วันพฤหัสบดี, กันยายน 24, 2569

เค้าบอกว่ารอ 7-8 ปีครับ เอาแบบทำเสร็จแห้งเลย ส่วนกว่าจะถึง 8 ปี ตัวใครตัวมันครับ

https://www.facebook.com/FernSuchadaAnchor/posts/1682775963849258

ทิตฉ่อง ส่องกบ
เค้าบอกว่ารอ 7-8 ปีครับ เอาแบบทำเสร็จแห้งเลย ส่วนกว่าจะถึง 8 ปี ตัวใครตัวมันครับ

Somkiat Kong Watthanapat
ได้ข่าวว่า อยุธยา เลือกน้ำเงินทั้งจังหวัดนะครับ




เป็นมูฟที่ฉลาดหรือไม่ที่ ภราดร โพสต์โต้ปมชาวอยุธยาถือปี๊บโผล่ร้องที่สภา ลั่นอย่าเอาความเดือดร้อนประชาชนมาเล่นการเมือง (ว่าอดีต สส. พรรคประชาชน) ชี้น้ำท่วมแก้ไม่ได้ใน 2-3 ปี



Gemini ว่าไง

การที่นายภราดร ปริศนานันทกุล โพสต์โต้ตอบกรณีชาวอยุธยาเดินทางมาถือปี๊บประท้วงที่รัฐสภา ถือเป็น "ดาบสองคม" ทางการเมือง ซึ่งมีทั้งผลดีในแง่การชี้แจงข้อเท็จจริง และผลเสียในแง่ความรู้สึกของประชาชนที่กำลังเดือดร้อน สามารถมองได้เป็น 2 ด้าน ดังนี้

ข้อดี (มุมมองในเชิงข้อมูลและการชี้แจง)

ให้ข้อมูลเชิงโครงสร้างที่เป็นจริง: ปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นปัญหาระดับโครงสร้างใหญ่ การชี้แจงว่าโครงการขนาดใหญ่ (เช่น โครงการผันน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย หรือบางบาล-บางไทร) ไม่สามารถเสร็จได้ในเวลา 2–3 ปี แต่ต้องใช้เวลา 7–8 ปี ถือเป็นการสื่อสารบนพื้นฐานความเป็นจริงตามหลักวิศวกรรมชลประทาน

แสดงอัพเดตความคืบหน้า: เป็นโอกาสในการสื่อสารว่ารัฐบาลได้เริ่ม "นับหนึ่ง" ผลักดันงบประมาณและโครงการแก้ปัญหาระยะยาวไว้แล้ว เพื่อให้เห็นว่าไม่ได้นิ่งเฉย

ตัดเกมฝ่ายตรงข้าม: การเตือนว่า "อย่าเอาความเดือดร้อนมาเล่นการเมือง" เป็นการตอบโต้ทางการเมืองเพื่อโต้กลับพรรคฝ่ายค้าน (พรรคประชาชน) ที่นำชาวบ้านมาร้องเรียนและจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ (ตีปี๊บ)

ข้อเสีย (มุมมองในเชิงการบริหารวิกฤตและการสื่อสารสาธารณะ)

กระทบจิตใจผู้ประสบภัย: ประชาชนที่กำลังจมน้ำหรือได้รับความเสียหาย ต้องการ "ความเห็นอกเห็นใจและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด่วน" การออกมาระบุว่าแก้ไม่ได้ในเร็ววันหรือเตือนเรื่องการเมือง อาจถูกมองว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบ หรือมองข้ามความทุกข์ร้อนของชาวบ้าน

เบี่ยงประเด็นจากความเสียหายปัจจุบัน: กิจกรรม "ตีปี๊บ" ของชาวบ้านบางส่วนเกิดจากความเดือดร้อนเรื่องการเตือนภัยที่กระทันหัน การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ หรือคำพูดก่อนหน้านี้ของ สส. ในพื้นที่ที่บอกว่าน้ำจะไม่ท่วม แต่สุดท้ายกลับท่วมสูง การเน้นย้ำเรื่องโครงการ 7–8 ปี จึงไม่ได้ตอบโจทย์ความเสียหายที่เกิดขึ้นตรงหน้า

สร้างภาพลักษณ์ปะทะกับประชาชน: แม้เป้าหมายของโพสต์คือการโต้ตอบฝ่ายค้าน แต่วิธีการเขียนอาจทำให้คนรู้สึกว่ารัฐมนตรีกำลัง "โต้เถียงกับชาวบ้านที่เดือดร้อน" ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองโดยรวม

สรุป

ในเชิง "การให้ข้อมูล" ถือว่าจำเป็นและถูกต้องที่ต้องบอกความจริงเรื่องระยะเวลาแก้ไขปัญหา แต่ในเชิง "การบริหารภาวะวิกฤตและการสื่อสารสาธารณะ (Crisis Communication)" ถือว่า ยังไม่ใช่วิธีที่ฉลาดนัก เพราะการใช้โทนเสียงตอบโต้ทางการเมืองในขณะที่ประชาชนกำลังผจญอุทกภัย มักจะทำให้กระแสตีกลับมาที่ฝั่งผู้มีอำนาจมากกว่า
.....







ไม่ทน! อดีตสส. - ชาวบ้านอยุธยาฯ บุกสภาฯ ร้องกมธ.พรรคประชาชน สะอื้นน้ำท่วมซ้ำซาก ไร้เหลียวแลจากรัฐบาล เสียใจเลือก สส.ภูมิใจไทยยกจังหวัด






https://x.com/MorningNewsTV3/status/2102690948761387316 




ภราดร โต้ชาวอยุธยาถือปี๊บร้องสภา ยันรบ.นับหนึ่งแล้ว ลั่น อย่าเอาความเดือดร้อนปชช. มาเล่นการเมือง ย้อนดูการแก้ปัญหาและการจัดการน้ำท่วม "พิธีไล่น้ำ" จากสมัยอยุธยา จนกลายเป็นการวางระบบชลประทานสมัยใหม่

https://www.facebook.com/watch/?v=2758839907847561
The Politics ข่าวบ้าน การเมือง
11 hours ago ·

วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีต สส.อยุธยา พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายปุ้ย แสงนาค และชาวบ้านในพื้นที่ ยื่นหนังสือถึงนายเจษฎา ดนตรีเสนาะ สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในกรณีการระบายน้ำท่วมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่ภาคกลาง

นายทวิวงศ์ กล่าวว่า ตนเองฐานะตัวแทนชาวพระนครศรีอยุธยาจากการเพิ่มการระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ขณะนี้กำลังจะเจอกับน้ำท่วม จึงอยากส่งเสียงไปยังรัฐบาล และข้อเสนอไปยังคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำด้วยเช่นกัน

เรื่องแรกที่รัฐบาลละเลยคือรัฐบาลคาดการณ์มาตลอด ว่าปีนี้จะเกิดภัยแล้ง แต่เมื่อฝนตกในสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ในกรุงเทพ แต่ภาคกลางก็ฝนตกตลอดเช่นกัน ทำให้การคาดการณ์ของรัฐบาลผิดพลาดไป จากเดิมที่คิดว่าจะเป็นภัยแล้ง แต่ปัจจุบันน้ำเพิ่มมากขึ้นแล้ว โดยมีการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็นหลัก ทำให้ส่งผลถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างแน่นอน และทำให้การเตรี











ปัญหาการระบายน้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และภาคกลาง มีมานานแค่ไหน

ปัญหาการระบายน้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาภาคกลาง เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางภูมิศาสตร์ที่มีมา หลายร้อยปี แต่เปลี่ยนรูปแบบจาก "วิถีชีวิต" มาเป็น "วิกฤตความเดือดร้อน" ในช่วง 50–60 ปีที่ผ่านมา โดยแบ่งลำดับวิวัฒนาการของปัญหาได้ดังนี้:

1. สมัยโบราณถึงอดีต (หลายร้อยปี - ยุคอยุธยาถึงรัชกาลที่ 5)

น้ำท่วมเป็นเรื่องปกติ: ภูมิประเทศของ จ.พระนครศรีอยุธยา และภาคกลางตอนล่างเป็น "ที่ราบลุ่มต่ำ" รับมวลน้ำเหนือไหลลงสู่อ่าวไทย ในอดีตผู้คนปลูกบ้านเรือนใต้ถุนสูง ปลูกข้าวข่าวยกหนีน้ำ และใช้น้ำเป็นปราการธรรมชาติป้องกันศัตรู

การระบายตามธรรมชาติ: น้ำจะเอ่อล้นเข้าทุ่งรับน้ำธรรมชาติ (เช่น ทุ่งบางบาล ทุ่งผักไห่) เพื่อชะลอความแรง และขังอยู่ราว 1–2 เดือนก่อนค่อยๆ ระบายลงสู่ทะเล

2. จุดเปลี่ยนสู่ปัญหาระบายน้ำ (ช่วงปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา)

วิกฤตการระบายน้ำที่รุนแรงและเรื้อรังเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อการพัฒนาเมืองเติบโตอย่างรวดเร็ว:

สิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ: การสร้างถนน คันกั้นน้ำ คลองถูกถม และนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคกลางขวางทางน้ำไหล (Floodway) ตามธรรมชาติ

วิถีชีวิตเปลี่ยน: บ้านเรือนเปลี่ยนมาสร้างติดพื้นดิน ไม่เปิดพื้นที่ให้สอดรับกับน้ำท่วมเหมือนอดีต


พื้นที่รับน้ำจำกัด: ทุ่งรับน้ำถูกจำกัดและแปรสภาพเป็นชุมชนหรือโรงงาน ทำให้น้ำไม่มีที่ไปและตกค้างในพื้นที่นานขึ้น

3. ยุควิกฤตน้ำท่วมใหญ่เรื้อรัง (พ.ศ. 2538, 2549, 2554 ถึงปัจจุบัน)

มหาอุทกภัยปี 2554: เป็นจุดที่ชี้ชัดว่าระบบระบายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่สามารถรองรับมวลน้ำเหนือได้เพียงพอ ส่งผลให้น้ำท่วมขังข้ามเดือนในอยุธยาและจังหวัดภาคกลาง เกิดความเสียหายมหาศาล

ปัญหาระดับนโยบายยาวนานกว่า 10-20 ปี: หลังปี 2554 รัฐบาลหลายยุคพยายามผลักดันโครงการระบายน้ำขนาดใหญ่ (เช่น โครงการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร หรือโครงการทางระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย) แต่หลายโครงการใช้เวลาดำเนินการยาวนานหลายสิบปี ทำให้พื้นที่ต่ำอย่างอยุธยายังคงกลายเป็น "พื้นที่รับน้ำซ้ำซาก" ทุกปีในฤดูน้ำน่าน้ำเหนือ

โดยสรุป ปัญหานี้จึงมีรากเหง้าจากภูมิประเทศธรรมชาติตั้งแต่อดีต แต่วิวัฒนาการมาเป็น "ปัญหาระบายน้ำเรื้อรัง" มานานกว่า 50 ปี อันเนื่องมาจากการขยายตัวของเมืองและโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ครอบคลุมทางระบายน้ำขนาดใหญ่อย่างเบ็ดเสร็จ

สำหรับผู้ที่สนใจภาพรวมประวัติศาสตร์การจัดการน้ำ สามารถดูคลิปสรุปพัฒนาการการแก้ปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบันได้ที่
 
ย้อนดูการแก้ปัญหาและการจัดการน้ำท่วม "พิธีไล่น้ำ" จากสมัยอยุธยา จนกลาย ซึ่งฉายภาพให้เห็นการปรับเปลี่ยนวิธีรับมือของสังคมไทยอย่างชัดเจน




https://www.youtube.com/shorts/UImKlzZsymk



นับถือ : โดมกระจกรัฐสภาเยอรมนี ที่ออกแบบให้ประชาชนอยู่สูงกว่าอำนาจ เหมือนขึ้นไปยืนเหนือหัวผู้แทนราษฎร แล้วมองเกียกกาย อาคารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกหลังนี้ยังไม่มีพื้นที่ที่คนธรรมดาเดินเข้าไปยืนเหนือห้องประชุมของตัวเองได้ การเข้าชมโดยมากยังเป็นรูปแบบหมู่คณะที่ต้องประสานล่วงหน้า



ขึ้นไปยืนเหนือหัวผู้แทนราษฎร: โดมกระจกรัฐสภาเยอรมนี ที่ออกแบบให้ประชาชนอยู่สูงกว่าอำนาจ

ก.ย. 23, 2026
The Momentum

ในเบอร์ลิน ไม่ว่าจะคนเยอรมัน นักท่องเที่ยวไทย หรือเด็กนักเรียน ก็จองคิวล่วงหน้าแล้วเดินขึ้นไปยืนบนหลังคารัฐสภาได้

ไม่ว่าใครก็มองลงไปเห็นห้องประชุมที่ผู้แทนราษฎรกำลังทำงานอยู่ใต้ฝ่าเท้าได้ฟรี เป็นความตั้งใจที่เขียนด้วยเหล็กและกระจก เป็นข้อความที่ชวนให้เราหันกลับมามองอาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ท่าน้ำเกียกกาย

คิวหน้าอาคารไรชส์ทาค (Reichstag) อาคารรัฐสภาเยอรมนี ยาวพอสมควรในคืนที่ผมไปถึง ลมต้นฤดูใบไม้ร่วงเย็นกำลังดี เจ้าหน้าที่ขอดูหนังสือเดินทางเทียบกับชื่อที่จองไว้ล่วงหน้าทางเว็บไซต์ ผ่านเครื่องสแกนแบบเดียวกับในสนามบิน แล้วลิฟต์ก็พาเราขึ้นไปโผล่บนดาดฟ้า

สิ่งแรกที่เห็นคือโดมกระจกสูงลิบ สว่างจากข้างใน มีเงาคนเดินวนเป็นวงขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนมดไต่ขวดโหล

ภายในโดมมีทางลาดเหล็ก 2 เส้นพันเป็นเกลียวคู่คล้าย DNA เส้นหนึ่งสำหรับขาขึ้น อีกเส้นสำหรับขาลง เดินขึ้น-ลงรวมระยะทางราว 230 เมตร มี Audio Guide กว่า 10 ภาษา เล่าไปตลอดทางว่ากำลังมองเห็นอะไรอยู่ ตรงกลางโดมคือกรวยกลับหัว หุ้มด้วยกระจกเงาราว 360 บาน สะท้อนทุกอย่าง ทั้งแสง ทั้งเมือง ทั้งหน้าเราเอง แตกกระจายเป็นพันชิ้น

แต่สิ่งที่ต้องหยุดดูจริงๆ อยู่ที่พื้น ตรงฐานโดมมีช่องกระจกเปิดลงไปยังห้องประชุมใหญ่ของบุนเดสทาค (Bundestag) สภาผู้แทนราษฎรเยอรมนี ก้มลงไปจะเห็นเก้าอี้สีน้ำเงินเรียงเป็นครึ่งวงกลม เห็นโพเดียม เห็นที่นั่งประธานสภาฯ และถ้าวันไหนมีการประชุม ก็จะเห็นผู้แทนราษฎรนั่งทำงานหรือยืนอภิปรายอยู่ตรงนั้น

‘เรา’ ยืนอยู่บนนั้น ‘เขา’ นั่งอยู่ข้างล่างนั้น ไม่ต้องมีคำอธิบาย ร่างกายเข้าใจก่อนสมองด้วยซ้ำ



โดมที่สถาปนิกไม่อยากสร้าง

โดมนี้เป็นผลงานของ นอร์แมน ฟอสเตอร์ (Norman Foster) สถาปนิกอังกฤษ ผู้ได้รับรางวัลพริตซ์เกอร์ รางวัลสถาปัตยกรรมชื่อดังของโลก ในปี 1999 จากงานชิ้นนี้ ปีเดียวกับที่รัฐสภาเยอรมันย้ายกลับเข้ามาประชุมในอาคารหลังนี้

หลังเยอรมนีรวมประเทศ บุนเดสทาคลงมติอย่างเฉียดฉิว 2 ครั้งให้ย้ายเมืองหลวงจากบอนน์ กลับมายังเบอร์ลิน และใช้ไรชส์ทาคเป็นที่ทำการรัฐสภา จากนั้นจึงเปิดประกวดแบบในปี 1992 มีสถาปนิกเยอรมันราว 80 ราย และสำนักงานต่างชาติอีก 14 แห่งได้รับเชิญ ฟอสเตอร์เองไม่เชื่อว่าสถาปนิกต่างชาติจะมีโอกาสชนะ แต่สุดท้ายผู้เข้ารอบสุดท้ายทั้ง 3 รายกลับเป็นคนนอกเยอรมนีทั้งหมด และฟอสเตอร์คือผู้ชนะ

เกร็ดที่คนมักไม่รู้คือ แบบที่ชนะประกวดนั้นไม่มีโดม

ข้อเสนอแรกของเขาคือผืนหลังคาขนาดมหึมาคลุมอาคารเก่าทั้งหลัง ก่อนจะถูกลดทอนลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงผืนเดียวเป็นหลังคาห้องประชุม แล้วเวอร์ชันสุดท้ายจึงเปลี่ยนเป็นโดมกระจก ไอเดียโดมกระจกที่ให้คนเดินวนขึ้นไปข้างบนมีมาก่อนแล้วจากข้อเสนอของสถาปนิกเยอรมัน ก็อทฟรีด เบิห์ม (Gottfried Böhm) เมื่อปี 1988 ซึ่งถูกแนบไว้ในเอกสารประกวดแบบ ต่อมาบุนเดสทาคตัดสินใจว่าต้องมีโดม ฟอสเตอร์จึงเลิกต่อต้าน แล้วพัฒนาจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเบอร์ลินยุคใหม่

สิ่งที่เขาใส่เข้าไป คือตรรกะทางการเมือง

1. ประชาชนต้องอยู่เหนือผู้ใช้อำนาจ ทางลาดไม่ได้พาขึ้นไปหาจุดชมวิวเฉยๆ แต่พาขึ้นไปอยู่เหนือห้องประชุม เพื่อสื่อว่าประชาชนอยู่เหนือรัฐบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้นในยุคนาซี

2. กระจกคือความโปร่งใส ไม่ใช่แค่เชิงเปรียบเทียบ แต่ทำงานจริง กลางวันกระจกเงาสะท้อนแสงธรรมชาติลงไปยังห้องประชุม ส่วนกลางคืนกระบวนการกลับด้าน แสงจากห้องประชุมสะท้อนขึ้นมาส่องเรืองรองทั้งโดม กลายเป็นคบไฟบอกคนทั้งเมืองว่าคืนนี้สภาฯ ยังประชุมอยู่

ตรงนี้ที่ทำให้ชวนคิดถึงอาคารสัปปายะสภาสถาน

อาคารรัฐสภามูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ก็มาจากการประกวดแบบเหมือนกัน ผู้ชนะคือ ธีรพล นิยม ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) ในนามทีม ‘สงบ ๑๐๕๑’ ร่วมกับ เอนก เจริญพิริยะเวศ, ชาตรี ลดาลลิตสกุล และปิยเมศ ไกรฤกษ์ เป็นกระบวนการที่เปิดกว้างและมีเจตนาดีไม่ต่างกัน

แต่ตรรกะที่ใส่เข้าไปอยู่คนละชุด สัปปายะสภาสถานถูกออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยภายใต้คอนเซปต์ไตรภูมิตามพระไตรปิฎก มีความสูงจากฐานถึงยอดจุฬามณีเจดีย์รวม 134.56 เมตร จุดสูงสุดของอาคารจึงไม่ใช่ที่ยืนของประชาชน และไม่ใช่ช่องมองลงไปยังห้องประชุม แต่เป็นยอดเชิงจักรวาลวิทยาที่ผู้คนขึ้นไปยืนไม่ได้

สองอาคารนี้ตอบคำถามเดียวกันว่า “อะไรควรอยู่สูงที่สุดในอาคารรัฐสภา” หนึ่งตอบว่า ‘ประชาชน’ อีกหนึ่งตอบว่าสิ่งที่อยู่ ‘เหนือมนุษย์’

เรื่องนี้เคยถกกันมากในแวดวงสถาปัตยกรรมไทยตั้งแต่ก่อนอาคารเสร็จ โดยนักวิชาการอย่าง ชาตรี ประกิจนนทการ ตั้งคำถามตรงๆ ว่าในภาษาสัญลักษณ์ของอาคารหลังนี้ ‘ประชาชน’ หายไปไหน ซึ่งเป็นคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ชัดจนถึงวันนี้



