วันศุกร์, กรกฎาคม 10, 2569

ไทยพีบีเอสใช้ภาษีประชาชนไทยทำข่าว หรือใช้เงินรัฐบาลจีนแดง ? มีคนตกใจที่เห็นข่าวไทยพีบีเอสทำตามคำสั่งรัฐบาลจีน เลยชวนประชาชนไปถามไทยพีบีเอสด้วยกัน 10 ก.ค.2569


Kidnukorn Suebsakun
6 hours ago
·
#วันชัยตันติวิทยาพิทักษ์
#ไทยพีบีเอส
#สื่อไทยไม่ใช่สื่อกำกับรัฐบาลจีน
ผมต้องการคำตอบจากผู้บริหารและนักข่าวไทยพีบีเอสทุกคน
 
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569
 เวลา 10.00 น. ผมจะใส่หน้ากากประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ไปยังสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่กรุงเทพ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกรณีไทยพีบีเอสทำการเบลอหน้าคนใส่หน้ากากปธน.สี ที่ประชาชนเคลื่อนไหวประท้วงรัฐบาลจีนจากเหตุการณ์แม่น้ำปนเปื้อนข้ามพรมแดน

สองสามวันนี้มานี้มีข่าวว่ารัฐบาลจีนกดดันสื่อไทยให้ลบภาพหน้ากากประธานสีออกทั้งหมดจากสื่อไทย
ผมตกใจมากที่ไทยพีบีเอสทำตามคำสั่งรัฐบาลจีน

ไทยพีบีเอสใช้ภาษีประชาชนไทยทำข่าว หรือพวกท่านใช้เงินรัฐบาลจีนแดง

ขอเชิญประชาชนไปถามไทยพีบีเอสด้วยกันครับ 10.00 น. วันที่ 10 ก.ค.2569

#แม่น้ำกกสายรวกโขงสาละวินกะบุรีปนเปื้อนสารโลหะหนักสะสมจากเหมืองแร่จีนในเมียนมา
ขอขอบคุณคุณประวิทย์ ข่าวสดที่ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้

https://www.facebook.com/kidnukorn.suebsakun/posts/2251177875701154
.....

https://www.facebook.com/pravit.rojanaphruk.5/posts/4632004747027340

Pravit Rojanaphruk 
6 hours ago
·
ไทยพีบีเอสร่วมบ้าจี้เซนเซอร์ตนเองตามที่สถานทูตจีนต้องการ ด้วยการเบลอภาพผู้ชุมนุมที่หน้าสถาทูตจีนและที่อื่นที่สวมหน้ากากสี แถมตุ๊กตาหมีพูก็โดนด้วย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับสื่อบ้านนี้เมืองนี้? พวกคุณเป็นสื่อสาธารณะไทยนะครับ ไม่ใช่สื่อมณฑลไท๊กว๋อ... ไม่บ้าก็บ้าว่ะ
ปล. มีใครกินแครอทจีนเข้าไปหรือครับ?
#ป #ไทยจีน #เสรีภาพสื่อ #เสรีภาพสื่อ #ไทยพีบีเอส #เซนเซอร์ #ข่าวที่คุณวางใจ
Thai PBS has joined the censorship chorus sought by the Chinese Embassy by blurring the faces of protesters outside the Chinese Embassy in Bangkok and elsewhere wearing Xi Jinping masks. Even the large Winnie the Pooh doll was blurred.
What on earth is happening to the media in this country? You are Thailand's public broadcaster, not China's state media. They can't be serious!
#Thailand #China #PressFreedom #ThaiPBS


https://www.facebook.com/pravit.rojanaphruk.5/posts/4631024630458685

Pravit Rojanaphruk 
Yesterday
·
เข้าสู่ยุคสถานทูตจีน 'จัดระเบียบ' สื่อไทย

ขอเตือนสถานทูตจีนอีกครั้งด้วยความหวังดี การพยายามเซนเซอร์ภาพข่าวผู้ชุมนุมสีจิ้นผิงในไทย ไม่ว่าที่เชียงใหม่หรือหน้าสถานทูตจีนที่กรุงเทพฯรังแต่จะก่อให้เกิดผลตรงข้าม นั่นคือจะมีคนไทยเอือมจีนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนี่คือการแทรกแรงการทำงานของสื่อไทยโดยจีนอย่างชัดเจน
 
ไม่มีคนชาติไหนชอบให้ชาวต่างชาติมาชี้นิ้วบอกสื่อชาติตนว่าอะไรทำได้ไม่ได้ ... คิดให้ดีนะครับสถานทูตจีน เพราะการทำเช่นนี้จะนำมาซึ่งผลเสีย บั่นทอนความสัมพันธ์ไทย-จีน ในที่สุด

ปล. ส่วนสื่อไทยที่กินแครอทจีนรัวๆ (ภาพเมสเมสมาจ่กสื่อไทยที่รู้จักดี) กรุณาหยุดเคี้ยวแล้วถามตัวเองว่า พวกคุณจะยอมให้สถานทูตต่างชาติมาตัดสินว่าอะไรเป็นข่าว อะไรไม่เป็นข่าว ขายอธิปไตยสื่อไทย เพราะเศษเนื้อเพียงไม่กี่ชิ้นหรือ? ศักดิ์ศรีในความเป็นสื่อที่รับใช้ประชาชนอยู่ที่ไหน? ความซื่อสัตย์ในวิชาชีพอยู่ไหน? หรือพวกคุณมิได้รับใช้ประชาชนไทย แต่รับใช้ หรือยอมก้มหัวให้รัฐจีน?

ปล. 2 สมาคมนักข่าวว่าไงครับ? หรือแครอทเต็มปากจนพูดไม่ออก?

ปล. สิ่งที่สถานทูตจีนทำเป็นการมองการสั้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลจีน และความสัมพันธ์ไทยจีนในระยะยาว การแทรกแทรงที่เงียบแต่ไม่เงียบเท่าเครื่องรถ EV จีนมีผลเสียแน่ ในเมื่อสาธารณะไทยเริ่มรับรู้ถึงบทบาทสื่อไทยที่สมรู้ร่วมคิด ยอมขายอธิปไตยในเสรีภาพสื่อ และมันได้เริ่มขึ้นแล้ว
#ป #ไทย #จีน #ไทยจีน #สีจิ้นผิง #สถานทูตจีน

A Thai journalist friend informed me of an attempted censorship by the Chinese Embassy in Bangkok.

A friendly reminder to the Chinese Embassy: attempting to censor news photos of protesters against Xi Jinping in Thailand—whether in Chiang Mai or outside the Chinese Embassy in Bangkok—will only backfire. It will simply lead more and more Thais to become disillusioned with China, because this is a clear attempt by China to interfere in the work of the Thai media.

No nation appreciates foreigners telling its media what can or cannot be reported. Think carefully, because this is counter productive to the good relations between Thailand and China.

As for the Thai press fed with carrots from the Chinese Embassy, I would like to ask if it's worth sacrificing your independence in deciding what is fit to print. Where is the pride in being the servant of the public? Will you, Thai press, sell your pride, independence and dignity for a few pieces of Chinese carrots? Was it that sweet?
 
Requesting the Thai press to remove Xi masks may seem trivial but true coercive power lies when you can make the others do silly things by complying to your seemingly trivial order masked as a 'request'. And this is just the beginning of how the rise of China is trying to reshape how the Thai press report and frame China.

Meanwhile, the Chinese Embassy is unknowingly doing a disservice to its own country and Sion-Siamese relations as their myopic and knee jerk actions is counterproductive in the long term and will lead to more friction between the Thai people and China. Their interference which is now not as quiet as the engine of popular Chinese EV vehicle brands is now causing ripple among the Thais who learn about the censorship interference of the Chinese Embassy and the conniving role of some Thai press.





จักรภพ (บนเรือพรรคเพื่อไทย) เทียบกฎหมายนิรโทษเหมือนสร้างเรือ ไปทุกคนไม่ได้ ค่อยกลับมารับทีหลัง (เชื่อหรือไม่ว่า เมื่อไปถึงฝั่งแล้วเรือเพื่อไทยจะกลับมารับ)


Matichon Online - มติชนออนไลน์
Yesterday
·
จักรภพ เทียบกฎหมายนิรโทษเหมือนสร้างเรือ ไปทุกคนไม่ได้ ค่อยกลับมารับทีหลัง
#มติชนออนไลน์
อ่านข่าวในคอมเมนต์
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1502201058618193&set=a.362641849240792
.....

Atukkit Sawangsuk
14 hours ago
·
เชื่อหรือไม่ว่า เมื่อไปถึงฝั่งแล้วเรือเพื่อไทยจะกลับมารับ
-ไม่
มองเขาใจร้ายใจดำปานนั้น?
-ไม่ขนาดนั้น แต่เชื่อว่าเรือล่มก่อน
:
ก็เหมือนตอนจักรภพกลับมาใหม่ๆ บอกมวลชนให้ยอมรับเพื่อไทยข้ามขั้ว
จุ๊จุ๊ เราต้องทำให้อำนาจไว้วางใจเพื่อไทยก่อน แล้วเราค่อยช่วยคนติดคุก (พูดยังกะเขาไม่ได้ยิน)
ถ้ามัวแต่เอาใจประชาชน เพื่อไทยจะสูญพันธุ์ก่อน
ฯลฯ
แล้วเป็นไงล่ะ ทั้งเสียมวลชน ทั้งโดนเขาเล่นซะ
.....


.....

สมบัติ บุญงามอนงค์
19 hours ago
·
เรือ

เวทีเปิดฉากขึ้น ณ เกาะแห่งหนึ่ง คนหนุ่มสาวที่บัดนี้อ่อนล้าและแก่ชราบ้างแล้ว นั่งมองไปที่เส้นขอบฟ้าที่แตะกับเส้นขอบของทะเลที่ว่างเปล่า
 
ทุกคนพูดถึงเรือที่ออกไป และเรือที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ หรือจะมารับพวกเขากลับไปหรือไม่

ความหวัง ความหวาดระแวง ความศรัทธาต่อมนุษย์ โลกที่ถูกตัดขาดด้วยลูกกรงหรือน้ำทะเล ความเงียบที่กัดกินความฝันจนผุพัง โลกกำลังสร้างบทเพลงที่ทำลายศรัทธาในมนุษย์ ความอำมหิตที่ถูกอธิบายในนามของความเป็นจริง

เรือลำแรกเทียบท่าแผ่นดิน ผู้คนสวมกอดด้วยความดีใจ พ่อแม่ของใครหลายคนยืนมองผู้โดยสารลงจากเรือจนคนสุดท้าย ไร้เงาคนที่พวกเขารอคอย เขามองไปที่เรือลำนั้น มันจอดนิ่งสนิท เขาถามหาคนเรือที่จะขับเรือลำนั้นกลับไปรับคนที่เหลือ (แสงไฟดับลง เสียงคลื่นทะเลดังขึ้น)
.....


Atukkit Sawangsuk 
6 hours ago
·
พูดกันจริงๆนะ
ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ถดแถ แบบเดี๋ยวเอาเรือมารับทีหลัง ทำยังกะยังต่อสู้เรื่องการเมืองอุดมการณ์ แค่พักไว้ก่อน
ถ้าปิดปากสนิท โหวตรับร่างนิรโทษของ สว.สีน้ำเงินไปซะ สารภาพว่าหมอบราบคาบแก้วแล้ว
ก็คงไม่มีอะไรให้ด่านักหรอก
:
เพราะความเป็นจริง ทุกวันนี้ เพื่อไทยเลือกทางเดินชัดเจนแล้ว
ร่วมรัฐบาลแล้วเล่นการเมืองสงบเสงี่ยม ชูภาพอาจารย์เชนโคตรเก่ง จะนำประเทศด้วยเทคโนโลยี เลียนแบบชัชชาติโมเดล ไม่ขัดแย้งกับใคร ไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวทั้งหลายในรัฐบาลสีน้ำเงิน จนได้คะแนนเพิ่มในโพล
:
เขาเลือกเดินทางนั้นก็มาถูกทางแล้ว
ถ้าเป็นพรรคใหม่เพิ่งตั้ง
ถ้าไม่ใช่ตัวเองมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ ถูกกระทำ ถูกรัฐประหาร มีมวลชนที่ร่วมต่อสู้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
จู่ๆ จะทิ้งหมดเลย ก็โดนขวากหนามจากอดีตทิ่มตำ
ครั้นจะสลัดตัวจากอดีตให้หมด ก็ไม่มีอะไรเป็นมนต์ขลังให้คนที่ยังแบกอยู่
ก็เลยต้องบอกว่าจุ๊จุ๊ เรายังสู้อยู่นะ เชื่อสิ คนอย่างเต้นอย่างจักรภพยังสู้อยู่ แต่ต้องหมอบให้เนียน เดี๋ยวเขารู้
เก็บคะแนนไปเรื่อยๆ กลับมาได้เมื่อไหร่เราจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
แต่ระหว่างนี้อะไรเป็นเรื่องแหลมคมเรื่องอุดมการณ์เรื่องหลักการเราหมอบให้หมด แถหลบไปไกลๆ ก่อน เดี๋ยวค่อยเอาเรืออ้อมมาเก็บทีหลัง
.....

