วันอาทิตย์, มิถุนายน 14, 2569

ชาวอังกฤษหลายพันคน เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติทั่วสหราชอาณาจักร หลังจากเกิดความไม่สงบต่อต้านผู้อพยพหลายวันโดยกลุ่มขวาจัด







https://x.com/AJEnglish/status/2065894516196876606

สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ก่อให้เกิดทั้งเหตุจลาจลต่อต้านผู้อพยพอย่างรุนแรงและการประท้วงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติครั้งใหญ่

บริบทเบื้องหลังสิ่งที่เกิดขึ้นในเบลฟาสต์และกลาสโกว์เน้นให้เห็นว่าสถานการณ์กำลังพัฒนาไปอย่างไรในปัจจุบัน

📍 เบลฟาสต์ ไอร์แลนด์เหนือ

ต้นตอ

ความไม่สงบในเบลฟาสต์เริ่มต้นจากเหตุการณ์แทงด้วยมีดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งทำให้ชายท้องถิ่น สตีเฟน โอกิลวี อายุ 44 ปี ตาพร่ามัว ชายชาวซูดานอายุ 30 ปีถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า

การจลาจลของกลุ่มขวาจัด

หลังจากการโจมตี กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบฝ่ายขวาจัดและต่อต้านผู้อพยพ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลเท็จทางออนไลน์ ได้ปลุกปั่นความตึงเครียดทางเชื้อชาติ ตลอดหลายคืน กลุ่มชายสวมหน้ากากได้ก่อจลาจลอย่างรุนแรง ซึ่งรวมถึง:

การขว้างปาอิฐ ระเบิดเพลิง และขวดใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ (ทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บอย่างน้อย 12 นาย)

การจุดไฟเผารถโดยสารสาธารณะ รถยนต์ และบ้านเรือนหลายหลังที่เชื่อว่าเป็นของผู้อพยพ ทำให้ผู้คนกว่าสองโหลไร้ที่อยู่อาศัย

มิเชล โอ'นีล นายกรัฐมนตรีแห่งไอร์แลนด์เหนือ ประณามการจลาจลว่าเป็น "ความขี้ขลาดที่น่ารังเกียจ" ในขณะที่นาโอมิ ลอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ผู้กระทำความผิดทางออนไลน์จงใจใช้โศกนาฏกรรมนี้เป็นอาวุธเพื่อปลุกปั่นความเกลียดชัง

การตอบโต้

ผู้ประท้วงอย่างสันติหลายพันคนรวมตัวกันนอกศาลาว่าการเมืองเบลฟาสต์เพื่อชุมนุม "รวมพลังต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ" การชุมนุมครั้งใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนถือป้ายที่มีข้อความว่า "การเหยียดเชื้อชาติของคุณไม่ใช่ความรักชาติ" และ "ปกป้องผู้คน ไม่ใช่ความลำเอียง" เป็นความพยายามโดยตรงของคนในท้องถิ่นที่จะกอบกู้ภาพลักษณ์ของเมืองและแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชุมชนชนกลุ่มน้อยที่เปราะบาง

📍 กลาสโกว์ สก็อตแลนด์

ความไม่สงบ

เหตุการณ์ความไม่สงบต่อต้านผู้อพยพได้พุ่งเป้าไปที่ชนกลุ่มน้อยในกลาสโกว์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ชุมชนท้องถิ่นต้องอยู่ในภาวะเฝ้าระวังสูง ในกรณีหนึ่ง ผู้ที่มาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในมัสยิดท้องถิ่นถูกบังคับให้ปิดล้อมเนื่องจากภัยคุกคามในบริเวณใกล้เคียง

การตอบโต้กลับ

ผู้ประท้วงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติหลายพันคนรวมตัวกันที่ใจกลางเมือง (โดยเฉพาะบริเวณบันได Buchanan Steps) เพื่อร่วมการชุมนุมครั้งใหญ่ในชื่อ "Reclaim Our Streets" (ทวงคืนท้องถนนของเรา) ซึ่งจัดโดยกลุ่ม Stand Up to Racism Scotland

สถานการณ์ตึงเครียดในปัจจุบัน

การเผชิญหน้า: จำนวนผู้ประท้วงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติที่มีอยู่หลายพันคนนั้นมีจำนวนมากกว่ากลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายขวาจัดที่มาตอบโต้อย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มฝ่ายขวาจัดมีจำนวนเพียงประมาณ 30 ถึง 50 คนและถูกกั้นแยกพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน

ความตึงเครียด: ผู้ประท้วงฝ่ายขวาจัดส่วนใหญ่สวมหน้ากากคลุมหน้าหรือผ้าปิดบังใบหน้า โบกธงยูเนียนแจ็ค (ธงชาติสหราชอาณาจักร) อีกทั้งยังมีการทำท่าวันทยาหัตถ์แบบนาซีและตะโกนถ้อยคำต่อต้านชาวมุสลิม

การเข้าควบคุมสถานการณ์ของตำรวจ: เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากสามารถแยกทั้งสองฝ่ายออกจากกันได้สำเร็จ แม้สถานการณ์จะทวีความตึงเครียดขึ้นเมื่อกลุ่มฝ่ายขวาจัดพยายามฝ่าแนวกั้นของตำรวจและขว้างปาสิ่งของ เช่น กระป๋องเครื่องดื่ม เข้าใส่ ในขณะที่มีการขว้างไข่ตอบโต้กลับไปเช่นกัน

ภาพรวมสถานการณ์ในสหราชอาณาจักร

เหตุการณ์ที่เมืองเบลฟาสต์และกลาสโกว์ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงลำพัง การปะทะในลักษณะเดียวกันระหว่างกลุ่มต่อต้านผู้อพยพและกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติได้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วสหราชอาณาจักร รวมถึงที่เมืองไบรตัน ลิเวอร์พูล เชฟฟิลด์ และเซาแทมป์ตัน

รัฐบาลสหราชอาณาจักรและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่นต่างใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อจัดการกับความรุนแรงที่ก่อโดยกลุ่มฝ่ายขวาจัด โดยมีการจับกุมผู้กระทำผิดอย่างรวดเร็วและประณามเหตุจลาจลดังกล่าวว่าเป็นพฤติกรรมอันธพาลอย่างชัดแจ้ง ในขณะเดียวกัน กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติจากภาคประชาชนยังคงระดมพลผู้คนนับพันเพื่อแสดงพลังให้มีจำนวนมากกว่ากลุ่มผู้ก่อความวุ่นวาย



ThumbRights ขอเชิญร่วมยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เพื่อขอให้ติดตามการให้สิทธิประกันตัวแก่ เอกชัย หงส์กังวาน เพื่อออกมารับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 น. ห้องแถลงข่าว 1 อาคารรัฐสภา


ThumbRights
10 hours ago
·
ขอเชิญร่วมยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เพื่อขอให้ติดตามการให้สิทธิประกันตัวแก่ เอกชัย หงส์กังวาน เพื่อออกมารับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม

วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569
เวลา 08.30 น.
ห้องแถลงข่าว 1 อาคารรัฐสภา

เอกชัย หงส์กังวานเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองจากคดี ม.110 แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ก็กลับคำพิพากษา สั่งลงโทษ เอกชัย 21 ปี 4 เดือน ทำให้ตอนนี้เขาอยู่ในฐานะผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีชั้นฎีกา

เอกชัยยื่นประกันตัว 3 ครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นผล ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นฎีกา มีรายงานว่าป่วยด้วยฝีในตับ ตับโต ม้ามโต และต่อมลูกหมากโต แต่ยังไม่ได้รับการรักษาอย่างเพียงพอตามอาการที่เกิดขึ้น

เราจึงอยากเรียกร้องต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ผ่านไปยังรัฐสภา เพื่อขอให้ติดตามการให้สิทธิประกันตัวแก่ เอกชัย หงส์กังวาน ให้ได้ออกมารับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมและสิทธิในการได้รับการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี เป็นหลักการพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมที่ทุกคนพึงได้รับ

ขอเชิญทุกคนมาร่วมเป็นอีกหนึ่งเสียงในการติดตามและเรียกร้องให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122269740848184830&set=a.122110046162184830



ภาพยนตร์เรื่อง *The Act of Killing* (เกี่ยวกับประเทศอินโดนีเซีย) ได้รับการโหวตให้เป็นภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 21 จากผลสำรวจของสมาคมสารคดีนานาชาติ ซึ่งรวบรวมความเห็นจากผู้สร้างภาพยนตร์และนักวิจารณ์กว่า 300 คน ขอแสดงความยินดีกับทีมงานที่ใช้ชื่อว่า "Anonymous" (นิรนาม) ทั้งหมด


สารคดีเรื่องนี้ เปิดโอกาสให้เหล่าเพชฌฆาตผู้สังหารหมู่ชาวอินโดนีเซียในช่วงปี 1965–1966 ได้หวนถึงเหตุการณ์ความโหดร้ายที่พวกเขาก่อขึ้นใหม่ในรูปแบบภาพยนตร์อเมริกันแนวโปรด (เช่น หนังคาวบอย หนังเพลง และหนังแก๊งสเตอร์) Oppenheimer ไม่ได้เพียงแค่บันทึกประวัติศาสตร์ แต่เขายังบีบให้พวกเขาและเรา ต้องเผชิญหน้ากับธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัวและเหนือจริงของการหลอกตัวเองของมนุษย์
.....

