วันศุกร์, พฤศจิกายน 06, 2569

ดูเหมือนเมื่อเพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เรื่องนักโทษการเมือง โดยเฉพาะ 112 ไม่ว่าเรื่องคดี หรือ การขอประกันตัว มักมีคนเข้ามาแซว เยาะเย้ย หรือพูดในทำนองถากถางสมแล้ว ถาม AI ว่า ใครคือคนพวกนี้ AI บอกมี 4 กลุ่ม



ปรากฏการณ์ที่มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในลักษณะแซว เยาะเย้ย หรือใช้ถ้อยคำสมน้ำหน้าในโพสต์เกี่ยวกับนักโทษการเมืองหรือคดีมาตรา 112 ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (Thai Lawyers for Human Rights - TLHR) สะท้อนถึงความขัดแย้งทางความคิดและการแบ่งขั้วทางการเมืองในสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง

หากวิเคราะห์จากมุมมองของสังคมวิทยาการเมือง พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้มักประกอบด้วยกลุ่มบุคคลที่มีพื้นเพ ทัศนคติ และแรงจูงใจที่หลากหลาย ดังนี้:

1. กลุ่มที่มีความเชื่อชาตินิยมและอนุรักษ์นิยมเข้มข้น

มุมมองและทัศนคติ: มองว่าสถาบันหลักของชาติ (ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์) เป็นรากฐานสำคัญสูงสุดของความมั่นคงในสังคม การกระทำที่เข้าข่ายหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายความมั่นคงอื่น ๆ จึงถูกมองว่าเป็นการทำลายคุณค่าที่พวกเขายึดถือ

ความรู้สึก: เกิดความรู้สึกโกรธหรือต่อต้านกลุ่มผู้ชุมนุมหรือนักกิจกรรมทางการเมือง เมื่อเห็นข่าวการดำเนินคดีหรือการถูกคุมขัง จึงมองว่าเป็น "ผลของการกระทำ" และแสดงออกด้วยความสะใจหรือเยาะเย้ยเพื่อเป็นการตอบโต้ทางจิตวิทยา

2. กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง (Anti-Progressive / Anti-Activist)

มุมมองและทัศนคติ: มีจุดยืนทางการเมืองที่ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยหรือปฏิรูปสถาบันฯ มองว่ากลุ่มนักกิจกรรมและทนายความสิทธิมนุษยชนกำลังสร้างความวุ่นวายให้แก่บ้านเมือง

ความรู้สึก: ใช้พื้นที่คอมเมนต์ในการด้อยค่า (Discredit) ลดทอนความชอบธรรมของการเคลื่อนไหว และสร้างวาทกรรมว่า "ทำผิดกฎหมายก็ต้องรับโทษ" เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด

3. ขบวนการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations - IO) หรือบัญชีออร์แกนิกจัดตั้ง

ลักษณะ: ในทางโซเชียลมีเดีย มักจะมีบัญชีผู้ใช้งานปลอม (Fake Accounts) บัญชีอวตาร หรือเครือข่ายที่มีการจัดตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่สร้างกระแส ปั่นคอมเมนต์ หรือปฏิบัติการทางจิตวิทยา (Psychological Warfare)

เป้าหมาย: เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าเสียงส่วนใหญ่ในสังคมเห็นด้วยกับการลงโทษ หรือเพื่อกดดัน ข่มขวัญ และสร้างบรรยากาศที่เป็นพิษ (Toxic Environment) ในพื้นที่ออนไลน์ขององค์กรสิทธิมนุษยชน

4. กลุ่มผู้เสพสื่อด้านเดียวและเกิดอคติยืนยัน (Confirmation Bias)

ลักษณะ: บุคคลที่รับข้อมูลข่าวสารเฉพาะสื่อหรือเพจที่ผลิตเนื้อหาโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเกลียดชัง (Polarization) และมองผู้เห็นต่างไม่ใช่ "เพื่อนร่วมสังคม" แต่เป็น "ศัตรู"

ความรู้สึก: ขาดความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เมื่อเห็นความทุกข์ยาก การถูกจำกัดเสรีภาพ หรือปัญหาการเข้าถึงสิทธิประกันตัวของผู้ต้องหา จึงแสดงความไร้มนุษยธรรมหรือเยาะเย้ยออกมาโดยปราศจากความตระหนักรู้ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักนิติธรรม

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า "พื้นที่ทางความคิด" ในโลกออนไลน์ไทยยังคงมีความเปราะบางและเต็มไปด้วยความเกลียดชังข้ามขั้ว ซึ่งการที่เพจองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนมักตกเป็นเป้าหมายของการเข้ามาแสดงความเห็นลักษณะดังกล่าว เป็นผลสะท้อนโดยตรงของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาในระดับโครงสร้างและจิตวิทยาของสังคม




เปลี่ยนเรือนจำเป็นห้องเรียน และการยืนยันถึงการต่อสู้: ‘บอย’ พงศธรณ์ หลังถูกขังเข้าวันที่ 4 ในคดี ม.112


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
18 hours ago
·
เปลี่ยนเรือนจำเป็นห้องเรียน และการยืนยันถึงการต่อสู้: ‘บอย’ พงศธรณ์ หลังถูกขังเข้าวันที่ 4 ในคดี ม.112
.
.
เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2569 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเดินทางเข้าเยี่ยม “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ถูกกล่าวหาจากกรณีชุมนุมและปราศรัยบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 หรือชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB เขาถูกคุมขังพร้อมกับ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. 2569 หลังจากศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคน แม้คดีเพิ่งจะขยับไปสู่ชั้นอุทธรณ์
.
บอยเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวการถูกคุมขังเข้าวันที่ 4 หลังจากไม่ได้ประกันตัว โดยกำลังปรับตัวกับการใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ เขาฝากข้อความเป็นห่วงถึงครอบครัว และเพื่อนร่วมงานที่ The Isaan record ว่าเขาสบายดี และยังคงเข้มแข็ง ยังหวังว่าจะได้ประกันตัวและออกไปอยู่กับทุกคนอีกครั้ง

.
การเยี่ยมบอยในครั้งแรก เป็นการเยี่ยมผ่านจอภาพ เนื่องจากอยู่ในช่วงกักโรคของผู้ต้องขังเข้าใหม่ บอยถูกตัดผมเกรียนแล้ว เขาเล่าว่าปัจจุบันอยู่แดน 2 มีผู้ต้องขังร่วมห้อง 16 คน และเมื่อพ้นช่วงกักโรค จะค่อยถูกจำแนกไปยังแดนอื่น
.
“ผมปรับตัวได้ อยู่ข้างในผมสบายดี กินข้าวได้ เพื่อนร่วมห้องขังก็ดีครับ เราก็รับฟังการปรับทุกข์กันไป ตอนนี้ถ้ามีที่ขัดใจ ก็คือผมไม่ได้ดูข่าว”
.
เขายังฝากข้อความบอกกับเพื่อน ๆ และพี่ ๆ ที่ทำงานด้วยกันที่ The Isaan record ว่าไม่ต้องเป็นห่วง และเขายังสู้อยู่ ถ้าได้กลับไปเร็ว ๆ นี้ก็ดี แต่หากเลวร้ายที่สุดก็อีก 2 ปี 8 เดือนถึงจะได้เจอกัน
.
“จิตใจผมยังเข้มแข็งยังสู้อยู่ครับ อยากให้ครอบครัว พี่ ๆ ที่ทำงานสบายใจได้ อยากให้ทุกคนรอผมนะ เดี๋ยวผมกลับไป ในนี้ผมยังยืนยันว่าผมยังสู้อยู่” บอยบอกว่าการที่ต้องเข้ามาอยู่ในนี้ ก็เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้อย่างหนึ่งเหมือนกัน
.
“ผมเชื่อเรื่องการแสดงออกทางการเมืองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทำได้ อยากให้การถูกคุมขังครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ ว่าหากคุณเชื่อว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง หากคุณทำอะไรได้ ก็อยากให้ทำอย่างมีความหวังครับ”
.
บอยกล่าวว่าการติดคุกครั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐไม่ยอมรับความเห็นต่าง แต่เขาเชื่อว่าการแสดงออกการแสดงความคิดเห็นที่ทำมันไม่ได้ผิด แต่เป็นสิ่งที่รัฐตัดสินให้ต่างหาก ภายใต้สภาวะแบบนี้มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การติดคุกติดตารางจะเกิดขึ้น และสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะถูกคุมขังอยู่ที่ไหน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความหวัง
.
บอยไม่ปฏิเสธว่า เมื่อต้องเข้ามาแบบนี้และไม่ได้ประกันตัว ก็มีความกังวลใจเป็นธรรมดา “ทุกคืนผมก็สวดภาวนากับพระเจ้าขอให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นไว ๆ สิ่งที่ยึดเหนี่ยวผมในตอนนี้ก็คือพระเจ้าและความหวัง”
.
นอกจากนี้ บอยได้เล่าว่าวันที่ต้องเข้ามาถูกขังอยู่ในเรือนจำ พวกเขาในฐานะผู้ต้องขังใหม่ไม่ได้รับสิ่งของจำเป็นขั้นพื้นฐานใด ๆ เลย แม้กระทั่งแปรงสีฟัน สบู่ ถ้าไม่ได้ของจากเพื่อนผู้ต้องขังด้วยกันช่วยเหลือก็คงลำบาก
.
เขาบอกว่าการรักษาพยาบาลคนในเรือนจำ เจ้าหน้าที่ตอบสนองช้ามาก ตอนเข้ามามีผู้ต้องขังที่แจ้งไปว่าป่วยจิตเวช กว่าเขาจะได้พบแพทย์ก็อีก 2-3 วัน ถึงได้ยามาก็ได้มาไม่ตรงกับอาการป่วยของตัวเอง บอยบอกว่าเขาเห็นผู้ต้องขังที่เป็นหวัดกว่าจะได้ตรวจก็สองวันไปแล้ว อีกคนยิ่งแล้วใหญ่ เขามีอาการเจ็บหน้าอกจากการตกจากที่สูงก่อนจะเข้าเรือนจำ แจ้งเจ้าหน้าที่ไปกว่าจะได้ไปตรวจก็ใช้เวลา 2 - 3 วันเช่นเดียวกัน ได้ยามาก็คือยาพาราฯ เขามองว่าถ้าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินยังไงก็ไม่รอด
.
เมื่อพูดถึงคดีที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ในนี้ บอยบอกว่า “คดีนี้พาผมมาไกลมาก จากนักศึกษาปี 2 จนตอนนี้มาเป็นนักข่าวแล้ว ผมพยายามมองว่าเป็นห้องเรียนห้องหนึ่ง ผู้ต้องขังอื่น ๆ ก็เป็นเพื่อนนักเรียน มันมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้ผมอยากเรียนรู้ ก็คิดว่าหากต้องอยู่ในเรือนจำยาว ก็ตั้งใจว่าจะศึกษาเรื่องภายในเรือนจำ และผู้คนให้ได้มากที่สุด”
.
“การเปลี่ยนเรือนจำเป็นห้องเรียนไม่ใช่แค่เปลี่ยนมิติชีวิตเท่านั้น การที่ผมถูกส่งเข้ามาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มันทำให้ผมเห็นถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมมากมาย จุดประกายให้ผมอยากเรียนนิติศาสตร์อีกครั้ง”
.
บอยยังเล่าให้ฟังว่าวันแรกที่เข้ามาในเรือนจำ พัศดีได้มาพบเขาเป็นการส่วนตัว และสอบถามว่าไปทำอะไรมาทำไมถึงโดนคดี ม.112 สังเกตว่าเจ้าหน้าที่ดูสนใจคดีของเขากันมาก มีการถ่ายรูปเขา แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ่ายไปเพื่ออะไร
.
เมื่อพูดคุยถึงการยื่นประกันตัวอีกครั้ง บอยบอกว่าเขายังมีความหวังว่าศาลจะอนุญาตประกันตัวและปล่อยเขาออกไป “ถ้าหากความยุติธรรมมาเร็ว ผมก็น่าจะมีเรื่องราวสั้น ๆ มาสื่อสารว่าชีวิตครั้งหนึ่งของเด็กหนุ่มที่มาจากต่างจังหวัดคนนี้ต้องมาติดคุกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพราะการแสดงออกทางการเมืองเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาปี 2”
.
ทั้งนี้ พงศธรณ์เป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยเขาเคยทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มแนวร่วมนิสิต มมส. เพื่อประชาธิปไตย ในช่วงการชุมนุมใหญ่ปี 2563-64 ทำให้ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมทั้งหมด 2 คดี โดยคดีแรกถูกกล่าวหาในข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุม #อีสานสิบ่ทน ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คดีนี้ศาลจังหวัดมหาสารคามมีคำพิพากษายกฟ้อง และสิ้นสุดไปตั้งแต่ปี 2565 แล้ว แต่คดีที่สอง เขาถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตามมาตรา 112 ด้วย จากการเข้าร่วมและขึ้นปราศรัยในการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ในกรุงเทพฯ และยังต้องต่อสู้คดีนี้อยู่จนถึงปัจจุบัน
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/87631

https://www.facebook.com/photo?fbid=1541744041129394&set=a.656922399611567




ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก โจชัว หว่อง ผู้นำการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง เพิ่มอีก 10 ปี - สัญญาณเตือนถึงจุดสิ้นสุดของเสรีภาพในฮ่องกง และความความพยายาม ลบภาพจำ และ ประวัติศาสตร์ของคนรุ่นใหม่



