วันจันทร์, สิงหาคม 24, 2569

ถ้า กกต. สั่งไม่ฟ้อง ยกคำร้องทั้ง 229 คน iLaw จะเปิดข้อมูลหลักฐานทั้งหมดในส่วนที่มีอยู่ “ทั้งหมด” ถ้า กกต. สั่งฟ้องบางคน ไม่ฟ้องบางคน หากข้อมูลแน่นหนา iLaw จะนำข้อมูลที่เกี่ยวกับคนๆ นั้นนำเสนอสู่สาธารณะ

https://www.facebook.com/reel/1552474562617858


 
https://www.facebook.com/watch/?v=1591845852345124

iLaw was live.
14 hours ago
·
[ชนกำแพงให้จบๆ ผ่าพิภพ สว.]
.
เลคเชอร์สด คลี่ทุกปมการเลือก สว. เปิดข้อมูลใหม่ แฉกลไกโกง และเปิดสายสัมพันธ์เครือข่ายสีน้ำเงิน
.
ชวนไล่เรียงกันใหม่ตั้งแต่ต้น ว่าระบบเลือก สว. แบบ “เลือกกันเอง” ทำงานอย่างไร ช่องโหว่อยู่ตรงไหน แต่ละกลไกถูกใช้ต่อกันอย่างไร จนก่อร่างเป็นกำแพงสีน้ำเงินที่ล้อมวุฒิสภาไว้ พร้อมเปิดข้อมูลและหลักฐานใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดเผยในงานนี้
.
เลคเชอร์สดครั้งนี้ จะพากลับไปไล่เรียงเรื่องราวทั้งหมดใหม่ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกระบวนการเลือก สว. คลี่ให้เห็นความผิดปกติและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตลอดขบวนการโกงที่เรียกได้ว่า “ปิดไม่มิด” พร้อมเปิดข้อมูลและหลักฐานใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดเผยในงานนี้
.
ชวนเจาะลึกความเหนียวแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพลพรรค “สว.สีน้ำเงิน” รวมถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “พรรคภูมิใจไทย” และเปิดให้เห็นว่าเครือข่ายเชื่อมโยงกันอย่างไร
.
ปิดท้ายด้วย Next Step ของคดีโกงเลือก สว. ซึ่งอยู่ในมือ กกต. ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ก่อนตัดสินใจสั่งฟ้องผู้ต้องหา 229 คน ประกอบด้วย สว. 138 คน รัฐมนตรี 13 คน และ สส. 17 คน ต่อศาลฎีกา ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นกันยายนนี้
________
บรรยายหลักโดย
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw
.
พยานผู้สมัคร สว.
.
เพียรพร ดีเทศน์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 8 สิ่งแวดล้อมฯ
หทัยรัตน์ พหลทัพ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 18 สื่อสารมวลชน
.
ดำเนินรายการโดย
ติ่งข่าว–สมภพ รัตนวลี และ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์
________
วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569
เวลา 13:00–16:00 น.
.
ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น
(BTS สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
#สั่งฟ้องสว #ฮั้วสว #คดีโกงสว #พรรคภูมิใจไทย #ระบอบสีน้ำเงิน #ilaw




โครงสร้างการทำงานของขบวนการโกงเลือกสว. "เท่าที่ทราบ" และรับฟังจากพยานหลายคน พบว่ามีลักษณะการแบ่งระบบการทำงาน เริ่มจาก -มี สส. แต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติงาน หรืออาจร่วมกับ สว. ที่จะเป็นตัวจริงของพื้นที่นั้น - โดยมีผู้ประสานงานเป็น “ดีลเลอร์”





เธรด : https://x.com/iLawclub/status/2091449730123645316



 

อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศล่าสุดที่รับรองข้ออ้างของจีนเหนือไต้หวัน ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จีนกำลังดึงประเทศต่างๆ ตั้งแต่อินโดนีเซียไปจนถึงแอฟริกาและโอเชียเนีย ให้เข้ามาสนับสนุนการตีความหลักการ "จีนเดียว" (One China principle) ในแนวทางที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ



อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศล่าสุดที่รับรองข้ออ้างของจีนเหนือไต้หวัน ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

จีนกำลังดึงประเทศต่างๆ ตั้งแต่อินโดนีเซียไปจนถึงแอฟริกาและโอเชียเนีย ให้เข้ามาสนับสนุนการตีความหลักการ "จีนเดียว" (One China principle) ในแนวทางที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเช้าวันที่ 12 สิงหาคม กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน (PLAN) และเรือรบของกองทัพเรืออินโดนีเซียได้จัดการฝึกซ้อมการเดินเรือร่วมกันในน่านน้ำทางตะวันออกของไต้หวัน นับเป็นครั้งแรกที่จีนจัดการฝึกซ้อมร่วมกับกองทัพต่างชาติในพื้นที่น่านน้ำที่มีความละเอียดอ่อนทางภูมิรัฐศาสตร์แห่งนี้

การประกาศข่าวดังกล่าวเมื่อหนึ่งวันก่อนหน้าก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรวดเร็วจากทางการไต้หวัน ซึ่งระบุว่าการฝึกซ้อมนี้เป็นความพยายามในการปั่นกระแสทางการเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อ "สร้างภาพลวงตาต่อประชาคมโลกว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีอำนาจเหนือพื้นที่น่านน้ำทางตะวันออกของไต้หวัน" ทางด้านสหรัฐอเมริกาก็ได้เรียกร้องให้จีน "ยุติการกดดันทางทหารต่อไต้หวันอย่างต่อเนื่อง" เช่นกัน

สื่อของทางการจีนได้นำเสนอข่าวการฝึกซ้อมนี้ในลักษณะที่เป็นเครื่องยืนยันถึงอำนาจของตนเหนือพื้นที่ดังกล่าว โดยหนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้อ้างคำกล่าวของ จาง จวินเช่อ (Zhang Junshe) ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการทหารของจีน ที่ระบุว่าการฝึกซ้อมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในแง่ที่เป็นการฝึกซ้อมรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในแง่ที่แสดงให้เห็นถึง "สิทธิอธิปไตยและอำนาจของจีนเหนือเขตเศรษฐกิจจำเพาะทางตะวันออกของเกาะไต้หวัน"

การฝึกซ้อมดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ปักกิ่งกำลังเพิ่มบทบาทและการปรากฏตัวในน่านน้ำทางตะวันออกของไต้หวัน เพื่อตอกย้ำอำนาจของตนเหนือพื้นที่นี้ หลังจากที่ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ตกลงที่จะเริ่มการเจรจาเพื่อกำหนดขอบเขตเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ซึ่งมีความทับซ้อนกันอยู่ทางตะวันออกของไต้หวัน จีนก็ได้ส่งเรือยามฝั่งและเรือบังคับใช้กฎหมายเข้าไปลาดตระเวนในน่านน้ำที่มีข้อพิพาทดังกล่าวเมื่อต้นเดือนมิถุนายน แม้ว่ากองทัพเรือจีน (PLAN) จะจัดการฝึกซ้อมในน่านน้ำเหล่านี้อยู่เป็นประจำ แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่หน่วยยามฝั่งเข้าไปลาดตระเวนในพื้นที่ดังกล่าวโดยลำพัง

การปรากฏตัวของหน่วยยามฝั่ง ซึ่งมาพร้อมกับเรือบังคับใช้กฎหมายและเรือวิจัย ถูกนำเสนอว่าเป็นเพียงการแสดงออกตามปกติถึงอำนาจอธิปไตยของปักกิ่งเหนือพื้นที่ดังกล่าว แม้ในตอนแรกจะถูกระบุว่าเป็นปฏิบัติการพิเศษ แต่ปัจจุบันสถานะดังกล่าวได้กลายเป็นการดำเนินงานในลักษณะกึ่งถาวรไปแล้ว และในขณะนี้ จีนกำลังดึงประเทศที่สามเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อยืนยันอำนาจของตน โดยสื่อของทางการจีนได้เชื่อมโยงประเด็นนี้เข้าด้วยกันอย่างชัดเจน

ในทางกลับกัน กองทัพเรืออินโดนีเซียกลับลดทอนความสำคัญของการฝึกซ้อมครั้งนี้ลง โดยสื่ออินโดนีเซียรายงานว่ากองทัพเรือยืนยันว่าเป็นเพียง "การฝึกซ้อมร่วมในวงจำกัด หรือการฝึกซ้อมระหว่างการเดินเรือผ่านทาง (passing exercises)" ร่วมกับกองทัพเรือจีน ในระหว่างที่เรือเดินทางกลับจากการฝึกซ้อมร่วมกับรัสเซียที่เมืองวลาดิวอสต็อก นอกจากนี้ยังมีการระบุว่าเรือลำดังกล่าวได้จัดการฝึกซ้อมในลักษณะเดียวกันนี้ร่วมกับกองทัพเรือญี่ปุ่นและกองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ อีกด้วย

แถลงการณ์ดังกล่าวดูเหมือนจะจงใจหลีกเลี่ยงประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลหรือเขตอำนาจอธิปไตย โดยหันไปกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศแบบ "อิสระและแข็งขัน" (free and active) ของอินโดนีเซีย และ "ธรรมเนียมปฏิบัติสากลทางทะเลเมื่อแล่นผ่านน่านน้ำของประเทศอื่น" แทน ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ฉบับต่อมาได้ตัดคำว่า "ประเทศ" ออกไป และระบุเพียงแค่คำว่า "พื้นที่ทางทะเล" เท่านั้น

เป็นการยากที่จะประเมินว่าอินโดนีเซียตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของการฝึกซ้อมเหล่านี้มาก่อนหรือไม่ ในขณะที่ปักกิ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฝึกซ้อมดังกล่าว แต่ทางจาการ์ตากลับมองว่าเป็นเพียงภารกิจตามปกติ

เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่สะท้อนถึงแนวโน้มล่าสุดที่จีนพยายามดึงประเทศต่างๆ ให้มาสนับสนุนการตีความหลักการ "จีนเดียว" (One China principle) ในรูปแบบที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ รูปแบบเดิมของการแข่งขันทางการทูตระหว่างจีนและไต้หวันนั้นมุ่งเน้นไปที่การแย่งชิงพันธมิตรทางการทูตที่เหลืออยู่ของไต้หวันและการมีส่วนร่วมในองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งนับตั้งแต่พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016 จำนวนพันธมิตรทางการทูตของไต้หวันก็ลดลงจาก 23 ประเทศเหลือเพียง 12 ประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญกับข้อจำกัดดังกล่าว ไต้หวันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่งและยังคงรักษาความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเอาไว้ได้

ทว่าในช่วงปีที่ผ่านมา ปักกิ่งเริ่มแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวและจริงจังมากขึ้นในการผลักดันให้ประเทศอื่นๆ ยอมรับการตีความหลักการจีนเดียวในแบบที่เข้มงวดกว่าเดิม ส่งผลให้องค์กรต่างๆ ทั้งในแอฟริกา โอเชียเนีย และแม้แต่ในบางประเทศตะวันตก เริ่มมีความลังเลที่จะติดต่อสัมพันธ์กับสถาบันหรือเอกสารทางการใดๆ ที่ปรากฏชื่อ "ไต้หวัน" หรือชื่อทางการอย่าง "สาธารณรัฐจีน" (Republic of China)

ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อประเทศเซเชลส์ มอริเชียส และมาดากัสการ์ เพิกถอนสิทธิ์ในการบินผ่านน่านฟ้าเพื่อสกัดกั้นการเดินทางเยือนเอสวาตินีของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ (Lai Ching-te) โดยอ้างเหตุผลว่าพวกเขาไม่ได้ให้การรับรองไต้หวัน แม้ว่าการเยือนต่างประเทศจะเคยสร้างความตึงเครียดระหว่างไต้หวันและจีนมาก่อนหน้านี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ประเทศที่สามเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการขัดขวางการเยือนดังกล่าว

ทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันระบุว่าเป็นผลมาจากการบีบบังคับทางเศรษฐกิจของจีน แต่มีความเป็นไปได้มากกว่า—ตามที่กลุ่ม Global South Project ได้วิเคราะห์ไว้—ว่าประเทศเหล่านี้มองเห็นโอกาสง่ายๆ ที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับปักกิ่ง ซึ่งจีนก็ได้กล่าวขอบคุณประเทศเหล่านั้นที่ยึดมั่นในหลักการจีนเดียวจริงๆ ในท้ายที่สุด ประธานาธิบดีไล่ก็สามารถเดินทางไปเยือนเอสวาตินีได้สำเร็จ โดยเดินทางเข้าไปกับเครื่องบินของรัฐบาลเอสวาตินี

ประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาก็ได้ดำเนินนโยบายที่เข้มงวดขึ้นต่อไต้หวันเช่นกัน เมื่อเดือนมิถุนายน เคนยาได้ยึดหนังสือเดินทางของนักวิชาการชาวไต้หวันสองคนที่เดินทางไปร่วมงานประชุม Our Oceans Conference โดยประกาศว่าตนไม่รับรองหนังสือเดินทางของสาธารณรัฐจีน (ROC) หนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น แซมเบียได้ยกเลิกการจัดงาน RightsCon 2026 ซึ่งเป็นการประชุมด้านสิทธิมนุษยชนครั้งสำคัญ โดยผู้จัดงานระบุถึงแรงกดดันจากจีนเกี่ยวกับประเด็นการเข้าร่วมของตัวแทนภาคประชาสังคมจากไต้หวัน ต่อมาในเดือนกรกฎาคม โมร็อกโกประกาศยุติการดำเนินการออกหนังสือยืนยันวีซ่าสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไต้หวัน ส่งผลให้นักเดินทางชาวไต้หวันต้องยกเลิกแผนการเดินทาง ล่าสุดในสัปดาห์นี้ เจ้าหน้าที่ของยูกันดาได้ยึดหนังสือเดินทางของนักเดินทางชาวไต้หวันหลายคนและเรียกร้องให้ใช้หนังสือเดินทางของจีนแทน โดยอ้างถึง "นโยบายจีนเดียว" ของยูกันดาอย่างชัดเจน เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันจึงได้ออกประกาศเตือนภัยการเดินทางไปยังยูกันดา

แม้ว่าปัญหาเกี่ยวกับหนังสือเดินทางบางกรณีจะได้รับการชี้แจงในภายหลัง แต่การปิดสำนักงานตัวแทนของไต้หวันในปาปัวนิวกินีดูเหมือนจะเป็นการปิดถาวร โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม นายจัสติน ทคาตเชนโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของปาปัวนิวกินี ได้ประกาศปิดสำนักงานตัวแทนของไต้หวันในกรุงพอร์ตมอร์สบีอย่างกะทันหัน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายจีนเดียว ซึ่งทางปักกิ่งได้แสดงความยินดีต่อการตัดสินใจดังกล่าวผ่านแถลงการณ์ที่เผยแพร่ก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพลเมืองและองค์กรของไต้หวันในภูมิภาคแอฟริกาและโอเชียเนียถือเป็นตัวอย่างของการที่จีนใช้แรงกดดันในลักษณะ "พื้นที่สีเทา" (grey-zone pressure) ต่อไต้หวันในระดับสากล ภายใต้แนวทางเดิม การเปลี่ยนขั้วทางการทูตมักมีสาเหตุมาจากจีนอย่างชัดเจน แต่การซ้อมรบร่วม การจัดการเรื่องวีซ่า และความยุ่งยากเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง เป็นสิ่งที่ปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้ง่ายกว่าและสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ไต้หวันยากที่จะระบุเจาะจงว่าใครเป็นผู้กระทำเพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่จีนได้รับความชอบธรรมในระดับสากลว่าสาธารณรัฐจีนนั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน กองทัพเรืออินโดนีเซียอาจไม่ได้คาดคิดว่าจะกลายเป็นหมากในเกมของปักกิ่ง แต่การปฏิเสธที่จะเลือกข้างอย่างชัดเจนก็เปิดช่องให้จีนสามารถนำการซ้อมรบดังกล่าวไปสร้างภาพลักษณ์ว่าอินโดนีเซียให้การสนับสนุนตน ดังที่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของไต้หวันกล่าวไว้ว่า "ในทางทหารแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไต้หวัน แต่มีความสำคัญในเชิงภูมิรัฐศาสตร์" แม้อินโดนีเซียจะแสดงท่าทีคัดค้านอย่างนุ่มนวล แต่ประเทศถัดไปจะทำเช่นเดียวกันหรือไม่?


ที่มา The Diplomat
Indonesia Is the Latest Country to Validate China’s Claim to Taiwan – Unwittingly or Not

From Indonesia to Africa and Oceania, China is enlisting foreign countries to support its increasingly strict interpretation of the One China principle.

https://thediplomat.com/2026/08/indonesia-is-the-latest-country-to-validate-chinas-claim-to-taiwan-unwittingly-or-not/
August 15, 2026








กอ.รมน. งบปีนี้สูง ไม่ช่วยอะไร สรยุทธถาม กอ.รมน.และกองทัพ เหตุไฟใต้ 51 จุด มีคนลงมือทำกันมากขนาดนี้ แต่ไม่รู้ล่วงหน้าเลยสักจุด นอกจากนั้นก็ยังจับใครไม่ได้เลย และเหตุเกิดคืนก่อนเริ่มงานแฉสว.ครั้งใหญ่ที่สุด "ผ่าพิภพ สว." #นราธิวาส #ปัตตานี #ยะลา #ไฟใต้






https://x.com/rogermafia/status/2091379858589061375
.....

ประเด็นความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้และการตรวจสอบงบประมาณของ กอ.รมน. กำลังเป็นข้อถกเถียงสำคัญในสังคมไทย โดยมีรายละเอียดสรุปดังนี้

ประเด็นสำคัญและข้อสังเกต

เหตุการณ์ป่วนใต้ 51 จุด: กอ.รมน.ภาค 4 สน. สรุปเหตุการณ์ก่อความไม่สงบปูพรมในพื้นที่ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา รวม 51 จุด (ช่วงคืนวันที่ 22 สิงหาคม) โดยมีลักษณะวางระเบิด เผาทำลายทรัพย์สิน และก่อกวนพร้อมกัน

การตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพและงบประมาณ: กรณีดังกล่าวสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมและรายการข่าว โดยเฉพาะคำถามจากคุณสรยุทธ สุทัศนจินดา และภาคประชาชน ถึงศักยภาพด้านการข่าวของ กอ.รมน. และกองทัพ ที่ไม่สามารถระงับเหตุล่วงหน้าหรือจับกุมผู้ลงมือได้ทันที ทั้งที่ได้รับจัดสรรงบประมาณด้านความมั่นคงจำนวนมากในแต่ละปี

การเชื่อมโยงมิติการเมือง: เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับงานเสวนา "ชนกำแพงให้จบๆ ผ่าพิภพ สว." จัดโดย iLaw เพื่อเปิดข้อมูลกระบวนการเลือก สว. และเครือข่ายความสัมพันธ์การเมือง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตในโซเชียลมีเดียถึงความประจวบเหมาะของช่วงเวลาในการเบี่ยงเบนความสนใจของสังคม







สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ปะทุขึ้น โดยมีการรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบรวม 51 จุดในชั่วข้ามคืน

เจ้าหน้าที่รายงานเหตุการณ์ด้านความมั่นคงรวม 51 จุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 โดยเหตุการณ์เริ่มขึ้นตั้งแต่เวลาประมาณ 20.00 น.

* นราธิวาส: 22 เหตุการณ์ มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย
* ปัตตานี: 11 เหตุการณ์ เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ
* ยะลา: 18 เหตุการณ์ เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ
* เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประกอบด้วยการระเบิด การวางเพลิง การเผายางรถยนต์และยานพาหนะ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม และความเสียหายต่อระบบกล้องวงจรปิด (CCTV)
* นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุปล้นทรัพย์ด้วยอาวุธที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในจังหวัดปัตตานี
* เจ้าหน้าที่ในจังหวัดนราธิวาสได้ประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 22.15 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม จนถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 23 สิงหาคม ในระหว่างที่กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเร่งควบคุมสถานการณ์
* เหตุระเบิดหลายจุดสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวบรวมพยานหลักฐาน และสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด พร้อมทั้งคงมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด




ผู้พิพากษาสหรัฐคว่ำคำสั่งทรัมป์ ‘แบนการออกวีซ่า 75 ประเทศรวมไทย’ เนื่องจากห้ามการออกวีซ่าโดยตัดสินจาก "สัญชาติ" ของผู้สมัคร ซึ่งเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต พร้อมให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กลับมาระบุและประเมินคุณสมบัติของผู้สมัครวีซ่าเป็นรายบุคคลตามขั้นตอนปกติ







กรุงเทพธุรกิจ
@ktnewsonline
·13h

ผู้พิพากษาคว่ำคำสั่งทรัมป์ ‘แบนการออกวีซ่า 75 ประเทศรวมไทย’

การปราบปรามคนเข้าเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เจออุปสรรคใหญ่ เมื่อผู้พิพากษาศาลกลางสหรัฐยกเลิกคำสั่งรัฐบาลห้ามออกวีซ่าให้พลเมือง 75 ประเทศรวมประเทศไทย ที่ต้องการเข้ามาตั้งถิ่นฐานไม่มีกำหนด

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงาน ผู้พิพากษาจีเน็ต วาร์กาส แห่งศาลแขวงนิวยอร์กใต้ มีคำพิพากษาเมื่อวันศุกร์ (21 ส.ค.) เรียกนโยบายปราบปรามคนเข้าเมือง ของประธานาธิบดีทรัมป์ ว่า “ขัดต่อกฎหมาย” และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ “ใช้อำนาจเกินขอบเขต” ในการออกกฎหมายดังกล่าว

นโยบายนี้ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. ระงับกระบวนการออกวีซ่า ให้พลเมือง 75 ประเทศ เช่น อัฟกานิสถาน บราซิล อียิปต์ อิหร่าน อิรัก ไนจีเรีย โซมาเลีย ไทย และเยเมน

ในเวลานั้น กระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ตัดสินใจออกไปเพื่อ “ทำให้มั่นใจได้ว่าคนเข้าเมืองจากประเทศเสี่ยงสูงจะไม่ได้มาลักลอบใช้สวัสดิการในสหรัฐ หรือกลายเป็นค่าใช้จ่ายสาธารณะ”

แต่ผู้พิพากษาตัดสินว่า เจ้าหน้าที่วีซ่าได้รับคำสั่งอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ให้ออกวีซ่าโดยพิจารณาจากประเทศต้นทางของผู้ขอเท่านั้น แม้ว่าผู้สมัครจะมีคุณสมบัติครบถ้วนก็ตาม

คำพิพากษาเมื่อวันศุกร์มีผลเฉพาะวีซ่าที่ถูกปฏิเสธตามนโยบายนี้ ซึ่งรัฐบาลสามารถยื่นอุทธรณ์ได้

ทั้งนี้ ทรัมป์ เคยหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี ให้คำมั่นเนรเทศผู้อพยพไร้เอกสารนับล้านๆ คน และเมื่อรับตำแหน่งก็ลงมือทำทันที โดยตั้งเป้าเร่งการเนรเทศและลดจำนวนการข้ามแดน

https://x.com/ktnewsonline/status/2091420171198230634
.....

ประเด็นสำคัญของคำตัดสิน

สาเหตุการยกเลิก: ผู้พิพากษา จีเน็ต วาร์กาส (Jeannette Vargas) แห่งศาลแขวงเขตใต้แห่งนิวยอร์ก ชี้ว่านโยบายดังกล่าวขัดต่อกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติ (Immigration and Nationality Act) เนื่องจากห้ามการออกวีซ่าโดยตัดสินจาก "สัญชาติ" ของผู้สมัคร ซึ่งเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

ผลบังคับใช้: ศาลสั่งยกเลิกนโยบายนี้ทันที และสั่งให้ยกเลิกผลการปฏิเสธวีซ่าที่เคยอ้างอิงตามนโยบายนี้ พร้อมให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กลับมาระบุและประเมินคุณสมบัติของผู้สมัครวีซ่าเป็นรายบุคคลตามขั้นตอนปกติ







 

เรื่องที่น่าละอายอย่างที่สุด แต่สำหรับคนๆนี้ อย่าหวัง



https://x.com/Ojeda4America/status/2091304249523130442
.....

ในฐานะอดีตทหารพลร่มกองทัพบกสหรัฐฯ ภาพพวกนี้ทำให้รู้สึกสะเทือนใจและโกรธเคืองมาก ทรัมป์ไม่เคยมีความกล้าหาญพอที่จะจับปืนและไปประจำการในหน้าที่เมื่อถึงคราวที่ต้องรับใช้ชาติ

แต่เขากลับกล้านำภาพที่สร้างด้วย AI มาเผยแพร่ ภาพที่แสดงให้เห็นว่าเขาสวมเครื่องหมายพลร่มและติดแถบแพรเหรียญเกียรติยศต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยมีความกล้าหาญพอที่จะได้รับมาด้วยตัวเอง ใครก็ตามที่เคยผ่านการรับใช้ชาติย่อมต้องรู้สึกเดือดดาลกับเรื่องไร้สาระพรรค์นี้

พ่อของเขาจ่ายเงินซื้อใบรับรองแพทย์เพื่อให้เขาไม่ต้องไปเกณฑ์ทหาร แต่จงจำไว้ว่าทุกครั้งที่มีการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารของเขา ก็ต้องมีคนอื่นอีกคนหนึ่งที่ต้องไปรับใช้ชาติแทนเขา

ถือเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างที่สุด

.....

โพสต์นี้โดยพันตรี Richard Ojeda (เกษียณอายุ) แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ ได้หยิบยกประเด็นที่เกิดขึ้นซ้ำซากเกี่ยวกับภาพที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) สัญลักษณ์ทางทหาร และประวัติการรับราชการทหารของ Donald Trump ขึ้นมากล่าวถึง

ประเด็นสำคัญที่ระบุในโพสต์

การแอบอ้างเกียรติยศทางทหารและสัญลักษณ์ต่างๆ: Ojeda โต้แย้งว่าการสร้างหรือแชร์ภาพ AI ที่แสดงบุคคลสวมใส่เครื่องหมายเชิดชูเกียรติทางทหารที่ตนเองไม่ได้รับสิทธิ์ (เช่น ปีกพลร่ม หรือแถบแพรแถบเหรียญกล้าหาญ) ถือเป็นการไม่ให้เกียรติทหารผ่านศึกและทหารประจำการที่ได้รับเกียรติยศเหล่านั้นจากการปฏิบัติหน้าที่จริง

ประวัติการรับราชการทหารของ Donald Trump: โพสต์ดังกล่าวอ้างถึงกรณีที่ Trump ผ่อนผันการเกณฑ์ทหารถึง 5 ครั้งในช่วงสงครามเวียดนาม (4 ครั้งเนื่องจากการศึกษา และ 1 ครั้งด้วยเหตุผลทางการแพทย์จากอาการกระดูกงอกที่ส้นเท้า) ผู้วิจารณ์อย่าง Ojeda เน้นย้ำว่าการผ่อนผันดังกล่าวหมายความว่าต้องมีบุคคลอื่นถูกเรียกตัวไปรับราชการทหารแทนเขา

ภาพ AI ในแวดวงการเมือง: เครื่องมือดิจิทัลและ Generative AI ทำให้เกิดภาพทางการเมืองที่แสดงบุคคลสำคัญในบริบทสมมติ ภาพลักษณ์แบบวีรบุรุษ หรือภาพที่ดูดีเกินจริง (เช่น การสวมเครื่องแบบทหาร หรือการเดินบนดวงจันทร์) เพิ่มมากขึ้น ฝ่ายวิจารณ์มองว่าภาพเหล่านี้เป็นการหลอกลวงหรือการไม่ให้เกียรติ ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมักมองว่าเป็นเพียงมีม (meme) ที่ไม่มีพิษมีภัยหรือเป็นงานศิลปะเชิงสัญลักษณ์

ข้อมูลบริบทเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

Richard Ojeda: พันตรีเกษียณอายุแห่งกองทัพบกสหรัฐฯ และอดีตสมาชิกวุฒิสภารัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ตลอดระยะเวลา 24 ปีในกองทัพ เขาเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นพลร่มและถูกส่งไปประจำการในพื้นที่สู้รบทั้งในอิรักและอัฟกานิสถาน อีกทั้งยังได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์และเกียรติยศต่างๆ เช่น เหรียญ Bronze Star และเครื่องหมาย Master Parachutist Badge (ปีกพลร่มระดับสูง)

Donald Trump: Trump ไม่เคยรับราชการในกองทัพสหรัฐฯ กรณีการผ่อนผันเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางการแพทย์เมื่อปี 1968 จากอาการกระดูกงอกที่ส้นเท้า กลายเป็นประเด็นที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารผ่านศึกที่เคยผ่านการสู้รบจริง หยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ตลอดเส้นทางการเมืองของเขา




วันเกิดที่ไม่ได้กลับบ้าน : อานนท์ นำภา และการนิรโทษกรรมที่ถูกปิดตาย - ประกาศใช้แล้ว !! พรบ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้ยกเลิกคดีการเมือง 20 ไม่รวมคดี 112


The101.world

18 hours ago
·
101 Editor’s Pick
วันเกิดที่ไม่ได้กลับบ้าน : อานนท์ นำภา และการนิรโทษกรรมที่ถูกปิดตาย
.
18 สิงหาคม ถือเป็นวันคล้ายวันเกิดของ ‘อานนท์ นำภา’ ซึ่งปัจจุบัน เขามีอายุ 42 ปี แต่ในวันเกิดของเขา เขายังคงไม่ได้รับการประกันตัวและถูกคุมขังมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปี จากคดีที่เกี่ยวข้องกับการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และการปราศรัยในช่วงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคณะราษฎร 2563
.
นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่ถูกคุมขังยังหมายถึงการที่อานนท์และครอบครัวต้องใช้ชีวิตห่างกัน โดยเฉพาะในช่วงวัยสำคัญของลูกที่การได้เติบโตและใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่มีความหมายไม่น้อย
.
อย่างไรก็ตาม อานนท์ไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ยังต้องอยู่ในเรือนจำ จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า ในปี 2569 ยังคงมีผู้ถูกคุมขังจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองอย่างน้อย 52 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 จำนวน 30 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน ท่ามกลางหนทางสู่การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่ดูเหมือนจะถูกปิดตายลง และทำให้คำถามเรื่องอนาคตของผู้ต้องขังทางการเมือง รวมถึงโอกาสที่พวกเขาจะได้กลับคืนสู่ครอบครัวและสังคม ยังคงไร้คำตอบ
.
วันโอวันชวนสำรวจความคิด ชีวิต และสิ่งที่อานนท์ รวมถึงผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่นๆ ต้องเผชิญ ผ่านผลงานสื่อหลากหลายชิ้น พร้อมตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมไทยและการนิรโทษกรรมยังคงมองไม่เห็นปลายทาง
.
Exclusive อานนท์ นำภา – “ผมภาวนาให้สถาบันกษัตริย์ปรับตัว”
วันโอวันย้อนอ่านบทสัมภาษณ์อานนท์ นำภา ทนายความหนุ่มที่กำลังเขย่าสังคมไทยด้วยข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ผู้ปลุกบทสนทนาแห่งความกลัวให้กลายเป็นหัวข้อสาธารณะ
https://www.the101.world/arnon-nampa-interview
.
อนุญาตให้หายใจได้อย่างเดียว
สมชาย ปรีชาศิลปกุล บันทึกประสบการณ์การเป็นพยานในคดีละเมิดอำนาจศาลของ ‘อานนท์ นำภา’ จากเหตุประท้วงศาลที่ไม่ออกหมายเรียกพยานเอกสารสำคัญในคดีมาตรา 112
https://www.the101.world/only-breathing-allowed
.
ตุลาการที่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง
เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง ชวนมองเรื่องความเป็นอิสระของตุลาการท่ามกลางช่วงเวลาที่สังคมตั้งคำถามถึงความยุติธรรมสื่อมวลชนในฐานะผู้ตีแผ่ความไม่เป็นธรรมที่สังคมคาดหวัง
https://www.the101.world/judicial-integrity
.
พินิจประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ และการจัดการ ‘นักโทษการเมือง’ กับ ศรัญญู เทพสงเคราะห์
วันโอวัน คุยกับ ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ผู้เขียนหนังสือ ‘รัฐราชทัณฑ์ : อำนาจการลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่’ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดระบบราชทัณฑ์และนักโทษการเมือง
https://www.the101.world/political-prisoner-history/
.
เมื่อความทรงจำท้าทายอำนาจรัฐ: บันทึกนักโทษการเมือง จดหมายเหตุ และประวัติศาสตร์ภาคประชาชน
นักประวัติศาสตร์ภาคประชาชนทำงานอย่างไร การเขียนและการจัดเก็บความทรงจำในฐานะการต่อสู้ทางการเมืองนั้นทำอย่างไร และมีความสำคัญเพียงใดต่อขบวนการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
https://www.the101.world/record-of-resistance



101 SUPPORT — ร่วมซัพพอร์ต ร่วมส่งพลัง ร่วมสร้างสรรค์สื่อ
ร่วมสนับสนุน ‘วันโอวัน’ ได้ที่: https://www.the101.world/101support

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1605223174305816&set=a.523964959098315
.....







#ยืนหยุดทรราชw174 22 สิงหาคม 2569


https://www.facebook.com/reel/1540963907775386

We, The People
6 hours ago
·
#ยืนหยุดทรราชw174
22 สิงหาคม 2569
“ปลาตายลอยตามน้ำ ปลาเป็นว่ายอิสระ เราเคยเห็นว่าปลาเป็นว่ายทวนน้ำเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา ที่พยายามที่จะว่ายทวนน้ำจากความรุนแรงต่างๆ ผมเองก็เป็นปลาเป็นคนหนึ่งที่แม้ว่าอาจจะถูกคุกคาม แต่ก็พยายามว่ายทวนน้ำตลอดเวลา หวังว่าในที่สุดจะปลาเป็นสามารถว่ายทวนน้ำได้ต่อไป” —อานนท์ นำภา
#ปล่อยเพื่อนเรา
#นิรโทษกรรมผู้ต้องขังทางการเมือง




https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/1078331191215547



อะไรคือแก่นแท้ ของ Feminism สตรีนิยม

https://www.facebook.com/ken.mona.1/posts/28265608399722499

กมล กมลตระกูล 
August 16
·

สตรีนิยม (Feminism) กับการต่อสู้ทางชนชั้น
กมล กมลตระกูล

บทบาทของสตรีมีมากขึ้นทุกวัน ผู้หญิงไทยที่ไปสร้างชื่องเสียงระดับโลกมีจำนวนมาก เช่น ล่าสุด เนเน่ รอยัล
มีนักกอล์ฟ นักเทนนิสหญิงติดอันดับโลกมากมาย

แม้แต่คดีการเมืองผู้หญิงก็มีบทบาทที่โดดเด่น และเด็ดเดี่ยวเท่าๆหรือมากกว่าชาย เช่น ตะวัน บุ้ง มายด์ เดียร์ ปอ หรือ แอมป์ เป็นต้น

การมองผู้หญิงผ่านแว่นของโครงสร้าง ไม่ใช่เจาะที่ตัวบุคคลจะช่วยเข้าใจบทบาทของสตรี คือ ”ผู้เปลี่ยนโลก“ได้ชัดเจนขึ้น

ขบวนการต่อสู้ ขับเคลื่อน สิทธิสตรี หรือสตรีนิยมเกิดจึ้นจากการกดขี่และกดทับสตรีทางโครงสร้างวัฒนธรรมของสังคมแบบอำนาจชายนิยม( Male chauvinism) และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เช่น คหบดีมักมีเมียหลายคน บางศาสนาส่งเสริมหรืออนุญาตให้มีเมียหลายคน กลายเป็นเรื่องปกติ และเปิดเผย

แต่หากผู้หญิงอยากมี หรือมีสามีหลายคนก็จะถูกประนามว่าเป็นผู้หญิง ร่าน สำส่อน เจ้าชู้ มักมากในกาม แพศยา เป็นนางกากี นางวันทอง โดยวรรณกรรมโบราณตอกย้ำการกดขี่หญิงนี้ ว่าทำไม่ได้ แต่ชายอย่างขุนแผนทำได้ เป็นต้น

แม้แต่ภาษาก็สะท้อนระบอบอำนาจชายนิยม และการกดขี่หญิง เช่น เวลามีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิทธิและความเป็นเจ้าของร่างกายของหญิง ที่มีความเท่าเทียมกับชาย ก็ยังใช้คำว่า ”ชายได้ผู้หญิง“ และ “ หญิงเสียตัว” ให้ผู้ชาย
การตีความผิดโดยตั้งใจ หรือไม่เข้าใจทำให้แนวคิด แนวคิดของสตรีนิยม (Feminism) ถูกเข้าใจผิดและนำไปใช้ผิดๆ และเคลื่อนไหวอย่างผิดๆ แม้ในหมู่ผู้หญิงด้วยกันเองในขบวนการ หรือผู้อ้างว่าเป็น Feminism
 
เลย ทำให้แนวคิด หรือขบวนการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งใหม่ในสังคม รวมทั้งความอคติระหว่างเพศ และวิธีคิดเชิงปะทะ(Antagonism) ที่ขยายความขัดแย้งในสังคมเป็นเรื่องเชิงตัวบุคคล ระหว่างเพศชายหญิง สามีภรรยา และ การเหยียดหยามกลุ่มหลากหลายทางเพศ(LGBT) และบางครั้งนำไปสู่การปะทะคารม หรือการใช้วาทกรรมที่รุนแรงต่อกัน แบ่งพวกแบ่งฝ่ายกัน ซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้มองในเชิงโครงสร้างอย่างตัวอย่างข้างต้น

ทำความเข้าใจความหมายของแต่ละตัวอักษร LGBT
L – Lesbian (เลสเบี้ยน): ผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกัน
G – Gay (เกย์): ผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกัน (บางครั้งใช้เรียกผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกันได้เช่นกัน)
B – Bisexual (ไบเซ็กชวล): คนที่ชอบได้ทั้งเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม
T – Transgender (คนข้ามเพศ): คนที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศที่กำเนิดมา เช่น แปลงเพศหรือแสดงออกเป็นเพศชายหรือเพศหญิง

การทำความเข้าใจแนวคิดนี้อย่างถูกต้องให้มองลึกถึงปัญหาว่าเกิดจากโครงสร้างจะช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น เป็นธรรมขึ้นอย่างยั่งยืน เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในเชิงปริมาณ
เพราะพลังสตรี คือผู้สร้างและเปลี่ยนโลก แต่ถูกเพศเดียวกันแบ่งแยกออกไปต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในเชิงประเด็นของสตรีเพศนิยมเพียงประเด็นเดียวออกจากขบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ Feminism เป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างชายนิยม ( Masculinism หรือ Patriarchy ))สร้างความเสียหายให้แก่เพศชายเช่นกัน ผ่านกรอบความคาดหวังที่เข้มงวด หรือที่เรียกว่า Toxic Masculinity เช่น การห้ามแสดงความอ่อนแอ การทำตัวกร่าง เอะอะเสียงดัง การสืบทอดภาระความเป็นผู้นำที่ไม่สมเหตุสมผล
 
หรือการตีตราเพศชายที่ไม่ดำเนินชีวิตตามบรรทัดฐานกระแสหลัก เช่นหากมีความสุภาพเรียบร้อย ก็มักถูกสบประมาท ว่า หน้าผู้หญิง หรือ กะเทย เป็นต้น

ข้อเข้าใจผิดที่มักพบบ่อย แม้แต่ในหมู่ผู้หญิง

"Feminism คือการเกลียดผู้ชาย" — แท้จริงแล้วไม่ได้ต่อต้านผู้ชาย แต่ต่อต้านระบบอคติและความไม่เท่าเทียม
"Feminism ต้องการให้ผู้หญิงอยู่เหนือกว่า" — แท้จริงแล้ว เป้าหมายคือความเท่าเทียม (Equality) และความเสมอภาค (Equity) ไม่ใช่การสลับอำนาจปกครอง

"Feminism บังคับให้ผู้หญิงต้องทำงานนอกบ้าน" — เป้าหมายที่แท้จริง แนวคิดนี้สนับสนุน "เสรีภาพในการเลือก" ไม่ว่าผู้หญิงจะเลือกเป็นผู้บริหาร หรือเลือกเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว ถือเป็นคุณค่าที่เท่าเทียมกันหากมาจากความต้องการของเจ้าตัว

ประเด็นสิทธิสตรีและการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ (Feminism)
 
แนวคิดหลัก คือ การเชื่อมั่นและผลักดันให้คนทุกเพศมีความเท่าเทียมกันทั้งในทางกฎหมาย การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อยกเพศหญิงให้อยู่เหนือเพศชาย แต่เป็นการรื้อถอนโครงสร้างสังคมที่กดทับและจำกัดบทบาทของบุคคลตามบรรทัดฐานทางเพศ

ในประวัติศาสตร์ที่โครงสร้างอำนาจมักถูกผูกขาดโดยบรรทัดฐานเพศชาย คำว่า "เฟมินิสต์" (Feminism) หรือ "สิทธิสตรีและสิทธิเพศสภาพ" มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงแนวคิดที่มุ่งเน้นการเรียกร้องสิทธิประโยชน์ให้แก่เพศหญิง หรือเป็นขบวนการที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ต่อเพศชาย
 
ทว่าในทางรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และมานุษยวิทยา แก่นแท้ของ Feminism คือ การวิพากษ์และรื้อถอนโครงสร้างเชิงอำนาจ (Power Dynamics) ที่สร้างความไม่เสมอภาค และการปลดแอกมนุษย์ทุกคนออกจากกรอบจำกัดของบรรทัดฐานทางเพศ

โดยเฉพาะในด้านสวัสดิการสังคมของเพศหญิงที่มีความเปราะบางกว่าเพศชายหลายด้าน

หลักการแก่นแท้และจุดมุ่งหมายสำคัญ (Core Concepts)ของ สตรีนิยม
 
1. การรื้อถอนระบอบชายนิยม (Dismantling Patriarchy)
แนวคิดหลักมองว่าสังคมส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างที่ให้คุณค่าและอำนาจแก่เพศชายมากกว่า (Patriarchy) แนวคิดหรือปรัชญาของ Feminism จึงพยายามแก้ไขความไม่เสมอภาคเชิงโครงสร้างนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกเพศเติบโตได้อย่างเสรี

2. สิทธิในการกำหนดชีวิตและเรือนร่างของตนเอง (Bodily Autonomy & Agency)

เน้นย้ำเรื่องเสรีภาพในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายและการดำเนินชีวิตของตนเอง เช่น สิทธิในการเลือกอาชีพ การวางแผนครอบครัว การยินยอมในความสัมพันธ์ (Consent) และความปลอดภัยจากการคุกคามทางเพศ
แนวคิดนี้ต้องการปลดแอกความเหลื่อมล้ำผ่านแว่นตา Feminism จาก การต่อสู้เชิงโครงสร้างสู่เสรีภาพของทุกคน

แก่นแท้ ของสตรีนิยม คือ การรื้อถอนระบอบชายนิยม
ระบอบชายนิยม (Patriarchy) คือโครงสร้างสังคมที่จัดระเบียบให้คุณค่า ความสามารถ และอำนาจการตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่ในมือของเพศชาย Feminism จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สลับตำแหน่งอำนาจ แต่เป็นการตั้งคำถามต่อระบบที่กดทับดังกล่าว

นักปรัชญาและนักทฤษฎีเฟมินิสต์ชั้นแนวหน้าอย่าง Simone de Beauvoir ได้ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการที่สังคมสร้างบทบาทเพศสภาพขึ้นมา ผ่านผลงานคลาสสิกใน The Second Sex (1949) โดยกล่าวไว้ว่า:

"Feminism is a movement to end sexism, sexist exploitation, and oppression."

เฟมินิสต์คือขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อยุติการการเลือกปฏิบัติทางเพศ การเอารัดเอาเปรียบทางเพศ และการกดขี่ทั้งปวง

วาทะนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่แยก "เพศกำเนิด" (Sex) ออกจาก พฤติกรรมของ"เพศสภาพ" (Gender) ซึ่งอธิบายว่า บทบาท ความคาดหวัง และข้อจำกัดต่างๆ ที่ผู้หญิงได้รับนั้น ไม่ใช่เรื่องตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่สังคมหล่อหลอมและกำหนดขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบอำนาจของเพศกำเนิด

3. ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์การเมือง
Socialist / Marxist Feminism สตรีนิยม หรือ สิทธิสตรีในกรอบมุมมองของสำนักสังคมนิยม

แว่นสังคมนิยมมองว่า ต้นตอของปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดจาก การทำงานร่วมกันอย่างแนบแน่นระหว่าง "ระบอบชายนิยม" และ "ระบบทุนนิยม" (Dual Systems Theory)

กรอบการวิเคราะห์ของสำนักนี้ ใช้การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์แบบมาร์กซิสต์ มุ่งพิจารณาเรื่อง ชนชั้น และ แรงงาน ชี้ให้เห็นว่าระบบทุนนิยมเอาเปรียบผู้หญิงผ่าน "แรงงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน" (Unpaid Care Work/Domestic Labor) เช่น งานบ้าน งานดูแลครอบครัว ซึ่งช่วยผลิตซ้ำแรงงานให้แก่ระบบทุนนิยมฟรีๆ ในขณะเดียวกันระบบชายนิยม(ผู้บริหารชาย นักกฎหมายชาย) ก็กดให้แรงงานหญิงในตลาดมีราคาถูกกว่า ได้รับการเลื่อนตำแหน่งช้ากว่า หรือถูกกีดกัน

เป้าหมายและแนวทางแก้ไขในสายตาของมาร์กซิสม์ คือการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและสังคม (Socio-economic Transformation) ที่มุ่งล้มล้างทั้งระบบทุนนิยมและระบบชายนิยมพร้อมๆกันไป สร้างระบบความเท่าเทียมของทุกเพศ สนับสนุนการจัดสรรทรัพยากรใหม่ อย่างเท่าเทียมกัน

รัฐต้องมีสวัสดิการดูแลงานบ้าน/การดูแลเด็ก การให้การศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ให้สิทธิลูกชายก่อน และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้แก่แรงงานทุกเพศ จ่ายค่าจ้างตามความสามารถและตำแหน่งงาน

สำนักนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีความซับซ้อนในการเคลื่อนไหวจริง เนื่องจากต้องปรับสมดุลระหว่างการต่อสู้เรื่องชนชั้นและการต่อสู้เรื่องเพศสภาพ บางครั้งอาจทำให้ประเด็นทางเพศถูกลดทอนลงภายใต้ร่มของการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ และการเมืองเพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง

4.. พัฒนาการทางประวัติศาสตร์: 4 คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง
เจาะลึกถึงขบวนการเคลื่อนไหวของ Feminism มีการปรับตัวและขยายขอบเขตความคิดมาอย่างต่อเนื่องตามยุคสมัย โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วงคลื่นสำคัญ ดังนี้:

คลื่นลูกแรก First-Wave Feminism (ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20): มุ่งเน้นไปที่สิทธิทางการเมืองและกฎหมายพื้นฐาน โดยเฉพาะสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง (Women's Suffrage) สิทธิในการถือครองทรัพย์สิน และการศึกษา

คลื่นลูกที่ 2 Second-Wave Feminism (1960s – 1980s): ขยายการตั้งคำถามจากเรื่องกฎหมายไปสู่เรื่องวัฒนธรรมและชีวิตประจำวัน เช่น ความรุนแรงในครอบครัว สิทธิการเจริญพันธุ์ (Reproductive Rights) และความเหลื่อมล้ำในสถานที่ทำงาน
 
Betty Friedan ได้เขียนเล่าผ่านหนังสือ The Feminine Mystique (1963) ได้เปิดเผยความทุกข์ระทมที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพจำของแม่บ้านในอุดมคติ

คลื่นลูกที่ 3 Third-Wave Feminism (1990s – 2010s): เน้นความหลากหลายและการตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานเดิม โดยเริ่มโอบรับเพศวิถีที่หลากหลายและการท้าทายกรอบ Binary (ชาย/หญิง)

คลื่นลูกที่ 4 Fourth-Wave Feminism (2010s – ปัจจุบัน): ขับเคลื่อนแนวคิดนี้ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสังคมออนไลน์ มุ่งเน้นประเด็นเรื่องการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ความยินยอม (Consent) และความยุติธรรมเชิงโครงสร้างในระดับโลก

5.. ความทับซ้อนทางอัตลักษณ์ (Intersectionality)
การพัฒนาที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของ Feminism ยุคใหม่ คือแนวคิด Intersectionality ที่เสนอโดยนักกฎหมาย Kimberlé Crenshaw ในปี 1989 ซึ่งเตือนใจให้เห็นว่า ประสบการณ์ความกดทับของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางเพศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทับซ้อนกันของเพศสภาพ ชาติพันธุ์ ชั้นชนทางสังคม และปัจจัยอื่นๆ

ดังที่ Bell Hooks นักคิดและนักเขียนแนวเฟมินิสต์ผิวสี ได้นิยามแก่นของ Feminism ไว้ในหนังสือ Feminism is for Everybody (2000) ว่า:

Feminism is a movement to end sexism, sexist exploitation, and oppression."

เฟมินิสต์คือขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อยุติการการเลือกปฏิบัติทางเพศ การเอารัดเอาเปรียบทางเพศ และการกดขี่ทั้งปวง

คำนิยามนี้ย้ำเตือนว่า เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการปลดแอกสตรีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการยุติระบบอคติและการกดทับหญิงทุกรูปแบบในสังคม

Feminism เสนอทางออกให้แก่คนทุกเพศ รวมทั้ง lGBT ด้วยในการมีเสรีภาพที่จะเลือกวิถีชีวิต แสดงอารมณ์ความรู้สึก และประกอบอาชีพตามความถนัด โดยไม่ต้องถูกจำกัดด้วยคุณค่าทางเพศที่สังคมกำหนดผ่านวัฒนธรรมประจำชาติ คำสั่งสอน คำพังเพย วรรณกรรม และคำสอนทางศาสนาที่กดขี่ ด้อยค่าสตรี

กล่าวโดยสรุป ปัญหาความไม่เท่าเทียมและการถูกกดทับของสตรี เกิดจากปัญหาทางโครงสร้าง การต่อสู้ของ Feminism หรือ สตรีนิยมนั้น จึงแยกไม่ออกจากการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่กดขี่สตรีในสังคมที่ยังไม่ก้าวหน้า นั่นคือ การต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อขจัดปัญหาข้างต้น นั่นเอง

ไม่ใช่การต่อสู้เรียกร้องในเชิงประเด็นอย่างที่หลายขบวนการสตรีต่อสู้อยู่

เอกสารอ้างอิง (References)
1. Beauvoir, S. de. (1949). The Second Sex (Le Deuxième Sexe). Paris: Gallimard.
2. Crenshaw, K. (1989). Demarginalizing the Intersection of Race and Sex: A Black Feminist Critique of Antidiscrimination Doctrine, Feminist Theory and Antiracist Politics. University of Chicago Legal Forum, 1989(1), 139-167.
3. Friedan, B. (1963). The Feminine Mystique. New York: W. W. Norton & Company.
4. Hooks, B. (2000). Feminism is for Everybody: Passionate Politics. Cambridge, MA: South End Press.
5. Tong, R. (2014). Feminist Thought: A More Comprehensive Introduction (4th ed.). Boulder, CO: Westview Press




บทความของ Sina Wittayawiroj สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความท้าทายในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (โดยเฉพาะประเด็นการคุกคามทางเพศ) เพื่อเตือนสติให้เห็นถึงความสุ่มเสี่ยงของ Moral Superiority ซึ่งมักมุ่งเน้นการลงโทษเฉพาะหน้า มากกว่าการสร้างกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟู


Sina Wittayawiroj
13 hours ago
·
ส่วนตัวไม่เห็นด้วยการการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการทำตัวเป็นศาลเตี้ยของหลายคนในตอนนี้เช่นกัน โดยเฉพาะการไล่ล่าคนที่ไม่มีอำนาจกันเองให้ตกตายกันไปข้างนึง
 
จริงอยู่ ในโลกปิตาธิปไตยที่อำนาจส่วนมากยังอยู่ในมือผู้ชาย หลายครั้งปัญหาการคุกคามทางเพศยังถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แม้แต่ตัวระบบยุติธรรมเองก็เต็มไปด้วยกระบวนการที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของเหยื่อ ไหนจะปัญหาทางวัฒนธรรมอีกมากมาย เช่น การโทษเหยื่อ หรือการปกป้องพวกพ้อง กระทั่งทำให้บ่อยครั้ง เหยื่อจากการคุกคามเลือกที่จะหันหนีออกจากความช่วยเหลือ และถูกผลักให้ต่อสู้อยู่กับเรื่องนี้โดยลำพัง

ทว่าการขีดเส้นแบ่งเรื่องนี้ให้มีแค่ขาวหรือดำ เหลือเพึยง Cancel Culture แบบหยาบ ๆ ซึ่งจงใจที่จะเลยความซับซ้อนระหว่างนั้นทั้งหมด เร่งรีบให้ผู้คนเลือกข้างมากกว่าการเอื้อให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจในวงกว้าง ในวงจรนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีคนใช้โอกาสในการยืนอยู่ข้างเหยื่อเพื่อพิพากษาคนทั้งโลกในนามของความดีจนล้นเกินจริง ๆ และลงเอยด้วยสงครามแห่งความดีรูปแบบใหม่ ที่สุดท้ายแล้วเหยื่อทางเพศกลับกลายเป็นเพียงเครื่องมือของศาลเตี้ยโดยใครก็ได้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถ้าการต่อต้านการคุกคามทางเพศ เป็นหนึ่งในงานรณรงค์ทางการเมืองที่สำคัญอย่างที่ใครหลายคนมักอ้าง(สำหรับทั้งในขบวน และนอกขบวน) ท่ามกลางกระแสของความโกรธ เกลียด และไม่พอใจนี้ คำถามสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะผลักดันให้มันนำไปสู่การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ดีกว่านี้ในระยะยาว ที่ไม่ใช่แค่การผลักให้ทุกคนเป็นศัตรูของกันและกัน และทำให้การรู้เท่าทันเรื่องเพศเป็นหนึ่งเดียวกับการเรียกร้องเรื่องสิทธิ ความเท่าเทียม และประชาธิปไตยในภาพใหญ่

แน่นอนที่เหยื่อของการคุกคามต้องถูกปกป้องและรับฟัง ทว่าอย่าทำให้การต่อต้านการคุกคามทางเพศ(และหมายรวมการต่อสู้ทางการเมืองทั้งหมด)กลายเป็นเพียงแค่ละครคุณธรรมฉากหนึ่ง ด้วยการเที่ยวแปะป้ายและขีดเส้นแบ่งระหว่างซ้ายและขวาแบบสุดโต่ง เพราะการรณรงค์เรื่องเพศไม่ใช่การสร้างโลกที่ ”ไม่มีใครดีเท่ามึงกับแม่(หรือพ่อ)มึง” เท่านั้น ทว่าคือการสร้างพื้นที่ให้คนทุกเพศได้ก้าวเข้ามาเรียนรู้ที่จะเข้าใจและสร้างบรรทัดฐานใหม่ ๆ ไปด้วยกัน แม้แต่คนที่เราอาจจะไม่ชอบขี้หน้าที่สุด และนี่คือยาขมของประชาธิปไตยที่หลาย ๆ คนมักหลงลืม แม้แต่คนที่ปากก็ตะโกนเรียกร้องมันทุกวินาที


https://www.facebook.com/sina.wittayawiroj/posts/10163168751766481


จอม เพชรประดับ ขอความเท่าเทียมของการชนเพดาน (เริ่มจากพระระดับสูงที่เยดสีกา)

https://www.facebook.com/jom.petchpradab/posts/10164466772663965



นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ ในฐานะที่สู้กับ “ผู้ชายลวนลาม” มาเยอะ ขอพูดมั่ง

