วันพุธ, มิถุนายน 03, 2569

พรรคประชาชนใช้สูตร ‘สองขา’ ยึดครอง กทม. ขาหนึ่งกวาด สก.ให้ได้หมด อีกขา ยกยอ ‘ชัชชาติ’ ว่าแข็งแกร่ง แม้มีแผลเหวอะเรื่อง ‘ระบบอากง’

ถ้าให้อ่านยุทธวิธียึดครอง กทม.ของพรรคประชาชนเวลานี้ คงบอกได้ว่าใช้สูตร สองขาขาหนึ่งพยายามดันให้กวาด สก.ได้ทั้งหมด หรือเป็นเสียงข้างมากท่วมท้น อีกขาเป็นการยกยอ ชัชชาติ ว่าแข็งแกร่ง แม้มีแผลเหวอะเรื่อง ระบบอากง

วิโรจน์ ลักขณาอดิสร เขียนภาพระบบอากงไว้ว่า ในทีมงานชัชชาติมีสมาชิกอาวุโสประมาณอากงคนหนึ่ง ที่คอยรับมือ สกัดแรงกระแทกจาก สก.กลุ่มหนึ่ง ที่ใช้การควบคุมงบประมาณเป็นเครื่องบีบผู้ว่าฯ ขอต่อรอง “ให้พ่อค้าหรือผู้รับเหมาของ ส.ก.กลุ่มนี้ ได้งาน”

เขาแสดงความเห็นใจชัชชาติที่ “ต้องมาเจอกับอะไรที่ Toxic แบบนี้ตลอดสี่ปี...นั่นก็เป็นเพราะว่า อ.ชัชชาติ ไม่มีทีม ส.ก.เป็นของตัวเอง” แม้นว่าจริงๆ แล้วก็มีน่ะแหละ แต่ต่างคนต่างเดินคู่ขนานกันไป ให้เห็นภาพว่าเป็น “ผู้ว่าฯ อิสระ” ตามโพล

Atukkit Sawangsuk อ่านแผน ปชน.จากปากวิโรจน์ ว่า “เข้าเป้า...คือเลือกชัชชาติไม่ว่า แต่ถ้าจะให้ชัชชาติทำงานได้อย่างโปร่งใสมีประสิทธิภาพ ต้องเลือก สก.ส้ม ทั้ง กทม.เท่านั้น เพราะความเป็นพรรคที่มีจุดยืน มีเอกภาพ...

การกวาด สก.ให้ได้ทั้ง กทม. หรือได้มากที่สุดจนคุมเสียงข้างมากเด็ดขาด คือยุทธศาสตร์เบื้องต้นของส้มอยู่แล้ว เพียงจำเป็นต้องส่ง โจ ชัยวัฒน์ ลงสมัครเพื่อนำทีม สก. นำเสนอไอเดียความคิดให้คนรู้จัก เพื่อปูทาง” ขณะที่ทางชัชชาติพูดไม่ออก

“ไม่รู้จะดิ้นยังไง ถ้าดิ้นก็พลาด เช่นจะไปให้ท้ายพวกห้อยโหน ก็เสียนะ...ยุทธศาสตร์ส้มคือใช้ สก.ล้อมผู้ว่า ถ้าได้จังหวะก็อาจชนะ แต่ไม่ได้จังหวะก็ไม่เป็นไร แล้วใครวะ ดันคิดว่าเอาสุรพลมาจะชนะ” อันนี้น่าจะเป็นเรื่องตกกระไดพลอยโจน

ดังที่ สุรพล นิติไกรพจน์ ตอบทุกข้อกับ สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ว่าเขาเองได้รับทาบทามจากพรรคประชาชนให้ลงสมัครเป็นผู้ว่า “แต่ไม่เอา เพราะเห็นว่าอายุมากเกินไป น่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจวิถีชีวิตของคนปัจจุบันมากกว่า”

แม้ตำแหน่งประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ฯ ก็ไม่อยากได้ เสียท่าสรยุทธ์ไม่ได้ถามว่าแล้วทำไมถึงเอาล่ะ แต่กระนั้นรายการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คงทำให้ความคลางแคลงใจว่าเขาเปลี่ยนจากการเป็นสมุน คมช.ละหรือ หายไปเยอะ

แล้วยังเห็นความสำคัญว่าเขาช่ำชองเรื่อง กทม. ประสบการณ์เพียบ ช่วยโน้มน้าวคนกรุงเทพฯ ได้อีกว่าถ้าชัชชาติทำงานกับทีม สก.พรรคประชาชน แน่นอนไปโลด ก็อย่างที่เลขาฯ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ว่าต้องยอมรับไม่มีทางชนะ

“หากเราไม่แสวงหาแนวร่วมที่กว้างขวางขึ้น”

(https://www.facebook.com/khaosod/posts/S6nUsKTycuG, https://www.facebook.com/sorrayuth9115/videos/1654074155877179/ และhttps://www.facebook.com/baitongpost/posts/22vqvc4oFft6) 

"กระเบื้องดินเผา" บ้านอองโตนี "วัตถุในสงครามความทรงจำ" : มารู้จักประวัติศาสตร์ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าของผู้มีอำนาจรัฐเท่านั้น แต่"ผู้แพ้" (ในปัจจุบัน) ก็สามารถเขียนประวัติศาสตร์ออกมาประชันขันแข่งกับประวัติศาสตร์กระแสหลักได้

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/27356206507352829

Thanapol Eawsakul 
5 hours ago
·
"กระเบื้องดินเผา" บ้านอองโตนี "วัตถุในสงครามความทรงจำ"
..........

(1)
ประวัติศาสตร์แม้ว่าจะเป็นเรือ่งน่าเบื่อ แต่กลายเป็นว่าแทบทุกครั้งก็จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ผู้นำ/ผู้บริหารการศึกษา
การเรียน การสอบ ประวัติศาสตร์ ก็จะถูกนำมาพูดทุกครั้ง
ล่าสุด ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ แถลงถึงทิศทางสำคัญของรัฐบาลในการเดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาครั้งใหญ่ มุ่งยกระดับการจัดการเรียนการสอน 3 วิชาหลัก ได้แก่ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และภาษาไทย ควบคู่กับการพัฒนาระเบียบวินัยและการเป็นพลเมืองโลก ดังคำกล่าวตอนหนึ่งว่า
.......
สมรรถนะที่แท้จริงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทักษะอาชีพ แต่คือความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การปรับปรุงวิชาประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ จะเปลี่ยนผ่านจากการท่องจำสู่ “การวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์” เพื่อให้เยาวชนเข้าใจพัฒนาการของชาติและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงอุทิศเพื่อประชาชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในฐานะเรื่องราวที่พลเมืองทุกคนมีส่วนร่วม
“ทุกประเทศที่มีระบบการศึกษาเข้มแข็ง ล้วนสอนให้เด็กรู้จักรากเหง้าของตนเอง รู้ว่าตนเป็นใคร มาจากไหน และมีหน้าที่อะไรต่อสังคม รัฐบาลเชื่อมั่นว่า พลเมืองที่เข้าใจที่มาของประเทศ คือพลเมืองที่พร้อมมีส่วนร่วมสร้างชาติ”
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์
https://www.matichon.co.th/weekly/hot-news/article_898255
ประวัติศาสตร์แบบที่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวมาแต่ต้น
มีคนนิยามไว้มากมายไม่ว่า
ประวัติศาสตร์สกุลดำรงราชานุภาพ
หรือ
ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม
 
(2)
แตประวัติศาสตร์ก็ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องเ่ล่าของผู้ชนะหรือผู้ยึดครองอำนาจรัฐเท่านั้น
แต่ยังมีประวัติศาสตร์ของผู้แพ้
ประวัติศาสตร์ของผู้ถูกเนรเทศ
และผู้คนนอกประวัติศาสตร์อีกไม่น้อย
พิพิธภัณฑ์บ้านอองโตนี ที่พำนักสุดท้ายของปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส คือความพยายามหนึ่งในการต่อสู้กับความทรงจำกระแสหลักของรัฐไทย
พิพิธภัณฑ์บ้านอองโตนีจึงไม่ใช่เพียงแต่สถานที่เท่านั้น แต่มันคือ “สงครามความทรงจำ” ที่ต่อเนื่องยืดเยื้อมาเกือบศตวรรษแล้ว

(3)
กล่าวสำหรับพิพิธภัณฑ์บ้านอองโตนี ที่มีการเปิดตัวโครงการไปเมือเดือนพฤษภาคม 2567
ธนาธร แถลงเปิดตัวบ้านอองโตนี อนุสรณ์สถานผู้ถูกกระทำจากรัฐ จ่อยกเป็นมรดกชาติไทย... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/politics/news_4583896
ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2569 อ.สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ และคณะ แขกชุดล่าสุดที่ได้ไปเยือนบ้านอองโตนี ได้บันทึกความทรงจำล่าสุดไว้
.............
บ้านอองโตนี : Antony Transform.
มาเยี่ยมบ้านอองโตนี หลังจากที่รู้จักชื่อบ้านนี้มาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยในปีที่ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-ปรีดี พนมยงค์ ถึงแก่อสัญกรรม
ตอนนั้นมีข้อถกเถียงกันว่า จะใช้คำว่าถึงแก่กรรม อสัญกรรม หรือถึงแก่พิราลัย เพราะผู้ตายเป็นถึงรัฐบุรุษอาวุโส แม้ตอนนำกระดูกกลับมาตั้งที่ตึกโดม ก็ยังมีข่าวลือกันว่าพระราชทานผ้าไตรร่วมงานบำเพ็ญกุศลหรือเป็นการขอพระราชทานจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยกันแน่
ตอนอยู่ปารีส เคยมีคนพาเดินผ่านบ้านอองโตนีอยู่หนหนึ่ง ตอนนั้นแค่มองเข้าไป ไม่กล้าถ่ายรูปด้วยซ้ำเพราะทางครอบครัวพนมยงค์ขายต่อให้คนเวียดนามไปแล้ว
วันก่อนเพิ่งได้มีโอกาสเดินเข้าบ้านอองโตนี ก็พบว่าบ้านอยู่ระหว่างการซ่อมแซมครั้งใหญ่ เปลี่ยนกระเบื้องหลังคาใหม่ ทำพื้น ทำผนัง ประตูหน้าต่าง รอบตัวบ้านเหมือนมีผ้าพันแผลทั่วร่าง - ดูเหมือนคนป่วยที่กำลังได้รับการดูแลรักษา-ให้กลับมาเหมือนเดิมเมื่อครั้งที่ยังเป็นบ้านของอดีตนายกรัฐมนตรี รัฐบุรุษอาวุโส ผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครองและชายชราผู้ลี้ภัยพาลการเมืองจนชั่วชีวิต
บ้านอองโตนี อยู่ในช่วงของการฟักตัวของดักแด้ เพื่อจะกลายเป็นผีเสื้อ - พิพิธภัณฑ์บ้านปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ เพื่อบอกเล่าชีวิต ความฝัน ความหวัง ความผิดหวังของผู้คนที่เคยอยู่ที่นี่ และชีวิตของการเมืองไทยที่สร้างผลเปลี่ยนแปลงผู้คนที่เกี่ยวข้องอย่างเกินคาด การแตกแห่งมิตร การอพยพลี้ภัยพลัดพี่พลัดน้อง พ่อไม่ได้พบหน้าลูกจนวันสุดท้ายของชีวิต ฯ
บ้านอองโตนี (2570) เกิดขึ้นใหม่เพื่อที่จะส่งเสียง-เพื่อสื่อสาร ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของอดีตทั้งในฐานะส่วนบุคคลหรือฐานะพลเมืองของชาติ หากหวังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนสำหรับคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับคำถามคำตอบและทางเลือกของชีวิตและสังคมที่ดีของพลเมือง ของรัฐในอนาคตด้วย
https://www.facebook.com/suddan.frontier/posts/pfbid0CzMVXfy3hmmtK7rDBFbF98iZ3AXKNvAm9qVxUMp45Wc9E13BbMzsC77Nr3JmL4edl
.......

