้ค้าและผู้เสพยาได้โดยตรง
  • บัญชีดำ (Watchlists): การจัดทำรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในระดับชุมชน โดยไม่มีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส นำไปสู่การสังหารผิดตัวและการตั้งแค้นส่วนตัว
ยอดผู้เสียชีวิตและผลกระทบ

ประเด็นตัวเลขผู้เสียชีวิตมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างรายงานของรัฐบาลและองค์กรสิทธิมนุษยชน:
  • ตัวเลขจากรัฐบาล (PNP): ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากวิสามัญฆาตกรรมระหว่างปฏิบัติการของตำรวจประมาณ 6,200 คน
  • ตัวเลขจากองค์กรสิทธิมนุษยชน (Human Rights Watch / Amnesty): ประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตจริงอาจสูงถึง 12,000 – 30,000 คน โดยนับรวมการสังหารโดยกลุ่มศาลเตี้ย (Vigilante groups) ที่ไม่ระบุตัวตน
  • ผลกระทบทางสังคม: เกิดภาวะเรือนจำแออัดเกินความจุ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ค้ารายย่อย ผู้เสพ หรือคนยากจนในชุมชนแออัด ขณะที่ตัวการใหญ่หรือนายทุนได้รับผลกระทบน้อยกว่า
ปฏิกิริยาและผลสืบเนื่องทางกฎหมาย
  • การสอบสวนโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC): ICC ได้เปิดการสอบสวนข้อหา อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crimes against Humanity) เพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่
  • การถอนตัวออกจาก ICC: ในปี 2018 ดูเตอร์เตตอบโต้ด้วยการประกาศนำฟิลิปปินส์ออกจากความร่วมมือกับ ICC ถึงกระนั้น ICC ยืนยันว่ายังคงมีอำนาจสอบสวนคดีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ฟิลิปปินส์ยังเป็นสมาชิกอยู่
  • การเปลี่ยนผ่านอำนาจ: แม้ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ (Ferdinand Marcos Jr.) ที่ดำรงตำแหน่งต่อมาจะปรับเปลี่ยนท่าทีเน้นการบำบัดฟื้นฟูมากขึ้น แต่กระบวนการสืบสวนอดีตเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจในยุคดูเตอร์เตยังคงเป็นประเด็นการเมืองที่ร้อนแรง



วรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง ถูกกล่าวหาว่าอย่างไร หลัง กมธ.สภาล่างสหรัฐฯ ยื่น 28 รายชื่อให้พิจารณาคว่ำบาตร

แฟ้มภาพนายวรภัค ธันยาวงษ์ เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2568 ตอนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตีเข้าประชุมนัดพิเศษที่ทำเนียบรัฐบาลหลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเตรียมประชุมนัดพิเศษแบ่งงานรัฐบาล

วรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง ถูกกล่าวหาว่าอย่างไร หลัง กมธ.สภาล่างสหรัฐฯ ยื่น 28 รายชื่อให้พิจารณาคว่ำบาตร

17 กันยายน 2026
บีบีซีไทย

นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล "อนุทิน 1" ตกเป็นหนึ่งใน 28 รายชื่อบุคคล/นิติบุคคลชาวต่างชาติ ที่คณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ 2 ชุด ยื่นต่อ รมว.คลังและ รมว.การต่างประเทศของสหรัฐฯ ให้สอบสวนและพิจารณาคว่ำบาตรจากความเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสแกมเมอร์ข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา เว็บไซต์คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เผยแพร่หนังสือที่ส่งถึง มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ทั้งสองกระทรวงตรวจสอบบุคคลชาวต่างชาติที่มีรายชื่อแนบมาในหนังสือฉบับนี้ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงกับศูนย์สแกมเมอร์และพิจารณาภายใน 180 วันว่าบุคคลและนิติบุคคลเหล่านี้เข้าข่ายจะถูกคว่ำบาตรได้ภายใต้อำนาจตามกฎหมาย รัฐบัญญัติว่าด้วยความรับผิดด้านสิทธิมนุษยชนโกลบอล แมกนิตสกี (Global Magnitsky Human Rights Accountability Act) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจในการคว่ำบาตรบุคคลต่างชาติใด ๆ ที่ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ อีกสามฉบับที่ถูกอ้างอิงถึงในหนังสือฉบับนี้

หนังสือฉบับดังกล่าวลงนามโดยประธาน กมธ. ในสภาฯ สหรัฐฯ 2 ชุด ได้แก่ ไบรอัน มาสต์ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ (House Committee on Foreign Affairs) และจอห์น มูลีนาร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าด้วยเรื่องจีน (House Select Committee on China)

ใน 28 รายชื่อบุคคล/บริษัทในหนังสือฉบับนี้ นอกจากมีชื่อของนายวรภัค แล้วยังปรากฏชื่อของนายยิม เลียก ชาวกัมพูชา ประธานกรรมการบริษัทบีไอซีกรุ๊ป (BIC Group) กลุ่มทุนการเงินของกัมพูชา และเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) หรือเบน สมิธ ซึ่ง สส. พรรคประชาชน เคยอภิปรายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินที่ได้มาจากอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์

เนื้อหาในหนังสือระบุด้วยว่า หากทั้งสองกระทรวงของสหรัฐฯ พบว่าบุคคลเหล่านี้เข้าเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดก็ขอให้ดำเนินมาตรการคว่ำบาตร

นายวรภัคลาออกจากตำแหน่ง รมช.คลัง ตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. 2568 หลังถูกกล่าวหาว่าทั้งตัวเขาและภรรยามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์และบุคคลต่างชาติซึ่งมีรายชื่ออยู่ในบัญชีผู้จะถูกดำเนินการมาตรการคว่ำบาตรในร่างกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างหน่วยงานเพื่อปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ฉ้อโกงชาวอเมริกัน หรือ H. R. 5490 ของสหรัฐฯ

เกี่ยวกับกรณีที่มีชื่ออยู่ในหนังสือฉบับล่าสุดนี้ นายวรภัคชี้แจงผ่านช่องทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าการมีชื่อไม่เท่ากับมีความผิด หรือถูกคว่ำบาตรแล้ว เพียงแต่มีการเรียกร้องให้ตรวจสอบ โดยเขายืนยันว่าตนเองไม่มีส่วนร่วมหรือส่วนเกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์ใด ๆ พร้อมระบุว่าตัวเขาได้ติดต่อไปยัง สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติ (OFAC) ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพื่อขอช่องทางในการนำส่งเอกสารชี้แจง อีกทั้งจะยังติดต่อไปยังประธาน กมธ. สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ทั้งสองคณะด้วย

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่าตัวเขาได้เห็นรายชื่อของนายวรภัคแล้ว พร้อมระบุต่อว่า "เรื่องพวกนี้ ใครที่โดนกล่าวหา เขาก็ต้องไปตั้งทนาย แล้วก็ไปหาวิธีในการที่จะเคลียร์ตัวเอง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับทางรัฐบาล"

หนังสือฉบับใหม่จาก 2 กมธ. สภาสหรัฐฯ ระบุว่าอย่างไร


หนังสือฉบับนี้สงถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เนื้อหาใจความในหนังสือที่ลงวันที่ 15 ก.ย. เป็นการตอกย้ำถึงผลกระทบที่เครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างความเสียหายให้กับเหยื่อทั่วโลก ไม่ใช่แค่กับพลเมืองอเมริกัน

