วันพุธ, เมษายน 15, 2569

ทรั้มพ์ โพสต์บนโซเชียล ว่าอัตราการเกิดในไทยก็ลดลงเหลือ ๐.๗๘ แค่นั้น น่าจะทำไก๋ เฉไฉจากรายงานในอเมริกาอัตราลดติดต่อกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.๒๐๐๗

นี่ถ้า แว้น สักหน่อย ก็อยากจะบอกว่า เฮ้ย นายเผือกอะไรกับเราฮวะ ไอ้เรื่องทำไก๋ เฉไฉละนายที่หนึ่ง ดอแนลด์ ทรั้มพ์ โพสต์บน ทรุธโซเชียล (เดี๋ยวนี้เขาเรียกกันว่า ฟรุตส์โซเชียล แล้ว) ว่าอัตราการเกิดในไทยก็ลดลงเหลือ ๐.๗๘ แค่นั้น

แน่ละ ถ้าจะให้เทียบกับอเมริกามันคนละชั้น ปีนี้ ซีดีซี หรือศูนย์ควบคุมเชื้อโรค ที่เด็กทรั้มพ์ รอเบิร์ต เค็นเนดี้ จูเนียร์ พยายามเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำ บอกว่าอัตราเด็กเกิดใหม่ ตามสถิติสิ้นปี ๒๐๒๕ ลงต่ำไปอีกน่าใจหายที่ ๕๓.๑ ต่อสตรี ๑ พันคน

ก็เท่ากับ ๐.๕๓๑ ต่อสตรี ๑ คน ของไทยน่าจะย่อมดีกว่าหลายขุม แต่ข่าวที่ทรั้มพ์เอามาแชร์บอกว่า อัตราเกิดของไทยต่ำที่สุดในโลก ต่ำกว่าเกาหลีใต้ซึ่งอยู่ที่ ๐.๘ ต่อสตรี ๑ คน ทำให้ไทยเป็นประเทศที่ประชากรหดลงเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์

โพสต์ของทรั้มพ์เพิ่มเติมด้วยว่า ในไทยอัตราการตายของประชากรมากกว่าอัตราการเกิด ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ โน่นแน่ะ เมืองไทยเวลานี้จึงมีคนสูงวัยมากกว่าคนหนุ่มสาว ซึ่งก็จริงแหละ พวกนั่งๆ นอนๆ กินบำนาญแล้วสั่งโน่นสั่งนี่ มากกว่าพวกตากเหงื่อแบกจ๊อบ

จะว่าเฮียทรั้มพ์แกห่วงใยประเทศไทยที่ลดความสามารถการผลิตเลี้ยงโลกลงไป ก็คงไม่ใช่หรอก คนอย่างหมอนี่ แกชอบสร้างดราม่า distracts ปัญหาภายในประเทศและส่วนตัว อย่างก่อสงครามกับอิหร่าน นั่นกำเรื่องมหึมากลบข้อเท็จจริงในแฟ้ม เอ็ปสไตน์

สำหรับเรื่องอัตราการเกิดในสหรัฐ ดูรายงานของ Center for Disease Control and Prevention ในรายละเอียด คร่าวๆ ก็คือเมื่อปีที่แล้วอัตราความสมบูรณ์ในการตั้งครรภ์ของผู้หญิงในอเมริกาโดยรวม ลดลงไปอีก ๑% จาก ๕๓.๘ ในปี ๒๐๒๔

อัตราถดถอยนี้เป็นมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ.๒๐๐๗ ทั้งนี้เพราะการตั้งครรภ์ในหมู่หญิงวัยทีนเอจ หรือ Gen Z (๑๔- ๒๙ ปี) ลดฮวบลงไป ๗๒% แม้นว่าในหมู่สาวมิลเลเนี่ยน (๓๐-๓๔ ปี) อัตราตั้งครรภ์เพิ่ม ๓% จากปี ๒๐๒๕ ทำให้นักวิชาการเชื่อว่าอัตราลดจะไม่ถาวร

นักเศรษฐศาสตร์ ยูซีแอลเอ มาธา เบลลี่ย์ หวังว่าจะมีการพลิกผันกลับของอัตราการเกิดได้ในวันข้างหน้า เหมือนที่เคยเป็นมาในยุคซิกตี้ (1970’s) ในเมื่อเหตุที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์น้อยลง เพราะสาวยุคนี้เลือกที่จะผลัดผ่อน เลื่อนเวลาออกไป

และปัจจัยที่ทำให้เลื่อนการมีลูกออกไปยุคนี้เพราะธรรมเนียมสังคมเปลี่ยนไป เฉพาะหน้าคือปัญหาเศรษฐกิจ เฉพาะหน้ากว่านั้นก็ทรั้มพ์นี่แหละทำให้รายได้ฝืดเคือง การตั้งกำแพงภาษีศุลกากรทำให้การค้าซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลกหดตัว

ที่น่าชวนหัวแต่ว่าอ่านแล้วเห็นจริง ก็คือนโยบายด้าน อิมมิเกรชั่นพยายามกำจัด ขับไล่ชนผิวต่างสีโดยเฉพาะจากอเมริกากลางและใต้ ซึ่งมาอยู่อเมริกาแล้วผลิตอนุชนกันอย่างว่องไว ปฏิบัติการของ ‘ICE’ จะทำให้อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงไปอีก

(https://www.cdc.gov/nchs/data/vsrr/vsrr043.pdf, https://www.nytimes.com/2026/04/09/us/fertility-rates-decline.html และ https://facebook.com/share/p/1CLcXD4beV/) 

ประเทศไทยกำลังจะเป็น SLAPP STATE ทนายนรเศรษฐ์ชี้ อธิบดีปกครองฟ้องอดีต กกต.‘สมชัย’ สะท้อนการฟ้องปิดปาก เพื่อให้กลัว

“ประเทศไทยกำลังจะเป็น SLAPP STATE” นรเศรษฐ์ นาหนองตูม เขียนบนหน้าทวิตเตอร์เมื่อเย็นวาน (๑๔ เมษา) ต่อกรณีที่อธิบดีกรมการปกครองแจ้งความอดีต กกต.สมชัย กับนักวิชาการไอทีอีกสองคน ข้อหานำลงข้อความเท็จ

มันเป็นนิสัยเสียของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลอนุทิน ๒.๐ ไปแล้ว ที่ใช้นิติสงครามอย่างอ่อน ไล่ปิดปากประชาชน สแล้ป มันคือ “การฟ้องเพื่อให้คนหยุดพูด ไม่ใช่ฟ้องเพื่อชนะ แต่ฟ้องเพื่อให้เหนื่อย ให้เสียเวลา ให้เสียเงิน และที่สำคัญ…ให้กลัว”

เรื่องมาจากผู้ถูกฟ้องทั้งสาม “ถาม” (ถามนะถาม) กรมการปกครองว่า “ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๕๓ ล้านรายชื่อรั่วไหลหรือไม่” ทนายสิทธิมนุษยชนแนะด้วยว่า “ถ้าเป็นประเทศประชาธิปไตยแบบอารยะ มันควรจะถูกตอบด้วยข้อเท็จจริง” ใช่ไหม

เขาท้าวความไปยังคดีที่กรรมการเลือกตั้งฟ้องประชาชน ๖ คน ที่ไปตรวจสอบการเลือกตั้งชลบุรี เขต ๑ เมื่อต้นปี ทั้งกรณีนั้นและกรณีนั้นฝ่ายรัฐหาว่าประชาชน หมิ่นประมาท บวกข้อหาข้อความเท็จตาม พรบ.คอมพิวเตอร์เข้าไปด้วยให้หนักชิบ

ทีมันหนักหนาสากรรจ์ เขาว่ามันสร้างบรรยากาศของความหวาดกลัว ที่จะใช้สิทธิในการพูดแสดงความคิดเห็น “คนจะเริ่ม คิดก่อนพูด แล้วจากคิดก่อนพูด จะกลายเป็น ไม่พูดดีกว่าสังคมแบบนี้ ไม่ได้เงียบเพราะไม่มีปัญหา

แต่เงียบเพราะไม่มีใครกล้าพูดถึงปัญหา” นรเศรษฐ์บอกด้วยว่า “ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเข้มแข็งเวลามีข้อสงสัยเรื่องข้อมูลขนาดใหญ่แบบนี้ รัฐจะรีบทำ ๓ อย่าง หนึ่ง ตรวจสอบ สอง เปิดเผย สาม อธิบาย” แต่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ กลับฟ้องปิดปาก

แม้ยอมรับว่ามีข้อมูลรั่วไหลจริง แต่อ้างว่าเป็น “ความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง” ไม่มีการรับผิดชอบในขอบข่ายของผู้จัดทำและเก็บรักษา เป็นการผลักความผิดไปให้กับผู้ชี้เบาะแส ตักเตือน อย่างดื้อๆ ด้านๆ เสียงั้น

(https://x.com/thestandardth/status/2044009467457446232 และ https://x.com/SenateNorasate/status/2044009195201233300)

ความหวังที่ริบหรี่ ? เริ่มมีข่าวของความหวังยุติสงครามอิหร่านออกมาแล้ว มีคนโพสต์ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้จะสำเร็จแล้ว หลังจากที่อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอขอระงับโครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นระยะเวลา 5 ปี (อเมริกาขอ 20 ปี) ผู้โพสต์อาจจะด่วนสรุป) แต่ตลาดหุ้นสหรัฐมองในแง่ดี หุ้นขึ้น






ข้อเสนอ "5 ปี"

เป็นความจริงที่อิหร่านได้หยิบยกข้อเสนอเรื่องการระงับโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของตนเป็นเวลา 5 ปีขึ้นมาพิจารณา โดยข้อเสนอนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดที่กรุงอิสลามาบัดซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังคงเป็นเพียง "จุดติดขัด" ในการเจรจา มากกว่าที่จะเป็นข้อตกลงที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว:

ความเห็นที่แตกต่าง: มีรายงานว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์กำลังผลักดันให้มีการระงับโครงการเป็นระยะเวลานานกว่านั้นมาก คือ 20 ปี หรือไม่ก็ให้มีการยุติความมุ่งมั่นในการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อการทหารอย่างถาวร