(4)
ในฐานะคนที่สนใจเก็บสิ่งของ เมื่อเห็นหลังคา "กระเบื้องดินเผา" ที่ต้องรื้อมาเพื่อเปลี่ยนใหม่ และมีการเก็บไว้ส่วนหนึ่งแล้วคิดว่าน่าจะต้องเอามาทำอะไรสักอย่าง
ในขั้นต้นได้รบกวนคุณศิริวุฒิ บุญชื่น ที่ได้ร่วมคณะให้ช่วยนำกระเบื้องดังกล่าวลัดฟ้ามาเมืองไทยก่อน 2 ชิ้น (หนัก 7 กิโล)
ซึ่งถ้าไม่ทำอะไร สิ่งของเหล่านี้ก็คงต้องเอาไปย่อยสลายหรือกลบฝังไว้ในที่ใดที่หนึ่ง ในกรุงปารีส
ถ้าเอากลับมาได้ส่วนหนึ่ง สิ่งของเหล่านี้ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุจัดแสดงในง่านต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ งานนิทรรศการประวัติศาสตร์ หรืออื่น ๆ
และที่คิดไว้ในใจอีกอย่างคือผมเคยได้โปสการ์ดกำแพงเบอร์ลิน ที่เอาเศษกำแพงมาใส่ไว้ในโปสการ์ดก็น่าสนใจไปอีกแบบ
แต่ไม่ว่าจะออกมาเช่นไร ผมเชื่อว่า ผู้มีอำนาจทุกยุค ทุกสมัยล้วนให้ความสำคัญกับ วัตถุทางประวัติศาสตร์ ไม่มากก็น้อย ดังพระราชอำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในปี 2500 ตอนหนึ่งว่า
" เรื่องโบราณสถานนั้นเป็นเกียรติของชาติ อิฐเก่า ๆ แผ่นเดียวก็มีค่าควรที่จะช่วยกันรักษาไว้ ถ้าเราขาดสุโขทัย อยุธยา และกรุงเทพฯแล้วประเทศไทยก็ไม่มีความหมาย"

(5)
อย่างที่กล่าวมาแล้ว ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีเฉพาะผู้ชนะ หรือผู้นำในปัจจุบันเท่านั้น "ผู้แพ้" (ในปัจจุบัน) ก็สามารถเขียนประวัติศาสตร์ออกมาประชันขันแข่งกับประวัติศาสตร์กระแสหลักได้เช่นกัน
"กระเบื้องดินเผา" บ้านอองโตนี ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของ "วัตถุในสงครามความทรงจำ" ที่ยาวนาน


















https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/27342677688705711



นัดศาลเดือนมิ.ย. 69 นอกจากเจออานนท์แล้ว จะได้เจอไผ่และครูใหญ่ด้วย


อานนท์ นำภา

20 hours ago
·
นัดศาลเดือนมิ.ย. 69 นอกจากเจออานนท์แล้ว จะได้เจอไผ่และครูใหญ่ด้วย แต่ต้องติดตามเป็นวันๆไปเผื่อวันนัดมีความเปลี่ยนแปลง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=36111007928513823&set=a.163415147033223




https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/1402065855097214
May 31
·
จับตา #คดีชุมนุมและคดีแสดงออกทางการเมือง ประจำเดือนมิถุนายน 2569
.
ตลอดทั้งเดือนมิุนายน 2569 มีนัดหมายคดีอย่างน้อย 15 คดี ดังนี้
นัดสืบพยานในคดี #ม112 จำนวน 4 คดี
นัดฟังคำพิพากษาคดี #ม112 จำนวน 2 คดี
คดีจากการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมข้อหาอื่น ๆ มีนัดฟังคำสั่ง นัดสืบพยานและฟังคำพิพากษาอย่างน้อย 8 คดี
คดีในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 1 คดี
.
.
ดูตารางนัดหมายคดีทางการเมืองตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ได้ที่ลิงก์: https://tlhr2014.com/archives/83746




ไทย-กัมพูชา: ทำไมความตึงเครียดชายแดนเก่าๆ จึงกลับมาอีกครั้ง? | Inside Asian Conflicts - อ.ปวิน ให้สัมภาษณ์กับ DW เรื่องความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา


Thailand-Cambodia: Why do old border tensions keep returning? | Inside Asian Conflicts

DW News

Jun 2, 2026 
#ThailandCambodia #BorderConflict #SoutheastAsia

One year after deadly border clashes erupted between Thailand and Cambodia, tensions between the two neighbors remain fragile.
 
What began with a brief skirmish in May 2025 escalated into the worst fighting between the two countries in more than a decade, displacing hundreds of thousands of people and reviving nationalist tensions on both sides of the border.
 
But this conflict is about more than territory. It is rooted in colonial-era borders, contested cultural heritage, domestic political struggles, and historical grievances that were never fully resolved.

As tensions grew, regional and global actors, including the US and China, also stepped in to push for peace and stability but in their own ways.
 
In this episode of Inside Asian Conflicts, DW examines why tensions between Thailand and Cambodia keep resurfacing — and whether lasting peace is possible.
 
#ThailandCambodia #BorderConflict #SoutheastAsia #China #US #InsideAsianConflicts

00:00 Intro
01:08 Border clashes in 2025
02:38 The players and politics of nationalism
06:36 History and the colonial era map
09:58 Regional and global actors
12:21 Resolution
.....

วิดีโอนี้โดย DW News เจาะลึกถึงรากเหง้าที่ซับซ้อนและแรงจูงใจทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ระหว่างไทยและกัมพูชา [00:01]

นี่คือบทสรุปของประเด็นหลักที่ครอบคลุม:

1. การยกระดับและสถานการณ์ปัจจุบันในปี พ.ศ. 2568
จุดประกาย: ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 การปะทะกันช่วงสั้นๆ ในพื้นที่ชายแดน "สามเหลี่ยมมรกต" ส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต [01:26]

The Fallout: เหตุการณ์ดังกล่าวลุกลามไปสู่การสู้รบหลายเดือน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย พลเรือนหลายแสนคนต้องพลัดถิ่น และการปิดจุดผ่านแดนที่แช่แข็งการค้าข้ามพรมแดนมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ [00:11], [01:34]

สถานะปัจจุบัน: แม้ว่าการหยุดยิงจะมีเสถียรภาพเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 แต่กองทหารยังคงประจำการอยู่ และสถานการณ์ยังคงเปราะบางมาก [00:49]

2. การเมืองภายในประเทศและลัทธิชาตินิยม
เมื่อข้อพิพาทชายแดนเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของชาติและอธิปไตย การประนีประนอมจะกลายเป็นเรื่องยากมาก เพราะผู้นำต้องเล่นกับผู้ชมในประเทศ [02:46]

ประเทศไทย: ในช่วงกลางปี ​​2568 รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรล่มสลายหลังจากการโทรศัพท์รั่วไหลระหว่างเธอกับฮุนเซนแห่งกัมพูชาเผยให้เห็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดของพวกเขา ซึ่งถูกมองว่าภายในประเทศมี "ท่าทีอ่อนโยน" [03:21], [04:44] สิ่งนี้ผลักดันให้อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นำสายแข็งขึ้นสู่อำนาจภายหลังการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2569 [03:06], [04:51]

กัมพูชา: พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ที่ปกครองอยู่และผู้นำทหารผ่านศึก ฮุน เซน (ซึ่งยังคงเป็นบุคคลสำคัญโดยพฤตินัย แม้ว่าฮุน มาเนต ลูกชายของเขาจะเข้ารับตำแหน่งในปี 2566) ใช้ความขัดแย้งดังกล่าวเพื่อปลุกปั่นความรู้สึกชาตินิยม โดยแสดงตนเป็นผู้ปกป้องสันติภาพและดินแดนของกัมพูชาแต่เพียงผู้เดียว [05:34], [06:11]

3. รากฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
การทำแผนที่อาณานิคม: ข้อพิพาทด้านอาณาเขตหลักเกิดขึ้นจากแผนที่ยุคอาณานิคมฝรั่งเศส พ.ศ. 2450 [07:47] แผนที่วางปราสาทพระวิหารไว้ทางฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ประเทศไทยโต้แย้งกันมานาน โดยอ้างว่าขัดแย้งกับแนวสันปันน้ำตามธรรมชาติของเทือกเขาดังเกรก [07:57]

ความขัดแย้งทางกฎหมาย: ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตัดสินให้กัมพูชาเห็นชอบในปี พ.ศ. 2505 และยืนยันอีกครั้งในปี พ.ศ. 2556 [08:15], [08:47] คำตัดสินนี้ยังคงเป็นบ่อเกิดแห่งความไม่พอใจอย่างลึกซึ้งสำหรับผู้รักชาติไทย [08:23]

ข้อพิพาททางวัฒนธรรม: ความตึงเครียดยังได้รับแรงหนุนจากการถกเถียงในที่สาธารณะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่มีร่วมกัน เช่น ต้นกำเนิดที่แท้จริงของการเต้นรำ กีฬา และเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม [09:35]

4. กรอบการทำงานระหว่างประเทศและอิทธิพลจากต่างประเทศ
แนวทาง: กัมพูชาชอบที่จะนำข้อขัดแย้งไปสู่สากลเพื่อยกระดับสนามแข่งขันในฐานะประเทศเล็ก ในขณะที่ไทยชอบการจัดการทวิภาคีเพื่อรักษาการควบคุมการเจรจาอย่างเข้มงวด [10:23]

สหรัฐอเมริกาและจีน: ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาใช้คำขู่เรื่องภาษีการค้าเพื่อกดดันทั้งสองฝ่ายให้ทำข้อตกลงสันติภาพที่ลงนามในกัวลาลัมเปอร์ [11:03] ขณะเดียวกัน ปักกิ่งดำเนินนโยบายการทูตไตรภาคีระดับล่างซึ่งจัดโดยรัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ เพื่อรับประกันการหยุดยิงในเดือนธันวาคม [11:38] มหาอำนาจทั้งสองต่างแสวงหาเสถียรภาพในภูมิภาค แต่มองความขัดแย้งผ่านเลนส์ของการแข่งขันอินโดแปซิฟิก [12:09]

ข้อจำกัดของอาเซียน: ความขัดแย้งดังกล่าวเน้นย้ำถึงจุดอ่อนของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดว่าด้วยการไม่แทรกแซง ส่งผลให้ไม่มีอำนาจหากรัฐที่ขัดแย้งกันเลือกที่จะไม่ฟัง [12:20]

ทางข้างหน้า
ในขณะที่หน่วยงานอย่างเป็นทางการ เช่น Joint Boundary Commission (JBC) ดำรงอยู่ การแก้ปัญหาทางเทคนิคมักตกรางอย่างต่อเนื่องเนื่องจากความอ่อนไหวทางการเมืองเหนืออธิปไตย [13:03], [13:40] ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าเสถียรภาพในระยะยาวที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับทั้งสองประเทศที่เลิกแสวงหาประโยชน์จากพรมแดนเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศในระยะสั้น และมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันแทน เช่น การค้าข้ามพรมแดน การท่องเที่ยว และการแบ่งปันทรัพยากร [09:20], [15:18]



เจ้าจอมยุคใหม่

 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1442504204577193&set=a.2282931891811851

Royal World Thailand - รอยัล เวิลด์ ประเทศไทย
May 31
·
เนกาเชอิล ชัลนาก่า เช้ๆๆชัลนาก่า เบ๊บ
บัม ราตาตาตา ตาต๊ะตาต๊ะตา เบ๊บ!

ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์อันไม่มั่นคงทางสังคมและการเมือง และขณะที่ภายในราชสำนักเอง ที่กำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ถวายสมเด็จพระพันปีหลวง และอยู่ในช่วงวิตกกังวลมากขึ้นสำหรับพระอาการประชวรของทูลกระหม่อมพระองค์ใหญ่ แต่กระนั้น แม้ว่าสถานการณ์จะดีจะร้ายสักเพียงไหน เหล่าบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ยังคงเป็นที่พูดถึงและครองพื้นที่สื่ออยู่เรื่อยๆมาเรียงๆ

จากที่มีการถกเถียงกันในสื่อสังคมออนไลน์มานานว่า สตรีเหล่านี้ที่คอยตามเสด็จเป็นใคร กระทั่งได้มีการขานนามในข่าวพระราชสำนักทางโทรทัศน์อย่างเป็นทางการว่า “เจ้าจอม” แม้จะมีสถานะเป็นข้าราชการในพระองค์ที่ได้ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทตามเสด็จตามที่ต่างๆ แต่ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ได้รับพระราชทานเกียรติยศพิเศษในฐานะเจ้าจอมอยู่งาน นับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเจ้าจอมยุคใหม่ในรอบกว่า 100 ปีนับตั้งแต่มีการสถาปนาเจ้าจอมสุวัทนาในรัชกาลที่ 6 เมื่อปี 2467

อย่างไรก็ตาม เจ้าจอมยุคใหม่ ก็ยังเป็นข้าราชการในพระองค์หรือข้าราชการทหารที่ได้ถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีโดยตรง ซึ่งตามที่ได้มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ มีเจ้าจอมในรัชกาลปัจจุบันรวมแล้ว 10 คน ทั้งนี้ ประชาชนได้มีโอกาสยลโฉมสามเจ้าจอมที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุด ได้แก่ เจ้าจอม พลโทหญิง ท่านผู้หญิงอรอนงค์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์, เจ้าจอม พลโทหญิง คุณหญิงชยุตรา วชิรพัทธโสภา และเจ้าจอม พลโทหญิง คุณหญิงปภัสสร วัชรหทัยพัทธ์

ประชาชนได้เห็นสามแม่ครัวแยกกันออกงานเดี่ยวในที่ต่างๆอยู่เนืองๆ อันนำมาซึ่งการเม้ามอยอย่างอื้ออึงในแต่ละครั้ง เรียกได้ว่าได้รับฟีดแบ็คมาทุกครั้งไม่ว่าจะทางบวกหรือลบก็ตาม และในหมู่สามเจ้าจอมนี่เอง บุคคลที่ชะรอยจะได้พื้นที่สื่อมากที่สุดคือเจ้าจอมอรอนงค์ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า กำลังมาแรงแหกโค้ง แท็กทีมทีมงานและลิ่วล้อทุกภาคส่วนจับจองพื้นที่สื่อได้มากที่สุด “เจ้าจอมอร” ได้ใช้โอกาสทองในการโปรโมทตนเองกับภารกิจการสนับสนุนด้านกีฬา ประดุจจะสถาปนาตนเองเป็นพระมารดาแห่งวงการกีฬาไทยว่าซั่น

แม้จะได้รับทราบโดยทั่วกันว่า เหล่าข้าราชการสาวนั้นมีสถานะใด แม้จะมีสิ่งแสดงตนถึงสถานะและบรรดาศักดิ์แกรนด์อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังกังขา และอยากเห็นสิ่งที่แสดงถึงการสถาปนาดังกล่าวเป็นเรื่องเป็นราว อาทิ การประกาศสถาปนา หรือราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแม้จะมีการเรียกขานและออกนามกันเป็นการภายใน หากแต่เมื่ออยู่ในสายตาสาธารณชนแล้วไซร้ และยังไม่เคยมีการบันทึกดังกล่าวในเอกสารเหล่านี้ จึงถูกมองว่าราชสำนักมีความคลุมเครือและไม่ชัดเจนในสายตาประชาชน

และในความไม่ชัดเจนนี้เอง ทำให้ “กลุ่มคนรักสถาบัน” มีสถานะเสมือนผึ้งแตกรัง แม้หลายคนที่มีความจงรักภักดีอย่างเหนียวแน่น พยายามมองข้ามเรื่องส่วนพระองค์และเลือกจดจำแต่สิ่งที่ดีงามของราชสำนัก โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติเพื่อปวงชน แต่ด้วยหลายคนทราบดีถึงพระราชอุปนิสัยตามสไตล์ผู้ชายหล่อๆของทูลกระหม่อมดอนฮวนแล้วนั้น ทำให้หลายคนอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวเรื่อยมา เนื่องด้วยไม่อยากเห็นเหล่านางในเฉิดฉายไปมาและถูกมองว่าทำตัวเทียมเจ้า

ผลลัพธ์คือความจงรักภักดีลดลงและเริ่มถอยห่างจากสถาบัน แต่จะถอยก็ถอยไม่สุด จะออกก็ออกไม่สุด เนื่องด้วยยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในฐานะสถาบันหลักของชาติมาอย่างยาวนาน และยังมีหลายพระองค์ที่ยังทรงเป็นที่เคารพอย่างสูงของประชาชน จึงกลายเป็นคีพเมนไม่คีพวง ได้แต่นั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น กับเรื่องที่ไม่อาจไปต่อล้อต่อเถียงกับกลุ่มคนไม่นิยมสถาบันได้อย่างเต็มที่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่คนไม่นิยมสถาบันกำลังพูดถึงนั้น เป็นสิ่งที่กลุ่มคนรักสถาบันเห็นพ้องต้องกันด้วย

ขณะที่ทีมเจ้าจอมกำลังแข็งแรงขึ้น แฟนด้อมหลายคนจึงอดห่วงมิได้กับความเป็นไปของเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี ว่าซักวันหนึ่งแม่ก้อยจะปิ๋วหรือไม่ ด้วยบรรดาศักดิ์พระสนมเอกคู่ความเด่นดีย์ย์ย์ย์ ประกอบกับการปฏิบัติเสมือนเจ้านาย ทั้งการโดยเสด็จในหมายพระราชกิจ และการร่วมนั่งกับเหล่าพระบรมวงศ์ จึงไม่อาจมีสิ่งใดน่าเป็นห่วงสำหรับแม่ก้อย ซึ่ง ณ ตอนนี้ ยังมีสถานะสูงสุดในหมู่บาทบริจาริกาทั้งปวง แฟนด้อมจึงเชียร์อยากให้แม่ได้รับเกียรติยศที่สูงขึ้นกันมาตลอด

พระเจ้าแผ่นดินศรีอโยธยากับพระสนมสี่ทิศ ฤา จะสู้พระวชิรเกล้ากับพระสนมรอบทิศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังคงสถิตเด่นสง่าบนราชบัลลังก์หาได้สนครหาใดๆในโลกหล้าไม่ เพราะทรงมั่นพระทัยหนักแน่นว่าไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงพระองค์ได้ เรื่องงานคืองาน ส่วนตัวคือส่วนตัว แม้ตรงนั้นก็หน้าที่ แต่ตรงนี้ก็หัวใจ (งือออ) โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ ประทับเคียงคู่ในฐานะพระอัครมเหสี และในฐานะแม่ใหญ่ลอยองค์เหนือสิ่งใดทั้งปวง เพราะถ้าทรงอยู่ต่ำกว่านี้อีกนิดเดียว อาจจะทรงอยากตบให้คว่ำต่อหน้าต่อตาคนมากๆ แล้วก็จิกหัวขึ้นมาประจานความหน้าด้านไร้ยางอายของคุณ... (เดี๋ยวก่อนเพคะ ผิดๆๆ)

แม้สถานการณ์ในพระราชสำนักถูกมองว่ายังหม่นหมองมากเพียงใด ทั้งยังมีการไว้ทุกข์ถวาย และเรื่องใดๆก็ตามที่กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย จะดีจะร้ายเพียงใด เหล่าเจ้าจอมก็ขอเริ่ดไว้ก่อน สร้างผลงานและตัวตนบนพื้นที่สื่อ ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ตอนนี้ขอเด่นขอดังไว้ก่อน ต้องที่สุดเต้าอั้น จำไว้ค่ะ “อย่าลืมที่จะเวิ่ดลุด” เวิ่ดลุดลนจุนลนคุนไลทุยลังยุงลงงุง ข่อมค่ะ

บัม ราตาตาตา ตาต๊ะตาต๊ะตา เบ๊บ!
บัม ราตาตาตา ตาต๊ะตาต๊ะ... โอมายกอด!



เหตุใดปราสาท โบฟอร์ต (Beaufort Castle) อายุ 900 ปี จึงมีความสำคัญในความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์

ภาพจำลองแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันอิสราเอลในเครื่องแบบกำลังมองข้ามที่ราบสูงซึ่งปกคลุมไปด้วยพืชพรรณ ไปยังป้อมปราการบนเนินเขายุคกลางที่พังทลายชื่อ "ปราสาทโบฟอร์ต" ทางตอนใต้ของเลบานอน

เหตุใดปราสาทอายุ 900 ปี จึงมีความสำคัญในความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์

เคน เพียรี
บีบีซีนิวส์
2 มิถุนายน 2026

คลิปวิดีโอจากกล้องติดตัวของทหารอิสราเอลที่เผยแพร่ออกมา แสดงให้เห็นกองทหารเคลื่อนพลผ่านซากปรักหักพังของป้อมปราการสมัยยุคกลางบนเนินเขา ก่อนจะชักธงชาติอิสราเอลขึ้นเหนือสถานที่แห่งนั้น อิสราเอลระบุว่าได้ยึดปราสาทโบฟอร์ต (Beaufort Castle) ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญไว้ได้อีกครั้ง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 พ.ค.) หลังจากการยึดครองปราสาทได้สำเร็จ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เรียกเหตุการณ์นี้ว่า "เป็นขั้นตอนที่สำคัญและเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายของเรา"

"เราได้ทำลายกำแพงแห่งความกลัวลงแล้ว เรากำลังริเริ่ม เรากำลังปฏิบัติการในทุกแนวรบ ทั้งในซีเรีย ในกาซา และในเลบานอน" เนทันยาฮูกล่าว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่กองทัพอิสราเอลเคลื่อนพลรุกคืบเข้าไปในดินแดนเลบานอนมากขึ้นเรื่อย ๆ เกินกว่าเส้นแบ่งเขตเดิมที่แม่น้ำลิทานี

สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี วิพากษ์วิจารณ์การยกระดับความขัดแย้งครั้งล่าสุดของอิสราเอล ในขณะที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือไอดีเอฟ (Israel Defense Forces - IDF) เตือนให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนในวงกว้างขึ้น

นายกรัฐมนตรีเลบานอลกล่าวหาอิสราเอลว่า นี่เหมือนการ "ลงโทษแบบเหมารวมไม่เลือกหน้า"

ทว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิสราเอลเข้าควบคุมปราสาทโบฟอร์ต กองทัพอิสราเอลเคยยึดครองปราสาทนี้ได้เมื่อ 44 ปีก่อน ในช่วงที่เกิดสิ่งที่ชาวอิสราเอลเรียกว่าสงครามเลบานอนครั้งที่ 1

เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมสถานที่แห่งนี้จึงเป็นเป้าหมายของการแย่งชิงกันอย่างดุเดือด เราจำเป็นต้องพิจารณาประวัติศาสตร์อันยาวนานของปราสาทแห่งนี้และคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ของสันเขาที่ปราสาทนี้ตั้งอยู่


ธงชาติอิสราเอลโบกสะบัดอยู่เหนือปราสาทโบฟอร์ตอีกครั้ง

นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าเนินเขาแห่งนี้ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งครั้งแรกในยุคฟินิเชียหรือไม่ก็ยุคโรมัน แต่ปราสาทในรูปแบบปัจจุบันนั้นมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 12

ในยุคสงครามครูเสด (ปลายศตวรรษที่ 11-13) กองทัพยุโรปได้สร้างป้อมปราการบนเนินเขาหลายแห่งในภูมิภาคเลแวนต์ (Levant) เพื่อป้องกันเส้นทางระหว่างชายฝั่งและเมืองต่าง ๆ ในแผ่นดินใหญ่ โบฟอร์ตกลายเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่สำคัญที่สุด ประมาณปี 1190 ป้อมแห่งนี้ถูกยึดครองโดยซาลาดิน ผู้นำมุสลิมผู้เอาชนะพวกนักรบครูเสดและเปลี่ยนแปลงภูมิภาคแห่งนี้

ในแหล่งข้อมูลจากยุโรปในยุคกลาง สถานที่แห่งนี้ปรากฏในชื่อ โบฟอร์ต (Beaufort) ซึ่งเป็นชื่อภาษาฝรั่งเศสโบราณที่แปลว่า "ป้อมปราการที่สวยงาม" สะท้อนถึงจุดชมวิวที่สูงตระหง่าน ชื่อในภาษาอาหรับคือ Qal'at al-Shaqif หรือ Shaqif Arnoun ซึ่งหมายถึง ปราสาทแห่งหินสูง

ประวัติศาสตร์ของป้อมแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งผสมผสานสถาปัตยกรรมของพวกนักรบครูเสดเข้ากับองค์ประกอบของอิสลามตะวันออก และตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา โบฟอร์ตได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีและมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษภายใต้ "การคุ้มครองที่เข้มงวดขึ้น" ของอนุสัญญากรุงเฮกเพื่อการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในโลก


กองทัพอิสราเอลเคยยึดปราสาทโบฟอร์ตได้เมื่อ 6 มิ.ย. 1982

ปราสาทโบฟอร์ตกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เมื่อความขัดแย้งระหว่างอาหรับและอิสราเอลทวีความรุนแรงขึ้น และเลบานอนตอนใต้กลายเป็นแนวหน้าของความขัดแย้ง

ศาสตราจารย์อาเชอร์ คอฟแมน จากมหาวิทยาลัยนอเทรอดาม กล่าวว่า "ด้วยทัศนียภาพที่มองเห็นทั่วภูมิภาค ในช่วงทศวรรษ 1970 จนถึงเดือน มิ.ย. 1982 ปราสาทแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นฐานที่มั่นของกองกำลังกองโจรปาเลสไตน์ที่ต่อสู้กับอิสราเอล"

คอฟแมนเล่าว่า ในระหว่างการรุกรานของอิสราเอลในปี 1982 ได้เกิดการสู้รบที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งในสงครามที่ป้อมปราการแห่งนี้ การปะทะกันที่ได้รับการบันทึกไว้อย่างกว้างขวางที่สุดครั้งหนึ่งของความขัดแย้งคือ ยุทธการชาคิฟ (Battle of Shaqif) ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำทางทหารของทั้งอิสราเอลและเลบานอน

ในวันที่ 6 มิ.ย. 1982 อิสราเอลก็ยึดโบฟอร์ตได้ในที่สุด และได้ใช้มันเป็นจุดสังเกตการณ์ที่มีป้อมปราการภายใน "เขตความมั่นคง" ที่ตนควบคุมในเลบานอนตอนใต้ จนกระทั่งอิสราเอลถอนกำลังออกไปในปี 2000


สันเขานี้เป็นจุดชมวิวเชิงยุทธศาสตร์ของแม่น้ำลิทานีมานานหลายร้อยปีแล้ว

ป้อมปราการแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาหินใกล้เมืองอาร์นูน ในเขตปกครองนาบาติเยห์ จากจุดนี้ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ลึกเข้าไปในภาคเหนือของอิสราเอลและที่ราบทางตอนใต้ของเลบานอน รวมถึงหุบเขาลิทานีได้

ในอดีต ผู้ใดก็ตามที่ครอบครองป้อมแห่งนี้สามารถตรวจสอบเส้นทางสำคัญที่มุ่งหน้าลงใต้ได้ ทำให้ป้อมแห่งนี้เป็นเป้าหมายสำคัญของมหาอำนาจต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงปัจจุบัน

ด้วยทางเดินหินแคบ ๆ ห้องที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง แทงก์น้ำ และบ่อน้ำ ทำให้ทหารสามารถต้านทานการปิดล้อมได้เป็นเวลานาน ณ ป้อมแห่งนี้


แผนที่ของบีบีซีแสดงให้เห็นทางตอนใต้ของเลบานอน แม่น้ำลิทานีและแม่น้ำซาห์รานี และที่ตั้งของปราสาทโบฟอร์ต ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำลิทานี แผนที่ย่อแสดงตำแหน่งของพื้นที่ภายในเลบานอน โดยมีกรุงเบรุตอยู่ติดชายทะเล ภูมิภาคโดยรอบ ได้แก่ ซีเรียทางเหนือและตะวันออก อิสราเอลทางใต้ และที่ราบสูงโกลันทางตะวันออกเฉียงใต้

ดร.ลินา คาติบ จากโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของสถาบันคลังสมองแชทแธมเฮาส์ ระบุว่าการที่อิสราเอลยึดปราสาทโบฟอร์ตคืนนั้นมีจุดประสงค์หลักเพื่อทำลายขวัญกำลังใจของฮิซบอลเลาะห์และกลุ่มผู้สนับสนุน

เธอกล่าวว่า "การยึดปราสาทโบฟอร์ตแสดงให้เห็นว่าฮิซบอลเลาะห์ไม่สามารถป้องกันอิสราเอลจากการขยายการยึดครองดินแดนเลบานอนได้"

โบฟอร์ตเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการคุ้มครอง ได้รับการบูรณะ และเปิดให้ผู้คนเยี่ยมชมได้อีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเลบานอน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในอาร์นูนได้ประณามการโจมตีสถานที่แห่งนี้เมื่อเร็ว ๆ นี้

เมื่อวันจันทร์ (1 มิ.ย.) อานูอาร์ เอล อานูนี โฆษกสหภาพยุโรป กล่าวเรียกร้องให้ "อิสราเอลหยุดการยกระดับทางทหารในเลบานอน และเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของเลบานอน"แผนที่ของบีบีซีแสดงให้เห็นทางตอนใต้ของเลบานอน แม่น้ำลิทานีและแม่น้ำซาห์รานี และที่ตั้งของปราสาทโบฟอร์ต ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำลิทานี แผนที่ย่อแสดงตำแหน่งของพื้นที่ภายในเลบานอน โดยมีกรุงเบรุตอยู่ติดชายทะเล ภูมิภาคโดยรอบ ได้แก่ ซีเรียทางเหนือและตะวันออก อิสราเอลทางใต้ และที่ราบสูงโกลันทางตะวันออกเฉียงใต้

ดร.ลินา คาติบ จากโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของสถาบันคลังสมองแชทแธมเฮาส์ ระบุว่าการที่อิสราเอลยึดปราสาทโบฟอร์ตคืนนั้นมีจุดประสงค์หลักเพื่อทำลายขวัญกำลังใจของฮิซบอลเลาะห์และกลุ่มผู้สนับสนุน

เธอกล่าวว่า "การยึดปราสาทโบฟอร์ตแสดงให้เห็นว่าฮิซบอลเลาะห์ไม่สามารถป้องกันอิสราเอลจากการขยายการยึดครองดินแดนเลบานอนได้"

โบฟอร์ตเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการคุ้มครอง ได้รับการบูรณะ และเปิดให้ผู้คนเยี่ยมชมได้อีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเลบานอน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในอาร์นูนได้ประณามการโจมตีสถานที่แห่งนี้เมื่อเร็ว ๆ นี้

เมื่อวันจันทร์ (1 มิ.ย.) อานูอาร์ เอล อานูนี โฆษกสหภาพยุโรป กล่าวเรียกร้องให้ "อิสราเอลหยุดการยกระดับทางทหารในเลบานอน และเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของเลบานอน"

https://www.bbc.com/thai/articles/ckgplwwvl8jo



สิบขั้นตอนของกระบวนการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อธิบายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พัฒนาไปได้อย่างไร โพสต์นี้ ไม่ได้เป็นเพียงการวิเคราะห์อดีต แต่เป็นการเตือนล่วงหน้า

https://www.facebook.com/philroomkhi/posts/1392857022862288

Gemini ช่วยอธิบาย

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สิบขั้นตอนของเกรกอรี สแตนตันเป็นรูปแบบที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางซึ่งพัฒนาขึ้นในปี 1996 (แต่เดิมเป็นแปดขั้นตอน ต่อมาขยายเป็นสิบ) เพื่ออธิบายว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พัฒนาไปอย่างไร

ประเด็นสำคัญจากแบบจำลองของสแตนตันคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นกระบวนการ ไม่ใช่เหตุการณ์เดียว พัฒนาเป็นระยะที่คาดเดาได้และต่อเนื่อง แม้ว่าหลายขั้นตอนสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ก็ตาม เนื่องจากเป็นกระบวนการ จึงสามารถป้องกันได้ทุกจุดหากมีการแทรกแซงเร็วเพียงพอ

ต่อไปนี้คือรายละเอียดของทั้ง 10 ระยะ วิธีแสดง และเหตุผลเบื้องหลัง:

สิบขั้นตอนของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

1. การจำแนกประเภท
กลไก: สังคมแบ่งออกเป็น "เราปะทะพวกเขา" ตามสัญชาติ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ หรือศาสนา (เช่น ชาวฮูตูและทุตซีในรวันดา หรือชาวยิวและเยอรมันในนาซีเยอรมนี)

ตรรกะ: สังคมสองขั้วที่ไม่มีหมวดหมู่ที่เป็นสากลมีแนวโน้มที่จะประสบกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มากที่สุด

2. การแสดงสัญลักษณ์
กลไก: สัญลักษณ์ที่มองเห็น ชื่อ หรือการแต่งกายจะถูกนำไปใช้กับกลุ่มจำแนกเพื่อแยกแยะความแตกต่าง

ตรรกะ: โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ใช้สัญลักษณ์ แต่เมื่อรวมกับความเกลียดชัง สัญลักษณ์เหล่านี้จะกลายเป็นเครื่องหมายของการกำหนดเป้าหมาย ตัวอย่าง ได้แก่ ดาวเดวิดสีเหลืองสำหรับชาวยิว หรือบัตรประจำตัวเฉพาะในรวันดา

3. การเลือกปฏิบัติ
กลไก: กลุ่มที่มีอำนาจเหนือกว่าใช้กฎหมาย จารีตประเพณี และอำนาจทางการเมืองในการปฏิเสธสิทธิพลเมือง ความเป็นพลเมือง หรือโอกาสทางเศรษฐกิจแก่กลุ่มเป้าหมาย

ตรรกะ: กลุ่มเป้าหมายถูกตัดสิทธิ์อย่างเป็นระบบ ขัดขวางไม่ให้มีสถานะทางกฎหมายหรืออำนาจในการปกป้องตนเอง

4. การลดทอนความเป็นมนุษย์
กลไก: กลุ่มหนึ่งปฏิเสธความเป็นมนุษย์ของอีกกลุ่มหนึ่ง สมาชิกของกลุ่มเป้าหมายมีความเท่าเทียมกับสัตว์ สัตว์ที่น่ารังเกียจ แมลง หรือโรคต่างๆ (เช่น "แมลงสาบ" ของทุตซี หรือโฆษณาชวนเชื่อของนาซีที่เปรียบเทียบชาวยิวกับหนู)

ตรรกะ: การลดทอนความเป็นมนุษย์เอาชนะความรังเกียจตามปกติของมนุษย์ต่อการฆาตกรรม มันทำให้การฆ่าดูเหมือนเป็น "การทำความสะอาด" หรือ "การควบคุมสัตว์รบกวน" มากกว่าการฆาตกรรมหมู่

5. องค์กร
กลไก: การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มักเกิดขึ้นโดยรัฐ ทหาร หรือกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ มีการซื้ออาวุธ มีการวางแผน และกลุ่มที่มีความเกลียดชังได้รับการฝึกฝนและปลูกฝัง

ตรรกะ: การสังหารหมู่ต้องอาศัยการขนส่ง หน่วยทหารพิเศษหรือกองกำลังติดอาวุธ (เช่น Interahamwe ในรวันดา) มักถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้นำของรัฐสามารถปฏิเสธได้

6. โพลาไรซ์
กลไก: พวกหัวรุนแรงผลักดันให้กลุ่มต่างๆ แตกแยกกันมากขึ้น การโฆษณาชวนเชื่อถูกถ่ายทอดผ่านวิทยุ โทรทัศน์ หรือโซเชียลมีเดียเพื่อปิดปากกลุ่มคนสายกลาง

ตรรกะ: สายกลางจากกลุ่มของผู้กระทำผิดถูกข่มขู่ จับกุม หรือถูกสังหาร เพราะพวกเขาคือกลุ่มที่สามารถหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้มากที่สุด สิ่งนี้ทำให้การควบคุมของกลุ่มหัวรุนแรงแข็งแกร่งขึ้น

7. การเตรียมการ
กลไก: แผนการสังหารหมู่ได้ข้อสรุปแล้ว ผู้นำผู้กระทำผิดมักใช้คำสละสลวยเพื่อปิดบังเจตนาของตน (เช่น อ้างถึงเป้าหมายว่า "การกวาดล้างชาติพันธุ์" "การทำให้บริสุทธิ์" หรือ "การต่อต้านการก่อการร้าย")

ตรรกะ: มีการจัดกำลังทหาร ทรัพยากรมีความเข้มข้น และมีระบบลอจิสติกส์เพื่อให้แน่ใจว่ามี "ประสิทธิภาพ" สูงสุดเมื่อความรุนแรงเริ่มต้นขึ้น

8. การประหัตประหาร
กลไก: เหยื่อจะถูกระบุและแยกออกเนื่องจากอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์หรือศาสนา รายชื่อผู้เสียชีวิตถูกจัดทำขึ้น ทรัพย์สินถูกเวนคืน และเหยื่อถูกบังคับให้เข้าไปในสลัม ค่ายกักกัน หรืออดอยากในพื้นที่ที่ทรัพยากรหมดสิ้น

ตรรกะ: นี่คือต้นกำเนิดของการฆาตกรรมหมู่ทันที ประชากรเป้าหมายอ่อนแอลงอย่างเป็นระบบและโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก

9. การทำลายล้าง
กลไก: การสังหารหมู่ตามกฎหมายที่เรียกว่า "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" เริ่มต้นขึ้น มันกลายเป็น "การทำลายล้าง" สำหรับนักฆ่าเพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าเหยื่อของพวกเขาเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์

เหตุผล: เมื่อได้รับการสนับสนุนจากรัฐ กองทัพมักจะทำงานร่วมกับกองกำลังติดอาวุธเพื่อสังหารผู้คนให้ได้มากที่สุดโดยเร็วที่สุด

10. การปฏิเสธ
กลไก: ขั้นตอนสุดท้ายที่คงอยู่ตลอดและติดตามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เสมอ ผู้กระทำความผิดขุดหลุมศพจำนวนมาก เผาศพ พยายามปกปิดหลักฐาน ข่มขู่พยาน และตำหนิเหยื่อหรือสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ (เช่น "มันเป็นเพียงสงครามกลางเมือง")

ตรรกะ: การปฏิเสธทำให้ผู้กระทำผิดสามารถหลบหนีความยุติธรรม รักษาทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป และวางรากฐานสำหรับวงจรการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอนาคต

ลักษณะสำคัญของแบบจำลอง
ความก้าวหน้าที่ไม่ใช่เชิงเส้น: แม้ว่าแบบจำลองจะมีโครงสร้างตั้งแต่ 1 ถึง 10 แต่ขั้นตอนต่างๆ จะไม่ทำงานเหมือนกับรายการตรวจสอบที่เข้มงวด ระยะแรกยังคงดำเนินการต่อไปตลอดระยะหลัง

กรอบการคาดการณ์: วัตถุประสงค์หลักของแบบจำลองไม่ได้เป็นเพียงการวิเคราะห์ในอดีต แต่เป็นการเตือนล่วงหน้า องค์กรระหว่างประเทศสามารถดำเนินการแทรกแซงทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือการทหารโดยเฉพาะ เพื่อหยุดยั้งกระบวนการดังกล่าวก่อนที่จะถึงขั้นถูกทำลายล้าง ด้วยการระบุว่าสังคมกำลังประสบอยู่ในขั้นตอนใด




การเปิดพื้นที่ให้คนเปลี่ยนใจ เป็นเรื่องจำเป็นของสังคมประชาธิปไตย แต่ การให้อภัยเป็นเรื่องหนึ่ง การมอบอำนาจให้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง


Sawatree Suksri
5 hours ago
·
“คนที่เปลี่ยนใจมาตอนเราจน กับคนที่เปลี่ยนใจมาตอนเราเริ่มรวย ไม่เหมือนกันฮะ”
.
การเปิดพื้นที่ให้คนเปลี่ยนใจ เป็นเรื่องจำเป็นของสังคมประชาธิปไตย ไม่มีใครควรถูกขังไว้กับความคิดเดิมตลอดชีวิต และการยอมรับว่าตัวเองเคยผิด ก็เป็นเรื่องที่ควรให้คุณค่า
.
แต่การ “เปลี่ยนใจ” กับการ “เปลี่ยนข้างตามกระแส” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
.
บางคนไม่ได้เดินมาหาฝ่ายประชาธิปไตยในวันที่ฝ่ายนี้ถูกไล่ล่า ถูกดำเนินคดี ถูกดูหมิ่น ถูกทำให้เป็นผู้แพ้ของสังคม แต่เพิ่งเดินเข้ามาในวันที่กระแสเริ่มดี วันที่ประชาธิปไตยเริ่มมีมูลค่าทางการเมือง วันที่การอยู่ข้างนี้อาจแปลเป็นตำแหน่ง อำนาจ หรือพื้นที่สปอตไลต์ได้
.
คนที่มาตอนเราจนอาจมาด้วยสำนึก คนที่เปลี่ยนใจตอนเรารวยอาจมาด้วยการคำนวณ
.
ประชาธิปไตยควรเปิดประตูให้คนกลับตัว แต่ไม่จำเป็นต้องปูพรมแดงให้ทุกคนที่เพิ่งค้นพบอุดมการณ์ในวันที่มันเริ่มขายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยด่าทอ เหยียบย่ำ หรือทำให้คนอีกฝ่ายต้องจ่ายราคา แล้ววันนี้กลับมาขอส่วนแบ่งจากชัยชนะราวกับไม่เคยมีอดีต
.
การให้อภัยเป็นเรื่องหนึ่ง
การมอบอำนาจให้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
.
เราอาจยินดีที่เขาเปลี่ยนใจได้ แต่ต้องไม่ลืมถามกลับแบบย้ำๆ ซ้ำๆ เอาให้แน่ใจจริงๆ ว่า เขาเปลี่ยนเพราะเห็นคุณค่าของประชาธิปไตยจริง ๆ หรือเพราะเห็นว่าประชาธิปไตยกำลังจะมีราคาในตลาดการเมือง กันแน่…”จังหวะและเวลา” สำคัญเสมอต่อการวิเคราะห์ปรากฎการณ์
#นักการเมืองทาสแมว #คุยการเมืองเรื่องการแมว

https://www.facebook.com/sawatree.suksri/posts/27596761363249767
.....

ภัควดี วีระภาสพงษ์
5 hours ago
·
คนเรานะ ถ้าเคยทำผิดใหญ่หลวง แล้วสำนึกผิด เปลี่ยนความคิดได้จริง มันจะก้มหน้าก้มตาทำงานเบื้องหลังไปเงียบๆ มันจะไม่กล้าเสนอหน้ามารับตำแหน่งใหญ่โตอะไรอีก
ส่วนคนที่ปากบอกทำเพื่อชาติบ้านเมือง แล้วต้องได้ตำแหน่งสักอย่างทุกครั้งไม่ว่าอยู่ข้างไหน คนแบบนี้เรียกว่าอะไร



ตึกร้างเต็มเมือง รัฐไทย ไร้ประสิทธิภาพ ฟุ่มเฟือย หรือคอร์รัปชัน?



ตึกร้างแสนล้าน ความฟุ่มเฟือยที่สูญเปล่าจากภาษีประชาชน | KEY MESSAGES #217

The Standard

Sep 6, 2025 KEY MESSAGES

เคยสงสัยไหมว่า ตึกใหญ่โตโอ่อ่าของหน่วยงานรัฐที่ผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด แล้วอยู่ๆ ก็ถูกทิ้งร้าง กลายเป็นซากอารยธรรม มันเกิดขึ้นจากอะไร?

ตอนนี้ไทยกำลังเต็มไปด้วย ‘ตึกร้าง’ จากโครงการรัฐที่ไม่เสร็จสมบูรณ์และไม่เคยถูกใช้งาน เงินภาษีถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือย และเมื่อโครงการล้มเหลวก็ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ไม่มีระบบตรวจสอบ ไม่มีคำอธิบายใดๆ

ปัญหาของเรื่องนี้เกิดขึ้นจากอะไร ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ และเราจะหยุดวงจรอุบาทว์นี้ได้อย่างไร สำรวจสิ่งปลูกสร้างทิ้งร้างจากเงินของพวกเราทุกคนได้ในรายการ KEY MESSAGES

เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์
ตัดต่อ: ศุภอาฒย์ มั่นสิงห์

00:00 เริ่มรายการ
01:10 ตึกร้างเต็มเมือง แต่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ
08:02 ไร้ประสิทธิภาพ ฟุ่มเฟือย หรือคอร์รัปชัน?
16:01 รัฐไทยจะตัดวงจรอุบาทว์ตึกร้างอย่างไร?

https://www.youtube.com/watch?v=_ZRPxAmWxZ8




ระบอบคนดี ที่ปกป้องคนโกง ?


ประเทศไทยไม่มีโกง | สมมุติว่า | 31 พ.ค. 69

Thai PBS

Streamed live on May 31, 2026 

…คอร์รัปชันถือเป็นปัญหาใหญ่ที่แทรกซึมอยู่ในสังคมไทย แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศไทยไม่มีการโกง ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ? ร่วมสมมุติไปกับ บรรยง พงษ์พานิช กรรมการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

https://www.youtube.com/live/hvGswKsSKbw
.....



Mickey Yutthana Srisavat
Yesterday
·
รายการ “สมมุติว่า” เมื่อคืน (31 พ.ค. 2569) เชิญคุณเตา บรรยง พงษ์พานิช มาเป็นแขกรับเชิญ ผมขอยกให้เป็นหนึ่งในตอนที่ดีที่สุดครั้งนึงตั้งแต่เป็นแฟนรายการนี้เลย เพราะคุณเตาถ่ายทอดประสบการณ์ตรงที่ฟังแล้วชวนอึดอัดเกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้างของบ้านเราได้ชัดเจนมากว่าอะไรฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยอยู่

ผมเลยขอเรียบเรียงใหม่ให้เพื่อนๆ ได้มีโอกาสเข้าใจภาพใหญ่โดยแบ่งเป็น 10 ประเด็นดังนี้



1. ทำไมคุณเตาสนใจเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน?

คุณเตาเป็น capitalist เพราะอยู่ในธุรกิจการเงิน (ซึ่งมีมูลค่าใหญ่กว่าธุรกิจธนาคารด้วยซ้ำ) เลยเชื่อในเรื่องระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ดี คุณเตาเลยสนใจว่าอะไรคืออุปสรรคของการมีทุนนิยมที่ดีในบ้านเรา หลักฐานคือประเทศไทยได้ชื่อว่าติดกับดักเศรษฐกิจมาแล้ว 20 ปี และได้รับตำแหน่งคนป่วยแห่งเอเชียมาแล้วเกิน 10 ปี

ที่จริงประเทศแรกที่เป็นคนป่วยแห่งเอเชียคือ จีน ช่วงปลายราชวงศ์จีน ซึ่งสาเหตุสำคัญคือเรื่องคอร์รัปชันที่ทำให้จีนล่มสลาย และทำให้ก๊กมินตั๋งล่มสลายด้วย

ฟิลิปปินส์ก็เคยได้ชื่อว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชียมาก่อน แต่ภายหลังเศรษฐกิจในประเทศเติบโตได้ถึงระดับ 6-7% ต่อปีแล้ว อัตราการคอร์รัปชันก็ลดลงเลย เลยขอลาออกจากการเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ตำแหน่งนี้เลยว่างลง

ตั้งแต่ช่วง globalization 1988 โลกมีการเติบโตทางเศรษฐกิจดีที่สุดระดับเฉลี่ย 5.5% ต่อปี และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจะเติบโตดีกว่าค่าเฉลี่ย 2 เท่า เช่น ถ้าโลกโต 3% จีน เวียดนามจะโต 10%

แต่พี่เตาบอกว่ามันจะมีอยู่ประเทศประเทศนึง เป็นประเทศกำลังพัฒนาแต่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจประเทศตัวเองโตแซงเศรษฐกิจโลกได้แค่ 2 ครั้ง และที่ทำได้ทั้ง 2 ครั้งเป็นเพราะเป็นช่วงกำลังฟื้นจากวิกฤติ (new low) ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหมายถึงประเทศไหน ดูก็รู้ว่าการที่บ้านเราโตช้าเพราะเราป่วย

แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเราป่วยเราเลยคอร์รัปชัน แต่เพราะเราคอร์รัปชันเนี่ยแหละ ถึงทำให้ประเทศเราป่วย และได้รับมงลงแทนฟิลิปปินส์



2. ประเทศไทยเคยมียุคที่จะได้เป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แล้วอะไรทำให้แผ่วลงจนกลายเป็นคนป่วยแทนฟิลิปปินส์?

ที่จริงบ้านเรามีโอกาสช่วง Eastern seaboard เศรษฐกิจไทยเติบโตดีมากด้วยอานิสงส์จาก Plaza Accord เมื่อปี 1985 ที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศ หวยเลยมาออกที่ไทย เพราะวันนั้นเรามีความพร้อมด้วยปัจจัย 4 เรื่อง

1) การเมืองไทยมีเสถียรภาพมาก เพราะเป็นยุคพลเอกเปรมที่อยู่ยาวได้ถึง 8 ปี
2) ไทยเจอแหล่งก๊าซธรรมชาติ เลยได้ชื่อว่าเป็นยุคโชติช่วงชัชวาล
3) มีนโยบาย eastern seaboard เพื่อรับการไหลของทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ
4) รัฐบาลยุคพลเอกเปรมค่อนข้างซื่อสัตย์ เพราะถึงแม้จะเป็นรัฐบาลผสม แต่พลเอกเปรมยังถือสิทธิ์ในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญด้านเศรษฐกิจได้อยู่

การลงทุนจากต่างประเทศจะนำพามาซึ่งเงินทุน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการที่สุด เศรษฐกิจไทยเลยพุ่ง

แต่พอหมดยุคพลเอกเปรมช่วงปี 2531 ประเทศไทยก็เข้าสู่ยุคการตั้งรัฐบาลแบบ buffet cabinet เลยเป็นที่มาของระบบโควต้า การให้ตำแหน่งกระทรวงเกรดเอเลยกำหนดตามสัดส่วนรัฐบาลผสมมากกว่าความรู้ความสามารถ เลยทำให้ประเทศไทยที่พุ่งๆ อยู่ก็เลยแผ่วลงๆ

วิธีตัดเกรดคือ กระทรวงไหนมีช่องหากินได้เยอะ ก็เรียกกระทรวงนั้นว่าเกรดเอ

กระทรวงแรงงานที่จริงๆ แล้วงบน้อยมาก ก็เป็นกระทรวงที่น่าสนใจมากได้เช่นกัน เพราะจะได้มีโอกาสบริหารกองทุนประกันสังคมมูลค่า 3.2 ล้านล้านบาท แน่นอนว่าคุณเตาสนับสนุนให้นำกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ แต่มั่นใจว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้น



3. ทำไมการพัฒนาประเทศถึงเกิดขึ้นได้ยาก?

