วันเสาร์, มิถุนายน 13, 2569

วันที่ 12 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก ณ ปัจจุบันนี้เด็ก เกือบ 138 ล้านคน หรือ 1 ใน 17 ต้องเผชิญกับปัญหาการใช้แรงงานเด็ก ในจำนวนนี้มีเด็กถึง 54 ล้านคนที่ต้องทำงานที่อันตราย ต่อสุขภาพและความปลอดภัยของพวกเขา


เรียม วัย 14 ปี ทำงานในโรงงานโลหะโดยปราศจากอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม ในย่านรายเออร์บาซาร์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2026 [Syed Mahamudur Rahman/NurPhoto ผ่าน Getty]

เด็ก 1 ใน 17 คนต้องทำงาน: นี่คือภาคอุตสาหกรรมที่เป็นต้นเหตุของการใช้แรงงานเด็ก

เนื่องในวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก (World Day Against Child Labour) สำนักข่าว Al Jazeera พาไปดูตัวเลขล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานเด็กทั่วโลก

ทั่วโลกมีเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีอยู่ประมาณ 2.4 พันล้านคน

ข้อมูลจากการประเมินขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ระบุว่า เด็กเกือบ 138 ล้านคนในกลุ่มนี้ (หรือประมาณ 1 ใน 17 คน) ตกอยู่ในสถานะแรงงานเด็ก โดยในจำนวนนี้มีเด็กถึง 54 ล้านคนที่ต้องทำงานในลักษณะที่เป็นอันตราย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของพวกเขา

เนื่องในวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก (World Day Against Child Labour) สำนักข่าว Al Jazeera ได้นำเสนอข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานเด็ก รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานเด็กมากที่สุด และประเทศหรือภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากปัญหานี้



เด็กที่ทำงานในลักษณะที่เป็นอันตราย

ในปี 2015 องค์การสหประชาชาติได้ตั้งเป้าหมายที่จะยุติการใช้แรงงานเด็กทั่วโลกให้ได้ภายในปี 2025 ซึ่งขณะนี้กำหนดเวลาดังกล่าวได้ล่วงเลยมาแล้ว แม้ว่าจำนวนรวมของเด็กที่ตกเป็นแรงงานเด็กจะลดลง แต่เด็ก 2 ใน 5 คนในกลุ่มนี้ยังคงทำงานในลักษณะที่เป็นอันตราย ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานหนัก การสัมผัสสารเคมีที่เป็นพิษ การทำงานกับเครื่องจักรกลอันตราย การทำงานเป็นเวลานาน หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย

ในจำนวนเด็ก 54 ล้านคนที่ทำงานในลักษณะที่เป็นอันตรายนั้น พบว่า:

10.3 ล้านคน (ประมาณ 1 ใน 5) มีอายุระหว่าง 5-11 ปี
12.8 ล้านคน (ประมาณ 1 ใน 4) มีอายุระหว่าง 12-14 ปี
30.8 ล้านคน (ประมาณ 4 ใน 7) มีอายุระหว่าง 15-17 ปี



ยูนิเซฟและ ILO เตือนว่าการทำงานในลักษณะดังกล่าวอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บ การเจ็บป่วย และความเสียหายที่ส่งผลกระทบระยะยาวต่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของเด็ก นอกจากนี้ เด็กจำนวนมากที่ทำงานเหล่านี้ยังต้องขาดโอกาสในการไปโรงเรียน ซึ่งส่งผลให้ครอบครัวต้องติดอยู่ในวงจรความยากจนที่อาจส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น


เด็กที่ทำงานในตลาดนัดประจำสัปดาห์ที่เมืองฮาด ดรา (Had Draa) ประเทศโมร็อกโก [ภาพจากแฟ้มข้อมูล: Godong/Universal Images Group ผ่าน Getty]

แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมต่างๆ

ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นภาคส่วนที่มีการจ้างงานเด็กมากที่สุดในโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 61 ของกรณีแรงงานเด็กทั้งหมด นั่นหมายความว่ามีเด็กประมาณ 84 ล้านคนที่ทำงานในไร่นา การประมง ป่าไม้ และการปศุสัตว์

เด็กๆ ต้องแบกกระสอบหนักข้ามทุ่งนา ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงในพืชผล ลงไปทำงานในเหมืองแร่ ใช้เครื่องมือและเครื่องจักรที่มีความคม รวมถึงต้องทำงานท่ามกลางอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน งานที่เป็นอันตรายสำหรับเด็กส่วนใหญ่ในโลกกระจุกตัวอยู่ในภาคส่วนนี้

ในชุมชนชนบทหลายแห่ง การทำงานมักเริ่มต้นขึ้นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งกลายเป็นการแย่งเวลาเรียนหนังสือของเด็กโดยตรง เด็กที่ทำงานในภาคบริการ เช่น งานบ้าน งานค้าปลีก และงานด้านการบริการและต้อนรับ คิดเป็นร้อยละ 27 ของกรณีการใช้แรงงานเด็กทั้งหมด ในขณะที่ร้อยละ 13 ทำงานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงการทำเหมืองแร่ การผลิต และการก่อสร้าง



อัตราการใช้แรงงานเด็กทั่วโลก

ตั้งแต่ไร่โกโก้ในแอฟริกาตะวันตกไปจนถึงนาข้าวในเอเชียใต้ ภาคเกษตรกรรมเป็นภาคส่วนที่มีการใช้แรงงานเด็กมากที่สุดในโลก เนื่องจากมักเป็นงานนอกระบบที่ทำกันภายในครอบครัวและยากต่อการกำกับดูแล

Lucia Soleti รักษาการรองผู้แทนองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประจำประเทศกานา กล่าวกับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า ปัญหาแรงงานเด็กยังคงแพร่หลายในแอฟริกาตะวันตก โดยมีสาเหตุมาจากความยากจน การเข้าถึงบริการทางสังคมที่จำกัด รวมถึงผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศและความผันผวนทางเศรษฐกิจ

เธออธิบายว่าในประเทศกานา มีเด็กอายุระหว่าง 5 ถึง 17 ปีมากกว่า 1.1 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบ โดยส่วนใหญ่ทำงานในภาคเกษตรกรรม แต่ก็มีการทำงานในภาคส่วนอื่นด้วย เช่น การทำเหมืองแร่ การประมง และงานบ้าน

"มันพรากโอกาสทางการศึกษาไปจากเด็ก ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับสภาพการทำงานที่เป็นอันตราย และก่อให้เกิดวงจรความยากจนที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น" Soleti กล่าว


เด็กที่ทำงานในไซต์ก่อสร้างแห่งหนึ่งในประเทศเบนิน [ภาพจากแฟ้มข้อมูล: Godong/Universal Images Group ผ่าน Getty]

ภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (Sub-Saharan Africa) ยังคงเป็นศูนย์กลางของวิกฤตการณ์นี้ โดยมีเด็กถึง 87 ล้านคนตกอยู่ในภาวะแรงงานเด็ก ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าเด็กในสถานะเดียวกันจากทุกภูมิภาคอื่นทั่วโลกรวมกัน ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของประชากร ความขัดแย้ง และความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ได้บั่นทอนความก้าวหน้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แม้ว่าภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจะมีการลดลงของจำนวนแรงงานเด็กอย่างเห็นได้ชัดที่สุด แต่ปัญหาแรงงานเด็กก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่ผลิตอาหาร เสื้อผ้า แร่ธาตุ และสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งวางจำหน่ายไปทั่วโลก



Mona Aika รักษาการหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็กของยูนิเซฟในประเทศไนจีเรีย กล่าวว่า ปัญหาแรงงานเด็กในประเทศนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการฝึกอบรมหรือการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว

"อัตราการลดลงที่ล่าช้าในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารานั้นเชื่อมโยงกับปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการ เช่น ความยากจน การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างจำกัด ระบบคุ้มครองทางสังคมที่อ่อนแอ วิถีชีวิตในชนบทที่ต้องพึ่งพาแรงงานในครอบครัว ความขัดแย้ง การพลัดถิ่น ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของประชากร ลักษณะงานที่เป็นงานนอกระบบ และขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายที่จำกัด" Aika กล่าวกับ Al Jazeera

"จำเป็นต้องมีระบบคุ้มครองเด็กที่เข้มแข็งขึ้น การคุ้มครองทางสังคม การเข้าถึงการศึกษา การสนับสนุนด้านการประกอบอาชีพสำหรับครอบครัว การป้องกันในระดับชุมชน กลไกการส่งต่อความช่วยเหลือ และการดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยภาครัฐ" Aika กล่าว

ที่มา Al Jazeera
One in 17 children is working: Here are the industries driving child labour

https://www.aljazeera.com/news/2026/6/12/one-in-17-children-is-working-here-are-the-industries-driving-child-labour



โครงการในพระดำริที่สะท้อนถึงพระปณิธานอันแน่วแน่ด้านกฎหมายของเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ หนึ่งในนั้นคือ “โครงการกำลังใจ” และ “หยุดความรุนแรงต่อผู้หญิง” เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในกระบวนการยุติธรรมที่รวมถึง เด็ก และเยาวชนที่กระทำผิด ผู้ต้องขังและผู้ถูกคุมความประพฤติ



"ก่อนใช้กฎหมายบังคับให้ชาวบ้านปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ควรต้องคำนึงถึงเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ หรือแม้แต่เรื่องธรรมเนียมประเพณี หากขาดการสนับสนุนเรื่องที่ดินทำกิน การบริหารจัดการน้ำ การคมนาคม สาธารณสุขพื้นฐาน หรือการศึกษา กฎหมายที่เคร่งครัดก็ไร้ประโยชน์" พระดำรัส เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อปี 2560


เปิดโครงการในพระดำริที่สะท้อนถึงพระปณิธานอันแน่วแน่ด้านกฎหมายของเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซีไทย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็น “เจ้าหญิงนักกฎหมาย” เนื่องจากพระองค์ทรงมีพระทัยที่ตั้งมั่นและพระวิริยอุตสาหะในการศึกษาด้านกฎหมายมาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ในประเทศและต่างประเทศ

หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาแล้ว พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสาธารณกุศลผ่าน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และด้านกฎหมาย

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมเพื่อประโยชน์สุขของสังคมและประเทศชาติ และทรงเป็นที่ยอมรับในระดับนานาประเทศด้วย

บีบีซีไทยรวบรวมพระกรณียกิจทางด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของพระองค์มาไว้ ณ ที่นี้

“โครงการกำลังใจ”


โครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา เป็นโครงการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงริเริ่มขึ้นในปี 2549 โดยมีภารกิจในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในกระบวนการยุติธรรมที่หมายถึง เด็ก และเยาวชนที่กระทำผิด ผู้ต้องขังและผู้ถูกคุมความประพฤติ

พระองค์ทรงได้รับแรงบันดาลใจตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในระหว่างเสด็จเยี่ยมผู้ต้องขังหญิงที่ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว กทม. เมื่อ 14 ก.ค. 2544 แล้วทอดพระเนตรเห็นผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขังได้รับการดูแลจากรัฐอย่างจำกัด จึงประทานสิ่งของช่วยเหลือ

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกแล้ว พระองค์ก็มิทรงลืมผู้ต้องขังหญิงที่รอคอยความช่วยเหลืออยู่ จึงกลับมาสานต่อพระปณิธานด้วยการก่อตั้งโครงการกำลังใจ (Inspire) ประทานทุนส่วนพระองค์ 3 แสนบาทมาเป็นทุนเบื้องต้น พร้อมประทานความช่วยเหลือด้านสุขภาพอนามัยแก่ผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ และเด็กติดผู้ต้องขัง ด้วยทรงเห็นว่า “เด็กติดผู้ต้องขังเป็นผู้บริสุทธิ์ และสมควรได้รับการช่วยเหลือดูแล ไม่ให้มีตราบาปติดตัว”

พระรูปพระองค์ภาขณะมีพระปฏิสันถารกับผู้ต้องขังหญิง หรือทรงอุ้มทารกและเด็กของมารดาที่อยู่ในเรือนจำอย่างไม่ถือพระองค์ กลายเป็นภาพคุ้นตาของประชาชนที่ติดตามข่าวสารในพระราชสำนัก ก่อนขยายความช่วยเหลือไปยังผู้ต้องขังกลุ่มอื่น ๆ อาทิ ผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ, กลุ่มเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด รวมถึงผู้ต้องขังชาย



สำหรับวัตถุประสงค์หลักของโครงการกำลังใจคือ การส่งเสริม ให้กำลังใจ ให้โอกาสแก่ผู้เคยก้าวพลาดให้กลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง

โครงการกำลังใจกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังทั้งในไทยและต่างประเทศ ทรงริเริ่มโครงการ “Enhancing Life for Female Inmates” (ELFI) มีเป้าหมายสำคัญคือการจัดทำข้อเสนอในนามประเทศไทย

ต่อมาที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อ 21 ธ.ค. 2553 ได้ให้ความเห็นชอบเป็นข้อกำหนดของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง หรือที่รู้จักในชื่อ “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ” (The Bangkok Rules) โดยถือเป็นการเสริมข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำที่ออกไว้เมื่อ ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) ซึ่งล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

“โครงการ ELFI เป็นการดำเนินการทางการทูตเชิงรุกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมไทยที่สามารถออกไปแสดงบทบาทนำ จนสามารถผลักดันให้ Bangkok Rules กลายเป็นหนึ่งในกฎหมายของโลกได้เป็นผลสำเร็จ จึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของคนไทยทุกคนที่มีเจ้าหญิงนักกฎหมายที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพ ทรงเป็นประทีปนำทางให้กับกระบวนการยุติธรรมของไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ” หนังสือที่จัดทำโดยกระทรวงยุติธรรม ระบุในตอนหนึ่ง

“หยุดความรุนแรงต่อผู้หญิง”

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงตอบรับเป็นทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador)

จากการทรงงานของพระองค์ เช่น โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ซึ่งได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือและสร้างโอกาสให้ผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์และทารก เมื่อปี 2549 ที่ทัณฑสถานหลายแห่งและที่ผ่านมาก็ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้กองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี หรือ ยูนิเฟม (UNIFEM) ได้กราบทูลเชิญ และได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงตอบรับเป็นทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2551 ซึ่งในขณะนั้น พระองค์ทรงเป็นพนักงานอัยการรับผิดชอบคดีความที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงด้วย



พระภารกิจแรกที่ทรงปฏิบัติในฐานะองค์ทูตสันถวไมตรีคือ การรณรงค์ภายใต้แคมเปญ “Say NO to Violence against Women” ในประเทศไทย ใช้เวลาเพียง 2 เดือนเศษ ก็สามารถรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนได้กว่า 3.1 ล้านรายชื่อ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในโลก โดยที่พระองค์ได้ทรงร่วมลงพระนามลงในการ์ด เพื่อเป็นหนึ่งเสียงที่ร่วมต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง ก่อนทรงส่งมอบให้ UNIFEM และเลขาธิการสหประชาชาติ ในวันสากลแห่งการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงในปีเดียวกัน

นอกจากนี้ กิจกรรมรณรงค์หยุดความรุนแรงต่อผู้หญิงยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายปี

ขณะเดียวกันทรงเห็นว่า การบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ให้มีประสิทธิภาพ จะเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยยุติปัญหาความรุนแรงได้

“...ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาที่มีมาช้านาน และเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับประเทศไทยได้มีความพยายามของทุกภาคส่วนในสังคมที่พยายามใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมาโดยตลอด และมาตรการทางกฎหมายเป็นวิธีการหนึ่งของการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว...” พระดำรัสพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ในการประชุม “1 ปี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว" เมื่อ 22 พ.ย. 2551

พระกรณียกิจทางด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในพระองค์ภา เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาคมโลก ทำให้สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญเกียรติยศสูงสุด “Medal of Recognition” แด่พระองค์เมื่อ 16 เม.ย. 2552 จากการที่ทรงมีบทบาทหลายด้าน โดยทรงเป็นบุคคลที่ 3 ของโลกที่ได้รับรางวัลนี้

นอกจากนี้ สมาคมราชทัณฑ์และเรือนจำระหว่างประเทศ (ICPA) ยังทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลสูงสุด President’s Award แด่พระองค์เมื่อ 28 ต.ค. 2552 เพื่อเชิดชูเกียรติพระองค์ภา ในฐานะทรงปฏิบัติพระภารกิจเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง โดยทรงเป็นชาวเอเชียพระองค์แรกได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

“พระปรีชาสามารถไม่แพ้อัยการผู้ชาย”

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเป็น นักกฎหมาย และนักปฏิบัติ

ครั้งหนึ่ง พระองค์ภาได้ประทานพระดำรัสเกี่ยวกับหลักนิติธรรม มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “ก่อนใช้กฎหมายบังคับให้ชาวบ้านปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ควรต้องคำนึงถึงเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ หรือแม้แต่เรื่องธรรมเนียมประเพณี หากขาดการสนับสนุนเรื่องที่ดินทำกิน การบริหารจัดการน้ำ การคมนาคม สาธารณสุขพื้นฐาน หรือการศึกษา กฎหมายที่เคร่งครัดก็ไร้ประโยชน์ คนเหล่านี้ต้องได้รับการสนับสนุน เสริมพลังจนถึงจุดที่สามารถมีทางเลือกในการใช้ชีวิต”

“ในจุดนั้นการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายจึงจะเป็นไปได้ การจัดการเรื่องสถานะทางกฎหมายจึงจะมีผล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงวางเงื่อนไขแวดล้อมที่จะทำให้หลักนิติธรรมสามารถเกิดได้ในสังคม โดยเริ่มจากการช่วยให้ชาวบ้านสามารถเลี้ยงชีพได้ก่อนเป็นสำคัญ”

“หลักนิติธรรมนั้นไม่ได้สำคัญเฉพาะกับนักกฎหมาย หรือใช้ในการมองบริบทงาน ด้านตุลาการหรือกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น หากแต่หลักนิติธรรมเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประชาชน และส่งผลต่อทุกคนแม้จะอยู่ในสถานที่ห่างไกล ไม่ว่าผู้นั้นจะเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ บริการสาธารณะ หรือมีสถานะทางกฎหมายใด...” พระดำรัส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ในการประชุมเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อ 23 ก.พ. 2560

ในระยะเวลากว่า 10 ปีที่ทรงงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ ทรงพระราชทานคำปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชน และทรงพระราชทานความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบทุกข์ยาก แม้พระภารกิจที่ทำคล้ายเป็นการ “ปิดทองหลังพระ” แต่ก็ปรากฏข่าวผู้ได้รับพระเมตตาเป็นระยะ ๆ ผ่านพื้นที่สาธารณะในบางโอกาส

อย่างเช่น เรื่องราวของนายปัญญา ชูมณี ประชาชน จ.น่าน อายุ 73 ปี (ในขณะนั้น) ที่ยื่นถวายฎีกาพระองค์ภาขอประทานความช่วยเหลือเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องบ้านและที่ดินกับธนาคารออมสิน ซึ่งต่อมาสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายจังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ทรงงานในเวลานั้น ได้เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ย จนสามารถตกลงเรื่องบ้านและที่ดินที่ถูดยึดกับทางธนาคารได้ ทำให้ไม่ถูกขายทอดตลาด

นายปัญญาจึงเขียนจดหมายด้วยลายมือ เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยระบุตอนหนึ่งว่า “ข้าพระพุทธเจ้า... สุขภาพดี ไม่มีความดัน ไม่ต้องไปพบแพทย์ เพราะตั้งแต่ธนาคารฯ ยึดที่ดินประกาศขายทอดตลาดนั้น คิดมากจนเป็นเส้นเลือดในสมองปริ ปัจจุบันสุขภาพดี ลงทำงานในสวนทุกวัน มีความสุขดี...”

หนังสือกราบบังคมทูลฯ ของนายปัญญา ได้รับการเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอัยการสูงสุด และผู้อำนวยการโครงการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงในพระดำริฯ เมื่อ 11 พ.ค. 2562

ชายสูงวัยจาก จ.น่าน ยังแสดงความชื่นชมอัยการที่เอาใจใส่ประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะที่นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อธิบดีอัยการสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ เคยกล่าวกับมติชนเมื่อ ม.ค. 2566 ถึงความประทับใจในพระองค์ภาว่า “ทรงเป็นเจ้าฟ้านักกฎหมาย พระองค์ปฏิบัติหน้าที่อัยการได้เป็นอย่างดี พระปรีชาสามารถไม่แพ้อัยการผู้ชาย และทรงไม่ถือพระองค์ อย่างเวลาพระราชทานคำแนะนำด้านกฎหมายให้แก่ประชาชน ทรงเป็นกันเองกับประชาชน”


https://www.bbc.com/thai/articles/c80jkxjk4ewo



https://www.facebook.com/reel/2592779794470552




เวที AI Passport...ไม่ผ่าน | เจาะลึกทั่วไทย | 12 มิ.ย. 69


เวที AI Passport...ไม่ผ่าน | เจาะลึกทั่วไทย | 12 มิ.ย. 69

เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand

Jun 12, 2026

เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เล่าข่าวเจาะประเด็นโดย ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ / อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์

https://www.youtube.com/watch?v=dhKjhR9XUF4
.....





