วันศุกร์, กรกฎาคม 31, 2569

แดง กองมา เข้าแจ้งความ ‘ยิ่งชีพ’ ในข้อหา ‘หมิ่นประมาท’ อีกคน อ้างว่าเพราะ ผอ.ไอลอว์ ชี้ว่านางสมัคร สว.ผิดกลุ่ม ขาดคุณสมบัติ เจอ ‘ปวิน’ เม้นต์แสบ

ยิ่งชีพคงจะได้ไปอำนาจเจริญบ่อยละทีนี้ เมื่อ แดง กองมา เข้าแจ้งความในข้อหา หมิ่นประมาทอีกคน จากเหตุที่ ผอ.ไอลอว์ โพสต์เฟชบุ๊คว่านางขาดคุณสมบัติการสมัครเป็นวุฒิสมาชิกกลุ่ม ๑๐ เพราะ “สมัครผิดกลุ่ม”

‘แดง’ ระบุในคำฟ้องว่ายิ่งชีพ ใส่ความตัวนางทั้งๆ ที่ “กกต.วินิจฉัยแล้วว่า” นางมิใช่ผู้ขาดคุณสมบัติ อีกทั้งเขา “บิดเบือนข้อกฎหมาย” จากการที่เขียนข้อความว่า “กลุ่ม ๑๐ คือกลุ่มเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่ใหญ่กว่า SMEs ตามนิยามของกฎหมาย”

เพื่อจับผิดนาง โดยกำหนดเงื่อนไขกฎหมายขึ้นมาเอง ด้วยคำว่า “แปลว่าต้องมีลูกจ้างมากกว่า ๒๐๐ คน” และยิ่งชีพซึ่งเป็นนักกฎหมาย “ต้องยึดหลักการที่ว่า ‘ไม่มีกฎหมายบัญญัติ ย่อมไม่เป็นความผิด’” ที่กล่าวมาเหล่านี้ถ้าเป็นข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้ว

ก็น่าจะไม่เข้าเป้าความผิดฐานหมิ่นประมาทอยู่ดี แต่แดงก็ยังตั้งข้อกล่าวหาต่อ เป๋า เพิ่มเข้าไปอีกว่าเขา “ชี้เป้าปลุกระดม และคุกคามสิทธิส่วนบุคคล โดยโพสต์ข้อความว่า ‘ฝากถ่ายรูปไว้ให้ดูกันบ้างนะครับ’” นัยว่า “ชักชวนกลุ่มเห็นต่างทางการเมือง”

มีการเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ต่างๆ มีคนเข้าไปดูแล้ว “คอมเม้นต์ด่าทอ ส่งผลให้ตนและวงศ์ตระกูลได้รับความอับอายและถูกเกลียดชังในสังคมอย่างกว้างขวาง” อันนี้การพิสูจน์ในศาลอาจจะยากหน่อย ถ้าสิ่งที่เขาโพสต์ไม่ได้มีลักษณะอย่างที่แดงพล่ามต่อไปนี้

“ดิฉันเหมือนถูกด้อยค่าในอาชีพแม่ค้าขายหมูซึ่งเป็นอาชีพสุจริต ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...ตั้งแต่วันแรกๆ ที่เข้าสภา ดิฉันก็ถูกเพื่อน สว.พูดกระทบ ผ่านมา ๒ ปีก็ยังถูกยิ่งชีพนำเอาเรื่องคุณสมบัติซึ่งจบไปแล้วมาดูหมิ่นดิฉันอีกครั้ง จนเกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง”

ท่อนสำคัญในคำฟ้องจึงอยู่ที่ถูกยิ่งชีพดูหมิ่นคุณสมบัติของนางอย่างไร เพื่อความสัตย์จริงที่เราก็ได้อ่านสิ่งที่ยิ่งชีพเขียน จึงขอยืมข้อความจากโพสต์ของ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล มาใช้หน่อย ว่า “ตั้งคำถามว่าหลายคนลงสมัคร สว.ผิดกลุ่มหรือเปล่า

และตั้งข้อสังเกตเรื่องใส่เสื้อเหลืองเหมือนกัน เขียนลำดับเลขที่เรียงลำดับตรงกันเป๊ะร้อยกว่าคน ซึ่งเรื่องนี้มีความเป็นไปได้เท่ากับคนถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ติดต่อกัน ๗ งวด” นั้นไม่เกี่ยวกับเนื้อหาการฟ้องหมิ่นประมาทของนางแดงเลย

ถ้าจะบอกว่าข้อความเหล่านั้น ซึ่งมีการเปิดโปงกันหลายครั้งตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นการหมิ่นประมาทต่อนางแดงละก็ ฟันธงได้เลยว่าศาลต้องยกคำร้องตั้งแต่นัดแรก เผลอๆ ไม่รับฟ้องเสียด้วย เพราะรูปแบบการฟ้องค่อนข้างไร้สาระ

นางแดงต้องไปดูโพสต์ของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ล่าสุดเช้าวันนี้ เอาแต่เนื้อๆ ได้ว่า “แม่ค้าขายหมูก็เป็น สว.ได้ค่ะ ถ้ามึงมาด้วยวิธีชอบธรรม...” นั่นละประเด็นหลัก

(https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/25AQ8F4https://www.facebook.com/permalink.100054162881442 และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/JB3SKxeSz) 

ศุภชัย ใจสมุทร ปากเปราะ แซะ สว.นันทนา นันทวโรภาส ว่าหน้าตาเหมือนตัวละครในหนังแฮรี่ย์ พอตเตอร์ เจอศอกกลับ “หมาหางด้วน ตัวเองชั่วแล้วลากคนอื่นชั่วตาม”

ศุภชัย ใจสมุทร ทำตัวเป็น เกราะ กำบังนายกฯ และคณะรัฐมนตรีที่ถูกเปิดชื่อมีเอี่ยวคดี โกงเลือก สว. รวม ๙ คน ก็เลยโดนศอกกลับ ตอกหน้าหนักหน่อยในตอนนี้ ไม่เพียงประเด็นกล่าวหาว่าพรรคประชาชนก็ ฮั้ว สว. เหมือนกัน

แต่เพราะความที่ปากเปราะ แซะ สว.นันทนา นันทวโรภาส ว่าหน้าตาเหมือนศาสตราจารย์ มิเนอร์ว่า มักกอนนากัล ในหนัง แฮรี่ย์ พอตเตอร์ท่าน สว.หญิงสายก้าวหน้าก็เลยซัดกลับแรงอยู่ ว่าเป็น “หมาหางด้วน ตัวเองชั่วแล้วลากคนอื่นชั่วตาม”

ศุภชัย ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยแก้เก้อต่อการที่ช่วงนี้โดนปูดหนัก ว่ามีส่วนร่วมการโกงเลือกตั้งของกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน (สีของพรรค ภท.) ขู่ว่าจะร้อง กกต.ให้ตรวจสอบกรณี สว.สายก้าวหน้านัดรวมตัวกับพรรคประชาชนที่เมืองทองธานี ๓๐๐ คน

สว.นันทนาระบุถึงการเลือก สว.ระดับประเทศเมื่อ ๒๗ มิถนา ๖๗ ว่ามีความผิดปกติเห็นได้ชัดเจน “คะแนนมาเป็นก้อนใหญ่ ๗๐-๘๐ คะแนน ทั้งที่มีหลักฐานเรื่องโพย การจ้างวาน จัดขบวนรถ เสื้อสีเดียวกัน หรือการถือแฟ้มดำ” เธอจึงฟาดว่า

“ดิฉันเริ่มเห็นแล้วว่า การออกมาทำเหมือนหมาหางด้วน ที่พยายามบอกว่าถ้าฉันชั่ว คนอื่นก็ชั่วเหมือนกัน ทำชั่วทั่วมุมแบบที่ฉันทำ ซึ่งดิฉันคิดว่าประชาชนเขามีตา และเห็นอยู่ว่าหลักฐานการฮั้วมันชัดเจนขนาดไหน” โดยเฉพาะจากการวิเคราะห์บัตรคะแนน

หลักฐานใหม่ที่ได้มาจากภาพกล้องวงจรปิดการขานบัตรคะแนน ว่า “การเลือกตัวเลขผู้สมัคร 10 ลำดับให้ตรงกันเป๊ะ ตั้งแต่บ็อกซ์ที่ ๑ ถึงบ็อกซ์ที่ ๑๐ จากผู้สมัคร ๑๕๐ คน มีโอกาสเกิดขึ้นได้เพียง ๑ ในหลายพันล้าน” แต่กลับพบว่า

มีผู้สมัครจำนวนราว ๖๐-๗๐ คน เลือกตรงกันได้อย่างผิดปกติ หมายเลขเรียงแบบเดียวกัน เหมือนกันหมด ชวนให้ชี้ได้ว่า “เข้าข่ายกระบวนการโกงยึดประเทศ” ส่วนการรวมตัวของผู้สมัคร สว.ที่เริ่มมาจากการแนะนำตัวผ่านเว็บไซ้ด์ Senate67 ของกลุ่มไอลอว์ (iLaw) นั้น

“พวกเราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก มาสมัคร สว.ต้องจ่ายค่าสมัคร ๒,๕๐๐ บาทด้วยเงินตัวเอง ค่าเช่าห้องประชุมเราก็รวมตัวลงขันช่วยกันจ่าย” ไม่ต้องให้ใครเอารถมารับส่ง ซื้อเสื้อสีเดียวกันให้ใส่ ซื้อแฟ้มให้ใช้ หรือพาไปพักโรงแรมไหน พวกเราจัดการตัวเอง”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/hEsCFQWXg และ https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/posts/b29QHEG37VZ) 

ตีความใบคะแนนเลือก สว.ที่มีคนแฮ็คเอามาเผยแพร่ แน่ๆ กว่าแช่แป้ง “สรุป ฮั้วชัดๆ ก๊อปปี๊มาเป็นบล็อคๆ เลย ลอกการบ้านกันมา”

มาแล้ว ตีความใบคะแนนเลือก สว.ที่มีคนแฮ็คเอามาเผยแพร่ ลอย ชุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ แจงยิบ “สรุป ฮั้วชัดๆ ก๊อปปี๊มาเป็นบล็อคๆ เลย ลอกการบ้านกันมา”

อันเนื่องมาแต่โพสต์เฟชบุ๊คเรื่อง “ข่าวใหญ่! มือดีแฮ็คกล้อง CCTV ของ กกต. เปิดหีบเลือก ส.ว.ทุกใบได้แล้ว” มีรายชื่อผู้ลงคะแนนจำนวนมาก ที่คะแนนเหมือนกันอย่างมีนัยสำคัญ ตอนหนึ่งอธิบายว่า “ชื่อที่ระบายสีเหลือง อาจหมายถึง ใส่เสื้อเหลืองมาในวันนั้น”

ส่วนที่เป็นสีแดง น่าจะ “กามั่ว” เพราะกลุ่มหนึ่งมีเพียง ๑๕๔ คน แต่กาเลข ๑๕๖, ๑๕๘, ๑๘๔ ซึ่งไม่มีอยู่ในทะเบียน ตัวอย่างที่ ลอย นำมาแสดง ของกลุ่ม ๑ รอบเช้า เอามาทำเป็นตาราง ๑๕๔ บรรทัด ที่ตัวอักษรสีน้ำเงิน “น่าจะเป็นกลุ่มที่สื่อเรียกว่า กลุ่มฮั้วสีน้ำเงิน”

ด้านเพจสรยุทธ สุทัศนะจินดา กล่าวถึงรายชื่อที่ระบายสีเหลือง “คือคนใส่เสื้อเหลืองมาในวันเลือก ส.ว. (ให้) ลองถามพยานว่าจริงไหม”

(https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/hoxTEpCEy และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/Gg7QBQE) 

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 30, 2569

มือดีแฮ็คกล้อง CCTV ของ กกต. เปิดหีบเลือก ส.ว.ทุกใบได้แล้ว ตานี้คดีฮั้วไม่ต้องเถียงกันมาก หลักฐานประจักษ์อยู่บนจอ

โอ๊ะ “มือดีแฮ็คกล้อง CCTV ของ กกต. เปิดหีบเลือก ส.ว.ทุกใบได้แล้ว รอ AI วิเคราะห์ว่าเป็นลายมือของใคร” Loy Chunpongtong แจ้งข่าวใหญ่ เป็นชามหลัก ‘main course’ ของคดีฮั้ว สว.ที่กำลังกระหึ่มอยู่ขณะนี้

เขาลงภาพเกือบ ๘๐ เฟรม ของการนับคะแนนรอบเช้า กลุ่มที่ ๑ “มาให้ดูเป็นน้ำจิ้ม ก๊อปปี๊ตามโพยต้นฉบับ ไม่แตกแถวตามที่พยานปากเอก ภ.ก.สมนึก สุชัยวาณิช แฉ เป๊ะ ๆ เลยครับ” พวกสีน้ำเงินที่ออกมาแถเฉไฉ หาว่าปั้นน้ำ คงสำลักน้ำลายกันละ

จำเพาะกรณี สว.อำนาจเจริญสองคน แดง กองมา อดีตแม่ค้าขายหมู กับ สมพาน พละศักดิ์ อดีตพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ ซึ่งถูก ไอลอว์ ตั้งข้อสงสัยว่าตอนสมัครเข้าไปร่วมเลือกตั้งนั้น คุณสมบัติตรงกับกลุ่มหรือเปล่า แล้ว กกต.ปล่อยผ่านได้อย่างไร

กลุ่มที่ทั้งสองได้รับเลือกเป็น สว.นั้นคือกลุ่ม ๑๐ ผู้ประกอบอาชีพกิจการอื่นนอกจากกิจการขนาดกลางและย่อม หรือพูดอีกอย่างก็ กิจการขนาดใหญ่ ที่มีพนักงานไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ คน จะค้าขายอะไรไม่สำคัญ เพียงต้องไม่ใช่ขนาดกลางและเล็ก

เถียงกันมาพักใหญ่ ในสุด กกต.ก็ยินยอมแถลงเรื่องการอนุมัติให้ทั้งสองผ่าน ด้วยการยกคำร้องคัดค้านคุณสมบัติของทั้งสองเมื่อต้นปีที่แล้ว เหตุผลหนึ่งซึ่งให้เหมือนกันทั้งสองคน ก็คือ “ให้ถ้อยคำยืนยันว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัคร”

ใครฟังแล้วไม่รู้สึกว่ามันพิลึกบ้างหรือ ผู้ถูกตรวจสอบ ตอบอย่างไรก็ว่าตามนั้น ไม่น่าเชื่อว่าสติปัญญาคณะกรรมการเลือกตั้งจะ เบา ประมาณนั้น ข้อสำคัญมีผู้สื่อข่าวจากสำนักหนึ่งลงพื้นที่ถามหาเขียงหมูและร้านก๋วยเตี๋ยวดูว่ากิจการขนาดไหน

ก็ปรากฏว่าปิดกิจการไปหมดแล้วทั้งคู่ ก็เนอะงาน สว.รัดตัว ดีไม่ดีโดนจับโป๊ะแบบ หมอไห่ กสทช.บ้าง ยุ่งตายห่ อย่างไรก็ตาม กกต.ยืนยันว่าทั้งนางแดงและนายสมพานประกอบกิจการกันมานานเป้นล่ำเป็นสันก่อนเป็น สว.

โดยเฉพาะนางแดงเป็น “เป็นกรรมการพัฒนาตลาดสดน่าซื้อตั้งแต่ปี ๔๗ ถึงปัจจุบัน” ยิ่งน่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่ แต่การตัดสินแบบนี้ของ กกต.มันไม่ค่อยน่าเชื่อถือละสิ เพราะลักษณะของการ สมัครผิดกลุ่ม มันเด่นชัดขึ้นมายิ่งนัก

อดีต กกต.อย่าง สมชัย ศรีสุทธิยากร ยังออกมาบอกว่า “คนสมัครผิดกลุ่ม ไม่ว่าพลั้งเผลอ หรือเจตนา ย่อมเป็นความผิดในเรื่องคุณสมบัติ ส.ว.ตั้งแต่ต้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือ ๑.ตัวผู้สมัครเอง โทษจำคุก ๑-๑๐ ปี ปรับ ๒ หมื่นถึง ๒ แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง ๒๐ ปี

สำหรับ กกต.ที่วินิจฉัยยกคำร้องซึ่งท้วงคุณสมบัติผู้สมัครทั้งสองนั้น ถ้าพบว่าความจริงแล้วผิด “กกต.อาจถูกร้องว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบได้ หรือกระทำการโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดผลเสียหายต่อรัฐ” ก็ได้นะ

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/0JJo7dsxFE, https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/hfDicbpG และ https://www.facebook.com/loy.chunpong/posts/0sDniVkMp) 

อ่านแล้วตกใจจริง ๆ เงินแสนล้านหายไปไหน ทำไมตัวเลข "แสนล้าน" ถึงหาหลักฐานที่มาที่ไปไม่ได้ ?

 
https://www.facebook.com/reel/3440498246130877

อีจัน 
7 hours ago
·
#ภาษีเราพูดเบาๆก็เจ็บ
อ่านแล้วตกใจจริง ๆ เงินแสนล้านหายไปไหน?
นางเพียงพนอ บุญกล่ำ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สงสัย สตง. แขวนงบ “กฟก.” เหตุหลักฐานการเงินหาย
แม้จะไม่ได้บอกว่าเป็นการทุจริต แต่การไม่สามารถหาหลักฐานงบการเงินได้ก็คือมีปัญหา
“พอไปอ่านก็ตกใจจริงๆ อันนี้เป็นงบการเงินซึ่งสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2568 สตง.ไม่รับรองงบ เพราะว่ามีรายการที่เป็นรายการใหญ่ รวมตัวเลขเป็นยอดแสนล้าน ซึ่งไม่ได้บอกว่ามันเกิดการทุจริต เกิดการรั่วไหล แต่ว่างบการเงินที่ไม่สามารถหาหลักฐานที่มาที่ไปได้ อันนี้ก็คือมันมีปัญหาอยู่ในตัวเอง”
.....

เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ขอขยายความคำว่า "สตง. ไม่รับรองงบการเงิน" ในกรณีนี้ให้เห็นภาพง่ายขึ้น

1. คำว่า "ไม่รับรองงบการเงิน" ในทางบัญชีหมายถึงอะไร?

เวลา สตง. (หรือผู้สอบบัญชี) เข้าไปตรวจงบการเงินของหน่วยงาน ผลการตรวจหลักๆ จะออกมาได้ไม่กี่แบบ:
  1. รับรองงบ: เอกสารครบ ตัวเลขถูกต้อง ถูกต้องตามมาตรฐาน
  2. รับรองแบบมีเงื่อนไข: ภาพรวมโอเค แต่มีบางจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังไม่เรียบร้อย
  3. ไม่รับรอง / ไม่แสดงความเห็น: (กรณีนี้) ผู้สอบบัญชีปฏิเสธที่จะยืนยันว่าตัวเลขในงบนั้น "เชื่อถือได้" เพราะเอกสารสำคัญขาดหายไป หรือระบบบัญชีพังจนไม่สามารถตรวจสอบได้
2. ทำไมตัวเลข "แสนล้าน" ถึงตรวจสอบไม่ได้?

ในกรณีของ กฟก. (กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร) ตัวเลขแสนล้านไม่ใช่เงินสดก้อนเดียวที่จู่ๆ หายไปจากบัญชีธนาคารในข้ามคืน แต่ส่วนใหญ่มักเป็น "ยอดสะสมทางบัญชี" ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น:
  • หนี้สินของเกษตรกรที่กองทุนเข้าไปรับซื้อ/จัดการแทน: มีการบันทึกว่าเกษตรกรเป็นหนี้กองทุนอยู่กี่บาท แต่พอ สตง. ขอสุ่มตรวจเอกสารสัญญาหนี้ สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ หรือหลักฐานการชำระเงินย้อนหลัง กลับหาเอกสารประกอบมาสืบค้นไม่ได้
  • สินทรัพย์และการถือครอง: บันทึกว่ามีสินทรัพย์อยู่เท่านี้ แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ หรือสืบหาต้นตอไม่ได้ว่าตัวเลขนี้ตั้งต้นมาจากไหน
  • การลงบัญชีซ้ำซ้อนหรือผิดหมวดในอดีต: สมัยก่อนอาจใช้ระบบมือ (Manual) หรือระบบเก่า พอสะสมมาเป็นสิบๆ ปี ตัวเลขจึงยกยอดมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีเอกสารอ้างอิง (Supporting Documents) รองรับ
3. ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร? (ทำไมถึงเป็นเรื่องใหญ่)

ถึงแม้จะยังไม่ได้สรุปว่าเป็นการ "โกง" หรือ "เงินโดนยักยอก" แต่การหาหลักฐานไม่ได้สร้างปัญหาหลัก 3 ข้อ:
  • วิกฤตความน่าเชื่อถือ (Transparency Issue): เมื่อผู้สอบบัญชีระดับประเทศอย่าง สตง. ไม่การันตี เท่ากับว่างบการเงินนี้ "ใช้พึ่งพาทางกฎหมายหรือการวางแผนไม่ได้"
  • ช่องโหว่ของการทุจริต (Risk of Fraud): ในทางปฏิบัติ เมื่อเอกสารสืบหาที่มาไม่ได้ มันจะกลายเป็น "พื้นที่สีเทา" ทันที เพราะไม่มีใครรู้ว่าในยอดแสนล้านนั้น มีเงินที่ถูกแอบเนียนยักยอกไปจริงๆ ผสมอยู่ด้วยหรือไม่
  • กระทบงบประมาณใหม่: เมื่อตัวเลขเก่าดันเป็น "แดนสนธยา" การจะขออนุมัติงบประมาณแผ่นดินก้อนใหม่ปี 2570 เพิ่มเติมเข้าไป จึงถูกกรรมาธิการฯ ตั้งคำถามหนักมากว่า จะเติมเงินใหม่ลงไปได้อย่างไร ในเมื่อเงินเก่าก้อนมหึมายอดบัญชียังคลุมเครือ?
📌 สรุปสั้นๆ: ปัญหาไม่ใช่ว่า "เห็นโจรยกเงินแสนล้านออกไป" แต่เป็นปัญหาที่ว่า "ตัวเลขโชว์อยู่ในสมุดบัญชีแสนล้าน แต่พอถามหาใบเสร็จ/สัญญา/เอกสารยืนยัน กลับบอกว่า 'หาไม่เจอ / ไม่มีหลักฐาน'" ซึ่งในโลกการเงิน ถือเป็นความล้มเหลวร้ายแรงของการบริหารจัดการ



มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่มีวันอาสาฬหบูชา ประเทศอื่นๆ แม้แต่ในฝ่ายเถรวาทด้วยกันก็ไม่มีวันนี้ มิไยต้องกล่าวถึงประเทศที่นับถือฝ่ายมหายาน เพราะตั้งขึ้นใหม่โดยคณะสงฆ์ไทย ?


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์

15 hours ago
·
❝ มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น
ที่มีวันอาสาฬหบูชา
จอมพลสฤษดิ์ ได้ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ
เท่ากับได้รับการยอมรับโดยรัฐอย่างสมบูรณ์ ❞
.
ไทยเรานั้นมีวันสำคัญทางพุทธศาสนาในวันเดียวกับของอินเดียเขา คือวันอาสาฬหบูชา หรือการบูชาในเดือนอาสาฬหะ นับถือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 จนท่านอัญญาโกญธัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นคนแรก
.
พูดง่ายๆ ว่า เป็นวันแสดงธรรมครั้งแรกของพุทธองค์ บางท่านจึงถือว่าเป็น “วันพระธรรม”
.
วันนี้ศาสนิกชนจะพากันถืออุโบสถศีล ไปเวียนเทียนที่วัดไม่ต่างจากวันสำคัญอื่นๆ เช่น วิสาขบูชาหรือมาฆบูชา
.
แต่ที่น่าสนใจคือ มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่มีวันอาสาฬหบูชา ประเทศอื่นๆ แม้แต่ในฝ่ายเถรวาทด้วยกันก็ไม่มีวันนี้ มิไยต้องกล่าวถึงประเทศที่นับถือฝ่ายมหายาน
.
ก็เพราะวันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่คณะสงฆ์ไทยเราตั้งขึ้นมาเองไงครับ
.
◤ ในปี พ.ศ.2501 พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) สมณศักดิ์ในขณะนั้น ดำรงตำแหน่ง “สังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา” (ในสมัยนั้นระบบการปกครองสงฆ์ไม่ได้มีมหาเถรสมาคม แต่ใช้ระบบเลียนแบบการปกครองทางโลก) เสนอสังฆมนตรีสภาให้มีการกำหนดวันสำคัญทางพุทธศาสนาเพิ่มเติมคือวันอาสาฬหบูชาหรือวันธรรมจักร
.
ต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นประกาศสำนักสังฆนายก เรื่อง กำหนดพิธีอาสาฬหบูชา เล่ม 75 วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2501
.
ในประกาศนั้นกล่าวถึงพุทธประวัติ เนื่องด้วยวันเพ็ญอาสาฬหะ อย่างที่เรารับทราบกันในแบบเรียน และกล่าวว่า “ด้วยเป็นวันแรกที่พระบรมศาสดาทรงพระกรุณาประกาศพระพุทธศาสนา”
.
ข้อความถัดไปเป็นเรื่องการให้พระภิกษุสามเณรดำเนินการอย่างไร ซึ่งไม่ต่างจากวันสำคัญอื่นๆ แต่เน้นให้ประดับธง “ธรรมจักร” ให้มากเป็นพิเศษเท่าที่จะกระทำได้
.
ผมเข้าใจว่าท่านคงอยากเน้นความสำคัญของวันนี้ผ่านสัญลักษณ์ธรรมจักรเพื่อแสดงถึงการแสดงธรรมจักกัปปวัตนสูตรของพระพุทธะ ธงธรรมจักรนี้ภายหลังได้กลายมาเป็นธงสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาที่บ้านเรายอมรับไปโดยกลายๆ ทั้งที่ในทางสากลก็มีธงพุทธศาสนาสากลอยู่แล้วคือธง “ฉัพพรรณรังสี”
.
ราวปี พ.ศ.2505 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันหยุดราชการ เท่ากับได้ทำให้วันอาสาฬหบูชาได้รับการยอมรับโดยรัฐอย่างสมบูรณ์
.
◤ ข้อสังเกตเล็กๆ ของผมบางประการคือ วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนาที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยน่าจะมีนัยทางความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา ภายใต้บรรยากาศที่มีความระแวงคริสต์ศาสนาในเวลานั้น
.
ผมเข้าใจว่า โดยระยะเวลาในปี 2501 ยังเป็นช่วงที่องค์กรพุทธศาสนิกชนมีความไม่ไว้วางใจคริสต์ศาสนิกชน ซึ่งกินเวลายาวนานตั้งแต่สงครามอินโดจีนเป็นต้นมา
.
พระธรรมโกศาจารย์ผู้ริเริ่มเสนอวันอาสาฬหบูชานี้ เป็นสังฆมนตรีรุ่นเดียวกับท่านพระพิมลธรรม (อาจ อาจสภะ) ซึ่งได้รับความนับถือว่าเป็นพระที่มีความก้าวหน้ามากในด้านการเสนอนโยบายใหม่ๆ ของคณะสงฆ์ เช่น การส่งพระไปเรียนต่างประเทศ หรือการเน้นงานด้านธรรมทูตเป็นพิเศษ
.
◤ผมเข้าใจว่า แนวทางของพระสังฆมนตรีรุ่นนั้นคือการสร้างพุทธศาสนาในประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าไม่ด้อยไปกว่าคริสต์ศาสนา ซึ่งมีการจัดองค์กรที่ดีและมีการเผยแผ่ศาสนาอย่างเป็นระบบ
.
การกำหนดวันอาสาฬหบูชาจึงเป็นหนึ่งในความพยายามเช่นนั้นคือ มีวันที่มีนัยถึง “การประกาศพระศาสนา” หรือการ “เผยแผ่ศาสนา ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับที่คริสตชนมักเน้นถึง “การประกาศข่าวดี”
.
◤ และยังเน้นการแสดง “สัญลักษณ์ทางศาสนา” คือธงธรรมจักรเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับชาวคริสต์มีสัญลักษณ์ทางศาสนา (และการเผยแผ่ศาสนาด้วย) คือกางเขน
.
ถ้ามองจากประวัติศาสตร์ศาสนา พระพุทธะไม่ได้ประกาศ “ศาสนา” อย่างในความหมายที่เข้าใจกันในปัจจุบัน หรืออย่างในถ้อยคำของการกำหนดวันอาสาฬหบูชาในราชกิจจาฯ
.
ศาสนาในความหมายโบราณ โดยเฉพาะแนวคิดแบบอินเดียคือ “คำสอน” ไม่ใช่ตัวความเชื่อหรือองค์ประกอบอื่นๆ แยกขาดจากอีก “ศาสนา” หนึ่ง
.
ดังนั้น ศาสนาแบบที่เขียนในประกาศคือ แนวคิดศาสนาแบบตะวันตกที่มีแนวคิดแบบคริสต์ศาสนาเป็นฐาน
.
พระพุทธะจึงไม่ได้ประกาศศาสนาในแนวคิดแบบนั้นนะครับ ท่านประกาศคำสอนและวิถีชีวิตชุมชนของตนเองเท่านั้น โต้แย้งความคิดของศาสนาที่มีก่อนแต่ก็ไม่ทั้งหมด และรับเอาประเพณีเดิมมาอนุโลมใช้ด้วย
.
◤นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน คือปี 2501 พระพิมลธรรม สังฆมนตรีปกครองได้จัดให้มีการตั้ง “โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์” ขึ้นมาด้วยนะครับ โดยมีเป้าหมายให้การศึกษาแก่นักเรียนในวันอาทิตย์
.
แม้ฝ่ายพระท่านว่า พระพิมลธรรมได้แบบอย่างมาจากการศึกษาทางศาสนาในพม่าซึ่งเอาจริงเอาจังมาก แต่การกำหนดให้เรียนใน “วันอาทิตย์” และเน้นกลุ่มเยาวชนนั้น ผมเห็นว่านี่คือการต่อสู้กับการเผยแผ่คริสต์ศาสนา โดยใช้เทคนิคและวิธีการที่คล้ายกันนั่นเอง
.
แน่นอนครับว่า วันอาสาฬหบูชาจะเก่าใหม่แค่ไหนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เท่ากับว่าวันสำคัญทางศาสนานี้น่าจะมีนัยเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางศาสนาในสังคมไทยซึ่งเราควรจะได้เรียนรู้ด้วย ส่วนการบำเพ็ญกุศลกิจอันนี้ก็ตามแต่ศรัทธาครับ


