
"มันแพร่ไปเหมือนโรคระบาด" รู้จักชุมชน True Crime Community (TCC) ที่ถูกเชื่อมโยงกับเหตุรุนแรงโดยเยาวชนทั่วอาเซียน
เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซี
คำเตือน: เนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรุนแรง อาจทำให้ผู้อ่านไม่สบายใจคลิปวิดีโอหนึ่งถูกเผยแพร่ทางติ๊กตอกไม่นานหลังเกิดเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ตัวการ์ตูนในวิดีโอนั้นเป็นรูปเด็กผู้ชายสวมเสื้อสีม่วงและใส่แว่น คล้ายกับเด็กชายวัย 14 ปีผู้ก่อเหตุ ในมือขวาของตัวการ์ตูนถือปืนกระบอกหนึ่งพร้อมโยกไปตามจังหวะดนตรี ซึ่งเนื้อเพลงส่วนหนึ่งร้องว่า "ปัง ๆ ๆ จนกว่าฉันจะสอยเธอร่วง"
ไม่เพียงแต่รูปพรรณสัณฐานของตัวการ์ตูนในคลิปจะคล้ายกับผู้ก่อเหตุเท่านั้น แต่ภาพพื้นหลังในวิดีโอนั้นยังเป็นภาพห้องเรียนจริง ๆ จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ด้วย

เนื้อเพลงส่วนหนึ่งของคลิปนี้ร้องว่า "ปัง ๆ ๆ จนกว่าฉันจะสอยเธอร่วง"
บนแพลตฟอร์มติ๊กตอกยังมีคลิปลักษณะเดียวกันอีกเป็นจำนวนมาก เช่นคลิปวิดีโออีกชิ้นหนึ่งเป็นภาพบริเวณป้ายหน้าโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี และกลางภาพมีร่างของเด็กชายวัย 14 ปีผู้ก่อเหตุ ดัดแปลงให้เต้นตามจังหวะดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมตัวเลขคล้าย "แต้ม" ค่อย ๆ ปรากฏตั้งแต่เลข -1 จนถึง -10

คลิปวิดีโอทั้งสองบนติ๊กตอกมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือติด #TCC ซึ่งย่อมาจาก True Crime Community เมื่อกดเข้าไปดูในแฮชแท็กดังกล่าว เราจะพบเนื้อหามากมายเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและทั่วโลก
ชุมชนออนไลน์ที่เรียกตัวเองว่า True Crime Community นี้คืออะไร และมีความเชื่อมโยงกับเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในโลกจริงด้วยหรือไม่ บีบีซีไทยหาคำตอบจากการพูดคุยกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายออนไลน์ การก่อการร้าย และกลุ่มผู้นิยมความสุดโต่ง
ชุมชนผู้ชื่นชอบอาชญากรรมสายดาร์กTCC ย่อมาจาก True Crime Community ซึ่งเป็นชุมชนผู้ชื่นชอบเรื่องราวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริง
ยาสมิน หว่อง นักวิจัยร่วมประจําศูนย์เพื่อความเป็นเลิศด้านความมั่นคงแห่งชาติ (Centre of Excellence for National Security - CENS) วิทยาลัยการระหว่างประเทศศึกษา เอส. ราชารัตนัม (S. Rajaratnam School of International Studies - RSIS) ประเทศสิงคโปร์ อธิบายว่าสมาชิกในกลุ่ม TCC มักจะสร้าง 'มีมด้านมืด (dark memes)' ขึ้นมาเพื่อเล่นมุกตลกกับเหตุโศกนาฏกรรมต่าง ๆ
"ยิ่งเนื้อหานองเลือดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับการตอบรับดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นการทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ" เธอระบุใน
งานเขียนของตนศ.ดร.จูลี เชอร์นอฟ ฮวัง ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายก่อการร้ายออนไลน์ จากภาควิชารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ณ วิทยาลัยเกาเชอร์ มลรัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา กล่าวกับบีบีซีไทยว่าสำหรับเธอแล้ว ตัวชุมชน TCC ไม่ได้อันตรายทั้งหมดเสมอไป โดยเธอแบ่งระดับความคลั่งไคล้ความรุนแรงของผู้คนในชุมชนนี้เป็นสามระดับ
ระดับแรกคือ กลุ่มที่ดูพอดคาสต์และรายการทีวีแนวอาชญากรรมและพูดคุยเรื่องนี้ในพื้นที่ออนไลน์ "นั่นอาจดูแปลก ๆ หน่อย แต่ก็ไม่มีอันตรายอะไร" ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง กล่าว
ส่วนกลุ่มที่สอง เธอระบุว่าหมายถึงคนที่เริ่มหมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องราวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริงอย่างจริงจัง และหมกมุ่นอยู่กับผู้ก่อเหตุเฉพาะรายหรือฆาตกรต่อเนื่อง จนถึงขนาดมีการสร้างเนื้อหาออนไลน์ถึงบุคคลนั้น ๆ เธอชี้ว่าการคลั่งไคล้ในระดับนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยที่อาจพัฒนาไปสู่การก่อความรุนแรงในโลกจริงได้
ส่วนกลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มที่พร้อมจะลงมือใช้ความรุนแรงจริงโดยได้รับแรงบันดาลใจหรือเลียนแบบผู้ก่อเหตุความรุนแรงคนก่อน ๆ และบางครั้งก็ทำในฐานะการสดุดีอาชญากรเหล่านั้น ซึ่งนักวิชาการจากสหรัฐอเมริกาผู้นี้เรียกว่า "ความรุนแรงเชิงเลียนแบบที่มีส่วนร่วม (participatory memetic violence)"
ใน
งานศึกษาของ ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ที่ตีพิมพ์ในปี 2568 ชี้ว่า เหตุความรุนแรงในภูมิภาคอาเซียนในรอบปีที่ผ่านมาหลายกรณีมีหลักฐานชี้ชัดว่าผู้ก่อเหตุเยาวชนได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม TCC ซึ่งเธอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2568 อย่างน้อย 3 เหตุการณ์
เหตุการณ์แรกคือกรณีเยาวชนอายุ 14 ปี ก่อเหตุใช้มีดแทงเพื่อนนักเรียนหญิงร่วมชั้นเรียนอายุ 16 ปีจนเสียชีวิตในโรงเรียนมัธยมในมาเลเซีย ผู้ก่อเหตุได้เขียนแถลงการณ์ไว้ โดยมีเนื้อหากล่าวอ้างและสดุดีเหตุกราดยิงในโรงเรียนของสหรัฐอเมริกาจำนวน 4 ครั้งและกล่าวถึงวรรณกรรมอีก 2 เรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกราดยิงในโรงเรียน
ตัวอย่างที่สองคือกรณีวางระเบิดโรงเรียนมัธยมปลายในจาการ์ตาเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย ในกรณีนี้ผู้ก่อเหตุอายุ 17 ปีเขียนชื่อผู้ก่อเหตุกราดยิงหลายสัญชาติไว้ที่ปืนแอร์ซอฟท์กันที่ติดตัวไว้ระหว่างก่อเหตุ ขณะที่บัญชีติ๊กตอกของเขาก็โพสต์เนื้อหาพร้อมติดแฮชแท็ก #TCC และ #TEECEECEE หลายครั้ง
ตัวอย่างที่สามคือกรณีที่กองกิจการความมั่นคงภายในของสิงคโปร์ (Internal Security Department - ISD)