Jakkapon Phonlaor
15 hours ago
·
ผมว่าเหนื่อยเปล่าและไร้สาระกับการไปเถียงกองเชียร์เพื่อไทยเรื่องนิรโทษกรรม, ต่อให้พรรคเพื่อไทยมีเสียงมากกว่านี้ ก็ไม่มีทางนิรโทษกรรมคดี 112 แน่นอนว่าถ้ามีเสียงมากหน่อยเป็นแกนนำรัฐบาล ก็อาจจะใช้เส้นสายช่วยพวกที่มีคดี 112 ได้บ้าง โดยเฉพาะในหมู่พวกที่เชียร์หรือทำงานให้เพื่อไทย แต่ถ้าเป็นระดับแกนนำก็คงช่วยได้แค่ดูแลความเป็นอยู่ในคุกให้ดีขึ้นหน่อย แต่นิรโทษกรรมไม่ได้
.
ไม่ว่าจะมีเสียงมากหรือน้อย เพื่อไทยก็ไม่สามารถขยับไปได้ไกลกว่านี้ ทุกวันนี้ก็เหลือแค่พวกอดีตนักกิจกรรม พวกปัญญาชนที่เชียร์หรือทำงานให้เพื่อไทยต้องคอยออกมาแก้ต่างให้ คอยอธิบายตัวเอง
.
ซึ่งป่วยการที่จะทะเลาะกับคนพวกนี้ ถามว่าทำไม? คำตอบคือเถียงกันให้ตาย คนพวกนี้ก็ไม่มีปัญญาไปปรับปรุงหรือแก้ไขอะไรให้พรรคเพื่อไทยมีความกล้าหาญทางการเมือง หรือกลับมาเป็นฟากฝั่งประชาธิปไตยได้หรอก เพราะอำนาจในการกำหนดทิศทางไม่ได้อยู่กับคนพวกนี้ พวกเขาเป็นหนังหน้าไฟเท่านั้น หลายคนเอาชื่อเอาประวัติการต่อสู่มาให้พรรคเพื่อไทย "เช่าใช้" เป็นเครื่องการันตีว่าพรรคเพื่อไทยยังมีหลักการ - เพราะมีพวกเขาเป็นเครื่องการันตีให้ - ก็เท่านั้นเอง
.
แน่นอนพวกกองเชียร์เพื่อไทยก็จะตอบว่า "พวกพรรคส้มไปโหวตอนุทิน ช่วยใครก็ไม่ได้นั้นแย่กว่า" ผมรำคาญการถกเถียงแบบนี้ เพราะมันแค่การพูดว่า "พวกมึงก็เหี้ย ดังนั้นพวกกูก็เหี้ยได้ หรือเหี้ยมากกว่ามึงก็ได้" และสุดท้ายก็ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ควรเป็น หรือควรทำ เพราะคิดกันแค่ว่ามึงทำได้ กูก็ทำได้ แต่ไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่ควรทำจริงๆ การทะเลาะกันเรื่องนี้จึงเสียเวลา
.
คนที่ตายก็ตายไป คนที่ลี้ภัยไปก็ลี้ภัยไป คนที่ติดคุกก็ติดคุกไป
ส่วนพวกให้เช่าซื้อชื่อเสียง ขายวิญญาณก็นั่งอธิบายตนเอง สร้างความชอบธรรมให้พรรคเพื่อไทยและระบอบเผด็จการต่อไป ช่วยยืดอายุให้เพื่อนติดคุกกันต่อไป.




ปิยบุตร แสงกนกกุล ยื่น "5 ข้อเสนอ" ถึงนายกฯ อนุทิน: แก้ปมคดีมาตรา 112 ด้วยอำนาจบริหาร หลังสภาฯ เทนิรโทษกรรม