ภาพยนตร์เรื่อง *The Act of Killing* ได้รับการโหวตให้เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 จากผลสำรวจของสมาคมภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ (International Documentary Association) ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นจากผู้สร้างภาพยนตร์และนักวิจารณ์กว่า 300 คน ขอแสดงความยินดีกับทีมงานที่ต้องปกปิดตัวตน (Anonymous) ทีมงานทั้งหมด และประเทศอินโดนีเซีย

*The Act of Killing* กล้าที่จะทำในสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ผสานหลักฐานอันหนักแน่นจากประสบการณ์จริงเข้ากับจินตนาการอันยิ่งใหญ่ตระการตาในรูปแบบที่ตัดกันอย่างน่าทึ่ง จนสามารถกระตุ้นให้ผู้ก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต้องหันมาเผชิญหน้ากับความจริงของตนเอง ผลงานชิ้นนี้ของ Joshua Oppenheimer และทีมงาน—ซึ่งหลายคนต้องระบุชื่อในเครดิตว่าเป็น "Anonymous" หรือไม่เปิดเผยตัวตนเพื่อความปลอดภัยของชีวิตเมื่อภาพยนตร์ออกฉาย—ถือเป็นการทำงานที่ต้องเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาต้องร่วมงานกับบุคคลที่ไม่เพียงแต่หลอกตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป แต่ยังเป็นกลุ่มคนที่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลอินโดนีเซียในขณะนั้น ซึ่งรัฐบาลเองก็ได้ประโยชน์จากความรุนแรงที่คนเหล่านี้ก่อขึ้น การได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเสมือนการก้าวเข้าสู่กระบวนการสร้างสรรค์ร่วมกันที่ทั้งกล้าหาญและเต็มไปด้วยความเสี่ยง มันคือการคิดค้นรูปแบบทางภาพยนตร์ใหม่ที่ช่วยให้เราสามารถมองลึกลงไปในความว่างเปล่าแห่งความรุนแรงได้อย่างวิเคราะห์เจาะลึกและไม่หลบสายตา นี่คือเหตุผลที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะยังคงสร้างความสะเทือนใจ ทรงคุณค่า และเป็นแรงบันดาลใจตลอดไป

—Kirsten Johnson, ผู้สร้างภาพยนตร์
.....

นี่คือการสดุดีที่ยอดเยี่ยมมากจาก Kirsten Johnson ซึ่งถ่ายทอดให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเหตุใด *The Act of Killing* (2012) จึงไม่ได้เป็นเพียงผลงานชิ้นเอกของภาพยนตร์สารคดีเท่านั้น แต่ยังเป็นการศึกษาทางจิตวิทยาที่ชวนสะเทือนขวัญอีกด้วย

ด้วยการเปิดโอกาสให้เหล่าเพชฌฆาตผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ในอินโดนีเซียช่วงปี 1965–66 ได้จำลองเหตุการณ์อันโหดร้ายทารุณขึ้นมาใหม่ในรูปแบบภาพยนตร์อเมริกันแนวที่พวกเขาชื่นชอบ (เช่น หนังคาวบอย หนังเพลง หรือหนังแก๊งสเตอร์) Oppenheimer ไม่ได้เพียงแค่บันทึกประวัติศาสตร์ไว้เท่านั้น แต่เขายังบีบให้เราต้องเผชิญหน้ากับธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัวและเหนือจริงของการหลอกตัวเองของมนุษย์

หากพิจารณาถึงเส้นทางอาชีพของ Joshua Oppenheimer หรือมรดกที่ฝากไว้ผ่านผลงานชิ้นนี้ นี่คือบทสรุปสั้นๆ ว่าเหตุใดความสำเร็จและวิธีการทำงานของเขาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งใหญ่:

1. พลังของคำว่า "Anonymous" (นิรนาม)

ดังที่ Johnson ได้กล่าวไว้ รายชื่อทีมงานในเครดิตของ *The Act of Killing* (รวมถึงภาพยนตร์อีกเรื่องที่ทรงพลังไม่แพ้กันอย่าง *The Look of Silence* ในปี 2014) เต็มไปด้วยคำว่า "Anonymous" หรือ "นิรนาม" * ความเสี่ยง: เนื่องจากอิทธิพลของระบอบทหารยุคก่อนปี 1998 และกลุ่มกึ่งทหาร Pancasila Youth ยังคงมีอำนาจมหาศาลในอินโดนีเซียระหว่างการถ่ายทำ ทีมงานในท้องถิ่นจึงต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิตอย่างแท้จริง

ผลลัพธ์: การใช้นามแฝงร่วมกันนี้ช่วยปกป้องผู้ร่วมกำกับ ทีมงาน และช่างเสียงชาวอินโดนีเซียหลายสิบชีวิต ที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อเปิดโปงรากฐานโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันของประเทศตนเอง

2. การพลิกโฉมรูปแบบภาพยนตร์สารคดี

ก่อนยุคของ Oppenheimer สารคดีส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มักมุ่งเน้นไปที่เหยื่อหรือภาพฟุตเทจเก่าจากเหตุการณ์จริงเท่านั้น แต่ Oppenheimer เลือกที่จะหันกล้องไปในทิศทางตรงกันข้าม การเปิดโอกาสให้ผู้ก่อเหตุได้โอ้อวดวีรกรรมของตนผ่านหน้าจอ ทำให้เขาตีแผ่วัฒนธรรมแห่งการลอยนวลพ้นผิด (impunity) ซึ่งฆาตกรสังหารหมู่กลับได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษของชาติ

3. ผลงานชิ้นเอกคู่ขนาน

เพื่อให้เข้าใจขอบเขตการทำงานของ Oppenheimer ในอินโดนีเซียได้อย่างถ่องแท้ การมองภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ควบคู่กันในฐานะผลงานที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน (diptych) จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น:

*The Act of Killing* (2012)
มองจากมุมของ กลุ่มผู้ก่อเหตุ
ภาพลวงตา, ​​การแสดงออกถึงความรู้สึกผิดในเชิงละคร, และความภาคภูมิใจที่ได้รับการรับรองจากรัฐ

*The Look of Silence* (2014)
มองจากมุมของ กลุ่มเหยื่อ / ผู้รอดชีวิต
การเผชิญหน้า, บาดแผลทางใจที่ส่งต่อข้ามรุ่น, และน้ำหนักอันหนักอึ้งของการถูกบังคับให้เงียบงัน

การที่สมาคมสารคดีนานาชาติ (International Documentary Association) ยกย่องให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสารคดีที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 จึงถือเป็นสิ่งที่สมควรได้รับอย่างยิ่ง นับเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นว่าศิลปะสามารถทลายมายาคติทางการเมือง และบีบให้สังคมต้องหันมาเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าภายในตนเองได้อย่างไร
.....