รายงานว่าได้ดำเนินการภาคบังคับต่อเด็กชายวัย 14 ปี ซึ่งพบว่าเข้าถึงเนื้อหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริง (True Crime) ผ่านโซเชียลมีเดียและเริ่มโพสต์เนื้อหารุนแรงและแสดงออกว่าต้องการก่อความรุนแรงต่อชาวยิว และต้องการก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน
"เป็นโชคดีที่เยาวชนรายนี้ไม่ได้ดำเนินการก่อการใดต่อไปในสิงคโปร์" กองกิจการความมั่นคงสิงคโปร์ระบุ พร้อมกล่าวว่าเยาวชนรายดังกล่าวจะต้องเข้าโครงการบำบัดที่จัดโดยรัฐต่อไป
มูนิรา มุสตาฟา ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยสาธารณะ ชาเซอร์ กรุ๊ป (Chasseur Group) ในมาเลเซียและนักวิจัยอาวุโสจากเวิร์ฟ รีเสิร์ช (Verv Research) ตั้งข้อสังเกตกับบีบีซีไทยด้วยว่า หากดูเฉพาะเหตุที่เกิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "พวกเขาเกือบทั้งหมดเป็นวัยรุ่น... และเกือบทั้งหมดเป็นเด็กผู้ชาย"
ลัทธิสุดโต่งที่เกลียดชังมนุษยชาติมุสตาฟาระบุกับบีบีซีไทยด้วยว่า กลุ่ม TCC ไม่ได้เชื่อมโยงกับความรุนแรงด้วยตนเอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ใหญ่กว่า โดยเธออธิบายว่ากลุ่ม TCC เป็นเพียงพื้นที่บ่มเพาะผ่านพฤติกรรมแบบแฟนคลับ แต่หากผู้เสพเนื้อหาเริ่มแสดง "ความเกลียดชังต่อมนุษยชาติ (misanthropy) หรือสังคมอย่างชัดเจน" พฤติกรรมนั้นจะเริ่มก้าวข้ามจาก TCC เข้าสู่แดนของ NVE (Nihilistic Violent Extremism) ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ลัทธิสุดโต่งรุนแรงแบบสุญนิยม" หรือบางครั้งก็มีการเรียกว่า MNVE (Misanthropic and Nihilistic Violent Extremism) โดยเติมลักษณะความเกลียดชังต่อมนุษยชาติ (Misanthropic - M) เข้าไปด้วย
ตามการอธิบายของ ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง NVE มีลักษณะเป็น "ระบบนิเวศ" (ecosystem) กล่าวคือ เป็นเครือข่ายการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างหลวม ๆ โดยในระบบนิเวศนี้ครอบคลุมทั้งชุมชน TCC และกลุ่มนิยมความรุนแรงรูปแบบอื่น ๆ โดยผู้คนอาจจะย้ายจากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่มหนึ่ง หรือดึงสมาชิกจากกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้
ขณะที่ยาสมิน
อธิบายพฤติกรรมและความเชื่อของกลุ่ม NVE ว่ามุ่งหวังที่จะเผยแพร่โลกทัศน์ที่เกลียดชังมนุษย์ (misanthropic) ยกย่องความรุนแรง และตอบสนองต่อความต้องการชื่อเสียงทางลบ (notoriety) ของผู้เข้าร่วม
"หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การไล่ล่าความรุนแรงเพื่อผลของความรุนแรงเอง" เธอสรุป