อาคารอายุ 130 ปี กับบาดแผลที่ไม่ถูกลบ

ถอยออกมามองจากสนามหญ้าด้านหน้าตอนกลางวัน จะเห็นชัดว่านี่คืออาคาร 2 ยุคซ้อนกัน

ข้างล่างคือหินทรายหนัก เสาแบบนีโอคลาสสิก หน้าจั่วประดับประติมากรรม ออกแบบโดย เพาล์ วัลล็อท (Paul Wallot) เมื่อกว่าร้อยปีก่อน เริ่มสร้างในปี 1884 แล้วเสร็จในปี 1894 เหนือเสาหน้ามุขมีตัวอักษรบรอนซ์สลักว่า ‘DEM DEUTSCHEN VOLKE’ หมายถึงแด่ประชาชนชาวเยอรมัน ซึ่งกว่าจะได้ติดจริงก็ปี 1916 เพราะจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 (Wilhelm II) จักรพรรดิเยอรมันและกษัตริย์ปรัสเซียองค์สุดท้าย ไม่สบายใจกับคำว่า ‘ประชาชน’

ข้างบนคือกระจกกับเหล็กปี 1999 และระหว่าง 2 ชั้นนั้นคือประวัติศาสตร์ที่ขมที่สุดของยุโรปในศตวรรษที่ 20

ปี 1918 นักการเมืองพรรคสังคมประชาธิปไตยประกาศสถาปนาสาธารณรัฐจากหน้าต่างอาคารหลังนี้ สาธารณรัฐไวมาร์ที่เกิดขึ้นเป็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้ามากในยุคนั้น และล้มลงภายใน 14 ปี

คืนวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1933 ไฟไหม้ห้องประชุมใหญ่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ซึ่งเพิ่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ไม่ถึงเดือน ใช้เหตุการณ์นี้ผลักดันกฤษฎีกาฉุกเฉินระงับสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน กวาดจับฝ่ายตรงข้าม แล้วตามด้วยกฎหมายมอบอำนาจที่ยกอำนาจนิติบัญญัติให้รัฐบาล ซึ่งต้องไปลงมติกันที่โรงอุปรากรครอลล์ เพราะสภาฯ ถูกไฟไหม้ไปแล้ว

ประชาธิปไตยของเยอรมนีไม่ได้ตายด้วยรถถัง หากตายในห้องประชุมด้วยขั้นตอนที่ดู ‘ถูกกฎหมาย’ ทุกขั้น

รายละเอียดที่ผมชอบที่สุดของการบูรณะโดยฟอสเตอร์ คือเขาเลือกเก็บข้อความภาษารัสเซียที่ทหารโซเวียตขีดเขียนไว้บนผนังปูนตอนยึดเบอร์ลินเมื่อปี 1945 เอาไว้ ไม่ทาสีทับและไม่ขัดออก

เยอรมนีไม่ลบบาดแผล แต่ติดกรอบไว้ให้คนรุ่นหลังเดินผ่านทุกวัน เทียบกันตรงนี้แล้วน่าคิด รัฐสภาไทยหลังใหม่เป็นอาคารที่ ‘ไม่มีอดีต’ โดยสมบูรณ์ ทุกตารางเมตรเพิ่งสร้างเสร็จ ไม่มีรอยไฟไหม้ ไม่มีรอยกระสุน ไม่มีผนังที่ใครขีดเขียนอะไรทิ้งไว้ ทั้งที่ประเทศนี้มีรัฐประหารมากกว่า 10 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ และมีเหตุการณ์ล้อมปราบที่ยังไม่มีใครรับผิดชอบ

เราย้ายสภาฯ จากถนนอู่ทองในมาเกียกกาย เหมือนย้ายบ้านแล้วทิ้งกล่องเก่าไว้ที่บ้านหลังเดิม



ยุคกำแพง: สภาฯ ที่ไม่ได้ใช้เป็นสภาฯ

มีภาพหนึ่งที่ควรดูคู่กับภาพโดมสว่างไสว

ภาพถ่ายปลายทศวรรษที่ 1980 มุมเดียวกับที่นักท่องเที่ยวยืนถ่ายรูปกันทุกวันนี้ แต่ในภาพมีกำแพงคอนกรีตทอดยาว มีหอคอยยามของเยอรมนีตะวันออกตั้งอยู่ มีต้นไม้ผลัดใบ มีคนสองคนเดินอยู่บนทางเท้าฝั่งตะวันตก

ไรชส์ทาคตั้งอยู่ในเบอร์ลินตะวันตก ขณะที่กำแพงเบอร์ลินพาดผ่านด้านหลังอาคารพอดี ตลอดยุคแบ่งแยก รัฐสภาเยอรมนีตะวันตกประชุมกันที่เมืองบอนน์ อาคารหลังนี้บูรณะเสร็จสิ้นในปี 1964 โดยไม่มีโดม เพราะโดมเดิมเสียหายหนักจนต้องรื้อทิ้ง ใช้งานได้แค่จัดนิทรรศการและประชุมกรรมาธิการ เพราะสถานะ 4 มหาอำนาจ คืออังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และโซเวียต ที่อยู่เหนือเบอร์ลิน ทำให้จัดประชุมสภาฯ เต็มคณะที่นี่ไม่ได้

อาคารรัฐสภาที่ไม่มีรัฐสภายืนหันหลังให้กำแพงอยู่เกือบ 30 ปี กระทั่งคืนวันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 กำแพงเปิด และวันที่ 3 ตุลาคม 1990 พิธีรวมประเทศก็จัดขึ้นที่หน้าอาคารหลังนี้


รูบนยอดโดม กับฝ้าเพดานที่เกียกกาย

เดินขึ้นไปจนสุดทางลาดจะพบว่ายอดโดมไม่ได้ปิด

มันเปิดโล่งสู่ท้องฟ้าจริงๆ มีปล่องระบายอากาศรูปทรงประติมากรรมตั้งอยู่ ลมเข้าได้ ฝนก็เข้าได้ คนที่ไปหน้าร้อนแล้วเจอละอองฝนโปรยลงมาระหว่างยืนอยู่บนนั้นก็มี ส่วนคนที่ไปหน้าหนาวก็ต้องยืนสั่น เพราะที่นี่คือพื้นที่กึ่งกลางแจ้งโดยตั้งใจ

รูนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความโรแมนติก ทว่าคือปลายปล่องของระบบระบายอากาศทั้งอาคาร โดมทำหน้าที่ดูดอากาศร้อนขึ้นสู่ด้านบน ขณะที่พัดลมนำพลังงานจากอากาศเสียกลับมาใช้ใหม่ และมีกลไกติดตามดวงอาทิตย์คอยบังแสงตรงไม่ให้ห้องประชุมร้อนและแยงตา

พูดแบบบ้านๆ คือรัฐสภาหลังนี้กำลัง ‘หายใจ’ แล้วผมก็นึกถึงข่าวจากบ้านเราเมื่อไม่กี่วันก่อน วันที่ 13 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ฝ้าเพดานบริเวณห้องอาหารชั้น B2 พังถล่มลงมากองกับพื้น แรงกระแทกทำให้ชุดโต๊ะและเก้าอี้ด้านล่างพังเสียหาย โชคดีที่เป็นวันหยุด จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ วันรุ่งขึ้น สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ นำโดย นันทนา นันทวโรภาส สวมหมวกนิรภัยขึ้นแถลงข่าวในสภาฯ บอกว่าถ้าจะเดินไปไหนมาไหนในอาคารนี้อย่างปลอดภัยคงต้องสวมหมวกกันน็อก

ขณะที่ วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ระบุว่าเหตุฝ้าถล่มและน้ำรั่วเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 10 ครั้ง ย้อนไปวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เคยมีฝนสาดและน้ำรั่วหนักจนฝ้าอะลูมิเนียมหล่นลงมา 2 แผ่น และเดือนกันยายน 2566 ห้องประชุมชั้น A1 ก็เคยมีน้ำรั่วหลังฝนตกหนัก

ที่เบอร์ลิน หลังคาสภาฯ มีรูเพราะสถาปนิกตั้งใจให้มี ส่วนที่เกียกกาย หลังคาสภาฯ มีรูเพราะฝนตก

ตัวเลขอีกชุดที่ควรวางไว้ข้างๆ กัน สัปปายะสภาสถานมีพื้นที่ดิน 119.6 ไร่ พื้นที่ใช้สอยในอาคาร 4.24 แสนตารางเมตร ใช้งบประมาณรวมราว 22,987 ล้านบาท ขยายสัญญาก่อสร้างถึง 4 ครั้ง รวม 1,864 วัน เปิดใช้งานเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 และเพิ่งรับมอบงานสมบูรณ์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ก่อนที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอของบในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณปี 2569 อีกรวม 956 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงพื้นที่ต่างๆ ทั้งห้องจัดเลี้ยงสัมมนาชั้น B2 และโซนพิพิธภัณฑ์รัฐสภา ขณะที่สัญญาประกันผลงานการก่อสร้างสิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569

อาคารหนึ่งใช้งบเพื่อทำให้คนข้างนอกเข้ามามองเห็นข้างใน อีกอาคารหนึ่งกำลังใช้งบเพื่อซ่อมสิ่งที่ยังไม่ทันหมดประกัน


แต่ปี 2026 ลมที่พัดเข้ามาไม่เหมือนเดิม

จะเล่าเรื่องนี้โดยจบแค่ความงามของโดมคงไม่ซื่อสัตย์นัก

ต้นปี 2025 พรรคขวาจัดอย่างพรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (Alternative für Deutschland: AfD) ขึ้นเป็นพรรคอันดับ 2 ของสภาฯ แห่งนี้ ด้วยที่นั่งเกือบเท่าตัวจากครั้งก่อน เก้าอี้สีน้ำเงินที่เรามองลงไปเห็นผ่านพื้นกระจกนั้นมีสัดส่วนที่เปลี่ยนไปแล้ว และตลอดปี 2026 แรงลมก็ยิ่งแรงขึ้น

เดือนกันยายนปีนี้มีการเลือกตั้งระดับรัฐ 3 สนามในเวลา 2 สัปดาห์ ถ้าอ่านแบบพาดหัวข่าว มันคือเรื่อง ‘ขวาจัดมาแรง’ ที่ซัคเซิน-อันฮัลท์ AfD ได้คะแนนเกือบครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ส่วนที่เม็คเคลินบวร์ค-ฟอร์พ็อมเมิร์น AfD ก็ขึ้นเป็นพรรคอันดับ 1 แซงพรรคที่ครองรัฐนี้มานาน

แต่ถ้ามองทั้งภาพ เรื่องที่ใหญ่กว่าคือตรงกลางอาจกำลัง ‘กลวง’

พรรคใหญ่ 2 พรรคที่เป็นเสาค้ำการเมืองเยอรมนีมาตั้งแต่หลังสงคราม คือพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน (Christlich Demokratische Union Deutschlands: CDU) และพรรคสังคมประชาธิปไตย (Sozialdemokratische Partei Deutschlands: SPD) กำลังหดตัวพร้อมกัน ที่เม็คเคลินบวร์ค-ฟอร์พ็อมเมิร์น CDU พรรคของนายกฯ ฟรีดริช แมร์ซ ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 5% จนหลุดออกจากสภาฯ รัฐไปทั้งพรรค ส่วนในเบอร์ลิน รัฐบาลผสมของ 2 พรรคนี้ถูกโหวตออกทั้งชุด

คะแนนที่หายไปจากตรงกลางไม่ได้ไหลไปทางเดียว ในวันเดียวกับที่ AfD ชนะที่เม็คเคลินบวร์ค-ฟอร์พ็อมเมิร์น คนเบอร์ลินเลือกพรรคฝ่ายซ้ายอย่าง Die Linke ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของเมืองหลวงเป็นครั้งแรก โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิอายุ 16-24 ปีเลือกพรรคนี้ เมืองที่โดมกระจกตั้งอยู่เลือกไปทางหนึ่ง ขณะที่ชนบทห่างออกไปไม่กี่ชั่วโมงเลือกไปอีกทางหนึ่ง

ภาพนี้จึงไม่ใช่สังคมที่เอียงไปขวาทั้งประเทศ แต่เป็นสังคมที่กำลังถูกดึงออกเป็น 2 ขั้ว และพื้นที่ตรงกลางที่เคยใช้เจรจาต่อรองกันก็แคบลงเรื่อยๆ

ท่ามกลางทั้งหมดนี้มีสัญญาณหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือคนออกมาเลือกตั้งมากขึ้นอย่างชัดเจนในทั้ง 2 สนาม ไม่ว่าจะโกรธ กลัว หรือหวังอะไร คนเยอรมันไม่ได้หันหลังให้ระบบ หากกำลังเดินเข้าหาระบบมากกว่าเดิม

ประชาธิปไตยที่นี่กำลังตึงเครียด เพราะทุกคนอยากเป็นเจ้าของ…

ถ้าเทียบกับอาคารหลังนี้ ผู้คนยังเดินขึ้นทางลาดไปยืนบนโดมเหมือนเดิม เพียงแต่เวลามองลงไปยังห้องประชุม แต่ละคนอยากเห็นภาพที่ต่างกันมากขึ้นทุกที

คำถามคือ เมื่อพรรคที่ชนะเป็นอันดับ 1 ในหลายรัฐ คือพรรคที่พรรคอื่นปฏิเสธจะร่วมงานด้วย ระบบจะรับแรงกดดันนั้นไว้ได้นานแค่ไหน

สิ่งที่ระบบกำลังเผชิญอยู่อาจเป็นกำแพงอีกแบบหนึ่ง



มองจากเกียกกาย

ผมไม่ได้บอกว่าเยอรมนีดีกว่าไทย หรือโดมกระจกวิเศษกว่าเจดีย์ นั่นเป็นบทสรุปที่ง่ายเกินไป

สิ่งที่อยากชวนคิดคือ อาคารรัฐสภาไม่เคยเป็นแค่อาคาร แต่คือคำตอบที่สังคมหนึ่งเขียนไว้ด้วยวัสดุก่อสร้าง ต่อคำถามว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ใคร และใครมีสิทธิมองเห็นใคร

ที่ไรชส์ทาค คำตอบคือทางลาดที่ใครก็เดินขึ้นไปได้ฟรี เป็นช่องกระจกที่มองลงไปเห็นที่นั่ง สส. และเป็นรูบนหลังคาที่ยอมให้ลมข้างนอกพัดเข้ามา

ที่สัปปายะสภาสถาน คำตอบยังไม่ชัดเท่า อาคารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกหลังนี้ยังไม่มีพื้นที่ที่คนธรรมดาเดินเข้าไปยืนเหนือห้องประชุมของตัวเองได้ การเข้าชมโดยมากยังเป็นรูปแบบหมู่คณะที่ต้องประสานล่วงหน้า ส่วนพิพิธภัณฑ์รัฐสภาที่จะเป็นพื้นที่เรียนรู้ของสาธารณะก็ยังอยู่ระหว่างของบประมาณก่อสร้างและปรับปรุง

เรามีอาคาร 4.24 แสนตารางเมตร แต่ยังไม่มีบันไดที่พาประชาชนขึ้นไปอยู่เหนือผู้แทนของตัวเอง ทั้งในเชิงกายภาพและเชิงสัญลักษณ์

ที่แย่กว่านั้นคือ ในระหว่างที่ยังไม่มีบันไดแบบนั้น ฝ้าเพดานกลับร่วงลงมาเสียก่อน



ระบบที่ยังทำงานอยู่

ตอนเดินลงจากโดม ผมคิดเรื่องนี้อยู่นาน ไม่มีอาคารไหนค้ำจุนประชาธิปไตยได้ กระจกไม่ได้ทำให้นักการเมืองซื่อสัตย์ขึ้นโดยอัตโนมัติ ทางลาดที่พาประชาชนขึ้นไปอยู่เหนือห้องประชุมไม่ได้แปลว่าประชาชนมีอำนาจจริง และเยอรมนีเองก็ไม่ได้ปลอดภัยจากสิ่งที่ตัวเองเคยก่อ ตัวเลขเลือกตั้งปีนี้ยังยืนยันเรื่องนั้นอยู่

แต่สิ่งที่ประเทศนี้ทำและทำอย่างตั้งใจ คือการไม่ยอมลืม

เยอรมนีไม่ได้รื้ออาคารที่เคยถูกไฟไหม้ทิ้ง แต่ซ่อมแล้วสร้างใหม่ทับลงไป เขาไม่ขูดข้อความของทหารข้าศึกออกจากผนัง แต่เก็บไว้ให้คนเดินผ่าน เขาไม่ปิดหลังคารัฐสภา แต่เจาะรูให้ลมเข้า และเปิดให้คนธรรมดาจองคิวขึ้นไปยืนดูผู้แทนของตัวเองทำงานได้ทุกวันโดยไม่เสียเงิน

นั่นคือการออกแบบระบบจากบาดแผล ไม่ใช่จากชัยชนะ

ถ้าสถาบันยังทำงาน ถ้าศาลรัฐธรรมนูญยังตรวจสอบได้ ถ้าสื่อยังรายงานได้ ถ้าการเลือกตั้งยังสะท้อนเจตจำนงจริง และที่สำคัญที่สุด ถ้าสังคมยังจำได้ว่าเมื่อ 90 กว่าปีก่อนเคยพังลงอย่างไร ระบบก็น่าจะยังทำงานต่อไปได้ แม้ลมที่พัดเข้ามาทางรูบนยอดโดมจะหนาวขึ้นทุกปี

คำถามที่ผมแบกกลับมาจากเบอร์ลินจึงไม่ใช่เมื่อไรที่บ้านเราจะมี ‘โดม’ หรืออาคารรัฐสภาแบบนั้น

แต่คือเราจำอะไรได้บ้าง และเรากำลังออกแบบอะไรจากสิ่งที่เราจำ

Fact Box

ข้อมูลสำหรับการเยี่ยมชม
  • ที่ตั้ง: Platz der Republik 1, เบอร์ลิน (ลงสถานี Bundestag หรือ Berlin Hauptbahnhof)
  • ค่าเข้า: ฟรี แต่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ระบุชื่อ-นามสกุลและวันเกิดให้ตรงกับหนังสือเดินทาง และต้องพกหนังสือเดินทางตัวจริงไปแสดง
  • ออดิโอไกด์: ฟรี 10 ภาษา รับที่ดาดฟ้า ใช้เวลาราว 20 นาที ระยะทางขึ้น-ลงรวม 230 เมตร
  • ช่วงเวลาที่สวยที่สุด: จองรอบพลบค่ำ จะได้เห็นทั้งแสงกลางวัน พระอาทิตย์ตก และโดมสว่างยามค่ำในรอบเดียว
  • หมายเหตุ: โดมปิดเป็นช่วงๆ เพื่อทำความสะอาดและซ่อมบำรุง ส่วนดาดฟ้ายังขึ้นได้แม้วันที่โดมปิด


ถึงเวลารื้อสร้างกกต.



ถึงเวลารื้อสร้างกกต.

รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ
Thai PBS Decode

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีช่วงเวลาใดที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนักและกว้างขวางเท่ากับในห้วงเวลาปัจจุบัน

กกต. เป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่ถูกสร้างและออกแบบโดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เพื่อมุ่งหวังให้เป็นองค์กรจัดการเลือกตั้งที่มีความอิสระ เป็นกลาง มีประสิทธิภาพ และเที่ยงธรรมกว่ากระทรวงมหาดไทยซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งอยู่แต่เดิมก่อนที่จะมีการปฏิรูปการเมือง ฉะนั้นหากพิจารณาในแง่พัฒนาการขององค์กรก็ต้องถือว่ากกต. เป็นสถาบันทางการเมืองใหม่ที่ไม่ได้มีประวัติศาสตร์รากฐานยาวนานนัก คือก่อตั้งมายังไม่ถึง 3 ทศวรรษ

จากความมุ่งหมายที่อยากเห็นประเทศไทยมีองค์กรจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใสเที่ยงธรรมในช่วงปี 2540 ปัจจุบันคงต้องยอมรับว่าความมุ่งหมายดังกล่าวนั้นล้มเหลว การทำงานของกกต. ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณะในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ที่สำคัญคือ ผู้ที่วิจารณ์การทำงานของกกต. นั้นมาจากทุกเฉดสีและขั้วทางการเมือง ทั้งฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตย และฝ่ายอนุรักษนิยม และมาจากบุคคลหลากหลายกลุ่มตั้งแต่องค์กรประชาสังคม นักวิชาการ สื่อ ภาคเอกชน นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน อดีตกกต. ผู้พิพากษา รวมถึงบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอื่น ๆ ก็ลุกขึ้นมาแสดงความคิดเห็น และวิตกกังวลต่อคุณภาพการทำหน้าที่ของกกต. อย่างพร้อมเพรียงกัน



สถาบันทางการเมืองทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นองค์กรจัดการเลือกตั้ง หรือองค์กรใดก็ตามที่เป็นองค์กรสาธารณะจะดำรงอยู่ได้อย่างมีความหมายต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อย 4 ประการคือ มีประสิทธิภาพในการทำงาน มีความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงาน มีความพร้อมรับผิดต่อสาธารณชน (หรือยอมรับการตรวจสอบ) หากทำงานผิดพลาด และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน หากขาดไร้ซึ่งคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งสถาบันดังกล่าวย่อมประสบกับภาวะเสื่อมถอย และหากขาดแคลนซึ่งคุณสมบัติทั้ง 4 ข้อพร้อมกัน ก็ย่อมตกอยู่ในสภาวะที่ทางวิชาการเรียกว่า ความผุพังเชิงสถาบัน (institutional decay)

องค์กรอิสระของไทยเกือบทั้งหมด รวมถึงกกต. ใกล้เคียงกับการตกอยู่ในภาวะความเสื่อมทรุดและผุพังดังนิยามข้างต้น โดยเฉพาะในมิติความศรัทธา ความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นของประชาชน

จากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2562 ต่อเนื่องมาจนถึงการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 วิกฤตศรัทธาต่อกกต. เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ เมื่อมาสำทับด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ครั้งล่าสุดในปี 2567 ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของกกต. ยิ่งลดต่ำลงไปกว่าเดิม



ฟางเส้นสุดท้ายที่ฉุดวิกฤตความศรัทธาของสาธารณชนต่อกกต. คือมติของกกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 ที่กกต. มีมติเสียงข้างมากส่งฟ้อง “คดีฮั้วเลือก สว. 2567” เพียงแค่ 77 คน จากผู้ถูกร้อง 427 คน

มติกกต. ดังกล่าวนำไปสู่เสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวางจากสังคม และแรงกระเพื่อมทางการเมือง ไม่มีใครทราบว่าผลลงเอยสุดท้ายของคดีฮั้วเลือกสว. นี้จะจบลงอย่างไร แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความเสื่อมทรุดเชิงสถาบันขององค์กรอิสระอย่างกกต.

ทางออกระยะยาวของการรื้อฟื้นความไว้วางใจของประชาชนต่อกกต. ซึ่งย่อมรวมถึงการปรับปรุงคุณภาพของการเลือกตั้งไทยให้สุจริตเที่ยงธรรมมีอยู่หนทางเดียว คือการปฏิรูปกกต. อย่างจริงจังและเป็นระบบ

ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องอาศัยห้วงเวลาแห่งวิกฤตศรัทธานี้มาผลักให้เกิดการออกแบบองค์กรที่จะมาจัดการเลือกตั้งเสียใหม่ ซึ่งมีหลายมิติที่จะต้องมาช่วยกันขบคิด

เบื้องต้น ผู้เขียนขอเสนอเพียง 3 มิติหลักเป็นจุดตั้งต้นในการรื้อสร้างออกแบบกกต. ใหม่ คือโครงสร้าง ที่มา และขอบเขตอำนาจ เพื่อนำไปสู่การถกเถียงในรายละเอียดต่อไปในอนาคต



โครงสร้าง : ปรับกกต. ให้เล็กลง

รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้กกต. มี 7 คน อยู่วาระเดียว 7 ปี จากที่แต่เดิมในรัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดให้มีกกต. เพียง 5 คน นอกจากนั้น ในแง่ขนาดขององค์กร กกต. กลายเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่โตขึ้น ทั้งในแง่งบประมาณ จำนวนบุคลากร โดยมีโครงสร้างสำนักงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งในด้านขนาดและโครงสร้างการบริหารสามารถเปรียบกกต. ได้กับส่วนราชการระดับกรม โดยกกต. มีขนาดใกล้เคียง หรือใหญ่กว่ากรมของกระทรวงหลายแห่งเสียด้วยซ้ำ

ข้อเสนอคือ ควรปรับให้กกต. มีขนาดที่เล็กลง (ซึ่งจะสอดคล้องกับข้อเสนอให้ปรับลดบทบาทและขอบเขตอำนาจที่จะกล่าวต่อไป) ไม่ให้องค์กรที่ความใหญ่โตเทอะทะซึ่งมีความเสี่ยงต่อการกลายสภาพเป็นองค์กรราชการที่มีวัฒนธรรมการทำงานแบบราชการ โดยจำนวนคณะกรรมการควรปรับลดให้เหลือ 5 คน ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งมีความกระชับและเหมาะสมอยู่แล้ว และสำนักงานในส่วนภูมิภาคควรปรับโครงสร้างให้เล็กลง

นอกจากปรับลดจำนวนให้กะทัดรัด ควรต้องปรับแก้โครงสร้างการทำงานของกรรมการกกต. ด้วย โดยกลับไปใช้การออกแบบในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่กำหนดให้กรรมการกกต. 5 คน มีภารกิจเฉพาะที่แต่ละคนดูแลแบ่งเป็น 5 ด้าน คือการบริหารการเลือกตั้ง กิจการพรรคการเมือง การสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กิจการการมีส่วนร่วมของประชาชน และการบริหารสำนักงาน ซึ่งการแบ่งแยกภารกิจที่ชัดเจนนี้มีข้อดีคือ งานแต่ละด้านมี “เจ้าภาพ” ของงานชัดเจน ซึ่งนำไปสู่ความรับผิดชอบเฉพาะด้านและความพร้อมรับผิดของกรรมการแต่ละคน หากภารกิจใดบกพร่อง ประชาชนสามารถรู้ได้ว่าจะต้องทวงถามจากใคร ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่เพิ่มกรรมการมากขึ้นเป็น 7 คน แต่กลับไม่มีการแบ่งแยกความรับผิดชอบให้แต่ละคนอย่างชัดเจน

ประเด็นใหญ่ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน คือความสัมพันธ์ระหว่าง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (ซึ่งสนอให้ปรับเหลือ 5 คน) ซึ่งมีอำนาจกำกับ / กำหนดนโยบาย กับ “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นหน่วยงานธุรการและฝ่ายปฏิบัติการของ กกต. อันประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน และเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของสำนักงาน ซึ่งปัจจุบันคนที่ดำรงตำแหน่งนี้คือคุณแสวง บุญมี สภาพการทำงานในปัจจุบันมีปัญหาอย่างยิ่ง เนื่องจากคณะกรรมการทั้ง 7 คนไม่มีภารกิจเฉพาะด้านที่แบ่งกันอย่างชัดเจน บวกกับการที่กรรมการบางรายขาดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกิจการเลือกตั้ง (ซึ่งมาจากปัญหาคุณสมบัติ) ทำให้ฝ่ายสำนักงานคือ เลขาธิการฯ ถูกผลักขึ้นมามีบทบาทหลักในการทำงานและสื่อสารกับสังคม จนกระทั่งคนไทยส่วนใหญ่รู้จักคุณแสวง บุญมี มากกว่ากรรมการกกต. ทั้ง 7 ท่าน ประเด็นนี้ควรถูกแก้ไข กรรมการกกต. ต้องมีบทบาทนำและมีภารกิจชัดเจนและเป็นผู้สื่อสารกับสาธารณชน ส่วนฝ่ายสำนักงานนั้นเป็นเพียงผู้ปฏิบัติงานเชิงธุรการ



ที่มาและคุณสมบัติ : เพิ่มความเชี่ยวชาญ ความยึดโยง และการตรวจสอบจากประชาชน

ปัญหาสำคัญที่สุดของกกต. ไทยในปัจจุบัน คือที่มาที่ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และกระบวนการสรรหาที่ทำให้ไม่ได้ผู้เชี่ยวชาญที่ตรงกับหน้าที่มาดำรงตำแหน่ง

ปัจจุบัน ที่มาของกรรมการกกต. 7 คน แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 5 คนมาจากคณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งมีประธานศาลฎีกา ประธานสภาฯ ผู้นำฝ่ายค้าน และตัวแทนที่ศาลกับองค์กรอิสระแต่งตั้ง อีก 2 คนมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จากนั้นต้องผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา ควรมีปรับแก้ให้ทั้งหมดมาจากที่มาเดียวกันแทนที่จะมาจากสองส่วน ทั้งนี้ต้องมีความยึดโยงกับประชาชนมากกว่าเดิม โมเดลที่ใช้ในหลายประเทศ คือกรรมการสรรหามีตัวแทนจาก 4 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ (ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน) ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และภาคประชาสังคม (องค์กรอิสระอื่น ๆ ไม่ควรมีบทบาทอำนาจมาอยู่ในกรรมการสรรหาเพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่โดยตรง) ที่สำคัญที่สุด ควรย้ายอำนาจให้ความเห็นชอบคนที่จะได้รับเลือกเป็นกกต. จากวุฒิสภามาสู่สภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีความหลากหลายทางความคิดกว่า และมีความยึดโยงกับประชาชนมากกว่า

ในส่วนคุณสมบัติ ควรปรับแก้ให้ได้ผู้เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการเลือกตั้งมาดำรงตำแหน่ง มากกว่าเน้นที่ประสบการการณ์การเป็นนักบริหารระดับสูงตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่เปิดช่องให้ข้าราชการระดับอธิบดี ศาสตราจารย์ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ผู้ประกอบวิชาชีพ และผู้บริหารธุรกิจระดับสูง เข้าสู่กระบวนการสรรหา ทั้ง ๆ ที่บุคคลเหล่านี้อาจจะไม่มีความรู้ หรือประสบการณ์ในกิจการการเลือกตั้งและพรรคการเมืองแต่อย่างใด

กกต. ควรปรับแนวทางการทำงานโดยเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากขึ้น เช่น ดึงนักศึกษาทั่วประเทศมาช่วยเป็นกรรมการประจำหน่วย ทำงานร่วมกับองค์กรสังเกตการเลือกตั้งจากภาคประชาสังคมในการสร้างหลักประกันให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเที่ยงธรรม

ประตูเข้าสู่ตำแหน่งกกต. ในปัจจุบันจึงผูกกับตำแหน่งระดับสูง ส่วนสายประชาสังคมนั้นต้องทำงานมาแล้วถึง 20 ปี นานกว่าสายอธิบดีหรือศาสตราจารย์ถึงสี่เท่า เกณฑ์เช่นนี้กีดกันคนที่เชี่ยวชาญเรื่องการเลือกตั้งจริงแต่ตำแหน่งไม่ถึงออกไป ทำให้สังคมไทยไม่ได้กรรมการกกต. ที่ตรงกับภารกิจขององค์กร