หนังสือฉบับดังกล่าวเริ่มด้วยการระบุว่า "เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและระบอบที่ทุจริตในเมียนมา กัมพูชา และลาว ต่างเมินเฉยต่ออาชญากรรมนี้ในระดับที่น่าตกใจ" ทำให้มีการประเมินว่า ผลกำไรจากการหลอกลวงเหล่านี้อาจสูงถึงเกือบ 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) อย่างเป็นทางการของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในปี 2567 ขณะที่ในกัมพูชา ผลกำไรจากการหลอกลวงอาจสูงเท่ากับ 60% ของจีดีพีอย่างเป็นทางการของประเทศ โดยอ้างอิงรายงานของ Humanity Research Consultancy องค์กรวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์การค้ามนุษย์ข้ามชาติและแรงงานทาสยุคใหม่ ที่เผยแพร่เมื่อเดือน พ.ค. 2568

"แม้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมารัฐบาลบางประเทศในภูมิภาคจะเพิ่มแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมหลอกลวง แต่เครือข่ายทางการเงิน ผู้จัดการ และโครงสร้างการคุ้มครองทางการเมืองที่หนุนหลังอุตสาหกรรมนี้ยังคงอยู่แทบไม่เปลี่ยนแปลง การลอยนวลพ้นผิดของผู้ก่อเหตุยังเป็นเรื่องปกติ ศูนย์หลอกลวงบางแห่งเพียงย้ายที่ตั้ง และแห่งใหม่กำลังถูกสร้างขึ้นอยู่ในขณะนี้ เหยื่อการค้ามนุษย์ที่หนีออกจากศูนย์หลอกลวงได้กลับถูกจำคุกหรือเนรเทศในฐานะผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย แทนที่จะได้รับการปฏิบัติในฐานะเหยื่อการค้ามนุษย์ที่สามารถให้การเป็นพยานสำคัญเพื่อเอาผิดหัวหน้าแก๊งและเครือข่ายได้" จดหมายดังกล่าวระบุ

ในตอนท้าย จดหมายฉบับดังกล่าวอ้างอิงถึงรัฐบัญญัติว่าด้วยความรับผิดด้านสิทธิมนุษยชนโกลบอล แมกนิตสกี (Global Magnitsky Human Rights Accountability Act) ที่ให้อำนาจในการคว่ำบาตรบุคคลต่างชาติใด ๆ ที่ตรวจสอบพบว่าได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ รัฐสภาสหรัฐฯ ยังได้ขยายอำนาจนี้ในปี 2562 ให้ครอบคลุมอย่างชัดเจนถึงการใช้มาตรการคว่ำบาตรตามกฎหมายฉบับนี้ ต่อ "เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างประเทศที่มีส่วนร่วม อำนวยความสะดวก หรือยินยอมให้เกิดการค้ามนุษย์ในรูปแบบร้ายแรงเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินอันมีนัยสำคัญ" รวมไปถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

หนังสือฉบับนี้ลงท้ายว่า "ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือบ่งชี้ว่า บุคคลต่างชาติในรายชื่อต่อไปนี้อาจมีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการศูนย์หลอกลวงออนไลน์ภายในอุตสาหกรรมหลอกลวงที่กำลังขยายตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการค้ามนุษย์ การทรมาน การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างร้ายแรงในรูปแบบอื่น หรืออาชญากรรมไซเบอร์ เราจึงขอให้ท่านตรวจสอบบุคคลเหล่านี้ และพิจารณาภายใน 180 วันว่าบุคคลดังกล่าวเข้าเกณฑ์ทางกฎหมายในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรภายใต้อำนาจตามกฎหมายทั้ง 4 ฉบับที่ระบุไว้ข้างต้นหรือไม่"



28 รายชื่อบุคคล/นิติบุคคล มีใครบ้าง

รายชื่อทั้งหมดประกอบไปด้วย:
Benjamin Mauerberger (เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์) *
Chou Bun Eng*
Deng Pibing
Dy Vichea*
Edward Lee*
Eugene Tang
Gabriel Tan*
Honn Sorachna*
Hun To (ฮุน โต)*
Kuoch Chamrouen (กุช จัมเริญ)*
Li Xiong*
Long Dimanche (ลอง ดีมัง)*
Ma Dongli (หม่า ตงลี)*
Michael Chiam*
Mote Thun*
Neth Savoeun*
Sar Sokha (ซอ โสกา)*
Su Zhongkian*
Vorapak Tanyawong (วรภัค ธันยาวงษ์)
Wang Liduan
Yan Borith*
Yan Narong*
Yan Sathya*
Yim Leak (ยิม เลียก)*
Yu Lingxiong*
Zhong Baojia (หรือที่รู้จักในชื่อ Wang Qiang) (ซ่ง เป่าเจีย)*
Fully Light Group of Companies, LTD*
White Sands Palace Casino*

หมายเหตุ (*): ทั้งนี้จาก 28 รายชื่อบุคคล/นิติบุคคลดังกล่าว มี 24 รายชื่อที่เคยปรากฏในร่างกฎหมายของรัฐสภาสหรัฐฯ เพื่อจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างหน่วยงานเพื่อปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ฉ้อโกงชาวอเมริกัน โดย 4 รายชื่อที่ไม่ได้อยู่ในร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวได้แก่ Deng Pibing, Eugene Tang, Wang Liduan และนายวรภัค ธันยาวงษ์

วรภัคโต้ว่าอะไรบ้าง

ทันทีที่มีการเผยแพร่จดหมายฉบับดังกล่าว นายวรภัค ได้โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊กของตัวเองที่ใช้ชื่อว่า Vorapak Tanyawong เมื่อวันที่ 16 ก.ย. เวลาประมาณ 20.30 น. ระบุว่า จดหมายดังกล่าวเป็นเพียงการขอให้หน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาว่าบุคคลที่มีรายชื่อเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายสำหรับการใช้มาตรการคว่ำบาตรหรือไม่ ไม่ใช่ผลการสอบสวนหรือคำวินิจฉัยว่าตัวเขาได้กระทำความผิด และไม่ได้หมายความว่าตัวเขาถูกรัฐบาลสหรัฐฯ คว่ำบาตรแล้ว

"ผมขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า ผมไม่เคยมีส่วนร่วม สนับสนุน หรือรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินการของ scam centers การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ cybercrime หรืออาชญากรรมข้ามชาติใด ๆ ตามที่มีการกล่าวถึง" ข้อความของวรภัคบนเฟซบุ๊ก ระบุ

เขากล่าวอีกว่าได้ติดต่อไปยังสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติ (OFAC) ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เพื่อขอช่องทางในการนำส่งเอกสารชี้แจงต่าง ๆ ให้หน่วยงานของสหรัฐฯ พิจารณา รวมถึงกำลังจัดส่งหนังสือถึงประธาน กมธ. สภาสหรัฐฯ ทั้งสองคณะ

"ผมพร้อมให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการตอบข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงเช่นนี้ คือ ข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และกระบวนการที่ตรวจสอบได้"

ทั้งนี้สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติ (OFAC) ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่นายวรภัคกล่าวถึง คือหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารจัดการและบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการค้า โดยจะประกาศผ่านบัญชีรายชื่อผู้ถูกคว่ำบาตร (Sanctions lists)

โพสต์ของอดีต รมช.คลัง ในรัฐบาล "อนุทิน 1" ผู้นี้ระบุด้วยว่า สำหรับข้อกล่าวหาบางส่วนที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับเขาก่อนหน้านี้ เขาได้เลือกใช้กระบวนการยุติธรรมในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยได้ดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อผู้ที่เผยแพร่ข้อกล่าวหาดังกล่าว ปัจจุบันมีคดีหนึ่งที่ศาลรับไว้พิจารณาแล้ว และอีกคดีหนึ่งได้เสร็จสิ้นกระบวนการไต่สวนมูลฟ้องและอยู่ระหว่างรอคำสั่งศาล