Puangthong Pawakapan
อยากให้มีคนสร้างเวอร์ชั่นไทยบ้าง





เปิดใจ สว.นันทนา หลังลือ สว. ด้วยกัน ส่อร้องจริยธรรม "สว.มีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ให้ใช้จ่ายงบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน อย่างโปร่งใสคุ้มค่า ถ้าสุ่มเสี่ยงว่าจะทุจริตก็ต้อง "แฉ" วุฒิสภาจึงมิใช่เวทีของการตอบแทนบุญคุณส่วนตัวของใคร"

https://www.facebook.com/reel/1485369326102403






https://x.com/Dr_Nantana/status/2064611140613874156



 

"เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงมีจิตวิญญาณของความเป็นคนธรรมศาสตร์อย่างชัดเจน" ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น้อมรำลึกถึง

https://www.facebook.com/reel/1018475483867006


รื้อรากเน่า: การปฏิรูปของเวียดนามในขณะนี้ ไม่ใช่แค่การปราบปรามผู้กระทำผิดเพื่อเรียกเรตติ้ง แต่เป็นการ รื้อถอนโครงสร้างเดิม เพื่อลดขนาดระบบราชการให้กระชับ นำเทคโนโลยีและระบบจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลมาใช้ และเปิดทางให้ภาคเอกชนเติบโตได้ง่ายขึ้น ลดการพึ่งพารัฐวิสาหกิจที่มักเป็นแหล่งบ่มเพาะการทุจริต - รัฐบาลไทยทำอะไรอยู่ครับ?



Prasert Prasitthipayong
10 hours ago
·
รัฐบาลไทยทำอะไรอยู่ครับ?
—ระบบราชการ—
—ระบบยุติธรรม—
—การคอรัปชั่น—
.....

กวาดล้างคอร์รัปชัน ปรับลดขนาดราชการ เวียดนามกับแผนปฏิรูปโครงสร้างรัฐ และความท้าทายของพรรคคอมมิวนิสต์



Feb 19, 2026
The Momentum

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา หนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง ‘เวียดนาม’ ได้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญภายในประเทศคือ การจัดประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 14 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทบทวนแนวทางการบริหารประเทศ ตลอดจนกำหนดยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการพัฒนาประเทศต่อไป

อันที่จริง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เรามักได้ยินชื่อเวียดนามและการเคลื่อนไหวของประเทศดังกล่าวบ่อยมากขึ้น

คำพูดทำนองว่า ‘เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง’ กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ หรือแม้แต่กระแส ‘เวียดนามกำลังจะแซงไทย’ ก็กำลังได้รับความสนใจจากสังคมไทยเช่นเดียวกัน

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงคำกล่าวลอยๆ แต่มีหลักฐานรูปธรรมประจักษ์อย่างชัดเจน ผ่านตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามที่ขยายตัวต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2025 อัตราการเติบโตพุ่งสูงถึงร้อยละ 7.5 ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน

หากพิจารณาถึงปัจจัยที่เอื้อให้เวียดนามเติบโตอย่างก้าวกระโดด นอกเหนือจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งใกล้กับทะเลจีนใต้หรือการแข่งขันกันของมหาอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ต่างต้องการขยายเขตอิทธิพล (Sphere of influence) ของตนเองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ยังมีปัจจัยภายในอย่าง ‘การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ’ ซึ่งมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

The Momentum ชวนสำรวจกระบวนการปฏิรูปโครงสร้างรัฐภายในประเทศเวียดนาม ที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพและการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ซึ่งมาพร้อมกับความท้าทายต่อระบอบสังคมนิยมเวียดนาม

เวียดนามก่อนการปฏิรูป

เวียดนามนับเป็นประเทศเกิดใหม่ ภายหลังการรวมประเทศและก่อตั้งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในปี 1975

ในช่วงระยะเริ่มต้น เวียดนามต้องเผชิญผลกระทบอย่างหนักทั้งจากการเมืองและเศรษฐกิจ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามเวียดนาม ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้บริบทของสงครามเย็น

ในช่วงเวลาดังกล่าว รูปแบบการปกครองของเวียดนามเดินตามรอยสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต กล่าวคือ มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของประเทศ นั่นคือ พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (Communist Party of Vietnam: CPV)

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามถือเป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดและมีความชอบธรรมทางการเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งสามารถเข้าควบคุมองค์กรต่างๆ ภายในประเทศ อีกทั้งยังเป็นผู้กำหนดทิศทางและออกแบบนโยบายของประเทศ จากนั้นฝ่ายรัฐบาลจึงค่อยนำเอาแนวทางนโยบายเหล่านั้นมาปฏิบัติใช้เพื่อบริหารประเทศ

ด้วยเหตุนี้เอง โครงสร้างของพรรคจึงมีความสลับซับซ้อนและมีองค์กรย่อยจำนวนมากอยู่ภายในพรรค นอกจากนี้งบประมาณที่ใช้ในการบริหารจัดการพรรค ก็มีจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ดี ความซับซ้อนเชิงโครงสร้างนี้เองที่ทำให้เกิดข้อจำกัดด้านการดำเนินงานของพรรคในทางปฏิบัติจริง และมีผลต่อเนื่องมายังประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ กระทั่งส่งผลให้เวียดนามถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศยากจนในช่วงกลางทศวรรษ 1980

เริ่มต้นปฏิรูปประเทศ: ตลาดสังคมนิยม

ท่ามกลางข้อจำกัดภายในประเทศและแรงกดดัน จากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 พรรคจึงได้เริ่มต้นปฏิรูปประเทศในปี 1986 ผ่านการประกาศใช้นโยบาย ‘โด่ยเหมย’ (Doi Moi) ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า ‘การเปลี่ยนแปลงใหม่’

หลักการเบื้องต้นของนโยบายโด่ยเหมยคือ การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ ที่จากเดิมรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง (Centrally Planned Economy) มาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดแนวสังคมนิยม (State-managed Market Economy) ที่ถึงแม้จะยังคงมีรัฐเป็นศูนย์กลาง แต่ก็ได้เปิดโอกาสให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น

การปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศภายใต้นโยบายโด่ยเหมย ทำให้เกิดการเริ่มต้นกระจายอำนาจออกสู่ท้องถิ่นและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น รัฐได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิในการครอบครองและใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตร รวมไปถึงการเปิดประเทศเพื่อรับเอาการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาภายในประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และเพื่อเชื่อมเวียดนามสู่เวทีโลก

ผลจากนโยบายดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยร้อยละ 6-7 ต่อปี นับตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมา โครงสร้างการผลิตของประเทศค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากการภาคการเกษตรไปสู่ภาคการผลิตและอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลมาจากการลงทุนและนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเกิดการขยายตัวของชนชั้นกลางใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้นและได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น ซึ่งสามารถกลายเป็นแรงงานทักษะสูงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

รื้อรากเน่า: อุปสรรคสำคัญของการพัฒนา


แม้นโยบายโด่ยเหมยจะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้เวียดนามเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในทางกลับกันนโยบายดังกล่าวก็เปิดพื้นที่ให้ปัญหาการทุจริตขยายตัวมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์และวัฒนธรรม ‘การจ่ายใต้โต๊ะ’ เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางธุรกิจ ขณะเดียวกันในขณะที่ประเทศกำลังเร่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่โครงสร้างรัฐและพรรคที่มีขนาดใหญ่และมีลักษณะซับซ้อน กลับแทบไม่ได้รับการปฏิรูปอย่างจริงจังนับตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมา ซึ่งปัญหาเหล่านี้เองมีโอกาสจะพัฒนากลายเป็นเนื้อร้ายต่อการพัฒนาประเทศได้

เหงียน ฟู จ่อง (Nguyen Phu Trong) ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในปี 2016 จึงมีความพยายามที่จะเริ่มต้นปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่อีกครั้ง ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างรัฐ เพื่อสร้างระบอบการปกครองที่คล่องตัวและเข้มแข็งมากขึ้น รวมไปถึงการปรับปรุงระบบกฎหมายบางส่วน และที่สำคัญคือการต่อต้านการทุจริตด้วยการออกนโยบายที่มีชื่อว่า ‘เตาเผาทุจริต’ (Blazing Furnace) เพื่อกวาดล้างการคอร์รัปชันที่ยังคงวนเวียนอยู่ในภายในประเทศ และเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับบรรดาข้าราชการให้เกิดความรู้สึก ‘ไม่สามารถ ไม่ต้องการ และไม่กล้า’ ที่จะกระทำการทุจริตต่อประเทศ และในอีกแง่หนึ่งก็เพื่อส่งสัญญาณถึงนานาประเทศ ให้เกิดความมั่นใจต่อการลงทุนภายในเวียดนามด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้รูปแบบการทุจริตที่พบบ่อยที่สุดในประเทศ มีตั้งแต่การรับสินบนระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับภาคเอกชน, การยักยอกทรัพย์แผ่นดินของเจ้าหน้าที่รัฐ, การเล่นพรรคเล่นพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาชนชั้นนำภายในพรรคคอมมิวนิสต์เอง

