วันพฤหัสบดี, เมษายน 30, 2569

หุ่นยนต์สุนัขที่สวมศีรษะของ Musk และ Zuckerberg เดินท่องไปทั่วพิพิธภัณฑ์ในกรุงเบอร์ลิน ในนิทรรศการใหม่ของ Beeple ศิลปินชาวอเมริกัน แรงบันดาลใจของเขา คือ ความกังวลที่ว่า มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีและอัลกอริทึม ได้เข้ามาบงการการรับรู้ความเป็นจริงของเราในยุคปัจจุบัน

เบอร์ลิน (AP) — หุ่นยนต์สุนัขที่มีหัวซิลิโคนสมจริงสูง จำลองมาจากบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น อีลอน มัสก์, มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก, เจฟฟ์ เบโซส, แอนดี้ วอร์ฮอล และปาโบล ปิกัสโซ สามารถพบเห็นได้เดินไปมาในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในเบอร์ลิน และบางครั้งก็ “ถ่ายอุจจาระ” เป็นภาพพิมพ์ของสภาพแวดล้อมที่พวกมันบันทึกไว้ล่วงหน้าด้วยกล้องในตัว

สัตว์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะจัดวางแบบอินเตอร์แอคทีฟโดยศิลปินชาวอเมริกัน Beeple (ไมค์ วิงเคิลมันน์) ซึ่งกำลังจัดแสดงอยู่ที่หอศิลป์แห่งชาติเบอร์ลิน (Neue Nationalgalerie)

ภาพพิมพ์แต่ละภาพแสดงถึงส่วนเล็กๆ ของความเป็นจริงที่ถูกแปลงโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้คล้ายกับบุคลิกของสุนัข หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มุมมองโลกของบุคคลที่อยู่บนไหล่ของมัน (เช่น สุนัขปิกัสโซจะสร้างภาพในสไตล์คิวบิสต์ และสุนัขวอร์ฮอลในสไตล์ป๊อปอาร์ต)

ผู้จัดงานเขียนไว้ในคำอธิบายของนิทรรศการว่า นี่เป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีที่การรับรู้ของเราถูกกำหนดโดยอัลกอริทึมและแพลตฟอร์มเทคโนโลยี

“ในอดีต มุมมองที่เรามีต่อโลกส่วนหนึ่งถูกหล่อหลอมขึ้นจากสายตาที่เหล่าศิลปินใช้มองโลกใบนี้” Beeple กล่าวกับสำนักข่าว AP “วิธีการวาดภาพของ Picasso ได้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อโลกใบนี้ไป ส่วนแนวทางที่ Warhol นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับลัทธิบริโภคนิยมและวัฒนธรรมป๊อปนั้น ก็ได้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสิ่งเหล่านั้นไปเช่นกัน”

ศิลปินผู้นี้กล่าวเสริมว่า แต่ในปัจจุบัน มุมมองที่เรามีต่อโลกกลับถูกกำหนดโดยเหล่ามหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี ผู้ซึ่งครอบครองอัลกอริทึมอันทรงอิทธิพลที่คอยตัดสินว่า เราจะได้เห็นสิ่งใดบ้าง และสิ่งใดบ้างที่เราจะไม่ได้เห็น


จากซ้าย: หุ่นยนต์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับ Jeff Bezos, Elon Musk, Andy Warhol และ Kim Jong Un ซึ่งจัดแสดงอยู่ในผลงานศิลปะจัดวางชื่อ "Regular Animals" โดยศิลปิน Beeple (Mike Winkelmann) ณ พิพิธภัณฑ์ Neue Nationalgalerie ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันอังคารที่ 28 เมษายน 2026 (ภาพโดย AP/Markus Schreiber)

“นั่นคืออำนาจมหาศาลในระดับที่ฉันคิดว่าเรายังทำความเข้าใจได้ไม่ถ่องแท้นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปวิ่งเต้นกับสหประชาชาติ ไม่จำเป็นต้องผลักดันเรื่องใดๆ ให้ผ่านสภาคองเกรสหรือสหภาพยุโรป เพียงแค่ตื่นเช้าขึ้นมา แล้วก็ปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมเหล่านั้นเสียใหม่เท่านั้นเอง”

นอกจากนี้ เหล่าสุนัขในผลงานดังกล่าวยังสวมศีรษะที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากตัวของ Beeple เองอีกด้วย

Lisa Botti ผู้ดูแลการจัดนิทรรศการในกรุงเบอร์ลิน กล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์ถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเรามากที่สุดในปัจจุบัน และระบุว่า “พิพิธภัณฑ์คือพื้นที่ที่สังคมจะสามารถใช้เป็นที่ใคร่ครวญ” ถึงความเปลี่ยนแปลงในลักษณะดังกล่าว ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่เธอต้องการนำผลงานของ Beeple มาจัดแสดง

ผลงานซึ่งมีชื่อว่า “Regular Animals” นี้ ได้ถูกจัดแสดงเป็นครั้งแรกที่งาน Art Basel Miami Beach 2025

Beeple เป็นนักออกแบบกราฟิกจากรัฐเซาท์แคโรไลนา ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะดิจิทัลอันหลากหลาย เขาเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มกระแส “everyday” ในวงการกราฟิก 3 มิติ โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาได้สร้างสรรค์ภาพผลงานขึ้นใหม่ในทุกๆ วัน และนำไปเผยแพร่ทางออนไลน์โดยไม่เคยขาดแม้แต่เพียงวันเดียว


ศิลปิน Beeple หรือ Mike Winkelmann ยืนโพสท่าภายในผลงานศิลปะจัดวางของเขาที่มีชื่อว่า "Regular Animals" โดยมีหุ่นยนต์ที่จำลองรูปลักษณ์ของ Elon Musk (ซ้าย), Kim Jong Un (คนที่สองจากซ้าย), Pablo Picasso (คนที่สองจากขวา) และ Andy Warhol (ขวา) ร่วมอยู่ด้วย ณ พิพิธภัณฑ์ Neue Nationalgalerie ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันอังคารที่ 28 เมษายน 2026 (ภาพโดย AP/Markus Schreiber)

จากข้อมูลของ Christie’s ศิลปินผู้นี้ถือเป็นศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งมีผลงานทำราคาประมูลได้สูงที่สุดเป็นอันดับสาม รองจาก David Hockney และ Jeff Koons

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2021 Christie’s ได้เปิดประมูลผลงานภาพตัดปะดิจิทัลของ Beeple ในชื่อชุดว่า “Everydays: The First 5000 Days” ซึ่งท้ายที่สุดแล้วการประมูลได้ปิดตัวลงด้วยยอดเงินสูงกว่า 69 ล้านดอลลาร์ โดยทางสถาบันประมูลได้บรรยายถึงผลงานชิ้นนี้ว่าเป็น “การวิพากษ์วิจารณ์สังคมสมัยใหม่ รัฐบาล และสื่อสังคมออนไลน์” ซึ่งนำเสนอออกมาในรูปแบบของ “ภาพอนาคตอันวิปริตและเลวร้ายแบบดิสโทเปีย โดยมักมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง Donald Trump และ Kanye West ปรากฏอยู่ในภาพด้วย”

Christie’s ระบุว่าการประมูลครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่สถาบันประมูลรายใหญ่ได้นำเสนอขายผลงานศิลปะในรูปแบบดิจิทัลล้วนๆ โดยใช้ Non-Fungible Token (NFT) เป็นเครื่องรับรองความถูกต้องแท้จริงของผลงาน อีกทั้งยังถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำสกุลเงินดิจิทัลมาใช้ชำระค่าผลงานศิลปะในการประมูลอีกด้วย

โทเค็นที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ หรือ NFT คือตัวระบุอิเล็กทรอนิกส์ที่ยืนยันว่าของสะสมดิจิทัลนั้นเป็นของจริง โดยบันทึกรายละเอียดลงในบัญชีแยกประเภทดิจิทัลที่เรียกว่าบล็อกเชน โทเค็นเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกของการสะสมออนไลน์ในช่วงไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นผลพวงจากความเฟื่องฟูของสกุลเงินดิจิทัล

ในงาน Art Basel 2025 บีเปิลได้แจกภาพถ่ายที่สุนัขของเขาถ่ายอุจจาระไว้ให้กับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมกับใบรับรองที่ระบุว่า “อุจจาระสุนัขออร์แกนิก 100% ปลอดจีเอ็มโอ” ภาพพิมพ์บางภาพมีรหัส QR ที่ให้เข้าถึง NFT ฟรี ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่าบีเปิลกำลังแจกงานศิลปะดิจิทัลของเขาฟรีให้กับผู้คน (บางครั้งก็เป็นตัวแบบในภาพถ่ายเอง) เพื่อนำไปสร้างรายได้

ที่มา AP
Robot dogs with Musk and Zuckerberg heads roam around Berlin museum in Beeple’s new exhibit

https://apnews.com/article/germany-berlin-robot-dogs-beeple-bezos-digital-art-4a2be2a4a4490553ad68c27beedfe83a
April 28, 2026







https://x.com/AP/status/2049385443808907731



 

Land Bridge 1 ล้านล้านบาท ที่ไม่มีบริษัทเดินเรือยืนยันจะใช้ อาจกลายเป็นหนี้แห่งทศวรรษให้คนไทยทุกคน Land Bridge ของไทย มีการจัดงานสัมมนา มีการ roadshow ไปทั่วโลก มีบริษัทมากกว่า 100 บริษัทแสดงความสนใจเข้าร่วมงาน แต่เมื่อเรามาดูรายชื่อบริษัทเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด เราจะพบความจริงที่น่าตกใจ บริษัทที่สนใจส่วนใหญ่เป็นบริษัทก่อสร้าง


วิเคราะห์ ข่าวหุ้นรอบโลก - Bigmove Club
Yesterday
·
Land Bridge 1 ล้านล้านบาท ที่ไม่มีบริษัทเดินเรือยืนยันจะใช้ อาจกลายเป็นหนี้แห่งทศวรรษให้คนไทยทุกคน

บทความนี้เขียน และหาข้อมูลเอาไว้เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว ไม่คิดว่าจะมี land bridge เลยไม่ได้ลงไว้ ขอแปะไว้ก่อน ปัจจุบัน เริ่มมีข้อมูลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ เดี๊ยวจะติดตามเรื่องนี้ และจะเอามุมคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยมาวิเคราะห์กันอีกที เพราะโครงการนี้สำคัญมาก ในแง่ ถ้าไม่ประสบความสำเร็จจริงๆ นั่นหมายความว่า เราแลกกับบางสิ่ง หรือสูญเสียบางอย่างที่มาก ในแบบที่เราไม่สามารถเอากลับมาได้

-------

ตัวเลขที่สั่นสะเทือน

โครงการที่รัฐบาลสัญญาว่าจะเปลี่ยนไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของโลก โครงการที่จะสร้างงานให้คนภาคใต้ 280,000 ตำแหน่ง โครงการที่จะทำให้ GDP ของไทยเพิ่มขึ้น 1.5% ต่อปี

แต่มีอะไรบางอย่างที่ไม่ค่อยถูกต้อง มีอะไรบางอย่างที่น่ากังวลอย่างมาก

ถึงแม้รัฐบาลบอกว่าเอกชนจะเป็นคนลงทุนทั้งหมด รัฐไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น รัฐยังต้องจ่ายค่าเวนคืน ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และถ้าโครงการล้ม รัฐต้องชดเชยตลอด 50 ปี

เพราะเมื่อเราลองถามคำถามง่ายๆ แค่คำถามเดียว คำตอบที่ได้กลับทำให้ขนลุกยิ่งกว่าเดิม

ถ้าโครงการนี้ดีจริง ทำไมไม่มีบริษัทเดินเรือสักบริษัทเดียวที่ยืนยันว่าจะมาใช้?

---

Land Bridge คืออะไร?

ก่อนจะไปไกลกว่านี้ เรามาทำความเข้าใจก่อนว่าโครงการ Land Bridge คืออะไร

ลองจินตนาการว่าคุณเป็นกัปตันเรือสินค้าขนาดใหญ่ กำลังบรรทุกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียไปญี่ปุ่น ปกติคุณจะต้องแล่นเรือลงมาตามอ่าวเปอร์เซีย ผ่านมหาสมุทรอินเดีย แล้วก็เลี้ยวเข้าช่องแคบมะละกา ผ่านสิงคโปร์ ก่อนจะขึ้นไปทะเลจีนใต้และไปถึงญี่ปุ่น

แต่ตอนนี้มีใครบางคนมาบอกคุณว่า มีทางลัดใหม่ คุณไม่ต้องเสียเวลาแล่นอ้อมลงไปสิงคโปร์อีกต่อไป แค่แวะจอดที่ท่าเรือระนอง ขนน้ำมันลงมา ส่งผ่านท่อหรือรถบรรทุกไปอีกฝั่งที่ชุมพร แล้วขึ้นเรืออีกลำไปต่อ

นี่คือ Land Bridge โครงการเชื่อมระนอง ฝั่งทะเลอันดามัน กับชุมพร ฝั่งอ่าวไทย ระยะทาง 90 กิโลเมตร

แผนคือจะสร้างท่าเรือทะเลลึกสองแห่ง หนึ่งที่ระนอง หนึ่งที่ชุมพร เชื่อมกันด้วยทางหลวงพิเศษหกเลน รถไฟรางคู่ และท่อส่งน้ำมันและก๊าซ ท่าเรือระนองจะรองรับเรือสินค้าได้ 19.4 ล้าน TEUs ต่อปี ส่วนท่าเรือชุมพรจะรองรับได้ 13.8 ล้าน TEUs ต่อปี

ฟังดูน่าสนใจใช่ไหม? ฟังดูสมเหตุสมผลใช่ไหม?

แต่ก่อนที่เราจะตื่นเต้นไปกับความฝันนี้ มาดูก่อนว่าโครงการที่คล้ายกันเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง

---

บทเรียนจากศรีลังกา ท่าเรือที่ไม่มีเรือมาจอด

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 2010 เมื่อศรีลังกากู้เงินจีน 1.4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างท่าเรือ Hambantota ท่าเรือทะเลลึกที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์บนเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียและยุโรป

จีนสัญญาว่าท่าเรือนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่สำคัญ จะสร้างรายได้มหาศาลให้ศรีลังกา เหมือนกับที่รัฐบาลไทยกำลังสัญญากับ Land Bridge

แต่ความจริงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ท่าเรือ Hambantota แทบไม่มีเรือมาใช้บริการ ในปี 2016 ท่าเรือทำรายได้เพียง 11.81 ล้านดอลลาร์ แต่ค่าใช้จ่ายสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์ กำไรเพียง 1.81 ล้านดอลลาร์ ไม่พอจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้แม้แต่น้อย

หนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ธันวาคม 2017 ศรีลังกาประกาศว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้อีกต่อไป

และแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ศรีลังกาต้องมอบท่าเรือ Hambantota ให้กับบริษัทจีนในสัญญาเช่า 99 ปี ในราคา 1.12 พันล้านดอลลาร์ จีนได้ควบคุมท่าเรือในตำแหน่งยุทธศาสตร์ ใกล้กับอินเดีย คู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์

แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น

ปี 2022 วิกฤตเศรษฐกิจที่สะสมมานานระเบิดออกมา ประชาชนศรีลังกาหลายหมื่นคนบุกเข้ายึดทำเนียบประธานาธิบดี พวกเขาว่ายน้ำในสระ นอนบนเตียงของประธานาธิบดี ทำอาหารในครัวของรัฐ พวกเขาไม่ได้โกรธเพราะการทุจริตหรือการเผด็จการ พวกเขาโกรธเพราะหนี้ หนี้ที่ทำให้ประเทศล้มละลาย หนี้ที่ทำให้ไม่มีเงินซื้อน้ำมัน ไฟฟ้า ยา และอาหาร หนี้ที่ส่วนใหญ่เป็นหนี้ต่อจีน

---

อินโดนีเซีย รถไฟที่กลายเป็นภาระ

ตัวอย่างที่สองมาจากอินโดนีเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของเราที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับไทยมาก

เมื่อเดือนตุลาคม 2023 ประธานาธิบดีโจโก วิโดโดยืนบนรถไฟด้วยความภาคภูมิใจ ประกาศเปิดรถไฟความเร็วสูง Whoosh สายแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมจาการ์ตากับบันดุง ระยะทาง 142 กิโลเมตร ลดเวลาเดินทางจากสามชั่วโมงเหลือ 40 นาที

จีนเฉลิมฉลองว่าโครงการนี้คือความสำเร็จของ Belt and Road โครงการเรือธงที่จะเป็นต้นแบบสำหรับภูมิภาค

แต่ไม่ถึงปี ความจริงเริ่มเปิดเผย

โครงการที่เริ่มต้นด้วยงบ 6 พันล้านดอลลาร์ สุดท้ายกลายเป็น 7.3 พันล้านดอลลาร์ เกินงบ 1.2 พันล้าน ล่าช้าหลายปี จีนให้กู้เพิ่ม แต่ดอกเบี้ยสูงขึ้นจาก 2% เป็น 3.4%

ผู้โดยสารน้อยกว่าที่คาดการณ์มาก รายได้ไม่พอจ่ายดอกเบี้ย บริษัทรถไฟแห่งชาติอินโดนีเซีย KAI ที่ต้องแบกรับส่วนแบ่งหนี้ ขาดทุน 2.2 ล้านล้านรูเปียห์ในปี 2024 และอีก 1.2 ล้านล้านรูเปียห์ในครึ่งแรกของปี 2025

ประธาน KAI บอกกับสภาว่า มันเหมือนระเบิดเวลา

ตอนนี้อินโดนีเซียกำลังเจรจากับธนาคารพัฒนาจีนเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ 5 พันล้านดอลลาร์ของโครงการรถไฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ประกาศชัดเจนว่า ปฏิเสธอย่างยิ่ง ที่จะใช้งบประมาณของรัฐมาจ่ายหนี้นี้

คำถามคือ ถ้ารัฐไม่จ่าย KAI ก็จ่ายไม่ไหว แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?

---

## ลาว เพื่อนบ้านที่ติดกับดัก

ลาว ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ตกอยู่ในกับดักหนี้จีนอย่างหนัก

รถไฟลาว-จีน ระยะทาง 414 กิโลเมตร เชื่อมหนานหนิงกับเวียงจันทน์ เสร็จเมื่อปี 2021 งบประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นครึ่งหนึ่งของ GDP ทั้งประเทศ

ลาวลงทุน 30% จีนลงทุน 70% แต่ที่จริงลาวกู้เงินจีนมาลงทุน หมายความว่าลาวเป็นหนี้จีนเกือบ 100% ของโครงการ

รายได้จากรถไฟไม่เพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ย ลาวต้องใช้รายได้จากไฟฟ้าส่งออก จากเหมืองแร่ และจากทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ มาจ่ายหนี้แทน ตอนนี้หนี้ต่างประเทศของลาวคิดเป็นมากกว่า 80% ของ GDP ถือเป็นหนึ่งในอัตราส่วนที่สูงที่สุดในเอเชีย

---

กลไกของกับดักหนี้

จากทุกประเทศที่เล่ามา เราจะเห็นแพทเทิร์นที่ซ้ำซากกัน ซึ่งไทยอาจเจอแบบเดียวกัน แม้จะใช้ระบบ PPP

ขั้นที่ 1: คำสัญญาที่หวาน โครงการดูดีมาก มีนักลงทุนสนใจ รัฐบาลเห็นโอกาส ผู้นำเห็นภาพตัวเองตัดริบบิ้นก่อนหมดวาระ

ขั้นที่ 2: ปัญหาเริ่มต้น โครงการล่าช้า ที่ดินไม่พร้อม ใบอนุญาตติดขัด ชาวบ้านประท้วง สำหรับไทย: ชาวประมงและชุมชนคัดค้าน

ขั้นที่ 3: ค่าใช้จ่ายพุ่ง งบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้รับเหมาครอบงำโครงการ สำหรับไทย: เอกชนอาจเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือเพิ่ม

ขั้นที่ 4: โครงการเสร็จ แต่ไม่คุ้มทุน ท่าเรือไม่มีเรือมาจอด รถไฟไม่มีคนขึ้น รายได้ไม่พอจ่ายดอกเบี้ย สำหรับไทย: รายได้ไม่ถึงเป้า เอกชนขาดทุน

ขั้นที่ 5: ไม่สามารถดำเนินการต่อ สำหรับประเทศที่รัฐกู้: ชำระหนี้ไม่ไหว | สำหรับไทย PPP: เอกชนถอนตัวหรือขอรัฐช่วย

ขั้นที่ 6: การเจรจา สำหรับประเทศที่รัฐกู้: ขอปรับโครงสร้างหนี้ | สำหรับไทย PPP: รัฐต้องเข้ามาชดเชยหรือรับซื้อโครงการ

ขั้นที่ 7: ผลลัพธ์ สำหรับประเทศที่รัฐกู้: สูญเสียอธิปไตย | สำหรับไทย PPP: รัฐแบกภาระหนี้ หรือยกสัมปทานให้ต่างชาติ

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า กับดักหนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐกู้เอง หรือเอกชนลงทุน ผลลัพธ์ท้ายที่สุดก็เหมือนกัน

---

ทำไมบริษัทเดินเรือไม่สนใจ

กลับมาที่ Land Bridge ของไทย

มีการจัดงานสัมมนา มีการ roadshow ไปทั่วโลก มีบริษัทมากกว่า 100 บริษัทแสดงความสนใจเข้าร่วมงาน

แต่เมื่อเรามาดูรายชื่อบริษัทเหล่านั้นอย่างใกล้ชิด เราจะพบความจริงที่น่าตกใจ

บริษัทที่สนใจส่วนใหญ่เป็นบริษัทก่อสร้าง China Harbour Engineering, Nippon Koei, Mitsubishi พวกนี้คือคนที่จะได้สัญญาสร้าง จะได้เงินไม่ว่าโครงการจะสำเร็จหรือล้มเหลว

มีบริษัทพัฒนานิคมอุตสาหกรรม WHA Industrial Development, Amata Corporation พวกนี้คือคนที่จะได้ที่ดินรอบๆ ท่าเรือ จะได้กำไรจากการเก็งกำไรที่ดิน

มีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ Siam Piwat มีธนาคาร Bank of China มีบริษัทบริหารท่าเรือ DP World พวกนี้ล้วนได้ประโยชน์ไม่ว่าโครงการจะมีเรือมาใช้หรือไม่

แต่บริษัทเดินเรือระดับโลกที่จะต้องเป็นลูกค้าตัวจริง Maersk, MSC, CMA CGM, COSCO, Hapag-Lloyd, ONE, Yang Ming ไม่มีสักบริษัทเดียวที่ออกมายืนยันว่าจะใช้บริการ

ไม่มีสักบริษัทเดียว

---

คณิตศาสตร์ที่ไม่ลงตัว

Piset Rittapirom ประธาน Bangkok Shipowners and Agents Association สมาคมเจ้าของเรือและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ กล่าวในฟอรั่มว่า โครงการ Land Bridge เป็น mission impossible ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้

อดีตรองผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ Samart Ratchapolsitte กล่าวว่า ผมคุยกับบริษัทเดินเรือหลายแห่ง พวกเขาส่ายหัวทั้งหมด ไม่สนใจใช้ Land Bridge เพราะจะเพิ่มต้นทุน ไม่ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

ทำไมพวกเขาถึงคิดแบบนั้น?

คำตอบอยู่ที่คณิตศาสตร์ง่ายๆ

รัฐบาลบอกว่า Land Bridge จะประหยัดเวลาได้ 4-5 วัน แต่นั่นคือเวลาที่ประหยัดได้จากการแล่นเรือเท่านั้น มันไม่ได้นับเวลาที่ต้องใช้ในการขนถ่ายสินค้า

ลองคิดดูว่าเรือสินค้าขนาดใหญ่บรรทุกคอนเทนเนอร์หลายหมื่นตู้ ต้องขนลงจากเรือทั้งหมด จัดเรียงใหม่ ขนส่งทางบกไป 90 กิโลเมตร แล้วขนขึ้นเรือใหม่อีกครั้ง

การขนถ่ายแต่ละครั้งใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งวัน บวกกับเวลารอคิว เวลาจัดการเอกสารศุลกากร เวลารอเรือลำถัดไป ทั้งหมดนี้กินเวลาไปอีกหลายวัน

Ooi Lean Hin ประธานสมาคมเดินเรือมาเลเซีย กล่าวว่า ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจสำหรับบริษัทเดินเรือที่จะจ่ายค่าผ่านท่าเรือสูง เมื่อประหยัดเวลาได้แค่ 2-3 วัน Panama Canal ประหยัดเวลา 5 เดือน Suez Canal ประหยัด 7-10 วัน แต่ Land Bridge แค่ 2-3 วัน

และที่สำคัญ บริษัทเดินเรือต้องจ่ายเงินจริง 133 ดอลลาร์ต่อคอนเทนเนอร์ หรือ 653,000 ดอลลาร์ต่อเรือแม่ขนาดใหญ่ ในขณะที่ผ่านช่องแคบมะละกาฟรี

นี่คือเหตุผลที่พวกเขาส่ายหัว

---

Conflict of Interest ที่ชัดเจน

สถานการณ์ตอนนี้เหมือนกับร้านอาหารที่เชฟบอกว่าอร่อยมาก อยากทำ เจ้าของตึกบอกว่าดีมาก ให้เช่า ธนาคารบอกว่าดีมาก ให้กู้ แต่ยังไม่มีลูกค้าสักคนยืนยันว่าจะมากิน

บริษัทที่จะได้ประโยชน์แน่นอน คือบริษัทก่อสร้าง ธนาคาร นักพัฒนาอสังหา พวกนี้พูดว่าโครงการดี

แต่บริษัทที่จะต้องจ่ายเงินจริง คือบริษัทเดินเรือ พวกนี้ไม่สนใจ

และคนที่จะแบกรับความเสี่ยง คือประชาชนไทย ไม่มีใครถามความเห็น

บริษัทก่อสร้างจะได้สัญญา Public-Private Partnership หรือ PPP แบบ Net Cost เป็นเวลา 50 ปี มูลค่า 997 พันล้านบาท พวกเขาได้เงินจากการสร้างและบริหาร ไม่ว่าจะมีเรือมาใช้หรือไม่ ธนาคารได้ดอกเบี้ยแน่นอน นักพัฒนาขายที่ดินได้กำไร

แต่ถ้าโครงการล้มเหลว ใครจะรับผิดชอบ?

-------

DP World พร้อมลงทุน แต่ไม่ได้แก้ปัญหา

ล่าสุดมีข่าวว่า DP World บริษัทบริหารท่าเรือระดับโลกจากดูไบ แสดงความพร้อมที่จะเดินหน้าลงทุนในโครงการ Land Bridge

รัฐบาลเอาข่าวนี้มาเป็นหลักฐานว่าโครงการได้รับความสนใจจากนักลงทุนระดับโลก

แต่รอก่อน เรามาดูกันว่า DP World คือใคร และพวกเขาได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้

DP World เป็นบริษัทบริหารท่าเรือ ไม่ใช่บริษัทเดินเรือ พวกเขาไม่ได้เป็นคนที่จะขนส่งสินค้า แต่เป็นคนที่จะบริหารจัดการท่าเรือ

พวกเขาได้เงินจากค่าบริการจัดการท่าเรือ ไม่ว่าจะมีเรือมาใช้มากหรือน้อย พวกเขาก็ได้เงินจากสัญญาบริหารจัดการ 50 ปี

นี่คือ Conflict of Interest อีกครั้ง

DP World พูดว่าโครงการดี เพราะพวกเขาจะได้สัญญาบริหาร 50 ปี ไม่ว่าจะมีเรือมากหรือน้อย แต่บริษัทเดินเรือที่จะต้องเป็นลูกค้าจริง Maersk, MSC, CMA CGM ยังไม่มีใครยืนยันจะใช้

มันเหมือนกับผู้จัดการร้านอาหารบอกว่า ร้านนี้ดีมาก ผมพร้อมบริหาร แต่ยังไม่มีลูกค้าสักคนยืนยันว่าจะมากิน

และที่น่ากังวลมากกว่านั้น DP World เองก็กำลังลังเล พวกเขาบอกว่าจะเสนอแผนระบบโลจิสติกส์ทั้งประเทศภายใน 3-4 เดือน และ Land Bridge เป็นแค่ส่วนหนึ่งของแผนเท่านั้น

พวกเขายังไม่ได้ยืนยันว่าจะลงทุนแน่นอน แค่แสดงความสนใจที่จะศึกษา

ความสนใจ ไม่เท่ากับ การลงทุน

การศึกษา ไม่เท่ากับ การยืนยัน

และที่สำคัญที่สุด บริษัทบริหารท่าเรือ ไม่เท่ากับ บริษัทเดินเรือที่จะเป็นลูกค้า

---

เปรียบเทียบกับที่ประสบความสำเร็จ

มีคนอาจโต้แย้งว่า Land Bridge มีที่อื่นทำสำเร็จแล้ว

จริง แต่มาดูตัวเลขกัน

North American Land Bridge ที่เชื่อมแปซิฟิกกับแอตแลนติก ประหยัดเวลาจาก Singapore ไปนิวยอร์กจาก 36 วันเหลือ 19 วัน ประหยัด 17 วัน

Eurasian Land Bridge ที่เชื่อมจีนกับยุโรป ลดเวลาจาก 35-42 วันเหลือ 19-25 วัน ประหยัด 15-20 วัน

แต่ Land Bridge ของไทย? ประหยัดแค่ 2-3 วัน

นี่คือความแตกต่างระหว่างโครงการที่ประสบความสำเร็จกับโครงการที่มีความเสี่ยงสูง

---

ใครจ่ายถ้าโครงการล้มเหลว

รัฐบาลบอกว่าโครงการใช้แบบ Public-Private Partnership หรือ PPP เอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด รัฐไม่ต้องจ่ายเงิน

ฟังดูดี แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น

โครงการใช้รูปแบบ PPP Net Cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี ภาคเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างท่าเรือ มอเตอร์เวย์ และรถไฟรางคู่ขนาด 1.435 เมตร
แต่ภาครัฐยังต้องจ่ายเงินจำนวนมาก

รัฐต้องเวนคืนที่ดินทั้งหมด พื้นที่นับหมื่นไร่ทั้งสองฝั่ง ค่าชดเชยอาจสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท รัฐต้องลงทุนสร้างรถไฟรางคู่ขนาด 1.0 เมตร เชื่อมกับระบบรถไฟปัจจุบัน รัฐต้องให้สิทธิประโยชน์มากมาย ลดหย่อนภาษี ค่าเช่าถูก การค้ำประกันรายได้ต่ำสุด

และที่สำคัญที่สุด PPP Net Cost หมายความว่า ถ้าโครงการไม่ทำกำไรเพียงพอ รัฐต้องชดเชยส่วนต่างให้เอกชนได้ผลตอบแทนตามที่ตกลงกัน

ลองคิดดู เอกชนคาดว่าจะได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี แต่มีเรือมาใช้น้อย รายได้เพียง 4% ต่อปี รัฐต้องชดเชยอีก 4% จากภาษีของประชาชน ทุกๆ ปี ตลอด 50 ปี

ดูตัวอย่างจากโครงการ PPP ในไทยที่ล้มเหลว

รถไฟฟ้าสายสีม่วง เอกชนลงทุน รัฐค้ำประกัน ผู้โดยสารน้อยกว่าคาด รายได้ไม่พอ ตอนนี้รัฐต้องจ่ายชดเชยให้เอกชนปีละหลายพันล้านบาท และจะต้องจ่ายต่อไปอีกหลายสิบปี

ทางด่วนเฉลิมมหานคร เอกชนสร้าง บริหาร รายได้ไม่เป็นไปตามแผน รัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือหลายครั้ง

สำหรับ Land Bridge ผลตอบแทนการลงทุน IRR เพียง 8.62% ระยะเวลาคืนทุน 24 ปี ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าโครงการมีความเสี่ยงสูงมาก

ถ้าไม่มีเรือมาใช้ รายได้ไม่พอจ่ายดอกเบี้ย เอกชนจะทำอย่างไร? พวกเขาจะเจรจาขอให้รัฐช่วยเหลือ หรือจะขอปรับโครงสร้างหนี้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นในศรีลังกา ปากีสถาน และอินโดนีเซีย

และในท้ายที่สุด ภาระจะตกมาที่ประชาชนไทยทุกคน

มันเหมือนกับคุณบอกเพื่อนว่า ฉันไม่ได้ค้ำประกันเงินกู้นะ เขากู้เอง แต่จริงๆ แล้ว คุณต้องซื้อที่ดินให้เขา คุณต้องให้เขาอยู่ฟรี และถ้าเขาจ่ายไม่ไหว คุณต้องช่วยจ่ายให้

ไม่ได้ลงทุนเอง ไม่ได้แปลว่า ไม่เสี่ยงเลย

---

สัญญา 99 ปีที่รออยู่

มีอะไรที่น่ากังวลมากกว่านั้นอีก

โครงการ Land Bridge มาพร้อมกับ Southern Economic Corridor หรือ SEC พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษที่ให้สิทธิพิเศษต่างๆ รวมถึงการยกเว้นกฎหมายบางอย่างสำหรับการเป็นเจ้าของต่างชาติ

และที่สำคัญที่สุด มีการพูดถึงสัญญาเช่า 99 ปี

99 ปี เหมือนกับท่าเรือ Hambantota ของศรีลังกาพอดี

รัฐบาลไทยกำลังเร่งแก้ไขกฎหมายให้ชาวต่างชาติเช่าที่ดินได้ถึง 99 ปี โดยระบุชัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนโครงการ Land Bridge

ประตูสู่กับดักหนี้เปิดแล้ว

ถ้าโครงการไม่คุ้มทุน ถ้าไม่มีเรือมาใช้ ถ้าชำระหนี้ไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ไทยอาจต้องมอบสิทธิ์บางอย่างให้กับนักลงทุน อาจต้องยกสัมปทาน อาจต้องให้เช่า 99 ปี

นี่ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในศรีลังกา ปากีสถาน เคนยา และหลายประเทศทั่วโลก

---

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ความเสียหายไม่ใช่แค่ด้านการเงิน

ท่าเรือระนองวางแผนจะสร้างในทะเลหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง ซึ่งมีป่าชายเลนที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

การขุดลอกท่าเรือทะเลลึกจะทำลายระบบนิเวศทางทะเล ทำลายแหล่งประมงชายฝั่ง ป่าชายเลนที่เคยเป็นบ้านของสัตว์น้ำนับล้านตัวจะถูกทำลาย

ทางหลวงและรถไฟจะตัดผ่านป่า ทำให้สัตว์ป่าสูญเสียที่อยู่อาศัย ระบบนิเวศแตกสลาย

ชาวประมงระนองและชาวสวนทุเรียนชุมพรออกมาคัดค้านโครงการอย่างแข็งขัน พวกเขากลัวว่าจะสูญเสียอาชีพ สูญเสียที่ดิน สูญเสียวิถีชีวิต

แต่เสียงของพวกเขาไม่ได้รับการรับฟัง ไม่มีการจัดประชาพิจารณ์อย่างแท้จริง ไม่มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ครบถ้วน

และถ้าโครงการล้มเหลว ทั้งหนี้และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมจะเป็นมรดกที่ทิ้งไว้ให้คนไทยรุ่นต่อๆ ไป

---

คำถามที่ต้องถาม

ก่อนที่เราจะลงมือทำโครงการมหึมาขนาดนี้ มีคำถามพื้นฐานที่เราควรถามกันอย่างจริงจัง

ถ้าโครงการดีจริง ทำไมไม่มีบริษัทเดินเรือยืนยันจะใช้?

ถ้าประหยัดเวลาจริง ทำไมการขนถ่าย 2 ครั้งถึงทำให้ใช้เวลามากขึ้น?

ถ้าคุ้มค่าจริง ทำไมผู้เชี่ยวชาญเดินเรือทั่วโลกถึงส่ายหัว?

ถ้าปลอดภัยจริง ทำไมต้องเตรียมกฎหมายเช่า 99 ปี?

ถ้าไม่ใช้เงินรัฐจริง ใครจะรับภาระถ้าโครงการล้มเหลว?

เราเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับศรีลังกา ท่าเรือ Hambantota ที่กลายเป็นท่าเรือผี แล้วกลายเป็นหนี้ที่ต้องยกให้จีนเช่า 99 ปี

เราเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย รถไฟความเร็วสูงที่กลายเป็นระเบิดเวลา ขาดทุนหมื่นล้านบาท และกำลังเจรจาปรับโครงสร้างหนี้

เราเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับปากีสถาน ท่าเรือ Gwadar ที่ไม่มีเรือมาใช้ แต่หนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

คำถามคือ เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาดของพวกเขาหรือไม่?

---

บทสรุป

หนึ่งล้านล้านบาท

ตัวเลขนี้ใหญ่โตมากจนเราแทบจะจินตนาการไม่ออก

แต่ลองคิดดูว่าถ้าเงินจำนวนนี้ถูกใช้ไปอย่างผิดพลาด ถ้าโครงการนี้กลายเป็นท่าเรือผีที่ไม่มีเรือมาจอด ถ้าทุกอย่างกลายเป็นหนี้ที่คนไทยต้องแบกรับไปอีกหลายทศวรรษ

มันจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราอย่างไร?

ภาษีที่เราจ่ายจะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อจ่ายหนี้ งบประมาณสำหรับการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการสังคม จะถูกตัดลงเพื่อนำไปจ่ายดอกเบี้ย เด็กๆ ที่จะเกิดในอีก 10 ปี 20 ปี จะต้องเติบโตขึ้นมาพร้อมกับภาระหนี้ที่พวกเขาไม่เคยได้รับประโยชน์จากมันเลย

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข นี่คือเรื่องของอนาคตของประเทศ

Land Bridge อาจเป็นโอกาสที่ดี หรืออาจเป็นหายนะที่ใหญ่ที่สุด คำตอบอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรก่อนที่จะสายเกินไป

เราต้องการการศึกษาความเป็นไปได้ที่ครบถ้วน โปร่งใส และอิสระ

เราต้องการการประชาพิจารณ์ที่แท้จริง ที่ประชาชนมีสิทธิ์ตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ถูกแจ้งให้ทราบ

เราต้องการความมั่นใจว่ามีบริษัทเดินเรือยืนยันจะใช้จริง ไม่ใช่แค่การคาดการณ์บนกระดาษ

เราต้องการทางเลือกอื่นที่หลากหลาย ไม่ใช่พึ่งพานักลงทุนจากประเทศเดียว

และที่สำคัญที่สุด เราต้องการคำตอบที่ชัดเจนว่า ถ้าโครงการล้มเหลว ใครจะรับผิดชอบ

ก่อนที่ท่าเรือระนองจะกลายเป็น Hambantota แห่งที่สอง

ก่อนที่ Land Bridge จะกลายเป็นหนี้แห่งทศวรรษ

ก่อนที่คนไทยทุกคนจะต้องจ่ายค่าความฝันของคนไม่กี่คน

เรายังมีเวลาที่จะหยุดและคิดใหม่

คำถามคือ เราจะใช้เวลานั้นหรือไม่?

Boyles bigmove club

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1360621372542474&set=a.602074698397149




อันดามันมรดกโลกกับแลนด์บริดจ์ อะไรทำให้ไทยรวยมากกว่ากัน ? (ประเทศรวยหรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่นักการเมืองกับผู้รับเหมารวยแน่นอน !)


Thon Thamrongnawasawat
18 hours ago
·
ไม่ใช่ขัดขวางการพัฒนา ไม่ใช่การอนุรักษ์ที่ไม่คำนึงถึงเศรษฐกิจ แต่เป็นการตั้งคำถามง่ายๆ ว่าอันดามันมรดกโลกกับแลนด์บริดจ์ อะไรทำให้ไทยรวยมากกว่ากัน ?

ก่อนอื่นขอแนะนำให้เพื่อนธรณ์รู้จักกับอันดามันมรดกโลก

"พื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน" ได้รับการบรรจุในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก ยูเนสโก ตั้งแต่ปี 2565

ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ 6 แห่งทางฝั่งอันดามัน รวมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่

พื้นที่ที่ได้รับการเสนอชื่อประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติ 6 แห่ง

1. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง
2. อุทยานแห่งชาติแหลมสน (จ.ระนอง-พังงา)
3. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน (จ.พังงา)
4. อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง (จ.พังงา)
5. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์-หมู่เกาะสิมิลัน-แหลมสน (รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง)
6. อุทยานแห่งชาติสิรินาถ (จ.ภูเก็ต)

ความสำคัญของแหล่งอนุรักษ์อันดามัน

* คุณค่าระดับโลก: ได้รับการยอมรับว่ามีความงดงามทางธรรมชาติ คุณค่าทางนิเวศวิทยา และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่หายาก

* ช่วยเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวในเขตอันดามันเหนืออย่างก้าวกระโดด สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น แผนขยายสนามบินหลักแห่งใหม่ในอันดามัน (พังงา/ภูเก็ต)

* เป้าหมายการอนุรักษ์: เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน ส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก

ปัจจุบัน พื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำเอกสารฉบับสมบูรณ์เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติอย่างเป็นทางการต่อไป

คราวนี้ขอให้เพื่อนธรณ์ลองคิด การท่องเที่ยวในอันดามันเหนือ (ภูเก็ต/พังงา) คือฮับของการท่องเที่ยวไทยมาตลอด ขณะที่ระนองมีศักยภาพสูงในการขยายตัว

เขตมรดกโลกคือตราประทับสุดยอดด้านการท่องเที่ยว เป็นที่รับรู้ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาหลายสิบปี

ใครๆ ก็อยากไปเที่ยวมรดกโลก

โดยเฉพาะมรดกโลกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความงดงาม เข้าถึงได้ง่าย มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เฉกเช่นอันดามันเหนือ

ยังไม่มีการประเมิน “ความรวยแบบก้าวกระโดด” หากอันดามันเป็นมรดกโลก แต่แน่นอนว่าเยอะ !

แล้วเราเลือกทั้งคู่ได้ไหม ?

เขตมรดกโลก Great Barrier Reef ของออสเตรเลียเป็นตัวอย่างที่ดี ที่นั่นมีทั้งมรดกโลก ท่าเรือ เมืองใหญ่ ฯลฯ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน

แล้วทำไงให้อยู่ร่วมกันได้ ?

เริ่มจากเราต้องยอมรับว่าในพื้นที่แลนด์บริดจ์มีอันดามันมรดกโลก

เอกสารต่างๆ ของแลนด์บริดจ์ รวมถึง EHIA ไม่เอ่ยถึงอันดามันมรดกโลก แม้ประเทศไทยเป็นผู้เสนอไปที่ยูเนสโกเมื่อ 3 ปีก่อน (เป็นมติครม. หลายท่านในรัฐบาลนี้อยู่ในที่ประชุมครม.ตอนนั้น)

เมื่อไม่เอ่ยถึง แล้วจะอยู่ร่วมได้อย่างไร ?

อันดามันมรดกโลกเป็นโครงการใหญ่ มีการศึกษาวิจัยข้อมูลด้านธรรมชาติมากมาย รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คน ฯลฯ

แต่เราไม่นำมาใช้ เพราะไม่เอ่ยถึง แล้วจะเอามาใช้ได้ไง ?

หากไทยอยากได้ตังค์ เราควรจะเริ่มทำ 2 อย่าง

ประเมินว่าอันดามันมรดกโลกกับแลนด์บริดจ์ อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรารวยกว่า มีความเป็นไปได้ของความรวยมากกว่า และมีผลกระทบน้อยกว่า

ประเมินว่า 2 อย่างไปด้วยกันได้ไหม ทำไมเราไม่อยากรวย 2 เด้ง ?

ทั้งหมดนี้คือความเห็นของนักอนุรักษ์ที่อยากให้ประเทศไทยรวยกว่านี้

รวยอย่างรอบคอบ รวยอย่างชาญฉลาด รวยจนร้องพอแล้ว พอแล้ว จนถึงชั่วลูกชั่วหลาน

ผู้นำประเทศที่สามารถสร้างความรวยให้ไทยได้เช่นนั้น ผู้คนจะจดจำว่ามีฝีมือ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=27798448433076996&set=a.235339669814577
.....

สุรชัย ชาวหนองหิน
ประเทศรวยหรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่นักการเมืองกับผู้รับเหมารวยแน่นอนครับ

Toey Nuntarut Saw
ส่วนตัวไม่ได้มองเรื่องรวย มองว่าอะไรหายไปมากกว่าคะ อาจารย์




ปรากฎการณ์ที่ ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชน โพสต์วิจารณ์ผู้ว่ากทม.เรื่องบ่อขยะอ่อนนุช แต่โดนทัวร์ลงอย่างหนัก น่าเอามาชวนคิดกันจริงๆ แม้ว่าโพสต์จะมีปัญหาส่วนหนึ่ง


Faris PHar Yothasamuth
3 hours ago
·
ปรากฎการณ์ที่ ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กทม.พรรคประชาชน โพสต์วิจารณ์ผู้ว่ากทม.เรื่องบ่อขยะอ่อนนุช แต่กระแสตีกลับโดนทัวร์ลงอย่างหนัก น่าเอามาชวนคิดกันจริงๆครับ (ลิงก์ต้นทางจะแปะในเม้น)
.
แรกสุดเลย พอณัฐพงศ์โพสต์แบบนี้ โดนคนวิจารณ์ทันทีว่าเป็นเกมการเมืองของพรรคส้มเพื่อขัดขาชัชชาติช่วงใกล้เลือกตั้งผู้ว่ากทม. เพราะพรรคส้มเคยส่งแคนดิเดทแข่งมาแล้วตั้งแต่สี่ปีก่อน ขณะที่เวทีท้องถิ่นพรรคส้มก็มีตัวแทนในสภากทม. (สก.) อยู่ส่วนหนึ่ง แถมไอซ์รักชนกก็เคย"แวะ"มาร่วมวงฟาดชัชชาติบ้างอยู่ 1-2 หน
.
แต่อันนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับณัฐพงศ์อย่างหนึ่ง ว่าเขาเป็นสส.ที่ตามติดปัญหาเรื่องบ่อขยะของกทม.มาหลายปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งหยิบมาโจมตีเอาตอนใกล้เลือกตั้ง ซึ่งบ่อขยะพวกนี้ก็เป็นปัญหากับคนในพื้นที่จริงๆ ดังนั้นการที่สส.กทม.มาช่วยตามจี้ปัญหาเรื่องนี้ก็ควรเป็นสิ่งที่ผู้ว่าต้องรับฟังและเร่งรัดแก้ไข ซึ่งกองเชียร์ชัชชาติก็น่าจะเห็นด้วย
.
แต่ถามว่า... แล้วอะไรทำให้โพสต์ของณัฐพงศ์มีปัญหาจนโดนทัวร์ลงล่ะ? เป็นเพราะชัชชาติมีติ่งคอยหลับหูหลับตาปกป้องหรือเปล่า?
.
คำตอบคือ ปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากท่าทีในโพสต์ของณัฐพงศ์เองด้วย โดยเฉพาะการ frame ข้อเขียนของตัวเองในลักษณะโจมตีแต่ต้น เช่น

"กทม.ชุดปัจจุบันขยับน้อยมากตลอด 4 ปี แต่เพิ่งมาขยับเยอะเป็นพิเศษในช่วงก่อนหมดวาระแค่ไม่กี่เดือนก่อนเลือกตั้ง"

" ปีที่ผ่านมา มีโอกาสได้เข้าไปบริหาร แต่ดันเพิ่งมาคิดได้ตอนจะเลือกตั้ง"

"ทำไมเพิ่งมาคิดได้ช่วงก่อนเลือกตั้งไม่ถึงเดือน"

>>>> ข้อความพวกนี้อ่านยังไงก็เท่ากับบอกเป็นนัยว่าทีมชัชชาติ take action เรื่องนี้เพื่อหวังผลช่วงเลือกตั้ง เป็นน้ำเสียงการสื่อสารที่ไม่ smart เลย
.
นอกจากนี้ข้อมูลที่นำมาประกอบการอภิปรายก็เขียนแบบเป็นท่อนๆ ให้ข้อมูลไม่ครบ มีลักษณะจับแพะชนแกะ และบางข้อความก็ผิดไปจากข้อเท็จจริง เช่น

"ไม่เคยมีภาพของการสื่อสารวิสัยทัศน์ในอนาคตใดๆออกมาเลย " >>>> ถ้าลองเสิชดูก็จะพบว่ากทม.มีการดำเนินการเกี่ยวกับบ่อขยะอยู่บ้าง แน่นอนว่าถูกวิจารณ์ได้ว่าไม่เพียงพอ แต่พอใช้คำว่า "ไม่เคย..ใดๆ..เลย" กลายเป็นการสื่อสารที่ไม่จริงใจไปแล้ว ทำให้ผู้อ่านไม่อยากจะรับฟังสิ่งที่เป็นข้อเสนอต่อ

หรืออีกข้อความ

"พอเข้าสู่ช่วงปี 2569 เริ่มมีการขยับเขยื้อน มีการโฆษณาเตาเผาใหม่ที่เพิ่งก่อสร้างอย่างหนักว่าจะเป็นยาสารพัดโรคที่จะแก้ปัญหากลิ่นเหม็นให้หายไปได้ ทั้งที่ปัญหาโรงเก่ายังไม่มีการแก้ไขใดๆเลย" >>>> ข้อความนี้มีลักษณะจับแพะชนแกะค่อนข้างชัด เพราะการสร้างเตาเผาเป็นการแก้ปัญหาอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ณัฐพงศ์เอามาโยงกับปัญหาโรงคัดแยก/หมักปุ๋ยเดิมซึ่งใช้การกำจัดคนละวิธีกัน และถ้าไปค้นข่าวเก่าก็จะบว่าเตาเผาขยะนี้ดำเนินการก่อสร้างมาหลายปีแล้วและใกล้เปิดใช้ การใช้คำว่า "ช่วงปี 2569 เริ่มมีการขยับเขยื้อน" จึง mislead ให้คนอ่านเข้าใจผิดว่าเป็นการสร้างภาพในช่วงใกล้เลือกตั้ง
.
ที่เขียนมานี่ต้องออกตัวว่าผมเขียนในฐานะคนโหวตพรรคส้มและชัชชาตินะ แต่ประเด็นคือเราต้องมี common ground ก่อนว่าชัชชาติไม่ใช่เทวดาที่จะแตะต้องไม่ได้ และการบริหารที่ผ่านมาก็ยังมีปัญหาอีกมาก และคุณูปการของสส.กทม.ของพรรคส้มก็ช่วยเร่งรัดการแก้ปัญหาต่างๆได้มาก แต่การวิพากษ์วิจารณ์ก็ต้องทำด้วยท่าทีที่เหมาะสม ในกทม.สส.ส้มกวาดเรียบ แต่โพสต์นี้กลับโดนทัวร์ลงยับ มันควรมาทบทวนบ้างว่าวิธีการเขียนการสื่อสารมันมีอะไรที่ผิดพลาดบ้างหรือเปล่า
.
อย่างหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ พรรคส้มสู้กับกลุ่มการเมืองระดับประเทศที่เน่าเหม็น+หน้าด้านมาช้านานตั้งแต่ยุคประยุทธ ทำให้จับไปตรงไหนมันก็คือขี้ ที่ผ่านมา สส.ไอซ์จะเฟี้ยสฟาดใส่ไอ้พวกนักการเมืองหรือพวกประกันสังคมขนาดไหนก็ได้รับเสียงตบมือเชียร์ แต่ท่าทีแบบนี้มันใช้ไม่ได้กับเคสกทม. ที่ชัชชาติสร้างผลงานได้อย่างประจักษ์และมี"จรรยา"ที่ถ่อมตัวถูกใจคนจำนวนมาก ให้ลองไปดูเถอะที่ผ่านมาเฟี้ยสฟาดกับชัชชาติแล้วผลตอบรับเป็นยังไงบ้าง แล้วคิดเหรอว่าท่าทีแบบนี้จะทำให้พรรคได้ที่นั่งในสภาท้องถิ่นมากขึ้น?
.
โดยสรุปคือพรรคต้องเรียนรู้วิธีการสื่อสารให้ sophisticate กว่านี้ อย่าคิดว่าท่าทีแบบเดียวกันมันจะใช้ได้กับทุกกรณี ไม่งั้นแค่โพสต์ๆเดียวจะทำให้ความดีที่ทำมาหลายปีถูกมองข้ามไปหมด
Faris PHar Yothasamuth

โพสต์ต้นทาง
https://www.facebook.com/share/p/18aYsH6Yn2/
..


ตัวอย่างที่แสดงถึงการดำเนินการเกี่ยวกับบ่อขยะของกทม.
https://www.facebook.com/share/p/1GXTqKYURn/
https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1878683/?bid=1
https://www.onep.go.th/2-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0.../


https://www.facebook.com/photo?fbid=10241501175371425&set=a.1662472926835


ทรัมป์เป็นคนประเภท “ไม่แก้ไข แก้แค้นอย่างเดียว” อดีตผู้อำนวยการ FBI เจมส์ โคมี ถูกตั้งข้อหาทางอาญา 2 ข้อหา สืบเนื่องจากโพสต์บน Instagram เมื่อปี 2025 แสดงภาพเปลือกหอยที่ถูกจัดเรียงเป็นตัวเลข ‘86 47’ บนชายหาด ‘86 47’ อดีตผู้อำนวยการ FBI ตีความ ‘86' ว่า หมายถึง กำจัด สังหาร เป็นคำแสลงในบาร์

9 hours ago
·
เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ ถูกสั่งฟ้องเนื่องจากโพสต์ในอินสตาแกรม เป็นภาพเปลือกหอยเรียงกันเป็นตัวเลข "86 47" ซึ่งอัยการสหรัฐฯ ตีความว่าเป็นการ “ข่มขู่โดยเจตนา และจงใจเพื่อหมายเอาชีวิต และมุ่งทำร้ายร่างกายประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา”

ฟังดูก็น่าแปลก เพราะแค่การโพสต์ภาพของเปลือกหอยที่เรียงเป็นตัวเลข ทำไมจึงถูกตีความเป็นข้อหาอาญาร้ายแรงได้ และจำเลยในคดีนี้เป็นถึงอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ

เมื่อปีที่แล้ว โคมีย์บอกว่า เขาเจอคนเรียงก้อนหินเป็นตัวเลข "86 47" ระหว่างเดินเล่นกับภรรยาบนชายหาดที่นอร์ทแคโรไลนา เขาบอกว่าภรรยาเขาเคยทำงานเป็นบริกรมานาน จึงทราบความหมายของ “86” เป็นอย่างดี เช่น การบอกให้ “86 ลูกค้า” หมายถึงการ “กำจัด” ลูกค้า โดยการเสิร์ฟเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ เพราะลูกค้ากำลังเมาเละเทะจนควบคุมตัวเองไม่ได้

โคมีย์ยอมรับว่าสิ่งที่เขาโพสต์เป็น “political message” และภรรยาก็แนะนำว่าให้นำไปโพสต์จนเกิดเป็นกระแสไวรัล และนำไปสู่การดำเนินคดีเขาในที่สุด และต่อมาเขาได้ลบภาพนี้ออกไป

ที่ต้องทราบอีกอย่างหนึ่ง โคมีย์ถือว่าเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของทรัมป์แอนด์โค เพราะเขาเป็นผอ. FBI สมัยทรัมป์ 1 ซึ่งไม่ยอมประกาศคำสวามิภักดิ์ให้กับทรัมป์ ที่สำคัญคือไม่ยอมยุติการสอบสวนการแทรกแซงของรัสเซียในการเลือกตั้งปี 2016 ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็น "เรื่องหลอกลวง" ทางการเมือง หรือเป็น "การล่าแม่มด" ที่มุ่งทำลายตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา

ความบาดหมางระหว่างทั้งสองคนทวีความรุนแรงขึ้น จนเขาถูกทรัมป์ไล่ออก และต่อมาได้ปล่อยบันทึกข้อความสนทนาส่วนตัวของพวกเขาทั้งสองออกมา

หลังออกจากตำแหน่ง โคมีย์ยังให้สัมภาษณ์สื่อวิจารณ์ทรัมป์มาตลอด หนักสุดก็น่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์ช่อง ABC ว่า “คนที่พูดจาและปฏิบัติต่อผู้หญิงราวกับเป็นชิ้นเนื้อ คนที่โกหกอยู่ตลอดเวลาทั้งในเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ และยืนกรานให้ชาวอเมริกันเชื่อ คนแบบนั้นไม่เหมาะสมที่จะเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา"

เรียกว่าสหรัฐฯ ยุคทรัมป์ “ไม่คิดแก้ไข แก้แค้นอย่างเดียว”

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164074490986649&set=a.10150096728651649



https://x.com/AJEnglish/status/2049383179291934930

ฝ่ายอัยการ: นายทอดด์ บลานช์ รักษาการอัยการสูงสุด และคณะอัยการรัฐบาลกลาง ตีความว่า "86" เป็นคำสแลงที่มีความหมายถึง "การกำจัดออก" หรือ "การสังหาร" ในขณะที่ "47" หมายถึงสถานะของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ พวกเขายืนยันว่า "ผู้รับสารที่มีวิจารณญาณตามปกติ" ย่อมตีความสิ่งนี้ว่าเป็นคำข่มขู่ในการลอบสังหาร







 

เมื่อคิงมาเจอกับคอง อะไรก็เกิดขึ้นได้ !








ถ้าไม่มีชาวอังกฤษ 'พวกคุณคงพูดภาษาฝรั่งเศส': พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงล้อเลียนทรัมป์

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงหยอกล้อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาว โดยทรงตรัสติดตลกว่า หากไม่มีชาวอังกฤษ ชาวอเมริกันคงพูดภาษาฝรั่งเศส เป็นการตอบโต้คำพูดของทรัมป์ในการประชุมสุดยอดดาวอสเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเขากล่าวว่า หากไม่มีความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 "พวกคุณคงพูดภาษาเยอรมันและภาษาญี่ปุ่นเล็กน้อย"

https://x.com/France24_en/status/2049429191989342651





พระเจ้าชาร์ลส์ทรงหัวเราะในงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาว

"ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะสังเกตเห็นการปรับปรุงปีกตะวันออกของทำเนียบขาว ท่านประธานาธิบดี หลังจากที่ท่านเสด็จเยือนปราสาทวินด์เซอร์เมื่อปีที่แล้ว"

"และข้าพเจ้าเสียใจที่ต้องบอกว่า พวกเราชาวอังกฤษเองก็เคยพยายามปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์ของทำเนียบขาวในปี 1814 มาแล้วเช่นกัน"




ทรัมป์ไม่มีมารยาท ?



นับเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ที่กษัตริย์อังกฤษได้รับเชิญให้กล่าวในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาสหรัฐฯ แม้ก่อนหน้านี้มีการท้วงติงจากฝ่ายต่าง ๆ ว่า ควรเลื่อนการเสด็จเยือนอดีตอาณานิคมออกไป เพราะความตึงเครียดด้านความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ แต่ #กษัตริย์ชาร์ลส์ ทำได้ดีเกินคาดหมาย

Pipob Udomittipong
10 hours ago
·
นับเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ที่กษัตริย์อังกฤษได้รับเชิญให้กล่าวในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาสหรัฐฯ แม้ก่อนหน้านี้มีการท้วงติงจากฝ่ายต่าง ๆ ว่า ควรเลื่อนการเสด็จเยือนอดีตอาณานิคมออกไป โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุการณ์ลอบทำร้ายทรัมป์ และความตึงเครียดด้านความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ แต่ #กษัตริย์ชาร์ลส์ ทำได้ดีเกินคาดหมาย

BBC รายงานว่า มีการยืนปรบมือแสดงความชื่นชมทั้งหมดประมาณ 12 ครั้ง โดยผู้ฟังทั้งสส.และสว. ปรบมือดังสนั่นเป็นระยะ ๆ ระหว่างพระราชดำรัส คอมเมนต์ในเน็ตจากทั้งสองฝั่งมหาสมุทรต่างชื่นชมสปีชนี้

“เขาเป็นเหมือนหัวหน้าห้อง” “He was the headmaster in the chamber” “ผมไม่ใช่ผู้สนับสนุนระบอบกษัตริย์ แต่ผมคิดว่าพระราชดำรัสนั้นดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคที่ว่าชาวอเมริกันอาจพูดภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการเหน็บแนมทรัมป์ได้อย่างแนบเนียน” "Dare I say that, if it wasn't for us, you'd be speaking French…!"

นับเป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนของ “ความสัมพันธ์พิเศษ” ระหว่างทั้งสองประเทศ ตามที่วินสตัน เชอร์ชิลล์เรียก เพราะอังกฤษไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ใน #สงครามอิหร่าน ไม่ยอมให้ใช้สนามบิน ซึ่งต่างสงครามก่อนหน้านี้มากที่อังกฤษทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของ “พันธมิตร” มาตลอด ทรัมป์จึงโพสต์ด่าเคียร์ สตรามเมอร์แทบทุกวัน

และจากการสำรวจของ YouGov ประมาณ 81% ของชาวอังกฤษมีความคิดเห็นในเชิงลบต่อโดนัลด์ ทรัมป์ ส่วนคนอังกฤษที่รักทรัมป์มีประมาณ 14% เท่านั้น และมีคนอังกฤษเพียง 30% เท่านั้นที่รู้สึกดีต่อสหรัฐฯ

พูดได้ว่าการเสด็จไปเยือนสหรัฐฯ ของกษัตริย์ชาร์ลส์ ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่คนอังกฤษสนับสนุนมากนัก แต่กษัตริย์กลับทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดี แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่กษัตริย์พูด “king’s speech” เกิดจากการเตรียมข้อมูลเป็นเดือน และเป็นการเขียนร่วมกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับราชเลขาธิการ และกษัตริย์ ไม่ใช่กษัตริย์เขียนเอาเอง

เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวนาโต้และยูเครน เป็นสิ่งที่รบ.อังกฤษจับใส่ปากให้กษัตริย์พูดแน่นอน โดยเฉพาะการกล่าวถึงช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ 9/11 เมื่อนาโต้ประกาศใช้มาตรา 5 เป็นครั้งแรก ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือร่วมใจระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ “มานานกว่าศตวรรษ เราต่อสู้เคียงข้างกันผ่านสงครามโลกสองครั้ง สงครามเย็น สงครามในอัฟกานิสถาน และช่วงเวลาต่าง ๆ ที่กำหนดความมั่นคงร่วมกันของเรา”

“วันนี้ ท่านประธานสภา ความมุ่งมั่นที่ไม่ย่อท้อเช่นเดียวกันนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปกป้องยูเครนและประชาชนผู้กล้าหาญที่สุดของประเทศนั้น”

นี่คือบทบาทสำคัญของ #สถาบันกษัตริย์ การเป็นตัวแทนที่ดีงาม ชาญฉลาด ไม่สิ้นเปลือง การทำหน้าที่กอบกู้วิกฤตด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บทบาทเชิงสัญลักษณ์แบบนี้ต่างหากที่ทำให้คนอังกฤษไม่คิดจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ต่อให้ไม่มีกม.เอาผิดคนวิจารณ์ ต่อให้มีกลุ่มรีพับลิกที่เสนอให้โค่นล้มสถาบันฯ ทุกวัน มันก็ไม่มีผลอะไร

การรักษาสภาบันกษัตริย์ไม่ได้เกิดจากการบังคับใช้กม.เพื่อเอาผิดจับคนวิจารณ์เข้าคุก จริงมั้ย?

อ่านเมนต์ในโพสต์นี้ https://www.facebook.com/bbcnews/posts/pfbid02AV5rLzdLZDT4RDuFwewSPYVaRgy45rVYzurFoyaqjXX7Q9BXNBiKrxCK5SpP6DTdl

https://www.facebook.com/photo?fbid=10164074468916649&set=a.10150096728651649




ปักกิ่งกำลังเรียนรู้บทเรียนมากมายจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ และกำลังพิจารณาว่าจะนำวิธีการของเตหะรานมาปรับใช้กับความขัดแย้งในอนาคตกับสหรัฐฯ กรณีไต้หวันได้อย่างไร จากตัวอย่างล่าสุดนี้ เจ้าหน้าที่จีนย่อมสรุปได้ว่า การเสริมสร้างฝูงโดรนและคลังขีปนาวุธเพิ่มเติมยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยในการยับยั้งสหรัฐฯ จากการปฏิบัติการทางเรือใกล้แผ่นดินใหญ่



จับตามองอิหร่าน: จีนหวังเก็บเกี่ยวกลยุทธ์ใหม่สำหรับช่องแคบไต้หวัน

ปักกิ่งกำลังเรียนรู้บทเรียนมากมายจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ และกำลังพิจารณาว่าจะนำวิธีการของเตหะรานมาปรับใช้กับความขัดแย้งในอนาคตกับสหรัฐฯ กรณีไต้หวันได้อย่างไร

แม้ว่าจีนจะต้องการให้ความขัดแย้งล่าสุดในตะวันออกกลางยุติลง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกของตน แต่ในทางทหารแล้ว ความขัดแย้งครั้งนี้ถือเป็นขุมทรัพย์ข้อมูลข่าวกรองอันล้ำค่าสำหรับจีน ปักกิ่งแสดงให้เห็นว่ากำลังติดตามความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาปรับปรุงการประเมินขีดความสามารถทางทหารของสหรัฐฯ ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จีนยังกำลังศึกษาว่าอิหร่านประสบความสำเร็จอย่างมากได้อย่างไร ในการสกัดกั้นไม่ให้กองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าสู่พื้นที่อ่าวเปอร์เซีย และสร้างความปั่นป่วนให้แก่การเดินเรือพาณิชย์ในบริเวณดังกล่าว

การที่อิหร่านใช้ประโยชน์จากสภาพภูมิศาสตร์และหน่วยรบต้นทุนต่ำเพื่อสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรนั้น ถือเป็นแผนการที่จีนอาจพยายามนำมาปรับใช้ในช่องแคบไต้หวัน หากเกิดการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ ในประเด็นไต้หวันขึ้นในอนาคต

วันนี้คือช่องแคบฮอร์มุซ... แล้วพรุ่งนี้จะเป็นช่องแคบไต้หวันหรือไม่?

นับตั้งแต่การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จีนได้วางตัวห่างเหินจากเตหะรานในที่สาธารณะมาโดยตลอด ในทางการทูต จีนดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังบนเส้นบางๆ ระหว่างการประณามการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่มีต่ออิหร่าน กับการแสดงความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีของอิหร่านที่มีต่อเป้าหมายต่างๆ ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย

ปักกิ่งรับซื้อน้ำมันส่งออกของอิหร่านคิดเป็นสัดส่วนราว 90 เปอร์เซ็นต์ และสหรัฐอเมริกาเชื่อว่ารัฐบาลจีนอนุญาตให้บริษัทต่างๆ ที่มีฐานอยู่ในจีนยังคงส่งชิ้นส่วนและวัสดุไปยังอิหร่าน เพื่อใช้ในการผลิตโดรนและขีปนาวุธรุ่นใหม่ต่อไป อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของจีนกับกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียมีความสำคัญต่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศของจีนมากกว่าพลังงานราคาถูกที่จีนรับซื้อจากอิหร่านอยู่มาก ด้วยเหตุนี้ จีนจึงได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดระดับความตึงเครียดลง

กระนั้น สถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ของจีนและอิหร่านก็มีจุดร่วมบางประการ โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามหาวิธีรับมือกับความเหนือชั้นทางอากาศและทางทะเลของสหรัฐฯ ในกรณีที่เกิดความขัดแย้งขึ้น ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมากที่เราจะได้เห็นรัฐบาลวอชิงตันส่งกองกำลังภาคพื้นดินจำนวนมากเข้าประจำการในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นในอิหร่านหรือในช่องแคบไต้หวัน อิหร่านมีพรมแดนติดกับอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันขนส่งทางทะเลประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ของโลก ผ่าน รวมถึงสินค้าสำคัญอื่นๆ เช่น ปุ๋ย ในขณะเดียวกัน ดินแดนของจีนทอดยาวไปตามฝั่งตะวันตกของช่องแคบไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่พลุกพล่านที่สุดในโลก โดยประมาณ 44 เปอร์เซ็นต์ของการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลกผ่านช่องแคบไต้หวันในปี 2022

การที่อิหร่านใช้โดรนโจมตีทางไกลราคาถูก ขีปนาวุธ และเรือโดรนพลีชีพเพื่อขัดขวางการจราจรทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้จีนมีแบบแผนที่อาจนำไปใช้ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์กับสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับไต้หวันในอนาคต อิหร่านยังครอบครองคลังขีปนาวุธต่อต้านเรือรบที่ผลิตโดยจีนจำนวนมาก ปักกิ่งจะสนใจประเมินผลกระทบในการป้องปรามที่ขีปนาวุธเหล่านี้ยังมีต่อสหรัฐอเมริกา เนื่องจากจีนเองก็ใช้ขีปนาวุธและปืนใหญ่ชายฝั่งเพื่อคุกคามไต้หวันและทรัพย์สินของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เข้ามาป้องกันเกาะที่ปกครองตนเองแห่งนี้

จีนจะก่อกวนการค้าโลกจริงหรือ?

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างสองประเทศนี้คือโครงสร้างทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เศรษฐกิจของอิหร่านพังทลายลงเนื่องจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐ แต่สิ่งนี้ช่วยปกป้องอิหร่านจากผลกระทบของยุทธวิธีในความขัดแย้งปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของจีนเน้นการส่งออก จึงมีความเปราะบางต่อการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจแบบที่อิหร่านก่อขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซ

ถึงกระนั้น รัฐบาลจีนก็ถือว่าการป้องกันการแยกตัวอย่างเป็นทางการของไต้หวันออกจากแผ่นดินใหญ่เป็นเสาหลักสำคัญของความชอบธรรมของตน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากการที่ประเทศตะวันตกพึ่งพาเครื่องมืออย่างการคว่ำบาตรเพื่อลงโทษผู้รุกรานในความขัดแย้งในอดีต เช่น การรุกรานยูเครนของรัสเซีย ปักกิ่งจึงน่าจะประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อจีนไว้แล้วในส่วนหนึ่งของการวางแผนสำหรับความขัดแย้งในอนาคตเกี่ยวกับเกาะแห่งนี้

แท้จริงแล้ว การเริ่มต้นการปิดล้อมและขัดขวางการขนส่งสินค้าทางทะเล ซึ่งมักเป็นของพันธมิตรของไต้หวัน ในช่วงวิกฤตการณ์เกี่ยวกับไต้หวัน อาจดึงดูดใจปักกิ่งมากกว่าทางเลือกอื่น จากผลการประเมินศักยภาพทางทหารของจีนล่าสุดโดยสหรัฐฯ ระบุว่า ปัจจุบันจีนยังขาดแคลนเรือยกพลขึ้นบกที่เพียงพอสำหรับการบุกไต้หวัน และไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าจีนกำลัง "ขยายจำนวนเรือยกพลขึ้นบกและเรือขนาดกลางอย่างมีนัยสำคัญ" สภาพอากาศที่เลื่องลือว่าแปรปรวนรุนแรงในช่องแคบไต้หวันตลอดเกือบทั้งปี จะทำให้การเปิดฉากโจมตีในช่วงเวลาอื่นนอกเหนือจากเดือนเมษายนหรือตุลาคมนั้นมีความเสี่ยงสูง ในขณะเดียวกัน การที่จีนยังขาดประสบการณ์ในการปฏิบัติการร่วมทางทหารแบบผสมผสานนอกเขตแดนของตน ก็จะนำไปสู่เหตุขัดข้องและความล่าช้าต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยยืดเวลาให้แก่กองกำลังทางอากาศและทางทะเลของสหรัฐฯ ในการเข้าตอบสนองต่อคำร้องขอความช่วยเหลือจากไต้หวันได้มากยิ่งขึ้น

จีนมีประสบการณ์มากมายในการดำเนินการฝึกซ้อมทางทะเลและทางอากาศรอบไต้หวันและภายในช่องแคบไต้หวันเอง แม้กระทั่งในครั้งล่าสุดของการฝึกซ้อมเมื่อเดือนธันวาคม 2025 จีนยังจำลองการปิดล้อมท่าเรือของเกาะอีกด้วย

ในเดือนสิงหาคม 2022 เมื่อจีนดำเนินการฝึกซ้อมทางทหารขนาดใหญ่รอบไต้หวัน ก็ได้รบกวนการขนส่งทางเรือและทางอากาศทั่วโลก แม้ว่าปักกิ่งจะเปิดเส้นทางน้ำไว้ก็ตาม หากจีนปิดช่องแคบไต้หวันสำหรับการขนส่งทางเรือทั่วโลกเช่นเดียวกับที่อิหร่านทำในช่องแคบฮอร์มุซ เวลาในการส่งสินค้าไปยังประเทศตะวันตกและประเทศอื่นๆ จะเพิ่มสูงขึ้น การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ยังแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของไต้หวันต่อการปิดล้อมของจีนโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อการพึ่งพาการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำให้ไต้หวันเสี่ยงต่อการถูกตัดกระแสไฟฟ้าเมื่อต้นปีนี้

จีนจะสามารถยับยั้งกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้หรือไม่?

แม้ว่าจีนจะเฝ้าติดตามสถานการณ์ของอิหร่าน แต่ในกรณีเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับไต้หวัน กลยุทธ์ของจีนได้วางแผนที่จะกีดกันกองทัพเรือสหรัฐฯ ไม่ให้เข้าถึงช่องแคบไต้หวัน จีนได้สะสมขีปนาวุธและขีปนาวุธร่อนอย่างน้อย 1,400 ลูกในภาคใต้และภาคตะวันออกของจีน ซึ่งสามารถยิงใส่เรือรบของสหรัฐฯ ได้ รวมถึงระบบขีปนาวุธ DF-21D และ DF-17

รายงานเมื่อเดือนที่แล้วจากสถาบันมิตเชลเพื่อการศึกษาด้านอวกาศ ซึ่งติดตามอำนาจทางอากาศของจีน ระบุว่า กองทัพจีนได้ดัดแปลงเครื่องบินรบ J-6 ที่ล้าสมัยหลายร้อยลำให้เป็นโดรนโจมตี ปักกิ่งยังทดลองใช้โดรนวางทุ่นระเบิด โดยมีเจตนาที่จะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อขัดขวางเรือของสหรัฐฯ ในช่องแคบไต้หวันในกรณีที่เกิดการเผชิญหน้าทางทะเล มาตรการป้องกันเหล่านี้จะเพิ่มต้นทุนให้กับสหรัฐฯ อย่างมากหากสหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงทางทะเลในน่านน้ำจีน

ในระหว่างความขัดแย้งกับอิหร่านในปัจจุบัน รัฐบาลพันธมิตรปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ที่ขอความช่วยเหลือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่มีการหยุดยิงก่อน เนื่องจากภัยคุกคามต่อเรือรบของพวกเขาจากทุ่นระเบิด โดรน และขีปนาวุธของอิหร่านในเส้นทางน้ำแคบๆ นั้น แม้ว่าขณะนี้พันธมิตรของสหรัฐฯ กำลังวางแผนที่จะส่งกองเรือไปเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบ แต่จะดำเนินการหลังจากสงครามสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น

จากตัวอย่างล่าสุดนี้ เจ้าหน้าที่จีนย่อมสรุปได้ว่า การเสริมสร้างฝูงโดรนและคลังขีปนาวุธเพิ่มเติมยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยในการยับยั้งสหรัฐฯ จากการปฏิบัติการทางเรือใกล้แผ่นดินใหญ่ในกรณีที่เกิดความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวันในอนาคต ท่าเรือสำคัญ 5 ใน 8 แห่งของไต้หวันตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของเกาะฝั่งช่องแคบ ดังนั้นการที่จีนยับยั้งการเข้าเทียบท่าของเรือสหรัฐฯ จะทำให้การปิดล้อมศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของเกาะง่ายขึ้น

สรุป

กลยุทธ์ของอิหร่านในการปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าวอชิงตันจะเจรจาเงื่อนไขที่เตหะรานยอมรับได้นั้น อาศัยความอดทนเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่า เนื่องจากอิหร่านมีอำนาจทางทหารน้อยกว่าจีนมาก ความสามารถในการต่อสู้ต่อไปได้แม้จะถูกโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงความสามารถในการติดตามและโจมตีเป้าหมายจำนวนมากและสังหารผู้บัญชาการสำคัญ จะดึงดูดความสนใจของจีน

จีนจะสังเกตด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ในอนาคตอาจลังเลที่จะก่อความขัดแย้งในที่ที่ฝ่ายตรงข้ามสามารถใช้จุดยุทธศาสตร์ทางทะเลระดับโลกเป็นเครื่องมือต่อรองทางเศรษฐกิจได้ กล่าวโดยสรุป ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียมีแนวโน้มที่จะยืนยันให้จีนเห็นว่าควรเลียนแบบแนวทางของอิหร่านในการยับยั้งสหรัฐฯ ในกรณีที่เกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับไต้หวัน แม้ว่าการยึดครองเกาะไต้หวันเองยังคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับปักกิ่งในระดับศักยภาพปัจจุบันก็ตาม

ที่มา The Diplomat
Watching Iran, China Hopes to Learn New Tricks for the Taiwan Strait

https://thediplomat.com/2026/04/watching-iran-china-hopes-to-learn-new-tricks-for-the-taiwan-strait/
April 28, 2026



โครงการที่ดีครับ โครงการทำงานไถ่ตัวเองออกจากคุก: วันนี้ออกมาแล้ว 4 คน และเริ่มทำงานแล้ว ผู้ต้องขัง 4 คนที่ติดคุกเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ

https://www.facebook.com/prinya.thaewanarumitkul/posts/26888382507445666

Prinya Thaewanarumitkul 
Yesterday
 ·
[ โครงการทำงานไถ่ตัวเองออกจากคุก: วันนี้ออกมาแล้ว 4 คน และเริ่มทำงานแล้วครับ ]
หลังจากที่ผมเมื่อวานไปจ่ายค่าปรับ 98,500 บาทให้ผู้ต้องขัง 4 คนที่ติดคุกเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ วันนี้เวลา 10 โมงเช้าผมก็ได้ไปรับทั้ง 4 คนออกมาจากสถานกักขังกลางปทุมธานี พร้อมกับได้รับ “ใบบริสุทธิ์” เป็นหลักฐานว่าพ้นโทษ (โทษปรับ) เรียบร้อยแล้วครับ
พอออกมาได้แล้วผมและทีมงานก็ได้พาทั้ง 4 คนไปที่ทำงานเลยครับ ซึ่งมี 3 หน่วยงานที่ผมขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ คือ โครงการตั้งต้นดี สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ขอขอบคุณคุณธนะชัย สุนทรเวช Thanachai Sundaravej แม่งานคนสำคัญ) มูลนิธิกระจกเงา (หนูหริ่ง สมบัติ บุญงามอนงค์ ขอขอบคุณจากใจ) และสำนักงานบริหารทรัพย์สินและการกีฬา (ขอขอบคุณท่าน ผอ. Yanyong Akrajindanon ด้วยความซาบซึ้ง) โดยทั้ง 4 คนจะไม่ได้ทำงานเพียงแค่คืนค่าปรับให้เท่านั้น แต่จะทำงานยาวๆ ไปเลย งานนี้จึงไม่ใช่แค่ไถ่ตัวออกมา แต่คือการหางานให้เค้าทำไปพร้อมกัน ขอขอบคุณ สถานกักขังกลางจังหวัดปทุมธานี ด้วยที่สนับสนุนโครงการนี้ครับ
สำหรับในส่วนของค่าปรับที่ผมจ่ายให้เพื่อไถ่ตัวเค้าออกมานั้น เมื่อทั้ง 4 คนทำงานครบค่าปรับแล้ว ทั้ง 3 หน่วยงานก็จะคืนเงินค่าปรับให้ผม แล้วผมก็จะนำไปไถ่ตัวผู้ที่ติดคุกเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับคนต่อๆ ไป โดยจะได้ชักชวนผู้คนตั้งเป็นกองทุนไถ่ตัวเองออกจากคุกอย่างจริงจังต่อไป เพื่อช่วยคนที่ติดคุกเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับออกมาจากคุกให้ได้มากที่สุดครับ
หลายคนโดยเฉพาะสื่อมวลชนถามผมว่า “ถ้าเค้าทำงานไม่ครบจะทำอย่างไร อาจารย์ไม่กลัวเค้าหนีเหรอ” ขอเรียนว่าก็เพราะคำถามนี้แหละครับผมถึงต้องเริ่มด้วยเงินตัวเองก่อน เพราะจะทำให้ผมตอบได้ว่า “ไม่เป็นไรเงินผมเองครับ“
แต่ผมเชื่อมั่นว่าเขาจะทำงานจนครบ เพราะนี่ไม่ใช่แค่การไถ่ตัวแต่เป็นการหางานให้เค้า และเค้ารู้ดีว่าเงินที่เค้าทำงานคืนมาคือเงินที่จะช่วยเพื่อนๆ เค้าที่ประสบชะตากรรมเดียวกันได้มีโอกาสทำงานไถ่ตัวเองเช่นเดียวกับเค้าต่อไปครับ
ที่สำคัญถ้าวันนี้ท่านได้มาเห็นภาพในวันนี้เช่นเดียวกับที่ผมเห็น คำถามนั้นอาจจะไม่มีเลยครับ คุณแม่ที่มารอรับลูกสาวยกมือไหว้ผมแล้วก็ร้องไห้ ”ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยลูกสาวหนูค่ะ ..“ จนผมถึงกับน้ำตาซึมไปด้วย
พอถึงเวลาที่ผมพาทั้ง 4 คนออกมา คุณแม่ก็กอดกันร้องไห้กับลูกสาว พ่อแม่พี่น้องที่มารับก็ตื้นตันกอดกันกลม ทุกคนดีใจที่คนในครอบครัวเค้าได้ออกมาจากคุก ..
มนุษย์ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สิ่งนี้ทำให้เราเป็นมนุษย์ และทำให้เรายังมีความหวังในสังคมอยู่เสมอ ขอบคุณทุกๆ ท่านที่ให้กำลังใจ สังคมไทยดีขึ้นด้วยมือเราได้จริงๆ ครับ



"เหมือนอยู่ในนรก" -นั่นคือคำบอกเล่าจากผู้ต้องขังการเมืองในทัณฑสถานหญิงกลางฯ ขณะที่ฤดูร้อนปี 2569 ไทยร้อนสุดขีด อุณหภูมิพุ่ง 42-43°C ฮีทอินเด็กซ์สูงถึง 52-60°C ภายในเรือนจำ ผู้ต้องขังต้องนอนบนพื้นกระเบื้องเพื่อความเย็น เช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำทั้งคืน บางคนตื่นมาเหงื่อแตก บางคนเสี่ยงฮีทสโตรกจนต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9 hours ago
·
บันทึกหน้าร้อน: ชะตากรรม ‘ผู้ต้องขังการเมือง’ ในฤดูร้อนที่ยาวนาน - สำรวจแนวทางรับมือความร้อนในเรือนจำต่างประเทศ
.
.
“ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา อากาศร้อนจัดจนผมมีอาการปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ เท้าชาทั้งสองข้าง เหงื่อไม่ออก แถมมีอาการเกือบหน้ามืดเป็นบางครั้ง ผมจึงออกพบแพทย์ฉุกเฉินในวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา แพทย์วินิจฉัยผมมีความเสี่ยงเป็น Heatstroke ยิ่งผมทานยารักษาอาการต่อมลูกหมากโต เริ่มมีอาการตับ-ม้ามโตก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอีก” จดหมายจากเอกชัย, เรือนจำกลางคลองเปรม
.
“ขึ้นห้องแล้วก็อาบน้ำบ่อย ๆ เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัว เช็ดเบาะนอนให้นอนสบายขึ้น เพราะกลางคืนมันร้อนอบอ้าว ต้องทำแบบนั้นทั้งคืนเพื่อให้เย็นพอที่จะนอนหลับได้ บางคืนก็ตื่นมาเหงื่อแตก จะนอนได้แต่ละทีต้องข่มตานอน” คำบอกเล่าของ ก้อง อุกฤษฏ์, เรือนจำกลางบางขวาง
.
“บางวันมันร้อนจนต้องพับที่นอน นอนบนพื้นกระเบื้องจะได้เย็นขึ้นบ้าง ตื่นมาเหงื่อเปียกซึมเต็มหลังจนถึงพื้นกระเบื้อง เพลียจนต้องหาเกลือแร่กิน มันสาธยายไม่ได้เลย เหมือนอยู่ในนรก กลัวคนเป็นฮีทสโตรกข้างใน เพราะมันแออัดกันมาก” คำบอกเล่าของ “อาย” กันตฤทัย, ทัณฑสถานหญิงกลางฯ
.
.
ปี 2569 ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. 2569 นับว่าเร็วกว่าปกติ กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่าช่วงปลายมีนาคมถึงเมษายนจะเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปี อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียส ในขณะที่ดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งวัดความร้อนที่ร่างกายสัมผัสจริงเมื่อรวมความชื้น อาจพุ่งสูงถึง 52-60 องศาเซลเซียส ตัวเลขนี้คือความร้อนที่ร่างกายมนุษย์จะรู้สึกจริง
.
ขณะที่โลกภายนอกยังพอมีพื้นที่ให้หลบเร้นใต้ร่มเงา มีเครื่องปรับอากาศ หรือน้ำดื่มเย็นฉ่ำไว้คอยบรรเทาความร้อนระอุ แต่สำหรับผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 63 ชีวิต ที่ถูกคุมขังกระจายตัวอยู่ตามเรือนจำต่าง ๆ ทั่วประเทศในปีนี้ พวกเขาจำต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้ทางเลือก รวมทั้งผู้ต้องขังในคดีอื่น ๆ กว่า 3 แสนคนทั่วประเทศ
.
ก่อนเดือนแห่งความร้อนที่แสนจะทรหดจะผ่านพ้นไป บันทึกเยี่ยมผู้ต้องขังทางการเมืองระหว่างเดือน มี.ค. - เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา เป็นร่องรอยสำคัญที่บอกเล่าถึงความร้อนระอุภายในเรือนจำที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เสียงสะท้อนเหล่านี้ถูกส่งออกมาจากพื้นที่ปิดกั้นจากสังคมภายนอก สภาวะอากาศที่พุ่งสูงขึ้นไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยทางธรรมชาติ แต่ยังเป็นเครื่องมือที่สร้างความทุกข์ทรมานที่ไร้เสียง และเป็นสิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่าแม้แต่ในแง่ของสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อลดความทุกข์ทรมานจากสภาพอากาศ พวกเขาก็ยังเข้าไม่ถึงการบรรเทาที่เพียงพอ
.
.
ติดตามอ่านเนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/83115

https://www.facebook.com/photo?fbid=1375593051077828&set=a.656922399611567




AP ทำข่าวเรื่องการทำเหมืองแร่หายาก กำลังเป็นพิษต่อแม่น้ำโขงและลำน้าสาขาแม่น้ำโขง คุกคาม 'ครัวของโลก' นี่เป็นข่าวร้ายสำหรับแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

https://www.youtube.com/shorts/n58AskGnIuI

การทำเหมืองแร่หายากกำลังเป็นพิษต่อแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง คุกคาม “ครัวของโลก”

เชียงแสน ประเทศไทย (AP) — นายสุขใจ ยานา วัย 75 ปี นั่งอยู่บนหัวเรือประมงหางยาวของเขา แกะปลาตัวเล็กๆ ออกจากแหด้วยความผิดหวังกับจำนวนปลาที่จับได้ และกังวลว่าจะขายได้หรือไม่

บางวันยานาไม่ได้อะไรเลย: ความต้องการปลาลดลงเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนของแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาจากสารพิษที่ไหลมาจากเหมืองแร่หายากต้นน้ำ ซึ่งกำลังคุกคามผู้คนหลายล้านคนที่พึ่งพาน้ำเหล่านั้นในการทำฟาร์มและการประมง

เชียงแสน ศูนย์กลางการประมงทางตอนเหนือของประเทศไทย เป็นบ้านของครอบครัวยานามานานหลายทศวรรษ “ผมไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนได้อีก” เขากล่าว


ชาวประมงสุขใจ ยานา กำลังแก้แหของเขา
สุขใจ ยานะ ชาวประมง กำลังสางอวนขณะจอดเรืออยู่ที่แม่น้ำกก ในอำเภอเชียงแสน ประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2026 (ภาพโดย AP/Anton L. Delgado)

ยานาเป็นหนึ่งใน 70 ล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ที่พึ่งพาแม่น้ำโขงซึ่งมีความยาวเกือบ 5,000 กิโลเมตร (3,100 ไมล์) ความต้องการแร่ธาตุหายากที่เพิ่มขึ้นกำลังผลักดันให้เกิดการทำเหมืองอย่างไม่ควบคุม โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมียนมาร์ที่กำลังอยู่ในภาวะสงครามทางตะวันตก และกำลังแพร่กระจายไปยังลาวทางตะวันออก

แม่น้ำโขงเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่มลพิษจากพลาสติกไปจนถึงเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่กั้นแม่น้ำต้นน้ำ และการทำเหมืองทรายที่กัดเซาะตลิ่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าสารพิษที่ไหลบ่าจากเหมืองอาจเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของแม่น้ำ

การสัมผัสกับโลหะหนัก เช่น สารหนู ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ภาวะอวัยวะล้มเหลว และความเสียหายต่อพัฒนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กและสตรีมีครรภ์

ประเทศไทยกำลังแบกรับผลกระทบอย่างหนักจากความเฟื่องฟูของการทำเหมืองแร่ เนื่องจากสารพิษเหล่านั้นเป็นภัยคุกคามต่อการส่งออกอาหารไปทั่วโลก ตั้งแต่ข้าวสารในซูเปอร์มาร์เก็ตของสหรัฐฯ ไปจนถึงถั่วแระญี่ปุ่นที่เสิร์ฟในญี่ปุ่น และกระเทียมที่ใช้ในครัวของมาเลเซีย การตอบสนองยังคงอยู่ในระดับท้องถิ่นและจำกัด ในขณะที่การลักลอบนำเข้าและสงครามกลางเมืองในเมียนมาร์ทำให้การแก้ไขปัญหาในระดับภูมิภาคซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลสำหรับประเทศปลายน้ำอย่างกัมพูชาและเวียดนาม

สุบสกุล คิดนุกอร์น จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ทางภาคเหนือของประเทศไทย กล่าวว่าเกษตรกรรมเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเตือนว่าเหมืองแร่หายากกำลังทำลาย “ครัวของโลก”

สารพิษปนเปื้อนไหลบ่าเข้าสู่ประเทศไทย


กษตรกร ลา บุญเรือง หยุดพักจากการเก็บเกี่ยวเครือกล้วย ณ ฟาร์มแห่งหนึ่งในตำบลท่าตอน ประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 (ภาพโดย AP/Anton L. Delgado)

ขณะที่กำลังตัดหวีกล้วยในฟาร์มบนเนินเขาหมู่บ้านท่าต้น ประเทศไทย นายลาห์ บุญเรือง วัย 63 ปี ใช้ปลายนิ้วนับพืชผลที่ปนเปื้อนสารพิษที่เขาเก็บเกี่ยวได้ ทั้งข้าว กระเทียม ข้าวโพด หัวหอม มะม่วง และกล้วย

เขาใช้น้ำจากแม่น้ำกก ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำโขงที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยจากเมียนมาร์ และเต็มไปด้วยสารพิษ ในการชลประทานไร่นาของเขา

“ทุกคนกลัวสารพิษ” เขากล่าว “ถ้าเราส่งออกไม่ได้ ชาวนาจะเป็นคนแรกที่ตาย”

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ร่วมกับอินเดียและเวียดนาม โดยส่งออกข้าวและผลไม้มากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 ตามตัวเลขทางการค้าที่จัดอันดับให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุด


คนงานเก็บเกี่ยวผลผลิตกระเทียมจากฟาร์มริมฝั่งแม่น้ำกก ในพื้นที่ท่าตอน ประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ (ภาพโดย AP/Anton L. Delgado)

“ความกังวลของเราคือสารพิษจะสะสมอยู่ในข้าวที่เราส่งออก ซึ่งจะทำให้ธุรกิจการทำนาซึ่งเป็นวัฒนธรรมของเราล่มสลาย” นิวัฒน์ รอยแก้ว ผู้ก่อตั้งสถาบันสิ่งแวดล้อมโรงเรียนแม่น้ำโขงในเชียงของ ภาคเหนือของประเทศไทย กล่าว

นักวิทยาศาสตร์ไทยพบมลพิษโลหะหนักในระดับสูงในแม่น้ำสาขาอื่นๆ ของแม่น้ำโขง เช่น แม่น้ำสายและแม่น้ำอุก

แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดในประเทศจีนและไหลผ่าน 5 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนจะไหลลงสู่ทะเล ผู้คนหลายล้านคนพึ่งพาปลาจากลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อเป็นแหล่งโปรตีน

คำเตือนต่อชนกลุ่มน้อยในภูเขาทางภาคเหนือของประเทศไทยให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำนั้นสร้างความเจ็บปวดให้กับชาวลาหู ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะชาวประมง เซลา ลิโป วัย 56 ปี ผู้อาวุโสชาวลาหู กล่าว

“วิถีชีวิตของชาวลาหูผูกพันกับแม่น้ำเสมอ” เขากล่าว “แม่น้ำที่ปนเปื้อนได้ตัดขาดเส้นชีวิตของเรา”


เซลา ลิโป ผู้อาวุโสชาวลาหู่ หยุดพักหลังจากจัดเรียงฟืนใกล้บ้านของเขาในท่าตอน ประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 (ภาพโดย AP/Anton L. Delgado)

แนวทางแก้ไขเป็นแบบท้องถิ่นและมีข้อจำกัด

รัฐบาลไทยกล่าวว่ามีอำนาจต่อรองน้อยมากต่อการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดนในเมียนมาร์และลาวที่กำลังมีปัญหาขัดแย้ง การตอบสนองของไทยยังถูกจำกัดด้วยความเชี่ยวชาญ ข้อมูล และงบประมาณที่จำกัด นางอวีระ ปักกามาร์ท จากกรมควบคุมมลพิษของไทยกล่าว

แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มหาวิทยาลัยของรัฐ รัฐบาลท้องถิ่น และองค์กรระดับภูมิภาค เช่น คณะกรรมการแม่น้ำโขง จึงมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบระดับโลหะหนักและการให้ความรู้แก่ชุมชนเกี่ยวกับความเสี่ยงเป็นหลัก

นางวรากร มณีชุเกต นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ประเทศไทย กล่าวว่า ตัวอย่างน้ำ ปลา และตะกอนจากลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงที่เก็บมาเมื่อเร็วๆ นี้ มีปริมาณโลหะหนักอันตรายสูง เช่น สารหนู ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม ซึ่งมาจากการทำเหมืองแร่หายาก


นักวิจัย วรากร มณีชูเกตุ ชำแหละปลาที่ห้องปฏิบัติการมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 (AP Photo/Anton L. Delgado)

ในห้องปฏิบัติการ เธอใช้มีดผ่าตัดชี้ให้เห็นสัญญาณบ่งชี้ของการปนเปื้อน เช่น การเจริญเติบโตคล้ายเนื้องอก เกล็ดเปลี่ยนสี และสีตาที่ผิดปกติ ก่อนที่จะผ่าปลาดุกที่จับได้จากแม่น้ำกก

การสะสมของโลหะหนักเป็นอันตรายอย่างร้ายแรง สารหนูอาจทำให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลว ปรอททำลายระบบประสาท ตะกั่วทำให้การรับรู้บกพร่อง และแคดเมียมทำลายไต

เพื่อสร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพ ธนาพล เพ็ญรัตน์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ช่วยพัฒนาแอปพลิเคชันความปลอดภัยของปลาบนสมาร์ทโฟน และฝึกอบรมชาวประมงในเชียงแสนให้ใช้แอปดังกล่าวในการระบุและอัปโหลดภาพปลาที่น่าสงสัย เขากล่าวว่า การสร้างฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ภาคประชาชนสำหรับภาคเหนือของประเทศไทยจะช่วยให้สามารถประเมินขนาดและการแพร่กระจายของการปนเปื้อนได้

“ตัวอย่างทุกตัวอย่างมีความสำคัญมาก” เขากล่าว

ความต้องการแร่หายากเพิ่มสูงขึ้น

ความแพร่หลายของธาตุแร่หายากหมายความว่าความต้องการยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แร่หายากมีความสำคัญต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่สมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงขีปนาวุธและเครื่องบินเจ็ต แม้จะมีชื่อว่าแร่หายาก แต่จริงๆ แล้วมันเป็นแร่ที่พบได้ทั่วไป ปัญหาคือกระบวนการทำเหมืองที่มีต้นทุนสูงและกระบวนการกลั่นที่ซับซ้อน ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในประเทศจีน ทำให้แร่เหล่านี้หายาก

ศูนย์สติมสันในสหรัฐอเมริกาได้ใช้การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อระบุแหล่งทำเหมืองแร่หายากและเหมืองแร่อื่นๆ ที่ต้องสงสัยเกือบ 800 แห่งที่ไม่ได้ควบคุมตามลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงในลาว เมียนมาร์ และกัมพูชา

หลายแห่งในเมียนมาร์อยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างต่อเนื่อง รีแกน ควาน จากศูนย์สติมสัน ซึ่งติดตามการขยายตัวของการทำเหมืองไปยัง 26 แห่งตามแม่น้ำในลาว กล่าวว่า สงครามได้ผลักดันให้เกิด “การกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ของเหมืองแร่”

แร่หายากถูกขุดโดยการขุดหินหรือใช้สารเคมีชะล้างผ่านดินเพื่อสกัดแร่ธาตุ ซึ่งก่อให้เกิดของเสียที่เป็นพิษ ควานกล่าวว่า ร่องรอยทางกายภาพของกระบวนการนี้สามารถมองเห็นได้จากข้อมูลดาวเทียม

เมียนมาร์เป็นผู้จัดหาแร่หายากชนิดหนักรายใหญ่ที่สุดของจีน โดยส่งออกวัสดุดังกล่าวไปยังจีนมูลค่ากว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างปี 2017 ถึง 2024 ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากการเข้ายึดอำนาจทางทหารในปี 2021

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดให้การรักษาความมั่นคงด้านแร่ธาตุสำคัญและแร่หายากของอเมริกาเป็นเป้าหมายสำคัญในนโยบายต่างประเทศ ตามข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า เชื้อเพลิงดังกล่าวถูกใช้ในเครื่องบินรบอย่าง F-35 เรือดำน้ำ ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ระบบเรดาร์ และระเบิดอัจฉริยะ ความต้องการเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังเติมเต็มและขยายคลังอาวุธที่ลดลงจากสงครามในอิหร่านและยูเครน

นี่เป็นข่าวร้ายสำหรับแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไบรอัน ไอย์เลอร์ จากศูนย์ Stimson Center กล่าวว่า ความขัดแย้งต่าง ๆ ในศตวรรษที่ผ่านมา—ซึ่งรวมถึงสงครามเวียดนามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยเขมรแดง—ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความหายนะรุนแรงที่สุดแก่ภูมิภาคแม่โขง ทว่าน้ำเสียปนเปื้อนสารพิษนั้นกลับตามมาเป็นอันดับสองอย่างสูสี โดยเขาได้เปรียบเปรยภัยคุกคามนี้ว่าเป็นเสมือน “ระเบิดปรมาณู” สำหรับลุ่มแม่น้ำแห่งนี้

ภัยคุกคามดังกล่าวสร้างความเสียหายที่รุนแรงยิ่งกว่าภัยคุกคามอื่น ๆ อาทิ เขื่อนขนาดใหญ่ และ “มันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลย”

ที่มา AP
Rare earth mining is poisoning Mekong River tributaries, threatening ‘the world’s kitchen’

https://apnews.com/article/rare-toxin-asia-food-energy-rivers-997fe49779594e002211352a019c1381
April 29, 2026




"อธิบดีฝนหลวง" เปิดใจยื่นลาออกหลังถูกเด้ง ขอไปอย่างมีศักดิ์ศรี แฉมีสายลึกลับขอเข้าพบ - "สุริยะ" โต้สั่งเด้ง ไม่เกี่ยวหลานนัดพบแล้วเบี้ยว 🟢 สรุปประเด็นสำคัญ






TheDaily_ข่าวร้อนวันนี้
@TheDaily_Thai
·4h

‘ราเชน’ ตอบโต้คำสั่งเด้ง - ทิ้งทวนศักดิ์ศรี ยื่นลาออกก่อนเกษียณ แฉสายลึกลับอ้างเป็น ’หลานรมต.สุริยะ‘ ล้วงลูกงบซ่อมอากาศยาน
.
🟢 สรุปประเด็นสำคัญ

• ชิงลาออกก่อนเกษียณ: นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร สวมชุดสีกากีเข้ายื่นหนังสือลาออกจากราชการอย่างเป็นทางการ โดยให้มีผลในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการตัดสินใจลาออกก่อนกำหนดเกษียณอายุราชการจริงในเดือนสิงหาคมนี้
• เซ่นปมเด้งฟ้าผ่า: ฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติโยกย้ายนายราเชนไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเจ้าตัวเปิดใจว่า สาเหตุหลักมาจากการทำงานที่ไม่ตอบสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองบางกลุ่ม

• แฉเบื้องลึก 'สายลึกลับ': ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุด คือการที่นายราเชนออกมาแฉว่า มีความพยายามแทรกแซงการทำงาน โดยมีโทรศัพท์จากบุคคลลึกลับที่อ้างตัวว่าเป็น "อดีต CEO" (หมายเหตุแอดมิน - และมีความเชื่อมโยงว่าเป็นหลานชายรัฐมนตรี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) พยายามติดต่อขอเข้าพบเพื่อขอดูงานและงบประมาณด้านการ "ซ่อมบำรุงเครื่องบินและอากาศยาน" ซึ่งถือเป็นความผิดปกติอย่างยิ่ง

• ยึดหลักความปลอดภัย ไม่ยอมสยบการเมือง: อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า งานซ่อมบำรุงอากาศยานเป็นเรื่องของมาตรฐานและความปลอดภัยสูงสุด หากยอมให้มีการแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์จนเกิดอุบัติเหตุ จะกลายเป็นตราบาปไปตลอดชีวิต ตนจึงไม่ยอมประนีประนอมในเรื่องนี้

• ทิ้งทวนศักดิ์ศรีข้าราชการ: แม้การทนอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกเพียง 1 เดือน (ถึงปลายเดือนกรกฎาคม) จะทำให้ตนมีสิทธิได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สายสะพายระดับสูง แต่นายราเชนเลือกที่จะสละสิทธิ์ดังกล่าวเพื่อหลุดพ้นจากความอึดอัดใจ พร้อมฝากประโยคเด็ดทิ้งท้ายไว้ว่า "ตำแหน่งอยู่ไม่นาน แต่ตำนานอยู่ตลอดไป"


https://x.com/ThaiPBSNews/status/2049459799939805454






วันพุธ, เมษายน 29, 2569

อ่า ‘แลนด์บริดจ์’ ของเล่นใหม่ ‘อนุทิน’ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ “ได้ไม่เท่าเสีย” แต่ไม่มีใครในรัฐบาลเงี่ยฟังงานวิจัยจุฬาฯ ฤๅว่าเพราะทฤษฎี ‘หมออ๋อง’ “ต้องดูไส้ในนะครับ”

อ่า แลนด์บริดจ์โครงการตัดถนนและวางรางรถไฟเชื่อมสองฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ระหว่างชุมพรไประนอง เพื่อเปิดช่องทางส่งออกสินค้าสู่ประเทศตะวันตก โดยไม่ต้องอ้อมช่องมะละกา แล้วจะทำให้ไทยได้ผลประโยชน์มหาศาล

นั่นคือเป็นเส้นทางส่งผ่านสินค้าระหว่างโลกตะวันออก (จีนเป็นหลัก) กับตะวันตก (ยุโรป) แทนช่องมะละกา มีศักยภาพเสมือนขุดคอคอดกระ แต่ไม่ต้องตัดแบ่งดินแดน จนทำให้เกิดความรู้สึกด้ามขวานหาย หรือสูญเสียแหล่งแร่พลวงอันทรงค่า

รัฐบาลอนุทินคว้าเรื่องนี้มาทำอีก หลังจากที่หกคะเมนเท้งเต้งไปไม่เป็นท่าในยุค คสช. หลังจากผลการวิจัยของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยลงความเห็นว่าได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากต้นทุนจะสูงมาก ไหนจะต้องเวรคืนที่ดิน ซึ่งตอนนั้นแพลมๆ ว่าเจ้าของที่ป่ารายใหญ่หวง

แล้วยังการก่อสร้างต้องการทุนมหาศาลอยู่ ตอนนั้นแค่ ๕ แสนล้านกว่าๆ ตอนนี้ล้านล้านเป็นอย่างน้อย รัฐบาลอนุทินวาดหวังว่าจะมีเอกชนต่างชาติสนใจมาลงทุนกัน เพราะเมื่อครั้งก่อนมีทั้ง จีน ญี่ปุ่น อเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และอาหรับเอมิเรตส์สนใจ

แม้กระทั่งเมื่อปี ๒๕๕๑ “บริษัท ดูไบเวิลด์จากเอมิเรตส์ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนในโครงการนี้ โดยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ สนข. เป็นผู้สนับสนุนเงินว่าจ้างบริษัทจากเนเธอร์แลนด์ ให้ทำการศึกษาความเป็นได้ของโครงการ”

แต่แล้วสุดท้ายทำไมไม่มีใครเอาจริงสักราย “โครงการก็ไม่เกิดขึ้น คำถามจึงยังค้างอยู่ “ที่เงียบไป เพราะไม่คุ้มทุน ใช่หรือไม่” ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ตั้งคำถามนี้ โดยยกเอางานวิจัยของจุฬาฯ เป็นฐานความคิด

ทั่นว่า “จะทำให้เสียเวลานานมาก” จากการขนสินค้าขึ้นรถบรรทุกหรือรถไฟจากฝั่งชุมพรไปยังฝั่งระนอง เวลาขนขึ้นขนลงแต่ละฝั่ง “เวลาที่เสียไปกับการขนถ่าย อาจ มากกว่า เวลาที่ประหยัดได้จากการไม่อ้อมช่องแคบมะละกา”

แล้ว “ต้นทุนก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่ใช่ลดลง” ตานี้ทำไง พอดี๊ พอดี ทั่นเลขา สภาพัฒน์ฯ คนปัจจุบันชิงออกมาบอกว่า โน โน ไม่ใช่นะ สภาพัฒน์ฯ ไม่เคยศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์เลยสักนิด โดยไม่อธิบายว่าทำไมใครต่อใครพูดถึงงานวิจัยจุฬาฯ ว่าสภาพัฒฯฯ สั่งให้ทำ

นายดนุชา พิชยนันท์ เบี่ยงไปบอกว่าตอนนั้นมี ๓ งานโครงการ คือ คลองไทย แลนด์บริดจ์ และ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้  หรือ Southern Economic Corridor คลองไทยนั้นห่วยสุดไม่คุ้มเลย แลนด์บริดจ์รองลงไป และก็ไม่คุ้มเหมือนกัน

จะให้ดีต้อง ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมี “พื้นที่อุตสาหกรรมด้วย เป็นอุตสาหกรรมเบาหรืออะไรที่เป็นการเกษตร ในพื้นที่ก็จะมีประโยชน์มากกว่า” แต่ก็ยังโยงไปถึงเรื่องที่น่าทำที่สุด คือการมีท่าเรือน้ำลึกที่ระนองเปิดเบิ่งไว้เสียก่อน

ดร.สามารถพูดตรงกัน ว่าถ้า “แลนด์บริดจ์ไม่ไปต่อ ผมขอเสนอท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน” ว่ารองรับสินค้าจากทุกภาคของไทยออกทะเลมหาสมุทรอินเดียสู่ตะวันออกกลาง อาฟริกา และยุโรป เปิดประตูให้สินค้าจีนผ่านในระยะทางสั้นกว่ามะละกา

น่าจะดีที่สุดถ้าไม่ชอบเสียหน้า ที่จะต้องยุบโครงการ...

ก่อนจากกัน ฝากข้อความจากอดีตประธานสภา หมออ๋องปดิพัทธ์ สันติภาดา ไว้หน่อย แกบอก “เวลารัฐบาลจะโกง ไม่มีทำโครงการตรงๆ หรอกครับ มันต้องมาในหน้าปกของความเจริญ ความก้าวหน้าทั้งนั้น ต้องดูไส้ในนะครับ”

นอกเรื่องนิดนึง แต่โปรดตามอ่านที่นี่ https://www.facebook.com/padipat.ong/posts/U5mBUN26

(https://www.matichon.co.th/economy/news_5696410 และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/LMZf1Nww)