วันพฤหัสบดี, เมษายน 23, 2569

จับตา “ฟ้า พรหมศร” เตรียมถูกพาตัวไปพิจารณาคดี ม.112 ที่พัทลุง – เจ้าตัวกังวลเดินทางไกลภายใต้การคุมขัง


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
14 hours ago
·
จับตา “ฟ้า พรหมศร” เตรียมถูกพาตัวไปพิจารณาคดี ม.112 ที่พัทลุง – เจ้าตัวกังวลเดินทางไกลภายใต้การคุมขัง
.
.
วันที่ 22 เม.ย. 2569 ทนายความเดินทางไปที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เพื่อเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 จากกรณีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา
.
ล่าสุด ฟ้าแจ้งว่าเตรียมถูกทางเรือนจำนำตัวไปที่พัทลุง เพื่อเตรียมการพิจารณาคดีมาตรา 112 อีกคดีที่เขาถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดพัทลุง ซึ่งมีนัดพร้อมและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 27 เม.ย. 2569 นี้ โดยคาดว่าจะถูกนำตัวไปในวันพรุ่งนี้ (23 เม.ย) แต่ยังไม่ทราบช่วงเวลา
.
ในคดีดังกล่าว ฟ้าถูก ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สภ.เมืองพัทลุง เหตุจากการโพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กวิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565 ก่อนคดีเพิ่งถูกสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา โดยทรงชัยเป็นผู้กล่าวหาคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 จำนวนมากไว้ในพื้นที่ภาคใต้
.
ก่อนหน้านี้ ฟ้ากังวลเรื่องการถูกนำตัวเดินทางลงใต้ เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย และเรื่องเรือนจำที่จะถูกย้ายไปคุมขัง ไม่รู้ว่าสภาพแวดล้อมจะเป็นอย่างไร และอาจจะต้องถูกนำตัวไปกลับมาอีกหลายครั้ง เนื่องจากเขายังมีคดีค้างอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย
.
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ทนายความยังได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพัทลุง ขอให้นัดคดีในวันที่ 27 เม.ย. 2569 นี้ ดำเนินการผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ต่อมา ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าการพิจารณา และสืบพยานในศาล ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
.
ฟ้ารับทราบคำสั่งดังกล่าว และให้ความเห็นว่า ผู้ต้องหา/จำเลยในคดีที่ถูกกล่าวหาหรือฟ้องทางไกล มีความยากลำบากมาก ๆ ตอนที่ยังมีอิสรภาพ ไม่ถูกคุมขัง ก็มีความยากลำบากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งต้องเดินทางไกล มีค่าใช้จ่ายสูง ครอบครัว ญาติมิตร หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปที่สนใจ ก็ไม่สามารถไปติดตามสังเกตการณ์คดีในที่ห่างไกลได้
.
ฟ้าเห็นว่ายิ่งต้องมาถูกดำเนินคดีในระหว่างที่ต้องตกเป็นผู้ต้องขังยิ่งยากลำบากเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะต้องถูกส่งตัวเดินทางไกลจากเรือนจำจากกรุงเทพฯ ไปขังที่เรือนจำต่างจังหวัดก่อนหลายวัน เพื่อรอวันนัดศาล ส่วนเพื่อนและญาติก็ไม่สามารถตามไปเยี่ยมได้ ในเชิงกระบวนการศาลครั้งนี้ นัดเพียงวันเดียว ควรจะใช้วิธีผ่านคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำนี้ก็ได้ เพื่อลดระยะเวลาการเดินทางและสนองนโยบายประหยัดน้ำมันของรัฐบาล
.
ถึงที่สุดแล้ว เมื่อต้องถูกนำตัวไปเดินทางไป ฟ้าเห็นว่าเขาอยากแสดงออกโดยการอดอาหารในระหว่างถูกนำตัวไปพัทลุง และอยากให้เรือนจำรีบนำตัวกลับมา เนื่องจากยังมีนัดพิจารณาคดีชุมนุมหน้า SCB ในช่วงเดือนพฤษภาคมด้วย รวมทั้งอยากให้ผู้สื่อข่าวติดตามคดีของเขาด้วย
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/82960
.
------------------------
.
“ฟ้า” พรหมศร ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569 หลังศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัวระหว่างฎีกา ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 ซึ่งถูกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ลงโทษจำคุก 2 ปี 10 เดือน ในช่วงแรกหลังถูกคุมขัง เขาอดอาหารเป็นระยะเวลา 10 วัน เพื่อเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทั้งหมด
.
ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงฟ้า และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่ลแนล https://freeratsadon.amnesty.or.th/
.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1369677515002715&set=a.656922399611567




อาจารย์ป๊อกกับเท้ง (เสรีชน ขัดกันบ้างก็มีสิ่งดีไม่ใช่เหรอ)


Atukkit Sawangsuk
4 hours ago
·
อาจารย์ป๊อกกับเท้ง
อาจารย์ป๊อกพูดคล้ายที่ให้สัมภาษณ์ผมในมติชนทีวี แต่ในรายการสรยุทธ (ซึงเขาซักได้แหลมคม) เข้าถึงคนได้มากกว่ามากๆ และอยู่ในจังหวะที่พรรคกำลังจะประชุมใหญ่ กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องแนวทางความคิด
ในภาพกว้าง อาจารย์ป๊อกทำให้ผู้สนับสนุนพรรคที่กำลังห่อเหี่ยว มีกำลังใจ มีความรู้สึกว่านี่ไง พรรคที่เราเลือก พรรคที่ควรจะเป็น DNA ที่มีมาตั้งแต่อนาคตใหม่ กลับไปสู่พรรคที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มากกว่าคิดจะมุ่งเอาชนะ สส.เขตแบบสู้ในเกมของเขาซึ่งยังไงก็แพ้
จริงๆ มันคือ 2 แนวทาง ซึ่งต้อง balance นั่นแหละ แต่ในช่วงที่ผ่านมา ความพยายามเอาชนะเลือกตั้ง ความพยายามเข้าถึงฐานเสียงวงกว้าง (และการตัดสินใจผิดพลาดโหวตอนุทิน+การหลีกเลี่ยงไม่ยืนหยัดหลักการสู้กับพวกคลั่งชาติทหารนิยม) ทำให้ด้านความคิดแหลมคมดูเลือนลางไป แม้ยังมีอยู่ จนอาจารย์ป๊อกกระตุ้นให้กลับมาชู
ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าทอดทิ้งการทำพื้นที่ ไม่ต้องมีอาสาส้ม แต่มองให้ออกว่า ปัจจัยหลักที่จะทำให้พรรคชนะ อยู่ที่การทำให้คนเห็นว่าพรรคคือความหวัง คือผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งมั่นกล้าหาญ อนุทินบนยอดภูเขาน้ำแข็ง พังเมื่อไหร่ ต้องทำให้คนเห็นว่ามีแต่พรรคส้มเท่านั้น ต้องส้ม 2 ใบ มันจึงจะส่งผลให้ชนะเลือกตั้ง สส.เขต โดยการทำพื้นที่หรือหาอาสามาป้องกันโกงเลือกตั้งเป็นปัจจัยรอง
:
อาจารย์ป๊อกพูดในภาพใหญ่ แต่ในเรื่องเฉพาะมันไปกระทบอาสาส้ม
ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือน attack เท้ง (และเท้งก็คงรู้สึกอย่างนั้น)
เพราะเท้งเป็นต้นคิด เท้งคิดจากมุมของ สส.เขต คิดเรื่องการเอาชนะในพื้นที่ เท้งก็คงรู้สึกว่า อาจารย์ป๊อกวิพากษ์ว่าพาพรรคไปผิดทาง
:
นี่เป็นความขัดแย้งไหม ก็เป็นสิ เป็นความขัดแย้งทางความคิด ที่ต้องเกิดอยู่แล้วในพรรคมวลชน
และไม่ใช่ความขัดแย้ง 2 คน คนในพรรคก็คิดต่างกัน 2 ทาง
คนในพรรคมีทั้งที่เห็นว่าต้องชูการเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง มากกว่าคิดเรื่องเอาชนะเลือกตั้ง แล้วชัยชนะจะมาเมื่อถึงเวลาที่สุกงอม
แล้วก็มีคนที่คิดในทางงานพื้นที่ทำอย่างไรจะเอาชนะ สส.เขต เอาชนะบ้านใหญ่
แต่ไม่ใช่ทั้งสองแนวทางขัดกันจนไปด้วยกันไม่ได้ มันอยู่ที่การวางน้ำหนักหลักรอง
ไม่ใช่อาจารย์ป๊อกบอกว่าไม่ต้องสนใจทำพื้นที่ ไม่ใช่เท้งปฏิเสธการมีความกล้าหาญเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (เหมือนที่ยืนยันเรื่องนิรโทษกรรม แต่เมื่อพรรคต้องห้ามเรื่อง 112 มันก็ต้องช่วยกันคิดหาประเด็นท้าทายใหม่)
:
พรรคมวลชนก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ แค่อย่าเป็นอย่างพรรคอมมิวนิสต์ ที่คิดต่างแล้วชี้หน้ากันเป็นลัทธิแก้ ฉวยโอกาสเอียงซ้าย ฉวยโอกาสเอียงขวา ซึ่งพรรคส้มมันเป็นพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา ที่ต้องหาเสียงต้องอาศัยการสนับสนุนจากประชาชน มันเป็นแบบนั้นไม่ได้อยู่แล้ว

https://www.facebook.com/baitongpost/posts/26614123448242799?ref=embed_post




ทำไมสุดท้ายไทยจำเป็นต้องขึ้น ภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเลี่ยงการเดินลง "หุบเหว" สู่วันที่รัฐไร้เงิน รัฐบาลจะหารายได้เพิ่มจากไหนได้อีก



ทำไมสุดท้ายไทยจำเป็นต้องขึ้น ภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเลี่ยงการเดินลง "หุบเหว" สู่วันที่รัฐไร้เงิน

ปณิศา เอมโอชา
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เตรียมเสนอแผนปรับโครงสร้างภาษี โดยหนึ่งในหัวข้อหลัก คือ ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานผู้บริโภค ด้วยการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (Valued Added Tax - VAT) ขึ้นมาเป็น 10% จากเดิมที่คงอยู่ในระดับ 7%

ต่อมาจึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์คัดค้านอย่างรุนแรง หลายฝ่ายให้เหตุผลว่า ประชาชนไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤตอันเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ต้องแบกค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนพลังงาน-เชื้อเพลิง ไปจนถึงภาคการเกษตร ดังนั้นจึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการจะปรับขึ้นอัตราภาษีเพื่อซ้ำเติมประชาชน

ในห้วงเวลาเดียวกันนี้เอง ยังเกิดกระแสสนับสนุนแนวคิดในการปรับขึ้นภาษี VAT เช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในโพสต์ที่กลายเป็นไวรัลที่สุดจนมึคนแชร์มากกว่าหกพันครั้ง จากเพจให้ความรู้เรื่องการลงทุนที่มีชื่อว่า "Beauty Investor" มีการใช้พาดหัวว่า "ในประเทศที่XXXอยากได้ทุกอย่าง แต่ไม่อยากจ่ายซักบาท ขึ้น VAT กับยกเลิก 1.8 ล้าน XXXแฟร์กับทุกคนที่สุดแล้ว"

ทว่าคล้อยหลังไม่ถึงสองวันเต็ม สุดท้าย กมธ. เศรษฐกิจฯ คณะนี้ก็ตัดสินใจถอนรายงานฉบับดังกล่าวที่มีกำหนดนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 21 เม.ย. คณะที่ฝั่งรัฐบาลโดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาปฏิเสธว่าข่าวการจะขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 10% นั้น "เป็นข่าวปลอม รัฐบาลมีแต่จะพิจารณามาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนเท่านั้น"

แม้รัฐบาลจะออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่นเรื่องแผนการปรับขึ้นภาษี VAT ในระยะอันใกล้นี้แล้ว อย่างไรก็ดี ในบทความชิ้นนี้ บีบีซีไทยชวนผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและเศรษฐกิจการเงินและการคลังมาวิเคราะห์ว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ไทยจะต้องปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษี และต้องทำอย่างไรจึงจะเรียกว่า "แฟร์" หรือ "ยุติธรรม" กับประชาชนจริง ๆ