การตรวจสอบยืนยัน: อุปสรรคสำคัญที่ยังคงอยู่คือวิธีการตรวจสอบยืนยันว่าการระงับโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยสหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการตรวจสอบแบบ "เจาะลึกและเข้มงวด" (intrusive inspections) ซึ่งเป็นสิ่งที่อิหร่านเคยต่อต้านมาโดยตลอดในอดีต

โอกาสในตลาดและการ "พุ่งขึ้น" ของตัวเลขคาดการณ์

แม้ว่าตลาดการคาดการณ์และ "โอกาส" ทางภูมิรัฐศาสตร์จะพุ่งสูงขึ้นจริง—โดยบางแห่งแตะระดับ 70-75%—แต่ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงสถานการณ์การหยุดยิงเป็นเวลาสองสัปดาห์ที่กำลังมีผลบังคับใช้ในขณะนี้ (เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน) มากกว่าที่จะสะท้อนถึงการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

มุมมองเชิงบวก (Bullish Case): ตลาดกำลังตอบรับในเชิงบวกต่อข้อเท็จจริงที่ว่า การสู้รบครั้งใหญ่ภายใต้ปฏิบัติการ "Epic Fury" ได้หยุดชะงักลงชั่วคราว และช่องแคบฮอร์มุซเริ่มแสดงสัญญาณว่าจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง

ความเสี่ยง: รองประธานาธิบดี JD Vance ได้เดินทางออกจากกรุงอิสลามาบัดเมื่อวันจันทร์ โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นที่ "ห่างไกลกันอย่างสิ้นเชิง" ในรายละเอียดระยะยาว หากการหยุดยิงสิ้นสุดลงโดยไม่มีการขยายเวลาหรือกำหนดกรอบข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ความผันผวนในตลาดอาจกลับมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

สถานะปัจจุบันของความขัดแย้ง

การหยุดยิง: ขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการพักรบชั่วคราว ภายหลังจากที่ต้องเผชิญกับการปฏิบัติการทางทหารอันดุเดือดมาเป็นเวลา 38 วัน

ข้อเรียกร้องหลัก: สหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร และให้ยุติการให้เงินสนับสนุนแก่กองกำลังตัวแทน (proxy forces) อย่างสิ้นเชิง ในขณะที่อิหร่านเรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด รวมถึงเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับ "ความเสียหายจากสงคราม"

บทสรุป: ขณะนี้เรากำลังอยู่ใน "ช่วงเวลาแห่งการลดระดับความตึงเครียด" ข้อเสนอระยะเวลา 5 ปีถือเป็นความเคลื่อนไหวทางการทูตที่มีนัยสำคัญ แต่การระบุว่าข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว "เกือบยืนยันแล้ว" เป็นการมองข้ามช่องว่างอันมหาศาลระหว่างการพักยุติชั่วคราวเป็นเวลา 5 ปี กับข้อกำหนดระยะเวลา 20 ปีที่ทำเนียบขาวกำลังส่งสัญญาณอยู่ในขณะนี้



 

ประเทศนี้ไม่ได้ขาด “คำถาม” แต่กำลังขาด “พื้นที่ให้ถาม” แค่สงสัยว่า “ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อรั่วหรือไม่?” คำถามยังไม่ทันได้คำตอบ คนถาม…กลายเป็นจำเลยไปแล้ว


Pathompong Wongsiriwat
4 hours ago
·
ประเทศนี้ไม่ได้ขาด “คำถาม”
แต่กำลังขาด “พื้นที่ให้ถาม”

แค่สงสัยว่า
“ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อรั่วหรือไม่?”
คำถามยังไม่ทันได้คำตอบ
คนถาม…กลายเป็นจำเลยไปแล้ว

นี่ไม่ใช่การปกป้องความจริง
แต่มันคือการ “ปกป้องอำนาจ”
SLAPP ไม่ได้ฆ่าความจริงตรงๆ
แต่มันฆ่าคนที่พยายามจะพูดความจริง

ฟ้องให้เหนื่อย
ฟ้องให้จน
ฟ้องให้กลัว
จนสุดท้าย…ไม่มีใครอยากพูดอะไรอีก

แล้วความเงียบก็จะถูกเรียกว่า “ความสงบ”
ประเทศนี้เลยดูปกติดี
เพราะเสียงที่ควรจะดัง…ถูกทำให้หายไปหมดแล้ว
วันนี้ คนตั้งคำถามโดนฟ้อง
พรุ่งนี้ คนตั้งคำถามจะหายไปเอง

และวันนั้น
เราไม่ต้องมี SLAPP STATE หรอก
เพราะเราจะได้ “Silent State”
ประเทศที่ไม่มีใครพูดความจริงอีกต่อไป

https://www.facebook.com/photo/?fbid=967442562893058&set=gm.2090358911557932&idorvanity=624624994798005




อย่าลืมเพื่อนเรา... วันที่ 14 เม.ย. ของทุกปี นอกจากประเทศไทยจะอยู่ในบรรยากาศแห่งความสนุกสนานของช่วงสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันที่รัฐบาลกำหนดให้เป็น “วันครอบครัว” มาตั้งแต่ปี 2533 อีกด้วย จากการสำรวจครอบครัวของนักโทษการเมืองในปัจจุบัน พบว่ามีเด็กที่อยู่ในวัยเรียนถึง 20 คน ไม่ได้มีโอกาสใช้เวลาอยู่กับพ่อหรือแม่ของเขา


Freedom Bridge
16 hours ago
·
วันที่ 14 เม.ย. ของทุกปี นอกจากประเทศไทยจะอยู่ในบรรยากาศแห่งความสนุกสนานของช่วงสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันที่รัฐบาลกำหนดให้เป็น “วันครอบครัว” มาตั้งแต่ปี 2533 อีกด้วย เพราะตรงกับช่วงวันหยุดยาวที่ทุกคนมักเดินทางกลับภูมิลำเนามาเยี่ยมญาติพี่น้อง ทำให้หลายครอบครัวมักจะได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในช่วงนี้
.
จากการสำรวจครอบครัวของนักโทษการเมืองในปัจจุบัน พบว่ามีเด็กที่อยู่ในวัยเรียนทุกระดับชั้นถึง 20 คน ไม่ได้มีโอกาสใช้เวลาอยู่กับพ่อหรือแม่ของเขา โดยมีผู้ต้องขังถึง 13 คนที่เป็นพ่อ-หัวหน้าครอบครัว และมีแม่อีก 1 คน โดยในบางครอบครัวนั้นพลาดโอกาสที่จะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาเข้าปีที่ 3 แล้ว
.
เด็กเล็กในวัยอนุบาล 11 คน จาก 9 ครอบครัว ได้เจอกับพ่อของพวกเขานานๆที ไม่ใช่ตามเทศกาลสำคัญแต่เป็นตามวันที่แม่หรือครอบครัวของพวกเขาสะดวกที่จะพาไปยังเรือนจำ โดยเด็กที่เล็กที่สุดในขณะนี้เป็นเด็กทารกที่เพิ่งคลอดไม่นาน อายุเพียง 2 เดือนเท่านั้น ในระยะเวลาที่ผ่านมาเราพยายามสนับสนุนครอบครัวที่มีเด็กทารกหรือเด็กวัยอนุบาลด้วยผ้าอ้อมสำเร็จรูปและนม เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพราะเข้าใจถึงความยากลำบากของการต้องทำงานหาเลี้ยงชีพและเลี้ยงลูกไปพร้อมๆกันของหลายๆครอบครัว
.
เด็กๆ อีก 8 คน เป็นเด็กๆในชั้นประถม-มัธยม 4 คน และเด็กมหาวิทยาลัยอีก 4 คน แม้พวกเขาอยู่ในวัยที่ช่วยเหลือตนเองได้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังต้องการอยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ในหลายๆครอบครัวที่เด็กๆ สนิทกับพ่อหรือแม่ของพวกเขามากๆ แม้เด็กๆอยู่ในวัยที่จะเริ่มมีอารมณ์และความต้องการที่ซับซ้อนขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แต่พวกเขายังต้องการมีที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้อย่างพ่อหรือแม่อยู่เคียงข้าง ความรู้สึก “ขาด” คนสำคัญไปยังแวะเวียนมาทักทายพวกเขาอยู่เรื่อยๆ แม้บางครอบครัวไม่ได้อยู่ด้วยกันมาหลายปี
.
ครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันนานที่สุด คงจะเป็นครอบครัวของ “ยุทธนา” เขามีลูกถึง 4 คน แต่ยุทธนาถูกคุมขังตั้งแต่ลูกๆอายุ 10-12 ขวบ ทำให้เด็กๆไม่มีคนดูแลและต้องย้ายไปอยู่กับญาติไปเรื่อยๆ เนื่องจากภรรยาแยกทางกับเขาและภายหลังเสียชีวิต เด็กๆเติบโตขึ้นโดยการเลี้ยงดูของคนหลายคน แต่คงไม่มีใครเลี้ยงดูพวกเขาได้ดีไปกว่าพ่อกับแม่ หากแต่ยุทธนาไม่มีโอกาสนั้น และลูกๆของเขาก็อายุล่วงเข้า 23 แล้วในปีนี้
.
วันครอบครัวยังคงเป็นวันสำคัญสำหรับใครอีกหลายๆคน เป็นหมุดหมายในการกลับมาเจอกันของพ่อแม่ลูกหรือญาติพี่น้องที่ห่างหายกันไปตามภาระหน้าที่ในชีวิต ทุกครั้งที่บรรยากาศภายนอกเริ่มเข้าสู่ช่วงเทศกาลสำคัญ ผู้ต้องขังทางการเมืองก็รับรู้และมักนึกถึงลูกและการได้กลับไปเจอครอบครัวของพวกเขาด้วยเช่นกัน
.
จะดีแค่ไหนหากผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อสู้คดีในศาลอุทธณ์และฎีกาเช่นเดียวกับจำเลยในคดีอาญาประเภทอื่นๆ ด้วยหลักคิดสำคัญอย่างการ “สันนิฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” เพื่อไม่ให้ต้องมี “ลูก” หรือ “พ่อแม่” คนใด โดดเดี่ยวและเคว้งคว้างในวันที่ทุกคนควรได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้า
—--
ร่วมประคับประคองครอบครัวของผู้ต้องขังทางการเมือง จนกว่าวันที่พวกเขาจะได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้า
—--
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขบัญชี 800-9-71446-2
ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม
.
ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิต
สามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand
(เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกา สามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122194738478383831&set=a.122096401838383831







https://www.facebook.com/Thalugaz/posts/pfbid02pch1gzFVrihtkdYodkwoVGTTexHcXocpZj3TzJm2bCEHnxjAAScsBP91f5CbdvTDl