คุณเตาเคยได้เป็น super board ในยุค คสช. เป็นคณะกรรมการระดับชาติเพื่อปฏิรูปแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นประธาน ครั้งนั้น คุณเตาเคยศึกษาเรื่องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพราะประเทศไทยมีรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง หลายแห่งหมดความจำเป็นแล้ว มีขนาดรวมกันราว 20 ล้านล้านบาท เรียกว่าใหญ่เท่ากับ GDP ทั้งประเทศ และมีค่าใช้จ่ายปีละ 6 ล้านล้านบาท คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 เท่าของงบประมาณแผ่นดิน

ปัญหาหลักของรัฐวิสาหกิจ มี 2 เรื่อง คือ ประสิทธิภาพ และความโปร่งใส

ตอนนั้นคุณเตาพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพโดยศึกษาเปรียบเทียบองค์การโทรศัพท์มีพนักงาน 28,000 คน กับ AIS ที่มีพนักงาน 10,000 คน

AIS มีรายได้มากกว่าองค์การโทรศัพท์ถึง 3 เท่า ทั้งที่องค์การโทรศัพท์มีพนักงานมากกว่า AIS เกือบ 3 เท่า แสดงว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น

ซึ่ง 1 ในปัญหาคือบางคนที่ทำงานรัฐวิสาหกิจไม่มีอะไรให้ทำ พอ 4 โมงก็ต้องเตะตะกร้อแล้ว

แน่นอนว่าแผนการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจสุดท้ายมีการเสนอเป็นกฎหมายเข้าสู่ สนช. เพื่อพิจารณา แต่ก็โดนท้วงติงและคว่ำกฏหมายปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไปในที่สุดในนาทีสุดท้าย

คุณเตาบอกเป็นเรื่องปกติที่การปฏิรูปมักจะไม่สำเร็จมากกว่าสำเร็จ และเรื่องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจนี้วิเคราะห์ว่ามีคนไม่ชอบอยู่ 5 กลุ่ม
1) นักการเมือง ไม่ชอบเพราะถ้าเอารัฐวิสาหกิจออกจากการเมือง นักการเมืองก็จะต้อง board เข้าไปดำรงตำแหน่งไม่ได้อีก
2) ข้าราชการ ไม่ชอบเพราะค่าตอบแทนจากการดำรงตำแหน่งก็จะหายไปด้วย
3) ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ไม่ชอบเพราะเสียอำนาจผูกขาดที่ช่วยให้แต่ก่อนห่วยแค่ไหนก็อยู่ได้ เพราะผู้บริโภคไม่มีทางเลือก แต่ถ้าต้องกระโดดลงไปแข่งกับเอกชนก็เหนื่อยกว่าเดิม
4) พนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ชอบเพราะถ้าต้องเค้น productivity ก็แปลว่าต้องทำงานหนักขึ้น สหภาพแรงงานก็เลยต้องสร้างกระแสออกมาต่อต้าน
5) คู่ค้า ไม่ชอบเพราะถ้าระบบเปลี่ยนไป ระบบการเงินทอนแบบแต่ก่อนก็จะทำไม่ได้อีก

ถ้าสุดท้ายฝืนปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ แล้วตัวเองตั้งพรรคการเมืองกลับมาเป็นรัฐบาลได้ สุดท้ายจะเสียอำนาจในการควบคุมรัฐวิสาหกิจ เลยให้ สนช. คว่ำไปก่อนดีกว่า



4. ระบบราชการเอื้อให้คนมีของได้แสดงฝีมือแล้วรึยัง?

คุณเตาพูดถึง ดร.วิรไท อดีตผู้ว่าแบงค์ชาติว่าตอนนั้นเห็นตรงกันว่าต้องมีคนดีมีความสามารถเป็นผู้บริหาร เลยขอให้ย้ายข้าราชการหนุ่มคนเก่งไฟแรงจากที่ที่แทบจะไม่มีอะไรทำให้มาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คนนั้น คือ ดร.เอกนิติ รองนายกคนปัจจุบัน เลยทำให้มีพื้นที่ให้คนเก่งมาแสดงฝีมือ เพราะก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติ ไม่ได้อยู่ในแวดวงราชการแบบที่ราชการยอมรับกัน

ที่ผ่านมาประเทศไทยเปลี่ยนจากสถานะด้อยพัฒนามาเป็นประเทศกำลังพัฒนาได้ เพราะเทคโนแครต คือ ข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถได้ทุนรัฐบาลไปเรียนต่างประเทศกลับมานำวิชาความรู้มาพัฒนาบ้านเมือง มาตั้งสถาบันที่ทำให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาได้ แต่สุดท้าย buffet cabinet ก็ทำลายระบบเทคโนแครตทำให้ข้าราชการหัวกะทิไม่ได้ขึ้นมาทำหน้าที่ เพราะนักการเมืองจะเลือกเอาคนของตัวเองมาทำงานแทนข้าราชการที่เก่งและซื่อสัตย์ ประกอบกับค่าตอบแทนข้าราชการโดนเอกชนโตแซง ทำให้เก็บคนเก่งคนดีไว้ได้ยาก

คุณเตาพูดถึงรัฐวิสาหกิจใหญ่แห่งนึงที่ฝั่งการเมืองส่งคนไปนั่งเป็นบอร์ดเต็มไปหมดจนเจ๊งยับ พอโควิดมาก็ไปต่อไม่ได้ ก็เลยต้องกู้วิกฤตโดยการออกจากระบบราชการแบบเดิมแล้วใช้ระบบเอกชนมาบริหารโดยใช้คนมีความสามารถเข้ามาฟื้นฟูจนตอนนี้กลับมาได้และมีกำไรแล้ว แต่คุณเตาเชื่อว่าเดี๋ยวจะไล่คนฟื้นฟูออกแล้วเอาระบบราชการกลับไปครอบใหม่



5. สถานะการคอร์รัปชันของไทยจะดีขึ้นไหม?

คุณเตาได้มีส่วนร่วมก่อตั้งองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชันเมื่อ 15 ปีก่อน ตอนนั้น ปัญหาคอร์รัปชันประเทศไทยอยู่อันดับ 76 ของโลก แต่ตอนนี้เราหล่นมาอยู่อันดับ 118 แล้ว

ถ้ามองในแง่ดี จริงๆ ประเทศไทยก็ทรงๆ คะแนนไม่ได้แย่กว่าเดิมมากขนาดนั้น แต่ประเทศรอบข้างต่างหากที่แก้ปัญหานี้จริงจัง เขาเลยพัฒนาแซงเรากันไปหมด รวมถึง เวียดนาม และ สปป.ลาว ก็แซงเราเรื่องความโปร่งใสไปแล้ว

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่ ความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ปัญหาคอร์รัปชัน การศึกษา และหลักนิติธรรม มีความน่ากังวลคือ ช่วง 10 ปีหลังมานี้ ทั้ง 5 ปัจจัยนี้ถอยหลังลงทุกอัน

แต่ยังมีข่าวดีให้คนไทยภูมิใจคือ ถึงแม้ประเทศไทยจะแพ้เกาหลีใต้ทุกอย่าง แต่เราชนะเกาหลีเหนือทุกอย่าง

ทุกวันนี้เรายังชนะพม่าและกัมพูชาเรื่องสถานะการคอร์รัปชันอยู่ ยังไม่น่าจะโดนแซงเร็วๆ นี้

คุณเตามองว่าที่สถานการณ์บ้านเราไม่ดีขึ้น เพราะทุกวันนี้คนไม่ดีก็ยังประสบความสำเร็จและไม่ได้รับผลกระทบอะไร ตอนนี้ก็รวยอยู่แล้ว ไม่ได้ลำบากอะไร มีสายสะพายครบ ก็ไม่มีแรงจูงใจ จะแก้ไขไปทำไม เอาเข้าจริงการคอร์รัปชันก็เป็นปรากฏการณ์นึงที่มีหน้าที่เป็นน้ำมันหล่อลื่นในระบบเศรษฐกิจด้วย คอร์รัปชันถึงยังอยู่ได้

ซามูเอล ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) นักรัฐศาสตร์ระดับโลกเคยบอกว่าระบบที่เลวร้ายกว่าระบบที่มีขั้นตอนยุ่บยั่บจนต้องจ่ายสินบน คือระบบที่ยุ่บยั่บแต่คุณจ่ายเงินใต้โต๊ะไม่ได้ นั่นหมายความว่าถ้ายัดเงินไม่ได้ ประเทศจะหยุดชะงักทันที เพราะขั้นตอนยุ่บยั่บเต็มไปหมด นี่คือเหตุผลว่าทำไมบ้านเราถึงต้องรีบ "กิโยตินกฎหมาย" เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ



6. กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เมื่อไหร่จะโดนจัดการ?

ตอนนี้ประเทศไทยก็มีแผนเรื่องการกำจัดข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค (กิโยตินกฎหมาย) ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์แล้วแต่ก็ยังเดินหน้าช้าอยู่ ตอนนี้คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลชุดปัจจุบันยืนยันว่าจะเดินหน้าเอาจริงเรื่องนี้ให้ได้

แต่คุณเตาชี้ว่ามี 4 เหตุผลที่ทำให้การกิโยตินกฎหมายทำได้ล่าช้า

1) ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน

เพราะถ้าดูเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างจะเห็นประธานาธิบดีของเขาลงมาเป็นหัวโต๊ะผลักดันเองเลย และสื่อสารกับประชาชนอย่างเปิดเผย ให้เห็นไปเลยว่าติดที่ใคร ใครควรโดนด่า ซึ่งจริงๆ สมัยคุณเศรษฐาเป็นนายกดูมีความจริงจังมาก เพราะประชุมบ่อยแต่โดนศาลรัฐธรรมนูญสอยไปซะก่อน

2) ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบที่แท้จริง

ปล่อยให้เป็นงานฝากไปอยู่กับหน่วยงานที่มีงานหลักเรื่องอื่นอยู่แล้ว เช่น ไปฝากกับ กพร. แต่ประเทศอื่นอย่างเกาหลีใต้มีหน่วยงานเฉพาะ อย่างเวียดนามก็ตั้งชื่อว่า "Project 30" เพื่อกำหนดเลยว่าการลดภาระ 30% จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในกรอบเวลาที่กำหนด

3) ปล่อยให้หน่วยงานเจ้าของกฎหมายเป็นคนอนุมัติเรื่องการยกเลิกกฎหมายก่อน

ซึ่งอาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกสมัยนั้นเป็นคนกำหนดไว้ลองคิดดู ถ้าไปถามทุกหน่วยงานว่ากฎหมายฉบับไหนยังจำเป็นต้องใช้อยู่ทุกวันนี้ให้ลิสต์มา อันไหนที่ไม่ได้ใช้แล้วจะได้ยกเลิก คำตอบคือไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวลิสต์ตกหล่น

ประเด็นคือตัวเองยังจำกฎหมายที่ต้องใช้อยู่ไม่ได้เลย จะเก็บกฎหมายที่ไม่ใช้แล้วไปทำไม

4) ใช้นักกฎหมายเป็นประธาน

เพราะสัญชาตญาณของนักกฎหมายคือชอบให้มีกฎเยอะๆ หวงกฎหมาย ซึ่งการปฏิรูปเรื่องนี้ควรใช้นักเศรษฐศาสตร์หรือนักปฏิบัติที่เข้าใจเรื่องต้นทุนแฝงของการมีกฎหมายมากกว่า กฎหมายที่ไม่ดีคือกฎหมายที่นอกจากทำให้ต้นทุนของทุกคนแพงขึ้นแล้วยังกันการโกงไม่ได้ด้วย



7. บุคลากรในระบบราชการไทยมีเยอะไปไหม?

เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีงานวิจัยของสถาบันอนาคตไทยศึกษาที่ ดร.เศรษฐพุฒิและคุณไหม ศิริกัญญา ทำร่วมกัน ชี้ว่าแต่ก่อนประเทศไทยมีบุคลากรภาครัฐทั้งหมดราว 1.5 ล้านคน แล้ว 8 ปีต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านคน ทำให้บ้านเรามีสัดส่วนข้าราชการ 1 คนต่อ ประชากร 43 คน จัดว่าเป็นสัดส่วนที่สูง เพราะเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่มีประชากร 130 ล้านคนกลับมีข้าราชการเพียง 5 แสนคน (ข้าราชการ 1: ประชากร 260)

(ส่วนสิงคโปร์มีประชากร 5 ล้านคน มีข้าราชการ 120,000 คน (ข้าราชการ 1: ประชากร 42) ซึ่งสัดส่วนใกล้เคียงกับไทย แต่เปรียบเทียบไปก็เห็นชัดเรื่องประสิทธิภาพว่าระบบราชการบ้านเรากับบ้านเขาแตกต่างกันอย่างไรบ้าง)

งานวิจัยนี้ชี้ว่าว่าสัดส่วนบุคลากรภาครัฐมีสัดส่วนต่อประชากรค่อนข้างสูง โดยเงินเดือนและสวัสดิการก็คิดเป็นสัดส่วนถึง 8% ของ GDP

งบประมาณของไทยมีสัดส่วน 23% ของ GDP เป็นเงินเดือนซัดไป 8% แล้ว นั่นหมายความว่างบประมาณประเทศจำนวนมากถูกใช้ไปกับเงินเดือนและสวัสดิการทางราชการก่อน ทำให้งบเหลือไปทำอย่างอื่นได้น้อยลง

นั่นคืองานวิจัยเมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนที่มีบุคลากรภาครัฐ 2.2 ล้านคน แต่วันนี้มีเพิ่มเป็นราว 3.1 ล้านคนไปแล้ว

ที่จริงประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีหน่วยงานเจ้าภาพชื่อว่า “สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)”

ทุกวันนี้คนคงลืมหมดแล้ว แต่หน่วยงาน ป.ย.ป. ยังอยู่ และไม่มีอะไรทำ และไม่มีใครสนใจทั้งที่กฎหมายบังคับให้ทุกรัฐบาลต้องทำตามแผนยุทธศาสตร์ชาติด้วย

เรื่องนี้ก็นับได้ว่าเป็นโชคดีของประเทศไทย เพราะถ้าต้องทำทุกอย่างตามแผนทั้งหมด (ความยาวรวม 2 พันกว่าหน้า) ประเทศไทยจะต้องตั้งหน่วยงานเพิ่มอีก 56 หน่วย คราวนี้ประเทศก็ไม่ต้องไปไหนแล้ว



8. ข้อเสนอของคุณเตา “T-E-P-P”

Transparent - เปิดเผยข้อมูลมีความเป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะฝั่งราชการและรัฐวิสาหกิจยิ่งต้องเปิดเผยมากกว่าบริษัทจดทะเบียน 2 เท่าด้วย

Expertise - ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบโครงการภาครัฐ และค่าตอบแทนโดยตั้งกองทุนเหมือน สสส. แล้วใช้งบ 0.1% ของงบลงทุนมาดำเนินการเรื่องนี้ ปีนึงเราจะมีงบ 2 พันล้านเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม

Participation - ต้องให้ภาคเอกชน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน สภาวิชาชีพต่างๆ มีวิศวกร สถาปนิก เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบภาครัฐ เพราะให้ภาครัฐตรวจสอบกันเองไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

Public Accountability - ต้องมีพื้นที่ให้ประชาชนรู้เห็นความเคลื่อนไหวตลอดเวลา อาศัยสื่อต่างๆ ช่วยสอดส่อง

ซึ่งข้อเสนอ T-E-P-P นี้คุณเตาได้ส่งถึงนายกอนุทินแล้ว แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เรื่องไปถึงไหนแล้ว



9. ประเทศไทยก็มีหน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชันอย่าง ป.ป.ช. ป.ป.ท. ทำไมถึงยังเอาไม่อยู่?

คุณเตาพูดถึงเรื่องสินบนโรลส์-รอยซ์ว่า บริษัท Rolls-Royce โดนดำเนินคดีและให้การรับสารภาพที่อังกฤษและอเมริกาว่าเคยยัดเงินให้รัฐวิสาหกิจไทย 3 แห่งเพื่อจะได้ขายสินค้าให้ เช่น ยัดเงินการบินไทย เพราะอยากขายเครื่องยนต์ให้ รวมถึงยัดเงิน ปตท.สผ. เพราะอยากขายกังหันก๊าซ (Gas Turbine) สำหรับใช้ในแท่นขุดเจาะ

น่าสงสัยมั้ยว่า ทั้งที่บริษัท Rolls-Royce สารภาพไปหมดแล้ว เสียค่าปรับเป็นหลักพันล้านปอนด์แล้ว กลายเป็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนไปแล้ว แต่หน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชันบ้านเรากลับเงียบกริบ

คุณเตาเลยถาม ป.ป.ช. ว่าทำไมไม่ดำเนินการ คำตอบที่ได้คือ เอกสารในคดีนั้นทั้งหมดมีเป็นแสนหน้า ถ้า ป.ป.ช. จะขอหลักฐานมาดำเนินการจะต้องทำหนังสือถึงอัยการผ่านอัยการสูงสุดเพื่อให้ไปติดต่อกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอเอกสารกลับมาแล้วต้องแปลเอกสารทุกหน้าเป็นภาษาไทยก่อนจึงจะดำเนินการได้

เรื่องนี้เลยมีมติสรุปจบไปเลยว่า “ไม่มีใครผิด” ทั้งที่คนยัดเงินรับสารภาพแล้วว่าตัวเองยัดเงินจริง

อีกกรณีคือ Toyota ที่ไปรับสารภาพที่อเมริกายอมรับว่ายัดเงินผู้พิพากษาศาลไทย 270 ล้านบาทในคดีภาษีรถ Prius ที่ Toyota ถูกกรมศุลกากรประเมินภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์รุ่น Prius ไม่ถูกต้อง ทำให้ต้องจ่ายภาษีและค่าปรับย้อนหลังประมาณหมื่นกว่าล้านบาท

โดยผู้พิพากษาที่โดนระบุชื่ออยู่ระดับศาลฎีกา 2 คนและศาลอุทธรณ์อีก 1 คน สุดท้ายเรื่องเงียบ

เหตุผลที่ Toyota ยอมรับสารภาพในอเมริกา เพราะอเมริกามีกฎหมายต่อต้านการทุจริตในต่างประเทศ FCPA (Foreign Corrupt Practices Act) เพื่อห้ามธุรกิจยัดเงินทุกที่บนโลกนี้ ถ้าโดนจับได้เอง จะโดนห้ามทำธุรกิจในอเมริกา

คุณเตามองว่าเอาเข้าจริง Toyota ก็ประกอบธุรกิจในไทย ถ้าตอนนั้นแจ้งให้นำเอกสารที่สารภาพที่อเมริกามาให้ที่ไทยด้วย กระบวนการน่าจะสั้นกว่ามาก และถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็ประกาศบอกประชาชนได้เลยว่ายี่ห้อนี้ไม่ให้ความร่วมมือเพื่อให้สังคมกดดันธุรกิจได้



10. คนไทยทำอะไรได้มากกว่านี้บ้างมั้ย เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศ?

คุณเตามีส่วนสนับสนุนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันให้เกิด “ข้อตกลงคุณธรรม” และ “โครงการเพื่อความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ” เพื่อให้เอกชนเข้าไปร่วมตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างได้ ซึ่งความพยายามเหล่านี้ช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณแผ่นดินไปได้แล้วเป็นหมื่นล้านบาท

นอกจากนี้คุณเตาพูดถึงงานของ อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ ที่ศึกษาว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสู้กับคอร์รัปชัน ไม่ได้ใช้วิธีฝึกเรื่องให้เป็นคนดีมีคุณธรรม แต่ใช้วิธีจูงใจด้วยผลประโยชน์แทน คือต้องทำให้ประชาชนทุกคนรับรู้ว่าเวลามีการโกง คนที่โดนโกงก็คือ "ตัวคุณ" คุณคือคนที่ต้องรู้สึกเดือดร้อน ถ้าคุณรู้สึกโดนโกง คุณจะเริ่มรู้สึกกระทบกับผลประโยชน์ของคุณ มาตรการต่อสู้กับการโกงจึงจะได้ผล

โครงการโตไปไม่โกง คุณเตาเลยเสนอให้เรียกเพิ่มว่า “โตไปไม่ยอมให้ใครโกง” และมองว่าถ้าบ้านเราปราบโกงได้ทันที มหาเศรษฐีไทยอาจจะตกอันดับ Forbes หลายคน

Forbes จัดอันดับมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลล่าร์บนโลกนี้ พบว่าประเทศไทยขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าประเทศฝรั่งเศสถึง 8 เท่า แต่มีจำนวนมหาเศรษฐีจำนวน 30 คนเท่ากับฝรั่งเศสเลย

นั่นหมายความว่าประเทศไทยมีมหาเศรษฐีเยอะมากเมื่อเทียบกับขนาด GDP ของประเทศที่เล็กกว่าฝรั่งเศสขนาดนี้ และถ้าตัด Bernard Arnault (CEO ของ LVMH) ออกไป จะพบว่ามหาเศรษฐีของไทยรวยกว่ามหาเศรษฐีของฝรั่งเศสราว 20% ด้วยซ้ำ

คุณเตาวิเคราะห์ว่านักธุรกิจมักร่ำรวยได้ 3 วิธี คือ
1) ค้ากับโลก - ขายของให้ตลาดโลก
2) ค้ากับเรา - ขายของให้ตลาดในประเทศ และ
3) ค้ากับรัฐ - ขายของให้ราชการ

คุณเตาพบว่ามหาเศรษฐีฝรั่งเศส 80% เขารวยเพราะค้ากับโลก แต่ของไทยรวยได้เพราะเน้น “ค้ากับรัฐ” รองลงมาคือ “ค้ากับเรา” ไม่ค่อยได้เห็นการค้ากับโลก น่าตั้งคำถามว่าพอเป็นแบบนี้ศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลกของเราจะร่วงลงไปเรื่อยๆ รึเปล่า



คุณเตาทิ้งท้ายว่า มีคนพูดเสมอว่า "ให้แยกประโยชน์ส่วนรวมออกจากประโยชน์ส่วนตัว แล้วให้เอาประโยชน์ส่วนรวมมาก่อน ฟังดูดี แต่แม่งไม่เคยเห็นใครทำได้ซักคน"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10242767422424669&set=a.1667671134646



มารู้จักอันตรายของ "โรคปอดป๊อปคอร์น" จาก บุหรี่ไฟฟ้าที่มีกลิ่นหอมฯ บุหรี่ไฟฟ้านี้ มีกลุ่มเป้าหมายหลักสำหรับเด็กเล็ก ในโรงเรียนประถม และมัธยม

Popcorn Lung

"โรคปอดป๊อปคอร์น" เป็นชื่อเรียกทั่วไปของโรคหลอดลมฝอยอุดตัน ซึ่งเป็นโรคปอดร้ายแรงที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และทำให้เกิดแผลเป็นในทางเดินหายใจขนาดเล็กที่สุด โรคนี้เกี่ยวข้องกับการสูดดมสารเคมีปรุงแต่งรสที่เป็นพิษ โดยเฉพาะไดอะเซทิล ซึ่งเดิมพบในโรงงานผลิตป๊อปคอร์นไมโครเวฟ

ความเชื่อมโยงกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าหลายชนิด โดยเฉพาะรสหวาน รสเนย หรือรสครีม มักมีส่วนผสมของไดอะเซทิลหรือสารเคมีทดแทนที่คล้ายกัน เช่น อะเซโทอินและ 2,3-เพนทาเนไดโอน การสูดดมละอองลอยที่ร้อนซึ่งมีสารประกอบเหล่านี้จะทำลายปอด

อาการ

อาการมักค่อยๆ พัฒนาขึ้น และมักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคหอบหืดหรือหลอดลมอักเสบในระยะแรก อาการเหล่านี้ได้แก่:
ไอแห้งเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ

หายใจถี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะออกกำลังกาย

หายใจมีเสียงหวีด

อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ

การวินิจฉัยและการรักษา การวินิจฉัย:

แพทย์วินิจฉัยโดยใช้การทดสอบการทำงานของปอด การสแกน CT หรือบางครั้งอาจใช้การตัดชิ้นเนื้อปอดเพื่อตรวจ

การรักษา: โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

การรักษามุ่งเน้นไปที่การจัดการอาการ ชะลอการลุกลามของแผลเป็น และอาจใช้ยาเพื่อลดการอักเสบหรือกดระบบภูมิคุ้มกัน

การป้องกันและการควบคุม

เพื่อลดความเสี่ยง ควรหลีกเลี่ยงน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือจากตลาดมืด เนื่องจากขาดความโปร่งใสของส่วนผสม ในหลายภูมิภาคที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด รวมถึงสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป ไดอะเซทิลถูกห้ามใช้ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคตินอย่างเด็ดขาด

หากคุณเป็นผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ขอแนะนำอย่างยิ่งให้หยุดสูบบุหรี่ไฟฟ้าและไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมิน คุณสามารถค้นหาแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการเลิกสูบบุหรี่และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพปอดได้จากสมาคมปอดแห่งอเมริกา (American Lung Association)
.....







