วันพฤหัสบดี, มีนาคม 12, 2569

นี่ไง สมัย ‘สีน้ำเงิน’ ข่าวว่า ปปช.สรุปสำนวน...นายศักดิ์สยาม ชิดชอบไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน คดีซุกหุ้นที่ศาล รธน.วินิจฉัยผิด ‘นิติกรรมอำพราง’ เมื่อปี ๖๗

นี่ไง สมัย สีน้ำเงิน นี้ “อะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น” เมื่อมีการ ชง ให้ ปปช.เปิดสำนวนคดี ซุกหุ้น ของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม แล้วเป็นข่าวว่า “สรุปสำนวนไปแล้ว...นายศักดิ์สยาม ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน”

อย่างนี้ก็ลือกันแซดสิว่า จะมีการหักดิบย้อนหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกันหรืออย่างไร เมื่อหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี คดีดังกล่าวสำเร็จไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า

“นายศักดิ์สยามมีความผิด และถูกตัดสิทธิ์ความเป็น รมว.คมนาคม ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๖” ซึ่งคดีนี้มี สส.๕๔ คน ยื่นคำร้องต่อสภาผู้แทนฯ ว่า รมว.คมนาคมขณะนั้น “ถือหุ้น และเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น”

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๖๗ ชี้ว่า “นายศักดิ์สยามมีพฤติการณ์ ‘นิติกรรมอำพราง’ ถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ผ่านตัวแทนซึ่งเป็นลูกจ้างที่มีรายได้ไม่สอดคล้องกับมูลค่าหุ้นนับร้อยล้านบาท” กับพบด้วยว่าทั้งที่อ้างได้โอนหุ้นออกไปแล้ว

กลับพบหลักฐานว่ามีการ “สั่งการใช้เงินบริษัทซื้อเครื่องบินส่วนตัวและเบิกค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนตัว” แล้วไฉนจู่จู่ คณะกรรมการปราบปรามทุจริตฯ ถึงได้ทะลุกลางปล้องขึ้นมาให้ประชาชีตื่นตูมกันว่า จะมีการฟอกขาวให้กับน้องชายครูใหญ่บุรีรัมย์หรือนี่

ร้อนถึง สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาฯ ปปช.ต้องรีบแก้ต่าง ยืนยันว่าข่าวลือเรื่องลบล้างความผิดของนายศักดิ์สยามฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน “ไม่เป็นความจริง” แต่ก็ “ยังไม่มีการเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อลงมติแต่อย่างใด”

ประจวบกับมีรายงานของสำนักข่าว Next News อ้างแหล่งข่าวจากสำนักงาน ปปช. โดยฝ่ายตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยามไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน เพราะเชื่อตามที่เขาอ้าง เพิ่งทราบว่าหุ้นนั้นเป็นของตนก็ตอนโดนศาล รธน.วินิจฉัย

แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่า “ทราบว่าขณะนี้มีการสรุปผลการตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว ก็ต้องรอดูว่าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีมติเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร” อ้าว ไหนเลขาฯ บอกไม่มี้ ไม่มีอะไรไง

(https://www.nextnewsth.com/th/investigative/asset-declaration/69b13cef และ  https://www.facebook.com/Posttoday/posts/m8CNrt5yJu) 

เรือสินค้าไทยถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ เรารู้อะไรแล้วบ้าง


กองทัพเรือได้รับรายงานเหตุเรือสินค้า "มยุรี นารี" สัญชาติไทย ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันนี้

เรือสินค้าไทยถูกยิงที่ช่องแคบฮอร์มุซ เรารู้อะไรแล้วบ้าง

11 มีนาคม 2026
บีบีซีไทย

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือเปิดเผยเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาว่าได้รับรายงานเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยถูกโจมตีในขณะเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และกำลังอยู่ในระหว่างช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คนที่ยังตกค้าง หลังได้ช่วยเหลือลูกเรืออีก 20 คนขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัยแล้ว

เรือลำดังกล่าวเป็นเรือบรรทุกสินค้าประเภทเทกอง สัญชาติไทย ชื่อ "มยุรี นารี" (Mayuree Naree) ขนาดระวางขับน้ำประมาณ 30,000 ตัน ที่มี บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของ โดยศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเล ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศคจร.ศปก.ทร.) ได้รับรายงานการโจมตีเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันนี้ (11 มี.ค.) หลังจากที่เรือลำดังกล่าวได้ออกเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา (Khalifa) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เมื่อเวลา 03.00 น.