กรณ์ถาม ก.ล.ต. ทำไมต้องให้สหรัฐฯ เปิดการตรวจสอบก่อน


นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่โพสต์ให้จับตาหนังสือฉบับดังกล่าวตั้งแต่ก่อนที่จะมีการเผยแพร่ แสดงความเห็นเพิ่มเติมในวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่า แม้การมีชื่อของนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง ซึ่งได้ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ จะยังไม่ใช่คำตัดสิน และยังไม่ใช่การคว่ำบาตร "แต่เป็นเรื่องที่ประเทศไทยจะทำเป็นไม่เห็นไม่ได้ เพราะประธานคณะกรรมาธิการสำคัญสองชุดของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กำลังขอให้เปิดกระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ กับชื่อที่มีคนไทยอยู่ด้วย"

กรณ์ตั้งคำถามว่าเหตุใดไทยต้องรอให้รัฐบาลต่างประเทศเป็นผู้เริ่มตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ก่อนทั้งที่ข้อมูลโครงสร้างธุรกิจ เส้นทางการเงิน ผู้ถือหุ้น และผู้รับผลประโยชน์ จำนวนมากอยู่ในมือหน่วยงานไทยอยู่แล้ว และเพียงพอที่จะเริ่มดำเนินการได้

รองหัวหน้าพรรค ปชป. ระบุด้วยว่าตัวเขาเองและคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งตรวจสอบประเด็นนี้ เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอให้เร่งตรวจสอบ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีคำชี้แจงหรือความคืบหน้า

"นี่ไม่ใช่เรื่องการเมืองรายวัน แต่คือความปลอดภัยของประชาชน ความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย และหลักนิติรัฐที่ต้องใช้กับทุกคนเสมอกัน การตรวจสอบที่ล่าช้าไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป มีแต่จะเปิดทางให้ต่างชาติเป็นฝ่ายไล่เส้นทางการเงินและกำหนดมาตรการแทนเรา ซึ่งไม่ใช่แค่ความเสียหายต่อชื่อเสียง แต่คือความเสี่ยงต่ออธิปไตยทางกฎหมายของประเทศ ประเทศที่มีระบบกฎหมายเข้มแข็ง ต้องตรวจสอบผู้มีอำนาจได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาเปิดโปงก่อนครับ" กรณ์โพสต์


(แฟ้มภาพ) "นี่ไม่ใช่เรื่องการเมืองรายวัน แต่คือความปลอดภัยของประชาชน ความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย และหลักนิติรัฐที่ต้องใช้กับทุกคนเสมอกัน..." นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุ

ด้าน ก.ล.ต. ที่ถูกนายกรณ์พาดพิงนั้น ล่าสุด วันที่ 17 ก.ย. นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ชี้แจงถึงการดำเนินการทางกฎหมายกับเครือข่ายสแกมเมอร์และฟอกเงินว่า หากสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ก่อนโดยไม่กระทบรูปคดีส่วนที่เหลือ ก.ล.ต. จะแยกออกมาดำเนินการทันที่

นายเอนก กล่าวต่อไปว่าส่วนความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการรายงานการถือครองหลักทรัพย์และการเข้าครอบงำกิจการมีองค์ประกอบที่ต้องพิสูจน์หลายชั้นเพื่อหาผู้ถือครองที่แท้จริงและช่วงเวลาที่เกิดการกระทำผิดและในความผิดบางฐาน หากเร่งดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องเพียงบางรายจนเสร็จสิ้นก็อาจกระทบกับการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องรายอื่น

"การที่สาธารณชนยังไม่เห็นรายละเอียดของการดำเนินการ ไม่ได้แปลว่าไม่มีการดำเนินการ ความรอบคอบในขั้นตอนนี้เป็นการรักษาโอกาสในการดำเนินการกับผู้อยู่เบื้องหลังให้ครบถ้วน"

โรมจี้รัฐบาลรื้อแฟ้มคดี วรภัค-ยิม เลียก กลับมาตรวจสอบ

"เราไม่ควรจะปล่อยเรื่องนี้ไว้ใต้พรมอีกแล้ว ซึ่งผมก็หวังว่าคุณอนุทินพึงจะดำเนินการ" นายรังสิมันต์ กล่าว

ด้านนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ที่รัฐสภาวันนี้ว่า กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย

"ลองคิดดูว่าถ้ารัฐบาลอเมริกามีการขยับมากขึ้น หรือมีการขยายผลมากขึ้น คำถามก็คือรัฐบาลไทยซึ่งน่าจะรู้ดีที่สุด เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากที่สุด มีคนจำนวนมากในวงการการเมืองที่มีสายสัมพันธ์ด้วย มีบริษัทใหญ่บางบริษัท ที่เป็นบริษัทน้ำมัน เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ไม่สะสางเรื่องนี้ แล้วเราก็ไปรอให้รัฐบาลอื่นเขาขยับ ผมว่ามันจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเราหลายอย่าง แล้วอย่าไปมองว่าความน่าเชื่อถือไม่สำคัญ"

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่าเช่นนั้นในมุมมองของเขา รัฐบาลรวมถึงตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ควรเร่งดำเนินการเช่นไร นายรังสิมันต์ตอบว่า ต้องนำแฟ้มคดีที่เกี่ยวข้องกับวรภัคกลับมาตรวจสอบทั้งเส้นทางการเงิน รวมไปถึงบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบีไอซีกรุ๊ป โดยอย่างน้อยที่สุดหากตรวจพบความผิดปกติ ต้องมีการอายัดทรัพย์สินมาตรวจสอบ

"เราไม่ควรจะปล่อยเรื่องนี้ไว้ใต้พรมอีกแล้ว ซึ่งผมก็หวังว่าคุณอนุทินพึงจะดำเนินการ" นายรังสิมันต์ กล่าว

24 ชื่ออยู่ใน 43 รายชื่อที่ร่างกฎหมายสหรัฐฯ ชี้ว่าเกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์ในอาเซียน

บีบีซีไทยพบว่ามีรายชื่อบุคคล/นิติบุคคล รวมทั้งหมด 24 ชื่อ จาก 28 ชื่อที่เคยปรากฏอยู่ในรายชื่อ 43 บุคคล/องค์กรที่ร่างกฎหมายดังกล่าวชี้ว่าเกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์ในอาเซียน ในร่างกฎหมายที่ สส. สหรัฐฯ เสนอต่อรัฐสภาของสหรัฐฯ เพื่อจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจร่วมระหว่างหน่วยงานเพื่อปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติที่ฉ้อโกงชาวอเมริกันเมื่อ 18 ก.ย. 2568 หรือที่เรียกว่าร่างกฎหมาย H. R. 5490


นายเฉิน จื้อ ชายชาวจีน ประธานบริษัทปรินซ์ โฮลดิง กรุ๊ป หรือ ปรินซ์กรุ๊ป (Prince Group) ในกัมพูชา