"สุดท้ายไทยจำเป็นต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจริง ๆ เพราะระดับ 7% ถือว่าน้อยมาก"

"ความน่ากลัวคือเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ประชาชนไม่ยอมรับความจริงว่าต้องขึ้น VAT เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับอนาคต แล้วเราก็กำลังจะเดินสู่หุบเหวที่เราไม่สามารถจะหลีกหนีไปได้…วันหนึ่งรัฐจะไม่สามารถที่ให้บริการต่าง ๆ ได้เพราะไม่มีเงิน"

ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ในมาตราที่ 80 ได้มีการกำหนดให้ใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ระดับ 10% ซึ่งเริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2535

อย่างไรก็ดี ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการนโยบายการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา บอกกับบีบีซีไทยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลทุกชุดต่างปรับลดอัตราภาษี VAT ลงมาอยู่ในระดับ 7% มาตลอด

"ตอนเราเริ่มมี VAT มันถูกจัดเก็บที่ 10% แต่ด้วยวิกฤตปี 1997 [หรือ 'วิกฤตต้มยำกุ้ง'] มันเลยลดเหลือ 7% แต่เชื่อไหมว่า ตอนลดตอนนั้นก็บอกว่าเมื่อเศรษฐกิจดีพร้อมถึงจะกลับขึ้นมาเป็น 10% แต่ผ่านตั้งแต่ปี 1997 จนเศรษฐกิจกลับมาดี จนเกิดวิกฤตใหม่ จนเศรษฐกิจกลับมาดี เราไม่สามารถขึ้นกลับมาได้เลย" ดร.นณริฏ กล่าว

พระราชกฤษฎีกาฉบับล่าสุด ประกาศเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ระบุให้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลง และให้จัดเก็บที่อัตรา 6.3% (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) เป็นการชั่วคราวสำหรับการขายสินค้า บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2569 โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรักษาระดับการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

ดร.นณริฏบอกกับบีบีซีไทยว่า สุดท้ายไทยจำเป็นต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจริง ๆ เพราะระดับ 7% ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศรายได้ปานกลางอื่น ๆ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 12%-15% โดยเฉพาะอย่างในกลุ่มประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการมีการเก็บภาษี VAT เฉลี่ย 18%-25%

คำตอบของ ดร.นณรัฏ นั้นสอดคล้องจากข้อมูลจากมูลนิธิภาษีแห่งยุโรป (Tax Foundation Europe) ที่สะท้อนว่าค่าเฉลี่ยภาษี VAT ประจำปี 2026 ในภูมิภาคนี้อยู่ที่ 21.9% ขณะที่ฮังการีเป็นประเทศที่เก็บ VAT สูงที่สุดถถึง 27%

เขาอธิบายว่านโยบายของไทยเดินมาบนเส้นทางของการเป็นรัฐสวัสดิการ อาทิ บัตรทอง หรือเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าระดับการเก็บภาษีที่ต่ำมากนั้น จะทำให้เกิดปัญหาเมื่อพิจารณาว่าในอีกหนึ่งทศวรรษจากนี้ ไทยจะมีตัวเลขผู้สูงอายุพุ่งขึ้นจาก 14 ล้านคน เป็น 20 คน

"ความน่ากลัวคือเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ประชาชนไม่ยอมรับความจริงว่าต้องขึ้น VAT เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับอนาคต แล้วเราก็กำลังจะเดินสู่หุบเหวที่เราไม่สามารถจะหลีกหนีไปได้…วันหนึ่งรัฐจะไม่สามารถที่ให้บริการต่าง ๆ ได้เพราะไม่มีเงิน" นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอย้ำ

ด้าน ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ในฐานะนักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี มหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม เทรนต์ สหราชอาณาจักร เสริมว่า เธอเห็นด้วยกับมิติเรื่องการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน แต่ย้ำว่า "ไม่ใช่ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้"

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์หญิงรายนี้อธิบายว่า การขึ้นภาษี VAT โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีปริมาณเงินในระบบมากขึ้นส่งให้มีอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะที่การหันมาขึ้นภาษี VAT ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำนั้นมักจะบีบให้การใช้จ่ายลดลง ในทางตรงกันข้าม หากปรับลดอัตราภาษี VAT ก็จะช่วยให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

เธอมองว่าหนึ่งในโมเดลการขึ้นภาษีที่รัฐบาลไทยอาจนำมาใช้ได้คือ กรณีศึกษาจากสหราชอาณาจักรที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสวัสดิการรัฐ โดย ดร.นงนุช แนะนำว่า แทนที่รัฐจะขึ้นภาษีด้วยอัตราเดียวทั้งกระดานสินค้า (flat rate) สามารถแยกสินค้าออกเป็นกลุ่มประเภทที่สำคัญ อาทิ สินค้าจำเป็นอย่างผ้าอนามัยหรือผงซักฟอก และสินค้าฟุ่มเฟือย และเลือกขึ้นภาษี VAT กับสินค้าประเภทหลังแทน

"ทางอังกฤษเขาจะกังวลมากในเรื่องของสวัสดิการ เรื่องการใช้ชีวิตประจำวันให้เป็นปกติ เพราะฉะนั้นการขึ้น VAT มันไม่ต้องขึ้นทั้งกระดานหรอก… บางคนอาจจะบอกว่าทำไม่ได้หรอก มันยาก มันมีช่องว่าง ซึ่งจริง ๆ ไม่เลย มันไม่เหมือนภาษีศุลกากรที่ต้องมีการตีความ นี่มันชัดเจนอยู่แล้วว่าสินค้าอะไรที่เป็นสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ถ้าไม่มีอยู่ไม่ได้" ดร.นงนุช กล่าว

VAT คือภาษีที่ "แฟร์" ที่สุดจริงหรือไม่ ?

ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ อาจารย์ด้านกฎหมายภาษีอากร และรองคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชัน iTax บอกบีบีซีไทยว่า การมองว่าการขึ้นภาษี VAT คือมาตรการที่เป็นธรรมหรือ "แฟร์" ที่สุดนั้น สำหรับเขาเองมองว่า "ไม่จริง"

อาจารย์ด้านกฎหมายรายนี้อธิบายย้ำในมุมมองเดียวกับ ดร.นงนุช ว่า ภาษี VAT คือภาษีที่ตั้งอยู่บนการบริโภค หรือแปลว่าภาษีชนิดนี้จะถูกเก็บก็ต่อเมื่อมีการบริโภคเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อนำมามองในมิติของคนรวยกับคนจน ต่อให้ทั้งสองคนนี้จะบริโภคด้วยมูลค่าเท่ากัน แต่กำลังซื้อของคนสองคนไม่เท่ากัน

"ถ้าเทียบสัดส่วนกับคนที่มีเงินเหลือเก็บ กับคนที่เงินไม่พอใช้ คนที่มีเงินเหลือเก็บจริง ๆ สัดส่วน VAT ที่เขาจ่ายมันน้อยกว่าคนที่เงินไม่พอใช้… ดังนั้นตัวนี้จริง ๆ มันยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำด้วยซ้ำ" ผศ.ดร.ยุทธนา กล่าว

อย่างไรก็ดี เขาเสริมว่า เขาเข้าใจมิติของผู้นำเสนอประเด็นนี้ว่าที่ผ่านมาเมื่อมองผ่านเลนส์ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งดูเหมือนว่าชนชั้นกลางจำนวนน้อย กำลังแบกแรงงานทั้งระบบเอาไว้ ซึ่งการที่ "คนรายได้น้อยไม่เข้าระบบภาษี เสียแต่ VAT อย่างเดียว การขึ้น VAT ก็ทำให้คนพวกนี้เสียภาษีตามไปด้วย" จึงกลายเป็นข้อโต้เถียงได้


"ฐานภาษีที่แท้จริงของประเทศไทยนั้นกระจุกตัวอยู่กับประชากรกลุ่มเล็ก ๆ คิดเป็นประมาณ 7.16% ของประชากรทั้งประเทศ"

ในรายงานที่มีชื่อว่า "ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่แคบของไทย: ความจริงเชิงโครงสร้างและความท้าทายด้านการคลัง" ซึ่งจัดทำโดยสำนักงบประมาณรัฐสภา และเผยแพร่ออกมาเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ผู้เขียนระบุว่า เมื่ออ้างอิงโครงสร้างประชากรและฐานผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทย ในปีภาษี 2566 จากตัวเลขกำลังแรงงานรวมที่มีงานทำราว 40.09 ล้านคน มีเพียงแค่ 4.73 ล้านคนเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีเงินได้ฯ

"สะท้อนให้เห็นว่าฐานภาษีที่แท้จริงของประเทศไทยนั้นกระจุกตัวอยู่กับประชากรกลุ่มเล็ก ๆ คิดเป็นประมาณ 7.16% ของประชากรทั้งประเทศ" รายงานระบุ

ผศ.ดร.ยุทธนา ชี้ว่า ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เป็นปัญหา "แต่อีกด้านหนึ่งก็อย่าลืมว่า คนชนชั้นกลางก็จะจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเหมือนกันนะ มันไม่ได้แบบจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วไปลดภาษีเงินได้ให้เขา อาจจะเป็น ดีเบต (ถกเถียง) ที่ไม่ตรงซะทีเดียว"

ด้าน ดร.นณริฏ เสริมในมิติที่คล้ายคลึงกันว่า จริงอยู่ที่การปรับขึ้นอัตราภาษี VAT นั้นเป็นแบบฐานภาษีกว้าง (Broad Base) ที่กระทบคนจำนวนมากจริง แต่กลุ่ม "เดอะแบก" เองก็ต้องจ่ายภาษีตรงนี้เพิ่มด้วยเช่นกัน "ดังนั้นข้อความมันถึงไม่ได้ถูกต้อง… แต่เขาอาจจะแค่รู้สึกว่า 'ก็เหมือนลงมาเสียด้วยกัน'" นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอกล่าว

เขายังเสริมด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีการศึกษาจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ที่วิเคราะห์ว่าถ้ามีการขึ้น VAT แล้ว ครัวเรือนไหนจะต้องแบกรับภาระเฉลี่ยต่อรายได้มากที่สุด ซึ่งปรากฏว่าผลลัพธ์ที่ออกมาของประเทศไทยทุกคนรับภาระเท่า ๆ กัน "ซึ่งอันนี้เป็นคุณสมบัติเฉพาะของไทย ที่อื่น ๆ โดยมากคนจนจะต้องเสีย VAT มากกว่าเพราะฉะนั้นพอมีการขึ้น VAT ทุกครัวเรือน[ในไทย]ไม่ว่าจะยากดีมีจนมีแนวโน้มจะต้องเสีย VAT เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเท่ากัน"

รัฐบาลจะหารายได้เพิ่มจากไหนได้อีก



ตามข้อมูลจากระบบข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐพบว่า ผลรวมรายได้จัดเก็บของรัฐบาล (Gross) ในปี 2568 มีมูลค่าอยู่ที่ 3.32 ล้านล้านบาท โดยตัวเลขหลักถึงกว่า 70.12% เป็นรายได้ที่จัดเก็บโดยกรมสรรพากร หรือคิดเป็นตัวเลข 2.33 ล้านล้านบาท

ในจำนวนนี้แบ่งย่อยลงมาเป็นรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มราว 9.92 แสนล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล 7.96 แสนล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 4.32 แสนล้านบาท

"เรามีประชากรหกสิบล้านคน แต่เสียภาษีเงินได้จริง ๆ แค่สี่ล้านคน ท้ายสุดเป็นไปได้อย่างไร หกสิบล้านคนจ่ายภาษีจริงแค่สี่ล้านคน" ดร.นณริฏ กล่าว

เมื่อเราถามว่ายังมีช่องทางไหนอีกบ้างนอกจาก VAT ที่รัฐบาลสามารถเก็บภาษีที่เป็นรายได้ของรัฐให้เพิ่มขึ้น เขาชี้ว่าปัจจุบันยังมีกลุ่มคนจำนวนมากที่หลุดออกไปจากระบบภาษีเงินได้ของไทย ซึ่งหากมองจากลำดับความสำคัญภาครัฐควรเข้าไปจี้ที่จุดนี้ให้เพิ่มมากขึ้น โดยกลุ่มคนที่จงใจเลี่ยงภาษีและควรถูกเพ่งเล็งได้แก่
  • กลุ่มร้านที่รับแค่เงินสดและไม่ทำบัญชี ร้ายขายของออนไลน์ที่ไม่แจ้งรายได้
  • กลุ่มธุรกิจต่างชาติที่ใช้ช่องทางการรับเงินผ่านระบบต่างประเทศ เช่น Alipay ทำให้รัฐไม่มีทางติดตามรายได้ได้
  • กลุ่มเอสเอ็มอีที่ไม่จดทะเบียน VAT
  • กลุ่มผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์แต่ไม่ยื่นภาษี
เขาชี้ว่า การเพิ่มรายได้ภาษีเป็นเรื่องที่รัฐต้องทำอยู่แล้ว แต่หากจะเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง ให้เริ่มจากการไปจัดการกับคนรวยที่ยังเลี่ยงภาษีก่อน จากนั้นให้ดึงคนที่ควรอยู่ในฐานภาษีแต่ยังไม่อยู่เข้ามาให้ครบ แล้วค่อยมาพูดเรื่องขึ้น VAT หรือเพิ่มภาษีฐานอื่น



ผศ.ดร.ยุทธนา เห็นตรงกัน ดร.นณริฏ และตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่ประมาณครึ่งประเทศ รัฐเคยจริงจังกับการแก้ปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน

"คนทำงานออฟฟิศจ่ายภาษีเต็ม ๆ หนีก็ไม่ได้ แต่ร้านค้าหนีได้ไหม แค่เขาบอกว่าไม่รับเงินโอน จ่ายสดเท่านั้น ก็ได้ เงินหนีภาษีพวกนี้มันคือเงินผิดกฎหมายอยู่แล้ว แต่คุณไม่ไปเก็บตรงนั้น คุณมาเก็บคนที่ต้องจ่ายอยู่ในระบบอยู่แล้ว… ถ้าหากว่าตัวเลขมันเกิดขึ้นมาได้ สมมติว่าขึ้นมาได้สักแสนล้าน นี่เทียบเท่ากับการขึ้น VAT ประมาณ 1%-1.5% เลยนะ" เขาตั้งข้อสังเกต

อาจารย์ด้านกฎหมายผู้นี้ยังเสริมว่า หนึ่งในการเพิ่มรายได้ที่มีประสิทธิภาพก็คือ การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป

"ตัวงบประมาณของเราอยู่ที่ประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท สมมติว่าถ้าเราลดต้นทุนสัก 10% ได้เงินเพิ่มขึ้นมา 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งนี่เทียบเท่ากับ VAT 3%" เขาลองคำนวณให้ดู

ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีทั้งสามคนต่างมองตรงกันว่าสุดท้ายแล้วการจัดลำดับความสำคัญเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คือเมื่อแก้ปัญหาดึงคนเข้ามาอยู่ในระบบฐานภาษีได้เต็มศักยภาพขึ้นแล้ว หรือใช้เงินได้ดีขึ้นแล้ว ก็จะเข้าสู่การเพิ่มภาษีในฐานต่าง ๆ


"...คุณรู้อยู่แล้วคุณอยากจะไปจัดการคนมีเงิน คุณก็ไปจัดการตรงนั้นสิ คุณจะมาจัดการกับสินค้าทั่วไปเพื่ออะไร หรือว่าจะมาจัดการกับคนที่เสียภาษีรายได้เป็นปกติ ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้วเพื่ออะไร" ดร.นงนุช เสนอแนะ

สำหรับประเด็นนี้ ดร.นงนุช เสนอว่า ไทยสามารถปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตขึ้นได้ เพราะตามหลักแล้วนี่เป็นการเก็บภาษีเพื่อปรับลดพฤติกรรมการบริโภคของผู้คน โดยการบริโภคเหล่านี้มักทำลายสิ่งแวดล้อมหรือทำลายสุขภาพของคน

"โดยรูปแบบของภาษีสรรพสามิต คุณจะเก็บ 300% หรือ 400% ก็เก็บไป เพราะคุณต้องการให้เขาลด แต่ส่วนใหญ่คนที่จะบริโภคสินค้าที่ถูกเก็บสรรพสามิตคือใคร ก็คือคนมีเงิน" ดร.นงนุช กล่าว

เธอยกตัวอย่างต่อไปว่า กรณีอย่างรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งได้รับมาตรการสนับสนุนระหว่างปี 2567-2570 โดยรับสิทธิลดภาษีสรรพสามิต หรือการอุดหนุนอื่น ๆ เธอเสริมว่าเป็นสิ่งที่ทำได้เพื่อสนับสนุนการใช้งาน แต่ก็ยังมีโอกาสในการเก็บภาษีกับรถยนต์ไฟฟ้าราคาแพง ๆ หรือในกลุ่มหรูหราซึ่งผู้ซื้อมีกำลังซื้อ

"ถ้าคุณมีปัญญาที่จะจ่ายมูลค่าที่แพง แปลว่าคุณถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าได้ เพราะเขาไม่เดือดร้อนเยอะ [รัฐ]ต้องไประบุให้ได้ก่อนว่าคนรวยใช้อะไร คนไม่รวยใช้อะไร แยกตรงนี้ก่อน แล้วไปเก็บให้ตรงจุดตามอัตราก้าวหน้า… คุณรู้อยู่แล้วคุณอยากจะไปจัดการคนมีเงิน คุณก็ไปจัดการตรงนั้นสิ คุณจะมาจัดการกับสินค้าทั่วไปเพื่ออะไร หรือว่าจะมาจัดการกับคนที่เสียภาษีรายได้เป็นปกติ ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้วเพื่ออะไร" ดร.นงนุช เสนอแนะ

สำหรับ ดร.นณริฏ ช่องทางการเก็บภาษีอื่น ๆ ที่เขาเสนอแนะยังประกอบไปด้วย การยกเลิกฐานภาษี VAT ที่ 1.8 ล้านบาท ซึ่งเขาชี้ว่ามีงานวิจัยบอกว่ามีธุรกิจหลายธุรกิจพยายามจะคุมรายได้ตัวเองให้มันต่ำกว่าตัวเลขเพดานนี้ เพื่อเลี่ยงเสียภาษี

เขายังพูดถึงการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเขาย้ำว่า "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเก็บถูกมาก ทั้งที่จริง ๆ ภาษีที่ดินเป็นภาษีที่มันสร้างความเหลื่อมล้ำสูง คนรวยถือครองที่ดินเต็มไปหมด อันนี้ก็ต้องจัดเก็บภาษีให้เยอะ" เช่นเดียวกับการเก็บภาษีความมั่งคั่งจากบุคคลที่มีสินทรัพย์เกิน 100 ล้านบาท

"เราไม่รู้หรอกว่าคุณมีรายได้มาจากไหนบ้าง ถูกกฎหมายผิดกฎหมายเราไม่รู้ คุณร่ำรวยเกินปกติ ต่างประเทศเขาก็มีการจัดเก็บ 2%-3% เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม"

https://www.bbc.com/thai/articles/c1eq519z1pgo




ภาพปกนิตยสารรายสัปดาห์ L'Espresso ของอิตาลีฉบับล่าสุด ที่มีชื่อว่า "L'Abuso" (การทารุณกรรม) ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในการสนทนาระดับนานาชาติเกี่ยวกับความรุนแรงของ Settlers (ผู้ตั้งถิ่นฐาน) ในเขตเวสต์แบงก์


"L'Abuso" จุดชนวนตึงเครียด สะท้อนภาพการกดขี่ปาเลสไตน์ | ทันโลกกับ Thai PBS | 21 เม.ย. 69

Thai PBS

Apr 21, 2026 

นิตยสารเลสเพรสโซ่ (L'Espresso) ของอิตาลี เผชิญกระแสวิจารณ์รุนแรงจากอิสราเอล หลังใช้ภาพผู้ตั้งถิ่นฐานเป็นปกฉบับล่าสุด ด้วยข้อครหาว่าภาพดังกล่าวเป็นการบิดเบือน และการเหมารวม แม้จะเป็นภาพจริงที่สะท้อนการคุกคามชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์

https://www.youtube.com/watch?v=ZcjeJtxUl2A
.....

ภาพปกนิตยสารรายสัปดาห์ L'Espresso ของอิตาลีฉบับล่าสุด ที่มีชื่อว่า "L'Abuso" (การทารุณกรรม) ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในการสนทนาระดับนานาชาติเกี่ยวกับความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์

ภาพถ่ายดังกล่าวแสดงให้เห็นหญิงชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งหันหน้าหนีด้วยสีหน้าทุกข์ใจอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ชายชาวอิสราเอลติดอาวุธ ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ตั้งถิ่นฐาน ยืนอยู่ห่างจากใบหน้าของเธอเพียงไม่กี่นิ้ว ยิ้มกว้างและชี้สมาร์ทโฟนไปที่เธอ

เรื่องราวเบื้องหลังภาพ
หญิงคนดังกล่าวได้รับการระบุชื่อว่า Miead Abu al-Rub (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Mayyad) ทนายความชาวปาเลสไตน์วัย 35 ปี และเป็นแม่ของลูกสี่คน ซึ่งทำงานกับคณะกรรมการต่อต้านกำแพงและการตั้งถิ่นฐาน

บริบท: ภาพถ่ายนี้ถ่ายโดยช่างภาพชาวอิตาลี Pietro Masturzo เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2025 ในหมู่บ้าน Idhna ใกล้กับ Hebron

เหตุการณ์: Abu al-Rub กำลังช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นในช่วงเริ่มต้นฤดูเก็บเกี่ยวผลมะกอก เธอรายงานว่ากลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานติดอาวุธ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทหารอิสราเอล ได้เดินทางมาเพื่อหยุดยั้งกิจกรรมดังกล่าว

เหตุการณ์: มาสตูร์โซอธิบายว่าชายในภาพกำลังก่อกวนกลุ่มคนและ "เลียนแบบเสียงต้อนแกะ" เพื่อดูหมิ่นชาวปาเลสไตน์ที่อยู่ในเหตุการณ์ อาบู อัล-รูบ กล่าวในการสัมภาษณ์ล่าสุดว่าผู้ตั้งถิ่นฐานใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนจริงเพื่อขับไล่พวกเขาออกจากพื้นที่ โดยกล่าวว่า "ภาพนี้สะท้อนให้เห็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน... พวกเขาพร้อมที่จะฆ่าเรา"

ความขัดแย้งและการตอบสนอง
ภาพหน้าปกซึ่งตีพิมพ์ในเดือนเมษายน 2026 ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงในแวดวงการทูตและสื่อสังคมออนไลน์:

การตอบสนองของอิสราเอล: เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำอิตาลี โจนาธาน เพเลด ประณามภาพหน้าปกว่าเป็น "การบิดเบือน" และ "การบิดเบือนความเป็นจริง" นักวิจารณ์ที่สนับสนุนอิสราเอลตั้งคำถามถึงความถูกต้องของภาพถ่าย โดยบางคนอ้างว่าดูเหมือน "สร้างขึ้นโดย AI" หรือจัดฉากขึ้นเนื่องจากสีหน้าและเครื่องแต่งกายของชายคนนั้น

การแก้ต่างของ L'Espresso: นิตยสารยืนยันในรายงานของตน โดยชี้แจงว่าภาพถ่ายเป็นภาพจริงและได้นำเสนอวิดีโอเหตุการณ์เพื่อหักล้างข้อกล่าวหาเรื่องการดัดแปลงภาพด้วย AI

มุมมองของ Abu al-Rub: นับตั้งแต่ภาพหน้าปกแพร่กระจายไปทั่ว Abu al-Rub ได้รายงานว่าเขาเผชิญกับ "การรณรงค์ยุยงปลุกปั่น" ทางออนไลน์ อย่างไรก็ตาม เธอเน้นย้ำว่าความสนใจจากประชาคมโลกนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อช่วยบันทึก "รูปแบบพฤติกรรม" ที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญในประเด็นเกี่ยวกับการเข้าถึงที่ดินและการขยายถิ่นฐาน

ภาพดังกล่าวได้แปรสภาพจากเพียงภาพถ่ายเชิงข่าวไปสู่สัญลักษณ์ทางการเมือง โดยได้รับการอ้างถึงจากนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนว่าเป็นตัวแทนที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตแห่งอำนาจภายในดินแดนที่ถูกยึดครองได้อย่างถึงแก่น








https://x.com/MiddleEastEye/status/2045272535332204972





ชาวเกาหลีเข้าหานักการทูตอิสราเอล เเละพูดว่า “เทคโนโลยีไม่ได้มีไว้เพื่อทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ Free Free Palestine!” คนเกาหลีตื่นเเล้ว

https://www.facebook.com/watch/?v=1727134571235500










 

หน่วยราชการที่ทำ IO โจมตีบุคคลพลเมืองโดยมิชอบ บอกพวกเราว่า ๑) รัฐนี้ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย ไม่ได้มีประชาชนเป็นนายหนึ่งเดียวจริง ๒) รัฐนี้รับใช้ผลประโยชน์ทับซ้อนที่แยกต่างหากจากผลประโยชน์ของประชาชาติ


Kasian Tejapira 
10 hours ago
·
การที่หน่วยราชการต้องมาทำ IO โจมตีบุคคลพลเมืองโดยมิชอบบ่งชี้ว่า ๑) รัฐนี้ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย ไม่ได้มีประชาชนเป็นนายหนึ่งเดียวจริง ๒) รัฐนี้รับใช้ผลประโยชน์ทับซ้อนที่แยกต่างหากจากผลประโยชน์ของประชาชาติ

https://www.facebook.com/photo?fbid=10242343943677852&set=a.2556231547988


thairathtv
15h

“พูดง่ายๆ กองทัพเนี่ย ทำไอโอ ผมพูดถูกไหม ไม่ต้องใช้คำว่าเชื่อว่าทำ ทำเลย! ทำ! กองทัพเนี่ยทำไอโอ…เผลอๆ ผมเนี่ยจะโดนไอโอถล่ม
.
แต่ผมจะบอกว่า ศาลปกครองเนี่ยยกฟ้องกองทัพบก และผู้บัญชาการทหารบก คดีที่คุณสฤณี คุณยิ่งชีพ คุณจอห์น วิญญู ฟ้องกรณีถูกไอโอโจมตีเมื่อปี 64 ศาลเห็นว่า ‘แม้จะมีหน่วยงานและปฏิบัติการไอโอของกองทัพอยู่จริง…แต่ผู้ฟ้องก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดจากทหารในสังกัดเป็นผู้ทำหรือไม่’ คือกรณีนี้ ศาลบอกว่า ‘มีอยู่จริง’ ปฏิบัติการไอโอของกองทัพมีอยู่จริง เพียงแต่ว่าโดยทำธรรมชาติ กองทัพก็ไม่ยอมรับอยู่แล้วว่าตัวเองทำ”
.
- ป๋าต๋อย ประณต วิเลปสุวรรณ-
.
บางส่วนจากบทสัมภาษณ์ ในรายการ ไล่ให้จน ตอน ระเบิดเวลาการเมือง 24 เมษา ชี้ชะตา 44 สส.ส้ม-โจทย์ไฟใต้ท้าทายอนุทิน

   


ยุติธรรมหรือไม่ จับคนเผาปรับ2ล้าน จำคุก20ปี : การเผาเพื่อทำไร่หมุนเวียนเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ทำไมปัญหาฝุ่นควันเพิ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อสิบกว่าปีนี้เอง แล้วทำไมปัญหาถึงหนักเฉพาะในเดือนมีนาคม และเมษายน อีกตั้งหลายเดือนในหนึ่งปี ฝุ่นควันมันหายไปไหน

https://www.facebook.com/reel/3203796786480739

Pipob Udomittipong
15 hours ago
·
การเผาเพื่อทำไร่หมุนเวียนเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ทำไมปัญหาฝุ่นควันเพิ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อสิบกว่าปีนี้เอง แล้วทำไมปัญหาถึงหนักเฉพาะในเดือนมีนาคม และเมษายน อีกตั้งหลายเดือนในหนึ่งปี ฝุ่นวันมันหายไปไหน




"ยุคของผู้นำเผด็จการถึงจุดสูงสุดแล้ว" เหตุใดยุคสมัยแห่งการปกครองแบบอำนาจนิยมทั่วโลกจึงอาจกำลังจะสิ้นสุดลง



บทความเรื่อง "ยุคของผู้นำเผด็จการถึงจุดสูงสุดแล้ว" ซึ่งตีพิมพ์ใน Foreign Policy เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2026 โดย Stephen M. Walt นำเสนอมุมมองที่แตกต่างอย่างน่าสนใจต่อความกลัวที่แพร่หลายว่าระบอบเผด็จการทั่วโลกเป็นกระแสที่หยุดยั้งไม่ได้

Walt นักวิชาการแนวสัจนิยมที่มีชื่อเสียง โต้แย้งว่าในขณะที่ช่วงทศวรรษ 2010 และต้นทศวรรษ 2020 เห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากของ "การเมืองแบบผู้นำเผด็จการ" ซึ่งนิยามโดยการปกครองแบบปัจเจกนิยม ประชานิยมชาตินิยม และการกัดเซาะบรรทัดฐานประชาธิปไตย รูปแบบการปกครองนี้กำลังถึงขีดจำกัดตามธรรมชาติแล้ว

ข้อโต้แย้งหลัก

ข้อคิดหลักของ Walt คือ คุณลักษณะที่ทำให้ผู้นำเผด็จการได้รับความนิยมในช่วงเวลาวิกฤต เช่น อำนาจที่รวมศูนย์ ความเด็ดขาด และการดูหมิ่นระบบราชการ กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาในระยะยาว เขาเสนอว่าเรากำลังเห็น "การกลับคืนสู่ค่าเฉลี่ย" ("reversion to the mean")  ซึ่งข้อบกพร่องโดยกำเนิดของระบอบเผด็จการนำไปสู่ความเสื่อมถอยของมัน

หลักสำคัญของทฤษฎี "จุดสูงสุดของผู้นำเผด็จการ"

ผู้นำเผด็จการมักกำจัดผู้เห็นต่าง และล้อมรอบตัวเองด้วย "คนเห็นด้วย"

นำไปสู่ความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ที่ร้ายแรง (เช่น สงครามที่ล้มเหลว หรือการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาด) เนื่องจากการขาดการรับฟังความคิดเห็นที่ซื่อสัตย์

ระบอบการปกครองแบบปัจเจกนิยมมักให้ความสำคัญกับความภักดีมากกว่าความสามารถ นำไปสู่ระบบพวกพ้อง

การเติบโตในระยะยาวชะลอตัวลง เนื่องจากนวัตกรรมถูกบีบคั้นโดยการควบคุมของรัฐและการทุจริต

ระบอบเหล่านี้สร้างขึ้นจากบุคลิกภาพเพียงคนเดียว ทำให้

ช่วงเปลี่ยนผ่านมักก่อให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจอย่างรุนแรง หรือการล่มสลายของรัฐโดยสิ้นเชิง

การขยายอำนาจเกินขอบเขต

ความสำเร็จมักนำไปสู่ความเย่อหยิ่ง ทำให้ผู้นำเพิกเฉยต่อบรรทัดฐานทางการทูตหรือริเริ่มความขัดแย้งที่เสี่ยงอันตราย

ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากนานาชาติ การคว่ำบาตร และการโดดเดี่ยว

บทความนี้ยกตัวอย่างจากสถานการณ์จริงในช่วงปี 2024-2026 เพื่อสนับสนุนแนวคิดที่ว่า "รัศมี" ของผู้นำเผด็จการกำลังจางหายไป

ความยืดหยุ่นของประชาธิปไตย: กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งในปี 2025-2026 (เช่น ชัยชนะของฝ่ายค้านในฮังการีที่กล่าวถึงในรายงานที่เกี่ยวข้อง) ซึ่งประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายกับภาวะเงินเฟ้อและการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครองที่ครองอำนาจมายาวนาน

ต้นทุนของสงคราม: วอลต์ชี้ให้เห็นว่านโยบายต่างประเทศแบบ "ผู้นำเผด็จการ" ซึ่งมีลักษณะเด่นคือการใช้กำลังทางทหารอย่างไม่แน่นอน ได้นำไปสู่ "ความผิดพลาด" ทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้คลังของชาติหมดไปและลดทอนสถานะในเวทีโลก

การกลับมาของนักปฏิรูป: แนวโน้มที่ประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับความสามารถที่ "น่าเบื่อ" และหลักนิติธรรมมากกว่าการเมืองแบบ "ละคร" ของผู้นำเผด็จการ

เหตุใดจึงสำคัญ:

วอลต์ไม่ได้โต้แย้งว่าระบอบเผด็จการจะหายไปในชั่วข้ามคืน แต่เขาเสนอว่าเกียรติภูมิของรูปแบบนี้ได้จางหายไปแล้ว แนวคิดที่ว่าผู้นำที่ทรงอำนาจเพียงคนเดียวสามารถ "แก้ไข" ปัญหาที่ซับซ้อนระดับโลกได้ถูกทดสอบแล้ว และในหลายกรณีก็พบว่าล้มเหลว สำหรับผู้กำหนดนโยบาย นี่แสดงให้เห็นว่าโลกประชาธิปไตยควรให้ความสำคัญกับการ "ปกครอง" ระบอบเผด็จการมากกว่าที่จะเพียงแค่หวาดกลัวพวกมัน เนื่องจากความขัดแย้งภายในของรูปแบบผู้นำเผด็จการกำลังทำหน้าที่ส่วนใหญ่ในการทำลายมัน

"ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้นำเผด็จการในที่สุดก็คือตัวเขาเอง การทำลายสถาบันที่สามารถตรวจสอบการกระทำตามอำเภอใจของเขาได้ จะทำให้ความผิดพลาดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของเขาส่งผลร้ายแรงต่อระบอบการปกครองของเขาเอง" — สรุปมุมมองของวอลต์

ที่มา: FP
The Strongman Era Has Peaked
https://foreignpolicy.com/2026/04/21/strongman-era-trump-orban-putin-xi-peaked/

April 21, 2026



ทรัมป์กำลังพยายามใช้กลยุทธ์ "คนบ้า" “Madman Strategy” ของนิกสัน แต่มีสามเหตุผลที่มันจะไม่ได้ผล (ไปๆมาๆ ทรัมป์แทนที่จะเดินเกมการเมืองแบบ "ทฤษฎีคนบ้า" กลายเป็น "เล่นเกมแบบคนบ้า")



ทรัมป์กำลังพยายามใช้กลยุทธ์ "คนบ้า" ของนิกสัน แต่มีสามเหตุผลที่มันจะไม่ได้ผล

ในบางโอกาสที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ดูเหมือนจะบ้าคลั่ง เขาแค่แสดงท่าทางแบบนั้นเพื่อให้ผู้นำต่างชาติคิดว่าเขาบ้าคลั่งและรีบมาเอาใจเขาก่อนที่เขาจะทำอะไรที่บ้าคลั่งกว่านั้น หรืออย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า "เจ้าหน้าที่ระดับสูง" กล่าว เมื่อผู้ช่วยถามทรัมป์ว่าทำไมเขาถึงเขียน "ขอสรรเสริญอัลลอฮ์" ในโพสต์โซเชียลมีเดียที่ขู่ว่าจะทำลายอิหร่าน หนังสือพิมพ์รายงานว่า:

[ทรัมป์] กล่าวว่าเขาต้องการทำให้ตัวเองดูไม่มั่นคงและดูหมิ่นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเชื่อว่ามันจะดึงอิหร่านมาเจรจาได้ … เขากล่าวว่ามันเป็นภาษาที่อิหร่านจะเข้าใจ … "มันได้ผลไหม?" เขาถามที่ปรึกษา

แนวคิดนี้มาจากกลยุทธ์ของริชาร์ด นิกสันโดยตรง ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1968 นิกสันได้อธิบายกลยุทธ์นี้ให้แก่ผู้ช่วยของเขา เอช.อาร์. “บ็อบ” ฮัลเดแมน ฟัง (ซึ่งได้บันทึกคำพูดนี้ไว้ในไดอารี่ที่ตีพิมพ์หลังเสียชีวิตของเขา) ว่า:

“ผมเรียกมันว่าทฤษฎีคนบ้า บ็อบ ผมอยากให้เวียดนามเหนือเชื่อว่าผมมาถึงจุดที่ผมอาจทำทุกอย่างเพื่อหยุดสงคราม” “เราจะแอบปล่อยข่าวให้พวกเขารู้ว่า ‘ให้ตายสิ พวกคุณก็รู้นี่ว่านิกสันหมกมุ่นเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์ขนาดไหน เราห้ามเขาไม่อยู่หรอกเวลาที่เขาโกรธ และเขาก็กำลังเอามือกดปุ่มนิวเคลียร์อยู่ด้วย’ แล้วอีกแค่สองวัน โฮจิมินห์เองนั่นแหละที่จะต้องรีบมายังกรุงปารีส [สถานที่จัดการเจรจา] เพื่อร้องขอสันติภาพ”

มีประเด็นสำคัญ 3 ประการที่น่าสังเกตเกี่ยวกับ “ทฤษฎีคนบ้า” (Madman Theory) และเหตุผลที่ว่าทำไมทฤษฎีนี้จึงยังไม่ได้ผลสำหรับทรัมป์

ประการแรก ทฤษฎีนี้ไม่ได้ผลแม้แต่กับตัวนิกสันเอง ภายหลังจากชนะการเลือกตั้ง เขาได้ส่งเฮนรี คิสซิงเจอร์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของเขา ไปถ่ายทอดสารดังกล่าวแก่ฝ่ายเวียดนามเหนือ ซึ่งฝ่ายเวียดนามเหนือกลับทำเพียงแค่ยักไหล่และเดินหน้าตามแผนการของตนต่อไป เพื่อเข้ายึดครองดินแดนเวียดนามทั้งหมดให้สำเร็จ ดังที่พวกเขาเชื่อมาตลอดว่าจะสามารถทำได้โดยสันติ หากสหรัฐอเมริกาไม่ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตาม “ข้อตกลงเจนีวาปี 1954” ซึ่งเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วทั้งประเทศเวียดนาม (ซึ่งฝ่ายเวียดนามเหนือเชื่อมั่นว่าพรรคคอมมิวนิสต์ของโฮจิมินห์จะเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน)

นิกสันได้ลองนำทฤษฎีคนบ้ากลับมาใช้ซ้ำอีกหลายครั้งในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยการสั่งยกระดับความพร้อมรบของกองกำลังนิวเคลียร์สหรัฐฯ ให้สูงขึ้น ซึ่งเขาตั้งใจใช้สิ่งนี้เป็นสัญญาณเตือนไปยังผู้นำในทำเนียบเครมลิน เพื่อข่มขู่ว่าเขาอาจจะจุดชนวนสงครามนิวเคลียร์หากฝ่ายโซเวียตไม่ยอมกดดันให้เวียดนามเหนือหันมาเจรจาสันติภาพ—แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม คือไม่เกิดผลใดๆ ทั้งสิ้น โดยอันเดร โกรมีโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า: “พวกอเมริกันสั่งยกระดับความพร้อมรบของกองกำลังบ่อยเสียจนยากที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้วมันมีความหมายว่าอย่างไรกันแน่” 

ประการที่สอง หากคุณดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและต้องการทดลองใช้ "ทฤษฎีคนบ้า" (Madman Theory) คุณจำเป็นต้องสวมบทบาทเป็นคนบ้าอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง คุณจะมาคอยเปลี่ยนใจไปมาเกี่ยวกับเป้าหมายที่คุณต้องการบรรลุในสงครามไม่ได้ คุณจะมาคอยขู่ฟ่อๆ แล้วก็ถอยร่นกลับมาไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะมาประกาศป่าวประกาศไม่ได้ว่าคุณกำลังเล่นเกมตามทฤษฎีคนบ้าอยู่ หากคุณทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในข้างต้น (ซึ่งทรัมป์ได้ทำครบทุกข้อแล้ว) ฝ่ายอิหร่าน—ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการแสดงละครตบตาครั้งนี้—ก็จะเกิดความสับสนไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร แม้ว่าพวกเขาจะหลงเชื่อการแสดงนั้นและเต็มใจที่จะเล่นตามน้ำด้วยก็ตาม

ประการที่สาม แนวคิดทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เป็นการบิดเบือนอย่างตื้นเขินและขาดสติปัญญาต่อทฤษฎีการป้องปราม (Deterrence Theory) ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานทั่วไป การป้องปราม—โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์—นั้นเป็นส่วนผสมระหว่างการข่มขู่ การบลัฟ และอาจจะมีกลิ่นอายของความบ้าคลั่งเจือปนอยู่บ้าง (จะมีประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีคนไหนกล้าตัดสินใจเปิดฉากสงคราม นิวเคลียร์เพื่อตอบโต้การรุกรานของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ได้ใช้อาวุธนิวเคลียร์จริงๆ เชียวหรือ?) ทว่า การป้องปรามจะมีความน่าเชื่อถือได้ ก็ต่อเมื่อมันได้รับการหนุนหลังด้วยศักยภาพที่แท้จริงของคลังแสงอาวุธของประเทศนั้นๆ และ—ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น—คือศักยภาพของเหล่าผู้มีอำนาจตัดสินใจในระดับการเมืองและการทหารของประเทศนั้นเอง

ณ จุดนี้เองที่ข้าพเจ้าขอเสนอแนวทางทางเลือกเพื่อทดแทนทฤษฎีคนบ้าดังกล่าว เรามาเรียกแนวทางนี้ว่า "ทฤษฎีผู้นำที่มีเหตุผล" (Rational Leader Theory) ทฤษฎีนี้ตั้งสมมติฐานว่า วิธีที่ดีที่สุดสำหรับประธานาธิบดีในการบีบบังคับหรือโน้มน้าวฝ่ายตรงข้ามให้ยอมก้าวเข้ามาสู่โต๊ะเจรจานั้น คือการปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้: หนึ่ง ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในใจว่าคุณต้องการบรรลุสิ่งใดในสงครามนั้น สอง ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าสิ่งใดคือแรงจูงใจของฝ่ายตรงข้าม (อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าการเจรจานั้นคุ้มค่าที่จะทำหรือไม่) และสาม ต้องทำให้คำพูดของคุณสอดคล้องกับการกระทำของคุณอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จงแสดงให้เห็นประจักษ์ว่าคุณรู้แน่ชัดว่าตนเองต้องการอะไร คุณมีศักยภาพและเครื่องมือที่จำเป็นครบถ้วนเพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมายนั้น คุณพูดในสิ่งที่คุณคิด และคุณทำในสิ่งที่คุณพูด

นี่คือรายการคุณสมบัติความเป็นผู้นำที่ตรงไปตรงมาในทุกด้าน แต่ทรัมป์ได้ละเมิดคุณสมบัติเหล่านั้นทั้งหมด ผมไม่มีอะไรนอกจากความเกลียดชังต่อระบอบการปกครองของอิหร่าน แต่ผู้นำของอิหร่านมีเหตุผลทุกประการที่จะไม่ไว้วางใจสิ่งที่ทรัมป์พูด ไม่ว่าเขาจะสวมหน้ากากคนบ้าหรือไม่ก็ตาม ลองพิจารณาดู:

ในวาระแรกของเขา ทรัมป์ฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งเป็นเอกสาร 159 หน้าที่ลงนามโดยบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดี และผู้นำโลกอีก 5 คน แม้ว่าผู้ตรวจสอบระหว่างประเทศจะยืนยันแล้วว่าอิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไข และที่ปรึกษาของทรัมป์ส่วนใหญ่—รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลหลายคน (แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้นำทางการเมืองฝ่ายขวาของอิสราเอล)—คิดว่าข้อตกลงนี้ดีกว่าไม่มีข้อตกลงเลย (ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะเจรจาข้อตกลงที่ "ดีกว่า" แต่ไม่เคยพยายามเลย)

ในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนสงครามทางอากาศระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ผู้แทนของทรัมป์ได้เจรจากับเจ้าหน้าที่อิหร่าน ในที่สุด อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอที่น่าประทับใจมาก ซึ่งรวมถึงการจำกัดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่อนุญาตภายใต้ข้อตกลงของโอบามา ทรัมป์กล่าวว่าการเจรจาจะดำเนินต่อไปในสัปดาห์ถัดไป จากนั้นเขากับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลก็ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในวันเสาร์นั้น สังหารผู้นำระดับสูงทั้งหมดของระบอบการปกครอง รวมถึงเจ้าหน้าที่บางคนที่ถูกระบุว่าเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งที่อาจมีความเป็นกลางมากกว่าของอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด นี่คือการกระทำของรัฐนอกรีต

ในช่วงสุดสัปดาห์อีสเตอร์ หลังจากทิ้งระเบิดเป้าหมายมากกว่า 13,000 แห่งเป็นเวลาห้าสัปดาห์ ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบ้าคลั่งของเขา โดยให้เวลาอิหร่าน 48 ชั่วโมงในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ช่องทางที่เปิดอยู่ก่อนสงครามเริ่มต้น) มิฉะนั้น “นรกจะลงมาทับพวกมัน” พร้อมเสริมว่า “เปิดช่องแคบซะ ไอ้พวกบ้า ไม่งั้นพวกแกจะตกนรก—คอยดู! ขอสรรเสริญอัลลอฮ์” สองวันต่อมา เขาขู่ว่าจะทำลายไม่เพียงแต่โรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่าน (ซึ่งเป็นอาชญากรรมสงครามอย่างชัดเจน) แต่จะทำลายอารยธรรมทั้งหมดของอิหร่านด้วย ซึ่งอิหร่านจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 100 ปี

เพื่อตอบโต้ อิหร่านจึงเสนอแผนสันติภาพ 10 ข้อ ประเด็นส่วนใหญ่ในข้อเสนอนั้นเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีคนใดก็ไม่อาจยอมรับได้ (มีข้อหนึ่งเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงฐานทัพทางอากาศและทางทะเลขนาดใหญ่ที่สหรัฐฯ ตั้งประจำการอยู่ที่นั่นมานานหลายทศวรรษ) บางประเด็นนั้นตัวทรัมป์เองเพิ่งจะปฏิเสธอย่างไม่ไยดีไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ (ตัวอย่างเช่น การคงสิทธิของอิหร่านในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้มากเท่าที่ต้องการ) ทว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการลงมือทำตามคำขู่ของตน ทรัมป์กลับยอมรับแผนการดังกล่าวไว้เป็นพื้นฐานสำหรับการเจรจา ผู้คนส่วนใหญ่ต่างรู้สึกโล่งใจที่ทรัมป์ยับยั้งชั่งใจไม่กวาดล้างประเทศอิหร่านให้ราบคาบ—แต่เขาไม่ควรจะเอ่ยปากขู่ในลักษณะที่บ้าบิ่นเช่นนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว (อันตรายประการหนึ่งของ "ทฤษฎีคนบ้า" หรือ Madman Theory ก็คือ การที่คุณอาจถูกจับได้ว่าแค่ขู่เปล่าๆ) และการกระทำนี้ก็ยิ่งเผยให้เห็นว่า คำขู่ของเขา—ไม่ว่าจะในขณะนี้หรือในอนาคต—ไม่ควรค่าแก่การนำมาถือสาอย่างจริงจังเลยแม้แต่น้อย

ทรัมป์ได้ส่งคณะทูต ซึ่งรวมถึงรองประธานาธิบดี J.D. Vance ไปเข้าพบกับคู่เจรจาฝ่ายอิหร่านโดยตรงที่กรุงอิสลามาบัด ภายหลังจากผ่านไป 21 ชั่วโมง Vance ก็ออกมาแถลงว่าฝ่ายอิหร่านได้ปฏิเสธเงื่อนไขของสหรัฐฯ (ราวกับว่าการเจรจาทางการทูตใดๆ จะสามารถบรรลุผลได้ภายในเวลาเพียง 21 ชั่วโมง แม้จะเปี่ยมไปด้วยเจตนาอันดีที่สุดก็ตาม—และราวกับว่าการเจรจาในลักษณะ "เอาหรือไม่เอา" (take-it-or-leave-it) นั้น จะมีปลายทางเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากความล้มเหลว)

เพื่อตอบโต้สถานการณ์ดังกล่าว อิหร่านยังคงปิดช่องแคบต่อไป ยกเว้นให้กับชาติที่ตนให้สิทธิพิเศษ (เช่น จีน) ทรัมป์จึงประกาศปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน และเข้าโจมตีเรือลำหนึ่งที่ฝ่าฝืนการปิดล้อมนั้น จากนั้น อิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าว และทรัมป์ก็ได้เอ่ยปากขู่ซ้ำอีกครั้งว่าจะกระทำการอันถือเป็นอาชญากรรมสงคราม เขากำลังจะส่ง Vance และคณะกลับไปยังกรุงอิสลามาบัดเพื่อเจรจากับอิหร่านเพิ่มเติมในสัปดาห์นี้ แต่หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบ ทรัมป์ได้เขียนข้อความลงบนสื่อสังคมออนไลน์ไว้ว่า:

สหรัฐอเมริกาจะเข้าทำลายโรงไฟฟ้าทุกแห่ง และสะพานทุกแห่งในอิหร่านให้ราบคาบ! จะไม่มีการทำตัวเป็น "คนดี" อีกต่อไปแล้ว! สิ่งเหล่านี้จะพังทลายลงอย่างรวดเร็วและง่ายดาย และหากพวกเขาไม่ยอมรับ "ข้อตกลง" นี้ ก็จะเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับข้าพเจ้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ—สิ่งที่ประธานาธิบดีคนอื่นๆ ควรจะทำกับอิหร่านมาตลอด 47 ปีที่ผ่านมา—ให้สำเร็จลุล่วงเสียที! ถึงเวลาแล้วที่จะยุติ "เครื่องจักรสังหาร" ของอิหร่านลงเสียที!

นี่เป็นเพียงเกมการเมืองแบบ "ทฤษฎีคนบ้า" อีกครั้งหนึ่งกระนั้นหรือ? หรือว่าเป็นเรื่องจริงจังกันแน่? แล้วฝ่ายอิหร่านจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดคือความจริง? เขากำลังพยายามทำอะไรให้สำเร็จ? (ถ้าแค่เปิดช่องแคบอิหร่าน มันคุ้มค่ากับการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่านหรือไม่?) และ "ข้อตกลง" ที่ทรัมป์ต้องการให้อิหร่านยอมรับนั้นคืออะไร? ถ้าพวกเขายอมรับ เขาจะรักษาสัญญาหรือไม่? ทำไมพวกเขาถึงควรเชื่อว่าเขาจะทำเช่นนั้น? หรือทรัมป์จะถอนคำขู่ในนาทีสุดท้ายเหมือนที่เคยทำมาก่อน ซึ่งในกรณีนั้น อิหร่านอาจคิดว่าพวกเขาสามารถถ่วงเวลาได้—ซึ่งอาจไม่ได้ผลในครั้งนี้ แม้ว่ามันจะเคยได้ผลมาแล้วทุกครั้งก็ตาม

นี่เป็นการเล่นเกมแบบคนบ้าอีกแล้วหรือเปล่า? นี่เป็นเรื่องจริงหรือ? ชาวอิหร่านจะรู้ได้อย่างไร? เขาพยายามจะทำอะไร? (ถ้าแค่เปิดช่องแคบ มันคุ้มค่ากับการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่านหรือไม่?) และ "ข้อตกลง" ที่ทรัมป์ต้องการให้อิหร่านยอมรับคืออะไร? ถ้าพวกเขายอมรับ เขาจะรักษาสัญญาหรือไม่? ทำไมพวกเขาถึงควรเชื่อว่าเขาจะทำเช่นนั้น? หรือทรัมป์จะถอนคำขู่ในนาทีสุดท้าย เหมือนที่เคยทำมาก่อน ซึ่งในกรณีนั้น ชาวอิหร่านอาจคิดว่าพวกเขาสามารถยืดเวลาได้—ซึ่งอาจไม่ได้ผลในครั้งนี้ แม้ว่ามันจะเคยได้ผลทุกครั้งที่ผ่านมาก็ตาม

นี่ไม่ใช่ทฤษฎีคนบ้า แต่คำสำคัญที่นี่—คำที่ไม่เหมาะสม—คือ ทฤษฎี ไม่มีทฤษฎีใดๆ ที่นี่ มีแต่การดิ้นรน มันกำลังสร้างความเสียหายอย่างมาก ฆ่าผู้คนจำนวนมาก และทำให้ผู้คนทั่วโลกหวาดระแวง ทรัมป์สามารถยุติสงครามครั้งนี้ได้หรือไม่—ซึ่งเขาเคยกล่าวไว้ตั้งแต่แรกว่าจะกินเวลาเพียงสองหรือสามสัปดาห์—หรือว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น?

ที่มา Slate
Trump Is Trying Nixon’s “Madman Strategy.” There Are Three Reasons It Won’t Work.

https://slate.com/news-and-politics/2026/04/iran-trump-war-strait-of-hormuz-peace-talks-madman-theory.html

April 21, 2026




สาวกทรัมป์ และ MAGA จำนวนมากหลงเชื่อ “Emily Hart” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังว่ามีตัวตนจริง และมีแนวคิดขวาจัดเหมือนตนเอง ทั้งที่ความจริงแล้วเอมิลีถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้ AI โดย "แซม" นักศึกษาแพทย์วัย 22 ปีจากอินเดียที่กำลังขัดสนเงินทอง ต้องมาหากินกับพวกขวาจัดอเมริกัน และสามารถหลอกเอาเงินจากคนเหล่านี้ได้ไปหลายหมื่นเหรียญ


Pipob Udomittipong
9 hours ago
·
สาวกทรัมป์ และ MAGA จำนวนมากหลงเชื่อ “Emily Hart” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังว่ามีตัวตนจริง และมีแนวคิดขวาจัดเหมือนตนเอง ทั้งที่ความจริงแล้วเอมิลีถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้ AI โดย "แซม" นักศึกษาแพทย์วัย 22 ปีจากอินเดียที่กำลังขัดสนเงินทอง ต้องมาหากินกับพวกขวาจัดอเมริกัน และสามารถหลอกเอาเงินจากคนเหล่านี้ได้ไปหลายหมื่นเหรียญ

ที่พีกกว่านั้นคือ ก่อนหน้านั้น แซมพยายามหาเงินโดยการสร้างภาพด้วยเอไอเพื่อขายในเน็ต แต่ไม่ประสบความสำเร็จเลย คงเพราะคู่แข่งเยอะ และกลุ่มเป้าหมายไม่ชัดเจน เขาจึงถามความเห็นจาก Google Gemini ซึ่งให้คำแนะนำว่า เขาควรสร้างโมเดลจำลองเพื่อหากินกับหนุ่ม ๆ สายอนุรักษ์นิยมของอเมริกา ทำให้คอนเทนต์ของเขาได้รับยอดวิวหลายล้านครั้ง และผู้ติดตามหลายพันคนในเวลาอันรวดเร็ว

แซมหารายได้ผ่านการขายสินค้าและการใช้แพลตฟอร์มแบบที่ผู้ชมต้องจ่ายเงินอย่าง Fanvue (คล้าย ๆ OnlyFans) ทำให้มีรายได้จำนวนมากต่อเดือน เขาโพสต์คอนเทนต์ที่เป็น “เอมีลี” ในหลายแฟลตฟอร์ม และเพิ่งจะถูกจับได้ว่าเป็นเอไอ และถูกแบนไม่นานมานี้ แต่ก็หลังจากทำรายได้ไปมากพอที่จะใช้เป็นทุนเรียนต่อแล้ว

แซมบอกว่า เขาพยายามใช้วิธีการหารายได้เสริมรวมทั้งการสร้างคอนเทนต์บน YouTube และการขายโน้ตที่บันทึกในห้องเรียน แต่ล้มเหลวทั้งหมด โชคชะตาของเขาเปลี่ยนไปเมื่อเขาใช้ Google Gemini ในการขายรูปถ่ายชุดบิกินีออนไลน์

เขาบอกว่า การโพสต์รูป "สาวเซ็กซี่" ทั่วไปไม่ทำให้เราประสบความสำเร็จ ต่อมา Gemini แนะนำว่า เขาควรพยายามหลอกเอาเงินจากหนุ่ม ๆ ชาว "MAGA/อนุรักษ์นิยม" จะได้ร่ำรวยสักที

แซมจับไต๋ได้ว่า สิ่งที่พวกโปรทรัมป์ และ MAGA ชื่นชอบ คือ “ปืน เบียร์ และการเมือง” เขาจึงโพสต์รูปเซ็กซี่ของเอมิลี และใช้แคปชันที่ตอบสนองอุดมการณ์ของคนเหล่านี้

เขากล่าวว่าวิดีโอของเขาเข้าถึงผู้คนนับล้านคนอย่างรวดเร็ว ทำให้มีผู้ติดตามหลายหมื่นคนภายในหนึ่งเดือน จากนั้นเขาใช้ Fanvue ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสร้างรายได้ด้วย AI สำหรับครีเอเตอร์ และเริ่มขายสินค้าเพื่อเพิ่มรายได้ใหม่ของเขา

“ทุก Reels ที่ผมโพสต์ได้รับยอดวิว 3 ล้านวิว 5 ล้านวิว” เขากล่าว “ผมยังไม่เคยเจอวิธีหาเงินออนไลน์แบบไหนที่ง่ายกว่านี้เลย”

"ทุกวันผมจะเขียนแคปชันเพื่อสนับสนุนศาสนาคริสต์ สนับสนุนสิทธิในการพกพาอาวุธ ต่อต้านการทำแท้ง ต่อต้านกระแส "woke" และต่อต้านการอพยพ" แซมพูดถึงเคล็ดลับการดึงดูดความสนใจของพวก MAGA และบอกด้วยว่า “กลุ่มผู้สนับสนุน MAGA นั้นประกอบไปด้วยคนโง่เขลาที่เชื่อคนง่าย”

แซมบอกว่า เขาเคยพยายามสร้าง Emily Hart ในเวอร์ชั่นที่มีแนวคิดเสรีนิยมเพื่อขายหนุ่ม ๆ ฝ่ายซ้ายด้วย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

https://www.thedailybeast.com/scammer-emily-hart-mdupes.../

https://www.facebook.com/photo?fbid=10164045849541649&set=a.10150096728651649







https://x.com/pipob69/status/2046884470650028180
.....


ถาม AI ให้เช็คข่าว

มิจฉาชีพหลอกลวงชาย MAGA ‘โง่ๆ’ ด้วยโมเดล AI ข่าวนี้เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องปลอม?

ใช่ ข่าวนี้เป็นเรื่องจริง การสืบสวนล่าสุดโดย WIRED (ตีพิมพ์ในเดือนเมษายน 2026) เปิดเผยว่านักศึกษาแพทย์วัย 22 ปีในอินเดียสร้างตัวตน AI ปลอมเพื่อหากำไรจากความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา

ตัวตน “เอมิลี่ ฮาร์ท”

นักศึกษาคนนี้ใช้นามแฝงว่า “แซม” สร้างอินฟลูเอนเซอร์ AI ชื่อ เอมิลี่ ฮาร์ท เขาออกแบบให้เธอมีรูปลักษณ์เหมือน “พยาบาลหัวอนุรักษ์นิยม” (คล้ายกับเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) และโพสต์ภาพในโซเชียลมีเดียของเธอเป็นภาพที่เธอกำลังยิงปืน ตกปลาในน้ำแข็ง และสวมใส่เครื่องแต่งกาย MAGA

วิธีการทำงานของปฏิบัติการ

การกำหนดเป้าหมาย: มีรายงานว่าแซมใช้เครื่องมือ AI เพื่อวิจัยว่ากลุ่มประชากรใดมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมและให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บุคคลออนไลน์มากที่สุด การวิจัยชี้ให้เห็นว่าชายสูงอายุหัวอนุรักษ์นิยมในสหรัฐอเมริกามีรายได้ที่ใช้จ่ายได้สูงกว่าและภักดีต่อเนื้อหา “รักชาติ” มากกว่า

เนื้อหา: เขาโพสต์ "คลิปยั่วยุให้เกิดความโกรธ" และคำบรรยายที่แสดงถึงความลำเอียงทางการเมืองอย่างรุนแรงทุกวัน ซึ่งเขาเขียนเองทั้งหมดแม้ว่าจะไม่เคยอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาเลยก็ตาม โดยครอบคลุมหัวข้อต่างๆ เช่น การอพยพเข้าเมือง ศาสนา และแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่สอง

ผลตอบแทน: บัญชีดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างมาก โดยคลิป Reels บางคลิปมียอดวิวหลายล้านครั้ง แซมสร้างรายได้จากโครงการนี้ผ่าน:

เว็บไซต์สมัครสมาชิก: แฟนๆ จ่ายเงินเพื่อรับเนื้อหาพิเศษจาก "Emily Hart" บนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Fanvue

สินค้า: ขายเสื้อยืดที่มีธีม MAGA

รายได้: เขาอ้างว่ามีรายได้หลายพันดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งเป็นทุนสนับสนุนการศึกษาทางการแพทย์ของเขาในอินเดียอย่างมาก

สถานะปัจจุบัน: บัญชี Instagram "Emily Hart" ถูกแบนในที่สุดเนื่องจากกิจกรรมฉ้อโกงในช่วงต้นปี 2026 แซมบอกกับนักข่าวว่าเขาไม่มองว่าการกระทำของเขาเป็น "การหลอกลวง" เพราะผู้ติดตามของเขาชื่นชอบเนื้อหาและจ่ายเงินด้วยความเต็มใจ แม้ว่าหลังจากนั้นเขาจะถอนตัวออกจากโครงการเพื่อมุ่งเน้นไปที่การเป็นศัลยแพทย์กระดูกและข้อแล้วก็ตาม

แม้ว่านี่จะเป็นกรณีที่โด่งดังที่สุดในช่วงที่ผ่านมา แต่ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่ใหญ่กว่า ซึ่งมีการใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างขึ้นโดย AI เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเงินจากตัวตนทางการเมือง 



ข่าวดี ! ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ว่า กลุ่มผู้ประท้วงหญิง 8 คน ซึ่งมีกำหนดจะถูกประหารชีวิตในคืนนี้ที่ประเทศอิหร่าน จะไม่ถูกประหารชีวิตอีกต่อไป โดย 4 คนจะได้รับการปล่อยตัวทันที และอีก 4 คนจะถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาหนึ่งเดือน นักการทูตในกรุงอิสลามาบัดมองว่าเป็นยุทธวิธีในการลดความตึงเครียด เพื่อช่วยให้การเจรจาสันติภาพยังคงดำเนินต่อไปได้








https://x.com/nicksortor/status/2046998963455238148

ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ว่า กลุ่มผู้ประท้วงหญิง 8 คน ซึ่งมีกำหนดจะถูกประหารชีวิตในคืนนี้ที่ประเทศอิหร่าน จะไม่ถูกประหารชีวิตอีกต่อไป

โดย 4 คนจะได้รับการปล่อยตัวทันที และอีก 4 คนจะถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาหนึ่งเดือน

“ผมรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งที่อิหร่านและผู้นำของประเทศ ได้ให้เกียรติและตอบรับคำร้องขอของผมในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ด้วยการยกเลิกแผนการประหารชีวิตดังกล่าว ขอขอบคุณที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้!”

การประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางการทูตที่น่าจับตามอง ท่ามกลางการเจรจาต่อรองที่มีเดิมพันสูงซึ่งกำลังดำเนินอยู่ในกรุงอิสลามาบัด ความคืบหน้านี้สืบเนื่องมาจากคำร้องขอโดยตรงของเขาผ่านทางแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวานนี้ ซึ่งเขาได้เรียกร้องให้ผู้นำอิหร่านไว้ชีวิตกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ เพื่อแสดงออกถึง "ความจริงใจ" ก่อนที่การเจรจาอย่างเป็นทางการจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

รายละเอียดของการประกาศ

อ้างอิงจากถ้อยแถลงล่าสุดของประธานาธิบดี การประหารชีวิตที่มีรายงานข่าวออกมา—ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนเกรงว่าจะมีกำหนดเกิดขึ้นในคืนนี้—ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้:

การปล่อยตัวทันที: ผู้หญิงจำนวน 4 คนจะได้รับการปล่อยตัวจากการควบคุมตัวในวันนี้

การลดหย่อนโทษ: ผู้หญิงที่เหลืออีก 4 คนจะถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาหนึ่งเดือน แทนที่จะต้องเผชิญกับโทษประหารชีวิต

ปฏิกิริยาของทรัมป์: ประธานาธิบดีได้นำเสนอความเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็นความสำเร็จส่วนตัว โดยระบุว่า "ผมรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งที่อิหร่านและผู้นำของประเทศ ได้ให้เกียรติและตอบรับคำร้องขอของผม... นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเจรจาของเรา!"

บริบทของความขัดแย้ง

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งสำหรับปฏิบัติการ "Epic Fury" และสถานการณ์ความตึงเครียดทางทะเลที่ยังคงดำเนินอยู่

การขยายเวลาหยุดยิง: ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ทรัมป์ได้ประกาศขยายเวลาการหยุดยิงของสหรัฐฯ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยแสดงความจำนงที่จะกลับมาใช้มาตรการกดดันทางทหารอีกครั้ง หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้

การประชุมสุดยอดที่อิสลามาบัด: การปล่อยตัวกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นชัยชนะในขั้นตอน "ก่อนการเจรจา" สำหรับคณะผู้แทนสหรัฐฯ ในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวเพื่อเข้าพบกับตัวแทนจากอิหร่าน เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพ 10 ประการ และประเด็นการเปิดเส้นทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

รายงานที่ขัดแย้งกันจากกรุงเตหะราน

ในขณะที่ทำเนียบขาวกำลังเฉลิมฉลองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญทางการทูต แต่ฝ่ายตุลาการของอิหร่าน (ผ่านทางสำนักข่าว Mizan Online) กลับนำเสนอเรื่องราวในมุมที่แตกต่างออกไป โดยพวกเขาอ้างว่าผู้หญิงบางคนในกลุ่มดังกล่าวได้รับการปล่อยตัวโดยการวางเงินประกันตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว (เช่น ดร. Golnar Naraqi) และปฏิเสธว่าไม่มีผู้หญิงคนใดในกลุ่มทั้ง 8 คนต้องเผชิญกับโทษประหารชีวิตจริง พร้อมทั้งกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ถูกทำให้เข้าใจผิดโดย "ข่าวปลอม" (Fake News) แม้จะมีความเห็นต่างเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดั้งเดิม แต่การลดหย่อนโทษและการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังนั้น กลับถูกมองอย่างกว้างขวางโดยผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศว่า เป็นความพยายามที่จะช่วยลดความตึงเครียดลงก่อนที่จะมีการเจรจารอบถัดไป
.....

ภูมิหลังของบุคคลทั้งแปดนี้มีความหลากหลาย ประกอบด้วยนักเคลื่อนไหวที่มีประวัติชัดเจน ผู้ประกอบวิชาชีพ และพลเมืองทั่วไป ซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการลุกฮือประท้วงในอิหร่านเมื่อเดือนมกราคม ปี 2026 แม้รัฐบาลอิหร่านจะพยายามลดทอนความร้ายแรงของข้อกล่าวหาที่พวกเขากำลังเผชิญลง แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายกลุ่มก็ได้ติดตามความคืบหน้าของคดีเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

มีรายงานว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวประกอบด้วยผู้หญิง 6 คน และเด็กสาววัยรุ่นอีก 2 คน ต่อไปนี้คือข้อมูลที่ทราบเกี่ยวกับบุคคลบางส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกลุ่มนี้:

**ข้อมูลโปรไฟล์สำคัญ**

**Bita Hemmati:** น่าจะเป็นชื่อที่มีความโดดเด่นและเป็นที่จับตามองมากที่สุดในกลุ่มนี้ มีรายงานข่าวอย่างกว้างขวางว่าเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ถูกตัดสินประหารชีวิตจากกรณีที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงในปี 2026 เธอถูกจับกุมตัวในกรุงเตหะรานพร้อมกับสามีของเธอ คือ Mohammadreza Majid-Asl และเพื่อนบ้านอีกหลายคน กลุ่มสิทธิมนุษยชน (เช่น HRANA) ตั้งข้อสังเกตว่าเธอถูกกล่าวหาว่า "ใช้ความรุนแรงระหว่างการชุมนุม" แม้ว่าผู้สนับสนุนของเธอจะยืนยันว่าเธอเป็นเพียงผู้ประท้วงโดยสันติก็ตาม

**Dr. Golnar Naraqi:** แพทย์ประจำห้องฉุกเฉิน มีรายงานระบุว่าเธอถูกจับกุมเนื่องจากให้การรักษาผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บในช่วงที่เหตุการณ์ความไม่สงบในเดือนมกราคมกำลังทวีความรุนแรงสูงสุด สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มตั้งข้อสังเกตว่าเธออาจได้รับการประกันตัวออกมาแล้วในช่วงปลายเดือนมีนาคม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการที่ชื่อของเธอปรากฏอยู่ใน "รายชื่อผู้ถูกประหารชีวิต" นั้น อาจเป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งกันระหว่างข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ กับคำแถลงของฝ่ายอิหร่าน

**Venus Hossein Nejad:** สมาชิกผู้นับถือศาสนาบาไฮ (Baha'i) ซึ่งเป็นกลุ่มชนกลุ่มน้อยที่มักตกเป็นเป้าหมายของการคุกคามในอิหร่าน เช่นเดียวกับ Dr. Naraqi มีรายงานว่าเธอเพิ่งได้รับการประกันตัวออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ยังคงตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามที่จะถูกตัดสินลงโทษอย่างรุนแรง ก่อนที่จะมีการเข้าแทรกแซงจากประธานาธิบดี

**"กลุ่มผู้ประท้วงวัยรุ่น":** กลุ่มนี้ประกอบด้วยเยาวชนอายุไม่ถึงเกณฑ์บรรลุนิติภาวะ 2 คน ซึ่งปรากฏภาพอยู่ในรูปถ่ายที่เหล่านักเคลื่อนไหวได้นำมาเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ตัวตนของพวกเขาได้รับการปกปิดข้อมูลไว้อย่างแน่นหนาเพื่อเหตุผลด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย แต่มีรายงานว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุมที่นำโดยกลุ่มเยาวชนในย่านมหาวิทยาลัยของกรุงเตหะราน

**ข้อกล่าวหาต่างๆ**
ผู้หญิงส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ถูกควบคุมตัวภายใต้ข้อกล่าวหาที่มักถูกนำมาใช้เล่นงานผู้เห็นต่างทางการเมืองในอิหร่าน อาทิ:

**Moharebeh** ("ความเป็นศัตรูต่อพระเจ้า"): ข้อกล่าวหาที่มักมีบทลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต

**Efsad-fel-Arz** ("การสร้างความเสื่อมเสียบนโลก"): ข้อกล่าวหาที่มักถูกนำมาใช้กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐบาล

(Google Gemini ช่วยรวบรวม)




ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางมองการขยายเวลาหยุดยิงโดยไม่มีกำหนดของทรัมป์ล่าสุดอย่างไร


ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางมองการขยายเวลาหยุดยิงโดยไม่มีกำหนดของทรัมป์ล่าสุดอย่างไร

แดเนียล บุช
ผู้สื่อข่าวประจำกรุงวอชิงตัน
22 เมษายน 2026

วันอังคาร (21 เม.ย.) เริ่มต้นขึ้นด้วยบรรยากาศทางการทูตอันตึงเครียดในกรุงวอชิงตันของสหรัฐอเมริกา เมื่อเครื่องบินแอร์ฟอร์ซทูเตรียมพร้อมจะพารองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ เดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด เพื่อร่วมการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม หลายชั่วโมงต่อมา เครื่องบินแอร์ฟอร์ซทูก็ยังไม่ได้ออกเดินทาง ขณะที่การเจรจาก็ถูกเลื่อนออกไป ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเขาจะขยายเวลาการหยุดยิงกับอิหร่านจากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในเย็นวันพุธ เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลอิหร่านมีเวลาในการจัดทำ "ข้อเสนอที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน" มากขึ้นเพื่อนำไปสู่การยุติสงคราม

ท่ามกลางสายตาของทั้งโลกที่จับตาดูว่าทั้งสองประเทศเข้าใกล้จุดยุติความขัดแย้งมากขึ้นหรือไม่ ในระหว่างนั้น ทรัมป์ได้ชั่งน้ำหนักทางเลือกต่าง ๆ แต่เดิมทรัมป์นั้นขู่ยกระดับสงคราม การตัดสินใจครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองที่เขาถอยจากการขู่ว่าจะขยายสงคราม ทำให้เขามีเวลามากขึ้นในการคลี่คลายความขัดแย้งที่กำลังเข้าสู่เดือนที่สอง

แวนซ์ไม่เคยประกาศแผนการเดินทางไปกรุงอิสลามาบัดอย่างเป็นทางการทำให้บรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกรุงวอชิงตันต้องคาดเดากันเอง ขณะที่อิหร่านก็ไม่เคยยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะเข้าร่วมการเจรจาหรือไม่ นี่ส่งผลให้ทำเนียบขาวตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในการพิจารณาว่าจะส่งแวนซ์ไปหรือไม่ ตราบเท่าที่ไม่มีหลักประกันว่ารัฐบาลอิหร่านจะเข้าร่วมโต๊ะเจรจา

เมื่อเวลาล่วงเลยไป ก็เริ่มมีสัญญาณปรากฏชัดขึ้นว่าเห็นทีคงจะมีการเลื่อนการเจรจา สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ซึ่งเป็นสมาชิกอาวุโสของทีมเจรจาของสหรัฐฯ ที่นำโดยแวนซ์ เดินทางจากเมืองไมอามีกลับไปยังกรุงวอชิงตันแทนที่จะมุ่งหน้าไปกรุงอิสลามาบัดโดยตรง

ไม่นานหลังจากนั้น แวนซ์ก็ได้เดินทางไปยังทำเนียบขาวเพื่อเข้าร่วม "การประชุมนโยบาย" ขณะที่ประธานาธิบดีและคณะที่ปรึกษาอาวุโสกำลังหารือกันถึงแนวทางถัดไป

ท้ายที่สุด ทรัมป์ได้ประกาศขยายเวลาการหยุดยิงผ่านทรูธ โซเชียล ซึ่งเป็นช่องทางที่เขาใช้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับสงครามนับตั้งแต่เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.พ. โดยประธานาธิบดีระบุว่า เขาตัดสินใจเช่นนี้ตามคำร้องขอของรัฐบาลปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

"เราได้รับการร้องขอให้ชะลอการโจมตีประเทศอิหร่านไว้ จนกว่าผู้นำและผู้แทนของพวกเขาจะสามารถจัดทำข้อเสนอที่อันหนึ่งอันเดียวกันได้" ทรัมป์กล่าว

ที่น่าสังเกตคือ ครั้งนี้ทรัมป์ไม่ได้ระบุกรอบเวลาว่าการหยุดยิงจะยืดเยื้อไปนานเพียงใด ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ เขาเคยกำหนดเส้นตายสองสัปดาห์สำหรับการหยุดยิงครั้งแรก หลังจากให้สัมภาษณ์ต่อสื่อด้วยเนื้อหาที่ชี้ไปในทางตรงข้ามโดยกล่าวว่าการเจรจากำลังดำเนินไปด้วยดี แต่ขณะเดียวกันก็เตือนว่า เขาอาจพิจารณากลับมาเปิดฉากสงครามอีกครั้ง หากอิหร่านปฏิเสธการเจรจา

"การยุติสงครามนั้นไม่มีสูตรตายตัวที่ชัดเจน" เจมส์ เจฟฟรีย์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิรัก

เขาเสริมว่า ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ "ขู่จะยกระดับการใช้กำลังทางทหารอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันก็เสนอข้อตกลงจำนวนมากบนโต๊ะเจรจา"


จอดิจิทัลแสดงข้อความ "ยินดีต้อนรับสู่กรุงอิสลามาบัด" ขณะที่ปากีสถานเตรียมเป็นเจ้าภาพการเจรจาสันติภาพระยะที่สองระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในกรุงอิสลามาบัด ซึ่งถูกเลื่อนออกไปเมื่อวันอังคาร

ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันอังคารไม่ได้มีการกำหนดกรอบเวลาอย่างชัดเจน และมีน้ำเสียงที่สุขุมรอบคอบมากกว่าในอดีตที่เคยใช้โซเชียลมีเดียโจมตีอิหร่าน ท่าทีดังกล่าวอาจสะท้อนความต้องการของทรัมป์ที่จะยุติสงคราม ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลก และไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้สนับสนุนการต่อต้านการแทรกแซงในกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ (Maga)

"นี่เป็นการตัดสินใจเชิงปฏิบัติ ที่ตั้งอยู่บนรอยร้าวซึ่งเห็นได้ชัดเจนภายในผู้นำรัฐบาลอิหร่านชุดปัจจุบัน" ไบรอัน คาทูลิส นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันตะวันออกกลาง กล่าว

อย่างไรก็ตาม คาทูลิสระบุว่า การตัดสินใจของทรัมป์ยังสร้างความไม่แน่นอนมากขึ้นว่าสงครามจะยืดเยื้อเป็นระยะเวลาเท่าใด

"ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ทรัมป์ต้องเผชิญกับคำถามว่า เขาจะรับมือกับความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญอยู่ และแรงกดดันทางการเมืองจากฐานเสียงของเขาได้อย่างไร" คาทูลิสกล่าว พร้อมเสริมว่า "เขายังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญที่ยังคงเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนวิกฤตครั้งนี้"

การขยายเวลาหยุดยิงทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านมีเวลาจัดทำข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนเพิ่มขึ้น แต่คำถามสำคัญหลายประเด็นยังไม่มีคำตอบ

อิหร่านระบุว่า การที่สหรัฐฯ ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นการกระทำที่เทียบเท่ากับการทำสงคราม แม้ทรัมป์จะเลือกไม่รื้อฟื้นสงครามขึ้นมาในทันที แต่เขาก็ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะยุติการปิดล้อมดังกล่าว ซึ่งสหรัฐฯ หวังว่าจะใช้เป็นเครื่องมือกดดันให้อิหร่านยอมถอย อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ แรงกดดันนั้นยังไม่เกิดผล ทำให้ทรัมป์เหลือทางเลือกจำกัด นอกจากการยกระดับปฏิบัติการทางทหาร

ขณะเดียวกัน อิหร่านก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าสนใจจะยุติโครงการนิวเคลียร์ หรือยุติการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสอง "เส้นแดง" ที่ทรัมป์ยืนยันว่าต้องถูกรวมอยู่ในข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้าย

ทรัมป์อาจซื้อเวลาให้ตัวเองได้มากขึ้น แต่ในเวลานี้การยุติสงครามอย่างรวดเร็วก็ยังดูห่างไกลไม่ต่างจากเดิม

https://www.bbc.com/thai/articles/cwy3z253rrxo




วันพุธ, เมษายน 22, 2569

ยิ่งชีพ ‘ไอลอว์’ ร่ายยาวให้กำลังใจพรรคประชาชน ขอให้ “กล้าเป็นตัวของตัวเอง” ปฏิรูปเรื่องยากๆ ที่อ่อนไหวทั้งหลาย เช่น สว.ชุดนี้ ที่มาจากการโกง

ช่วงนี้เห็นได้ว่าพรรคส้มหงอยลงไปถนัดตา จะเพราะความผิดพลาดที่ตัดสินใจโหวตให้ อนุทิน เป็นนายกฯ .๐๑ สี่เดือนแล้วมาต่อ ๔ ปี ก็เป็นได้ แม้นว่าผู้เขียนนี้คิดว่าเข้าใจการตัดสินใจครั้งนั้น มันเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอีกอย่างในสถานการณ์

โดยมีประเด็นคดี ๔๔ สส.จ่อคอหอยอยู่ และข้อตกลงปักเสาเข็มแก้ไขรัฐธรรมนูญพอวาดหวังได้ ทั้งรู้ๆ ว่าใครสั่งให้พรรคนั้นมาเป็นรัฐบาล ย่อมต้องเป็นทางเลือกมากกว่าพรรคที่เปลี่ยนใจยื่นมือให้เมื่อวินาทีสุดท้าย จนมาพิสูจน์อีกด้วยว่า

การพ่ายแพ้ ๓๐ คะแนนเสียงแสดงถึงความแรงของ สีน้ำเงินแต่การเปลี่ยนแปลงที่ตามมาภายในพรรคส้ม ด้วย ‘Grand compromises’ “เพื่อดึงเสียงโหวตให้กว้างขวางขึ้น” ดูแล้วน่าจะไม่ได้ผลมากนัก แต่การปรับตำแหน่งแห่งหนตัวบุคคล ต้องรอการพิสูจน์

การประชุมใหญ่ของพรรคในวันที่ ๒๔-๒๖ เมษานี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารหลายคน คือ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค แทนที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ขยับไปเป็นเลขาธิการ แทน ศรายุทธ์ ใจหลัก ที่ลาออก

นอกนั้น ภคมน หนุนอนันต์ ขึ้นเป็นโฆษกพรรค ควบผู้นำภาคใต้ แทน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่ย้ายไปเป็นประธานวิปฝ่ายค้าน ขณะผู้นำภาคเหนือตอนบน คือ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ตอนล่าง ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ อีสาน วีรนันท์ ฮวดศรี

ระหว่างนี้มีผู้หวังดีบางคนพยายามติติง บ้างถือวิสาสะสั่งสอน หนึ่งในกัลยาณมิตรเหล่านั้นเขียนข้อความร่ายยาวบนเฟชบุ๊ค น่ารับฟังทีเดียว คือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ ไอลอว์ในหัวข้อ “ให้กำลังใจพรรคสีส้ม กล้าเป็นตัวของตัวเอง...

ถ้าการปฏิรูปเรื่องยากๆ ที่อ่อนไหวทั้งหลายยังเป็นสิ่งที่คนของพรรคสีส้มเชื่อมั่นอยู่ในใจ...ยังเชื่อแตกต่างไปจากกระแสหลักที่พรรคการเมืองอื่นๆ พยายามจะเดินหน้าไปอยู่...ถ้าเรื่อง ๑๑๒ จะไม่พูดเพราะกลัวโดนยุบพรรคอันนั้นก็ยกไว้เป็นอีกปัญหาหนึ่ง”

แต่เรื่องเกี่ยวกับ สว.ชุดนี้ ที่มาจากการโกงการเลือกเข้ามาแล้วจะดับคดีตัวเอง รวมถึงบทบาทขององค์กรอิสระ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ คนเห็นร่วมกันเป็นต้นทุนเดิมแล้วว่า มันพังไปหมด” ต้อง “จับจุดนี้มาขายให้โดดเด่น”

แล้ว “หากเลือกที่จะไม่พูดอีกหลายเรื่องที่มีความเห็นหลากหลาย ไม่กล้าแตกต่างให้มันโดดเด่น เพื่อหวังจะได้คะแนนเสียงจากฝ่ายอื่นๆ บ้าง หวังว่าพอชนะแล้วจะประนีประนอมพูดจากันได้บ้าง” เป๋า ไอลอว์ว่านี่คือไม่เป็นตัวของตัวเองแล้วละ

(https://www.facebook.com/pow.ilaw/posts/KSNgfZdnQ)