กองทัพเรือเผย กำลังเร่งช่วยลูกเรืออีก 3 คน

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยเมื่อเวลา 16.35 น. ว่า ภายหลังได้รับรายงานเหตุการณ์ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ ได้เร่งประสานขอความช่วยเหลือผ่านกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลระหว่างประเทศ โดยให้นายทหารประสานงานของกองทัพเรือที่ประจำอยู่ที่กองกำลังทางทะเลร่วม (Combined Maritime Forces หรือ CMF) ติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อขอความช่วยเหลือโดยทันที

เขาระบุด้วยว่าในตอนนี้กองทัพเรือโอมาน "ได้เข้าให้ความช่วยเหลือลูกเรือแล้วจำนวน 20 คน และกำลังดำเนินการช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน" โดยลูกเรือชาวไทยที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ได้ถูกนำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซับ (Khasab) ประเทศโอมาน เพื่อดูแลความปลอดภัย ส่วนสาเหตุการถูกโจมตียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม


พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุว่าขณะนี้กองทัพเรือของประเทศโอมานกำลัง "ดำเนินการช่วยเหลือลูกเรืออีก 3 คน" หลังจากก่อนหน้านี้สามารถช่วยเหลือขึ้นฝั่งได้แล้ว 20 คน

ด้านหน่วยปฏิบัติการด้านการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (United Kingdom Maritime Trade Operations – UKMTO) ระบุว่าได้รับรายงานเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้า (cargo vessel) ลำหนึ่งถูกยิงโดยวัตถุไม่ทราบชนิด (unknown projectile) บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ในระยะห่างจากประเทศโอมานไปทางตอนเหนือ 11 ไมล์ทะเล เมื่อเวลา 4.35 น. ตามเวลาสากลเชิงพิกัด (UTC) เทียบเป็นเวลาไทยคือ 11.35 น. ของวันนี้ (11 มี.ค.)

UKMTO ไม่ได้ระบุชื่อเรือหรือสัญชาติของเรือลำดังกล่าว แต่ระบุว่าเหตุที่เกิดขึ้นทำให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือ ทำให้มีการร้องขอความช่วยเหลือและอพยพลูกเรือออกจากเรือ


เรือ "มยุรี นารี" สัญชาติไทย ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา (Khalifa) ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ตามการรายงานของกองทัพเรือของไทย

บีบีซีไทยติดต่อไปยัง บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้เป็นเจ้าของเรือลำดังกล่าวเมื่อเวลา 16.19 น. ที่ผ่านมา ผ่านเบอร์โทรศัพท์ของบริษัทซึ่งมีการโอนสายไปยังฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์

ปลายสายไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบุเพียงว่าได้ชี้แจงกับทางตลาดทรัพย์ไปแล้วและขอให้รอรายละเอียดจากตลาดหลักทรัพย์ซึ่งจะมีการเผยแพร่ข่าวภายหลังตลาดปิด

ขณะที่การซื้อขายหุ้นของบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ในตลาดหลักทรัพย์ ณ เวลา 17.00 น. ของวันนี้ (11 มี.ค.) ราคาหุ้นของบริษัทปรับลดลง 7.33% ปิดตลาดที่ 6.95 บาทต่อหุ้น จากราคาเปิดตลาดที่ 7.40 บาทต่อหุ้น

บริษัทเจ้าของเรือเตรียมส่งลูกเรือกลับไทย เผยเรือมีประกัน - ไม่มีสินค้าเสียหาย

ต่อมาในเวลา 17.59 น. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเผยแพร่เอกสารที่บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ส่งรายงานถึงเหตุการณ์เรือ "มยุรี นารี" ถูกโจมตี ระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 8.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเรือถูกโจมตีด้วยอาวุธไม่ทราบที่มาสองครั้ง ขณะที่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อห้องเครื่องของเรือและทำให้เกิดเพลิงไหม้

บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง ระบุอีกว่า เรือ "มยุรี นารี" เป็นของบริษัท พรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ในประเทศไทย โดยก่อนที่จะแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้ "ดำเนินมาตรการป้องกันความปลอดภัยในระดับที่เข้มงวดอย่างมาก และมีการรักษาการติดต่อสื่อสารกับ UKMTO และศูนย์ประสานงานความปลอดภัยทางทะเลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรายงานสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอตามประกาศคำแนะนำที่เกี่ยวข้อง"

บริษัทยังระบุว่าได้รับรายงานว่ามีลูกเรือสูญหายจำนวน 3 รายจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งเชื่อว่าติดอยู่ภายในห้องเครื่องของเรือ โดยบริษัท "อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการช่วยชีวิตลูกเรือที่สูญหายทั้ง 3 ราย" ส่วนลูกเรืออีก 20 รายที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นฝั่งโอมานอย่างปลอดภัยแล้วนั้น บริษัท "อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งตัวลูกเรือดังกล่าวกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"

ทั้งนี้ บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง ยืนยันกับกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยว่า เรือลำดังกล่าวได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Insurance) ตามข้อตกลงการประกันภัย พวกเขาจึงไม่คาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบทางการเงิน หรือการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในขณะที่เรือถูกโจมตียังเป็นการแล่นเรือเปล่าโดย "ไม่มีสินค้าใด ๆ บรรทุกในระวาง" จึงไม่มีสินค้าสูญเสีย

บริษัทระบุด้วยว่า พวกเขายังคงติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยงภัยสูงอย่างใกล้ชิด และจะทบทวนแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเดินเรือ โดยจะยังคงปฏิบัติตามประกาศคำแนะนำด้านความปลอดภัยทางทะเลระหว่างประเทศ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับรองความปลอดภัยของเรือและลูกเรือของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

สรท. แนะนำผู้ส่งออกสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นำสินค้ากลับไทย

ด้านสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ออก 3 แนวทางแก้ไขปัญหาตู้สินค้าตกค้างกลางทะเล สำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งในเส้นทางไปยังกลุ่มประเทศภายในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ดังนี้
นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือคอร์ ฟักกัน (Khor Fakkan) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือเจดดาห์ (Jeddah) ในซาอุดีอาระเบีย โดยผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการศุลกากร, ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือ, ค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าทางบก เป็นต้น
นำตู้สินค้าไปพักคอยยังกลุ่มท่าเรือที่ปลอดภัย (Safe Port) หรือท่าเรือแบบถ่ายลำ (Transshipment Port) อื่น ๆ เช่น ในอินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา เป็นต้น โดยพิจารณาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาตู้ไว้ในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ความเสี่ยงสินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี ตลอดจนสถานการณ์คอขวดจากความแออัดรุนแรงภายในท่าเรือและภาวะผู้ให้บริการที่จำกัด
นำตู้สินค้ากลับไทย ซึ่งเป็นวิธีการที่ สรท.แนะนำ เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้ดังกล่าว

สรท. ยังระบุด้วยว่าได้ประสานไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ประกอบการท่าเรือภาคเอกชน ถึงแนวทางช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้านำกลับแล้ว

https://www.bbc.com/thai/articles/c4g5vezxdyyo




CNN อ้างสื่ออิหร่านเผย IRGC แถลงยอมรับเป็นฝ่ายโจมตีเรือ "#มยุรีนารี" สัญชาติไทยในวันนี้ (11 มี.ค.) อธิบายสาเหตุว่า "เพิกเฉยคำเตือน และพยายามแล่นผ่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างผิดกฎหมาย" - 3 ประเทศที่อิหร่านปล่อยผ่าน จีน รัสเซีย และบังกลาเทศ






https://x.com/ThaiPBSNews/status/2031747164758765671 


 



 

ผู้ประท้วงแขวนป้ายในแคลิฟอร์เนียเพื่อย้ำเตือนว่าสงครามของทรัมป์กับอิหร่านไม่ได้ทำให้แฟ้มข้อมูลของเอปสไตน์หายไป









 

“อะไรคือแรงจูงใจให้ กกต. พิมพ์บาร์โค้ดไว้บนบัตรเลือกตั้ง ทุกใบแบบนี้?” (จะรู้ว่าแรงจูงใจคืออะไร ต้องรู้ว่าใครจูงจมูก)