https://www.facebook.com/NithinandY/posts/10175163226295117

Nithinand Yorsaengrat
2 days ago
·
ในฐานะที่สู้กับ “ผู้ชายลวนลาม” มาเยอะ เราอยากเพิ่มเติมข้อมูลที่สอดคล้องกับคดีดังของโลกโซเชียลเวลานี้เรื่องคุณ A กับคุณ S ว่า ในกลุ่มที่ยกตัวเองว่า “ก้าวหน้ากว่าใคร” “ซ้ายกว่าใคร” มีคนเพศชายทำตัวแบบนี้หลายคนมาก ตั้งแต่สมัย 70s ที่เรายังเป็นเด็กสาว
.
แม้เราคือผู้หญิงที่รอดพ้นจากความพยายามข่มขืน แต่เรายืนยันว่าแต่ละคนมีประสบการณ์ชีวิตไม่เหมือนกัน ดังนั้น ใครอย่ามาปกป้องเรื่องแบบนี้ว่า “ผู้หญิงยอมเอง” หรือบิดเบือนว่านี่ไม่ใช่เรื่องค่านิยมตกค้างจากความคิด “ชายเป็นใหญ่” ซึ่งส่งผลให้ผู้หญิงหลายคนเกิดอาการมึนงง ทำตัวไม่ถูก เหมือนได้แต่คล้อยตามไป เมื่ออยู่กับผู้ชายที่ “โตกว่า” หรืออยู่ในสถานะ “มีอำนาจกว่า” ไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือพละกำลัง
.
ค่านิยมแบบนี้ ยังทำให้เซ็กซ์เป็นความธรรมดาสำหรับผู้ชาย แต่เป็นความ “ร่าน” ผิดบาปน่าละอาย น่าเหยียบย่ำเยาะเย้ย สำหรับผู้หญิง
.
ในมุมมองเรา ผู้หญิงควรเรียนรู้เรื่องการระมัดระวังตัวเอง สิทธิในร่างกายตัวเอง อารมณ์ตอบสนองทางเพศตามธรรมชาติของตัวเอง และต้องแยกให้ออกระหว่างการมีเซ็กซ์ด้วยความยินยอมพร้อมใจ กับการมีเซ็กซ์แบบงงๆ หรือหวาดกลัว หรือถูกกดดัน หรือรู้สึกอยู่ใต้อำนาจ จนไม่อาจตัดสินใจได้อย่างอิสระ
.
ขออ้างถึงหนังสือ The Vagina Bible ของ พญ. Jen Gunter ที่สำนักพิมพ์แม็กพายแปลเป็นไทยในชื่อ คัมภีร์โยนี (2565)
.
หมอกันเทอร์ยกผลการศึกษามาอธิบายว่า ผู้หญิงมีเซ็กซ์ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงเพราะอยากมีเซ็กซ์หรืออยากสนุก บางคนยอมเพื่อเอาใจผู้ชายเพราะต้องการรักษาความสัมพันธ์ บางคนยอมเพราะอยากให้เซ็กซ์จบๆ ไป เธอยังพูดตรง ๆ ถึงผู้ชายที่หลงคิดว่า เมื่อตัวเองสนุก ผู้หญิงก็ต้องสนุกด้วย
.
เราอธิบายเพิ่มว่า ดังนั้น เมื่อพูดถึงเซ็กซ์ที่ดูเสมือนผู้หญิง “ยินยอม” จึงควรเข้าใจว่า ไม่ได้เกิดจากความอยากมีเซ็กซ์ของผู้หญิงเสมอ ไม่ใช่เซ็กซ์ที่สามารถเรียกว่าเซ็กซ์จากความยินยอมพร้อมใจเสมอ และค่านิยม “ชายเป็นใหญ่” ที่ครอบงำสังคมมานาน อาจทำให้ผู้หญิงบางคนยอมมีเซ็กซ์โดยไม่ทันรู้ว่า ความต้องการจริงๆ ของตัวเองคืออะไร
.
กรณีล่วงละเมิดที่ทำให้ผู้หญิงมีเซ็กส์แบบงงๆ ตกใจ หวาดกลัว อึดอัด อับอาย ฯลฯ คือการล่วงละเมิดที่ไม่ต้องตีความเป็นอื่น
.
สำหรับกรณีคุณ A ตามบทความ เธอเล่าถึงการถูกบังคับ การปฏิเสธ และการถูกละเมิดอย่างชัดเจน
.
เรื่องของเซ็กซ์นั้น หากผู้ร่วมกิจกรรมคนใดคนหนึ่งไม่ได้อยู่ในสถานะของผู้สามารถตัดสินใจ “เลือก” อย่างเป็นอิสระและอย่างสบายใจที่จะมีเซ็กซ์ ไม่เรียกว่าเซ็กซ์จากความยินยอมพร้อมใจ หรือเซ็กซ์ที่มีคุณภาพ หรือเซ็กซ์ที่ดี หรือเซ็กซ์ที่มีความสุข
.
ถึงเวลาทบทวนทำความเข้าใจหลายๆ เรื่องกันใหม่จริงๆ



วันอาทิตย์, สิงหาคม 23, 2569

“คุณสมยศพูดแล้วคุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ?” กลายมาเป็นฝักฝ่ายก้าวหน้า ตกที่นั่ง ‘ขาลง’ ละหรือ มาตามเทร็นด์ไหม รอดูรายต่อไป

“คุณสมยศพูดแล้วคุณสมบัติมีอะไรจะพูดมั้ยคะ?” โพสต์ห้วนๆ ของนักเขียน นักกิจกรรมวัยสี่สิบกว่าๆ โผล่มาตามเทร็นด์ เป็นผลให้ สมบัติ บุญงามอนงค์ ส่งข้อความส่วนตนไปยัง Pornnapa Iamsamarng ขอโทษและชี้แจงบางประเด็นที่เข้าใจต่างกัน

รูปการณ์น่าจะทำนองเดียวกับเรื่องของ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ลงท้ายไปอยู่ที่เหล่านั้นเป็นการละเมิดทางเพศหญิงสาว ผู้ร่วมงานระดับต่ำกว่า ผู้ติดตามด้วยความชื่นชมอุดมการณ์ ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ในหมู่ซ้ายๆ ด้วยกัน หรือฝ่ายตรงข้าม สีน้ำเงิน

จะว่าฝักฝ่ายก้าวหน้า หรือว่าพวกประชาธิปไตยจ๋า กำลังตกที่นั่ง ขาลง คงได้หละ สำหรับรายนี้ สาวที่เคยช่วยงานมูลนิธิแถวซอยรางน้ำบอก “มันคือภูเขาที่ถ่วงหัวใจหวานเจี๊ยบมานานถึง ๒๐ ปี” ไม่เพียงยกออกไปจากใจได้ แต่ “คือเรื่องของร่างกาย” ด้วย

สิ่งที่เธอได้ประจักษ์กับตัวคือ  “ภูมิคุ้มกันทางใจ มันสามารถช่วยถ่วงดุลอาการทางกาย...ความป่วยเป็น MG (โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง)...ได้จริงๆ...วันนี้...รู้สึกภูมิใจในตัวเองมากจริงๆ ที่ยังหยัดยืน เข้มแข็ง และไม่ยอมพ่ายแพ้ให้กับความบิดเบี้ยวของโลกใบนี้”

ฉะนี้ก็น่าจะมีแบบเดียวกันโผล่ออกมาอีกไม่มากก็น้อย มีนักเลงโซเชียลบางราย ‘Hint’ หรือเปิดช่องไว้แล้ว (ไม่ต้องลงละเอียดอะไร ดูภาพประกอบเอาแล้วกัน) แต่ว่าถ้าย้อนไปลงละเอียดเรื่องสมบัติที่มีบางอินฟลูว่า “ซบ” นั่นใช่หรือ เหตุผลแท้จริง “ที่ฉันเลือกที่จะเงียบ”

หวานเจี๊ยบ หรือโบว์บอกว่า “เป็นเพราะฉันกลัวว่าขบวนการประชาธิปไตยที่ทุกคนร่วมกันสร้างมาจะพังทลายลง” อืม ดูแล้วถ้ามีโผล่มาอีกสักสองสามรายคงน่าจะพอเป็นไปได้ ดูอย่างพรรคส้ม เดี๋ยวนี้ถูกตราหน้าว่าเต็มไปด้วยเพศสัมพันธ์นอกขนบฯ

เท่าที่สังเกตุมาไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี เรื่องอย่างนี้เป็นที่ยอมรับโดยที โดยไม่กระโตกกระตากว่าเป็นธรรมชาติ จะเป็นสมภารกินไก่ หรือโคโยตี้กินละอ่อน ไม่ว่าจะนอกหรือในนิติสัญญา ที่ไม่เป็นข่าวถ้าผู้เกี่ยวข้องไม่ใช่คนดัง อย่างนี้มิใช่หรือ

“เรื่องนี้ เป็นความผิดของพี่เองที่ทำให้…ผิดหวังจนถึงทุกวันนี้ และพี่ขอบคุณที่…เดินมาคุยด้วยทุกครั้งที่เราเจอกันในที่สาธารณะ แม้ว่า ครั้งแรกพี่จะจำ…ไม่ได้เพราะ…ป่วย” ถ้อยความของพี่บัติส๊บ “และถ้าเราได้เจอกันอีกพี่ยังเหมือนเดิม

ยังคงยินดีที่จะพูดคุยกันเหมือนก่อนที่จะเกิดเรื่องในวันนี้ขึ้น” นี่จะเป็นแบบฉบับของการจากกันอีกทีหรือไม่ รอดูรายต่อไป

(https://www.matichon.co.th/local/news_5858520=IwY2xjawT3P2-ropg และ https://www.facebook.com/wj.serichon/posts/22drR1Ns)