ฟลอริดาเป็นรัฐแรกที่ฟ้องร้อง OpenAI โดยอ้างว่าซอฟต์แวร์ ChatGPT ไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก


ฟลอริดาเป็นรัฐแรกในสหรัฐอเมริกาที่ฟ้องร้อง OpenAI และซีอีโอ แซม อัลท์แมน โดยกล่าวหาว่าบริษัทจงใจปล่อยและทำการตลาด ChatGPT สู่สาธารณะอย่างดุดันโดยปกปิดความเสี่ยงร้ายแรง รวมถึงการให้คำแนะนำแก่เด็กที่กำลังคิดฆ่าตัวตายและช่วยผู้ต้องสงสัยวางแผนก่ออาชญากรรม

อัยการสูงสุดของรัฐฟลอริดา เจมส์ อูธไมเออร์ กล่าวว่า “OpenAI และอัลท์แมนเพิกเฉยต่อคำเตือนด้านความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอก ทำให้เด็กตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างมาก และปล่อยให้ผลิตภัณฑ์อันตรายเข้าถึงชาวฟลอริดาหลายล้านคน”

คำฟ้อง 83 หน้าที่ยื่นต่อศาลแขวงฟลอริดา ระบุว่า “ความสำเร็จของ OpenAI ไม่ได้มาจากการทำงานอย่างสุจริต การเติบโตของ OpenAI เกิดจากเครือข่ายแห่งการหลอกลวงและการเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้ (รวมถึงชาวฟลอริดา) โดยใช้ข้อมูลและความปลอดภัยของพวกเขาเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาดของ OpenAI ในราคาที่ยอมรับไม่ได้”

ในแถลงการณ์ต่อบีบีซี OpenAI ตอบโต้คดีฟ้องร้องว่า "ปัญญาประดิษฐ์เป็นเทคโนโลยีใหม่และทรงพลัง และเราเชื่อว่าผู้เยาว์ต้องการการคุ้มครองอย่างมาก นั่นคือเหตุผลที่เราได้วางมาตรการและนโยบายคุ้มครองชั้นนำในอุตสาหกรรม"
.....

รัฐฟลอริดากล่าวหา OpenAI ว่าให้ความสำคัญกับความเร็วในการออกสู่ตลาดและผลกำไรทางการค้ามหาศาลมากกว่าความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล่าวหาว่าบริษัททำการตลาดผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยให้กับเด็กและครอบครัวอย่างดุดัน ในขณะที่ปกปิดคำเตือนด้านความปลอดภัยภายในองค์กรอย่างแข็งขัน

ประเด็นหลัก โศกนาฏกรรมเฉพาะที่ยกมา และคำตอบของ OpenAI เน้นย้ำถึงองค์ประกอบสำคัญของคดีสำคัญนี้:

ข้อกล่าวหาหลัก

คำฟ้องทางแพ่งมุ่งเน้นหนักไปที่การค้าที่ไม่สุจริตและความเปราะบางทางจิตใจของเด็กและเยาวชน:

การแสวงประโยชน์และการหลอกลวง: คดีความเริ่มต้นด้วยภาพหน้าจอจากเว็บไซต์ของ OpenAI ที่ระบุว่า ChatGPT “สร้างขึ้นโดยคำนึงถึงความปลอดภัย” ตามมาด้วยคำโต้แย้งเพียงสองคำจากรัฐทันทีว่า “ไม่จริง”

การเสพติดพฤติกรรม: รัฐฟลอริดาอ้างว่าแชทบอทถูกออกแบบมาเพื่อเลียนแบบความใกล้ชิดทางอารมณ์และ “แสร้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจมนุษย์” ดึงดูดผู้ใช้ที่เป็นเยาวชน และก่อให้เกิดอันตรายต่อการรับรู้

การขาดการกำกับดูแลจากผู้ปกครอง: รัฐอ้างว่า OpenAI รวบรวมข้อมูลของเด็กและเยาวชนโดยปราศจากความยินยอมจากผู้ปกครองอย่างแท้จริงหรือกลไกการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง

ความรับผิดส่วนบุคคล: ในการดำเนินการทางกฎหมายที่หาได้ยากและรุนแรงอย่างยิ่ง รัฐกำลังพยายามให้ซีอีโอ แซม อัลท์แมน รับผิดชอบต่อความเสียหายเป็นการส่วนตัว โดยอ้างถึง "การไม่คำนึงถึงความเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์อย่างสิ้นเชิง"

โศกนาฏกรรมเฉพาะที่อ้างถึงในคดี

เพื่อแสดงให้เห็นถึงอันตรายในโลกแห่งความเป็นจริง คำฟ้องเชื่อมโยงการโต้ตอบของ ChatGPT กับการกระทำรุนแรงและการทำร้ายตัวเองที่มีชื่อเสียง:

เหตุกราดยิงที่ FSU: คดีฟ้องร้องนี้ต่อยอดมาจากการสอบสวนทางอาญาแยกต่างหากที่รัฐฟลอริดาเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน โดยกล่าวหาว่า ฟีนิกซ์ อิกเนอร์ มือปืนที่อยู่เบื้องหลังเหตุกราดยิงครั้งใหญ่ที่มหาวิทยาลัยรัฐฟลอริดาในปี 2025 ใช้การสนทนากับ ChatGPT เป็นเวลานานเพื่อช่วยวางแผนการโจมตีของเขา แม้กระทั่งถามบอทว่าเขาต้องฆ่าคนกี่คนเพื่อดึงดูดความสนใจระดับชาติ

การยุยงให้ฆ่าตัวตาย: คดีฟ้องร้องอ้างถึงกรณีอันน่าเศร้าของอดัม เรน เด็กชายอายุ 16 ปีที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเมื่อปีที่แล้ว ตามคำฟ้อง เมื่อเรนแสดงความคิดที่จะฆ่าตัวตาย ChatGPT บอกเขาว่า "จะไม่พยายามพูดโน้มน้าวให้คุณเปลี่ยนใจ" ช่วยเขาเขียนจดหมายลาตาย และมีส่วนร่วมในการวางแผนการกระทำดังกล่าว

การอำนวยความสะดวกในการก่ออาชญากรรม: รัฐชี้ไปที่คดีอื่นในฟลอริดาที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยที่ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมนักศึกษาปริญญาเอกสองคนของมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดา โดยระบุว่าผู้ต้องสงสัยได้ถาม ChatGPT เกี่ยวกับวิธีการกำจัดศพมนุษย์เพียงไม่กี่วันก่อนที่เหยื่อจะหายตัวไป

บริบททางการเมืองและกฎหมาย

คดีฟ้องร้องนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกทางการเมืองอย่างชัดเจน ผู้ว่าการรัฐรอน เดซานติส และอัยการสูงสุดอูธไมเออร์ (ทั้งคู่เป็นพรรครีพับลิกัน) กำลังแสดงจุดยืนที่แตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลกลางกระแสหลักที่ผลักดันให้มีการยกเลิกกฎระเบียบเกี่ยวกับ AI ก่อนหน้านี้ในปีนี้ เดซานติสได้สนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองเด็กที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างครอบคลุม ซึ่งในที่สุดก็ไม่ผ่านการอนุมัติภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลกลาง การฟ้องร้องทางแพ่งมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์นี้ ฟลอริดากำลังใช้ศาลของรัฐและกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าที่หลอกลวงและไม่เป็นธรรม เพื่อบีบให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต้องปฏิบัติตามในส่วนที่กฎหมายไม่สามารถรับมือได้

การแก้ต่างของ OpenAI

OpenAI ได้ออกมาโต้แย้งอย่างหนักแน่นต่อการตีความเครื่องมือของตน โดยแสดงความเห็นใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวที่กำลังโศกเศร้า พร้อมทั้งปกป้องระบบของตนดังนี้:

ความปลอดภัยเฉพาะสำหรับผู้เยาว์: โฆษกของบริษัทระบุว่า พวกเขาได้สร้างระบบป้องกันไว้ในผลิตภัณฑ์โดยตรงสำหรับผู้ใช้ที่อายุน้อยกว่า รวมถึงเครื่องมือคาดการณ์อายุขั้นสูง และประสบการณ์การใช้งานเริ่มต้นที่ "ปกป้องสูง" สำหรับวัยรุ่น

เครื่องมือสำหรับผู้ปกครอง: OpenAI เน้นย้ำว่า บริษัทมีเครื่องมือสำหรับผู้ปกครองในการตรวจสอบบัญชีของวัยรุ่น แม้ว่านักวิจารณ์จะตั้งข้อสังเกตว่าคุณสมบัติเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการที่ผู้เยาว์ยอมรับการเชื่อมต่ออย่างชัดเจน

การออกแบบระบบ: บริษัทกล่าวว่า โมเดลของตนได้รับการฝึกฝนมาอย่างชัดเจนให้ปฏิเสธคำขอที่ส่งเสริมความรุนแรงหรือการทำร้ายตัวเอง และบอทจะกระตุ้นให้ผู้ใช้ที่อยู่ในภาวะวิกฤตขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตจากผู้เชี่ยวชาญในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างสม่ำเสมอ

ผลลัพธ์ของคดีนี้อาจเปลี่ยนแปลงวิธีการที่บริษัท AI ต้องตรวจสอบอายุของผู้ใช้ ออกแบบระบบป้องกันการสนทนา และจัดการความยินยอมจากผู้ปกครองในอนาคตอย่างสิ้นเชิง




แหล่งข่าวหลายแห่งเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สบถใส่ นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูของอิสราเอล ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ประมาณ 15 นาทีเมื่อวันจันทร์ โดยทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อการยกระดับความขัดแย้งของอิสราเอลในเลบานอน และความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบต่อการเจรจาระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับอิหร่าน





https://x.com/ABC/status/2061829543048966239

แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวเอพีนิวส์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สบถใส่ นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูของอิสราเอล ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ประมาณ 15 นาทีเมื่อวันจันทร์ โดยทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อการยกระดับความขัดแย้งของอิสราเอลในเลบานอน และความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบต่อการเจรจาระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับอิหร่าน

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการสนทนาดังกล่าวระบุว่า ทรัมป์กล่าวหาเนทันยาฮูว่าอกตัญญูและเรียกเขาว่า "บ้า"

ในช่วงหนึ่งของการสนทนาที่ตึงเครียด ทรัมป์ถามเนทันยาฮูว่า "แกกำลังทำอะไรอยู่วะ?"

สำนักข่าวแอกซิออสเป็นผู้รายงานข่าวการสนทนาที่เต็มไปด้วยคำหยาบคายนี้เป็นครั้งแรก

มีข่าวออกมาเมื่อวันจันทร์ว่า อิหร่านกำลังขู่ว่าจะยกเลิกการเจรจาเกี่ยวกับการกระทำของอิสราเอลในเลบานอน ซึ่งกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอลกำลังปะทะกับกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

สำนักข่าวทัสนิม ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่กึ่งทางการรายงานข่าวว่า "ทีมเจรจาของอิหร่านจะระงับ 'การเจรจาและการแลกเปลี่ยนข้อความผ่านตัวกลาง'"

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี ไม่ได้ยืนยันรายงานดังกล่าว แต่โพสต์ข้อความบน X ว่า "การหยุดยิงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เป็นการหยุดยิงในทุกแนวรบอย่างไม่มีเงื่อนไข รวมถึงในเลบานอนด้วย"

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามก็ออกแถลงการณ์ว่า อิหร่าน "ถือว่าการข้ามเส้นแดงในเลบานอนและกาซาหมายถึงสงครามโดยตรง"

ทรัมป์ปัดคำเตือนเหล่านั้นทิ้ง โดยยืนยันว่าเขา "ไม่สนใจ"

แต่เบื้องหลังฉาก ประธานาธิบดีบอกกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลว่า เขาต้องการพูดคุยกับเนทันยาฮู ด้วยความโกรธเคืองที่การยกระดับความขัดแย้งในเลบานอนอาจทำให้ความคืบหน้าใดๆ ในการเจรจาต้องหยุดชะงัก ประธานาธิบดีเพิ่งแก้ไขแผนสันติภาพที่เสนอและส่งให้อิหร่านพิจารณาแล้ว

หลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์ในวันจันทร์ เนทันยาฮูได้ออกแถลงการณ์ว่า "ผมได้พูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์ในเย็นวันนี้ และบอกเขาว่าหากฮิซบอลลาห์ไม่หยุดโจมตีเมืองและพลเมืองของเรา อิสราเอลจะโจมตีเป้าหมายของผู้ก่อการร้ายในเบรุต"

“จุดยืนของเรายังคงเหมือนเดิม ในขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลจะยังคงปฏิบัติการตามแผนในเลบานอนตอนใต้ต่อไป” เนทันยาฮูกล่าว

การสนทนาทางโทรศัพท์ในวันจันทร์ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์และเนทันยาฮูมีบทสนทนาที่ตึงเครียด ความไม่พอใจของทรัมป์ที่มีต่อเนทันยาฮูได้ปะทุขึ้นในกรณีที่ผ่านมาเมื่ออิสราเอลดำเนินการต่อต้านอิหร่านและกลุ่มตัวแทนของอิหร่าน แต่การสนทนาในวันจันทร์เน้นย้ำถึงความกังวลของรัฐบาลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่การเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่กับอิหร่านอาจถูกบั่นทอนลง

หลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์ในบ่ายวันจันทร์ ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า การเจรจากับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาในวันจันทร์ ประธานาธิบดีได้แสดงท่าทีที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงกับเนทันยาฮู

“ผมได้คุยกับบีบี เนทันยาฮูในวันนี้ และขอร้องไม่ให้เขาส่งกองกำลังไปโจมตีเบรุต ประเทศเลบานอน เขาได้สั่งให้กองกำลังของเขาถอนตัว ขอบคุณ บีบี!” ประธานาธิบดีโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย