วันพุธ, มีนาคม 18, 2569

ตรรกะของ รมว.พลังงาน ต่อสถานการณ์ขาดตกน้ำมันตามปั๊ม ถ้าอยากให้น้ำมันลดราคาสัก ๑๐% ประชาชนก็ต้องลดการใช้สัก ๑๐% เงินก็ออกจากกระเป๋าท่านน้อยลงไง

สืบเนื่องจากพระราชดำรัสของเจ้าฟ้า ราชธิดาของเจ้าแผ่นดิน “คุณพ่อก็สอนมาให้ประหยัด” จับพลัดจับผลูเอาไปต่อติดกับคำคมของ รมว.พลังงาน ต่อสถานการณ์ขาดตกน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ตามปั๊ม ด้วยสูตรสำเร็จของคณิตศาสตร์มัธยม

กับสภาวะต้องควักกระเป๋าซื้อน้ำมันในราคาที่สูงขึ้น แก้ไขอย่างไร “อยากให้ราคาน้ำมันลดลงสัก ๓ บาท ทำได้ด้วยตัวท่านเอง ๓ บาทคือ ๑๐%...ถ้าท่านลดการใช้สัก ๑๐% นั่นแหละท่านทำให้มันถูกแล้ว เพราะเงินจะออกจากกระเป๋าท่านน้อยลงอยู่ดี”

นี่คือตรรกะในการบริหารจัดการรัฐกิจ ในยุคที่ สีน้ำเงิน ครองหมดทั้งลงกา จะแก้ไฃปัญหาปากท้องได้อย่างไร ขึ้นอยู่กับพวกท่าน ไพร่ฟ้าหน้าใสทั้งหลาย เจ้าของปากเจ้าของท้องที่ต้องกินต้องใช้รายวันนั่นละ รัฐบาลช่วยได้แค่สั่งการแนะนำ

ร้องโอดกันจมหูมาตั้งแต่เมื่อวาน ที่ราคาน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอลจะพิ่มในวันนี้อีกลิตรละ ๕๐ สตางค์ กับ ๑ บาทตามลำดับ คือแทนที่จะปล่อยสต็อกน้ำมันออกมาเพื่อตรึงราคา ไหนคุยว่ามีสำรองพอใช้ได้ตั้ง ๑๐๑ วันไง กลับดันเกิดปัญหาหน้าปั๊ม

“น้ำมันหมดทุกตัว...อยู่ในระหว่าง (รอ) จัดส่ง” ตามรายงานข่าวของ เดอะ รีพอร์ตเตอร์ บอก “จากลงพื้นที่พบว่า สถานีเติมน้ำมันหลายแห่งขึ้นป้ายประกาศน้ำมันหมด ดีเซล และแก๊สโซฮอลล์ 95 หมด และบางสถานีเติมน้ำมันขึ้นป้ายน้ำมันหมดทุกชนิด”

ผู้บริหารระดับรองลงไปดีหน่อย แค่บอกว่าสต็อกน้ำมันสำรองมีเยอะ ขอประชาชนอย่าตื่นตูม ซื้อน้ำมันกันมากกว่าปกติเพื่อกักตุน นั่นสิ กระแสวิกฤตเกิดตั้งแต่สองอาทิตย์ที่แล้ว ไม่มีหน้าไหนในรัฐบาลสามารถให้ความมั่นใจแก่ประชาชนได้ ก็ตระหนกอกสั่นกันดิ

“แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังยังยืนยันว่า ในการช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล รัฐบาลจะเลือกปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นทางเลือกท้ายๆ โดยจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ‘เป็นหลัก’ ก่อน” เพราะอะไรรู้ไหม แหล่งข่าวเดียวกันเผยว่า

“หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง ๑ บาทต่อลิตร ไม่ว่าจะน้ำมันดีเซล หรือน้ำมันเบนซิน ก็จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราว ๒,๘๐๐ ล้านบาทต่อเดือน” นอกจากรัฐกำไรหดไม่ได้แล้ว ยังมีข้อจำกัดทางตัวบทกฎหมายอีกด้วย อันนี้ รมว.คมนาคมเป็นคนแจ้ง

“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สามารถติดลบเกิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทได้” ตามมาตรา ๒๖ ของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดให้กองทุนต้องมีสภาพคล่อง ซึ่งก็คือสามารถกู้ได้ทั้งสิ้น ๔ หมื่นล้านบาท แต่ตอนนี้กู้ไปแล้ว ๒ หมื่นล้าน

“ล่าสุด ณ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙ กองทุนมีสถานะติดลบแล้ว ๑๒,๖๐๕ ล้านบาท” แต่ “เป็นการติดลบทางบัญชี” รอการเคลียร์ (สะสาง) บัญชีประจำเดือนครั้งต่อไป สัปดาห์ที่สามของเดือนเมษา ไขว้นิ้วภาวนากันไว้ว่า “อาจมีการพลิกกลับเป็นบวกได้”

นี่ละเขาบริหารกันตามโชคชะตา

(https://www.facebook.com/thestandardwealth/posts/QQtSaxach, https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/0R7JCZe1b และ https://www.facebook.com/thairath/posts/FcL9QiqL) 

Same same but different : สวัสดิการอาหาร สส. 1,000 บาท/คน/วัน เมื่อเปรียบเทียบกับค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียน (ประมาณ 22-36 บาท/คน/วัน) เบี้ยคนชรา 600 บาท/เดือน หรือ ประมาณ 20 บาท/วัน


Suchart Sawadsri
13 hours ago
·
ว่าด้วยเรื่อง "รับประทาน"
same same but different
ไม่ทราบว่าข้อมูลจากภาพนี้เป็นความเท็จใช่ไหม ช่วยตรวจสอบด้วย

https://www.facebook.com/photo?fbid=4538601356416340&set=a.1385633111713196



ครม. อนุมัติงบกว่า 2,900 ล้านบาท หนุนอาหารกลางวันเด็ก ม.1-3 รร.ขยายโอกาส

เรื่องเล่าเช้านี้

Mar 26, 2024 

วานนี้ ( 26 มี.ค.67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณอุดหนุนค่าอาหารกลางวันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในอัตราตามขนาดของโรงเรียน ดังนี้

1.โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 6,855 แห่ง งบประมาณ 2,460.39 ล้านบาท
2.กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) จำนวน 376 แห่ง งบประมาณ 337.25 ล้านบาท
3.กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) จำนวน 4 แห่ง งบประมาณ 1.99 ล้านบาท
4.กรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวน 109 แห่ง งบประมาณ 155.94 ล้านบาท

รวมจำนวน 7,344 แห่ง จำนวนนักเรียนทั้งหมด 575,983 คน ในระยะเวลา 200 วัน ต่อปีการศึกษา รวมงบประมาณทั้งสิ้น 2,955.57 ล้านบาท โดยให้มีผลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของกระทรวงมหาดไทยในส่วนเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

งบประมาณอุดหนุนค่าอาหารกลางวันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ให้เป็นไปตาม มติ ครม.เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ในอัตรา 24 บาทต่อคนต่อวัน เป็นอัตราเฉลี่ย เช่นเดียวกันนักเรียนระดับชั้นเด็กเล็กถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้หลักวิธีการหาค่าเฉลี่ยของอัตราตามขนาดของโรงเรียนและจำนวนนักเรียน ดังนี้

1.จำนวนนักเรียน 1 – 40 คน ค่าอาหาร 36 บาทต่อคนต่อวัน
2.จำนวนนักเรียน 41 – 100 คน ค่าอาหาร 27 บาทต่อคนต่อวัน
3.จำนวนนักเรียน 101 – 120 คน ค่าอาหาร 24 บาทต่อคนต่อวัน
4. จำนวนนักเรียน 121 คนขึ้นไป ค่าอาหาร 22 บาทต่อคนต่อวัน


https://www.youtube.com/watch?v=Zdq9yrPTybs






 

Thai PBS ซีรีส์พิเศษ “มรดกหนี้ชีวิต ตาย = ภาระ”






https://www.facebook.com/watch/?v=1253082043624607

Thai PBS News
12 hours ago
·
“ตายอย่างสงบ บ้านสุดท้ายของชีวิต”
.
บ้านพักผู้สูงอายุที่ไม่ได้ดูแลเพียงการใช้ชีวิต แต่ดูแลถึงวาระสุดท้ายของลมหายใจ คำถามคือ เราจะสามารถ “จากไปอย่างสงบ” ได้จริงหรือไม่ในสังคมสูงวัย
.
เมื่อ “ความตาย” ไม่ได้จบลงที่ลมหายใจสุดท้าย แต่กลับกลายเป็น “ภาระ” ของคนที่ยังอยู่ เมื่อกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ล้มลง งานศพกำลังกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ของครอบครัว คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่าหากไม่มีเงิน…เราจะ “ตายดี” ได้หรือไม่
.
ร่วมค้นหาคำตอบในซีรีส์พิเศษ “มรดกหนี้ชีวิต ตาย = ภาระ” ในรายการข่าวค่ำไทยพีบีเอส วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. ทาง ไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 และ ทุกช่องทางออนไลน์ Thai PBS News และ Thai PBS


ผลสำรวจใหม่จาก @NBCNews พบว่าทัศนคติของประชาชนชาวอเมริกันเปลี่ยนไปในทางต่อต้านอิสราเอลตั้งแต่ปี 2023 โดยความคิดเห็นเชิงบวกต่ออิสราเอลลดลงเป็นตัวเลขสองหลัก: -21 ในกลุ่มพรรคเดโมแครต, -19 ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ, -9 ในกลุ่มพรรครีพับลิกัน โดยรวมแล้ว ความคิดเห็นเชิงลบเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก





https://x.com/sahilkapur/status/2033533814660604023


Pipob Udomittipong
15 hours ago
·
ผลสำรวจ NBC News ล่าสุดชัดเจนมากว่า โหวตเตอร์อเมริกันรุ่น Gen Z+Y (18-34 ปี) มีทัศนคติที่เป็นลบกับประเทศอิสราเอล เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 2 เท่า (จาก 37% เป็น 63%) ภายในเวลาแค่ 3 ปี ถ้าดูทุกช่วงวัย โหวตเตอร์อเมริกันเกลียดอิสราเอลเพิ่มมากขึ้นชัดเจนเช่นกัน น่าจะอธิบายได้ว่าทำไมคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนการทำ #สงครามอิหร่าน

https://www.nbcnews.com/.../poll-israels-standing...

Pipob Udomittipong
ในทำนองเดียวกัน ประเทศส่วนใหญ่ที่ Pew สำรวจความเห็น (24 ประเทศ) ต่างมีทัศนคติเชิงลบต่ออิสราเอลทั้งนั้น ถ้าไม่นับประเทศมุสลิม คนในประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้มีทัศนคติด้านลบต่ออิสราเอลสูงมาก แต่ไม่ได้สำรวจคนไทย
https://www.pewresearch.org/.../most-people-across-24.../





คิวบากำลังวิกฤตการณ์ เกิดอะไรขึ้น






https://x.com/ThaiPBSNews/status/2033857614640255370


ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2026 คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมและการเมืองอย่างรุนแรง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือการล่มสลายของระบบไฟฟ้าทั่วประเทศ และแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐอเมริกา

วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

ปัญหาเร่งด่วนที่สุดคือไฟฟ้าดับทั่วประเทศที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2026 ทำให้เกือบทั้งเกาะที่มีประชากร 11 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ นี่เป็นการล่มสลายของระบบไฟฟ้าครั้งใหญ่ครั้งที่สามในรอบสี่เดือน

การปิดล้อมเชื้อเพลิง: รัฐบาลคิวบาระบุว่าการล่มสลายเกิดจากการปิดล้อมน้ำมันที่สหรัฐฯ กำหนดขึ้น หลังจากการโค่นล้มนิโคลัส มาดูโร ในเวเนซุเอลาเมื่อต้นเดือนมกราคม รัฐบาลทรัมป์ได้จำกัดการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาและเม็กซิโกไปยังคิวบา

ความล้มเหลวของโครงสร้างพื้นฐาน: นอกเหนือจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงแล้ว โรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่เก่าแก่ของคิวบากำลังล้มเหลว โรงไฟฟ้าอันโตนิโอ กุยเตราส ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ ต้องเผชิญกับการปิดตัวลงหลายครั้ง และเหตุไฟไหม้ล่าสุดที่โรงกลั่นนิโก โลเปซ ในฮาวานาได้ทำให้ความสามารถในการแปรรูปในท้องถิ่นเสียหายอย่างหนักยิ่งขึ้น

ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน: ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชะงักเป็นส่วนใหญ่ โรงเรียนปิดทำการ และโรงพยาบาลกำลังดำเนินการโดยใช้ไฟฟ้าสำรองที่มีจำกัด ในเมืองต่างๆ เช่น ฮาวานา การเก็บขยะหยุดชะงักเนื่องจากขาดเชื้อเพลิงสำหรับรถบรรทุก ส่งผลให้เกิดความกังวลด้านสุขอนามัยเพิ่มมากขึ้น

ความตึงเครียดทางการเมืองและการประท้วง

วิกฤตการณ์นี้ได้จุดประกายความไม่สงบในหมู่ประชาชนที่รุนแรงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทั่วเกาะ

ความไม่สงบในหมู่ประชาชน: ในเมืองโมรอน ผู้ประท้วงได้บุกทำลายและเผาสำนักงานพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นการยกระดับความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญจากการประท้วง "Patria y Vida" ที่ปกติแล้วสงบสุข

ท่าทีของสหรัฐฯ: ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าเขาเชื่อว่าเขาจะมี "เกียรติในการเข้ายึดครองคิวบา" และได้เสนอแนะว่า "การเข้ายึดครองอย่างเป็นมิตร" หรือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอาจเกิดขึ้นในไม่ช้า รัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอ ได้กล่าวสนับสนุนเรื่องนี้ โดยเรียกร้องให้มี "การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" และการปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองเป็นเงื่อนไขสำหรับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

แรงกดดันทางการทูต: คิวบากำลังเผชิญกับการโดดเดี่ยวในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ เอกวาดอร์ได้ขับไล่เอกอัครราชทูตคิวบาออกนอกประเทศ และหลายประเทศเพื่อนบ้านได้ยุติภารกิจทางการแพทย์ของคิวบาที่ดำเนินมาอย่างยาวนานภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ

การตอบสนองและการประนีประนอมของรัฐบาล

เพื่อป้องกันการล่มสลายโดยสิ้นเชิง รัฐบาลของดิอาซ-กาเนลได้ดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยมีมาก่อน:

เปิดรับผู้ลี้ภัย: ในการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ รัฐบาลได้เชิญชาวคิวบาที่ลี้ภัยให้ลงทุนโดยตรงในธุรกิจบนเกาะ โดยขจัดอุปสรรคที่มีมายาวนานต่อเงินทุนต่างชาติ

การเจรจาทางการทูต: ประธานาธิบดี Miguel Díaz-Canel ได้ยืนยันเมื่อวันที่ 13 มีนาคมว่า รัฐบาลของเขาอยู่ระหว่างการเจรจาระดับสูงโดยตรงกับทางวอชิงตัน เพื่อยุติการปิดล้อมด้านพลังงาน แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังคงเรียกร้องให้เขาลงจากอำนาจก็ตาม




‘ชัยธวัช ตุลาธน’ เปิด ‘3 รากฐานปัญหา’ รัฐบาลใหม่ ผมไม่เชื่อ ‘อนุรักษนิยม’ จะมั่นคงเป็นสิบปี!



‘ชัยธวัช ตุลาธน’ เปิด ‘3 รากฐานปัญหา’ รัฐบาลใหม่ ผมไม่เชื่อ ‘อนุรักษนิยม’ จะมั่นคงเป็นสิบปี!

16.03.2026
มติชนสุดสัปดาห์

เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

‘ชัยธวัช ตุลาธน’

เปิด ‘3 รากฐานปัญหา’ รัฐบาลใหม่

ผมไม่เชื่อ ‘อนุรักษนิยม’ จะมั่นคงเป็นสิบปี!

หมายเหตุ เนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ “ชัยธวัช ตุลาธน” อดีตเลขาธิการพรรคก้าวไกล ในรายการ “ประชาธิปไตย 2 สี” โดย “ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข” ทางช่องยูทูบมติชนทีวี

ยิ่งผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้ หลายคนก็อาจมองว่า ฝ่ายอนุรักษนิยมน่าจะชนะอย่างเด็ดขาด จะครองอำนาจไปอีกเป็นสิบปี ผมก็พยายามคิดตาม แต่ก็ยังมีคำถามว่ามันอาจจะไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ไม่ได้บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ทำไมไม่ง่าย? ผมคิดว่ามีหลายปัจจัยที่ชวนคิด เป็นความท้าทายของการเมืองแบบนี้

[ความท้าทายที่หนึ่ง] ผมว่ามันมีปัญหาเรื่อง “ฐานทางอุดมการณ์” หมายถึงอะไร? ผมคิดว่า ถ้าเรามองการเมืองแบบฝ่ายอนุรักษนิยมของไทยที่ผ่านมา ผมหมายถึงก่อนหน้านี้ การเมืองแบบอนุรักษนิยมของไทยเป็นการเมืองที่อยู่บนฐานของ “การเมืองคนดีย์” ที่มี “ย.ยักษ์การันต์เยอะๆ”

การเมืองพวกนี้อาศัยอะไร?

หนึ่ง เป็นการเมืองศีลธรรมที่ทำให้อยู่เหนือการเมืองของนักเลือกตั้ง ที่ถูกมองว่าเป็นพวกกเฬวราก เป็นคนไม่ดี การเมืองแบบนี้อาศัย “เสาหลักทางศีลธรรม” ที่อยู่เหนือการเมือง ไม่ได้หมายความว่าไม่ยุ่งการเมือง อยู่เหนือการเมืองคือเหนือความขัดแย้ง เหนือปัญหาทางการเมือง มีสถานะเหนือกว่า มีบารมีมีศีลธรรมที่สูงส่งกว่า

สอง แต่ก็มีผู้เล่นทางการเมืองในสนามเลือกตั้งด้วย เป็นพรรคการเมืองที่ดีจริง-ไม่ดีจริง ไม่รู้ แต่เป็นพรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์เป็น “คนดี” มีศีลธรรม การเมืองสุจริต อะไรก็ว่าไป

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ เป็นครั้งแรกที่การเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยขาดทั้งสองอย่างนี้ หนึ่ง ไม่มี “เสาหลักทางศีลธรรม” มาสักพักใหญ่แล้ว และเป็นครั้งแรกที่ใช้ผู้เล่นทางการเมืองในสนามเลือกตั้ง ที่ไม่มีภาพลักษณ์เป็น “การเมืองคนดี” อย่างน้อยพลเอกประยุทธ์ (จันทร์โอชา) ที่มีเนวิน (ชิดชอบ) อยู่ด้วย ยังถูกมองเป็น “การเมืองคนดี”

แต่คราวนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีภาพลักษณ์แบบนั้น คำถามก็คือ การเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยที่ไม่มีทั้ง “เสาหลักทางศีลธรรม” และไม่มีผู้เล่นในสนามเลือกตั้งที่มีภาพลักษณ์ “การเมืองคนดี” มันจะไปอย่างไร? มันจะไปรอดไหม? มันจะมีความมั่นคงจริงหรือเปล่า? อันนี้คือความท้าทายที่หนึ่ง



[ความท้าทายที่สอง] ผมคิดว่าเป็น “ฐานความชอบธรรมทางการเมือง” รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะฟอร์มกัน ที่บอกจะเป็นรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยม ยังไม่ทันจะบริหารเลย ภาพจำแรกและจะจำตลอดไปก็คือ เป็นรัฐบาลที่เข้าสู่อำนาจด้วยการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่ง

หลายคนบอกว่าสกปรกที่สุดนับตั้งแต่การเลือกตั้งสกปรกในปี 2500 สมัยจอมพล ป. (พิบูลสงคราม)

ยังไม่นับว่าระบอบ-ระเบียบการเมืองที่ถูกออกแบบไว้โดยรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มันมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นบทบาทขององค์กรอิสระ ระบบ ส.ว.ที่ฮั้วกันมาแล้วเข้าไปควบคุมองค์กรอิสระทั้งหมด ประสิทธิภาพของ กกต.

ต่อให้พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่เราบอกว่ามาจากฝ่ายอนุรักษนิยม (แต่สำหรับ) รัฐธรรมนูญ 2560 ประชามติคนส่วนใหญ่เกือบๆ 60 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยที่จะให้มีการทำ (รัฐธรรมนูญ) ฉบับใหม่ คนที่ไม่เห็นด้วยมีแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ไม่น้อยแต่ก็ถือว่าน้อยกว่าคนที่อยากจะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (หนึ่ง) เท่าตัว

หมายความว่า ฐานความชอบธรรมทางการเมืองในแง่ระเบียบการเมือง มันไม่ได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ ยังไม่ต้องนับว่าความเปลี่ยนแปลง (ของ) สมดุลทางอำนาจระหว่างสถาบันทางการเมืองต่างๆ มันวุ่นวายไปหมด

ก็เป็นความท้าทายอันที่สองว่า การเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยมที่หลายคนบอกว่าจะเข้มแข็ง มันจะเข้มแข็งจริงหรือเปล่า?

[ความท้าทายที่สาม] “ฐานมวลชน” ก็มีความท้าทาย เพราะต่อให้พรรคภูมิใจไทยชนะเป็นอันดับหนึ่ง แต่พอเราไปดูฐานมวลชนก็เกิดคำถามว่า ฐานมวลชนฝ่ายอนุรักษนิยมไม่ได้มีฐานมวลชนที่เป็นคนส่วนใหญ่

พรรคส้มแม้จะแพ้เลือกตั้ง แต่ก็เป็นพรรคที่ได้ป๊อปปูลาร์โหวตมากที่สุด ส.ส.เขต แม้จะลดลงเยอะ แต่ถ้าไปดูคะแนนดิบ ก็ไม่ได้ลดลงฮวบฮาบอย่างน่าใจหายขนาดนั้น หลายเขตก็แพ้จากการ “แบ่งเขตกันเล่น” ยังไม่นับการพูดกันถึงเรื่องการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส การโกงกันในหน่วย-ในการนับคะแนน

ฉะนั้น ฐานมวลชนก็เป็นความท้าทาย คือถ้าเรามองว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลของฝ่ายอนุรักษนิยม มันเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานที่มีฐานมวลชนสนับสนุน

ยังไม่นับเรื่องอื่นๆ เช่น การเมืองแบบนี้มันสามารถที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ปัจจุบันได้ไหม? ที่ประเทศไทยมีความท้าทายหลายอย่าง โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์โลก ซึ่งไม่ได้เอื้อ-เป็นบวกต่อทางประเทศไทย

เพราะฉะนั้น สถานการณ์ปัจจุบัน โลกเรียกร้องให้ไทยต้องเปลี่ยนแปลงอย่างมากในหลายๆ เรื่อง ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วย แล้วการเมืองแบบนี้จะสามารถตอบสนองความต้องการที่จะต้องเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยแค่ไหน?

พวกนี้ก็เป็นความท้าทายที่ผมคิดว่า ไม่สามารถสรุปง่ายๆ ว่าการเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยมจะมั่นคงไปอีกเป็นสิบปี ผมไม่ค่อยจะเชื่อแบบนั้น

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_886225




ทรัมป์บอกเอง "สหรัฐฯ ได้รับแจ้งจาก 'พันธมิตร' ส่วนใหญ่ใน NATO ว่า พวกเขาไม่ประสงค์ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหารของเรา เพื่อต่อต้านระบอบการปกครองที่เป็นผู้ก่อการร้ายของอิหร่าน ในภูมิภาคตะวันออกกลาง"





https://x.com/Osint613/status/2033926683414176090




ประเทศที่อเมริกาบอมบ์ตั้งแต่ปี 1945


SEA Heritage & History
March 5
·
| Countries Bombed by the United States Since 1945

From World War II to modern conflicts, this timeline highlights countries that have experienced U.S. military bombing operations since 1945. The list reflects decades of geopolitical tensions, wars, and military interventions across different regions of the world.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=981934477837177&set=a.159570033406963




จากการวิเคราะห์ของนิตยสาร TIME เงินจำนวน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่ได้ใช้จ่ายไปใน 2 สัปดาห์กับสงครามในอิหร่าน สามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง






จากการวิเคราะห์ล่าสุดของนิตยสาร TIME พบว่าเงินจำนวน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ที่สหรัฐฯ ใช้จ่ายไปในช่วงสองสัปดาห์แรกของสงครามกับอิหร่าน (ในปฏิบัติการ Epic Fury) นั้น ถือเป็นการเบี่ยงเบนทรัพยากรของรัฐบาลกลางไปใช้ในสัดส่วนที่มหาศาล เพื่อให้เห็นภาพของตัวเลขดังกล่าวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้ง TIME และนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้ชี้ให้เห็นถึงโครงการภายในประเทศและโครงการด้านมนุษยธรรมหลายโครงการ ที่สามารถได้รับเงินทุนสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยงบประมาณจำนวนเดียวกันนี้:

**การสาธารณสุขและการศึกษา**

**พยาบาลใหม่ 120,000 คน:** เงินทุนจำนวนนี้สามารถครอบคลุมค่าเล่าเรียนและการฝึกอบรมทางคลินิกเฉพาะทางได้อย่างครบถ้วนสำหรับพยาบาลจบใหม่ถึง 120,000 คน เพื่อช่วยแก้ไขวิกฤตการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ระดับชาติ

**ครู 166,000 คน:** เงินจำนวน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์นั้นเพียงพอที่จะจ่ายเงินเดือนประจำปีให้กับครูในโรงเรียนรัฐบาลได้ประมาณ 166,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เทียบเท่ากับจำนวนครูทั้งหมดของรัฐฟลอริดาเลยทีเดียว

**ทุน Pell Grant 1.6 ล้านทุน:** เงินจำนวนนี้สามารถมอบทุน Pell Grant (ทุนช่วยเหลือทางการศึกษาสำหรับผู้มีรายได้น้อย) ในอัตราสูงสุด (7,395 ดอลลาร์) ให้แก่นักเรียนที่มีรายได้น้อยได้ถึง 1.6 ล้านคน เป็นระยะเวลาหนึ่งปีการศึกษาเต็ม

**การดูแลสุขภาพสำหรับ 1.3 ล้านคน:** เมื่ออ้างอิงจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของโครงการ Medicaid เงินทุนเหล่านี้สามารถจัดสวัสดิการประกันสุขภาพได้ครบหนึ่งปีเต็มสำหรับชาวอเมริกันจำนวน 1.3 ล้านคน (ซึ่งเป็นจำนวนประชากรที่เทียบเท่ากับขนาดของเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส)

**ตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมและการเคหะ**

**เด็กวัยก่อนอนุบาล 900,000 คน:** งบประมาณจำนวนนี้สามารถนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนโครงการการศึกษาระดับก่อนอนุบาลแบบถ้วนหน้า หรือบริการดูแลเด็กที่มีคุณภาพสูง ให้แก่เด็กประมาณ 900,000 คน เป็นระยะเวลาหนึ่งปี

**ความช่วยเหลือด้านอาหาร (SNAP):** เงินจำนวน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านความช่วยเหลือด้านอาหารได้ครบหนึ่งปีเต็มสำหรับชาวอเมริกัน 5.5 ล้านคน หรือเทียบเท่ากับสวัสดิการช่วยเหลือเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนสำหรับทุกคนที่ลงทะเบียนอยู่ในโครงการ SNAP ทั่วประเทศในขณะนี้

**ที่อยู่อาศัยสำหรับ 1 ล้านคน:** เงินทุนจำนวนนี้สามารถนำไปจัดสรรเป็นคูปองเช่าที่พักอาศัย หรือเงินอุดหนุนด้านที่อยู่อาศัย ให้แก่ชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อยได้ประมาณ 800,000 ถึง 1.5 ล้านคน เป็นระยะเวลาหนึ่งปี

**โครงสร้างพื้นฐานและความช่วยเหลือระดับโลก**

**ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระดับโลกนาน 3 ปี:** ในระดับระหว่างประเทศ เงินจำนวน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ใช้ไปภายในเวลาเพียง 14 วันนี้ เทียบเท่ากับงบประมาณทั้งหมดที่สหรัฐฯ ใช้เพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั่วโลกเป็นระยะเวลาเกือบ 3 ปี

**อุทยานแห่งชาติ:** งบประมาณจำนวนนี้มีมูลค่าสูงกว่างบประมาณดำเนินงานประจำปีทั้งหมดของหน่วยงานบริการอุทยานแห่งชาติ (National Park Service) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสถานที่ต่างๆ กว่า 400 แห่ง และมีพนักงานในสังกัดกว่า 20,000 คน หมายเหตุ: เจ้าหน้าที่เพนตากอนและ CSIS ระบุว่า "อัตราการใช้กระสุน" สูงที่สุดในช่วง 96 ชั่วโมงแรก โดยมีการใช้กระสุนไปกว่า 5,000 นัด แม้ว่าค่าใช้จ่ายรายวันจะลดลงเล็กน้อยเนื่องจากกองทัพเปลี่ยนไปใช้กระสุนที่มีราคาถูกกว่า แต่ตัวเลข 12 พันล้านดอลลาร์นี้คิดเฉพาะค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการที่ "ไม่ได้อยู่ในงบประมาณ" และไม่รวมค่าใช้จ่ายระยะยาวในการทดแทนสินทรัพย์ระดับสูงที่สูญหาย เช่น ระบบเรดาร์ THAAD หรือเครื่องบิน



โจ เคนท์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากสงครามอิหร่านของทรัมป์ โดยกล่าวว่าอิหร่าน "ไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามาต่อประเทศของเรา" และ รัฐบาลถูกชักนำเข้าสู่สงครามครั้งนี้จาก "ขบวนการปล่อยข้อมูลบิดเบือน" จากอิสราเอล เรียกร้องให้ทรัมป์ "เปลี่ยนทิศทาง"






https://x.com/AP/status/2033904600659451918

Joe Kent ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ (NCTC) ได้ยื่นใบลาออกเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2026 เพื่อเป็นการประท้วงอย่างเปิดเผยและเป็นที่จับตามองต่อกรณีสงครามที่กำลังดำเนินอยู่กับอิหร่าน การลาออกของเขานับเป็นเหตุการณ์สำคัญ เนื่องจากเขาเคยเป็นผู้สนับสนุนแนวทาง "America First" อย่างแข็งขัน และถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกที่ประกาศแยกตัวออกจากจุดยืนของรัฐบาลต่อกรณีความขัดแย้งดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

เหตุผลหลักในการลาออกของเขา ดังที่ระบุรายละเอียดไว้ในจดหมายเปิดผนึก มีดังนี้:

1. การขาดซึ่ง "ภัยคุกคามที่จวนตัว"

Kent โต้แย้งว่าข้อมูลข่าวกรองที่มีอยู่นั้นไม่ได้สนับสนุนเหตุผลที่รัฐบาลใช้ในการตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหาร เขาแถลงว่า "อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่จวนตัวต่อชาติของเรา" และสงครามครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ จุดยืนนี้ได้รับการขานรับจากสมาชิกบางส่วนของคณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภา ซึ่งตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่าขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะบ่งชี้ถึงความเร่งด่วนในการเปิดฉากโจมตี

2. ข้อกล่าวหาเรื่องแรงกดดันจากภายนอก

Kent อ้างว่ารัฐบาลถูกชักนำเข้าสู่สงครามครั้งนี้อันเนื่องมาจาก "ขบวนการปล่อยข้อมูลบิดเบือน" (misinformation campaign) ซึ่งถูกจัดฉากขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลและบุคคลในแวดวงสื่อมวลชนของสหรัฐฯ เขาเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับเหตุการณ์ในช่วงก่อนที่จะเกิดสงครามอิรัก โดยเรียกความขัดแย้งครั้งนี้ว่าเป็น "กับดัก" ที่เอื้อประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของต่างชาติ มากกว่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ

3. ความขัดแย้งส่วนตัวและทางอุดมการณ์

ในฐานะอดีตทหารหน่วยรบพิเศษ "Green Beret" ผู้ผ่านภารกิจรบมาแล้วถึง 11 ครั้ง และเป็น "สามี Gold Star" (ผู้สูญเสียภรรยา—Shannon Kent—ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในซีเรียเมื่อปี 2019) Kent ได้เน้นย้ำถึงความสูญเสียทางชีวิตและจิตใจที่เกิดจาก "สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น" เขาแถลงว่าเขาไม่สามารถที่จะสนับสนุนการส่งคนรุ่นใหม่เข้าสู่สมรภูมิรบในสงครามที่เขาเชื่อว่าไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดอย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนชาวอเมริกันได้เลย "ด้วยจิตสำนึกที่บริสุทธิ์"

การตอบสนองจากรัฐบาล

ประธานาธิบดี Trump ได้กล่าวตอบโต้กรณีการลาออกดังกล่าวระหว่างเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวัน St. Patrick โดยระบุว่า:

เขาอ้างว่าตน "ไม่ได้รู้จัก [Kent] ดีนัก" และได้กล่าวปัดตกความสำคัญของ Kent โดยระบุว่าเขาเป็นคนประเภทที่ "อ่อนแอในเรื่องความมั่นคง"

เขายืนกรานว่าอิหร่านถือเป็น "ภัยคุกคามที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง" และโต้แย้งว่าใครก็ตามที่ไม่ตระหนักถึงภัยคุกคามนี้ ย่อมไม่ใช่คนที่มีความ "ฉลาด" หรือมีความ "เฉียบแหลม" เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ เช่น ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร โต้แย้งเคนท์โดยระบุว่า การบรรยายสรุปด้านข่าวกรอง (โดยเฉพาะสำหรับ "กลุ่มแปดคน") แสดงให้เห็นว่าอิหร่านกำลังเข้าใกล้การเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์อย่างอันตราย

(Google Gemini)




พรรคประชาชน ระบุ 'เครือข่ายบ้านใหญ่-เครือข่ายธุรกิจท้องถิ่น-ผู้ค้าส่งน้ำมันรายใหญ่' กักตุนหวังผลกําไรในระยะสั้น ทำให้ประชาชนขาดแคลนน้ำมันหน้าปั๊ม


'พรรคส้ม' แฉเครือข่ายบ้านใหญ่-ผู้ค้าส่งน้ำมันกักตุน หวังกำไรระยะสั้น

17 มี.ค. 2569
Next News

พรรคประชาชน ระบุ 'เครือข่ายบ้านใหญ่-เครือข่ายธุรกิจท้องถิ่น-ผู้ค้าส่งน้ำมันรายใหญ่' กักตุนหวังผลกําไรในระยะสั้น ทำให้ประชาชนขาดแคลนน้ำมันหน้าปั๊ม

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน แถลงว่า ปัญหาราคาน้ำมันที่เกิดความวุ่นวาย ความปั่นป่วน และความตื่นตระหนกของประชาชนในเวลานี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลโดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งพยายามย้ำกับสังคม ไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนอยากรู้

ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลพยายามย้ำมาโดยตลอดว่า น้ำมันมีพอ น้ำมันสํารองเพียงพอ ไม่ต้องกังวล บางครั้งก็บอกด้วยซ้ำว่า ไทยมีน้ำมันสํารองสูงที่สุดในอาเซียนซึ่งก็อาจจะจริง แต่สิ่งที่ประชาชนอยากรู้ในชีวิตประจําวันคือ ทําไมไปเติมน้ำมันที่ปั๊มแล้วน้ำมันหมด และจะเติมน้ำมันได้ที่ไหน ตราบเท่าที่รัฐบาลไม่สามารถตอบคําถามให้กับประชาชนได้ ความปั่นป่วน ความกังวล ก็จะยังดํารงอยู่ ดังนั้น รัฐบาลจําเป็นจะต้องตอบคําถามที่ประชาชนสงสัย

นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า จากการบริหารจัดการของรัฐบาลยังมีปัญหาสําคัญ 2 อย่าง คือ แนวทางการทํางานของกองทุนน้ำมันในเรื่องการพยุงราคา และการอุดหนุนราคาน้ำมัน ซึ่งได้ประกาศจะมีการพยุงราคาเป็นเวลา 15 วัน ก็คาดการณ์ได้ว่าน่าจะทําให้เกิดการปั่นป่วนในตลาดฝั่งของผู้ขาย ค้าส่งปั๊มน้ำมันรายใหญ่ หรือคนที่อยู่ในซัพพลายเชนน้ำมันก็มีแนวโน้มกักตุน โดยเฉพาะคนที่หวังผลกําไรในระยะสั้น เพื่อรอวันที่การพยุงราคาเปลี่ยนไป เมื่อน้ำมันราคาขึ้นก็จะทํากําไร จึงมีความต้องการที่จะเก็บน้ำมันไว้สูงกว่าปกติ

ในขณะเดียวกันฝั่งผู้ซื้อ ทุกคนย่อมตุนน้ำมันไว้ก่อน เพราะรู้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงราคา จึงไม่แปลกที่จะเกิดความต้องการเทียม ทําให้มีปริมาณความต้องการซื้อและขายไม่ปกติ เมื่อปริมาณความอยากซื้อมากกว่าปกติ แต่ปริมาณอยากขายน้อยกว่าปกติ ทําให้เกิดช่องว่างในตลาด จนทําให้เกิดความตื่นตระหนกและความปั่นป่วนในตลาดน้ํามันอย่างที่เป็นอยู่

"ในการเรียกประชุมด่วนของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ซึ่งปรากฏเพียงแค่บริษัทน้ํามันรายใหญ่ 5-6 บริษัท เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อสอบถามว่ามีน้ำมันเพียงพอหรือไม่ เมื่อผู้ประกอบการดังกล่าวบอกว่า มีน้ำมันเพียงพอ รองนายกฯ ก็เอามาชี้แจงต่อสื่อมวลชน แต่ถามการรับฟังเพียงแค่บริษัทน้ํามันรายใหญ่ สะท้อนปัญหาทั้งหมดหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ไม่

"เพราะมีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ไม่ถูกรับฟังเสียงจํานวนมาก เช่น ปั๊มน้ำมันขนาดเล็กที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดฝอย ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ จนบางรายต้องหยุดกิจการและมีแนวโน้มจะปิดกิจการ ส่วนกลุ่มชาวนา ขณะนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว จึงจําเป็นต้องใช้น้ำมันจํานวนมากต่อวัน แต่ไม่สามารถนําแกนลอนไปเติมที่ปั๊มน้ำมันได้ เสียงตรงนี้ไม่ถูกรับฟัง ด้านชาวประมงก็ประสบปัญหาเรื่องน้ำมันเขียว เมื่อราคาสูงขึ้นก็ทําให้เขาต้องคํานวณว่าออกทะเลในแต่ละวันคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อซัพพลายเชนสินค้าอาหารทะเลต่อไป ฝั่งผู้ประกอบการขนส่งโดยเฉพาะรายย่อย อย่างกลุ่มคนขับรถบรรทุกก็ไม่ถูกรับฟังเสียงเช่นเดียวกัน" รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุ

สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า การบริหารจัดการน้ำมันรอบนี้จะเป็นบทพิสูจน์ของบ้านใหญ่ และเทคโนแครตที่เป็นสององค์ประกอบสําคัญของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย การทํางานในภาวะที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนเช่นนี้จะให้ความเป็นธรรมได้แค่ไหน ตั้งแต่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ ศบก. มีกิจการครอบครัวที่อยู่ในอุตสาหกรรมน้ำมัน

"ตอนนี้มีปัญหาระดับชาติคือ เดิมผู้ประกอบการน้ำมันต้องไปเติมน้ำมันจากผู้ค้าส่ง แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มกลับถูกกว่า ทําให้เกิดการแย่งน้ำมันจากหน้าปั๊มไปจากประชาชนทั่วไปนอกจากนั้น ยังมีปัญหาระดับท้องถิ่นด้วย เพราะเครือข่ายบ้านใหญ่ และเครือข่ายธุรกิจในแต่ละพื้นที่มีปัญหาในการแย่งชิงน้ำมันจากประชาชนด้วยเช่นเดียวกัน หลายจังหวัดพบว่า เมื่อคนตัวเล็กตัวน้อยไปต่อแถวเติมน้ำมัน รอเท่าไหร่ก็ไม่ได้เติมสักที แต่พอมีเครือข่ายธุรกิจบ้านใหญ่เข้ามา ก็แซงคิวเข้าไปเติมได้เลย พอน้ำมันหมดก็ไม่มีน้ำมันเหลือให้กับคนตัวเล็กตัวน้อย

"นี่เป็นบทพิสูจน์การทํางานของรัฐบาลคุณอนุทินว่า ในยามคับขันบ้านใหญ่จะเอาตัวรอดก่อน หรือให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ หรือคนตัวเล็กตัวน้อยในพื้นที่ และเป็นบทพิสูจน์ของตัวเทคโนแครตเองด้วยว่า จะทํางานต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชน หรือจะยอมรับผลประโยชน์ของกลุ่มเครือข่ายอิทธิพล เพราะคุณเอกนิติพูดมาตลอดในเรื่องความโปร่งใสและการทําข้อมูลระบบดิจิทัล

"วันนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าจะเกิดการพูดแล้วทําได้จริงหรือเปล่า เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการในเวลานี้คือ แดชบอร์ดข้อมูลที่จะรู้ว่า ปั๊มแถวบ้านเขามีน้ำมันเหลืออยู่เท่าไหร่ แล้วจะไปเติมที่ปั๊มไหน ถ้าได้ข้อมูลเรียลไทม์ก็จะยิ่งดี แต่อย่างน้อยที่สุดควรมีข้อมูลรายวัน เพื่อให้เขาได้วางแผนใช้ชีวิตประกอบธุรกิจได้" นายวีระยุทธ กล่าว

นายวีระยุทธ ได้กล่าวถึงการทำหน้าที่ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งผู้รับผิดชอบเรื่องราคาสินค้า และผลประกอบการของภาคธุรกิจจะจัดการอย่างไร เพราะราคาสินค้าจะปรับขึ้นจากค่าขนส่ง โดยขณะนี้หลายธุรกิจเริ่มประสบปัญหาแล้ว เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังซื้อสูงทั้งตะวันออกกลางและยุโรปขาดหายไป และยิ่งถูกซ้ำเติมเพราะคนไทยไม่กล้าเดินทางไกล เนื่องจากต้องเผชิญความไม่แน่นอนว่าจะเติมน้ำมันได้ที่ไหนในระหว่างทาง ทําให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวกําลังประสบปัญหา และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

นายวีระยุทธ กล่าวว่า รัฐบาลจะหยุดความปั่นป่วน และความกังวลของประชาชนได้คือ ความชัดเจนเรื่องข้อมูล รวมถึงการบริหารกองทุนน้ำมันจะใช้เงินพยุงราคาแล้วขาดทุนระดับหมื่นล้านบาทอย่างในปัจจุบัน หรือจะเปลี่ยนแนวทางใหม่ เช่น ทยอยขยับเป็นขั้นบันไดหรือไม่ แล้วเพื่อส่งสัญญาณให้ประชาชน และภาคอุตสาหกรรมได้เริ่มปรับตัว หรืออาจจะช่วยเหลือแบบยุทธศาสตร์เฉพาะเจาะจง เช่น เน้นไปที่กลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ หรือธุรกิจขนส่งที่เป็นต้นน้ำ

รวมทั้งการเตรียมความพร้อมในระยะหลายเดือนข้างหน้าว่า จะทําอย่างไรกับบางจุดที่เริ่มก่อปัญหา เช่น การขาดแคลนเม็ดพลาสติก ซึ่งส่งผลต่อเนื่องกับซัพพลายเชนเป็นลูกโซ่ อาทิ สี ปูน รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอาหาร ขณะเดียวกันสินค้าที่นําเข้าจากตะวันออกกลางจำนวนมาก อย่างเช่น ปุ๋ย ไนโตรเจน หากขาดหายไปจะส่งผลกระเทือนถึงเกษตรกร

ด้าน นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคได้ลงพื้นที่สํารวจทั่วประเทศสรุปปัญหาได้ 3 อย่าง คือ 1. ประชาชนไม่มีน้ำมันเติม 2. ผู้ประกอบการน้ำมัน ถูกจํากัดการปล่อยโควต้าน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน และ 3.ค่าไฟ ซึ่งอาจสูงขึ้นในอนาคต เนื่องจากไฟฟ้าในประเทศผลิตจากก๊าซพลังงานธรรมชาติค่อนข้างมาก

https://nextnewsth.com/th/public-policy/economy/69b912c79934e9b7dcdf975c



นักวิชาการชี้กองทุนน้ำมันอาจติดลบเกิน 5 หมื่นล้านบาท หากเพิ่มเงินอุดหนุนต่อเนื่อง แนะรัฐปรับเพิ่มราคาน้ำมันและสินค้า บรรเทาภาระกองทุนน้ำมัน


นักวิชาการหวั่นกองทุนน้ำมันอาจติดลบเกิน 5 หมื่นล้าน

สำนักข่าวไทย
.....

17 มี.ค. - นักวิชาการชี้กองทุนน้ำมันอาจติดลบเกิน 5 หมื่นล้านบาท หากเพิ่มเงินอุดหนุนต่อเนื่อง แนะรัฐปรับเพิ่มราคาน้ำมันและสินค้า บรรเทาภาระกองทุนน้ำมัน

จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่คาดว่าส่อเค้ายืดเยื้อ ส่งผลให้เกิดวิกฤติพลังงานทั่วโลก ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มองว่าแนวโน้มราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นเกิน 100 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งคาดการณ์ว่าราคายังคงสูงขึ้น ขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องอุดหนุนดีเซลกว่า 20 บาท ส่งผลให้ต้องอุดหนุนวันละไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท

ขณะเดียวกันกองทุนน้ำมันติดลบแล้วกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 2-3 สัปดาห์ อาจส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเกิน 5 หมื่นล้านบาท แนะรัฐบาลควรปรับเพิ่มราคาน้ำมันและสินค้าเพิ่ม เพื่อบรรเทาภาระกองทุนน้ำมัน และยังมองว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ รัฐบาลต้องออกมาตรการเสริมเพิ่มเติม อาทิ ลดภาษีสรรพสามิตให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งส่งเสริมเรื่องการประหยัดพลังงาน

สภาพัฒน์ฯ เสนอ 3 ฉากทัศน์รับมือน้ำมันพุ่ง

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานฉากทัศน์จากผลกระทบจากเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ โดยปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังผ่านช่วงเวลาที่เริ่มมีสถานการณ์วันที่ 27 ก.พ. เป็นต้นมา ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 154 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 125% ส่วนน้ำมันดิบสำเร็จรูปสิงคโปร์ อยู่ในระดับสูงกว่า 190 ดอลลาร์ มาแล้วกว่า 3 วัน ถือว่าราคาสูงกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ถึง 100%

ทั้งนี้ สศช. ได้ประเมิน 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) จากสถานการณ์นี้เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และเสนอ ครม. เพื่อกำหนดมาตรการที่ช่วยเหลือในระยะต่อไป ดังนี้ ฉากทัศน์ที่ 1 สถานการณ์จบภายใน 1 เดือน หรือการสู้รบสิ้นสุดลงช่วงไม่เกินกลางเดือน หรือสิ้นเดือนเมษายน โดยหากการสู้รบยุติลงได้เร็วเนื่องจากแรงกดดันภายในของประเทศคู่ขัดแย้งเองที่เริ่มมีสัญญาณการต้องการยุติการสู้รับ รวมทั้งมีเรือน้ำมันเริ่มผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยในฉากทัศน์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิมที่ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1% จากเดิมที่คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ -0.3% ถึง 0.7%

ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน ถือว่าเป็นสถานการณ์ลากยาวออกไป และเริ่มกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น คาดว่าหากเข้าสู่ฉากทัศน์นี้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะพุ่งไปที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อไทยอาจสูงถึง 1.9% อาจทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagnation คือเกิดอัตราการว่างงานสูง และมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

ฉากทัศน์ที่ 3 การสู้รบขยายวงกว้างกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดซึ่งราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในกรณีนี้อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงเกินกว่ากรอบที่คาดการณ์ที่ 1-3% มาก และการประเมินผลกระทบเศรษฐกิจทำได้ยากลำบาก ซึ่งเป็นภาวะที่แต่ละประเทศต้องพึ่งพาตัวเอง

สำหรับการประเมินผลกระทบโดยตรงต่อจีดีพีของไทยนั้นทำได้ยาก เนื่องจากยังไม่เห็นผลกระทบต่อการค้าโลก และเหตุการณ์ยังไม่นิ่ง.-สำนักข่าวไทย

https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/148881
https://www.youtube.com/watch?v=TzHEo0-fVY0







"นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล มองไทยเข้าข่ายเป็น "รัฐกระดาษ" (Paper State)" ตามนิยามของโรบินสัน รัฐกระดาษคือรัฐที่มีโครงสร้างองค์กร หน่วยงาน กฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ ดูดีและครบถ้วนบนแผ่นกระดาษ แต่ในความเป็นจริงกลับ ไม่มีอำนาจหรือประสิทธิภาพในการบังคับใช้


https://thestatestimes.com/post/2025052309

ไทยกำลังเป็น 'รัฐล้มเหลว' หรือเพียงแค่ 'รัฐกระดาษ'? บทวิเคราะห์จากผู้เขียน Why Nations Fail

(23 พ.ค. 68) ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ท่ามกลางความไม่แน่นอน Moody’s ปรับมุมมองเครดิตไทยเป็น 'เชิงลบ' ส่วน IMF ลดคาดการณ์ GDP ปี 2025 เหลือเพียง 1.8% ขณะที่ภาคสังคมยังตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของกลไกรัฐและการบังคับใช้กฎหมาย

ในบทสัมภาษณ์พิเศษกับ BBC Thai ศ.เจมส์ เอ. โรบินสัน นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ผู้ร่วมเขียนหนังสือ Why Nations Fail ชี้ว่า ไทยยังคงมี 'สถาบันแบบแสวงหาประโยชน์' (extractive institutions) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะบทบาทของกองทัพที่ยังไม่ถอนตัวจากการเมืองอย่างแท้จริง

ศ.เจมส์ เอ. โรบินสัน เปรียบเทียบประเทศไทยกับ 'รัฐกระดาษ' (Paper Leviathan) ซึ่งแม้จะมีโครงสร้างและกฎหมายครบถ้วน แต่กลับไร้ประสิทธิภาพและตรวจสอบได้ยาก สถานะนี้พบในประเทศอย่างอาร์เจนตินา ซึ่งรายได้ต่อหัวใกล้เคียงกับไทย แต่ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรคอร์รัปชันและระบบอุปถัมภ์ได้

อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าไทยยังไม่หลุดออกจาก 'ระเบียงแคบ' หรือเส้นทางที่รัฐและสังคมสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ หากสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ขัดขวางความครอบคลุมและความโปร่งใส ไทยยังมีโอกาสพัฒนาได้ในระยะยาว

สิ่งที่สำคัญที่สุดในมุมมองของเขาคือ การกล้าถามถึงบทบาทของสถาบันต่าง ๆ ในสังคม และเปิดเวทีให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการนิยามอนาคตของประเทศ

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/articles/cq85vll0pzyo
.....

"นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล มองไทยเข้าข่ายเป็น "รัฐกระดาษ" (Paper State)" 

ศ. เจมส์ เอ. โรบินสัน (James A. Robinson) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2024 และผู้เขียนร่วมหนังสือ Why Nations Fail ได้ให้สัมภาษณ์และแสดงทัศนะเกี่ยวกับประเทศไทย โดยมีประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือการที่ไทยเข้าข่ายเป็น "รัฐกระดาษ" (Paper State) ดังนี้ครับ: 

ความหมายของ "รัฐกระดาษ": 
ตามนิยามของโรบินสัน รัฐกระดาษคือรัฐที่มีโครงสร้างองค์กร หน่วยงาน กฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ ดูดีและครบถ้วนบนแผ่นกระดาษ แต่ในความเป็นจริงกลับ ไม่มีอำนาจหรือประสิทธิภาพในการบังคับใช้ ให้เกิดผลได้จริง หรือขาดความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรและบริการสาธารณะแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง 

 สถานะของไทยในสายตาโรบินสัน: 
เขามองว่าไทยยังไม่ใช่ "รัฐล้มเหลว" (Failed State) แต่กำลังติดหล่มและมีลักษณะของรัฐกระดาษ เนื่องจากมีการสร้างระบบสถาบันที่ดูทันสมัยแต่โครงสร้างอำนาจภายในยังถูกผูกขาดโดยกลุ่มชนชั้นนำ (Extractive Institutions) ซึ่งเน้นการดึงทรัพยากรเข้าสู่กลุ่มตนเองมากกว่าการสร้างโอกาสให้คนส่วนใหญ่ 

สาเหตุหลักที่ถูกหยิบยก: 
การแทรกแซงของการเมืองและกองทัพ: เขาเปรียบเทียบไทยกับเกาหลีใต้ โดยชี้ว่าเกาหลีใต้ก้าวข้ามไปสู่ความมั่งคั่งได้เพราะสามารถแยกกองทัพออกจากการเมืองและสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงได้สำเร็จ ในขณะที่ไทยยังวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งเชิงโครงสร้างนี้ 

การขาดสถาบันที่เปิดกว้าง (Inclusive Institutions): 
รัฐไทยขาดกติกาที่เอื้อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทำให้ประชาชนขาดแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมหรือลงทุนเพราะกลัวการถูกเอาเปรียบจากกลุ่มอำนาจ 

ทัศนะนี้ถูกนำมาเผยแพร่และถกเถียงอย่างมากผ่านสื่อต่างๆ เช่น บทสัมภาษณ์ใน บีบีซีไทย และรายการวิเคราะห์ใน The Standard เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงความจำเป็นในการปฏิรูปสถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างจริงจัง
รายการ KEY MESSAGES ของช่อง The Standard
สรุป ความเน่าของรัฐไทยตามนี้
1. James Robinson (เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์) : ไทยเข้าข่าย "รัฐกระดาษ"
คือมีโครงสร้างกฎหมายและหน่วยงานที่ดูดี แค่บนกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติกลับไร้ประสิทธิภาพและเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง
2. กระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐาน
ยกตัวอย่างคดี "บอส อยู่วิทยา", "ป้าบัวผัน" และกรณี "ชั้น 14 รพ.ตำรวจ" ที่ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในตำรวจและกระบวนการยุติธรรม
3. สินบนใบอนุญาตก่อสร้างเพียบ
การจะสร้างบ้านหรือตึกในไทยมักต้องจ่าย "เงินใต้โต๊ะ" เพื่อให้ใบอนุญาตผ่านสะดวก ตั้งแต่หลักหมื่นสำหรับบ้านเดี่ยว ไปจนถึงหลักล้านสำหรับคอนโดมิเนียม
4. ทุจริตนมโรงเรียน:
ปัญหาคุณภาพนม (นมผสมน้ำ/นมผง) และการทุจริต "นักเรียนผี" (เบิกงบเกินจำนวนเด็กจริง) รวมถึงปัญหาการจัดการโควต้านมที่ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน
5. แอปพลิเคชันภาครัฐ:
รัฐไทยมีแอปฯ กว่า 2,700 แอปฯ ใช้งบประมาณมหาศาล (บางแอปฯ ราคาสูงถึง 60 กว่าล้านบาท) แต่ส่วนใหญ่เป็น "แอปฯ ร้าง" ที่ใช้งานไม่ได้จริง หรือซ้ำซ้อนกันเอง
6. อนุสาวรีย์ตึกร้าง:
โครงการก่อสร้างของรัฐจำนวนมากที่สร้างไม่เสร็จ หรือสร้างเสร็จแล้วถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ (เช่น ตึก กสทช., พิพิธภัณฑ์หอยสังข์) สูญเสียงบประมาณนับแสนล้านบาท
สรุปคือ การคอร์รัปชันในไทยเป็นเรื่องฉาวโฉ่ ต่างชาติเค้ารู้กันดี
และเป็นต้นทุนแฝงที่ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศ และทำให้เราขาดเสน่ห์ที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามา..,
ไปดูคลิปเต็มได้ที่ youtube.com/watch?v=Api-Fi… 

https://www.facebook.com/thirachai.phuvanatnaranubala/posts/1454120772751848