วันอาทิตย์, กันยายน 20, 2569

พรรคไหนจะลบ? มรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ



เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ
11 hours ago ·

พรรคไหนจะลบ? มรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ

22 - 29 กันยายนนี้เราจะไปยื่นหนังสือเพื่อเชิญชวนพรรคการเมืองต่าง ๆ มา "ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ" ด้วยกัน โดยวันเวลา และสถานที่ดังต่อไปนี้

22 กันยายน 11.00 น. ยื่นหนังสือ ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย

22 กันยายน 12.30 น. ยื่นหนังสือ ณ ที่ทำการพรรคประชาชน
พรรคประชาชน - People's Party

28 กันยายน 13.30 น. ยื่นหนังสือ ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชาธิปัตย์ - Democrat Party, Thailand

29 กันยายน 14.00 น. ยื่นหนังสือ ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทย

ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนมาร่วมยื่นหนังสือต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ ด้วยกัน เพื่อให้การยกเลิกคำสั่งของคณะรัฐประหารไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นจุดร่วมของสังคมไทยว่า กฎหมายควรมาจากประชาชน และอนาคตของประเทศควรถูกกำหนดโดยระบอบประชาธิปไตย

ร่วมเป็น 1 ใน 50,000 รายชื่อ เสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41
ลงชื่อลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ
https://decoup6octsins.com/

ติดตามข้อมูลข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Instagram: 6tula2519
Facebook: เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ

#50ปี6ตุลา #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1557781043051997&set=a.609372817892829




วิเคราะห์มุมมองอนุรักษนิยมไทย ภูมิใจไทยยังตอบโจทย์ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยหรือไม่ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ "ระบอบสีน้ำเงิน" (แต่สำหรับชนชั้นนำตัวจริง ชนชั้นนำที่มีอำนาจมากที่สุดในไทย ภูมิใจไทยยังเป็นที่น่าพอใจสำหรับพวกเขา")


ภูมิใจไทยยังตอบโจทย์ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยหรือไม่ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ "ระบอบสีน้ำเงิน"

วศินี พบูประภาพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published 18 กันยายน 2026

"คุณอาจจะเอ่ยชื่อคนนั้นคนนี้ (ที่ไม่พอใจนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล) ขึ้นมาก็ได้ แต่สำหรับชนชั้นนำตัวจริง ชนชั้นนำที่มีอำนาจมากที่สุดในไทย ภูมิใจไทยยังเป็นที่น่าพอใจสำหรับพวกเขา"

นี่คือความคิดเห็นของ โจชัว เคิร์ลแอนซิก นักวิชาการอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations - CFR) สถาบันคลังสมองในสหรัฐอเมริกา เขาให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยทางโทรศัพท์ถึงกระแสความนิยมของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในหมู่อนุรักษนิยมไทย

ที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นกระแสความไม่พอใจต่อรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ปรากฏขึ้นในหมู่กลุ่มคนที่อาจพูดได้ว่าเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม หนึ่งในนั้นคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ได้แถลงข่าวตั้งคำถามถึงการบริหารงานของรัฐบาลนายอนุทิน โดยเชื่อมโยงกับคดีฮั้วเลือก สว. พร้อมอ้างว่า "ใครอยากได้เสียง สว. ก็ต้องแวะไปที่ จ.บุรีรัมย์... อนุมานได้ว่าคนที่ได้รับเลือกก็น่าจะมีอิทธิพลมาจาก จ.บุรีรัมย์ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง"

อีกหนึ่งเสียงจากฝ่ายอนุรักษนิยมที่กล่าววิจารณ์พรรคภูมิใจไทย คือ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารปี 2557 เขาระบุในรายการออนไลน์ของ Zaabnews ว่า "ภูมิใจไทยปัจจุบันนี้ก็พยายามที่จะเป็นเผด็จการรัฐสภาโดยทุนนิยมสามานย์"

เขายังเปรียบเทียบตามความเชื่อของตนว่า พรรคภูมิใจไทยนั้นไม่ต่างอะไรกับพรรคไทยรักไทยในอดีต "มันเหมือนจะก๊อบปี้ เพียงแต่เพิ่มดีกรีความเลวร้ายมากกว่าในระบอบทักษิณตอนนั้น เพราะอะไร คุณเล่นยึด สว. ก่อนเลย และยึดได้เยอะกว่าด้วย"

ด้าน เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวทางรายการเคลียร์ ชัด ชัด ช่องเวิร์คพอยท์ เปรียบเทียบ "ระบอบสีน้ำเงิน" กับสิ่งที่เขาเรียกว่า "ระบอบทักษิณ" โดยชี้ว่าผู้ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบอบทักษิณก็เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา แต่สุดท้ายก็ต้องได้รับโทษจำคุก และได้เตือนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ "ระบอบน้ำเงิน" ว่า "ถ้าคุณเชื่อมั่นในระบอบน้ำเงิน... คุณก็เตรียมตัว [ติดคุก] ก็แล้วกัน"

กระแสความไม่พอใจสิ่งที่หลายคนเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" จากฝ่ายอนุรักษนิยม มีเหตุปัจจัยจากอะไร และจะพัฒนาไปในทิศทางใดหลังจากนี้ บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ 3 รายเพื่อวิเคราะห์หาคำตอบ

ภูมิใจไทยไล่ฝ่ายก้าวหน้าได้ แต่ยังไม่ใช่ตัวแทนของกลุ่มอนุรักษนิยมทั้งหมด

ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยรับเชิญที่สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS - Yusof Ishak Institute) ของสิงคโปร์ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ว่า "แม้พรรคภูมิใจไทยจะชนะและกวาดคะแนนเสียงจากกลุ่มอนุรักษนิยมไปได้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่พรรคก็ไม่สามารถผูกขาดการอ้างตนเป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษนิยมได้ทั้งหมด"

ดร.ณพล ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ชี้ว่ากลุ่มอนุรักษนิยมไทยไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนที่เป็นเนื้อเดียวกัน (monolithic) ทั้งหมด ในทัศนะของเขา กลุ่มอนุรักษนิยมในไทยสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก

"สำหรับผม มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง หนึ่ง กลุ่มอนุรักษนิยมที่ไม่สนใจวิธีการเลยว่าจะใช้วิธีใดในการกีดกันและลดบทบาทคู่แข่งฝ่ายก้าวหน้าหรือเครือข่ายที่เอาทักษิณ แม้ว่าวิธีการเหล่านั้นจะต้องพึ่งพาตัวละครทางการเมืองที่โดยปกติแล้วพวกเขาจะมองว่าขัดต่ออุดมการณ์อนุรักษนิยมก็ตาม"

สำหรับกลุ่มที่สอง เขาสรุปว่าคือ "กลุ่มอนุรักษนิยมที่ยังคงยึดมั่นในอุดมคติแบบจารีตเรื่องการปกครองโดย 'คนดี'"

ด้าน วสุชน รักษ์ประชาไท อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แสดงทัศนะกับบีบีซีไทยเช่นกันว่า สำหรับเขา กลุ่มอนุรักษนิยมไทยไม่ได้มีความเป็นเนื้อเดียวกัน

เขายกตัวอย่างปรากฏการณ์ทางสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตัดสินใจย้ายจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) วสุชนระบุว่าเพจเฟซบุ๊กที่สนับสนุน "กลุ่มการเมืองฝ่ายขวา" เช่น เพจเชียร์ลุง หรือเพจเครือข่ายพรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกับมวลชนของตนเองอย่างหนัก

"เขาก็ต้องทำคอนเทนต์เพื่ออธิบายกับมวลชนในเพจของตัวเองเหมือนกัน สารที่ส่งออกมาก็คือ ขอให้คนเหล่านี้มีโอกาสได้ทำหน้าที่ ถึงจะอยู่ในพรรคที่มีภาพลักษณ์เรื่องการโกงหรือคอร์รัปชัน แต่ถ้าตัวบุคคลยังซื่อสัตย์สุจริต ก็สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้"

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ทั้งสองคนมองว่าในขณะนั้นกลุ่มอนุรักษนิยมไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากภูมิใจไทย

"พวกเขา (กลุ่มอนุรักษนิยม) มีความเห็นพ้องตรงกันถึงความจำเป็นว่าต้องกีดกันพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายก้าวหน้าให้ออกไปจากอำนาจ และอาจเคยเห็นพ้องร่วมกันในช่วงการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ว่าพรรคภูมิใจไทยและอนุทินคือยานพาหนะฝั่งอนุรักษนิยมเพียงหนึ่งเดียวที่น่าเชื่อถือในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว" ดร.ณพล กล่าวกับบีบีซีไทย

ปัจจัยตัดคะแนนเครือข่าย "สีน้ำเงิน"

นักวิชาการไทยที่ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยระบุด้วยว่า ความไม่พอใจของกลุ่มอนุรักษนิยมต่อพรรคภูมิใจไทยนั้น ก่อตัวขึ้นมาจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ปัจจัยเรื่องอุดมการณ์ ปัจจัยเรื่องการจัดสรรอำนาจ ไปจนถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจในมิติของอุดมการณ์

ดร.ณพล ระบุว่า กลุ่มอนุรักษนิยมแบบจารีตยังคงยึดมั่นในอุดมคติเรื่องการปกครองโดย "คนดี" ทว่าการบริหารประเทศภายใต้การนำของเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย หรือ "ระบอบสีน้ำเงิน" กลับถูกคนกลุ่มนี้มองว่าเป็นการปกครองโดยกลุ่มนักการเมืองระบบบ้านใหญ่ที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน พัวพันกับการทุจริต และไม่คู่ควรกับตำแหน่ง

"ปัญหาก็คือภูมิใจไทยถูกมองว่าสามารถครอบงำองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้กลไกสำคัญที่ชนชั้นนำอนุรักษนิยมเคยใช้คุมเกมหรือสกัดพรรคการเมืองที่อาจใช้อำนาจเกินขอบเขต อ่อนแอลงจนแทบไม่เหลือประสิทธิภาพ" ดร.ณพลระบุ และชี้ว่าการแผ่อิทธิพลทางการเมืองของภูมิใจไทยยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านคุณค่าของพรรคอีกด้วย

"สิ่งที่เขา (ผู้วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายอนุรักษนิยม) ไม่เห็นด้วย คือการขยายและรวบอำนาจที่เกิดขึ้นภายใต้พรรคภูมิใจไทย ซึ่งสำหรับบางคนแล้วอาจเท่ากับการทรยศต่อสิ่งที่กลุ่มอนุรักษนิยมยึดถือ นั่นคือระเบียบสังคมที่มีศูนย์กลางอยู่ที่สถาบันหลักของประเทศและนำโดยอำนาจทางศีลธรรมของ 'คนดี'" นักวิจัยรับเชิญที่สถาบันยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ กล่าว

ในตอนหนึ่งของการแถลงข่าวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล สะท้อนสิ่งที่ ดร.ณพล กล่าวถึง โดยนายสนธิระบุว่า ประชาชนกลุ่มที่เรียกร้องให้เขาออกมาเริ่มการเคลื่อนไหวนั้น เป็นกลุ่มคน "ที่อยากเห็นรัฐบาลมีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ และมีความกล้าหาญ... แต่ผมไม่เห็นคุณลักษณะเหล่านี้ในกลุ่มคนของคุณอนุทิน"


การเคลื่อนไหวระลอกล่าสุดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. ได้ออกมาวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงเรื่องการจัดระเบียบนักท่องเที่ยว นโยบายด้านศูนย์ข้อมูล และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว.

ดร.ณพล ยังแสดงทัศนะด้วยว่า ชัยชนะทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยเอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นนำเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีความใกล้ชิดกับผู้ถือครองอำนาจในพรรคเท่านั้น แทนที่จะกระจายประโยชน์ไปยังเครือข่ายอนุรักษนิยมในวงกว้าง

"ผมคิดว่าปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการคัดค้านระบอบสีน้ำเงินโดยฝ่ายอนุรักษนิยม คือการรับรู้ว่าการมีพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้นำนั้น ส่งผลประโยชน์ให้แก่ชนชั้นนำเพียงกลุ่มที่แคบกว่ามากเมื่อเทียบกับที่อนุรักษนิยมหลายฝ่ายเคยคาดหวังไว้" นักวิจัยจากสิงคโปร์อธิบาย "แม้ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคจะถูกยกย่องว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายอนุรักษนิยม แต่ดอกผลของชัยชนะนั้นกลับตกอยู่กับคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงกับผู้กุมอำนาจในพรรค ซึ่งความยึดมั่นของคนกลุ่มนี้ต่อระเบียบอนุรักษนิยมในภาพรวมอาจดูเป็นเพียงการแสดงบทบาทภายนอกเท่านั้น"

ยิ่งไปกว่านั้น การที่พรรคการเมืองขยายอิทธิพลเข้าไปในพื้นที่เชิงสถาบัน (institutional domains) หรือบรรดาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่ง "แต่เดิมเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่สงวนสำหรับกลุ่มชนชั้นนำสายราชการ รอยัลลิสต์ และผู้ทรงเกียรติ" ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกสูญเสียอำนาจของชนชั้นนำกลุ่มดั้งเดิมยิ่งขึ้น

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับมุมมองของ โจชัว เคิร์ลแอนซิก นักวิเคราะห์การเมืองรายนี้มองว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งเกิดขึ้นจากการเกณฑ์คะแนนเสียงระดับพื้นที่และระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ ซึ่งมีความแตกต่างและใหม่กว่าเครือข่ายในอดีต

"ผมคิดว่านี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างความโกรธเคือง ความผิดหวัง หรือความเบื่อหน่ายให้แก่คนบางกลุ่มที่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากระบบอุปถัมภ์นี้ ในขณะที่ภูมิใจไทยกลับจัดสรรผลประโยชน์อุปถัมภ์ให้แก่กลุ่มคนชุดใหม่แทน" นักวิชาการอเมริกันซึ่งเคยพำนักอยู่ในไทยในช่วงทศวรรษ 1990-2000 ระบุ



โจชัวมองด้วยว่า อีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้ความนิยมของพรรคภูมิใจไทยเสื่อมลงในหมู่บุคคลที่เคยสนับสนุนคือปัจจัยด้านเศรษฐกิจ

นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายนี้เปรียบเทียบคะแนนความนิยมของพรรคภูมิใจไทยกับผู้นำของประเทศอาเซียนอื่น ๆ ว่าลดลงไม่ต่างกันในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะหลังช่วงที่เกิดสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประกาศกำแพงภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ ไปจนถึงวิกฤตพลังงานจากสงครามในอ่าวเปอร์เซีย

"เกือบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เว้นแต่มาเลเซียหรือบรูไนที่มีน้ำมันของตัวเอง ที่เหลือต่างก็กำลังดิ้นรนหนัก และคะแนนความนิยมของผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกคนที่เราสามารถวัดผลได้... อย่างประเทศที่มีการวัดผล เช่น อันวาร์ (มาเลเซีย), ปราโบโว (อินโดนีเซีย), มาร์กอส จูเนียร์ (ฟิลิปปินส์) เราจะเห็นได้ว่าคะแนนความนิยมตกลงเหมือนกันหมด"

"มันเป็นเรื่องยากที่จะรักษาความนิยมเอาไว้ได้ในเวลาที่ทุกคนกำลังดิ้นรนกับปัญหาทางเศรษฐกิจ และผมคิดว่านั่นก็เป็นปัจจัยหนึ่งสำหรับพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน" นักวิเคราะห์การเมืองด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ กล่าว

มีคนเสียใจที่เลือกภูมิใจไทย แต่ไม่ใช่กลุ่มที่สำคัญ

ในสายตาของ ดร.ณพล เมื่อรัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ไม่สามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องและความเดือดร้อนของประชาชนได้ตามที่คาดหวัง และไม่สามารถทำตามสัญญาในการสร้างรัฐบาลที่นำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือกลุ่มเทคโนแครต (technocratic leadership) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ได้ทำให้เกิดความคับข้องใจตามมา

ขณะเดียวกัน เขาระบุว่าตอนนี้พรรคฝ่ายค้านในสภาก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก

"พรรคฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะดึงเอาความรู้สึก (ไม่พอใจรัฐบาล) เหล่านี้มาปลุกกระแสหรือใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากฝ่ายค้านในสภามีจำนวนน้อยเกินกว่าจะท้าทายได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่ายสีส้มก็ถูกมองว่ามีส่วนร่วมจากการโหวตให้อนุทิน"

เขามองว่าสถานการณ์เช่นนี้ก่อให้เกิดสภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่เปิดช่องว่างให้บุคคลภายนอกสภา อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนเพื่อสะท้อนความไม่พอใจของประชาชน และสถาปนาตนเองในฐานะผู้พิทักษ์ระเบียบอนุรักษนิยมที่พวกเขาเชื่อว่ากำลังถูกลดทอนคุณค่าลงโดยกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษนิยม "ตัวปลอม" ขณะเดียวกันผู้เคยมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบการเมืองก็เริ่มออกมาแสดงความเสียใจ

"ผมคิดว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้เป็นส่วนผสมระหว่างความรู้สึกเสียดายหรือผิดหวังกับทางเลือกที่เคยตัดสินใจลงไปของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมไทย กับความพยายามอย่างจงใจที่จะตีตัวออกห่างจากผลลัพธ์ของการจัดวางสถาบันทางการเมืองและนักการเมืองที่พวกเขาเองเคยมีส่วนสร้างและผลักดันขึ้นสู่อำนาจ" ดร.ณพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มอนุรักษนิยมที่เกิดขึ้นในระลอกนี้อาจไม่ส่งผลมากนัก

"คำถามที่สำคัญที่สุดคือชนชั้นนำกลุ่มใดกำลังไม่พอใจต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะเรื่องนี้จะมีความสำคัญทางการเมืองมากขึ้นอีก หากความไม่พอใจนี้ได้ขยายไปถึงกลุ่มชนชั้นนำที่อยู่ใจกลางของสิ่งที่โดยทั่วไปเราเข้าใจกันว่าเป็นเครือข่ายอำนาจฝ่ายอนุรักษนิยมที่มีฐานอยู่บนสถาบันหลัก และกองทัพของไทย" ดร.ณพล ระบุ

ส่วน โจชัว เคิร์ลแอนซิก ประเมินว่า โดยภาพรวมแล้วพรรคสีน้ำเงินยังคงเป็นที่ยอมรับและสร้างความพึงพอใจให้กับ "ชนชั้นนำตัวจริง" ได้ไม่เสื่อมคลาย

"เมื่อผมพูดถึงชนชั้นนำตัวจริง ผมหมายถึง กองทัพ, กอ.รมน., กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดอย่าง ซีพี และแน่นอนสถาบันหลัก ผมคิดว่าภูมิใจไทยเป็นที่น่าพอใจสำหรับพวกเขาแล้ว" นักวิเคราะห์การเมืองจากสถาบัน CFR สหรัฐฯ ชี้



ไม่มีตัวเลือกอื่นสำหรับอนุรักษนิยม

วสุชน นักวิชาการที่ศึกษาขบวนการฝ่ายอนุรักษนิยมชี้ว่าเป้าหมายหลักของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยตอนนี้ไม่ใช่การขับไล่รัฐบาลอย่างแน่นอน สำหรับเขาแล้วประเด็นนี้สะท้อนผ่านการแสดงออกของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมา

"เขา [นายสนธิ] บอกว่า 'นี่ไม่ใช่การท้าทายหรือท้าชกกับใคร แต่เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้ทำความดี ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง' ซึ่งสอดคล้องกับสารที่เขาสื่อสารมาตลอด คือไม่ได้ออกมาเพื่อขับไล่รัฐบาลโดยตรง แต่ต้องการกดดันหรือกระตุ้นให้รัฐบาลดำเนินการบางอย่างมากกว่า" อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์

ด้าน โจชัว เคิร์ลแอนซิก ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกัน เขามองว่าพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นทางเลือกหลักที่กลุ่มชนชั้นนำในสังคมยอมรับได้

"ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงที่พรรคภูมิใจไทยเริ่มดูเหมือนจะเป็น 'ภาระ' (liability) มากกว่าแต่ก่อน กล่าวคือพวกเขาผลักดันนโยบายไม่ค่อยสำเร็จ เศรษฐกิจก็แย่ แถมยังมีประเด็นอื้อฉาวอีก"

กระนั้นแล้ว เขาก็ประเมินว่าหากกลุ่มอำนาจตัดสินใจโค่นล้มอำนาจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือเข้าไปแทรกแซงรัฐบาล ก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนที่ไม่อาจคาดเดาได้

"เพราะทุกครั้งที่คุณเปลี่ยนโครงสร้าง คุณไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจึงต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงนั้นกับสิ่งที่มีอยู่ในมือ" โจชัว เคิร์ลแอนซิก กล่าว

"จริงอยู่ อาจมีชนชั้นนำหลายฝ่ายที่เริ่มไม่พอใจและกลับมาทบทวนว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงเป็น 'ยานพาหนะ' ที่ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของฝั่งอนุรักษนิยมจริงหรือไม่ แต่ย้ำอีกครั้งว่า ณ ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณของการลุกฮือโค่นล้มอย่างเป็นขบวนการจากชนชั้นนำแต่อย่างใด" นักวิชาการจาก CFR กล่าวเสริม

เขายังตั้งข้อสังเกตทิ้งท้าย โดยประเมินจากมุมมองของเครือข่ายชนชั้นนำว่า ชนชั้นนำไทยอาจไม่มีตัวเลือกอื่น ๆ ที่มีศักยภาพเพียงพอจะมาทำหน้าที่แทนพรรคภูมิใจไทยได้อีกแล้วในเวลานี้

"แล้วจะเอาอะไรมาแทนที่พรรคภูมิใจไทย ?... อะไรคือตัวเลือกที่ดีกว่านี้ หากคุณมองในมุมของผู้มีอำนาจ หรือกลุ่มทุนใหญ่อื่น ๆ"


https://www.bbc.com/thai/articles/cmgl754ee5g3o





หนังสือหายาก รัฐประหาร 19 กันยา หนังสือที่ "บันทึกยุคสมัยอันอัปลักษณ์"



Thanapol Eawsakul
3 hours ago ·

ก่อนตลาดวาย
ในวาระ 20 ปีรัฐประหาร 19 กันยา
ในฐานะคนทำหนังสือ
สิ่งที่พอจะทำได้คือทำหนังสือ "บันทึกยุคสมัยอันอัปลักษณ์" ไว้ด้วยจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน

หนังสือเล่มนี้
เราเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า

........
ทำไมสังคมการเมืองไทยจึงปล่อยให้รัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกเรียกกันอย่างแพร่หลายว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” กลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ความหมาย เพียงแค่มีรถถังเคลื่อนออกมา ?

ทำไมผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย จึงสยบยอมต่ออำนาจ “ศักดินาขุนศึก” ยอมแม้กระทั่งการขอ“นายกฯ พระราชทาน” หรือออกบัตรเชิญให้มารัฐประหาร?

ทำไมปัญญาชนไทย ซึ่งควรจะเป็นแนวหน้าในการพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตย จึงกลายมาเป็นทนายแก้ต่างให้อำนาจเผด็จการทหาร?

ทำไมพลังอำมาตยาธิปไตยซึ่งดูเหมือนจะหมดพลังไปอย่างสิ้นเชิงหลังเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 จึงกลับมาอีกครั้งในรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ และพลังเหล่านี้ยังเป็นความหวังของสังคมในการฝ่าวิกฤต?

ทำไมเครื่องแบบทหารที่เคยเป็นเครื่องแบบต้องห้ามหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 กลายมาเป็นแฟชั่นยอดฮิต?

ทำไมอาวุธสงครามซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงจึงกลายมาเป็นเครื่องมือเพื่อระงับความรุนแรง?

ทำไมสถาบันกษัตริย์ซึ่งต้องอยู่ “เหนือ” การเมืองจึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญของคณะรัฐประหาร?

จึงเป็นที่มาของหนังสือ

รัฐประหาร 19 กันยา 
รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อเขียนที่ปรากฏอยู่ในเล่มนี้ เขียนขึ้นมาด้วยทัศนะของคนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร (แต่นั้นก็มิใช่ว่า ข้อเขียนทั้งหมดจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ข้อเขียนหลายชิ้นที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ต่างก็วิวาทะกันเองด้วย)

ถึงแม้จะตระหนักว่าวิธีคิดในการทำหนังสือเช่นนี้ย่อมหมิ่นเหม่ต่อการกระทำที่ ผิด “หลักการ” ของสื่อมวลชนที่ดี ซึ่งต้องรักษาความเป็นกลาง, นำเสนอความเห็นของทั้ง 2 ฝ่าย หรือการที่ไม่ตัดสินอะไรด้วยอัตวิสัย

แต่ท่ามกลางสภาวการณ์ที่สื่อมวลชนส่วนใหญ่ ยอมรับเงื่อนไขของคณะรัฐประหารว่าจะมาเพียง “ชั่วคราว” และเข้ามาชำระล้างความเลวร้ายของ “ระบอบทักษิณ” โดยไม่ตั้งคำถามกับวิธีการได้มาซึ่งอำนาจหรือสิทธิเสรีภาพที่สูญหายด้วยข้ออ้างแบบครอบจักรวาลว่าเพื่อสยบ “คลื่นใต้น้ำ” แล้วทำให้เรายิ่งเห็นถึงความจำเป็นของการทำหนังสือที่ไม่เป็นกลาง นำเสนอด้านเดียว รวมทั้งใช้อัตวิสัยของการไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารเป็นธงนำ

https://sameskybooks.net/product/9789749498026/

แน่อนว่าหนังสือทุกเล่มย่อมมีจุดอ่อนให้วิพากษ์วิจารณ์ได้

ดังที่มีนักเขียนท่านหนึ่งบอกว่า
ส่วนที่ดีที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ
คำอุทิศ

นวมทอง ไพรวัลย์
(2489-2549)

เราก็ถือว่ายังเป็นคำชม

และถ้าลุงนวมทอง (21 ตุลาคม 2489 - 31 ตุลาคม 2549)
ยังมีชีวิตอยู่
ท่านจะอายุครบ 80 ปี ในปีนี้
.....

ย้อนอ่านจดหมาย “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” เขียน ก่อนปลิดชีพตัวเองต้านรัฐประหาร 2549



นายนวมทอง ไพรวัลย์ หรือลุงนวมทอง อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ขับรถแท็กซี่ชนรถถังเพื่อประท้วงการทำรัฐประหาร ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า จนได้รับบาดเจ็บ เมื่อ 19 กันยายน 2549

ก่อนผูกคอกับราวสะพานลอยบริเวณ ถ.วิภาวดีรังสิต หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2549 พร้อมเขียนจดหมายลาตาย ระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษกคณะรัฐประหารนั้น



สำหรับจดหมายของนายนวมทอง ลงวันที่ 29 ตุลาคม ก่อนนายนวมทองเสียชีวิต 2 วัน มีข้อความระบุว่า

สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรกก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค.ที่สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”

เหตุพลีชีพครั้งแรกของผมยอมรับว่าคำณวนความเร็วของรถแท็กซี่ผิดพลาด รถถังที่จอดลานพระบรมรูปทรงม้าติดด้านหัวถนราชดำเนินนอก เมื่อผมขับรถผ่านกองบัญชาการทัพบกพ้นหัวถนนและเกาะกลางถนนเพื่อพุ่งเข้าชนเพื่อหักเลี้ยวแบบตัว S ความเร็วจึงลดลงมากเพราะต้องการชนแบบประสานงา
ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลวชิรฯ มีคณะของคุณครูประทีป ฮาตะ และคณะอื่นๆ มาเยี่ยมหลายคณะ และมีผู้สื่อข่าว นสพ. มาขอสัมภาษณ์ว่า ไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด

ผมตอบไปว่าใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีเบื้องหลังเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย. แต่ไม่เห็นเป็นข่าวรวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง คปค. ลงข่าว นสพ. วันเดียวเงียบหายไปเลย ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรฯ 13 วัน คุณหมออนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านและนำ นสพ. ที่เสนอข่าวชนรถถังประท้วง คปค. ของผม พบคำสัมภาษณ์ท่านรองโฆษก ใน นสพ. ตรงกันหลายฉบับด้วยถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นและยังปรามาสว่าผมแก่แล้ว คงทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็มีเวลาเอาสีมาพ่นข้อความรอบตัวรถยังคิดว่าอารมณ์ชั่ววูบ ไม่น่าให้ทำงานและกินเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชนเลย.

ความคิดผม เมื่อหายป่วยดีก็จะทำมาหากินขับรถ TAXI ไม่ก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษณ์ นสพ. ของท่านรองโฆษก คปค. ในเชิงปรามาสดังกล่าวก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพเพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่กับเหล่าวีรชนแห่งนี้ตลอดไป และขอยืนยันว่าปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง

สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก

ลาก่อน พบกันชาติหน้า

ปล. ขอแก้ข่าว ขวดยาที่พบในรถภายหลังเกิดเหตุคืออาหารเสริมแคปซูลใบแปะก๊วยไม่ใช่ยาแก้เครียดตามที่ลงข่าว นสพ. ผมไม่เครียดแต่ประท้วงจอมเผด็จการ
สวัสดีครับ
29 ตุลาคม 2549
(นายนวมทอง ไพรวัลย์)


ทั้งนี้ นายนวมทอง ไพรวัลย์ ได้ผูกคอกับราวสะพานลอย บริเวณ ถ.วิภาวดีรังสิต ขาออก เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2549 พร้อมกับสวมเสื้อที่เขียนบทกวีของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ระบุว่า

อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธ แสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน




ที่มา มติชนสุดสัปดาห์
ย้อนอ่านจดหมาย “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” เขียน ก่อนปลิดชีพตัวเองต้านรัฐประหาร 2549
31.10.2024

https://www.matichon.co.th/weekly/hot-news/article_481550
.....






กิจกรรมหนึ่งในงานวันที่ 19 กันยา วงเสวนา “สีน้ำเงินในยุคคุณคืออะไร" ร่วมค้นหาระบอบสีน้ำเงินจากคนแต่ละยุคสมัยในประวัติศาสตร์การเมือง (คลิป)



กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG and เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ
5 days ago ·

กิจกรรมในงานวันที่ 19 กันยา ประกาศสถานที่แล้ว !

วงเสวนา “สีน้ำเงินในยุคคุณคืออะไร" ร่วมค้นหาระบอบสีน้ำเงินจากคนแต่ละยุคสมัยในประวัติศาสตร์การเมือง

ความหมายและบทบาทของ "สีน้ำเงิน" ถูกนิยามและตีความแตกต่างกันไปตามบริบทและยุคสมัย ชวนร่วมรับฟัง แลกเปลี่ยน ถอดรหัสกลไกอำนาจผ่านมุมมองของผู้คนข้ามรุ่น เพื่อทำความเข้าใจระบอบสีน้ำเงินที่แท้จริง

ร่วมเสวนาโดย:

- กฤษฎางค์ นุตจรัส (ทนายความสิทธิมนุษยชน)
- ผศ.ภญ. ธิดา ถาวรเศรษฐ
- ณัฐชนน ไพโรจน์ (Thumb Rights)
- ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล (เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ)

ดำเนินรายการโดย : ธีระภัทร ระดับแก้ว

ในงานยังมีกิจกรรมไฮไลต์อื่น ๆ

- Video Conference จากเพื่อนนักกิจกรรมที่คุณคิดถึง
- นิทรรศการ "กำแพงเมืองไทย"
- ร่วมตามหา "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่แท้จริง

สถานที่จัดงาน : ห้องประชุมชั้น 1 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569
เวลา 16.30 – 20.30 น.

แล้วพบกัน


LIVE 🔴 “สีน้ำเงินในยุคคุณคืออะไร" ร่วมค้นหาระบอบสีน้ำเงินจากคนแต่ละยุคสมัยในประวัติศาสตร์การเมือง

UDD News Thailand

Streamed live 11 hours ago

LIVE 🔴 วงเสวนา “สีน้ำเงินในยุคคุณคืออะไร" ร่วมค้นหาระบอบสีน้ำเงินจากคนแต่ละยุคสมัยในประวัติศาสตร์การเมือง

ร่วมเสวนาโดย:

กฤษฎางค์ นุตจรัส (ทนายความสิทธิมนุษยชน)
อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ(อดีตประธาน นปช.)
ณัฐชนน ไพโรจน์ (Thumb Rights)
ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล (เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ) 

ดำเนินรายการโดย : 
ธีระภัทร ระดับแก้ว

ในงานยังมีกิจกรรมไฮไลต์อื่น ๆ

Video Conference จากเพื่อนนักกิจกรรมที่คุณคิดถึง
นิทรรศการ "กำแพงเมืองไทย"
ร่วมตามหา "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่แท้จริง

สถานที่จัดงาน : ห้องประชุมชั้น 1 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


https://www.youtube.com/watch?v=uRO-dn8H47I




https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1396120986002786

ไข่แมวชีส added photos to the album: 19 ก.ย. 69 DRG กำแพงเมืองไทย ตามหาระบอบสีน้ำเงิน
5 hours ago ·

DRG จัด “19 กันยา กำแพงเมืองไทย” ชวนตามหา “ระบอบสีน้ำเงิน” ก่อนทุบกำแพงสู่ประชาธิปไตย
.
วันที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 16.30 – 20.30 น. ที่ห้องประชุมชั้น 1 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) จัดกิจกรรม “19กันยา กำแพงเมืองไทย ตามหาระบอบสีน้ำเงิน” เปิดวงเสวนา-ฟังวิดีโอจากนักกิจกรรมผู้ลี้ภัยทางการเมือง-ปราศรัยประเด็นการเมืองและสิทธิ ปิดท้ายด้วยอ่านแถลงการณ์พร้อมกิจกรรม “ทุบกำแพงสีน้ำเงิน”
.
เริ่มด้วยวงเสวนา “สีน้ำเงินในยุคคุณคืออะไร" ร่วมสนทนาโดย กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความสิทธิมนุษยชน, ผศ.ภญ. ธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธาน นปช., ณัฐชนน ไพโรจน์ Thumb Rights, ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ และดำเนินรายการโดย ธีรภัทร ระดับแก้ว
.
วงเสวนาดังกล่าวชวนพูดคุยถึงความหมายและบทบาทของ “สีน้ำเงิน” ที่แตกต่างกันไปตามบริบทและยุคสมัยทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2519 ซึ่งเป็นการต่อสู้กับระบอบเผด็จการทหาร ปี 2549 ซึ่งเป็นการต่อสู้กับระบอบจารีตนิยมและอำนาจนิยม ไปจนถึงปัจจุบันในปี 2569 ที่ผู้ร่วมเสวนามองว่าเป็นการต่อสู้กับเผด็จการที่กำลังปรับตัว โดยไม่จำเป็นต้องใช้รถถังออกมารัฐประหาร แต่เป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้กับกลุ่มอำนาจบางส่วน
.
ผู้ร่วมเสวนายังกล่าวถึงภาพการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับชนชั้นนำที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2475 โดยเห็นได้จากความเปลี่ยนแปลงและข้อถกเถียงเกี่ยวกับ “รัฐธรรมนูญ”
.
ต่อมา ร่วมรับฟังวิดีโอพูดคุยถึงสถานการณ์การเมืองไทย จากนักกิจกรรมผู้ลี้ภัยทางการเมือง ได้แก่ “เพนกวิน“ พริษฐ์ ชิวารักษ์, ”ไมค์“ ภานุพงศ์ จาดนอก และ ”บิ๊ก“ เกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ
.
ต่อด้วยการปราศรัยต่อความรันทดภายใต้ "ระบอบสีน้ำเงิน" ในปัจจุบัน ได้แก่ อิสริยะ ไชยมนตรี เรื่องปฏิรูปกองทัพฯ, ศรีไพร นนทรีย์ เรื่องค่าแรง สิทธิ และการคุ้มครองแรงงาน, มุมิน เจ๊ะแว เรื่องสันติภาพในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้, ชัชลาวัณย์ เมืองจันทร์ เรื่อง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศฯ และณัชปกร นามเมือง เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม
.
กิจกรรมตอนท้ายของงาน "ทุบกำแพงสีน้ำเงิน" ปูทางไปสู่ประชาธิปไตย และมีการอ่านแถลงการณ์โดยเครือข่ายเยาวชนนักกิจกรรมและองค์กรภาคประชาสังคม
.
ระหว่างงานมีการแสดงดนตรีสดจาก พอร์ท ไฟเย็น และ ELEVENFINGER และภายในงานมีบูธจากองค์กรภาคประชาสังคม และบูธเข้าชื่อเสนอกฎหมายยกเลิกมรดกคณะรัฐประหาร 6 ตุลา 19, เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญสู่สสร.เลือกตั้ง และนิทรรศการ "กำแพงเมืองไทย"
.
#20ปีรัฐประหาร49 #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา




6 ตุลาคม 2519: ข้อที่น่าเสียดายในการตีความประเมินค่ากรณีสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "สงคราม" ภายในประเทศระหว่างรัฐไทยกับคอมมิวนิสต์คือมันทำให้ละสายตาไปเสียจาก "การเมือง" ที่ให้เหตุผลความชอบธรรมแก่สงคราม

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10244552043598970

Kasian Tejapira
12 hours ago ·

6 ตุลาคม 2519: สงครามเป็นการต่อเนื่องของการเมือง
%%%%%%%

ข้อที่น่าเสียดายในการตีความประเมินค่ากรณีสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "สงคราม" ภายในประเทศระหว่างรัฐไทยกับคอมมิวนิสต์คือมันทำให้ละสายตาไปเสียจาก "การเมือง" ที่ให้เหตุผลความชอบธรรมแก่สงคราม (โดยไปจับจ้องอยู่ที่ว่าทำไงได้ สงครามมันก็เป็นแบบนี้แหละ...เสีย)

การที่รัฐไทยใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองร่วมชาติส่วนหนึ่ง (นิสิตนักศึกษาลูกหลานคนชั้นกลางชาวเมือง) ย่อมมาจากฐานคติทางการเมืองที่มองพวกเขาเป็นอื่น เป็นไม่ไทย เป็นคนนอก (จากความเป็นไทย)
 
ปัญหาอยู่ตรงจะจัดการกับสถานภาพความเป็นพลเมืองไทย (ที่ไม่ไทยทางความคิดการเมือง) ของพวกเขาอย่างไร?

วิธีหนึ่งคือโยงโยนให้พวกเขาเป็น "ญวน" ไปเสีย (รมว.สมัคร สุนทรเวช ชี้แจงในยุโรปว่าคนที่ถูกเผาไม่ใช่คนไทย เพราะมีรูปโฮจิมินห์เล็ก ๆ อยู่ในกระเป๋า และคนเผาก็ไม่ใช่ไทย เพราะคนไทยไม่ทำกับคนไทยแบบนั้น โดยนัยคือมันเป็นเรื่อง "ญวนเผาญวน" เพื่อทำลายหลักฐานกันเอง ไม่เกี่ยวกับคนไทยและความเป็นไทยเรา)

มิฉะนั้นก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาเป็นคนไทย เป็นคนที่คิดเห็นเป็นอื่นแต่อยู่ข้างในประเทศไทย ซึ่งยังความอิหลักอิเหลื่อให้แก่การเมืองเพื่อการสังหารหมู่แบบนี้มาก
 
ตกลงพวกเขาเป็น "คนไทย" หรือ "คนไม่ไทย" หรือเป็นอะไรกันแน่?

จนต้องเนรมิตเอกลักษณ์ใหม่ให้คนเหล่านี้ว่าเป็น "ผู้หลงผิด" ที่อยู่ระหว่าง คนไทย กับ คนไม่ไทยหรือคนอื่น (Thongchai, Siam Mapped, Conclusion, p.170)

กระบวนการอะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนจาก "หลงผิด" เป็น "คิดถูก" และได้การยอมรับกลับเป็น "คนไทย" อีกครั้ง?
ทว่าพื้นที่ที่สามนี้ก็ออกจะล่อแหลม ไม่มั่นคง เพราะมันกลายเป็นเรื่องของ "ความคิดผิด" ซึ่งน้ำหนักของเส้นแบ่งก็อยู่ตรงที่ว่า "ความคิดถูก" นั้นยังคงความถูกต้องสัมบูรณ์แบบอยู่หรือไม่? อีกนานเท่าไร? มันอาจจะพลิกกลับเปลี่ยนแปลงความคิดไปได้หรือไม่อย่างไรในสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไป?

และทันทีที่มันพลิกกลับ รอยปริแยกแตกหักของประวัติศาสตร์ชาติฉบับรัฐราชการก็ปรากฏให้เห็น





.....

AI มองยังกับคำพูดของสมัครข้างบน

ทำไมสมัคร สุนทรเวช ถึงพูดเช่นนั้น

จากภาพที่คุณส่งมา เป็นบันทึกคำกล่าวของ นายสมัคร สุนทรเวช ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน) ซึ่งได้เดินทางไปกล่าวบรรยายเพื่ออธิบายสถานการณ์การเมืองไทยแก่สื่อและองค์กรในต่างประเทศ (เช่น ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2520)
(ประชาไท Prachatai.com)

เหตุผลสำคัญที่นายสมัคร สุนทรเวช กล่าวในลักษณะที่ว่า “คนที่ถูกเผาที่ธรรมศาสตร์เป็นคนเวียดนาม (คนญวน)” หรือ “ไม่ใช่คนไทย” มีปัจจัยและบริบททางการเมืองในขณะนั้น ดังนี้:

1. บริบทสงครามเย็นและความกลัวคอมมิวนิสต์
(The Momentum)

ในยุคทศวรรษ 2510 เป็นช่วงสงครามเย็นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ (เวียดนาม ลาว และกัมพูชา ตกเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 2518) ในขณะนั้น ฝ่ายขวาและฝ่ายรัฐไทยใช้แนวคิด “ภัยคุกคามจากต่างชาติ” โดยเฉพาะแทรกซึมจากเวียดนาม (ญวน) มาเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความชอบธรรมให้แก่การปราบปรามนักศึกษาและประชาชนในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
(The Momentum)


2. การลดทอนความชอบธรรมของขบวนการนักศึกษา
(วิกิคำคม)

เพื่อเปลี่ยนภาพจำว่าผู้ที่ถูกทำร้ายและถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด (เช่น การแขวนคอและเผานั่งยาง) ไม่ใช่นักศึกษาหรือประชาชนคนไทย แต่เป็น “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ชาวต่างชาติ” ที่เข้ามาแทรกซึม ฝ่ายรัฐจึงพยายามอ้างหลักฐานต่างๆ เช่น การพบรูปโฮจิมินห์ หรือการอ้างว่าพบอาหาร/ข้าวของเครื่องใช้ของชาวเวียดนาม เพื่อปลูกฝังความคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการปกป้องชาติจากภัยต่างชาติ
(วิกิคำคม)


3. การสร้างภาพลักษณ์และฟื้นฟูภาพพจน์ของประเทศไทยในเวทีโลก
(วิกิคำคม)

ภาพการความรุนแรง เช่น การทรมานและเผาศพกลางท้องสนามหลวงและถนนราชดำเนิน ได้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลกผ่านสื่อต่างประเทศ สร้างความตื่นตระหนกและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อรัฐบาลไทยในขณะนั้น การเดินทางไปชี้แจงในต่างประเทศของนายสมัคร จึงมีเป้าหมายเพื่อ:
(วิกิคำคม)

ปฏิเสธความรุนแรงระหว่างคนไทยด้วยกันเอง: โดยอ้างว่า "การเผาคนตายกันกลางถนนไม่ใช่ลักษณะของคนไทย"

โยนความผิดให้ปัจจัยภายนอก: โดยพยายามอธิบายว่าการเผาศพเกิดขึ้นเพื่อ "ทำลายหลักฐานไม่ให้รู้ว่าเป็นคนชาติใด" และอ้างว่าผู้เสียชีวิตเหล่านั้นเป็นคนเวียดนาม
สรุป
(วิกิคำคม)

คำกล่าวลักษณะนี้ของนายสมัคร สุนทรเวช เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของฝ่ายรัฐในยุคสงครามเย็น เพื่อโต้ตอบภาพความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยพยายามเบี่ยงเบนประเด็นเรื่องการสังหารหมู่ประชาชน และสร้างคำอธิบายใหม่ว่าความรุนแรงดังกล่าวเกิดจากภัยคุกคามของกองกำลังต่างชาติแทรกซึม ไม่ใช่การกระทำของคนไทยต่อคนไทยด้วยกันเอง
(วิกิคำคม)




ปาฐกถาพิเศษ ‘สองทศวรรษ รัฐประหาร 19 กันยา 49’ : ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ปาฐกถาพิเศษ 'สองทศวรรษ รัฐประหาร 19 กันยา 49'

คนเสื้อแดง

Premiered 18 hours ago

วันที่ 19 กันยายน 2569 ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปาฐกถาพิเศษ 'สองทศวรรษ รัฐประหาร 19 กันยา 49' ในวาระ 20 ปีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

https://www.youtube.com/watch?v=HfmZ7F3KaPA
.....

สรุปประเด็นสำคัญจากปาฐกถาพิเศษ “สองทศวรรษ รัฐประหาร 19 กันยา 49” โดย ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวาระครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ดังนี้:

1. จุดเริ่มต้นวิกฤตและต้นแบบ (Role Model) ของการยึดอำนาจ

บทเรียนยึดอำนาจยุคใหม่: รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็น "ต้นแบบ" หรือ Role Model ให้กับการทำรัฐประหารในเวลาต่อมา (โดยเฉพาะปี 2557) โดยอาศัยสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง การประท้วงของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และคำวินิจฉัยทางกฎหมาย/กระบวนการตุลาการในการเปิดทางหรือสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจ

วงจรอำนาจนิยมติดเขาวงกต: การยึดอำนาจดังกล่าวนำไปสู่การขยายอำนาจของฝ่ายความมั่นคงและองค์กรอิสระ ก่อให้เกิดโครงสร้างรัฐธรรมนูญและกลไกกฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในวังวนวิกฤตการเมืองยาวนานถึง 20 ปี

2. การกัดเซาะหลักนิติรัฐและระบบนิติธรรม

เครื่องมือทางกฎหมายกับมรดกคณะรัฐประหาร: การตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาตรวจสอบทางการเมืองและการออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อลงโทษฝ่ายตรงข้าม เป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐอย่างรุนแรง

วงการกฎหมายไทยต้องทบทวนบทบาท: องค์กรตุลาการและนักกฎหมายควรกลับมาทบทวนบทบาทของตนเอง ไม่ให้อำนาจตุลาการถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมหรือรองรับอำนาจที่ไม่เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย

3. ผลกระทบทางสังคมและการตื่นตัวของประชาชน

จุดกำเนิดการต่อสู้ของประชาชน: รัฐประหาร 2549 เป็นจุดเริ่มที่ทำให้ประชาชนกลุ่มใหญ่ (รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดงและขบวนการภาคประชาชน) ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิ เสียง และกติกาการเลือกตั้ง จนเกิดการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องประชาธิปไตยในเวลาต่อมา

ข้อเสนอแนะและทางออกเชิงโครงสร้าง

ศ.ดร.วรเจตน์ ได้เสนอแนวทางแก้ไขเพื่อขจัดผลพวงมรดกรัฐประหารและป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต ดังนี้:

การลบล้างผลพวงรัฐประหาร: ต้องยกเลิกมรดกทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และคำสั่งต่างๆ ที่เกิดจากการใช้อำนาจนอกระบบ เพื่อดึงประเทศกลับสู่กติกาประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐที่ถูกต้อง

การตีกรอบกฎอัยการศึก: ปรับปรุงกฎหมายไม่ให้ฝ่ายทหารสามารถฉวยโอกาสประกาศใช้กฎอัยการศึกได้โดยง่าย และตัดช่องทางไม่ให้มีการเขียนรับรองอำนาจการยึดอำนาจไว้ในรัฐธรรมนูญ

การอุดสุญญากาศทางการเมือง: ออกแบบกลไกทางรัฐธรรมนูญให้สภาผู้แทนราษฎรยังคงสามารถปฏิบัติภารกิจที่จำเป็นได้ในช่วงยุบสภา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด "สุญญากาศทางการเมือง" ที่มักถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการรัฐประหาร
.....

ปาฐกถาเต็ม

ท่านที่ใส่ใจในประชาธิปไตยทั้งหลาย วันนี้ผมได้รับเชิญจากเพจคนเสื้อแดง ให้มารำลึกหรือพูดถึงเรื่องของการทำรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งนับจนถึงวันนี้ก็ครบรอบสองทศวรรษ หรือว่า 20 ปีมาแล้ว

ความจริงการรำลึกถึงการรัฐประหารเป็นสิ่งซึ่งเราไม่ควรทำ เพราะว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่มันไม่ถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตย แต่รัฐประหาร 19 กันยายน เวลาเราพูดถึงระลึกถึงนั้น เราอาจจะต้องเก็บเอาบทเรียนที่เกิดขึ้นจากรัฐประหารครั้งนั้นมาเป็นประโยชน์ในการพัฒนาหลักประชาธิปไตยของเราต่อไป

รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ข้อที่น่าสังเกตก็คือว่า รัฐบาลที่ถูกล้มล้างเป็นรัฐบาลซึ่งแต่เดิมได้ปกครองประเทศจนครบวาระ 4 ปี ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ หลังจากผ่านการเลือกตั้งมาแล้วครบ 4 ปี มีการเลือกตั้งใหม่ ก็เกิดกระบวนการที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2549 นั้นเป็นไปไม่ได้

เราจะดูถึงสาเหตุของการทำรัฐประหาร ตลอดจนผลพวงที่เกิดขึ้นจากรัฐประหารคราวนั้นที่ส่งผลกระทบมาถึงการเมืองการปกครองของไทยในปัจจุบันนี้

ในเบื้องแรก เราอาจจะต้องเข้าใจว่ารัฐประหาร 19 กันยายน อาจจะเป็นครั้งแรกที่ไม่ได้ทำโดยกำลังทหารแต่เพียงลำพัง หรือเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดรัฐประหารนั้น ไม่ได้อยู่ที่กำลังในทางทหารเป็นหลักตั้งแต่ต้น มันเกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือกลไกในทางกฎหมายที่เป็นเหตุปัจจัย แล้วเอื้อให้การรัฐประหารในคราวนั้นได้สำเร็จลง และยังคงเป็นตัวอย่างต่อมาในการรัฐประหารในปี 2557 ซึ่งเป็นรัฐประหารที่ใกล้กับเรามากที่สุด แล้วก็ยังส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

เราอาจจะกล่าวได้ว่าตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้น ไม่มีการทำรัฐประหารครั้งไหนที่กลไกทางกฎหมายเป็นเหตุปัจจัยที่เข้มข้น และช่วยส่งผลให้รัฐประหารมันสำเร็จลงได้ ถึงแม้ว่านักกฎหมายหลายคนจะมองว่ารัฐประหาร 2 ครั้งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นรัฐประหารเพื่อที่จะทำให้หลักกฎหมายมันกลับสู่ทิศทางที่ถูกต้องในความเข้าใจของพวกเขา แต่ที่จริงแล้ว รัฐประหารทั้ง 2 ครั้งเป็นรัฐประหารที่ทำลายหลักนิติรัฐลงไป แล้วก็กัดเซาะหลักนิติรัฐ เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ทางรัฐธรรมนูญ แล้วส่งผลกระทบต่อเราจนถึงปัจจุบัน

ถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ?

เหตุผลเพราะรัฐประหารในปี 2549 เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการประท้วงชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลแรกที่มาจากการเลือกตั้งที่บริหารประเทศครบ 4 ปี เหตุการณ์ดังกล่าวนี้อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลบางกลุ่ม หรือชนชั้นบางชนชั้นที่รู้สึกว่าบัดนี้หลักการในทางประชาธิปไตยเริ่มที่จะหยั่งรากลึกลงไป คนเริ่มรู้สึกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้น บริหารจัดการแผ่นดินเป็นไปได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีความพยายามในการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั้นมันก็เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยแต่ปกติเราจะทำผ่านการเลือกตั้ง แต่จุดกำเนิดที่ทำให้เกิดรัฐประหารในคราวนั้นขึ้น จุดแรกก็คือการทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ การเลือกตั้งที่เกิดเป็นโมฆะทำให้รัฐบาลต้องรักษาการยาวนานต่อไป แม้มีการกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ แต่ก็ไปไม่ถึงการเลือกตั้งนั้นเนื่องจากคณะทหารได้ตัดสินใจยึดอำนาจการปกครองก่อนในวันที่ 19 กันยายน 2549

การทำรัฐประหารในปี 2549 นั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นผลพวงมาจากการชุมนุมประท้วง แล้วก็เริ่มต้นอย่างแท้จริงเมื่อศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งในคราวนั้นเป็นโมฆะ เนื่องจากเหตุซึ่งเล็กน้อยนั่นคือมีการจัดคูหาในแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่เป็นไปโดยลับ

หลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็มีการล้มล้างรัฐบาล แล้วก็เกิดรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร มีการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว หลังจากนั้นก็มีการจัดทำธรรมนูญปี 2550 ขึ้นตามมา ในช่วงเวลาดังกล่าวคณะรัฐประหารได้ดำเนินการให้เกิดการยุบพรรคไทยรักไทย แม้ไม่ได้เกิดขึ้นจากประกาศของรัฐประหาร แต่เกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่มีข้อสังเกตในทางกฎหมายที่สำคัญยิ่งก็คือ คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นคำวินิจฉัยที่เป็นผลพวงจากคดีที่ค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการนำรัฐประหาร เมื่อมีการรัฐประหารแล้ว ก็ได้มีการยุบศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีการตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมา โดยให้นำเอาคดีที่ค้างอยู่นั้นมาสู่การพิจารณาของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จากนั้นคณะรัฐประหารได้ออกประกาศคณะรัฐประหาร กำหนดให้เกิดการตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจากกรณีที่มีการยุบพรรค และในเวลาต่อมาคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้นำเอาประกาศดังกล่าวไปใช้เป็นเหตุในการลงโทษผู้ที่เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวน 111 คน ให้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่กฎเกณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีอยู่ก่อนการทำรัฐประหาร หรือไม่ได้มีอยู่ตอนที่มีการกล่าวหาว่าได้กระทำความผิด

ผมเห็นว่านี่เป็นการที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนั้นเข้าใช้บทบาท หรือใช้กลไกทางกฎหมายแทนที่ประกาศคณะรัฐประหาร ผมเรียกคำวินิจฉัยดังกล่าวว่า ‘เป็น ’

แต่เดิมการยุบพรรคการเมืองหลังจากที่มีการยึดอำนาจมักจะเกิดขึ้นจากการที่คณะรัฐประหารประกาศยุบพรรคการเมืองเอง แต่ครั้งนี้การยุบพรรคการเมืองทำผ่านกลไกในทางกฎหมาย เรียกว่าเป็นการสร้างความชอบธรรม หรือเป็นการอำพรางการใช้อำนาจของรัฐประหารผ่านคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการใช้กลไกทางกฎหมายที่เป็นกลาง แต่ว่าโดยแท้จริงแล้ว ถ้าหากพิจารณาจากเหตุในการยุบพรรครวมทั้งการนำประกาศรัฐประหารมาใช้ ก็จะพบว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

หลังจากที่มีการยุบพรรคการเมืองในรูปของคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญแล้ว ก็มีการใช้กลไกทางกฎหมายดำเนินการต่อไป เนื่องจากว่าหลังที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์หลายอย่าง

เมื่อมีการเลือกตั้ง ก็ยังคงปรากฏว่าพรรคการเมืองที่สืบสายมาจากพรรคไทยรักไทย คือพรรคพลังประชาชนยังคงเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งอยู่ แล้วสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลยังดำเนินอยู่ต่อไป เนื่องจากหลายท่านเห็นว่า การทำรัฐประหารนั้นยังไม่บรรลุจุดประสงค์ เพราะเห็นว่าพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปแล้วยังมีการสืบสายต่อไป มีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ แล้วประชาชนทั่วไปยังคงสนับสนุนอยู่ เราจึงเห็นกลไกทางกฎหมายหลายประการ ซึ่งมีลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐเกิดขึ้นเป็นระยะ

ก่อนหน้าที่จะเกิดการปลดนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ก็เกิดการโต้แย้งกันในทางกฎหมายเกี่ยวกับบทบาทของคณะรัฐมนตรีรัฐบาลคุณสมัคร ในเรื่องของคดีปราสาทพระวิหาร มีการใช้กลไกทางกฎหมายฟ้องร้องเพื่อให้เกิดเป็นประเด็นขึ้นมา โดยมีการใช้กลไกที่เป็นเรื่องของชาตินิยมเข้ามาเพื่อกล่อมเกลาให้เห็นว่าคณะรัฐมนตรีที่เป็นชุดสืบต่อมาจากพรรคไทยรักไทยก็คือคณะรัฐมนตรีจากรัฐบาลที่มาจากพรรคพลังประชาชนเป็นหลักนั้น เป็นคณะรัฐมนตรีที่มีปัญหาในเชิงการบริหาร แล้วก็เกิดคดีปราสาทพระวิหารขึ้น คดีนี้ปัจจุบันในทางกฎหมายคงต้องถือเป็นคดีที่เป็นโครงกระดูกในตู้ของศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์คณะในการวินิจฉัยคดีนี้ แล้วรับคดีพิจารณา แล้วต่อมาเรื่องก็เงียบหายไป แม้มีการร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ปรากฏเป็นข่าวสืบต่อมา

แต่เรื่องสำคัญที่สุดก็คือการเริ่มใช้กลไกทางกฎหมายปลดนายกรัฐมนตรีในคดี ‘ชิมไปบ่นไป’ ซึ่งเกิดขึ้นกับคุณสมัคร สุนทรเวช คดีนี้เป็นคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้การตีความกฎหมายให้คำว่า ‘ลูกจ้าง’ ขยายของออกไปอย่างกว้างขวาง จนในที่สุดทำให้คุณสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่การกระทำของคุณสมัคร ในทางกฎหมายไม่อาจกล่าวว่า เป็นลูกจ้างได้

ผมเคยอธิบายคำวินิจฉัยนี้แล้วชี้ให้เห็นว่าถ้านำเอาคำนิยามความหมายของ ‘ลูกจ้าง’ ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปปรับใช้กับบุคคลอื่นๆ จะมีคนพ้นจากตำแหน่งเป็นจำนวนมาก เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญตีความคำว่า ‘ลูกจ้าง’ ขยายไปถึงการเป็นผู้รับจ้าง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางกฎหมาย แม้ว่าจะมีนักกฎหมายจำนวนมาก พยายามอธิบายว่าคำวินิจฉัยเรื่องนี้ เป็นคำวินิจฉัยที่สะท้อนให้เห็นถึงการวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญที่ละเอียด เนื่องจากมองว่า การไปทำกับข้าวออกโทรทัศน์เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็ตาม แต่อันที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากคนเป็นนายกรัฐมนตรีถือว่าเป็นตำแหน่งสูงสุดในทางบริหาร หรือทางการปกครอง เพราะฉะนั้นจะไปเป็นลูกจ้างเพื่อตกอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายจ้างไม่ได้ ไม่เกี่ยวพันกับเรื่องการทับซ้อนของผลประโยชน์

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ก็จบไป โดยคุณสมัคร สุนทรเวช ถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ที่พ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่งเป็นคำพิพากษาของศาล และกลายเป็นตัวอย่างให้เกิดการปลดนายกฯ ตามมาอีกหลายคน ดังที่เราได้ทราบกันอยู่

หลังจากนั้นก็เกิดการดำเนินคดีผ่านกลไกในศาลยุติธรรม มีการยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แม้ว่าคณะรัฐประหารจะได้ประกาศตั้งคณะบุคคลที่เรียกว่า คตส. ขึ้นมาตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อที่จะดำเนินการหรือจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่คดีที่ฟ้องศาลแล้วเป็นคดีแรกที่ทำให้อดีตนายกฯ ต้องถูกลงโทษพิพากษาจำคุกนั้นกลับไม่ใช่คดีที่เป็นเรื่องการทุจริตแต่อย่างใด แต่กลับเป็นคดีที่ตัวนายกฯ ได้เซ็นเอกสารให้ภรรยาไปซื้อที่ดินรัชดาฯ ซึ่งเป็นที่ที่ดินที่ได้มาจากการประมูลราคา แล้วผู้ที่ได้รับที่ดินนั้นก็ประมูลราคาโดยให้ราคาสูงสุด คดีนี้เป็นอีกคดีนึงสะท้อนให้เห็นว่าแม้จะมีการยึดอำนาจมา แต่แม้คณะผู้ยึดอำนาจจะมีการตั้งคณะบุคคลขึ้นมา มีการไต่สวนต่างๆ ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างชัดเจน กลับเป็นคดีที่เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินต่างหากที่เป็นเหตุทำให้อดีตนายกฯ ที่ถูกรัฐประหารนั้นได้ถูกลงโทษจำคุก เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้กฎหมายของไทยในห้วงเวลานั้น

หลังจากที่มีการปลดนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวชแล้ว คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ต่อมามีการยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้อดีตนายกฯ สมชาย พ้นจากตำแหน่งไปเช่นเดียวกัน เนื่องจากพรรคถูกยุบแล้วกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ

ในห้วงเวลานี้มีข้อสังเกตในทางกฎหมายประการหนึ่ง แล้วเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ฝ่ายซึ่งเป็นรัฐบาลขณะนั้น ฝ่ายพรรคพลังประชาชนในขณะนั้น ไม่ได้พยายามยืนยันอย่างเพียง พอในการต่อสู้กับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ คือในตอนที่อดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่ง ฝ่ายพรรคพลังประชาชนสามารถเลือกคุณสมัคร กลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกครั้งหนึ่งทันทีในวันรุ่งขึ้น ไม่มีกฎเกณฑ์ข้อห้ามในทางกฎหมายเลย เพราะว่าคุณสมัคร ไม่ได้ไปทำกับข้าวออกโทรทัศน์แล้วเป็นเวลาหลายเดือนก่อนศาลจะตัดสิน น่าเสียดายที่ในขณะนั้นพรรคไม่ได้ยืนยันหลักเกณฑ์ดังกล่าว ทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวนายกฯ ถึงแม้ว่าการยืนยันที่คุณสมัคร เป็นนายกฯ อีกครั้ง สุดท้ายต้องพ้นจากตำแหน่งอยู่ดี เพราะว่า ในเวลาอีกไม่ช้าไม่นาน พรรคพลังประชาชน จะถูกยุบก็ตาม แต่อย่างน้อยมันเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายที่มีความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาลผ่านการเลือกตั้งมา ได้พยายามที่จะต่อสู้กับกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าการที่ปลดนายกฯ ด้วยวิธีการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อันนี้เป็นความน่าเสียดายเมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต

หลังจากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนรัฐบาลในค่ายทหารดังที่เราได้ทราบกัน แล้วรัฐบาลที่ถูกเปลี่ยนในค่ายทหารในเวลาต่อมาก็มีการยุบสภา เกิดการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ ในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทย ซึ่งสืบสายมาจากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนยังคงชนะการเลือกตั้งอีก และคราวนี้ก็ได้คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาเป็นนายกรัฐมนตรี

ห้วงเวลานั้นเราจะเห็นความพยายามของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านกลไกในทางระบบรัฐสภาปกติก็ถูกขวาง เพราะศาลรัฐธรรมนูญในห้วงเวลานั้นได้รับคดีพิจารณา แล้วตีความว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นขัดต่อหลักประชาธิปไตย หรือมีลักษณะเป็นการล้มล้างการปกครอง ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมันเป็นไปไม่ได้ จนในที่สุดเกิดการชุมนุมประท้วงอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นผลมาจากการออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับนิรโทษกรรมและกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดการชุมนุม ประท้วงและนำไปสู่การยุบสภาฯ โดยอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

การยุบสภาฯ ครั้งนี้เหตุการณ์ได้ซ้ำรอยเดิมกับปี 2549 คือไม่สามารถไปสู่การเลือกตั้งที่สำเร็จได้ เนื่องจากเมื่อมีการยุบสภาฯ แล้ว เกิดการเลือกตั้งขึ้นแล้ว ก็ปรากฏว่ามีการขัดขวางการเลือกตั้ง แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ว่าการเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรพร้อมกัน จึงวินิจฉัยการเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเลยว่า การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทุกแห่งในวันเดียวกัน รัฐธรรมนูญเพียงแต่กำหนดว่าการกำหนดวันเลือกตั้งต้องกำหนดวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ไม่ได้กำหนดว่าต้องเกิดการเลือกตั้งจริงในวันนั้นทั่วราชอาณาจักร เพราะสถานการณ ์เป็นไปได้เสมอที่การเลือกตั้งอาจจะไม่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นเหตุซึ่งที่สุดแล้วได้ถูกเอามาใช้ทำลายการเลือกตั้ง และทำให้การเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ รัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าสู่สภาวะรัฐบาลรักษาการ ซ้ำรอยกับรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ปลายปีก่อนหน้านั้น แล้วในที่สุดการเลือกตั้งก็ไม่ได้เกิดขึ้นอีก เนื่องจากก่อนเกิดการเลือกตั้งขึ้น คณะทหารได้เข้ายึดอำนาจอีกครั้ง เกิดเป็นรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ผมพยายามสรุปเหตุการณ์ในทางการเมืองที่เกิดขึ้นคร่าวๆ ว่ามันมีปัญหาในแง่ของการใช้กฎหมาย การตีความกฏหมาย ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ที่สำคัญก็คือ ในระหว่างนี้ได้เกิดการรวมตัวกันของประชาชนกลุ่มหนึ่ง แน่นอนเป็นกลุ่มที่สนับสนุนพรรคการเมืองในอดีตที่เขาเลือกมาก็คือพรรคไทยรักไทย กลายเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงขึ้น กลุ่มคนเสื้อแดงมีบทบาทในการต่อสู้ยืนยันให้รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง และต่อสู้ให้การเปลี่ยนรัฐบาลต้องเปลี่ยนไปโดยวิถีทางที่เป็นไปตามกลไกในระบบรัฐสภา ไม่ใช่เปลี่ยนโดยวิถีทางของการให้มีองค์กรตุลาการเข้ามาปลดนายกรัฐมนตรี

แต่อย่างที่เราได้ทราบกัน ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นก่อนเกิดการทำรัฐประหารปี 2549 แล้วก็ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังเกิดการทำรัฐประหารปี 2549 เช่นเดียวกัน แต่กลุ่มของคนเสื้อแดงเกิดขึ้นหลังจากนั้น แปลว่าคนเสื้อแดงนั้น เป็นผลพวงของรัฐบาลปี 2549 ที่ทำให้เกิดเป็นการรวมตัวกันขึ้นมาเพื่อสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ว่าบทบาทของคนเสื้อแดงพุ่งถึงขีดสุดเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เกิดการยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการปลดนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในค่ายทหารแล้วทำให้ผู้คนรู้สึกว่ากลไกในทางประชาธิปไตยในบ้านเมืองมันไม่เดินไปอย่างที่มันควรจะเป็น สุดท้ายก็เกิดการชุมนุมประท้วง แล้วนำมาซึ่งการสูญเสีย เป็นบาดแผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามโดยการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดง และโดยกลไกที่ขณะนั้นถูกเรียกว่าตุลาการภิวัฒน์ ที่ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างเสถียร แล้วเกิดการทำรัฐประหารในเวลาต่อมา ทำให้บทบาทคนเสื้อแดงเริ่มจางคลายลงหลังจากปี 2557

ในช่วงระหว่าง หลังจากปี 2549 มาจนถึงปี 2557 นั้นบทบาทของกลุ่มคนเสื้อแดงในการที่จะยืนยันหลักที่ว่ารัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง แล้วก็การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลควรจะเปลี่ยนตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ผ่านกลไกทางกฎหมายที่เข้าดำเนินการทำให้รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาไม่สามารถทำงานได้หรือว่านายกฯ ต้องถูกปลด เป็นสิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นคุณค่าสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

คำถามสำคัญเวลาที่เราจะหวนย้อนกลับไปรำลึกถึงรัฐประหารปี 2549 คืออะไร ?

แน่นอนผมบอกไปแล้วว่ารัฐประหารครั้งนั้นเกี่ยวพันกับกลไกทางกฎหมาย แล้วกลไกทางกฎหมายนั้นดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง มันกัดเซาะเซาะทำลาย หรือทำให้หลักนิติรัฐไม่สามารถเติบโตหรือกระทั่งอย่างรากลงไปในสังคมไทยได้อย่างไร แต่ว่ายิ่งไปกว่านั้น การเกิดรัฐประหารปี 2549 มันทำให้ผู้คนหันมาสนใจในทางการเมืองมากขึ้น เพราะรู้สึกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มันถูกล้มไปอย่างง่ายดาย แต่แม้กระนั้น ถามว่าจนถึงปัจจุบันนี้เราประสบความสำเร็จมากน้อยขนาดไหนในการสถาปนาหลักประชาธิปไตย หลักนิติรัฐขึ้นในสังคมไทย คำตอบคือยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก อะไรเป็นเหตุผล ที่ทำให้ยังไม่ประสบความสำเร็จ ?

ผมคิดว่าเราอาจจะต้องมองย้อนถึงตัวการรัฐประหารปี 2549 ซึ่งจะพบว่าแม้จะมีการต่อต้านจากประชาชนอยู่บ้าง แต่การต่อต้านมีไม่มากนัก บทบาทคนเสื้อแดงเริ่มมีสูงขึ้นหลังจากผ่านพ้นขั้นตอนการต่อต้านที่มันไม่สำเร็จไปแล้ว เพราะฉะนั้นการทำรัฐประหารปี 2549 มันสำเร็จลงเพราะเหตุผลว่า การต่อต้านของประชาชนยังน้อยเกินไป การยึดมั่นในการมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมันยังไม่ฝังลงไปในมโนสำนึกของผู้คนจำนวนมากอย่างเพียงพอ ฝ่ายที่เป็นชนชั้นกลาง ฝ่ายนักวิชาการจำนวนมากก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการที่มีการต่อต้านรัฐประหารคราวนั้น บางคนอาจจะเฉย โดยลึกๆ แล้วอาจจะเห็นด้วยกับการขจัดรัฐบาลซึ่งเขาเชื่อว่ามีประโยชน์ทับซ้อน แล้วเขาเชื่อว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน เขาเชื่อว่ามีการแทรกแซงองค์กรอิสระ เขาเชื่อว่ามีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เหตุผลที่ใช้ในการรัฐประหารเหล่านี้ เป็นเหตุผลซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว มันก็ใช้มาในเกือบทุกคราวที่มีการรัฐประหาร แต่ไม่ทำให้ประเทศดีขึ้นเลย

ถ้าเราจะลองวิเคราะห์ว่าหลังจากผ่านปี 2549 แล้ว การต่อต้านรัฐประหารมันมีประเด็นที่เกิดขึ้นใหม่อย่างไร เราอาจต้องหยิบยกถึงประเด็นเรื่องของการลบล้างผลพวงรัฐประหารขึ้นมาพูด

ผมเองมีบทบาทในส่วนนี้ ก็คือหลังจากรัฐประหารปี 2549 แล้ว หลังจากที่มีการล้อมปราบคนเสื้อแดงในปี 2553 ในช่วงปลายปีนั้นตอนครบรอบ 4 ปีรัฐประหาร ก็มีการเสนอให้มีการดำเนินการลบล้างผลพวงของการทำรัฐประหาร ข้อเสนอนั้นต้องถือว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นปฏิกิริยาโดยตรงต่อการทำรัฐประหารปี 2549 ซึ่งเป็นรัฐประหารที่ใกล้ชิดที่สุดในขณะนั้น ผมมีความเห็นว่าการต่อต้านรัฐประหารในเบื้องต้นต้องทำโดยประชาชน เราอาจจะเรียกร้องให้องค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องมาทำการต่อต้านค่อนข้างยาก เพราะเวลาที่มีการทำรัฐประหารแทบไม่มีใครไปแจ้งความดำเนินคดีกับใครที่ทำรัฐประหารเลย ซึ่งมันก็มีโอกาสที่คดีมันจะผ่านอัยการไปฟ้องศาลได้ โอกาสที่ศาลจะเข้ามาตัดสินเพื่อต่อต้านรัฐประหารในตอนนนั้นก็แทบจะไม่มี การเรียกร้องให้ศาลมาต่อต้านรัฐประหารเมื่อมันสำเร็จเรียบร้อยลงไปแล้ว มันเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ คนที่จะต้องต่อต้านรัฐประหารคือประชาชน ถ้าต่อต้านไม่สำเร็จ เขาก็มีอำนาจได้สำเร็จครับ แล้วก็มีอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อบังคับใช้ต่อไป

แต่วิธีการอันหนึ่งที่ได้มีการเสนอขึ้นมา ก็คือการเสนอให้มีการลบล้างผลพวงรัฐประหาร เมื่อรัฐประหารสำเร็จไปแล้ว เราไม่สามารถขัดขวางการทำรัฐประหารได้แล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ที่พอจะทำได้ในทางกฎหมายก็คือการเรียกร้องให้มีการทำรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วก็กำหนดกฎเกณฑ์รัฐธรรมนูญใหม่ให้การประกาศนิรโทษกรรมของคณะรัฐประหารเป็นโมฆะไป หมายความว่าเมื่อเขายึดอำนาจได้แล้ว ทุกชุดมันจะมีการนิรโทษกรรม มันเป็นเหมือนการห้ามล้อในทางกฎหมาย ที่ห้ามดำเนินคดีกับคณะรัฐประหาร ในปลายปี 2553 ก็เกิดข้อเสนอนี้ขึ้นมา แม้ว่าคณะรัฐประหารยึดอำนาจสำเร็จไปแล้วดำเนินการกับคณะทหารไม่ได้ แต่สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือทำให้การนิรโทษกรรมนั้นมันเสียเปล่าไป โดยการทำรัฐธรรมนูญ และให้ประชาชนออกเสียงประชามติ คืนอำนาจกลับสู่เจ้าของอำนาจ เมื่อเขาผ่าน รัฐธรรมนูญอันนี้แล้ว ก็เท่ากับการนิรโทษกรรมมันไม่มีอยู่อีกแล้ว เมื่อถูก ประกาศให้เสียเปล่าไปแล้ว ก็จะเปิดทางให้คนที่ทำรัฐประหารสำเร็จเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม ก็คือเอาบทบัญญัติเรื่องเกี่ยวกับการกบฏ มาใช้กับคณะ ประธานคณะนั้น นี่คือข้อเสนอที่มีการเสนอไปในขณะนั้น และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่ก็เป็นข้อเสนอที่ผมได้เคยกล่าวเอาไว้ว่าหากสำเร็จ มันจะไม่เกิดการทำรัฐประหารขึ้นอีก เพราะว่าคณะรัฐประหารได้รู้อยู่เสมอว่าแม้ทำรัฐประหารสำเร็จ ถ้ามีการลบล้างผลพวงรัฐประหารได้สำเร็จแล้วตนเองก็ต้องถูกดำเนินคดี น่าเสียดายที่ข้อเสนอนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในทางปฏิบัติ จะด้วยเหตุปัจจัยทางการเมืองอะไรก็ตาม แล้วในทางกลับกันกลับเกิดรัฐประหารซ้ำในปี 2557

แต่ถามว่าข้อเสนอนนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในทางกฎหมายอยู่ไหมทางกฎหมาย ผมยืนยันว่ายังคงใช้ได้อยู่ เราไม่อาจเรียกร้องให้ศาลเข้ามาต่อต้านรัฐประหารได้ เพราะเมื่อเขาได้อำนาจ ตามความเป็นจริงแล้วใครๆ ก็กังวลหรือกลัวปืน ไม่ได้มีใครออกมาต่อต้านจริงๆ จะเรียกร้องให้ศาลไปต่อต้านการรัฐประหารมันยาก ถ้าเราทำเราต่อต้านรัฐประหารไม่สำเร็จ สิ่งซึ่งพอจะทำได้ก็คือเมื่อรัฐประหารสำเร็จไปแล้วก็ต้องพยายามให้คณะรัฐประหารถูกลงโทษในทางกฎหมายให้ได้ นี่เป็นหนทางเดียวที่เราจะป้องกันการรัฐประหารได้ในทางกฎหมาย คือทำให้การนิรโทษกรรมรัฐประหารนั้นเป็นโมฆะไป

ถามว่ามีวิธีการอื่นอีกไหม ในการที่จะเขียนกฎหมายยับยั้งการทำรัฐประหาร ?

ผมมีความเห็นว่าไม่มี เราไม่สามารถใช้กลไกทางกฎหมายป้องกันยับยั้งการทางรัฐประหารได้ แต่ว่าเราสามารถใช้กฎเกณฑ์ทางกฎหมายทำให้การทำรัฐประหารยากขึ้นได้ไหม ?

คำตอบคือ พอเป็นไปได้เพราะว่ารัฐประหารปี 2557 ซึ่งถือว่าเป็นรัฐประหารส่วนต่อขยายจากรัฐประหารปี 2549 คล้ายกับเป็นคู่แฝด หรือเป็นพี่ชายน้องสาวกัน

รัฐประหารปี 2549 คือการทำรัฐประหารพี่ชาย รัฐประหารปี 2557 ก็คือการทำรัฐประหารน้องสาว ในระหว่างนั้นมีการใช้กลไกทางกฎหมายปลดนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งหลายคน และรวมถึงหลังจากนั้นด้วย นั่นเป็นบทเรียนที่เราควรจะได้ในทางกฎหมาย เพื่อที่อย่างน้อยมันจะทำให้เราพอมีความหวังเล็กๆ ในอนาคตว่าการรัฐประหารมันจะเกิดขึ้นได้ยาก

ข้อสังเกตสำคัญก็คือ รัฐประหารปี 2549 เป็นรัฐประหารครั้งแรกที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ในช่วงที่กำลังจะเลือกตั้ง แปลว่าฝ่ายคนทำรัฐประหารใช้จังหวะเวลาที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลรักษาการ เข้ามาทำการยึดอำนาจ รัฐประหารปี 2549 เป็นโรลโมเดล หรือเป็นโมเดลที่ถูกใช้ต่อมาซ้ำอีกครั้งนึงในปี 2557 เพราะรัฐประหารปี 2557 ก็ทำแบบเดียวกัน ก็อาจจะมีหนทางบ้างในทางกฎหมาย ก็คือถ้ามีการยุบสภาแล้วในทางกฎหมายแล้วควรจะทำให้สุญญากาศแห่งอำนาจเกิดขึ้นน้อยที่สุด เพราะเมื่อรัฐบาลเป็นรัฐบาลรักษาการแล้ว อำนาจรัฐบาลจะลดลง และในขณะเดียวกันก็ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรด้วย

บทเรียนที่เราได้รับและข้อเสนอในอนาคตก็คือต้องพิจารณาว่าหลังมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อาจจะต้องปล่อยให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในกิจการสำคัญก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง เพื่อไม่ทำให้เกิดสุญญากาศแห่งอำนาจ แล้วถ้ามันมีประเด็นสำคัญๆ เรายังคงสามารถเลือกหนทางสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีในการแก้ปัญหาได้ เพื่อลดการอ้างความชอบธรรมในการทำรัฐประหารลง นี่คือข้อเสนออันที่หนึ่ง

อันที่สอง ก็คือ รัฐประหารในปี 2549 มันเกิดขึ้นในห้วงเวลาหลังจากที่มีการยุบสภา แล้วก็เป็นช่วงเวลาก่อนจะมีการเลือกตั้ง แต่ปี 2557 มีลักษณะพิเศษเพิ่มเติมขึ้นก็คือ เกิดการประกาศใช้กฎอัยการศึก บทเรียนจากรัฐประหารปี 2557 ซึ่งเป็นส่วนขยายจากปี 2549 คือว่าเราควรทำให้การประกาศใช้กฎอัยการศึกของฝั่งทหารทำได้ยากยิ่งขึ้น และไม่ควรรับรองเรื่องนี้เอาไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง พระราชบัญญัติว่าถ้ากฎอัยการศึกเป็นกฎหมายที่ตกทอดมาตั้งแต่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วเราเห็นได้ชัดในรัฐประหารปี 2557 ด้วยว่ามันเป็นเครื่องมือที่คณะรัฐประหารประกาศก่อนการยึดอำนาจ ก็คือยึดชั่วคราวเอาไว้ก่อนโดยประกาศคณะรัฐประหาร

รัฐบาลไม่ได้ต่อต้านหรือไม่ต่อสู้กับตัวคณะทหารทำให้การยึดอำนาจมันสำเร็จ ฉะนั้นบทเรียนอีกอันหนึ่งที่เป็นบทเรียนที่เกิดขึ้นจากรัฐประหารส่วนต่อขยายปี 2549 ก็คือการลดทอนการทำกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการประกาศใช้กฎอัยการศึกขึ้นใหม่ อันนี้คือ 2 ประเด็นที่เป็นบทเรียนที่ได้จากรัฐประหาร ปี 2549 และปี 2557

นอกเหนือจากนี้ มีอะไรบ้างอีกบ้างที่เราควรจะย้อนกลับไปในอดีต แล้วก็พยายามที่จะเอาอดีตนั้นมาเป็นบทเรียนในปัจจุบัน ผมคิดว่าปัญหาสำคัญอันหนึ่งก็คือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออย่างที่ผมพูดในตอนต้น แล้วผมจะจบบทบรรยายอันนี้ด้วยเรื่องราวในทางกฎหมาย เนื่องจากผมเป็นนักกฎหมายมหาชน

บทบาทของนักกฎหมายขององค์กรที่เกี่ยวพันกับทางกฎหมายนั้น ถ้าเราย้อนกลับไปดูรัฐประหารก่อนปี 2549 มันมีไม่มากนัก โดยปกติการตัดสินใจทำรัฐประหารจะเกิดขึ้นจากฝั่งทหารเป็นหลัก พวกนักกฎหมายจะมีบทบาทก็คือเข้าไปทำงานให้แก่คณะรัฐประหารหลังจากที่มีการยึดอำนาจสำเร็จแล้ว ไปออกกฎเกณฑ์เรียกบุคคลมารายงานตัว กำหนดออกประกาศต่างๆ ขึ้นมา แก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายบางส่วนที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารอำนาจของคณะรัฐประหาร บทบาทก็จะเป็นส่วนนี้เป็นหลัก แต่ว่านับตั้งแต่เกิดวิกฤตในทางการเมืองในช่วงตั้งแต่ราวปลายปี 2548 เป็นต้นมา เราจะเห็นได้ว่าบทบาทของนักกฎหมาย บทบาทขององค์กรตุลาการ ไม่ว่าจะเป็นศาลในระบบไหน ตลอดจนวงวิชาการกฎหมายโดยรวม เอื้อหรือเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ทหารมีความชอบธรรมในการทำรัฐประหารมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากตอนปี 2549

ก่อนทำรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้เกิดไอเดียขึ้นมาอันหนึ่ง ที่เราเรียกว่า ‘ตุลาการภิวัฒน์’ คือไอเดียที่จะขยายบทบาทขององค์กรตุลาการเข้าไปเพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง ผู้เสนอไอเดียนี้จริงๆ แล้วได้เสนอว่าจะต้องใช้องค์กรตุลาการเข้าจัดการกับปัญหาทางการเมือง แม้ไม่ได้บอกตรงๆ หรอก แต่ว่าการเข้าจัดการกับรัฐบาลซึ่งในขณะนั้นมีอำนาจเต็ม เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่การเสนอประเด็นเรื่องตุลาการภิวัฒน์ขึ้นมาในขณะนั้น ในด้านหนึ่ง มันเท่ากับการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในทางการเมืองทันที กฎหมายซึ่งควรจะมีสภาวะที่เป็นภววิสัย เป็นกลาง ใช้บังคับกับบุคคลเสมอหน้ากันกลับถูกบิดเบือนการใช้ด้วยเป้าประสงค์โดยบอกว่าจะมีการแก้ปัญหาในทางการเมือง ซึ่งคำว่าแก้ปัญหาในทางการเมืองที่ใช้กันในขณะนั้น ถ้าพูดกันอย่างไม่อ้อมค้อม มันคือความพยายามล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั่นแหละ แต่ว่าเวลาที่องค์กรที่ใช้กลไกทางกฎหมายมันต้องมีเหตุผล เมื่อข้อเสนอตุลาการภิวัฒน์เสนอขึ้นในบริบทที่มีเป้าประสงค์อย่างแน่แท้ในทางการเมือง เราจึงเห็นการใช้กฎหมายที่มันแปลกประหลาดพิสดาร แล้วต้องใช้คำอธิบายหลายอย่างมากล่อมเกลาประชาชน ให้เห็นว่าการใช้กฎหมายนั้นถูกต้องแล้ว ทั้งๆ ที่ในหลายกรณีเหตุผลในทางกฎหมายไม่สามารถที่จะยอมรับได้

ข้อที่น่าเสียดายก็คือ มุมวิชาการไทยและวงการนักกฎหมายไทย ส่งเสียงในเรื่อง เรื่องนี้น้อยมาก มิหนำซ้ำในหลายส่วนกลับเห็นดีเห็นงามกับการใช้กฎหมายซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ เช่น การนำเอาประกาศคณะรัฐประหารมาใช้ย้อนหลังเป็นผลร้ายต่อบุคคล การตีความกฎหมาย ซึ่งตีความแล้วโดยผลใช้บังคับกับคนคนเดียวในคดีอดีตนายกฯ สมัคร แต่ไม่สามารถเอาผลจากการตีความนี้ไปใช้บังคับเป็นการทั่วไปได้

ผมเคยกล่าวเอาไว้ว่า ถ้าใช้เคสอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร เป็นเกณฑ์กระทั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดีนี้ ก็อาจจะเข้าข่ายเป็นลูกจ้างตามคำตัดสินของตน และตนเองต้องพ้นจากตำแหน่งเหมือนกันเมื่อมีการไปรับจ้างหรือได้รับการเชิญไปบรรยายต่างๆ แล้วได้รับค่าตอบแทนก็ไม่ต่างอะไร กับการที่อดีตนายกฯ ไปทำกับข้าวออกโทรทัศน์ แต่ว่าข้อโต้แย้งแบบนี้ที่เสนอออกไป ไม่เคยถูกโต้ตอบอย่างมีเหตุผลเลย ทุกคนใช้วิธีการเงียบ

สะท้อนให้เห็นว่าเหตุผลในทางกฎหมายมันค่อนข้างอ่อน รวมทั้งเหตุผลที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้ง 2 ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งล่าสุดที่ศาลรัฐธรรมนูญไปตัดสินว่าการเลือกตั้งไม่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน ทั้งที่ไม่มีกำหนดว่าการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นในวันเดียวกัน ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้ว่าในวันที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรนั้นจะเกิดการเลือกตั้งในวันเดียวกันได้

ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นเรื่องในอดีต มันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐประหารที่เกิดขึ้นและสัมฤทธิ์ผลได้ มันไม่ได้เกิดขึ้นและสัมฤทธิ์ผลแต่เพียงกลไกในทางทหารเท่านั้น แม้ว่ากลไกในทางกำลังจะเป็นตัวชี้ขาดก็ตาม แต่มันมีการกล่อมเกลาความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ผ่านกลไกหรือกระบวนการทางกฎหมายในรูปของคำพิพากษาต่างๆ และในแง่นี้เท่ากับองค์กรที่ใช้กฎหมายซึ่งควรใช้กฎหมายอย่างเป็นภววิสัย อย่างเป็นกลาง กลับเข้าร่วมในการตัดสินปัญหาในทางการเมืองผ่านถ้อยคำหรือคอนเซ็ปต์ หรือความคิดเรื่องของตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งผมเห็นว่าไม่ถูก ต้องอย่างยิ่ง

เราก็พยายามที่จะชี้ให้เห็นประเด็นนี้เรื่อยมา แม้ว่าจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ผมพยายามที่จะโต้แย้ง มันไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม แต่ผมเชื่อแน่ว่าสำหรับ ประชาชนผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลาย ถ้าได้ลองมองย้อนกลับไปในอดีต ตรึกตรองเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมด พยายามดูสถิติที่มันเกิดขึ้น ตั้งแต่การปลดอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ คนแรกที่ถูกปลดโดยคำพิพากษาของศาลในขณะอยู่ในตำแหน่ง แล้วกลายเป็นแบบอย่างให้เกิดการปลดนายกฯ ในเวลาต่อมาอีกหลายคน ซึ่งล้วนแล้วแต่สืบสายมาจากพรรคการเมืองเดียวกันทั้งสิ้น เราคงพอเห็นแล้วว่ากลไกการบังคับใช้กฎหมายในประเทศนี้ที่หลายคนพยายามพูดถึงนิติรัฐ หลายคนพยายามที่จะทำหลักสูตรอบรมบ่มเพาะต่างๆ มันเป็นการกระทำที่มันเสียเปล่าอย่างไร เพราะในที่สุดแล้วหลักนิติรัฐมันไม่ได้เกิดปรากฏเป็นจริง

จนในที่สุดเนี่ยจะต้องมีคนอธิบายถึงเรื่องหลักนิติรัฐแบบไทยๆ หรือนิติธรรมแบบไทยๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอยู่แล้วว่าการนำเอาแบบไทยๆ เข้าไปต่อท้ายสิ่งที่มันเป็นคุณค่าสากล โดยเนื้อแท้แล้วมันคือการปฏิเสธคุณค่าสากลอย่างไร

หวังว่าท่านผู้ที่รักในประชาธิปไตยทั้งหลาย เมื่อครบรอบ 20 ปีของการทำรัฐประหาร แล้วมองย้อนกลับไปในอดีต รวมทั้งคนซึ่งอาจจะไม่ได้ใส่ใจทางประชาธิปไตยมากนัก ถ้าลองมองด้วยจิตใจที่ลดอคติลงนิดนึง แล้วย้อนกลับไปในอดีตจะได้เห็นสิ่งที่ผมพยายามนำเสนอแก่สังคมไทย ถึงแม้ว่าจะมีคนมองว่าผมเป็นฝ่ายเข้าข้างคนเสื้อแดงก็ตาม ผมไม่เคยไปขึ้นเวทีคนเสื้อแดง ผมทำเรื่องนี้ด้วยเหตุผลในทางกฎหมาย ด้วยหลักวิชาได้อย่างเป็นภววิสัย ถ้าสิ่งที่ผมทำ มันไปสนับสนุนสิ่งที่คนเสื้อแดงได้พยายามต่อสู้ในส่วนใด ก็ต้องถือว่าส่วนนั้นเป็นส่วนซึ่งผมไม่ได้ควบคุมได้ ถ้าเกิดว่าสิ่งที่คนเสื้อแดงทำมันถูกต้อง ตรงตามหลักการเพราะความรู้สึกนึกคิดของคนเสื้อแดงมันเป็นไปตามหลักการในทางกฎหมายที่ผมได้นำเสนอเอาไว้ มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น และคนผู้อื่นๆ ก็ควรจะวินิจฉัยเรื่องนี้โดยจิตใจที่เป็นธรรม

เราอาจจะพิสูจน์เรื่องนี้จากการโต้แย้งด้วยเหตุผลจากการย้อนดูสถิติ แล้วผมเชื่อว่าสำหรับคนซึ่งไม่เอารัฐประหาร คนที่ไม่รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมันไม่ควรจะเกิดขึ้นผ่านการทำรัฐประหารแล้ว เขาน่าจะมองรัฐประหาร 19 กันยาฯ ด้วยสายตาที่เห็นว่ามันเป็นต้นเหตุหรือมันเป็นชนวนที่ทำให้ประเทศเราอยู่ในวังวนของสิ่งซึ่งยังออกจากเขาวงกตไม่ได้ หรือสิ่งซึ่งไม่ถูกต้องตามนิติรัฐประชาธิปไตยจนถึงปัจจุบันนี้ร่วมสองทศวรรษแล้ว

ผมไม่มีคำตอบตายตัว ว่าเราจะออกจากวงจรนี้อย่างไร ในวาระ 20 ปี ของรัฐประหาร ปี 2549 ผมได้แต่หวังว่าสิ่งที่ผมได้พูดไป แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ไปในวงกว้างมากนัก แต่น่าพอจะเป็นเรื่องเล่าให้คนรุ่นหลังได้ พอเข้าใจหรือพอจะเห็นเหตุการณ์ในอดีตบ้าง

คนรุ่นที่ได้ต่อสู้มาก่อน ก็ต้องส่งต่อหลักการอันนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป แต่ต้องทำให้เขาเห็นภาพ เห็นทุกอย่างอย่างรอบด้าน เปิดทางให้เขาไปค้นคว้า ไม่ได้ฟังการกล่อมเกลาจากองค์กรทางการของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว

ถ้าการมาพูดวันนี้มันช่วยกระตุ้นความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในทางสนับสนุนประชาธิปไตยขึ้นมาบ้าง และในส่วนหนึ่งทำให้ผมรำลึกถึงตอนที่ผมทำกิจกรรมในทางวิชาการที่เกี่ยวโยงกับการเมือง แล้วมีกลุ่มคนจำนวนมากที่เป็นกลุ่มคนที่เป็นฝ่ายคนเสื้อแดงได้มาฟังการบรรยายของผม ผมก็จะดีใจอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ผมขอฝากความระลึกถึงไปยังพี่น้อง คุณลุงคุณป้า คุณตาคุณยาย ที่ในอดีตได้พยายามต่อสู้ที่จะสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นได้มีโอกาสทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ตามหลักเกณฑ์ในทางประชาธิปไตย โดยได้มีโอกาสมาฟังผมบรรยายในหลายโอกาสหลายวาระ หลายท่านได้ล่วงไปยังอีกภพหนึ่งแล้ว อีกหลายท่านก็คงชราลงพร้อมๆ กันกับผม แต่ผมคิดว่าการยืนยันหลักการที่ถูกต้องในทางประชาธิปไตยจะดำรงอยู่ตลอดไป แล้วก็ขอระลึกถึงท่านทั้งหลายนะครับ ที่ได้เคยมาฟังผมพูด ได้สร้างบรรยากาศกิจกรรมในทางวิชาการที่มีสีสันมากที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตของผม หวังว่าท่านที่ยังอยู่จะมีสุขภาพแข็งแรง แล้วก็ยังคงตั้งหลักยึดมั่นในประชาธิปไตยต่อไป

https://khonsueadaeng.com/750





มีคนยกประเด็น แนวคิดความรุนแรงในนามของความดี มาพูดถึง น่าคิดนะ




Pipad Krajaejun
7 hours ago ·

ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจในสังคมไทยคือ คนบางคนยึดหลักศีลธรรมอย่างเข้มข้นมาก แต่มักด่าและวิพากษ์วิจารณ์ ถึงขั้นด่าคนอื่นอย่างรุนแรง นั่นเป็นเพราะคนพวกนี้กำลังใช้ศีลธรรมนั้นเป็นเครื่องมือแบ่งคนว่า ดี–เลว มากกว่าจะใช้ตรวจสอบตนเอง

ในบริบทไทย ผมคิดว่ามีหลายกลไกซ้อนกันอยู่ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกได้ว่า moral certainty คือความมั่นใจว่าตนยืนอยู่ฝ่ายถูกมีศีลธรรมกว่าคนอื่น ดังนั้น เมื่อคนเชื่อว่า ฉันอยู่ข้างธรรมะ การตำหนิ ดูถูก หรือแม้แต่ความรุนแรงขั้นด่าหยาบคายต่ออีกฝ่ายก็อาจถูกตีความใหม่ว่าไม่ใช่ความโกรธ ไม่หยาบคาย ไม่น่ารังเกียจ แต่เป็นการปกป้องสิ่งที่ถูกต้อง จึงเกิดภาวะคล้าย moral licensing คือความรู้สึกว่าความดีของตนให้สิทธิในการกระทำบางอย่างที่ปกติ
อีกประเด็นคือศาสนาอาจถูกใช้สร้างอัตลักษณ์ทางศีลธรรมมากกว่าการใช้ฝึกตนเอง เช่น ฉันเป็นคนธรรมะ ฉันจึงเป็นคนดี เมื่ออัตลักษณ์นี้ถูกท้าทาย การวิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามจึงรุนแรงมาก เพราะไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถกเถียงเรื่องหนึ่ง แต่รู้สึกว่ากำลังต่อสู้ระหว่างคนดี กับ คนไม่ดี ตรงนี้ใกล้กับแนวคิด moral absolutism คือเชื่อว่าตัวเองมีศีลธรรมสมบูรณ์ที่สุด

ในสังคมไทยยังมีอีกชั้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือภาษาเกี่ยวกับบุญ บาป กรรม ความกตัญญู ความดี และคนดี ถูกใช้เป็นภาษาทางสังคมมายาวนาน เมื่อมันผสมกับความสัมพันธ์แบบลำดับชั้น ระบบอาวุโสด้วยแล้ว คนที่ถูกมองว่า มีธรรมะกว่า (แสดงออกผ่านการโพสต์การแชร์อะไรพวกนี้บ่อยๆ) บางครั้งจึงวางตัวในฐานะผู้ตัดสินศีลธรรมของคนอื่นได้ง่าย จากเดิมที่ธรรมะควรเป็นเครื่องมือสำหรับลดอัตตากลับกลายเป็นทุนที่ใช้ยืนยันว่า ฉันสูงกว่าเธอ
สิ่งที่ดูย้อนแย้งมากคือ คนสามารถพูดเรื่องเมตตาและในเวลาเดียวกันโจมตีคนอื่นอย่างรุนแรงได้ โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองขัดแย้ง เพราะเขาแยกเมตตาต่อคนดีออกจากการลงโทษคนผิด ในความคิดของตนเอง เมื่ออีกฝ่ายถูกลดสถานะเป็นคนเลว คนชั่ว คนหลงผิด การเห็นอกเห็นใจก็ลดลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น เมื่อศาสนาถูกเปลี่ยนจากวิธีฝึกตนให้กลายเป็นระบบจำแนกคนดี–คนเลว มันจึงสามารถผลิตความรุนแรงทางศีลธรรมได้ง่ายมาก และความรุนแรงชนิดนี้น่าสนใจตรงที่ผู้กระทำอาจไม่รู้สึกว่าตัวเองรุนแรงเลย เพราะเขาเชื่อว่ากำลังทำความดีอยู่

ถ้ามองให้ลึกอีกขั้น นี่เป็นประเด็นที่เชื่อมได้ดีมากกับแนวคิดความรุนแรงในนามของความดี (violence in the name of virtue) ซึ่งพบได้ไม่เฉพาะในพุทธศาสนาไทย แต่ในศาสนา อุดมการณ์ และขบวนการทางศีลธรรมแทบทุกแบบครับ
.....

เพิ่มเติม

ความรุนแรงในนามของความดี เริ่มเป็นมาอย่างไรที่เกี่ยวข้องกับศาสนา

แนวคิด "ความรุนแรงในนามของความดี" (Violent Goodness / Moralized Violence) มีจุดเริ่มต้นและวิวัฒนาการอย่างยึดโยงกับ ศาสนา มาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แม้คำสอนตั้งต้นของศาสนาส่วนใหญ่จะเน้นย้ำเรื่องเมตตาธรรมและความสงบสุข แต่เมื่อศาสนาถูกถักทอเข้ากับอำนาจการปกครอง ระบบศีลธรรม และอัตลักษณ์ของกลุ่มคน "ความดี" จึงถูกตีความให้กลายเป็นอาวุธทางปัญญาในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ความรุนแรง
(Boniuk Institute - Rice University)

วิวัฒนาการและกลไกทางศาสนาที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ มีจุดเริ่มต้นและลำดับพัฒนาการสำคัญดังนี้:

1. จุดเริ่มต้น: ความเชื่อเรื่อง "ความสมบูรณ์แบบทางศักดิ์สิทธิ์" กับการปกป้องระเบียบจักรวาล
Boniuk Institute - Rice University

ในยุคโบราณ ความรุนแรงเริ่มถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" หรือเป็น "ความดี" ผ่านกลไกทางศาสนา 2 รูปแบบหลัก:
(Boniuk Institute - Rice University)

การพลีชีพและพิธีกรรมสังเวย (Sacred Violence): สังคมโบราณมองว่าจักรวาลมีระเบียบที่ต้องได้รับการรักษา การสังเวยชีวิตมนุษย์หรือสัตว์ให้แก่เทพเจ้าไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการฆ่า แต่เป็นการ "ทำความดีเพื่อส่วนรวม" เพื่อปลดชนวนความกริ้วของเทพเจ้าหรือปกป้องชุมชนจากภัยพิบัติ
(Boniuk Institute - Rice University)

การทำสงครามเพื่อความจริงแท้ (Holy War): เมื่อระบบศาสนาแบบพหุเทวนิยม (เชื่อในเทพหลายองค์) พัฒนาไปสู่เอกเทวนิยม (เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว) เกิดแนวคิดเรื่อง "ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว" ขึ้น ผู้ที่เชื่อต่างออกไปไม่ได้เป็นเพียงผู้มีความเห็นต่าง แต่คือผู้หลงผิด บูชาสิ่งเท็จ หรือเป็นศัตรูของพระเจ้า การกำจัดชนกลุ่มนี้จึงถูกยกระดับจากการทำสงครามแย่งชิงดินแดน ไปสู่ "พันธกิจศักดิ์สิทธิ์"

2. กลไกเปลี่ยน "ความรุนแรง" ให้กลายเป็น "ความดี" ในมิติศาสนา

นักปรัชญาและนักสังคมศาสตร์ชี้ว่า ศาสนามีกลไกพิเศษในการเปลี่ยนความรุนแรงให้ดูมีความชอบธรรมสูงส่ง ผ่าน 3 มิติหลัก:

ก) การแบ่งโลกแบบขาว-ดำเด็ดขาด (Cosmic Dualism)

เมื่อนำศาสนาเข้ามาจับ ความขัดแย้งจะถูกยกระดับจากการต่อสู้ของมนุษย์ ไปเป็นการต่อสู้ระหว่าง "ฝ่ายธรรมะ (ความดีบริสุทธิ์)" และ "ฝ่ายอธรรม (ความชั่วร้ายสมบูรณ์แบบ)" การทำร้ายฝ่ายตรงข้ามจึงไม่ได้ทำด้วยความแค้นส่วนตัว แต่ทำเพื่อ "ผดุงธรรม" หรือปกป้องศาสนาให้บริสุทธิ์
 
ข) การไถ่บาปและการทำความสะอาด (Purification & Absolution)

ศาสนาเปิดช่องให้ผู้ใช้ความรุนแรงรู้สึกว่าตนกำลัง "ทำหน้าที่ที่เสียสละ" เช่น:

ในยุคสงครามครูเสด (Crusades) สถาบันศาสนจักรเสนอ "การอภัยบาป" (Indulgence) ให้แก่นักรบ โดยถือว่าการสู้รบเพื่อยึดดินแดนศักดิ์สิทธิ์คืนคือการทำบุญไถ่บาปอันยิ่งใหญ่

การล่าแม่มดและการไต่สวนศาลศาสนา (Spanish Inquisition) ผู้กระทำความรุนแรงเชื่อว่าการลงโทษหรือเผาผู้ต้องสงสัยทั้งเป็น คือการช่วย "ไถ่บาปวิญญาณ" ของคนผู้นั้น ไม่ให้ต้องตกกระทะทองแดงตลอดกาล
 
ค) การลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization)

คำสอนหรือการตีความทางศาสนามักถูกนำมาใช้ระบุว่า ผู้เห็นต่าง หรือผู้กระทำผิดกฎศาสนา ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ แต่เป็น "ผู้มารร้าย" "คนนอกศาสนา" หรือ "สิ่งปฏิกูล" เมื่อคู่ต่อสู้ถูกลบความเป็นมนุษย์ออกไป การทำลายล้างจึงไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกผิดในใจของผู้กระทำ
 
3. เมื่อศาสนาหลอมรวมกับรัฐบาลและอุดมการณ์การเมือง

การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่สุดของ "ความรุนแรงในนามของความดี" เกิดขึ้นเมื่อศาสนากลายเป็น เครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้อำนาจรัฐ (State-Sponsored Religious Violence):

จักรวรรดิโรมันและยุคกลาง: เมื่อคริสต์ศาสนากลายเป็นศาสนาประจำชาติโรมันในศตวรรษที่ 4 คำสอนเน้นการเมตตาและสันติวิธีเริ่มถูกปรับเปลี่ยนเป็นทฤษฎี "สงครามที่ชอบธรรม" (Just War Theory) เพื่อสร้างเงื่อนไขให้รัฐสามารถใช้กำลังทหารในนามของความถูกต้องได้

การขยายดินแดนและการล่าอาณานิคม: มหาอำนาจยุโรปมักอ้างการขยายดินแดนและการบังคับเปลี่ยนศาสนาว่าเป็น "ภาระหน้าที่ของคนขาว" (White Man's Burden) เพื่อนำแสงสว่าง ความรอด และศีลธรรมไปมอบให้แก่ชนเผ่าโบราณที่ถูกมองว่าไร้อารยธรรม

4. มรดกสู่ยุคปัจจุบัน: ศีลธรรมเข้มข้นที่ไร้ศาสนา (Secular Religion)

แม้ในปัจจุบันสถาบันศาสนาจะมีบทบาททางการเมืองลดลงในหลายภูมิภาค แต่ "โครงสร้างความคิด" แบบศาสนายังคงตกทอดมาสู่ระบบอุดมการณ์ฆราวาส (Secular Ideologies):

อุดมการณ์ทางการเมือง: ระบอบชาตินิยมสุดโต่ง หรือคอมมิวนิสต์สุดขั้วในอดีต ก็นำแนวคิด "การกวาดล้างศัตรูเพื่อสร้างสังคมอุดมคติ (Utopia)" มาใช้ ซึ่งมีรูปแบบทางจิตวิทยาคล้ายคลึงกับการทำสงครามศาสนา

การเมืองศีลธรรมและวัฒนธรรมล่าแม่มด (Moral Politics / Cyberbullying): ในสังคมร่วมสมัย กลุ่มคนที่เชื่อว่าตนถือคำตอบทางศีลธรรมหรือความถูกต้องทางการเมืองที่เหนือกว่า มักใช้ความรุนแรงทางวาจา การประจาน หรือการขับไล่ออกจากสังคม (Cancel Culture) โดยเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าตนกำลังทำหน้าที่ "ลงทัณฑ์คนชั่ว" เพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้น

ความรุนแรงในนามของความดีที่เกี่ยวกับศาสนา ไม่ได้เกิดจากตัวศาสนาโดยเนื้อแท้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก มนุษย์ที่นำความเชื่อเรื่อง "ความถูกต้องอันเป็นสัจจะเด็ดขาด" ไปผูกเข้ากับอำนาจการปกครอง การแบ่งแยกพวกพ้อง และการลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น จนทำให้ความรุนแรงถูกฟอกขาวกลายเป็น "ภาระหน้าที่ทางศีลธรรม" ที่ทุกคนต้องทำ

แม้ว่าจะเกิดขึ้นต่างยุคสมัยและใช้เครื่องมือที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ "สงครามศาสนาในยุคโบราณ" และ "การล่าแม่มดออนไลน์ (Cyberbullying / Cancel Culture) ในปัจจุบัน" กลับใช้ โครงสร้างทางจิตวิทยาและกลไกทางสังคมแบบเดียวกัน ในการสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง

สิ่งต่างกันหลักๆ คือในยุคโบราณ ความชอบธรรมอิงอยู่กับ "สัจจะของพระเจ้า" ส่วนยุคดิจิทัล อิงอยู่กับ "ความถูกต้องทางการเมือง/บรรทัดฐานศีลธรรมของกลุ่ม (Moral High Ground)"
3 กลไกหลักที่ทำให้ทั้งสองยุคเหมือนกันโดยสิ้นเชิง

1. การฟอกขาวความรุนแรง (Moral Disengagement)

ในทั้งสองยุค ผู้กระทำจะไม่มองว่าตนเองกำลัง "ทำร้ายคนอื่น" แต่มองว่าตนกำลัง "ลงทัณฑ์คนชั่วเพื่อส่วนรวม"

ยุคโบราณ: การทรมานผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มด ถูกตีความว่าเป็นการ "ช่วยไถ่บาปวิญญาณ" เพื่อไม่ให้ตกกระทะทองแดง

ยุคดิจิทัล: การรุมด่าทอไล่ตามราวีจนเหยื่อสูญเสียงานหรือเกิดภาวะซึมเศร้า ถูกตีความว่าเป็นการ "สั่งสอนให้สำนึก" หรือ "สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคม"

2. ความรุนแรงที่ไร้ขีดจำกัดเพราะทำในนามของ "ความดี"

เมื่อมนุษย์ทำความรุนแรงด้วยความแค้นส่วนตัว มักจะหยุดเมื่อได้แก้แค้นหรือเมื่อรู้สึกสงสาร แต่เมื่อทำในนามของ "ความดีอันบริสุทธิ์" ความเมตตาจะถูกมองว่าเป็น "ความอ่อนแอ" หรือ "การสมรู้ร่วมคิดกับความชั่ว"

ฝูงชนในโลกออนไลน์จึงสามารถส่งข้อความคุกคามขู่ฆ่าเหยื่อและครอบครัวได้อย่างไร้ความรู้สึกผิด เพราะเชื่อว่าเหยื่อ "สมควรได้รับมันแล้ว"
3. ปรากฏการณ์ฝูงชนและการคล้อยตามกลุ่ม (Mob Mentality & Conformity)

ทั้งสองยุคใช้ประโยชน์จากแรงกดดันของสังคมรอบข้าง:

ในยุคโบราณ หากใครไม่ร่วมประณามผู้หลงผิด อาจถูกสงสัยว่าเป็นพวกเดียวกับผู้หลงผิด

ในยุคดิจิทัล หากไม่ร่วมประณาม หรือเข้าไปห้ามปราม ก็จะถูกฝูงชนทัวร์ลงและถูกตีตราว่า "ปกป้องคนผิด" ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะร่วมรุมประณามเพื่อแสดงว่าตนเองอยู่ฝ่าย "คนดี"
ความแตกต่างที่ทำให้ยุคดิจิทัลน่ากลัวในอีกรูปแบบหนึ่ง

ไร้ตัวตนแต่แพร่กระจายเร็ว (Anonymity & Velocity): ยุคโบราณผู้ลงทัณฑ์ต้องปรากฏตัวในพิธีประหาร แต่ยุคดิจิทัลผู้กระทำซ่อนตัวอยู่หลังคีย์บอร์ด ทำให้กล้าใช้ความรุนแรงที่เหี้ยมโหดกว่าในชีวิตจริง

ตราบาปที่คงอยู่ตลอดกาล (Digital Footprint): ในยุคโบราณเมื่อการลงโทษสิ้นสุดลง เรื่องก็จบ แต่ในโลกดิจิทัล ข้อมูลประจานจะคงอยู่ในระบบการค้นหาตลอดไป ทำให้เหยื่อถูกฟื้นคืนตราบาปได้เรื่อยๆ

การขาดระบบไต่สวนที่ยุติธรรม (Lack of Due Process): ศาลศาสนาในยุคโบราณแม้จะลำเอียง แต่ยังมีขั้นตอนพิจารณา ทว่า "ศาลโซเชียล" ตัดสินความผิดจากแคปชั่น หรือคลิปวิดีโอสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที โดยไม่มีโอกาสให้จำเลยได้หักล้างอย่างเท่าเทียม

การล่าแม่มดออนไลน์คือ "สงครามศาสนาในคราบอุดมการณ์ฆราวาส" มนุษย์ยังคงใช้โครงสร้างทางจิตวิทยาเดิมๆ ในการปลดล็อกข้อจำกัดทางศีลธรรมของตนเอง เพียงเปลี่ยนจากคำว่า "ทำเพื่อพระเจ้า" มาเป็น "ทำเพื่อความถูกต้อง" เท่านั้นเอง




ภาพจำที่(ไม่)คุ้นเคย บาดแผล รัฐประหาร และกระบวนการยุติธรรมที่หายไป ในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยา... สังคมไทยเรียนรู้อะไรจากบาดแผลเหล่านี้บ้าง]


ภาพจำที่(ไม่)คุ้นเคย บาดแผล รัฐประหาร และกระบวนการยุติธรรมที่หายไป

Prachatai

Streamed live 11 hours ago 

วาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา : 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยา... สังคมไทยเรียนรู้อะไรจากบาดแผลเหล่านี้บ้าง] .
ขอเชิญทุกคนมาร่วมหาคำตอบและทบทวนประวัติศาสตร์การเมืองไทยในงานเสวนา "ภาพจำที่(ไม่)คุ้นเคย: บาดแผล รัฐประหาร และกระบวนการยุติธรรมที่หายไป" 
.
🔥 19 ก.ย. 69: ชำแหละอำนาจกองทัพกับเศรษฐศาสตร์การเมืองธุรกิจกองทัพ, การลบล้างผลพวงรัฐประหาร และเปิดโปง "ไอโอกองทัพ"
🔥 อาทิตย์ 20 ก.ย.: สันติภาพชายแดนใต้ที่เป็นไปได้?, ว่าด้วยการ(ไม่)นิรโทษกรรม และเสวนาชมสารคดี "หะยีสุหลง"
📍นิทรรศการ: ภาพถ่าย 6 ตุลา  ที่คุ้นเคยความรุนแรง และการลอยนวลพ้นผิดที่ยังไม่จางหาย 
.
พบกับ 
คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
คุณรังสิมันต์ โรม
ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
คุณสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
คุณอรพิณ ยิ่งยงพัฒนา
คุณพูนสุข พูนสุขเจริญ
คุณลลิตา หาญวงษ์ และวิทยากรผู้มากประสบการณ์อีกมากมาย 
🗓️ วันที่ 19-20 กันยายน 2569 ⏰ ตั้งแต่เวลา 12.00 - 20.00 น. 
📍 ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) 

จัดโดย: คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร 
งานนี้จัดขึ้นเพื่อการเผยแพร่สรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎรตลอดปีงบประมาณที่ผ่านมา เข้าชมฟรี! พลาดไม่ได้เด็ดขาด มาร่วมกันประกอบสร้างความทรงจำที่ยังไม่จางหายไปด้วยกัน

https://www.youtube.com/watch?v=Tkrw_4me9D8



20 ปีรัฐประหาร 19 กันยา 50 ปี 6 ตุลา แม้หลายคนจะเปลี่ยนบทบาทไป แต่เรายังคงอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจเดิม



Atukkit Sawangsuk
2 hours ago ·

20 ปีรัฐประหาร 19 กันยา
50 ปี 6 ตุลา
:
เกี่ยวกันแน่ในแง่ของรัฐประหารทำลายประชาธิปไตยนำประเทศถอยหลัง
แต่มีอีกด้าน
6 ตุลา 2549 วันครบรอบ 30 ปีที่ธรรมศาสตร์
เป็นการรวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย ของคนตุลาที่ไม่เอารัฐประหาร และไม่พอใจคนตุลาฝั่งเหลือง ที่ร่วมสร้างสถานการณ์จนเกิดรัฐประหาร
ฝั่งนี้อาจไม่ได้มีคนมีชื่อเสียงมากนัก บ้างก็ทำธุรกิจ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวภาคประชาสังคม แต่ก็มีบทบาทมากขึ้นภายหลัง ทั้งในแดงและส้ม
:
ปี 44-51 ผมทำไทยโพสต์แทบลอยด์
งานสัมภาษณ์ที่โดดเด่นมาก ยกก้นตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ
เพราะสมัยนั้นไม่ค่อยมีงานสัมภาษณ์ที่ให้เวลาให้พื้นที่ ถ่ายทอดสาระ
ทาบทามใครก็ไม่ค่อยยาก
สัมภาษณ์พลเอกสุรยุทธ์ 2 ครั้ง ประวิตรเป็น ผบ.ทบ.ใหม่ๆ ให้สัมภาษณ์ยาวครั้งแรกก็ไทยโพสต์แทบลอยด์ สนธิ ลิ้ม ให้สัมภาษณ์แล้วเอาไปลงหนังสือเปิดพรรคการเมืองใหม่
:
ในสถานการณ์ที่แยกสีแยกขั้ว ช่วง 49-50-51 ผมสัมภาษณ์ได้ทุกฝ่าย
เพราะไทยโพสต์ถูกมองเป็นสื่อพันธมิตร (ก่อนนั้นเป็นสื่อ NGO) ขณะที่ผมเป็นคนตุลา รุ่นปลายแถวแหละ แต่เหลียวซ้ายแลขวาก็รุ่นพี่ทั้งนั้น
ก็เลยได้คุยทั้งสองฝ่าย พรี่อ้วน พี่อ๋อย หมอมิ้ง พี่เกรียง พี่จรัล
(หมอเลี้ยบนั้นสัมภาษณ์ถี่ยิบตั้งแต่ตอนเชียร์ 30 บาท)
พี่เปี๊ยก-พิภพ หมอพลเดช ยะใส ฯลฯ แทบจะสลับไปสลับมา เรียกได้ว่าเข้าใจความคิดทั้งสองข้าง จนเลือกข้างได้อย่างแน่ชัด
สลับกับสัมภาษณ์นักวิชาการนักกฎหมาย (โชคดีของชีวิตที่ได้พบอาจารย์วรเจตน์ เป็นหลักให้ยึดในยุคตุลาการภิวัตน์)
:
แกนนำพันธมิตรบางคนอย่างอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ มาจากนักสู้ธุลีดิน
เคยไปกับมิตรสหายจะไปหาแกในบ้านพัก วค.(ราชภัฏ) ไม่รู้บ้านหลังไหน พวกบอกว่าบ้านที่รกที่สุดนั่นแหละ เพราะแกมัวแต่ไปทำงานสมัชชาคนจนไม่มีเวลาดูแลบ้าน
เคยสัมภาษณ์แกช่วงม็อบพันธมิตรสนามหลวง มาคุยกันที่รอแยล
อย่างขำ มี FC ลูกจีนรักชาติเหลาซิก มารอขอลายเซ็น แกรำคาญจนตวาดเข้าให้ คือแกเป็น NGO ไม่ได้อยากเป็นอินฟลู
ครั้งหลังสัมภาษณ์ที่บ้านอาจารย์โต้ง เถียงกันลั่น เพราะผมไม่เห็นด้วยที่แกจะลง สส.ปชป. บอกว่าไปไกลเกิน จะถอยไม่ได้แล้ว ลูกสาวแกนอนอยู่ข้างๆ ลุกขึ้นมาบ่น นี่มาสัมภาษณ์หรือมาเถียงกัน
(จารย์โต้งนี่ก็สัมภาษณ์หลายครั้งนะ )
:
คนตุลาทำไมกลายเป็นเหลือง
ไม่ใช่เรื่องสิทธิมนุษยชน ทักกี้อำนาจนิยม (โจรกระจอก UN ไม่ใช่พ่อ)
เพราะคนที่ไล่ทักษิณด้วยเหตุนี้ พลิก-ถอย ทันทีเมื่อมี "มาตรา 7"
(ผมเนี่ยปี 48 ยังด่าทักกี้อยู๋ แต่ถอยตอนที่สนธิลิ้มปลุกเรื่องวัดพระแก้ว ปฏิญญาฟินแลนด์)
ประเด็นสำคัญน่าจะเป็น 20 กว่าปีหลังป่าแตก คนจำนวนหนึ่งยังไม่ตกผลึก กับการวิเคราะห์สังคมไทยและมองทิศทางไปข้างหน้า
พูดง่ายๆว่า มองแง่ร้ายกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เกลียดกลัวอัศวินคลื่นลูกที่สามเป็นตัวแทนทุนนิยมโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะคนตุลาที่ออกจากป่ามาเป็น NGO ที่เน้นทำงานแบบชุมชนนิยม ชุมชนพึ่งตนเอง ซึ่งมองยุคทักษิณว่าทุนนิยมโลกกำลังกวาดม้วนชนบทเข้าไปอยู่ในตลาด
แบบว่าออกป่ามา 20 กว่าปียังฝังใจ เกลียดจักรพรรดินิยม เกลียดทุนนิยม แล้วกลับไปมองอำนาจจารีต อนุรักษนิยม ว่าเป็นเหมือนอาทิตย์อัสดง เรายืมมือมาใช้
แล้วเป็นไงล่ะ ไม่ใช่แค่ถอยหลังเรื่องสิทธิประชาธิปไตย อำนาจจารีตยิ่งใหญ่กดทับ ระบอบรัฐประหารยังเอื้อทุนใหญ่ทุนจีนพาฉิบหายหมด
:
แน่ละในพวกตุลาเหลืองก็มีคนกะล่อนปลิ้นปล้อน หาประโยชน์ คบไม่ได้ หลายราย
แต่แนวคิดหลักใหญ่คือเกลียดทุน เกลียดนักการเมือง (แนวคิดพรรคคอมมิวนิสต์ที่ติดมาโดยไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คือปฏิเสธการเมืองระบบรัฐสภา)
"ปฏิวัติโค่นล้มสังคมทราม" เอาจริงๆ ก็ใกล้เคียงมากกับการสนับสนุนรัฐประหารล้างการเมืองชั่ว
เลวร้ายที่สุดคือ "เอาชนะโดยไม่เลือกวิธีการ" กลัวทักษิณเลือกตั้งทีไรก็ชนะ ไม่รู้จะทำยังไง หนุนรัฐประหารดีกว่า
ในทางตรงข้าม ก็อย่างที่บอกแต่ต้นว่า พวกคนตุลาที่ไม่เอารัฐประหาร กลายเป็นพวกที่อยู่ในภาคธุรกิจ ไม่ว่าทำธุรกิจเอง หรืออาชีพอิสระ เสียมากกว่า
:
20 ปีผ่านไป พวกคนตุลาที่เป็นเหลือง เปลี่ยนไปแล้วส่วนหนึ่ง
จากที่เห็นความเลวร้ายในระบอบรัฐประหาร จากที่เห็นคนรุ่นใหม่ 63 เหมือนเห็นตัวเองในวัยเยาว์
แต่ก็ไม่แน่ว่าตกผลึกทางความคิดได้หมดหรือเปล่า เพราะมีรากฐานความคิดฝังแน่นจากอดีตอยู่ด้วย

https://www.facebook.com/baitongpost/posts/28439797019008757
.....


Bencha Saengchantra - เบญจา แสงจันทร์
7 hours ago ·

“19 กันยายน 49 - 19 กันยายน 69 // 20 ปี ในห้วงคำนึง”

ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง การขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดของผู้คนที่มีแนวคิดแตกต่างกันหลากหลายฝ่าย

ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาแม้เวลาจะเดินไปข้างหน้า แต่เหมือนประเทศไทยพยายามเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วเราก็มักจะถอยไปข้างหลังสองก้าวเสมอ

หากลองทบทวนดูดีๆ เราจะพบว่าความขัดแย้งตลอด 20 ปีมานี้ มีรอยแยกที่ขยับเปลี่ยนไปตามกาลเวลาในทุกย่างก้าวเสมอ

- (2549 – 2557) ยุคสงครามสีเสื้อ ที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งและการปะทะกันอย่างรุนแรงบนท้องถนนระหว่างมวลชนทั้งสองฝ่ายที่มีฐานคิดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่าง 2 แนวคิดหลัก คือ แนวคิดแบบประชาธิปไตย ที่เชื่อมั่นใน ประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง เชื่อว่าความชอบธรรมสูงสุดของรัฐบาลมาจากเสียงของประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง

ที่ปะทะกับอีกแนวคิด แบบราชาชาตินิยม ต่อต้านสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ ปฏิเสธประชาธิปไตยแบบตัวแทน สนับสนุนแนวคิดให้คนดี มีคุณธรรมจริยธรรม และจงรักภักดี มาปกครองบ้านเมือง มากกว่าการพิจารณาเพียงแค่คะแนนเสียงจากคูหาเลือกตั้ง

- หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดย คสช. ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย จากความขัดแย้งในแนวราบ ระหว่างกลุ่มมวลชนสีเสื้อ ไปสู่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในแนวดิ่ง ระหว่างผู้กุมอำนาจรัฐกับกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย และพลังฝ่ายก้าวหน้า

ความขัดแย้งแบบเดิมที่เป็นการต่อสู้ระหว่างสีเสื้อ ค่อยๆลดบทบาทลงหลังการยึดอำนาจ พร้อมกับเส้นแบ่งใหม่ได้ก่อตัวและค่อยๆถูกขีดขึ้นระหว่าง ฝั่งที่สนับสนุนระบอบทหารและระบอบอำนาจนิยม กับ ฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านระบอบอำนาจนิยม
ความขัดแย้งในรอบนี้ขยายตัวไปสู่ประเด็นทางวัฒนธรรม ค่านิยม และประเด็นที่หลากหลายมากขึ้น มีการเผชิญหน้าทางความคิดที่ชัดเจนขึ้นระหว่างคนต่างรุ่น ความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องความมั่นคงและจารีตประเพณี ความแตกต่างกันในด้านมุมมองทางการเมืองและสังคม


- จุดหักเหครั้งใหญ่อีกครั้งเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อเกิดการปรับสมดุลอำนาจใหม่ที่ทำให้ภูมิทัศน์การเมืองไทยต้องเปลี่ยนไปอีกครั้ง ที่นำไปสู่การสลายขั้วเก่า เมื่อพรรคเพื่อไทยและกลุ่มอนุรักษ์นิยมเดิม รวมถึงพรรคเครือข่ายกองทัพ ตัดสินใจตั้งรัฐบาลข้ามขั้วร่วมกันเพื่อเป็นแนวร่วมสกัดกั้นภัยคุกคามใหม่

มิติความซับซ้อนใหม่ครั้งนี้จึงนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยังดำรงคงอยู่ แต่มีความซับซ้อนมากขึ้น มีภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของชนชั้นนำไทย จากการที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมเดิมจำเป็นต้องยอมจับมือกับอดีตศัตรูหมายเลขหนึ่ง เพื่อสร้างแนวร่วมปกป้องโครงสร้างส่วนบน และสร้างแนวร่วมสกัดกั้นภัยคุกคามใหม่

แต่การจับมือด้านบนกันครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งในหมู่ประชาชนหายไป ตรงกันข้าม มันกลับสร้างความรู้สึกถูกหักหลังและเพิ่มความตึงเครียดทางความคิดให้ลึกลงไปอีกส่งผลให้มวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายก้าวหน้าจำนวนมากเกิดความสับสน สูญเสียความศรัทธา และมองว่านี่คือการหักหลังอุดมการณ์ทั้ง 2 ฝั่งเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง

-หลังการเลือกตั้ง 2569 จนมาถึงวันนี้ ที่วันเวลาวนมาบรรจบครบรอบ 20 ปี 19 กันยา ในวันที่ประชาธิปไตยไทยยังไม่เคยลงหลักปักฐานได้เลยในประเทศนี้ การเมืองยังคงเปลี่ยนไม่ผ่าน

ความขัดแย้งขั้วเก่าที่ยังไม่สงบลงสนิท ความขัดแย้งแบบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น ผู้เล่นหน้าเดิม แตกแนวคิดออกไปหลากหลายมากขึ้น ขั้วเก่ายังคงระแวงกันเอง ความขัดแย้งครั้งใหม่กำลังซ้อนทับกันเข้ามา เถ้าถ่านที่ยังไม่มอดของอดีต กำลังจะเจอพายุลูกใหม่ที่กำลังใกล้เข้ามาหรือไม่ ยังไม่อาจจินตนาการได้ว่าเฟสใหม่นี้จะไปจบที่ตรงไหน


20 ปีผ่านไป เริ่มต้นบทใหม่ ถึงแม้หลายคนจะเปลี่ยนบทบาทไป แต่เรายังคงอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจเดิม

นี่คือการเดินทางของเวลา 2 ทศวรรษ ในห้วงคำนึงของดิฉัน แล้ว 20 ปีที่ผ่านมาในสายตาของทุกท่านล่ะเป็นอย่างไร? ผ่านการเดินทางของเวลาในแบบใด ชวนมาร่วมย้อนมองอดีตและแลกเปลี่ยนอนาคตไปด้วยกัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1742077417486753&set=a.617887899905716
.....










https://x.com/PPLEThai/status/2101125055317245993