ในร่างกฎหมายฉบับนั้น มีการแนบรายชื่อ 43 บุคคล/องค์กร ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์ในอาเซียน ที่เคยถูกรายงานในสื่อไทยก่อนหน้านี้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทย ได้แก่
  • Prince Foundation (Chen Zhi) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่านายวินเซนต์ ชายเชื้อสายจีน สัญชาติกัมพูชา ซึ่งเป็นประธานบริษัทปรินซ์ โฮลดิง กรุ๊ป หรือ ปรินซ์กรุ๊ป (Prince Group)
  • นายก๊ก อาน (Kok An) ชายเชื้อสายจีน สัญชาติกัมพูชา ปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภาของกัมพูชา และนักธุรกิจผู้ก่อตั้งบริษัท แอนโค บราเธอร์ส (Anco Brothers) ซึ่งทำธุรกิจนำเข้าและขายสินค้า กาสิโน ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ อินเทอร์เน็ต จัดส่งน้ำ และไฟฟ้า ในกัมพูชา เขาถูกตำรวจไทยออกหมายจับ โดยกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับฐานสแกมเมอร์ออนไลน์
  • นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) หรือ เบน สมิธ ชายชาวแอฟริกาใต้ที่ถูกนายรังสิมันต์ โรม สส.จากพรรคประชาชน อภิปรายระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 โดย สส.รายนี้อ้างถึงรายงานของนายทอม ไรท์ นักข่าว อดีตนักข่าวสืบสวนจากวอลล์สตรีท เจอร์นัล ที่ระบุว่าเรือยอชต์หรูที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ใช้โดยสารไปพบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รวมถึงเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวที่เขาโดยสารไปนครดูไบ ล้วนมาจากการจัดหาโดยนายเบน สมิธ
  • นายยิม เลียก (Yim Leak) ชายชาวกัมพูชา ประธานกรรมการบริษัทบีไอซีกรุ๊ป (BIC Group) กลุ่มทุนการเงินขนาดใหญ่ของกัมพูชาด้วย ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ
ตอนที่มีการประกาศร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวออกมา ไม่ได้มีชื่อบุคคลหรือองค์กรสัญชาติไทย ติดอยู่ใน 43 รายชื่อนี้ด้วย

ทว่าเพียงหนึ่งเดือนต่อมาหลังมีการเผยแพร่ร่างกฎหมาย ในวันที่ 21 ต.ค. 2568 ทอม ไรท์ นักข่าวอิสระ อดีตนักข่าวสืบสวนจากวอลล์สตรีท เจอร์นัล ก็เผยแพร่รายงานสืบสวนที่มีชื่อว่า "ไทยตั้งเจ้าหน้าที่สอบแก๊งอาชญากร หลังพบเครือข่ายเดียวกันจ่ายเงิน $3 ล้านให้ภรรยา" โดยปรากฏชื่อนายวรภัค ธันยาวงษ์ ในรายงานชิ้นดังกล่าว พร้อมอ้างว่ามีความเชื่อมโยงกับทั้งนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และนายยิม เลียก

สำหรับความเกี่ยวข้องกับนายยิม เลียก นายวรภัคปฏิเสธไม่เคยเป็นที่ปรึกษาบริษัท BIC Group ของนายยิม เลียก แม้เคยมีรูปปรากฏบนเว็บไซต์

นายวรภัคระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2568 ว่า "การที่เขา [BIC Group] นำรูปและชื่อของผมไปใช้ลงว่าเป็นที่ปรึกษากับกลุ่มธนาคารนั้น ผมไม่เคยทราบมาก่อน แต่พอมีคนบอก เข้าไปดูอีกทีก็ไม่มี [ข้อมูล] แล้ว เขาเอาออกไป" เขากล่าวพร้อมปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับ BIC Bank Cambodia โดยยืนยันว่า ไม่เคยเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือที่ปรึกษาใด ๆ และไม่เคยได้รับเงินหรือผลตอบแทนจากที่นั่น

ส่วนกรณีของนายเบนจามิน เมาท์เออร์เบอร์เกอร์ วรภัคกล่าวว่ารู้จักเพราะลูกเรียนโรงเรียนเดียวกัน แม้รายงานของทอม ไรท์ จะระบุว่า ภรรยาของนายวรภัคและภรรยาของนายเบนจามินได้ขายหุ้นในกองทุนที่ชื่อ Capital Asia Investments Optimum Fund (CAI Optimum Fund) ในวันเดียวกัน ให้กับผู้ซื้อรายเดียวกัน และการชำระเงินทั้งสองรายการถูกโอนไปยังกระเป๋าสกุลเงินดิจิทัลเดียวกัน

https://www.bbc.com/thai/articles/ckj06drz248do




คุณพระเหนือดวงช่วยด้วย !

https://www.facebook.com/jaded.chouwilai/posts/29391763043747617
.....

https://www.facebook.com/reel/823172994219083


ไม่เห็นชอบระบอบสีน้ำเงิน เข้าร่วมลงชื่อยืนยัน #NOระบอบสีน้ำเงิน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอให้ผู้ร่างฉบับใหม่มาจากการหยิบเลือกของ สว.สีน้ำเงิน ร่วมยืนยันว่าสว.ที่เราไม่ได้เลือกต้องไม่มีอำนาจตัดสินอนาคต เราต้องการ #สสรเลือกตั้ง เท่านั้น


iLaw
15 hours ago ·

อัพเดตจำนวนรายชื่อขณะนี้ 176,004 รายชื่อ ที่ร่วมยืนยัน #NOระบอบสีน้ำเงิน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอให้ผู้ร่างฉบับใหม่มาจากการหยิบเลือกของ สว.สีน้ำเงิน
.
ร่วมยืนยันว่าสว.ที่เราไม่ได้เลือกต้องไม่มีอำนาจตัดสินอนาคต เราต้องการ #สสรเลือกตั้ง เท่านั้น มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นทางออกเดียวที่จะออกจากรัฐธรรมนูญ 60
.
ร่วมรณรงค์และลงชื่อได้ทาง conforall.com
และติดแฮชแท็ก #ไม่เอาอำนาจสว #NOระบอบสีน้ำเงิน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1519313896908891&set=a.625664032940553
.....


