วันเสาร์, เมษายน 11, 2569

ฝ่ายค้านเปิดข้อมูลเครือญาติ ครม. "อนุทิน 2" ได้โครงการรัฐอื้อ กล่าวหา "สีน้ำเงิน" คุมทุกกลไก ทำดัชนีคอร์รัปชันไทยตกต่ำ


บีบีซีไทย - BBC Thai 
8 hours ago
·
"ดิฉันก็เอาข้อมูลมาเปิดให้ประชาชนดูเฉย ๆ และคิดกันเองว่าฟังทั้งหมดนี้แล้ว ท่านคิดถึงอะไรกัน ดิฉันคิดออกอยู่คำหนึ่งคือคำว่า 'รวย… รวยไม่ไหวแล้ว' ท่านประธานคะ โบราณเขาว่าวาสนาแข่งกันได้ แต่แข่งโครงการภาครัฐกับพรรคภูมิใจไทย ท่านอย่าแข่งเลย" น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าว
.
อ่านต่อที่ https://bbc.in/3QuszII
.....

ฝ่ายค้านเปิดข้อมูลเครือญาติ ครม. "อนุทิน 2" ได้โครงการรัฐอื้อ กล่าวหา "สีน้ำเงิน" คุมทุกกลไก ทำดัชนีคอร์รัปชันไทยตกต่ำ



เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซีไทย

การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาล "อนุทิน 2" ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่วันที่สอง หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาไปแล้ววานนี้

ประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาอภิปรายในวันนี้ (10 เม.ย.) มีหลากหลายตั้งแต่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม ยาเสพติด ไปจนถึงวิกฤตจากสงครามอิหร่าน โดยหนึ่งในนั้นคือปัญหามลพิษข้ามแดนและฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในภาคเหนือ ปัญหาที่ดินทับซ้อน รวมถึงกรณีที่รัฐมนตรีบางคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถูกกล่าวหา

สส. พรรคประชาชน เชียงใหม่ ระบุประเทศเผชิญ "ภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น"

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่าประเทศกำลังเผชิญกับภัย 4 ด้าน คือด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ภัยความมั่นคง และ "ภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น"

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่าในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลระบุว่าประเทศกำลังเผชิญกับภัย 4 ด้าน คือด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และภัยความมั่นคง "แต่สิ่งที่ขาดคือ ภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น"

เขากล่าวต่อว่ารัฐบาลนายอนุทินทั้งชุดก่อนหน้าและชุดนี้ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลพิษข้ามแดนทั้งทางน้ำและอากาศ ซึ่งน่าผิดหวังอย่างมากที่ในคำแถลงนโยบายก็ไม่มีการกล่าวถึงปัญหาดังกล่าวเลย ทั้งที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในภาคเหนืออย่างมาก

นายภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าย้อนกลับไปในการแถลงนโยบายรัฐบาล "อนุทิน 1" เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว เขาพูดอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลต้องรับมือเตรียมการปัญหามลพิษอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลก็ยังละเลยและยังคงแต่งตั้งให้นายสุชาติ ชมกลิ่น นั่งเก้าอี้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ต่อ

"ผลลัพธ์วันนี้เป็นอย่างไร รัฐบาลอนุทินละเลยกับปัญหานี้จนทำให้รัฐบาลอนุทินชุดนั้นกลายเป็นมลพิษไปเสียเอง แล้ววันนี้คุณอนุทินก็ยังหยิบมลพิษก้อนนั้นมาควบคุมมลพิษดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อ คน ๆ นั้นคือ คุณสุชาติ ชมกลิ่น" นายภัทรพงษ์ กล่าว


ไฟป่าคือหนึ่งในสาเหตุฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ ขณะที่ค่าตอบแทนของผู้ทำงานดับไฟป่ากลับน้อยไม่คุ้มค่าความเสี่ยง

สส.เชียงใหม่ ปชน. ผู้นี้กล่าวหาว่านายสุชาติไม่จัดหางบกลางให้ท้องถิ่นรับมือกับปัญหาไฟป่า ประกาศเขตควบคุมมลพิษเพียงแค่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ทั้งที่ควรประกาศทั้งหมด 9 จังหวัด เพื่อให้จังหวัดสามารถนำเสนอแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เพื่อเบิกงบจากรัฐบาลมารับมือกับปัญหาไฟป่าได้ และเมื่อเกิดปัญหาจังหวัดภาคเหนือจมฝุ่นพิษ PM 2.5 ก็ประกาศให้เพียง จ.เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอน เป็นเขตภัยพิบัติเท่านั้น

เขากล่าวต่อว่า นอกจากประกาศเขตภัยพิบัติไม่ครอบคลุมทั้ง 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ อย่าง จ.เชียงใหม่ ที่ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว ประชุมท้องถิ่นเพื่อของบไปแล้วเมื่อเดือน พ.ย. 2568 ก่อนยุบสภา ก็ไม่ได้เงินมาทำงาน "ทำให้การประกาศเขตควบคุมมลพิษไม่ต่างจากกระดาษเอสี่แผ่นเดียว"

"สรุปคือเป็นเพราะคุณสุชาติทำงานไม่เป็น ทำให้หน่วยงานไม่มีงบประมาณ และทำให้ประชาชนดูดฝุ่นพิษกันหนัก" นายภัทรพงษ์อภิปรายและกล่าวต่อว่ากระทรวง ทส. ที่อยู่ภายใต้การดูแลของนายสุชาติยังออกข่าวว่าค่าฝุ่น PM 2.5 ปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว 45% ซึ่งขัดแย้งกับสภาพปัญหาที่แท้จริง

"เมื่อคืนคุณศุภจี (ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์) ออกมาพูดเรื่องฝุ่นพีเอ็ม 2.5 โดยบอกว่า ไม่ได้คาดหวังให้ภาคเหนือมีคนมาเที่ยว 365 วัน หน้าฝนก็ไปเที่ยวอีกที่หนึ่ง หน้าหนาวก็ออกเที่ยวอีกที่หนึ่ง หน้าร้อนต้องออกไปเที่ยวอีกที่หนึ่ง แต่ปัญหานี้มันไม่ได้กระทบแค่การท่องเที่ยว มันกระทบกับพวกเราคนเหนือที่อาศัยอยู่ที่นั่น แล้วพวกเราไม่ได้มีเงินรวยเหมือนพวกท่านที่สามารถย้ายบ้านย้ายที่ทำงาน ย้ายครอบครัวหนีฝุ่น" นายภัทรพงษ์กล่าว

เขายังอภิปรายถึงค่าตอบแทนอาสาสมัครดับไฟป่าที่ได้รับเพียง 240 บาท/วัน/คน ทั้งที่งานมีความเสี่ยงถึงชีวิต แต่กลับไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมทั้งที่พยายามพูดถึงปัญหานี้มา 3 รัฐบาลแล้ว

"เวลาซื้อเสียงยังต้องจ่ายกัน 500 - 1,000 - 2,000 บาทต่อคน จ้างคนไปกากบาทเพื่อได้อำนาจเพิ่ม ต่ำ ๆ แบบนี้ยังทำกันได้ แล้วทำไมจ้างคนที่เสี่ยงชีวิตไปดับไฟป่าได้แค่ 240 บาท" นายภัทรพงษ์ตั้งคำถาม

นอกจากนี้ เขายังตั้งคำถามกับกลไกการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานแร่และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพช่วยให้มั่นใจได้ว่าไทยไม่ได้ปล่อยให้ผู้ก่อมลพิษในไทยนำเข้าวัตถุดิบที่เป็นต้นเหตุมลพิษข้ามแดน

นายภัทรพงษ์บอกว่าการปล่อยให้ผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สามารถรับรองตนเองผ่านกลไกที่บริษัทออกแบบเองว่าข้าวโพดที่นำข้ามแดนมานั้นไม่ได้มาจากแปลงที่ผ่านการเผา ไม่ต่างอะไรจาก "การเอื้อนายทุน"

"กระทรวงพาณิชย์ยังมีหน้ามาอ้างว่าตรงนี้เป็นแค่ระยะเปลี่ยนผ่านให้ผู้นำเข้ารับรองก่อน แต่พอมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด เราค่อยเข้มงวดขึ้น พูดเหมือนทำนายอนาคตได้ เพราะเหมือนว่ารัฐบาลก็จะไม่เอาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มันต้องเอื้อนายทุนขนาดไหน" สส.เชียงใหม่ ปชน. กล่าว และบอกว่าในวันนี้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกฯ ที่ดูแลงานด้านนี้ต้องเลิกหลบเลี่ยงคำถามว่าจะเดินหน้าร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างไรต่อ ระหว่างหยิบมาพิจารณาภายในกรอบ 60 วัน หรือปล่อยให้ร่างกฎหมายนี้ตกไป

การที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ยังได้รับความไว้วางใจจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้นั่งเก้าอี้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ถูกวิจารณ์จากนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ว่าสะท้อนถึงการละเลยปัญหามลพิษข้ามแดน

ด้าน น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จาก จ.เชียงราย บอกว่าคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยังขาดนโยบายเกี่ยวกับปัญหามลพิษข้ามแดนทั้งในน้ำและอากาศ ทั้งที่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้เธอจึงเห็นว่ารัฐบาลควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาเป็น "วาระแห่งชาติ"

สว.มณีรัฐ เสนอว่ารัฐบาลควรผลักดันงานด้านการทูตระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับใช้ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องมือในการกดดันและติดตาม พร้อมกับทำแผนระดับชาติภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน และรัฐควรมีระบบติดตามข้ามพรมแดนและยกระดับธรรมาภิบาลข้อมูล เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ภาคประชาชนในการประเมินผลและติดตามได้อย่างเรียลไทม์

