วันศุกร์, เมษายน 24, 2569

จดหมาย “เอกชัย” จากเรือนจำคลองเปรม ร้อนจัดจนเสี่ยงฮีทสโตรก ถูกส่งตัวไปดูอาการที่สถานพยาบาล ทำไมอากาศปีนี้ถึงอาจร้อนที่สุดในรอบ 140 ปี?


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
11 hours ago
·
จดหมาย “เอกชัย” จากเรือนจำคลองเปรม: ร้อนจัดจนเสี่ยงฮีทสโตรก ถูกส่งตัวไปดูอาการที่สถานพยาบาล
.
.
เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 ได้เขียนจดหมายถึงโครงการ Freedom Bridge เพื่อบอกเล่าสถานการณ์สุขภาพล่าสุดของเดือนเมษายนนี้ที่อากาศร้อนมาก ๆ อาทิตย์ก่อนหน้านั้น (12 เม.ย.) เขาก็เกือบมีอาการฮีทสโตรก (Heatstroke) กล่าวคือมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เท้าทั้งสองข้างชา และเหงื่อไม่ออก ก่อนจะถูกส่งตัวไปที่แดนพยาบาล โดยมีพยาบาลเข้ามาตรวจคลื่นหัวใจและเจาะเลือด ก่อนจะให้นอนพัก 1 ชั่วโมง และส่งตัวกลับแดน
.
“ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา อากาศร้อนจัดจนผมมีอาการปวดหัวเวียนหัว คลื่นไส้ เท้าชาทั้งสองข้าง เหงื่อไม่ออก แถมมีอาการเกือบหน้ามืดเป็นบางครั้ง ผมจึงออกพบแพทย์ฉุกเฉินในวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา แพทย์วินิจฉัยผมมีความเสี่ยงเป็น Heatstroke ยิ่งผมทานยารักษาอาการต่อมลูกหมากโต เริ่มมีอาการตับ-ม้ามโตก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอีก
.
“แพทย์จึงจ่ายยา 2-3 รายการ เพื่อบรรเทาอาการ Heatstroke และแนะให้ผมใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ หากอาการไม่ดีขึ้นผมอาจต้องออก รพ.ราชทัณฑ์ ช่วงนี้จนถึงเดือนกรกฎาคม ผมมีนัดพบแพทย์ รพ.ราชทัณฑ์หลายครั้ง ซึ่งผมอาจต้องตรวจ Ultra sound หรือ CT Scan โดยที่ รพ.ราชทัณฑ์อยู่ติดกับเรือนจำคลองเปรมจึงถือเป็นความโชคดีของผมที่อยู่ใกล้แพทย์
.
“อย่างไรก็ตาม นโยบายลดความแออัดของเรือนจำด้วยการย้ายผู้ต้องขังเรือนจำในกรุงเทพฯ ไปเรือนจำในต่างจังหวัด ทำให้ผมตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกย้ายไปเรือนจำอื่นตลอดเวลา แถมศาลฎีกายังคงปฏิเสธการประกันตัวผมโดยอ้างสิทธิในการรักษาจากเรือนจำ แต่มองข้ามสุขอนามัยที่เป็นต้นเหตุให้สุขภาพของผมแย่ลง แบบนี้ยิ่งทำให้การรักษาอาการป่วยของผมอยู่ในความเสี่ยงยิ่งขึ้น”
.
ในเรื่องการถูกศาลฎีกาปฏิเสธการประกันตัว เอกชัยได้ให้ความเห็นผ่านทนายความที่เข้าเยี่ยมเมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่าเนื้อหาที่ศาลยกคำร้องว่าจำเลยมีสิทธิรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้วนั้น เขามองว่าการรักษาของราชทัณฑ์ไม่ได้มีประสิทธิภาพเพียงพอ และสถานที่การรักษาผู้ป่วยก็ไม่เหมาะสม

.
ย้อนดูความเจ็บป่วยที่เรื้อรังของเอกชัย

เอกชัยถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์พิพากษากลับในคดีที่ถูกฟ้องในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินีแ ในการชุมนุมปี 2563 โดยศาลชั้นต้นเคยพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาลงโทษจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน พร้อมกับจำเลยอีกสี่คนถูกจำคุกคนละ 16 ปี และศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวทั้งหมดในระหว่างฎีกา แม้ได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาแล้ว
.
ก่อนหน้านั้น ขณะเอกชัยถูกคุมขังในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ช่วงปี 2566 เอกชัยป่วยเป็นโรคฝีในตับจนต้องถูกส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี และหลังพ้นโทษในเดือน ก.พ. 2567 ยังต้องตรวจ CT Scan เพื่อติดตามโรคทุก 3-6 เดือน แต่เมื่อถูกคุมขังในคดีนี้ ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 เขาร้องขอให้ราชทัณฑ์เขาไปตรวจ CT Scan ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย. 2568 และผ่านมาเกือบ 7 เดือนก็ยังไม่เคยได้รับการตรวจ
.
ในเดือน มี.ค. 2569 เอกชัยเริ่มมีอาการปวดบริเวณจุดที่เคยผ่าตัดตับและมีอาการปัสสาวะไม่สุด จึงถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค.

กระทั่งวันที่ 27 มี.ค. เขาถูกส่งตัวกลับเรือนจำคลองเปรมโดยทางราชทัณฑ์ระบุว่าพบภาวะตับและม้ามโตเล็กน้อย และไม่พบการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน แพทย์ได้ให้คำแนะนำในการดูแลด้วยวิธีฝึกกลั้นปัสสาวะ ขณะที่เอกชัยระบุว่าเขายังมีอาการปวดแผลเป็นระยะ ๆ โดยระบุว่าแพทย์สันนิษฐานว่าตนมีอาการกระบังลมอักเสบ และจ่ายยาแก้อักเสบ แต่ยังไม่ได้รับการตรวจ CT Scan
.
ในวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกายังคงมีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวเป็นครั้งที่ 3 โดยระบุว่า “อาการเจ็บป่วยจำเลยมีสิทธิรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว”
.
ปัจจุบันเอกชัย วัย 50 ปี ยังคงถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม ท่ามกลางปัญหาสุขภาพที่สะสมและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่คดีในชั้นฎีกายังคงดำเนินต่อไป
.
.
อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/82986

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1370511304919336&set=a.656922399611567








https://x.com/thestandardth/status/2047294712264995089



 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) หัวหน้าพรรคประชาชนโพสต์ พวกเราจะไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็น “ผู้แทนราษฎร” และยืนยันว่าการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของผู้แทนราษฎรอดีตพรรคก้าวไกลในวันนั้น อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่อันชอบด้วยรัฐธรรมนูญในฐานะผู้แทนราษฏรที่มาจากประชาชน


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ - Natthaphong Ruengpanyawut
7 hours ago
·
พวกเราจะไม่มีวันหยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็น “ผู้แทนราษฎร”
.
ผมเริ่มเดินทางร่วมกับองคาพยพอนาคตใหม่ด้วยความฝัน มุ่งมั่นว่าการเมืองคือเรื่องของคนธรรมดาที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และการเมืองคือเรื่องของทุกคน ไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนของประเทศก็ตาม ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมกับขบวนการอนาคตใหม่เพื่อสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
.
ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เราไม่เคยเดินอยู่บนเส้นทางที่ราบเรียบ พวกเราเผชิญขบวนการนิติสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการถูกฟ้องหมิ่นประมาท ยุบพรรค ตัดสิทธิ์​ และการถูกคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ แต่พวกเราเชื่อมั่นว่าการทำหน้าที่ของพวกเราทุกคน ทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์และภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น พร้อมทั้งต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีหลักนิติรัฐและนิติธรรมที่ประชาชนทุกคนล้วนเสมอภาคและถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
.
ผมยืนยันว่าการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของผู้แทนราษฎรอดีตพรรคก้าวไกลในวันนั้น อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่อันชอบด้วยรัฐธรรมนูญในฐานะผู้แทนราษฏรที่มาจากประชาชน ในการใช้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อถกเถียงและพูดคุยในประเด็นอ่อนไหวอย่างมีวุฒิภาวะเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พวกเรามิได้มีความมุ่งหมายที่จะล้มล้างหรือเซาะกร่อนบ่อนทำลายตามที่ถูกกล่าวหาจากผู้มีอำนาจแต่อย่างใด
.
ผมอยากชวนให้ทุกคนพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมว่า การใช้ “มาตรฐานทางจริยธรรม” โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือถูกใช้อย่างไม่มีมาตรฐาน กับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนของประชาชน สิ่งใดเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยของเรามากกว่ากัน
.
ในขณะที่คดีของพวกเราเดินหน้าอย่างรวดเร็ว หลากหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งค้างอยู่ในมือ ป.ป.ช. กลับไม่คืบหน้า จึงต้องถามว่าสรุปแล้วมาตรฐานในการพิจารณาคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ตรงไหนกันแน่
.
ผมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเราถูกกระทำในวันนี้ สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่การเสนอร่างกฎหมาย หากแต่เป็นเพราะพวกเราคือตัวแทนของประชาชนที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงซึ่งย่อมทำให้คนบางกลุ่มที่ยึดครองประเทศไทยอยู่ ต้องสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ เมื่อพวกเขาถูกท้าทายจึงต้องต่อสู้กลับ โดยไม่สนใจวิธีการ ไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศ
.
ในวันพรุ่งนี้ไม่ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งแบบใด ผมยืนยันว่าพวกเราผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ควรจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรต่อไป
.
ประการแรก การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คน เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เพราะการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปของพวกเราไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ หรือการบริหารราชการแผ่นดิน อันก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากเกินแก่จะเยียวยาได้ในภายหลังได้
.
ประการที่สอง การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คน เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นส่วนสำคัญในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
.
ประการที่สาม การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คนที่อยู่ในกลุ่มคดี 44 สส. ไม่สามารถกระทำการในทำนองเดียวกันกับที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้ กล่าวคือ พวกเราไม่สามารถเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีลักษณะคล้ายหรือทำนองเดียวกับคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้อีก
.
ประการสุดท้าย การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกผู้แทนราษฎรของพวกเราทั้ง 10 คนต่อไป ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลฎีกา หรือกระทำการยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. แสวงหาข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว
.
กลับกัน หากศาลฎีกาจะสั่งให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย่อมส่งผลกระทบต่อการปกครองระบอบรัฐสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่น หรือแม้แต่ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมดเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” ที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างประชาชนกับสภาผู้แทนราษฎรและการบริหารราชการแผ่นดิน เพียงเพราะว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้อำนาจหน้าที่ที่ตนมีตามรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับคดีความ เป็นเหตุให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต
.
ดังนั้น ผมย้ำว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าผลออกมาในทิศทางใด ไม่ได้กระทบต่อผู้แทนราษฎรเพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระทบต่ออำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจที่มาจากประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้จึงใหญ่กว่าพวกผม ใหญ่กว่าพรรคประชาชน แต่คือเรื่องของอนาคตประชาธิปไตยไทย และเรื่องของพวกเราทุกคน
.
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
23 เมษายน 2569








https://x.com/teng_pple/status/2047279627853578269



 

งานเสวนา "ปอกเปลือกจรรยามารยาทและความเป็นผู้ดีไทย" ฟังไปลุ้นไป พร้อมคดีจริยธรรม 44 สส. แถมเหยื่อคดีจริยธรรมมาร่วมเสวนาด้วย

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26861232790183539

Thanapol Eawsakul 
6 hours ago
·
งานเสวนา "ปอกเปลือกจรรยามารยาทและความเป็นผู้ดีไทย"
ฟังไปลุ้นไป พร้อมคดีจริยธรรม 44 สส.
แถมเหยื่อคดีจริยธรรมมาร่วมเสวนาด้วย
.......
งานเสวนาเนื่องในการตีพิมพ์หนังสือ ประวัติศาสตร์มารยาทและความเป็นผู้ดีไทย ของ แพทริค โจรี
หัวข้อ
ปอกเปลือกจรรยามารยาทและความเป็นผู้ดีไทย
พรุ่งนี้ที่ธรรมศาตร์ ท่าพระจัรทร์
........
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569
ห้องประชุมริมน้ำ ชั้น 1 คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เวลา 14.00 – 16.30 น
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1400975345407923&set=a.632274952277970
น่าจะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ศาลฎีการจะชี้ว่า คดี 44 สส. ที่ลงชื่อแก้ 112
นั้นมีความผิด "ล้มสถาบัน ล้มเจ้า "
นั้นจะเอาอย่างไรต่อ
รับฟ้องหรือไม่
รับฟ้องแล้วสั่งยุตฏิบัติหน้าที่หรือไม่
หรือยังไม่มีคำตอบ
https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2903933
ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นเไร
1 ในวิทยากรคือ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า
เหยื่อของข้อหานี้ มาร่วมเสวนาด้วย
สรุปไทม์ไลน์ ‘ช่อ พรรณิการ์’ ถูกศาลตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีพ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=844573943709751&set=a.707991137368033
เชิญมาฟังกันหรือชมสดทาง live ของผู้จัดงาน
ทั้ง
สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
5 hours ago
·
ปัญหาไม่ใช่การเสนอแก้ 112 แล้วผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ หรือเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อะไรหรอกครับ
ปัญหาคือพรรคส้ม ไม่ว่าจะเป็นอนาคตใหม่ ก้าวไกล พรรคประชาชนจะไปทุบหม้อข้าว ของกลุ่มที่กอบโกยผลประโยชน์อยู่ในปัจจุบันเท่านั้นแหละ



สงครามอิหร่าน กำลังสร้างแรงกดดันต่อคำสั่งซื้อ ต้นทุน และการจ้างงานในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของจีน อย่างไร



"เราทำงานหนักมากจนไม่มีเวลาใช้ชีวิต" สงครามอิหร่านกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและแรงงานชาวจีนอย่างไร

ลอรา บิกเกอร์
ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศจีน
เมืองฝอซาน และ นครกวางโจว, จีน
เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว


ท่ามกลางบรรยากาศอันหดหู่ในตรอกซอกซอยของศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน ที่ตรงนั้นมีคนงานกำลังสูบบุหรี่อยู่ใต้ต้นไม้หน้าร้านค้า ซึ่งติดโฆษณารับสมัครตำแหน่งงานชั่วคราวในโรงงาน

"ไม่มีใครเข้าใจชีวิตของพวกเรา" ชายคนหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามกล่าว

"เราทำงานหนักมากจนไม่มีเวลาใช้ชีวิต โปรดช่วยพวกเราด้วย" แรงงานอีกคนหนึ่งกล่าวเสริม นี่ถือเป็นการร้องขอต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ทั้งเสี่ยงและเกิดขึ้นได้ยาก

พวกเขาดูสิ้นหวัง และกำลังดิ้นรนเพื่อหาเงินให้พอที่จะส่งไปดูแลคนที่บ้าน ขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมการผลิตของจีน ที่เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าราคาถูกจำนวนมาก ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงแบบอัตโนมัติ

และนั่นเกิดขึ้นก่อนที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านจะสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกเสียด้วยซ้ำ

ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจของจีนกำลังต่อสู้กับปัญหาการเติบโตที่ชะลอตัวและการว่างงานอยู่แล้ว ตอนที่มาตรการภาษีของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกประกาศใช้เมื่อปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของจีนยังคงแข็งแกร่ง การส่งออกยังขยายตัว และรายงานการเติบโตของจีดีพีประเทศก็เป็นบวกราว 5% แต่ความไม่พอใจของผู้คนยังคงคุกรุ่นอยู่ และตอนนี้ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางก็เริ่มส่งผลกระทบระลอกใหม่แล้ว และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อคำสั่งซื้อของโรงงาน ต้นทุน และการจ้างงาน

ที่เมืองฝอซาน ในมณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม โอกาสในการทำงานที่ดีที่สุดถูกแปะประกาศไว้หน้าพวกเขาด้วยตัวอักษรสีแดงสด นั่นคืองานการขึ้นรูปพลาสติก หรืองานการประกอบชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือเป็นเวลาสองสามสัปดาห์ ด้วยค่าจ้าง 18-20 หยวนต่อชั่วโมง หรือคิดเป็นเงินไทยราว 85-95 บาทต่อชั่วโมง

"ฉันจะลองหางานที่อื่นดู" คนงานอีกคนจากมณฑลแถบชนบทกล่าว คนงานส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 40 ปีมาก และรู้สึกผิดหวังกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอีก

นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ทางการจีนเรียกร้องการยุติสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง


อุตสาหกรรมการผลิตของจีนเปลี่ยนแปลงไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากสินค้าที่ผลิตในปริมาณมากไปสู่สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

ปริมาณสำรองน้ำมันจำนวนมากที่น่าอิจฉาของจีน และความเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้า ได้ช่วยปกป้องจีนจากผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามในตะวันออกกลาง

แม้จีนจะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง แต่สงครามก็กำลังปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ และนั่นกำลังสร้างความเจ็บปวดให้กับเศรษฐกิจจีนที่ซบเซาซึ่งพึ่งพาการส่งออกเป็นอย่างมาก

"ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 20%" ผู้ค้ารายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนามกล่าว ขณะที่เธอกำลังจัดระเบียบคนงานให้เคลื่อนย้ายม้วนผ้าจากท้ายรถบรรทุกไปยังรถเข็น ซึ่งจะนำผ้าเหล่านั้นไปยังโรงงานในท้องถิ่นเพื่อตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำหรับผู้ค้าปลีกทั่วโลก ตั้งแต่แบรนด์ ซาร่า (Zara) ไปจนถึง ชีอิน (Shein) และ เทมู (Temu)

นี่คือตลาดค้าผ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งตั้งอยู่ในนครกวางโจว ที่อยู่ห่างจากเมืองฝอซานไปหนึ่งชั่วโมงหากเดินทางด้วยรถยนต์ ท้องถนนที่นั่นเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์ที่บรรทุกม้วนผ้าสีสันสดใส ขณะที่รถตู้และรถบรรทุกขนาดเล็กบีบแตรไปมาเพื่อรับและส่งสินค้า เราแทบจะแยกร้านค้าต่าง ๆ ออกจากกันไม่ออกท่ามกลางกองผ้าไนลอน โพลีเอสเตอร์ และผ้าไหม แต่เจ้าของและผู้ขายแต่ละรายต่างก็มีเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน

การค้าขายของพวกเขาต้องการน้ำมันในรูปของปิโตรเคมีที่ราคาถูกและมาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากปราศจากสิ่งนี้ พวกเขาก็ไม่สามารถผลิตผ้าได้ และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในขณะนี้ก็กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อพวกเขา "นั่นหมายถึงจำนวนคำสั่งซื้อที่ลดลง" พ่อค้าคนหนึ่งกล่าวขณะจิบชาในห้องทำงานด้านหลัง เขาเสริมว่าลูกค้าบางรายปฏิเสธที่จะจ่ายมากขึ้น และม้วนผ้าก็กองกันเป็นพะเนินอยู่ในโกดัง

หากพวกเขาไม่ผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปให้ลูกค้า พวกเขาก็ต้องแบกรับมันเอง ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจซึ่งได้กำไรน้อยอยู่แล้ว

หนึ่งปีก่อน เมื่อสหรัฐฯ และจีนกำลังทำสงครามการค้ากัน ได้มีการแสดงออกถึงการต่อต้านบนท้องถนนในกวางโจว แต่ในครั้งนี้กลับมีเพียงการยอมจำนน


ผู้ขายผ้าในนครกวางโจวกำลังกังวลเกี่ยวกับต้นทุนที่สูงขึ้น

แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนก็ยังมีโอกาสอยู่

เพียงขับรถไปไม่ไกล เหล่าเจ้าของโรงงานและผู้ผลิตต่างต้อนรับผู้ซื้อจากทั่วโลกในห้องโถงขนาดใหญ่ของงานแคนตันแฟร์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โบกมือและร้องเพลง ขณะที่ผู้มาเยือนจากนานาชาติร่วมถ่ายเซลฟี

นี่คือจีนในแบบฉบับที่ผู้นำกรุงปักกิ่งต้องการให้โลกเห็น ประเทศที่มองไปสู่อนาคตและสร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในขณะที่คู่แข่งอย่างสหรัฐอเมริกากำลังพัวพันกับสงครามในตะวันออกกลาง

มีคิวยาวเหยียดเพื่อลองแว่นตาเอไอที่อ้างว่าสามารถแปลภาษาได้ รวมถึงขาหุ่นยนต์ช่วยปีนเขา นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ใช้ในชีวิตประจำวันมากมาย ตั้งแต่เครื่องดูดฝุ่นที่สามารถขจัดคราบได้ในไม่กี่วินาที ไปจนถึงเครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซและเครื่องม้วนผมที่เงาวับ

สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ราคาของพวกมันกำลังสูงขึ้น ผู้ค้าบอกว่าเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะพวกมันทำจากพลาสติก ซึ่งใช้น้ำมันในกระบวนการผลิต

แต่ผู้ซื้อก็ยังคงหลั่งไหลเข้ามา เพราะธุรกิจต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าให้บริการลูกค้าต่อไป และสงครามก็ได้ตอกย้ำความได้เปรียบของจีนในภาคส่วนสำคัญภาคหนึ่ง หลังจากเกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง นั่นก็คืออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EVs)


จอยซ์ หลิว กำลังมองหาผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้านอกตลาดภูมิภาคตะวันออกกลาง

ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของจีนระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า 350,000 คันในเดือน มี.ค. เพียงเดือนเดียว เพิ่มขึ้น 30% จากเดือน ก.พ. และเพิ่มขึ้น 140% จากเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว

รถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของจีนที่ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ขณะนี้ จอยซ์ หลิว ที่เป็นผู้ค้ารถยนต์ไฟฟ้า กำลังพบว่าการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้ากลายเป็นเรื่องยาก

"ปีที่แล้ว 90% ของรถยนต์ของเราส่งไปตะวันออกกลาง แต่ปีนี้เนื่องจากสงคราม เราแทบจะหยุดทำธุรกิจกับพวกเขาแล้ว" เธอกล่าว "รถยนต์บางส่วนยังคงรออยู่ที่ท่าเรือจีน"

เธอมาที่แคนตันแฟร์เพื่อหาผู้ซื้อรายใหม่จากแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ แต่ก็มีผู้ซื้อจากอินเดีย บังกลาเทศ และตุรกี กระจายตัวอยู่ที่บูทรถยนต์ไฟฟ้าหลายแห่งเช่นกัน ในบางประเทศ รายชื่อผู้รอซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลพุ่งสูงขึ้น

แต่ก็มีคณะผู้แทนจากโอมานด้วย ซึ่งกำลังตรวจสอบรถยนต์ภายใต้แสงไฟสปอตไลท์สว่างจ้า รวมถึงโฆษณาที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับ พวกเขาตัดสินใจที่จะทำข้อตกลงและกำลังต่อรองราคากับผู้ค้า

"เรามาที่นี่เพื่อร่วมมือกับบริษัทจีน ตอนนี้มันยากลำบาก แต่ด้วยพระประสงค์ของพระเจ้า สงครามจะยุติลง และธุรกิจจะดีขึ้น" ซาฮีร์ โมฮัมเหม็ด ซาฮีร์ อัล-คาบี กล่าว


ซาฮีร์ โมฮัมเหม็ด ซาฮีร์ อัล-คาบี (ซ้าย) กำลังทดสอบรถยนต์ที่งานแคนตันแฟร์

นั่นเป็นสิ่งที่ทางการกรุงปักกิ่งต้องการเช่นกัน

แม้สงครามในตะวันออกกลางจะยิ่งหนุนเสริมความพยายามของจีนในการพึ่งพาตนเอง แต่จีนก็ไม่ได้เป็นผู้ชนะอย่างแท้จริงในสถานการณ์นี้ ยู เจี๋ย จากสถาบันวิจัยแชทแธมเฮาส์ในลอนดอนกล่าว

"มันตลกร้าย เพราะสหรัฐฯ ที่เสื่อมถอยลงเป็นสิ่งที่จีนหวังอยากจะเห็น แต่นั่นเป็นอเมริกาแบบที่จีนต้องการหรือไม่ ? จีนอาจจะต้องการสหรัฐฯ ที่คาดเดาได้ง่าย และจัดการได้ง่ายมากกว่า"

อย่างไรก็ตาม การรักษาสมดุลยังคงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะทางการกรุงปักกิ่ง "ไม่ต้องการทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ" เธอกล่าวเสริม เธอยังเชื่อด้วยว่าการประชุมสุดยอดที่กำหนดไว้ในเดือน พ.ค. จะช่วยลดความรุนแรงของการตอบโต้ของจีนต่อสงครามได้

"ทางการกรุงปักกิ่งต้องการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มีการประชุมนั้น"

หากมองจากภายนอก จีนกำลังเรียกร้องให้มีการหยุดยิง ในขณะเดียวกันก็ผลักดันอิหร่านซึ่งเป็นมิตรของตนไปสู่โต๊ะเจรจา และดูเหมือนว่าทรัมป์ก็ต้องการเช่นนั้นเช่นกัน ด้าน สี จิ้นผิง ก็กำลังจัดการประชุมและโทรศัพท์เจรจากับมกุฎราชกุมารแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย

นี่คือการที่จีนแสดงแสนยานุภาพทางการทูต "จีนต้องการแสดงให้ทั้งสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในภูมิภาคเห็นว่า จีนจริงจังกับพันธสัญญาของตนในภูมิภาคนี้ และแน่นอนว่าสิ่งนี้ดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก" วิลเลียม ฟิเกโรอา ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยโกรนิงเกน กล่าว

นี่เป็นการย้ำเตือนว่าจีนไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่สิ่งนี้มีความหมายเพียงเล็กน้อยสำหรับคนงานในเมืองฝอซาน ซึ่งรู้สึกผิดหวังกับค่าจ้างที่คงที่

หนึ่งในคนงานโชว์บัตรผ่านงานแคนตันแฟร์แล้วบอกว่า "ผมทำความสะอาดห้องน้ำ" พลางหัวเราะขณะสูบบุหรี่อีกครั้ง เขาได้รับค่าจ้าง 150 หยวน (ราว 710 บาท) สำหรับการทำงาน 14 ชั่วโมง

https://www.bbc.com/thai/articles/c3dljkmpj03o




เรือบิน ธรรม์ธีร์ เสนอ ข้อเท็จจริง/ข้อโต้แย้ง กรณีหนึ่งใน #พยานกกต ที่เป็นข่าวให้เหตุผลว่าบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ไม่ทำให้ #เลือกตั้ง69 ไม่เป็นความลับ โดยต่างประเทศก็มีใช้


เรือบิน ธรรม์ธีร์
@thuntee

หนึ่งใน #พยานกกต ที่เป็นข่าวให้เหตุผลว่าบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ไม่ทำให้ #เลือกตั้ง69 ไม่เป็นความลับ โดยต่างประเทศก็มีใช้
แต่ความจริงในรายละเอียด ต่างจากของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ผมได้รวบรวม 5 ประเด็นที่เกี่ยวข้อง
และขออนุญาตให้ข้อเท็จจริง/ข้อโต้แย้งดังนี้
1. "บัตรเลือกตั้งอังกฤษก็มีบาร์โค้ด การมีบาร์โค้ดไม่ได้แปลว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ"

ข้อเท็จจริง:
(1) ตำแหน่งบาร์โค้ดบนบัตร:
- บัตรอังกฤษ หมายเลขซีเรียล (Serial Number) อยู่ที่ #หลังบัตร เวลานับคะแนนจึงไม่เห็นเลขพร้อมผลลงคะแนน
- บัตรไทย บาร์โค้ดอยู่ที่ #หน้าบัตร ทำให้เห็นชัดเจนเวลานับคะแนนว่าบาร์โค้ดใดคู่กับผลลงคะแนนใด
(2) ระเบียบการใช้งาน:
- อังกฤษกำหนดให้ผู้ลงคะแนนพับบัตร และแสดงด้านหลังที่มีเลขซีเรียล ให้เจ้าหน้าที่บันทึกลงบัญชีเลขบัตร (Corresponding Number List / CNL) ก่อนหย่อนกล่อง โดยระเบียบและกระบวนการ #ระบุอยู่บนเว็บไซต์ทางการ อย่างชัดเจน
- ไทย #ไม่มีกฎระเบียบ การใช้หรือแสกนบาร์โค้ดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และในวันเลือกตั้งก็ไม่มีใครเคยเห็นการใช้บาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ดเพื่อตรวจสอบบัตรปลอม
(3) การเก็บรักษาบัตร:
- อังกฤษกำหนดให้ปิดผนึก (sealed) บัญชีเลขบัตร (CNL) และบัตรใน #ซองแยกจากกัน ทันทีที่ปิดหน่วยเลือกตั้ง และต้องไม่เก็บทั้งสองสิ่งในภาชนะ (container) เดียวกัน
- ระเบียบ กกต. ไทย ข้อ 184 กลับกำหนดให้เก็บต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งใน #กล่องเดียวกัน
(4) การตรวจสอบ
- อังกฤษเก็บบัตรไว้ 1 ปีแล้วทำลาย การเข้าถึง CNL ต้องใช้คำสั่งศาล เพื่อ #แยกอำนาจ "จัดเลือกตั้ง" กับ "ตรวจสอบ" ออกจากกัน
- ไทยมี กกต. ทำทั้ง "จัดเลือกตั้ง" และ "ตรวจสอบ" ในองค์กรเดียว อาจเกิดคำถามว่าองค์กรจะ #ตรวจสอบตัวเอง ได้อย่างไร? .

2. "บาร์โค้ดเป็นมาตรฐานสากล ประเทศต่างๆ ทั่วโลกใช้บาร์โค้ดเพื่อป้องกันการปลอมแปลง"

ข้อเท็จจริง:
- มาตรฐานสากลในการใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งมีอยู่จริง เช่น สหรัฐอเมริกา
แต่บาร์โค้ดของสหรัฐฯ เพียงบอกว่า "บัตรเป็นประเภทใด (ballot style)" ใช้กับเขต-ผู้สมัครชุดใด ซึ่ง #เหมือนกันทุกใบ ในเขตนั้น และคณะกรรมการการเลือกตั้งสหรัฐฯ (U.S. Election Assistance Commission - EAC) ได้ออกมาตรฐาน Voluntary Voting System Guidelines (VVSG 2.0) และคำสั่งประธานาธิบดี Executive Order 14248 ห้ามใช้บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดเก็บข้อมูลการลงคะแนน ยกเว้นเมื่อจำเป็นเพื่อรองรับผู้พิการ (ใช้กับเครื่อง Ballot Marking Device ของผู้พิการโดยเฉพาะ)
- ต่างจากของไทยที่บาร์โค้ด #แต่ละใบต่างกัน เป็นเลขเรียงกัน และตรงกับต้นขั้ว
3. "แม้จะสืบย้อนได้ แต่กฎหมายล็อกไว้ ต้องมีคำสั่งศาล ในทางปฏิบัติทำได้ยากมาก"

ข้อเท็จจริง:
- ของไทยการสืบย้อนทำได้ไม่ยาก เพียงแค่นำรูปจากกล้องที่สื่อมวลชนถ่ายใน 2 ช่วง คือ ช่วงลงคะแนน (รู้ลำดับผู้มาใช้สิทธิ) และช่วงนับคะแนน (เห็นว่าแต่ละบัตรมีผลลงคะแนนเป็นอะไร) ซึ่งการถ่ายรูปจากพื้นที่ที่จัดไว้ให้สื่อมวลชนสามารถทำได้ #ถูกต้องตามกฎหมาย โดย #ไม่ต้องพึ่งคำสั่งศาล เลย
- หรือใช้ "เหล็กเสียบกระดาษลำดับที่" ที่มีข้อมูลลำดับในบัญชีและลำดับเข้าคูหาของผู้มาใช้สิทธิ (เหล็กเสียบฯ ถูกจัดเป็นอุปกรณ์ประเภทวัสดุทั่วไปรวมกับ ปากกา สก็อตเทป โดยไม่ห้ามถ่ายรูปและไม่มีการรักษาความปลอดภัยใดๆ)
.
4. "บาร์โค้ดไม่ได้ทำให้บัตรไม่ลับโดยตัวมันเอง แต่เป็นระเบียบที่เก็บรักษาบาร์โค้ด" หรือ "ต้นขั้ว บัตร และรายชื่อ ถูกแยกเก็บคนละสถานที่ จึงไม่มีใครเข้าถึงทั้งหมดพร้อมกันได้"

ข้อโต้แย้ง:
- ทั้งที่รู้ว่าหากนำสองสิ่งมาอยู่ด้วยกันจะรู้ความลับในการลงคะแนนได้ ระเบียบข้อ 184 ก็ยังกำหนดให้เก็บต้นขั้วรวมกับบัตรในกล่องเดียวกัน
- หากในทางปฏิบัติมีการแยกเก็บจริง ก็จะย้อนแย้งกับระเบียบข้อ 184 ที่กำหนดให้เก็บรวมกัน หรือเท่ากับปฏิบัติงานโดย #ไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ หรือไม่?
.

5. "ไทยเผชิญปัญหาความมั่นคง ต้องชั่งน้ำหนักเพื่อสันติภาพ"
หรือ "กกต. มีอำนาจตามกฎหมายในการออกแบบรูปแบบบัตรเลือกตั้ง"

ข้อโต้แย้ง:
- #สิทธิลงคะแนนลับ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 จึงไม่ควรถูกนำไปชั่งน้ำหนักกับ "สันติภาพทางการเมือง" ประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูงกว่าไทย ก็ยังรักษาสิทธิลงคะแนนลับไว้ได้ การรักษาสิทธิลงคะแนนลับ กลับเป็นการรักษาสันติภาพมากกว่าหรือไม่?
- แม้ กกต. มีอำนาจในการออกแบบบัตร แต่กฎหมายหรือระเบียบที่ให้อำนาจนี้ อยู่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ หาก กกต. ออกระเบียบที่ #ขัดหลักการ "ลงคะแนนโดยลับ" ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ระเบียบนั้นใช้บังคับไม่ได้ หรือไม่?
. ดังนั้นหากจะยกกรณีต่างประเทศมาเทียบเคียง ต้องเทียบทั้งกระบวนการในการรักษาความลับ อย่าพูด #ความจริงเพียงบางส่วน
หรือถ้าต่อไปนี้ไทยจะใช้ต่างประเทศเป็นต้นแบบ ก็ต้องอ้างอิง/ทำให้ครบ จนรักษาความลับได้ ไม่ใช่ #เลือกทำเพียงบางส่วน จนความลับรั่วง่ายแบบนี้ ใช่หรือไม่?
. #barcodeเลือกตั้ง

https://x.com/thuntee/status/2046911247753613511/









 

นักข่าวหญิงชาวเลบานอนถูกฆ่าอีกรายโดยกองทัพอิสราเอล สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า Amal Khalil ผู้สื่อข่าวรายหนึ่ง เคยได้รับคำข่มขู่ผ่านทางแอปพลิเคชัน WhatsApp จากหมายเลขโทรศัพท์ของอิสราเอลในช่วงสงครามครั้งล่าสุด โดยมีการเตือนให้เธอหยุดทำข่าวหรือมิเช่นนั้นก็ให้เดินทางออกจากเลบานอน







https://x.com/AJEnglish/status/2047090177353355458




เจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี อดีตมกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านผู้ลี้ภัย ถูกนักเคลื่อนไหวรายหนึ่งสาดของเหลวสีแดงใส่ระหว่างการเยือนกรุงเบอร์ลิน เรซา ปาห์ลาวี เยือนกรุงเบอร์ลิน เพื่อปราศัยว่าด้วยอนาคตทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน (คลิป)

ผู้ประท้วงคนหนึ่งขว้างปาสารสีแดงใส่บุตรชายของชาห์องค์สุดท้ายแห่งอิหร่าน ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่ในต่างแดน คือ มกุฎราชกุมารเรซา ปาห์ลาวี ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี




 

https://www.youtube.com/watch?v=oWZS06dwpac

FULL PRESSER: Reza Pahlavi Speaks In Berlin On Iran’s Political Future And Regime Change | AC14

DWS News

Apr 23, 2026 

WATCH LIVE NOW as Iranian opposition figure Reza Pahlavi, the exiled son of Iran’s last Shah, speaks to international media during a high-profile press conference at the House of the Bundespressekonferenz in Berlin.

In this major political briefing, Reza Pahlavi discusses the current situation in Iran, rising public unrest, and the future direction of the country. His remarks come at a time of increased global attention on Iran’s political stability, opposition movements, and potential pathways for change.

The press conference has drawn worldwide interest, highlighting debates over governance, reform, and Iran’s geopolitical role in the Middle East.

Watch the full address as one of the most prominent opposition voices presents his message to the international media.





MoU 43 และ MoU 44 คือ “Moแพะ” ตัวใหญ่อย่างดีให้ฝ่ายขวาจัด ใช้กระแสชาตินิยมกลบทับปัญหาความถดถอยของนายกฯ และรัฐบาลในสถานการณ์วิกฤตพลังงานหรือไม่



“Moแพะ” ไม่ใช่ “MoU” ! | สุรชาติ บำรุงสุข

22.04.2026
มติชนสุดสัปดาห์
โดยสุรชาติ บำรุงสุข

สำหรับท่านที่ติดตามข่าวสารการเมืองแล้ว คงเห็นข่าว 2 ชิ้นปรากฏในสาธารณะในเวลาไล่เลี่ยกัน ข่าวทั้ง 2 ชิ้นนี้ชวนให้ต้องเราคิดถึงบทบาทของผู้นำกับสถานการณ์วิกฤตโลกในปัจจุบันอย่างมาก เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บทบาทของผู้นำมีส่วนอย่างสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของประเทศในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น

หัวข่าวจากสื่อ

ถ้าจะขอเริ่มด้วยข่าวชิ้นแรกจากประเทศไทย อยากเปิดด้วยหัวข่าวของเนชั่นที่ว่า “ด่วน! นายกฯ สั่ง ‘ปกรณ์‘ เร่งกระบวนการ กม. ฉีก MOU 44 ให้เร็วที่สุด!” (เนชั่น, 21 เมษายน 2569)

จากหัวข่าวในข้างต้น เห็นได้ชัดจากผลการประชุม ครม. ในวันอังคารที่ 21 เมษายน นี้คือ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ไปดูแลกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อยกเลิก MOU 44 ให้เร็วที่สุด … น่าสนใจที่มีคำขยายว่า “ให้เร็วที่สุด” เพื่อบ่งบอกถึงท่าทีของนายกฯ ในกรณีนี้



ส่วนอีกข่าวมาจากการโพสต์พร้อมภาพถ่ายของนายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่ได้ต่อสายโทรศัพท์คุยหารือกับนายอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ถึงปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และผลของการคุยครั้งนี้ ทั้ง 2 ประเทศได้ตกลงที่จะมีความร่วมมือทางการทูตเพื่อแสวงหาทางออกของประเทศทั้ง 2 ในวิกฤตนี้ร่วมกัน

นอกจากนี้ ผู้นำทั้ง 2 ยังตกลงใจที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานของทั้ง 2 ประเทศ และทั้ง นายกฯ สิงคโปร์ยังโพสต์เพิ่มเติมอีกว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ การประสานงานและการสนับสนุนซึ่งกันและกันของเพื่อนบ้านแบบสิงคโปร์และมาเลเซียเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก

ทฤษฎีแพะรับบาป

ผมไม่แน่ใจว่า ท่านผู้อ่านคิดอย่างไรกับท่าทีในการแก้ปัญหาในแบบของผู้นำประเทศไทยและสิงคโปร์ในวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง

ถ้าจะขออนุญาตตีความแล้ว ผมเชื่อว่าหลายท่านที่เห็นข่าวนี้ คงมีความรู้สึกคล้ายๆ กันว่า นายกฯไทย ยังอยู่ในวังวนของ “อารมณ์ชาตินิยม” และดูจะยังหวังว่า กระแสชาตินิยมไทยในปัญหากัมพูชาจะเป็น “ลมใต้ปีก” ที่พยุงพาให้รัฐบาลโบยบินไปได้นานแสนนานตามที่ผู้นำรัฐบาลต้องการ

แต่การยังเกาะอยู่กับกระแสเช่นนี้แบบ “ไม่ปล่อยวาง” อาจทำให้ตีความได้อีกแบบว่า ผู้นำรัฐบาลไทยกำลังใช้กระแสชาตินิยมมา “ฝังกลบ” ปัญหาวิกฤตของรัฐบาลในการเมืองภายในใช่หรือไม่ เนื่องจากปัญหาวิกฤตตะวันออกกลางและ/หรือวิกฤตพลังงานครั้งนี้ มีผลต่อสถานะของนายกฯ และรัฐบาลอย่างมาก

ผมจำได้ว่า ตอนเป็นนิสิตชั้นปีที่ 2 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ (ซึ่งนานมากพอสมควรแล้ว !) พวกเราเรียนเรื่องของ “แพะรับบาป” ในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า “ทฤษฎี Scapegoat” ในการเมืองระหว่างประเทศ

ทฤษฎีนี้นำเสนออย่างตรงไปตรงมา … ผู้นำรัฐบาลที่ประสบความล้มเหลวในการแก้ปัญหาภายในประเทศ จะสร้าง “ศัตรูภายนอก” เพื่อให้เป็น “แพะรับบาป” สำหรับการเมืองภายใน และในการนี้ จะอาศัย “กระแสชาตินิยม” เป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อที่จะดึงความสนใจของคนภายในสังคมให้ไปต่อสู้กับ “แพะ” ภายนอก

อย่าคิดว่าทฤษฎีที่ดูง่ายๆ เช่นนี้ จะใช้ไม่ได้ผล … เมื่อกระแสชาตินิยมขับเคลื่อนแล้ว ความสนใจของคนในสังคมจะหลงไหลไปกับการอยาก “ฆ่าแพะ” จนลืมคิดถึงปัญหาภายใน ที่เป็นประเด็นสำคัญของผู้คนในสังคม หรือจะเรียกว่าเป็นการ “สร้างแพะ” มาเบนความสนใจของคนในสังคมก็คงไม่ผิดนัก

Moแพะ !

วันนี้ ไม่มีใครปฏิเสธถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านที่ล่มสลายไปกับสภาวะสงครามไทย-กัมพูชา นับจากปลายเดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ปัญหาไม่ได้คลี่คลายแต่อย่างใด และถูกสัมทับด้วยคำกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยว่า กัมพูชาไม่ยอมเจรจา (ข่าวมติชน, 20 เมษายน 2569) ทั้งที่ข่าวที่ออกในเวทีระหว่างประเทศนั้น กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยเปิดการเจรจา แต่ในสังคมไทย เรากลับถามกันถึงสงครามไทย-กัมพูชา รอบที่ 3 และไม่มีใครรวมทั้งผู้นำรัฐบาลให้หลักประกันว่า จะไม่เกิด และคนบางส่วนก็อยากให้เกิดด้วย

ในสภาวะเช่นนี้ บันทึกช่วยจำเรื่องเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา ฉบับ 2543 และฉบับ 2544 หรือ “MoU 43” และ “MoU 44” ได้กลายเป็น “แพะ” ตัวใหญ่อย่างดีให้ฝ่ายขวาจัด หรือ “กลุ่มชาตินิยมสุดโต่ง” นำมาใช้ในการปลุกระดมอย่างต่อเนื่อง และผู้นำรัฐบาลไทยก็ดูจะ “เกาะกระแส” นี้ไปด้วยอย่างเต็มใจ โดยมีการนำเอาประเด็นการยกเลิก MoU มาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องเช่นกัน และจนหลังเลือกตั้ง ก็ยังมีท่าทีแบบเดิมที่ยึดเกาะอยู่กับกระแสชาตินิยม ดังที่ปรากฏเป็นสาระของการประชุม ครม. ในวันที่ 21 เมษายน นี้ แต่การประชุม ครม. กลับไม่เห็นถึงทิศทางใหม่ในการรับมือกับวิกฤตตะวันออกกลางแต่อย่างใด

ดังนั้น มติ ครม. ให้หาทางยกเลิก MoU 44 ให้เร็วที่สุด … ย้ำว่า “ให้เร็วที่สุด” ด้วย จึงอาจถูกมองว่า เป็นการใช้กระแสชาตินิยมกลบทับปัญหาความถดถอยของนายกฯ และรัฐบาลในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน เนื่องจากต้องยอมรับว่า สถานะของนายกฯ ตกลงอย่างมากจนกำลังเป็น “วิกฤตศรัทธา” ของรัฐบาล

แต่ก็มีคำถามในทางปฏิบัติอีกด้านว่า นายกฯ ได้อ่าน MoU ทั้งหมดจริงๆ แล้วหรือไม่ หรือนายกฯ เชื่อไปกับกลุ่มชาตินิยมสุดโต่ง โดยไม่มีข้อพิจารณาและข้อท้วงติงเป็นอื่น ซึ่งในความจริงแล้ว นายกฯ สามารถถามข้อมูลจากผู้รู้ไม่ว่าะเป็นกรมสนธิสัญญาและกฎหมายฯ กรมแผนที่ทหาร และกรมอุทกศาสตร์ ซึ่งเชื่อมั่นว่า เจ้าหน้าที่ที่เป็น “มืออาชีพ” ของ 3 หน่วยงานราชการนี้จะให้คำตอบที่ถูกต้องแก่ท่านนายกฯ ได้

นายกฯ และคนที่มีอำนาจในรัฐบาลไม่ควรฟังและเชื่อ “สื่อประโลมโลก” บางสำนัก จนคิดแต่จะทำสงครามกับกัมพูชาแบบด้านเดียว ซึ่งเป็นอาการเดียวกับ ทรัมป์ที่เชื่อและยึดมั่นในทัศนะของอิสราเอล จนคิดแต่จะทำสงครามกับอิหร่านเท่านั้น … ความเชื่อแบบด้านเดียวเช่นนี้ ไม่ช่วยในการหาทางออกให้ประเทศ แต่ช่วยพาประเทศเข้าไปติดกับดักสงคราม ซึ่งทรัมป์คือตัวอย่างที่ดีให้ผู้นำไทยเรียนรู้ในเรื่องนี้

ดังนั้น จึงน่าติดตามอย่างมากว่า ถ้ารัฐบาลสามารถฆ่า “แพะ MoU” ได้แล้ว จะช่วยกระตุ้นคะแนนให้กับนายกฯ ได้จริงเพียงใด และทั้ง การกระทำเช่นนี้จะช่วย “อุ้ม” รัฐบาลให้ฝ่า “วิกฤตศรัทธา” ที่กำลังส่งผลอย่างมากในภาวะปัจจุบันได้หรือไม่

อย่างไรก็ตามในอีกด้าน แม้รัฐบาลจะเผชิญกับวิกฤตพลังงานเพียงใดก็ตาม แต่ก็ยังไม่เห็นท่าทีของผู้นำรัฐบาลที่จะ “ดึงเชื้อไฟกัมพูชา” ออกจากกองเพลิง ผลจากสภาวะเช่นนี้ จึงไม่ใช่ไทยจะมีปัญหากับกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการจัดความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านในภาพรวมอีกด้วย

ความท้าทาย

ในอีกด้านของปัญหาด้านการต่างประเทศไทยหลังการเลือกตั้งเมียนมาร์นั้น รัฐมนตรีต่างประเทศไทยแสดงอาการอย่างรวดเร็วทันใจในการ “อุ้ม” รัฐบาล “กึ่งทหาร” จนเหมือนไทยไม่แคร์กับอาเซียน ทั้งยังเดินทางเข้า-ออกเมียนมาร์จนผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์อาจจะไม่ไว้วางใจไทย ตลอดรวมถึง ข่าวลือในการตั้ง “ผู้แทนพิเศษ” (Special Envoy) ของไทยในกรณีพม่า เพื่อเตรียมช่วยผู้นำทหารพม่าในการยุติศึก ท่าทีเช่นนี้เสมือนไทยละทิ้งฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนในการแก้ปัญหาเมียนมาร์ไปแล้ว และทั้งไม่สนใจต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ด้วย



ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ไทยน่าจะเดินไปกับอาเซียนให้มากขึ้นในฐานะการเป็นผู้นำในภูมิภาค หรือคุยกับผู้นำประเทศเพื่อนบ้านในแบบที่นายกฯ สิงคโปร์คุยกับนายกฯ มาเลเซีย ไม่ใช่ยังหวังผลง่ายๆ ของกระแสชาตินิยม ที่อาจจะเอื้อประโยชน์ในระยะสั้น แต่กระแสนี้ไม่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน … ผู้นำไทยในวิกฤตตะวันออกกลาง จะต้องคิดให้ได้มากกว่าการเกาะกระแสชาตินิยมระยะสั้นเท่านั้น เพราะวิกฤตนี้อาจจะ “หนักและนาน” กว่าที่ผู้นำไทยคิด !

https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_892467



ปฏิบัติการ Epic Fury ได้ดำเนินมาเกือบสองเดือนแล้ว ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย ประธานาธิบดีไม่อาจทำสงครามได้นานเกินกว่า 60 วันหากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งกำหนดเส้นตายดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ส่งผลให้ทรัมป์เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ในการตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ






https://x.com/AJEnglish/status/2047172329176797570



 

"พิธา"โพสต์ยืนยันเจตนาฯมิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครอง


ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์
3 hours ago
·
"พิธา"โพสต์ยืนยันเจตนาฯมิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครอง
.
(23เม.ย.69) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า
.
ผมขอยืนยันเจตนาของพวกเราว่า การเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติในครั้งนั้น มิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามที่จะใช้ “สภาผู้แทนราษฎร” ในฐานะพื้นที่ของผู้แทนประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสันติ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
.
ในช่วงเวลานั้น สังคมไทยมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างรุนแรง หากปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่โดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยและมีความชอบธรรม ก็มีความเสี่ยงที่จะลุกลามบานปลายเกินกว่าที่พี่น้องประชาชนจะคาดคิด ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เราในฐานะ “ผู้แทนราษฎร” ทำ คือนำเรื่องนี้กลับเข้ามาอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อให้มีการอภิปราย และแลกเปลี่ยนกันอย่างมีวุฒิภาวะในสภาที่มีข้อบังคับชัดเจน ซึ่งเป็นวิถีทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับระบอบประชาธิปไตย และได้รับการยอมรับโดยทั่วไปในนานาอารยประเทศ
.
ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำดังกล่าวไม่ควรเป็นคดีมาตั้งแต่ต้น แต่ทั้งหมดคือกระบวนการ “นิติสงคราม” ที่มุ่งหยุดยั้งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมผ่านกระบวนการรัฐสภาของพวกเรา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน
.
ผมอยากให้ทุกฝ่ายลองมองอีกมุมหนึ่งว่า โดยหลักการแล้ว การใช้ “มาตรฐานทางจริยธรรม” อย่างเข้มข้น โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน หรือถูกใช้แบบเลือกปฏิบัติ ไร้การถ่วงดุลและตรวจสอบ “มาตรฐานทางจริยธรรม”อาจถูกนำมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงและไร้สัดส่วนได้ และสิ่งนั้นต่างหากที่กำลังเซาะกร่อน บ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยของเราทุกคน
.
สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 10 คน ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ในมุมของคนที่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่มาก่อน 6 เดือนก่อนกลับเข้าสภา ผมเห็นว่า พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะหนึ่ง การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่ภายใต้กลไกการควบคุมตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว มิได้ก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาแก้ไขได้ในภายหลัง , สอง พวกเขามีบทบาทสำคัญในการทำงานของสภา ทั้งการตรากฎหมาย และการควบคุมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และสาม ด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียง 10 คน ก็ไม่สามารถดำเนินการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายต่อสภาในลักษณะเดิมซ้ำได้อยู่แล้ว
.
ดังนั้น การให้ทั้ง 10 คนยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จึงมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐหรือการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอลง แต่เป็นการพิทักษ์รักษาระบอบรัฐสภา และความต่อเนื่องของการทำงานเพื่อประชาชนอย่างเข้มแข็งในระหว่างที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม
.
ที่มา : Pita Limjaroenrat - พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

https://www.facebook.com/funnytingnews/posts/1584192487042536




หากระบอบนี้ ไม่ต้องการให้การแก้ไข มาตรา 112 สำเร็จ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธียุบพรรค / ตัดสิทธิตลอดชีวิต เลย แล้วพวกเขาทำแบบนี้ เพราะอะไร?


Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล 
3 hours ago
·
ตั้งแต่คดียุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค 10 ปี ในข้อหาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จากกรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา มาตรา 112
ต่อเนื่องมาจนถึงคดีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะ ไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กรณี 44 ส.ส.เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข ป.อาญา มาตรา 112 ซึ่งอาจส่งผลเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต
หากระบอบนี้ ไม่ต้องการให้การแก้ไข มาตรา 112 สำเร็จ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้วิธียุบพรรค / ตัดสิทธิตลอดชีวิต เลย บรรดาผู้กุม ”ใบอนุญาตที่ 2“ สามารถใช้กลไกตามครรลองของรัฐธรรมนูญอย่างเป็นอารยะ ด้วยการใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรคว่ำไป หรือให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.แบบนี้ ขัดรัฐธรรมนูญ
แล้วพวกเขาทำแบบนี้ เพราะอะไร?
ใครที่คิดอ่านเดินเกมแบบนี้ คงไม่ต้องการแค่เพียง ให้การแก้ไขมาตรา 112 ไม่สำเร็จ แต่พวกเขาคงต้องการ
”ทำสงครามสั่งสอน“ ทีหลัง พวกเอ็งอย่าริอ่านทำ
“วางสนุ้ก“ ต่อไป พรรคไหนมีเสียงข้างมาก ก็อย่าบังอาจทำ
”ล้อมคอก“ ผู้แทนราษฎร มิให้เสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกตลอดกาล
แต่โดยที่พวกเขาไม่ตั้งใจ พวกเขากลับทำให้ประเด็นการเมือง (ประกอบด้วย ผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุน 14.4 ล้านเสียง / 151 ส.ส./ ที่ 1 ของประเทศ) ต้องเผชิญหน้ากับประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์
ผมยืนยันเสมอมาว่า ประเทศไทยต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติ
แต่การนำประเด็นสถาบันพระมหาษัตริย์มาใช้ประกอบการยุบพรรคการเมืองที่มีประชาชนสนับสนุนจำนวนมาก และตัดสิทธินักการเมืองที่ได้รับความนิยม มีผลงานในสภา ไม่มีประวัติทุจริตคอร์รัปชั่น เช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ได้
มีวิธีต่างๆอีกมากมาย ที่สกัดการแก้ไข 112 ได้ ไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องทำ ”นิติสงคราม“ ถึงขนาดนี้


https://www.facebook.com/PiyabutrOfficial/posts/1581841056635280




รีแคป ศาลฎีกานัดพิจารณาคดีมาตรฐานทางจริยธรรม ของ 44 อดีตสส.ก้าวไกล หากศาลรับฟ้อง สส. 10 คนจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที คดีนี้สืบเนื่องจากการเสนอแก้ไข #ม112 ปี 2564 ชวนดูกันว่า ข้อเสนอวันนั้นคืออะไร จากข้อเสนอในวันนั้นเดินทางผ่านอะไรมาบ้าง





https://x.com/iLawclub/status/2047318420237205697



 

วันพฤหัสบดี, เมษายน 23, 2569

เอาสิ ปปช.ชุดนี้เค้าแน่จริง ยืนกราน ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไม่ผิดตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินไปแล้ว อ้างแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ๖ ครั้ง ไม่เห็นมีลงทุนบริษัทก่อสร้าง

เอาละสิ ปปช.ชุดนี้เค้าแน่จริง ไม่ฟังใครท้วงทั้งสิ้น ยืนกราน ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไม่ผิดตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินไปแล้ว ที่ว่ารัฐมนตรีเป็นเจ้าของห้างหุ้นส่วนแล้วปกปิด แต่ ปปช.มองต่างมุมว่า รมว.ยื่นบัญชีแล้ว ๖ ครั้ง ไม่มีอะไรเป็นเท็จเลย

ครั้นดูเหตุผลแล้วทะแม่ง อ้างว่าบัญชีที่ยื่นทั้ง ๖ ครั้ง “ไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สิน ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ”

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาฯ ปปช.ยังอ้างต่อไปด้วยว่า “ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว” มติของ ปปช. “ไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลฯ” ก็พูดกันคนละประเด็น คำพูดย่อมไม่ขัดกัน

แต่ว่าในข้อเท็จจริงของเจตนา (ปปช.เรียกว่าการ จงใจ) นั้นนายศักดิ์สยามอาจจะตั้งใจไม่แจ้งการเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้างนั้น เพราะตนเป็นรัฐมนตรีว่าการคมนาคมอยู่ ถึงได้ใช้นอมินีไปดำเนินการแทน ดังที่ศาล รธน.เข้าใจไง

อดีตตุลาการศาลฯ คนหนึ่งให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า ปปช.ไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นเดียวกับศาล รธน. คือไม่ได้ดูว่าศักดิ์สยาม “ขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่” แต่กลับไปพิจารณาในเรื่องที่ศักดิ์สยาม “จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือเปล่า”

แล้ว ปปช.ลงความเห็นว่าเปล่า ไม่ได้จงใจ คราวนี้อดีตตุลาการ จรัญ ภักดีธนากุล บอกว่าเอาถ้าอย่างนั้น ปปช.ต้องเอาหลักฐานมาแสดงสิ “ว่าอะไรจึงทำให้ ป.ป.ช.เห็นแย้งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเห็นด้วยกับข้อทักท้วงข้อนี้” อดีตตุลาการจรัญว่า

“ถ้าสังคมมีข้อสงสัยก็ควรจะเปิดเผยข้อมูลออกมาว่ามีหลักฐานอะไรที่ไม่ได้ปรากฎในศาลเราก็พอเข้าใจได้ ยิ่งช้าไปยิ่งไม่ดี” แต่ที่ ปปช.แถลงออกมาวานนี้ ไม่มีหลักฐาน มีแต่ความเห็นของ ปปช.เท่านั้น จะว่า “มโนล้วนๆ” ก็ว่าได้

ปัญหาอยู่ที่ยุคนี้ ที่สีน้ำเงินเป็นใหญ่ล้นพ้น มีการใช้องค์กรอิสระปลดล็อค แก้คดี และใส่คนของพวกตนเข้าไปคุมกลไกตรวจสอบความโปร่งใส เห็นชัดๆ ที่ กกต. แม้ ปปช.เองก็มาจาก สว.สีน้ำเงินแต่งตั้งถึง ๔ ใน ๙ คน แล้วยังมีผู้ตรวจการแผ่นดินอีก

เรื่องของเรื่องอยู่ที่ คดีนี้ต้นสำนวนมาจากศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ปปช.จะเลือกหยิบเอาในส่วนที่สามารถวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามไม่ผิด เพื่อเปิดทางให้เขากลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีก ฉะนี้ได้หรือ

(https://x.com/Earth_MFP/status/2044718305387409586, https://www.facebook.com/FernSuchadaAnchor/posts/wjQ8Dz9ii และ https://www.facebook.com/nationweekend/posts/JAYoKo5E)