พินิจพิเคราะห์ เรื่องวัน “อาสาฬหบูชา” โดยเสฐียรพงษ์ วรรณปก
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_124493




อ.สุรชาติ ถอดรหัส "นก 4 ตัว" ในไฟใต้ 🦅รัฐบาลจะฝ่ากับดักทั้ง 4 และคลี่คลายไฟใต้ได้จริงหรือ ถ้าไม่มี Political Will ที่เข้มแข็งพอ ที่จะทุบหม้อข้าวของกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์ (แร้ง/อีกา) และ ปรับสมดุลระหว่าง "เหยี่ยว" และ "พิราบ"?


Nation Online

11 hours ago
·
"สุรชาติ" ถอดรหัสปัญหาชายแดนใต้ผ่านแนวคิด 'นก 4 ตัว' ชี้ไม่ได้มีแค่ "เหยี่ยว-พิราบ" แต่ยังมี "แร้ง-อีกา" ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์และสร้างอำนาจ จนการแก้ปัญหายิ่งซับซ้อน

รัฐบาลจะฝ่ากับดักทั้ง 4 และคลี่คลายไฟใต้ได้จริงหรือไม่?

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1543525311153490&set=a.617861460386551
.....

บทวิเคราะห์ของ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ได้เปรียบเทียบตัวละครหรือกลุ่มอิทธิพลในสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ผ่านกรอบคิด "นก 4 ตัว" ซึ่งช่วยให้เรามองเห็นภาพความซับซ้อนของปัญหาได้ชัดเจนขึ้นมากกว่าแค่การมองแบบมิติเดียว (รัฐ vs ผู้ก่อความไม่สงบ)

🦅 ถอดรหัส "นก 4 ตัว" ในไฟใต้

แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า ตัวละครในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงหรือกลุ่มที่ต้องการสันติภาพ แต่ยังมีกลุ่มที่สูบฉีดและใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งอีกด้วย:

🦅 เหยี่ยว (Hawks): กลุ่มที่เน้นการใช้สายตาแข็งกร้าว มาตรการทางทหาร การปราบปราม และอำนาจบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เชื่อในการใช้กำลังแก้ไขปัญหา

🕊️ พิราบ (Doves): กลุ่มที่เน้นการเจรจา การพูดคุยสันติสุข กระบวนการทางสันติวิธี การเปิดพื้นที่ทางการเมือง และการสร้างความเข้าใจ

🦅 แร้ง (Vultures): กลุ่มที่ "แสวงหาผลประโยชน์" จากงบประมาณและสถานการณ์ความไม่สงบ ไม่ว่าจะเป็นงบด้านความมั่นคง งบพัฒนา หรือการค้าของผิดกฎหมาย กลุ่มนี้ไม่ต้องการให้ไฟใต้ดับเพราะจะเสียแหล่งรายได้

🐦‍⬛ อีกา (Crows): กลุ่มที่ "ใช้อำนาจและสร้างสถานการณ์" แทรกแซง สร้างความระส่ำระสาย หรือใช้ความขัดแย้งเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองและต่อรองอำนาจในระดับต่างๆ

🛑 กับดักสำคัญ: ทำไมไฟใต้ถึงยังไม่ดับ?

เหตุผลที่การแก้ไขปัญหายืดเยื้อมานาน ไม่ใช่แค่เพราะ "เหยี่ยว" กับ "พิราบ" เห็นไม่ตรงกัน แต่เป็นเพราะ "แร้ง" และ "อีกา" เข้ามาเกาะกินและขัดขวางกระบวนการแก้ปัญหา:

เศรษฐกิจสงคราม (War Economy): มีกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากงบประมาณดับไฟใต้หลักแสนล้านบาทตลอดหลายปีที่ผ่านมา

การเสียดทานทางอำนาจ: มีผู้เสียประโยชน์หากพื้นที่กลับคืนสู่สภาวะปกติ เช่น เครือข่ายธุรกิจสีเทา ชายแดน และกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น

💡 รัฐบาลจะฝ่ากับดักและคลี่คลายปัญหาได้จริงหรือ?

การจะก้าวข้ามกับดักนกทั้ง 4 ตัวนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากรัฐบาลต้องการคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนดังนี้:

1. จัดการ "แร้ง" และ "อีกา" อย่างเด็ดขาด

ปฏิรูปการใช้วัตถุประสงค์และตรวจสอบ งบประมาณดับไฟใต้ ให้มีความโปร่งใส ไม่ให้เกิดการรั่วไหลหรือกลายเป็นงบเลี้ยงไข้

ปราบปราม เครือข่ายสิ่งผิดกฎหมาย (น้ำมันเลื่อน, ยาเสพติด, สินค้าหนีภาษี) ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญของทั้งกลุ่มป่วนเมืองและกลุ่มอิทธิพล

2. ปรับสมดุลระหว่าง "เหยี่ยว" และ "พิราบ"

ย้ายศูนย์กลางการแก้ปัญหาจาก "งานความมั่นคงนำการเมือง" มาสู่ "งานการเมืองและการพัฒนาที่จริงใจนำการมั่นคง"

ยกระดับกระบวนการพูดคุยสันติสุขให้มีกรอบเวลาชัดเจน และเปิดให้ภาคประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

3. สร้างเอกภาพในนโยบายรัฐ

ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานในพื้นที่ (กอ.รมน., ศอ.บต., ตำรวจ, ทหาร) ไม่ให้เกิดการแข่งกันสร้างผลงานหรือขัดขา กันเอง

สรุป: รัฐบาลจะฝ่ากับดักนี้ได้ ก็ต่อเมื่อมีความเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ที่เข้มแข็งพอ ที่จะทุบหม้อข้าวของกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์ (แร้ง/อีกา) และกล้าเปลี่ยนผ่านจากการใช้กำลังปราบปราม ไปสู่การใช้นโยบายทางการเมืองและสันติวิธีอย่างแท้จริง



ร่วมลงชื่อทบทวนโครงการ #AIPass ส่งให้ #กระทรวงดีอี ใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาที ที่ลิงค์นี้







https://x.com/thuntee/status/2082298921846792218


https://www.facebook.com/SarineeA/posts/1608103164018698

Sarinee Achavanuntakul - สฤณี อาชวานันทกุล 
15 hours ago
·
สำหรับใครที่มองว่า โครงการ TH-AI Passport (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น AI-Pass) ไม่คุ้มค่า ส่อทุจริต คิดว่าเงิน 1,600++ ล้าน เอาไปทำอย่างอื่นได้ดีกว่านี้มาก ชวนลงชื่อขอให้ดีอีทบทวน ได้ที่เว็บนี้ค่ะ มีการรวบรวมเหตุผลความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ด้วย

ส่วนตัวร่วมลงชื่อแล้ว ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า TOR ส่อล็อกสเป็กอย่างร้ายแรงตั้งแต่ต้น และถ้าการเขียน TOR แบบนี้ถูกปล่อยผ่าน การล็อกสเป็กในอนาคตจะทำได้อย่างแพร่หลายมากกว่านี้มากในไทย เพราะแค่ล็อกสเป็กเงื่อนไขการตลาดหรือการประชาสัมพันธ์ก็พอ ไม่ต้องสนใจเงื่อนไขผลผลิตหลักของโครงการ
 
และด้วยความที่โครงการนี้ส่อล็อกสเป็กอย่างน่าเกลียด ป.ป.ช. ควรรับเรื่องนี้ไปสอบทุจริตค่ะ รอนักการเมืองฝ่ายค้านยื่นเรื่องด้วย




UN เผยยอดเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกส่งไปยังแหล่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเอเชียพุ่งสูงขึ้น - "เราต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิต หยุดยั้งขบวนการค้ามนุษย์ และปิดช่องโหว่ที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้ประโยชน์" IOM ประเมินว่าจำนวนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในลักษณะนี้มีจำนวนหลายหมื่นคน

ภาพกล่องขนาดเล็กจำนวนมากที่บุด้วยโฟมซับเสียง ซึ่งกลุ่มมิจฉาชีพใช้โทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อ ถูกพบเห็นท่ามกลางซากปรักหักพังและเพดานที่พังถล่มลงมาบางส่วน ภายในสถานที่แห่งหนึ่งในพื้นที่ O'Smach เมือง Samraong จังหวัด Oddar Meanchey ประเทศกัมพูชา ซึ่งใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 (ภาพจาก REUTERS/Chalinee Thirasupa/File Photo)


UN เผยยอดเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกส่งไปยังแหล่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเอเชียพุ่งสูงขึ้น

รอยเตอร์

สรุปประเด็นสำคัญ
  • มีผู้คนจากกว่า 80 ประเทศถูกล่อลวงเข้าสู่แหล่งกบดานของแก๊งมิจฉาชีพ
  • IOM ระบุว่าเหยื่อถูกหลอกด้วยโฆษณาปลอมและถูกยึดเอกสารสำคัญ
  • บางรายถูกขังเดี่ยวหรือเผชิญกับการล่วงละเมิดทางเพศ ตามข้อมูลจาก Amy Pope ผู้อำนวยการใหญ่ IOM
เจนีวา 28 กรกฎาคม (รอยเตอร์) - หน่วยงานด้านการย้ายถิ่นฐานของสหประชาชาติ (UN) ออกมาเตือนเมื่อวันอังคารเกี่ยวกับจำนวนผู้คนที่ถูกบังคับให้ทำงานในแหล่งแก๊งมิจฉาชีพ (scam compounds) ในเอเชียที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยระบุว่ามีผู้คนจากกว่า 80 ประเทศถูกล่อลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และบางรายยังถูกล่วงละเมิดทางเพศอีกด้วย

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า มีการเกิดขึ้นของศูนย์ปฏิบัติการแก๊งมิจฉาชีพขนาดใหญ่ซึ่งจ้างแรงงานมากถึง 300,000 คน กระจายอยู่ในเมียนมา กัมพูชา และลาว เพื่อดำเนินกลโกงออนไลน์หลอกลวงผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุในประเทศตะวันตก

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของ UN ระบุว่าคนจำนวนมากในกลุ่มนี้เองก็ถูกหลอกลวงให้เข้ามาทำงาน โดยมีการใช้โฆษณารับสมัครงานปลอมที่เสนอสัญญาจ้างงานรายได้ดีสำหรับผู้ที่มีทักษะภาษาอังกฤษและวุฒิการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

IOM ระบุว่า เมื่อหลงเชื่อเข้ามาแล้ว พวกเขาจะถูกยึดเอกสารสำคัญและถูกบังคับให้ปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ภายใต้การข่มขู่และความรุนแรง Amy Pope ผู้อำนวยการใหญ่ IOM กล่าวว่า หลายคนต้องเผชิญกับตราบาปทางสังคมและหนี้สิน รวมถึงบาดแผลทางใจจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือการถูกขังเดี่ยว

สื่อสังคมออนไลน์ขยายขอบเขตการเข้าถึง

"ผู้คนที่ติดอยู่ในแหล่งแก๊งมิจฉาชีพเหล่านี้คือเหยื่อของการค้ามนุษย์ ซึ่งถูกบังคับให้ก่ออาชญากรรมผ่านความรุนแรง การข่มขู่ และการบีบบังคับ" Pope ซึ่งเคยทำงานเป็นอัยการคดีค้ามนุษย์กล่าว

"เราต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิต หยุดยั้งขบวนการค้ามนุษย์ และปิดช่องโหว่ที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้ประโยชน์" เธอกล่าว

IOM ประเมินว่าจำนวนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในลักษณะนี้มีจำนวนหลายหมื่นคน

Pope กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเจนีวาว่า IOM ได้ให้ความช่วยเหลือเหยื่อจากราว 30 ประเทศที่ถูกหลอกลวงเข้ามาทำงานด้วยข้อมูลเท็จ

"เครือข่ายหลักมีฐานปฏิบัติการอยู่ในเอเชีย แต่ด้วยอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์และความสามารถในการเข้าถึงผู้คนในหลายประเทศ ทำให้ขอบเขตการปฏิบัติการของพวกเขาขยายตัวออกไปอย่างมาก" เธอกล่าว พร้อมประเมินว่ามีผู้คนจากกว่า 80 ประเทศที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในขบวนการนี้ Pope กล่าวว่า แม้ผู้ตกเป็นเหยื่อจะสามารถหลบหนีออกมาได้หรือได้รับการช่วยเหลือจากการบุกเข้าตรวจค้นของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่บางครั้งพวกเขากลับต้องเผชิญกับภัยคุกคามว่าจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย

เธอชื่นชมรัฐบาลของประเทศต่างๆ เช่น ไทย ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการระบุตำแหน่งของศูนย์เหล่านี้ แต่ก็ระบุว่ายังจำเป็นต้องมีความพยายามเพิ่มเติมเพื่อค้นหาศูนย์ที่ลักลอบดำเนินงานอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของเอเชีย ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

แถลงการณ์ของ IOM ระบุว่า "IOM เรียกร้องให้มีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ทั้งในด้านการคุ้มครอง การส่งตัวกลับอย่างปลอดภัย และการกลับคืนสู่สังคม พร้อมทั้งยกระดับความพยายามในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกลวิธีของขบวนการค้ามนุษย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถตระหนักถึงความเสี่ยงและทราบช่องทางในการขอความช่วยเหลือ"

บทความแปลจาก Reuters
UN says human trafficking into Asian scam centres is surging

https://www.reuters.com/legal/government/un-says-human-trafficking-into-asian-scam-centres-is-surging-2026-07-28/
July 28, 2026



ขณะที่รัฐบาลจีนกำลังนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ ในความพยายามเพื่อก้าวขึ้นสู่เป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีชั้นนำของโลก แต่พบความท้าทายใหม่ วิดีโอปลอมจาก AI แพร่ข้อมูลเท็จ


ภาพหน้าจอแสดงให้เห็นสื่อของรัฐบาลจีนกำลังหักล้างเนื้อหาจาก AI

จีนพบความท้าทายใหม่ หลังวิดีโอปลอมจาก AI แพร่กระจายท่ามกลางภัยพิบัติทางธรรมชาติ

สตีเฟน แมคโดเนลล์
ผู้สื่อข่าวประจำประเทศจีน บีบีซีนิวส์
28 กรกฎาคม 2026

ในขณะที่จีนกำลังรับมือกับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นโนอึลที่พัดขึ้นฝั่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ต่างตระหนักอย่างเจ็บปวดว่า พวกเขาอาจต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มเติมอีกประการหนึ่งจากคลิปวิดีโอที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ซึ่งให้ข้อมูลผิดพลาดอย่างอันตราย

พายุรุนแรงและเหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดคลิปวิดีโอปลอมจำนวนมากแพร่กระจายอยู่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวมถึงภาพศพลอยอยู่ในน้ำท่วม ภาพที่ฉายให้เห็นถึงสภาพน้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่ที่ไม่ได้ได้รับผลกระทบจริง และรายละเอียดความพยายามรับมือในเหตุฉุกเฉินปลอม ๆ

ในบางพื้นที่ มีวิดีโอให้ข้อมูลเท็จว่ามีไฟฟ้าดับ ทำให้ประชาชนแห่กันไปซื้อเสบียงมากักตุนด้วยความตื่นตระหนก

วิดีโออื่น ๆ ก็อาศัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมาสร้างเรื่องราว

เหตุการณ์น้ำท่วมในเมืองเหิงโจว มณฑลกวางซี เมื่อต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาทำให้งูหลายร้อยตัวหลุดออกจากฟาร์มเพาะเลี้ยง แต่ในโลกออนไลน์กลับมีการเผยแพร่ภาพปลอมที่อ้างว่าจระเข้ถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำด้วย

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดและอันตรายอยู่แล้ว ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการต้องอพยพผู้คนครั้งใหญ่และต้องมีปฏิบัติการกู้ภัยที่สลับซับซ้อน ทางการต้องการหลีกเลี่ยงความตื่นตระหนก ทว่า ตอนนี้พวกเขากังวลว่าเทคโนโลยีเอไอซึ่งจีนทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปนั้น จะกลายเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้หลอกลวงประชาชนได้โดยทั้งใช้งานง่ายและเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง

"คอนเทนต์ครีเอเตอร์หลายคนพยายามใช้ข่าวภัยพิบัติมาเรียกยอดผู้ติดตาม โดยรู้ว่าคอนเทนต์ที่สร้างความตื่นเต้นหรือเกินจริงจะได้รับยอดไลก์ (ถูกใจ) และยอดวิว (รับชม) มากขึ้น พวกเขาจงใจสร้างข้อมูลเท็จเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คน" หวง จื้อฮวา รองหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยสาธารณะออนไลน์ของกรมตำรวจเจ้อเจียง กล่าวกับสื่อของรัฐบาลจีน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจับกุมคอนเทนต์ครีเอเตอร์หลายรายจากเหตุสร้างเนื้อหาวิดีโอปลอมและลงโทษด้วยวิธีการต่าง ๆ ตั้งแต่การควบคุมตัวเพื่อรอการดำเนินคดีอาญาไปจนถึงการปรับเงิน

แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า วิกฤตข้อมูลเท็จที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอาจกำลังก่อตัวขึ้น


เนื้อหาปลอมที่แสดงภาพจระเข้ถูกปล่อยลงแม่น้ำ

ในบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ศาสตราจารย์เฉิน ปิน กล่าวว่า "ปัญญาประดิษฐ์ได้ลดอุปสรรคทางเทคนิคในการสร้างข้อมูลเท็จลงอย่างมาก ปัจเจกชนไม่จำเป็นต้องมีทักษะทางเทคนิคที่ซับซ้อนอีกต่อไป เพียงแค่สั่งการเอไอ พวกเขาก็สามารถสร้างข้อความ รูปภาพ เสียง และวิดีโอที่ดูสมจริงได้อย่างรวดเร็ว... แม้จะดูสมจริงอย่างยิ่ง แต่เนื้อหาเหล่านี้ล้วนถูกสร้างขึ้นมา และสามารถผลิตได้ครั้งละจำนวนมาก"

ศาสตราจารย์เกา ฟู่ผิง จากมหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์และกฎหมายแห่งจีนตะวันออก (East China University of Political Science and Law) กล่าวกับบีบีซีว่า แรงจูงใจในการเผยแพร่เนื้อหาเท็จดังกล่าวมีหลากหลาย ตั้งแต่ผู้ที่ทำไป "เพื่อสร้างความสนุกขบขันโดยไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมา" ไปจนถึงผู้ที่ต้องการ "สร้างยอดผู้เข้าชมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว" หรือผู้ที่ต้องการ "ก่อให้เกิดความแตกตื่นหรือความไม่สงบในสังคม" โดยเจตนา

"ผู้ใช้งานบางคนคิดว่าโลกออนไลน์เป็นโลกนิรนาม ไม่มีการควบคุม หรือคิดว่าไม่สามารถติดตามตัวได้" เขากล่าว

มีการเรียกร้องให้เนื้อหาที่สร้างโดยเอไอทั้งหมดมีการประทับตราให้ชัดเจนว่าสร้างจากปัญญาประดิษฐ์ แต่ผู้ใช้รายอื่นสามารถแก้ไขเนื้อหานั้นได้โดยการลบเครื่องหมายเหล่านั้นออก

ศาสตราจารย์ซู เสี่ยวเค่อ จากมหาวิทยาลัยครูแห่งปักกิ่ง (Beijing Normal University) กล่าวกับบีบีซีว่า เราจำเป็นต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการตรวจสอบตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ด้วยการประทับเวลา และการตรวจสอบแหล่งที่มาของภาพด้วย

"ถึงกระนั้น ผมอยากเน้นย้ำว่าเทคโนโลยีการตรวจจับยังคงตามหลังเทคโนโลยีการสร้างเนื้อหาอยู่ เรากำลังอยู่ในเกมแมวไล่จับหนูตลอดเวลา ดังนั้นเราไม่ควรคิดว่าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวจะสามารถระบุเนื้อหาที่สร้างโดยเอไอได้ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว" เขากล่าวเตือน


เนื้อหาที่สร้างโดย AI อ้างว่าการช่วยเหลือหมูได้รับความสำคัญมากกว่าการช่วยเหลือมนุษย์

รัฐบาลจีนกำลังนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในความพยายามเพื่อก้าวขึ้นสู่เป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีชั้นนำของโลก

ในปี 2017 รัฐบาลประกาศว่าเอไอจะเป็น "แรงขับเคลื่อนหลัก" ของความก้าวหน้าของประเทศ

เม็ดเงินมหาศาลกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ธุรกิจเอไอ ขณะที่บริษัทต่าง ๆ เร่งแสวงหาเงินทุนเพิ่มเติม ส่งผลให้การแข่งขันภายในประเทศทวีความเข้มข้นขึ้น สำนักข่าวซินหัวซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐรายงานว่า ปัจจุบันประเทศจีนมี "บริษัทเอไอ" มากกว่า 6,000 แห่ง

ในสถานการณ์เช่นนี้ ศาสตราจารย์ซูเชื่อว่าจีนจำเป็นต้องสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่น่าเชื่อถือ" ซึ่งอาจรวมถึงระบบเตือนภัยล่วงหน้าอย่างเป็นทางการของรัฐบาล และอินเทอร์เฟซรับมือภัยพิบัติที่องค์กรข่าวสามารถเข้าถึงได้

ทว่ามีบางกรณีที่แหล่งข้อมูลทางการ รวมถึงสื่อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล จงใจลดระดับภัยพิบัติ ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนไม่ไว้วางใจเช่นกัน

เมื่อต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา นักข่าวท้องถิ่นถูกขอให้ "ลดความรุนแรง" ของถ้อยคำที่ใช้บรรยายรอยแตกขนาดใหญ่ในกำแพงเขื่อนหลิวหลาน ใกล้เมืองหนานหนิง โดยใช้คำว่า "ช่องเปิด" หรือ "ช่องว่าง" แทน

ดูเหมือนเจ้าหน้าที่พยายามทำให้เหตุการณ์เขื่อนแตกดูไม่น่าตกใจมากนัก แต่ผลที่ตามมานั้นร้ายแรง น้ำพุ่งทะลักออกมาจากเขื่อนที่พังทลาย ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 รายในบริเวณปลายน้ำ



และนี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

ในปี 2021 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นถูกจับกุมในข้อหาปกปิดหรือรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตต่ำกว่าความเป็นจริงจำนวน 139 รายในมณฑลเหอหนาน

เหตุการณ์เช่นนี้ส่งผลให้เกิดสุญญากาศแห่งความไว้วางใจ ซึ่งทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเผยแพร่เนื้อหาปลอมได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ดี ตำรวจได้ขอร้องให้ประชาชนเชื่อถือแหล่งข้อมูลที่ได้รับการรับรองในช่วงเวลาฉุกเฉิน

เกา ไค จากสำนักงานความปลอดภัยสาธารณะหนิงโป กล่าวว่า "เมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติจากแหล่งที่ไม่รู้จัก ควรพิจารณาด้วยความระมัดระวังและยึดถือประกาศอย่างเป็นทางการเป็นหลัก"

เขายังพยายามสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่า ผู้สร้างข้อมูลเท็จจะถูกจับกุม โดยกล่าวว่า "อินเทอร์เน็ตไม่ใช่พื้นที่ไร้กฎหมาย หน่วยงานด้านความมั่นคงสาธารณะจะยังคงเพิ่มความพยายามในการปราบปรามกิจกรรมออนไลน์ที่ผิดกฎหมายต่อไป"

"เราได้จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นเพื่อติดตามสื่อสังคมออนไลน์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น พวกเขาจะสืบสวนและจัดการกับกรณีเหล่านี้อย่างรวดเร็ว และดำเนินการอย่างเข้มงวด"

บทลงโทษอาจมีตั้งแต่ปรับไปจนถึงจำคุกสูงสุด 7 ปี หากผลกระทบจากข้อมูลเท็จนั้นร้ายแรงมากพอ

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. สำนักงานบริหารไซเบอร์ของจีนได้ประกาศดำเนินการปราบปรามเนื้อหาปลอมบนอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมและภัยพิบัติอื่น ๆ ทั่วประเทศ โดยสั่งการให้สาขาท้องถิ่นมุ่งเน้นไปที่การตรวจจับข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น การตัดต่อมุ่งร้าย การจัดฉาก เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่บิดเบือน และผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเสริมสร้างการตรวจสอบเนื้อหาที่เผยแพร่ด้วย

ศาสตราจารย์เกาเชื่อว่า "คำตอบคือการให้ความรู้แก่ประชาชนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย" โดยกล่าวว่า "มีความจำเป็นต้องเผยแพร่กรณีจริงที่ผู้คนได้รับการลงโทษ"

เขากล่าวเสริมว่า "อันตรายที่เกิดจากเนื้อหาปลอมที่สร้างโดยเอไอนั้น ในที่สุดแล้วเป็นผลมาจากวิธีที่ผู้คนเลือกใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีเอง... กฎหมายที่มีอยู่เพียงพอในการจัดการกับเรื่องนี้ได้แล้ว"

อย่างไรก็ตาม คนอื่น ๆ กลับไม่มั่นใจนัก ศาสตราจารย์เฉินชี้ว่า "เทคโนโลยีเอไอยังคงพัฒนาไปอย่างรวดเร็วกว่ากรอบกฎหมายมาก เมื่อมีคำถามทางกฎหมายใหม่ ๆ เกิดขึ้น ข้อมูลเท็จที่เกิดจากเอไอจึงยังคงเป็นความท้าทายอย่างมาก"

ปีเตอร์ แพง ทนายความที่ประจำอยู่ในเซี่ยงไฮ้และวอชิงตัน กล่าวว่า ทนายความทั่วโลกกำลังพบว่าจำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

เขาเชื่อว่า บริษัทที่สร้างแอปพลิเคชันเอไอ และแพลตฟอร์มที่ใช้เผยแพร่คลิปวิดีโอปลอมและเนื้อหาอื่น ๆ ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายร่วมกับคนที่สร้างข้อมูลเท็จ

"อันดับแรกคงต้องเป็นแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพราะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ พวกมันคือสิ่งที่ทำให้สิ่งนี้แพร่กระจายออกไปได้" เขากล่าวกับบีบีซี

เขาสมมติตัวอย่างเหตุบุคคลที่ขับรถชนคนเดินเท้าเนื่องจากตกใจกลัวจากโพสต์ปลอมในโซเชียลมีเดีย

"ผู้สร้างวิดีโออาจพูดว่า 'คุณขับรถชนคน นั่นเป็นปัญหาของคุณ ฉันไม่ได้ทำ' แต่ลองคิดดูให้ดี คุณเป็นคนสร้างพื้นฐานที่ทำให้ผู้คนแสดงปฏิกิริยา หากคุณเป็นคนสร้างความตื่นตระหนก คุณก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา"

ศาสตราจารย์ซูเตือนว่า "ข้อมูลเท็จที่สร้างขึ้นโดยเอไอมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไม่เพียงแต่ในด้านปริมาณ แต่ยังรวมถึงความเร็วในการแพร่กระจายด้วย"

"เมื่อมองไปข้างหน้า การเลือกตั้งทางการเมือง ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ความขัดแย้งทางอาวุธ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้คน ล้วนมีแนวโน้มจะกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงต่อข้อมูลเท็จที่สร้างขึ้นโดยเอไอ"

"แทนที่จะรอให้ข้อมูลเท็จแพร่กระจายไปทั่วก่อนแล้วค่อยพยายามควบคุม รัฐบาลและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ควรเตรียมตัวล่วงหน้าตั้งแต่ตอนนี้"

https://www.bbc.com/thai/articles/cx27ekz0je8o




พนักงานจากบริษัท AI ชั้นนำของโลกเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI มีพนักงานกว่า 1,000 คนจากบริษัทที่พัฒนา AI ระดับแนวหน้าได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI ลง เพื่อให้มาตรการด้านความปลอดภัยและความมั่นคงสามารถพัฒนาทันเทคโนโลยี



พนักงานจากบริษัท AI ชั้นนำของโลกเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI

CNN

บุคลากรระดับสูงจากบริษัทด้าน AI และเทคโนโลยีรายใหญ่ที่สุดได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ชะลอความเร็วในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ลง เพื่อให้มาตรการด้านความปลอดภัยและความมั่นคงสามารถพัฒนาตามทันเทคโนโลยีดังกล่าวได้

จดหมายระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ควรสนับสนุนความพยายามในระดับนานาชาติเพื่อพัฒนาเครื่องมือที่สามารถ "ควบคุมจังหวะการพัฒนา AI ล้ำสมัย (frontier AI) อย่างจงใจ"

มีพนักงานกว่า 1,000 คนจากบริษัทที่พัฒนา AI ระดับแนวหน้าได้ร่วมลงนามในจดหมายฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งดั้งเดิมของบริษัทผู้สร้าง ChatGPT) ผู้ร่วมก่อตั้งบางส่วนของ Anthropic และรองประธานจาก Meta, Google และบริษัทอื่นๆ

จดหมายฉบับนี้มีขึ้นท่ามกลางความก้าวหน้าครั้งสำคัญและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากระบบ AI ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา OpenAI เปิดเผยว่าโมเดลทดสอบสองตัวของบริษัทสามารถหลุดออกจากสภาพแวดล้อมการทดสอบในห้องปฏิบัติการ โดยสามารถเลี่ยงระบบป้องกันเพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสาธารณะและเจาะระบบภายในของบริษัทอื่นได้

"มีความเสี่ยงที่แท้จริงว่าขีดความสามารถของ AI อาจพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าที่เราจะเข้าใจหรือควบคุมระบบที่เกิดขึ้นได้" ผู้ลงนามระบุ "เพื่อให้ AI แสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ภาคอุตสาหกรรม รัฐบาล และสังคมโดยรวมอาจจำเป็นต้องมีทางเลือกในการซื้อเวลาเพื่อรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ พัฒนามาตรการความปลอดภัย และเสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลให้เข้มแข็งขึ้น"

OpenAI ระบุในแถลงการณ์ต่อ CNN ว่าบริษัทเห็นด้วยกับการชะลอความเร็วในการพัฒนา AI โดยกล่าวเสริมว่าพวกเขา "หวังที่จะมีส่วนร่วมในการดำเนินงานที่นำโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมกับห้องปฏิบัติการวิจัยอื่นๆ" ในประเด็นนี้

Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ผ่านพอดแคสต์เมื่อวันอังคารว่า อาจถึงเวลาแล้วที่จะต้องชะลอการพัฒนา AI โมเดลของ OpenAI ที่หลุดออกจากสภาพแวดล้อมการทดสอบนั้นกำลังก่อให้เกิด "คำถามระยะยาว" ว่าบริษัท AI ควรรับมือกับอัตราความก้าวหน้าใหม่นี้อย่างไร

"เราอาจต้องควบคุมจังหวะการพัฒนา AI เพื่อให้สังคมมีเวลาเพียงพอในการปรับตัวและสร้างความพร้อมรองรับขีดความสามารถระดับใหม่เหล่านี้" Altman กล่าว

ทางด้าน Anthropic ระบุในแถลงการณ์ว่า พวกเขา "ยินดีที่ได้เห็นฉันทามติในวงกว้าง" เกี่ยวกับความจำเป็นในการชะลอการพัฒนา AI "เพื่อให้สังคมสามารถเตรียมความพร้อมได้ทัน"

Meta ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ในขณะที่ Google ยังไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นในทันที “เรายินดีที่ได้เห็นฉันทามติในวงกว้างเกี่ยวกับความจำเป็นในการมีเครื่องมือทั้งทางเทคนิคและด้านธรรมาภิบาล เพื่อกำกับดูแลจังหวะการพัฒนา AI ที่ก้าวล้ำไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงความสามารถในการชะลอความเร็วของการพัฒนาลง เพื่อให้สังคมสามารถเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที” Anthropic กล่าวในความคิดเห็นที่ส่งถึง CNN

ทางด้าน Demis Hassabis ซีอีโอของ Google DeepMind ก็ได้เรียกร้องให้มีการจัดตั้งองค์กรกำหนดมาตรฐานสากลแห่งใหม่ขึ้น เพื่อช่วยวางแนวทางปฏิบัติสำหรับโมเดล AI รุ่นใหม่ๆ ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Altman, Elon Musk แห่ง SpaceX, Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft และบุคคลสำคัญอื่นๆ ในแวดวงอุตสาหกรรมนี้

John Schulman ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI ซึ่งต่อมาได้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการ AI ที่ชื่อว่า Thinking Machines กล่าวเสริมถึงเหตุผลที่เขาลงนามในจดหมายฉบับนี้ว่า จดหมายดังกล่าว “ช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับความจำเป็นที่อาจเกิดขึ้นในการมีกลไกประสานความร่วมมือ ในขณะที่การวิจัย AI แบบอัตโนมัติกำลังเร่งให้เกิดความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว” พร้อมทั้งกล่าวต่อว่า “ผมยังอยากเห็นห้องปฏิบัติการต่างๆ เริ่มออกแบบกลไกเหล่านี้ด้วยความสมัครใจ แม้กระทั่งก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้ามามีบทบาทก็ตาม”


บทความแปลจาก CNN
Employees at the world’s biggest AI companies are calling for a slowdown in AI development

https://www.cnn.com/2026/07/28/tech/ai-development-tech-employees-open-letter
17 Hours ago







 

เกษียร เตชะพีระ : อ่านมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ในงานของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด คลิปจากงานเสวนา "มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์?"


