วันจันทร์, มีนาคม 09, 2569

การเมืองแบบบ้านใหญ่ (ของคนกันเอง) ไม่ใช่การกุศล ไม่มีใครจ่ายโดยไม่ถอนทุน แต่คือการพนันเข้าสู่อำนาจรัฐ


Thanapol Eawsakul 
Yesterday
·
การเมืองแบบบ้านใหญ่
ไม่ใช่การกุศล ไม่มีใครจ่ายโดยไม่ถอนทุน
แต่คือการพนันเข้าสู่อำนาจรัฐ
.......
ขุมทรัพย์สิงห์เมืองอุทัย! เปิดฐานธุรกิจ 2 ลูกเขย “ชาดา ไทยเศรษฐ์” รับงานรัฐต่อเนื่องปี 64–68 รวมมูลค่าทะลุ 4,380 ล้านบาท
https://www.facebook.com/siammouth/posts/pfbid0HaT5pSUaE3fThzw2G4JwfgdLudNW3cE312LEwmSghWJcjUgMTqt3Gm3iou239grEl
หจก.ญาติ‘สิริพงศ์’โฆษก กวาด423โครงการ14,412.7ล./บริจาคภูมิใจไทย 5 ล.... สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.nextnewsth.com/.../69aa70e20f7d20100321c3b6...


https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26374254995547990






https://x.com/Prasong_lert/status/2030557084769767710


 

New High and Higher: เปิดสถิติผู้ต้องขังการเมืองปี 69 พุ่งทะลุ 61 ราย สูงสุดในรอบ 4 ปี และไม่มีทีท่าว่าจะลด - Freedom Bridge ขอแรงสนับสนุนช่วยนักโทษการเมือง


ThumbRights
Yesterday
·
New High and Higher: เปิดสถิติผู้ต้องขังการเมืองปี 69 พุ่งทะลุ 61 ราย สูงสุดในรอบ 4 ปี และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

จากสถิติล่าสุดในปี 2569 เผยให้เห็นว่าจำนวน "นักโทษทางความคิด" ในไทยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง แม้จะผ่านการเลือกตั้งและการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลมาแล้วหลายรัฐบาลแล้วก็ตาม

หาพิจารณาจะพบว่าสถานการณ์การคุมขังประชาชนจากการแสดงออกทางการเมืองในช่วงปี 2566-2569 มีลักษณะเป็นกราฟที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่ามีผู้ต้องขังคดีการเมืองในเรือนจำและสถานพินิจฯ อย่างน้อย 61 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในรอบกว่า 4 ปี

(1) เจาะลึกสถานการณ์ปี 2569: เมื่อ 112 ยังเป็นอาวุธหลัก

ในบรรดาผู้ต้องขัง 61 รายในปี 2569 มากกว่าครึ่ง (34 คน) คือผู้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 และอีก 5 คนถูกคุมขังในคดีมาตรา 110 (ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีฯ) โดยสามารถจำแนกสถานะได้ดังนี้

กลุ่มที่ยังต่อสู้คดี (ไม่ได้รับประกันตัว) 27 คน กลุ่มนี้คือผู้ที่ยังถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับต้องสูญเสียอิสรภาพระหว่างการพิจารณาคดี โดยมีถึง 15 คนที่เป็นคดี ม.112 และ 5 คนในคดี ม.110

กลุ่มนักโทษเด็ดขาด (คดีถึงที่สุด) 33 คนในจำนวนนี้ 19 คนเป็นคดี ม.112 ซึ่งหลายรายถูกพิพากษาจำคุกเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี อีกทั้งยังมีคดีอื่น ๆ เช่น ถูกกล่าวหาปาระเบิดศาลอาญา หรือ คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แฮ็กเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ

(2) ย้อนรอยเส้นทางสถิติ: จากหลักสิบสู่ New High
หากพิจารณาตัวเลขย้อนหลัง จะเห็นได้ว่าปี 2567 คือปีแห่งความผันผวน ขณะที่ปี 2568-2569 คือปีแห่งการ "ขังลึกและขังเพิ่ม"

ในปี 2566 (ปลายปี) มีผู้ถูกคุมขัง 37 ราย (ม.112 จำนวน 22 ราย) ก่อนที่ปี 2567 ตัวเลขพุ่งไปแตะ 46 รายในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นยอดสูงสุดในรอบ 4 ปี ณ ขณะนั้น ก่อนจะลดลงเหลือ 33 รายในช่วงปลายปี เนื่องจากผลของการอภัยโทษและการพ้นโทษตามคำพิพากษา แต่การลดลงนี้เป็นเพียงชั่วคราว เพราะมีผู้ต้องขังรายใหม่ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาในปี 2568 ตัวเลขพุ่งขึ้นอีกครั้งเป็น 55 ราย โดยรวมถึงผู้ต้องขังในคดีที่มีมูลเหตุทางการเมืองในช่วงก่อนปี 2563 เข้ามาด้วย

และในปี 2569 เพียงแค่ 2 เดือนแรกของปี ยอดผู้ถูกคุมขังพุ่งทะยานสู่ 61 ราย สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของทุกปีที่ผ่านมา

(3) จำนวนยอดผู้ต้องขังที่ถึงที่สิ้นสุดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

หากพิจารณาจากสถิติจะพบว่า จำนวนผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้ว (นักโทษเด็ดขาด) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในทุกปี ซึ่งสะท้อนถึงการสิ้นสุดกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลสูงที่มักจบลงด้วยการจำคุก โดยมีลำดับการเปลี่ยนแปลงดังนี้

ปี 2565: มีจำนวน 8 คน

ปี 2566: เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 13 คน

ปี 2567: ลดลงเล็กน้อยเหลืออย่างน้อย 10 คน

ปี 2568: พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นอย่างน้อย 26 คน (ในจำนวนนี้เป็นคดีมาตรา 112 ถึง 16 คน)

ปี 2569 (ข้อมูลถึง 24 ก.พ.): ทำสถิติใหม่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 33 คน (ในจำนวนนี้เป็นคดีมาตรา 112 ถึง 19 คน)

(4) ทำไมยอดผู้ต้องขังถึง 'Higher' ขึ้นเรื่อย ๆ?

การไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างสู้คดี เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเลขผู้ต้องขังคงที่และเพิ่มขึ้น ผู้พิพากษามักอ้างเหตุผลเรื่อง "เกรงว่าจะหลบหนี" หรือ "คดีมีอัตราโทษสูง" แม้จำเลยจะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่มีพฤติการณ์หลบหนีก็ตาม

นอกจากนี้ในปี 2568-2569 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เริ่มทยอยมีคำพิพากษาถึงที่สิ้นสุด ในคดีที่ค้างมาจากช่วงปี 2564-2565 มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ในคดี ม.112 มักจบลงที่การจำคุก

ตัวเลข 61 ราย ในปี 2569 ไม่ใช่เพียงแค่สถิติ แต่คือดัชนีชี้วัดความล้มเหลวของการแสวงหาทางออกทางการเมืองด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ตราบใดที่กฎหมายยังถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพ และสิทธิในการประกันตัวยังถูกปฏิเสธ กราฟของ "New High" นี้ก็คงจะสูงขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด

อ้างอิงข้อมูลจาก
https://tlhr2014.com/archives/44804
https://tlhr2014.com/archives/52351
https://tlhr2014.com/archives/72044
https://tlhr2014.com/archives/72122
https://tlhr2014.com/archives/80978

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122257438568184830&set=a.122110046162184830
.....


Freedom Bridge
10 hours ago
·
เนื่องในวันที่ 8 มี.ค. ซึ่งเป็นวันสตรีสากล หรือ international women’s day (IWD) กำหนดขึ้นเพื่อระลึกถึงการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและสิทธิของผู้หญิงทั่วโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันผู้หญิงได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลัง ความสามารถ และความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงสังคม

Freedom Bridge ขอส่งกำลังใจให้ 4 นักโทษการเมืองหญิง ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางและเรือนจำจังหวัดนราธิวาส

กัลยา (นามสมติ) ถูกคุมขังมาแล้ว 871 วัน โทษจำคุก 6 ปี
มานี ถูกคุมขังมาแล้ว 599 วัน และยังคงต่อสู้คดี ด้วยโทษจำคุก 3.6 ปี
กันต์ฤทัย ถูกคุมขังมาแล้ว 559 วัน และยังคงต่อสู้คดี ด้วยโทษจำคุก 12 ปี
จินนี่ ถูกคุมขังมาแล้ว 418 วัน โทษจำคุก 2 ปี

บางคนกำลังต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิในการได้รับการประกันตัว บางคนกำลังต่อสู้กับการถูกคุมขังไกลบ้านยาวนาน ทุกๆคนล้วนต้องต่อสู้กับคุณภาพชีวิตในเรือนจำ และต่างก็เป็นผู้ต้องขังหญิงที่คอยเรียกร้องสิทธิที่ผู้ต้องขังหญิงควรได้รับ

เราขอระลึกถึงเพื่อนๆทั้ง 4 คนและจะร่วมสนับสนุนคุณภาพชีวิตของทุกคนเท่าที่จะสามารถทำได้ จนกว่าทุกๆคนจะได้รับการปล่อยตัว

---------------------
ร่วมกับ Freedom Bridge เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงและผู้ต้องทางการเมืองรวมกว่า 61 คนให้อยู่ในเรือนจำได้อย่างมีศักดิ์ศรี
---------------------
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขบัญชี 800-9-71446-2
ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม
.
ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิตสามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand (เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกาสามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122191261826383831&set=a.122096401838383831




"ก็ประเทศไทยอ่ะนะ(เสียงแบบปาล์มมี่)" "ไม่ต้องซื่อสัตย์อะไรหรอก จัดการ บริหาร กากๆ ก็ได้ ไม่ได้สำคัญอะไรนักหนาหรอก


เรื่องเล่าจากโรงพยาบาล
19 hours ago
·
หลังสอบเสร็จแล้ว

มีการประกาศคะแนนสอบออกมาแล้ว

เผอิญมีคนตาดีไปเห็นว่า
วันสอบนั้น เด็กชาย กกต แอบพกเงิน
เป็นธนบัตรเข้าไปในห้องสอบ

นอกจากนี้ ยังพบว่า
บนธนบัตรนั้นมีตัวเลขเรียงกันเป็นโค้ดด้วย

เด็กชาย กกต.บอกว่า ไม่มีอะไร
เป็นตัวเลขที่เขียนไว้จะได้รู้ว่าเป็นของตนเท่านั้นเอง

คนสมองดี อีกหลายคน
จึงทำการพิสูจน์ว่า ตัวเลขที่ว่านั้น
สามารถถอดรหัสไปถึงคำตอบได้

เด็กชาย กกต. อ้ำอึ้ง ก่อนจะบอกว่า

มันยากนะที่จะเอามาดู ไม่มีใครดู
ผมเองจะดูยังไม่ได้เลย
ไหน จะคนคุมสอบ
ไหน จะคนที่เข้าสอบด้วยกัน
ไหน จะกล้องวงจรปิด
ไม่ได้เปิดดูเลย

ไม่ได้ดู มันก็เป็นความลับอยู่อย่างนั้นแหละ
ไม่ต้องห่วงหรอก

:

ไม่แปลกหรอก ที่คนทำผิด
จะมาอธิบายอะไรข้างๆ คูๆ

แต่ที่แปลกคือ ถามคนร้อยคนว่ามันผิดไหม
ทำแบบนี้มันผิดไหม 100% รู้ว่ามันผิด
แต่อาจจะยอมรับแค่ 90%

ยัง ยัง ไม่แปลกตรงนั้น แปลกตรงที่
ถ้าถามต่อว่า เด็กชาย กกต. จะโดนลงโทษอะไรไหม
100% จะตอบว่า ไม่โดนอะไรหรอก

ปรากฏการณ์ ทิ้งเงินลงถังขยะเมื่อวานนี้
มีคนแสดงความเห็นมากมาย

ส่วนผมได้แต่ปลงอนิจจัง

เราเก่งกันมากในการควบคุม คาดหวัง
กับเด็ก กับประชาชนทั่วไป
ต้องบริหารเวลาให้ดีสิ ต้องรู้กติกาอย่างดี
เราเก่งกันมาก กับการทำอะไรๆ ให้บริสุทธิ์
ให้โปร่งใส มากๆ กับเรื่องแบบนี้
เราเก่งกันมาก ที่จะวิจารณ์ รร. ต้องจัดการ
และบริหารสถานการณ์ได้ดีเลิศเพอร์เฟค

แต่ขอโทษทีเถอะ
สุดท้าย ทุกคนรู้ว่า
อะไรที่สำคัญจริงๆ ในประเทศนี้

ไม่ต้องซื่อสัตย์อะไรหรอก
จัดการ บริหาร กากๆ ก็ได้
ไม่ได้สำคัญอะไรนักหนาหรอก

เด็กมันก็รู้ เข้มงวดกับกูจริงจริ๊ง
โรงเรียนก็คงรู้สึก เก่งจังเล้ย เก่งแต่กับกูนี่แหละ

ก็ประเทศไทยอ่ะนะ (เสียงแบบปาล์มมี่)
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1243435617988249&set=a.415379120793907ง




จากการวิเคราะห์ของบีบีซีเวริฟาย พบตัวอย่างมากมายของวิดีโอที่สร้างโดย AI และภาพถ่ายดาวเทียมปลอมที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างข้อกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับความขัดแย้ง ซึ่งมียอดเข้าชมออนไลน์รวมกันหลายร้อยล้านครั้ง


เปิดเบื้องหลังผู้ผลิตเนื้อหาออนไลน์ที่ใช้เอไอสร้างวิดีโอเท็จเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน เพื่อหารายได้

โทมัส โคปแลนด์
บีบีซีเวริฟาย (BBC Verify)
7 มีนาคม 2026

ผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยกับบีบีซีเวริฟาย (BBC Verify) ว่า คลื่นข้อมูลเท็จลูกใหญ่ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เกี่ยวกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ -อิสราเอล กับอิหร่าน กำลังถูกนำไปใช้เพื่อสร้างรายได้โดยผู้สร้างเนื้อหาออนไลน์ ที่เข้าถึงเทคโนโลยีที่สร้างเนื้อหาจากเอไอ (generative AI) ได้เพิ่มมากขึ้น

การวิเคราะห์ของบีบีซีเวริฟายพบตัวอย่างมากมายของวิดีโอที่สร้างโดย AI และภาพถ่ายดาวเทียมปลอมที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างข้อกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับความขัดแย้ง ซึ่งมียอดเข้าชมออนไลน์รวมกันหลายร้อยล้านครั้ง

"ขนาดของเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง และสงครามครั้งนี้ทำให้เราไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป" ทิโมธี เกรแฮม ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัลจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์กล่าว

"สิ่งที่เคยต้องใช้การผลิตวิดีโอระดับมืออาชีพ ตอนนี้สามารถทำได้ในไม่กี่นาทีด้วยเครื่องมือ AI ส่วนอุปสรรคในการสร้างภาพวิดีโอความขัดแย้งสังเคราะห์ที่ดูสมจริงก็ได้พังทลายลงแล้ว" เขากล่าว

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลด้วยโดรนและขีปนาวุธ รวมถึงประเทศในอ่าวอาหรับหลายประเทศ รวมทั้งเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้อีกด้วย

หลายคนหันไปใช้โซเชียลมีเดียเพื่อค้นหาและแบ่งปันข้อมูลล่าสุด และเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้

ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ประกาศในสัปดาห์นี้ว่าจะระงับการสร้างรายได้จากแพลตฟอร์มชั่วคราวสำหรับผู้สร้างเนื้อหา หากพวกเขาโพสต์วิดีโอที่สร้างโดย AI เกี่ยวกับความขัดแย้งทางอาวุธโดยไม่มีป้ายหรือข้อความกำกับ

ทั้งนี้ โครงการสร้างรายได้ดังกล่าวจะตอบแทนให้แก่ผู้ใช้งานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ซึ่งโพสต์ของพวกเขาสร้างยอดวิว ยอดไลค์ ยอดแชร์ และความคิดเห็นจำนวนมาก โดยจะได้รับเงินจากแพลตฟอร์ม

"นี่เป็นสัญญาณที่น่าสังเกตว่าพวกเขาได้สังเกตเห็นแล้วว่านี่เป็นปัญหาใหญ่" มะห์ซา อาลีมาร์ดานี นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากสถาบันอินเทอร์เน็ตแห่งออกซ์ฟอร์ดกล่าว

ทีมงานได้สอบถามติ๊กตอก (TikTok) และเมตา (Meta) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมว่า พวกเขามีแผนที่จะดำเนินการในลักษณะเดียวกันหรือไม่ แต่บริษัทดังกล่าวไม่ได้ตอบรับคำของเรา

ตัวอย่างทั่วไปของวิดีโอที่สร้างโดย AI ที่บีบีซีเวริฟายติดตามนั้น ปรากฏให้เห็นขีปนาวุธโจมตีกรุงเทลอาวีฟในอิสราเอล พร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่นในฉากหลัง


ภาพบันทึกหน้าจอโทรศัพท์มือถือแสดงให้เห็นวิดีโอที่สร้างขึ้นโดยเอไอ

วิดีโอข้างต้นนี้ถูกนำไปเผยแพร่มากกว่า 300 โพสต์ และถูกแชร์ต่อหลายหมื่นครั้งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

ผู้ใช้เอ็กซ์บางรายหันไปใช้แชทบอท AI ของแพลตฟอร์ม ที่มีชื่อว่า "กร็อก" (Grok) เพื่อยืนยันความถูกต้องของวิดีโอ แต่ในหลายกรณีที่บีบีซีเวริฟายพบเห็น กร็อกยืนยันอย่างผิดพลาดว่าวิดีโอที่สร้างโดย AI นั้นเป็นของจริง

วิดีโอปลอมอีกคลิปหนึ่ง ซึ่งมียอดชมหลายสิบล้านครั้ง อ้างว่าแสดงให้เห็นตึกระฟ้า "เบิร์จ คาลิฟา" (Burj Khalifa) ของนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กำลังลุกไหม้ ขณะที่ฝูงชนดูเหมือนกำลังวิ่งเข้าหาตึกดังกล่าว

ภาพที่สร้างโดย AI นี้แพร่กระจายอย่างกว้างขวางทางออนไลน์ในช่วงเวลาที่ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธในเมืองแห่งนี้

"วิดีโอปลอมเช่นนี้ส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของผู้คนในข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบแล้วที่พวกเขาเห็นทางออนไลน์ และทำให้การรวบรวมหลักฐานที่แท้จริงทำได้ยากขึ้นมาก" อาลีมาร์ดานีกล่าว


ภาพบันทึกหน้าจอโทรศัพท์มือถือแสดงให้เห็นวิดีโอที่สร้างขึ้นโดยเอไอ

การวิเคราะห์โดยบีบีซีเวริฟาย ยังพบว่า การเกิดขึ้นของภาพถ่ายดาวเทียมที่สร้างขึ้นโดย AI ถือเป็นรูปแบบใหม่ในความขัดแย้งครั้งนี้

ทีมงานตรวจสอบวิดีโอจริงหลายรายการที่แสดงให้เห็นการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านต่อกองบัญชาการกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรนในวันแรกของความขัดแย้ง

ภาพถ่ายปลอมที่เผยแพร่บนเอ็กซ์โดยหนังสือพิมพ์เดอะ เตหะราน ไทมส์ (The Tehran Times) ซึ่งเชื่อมโยงกับรัฐบาลอิหร่าน เริ่มแพร่กระจายในวันถัดมาและอ้างว่าแสดงให้เห็นความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อฐานทัพดังกล่าว

ภาพปลอมดังกล่าวดูเหมือนจะสร้างขึ้นจากภาพถ่ายดาวเทียมจริงของฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรนที่ถ่ายไว้ในเดือน ก.พ. 2025 ซึ่งเผยแพร่สู่สาธารณะทางออนไลน์

จากข้อมูลของเครื่องมือตรวจจับลายน้ำ SynthID ของกูเกิล ภาพปลอมดังกล่าวถูกสร้างหรือแก้ไขด้วยเครื่องมือ AI ของกูเกิล


เปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียมจริง (ซ้าย) กับที่ปลอม (ขวา) ที่พบว่ามีรถยนต์ลักษณะเหมือนกันอยู่ในจุด ๆ เดียวกัน

รถยนต์สามคันที่จอดอยู่ด้านนอกก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ทั้งในภาพถ่ายดาวเทียมจริงและภาพที่สร้างโดย AI แม้ว่าภาพถ่ายเหล่านั้นจะถูกถ่ายห่างกันเป็นปีก็ตาม

เครื่องมือเอไอของกูเกิลรวมถึง วีโอ (Veo) ซึ่งเป็นโปรแกรมสร้างวิดีโอ กำลังอยู่ในรายชื่อแพลตฟอร์ม AI ยอดนิยมที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับ โมเดลโซระ (Sora) ของโอเพนเอไอ (OpenAI) แอปฯ เอไอ ของจีนอย่าง ซีแดนซ์ (Seedance) และกร็อกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอ็กซ์

"จำนวนเครื่องมือที่หลากหลายที่พร้อมใช้งานในปัจจุบันเพื่อสร้างการปรับแต่งเอไอที่สมจริงสูงนั้นไม่เคยมีมาก่อน" เฮนรี อัจเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอเชิงสร้างสรรค์กล่าว

"เราไม่เคยเห็นเครื่องมือเหล่านี้พร้อมใช้งาน ใช้งานง่าย และราคาถูกขนาดนี้มาก่อน" เขากล่าว

สิ่งนี้ทำให้เนื้อหาที่สร้างโดยเอไอเกิดขึ้นทางออนไลน์มากขึ้น "เพราะตอนนี้กระบวนการเผยแพร่ไปยังโซเชียลมีเดียสามารถทำได้แบบอัตโนมัติเกือบทั้งหมด" วิคตัวร์ ริโอ ผู้อำนวยการบริหารของวอท ทู ฟิกซ์ (What To Fix) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านนโยบายเทคโนโลยีกล่าว


เปรียบเทียบภาพจริงและปลอม: ด้านซ้ายเป็นภาพจริง ส่วนด้านขวาคือภาพปลอมที่สร้างขึ้นโดยเอไอ โดยเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรักที่ใช้เอไอดัดแปลงจากภาพจริง ซึ่งมีกลุ่มควันขนาดเล็กกว่ามาก

ด้านหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของเอ็กซ์กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า "99%" ของบัญชีที่เผยแพร่วิดีโอที่สร้างโดยเอไอเช่นนี้ กำลังพยายาม "เล่นเกมการสร้างรายได้" โดยการโพสต์เนื้อหาที่จะสร้างการมีส่วนร่วมจำนวนมากเพื่อแลกกับการชำระเงินผ่านโปรแกรมการแบ่งปันรายได้ของผู้สร้าง (Creator Revenue Sharing) ของแอปฯ

แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เปิดเผยจำนวนบัญชีที่เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม หรือจำนวนเงินที่พวกเขาสามารถทำได้

แต่เกรแฮมคาดการณ์ว่า เอ็กซ์อาจจ่ายประมาณ "8 -12 ดอลลาร์สหรัฐ (250-381 บาท) ต่อการเข้าชมของผู้ใช้ที่ได้รับการยืนยัน 1 ล้านครั้ง"

"ผู้สร้างเนื้อหาออนไลน์ต้องมียอดการเข้าชมแบบออร์แกนิก 5 ล้านครั้งภายใน 3 เดือน และต้องมีบัญชีเอ็กซ์ พรีเมียม (X Premium) เพื่อให้รับสิทธิ์" เขากล่าวเสริม

"เมื่อคุณได้เข้ามาแล้ว เนื้อหาที่สร้างโดยเอไอซึ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็วก็ราวกับเครื่องพิมพ์เงิน" เขากล่าว "พวกเขาได้สร้างองค์กรข้อมูลเท็จขั้นสุดยอดขึ้นมาแล้ว"

เอ็กซ์ยังไม่ได้ตอบรับคำขอความคิดเห็นหรือคำถามของเราเกี่ยวกับโปรแกรมการดังกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญได้บอกกับบีบีซีเวริฟายว่า แม้ว่าบริษัทโซเชียลมีเดียหลายแห่งจะกล่าวว่าพวกเขากำลังพยายามเปลี่ยนแปลงระบบการกลั่นกรองและการตรวจจับเพื่อรับมือกับขนาดและความเร็วในการแพร่กระจายของเนื้อหาที่สร้างโดยเอไอแต่ก็ไม่มีวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายดาย

"ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือ การสร้างรายได้ที่ขับเคลื่อนด้วยการมีส่วนร่วมหรือเอ็นเกจเมนต์ และข้อมูลที่ถูกต้องนั้นขัดแย้งกันโดยพื้นฐาน และไม่มีแพลตฟอร์มใดที่แก้ไขความขัดแย้งนั้นได้อย่างสมบูรณ์ หรืออาจจะไม่มีวันทำได้" เกรแฮมกล่าวทิ้งท้าย



https://www.bbc.com/thai/articles/cj984dw97l8o



ประชาชนตามแนวชายแดนอิหร่านบรรยายถึงความหวาดกลัวและความไม่แน่นอน ขณะที่การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ บางคนเป็นห่วงสงครามกลางเมืองจากการเสี้ยมจากต่างประเทศ

https://www.facebook.com/watch/?v=1420658359109203



สงครามกับอิหร่านทำให้การเดินทางทางอากาศหยุดชะงัก ความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ใครรับผิดชอบ ?





 https://x.com/AJEnglish/status/2030602167455756587



เรียกร้องสันติภาพหน้ากงสุลสหรัฐฯ เชียงใหม่ ‘หมอหม่อง’ ชี้อเมริกาไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ หลังปฏิบัติการทหารในอิหร่าน

https://www.facebook.com/lanner2022/posts/pfbid0qnGio8zDozWJSRuNzfqjxigEVgfGJsjJKD16aesuYXBd8bvyAm9FRj8E1ngv3UJPl

Lanner 
6 hours ago
·
เรียกร้องสันติภาพหน้ากงสุลสหรัฐฯ เชียงใหม่ ‘หมอหม่อง’ ชี้อเมริกาไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ หลังปฏิบัติการทหารในอิหร่าน

8 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ประชาชนชาวเชียงใหม่รวมตัวกันบริเวณหน้าสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลสหรัฐฯ จากกรณีปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศอิหร่าน ซึ่งกำลังสร้างความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในเวทีโลก ทั้งนี้ภายในงานมีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบมาสังเกตุการณ์ประมาณ 20-30 คน

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ ’หมอหม่อง‘ ผู้จัดกิจกรรม กล่าวว่า การรวมตัวครั้งนี้เป็นการออกมาแสดงความรู้สึกและความอัดอั้นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นตัวแทนของโลกเสรีและยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ กลับมีการกระทำที่สร้างความกังวลต่อมาตรฐานทางศีลธรรมของโลก

เขากล่าวว่า ก่อนหน้านี้ผู้ร่วมกิจกรรมจำนวนหนึ่งก็เคยแสดงความไม่พอใจต่อเหตุการณ์ในหลายประเทศ เช่น กรณีรัสเซียบุกยูเครน หรือการปราบปรามผู้ชุมนุมในอิหร่าน แต่กรณีที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ครั้งนี้สร้างความรู้สึกสะเทือนใจมากกว่า เพราะเป็นประเทศที่หลายคนเคยคาดหวังให้ยืนหยัดต่อหลักนิติธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ

นพ.รังสฤษฎ์ยังระบุว่า การออกมาแสดงจุดยืนครั้งนี้ไม่ได้เป็นการประณามประชาชนชาวอเมริกัน แต่เป็นการวิพากษ์การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปัจจุบัน พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนอเมริกันร่วมกันตรวจสอบและกดดันรัฐบาลของตน

“ถ้ามหาอำนาจเริ่มละเลยกฎหมายระหว่างประเทศ ใครที่มีอำนาจมากกว่าก็สามารถทำอะไรก็ได้ โลกก็จะเข้าสู่ยุคที่กติกาไม่มีความหมาย” นพ.รังสฤษฎ์กล่าว

ในช่วงท้ายกิจกรรมมีการอ่าน ‘แถลงการณ์เพื่อสันติภาพและความรับผิดชอบ’ ซึ่งประณามความรุนแรงต่อพลเรือนในสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของรัสเซียต่อยูเครน หรือการกระทำของระบอบเผด็จการอิหร่านต่อประชาชนของตนเอง พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความตกตะลึงต่อผู้คนจำนวนมากทั่วโลก

แถลงการณ์ยังเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมรับข้อเท็จจริง แสดงความรับผิดชอบ และกล่าวคำขอโทษต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น โดยย้ำว่ากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องพลเรือนและรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้ในยามสงคราม และหากประเทศมหาอำนาจละเลยหลักการเหล่านี้ ความน่าเชื่อถือของระเบียบโลกก็จะถูกบั่นทอนลง

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ระบุด้วยว่า การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมุ่งไปที่การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ประชาชนชาวอเมริกัน พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนสหรัฐฯ ใช้พลังของประชาธิปไตยในการตรวจสอบรัฐบาลของตน และช่วยผลักดันให้ประเทศกลับสู่เส้นทางแห่งความรับผิดชอบและสันติภาพอีกครั้ง








https://x.com/Lanner2022/status/2030608542500295121



 

ทำไมบ้านใหญ่ถึงกลับมาเรืองอำนาจ? Google AI บอกว่า "พื้นที่" สำคัญกว่า "ภาพลักษณ์" ระบบอุปถัมภ์รอบนี้ไม่ได้มาในรูปแบบ "เจ้าพ่อ" แบบเก่า แต่เปลี่ยนเป็น "ผู้อุปถัมภ์ที่เข้าถึงง่าย" (New Gen) เป็น "แฟรนไชส์" ที่พร้อมย้ายไปอยู่กับพรรคที่คิดว่าดีที่สุด

ภาพจาก We Watch
“การเมืองบ้านใหญ่” คืออะไร เริ่มตั้งแต่ตอนไหน ผันเปลี่ยนไปอย่างไร
https://www.facebook.com/photo/?fbid=868662571962618&set=a.621001693395375
...

(Google Gemini วิเคราะห์)

การเมือง "บ้านใหญ่" ในปี 2569 ไม่ใช่แค่เรื่องของตระกูลดังในอดีตที่หวนคืนมา แต่มันคือการปรับตัวของ ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) ให้เข้ากับบริบทการเมืองยุคใหม่ที่เน้นการจัดการเชิงโครงสร้างอำนาจมากกว่าแค่กระแสพรรค

นี่คือบทวิเคราะห์เจาะลึกปรากฏการณ์ "บ้านใหญ่คัมแบ็ก" ครับ

1. ทำไมบ้านใหญ่ถึงกลับมาเรืองอำนาจ?

หลังจากยุคที่ "กระแสพรรค" (อาทิ ก้าวไกล หรือ เพื่อไทยยุคแลนด์สไลด์) ดูเหมือนจะกลืนกินทุกอย่าง ปี 2569 กลับกลายเป็นปีที่บ้านใหญ่พิสูจน์แล้วว่า "พื้นที่" สำคัญกว่า "ภาพลักษณ์"

ความล้มเหลวของพรรคอุดมการณ์ในระดับท้องถิ่น: แม้กระแสระดับชาติจะแรง แต่การแก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย (น้ำท่วม, ถนน, งานศพ, งานบวช) ระบบบ้านใหญ่ทำได้รวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากกว่าผ่านเครือข่ายหัวคะแนน

การปรับตัวเป็น "บรรษัทการเมือง": บ้านใหญ่ยุค 2569 ไม่ได้มีแค่บารมี แต่มี "ทุน" และ "เทคโนโลยี" ในการเก็บฐานข้อมูลประชากรในพื้นที่อย่างละเอียด

กติกาเลือกตั้งที่เอื้ออำนวย: ระบบเลือกตั้งและกลไกพรรคการเมืองในปัจจุบัน บีบให้พรรคใหญ่ต้องพึ่งพา "เจ้าที่" ในแต่ละจังหวัดเพื่อการันตีที่นั่ง ส.ส. เขต

2. พลวัตของระบบอุปถัมภ์เวอร์ชัน 2026

ระบบอุปถัมภ์รอบนี้ไม่ได้มาในรูปแบบ "เจ้าพ่อ" รุ่นเก่าที่ใช้ผู้มีอิทธิพลข่มขู่ แต่เปลี่ยนเป็น "ผู้อุปถัมภ์ที่เข้าถึงง่าย"


Hybrid Patronage
ผสมผสานการดูแลแบบดั้งเดิมเข้ากับการใช้ Social Media สร้าง Content ให้ดูเป็นกันเอง

Resource Monopoly
การคุมงบประมาณท้องถิ่น (อบจ./เทศบาล) เพื่อสร้างผลงานต่อเนื่องจนแยกไม่ออกระหว่างงบรัฐกับเงินส่วนตัว

Political Franchise
บ้านใหญ่ไม่ได้สังกัดพรรคเดียวตลอดไป แต่ทำตัวเป็น "แฟรนไชส์" ที่พร้อมย้ายไปอยู่กับพรรคที่ให้ข้อเสนอดีที่สุด

3. ผลกระทบต่อโครงสร้างประชาธิปไตย

การกลับมาของบ้านใหญ่ส่งสัญญาณทั้งบวกและลบต่อการเมืองไทย:

ด้านเสถียรภาพ: รัฐบาลอาจมีความมั่นคงในเชิงตัวเลข ส.ส. เพราะบ้านใหญ่คุมเสียงได้เบ็ดเสร็จ

ด้านการพัฒนา: งบประมาณมักจะลงไปในจังหวัดที่มีบ้านใหญ่เสียงดัง เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างจังหวัด

ด้านการแข่งขัน: พรรคการเมืองใหม่ๆ หรือคนรุ่นใหม่ที่ไม่มี "นามสกุลดัง" จะเจาะเข้าสู่การเมืองระดับเขตได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

มุมมองวิเคราะห์: "บ้านใหญ่ 2569" คือภาพสะท้อนว่าตราบใดที่รัฐสวัสดิการยังไม่ทั่วถึง และการกระจายอำนาจยังติดขัด ชาวบ้านจะยังคงเลือกพึ่งพา "คนที่เห็นหน้า" มากกว่า "หลักการที่กินไม่ได้"
4. ฉากทัศน์ที่ต้องจับตา (Scenarios)

การควบรวมอำนาจ: พรรคใหญ่เร่งกว้านซื้อบ้านใหญ่กระจายตามภูมิภาค เพื่อสกัดกั้นพรรคฝ่ายค้าน

สงครามตัวแทน: การต่อสู้ในระดับ อบจ. จะดุเดือดกว่าระดับชาติ เพราะเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของระบบอุปถัมภ์

New Gen บ้านใหญ่: การส่งรุ่นลูกหลานที่เรียนจบเมืองนอก บุคลิกดี มาลบภาพลักษณ์ "มาเฟีย" ให้กลายเป็น "นักบริหาร"



สวิตเซอร์แลนด์ออกมาแล้ว กล่าวว่าการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็น 'การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ'


https://www.reuters.com/world/europe/iran-attacks-breach-international-law-swiss-defence-minister-says-2026-03-08/

มาร์ติน ฟิสเตอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวในการสัมภาษณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ว่า สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้นำยุโรปรายล่าสุดที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายประเทศ กล่าวว่าการโจมตีดังกล่าวไม่ชอบธรรมภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งประเทศสมาชิกต้องงดเว้นจากการใช้กำลังหรือการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสหประชาชาติ หรือเว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนเอง





https://x.com/Iran/status/2030676921294422402



 

การเมืองบ้านใหญ่ 2569 (2) : ระบบอุปถัมภ์คัมแบ็ก

@prachatai_tiktok

การเมืองบ้านใหญ่ 2569 (2) : ระบบอุปถัมภ์คัมแบ็ก ฟังกันต่อ 'การเมืองบ้านใหญ่ 2569' กับ รศ.ดร.เวียงรัตน์ เนติโพธิ์ หลังจากบทสัมภาษณ์ตอนที่แล้ว เวียงรัตน์ชวนมองพลวัตของบ้านใหญ่ที่เปลี่ยนไปหลังการรัฐประหารสองครั้ง (49, 57) ซึ่งทำให้การเมืองเชิงนโยบายอ่อนแอ การพึ่งพิงความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์จึงมั่นคงกว่า เพราะการเมืองไม่มีเสถียรภาพ บทสัมภาษณ์นี้ เวียงรัตน์ชวนทำความเข้าใจว่า 'ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์' ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเรื่องของธุรกิจ ความผูกพัน หรือการใช้ความรุนแรง แต่หมายถึงการที่นักการเมืองเข้าใจกลไกรัฐ ประสานงานกับระบบราชการได้ ถ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีอยู่แล้วก็จะทำให้ทำงานได้เร็ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุมระบบราชการเพียงอย่างเดียว “ถ้าเกิดคุณเข้าใจกลไกรัฐ คุณจะแสวงหาความร่วมมือได้” ทว่ายุคพลเอกประยุทธ์ที่กินเวลาเกือบสิบปี เปลี่ยนแปลงระเบียบทำงานมากมาย ทำให้ข้าราชการมีอำนาจมากขึ้น ระบบราชการกลายเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นใครที่คุมระบบราชการได้ จึงชนะได้ นั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยไม่อาจสรุปสั้น ๆ ได้ด้วยคำว่า 'ซื้อเสียง' เพราะรูปแบบของการ ‘ใช้เงินทำพื้นที่’ ก็มีความซับซ้อนขึ้น ไม่ใช่แค่เดินเคาะให้เงินตามบ้านแล้วจะได้มาซึ่งชัยชนะในแต่ละเขต และคำถามทิ้งท้ายที่ประชาไทชวนคุยว่า "การเมืองเชิงนโยบายยังมีที่ยืนไหมในบริบทการเมืองไทยเช่นนี้?"

♬ เสียงต้นฉบับ - ประชาไท Prachatai.com




prachatai
@prachatai

การเมืองบ้านใหญ่ 2569 (2) : ระบบอุปถัมภ์คัมแบ็ก

ฟังกันต่อ 'การเมืองบ้านใหญ่ 2569' กับ รศ.ดร.เวียงรัตน์ เนติโพธิ์ หลังจากบทสัมภาษณ์ตอนที่แล้ว เวียงรัตน์ชวนมองพลวัตของบ้านใหญ่ที่เปลี่ยนไปหลังการรัฐประหารสองครั้ง (49, 57) ซึ่งทำให้การเมืองเชิงนโยบายอ่อนแอ การพึ่งพิงความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์จึงมั่นคงกว่า เพราะการเมืองไม่มีเสถียรภาพ

บทสัมภาษณ์นี้ เวียงรัตน์ชวนทำความเข้าใจว่า 'ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์' ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเรื่องของธุรกิจ ความผูกพัน หรือการใช้ความรุนแรง แต่หมายถึงการที่นักการเมืองเข้าใจกลไกรัฐ ประสานงานกับระบบราชการได้ ถ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีอยู่แล้วก็จะทำให้ทำงานได้เร็ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องเข้าไปควบคุมระบบราชการเพียงอย่างเดียว
“ถ้าเกิดคุณเข้าใจกลไกรัฐ คุณจะแสวงหาความร่วมมือได้”

ทว่ายุคพลเอกประยุทธ์ที่กินเวลาเกือบสิบปี เปลี่ยนแปลงระเบียบทำงานมากมาย ทำให้ข้าราชการมีอำนาจมากขึ้น ระบบราชการกลายเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นใครที่คุมระบบราชการได้ จึงชนะได้

นั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยไม่อาจสรุปสั้น ๆ ได้ด้วยคำว่า 'ซื้อเสียง' เพราะรูปแบบของการ ‘ใช้เงินทำพื้นที่’ ก็มีความซับซ้อนขึ้น ไม่ใช่แค่เดินเคาะให้เงินตามบ้านแล้วจะได้มาซึ่งชัยชนะในแต่ละเขต

และคำถามทิ้งท้ายที่ประชาไทชวนคุยว่า "การเมืองเชิงนโยบายยังมีที่ยืนไหมในบริบทการเมืองไทยเช่นนี้?" สามารถติดตามบทสัมภาษณ์ตอนที่แล้ว “การเมืองบ้านใหญ่ 2569 (1) : อิงแอบระบบราชการ ผลพวง 2 รัฐประหาร” ได้ที่ลิงก์:


https://x.com/prachatai/status/2030614513511539057







"สงครามไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงสันติภาพเท่านั้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์" - Pope Leo XIV เคยกล่าวไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว (ผู้นำคริสเตียนที่ไปอวยสงครามของทรัมป์ที่ทำเนียบขาว จะเป็นชาวคริสเตียนได้ยังไง งง?)


Pope Leo XIV: ‘Peace is holy, not war’

Pope Leo XIV joins religious leaders at Rome’s Colosseum for the Community of Sant'Egidio's annual Meeting for Peace, calling for an end to war and a renewed commitment to reconciliation and prayer.

https://www.vaticannews.va/en/pope/news/2025-10/pope-leo-xiv-peace-meeting-rome-colosseum-sant-egidio.html

Vatican News
28 October 2025

(กูเกิลแปล)

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14: ‘สันติภาพศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สงคราม’

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เสด็จร่วมกับผู้นำศาสนาต่างๆ ณ โคลอสเซียม กรุงโรม ในการประชุมเพื่อสันติภาพประจำปีของชุมชนซานต์เอจิดิโอ โดยทรงเรียกร้องให้ยุติสงคราม และให้คำมั่นสัญญาใหม่ในการปรองดองและการอธิษฐาน
ข่าววาติกัน

ในการปิดการประชุมนานาชาติเพื่อสันติภาพ: ศาสนาและวัฒนธรรมในการสนทนา ซึ่งจัดโดยชุมชนซานต์เอจิดิโอ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เสด็จร่วมกับผู้นำศาสนาต่างๆ ทั่วโลก ณ โคลอสเซียม กรุงโรม ในเย็นวันอังคาร เพื่อการประชุมอธิษฐานเพื่อสันติภาพ

ในการปราศรัยของพระองค์ ซึ่งทรงกล่าวต่อหน้าตัวแทนจากศาสนาคริสต์ ยิว มุสลิม พุทธ ฮินดู และศาสนาอื่นๆ สมเด็จพระสันตะปาปาทรงย้ำถึงการเรียกร้องของศาสนจักรให้มีการปรองดอง การสนทนา และความเป็นพี่น้องระหว่างผู้คนทุกชาติ

“เราได้สวดภาวนาเพื่อสันติภาพตามประเพณีทางศาสนาที่หลากหลายของเรา” สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอตรัส “และบัดนี้เรามารวมตัวกันเพื่อประกาศสารแห่งการปรองดอง ความขัดแย้งมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในชีวิต แต่สงครามไม่ช่วยในการจัดการหรือหาทางออก สันติภาพคือการเดินทางแห่งการปรองดองอย่างต่อเนื่อง”


โลกที่ “กระหายสันติภาพ”

สมเด็จพระสันตะปาปาเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับความเป็นเอกภาพในโลกที่ถูกทำลายด้วยสงครามและการพลัดถิ่น ทรงประณาม “การใช้อำนาจในทางที่ผิด การแสดงแสนยานุภาพ และการไม่เคารพกฎหมาย” และทรงเรียกร้องให้เกิด “ยุคแห่งการปรองดองที่แท้จริงและมั่นคง”

“พอแล้วกับสงคราม” พระองค์ตรัสอย่างหนักแน่น “กับความเจ็บปวดทั้งหมดที่มันก่อให้เกิดผ่านความตาย การทำลายล้าง และการเนรเทศ! เมื่อเรารวมตัวกันที่นี่ในวันนี้ เราไม่ได้เพียงแต่แสดงออกถึงความปรารถนาอย่างแรงกล้าในสันติภาพเท่านั้น แต่ยังแสดงออกถึงความเชื่อมั่นของเราว่าการสวดภาวนาเป็นพลังอันยิ่งใหญ่สำหรับการปรองดอง”

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอทรงเตือนถึงการใช้ศาสนาในทางที่ผิด โดยตรัสว่า “ผู้ที่ปฏิบัติศาสนาโดยปราศจากการภาวนา มีความเสี่ยงที่จะใช้ศาสนาในทางที่ผิด ถึงขั้นฆ่าคน” การภาวนาที่แท้จริงนั้น “คือการเปิดใจ” เป็นการเคลื่อนไหวที่ “เปลี่ยนแปลงเส้นทางประวัติศาสตร์” และเปลี่ยนสถานที่สักการะให้กลายเป็น “สถานที่พบปะ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการปรองดอง และโอเอซิสแห่งสันติสุข”

ด้วยจิตวิญญาณแห่งอัสซีซี

เนื่องในโอกาสครบรอบเกือบสี่ทศวรรษนับตั้งแต่การประชุมระหว่างศาสนาครั้งประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 ในปี 1986 ที่เมืองอัสซีซี สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอทรงระลึกว่า “จิตวิญญาณแห่งอัสซีซี” ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสนทนาและมิตรภาพระหว่างผู้เชื่อ

พระองค์ทรงขอบคุณชุมชนซานต์เอจิดิโอและองค์กรต่างๆ มากมายที่ “รักษาจิตวิญญาณนี้ให้คงอยู่ แม้จะสวนกระแส” และทรงเรียกร้องให้ทุกศาสนา “นำเสนอขุมทรัพย์อันล้ำค่าแห่งจิตวิญญาณโบราณแก่ humanity ในยุคปัจจุบัน”

สมเด็จพระสันตะปาปายังทรงกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ตรงกับวันครบรอบ 60 ปีของ Nostra Aetate ซึ่งเป็นคำประกาศของสภาวาติกันที่สองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของศาสนจักรกับศาสนาที่ไม่ใช่คริสเตียน

พระองค์ตรัสว่า “สำหรับศาสนจักรคาทอลิก การอธิษฐานในจิตวิญญาณแห่งอัสซีซีนั้นตั้งอยู่บนรากฐานที่มั่นคงของ Nostra Aetate” โดยอ้างถึงถ้อยคำของสภา พระองค์ทรงเสริมว่า “เราไม่สามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าในฐานะพระบิดาของทุกคนได้อย่างแท้จริง หากเราปฏิบัติต่อผู้คนใดๆ ราวกับไม่ใช่พี่น้อง เพราะทุกคนถูกสร้างขึ้นตามพระฉายของพระเจ้า”

มีเพียงสันติภาพเท่านั้นที่ศักดิ์สิทธิ์

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงย้ำคำเรียกร้องของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในปี 2024 ในการประชุม Sant’Egidio ที่ปารีส เกี่ยวกับการต่อต้านการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ โดยทรงระลึกถึงคำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสที่ทรงกล่าวในการประชุม Sant’Egidio ที่ปารีสเมื่อปี 2024 ว่า
“สงครามมีแต่จะบานปลาย วิบัติแก่ผู้ที่พยายามลากพระเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำสงคราม!”

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอตรัสว่า “ข้าพเจ้าอยากจะใช้ถ้อยคำเหล่านี้เป็นของข้าพเจ้าเอง” “สงครามไม่เคยศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงสันติภาพเท่านั้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า”

หน้าที่ต่อพระเจ้า

สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้ผู้นำทางการเมืองแบกรับความรับผิดชอบต่อสันติภาพ โดยทรงอธิบายว่าเป็น “หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ต่อพระเจ้าที่ทุกคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องรับผิดชอบ”

พระองค์ทรงยืนยันว่า “สันติภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในทางการเมือง พระเจ้าจะทรงเรียกผู้ที่ไม่แสวงหาสันติภาพหรือผู้ที่ปลุกปั่นความตึงเครียดและความขัดแย้งมาสอบสวน พระองค์จะทรงเรียกพวกเขามาสอบสวนสำหรับวัน เดือน และปีแห่งสงครามทั้งหมด”

กล้าที่จะสร้างสันติภาพ

สมเด็จพระสันตะปาปาทรงกล่าวซ้ำคำพูดของนักบุญจอร์โจ ลา ปิรา ผู้ซึ่งพระองค์ทรงกล่าวถึงว่าเป็น “พยานแห่งสันติภาพ” และทรงกระตุ้นให้มนุษยชาติยอมรับ “ยุคแห่งการเจรจา ยุคแห่งโลกใหม่ที่ปราศจากสงคราม”

พระองค์ทรงสนับสนุนให้ผู้เชื่อทุกศาสนาเอาชนะสิ่งที่พระองค์เรียกว่า “โลกาภิวัตน์แห่งความไร้พลัง” ผ่านการเจรจา ความร่วมมือ และความรับผิดชอบร่วมกัน

ขณะที่โคลอสเซียมเงียบสงบลงด้วยการสวดภาวนา คำวิงวอนของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอดังก้องไปทั่วว่า “แม้ว่าโลกจะเมินเฉยต่อคำวิงวอนนี้ เรามั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงได้ยินคำอธิษฐานของเราและเสียงร้องของคนมากมายที่กำลังทุกข์ทรมาน พระเจ้าทรงปรารถนาโลกที่ปราศจากสงคราม พระองค์จะทรงปลดปล่อยเราจากความชั่วร้ายนี้”









https://x.com/VeritasLucia/status/2030237461402571061



 

อิหร่านเข้าสู่สงครามวันที่ 9 แล้ว คลังเก็บน้ำมันของอิหร่านถูกโจมตี (ภาพข่าว)




วันอาทิตย์, มีนาคม 08, 2569

สองโพลยลตามช่อง โพลหนึ่งร้องยี้กับรัฐบาลใหม่ ๔ ปีพลัส อีกโพลระดับเก๋าบอกว่าก้ำกึ่งระหว่าง ‘เอา’ กับ ‘ไม่เอา’ รัฐบาลสีเทาๆ - นี่ไง ‘ประชาธิปไตยแบบไทยๆ’

เป็นอันว่า ๑๔ กุมภานี้ ประเทศไทยจะได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นขวัญใจของสายอนุรักษ์ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ คือมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุด และเครือข่ายสีน้ำเงิน ทั้ง สว.และองค์กรอิสระทั้งหลาย กุมบังเหียนทุกอย่างทางการเมือง

แม้นว่าจะมีโพลบางแหล่งบอกว่าประชาชนร้องยี้ กับรัฐบาลที่มีรัฐมนตรีเป็นคนที่ เคยมีประวัติคดีทุจริต หรือคดีร้ายแรงเรื่องความซื่อสัตย์ ก็มีโพลอีกแห่งแบ่งรับแบ่งสู้ ก้ำกึ่งระหว่างความเห็น “ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่” กับให้ตั้งๆ ไปเถอะ รู้แล้วรู้รอดไป

นั่นเป็นความแตกต่างในทางการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจากการสุ่มตัวอย่างให้ตอบคำถาม ของพระปกเกล้าฯ โพล กับนิด้าโพล ถึงแม้จำนวนตัวอย่างจะต่างกันเล็กน้อย ระหว่าง ๑,๙๐๘ กับ ๑,๓๑๐ หน่วย และความเก๋าไม่เท่ากัน

นิด้าโพลนั้นจัดทำมานานจนเป็น ไอค่อน ส่วนสถาบันพระปกเกล้าฯ แม้จะเป็นน้องใหม่ก็ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการค่อนข้างเจ๋ง พอเอามาประกบกันสองสายให้กลมกล่อม ก็พอเหมารวมอนุโลมใช้เป็นสรณะได้บ้างเป็นครั้งคราว

ว่าทั้งๆ ที่มีเสียงยี้ (ต่อว่าที่) รัฐบาลอนุทิน ๔ ปี (ภาคต่อของ ๔ เดือน) ก็ยังมีโพล เอาด้วย ๔๔.๘๑% พอๆ กับ ‘ไม่เอา ๔๑.๖๘% ทำไมล่ะ? น่าจะเป็นคำถามที่หลายต่อหลายคนข้องใจผลที่นิด้าโพลออกมาอย่างนี้ ในเมื่องปัญหา คิวอาร์/บาร์ โค้ด ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ

จะบอกว่าเพราะคนตอบโพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นชุดความคิดเดิมๆ (หมายถึงตัวอย่างเก่า ใช้แล้วใช้อีก) คงพอได้ ดูจากคำตอบร้อยละ ๓๖.๕๖ บอกว่า การโกงเลือกตั้งโดย กกต. “จะไม่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองใดๆ”

แล้ว “เมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาจะไม่เป็นความลับ” ก็ยังพบว่า “ร้อยละ ๔๗.๖๔ ระบุ ไม่กังวลเลย” นี่จะถือว่าผู้ตอบเหล่านี้รู้จักการเมืองไทยดี ระดับที่เรียกว่า เก๋า ได้ไหม

ก็ขนาดที่ ธรรมนัส พรหมเผ่า ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ขอเข้าร่วมรัฐบาลโดยตนเองไม่รับตำแหน่ง รมต.ใดๆ ไม่กำหนดกระทรวง ไม่ต้องมีโควต้า ท่าทีอนุทิน ชาญวีรกูล ยังแบ่งสู้ว่าต้องพิจารณาตามมาตรฐานองค์กรวิเศษ ศาลรัฐธรรมนูญ อะ

ฉะนั้นรัฐบาลอนุทิน ๒ ก็ปลอดจากสีเทาๆ ไปเปราะหนึ่งละ แต่ใช่ว่าจะหมดจดเรี่ยมเร้ไปเสียทีเดียว อย่างไรเสีย ซิโนไทย กับ ศักดิ์สยาม ก็ยังเป็น มงกุฏหนาม นายกฯ คนที่สนิท ชิดชอบ กับ ผอ.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่ไม่เหือดหาย

ดังนั้น รัฐบาล ๔ ปีชุดต่อไปของ อนุทิน จะอยู่ยาวเป็น ๑๐ อย่างที่กูรูบางท่านทำนายหรือไม่ คนไทยกว่าครึ่งประเทศไม่น่าจะยี่หระอะไร

(https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/6V6R9kyM3, https://www.nationtv.tv/news/politics/3789744505XF5rEFA และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/031HnH49)