ผลจากนโยบาย Blazing Furnace ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับมากกว่า 2 แสนราย ถูกปลดออกจากตำแหน่งหรือจำคุก นับตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน

การกวาดล้างคอร์รัปชันยิ่งเข้มข้นมากขึ้นไปอีกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน โดยในปี 2023 เริ่มมีการจับกุมประชาชน นักธุรกิจ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐรวมทั้งสิ้น 24,162 ราย ด้วยการตั้งข้อหารับสินบน ภายในปีเดียว นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงอย่าง เหงียน ซวน ฟุก (Nguyen Xuan Phuc) อดีตประธานาธิบดีคนที่ 10 ของเวียดนาม และสมาชิกคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) อีกจำนวน 6 รายจากทั้งหมด 18 ราย ถูกปลดออกจากตำแหน่ง โดยเชื่อว่าพบการทำทุจริตภายในพรรค

นอกจากการเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจังแล้ว เวียดนามยังปฏิรูปโครงสร้างรัฐ ผ่านการปรับลดหน่วยงานและบุคคลของรัฐ เพื่อควบคุมงบประมาณและการบริหารประเทศให้มีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติเวียดนามอนุมัติให้มีการลดกระทรวงเหลือเพียงแค่ 14 กระทรวง จากเดิมที่มีอยู่ 18 กระทรวง และมีการปลดข้าราชการออกจากระบบราชการมากถึง 2.5 แสนราย

โต เลิม (To Lam) ในฐานะตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามต่อจาก ฟู จ่อง ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมในปี 2024 กล่าวว่า “การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยลดงบประมาณของรัฐเท่านั้น แต่ยังช่วยให้การบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น”

ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติเวียดนามประกาศแผนลดจำนวนจังหวัดจากทั้งหมด 63 จังหวัด ให้เหลือเพียงแค่ 34 จังหวัด เพื่อเข้าควบคุมหน่วยงานปกครองระดับจังหวัดให้เข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น

ทั้งนี้การเดินหน้าปฏิรูปประเทศ นับตั้งแต่การนำของฟู จ่องมาจนถึงโต เลิม ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันด้วยการไล่กวดและลงโทษผู้กระทำผิด การพยายามปรับลดหน่วยงานต่างๆ และดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น ทำให้ผู้เขียนอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบสิ่งนี้กับการปฏิรูปโครงสร้างรัฐของ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ภายหลังการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนในปี 2013

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ สีเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเวียดนาม เช่น การปราบปรามคอร์รัปชัน และปลดเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง หรือแม้แต่การทำให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army: PLA) อยู่ภายใต้อำนาจตนเองโดยตรง โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งมองว่า ประธานาธิบดีจีนต้องการจำกัดกลุ่มอำนาจที่เห็นต่างไปจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Chinese Communist Party: CCP) และรวบรวมอำนาจกลับสู่ศูนย์กลาง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคมากขึ้น

ในทำนองเดียวกัน เวียดนามเองก็ถูกตั้งข้อสังเกตเช่นเดียวกันกับจีน อย่างไรก็ตามจุดที่ทำให้เวียดนามแตกต่างกับจีนคือ เวียดนามยังคงปฏิรูปโครงสร้างรัฐภายใต้กลไกของพรรค มากกว่าที่จะยึดโยงอำนาจหลักไว้ที่ตัวผู้นำสูงสุดเช่นกรณีของจีน

ความเสี่ยงจากการเร่งปฏิรูป: จากความเชื่อมั่นสู่ความสงสัย

แม้ที่ผ่านมา การดำเนินการต่อต้านคอร์รัปชันดูจะเป็นผลดีสำหรับการพัฒนาประเทศโดยภาพรวม ทว่า ไม เจือง (Mai Truong) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ ณ Marquette University ในรัฐวิสคอนซิน กลับวิเคราะห์เอาไว้ว่า การเร่งรัดปราบปรามการคอร์รัปชันภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี เพื่อต้องการปฏิรูปโครงสร้างรัฐ อาจกลายเป็นกับดักร้ายต่อรัฐบาลเผด็จการพรรคเดียว ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

ประการแรก การเดินหน้าปราบปรามทุจริตนอกจากจะเพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนเข้าเวียดนามแล้ว พรรคยังต้องการสร้างเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนภายในประเทศ เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกศรัทธาต่อพรรคและระบอบเผด็จการสังคมนิยมต่อไป

โดยทั่วไป ประชาชนที่อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการสังคมนิยม มักจะมีความเฉื่อยชาทางการเมืองสูง อย่างไรก็ตาม การรายงานข้อเท็จจริงในประเด็นคอร์รัปชันผ่านหน้าสื่อของรัฐ เพื่อต้องการแสดงออกถึงความโปร่งใสให้ประชาชนได้เห็น กำลังจะเปิดช่องว่างให้ประชาชนหันกลับมาสนใจการเมืองมากขึ้น มากไปกว่านั้น พรรคยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เริ่มมีพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น อย่างเช่น คณะกรรมการพรรค ณ นครโฮจิมินห์ เสนอเงินรางวัลจำนวน 410 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 12,810 บาท) ให้กับบุคคลที่เข้ามารายงานเรื่องการทุจริต เพราะถือว่าเป็นการช่วยเหลือการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

สิ่งเหล่านี้ยิ่งจะเป็นแรงขับสำคัญให้ประชาชนเกิดความรู้สึกตื่นตัวทางการเมือง และมีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามต่อข้อสงสัย เกี่ยวกับการเมืองที่มากไปกว่าแค่การต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งอาจจะไปถึงการตั้งคำถามต่อระบอบการปกครองของประเทศเลยก็ได้

ประการต่อมา นโยบาย Blazing Furnace อาจทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ชนชั้นนำของประเทศ ซึ่งโดยปกติประเทศที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม เช่น จีน เกาหลีเหนือ หรือแม้แต่เวียดนามเอง ต่างก็ให้ความสำคัญต่อความสามัคคี ความแข็งแกร่ง และความเป็นหนึ่งเดียวของพรรคมาก่อนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชนชั้นนำระดับสูงของพรรค อย่างคณะกรรมการกลาง คณะกรรมการกรมการเมือง หรือองค์กรสำคัญอื่นๆ ของพรรค ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างภาพลักษณ์พรรคให้ดูเข้มแข็งและโดดเด่นอยู่เสมอ

ทว่านโยบายดังกล่าวกลับกำลังมุ่งเป้าโจมตีไปที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงโดยตรง โดยนอกเหนือจากการปลดเหงียน ซวน ฟุก อดีตประธานาธิบดีของเวียดนามดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้มีการปลดบุคคลสำคัญของประเทศอย่าง หวู ดึ๊ก ดัม (Vu Duc Dam) นายกรัฐมนตรี, ฟาม บิ่ญ มิญ (Pham Binh Minh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกจำนวนมากในกระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าออกจากตำแหน่ง เนื่องจากพบการกระทำที่เข้าข่ายทุจริต

ความแตกแยกภายในหมู่ชนชั้นนำข้างต้น มีแนวโน้มที่จะย้อนกลับมาสร้างความสั่นคลอนต่อความเป็นเอกภาพและความชอบธรรมของพรรค ซึ่งถือเป็นเสาหลักหลักสำคัญของระบอบการปกครองสังคมนิยมเวียดนาม

สำหรับประการสุดท้าย โม เจือง วิเคราะห์ไว้ว่า การปราบปรามการคอร์รัปชันของเวียดนามมุ่งเน้นไปที่ปัจเจกบุคคลโดยเชื่อว่า เป็นเรื่องของความเสื่อมถอยทางศีลธรรม มากกว่าจะเป็นปัญหาที่ฝังรากอยู่ระบอบการปกครองหรือบทบาทของพรรค ซึ่งยังคงถูกวางอยู่ในฐานะสถาบันที่มีความชอบธรรมทางการเมืองอยู่เสมอ

การกวาดล้างคอร์รัปชันที่มีมาตั้งแต่ปี 2016 ผ่านการลงโทษเพียงแค่ปัจเจกบุคคล ไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อข้อมูลจากศูนย์การศึกษาเชิงกลยุทธ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (The Center for Strategic and International Studies: CSIS) เปิดเผยว่า ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2025 ของเวียดนามได้คะแนนเพียงแค่ 41 จาก 100 คะแนน และแม้จะได้คะแนนเยอะกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา แต่คะแนนดังกล่าวยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 42 คะแนน ซึ่งช่วยชี้ให้เห็นว่า ความโปร่งใสของเวียดนามยังไม่มากพอ และเมื่อพิจารณาไปพร้อมกับความเสี่ยงประการแรก การเริ่มตื่นรู้ทางการเมืองของประชาชน อาจนำมาสู่การตั้งคำถามต่อระบบการปกครองของเวียดนามและความชอบธรรมของพรรค ได้ในท้ายที่สุด