ทะลุแก๊ซ - Thalugaz 
4 hours ago
·
14 เม.ย. 69 สาดความหวังวันสงกรานต์ เพื่อส่งกำลังใจให้ประชาชนที่ยังคงต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และเติมความหวังให้เพื่อนในเรือนจำ
มวลชนร่วมกันวางดอกไม้และจุดเทียนรำลึก 1 ปี 11 เดือน ที่ “บุ้ง เนติพร” จากไป หลังอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัวประชาชนและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
#สงกรานต์
#สงกรานต์2569
#ปล่อยเพื่อนเรา
#บุ้งเนติพร




โมเดลวัดญี่ปุ่น บริหารเหมือนระบบบริษัท และมีผู้สอบบัญชีภายนอก มาตรวจ /โดย ลงทุนแมน


ลงทุนแมน

14 hours ago
·
โมเดลวัดญี่ปุ่น บริหารเหมือนระบบบริษัท และมีผู้สอบบัญชีภายนอก มาตรวจ /โดย ลงทุนแมน
(The English version is below.)

หากพูดถึง “วัด” แน่นอนว่าคงเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่คนไทยนิยมบริจาคหรือถวายเงินให้มากที่สุด
แล้วหากถามว่า “วัดไทย” เป็นพุทธพาณิชย์ไหม ? ถ้ามองแบบผิวเผินก็คงจะไม่ใช่

เพราะรายได้ของวัด ก็มาจากจิตศรัทธาของสาธุชน ที่ตั้งใจถวายเงินหรือปัจจัยให้กับพระ โดยไม่มีเจตนาที่จะจำหน่ายสินค้าเพื่อหารายได้แต่อย่างใด

แต่รู้หรือไม่ว่า สำหรับประเทศญี่ปุ่น สถานที่สำคัญทางศาสนา อย่างวัดและศาลเจ้านั้น คล้าย ๆ กับพุทธพาณิชย์ และสามารถประกอบธุรกิจอื่นเพื่อจุนเจือวัดได้

แล้วโมเดลธุรกิจศาสนสถานของญี่ปุ่นนั้น มีความน่าสนใจอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ต้องบอกว่า ไทยกับญี่ปุ่น นับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักเหมือนกัน แต่มีนิกายหลักที่ไม่เหมือนกัน

โดยของญี่ปุ่น เป็นพุทธศาสนานิกายมหายาน
ส่วนของไทย เป็นพุทธศาสนานิกายเถรวาท

ทั้ง 2 นิกาย ก็มีธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกัน อย่างของไทยที่เป็นนิกายเถรวาท ก็เป็นนิกายที่ยึดหลักพระธรรมคำสอน ของวิถีพุทธแบบดั้งเดิม

พระสงฆ์ที่บวชในนิกายนี้ จะต้องทำตามระเบียบวินัย หรือกฎของสงฆ์อย่างเคร่งครัด และเป้าหมายสูงสุดของนิกายเถรวาท คือการละซึ่งทางโลกเพื่อบรรลุสู่นิพพาน

เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้พุทธศาสนานิกายเถรวาท ก็ยังมีขนบธรรมเนียมในรูปแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา อย่างการนั่งสมาธิภาวนา ไปจนถึงการทำบุญตักบาตร
พระในนิกายนี้ จะถือครองสมณเพศ โดยต้องละซึ่งอาชีพทางโลก และทำมาหากินโดยประกอบอาชีพอื่นไม่ได้

ส่วนของญี่ปุ่น จะเป็นพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งพุทธนิกายเซน ก็เป็นส่วนหนึ่งของนิกายนี้

นิกายมหายาน จะมีกฎหรือข้อปฏิบัติของพระสงฆ์ที่ยืดหยุ่นกว่า โดยพระสงฆ์สามารถใช้ชีวิตเหมือนกับปุถุชนคนทั่วไปได้ เช่น รับประทานอาหารหลังเที่ยงได้ ประกอบอาชีพเสริม หรือมีครอบครัวได้

ขอเพียงแต่ว่าในทุก ๆ วัน พระจะต้องมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักบวช ปฏิบัติตามกิจวัตรอย่างเคร่งครัด เช่น ปฏิบัติสมาธิ สวดมนต์ หรือทำพิธีกรรม เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจให้กับปุถุชนคนทั่วไป

นอกจากนี้ พระที่วัดในญี่ปุ่น จะไม่มีการออกบิณฑบาตในทุกเช้า นั่นก็เพราะสภาพสังคมในญี่ปุ่น มองว่าการออกบิณฑบาตของพระหรือนักบวชนั้น เป็นการรบกวนผู้อื่น

แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ก็ยังสามารถจัดอาหารมาถวายพระ หรือสามารถบริจาคเงินให้กับพระภายในวัดได้

เมื่อเป็นแบบนี้ เราก็จะเห็นได้ว่า

- วัดไทย ตั้งอยู่เพื่อค้ำจุนศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ และขนบธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด จึงไม่มีความเป็นพุทธพาณิชย์

- วัดญี่ปุ่น ตั้งอยู่เพื่อค้ำจุนศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่แม้จะมีขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติต่อกันมา แต่วัดก็ยังสามารถประกอบธุรกิจ หรือขายสินค้าทางศาสนาได้

ซึ่งโมเดลพุทธพาณิชย์ในแบบวัดญี่ปุ่น อธิบายง่าย ๆ ก็จะคล้ายกับรูปแบบบริษัท คือจะมีบุคลากรภายในของวัด หรือที่เรียกว่า “โชคุอิน” ที่จะมีตั้งแต่ระดับผู้บริหาร อย่างเจ้าอาวาสของวัด ไปจนถึงพระสงฆ์ และเจ้าหน้าที่ภายในวัดที่ไม่ได้บวช คอยทำหน้าที่ต่าง ๆ ภายในวัด

และบุคลากรของวัด ก็เหมือนเป็นพนักงานบริษัท ที่พระสงฆ์ทุกรูป และเจ้าหน้าที่ที่เป็นฆราวาส จะได้รับเงินเดือนที่มาจากรายได้ของวัด

วัดญี่ปุ่น นอกจากจะเป็นที่พึ่งทางจิตใจ ของคนในชุมชนหรือในหมู่บ้านแล้ว วัดยังต้องทำหน้าที่หารายได้ต่าง ๆ เพื่อมาจุนเจือตัวเอง โดยไม่มีรัฐบาลคอยสนับสนุน

ซึ่งรายได้ต่าง ๆ ที่เข้ามาจุนเจือก็จะมีหลากหลายทาง ยกตัวอย่างเช่น

- การขายสินค้าเกี่ยวกับศาสนา เช่น เครื่องรางให้โชค แผ่นไม้ขอพร ให้กับนักท่องเที่ยวหรือคนในพื้นที่ ในราคาที่บอกอย่างชัดเจนและตายตัว อย่างเครื่องรางให้โชค ก็มีราคาตั้งแต่ 500 เยน, 1,000 เยน หรือ 2,000 เยน ขึ้นอยู่กับความขลัง และความยากของโชคชะตา

- รับจ้างทำพิธีต่าง ๆ อย่างเช่น งานการกุศล หรืองานศพ

- ทำธุรกิจสุจริต อย่างเช่น ให้เช่าสถานที่เพื่อจัดพิธีแต่งงาน ธุรกิจให้เช่าเครื่องแต่งกาย ธุรกิจโรงแรม
หรือธุรกิจสอนศิลปะต่าง ๆ ตามขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่น อย่างการชงชา จัดดอกไม้ หรือการคัดลายมือ

และรายได้หลักอีกทางคือ เงินบริจาค ที่อาจจะมีผู้คนในชุมชน ที่มีจิตศรัทธาเข้ามาบริจาค เพื่ออนุรักษ์สถานที่อันเก่าแก่ของวัดไว้

ต้องบอกว่านอกจากวัดในญี่ปุ่นแล้ว ศาลเจ้าต่าง ๆ ของญี่ปุ่น ที่เป็นศาสนสถานสำคัญของศาสนาชินโต ศาสนาหลักอีกศาสนาหนึ่งของญี่ปุ่น ก็หารายได้จากรูปแบบนี้เช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่า วัด และศาลเจ้าญี่ปุ่น เป็นองค์กรศาสนา ที่มีการดำเนินงานคล้ายคลึงกับรูปแบบบริษัท
แต่จริง ๆ แล้ว วัด และศาลเจ้าญี่ปุ่น จะไม่แสวงหาผลกำไร โดยจะเน้นนำรายได้นั้น ไปทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

ยกตัวอย่างเช่น การทำนุบำรุงสถานที่ต่าง ๆ ภายในศาสนสถาน อย่างเจดีย์ หอระฆัง อาคารที่พัก
หรือแม้กระทั่ง ต้นไม้ ทางเดิน หรือแหล่งน้ำภายใน ให้ดูใหม่และสะอาดน่ามอง

หรือการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนรอบ ๆ อย่างเช่น ดูแลห้องสมุดประจำชุมชน ดูแลงานศิลปะของเมือง และปรับปรุงสถานที่สำคัญของชุมชนนั้น ๆ

ทีนี้ ก็มาถึงคำถามสำคัญว่า รูปแบบการเสียภาษีของวัดในญี่ปุ่น แตกต่างจากวัดในประเทศไทยอย่างไร ?

ต้องบอกว่า บริบทของศาสนาในประเทศญี่ปุ่นคือ รัฐบาลจะไม่มีการค้ำจุนศาสนาใด เป็นศาสนาประจำชาติมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้เงินเดือนของบุคลากรภายในวัด อย่างพระสงฆ์ หรือพนักงานภายในนั้น จะไม่มีสิทธิพิเศษ คือจะต้องนำรายได้ไปยื่นแบบภาษีทั้งหมด

ต่างกับของประเทศไทยที่รัฐบาลจะค้ำจุนศาสนาพุทธนิกายเถรวาท เป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นสถาบันหลักของคนไทยอีกสถาบันหนึ่ง

เมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้เงินนิตยภัต ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายประจำทุกเดือนให้กับพระชั้นผู้ใหญ่ อย่างเช่น เจ้าอาวาส หรือเจ้าคณะนั้น ไม่ต้องนำไปยื่นภาษี
เพราะถือว่าเงินนิตยภัตนี้ มีเจตนาเพื่อศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาหลักประจำชาติ

และเงินนิตยภัตที่ให้กับพระ ก็เป็นเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากมหาเถรสมาคม องค์กรของรัฐ ที่ดูแลพระพุทธศาสนาในประเทศไทยนั่นเอง

นอกจากนี้ พระสงฆ์และพระลูกวัด ที่ได้รับเงินจากการบิณฑบาต และมีญาติโยมถวายเงินใส่ซองให้
เงินส่วนนี้ ก็ไม่ต้องนำมาคิดภาษีเงินได้ เพราะถือเป็นเงินที่มาจากเจตนาเพื่อศาสนา

ดังนั้นในส่วนของรายได้ของพระสงฆ์ไทย ที่จะต้องนำไปยื่นภาษี ก็คือรายได้ที่มาจากส่วนอื่น ที่ไม่ได้มีเจตนาเพื่อศาสนา เช่น เงินเดือนค่านิมนต์พระไปสอนประจำโรงเรียน หรือเป็นวิทยากรให้กับบริษัทเอกชน นั่นเอง

ทีนี้เรามาดูในส่วนของภาษีนิติบุคคลของวัดและศาลเจ้าในญี่ปุ่น โดยแบ่งได้เป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกคือ ส่วนที่เป็นรายได้ไม่แสวงหาผลกำไร นั่นคือ รายได้จากธุรกิจที่มีเจตนาเพื่อศาสนา เช่น
- การแจกจ่ายเครื่องราง ของขลัง หรือคำทำนายโชคชะตา
- การให้เช่าที่ดินเพื่อฝังศพ
- การจัดงานแต่งงานหรือพิธีศพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางศาสนา
- การบริหารจัดการที่พักแบบเรียบง่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนา

ถ้าวัดมีรายได้จากส่วนนี้ ก็ไม่ต้องนำมาเสียภาษีนิติบุคคล เพราะถือเป็นรายได้ จากกิจกรรมที่อุทิศให้กับศาสนา

และถ้าหากรายได้ของวัด หักต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้วไหลลงเป็นกำไรบ้าง ก็ให้ถือว่ากำไรนั้น มีเจตนาเพื่อการบริจาคให้กับวัดและศาสนา ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีเช่นเดียวกัน

ส่วนที่สองคือ ส่วนที่หวังกำไรจากธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจให้เช่าเครื่องแต่งกาย ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจสอนศิลปะต่าง ๆ

ส่วนนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนา ดังนั้น เมื่อมีรายได้และกำไร ก็จะถูกนำมาคิดภาษีเงินได้นิติบุคคล

ซึ่งรูปแบบการจัดเก็บภาษีแบบนี้ ก็มีลักษณะที่คล้ายกับวัดไทย ที่มีรายได้เข้าวัด มาจากเงินถวายพระ เงินบริจาค ใบอนุโมทนาบุญ รวมถึงเงินที่ได้จากกิจนิมนต์ตามวิถีสังคม อย่างงานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน หรืองานศพ
เงินได้เหล่านี้ ก็ไม่ต้องนำมาเสียภาษีนิติบุคคลเช่นเดียวกัน

นอกจากโครงสร้างธุรกิจ และโครงสร้างภาษี ของพุทธพาณิชย์แบบญี่ปุ่นที่ชัดเจนแล้ว
วัดญี่ปุ่น ก็ยังมีระบบการตรวจสอบบัญชีอย่างเข้มงวดและเป็นระบบ ทั้งรายได้จากการขายสินค้า ทำธุรกิจ รวมถึงยอดเงินบริจาค

โดยวัดขนาดเล็ก จะมีผู้ตรวจสอบภายใน ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการซึ่งเป็นคนในชุมชน

ส่วนวัดขนาดใหญ่ อย่างเช่น วัดเซ็นโซจิ หรือวัดอาซากุสะ ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น
จะต้องได้รับการตรวจสอบ โดยผู้สอบบัญชีจากภายนอก ที่ได้รับใบอนุญาต CPA เข้ามาตรวจสอบและลงนามด้วย

ซึ่งต้องบอกว่า วัดขนาดใหญ่บางแห่ง ก็จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากการทำธุรกิจวัด อย่างเช่น ยอดขายเครื่องราง หรือยอดเงินค่าบริจาคต่าง ๆ ให้ประชาชนได้รับรู้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ ก็คือภาพรวมของพุทธพาณิชย์ หรือธุรกิจวัดและศาลเจ้าในญี่ปุ่น
ที่มีการขายสินค้าของศาสนา ด้วยราคาบุญที่ชัดเจน สามารถนำพื้นที่วัดไปทำธุรกิจอื่น ๆ เพื่อหาเงินเข้าวัดได้ แต่ต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง

โดยรายได้ทั้งหมดนี้ ก็นำมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับเจ้าอาวาส นักบวช หรือพนักงานภายใน
แถมยังนำรายได้ไปพัฒนาชุมชน พัฒนาเมือง
และที่สำคัญ วัดและศาลเจ้าญี่ปุ่น ก็ได้รับการตรวจสอบบัญชีอย่างเข้มงวดและเป็นระบบ..


(The English version is below.)
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1506094237554243&set=a.743898923773782




The Reporters TV ชวนคุยปมร้อนจากคดีสส.กมลศักดิ์-คำพูดปิดไมค์ แม่ทัพภาคที่ 4


ชวนคุยปมร้อนจากคดีสส.กมลศักดิ์-คำพูดปิดไมค์ แม่ทัพภาคที่ 4

The Reporters TV

Streamed live 11 hours ago

ชวนคุยปมร้อนจากคดีสส.กมลศักดิ์-คำพูดปิดไมค์ แม่ทัพภาคที่ 4

https://www.youtube.com/watch?v=KQS6HzUim54





ฐปณีย์ เอียดศรีไชย เล่าให้ฟัง "นี่คือสิ่งที่ฉันได้รับหลังการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 !!!"

https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/posts/27086534840939737

Thapanee Eadsrichai 
15 hours ago
·
นี่คือสิ่งที่ฉันได้รับหลังการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 !!!
นักข่าวโจร บ้างหล่ะ !! โฆษก BRN บ้างหล่ะ !!
ท่านคิดว่าเพจเหล่านี้จะเป็นเพจข่าวหรือเพจคนทั่วไปจริงเหรอคะ เพราะหลังแถลงข่าวจบไม่นาน เรายังเขียนข่าวที่แถลงยังไม่หมดเลย เพจเหล่านี้ก็ทำภาพกราฟิคเขียนข้อความใส่ร้ายเราได้รวดเร็วมาก และเป็นข้อความที่ไปในทิศทางเดียวกันหมด แล้วขึ้นมาเต็มฟีดแบบพร้อมเพรียงกัน
แน่นอนว่าเราทราบกันดีแล้วว่า เพจเหล่านี้เป็นเพจ IO และทำข้อความเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อปฏิบัติการข่าวสาร และไม่ใช่ครั้งแรกที่แยมเจอเรื่องแบบนี้ จริงๆเราเป็นผู้มาก่อนกาล ถูกปฏิบัติการ IO เล่นงานมาตั้งแต่ข่าวที่เคยใช้คำว่า ปาตานี มารายงานข่าวครั้งแรก เมื่อครั้งรัฐบาลไทยเริ่มพูดคุยสันติภาพกับกลุ่ม มาราปาตานี เมื่อ 10 กว่าปีก่อน และหนักๆก็ช่วงทำข่าวโรฮิงญา จนกลายเป็นโรฮิงแยม ที่คนเกลียดชังทั้งประเทศมาแล้ว
นั่นทำให้เราเข้าใจปฏิบัติการข่าวสาร IO ได้อย่างลึกซึ้ง และรู้เท่าทันในการรับมือกับการโจมตี ใส่ร้ายป้ายสี ทั้งในการแก้ไขวิกฤตข่าวสาร และการรับมือกับสภาพจิตใจ ที่ไม่ปฏิเสธหรอก ใครเจอใส่ร้ายป้ายสีแบบนี้แล้วจะไม่รู้สึกหวั่นไหว
ถ้าท่านคิดว่าเพจที่มาใส่ร้ายกล่าวหาแยมอยู่นี้เป็นเพจจริง ที่มาจากความคิดเห็นของคนจริงๆ ท่านเข้าไปค้นหาในเพจได้เลย ว่ามีใครที่มีตัวตนจริงในเพจเหล่านี้บ้าง ส่วนใหญ่ก็เป็นเพจอวตาร ซึ่งถ้าจะให้สืบสวนสอบสวนเชิงลึก ค้นหากันไม่ยากเลยว่า เป็นฝีมือใคร !!
ที่ผ่านมาแยมเคยคิดจะฟ้องร้อง เพื่อลากตัวคนทำเพจเหล่านี้มาเปิดโปงว่า ใครอยู่เบื้องหลัง แต่ด้วยงานข่าวที่มามากมาย เลยไม่มีเวลาที่จะดำเนินการทางกฏหมาย เคยคิดจะทำหลายครั้ง แต่ไม่มีเวลาจริงๆ
และอีกเหตุผล เราก็เห็นตัวอย่างที่หลายคนเคยฟ้องร้องปฏิบัติการ IO ก็เห็นกันอยู่ว่าสุดท้ายก็สาวไปไม่ถึงผู้อยู่เบื้องหลัง ที่เราก็รู้ว่าใคร !!!
สำหรับเราไม่ได้หวั่นไหวใดๆ กับการมากล่าวหาเป็นโฆษก BRN เพราะความจริงใครที่ติดตามข่าวแยมมายาวนาน ก็รู้ว่า แยมเป็นนักข่าวแบบไหน คงไม่ต้องมาอธิบายกันในชั้นนี้ แต่อยากชวนทุกท่านคิดแบบนี้ค่ะ
เราจะปล่อยให้ปฏิบัติการ IO และสงครามข่าวสารแบบนี้ เติบโตในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จริงเหรอ !!
เราจะปล่อยให้ปฏิบัติการ IO ที่ใช้เงินภาษีของประชาชน มาทำร้ายประชาชน สร้างความแตกแยก สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนแบบนี้จริงเหรอ
และคำถามสำคัญคือ รัฐ ต้องการให้เกิดสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้จริงเหรอ !!!
แล้วใครกันแน่ที่ยุยง ปลุกปั่น สนับสนุนให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน ถ้าไม่ใช่รัฐ ที่กำลังผลักไส ให้ประชาชนและสื่อกลายเป็นฝ่ายตรงข้าม ทั้งๆที่เราไม่เคยพูดหรือกระทำการอย่างที่ถูกกล่าวหาเลย
ในฐานะนักข่าวที่ทำข่าวในพื้นที่ความขัดแย้ง และกระบวนการสันติภาพ หลักการสำคัญของแยมในการทำข่าวคือการเป็น Peace Media ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดแนวทางในการทำข่าวในรายการ ข่าว 3 มิติ และใน The Reporters เรามีหลักการของการเป็น สื่อเพื่อสันติภาพ
- สื่อเพื่อสันติภาพ - Peace Media
ในหลักการของเราคืออะไร คือการเป็นพื้นที่กลางให้คู่ขัดแย้งได้มาสื่อสาร ถกเถียง เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้สองฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น และนำเสนอปัญหา เพื่อหาทางออกร่วมกัน
การทำงานของเราในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เอาเฉพาะที่ทำข่าว 3 มิติมา 18 ปี เราไม่ใช่แค่ทำข่าว แต่ได้ศึกษาหาความรู้ เพื่อหาให้ได้ว่าที่มาของปัญหาคืออะไร จนเราพบว่า มากไปกว่าอุดมการณ์ความคิดแบ่งแยกดินแดน คือการไม่ได้รับความยุติธรรม การถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การถูกกดทับให้ไร้ตัวตน การไม่ยอมรับในอัตลักษณ์​ภาษา วัฒนธรรมการแต่งกาย หรือแม้แต่ว่าคำว่า ปาตานี
ในฐานะสื่อเราทำอะไรมาบ้าง เราเปิดพื้นที่ให้กลุ่มเยาวชน ประชาชนที่อยากให้สังคมไทยเข้าใจว่าพวกเขามีอัตลักษณ์ตัวตน การได้ภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ ในประวัติศาสตร์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือการได้รับความยุติธรรม รวมถึงการสัมภาษณ์แกนนำ BRN ก็เพื่อให้รู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร และอะไรบ้างที่จะนำไปสู่สันติภาพได้อย่างแท้จริง นั่นคือหน้าที่นักข่าว ไม่ใช่โฆษกใคร !!
ในขณะเดียวกันไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐที่สูญเสีย พี่น้องชาวพุทธ เราก็เป็นนักข่าวคนแรกที่ทำให้เสียงของพี่น้องชาวพุทธ ที่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในสามจังหวัดให้เสียงดังขึ้นมา จนกลายเป็นเครือข่ายชาวพุทธชายแดนได้ เราก็ทำข่าวเพื่อให้เห็นว่า ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก เราตามข่าวกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ เพราะเชื่อว่า สุดท้ายทุกความขัดแย้งจบที่การเจรจา !!
จริงๆมีอีกหลายเหตุผลที่ต้องอธิบาย แต่มันคงยาวเกินไปในโอกาสนี้ที่อยากจะชวนทุกท่านคิดว่า เราจะยอมรับแนวทางการจัดการความขัดแย้งแบบนี้จริงเหรอคะ
ซึ่งในการแถลงข่าวของท่านแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อวานนี้ เราก็ทำหน้าที่นักข่าวในการตั้งคำถาม ซึ่งเป็นคำถามที่ธรรมดามากๆ เพราะมาจากการตั้งคำถามของ สส.และประชาชนที่ไม่เชื่อมั่นในการดำเนินคดี สส.กมลศักดิ์ และคำถามที่ถามว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับความมั่นคงหรือกองทัพหรือไม่ เป็นคำถามที่ดีกับกองทัพเสียด้วยซ้ำ เพื่อสร้างความกระจ่างกับประชาชนว่าไม่เกี่ยวจริงๆ
แต่ท่านเลือกปิดไมค์ที่จะตอบคำถาม และท่านก็พูดคำนั้นมาเองว่า "ถ้าเป็นผมทำ คงไม่ปล่อยให้รอดแน่นอน" จนกลายเป็นประเด็นคำถามของสังคมตามมา
ส่วนที่ท่านและเพจ IO กล่าวหาว่า ทำไม่สื่อไม่ไปทำข่าวปลัด ทหารที่ถูกยิง เราได้ตอบในการแถลงข่าวไปแล้วด้วยว่า เราให้ความสำคัญกับทุกชีวิตที่สูญเสียจากความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่คดียิง สส.กมลศักดิ์ เป็นสิ่งสะท้อนสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐและกระบวนการสันติภาพ ท่านแม่ทัพในฐานะผู้นำองค์กรที่ดูแลความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหน้าที่โดยตรงที่ต้องค้นหาความจริง และตอบคำถาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนค่ะ
จริงๆสิ่งที่ท่านตอบก็ดีมากๆ ที่ทำให้ประชาชนได้ยินได้ฟังว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพ ซึ่งถ้าหากกองทัพเสนอข่าวประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้คนก็จะเข้าใจ
แต่การให้ปฏิบัติการ IO มาเล่นงานโจมตีสื่อ และประชาชนเหมือนที่ทำมาตลอดนั้น มันสวนทางกับแนวนโยบายของรัฐที่ต้องการเห็นสันติสุข และสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีคำถามตามมาดังๆจากหลายฝ่ายว่า ผู้นำองค์กรที่ต้องการเห็นสันติสุขและสันติภาพที่แท้จริง ต้องเป็นแบบไหน !!
ส่วนตำแหน่งที่ IO มอบบหมายให้เป็น โฆษก BRN นั้น จริงๆต้องถามไปที่ BRN บ้างเหมือนกันว่า ใช่เหรอ พวกคุณเคยแต่งตั้ง ฐปณีย์ เหรอ !! ซึ่งแน่นอนว่า มันไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ แล้วใครล่ะที่แต่งตั้งให้ ซึ่งเป็นใครอยากรู้จริงๆค่ะ
และสุดท้ายวิธีการใส่ร้ายป้ายสีด้วยปฏิบัติการข่าวสาร IO มันคือการ #ปิดปากสื่อ ด้วยกระสุนคีย์บอร์ด ที่สุดท้ายแล้ว เราไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งอาจจะกลายเป็น #กระสุนจริง แบบที่ สส.กมลศักดิ์ เจอมาแล้วก็ได้ เพราะในชีวิตนักข่าวเราก็เคยเจอแบบนี้มาแล้วถึงขั้นการจ้างมือปืน ตั้งค่าหัว หมายเอาชีวิตกันมาแล้ว เพราะการปลิดชีวิต มันดีกว่าแค่ ปิดปาก อย่างแน่นอน
เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้จริงเหรอ ชวนมาคิดกันอย่างมีเหตุมีผลค่ะ
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย
14 เมษายน 2569




ปมแม่ทัพภาค 4 ไม่ใช่เวลามายันว่า “มืออาชีพ” ไม่ปล่อยให้รอด แต่ “ทหารอาชีพ” ต้องย้ำว่าเป้าหมายไม่ใช่ “พลเรือน”


บัส เทวฤทธิ์
5 hours ago
·
[ ปมแม่ทัพภาค 4 ไม่ใช่เวลามายันว่า “มืออาชีพ” ไม่ปล่อยให้รอด แต่ “ทหารอาชีพ” ต้องย้ำว่าเป้าหมายไม่ใช่ “พลเรือน” ]
.
เหตุการณ์ลอบยิงกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ และผู้ติดตาม นอกจากจะเป็นอาชญากรรมอุกอาจในพื้นที่เปราะบางอย่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังกลายเป็นจุดปะทุที่เปลือยให้เห็นถึงปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ารถยนต์ของ กอ.รมน. ถูกนำมาใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุ
.
ในห้วงเวลาที่กองทัพควรเร่งพิสูจน์ความโปร่งใสเพื่อกอบกู้ศรัทธา พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 กลับหลุดประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นการเติมเชื้อความไม่ไว้วางใจกัน ผ่านความพยายามแสดงให้เห็นความบริสุทธิ์ใจที่ชี้แจงข้อสงสัยของสังคมประเด็นความเกี่ยวโยงกับกองทัพ ด้วยคำกล่าวแบบปิดไมค์ต่อสื่อมวลชนที่ว่า "ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ" และเมื่อถูกตั้งคำถามเพิ่มเติม ท่านได้ขยายความตรรกะนี้ผ่านสื่อว่า หากเป็นการกระทำของ "มืออาชีพ" ย่อมต้องบรรลุเป้าหมาย การที่เหยื่อรอดชีวิตจึงเป็นข้อสังเกตว่าอาจไม่ใช่ฝีมือทหาร พร้อมเตือนสังคมว่าอย่าด่วนโยนความผิดให้กองทัพ ซึ่งคำพูดลักษณะนี้นับได้ว่าเป็นการ "เติมเชื้อไฟ" อย่างชัดเจน
.
แม้สังคมจะเข้าใจเจตนาที่แม่ทัพภาคที่ 4 ต้องการปกป้ององค์กร แต่การเลือกใช้ "ความเป็นมืออาชีพในการสังหาร" มาเป็นเครื่องยืนยันความบริสุทธิ์ใจนั้น เป็นตรรกะที่บิดเบี้ยวและอันตรายอย่างยิ่ง วาทกรรมนี้ปลุกภาพจำอันเลวร้ายจากคดีวิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวลาหู่ เมื่อปี 2560 ที่อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 เคยกล่าวปกป้องลูกน้องในลักษณะเดียวกันว่า "ถ้าเป็นผมในเวลานั้นอาจจะกดออโต้ไปแล้ว"
.
การใช้สมมติฐานความรุนแรงมาเป็นเครื่องมือในการปฏิเสธความรับผิดชอบ สะท้อนถึงกรอบความคิดของผู้นำกองทัพบางส่วนที่มองว่าการประหัตประหารชีวิตมนุษย์เป็นเรื่องที่สามารถนำมาพูดจาเปรียบเปรยได้อย่างง่ายดาย คำชี้แจงที่ควรจะเป็นและไม่โหมกระพือความระแวงที่สุดควรจะเป็นการยืนยันจุดยืนว่ากองทัพจะไม่ก่อเหตุเช่นนี้อย่างเด็ดขาด เพราะเป้าหมายของกองทัพไม่ได้มีพันธกิจเพื่อสิ่งนั้น หาใช่การอ้างศักยภาพในการปลิดชีพ ซึ่งมีแต่จะตอกย้ำวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดให้ฝังรากลึกยิ่งขึ้น
.
กรณีของ "ชัยภูมิ ป่าแส" คือภาพแทนของนักต่อสู้ภาคประชาชนที่พยายามเรียกร้องสิทธิ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับกลไกอำนาจรัฐที่ไร้การตรวจสอบ ขณะที่กรณีของ "สส. กมลศักดิ์" ยกระดับความน่ากังวลขึ้นไปอีกขั้น เพราะนี่คือการคุกคามตัวแทนของราษฎร ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐในฝ่ายนิติบัญญัติ หากสวัสดิภาพของสมาชิกรัฐสภายังถูกสั่นคลอน และฝ่ายความมั่นคงตอบสนองด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรุนแรง ย่อมเกิดคำถามตามมาว่าแล้วประชาชนคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งอำนาจ จะเหลือหลักประกันความปลอดภัยใดในชีวิต
.
ผลกระทบจากกรอบความคิดอำนาจนิยมนี้ยังลุกลามไปถึงการคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชน เมื่อมีทรัพย์สินของราชการและอดีตบุคลากรของรัฐเข้าไปพัวพันกับคดีอุกฉกรรจ์ การที่สื่อมวลชนจะขุดคุ้ยและตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่สาธารณชนใคร่รู้ย่อมเป็นหน้าที่พื้นฐานตามวิชาชีพ แต่แทนที่กองทัพจะใช้คำถามเหล่านี้เป็น "โอกาส" ในการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ กลับกลายเป็นการส่งสัญญาณปรามสื่อ และปล่อยปละละเลยให้มีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เข้ามาโจมตีดิสเครดิตคนทำงานข่าว
.
แม้อาจมีสาธารณชนที่จะวิจารณ์การทำงานสื่อได้แน่นอน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการผสมโรงหรือปั่นและเบี่ยงกระแสแบบจงใจ การกระทำเช่นนี้สะท้อนความคับแคบในการยอมรับการตรวจสอบ และเป็นการทำลายฟันเฟืองสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เพราะสื่อมวลชนมีหน้าที่ตั้งคำถามแทนความสงสัยของสาธารณชน ไม่ใช่กระบอกเสียงที่ต้องคอยพยักหน้าตามรัฐเสมอไป
.
ซึ่งล่าสุดในกรณีนี้ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย หนึ่งในสื่อมวลชนที่ถูกปฏิบัติการข่าวสารในกรณีจังหวัดชายแดนใต้มากที่สุด ได้เริ่มทำการตอบโต้ด้วยการรวบรวมลิงค์ IO ที่ใส่ร้ายตนในช่วงนี้ โดยระบุว่าจะดำเนินการตามกฏหมายและยื่นหลายหน่วยงาน เพราะหลายเพจขณะนี้คุกคามรวมทั้งข่มขู่ถึงชีวิต ไม่ต่างจากกรณีของ สว. อังคณา นีละไพจิตร และสุณัย ผาสุข สองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคามไม่ต่างกันจากกรณีขัดแย้งไทย - กัมพูชา
.
ตราบใดที่รัฐยังล้มเหลวในการคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อสังคม และผู้นำหน่วยงานความมั่นคงยังไม่สามารถปรับทัศนคติให้เคารพต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานได้ ความหวาดระแวงระหว่างรัฐกับประชาชนก็ไม่อาจเลือนหาย สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้กุมอำนาจรัฐเรียนรู้ที่จะใช้ "ความโปร่งใสและหลักนิติรัฐ" และนิติธรรมตาม 1 ใน 3 เสาหลักที่รัฐบาลเพิ่งแถลงนโยบายไปเป็นเกราะป้องกันตัว ไม่ใช่วาทกรรมที่อิงอยู่บนความรุนแรง
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122188837958437811&set=a.122097843074437811



บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te
·11h
เมื่อเช้า แม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมผ่านทางรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand [ดู https://youtube.com/watch?v=sgpN8EFBgdA ] จากประเด็นสื่บเนื่องกรณีเหตุลอบยิง สส. กมลศักดิ์ (พรรคประชาชาติ)
.
โดยแม่ทัพภาค 4 อธิบายประเด็นที่พูดทำนองว่า หากทำจริงนั้นไม่ปล่อยให้รอดหรอก ซึ่งเขาขยายความว่า หากเป็นการกระทำของ "มืออาชีพ" จะต้องบรรลุเป้าหมาย การที่เป้าหมายไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลย ถือเป็นข้อสังเกตที่ต้องให้พนักงานสอบสวนไปหาข้อเท็จจริง พร้อมเตือนว่าอย่ามั่วหรือโยนความผิดให้ทหารโดยไร้หลักฐาน
.
ส่วนประเด็นรถทหารที่ใช้ก่อเหตุนั้น แม่ทัพภาค 4 ชี้แจงว่านายทหารผู้อนุญาตให้ยืมรถไปก่อเหตุนั้น ได้ออกมายอมรับผิดแล้ว และกำลังถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัยทหารอย่างเด็ดขาด
.
กรณีผู้ต้องสงสัยที่เป็นอดีตทหารเรือโดยเฉพาะจิ๊กซอว์สำคัญอย่าง เรือเอกวิโรจน์ นั้น แม่ทัพระบุว่าบุคคลดังกล่าวได้ออกจากราชการทหารไปนานกว่า 10-20 ปีแล้ว โดยคดีนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสวนขยายผลจากการจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เพิ่งจับกุมตัวได้เพิ่มเติม
.
ก็เข้าใจในเจตนาการตั้งข้อสังเกตของแม่ทัพว่ามันตั้งเป็นข้อสังเกตได้ ความเป็นมืออาชีพไม่มืออาชีพ แต่มันไม่ได้หมายความว่าหากเป็นมืออาชีพที่เป็นทหารที่มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองความมั่นคงของรัฐนั้นเมื่อหมายเอาชีวิตจะไม่ให้พลาด แต่แม่ทัพควรจะชี้ประเด็นไปว่าหากเป็นกองทัพจะไม่ก่อเหตุแบบนี้แน่นอน เพราะเป้าหมายของกองทัพไม่ใช่แบบนี้ สิ่งที่แม่ทัพพูดแม้เจตนาจะยืนยันความบริสุทธิ์ตัวเอง แต่อีกด้านมันกลายเป็นการส่งเสริมให้ความระแวงทั้งที่เคยมีเหตุให้ระแวงจริงๆในอดีตมันยิ่งตอกย้ำความระแวงนั้นครับ และอีกอย่างท่านปรามๆ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ไปเล่นงานพี่แยมด้วยก็ดี นักข่าวมีหน้าที่ถามประเด็นที่สาธารณชนสงสัยอยู่แล้ว ทั้งรถที่ก่อเหตุทั้งผู้สงสัยจะไม่ให้สังสัยได้อย่างไรครับ การถามคำถามเหล่านี้ อีกด้านมันช่วยให้ท่านได้ชี้แจงต่อสาธารณชนนั่นล่ะครับ แต่บังเอิญท่านชี้แจงแบบเติมเชื้อไฟนี่สิครับ
.....




ปีนี้ครบรอบ 10 ปี #MyFreedomDay วันแห่งการเคลื่อนไหวระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีนักเรียนเป็นแกนนำหลัก เพื่อมุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาทาสยุคใหม่และการค้ามนุษย์







https://x.com/cnnipr/status/2044085029282648223

MyFreedomDay มีจุดเริ่มต้นอย่างไร?

#MyFreedomDay คือวันแห่งการเคลื่อนไหวระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีนักเรียนเป็นแกนนำหลัก เพื่อมุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาทาสยุคใหม่และการค้ามนุษย์ วันนี้ถูกริเริ่มขึ้นในฐานะส่วนหนึ่งของ "CNN Freedom Project" ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพและเปิดตัวโดย CNN International ในปี 2011

การเคลื่อนไหวนี้มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างพลังให้แก่เยาวชน เพื่อให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนบทสนทนาและสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยจุดกำเนิดของโครงการมีความเชื่อมโยงกับการปรับเปลี่ยนแนวทางทำงาน จากรูปแบบการทำข่าวเชิงสืบสวนแบบดั้งเดิม ไปสู่รูปแบบการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหลัก

จุดกำเนิด: CNN Freedom Project
แม้ว่ากิจกรรม #MyFreedomDay จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2017 แต่รากฐานสำคัญของโครงการได้ถูกวางไว้ล่วงหน้าถึง 6 ปีแล้ว

การเปิดตัว (2011): CNN ได้เปิดตัวโครงการ Freedom Project เพื่อตีแผ่ขบวนการอาชญากรรมต่างๆ และเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์ นับตั้งแต่เปิดตัว โครงการนี้ได้ผลิตรายงานข่าวเชิงสืบสวนออกมาแล้วกว่า 1,000 เรื่อง

การเปลี่ยนผ่านสู่การลงมือทำ: 
เมื่อโครงการเติบโตขึ้น ก็เกิดความตระหนักรู้ว่า แม้การทำข่าวจะช่วยฉายภาพปัญหาให้เห็นชัดเจน แต่การจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระยะยาวนั้น จำเป็นต้องอาศัยการเคลื่อนไหวระดับโลกที่ขับเคลื่อนจากระดับรากหญ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวที่นำโดยคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นผู้บริโภคและผู้นำในอนาคต

วิวัฒนาการสู่ #MyFreedomDay
ในปี 2017 CNN ได้เชิญชวนโรงเรียน มหาวิทยาลัย และนักเรียนทั่วโลก ให้ร่วมกันกำหนดวันหนึ่งขึ้นมาเพื่อ "เฉลิมฉลองอิสรภาพ" และร่วมกันเปล่งเสียงแทนผู้คนที่ไม่สามารถพูดเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเองได้

ขอบเขตระดับโลก: 
สิ่งที่เริ่มต้นจากการเป็นความพยายามในระดับท้องถิ่นของโรงเรียนเพียงไม่กี่สิบแห่ง ได้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ภายในปี 2026 การเคลื่อนไหวนี้ได้เติบโตจนครอบคลุมกลุ่มนักเรียนในกว่า 140 ประเทศทั่วโลก

หมุดหมายครบรอบ 10 ปี: ในเดือนมีนาคม 2026 การเคลื่อนไหวนี้ได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 10 ปี (โดยนับย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นวางแผนและการกำหนดวันจัดกิจกรรมอย่างเป็นทางการ) ภายใต้หัวข้อหลักประจำปี 2026 คือ "ความก้าวหน้าและอุปสรรคในการต่อสู้กับทาสยุคใหม่" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทศวรรษแห่งความกล้าหาญที่ขับเคลื่อนโดยพลังของนักเรียน

รูปแบบการดำเนินกิจกรรม
กิจกรรมในวันนี้ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) โดยเจตนา ซึ่งหมายความว่านักเรียนสามารถตัดสินใจเลือกรูปแบบการมีส่วนร่วมได้ด้วยตนเอง กิจกรรมที่นิยมทำกันโดยทั่วไป ได้แก่:

กิจกรรมท้าทาย "อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกถึงอิสรภาพ?" (The "What Makes You Feel Free?" Challenge): นักเรียนจะร่วมกันแบ่งปันวิดีโอหรือภาพถ่ายลงบนสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมติดแฮชแท็ก #MyFreedomDay เพื่อตอบคำถามดังกล่าวในมุมมองของตนเอง แคมเปญการบริโภคอย่างมีจริยธรรม: โรงเรียนหลายแห่งจัดกิจกรรมที่เน้น "การสังเกตสัญญาณ" ของการค้ามนุษย์ หรือการเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ ปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานของตน (เช่น การรณรงค์ของนักเรียนเมื่อเร็วๆ นี้ต่อต้านร้านค้าปลีกแฟชั่นราคาถูก)

การเล่าเรื่องราวของผู้รอดชีวิต: 
CNN International ออกอากาศรายงานสดและเรื่องราวของผู้รอดชีวิตตลอดทั้งวัน โดยมักมีการนำเสนอโดยนักเรียนและสารคดี (เช่น Fighting for Mercy)




🇹🇭 ประเทศไทยมีอัตราเจริญพันธุ์อยู่ที่ 0.78 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในปี 2026 ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในโลก โดยหากเทียบกับประเทศอื่นแล้ว เกาหลีใต้มีอัตราอยู่ที่ 0.8 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการลดลงของจำนวนประชากรในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ อะไรคือสาเหตุ



สถานการณ์ในประเทศไทยนั้นน่าตกตะลึงอย่างแท้จริง สำหรับประเทศที่เคยมีจำนวนการเกิดมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อปีในช่วงทศวรรษ 1970 การที่อัตราเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate หรือ TFR) ลดลงมาอยู่ที่ 0.78 ในปี 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ

แม้ว่าเกาหลีใต้จะเป็น "ต้นแบบ" หรือกรณีศึกษาหลักที่ถูกยกมากล่าวถึงเสมอเมื่อพูดถึงวิกฤตการล่มสลายทางประชากร แต่เส้นทางของประเทศไทยกลับน่ากังวลยิ่งกว่าในบางแง่มุม เพราะเรากำลังเผชิญกับภาวะ "แก่ก่อนรวย" ซึ่งแตกต่างจากเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น ตรงที่ประเทศไทยยังขาดตาข่ายความปลอดภัยทางรายได้ระดับสูงที่จะมารองรับประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้

"จุดเปลี่ยน" ทางประชากรศาสตร์

ในปี 2025 ประชากรของประเทศไทยลดลงไปกว่า 142,000 คน และเมื่ออัตราเจริญพันธุ์ในปี 2026 ลดต่ำลงจนอยู่ต่ำกว่าระดับของเกาหลีใต้ (ซึ่งมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ประมาณ 0.8–0.9) ประเทศไทยจึงถือได้ว่ากำลังก้าวเข้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยมีใครก้าวไปถึงมาก่อนอย่างเป็นทางการ

เหตุใดการลดลงของประชากรจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้:

ชนชั้นกลางที่ "ลังเล": คนไทยรุ่นใหม่มองว่าการมีลูกเป็นภาระทางเศรษฐกิจมากกว่าที่จะเป็น "หลักประกันยามชรา" หนี้สินครัวเรือนที่สูงลิ่วและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้โครงสร้างครอบครัวแบบดั้งเดิมกลายเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะเอื้อมไม่ถึงสำหรับคนจำนวนมากในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ

แนวโน้มการแต่งงาน: อัตราการแต่งงานกำลังดิ่งลงอย่างรุนแรง ในหลายจังหวัด อัตราการเกิดได้ลดต่ำลงจนถึงระดับที่เรียกได้ว่า "วิกฤตหายนะ" โดยมีข้อยกเว้นเพียงบางพื้นที่ทางภาคใต้ที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม ซึ่งยังคงรักษาอัตราการเกิดที่สูงกว่าพื้นที่อื่นไว้ได้

การศึกษาและโอกาส: มีความสัมพันธ์แบบผกผันที่ชัดเจนระหว่างระดับการศึกษากับอัตราการเจริญพันธุ์ เมื่อคนไทยจำนวนมากขึ้นหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาขั้นสูงและความมั่นคงในอาชีพ พวกเขาจึงเลือกที่จะชะลอการมีบุตร หรือเลือกที่จะไม่มีบุตรเลย

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

นัยสำคัญของสถานการณ์นี้สำหรับปี 2026 และปีต่อๆ ไปนั้นรุนแรงยิ่งนัก:

การขาดแคลนแรงงาน: ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตและการเกษตร เริ่มได้รับผลกระทบอย่างหนักแล้ว ซึ่งนำไปสู่การพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ

วิกฤตเงินบำนาญ: ด้วยสัดส่วนประชากรที่อายุเกิน 60 ปีซึ่งมีมากกว่า 20% ในขณะนี้ ฐานภาษีของประเทศจึงกำลังหดตัวลง ในจังหวะเดียวกับที่ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขกำลังจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล เกือบครึ่งหนึ่งของผู้สูงอายุในประเทศไทยในปัจจุบันมีรายได้หรือเงินออมไม่เพียงพอ

การเติบโตที่ชะงักงัน: นักเศรษฐศาสตร์ได้ปรับลดประมาณการ GDP ของประเทศไทยสำหรับปี 2026 ลงเหลือระหว่าง 1.6% ถึง 2.0% โดยอ้างว่าปัญหาด้านประชากรเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างหลัก

นี่คือความเป็นจริงที่น่าหดหู่ใจ—ประเทศไทยกำลังพยายามจัดการกับวิกฤตประชากรในประเทศพัฒนาแล้วด้วยงบประมาณของประเทศรายได้ปานกลาง หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างอย่างรุนแรงหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายสังคมครั้งใหญ่ "ดินแดนแห่งรอยยิ้ม" จะเผชิญกับอนาคตที่เงียบเหงาและมืดมนอย่างยิ่ง

(ถาม Google Ge,ini ถึงสาเหตุ)

....

เปรียบกับทั่วโลก

การลดลงของอัตราความเจริญพันธุ์ทั่วโลก—ซึ่งลดต่ำลงจากราว 5 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในปี 1960 มาอยู่ที่ประมาณ 2.2 คนในปี 2024—ถือเป็นปรากฏการณ์ที่มีความซับซ้อนและมีหลายมิติ ณ ปี 2026 นักวิจัยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการที่ผสมผสานกัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และชีววิทยา

1. แรงกดดันทางเศรษฐกิจและโครงสร้างสังคม

สำหรับคนจำนวนมาก "สมการทางคณิตศาสตร์" ของการมีลูกได้กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งขึ้นในการจะรักษาสมดุล

ค่าครองชีพและที่อยู่อาศัย: ในสังคมเมือง ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยและการศึกษาได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล เด็กๆ มักถูกมองว่าเป็นภาระผูกพันทางการเงินก้อนใหญ่ มากกว่าที่จะเป็น "แรงงานช่วย" ดังเช่นที่เคยเป็นมาในสังคมเกษตรกรรม

อาชีพและการศึกษา: การที่ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการศึกษาระดับอุดมศึกษาและในตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการชะลอการแต่งงานและการมีบุตรออกไป เมื่อผู้คนเริ่มสร้างครอบครัวในช่วงอายุ 30 ปี แทนที่จะเป็นช่วงอายุ 20 ปี "หน้าต่างทางชีววิทยา" สำหรับการมีบุตรหลายคนก็จะแคบลง

"ภาระสองทาง" (Double Burden): ในหลายวัฒนธรรม ผู้หญิงมักถูกคาดหวังให้ทำงานเต็มเวลาควบคู่ไปกับการรับผิดชอบงานบ้านส่วนใหญ่ หากปราศจากการสนับสนุนที่เข้มแข็งจากภาครัฐ (เช่น บริการดูแลเด็กในราคาที่เข้าถึงได้) ผู้หญิงจำนวนมากจึงเลือกที่จะจำกัดขนาดครอบครัวเพื่อช่วยจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น

2. การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและสังคม

มุมมองของสังคมที่มีต่อสถาบันครอบครัวและนิยามของ "ชีวิตที่ดี" ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

ความเป็นอิสระของปัจเจกบุคคล: มีแนวโน้มทางวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการเติมเต็มศักยภาพของตนเอง (Self-actualization) การท่องเที่ยว และความสำเร็จในหน้าที่การงานเพิ่มมากขึ้น บางครั้งสื่อกระแสหลักมักนำเสนอเรื่องการเลี้ยงลูกผ่าน "อคติเชิงลบ" โดยมุ่งเน้นไปที่การสูญเสียอิสรภาพและการอดหลับอดนอน มากกว่าที่จะนำเสนอถึงคุณค่าและประโยชน์ของการมีลูก

การเสื่อมถอยของขนบธรรมเนียม: ในหลายภูมิภาค อิทธิพลของศาสนาและโครงสร้างชุมชนแบบดั้งเดิม—ซึ่งโดยปกติมักส่งเสริมให้ผู้คนมีครอบครัวขนาดใหญ่—ได้อ่อนกำลังลง

"สิ่งทดแทนทางเทคโนโลยี": นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า สื่อสังคมออนไลน์และความบันเทิงในรูปแบบดิจิทัลได้เข้ามาแทนที่ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบดั้งเดิม ส่งผลให้ความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวลดน้อยลง และนำไปสู่ปรากฏการณ์ "วัยรุ่นที่ยืดเยื้อ" (Prolonged Adolescence)

3. ปัจจัยทางชีววิทยาและสิ่งแวดล้อม

แม้แต่สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะมีบุตร อุปสรรคทางชีววิทยาก็กลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

มลพิษทางสิ่งแวดล้อม: มีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ว่าสารรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ (สารเคมีที่พบในพลาสติก ยาฆ่าแมลง และโลหะหนัก) กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพระบบสืบพันธุ์ ซึ่งนำไปสู่การลดลงของจำนวนอสุจิและปริมาณไข่สำรองในรังไข่

วิถีชีวิตและสุขภาพ: ระดับความเครียดที่สูง วิถีชีวิตแบบนั่งนิ่งๆ ขาดการเคลื่อนไหว และพฤติกรรมการบริโภคอาหารแปรรูปในปริมาณมาก ล้วนมีความเชื่อมโยงกับอัตราภาวะมีบุตรยากที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในเพศชายและเพศหญิง ความวิตกกังวลเรื่องสภาพภูมิอากาศ: ประชากรกลุ่มหนึ่งได้ระบุถึง "ความวิตกกังวลเชิงนิเวศ" (Eco-anxiety) หรือความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของโลก ว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจงดเว้นจากการมีบุตร เนื่องจากเกรงว่าคุณภาพชีวิตของบุตรหลานอาจได้รับผลกระทบจากสภาวะสภาพภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

หมายเหตุ: แนวโน้มเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นสากลในทุกพื้นที่ แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่ของโลกจะมีอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ในระดับทดแทนประชากรได้พอดีหรือต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าว (ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.1 คนต่อสตรีหนึ่งคน) แต่ในหลายภูมิภาคของทวีปแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา กลับยังคงมีอัตราการเจริญพันธุ์ที่สูงกว่ามาก อันเนื่องมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน









 

การเจรจาโดยตรงระหว่างอิสราเอลและเลบานอน เริ่มแล้ววันนี้ (14 เมษายน) ที่กรุงวอชิงตัน รัฐมนตรีรูบิโอได้วางกรอบการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ "กระบวนการ" เพื่อสร้างกรอบสำหรับสันติภาพถาวร แม้ทั้ง #อิสราเอล และ #ฮิซบอลลาห์ ต่างปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะมีการ #หยุดยิง ระหว่างกัน โดยมีผู้นำของฮิซบอลลาห์ มองว่าการเจรจานั้น "ไร้ประโยชน์"







https://x.com/France24_en/status/2044048150227247167

การเจรจาโดยตรงที่กำหนดไว้ในวันนี้ 14 เมษายน ที่กรุงวอชิงตัน ถือเป็นความพยายามทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์แต่แตกแยกอย่างมาก ในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในระดับสูงสุดของการมีส่วนร่วมโดยตรงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนในรอบหลายทศวรรษ คำว่า "ไร้ประโยชน์" ที่ผู้นำฮิซบอลลาห์ นาอิม กัสเซม ใช้เน้นย้ำถึงความไม่ลงรอยกันอย่างมากระหว่างผู้เจรจาในห้องกับคู่กรณีในพื้นที่

การประชุมสุดยอดที่วอชิงตัน: 

14 เมษายน 2569
การประชุมเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันนี้ที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย

ผู้เข้าร่วม: 
การเจรจาจัดขึ้นระหว่างเอกอัครราชทูตของทั้งสองประเทศประจำสหรัฐฯ ได้แก่ เยชีเอล ไลเตอร์ (อิสราเอล) และ นาดา ฮามาเดห์ โมอาวัด (เลบานอน)

วัตถุประสงค์: 
รัฐมนตรีรูบิโอได้วางกรอบการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ "กระบวนการ" เพื่อสร้างกรอบสำหรับสันติภาพถาวร มากกว่าจะเป็นเหตุการณ์เดียวที่จะแก้ไขความขัดแย้งได้ทันที

ท่าทีของเลบานอน: 
ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ได้ให้การสนับสนุนการเจรจาอย่างเป็นทางการ โดยหวังว่าจะได้รับการถอนกำลังของอิสราเอลไปยังพรมแดนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และการวางกำลังทหารเลบานอนใหม่ในฐานะหน่วยงานด้านความมั่นคงเพียงผู้เดียวในภาคใต้

ความขัดแย้งระหว่างฮิซบอลลาห์และอิสราเอล
แม้ว่าภาพลักษณ์ทางการทูตในวอชิงตันจะดูดี แต่ความเป็นจริงในพื้นที่ยังคงถูกกำหนดโดยการปฏิเสธที่จะยอมอ่อนข้อของทั้งสองฝ่าย:

การปฏิเสธของฮิซบอลลาห์: 
ในสุนทรพจน์ทางโทรทัศน์เมื่อวันจันทร์ นาอิม กัสเซม เรียกการเจรจาว่า "ไร้ประโยชน์" และเรียกร้องให้รัฐบาลเลบานอนยกเลิกการเจรจา เขากล่าวว่ากลุ่มจะไม่ยอมวางอาวุธ และ "คำตัดสินสุดท้ายจะตัดสินกันในสนามรบ"

นโยบาย "ไม่หยุดยิง" ของอิสราเอล: 
สำนักงานของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูชี้แจงว่าพวกเขาไม่ได้หารือเรื่องการหยุดยิงกับฮิซบอลลาห์ เป้าหมายที่อิสราเอลประกาศไว้ในการเจรจาครั้งนี้คือการปลดอาวุธกลุ่มดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ และการบังคับใช้ "ปฏิบัติการความมืดนิรันดร์" จนกว่าชายแดนทางเหนือของอิสราเอลจะปลอดภัย

ความสับสนเรื่องการหยุดยิง: มีความขัดแย้งอย่างมากเกี่ยวกับว่าเลบานอนรวมอยู่ในข้อเสนอสันติภาพ 15 ข้อระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ไกล่เกลี่ยกันในกรุงอิสลามาบัดหรือไม่ ในขณะที่อิหร่านและผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ (รวมถึงฝรั่งเศส) อ้างว่าเลบานอนได้รับการผ่อนผันชั่วคราวเป็นเวลาสองสัปดาห์ อิสราเอลได้ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างชัดเจน และยังคงโจมตีเลบานอนต่อไป

สถานการณ์ความขัดแย้งปัจจุบัน
การเจรจาเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ความรุนแรงทวีความรุนแรงขึ้น:

ผู้เสียชีวิต: 
มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนกว่า 2,000 คน นับตั้งแต่ความรุนแรงเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2026

ปฏิบัติการทางทหาร: 
เพียงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ใน "วันพุธสีดำ" (8 เมษายน) อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในสงคราม โดยโจมตีเป้าหมายกว่า 100 แห่งใน 10 นาที รวมถึงใจกลางกรุงเบรุต

สงครามภาคพื้นดิน: 
กองพลอิสราเอล 5 กองพลยังคงปฏิบัติการอยู่ในเลบานอนตอนใต้ โดยการสู้รบหลักมุ่งเน้นไปที่บริเวณแม่น้ำลิทานีและบินต์ จเบล







 

Maria Ressa ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้รับรางวัล "Champion for Global Change Award" เธอได้ยืนหยัดปกป้องความจริงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อเสรีภาพ ความรับผิดชอบ และความยุติธรรม และได้เรียกร้องอย่างกล้าหาญให้มีการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ

April 12
·
For freedom, accountability, and justice.
She’s tirelessly defended the truth and courageously advocated for the responsible use of technology.
It is our true privilege to recognize Maria Ressa, Nobel Peace Prize Laureate, Rappler CEO, and Co-Chair of the UN Independent International Scientific Panel on AI, with the Champion for Global Change Award.
#WeThePeoples #WTPAwards


คลิปเต็ม


We the Peoples 2026: Maria Ressa – Champion for Global Change Award

United Nationa Foundation

Apr 13, 2026

Maria Ressa, CEO of Rappler, 2021 Nobel Peace Prize Laureate, and Co-Chair of the UN Independent International Scientific Panel on AI accepts the Champion of Global Leadership Award from Annalena Baerbock, President of the UN General Assembly, on April 8, 2026.

Ressa was recognized for her courageous work to protect freedom of information, independent media, and democratic accountability and justice — including the innovative, responsible use of technology in defense of truth over disinformation.

Maria Ressa received the honor at UN Foundation’s annual Global Leadership Awards — also known as We the Peoples — which recognizes extraordinary individuals who embody the spirit and principles of the United Nations and its founding Charter.

https://www.youtube.com/watch?v=oj7mYIUaRHo