เกษียร เตชะพีระ : อ่านมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ในงานของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

Jun 12, 2019

คลิปจากงานเสวนา "มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์?" เกษียร เตชะพีระ: อ่านมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ในงานของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เนื่องในโอกาสตีพิมพ์หนังสือ "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย" โดยกุลลดา เกษบุญชู มี้ด วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2562 ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

https://www.youtube.com/watch?v=4XBSwfdWAxQ
.....




https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10243777362112417

Kasian Tejapira 
Yesterday
·
อาลัยอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ครูพักลักจำของผมเรื่องประวัติศาสตร์รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทย

%%%%%%%%

ผมได้รู้จักอ.กุลลดาตั้งแต่ครั้งเพิ่งออกจากป่าเมื่อเกือบ ๕๐ ปีก่อน และได้รู้จักงานของอาจารย์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเมื่อใช้หนังสือจากดุษฎีนิพนธ์ที่ทำยาวนานร่วมสองทศวรรษของอาจารย์มาเป็นตำราหลักเล่มหนึ่งในการสอนสัมมนาการเมืองไทยระดับปริญญาโท-เอกต่อเนื่องมา ๑๕ ปีถึงปัจจุบัน
 
กล่าวได้ว่า The Rise and Decline of Thai Absolutism (2004) เป็นงานที่เติมเต็มและพิสูจน์ชัดซึ่งบททดลองเสนอของครูเบ็น แอนเดอร์สันเกี่ยวกับรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์สยามสมัยรัตนโกสินทร์ในบทความปริทัศน์ของท่านเรื่อง "Studies of the Thai State: The State of Thai Studies" (1978)
 
ในตัวอาจารย์ ผมได้เห็นนักวิชาการที่เอาจริงกับความรู้ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและหลักคิดทฤษฎี ไม่แต่ในระดับประเทศแต่ครอบคลุมทั้งสากล กล้าหาญและซื่อตรงกับวิชาการโดยทรนงต่อแรงกดดันของอวิชชา มิจฉาทิฐิและการเมือง อาจารย์เป็นแบบอย่างว่าวงวิชาการไทยยังไม่สิ้นคนดีที่เรายกมือไหว้ได้ด้วยความเคารพศรัทธาอย่างเต็มใจ ผมเชื่อว่าผลงานของอาจารย์ยังจะช่วยหล่อเลี้ยงและจุดประกายปลุกเร้าสติปัญญาและจิตใจของผู้ใฝ่รู้และนักศึกษาประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ทั้งไทยและเทศไปอีกนานเท่านาน

ขอนำงานบางส่วนของผมที่อาศัยผลงานวิชาการของอาจารย์เป็นฐานมาโพสต์ซ้ำ ณ ที่นี้เพื่อแสดงความอาลัยเคารพรักและเป็นการเผยแผ่วิทยาทานที่อาจารย์หว่านเพาะปลูกสร้างไว้ให้กว้างขวางออกไป

เกษียร เตชะพีระ : อ่านมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ในงานของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด (จากงานอภิปรายเมื่อ ๗ ปีก่อน)
https://www.youtube.com/watch?v=4XBSwfdWAxQ

และชุดบทความในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อ ๑๐ ปีก่อนที่ผมเล่าถึงภูมิหลังและหยิบประเด็นสำคัญบางประเด็นของงานสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามของ อ.กุลลดา มาอภิปรายขยายความ




"ประดับไว้ในโลกา" ชวนอ่าน "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย" งานชิ้นเอกของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด

https://www.facebook.com/sameskybook/posts/1492400609598729

ฟ้าเดียวกัน 
1 hour ago
·
"ประดับไว้ในโลกา" ชวนอ่าน "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย" งานชิ้นเอกของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด
 
หนังสือเล่มนี้ไม่แค่สั่นสะเทือนวงวิชาการไทยศึกษาแต่ยังท้าทายทฤษฎีระดับโลก ผู้เขียนวิพากษ์ทฤษฎี “สงครามสร้างรัฐ” แล้วนำเสนอทฤษฎีใหม่คือ “เศรษฐกิจโลกสร้างรัฐ” โดยศึกษาการก่อรูปของรัฐไทยในศตวรรษที่ 19 ช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐศักดินามาเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนมาถึงรัฐชาติสมัยใหม่
 
งานชิ้นนี้ยังอ่านสนุกตื่นตาตื่นใจเพราะอัดแน่นด้วยข้อมูลชั้นต้นแบบที่นักเรียนประวัติศาสตร์น้อยคนจะค้นคว้าได้เช่นนี้ เราจะได้เห็นปฐมบทจนถึงปัจฉิมบทของการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างมีชีวิตชีวา ทั้งการต่อสู้ห้ำหั่นของกลุ่มอำนาจสามฝ่าย (สยามเก่า สยามอนุรักษ์ สยามหนุ่ม) และชัยชนะของรัชกาลที่ 5 การฟูมฟักชนชั้นนำผ่านระบบการศึกษา การสร้างระบบราชการสมัยใหม่ที่กลายเป็นระบบกลืนกินตัวเอง เพราะ “กระฎุมพีราชการ” ซึ่งเป็นสามัญชนมีการศึกษาที่ไต่เต้าเข้าสู่ระบบราชการด้วยความสามารถของตนเอง จะกลายเป็นพลังบ่อนทำลายพระราชอำนาจและทำให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงกาลล่มสลาย เราจะได้เห็นการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของการปกป้องระบอบนี้ไว้ เช่นการตั้งกองเสือป่าของรัชกาลที่ 6 ไปจนการเผชิญหน้ากับการท้าทายครั้งแรกของคณะผู้ก่อการกบฏ ร.ศ. 130
 
ที่อยากแนะนำเล่มนี้ เพราะปรากฏการณ์การเกิดครั้งที่สามของคณะราษฎรทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ล่มสลายไปแล้วนั้น ชิ้นส่วนกลไกของระบอบกลับดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ทำไมอุดมการณ์กษัตริย์นิยมถึงลงหลักปักฐานลงกับอุดมการณ์ชาติศาสน์กษัตริย์อย่างแนบแน่น การกลับไปอ่านหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เราขบคิดได้เปลาะหนึ่ง
 
ประกอบกับปรากฏการณ์การฟื้นคืนชีพของหนังสือวิชาการไทยศึกษาเชิงวิพากษ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหนังสือเล่มนี้ ยืนยันได้จากผลสำรวจการอ่านในม็อบนักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศ "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย" ของกุลลดา เกษบุญชู มี้ด เป็นหนังสือที่นักเรียนนักศึกษาพูดถึงมากที่สุด เพราะมันเป็นหนังสือที่เปิดโลกให้พวกเขาได้เห็นประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่งของการสร้างระบบราชการ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ และผลกระทบจากการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่
 
การที่เยาวชนคนหนุ่มสาวในศตวรรษที่ 21 กลับไปอ่าน(ใหม่)เหตุการณ์ที่เกิดในศตวรรษที่ 19 เพื่อทำความเข้าใจระบอบการเมืองที่พวกเขากำลังต่อสู้อยู่ ก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่าหนังสือวิชาการคลาสสิกที่น่าจะยืนอยู่บนหิ้งเล่มนี้ ได้เกิดใหม่อีกครั้งกลายเป็นหนังสือที่ไม่แค่น่าอ่าน แต่จำเป็น “ต้องอ่าน” อย่างยิ่ง ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เราต่างเคยวาดหวังกันว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา”

แนบท้าย: ภาพลายมือตรวจแก้ต้นฉบับของ อ.กุลลดาเมื่อปี 2562 ฟ้าเดียวกันขออนุญาตนำมาเผยแพร่แก่ผู้อ่านเพื่อแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทพากเพียรทำงานหนักของอาจารย์จวบจนนาทีสุดท้ายก่อนส่งโรงพิมพ์ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับกองบรรณาธิการที่ครั้งหนึ่งได้ร่วมงานกับอาจารย์ และได้ตีพิมพ์งานอันทรงคุณค่านี้ออกสู่สายตาผู้อ่านชาวไทย
______
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย
https://sameskybooks.net/product/9786167667782/