Thailand Vision 
6 hours ago
·
ปิยบุตร แสงกนกกุล ยื่น "5 ข้อเสนอ" ถึงนายกฯ อนุทิน: แก้ปมคดีมาตรา 112 ด้วยอำนาจบริหาร หลังสภาฯ เทนิรโทษกรรม
.
สืบเนื่องจากกรณีที่รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองในรอบ 20 ปี โดยมีมติ "ไม่รวมความผิดตามมาตรา 112" โดยเด็ดขาด ทำให้นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเสนอแนวทางออกในฐานะ "ฝ่ายบริหาร" ถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ดุลพินิจและอำนาจบริหารราชการแผ่นดินในการบรรเทาความตึงเครียดของสถานการณ์คดีความดังกล่าว โดยสรุปเป้าหมายและมาตรการสำคัญออกเป็น 5 ประการ ดังนี้:
.
[ข้อเสนอถึงนายกรัฐมนตรี กรณีปัญหาผู้ต้องหา จำเลย และนักโทษ
ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112]
.
เมื่อวานนี้ รัฐสภาได้ลงมติให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในความผิดเกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยไม่รวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าไปด้วยโดยเด็ดขาด แม้กระทั่งกรณีผู้กระทำความผิดเป็นเยาวชน ก็ไม่อาจนับรวมได้เป็นอันขาด
.
เป็นอันว่า นักการเมืองไทยเกือบทั้งหมดพร้อมที่จะนิรโทษกรรมความผิดเกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองได้ แต่ไม่กล้าหาญเพียงพอที่จะนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การนิรโทษกรรมครั้งนี้จึงเป็นเพียงการนิรโทษกรรมบางส่วน เลือกบางส่วน ทิ้งบางส่วน ปรองดองกันในหมู่พวก และปล่อยให้มีการไล่บี้อีกพวกต่อไป วิธีการเช่นนี้ ไม่สามารถสร้างความปรองดองและขจัดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ดำเนินมากว่า 2 ทศวรรษได้
.
ในเมื่อนักการเมืองไทยเกือบทั้งหมดไม่กล้านิรโทษกรรมคดี 112 เช่นนี้ ยังพอหลงเลือหนทางให้นักการเมืองทำอะไรได้อีกบ้างเพื่อบรรเทาปัญหานี้?
ในช่วงที่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ก่อรูปขึ้นหมาดๆ ผมเคยเสนอว่า หากรัฐบาลหรือเสียงข้างมากในสภาไม่กล้าตรากฎหมายนิรโทษกรรมคดี 112 นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็ยังอาศัยอำนาจบริหารราชการแผ่นดินที่ตนพอมี สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาคดีมาตรา 112 ให้บรรเทาเบาบางและลดความตึงเครียดลงได้ โดยดำเนินการตาม 4 วิธี มาวันนี้ เป็นรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ผมยังคงเห็นเหมือนเดิมว่า 4 วิธีดังกล่าว ยังคงสามารถดำเนินการได้อยู่ ส่งผลดีต่อทุกฝักฝ่าย และมีข้อเสนอเพิ่มเติมอีกหนึ่งประการ รวมเป็น 5 ประการ ดังนี้
.
ประการที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรีควรแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการดำเนินคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
.
ผมทราบดีว่า รัฐบาลในอดีตบางคณะเคยแต่งตั้งคณะกรรมการทำนองนี้มาแล้ว และว่ากันว่า ในทางปฏิบัติภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง ก็มีคณะทำงานที่เข้ามาดูเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นที่เปิดเผยเท่าไรนัก เราไม่อาจทราบได้เลยว่ามีกี่คดี ดำเนินการกันอย่างไร คณะทำงานประกอบด้วยใครบ้าง บทบาทคณะทำงานทำนองนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อกลั่นกรอง “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” หรือ “การกลั่นแกล้งกัน” ออกไปบ้างหรือไม่ หรือสุดท้าย ตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมทิศทางคดี 112 มากกว่า เพราะจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เรายังคงพบเห็นกรณีจำนวนมากที่เป็นการร้องทุกข์กล่าวโทษในคดี 112 เพื่อกลั่นแกล้งกันหรือเป็นเรื่องที่ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด 112 อย่างประจักษ์ชัด
.
ผมจึงอยากเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา ประกอบด้วยบุคคลภายนอก นักวิชาการด้านกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญา นักวิชาการด้านกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิ ทำงานร่วมไปกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้มีประสบการณ์ด้านการสอบสวนและการทำสำนวน และให้คณะกรรมการอิสระนี้ทำหน้าที่พิจารณากรณีร้องทุกข์กล่าวโทษในคดี 112 ทั้งหมดอย่างเปิดเผย โปร่งใส ตรงไปตรงมา หากเรื่องใดที่เห็นชัดแจ้งว่าเป็นการกลั่นแกล้งกัน เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นเรื่องที่ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 อย่างประจักษ์ชัด ก็ให้คณะกรรมการทำความเห็นเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติและพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้ยุติเรื่อง
.
ประการที่สอง นายกรัฐมนตรีในฐานะดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรวางนโยบายให้แนวทางแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกแนวปฏิบัติให้แก่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี 112 ว่า หากกรณีใด มีข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจนว่าการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้พนักงานสอบสวนกล้าหาญใช้ดุลพินิจสั่งยุติเรื่อง ไม่ดำเนินคดีต่อไป
.
พนักงานสอบสวนมีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ทำสำนวนและทำความเห็นเสนอต่อไปยังพนักงานอัยการ ซึ่งพนักงานสอบสวนมีดุลพินิจในการทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องได้
.
แม้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และเป็นความผิดอันไม่อาจยอมความได้ แม้เรากล่าวกันว่าระบบกฎหมายไทยใช้ระบบกล่าวหา เมื่อมีการกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องมีหน้าที่ในการชี้แจงโต้แย้งว่ามิได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาก็ตาม แต่ถึงกระนั้น พนักงานสอบสวน ก็ไม่ควรทำหน้าที่เป็นเพียง “ผู้ส่งเอกสาร” ที่นำเรื่องที่มีบุคคลทั่วไปใครก็ไม่รู้เที่ยวกล่าวโทษผู้อื่นไปทั่ว มาพิมพ์เข้าแบบฟอร์ม แล้วเสนอต่อไปยังพนักงานอัยการ โดยไม่ได้ใช้ดุลพินิจไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวและกระทบกับสถาบันกษัตริย์ด้วยแล้วนั้น พนักงานสอบสวน ในฐานะที่เป็น “ต้นน้ำ” ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ก็ยิ่งต้องมีบทบาทสำคัญในการป้องกันมิให้ฝักฝ่ายทางการเมืองหรือกลุ่มบุคคลต่างๆ นำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น
.
ในระหว่างที่ยังไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อกำหนดให้มีองค์กรผู้รับผิดชอบในการกล่าวโทษโดยเฉพาะ พนักงานสอบสวนสามารถบรรเทาการใช้มาตรา 112 กลั่นแกล้งกันได้ ด้วยการพิจารณาการร้องทุกข์กล่าวโทษในความผิดฐานนี้อย่างรอบคอบ หากการกระทำใดไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ก็ต้องทำความเห็นสั่งไม่ฟ้อง มิใช่ไม่คิดอะไรใดๆทั้งสิ้น พอเห็นเลขมาตรา 112 ลอยมา ก็เป็นอันต้องสั่งฟ้องให้หมดทุกกรณี หากพนักงานสอบสวนทำความเห็นสั่งฟ้องไปให้หมดทุกกรณีตามกันไปนั้น ผลร้ายที่เกิดขึ้นตามมามิได้ตกอยู่กับผู้ถูกกล่าวหาแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่อาจกระทบต่อสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่รักและเคารพของพวกเราด้วย
.
หากนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการทางนโยบายลงไปให้พนักงานสอบสวนกล้าหาญใช้ดุลพินิจสั่งยุติเรื่องคดี 112 ได้ตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็จะเกิดความมั่นใจ ไม่ต้องกังวลว่าหากเป็นคดี 112 แล้ว พวกตนทำอะไรมิได้อีก นอกจากทำความเห็นสั่งฟ้องเสมอ
.
ประการที่สาม นายกรัฐมนตรีประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาหาความเป็นไปได้ในกรณีที่ศาลชั้นต้นก็ดี หรือศาลอุทธรณ์ก็ดี พิพากษายกฟ้องจำเลยในคดี 112 ไปแล้ว ขอให้พนักงานอัยการไม่ต้องอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป และให้คดีถึงที่สุดไป
.
ณ ปัจจุบัน มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำนวนไม่น้อยที่ยกฟ้องจำเลยในคดี 112 แต่เมื่อไปถึงศาลฎีกา กลับมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย ในกรณีเหล่านี้ หากพนักงานอัยการใช้ดุลพินิจ “มีเมตตาต่อกัน” “มีมนุษยธรรมต่อกัน” ไม่อุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป คดีเหล่านี้ย่อมถึงที่สุด หากทำได้เช่นนี้ คดีเหล่านี้ก็ไม่ต้องพึ่งพาการตรากฎหมายนิรโทษกรรม เพราะคดีสิ้นสุดไปแล้ว จำเลยได้การยกฟ้องไปแล้ว
.
ประการที่สี่ นายกรัฐมนตรีสั่งการและประสานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้นำระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 มาบังคับใช้กับกรณีจำเลยหรือนักโทษในคดี 112
.
กล่าวคือ ให้คณะทำงานการพิจารณาการคุมขังในสถานที่คุมขัง กำหนดให้นักโทษในคดี 112 (และอาจรวมนักโทษในคดีอื่นๆ หรือนักโทษประเภทอื่นๆ หรือนักโทษที่อายุมาก เจ็บป่วย ทุพพลภาพเข้าด้วยกันในคราวเดียว) ถูกคุมขังในสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำได้
.
ในอดีต ประเทศไทยเคยกำหนดให้นักโทษคดีการเมืองถูกคุมขังในสถานที่อื่นๆที่มิใช่เรือนจำมาแล้ว ในครั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรียุติธรรมจะใช้ระเบียบฯนี้ดำเนินการ ก็มิใช่เรื่องแปลกประหลาด การนำระเบียบกรมราชทัณฑ์นี้มาใช้ ไม่เพียงแต่ทำให้การดำเนินการของกรมราชทัณฑ์ในการดูแลนักโทษได้มาตรฐานสอดคล้องกับหลักการสากลและ Mandela’s Rules (ซึ่งระเบียบกรมราชทัณฑ์ฉบับนี้รับมาอนุวัติการ) เท่านั้น แต่ยังเป็นการดำเนินการสนองพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งทรงดำเนินพระกรณียกิจ ทรงห่วงใยและใส่ใจปัญหาคุณภาพชีวิตของนักโทษในเรือนจำ มาโดยตลอดพระชนม์ชีพ หากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ดำเนินการในเรื่องนี้ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ถวายความอาลัยแด่พระองค์ด้วยการรับพระดำริของพระองค์มาใส่เกล้าใส่กระหม่อมและประพฤติปฏิบัติตามอย่างเป็นรูปธรรม
.
ประการที่ห้า นายกรัฐมนตรีขอนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอเข้าเฝ้าเพื่อถวายรายงาน และขอรับพระราชทานพระราชกระแสรับสั่งหรือพระบรมราชวินิจฉัยต่อกรณีการนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
.
ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามตำราและความเห็นของนักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐศาสตร์ ผู้มีประสบการณ์การบริหารราชการแผ่นดิน ผู้มีประสบการณ์ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งในแวดวงศาลและศาลรัฐธรรมนูญ จำนวนมาก ต่างก็อ้างถึงความคิดเรื่อง “สิทธิสามประการที่พระมหากษัตริย์มีตามธรรมเนียมประเพณี” ของ Walter Bagehot ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือของเขาชื่อ The English Constitution (1867) สิทธิประการหนึ่งในนั้น ก็คือ สิทธิในการที่พระมหากษัตริย์ทรงได้รับคำปรึกษาหารือจากรัฐบาล หรือ The Right to be consulted พวกเขาหยิบยกธรรมเนียมประเพณีที่นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลพระกรุณาฯขอเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ ซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่เป็นประจำในสหราชอาณาจักร และประเทศไทยเอง ก็มีนายกรัฐมนตรีขอกราบบังคมทูลพระกรุณาขอเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์อยู่บ่อยครั้ง
.
ผมทราบดีว่า มีผู้ที่ไม่ชอบผมหรือมีอคติต่อผม ชนิดที่ว่าถ้าเป็นความเห็นของผม ก็พร้อมที่จะปฏิเสธโดยทันทีหรือโจมตีผมอย่างฉับพลัน การที่จะทำให้พวกเขาเหล่านี้ได้เข้าใจข้อเสนอประการที่ห้านี้ เนื้อความที่ผมคิดหรือเขียนขึ้นอาจมีน้ำหนักจูงใจพวกเขาได้ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องคัดลอกเนื้อหาที่ ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม เคยกล่าวถึงเรื่องการขอเข้าเฝ้าฯและสิทธิในการในการที่พระมหากษัตริย์ทรงได้รับคำปรึกษาหารือจากรัฐบาล หรือ The Right to be consulted มาไว้ ดังนี้
.
“แม้กระนั้นการที่จะบอกว่า พระมหากษัตริย์ของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภามีพระราชอำนาจจำกัดเท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดเพียงเท่านั้น เห็นจะไม่ถูกนัก เพราะความที่เคยมีพระราชอำนาจยิ่งใหญ่ไพศาลตามธรรมเนียมการปกครองแต่โบราณจนเกิดความเคยชินทั่วไปในพระราชอำนาจ (Royal Prerogatives) เหล่านั้น ทั้งยังมีปัจจัยเกื้อหนุนจากพระราชบรรพบุรุษ ศาสนา วัฒนธรรมประเพณี พิธีการอันดูเคร่งขรึมศักดิ์สิทธิ์เป็นส่วนประกอบและมักทรงวางพระองค์เป็นที่เคารพศรัทธาของมหาชนมาอย่างยาวนานอีกด้วย จึงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมือง (Political Conventions) ว่าย่อมมีพระราชอำนาจตามประเพณีแฝงอยู่เสมอ ข้อนี้เองทำ ให้นายวอลเตอร์ แบชชอท (Walter Bagehot) นักรัฐศาสตร์อังกฤษได้อธิบายถึงพระมหากษัตริย์อังกฤษไว้ในหนังสือชื่อ The English Constitution เมื่อ ค.ศ. 1867 ตกประมาณปลายรัชกาลที่ 4 ของไทยว่า พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยย่อมทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจหรือพระราชสิทธิ 3 ประการ คือ
.
1. มีพระราชอำนาจจะได้รับการปรึกษาหารือจากรัฐบาล (the right to be consulted)
2. มีพระราชอำนาจที่จะพระราชทานกำลังใจแก่รัฐบาล (the right to encourage)
3. มีพระราชอำนาจที่จะตักเดือนรัฐบาล (the right to warn)
นายวอลเตอร์ แบชชอทย้ำด้วยว่า พระราชอำนาจ 3 ประการ นี้ ไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้ที่ไหน แต่เคยมีมาและจะมีต่อไปโดยจารีตประเพณีเพราะเป็นเรื่องประโยชน์สุขของประชาชนโดยแท้ นับแต่นั้นมา พระราชอำนาจ 3 ประการนี้ ซึ่งเดิมทีมุ่งหมายจะใช้เฉพาะในอังกฤษจึงเริ่มเป็นที่กล่าวถึงทั่วไปในนานาประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาและมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแม้ในประเทศไทยก็ไม่เว้น จะว่าดัดจริตเอาอย่างฝรั่งก็ไม่ใช่ เพราะเป็นขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบมาเหมือนกับที่ท่ามกลางระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรเราก็มีกฎหมายจารีตประเพณีได้ จึงต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ "ธรรมเนียมประชาธิปไตยอันเป็นสากล"
(วิษณุ เครืองาม, หลังม่านการเมือง, สำนักพิมพ์มติชน, 2554, หน้า 318-319.)
.
“8. รัฐบาลเข้าเฝ้าฯ
เพื่อเป็นการสนองพระราชสิทธิข้อหนึ่งที่นายแบชชอทอธิบายว่า พระมหาษัตริย์มีพระราชสิทธิที่จะรับการขอปรึกษาหารือจากรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจึงควรเข้าเฝ้าฯเพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานข้อราชการหรือเหตุการณ์ต่างๆให้สม่ำเสมอ”
(วิษณุ เครืองาม, หลังม่านการเมือง, สำนักพิมพ์มติชน, 2554, หน้า 334.)
“พระราชอำนาจ 3 ประการในระบอบประชาธิปไตย
.
ถ้าเอาหลักพระราชอำนาจ 3 ประการตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของนายวอลเตอร์ แบชชอท ชาวอังกฤษเป็นตัวตั้ง (บางคนถือว่าประเพณีนี้ไม่มีอยู่ในประเทศไทย) น่าจะกล่าวถึงพระราชจริยวัตร อัธยาศัย พระราชกรณียกิจ และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐบาลได้ดังนี้
.
1. พระราชอำนาจที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือจากรัฐบาล
การที่นายวอลเตอร์ แบชชอท เรียกพระราชอำนาจนี้ว่า "สิทธิที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือ" (the right to be consulted) นัน เป็นการใช้คำพูดที่แยบคายยิ่ง เพราะเมื่อเป็นอำนาจหรือสิทธิก็แสดงว่าจะทรงใช้หรือไม่ก็ได้ ขณะเดียวกันเมื่อเป็นสิทธิ ก็แสดงว่าเป็นหน้าที่ของอีกฝ่ายคือรัฐบาลที่จะต้องตอบสนองต่อสิทธิดังกล่าว คือถ้ามีเหตุการณ์อันควร กราบบังคมทูลก็ต้องกราบบังคมทูลถวายรายงาน จะเฉยเสียไม่ได้ ประการต่อไป ควรสังเกตว่า นายแบซซอทไม่ได้ใช้คำ ว่า "สิทธิที่จะพระราชทานคำปรึกษา" เพราะถ้าเช่นนั้นจะกลายเป็นว่า พระมหากษัตริย์ทรงเรียกรัฐบาลมารับคำปรึกษาจากพระองค์ การใช้คำว่าสิทธิที่จะได้รับการปรึกษาจากรัฐบาล หมายความว่าความคิด ริเริ่มที่จะขอคำปรึกษาควรมาจากรัฐบาล ถ้ารัฐบาลขอพระราชทานคำปรึกษาแล้ว พระมหากษัตริย์ก็มีสิทธิที่จะพระราชทานคำแนะนำได้โดยไม่ถือว่าขัดต่อระบอบประชาธิปไตย ผิดกฎหมาย ผิดธรรมเนียมประเพณี หรือไม่สมควรแต่ประการใด แต่ถ้าพระมหากษัตริย์จะทรงงดเสีย ไม่พระราชทานคำปรึกษาก็ได้ เพราะเป็น "สิทธิ" หรือ "อำนาจ" ของพระองค์ ไม่ใช่ "หน้าที่"
.
พระราชอำนาจข้อนี้เกิดจากความจริงที่ว่า พระมหากษัตริย์มีพระราชประสบการณ์มากและยาวนานต่อเนื่อง ได้ทรงพบเห็นตัวอย่างมามาก ทั้งในส่วนของพระองค์เอง และพระราชบรรพบุรุษที่สั่งสมและถ่ายทอดต่อมา ไม่ทรงผันแปรไปตามวาระดังกรณีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งทรงมีข้อมูลข่าวสารอันถูกต้องเที่ยงตรงเพราะทรงวางพระองค์เป็นกลาง จึงทรงเป็นที่พึ่งของมหาชน ได้รับคำกราบบังคมทูลถวายรายงานหรือฎีการ้องทุกข์มาก คนที่อยากแนะนำรัฐบาลบางทีรัฐบาลก็ไม่ฟังแต่เสียงนั้นก็มาถึงองค์พระมหากษัตริย์จึงอาจทรงยกขึ้นแนะนำก็ได้ ด้วยเหตุนี้จึงทรงอยู่ในสถานะที่จะพระราชทานคำแนะนำต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
.
ความจริงการที่นายแบชชอทกล่าวถึงสิทธิข้อนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่เสียที่เดียวเพราะเป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่ก่อนแล้วในประเทศอังกฤษ เพียงแต่นายแบชชอทนำมาเรียบเรียงเป็นหัวข้อและยืนยันความมีอยู่จริงของสิทธิดังกล่าวเท่านั้น จนถึงทุกวันนี้ นายกรัฐมนตรีอังกฤษก็จะขอพระราชทานเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานและขอพระราชทานคำปรึกษาเป็นการภายในอยู่เสมอ ในยามที่ทรงแปรพระราชฐานไปประทับต่างถิ่น เช่น ที่พระตำหนักวินด์เซอร์ซึ่งอยู่นอกกรุงลอนดอนหรือต่างประเทศ รัฐบาลจะส่งรายงานสถานการณ์บ้านเมืองใส่กระเป๋าหรือหีบพิเศษไปกราบบังคมทูลเป็นประจำทุกต้นสัปดาห์มิได้ขาด
.
ในปัจจุบัน พระราชอำนาจในข้อนี้กลายเป็นที่รับรู้และรับรองทั่วไปในประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ นักกฎหมายในหลายประเทศได้ขยายความเสียใหม่ว่าพระราชอำนาจในอันที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือจากรัฐบาลมีขอบเขตครอบคลุม 4 ประการ ดังนี้
(1) สิทธิที่จะได้รับการกราบบังคมทูลถวายรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง (the right to be informed of the situation) เช่น การเกิดภัยธรรมชาติ ภาวะเศรษฐกิจ การเงินการคลังของประเทศ ปัญหาอาชญากรรมร้ายแรงบางเรื่อง ปัญหาข้อขัดแย้งทางการเมืองหรือในสังคม การเจรจาทางเศรษฐกิจหรือการเมืองระหว่างประเทศแบบทวิภาคีหรือพหุภาคี เป็นต้น
(2) สิทธิที่จะได้รับการกราบบังคมทูลถวายรายงานเกี่ยวกับการที่รัฐบาลจะตัดสินใจปัญหาสำคัญในอนาคต (the right to be informed of the decision to be made) เช่น การจะยุบสภา การจะผลักดันให้ออกกฎหมายสำคัญบางเรื่อง การจะประกาศสงครามการจะส่งกองทหารไปปฏิบัติการในต่างประเทศ การจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ เป็นต้น
(3) สิทธิที่จะได้รับการกราบบังคมทูลถวายรายงานในเชิงคำอธิบายเกี่ยวกับการที่รัฐบาลได้ตัดสินใจแล้วในปัญหาบางเรื่อง (the right to be informed of the decision already made) เช่น การแต่งตั้งโยกย้าย ถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐบางตำแหน่ง การขอลาออกจากตำแหน่งเป็นต้น
(4) สิทธิที่จะพระราชทานพระราชดำริหรือคำแนะนำว่ารัฐบาลควรดำเนินการอย่างไรต่อไปเมื่อรัฐบาลขอคำปรึกษา (the right to give an advice) เช่น การพระราชทานแนวทางว่า รัฐบาลน่าจะทำเรื่องใดก่อนหรือควรแก้ปัญหานั้นๆ อย่างไร แต่การใช้พระราชสิทธินี้ไม่ถือว่าเป็นการะที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามนั้นเสมอไป และหากจะปฏิบัติตามก็ไม่ควรนำไปอ้างอิงว่าเป็นคำแนะนำที่พระราชทานมา
.
ในประเทศไทย รัฐบาลตระหนักดีถึงพระราชอำนาจดังกล่าว แม้จะไม่มีแบบธรรมเนียมในการกราบบังคมทูลถวายรายงานอย่างสม่ำเสมอดังในอังกฤษ แต่นายกรัฐมนตรีมักจะขอพระราชทานเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานและขอพระราชทานคำปรึกษาเสมอโดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นก็ดี เมื่อมีการตัดสินใจจะดำเนินการเรื่องสำคัญเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ดี หรือเมื่อรัฐบาลมาถึงทางเลือกคล้ายๆทางหลายแพร่งว่าจะควรเลี้ยวไปทางไหน สมควรกราบบังคมทูลเรียนพระราชปฏิบัติหรือขอพระบรมราชวินิจฉัยก็ดี บางครั้งการกราบบังคมทูลอาจมีเป็นหนังสือเพื่อว่าสำนักราชเลขาธิการหรือคณะองคมนตรีจะได้ถวายความเห็นประกอบไปด้วย แต่โดยที่บ่อยครั้งเป็นเรื่องเร่ง ด่วน ลับ และคาดว่าอาจมีพระราชกระแสรับสั่งสอบถามเพิ่มเติม นายกรัฐมนตรีจึงมักขอพระราชทานเฝ้าฯ ด้วยตนเองและอาจขอพระบรมราชานุญาตนำผู้เกี่ยวข้องไปเฝ้าฯ ด้วย ซึ่งนอกจากจะขึ้นอยู่กับความจำเป็นในแต่ละคราวแล้ว บางครั้งขึ้นอยู่กับบุคลิกของนายกรัฐมนตรีแต่ละคน และพระราชวโรกาสด้วย เช่น ถ้าเป็นช่วงเวลาทรงแปรพระราชฐานไปประทับที่ต่างจังหวัด หรือมีปัญหาเกี่ยวกับพระสุขภาพหรือพระราชกรณียกิจมาก ความถี่ห่างในการเฝ้าฯ ของนายกรัฐมนตรีแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไปก็ได้ […]”
(วิษณุ เครืองาม, หลังม่านการเมือง, สำนักพิมพ์มติชน, 2554, หน้า 339-342. ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนยังได้เล่าถึงกรณีการเข้าเฝ้าของนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยหลายคน อ่านได้ในหน้า 342-364)
.
เมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหาร เป็นตำแหน่งที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ และเป็นผู้สามารถขอนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา เข้าเฝ้า เพื่อถวายรายงานและขอพระราชทานพระราชกระแสรับสั่งหรือพระบรมราชวินิจฉัยได้ ตามธรรมเนียมปฏิบัติในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประกอบกับมีนักการเมือง นักวิชาการ และนักกิจกรรม ที่ได้ชื่อว่ามีความคิดกระเดียดไปทางรอแยลลิสต์ หรือ อัลตร้ารอแยลลิสต์ แสดงความเห็นบ่อยครั้งว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นความผิดที่กระทำต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนั้น นักการเมืองหรือผู้แทนราษฎรทั้งหลายมิบังควรไปยุ่งเกี่ยวออกกฎหมายนิรโทษกรรมในความผิดฐานนี้ เช่นนี้แล้ว นายกรัฐมนตรีจึงควรใช้โอกาสนี้ ขอนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอเข้าเฝ้า เพื่อถวายรายงานและขอรับพระราชทานพระราชกระแสและพระบรมราชวินิจฉัยต่อกรณีการนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
.
อนึ่ง ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า ตามหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์นั้น นายกรัฐมนตรีต้องไม่เปิดเผยเนื้อหาสาระในการเข้าเฝ้าหรือพระราชกระแสหรือพระบรมราชวินิจฉัยหรือพระราชดำริที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานให้โดยเด็ดขาด ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาสถานะ “อันเป็นที่เคารพสักการะ” ศูนย์รวมจิตใจของชาติ และความเป็นกลางของพระมหากษัตริย์ ดังนั้น เมื่อนายกรัฐมนตรีได้รับพระราชทานพระราชกระแสหรือพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว ต้องเก็บเป็นความลับ และใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินของตนดำเนินการต่างๆตามดุลพินิจของตนเองและพร้อมรับผิดชอบต่อการตัดสินใจดำเนินการนั้น
.
ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ ดำเนินการได้ตามกฎหมาย ตามขอบเขตอำนาจบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและธรรมเนียมปฏิบัติการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทุกประการ
.
ข้อเสนอทั้งหมดนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ร่วมกันของชาติ ปรารถนาให้สังคมไทยมีสันติสุข ปรองดอง มีเมตตาธรรมต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง เปิดโอกาสให้คนทุกคน ทุกความคิด ทุกวัย ทุกฝักฝ่ายที่ถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นสูง ได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยของเราต่อไป และเพื่อผดุงรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่าง
.
ขอนายกรัฐมนตรีโปรดพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ด้วยครับ
.
(ที่มา: เฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul)

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1044687341281011&set=a.194286569654430




พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร และ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ร่วมกันเสนอแนวทางรื้อใหญ่สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ดันข้าราชการเข้าบัตรทองและประกันสังคม!

https://www.facebook.com/reel/1729374991695170



ทำไมรัฐอยากรื้อสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเปลี่ยนเป็นระบบประกันสุขภาพ ⚠️ ข้อกังวลและสิ่งที่จะตามมา คืออะไร ?





https://x.com/thestandardth/status/2075187921309880492
.....

แนวคิดของรัฐบาลในการเตรียมปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (ระบบจ่ายตรง) ไปเป็น "ระบบประกันสุขภาพ" (มีผลบังคับใช้กับข้าราชการบรรจุใหม่เป็นลำดับแรก ส่วนข้าราชการปัจจุบันจะเป็นภาคสมัครใจ) มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านโครงสร้างงบประมาณ พฤติกรรมการคลัง และทิศทางนโยบายรัฐ ดังนี้

1. วิกฤตงบประมาณรายจ่ายประจำที่โตจนฉุดไม่อยู่

จากข้อมูลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) งบประมาณรายจ่ายประจำของประเทศมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดย งบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ รวมกันแล้วกินมูลค่าไปมากกว่า 70% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี * ภาระสังคมสูงวัย: ข้าราชการเกษียณมีอายุขัยเฉลี่ยยาวนานขึ้น ทำให้รัฐต้องแบกรับค่ารักษาพยาบาลในระบบเบิกตรงยาวนานขึ้นตามไปด้วย

งบประมาณแฝงที่ควบคุมไม่ได้: ระบบเบิกตรงในปัจจุบันเป็นระบบที่ "จ่ายตามจริง" (Fee-for-service) ทำให้รัฐไม่สามารถจำกัดเพดานงบประมาณที่แน่นอนในแต่ละปีได้ การเปลี่ยนเป็นระบบประกันสุขภาพจะช่วยเปลี่ยนความเสี่ยงนี้ให้กลายเป็น "ค่าเบี้ยประกันคงที่ต่อหัว" ที่รัฐสามารถคำนวณและตั้งงบประมาณล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

2. การควบคุมพฤติกรรม "Moral Hazard" (ภาวะภัยทางศีลธรรม)

ระบบเบิกตรงไม่มีเพดานค่าใช้จ่ายที่จำกัดสำหรับผู้มีสิทธิ ส่งผลให้เกิดปัญหาในเชิงพฤติกรรมบางประการ เช่น:

การช้อปปิ้งยา (Doctor Shopping): ผู้ป่วยเวียนพบแพทย์หลายโรงพยาบาลเพื่อรับยาประเภทเดียวกันเกินความจำเป็น

การสั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลักเกินสมควร: โรงพยาบาลหรือแพทย์บางแห่งอาจมีแนวโน้มจ่ายยาหรือสั่งตรวจราคาแพงโดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องร่วมจ่ายเลย

การเปลี่ยนมาใช้ระบบประกันสุขภาพ จะมีบริษัทประกันภัยเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบสิทธิ (Third-Party Administrator: TPA) คอยกลั่นกรองความจำเป็นทางการแพทย์และควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาลให้เป็นไปตามมาตรฐานเชิงพาณิชย์ ซึ่งช่วยอุดรอยรั่วไหลได้ดีกว่ารัฐบาลตรวจสอบเอง

3. นโยบายลดขนาดกำลังคนและปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ/ราชการ

นโยบายนี้มาพร้อมกับแผนการผลักดันระบบ "Early Retire" (ให้เกษียณก่อนกำหนดตั้งแต่อายุ 40 ปี) เพื่อลดจำนวนข้าราชการสายธุรการและแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ดังนั้น การรื้อระบบสวัสดิการควบคู่ไปด้วยกันจึงเป็นการส่งสัญญาณรีเซ็ตระบบโครงสร้างสิทธิประโยชน์ของภาครัฐใหม่ทั้งหมด เพื่อลดแรงดึงดูดในการยึดติดกับตำแหน่งราชการแบบเดิม และเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐขนาดเล็กแต่มีประสิทธิภาพสูง

4. การส่งเสริมเม็ดเงินและขับเคลื่อนธุรกิจประกันภัยในประเทศ

นโยบายนี้ระบุเป้าหมายแฝงชัดเจนว่าเพื่อ "ส่งเสริมธุรกิจประกันภัยในประเทศ" การที่รัฐโยกเม็ดเงินงบประมาณค่ารักษาพยาบาลมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ไปซื้อกรมธรรม์ประกันสุขภาพกลุ่มให้ข้าราชการบรรจุใหม่ จะเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องและเพิ่มมูลค่าตลาด (Market Capitalization) ให้กับภาคธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัยในไทยอย่างมหาศาล

⚠️ ข้อกังวลและสิ่งที่จะตามมา

แม้ระบบประกันสุขภาพจะช่วยให้รัฐคุมงบประมาณได้นิ่งขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดและข้อต่อรองหลัก ๆ ที่ต้องจับตาดู:

สิทธิประโยชน์อาจลดลง: ประกันสุขภาพภาคเอกชนมักมีเงื่อนไข "ข้อยกเว้น" (Exclusions) เช่น โรคประจำตัวที่เป็นมาก่อน, วงเงินจำกัดต่อโรค, หรือค่าห้องที่จำกัด ซึ่งต่างจากระบบราชการเดิมที่ครอบคลุมโรคเรื้อรังและโรคอุบัติใหม่เกือบทั้งหมด

ภาระตกที่ข้าราชการบรรจุใหม่: ข้าราชการใหม่อาจต้องแบกรับความเสี่ยงส่วนต่างในการรักษาพยาบาลด้วยตนเองหากวงเงินประกันไม่พอ หรืออาจต้องซื้อ "สัญญาเพิ่มเติม" ด้วยเงินตัวเอง ส่งผลต่อแรงจูงใจในการดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในระบบราชการ

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้จึงเป็นความพยายามแก้โจทย์ "ความยั่งยืนทางการคลัง" ของรัฐบาล โดยเลือกที่จะลดความเสี่ยงด้านงบประมาณของตนเอง แล้วโอนความเสี่ยงนั้นไปให้กลไกตลาดและบริษัทประกันภัยเป็นผู้บริหารจัดการแทน




วันนี้ บริษัท เอเชีย เอรา วัน ในเครือซีพี ส่งหนังสือถึง รฟท. ขอ "สิ้นสุดสัญญา" โครงการมูลค่า 224,000 ล้านบาท อย่างเป็นทางการ ประเทศไม่ได้เสียแค่เงิน แต่เสีย "เวลา" 7 ปีสำหรับประเทศหนึ่ง มีค่ามหาศาล เวียดนามสร้างรถไฟฟ้า เปิดท่าเรือใหม่ ดึงโรงงานโลกเข้าไป... มาเลเซีย อินโดนีเซีย แข่งกันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ของไทย...







https://x.com/Bomb_Khonphong/status/2075184807403995178

KP
@Bomb_Khonphong

7 ปี แห่งความสูญเปล่า?

7 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้อะไรจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน?

คำตอบที่ชวนหดหู่คือ...แทบไม่มีอะไรเลย

วันนี้ บริษัท เอเชีย เอรา วัน ในเครือซีพี ส่งหนังสือถึง รฟท. ขอ "สิ้นสุดสัญญา" โครงการมูลค่า 224,000 ล้านบาท อย่างเป็นทางการ

โครงการที่ครั้งหนึ่งถูกโฆษณาว่า จะเป็น กระดูกสันหลัง ของ EEC เป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะเชื่อมดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา กลายเป็นฮับการบินระดับภูมิภาค

แต่สุดท้าย...

ผ่านไปเกือบ 7 ปี หลังลงนามสัญญาในปี 2562

ยังไม่มีการตอกเสาเข็มแม้แต่ต้นเดียว

ที่จริง หากมองย้อนกลับไป สัญญาณเตือนของโครงการนี้มีให้เห็นตั้งแต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาอีก

หลังกลุ่มซีพีชนะการประมูลในปี 2561 ด้วยข้อเสนอที่ขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐต่ำกว่าคู่แข่งกว่า 52,000 ล้านบาท หลายคนเชื่อว่าโครงการจะเดินหน้าอย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม

ก่อนเซ็นสัญญา เอกชนผู้ชนะประมูลยื่นขอเปลี่ยนเงื่อนไขหลายประเด็น ทั้งขอขยายเวลาก่อสร้าง ขยายอายุสัมปทาน ขอให้รัฐค้ำประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ และขอให้รัฐจ่ายเงินอุดหนุนตั้งแต่ปีแรก สุดท้าย รฟท.ไม่เห็นชอบ ซีพีจึงถอนข้อเสนอและยอมลงนามตามเงื่อนไขเดิม

แต่ประเทศก็เสียเวลาไปแล้วกว่าครึ่งปี...ทั้งที่โครงการยังไม่เริ่มต้น

เมื่อมองย้อนกลับไป นั่นอาจเป็นสัญญาณแรกว่า เอกชนที่ชนะการประมูล ยังไม่พร้อมเดินหน้าโครงการภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเองเป็นผู้เสนอไว้ตั้งแต่ต้น

 ...

หลังจากนั้น เรื่องก็ไม่ได้ดีขึ้น

รัฐส่งมอบพื้นที่ล่าช้า เป็นความจริง

แต่ในอีกด้าน เอกชนก็ไม่สามารถปิดการเงิน ไม่สามารถขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ และท้ายที่สุด ธนาคารก็ไม่พร้อมปล่อยกู้ เพราะมองว่าโครงการมีความเสี่ยงและไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ

ทุกฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง

แต่ผลลัพธ์คือ โครงการที่ถูกเรียกว่า "เมกะโปรเจ็กต์แห่งอนาคต" กลับหยุดนิ่งอยู่บนกระดาษเกือบ 7 ปี

...

คำถามใหญ่ก็คือ

แล้วใครรับผิดชอบกับเวลา 7 ปีที่หายไป?

รัฐเวนคืนที่ดินไปแล้วกว่า 5,500 ไร่

ใช้งบเวนคืนและรื้อย้ายสาธารณูปโภคเกือบ 10,000 ล้านบาท

มักกะสันยังเป็นที่รกร้าง

อู่ตะเภาต้องเดินหน้าต่อโดยไม่มีรถไฟ

รถไฟช่วงบางซื่อ-ดอนเมืองก็พลอยล่าช้า เพราะงานก่อสร้างถูกผูกกับโครงการนี้

ส่วนประชาชน...

ได้แต่รอไปนะครับ

...

น่าเสียดายที่สุดคือ ประเทศไม่ได้เสียแค่เงิน

แต่เสีย "เวลา"

เวลา 7 ปีสำหรับประเทศหนึ่ง มีค่ามหาศาล

7 ปีที่เวียดนามสร้างรถไฟฟ้า เปิดท่าเรือใหม่ ดึงโรงงานโลกเข้าไป

7 ปีที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย แข่งกันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

แต่ของไทย...

เรายังวนอยู่กับการเจรจา แก้ไขสัญญา เงื่อนไข และข้อพิพาท จนในที่สุดโครงการก็เดินมาถึงจุดสิ้นสุด โดยที่ไม่มีการก่อสร้างจริงแม้แต่ต้นเดียว

...

ตอนนี้ เริ่มมีการพูดถึงการลดระดับโครงการ จากรถไฟความเร็วสูง เหลือเพียงรถไฟทางคู่ที่วิ่งได้ราว 160 กม./ชม.

ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ

นั่นแปลว่า.. เราต้องใช้เวลาเกือบ 8 ปี เพื่อกลับมายืนอยู่ในจุดที่ เริ่มคิดใหม่ กันอีกรอบใช่มั้ย?




The Washington Post รายงานว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ พยายาม ยกระดับประเด็น "ภัยคุกคามจากลัทธิซ้ายจัด" ให้เป็นวาระระดับโลก พันธมิตรต่างชาติไม่เล่นด้วย - น่าคิดนะ ทำไมถึงหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาในตอนนี้ ?






https://x.com/washingtonpost/status/2075208355899932917
.....

นี่คือประเด็นความเคลื่อนไหวทางการทูตครั้งใหญ่ที่กำลังถูกจับตามอง รายงานฉบับเต็มจาก The Washington Post ระบุว่า ความพยายามของ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในการยกระดับประเด็น "ภัยคุกคามจากลัทธิซ้ายจัด" ให้เป็นวาระระดับโลก กำลังเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้จากประเทศพันธมิตร

สรุปสาระสำคัญจากรายงานของ Washington Post

การเชิญประชุมระดับใหญ่: รูบิโอได้ส่งหนังสือเชิญรัฐมนตรีอาวุโสจากกว่า 60 ประเทศ (รวมถึงกลุ่มประเทศยุโรป, ลาตินอเมริกา และชาติเอเชียอย่างอินเดีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์) เข้าร่วมประชุมในสัปดาห์หน้า

เป้าหมายหลัก: รัฐบาลทรัมป์ต้องการผลักดันความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับสิ่งที่ระบุในเอกสารแนวคิด (Concept Note) ว่าเป็น "การกลับมาของกลุ่มก่อการร้ายฝ่ายซ้ายจัดข้ามชาติ"

เพ่งเล็งกลุ่ม Antifa: ความเคลื่อนไหวนี้มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายต่อต้านฟาสซิสต์ที่ไม่มีศูนย์กลางชัดเจนอย่าง "Antifa" โดยก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีดำกลุ่มเคลื่อนไหวในยุโรป 4 กลุ่มให้เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ (FTO) เช่น กลุ่ม Antifa Ost ในเยอรมนี รวมถึงกลุ่มในกรีซและอิตาลี
ทำไมเรื่องนี้ถึงถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่าย?

แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามผลักดันอย่างหนัก แต่รายงานระบุว่าภายในวงการทูตและหน่วยงานความมั่นคงกลับมีข้อกังขาค่อนข้างมาก:

พันธมิตรต่างชาติไม่เล่นด้วย: นักการทูตจากยุโรปและลาตินอเมริกาหลายคนแสดงความกังวลและมองว่า กลุ่ม Antifa เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่กระจายตัวและไร้แกนนำ ไม่ได้มีลักษณะเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติที่เป็นระบบขนาดนั้น นอกจากนี้ ทางการเยอรมนียังเคยให้ข้อมูลว่าภัยคุกคามจากกลุ่ม Antifa Ost ลดลงไปมากแล้วหลังจากแกนนำถูกจับกุม

สถานทูตสหรัฐฯ เองก็ไม่เห็นพ้อง: มีรายงานว่าก่อนการเชิญประชุม กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งโทรเลขไปยังสถานทูตสหรัฐฯ กว่า 20 แห่งทั่วโลกเพื่อขอข้อมูลดิบมาสนับสนุนสมมติฐานนี้ แต่ไม่มีสถานทูตแห่งใดเลยที่รายงานกลับมาว่าเห็นด้วยกับระดับภัยคุกคามที่รัฐบาลประเมินไว้

ความเสี่ยงทางการเมือง: ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายเตือนว่า การขยายขอบเขตนิยามทางการเมืองในประเทศให้กลายเป็น "ภัยก่อการร้ายข้ามชาติ" อาจเป็นการประเมินภัยคุกคามที่เกินจริง บิดเบือนการใช้ทรัพยากรด้านความมั่นคง และเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในอนาคต

การประชุมในสัปดาห์หน้าจึงถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญว่า รัฐบาลทรัมป์จะสามารถใช้บารมีและอิทธิพลทางการทูตจูงใจให้พันธมิตรโลกยอมคล้อยตามวาระด้านความมั่นคงและอุดมการณ์ทางการเมืองของตนได้มากน้อยเพียงใด
.....

การที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ภายใต้การนำของรัฐมนตรี มาร์โก รูบิโอ หยิบยกประเด็น "กลุ่มก่อการร้ายฝ่ายซ้ายจัดข้ามชาติ" ขึ้นมาผลักดันอย่างเร่งด่วนในเวทีโลกขณะนี้ มีเหตุผลเบื้องหลังที่เชื่อมโยงกันทั้งในมิติการเมืองภายในประเทศ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ และชนวนเหตุสำคัญที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ดังนี้

1. ชนวนเหตุจากการลอบสังหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาในสหรัฐฯ

เหตุการณ์สำคัญที่เป็นตัวเร่งให้รัฐบาลขยับตัวอย่างรุนแรง คือเหตุการณ์ลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวและผู้ก่อตั้งองค์กรอนุรักษนิยมชื่อดัง (Turning Point USA) เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา เหตุการณ์นั้นทำให้ฝ่ายบริหารของทรัมป์และแกนนำทำเนียบขาวออกมาเรียกร้องให้มีมาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อกวาดล้างกลุ่มซ้ายจัดที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนความรุนแรง

2. การประกาศยุทธศาสตร์ต้านการก่อการร้ายฉบับใหม่ปี 2026

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ลงนามใน "ยุทธศาสตร์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติฉบับปี 2026" ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนทิศทาง (Radical Shift) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเปลี่ยนจากเดิมที่เคยมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มจิฮาดิสต์/อิสลามหัวรุนแรง มาเป็นการระบุชื่อกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายจัด กลุ่มอนาธิปไตย (Anarchist) และกลุ่ม Antifa ให้เป็นหนึ่งในภัยคุกคามหลักระดับต้น ๆ ของประเทศเคียงคู่กับกลุ่มค้ายาเสพติดข้ามชาติ

3. ปลดล็อก "เครื่องมือทางกฎหมาย" เพื่อจัดการคนในประเทศ

รายงานจาก The Washington Post ระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคง เช่น เซบาสเตียน กอร์กา (Sebastian Gorka) พยายามผลักดันให้มีการขึ้นบัญชีดำกลุ่ม Antifa ในต่างประเทศให้เป็น องค์กรก่อการร้ายต่างชาติ (Foreign Terrorist Organization - FTO) > เหตุผลทางกฎหมายคือ: กฎหมายสหรัฐฯ มีข้อจำกัดในการสอดแนมหรือดำเนินคดีกับพลเมืองอเมริกันภายใต้ข้อหา "ผู้ก่อการร้ายในประเทศ" (Domestic Terrorism) เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่หากรัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่ากลุ่มเหล่านี้ มีเครือข่ายเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติในต่างประเทศ (เช่น กลุ่ม Antifa Ost ในเยอรมนีที่สหรัฐฯ เพิ่งขึ้นบัญชีดำไป) มันจะกลายเป็นการ "ปลดล็อก" ให้หน่วยงานความมั่นคง เช่น FBI หรือ CIA สามารถใช้เครื่องมือพิเศษในการสอดแนม ดักฟัง และยึดทรัพย์สินของนักเคลื่อนไหวภายในประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเหล่านี้ได้ทันที

4. การขยายผลการต่อสู้ทางอุดมการณ์ (Culture War) สู่เวทีสากล

รัฐบาลชุดนี้มองประเด็นภัยคุกคามฝ่ายซ้าย อุดมการณ์ต่อต้านทุนนิยม และความเคลื่อนไหวทางสังคมบางประเภท (ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงมีการระบุถึงกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่งด้านอัตลักษณ์ทางเพศด้วย) ว่าเป็นลัทธิที่เป็นภัยต่อรากฐานของอเมริกา การจัดประชุมรัฐมนตรีกว่า 60 ประเทศในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ จึงเป็นการพยายามกดดันและดึงให้พันธมิตรโลกยอมรับกรอบนิยามความมั่นคงนี้ร่วมกัน เพื่อสร้างความชอบธรรมในการกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้ในระดับสากล



“เราไม่อยากให้เรื่องนี้ซ้ำรอยอากง และไม่อยากรับแค่ร่างไร้วิญญาณของเพื่อนออกมาจากเรือนจำ” . คำพูดของ ณัฏฐธิดา มีวังปลา ผู้เข้าเยี่ยมเอกชัย หงส์กังวาน หลังการยื่นหนังสือเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพและสิทธิในการประกันตัวของเอกชัย

 
https://www.facebook.com/reel/1329491849381148
6 hours ago
·
“เราไม่อยากให้เรื่องนี้ซ้ำรอยอากง และไม่อยากรับแค่ร่างไร้วิญญาณของเพื่อนออกมาจากเรือนจำ”
.
คำพูดของ ณัฏฐธิดา มีวังปลา ผู้เข้าเยี่ยมเอกชัย หงส์กังวาน หลังการยื่นหนังสือเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพและสิทธิในการประกันตัวของเอกชัย เมื่อช่วงเช้าวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา
.
ณัฏฐธิดาเล่าว่า ปัจจุบันเอกชัยมีอาการต่อมลูกหมากโต ม้ามโต ตับโต หายใจติดขัด เจ็บซี่โครงด้านขวา และร่างกายซูบผอมลงอย่างมาก แม้ผลตรวจเลือดของแพทย์ ในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ จะระบุว่าปกติ แต่กลับพบความผิดปกติของอวัยวะภายใน
.
ทำให้เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (ThumbRights) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และเครือข่ายภาคประชาสังคมเห็นว่า เอกชัยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด รวมถึงการรักษาที่เหมาะสม หากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่สามารถดูแลรักษาได้ ก็ควรส่งต่อไปยังโรงพยาบาลภายนอกที่มีความพร้อมมากกว่า
.
เธอยังเป็นตัวแทนกล่าวอีกว่า ไม่อยากเห็นเหตุการณ์ซ้ำรอยกรณีของ อำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง” พร้อมย้ำว่า ไม่ว่าผู้ต้องขังจะเป็นใคร ก็ยังคงมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพตามหลักสิทธิมนุษยชน
.
ทั้งนี้ ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (ข้อกำหนดแมนเดลา) ระบุว่า
การให้บริการด้านการรักษาพยาบาลแก่ผู้ต้องขังเป็นความรับผิดชอบของรัฐ โดยผู้ต้องขังควรได้รับการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานเช่นเดียวกับที่รัฐจัดให้กับประชาชนคนอื่น
การจัดบริการรักษาพยาบาล ควรอยู่ในลักษณะที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับงานสาธารณะสุขโดยทั่วไป
บริการรักษาพยาบาลจะต้องมีคณะทำงานสหวิชาชีพ ซึ่งประกอบไปด้วยบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างเพียงพอ สำหรับหน่วยบริการด้านการรักษาพยาบาลที่เป็นอิสระ และมีศักยภาพด้านการแพทย์อย่างเต็มที่
ในกรณีฉุกเฉิน ผู้ต้องขังทุกคนต้องได้รับการประกันว่าสามารถเข้าถึง การรักษาพยาบาลได้โดยทันที ในกรณีที่เรือนจำมีโรงพยาบาลของตนเอง โรงพยาบาลนั้นต้องมีบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเพียงพอ
 
อ่านเพิ่มเติมที่คอมเมนต์

https://www.facebook.com/watch/?v=1329491849381148
.....


Amnesty International Thailand

15 hours ago
·
เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง ป่วยหนักแต่ยังไร้สิทธิรักษาพยาบาลนอกเรือนจำ
.
เครือข่ายภาคประชาสังคม ThumbRights ยื่น กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภา ทวงสิทธิประกันตัว - ขอส่งรักษานอกโรงพยาบาลราชทัณฑ์
.
วันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (ThumbRights) ร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และเครือข่ายภาคประชาสังคม ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา เพื่อเรียกร้องให้เร่งติดตามการคุ้มครองสิทธิในการรักษาพยาบาลและสิทธิในการได้รับการประกันตัวของเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองที่ยังถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี
.
เครือข่ายระบุว่าเอกชัยมีอาการป่วยรุนแรงจากหลายโรค แต่ยังไม่ได้รับการส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลภายนอกเรือนจำ ทั้งที่การรักษาภายในมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือและศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยอาการหนัก โดยตามข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela Rules) หากผู้ต้องขังจำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทาง หรือสถานพยาบาลในเรือนจำไม่สามารถให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม ควรได้รับการส่งตัวไปรักษาในสถานพยาบาลภายนอกโดยไม่ล่าช้า
.
แอมเนสตี้ ประเทศไทย และเครือข่ายเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการคุ้มครองสิทธิในการรักษาพยาบาลและสิทธิในการประกันตัวของเอกชัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน เพื่อคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน เพราะทั้ง 2 สิทธินี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ต้องขังทุกคดีควรได้รับ แม้อยู่ในระหว่างการถูกคุมขังในเรือนจำ โดยเฉพาะคดีที่ยังไม่สิ้นสุด
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/3SN0Fck




หาก 6,000 คน ได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผู้ถูกดำเนินคดี ม.112 เท่าไร ถูกยกเว้นการนิรโทษกรรม?


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
10 hours ago
·
หาก 6,000 คน ได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผู้ถูกดำเนินคดี ม.112 เท่าไร ถูกยกเว้นการนิรโทษกรรม?
.
.
ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ…. ที่ผ่านทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว มีเงื่อนไขปิดล็อกไว้ชัดเจนแล้วว่าจะไม่นิรโทษกรรมให้ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 แม้แต่ผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นเด็กและเยาวชน
.
ในการอภิปรายของสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านกฎหมาย เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 มีการระบุตัวเลขว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้ประมาณอย่างน้อย 6,000 คน โดยไม่ทราบแน่ชัดถึงฐานการนับสถิติข้อมูลดังกล่าว
.
หากลองพิจารณาในด้านกลับบ้าง ว่ามีจำนวนประชาชนที่ถูก “ยกเว้น” ไม่นับรวมในการ #นิรโทษกรรม เพราะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวนเท่าไร?
.
ข้ออภิปรายหนึ่งที่พบเรื่อยมาตลอดการอภิปรายในสภาในวาระกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น พบว่ามีการพยายามระบุว่าคดีมาตรา 112 มีจำนวนไม่มากนัก คิดเป็นอัตราส่วนน้อยเมื่อเทียบกับข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง หรือระบุผู้ถูกดำเนินคดีข้อหานี้เป็นเพียงส่วนน้อยของประชากร เป็นผู้กระทำซ้ำ ๆ
.
จากข้อมูลศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งให้ความช่วยเหลือและติดตามสถานการณ์การดำเนินคดีมาตรา 112 มาตั้งแต่หลังการรัฐประหารของ คสช. พบว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออก ไม่รวมกรณีที่เป็นการแอบอ้างเพื่อเรียกผลประโยชน์ ในช่วงตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 (วันสุดท้ายตามที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขกำหนด) จำนวนอย่างน้อย 392 คน ใน 408 คดี
.
ตัวเลขดังกล่าว เป็นเพียงจำนวนที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเพียงแต่ทราบข้อมูลและบันทึกข้อมูลได้เท่านั้น ทั้ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กำหนดช่วงเวลาคดีที่ได้นิรโทษกรรมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 จนถึง 16 ก.ค. 2568 รวมเวลากว่า 20 ปี ทำให้ตัวเลขสถิติคดีมาตรา 112 จากการแสดงออกจะมีจำนวนมากกว่านี้มาก
.
หากพิจารณาข้อมูลของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาข้อมูลและสถิติคดีความผิดอันเนื่องมาจากแรงจูงใจทางการเมือง ได้พยายามรวบรวมข้อมูลทางสถิติของคดีข้อหาต่าง ๆ จากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เมื่อปี 2567
.
จะพบว่าจากสถิติของส่วนระบบข้อมูลและสถิติ สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม ตั้งแต่ปี 2548 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 รวมมีตัวเลขในหมวดความผิดต่อพระมหากษัตริย์ฯ ขึ้นสู่ศาลจำนวน 1,493 คดี แต่ไม่ได้มีการระบุจำนวนคนที่แน่ชัดไว้ และตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงจำนวนคดีที่ขึ้นสู่ศาลแล้ว
.
ขณะที่ข้อมูลสำนักงานเลขาธิการอัยการสูงสุด จะพบว่ามีคดีที่เข้ามาใหม่ในชั้นอัยการ มีสถิติคดีในหมวดความผิดต่อพระมหากษัตริย์ฯ (มาตรา 107-112) ในช่วงปี 2553-2566 ยอดรวมอยู่ที่จำนวน 3,792 เรื่อง ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 1,838 คน (ในส่วนจำนวนคน ไม่ทราบว่าข้อมูลของอัยการได้มีการหักลบผู้ถูกดำเนินคดีซ้ำหลายคดีในวิธีการนับจำนวนหรือไม่)
.
โดยที่จำนวนคดีดังกล่าวของทั้งศาลยุติธรรมและอัยการ ก็ไม่ได้รวมคดีในช่วงหลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ซึ่ง คสช. ได้ออกประกาศให้คดีข้อหานี้ต้องถูกพิจารณาพิพากษาในศาลทหารอีกด้วย
.
หากคิดเป็นอัตราส่วนเทียบกับการประมาณผู้ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จำนวนประมาณ 6,000 คน จะพบว่า จากสถิติคดีมาตรา 112 ที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรวบรวมข้อมูลข้างต้น (ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2557 ไม่ได้ย้อนไปก้อนหน้านั้น) จะคิดเป็นประมาณร้อยละ 6.5 ของจำนวนดังกล่าว แต่หากใช้สถิติของสำนักงานอัยการสูงสุด จะพบว่าคิดเป็นประมาณกว่าร้อยละ 30 ของจำนวนผู้ได้ประโยชน์ดังกล่าวเลยทีเดียว
.
แม้จำนวนดังกล่าวจะเป็นเพียงการประเมินจากตัวเลขเท่าที่มีอยู่ แต่ก็คิดเป็นจำนวน “ไม่น้อย” เลยทีเดียว หากเทียบสัดส่วนกันกับผู้ได้รับประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น
.
ขณะเดียวกัน หากพิจารณาในส่วนของผู้ต้องขังทางการเมืองในปัจจุบัน ในวันที่ 8 ก.ค. 2569 จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่ามีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 54 ราย ในจำนวนนี้มีผู้คาดว่าได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมจำนวน 10 ราย คิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 20 ของผู้ถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน
.
ส่วนผู้ไม่ถูกนับรวม เนื่องจากถูกดำเนินคดีมาตรา 112 มีจำนวน 30 ราย และยังมีผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 110 อีก 5 ราย ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จะนับรวมด้วยหรือไม่
.
นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาตดี และยังไม่ได้ถูกคุมขัง ก็อาจความเสี่ยงถูกคุมขังเพิ่มเติมในระยะต่อไปอีกด้วย
.
ขณะที่ในกลุ่มผู้ต้องขังที่ยังต่อสู้ในระหว่างพิจารณาคดี มีผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังมานานเกิน 1,000 วัน รวม 3 ราย ได้แก่ เก็ท โสภณ, อานนท์ นำภา, อารีฟ วีรภาพ
.
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ต้องขังคดี ม.112 - 110 ที่อยู่ในระหว่างต่อสู้คดี และเผชิญหน้ากับโทษจำคุกสูงหลายราย ได้แก่ บัสบาส มงคล พ่อค้าขายเสื้อผ้าที่จังหวัดเชียงราย วัย 32 ปี ที่กำลังเผชิญหน้ากับโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 50 ปี 6 เดือน
.
อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 จำนวน 11 คดี และโทษจำคุกในคดีต่างๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดรวมกัน 31 ปี 9 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ
.
เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินี เอกชัยถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับ จากศาลชั้นต้นเคยยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา เป็นลงโทษจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน พร้อมกับจำเลยอีกสี่คน ได้แก่ ฟรานซิส, ตัน สุรนาถ และประชาชนอีก 2 ราย ซึ่งถูกจำคุกคนละ 16 ปี และศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวทั้งหมดในระหว่างฎีกา
.
ด้านกลุ่มผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดแล้ว ได้แก่ แม็กกี้ อดีตคนทำงานฟรีแลนซ์ในโรงแรม ผู้มีความหลากหลายทางเพศ วัย 29 ปี แม็กกี้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 และถูกศาลพิพากษาจำคุก 25 ปี ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม
.
“วุฒิ” อดีต รปภ. ชาวเพชรบูรณ์วัย 53 ปี ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ทราบว่าถูกคุมขังอยู่ยาวนานที่สุดในปัจจุบัน และยังเหลือโทษยาวนานอีกกว่า 15 ปี
.
พรชัย วิมลศุภวงศ์ ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 จากการถูกพิพากษาโทษจำคุกรวม 12 ปี โดยหากต้องรับโทษเต็ม เขายังเหลือเวลาต้องถูกคุมขังต่อไปอีก 10 ปี
.
“บูม” จิรวัฒน์ พ่อค้าขายของออนไลน์วัย 33 ปี ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุก 6 ปี ครอบครัวของจิรวัฒน์กำลังเผชิญกับการประคับประคองชีวิต โดยภรรยาของเขากำลังต่อสู้กับโรคมะเร็งระยะที่สี่ ในขณะที่ลูกสาววัย 8 ขวบยังคงรอพ่อกลับบ้านอยู่ทุกวัน
.
การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างเลือกปฏิบัติเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ใช่การเยียวยาหรือแก้ไขความขัดแย้งของสังคม แต่ยิ่งเป็นการตอกย้ำการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และทำให้ความขัดแย้งของสังคมไทยฝังรากลึกลงเกินกว่าจะเรียกว่า “สังคมสันติสุข" ได้อย่างแท้จริง
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/84469

#สร้างเสริมสันติสุข #นิรโทษกรรมประชาชน
.....






A U-Turn on Peace - Who is in control of this war ?



จุดพลิกผันในเส้นทางสู่สันติภาพ

หากโดนัลด์ ทรัมป์ เคยมีอำนาจควบคุมสงครามที่เขาก่อขึ้นกับอิหร่าน บัดนี้เขาก็ได้สูญเสียอำนาจนั้นไปแล้ว ฝ่ายอิหร่านเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของความขัดแย้งนี้และมักทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องอับอายขายหน้าอยู่บ่อยครั้ง สิ่งที่ทรัมป์ประกาศว่าเป็น "การหยุดยิง" เมื่อเดือนที่แล้ว—ซึ่งน่าจะเป็นความพยายามทั้งเพื่อปลอบประโลมตลาดโลกและเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางกฎหมายจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ—นั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง เพราะไม่มีฝ่ายใดหยุดยิงเลย สถานการณ์ในขณะนี้กลับไปสู่สภาพการปะทะกันแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ต่อเนื่อง: ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันสามลำในช่องแคบฮอร์มุซ ฝ่ายสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายราว 80 แห่งในอิหร่าน และกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ก็อ้างว่าได้โจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ราว 85 แห่งในบาห์เรนและคูเวต

เมื่อเช้านี้ ทรัมป์ถูกถามว่าบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับอิหร่าน ซึ่งเป็นเอกสารที่ควรจะเป็นรากฐานสำหรับการเจรจา นั้นถือว่าจบสิ้นลงแล้วหรือไม่ ทรัมป์ลังเลเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า "นั่นเป็นคำถามที่น่าสนใจมาก สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่ามันจบลงแล้ว ผมไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาเป็นพวกสวะ คุณรู้ไหมว่าสวะคืออะไร? พวกเขาคือสวะ พวกเขาเป็นคนป่วยไข้ทางจิตใจ ถูกนำโดยคนที่ป่วยไข้ทางจิตใจ และเป็นคนที่โหดร้ายรุนแรง"

แน่นอนว่าเมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์ยังกล่าวถึงผู้นำอิหร่านในแง่ดีมาโดยตลอด "เรากำลังเจรจากับคนที่ผมคิดว่ามีเหตุมีผลมาก และพวกเขาก็เป็นคนที่เจรจาด้วยง่าย" เขาบรรยายลักษณะของคนกลุ่มนี้ว่าเป็น "คนที่เข้มแข็งและฉลาด" และไม่ได้มีแนวคิด "สุดโต่ง" พวกเขาเป็นเพียงชาวอิหร่านที่จงรักภักดี "และพวกเขาก็... คุณก็รู้นะ... ต้องการช่วยเหลือประเทศของตน" บันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนั้นแทบจะเป็นเครื่องมือที่แสดงถึงการยอมจำนนของสหรัฐฯ ซึ่งฝ่ายอิหร่านสามารถร่างขึ้นเองได้ด้วยซ้ำ แต่ทรัมป์ต้องการถอนตัวจากสงคราม เขาจึงลงนามในเอกสารดังกล่าว—ซึ่งก็นับว่าเหมาะสมดีที่พิธีลงนามจัดขึ้นที่พระราชวังแวร์ซายส์

ฝ่ายอิหร่านแสดงจุดยืนชัดเจนว่าพวกเขาไม่สนใจบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ หรือแม้แต่สิ่งที่ทรัมป์คิดหรือต้องการ พวกเขาพร้อมที่จะสร้างความเสียหายเพิ่มเติมแก่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และพร้อมที่จะรับความเสียหายตอบโต้กลับมาเช่นกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงรัฐที่เป็นฝ่ายกำหนดทิศทางสงครามมากกว่าจะเป็นเพียงฝ่ายตั้งรับหรือตอบโต้ อิหร่านกำลังชั่งน้ำหนักต้นทุนและความเสี่ยงต่างๆ อยู่ ฝ่ายอิหร่านกำลังมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายที่เป็นไปได้จริง นั่นคือการรักษาอำนาจของรัฐบาล การควบคุมช่องแคบ และการคงไว้ซึ่งโครงการนิวเคลียร์ของตน

ในส่วนของรัฐบาลทรัมป์นั้น พวกเขาถลำเข้าสู่สงครามนี้โดยปราศจากยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่กลับอาศัยเพียงสมมติฐานที่ผิดพลาด ข้อมูลที่ล้าสมัย และสัญชาตญาณส่วนตัวของประธานาธิบดีเป็นหลัก พวกเขาคาดการณ์ไปเอง—เพียงเพราะประธานาธิบดีปรารถนาอย่างแรงกล้าให้เป็นเช่นนั้น—ว่ารัฐบาลอิหร่านจะล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทรัมป์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ (ผู้ยุยงให้ทรัมป์ทำสงคราม) ต่างเพิกเฉยต่อผลการวิเคราะห์และการจำลองสถานการณ์สงครามที่กองทัพและหน่วยข่าวกรองได้จัดทำไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้พวกเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่ออิหร่านปิดช่องแคบและบีบคั้นระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกต่างรู้ดีอยู่แล้วว่าอิหร่านจะทำเช่นนั้น นับแต่นั้นมา รัฐบาลพยายามจะยุติสงครามด้วยการใช้กำลังทางอากาศโจมตี แต่เมื่อปราศจากขีดความสามารถในการยึดครองพื้นที่ สหรัฐฯ จึงทำได้เพียงแค่ผลาญคลังอาวุธราคาแพงไปโดยแทบไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางยุทธศาสตร์ที่มีนัยสำคัญใดๆ

แม้แต่เมื่อเทียบกับมาตรฐานปกติของเขาเอง ทรัมป์ก็ยังแสดงท่าทีที่สับสนและจับต้นชนปลายไม่ถูกระหว่างการเยือนกรุงอังการา ประเทศตุรกี เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดนาโต ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง เขากลับมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เข้าครอบครองเกาะกรีนแลนด์อีกครั้ง สับสนระหว่างอิหร่านกับญี่ปุ่น และสับสนระหว่างประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่าวิดีโอของเขาได้รับความนิยมในแอปพลิเคชันที่เรียกว่า "Tic Tac" (ซึ่งเขาหมายถึง TikTok)

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาดูเหมือนจะไม่สามารถให้คำตอบที่สมเหตุสมผลต่อคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นมาใหม่นี้ได้ เมื่อถูกถามในวันนี้เกี่ยวกับการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม ทรัมป์กล่าวว่า: "คุณก็รู้ ปกติแล้วผมคงไม่บอกพวกคุณหรอก ผมคงไม่บอก แต่รู้ไหมว่าพวกเขาทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้เลย ดังนั้น คำตอบก็คือ... อาจจะ" นี่ไม่ใช่คำตอบที่แสดงถึงความเกรี้ยวกราดดุดันแต่อย่างใด "ผมจะเตือนพวกเขาสักหน่อย" ทรัมป์กล่าว "คืนนี้เราจะโจมตีพวกเขาอย่างหนัก แต่ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าผลจะเป็นอย่างไร" กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ: ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว ดังนั้นเราจะโจมตีซ้ำอีกสักหน่อย แล้วค่อยดูว่าอิหร่านจะตอบโต้อย่างไร

นี่ไม่ใช่แนวทางของประธานาธิบดีที่กำลังบัญชาการสงคราม แต่มันคืออาการสะเปะสะปะของคนที่รับมือกับสถานการณ์เกินขีดความสามารถของตน และทำได้เพียงแค่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แทนที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของเหตุการณ์เหล่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ความคลุมเครือในลักษณะนี้ทำให้ฝ่ายอิหร่านเกิดความกังขาในความมุ่งมั่นของทรัมป์ ประธานาธิบดีจึงได้กล่าวเสริมว่า เขายังคงพิจารณาทางเลือกอันเลวร้ายอีกสองประการ ได้แก่ การส่งกำลังทหารบุกเข้าไปในดินแดนของอิหร่าน และการดำเนินปฏิบัติการที่อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

ประการแรก เขากลับมาพูดถึงเรื่องการยึดครองเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ต้องใช้กำลังพลภาคพื้นดินจำนวนมากและจะนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของทหารอเมริกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประการที่สอง เขายกประเด็นความเป็นไปได้ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านขึ้นมาอีกครั้ง รวมถึงสะพานและโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล หากสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน ก็อาจถือเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมได้ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าทรัมป์จะมุ่งเป้าไปที่การสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่พลเรือนเพื่อบีบให้รัฐบาลอิหร่านยอมหันมาเจรจา ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายสงครามอย่างร้ายแรง

โชคดีที่ทรัมป์ไม่น่าจะลงมือทำสิ่งเหล่านี้จริงๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เขาแสดงท่าทีต่างๆ ออกมา มีผู้ถามเขาว่าสงครามกำลังจะปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหรือไม่ คำตอบของเขาเผยให้เห็นถึงข้อจำกัดในการควบคุมสถานการณ์ความขัดแย้ง และส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังอิหร่านว่าไม่จำเป็นต้องกังวลกับสิ่งที่เขาพูด เพราะเขามักจะเปลี่ยนใจอยู่เสมอ

"ผมคิดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันจะจบลงอย่างรวดเร็ว และเราจะทำให้สถานการณ์ปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงเรื่องน้ำมันด้วย การขนส่งน้ำมันจะเป็นไปอย่างเสรีและง่ายดาย และทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เราคุมช่องแคบฮอร์มุซอยู่ เรือต่างๆ ถอนตัวออกไปแล้ว คือตอนนี้มีน้ำมันไหลออกมามหาศาล เรามีน้ำมันเยอะมาก"

ในความเป็นจริง สหรัฐฯ ไม่ได้ "คุมช่องแคบ" อยู่ในขณะนี้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ปิดท้ายถ้อยแถลงด้วยการยืนยันกับผู้ฟัง—และอาจรวมถึงผู้ที่รับฟังข่าวอยู่ในกรุงเตหะรานด้วย—ว่า "เราไม่ได้มองถึงการทำสงครามระยะยาว"

ผมเคยสอนวิชาการวางแผนยุทธศาสตร์ที่วิทยาลัยการทัพเรือ (Naval War College) ให้แก่ทั้งนายทหารและข้าราชการพลเรือนระดับสูงมาเป็นเวลานาน วิชาดังกล่าวไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่ชัดเจนนัก แม้สงครามจะมีลักษณะร่วมบางประการ แต่ความขัดแย้งแต่ละครั้งก็มีเอกลักษณ์และสถานการณ์เฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม แนวทางปฏิบัติที่ดีประการหนึ่งคือการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ข่มขู่ศัตรูแล้วกลับมาประกาศทันทีว่าตนเองไม่มีใจจะทำสงครามจริงๆ ผู้นำที่เข้มแข็งจะเก็บงำความคิดและปล่อยให้การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ ส่วนผู้นำที่อ่อนแอจะเที่ยวข่มขู่ผู้อื่นแล้วป่าวประกาศว่าตนไม่อยากลงมือทำตามคำขู่นั้นมากเพียงใด

ขณะนี้ทรัมป์กำลังเผชิญกับสภาวะคล้ายกับขั้นตอนความโศกเศร้าในช่วงสงคราม ได้แก่ การปฏิเสธความจริงที่ว่าอเมริกาประสบความล้มเหลว และความโกรธเกรี้ยวซึ่งนำไปสู่การกลับมาโจมตีอีกครั้ง ตามมาด้วยการต่อรอง ราวกับว่าอิหร่านเป็นฝ่ายที่สามารถใช้เงินฟาดหัวให้ยอมจำนนได้เหมือนกับกลุ่มคนงานก่อสร้างหัวรั้นในนิวยอร์ก ซึ่งทั้งหมดที่ทำไปนั้นไม่ได้ผลเลย

สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าคือความหดหู่และการยอมรับความจริง

ที่มา The Atlantic
Iran, Not Trump, Is in Control of This War

The cease-fire was always just a Trump fantasy.
By Tom Nichols

https://www.theatlantic.com/ideas/2026/07/iran-controls-war-trump/687848/




ภาพถ่ายของผู้ถูกคุมขังชาวปาเลสไตน์ที่ถูกมัด สวมชุดชั้นใน ปิดตา และผูกติดกับราวเหล็กถูกแชร์อย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดีย นี่เป็นการยืนยันว่ารายงานการทรมานของอิสราเอล ที่กลุ่มกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวเป็นความจริง


กองทัพอิสราเอลยืนยันความถูกต้องของภาพถ่าย ซึ่งถ่ายโดยทหารอิสราเอล โดยภาพเผยให้เห็นชาวปาเลสไตน์ที่ถูกควบคุมตัวและถูกมัดติดกับแท่งเหล็ก

กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ภาพถ่ายของทหารอิสราเอลที่ถ่ายชายชาวปาเลสไตน์ในชุดชั้นใน ถูกปิดตา และถูกมัดหน้าคว่ำกับแท่งเหล็ก ยืนยันรายงานการทรมานของอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขัง และอาจถือเป็นอาชญากรรมสงครามได้

ภาพดังกล่าวถูกแชร์ในบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวที่ถูกลบไปแล้ว พร้อมคำบรรยายภาษาฮิบรูว่า “อรุณสวัสดิ์” ภาพนี้ถูกนำมาเผยแพร่ในวงกว้างโดยนักเขียนและนักกิจกรรมชาวปาเลสไตน์ที่ใช้ชื่อว่า Tamer

“ทั้งการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมต่อผู้ถูกคุมขังและการเผยแพร่ภาพที่น่าอับอายหรือลดทอนศักดิ์ศรีของพวกเขาต่อสาธารณะ อาจถือเป็นอาชญากรรมสงคราม” Oneg Ben Dror จากแผนกนักโทษและผู้ถูกคุมขังขององค์กรแพทย์เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งอิสราเอล (PHRI) กล่าว


เธอเสริมว่า ภาพถ่ายดังกล่าว “ยืนยันสิ่งที่คำให้การนับพันจากผู้ถูกคุมตัวชาวปาเลสไตน์ได้เปิดเผย และสิ่งที่พวกเราและองค์กรอื่นๆ ได้รายงานมาเกือบสามปีแล้ว” “สถานที่คุมตัวของอิสราเอลเป็นค่ายทรมานสำหรับชาวปาเลสไตน์”

กองทัพอิสราเอลยืนยันความถูกต้องของภาพถ่าย “เหตุการณ์นี้ไม่สอดคล้องกับค่านิยมและระเบียบข้อบังคับของกองทัพอิสราเอล” โฆษกกล่าว พร้อมเสริมว่ากำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน

ซารี บาชี ผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการประชาชนต่อต้านการทรมานในอิสราเอล กล่าวว่า การจับตัวและถ่ายภาพชายคนนั้นในสภาพกึ่งเปลือยยังเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ “ไม่มีเหตุผลด้านความมั่นคงใดๆ ที่จะจับตัวผู้ถูกคุมตัวไว้ในชุดชั้นใน” เธอกล่าว “การบังคับให้เปลือยกายแล้วถ่ายภาพและเผยแพร่ภาพที่มีลักษณะทางเพศบนโซเชียลมีเดียเป็นรูปแบบหนึ่งของความรุนแรงทางเพศและยังเป็นอาชญากรรมสงครามด้วย”

หลังจากภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ในวงกว้างบนโซเชียลมีเดีย มีอย่างน้อยสองแม่ที่อ้างว่าชายที่ถูกมัดนั้นเป็นลูกชายของตน ซึ่งเน้นย้ำถึงความทุกข์ทรมานของครอบครัวชาวปาเลสไตน์ที่กำลังตามหาคนที่รักซึ่งหายตัวไปนับตั้งแต่ถูกกองกำลังอิสราเอลจับกุม บาชีกล่าวเสริม

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทหารอิสราเอลเผยแพร่ภาพที่น่าอับอายของผู้ต้องขังชาวปาเลสไตน์ ในขณะที่กีดกันครอบครัวจากการให้ข้อมูลหรือการเข้าถึงตัวพวกเขา มันกลายเป็นวิธีการที่น่ารังเกียจและผิดกฎหมายสำหรับครอบครัวในการรับข้อมูลเกี่ยวกับคนที่พวกเขารัก”

Rana Abu Nasser มั่นใจว่าภาพถ่ายดังกล่าวเผยให้เห็น Osama ลูกชายของเธอ ซึ่งถูกควบคุมตัวไปพร้อมกับลูกชายวัยหนึ่งขวบเมื่อเดือนมีนาคม บริเวณใกล้กับ "เส้นสีเหลือง" ที่มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งอยู่เสมอเพื่อกำหนดขอบเขตการควบคุมทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซา "ฉันจำรายละเอียดร่างกายของเขาได้ดี" เธอกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ "เท้าของเขาบวมและมีรอยแผลเป็นที่ขา ซึ่งเป็นอาการบวมที่ขาซ้ายแบบเดียวกับที่ฉันเห็นในรูปถ่าย"

Joudeh al-Ghoul ร้องไห้ออกมาทันทีที่เห็นภาพถ่ายดังกล่าว โดยมั่นใจในทันทีว่านั่นคือ Amin ลูกชายของเธอที่หายตัวไปนับตั้งแต่ถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2023 ขณะพยายามเดินทางจากทางตอนใต้ของฉนวนกาซาขึ้นไปทางเหนือ "นั่นเขาแน่ๆ ทั้งทรงผมและคาง เขาคือลูกชายของฉัน หัวใจของคนเป็นแม่ย่อมจำลูกชายตัวเองได้ ฉันกอดโทรศัพท์มือถือไว้แน่นแล้วร้องไห้ออกมา" เธอกล่าว "เขาคือลูกชาย คือดวงใจ และคือชีวิตของฉัน"

กองทัพอิสราเอลปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นว่ามีการระบุตัวตนของผู้ถูกควบคุมตัวหรือให้การดูแลทางการแพทย์แก่เขาหรือไม่ รวมถึงมีการแจ้งให้ครอบครัวของเขาในฉนวนกาซาทราบเรื่องแล้วหรือยัง

ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของสงคราม กองทัพอิสราเอลปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสถานะของผู้ที่ถูกควบคุมตัวในฉนวนกาซา ซึ่งในทางปฏิบัติถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ทำให้บุคคลสูญหายโดยถูกบังคับ

ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 อิสราเอลได้เปิดช่องทางอีเมลสำหรับสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์จากฉนวนกาซา แต่มาตรการดังกล่าวช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยและจำกัดวงเท่านั้น ทั้งนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชน HaMoked ระบุในปีนี้ว่า ทางการอิสราเอลเคยปฏิเสธว่าไม่ได้ควบคุมตัวชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคนที่สูญหายไป แม้จะมีคำให้การจากพยานยืนยันการจับกุมบุคคลเหล่านั้นก็ตาม

ที่มา The Guardian

Photo of bound Palestinian detainee corroborates Israeli torture reports, say rights groups

https://www.theguardian.com/world/2026/jul/08/photo-palestinian-prisoner-corroborates-israeli-torture-claims

8 July, 2026



ภาพของ Bernita Bowlding หญิงผิวดำ นั่งอยู่บนรถไฟ Metro ท่ามกลางกลุ่มสมาชิก Patriot Front ที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม กลายเป็นกระแสไวรัล ภาพนี้สมควรได้รับรางวัล Pulitzer Prize สะท้อนภาพรวมของวาระครบรอบ 250 ปีของสหรัฐอเมริกาได้ดีที่สุด



ภาพถ่ายของ Bernita Bowlding ขณะนั่งอยู่บนรถไฟ Metro ท่ามกลางกลุ่มสมาชิก Patriot Front ที่สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง (Cheney Orr/Reuters)

ภาพถ่ายหญิงผิวดำคนหนึ่งกลายเป็นกระแสไวรัล ครอบครัวของเธอกล่าวว่าเธอเป็นมากกว่าแค่สัญลักษณ์

ภาพถ่ายของสำนักข่าวรอยเตอร์เผยให้เห็นหญิงคนดังกล่าวบนรถไฟใต้ดินเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม โดยมีสมาชิกกลุ่มแนวคิดเหยียดเชื้อชาติที่เชื่อว่าคนผิวขาวเหนือกว่า (white-supremacist) ซึ่งสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า รายล้อมอยู่รอบตัวเธอ

เมื่อพี่ชายหรือน้องชายของเธอเห็นภาพนี้เป็นครั้งแรก เขาได้ซูมภาพเข้าไปดูใบหน้าเดียวที่ไม่ได้สวมหน้ากากปิดบัง

ในภาพถ่าย หญิงผิวดำคนหนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพังบนเบาะที่นั่งภายในรถไฟใต้ดินเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม โดยหันหน้าไปทางกล้อง รอบตัวเธอในตู้รถไฟที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนคือสมาชิกกลุ่ม "Patriot Front" ซึ่งเป็นกลุ่มแนวคิดเหยียดเชื้อชาติที่เชื่อว่าคนผิวขาวเหนือกว่า กลุ่มนี้มีสมาชิกหลายร้อยคนที่เดินขบวนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเช้าวันนั้น

ภาพดังกล่าวซึ่งถ่ายโดย Cheney Orr ช่างภาพของรอยเตอร์ ได้ถูกเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวและสื่อสังคมออนไลน์ จนมียอดเข้าชมหลายล้านครั้งและก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เมื่อ Paul Bowlding ซึ่งเป็นพี่ชายหรือน้องชายของเธอเห็นภาพนี้บน Instagram ในวันนั้น เขาก็จำได้ทันทีว่าหญิงในภาพคือพี่สาวของเขาที่ชื่อ Bernita Bowlding คุณแม่ลูกสองวัย 33 ปี

เธอกำลังเดินทางด้วยรถไฟไปยังย่าน Silver Spring ในขณะที่ภาพถ่ายของเธอถูกส่งต่อกันไปอย่างแพร่หลาย เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงโดยที่ครอบครัวไม่ได้รับข่าวคราวจากเธอเลย Paul Bowlding กล่าวว่าเขารู้สึกกังวลเพราะพี่สาวของเขาต้องต่อสู้กับอาการป่วยทางจิตมานานหลายปี เขาเคยคิดจะออกไปตามหาเธอ แต่ก็ไม่รู้ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน

“ภาพนั้นดูเหมือนฝูงสุนัขล่าเนื้อกำลังรุมล้อมเธออยู่เลย” Paul Bowlding กล่าวถึงภาพถ่ายดังกล่าว

ภาพนี้ถูกนำไปวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ บางคนเปรียบเทียบภาพนี้กับภาพถ่ายในยุคการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง ในขณะที่บางคนใช้ภาพนี้เพื่อประณามแนวคิดสุดโต่งและการเหยียดเชื้อชาติในสังคมอเมริกันยุคปัจจุบัน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์บางส่วนเปิดเผยตัวตนของหญิงคนดังกล่าวและวิพากษ์วิจารณ์เธอเกี่ยวกับกรณีที่เคยถูกจับกุมในอดีต ซึ่งบันทึกของศาลระบุว่าข้อหานั้นถูกยกฟ้องในเวลาต่อมา


Paul Bowlding ถ่ายภาพร่วมกับ Bernita น้องสาวของเขา (ภาพที่ได้รับโดย The Post)

Paul Bowlding กล่าวว่าเขากังวลว่าพี่สาวของเขาจะตกเป็นเป้าโจมตี เขาระบุว่าปัญหาต่างๆ ในอดีตของเธอ รวมถึงเหตุการณ์การถูกจับกุมครั้งนั้น เกิดขึ้นในช่วงที่เธอมีภาวะวิกฤตทางสุขภาพจิต

ยังไม่มีความชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาก่อนและหลังการถ่ายภาพดังกล่าว บรรณาธิการของรอยเตอร์กล่าวว่า Orr ไม่สะดวกที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้

หนังสือพิมพ์ The Washington Post ไม่สามารถติดต่อ Bernita Bowlding ได้ แม่ของเธอเปิดเผยกับสื่อ The Post เมื่อวันจันทร์ว่าลูกสาวทำโทรศัพท์หาย ทำให้ปกติแล้วทางครอบครัวต้องรอให้เธอเป็นฝ่ายโทรมาหรือแวะมาหาหากต้องการติดต่อสื่อสารกัน

หลังจากต้องเผชิญกับความกังวลใจตลอดทั้งวันเสาร์ Paul Bowlding กล่าวว่าเขารู้สึกโล่งใจเมื่อน้องสาวเดินทางมาถึงบ้านแม่ในช่วงเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นเวลาเกือบหนึ่งวันหลังจากเหตุการณ์บนรถไฟ โดยแม่ของพวกเขาเล่าว่าเรื่องรูปถ่ายดังกล่าวไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันแต่อย่างใด

Paul Bowlding เล่าว่าเขาและน้องสาวเกิดและเติบโตในวอชิงตัน ทั้งคู่มีอายุห่างกันเพียงหนึ่งปี เขาคอยดูแลปกป้องน้องสาวราวกับว่าเธอเป็นน้องคนเล็ก ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันโดยเล่นเกมไล่จับ บาสเกตบอล และวิดีโอเกมบนเครื่อง Xbox และ PlayStation เขาได้แบ่งปันภาพถ่ายของทั้งคู่ให้กับ The Post ด้วย

Paul Bowlding กล่าวว่าน้องสาวของเขาเป็นคนเงียบขรึมและเข้มแข็ง แต่ก็มีจิตใจดี "เธอเป็นคนพิเศษที่ยอดเยี่ยมมากคนหนึ่ง" เขากล่าว พร้อมเสริมว่าเขามองเห็นความเข้มแข็งของเธอสะท้อนออกมาจากภาพถ่ายนั้น "ผมมองว่าเธอเป็นแบบอย่างที่ช่วยสื่อสารให้ผู้คนรับรู้ว่า... 'ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี เพราะพระเจ้าทรงดูแลเราอยู่'"

เมื่อเช้าวันอังคาร ทางครอบครัวระบุว่ายังไม่ได้รับข่าวคราวจาก Bernita เลยนับตั้งแต่เธอออกจากบ้านไปโบสถ์และร้านค้าเมื่อวันอาทิตย์

Paul กล่าวว่าไม่ว่าสถานการณ์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร เขาหวังเพียงให้น้องสาวได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็นเพื่อจัดการกับปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่เธอเผชิญอยู่
...

แปลจาก The Washington Post

A photo of a Black woman went viral. Her family says she’s more than a symbol.

https://www.washingtonpost.com/dc-md-va/2026/07/07/family-black-woman-seen-viral-july-4-photo-says-shes-more-than-symbol/




สาระสำคัญและข้อตกลง ปฏิญญาการประชุมสุดยอดของ NATO ที่กรุงอังการา



ปฏิญญาการประชุมสุดยอดของ NATO ที่กรุงอังการา (Ankara Summit Declaration) มีขึ้นในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 36 ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี (7–8 กรกฎาคม 2026) ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองโลกและการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับชาติพันธมิตรยุโรป

สาระสำคัญและข้อตกลงหลักในปฏิญญาฉบับนี้ มีรายละเอียดดังนี้

1. การยืนยันพันธกรณีตามมาตรา 5 (Article 5)

ชาติสมาชิกทั้งหมดร่วมรับรองและเน้นย้ำถึง "ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ดั่งเหล็กกล้า" (Ironclad commitment) ต่อหลักการป้องกันร่วมกัน (Collective Defence) ตามมาตรา 5 ของสนธิสัญญาวอชิงตัน ที่ระบุว่า "การโจมตีสมาชิกคนหนึ่ง ถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด" เพื่อสยบกระแสข่าวลือและความกังวลเรื่องการถอนทหารของสหรัฐฯ ออกจากยุโรป

2. งบประมาณและการจัดซื้ออาวุธครั้งใหญ่เพื่อเอาใจสหรัฐฯ

เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่วิจารณ์ว่ายุโรปพึ่งพาความช่วยเหลือด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ มากเกินไป ชาติยุโรปจึงได้ประกาศมาตรการเชิงรุกในปฏิญญา:

การเพิ่มงบประมาณกลาโหม: มุ่งสู่เป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่ 5% ของ GDP

ข้อตกลงจัดซื้ออาวุธ (Defence Procurements): ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างและทำข้อตกลงด้านอาวุธครั้งใหม่มูลค่ากว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแสดงให้เห็นว่ายุโรปกำลังพยายามพึ่งพาตนเองและเพิ่มขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

3. การสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่อง

ที่ประชุมมีมติให้คำมั่นมอบความช่วยเหลือทางการทหารแก่ยูเครนจำนวน 70,000 ล้านยูโรในปี 2026 * พร้อมทั้งทำข้อตกลงที่จะรักษาระดับการสนับสนุนในจำนวนที่เทียบเท่ากันนี้ต่อไปในปี 2027 นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ตกลงที่จะมอบใบอนุญาต (License) ในการผลิตขีปนาวุธ Patriot ให้กับยูเครนด้วย

4. จุดยืนต่อประเด็นอิหร่านและเสรีภาพในการเดินเรือ

ปฏิญญาระบุอย่างชัดเจนว่า "อิหร่านจะต้องไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์" * พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านเคารพต่อเสรีภาพในการเดินเรือในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อย่างเต็มที่ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดและประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงก่อนหน้านี้
บริบทและเบื้องหลังที่น่าสนใจ

แม้ว่าปฏิญญาจะแสดงออกถึงความสามัคคี แต่เบื้องหลังการประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากปธน. ทรัมป์ ได้แสดงความผิดหวังต่อชาติพันธมิตรยุโรปที่ไม่ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างเพียงพอในความขัดแย้งกับอิหร่าน (รวมถึงการไม่อนุญาตให้ใช้ฐานทัพและน่านฟ้าในบางกรณี) นอกจากนี้ยังมีประเด็นปะทะคารมกรณีที่ทรัมป์เสนอให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กได้ปฏิเสธอย่างรุนแรงว่ากรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขายและต้องเคารพในอธิปไตย

อย่างไรก็ตาม การบรรลุข้อตกลงในปฏิญญาอังการานี้ ถือเป็นความสำเร็จของนายมาร์ค รึตเตอ (Mark Rutte) เลขาธิการ NATO ในการประสานรอยร้าวและผลักดันให้เกิดข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมเพื่อรักษาเสถียรภาพของกลุ่มพันธมิตรทรานส์แอตแลนติกต่อไป






https://x.com/nexta_tv/status/2075233832282816901

🇹🇷 ของขวัญสุดพิเศษ! ประธานาธิบดีแอร์โดอันมอบปืนพกลูกโม่รุ่นคลาสสิกที่บรรจุกระสุนจริงให้แก่ผู้นำกลุ่ม NATO

เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ได้ประกาศแล้วว่าเธอจะบริจาคปืนพกกระบอกดังกล่าวให้กับพิพิธภัณฑ์ทหารหลังจากที่ปืนถูกปลดระวางการใช้งานแล้ว ส่วนผู้นำยุโรปคนอื่นๆ ก็ไม่สามารถเก็บของขวัญชิ้นนี้ไว้เป็นของส่วนตัวได้เช่นกัน เนื่องจากมูลค่าของมันน่าจะเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป

สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า นี่ถือเป็นการประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกีในรูปแบบคลาสสิก

ข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า ในช่วงปี 2019 ถึง 2024 ตุรกีได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธขนาดเล็กรายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก โดยเป็นรองเพียงแค่สหรัฐอเมริกาและอิตาลีเท่านั้น

ในวิดีโอมีการเผยภาพผู้ช่วยของประธานาธิบดีลิทัวเนียกำลังอวดกล่องใส่ปืนสุดหรูและปืนพกลูกโม่ที่ได้รับมอบจากแอร์โดอัน ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด NATO ที่กรุงอังการา