หลวงเพ่ โยมเห็นแล้วไม่สบายใจ "เจ้าอาวาส" ห่มจีวรขับรถตระเวนรับ-ส่งนักเรียน ลั่นไม่ใช่กิจของสงฆ์ ผู้สื่อข่าวได้รับร้องเรียนจากชาวบ้าน ในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

https://www.facebook.com/reel/796889020058496







https://x.com/Thairath_News/status/2065037064387649831


Thairath_News
@Thairath_News

ชาวบ้านร้องไม่สบายใจ พระขับรถรับส่งนักเรียน ด้านเจ้าอาวาสรับไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่สงสารเด็ก 14 ชีวิต

11 มิถุนายน : ผู้สื่อข่าวได้รับร้องเรียนจากชาวบ้าน ในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กรณีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งขับรถรับส่งเด็กนักเรียนด้วยตัวเอง โดยชาวบ้านให้ข้อมูลว่ารถรับส่งนักเรียนคันดังกล่าว เป็นธุรกิจของครอบครัวพระ จึงมองว่าเป็นพระมาหารายได้ด้วยการขับรถรับส่งนักเรียนแบบนี้ไม่เหมาะสม เห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจ พระควรทำกิจของสงฆ์

จากนั้นทีมข่าวจึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบตามที่ได้รับร้องเรียน ที่บริเวณลานจอดรถหน้าร้านสะดวกซื้อในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ก็พบพระรูปหนึ่งห่มจีวรยืนรอรับนักเรียนอยู่ข้างรถยนต์กระบะ ที่ถูกดัดแปลงเป็นรถรับส่งนักเรียนจริง

ทีมข่าวจึงได้เข้าไปสอบถามพระรูปดังกล่าว ก็ยอมรับว่าเป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งใน ต.เขาคอก อ.ประโคนชัย ได้มาขับรถรับส่งเด็กนักเรียนตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย.69 แล้ว ซึ่งภรรยาทำอาชีพรับจ้างรับส่งนักเรียน ปกติจะให้ลูกชายเป็นคนขับ แต่พอตรวจพบว่าลูกชายเสพยาบ้าจึงให้ไปบำบัดไม่ให้ขับรถเพราะผู้ปกครองไม่สบายใจ จึงได้โทรศัพท์ไปบอกลูกสาวที่ทำงานอยู่ต่างจังหวัด ให้กลับมาขับแทนลูกชาย ลูกสาวก็รับปากว่าจะมา ช่วงที่รอลูกสาวกลับมาหลวงพ่อจึงมาขับรับ-ส่งนักเรียนแทนก่อน เพราะกลัวว่าจะไม่มีคนไปรับ-ส่ง

ปัจจุบันต้องรับส่งนักเรียนวันละ 14 คน ในจำนวนนี้เป็นหลาน 3 คน ส่วนอีก 11 คน เป็นลูกหลานของโยม โดยจะได้ค่าจ้างรับส่งเฉลี่ยคนละ 400 กว่าบาทต่อเดือน แต่หลวงพ่อไม่ได้รับเงินเพราะเป็นของภรรยา แค่มาขับแทนช่วงที่รอลูกสาวกลับมาเท่านั้น

หลวงพ่อ ยังบอกอีกว่า หากหลวงพ่อไม่มาขับรับส่งนักเรียน ก็สงสารกลัวจะไม่มีคนรับส่งไปโรงเรียน ซึ่งผู้ปกครองก็รับรู้ส่วนใหญ่ก็บอกว่า เห็นหลวงพ่อมาขับเองรู้สึกสบายใจกว่า สำหรับตัวหลวงพ่อเองก็ยอมรับว่ามันดูไม่เหมาะสม เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่เป็นเหตุจำเป็นจึงต้องทำ หากลูกสาวกลับมาแล้วก็จะหยุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

ขณะที่นายสุวรรณ และนายทองแดง ชาวบ้าน บอกตรงกันว่า เห็นแล้วก็ไม่สบายใจและมองว่าไม่เหมาะสม เพราะพระสงฆ์ก็ต้องทำหน้าที่ของสงฆ์ไม่ใช่ฆราวาส การเป็นพระแล้วมาขับรถรับจ้างรับ-ส่งนักเรียนแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่หากจะมาประกอบอาชีพเหมือนโยมทั่วไป ก็ต้องสึกจากการเป็นพระแล้วค่อยมาขับหรือทำอาชีพก็ไม่มีใครว่าอะไร จะได้ไม่ถูกครหา.

#ไทยรัฐออนไลน์ #Thairath



เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม คดีประวัติศาสตร์ของ 2 นักปกป้องสิทธิฯ อุทธรณ์ชี้ กอ.รมน.เป็นผู้ควบคุมเว็บไซต์ไอโอ สั่งชดใช้ค่าเสียหายและลบโพสต์ออกจากเว็บไซต์ - กอ.รมน. อาจใช้สิทธิยื่นฎีกา



เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม คดีประวัติศาสตร์ของ 2 นักปกป้องสิทธิฯ อุทธรณ์ชี้ กอ.รมน.เป็นผู้ควบคุมเว็บไซต์ไอโอ สั่งชดใช้ค่าเสียหายและลบโพสต์ออกจากเว็บไซต์


11/06/2026'
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

11 มิถุนายน 2569 ศาลแพ่ง รัชดาฯ อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กับอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มด้วยใจ ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จำเลยที่หนึ่ง และกองทัพบก จำเลยที่สอง ในกรณีที่โจทก์ทั้งสองถูกโจมตีให้เสียหายโดยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เกี่ยวกับการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยสรุป ศาลเห็นว่า จำเลยที่หนึ่งคือ สำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกอ.รมน. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วยการทำไอโอผ่านเว็บไซต์ pulony.blogspot.com จริง โดยรับฟังพยานหลักฐานและพยานบุคคลของโจทก์ทั้งสอง ได้แก่ ศิริกัญญา ตันสกุล ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 และรอมฎอน ปันจอร์ ที่มีการทำงานในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มายาวนาน มีความใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่กอ.รมน. และพบข้อมูลการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของกอ.รมน.ที่เทียบแล้วตรงกับข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์ pulony.blogspot.com

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า รอมฎอนมีประสบการณ์ในการทำงานที่สามารถตรวจสอบความเกี่ยวพันนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์โดยตรงเท่านั้นที่จะสามารถตรวจสอบได้ รับฟังได้ว่า กอ.รมน. เป็นผู้ควบคุม กำกับดูแล และจัดสรรงบประมาณให้กับเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการโต้ตอบและปฏิบัติการข่าวสาร การที่เว็บไซต์ดังกล่าวโพสต์ข้อความและรูปภาพใส่ร้ายป้ายสีโจทก์ทั้งสองด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ถือเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นการกระทำละเมิด สำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของ กอ.รมน. จึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย

ให้จำเลยที่หนึ่งลบหรือนำข้อความและภาพถ่ายที่ละเมิดต่อโจทก์ออกจากเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด และให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้อังคณา จำนวน 120,000 บาท และอัญชนา จำนวน 90,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดนับจากวันฟ้อง ทั้งนี้ศาลยกคำขอของโจทก์ที่ต้องการให้จำเลยลงขอโทษในเว็บไซต์และหนังสือพิมพ์ติดต่อกัน 7 วัน โดยศาลมองว่า การให้จ่ายค่าสินไหมและการสั่งให้ลบโพสต์ออกจากเว็บไซต์นั้น เป็นการเยียวยาที่เพียงพอต่อการกู้คืนชื่อเสียงของโจทก์แล้ว

โจทก์มีอำนาจฟ้องเฉพาะสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแล กอ.รมน.

ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่หนึ่ง และที่สองเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มีฐานะเป็นส่วนราชการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่และความควบคุมดูแลรับผิดชอบของจำเลยที่หนึ่งขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ระหว่างเดือนธันวาคม 2559 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2562 มีผู้โพสต์บทความประกอบรูปภาพของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนลงเผยแพร่ทางเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของโจทก์ทั้งสอง เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง

ต่อมาในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณางบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2563 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สภาผู้แทนราษฎรมีหนังสือแจ้งให้ กอ.รมน. จัดส่งรายงานผลการปฏิบัติการข่าวสารของเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ถึงปี 2562 ต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณางบประมาณปี พ.ศ. 2563 ของจำเลยที่หนึ่ง โดย กอ.รมน.ส่งเอกสารเพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สภาผู้แทนราษฎร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยที่สองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า โครงสร้างและอำนาจการบังคับบัญชารวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่สอง ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 และพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของแม่ทัพภาค 4 และขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการทหารบกทั้งสิ้น การทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอีกหน้าที่หนึ่งในฐานะของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้านั้น ไม่ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในสังกัดกองทัพภาคที่ 4 ขาดจากหน้าที่หรือขาดจากการเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่สอง เมื่อเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลยที่สอง กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่สองมีหน้าที่รับผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2539 โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่สอง

เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องและนำสืบได้ความว่า จำเลยที่สองเป็นส่วนราชการสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทยกระทรวงกลาโหม และมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 โดยผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้บังคับบัญชาและกำกับดูแลการปฏิบัติราชการหน่วยงานในสังกัดของจำเลยที่สอง รวมทั้งกองทัพภาคที่ 4 ส่วนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นในสังกัดของจำเลยที่หนึ่ง มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ซึ่งมาตรา 5 บัญญัติให้จัดตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เรียกโดยย่อว่า “กอ.รมน.” ขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี มีฐานะเป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีโดยวิธีการปฏิบัติราชการและการบริหารงาน การจัดโครงสร้าง การแบ่งส่วนงานและอำนาจหน้าที่ของส่วนงาน และอัตรากำลังให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด หน่วยงานทั้งสองจึงเป็นส่วนราชการที่มีรูปแบบการจัดโครงสร้างการแบ่งส่วนงาน ตลอดจนสายงานบังคับบัญชา ตลอดจนอำนาจหน้าที่และบทบาทภารกิจแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด

โดยข้อนี้ยังได้ความจากพ.อ.ภาสกร ณ ตะกั่วทุ่ง นายทหารพระธรรมนูญ กองทัพภาคที่ 4 พยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า ในการสั่งการบังคับบัญชาและปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ผอ.รมน. ภาค 4 นั้น จะต้องยึดแนวปฏิบัติตามคำสั่งของ กอ.รมน. หรือนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 จึงมีภารกิจแยกต่างหากจากจำเลยที่สอง ส่วนภารกิจในการรวบรวมประมวลวิเคราะห์ ข้อมูลข่าวสาร สร้างการรับรู้ที่ถูกต้องผ่านช่องทางเครื่องมือต่าง ๆ สู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเพื่อนำไปสู่สันติสุขเป็นภารกิจในความรับผิดชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดจำเลยที่หนึ่งตามกฎหมาย จำเลยที่สองไม่มีอำนาจหน้าที่หรือส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการในภารกิจของจำเลยที่หนึ่งแต่อย่างใด

พ.อ.เศรษฐสิทธิ์ แก้วคุณเมือง รองผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน. ภาค 4 สน.) เบิกความว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ภาค 4 สน. มีทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนปฏิบัติงานร่วมกันในส่วนของเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้มาปฏิบัติงานนั้นจะมีหน้าที่ปฏิบัติตามแนวนโยบายและคำสั่งของ กอ.รมน. ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองทัพบก โดยเป็นการปฏิบัติงานที่จำเลยที่หนึ่งขอตัวมาช่วยราชการในวาระคราวละหนึ่งปี เมื่อครบหนึ่งปีแล้ว เจ้าหน้าที่ที่ช่วยราชการจะต้องกลับไปปฏิบัติงานที่หน่วยเดิมเว้นแต่ กอ.รมน. ภาค 4 สน. มีความประสงค์ให้ปฏิบัติงานต่อไป จำเลยที่หนึ่งจะต้องขอตัวให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวปฏิบัติงานต่อครั้งละไม่เกินหนึ่งปี บุคคลที่มาปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละปี ต้องได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาทุกครั้ง และจะต้องมีชื่อจริง นามสกุลจริงเท่านั้น ซึ่งในแต่ละปี กอ.รมน.ภาค 4 สน. จะบรรจุข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนให้ปฏิบัติงานแบบช่วยราชการปีละประมาณ 60,000 คน เมื่อครบหนึ่งปีก็จะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน

จำเลยที่สองไม่มีอำนาจสั่งการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการภายในภารกิจของจำเลยที่หนึ่งแต่อย่างใด ความข้อนี้โจทก์ทั้งสองไม่ได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น

กรณีรับฟังได้ว่า การที่บุคลากรของกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งอยู่ในสังกัดของจำเลยที่สองได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติงานในหน่วยงาน กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า อีกหน้าที่หนึ่ง แม้บุคคลนั้นจะไม่ขาดจากตำแหน่งหรือขาดจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของกองทัพภาคที่ 4 แต่จำเลยที่สองซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของกองทัพภาคที่ 4 ก็ไม่มีอำนาจเข้าไปสั่งการหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินภารกิจในความรับผิดชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและกำกับดูแลของจำเลยที่หนึ่งแต่อย่างใด

ทั้งทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้ความว่า จำเลยที่สองมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลตรวจสอบเว็บไซต์ pulony.blogspot.com หรือเจ้าหน้าที่คนใดในสังกัดของจำเลยที่สองเป็นผู้โพสต์ข้อความลงในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่สองกระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่สองนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

กอ.รมน. เป็นผู้ควบคุมเว็บไซต์ pulony.blogspot ที่โพสต์ข้อมูลละเมิดต่อโจทก์

โจทก์ทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายญัตติทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลจำเลยทั้งสอง ในประเด็นเรื่องการใช้การปฏิบัติการข่าวสารที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์การปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร มีการจัดทำข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ ใส่ร้าย ใส่ความประชาชนทั่วไป ประกอบกับมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนหนึ่งตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ของจำเลยที่หนึ่ง ในส่วนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณสำหรับการรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ตามรายงานผลการปฏิบัติข่าวสารของเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560-2562 มีการนำเสนอภาพและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านการปฏิบัติการข่าวสารในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ทั้งสอง ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2559 จนถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงรวม 13 ครั้ง

เห็นว่า รายงานผลการปฏิบัติการข่าวสารของเว็บไซต์ดังกล่าวมีปรากฏอยู่ในเอกสารเพิ่มเติมที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนำส่งต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ซึ่งแหล่งที่มาของข้อมูลตามเอกสารดังกล่าวได้ความจากศิริกัญญา ตันสกุล พยานโจทก์ของทั้งสองเบิกความว่า พยานได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563 ในการพิจารณางบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีในส่วนของกอ.รมน. พยานขอเอกสารเพิ่มเติมจากสำนักนายกรัฐมนตรีในส่วนข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ในช่วงระหว่างปี 2560-2562 เนื่องจากเห็นว่ามีการใช้งบประมาณของกอ.รมน. ในการดำเนินงานของเว็บไซต์ดังกล่าวและเพื่อตรวจสอบว่า กอ.รมน. เป็นผู้ให้งบประมาณสนับสนุนเว็บไซต์ดังกล่าวจริงหรือไม่ เหตุที่พยานขอเอกสารเพิ่มเติมดังกล่าวเนื่องจากได้รับข้อมูลมาจากรอมฎอน ปันจอร์ อนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณในแผนบูรณาการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติการณ์บางอย่างไว้

โดยจากเอกสารเพิ่มเติมในเรื่องการปฏิบัติงานด้านการปฏิบัติการข่าวสารลำดับที่ 10 การตอบโต้การปฏิบัติการข่าวสารของฝ่ายตรงข้ามมีเรื่องสำคัญจำนวน 140 เรื่องตามที่มีรูปภาพประกอบสองภาพนั้นพยานเข้าใจว่า เป็นบทความจากเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ซึ่งกอ.รมน. เป็นผู้ตอบโต้หรือสั่งการให้บุคลากรดำเนินการตอบโต้ และจำนวนเรื่อง 140 เรื่องก็ตรงกับบทความที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ในปีงบประมาณ 2560 และได้ของบประมาณเพื่อดำเนินการต่อไป

ฟังเจือสมตามเนื้อหารายงานผลการปฏิบัติการข่าวสารของเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ปีงบประมาณ 2560-2562 ซึ่งมีรายละเอียดการปฏิบัติงานด้านการปฏิบัติการข่าวสารของเว็บไซต์ดังกล่าวหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรม ตลอดจนการโต้ตอบการปฏิบัติการข่าวสารของฝ่ายตรงข้าม ความข้อนี้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรก็ออกมาแถลงต่อสื่อมวลชนรับว่า ได้จัดสรรงบประมาณให้เว็บไซต์จริงเพื่อเป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง สนับสนุนให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

พยานโจทก์มีน้ำหนักเพียงพอ ไม่พิจารณาข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ กอ.รมน. เป็นผู้กำกับดูแลเว็บไซต์ไอโอ

นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองยังมีรอมฎอน ปันจอร์ เป็นพยานเบิกความว่า เขาทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนภาคใต้เริ่มตั้งแต่ปี 2547-2551 โดยเป็นผู้สื่อข่าวสังกัดทีมข่าวพิเศษ ทำงานข่าวสืบสวนสอบสวนของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและสำนักข่าวออนไลน์เมเนเจอร์ออนไลน์ ได้รับมอบหมายให้เขียนข่าวและบทวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ และเป็นบุคลากรของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ทำหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์และพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ในปี 2554 รอมฎอนเป็นบรรณาธิการเว็บไซต์ขององค์กรดังกล่าวซึ่งเปิดพื้นที่ให้มีข้อเขียนของผู้ใช้งาน เรียกพื้นที่นี้ว่า “Diablog” ซึ่งผู้ใช้งานก็มีเจ้าหน้าที่ของกอ.รมน. ระหว่างการทำงานนี้รอมฎอนได้อีเมลจากผู้ที่ใช้ชื่อว่า เตชินี มาขอเปิดบล็อกเพื่อลงเนื้อหา หลังจากนั้นเขาต้องการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของสำนักปฏิบัติการข่าวสารของกอ.รมน. จึงได้อีเมลติดต่อกลับเตชินีเพื่อขอเบอร์โทรศัพท์ของ พ.อ. ไพฑูรย์ เตชินีจึงส่งเบอร์โทรศัพท์ของ พ.อ. ไพฑูรย์ให้แก่เขา

หลังการติดต่อได้ประมาณหนึ่งปี เตชินีอีเมลมาแจ้งว่าผู้อำนวยการสำนักฯ คือ พ.อ. นิโรธ ฉายากุล ต้องการนัดเขาไปรับประทานอาหารร่วมกันในวันที่ 7 กรกฎาคม 2558 เพื่อขอบคุณที่ให้ความร่วมมือต่อหน่วยงานดังกล่าว รอมฎอนจึงไปร่วมรับประทานอาหารกับ พ.อ. นิโรธและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร

รอมฎอนเบิกความว่า เขาเคยเข้าไปใช้เว็บไซต์ www.io-pr.org ที่ใช้แพลตฟอร์มที่มีค่าใช้จ่ายและมีการแนะนำเว็บไซต์อยู่ที่มุมล่างซ้าย ซึ่งมีรายชื่อเว็บไซต์ทางการของกอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าคือ www.southpeace.go.th รอมฎอนจึงเข้าไปใช้งานในเว็บไซต์ดังกล่าวและได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเอกสารที่จำกัดไว้เฉพาะสมาชิก โดยรอมฎอนบันทึกข้อความที่ทางเว็บไซต์กล่าวต้อนรับพยานไว้ มีการแจ้งหมายเลขสมาชิกของเขาให้ทราบและแจ้งรายชื่อผู้ใช้เป็นชื่อของเขา

หลังจากนั้นจึงได้เข้าใช้เว็บไซต์และพบว่า มีเอกสารของทางราชการที่เผยแพร่ต่อประชาชนที่สำคัญ ซึ่งมีข้อความว่า ประเด็น ปส. รอมฎอนเข้าใจว่าน่าจะหมายถึงปฏิบัติการข่าวสาร เนื่องจากมีเอกสารอย่างน้อยสามเรื่องที่เชื่อมโยงระหว่างเว็บไซต์ pulony.blogspot.com กับสำนักปฏิบัติการข่าวสารและประชาสัมพันธ์ (สปสช.) ของกอ.รมน. ภาค 4 โดยมีข้อความระบุว่า สปสช. ผลิตและได้เผยแพร่บทความเชิงปิดลับในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เพื่อแพร่มลทินให้ฝ่ายตรงข้ามจำนวนสามเรื่อง วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 รอมฎอนเข้าใช้งานเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เพื่อตรวจสอบบทความต่าง ๆ ปรากฏว่ามีการเผยแพร่บทความเรื่อง “รู้เท่าทันโจรใต้ก่อนที่จะถูกหลอกเข้าสู่องค์กรและแหล่งบ่มเพาะ” “นายชินทาโร ฮารา พฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง” และ “ใครอยู่เบื้องหลังเวทีบิจารอ ปาตานี” ซึ่งบทความดังกล่าวตรงกับรายชื่อบทความที่พยานพบใน www.io-pr.org

วันเดียวกันรอมฎอนยังพบประเด็นการปฏิบัติการข่าวสารที่มีการผลิตและเผยแพร่บทความสี่เรื่อง ซึ่งเมื่อเขาเปรียบเทียบกับบทความที่ลงในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557แล้วก็พบว่ามีความตรงกันกับที่ระบุไว้ในเอกสารปฏิบัติการข่าวสารที่สปสช.ได้เผยแพร่บน www.io-pr.org เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557

นอกจากนี้ในเว็บไซต์ www.io-pr.org ด้านล่างของหน้าเว็บไซต์ระบุว่าเป็นสำนักปฏิบัติการข่าวสารและประชาสัมพันธ์ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า มีข้อความระบุผู้ดูแลเว็บไซต์ชื่อเตชินี และใช้อีเมลเดียวกันกับอีเมลที่เตชินีเคยติดต่อกับรอมฎอน พร้อมทั้งระบุหมายเลขโทรศัพท์ซึ่งตรงกับหมายเลขโทรศัพท์ของสำนักงานสปสช. ไว้ด้วย และแม้ปัจจุบันเว็บไซต์ดังกล่าวเปลี่ยนเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการพนันแล้ว แต่ข้อความที่เคยเผยแพร่ในช่วงวันที่ 21 มิถุนายน 2558 ยังคงถูกบันทึกไว้

จากคำให้การของรอมฎอนแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของสปสช. ให้ความเชื่อถือและไว้วางใจในรอมฎอนพอสมควร นอกจากนี้รอมฎอนยังได้คัดลอกข้อความที่ลงใน www.io-pr.org ของสปสช. เอาไว้ ซึ่งมีข้อความระบุว่าสปสช. ผลิตและได้เผยแพร่บทความเชิงปิดลับลงในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เพื่อแพร่มลทินให้แก่ฝ่ายตรงข้ามไว้

รอมฎอนทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวประจำอยู่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเวลานาน เชื่อว่าย่อมต้องรู้จักคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าเป็นอย่างดี ถึงขนาดว่าเคยได้รับการชักชวนให้ไปร่วมรับประทานอาหารด้วยกันมาแล้ว อีกทั้งรอมฎอนเป็นบรรณาธิการเว็บไซต์ของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ย่อมต้องมีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์พอสมควร การตรวจสอบความเกี่ยวพันของเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับตนเอง ไม่จำเป็นต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์โดยตรงเท่านั้น จึงจะกระทำได้ จึงเชื่อว่า รอมฎอนสามารถเข้าถึงข้อมูลเว็บไซต์ของสปสช. หรือกอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าได้

ทั้งนี้แม้เอกสารการปฏิบัติการข่าวสารจะไม่มีการระบุที่มาของเอกสาร แต่รอมฎอนก็เบิกความยืนยันที่มาของเอกสารว่า ตนเป็นผู้คัดลอกข้อมูลตามเอกสารดังกล่าวจากเว็บไซต์ของสปสช. ซึ่งไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่ารอมฎอนเป็นผู้จัดทำเอกสารขึ้นมาเองเพื่อใส่ร้ายสำนักปฏิบัติการข่าวสารและประชาสัมพันธ์ หรือสปสช. เมื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ทั้งสองแล้วทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่หนึ่ง

ที่จำเลยทั้งสองแก้อุทธรณ์ทำนองว่า จำเลยที่หนึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์เพียงแต่คอยเฝ้าระวังและติดตามเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นระยะเวลานานแล้ว การส่งเอกสารเพิ่มเติมตามที่คณะกรรมาธิการร้องขอเป็นการรายงานผลการเฝ้าติดตาม ไม่ใช่การรายงานผลการปฏิบัติการข่าวสารโดยใช้เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือแต่อย่างใดนั้น ฟังขัดแย้งกับข้อความบันทึกการส่งเอกสารเพิ่มเติมที่ระบุไว้ชัดเจนว่า เป็นรายงานผลการปฏิบัติการข่าวสารของเว็บไซต์ pulony.blogspot.com มิใช่การเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ดังที่กล่าวอ้าง

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า เว็บไซต์อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลระบบและการจัดการข้อมูลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เมื่อการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบโดยการเสนอบทความหรือข้อความที่เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในซึ่งเป็นหน่วยงานของจำเลยที่หนึ่งย่อมต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 วรรคหนึ่ง ดังนั้นจำเลยที่หนึ่งในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดจึงต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5

สั่งลบโพสต์ไอโอภายใน 7 วันนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุดและชดใช้ค่าสินไหมรวม 210,000 บาท

โจทก์ทั้งสองควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนไว้ว่าจะตั้งใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด โจทก์ทั้งสองนำสืบในทำนองเดียวกันว่า ข้อความเกี่ยวกับโจทก์ทั้งสองตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com เป็นการใส่ร้ายป้ายสี ใส่ความโจทก์ทั้งสองด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ สร้างความแตกแยกและความไม่ชอบธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อพิจารณาจากข้อความที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวแล้ว มีเนื้อหาที่กล่าวถึงการทำงานของโจทก์ทั้งสองในฐานะนักสิทธิมนุษยชนว่า โจทก์ที่หนึ่งตกลงรับข้อเสนอจากบุคคลที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน โจทก์ทั้งสองปกป้องแต่ผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวหา จับผิด ค้านหรือไม่เห็นด้วยกับการดำเนินงานหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ

โจทก์ที่สอง หากินบนความเดือดร้อนของผู้สูญเสียเพื่อปูทางสู่องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะโจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตัว ไม่เคยรับข้อเสนอหรือต้องการแบ่งแยกดินแดน โจทก์ทั้งสองเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โจทก์ที่หนึ่ง ทำงานร่วมกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน บุคคลหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน การร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการแก้ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรรมการสิทธิมนุษยชนระหว่างปี 2558-2562 ได้รับรางวัลแมกไซไซ จากมูลนิธิรามอน แมกไซไซ ในปี 2562

โจทก์ที่สองเป็นประธานกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของครอบครัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่รวมตัวกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้ต้องหา รวมไปถึงเด็กกำพร้า เด็กยากจน โจทก์ที่สองเคยเป็นอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจังหวัดชายแดนใต้ระหว่างปี 2559-2562 เป็นกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจังหวัดชายแดนใต้ และเป็นกรรมการศูนย์ประสานงานด้านเด็กและสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยโจทก์ที่หนึ่งเบิกความว่า มีผู้นำข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำหยาบคาย คุกคามทางเพศ บุคคลในครอบครัวได้รับผลกระทบได้รับความอับอาย บุคคลทั่วไปเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวโจทก์ที่หนึ่ง ทำให้ไม่มั่นใจในการปฏิบัติงาน เสียใจที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย โจทก์ที่สองเบิกความว่า ข้อความดังกล่าวส่งผลกระทบต่อโจทก์ที่ สองและบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัว ผู้อ่านบทความเกิดความเกลียดชังและเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทของโจทก์ที่สอง ไม่ไว้ใจ หวาดระแวงและหวาดกลัวโจทก์ที่สอง เมื่อไปพบบุคคลใด บุคคลนั้นจะรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย

เมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์ทั้งสองทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทน์ให้แก่โจทก์ที่หนึ่งเป็นเงิน 120,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องตามที่โจทก์ทั้งสองขอ แต่เนื่องจากระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นมีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ใช้บังคับ ให้ยกเลิกอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม โดยบทบัญญัติมาตรา 224วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนดในมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จึงกำหนดให้โจทก์ทั้งสองคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

ตามที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยที่หนึ่ง ลบหรือนำข้อความและภาพถ่ายตามฟ้องอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองออกจากเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้ห้ามมิให้จำเลยที่หนึ่ง กระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้งสองตามฟ้อง และให้ขอโทษโจทก์ทั้งสองในเว็บไซต์ pulony.blogspot.com และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ติดต่อกัน 7 วัน นั้น เห็นว่า ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่หนึ่งต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ทั้งสองอย่างเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 447 บัญญัติให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งให้ผู้กระทำละเมิดจัดการตามที่โจทก์ทั้งสองขอดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ตามสมควร เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่หนึ่งชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองและลบข้อความ รูปภาพหรือบทความอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองออกจากเว็บไซต์ตามที่วินิจฉัยข้างต้น ซึ่งเพียงพอที่จะแก้ไขชื่อเสียงของโจทก์ทั้งสองให้กลับคืนดีแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่หนึ่งดำเนินการส่วนนี้ตามคำขอของโจทก์ทั้งสองอีก

https://www.ilaw.or.th/articles/58197




 

CALL - เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ✒️ ขอคนละชื่อ! เสนอร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง 🗳 - อย่ารอ ลงชื่อเลย !


CALL - เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ
6 hours ago
·

ขอคนละชื่อ! เสนอร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้ง
.
จากผลการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ย่อมเป็นที่ยุติแล้วว่า ประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญมีมติ “เห็นชอบ” ว่าสมควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องผลักดันให้เกิดกระบวนการดังกล่าว
.
ก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแรกที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยกลับระบุให้ สสร. มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา
.
การกำหนดให้ สสร.มาจากการเลือกของรัฐสภา ของภูมิใจไทย จะเปิดช่องให้กลุ่มการเมือง “สีน้ำเงิน” ที่ประกอบไปด้วย สส.พรรคภูมิใจไทย และกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน สามารถ “กินรวบ” ที่นั่ง สสร. ชุดใหม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนอาจทำให้ สสร.ชุดใหม่ กลายเป็น “สสร.สีน้ำเงิน”
.
จากการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภูมิใจไทย ทำให้ทางกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ หรือ #ConforAll ต้องออกมาเคลื่อนไหว โดยในวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ออกมาประกาศจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มาจาก สสร. ที่ประชาชนไม่ได้เลือก
.
ในขณะเดียวกัน ทางกลุ่มยังได้ยื่นรายชื่อผู้ประสงค์เป็นผู้เชิญชวนเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ (ผู้ริเริ่มเสนอร่างรัฐธรรมนูญ) ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยข้อเสนอของเรา คือ “สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน 100%”
.
สำหรับผู้ที่ต้องการเป็น #หนึ่งในผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สามารถลงชื่อได้ที่ https://conforall.com/
.
ในการเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในครั้งนี้ มีเป้าหมายที่จะต้องได้รายชื่ออย่างน้อย 50,000 รายชื่อ เพื่อให้ข้อเสนอว่า สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่ตกหล่นหายไปจากการพิจารณาของรัฐสภาที่ถูกกำกับโดยกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน
.
พวกเราเชื่อว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่ต้นน้ำในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การร่วมแสดงความเห็นในการออกแบบเนื้อหา และปลายน้ำในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
สำหรับผู้ที่สนใจเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ สามารถอ่านตัวสรุปได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/58142
.
เมื่อกลุ่มการเมืองสีน้ำเงินวางแผน 'กินรวบ' กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
.
มันถึงเวลาที่ประชาชนต้องช่วยกัน “ส่งเสียงคัดค้าน” และ “เสนอทางเลือกที่ดีกว่า”

https://www.facebook.com/photo?fbid=1493319206171469&set=a.466938998809500





ยูเครนอาจกำลังเริ่มพลิกสถานการณ์ในการสู้รบกับรัสเซีย กองทัพยูเครนเริ่มชิงความได้เปรียบทางยุทธวิธีกลับคืนมาได้ในระดับหนึ่ง จากการใช้โดรน บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่านี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงคราม






https://x.com/ABC/status/2065430270740709653
.....

การวิเคราะห์ดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุดในสนามรบช่วงกลางปี 2026 ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากองทัพยูเครนเริ่มชิงความได้เปรียบทางยุทธวิธีกลับคืนมาได้ในระดับหนึ่ง โดยมีข้อมูลสำคัญที่สนับสนุนว่านี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ดังนี้ครับ:

1. ความได้เปรียบเชิงปริมาณและเทคโนโลยีโดรน (Drone Overmatch)

อัตราส่วนที่เหนือกว่า: พลเอก โอเลกซันดร์ ซีร์สกี (Oleksandr Syrskyi) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน ระบุว่าปัจจุบันโดรนประเภท FPV (First-Person View) ของยูเครนมีจำนวนเหนือกว่าโดรนของรัสเซียในสนามรบถึง 1.5 ต่อ 1 เท่า และช่องว่างนี้กำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

สถิติการโจมตี: เฉพาะในเดือนพฤษภาคม 2026 ยูเครนใช้ระบบไร้คนขับโจมตีเป้าหมายทางทหารของรัสเซียไปเกือบ 180,000 จุด (เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนถึง 12.7%) รวมถึงการทำลายกองบัญชาการและจุดรวมกำลังพลของรัสเซียไปกว่า 400 แห่ง

2. ยุทธศาสตร์ตัดกำลังบำรุงในระยะกลาง (Middle-Range Strike Campaign)

ยูเครนประสบความสำเร็จในการขยายวงยุทธการโจมตีระยะกลางเพื่อขัดขวางเส้นทางส่งกำลังบำรุงและคลังน้ำมันของรัสเซีย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้และคาบสมุทรไครเมีย ส่งผลให้การรุกคืบภาคพื้นดินของรัสเซียในปี 2026 ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด (เฉลี่ยเหลือเพียงประมาณ 2.9 ตารางกิโลเมตรต่อวันในช่วงต้นปี)

3. ปัญหาการขาดแคลนกำลังพลของรัสเซีย

ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองชี้ว่า รัสเซียกำลังเผชิญกับปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกในหน่วยโดรนและระบบไร้คนขับ โดยในปัจจุบันรัสเซียสามารถเซ็นสัญญาจัดหาบุคลากรเข้าสู่หน่วยนี้ได้เพียง 21% ของเป้าหมายประจำปี เท่านั้น

นอกจากการสูญเสียกำลังพลระดับปฏิบัติการ (เช่น การไล่ล่าทำลายกลุ่มโอเปอเรเตอร์โดรน "Rubikon" ของรัสเซีย) อัตราความสูญเสียในสนามรบโดยรวมที่สูงขึ้นจากโดรนยูเครน ยังเริ่มแซงหน้าอัตราการเกณฑ์ทหารใหม่ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียแล้ว

ข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์: > แม้ว่ารัสเซียจะยังคงยึดครองพื้นที่ราว 20% ของยูเครนและพยายามใช้อาวุธหนักโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของยูเครนอย่างต่อเนื่อง แต่ "สงครามโดรน" ได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) และการต่อต้านการรบกวนสัญญาณ (Anti-jamming) มีบทบาทสูง ซึ่งนวัตกรรมที่รวดเร็วของยูเครนกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่บั่นทอนเสถียรภาพและโมเมนตัมของกองทัพรัสเซียในระยะยาว




ร่างข้อตกลงยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กำลังเผชิญกับความตึงเครียดรอบใหม่และการโต้ตอบอย่างดุเดือดผ่านสื่อ สำนักข่าว CNN และผู้เชี่ยวชาญมองว่า นี่เป็นรูปแบบพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ของทรัมป์


What's in the US-announced Iran deal, and what Iran says

CNN

Jun 12, 2026 
#IranWar #Trump #News

President Donald Trump decried Tehran as “dishonorable” for what he said were inaccurate descriptions of the proposal in Iranian state media outlets. Iranian officials have yet to confirm any agreement.

An interim agreement between the US and Iran would extend the ceasefire, reopen the Strait of Hormuz and pave the way for talks on Iran’s nuclear program, a diplomatic source told CNN. Iranian state media outlets reported earlier Friday on the contours of the deal, including that Iran would not commit to ceding management of the Strait of Hormuz and that the agreement would demand the release of $24 billion of Iran’s frozen funds.

0:00 Trump lashes out at "dishonorable" Iran
0:33 CNN's Kristen Holmes reports from the White House on the terms of the deal
1:09 What Iranian state media says about the deal, and how it's different
2:47 CNN political & global affairs analyst Barak Ravid on what happened with the announced deal
5:19 Is the Middle East on the verge of an all-out war?
7:03 Was Netanyahu taken by surprise by talks of a deal?

https://www.youtube.com/watch?v=pyiF2xZtwoM





"พระองค์ภา" เจ้าฟ้าเลือดน้ำเงินขนานแท้


Royal World Thailand - รอยัล เวิลด์ ประเทศไทย
6 hours ago
·
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นเจ้าฟ้าสมพระขัตติยนารีศรีราชจักรีวงศ์ ที่ทรงประกอบพระกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ นอกจากนี้ ยังทรงสืบสายพระโลหิตจากเจ้านายสายราชสกุลต่างๆในราชวงศ์จักรี หลักๆได้แก่ มหิดล กิติยากร ยุคล และสนิทวงศ์ ที่อาจเรียกได้ว่า ทรงเป็นเจ้าฟ้าเลือดสีน้ำเงินอย่างแท้จริง

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดา ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และทรงเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก องค์ต้นราชสกุลมหิดล

ด้วยพระมารดาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี (เดิมคือหม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร) เป็นธิดาในหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร ซึ่งเป็นพระเชษฐาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผู้เป็นสมเด็จย่าของพระองค์เอง จึงนับได้ว่า มีสายพระโลหิตของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตมงคล กิติยากร กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ผู้เป็นพระปัยกา (ทวด) อย่างเข้มข้นเช่นกัน

นอกจากนี้ ท่านยายของทูลกระหม่อมคือ หม่อมเจ้าพันธุ์สวลี ยุคล พระธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ องค์ต้นราชสกุลยุคล) ทูลกระหม่อมภาจึงทรงสืบสายจากราชสกุลยุคลผ่านทางพระอัยกี และจากราชสกุลสนิทวงศ์ผ่านทางพระปัยยิกาทั้งสอง ได้แก่หม่อมหลวงสร้อยระย้า (มารดาในหม่อมเจ้าพันธุ์สวลี) และหม่อมหลวงบัว (พระมารดาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์) อีกด้วย
----
Princess Bajrakitiyabha of Thailand, The Princess Rajasarini Siribajra is considered the one of the last “blue blood royals” as she was a descendant from other cadet branches of Chakri Dynasty, mainly the Houses of Mahidol, Kitiyakara, Yugala, and Snidvongse.

Her father, King Vajiralongkorn, is the son of King Bhumibol Adulyadej (Rama IX) and grandson of Prince Mahidol Adulyadej, Prince of Songkla (who originated the House of Mahidol).

Her mother, Princess Soamsawali (born The Hon. Mom Luang Soamsawali Kitiyakara) is the daughter of The Hon. Mon Rajawongse Mom Rajawongse Adulkit Kitiyakara who was the older brother of her own grandmother Queen Sirikit. The late Princess thus had “Kitiyakara blood” descended from her great-grandfather, Prince Nakkhatra Mangala, Prince of Chanthaburi II.

The late Princess descended from the House of Yugala through her maternal grandmother, Princess Bandhu Savali Yugala, was the daughter of Prince Bhanubandhu Yugala (son of Prince Yugala Dighambara, Prince of Lopburi, who originated the House of Yugala). The late Princess also descended from the House of Snidvongse through her two maternal great-grandmothers, Mom Luang Sroiraya (mother of Princess Bandhu Savali) and Mom Luang Bua (mother of Queen Sirikit).

https://www.facebook.com/photo?fbid=1453147756846171&set=a.1452774143550199



อ.ปวินโพสต์ความเห็นเรื่อง การจากไปขององค์ภา อาจนำไปสู่วิกฤตการสืบราชสมบัติครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์จักรี


Pavin Chachavalpongpun

12 hours ago
·
การจากไปขององค์ภา ในวัย 47 ปี หลังจากที่อยู่ในอาการโคม่านานถึง 3 ปีจากอาการหัวใจวายเฉียบพลันเมื่อเดือนธันวาคม 2565 อาจนำไปสู่วิกฤตการสืบราชสมบัติครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์จักรี การสิ้นพระชนม์อาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการไว้อาลัยภายในราชสำนักเท่านั้น แต่คือการพังทลายอย่างสิ้นเชิงของโครงสร้างทายาทรุ่นต่อไปที่กลุ่มชนชั้นนำเคยวางแผนไว้เพื่อความมั่นคงของสถาบัน เมื่อตัวเลือกที่เคยดีที่สุดและเป็นเสาหลักเพียงหนึ่งเดียวได้จากไป แผนผังอำนาจทั้งหมดจึงเกิดสุญญากาศและนำมาซึ่งสภาวะตื่นตระหนกเชิงโครงสร้าง ดิชั้นอยากเขียนว่าการสูญเสียครั้งนี้สร้างความระส่ำระสายต่อเส้นทางการขึ้นครองราชย์อย่างไร และทิ้งโจทย์ที่ยากลำบากอะไรไว้เบื้องหลังบ้าง

หากจะเข้าใจว่าวิกฤตการสืบราชสมบัติครั้งนี้รุนแรงแค่ไหน จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าองค์ภาคือ "ความหวังสูงสุด" ของเครือข่ายอำนาจอนุรักษนิยมและกองทัพมาโดยตลอด องค์ภาเป็นสมาชิกราชวงศ์เพียงคนเดียวในทายาทรุ่นนี้ที่มีศักยภาพเพียบพร้อมในทุกด้าน ทั้งการจบปริญญาเอกด้านกฎหมายจากอเมริกา มีประสบการณ์ทำงานในเวทีสากลและระบบราชการไทย รวมถึงการติดยศพลเอกในหน่วยทหารรักษาพระองค์ ซึ่งทำให้องค์ภาได้รับการยอมรับจากทั้งกลุ่มทุน ข้าราชการ และกองทัพ ที่สำคัญคือองค์ภาถูกวางตัวให้เป็นผู้ที่จะมาบริหารจัดการและดูแลทรัพย์สินอันมหาศาลของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในอนาคต การเสียชีวิตจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องส่วนพระองค์ แต่เป็นการตัดขาดสะพานเชื่อมเพียงหนึ่งเดียวที่ระบอบไทยใช้เป็นหลักประกันความมั่นคงในการส่งต่ออำนาจไปสู่คนรุ่นถัดไป

เมื่อไม่มีองค์ภา สปอตไลต์จึงส่องไปที่ทีปังกร ในวัย 21 ปี ซึ่งถือเป็นทายาทชายตามประเพณี แต่ความพร้อมกลับเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจอย่างลึกซึ้งและเงียบเชียบในหมู่ชนชั้นนำมานานกว่าทศวรรษ กระแสข่าวเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านสุขภาพและพัฒนาการที่ทำให้ต้องศึกษาเล่าเรียนอย่างสันโดษในเยอรมนีมาตลอด ยิ่งตอกย้ำความไม่มั่นใจว่าทีปังกรจะมีศักยภาพเพียงพอในการควบคุมกองทัพ บริหารความขัดแย้งของกลุ่มขั้วอำนาจในราชสำนัก หรือสร้างความศรัทธาจากประชาชนในยุคสมัยใหม่ได้หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น หากทีปังกรขึ้นครองราชย์ แต่อำนาจในการตัดสินใจยังไม่เด็ดขาด ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องมีการตั้ง "ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" หรือคณะบุคคลขึ้นมาดูแล ซึ่งสถานการณ์นี้จะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดศึกตัวแทน (Proxy War) และการแก่งแย่งชิงดีกันเองระหว่างนายพลกองทัพและกลุ่มชนชั้นนำที่ต้องการเข้ามาคุมอำนาจอยู่เบื้องหลังบัลลังก์

ความระส่ำระสายในประเด็นทายาทยิ่งเห็นได้ชัดจากการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของอดีตลูกชายที่เคยถูกตัดความสัมพันธ์อย่าง ท่านอ้น วัชเรศร และท่านอ่อง จักรีวัชร ที่เดินทางกลับไทยจนเป็นข่าวครึกโครมในตอนแรก ก่อนที่ในเวลาต่อมาทั้งสองคนจะเปิดเผยว่าพวกเขาถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศอีกครั้ง การเปิดและปิดประตูใส่ลูกชายผู้ลี้ภัยในเวลาอันสั้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในครอบครัวที่ยังเคลียร์ไม่จบ และความลังเลใจของกลุ่มอีลีทฝ่ายความมั่นคง แม้ท่านอ้นจะมีโปรไฟล์เป็นนักกฎหมายและได้ใจมวลชนบางส่วน แต่การที่เขาห่างหายจากระบบนิเวศของกองทัพไปนานหลายทศวรรษ ทำให้บรรดานายพลมองว่าเขาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาและควบคุมได้ ซึ่งขัดกับความต้องการของกองทัพที่อยากได้ผู้นำที่พร้อมร่วมมือเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกตน ในขณะเดียวกัน สิริวัณณวรี ก็ขาดฐานอำนาจและโปรไฟล์ในระบบราชการ ส่วนพระเทพฯ ที่เป็นที่เคารพของประชาชนก็มีอายุมากเกินกว่าจะทำหน้าที่เป็นหลักประกันระยะยาวในอนาคตได้

ในทางรัฐศาสตร์ เมื่อสถาบันสูงสุดไม่สามารถแสดงความเข้มแข็งหรือเคลียร์ใจเรื่องตัวแสดงที่จะมาสืบทอดอำนาจให้เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ได้ สภาวะระแวงภัยและการเมืองเรื่องฝักฝ่ายจะพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด ในขณะนี้ขั้วอำนาจต่าง ๆ ทั้งในกองทัพ คณะองคมนตรี และกลุ่มทุนผูกขาดระดับแสนล้าน ต่างเริ่มวิ่งวุ่นเพื่อหาทางจับจองและสร้างความสัมพันธ์กับทายาทที่มีศักยภาพที่เหลืออยู่เพื่อความอยู่รอดของกลุ่มตนเอง ความไม่แน่นอนนี้เองที่ทำให้รัฐจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการควบคุมข้อมูลข่าวสารอย่างเข้มงวด การปิดกั้นและการเซ็นเซอร์ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสืบราชสมบัติจะถูกยกระดับขึ้น เพราะรัฐไม่ต้องการให้ประชาชนเห็นรอยร้าวหรือความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นภายในค่ะ
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=26454698040871942&set=a.104469196321519




https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/26455478487460564








https://x.com/nexta_tv/status/2065473451939533024



❤️ NEXTA
@nexta_tv

Thailand’s Princess Pa, once seen as the main heir to the throne, has died after nearly four years in a coma

The daughter of King Vajiralongkorn suddenly collapsed in December 2022 while training her dogs. Doctors said she had suffered a severe heart arrhythmia caused by an infection. Since then, the princess had remained under constant medical care.

Her death has sharpened the question of succession. The 73-year-old king still has not officially named an heir.

“Kings can do anything,” as the famous song goes. But this story is yet another reminder that even they cannot.





 

องค์กรสิทธิฯ สากล แถลงประณามการลงโทษจำคุกในคดี ม.112 ของ “ทิวากร” เรียกร้องให้ปล่อยตัว และแก้กฎหมายให้สอดคล้องกติการะหว่างประเทศ



องค์กรสิทธิฯ สากล แถลงประณามการลงโทษจำคุกในคดี ม.112 ของ “ทิวากร” เรียกร้องให้ปล่อยตัว และแก้กฎหมายให้สอดคล้องกติการะหว่างประเทศ

12/06/2569
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2569 กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (The Observatory for the Protection of Human Rights Defenders) ได้ออกแถลงการณ์ด่วนเรียกร้องให้ปล่อยตัว “ทิวากร วิถีตน” ซึ่งถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ถูกศาลฎีกาพิพากษจำคุก 6 ปี จากกรณีโพสต์ภาพสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” รวมถึงโพสต์เรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อย 4 แกนนำราษฎร ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564

กลุ่มสังเกตการณ์ฯ ได้แถลงประณามการคุกคามการลงโทษและคุมขังทิวากรจากการใช้เสรีภาพการแสดงออก และเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวทิวากร รวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ในทันที รวมทั้งเรียกร้องทางการไทยให้แก้ไขมาตรา 112 ให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศ พร้อมข้อเรียกร้องอื่นรวม 5 ข้อ
.
สรุปภาพรวมสถานการณ์ของทิวากร วิถีตน

ทั้งนี้กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สหพันธ์สากลเพื่อสิทธิมนุษยชน (FIDH) และองค์กรต่อต้านการทรมานโลก (OMCT) เพื่อติดตามปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคามและละเมิดสิทธิมนุษยชน

แถลงการณ์ของกลุ่มสังเกตการณ์ฯ ได้เรียกร้องทางการไทยให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการปล่อยตัวทิวากรและแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยสรุปสถานการณ์คดีและเสนอข้อเรียกร้องระบุว่า

ทิวากร วิถีตน เป็นนักกิจกรรมชาวไทยที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2549 ตลอดจนได้เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยกลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ โดยในปี 2553 ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง และได้สร้างกลุ่ม “FreedomTalk” (เดิมชื่อ RedTalk) ในห้องแคมฟรอก

วันที่ 7 พ.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษทิวากรในคดีตามประมวลกฎหมาบอาญามาตรา 112 จำคุก 6 ปี โดยในนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ทิวากรถูกเบิกตัวไปยังศาลจังหวัดขอนแก่น โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และทนายความก็ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าเช่นกัน

ในคดีของทิวากรก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2565 ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษายกฟ้องทิวากรในทุกข้อกล่าวหา ศาลเห็นว่าโพสต์ตามฟ้องนั้นไม่เป็นความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากข้อความและรูปภาพที่โพสต์ในเฟซบุ๊กไม่ได้กล่าวถึงองค์พระมหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ และสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดตามา มาตรา 112 ก่อนที่อัยการโจทก์จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา

ต่อมา วันที่ 14 ส.ค. 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เห็นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมโทษจำคุก 9 ปี โดยเห็นว่าทางนําสืบของจําเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจําคุกกระทงละ 2 ปี รวมจําคุก 6 ปี โดยศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อความตามฟ้องสามารถตีความได้ว่ากล่าวถึงรัชกาลที่ 10 โดยพิจารณาจากการแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ของทิวากรที่กล่าวถึงการใช้มาตรา 112 ในรัชสมัยปัจจุบัน และจากการเชิญชวนให้ผู้อื่นซื้อเสื้อยืดที่มีสโลแกนดังกล่าว

ในศาลฎีกา ตีความคำว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์” ย่อมครอบคลุมถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันด้วย ข้อความ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” ทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสีย ส่วนข้อความที่เรียกร้องให้ระงับใช้มาตรา 112 และให้ปล่อยแกนนำทั้ง 4 คน เห็นว่า เป็นการใส่ความเท็จว่าพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสั่งการดังกล่าวได้ การลงรูปภาพและข้อความจึงเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และเสื่อมเสียพระเกียรติยศ พร้อมกับให้ริบเสื้อยืดของกลาง

นับตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 2567 ภายหลังถูกศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษา จนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 7 พ.ค. 2569 ทิวากรได้ยื่นขอประกันตัวเพื่อออกมาต่อสู้คดีมาแล้วถึง 14 ครั้ง แต่ทุกครั้งก็ยังคงถูกปฏิเสธเช่นเดิม ปัจจุบัน (12 มิ.ย. 2569) เขาถูกคุมขังที่จังหวัดขอนแก่นเป็นเวลากว่า 667 วัน หรือคิดเป็นกว่า 1 ปี 10 เดือน

นอกจากนี้ ในอีกคดีของทิวากรที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปเข้ามาลงชื่อในเว็บไซต์ Change.org ล่ารายชื่อคนที่ต้องการทำประชามติให้เลือกว่าจะคงไว้หรือยกเลิกระบอบกษัตริย์ ศาลจังหวัดลำปางมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 ปี โดยรอการลงโทษไว้ มีกำหนด 3 ปี ก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีคำพิพากษายืนเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2566 คดียังอยู่ระหว่างฎีกา
.
กลุ่มผู้สังเกตการณ์ฯ ประณามการจำคุกทิวากร ในทันทีพร้อมเสนอ 5 ข้อเรียกร้อง รวมถึงการแก้ไขมาตรา 112

จากสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มผู้สังเกตการณ์ฯ ขอประณามอย่างรุนแรงต่อการคุกคามผ่านกระบวนการยุติธรรม การควบคุมตัวโดยพลการ และการพิพากษาลงโทษทิวากร ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อลงโทษเขาสำหรับการใช้สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสันติ และกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ที่มีความชอบธรรม

ประเทศไทยซึ่งเป็นรัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) โดยข้อ 9 และข้อ 14 ของกติกาฯ ได้รับรองสิทธิในเสรีภาพและการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และข้อ 19, 21 และ 22 คุ้มครองสิทธิในเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ และการสมาคม การจำกัดสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ต้องเป็นไปตามหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน ในกรณีนี้ การกำหนดโทษจำคุกระยะยาวสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันสาธารณะโดยสงบ ถือว่าไม่สอดคล้องกับพันธกรณีดังกล่าว

ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า มีประชาชนอย่างน้อย 291 คน ซึ่งรวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก ถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ข้อมูลระหว่างวันที่ 19 พ.ย. 2563 ถึง 31 มี.ค. 2569) ในขณะที่อีก 222 คน เผชิญข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ การใช้บทบัญญัติเหล่านี้อย่างเป็นระบบต่อผู้เห็นต่างและผู้ชุมนุมโดยสงบ สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการคุกคามทางกระบวนการยุติธรรมและการลิดรอนพื้นที่ภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

กลุ่มผู้สังเกตการณ์ฯ เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวทิวากร วิถีตน โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข และให้เพิกถอนคำพิพากษา นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งหมดที่ถูกควบคุมตัวโดยพลการ และยุติการคุกคามทางกระบวนการยุติธรรมทุกรูปแบบต่อพวกเขา ตาม 5 ข้อเรียกร้อง ดังต่อไปนี้
  1. รับประกันความปลอดภัยทางร่างกาย สุขภาวะทางจิตใจ และสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมของทิวากร วิถีตน รวมทั้งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยคนอื่น ๆ ในประเทศไทย
  2. ปล่อยตัวทิวากร วิถีตน รวมทั้งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยคนอื่น ๆ ที่ถูกคุมขังโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งการควบคุมตัวพวกเขามีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อลงโทษพวกเขาจากการทำกิจกรรมตามสิทธิมนุษยชนที่มีความชอบธรรม
  3. เพิกถอนคำพิพากษาลงโทษทิวากร วิถีตน ยุติการกระทำที่เป็นการคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงการคุกคามทางกระบวนการยุติธรรมต่อเขาและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน-นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยคนอื่น ๆ ในประเทศ และรับรองว่าพวกเขาสามารถใช้สิทธิทางสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องตามกฎหมายได้โดยปราศจากอุปสรรคและความกลัวจากการถูกดำเนินคดี
  4. รับประกันสิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ 19 และ 21 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคี
  5. แก้ไขกฎหมายในระดับประเทศ รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ให้สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทย ภายใต้ ICCPR และงดเว้นการนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้เพื่อมุ่งเป้าไปยังนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย

https://tlhr2014.com/archives/83934




ช้าก่อน ! แม้นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน กล่าวว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้ข้อสรุปเกี่ยวกับ "ร่างข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน" แล้ว แต่ทรัมป์ เพิ่งกล่าวหาอิหร่านว่า เปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ "ไม่ตรงกับความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย"






https://x.com/TrumpTruthOnX/status/2065429367803752925

เงื่อนไขที่อิหร่านนำไปปล่อยข่าวให้กับสื่อจอมกุเรื่อง (Fake News) นั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ เลยกับเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษร สิ่งที่พวกเขาพูด รวมถึงถ้อยแถลงอันอ่อนแอและน่าสมเพชเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงนั้น ไม่มีความเป็นจริงเจือปนอยู่เลย พวกเขาเป็นคนที่ไร้เกียรติอย่างยิ่งในการเจรจาด้วย สำหรับคนพวกนี้ คำว่า "การเจรจาด้วยความสุจริตใจ" นั้นไม่มีอยู่จริง เหลือเชื่อจริงๆ! นอกจากนี้ การที่พวกเขาพยายามใช้โดรนโจมตีเรือของอินเดียที่กำลังแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซเมื่อคืนนี้ แต่กลับถูกสกัดกั้นไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง พวกเขาควรจะปรับปรุงตัวเสียใหม่ และต้องรีบทำทันที! 
ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์




วันศุกร์, มิถุนายน 12, 2569

นานาคอมเม้นต์จากสื่อสังคม เมื่อ ‘พระองค์ภา’ ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย (หรือนัยหนึ่งได้ฤกษ์ถอดสาย)

ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย (หรือนัยหนึ่งได้ฤกษ์ถอดสาย) ค่ำวันที่ ๑๑ มิถุนา และแถลงทางการเช้าวันที่ ๑๒ จึงขอนำโพสต์ต่างๆ ของผู้เขียนสื่อสังคมบางรายที่คุ้นๆ หน้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เริ่มจาก ‘ฟ้ารุ่ง ศรีขาว’ ซึ่งบอกว่า “รู้สึกใจหาย

ตั้งแต่วันที่ได้ทราบข่าวพระองค์ท่านทรงพระประชวร (คือคืนวันที่ ๑๔ ธันวา ๒๕๖๕) จนถึงวันนี้ (๑๒ มิถุนา ๒๕๖๙)” ฟ้ารุ่งเล่าประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้พบเห็นในระยะใกล้ ระหว่างเรียนอยู่ที่ มธ.ท่าพระจันทร์ กับที่ไปวิ่งออกกำลังกายในสวนลุมพินี

หากจะตีความเรื่องเล่าของฟ้ารุ่งเกี่ยวกับเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอองค์โตที่สุดของในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ คงจะได้ว่าความประทับใจของเธออยู่ที่ความเป็นธรรมชาติ คนธรรมดาพอมีโอกาสสัมผัสได้ ชนิดเสด็จพระราชดำเนินเฉียดเธอไปในร้านหนังสือ

เนื่องจากพระองค์ทรงศึกษากฎหมายอยู่ที่ คณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ จึงเสด็จส่วนพระองค์แถวท่าพระจันทร์เป็นครั้งคราว กรณีนี้ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เล่าว่าพระองค์ “โดยเฉพาะปัญหาของหญิงผู้ต้องขัง”

ปวินยังกล่าวถึง พระองค์ภา อีกแง่มุมว่า “ชีวิตของพระองค์ไม่ได้มีเพียงบทบาททางสาธารณะเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยแรงกดดันและภาระหน้าที่ที่มาพร้อมกับการเป็นสมาชิกของสถาบันที่อยู่ภายใต้สายตาของสังคมตลอดเวลา” สะท้อนถึงความย้อนแย้งในสถานะของพระองค์

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นอีกคนที่กล่าวถึงการเสด็จสูสวรรคาลัยของพระองค์ภาในประเด็นอันเป็นหัวใจของข่าวใหญ่ครั้งนี้ ก็คือ “การถอดสาย” เครื่องเอ็คโม่ ดังที่ ธนาพล อิ๋วสกุล ทบทวนความหลังเรื่อง “ข่าวลือที่เชื่อถือได้ที่สุดของแอนดรูร์ แมกเกรเกอร์” มาร์แชล

ธนาพลเขียนว่า คืนวันที่ ๑๔ ธันวา ๒๕๖๕ “ประมาณสองถึงสามทุ่มแอนดรู แมดเกรเกอร์ ได้โพสต์โดยอ้างแหล่งข่าวระดับสูงถึงอาการป่วยขององค์ภาที่เกิดขึ้น ณ จังหวัดนครราชสีมา พร้อมกับรายงานการเดินทางเข้ามารักษาตัวที่กรุงเทพที่โรงพยาบาลจุฬา”

จนมาถึงประกาศสำนักพระราชวัง วันที่ ๑๒ มิถุนา ๖๙ เป็นเวลาร่วมสี่ปี ตลอดเวลาเหล่านี้ “มีแถลงการณ์พระราชสำนักออกมาเรื่อย ๆ เกี่ยวกับอาการป่วยขององค์ภา” ซึ่ง สศจ.บอกว่าช่วงใกล้ๆ กับการประชวรขององค์ภานี่แหละมีอีกข่าวของชาวบ้านธรรมดา

“แม่คนหนึ่ง ลูกชายเป็นนักกีฬาหรือยังไงนี่แหละ แล้วป่วยล้มลง แม่ให้ใช้เครื่องเอ็คโม่อยู่ ๒-๓ วัน สุดท้ายก็ดึงเครื่องออก ปล่อยให้ลูกจากไปอย่างสงบ” เพราะนอกจากมีค่าใช้จ่ายมหาศาล และ “ใช้เครื่องช่วยไปก็ไม่มีประโยชน์ ลูกตายแแล้ว ยังไงก็ไม่ฟื้น”

กรณีขององค์ภาอาจไม่ต่างกันที่พระอาการ เมื่อมีการนำพระองค์ขึ้นเฮลิค้อปเตอร์สู่โรงพยาบาลจุฬาฯ นั้น แพทย์พบว่า “อ๊อกซิเจ็นไม่มีเลี้ยงสมองอยู่หลายนาที เรียกว่า เบรนเดดแน่นอนแล้ว” แต่ก็ได้ทรงเครื่องเอ็คโม่ติดต่อมาถึงเกือบสี่ปี

(https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/zs9sNJkCys, https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/Pv76bp1W, https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/anuKeS6h และ https://www.facebook.com/FahroongS/posts/BkAwb13Ro)