ธรรม์ธีร์ เรือบิน สุกโชติรัตน์
15 hours ago
·
จนถึงวันนี้ กกต.ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา กับพนักงานสอบสวนแล้วหรือยัง ว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดโดยตัวมันเองแล้วไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อ Security เลย?
.
ถ้าใครอยากรู้เรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดแบบง่ายๆ ต้องดูคลิปของพี่คนนี้ครับ แกแม่นมากเรื่องนี้ จากประสบการณ์จริง ตรงไปตรงมา โดยแกให้ความรู้กับของใช้ที่เราคุ้นเคยกันดีคือ “รองเท้า”
.
พี่เค้าขายรองเท้าใน Tiktok แล้วมีคนมาเม้นว่า พี่เค้ามั่วเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด โดยคนเม้นให้ความเห็นคล้ายๆ กับเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยงานนึง ที่พยายามบอกกับประชาชนว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดคือระบบ Security ยืนยันว่าสิ่งนี้คือของแทร่ ป้องกันการปลอมแปลงได้?
.
พี่เค้าเลยพิสูจน์ให้เห็นกันจะจะ ว่าไอ้พวกโค้ดเหล่านี้มัน “กากมาก” ในเรื่อง Security สามารถจะปลอมแปลงได้อย่างง่ายดาย
.
ถึงคลิปนี้จะเป็นการพิสูจน์ทางวิชาชีพของพี่เค้า ไม่เกี่ยวการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่ก็ทำให้ผมคิดในทำนองเดียวกันว่า
.
“ถ้าเราลองนำบัตรเลือกตั้งไปซีร็อกซ์ แล้วเอาแผ่นก๊อบปี้มาลองสแกนบาร์โค้ดดู มือถือธรรมดาทั่วไปก็สแกนแผ่นก็อบปี้ เพื่อบอกตัวเลขต้นขั้วของจริงได้เช่นเดียวกับบัตรจริงทุกประการ แล้วมันจะเป็นระบบ Security ได้อย่างไร?”
.
ระบบ Security บนบัตรเลือกตั้งทั่วโลกที่ได้มาตรฐาน มีให้เลือกใช้หลายหลายคือ
1. วัสดุที่ทำเนื้อกระดาษ มีน้ำหนัก ความหนา ผิวสัมผัสเฉพาะตัว
2. การฝังเส้นใย (Security Threads & Fibers)
3. การพิมพ์ลวดลายคมชัดซับซ้อน (Guilloche Patterns)
4. ตัวอักษรจิ๋ว (Microprinting)
5. หมึกล่องหน (UV/Invisible Inks)
6. หมึกเปลี่ยนสี (Color-shifting Inks)
7. ลายน้ำ (Watermarks)
8. ประทับแผ่นฟอยล์สะท้อนแสง (Foil Stamping)
9. กลไกที่เป็นความลับอื่นๆ ฯลฯ
เหล่านี้คือระบบ Security ที่ป้องกันการปลอมแปลงบัตร เอกสาร หรือสินค้า ให้กระทำเลียนแบบได้ยาก สามารถตรวจสอบว่าเป็นของจริงหรือปลอมได้ง่าย
.
ถ้าสินค้าใด ใช้บาร์โค้ดโดยอ้างว่าเพื่อเป็น Security ถือว่ากากมากครับ คนที่ทำหรือคนอ้างแบบนี้ ความรู้สู้พี่ขายรองเท้ายังไม่ได้เลย
.
วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด คือเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งการสแกนที่ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จะไปหักล้างสิ่งที่ต้องการทำให้เป็นความลับ เพราะใครมีมือถือก็สามารถสแกนข้อมูลได้ทะลุปรุโปร่ง รู้ความลับเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะคนสำคัญของประเทศ จะตกเป็นเป้าหมายได้เลย อยากรู้ว่าใครเลือกพรรคไหน ใครเชียร์ใครเป็นนายก
.
สาเหตุที่บาร์โค้ด ทำลายความลับของบัตรเลือกตั้ง จึงอาจขัดรัฐธรรมนูญ เพราะบัตรทุกใบไม่เป็นความลับ สามารถโดนตรวจสอบย้อนหลัง จนรู้ได้ว่าประชาชนคนไหน กาบัตรเลือกพรรคอะไร บาร์โค้ดนี่แหละที่ทำได้อย่างชัดเจน ตรงประเด็น
.
ดังนั้น “ความลับตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ จึงอาจต้องพังทลายไป ด้วยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ใช้งบประมาณจากภาษีอากรของประชาชน ไปทำของผิดประเภทมาใช้งาน”
.
หากความจริงปรากฏว่า
1. บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนี้ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ Security ปัองกันการปลอมบัตร
2. บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด คือเครื่องมือตรวจสอบย้อนกลับ การพิมพ์ไว้ในบัตรเลือกตั้งทำให้การกาบัตร ไม่เป็นความลับตามรัฐธรรมนูญ
3. ใน TOR จ้างทำบัตรเลือกตั้ง ไม่มีการระบุให้ทำบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด เพื่อตรวจสอบย้อนกลับรายบุคคลได้ทุกใบแบบนี้
คำถามต่อไปที่ต้องสอบสวนเพื่อให้ได้คำตอบคือ
“อะไรคือแรงจูงใจให้ กกต. พิมพ์บาร์โค้ดไว้บนบัตรเลือกตั้ง ทุกใบแบบนี้?”

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1468150391347134&set=a.373033374192180




ใครอยู่แถวดีซี มีโอกาสแวะไปชม รูปปั้นที่แสดงถึงโดนัลด์ ทรัมป์และเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ในบทบาทของแจ็คและโรสจากภาพยนตร์เรื่อง "ไททานิค" ที่เนชั่นแนล มอลล์

Guerrilla art depicts Trump, Epstein as 'Titanic' pair

CNN

A statue depicting Donald Trump and Jeffrey Epstein as Jack and Rose from "Titanic" is on display on the National Mall in Washington, DC. CNN's Jake Tapper reports on this guerrilla art, which stands near government-endorsed banners of President Trump.

https://www.youtube.com/shorts/_ganhb1VPbY





สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน



สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน

11 มี.ค. 2569
ไทยรัฐออนไลน์

สเปนสั่งถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอลอย่างเป็นทางการ คาดว่าเพื่อแสดงการต่อต้านการทำสงครามของอิสราเอลทั้งในฉนวนกาซาและที่กำลังเกิดขึ้นในอิหร่าน

เมื่อ 11 มี.ค. 2569 รัฐบาลสเปนตัดสินใจถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอลอย่างเป็นทางการ ตามรายงานจากราชกิจจานุเบกษาของสเปน โดยสถานเอกอัครราชทูตสเปนในกรุงเทลอาวีฟจะลดระดับการดำเนินงานลงให้อยู่ภายใต้การดูแลของอุปทูตแทน สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สเปนกลายเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อการทำสงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซา รวมถึงสงครามครั้งใหม่กับอิหร่านที่เปิดฉากโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

“ตามข้อเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหภาพยุโรปและความร่วมมือ และภายหลังการหารือของคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2569 ข้าพเจ้าจึงมีคำสั่งให้ยุติการดำรงตำแหน่งของ น.ส.อานา มาเรีย ซาโลมอน เปเรซ ในฐานะเอกอัครราชทูตสเปนประจำรัฐอิสราเอล” ราชกิจจานุเบกษาระบุ

ทั้งนี้ นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ถือเป็นหนึ่งในผู้นำฝ่ายซ้ายเพียงไม่กี่คนในยุโรปที่ออกมาประณามการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาเหตุผลมาอ้างได้ พร้อมประกาศจุดยืนของรัฐบาลมาดริดว่า “ไม่เอาสงคราม”

นอกจากนี้ รัฐบาลของซานเชซยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในยุโรปที่ประณามการกระทำของอิสราเอลในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐสภาสเปนได้เห็นชอบให้มีการบัญญัติกฎหมายระงับการส่งออกอาวุธไปยังอิสราเอลโดยสิ้นเชิง ซึ่งรวมถึงการสั่งห้ามขายอาวุธ เทคโนโลยีที่ใช้ได้ทั้งทางทหารและพลเรือนและอุปกรณ์ทางการทหารอย่างถาวร เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ที่มา : aljazeera

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2919440








https://x.com/AJEnglish/status/2031714912838225950


 

ก้าวสำคัญอันหนึ่งในการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติอย่างเร่งด่วน "เราต้องยุติสิทธิ Veto ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ" เขากล่าวหาว่ารัสเซียและสหรัฐฯ "นำความไม่มั่นคงมาสู่โลกมากมาย" - นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ แห่งสเปนกล่าว





https://x.com/_MAGA_NEWS_/status/2031683838272033238


 

ทรัมป์ทำสงครามกับอิหร่านแบบไม่รู้เขารู้เรา มาร์ค แชมเปียน คอลัมนิสต์ของ Bloomberg แจง หลักฐานที่บ่งชี้ว่าทรัมป์ไม่เข้าใจอิหร่าน หรือผู้นำคนใหม่ของอิหร่านอย่างโมจตาบา คาเมเนอี กำลังเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

 
https://www.facebook.com/reel/1681052483001195
.....

Kasian Tejapira 
16 hours ago
·
จุดอ่อนเปราะของราชาทรัมป์ในฐานะผบ.สส.สงครามคือมีแต่ลูกขุนพลอยพยักล้อมตัว ผิดพลาดหลงทางก็ไม่มีใครห้ามปรามตักเตือน มีแต่ได้ครับพี่ดีครับผมเหมาะสมครับทรัมป์ จึงฉิบหายพ่ายแพ้ง่าย









Clash Report
@clashreport
·Mar 10

John Bolton on Trump:

He does not think through the consequences. He doesn’t think he needs to know much, and he certainly doesn’t know much.
 
His top advisers say “Yes, sir” as soon as he says something.
 
Whereas in the first term — not because people wanted to block the president, but because they were trying to help him — they would say, “But Mr. President, have you thought of A and B and C? Have you considered this other alternative?”

People are afraid to say those things in this second term because they’re afraid they’ll be taken as signs of dissent or disagreement.




มาร์ค โบเทนกา อภิปรายปรามรัฐสภายุโรปเรื่องการสนับสนุนสงครามต่ออิหร่าน และตั้งคำถามต่อข้ออ้างที่ว่าการกระทำดังกล่าวทำไปเพื่อประชาชนอิหร่าน เขาชี้ให้เห็นถึงผู้เสียชีวิตพลเรือน รวมถึงเด็ก ๆ และเตือนถึงผลกระทบระยะยาวต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากความขัดแย้ง นอกจากนี้ เขายังโต้แย้งว่าการทิ้งระเบิดไม่ได้นำมาซึ่งประชาธิปไตย


Marc Botenga Calls Out Support for War on Iran in EU Parliament

European Digital Policy Initiative

Mar 11, 2026

Marc Botenga (MEP) in the European Parliament plenary debate on “The US-Israel military operation against the Iranian regime, its consequences and the need to support the people of Iran” on 11 March 2026.

This is an edited (transformative) version created to improve accessibility. Edits that add transformative value include cutting repetition, silences, and stutters; restructuring the content by theme and topic; adding on-screen context; and enhancing video and audio quality. 

This edited version does not distort the meaning or message of the original video. 

In this intervention, Botenga condemns support for the military operation against Iran and challenges claims that such action is being carried out in the name of the Iranian people. He points to civilian casualties, including children, refers to the use of European bases, and warns about the long-term human and environmental consequences of the conflict. 

He also argues that bombing campaigns do not bring democracy, drawing comparisons with Afghanistan, Libya, Syria and Iraq. The speech closes with a broader condemnation of war, destruction and the human cost borne by civilians. 

This clip is from the Strasbourg plenary debate in the European Parliament and focuses on one of the sharpest anti-war interventions in the discussion on Iran, Western military action and the consequences for civilians. 

Chapters 
00:00 Support for war challenged 
00:07 Child victim invoked 
00:18 European bases accused 
00:26 Toxic fires in Tehran 
00:39 “Stand with the people?” 
00:42 Cultural heritage warning 
00:48 Iraq Libya Syria comparison 
00:55 Final anti-war conclusion

https://www.youtube.com/watch?v=cIq-V4OXhAA








ค่าใช้จ่าย #สงครามอิหร่าน เฉลี่ยวันละเกือบ 1 พันล้านเหรียญ

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1640376973850274

6 hours ago
·
ต้นทุน #สงครามอิหร่าน เฉลี่ยวันละเกือบ 1 พันล้านเหรียญ (งบประมาณทางทหารของไทย “ทั้งปี” ประมาณ 5-6 พันล้านเหรียญ) เพียง 4 วันแรก สหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธนำวิถีไปแล้ว 2,600 ลูก โทมาฮอว์กแบบที่ยิงโรงเรียนในอิหร่านจนเด็กตายไป 150 คน ราคาลูกละ 3.6 ล้านเหรียญ เห็นว่ายิงไป 2 ลูก “double tap” เพื่อล่อให้คนมาตายเพิ่มขึ้น
งบประมาณการทำสงครามที่สิ้นเปลืองที่สุด ไม่ใช่การยิงเพื่อจู่โจม (offensive) แต่เป็นการยิงเพื่อป้องกัน (defensive) หรือที่เรียกว่าระบบ “missile defense systems” อิหร่านจู่โจมด้วยโดรน Shahed ราคา 5 หมื่นเหรียญ/ลำ แต่สหรัฐฯ ต้องยิงสกัดด้วยจรวดที่แพงกว่า 100 เท่า ในการทำสงคราม การยิงเพื่อป้องกันจึงแพงกว่าการยิงเพื่อจู่โจม 2-8 เท่า ทรัมป์ทำสงครามได้ไม่นานหรอก เวลาอยู่ข้างอิหร่าน







 

คลิปข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน อิหร่านเพิ่งยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงโจมตีสนามบินเทลอาวีฟในอิสราเอล ดูเหมือนว่าเป้าหมายจะถูกโจมตีโดยตรง ดังที่เห็นได้จากภาพวิดีโอที่เผยแพร่





https://x.com/lran_prees/status/2031764972699537411

ถาม Google Gemini
เป็นความจริงหรือไม่ที่อิหร่านเพิ่งยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงโจมตีสนามบินเทลอาวีฟในอิสราเอล
...

รายงานจากภาคพื้นดินและแถลงการณ์ทางทหารยืนยันว่าสนามบินนานาชาติเบนกูเรียน (ใกล้เทลอาวีฟ) เป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านในช่วงที่สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน

แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ต่อไปนี้คือรายละเอียดสิ่งที่ทราบ ณ วันที่ 11 มีนาคม 2569:

1. อาวุธที่ใช้
กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้อ้างอย่างเป็นทางการว่าได้ใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง Fattah และ Fattah-2 ในการโจมตีพื้นที่เทลอาวีฟ

Fattah-2: นี่คือยานร่อนความเร็วเหนือเสียง (HGV) ที่ออกแบบมาเพื่อเคลื่อนที่ในระดับความสูงเพื่อหลีกเลี่ยงระบบป้องกันเช่น Arrow-3 และ THAAD

Khorramshahr-4: ขีปนาวุธหนัก (หรือที่รู้จักกันในชื่อ Kheibar) ที่มีหัวรบหนัก 1,500 กิโลกรัม ก็ถูกนำมาใช้ในการโจมตีแบบประสานงานกันเป็นระลอกใส่สนามบินและฐานทัพอากาศที่ 27 ที่อยู่ติดกันด้วย

2. สถานการณ์ของสนามบิน
ความเสียหาย: ภาพที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นถึงความเสียหายหลายจุดบนลานจอดเครื่องบินและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารใกล้เคียง รายงานระบุว่าการดำเนินงาน "เป็นอัมพาต" เนื่องจากไฟไหม้และเศษซากจำนวนมาก

การปฏิบัติการบิน: แม้ว่าจะมีความพยายามในช่วงต้นสัปดาห์นี้ที่จะกลับมาให้บริการเที่ยวบินส่งผู้โดยสารกลับประเทศในจำนวนจำกัด (จำกัดที่ 50-100 คนต่อเที่ยวบิน) แต่การโจมตีระลอกที่ 34 ของอิหร่านครั้งล่าสุดได้บังคับให้การจราจรทางอากาศพลเรือนต้องหยุดชะงักอีกครั้ง

ประสิทธิภาพการป้องกัน: มีรายงานที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการสกัดกั้น ในขณะที่กองทัพอิสราเอลยืนยันว่ามีการปฏิบัติการป้องกันอย่างแข็งขัน นักวิเคราะห์ทางทหารบางคนชี้ว่าความเร็วและความคล่องตัวของขีปนาวุธ Fattah-2 ทำให้ขีปนาวุธบางส่วนสามารถทะลุผ่านเกราะป้องกันหลายชั้นได้

3. บริบทที่กว้างขึ้น: ปฏิบัติการ Epic Fury
การโจมตีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ "ปฏิบัติการ True Promise 4" ของอิหร่าน ซึ่งเปิดตัวเพื่อตอบโต้ปฏิบัติการ Epic Fury ที่นำโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ในขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าศักยภาพในการยิงขีปนาวุธโดยรวมของอิหร่านกำลัง "ลดลงอย่างเป็นระบบ" แต่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้แสดงให้เห็นว่ายังคงมีความสามารถในการโจมตีอย่างรุนแรงต่อศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ของอิสราเอล

หมายเหตุ: โปรดระมัดระวัง "การเผยแพร่คลิปวิดีโอ" บนโซเชียลมีเดีย ในระหว่างความขัดแย้งนี้ มีหลายกรณีที่นำคลิปวิดีโอเก่า (จากการโจมตีในปี 2024 หรือแม้แต่ความขัดแย้งอื่นๆ) มาใช้ซ้ำ โปรดตรวจสอบความถูกต้องของคลิปวิดีโอกับรายงานสรุปทางการทหารอย่างเป็นทางการหรือสำนักข่าวที่ได้รับการยืนยันเสมอ






 

แหล่งข่าว CNN ระบุว่า รัสเซียกำลังให้ความช่วยเหลืออิหร่านในด้านยุทธวิธีโดรน

Russia is helping Iran with advanced drone tactics from its war in Ukraine to hit US and Gulf nation targets in the Middle East, according to a Western intelligence official. CNN's Nick Paton Walsh reports. #CNN #news

https://www.youtube.com/shorts/iJnxFT7OlL4
.....