น.ส.มณีรัฐยังสนับสนุนให้คณะรัฐมนตรีนำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาอีกครั้งภายใน 60 วัน หรือภายในวันที่ 13 พ.ค. นี้ เพื่อเป็นการกำกับมลพิษจากต้นทาง และคืนสิทธิขั้นพื้นฐานในอากาศสะอาดให้กับประชาชน

ฝ่ายค้านกระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้ไขเรื่องที่ดินทับซ้อน

ด้านนายวัชรพงษ์ ศิริรักษ์ สส.ระยอง พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายเกี่ยวกับปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างที่ดินของรัฐกับประชาชน ซึ่งเขาพบว่าประชาชนในเขต 5 จ.ระยอง ของเขาเผชิญกับปัญหากระบวนการพิสูจน์สิทธิที่ดินล่าช้า กระทบต่อการได้รับบริการด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา

ทว่าเมื่อดูนโยบายที่รัฐบาลแถลงกับมีนโยบายเรื่องแก้ไขปัญหาที่ดินเพียง 4 บรรทัด นายวัชรพงษ์จึงตั้งคำถามว่าการจัดสรรที่ดินที่รัฐบาลกล่าวถึงมีความชัดเจนในการดำเนินการอย่างไร เนื่องจากรัฐบาลหลายชุดก็ระบุไว้ "ลอย ๆ" เช่นนี้ ทำให้ประชาชนอยู่ในปัญหานี้มาหลายสิบปี

เขาเสนอว่ารัฐบาลควรมีมติ ครม. ออกมาผ่อนผันให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงไฟฟ้า-ประปาได้โดยไม่เสียสิทธิการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดิน เร่งรัดพิสูจน์สิทธิ ออกโฉนด ด้วยการลดกระบวนการขั้นตอน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

"ท่านประธานครับ ปีหนึ่ง ๆ เราพิสูจน์สิทธิได้เพียง 700 รายเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ยื่นขอพิสูจน์สิทธิ 3 แสนราย คิดคร่าว ๆ คือ 400 ปี" นายวัชรพงษ์ กล่าว "ถ้าผมไปยื่นขอพิสูจน์สิทธิตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรกู้ชาติ ป่านนี้ยังไม่ถึงคิวผมเลย"

ขณะที่นายการุณย์ คูเจริญชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม (กธ.) บอกว่าพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ใน อ.ฝาง แม่อาย และไชยปราการ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าไม้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ และขณะนี้ภาครัฐมีนโยบายปรับปรุงแนวเขตที่ดินวันแมป (One Map) ที่กำลังดำเนินการอยู่ ดังนั้นรัฐบาลต้องทำให้แน่ใจได้ว่ามาตรการดังกล่าวจะดำเนินการอย่างเป็นธรรมต่อประชาชนที่อยู่ในป่ามาก่อนการบังคับใช้กฎหมาย

"ท่านต้องมีความเป็นธรรม ไม่ใช่เอากฎหมายมาไล่คนออกจากบ้านที่เขาอยู่มาเป็นร้อยปี รัฐบาลต้องรับรองสิทธิที่ดินทำกินให้พวกเขาได้ลืมตาอ้าปาก ไม่ใช่ทำกินไป หวาดระแวงคุกตารางไป" นายการุณย์ กล่าว

สส.พรรคกล้าธรรมผู้นี้ยังกล่าวต่อว่าหากรัฐบาลปลดล็อกพันธนาการเรื่องสิทธิในที่ดิน รวมถึงสถานะบุคคลให้กับประชาชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ได้ จะถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะทั้งหมดนี้เป็นไปเบิกทางไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น การปลูกไร่กาแฟ โกโก้ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทำให้รัฐได้แรงงานฝีมือดี และฐานภาษีที่เพิ่มขึ้น

"ท่านจะได้หัวใจของพี่น้องชาวเขา ที่พร้อมจะปกป้องชายแดนยิ่งกว่าชีวิต" นายการุณย์ กล่าว

ชวน "ไม่เชื่อ" รัฐบาลยึดมั่นประชาธิปไตย แต่งเสื้อสีไม่ช่วย

นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ และประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมอภิปรายนโยบายของรัฐบาล โดยพูดถึงหลัก 3 ประการที่รัฐบาลระบุว่าจะยึดถือ ก่อนให้ความเห็นส่วนตัวเอาไว้ ดังนี้
  • พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ นายชวนบอกว่าเชื่อว่าจะทำเช่นนั้น
  • ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นายชวนบอกว่า "ไม่เชื่อ ถ้าจะเป็นอย่างนั้นจริงท่านต้องปฏิบัติ การแต่งกายด้วยสีสันไม่ได้มีผลอะไรเลย หากยังทุจริต โกงกิน ไม่ซื่อสัตย์ ก็ไม่ใช่"
  • ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน นายชวนบอกว่า "เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง" เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมา ไม่ได้ยึดหลัก แทรกแซงทุกเรื่อง แม้แต่การเลือก สว. การบังคับใช้กฎหมายก็ไม่เที่ยงธรรม
อีกประเด็นที่นายชวนหยิบยกมาอภิปรายคือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเสียกำลังใจกว่าครึ่งกระทรวง นายราชิต สุดพุ่ม อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ซึ่งปัจจุบันเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เล่าว่า การแต่งตั้งข้าราชการไม่ตรงไปตรงมา มุ่งผลประโยชน์ทางการเมือง คนอาวุโสน้อยมีโอกาสมากกว่าและอยู่ยาวถึง 7 ปี คนอื่นไม่มีโอกาส ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการต้องยึดความถูกต้อง ชอบธรรม

"วันก่อนหัวหน้าพรรคเพื่อไทยมาแนะนำตัวและยกมือไหว้ผม บอกว่าคุณพ่อฝากความระลึกถึงด้วย พ่อหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยนายสุทัศน์ เงินหมื่น เป็น รมว.ยุติธรรม นายสุทัศน์มาถามผมว่า อันนี้เป็นชาติตระกูลทักษิณจะว่ายังไง ผมบอกถ้าเขาเป็นคนเหมาะสม อย่าไปสนใจการเมือง พ่อหัวหน้าพรรค พท. เลยได้เป็นปลัด นี่คือการตั้งจะยึดประโยชน์การเมือง หรือความถูกต้องชอบธรรม" นายชวนกล่าว

ในระหว่างอภิปราย นายชวนยังกล่าวถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใน 2 เหตุการณ์

ในพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อ 14 มี.ค. ซึ่งมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า "...ขอให้ท่านทั้งหลายผู้จะปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติแทนประชาชนทั้งประเทศ ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด..."

ในวาระที่ ครม. เข้าเฝ้าฯ​ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อ 6 เม.ย. ซึ่งมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า "...การทำหน้าที่ของท่านนั้นมีผลหลายอย่าง อย่างหนึ่งคือผลต่อประชาชน ซึ่งควรจะต้องได้รับความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างหนึ่งคือผลประโยชน์ต่อประชาธิปไตย ซึ่งควรจะต้องงอกงามไพบูลย์ในวิถีทางที่ถูกต้อง..."

นายชวนกล่าวว่า สังเกตดูว่าคำว่า "ความถูกต้อง" ในพระราชดำรัสทั้งสองโอกาสนี้ "ขอเน้นว่ายึดความถูกต้อง มันต้องมีอะไรบางอย่างในประเทศที่ไม่ถูกต้องถึงได้รับสั่งเช่นนี้"

รักชนกเสนอ "ยา 2 ขนาน" ให้นายกฯ ทำสงครามกับคอร์รัปชัน

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) บอกว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยหรือ "รัฐบาลสีน้ำเงิน" ได้รับการยกย่องว่าเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจสูงสุด เพราะว่าสามารถควบคุมเสียงได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก รวมถึง "ท่านยังมีอำนาจที่ผู้คนเชื่อว่าโน้มน้าวจิตใจองค์กรอิสระให้ตัดสินไปในแนวทางใดที่ท่านต้องการได้"

"เรียกว่ากลไกในประเทศนี้ แผ่นดินนี้เป็นของท่าน" เธอกล่าว และตั้งคำถามว่าการขึ้นมามีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดินของพรรคเช่นนี้หรือไม่ที่ทำให้ดัชนีการรับรู้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน (CPI) ของไทยปีนี้อยู่ในอันดับ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งถือว่าเป็นอันดับที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 20 ปี ทำให้ไทยรั้งท้ายอาเซียนและโลก

น.ส.รักชนก กล่าวต่อไปว่านายกฯ อนุทินประกาศทำสงครามกับการคอร์รัปชัน แต่จะทำให้ผู้คนเชื่อได้อย่างไรว่านายกฯ จะต่อต้านคอร์รัปชัน หากคนรอบตัวของนายกฯ รวมถึง "คนที่อยู่บุรีรัมย์" เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้

สส.พรรคสีส้มได้เสนอ "ยา 2 ขนาน" เพื่อช่วยนายกฯ อนุทินแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ยาขนานแรกมีชื่อว่า "ยาขับรัฐมนตรี" โดยภาพในสไลด์ที่นำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาปรากฏหน้า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์, และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เธอตั้งคำถามว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีไม่สั่งให้ตรวจสอบว่าเครื่องบินที่นายสุริยะซื้อต่อจากเบน สมิธ นั้น เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ ถึงแม้นายสุริยะชี้แจงว่าการซื้อเครื่องบินเกิดขึ้นก่อนที่จะรู้ว่านายเบน สมิธ และพวกมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่า "ทรัพย์สินที่ซื้อมาจากคน ๆ นี้มันจะขาวสะอาดจริง ๆ หรือ เส้นเงินของเบน สมิธ จะไม่บรรจบพบกับคนที่ซื้อเครื่องบินลำนี้เลยเหรอ"

"ดิฉันเป็นห่วงท่านสุริยะจากใจของดิฉันจริง ๆ ว่าท่านอาจจะตกเป็นเหยื่อ เป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกรรมอำพราง และเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินโดยที่ท่านไม่รู้ตัว" น.ส.รักชนก กล่าว


น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขณะอธิบาย "ยาหยอดตา" แก้ดัชนีการรับรู้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันประเทศได้อย่างไร

น.ส.รักชนกอภิปรายต่อด้วยว่า เป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ (DSI) และอัยการสูงสุดมีมติกล่าวหานายสุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะอดีต รมว.แรงงานที่เกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์แรงงานไทยในฟินแลนด์ หรือที่รู้จักในชื่อว่า "กรณีเบอร์รีสีเลือด" แต่สำนวนที่ค้างอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กลับไม่มีความคืบหน้า ต่างจาก "คดี 44 สส." ของอดีตพรรคก้าวไกลที่ ป.ป.ช. ทำงานตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

"ดิฉันไม่แน่ใจว่าความล่าช้าของคดีนายสุชาติ ชมกลิ่น มันเกี่ยวข้องอะไรกับความสามารถพิเศษของ 'รัฐบาลสีน้ำเงินภูมิใจไทย' หรือไม่ ที่ท่านสามารถจะโน้มน้าวจิตใจองค์กรอิสระได้อยู่เรื่อย ๆ เพราะดูในตอนนี้ 4 ใน 9 คนของ ป.ป.ช. ใส่เสื้อสีน้ำเงินมากกว่าสีอื่น ๆ ในตู้เสื้อผ้า เดี๋ยวนี้ใส่เสื้อสีน้ำเงินบ่อยกว่าสีเหลืองอีก" น.ส.รักชนกกล่าวหากลางที่ประชุมรัฐสภา

เนื้อหาดังกล่าวทำให้ จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประท้วงว่า น.ส.รักชนกกำลังอภิปรายใส่ร้ายป้ายสี และนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาเตือนว่าไม่ให้ น.ส.รักชนกพาดพิงองค์กรภายนอกที่ไม่มีสิทธิมาชี้แจง โดยเฉพาะเรื่องสีเสื้อที่ใส่

น.ส.รักชนกอภิปรายต่อว่าการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ถูกนำไปคิดให้คะแนนดัชนี CPI ด้วย และหากไทยอยากเข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตามที่ระบุไว้ในแถลงนโยบายของรัฐบาล ก็ต้องผลักดันให้มีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากและคุ้มครองพยาน

"ได้มีใครกระซิบบอกท่านนายกฯ ไหมคะว่า การที่นายสุชาติไปฟ้องปิดปาก (กรณีคดีเบอร์รีที่ฟินแลนด์) ตั้งแต่อธิบดีดีเอสไอไปจนถึงสื่อ มันส่งผลต่อดัชนี CPI ของประเทศ" เธอกล่าว

จากนั้นเธอตั้งคำถามกับการที่นายกฯ แต่งตั้งให้นายพิพัฒน์มาดูแลบริหารวิกฤตพลังงานจากผลกระทบสงครามอิหร่านด้วยการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) หรือไม่

"ดิฉันจะเชื่อว่าท่านพิพัฒน์คนดีไม่ทำอะไรตามที่คนอื่นกล่าวหาหรอก แต่นอกจากดิฉันแล้วใครจะเชื่อว่าบริษัทที่ท่านพิพัฒน์ถือหุ้นอยู่ 2 ล้านหุ้นไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้"

สส.ฝ่ายค้านคนนี้ยังอภิปรายนำเสนอถึงยาขนานต่อไป คือ "ยาหยอดตา" โดยบอกว่าดัชนีดัชนีการรับรู้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน (CPI) ของไทยจะดีขึ้นได้หากมีการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตามมาตรฐานกลุ่มประเทศ OECD


ภาพสไลด์ประกอบการอภิปรายบริษัทเครือญาติสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ได้งานโครงการรัฐ

เธอหยิบยกข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ทำให้เห็นว่าผู้มีความเกี่ยวข้องกับสมาชิกพรรค ภท. ได้รับโครงการภาครัฐจำนวนมาก มูลค่ารวมกันหลายพันล้านบาท โดยพบว่าในปี 2566-2568 บริษัทที่มีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติกับนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และ สส.ศรีสะเกษ จากพรรค ภท. สามารถประมูลงานภาครัฐได้ 74 โครงการ มูลค่ารวมกันกว่า 4,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ เธอบอกว่าบริษัทลูกเขยของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นสามีของ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ได้งานภาครัฐไปทั้งหมด 142 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 830 ล้านบาท และอีกบริษัทหนึ่งที่เป็นลูกเขยนายชาดาเช่นกัน ได้โครงการภาครัฐไป 78 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2,400 ล้านบาท

"ดิฉันก็เอาข้อมูลมาเปิดให้ประชาชนดูเฉย ๆ และคิดกันเองว่าฟังทั้งหมดนี้แล้ว ท่านคิดถึงอะไรกัน ดิฉันคิดออกอยู่คำหนึ่งคือคำว่า 'รวย… รวยไม่ไหวแล้ว' ท่านประธานคะ โบราณเขาว่าวาสนาแข่งกันได้ แต่แข่งโครงการภาครัฐกับพรรคภูมิใจไทย ท่านอย่าแข่งเลย" สส.หญิงพรรคสีส้มระบุ


นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.เขต 1 จ.ศรีสะเกษ และ รมช.คมนาคม

หลังจบการอภิปรายของ น.ส.รักชนก นายสิริพงศ์ รมช.คมนาคม และ สส.ศรีสะเกษ พรรค ภท. ขึ้นชี้แจงว่าบริษัทที่ถูกอ้างถึงนั้น ตนเองไม่มีความเกี่ยวพันในเชิงลึกหรือในเชิงธุรกิจ แค่มีนามสกุลเดียวกันเท่านั้น เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่มีนามสกุลเดียวกัน แต่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันในเชิงการธุรกิจหรือครอบครัวแต่อย่างใด

"บริษัทที่กล่าวอ้างเป็นลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่มารดาเดียวกันกับพ่อผม เป็นญาติแต่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันในเชิงธุรกิจใด ๆ นอกจากนั้นแล้วในปี 2568 ผมไม่ได้มีอำนาจในการบริหารใด ๆ และในปี 2566 ผมก็ไม่ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง สส. เนื่องจากผมสอบตก" นายสิริพงศ์ กล่าวชี้แจง

ส่วนข้อกล่าวหาต่อนายสุชาติ ชมกลิ่น จนถึงเวลา 19.40 น. ที่บทความนี้เผยแพร่ นายสุชาติ ยังไม่ได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและตอบข้อสงสัยของ สส. ฝ่ายค้านแต่อย่างใด

https://www.bbc.com/thai/articles/ce8lq58rn1lo



หากยังไม่ได้ฟัง การอภิปรายของรังสิมันต์ โรม ต่อ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องน้ำมันที่เดือดร้อนกันทั่วหน้า


Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม was live.
20 hours ago

อภิปรายต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน
วันที่ 10 เม.ษ. 69 อภิปรายต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน…
.....


https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26727003543606465

Thanapol Eawsakul 
4 hours ago
·
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บนทางแพร่ง
......
การอภิปรายนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2569 ผ่านไปแล้ว
สำหรับผมแล้วข้อกล่าวหาที่ชัดเจนที่สุดต่อรัฐบาลชุดนี้คือการอภิปรายของรังสิมันต์ โรม ต่อ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องน้ำมันที่เดือดร้อนกันทั่วหน้า
แต่ยังไม่มีใครกล้าพูดตรง ๆ ถึงคนในรัฐบาลนอกจากการอภิปรายของ รังสิมันต์ โรม
https://www.facebook.com/rangsimanrome/videos/964427189865591
ในห้วงเวลาเดียวกันนั้น ปปช. ก็ได้ทำเรืองฟ้องต่อศาลฎีการให้ตัดสิทธิการสมัคร สส.ตลอดชีวิต 44 สส. พรคก้าวไกลที่ลงชื่อ เสนอแก้ไข มาตรา 112 ของกฎหมายอาญา ซึ่งรวมถึงรังสิมันต์ โรมด้วย
โดยข้อกล่าวหาขัดเจนว่า
การกระทำของโรมและพวกนั้น
- กระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและเกียรติยศของประมุขแห่งรัฐ
- เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งร้ายเพื่อทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
- ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
https://www.facebook.com/thestandardth/posts/update-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%8A-%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%94-44-%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95-%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%A5-%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89/1307912531468087/
ความน่าสนใจคือว่า ถ้าเกิดศาลฎีกาเห็นชอบด้วยกับ ปปช.
ก็เท่ากับว่า ประเทศนี้ไม่มีที่ว่างให้กับคนที่จะตรวจสอบคอรัปชั่นและสูบเลือดเนื้อของประชาขนไปอีกคนหนึ่ง
ด้วยข้ออ้างว่า พวกเขา/เธอ
- มีเจตนามุ่งร้ายเพื่อทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
- ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ผมคิดว่านอกจากชะตากรรมของ 44 สส.พรรคก้าวไกลแล้ว
นี่คือทางแพร่งของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยเช่นกัน




ราชการไทยจ้างคนเกินความจำเป็น เพราะเด็กเส้นมันเยอะ

https://www.facebook.com/reel/857069890756888




คนเสื้อแดงจัด 2 เวทีรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุม 10 เมษา 53 ทวงความยุติธรรมกลับคืนมา ก่อนคดีหมดอายุความใน 4 ปี

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1263005575980995

Album 10 เม.ย. 69 รำลึก 16 ปีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง
ไข่แมวชีส added 62 new photos.
7 hours ago
·
คนเสื้อแดงจัด 2 เวทีรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุม 10 เมษา 53 ทวงความยุติธรรมกลับคืนมา ก่อนคดีหมดอายุความใน 4 ปี
.
10 เม.ย. 2569 ครบรอบ 16 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง 10 เมษา 2553 คนเสื้อแดงจัดงานรำลึก 2 เวที ได้แก่ บริเวณอนุสรณ์ 14 ตุลา แยกคอกวัว และหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา เรียกร้องความยุติธรรมแก่คนเสื้อแดงก่อนคดีหมดอายุความในอีก 4 ปี
.
ที่บริเวณอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว จัดโดยคณะประชาชนทวงความยุติธรรม (คปช.53) และเครือข่ายฯ นำโดย ธิดา ถาวรเศรษฐ และ เหวง โตจิราการ กิจกรรมเริ่มตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวัน โดยมีพิธีรดน้ำวีรชน ทำบุญถวายสังฆทานพระสงฆ์ 4 รูป วางพวงหรีดและช่อดอกไม้ และกล่าวไว้อาลัยและสดุดีวีรชนจากตัวแทนผู้ที่มาร่วมงาน และการแสดงดนตรี ปิดท้ายด้วยจุดเทียนรำลึกและวางดอกไม้เพื่ออธิษฐานจิตต่อดวงวิญญาณวีรชน เมษา-พฤษภา 53
.
ส่วนอีกเวทีหนึ่ง บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา กลุ่มคนเสื้อแดง นำโดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้ โดยมีการทำบุญร่วมกับญาติผู้เสียชีวิต ปราศรัย และปิดท้ายด้วยการจุดเทียนรำลึกถึงวีรชน
.
สำหรับเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 เจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุม ที่ถูกเรียกว่า ‘ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่’ บริเวณสะพานผ่านฟ้าถึงสี่แยกคอกวัว จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับความยุติธรรม จนถึงวันนี้นับว่าครบรอบ 16 ปีจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และเหลืออีก 4 ปีก่อนคดีจะหมดอายุความลง
#คนเสื้อแดง
.....


อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ
9 hours ago
·
คำแถลงของคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553
ในวาระครบรอบ 16 ปี เหตุการณ์ เมษา-พฤษภา ปี 2553
.
ผ่านมา 16 ปีแล้ว ที่เราได้จัดงานรำลึกทั้งที่มีเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, สี่แยกราชประสงค์ (พ.ศ. 2554-2557) จนหลังรัฐประหารปี 2557 เราต้องจัดงานรำลึกเรียบง่ายในวัดเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งผ่านเข้าสู่สถานการณ์การต่อสู้ของเยาวชนและประชาชนท้องถนนปี พ.ศ. 2563 เราได้มาจัด ณ สถานที่นี้บริเวณใกล้สี่แยกคอกวัว และ ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สถานที่รำลึกวีรชนประชาธิปไตย 2516 จากปี 2564 จนถึงปีนี้ 2569
.
ท่ามกลางความพยายามทวงความยุติธรรมให้วีรชนผู้เสียสละชีวิตโดยถูกกระสุนจากเจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้กระสุนจริงจำนวนเกือบสองแสนนัด กระสุนซุ่มยิง ทั้งสไนเปอร์ 500 นัด ปืนซุ่มยิงร่วม 5,000 นัด และการใช้แก๊สน้ำตาที่มีพิษต่อร่างกาย ทำให้เกิดการสูญเสียมากที่สุดร่วม 100 ชีวิต บาดเจ็บ 1,283 ราย เท่าที่สืบทราบได้ ยังมีผู้เสียชีวิตต่อมาอีกจำนวนหนึ่งหลังเดือนพฤษภาคม
.
แม้ไม่มีองค์กร นปช. แล้วก็ตาม เราจึงก่อเกิด “คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553” เพื่อทวงความยุติธรรมทั้งจากต้นทางที่ตำรวจ DSI ระหว่างทางคืออัยการ และปลายทางคือศาลยุติธรรม แม้เราจะเริ่มเดินทางยาวนานจากปี 2554 เป็นต้นมา จนได้ตัวเลขที่นำไปสู่การวินิจฉัยของศาลในการไต่สวนคดีการตายที่ผิดปกติตามมาตรา 150(3) มีคดีจำนวนหนึ่งที่ศาลวินิจฉัยว่ากระสุนมาจากเจ้าหน้าที่ 17 รายก่อนรัฐประหาร และไม่ทราบว่าใครลงมือทำ 15 ราย (หลังรัฐประหาร)
.
แต่ในที่สุดความหวังก็พังทลาย คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ลอยนวลพ้นผิด โดยการที่ ป.ป.ช. ไม่ยอมส่งคดีที่ศาลวินิจฉัยแล้วว่ากระสุนมาจากเจ้าหน้าที่ทหารต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ลอยนวลพ้นผิด โดยอัยการทหารสั่งไม่ฟ้อง
.
มี 62 คดี ที่ DSI ยุติการชันสูตรพลิกศพเพื่อไต่สวนตามประมวลวิอาญามาตรา 150(3) หลังจากการทำรัฐประหารเป็นต้นมา กลับไปปิดคดีโดยการชันสูตรพลิกศพตาม มาตรา 150(1) โดยถือเป็นการตายปกติ ทั้งที่ชัดเจนว่าถูกยิงจากทหาร ทั้งที่แยกคอกวัว และบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา
.
และตายในเวลาเดียวกับที่ศาลวินิจฉัยแล้วว่าเป็นการถูกยิงโดยกระสุนจากเจ้าหน้าที่ทหาร
.
สรุปว่า คดีที่ดำเนินการเพื่อทวงความยุติธรรม ถูกยุติตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางเมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 ซึ่งน่าจะเป็นการทำรัฐประหารเพื่อการนี้ หรือไม่??? เพื่อยุติการดำเนินคดีกับ หัวหน้า-เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และคณะทหารใน คสช.
.
ความพยายามของเราในการทวงความยุติธรรมในประเทศไทยแตกต่างจากพรรคเพื่อไทย ที่แกนนำมุ่งจะให้ญาติผู้สูญเสียฟ้องร้องโดยตรงต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ซึ่งเขาได้ยกเลิกการยื่นกฎหมายเพื่อการนี้เอง เพราะอะไรไม่ทราบ!!! และบัดนี้น่าจะหมดเวลาการฟ้องร้องเช่นนั้นแล้ว
.
ข้อเสนอของเราตั้งแต่ พ.ศ. 2565 จึงต้องการทวงความยุติธรรมตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป การยื่นข้อเรียกร้องเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน จนเป็นรัฐบาลในยุคปี 2566 ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง และถูกขัดขวางในเมื่อเรื่องเข้าสู่คณะกรรมาธิการพัฒนาการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการการทหาร
.
นี่เป็นเรื่องที่ผู้รักประชาธิปไตยและคนเสื้อแดงตัดสินเองได้ว่า การทวงความยุติธรรม คดีประชาชนถูกฆ่าปี 2553 ผ่านพรรคการเมืองที่เคยเป็นมิตรร่วมต่อสู้เผด็จการทหารเพื่อมาเป็นรัฐบาลจากปี 2566 จนถึง 2568 และปัจจุบัน 2569 จะได้ผลไหม? แม้แต่การยกมือสนับสนุนในกรรมาธิการการทหาร ยังถูกขัดขวาง!!! ไม่ให้ทหารที่ทำความผิดอาญาต่อพลเรือนขึ้นศาลพลเรือนตามข้อเสนอของเรา
.
ขอเรียนว่า เรายังมีถนนแห่งความหวังเพื่อเดินทางในการทวงความยุติธรรม เพราะ “พรรคประชาชน” ได้นำเสนอข้อเรียกร้องเราในชุดนโยบายของพรรค ข้อเรียกร้องของเราคือ
.
1. ในคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดอาญาต่อประชาชน ไม่มีอายุความ
2. ให้มีร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้คดีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กระทำความผิดอาญาต่อประชาชน ไม่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
3. ให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร 2498 แก้มาตรา 14 ในคดีที่ทหารกระทำความผิดทางอาญาต่อพลเรือน ให้ขึ้นต่อศาลยุติธรรมพลเรือน
.
นอกจากนั้น เรียกร้องให้คดีความที่ค้างคา ไม่ดำเนินตามกฎหมายที่มี การตายผิดปกติ ได้ถูกชันสูตรพลิกศพตาม ป.วิอาญา มาตรา 150(3) ไม่ใช่ยุติไปเฉย ๆ อ้างว่าชันสูตรพลิกศพแล้วแบบการตายปกติ แม้แต่ทหารที่เสียชีวิตก็ยังไม่ได้รับการสืบสวนและชันสูตรพลิกศพตามมาตรา 150(3)
.
สำหรับอัยการการยุติฟ้องร้องไป อ้างว่าให้สืบสวนในอายุความ และอัยการทหารก็มีคำสั่งไม่ฟ้องกรณีทหารถูกวินิจฉัยว่ายิงประชาชน บัดนี้เหลือเวลาอายุความเพียง 4 ปี เท่านั้น
.
เราขอเรียกร้องทวงความยุติธรรมให้ประชาชนพลเรือนที่ถูกฆ่า หลังจากมาชุมนุมโดยสันติ แล้วเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับพ้นผิดลอยนวล โดยกลไกที่ไม่ใช่นิติรัฐนิติธรรมหลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจประชาชน
.
ข้อเรียกร้องของเราคำนึงถึงอนาคตที่คนไทยที่มีความเห็นต่างกันจะต้องถูกเจ้าหน้าที่รัฐปราบปรามเข่นฆ่าแล้วพ้นผิดลอยนวลอีกต่อไป

ขอให้พรรคประชาชนเร่งยื่นขอแก้ไขกฎหมายเพื่อการนี้โดยเร็ว และพรรคการเมืองอื่นใด ผู้แทนราษฎรคนใดที่มีหัวใจรักประชาชน รักประชาธิปไตย ได้สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายและดำเนินการให้ได้ผลโดยเร็วด้วย เพราะความยุติธรรมสำหรับประชาชน คือปราการด่านสุดท้ายของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
.
อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ
เลขาธิการคณะกรรมการคณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553
10 เมษายน 2569

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1475075920652718&set=a.479386570221663
.....

https://www.facebook.com/sngwn.khum.rungrocn/posts/875469988877210





Politico สำรวจความคิดเห็นจากยุโรป พบว่า แม้ว่ายุโรปยังคงพึ่งพาประเทศสหรัฐอเมริกาในด้านการทหารและเศรษฐกิจเพื่อความมั่นคง แต่ชาวยุโรปเห็นว่า สหรัฐฯเป็นภัยคุกคามมากกว่าพันธมิตร

ข้อค้นพบหลัก: สหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามมากกว่าพันธมิตร

ผลการสำรวจซึ่งจัดทำโดย Cluster17 ให้แก่ Politico และ beBartlet ในเดือนมีนาคม 2026 เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในความคิดเห็นของสาธารณชนในยุโรป โดยใน 6 ประเทศหลักของสหภาพยุโรป (เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เบลเยียม และโปแลนด์) ขณะนี้สหรัฐอเมริกาถูกมองว่าเป็น "ภัยคุกคาม" มากกว่าที่จะเป็น "พันธมิตรที่ใกล้ชิด"

ภาพรวมตัวเลข: มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 12% จากทั้ง 6 ประเทศนี้เท่านั้นที่มองว่าสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด ในทางกลับกัน มีถึง 36% ที่มองว่าสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคาม

การเปรียบเทียบกับจีน: ในขณะที่สหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยคนกลุ่ม 36% แต่จีนถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยคนกลุ่ม 29% ซึ่งหมายความว่าในสายตาของชาวยุโรปจำนวนมาก ในขณะนี้รัฐบาลวอชิงตันกลับเป็นผู้ที่สร้างความเสี่ยงได้มากกว่ารัฐบาลปักกิ่ง

รายละเอียดแยกตามรายประเทศ

มุมมองที่มีต่อสหรัฐฯ ในฐานะภัยคุกคามนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ:

สเปน: เป็นประเทศที่มีมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อสหรัฐฯ มากที่สุด โดย 51% มองว่ารัฐบาลวอชิงตันเป็นความเสี่ยง

อิตาลี: 46% มองว่าสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคาม

เบลเยียม: 42% มองว่าสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคาม

ฝรั่งเศส: 37% มองว่าสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคาม

เยอรมนี: 30% มองว่าสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคาม

โปแลนด์: เป็นกรณีที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยมีชาวโปแลนด์เพียง 13% เท่านั้นที่มองว่าสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยง ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะผู้ค้ำประกันความมั่นคงเพื่อรับมือกับรัสเซีย ทั้งนี้ ในกรณีของทั้งฝรั่งเศสและโปแลนด์ จีนยังคงถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่าเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ

บริบท: รัสเซียและความมั่นคง

แม้จะมีความระแวดระวังต่อสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น แต่รัสเซียยังคงเป็นประเด็นความกังวลหลักสำหรับชาวยุโรป โดย 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ารัสเซียเป็น "ศัตรูที่ชัดเจน"

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้

บทความนี้ระบุว่าการที่มุมมองเหล่านี้มีความแข็งกร้าวขึ้น เป็นผลมาจากนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งรวมถึงประเด็นต่างๆ ดังนี้:

ความกังขาต่อ NATO: การตั้งคำถามเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลวอชิงตันที่มีต่อพันธมิตร และการขู่ว่าจะถอนตัวออกจาก NATO

การดำเนินการฝ่ายเดียว: การขู่ที่จะ "ผนวกดินแดน" ในกรณีของกรีนแลนด์และแคนาดา รวมถึงการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศพันธมิตรในยุโรป ความขัดแย้งกับอิหร่าน: สงครามกับอิหร่านที่ประเทศในยุโรปปฏิเสธที่จะเข้าร่วม ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก

แรงกดดันทางเศรษฐกิจ: การข่มขู่จากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ (เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ) ที่จะทบทวนสมาชิกภาพนาโต หรือตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศต่างๆ เช่น สเปน ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ

สรุป

ผลสำรวจชี้ให้เห็นถึง "ความขัดแย้งที่ลึกซึ้งขึ้น" ในการเมืองยุโรป: ในขณะที่ทวีปยุโรปยังคงพึ่งพาสหรัฐฯ ทางด้านการทหารและเศรษฐกิจเพื่อความมั่นคง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อรัสเซีย) ประชาชนกลับมองว่าผู้ปกป้องเป็นภัยคุกคามมากกว่าพันธมิตร





https://x.com/POLITICOEurope/status/2042215768578781665



รำลึก 16ปี เมษา-พฤษภา53 นับถอยหลัง 4ปี คดีหมดอายุความ 10เม.ย.69 สดจากอนุสรณ์สถาน 14ตุลา






https://x.com/FriendsTalk4/status/2042522001471082852


 



Thai Enquirer
@ThaiEnquirer
·5h

16 years and still no justice for Red Shirts massacre

Sixteen years after the 10 April 2010 crackdown on Red Shirt protesters, opposition lawmakers say justice has still not been delivered for the victims, as they warn that key cases may soon expire under the statute of limitations.

At a memorial event held at the 14 October Memorial on Friday, People’s Party representatives Phicharn Chaowapatanawong and Wiroj Lakkhanaadisorn called for urgent legal reforms to ensure accountability for past political violence.

Phicharn said the passage of 16 years demonstrated how long justice has been delayed, adding that only four years remain before key cases may expire. He stressed the need to pursue accountability for victims and their families, warning that failure to address past abuses could allow similar incidents to recur.

He said the party is pushing amendments to military court legislation, changes to criminal law provisions on statutes of limitation, and reforms allowing victims of state violence to bring cases directly to criminal courts without relying on independent agencies.

Wiroj said the lack of accountability over the 2010 crackdown and other past incidents reflects a broader culture of impunity. He argued that powerful actors have long believed they could evade legal consequences, undermining public trust in the justice system.

He also pointed to past political violence in Thailand as evidence that unresolved state crackdowns risk repeating if structural reforms are not implemented.

The People’s Party said it will continue to push legislative changes over the next four years, though it acknowledged it does not have enough parliamentary seats to pass reforms without cross-party support.





 

ฝ่ายขวาอเมริกันแตกคอ เปิดฉากซัด 'ปธน.ทรัมป์' ตระบัดสัตย์ทำศึกอิหร่าน-ต่ำตมในทุกมิติ


The Daily Thailand 
1 hour ago
·
ฝ่ายขวาอเมริกันแตกคอ เปิดฉากซัด 'ปธน.ทรัมป์' ตระบัดสัตย์ทำศึกอิหร่าน-ต่ำตมในทุกมิติ
.
The Daily INFOCUS : "การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร" วาทกรรมสุดคลาสสิกนี้กำลังเล่นงานกระบวนการยุติธรรมและแวดวงการเมืองพญาอินทรีอีกครั้ง เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดอาการ "เลือดเข้าตา" เปิดฉากสับแหลกใส่บรรดาสื่อมวลชนและนักเคลื่อนไหวฝั่งขวาจัด ซึ่งครั้งหนึ่งคนเหล่านี้คือ 'คิงเมกเกอร์' ที่อุ้มชูและปูทางให้เขาได้หวนคืนสู่ทำเนียบขาว
ชนวนรอยร้าวครั้งใหญ่ในขบวนการ "MAGA" หรือ "Make America Great Again" (ทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง) ระเบิดขึ้นจากกรณีที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งบรรดากองเชียร์สายอนุรักษ์นิยมฮาร์ดคอร์มองว่า ทรัมป์กำลัง "ตระบัดสัตย์" และฉีกสัญญาประชาคมตอนหาเสียง ที่เคยลั่นวาจาว่าจะพาสหรัฐฯ ออกจากปลักตมสงครามในตะวันออกกลาง
.
#ทรัมป์ เดือดพล่าน ฟาดงวงฟาดงาผ่านโซเชียล
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปธน.ทรัมป์ใช้โซเชียลมีเดียเป็นสมรภูมิรบโจมตีผู้อื่นเสมอๆ
ล่าสุด เขาโพสต์ข้อความยาวเหยียด ประณามกัลยาณมิตรเก่าอย่าง ทักเกอร์ คาร์ลสัน, เมกิน เคลลี, แคนเดซ โอเวนส์ และ อเล็กซ์ โจนส์ โดยตีตราพวกเขาว่าเป็นพวก "ตัวป่วนสร้างเรื่อง" ที่เกาะกระแสวิจารณ์สงครามเพื่อหาแสงให้ตัวเอง
"พวกเขามันเป็นคนโง่เขลา" ทรัมป์สับเละ "ตัวเองก็รู้ ครอบครัวเขาก็รู้ และคนอื่นก็รู้กันหมด! ลองไปดูอดีตและวีรกรรมที่ผ่านมาของคนพวกนี้สิ"
ผู้นำสหรัฐฯ ย้ำว่าแนวคิดของคนพวกนี้ "ตรงกันข้ามกับอุดมการณ์ MAGA อย่างสิ้นเชิง" พร้อมประกาศตัดขาด ลั่นวาจาว่าจะไม่รับสายโทรศัพท์จากคนพวกนี้อีกต่อไป ซึ่งเป็นอีหรอบเดียวกับที่เขาเคยตัดหางปล่อยวัด "สส. มาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน" มาแล้วก่อนหน้านี้
.
ขุดแผลเก่ามาประจาน โต้กลับคนกันเอง
ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการที่ทรัมป์โดนทัวร์ลงอย่างหนักจากอดีตคนกันเองในช่วงหลายวันที่ผ่านมา อย่างเช่น ทักเกอร์ คาร์ลสัน ที่จัดหนักจัดเต็ม วิจารณ์โพสต์ "ขู่ทำลายล้างอารยธรรมอิหร่าน" ของทรัมป์ว่า "ต่ำตมในทุกมิติ" แถมกล่าวหาว่าทรัมป์กำลังก่ออาชญากรรมสงคราม
อย่างก็ตาม ทรัมป์ก็ไม่ยอมตกเป็นเป้านิ่ง.. สวนกลับด้วยการพาดพิงถึงจุดอ่อนของแต่ละคน โดยเหน็บแนมว่าที่คนพวกนี้มาโจมตีเขา ก็เพราะเชียร์ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ "เหตุผลก็เพราะพวกเขามีจุดร่วมเหมือนกัน นั่นคือ ไอคิวต่ำ (Low IQs)"
นอกจากนั้น ยังขยี้แผลเก่าของ แคนเดซ โอเวนส์ เรื่องที่โดนประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส และภริยา ฟ้องร้องฐานแพร่ข่าวลือว่าสตรีหมายเลขหนึ่งฝรั่งเศสเป็นผู้ชาย และยังแฉ อเล็กซ์ โจนส์ เรื่องการยื่นล้มละลายหลังโดนศาลสั่งชดใช้เงินเกือบ 1.5 พันล้านดอลลาร์ จากคดีกุข่าวลวงเรื่องเหตุกราดยิงที่โรงเรียนแซนดี้ฮุก
.
อดีตสหายร่วมรบ ซัดกลับเจ็บแสบ-โดนมนต์ดำล้างสมอง
โดนด่ากราดขนาดนี้ มีหรือฝั่งคนที่โดนทรัมป์โจมตีจะยอมก้มหัวให้ !
เริ่มจาก แคนเดซ โอเวนส์ ตอกกลับผ่านแพลตฟอร์ม X สั้นๆ แต่เจ็บจี๊ดว่า... "สงสัยได้เวลาส่งคุณปู่เข้าบ้านพักคนชราแล้วมั้ง"
ส่วน อเล็กซ์ โจนส์ ก็สะท้อนมุมมองของฝ่ายขวาบางส่วนที่เชื่อว่า สหรัฐฯ กำลังถูกหลอกใช้ให้ทำสงครามแทน อิสราเอล โดยระบุว่า "เราได้แต่หวังและสวดภาวนาให้ประธานาธิบดีทรัมป์ ตื่นจากมนต์ดำล้างสมอง ที่พวกนีโอคอน (Neo-Cons) และเนทันยาฮู ร่ายใส่เขาสักที"
แม้แต่ สส. กรีน ที่โดนหางเลขไปด้วย ก็ออกมาร่วมวงสับแหลกอดีตลูกพี่ของเธออย่างไม่ไว้หน้า... "ประธานาธิบดีทรัมป์เสียสติไปแล้วที่ทำสงครามกับอิหร่าน มันคือการทำลายสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียง ฉันเคยสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับ ทักเกอร์, เมกิน, แคนเดซ และอเล็กซ์ เพื่อช่วยให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง แต่ดูตอนนี้สิ เขากลับโพสต์พล่ามด่ากราดพวกเราทุกคนรวดเดียวจบ"
สำหรับปรากฎการณ์ "ขวามะกันไม่เอาส่งทรัมป์" ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ต้องบอกเข้าทำนองว่า "สนิมเกิดแต่เนื้อในตน"
รอยร้าวในขบวนการ MAGA ไม่ใช่แค่เรื่องลิ้นกับฟัน แต่มันคือการปะทะกันของอุดมการณ์ 'อเมริกาต้องมาก่อน' กับ 'ความจริงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก'
ท้ายที่สุดแล้ว ทรัมป์กำลังโดดเดี่ยวตัวเองจากฐานเสียงดั้งเดิม หรือนี่จะเป็นเพียงอีกหนึ่งยุทธวิธีตีรวนสไตล์ทรัมป์ ? เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ทำเนียบขาวกำลังร้อนเป็นไฟ และไฟนั้นก็จุดโดยคนกันเองทั้งสิ้น !
#TheDailyThailand #TheDaily #สรุปข่าวร้อน
.
ภาพประกอบ : นาโน บานาน่า โปร

https://www.facebook.com/photo?fbid=1620688336378169&set=a.543703310743349








https://x.com/TheDaily_Thai/status/2042667482297626980


 




 

มีรายงาน ชาวญี่ปุ่นหลายหมื่นคนรวมตัวกันหน้าอาคารรัฐสภา ในกรุงโตเกียว ประท้วงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ลาออกจากตำแหน่ง ฐานให้การสนับสนุนสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่มุ่งสังหารเด็กและผู้หญิงที่เป็นพลเรือนชาวปาเลสไตน์ เลบานอน และอิหร่าน





https://x.com/world_upd/status/2042455132168921603


 


 

🇮🇷 ทุกวันนี้ ชาวอิหร่านต่างรอคอยการเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะรานด้วยความรู้สึกวิตกกังวล มีความคิดเห็นที่หลากหลายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ และห่างไกลจากความมองโลกในแง่ดี โดยมีความรู้สึกตั้งแต่ความโกรธ ความวิตกกังวล ไปจนถึงความผิดหวังอย่างสุดซึ้ง




(บทความแปล)

ชาวอิหร่านลังเลและหวาดกลัวก่อนการเจรจาเพื่อยุติสงคราม

ประชาชนชาวอิหร่านทั่วไปกำลังรอคอยการเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะรานด้วยความรู้สึกผสมผสานระหว่างความลังเลและความหวาดกลัว พวกเขาตกอยู่ท่ามกลางรัฐบาลที่พวกเขาบอกว่าไม่เข้าใจสันติภาพ และประธานาธิบดีอเมริกันที่ขู่ว่าจะทำลาย "อารยธรรมทั้งหมด"

การเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งจัดขึ้นที่ปากีสถาน ยังคงอยู่ในภาวะไม่แน่นอนในวันศุกร์ แต่หากการเจรจาเกิดขึ้นได้ ก็อาจเปลี่ยนการหยุดยิงชั่วคราวในปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อสาธารณรัฐอิสลามให้กลายเป็นสันติภาพที่ยั่งยืน

ชาวเตหะรานที่สำนักข่าวเอเอฟพีติดต่อจากปารีส ซึ่งขอไม่เปิดเผยนามสกุลเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย มีความคิดเห็นที่หลากหลายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ดังกล่าว และห่างไกลจากความมองโลกในแง่ดี โดยมีความรู้สึกตั้งแต่ความโกรธ ความวิตกกังวล ไปจนถึงความผิดหวังอย่างสุดซึ้ง

- การเจรจา -

อามีร์ ศิลปินวัย 40 ปี กล่าวว่าเขา "ไม่คิดว่าข้อตกลงและการเจรจาชั่วคราวนี้จะยั่งยืนถึงสัปดาห์ด้วยซ้ำ"

อามีร์กล่าวว่า กลไกการปราบปรามของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ ซึ่งเป็นแขนทางอุดมการณ์ของกองทัพนั้น ถูกมองว่าแข็งแกร่งขึ้นจากสงครามที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทำให้การเจรจาเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

“เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อได้ส่งเรื่องโกหกมากมายให้พวกเขา จนพวกเขาเชื่อจริงๆ ว่าพวกเขาชนะสงครามแล้ว” เขากล่าว “พวกเขาไม่สามารถอยู่ได้อย่างสงบสุข เพราะพวกเขาไม่เข้าใจสันติภาพ”

สำหรับชีดา วัย 38 ปี ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเจรจาทำให้เกิดความวิตกกังวล

“เราเผชิญกับความยากลำบากมากมายจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะกังวลเรื่องไหนก่อน” เธอกล่าว “ตอนนี้เมื่อการหยุดยิงเริ่มต้นขึ้น ทุกคนต่างวุ่นวายกับการชำระหนี้และจัดการเรื่องการเงิน”

- สงครามหรือสถานะเดิม? -

ชีดากล่าวว่า การเลือกระหว่างการกลับมาของการโจมตีทางอากาศที่น่าหวาดกลัวของสหรัฐฯ และอิสราเอล กับการรักษาระบบที่มีมายาวนานของสาธารณรัฐอิสลามนั้น ไม่ใช่ทางเลือกเลย

“ฉันกลัวว่าสงครามจะปะทุขึ้นอีกครั้ง และในขณะเดียวกันฉันก็กลัวว่าระบอบการปกครองจะยังคงอยู่” เธอกล่าวเสริมว่า “ผู้มีอำนาจในปัจจุบันยิ่งก้าวร้าวมากขึ้น”

อามีร์กล่าวว่าเขา “อยากให้สงครามดำเนินต่อไป เพื่อให้ระบอบการปกครองล่มสลาย”

“หากเรื่องนี้ไม่เกิดขึ้น การกดขี่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น” เขากล่าว

หากการเจรจาได้ข้อตกลง เขากล่าวต่อ ก็คงไม่ช่วยอะไรประชาชนชาวอิหร่านมากนัก

เขายกตัวอย่างการประท้วงต่อต้านรัฐบาลก่อนสงครามที่ถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต โดยกล่าวว่าเขาและชาวอิหร่านที่มีความคิดเห็นเดียวกันจะยังคงต่อต้านต่อไป พร้อมเสริมว่า “เราจะไม่ให้อภัยฆาตกรของเรา”

“มันเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ร่วมกับสาธารณรัฐอิสลามต่อไป” เขากล่าว

- เป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงไปของทรัมป์ -

อามิน วัย 30 ปี ชาวเตหะราน กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะระบุว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หวังจะบรรลุอะไรในการเจรจาครั้งนี้

“ผมคิดว่าคุณไม่ควรเอาจริงเอาจังกับทรัมป์มากนัก” อามินกล่าว “เขาต้องการลบอารยธรรม และเขาก็ทำข้อตกลงหยุดยิงที่สร้างขึ้นจากความว่างเปล่าในอีก 12 ชั่วโมงต่อมา”

“ส่วนใหญ่ที่เขาพูดเป็นเพียงแค่เสียงรบกวน” เขากล่าวต่อ

ชาห์รซาด แม่บ้านวัย 39 ปี กล่าวว่า เธอรู้สึกทั้งหวาดกลัวและผิดหวังกับคำขู่ที่น่าสะพรึงกลัวของทรัมป์ ซึ่งกล่าวไว้ก่อนการหยุดยิง ว่า "อารยธรรมทั้งหมดจะล่มสลาย" หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อีกครั้ง

"การขู่ว่าจะทำลายล้างผู้คนกว่า 90 ล้านคนนั้นเป็นอาชญากรรม" เธอกล่าว โดยบรรยายถึงวันเวลาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวหลังจากคำขาดของประธานาธิบดี

"ฉันหวังว่าระบอบอิสลามจะล่มสลายและยอมรับความยากลำบากของสงคราม แต่ตอนนี้ฉันตระหนักแล้วว่าชายคนนี้กำลังเล่นเกมกับโลกทั้งใบและไม่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเลย"

ขณะเดียวกัน ชีดาตั้งคำถามถึงกลยุทธ์ของทรัมป์ โดยกล่าวว่าเขาต้อง "บ้าหรือไม่มีประสบการณ์"

"ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่รู้จริงๆ หรือว่าพวกเขาอาจติดอยู่หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด?"

- อนาคตของสาธารณรัฐอิสลาม -

ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม ทั้งทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลต่างก็กล่าวว่าเป้าหมายของพวกเขาคือการโค่นล้มสาธารณรัฐอิสลาม แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็เปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นอย่างอื่น

ซาราห์ นักออกแบบกราฟิกวัย 44 ปี กล่าวว่า "รัฐบาลอิหร่านเป็นรัฐบาลที่มีอุดมการณ์ และมันจะไม่ล่มสลายง่ายๆ"

"ความคิดแบบนี้ฝังรากลึกไปถึงระดับล่างสุด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย" เธอกล่าวเสริม

อามีร์กล่าวว่า เขาเชื่อว่าเหล่าผู้นำของประเทศที่ยังรอดชีวิตอยู่จะยังคงเดินหน้าต่อสู้ต่อไป

"พวกเขาพร้อมที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงเพื่อให้ตนเองได้รับชัยชนะ" เขากล่าวเสริม "ทางออกเดียวที่มีคือประชาชนต้องลุกฮือขึ้นมาอีกครั้ง หรือไม่ก็ต้องโค่นล้มระบอบการปกครองนี้ลงด้วยสงคราม"

ทว่า อามีนกลับแสดงความกังขาต่อโอกาสที่จะเกิดการลุกฮือของประชาชนขึ้นจริง "อย่าออกไปประท้วงเลย หากคุณยังอยากมีชีวิตอยู่" เขาเตือน

https://www.24newshd.tv/10-Apr-2026/iranians-sceptical-afraid-ahead-talks-ending-war







https://x.com/AFP/status/2042596026104586358


 

ปัจจุบันมี 9 ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่ยังมีอีกหลายสิบประเทศที่นำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ในด้านพลังงาน การแพทย์ และการวิจัย แม้ว่ากฎระเบียบระดับโลกเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์จะถูกบัญญัติขึ้นตั้งแต่ปี 1970 แต่เหตุใดหลายประเทศจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้มาโดยตลอด





 https://x.com/AJEnglish/status/2042558212210151925



9 ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์

รัสเซีย: มีคลังอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุด
สหรัฐอเมริกา: มีคลังอาวุธนิวเคลียร์มากเป็นอันดับสอง
จีน: กำลังขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์อย่างมีนัยสำคัญ
ฝรั่งเศส: ยังคงมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้ป้องปรามได้อย่างน่าเชื่อถือ
สหราชอาณาจักร: ยังคงมีอาวุธนิวเคลียร์ที่ใช้ป้องปรามทางทะเล
ปากีสถาน: เป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์
อินเดีย: เป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์
อิสราเอล: ดำเนินนโยบายที่คลุมเครือ แต่เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่ามีอาวุธนิวเคลียร์
เกาหลีเหนือ: ดำเนินการทดสอบขีปนาวุธและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์




แม้วันนี้ไม่ใช่วันสหประชาชาติ อยากให้คู่สงครามที่จะเจรจายุติการสู้รบในอิหร่าน โปรดสำเหนียกคำพูดของ อู ถั่นต์ (U Thant), เลขาธิการสหประชาชาติคนที่ 3, ปี 1963 ว่า "ในสงครามยุคใหม่นั้น ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่า 'ผู้ชนะ' และ 'ผู้แพ้' มีเพียงแค่ 'ผู้สูญเสีย' เท่านั้น และผู้ที่สูญเสียก็คือมวลมนุษยชาติ" ขอสันติสุขจงมีแด่ทุกท่านเถิด !


https://x.com/UNGeneva/status/2042571019647340852


สารเนื่องในวันสหประชาชาติ โดย อาย อาย ถั่นต์

Posted on October 24, 2023
https://06880danwoog.com/2023/10/24/aye-aye-thants-un-day-message/

อาย อาย ถั่นต์ เป็นผู้อยู่อาศัยในเมืองเวสต์พอร์ตมาอย่างยาวนาน และเป็นบุตรสาวของ อู ถั่นต์ — ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติคนที่ 3 (ระหว่างปี 1961-1971)

วันนี้คือ "วันสหประชาชาติ" (UN Day) เพื่อเป็นการรำลึกถึงการก่อตั้งองค์กรแห่งนี้เมื่อ 78 ปีก่อน เธอได้เขียนข้อความไว้ดังนี้:

ในวันที่ 24 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่เราเฉลิมฉลองการถือกำเนิดของสหประชาชาติ — องค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อ "กอบกู้ชนรุ่นหลังให้พ้นจากภัยพิบัติแห่งสงคราม" — ข้าพเจ้าได้หวนระลึกถึงอุดมการณ์ของบิดา และความเชื่อมั่นของท่านที่มีต่อบทบาทของสหประชาชาติ ในฐานะเครื่องมือที่จะนำไปสู่สันติภาพอันยั่งยืน

ท่านได้กล่าวไว้ว่า:

"หลักการแห่งอหิงสา (การไม่ใช้ความรุนแรง) นั้น ถือเป็นแนวคิดพื้นฐานประการหนึ่งของกฎบัตรสหประชาชาติเช่นกัน หนึ่งในหลักการที่สำคัญที่สุดซึ่งประเทศสมาชิกได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ร่วมกัน คือการละเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ประวัติศาสตร์ได้สอนให้เรารู้ว่า ไม่มีทางที่จะค้นพบทางออกที่ยั่งยืนสำหรับปัญหาใดๆ ของมนุษย์ได้เลย นอกเสียจากการใช้การโน้มน้าวใจและการได้รับความเห็นพ้องต้องกันจากทุกฝ่าย การใช้ความรุนแรงเปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะความรุนแรงนั้นย่อมถูกผูกมัดไว้ด้วยหลักการแห่งการตอบโต้ซึ่งกันและกัน และจะนำไปสู่การก่อให้เกิดความรุนแรงตอบกลับมาในที่สุด และในเวลาไม่ช้า เราก็จะพบว่า 'หลักนิติธรรม' ได้ถูกแทนที่ด้วย 'กฎแห่งป่า'

ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องหวนกลับไปยึดมั่นในหลักการพื้นฐานดั้งเดิม และปฏิบัติตามพันธสัญญาในกฎบัตรสหประชาชาติที่ว่าด้วยการละเว้นจากการใช้ความรุนแรง หรือการข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะในสงครามยุคใหม่นั้น ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่า 'ผู้ชนะ' และ 'ผู้แพ้' มีเพียงแค่ 'ผู้สูญเสีย' เท่านั้น และผู้ที่สูญเสียก็คือมวลมนุษยชาติ" นับเป็นความหวังอย่างยิ่งที่ได้เห็นขบวนรถบรรทุกติดธงสหประชาชาติลำเลียงอาหาร น้ำ และยาที่จำเป็นอย่างเร่งด่วนไปช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากในฉนวนกาซา

การระดมกำลังครั้งนี้ ซึ่งเป็นการดึงเอาทุกภาคส่วนของสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมในความพยายามด้านมนุษยธรรม แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของมนุษย์ ซึ่งคุณพ่อของดิฉันกล่าวว่า สะท้อนถึงคุณค่าทางศีลธรรมพื้นฐานของสหประชาชาติ

สุขสันต์วันสหประชาชาติ!

สันติสุข!


เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน เพิ่งออกมาเรียกร้องให้มีการจัดตั้งกองทัพร่วมแห่งยุโรป ไม่ใช่ในอีก 10 ปีข้างหน้า ไม่ใช่ในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่คือเดี๋ยวนี้ ทันทีที่เร็วที่สุดคือพรุ่งนี้เลย






ซานเชซเรียกร้องให้จัดตั้งกองทัพยุโรป

(ถาม Google Gemini ว่าข่าวนี้จริงหรือไม่)

เป็นความจริงที่นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ได้เรียกร้องเช่นนี้ ในแถลงการณ์หลายครั้ง—ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569—ซานเชซได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งกองทัพยุโรปที่เป็นหนึ่งเดียวโดยทันที โดยใช้คำพูดที่ว่า "ไม่ใช่ใน 10 ปี ไม่ใช่ใน 2 ปี แต่เป็นพรุ่งนี้" อย่างที่คุณกล่าวถึง

การเปลี่ยนแปลงท่าทีด้านการป้องกันประเทศของสเปนนี้เชื่อมโยงกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2569 นี่คือรายละเอียดว่าทำไมเขาจึงผลักดันเรื่องนี้ในตอนนี้:

ภารกิจ "พรุ่งนี้"

ซานเชซได้ทดสอบวาทศิลป์นี้ครั้งแรกในการประชุมความมั่นคงมิวนิกในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และได้เพิ่มความเข้มข้นขึ้นหลังจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางเมื่อเร็วๆ นี้ ข้อโต้แย้งหลักของเขาคือยุโรปไม่สามารถพึ่งพา "ร่มเงาความมั่นคง" ภายนอกได้อีกต่อไป และต้องพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง "ในวันพรุ่งนี้"

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเร่งด่วนอย่างฉับพลัน

สงครามอิหร่านปี 2026: สเปนได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อปฏิบัติการทางทหารฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน การเรียกร้องให้จัดตั้งกองทัพยุโรปของซานเชซ แสดงให้เห็นถึงการมองหา "ทางเลือกที่สาม" ที่จะช่วยให้ยุโรปสามารถรักษาความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ของตนเองได้ แทนที่จะถูกดึงเข้าไปสู่ความขัดแย้งระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น

"ปัจจัยทรัมป์": หลังจากการขู่ครั้งใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่จะถอนตัวหรือลดบทบาทของนาโต ซานเชซได้กล่าวว่าสหภาพยุโรปต้อง "พร้อมในตอนนี้" เพื่อยืนยันจุดยืนด้านความมั่นคงของตนเอง

การปฏิเสธการใช้ฐานทัพ: ความตึงเครียดถึงจุดสูงสุดเนื่องจากสเปนได้ขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศโรตาและโมรอนสำหรับการโจมตีในตะวันออกกลางเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งนำไปสู่ความแตกแยกทางการทูตอย่างมากกับวอชิงตัน

สิ่งนี้หมายความอย่างไรในทางปฏิบัติ

แม้ว่าซานเชซจะกล่าวว่า "พรุ่งนี้" แต่การดำเนินการจริงนั้นเผชิญกับอุปสรรคมากมาย

อธิปไตย: ประเทศต่างๆ เช่น ฝรั่งเศสและเยอรมนีโดยทั่วไปสนับสนุน "ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์" แต่โครงสร้างการบัญชาการแบบรวมศูนย์จะต้องการให้ประเทศสมาชิกสละการควบคุมกองทัพของตน ซึ่งเป็นเรื่องยากในอดีต

การใช้จ่ายด้านกลาโหม: ในขณะเดียวกัน ซานเชซได้วิพากษ์วิจารณ์ข้อเรียกร้องให้ประเทศในสหภาพยุโรปใช้จ่ายด้านกลาโหม 5% ของ GDP โดยชี้ให้เห็นว่าเขาต้องการกองกำลังร่วมที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการแข่งขันสะสมอาวุธที่สิ้นเปลือง

แม้ว่าการจัดตั้งกองทัพร่วมกันภายใน "วันพรุ่งนี้" นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้อยคำดังกล่าวบ่งชี้ว่าสเปนกำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้นำนโยบายด้านการป้องกันประเทศของยุโรปที่เน้นความเป็นอิสระและมุ่งเน้นไปที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมากขึ้น



วันศุกร์, เมษายน 10, 2569

รังสิมันต์ ยังท้อปฟอร์ม ไม่ว่าต่อไปข้างหน้าเขาจะถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต อภิปราย ‘ตั๋วทุนเทา’ ทั้งหนักหน่วงและเข้าเป้าตรงเผงทุกประเด็น

ว้าว รังสิมันต์ ยังท้อปฟอร์ม ไม่ว่าต่อไปข้างหน้าเขาจะถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ดังที่เลขาฯ ปปช.หมายหัวไว้แล้ว ว่าศาลประทับรับฟ้องคดี ๔๔ สส.เมื่อไร เมื่อนั้นทั้งหมดหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที คราวนี้ โรม อภิปราย ตั๋วทุนเทา

ทั้งหนักหน่วงและเข้าเป้าตรงเผงทุกประเด็น เริ่มจากพาดพิงกรณี ปปง.สั่งอายัดทรัพย์เครือข่าย เบน สมิธ และ ยิม เลียก จำนวนกว่า ๒ หมื่นล้านบาท แสดงว่าเครือข่ายทุนเทาก่อให้เกิดการทำลายเศรษฐกิจไทยอย่างกว้างขวาง

และยังไม่ทุเลา ทั้งที่รัฐมนตรีบางคนพยายามจะบอกให้ประชาชนเชื่อ “เพราะท่านหยิบข้อเท็จจริงเพียงแค่เดือนเดียวแล้วเอื้อนเอ่ยเอาเฉพาะมูลค่าความเสียหายที่ลดลงของเดือนนั้น ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด...เลื่อนลอยจากความเป็นจริง”

รังสิมันต์ชี้ว่าเกี่ยวกับการปราบสแกมเมอร์นั้น รัฐบาลยังห่างไกลจากความสำเร็จ ยังไม่มีการขยายผลคดีของ ฮุยวัน เพย์ ที่มีความเกี่ยวโยงกับฮุน โต ลูกพี่ลูกน้องของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เขาว่าคดีนี้รุนแรงกว่าคดีของเบน สมิธ

‘โรม’ ท้าวความไปถึงการเซ็นเอ็มโอยูของบริษัท CAI Optimum Fund VCC จากสิงคโปร์ กับปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ไทย โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ขณะนั้นเป็นสักขีพยานร่วมกับ เบน สมิธ

“ปรากฏว่าโครงการนี้ได้กลายเป็นสารตั้งต้นให้บริษัทซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายของเบน สมิธ เก็บข้อมูลม่านตาของคนไทยไปแล้วกว่า ๑.๒ ล้านคน ผิด พ.ร.บ.PDPA อย่างร้ายแรง” แล้วยังมีการนำนักสแกมเมอร์ชั้นหัวกะทิ ๕๐๐ คนมาพำนักในไทย อ้างว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที”

อีกราย เสี่ยตือ“นอกจากเปิดคาสิโนตามแนวชายแดน ยังเป็นที่ตั้งของแก๊งสแกมเมอร์และธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมัน” โดยเมื่อ ๒๓ มีนาที่ผ่านมา มีการจับกุมการกักตุนน้ำมันคลังใหญ่ที่อ่างทอง ซึ่งเป็นของลูกชายคนหนึ่งของเสี่ยตือ

รังสิมันต์ชี้อีกว่า “บริษัทในเครือข่ายเสี่ยตือมีความสัมพันธ์เป็นลูกหนี้ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ มากกว่าร้อยล้านบาท มีสัญญากู้ ๒ สัญญา เดาว่าคงจะสนิทกันมากถึงปล่อยกู้กันมากขนาดนี้” ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพฤศจิกา ๖๘

“ปรากฏคนในครอบครัวเสี่ยตือได้บริจาคเงินให้กับพรรคภูมิใจไทยเป็นเงิน ๑ ล้านบาท” รังสิมันต์ว่า “เขาอาจจะมีแรงศรัทธาต่อพรรคการเมืองของนายกฯ” วันนี้น้ำมันแพง เสี่ยตือต้องสงสัยว่ากักตุน แต่ไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ช่างบังเอิญ

“ไก่เห็นตีนงูอย่างไร งูก็เห็นนมไก่ฉันนั้น ถ้ารัฐบาลไม่กล้าเล่นงานไอ้โม่ง ก็อาจจะเป็นเพราะไอ้โม่งนี่แหละ คือคนในรัฐบาลใช่มั้ย หยิกเล็บ เจ็บเนื้อใช่หรือเปล่า”

(https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/irPtsyXfEtHs และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/f99JGyV8hF)