วันอังคาร, กรกฎาคม 07, 2569

ทั้งที่ “ข่าวรั่ว” แต่ก็ยังกล้า แสดงว่าขบวนการโกงครั้งนี้วางแผนมายาวนานไม่ต่ำกว่า 8 เดือน หรืออาจจะเป็นปี ผู้ร่วมขบวนการต้องเยอะมาก กระบวนการทั้งหมดนี้ทำโดยคนตัวเล็กๆไม่ได้ ต้องมี “ตัวการใหญ่” ที่อำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง แต่จะใหญ่ระดับไหนเท่านั้นเอง


หนุ่มเมืองจันท์

17 hours ago
·
ทั้งที่ “ข่าวรั่ว” แต่ก็ยังกล้า
นี่คือ เอกสารข่าวของ “กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น” ครับ
เอกสารนี้ระบุว่า…ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อสังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น TikTok ว่าทุจริตสอบท้องถิ่นปลายปี 2568 กลิ่นเริ่มแรงแล้ว
มีการเรียกรับเงิน ระดับ ปวส.ประมาณ 500,000 บาท
ระดับปริญญาตรี 600,000 บาท
ค่านายหน้าอยู่ที่ 50,000-100,000 บาท

“โดยที่ผู้ที่จ่ายเงินไม่ต้องอ่านหนังสือ
แต่จะมีคนเปลี่ยนกระดาษคำตอบให้
แล้วนำไปใส่เครื่องตรวจก็จะทำให้เป็นผู้สอบติด”
ก่อนจะยืนยันว่ากรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นมีมาตรการป้องกันการโกงไว้อย่างดี

ครับ เอกสารเตือนฉบับนี้ระบุชัดเจนว่าจะใช้วิธีเปลี่ยน “กระดาษคำตอบ” ในการโกง
ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้

เอกสารนี้ออกมาเมื่อไรหรือครับ
…. 14 พฤศจิกายน 2568

ในขณะที่การสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น คือ วันที่ 7 ธันวาคม 2568
ก่อนจะประกาศผล 20 กุมภาพันธ์ 2569
หลังการสอบเกือบ 3 เดือน
และหลังรู้ผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ว่าใครได้เป็นรัฐบาล

แสดงว่าขบวนการโกงครั้งนี้วางแผนมายาวนานไม่ต่ำกว่า 8 เดือน
หรืออาจจะเป็นปี

ผู้ร่วมขบวนการต้องเยอะมาก
ตั้งแต่ฝ่ายเซลล์ หาลูกค้าทั่วประเทศ (ซึ่งเรื่องนี้คนใน มศว.ทำไม่ได้แน่นอน)
คนแก้กระดาษคำตอบ
คนเข้าไปแฮกระบบ
แก้ไขไฟล์คำตอบในแฟลชไดฟ์
แก้รายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือก ฯลฯ
กระบวนการทั้งหมดนี้ทำโดยคนตัวเล็กๆไม่ได้
ต้องมี “ตัวการใหญ่” ที่อำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง
แต่จะใหญ่ระดับไหนเท่านั้นเอง

ความช้า-เร็วของการจับกุมผู้ต้องหา และรูปแบบการสืบสวนสอบสวนจะบ่งบอกความใหญ่โตของขบวนการนี้
ถ้าเร็ว แสดงว่าแค่ระดับ “ข้าราชการ”
แต่ถ้าคดีเดินไปแบบช้าๆ รำวงไปเรื่อยๆ
แสดงว่าคนที่อยู่เบื้องหลังใหญ่กว่า ”ข้าราชการ“
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1603288534490938&set=a.211819566971182



พูดจริงหรือล้อเล่น วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช. มหาดไทย จะเอาผิด ณัฐภาพงศ์ สุวรรณชนะ อดีตนายก อบต. ตำบลควนกาหลง กรณีทุจริตสอบท้องถิ่น 4,500 ล้านบาท

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/27761926396780836

Thanapol Eawsakul 
12 hours ago
·
พูดจริงหรือล้อเล่น
วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช. มหาดไทย จะเอาผิด ณัฐภาพงศ์ สุวรรณชนะ อดีตนายก อบต. ตำบลควนกาหลง
กรณีทุจริตสอบท้องถิ่น 4,500 ล้านบาท
......
อ่านข่าว วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เอาจริง เอาจังเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น 4,500 ล้านบาท
วรศิษฎ์ ลุ้นคืนนี้รู้ผลตรวจสอบข้าราชการท้องถิ่น 1.5 หมื่นราย ย้ำพบคะแนนผิดปกติดึงออก เลื่อนลำดับแทน ไม่ต้องสอบใหม่
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1384988240427182&set=a.586524703606877
อ่านแล้วขำ
เพราะ คนหนึ่งที่หลบหนีดดีนี้ไปแล้วคือ
นายณัฐภาพงศ์ สุวรรณชนะ
อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนกาหลง
อบต. ควนกาลหลง นี่อยุ่ใน
เขตเลือกตั้งที่ 2 ของจัวหวัดสตูล
ประกอบด้วย
ละงู, ทุ่งหว้า, ท่าแพ, มะนัง, ควนกาหลง (ยกเว้นทุ่งนุ้ย)
สส. ในพื้นที่ไม่ใช่ใครที่ไหน
"โกแพ" วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
แล้ว
วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช. มหาดไทย กับ ณัฐภาพงศ์ สุวรรณชนะ
อดีตนายกอบต. ควนกาหลง ก็รู้จักกันดี คือรู้จักไปถึงครอบครัง "โกแพ"
เลยที่เดียว
นายกเทศบาลควนกาหลง โพสต์ชื่นชม สส.สตูล เขต 2 กตัญญู
https://www.dailynews.co.th/news/5586200/
พูดกันตรงไปตรงมา ณัฐภาพงศ์ สุวรรณชนะ ก็คือหัวคะแนน "โกแพ" วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ และพรรคภูมิใจไทยนั่นแหละ
มาถึงนี้แล้วใครคิดว่า จะจับทุจริตคดีนี้ได้บ้าง
.....



https://www.facebook.com/boycitychanFC/posts/1603340337819091
15 hours ago
·
รู้ไหมครับว่า อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนกาหลง คนนี้ชื่ออะไร
“ณัฐภาพงศ์ สุวรรณชนะ” ครับ
ที่สำคัญเขาไม่ใช่แค่อดีตผู้บริหารองค์กรท้องถิ่นธรรมดา
แต่ “ณัฐภาพงศ์” คือ 1 ใน ”คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น“ ที่ควบคุมการสอบครั้งนี้ (ลำดับที่14)
และคนที่แต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และประธานกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล
แต่งตั้งเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568
ยิ่งคุ้ยข้อมูล ยิ่งมั่นใจว่าขบวนการนี้ใหญ่มาก
.....

ลองขอ AI ช่วยขุดสายสัมพันธ์ของทั้งสอง

ความสัมพันธ์ระหว่าง นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ (โกแพ) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (และ สส. สตูล พรรคภูมิใจไทย) กับ นายณัฐภาพงศ์ สุวรรณชนะ อดีตนายก อบต. ควนกาหลง เป็นลักษณะของ "เครือข่ายพันธมิตรทางการเมืองในระดับพื้นที่" ระหว่างฝ่ายบริหารระดับประเทศและผู้นำท้องถิ่นในจังหวัดสตูล โดยมีจุดเชื่อมโยงที่สำคัญดังนี้ครับ

1. ฐานเครือข่ายการเมือง "บ้านใหญ่สตูล"

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ เป็นบุตรชายของนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ และมีศักดิ์เป็นหลานของนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ (อดีตนายก อบจ. สตูล) ซึ่งถือเป็นตระกูลการเมืองหลักหรือ "บ้านใหญ่" ของจังหวัดสตูลในซีกพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ นายณัฐภาพงศ์ สุวรรณชนะ ในฐานะอดีตนายก อบต. ควนกาหลง (ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดสตูล) ถือเป็นกลไกและฐานเสียงสำคัญในระดับท้องถิ่นที่ให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับตระกูลเลียงประสิทธิ์มาอย่างต่อเนื่อง

2. การขับเคลื่อนงานในพื้นที่และกิจกรรมมวลชน

ทั้งสองคนมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดในการลงพื้นที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ ในอำเภอควนกาหลง เช่น

การร่วมมือกันขับเคลื่อนโครงการด้านการท่องเที่ยวและกีฬา (เช่น เทศบาลปั่นชมสวน ชวนชิม ทุเรียนและผลไม้พื้นเมืองควนกาหลง) ที่นายวรศิษฎ์ (ในฐานะ สส.) เดินทางมาเป็นประธาน และมีนายณัฐภาพงศ์ ร่วมเป็นแกนนำในการต้อนรับและจัดงาน

การทำงานประสานงานงบประมาณและโครงการพัฒนาท้องถิ่นในเขตพื้นที่ อบต. ควนกาหลง ผ่านกลไกของกระทรวงมหาดไทยและพรรคภูมิใจไทย

3. แรงหนุนและความสัมพันธ์ส่วนตัว

นายณัฐภาพงศ์ เคยแสดงออกถึงการสนับสนุนนายวรศิษฎ์อย่างชัดเจนผ่านสื่อและพื้นที่สาธารณะ โดยเคยโพสต์ชื่นชม "โกแพ" วรศิษฎ์ ว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความกตัญญูและมุ่งมั่นทำงานเพื่อคนสตูล สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีและความศรัทธาในเชิงบุคคล นอกเหนือจากผลประโยชน์ทางการเมืองร่วมกัน

สรุป: สายสัมพันธ์ของทั้งสองท่านเป็นภาพสะท้อนของการเชื่อมต่อระหว่าง การเมืองระดับชาติ (พรรคภูมิใจไทย/รมช.มหาดไทย) และ การเมืองท้องถิ่นในจังหวัดสตูล ที่เกื้อหนุนฐานเสียงและร่วมกันพัฒนาพื้นที่อำเภอควนกาหลงมาโดยตลอดครับ



เราเห็นอะไรในคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ยกฟ้องจำเลยในคดีทำโพล ขบวนเสด็จในวันนี้?


Krisadang-Pawadee Nutcharus 
8 hours ago
·
เราเห็นอะไรในคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ยกฟ้องจำเลยในคดีทำโพล ขบวนเสด็จในวันนี้?

ที่เห็นชัดเจนคือข้อวินิจฉัยของศาลในคำพิพากษาดังกล่าวยืนยันหลักการว่าการกระทำความผิดทางอาญาตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญานั้นจะต้องบังคับใช้โดยเคร่งครัดกล่าวคือการกระทำความผิดจะต้องเป็นกรณีที่ดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทหรืออาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์พระราชินีองค์รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนเท่านั้น

เมื่อกรณีไม่ปรากฏว่าการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการหมิ่นประมาทดูหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้ายต่อบุคคลทั้งสี่ฐานะที่กฎหมายระบุไว้จึงไม่เป็นความผิด และการกระทำของจำเลยทั้งหมดผู้ถูกกล่าวหามิได้เป็นการกระทำนอกเหนือไปจากเจตนาของรัฐธรรมนูญ มิได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือทำให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแต่อย่างใด

ในข้อวินิจฉัยของศาลยังยืนยันว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดในคดีนี้ที่ถูกโจทก์กล่าวหาเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

ผมเห็นว่าเป็นกรณีที่การวินิจฉัยเป็นไปตามบทกฎหมายโดยเคร่งครัด คำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลทั้งหมดสามารถตรวจสอบดูได้

ความเห็นของผมไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยของผม
แต่เป็นเพราะว่าผมยืนยันว่าถ้าเรายืนหยัดในหลักการที่ถูกต้อง
ประชาชนจะเชื่อถือในระบอบยุติธรรมของเรา

ที่สุดแล้วทำให้ผมเปลี่ยนแปลงความเชื่อของตัวเองในหลายเรื่องอย่างน้อยที่สุดเรื่องหนึ่งคือผมเชื่อว่ายังมีคนในกระบวนการยุติธรรมที่มีความกล้าหาญที่จะพูดในสิ่งที่ถูกต้องไม่ว่าเขาจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

กฤษฎางค์ นุตจรัส

https://www.facebook.com/krisadangpawadee.nutcharus/posts/27886142884323060




ยกฟ้อง! ม.112 - ม.116 ตะวันและพวกรวม 7 คน เหตุทำโพล ”ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่“ ศาลเป็นว่า การทำแบบสอบถาม ไม่ได้ระบุชื่อใคร และไม่มีพระนาม เป็นการแสดงความเห็นภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ปรับคนละ 5 พัน เหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตำรวจ


ทะลุแก๊ซ - Thalugaz
13 hours ago
·
ยกฟ้อง! คดี ม.112 -116 ทานตะวัน และพวกรวม 7 คน กรณีทำโพลสอบถามเกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ

“เราไม่เคยเสียใจที่ออกมาเคลื่อนไหว เพราะสิ่งที่เราพูดไปทั้งหมดมันคือความจริงที่เราคิดและเห็น คนที่ควรเสียใจและรู้สึกผิดคือผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในประเทศนี้ที่เป็นฟันเฟืองให้กับความถดถอยของประเทศ ที่พยายามปิดปากและจับขังคุกคนที่ออกมาพูดไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม “

”และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะต้องอยู่ในสถานะพลเรือนหรือนักโทษ”

- ตะวัน ทานตะวัน

https://www.facebook.com/photo?fbid=1035542038987326&set=a.179795714561967
.....

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1333926702222215

ไข่แมวชีส added photos to the album: 6 ก.ค. 69 ตัดสินคดีโพลขบวนเสด็จ ศาลกรุงเทพใต้
11 hours ago
·
ยกฟ้อง! ม.112 - ม.116 ตะวันและพวกรวม 7 คน เหตุทำโพล ”ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่“ แต่ปรับคนละ 5 พัน เหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตำรวจ
.
6 ก.ค. 69 เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้อ่านคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 เหตุทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่”บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565
.
คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์
ใบปอ, ฐากูร, วรเวช, บีม ณัฐกรณ์, วรัณยา แซ่ง้อ และ “แบม” อรวรรณ
.
โดยก่อนหน้านี้มี “บุ้ง” เนติพร เป็นจำเลยด้วย แต่ภายหลังจากเสียชีวิตลงหลังจากถูกเพิกถอนประกันคดีนี้ ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกไป
.
ทั้งหมดถูกสั่งฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112, “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 และ “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 368 อีกทั้งจำเลยบางคนถูกสั่งฟ้องในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และ ตามมาตรา 136, 138 และ 140 ด้วย
.
พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คน ในข้อหามาตรา 112 และ 116
.
เห็นว่าการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 อีกทั้งโพลเป็นเพียงประโยคคำถาม ไม่ได้เชื่อมโยงถึงใคร และจำเลยไม่ได้ปราศรัย หรือแสดงประการอื่นใด และทางนำสืบของโจทก์ไม่แสดงให้เห็นความวุ่นวายที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบ จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 116
.
พิพากษาปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 368
.
เห็นว่า ที่ตำรวจสั่งให้หยุดการชุมนุมเป็นคำสั่งชอบโดยกฎหมายเพื่อถวายความปลอดภัย จำเลยทราบแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตาม
.
พิพากษาลงโทษจำคุกวรเวช 4 เดือน ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 138
เมื่อพิจารณาเหตุการณ์แล้ว เห็นว่าจำเลยอื่นไม่ได้ผลักดัน มีเพียงวชเวชผลักดันร่วมกับคนอื่นซึ่งไม่ได้ฟ้องมาในคดีนี้ วรเวชจึงมีความผิดข้อหานี้เพียงคนเดียว ลงโทษจำคุก 3 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 4 เดือน
.
พิพากษายกฟ้องวรัณยา ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136
.
เห็นว่า วรัณยาไม่ทราบว่าบุคคลที่ไม่ได้แต่งชุดในเครื่องแบบ ผู้นั้นเป็นใคร แม้คำกล่าวจะแรงไปบ้าง แต่เป็นการถามด้วยความสงสัย และต้องการความรับผิดชอบ
.
สรุปแล้ว พิพากษายกฟ้องข้อหา ม.112 และ ม.116 จำเลยทุกคน แต่ลงโทษปรับจำเลยทุกคน คนละ 5000 บาท ข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน และจำคุกวรเวช 4 เดือน ในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน
ขณะที่วันนี้ วรเวชจะถูกนำตัวกลับไปคุมขังตามเดิม
.....


Tawan Tantawan 
12 hours ago
·
ทีแรกทำใจไว้ว่าคงจำคุก แต่จะได้ประกันมั้ยอีกเรื่องนึง คำพิพากษาเกินคาดกว่าที่คิดไว้เยอะมาก55555 ขอบคุณที่ยังทำให้เห็นว่ามีความยุติธรรมอยู่ในประเทศนี้ ผู้ใหญ่ดีๆเราก็เคารพ ส่วนผู้ใหญ่บ้าอำนาจเราก็ด่ากันต่อไป
See less

สำนักข่าวราษฎร - Ratsadon News is at ศาลอาญากรุงเทพใต้.
14 hours ago
·Bangkok, Thailand ·

“ตะวัน” ลุ้นฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ทำโพล #ขบวนเสด็จ ลั่นทำใจไว้แล้ว ลั่นอะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด #ม112 #มาตรา112 #RatsadonNews
·
ยกฟ้อง ม.112-116 7 นักกิจกรรม-ประชาชน ทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” แม้บุ้งจะเสียชีวิตเพราะไม่ได้ประกันตัวก่อนศาลพิพากษา
.
.
วันที่ 6 ก.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษาในคดีของทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และพวกรวม 7 คน ที่ถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 จากกรณีทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือไม่” บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565
.
ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนในข้อหาหลักมาตรา 112 และมาตรา 116 เห็นว่า การทำแบบสอบถาม ไม่ได้ระบุชื่อใคร และไม่มีพระนาม เป็นการแสดงความเห็นภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ในความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานฯ ที่สั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 150 เมตร ใกล้พระราชวัง และจำคุกวรเวช 4 เดือน ในความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน
.
.
สมาชิก ศปปส. เข้าแจ้งความ 8 นักกิจกรรม-ประชาชน ก่อนบุ้งจะเสียชีวิตทำให้เหลือแค่ 7 ราย
.
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ปทุมวัน ในข้อหาตามมาตรา 112 และ 116 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสิ้น 8 คน และอัยการได้สั่งฟ้องทั้งหมดใน 3 ข้อหาหลัก ได้แก่ ข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ (ม.112), ยุยงปลุกปั่น (ม.116) และขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน (ม.368)
.
อรวรรณ ถูกฟ้องเพียง 3 ข้อหาหลัก
.
ทานตะวัน, ใบปอ, ฐากูร, วรเวช และณัฐกรณ์ ถูกฟ้องเพิ่มในข้อหาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (ม.138 ประกอบ ม.140) รวมเป็น 4 ข้อหา
.
เนติพร ถูกฟ้องเพิ่มในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (ม.136) รวมเป็น 4 ข้อหา
.
วรัณยา ถูกฟ้องเพิ่มในทั้งข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (ม.136) และข้อหาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (ม.138 ประกอบ ม.140) รวมเป็น 5 ข้อหา
.
คดีนี้ยังเป็นคดีที่ “ใบปอ” และ “บุ้ง” เนติพร ถูกเพิกถอนประกันในปี 2565 และประท้วงอดอาหารเป็นเวลา 64 วัน ก่อนได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาในปี 2566 “แบม” อรวรรณ ได้ถอนประกันตนเองพร้อมกับทานตะวันที่ขอถอนประกันในอีกคดีหนึ่ง เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาล และทวงคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง โดยประท้วงอดอาหารทิ้งสิ้น 53 วัน
.
ต่อมาในปี 2567 เนติพรถูกเพิกถอนประกันเป็นครั้งที่ 2 ได้ประท้วงอดอาหารและเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในวันที่ 14 พ.ค. 2567ภายหลังจากเสียชีวิตลงหลังจากถูกเพิกถอนประกันคดีนี้ ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกไป ทำให้เหลือจำเลย 7 คน
.
การสืบพยานในคดีนี้ใช้ระยะเวลาเกือบ 4 ปี นับตั้งแต่คดีถูกสั่งฟ้องต่อศาล โดยมีการสืบพยานไปทั้งสิ้น 15 นัด แบ่งเป็นสืบพยานฝ่ายโจทก์ 11 นัด และสืบพยานฝ่ายจำเลย 4 นัด
.
โดยสรุปแล้วฝ่ายโจทก์กล่าวหาว่า กลุ่มจำเลยมีเจตนานัดหมายมาทำกิจกรรมในพื้นที่ส่วนบุคคลของห้างสยามพารากอน โดยเพิกเฉยต่อคำเตือนและคำสั่งห้ามของพนักงานรักษาความปลอดภัยและจงใจเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังวังสระปทุม นำไปสู่ความวุ่นวาย บุกฝ่าแนวกั้นของตำรวจ ขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ควบคุมพื้นที่ และมีการด่าทอเจ้าหน้าที่ และมองว่าการกระทำของจำเลยมีเจตนาทางการเมืองมุ่งโจมตีสถาบันกษัตริย์โดยใช้โพล ซึ่งเป็นเจตนาแอบแฝงเพื่อก้าวล่วง ดูหมิ่น ด้อยค่าสถาบันกษัตริย์
.
ส่วนฝ่ายจำเลยมีข้อต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้รู้จักกันทั้งหมดมาก่อนและไม่ได้มีการนัดหมายไปทำกิจกรรมร่วมกัน และข้อความในกระดาษโพลแสดงความเห็น ไม่ได้มีการระบุชื่อหรือพระนามใด คำว่า ขบวนเสด็จ สามารถใช้ได้กับเจ้านาย พระสังฆราช รวมถึงกษัตริย์ต่างประเทศ และไม่มีข้อความดูหมิ่น ลดทอนศักดิ์ศรี
.
ฝ่ายจำเลยไม่ได้มีการยุยง หรือบังคับให้ประชาชนมาแสดงความเห็น การแสดงความเห็นเกิดจากผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมติดสติกเกอร์เอง การกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 และ 116 อีกทั้งเหตุการณ์วุ่นวายเกิดจากเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่มากอดรัดตัวทานตะวัน จนทำให้ประชาชนไม่พอใจ
.
ให้ประชาชนลงชื่อก่อนฟังคำพิพากษา ศาลยกฟ้อง มาตรา 112-116 เห็นว่าเป็นเพียงการตั้งคำถาม ไม่ใช่การหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย
.
วันนี้ (6 ก.ค. 2569) ที่ห้องพิจารณาคดี 503 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ก่อนเวลา 10.00 น. มีประชาชนและผู้ที่สนใจคดีมารออยู่หน้าห้องราว 10 คน ระหว่างนั้น มีเจ้าหน้าที่ศาลยืนอยู่หน้าห้องและถามประชาชนทุกรายว่า เป็นใคร เกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร หากไม่เกี่ยวข้องกับคดีต้องลงชื่อในใบลงทะเบียนที่ชั้น 2 และให้แลกบัตรประชาชนไว้ โดยระบุว่า เฉพาะคดีนี้เท่านั้น เพราะมีคนมาเยอะ เลยต้องจดชื่อไว้ก่อน
.
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้ประชาชนที่เดินขึ้นมายังห้องพิจารณาคดีแล้ว ต้องลงไปที่ชั้นสองอีกครั้งเพื่อเขียนชื่อตนเอง โดยในลงชื่อ “รายชื่อผู้มาติดต่อวันที่ 6 กรกฎาคม” มีช่องให้เขียนลำดับที่ และชื่อสกุล เจ้าหน้าที่จึงจะให้บัตรผู้ติดต่อราชการ จากการสอบถามประชาชนพบว่ามีบางส่วนถูกเก็บบัตรประชาชนไว้ แต่บางส่วนก็ไม่ถูกเก็บบัตรประชาชน
.
เมื่อถึงเวลาที่ศาลนัดหมาย ประชาชนหลายรายได้เข้ามานั่งในห้องพิจารณา ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ศาลทั้งชายและหญิงประมาณ 5 คนได้เดินเข้ามาในห้องพิจารณาและขานรายชื่อประชาชนที่ลงชื่อไว้และมอบบัตรผู้ติดต่อราชการเป็นบัตรที่ถ่ายเอกสารใส่กระดาษให้
.
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้พิพากษายังไม่ออกนั่งพิจารณาคดี ประชาชนต่างก็ทยอยเข้ามาในห้องพิจารณา จนล้นเต็มที่นั่ง นับรวมทั้งครอบครัว เพื่อน จำเลยทั้งหมด และเจ้าหน้าที่ มีประมาณ 60 คน โดยมีทั้งนักวิชาการ ได้แก่ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น นักการเมือง ได้แก่ ชัยธวัช ตุลาธน นักกิจกรรม เช่น อันนา อันนานนท์ พี่สาวของเนติพร รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม ได้แก่ iLaw และ ThumbRights
.
เวลา 10.23 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลชายได้พูดผ่านไมโครโฟนที่ตั้งอยู่ในคอกพยาน ระบุว่าขอให้มีการปรับผังที่นั่ง ขอให้จำเลยมานั่งด้านหน้า เนื่องจากท้ายการอ่านคำพิพากษาจะมีการอ่านรายงานกระบวนพิจารณาและจำเลยต้องยืนขึ้น หากจำเลยนั่งคนละแถวอาจทำให้ทุกคนต้องยื่นและจะเสียเวลา จากนั้นจำเลยทั้งหมด รวมถึงวรเวชที่ถูกเบิกตัวมาจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางได้เดินมานั่งแถวด้านหน้าสุด
.
เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยังแจ้งว่า หากจะไปเข้าห้องน้ำ หรือ ออกไปใช้โทรศัพท์มือถือ ก่อนออกจากห้องให้โค้งคำนับก่อนเป็นการแสดงความเคารพ ก่อนที่ประชาชนรายหนึ่งจะถามถึงเหตุผลการโค้งคำนับ เจ้าหน้าที่จึงตอบว่าหากไม่โค้งก็ได้แต่ขอให้ยืนขึ้น
.
เวลา 10.35 น. ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ธวัช สถิรเศรษฐ์ ออกนั่งพิจารณาพร้อมผู้พิพากษาหญิง ก่อนที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจะเรียกจำเลยในคดีนี้ ศาลกล่าวว่าจะขออ่านในส่วนพิเคราะห์คดี และเริ่มอ่านคำพิพากษาโดยสรุปใจความได้ดังนี้
.
ข้อหา “หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112 และ “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116
เห็นว่า มาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี” การพิจารณาความผิดดังกล่าว ผู้กระทำความผิดต้องกระทำความผิดครบองค์ประกอบ ตามคำนิยามของ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2544 ให้คำนิยามคำว่า
.
ดูหมิ่น หมายถึง แสดงกิริยาท่าทาง พูด หรือเขียน เป็นเชิงดูถูกว่ามีฐานะตํ่าต้อยหรือไม่ดีจริงไม่เก่งจริงเป็นต้น
หมิ่นประมาท หมายถึง แสดงกิริยาวาจาดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น หรือ เป็นฐานความผิดอาญา ที่ผู้กระทำใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ส่วนคำว่าอาฆาตมาดร้าย หมายถึง พยาบาทมุ่งจะทำร้ายให้ได้
.
ดังนั้นการจะผิดตามมาตรา 112 ต้องเป็นการด่า ใส่ร้ายป้ายสี กล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน ใช้สิทธิในการแสดงความเห็นหรือการแสดงออกเป็นปฏิปักษ์ โดยรัฐต้องคำนึงถึงหลักนิติรัฐนิติธรรมไม่ใช้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางการเมือง
.
พิจารณาการกระทำของจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) เป็นการกระทำเพียงตั้งประโยคคำถามเกี่ยวกับขบวนเสด็จโดยไม่ได้ระบุถึงบุคคลใด ไม่มีการเอ่ยถึงพระนาม จากการนำสืบจำเลยทั้งเจ็ดก็ไม่ได้มีการปราศรัยหรือแสดงประการอื่นใด จึงไม่ใช่การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 112
.
แม้จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) จะมีการแสดงออกทางสัญลักษณ์ด้วยการชู 3 นิ้ว แต่ก็เป็นการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพที่บุคคลสามารถกระทำได้ภายใต้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 อาจมีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
.
เมื่อการกระทำอยู่ในความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ และในทางนำสืบโจทก์ก็ไม่ได้ปรากฏความวุ่นวายถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักรหรือให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 116
.
ข้อหา “ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 368
ระหว่างการสืบพยานโจทก์ได้ส่งคลิปเหตุการณ์ มีความยาว 1 ชั่วโมง 28 นาที ตั้งแต่เริ่มกิจกรรมจนจบกิจกรรม โดยไม่มีคู่ความโต้แย้งหลักฐานชิ้นนี้ จึงนำคลิปเหตุการณ์มาประกอบการพิจารณา
.
จากคลิปเหตุการณ์ จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ออกจากห้างฯสยามพารากอนเดินถือป้ายมายังบริเวณห้างฯสยามดิสคัฟเวอรี่ มีพนักงานตำรวจนอกเครื่องแบบถามว่า “ไปไหน ไปไหน” และดันจำเลยทั้งสอง ในช่วงชุลมุน จำเลยทั้งสองได้เข้าไปในซอยและพบกับตำรวจ
.
จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้กล่าวกับตำรวจว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะเดินบนทางเท้า ตำรวจไม่มีสิทธิห้าม ก่อนที่จะเกิดการผลักดันขึ้น และ จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ได้ชูป้ายนอกรั้วก่อนที่ พ.ต.อ. พันษาจะดึงป้ายไป
.
ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 7 บัญญัติหามไม่ให้จัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป
.
การที่จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่าจะทำกิจกรรมที่ห้างฯสยามพารากอน และเมื่อถึงเวลานัดหมายก็มีบุคคลมารวมตัวกัน การรวมตัวดังกล่าวเป็นการชุมนุมตามนิยาม มาตรา 4 ที่ให้ความหมายว่า “การชุมนุมสาธารณะ” คือ การชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะเพื่อเรียกร้อง สนับสนุน คัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถ ร่วมการชุมนุมนั้นได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายด้วยหรือไม่
.
เมื่อเป็นการชุมนุมสาธารณะจึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 10 คือต้องมีการแจ้งการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่แจ้งการชุมนุมและเคลื่อนขบวนมาในรัศมี 150 เมตร ในที่ประทับของพระขนิษฐา จึงถือว่าการชุมนุมไม่ชอบตามมาตรา 14
.
ตำรวจมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ 150 เมตรจากพระบรมราชราชวัง ถ้าปล่อยให้ดำเนินต่อไปอาจเกิดความวุ่นวายรุนแรงหรืออาจมีมือที่สามที่ไม่ประสงค์ดีทำให้สถานการณ์รุนแรง คำสั่งเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทราบแต่ไม่ปฏิบัติตาม จึงมีความผิดในฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามมาตรา 368 ปรับคนละ 5,000 บาท
.
ข้อหา “ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ” ตามมาตรา 138
จากคลิปเหตุการณ์ พ.ต.อ. พันษาจะดึงแผ่นป้ายสำรวจความเห็นไป จำเลยที่ 8 (ณัฐกรณ์) ตะโกนถามว่า ทำแบบนี้ทำไม และเกิการผลักดันขึ้น จำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ได้เข้าไปห้ามและดึงตัวจำเลยที่ 6 (วรเวช) กับเยาวชนชื่อ ไอซ์
.
จำเลยที่ 5 (ฐากูร) ได้ยกมือขึ้นห้าม จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้เข้าโต้เถียงแต่ไม่ได้ร่วมผลักดัน จำเลยที่ 8 (ณัฐกรณ์) ได้จับรั้วหลังมีการหยิบรั้วมาตั้งใหม่แต่ไม่ได้ผลักดัน จากนั้นจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) และ จำเลยที่ 2 (ใบปอ) ได้มายืนขวางและกางแขนออกห้ามทั้งสองฝ่าย
.
เห็นว่า มีเพียงจำเลยที่ 6 (วรเวช) ร่วมผลักดันแนวรั้วกั้นของเจ้าพนักงานร่วมกับชายสวมเสื้อแขนยาวและเยาวชนชื่อไอซ์ แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องชายคนดังกล่าวด้วยจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 6 (วรเวช) ร่วมกับเยาวชนชื่อไอซ์ ผลักดันรั้ว วรเวชจึงมีผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ลงโทษจำคุก 3 เดือนและเพิ่มโทษ 1 ใน 3 (ลงโทษผู้กระทำความผิดซ้ำ หากผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก) เป็นจำคุก 4 เดือน
.
ข้อหา “ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 136 (มีเพียงวรัณยาถูกฟ้องในข้อหานี้)
จำเลยที่ 4 (วรัณยา) ได้พูดถ้อยคำว่า “...ไอเหี้ยเบอร์ 2 นั่นคือใคร มาอุ้มเด็กผู้หญิงได้ยังไง ถ้าพี่จับหนูจะไม่ว่าอะไร…” เห็นว่า มีที่มาจากการที่ พ.ต.ต.ชูชีพไม่ได้สวมเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าเป็นใคร และเข้ามากอดรัดจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) มือของ พ.ต.ต.ชูชีพโดนบริเวณหน้าอก เมื่อถูกจำเลยที่ 4 ถาม ก็หลบไปหลังแนวรั้วของตำรวจ พฤติกรรมน่าเชื่อว่า พ.ต.ต.ชูชีพทราบว่าการกระทำของตนนั้นเป็นอย่างไร
.
มีเหตุให้จำเลยสงสัยว่าอาจมีคนแอบแฝงเพื่อเข้ามาอุ้มตัวจำเลยที่ 1 (ทานตะวัน) คำกล่าวของจำเลยที่ 4 (วรัณยา) จะดูรุนแรงบ้าง แต่ก็ทำเพื่อปกป้องสิทธิของผู้อื่นและต้องการความรับผิดชอบ เป็นเหตุอันสงสัยได้ว่าจะมีบุคคลภายนอกเข้ามาสร้างสถานการณ์ การกระทำของจำเลยที่ 4 (วรัณยา) จึงไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
.
พิพากษา ยกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนในข้อหาหลักตามมาตรา 112 และมาตรา 116 ลงโทษปรับจำเลยทั้งหมด คนละ 5,000 บาท ในฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน และจำเลยที่ 6 (วรเวช) พิพากษาจำคุก 4 เดือน ในความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยไม่ได้นับโทษต่อกับคดีส่วนตัว
.
หลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ผู้พิพากษาได้สอบถามว่าในคดีนี้มีผู้ที่ถูกคุมขังหรือไม่ หากถูกคุมขังสามารถนำวันที่ถูกขังไปเปรียบเทียบกับค่าปรับ 5,000 บาทได้
.
ผู้คนที่มาร่วมฟังการพิจารณาคดีในห้องมาร่วมแสดงความยินดีกับจำเลยทั้ง 7 คน ขณะที่บางคนน้ำตาไหลออกมาด้วย วรเวชได้กล่าวขอบคุณทุกคนก่อนถูกนำกลับไปที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางเพื่อขังตามโทษในคดีส่วนตัว ส่วนจำเลยอีก 6 คนถูกตำรวจศาลไปยังห้องเวรชี้เพื่อเปรียบเทียบปรับ และเดินทางกลับบ้าน
.
.
่อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84376

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1433359788634487&set=a.656922399611567




เกิดเหตุปะทะกัน เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง กับ ตำรวจ บาดเจ็บ 2 ราย ขณะร้อง "สี จิ้นผิง" แก้ปัญหาทุนจีนทำเหมืองในเมียนมาปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ เครือข่ายฯ ได้นำข้อเรียกร้อง และ เตรียมสิ่งของเชิงสัญลักษณ์เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนขั้นวิกฤตมาให้

https://www.facebook.com/nationweekend/posts/1490601633097302

เนชั่นสุดสัปดาห์ NationWeekend 
10 hours ago
·
เดือด! เกิดเหตุปะทะกัน เครือข่ายประชาชนฯกับตำรวจ บาดเจ็บ 2 ราย ขณะร้อง "สี จิ้นผิง" แก้ปัญหาทุนจีนทำเหมืองในเมียนมาปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ
.
วันนี้ (6 กรกฎาคม) ที่บริเวณหน้าสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ อ.เมือง จะ.เชียงใหม่ เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง จำนวน 30 คน ถือป้ายผ้า ป้ายข้อความ และนำหนังสือเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เพื่อเรียกร้องให้ยุติปัญหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนักจากเหมืองแร่ของกลุ่มทุนจีนในประเทศเมียนมา แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังพร้อมแผงเหล็กมากั้น ทางกลุ่มจงต้องตั้งจุดเดินจากสวนบวกหาด อ้อมมาคูเมืองด้านในแทน โดยระหว่างขบวนเดินเข้ามา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดกั้นไว้และพยายามผลักดันออก จึงเกิดปะทะกัน จนเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ชุมนุม บาดเจ็บ 2 ราย 1 ในนั้นไล่หลุด จึงต้องเรียรถกู้ภัยมาผู้ป่วยไปรักษาพยาบาล ต่อจากน้นทางกลุ่มได้ทำ ลาบปลา จากแม่น้ำกกเพื่อแสดงสัญลักษณ์ และพร้อมแลงการณ์ และยื่นหนังสือก่อนแยกย้าย
.
แกนนำผุ้ชุมนุม เผยว่า ปัญหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนักจากเหมืองแร่ของกลุ่มทุนจีนในประเทศเมียนมา สารพิษดังกล่าวได้ไหลลงสู่แม่น้ำกก สาย รวก และโขง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนไทยนับล้านคน พื้นที่เกษตรกรรมกว่า 110,000 ไร่ได้รับความเสียหาย สัตว์น้ำปนเปื้อนสารตะกั่ว แคดเมียม และปรอท จนกระทรวงสาธารณสุขต้องออกคำเตือนให้งดบริโภค นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้าน การท่องเที่ยว และทำให้ชาวเชียงรายกว่า 120,000 คนต้องเสี่ยงกับการใช้น้ำประปาที่ปนเปื้อน ทางเครือข่ายฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลจีนแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหาด้วยการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายกับนักลงทุนจีนที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน พร้อมทั้งตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่ที่นำเข้าจากเมียนมาไปยังจีน นอกจากนี้ยังขอให้ทางการจีนร่วมลงพื้นที่กับตัวแทนประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบเหมืองแร่ต่างๆ ในเมียนมาให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากล และประกาศแผนการที่ชัดเจนผ่านกลไกความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง เพื่อยุติการทำลายสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูแหล่งน้ำ และเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน โดยหวังว่าทางการจีนจะพิสูจน์ความมุ่งมั่นนี้ด้วยการกระทำอย่างแท้จริง

ภาพ ธิติ วรรณมณฑา (Thiti Wannamontha)
.....

สิ่งที่เครือข่ายฯ นำมาสะท้อนปัญหา

นอกเหนือจากเอกสารแถลงการณ์แล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้เตรียมสิ่งของเชิงสัญลักษณ์เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนขั้นวิกฤต ได้แก่:

ตัวอย่างน้ำปนเปื้อน จากแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก

"ลาบปลาน้ำกก" เพื่อสื่อสารว่าสารพิษปนเปื้อนโลหะหนัก (โดยเฉพาะสารหนูจากเหมืองแร่และแรร์เอิร์ธในเขตรัฐฉาน เมียนมา) ได้ทำลายความมั่นคงทางอาหาร อาชีพ และสุขภาวะของประชาชนคนไทยทางภาคเหนือนับแสนคนที่ต้องใช้น้ำประปา

ข้อเรียกร้อง 4 ประการถึง "สี จิ้นผิง"

ทางกลุ่มผู้ชุมนุมระบุว่า แม้ทางการจีนจะเคยระบุว่าให้บริษัทจีนปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ แต่ในทางปฏิบัติ พื้นที่เหมืองในเมียนมาอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังชาติพันธุ์ ทำให้กฎหมายปกติบังคับใช้ไม่ได้ จึงต้องการให้รัฐบาลจีนใช้มาตรการเชิงรุก ดังนี้:
  1. กำกับดูแลเข้มงวด: ตรวจสอบและลงโทษนักลงทุนหรือวิสาหกิจจีนที่สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อมในต่างแดนอย่างจริงจัง
  2. ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): ตรวจสอบที่มาของแร่ที่นำเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของจีน ว่ามาจากเหมืองเถื่อนที่ปล่อยสารพิษลงแม่น้ำสายหลักเหล่านี้หรือไม่
  3. ลงพื้นที่ร่วมฟื้นฟู: ให้ส่งตัวแทนรัฐบาลจีนลงพื้นที่พบปะประชาชนไทยที่ได้รับผลกระทบ เพื่อวางแผนฟื้นฟูลำน้ำร่วมกัน
  4. ตั้งคณะกรรมการร่วม: เปิดให้มีการเข้าไปตรวจสอบพื้นที่เหมืองแร่ในเมียนมาโดยคณะทำงานจากหลายฝ่าย และเปิดเผยผลสู่สาธารณะ
ขณะเดียวกัน ในวันเดียวกันนี้มีรายงานว่าทางสถานกงสุลจีนเชียงใหม่ได้ปิดทำการชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ในขณะที่ฟากการเมืองไทยเริ่มมีการขยับ โดยคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา (สว.) ได้ออกแถลงการณ์จดหมายเปิดผนึกจี้ให้รัฐบาลไทยเร่งเจรจาทางการทูตและชนกับกลุ่มทุนจีนในกรณีมลพิษข้ามพรมแดนนี้อย่างตรงไปตรงมาแล้วครับ

(Gemini ช่วยรวบรวม)



กลุ่มผู้ใช้น้ำเชียงรายร้อง! จี้แก้ปมสารโลหะหนักเหมืองจีนทำแม่น้ำกก-โขงปนเปื้อน จังหวะชุลมุนปะทะตำรวจ ส่งผลให้มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บ 2 ราย หวังฝ่าวงล้อมเข้าไปยื่นหนังสือให้สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำเชียงใหม่


https://www.facebook.com/reel/2978847455797601
.....



ข่าวCrown
3 hours ago
·
“บุคคลมีสิทธิที่จะดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ อนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิต”

สิทธิดังกล่าวเคยถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550 ก่อนจะถูกตัดออกจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งร่างขึ้นในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.

ภาพความบัดซบของรัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกจาก คสช. ซึ่งถูกเขียนขึ้นโดยผู้มีอำนาจ กำลังถูกฉายซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า และกรณีแม่น้ำกกกับผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดน คือภาพล่าสุดที่ชัดเจนที่สุด

ชาวบ้านลุ่มแม่น้ำกกไม่ได้เพิ่งเผชิญปัญหานี้ หากต้องอยู่กับความโหดร้ายที่กัดกินชีวิตของพวกเขามานานนับปี การปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักจากอุตสาหกรรมหรือเหมืองแร่ข้ามพรมแดน ได้เปลี่ยนแม่น้ำซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ของชุมชนให้กลายเป็นสายน้ำที่เต็มไปด้วยมลพิษ ประชาชนยังจำเป็นต้องใช้น้ำปนเปื้อนในการเกษตร สัตว์น้ำล้มตาย และที่ร้ายแรงที่สุดคือผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งชาวบ้านต้องเผชิญกับโรคภัยและความเจ็บป่วยเรื้อรัง ทั้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ชาวบ้านต่อสู้ด้วยกำลังเท่าที่ตนมี เดินสายยื่นหนังสือ เรียกร้อง และร้องทุกข์ต่อหน่วยงานรัฐมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความว่างเปล่า การเพิกเฉย และการปัดความรับผิดชอบไปมา

นี่คือความฉิบหายของการหายไปของสิทธิทางสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งส่งผลร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้รับรองไว้อย่างชัดเจนว่าประชาชนมี “สิทธิ” ที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย ประชาชนก็สูญเสียอาวุธทางกฎหมายที่ทรงพลังที่สุดไป

เมื่อกลไกกฎหมายภายในประเทศพึ่งพาไม่ได้ และรัฐธรรมนูญไม่ได้ยืนยันว่าประชาชนคือผู้ทรงสิทธิที่รัฐต้องคุ้มครองอย่างเร่งด่วน ฟางเส้นสุดท้ายของชาวบ้านจึงเหลือเพียงการยกระดับข้อเรียกร้องไปยังตัวแทนระหว่างประเทศ หรือสถานกงสุล เพื่อสร้างแรงกดดันทางการทูตไปยังต้นตอของมลพิษ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือภาพสะท้อนที่เหี้ยสัส ระยำหมาที่สุดของระบบ แทนที่รัฐจะทำหน้าที่ปกป้องประชาชนซึ่งกำลังถูกละเมิดสิทธิในการมีชีวิตรอด เจ้าหน้าที่รัฐกลับเลือกใช้ความรุนแรงเข้าสลายและปราบปราม ทำร้ายร่างกายประชาชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ผู้เขียนไม่รู้ว่าคนไทยจะต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้อีกครั้ง และวันข้างหน้าจะเป็นใคร ถ้าเรายังไม่มีรัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิพวกเรา

ผู้เขียนเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคน มีสิทธิในรัฐธรรมนูญอย่างที่ควรจะเป็นนะคะ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122133715653142633&set=a.122094231249142633
.....


Chamnan Chanruang
11 hours ago
·
ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงปะทะกันจนแขนหักหน้าสยามทีวีซึ่งไม่ได้เป็นส่วนใดของกงสุลจีนเลย ถ้าเป็นหน้าประตูกงสุล อาจจะพอเข้าใจได้ว่ามีความพยายามบุกรุก ความจริงตำรวจไม่ควรทำอะไรเลย นอกจากเปิดทางจราจรหนึ่งเลน

I don’t understand why there was a clash that resulted in a demonstrator’s arm being broken in front of Siam TV, which isn’t part of the Chinese Consulate at all. If it had happened at the entrance to the consulate, it might be understandable that there was an attempt to breach the premises. In reality, the police shouldn’t have done anything except keep one lane open for traffic.

หมายเหตุ - มีผู้สื่อข่าว ตปท.ถามมาก็เลยแปลเสียเลยน่ะครับ

 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=27777159551901108&set=a.307201989323568



แม่น้ำเป็นพิษ: ใครที่ยังไม่เข้าใจปัญหา​ ลองฟังอภิปรายนี้ครับ​ จะเห็นภาพทั้งหมดชัดเจน​


https://www.facebook.com/reel/1356452383059704

Phattarapong Leelaphat - ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ 
June 30
·
ตอนที่​ 1 แม่น้ำเป็นพิษ: ใครที่ยังไม่เข้าใจปัญหา​ ลองฟังอภิปรายนี้ครับ​ จะเห็นภาพทั้งหมดชัดเจน​ ปัญหาตอนนี้-ไทยเป็นทางผ่านของแร่พิษ-การต่างประเทศแก้ต้นตอ
#มลพิษทางน้ำข้ามแดน
#ภัทรพงษ์ลีลาภัทร์
#พรรคประชาชน #เชียงใหม่
#หางดง #สันป่าตอง



วงจรอุบาทว์ของฟันเฟืองที่ไร้ชีวิต: เมื่อระบบราชการไทยกลายเป็นพื้นที่อันตรายตามคำเตือนของ Hannah Arendt


กนก วงษ์ตระหง่าน (Kanok Wongtrangan)
18 hours ago
·
วงจรอุบาทว์ของฟันเฟืองที่ไร้ชีวิต: เมื่อระบบราชการไทยกลายเป็นพื้นที่อันตรายตามคำเตือนของ Hannah Arendt

เมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) นักปรัชญาการเมืองผู้รอดชีวิตจากนาซี ได้ฝากบทเรียนราคาแพงไว้ให้โลกผ่านแนวคิด "ความธรรมดาสามัญของความชั่วร้าย" (The Banality of Evil) เธอชี้ให้เห็นว่า หายนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติไม่ได้เกิดจากปีศาจกระหายเลือดที่ไหน แต่เกิดจาก "คนธรรมดา" ที่ขยันขันแข็งในหน้าที่ ทว่าปฏิเสธที่จะหยุดคิด ปฏิเสธที่จะตั้งคำถาม และก้มหน้าทำตามกฎเกณฑ์ของระบบไปโดยปริยาย

เมื่อหันมองลึกลงไปในเนื้อในของ ระบบราชการไทย เราจะพบว่าโรคร้ายที่อาเรนต์เคยเตือนไว้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กำลังลุกลามและฝังรากลึกในรูปของ “วัฒนธรรมเชื่องซื่อ” ที่กัดกินมโนสำนึกของข้าราชการไทยอย่างเงียบเชียบ

ถอดรหัสคำเตือนของ Arendt ผ่านบทเรียนจริงในสังคมไทย

ระบบราชการไทยถูกออกแบบบนฐานคิดของอำนาจนิยมและการรวมศูนย์ วัฒนธรรมที่เชิดชูการปฏิบัติตามคำสั่งและเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ได้เปลี่ยน "มนุษย์ผู้มีมโนสำนึก" ให้กลายเป็นเพียง "ฟันเฟืองที่ไร้ชีวิต"

ความน่ากลัวของการไม่ตั้งคำถามและสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์จริงในโครงสร้างราชการไทยที่พวกเราทุกคนรับรู้ร่วมกัน:

- มหากาพย์การทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วย: บ่อยครั้งที่มีการเปิดโปงขบวนการโกงข้อสอบหรือซื้อขายตำแหน่งครู ทว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่าตัวการทุจริต คือบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการและกรรมการคุมสอบในระบบ ที่มองเห็นความผิดปกติ หรือรับรู้กระบวนการที่ไม่ชอบมาพากล แต่เลือกที่จะ "เงียบ" และทำหน้าที่คุมสอบหรือตรวจคะแนนต่อไปตามระเบียบ โดยไม่ตั้งคำถามหรือทักท้วง เพราะคิดเพียงว่าเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การไม่ตั้งคำถามนี้ได้ทำลายระบบการศึกษาและเหยียบย่ำความฝันของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจสอบด้วยความสุจริต

- มหกรรมจับกุมยาเสพติดรายย่อยที่ตัดไม่ถึงต้นตอ: ในสมรภูมิการปราบปรามยาเสพติด เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจำนวนมากมุ่งเน้นไปที่การทำยอดจับกุมผู้เสพและผู้ค้ารายย่อยในชุมชนเพื่อให้สอดรับกับตัวชี้วัด (KPI) ของหน่วยงาน ทุกคนก้มหน้าก้มตาทำตามแผนปฏิบัติการ โดยปฏิเสธที่จะตั้งคำถามลึกซึ้งว่า เหตุใดวงจรนี้จึงไม่เคยหมดไป และเหตุใดมาตรการเหล่านั้นจึงไม่เคยสาวไปถึงตัวการใหญ่หรือกลุ่มทุนผู้อยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง การทำงานตามหน้าที่โดยไร้การคิดเชิงวิพากษ์เช่นนี้ ทำให้ปัญหาถูกซุกไว้ใต้พรมและหล่อเลี้ยงโครงสร้างอาชญากรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน

- การของบประมาณสร้างถนนในท้องถิ่นที่ไม่ตอบโจทย์ความยากจน: ในระดับท้องถิ่น เรามักเห็นการอนุมัติโครงการก่อสร้างถนนหนทางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าราชการในส่วนงานโยธาหรือนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ต่างก้มหน้าเซ็นอนุมัติและเขียนโครงการไปตามงวดงบประมาณประจำปี โดยไม่มีใครหยุดคิดหรือตั้งคำถามว่า ถนนคอนกรีตเหล่านั้นช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตหรือแก้ปัญหาความยากจนที่เป็นรากเหง้าของชาวบ้านได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการผลาญงบประมาณให้หมดไปตามระเบียบราชการที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมาในพื้นที่เท่านั้น

- นี่คือความอันตรายที่แท้จริง: เมื่อการไม่ตั้งคำถามกลายเป็นเกราะกำบังความรับผิดชอบ ข้าราชการไทยจึงสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างที่สูบฉีดความอยุติธรรมหรือละเลยความเดือดร้อนของประชาชนได้โดยไม่รู้สึกผิด เพราะพวกเขารู้สึกว่าตนเองเป็นเพียง "ผู้ทำตามขั้นตอน" ไม่ใช่ "ผู้กระทำความผิด"

- ทางออกจากความมืดบอด: กู้คืนความเป็นมนุษย์ในระบบราชการ หากเราปรารถนาจะเห็นระบบราชการไทยที่โปร่งใสและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การปฏิรูปโครงสร้างทางกายภาพหรือการเพิ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ข้าราชการยุคใหม่จำเป็นต้องมี "ทางออกเชิงอุดมคติและแนวปฏิบัติ" ดังนี้:
1. เปลี่ยนนิยามของ "ความจงรักภักดี" (Redefining Loyalty)
ข้าราชการต้องตระหนักว่า เงินเดือนและอำนาจหน้าที่ของตนมาจากภาษีของประชาชน "ความภักดีที่แท้จริงต้องมอบให้แก่หลักการความถูกต้องและประชาชน ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา" เมื่อคำสั่งขัดต่อมโนสำนึกและประโยชน์สุขของราษฎร การตั้งคำถามและการทัดทานไม่ใช่การกระด้างกระเดื่อง แต่คือหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของข้าราชการ

2. กล้าที่จะหยุดคิด (The Courage to Pause and Think)
ก่อนที่จะจรดปากกาเซ็นอนุมัติ หรือลงมือปฏิบัติภารกิจใดๆ ข้าราชการต้องกล้าที่จะ "หยุด" เพื่อไตร่ตรองตามหลักการของอาเรนต์ ว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นสร้างความเดือดร้อนให้ใครหรือไม่ ต้องไม่ปล่อยให้ความคุ้นชินและกฎระเบียบที่ล้าหลังมาอยู่เหนือความถูกผิดขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

3. ยึดมั่นในกลไกการตรวจสอบและความยุติธรรม (Commitment to Accountability and Justice)
ข้าราชการต้องไม่ทำตัวเป็นแดนสนธยาที่ปกป้องพวกพ้อง แต่ต้องพร้อมเปิดรับและสนับสนุนระบบการตรวจสอบที่โปร่งใส (Accountability) ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร เมื่อพบเห็นสิ่งไม่ชอบมาพากล ต้องกล้าที่จะส่งเสียงผ่านกลไกตรวจสอบที่เป็นธรรม และร่วมกันสร้างมาตรฐานความยุติธรรมที่ไม่ยอมทนต่อการทุจริตหรือการทำร้ายประชาชนในทุกรูปแบบ เพื่อให้ระบบราชการเป็นที่พึ่งของสังคมอย่างแท้จริง

บทสรุปสุดท้าย
กระบวนการคิดและตั้งคำถามอาจเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อยและสร้างความอึดอัดใจในระบบราชการ แต่มันคือสิ่งเดียวที่แยกแยะมนุษย์ออกจากฟันเฟืองจักรกล

“เพราะความล่มสลายของสังคมไม่ได้เริ่มขึ้นเมื่อคำสั่งของผู้นำไร้มนุษยธรรม แต่เริ่มขึ้นเมื่อผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง...เลือกที่จะโยนมนุษยธรรมทิ้งไป แล้วอ้างว่าตนเพียงแค่ทำตามหน้าที่”

คำเตือนของ ฮันนาห์ อาเรนต์ สะท้อนชัดในระบบราชการไทยในวันนี้ว่า ฟันเฟืองที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่ฟันเฟืองที่ขึ้นสนิมจนใช้งานไม่ได้ แต่คือฟันเฟืองที่ยังคงหมุนไปตามระบบอย่างขยันขันแข็ง โดยไม่เคยหยุดถามเลยว่า...พวกมันกำลังบดขยี้ชีวิตของประชาชนอยู่หรือไม่ ถึงเวลาแล้วที่ข้าราชการไทยต้องร่วมกันทำลายวัฒนธรรมแห่งการนิ่งเฉย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

(6กค.2569)

#การนิ่งเฉยของข้าราชการคือภัยอันตรายต่อประเทศ
#ความหายนะของระบบราชการ
#กนกวงษ์ตระหง่าน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1474112164517880&set=a.500401755222264




นิด้าโพล ถ้ามองตามความจริงการเมืองไทย เก้าอี้ "หนู" (อนุทิน) สะเทือนจริงหรือ?


Aphichat Kanthasopaposted to🕊️People's Party
6 hours ago
·
#คนไทยก็แบบนี้ละแต่พอให้เลือกจริงๆก็รับ​กาให้พวกมันอยุ่ดี.ทั้งๆรู้แก่ใจว่าพวกมันเข้าไปเอาเงินคืนแน่นอน
.....

ความจริงการเมืองไทย: เก้าอี้ "หนู" (อนุทิน) สะเทือนจริงหรือ?

คำพาดหัวที่ว่าเก้าอี้ของ "หนู - อนุทิน ชาญวีรกูล" หรือพรรคภูมิใจไทยจะสะเทือนนั้น หากดูตาม "ความเป็นจริงการเมืองไทย" อาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด ด้วยเหตุผลโครงสร้างอำนาจที่ต่างกันสิ้นเชิง:

ฐานเสียง "กระแส" ปะทะ "กระสุน" (ระบบอุปถัมภ์): พรรคประชาชน (เท้ง) โตด้วย "กระแส" บนโลกออนไลน์และคนเมือง แต่อุปนิสัยคนไทยในต่างจังหวัดจำนวนมากยังผูกพันกับ "ระบบอุปถัมภ์" และโครงสร้างบ้านใหญ่ ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย การที่คนตอบโพลว่าชอบเท้ง ไม่ได้หมายความว่าเครือข่ายหัวคะแนนและบารมีท้องถิ่นของภูมิใจไทยในต่างจังหวัดจะล่มสลายลงง่าย ๆ

ภูมิใจไทยคือ "พรรคสถาบันการเมืองแบบไทยแท้": เน้นนโยบายที่จับต้องได้ในพื้นที่และการดูแลเครือข่ายอย่างเหนียวแน่น ในการเลือกตั้งจริง พรรคประเภทนี้มักจะได้ที่นั่ง ส.ส. เขตเป็นกอบเป็นกำ แม้คะแนนนิยมในโพลระดับชาติ (Party List) จะดูน้อยกว่าก็ตาม ดังนั้น เก้าอี้ของอนุทินในแง่จำนวน ส.ส. จึงมีเกราะกำบังที่ค่อนข้างหนาแน่น
ความท้าทายของ "เท้ง ณัฐพงษ์" ที่โพลไม่ได้บอก

หากจะเป็นจริงในทางปฏิบัติ พรรคประชาชนและเท้ง ณัฐพงษ์ ต้องข้ามผ่านความจริงการเมืองไทยอีกหลายด่าน:

การยอมรับจาก "พลังเงียบ" และกลุ่มอนุรักษ์นิยม: แม้คนรุ่นใหม่และกลุ่มเสรีนิยมจะเทใจให้ แต่โจทย์ใหญ่คืออุปนิสัยของคนไทยกลุ่มใหญ่ที่ยังรักความสงบ กลัวความขัดแย้งรุนแรง และยังกังขาในเรื่องจุดยืนทางโครงสร้างของพรรคประชาชน

กลไกอำนาจรัฐและกติกา (Establishment): ต่อให้ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง ความจริงการเมืองไทยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า การจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกลไกของรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และการต่อรองของกลุ่มชนชั้นนำ (Elite) ที่เป็นกำแพงสูงอยู่
บทสรุป: เป็นจริงได้ในแง่ "กระแส" แต่ "ของจริง" ต้องดูกันยาว ๆ

ถ้าถามว่าเป็นจริงไหม? ผลโพลนี้ เป็นจริงในแง่ของ "อารมณ์ร่วมของสังคม ณ ปัจจุบัน" ที่สะท้อนว่าคนไทยสติถิเริ่มหมดความอดทนกับโครงสร้างเดิม ๆ

แต่ถ้าจะเปลี่ยนกระแสโพลให้กลายเป็นการนั่งเก้าอี้นายกฯ จริง ๆ พรรคประชาชนยังต้องสู้กับ "อุปนิสัยคนไทยที่ผูกติดกับระบบอุปถัมภ์" และ "โครงสร้างอำนาจที่แข็งแกร่งของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและบ้านใหญ่" ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่าการชนะโพลหลายเท่านักครับ




ถ้าบาโลกุน ยิงประตูชัยให้อเมริกาเข้ารอบ ชนะเบลเยี่ยม 1-0 ความเดือดดาลของทั้งโลกที่มีต่อความเอียงของฟีฟ่าในครั้งนี้ จะรุนแรงขนาดไหน ทางออกที่สวยงามคือ ทีมสหรัฐฯ ไม่ควรส่งชื่อเขาลงแข่งในเกมวันจันทร์นี้


วิเคราะห์บอลจริงจัง

7 hours ago
·
เคสของโฟลาริน บาโลกุน ที่จากจะโดนแบน เหลือแค่รอลงอาญา ถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกเลยทีเดียว

และนั่นทำให้เกิดกระแสโจมตีฟีฟ่าอย่างดุเดือด ว่าตัวเองเป็นคนคุมกฎซะเอง แต่ไม่เคารพกฎนั้น นี่มันพิลึกจนไม่รู้จะพิลึกยังไงแล้ว

ย้อนกลับไปในเกมฟุตบอลโลกรอบ 32 ทีมสุดท้าย ที่อเมริกา พบกับบอสเนีย บาโลกุนยิงช่วยให้อเมริกาขึ้นนำ 1-0

แต่ในครึ่งหลัง มีจังหวะที่บาโลกุน ปะทะกับ ทาริก มูฮาเรโมวิช กองหลังบอสเนีย จังหวะที่บาโลกุนจะปักหลักยืน เท้าขวาของเขาไปยืนบนข้อเท้าของมูฮาเรโมวิชพอดี

ถามว่าตั้งใจทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพไหม ก็คงไม่ แต่เมื่อมาย้อนดู VAR ภายหลัง ก็ต้องยอมรับว่าเป็นภาพที่รุนแรงเหมือนกัน มีโอกาสทำให้ข้อเท้าหักได้ แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม

ผู้ตัดสินควักใบแดงไล่บาโลกุน ออกจากสนาม ในเรื่องนี้ก็มองได้สองมุม บางคนก็บอกว่า สมควรแล้วนะ แต่บางคน เช่น มาร์ก แคลตเท่นเบิร์ก อดีตผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีกบอกว่า "บาโลกุนแค่จะเอาเท้าลง แต่มันดันไปเหยียบข้อเท้าของคู่แข่งที่มาขวางในจังหวะนั้นพอดี ช็อตนี้ ไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีความแรงมากพอ ที่จะเป็นใบแดงได้"

เกรแฮม สกอตต์ อดีตผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีกอีกคน ก็บอกว่า น่าจะเป็นใบเหลืองมากกว่า จริงๆ ก็ไม่ต่างจากจังหวะที่เมสซี่ ไม่โดนใบแดงในเกมกับแอลจีเรีย คือดูภาพช้ามันแรงมาก แต่ในจังหวะเกมที่รวดเร็ว ดูรู้ว่าบาโลกุนไม่ได้ตั้งใจฟาวล์

แต่เมื่อกรรมการตัดสินใจควักใบแดงแล้ว ก็ต้องยอมรับตามนั้น อเมริกาเล่นในช่วงเวลาที่เหลือ แบบ 10 คน แต่ก็ยังแกร่งพอที่จะชนะบอสเนียได้ 2-0 เข้ารอบ 16 ทีมไปเจอกับเบลเยี่ยมต่อไป

แน่นอน เรื่องการเถียงกันว่า ควรแดงไหม? ก็แลกเปลี่ยนความคิดกันไป แต่ในเมื่อเกมจบแล้ว ทุกคนก็ต้องยอมรับความจริง ว่าบาโลกุน จะโดนแบน 1 เกม โทษฐานใบแดงโดยตรง แต่ถ้าอเมริกาชนะเบลเยี่ยมได้ เขาก็จะคัมแบ็กกลับมาในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

เอาจริงๆ ถ้าเรื่องนี้ ถูกปล่อยผ่านไปเลย ก็คงจบแล้ว อเมริกาก็ไปวางแผนว่าจะใช้ใครลงแทน มันก็ไม่น่าจะมีดราม่าอะไร

ที่บาโลกุนจะโดนแบนมันก็ช่วยไม่ได้ ก็เขาโดนใบแดงจริงๆ ในโลกนี้มีคนไม่น่าโดนแดงยิ่งกว่านี้อีกหลายเคส แต่ทุกคนก็ยอมรับสภาพกันแต่โดยดี

แต่แล้ว ฟีฟ่ากลับตัดสินใจเรื่องน่าเหลือเชื่อขึ้น คือ แทนที่จะแบน 1 นัด แต่เปลี่ยนมาเป็น รอลงอาญา 1 ปี แทน

อธิบายคือ บาโลกุนจะยังไม่โดนแบนในเกมเจอเบลเยี่ยม แต่อนาคตในรอบ 1 ปี ถ้าเขาทำความผิดร้ายแรงในลักษณะเดียวกัน ก็จะแปลว่าตั้งใจ โทษแบน 1 นัดนี้จะกลับมา แล้วบวกเพิ่มไปกับโทษแบนของใหม่

สรุป คือรอลงอาญาไว้ แต่ยังไม่มีบทลงโทษจริง แปลง่ายๆ ว่า ใบแดงที่เกิดขึ้นในเกมกับบอสเนีย อาจจะไม่โดนแบนอะไรเลยก็ได้ (ถ้าบาโลกุน ไม่ทำฟาวล์แบบเดิมอีกครั้งใน 1 ปี)

ถามว่าฟีฟ่าทำได้ไหม คำตอบคือทำได้ เพราะคณะกรรมการตุลาการของฟีฟ่า จะมีอำนาจพิเศษ ในข้อที่ 27 ระบุว่า สามารถระงับโทษแบนให้แก่ใครก็ได้ตามแต่ดุลยพินิจ

มันเป็นอำนาจที่มีบันทึกไว้ในหน้ากระดาษ แต่ถามว่าควรจะใช้ไหม? คำตอบคือ ไม่ควร เพราะทุกคนเข้าใจตรงกันแล้วว่าโดนใบแดง = แบนอัตโนมัติ 1 นัด

การที่คุณต้องเคารพคำตัดสิน และปล่อยให้ทุกอย่างจบตรงนั้น นี่คือกฎศักดิ์สิทธิ์ของโลกฟุตบอล แต่วันนี้ฟีฟ่ากลับก้าวข้ามเส้นนั้น ด้วยการเอาใจสหรัฐอเมริกา

เมื่อฟีฟ่าประกาศไม่แบนบาโลกุน ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาโพสต์ผ่าน Truth Social ทันทีว่า "ขอบคุณฟีฟ่า ที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และแก้ไขความอยุติธรรมครั้งใหญ่"

มีการเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนหลายแห่ง ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะมีการล็อบบี้ส่วนตัวกับจานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า เพื่อใช้พาวเวอร์กดดันให้บาโลกุนไม่ต้องโดนแบนในเกมสำคัญกับเบลเยี่ยม รวมถึงอเมริกาจะได้มีโอกาสชนะมากขึ้นในเกม 90 นาที แต่นี่ก็เป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น ยังไม่รู้ว่ามีมูลความจริงแค่ไหน

สำหรับกฎรอลงอาญา ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟีฟ่าหยิบมาใช้ ก่อนหน้านี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไปชักศอกใส่ดารา โอเช นักเตะไอร์แลนด์ ในรอบเพลย์ออฟฟุตบอลโลก แปลว่าโรนัลโด้ต้องโดนแบน 3 นัด

คือ 1-เจออาร์เมเนีย ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกนัดสุดท้าย 2-ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนัดแรกที่เจอกับดีอาร์ คองโก และ 3-ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เจอกับอุซเบกิสถาน

ปรากฏว่า ฟีฟ่าแบนโรนัลโด้แค่ 1 เกมแรก กับอาร์เมเนีย แต่อีก 2 เกมที่จะเจอกับดีอาร์ คองโก และ อุซเบกิสถาน ให้รอลงอาญาไว้

ดูก็รู้ว่าเจตนาของฟีฟ่า คืออยากให้โรนัลโด้ นักเตะที่เป็นแม่เหล็ก ได้ลงเล่นในฟุตบอลโลกแบบเต็มๆ โดยไม่โดนแบน

ตอนโรนัลโด้ ได้รับการรอลงอาญา ก็จะมีแฟนๆ ดีอาร์ คองโก กับ อุซเบฯ ออกมาบ่น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะพวกเขาเป็นชาติเล็กๆ ไม่ได้มีปากเสียงใดๆ ในเวทีโลกอยู่แล้ว โรนัลโด้ก็ได้ลงเล่นปกติ แล้วก็ยิงใส่อุซเบฯ ไปสองลูกด้วย

แล้วอีกอย่าง โรนัลโด้โดนแบนจากรอบคัดเลือก แต่ในรอบสุดท้ายเล่นได้ ก็ยังดูพอรับได้ ไม่น่าเกลียด

แต่กับเคสของบาโลกุน โดนแดงในรอบ 32 ทีมสุดท้าย แต่จะอนุญาตให้ลงเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายทันที มันก็เกินไป เหมือนว่าคุณไม่เคารพดุลยพินิจของผู้ตัดสินหน้างานเลยด้วยซ้ำ

เบลเยี่ยมเป็นชาติที่โดนแจ๊กพอตเต็มๆ ตอนแรกพวกเขาซ้อมแผนที่ไม่ต้องรับมือบาโลกุนไปแล้ว แต่อยู่ๆ ก็ต้องเปลี่ยนแท็กติกกันใหม่ ก่อนแข่งแค่ไม่กี่วัน

รูดี้ การ์เซีย ผู้จัดการทีมชาติเบลเยี่ยมออกมาด่าฟีฟ่า แบบไม่ไว้หน้า โดยบอกว่า "ผมไม่คิดว่าวันนี้เป็นวันที่ 5 กรกฎาคมหรอกนะ แต่เป็นวันที่ 1 เมษายนต่างหาก เพราะมันคือ April Fool's ชัดๆ"

เบลเยี่ยมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการใช้กฎรอลงอาญา รูดี้ การ์เซียบอกว่า "ที่เราทำอยู่ เราไม่ได้ปกป้องทีมชาติ หรือสหพันธ์ฟุตบอลของเรา แต่เราปกป้องวงการฟุตบอลทั้งหมดเลย"

ขณะที่สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ก็ออกมาด่าฟีฟ่ายับเหมือนกัน โดยบอกว่า "โทษแบน 1 นัดหลังได้รับใบแดง มันไม่ใช่เรื่องที่จะใช้ดุลยพินิจได้ แต่เป็นหลักพื้นฐานที่กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน"

"ถ้าผู้รักษากฎ ไม่สามารถรับประกันได้ว่า กฎที่มีอยู่จะถูกใช้ ความน่าเชื่อถือในกติกา และในการแข่งขันก็จะถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง"

ไม่ใช่แค่ยูฟ่าที่ไม่พอใจ แต่โซนอเมริกาใต้ก็คงไม่แฮปปี้นัก เพราะผู้ตัดสินที่ควักใบแดงไล่ออก คือ ราฟาเอล เคลาส์ จากบราซิล ถ้าฟีฟ่ารอลงอาญาแบบนี้ แปลว่า มีข้อสงสัยในการตัดสินของกรรมการจากอเมริกาใต้งั้นหรือ?

อย่างไรก็ตาม แม้ใครจะประท้วงอะไรก็ช่าง แต่ฟีฟ่ามีอำนาจพิเศษในมือ ที่จะปรับเปลี่ยน แก้ไขอะไรก็ได้ลงไปตามใจชอบ เพราะนี่คือรายการที่ฟีฟ่าเป็นผู้จัดสูงสุดนั่นเอง

พวกเขาไม่อธิบาย ไม่ให้เหตุผลอะไรด้วยซ้ำ ใครจะประท้วงก็ตีหน้ามึนใส่ ถ้าคุณไม่พอใจก็ไม่ต้องแข่งแค่นั้น

มีการวิเคราะห์ว่า ฟีฟ่าทำแบบนี้ทำไม? หลายคนมองว่า อินฟานติโน่ อาจจะอยากเอาใจทรัมป์ และคนสหรัฐฯ เพื่อที่ฟุตบอลจะสามารถเปิดตลาดในแผ่นดินอเมริกาได้อย่างแข็งแรงในอนาคต รวมถึงมีแผนหว่านล้อมให้อเมริกา กลับมาเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกอีกครั้งในปี 2038 ด้วย

สำหรับเรื่องนี้ ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรครับ ฟีฟ่าพยายามแหกกฎของตัวเอง เพื่อช่วยเหลืออเมริกา ให้ไม่เสียตัวหลักก่อนเจอเบลเยี่ยมนั่นเอง

แต่หนึ่งเรื่องที่ฟีฟ่าควรรู้ไว้ คือนับตั้งแต่กฎใบเหลือง-ใบแดง ถูกนำมาใช้ในฟุตบอลโลก 1970 นับจากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน นักเตะทุกคนที่โดนใบแดงโดยตรง จะโดนแบนในนัดต่อไปเสมอ ไม่เคยมีใครรอดจากกฎนี้ได้เลย ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

แต่บาโลกุน จะเป็นคนแรก ที่ไม่โดนแบน และช่างบังเอิญ ที่เขาดันเป็นคีย์แมนของสหรัฐอเมริกาชาติเจ้าภาพพอดี

จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ในระยะยาว มันไม่ดีกับใครเลย แม้แต่กับตัวสหรัฐอเมริกาเอง ที่อาจจะโดนมองว่า ใช้อำนาจการเมืองนอกสนามล็อบบี้ฟีฟ่าได้สำเร็จ

สำหรับฟีฟ่า กับเรื่องนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาแย่ลงมากๆ อุตส่าห์จัดบอลโลกมาได้ดี จนเกือบจะจบอยู่แล้วแท้ๆ

ฟีฟ่าในฐานะผู้คุมกฎ คุณควรเป็นกลางสิ แต่เคสนี้ ดันใช้ช่องว่างนี้ แถๆ ไป แล้วแหวกกฎเสียเอง

คำถามคือ แล้วจากนี้ไปคนวงการฟุตบอลจะไปพึ่งพาใครได้ เขาจะมั่นใจได้ไงว่าคุณจะหลังตรง ยึดมั่นในหลักการจริงๆ

ดูๆ ไปแล้ว เหมือนศาลรัฐธรรมนูญบางประเทศน่ะครับ ที่หาช่องว่างของกฎเพียงเล็กน้อย แล้วตีความเพื่อเล่นงานคนที่อยากเล่น และปกป้องคนที่อยากปกป้อง

ค้ายาในต่างประเทศ แต่เป็นรัฐมนตรีต่อได้ เพราะคำตัดสินนั้นไม่ได้บังคับใช้ในประเทศด้วย คือศาลที่ไหน ถ้าเลือกจะตัดสินแบบนี้ ประเทศชาติคงจะเจริญหรอกครับ ไม่แปลกที่คนเขาจะตราหน้าว่าศาลพระภูมิยังศักดิ์สิทธิ์กว่า

ส่วนเคสของบาโลกุน ถึงจุดนี้ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว ยังไงเขาลงแน่ในเกมเช้านี้กับเบลเยี่ยม

ไม่อยากคิดเลยว่า ถ้าบาโลกุน ยิงประตูชัยให้อเมริกาเข้ารอบ ชนะเบลเยี่ยม 1-0 ความเดือดดาลของทั้งโลกที่มีต่อความเอียงของฟีฟ่าในครั้งนี้ จะรุนแรงขนาดไหน

#FIFAControversy

-------------------

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1637114231113756&set=a.243815820443611
.....


Pipob Udomittipong
9 hours ago
·
#UEFA สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป ให้ความเห็นต่อกรณีที่ FiFA ระงับการลงโทษแบนอัตโนมัติหนึ่งนัด หลังจากได้รับใบแดงของโฟลาริน บาโลกัน เป็นเวลาหนึ่งปีว่า เป็นการกระทำที่เกินขอบเขต “crossed a red line”

ในขณะที่ FIFA เป็นองค์กรกำกับดูแลกีฬาฟุตบอลระดับโลก UEFA ดูแลการแข่งขันในภาคฟื้นยุโรป ในแถลงการณ์พวกเขาบอกว่า

“ฟุตบอลก็เหมือนกับกีฬาอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยกฎกติกา ซึ่งเป็นพื้นฐานของการแข่งขันที่ยุติธรรม ซื่อสัตย์ และโปร่งใส” “บางครั้งกฎก็เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจตีความได้ แต่ในกรณีนี้ไม่ใช่ การลงโทษแบนอัตโนมัติอย่างน้อยหนึ่งนัดหลังได้รับใบแดง ไม่ใช่ทางเลือกตามดุลพินิจ และไม่จำเป็นต้องมีการแทรกแซงจากหน่วยงานที่มีอำนาจ”

UEFA ปิดท้ายด้วยการบอกว่า “ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีคนรักมากสุดในโลก เพราะเป็นเกมที่สวยงามและได้รับความไว้วางใจ เพราะมีการเล่นกันทั่วโลกภายใต้กฎกติกาเดียวกัน”

“เราจึงขอแสดงประหลาดใจอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจครั้งนี้ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่เข้าใจได้ และไม่สามารถหาเหตุผลมาสนับสนุนได้”

สำหรับเรื่องนี้ ผมว่าเราไม่สามารถโทษบาโลกันได้ ทางออกที่สวยงามคือ ทีมสหรัฐฯ ไม่ควรส่งชื่อเขาลงแข่งในเกมวันพรุ่งนี้ เพื่อตบหน้าทรัมป์และอินฟานติโน

https://www.uefa.com/.../02a7-2109c8e9ef81-de5a993db109.../

https://www.facebook.com/photo?fbid=10164361117296649&set=a.10150096728651649




ระบบการให้ใบแดงถูกสั่นสะเทือนอย่างไร หลังฟีฟ่าสั่งระงับโทษแบนของ "โฟลาริน บาโลกัน"


โฟลาริน บาโลกัน จากสหรัฐอเมริกา ฉลองประตูของเขาในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย ระหว่างสหรัฐอเมริกาและบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา


เดล จอห์นสัน
บีบีซี สปอร์ต
เมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่แน่นอนที่สุดของวงการฟุตบอล หากคุณโดนโทษแบนจากการได้รับใบแดงไล่ออกจากสนามในการแข่งขันฟุตบอลโลก คุณจะต้องติดโทษแบนอัตโนมัติทันที่หนึ่งนัด

ไม่มีข้อแม้ ไม่มีข้ออ้าง และไม่มีการอุทธรณ์

การตัดสินใจระงับโทษแบนของโฟลาริน บาโลกัน กองหน้าดาวยิงของทีมชาติสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดคำถามมากมายที่ยังหาคำตอบไม่ได้

บาโลกัน ถูกไล่ออกจากสนามเพราะโดนใบแดงในเกมรอบ 32 ทีมสุดท้ายที่ชนะบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา แต่จะสามารถลงเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับเบลเยียมในวันจันทร์ได้แล้ว เขาเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของสหรัฐฯ ในทัวร์นาเมนต์นี้ด้วย 3 ประตู

ตลอดประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลก มีการแจกใบแดงไปแล้ว 189 ใบ แค่ 2 คนเท่านั้นที่ไม่ต้องรับโทษแบนจากการได้รับใบแดงดังกล่าว

อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในปี 1962 เมื่อการ์รินชาของบราซิลถูกไล่ออกในเกมรอบรองชนะเลิศกับชิลี แต่ได้ลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศที่บราซิลเอาชนะเชโกสโลวาเกียได้

แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีการสั่งห้ามโดยอัตโนมัติ การตัดสินใจนั้นทำโดยคณะกรรมการวินัยของฟีฟ่า โดยพิจารณาจากหลักฐานที่เจ้าหน้าที่นำเสนอ

การตัดสินของคณะกรรมการวินัยของฟีฟ่าในปี 1962 เต็มไปด้วยข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง

เนื่องจากทำเนียบขาวและฟีฟ่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาโดยตลอด การตัดสินใจที่เอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าภาพร่วมนี้จึงถือเป็นเรื่องผิดปกติ และย่อมก่อให้เกิดคำถามขึ้นอย่างแน่นอน

ซีบีเอส นิวส์ (CBS News) ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านสื่อของบีบีซีในสหรัฐฯ ยืนยันว่า การตัดสินใจทบทวนระงับโทษแบนอัตโนมัติบาโลกัน เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์ถึง จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เมื่อวันพฤหัสบดี และพูดคุยเกี่ยวกับการระงับโทษแบนดังกล่าว แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการสนทนาดังกล่าวเปิดเผยกับซีบีเอส นิวส์

นี่จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในวงการฟุตบอลด้วยหรือไม่

ทำไมบาโลกันถึงได้รับการยกเว้นโทษ แต่ผู้เล่นอีก 11 คนที่โดนใบแดงไล่ออกจากสนามในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้จะได้รับการระงับโทษด้วยหรือไม่

การเปลี่ยนแปลงนี้จะนำไปสู่การยื่นอุทธรณ์ในวงการฟุตบอลมากขึ้นหรือไม่ เพื่อลดโทษแบนแม้ว่าใบแดงจะถูกต้องตามกฎก็ตาม

เมื่อการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ระบุว่า "พลาดการแข่งขันนัดต่อไป" หลังจากการได้รับใบแดงครั้งต่อไปในฟุตบอลโลก เราไม่ควรแน่ใจหรือว่ามันจะเกิดขึ้นจริง

ต่อไปนี้ เราจะวิเคราะห์การตัดสินใจ สิ่งที่เราทราบ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ฟีฟ่าไม่ได้ให้เหตุผลหรือคำอธิบายใด ๆ


โฟลาริน บาโลกัน ได้รับกำลังใจจากเพื่อนร่วมทีมหลังได้รับใบแดง

คำถามสำคัญข้อหนึ่งที่หลายคนกำลังถามอยู่ตอนนี้คือ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ตามระเบียบวินัยของฟีฟ่าระบุว่า บาโลกันควรได้รับโทษแบน "อย่างน้อยสองนัดสำหรับการทำฟาวล์อย่างร้ายแรง"

ที่จริงแล้ว กฎของฟุตบอลโลกไม่อนุญาตให้ทีมอุทธรณ์ใบแดงด้วย

แถลงการณ์ของฟีฟ่าไม่ได้ให้เหตุผลหรือคำอธิบายใดๆ เกี่ยวกับการระงับโทษแบนของบาโลกัน โดยอ้างถึง "มาตรา 27 ของระเบียบวินัยของฟีฟ่า" เท่านั้น

มาตรา 27 อนุญาตให้ฟีฟ่า "ระงับการบังคับใช้มาตรการทางวินัยทั้งหมดหรือบางส่วน"

นี่เป็นกฎที่ครอบคลุมกว้างขวางซึ่งทำให้ฟีฟ่าสามารถตัดสินใจอะไรก็ได้ตามที่ต้องการโดยไม่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์อื่น ๆ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มาตรา 27 ไม่เคยถูกนำมาใช้ในฟุตบอลโลกมาก่อน

นอกจากนี้ การระงับโทษแบนของบาโลกันมีเพียงนัดเดียว ไม่ใช่สองนัดตามระเบียบวินัย ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายใดๆ

บีบีซี สปอร์ต ได้สอบถามถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว

แต่ทีมข่าวไม่ได้รับคำอธิบายใด ๆ เราเพียงแค่ได้รับแจ้งให้ดูเรื่องการระงับโทษแบนของคริสเตียโน โรนัลโด ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์นี้เท่านั้น

ตามระเบียบวินัยของฟีฟ่า โรนัลโดควรได้รับโทษแบน 3 นัดจากการใช้ศอกใส่ดารา โอเช ในเกมรอบคัดเลือกที่โปรตุเกสแพ้สาธารณรัฐไอร์แลนด์ 2-0 เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา

เขาถูกแบนไปแล้ว 1 นัดในเกมรอบคัดเลือกนัดสุดท้ายกับอาร์เมเนีย แต่โทษแบนอีก 2 นัดที่เหลือถูกระงับไว้

อย่างไรก็ตาม ใบแดงของโรนัลโดนั้นได้รับในรอบคัดเลือก ไม่ใช่ใบแดงในฟุตบอลโลก

มีหลายกรณีที่ผู้เล่นได้รับการผ่อนปรนก่อนการแข่งขัน ไม่ใช่แค่โรนัลโด้เท่านั้น

ดูอย่างโลร็องต์ กอสเซียลนี ของฝรั่งเศสในปี 2014 หรือมอยเซส ไกเซโด ของเอกวาดอร์ และนิโคลัส โอตาเมนดี้ ของอาร์เจนตินา ก่อนฟุตบอลโลกครั้งนี้

อย่างน้อยกับกรณีของโรนัลโด เราก็ยังมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง โดยฟีฟ่าระบุว่าได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า "เขาไม่เคยได้รับใบแดงเลยในการลงเล่นทีมชาติอีก 225 นัด"

แต่กับบาโลกัน เรากลับไม่ได้รับแม้แต่เหตุผลนั้นด้วยซ้ำ

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดช่องว่างของข้อมูล ซึ่งนำไปสู่การคาดเดาต่าง ๆ นานาเท่านั้น

ทำไมกรณีนี้จึงเป็นกรณีพิเศษ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ถูกนำมาพิจารณา ใครเป็นผู้ตัดสินใจ?

บีบีซี สปอร์ต ได้รับแจ้งว่าไม่มีข้อบ่งชี้ใด ๆ ว่าผู้ตัดสินขอให้ยกเลิกโทษแบน หรือว่าไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบการของผู้ตัดสินวิดีโอช่วย (VAR)

สหรัฐอเมริกามีสิทธิ์ที่จะขอให้ฟีฟ่าเผยแพร่ข้อมูล แต่เบลเยียมไม่มีสิทธิ์นั้น

การทำฟาวล์ที่นำไปสู่การได้รับใบแดง

ไมกาห์ ริชาร์ดส์ นักวิเคราะห์ของบีบีซี สปอร์ตและอดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี

"การสั่งพักการลงโทษแบนเพียงแค่ปีเดียว ทำให้การแข่งขันรายการนี้กลายเป็นเรื่องน่าขันไปเลย" เขากล่าว

"มันเหมือนทำไปเพื่อรักษานักเตะซูเปอร์สตาร์เอาไว้ในการแข่งขัน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ฟีฟ่าควรจะจัดการให้ดีกว่านี้"

"มันสร้างความรู้สึกแย่ให้กับผู้คนจำนวนมาก"

แน่นอนว่าทางฝั่งเบลเยียมรู้สึกเดือดดาลกับเรื่องนี้ โดยพวกเขาได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ว่ารู้สึก "ประหลาดใจอย่างยิ่ง" ที่มีการอนุญาตให้บาโลกันลงสนามได้

สมาคมฟุตบอลเบลเยียมได้อ้างถึงกฎระเบียบข้อบังคับหลายประการ รวมถึงข้อมูลจากการประชุมเชิงปฏิบัติการและการประชุมประสานงานก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์

พวกเขายืนกรานว่าการตัดสินใจดังกล่าวขัดต่อกฎระเบียบของการแข่งขัน ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผู้เล่น "จะถูกสั่งห้ามลงสนามในนัดถัดไปของทีมโดยอัตโนมัติ"

โดยสรุปแล้ว พวกเขากล่าวว่าฟีฟ่าใช้ระเบียบวินัยของตนเองเพื่อลบล้างกฎระเบียบการแข่งขัน

รูดี้ การ์เซีย หัวหน้าโค้ชทีมชาติเบลเยียม กล่าวในการแถลงข่าวว่า "ผมไม่รู้ว่าวันที่ 5 ก.ค. ในฟุตบอลโลกครั้งนี้กลายเป็นวันที่ 1 เม.ย.ไปแล้ว และนั่นคือ วันโกหกโลก (หรือ วันเมษาหน้าโง่)"

"เราไม่ได้ปกป้องทีมชาติหรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ เรากำลังปกป้องฟุตบอล"

แล้วนักเตะคนอื่น ๆ ที่ถูกไล่ออกในทัวร์นาเมนต์นี้คิดอะไรอยู่?

ลองดูอัสซิม มาดิโบ ของกาตาร์ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ซึ่งทำให้ อิสมาเอล โคเน่ มิดฟิลด์ของแคนาดาขาหัก

เห็นได้ชัดว่ามาดิโบไม่ได้เข้าปะทะด้วยซ้ำ การบาดเจ็บเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่ใช่เพราะลักษณะของการเข้าปะทะ



แต่ฟีฟ่ากลับลงโทษแบบต่อมาดิโบเป็นจำนวน 5 นัด ซึ่งมากกว่าโทษปกติสำหรับการทำฟาวล์ร้ายแรงถึง 3 นัด

การตัดสินใจในกรณีของบาโลกันก่อให้เกิดบรรทัดฐานใหม่หรือไม่ ?



บาโลกันถูกไล่ออกจากสนามหลังจากการตรวจสอบโดยผู้ช่วยผู้ตัดสินใช้วีดิทัศน์ (วีเออาร์)

ใบแดงที่ให้กับบาโลกันนั้นรุนแรงเกินไปหรือไม่ คำตอบคือ แน่นอนว่าใช่

กองหน้ารายนี้กำลังเข้าบอลกับทาริก มูฮาเรโมวิช และเผลอเหยียบลงไปที่ข้อเท้าของนักเตะชาวบอสเนียรายนี้โดยไม่ได้ตั้งใจ

การตัดสินที่ถือว่ารุนแรงนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นคำตัดสินที่ผิดพลาด หรือเป็นเรื่องร้ายแรงถึงขนาดที่ฟีฟ่าจำเป็นต้องเข้ามาจัดการแต่อย่างใด

จากนี้ไป ฟีฟ่าควรยกเลิกโทษแบนทุกกรณีที่เกิดจากการกระทำโดยไม่เจตนาหลังได้รับใบแดงหรือไม่?

เหล่าผู้จัดการทีมย่อมจะหยิบยกข้อโต้แย้งนี้ขึ้นมาอย่างแน่นอน เพราะเมื่อมีบรรทัดฐานเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังว่าจะต้องมีการปฏิบัติตามอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

มีการตัดประเด็นเรื่องเจตนาออกจากตัวบทกฎหมายไปเมื่อหลายปีก่อน โดยมุ่งเน้นให้พิจารณาเพียงแค่ผลลัพธ์ของการท้าทายเท่านั้น

การตัดสินใจเกี่ยวกับบาโลกันยิ่งเพิ่มความกังวลในลีกภายในประเทศจากคำตัดสินในฟุตบอลโลกครั้งนี้

ก่อนหน้านี้มีหลายคำตัดสินที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่สร้างความกังวลที่มีอยู่แล้วในบรรดาลีกฟุตบอลภายในประเทศ และการตัดสินใจในกรณีของบาโลกันยิ่งเพิ่มความกังวลนั้นขึ้นไปอีก

ทรัมป์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างไร

หนึ่งในหลักการสำคัญของกระบวนการลงโทษทางวินัยในฟุตบอลโลกของฟีฟ่า คือคุณไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้

แล้วเหตุใดฟีฟ่าจึงสร้างกรณีพิเศษสำหรับผู้เล่นดาวเด่นของประเทศเจ้าภาพ

ใบแดงและการถูกสั่งพักโทษในระหว่างการแข่งขันก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสหรัฐอเมริกา

มีการกล่าวอ้างในสหรัฐฯ ว่า กองหน้าคนดังกล่าวถูกลงโทษซ้ำซ้อน โดยต้องพลาดการแข่งขันนัดหนึ่งและเกือบหนึ่งในสามของอีกนัดหนึ่ง คือ 27 นาทีสุดท้ายในการแข่งขันกับบอสเนีย และการแข่งขันที่เสมอกับเบลเยียม ซึ่งนักวิจารณ์สื่อในสหรัฐฯ กล่าวว่านี่เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง

บรรดาผู้แสดงความเห็นในสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า นี่เป็นบทลงโทษที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง

มีการกดดันจากสื่อและจากฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ทำให้ มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า สหรัฐฯ "ถูกเอาเปรียบจากใบแดงนั้น" และ "จำเป็นต้องมีกระบวนการอุทธรณ์"

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครคาดคิดว่าฟีฟ่าจะจะออกข้อยกเว้นพิเศษอย่างกะทันหันเพื่อเปิดทางให้อดีตกองหน้าอาร์เซนอลรายนี้กลับมาลงสนามได้

ในทางปฏิบัติแล้ว บาโลกันได้รับโทษพักการแข่งขันชั่วคราว (sin-bin) หรือ ไล่ออกจากสนามชั่วคราว ในเกมที่พบกับบอสเนีย และสามารถกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง

แหล่งข่าวจากซีบีเอส ระบุว่า ทรัมป์ได้พูดคุยกับอินฟานติโนโดยตรงในการสนทนาสั้น ๆ

แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยว่า อินฟานติโนแจ้งต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าคณะกรรมการวินัยของฟีฟ่าจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้

นอกจากนี้ แอนดรูว์ จิอูลีอานี ผู้อำนวยการบริหารคณะทำงานเฉพาะกิจด้านฟุตบอลโลกของทำเนียบขาว ก็ได้หารือกับอินฟานติโนเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน ขณะที่ฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้มีการติดต่อสื่อสารกับทางฟีฟ่าด้วยเช่นกัน

ลุตนิก โฆษกทำเนียบขาว และจิอูลีอานี ยังไม่ตอบคำขอความคิดเห็นจากซีบีเอส นิวส์ ในทันที

เมื่อเย็นวันอาทิตย์ ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียล (Truth Social) เพื่อขอบคุณฟีฟ่าที่ "แก้ไขความอยุติธรรมครั้งใหญ่"

คณะกรรมการจริยธรรมของฟีฟ่าได้รับการร้องขอให้สอบสวนอินฟานติโนแล้ว โดยอ้างว่าเขาละเมิดกฎขององค์กรปกครองเกี่ยวกับความเป็นกลางทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการมอบรางวัลสันติภาพฟีฟ่า (Fifa Peace Prize) ให้แก่ทรัมป์ก่อนหน้านี้

ข้อบังคับขององค์กรปกครระดับโลกห้ามการแทรกแซงทางการเมืองในฟุตบอล

เมื่อฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง ย่อมจะต้องมีคำถามเพิ่มเติมที่ต้องตอบ

อย่างไรก็ตาม ทุกสายตาจะจับจ้องไปที่บาโลกันและทีมชาติสหรัฐฯ ในการแข่งขันกับเบลเยียมในวันจันทร์นี้

https://www.bbc.com/thai/articles/c5yzzrqg4m7o



ใบแดงจาก FIFA หรือจะสู้ ไพ่ตายของทรัมป์ 🤷🏽‍♂️🙅🏽‍♂️





https://x.com/RT_on_X/status/2073856367522181210/
.....

ประเด็นถกเถียงเรื่อง "ใบแดง" ในฟุตบอลโลก 2026 กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั่วโลกในขณะนี้ เนื่องจากมีเรื่องของ "การแทรกแซงทางการเมืองระดับชาติ" เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในยุคโมเดิร์น โดยชนวนเหตุสำคัญสรุปได้ดังนี้ครับ

1. ต้นเรื่อง: ใบแดงของกองหน้าตัวความหวังทีมชาติสหรัฐฯ

ในเกมรอบ 32 ทีมสุดท้ายที่สหรัฐอเมริกาชนะบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 2-0 โฟลาริน บาโลกัน (Folarin Balogun) กองหน้าตัวเก่งและดาวซัลโวของทีมชาติสหรัฐฯ โดนใบแดงโดยตรง (Straight Red Card) จากจังหวะย่ำใส่ข้อเท้าผู้เล่นบอสเนียฯ ซึ่งตามกฎสากลของ FIFA การโดนใบแดงนี้จะส่งผลให้เขาถูก แบนอัตโนมัติทันที 1 นัด และจะหมดสิทธิ์ลงช่วยทีมในเกมนัดสำคัญรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่จะพบกับเบลเยียม

2. โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสายตรงถึงประธาน FIFA

หลังเกิดเหตุ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยอมรับออกสื่อว่าเขาได้ โทรศัพท์สายตรงหา จานนี อินファンติโน (Gianni Infantino) ประธาน FIFA เพื่อขอให้มีการ "ทบทวน" (Review) โทษใบแดงและการแบนของบาโลกัน โดยทรัมป์ให้ความเห็นในมุมมองของเขาว่า จังหวะดังกล่าวไม่ใช่การฟาวล์ร้ายแรง แต่เป็นเพียงแค่นักกีฬา 명이วิ่งมาชนและพันกันเอง พร้อมทั้งวิจารณ์ผู้ตัดสินชาวบราซิลในเกมนั้นอย่างรุนแรงว่า "น่าสงสัยมาก"

3. FIFA ทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (สั่งระงับโทษแบน)

หลังจากที่ทรัมป์ต่อสายตรง คณะกรรมการวินัยของ FIFA ได้ประกาศสั่ง "ระงับโทษแบน 1 นัด" ของบาโลกันชั่วคราว โดยอ้างช่องโหว่ตามกฎมาตรา 27 (Disciplinary Code) ทำให้บาโลกันได้รับอนุญาตให้ลงสนามดวลกับเบลเยียมได้ทันที ทั้งที่โดยปกติแล้ว โทษแบนจากใบแดงโดยตรงในฟุตบอลโลกจะไม่สามารถอุทธรณ์หรือล้างโทษได้ง่ายๆ เช่นนี้

ทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นเดือดและข้อถกเถียงรุนแรง?

ทำลายหลักความเสมอภาคและธรรมาภิบาลของกีฬา: สหพันธ์ฟุตบอลเบลเยียม (RBFA) และแฟนบอลทั่วโลกแสดงความ "ตกใจและรับไม่ได้" โดยมองว่า FIFA กำลังทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎกติกา และสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายว่า "หากผู้นำประเทศมหาอำนาจต่อสายตรง กฎก็พร้อมจะเปลี่ยนได้"

ข้อหาเอื้อประโยชน์ให้เจ้าภาพ: เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพร่วมในฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ (และเป็นทีมเจ้าภาพทีมเดียวที่ยังเหลือรอดอยู่ในทัวร์นาเมนต์ขณะนั้น) ทำให้เกิดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการเอาใจประเทศเจ้าภาพอย่างน่าเกลียด

ความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎ: หลายฝ่ายยกตัวอย่างกรณีของนักเตะจากประเทศอื่นๆ (เช่น อาสซิม มาดิโบ ของกาตาร์ ที่โดนแบนยาว 5 นัดจากจังหวะฟาวล์รุนแรงในรอบแบ่งกลุ่ม) ซึ่งไม่เคยได้รับสิทธิ์พิเศษหรือการลดหย่อนใดๆ แบบที่ทีมชาติสหรัฐฯ ได้รับในครั้งนี้

ทำให้ในปัจจุบัน ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ในแง่ของแท็กติกฟุตบอลในสนาม แต่กลายเป็นเรื่องของ การใช้อำนาจทางการเมืองแทรกแซงวงการกีฬา (Political Interference) ที่สร้างรอยด่างพร้อยและความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกเลยทีเดียวครับ




วันจันทร์, กรกฎาคม 06, 2569

ผลโพลรายไตรมาส (ที่สอง) ทั้งนิด้าและดุสิต ให้พรรคประชาชนนำเหนือพรรคอื่นๆ อยู่ไม่สร่าง แม้นว่าในฝ่ายค้าน นิยมตัว ‘ไอ๊ซ์’ รักชนก มากกว่าหัวหน้า ‘เท้ง’

จะข้ามไปคงไม่ได้แล้วละ ผลโพลรายไตรมาส (ที่สอง) เพิ่งออกมาเมื่อสองสามวันก่อน ทั้งสองโพลสายหลัก ให้พรรคประชาชนนำเหนือพรรคอื่นๆ อยู่ไม่สร่าง แม้นว่าของ ดุสิต นิยมตัว ไอ๊ซ์ รักชนก มากกว่าหัวหน้า เท้ง

ก็เพราะผลโพลทั้งนิด้าและดุสิต “เป็นไปในทิศทางเดียวกัน” ในความเห็นของ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ซึ่ง “ตอกย้ำความตกต่ำอย่างต่อเนื่องของนายอนุทินในดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๖๙” เขาว่าจากคะแนน ๓.๙ เมื่อเดือนมีนา ตอนนี้เหลือ ๓.๖๑

ด้าน ท้อปนิวส์ อดรนทนไม่ไหว ต้องใช้ ปฏิบัติการข่าวสารหรือ IO ของตนโจมตีให้ร้าย อ้างเพจ จักรวาลดำส้มใส่ความว่า “ไอซ์โจมตี THACCA ให้เสียหาย...ไอซ์บิดเบือนบังหล่า เอี่ยวคดี ๑๑๒ ทำกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไอซ์ใส่ร้าย พี่เฮ้งต่อเนื่อง

จนตัวเองต้องออกมาขอโทษ” ว่าไปแล้วก็สมประโยชน์ด้วยกันสองฝ่าย ไอ๊ซ์ ยอมแถลงข่าวขอโทษ สุชาติ ชมกลิ่น ที่เรียกเขาว่า “ไอ้รัฐมนตรีมาจากการโกงเลือกตั้ง” เพื่อแลกกับการที่ฝ่ายนั้นถอนฟ้องเรียกค่าเสียหาย ๕๐ ล้านบาท แล้วลอยตัวไป

ปล่อยให้ทนายของเขารับสวะแทน สืบเนื่องมาจากตอนที่ไอ๊ซ์จัดแถลงข่าวเพื่อกล่าวคำขอโทษสุชาติ ทนาย ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ขยับเข้าไปจะยืนเคียงข้าง โดนไอ๊ซ์ตะเพิดตรงๆ ว่าไม่ต้องการร่วมเฟรมด้วย มาวานนี้ สมชัย ศรีสุทธิยากร หวดซ้ำ

โพสต์เปิดโปงฉีกหน้าว่า ทนายคนนี้เคยออกรายการคมชัดลึกกับเขา ปฏิเสธในรายการว่าไม่เคยถูกไล่ออกจากราชการตามที่ถูกกล่าวหา แต่สมชัยยันว่ามีหลักฐานคำพิพากษาศาลปกครอง ๒ ฉบับ ที่ขออุทธรณ์คำสั่งไล่ออกจากราชการ ๒ ครั้ง แต่ศาลยกคำร้อง

อย่างไรก็ดีโพลต้นเรื่อง จากนิด้าความว่า “‘ณัฐพงษ์’ ยังครองอันดับ ๑ ‘อนุทิน-ภูมิใจไทย’ คะแนนนิยมร่วง”  แม้คะแนนนิยมของณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ น้อยกว่าไตรมาสแรกเล็กน้อย จากร้อยละ ๓๖.๖๐ เหลือ ๒๖.๐๘ ส่วน อนุทิน ชาญวีรกูล คะแนนลดมากสุด จาก ๒๙.๔๐ ลงมาเป็น ๒๑.๖๘

ด้านสวนดุสิตซึ่งแยกคะแนนสองฝ่ายไม่ผูกพันกัน ฝ่ายรัฐบาล อนุทิน ยังคงได้รับความนิยมอันดับ ๑ ที่ ๓๕% แต่ทางฝ่ายค้าน รักชนก ศรีนอก แซงหัวหน้าเท้ง ด้วยคะแนน ๓๐.๑๒ ต่อ ๒๔.๑๑ ผลงานจากการตรวจสอบ TH-AI Passport

(https://www.matichon.co.th/politics/news_5792204=IwY2xjawS2, https://www.facebook.com/thestandardth/posts/0nXd7BwT8m และ https://www.facebook.com/PhichainaBhuket/posts/hpNzr6k7p)