โจชัว หว่อง วัย 30 ปี เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง ซึ่งปัจจุบันถูกปราบปรามไปแล้วArticle อาเบล ยู บีบีซีแผนกภาษาจีน และ
เคลลี อึง บีบีซีนิวส์
Published 5 พฤศจิกายน 2026

ศาลฮ่องกงพิพากษาให้จำคุก โจชัว หว่อง อดีตผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง เป็นเวลา 10 ปี ในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกง

หว่องเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวและชาวฮ่องกงทั่วไปหลายร้อยคนที่ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2020 หลังการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ซึ่งต่อต้านการควบคุมที่เพิ่มมากขึ้นของทางการจีน

นักวิจารณ์กล่าวว่า กฎหมายที่มีขอบเขตกว้างขวางนี้ได้ปิดกั้นเสียงผู้คัดค้าน แต่ทางการจีนโต้แย้งว่ากฎหมายนี้จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพ และปฏิเสธว่ากฎหมายนี้ไม่ได้บั่นทอนความเป็นอิสระในการปกครองตนเองของฮ่องกงแต่อย่างใด

หว่องซึ่งถูกจำคุกมาแล้ว 6 ปี และมีกำหนดจะได้รับการปล่อยตัวในเดือน ม.ค. ที่จะถึงนี้ จะต้องใช้เวลาอีก 10 ปีในเรือนจำต่อไป

นักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้มีอายุครบ 30 ปีเมื่อเดือนที่แล้ว เคยถูกจองจำมาแล้วหลายครั้งจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขา ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น

วันนี้ (5 พ.ย.) หว่องมาถึงศาลในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำเงินเข้ม กางเกงขายาวสีกากี และแว่นตากรอบสีดำ เขาดูผอมลงเมื่อเทียบกับการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งก่อน ๆ

เขาพยักหน้าทักทายผู้คนที่อยู่ในห้องพิจารณาคดีจนแน่นขนัด และคอยจดบันทึกเป็นระยะ ๆ ขณะที่ผู้พิพากษาอ่านเหตุผลในการตัดสินลงโทษ

ด้านนอกศาล มีฝูงชนมารวมตัวกัน โดยชาวฮ่องกงหลายสิบคนต่อแถวเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อหวังจะได้เข้าไปนั่งฟังในห้องพิจารณาคดี นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากประจำการอยู่ด้วย

ปัจจุบันหว่องกำลังรับโทษจำคุกจากคดีบ่อนทำลายอำนาจรัฐและมีกำหนดจะได้รับการปล่อยตัวต้นปีหน้า แต่วันนี้เขาถูกพิพากษาให้จำคุกเพิ่มเติมในคดีที่เขายอมรับสารภาพผิดไปเมื่อต้นเดือน ก.ย.

ผู้พิพากษาระบุในวันนี้ว่า จากโทษจำคุก 10 ปีดังกล่าว การจำคุก 2 เดือนกับ 2 วันในช่วงแรกจะถูกนับไปพร้อมกับโทษจำคุกที่เขากำลังรับอยู่

อัยการกล่าวว่า หว่องสมคบคิดกับนักเคลื่อนไหวคนอื่น ๆ รวมถึง นาธาน ลอว์ นักเคลื่อนไหวที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ เพื่อล็อบบี้ให้ต่างประเทศคว่ำบาตรและปิดล้อมรัฐบาลกรุงปักกิ่ง

ศาลได้รับฟังข้อมูลว่ากิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นระหว่างเดือน ก.ค. ถึงปลายเดือน พ.ย. 2020

หว่องและลอว์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเดโมซิสโต (Demosisto) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตย ทว่าปัจจุบันยุบพรรคไปแล้ว

ฟรานเซส ฮุย เพื่อนและนักเคลื่อนไหวร่วมอุดมการณ์ของหว่อง ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เธอรู้สึก "ใจสลาย" และ "โกรธจัด" กับคำตัดสินนี้

"การตัดสินลงโทษในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโจชัวเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามทางการเมืองในวงกว้าง ที่มุ่งจะเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ของฮ่องกง และลบเลือนคุณูปการของคนรุ่นหนึ่งที่เชื่อว่าพวกเขาสามารถกำหนดอนาคตของเมืองตนเองได้" เธอกล่าวกับบีบีซี

องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า คำตัดสินดังกล่าว "โหดร้ายและไม่ยุติธรรม"

เอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียขององค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวว่า "เพื่อควบคุมสังคมฮ่องกงให้อยู่หมัด และลดโอกาสที่จะเกิดเสียงคัดค้านจากนานาชาติ รัฐบาลฮ่องกงดูเหมือนจะใช้วิธีการตั้งข้อหาหลายกระทงต่อเหล่าผู้นำที่มีอิทธิพลของฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย"

ฟีล โรเบิร์ตสัน ผู้อำนวยการกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนและแรงงานในเอเชีย (AHRLA) กล่าวว่า "เป็นเรื่องที่ย้อนแย้งอย่างยิ่งที่จีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่กดปราบผู้เห็นต่างที่อยู่นอกประเทศรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ตัดสินลงโทษจำคุกโจชัว หว่อง เป็นเวลา 10 ปี เพียงเพราะเขาบังอาจแสวงหาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวจากนานาชาติเพื่อต่อต้านการกดปราบดังกล่าว การพบปะระหว่างนักกิจกรรมระหว่างประเทศและเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างชาติ การพูดคุยกับสื่อมวลชนทั่วโลก รวมถึงการรณรงค์ลงชื่อเรียกร้องต่าง ๆ ถือเป็นภารกิจประจำวันของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นความผิดทางอาญา คำพิพากษาในฮ่องกงครั้งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในเมื่อจีนไม่ได้ใส่ใจต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ตนมีอยู่แม้แต่น้อย จีนก็ควรถูกขับออกจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ จนกว่าจะยุติการคุมขังนักโทษการเมืองเพียงเพราะพวกเขาใช้สิทธิขั้นพื้นฐานทางพลเมืองและการเมืองของตน"

สำหรับโทษรุนแรงที่สุดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Law - NSL) ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงในวงกว้างนั้น ถูกนำมาใช้กับอดีตเจ้าพ่อสื่ออย่าง จิมมี ไหล ซึ่งต้องโทษจำคุก 20 ปี ในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติเช่นกัน


หว่อง (ซ้าย) เริ่มเป็นนักกิจกรรมการเมืองตอนอายุเพียง 14 ปี

โจชัว หว่อง คือใคร ?

หว่องเกิดในเดือน ต.ค. 1996 โรเจอร์ พ่อของเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ส่วนเกรซ แม่ของเขาเป็นแม่บ้าน เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคดิสเล็กเซียตั้งแต่เด็ก ทำให้เขามีปัญหาในการเรียนที่โรงเรียน

อย่างไรก็ตาม เขามักตั้งคำถามต่อกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานที่ไม่สมเหตุสมผลเสมอ ในช่วงเรียนมัธยมฯ เขาได้ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นประท้วงเรื่องราคาอาหารกลางวันที่สูงเกินไปในโรงอาหารผ่านทางเฟซบุ๊ก

ในปี 2011 หว่องซึ่งมีอายุ 14 ปีในขณะนั้น ร่วมก่อตั้งกลุ่มนักกิจกรรมนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยชื่อ สกอลาริซึม (Scholarism) ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในด้านขนาดและอิทธิพล

ปีต่อมา กลุ่มดังกล่าวได้ระดมผู้คนกว่า 100,000 คนเพื่อประท้วงแผนการของฮ่องกงที่จะบังคับใช้ "การศึกษาเพื่อความรักชาติ" (patriotic education) ในโรงเรียน เป็นผลให้ทางการต้องยอมถอย


หว่องในวัย 30 ปี ถูกจำคุกมาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขา

เมื่อปี 2014 มาถึง หว่องซึ่งเป็นผู้นำของการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลที่รู้จักกันในชื่อ "ขบวนการร่ม" (Umbrella Movement) ได้กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง

ปี 2016 เขาได้ร่วมก่อตั้งเดโมซิสโต (Demosisto) กับนาธาน ลอว์ และแอกเนส โจว นักกิจกรรมที่ปัจจุบันลี้ภัยอยู่ต่างประเทศเช่นกัน

แต่เขามักแสดงความไม่สบายใจเมื่อถูกเรียกขานเป็น "ผู้นำการประท้วง"

"เรามีผู้ประสานงานมากมายในขบวนการนี้ และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น... แทนที่จะมีคำสั่งจากบนลงล่าง ตอนนี้เรามีศูนย์บัญชาการจากล่างขึ้นบนแล้ว" หว่องกล่าวกับเดอะไฟแนนเชียลไทมส์ในเดือน พ.ย. 2019

พรรคเดโมซิสโตประกาศยุบพรรคในปี 2020 หลังจากรัฐบาลกรุงปักกิ่งนำกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมาใช้ในฮ่องกง

ลอว์เดินทางไปสหราชอาณาจักรและทำงานรณรงค์ในต่างประเทศต่อไป ในขณะที่หว่องยังคงอยู่ในฮ่องกงและพยายามลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ แต่ถูกตัดสิทธิสมัคร โดยทางการอ้างว่าการต่อต้านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเป็นหนึ่งในเหตุผล

ในขณะเดียวกัน คดีความที่ฟ้องร้องหว่องก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2020 เขาได้สารภาพผิดในหลายข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในการประท้วงนอกสำนักงานใหญ่ตำรวจฮ่องกงในปี 2019

จากนั้นก็มีการตั้งอีกหลายข้อหาภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ขณะยังอยู่ในเรือนจำในเดือน ก.พ. 2021 หว่องเป็นหนึ่งใน 47 คนที่ถูกตั้งข้อหา "สมคบคิดเพื่อบ่อนทำลายอำนาจรัฐ" กลุ่มนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "กลุ่มฮ่องกง 47" และนี่ยังคงเป็นการดำเนินคดีครั้งใหญ่ที่สุดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงจนถึงปัจจุบัน

ขณะที่หว่องยังคงรับโทษจำคุก 56 เดือนจากความผิดฐานบ่อนทำลายอำนาจรัฐ เขาถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเพิ่มเมื่อปีที่แล้ว

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2020 ซึ่งเป็นวันก่อนที่เขาจะรับสารภาพในข้อหาประท้วง หว่องได้เขียนข้อความลงในอินสตาแกรมถึง "ประชาชนชาวฮ่องกง" ว่า "พูดตามตรง ผมไม่เคยเชื่อมั่นในการเมืองของฮ่องกงมากนัก แต่ผมมั่นใจในประชาชนชาวฮ่องกงอย่างเต็มเปี่ยม"

"แม้ว่าอำนาจทางการเมืองในขณะนี้จะเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมของเรา แต่ผมเชื่อว่าชาวฮ่องกงจะหาทางฝ่าฟันอุปสรรคไปได้เสมอ"

รายงานเพิ่มเติมโดย มาร์ติน ยิป

https://www.bbc.com/thai/articles/cm3wvj2zqqeqo
.....

ทำไม เพื่อนและนักเคลื่อนไหวร่วมอุดมการณ์ของหว่อง ถึงรู้สึก "ใจสลาย" และ "โกรธจัด" กับคำตัดสินนี้

ความรู้สึก "ใจสลาย" (Heartbroken) และ "โกรธจัด" (Furious) ของเพื่อนๆ รวมถึงนักเคลื่อนไหวร่วมอุดมการณ์ของ โจชัว หว่อง (Joshua Wong) เกิดจากเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้:

1. การถูกลงโทษที่หนักหน่วงและมองว่าไม่เป็นธรรม

จำคุกเป็นระยะเวลานาน: โจชัว หว่อง ถูกตัดสินจำคุกถึง 10 ปี ตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Law) ซึ่งถือว่าเป็นโทษที่สูงและรุนแรงมาก

ความรู้สึกสูญเสียวัยเยาว์: โจชัวเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่อายุเพียง 14–15 ปี และใช้ชีวิตเข้า-ออกจากคุกมาโดยตลอด การถูกพิพากษาจำคุกยาวนานในครั้งนี้ทำให้เพื่อนๆ สะเทือนใจอย่างมาก เพราะหมายความว่าวัยหนุ่มและช่วงชีวิตที่ดีที่สุดของเขาต้องหมดไปกับการถูกคุมขัง

2. การลงโทษการแสดงออกทางเมืองที่สันติ

เจตนารมณ์ดั้งเดิมเพื่อประชาธิปไตย: สำหรับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ การกระทำของโจชัว—ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องสิทธิการเลือกตั้ง การจัดตั้งการลงคะแนนเสียงเบื้องต้น (Primary Election) หรือการสื่อสารกับนานาชาติ—เป็นการใช้สิทธิ์ขั้นพื้นฐานตามหลักสากลอย่างสันติ

ความโกรธต่อการใช้กฎหมายเพื่อลบล้างฝ่ายตรงข้าม: การตัดสินคดีนี้ถูกมองว่าไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมธรรมดา แต่เป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกวาดล้างและปิดปากผู้นำขบวนการรุ่นใหม่ทั้งหมด

3. การลบภาพจำและประวัติศาสตร์ของคนรุ่นใหม่

พยายามกลบเสียงของรุ่นเรา: เพื่อนๆ เช่น เนธาน ลอว์ (Nathan Law) และ ฟรานเซส ฮุย (Frances Hui) สะท้อนว่า คำตัดสินนี้ไม่เพียงแต่กระทำต่อตัวโจชัว หว่อง เท่านั้น แต่เป็นความพยายามของอำนาจรัฐในการ "ลบประวัติศาสตร์" และลบล้างเจตนารมณ์ของคนรุ่นใหม่ในฮ่องกงที่เคยออกมาต่อสู้เพื่ออนาคตของเมืองตนเอง

4. สัญญาณเตือนถึงจุดสิ้นสุดของเสรีภาพในฮ่องกง

ความสิ้นหวังในระบบยุติธรรม: คำตัดสินที่เด็ดขาดและรุนแรงเช่นนี้ ตอกย้ำให้เห็นว่าเสรีภาพทางการเมืองและการแสดงความคิดเห็นในฮ่องกงได้ถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ สร้างความโกรธแค้นและความเจ็บปวดให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งในและนอกประเทศ

สรุป: ความรู้สึก "ใจสลาย" มาจากการเห็นเพื่อนรักที่ต่อสู้มาด้วยกันตั้งแต่เด็กต้องสูญเสียอิสรภาพและอนาคต ส่วนความ "โกรธจัด" เกิดจากการเห็นระบบและกฎหมายถูกนำมาใช้ทำลายขบวนการประชาธิปไตยอย่างอยุติธรรม
.....