มาจนถึงตอนนี้เราอาจมองได้ว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า การปฏิรูปประเทศและโครงสร้างรัฐสามารถเป็นแรงขับสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ทว่ากระบวนการปฏิรูปดังกล่าว อาจทำให้เกิดความท้าทายใหม่ต่อระบอบการปกครองของเวียดนามเอง ทั้งในมิติของความเป็นเอกภาพภายในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และการบริหารประเทศภายใต้บริบทของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

โจทย์สำคัญของเวียดนามในอนาคตจึงอาจไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่ยังรวมไปถึงความท้าทายของพรรคว่า จะปรับตัวอย่างไรให้สอดรับกับสังคมที่มีความคาดหวังสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถคงไว้ซึ่งความชอบธรรมและความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อไปได้

ที่มา:

– สีม่วง จิรายุทธ์. (2024) 2024. “บทบาทรัฐกับการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ค.ศ. 1976–2020: บทวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง”. วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา 24 (1): 65-88.
– Jumlongnark, Worrawoot, and Hoai Nguyen Thu. 2024. “DEVELOPMENT OF THE POLITICAL ECONOMY IN VIETNAM: A CASE STUDY OF POST-DOI MOI REFORMS”. Journal of Humanities and Social Sciences Mahamakut Buddhist University Isan Campus 5 (1): 174-83.
https://thediplomat.com/2024/02/why-vietnams-escalating-anti-corruption-campaign-might-backfire/
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/vietnam-parliament-approve-plan-leaner-government-2025-02-18/
https://www.voathai.com/a/vietnam-s-security-chief-elected-president-by-parliament/7623066.html
https://www.csis.org/blogs/new-perspectives-asia/diverging-blazing-furnace-vietnams-opportunity-attract-more-us
https://www.u4.no/publications/vietnam-corruption-and-anti-corruption/fullversion

ผู้เขียน : แพรวารินทร์ โพพิทูล
Graphic Designer :  ปราโมทย์ ปิ่นศรี

https://themomentum.co/analysis-vietnam-state-reformation/




สุขภาพของ 'เอกชัย หงส์กังวาน' น่าเป็นห่วง ! 'ณัฏฐธิดา มีวังปลา' ผู้เป็นเพื่อนและผู้เข้าเยี่ยมเอกชัย เล่าว่าตอนนี้เอกชัยตัวดำออกเหลือง ผอมซูบ แม้ยังใช้ชีวิตได้ปกติ แต่ก็ปวดจุก เจ็บ จากโรคป่วยฝีในตับ ตับ-ม้าม-ต่อมลูกหมากโต แต่ยังไม่ได้รับการรักษา

https://www.facebook.com/reel/935370776216180

ประชาไท Prachatai.com 
Yesterday
·
'เอกชัย' ป่วยฝีในตับ ตับ-ม้าม-ต่อมลูกหมากโต แต่ยังไม่ได้รับการรักษา
'เอกชัย หงส์กังวาน' นักเคลื่อนไหวผู้ตกเป็นจำเลยคดี ม.110 ถูกคุมขังเรือนจำกลางคลองเปรม กำลังป่วยหนักจากฝีในตับ ต่อมลูกหมากโต ตับโต และม้ามโต แต่ยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ โดยได้รับเพียงยาพาราฯ และยาแก้ต่อมลูกหมากโต ตามคำบอกเล่าของ 'ณัฏฐธิดา มีวังปลา' ผู้เป็นเพื่อนและผู้เข้าเยี่ยมเอกชัย
เธอเล่าว่าตอนนี้เอกชัยตัวดำออกเหลือง ผอมซูบ แม้ยังใช้ชีวิตได้ปกติ แต่ก็ปวดจุก เจ็บ โรคที่เขาป่วยต้องรักษาด้วยการวินิจฉัยอย่างละเอียดจนสุดทาง ไม่ใช่เพียงตรวจให้รู้ว่าเป็นอะไรแล้วรักษาตามอาการเช่นนี้ หนำซ้ำคดีของเอกชัยก็ยังไม่สิ้นสุด จึงควรได้รับการประกันตัวออกมารักษา และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม หลังจากนี้เธอจะติดตามสิทธิ์การรักษาของเอกชัยทุกสัปดาห์
คดีความที่ทำให้เอกชัยถูกคุมขังอยู่ตอนนี้คือคดีอาญา ม.110 ที่เขาและพวกรวม 5 คน ถูกกล่าวหาว่าประทุษร้ายพระราชินีในขบวนเสด็จ แม้ศาลชั้นต้นยกฟ้องไปแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ก็กลับคำพิพากษา สั่งลงโทษ โดยเอกชัยเป็นคนที่ได้รับโทษจำคุกสูงสุด คือ 21 ปี 4 เดือน ตอนนี้อยู่ในฐานะผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีชั้นฎีกา เอกชัยยื่นประกันตัว 3 ครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นผล




Perfect Storm ถล่มอินโดนีเซีย ค่าเงินลดฮวบ ตลาดหุ้นดิ่งเหว ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ย โดนหั่นอันดับความเชื่อถือ เพราะประชานิยมแบบอุดหนุนราคาพลังงาน ตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งและหน่วยงานใหม่ของรัฐมาแทรกแซงกลไกตลาด - ใครต่อไป ?


ประชาธิปไตย2สี I พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย I อินโดฯยับ ใครถัดไป นิติรัฐ ปชต.ปัจจัยชี้ขาดโครงสร้างศก.ไทย

matichon tv

Premiered 9 hours ago 

รายการประชาธิปไตยสองสี ตอนที่ 114 อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สนทนากับ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) สัญญาณและคำเตือน อินโดนีเซีย ยับ ใครถัดไป ? นิติรัฐ ประชาธิปไตย ปัจจัยชี้ขาดโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เผยแพร่ เสาร์ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 น

https://www.youtube.com/watch?v=GMFfb05r96Q


Atukkit Sawangsuk
9 hours ago
·
Perfect Storm ถล่มอินโดนีเซีย
ค่าเงินลดฮวบ ตลาดหุ้นดิ่งเหว ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ย โดนหั่นอันดับความเชื่อถือ
เพราะประชานิยมแบบอุดหนุนราคาพลังงาน ตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งและหน่วยงานใหม่ของรัฐมาแทรกแซงกลไกตลาด
:
ประเทศไทยอาจยังปลอดภัยกว่า เพราะเศรษฐกิจโตช้า เงินเฟ้อไม่สูงไม่ขาดดุลเยอะมาก แต่หากเน้นแจก อุดหนุนระยะสั้น เอาความนิยมทางการเมืองเหนือวินัยการเงินการคลัง ก็ต้องระวัง
:
ถามจริง มองอนาคต 4 เดือนข้างหน้าหลังหมดไทยช่วยไทยพลัสอย่างไร
ก็ถ้าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลดลงมา ถ้าวิกฤตอเมริกาอิหร่านจบลงได้ ก็โล่งอกไปต่อ
แต่ถ้าไม่ ?
:
ที่ชวนมาคุยเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่จะผันตัวเองเป็นนักเล่นหุ้น
แต่แนวโน้มมันน่ากังวลมาก ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่ยังอุ่นใจในพระสยามเทวาธิราช
:
พิพัฒน์เป็น 1 ในนักวิเคราะห์เศรษฐกิจแถวหน้า ที่ไม่ได้สนใจแค่ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เห็นความสำคัญของ “ปัญหาโครงสร้าง”
:
เขาให้ความสำคัญกับ “ปัจจัยสถาบัน” ตัวชี้ขาด 5 ด้าน ที่ประเทศไทยตกครึ่งล่างของโลกทั้ง 5 มิติ
Rule of Law, Corruption, Democracy, Economic Freedom และ Education
“ความเสมอภาคทางกฎหมาย” มาอันดับแรก เพราะนักลงทุนต้องการการแข่งขันด้วยกฎเดียวกัน
:
อ้าว นึกว่าประเทศนี้จะมีแค่นิติสงครามกับคนเห็นต่าง
ไม่ใช่เลย เขายกตัวอย่าง ทำไมบริษัทข้ามชาติไม่มาตั้งสำนักงานภูมิภาคในไทย ทำไมไปตั้งสิงคโปร์ ย้ายจากฮ่องกงไปสิงคโปร์ ทั้งที่ค่าเช่าค่าแรงแพงกว่ากันลิบลับ
ก็เพราะความไม่เชื่อมั่นการบังคับใช้กฎหมายนี่แหละ
:
แล้วเรายังพอจะมีความหวังบ้างไหม
ทั้งปัญหานิติรัฐ ประชาธิปไตย ทุนใหญ่เหนือตลาด กขค.ไม่มีความหมาย
อาจจะมี ที่การเข้า OECD ซึ่งต้องปรับให้เข้ามาตรฐาน เป็นการเอาปัจจัยภายนอกมาช่วย เอาโลกมากดดัน
แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกนานหลายปีกว่าจะเข้าได้



เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย "พี่เบิ้ม" ของอาเซียน ทำไมความฝันของ "ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต" ที่หวังจะให้อินโดนิเซียรุ่งโรจน์ถึงกลายเป็นฝันร้าย คุณเทพชัย หย่อง คุยกับ รศ.อรอนงค์ ทิพย์พิมล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์





https://x.com/ThaiPBS/status/2065808761571467740


 

เหตุการณ์น่าเศร้า ปัญหาการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุในญี่ปุ่น: สำนักข่าว Al Jazeera ยืนยันว่าเมื่อปีที่แล้วมีชาวญี่ปุ่นถึง 77,000 คนเสียชีวิตเพียงลำพังในบ้านพัก โดยบางรายไม่มีใครพบศพนานหลายเดือน! ทำไมจึงเกิดสถานการณ์เช่นนี้?






https://x.com/FurkanGozukara/status/2065763812045701164
.....

ปัญหาการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุในญี่ปุ่น: สำนักข่าว Al Jazeera ยืนยันว่าเมื่อปีที่แล้วมีชาวญี่ปุ่นถึง 77,000 คนเสียชีวิตเพียงลำพังในบ้านพัก โดยบางรายไม่มีใครพบศพนานหลายเดือน!

วิกฤตการณ์นี้รุนแรงถึงขั้นที่บริษัทจัดส่งโยเกิร์ตกลายมาเป็นเครือข่ายด่านหน้าในการช่วยตรวจสอบว่ามีผู้สูงอายุล้มป่วยหรือเสียชีวิตหรือไม่!

วิกฤตนี้หนักหน่วง สะเทือนใจ และเป็นความจริงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นยืนยันถึงขนาดของปัญหาที่น่าสลดใจนี้ โดยพบผู้เสียชีวิตเพียงลำพังในบ้านพักจำนวน 76,941 ราย ซึ่งกว่า 76% ของกรณีเหล่านี้เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป

ปรากฏการณ์นี้เป็นที่รู้จักในญี่ปุ่นว่า *Kodokushi* (การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว) และหากไม่มีการพบศพเป็นเวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ รัฐบาลจะจัดประเภทว่าเป็น *Koritsushi* (การเสียชีวิตอย่างอ้างว้างไร้ผู้เหลียวแล)

ความจริงอันน่าหดหู่จากตัวเลขสถิติ

ตัวเลขสถิติเหล่านี้เผยให้เห็นวิกฤตการแยกตัวจากสังคมที่ฝังรากลึก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุชาย ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพียงลำพังโดยไม่มีใครรับรู้สูงกว่าผู้หญิงถึงเกือบ 4 เท่า

ช่วงเวลาที่ใช้ในการค้นพบ: แม้หลายรายจะถูกพบเห็นอย่างรวดเร็ว แต่ช่องโหว่ของตาข่ายรองรับทางสังคมก็ปรากฏชัดเจนเมื่อเกิดการแยกตัวจากสังคมเป็นเวลานาน โดยมีศพกว่า 22,000 รายที่ถูกพบหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว 8 วันหรือนานกว่านั้น

ช่วงเวลาหลายเดือนที่ไม่มีใครรับรู้: มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7,148 รายที่เสียชีวิตมานานกว่าหนึ่งเดือนก่อนที่จะมีคนมาพบศพ

นานกว่าหนึ่งปี: ที่น่าเศร้าสลดใจคือ มีผู้เสียชีวิตถึง 208 รายที่ไม่ถูกค้นพบเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปี

ด่านหน้าอย่าง "บริการส่งโยเกิร์ต"

สิ่งที่คุณกล่าวถึงเรื่องบริษัทจัดส่งโยเกิร์ตที่ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายช่วยชีวิตนั้นถูกต้องแม่นยำมาก คุณกำลังพูดถึงกลุ่มที่รู้จักกันดีในชื่อ "Yakult Ladies" (สาวส่งยาคูลท์) สิ่งที่เริ่มต้นในปี 1963 ในฐานะกลยุทธ์การตลาดแบบพบปะลูกค้าโดยตรงของยาคูลท์ (บริษัทเครื่องดื่มนมเปรี้ยว/โยเกิร์ตโปรไบโอติกยอดนิยมของญี่ปุ่น) ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเครือข่ายรองรับทางสังคมนอกระบบที่สำคัญที่สุดในประเทศที่มีสังคมผู้สูงอายุเติบโตเร็วที่สุดในโลกโดยไม่ได้ตั้งใจ

การทำงานของเครือข่าย:

ขนาดของเครือข่าย: มี Yakult Ladies กว่า 31,000 คนทั่วญี่ปุ่นที่ตระเวนไปตามย่านที่พักอาศัยด้วยจักรยานและรถจักรยานยนต์

เหล่า "ผู้เฝ้าระวัง": ในทางเอกสาร พวกเธอคือตัวแทนขายอิสระ แต่ในความเป็นจริง พวกเธอคือผู้พิทักษ์ชุมชน เนื่องจากพวกเธอต้องไปส่งสินค้าที่บ้านหลังเดิมซ้ำหลายครั้งต่อสัปดาห์ พวกเธอจึงสังเกตเห็น "ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ" ได้

สายใยแห่งความห่วงใย: สาวส่งยาคูลท์รู้ดีว่าคุณนายทานากะมักจะเปิดประตูบ้านเวลาใด หากกล่องสินค้าที่ส่งไปเมื่อวันจันทร์ยังคงวางอยู่ที่หน้าประตูในวันพุธ หรือหากยังไม่มีการเปิดม่านหน้าต่าง พวกเธอจะไม่เพียงแค่เดินผ่านไปเฉยๆ แต่จะเคาะประตู สอบถามความเป็นไป แจ้งเตือนสมาชิกในครอบครัว หรือโทรแจ้งหน่วยงานในท้องถิ่น

"ในแง่หนึ่ง เราเปรียบเสมือนผู้เฝ้ามองและคอยดูแลความเป็นไปของผู้อื่น เราสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยทั้งในด้านสุขภาพและวิถีชีวิต" — อาซึกะ โมจิดะ สาวส่งยาคูลท์วัย 47 ปี กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้

ทำไมจึงเกิดสถานการณ์เช่นนี้?

นักสังคมวิทยาชี้ให้เห็นถึงปัจจัยหลายประการที่ประจวบเหมาะกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรและวัฒนธรรมในญี่ปุ่น:

การเพิ่มขึ้นของครัวเรือนที่มีผู้อยู่อาศัยเพียงคนเดียว: อัตราการแต่งงานที่ลดลงและสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (super-aging society) ส่งผลให้ผู้สูงอายุนับล้านคนต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังโดยสิ้นเชิง

วัฒนธรรม "เมวะคุ" (Meiwaku): มีค่านิยมฝังรากลึกที่หลีกเลี่ยงการสร้างความเดือดร้อนหรือการเป็นภาระให้ผู้อื่น (เมวะคุ) ซึ่งมักทำให้ผู้สูงอายุที่กำลังเผชิญปัญหาเลือกที่จะเก็บตัวเงียบๆ แทนที่จะร้องขอความช่วยเหลือ

ระบบอัตโนมัติ: สิ่งที่ย้อนแย้งคือ ความสะดวกสบายในยุคสมัยใหม่กลับยิ่งซ้ำเติมความโดดเดี่ยวให้มากขึ้น ระบบธนาคารอัตโนมัติช่วยให้การชำระค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค และค่าโทรศัพท์เป็นไปอย่างราบรื่นในทุกๆ เดือน ทำให้หน่วยงานต่างๆ อาจไม่สังเกตเห็นการหายไปหรือการไม่อยู่กับที่ของบุคคลนั้นเป็นเวลานาน

นี่คือความย้อนแย้งที่น่าสนใจของสังคมสมัยใหม่ ในยุคที่เทคโนโลยีสัญญาว่าจะเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน อาวุธที่มีประสิทธิภาพที่สุดของญี่ปุ่นในการรับมือกับวิกฤตความเหงา กลับเป็นวิธีการที่เรียบง่ายและเปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจ นั่นคือภาพของคนในเครื่องแบบที่ขี่จักรยานมาหา เพื่อสบตาและไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของคุณ




คลิป แม่บ้านชาวอินเดีย ใช้สมาร์ทโฟนติดไว้บนศีรษะ ถ่ายทำตัวเองขณะทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อฝึกหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ให้เข้ามาทำงานบ้านในอนาคต ทำไมอินเดียถึงเป็นแหล่งการผลิตวัตถุดิบสำหรับการเรียนรู้ของ robots ให้เข้ามาทำงานแทนที่คน







https://x.com/AFP/status/2065786314520174698
.....

