วันอังคาร, สิงหาคม 18, 2569

นายคนนี้ที่ว่าเป็นทนายของ สุชาติ ชมกลิ่น ยื่นฟ้อง รักชนก ศรีนอก ๒ ข้อหา น่าจะโดนข้อหาก่อกวนเสียเอง ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ตามแย่งซีน ‘ไอ๊ซ์’ ให้สัมภาษณ์ จนกลายเป็นไวรัล ‘ติ๊กต็อก’ ว่า “เสียหมาสิค้าบ”

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นายคนนี้ที่ว่าเป็นทนายของ สุชาติ ชมกลิ่น ยื่นฟ้อง รักชนก ศรีนอก ข้อหาหมิ่นประมาท น่าจะโดนข้อหาก่อกวนเสียเองนะ เขาตามแย่งซีนเวลาที่ ไอ๊ซ์ ให้สัมภาษณ์แบบเปิดในที่สาธารณะ นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว

เมื่อ ๑๗ สิงหา ที่หน้า สน.ทองหล่อ เขาชิงเข้าไปพูดใส่ไมค์ก่อนที่ไอ๊ซ์จะเปิดการแถลง อ้างว่ามาติดตามดูผู้ต้องหาจะมีการพิมพ์มือรับสองข้อหา ทั้งหมิ่นฯ และ พรบ.คอมพิวเตอร์หรือไม่ ไอ๊ซ์ก็ขอเชิญให้ออกนอกเฟรม ไม่ต้องการให้ร่วมด้วย

พอณัฐวุฒิบอก “ผมไม่ได้อยากมาร่วมเฟรมกับคุณหรอก” ไอ๊ซ์ก็เลยตอบว่า “ถ้างั้นอย่าตามมานะ” พร้อมกับเดินหนีย้ายที่แถลงข่าวไปตรงหน้าป้าย สน. นักข่าวจึงพากันยกไมค์ตามกันไป จนกลายเป็นไวรัล ติ๊กต็อกว่า “เสียหมาสิค้าบ” 

ธุรกรรมวันนี้ของไอ๊ซ์เป็นการไปรับทราบข้อกล่าวหา “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” และ “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” โดยข้อหาแรกมีโทษหนักกว่า แต่ น.ส.รักชนก ปฏิเสธหมดทุกข้อกล่าวหา แล้วให้ความเห็นต่อสื่อด้วยว่า

“นักการเมืองควรที่จะถูกติชมได้ทั้งในเชิงกฎหมายและศีลธรรม และควรที่จะรับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม...ควรที่จะมีความอดทนอดกลั้นมากกว่าบุคคลทั่วไป” ถ้าทำไม่ได้ “ก็ลาออกไปทำมาหากินอาชีพอื่น”

อีกทั้งคดีนี้ “ตำรวจก็ดำเนินการปกติเหมือนกับบุคคลธรรมดาทั่วไป ไม่ได้กังวล เป็นคดีฟ้องปิดปาก เป็นคดี SLAPP ปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วจะบอกว่ามันก็อาจจะสร้างภาระให้เราต้องมีการเดินทาง แต่ยืนยันว่า เราทำหน้าที่อย่างเต็มที่”

ด้าน สมชัย ศรีสุทธิยากร ในการโพสต์ข้อความต่างกรรม ต่างวาระกัน กล่าวถึง “ผู้ชายใส่สูท” ในคลิปที่หน้า สน.ทองหล่อ ว่าเขา “ไม่ได้มีอาชีพทนายความแล้ว เนื่องจากคณะกรรมการสภาทนายความลงมติถอนใบอนุญาตแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๙

ด้วยเหตุขาดคุณสมบัติจากการถูกไล่ออกจากราชการ จากเหตุมีพฤติกรรมชั่ว เป็นตัวกลางในติดสินบน กกต.ในคดีเลือกตั้งท้องถิ่น และปลอมเอกสารราชการเพื่อให้ผู้ต้องหาพ้นโทษจำคุกในคดียาเสพติด แต่เหตุใด สภาทนายความจึงไม่มีการออกประกาศต่อสาธารณะ”

อย่างไรก็ดีในวันศุกร์ที่ ๒๑ ส.ค.นี้เขาจะไปติดตามผลจากการยื่นคำร้องต่อสภาทนายความ “จะได้ทราบแน่ชัดว่าสภาทนายความ ได้ถอนใบอนุญาตว่าความ อย่างเป็นทางการแล้วหรือยัง”

(https://www.facebook.com/somchaivision/posts/2HwBXgeFK และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/PTw6T6oZr)

iLaw เปิดเส้นเงินโกงเลือก สว. ภาคใต้ 2.17 ล้าน โยงผู้สมัคร – สส. ภูมิใจไทยและ สว. สีน้ำเงิน


iLaw
6 hours ago
·
เส้นเงิน 2.17 ล้านบาท เป็นหนึ่งในเส้นเงินของคดีโกงเลือก สว. 2567 ซึ่งเชื่อมโยงกับเส้นเงินราว 36,000 บาทของสุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส. พิชัย ชมภูพล จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่โอนเข้าบัญชีธนาคาร-ของผู้สมัคร สว. ในระดับจังหวัด ข้อมูลระบุว่าสุบินรับเงินโอนในยอดใกล้เคียงกันจากนิสิตา หมั่นไชย ระบุว่าเป็นค่าซื้อวัวพันธ์ นิสิตายอมรับว่าเธอได้เงินจากการขายพระเครื่องให้ "วรพจน์"

เปิดข้อมูล ผู้ช่วยสส. ภูมิใจไทยโอนเงินให้ผู้สมัครสว. 10 คน จากอำเภอเดียวกัน https://www.ilaw.or.th/articles/58852

"วรจพน์ ตั้งพันธ์เพียร" หรือชื่อเล่นว่า "เม้ง" เป็นผู้ต้องหาที่ 1 ในคดีโกงเลือก สว. 2567 วรพจน์เป็นต้นทางของเงินมูลค่า 2.17 ล้านบาท พยานในคดีโกงเลือก สว. ให้การว่าวรพจน์เป็นผู้ช่วยของ สส. ชลัฐ รัชกิจประการ จากการสืบค้นยังไม่พบว่าเขาเป็นผู้ช่วยหรือไม่อย่างไร

การโอนเงิน 31 รายการ มูลค่า 2,173,905 บาท เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ช่วงก่อนการรับสมัคร ไปจนถึงช่วงหลังเลือก สว. 2567 ระดับประเทศในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 เงินโอนทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นในวันเวลาดังกล่าว และยังมีข้อมูลว่าผู้รับโอนเงิน 6 จาก 7 คนล้วนมีความเกี่ยวข้องกับสีน้ำเงิน ดังนี้

- วงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัคร สส. ภูเก็ต #พรรคภูมิใจไทย จำนวน 636,405 บาท
- นิสิตา หมั่นไชย เสมียน #พรรคภูมิใจไทย จำนวน 573,000 บาท
- เลิศศักดิ์ ปนกลิ่น อดีต สส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 85 #พรรคภูมิใจไทย และคณะทำงานของซาบีดา ไทยเศรษฐ์-พิพัฒน์ รัชกิจประการ จำนวน 416,000 บาท
- อัจฉราวดี เกื้อหนุน ผู้สมัคร สว. และผู้สมัคร สส. #พรรคภูมิใจไทย จำนวน 27,000 บาท
- มาเรีย เผ่าประทาน สว. กลุ่ม 6 อดีตผู้สมัคร สส. #พรรคภูมิใจไทย จำนวน 217,000 บาท
- อัจฉรพรรณ หอมรส สว. กลุ่ม 14 และคนรู้จักสส. พิชัย ชมภูพล #พรรคภูมิใจไทย จำนวน 203,000 บาท

ทั้งนี้ยังมีผกามาส ไทยนุกูล ผู้สมัคร สว. ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินโกงเลือก สว. ด้วย จำนวน 101,500 บาท

อ่านทั้งหมดได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/59145

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1491373863036228&set=a.625664036273886




"สุดารัตน์ เกยุราพันธ์" มอง กกต. ควรทำหน้าที่อย่าง สุจริต เที่ยงธรรม อย่างที่ควรจะเป็น หวั่นพวกท่านจะติดคุกตอนแก่ #สั่งฟ้องสว

 
https://www.facebook.com/reel/28512529171677929
.....

ประเด็นข้อเรียกร้อง

ข้อสงสัยเรื่องการละเว้นหน้าที่: ฝ่ายค้านและภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า มีพยานหลักฐานทั้งเส้นทางการเงิน โพยคะแนน และพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการฮั้วเลือก สว. ชัดเจนเพียงพอ แต่มีกระแสข่าวว่า กกต. อาจพิจารณา "ยกคำร้อง" หรือชะลอการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย

การเตือนเรื่อง ป.อาญา มาตรา 157: คำว่า "ระวังติดคุกตอนแก่" เป็นคำเตือนทางกฎหมายถึง กกต. ว่า หากพบพฤติการณ์หรือหลักฐานที่เชื่อได้ว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตแล้ว กกต. มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา ไม่ใช่ทำหน้าที่ตัดสินแทนศาล หากเลือกที่จะ "ยกคำร้อง" หรือช่วยเหลือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) ซึ่งมีโทษทางอาญา



นี่คือประเด็น คำถามและข้อเรียกร้องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างหนักในสังคมยุคเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Gig Economy) เพราะมันแตะไปที่หัวใจสำคัญของเรื่อง "ความยุติธรรมในห่วงโซ่คุณค่า"การที่ธุรกิจแพลตฟอร์มจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ย่อมต้องพึ่งพา ความยั่งยืนของคนทำงาน ด้วยเช่นกัน


Pimwadee Charoensawad
Yesterday
·
บริษัทนกน้อยมีกำไร แล้วทำไมค่ารอบของคนขับยิ่งน้อยลง?

เวลาคนขับออกมาเรียกร้องเรื่องค่ารอบ มักมีคนบอกว่า “บริษัทก็มีต้นทุน บริษัทก็ต้องอยู่รอด”
แต่เมื่อเปิดดูงบการเงินของ บริษัทนกน้อย ย้อนหลัง 5 ปี ภาพที่เห็นกลับน่าสนใจกว่านั้น
-ปี 2564 ขาดทุนประมาณ 101 ล้านบาท
-ปี 2565 ขาดทุนประมาณ 39 ล้านบาท
-ปี 2566 กำไรประมาณ 91 ล้านบาท
-ปี 2567 กำไรประมาณ 140 ล้านบาท
-ปี 2568 กำไรประมาณ 61 ล้านบาท

สามปีล่าสุด บริษัทมี "กำไรรวมประมาณ 291 ล้านบาท"

บางคนอาจบอกว่า “กำไรที่ได้ก็ต้องเอาไปชดเชยขาดทุนเก่าสิ”
และต่อให้คิดแบบง่ายที่สุดว่าเอากำไรปีหลังไปหักขาดทุนปี 2564–2565 ซึ่งรวมประมาณ 140 ล้านบาท กำไรสามปีหลังที่รวมประมาณ 291 ล้านบาท ก็ยังมากกว่าขาดทุนเดิมอยู่ราว 150 ล้านบาท

ที่สำคัญ ปี 2568 ดูเหมือนกำไรลดลง แต่กลับไม่ได้เกิดจากบริษัทขายได้น้อยลง
-แต่รายได้กลับเพิ่มจากประมาณ 613 ล้านบาท เป็น 829 ล้านบาท หรือเพิ่ม 35%
-ต้นทุนขายกลับลดจากประมาณ 62 ล้านบาท เหลือ 36 ล้านบาท
-กำไรขั้นต้นจึงเพิ่มจากประมาณ 541 ล้านบาท เป็นเกือบ 760 ล้านบาท

แล้วทำไมกำไรสุทธิลดจาก 140 ล้านบาทเหลือ 61 ล้านบาท?
เพราะ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เพิ่มจากประมาณ 372 ล้านบาท เป็น 717 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 344 ล้านบาท หรือเกือบ 93% ในปีเดียว

ดังนั้นปี 2568 ไม่ใช่ปีที่บริษัทหาเงินได้น้อยลง แต่เป็นปีที่ รายได้เพิ่ม กำไรขั้นต้นเพิ่ม ต้นทุนขายลด แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของบริษัทเพิ่มขึ้นมหาศาล ในปีเดียวกับที่บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจและพื้นที่ให้บริการ รวมถึงการขยายตลาดไปยังภาคอีสาน อย่างไรก็ดี งบสรุปไม่ได้แจกแจงว่าเงินก้อนนี้ถูกใช้กับรายการใดบ้าง จึงยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการขยายตลาดทั้งหมด

ขณะเดียวกัน บริษัทมีสินทรัพย์ประมาณ 901 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 331 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% และหนี้สินรวมยังลดลงประมาณ 13%

เพราะฉะนั้น เวลาบอกว่า “บริษัทก็มีต้นทุน” เราควรถามต่อว่า

แล้วต้นทุนของคนขับล่ะ?
-รถ คนขับซื้อเอง
-น้ำมัน คนขับจ่ายเอง
-รถพัง คนขับซ่อมเอง
-ค่าเสื่อม คนขับรับเอง
-เวลารองาน คนขับเสียเอง
-ความเสี่ยงบนถนน คนขับแบกเอง
-และถ้าเกิดความเสี่ยงร้ายแรงถึงชีวิต ครอบครัวของคนขับก็เป็นฝ่ายรับผลกระทบต่อไป

และนี่คือส่วนที่อยากให้ลองคิดกันให้ดี
ปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิประมาณ 60.6 ล้านบาท

สมมุติบริษัทไม่จำเป็นต้องรักษากำไรทุกบาทไว้ให้ผู้ถือหุ้น แต่ยอมให้กำไรลดลงเพียง 1–2 ล้านบาท แล้วนำเงินก้อนนั้นกลับไปเพิ่มค่าตอบแทนให้คนขับ เงินจำนวนนี้คิดเป็นเพียงประมาณ 1.7–3.3% ของกำไรสุทธิทั้งปี

สำหรับบริษัท มันอาจหมายถึงกำไรจาก 60.6 ล้านบาท เหลือ 59.6 หรือ 58.6 ล้านบาท

"บริษัทยังมีกำไรอยู่หลายสิบล้านบาท"

แต่สำหรับแรงงาน เงิน 1–2 ล้านบาทอาจไม่ได้แก้ปัญหาค่ารอบทั้งหมด แต่ประเด็นสำคัญคือ มันแสดงให้เห็นว่าระหว่าง “กำไรสูงสุดของบริษัท” กับ “ค่าตอบแทนของคนทำงาน” ยังมีพื้นที่ให้เลือกแบ่งผลประโยชน์กันใหม่ได้

เงินก้อนเดียวกันเมื่อนำมากระจายกลับไปเป็นค่ารอบ อาจหมายถึงการได้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นในงานจำนวนมาก และช่วยแบ่งเบาค่าน้ำมัน ค่าเสื่อมรถ และต้นทุนที่คนขับต้องควักออกจากกระเป๋าตัวเองทุกวัน

เราไม่ได้กำลังเรียกร้องให้บริษัทเอากำไรทั้งหมดมาแจกคนขับ สิ่งที่ไรเดอร์เรียกร้องเรียบง่ายกว่านั้นมาก คือค่ารอบที่วิ่งแล้วไม่ขาดทุน และรายได้ที่เพียงพอให้คนทำงานเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว หรือแม้แต่เจ็บป่วยแล้วสามารถหยุดพักสัก 1–2 วันได้โดยไม่ต้องเป็นหนี้

บริษัทมีสิทธิลงทุน ขยายธุรกิจ และมีกำไร
ไรเดอร์ก็ไม่ได้เรียกร้องให้บริษัทขาดทุนหรือเจ๊ง

คำถามมีเพียงว่า
บริษัทจำเป็นต้องมีกำไร 60 ล้านบาทแทนที่จะเป็น 59 ล้านบาท หรือ 100 ล้านบาทแทนที่จะเป็น 99 ล้านบาท มากเสียจนไม่สามารถแบ่งกลับมาอีกเพียงเล็กน้อย ให้คนขับวิ่งงานแล้วไม่ขาดทุนได้เลยหรือ?

สำหรับบริษัท เงินหนึ่งล้านบาทอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของกำไร
แต่การยอมให้กำไรลดลงเพียงหนึ่งล้านบาท แล้วนำเงินส่วนนั้นกลับไปกระจายเพิ่มค่าตอบแทนให้คนขับ อาจกลายเป็นค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าเลี้ยงลูก หรือการได้หยุดพักสักวันเวลาป่วยโดยไม่ต้องเป็นหนี้

วันที่ 18 สิงหาคมนี้ ไรเดอร์ไม่ได้ออกมาเรียกร้องให้บริษัทเลิกมีกำไร
พวกเขาเรียกร้องเพียง ค่ารอบที่วิ่งแล้วไม่ขาดทุน และรายได้ที่ทำให้คนทำงานมีชีวิตอยู่ได้

เพราะค่ารอบที่เป็นธรรมไม่ใช่ความเมตตาจากบริษัท
มันคือค่าตอบแทนของรถ น้ำมัน เวลา แรงงาน และความเสี่ยงที่คนขับจ่ายไปจริงทุกวัน

ทำงานแล้วก็ควรอยู่ได้ ในวันที่แพลตฟอร์มยังมีกำไรหลายสิบล้านบาท
การแบ่งกลับมาอีกเพียงเล็กน้อย เพื่อให้คนขับไม่ต้องวิ่งงานแล้วขาดทุน

จะมากเกินไปเชียวหรือ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=28344418721843334&set=a.227392460639337
.....

นี่คือประเด็น คำถามและข้อเรียกร้องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างหนักในสังคมยุคเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Gig Economy) เพราะมันแตะไปที่หัวใจสำคัญของเรื่อง "ความยุติธรรมในห่วงโซ่คุณค่า" (Value Chain Fairness) เมื่อมองในมุมของไรเดอร์และมิติทางสังคม ข้อถกเถียงนี้มีน้ำหนักและสะท้อนความเป็นจริงหลายประการ:

1. ต้นทุนที่แท้จริงที่ถูกผลักไปให้คนขับ

ในการทำงานของไรเดอร์ ต้นทุนไม่ได้มีแค่ "แรงงาน" หรือ "เวลา" แต่ยังรวมถึง:

ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษายานพาหนะ และค่าเสื่อมราคา ที่เพิ่มขึ้นตามระยะทาง

ความเสี่ยงทางร่างกายและชีวิต บนท้องถนนที่ไม่มีสวัสดิการคุ้มครองพื้นฐานเหมือนพนักงานประจำ

ค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่ค่ารอบกลับสวนทางหรือลดลง จนบางครั้งเมื่อหักค่าน้ำมันและค่าสึกหรอแล้ว แทบไม่เหลือเป็นกำไรสุทธิ (หรือเข้าเนื้อ)

2. กำไรของแพลตฟอร์มกับคำถามเรื่องสัดส่วนที่เหมาะสม

เมื่อแพลตฟอร์มข้ามผ่านช่วงเวลาขาดทุนเพื่อสร้างฐานผู้ใช้ (Burn Rate Phase) มาสู่จุดที่มีกำไรระดับหลายสิบล้านหรือหลายร้อยล้านบาท การปรับสัดส่วนส่วนแบ่ง (Incentive หรือค่ารอบ) ให้สะท้อนค่าครองชีพและต้นทุนที่แท้จริงของคนขับ ย่อมถูกมองว่าเป็น "การเติบโตไปด้วยกัน" (Inclusive Growth) ไม่ใช่การตัดเสื้อให้พอดีตัวเฉพาะฝั่งทุนฝ่ายเดียว

มุมมองจากฝั่งแพลตฟอร์มและการแข่งขันเชิงธุรกิจ

หากมองในเชิงโครงสร้างแพลตฟอร์มและกลไกตลาด แพลตฟอร์มมักชี้แจงในมุมต่อไปนี้:

กลไกอุปสงค์-อุปทาน (Demand & Supply): จำนวนคนขับในระบบที่มีอยู่มาก ทำให้แพลตฟอร์มสามารถปรับราคาลงได้ตามกลไกตลาด

งบลงทุนด้านเทคโนโลยีและการตลาด: กำไรส่วนหนึ่งถูกนำไปลงทุนต่อยอดระบบเซิร์ฟเวอร์ อัลกอริทึม ระบบความปลอดภัย และการทำโปรโมชันเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ/ผู้ใช้บริการ ซึ่งหากไม่มีผู้สั่งซื้อ ไรเดอร์ก็ไม่มีงาน

รูปแบบความสัมพันธ์: แพลตฟอร์มมักวางตำแหน่งตัวเองเป็นเพียง "ตัวกลาง" และมองคนขับเป็น "พาร์ทเนอร์อิสระ" ไม่ใช่ลูกจ้าง ทำให้ไม่มีภาระผูกพันตามกฎหมายแรงงานในรูปแบบเดิม
ทางออกที่ควรจะเป็น?

คำถามที่ว่า "จะมากเกินไปเชียวหรือ?" จึงไม่ใช่แค่คำถามเชิงอารมณ์ แต่เป็นคำถามเชิงนโยบายสาธารณะที่หลายประเทศกำลังหาทางออกร่วมกัน เช่น:

การกำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำสุทธิ (Net Minimum Earnings): กำหนดให้ค่าตอบแทนหลังหักต้นทุนพื้นฐานแล้ว ต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำต่อ hour

การมีสวัสดิการแบบพกพา (Portable Benefits): แพลตฟอร์มร่วมสนับสนุนกองทุนสวัสดิการ เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันสังคม หรือกองทุนคุ้มครองความเสี่ยง

การสร้างอำนาจต่อรองที่โปร่งใส: มีกลไกให้ตัวแทนคนขับและแพลตฟอร์มได้เจรจาพูดคุยเรื่องโครงสร้างค่าธรรมเนียมและอัลกอริทึมอย่างเป็นธรรม

การที่ธุรกิจแพลตฟอร์มจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ย่อมต้องพึ่งพา ความยั่งยืนของคนทำงาน ด้วยเช่นกัน เพราะหากคนทำงานฝืนวิ่งจนขาดทุนและไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ระบบนิเวศของแพลตฟอร์มเองก็ยากที่จะมั่นคงได้อย่างแท้จริง



จดหมายจาก อานนท์ นำภา "ในวาระที่เขาขังผมจะครบ 3 ปี ผมอยากส่งผ่านความรู้สึกและพลังเช่นว่านั้นไปถึงมิตรสหายทุกคน เมื่อท่านได้อ่านจดหมายฉบับนี้และรู้สึกโกรธต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับผม เราคือมิตรสหายกัน... ขอบคุณสำหรับทุกน้ำใจและกำลังใจ มันมีค่า มีความหมายอย่างยิ่งในห้วงเวลานี้"


ครบ 3 ปีถูกจองจำ อานนท์ นำภา เขียนจ.ม.ถึงมิตรสหาย ให้คำมั่น จะร่วมเดินไปให้สุดทาง

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม เฟซบุ๊ก อานนท์ นำภา ได้โพสต์จดหมายลายมือของนายอานนท์ ในวาระที่ถูกกักขังครบ 3 ปี ดังนี้

“โดยธรรมชาติ ความยากลำบากจะเซาะกร่อนให้คนเราถอดใจ ละทิ้งความใฝ่ฝันและอาจบางทีเวลาที่ยาวนานก็อาจทำให้บางคนทำความฝันหล่นหาย ในค่ำคืนที่ฟ้ามืดมนมองไม่เห็นแสงใดนอกจากแสงนีออน (ในสมัยนั้นอาจยังไม่มีด้วยซ้ำ) ก็ยังมีใครบางคนเขียนเพลงได้ลึกซึ้งกินใจ

“ขอเยาะเย้ยทุกข์ยาก ขวากหนามลำเค็ญ…”

เพลงนี้ร้องไม่ยาก หลายๆคนอาจเคยร้อง เคยฟังและพอเข้าใจความหมายของมัน แต่เชื่อเถิดมิตรสหาย การได้รู้สึกเยาะเย้ยกับความยากลำบากจริงๆในสถานที่จริงๆ สถานการณ์จริงๆ มันโคตรมีพลัง!

ในวาระที่เขาขังผมจะครบ 3 ปี ผมอยากส่งผ่านความรู้สึกและพลังเช่นว่านั้นไปถึงมิตรสหายทุกคน เมื่อท่านได้อ่านจดหมายฉบับนี้และรู้สึกโกรธต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับผม เราคือมิตรสหายกัน และยิ่งอ่านแล้วสัมผัสได้ในพลังใจและไฟฝันของผม นั่นคือคำมั่นสัญญาว่าเราจะร่วมเดินไปบนถนนนี้ให้สุดทาง

ขอบคุณสำหรับทุกน้ำใจและกำลังใจ มันมีค่า มีความหมายอย่างยิ่งในห้วงเวลานี้

เชื่อมั่นและศรัทธา
อานนท์ นำภา
ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แดน 4″




https://www.matichon.co.th/politics/news_5850713




อห.เจ้าหน้าที่รับผิดชอบในคณะรัฐบาลไหนกันวะ ที่ปล่อยให้มีการทำลาย " เกาะพะงัน" ลุกลามมาจนถึงขั้นนี้ ทำลาย ! ทำลาย ! ทำลาย ! แม่-ง แดกภูเขาทั้งลูกได้จริงๆ !

 
https://www.facebook.com/reel/1554969386336784
.....

Suchart Sawadsri
5 hours ago
·
อห.เจ้าหน้าที่รับผิดชอบในคณะรัฐบาลไหนกันวะ
ที่ปล่อยให้มีการทำลาย " เกาะพะงัน" ลุกลามมาจนถึงขั้นนี้
ทำลาย ! ทำลาย ! ทำลาย !
แม่-ง แดกภูเขาทั้งลูกได้จริงๆ !
แดกได้เร็วขนาดนี้ รอดหูรอดตาได้ไวขนาดนี้ !
มันต้องมหัศจรรย์แบบมาจากสามโลกโดยแท้ !
.....


Budok Baru
12 hours ago
·
อิสราเอลยึดเกาะพะงัน จดทะเบียนธุรกิจสูงสุด ขณะที่ข้อมูลสถิติ 10 สัญชาติ ลงทุนบนเกาะกว่า 3,000 บริษัท

​ข้อมูลสถิติจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (ข้อมูล ณ เดือน พฤษภาคม 2569) สะท้อนภาพการลงทุนของชาวต่างชาติบนพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง "เกาะพะงัน" จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

​จากการสำรวจพบว่า นักลงทุนจากประเทศอิสราเอล ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในการเข้ามาจดทะเบียนทำธุรกิจบนเกาะพะงัน ด้วยจำนวนสูงถึง 720 ราย คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 22% ของธุรกิจต่างชาติทั้งหมดในพื้นที่ ตามมาด้วยนักลงทุนจากฝรั่งเศสและอังกฤษตามลำดับ
​อันดับ 10 สัญชาติต่างชาติร่วมทุนตั้งบริษัทบนเกาะพะงัน
.
อันดับประเทศจำนวน (ราย)สัดส่วน (%)
1อิสราเอล จำนวน 720 22%
2ฝรั่งเศส จำนวน 426 13%
3อังกฤษ จำนวน 359 11%
4รัสเซีย จำนวน 306 10%
5เยอรมนี จำนวน 194 6%
6อเมริกา จำนวน 144 4%
7อิตาลี จำนวน 89 3%
8ยูเครน จำนวน 69 2%
9ออสเตรเลีย จำนวน 58 2%
10เบลเยียม จำนวน 56 2%
.
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เกาะพะงันกลายเป็นหมุดหมายสำคัญไม่เพียงแต่ในมุมของสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน แต่ยังเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ดึงดูดเม็ดเงินและการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาดำเนินกิจการหลากหลายรูปแบบอย่างกว้างขวาง

ข้อมูล อีจัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1682517553879993&set=gm.1058255730181912&idorvanity=243871768286983




อย่าเพิ่งตื่น ! Thai PBS Verify ตรวจสอบภาพ “อนุทิน” แต่งชุดลิเก ตอนหลัง ถูกเปลี่ยนจากภาพลิเกเป็นงิ้ว เป็นภาพปลอม โดย AI


ภาพ “อนุทิน” แต่งชุดลิเก อ้างถูกเรียกตรวจรถด่านบุรีรัมย์ พบเป็นภาพ AI

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาภาพปลอมจาก: Facebook

Thai PBS Verify พบบัญชีเฟซบุ๊กแชร์ภาพคล้าย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แต่งชุดลิเก พร้อมคณะทำงาน โดยในภาพมีการเขียนข้อความระบุว่า “รถใครก็ไม่เว้น อนุทินโดนเรียกตรวจรถ ด่านบุรีรัมย์ สุ่มตรวจเข้มปืน – ยาเสพติด”

นอกจากนี้ยังมีแคปชันระบุว่า “ลิเกมาแล้วจ้าาาา”

โพสต์ดังกล่าวมีการแสดงความรู้สึก 5,000 ครั้ง และมีการแสดงความคิดเห็น 974 ข้อความ และมีการแชร์ไปกว่า 430 ครั้ง

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?

จากการตรวจสอบโพสต์ภาพนายกใส่ชุดลิเก พบว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางไป จ.บุรีรัมย์ และมีเหตุการณ์ที่ตำรวจตั้งด่านตรวจจริง โดยมีการพูดคุยระหว่างนายกรัฐมนตรีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติด แต่ ภาพที่นำมาเผยแพร่ในโพสต์ซึ่งอ้างว่านายอนุทินแต่งชุดลิเก เป็นภาพที่สร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริง

ภาพดังกล่าวเป็นภาพจริงหรือไม่ ?

Thai PBS Verify ตรวจสอบภาพด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI เช่น Hive moderation, Truthscan และ Deepai พบมีโอกาสสูงที่ถูกสร้างจาก AI

https://www.thaipbs.or.th/verify/content/15046
.....

อีกภาพปลอม





เจาะเครือข่ายพ่อทิพย์ เงินซื้อสัญชาติ

https://www.facebook.com/reel/1717646156127427



คำว่า "เบื้องบน" หมายถึง กกต. คงมีแต่ควายเท่านั้นที่เชื่อ






https://x.com/brian_the_lover/status/2089297976976162852



 

Mamdani และภาพของการเมืองสมัยใหม่ ผลสำรวจล่าสุดของ Siena ในเดือนสิงหาคม 2026 มีตัวเลขชุดหนึ่งที่น่าสนใจมาก


Kasama Satayahurak
9 hours ago
·
Mamdani และภาพของการเมืองสมัยใหม่

ผลสำรวจล่าสุดของ Siena ในเดือนสิงหาคม 2026 มีตัวเลขชุดหนึ่งที่น่าสนใจมาก

ในนครนิวยอร์ก 69% มีทัศนคติเชิงบวกต่อ Zohran Mamdani ขณะที่มีเพียง 24% ที่มองเขาในทางลบ ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน ซึ่ง Siena วัดความนิยมของเขาใน NYC ไว้ที่ 58% ต่อ 26% (New York Post⁠)

แต่เมื่อออกจากนิวยอร์กซิตี้ ภาพกลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

ในเขตชานเมืองของนิวยอร์ก มีเพียง 34% ที่มอง Mamdani ในทางบวก ขณะที่ 60% มองในทางลบ ส่วน Upstate New York อยู่ที่ 41% ต่อ 46%

ความแตกต่างยังปรากฏระหว่างกลุ่มประชากรด้วย เขาได้รับความนิยมจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวดำถึง 80% และจากคนอายุ 18–34 ปี 72% แต่ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวยิว 66% มีทัศนคติในทางลบ และในกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป มีเพียง 38% ที่มองเขาในทางบวก (New York Post⁠)

แต่ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ 69%

มันคือ 30%

เพราะในขณะที่ Mamdani ได้ favorable rating ทั่วรัฐนิวยอร์ก 47% องค์กร Democratic Socialists of America หรือ DSA ซึ่งเขาเป็นสมาชิก กลับได้รับความนิยมเพียง 30% และมีคนมองในทางลบ 47% แม้แต่ใน NYC เอง DSA ก็มี favorable เพียง 49% ซึ่งต่ำกว่า Mamdani ถึง 20 จุด (New York Post⁠)

ปรากฏการณ์นี้อาจช่วยให้เราเห็นภาพของ การเมืองสมัยใหม่ ได้อย่างน้อย 4 เรื่อง

1. คนสามารถเลือกนักการเมือง โดยไม่จำเป็นต้องเลือกอุดมการณ์ทั้งหมดของเขา

ช่องว่างระหว่าง Mamdani 69% กับ DSA 49% ในนิวยอร์กซิตี้ น่าสนใจมาก

มันหมายความว่าอย่างน้อยมีผู้เลือกตั้งส่วนหนึ่งที่ชอบ Mamdani แต่ไม่ได้มีความรู้สึกเชิงบวกต่อองค์กรสังคมนิยมประชาธิปไตยที่เขาสังกัด

การตัดสินใจทางการเมืองจึงอาจไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงว่า

ฉันเป็น socialist → ฉันจึงเลือก Mamdani

แต่อาจกลับกันว่า

ค่าเช่าแพง → ค่าเดินทางแพง → ค่าเลี้ยงลูกสูง → ฉันรู้สึกว่าเมืองนี้ใช้ชีวิตยาก → และนักการเมืองคนนี้กำลังพูดถึงปัญหาของฉัน

ความสำเร็จของ Mamdani จึงอาจไม่ได้หมายความว่าคนนิวยอร์กจำนวนมากกลายเป็น socialist แต่หมายความว่า นักการเมืองที่มีอุดมการณ์ชัดเจนสามารถขยายฐานออกไปนอกกลุ่มอุดมการณ์ของตัวเองได้ หากสามารถเชื่อมสิ่งที่เชื่อเข้ากับปัญหาในชีวิตประจำวันของประชาชน

2. การเมืองเรื่อง “ชีวิตที่จ่ายไหว” อาจมีพลังมากกว่าการเมืองเรื่องอุดมการณ์

นโยบายสำคัญของ Mamdani ตั้งแต่การหาเสียงวนอยู่กับเรื่องธรรมดามาก ได้แก่ ค่าเช่า รถเมล์ การดูแลเด็ก ร้านขายของชำ และค่าครองชีพ

ในทางนโยบาย หลายเรื่องมีรากฐานทางความคิดอยู่ทางซ้ายอย่างชัดเจน แต่ในการสื่อสาร เขาไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการชักชวนประชาชนให้เชื่อใน socialism

เขาเริ่มต้นจากคำถามที่ง่ายกว่านั้น

ทำไมคนทำงานจึงเริ่มใช้ชีวิตในเมืองที่ตัวเองทำงานอยู่ไม่ไหว?

ผลสำรวจในกลุ่มคนอายุ 18–34 ปีที่ให้ favorable แก่ Mamdani ถึง 72% จึงน่าสนใจเป็นพิเศษ (New York Post⁠)

เราอาจตีความไม่ได้ว่าคนหนุ่มสาวทั้งหมดกำลังเคลื่อนไปทางซ้าย แต่ตัวเลขนี้อย่างน้อยทำให้ตั้งสมมติฐานได้ว่า การเมืองที่พูดถึง material conditions — บ้าน งาน ค่าเดินทาง ค่าเลี้ยงลูก และความมั่นคงในชีวิต — สามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้เลือกตั้งรุ่นใหม่ได้มากกว่าการเริ่มต้นจากป้ายทางอุดมการณ์

ความท้าทายของการเมืองสมัยใหม่จึงอาจไม่ใช่เพียงการมีนโยบายที่ดี แต่คือความสามารถในการแปลนโยบายที่ซับซ้อนให้กลับมาเป็น ประสบการณ์ที่คนรู้สึกอยู่ทุกวัน

3. นักการเมืองกำลังกลายเป็น “สื่อ” ที่เป็นอิสระจากพรรค

Mamdani เป็นตัวอย่างของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ใช้ TikTok, Instagram และวิดีโอสั้นได้เหมือน creator มากกว่านักการเมืองแบบเดิม

เขาอธิบายนโยบาย เดินไปตามถนน คุยกับคน ใช้อารมณ์ขัน และสร้างภาษาภาพของตัวเอง

จึงเกิดโครงสร้างใหม่ที่น่าสนใจ

Mamdani ≠ Democratic Party ≠ DSA

ประชาชนสามารถมีความสัมพันธ์กับทั้งสามสิ่งนี้แตกต่างกันได้

ตัวเลขล่าสุดเป็นหลักฐานที่ดีมาก เพราะทั่วรัฐนิวยอร์ก Mamdani มี favorable 47% ขณะที่ DSA มีเพียง 30% (New York Post⁠)

ในอดีต พรรคและสื่อมวลชนเป็นตัวกลางสำคัญระหว่างนักการเมืองกับประชาชน แต่ social media ทำให้นักการเมืองสามารถสร้างผู้ชม สร้างภาษา และสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองของตัวเองได้โดยตรง

ดังนั้น “แบรนด์ของบุคคล” สามารถใหญ่กว่า “แบรนด์ขององค์กร” ที่อยู่ข้างหลังเขาได้

นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างหนึ่งของการเมืองในศตวรรษที่ 21

4. แต่การเมืองแบบนี้อาจสร้างฐานที่ “ลึก” โดยไม่จำเป็นต้อง “กว้าง”

ตัวเลขอีกด้านของ Mamdani สำคัญไม่แพ้ 69%

NYC: favorable 69%
ชานเมือง: favorable 34%
Black voters: 80%
อายุ 18–34: 72%
Jewish voters: unfavorable 66%
อายุ 55+: favorable 38%

(New York Post⁠)

นี่ไม่ใช่ภาพของนักการเมืองที่ทุกคนชอบปานกลาง

แต่เป็นภาพของนักการเมืองที่ บางกลุ่มชอบอย่างมาก ขณะที่บางกลุ่มต่อต้านอย่างมาก

และนี่อาจเป็นอีกลักษณะหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่

Social media ทำให้นักการเมืองสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มข้นกับกลุ่มประชาชนของตัวเองได้อย่างที่การสื่อสารมวลชนแบบเดิมทำได้ยาก แต่ความสามารถในการสร้างฐานสนับสนุนที่เหนียวแน่น ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสร้างฉันทามติข้ามกลุ่มได้เสมอไป

Mamdani จึงอาจเป็นทั้ง ความสำเร็จและคำเตือน ของการเมืองรูปแบบใหม่ในเวลาเดียวกัน

ความสำเร็จคือ นักการเมืองสามารถมีอุดมการณ์ชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องทำให้ประชาชนยอมรับป้ายอุดมการณ์ของตนก่อน เขาสามารถเริ่มจากชีวิตจริงของผู้คน แล้วพาพวกเขาไปสู่นโยบาย

แต่คำเตือนคือ วิธีเดียวกันนี้อาจสร้างการเมืองที่มีความเข้มข้นสูงและแบ่งขั้วสูงเช่นกัน

หากมองจากกรณี Mamdani การเมืองในศตวรรษที่ 21 จึงอาจกำลังเปลี่ยนจากเส้นทางเดิม

Party → Ideology → Policy

ไปเป็น

Lived experience → Narrative → Personality → Policy

คนพบปัญหาในชีวิตก่อน
มีนักการเมืองคนหนึ่งสามารถตั้งชื่อให้ปัญหานั้น
อธิบายว่าทำไมมันจึงเกิดขึ้น
และเสนอว่ารัฐสามารถทำอะไรกับมันได้

จากนั้นประชาชนจึงค่อยเดินไปหานโยบาย — โดยไม่จำเป็นต้องเดินผ่านประตูที่เขียนว่า “ซ้าย” “ขวา” หรือ “สังคมนิยม” ก่อน

และบางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ตัวเลข 69% กับ 30% กำลังบอกเรามากที่สุด

ประชาชนอาจไม่ได้เปลี่ยนอุดมการณ์ของตัวเองเพื่อเลือกนักการเมือง แต่กำลังเลือกนักการเมืองที่สามารถทำให้อุดมการณ์ของเขามีความหมายต่อชีวิตของพวกเขาได้
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163531332829397&set=a.10150149993469397




Wow! พลโท Joseph Jarrard รองผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคเหนือของสหรัฐฯ (NORTHCOM) ระบุว่าสหรัฐฯ **ไม่สามารถ** ป้องกันการโจมตีด้วยฝูงโดรน (swarm of drones) บนแผ่นดินสหรัฐฯ ได้








https://x.com/MeidasTouch/status/2089103237328806091

@MeidasTouch
·
21 ชม.

🚨🚨 พลโท Joseph Jarrard รองผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคเหนือของสหรัฐฯ (NORTHCOM) ระบุว่าสหรัฐฯ **ไม่สามารถ** ป้องกันการโจมตีด้วยฝูงโดรน (swarm of drones) บนแผ่นดินสหรัฐฯ ได้:

"เราไม่มีระบบเซ็นเซอร์ที่เพียงพอ และขีดความสามารถในการรับมือก็ขึ้นอยู่กับว่าฝูงโดรนจะโจมตีที่จุดใด ซึ่งส่งผลต่อทั้งเรื่องการมีเซ็นเซอร์ตรวจจับและขีดความสามารถในการใช้มาตรการตอบโต้ (effectors) เพื่อจัดการกับภัยคุกคามดังกล่าว ดังนั้นในขณะนี้เราจึงยังขาดความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งที่เห็นได้ชัดว่ามีการใช้ยุทธวิธีนี้กันอยู่ทั่วไปทั่วโลกในทุกๆ วัน เราจำเป็นต้องหาวิธีลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามนี้ แต่เราก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้น"

ถ้อยแถลงของพลโท Joseph Jarrard ในงานประชุม Space and Missile Defense Symposium ที่เมือง Huntsville รัฐ Alabama ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงอันน่ากังวลเกี่ยวกับระบบป้องกันภัยทางอากาศภายในประเทศ

แม้ถ้อยแถลงนี้อาจฟังดูน่าตื่นตระหนกหากมองแยกจากบริบทโดยรวม แต่มันสะท้อนถึงข้อถกถียงภายในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) เกี่ยวกับความไม่สมมาตร (asymmetry) ของสงครามโดรนในยุคปัจจุบัน

ประเด็นสำคัญจากคำเตือนของ NORTHCOM

จุดอ่อนสำคัญ (การตรวจจับและการสกัดกั้น): ต่างจากภัยคุกคามจากขีปนาวุธวิถีโค้ง (ballistic missile) หรือขีปนาวุธร่อน (cruise missile) ที่บินในระดับสูง โดรนเชิงพาณิชย์ราคาถูกและโดรนที่บินเป็นฝูง (swarm drones) มักปฏิบัติการในระดับความสูงที่ต่ำกว่าระยะการตรวจจับของเรดาร์แบบดั้งเดิม พลโท Jarrard เน้นย้ำว่ากองบัญชาการภาคเหนือ (NORTHCOM) และ NORAD ยังขาดทั้งระบบเซ็นเซอร์ในพื้นที่เพื่อตรวจจับฝูงโดรนระดับต่ำ และขาด "มาตรการตอบโต้" ที่จำเป็น (เช่น ขีปนาวุธสกัดกั้น ระบบรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ หรืออาวุธพลังงานสูง) ที่จะนำมาใช้ภายในประเทศเพื่อจัดการกับภัยคุกคามเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ภัยคุกคามระยะใกล้: นักวิเคราะห์ด้านการป้องกันประเทศชี้ให้เห็นถึงยุทธวิธีต่างๆ เช่น "ปฏิบัติการ Spiderweb" ของยูเครน ซึ่งมีการใช้โดรนราคาถูกที่เตรียมไว้ในพื้นที่เพื่อโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร โดยยุทธวิธีนี้ถือเป็นรูปแบบหลักที่อาจเกิดขึ้นเป็นภัยคุกคามภายในประเทศได้ การปกป้องฐานที่ตั้งถาวรหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของพลเรือนจากการโจมตีด้วยฝูงโดรนในระยะใกล้และฉับพลันนั้น ถือเป็นความท้าทายที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการสกัดกั้นขีปนาวุธพิสัยไกลที่กำลังพุ่งเข้ามา

การทำงานร่วมกันและกรอบกฎหมาย: นอกเหนือจากการขาดแคลนยุทโธปกรณ์แล้ว การรับมือกับโดรนบนแผ่นดินสหรัฐฯ ยังเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องเขตอำนาจหน้าที่และข้อจำกัดทางกฎหมายที่ซับซ้อน การบูรณาการขีดความสามารถทางทหารในการต่อต้านระบบอากาศยานไร้คนขับ (C-UAS) เข้ากับหน่วยงานพลเรือน (เช่น FAA, DHS และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่น) จำเป็นต้องมีระเบียบปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เครือข่ายเซ็นเซอร์ที่ใช้ข้อมูลร่วมกัน และอำนาจทางกฎหมายที่ชัดเจนในการจัดการกับภัยคุกคามทางอากาศภายในประเทศ การตอบสนองด้านงบประมาณ: เพนตากอนกำลังผลักดันให้เร่งจัดหาเงินทุนสำหรับเทคโนโลยีต่อต้านโดรน ระบบสกัดกั้นราคาประหยัด และการบูรณาการเซ็นเซอร์ที่ขยายวงกว้างขึ้น โดยพยายามลดความไม่สมดุลด้านต้นทุนที่ปัจจุบันต้องใช้ขีปนาวุธราคาหลายล้านดอลลาร์เพื่อยิงโดรนราคาหลายพันดอลลาร์ให้ตก
.....

ครั้งหนึ่งทรัปป์เคยพูดว่า

During a Fox News interview in March 2026, when asked if Ukraine was assisting the U.S. with counter-drone defense amid escalating Middle East tensions, Trump explicitly dismissed the offer, stating:

"No, we don't need their help in drone defense. We know about drones more than anybody. We have the best drones in the world, actually."

He doubled down shortly after in an NBC News interview, remarking that "the last person we need help from is Zelensky."



หนังสือใหม่บรรยายถึงการทำลายชีวิตล้างของชาวปาเลสไตน์อย่างเป็นระบบ แบบทีละถนน



หนังสือที่เปิดโปงความจริงอันน่าทึ่งเล่มนี้เขียนโดย Weizman (ผู้เขียน *Hollow Land* และผู้ก่อตั้ง Forensic Architecture กลุ่มสืบสวนด้านสิทธิมนุษยชน) โดยนำเสนอภาพให้เห็นว่าอิสราเอลใช้การทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือในการ "กวาดล้างทางชาติพันธุ์" (ethnic cleansing) ต่อชาวปาเลสไตน์อย่างไร

หนังสือเริ่มต้นเรื่องราวในปี ค.ศ. 1950 ด้วยภาพของรถไถคันหนึ่งที่แล่นนำหน้าทหารอิสราเอลเพื่อขีดเส้นแบ่งระหว่างเมืองกาซากับพื้นที่รอบนอก ตัดขาดเกษตรกรชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่เพาะปลูกของตน ("ถ่ายรูปที่นี่ไว้ซะ เพราะแกจะไม่ได้เห็นมันอีกแล้ว" ทหารอิสราเอลคนหนึ่งกล่าวเยาะเย้ย) Weizman ชี้ให้เห็นว่าการแบ่งแยกพื้นที่และการทำลายพื้นที่เกษตรอันอุดมสมบูรณ์ในเวลาต่อมานั้น เป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีที่เรียกว่า "ungrounding" (การตัดขาดจากผืนดินถิ่นฐาน) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อ "ถอนรากถอนโคนสังคมออกจากพื้นที่ของตนและลบเลือนร่องรอยการดำรงอยู่เดิมทิ้งไป"

ด้วยการค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารสำคัญ คำบอกเล่าจากผู้ประสบเหตุจริง และการสร้างแบบจำลองทางสถาปัตยกรรม Weizman ได้ไล่เรียงเหตุการณ์ในปฏิบัติการตัดขาดถิ่นฐานที่อิสราเอลกระทำมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่คำสั่งทางการให้ "ทำลายบ้านหินของพวกเขา" ในช่วงเหตุการณ์ Nakba ปี 1948 ไปจนถึงการทำลายล้างเมืองกาซาให้ราบคาบหลังเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม นอกจากนี้ ผู้เขียนยังนำเสนอประวัติศาสตร์ของอุโมงค์ในกาซาในมุมมองใหม่ที่หักล้างความเชื่อเดิม โดยชี้ให้เห็นว่าอุโมงค์เหล่านี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับชุมชน ใช้เพื่อเชื่อมต่อค่ายผู้ลี้ภัยที่ถูกตัดขาดจากกันและเพื่อฝ่าวงล้อมการปิดกั้นพื้นที่

ส่วนที่สะเทือนใจที่สุดในงานศึกษาของ Weizman ปรากฏผ่านเทคนิค "situated testimony" (คำให้การที่อิงกับบริบทพื้นที่) ของกลุ่ม Forensic Architecture ซึ่งใช้แบบจำลองดิจิทัลช่วยให้ "พยานสามารถเข้าถึงความทรงจำที่อาจถูกบดบังไปเพราะบาดแผลทางใจ" ("ฉันเห็นสถานที่ที่ทุกอย่างเกิดขึ้น... พวกเขาเปลี่ยนสภาพพื้นที่ไปจนจำไม่ได้เลย พอได้เห็นสถานที่นั้น [อีกครั้ง] มันทำให้ฉันรู้สึกสติแตกไปเลย" ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งกล่าว) นี่คือภาพสะท้อนอันน่าหดหู่ใจของกระบวนการลบเลือนวิถีชีวิตชาวปาเลสไตน์อย่างเป็นระบบโดยอิสราเอล (ฉบับตีพิมพ์เดือนกรกฎาคม)

หนังสือ *Ungrounding: The Architecture of Genocide* โดย Eyal Weizman (สำนักพิมพ์ Penguin Press) เป็นงานศึกษาที่ใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์และมิติเชิงพื้นที่เพื่อวิเคราะห์การทำลายล้างฉนวนกาซาอย่างเป็นระบบ

Weizman ซึ่งเป็นสถาปนิก อาจารย์ และผู้ก่อตั้งหน่วยงานวิจัย Forensic Architecture ใช้การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ นิติวิทยาศาสตร์เชิงพื้นที่ และการทำแผนที่ทางธรณีวิทยา เพื่อแสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้นและตามธรรมชาตินั้น สามารถถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอาวุธที่ใช้ในการขับไล่ผู้คนจำนวนมากและการทำลายล้างได้อย่างไร

ประเด็นหลักและแนวคิดสำคัญ

1. แนวคิดเรื่อง "Ungrounding" (การตัดขาดจากผืนดิน)
Weizman นำเสนอคำว่า "Ungrounding" เพื่ออธิบายถึงการตัดขาดทางกายภาพและโครงสร้างระหว่างประชากรกับผืนดินที่พวกเขาอยู่อาศัย แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การโจมตีทางทหารโดยตรงเพียงอย่างเดียว หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นว่าการทำลายโครงสร้างพื้นฐานใต้ดิน (อุโมงค์ เครือข่ายน้ำ และฐานรากอาคาร) หน้าดินสำหรับการเกษตร และลักษณะภูมิประเทศ ทำให้พื้นที่นั้นไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผืนดินให้กลายเป็นกลไกที่ผลักดันให้ผู้คนต้องพลัดถิ่น

2. การทำแผนที่เชิงลึก (Deep Cartography)
หนังสือเล่มนี้ทำการ "ทำแผนที่เชิงลึก" ของฉนวนกาซา โดยแสดงมิติเชิงพื้นที่ที่มีความซับซ้อนและซ้อนทับกันหลายระดับ:

พื้นที่ใต้ดิน: อุโมงค์ใต้ดิน แหล่งน้ำบาดาล และชั้นโครงสร้างเมืองที่อยู่ใต้ผิวดิน

ลักษณะภูมิประเทศบนผิวดิน: ประเภทของดิน (เช่น ทรายชายฝั่งและดินร่วนปนทรายสำหรับการเกษตร) เส้นทางการค้าโบราณ และเขตกันชนทางทหารในยุคปัจจุบัน

พื้นที่แนวตั้ง/ทางอากาศ: ระบบการสอดแนม เส้นทางบินของโดรน และรูปแบบเชิงเรขาคณิตของการโจมตีทางอากาศ

3. นิติวิทยาศาสตร์เชิงพื้นที่และหลักฐาน
ด้วยการอ้างอิงข้อมูลจากการสืบสวนของ Forensic Architecture โดยตรง รวมถึงงานวิจัยที่ใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศ (เช่น ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ) Weizman ได้นำเสนอข้อมูลภาพที่ละเอียด การจำลองพื้นที่แบบ 3 มิติ ภาพถ่ายดาวเทียม และแผนที่สภาพแวดล้อม เพื่อบันทึกและจำแนกการทำลายล้างที่เป็นระบบ

4. ความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ (ค.ศ. 1948–ปัจจุบัน)
การวิเคราะห์นี้วางบริบทของการโจมตีฉนวนกาซาหลังเดือนตุลาคม ค.ศ. 2023 ให้เห็นถึงความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ย้อนกลับไปตั้งแต่เหตุการณ์ Nakba ในปี ค.ศ. 1948 และการทำแผนที่ในยุคอาณัติของอังกฤษ Weizman โต้แย้งว่ายุทธศาสตร์แบบอาณานิคมและทางทหารในภูมิภาคนี้อาศัย "วิศวกรรมเชิงพื้นที่" มาอย่างยาวนาน เพื่อแบ่งแยกดินแดนและทำลายอัตลักษณ์ของชาวปาเลสไตน์

5. การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นอาวุธ
หนังสือเล่มนี้อธิบายรายละเอียดว่าระบบที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตถูกทำลายอย่างเป็นระบบอย่างไร ซึ่งรวมถึง:

Ecocide (การทำลายระบบนิเวศ): การทำลายพื้นที่เกษตรกรรม สวนผลไม้ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อทำลายอำนาจในการจัดการอาหารของชุมชน (food sovereignty)

สงครามโครงสร้างพื้นฐาน: การมุ่งเป้าโจมตีโรงบำบัดน้ำ ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และระบบสุขาภิบาล การบีบคั้นด้วยการจำกัดพื้นที่ (Forced Spatial Compression): คือการต้อนประชากรจำนวนมหาศาลเข้าไปอยู่ใน "เขตมนุษยธรรม" (เช่น อัล-มาวาซี) ที่มีพื้นที่เล็กลงเรื่อยๆ และขาดความปลอดภัย ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนสภาพภูมิประเทศเพื่อปิดกั้นโอกาสในการหวนกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิมในอนาคต

บทสรุป
ไวซ์แมน (Weizman) เสนอว่าขนาดและวิธีการทำลายสภาพแวดล้อมและสถาปัตยกรรมในฉนวนกาซานั้น เข้าข่ายนิยามของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ผ่านการจงใจทำให้พื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ยังชี้ให้เห็นว่า การทำความเข้าใจกลไกการจัดการพื้นที่เหล่านี้จะเป็นเสมือนพิมพ์เขียวสำหรับการสร้างความรับผิดชอบ การแสวงหาความยุติธรรม และการฟื้นฟูพื้นที่ในอนาคต

(Gemini ช่วยรวบรวม)



การเปลี่ยนแปลงท่าทีของทรัมป์ต่อเกาหลีใต้เป็นการทดสอบพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ - ไม่รู้ว่าทรัปป์จะรู้มั้ยว่า การกลับกลอกของเขากำลังทำลาย ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และเสถียรภาพระหว่างประเทศ


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่หมู่บ้านปันมุนจอม เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2019 (ภาพโดย Brendan Smialowski — AFP/Getty Images)

การเปลี่ยนแปลงท่าทีของทรัมป์ต่อเกาหลีใต้เป็นการทดสอบพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ

ก่อนการฝึกซ้อมทางทหาร Ulchi Freedom Shield ที่กินเวลา 10 วัน ซึ่งมีทหารเกาหลีใต้ 18,000 นายเข้าร่วม พร้อมกับกองกำลังสหรัฐฯ และสหประชาชาติอีกหลายพันนาย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความตกตะลึงด้วยการประกาศลดการมีส่วนร่วมของอเมริกาลงอย่างมาก โดยอ้างถึง "ความสัมพันธ์ที่ดีมากกับคิม จองอุน" และความจำเป็นที่จะต้องตำหนิโซลที่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสงครามของเขากับอิหร่าน

"การฝึกซ้อมเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายสูง...แต่ยังส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปรปักษ์ต่อประเทศที่ตลอดระยะเวลาที่โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมานั้น ไม่เคยคุกคามและให้ความเคารพ" ทรัมป์โพสต์บน Truth Social

ในการตอบสนอง ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้กล่าวว่ายังคง "ประสานงานอย่างใกล้ชิด" กับวอชิงตันเกี่ยวกับการฝึกซ้อม ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นแล้วตาม "การแจ้งและกำหนดการก่อนหน้านี้" ตามที่กระทรวงกลาโหมระบุ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือของพันธมิตรของสหรัฐฯ การลดการเข้าร่วมในการฝึกซ้อมซึ่งเป็นพื้นฐานของสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันที่มีมายาวนาน 72 ปีกับเกาหลีใต้ที่เป็นประชาธิปไตย ในขณะที่ทรัมป์เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวของเขากับคิม จองอุน ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของพันธกรณีด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในขณะเดียวกันก็เป็นการปกป้องรัฐตำรวจที่ได้รับการจัดอันดับ 3/100 โดยกลุ่มสิทธิมนุษยชน Freedom House ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่มีพันธมิตรตามสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการเพียงสองประเทศคือจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นศัตรูหลักของสหรัฐฯ

ยิ่งไปกว่านั้น คำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่าเปียงยาง “ไม่เป็นภัยคุกคามและให้ความเคารพ” นั้นขัดแย้งกับกิจกรรมทางทหารอย่างต่อเนื่องของเกาหลีเหนือ นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่ง เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบขีปนาวุธ 24 ครั้ง พร้อมกับการยิงขีปนาวุธร่อนและระบบป้องกันภัยทางอากาศอีกหลายครั้ง รวมถึงการยิงเมื่อวันพุธที่ผ่านมาด้วย

นอกจากนี้ เปียงยางยังได้ขยายอิทธิพลทางทหารทั่วโลกอย่างแข็งขัน หลังจากลงนามในข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างครอบคลุมกับมอสโกเมื่อเดือนมิถุนายน 2024 โดยส่งทหารเกาหลีเหนือมากกว่า 14,000 นาย กระสุนปืนใหญ่ และขีปนาวุธไปสนับสนุนสงครามของวลาดิมีร์ ปูตินในยูเครน (ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีของยูเครนเตือนว่าคิม จองอุนกำลังเตรียมส่งกำลังเสริมอีก 30,000 นาย)

คำวิจารณ์ของทรัมป์ต่อเกาหลีใต้ที่ปฏิเสธที่จะช่วยเหลืออิหร่านในการ "ปลดอาวุธนิวเคลียร์" นั้นดูไม่ลงตัวกับบทบาทของเกาหลีเหนือที่มีมายาวนานในการพัฒนาโครงการอาวุธยุทธศาสตร์ของเตหะราน จากมุมมองของการต่อต้านการแพร่กระจายอาวุธ เกาหลีเหนือเป็นความท้าทายที่แตกต่างออกไป: ต่างจากอิหร่าน เกาหลีเหนือมีคลังอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้งานได้แล้ว และมีประวัติการถ่ายโอนเทคโนโลยีขีปนาวุธและเทคโนโลยีทางทหารไปต่างประเทศอย่างกว้างขวาง

"เกาหลีเหนือให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่อิหร่าน สร้างโรงงานแบบครบวงจร ออกแบบเทคโนโลยี ความสามารถในการผลิต ยุทธวิธี และสิ่งต่างๆ เหล่านั้น" แดเนียล พิงค์สตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยทรอยในกรุงโซลกล่าว "ข้อตกลงทางเทคโนโลยีและการเยือนทางวิทยาศาสตร์ระดับสูงมีมานานหลายปีแล้ว"

ในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรักปี 1980-1988 เกาหลีเหนือกลายเป็นหนึ่งในผู้จัดหาอาวุธหลักของเตหะราน ความสัมพันธ์ดังกล่าวแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นหลังจากการล่มสลายของการอุดหนุนจากสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เมื่อเปียงยางแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีขีปนาวุธกับน้ำมันดิบของอิหร่านเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่อ่อนแอของตน

เตหะรานซื้อขีปนาวุธ Scud-B และ Scud-C จากเกาหลีเหนือ โดยใช้เป็นต้นแบบสำหรับโครงการขีปนาวุธ Shahab-1 และ Shahab-2 ของตนเอง ต่อมา ขีปนาวุธ Nodong-1 ของเกาหลีเหนือถูกดัดแปลงเป็น Shahab-3 ซึ่งเป็นแกนหลักของขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกลสมัยใหม่ของอิหร่าน รวมถึงรุ่นต่างๆ เช่น Emad และ Ghadr ข้อมูลข่าวกรองที่เปิดเผยออกมาบ่งชี้ว่าอิหร่านได้ดัดแปลงส่วนหัวของขีปนาวุธ Shahab-3 โดยเฉพาะเพื่อรองรับหัวรบนิวเคลียร์ขนาดเล็ก

วิศวกรทหารของเกาหลีเหนือ ซึ่งมีชื่อเสียงในการสร้างสิ่งก่อสร้างใต้ดินขนาดใหญ่ ยังได้ช่วยอิหร่านออกแบบและสร้างไซโลขีปนาวุธที่แข็งแกร่ง เครือข่ายใต้ดิน และบังเกอร์โรงงานนิวเคลียร์อีกด้วย นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานด้านขีปนาวุธแล้ว เปียงยางยังจัดหาเรือดำน้ำขนาดเล็ก ขีปนาวุธต่อต้านเรือ เครื่องยิงจรวด และการฝึกหน่วยคอมมานโดเฉพาะทางให้แก่อิหร่าน

ในขณะที่หน่วยข่าวกรองตะวันตกถกเถียงกันถึงรายงานเป็นระยะๆ เกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านที่เข้าร่วมการทดสอบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ แต่ความเต็มใจของเปียงยางที่จะขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ไปยังที่อื่นๆ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ในปี 2550 การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลได้ทำลายโรงงานอัล-คิบาร์ลับของซีเรีย ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์ผลิตพลูโทเนียมที่สร้างโดยเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นแบบจำลองของเครื่องปฏิกรณ์ขนาด 5 เมกะวัตต์ที่ยงบยอน

นอกเหนือจากเรื่องการทูตแล้ว การลดขนาดการฝึกซ้อมร่วมกันยังส่งผลกระทบทางยุทธวิธีในทันที ผู้บัญชาการทหารของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ วางแผนที่จะใช้การฝึกซ้อม Ulchi Freedom Shield เพื่อปรับตัวให้เข้ากับยุทธวิธีในสนามรบที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งแสดงให้เห็นโดยกองกำลังเกาหลีเหนือในยูเครน รวมถึงการบูรณาการฝูงโดรน การรบกวนสัญญาณ GPS ทางอิเล็กทรอนิกส์ และสงครามไซเบอร์ที่ประสานงานกัน

“พวกเขานำบทเรียนที่ได้รับจากที่นั่นกลับมาใช้ในเกาหลีเหนือ ซึ่งเปลี่ยนแปลงขีดความสามารถของพวกเขา” พันเอกไรอัน โดนัลด์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองบัญชาการที่นำโดยสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ กล่าวกับผู้สื่อข่าว “นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการฝึกซ้อมจึงดูแตกต่างออกไป และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดห้าปีที่ผ่านมา”

แล้วทำไมทรัมป์ถึงเปลี่ยนนโยบายอย่างกะทันหัน? เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผู้บัญชาการสูงสุดของสหรัฐฯ ได้แชร์ภาพถ่ายเก่าที่ถ่ายคู่กับคิม จองอุน ในปี 2019 พร้อมย้ำว่าทั้งสอง “เข้ากันได้ดี” โพสต์ดังกล่าวจุดประกายการคาดการณ์อีกครั้งว่าทรัมป์กระตือรือร้นที่จะจัดการประชุมสุดยอดระดับสูงกับคิมอีกครั้งเพื่ออ้างชัยชนะด้านนโยบายต่างประเทศ ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตถึงความระมัดระวังในลักษณะเดียวกันในการที่ทรัมป์ชะลอแพ็คเกจอาวุธมูลค่า 14 พันล้านดอลลาร์สำหรับไต้หวัน ซึ่งเป็นแพ็คเกจที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดขวางการเยือนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนที่จะเกิดขึ้น

แต่การโจมตีโซลของทรัมป์เน้นให้เห็นถึงแนวโน้มระดับโลกที่กว้างขึ้น นั่นคือพันธมิตรต่าง ๆ กำลังดำเนินการเพื่อปกป้องตนเองจากความผันผวนของสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน สงครามอิหร่านได้เปลี่ยนเกาหลีใต้ให้กลายเป็นผู้จัดหายุทโธปกรณ์รายใหญ่ให้กับประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งกำลังซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะกลาง Cheongung-II แทนที่จะพึ่งพายุทโธปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

จากยุโรปถึงตะวันออกกลาง พันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพาเชิงยุทธศาสตร์ไปเป็นนโยบายประกันภัยที่เป็นอิสระ เดนมาร์กเพิ่งเลือกใช้เครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศของฝรั่งเศสและอิตาลีแทนระบบ Patriot ของสหรัฐฯ ในขณะที่แคนาดากำลังประเมินพันธสัญญาที่มีต่อโครงการ F-35 ใหม่ ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ได้ย้ายโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่สำคัญออกจากบริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาไปยังผู้ให้บริการในยุโรปเพื่อลดความเปราะบางของระบบ

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือการลงนามในข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเป็นสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกันแบบนาโตระหว่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน หลังจากความขัดแย้งระดับภูมิภาคที่ยาวนานกว่าทศวรรษ ซึ่งถูกกำหนดโดยการปะทะกันในประเด็นกลุ่มภราดรภาพมุสลิมและการลอบสังหารนักข่าวจามาล คาช็อกกี ริยาดและอังการาได้พบจุดร่วมกันท่ามกลางคำถามที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับขอบเขตที่พวกเขาสามารถพึ่งพาพันธกรณีด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่มีมายาวนานได้

“มันเป็นเรื่องไร้สาระที่ไม่สมเหตุสมผล” พิงค์สตันกล่าวถึงการเปลี่ยนท่าทีของทรัมป์ “ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ กำลังถูกโจมตี และนั่นเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ และเสถียรภาพระหว่างประเทศ”

บทความแปลจาก Time
Trump’s South Korea Shift Tests a Key U.S. Alliance

https://time.com/article/2026/08/17/trump-south-korea-joint-drills-kim-north-nuclear-iran-analysis/
Aug 17, 202