สารคดี ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อของคนรุ่นใหม่ ในฮ่องกง

การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของ "คนรุ่นใหม่ในฮ่องกง" (โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน) ถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เข้มข้น รวดเร็ว และสะเทือนใจที่สุดแห่งยุคสมัย ซึ่งได้รับการบันทึก ถ่ายทอด และตีแผ่ผ่านภาพยนตร์สารคดีระดับโลกหลายเรื่อง

หากคุณสนใจศึกษาประวัติศาสตร์และเบื้องหลังการลุกฮือของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ สารคดีสำคัญที่สะท้อนแง่มุมต่างๆ มีดังนี้:

1. Joshua: Teenager vs. Superpower (2017)

เรื่องย่อโดยสังเขป: สารคดีจาก Netflix ที่ติดตามชีวิตและการเคลื่อนไหวของ "โจชัว หว่อง" (Joshua Wong) และเพื่อนๆ เยาวชนกลุ่ม Scholarism (กลุ่มวิชาการ) ตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังเป็นเพียงเด็กมัธยมปลายอายุสิบกว่าปี

ประเด็นสำคัญในเรื่อง: จุดเริ่มต้นของการลุกขึ้นสู้ต่อต้าน "แผนหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ" (National Education) ในปี 2012 ที่รัฐบาลปักกิ่งพยายามผลักดันเข้าสู่ระบบการศึกษาของฮ่องกงเพื่อปลูกฝังความเป็นจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเยาวชนมองว่าเป็นการลดทอนเสรีภาพทางความคิด ก่อนที่การเคลื่อนไหวนี้จะขยายตัวกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญนำไปสู่ การปฏิวัติร่ม (Umbrella Movement) ในปี 2014 สารคดีเรื่องนี้แสดงให้เห็นพลังของเด็กหนุ่มธรรมดาๆ ที่กล้าลุกขึ้นท้าทายมหาอำนาจระดับโลก

ช่องทางการรับชม: มีให้บริการบน Netflix

2. Do Not Split / ไม่割席 (2020)

เรื่องย่อโดยสังเขป: สารคดีสั้นความยาวประมาณ 35 นาที ฝีมือของผู้กำกับชาวนอร์เวย์ Anders Hammer ที่ลงพื้นที่เกาะติดเหตุการณ์ความขัดแย้งและการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2019-2020 (การต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน หรือ Anti-ELAB)

ประเด็นสำคัญในเรื่อง: บันทึกภาพเหตุการณ์ความรุนแรงและการเผชิญหน้าระหว่างตำรวจกับกลุ่มผู้ประท้วงรุ่นใหม่ตามแนวหน้า เช่น เหตุการณ์ปิดล้อมมหาวิทยาลัยฮ่องกง (Chinese University of Hong Kong) และมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคฮ่องกง (Polytechnic University) สารคดีเรื่องนี้เจาะลึกมุมมองระดับถนน (Street-level) สะท้อนความสิ้นหวัง ความมุ่งมั่น และความกดดันที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญกระทั่งวันที่กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติถูกบังคับใช้

เกียรติประวัติ: ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดีสั้นยอดเยี่ยม (Best Documentary Short Subject) ในปี 2021

3. Hong Kong's Fight for Freedom / Faceless (2022)

เรื่องย่อโดยสังเขป: ซีรีส์สารคดี (หรือสารคดีขนาดสั้นความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง) ที่ผลิตร่วมกับสื่ออย่าง BBC โดยเจาะลึกเรื่องราวผ่านสายตาของ "ผู้ประท้วงรุ่นใหม่ 4 คน" ที่อยู่เบื้องหน้าการเคลื่อนไหว

ประเด็นสำคัญในเรื่อง: เนื่องจากสถานการณ์ความปลอดภัยและความเข้มงวดของกฎหมาย สารคดีเรื่องนี้จึงใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปกปิดอัตลักษณ์และใบหน้าของผู้ร่วมขบวนการ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความกดดัน การตัดสินใจก้าวเข้าสู่ถนนสายประท้วง ความโกรธเกรี้ยวต่อความรุนแรงของรัฐ และการเผชิญหน้ากับบทสรุปที่เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล

ช่องทางการรับชม: Apple TV / แพลตฟอร์มสารคดีต่างประเทศ

4. Yellowing (2016)

เรื่องย่อโดยสังเขป: ผลงานสารคดีอิสระจากผู้กำกับชาวฮ่องกง Chan Tze-Woon ที่นำเสนอภาพอีกด้านของการปฏิวัติร่ม (Umbrella Movement)

ประเด็นสำคัญในเรื่อง: หาก Joshua: Teenager vs. Superpower โฟกัสที่แกนนำระดับแนวหน้า สารคดีเรื่อง Yellowing จะพาไปสำรวจกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มย่อยๆ ในระดับรากหญ้า ที่ต้องเผชิญกับความแตกแยกทางความคิดภายในครอบครัว โรงเรียน และสังคมฮ่องกง สะท้อนความเปราะบางของจิตใจวัยรุ่นในภาวะเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์

ภาพรวมประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ฮ่องกง

หากสรุปจากสารคดีและบันทึกประวัติศาสตร์ การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ฮ่องกงแบ่งออกเป็นหมุดหมายสำคัญ ได้แก่:

ค.ศ. 2012 (Anti-National Education): การตื่นตัวครั้งแรกของนักเรียนมัธยมในการปกป้องเสรีภาพทางการศึกษา

ค.ศ. 2014 (Umbrella Movement): การเรียกร้องสิทธิการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดแบบสากล (Universal Suffrage) นำโดยกลุ่มนักศึกษาและเยาวชนด้วยการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อกลางเมือง

ค.ศ. 2019-2020 (Anti-ELAB / การประท้วงกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน): การลุกฮือครั้งใหญ่ที่สุดอย่างไร้แกนนำที่ชัดเจน (Leaderless movement) ของคนรุ่นใหม่ เพื่อปกป้องวิถีชีวิต เสรีภาพ และการปกครองแบบเดิมภายใต้แนวคิด "หนึ่งประเทศ Two Systems" ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติและการควบคุมที่เข้มงวดในเวลาต่อมา



ตำรวจสั่งแบนหนังสือที่มี 'ปวิน' เป็นบรรณาธิการ มีเนื้อหาอะไรที่ทำให้ถูกแบน

ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ กับหนังสือเล่มล่าสุดที่ถูกห้ามไม่ให้มีการสั่งเข้าหรือนำเข้ามาในประเทศไทย

จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า ห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าสิ่งพิมพ์ต่างประเทศที่ชื่อว่า Routledge Handbook of Contemporary Thailand Second Edition (อาจแปลไทยได้ว่า คู่มือว่าด้วยประเทศไทยร่วมสมัย โดยสำนักพิมพ์เราต์เลดจ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2) ซึ่งมี ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้ลี้ภัยทางการเมืองเป็นบรรณาธิการ

เนื้อหาในคำสั่งระบุว่า หนังสือดังกล่าวมีบทความที่มีเนื้อหากระทบต่อความมั่นคงและอาจก่อความเดือดร้อน หรือสร้างแรงจูงใจให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองได้อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยโดยรวมของประเทศ หรือจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

อาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 จึงห้ามสั่งเข้าหนังสือเล่มดังกล่าวเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจริบและทำลายสิ่งพิมพ์ดังกล่าว

คำสั่งที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาลงนามโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผานมา

ถือว่าได้หนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งพิมพ์ฉบับที่ 2 ของ ศ.ดร.ปวิน ที่กลายเป็นหนังสือต้องห้ามของไทย

ในปี 2566 หนังสือชื่อว่า Rama X: The Thai Monarchy under King Vajiralongkorn (หรือแปลเป็นไทยได้ว่า รัชกาลที่ 10: สถาบันกษัตริย์ไทยในรัชสมัยของกษัตริย์วชิราลงกรณ์) ซึ่งมี ศ.ดร.ปวิน เป็นผู้เขียน ถูกห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักรไทยด้วยเช่นกัน และถูกสั่งแบนก่อนหนังสือเผยแพร่อย่างเป็นทางการ

ในคำสั่งดังกล่าวระบุว่า หนังสือเล่มนี้มีภาพปกและบทความที่นำเสนอสื่อถึงทัศนคติของผู้เขียนที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือจะกระทบต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยแห่งราชอาณาจักร หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หากมีผู้นำหนังสือมาเผยแพร่ในราชอาณาจักรถือว่ามีความผิดเช่นกัน

ทั้งนี้ หนังสือ Rama X: The Thai Monarchy under King Vajiralongkorn มีเนื้อหาวิเคราะห์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรัชสมัยช่วงหลังปี 2559 ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเผชิญความท้าทายหลายด้านด้วยกัน

หนังสือต้องห้ามเล่มล่าสุดมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

เว็บไซต์ของสำนักพิมพ์เราต์เลดจ์ สำนักพิมพ์วิชาการชั้นนำของสหราชอาณาจักร ระบุว่า Routledge Handbook of Contemporary Thailand ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 รวบรวมบทความจากนักวิชาการด้านไทยศึกษาชั้นนำจำนวน 37 บท แบ่งออกเป็น 4 ภาคหลัก ครอบคลุมประเด็นประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยร่วมสมัย โดยมีนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศเป็นผู้เขียนบทความเรื่องต่าง ๆ

ในช่วงแรกของเนื้อหาเริ่มต้นจากรากฐานประวัติศาสตร์ของไทย พัฒนาการรัฐไทย การเขียนประวัติศาสตร์ของไทย และการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ช่วงที่สองของหนังสือมุ่งวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประชาธิปไตย รัฐประหาร บทบาทของกองทัพ สถาบันกษัตริย์ ระบบตุลาการ ตำรวจ การเมืองมวลชน การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ รวมถึงสำรวจปัญหากับดักรายได้ปานกลาง การค้า และการพัฒนาอุตสาหกรรม ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยร่วมสมัย


หน้าปกหนังสือ Routledge Handbook of Contemporary Thailand ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2

เนื้อหาส่วนที่ 3 ของหนังสือเล่มนี้ เน้นเรื่องพัฒนาการของสังคมไทย ประกอบไปด้วย 12 บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ความเป็นไทย ชาตินิยม ศาสนาพุทธ การศึกษา สิทธิมนุษยชน ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ ความหลากหลายทางเพศ สื่อสังคมออนไลน์ ขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และผลกระทบจากโควิด-19 ต่อประเทศไทย

ภาคสุดท้ายของหนังสือ เป็นบทความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับโลกภายนอก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายต่างประเทศ ความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ ประชาคมอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนประเด็นร่วมสมัยเกี่ยวกับการใช้อิทธิพลของรัฐไทยในการกดปราบข้ามแดนผู้เห็นต่างข้ามชาติ

โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนี้รวบรวมบทความวิชาการสำคัญ ๆ ที่พยายามอธิบายความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 อย่างครอบคลุม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ การเมือง นิติสงคราม เศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจพลวัตและความขัดแย้งที่กำหนดทิศทางของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ปวินชี้รัฐสั่งแบนตำราวิชาการ สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว


ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ กับหนังสือ Routledge Handbook of Contemporary Thailand ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก ซึ่งเขาเป็นบรรณาธิการด้วยเช่นกัน

ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้วิจัยร่วมที่วิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา (SOAS) มหาวิทยาลัยลอนดอน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า รู้สึกแปลกใจที่ตำราวิชาการภาษาอังกฤษฉบับนี้ถูกแบนในไทย เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือสำหรับสาธารณชนทั่วไป แต่เป็นหนังสืออ่านยาก มีราคาสูง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายมักเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือนักศึกษาที่มีความสนใจเกี่ยวกับไทยศึกษา

เขากล่าวต่อว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ปรับปรุงเนื้อหาจากการตีพิมพ์ครั้งแรก ซึ่งตีพิมพ์ห่างกันราว 7 ปี และเนื้อหาโดยรวมของฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 2 นี้ก็ปรับปรุงจากฉบับแรกราว 25% เพื่อให้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 การชุมนุมของเยาวชน หรือการผลักดัน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม โดยที่ผู้เขียนบทความส่วนใหญ่ยังคงเป็นนักวิชาการชุดเดิมจากฉบับแรกที่เคยตีพิมพ์ไปแล้ว จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดเพิ่งมีคำสั่งแบนหนังสือฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด

"ผมจึงแปลกใจที่โดนแบน เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้ว เนื้อหามันไม่ได้แตกต่างกันขนาดนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นแบรนด์ของผู้เขียน เพราะเล่มที่แล้วที่ถูกแบน (หนังสือ RAMA X) นอกจากเป็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรงแล้วผู้เขียนก็คือผม ซึ่งหากคุณจำได้ มันถูกแบนตั้งแต่หนังสือยังไม่ออกด้วยซ้ำ คือเขายังไม่ได้อ่านเลย แล้วแบนได้อย่างไร ฉะนั้นก็ต้องยอมรับว่าชื่อผู้เขียน 'ปวิน' สามารถสร้างความชอบธรรมให้รัฐไทยจำกัดเสรีภาพทางวิชาการได้เลยทันที" ศ.ดร.ปวินกล่าว

เขาให้ความเห็นต่อว่าคำสั่งแบนหนังสือดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงตัวเขาและหนังสือเท่านั้น แต่ยังเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ในแวดวงวิชาการไทยเป็นวงกว้าง ซึ่งมีปัญหาเรื่องเสรีภาพทางวิชาการอยู่แล้ว เพราะคำสั่งดังกล่าวไม่ต่างจากการประกาศทางตรงว่านักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องไทยศึกษา ต้องมีความระมัดระวังในการผลิตงาน เพราะอาจเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายจนไม่สามารถเดินทางกลับไทยหรือเข้าถึงข้อมูลวิจัยในไทยต่อไปได้

"มันเป็นการบอกทางตรงว่าใครก็ตามที่ต้องการเขียนอะไรที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ คุณต้องระวังตัว"

ในอีกมุมมองหนึ่ง ศ.ดร.ปวิน เห็นว่าคำสั่งแบนหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ที่ยังคงดำเนินอยู่ในไทย ยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐไทยยังคงติดกรอบความคิดในยุคสงครามเย็น ใช้วิธีการปิดกั้นการเข้าถึงสื่อโดยใช้ข้ออ้างเรื่องการทำลายจริยธรรมอันดี แทนที่จะปล่อยให้ประชาชนหรือผู้อ่านเป็นผู้ใช้วิจารณญาณด้วยตัวเอง ซึ่งนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่เห็นได้ว่ากำลังเกิดการจำกัดเสรีภาพทางความคิดมากขึ้น จากกระแสการขยับสู่แนวคิดฝ่ายขวามากขึ้น

ศ.ดร.ปวิน เห็นว่าในอีกทางหนึ่งมาตรการแบนหนังสือที่เกิดขึ้นล่าสุด กลับส่งผลย้อนศรในทางตรงกันข้ามด้วยเช่นกัน จากเดิมที่หนังสือวิชาการภาษาอังกฤษเล่มนี้เป็นหนังสือเฉพาะทางที่มีผู้สนใจไม่มาก กลับจุดประกายให้สาธารณชนหันมาสนใจมากขึ้น โดยเขามองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังปลุกความสนใจของคนทุกคน ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มหัวก้าวหน้าหรือเยาวชนคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มอนุรักษนิยมหรือกษัตริย์นิยมที่ต้องการค้นหาว่าหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ อย่างไร

ที่มา บีบีซีไทย
ตำรวจสั่งแบนหนังสือที่มี 'ปวิน' เป็นบรรณาธิการ มีเนื้อหาอะไรที่ทำให้ถูกแบน

https://www.bbc.com/thai/articles/c6dxw082ne0qo





ย้อนดูหนังสือต้องห้ามเล่มอื่น ๆ


RAMA X: The Thai Monarchy under King Vajiralongkorn
Edited by Pavin Chachavalpongpun

เป็นหนังสือรวมบทความที่เรียบเรียงโดยนักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง ปาวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์
หนังสือเล่มนี้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงวิชาการอย่างมีวิจารณญาณเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสถาบัน การเมือง กฎหมาย และสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยภายหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ในปี 2016 และการขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ (รัชกาลที่ 10)

หัวข้อหลัก
จาก "ระบอบกษัตริย์แบบเครือข่าย" สู่อำนาจโดยตรง: ประเด็นวิเคราะห์หลักที่ดำเนินไปตลอดทั้งเล่มคือการเปรียบเทียบรัชสมัยของรัชกาลที่ 10 กับแบบจำลอง "ระบอบกษัตริย์แบบเครือข่าย" (แนวคิดที่ดันแคน แมคคาร์โกบัญญัติขึ้นเพื่ออธิบายว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงแผ่อิทธิพลทางอ้อมผ่านตัวแทนที่จงรักภักดีอย่างไร) ผู้เขียนบทความต่างเห็นพ้องต้องกันว่า พระบาทสมเด็จพระวชิราลงกรณ์ทรงเปลี่ยนจากกรอบการปกครองแบบทางอ้อมไปสู่การรวมอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์กลาง มีความเป็นส่วนตัว และโดยตรงมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงทางสถาบันและกฎหมาย: หนังสือเล่มนี้ประเมินว่ากฎเกณฑ์ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการที่ควบคุมสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ซึ่งรวมถึงการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย การบริหารจัดการและการปรับโครงสร้างของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียง และพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างพระราชวัง กองทัพ และศาลยุติธรรม

การปกครองเชิงอารมณ์และความทรงจำสาธารณะ: หลายบทสำรวจกลไกของการควบคุมทางสังคม พิธีกรรมสาธารณะ และการจัดการทางจิตวิทยา ตั้งแต่การที่รัฐจัดการกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับการสืราชสมบัติและความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของภูมิทัศน์เมืองกรุงเทพฯ เพื่อสะท้อนถึงการจัดระเบียบอำนาจรูปแบบใหม่

มิติข้ามชาติ: หนังสือเล่มนี้ยังกล่าวถึงลักษณะเฉพาะของการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระวชิราลงกรณ์นอกประเทศไทย โดยพิจารณาถึงช่วงเวลาที่พระองค์ทรงประทับในต่างประเทศและผลกระทบของการปกครองสถาบันพระมหากษัตริย์สมัยใหม่จากมุมมองข้ามชาติ
.....

ข้อเขียนข้างล่างจาก บทความจาก บีบีซีไทย
ตำรวจสั่งแบนหนังสือที่มี 'ปวิน' เป็นบรรณาธิการ มีเนื้อหาอะไรที่ทำให้ถูกแบน

https://www.bbc.com/thai/articles/c6dxw082ne0qo



ย้อนดูหนังสือต้องห้ามเล่มอื่น ๆ

ปัจจุบัน พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 มีบทบัญญัติในมาตรา 10 ที่ระบุว่าให้ ผบ.ตร. มีอำนาจออกคำสั่งโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้ามาเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร ซึ่งสิ่งพิมพ์ใด ๆ ที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ศีลธรรมอันดีของประชาชน

กฎหมายฉบับดังกล่าว ยังรวมถึงห้ามมิให้นำข้อความที่มีลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือข้อความที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย

อย่างไรก็ดี การสั่งห้ามหนังสือในประวัติศาสตร์ไทยนั้นสืบย้อนไปได้ถึงรัชกาลที่ 3 จากบทความของ ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่เผยแพร่ในฐานข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้า

บีบีซีไทยรวบรวมหนังสือต้องห้ามที่ถูกห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้ามาเผยแพร่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ตามที่ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา นับตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน
  • หนังสือ THAILAND'S CRISIS & the Fight for Democracy
หนังสือ THAILAND'S CRISIS & the Fight for Democracy (อาจแปลไทยได้ว่า วิกฤตของไทยและการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย) เป็นบทวิเคราะห์การเมืองที่เขียนโดย รศ.ใจลส์ ใจ อึ๊งภากรณ์ และตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งในอังกฤษ ผู้เขียนเคยเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ปัจจุบันอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรเพื่อลี้ภัยทางการเมืองจากคดี ม.112

หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองไทยหลังการรัฐประหารปี 2549 ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่าง "กลุ่มคนเสื้อแดง" และ "กลุ่มคนเสื้อเหลือง" บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ไปจนถึงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้

คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 18 ม.ค. 2554 ระบุว่า หนังสือเล่มนี้มีข้อความที่มีลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ ห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร รวมทั้งให้ริบและทำลายสิ่งพิมพ์ดังกล่าวข้างต้น โดยมี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ในขณะนั้นเป็นผู้ออกคำสั่ง


แอนดรู แมกเกรเกอร์ มาร์แชล ผู้เขียนหนังสือ A Kingdom in Crisis

  • หนังสือ A Kingdom in Crisis
หนังสือ A Kingdom in Crisis: Thailand's Struggle for Democracy in the Twenty-first Century (อาจแปลไทยได้ว่า ราชอาณาจักรในวิกฤต: การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไทยในศตวรรษที่ 21) เขียนโดยนายแอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติ และการต่อสู้ประชาธิปไตยในไทย

นักเขียนชาวอังกฤษผู้นี้ตกเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112 ด้วย

วันที่ 12 พ.ย. 2557 ราชกิจจานุเบกษาประกาศคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าหนังสือ A Kingdom in Crisis เพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร รวมทั้งให้ริบและทำลายสิ่งพิมพ์ดังกล่าว

คำสั่งที่ลงนามโดย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ในขณะนั้น ระบุว่าบทวิจารณ์หนังสือ A Kingdom in Crisis จำนวน 2 บทความที่เผยแพร่ผ่านทางหนังสือพิมพ์ออนไลน์เซาท์ไชนา มอนิง โพสต์ (South China Morning Post) และดิ อินดีเพนเดนท์ (The Independent) เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นสิ่งพิมพ์ที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
  • นิตยสารแมรี แคลร์ ฉบับภาษาฝรั่งเศส เดือน พ.ย. 2558
ราชกิจจานุเบกษาลงประกาศคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้านิตยสารแมรี แคลร์ (Marie Clare) ฉบับภาษาฝรั่งเศส เดือน พ.ย. 2558 โดยให้เหตุผลว่ามีบทความที่มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

คำสั่งดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 8 เม.ย. 2559 โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ในขณะนั้น
  • บทความ Thailand: Colossally Popular
ราชกิจจานุเบกษาประกาศวันที่ 22 เม.ย. 2559 ระบุว่าจากคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 196/2559 ห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้า รวมทั้งให้ริบหรือทำลาย บทความเรื่อง Thailand: Colossally Popular (อาจแปลไทยได้ว่า ประเทศไทย: ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม) จากหนังสือชื่อว่า The New Age of the Kings: Modern Monarchies in Malaysia and the World (อาจแปลไทยได้ว่า ยุคใหม่แห่งองค์ราชา: สถาบันพระมหากษัตริย์ยุคใหม่ในมาเลเซียและทั่วโลก)

คำสั่งดังกล่าวระบุว่าบทความดังกล่าวมีลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

คำสั่งดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 22 เม.ย. 2559 โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ในขณะนั้น

หนังสือต้องห้ามอื่น ๆ ในรอบกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

ในปี 2566 บีบีซีไทยมีรายงานเกี่ยวกับหนังสือต้องห้ามในไทย โดยพบว่าในห้วงเวลานั้นมีหนังสือต้องห้ามอย่างน้อย 7 เล่มด้วยกัน บางเล่มเป็นสิ่งพิมพ์ที่เข้าข่ายมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ ดังที่นำเสนอไปแล้ว และต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของหนังสือต้องห้ามเล่มอื่น ๆ ที่บีบีซีไทยเคยรวบรวมไว้
  • 2544 - The Revolutionary King (อาจแปลไทยได้ว่า กษัตริย์นักปฏิบัติ)
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย นายวิลเลียม สตีเวนสัน นักเขียนชาวแคนาดา หนังสือเล่มนี้ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาให้เผยแพร่ในประเทศไทยในปี 2544
  • 2549 - The King Never Smiles (อาจแปลไทยได้ว่า กษัตริย์ผู้ไม่เคยแย้มพระสรวล)
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย นายพอล แฮนด์ลีย์ นักเขียนชาวอเมริกัน หนังสือว่าด้วยพระราชประวัติอย่างไม่เป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และราชวงศ์จักรี หนังสือเล่มนี้ถูกทางการไทยจัดให้เป็น หนังสือต้องห้ามอย่างไม่เป็นทางการ ตั้งแต่ก่อนตีพิมพ์ โดยมิได้มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาตามหลักเกณฑ์และวิธีการในกฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์

อย่างไรก็ดี หนังสือกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ ตช 0016.146/289 ลงวันที่ 18 ม.ค. 2551 อ้างว่าหนังสือเล่มนี้เป็น "หนังสือต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร" นอกจากนี้ ย้อนไปในเดือน ม.ค. 2549 ทางการไทยยังได้ปิดกั้นเว็บไซต์ที่โฆษณาหรือให้บริการสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ด้วย


ที่มาของภาพ,ฟ้าเดียวกัน
  • 2549 -วารสารฟ้าเดียวกันฉบับ "สถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย"
วารสารฉบับนี้ถูกเจ้าพนักงานการพิมพ์สำหรับกรุงเทพมหานคร ลงนาม โดย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ในขณะนั้น ห้ามการขายหรือจ่ายแจกและให้ยึดสิ่งพิมพ์ดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484 ด้วยสาเหตุว่าได้ลงโฆษณาอันอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 เม.ย. 2549 ซึ่งในเวลาต่อมา ร้านนายอินทร์ก็เก็บวารสารฟ้าเดียวกันออกจากทุกสาขา
  • 2549 - หนังสือ "กงจักรปีศาจ" หรือ The Devil's Discus
หนังสือเล่มนี้เขียนโดยเรย์น ครูเกอร์ นักเขียนชาวอังกฤษ-แอฟริกาใต้ แปลโดยเรือเอกชลิต ชัยสิทธิเวช ถูกสั่งห้ามขาย จ่ายแจก ตามคำสั่งเจ้าพนักงานการพิมพ์ที่ 3/2549 ลงนามโดย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ในฐานะเจ้าพนักงานการพิมพ์สำหรับกรุงเทพมหานคร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2549

คำสั่งระบุว่า สิ่งพิมพ์ "กงจักรปีศาจ" ได้ลงโฆษณาข้อความอันอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน" จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ห้ามการขาย หรือแจกจ่ายและให้ยึดสิ่งพิมพ์ ดังกล่าวข้างต้น
  • 2551 - A Coup for the Rich (อาจแปลไทยได้ว่า การรัฐประหารสำหรับผู้ร่ำรวย)
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ เป็นหนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการรัฐประหารในปี 2549 หนังสือเล่มนี้ถูกระงับการขายที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ โดยอ้างว่าเนื่องจากหนังสือมีการอ้างอิงงานเขียนของพอล แฮนด์ลีย์ ซึ่งเป็นหนังสือที่ถูกห้ามเผยแพร่ในประเทศไทย




ชัยชนะของพรรคเดโมแครตในรัฐเท็กซัสเผยให้เห็นความไม่สบายใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูล และส่งสัญญาณถึงอุปสรรคใหม่สำหรับอุตสาหกรรมนี้ จนแม้แต่เอลอน มัสก์ ก็ดูเหมือนจะยอมรับถึงความรู้สึกที่ไม่ดีของประชาชนที่มีต่อศูนย์ข้อมูล เขาโพสต์ข้อความติดตลกเมื่อเช้าวันพุธหลังจากผลการสำรวจเริ่มชัดเจนขึ้นว่า "ศูนย์ข้อมูลในอวกาศดูน่าสนใจมากในตอนนี้"

จีนา ฮิโนโฮซา (Gina Hinojosa) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐและผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต กำลังกล่าวกับผู้สนับสนุนในงานติดตามผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส (ภาพโดย Joel Angel Juarez/Getty Images)

ชัยชนะของพรรคเดโมแครตในรัฐเท็กซัสเผยให้เห็นความไม่สบายใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูล และส่งสัญญาณถึงอุปสรรคใหม่สำหรับอุตสาหกรรมนี้

การแสดงผลงานที่แข็งแกร่งของพรรคเดโมแครตในรัฐเท็กซัสส่งผลให้จีนา ฮิโนโฮซาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐคนแรกของพรรคเดโมแครตนับตั้งแต่ปี 1990 ในการเลือกตั้งที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จับตามองอย่างใกล้ชิด

รัฐเท็กซัสถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับข้อจำกัดของรัฐบาลต่อศูนย์ข้อมูล AI และเป็นเพียงหนึ่งในสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่สบายใจอย่างลึกซึ้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับการสร้างศูนย์ข้อมูล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศได้ผ่านร่างกฎหมายระดับท้องถิ่นหลายฉบับที่มุ่งเป้าไปที่การจำกัดการก่อสร้างในอีกหลายปีข้างหน้า

ฮิโนโฮซา ผู้ว่าการรัฐหญิงเชื้อสายลาตินคนแรกของรัฐเท็กซัส ได้ให้คำมั่นว่าจะระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในรัฐเท็กซัส ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 25% ของกำลังการผลิตที่วางแผนไว้ของสหรัฐฯ ภายในปี 2030

"ฉันอยากจะพูดอะไรบางอย่างกับผู้มีอำนาจที่รู้สึกสบายใจมากกับการบริหารรัฐนี้" เธอกล่าวกับผู้สนับสนุนในสุนทรพจน์แห่งชัยชนะของเธอ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มอบอำนาจให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และพวกเขาจะได้รับการเปลี่ยนแปลงนั้น”

ชัยชนะของเธอเป็นหนึ่งในชัยชนะหลายครั้งของพรรคเดโมแครตในรัฐเท็กซัส พรรคยังอยู่ในเส้นทางที่จะควบคุมสภาผู้แทนราษฎรของรัฐเท็กซัส ซึ่งจะทำให้ฮิโนโฮซามีอำนาจมากขึ้นในการบังคับใช้ข้อจำกัดต่างๆ แม้ว่าวุฒิสภาของรัฐดูเหมือนจะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรครีพับลิกันก็ตาม

“เรามองว่าการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเท็กซัสมีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับขั้นตอนต่อไปของการค้า AI” เอ็ด มิลส์ จากเรย์มอนด์ เจมส์ เขียนไว้ในบันทึกก่อนการเลือกตั้ง โดยกล่าวว่าการแสดงผลงานที่ดีของพรรคเดโมแครตที่นั่น “อาจเป็นสัญญาณของกระแสการเลือกตั้งที่กว้างขึ้น ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการระงับศูนย์ข้อมูลและกฎระเบียบ AI ที่เข้มงวดมากขึ้นในการพัฒนาศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ”

ธนาคารแห่งอเมริกาเรียกการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “หนึ่งในการเลือกตั้งที่มีผลกระทบสูงที่สุดสำหรับภาคส่วนสาธารณูปโภคทั้งหมด”

การเลือกตั้งที่ 'อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง'

ฮิโนโฮซาใช้การต่อต้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลเป็นประเด็นหลักในการหาเสียง โดยกล่าวหาในโฆษณาชิ้นหนึ่งว่า ผู้ว่าการรัฐเกร็ก แอ็บบอตต์ "ทำงานให้" อีลอน มัสก์

เธอวางแผนที่จะระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ ออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้น้ำและไฟฟ้า และยกเลิกการลดหย่อนภาษี

แอ็บบอตต์ (Abbott) ซึ่งกำลังลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐสมัยที่สี่ เคยกล่าวไว้เมื่อปีที่แล้วว่าเขาต้องการให้รัฐเท็กซัสกลายเป็น "ศูนย์กลางของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI)"

ต่อมา เขาได้ประกาศให้มีการระงับโครงการชั่วคราวด้วยตนเอง พร้อมระบุว่าจะสนับสนุนการกำหนดข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นสำหรับการใช้พลังงานและน้ำ ฮิโนโฮซา (Hinojosa) ได้โต้กลับทันทีว่าข้อเสนอใหม่ของแอ็บบอตต์เป็นเพียง "การหยุดชั่วคราวในช่วงปีที่มีการเลือกตั้ง" เท่านั้น

โทบิน มาร์คัส (Tobin Marcus) จาก Wolfe Research กล่าวว่า รัฐเท็กซัส "เป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่พอและมีความแตกต่างระหว่างผู้สมัครแต่ละคนอย่างชัดเจน จนอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้"


เกร็ก แอบบอตต์ (Greg Abbott) ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส กล่าวกับสื่อมวลชนหลังจากใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่เมืองเดล วัลเล (Del Valle) รัฐเท็กซัส (Sergio Flores/Getty Images) · Sergio Flores ผ่าน Getty Images

ผู้ลงคะแนนเสียงที่มองว่า 'AI จะสร้างผลเสียต่อสังคมมากกว่าผลดี'

การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความรู้สึกของคนในระดับประเทศ ซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้เปลี่ยนไปในทางต่อต้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างชัดเจน

ผลสำรวจหน้าคูหาเลือกตั้ง (Exit Poll) ของ NBC เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเผยให้เห็นว่า ผู้ลงคะแนนเสียง 57% มองว่า "AI จะสร้างผลเสียต่อสังคมมากกว่า" ในขณะที่มีเพียง 24% เท่านั้นที่มองว่ามันจะเป็นประโยชน์

นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก UMass Amherst ในเดือนกันยายนยังพบว่า ชาวอเมริกันเกือบสองในสามคัดค้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ในชุมชนของตน โดยมีผู้ลงคะแนนเสียงเพียง 11% เท่านั้นที่เห็นด้วย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผู้ลงคะแนนเสียงได้ร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลในการเลือกตั้งที่จัดขึ้นใน 13 รัฐ ตั้งแต่รัฐอาร์คันซอไปจนถึงรัฐวิสคอนซิน

ข้อมูลจากการติดตามระบุว่า มีมาตรการจำกัดศูนย์ข้อมูลรวม 28 รายการที่ถูกนำเสนอต่อผู้ลงคะแนนเสียง และเมื่อถึงเช้าวันพุธ ในขณะที่การนับคะแนนยังคงดำเนินอยู่ มาตรการเกือบทั้งหมดก็มีแนวโน้มที่จะผ่านความเห็นชอบ โดยเฉพาะในรัฐโอไฮโอ ซึ่งผู้ลงคะแนนเสียงในเขตเทศบาลอย่างน้อย 14 แห่งได้ลงมติเห็นชอบให้มีการห้ามหรือกำหนดข้อจำกัดอื่นๆ ต่อศูนย์ข้อมูลเหล่านี้


เชอร์รอด บราวน์ อดีตวุฒิสมาชิกและผู้สมัครรับเลือกตั้งวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตในรัฐโอไฮโอ กล่าวระหว่างงานติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่เมืองโคลัมบัส เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน (ภาพโดย Michael M. Santiago/Getty Images) · Michael M. Santiago ผ่าน Getty Images

ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของรัฐโอไฮโอ ผู้ลงคะแนนเสียงได้เลือก เชอร์รอด บราวน์ (Sherrod Brown) จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเช่นเดียวกับฮิโนโฮซา เขาได้ใช้ประเด็นการคัดค้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญในการรณรงค์หาเสียง

"ผมไม่ได้ทำงานให้บริษัทสาธารณูปโภค และผมก็ไม่ได้ทำงานให้ศูนย์ข้อมูลต่างๆ" บราวน์กล่าวขณะประกาศชัยชนะเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

แม้แต่อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก็ดูจะรับรู้ถึงกระแสความไม่พอใจของสาธารณชนที่มีต่อศูนย์ข้อมูล โดยเขาได้โพสต์ข้อความในช่วงเช้าวันพุธเมื่อผลการเลือกตั้งเริ่มชัดเจนขึ้นว่า "ตอนนี้ศูนย์ข้อมูลบนอวกาศดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลย"

ที่มา Yahoo Finance
Democrats' victories in Texas laid bare voter unease over data centers — and signal new hurdles for the industry

https://finance.yahoo.com/economy/article/democrats-victories-in-texas-laid-bare-voter-unease-over-data-centers--and-signal-new-hurdles-for-the-industry-142918051.html
November 4, 2026




ข้อพึงสังวรของการมี Data Center เพราะ Data Center ต้องใช้น้ำมาก สูบจนหมดท่อ ชาวบ้านใกล้เคียงในอินโดนีเซียบางหมู่บ้านไม่มีน้ำประปาใช้ ต้องใช้น้ำทะเลอาบน้ำ เลยออกมาประท้วง










ในขณะที่ศูนย์ข้อมูลต่าง ๆ สูบน้ำไปใช้จนหมดท่อ ชาวอินโดนีเซียบางส่วนจึงต้องอาบน้ำด้วยน้ำทะเล

ชาวบ้านที่โกรธเคืองรวมตัวประท้วงบริเวณด้านนอก Nongsa Digital Park ซึ่งเป็นสถานที่ที่กำลังมีการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลต่าง ๆ อยู่ ในขณะที่บ้านเรือนของพวกเขาไม่มีน้ำประปาใช้ โดยชาวบ้านต่างโทษว่าเป็นเพราะโครงการก่อสร้างขนาดมหึมาเหล่านี้ ซึ่งในตอนแรกเคยได้รับการต้อนรับด้วยความหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น




คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แจ้งแล้วว่า สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยจะได้รับการตรวจสอบเป็นครั้งที่ 4 โดยคณะทำงานภายใต้กลไกการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิกสหประชาชาติ วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2026 🕝 14:30–18:00 น. (ตามเวลา GMT+1) 📍







ประเด็นที่จะมีการตรวจสอบ

การเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 4 ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) มีประเด็นสำคัญและข้อห่วงใยจากประชาคมโลกและองค์กรภาคประชาสังคมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบและอภิปรายอย่างเข้มข้น ซึ่งแบ่งออกเป็นประเด็นหลัก ๆ ดังนี้:

1. เสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุม และกฎหมายความมั่นคง (โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112)

การบังคับใช้กฎหมายและคดีทางการเมือง: ประชาคมโลกและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างจับตาดูการใช้กฎหมายจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับนักกิจกรรม นักศึกษา และประชาชนทั่วไป


ประเด็นมาตรา 112: การบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) ซึ่งถูกหยิบยกเป็นประเด็นความกังวลหลักจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (เช่น Amnesty International และ 112Watch) เกี่ยวกับความถี่และความรุนแรงในการตีความและดำเนินคดีที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

2. สิทธิของผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และกลุ่มชาติพันธุ์ (กรณีเมียนมาและการปราบปรามข้ามชาติ)

สถานการณ์ชายแดนและความขัดแย้งในเมียนมา: ผลกระทบจากการสู้รบในประเทศเมียนมาทำให้มีผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงจำนวนมากทะลักเข้าสู่ประเทศไทย

กลไกการคัดกรองแห่งชาติ (National Screening Mechanism - NSM): ถูกตรวจสอบในแง่ประสิทธิภาพ ช่องโหว่ทางกฎหมาย และข้อจำกัดที่อาจทำให้กลุ่มเปราะบางบางกลุ่ม (เช่น ชาวโรฮิงญาและผู้ลี้ภัยบางส่วน) ไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองตามหลักการไม่ผลักดันกลับสู่อันตราย (Non-refoulement) ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ รวมถึงการจับกุมและกักตัวผู้ลี้ภัยภายใต้พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง

3. สิทธิของเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง

สิทธิเด็กและการปกป้องคุ้มครอง: องค์กรด้านสิทธิเด็กได้ผลักดันประเด็นความคุ้มครองทางกฎหมาย ระบบสวัสดิการ และการคุ้มครองเด็กไร้สัญชาติหรือเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ที่มักตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่อการถูกละเมิดสิทธิ

สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง: การเรียกร้องให้มีการรับรองสถานะและสิทธิที่ดินทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงความก้าวหน้าและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

4. การทรมาน การอุ้มหาย และการบังคับสูญหาย

แม้ประเทศไทยจะมี พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ. ป้องกันอุ้มหายฯ) บังคับใช้แล้ว แต่ในเวที UPR ประชาคมโลกยังคงติดตามตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในทางปฏิบัติ ความโปร่งใสในการสืบสวนสอบสวนคดีละเมิดสิทธิในอดีต ตลอดจนมาตรการคุ้มครองพยานและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

5. สิทธิแรงงานและธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

สิทธิแรงงานข้ามชาติ: การคุ้มครองสิทธิขั้นต่ำ สภาพการทำงาน การเข้าถึงระบบประกันสังคม และการป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากขบวนการค้ามนุษย์หรือนายจ้าง


ความรับผิดชอบทางธุรกิจ: การผลักดันให้ภาคธุรกิจและบรรษัทข้ามชาติที่ดำเนินกิจการในไทยต้องปฏิบัติตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ห่วงโซ่อุปทานไปละเมิดสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม

การตรวจสอบรอบนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศไทยเพิ่งเข้าไปดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ซึ่งทำให้ประชาคมโลกคาดหวังให้ไทยแสดงบทบาทนำและปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในระดับสากลอย่างโปร่งใส




**ข้อความจาก ตี้ ในเรือนจำ** เธอเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวโดยการอดอาหาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ที่ผ่านมา นับเป็นเวลา 3 วันแล้ว เพื่อขอสิทธิในการประกันตัวขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
·
Author

อ่านโพสต์จากเฟซบุ๊กตี้ https://www.facebook.com/share/p/19rEn8FcAB/
อ่านบทสัมภาษณ์เรื่องราวของตี้ https://tlhr2014.com/archives/87634
.....

ตี้ วรรณวลี - Tee Wanwalee
8 hours ago
·
**ข้อความจาก ตี้ ในเรือนจำ**

หนูตี้วรรณวลี หรือในนาม ตี้พะเยา ขอเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวโดยการอดอาหาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ที่ผ่านมา นับเป็นเวลา 3 วันแล้วที่ได้อดอาหาร เพื่อขอสิทธิในการประกันตัวขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ

โดยหนูขอสิทธิในการประกันตัวเพื่อไปดูแลน้าที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จะขออดอาหารจนกว่าความหวังนั้นจะมาถึงหนู

หนูได้ฟังผลคำขอประกันตัวจากทนายแล้ว จับใจความได้ว่าที่ศาลไม่ให้ประกันตัว เพราะอัตราโทษที่สูงของคดีนี้ ที่ประชาชนไม่เคยเป็นคนเลือก ที่ผ่านมาประชาชนเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด หรือเห็นได้จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่ก็ถูกกีดกันไม่ให้แก้ไขอัตราโทษของมาตรานี้มาโดยตลอด

คดีนี้หนูโดนเพราะคำพูดของหนูไปทำร้ายจิตใจประชาชนคนไทย แต่หนูอยากให้พิจารณา เพราะมีเหตุการณ์ก่อนหน้า ที่มีคนใส่เสื้อสีเหลืองใช้ปืนจริงไล่ยิงเยาวชน หมายกะเอาถึงชีวิต ซึ่งมันไม่ควรเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นในสังคมไทย โดยวันนั้นหนูทำหน้าที่เป็นการ์ดอยู่ในเหตุการณ์ จึงรู้สึกโกรธแค้นอย่างมาก จึงได้พูดออกมาโดยทำให้กระทบกับประชาชนคนไทยเช่นกัน

#หนูจะทำตามสัญญาที่พูดไว้กับน้ากาญให้ได้ว่า
หนูจะรักษามะเร็งให้น้ากาญจนกว่าจะหาย น้าเหมือนพ่อคนที่ 2 ของหนู หนูจำการเลี้ยงดูที่ผ่านมาได้

#หนูขอโทษยายที่ยังนำใบปริญญามาไม่ได้ หนูสัญญาว่าถ้าได้ประกันตัวออกไปจะกลับไปเรียนให้จบ ป.ตรี เพียงแต่ตอนนี้อาจต้องหยุดไปก่อน

#ศาลเกรงกลัวว่าจะหลบหนี ที่ผ่านมาหนูไปตามนัดมาโดยตลอด หนูไม่เคยคิดจะหลบหนี หนูไปไม่ได้ น้าหนูก็ป่วยอยู่ที่ไทย ยายหนูก็แก่มากแล้ว

**หมายเหตุ:** อนุญาตให้ทุกคนนำข้อความไปยื่นกระทรวงยุติธรรม สถานทูต ศาลอุทธรณ์ ฯลฯ ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1813599917432807&set=a.183251550467660
13 hours ago
·
“ถ้าหนูต้องเข้าในเรือนจำ ไม่ต้องคิดว่าหนูจะฟูมฟาย คือหนูห่อเหี่ยวแน่นอนแหละ ไม่ได้จับโทรศัพท์ ไม่ได้กินเบียร์ ไม่ได้เฮฮาปาจิงโกะ ไม่ได้เล่นเกมส์ มันเรื่องปกติหนูว่า แต่ยังไงหนูก็อยู่ได้แน่นอน อยู่ได้แน่นอน อาจจะออกมาแล้วมีกล้ามก็ได้ เพราะถูกวิ่งทุกวัน”
.
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เครื่องบันทึกเสียงจดจำไว้ ในบทสนทนากับ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 หรือตั้งแต่กว่า 1 ปีครึ่งก่อนหน้านี้ แต่ถ้าจะพูดให้ถูก หลังประโยคนั้น ยังมีเสียงหัวเราะขี้เล่นทิ้งท้าย ในแบบซึ่งคนที่รู้จักเธอน่าจะนึกออก
.
จากการถูกฟ้องคดี #มาตรา112 รวมถึง 4 คดี และท่ามกลางผลคำพิพากษาที่ทยอยปรากฏออกมา แม้จะยังได้รับการประกันตัวในคดีต่าง ๆ อยู่ แต่เธอก็เตรียมใจไว้เรื่อยมาว่า วันหนึ่งอาจต้องย่างเท้าเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำอีกครั้ง หลังเคยต้องเข้าไปช่วงสั้น ๆ เมื่อช่วงปี 2564
.
กระทั่งวันที่ 30 ตุลาคม 2569 หลังศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในคดีมาตรา 112 จากการร่วมปราศรัยในการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ศาลมีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันตัวไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ก่อนสองวันถัดมา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัววรรณวลี แม้ยังเป็นคำพิพาษาศาลชั้นต้น และในคดีมาตรา 112 ของเธอก่อนหน้านี้ ตี้ยังได้รับการประกันตัวเรื่อยมา และยังยืนยันที่จะสู้อยู่ตรงนี้
.
"การที่หนูออกมา หนูไม่ได้ออกมาทำเพื่อคนอื่น แต่หลัก ๆ มันคือตัวหนูเองด้วย เพราะหนูยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมบ้า ๆ นี้ด้วย ถ้าเราไม่ออกมาเพื่อจะทำอะไรสักอย่าง สุดท้ายเราก็ต้องยอมอดทนใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งที่คนอื่นอยากจะให้เราเป็น หรือให้เราใช้ โดยที่เราไม่มีสิทธิมีเสียงเลย ดังนั้นการที่หนูออกมา มันก็ทำเพื่อตัวเองด้วย"
.
แม้ยังคาดคะเนได้ยากว่า การถูกคุมขังรอบนี้ของเธอจะเนิ่นยาวออกไปเพียงใด แต่เสียงเล่าของ “ตี้ วรรณวลี” ในวันนั้น ที่ไล่เรียงตั้งแต่วัยเด็กในเมืองหลวง ความเหลื่อมล้ำของชีวิตซึ่งพบที่ราชบุรี ความเบียวอยากเป็นทหาร การเรียนรู้เรื่องการเมือง จนกระทั่งเริ่มขึ้นปราศรัยในการชุมนุมของราษฎร 2563 ผลกระทบนานาจากการถูกดำเนินคดีกว่า 20 คดี ไปจนถึงเรื่องครอบครัวและการเตรียมใจต่อผลลัพธ์ต่าง ๆ จากการเคลื่อนไหว ยังเป็นเรื่องราวอันสะท้อนชีวิตของนักต่อสู้วัย 26 ปี คนหนึ่ง ที่อยากชวนทุกคนนั่งลงรับฟังมัน
.
อย่างน้อยพอให้ได้ยินว่าทำไมเธอถึงยอมแลกอิสรภาพของตัวเองเช่นนั้น
.
.
อ่านเสียงเล่าของ "ตี้ วรรณวลี" ทั้งหมดที่ https://tlhr2014.com/archives/87634



https://www.facebook.com/photo?fbid=1541857891118009&set=a.656922399611567



คำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่ ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของ กกต. และยืนยันเดินหน้าไต่สวนพยานตามกำหนดเดิม (วันที่ 21–22 ธันวาคม) มีนัยสำคัญ


ประชาไท Prachatai.com
6 hours ago
·
สื่อมวลชนหลายสำนัก เช่น ไทยโพสต์, เนชั่น, ผู้จัดการออนไลน์ และโพสต์ทูเดย์ รายงานตรงกันว่า ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องของ กกต. ที่ขอเลื่อนไต่สวนคดีคุณสมบัติ สว. โดยศาลฎีกายืนยันเดินหน้าไต่สวนพยาน 21 ธ.ค. ตามเดิม
.
กกต. ได้ยื่นคำร้อง ขอเลื่อนการพิจารณา โดยอ้างว่ามีมติให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ว่า คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. ถือเป็นที่สุดตามกฎหมาย ไม่อาจมีการตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยได้ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายสำคัญ และเพื่อให้การไต่สวนของศาลฎีกามีการพิจารณาข้อมูลที่ครบถ้วนทั้งในแง่กฎหมายและข้อเท็จจริง จึงขอเลื่อน การพิจารณาเพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะมีการตรวจพยานหลักฐานหรือไต่สวนต่อไป
.
ศาลพิเคราะห์แล้วว่าผู้ร้องมีเพียงมติให้ยื่นปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว แต่ยังไม่ปรากฏว่าได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญจริง ในชั้นนี้จึงไม่มีเหตุให้เลื่อนคดีตามที่กล่าวอ้าง
.
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ศาลฎีกา เดินหน้าไต่สวนพยาน วันนี้ ศาลฎีกา ออกบัลลังก์คดีดำ ลต.สว.8 /2569 คดี กกต. รับสมัคร สว. 3 ราย ในปัญหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไม่สนใจว่า กกต. จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญเรื่องคัดค้านการทำหน้าที่ของศาลฎีกาหรือไม่ เพราะมีแค่ข่าวว่าจะยื่น ไม่มีเลขรับ ไม่ทราบว่าจะรับหรือไม่รับ และยังไม่รู้ว่าจะพิจารณาเสร็จเมื่อไร ดังนั้น กกต. จะมาอ้างว่ามีมติแล้ว ขอให้ศาลฎีกาเลื่อน ๆ ไปก่อน รอศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน มันจะเป็นการเกินเลยไปไหม ศาลฎีกา จึงขอเดินหน้า นัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 และไต่สวนพยานฝ่ายคัดค้านคือ กกต. และ สว. 2 คน ในวันที่ 22 ธันวาคม 2569 ขอยืนขึ้นปรบมือยาว ๆ ให้กับศาลฎีกา””

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1592083422965959&set=a.643704854470492
....

คำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่ ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของ กกต. และยืนยันเดินหน้าไต่สวนพยานตามกำหนดเดิม (วันที่ 21–22 ธันวาคม) มีนัยสำคัญและผลกระทบ (Implications) หลายประการในทางกฎหมายและการเมือง ดังนี้:

1. นัยในทางกระบวนการยุติธรรม (Judicial & Legal Implications)

การใช้อำนาจเด็ดขาดของศาลฎีกา: สะท้อนว่าศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งยึดถือกรอบเวลาและกระบวนการพิจารณาของตนเองเป็นหลัก โดยไม่รอทิศทางหรือผลลัพธ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (กรณีที่ กกต. อ้างมติยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยอำนาจหน้าที่)

สกัดกั้นการ "ยื้อเวลา": คำสั่งนี้ทำให้ข้ออ้างเรื่องการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ (ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเลขรับคำร้องและกรอบเวลาการพิจารณา) ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลชะลอคดีในชั้นศาลฎีกาได้ คดีจึงเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการพิจารณาพยานหลักฐานได้อย่างรวดเร็ว

2. นัยต่อสถานะและอำนาจของ กกต. (Institutional Implications)

แรงกดดันต่อองค์กรอิสระ: การที่ศาลฎีกาเดินหน้าไต่สวนในคดีที่ผู้ร้องฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. (กรณีมีมติไม่รับคำร้องตรวจสอบคุณสมบัติ สว.) ทำให้ กกต. ต้องเตรียมพยานหลักฐานและชี้แจงต่อศาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความขัดแย้งเชิงอำนาจ (Jurisdiction Conflict): เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความลักลั่นและช่องว่างทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจระหว่าง "ศาลฎีกา" กับ "กกต. / ศาลรัฐธรรมนูญ" ว่าคำวินิจฉัยหรือคำสั่งรับสมัคร สว. ของ กกต. ถือเป็นที่สุดจนศาลฎีกาตรวจสอบไม่ได้จริงหรือไม่ ซึ่งจะต้องรอคำพิพากษาชี้ขาดจากศาลฎีกาต่อไป

3. นัยทางการเมืองและอนาคตของ สว. (Political Implications)

ความเสี่ยงของสมาชิกวุฒิสภา: คดีนี้ (คดีหมายเลขดำ ลต สว. 8/2569) มีประเด็นเรื่องคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หรือการได้มาซึ่ง สว. การที่ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้านอย่างชัดเจน (พยานผู้ร้อง 21 ธ.ค. และพยาน กกต./สว. 22 ธ.ค.) ทำให้ สว. ที่เกี่ยวข้องและอยู่ในกลุ่มเป้าหมายการตรวจสอบต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมายที่ใกล้เข้ามา

ความคาดหวังของภาคประชาชน: สังคมและกลุ่มผู้ร้องมองว่ากระบวนการของศาลฎีกาเป็นความหวังในการตรวจสอบความโปร่งใสของการได้มาซึ่ง สว. ชุดปัจจุบัน ทำให้ทุกสายตากامลังจับจ้องไปที่การไต่สวนในเดือนธันวาคมนี้ ว่าจะมีผลลัพธ์พลิกผันหรือสร้างบรรทัดฐานอย่างไรต่อการเมืองไทย

กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งยกคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนของ กกต. และเดินหน้าไต่สวนพยานตามนัดเดิม ปรากฏประเด็นทางกฎหมายสำคัญที่เป็นการปะทะกันทางความคิดระหว่าง "หลักอำนาจการบริหารการเลือกตั้งขององค์กรอิสระ" และ "หลักการตรวจสอบโดยอำนาจตุลาการ" ดังนี้

1. ความขัดแย้งเชิงอำนาจรัฐธรรมนูญ (Jurisdictional Conflict)

กรณีนี้เป็นการโต้แย้งขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน:

ฝั่ง กกต. (อ้าง รธน. ม.210 (2)): กกต. ยืนยันว่าตนเป็นองค์กรที่มีอำนาจจัดและควบคุมการเลือก สว. ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อ กกต. มีคำวินิจฉัยยกคำร้องเรื่องคุณสมบัติ ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 (ม.60 วรรคสอง และ ม.62) ให้ถือว่าคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของ กกต. "เป็นที่สุด" ตุลาการหรือศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจเข้ามาทบทวนซ้ำ เว้นแต่จะเป็นการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตาม ม.63


ฝั่ง ศาลฎีกา: การที่ศาลฎีกาไม่สั่งรอผลคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ และยกคำร้องขอเลื่อนคดี สะท้อนการยึดถืออำนาจตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งกำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและคุณสมบัติของผู้สมัคร/สมาชิกวุฒิสภา ศาลถือว่าคำร้องของผู้ร้องเป็นคดีที่เข้าสู่กระบวนการของศาลฎีกาแล้ว จึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายให้ต้องหยุดชะลอ

2. สถานะความ "เป็นที่สุด" ของคำวินิจฉัย กกต.

ประเด็นข้อกฎหมายหลักคือคำว่า "คำวินิจฉัยของ กกต. ให้เป็นที่สุด" มีขอบเขตเพียงใด:

ฝ่ายเห็นว่าเบ็ดเสร็จ (กกต.): มองว่า "เป็นที่สุด" หมายถึงสิ้นสุดกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะในทางปกครองหรือทางตุลาการ หากไม่ใช่กรณีที่ กกต. เป็นผู้ยื่นร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเอง ผู้สมัครหรือบุคคลอื่นจะนำคำสั่งยกคำร้องของ กกต. มาฟ้องร้องต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้

ฝ่ายเห็นว่าตรวจสอบได้ (ศาล/ผู้ร้อง): มองว่าคำว่า "เป็นที่สุด" หมายถึงเป็นที่สุดในชั้นบริหารการเลือกตั้งของ กกต. เท่านั้น แต่หากผู้ร้องเห็นว่ากระบวนการหรือการสั่งการของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีข้อเท็จจริงเรื่องคุณสมบัติ/ลักษณะต้องห้ามที่ขัดต่อกฎหมาย ศาลฎีกายังคงมีอำนาจในฐานะองค์กรตุลาการตามที่กฎหมายมอบหมายในการคุ้มครองสิทธิและตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย

3. ผลกระทบหากเกิด "คำวินิจฉัยขัดกัน" (Conflicting Rulings)

การที่ศาลฎีกาเดินหน้าไต่สวนพยาน (21–22 ธันวาคม) โดยไม่รอศาลรัฐธรรมนูญ สร้างฉากทัศน์ข้อกฎหมายที่น่าจับตา 2 ทาง:

หากศาลฎีกามีคำพิพากษาก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่ง: คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลฎีกาจะผูกพันคู่ความและมีผลบังคับทันทีในคดีนั้น

หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ กกต. ไว้พิจารณาภายหลัง: หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าศาลฎีกาไม่มีอำนาจก้าวล่วงคำวินิจฉัยของ กกต. จะเกิดสุญญากาศหรือปัญหาผลบังคับย้อนหลังของคำสั่งศาลฎีกา ว่าจะกระทบต่อสถานะคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ออกไปแล้วอย่างไร ซึ่งถือเป็นวิกฤตทางกฎหมายระดับโครงสร้างองค์กรอิสระกับศาล

4. บรรทัดฐานคดีเลือกตั้งในอนาคต (Legal Precedent)

คำสั่งยกคำร้องขอเลื่อนคดีครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณทางกฎหมายที่สำคัญว่า:

การอ้างมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เหตุชะลอการพิจารณา (Stay of Proceedings): ศาลฎีกาถือว่าตราบใดที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำสั่งรับคำร้อง หรือยังไม่มีคำสั่งให้ชะลอการพิจารณา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามกรอบเวลาเพื่อความยุติธรรมและรวดเร็ว

การดึงอำนาจไต่สวนพยานหลักฐานกลับสู่ศาล: ศาลฎีกายืนยันการใช้อำนาจไต่สวนพยานด้วยตนเองในการตรวจสอบคุณสมบัติ สว. ซึ่งอาจกลายเป็นบรรทัดฐานว่า การตรวจสอบคุณสมบัติและกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ไม่ได้จบลงเพียงแค่คำสั่งของ กกต. เท่านั้น

(Gemini ช่วยรวบรวม)




คนงานในฝรั่งเศส สไตรก์ ผละงานและเดินขบวนเรียกร้อง 'ค่าจ้างที่สมศักดิ์ศรี'

\

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประท้วงได้เดินขบวนไปทั่วประเทศฝรั่งเศสเพื่อคัดค้านปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีประชาชนหลายแสนคนเข้าร่วมการชุมนุมในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการยกระดับความเคลื่อนไหวครั้งใหม่หลังจากมีการประท้วงต่อเนื่องมานานหลายสัปดาห์

สหภาพแรงงานรายใหญ่ CGT ระบุว่า จนถึงช่วงบ่ายมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากกว่า 250,000 คน ในเมืองต่างๆ รวม 73 แห่งทั่วประเทศ

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซน กำลังเผชิญกับความท้าทายในการแก้ไขสถานะทางการเงิน อีกทั้งยังเหลือเวลาอีกเพียง 6 เดือนก่อนจะถึงการเลือกตั้งเพื่อหาผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีสายกลางอย่าง เอ็มมานูเอล มาครง โดยในขณะนี้ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่าพรรคฝ่ายขวาจัดกำลังมีคะแนนนิยมนำอยู่

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนมัธยมปลาย ซึ่งเริ่มต้นจากการประท้วงเรื่องสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกระแสความไม่พอใจในวงกว้างต่อปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่เหตุจลาจลครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปีของฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา

ซิลวี ลาร์เนอรี (Sylvie Larneury) วัย 61 ปี ผู้จัดการด้านสาธารณสุข พร้อมด้วยคู่ชีวิตวัย 61 ปีซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ได้ตัดสินใจหยุดงานในวันพฤหัสบดีนี้เพื่อเข้าร่วมการเดินขบวนในเมืองแกลร์มง-แฟร์็อง (Clermont-Ferrand) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ

เธอกล่าวว่า "เราทนไม่ไหวแล้ว แม้เราจะไม่ได้อดอยาก แต่เราก็ยังต้องคอยช่วยเหลือลูกๆ ทั้งที่พวกเขาเรียนจบกันมาแล้ว"

เธอกล่าวเสริมว่า "เราเบื่อหน่ายกับความไม่เป็นธรรมในสังคม" พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าเป็น "รัฐบาลที่ใช้อำนาจกดขี่ โดยมุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนเองแทนที่จะเป็นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่"

กลุ่มสหภาพแรงงานเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างในทุกภาคส่วน ปฏิรูประบบภาษี และปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้สำหรับเยาวชน นอกจากนี้ยังแสดงความไม่พอใจต่อกรณีที่ตำรวจกำหนดข้อจำกัดในการชุมนุมบางประการ

มาร์แต็ง ติแบร์ฌ (Martin Thiberge) ผู้ปลูกองุ่นซึ่งเข้าร่วมการประท้วงในเมืองลียง กล่าวว่า เขาต้องการมีส่วนร่วมในการชุมนุมครั้งนี้ เพราะมองว่าเป็นการรวมตัวของผู้คนจากทุกภาคส่วนในสังคมฝรั่งเศส

เขากล่าวว่า "เราต้องการเลี้ยงชีพด้วยการทำงานของเรา และได้รับค่าตอบแทนที่สมศักดิ์ศรี"

ในกรุงปารีส คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมเดินขบวนมากถึง 80,000 คน โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 น. (13.00 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช)

ผู้ดูแลหอไอเฟลระบุผ่านเว็บไซต์ของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ว่า การชุมนุมดังกล่าวส่งผลให้หอไอเฟลต้องปิดให้บริการตลอดทั้งวัน - การปิดกั้นโรงเรียน -

นักเรียนระดับมัธยมศึกษาจำนวนหลายสิบคนได้รวมตัวประท้วงในหลายเมือง โดยรัฐบาลรายงานว่ามีการปิดกั้นโรงเรียนมัธยมศึกษา 81 แห่ง จากทั้งหมด 3,700 แห่งทั่วประเทศ

สมาคมนักเรียนระดับมัธยมศึกษาระบุว่า การเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา 1,000 แห่งต้องหยุดชะงักลง ซึ่งรวมถึงโรงเรียนที่ถูกปิดกั้นและโรงเรียนที่ปิดทำการเนื่องในวันนัดหยุดงานประท้วง

กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ครูทั่วประเทศประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์ได้เข้าร่วมการนัดหยุดงานประท้วงในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) รายงานว่า ในกรุงปารีส ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสกัดกั้นไม่ให้นักเรียนปิดทางเข้าโรงเรียนมัธยมศึกษาเอเลน-บูเชร์ (Helene-Boucher)

สหภาพแรงงานในภาคการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนต่างเรียกร้องให้มีการนัดหยุดงานประท้วง เช่นเดียวกับสหภาพแรงงานในภาคส่วนอื่น ๆ ได้แก่ พนักงานรถไฟ โรงพยาบาลรัฐ และบริการไปรษณีย์

การเดินทางด้วยรถไฟได้รับผลกระทบบ้างในช่วงเช้าวันจันทร์

ที่สถานีรถไฟมงต์ปาร์นาส (Montparnasse) ในกรุงปารีส หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นนักจิตวิทยาและระบุชื่อว่า "ฌาน" (Jeanne) กล่าวว่าการเดินทางของเธอต้องล่าช้าออกไป

เธอกล่าวว่า "การต้องตื่นเช้ามารอแล้วพบว่ารถไฟถูกยกเลิกเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิด แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่ามีการนัดหยุดงานประท้วงเกิดขึ้น"

- ข้อกล่าวหาเรื่องความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ -

โลรองต์ นูเนซ (Laurent Nunez) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศเมื่อวันพุธว่าจะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังความมั่นคงจำนวน 70,000 นายทั่วประเทศ พร้อมให้คำมั่นว่าจะ "ตอบโต้อย่างเด็ดขาดที่สุด" ต่อ "การกระทำที่รุนแรง" หรือความวุ่นวายใดๆ

การประท้วงส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แม้ในบางเหตุการณ์จะบานปลายกลายเป็นการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้ใช้ทั้งแก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายกลุ่มผู้ชุมนุม

มีการเปิดการสอบสวนคดีพยายามฆ่า หลังจากมีการขว้างระเบิดเพลิงใส่กองกำลังความมั่นคงในกรุงปารีสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

การตอบโต้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ และขณะนี้กำลังมีการสอบสวนภายในสำนักงานตำรวจเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม

กลุ่มผู้ประท้วงที่เป็นเยาวชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส และมีผู้ถูกจับกุมหลายพันคน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประท้วงในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ในยุโรปด้วย เช่น เดนมาร์ก เยอรมนี และอิตาลี

ที่มา AFP
France workers strike, march for 'dignified wage'

https://www.msn.com/en-us/news/other/france-workers-strike-march-for-dignified-wage/ar-AA2gNfCd
13 hours ago





https://www.facebook.com/watch/?v=1099316836430193



ทรัมป์อาจมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะยุติสงครามในตอนนี้ แหล่งข่าวรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตอย่างเสียดสีว่า “อิหร่านประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอเมริกา” นักวิเคราะห์ในอ่าวเปอร์เซียหวังเช่นนั้น แต่พวกเขากังวลว่าความพ่ายแพ้ในประเทศอาจทำให้เขาประมาท


ทรัมป์อาจมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะยุติสงครามในตอนนี้ เนื่องจากแหล่งข่าวรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตอย่างเสียดสีว่า “อิหร่านประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอเมริกา” นักวิเคราะห์ในอ่าวเปอร์เซียหวังเช่นนั้น แต่พวกเขากังวลว่าความพ่ายแพ้ในประเทศอาจทำให้เขาประมาท

ข้อความนี้มาจากบทวิเคราะห์ของรอยเตอร์โดยซาเมีย นาคูล ซึ่งตีพิมพ์หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ปี 2026

(https://www.reuters.com/world/middle-east/beaten-home-trump-faces-stark-choice-iran-deal-or-escalation-2026-11-04/)

บริบทและความหมาย

“อิหร่านประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอเมริกา”: ประโยคนี้เป็นข้อสังเกตเชิงเสียดสีจากแหล่งข่าวในภูมิภาคที่อ้างถึงเป้าหมายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศไว้ว่าจะแสวงหาการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือชัยชนะทางทหารในอิหร่าน แต่ผลกระทบภายในประเทศ—ที่เกิดจากความเบื่อหน่ายของประชาชนต่อสงครามและราคาน้ำมันและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น—ส่งผลให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ทำให้พรรคเดโมแครตได้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

มุมมองของนักวิเคราะห์ในอ่าวเปอร์เซีย:

ความหวัง: ด้วยแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นและอำนาจในการออกกฎหมายของเขาที่ลดลง นักวิเคราะห์ในอ่าวเปอร์เซียหวังว่าขณะนี้ทรัมป์จะมีแรงจูงใจอย่างมากที่จะหาทางออกหรือเจรจาทางการทูตเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายทางการเมืองเพิ่มเติม

ความกังวล: นักวิเคราะห์ในภูมิภาคต่างกังวลว่าประธานาธิบดีสมัยที่สองที่บอบช้ำทางการเมืองและไม่มีการเลือกตั้งในอนาคตอาจมีปฏิกิริยาที่คาดเดาไม่ได้หรือตอบโต้รุนแรง ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งบานปลายแทนที่จะยอมถอย

ในอดีต นโยบายต่างประเทศไม่ค่อยเป็นประเด็นหลักในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งมักถูกครอบงำด้วยสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อการเข้าไปพัวพันกับต่างประเทศนำไปสู่ผลกระทบโดยตรงภายในประเทศ เช่น อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จำนวนผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หรือการรับรู้ถึงการใช้อำนาจเกินขอบเขตของฝ่ายบริหาร ความผิดพลาดด้านนโยบายต่างประเทศอาจเปลี่ยนการเลือกตั้งกลางเทอมให้กลายเป็นการลงประชามติระดับชาติที่เปลี่ยนแปลงการควบคุมรัฐสภาได้

กลไกสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ผลักดันให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ช่องทางการส่งผ่านผลกระทบทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

ความขัดแย้งด้านนโยบายต่างประเทศส่งผลกระทบต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งกลางเทอมโดยตรงที่สุด เมื่อความขัดแย้งนั้นลุกลามไปสู่ความตึงเครียดทางการเงินภายในประเทศ

การหยุดชะงักของพลังงาน วิกฤตห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และค่าใช้จ่ายทางทหาร มักส่งผลให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกไม่พอใจกับภาวะเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในวงกว้าง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมักจะโทษผลกระทบทางเศรษฐกิจเหล่านี้โดยตรงไปที่รัฐบาลของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่

ความเหนื่อยล้าจากสงครามและการสูญเสียความไว้วางใจในฝ่ายบริหาร

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อหรือการยกระดับความขัดแย้งที่ไม่คาดคิดซึ่งขัดแย้งกับคำสัญญาในการหาเสียง มักจะกัดเซาะคะแนนนิยมของประธานาธิบดี

เมื่อการสู้รบทางทหารยืดเยื้อโดยไม่มีทางออกที่ชัดเจน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลางและผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังลังเล มักใช้การเลือกตั้งกลางเทอมของรัฐสภาเพื่อแสดงความไม่พอใจและเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์

ความต้องการการกำกับดูแลของรัฐสภา

การควบคุมโดยพรรคเดียวในช่วงวิกฤตการณ์ต่างประเทศที่ขัดแย้ง มักทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่ารัฐสภาล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร

การเปลี่ยนการควบคุมสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจึงกลายเป็นกลไกสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการบังคับให้มีการไต่สวนของรัฐสภา อำนาจในการออกหมายเรียก และการกำกับดูแลด้านนิติบัญญัติเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านกลาโหมและอำนาจในการทำสงคราม




'พวกเขาทิ้งเราไว้โดยไม่มีเงิน!' ประธานาธิบดีปารากวัยลา ต้องลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางวิกฤตการณ์ธนาคารล่ม ส่งผลให้ประชาชนหลายล้านคนไม่สามารถเข้าถึงเงินของตนเองได้ เพราะแบงค์ที่ใกล้ชิดกับประธานาธิปดีต้องปิด (ควรถูกปิดไปนานแล้ว) แต่ยื้ออยู่ต่อได้เพราะใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ อีกตัวอย่างของ Crony Capitalism ที่สร้างปัญหาให้ประเทศชาติและประชาชน










จุดเริ่มต้นของเรื่อง
 ประธานาธิบดีปารากวัยเข้าไปพัวพันกับวิกฤตการณ์ที่ปะทุขึ้นภายหลังการเข้ามามีบทบาทของธนาคารอูเอโน (Ueno Bank) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเอกชนที่มีความเชื่อมโยงกับตัวเขา โดยในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง ธนาคารแห่งนี้ได้รับเงินหลายล้านจากหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง รวมถึงสถาบันประกันสังคม (IPS) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลเงินบำนาญของแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศ
...

เมื่อคืนที่ผ่านมา ธนาคารอุเอโนะ (Ueno Bank) ในประเทศปารากวัยได้ล่มสลายและถูกสั่งปิดกิจการ
ฝ่ายบริหารของธนาคารถูกตรวจพบว่ามีการถ่ายโอนเงินของลูกค้าไปยังธุรกิจต่าง ๆ ที่อยู่ในเครือของบริษัทแม่ คือกลุ่มธุรกิจ "กรุปโป บาสเกซ" (Grupo Vázquez) โดยประธานาธิบดีเปญาของปารากวัยเคยเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงและเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับกลุ่มดังกล่าวจนถึงปี 2025 ซึ่งถือว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งที่เปรียบเสมือน "แชร์ลูกโซ่" (Ponzi Scheme)

ในวันนี้ ได้มีการยื่นญัตติเพื่อถอดถอนทั้งประธานาธิบดีเปญาและรองประธานาธิบดี เปโดร อัลเลียนา ออกจากตำแหน่งแล้ว

โปรดติดตามสถานการณ์ต่อไป https://x.com/RT_com/status/2118224298934403549/video/1
...

ประธานาธิบดีซานติอาโก เปญา แห่งปารากวัย ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มสูงขึ้นจากวิกฤตธนาคาร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากธนาคารกลางปารากวัยเข้ายึดกิจการของผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลรายใหญ่แห่งหนึ่ง ส่งผลให้ลูกค้าหลายล้านคนไม่สามารถเข้าถึงบัญชีของตนเองได้

รายงานโดย ลูเซีย นิวแมน จากสำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera)
.....

'พวกเขาทิ้งเราไว้โดยไม่มีเงิน!'

ประธานาธิบดีซานติอาโก เปญา แห่งปารากวัยลาออกหลังจากธนาคาร Ueno ซึ่งเป็นธนาคารดิจิทัลชั้นนำของประเทศล่มสลายและถูกหน่วยงานกำกับดูแลเข้าควบคุม ทำให้เกิดวิกฤตทางการเมืองและการเงินอย่างรุนแรง

ประธานาธิบดีซานติอาโก เปญา แห่งปารากวัยลาออกหลังจากธนาคาร Ueno ซึ่งเป็นธนาคารดิจิทัลชั้นนำของประเทศล่มสลายและถูกหน่วยงานกำกับดูแลเข้าควบคุม ทำให้เกิดวิกฤตทางการเมืองและการเงินอย่างรุนแรง

เกิดอะไรขึ้น?

การยึดธนาคาร Ueno:

การเติบโตอย่างรวดเร็ว: ธนาคาร Ueno เติบโตอย่างรวดเร็วจากบริษัทฟินเทคขนาดเล็กกลายเป็นธนาคารดิจิทัลขนาดใหญ่ที่ให้บริการลูกค้ากว่า 3 ล้านราย ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60% ของประชากรผู้ใหญ่ในปารากวัย และถือครองเงินทุนสาธารณะระหว่าง 800 ล้านถึง 850 ล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินสำรองบำนาญและประกันสุขภาพของรัฐ (IPS)

ความล้มเหลวในการกำกับดูแล: การตรวจสอบของธนาคารกลางเปิดเผยการให้สินเชื่อโดยใช้ข้อมูลภายในที่มีความเสี่ยง การบัญชีที่ไม่ถูกต้อง และการให้สินเชื่อแก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเจ้าของธนาคารโดยไม่มีหลักประกันที่เพียงพอ เมื่อแก้ไขแล้ว เงินทุนของ Ueno ลดลงต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด

การปิดตัว: ธนาคารกลางของปารากวัยสั่งให้ Ueno เข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหา โดยปิดแอปพลิเคชันบนมือถือ บล็อกการโอนเงิน และปิดสาขา ทำให้ผู้ฝากเงินหลายล้านคนไม่สามารถเข้าถึงเงินของตนได้

ความขัดแย้งทางการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน:

ความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหาร: ประธานาธิบดีเปญาเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับธนาคาร Ueno ก่อนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขามีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับกลุ่มการเงินนี้ และหลังจากเข้ารับตำแหน่ง เขาได้แต่งตั้งคาร์ลอส คาร์วัลโล อดีตหัวหน้าบริษัทก่อนหน้าของ Ueno ให้เป็นผู้นำธนาคารกลางของปารากวัย

คำเตือนที่ถูกเพิกเฉย: แม้จะมีรายงานภายในของธนาคารกลางที่ชี้ให้เห็นถึงการละเมิดกฎระเบียบอย่างร้ายแรงที่ธนาคารอูเอโนตั้งแต่กลางปี 2025 แล้วก็ตาม แต่รัฐบาลของเปญาปัดความกังวลเหล่านั้นทิ้งไป โดยกล่าวว่าเป็นเพียง "การใส่ร้ายป้ายสี"

การยกระดับและการลาออก:

ความตื่นตระหนกในภาคธนาคาร: ขณะที่ผู้ฝากเงินที่ถูกล็อกไม่ให้เข้าบัญชีต่อแถวอยู่ด้านนอกสาขาที่ปิดทำการ ความพยายามที่จะเปิดบัญชีใหม่ในที่อื่นทำให้เกิดความตื่นตระหนกจากการหยุดชะงักของระบบดิจิทัลในธนาคารอื่นๆ ของปารากวัย เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจับกุมผู้บริหารระดับสูงของอูเอโน 8 คน และอัยการตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่ 27 คน

การล่มสลายทางการเมือง: ประธานาธิบดีเปญาประกาศลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสกดดันจากการถูกขู่ถอดถอนโดยฝ่ายค้าน การประท้วงในกรุงอาซุนซิออน และการสูญเสียการสนับสนุนจากสมาชิกพรรคโคโลราโด (Colorado Party) ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมที่เป็นแกนนำรัฐบาล

การเปลี่ยนผ่านอำนาจ: คาดว่ารองประธานาธิบดี เปโดร อัลเลียนา (Pedro Alliana) จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน