วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 04, 2569

“เราต้องกำหนดให้คนที่เห็นต่าง ‘เปลี่ยนจุดยืน’ และแสดง ‘ความสำนึกผิด’ มากแค่ไหน ถึงจะยอมให้เขามีที่ยืนในสังคมได้” กรณี สุรพล นิติไกรพจน์

สุรพล นิติไกรพจน์ ยังส่งกลิ่นส้มเน่าให้กับพรรคประชาชนอยู่ไม่คลาย ดูเหมือนว่าผู้ที่ทำเสียงฟึดฟัดกับกลิ่นนั้น จะต้องการคำขอโทษ สารภาพผิดจากเขาอย่างราบคาบ ขณะฝ่ายที่เชื่อในการกลับตัวของเขาถึงกับต้องบ่นออกมาว่า

“เราต้องกำหนดให้คนที่เห็นต่าง ‘เปลี่ยนจุดยืน’ และแสดง ‘ความสำนึกผิด’ มากแค่ไหน ถึงจะยอมให้เขามีที่ยืนในสังคมได้” Pipob Udomittipong เห็นตรงกับ Atukkit Sawangsuk ว่า “สุรพลก็ไม่ได้เสนอให้ใช้มาตรา ๗ จริงๆ นั่นแหละ”

ตอนนั้น วิกฤตพันธมิตรฯ ขับไล่ทักษิณ ชินวัตร ปี ๖๙ สุรพล ในฐานะอธิการบดี มธ.เขียนจดหมายถึงทักษิณและหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ให้ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีชั่วคราว เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ เขายืนยันกับ  ใบตองแห้ง ว่าไม่ใช่ ม.๗

พิภพชี้ว่าไม่ใช่จริงๆ แหละ เพราะไม่ได้สมาทานการ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เหมือน พธม. และไม่ได้ขอนายกฯ พระราชทานเพื่อการนั้น เหมือนกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พิภพเปรียบเทียบสุรพลกับ สมัคร สุนทรเวช ที่เอาด้วยกับ ฝ่ายขวา แต่ก็ยังเชื่อมั่นการเลือกตั้ง

อธึกกิตเห็นว่าเรื่องใหญ่ที่ทำให้สุรพลยังส่งกลิ่นไม่ดีแก่ ปชน. ไม่ใช่การขอนายกฯ ชั่วคราวจากวัง หรือรับแต่งตั้งเป็น สนช.หน้าชื่น หากแต่อยู่ที่ “แกเป็นคู่กรณีกับนักศึกษา นักวิชาการ นักกิจกรรม ที่ออกมารำลึกความหลังกันเต็มฟีดไปหมด”

ว่าสุรพลเป็นอธิการบดีที่ปิดกั้นเสรีภาพจนคำนิยมที่ว่า “ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ง” อันตรธานหายไป “หนี้เลือดหนี้แค้นมันเยอะ” ทว่า “พรรคส้มมองข้ามจุดนี้ไป” อธึกกิตบอกการพลิกผันจุดยืนการเมืองมาแล้ว “รับได้” แต่ “ไม่ใช่โผล่พรวดมาในตำแหน่งแบบนี้...

นี่แกแค่เป็นพยานให้พรรคก้าวไกลแล้วก็เงียบไป อาจช่วยอยู่ภายในแต่ไม่เห็นบทบาททางสาธารณะ” แค่นั้นไม่พอ ซึ่งเรื่องอดีตเหล่านั้น รังสิมันต์ โรม ว่าเป็นหน้าที่ของ อจ.สุรพลต้อง “ชี้แจงต่อสังคม” ส่วนประเด็นของพรรค ปชน.นั้นอยู่ที่

“เราจัดลำดับความสำคัญ เรากำลังต่อสู้กับระบอบน้ำเงิน (ไม่ต้องมาอธิบายมากมายอีก) มันเป็นระบอบที่ใหญ่และมันกำลังทำลายสังคม...ช่วงเวลาที่ผ่านมา การถูกยุบพรรค การแพ้ การที่ไม่ประสบผลสำเร็จในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่

เราต้องยอมรับว่าพรรคการเมืองสีส้มนี้ต้องมีพันธมิตรให้มากที่สุด” ถามว่า “ก่อนจะเลือก อจ.สุรพล มีการประเมินก่อนไหม” โรมบอกเรารู้จัก อจ.สุรพลดี “ทุกคนที่มีส่วนในการตัดสินใจรู้จัก อจ.สุรพล และรู้ถึงแบ็คกราวด์ของเขา”

รังสิมันต์ตอกย้ำ “เราเชื่อว่านี่คือส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ผมเคารพในความเห็นต่างและการวิพากษ์วิจารณ์ แต่อยากจะยืนยันว่า แต่เราไม่ได้เปลี่ยนจุดยืน”

(https://www.facebook.com/watch/?v=870564548811966, https://www.facebook.com/pipob.udomittipong/posts/0GkSursTBLX และ https://www.facebook.com/baitongpost/posts/d6MV7jFMHGD)

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เพิ่งผ่านมติอำนาจสงครามเพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งเป็นการตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ขั้นตอนต่อไปยังไม่แน่นอน มติดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภา ในขณะที่สภาคองเกรสมีอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญในการประกาศสงคราม ประธานาธิบดีก็มีอำนาจในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดในการดำเนินปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งก่อให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมาย



สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติมติอำนาจสงครามเพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน เป็นการประณามทรัมป์

วอชิงตัน (เอพี) — สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติมติอำนาจสงครามเป็นครั้งแรกในวันพุธ ซึ่งจะยุติปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน เป็นการท้าทายประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนหนึ่งเข้าร่วมกับพรรคเดโมแครตเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาสามเดือน ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงการเมืองทั้งในและต่างประเทศ

ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร พยายามที่จะป้องกันผลลัพธ์ที่จะแสดงให้เห็นถึงการต่อต้านสงครามที่เพิ่มมากขึ้น โดยได้ปิดการประชุมในสภาอย่างกะทันหันเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ขณะที่มติกำลังจะได้รับการอนุมัติ แต่ความไม่พอใจมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ และทรัมป์กำลังดิ้นรนที่จะเจรจาแผนสันติภาพ

“พอแล้ว” นายเกรกอรี่ มีคส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากนิวยอร์ก หัวหน้าพรรคเดโมแครตในคณะกรรมการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้นำความพยายามนี้กล่าว

“ถึงเวลาแล้วที่ประธานาธิบดีจะต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง” เขากล่าว “ประชาชนเหนื่อยหน่ายกับการต้องทนทุกข์ทรมานเพราะสงครามที่เขาเลือกทำ — ทนทุกข์ทรมานที่ปั๊มน้ำมัน ทนทุกข์ทรมานที่ซูเปอร์มาร์เก็ต”

ผลการลงคะแนนในวันพุธคือ 215-208 แต่ขั้นตอนต่อไปยังไม่แน่นอน ทรัมป์น่าจะปฏิเสธมาตรการใดๆ จากสภาคองเกรสที่จะจำกัดอำนาจในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของเขา ถึงกระนั้น ผลการลงคะแนน โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คนเข้าร่วมกับพรรคเดโมแครต เป็นการประณามยุทธศาสตร์สงครามของประธานาธิบดี และเสียงเชียร์ก็ดังขึ้นในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ประธานสภากล่าวว่าเขาใช้เวลา 3 ชั่วโมงที่ทำเนียบขาวกับประธานาธิบดีในสัปดาห์นี้ และทรัมป์กำลังเรียกร้องให้พันธมิตรช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซและฟื้นฟูการค้าขาย

นับตั้งแต่สหรัฐฯ เข้าร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ชาวอเมริกันก็พบว่าราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค

อิหร่านสามารถขัดขวางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปุ๋ย ในปริมาณมากของโลก

“เรากำลังดำเนินการในส่วนสุดท้ายอยู่” จอห์นสัน ส.ส. พรรครีพับลิกันจากรัฐลุยเซียนา กล่าว “ทั่วโลกต่างมีส่วนได้ส่วนเสียในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อการค้าอีกครั้ง นั่นคือสิ่งที่เขากำลังดำเนินการอยู่”

แม้ว่าจะมีการประกาศหยุดยิงในความขัดแย้งเมื่อเดือนเมษายน แต่สถานการณ์ยังคงไม่มั่นคงและไม่แน่นอน การเจรจาเพื่อยุติการสู้รบอย่างยั่งยืนยังคงยืดเยื้อ และมีความซับซ้อนมากขึ้นจากการที่อิสราเอลขยายวงสงครามกับกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในเลบานอน ในขณะเดียวกัน การโจมตีทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รัฐสภาใช้อำนาจในการทำสงคราม

มติเรื่องอำนาจในการทำสงครามจากสภาผู้แทนราษฎรจะไม่ยุติสงครามในทันที แต่จะเป็นก้าวเชิงสัญลักษณ์ — แม้จะไม่ใช่ก้าวทางกฎหมาย — เพื่อป้องกันการใช้กำลังทางทหารเพิ่มเติม

มติดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภา ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน 4 คน ได้ร่วมกับพรรคเดโมแครตผลักดันมาตรการที่คล้ายคลึงกันเพื่อลดทอนปฏิบัติการของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน วุฒิสภายังไม่ได้ลงคะแนนเสียงขั้นสุดท้ายเพื่ออนุมัติหรือปฏิเสธมติเรื่องอำนาจในการทำสงครามของตนเอง

นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ออกมาเตือนเมื่อวันพุธระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมาธิการการต่างประเทศประจำสภาผู้แทนราษฎรว่า ฝ่ายอิหร่านจะมองว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังจะถูก "มัดมือชก" หากสภาคองเกรสมีมติอนุมัติร่างกฎหมายว่าด้วยอำนาจในการทำสงคราม (War Powers Resolution) โดยเขากล่าวว่าฝ่ายอิหร่านจะคิดไปเองว่า "เราคงไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้ แล้วจะทำข้อตกลงกันไปทำไม?"

นี่ไม่ใช่เพียงการดำเนินการเดียวที่สภาคองเกรสกำลังทำในด้านความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากพรรคเดโมแครตซึ่งเป็นพรรคเสียงข้างน้อย กำลังพยายามดึงการสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันสำหรับมาตรการต่างๆ นอกเหนือจากสงครามกับอิหร่าน

สภาผู้แทนราษฎรยังได้ลงมติเมื่อวันพุธที่ผ่านมาในความพยายามอีกอย่างหนึ่งที่นำโดยพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อออกมาตรการที่จะอนุญาตให้สหรัฐฯ สนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย และจะช่วยฟื้นฟูประเทศที่เสียหายจากสงคราม การลงมติดังกล่าวคาดว่าจะเกิดขึ้นในปลายสัปดาห์นี้ สภาผู้แทนราษฎรยังคาดว่าจะพิจารณามติอำนาจสงครามเพื่อสกัดกั้นการกระทำของสหรัฐฯ ในเลบานอน

ในขณะที่สภาคองเกรสมีอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญในการประกาศสงคราม ประธานาธิบดีก็มีอำนาจในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดในการดำเนินปฏิบัติการทางทหารเช่นกัน ซึ่งก่อให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับว่าฝ่ายใดของรัฐบาลมีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องสงครามและสันติภาพ หากวุฒิสภาร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติมติดังกล่าว อาจเป็นการปูทางไปสู่การทดสอบทางกฎหมายครั้งใหม่เกี่ยวกับอำนาจสงคราม

ภายใต้กฎหมายอำนาจสงคราม ทำเนียบขาวมีเวลา 60 วันในการขออนุมัติจากสภาคองเกรสสำหรับการดำเนินปฏิบัติการทางทหาร อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารได้ระบุว่า เนื่องจากมีการประกาศหยุดยิงในความขัดแย้งปัจจุบันในอิหร่าน การสู้รบจึงยุติลงแล้ว

ที่มา AP
House approves war powers resolution to halt military action against Iran, in a rebuke of Trump

https://apnews.com/article/iran-war-powers-vote-house-9aaadea35f9523c818802286a6553536



ทำไมกรรมการบริหารพรรคประชาชน ควรฟังความคิดเห็นของคน Gen-Z

https://www.facebook.com/reel/1349815457068388

Karun Siringam
22 hours ago
·
#พรรคประชาชน #การเมือง
.....

คน Gen Z มีความคิดทางการเมืองอย่างไร

ความคิดทางการเมืองของคน Gen Z (คนที่เกิดช่วงปี พ.ศ. 2540 - 2555) มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก เพราะพวกเขาเติบโตมาในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลหลั่งไหลอย่างรวดเร็ว และผ่านความผันผวนทางการเมืองและเศรษฐกิจมาตั้งแต่เด็ก

หากสรุปภาพรวมทั้งในระดับสากลและบริบทของประเทศไทย แนวคิดทางการเมืองของ Gen Z มีลักษณะเด่นๆ ดังนี้ครับ
1. เน้น "ประเด็นขับเคลื่อน" มากกว่า "ผูกขาดกับพรรคการเมือง" (Issue-Based Politics)

Gen Z ไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคลหรือตราสินค้าของพรรคการเมืองแบบคนรุ่นก่อน แต่พวกเขาเลือกสนับสนุนตาม "ประเด็นเชิงโครงสร้าง" ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและคุณค่าที่พวกเขาเชิดชู เช่น:

สิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม: ความเท่าเทียมทางเพศ (เช่น สมรสเท่าเทียม), สิทธิแรงงาน, และเสรีภาพในการแสดงออก

ความยุติธรรมทางสังคม: การต่อต้านระบอบอุปถัมภ์ การกระจายอำนาจ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

สิ่งแวดล้อม: ปัญหาโลกร้อน (Climate Change) ที่พวกเขามองว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายต่ออนาคต
2. ขับเคลื่อนผ่านโลกดิจิทัลและความเป็น "Active Citizen"

พวกเขาคือนักเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ (Digital Activism) ที่ทรงพลัง การแสดงออกทางการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเข้าคูหาเลือกตั้ง แต่รวมถึง:

การใช้แฮชแท็ก (#) เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมและตรวจสอบผู้มีอำนาจ

การระดมทุน การลงชื่อเรียกร้องกฎหมาย (Petition) และการคว่ำบาตร (Boycott) แบรนด์หรือองค์กรที่ไม่สะท้อนคุณค่าที่ถูกต้อง

การย่อยข้อมูลยากๆ หรือเรื่องกฎหมายซับซ้อนให้กลายเป็นคอนเทนต์สั้นๆ (Infographics หรือวิดีโอสั้น) เพื่อกระจายความตระหนักรู้

3. มองทะลุปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง

แม้จะถูกมองว่าเป็นรุ่นที่สนใจเรื่องอุดมการณ์สูง แต่ในความเป็นจริง Gen Z เผชิญกับ "วิกฤตค่าครองชีพ" (Cost of Living Crisis) หนี้สิน และความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน (เช่น ปัญหา AI แย่งงาน หรือระบบสวัสดิการที่ไม่รองรับรูปแบบงานแบบใหม่) แนวคิดทางการเมืองของพวกเขาจึงเชื่อมโยงกับเรื่องรัฐสวัสดิการ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการตั้งคำถามว่า "ทำไมทำงานหนักแต่สร้างตัวไม่ได้?"

4. ความหวัง ปะทะ ความเป็นจริง (จากพลังสู่ความอ่อนล้า)

ในบริบทของประเทศไทย Gen Z ถือเป็นกำลังหลักในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปโครงสร้างในช่วงปี พ.ศ. 2563–2564 อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางกฎหมาย การยุบพรรคการเมือง หรือผลการเลือกตั้งที่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างที่คาดหวัง ทำให้ความคิดทางการเมืองของ Gen Z ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย:

กลุ่มที่ยังสู้ต่อจากพื้นที่เล็กๆ (Quiet Resisters): ปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากการลงถนน สู่การขับเคลื่อนเชิงประเด็นเฉพาะทางในพื้นที่ที่ตนเองถนัด (เช่น สิทธิชุมชน สิทธิสัตว์ สิทธิแรงงาน)

กลุ่มที่เกิดความเฉยชาทางเมือง (Political Burnout/Apathy): เกิดความรู้สึกสิ้นหวังกับระบบ (Doomerism) และหันไปโฟกัสกับการเอาตัวรอดส่วนบุคคล หรือการย้ายประเทศแทน

สรุปสั้นๆ: ความคิดทางการเมืองของ Gen Z คือการแสวงหา ความจริงใจ ความเท่าเทียม และเสรีภาพ โดยมองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องของพิธีกรรม แต่เป็นเรื่องของ "โครงสร้างสังคม" ที่กำหนดคุณภาพชีวิตและอนาคตของพวกเขาโดยตรง



ประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะหลับตากี่ข้าง มันก็จะบอกความจริงกับคนรุ่นหลังเอง...

https://www.facebook.com/suchart.sawadsri/posts/4621454928130982

Suchart Sawadsri
8 hours ago
·
I was with them and yet I was alone.
Albert Camus
ฉันอยู่ท่ามกลางพวกเขา
แต่กระนั้น ฉันก็ยังโดดเดี่ยว
อัลแบรต์ กามูส์
นักเขียนชาวฝรั่งเศส



เค้าก็มีเหตุผลของเค้า : จับ 'หลวงพ่อ' เสพยาบ้า ค้นกุฏิพบบ้อง กัญชายำพร้อมจุด อ้างดูดรักษาไมเกรน เพราะจะทำให้ขยันทำงานวัด ไม่เหนื่อย ช่วยเจ้าอาวาสดูแลวัด


Khaosod - ข่าวสด
Yesterday
·
จับ 'หลวงพ่อ' เสพยาบ้า ค้นกุฏิพบบ้อง กัญชายำพร้อมจุด อ้างดูดรักษาไมเกรน เพราะจะทำให้ขยันทำงานวัด ไม่เหนื่อย ช่วยเจ้าอาวาสดูแลวัด

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1521011420055601&set=a.648490497307702

อ่านต่อ
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10268338



📣 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสัมมนาวิชาการ “UNCLOS กับทางออกข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา” เพื่อคิดหาทางออกข้อพิพาททางทะเลไทยกัมพูชาในวันพรุ่งนี้ วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 ⏰ เวลา 13.30–16.30 น. 📍

https://www.facebook.com/phil.sang/posts/10167151012274989

Phil Saengkrai 
12 hours ago
·
ขอเรียนเชิญอีกครั้งครับ
ทีมอาจารย์สอนวิชากฎหมายทะเลมาร่วมกันคุยเพื่อขอบคิดหาทางออกข้อพิพาททางทะเลไทยกัมพูชาในวันพรุ่งนี้ ร่วมงานได้ทั้งทางออนไลน์ ออนไซท์ อินไซด์
ฝากสไลด์ที่จะนำเสนอวันพรุ่งนี้ด้วยครับ
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสัมมนาวิชาการ
หัวข้อ “UNCLOS กับทางออกข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา”
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569
เวลา 13.30–16.30 น.
ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ถ่ายทอดสดทาง Facebook Live Page: คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ลงทะเบียน ttps://forms.gle/d5aWkjXotYDrjC3x8
ร่วมรับฟังการวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนมุมมองทางกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และแนวทางการจัดการข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา จากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทะเล
อาจารย์ ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎากร ว่องวุฒิกุล
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพร โพธิ์พัฒนชัย
School of Law, University of Galway
ดำเนินรายการโดย
อาจารย์ ดร.นวพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




เปิดข้อมูลส่อทุจริตโครงการ AI นายทุนสีน้ำเงิน ฮั้วประมูลงานภาครัฐกินส่วนต่างพันล้านบาท?


เปิดข้อมูลส่อทุจริตโครงการ AI นายทุนสีน้ำเงิน ฮั้วประมูลงานภาครัฐกินส่วนต่างพันล้านบาท?: Matichon TV

Jun 3, 2026

สัมภาษณ์พิเศษ "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ" และ "อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์" 2 สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ประเด็นร้อนกับโครงการ TH‑AI Passport ของรัฐบาล ที่หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการใช้เงินมากถึง 1,600 ล้านบาท ในการยกระดับการใช้ AI ของคนไทย แต่ส่อแววการฮั้วประมูลโดยกลุ่มทุนสีน้ำเงิน?

https://www.youtube.com/watch?v=EpUT6iMxqhU
.....


PPTV HD 36

Yesterday
·
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยผ่านรายการเปิดโต๊ะข่าวในประเด็น โครงการ AI 1,600 ล้านอาจจะสามารถทอนเงินได้ถึงหลัก 1,000 ล้าน
.
“‘คนในวงการคำนวนกันเล่น ๆ นะครับโครงการ AI 1,600 ล้านอาจจะสามารถทอนเงินได้ถึงหลัก 1,000 ล้านถ้าโครงการนี้คนใช้ไม่เยอะ หรือบีบให้คนใช้น้อย ๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายเงินค่า Token เดี๋ยวนี้เขาไม่กินอิฐ กินหิน กันแล้วเดี๋ยวนี้้ขากินดิจิทัลฟ้า”

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1574476408055394&set=a.646092957560415



ถ้ามีเงิน 1,621 ล้านบาท… จะใช้เงินก้อนนี้เพื่อทำให้คนไทยเป็นเพียง user ของ AI ต่างชาติแค่ 1 ปีเพื่ออะไร เปลี่ยนเงินนี้เป็น investment จะดีกว่ามั้ย


Mickey Yutthana Srisavat
Yesterday
·
ถ้าผมมีเงิน 1,621 ล้านบาท…

ผมคงไม่ใช้เงินก้อนนี้เพื่อทำให้คนไทยเป็นเพียง user ของ AI ต่างชาติแค่ 1 ปี

แต่ผมจะเปลี่ยนจาก expense เป็น investment แทน

ผมจะใช้เงินก้อนนี้ปั้น Startup made in Thailand ซัก 120 รายแทน โดยทำผ่านโครงการสนับสนุน startup ของ depa ที่มีอยู่แล้ว เช่น S2 และ S3 แต่เพิ่มวงเงินให้ใหญ่พอที่จะสร้างผลลัพธ์จริง

1. สนับสนุน startup รุ่นใหม่ หรือ seed stage 100 ราย
รายละ 4 ล้านบาท
(จากเดิมที่ S2 สนับสนุนรายละ 1 ล้านบาท)

วงเงินนี้ใกล้เคียงกับเงินก้อนแรกที่สถาบันบ่มเพาะ startup ระดับโลกอย่าง Y Combinator ลงทุนให้ startup ที่ได้รับคัดเลือกเข้าโครงการ นั่นคือ 125,000 USD เงินตั้งต้นจำนวนนี้จะได้มากพอที่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในช่วงแรกได้ง่ายขึ้น

2. สนับสนุน startup กลุ่ม growth stage 20 ราย
รายละ 30 ล้านบาท
(จากเดิมที่ S3 สนับสนุนรายละ 5 ล้านบาท)

วงเงินนี้ใกล้เคียงกับ 1 ล้าน USD ซึ่งเป็นระดับเงินลงทุนที่ช่วยให้ startup ที่เริ่มพิสูจน์โมเดลธุรกิจได้แล้วว่ามีโอกาสขยายธุรกิจได้จริงและมีโอกาสไปต่างประเทศได้จริง

ทั้งหมดนี้ใช้เงินประมาณแค่ 1,000 ล้านบาทพอ (ยังเหลือเงินอีก 621 ล้าน)

แน่นอนว่าเราสามารถกำหนดเงื่อนไขได้ว่า startup ที่ได้รับการสนับสนุนต้องใช้ AI แก้ปัญหาจริง มีโมเดลธุรกิจจริง และมีโอกาสเติบโตออกไปต่างประเทศได้

ถ้า startup ไทยพวกนี้ลืมตาอ้าปากได้สำเร็จ พวกเขาจะจ้างงานในประเทศ สร้างรายได้ในประเทศ เพิ่ม GDP และเสียภาษีกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

และถ้าเราโชคดีสนับสนุนจนมี startup ซักรายนึงเติบโตเป็น unicorn ได้สำเร็จ บริษัทสัญชาติไทยรายนั้นจะมีมูลค่าเกิน 30,000 ล้านบาท

ถ้าบริษัทนั้นทำกำไรได้ปีละ 500 ล้านบาท ประเทศไทยจะเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ประมาณปีละ 100 ล้านบาท จะกลายเป็นห่านทองคำของประเทศได้เลย

ถ้าบริษัทในไทยอย่าง LINE MAN ยังทำกำไรปีละ 500 ล้านบาทได้ ผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ฝันที่ไกลเกินจริง

คำถามคือ…

เราควรใช้เงิน 1,621 ล้านบาทสร้างเทคโนโลยี Made in Thailand ที่คนไทยเป็นเจ้าของและสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้ มากกว่าแค่ได้บัญชี AI Pro ที่หมดอายุใน 1 ปีรึเปล่า?


ถ้าผมมี user 5 ล้านคน…

ผมคงไม่ยก user คนไทย 5 ล้านคนนี้เป็นได้แค่ผู้ใช้งานให้แพลตฟอร์มต่างชาติ

แต่ผมจะเปลี่ยนจาก user คนไทย ให้เป็น traction แทน

ผมจะใช้ user 5 ล้านคนนี้เป็นฐานที่มั่นให้ startup ไทยหาลูกค้าได้ง่ายขึ้น เพื่อว่า startup ไทยจะได้ traction เพิ่มขึ้นทันที มีโอกาสสร้างรายได้ให้ธุรกิจอยู่รอด แถม data ก็ยังไหลเวียนอยู่ในประเทศ ได้ case study สำหรับพัฒนา solution ให้ดียิ่งขึ้น

และที่สำคัญ startup ไทยพวกนี้จะได้มีตัวเลขการเติบโตไปคุยกับนักลงทุนในการระดมทุนรอบต่อๆ ไปได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเรื่องนี้มีให้เห็นในประเทศอินโดนีเซีย

รัฐบาลอินโดนีเซียเปิดช่องทางให้ startup พัฒนาระบบขายตั๋วรถไฟแล้วนำมาเชื่อมกับระบบหลังบ้านของการรถไฟได้ ทำให้ Traveloka ได้ traction จากระบบขนส่งขนาดใหญ่ของประเทศซึ่งมีผู้โดยสารทุกวันนับล้านคน โดยที่รัฐบาลแค่เปิดตลาดให้ startup ได้ user เพิ่มขึ้นจาก demand ที่มีจริงอยู่แล้วเท่านั้นเอง

คำถามคือ…

การสนับสนุน startup ไทยด้วย user 5 ล้านคนแบบนี้ สร้างประโยชน์ให้ระบบเศรษฐกิจไทยได้มากกว่าปล่อยให้คนไทย 5 ล้านคนกลายเป็นแค่ user ของแพลตฟอร์มต่างชาติอย่างเดียวรึเปล่า?



ถ้าผมมีจอประชาสัมพันธ์ในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา…

ผมคงไม่ใช้จอพวกนี้แค่บอกให้คนไทยไปใช้บริการ AI ของต่างชาติ

แต่ผมจะเปลี่ยนจาก media เป็นเวทีอวดเทคโนโลยี made in Thailand แทน

ผมจะใช้หน้าจอพวกนี้ประกาศให้คนไทยทั้งประเทศรู้ว่า startup ไทยมี solution ดีๆ แบบเมืองนอกเหมือนกัน พวกเขาเพียงแค่รอให้คนไทยรู้จัก เปิดใจ และลองเข้ามาใช้งาน

เผลอๆ หน้าจอในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา อาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่อยากสร้างเทคโนโลยีสัญชาติไทยของตัวเองเพื่อไปปรากฏอยู่บนจอพวกนี้บ้าง

จอพวกนี้ควรทำหน้าที่บอกคนไทยว่า ประเทศไทยเป็นได้มากกว่าแค่ประเทศ user เพราะเรามี startup จำนวนมากที่พร้อมจะเป็น maker สร้าง solution ดีๆ เพื่อแก้ปัญหาให้คนบนโลกนี้ได้เต็มไปหมด

คำถามคือ…

การใช้จอในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขาแบบนี้ ดูเข้าท่ากว่าการปล่อยให้จอพวกนี้ไปทำหน้าที่กระตุ้นให้คนไทยอยากไปใช้ของนอกมากกว่ารึเปล่า



แต่น่าเสียดายครับ

ผมไม่มีเงิน 1,621 ล้านบาท
ไม่มี user 5 ล้านคน
และไม่มีจอในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขาด้วย

สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คงเหลือแค่อย่างเดียว คือ

รอกดลงทะเบียน TH-AI Passport สิครับ

ใช้ AI แบบฟรีมานานแล้ว อยากใช้แบบ Pro บ้างจัง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10242782584043700&set=a.1737144991449



เป็นรัฐบาลแค่ 2 เดือน แต่ปัญหาเริ่มประดัง เริ่มมีเสียงวิจารณืถึงความเชื่อมั่น เสียงวิจารณ์บอกว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่ถึงปี จริงหรือเปล่า ?

https://www.youtube.com/shorts/XibVSe9xEKU
Yesterday
Nation Online
·
3 กองไฟ 5 เงื่อนไข รัฐบาลอยู่ไม่ยืน | Minutes News



ประชาไท ไล่ประวัติ 20 ปีแห่งความหลังของ ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ที่กำลังสร้างแรงเสียดทานสูงทางการเมืองในปัจจุบัน


ประชาไท Prachatai.com

15 hours ago
·
20 ปีแห่งความหลังของ ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ย้อนชีวิตนักกฎหมายรุ่นใหญ่
.
ชื่อ ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ศาตราจารย์ด้านกฎหมายมหาชน ที่เงียบหายไปนานถูกพูดถึงอย่างมากอีกครั้ง หลังมีการเปิดตัวว่าเป็น ประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของ ‘ดร.โจ’ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตชิงตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพฯ ของพรรคประชาชน
.
การพูดถึงหรือการตั้งคำถามเกิดขึ้นในหมู่ที่ติดตามการเมืองไทยมายาวนานพอ และจำบทบาทของเขาได้ชัดเจนบ้าง บางเบาบ้าง แต่อดีตก็คืออดีต หาใช่ปัจจุบันที่อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังที่ ดร.โจได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า แม้สุรพลจะมีบทบาทในยุคหลังรัฐประหาร แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและร่วมสนับสนุนพรรค เป้าหมายของพรรคคือการเปลี่ยนคนเห็นต่างให้ร่วมสนับสนุนผลักดันวาระทางสังคม
.
อย่างไรก็ตาม ความร้อนแรงของปัจจุบันเทียบไม่ได้เลยกับในอดีต และนั่นอาจเป็นอีกคำตอบหนึ่งว่าทำไมแรงเสียดทานจึงยังมีต่อเนื่องถึงวันนี้ แม้เวลาจะผ่านมายาวนาน
.
หากย้อนไปเวลาไปในปี 2549 ซึ่งเกิดรัฐประหารโดย คมช. หลังจากประเทศไทยห่างหายจากรัฐประหารไปถึง 15 ปีและผู้คนคิดว่าทหาร ‘กลับเข้ากรมกอง’ หมดแล้ว เวลานั้นสุรพลดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาตอบรับการเป็น สนช. (สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร เช่นเดียวกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยและนักวิชาการอีก 29 คน (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2006/10/10074 และ https://prachatai.com/journal/2006/10/10075)
.
นับเป็น ‘ความย้อนแย้งขั้นสุด’ ระหว่างมหาวิทยาลัยที่แบกประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไว้บนบ่า กับกลไกของที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร มีการเคลื่อนไหวล่ารายชื่อจากประชาคมธรรมศาสตร์และนักวิชาการ เพื่อให้สุรพลเลือกซักทางว่าจะเป็นอธิการ มธ.หรือจะเป็น สนช. (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2006/10/10289 และ https://prachatai.com/journal/2006/11/10338 )
.
ในเวลานั้นสุรพลได้ออกมาอธิบายเหตุผลอย่างเป็นเรื่องเป็นราวผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองในลักษณะบทสัมภาษณ์ ในฐานะ ‘ผู้มองสถานการณ์ตามความเป็นจริง’ และการเสียสละเข้าไปทำให้อนาคตข้างหน้าดีขึ้น
.
“ผมแยกระหว่างสิ่งที่มันเกิดขึ้นและแก้ไขอะไรไม่ได้โดยที่เราไม่ได้เห็นด้วยกับมัน - กับผลที่ตามมาซึ่งเป็นปัจจุบันและอยู่ในวิสัยที่เราจะดัดแปลงหรือไปผลักดัน ให้มันออกมาในทางที่ดีและป้องกันไม่ให้สิ่งที่เราไม่ชอบหรือเห็นว่าไม่ถูกต้องให้มีโอกาสเกิดขึ้นมาได้อีก”
.
“ผมสุจริตใจและเชื่อมั่นในมโนสำนึกของผมที่จะคอยเตือนให้ทำในสิ่งที่ถูกและคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย แม้ว่าจะเห็นว่าการวางเฉย การไม่ร่วมสังฆกรรมใดๆ ทั้งสิ้นอย่างที่เพื่อนนักวิชาการหลายคนทำ จะทำให้เราปลอดภัย สถานภาพของเราไม่ถูกกระทบกระเทือนและไม่ถูกใครมาด่า จะเป็นทางที่ง่ายที่สุดในการรักษาภาพลักษณ์ รักษาหน้าตาของตัวเองและพูดได้ว่าเราได้รักษาหลักการที่น่าเชื่อไว้ก็ตาม”
.
“ผมเป็นพวกชอบอ่านนิยายกำลังภายใน และเชื่อที่โก้วเล้งเขียนไว้ในหลายเรื่องว่า " ถ้าหาก เราไม่ลงนรก แล้วผู้ใดจะลงนรก" ถ้าคนที่รู้เรื่อง เข้าใจการเมือง และพูดอะไรก็มีคนฟังอยู่บ้าง อย่างที่ผมและเพื่อนนักวิชาการหลายคนเป็นอยู่ ไม่เข้าไปผลักดัน ไม่เข้าไปถากถางเส้นทางของระบบปกครองในระบอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วใครจะเข้าไปทำ เราจะไว้วางใจให้คณะทหารหรือคนที่ทำงานให้ทหารมาโดยตลอดเป็นคนกำหนดกติกาการปกครอง เป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ เป็นคนออกกฎหมายแต่ฝ่ายเดียวอย่างนั้นหรือ”
.
ส่วนหนึ่งที่สุรพลให้สัมภาษณ์ไว้คราวนั้น
.
รูปธรรมที่เขาได้ชิมลางมาก่อนหน้านี้แล้วว่าตนเองสามารถร่วมกำหนดทิศทางกฎหมายประเทศร่วมกับคณะรัฐประหารได้คือ การได้มีโอกาสไปให้คำแนะนำหลายอย่างกับผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว แล้วก็ได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้หน้าตาของกฎหมายดีขึ้น
.
“ผมขอเรียนว่าหลังรัฐประหาร 1 สัปดาห์ คือเมื่อ 25 กันยายน 2549 ผมได้รับการติดต่อจากนักกฎหมายที่กำลังยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้อยู่นี้ให้ไปช่วยดูร่างรัฐธรรมนูญที่ยกร่างเบื้องต้นเสร็จแล้วที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมก็ตัดสินใจไป โดยความเชื่ออย่างที่ว่า และเมื่อเข้าไปก็ได้เสนอความเห็นตามแนวทางที่ผมเชื่อหลายเรื่อง เช่น การตัดบทบัญญัติทำนองเดียวกับมาตรา 17 ของรัฐธรรมนูญการปกครองสมัยจอมพลสฤษดิ์ ที่ให้อำนาจเกือบจะเด็ดขาดแก่คณะปฏิวัติ เรื่องการห้ามไม่ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมตลอดไปถึงคณะรัฐประหารหรือ คปค. เข้ามามีบทบาททางการเมือง ในรัฐธรรมนูญถาวรต่อไปอีก โดยห้ามมิให้มาสมัคร สส. หรือดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เรื่องการกำหนดโครงสร้างของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งผมเสนอให้นำตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเข้าไปร่วมกับผู้พิพากษาศาลฎีกาด้วย เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องหลักๆ ซึ่งพอเสนอเข้าไป ข้อเสนอเหล่านี้ก็ได้รับการยอมรับ และกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มของนักกฎหมายที่มาช่วยกันดูตัวร่าง แล้วพอเสนอคณะรัฐประหารและอธิบายเหตุผลในเชิงหลักการ เขาก็ยอมให้กำหนดอย่างนี้ได้ แล้วหลายกรณีก็ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้บังคับอยู่” (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2006/11/10335)
.
ความผิดหวังที่เกิดกับสุรพลนั้นรุนแรง นอกเหนือจาก ‘ยี่ห้อธรรมศาสตร์’ แล้ว อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ช่วงที่ พธม.เรียกร้องมาตรา 7 สุรพลได้ออกมาให้สัมภาษณ์แสดงความไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าระบบยังคงเดินต่อไปได้ ‘ยังไม่ถึงเวลา’
.
“ถึงแม้จะมีพรรคการเมืองที่ประกาศเจตนารมณ์จะไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ก็ถือว่าเป็นสิทธิของแต่ละพรรค ซึ่งแนวทางการเมืองของแต่ละพรรคไม่ทำให้กระทบต่อสิทธิของพรรคการเมืองอื่นๆ หรือกระทบต่อสิทธิของประชาชน แต่หลังจากนี้จะต้องดูพัฒนาการทางการเมืองว่าจะมีพัฒนาการอย่างไร หากมีเสียงเรียกร้อง มีการชุมนุมแสดงความคิดเห็นต่างๆ ในระยะต่อไปก็อาจจะมีเหตุให้ต้องดำเนินการตามมาตรา 7 ก็ได้ แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีเหตุที่จะต้องไปใช้มาตรา 7 เพราะทุกอย่างก็ได้เดินตามกรอบของรัฐธรรมนูญอยู่" อธิการบดี มธ.เคยให้สัมภาษณ์ (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2006/02/7532)
.
จากการต่อต้าน ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ที่ถูกสถาปนาให้เป็น ‘ระบอบ’ ในเวลานั้นซึ่งถนนทุกสายเห็นควรรื้อทำลาย ลากมาสู่ยุคสมัยของน้องสาว - ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเผชิญกับการต่อต้านของม็อบใหญ่ที่ยืดเยื้อรุ่น 2 คือ กปปส. นำโดยสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำหลายคนของพรรคประชาธิปัตย์รวมถึงเครือข่ายอนุรักษนิยม ปมเงื่อนสำคัญมาจากการต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของรัฐบาล ขยายตัวสู่ข้อเรียกร้อง ‘การปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง’ เพราะแม้ยิ่งลักษณ์จะประกาศยุบสภาในวันที่ 9 ธ.ค.56 การชุมนุมของ กปปส.ยังเดินต่อเนื่องจากเชื่อว่าระบอบทักษิณยังจะกลับมาได้ผ่านการเลือกตั้ง จึงเรียกร้องให้มีการลาออกจากรัฐบาลรักษาการ เพื่อให้เกิดสุญญากาศที่เปิดโอกาสให้มีการจัดตั้ง ‘สภาประชาชน’ สุเทพระบุว่านั่นเป็น ‘ประชาธิปไตยทางตรง’ แผนการปฏิรูปนี้จะแต่งตั้งตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ ประกอบกันเป็นสภาประชาชน คล้ายกับสภาสนามม้าที่ประชาชนหลายสาขาอาชีพมาช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญปี 2517 (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2013/12/50263)
.
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้มีเค้าลางตั้งแต่ก่อนยุบสภาแล้ว ช่วงชุลมุนนั้น มีนักวิชาการจำนวนมากที่ออกมาอธิบายสนับสนุนแนวทางการตั้งสภาประชาชน กรณีของสุรพลเขาอธิบายว่า หากนายกฯ ยุบสภาแล้วจะไม่เป็นรัฐบาลรักษาการก็มีช่องทางทำได้ หรือจะไม่สนใจข้อเสนอสุเทพฯ ก็ได้ แต่อย่างไรก็เห็นควรว่าต้องยุบสภา (อ่านที่ https://www.isranews.org/.../item/25614-surapol_25614.html)
.
เรื่องราวความขัดแย้งรอบนั้นจบลงที่รัฐประหารอีกครั้งในปี 2557 ห่างจากรอบก่อนเพียง 8 ปี และมีอะไรตามมาอีกมากมาย ซึ่งอยู่ในวิสัยที่ผู้คนน่าจะพอจดจำได้มากขึ้น
.
มาถึงอีกจุดสำคัญคือปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงพีคของการชุมนุมที่นำโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งค่อยๆ ก่อตัวหลังมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ในช่วงต้นปี ม็อบนี้มีข้อเรียกร้องหลัก 3 ข้อ คือ 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และองคาพยพลาออก 2. รัฐสภาต้องเปิดประชุมวิสามัญทันทีเพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย
.
18 กันยายน 2563 หรือ 1 วันก่อนการชุมนุม ‘19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร’ ของม็อบคนรุ่นใหม่ สุรพลได้กล่าวปาฐกถาหัวข้อ ‘ชีวิต งาน และปณิธานเมื่อ 60 ปี’ จัดที่หอประชุมเล็ก มธ. เล่าถึงเส้นทางการทำงานของตนเอง โดยช่วงหนึ่งคล้ายว่าจะส่งเสียงเตือนสติคนรุ่นก่อน และมองถึง ‘ความขัดแย้งระหว่างรุ่น’ ที่กำลังเกิดขึ้น เว็บไซต์คณะนิติศาสตร์ มธ.สรุปความช่วงหนึ่งไว้ว่า
.
“โลกและสังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงโดยความเปลี่ยนแปลงนี้เร็วขึ้นเรื่อยๆ คนรุ่นเก่าจะตามไม่ค่อยทัน ความเร็วเพิ่มขึ้น 10 เท่า คนรุ่นใหม่เรียนรู้เร็วขึ้นผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนที่ตนเรียนรู้คือตอนนี้เมืองไทยกำลังเดินทางไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนสองยุค คือกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปี คนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นคนที่มีฐานะการทำงานและครอบครัว น่าจะประมาณ 40% และกุมทุกอย่างไว้ไม่ว่าทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ส่วนในกลุ่มคนที่อายุน้อยกว่า 30 ปีนี้มีความเป็นอิสระ เขามีวิธีคิดของเขาโดยเฉพาะ เข้าใจโลกอีกแบบ ตนรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้กำลังจะไม่มีที่ยืนในสังคมด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ก่อนและหลังการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งไม่กระทบกับคนกลุ่มบน วันนี้กำลังจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมไทยระหว่างคน 2 กลุ่ม คนในยุคเก่าไม่กล้าพูดเพราะเขามีสถานะที่ต้องรักษาไว้ ส่วนคนยุคใหม่ เขาไม่มีอะไรจะเสีย เรากำลังจะเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนี้ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นที่นี่ พรุ่งนี้
.
ตนไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร ตนรู้จักกับทุกพรรค เข้าใจวิธีคิด เมื่อไรก็ตามที่คน 2 กลุ่มซึ่งไม่มีอะไรเหมือนกันเลยจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจอะไรบางอย่างร่วมกัน เมื่อคนกลุ่มที่อายุมากกว่าไม่ยอมเปิด ไม่ยอมเสีย วันนั้นจะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ ขอเรียนว่าเวลาอยู่ข้างคนอายุน้อยกว่าเสมอ ถ้าเราไม่เปิดช่องทาง ไม่ฟังเขา ไม่ยอมปรับเปลี่ยนและเสียอะไรบางอย่างที่เรามี มันจะนำไปสู่อะไรบางอย่างที่อาจดีหรือแย่ มีการเรียนรู้ว่า ผู้มีอำนาจไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ขอเรียนว่าคนเหล่านี้มีสิทธิมีเสียงในการแสดงออกของเขา การที่ไปตัดกระบวนการแสดงออกของเขาโดยไม่มีฐานทางกฎหมาย เช่น การยุบพรรคการเมืองก็จะนำไปสู่การปะทะครั้งใหญ่ เพราะเมื่อไรที่เขามีตัวแทนเขาก็จะไม่มาทำ เมื่อเขาไม่มีตัวแทนเขาก็จะลงมาบนถนน”
.
อีกจุดสำคัญที่อาจกล่าวได้ว่าสะท้อน ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ของนักกฎหมายมหาชนผู้นี้ คือ การเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญให้กับคดียุบพรรคก้าวไกลในช่วงกลางปี 2567 หลังพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งปี 2566 เป็นพรรคอันดับหนึ่งได้ไม่นาน
.
ประเด็นสำคัญที่นักกฎหมายมหาชนรุ่นใหญ่ให้ความเห็นในการสู้คดี คือ

กกต.มีมติเสนอคำร้องยุบพรรคก้าวไกล ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่กระทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ต้องถูกเพิกถอนไป

กรณีที่ กกต. เห็นว่า ม.92 คือช่องทางยื่นยุบพรรคช่องทางหนึ่ง และ ม.93 คืออีกช่องทางหนึ่ง ส่งผลให้การเสนอคำร้องยุบพรรคมี 2 กระบวนการที่แตกต่างกัน แบบที่หนึ่ง ไม่ต้องเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้รับทราบข้อกล่าวหา-ชี้แจง แบบที่สอง เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้รับทราบข้อกล่าวหา-ชี้แจงโต้แย้ง

กกต.ไม่อ้างคำวินิจฉัยศาล รธน. ที่ 3/2567 มาเป็นฐานยื่นยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากเป็นคนละกรณีที่แตกต่างกัน

กรณีเป็นการล้มล้างการปกครองฯ หลายการกระทำมิใช่การกระทำของพรรค แต่เป็นในฐานะปัจเจกบุคคล-ใช้อำนาจหน้าที่ สส. มิได้เป็นการใช้กำลังบังคับ หรือเป็นการกระทำโดยใช้ความรุนแรงเพื่อให้การปกครองฯ สิ้นสุดลง

การเข้าชื่อเสนอร่างแก้กฎหมาย ม.112 ของ สส. ชอบด้วยวิถีทางของ รธน. และไม่อาจมีทางเป็นการบ่อนเซาะทำลายระบอบประชาธิปไตยฯ

กกต.เคยวินิจฉัยยกคำร้องกรณีนโยบายหาเสียง ม. 112 ของพรรคก้าวไกลไว้แล้ว เพราะเห็นว่ามิได้เป็นทำขัดต่อ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส.
การยุบพรรคต้องระมัดระวัง มิเช่นนั้นอาจนำไปสู่การทำลายระบอบประชาธิปไตย

การยุบพรรคอาจส่งผลร้ายในอนาคต ทำลายดุลยภาพระหว่างฝ่ายค้าน กับ ฝ่ายรัฐบาล อาจนำไปสู่เผด็จการรัฐสภาได้

การกระทำของก้าวไกลใช้อำนาจหน้าที่-เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจึงไม่เป็นเหตุแห่งการยุบพรรค

การวินิจฉัยยุบพรรคที่เป็นปฏิปักษ์ ไม่เคยทำให้เกิดทางออก หรือทางเลือกใหม่ ที่จะช่วยคลี่คลายวิกฤตทางการเมืองที่เป็นอยู่ ในทางตรงกันข้าม กลับสร้างความโกรธแค้นชิงชังในทางการเมืองให้มีเพิ่มมากยิ่งขึ้น

เรียกร้องไปยังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า กรุณาใช้มโนธรรมและความรัก ความห่วงใยในประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยโดยรวมในการวินิฉัยชี้ขาดคดีนี้
.
ดูเหมือนว่า ‘คนรุ่นเดียวกับสุรพล’ จะไม่เห็นด้วยกับเขา ผลลัพธ์ยังคงเป็นการยุบพรรคก้าวไกลในเวลานั้น
.
ทั้งหมดนี้เป็นเพียง ‘อดีตโดยสังเขป’ แต่ก็ทำให้พอมองเห็นได้ว่าเหตุใดชื่อนี้จึงสร้างแรงเสียดทานสูงแม้เพียงในบทบาทเล็กๆ ทางการเมือง คงมีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะบ่งบอกเนื้อหาและทิศทางของความเปลี่ยนแปลงที่เราอาจมองไม่เห็น ความเปลี่ยนแปลงที่ว่าอาจไม่ใช่เพียงกับตัวสุรพล แต่กับการทำความเข้าใจความหมายของ ‘การเมือง’ บนเส้นแบ่งหนาๆ ของอุดมคติ-ปฏิบัตินิยม หลักการ-ความเป็นจริง ด้วยเช่นกัน
.
#การเมือง #สุรพลนิติไกรพจน์
.
อ่านเวอร์ชันเว็บไซต์ที่ลิงก์
https://prachatai.com/journal/2026/06/117593

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1445615487612754&set=a.643704854470492





อ.นันทนา ฉายภาพ ปรากฏการณ์ "ระบอบสีน้ำเงิน"

https://www.facebook.com/reel/880625334318201


https://x.com/Dr_Nantana/status/2062099862162976876




กรณีพรรคส้มความแต่งตั้ง สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นชัยชนะทางการเมือง หรือ เป็นความล้มเหลวทางการเมือง ?



มุมมองที่ว่า เป็นชัยชนะทางการเมือง:


Nithinan Thanannaranonposted to🕊️People's Party
8 hours ago
·
[ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริง คือการเปลี่ยนคนที่เคยเห็นต่าง ให้มาเดินร่วมทางกับเรา]
.
“เราต้องยอมรับความจริงว่า ตราบใดที่ฐานเสียงหลักของเรายังอยู่ที่ร้อยละ 30-35 เราไม่มีทางที่จะชนะอย่างเด็ดขาดและเข้าไปเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศนี้ได้ หากเราไม่แสวงหาแนวร่วมที่กว้างขวางขึ้น การผสมผสานระหว่าง "คนใน" ที่มีอุดมการณ์มั่นคง กับ "คนนอก" ที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมจะเดินร่วมทางกับเรา คือหนึ่งในยุทธศาสตร์ในการสร้างขบวนการที่เข้มแข็ง
.
เราปฏิเสธไม่ได้ครับว่า อ.สุรพล เคยดำรงตำแหน่งสนช.หลังการรัฐประหาร แต่วันนี้กาลเวลาและสถานการณ์ได้พิสูจน์แล้ว อาจารย์ได้ตระหนักถึงผลพวงอันเลวร้ายของการรัฐประหารและกลุ่มขั้วอำนาจที่อ.มีส่วนร่วมสนับสนุนที่ทำลายประเทศ และได้เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนจุดยืนเดิม หันมาสนับสนุนการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่และขบวนการประชาธิปไตยมานานหลายปี ร่วมกับผู้อาวุโสทางการเมืองอีกหลายท่านและขอมีส่วนร่วมเข้ามาแก้ไขผลพวงที่เกิดขึ้น
.
อย่างในช่วงเวลาที่พรรคก้าวไกลเผชิญกับคดียุบพรรค ซึ่งเป็นช่วงที่มืดมิดที่สุดทางการเมือง อ.สุรพล คือหนึ่งในนักกฎหมายไม่กี่ท่าน ที่กล้าก้าวออกมาทำบันทึกความเห็นทางกฎหมายเพื่อปกป้องพรรค โดยยืนยันหลักการอย่างหนักแน่นว่าการกระทำของพรรคไม่ใช่การล้มล้างการปกครอง เพราะอาจารย์อยากมีส่วนแสดงจุดยืนให้กลุ่มที่เคยเห็นแบบอาจารย์เข้าใจว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้นมันไม่ใช่แนวทางแห่งประชาธิปไตย
.
ดังนั้น การที่อาจารย์ตัดสินใจรับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาให้กับทีมผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชนในวันนี้ จึงไม่ใช่การรับดอกไม้ ไม่ใช่รับตำแหน่ง ไม่ใช่รับคำสรรเสริญ แต่คือ "การตัดสินใจแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ” ว่า อาจารย์ได้เปลี่ยนความเชื่อเดิม และขอเลือกทางเดินทีถูกต้องด้วยการมาสนับสนุนและยืนอยู่เคียงข้างฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายประชาธิปไตยอย่างพรรคประชาชน”

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
เลขาธิการพรรคประชาชน
โพสต์ข้อความชี้แจงปมแต่งตั้ง สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ผู้ว่าฯ กทม.

อ่านต่อ : https://www.facebook.com/share/p/1QcFRbcsaR/?mibextid=wwXIfr
.....

มุมมองที่ว่า เป็นความล้มเหลวทางการเมือง
10 hours ago
·
ความล้มเหลวทางการเมืองที่แท้จริง
คือการเปลี่ยนคนที่เคยเห็นต่างมาเดินนำหน้าเรา
แล้วถีบคนที่เคยคิดเหมือนเราให้กลายเป็นคนเห็นต่าง



จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ โพสต์ว่า โฆษกรัฐบาลมี 4 คน โฆษกกองทัพมี 62 คน อยากรบกวนใครก็ได้ใน 62 คน ช่วยออกมาทำหน้าที่โฆษกชี้แจงเหตุผลหน่อย ขณะที่รอกองทัพ เลยถาม Gemini ก่อนว่าทำไมถึงมาก



ถาม Gemini

ที่ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ บอกว่า

โฆษกรัฐบาล 4 คน
โฆษกกองทัพ 62 คน 
ทำไมถึงมาก 
กองทัพที่ไหนมีโฆษกมากกว่าไทย

ข้อสังเกตจากคุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.พรรคประชาชน ในฐานะอดีตโฆษคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่ตั้งคำถามถึงโครงสร้างและจำนวน "ทีมงานโฆษก" ของฝั่งรัฐบาลเปรียบเทียบกับฝั่งกองทัพ เป็นประเด็นสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจใน 2 มิติหลักๆ ครับ ทั้งเรื่อง ความซ้ำซ้อนเชิงโครงสร้าง และ วัตถุประสงค์ในการสื่อสาร

สาเหตุที่ทำให้ตัวเลขทีมโฆษกของกองทัพไทยดูสูงมากเมื่อเทียบกับรัฐบาล สามารถอธิบายตามข้อเท็จจริงทางโครงสร้างได้ดังนี้ครับ:

1. โครงสร้างแบบ "แยกเลเยอร์" และ "แยกเหล่าทัพ"

ในขณะที่ รัฐบาล มีทีมโฆษกชุดเดียวที่เป็นภาพลักษณ์ภาพรวม (ประกอบด้วยโฆษกประจำเป็นหน้าตาหลัก และรองโฆษกอีก 3 คน รวมเป็น 4 คน) แต่ กองทัพไทย ไม่ได้มีโครงสร้างรวมศูนย์ในลักษณะเดียวกัน โครงสร้างการจัดตั้งทีมสื่อสารของกองทัพถูกแบ่งแยกย่อยออกตามสายการบังคับบัญชาอย่างกว้างขวาง:

สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม: มีทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมแยกต่างหาก

กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.): มีทีมโฆษกกองทัพไทย

เหล่าทัพหลัก: กองทัพบก (ทบ.), กองทัพเรือ (ทร.), และกองทัพอากาศ (ทอ.) แต่ละเหล่าทัพต่างก็แต่งตั้งทีมโฆษกและรองโฆษกประจำเป็นของตัวเองในทุก ๆ ปีงบประมาณ

2. ในหนึ่งทีม ไม่ได้มีคนเดียว (โครงสร้างบอร์ดคณะทำงาน)

คำว่า "โฆษก 62 คน" ตามข้อสังเกตเชิงสถิตินั้น มาจากการนับรวมโครงสร้างแบบ "คณะทำงานโฆษก" ของทุกหน่วยงานความมั่นคงเข้าด้วยกัน เพราะในคำสั่งแต่งตั้งของแต่ละเหล่าทัพในแต่ละปี (เช่น ทบ. หรือ ทอ.) จะไม่ได้มีแค่ตัวโฆษกหลักเพียงคนเดียว แต่จะประกอบไปด้วย:

ประธาน/โฆษกหลัก (ยศระดับนายพล)

รองโฆษก (มักมี 2-4 คน เพื่อแบ่งงานตามภารกิจหรือสายงาน)

ผู้ช่วยโฆษก / ที่ปรึกษาโฆษก

คณะทำงานและเลขานุการ (ซึ่งมักดึงนายทหารจากกรมกิจการพลเรือน, กรมสารนิเทศ หรือแพทย์/อาจารย์โรงเรียนทหาร มาร่วมทีมเพื่อความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง)

เมื่อนำรายชื่อคณะทำงานโฆษกของ กระทรวงกลาโหม + กองทัพไทย + ทบ. + ทร. + ทอ. มารวมกัน ตัวเลขจึงสูงขึ้นตามสัดส่วน

3. กองทัพประเทศอื่นเป็นอย่างไร?

หากเปรียบเทียบกับกองทัพในประเทศพัฒนาแล้ว (เช่น สหรัฐอเมริกา หรือสหราชอาณาจักร) โครงสร้างการสื่อสารจะมีความแตกต่างกัน:

ต่างประเทศ (เน้นระบบข้าราชการพลเรือน/มืออาชีพ): มักจะรวมศูนย์งานสื่อสารไว้ที่กระทรวงกลาโหม (Pentagon หรือ Ministry of Defence) โดยใช้เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่เป็นพลเรือน (Public Affairs Officers/Civil Servants) หรือโฆษกหลักเพียงไม่กี่คนเป็นกระบอกเสียงอย่างเป็นทางการ ส่วนในระดับเหล่าทัพจะเน้นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสายเทคนิคในการให้ข้อมูลข่าวสาร (Press Office) มากกว่าการจัดตั้ง "คณะกรรมการโฆษก" ที่เป็นนายทหารยศสูงจำนวนมาก

ประเทศไทย (เน้นระบบตัวแทนหน่วยงาน): นิยมใช้ระบบแต่งตั้งนายทหารสัญญาบัตรระดับสูงเข้ามาทำหน้าที่กึ่งคณะกรรมการ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่อาจทำให้เกิดภาพสะท้อนในมุมมองของภาคประชาชนและฝ่ายค้านว่า มีโครงสร้างที่เทอะทะ ซ้ำซ้อน และใช้บุคลากรในภารกิจด้านการประชาสัมพันธ์มากเกินความจำเป็น

ข้อถกเถียงนี้จึงเป็นประเด็นคลาสสิกในสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างฝ่ายการเมืองที่ต้องการเห็นการปฏิรูปกองทัพเพื่อลดขนาดองค์กร (Right-sizing) และตัดลดงบประมาณ/บุคลากรที่ไม่จำเป็น กับฝ่ายความมั่นคงที่มองว่าแต่ละเหล่าทัพมีภารกิจเฉพาะตัวที่ต้องมีทีมงานคอยชี้แจงและทำสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Operations) ของตนเองครับ





https://x.com/Jirat_MP/status/2062136214313185685