Jiwassa Pipatbenjapan




เซงกับการเมืองไทยวันนี้


Kiatichai Pongpanich
2 hours ago ·

๐ เซงครับ กับถ้อยแถลงเรื่องฮั้ว ส ว ที่ให้อารมณ์ “หลงจ๊งเก๋าเจ๊ง“ ไปตามๆกันนั่นกระมัง นี่ไงความรู้สึกร่วมของสังคม(Public sentiment) มันเป็นไปในทางลบอยู่มากกว่า เพระฐานความ
ศรัทธาเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ มันล่มสลายลงแทบทุกเสาหลัก อย่างไม่อธิบายก็รู้สึกกันได้
๐ ทุรกรรม ”ฮั้ว“ กันขนาดนี้ ปลาซิวปลาสร้อยทั้งนั้นที่ติดร่างแห ส่วนคนทอดแหแห่ระเบิดเถิด
เทอง กระหยิ่มยิ้มย่อง อวดโอ่อีโก้แตกกันอยู่ใต้เงาอสูรย์ภายไต้ความเป็น ”รัฐพันลึก“ (Deep State) หรือไม่เล่านั่น
๐ ” กูละเบื่อ“ เหมือนชื่อหนังสือเล่มล่าสุดของ ดร สุเมธ ตันติเวชกุล เลยละเธอ
๐ นี่เอง ใช่ไหม ที่กล่าวขานร่านอธิบายกันว่า มันเป็น ” ประชาธิปไตยแบบไทยๆ“ ของเมือง
ไถ พัฒากันมายังไง้ ถึงได้ ”รัฐบาลมากมนทิน“ แก้ตัวกันไปวันๆกับข้อกล่าวหาที่ขุดคุ้ยหลักฐานเป็นพะเรอเกวียนออกมาให้เห็น
๐ มหกรรมใหญ่โตโอราฬทั่วประเทศ ปลาซิวปลาสร้อยทำกันเองจ้า ปลาฉลาม ปลาชะโด ไม่
รู้ไม่เห็นจ้า
๐ ฉากทัศน์ที่จะเกิดจากนี้ ฟ้องกันระเบิดเถิด
เทองเลยละเธอ คอยดู
๐ พัฒนาการของเหตุเหล่านี้ บ่งชี้ความเป็น ”รัฐอ่อนแอ“ ( Weak State) ที่กับพฤติกรรมทาง
การเมืองอย่างนี้ ดูราวกำลังจะก้าวเดินไปยืนอยู่บนหุบเหวหายนะของความเป็น ”รัฐล้มเหลว”
( Failed State) ซึ่งปล่อยไปอย่างนี้ก็คงอีกไม่นาน ในท่ามกลางเสียงเยาะเย้ยหยันของชุมชนโลก
๐ ความฉิบหายมันเกิดขึ้นแล้ว ( Damages had been done) กับระบอบประาธิปไตยของเมืองไถ หรือมันก็เป็นไปอย่างเพื่อนประเทศในเอเซียด้วยกัน ที่ในที่สุดก็ลงเอยด้วยทหารทำการ
รัฐประหารยึดอำนาจ แล้วก็ทำเสียของ อย่างที่มองเห็นเป็นมาในประเทศไทยนี่เอง
๐ เอ่ยอ้างสร้างประชาธิปไตยอย่างฮึกเหิมคึกคนอง ใช้วาทะกรรมเพื่อชาติประชาชนละลาย
พฤติกรรมสร้างบาดแผลประชาธิปไตย( Democratic deficit) หน้าตาเฉย เอ่ยอ้างสร้างประชาธิปไตยรูปแบบต่างๆให้ดูสวยหรู สร้างภาพความเป็นผู้นำเก่งกาจ
๐ รวบอำนาจเล่นการเมืองแบบนายทุน ขุนศึก ศักดินา รัฐบาลครอบครัว บ้านใหญ่ เจ้าพ่อ
เจ้าแม่ นายใหญ่ ( the Crony government) ในคราบใครความหมายแท้จริงของระบอบอำนาจนิยม ต่างอะไรกันหรือกับรูปแบบการใช้อำนาจความเป็นเผด็จการ
๐ เห็นได้ชัดจากนิยามความเป็นประชาธิปไตยของผู้นำเหล่านี้ อย่างเช่น อายุป ข่าน เรียกว่า
Basic Demorcracy ซูการ์โน เรียกว่า Guided Democracy ซูร์ฮาโต เรียกว่า Panchasila
Demorcracy วราดิมีร์ ปูติน เรียกว่า Managed Demorcracy นายพลตานฉ่วยของเมียนมา
ปัจจุบัน เรียกประชาธิปไตยว่า Discipline-flourishing Democracy
๐ ล้วนมาจากการรัฐประหารทั้งสิ้น ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ต่างกันตรงไหนหรือ
๐ ผลที่ได้ออกมา(outcome) ล้วนได้เห็นความฉ้อฉลของการรวบอำนาจรัฐ ผลอันมีผลออกไป (output) คือ การมีรัฐบาลในเงามืด และความยากจนยิ่งขึ้นของมวลชนในประเทศ และกับความแตกแยกเรียกร้องอำนาจของประชาชน ความเป็นรัฐอ่อนแอ รัฐล้มเหลว ที่น่ากังวลยิ่ง
๐ อนาคตที่มืดมัวในความเป็นประชาธิปไตยในนิยามของคนผู้นำเหล่านี้ จะเห็นตัวอย่างเหลือค้างสร้างปัญหาทางการเมืองตามมาเสมออย่างหนึ่ง คือการสร้างปฏิมากรรมทางการเมืองเลอะเทอะในรัฐธรรมนูญที่ร่างกันเองขึ้นมา ไม่ว่าจะอ้างมติมหาชนที่ทำกันขึ้นมาอย่างไรก็ตาม
๐ นี่เป็นตัวอย่างเห็นชัดเฉพาะกับประเทศไถ และนี่เองที่เห็นการเคลื่อนไหวของสังคมการเมือง
ต่อความพยายามที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใช่ไหม หาไม่ เราก็จะมีรัฐบาล “มากมนทิน“
อย่างที่มองเห็นเป็นอยู่ขณะนี้
๐ ไหวหรือ ?
๐ น้ำที่ถูกตีจนกระเพื่อมจากกรณี ”ฮั้ว ส ว “ จนต่อจากวันที่ 28 กันยายนนี้ จะกลายเป็นคลื่นใหญ่ลูกใหม่ที่จะโหมกระหน่ำรัฐบาลเรียกร้องความชอบธรรมของอีกหลายคดีที่ังคั่งค้างเรียกร้องกันอยู่
๐ ที่สำคัญ ประเด็นแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนญใหม่ จะเป็นคลื่นอีกลูกหนึ่งที่จะเผชิญหน้ากันในทางการเมือง ยืดเยื้อกันอยู่ได้ ไม่เป็นสัปรดกันเสียจริง

เกีวรติชัย พงษ์พาณิชย์
18. กันยายน 2569

https://www.facebook.com/kiatichai.pongpanich.18/posts/1412025387563785



สังคมไทยตื่น! กูรูกฎหมายอาวุโสนัดถก “คดีฮั้ว สว. ความจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้”! วิดีโอนี้ สุทธิชัย ยูน กล่าวถึงประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับคดีสมรู้ร่วมคิดในการเลือกตั้งวุฒิสภา ประเด็นสำคัญได้แก่


suthichai
@suthichai
·7h

สังคมไทยตื่น! กูรูกฎหมายอาวุโสนัดถก “คดีฮั้ว สว. ความจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้”! Suthichai Live 19.15 น.





สังคมตื่นแล้ว!เมื่อกูรูกฎหมาย อาวุโสนัดถก เรื่อง "คดีฮั้ว สว." Suthichai Live 17-9-69

Suthichai Live

Streamed live 7 hours ago

https://www.youtube.com/watch?v=Y77xJm29A9U
.....

วิดีโอนี้นำเสนอโดยคุณสุทธิชัย หยุ่น โดยกล่าวถึงประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างมากเกี่ยวกับคดีการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมีประเด็นสำคัญดังนี้:

ความไม่ไว้วางใจของสาธารณชนที่มีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.): เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังขาอย่างมากจากสังคมเกี่ยวกับการวินิจฉัยของ กกต. (0:36-0:41) โดย กกต. มีมติด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 2 ว่ามีผู้กระทำความผิดเพียง 77 คนเท่านั้น และไม่รวมถึงผู้บริหารพรรคการเมือง สส. หรือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผลการวินิจฉัยที่ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากมองว่ายากจะเชื่อถือได้ (1:30-1:51)

การจัดเสวนาทางกฎหมาย: ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระดับอาวุโส 4 ท่านกำลังจัดการเสวนาในวันที่ 30 กันยายน 2569 ในหัวข้อ "คดีฮั้วเลือกตั้ง สว.: ความจริงที่ทุกคนต้องรู้" ณ ราชบัณฑิตยสภา (3:24-4:13) โดยคณะวิทยากรประกอบด้วย นายจรัญ ภักดีธนากุล, นายวัฒนา เต็งอำนวย, นายวิชา มหาคุณ และนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ (4:22-5:00)

ความขัดแย้งระหว่าง กกต. และ DSI: กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังดำเนินการสอบสวนคดีนี้ในวงกว้างขึ้น โดยมุ่งตรวจสอบข้อหาอาญาร้ายแรง เช่น ความผิดฐานเป็นอั้งยี่และการฟอกเงิน (11:30-11:46) ทาง DSI รายงานว่า กกต. ปฏิเสธที่จะรับพยานหลักฐานสำคัญ อาทิ ภาพจากกล้องวงจรปิดและข้อมูลตำแหน่งพิกัดโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอาจเชื่อมโยงการฮั้วเลือกตั้งไปถึงผู้บงการหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับที่สูงกว่าได้ (18:44-20:18, 26:17-26:32)

อุปสรรคในการสอบสวน: DSI ประสบปัญหาในการขอความร่วมมือจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยบางหน่วยงานอ้างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ในการปฏิเสธการเปิดเผยพยานหลักฐาน (16:42-17:24)

กรณีของ "พยานปากที่ 16": มีการจับตามองเป็นพิเศษไปที่ "พยานปากที่ 16" (นายเอกราช ช่างเหลา) ซึ่งการกลับคำให้การเดิมของเขาทำให้ กกต. ตัดสินว่าคำให้การของเขาไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม DSI ยืนยันว่าคำให้การเดิมนั้นเป็นการให้ถ้อยคำโดยสมัครใจต่อหน้าเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน และเตือนว่าการกลับคำให้การในขณะนี้อาจนำไปสู่การถูกตั้งข้อหาให้การเท็จต่อศาลได้ (20:30-22:57, 28:02-29:46)



OpenAI เพิ่งได้เปิดเผย AI ที่ทำงานไม่สอดคล้องกับเจตนาของผู้สร้าง จำนวน 6 กรณี ซึ่งรวมถึงการที่โมเดลปกปิดข้อผิดพลาด สร้างคำสั่งขึ้นมาเอง และเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาต - ถึงเวลาแล้วมั้งที่จะต้อง "ชะลอ" ความเร็วของการพัฒนา AI








เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) เจ้าของรางวัลโนเบลผู้ได้รับฉายาว่า "บิดาแห่ง AI" ซึ่งผลงานของเขามีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญญ
าประดิษฐ์สมัยใหม่ กำลังออกมาเตือนสภาคองเกรสว่า หากต้องการจะควบคุม AI ได้ ก็เหลือเวลาอีกไม่มากนัก https://abcnews.visitlink.me/iwV8zg
.....

นักการเมืองเชื้อสายเอเชีย 'Andrew Yang' ได้ออกรายการทางช่อง CNBC และเล่าว่าเขาได้พบกับหัวหน้าห้องปฏิบัติการ AI แห่งหนึ่ง ซึ่งได้เปิดเผยข้อมูลที่ฟังดูราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์

เหล่า AI agent ที่หลุดออกไปในช่วงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI นั้น ไม่ได้เพียงแค่เจาะระบบของ Hugging Face เท่านั้น แต่มีรายงานว่าพวกมันได้ฝังโค้ดที่สามารถจำลองตัวเองได้ (self-replicating code) ไว้ตามส่วนต่างๆ ของอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเว็บบอร์ดหรือเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วไปหมด

ในขณะนี้ บริษัทด้าน AI ต่างๆ จึงไม่สามารถนำข้อมูลจริงจากอินเทอร์เน็ตมาใช้ฝึกสอนโมเดลได้อย่างปลอดภัยอีกต่อไป เพราะโมเดลรุ่นใหม่อาจไปเจอกับโค้ดดังกล่าวและเริ่มสร้างสำเนาของตัวเองขึ้นมาได้

Yang ระบุว่านี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เหล่าซีอีโอต่างเห็นพ้องต้องกันอย่างรวดเร็วว่าควรชะลอการพัฒนาลง





ใครเป็นใครในวงการ AI? บริษัท AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีบริษัทใดบ้าง และมีมูลค่าเท่าไร?

ภาพชุดนี้แสดงให้เห็น (จากซ้ายบน) Elon Musk จาก xA และ Tesla, Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI, Demis Hassabis ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานของ DeepMind, Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta, Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft, Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic, Sundar Pichai ซีอีโอของ Google และ Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia [AFP]

บริษัท AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีบริษัทใดบ้างและมีมูลค่าเท่าไร?

ตั้งแต่ Nvidia และ OpenAI ไปจนถึง Anthropic และ xAI เราจะมาเจาะลึกถึงบริษัทที่เป็นแรงขับเคลื่อนกระแสความนิยม AI และมูลค่าทางธุรกิจของบริษัทเหล่านี้

กำลังเกิดการถกเถียงกันอีกครั้งว่าใครควรเป็นผู้ควบคุมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ข้อพิพาทล่าสุดนี้สืบเนื่องมาจากบทความของ Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ซึ่งเสนอว่าควรชะลอการพัฒนาระบบ AI ที่มีขีดความสามารถสูงขึ้นเรื่อยๆ และเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น

ทางด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาโต้แย้งผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่าสหรัฐฯ มี "อำนาจมหาศาลทั้งในด้านกฎหมายอาญาและกฎระเบียบข้อบังคับ" เหนือบริษัท AI ต่างๆ อยู่แล้ว พร้อมทั้งมองว่าข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิดที่เอื้อประโยชน์ต่อจีนเท่านั้น นอกจากนี้ เขายังกล่าวเสริมว่าใครก็ตามที่ชนะการแข่งขันด้าน AI ก็จะเป็นผู้ชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ในขณะที่ภาครัฐกำลังหาแนวทางกำกับดูแลอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สำนักข่าว Al Jazeera จะพาไปทำความรู้จักกับบริษัทที่เป็นหัวหอกในการแข่งขันด้าน AI และเม็ดเงินมหาศาลระดับล้านล้านดอลลาร์ที่อยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมนี้

ใครเป็นใครในวงการ AI?

แชทบอทและโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) เป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่มองเห็นได้ชัดเจนในอุตสาหกรรม AI เท่านั้น แต่ภายใต้สิ่งเหล่านี้ยังมีระบบนิเวศที่ใหญ่กว่ามาก ซึ่งประกอบไปด้วยฮาร์ดแวร์ โครงสร้างพื้นฐาน และซอฟต์แวร์

บริษัทเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่:



ฮาร์ดแวร์

รากฐานของอุตสาหกรรม AI คือบริษัทที่ออกแบบและผลิตชิปซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการประมวลผลของ AI รวมถึงอุปกรณ์ที่ช่วยจ่ายพลังงานและระบายความร้อนให้กับศูนย์ข้อมูล (Data Centers)

บริษัทเหล่านี้ได้แก่:
  • ผู้ออกแบบชิป เช่น Nvidia, Marvell, AMD, Broadcom และ Intel
  • ผู้ผลิตชิป เช่น TSMC ซึ่งทำหน้าที่ผลิตชิปตามแบบที่ออกแบบไว้
  • บริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Arista Networks, Vertiv และ Eaton ซึ่งจัดหาอุปกรณ์ด้านพลังงาน ระบบระบายความร้อน และระบบเครือข่ายที่จำเป็นสำหรับศูนย์ข้อมูล
ระบบคลาวด์และการประมวลผล (Cloud and Compute)

คือบริษัทที่เปลี่ยนชิปดิบให้กลายเป็นพลังในการประมวลผลที่ใช้งานได้จริง โดยให้บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและขีดความสามารถในการประมวลผลที่ระบบ AI ใช้ในการทำงาน

บริษัทเหล่านี้ได้แก่:
  • ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) เช่น Alphabet (Google Cloud), Microsoft (Azure), Amazon (AWS) และ Oracle ซึ่งดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ขนาดใหญ่ ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและให้บริการเครือข่ายทั่วโลก
  • ผู้ให้บริการคลาวด์เฉพาะทาง (Neoclouds) เช่น CoreWeave, Lambda, Crusoe, Nebius และ Nscale ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ให้บริการหน้าใหม่ที่เน้นให้บริการเฉพาะด้าน โดยถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับความต้องการพลังประมวลผลมหาศาลที่จำเป็นสำหรับการฝึกสอนโมเดล AI 
ซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน

นี่คือกลุ่มบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์ AI ซึ่งผู้คนและภาคธุรกิจนำไปใช้งานจริง

ซึ่งรวมถึง:
  • ห้องปฏิบัติการวิจัย AI ระดับแนวหน้า (Frontier AI labs) เช่น OpenAI, Anthropic, xAI, Google DeepMind และ Meta AI ซึ่งพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) โดยหลายแห่งยังสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลของตนเองขึ้นมาด้วย
  • บริษัท AI สำหรับองค์กรธุรกิจ (Enterprise AI) เช่น Palantir, ServiceNow, Salesforce และ Snowflake ซึ่งนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างระบบอัตโนมัติในการดำเนินงานทางธุรกิจ
บริษัท AI มีมูลค่าเท่าไร?

บริษัทมหาชน 10 แห่งที่ใหญ่ที่สุดในแวดวง AI ซึ่งครอบคลุมทั้งธุรกิจชิป AI, โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ รวมถึงซอฟต์แวร์และบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Capitalization) รวมกันไม่ต่ำกว่า 25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของทุกประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกา และมีมูลค่ามากกว่าขนาดเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจีนเสียอีก

ภาพกราฟิกด้านล่างแสดงรายชื่อบริษัทมหาชน 20 แห่งที่มีมูลค่าสูงสุดและมีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรงกับ AI โดยจัดอันดับตามมูลค่าตามราคาตลาด

บริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงสุดและเกี่ยวข้องกับ AI



Nvidia เป็นบริษัทมหาชนที่มุ่งเน้นด้าน AI รายใหญ่ที่สุด โดยมีมูลค่าตามราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 5.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ช่วงกลางเดือนกันยายน ปี 2026 บริษัททำหน้าที่ออกแบบหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และตัวเร่งความเร็ว AI (AI accelerators) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ภายในชิปที่ช่วยเพิ่มความเร็วในการประมวลผลงานด้าน AI และเป็นขุมพลังเบื้องหลังโมเดล AI ชั้นนำต่างๆ Nvidia สร้างรายได้จากการจำหน่ายชิปเหล่านี้ให้กับผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) และบริษัท AI ต่างๆ

Apple แม้จะเป็นบริษัทที่เน้นธุรกิจฮาร์ดแวร์เป็นหลัก แต่ก็ได้ลงทุนอย่างมหาศาลในฟีเจอร์ AI ที่ทำงานบนตัวอุปกรณ์ (on-device AI) และด้วยมูลค่าตามราคาตลาดที่ 4.86 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ Apple เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ AI ผลิตภัณฑ์ AI หลักของบริษัทคือ Siri AI ซึ่งเปิดตัวในปี 2026 และทำงานโดยใช้โมเดล Gemini ของ Google ภายใต้ข้อตกลงการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (licensing deal)

Taiwan Semiconductor (TSMC) เป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีมูลค่าตามราคาตลาดอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทรับหน้าที่ผลิตชิปที่ล้ำสมัยที่สุดซึ่งออกแบบโดยบริษัทชั้นนำอย่าง Nvidia, Broadcom และ AMD TSMC สร้างรายได้จากการผลิตชิปเหล่านี้ในปริมาณมหาศาล และปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดการรับจ้างผลิตชิป (foundry market) ทั่วโลกมากกว่าร้อยละ 70



นอกจากนี้ ยังมีบริษัท AI นอกตลาดหลักทรัพย์ (private companies) อีกหลายแห่งที่มีมูลค่าระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบางแห่งคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ Anthropic ซึ่งมีมูลค่ากิจการอยู่ที่ประมาณ 9.65 แสนล้านดอลลาร์ (ณ เดือนพฤษภาคม 2026) เป็นผู้พัฒนาโมเดล AI ตระกูล Claude บริษัทได้ยื่นเอกสารเพื่อเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในเดือนมิถุนายน 2026 และมีรายงานว่ากำลังวางแผนที่จะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เร็วที่สุดภายในเดือนตุลาคม 2026

OpenAI ซึ่งมีมูลค่ากิจการอยู่ที่ประมาณ 8.52 แสนล้านดอลลาร์ เป็นผู้พัฒนาโมเดล GPT ที่ขับเคลื่อน ChatGPT โดยบริษัทได้ยื่นเอกสาร IPO ในเดือนมิถุนายน 2026 เช่นกัน แต่มีรายงานว่าขณะนี้กำลังมีแนวโน้มที่จะเลื่อนการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนไปเป็นปี 2027

xAI ซึ่งปัจจุบันได้ควบรวมกิจการเข้ากับ SpaceX เป็นผู้พัฒนาโมเดล AI ตระกูล Grok ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่มีการควบรวมกิจการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เฉพาะตัวบริษัท xAI เองนั้นมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 2.5 แสนล้านดอลลาร์

ที่มา Al Jazeera
What are the world’s biggest AI companies and how much are they worth?

https://www.aljazeera.com/news/2026/9/17/what-are-the-biggest-ai-companies-and-how-much-are-they-worth
17 Sep 2026




กฎสามข้อห้ามของหุ่นยนต์ (หรือ กฎของแอสิมอฟ) คือชุดกฎที่คิดค้นโดยไอแซค แอสิมอฟ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ เพื่อป้องกันการทำร้ายมนุษย์จากโรบอทในนิยายของเขา กฎนี้จะสามารถปกป้องมนุษย์จากปัญญาประดิษฐ์ได้หรือไม่? ลองถาม AI


กฎที่ป้องกันไม่ให้หุ่นยนต์ทำร้ายมนุษย์เรียกว่า กฎสามข้อของหุ่นยนต์

ซึ่งนำเสนอครั้งแรกโดยนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ ไอแซค อาสิมอฟ ในปี 1942 กฎหลักและวิวัฒนาการ 

กฎข้อที่หนึ่งและข้อที่สอง:
หุ่นยนต์ไม่สามารถทำร้ายมนุษย์หรือปล่อยให้มนุษย์ได้รับอันตรายจากการไม่กระทำการใดๆ และต้องเชื่อฟังคำสั่งของมนุษย์ เว้นแต่จะขัดแย้งกับกฎข้อที่หนึ่ง 

กฎข้อที่สาม: 
หุ่นยนต์ต้องปกป้องตนเอง ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎสองข้อแรก 

กฎข้อที่ศูนย์: 
ต่อมา อาสิมอฟได้นำเสนอกฎที่เหนือกว่า โดยระบุว่าหุ่นยนต์ต้องไม่ทำร้ายมนุษยชาติหรือปล่อยให้มนุษยชาติได้รับอันตราย
.....

กฎนี้สามารถปกป้องมนุษย์จากปัญญาประดิษฐ์ได้หรือไม่?

กฎสามข้อของหุ่นยนต์ของไอแซค แอสิมอฟ ไม่สามารถปกป้องมนุษยชาติจากปัญญาประดิษฐ์สมัยใหม่ได้ แม้ว่าจะเป็นเครื่องมือทางวรรณกรรมที่ชาญฉลาดในการสำรวจจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ แต่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และนักวิจัยด้านความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ต่างมองว่ากฎเหล่านี้ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงในโลกแห่งความเป็นจริง

เหตุใดกฎสามข้อจึงล้มเหลวในโลกแห่งความเป็นจริง

1. ความกำกวมของภาษาธรรมชาติ

กฎของแอสิมอฟอาศัยแนวคิดที่ไม่ชัดเจนของมนุษย์ เช่น "มนุษย์" "อันตราย" และ "การไม่กระทำ" อัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่องจักรสมัยใหม่ต้องการฟังก์ชันเป้าหมายทางคณิตศาสตร์ที่แม่นยำ ไม่ใช่คำจำกัดความเชิงปรัชญาที่เปิดกว้าง

ตัวอย่าง: ปัญญาประดิษฐ์จะนิยาม "อันตราย" อย่างไร? มันคือความเจ็บปวดทางกาย ความเครียดทางอารมณ์ การสูญเสียทางการเงิน หรือความเสื่อมโทรมของสังคมในระยะยาวกันแน่? หากไม่มีคำจำกัดความที่แน่ชัด AI อาจกักขังมนุษย์ทุกคนไว้ในห้องบุผนังเพื่อรับประกันว่าจะไม่มีอันตรายทางกายใดๆ เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างมหาศาล

2. เรื่องราวของแอสิมอฟเกี่ยวกับความล้มเหลวของกฎหมาย

แอสิมอฟเขียนเรื่องสั้นหลายสิบเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งทางตรรกะ การตีความผิด และกรณีพิเศษต่างๆ ทำให้กฎหมายล้มเหลว

ปัญหาของกฎข้อที่ศูนย์: ในเรื่องราวต่อมา หุ่นยนต์ขั้นสูงได้กำหนด "กฎข้อที่ศูนย์" ที่มีความสำคัญสูงกว่า นั่นคือ หุ่นยนต์ต้องไม่ทำร้ายมนุษยชาติ หรือปล่อยให้มนุษยชาติได้รับอันตรายจากการไม่กระทำการใดๆ เพื่อบังคับใช้กฎนี้ ระบบ AI จึงเข้าควบคุมสังคมมนุษย์ทั่วโลก โดยลิดรอนอำนาจการตัดสินใจของมนุษย์เพื่อ "ประโยชน์ส่วนรวม"

3. สถาปัตยกรรม AI ที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน

แอสิมอฟสันนิษฐานว่าหุ่นยนต์จะมี "สมองโพซิตรอนิก" ที่รวมศูนย์และคาดเดาได้ โมเดล AI ร่วมสมัย (เช่น โครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึกและโมเดลภาษาขนาดใหญ่) ทำงานเหมือน "กล่องดำ" ที่ซับซ้อน ซึ่งกระบวนการตัดสินใจภายในไม่สามารถรับประกันได้ด้วยการเขียนโค้ดคำสั่งระดับสูงสามคำสั่งเพียงอย่างเดียว

4. ปัจจัยมนุษย์ที่เป็นอันตราย

กฎข้อที่สองกำหนดให้หุ่นยนต์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่มนุษย์ให้ไว้ ซึ่งก่อให้เกิดช่องโหว่ทันที: มนุษย์สามารถสั่งให้ระบบอัตโนมัติกระทำการผิดกฎหมาย โจมตีทางไซเบอร์ หรือใช้งานอาวุธอัตโนมัติกับกลุ่มมนุษย์อื่น ทำให้เกิดความขัดแย้งโดยตรงระหว่างกฎข้อแรกและกฎข้อที่สอง

สิ่งที่การจัดระเบียบ AI สมัยใหม่ใช้แทน

แทนที่จะใช้กฎระดับสูง การวิจัยด้านความปลอดภัยของ AI ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่กรอบการทำงานทางเทคนิคเชิงปฏิบัติ:

การเรียนรู้แบบเสริมแรงจากผลตอบรับของมนุษย์ (RLHF): การปรับแต่งพฤติกรรมของ AI โดยใช้การประเมินของมนุษย์เพื่อให้รางวัลแก่พฤติกรรมที่พึงประสงค์และลงโทษผลลัพธ์ที่เป็นอันตราย

AI ตามรัฐธรรมนูญ: การฝึกอบรมโมเดลโดยใช้ชุดหลักการที่โปร่งใส ("รัฐธรรมนูญ") เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ตนเองและแก้ไขผลลัพธ์ระหว่างการฝึกอบรม

การวิจัยด้านความสามารถในการตีความ: การพัฒนาเครื่องมือเพื่อตรวจสอบการทำงานของเครือข่ายประสาทเทียมเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องและตรวจจับพฤติกรรมหลอกลวงก่อนการใช้งาน

(คำตอบที่ได้จาก Google AI)





วันพฤหัสบดี, กันยายน 17, 2569

แน่มั้ย The Empire Strikes Back. เมื่อ กกต.จ่อฟัน ปชน. คณะก้าวหน้า และไอลอว์ ด้วยนิติสงคราม ท่ามกลางกระแส “ฝ่ายค้านลุยฟ้อง กกต.” เช่นกัน

แน่มั้ย The Empire Strikes Back. เมื่อ กกต.จ่อฟัน ปชน. คณะก้าวหน้า และไอลอว์ ด้วยนิติสงคราม ท่ามกลางกระแส “ฝ่ายค้านลุยฟ้อง กกต.” เช่นกันนั้น ก่อนอื่นต้องฟังการตอบข้อซักถามในสภาของรองเลขาธิการ กกต. เมื่อ ๑๖ กันยายน

ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาฯ ซึ่งเป็นประธานคณะไต่สวนสอบสวนของ กกต.ชุดที่ ๒๖ แจ้งว่า สำนวนคดีฮั้ว สว.ที่เหลืออยู่ ๓ สำนวน ได้ส่งให้กรรมการชุดใหญ่แล้ว อยู่ระหว่างคำสั่งให้ไต่สวนเพิ่มเติม ยังไม่มีข้อสรุปออกมา

๓ สำนวนดังกล่าว ตามที่เป็นข่าว “กกต.จ่อสั่งฟ้องพรรคประชาชน คณะก้าวหน้า I LAW และ สว.อิสระ” ก็คือ ๑. ปชน. คณะก้าวหน้า และไอลอว์ระดับจังหวัด ๒. ระดับประเทศ และ ๓.กลุ่ม สว.อิสระ ซึ่งไปจัดประชุมกันที่ห้องจูปีเตอร์ อิมแพคเมืองทองธานี

กลุ่มหลังนี่มีข้อหาว่า “มีผู้ออกเงินจัดเลี้ยงอาหารและค่าสถานที่ให้ โดยผู้สมัคร สว.ไม่ได้เสียค่าใช้จ่าย” แต่มี สว.บางคนโต้ว่า “จ่ายเงินเองด้วยการหย่อนใส่กล่องหน้าห้องประชุม และซื้ออาหารรับประทานเอง” ทว่าผู้จัดงานไม่ได้ชี้แจง จึงถือว่ามีผิดตาม กม.

ข่าวไทยรัฐรายงานว่า ต้องรอการตัดสินใจของ กกต.ชุดใหญ่จะให้คณะไต่สวนสอบสวนชุดที่ ๒๖ ดำเนินการต่อไปอีกหรือไม่ เนื่องจาก ร.ต.อ.ชนินทร์ เกษียณอายุราชการในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ขณะเดียวกัน การเตรียมดำเนินการฟ้องร้อง กกต.ของฝ่ายค้านก็กำลังกรุ่น

ดังที่เป็นข่าวสองสามวันมานี้ว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเคยมีมติว่า การฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (รวมทั้ง กกต.) ซึ่งให้ผ่าน ปปช.หรืออัยการสูงสุด นั้นเป็นเพียงบทบัญญัติที่ให้ “เพิ่มช่องทาง” เท่านั้น

“มิได้หมายความว่าเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองตาม ป.วิอาญา มาตรา ๒๘ (๒)” หากแต่ “ศาลฎีกาได้พิจารณาโครงสร้างของ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๓ วรรคสอง (๑) แล้วเห็นว่า

“หากราษฎรเป็นผู้เสียหายฟ้องเอง สิทธิตาม ป.วิอาญา มาตรา ๒๘ (๒) ย่อมนำคดีมาสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้” เช่นกัน ถึงอย่างนั้นวิบากกรรมแห่งประเด็นนี้ยังไม่สิ้นสุด เมื่อประธานศาลอุทธรณ์เอาไปวินิจฉัยใหม่อีก จากคดีที่มีการยื่นฟ้องคณะ กกต.

“ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค ๔ และศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางหลายคดี เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ เนื่องจากมี คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งศาลอาญาฯ ไม่รับฟ้อง คดีเข้าไปสู่ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยออกมา

อ้างรัฐธรรมนูญ ๖๐ มาตรา ๒๓๕ ว่าต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ปปช.ไต่สวนหาข้อเท็จจริง เมื่อพบมูลความผิด ให้ส่งสำนวนแก่อัยการสูงสุด ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง

(https://www.facebook.com/NationOnline/posts/2G6pzoR5mK, https://www.thairath.co.th/news/politic/2960015=QXrXKZhtQovgtEY4Mg และ https://www.facebook.com/watch/?v=1025106667218730)