เธอระบุต่อไปว่าพฤติกรรมของผู้ที่อยู่ในกลุ่มความรุนแรงแบบสุญนิยมมักใช้พฤติกรรมที่ก้าวร้าวและละเมิดศีลธรรมอย่างรุนแรงเพื่อแสดงออกถึงการปฏิเสธบรรทัดฐานทางสังคมและศีลธรรม ผ่านการใช้ความรุนแรงในมิติอื่นเป็นอาวุธ เช่น การขู่กรรโชกทางเพศ (sextortion), การทารุณกรรมสัตว์ และการทำร้ายตัวเอง และได้ยกตัวอย่างกลุ่ม 764 ขึ้นมา โดยอธิบายว่ากลุ่ม 764 คือเครือข่ายในโลกออนไลน์ที่นิยมความรุนแรง ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยหนึ่งในระบบนิเวศของ NVE
รายงานของสถาบันเพื่อการหารือเชิงยุทธศาสตร์ (Institute for Strategic Dialogue - ISD) ในสหราชอาณาจักรระบุว่า ในกลุ่ม 764 มีการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะการบีบบังคับขู่กรรโชกทางเพศเด็ก ผลิตและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก รวมถึงวางแผนเพื่อเตรียมก่อเหตุรุนแรงหมู่เพื่อความสะใจและความโกลาหล
อย่างไรก็ดี มุสตาฟาระบุว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ลักษณะการเกิดขึ้นของพฤติกรรมในกลุ่ม NVE มักเกิดคู่กับพฤติกรรมในกลุ่ม TCC
เพื่อยกตัวอย่างการคาบเกี่ยวนี้ มุสตาฟาได้ยกเหตุยิงที่สยามพารากอนขึ้นมาเป็นตัวอย่างในการอธิบาย
"ผู้ก่อเหตุ [ที่สยามพารากอน] เสพเนื้อหาของกลุ่ม TCC และแสดงพฤติกรรมเลียนแบบลักษณะเฉพาะของกลุ่มอย่างชัดเจน" เธออธิบายใน
บทความที่ศึกษาเหตุยิงที่สยามพารากอนเมื่อปี 2566 โดยยกตัวอย่างการที่ผู้ก่อเหตุถ่ายรูปที่เครื่องเล่นเกมเต้นอิเล็กทรอนิกส์เลียนแบบท่าทางของมือปืนในเหตุกราดยิงโรงเรียนแซนดี ฮุก (Sandy Hook) ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2012 และการที่ผู้ก่อเหตุเลือกแต่งกายเลียนแบบผู้ก่อเหตุในอดีตในวันก่อเหตุ
เธอยังระบุด้วยว่าผู้ก่อเหตุที่ขณะนั้นอายุ 14 ปี ยังได้แก้ไขเพิ่มเติมประวัติส่วนตัวบนแพลตฟอร์มดิสคอร์ด (Discord) ว่าเขา "เกลียดชังมนุษยชาติอย่างรุนแรง (scorn for humanity)" ทำให้เธอเชื่อว่าแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุเยาวชนรายนี้มีความเกลียดชังมนุษยชาติอยู่ด้วย

เหตุยิงที่สยามพารากอน วันที่ 3 ต.ค. 2566 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย
มุสตาฟายังระบุในงานศึกษาของเธออีกว่า เหตุยิงที่สยามพารากอนนับเป็น "จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์นี้ (MNVE) ในระดับภูมิภาค"
ในการพูดคุยกับบีบีซีไทย ผู้เชี่ยวชาญจากมาเลเซียและ ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ระบุตรงกันว่า หลังจากเหตุยิงที่สยามพารากอนเมื่อปี 2566 เป็นต้นมา อาเซียนยังมีเหตุการณ์ที่อาจเข้าข่ายความรุนแรงแบบ MNVE เกิดขึ้นอีก เช่นกรณีคดีวางระเบิดโรงเรียนมัธยมปลายในอินโดนีเซียที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ซึ่งนอกจากมีพฤติกรรมเชิดชูอาชญากรที่ก่อเหตุก่อนหน้าแล้ว ผู้ก่อเหตุรายนี้ยังใส่เสื้อพิมพ์คำว่า "Natural Selection (การคัดสรรโดยธรรมชาติ)" ในวันก่อเหตุด้วย
มุสตาฟากล่าวเพิ่มเติมว่า ในเดือน มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมามีเหตุกราดยิงโรงเรียนในเมืองตักโลบัน ประเทศฟิลิปปินส์ โดยเยาวชนสองรายผู้ก่อเหตุได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมปลายโคลัมไบน์ในสหรัฐฯ เมื่อ 20 ปีก่อน ขณะเดียวกันก็มีความกังวลจากวุฒิสมาชิกและผู้กำหนดนโยบายของฟิลิปปินส์ว่าผู้ก่อเหตุอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายนิยมความรุนแรงอื่น ๆ ด้วย เช่น กลุ่ม 764 เป็นต้น
แนวคิด (M)NVE เข้ามาสู่อาเซียนได้อย่างไร ?ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
"บราซิลมีปัญหานี้มานานแล้ว แต่ตอนนี้เราเริ่มเห็นกรณีต่าง ๆ ในเม็กซิโก อุรุกวัย และฉันคิดว่าในอาร์เจนตินาและชิลีด้วย... แต่เราจำเป็นต้องรู้ว่าเส้นทาง (pathway) ในแต่ละที่เข้าถึง [ระบบนิเวศแบบสุดโด่ง] ด้วยวิธีแตกต่างกันอย่างไร"
สำหรับกรณีของเอเชียตะวันออกเฉียใต้ ยาสมิน หว่อง บอกกับบีบีซีไทยว่าปรากฏการณ์สุดโต่งแบบสุญนิยมในพื้นที่อาเซียนมีลักษณะเฉพาะอย่างน้อย 2 ประการ
การเลือกรับอุดมการณ์แบบตัดแปะ
เธอระบุว่าผู้ก่อเหตุในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะการรับอิทธิพลจากอุดมการณ์ที่หลากหลาย โดยเลือกรับอุดมการณ์จากพื้นที่อื่น ๆ มาปรับใช้ตามการตีความ และสถานการณ์ของตน
"เราเห็นบริบทท้องถิ่นเข้าไปมีบทบาทในการเลือกผสมผสานอุดมการณ์หรือ 'ลัทธิสุดโต่งแบบสลัดบาร์' (salad bar extremism)" นักวิชาการจากสิงคโปร์กล่าว เธอหยิบยกเหตุการณ์ตามการ
ประกาศของกองกิจการความมั่นคงภายในของสิงคโปร์ว่า ผู้ที่ถูกทางการจับกุมมีอุดมการณ์ที่หลากหลายปนเปกันไป ทั้งแนวคิดอิสลามนิยม แนวคิดขวาจัดเชิดชูผิวขาว และอื่น ๆ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ เด็กชายชาวสิงคโปร์วัย 14 ปีที่ถูกกองกิจการความมั่นคงของสิงคโปร์ส่งเข้าโครงการบำบัด
ประกาศของทางการสิงคโปร์ระบุว่าเยาวชนรายนี้รับทั้งแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ ญิฮาดสุดโต่งแบบรัฐอิสลาม (ISIS) และจัดกลุ่มเยาวชนรายนี้เป็นกลุ่มที่เรียกว่า "อินเซล (incel)" หรือกลุ่มซึ่งมีอุดมการณ์เกลียดเพศหญิงด้วย
อย่างไรก็ดี ประกาศของทางการสิงคโปร์ระบุต่อไปว่า เขารับแนวคิดแบบขวาจัด แต่ด้วยความที่ตนเป็นมุสลิมจึงไม่รับแนวคิดต่อต้านมุสลิมของกลุ่มขวาจัดมาด้วย
ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ไม่เห็นด้วยกับคำว่า "สลัดบาร์" เนื่องจากมองว่าเป็นคำเปรียบเปรยด้วยอาหารแบบตะวันตก แต่เธอเห็นด้วยว่ากลุ่ม NVE ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น มีวิธีการซึมซับอุดมการณ์แบบไม่มีรูปแบบเฉพาะ โดยระบุว่า "แต่ละบุคคลจะสุ่มเสพเนื้อหาจากหลากหลายอุดมการณ์จากต่างประเทศเพื่อปรับให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าของตนเองและบริบทที่เหมาะสมกับท้องถิ่นของเขา"
นักวิชาการสหรัฐฯ ยังยกตัวอย่างอุดมการณ์อื่น ๆ ที่สมาชิกในกลุ่ม NVE ทั่วโลกรับมาเป็นของตนว่าปรากฏทั้งแนวคิดนีโอนาซี ทฤษฎีสมคบคิดต่อต้านชาวยิว แนวคิดสนับสนุนกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย (ISIS) ความเกลียดชังผู้หญิง ความเป็นชายที่ขาดคู่ครอง (inceldom) และประเด็นต่อต้านกลุ่มประชากรที่มีความหลากหลายทางเพศ

ในปี 2568 มีการวางระเบิดโรงเรียนมัธยมปลายในจาการ์ตาเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งผู้ก่อเหตุใส่เสื้อพิมคำว่า "์Natural Selection (การคัดสรรโดยธรรมชาติ)" ก่อนวันก่อเหตุ
หว่องวิเคราะห์ด้วยว่า โดยเนื้อแท้แล้วผู้อยู่ในระบบนิเวศความรุนแรงแบบสุญนิยมไม่ได้ให้ความสำคัญกับแนวคิดของอุดมการณ์แต่อย่างใด แต่กลับแสดงความหลงใหลในสัญลักษณ์ (symbolism) เป็นส่วนมาก
"แทนที่จะเป็นอุดมการณ์ กลุ่มเหล่านี้กลับให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพแห่งความรุนแรง (aesthetic violence) เข้ามาเป็นสิ่งทดแทน โดยมีเป้าหมายเพื่อลอกเลียนรูปแบบการโจมตีอันโหดร้ายในเชิงสไตล์ ส่งเสริมความรุนแรง และกระตุ้นขับเคลื่อนชุมชนผ่านทางมีม รูปภาพ คลิปวิดีโอดนตรี หรือแม้แต่โทนสี"
เครือข่ายเหล่านี้เผยแพร่อิทธิพลอย่างไร ?"มันแพร่ไปเหมือนโรคระบาดใหญ่ (pandemic) ที่กำลังพุ่งเป้าไปที่ลูก ๆ ของพวกเรา" ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ผู้ได้รับรางวัลนักวิชาการเกียรติคุณ แฮร์รี แฟรงก์ กุกเกนไฮม์ จากงานศึกษาว่ากลุ่มก่อการร้ายคัดเลือกคนเข้าสู่กลุ่มได้อย่างไร (terrorist recruitment) กล่าวกับบีบีซีไทย
ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ชี้ว่าอัลกอริทึมมีบทบาทหลักในการป้อนเนื้อหารุนแรงให้กับเยาวชน และยังเป็นดัง "โพรงกระต่าย" ที่ชักนำให้เยาวชนได้พบเจอผู้นิยมความรุนแรงสุดโต่งรายอื่น ๆ แล้วกระตุ้นความฮึกเหิมให้แก่กันและกัน
หว่องเห็นสอดคล้องกับแนวคิดของศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน โดยเธอเสริมว่าบทบาทของอัลกอริทึมโซเชียลมีเดียเหมือนท่อตรงที่ส่งผู้ใช้จากเนื้อหาที่เราอาจมองว่าเป็นเรื่องไร้พิษภัยหรือไม่มีอันตราย อย่าง "มีมสายมืด" หรือ Dark Meme ไปสู่เนื้อหาสุดโต่งอย่างแท้จริง
"เยาวชนเริ่มต้นจากการเสพคอนเทนต์ในส่วนขอบนอก (periphery) เช่น พวกเขาสนใจคอนเทนต์แนวโหดร้ายทารุณ (gore) หรือเกมยิงปืนมุมมองบุคคลที่หนึ่ง หลายคนชอบเล่นเกมโรบล็อกซ์ (Roblox) และเล่นเกมที่จำลองหรือสมมติว่าตัวเองเป็นมือปืนกราดยิงในโรงเรียน พวกเขาเริ่มต้นจากตรงนั้น หรือเริ่มเสพคอนเทนต์แนวโหดร้าย หรือมีความสนใจเรื่องคดีอาชญากรรมจริง จากนั้นอัลกอริทึมก็จะคอยป้อนเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันและทวีความรุนแรงสุดโต่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้แก่พวกเขา" นักวิชาการสิงคโปร์อธิบายกับบีบีซีไทย

เกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนในเมืองตักโลบัน ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเยาวชนสองรายผู้ก่อเหตุมีประวัติเกี่ยวข้องกับชุมชนออนไลน์ที่นิยมความรุนแรงแบบสุดโต่ง
ศ.ดร.เชอร์นอฟ ฮวัง ชี้ว่าหากเยาวชนพบเข้ากับเครือข่าย "สายฮาร์ดคอร์" ที่นิยมความรุนแรงโดยเฉพาะ เหยื่อก็อาจจะถูกล่อลวงด้วยการทำทีเป็นรักและห่วงใย (love bombing) เพื่อให้เกิดสภาวะพึ่งพิง อันอาจนำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศออนไลน์ (sextortion) และการขู่กรรโชกให้ลงมือทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นได้
มุสตาฟาระบุเพิ่มเติมว่าลักษณะในการ "กรูมมิง (grooming)" หรือล่อลวงเพื่อให้ทำตามความประสงค์ของผู้บงการ เป็นสิ่งที่พบได้หลายครั้งในเครือข่ายนิยมความรุนแรงเหล่านี้
"การกรูมมิงในบริบทนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแบบเพื่อนสู่เพื่อน (peer-to-peer) และบุคคลคนเดียวกันนั้นสามารถเป็นทั้งเหยื่อของการถูกบ่มเพาะและเป็นผู้บ่มเพาะผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกัน" เธอระบุโดยกล่าวถึงกรณีเหตุกราดยิงโรงเรียนที่ฟิลิปปินส์เมื่อเดือน มิ.ย. 69 โดยชี้ว่าระบบนิเวศน์ออนไลน์นับเป็นปัจจัยในการก่อเหตุในระดับสูง
"เมื่อสืบค้นลึกลงไปในบทสนทนาต่าง ๆ [ของผู้ก่อเหตุที่ฟิลิปปินส์] จะพบว่ามีการยุยงปลุกปั่นและจินตนาการที่ค่อนข้างหมกมุ่นด้วย" ผู้เชี่ยวชาญชาวมาเลเซียระบุถึงปัจจัยแวดล้อมของเหตุยิงข้างต้น
TCC สายขาว ?สำหรับหลายประเทศ ชุมชน TCC ถูกจับตาจากหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย เช่น ในอินโดนีเซีย กองกำลังต่อต้านการก่อการร้าย (Densus 88 Antiteror Polri) และสำนักงานต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ (BNPT) ของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าพบเยาวชนหลักร้อยรายอยู่ในเครือข่ายที่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับ TCC หลังเกิดเหตุระเบิดโรงเรียนที่จาการ์ตาเหนือ
ส่วนในสิงคโปร์ กองกิจการความมั่นคงภายในของสิงคโปร์ รับแจ้งเหตุกรณีพบบุคคลที่ "เข้าชมเว็บไซต์เนื้อหาสุดโต่งบ่อยครั้ง"
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ติ๊กตอกในไทยบางส่วนพยายามชี้แจงว่ากลุ่ม TCC นั้นเดิมทีไม่เป็นพื้นที่ที่เชิดชูความรุนแรง และพยายามระบุว่าผู้ผลิตเนื้อหายกย่องผู้กระทำความผิดเป็นเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่อยุ่ในชุมชน
ผู้ใช้ติ๊กตอกบางรายระบุถึงความแตกต่างระหว่าง TCC "สายขาว" และ "สายดำ" และมีการใช้แฮชแท็ก "#TCCไม่เท่ากับการยกย่องฆาตกร" หลายสิบคลิปจากหลายผู้ใช้
"TCC ไม่ใช่คอมมู (ชุมชน) ที่จะมาอวยฆาตกร หรือเชิดชูพวกเขา มันเคยเป็นคอมมูที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ True Crime (เรื่องราวอาชญากรรม) แต่ตอนนี้โดนเด็กเบียวครองคอมมูไปแล้ว" ผู้ใช้งานรายหนึ่งซึ่งโพสต์ผ่านแพลตฟอร์มติ๊กตอกระบุ
https://www.bbc.com/thai/articles/c05qr0rgp0lo