จากรายงานข่าวกรองเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 รัสเซียได้เปลี่ยนจากการให้ข้อมูลข่าวกรองทั่วไปมาเป็นการให้คำแนะนำปฏิบัติการเฉพาะเจาะจงแก่อิหร่านเกี่ยวกับยุทธวิธีโดรนเพื่อหลีกเลี่ยงระบบป้องกันภัยทางอากาศของชาตะวันตก

ความร่วมมือนี้เป็นผลโดยตรงจากประสบการณ์สี่ปีของรัสเซียในการใช้โดรนที่อิหร่านออกแบบระหว่างสงครามในยูเครน การแบ่งปันกลยุทธ์ที่ "ผ่านการทดสอบในสมรภูมิ" เหล่านี้ มอสโกกำลังช่วยเตหะรานเพิ่มประสิทธิภาพการโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย (GCC) ในระหว่างปฏิบัติการ Epic Fury ที่กำลังดำเนินอยู่

ยุทธวิธีสำคัญที่รัสเซียแบ่งปัน เจ้าหน้าที่ข่าวกรองตะวันตกเน้นย้ำถึงวิธีการเฉพาะหลายอย่างที่รัสเซียกำลังสอนกองกำลังอิหร่าน:

คลื่นโจมตีแบบครอบคลุม: การปล่อย "ฝูง" โดรน Shahed-136 และ Geran-2 จำนวนมากอย่างประสานงานกันพร้อมกันเพื่อเอาชนะและ "ลดประสิทธิภาพ" ระบบป้องกันภัยทางอากาศราคาแพงเช่นระบบ Patriot

การกำหนดเส้นทางการบินแบบไดนามิก: การนำโปรแกรมการบินมาใช้ที่ทำให้โดรนเปลี่ยนเส้นทางเป็นประจำระหว่างภารกิจ ทำให้ระบบป้องกันอัตโนมัติติดตามและสกัดกั้นได้ยากขึ้น

การแทรกซึมในระดับความสูงต่ำ: คำแนะนำเกี่ยวกับการนำทางในภูมิประเทศที่ซับซ้อนและการรักษาระดับความสูงต่ำเพื่อให้อยู่ใต้ขอบฟ้าเรดาร์ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ข่าวกรองการกำหนดเป้าหมาย: นอกเหนือจากยุทธวิธีแล้ว มีรายงานว่ารัสเซียได้ให้ภาพถ่ายดาวเทียมแบบเรียลไทม์และตำแหน่งที่แม่นยำของเรือรบและเครื่องบินของสหรัฐฯ เพื่อปรับปรุงความแม่นยำในการโจมตีของอิหร่าน

ผลกระทบต่อความขัดแย้ง ประสิทธิภาพของยุทธวิธีเหล่านี้ปรากฏให้เห็นในการโจมตีล่าสุดทั่วตะวันออกกลาง:

ความสำเร็จที่ไม่คาดคิด: โดรนของอิหร่านประสบความสำเร็จในการแทรกซึมระบบป้องกันภัยทางอากาศในหลายรัฐในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต ด้วยอัตราความสำเร็จที่สูงกว่าที่นักวางแผนตะวันตกคาดการณ์ไว้

"แม่นยำ": ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่านี่คือยุคใหม่ของสงครามที่ใช้ระบบอัตโนมัติราคาถูกจำนวนมากเพื่อให้บรรลุผลเชิงกลยุทธ์ที่ก่อนหน้านี้ต้องใช้ขีปนาวุธนำวิถีราคาแพง

การตอบโต้ของยูเครน: เพื่อตอบโต้ความร่วมมือระหว่างรัสเซียและอิหร่าน ยูเครนได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญไปยังซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้แบ่งปันความเชี่ยวชาญด้าน "การต่อต้านโดรน" ของตน ซึ่งพัฒนามาจากการยิงโดรน Shahed ที่รัสเซียใช้งานมานานหลายปี

หมายเหตุ: แม้ว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์จะลดความสำคัญของการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองนี้ลง โดยระบุว่าปฏิบัติการของสหรัฐฯ ยังคงมีประสิทธิภาพ แต่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองยืนยันว่า "ความพยายามอย่างครอบคลุม" ของมอสโกแสดงถึงการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียและอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ

(Google AI)





https://x.com/cnnipr/status/2031760246486544892