ปัจจัยทางเศรษฐกิจ โครงสร้าง และวัฒนธรรมหลายประการอธิบายว่าทำไมห้องปฏิบัติการหุ่นยนต์ทั่วโลกจึงหลั่งไหลมายังอินเดียเพื่อข้อมูลประเภทนี้โดยเฉพาะ:

1. การนำโครงสร้างพื้นฐาน BPO ขนาดใหญ่มาใช้ใหม่

อินเดียไม่จำเป็นต้องสร้างอุตสาหกรรมการประมวลผลข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้น โครงสร้างพื้นฐานมีอยู่แล้ว ศูนย์กลางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในเมืองต่างๆ เช่น บังกาลอร์ เชนไน และไฮเดอราบัด เต็มไปด้วยบริษัทติดป้ายกำกับข้อมูล (เช่น Objectways หรือ Learning Spiral) ที่ใช้เวลาในทศวรรษที่ผ่านมาในการติดป้ายกำกับรูปภาพสำหรับรถยนต์ไร้คนขับหรือการควบคุมเนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย การเปลี่ยนจากการติดป้ายข้อมูลดิจิทัลไปสู่การรวบรวมข้อมูลทางกายภาพเป็นการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานที่ราบรื่น

2. ขนาดและความหลากหลายของตลาดแรงงาน

เพื่อให้หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์สามารถปรับตัวได้ มันไม่สามารถแค่เฝ้าดูคนคนหนึ่งพับผ้าเช็ดตัวในอพาร์ตเมนต์ที่สะอาดและเรียบง่ายในซานฟรานซิสโกได้ มันต้องการข้อมูลหลายพันชั่วโมงจากมุมมอง สภาพแสง และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

แนวทางสตูดิโอ: บริษัทในอินเดียกำลังสร้างสตูดิโอเฉพาะทาง ซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์จำลองที่พวกเขาเปลี่ยนวอลเปเปอร์ การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ และตำแหน่งของวัตถุอย่างต่อเนื่องเพื่อให้โมเดล AI มีความหลากหลายทางด้านภาพ

เศรษฐกิจนอกระบบ: อินเดียมีแรงงานนอกระบบเกือบ 490 ล้านคน สำหรับแม่บ้าน นักเรียน และคนทำงานอิสระหลายพันคน การบันทึกงานประจำวันผ่านแอปในราคา 250 รูปี (~2.60 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อชั่วโมงนั้นเป็นการจ้างงานที่ให้ผลตอบแทนสูง มีความยืดหยุ่น และเข้าถึงได้ง่าย

3. "ถ้าหุ่นยนต์ใช้งานได้ในอินเดีย มันก็จะใช้งานได้ทุกที่"

ในโลกของหุ่นยนต์ มีแนวคิดที่เรียกว่า "ช่องว่างจากโลกจำลองสู่โลกแห่งความเป็นจริง" ซึ่งหมายถึงความยากลำบากที่หุ่นยนต์ต้องเผชิญเมื่อเปลี่ยนจากโลกจำลองเสมือนจริงที่สมบูรณ์แบบไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ยุ่งเหยิง

สภาพแวดล้อมทางกายภาพของอินเดียมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับนักพัฒนา AI เนื่องจากมีโครงสร้างที่ไม่เป็นระเบียบสูง การฝึกฝน AI ในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวาย หลากหลาย และคาดเดาไม่ได้ของบ้าน โรงงาน และท้องถนนในอินเดีย บังคับให้โมเดลการเรียนรู้ของเครื่องจักรต้องมีความยืดหยุ่นอย่างเหลือเชื่อ ดังที่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมรายหนึ่งกล่าวไว้ว่า "ถ้าหุ่นยนต์สามารถนำทางและทำงานในอินเดียได้ มันก็สามารถทำงานได้ทุกที่"

4. ประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่สูงมาก

การสร้างชุดข้อมูลสำหรับหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์นั้นมีราคาแพงอย่างเหลือเชื่อ เพราะต้องใช้ข้อมูลหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่เพียงวิดีโอ แต่ยังรวมถึงการรับรู้เชิงลึกที่ซิงโครไนซ์ การติดตามการเคลื่อนไหว และข้อมูลแรงสัมผัส การทำเช่นนี้ในระดับใหญ่ในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปจะทำให้บริษัทเทคโนโลยีต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายล้านดอลลาร์ในค่าจ้าง อินเดียมีแรงงานที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีจำนวนมากที่สามารถดำเนินการงานติดตามที่ซ้ำซากและพิถีพิถันเหล่านี้ได้ในราคาแรงงานที่ต่ำกว่าประเทศตะวันตกมาก

ภาพรวม: เช่นเดียวกับที่อินเดียกลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโตของอินเทอร์เน็ตโดยการจัดหาซอฟต์แวร์วิศวกรและฝ่ายสนับสนุนลูกค้า ตอนนี้อินเดียกำลังสร้างความมั่นคงให้กับตำแหน่งของตนในการเติบโตของระบบอัตโนมัติโดยการจัดหาหน่วยความจำกล้ามเนื้อที่หุ่นยนต์ในอนาคตจะต้องพึ่งพา




เห็นยัง? คลิปที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม) เปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. : เหตุการณ์ในคลิป คือการเลือก สว. ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิถุนายน (รอบไขว้) ลองดูบทสนทนาของ กรรมการ กกต. ช่วงท้ายคลิป มีการกล่าวถ้อยคำที่เสมือนเป็นการยอมรับ ว่าการเลือกในวันดังกล่าว มีความสุ่มเสี่ยงจะเป็นการเลือกโดยไม่สุจริต






Parit Wacharasindhu (Itim)
@paritw92

[ เปิดคลิปหลักฐานคดีฮั้ว สว.: “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” (คำพูดของกรรมการ กกต. ในระหว่างการเดินเก็บโพยจากกลุ่มผู้สมัคร สว. ในวันเลือกระดับประเทศ) ]
.
คลิปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ผมได้รับจากผู้ร้องเรียนที่ได้มายื่นหนังสือต่อสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางผมและทีมได้พยายามเพิ่มความดังของเสียง (เพื่อให้ได้ยินบทสนทนาที่สำคัญชัดขึ้น) และเบลอหน้าผู้ที่เกี่ยวข้อง
.
เหตุการณ์ในคลิป คือการเลือก สว. ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิถุนายน ช่วงเวลา 19.00 น. (รอบไขว้) โดยในคลิปจะปรากฎผู้หญิง 1 คน (เจ้าหน้าที่ กกต.) และ ผู้ชาย 1 คน (จากการตรวจสอบเบื้องต้นคือ 1 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้ง) ที่ได้เดินตรวจสอบและเก็บ “โพย” จากผู้สมัคร พร้อมกล่าวถ้อยคำที่เสมือนเป็นการยอมรับ ว่าการเลือกในวันดังกล่าว มีความสุ่มเสี่ยงจะเป็นการเลือกโดยไม่สุจริต (ลองดูบทสนทนาของ กรรมการ กกต. ช่วงท้ายคลิป)
.
ผมเข้าใจว่าการจดบันทึกตัวเลขจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครเพื่อเตรียมไปเลือกในคูหา อาจไม่ได้เป็นความผิดเสมอไป แต่คำถามที่เรายังมีจากคลิปดังกล่าวคือ:
.
1. กรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มีการพูดระหว่างการเก็บโพยว่า “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ”?
.
2. หลังจากเก็บโพยไปแล้ว ทาง กรรมการ กกต. ได้มีการเรียกประชุมกันระหว่างคณะกรรมการ กกต. โดยทันทีหรือไม่ เพื่อตรวจสอบหลักฐานและพิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 59 ที่เปิดช่องให้ กกต. “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดําเนินการเลือกใหม่..” ได้ “หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”?
.
3. หลังจากประกาศผลการเลือก สว. ไปแล้ว ทางคณะกรรมการ กกต. ได้ดำเนินอย่างไรต่อกับโพยที่เก็บมา? ทาง กกต. ได้มีการตรวจสอบหลักฐานต่อหรือไม่ อาทิ เชื่อมโยงหลักฐานหรือชุดตัวเลขที่ปรากฏในโพย กับหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. (เช่น พยานปาก หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน)?
.
4. โพยเหล่านี้ที่เก็บไป และ ผลการตรวจสอบตามข้อ 3 (หากมี) ถูกรวมอยู่ในสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และกำลังถูกใช้เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ที่จะชี้ขาดในเร็วๆนี้ว่าจะส่งคดีดังกล่าวไปศาล ใช่หรือไม่?
.
ก่อนหน้านี้ ทาง กกต. ได้เคยออกแถลงการณ์ในปี 2568 โดยชี้แจงว่าการนำเอกสารที่จดหมายเลขเข้าไปในสถานที่เลือก *ในตัวมันเอง* อาจไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่แถลงการณ์ดังกล่าว ยังไม่ได้ตอบคำถามหรือข้อสงสัยที่ผมมีเบื้องต้นตามโพสต์นี้
.

.
หากมองในภาพใหญ่ การทำหน้าที่ของ กกต. ส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมและกระบวนการยุติธรรมในคดีฮั้ว สว.
.
อย่างไรที่เราทราบกันดี หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีมติชี้มูลความผิดอย่างน้อย 229 คน (130+ คน ที่เป็น สว. และ 90+ คนที่เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ซึ่งรวมถึงบางคนที่เป็น สส. และอยู่ใน ครม.) กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาด ว่าจะมีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนเพื่อส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาต่อ หรือจะมีมติเป่าคดีแล้วยกคำร้องของทั้ง 229 คน หรือบุคคลสำคัญบางคน เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล ก็คือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” ซึ่งประกอบไปด้วย กรรมการ 7 คน
.
ที่ผ่านมา สังคมหลายส่วน เริ่มตั้งคำถาม ว่าเราสามารถไว้วางใจ กกต. ได้แค่ไหน ในการตรวจสอบและชี้ขาดเรื่องคดีฮั้ว สว. อย่างตรงไปตรงมา? เพราะ:
.
1. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน มี 4 ใน 7 คน ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากมติรับรองของ สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดีนี้ - ประชาชนจึงกังวลว่าการตัดสินใจของ กกต. เป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และการถูกรับรองมาเป็น กกต. นั้น มีเงื่อนไขแอบแฝงหรือไม่ ว่าจะต้อง “ช่วยน้ำเงินด้วย”?
.
2. คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน ได้ใช้วิธีตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36” เป็นการเฉพาะขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองคดีฮั้ว สว. แทนที่จะใช้คณะอนุกรรมการฯ 1 ใน 35 ชุดที่ กกต. มีอยู่แล้ว - ในเมื่ออนุฯที่ 36 ประกอบไปด้วยกรรมการหลายคนที่มีข้อครหาเรื่องคดีทุจริตคอร์รัปชันและความเป็นกลางทางการเมือง และได้มีมติให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน (ซึ่งสวนทาง 100% กับคณะไต่สวนชุดที่ 26) ประชาชนจึงกังวลว่ากลไกดังกล่าวเป็นความพยายามฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่?
.
3. (หาก กกต. ไม่สามารถตอบคำถามต่อคลิปหลักฐานเพิ่มเติมในวันนี้ได้อย่างชัดเจน) คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบัน (โดยเฉพาะกรรมการบางท่านที่ปรากฏอยู่ในคลิป) จะถูกสังคมตั้งคำถามมากขึ้น ว่าได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบการฮั้ว สว. อย่างเต็มที่หรือไม่?
.
.
หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหาดังกล่าว กกต. ควรมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คนดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่


https://x.com/paritw92/status/2065675170145304639




วันเสาร์, มิถุนายน 13, 2569

กกต.จะว่าไง ‘ไอติม’ เอาคลิปมายันคาตาแล้วว่า มีการ ‘ฮั้ว’ เลือก สว.ชุดที่มาเป็น ‘สีน้ำเงิน’ โขลงใหญ่นั่นจริงละ ข้อสงสัยอยู่ที่ กรรมการ กกต.ได้เห็นอะไรในโพยบ้าง

กกต.จะว่าไง ไอติม เอาคลิปมายันคาตาแล้วว่า มีการ ฮั้ว เลือก สว.ชุดที่มาเป็น สีน้ำเงินโขลงใหญ่นั่นละ ได้เห็นได้ยิน “การเดินเก็บโพยจากกลุ่มผู้สมัคร สว.ในวันเลือกระดับประเทศ” จะจะกับหูกับตาแล้วว่า “กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว.แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ”

นั่นจากคลิปที่มีผู้ไปยื่นแก่พรรคประชาชนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เหตุเกิดเมื่อ ๒๖ มิถุนา เวลา ๑ ทุ่ม เจ้าหน้าที่ กกต. ๒ คน หญิงหนึ่งชายหนึ่ง รายผู้ชายนี่เป็นหนึ่งในกรรมการ กกต. ๗ คน ซึ่งประโยคที่เขาพูดสามารถตีความได้ว่า “มีความสุ่มเสี่ยงจะเป็นการเลือกโดยไม่สุจริต”

พริษฐ์ วัชรสินธุ ตั้งข้อสันนิษฐานว่า แม้ “การจดบันทึกตัวเลขจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครเพื่อเตรียมไปเลือกในคูหา อาจไม่ได้เป็นความผิดเสมอไป” ข้อสงสัยอยู่ที่ กรรมการ กกต.ได้เห็นอะไรในโพยบ้าง ทำให้ต้องพูดย้ำเรื่องความสุจริต

นอกจากนั้น “พ.ร.ป. สว.มาตรา 59 ที่เปิดช่องให้ กกต.“สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดําเนินการเลือกใหม่ได้” นั้น “กกต.ได้ดำเนินอย่างไรต่อกับโพยที่เก็บมา...ได้มีการตรวจสอบหลักฐานต่อหรือไม่”

หลักฐาน โพย ที่เก็บมา “ถูกใช้เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ที่จะชี้ขาดในเร็วๆ นี้ว่าจะส่งคดีดังกล่าวไปศาล ใช่หรือไม่” แม้นว่า กกต.ได้ฟอกขาวตัวเองไปแล้วว่า “การนำเอกสารที่จดหมายเลขเข้าไปในสถานที่เลือก *ในตัวมันเอง* อาจไม่ถือเป็นความผิด”

ปัญหาอยู่ที่ “เราสามารถไว้วางใจ กกต.ได้แค่ไหน” ในเมื่อ กรรมการเลือกตั้ง ชุดนี้ มี ๔ ใน ๗ คน ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากมติรับรองของ สว. ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสำนวนคดีนี้ - ประชาชนจึงกังวลว่าการตัดสินใจของ กกต.” มีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ไหม

มันสามารถโยงไปถึงข้อความไลน์อื้อฉาว “ช่วยน้ำเงินด้วย” วิธีการตั้งคณะอนุกรรมการชดหนึ่งขึ้นมาให้ทำการวินิจฉัย เป็นการเฉพาะ “เพื่อกลั่นกรองคดีฮั้ว สว.” เรียกว่าอนุกรรมการชุดที่ ๓๖ ซึ่งกรรมการชุดนี้ มีหลายคนโดนข้อครหา แต่ก็ได้มีการยกคำร้องแล้ว

ข้อครหาดังกล่าวเป็นเรื่อง คดีทุจริตคอร์รัปชันและความเป็นกลางทางการเมือง หากแต่ว่ายังดันกันไปจนยกคำร้อง สว. ๒๒๙ คน (สวนทางกับมติคณะไต่สวนชุดที่ ๒๖) เข้าทางกับการ ฟอกขาว ให้แก่ สว.สีน้ำเงินกว่า ๒๐๐ คน

(https://www.facebook.com/watch/?v=1505699581570940)