นอกจากปรับแก้ให้ที่มามีความชอบธรรมมากขึ้น สรรหาคนที่เชี่ยวชาญจริงมาดำรงตำแหน่งแล้ว สิ่งที่ต้องยกเครื่องอย่างจริงจัง คือ ทำให้ประชาชนตรวจสอบกกต. ได้ รัฐธรรมนูญ 2560 ตัดช่องทางที่ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนกกต. ได้ออกไป โดยต้องร้องผ่าน ป.ป.ช. และต้องพิสูจน์ว่าทุจริต จงใจฝ่าฝืนกฎหมาย หรือผิดจริยธรรมร้ายแรงเท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติถอดถอนได้ยากมาก เพราะป.ป.ช. ก็มีปัญหาความชอบธรรมในแง่ที่มาเช่นกัน (และนี่คือเหตุผลที่ไม่ควรออกแบบให้องค์กรอิสระด้วยกันมาดำรงตำแหน่งกรรมการสรรหาองค์กรอิสระกันเอง)



ฉะนั้นจึงเกิดสภาพที่ต่อให้กกต. ทำงานผิดพลาดซ้ำ ๆ หรือทำงานโดยปราศจากความโปร่งใสหรือเที่ยงธรรมอย่างไร ประชาชนก็ไม่มีช่องทางในการทำให้กกต. ต้องรับผิดได้ จึงควรมีการแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มช่องทางตรวจสอบกกต. ให้ประชาชนเข้าชื่อโดยตรง (เช่น 30,000 ชื่อ) เสนอให้ถอดถอนกกต. ได้ผ่านกระบวนการรัฐสภา หรืออาจจะใช้รูปแบบที่บางประเทศใช้ คือตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล กกต. แยกต่างหาก ให้มีผู้แทนภาคประชาสังคมอันหลากหลายทำหน้าที่กำกับตรวจสอบการทำงานของกกต. อีกชั้นหนึ่ง

ขอบเขตอำนาจ : ผู้บริหารจัดการเลือกตั้ง

กฎหมายปัจจุบันมอบอำนาจให้กกต. อย่างกว้างขวาง คือมีอำนาจหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ออกระเบียบ สืบสวนไต่สวน และตัดสินข้อพิพาทลงโทษผู้ที่ทุจริตการเลือกตั้ง ครบจบในองค์กรเดียว ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ที่กว้างขวางมากเกินไป เสี่ยงต่อการสร้างยักษ์ที่มีอำนาจล้นฟ้า และทำให้กกต. กลายเป็น ผู้คุมประตูและผู้คัดกรองด่านหน้าของการเมืองไทย อำนาจที่มากมายเช่นนี้ หากกกต. ทำงานผิดพลาดหรือขาดความเที่ยงธรรม ย่อมทำให้การเลือกตั้งขาดความสุจริต และนั่นก็หมายถึงความเสื่อมทรุดของคุณภาพประชาธิปไตยไทยตั้งแต่ต้นน้ำ

จึงควรมีการปรับขอบเขตอำนาจของกกต. ให้แคบลงและชัดเจนยิ่งขึ้น คือทำหน้าที่เป็นองค์กรบริหารจัดการเลือกตั้ง (electoral management) เท่านั้น โดยแยกบทบาทในการสืบสวนสอบสวน และตัดสินข้อพิพาทไปให้องค์กรอื่น การปรับเช่นนี้มีข้อดีสามประการคือ หนึ่ง ทำให้กกต. มีขนาดเล็กลงได้ ประหยัดงบประมาณของประเทศ สอง ป้องกันปัญหาการกระจุกตัวของอำนาจไว้ในองค์กรเดียว และสาม ภารกิจของกกต. ที่น้อยลงและชัดเจนขึ้น เมื่อรวมกับการปรับแก้ในเรื่องที่มาและคุณสมบัติ ย่อมทำให้กกต. สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการรื้อฟื้นความเชื่อมั่นที่ประชาชนจะมีต่อกกต. ในท้ายที่สุด

สังคมไทยไม่ควรปล่อยให้ห้วงเวลาแห่งวิกฤตศรัทธาที่ประชาชนมีต่อกกต. ผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หากควรอาศัยจังหวะเวลาแห่งวิกฤตนี้ เป็นโอกาสในการสร้างฉันทามติร่วมกันในการยกเครื่องและรื้อสร้างกกต. อย่างจริงจังทั้งระบบ เพราะคนไทยคู่ควรกับการมีคณะกรรมการการเลือกตั้งและกระบวนการเลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรมกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ที่มา https://www.thaipbs.or.th/decode/20260907-deconstruct-ect




เรื่องนี้น่าเศร้า ชวนอ่านโพสต์ของ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล และ ปิยบุตร แสงกนกกุล (2025) ที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินของคดีจำนำข้าว "ยิ่งลักษณ์"


https://x.com/AmaratJeab/status/2102688698437636515/photo/1
อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
@AmaratJeab

เรื่องนี้น่าเศร้าและดิฉันไม่เห็นด้วย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปฝ่ายการเมืองคงทำงานไม่ได้เลย จะไม่กล้าตัดสินใจนำนโยบายที่ใช้หาเสียงมาผลักดันปฎิบัติ

ทุกนโยบายมีทั้งคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์เมื่อเกิดการโจมตีว่ามีความผิดพลาดล้มเหลว หากผิดพลาดจริงก็คือผิดพลาดในกรอบความเสียหายทางการเมือง

ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมารับผลทางอาญาร่วมกับฝ่ายบฎิบัติงานเช่นนี้

เมื่อฝ่ายการเมืองเป็นผู้ตัดสินใจ ก็ควรรับผิดชอบในขอบเขตทางการเมืองผ่านการตรวจสอบทางระบอบรัฐสภา

และให้ประชาชนตัดสินจากการเลือกตั้งครั้งต่อไป . https://facebook.com/share/p/1DpHAmuXiE/



Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล
May 22, 2025 ·

[ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดี “จำนำข้าว”]

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ครบรอบ 11 ปี รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 160-163/2568 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 พิพากษาเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นบางส่วน และแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น สรุปความได้ว่า คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (อดีตนายกรัฐมนตรี 2554-2557) ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายจากโครงการจำนำข้าว จำนวน 10,028,861,880.83 บาท (“ประมาณ 10,029 ล้านบาท”)

โดยศาลพิจารณาและให้เหตุผลประกอบ ดังนี้

1. ศาลแบ่งแยกโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก การดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวเปลือก ส่วนที่สอง การปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบาย

โดยศาลเห็นว่า ในส่วนแรกนั้นเป็นการดำเนินในระดับนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา เป็นเรื่องทางการเมือง ต้องถูกตรวจสอบโดยการตั้งกระทู้ถามหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ถือเป็น “เจ้าหน้าที่” ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในส่วนแรกนี้ นายกรัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดทางละเมิดแต่อย่างใด ในส่วนที่สอง เป็นกรณีที่นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อให้นโยบายรับจำนำข้าวบรรลุผล ซึ่งถือเป็น “การกระทำทางปกครอง” ไม่ใช่การดำเนินการในส่วนนโยบาย จึงถือเป็น “เจ้าหน้าที่” ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 อันอาจมีความรับผิดทางละเมิดได้

(ดูคำพิพากษา หน้า 109-113)

2. ส.ต.ง.และ ป.ป.ช. ได้แจ้งผลการตรวจสอบต่อนายกรัฐมนตรี “สอดคล้องต้องกันโดยสรุปว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ก่อให้เกิดความสูญเสียงบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนมาก มีการทุจริตเชิงนโยบายเกิดขึ้นในหลายขั้นตอน ขอให้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอแนะและข้อสังเกตต่อไปด้วย” แต่นายกรัฐมนตรีมิได้ดำเนินการใดๆ

แม้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะอนุกรรมการแล้ว “แต่ก็มิได้ติดตามให้คณะอนุกรรมการรายงานผลการดำเนินการให้ทราบว่า มีปัญหาในการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามที่ได้รับรายงานจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและสำนักงาน ป.ป.ช.หรือไม่” และยังมีการตั้งกระทู้ถามและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยกล่าวหาและมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการทจริตในการระบายข้าวด้วยวิธีการขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G)

จึงถือว่า นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ “ได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตามนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายของรัฐบาลว่า มีปัญหาการทุจริตทุกขั้นตอน” แต่ก็มิได้สั่งการให้คณะอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบว่ามีปัญหาการทุจริตหรือไม่

จึงเป็นกรณีที่ “ไม่คำนึงถึงข้อทักท้วงและข้อเสนอของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินการตามโครงการต่างๆของรัฐ รวมทั้งการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด” แต่กลับปล่อยให้ดำเนินโครงการต่อไป จึงถือได้ว่า “ปล่อยปละละเลย ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาการทุจริต จึงเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการกระทำการทุจริตได้โดยง่าย” เป็นการที่คุณยิ่งลักษณ์ ละเมิดต่อกระทรวงการคลัง ทำให้ได้รับความเสียหายตาม ป.พ.พ.มาตรา 420

(ดูคำพิพากษา หน้า 121)

3. ศาลอธิบายว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือก มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1.การตรวจสอบคุณสมบัติและรับรองเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 2.การนำข้าวเปลือกไปจำนำและเก็บรักษา 3.การสีแปรสภาพข้าวเปลือกและเก็บรักษาข้าวสาร 4. การระบายข้าวด้วยวิธีการขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G)

ศาลเห็นว่าในสามขั้นตอนแรก ซึ่งเป็นขั้นตอนในการจำนำข้าวเปลือกนั้น แม้มีความเสียหายเกิดขึ้น แต่พฤติการณ์ของการกระทำของคุณยิ่งลักษณ์ ยังไม่ถึงขนาดเป็นความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่จะทำให้กระทรวงการคลังเสียหาย คุณยิ่งลักษณ์จึง “ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายอันเกิดจากการทุจริตในขั้นตอนการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 2555/2556 และปีการผลิต 2556/2557”

(ดูคำพิพากษา หน้า 122)

4. ศาลเห็นว่า ในขั้นตอนที่ 4 การระบายข้าวด้วยวิธีการขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ที่มีการทุจริตเกิดขึ้นนั้น คุณยิ่งลักษณ์ได้รับทราบปัญหา “แต่ไม่ได้มีการติดตามกำกับดูแลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกให้มีประสิทธิภาพตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้อย่างเต็มความสามารถ โดยเฉพาะในการติดตามดูแลหรือตรวจสอบการทุจริตการระบายข้าวตามสัญญาซื้อขายกรณีการระบายข้าวด้วยวิธีขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) อย่างใกล้ชิด” ประกอบกับ คุณยิ่งลักษณ์ในฐานะประธาน กขช. ได้เข้าร่วมประชุมเพียงครั้งเดียว จึงเห็นได้ว่า “ยังคงละเว้น เพิกเฉย ละเลย ไม่ติดตาม หรือสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการดำเนินงานตรวจสอบ”

ศาลเห็นว่า โดยวิสัย คุณยิ่งลักษณ์ต้องเล็งเห็นได้ว่า การดำเนินโครงการนี้มีความเสียหายเกิดขึ้นชัดเจนแล้ว จึงควรพิจารณาตามข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่างๆที่ปรากฏในหนังสือทักท้วงของหน่วยงานตรวจสอบ แต่กลับเพิกเฉย จนมีการทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าวด้วยวิธีการขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ส่วนนี้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้กระทรวงการคลังเสียหาย คุณยิ่งลักษณ์ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

(ดูคำพิพากษา หน้า 123)

5. ศาลนำความเสียหายจากสัญญาซื้อขาย 4 ฉบับที่มีปัญหาการทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าวด้วยวิธีการขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) มาพิจารณากำหนดค่าสินไหมทดแทน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 20,057,723,761.66 บาท (ประมาณ 20,058 ล้านบาท)

(ดูคำพิพากษาหน้า 124-125)

6. ศาลเห็นว่า พิจารณาจากระดับความร้ายแรงของการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีแล้ว ไม่เห็นควรที่จะหักส่วนแห่งความรับผิด

(ดูคำพิพากษา หน้า 125-126)

7. ศาลเห็นว่า กรณีนี้ ความเสียหายจากการระบายข้าวด้วยวิธีการขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) มีผู้กระทำละเมิดหลายคน ต้องหักส่วนความรับผิดของแต่ละคนออก โดยศาลกำหนดให้คุณยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดจำนวน 10,028,861,880.83 บาท (“ประมาณ 10,029 ล้านบาท”) หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของจำนวนมูลค่าความเสียหาย

(ดูคำพิพากษา หน้า 127)

.

ผมขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ดังนี้

1. การดำเนินการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากคุณยิ่งลักษณ์ ในความเสียหายที่เกิดจากโครงการจำนำข้าว ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ไปจนถึงการออกคำสั่งของกระทรวงการคลังในวันที่ 13 ตุลาคม 2559 และการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางนั้น มีความสัมพันธ์กับรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นกลางของผู้ออกคำสั่งทางปกครอง จนทำให้องค์กรผู้ใช้ดุลพินิจออกคำสั่งเรียกค่าสินไหมทดแทนมีความเป็นปฏิปักษ์กับคู่กรณี

2. การพิจารณาว่า “เจ้าหน้าที่” ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายที่เกิดแก่รัฐหรือหน่วยงานหรือไม่ ต้องพิจารณาจาก พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ประกอบกับ ป.พ.พ.มาตรา 420 เรื่องละเมิด ซึ่งมีองค์ประกอบ 4 ประการ ได้แก่ 1. เจ้าหน้าที่กระทำหรือละเว้นการกระทำ 2. การกระทำหรือละเว้นการกระทำนั้นเกิดจากเจ้าหน้าที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 3. มีความเสียหายเกิดขึ้นแก่หน่วยงาน 4. มีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำหรือละเว้นการกระทำกับความเสียหายที่เกิดขึ้น (causation)

ในส่วนที่เป็นการตัดสินใจทางนโยบายว่าจะดำเนินการโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งศาลเห็นว่าในส่วนนี้เป็นการกระทำทางการเมืองโดยแท้ เป็นเรื่องความรับผิดชอบทางการเมือง ผ่านกระบวนการตรวจสอบทางการเมือง เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการตั้งกระทู้ถาม ไม่ใช่เป็นการกระทำทางปกครอง ที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลปกครอง ไม่ได้กระทำการในฐานะ “เจ้าหน้าที่” ตามกฎหมายปกครอง ไม่อยู่ในขอบเขตความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในส่วนนี้ ผมเห็นด้วยกับศาลปกครองสูงสุด

แต่ในส่วนของกรณีที่นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อปฏิบัติตามนโยบาย และใช้อำนาจในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการ กขช. ซึ่งถือเป็น “เจ้าหน้าที่” ตามกฎหมายปกครองนั้น ศาลเห็นว่า คุณยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายอันเกิดจากการทุจริตในการระบายข้าวแบบ G to G ในส่วนนี้ ผมไม่เห็นด้วยกับศาลปกครองสูงสุด เพราะ การระบายข้าวแบบ G to G เป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์และการปฏิบัติในระดับเจ้าหน้าที่ ในขณะที่คุณยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบในระดับนโยบาย และนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของคุณยิ่งลักษณ์

3. ในคดีนี้ประเด็นพิพาท คือ คำสั่งของกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ให้คุณยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 35,717,273,715.23 บาท (ประมาณ 35,717 ล้านบาท) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ วัตถุแห่งคดีที่ต้องพิจารณาคือ “คำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559”

ในการพิจารณาออกคำสั่งกระทรวงการคลัง 1351/2559 นั้น ยืนยันว่า คุณยิ่งลักษณ์ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/2555 และนาปรัง ปี 2555 แต่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในปี 2555/2556 และปี 2556/2557 จะเห็นได้ว่า กระทรวงการคลังไม่ได้นำข้อเท็จจริงกรณีความเสียหายในปี 2554/2555 มาเป็นฐานในการออกคำสั่งกำหนดค่าสินไหมทดแทนแต่อย่างใด

แต่ปรากฏว่า ศาลปกครองสูงสุดได้นำกรณีความเสียหายจากการทุจริตในการระบายข้าวแบบ G to G ตามสัญญา 4 ฉบับ ซึ่งเป็นกรณีข้าวปีการผลิต 2554/2555 (โดยข้อเท็จจริงเรื่องทุจริตนี้ปรากฏในคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ได้อยู่ในคำสั่งกระทรวงการคลัง) มากำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีนี้ กรณีจึงเป็นการนำข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้เป็นมูลเหตุ (ในวิชากฎหมายปกครอง เราเรียกว่า motif) ในการออกคำสั่ง มาพิจารณาว่า คำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

(ดูความเห็นแย้งของตุลาการเสียงข้างน้อยได้ในหน้า 170)

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเท็จจริงเรื่องการทุจริตในการระบายข้าวแบบ G to G ก็ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ออกมาภายหลังจากคำสั่งกระทรวงการคลังด้วย

4. ในคดีปกครองในศาลปกครองนี้ เป็นการพิจารณา ความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งกระทรวงการคลัง และความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่อันเกิดจากการลงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งใช้ ป.พ.พ.มาตรา 420 และ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ในขณะที่การพิจารณาคดีอาญาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นการพิจารณาความผิดทางอาญาตามมาตรา 157 และความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นคนละเรื่อง คนละประเด็น มาตรวัดทางกฎหมายไม่เหมือนกัน องค์ประกอบความผิดตามกฎหมายไม่เหมือนกัน ระดับความเข้มข้นของความผิดทางละเมิดกับทางอาญาก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่สามารถหยิบเอาประเด็นในคดีอาญามาใช้ประกอบได้

5. การพิจารณาว่า “นายกรัฐมนตรี” เป็น “เจ้าหน้าที่” ใช้อำนาจตามกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณาโดยยึดวัตถุประสงค์ของกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ให้กล้าตัดสินใจกระทำการ (ดูได้จากหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติ) เป็นสำคัญ

หากศาลพิจารณาโดยใช้เทคนิควิธี “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” ชนิดที่ว่า โยงกันตั้งแต่

[รัฐเสียหาย --- เสียหายจากการทุจริต --- การทุจริตในการระบายข้าวแบบ G to G --- การระบายข้าวแบบ G to G อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีพาณิชย์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ --- นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบ --- ส.ต.ง. และ ป.ป.ช. ท้วงแล้ว สื่อลงข่าวแล้ว ส.ส.ฝ่ายค้านอภิปรายแล้ว ยังไม่หยุด --- เป็นประธาน กขช. แต่กลับไม่เข้าประชุม ]

=

[นายกรัฐมนตรีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทุจริต]

เช่นนี้แล้วล่ะก็ ต่อไป นายกรัฐมนตรีประเทศนี้จะไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เลย ไม่สามารถนำนโยบายที่รณรงค์หาเสียงมาปฏิบัติได้เลย เพราะ หากมีใครไม่เห็นด้วยกับนโยบาย ทักท้วงขึ้นมา นายกรัฐมนตรีก็ต้องหยุดทันที และหากบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่อยากต้องรับผิด ถูกดำเนินคดี วิธีการปลอดภัยที่สุด คือ ไม่คิด ไม่เสนอสิ่งใหม่ ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องเสี่ยงใดๆทั้งสิ้น ปล่อยให้ระบบราชการทำกันไปตามแต่ละวัน นายกรัฐมนตรีก็จะแปลงสภาพกลายเป็น “ปลัดประเทศ” ไปในที่สุด

ต้องไม่ลืมว่า นโยบายดีหรือไม่ดี คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า ย่อมมีคนเห็นแตกต่างกัน นโยบายหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์ คนอีกกลุ่มหนึ่งเสียประโยชน์ นโยบายหนึ่ง สอดคล้องกับวิธีคิดทางสำนักเศรษฐศาสตร์ของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่สอดคล้องกับวิธีคิดทางสำนักเศรษฐศาสตร์ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง การประเมินว่าการดำเนินนโยบายนี้ สร้างความเสียหายให้กับรัฐ หรือเสี่ยงต่อการทุจริต ก็มีคนมองได้ต่างกัน ดังนั้น ต้องปล่อยให้ตัดสินใจกันในทางการเมือง รับผิดชอบกันในทางการเมือง ไม่สมควรให้นักวิชาการบางกลุ่มหรือองค์กรอิสระมาเป็นดัชนีชี้วัดว่านโยบายไหนทำได้หรือทำไม่ได้ มิเช่นนั้นแล้ว ต่อไป เพียงแค่ องค์กรอิสระหรือนักวิชาการทำหนังสือแสดงความไม่เห็นด้วยและสันนิษฐานว่าอาจเกิดทุจริตได้หรือมี ส.ส.ฝ่ายค้านอภิปรายแล้ว ก็เท่ากับว่า รัฐบาลต้องยุติการดำเนินนโยบายทันที สรุปแล้ว ใครเป็นรัฐบาลกันแน่?

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ ผมมีความเห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น (ให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ให้คุณยิ่งลักษณ์ชดใช้ 30,000 กว่าล้านบาท) และไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด (ให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังบางส่วน และคุณยิ่งลักษณ์ต้องชดใช้อีกประมาณ 10,029 ล้านบาท)

ผมเห็นว่า กรณีนี้ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะ ความเสียหายที่จากการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเกิดจากระดับปฏิบัติในชั้นเจ้าหน้าที่ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ละเว้นการกระทำ แต่ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบติดตามแล้ว นายกรัฐมนตรีไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ปล่อยให้มีการทุจริต และความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ห่างไกลและไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของนายกรัฐมนตรี การนำความเสียหายจากการทุจริตการระบายข้าวแบบ G to G มาใช้เป็นฐานในการกำหนดค่าสินไหมทดแทน เป็นการนำข้อเท็จจริงที่ไม่ได้เป็นมูลฐานในการออกคำสั่งของกระทรวงการคลังมาใช้พิจารณา

.

ข้อสังเกตที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ มีตุลาการศาลปกครองสูงสุด ลงชื่อในคำพิพากษา 5 คน ได้แก่ ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ (ตุลาการเจ้าของสำนวน), พงษ์ศักดิ์ กัมพูสิริ, สมยศ วัฒนภิรมย์, สมภพ ผ่องสว่าง, ฉัตรชัย นิติภักดิ์ (ดูคำพิพากษา หน้า 136) โดยมีตุลาการทำความเห็นแย้งใน 4 ประเด็น

ประเด็นแรก

การกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทน ต้องหักส่วนที่เป็นความผิดของหน่วยงานหรือระบบออกไปก่อน และให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบเฉพาะ ร้อยละ 20 หลังจากหักส่วนความผิดของหน่วยงานไปแล้ว รวมแล้วให้คุณยิ่งลักษณ์ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ประมาณ 2,000 ล้านบาท

ตุลาการผู้ลงชื่อในประเด็นนี้ คือ ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์

(ดูคำพิพากษา หน้า 137-146)

ประเด็นที่สอง

ยืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น ให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง คุณยิ่งลักษณ์ไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยให้เหตุผลประกอบ ดังนี้

1. คุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพราะ กรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G นั้น เป็นขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบระดับนโยบาย จากคำให้การของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ต่อคณะกรรมการฯ ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีรับรู้เฉพาะในการทำ MOU แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรายละเอียดของสัญญา นอกจากนี้ เมื่อเกิดประเด็นข้อสงสัยเรื่องการทุจริตขึ้นมา นายกรัฐมนตรีก็ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการแล้ว ส่วนกรณี ส.ต.ง.ทักท้วงนั้น เป็นเพียงข้อแนะนำ มิได้มีผลก่อให้เกิดหน้าที่ตามกฎหมายที่ผูกพันให้นายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตาม แต่เป็นดุลพินิจนายกรัฐมนตรีที่จะดำเนินการตามความเหมาะสม และนายกรัฐมนตรีก็ได้ส่งหนังสือของ ส.ต.ง. ให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการต่อแล้ว ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า คุณยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

2. ในคดีนี้ ไม่สามารถนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดี อม.211/2560 มาใช้ได้ เพราะ ประเด็นของคดีนี้ คือ คำสั่งของกระทรวงการคลังที่ให้คุณยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในขณะที่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีอาญา ไม่ได้เป็นฐานในการออกคำสั่งของกระทรวงการคลัง การที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟังข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่นอกเหนือจากข้อเท็จจริงในคำสั่งพิพาท จึงไม่น่าจะถูกต้อง

3. นายกรัฐมนตรีไม่สามารถรับทราบและรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ได้ทั้งหมด “การวางหลักให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบทุกเรื่องถึงขั้นอาจจะเป็นปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปในอนาคต”

4. การประเมินว่าเกิดความเสียหายกับรัฐหรือไม่ ไม่อาจใช้ “ขาดทุน” มาประเมินได้ เพราะ โครงการรับจำนำข้าวไม่ใช่โครงการแสวงหากำไร แต่เป็นโครงการช่วยเหลือชาวนา “ถือเป็นโครงการที่รัฐต้องใช้งบประมาณใช้จ่ายในการดำเนินการโครงการให้บรรลุผลเช่นเดียวกับนโยบายอื่นๆที่รัฐสนับสนุน เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือโครงการคนละครึ่ง หรือโครงการสวัสดิการเบี้ยผู้สูงอายุ เป็นต้น ดังนั้น ปัญหาการดำเนินการตามโครงการรับจำนำข้าวที่ขาดทุน จึงมิใช่เหตุผลที่รัฐบาลหรือนายกรัฐมนตนรีหรือคณะรัฐมนตรีจะนำมาใช้เป็นเหตุในการยกเลิกโครงการ และไม่อาจนำมาอ้างเป็นความเสียหายเพื่อให้รัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรี หรือเจ้าหน้าที่ให้ต้องรับผิดในผลการดำเนินการที่ขาดทุน” ในส่วนของการทุจริตที่เกิดขึ้นนั้น มีการดำเนินคดีทางแพ่งและทางอาญากับเจ้าหน้าที่แล้ว และ “ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ร่วมกระทำทุจริตกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด”

ตุลาการผู้ลงชื่อในประเด็นนี้ ได้แก่ สมชัย วัฒนการุณ, มานิตย์ วงษ์เสรี, สมยศ วัฒนภิรมย์

(ดูคำพิพากษา หน้า 147-171)

ประเด็นที่สาม

การกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทน ไม่สามารถนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาใช้ประกอบการพิจารณาในคดีนี้ได้ / ต้องหักส่วนความผิดของหน่วยงานและระบบออกไปด้วยร้อยละ 50 / โครงการระบายข้าว G to G เกิดจากการปฏิบัติในระดับเจ้าหน้าที่ นายกรัฐมนตรีซึ่งอยู่ในระดับนโยบาย ไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติการ จึงให้รับผิดร้อยละ 5 คิดเป็นค่าสินไหมทดแทนประมาณ 500 ล้านบาท) / หากเอกชนผู้ทุจริต ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ความเสียหายของโครงการระบายข้าว G to G แล้ว ก็ให้หักส่วนนี้ออกจากส่วนที่คุณยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ด้วย

ตุลาการผู้ลงชื่อในประเด็นนี้ ได้แก่ สมชัย วัฒนการุณ, อนุวัฒน์ ธาราแสวง, สมยศ วัฒนภิรมย์

(ดูคำพิพากษา หน้า 172-177)

ประเด็นที่สี่

ยืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง คุณยิ่งลักษณ์ไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยให้เหตุผลประกอบ ดังนี้

1. การดำเนินการโครงการจำนำข้าว ทำโดยรูปแบบองค์กรกลุ่ม คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ ไม่อาจเป็นความรับผิดของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว

2. คณะกรรมการกำหนดค่าเสียหายของกระทรวงการคลัง เป็นผลสืบเนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีจากการยึดอำนาจ ดังนั้น คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดและผู้ลงนามออกคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้ “จำเป็นที่จะต้องพิจารณาและใช้ดุลพินิจวินิจฉัยให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยไม่ต้องพิจารณาหรือคำนึงถึงความยุติธรรมหรือคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ทางการเมืองของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทรืโอชา ได้กำหนดสั่งการและคาดโทษไว้ในที่ประชุมของคณะกรรมการ กบข.ครั้งที่ 3/2558 ดังกล่าว” (ดูส่วนนี้ในหน้า 190,191)

3. ประเด็นในคดีอาญา ไม่อาจนำมาใช้ในคดีนี้ได้

ตุลาการผู้ลงชื่อในประเด็นนี้ ได้แก่ สมฤทธิ์ ไชยวงศ์

(ดูคำพิพากษา หน้า 178-195)

.

อนึ่ง เมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาและความเห็นแย้ง พิจารณาจากรายชื่อตุลาการที่ลงชื่อในคำพิพากษาจำนวน 5 คน พิจารณาจากรายชื่อตุลาการที่ลงชื่อในความเห็นแย้งแล้ว เราไม่อาจทราบได้ว่าองค์คณะ 5 คน (ตามรายชื่อปรากฏท้ายคำพิพากษา หน้า 136) แต่ละคนลงมติกันอย่างไร ในแต่ละประเด็น มีมติด้วยเสียงเท่าไร ใครเป็นเสียงข้างมาก ใครเป็นเสียงข้างน้อย และเราไม่อาจทราบได้ว่า มีประเด็นใดบ้างที่ส่งให้ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดชี้ขาด องค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่ฯ มีกี่คน ใครบ้าง และในแต่ละประเด็น มีมติด้วยเสียงเท่าไร ใครเป็นเสียงข้างมาก ใครเป็นเสียงข้างน้อย (เราทราบแต่เพียงมีตุลาการที่เป็นเสียงข้างน้อยในบางประเด็น ได้ลงชื่อไว้ในความเห็นแย้ง)

เนื่องจากคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนอย่างกว้างขวาง สัมพันธ์กับการเมือง เป็นคำพิพากษาที่กลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น และมีความเห็นแย้งของตุลาการเสียงข้างน้อยในหลายประเด็น ผมจึงมีความเห็นว่า เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์ทางวิชาการ เพื่อให้สาธารณชนได้ตรวจสอบการใช้อำนาจของศาลปกครองผ่านการพิจารณาการให้เหตุผลประกอบคำพิพากษาได้ ศาลปกครองสูงสุดควรเปิดเผยข้อมูล ดังต่อไปนี้

1. การพิจารณาในองค์คณะ ต้องวินิจฉัยและลงมติในประเด็นใดบ้าง
2. ตุลาการในองค์คณะ ลงมติในแต่ละประเด็นด้วยเสียงเท่าไร ใครเป็นเสียงข้างมาก ใครเป็นเสียงข้างน้อย
3. มีประเด็นใดบ้างที่ให้ที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองสูงสุดชี้ขาด
4. องค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองสูงสุดที่ชี้ขาดในแต่ละประเด็น มีจำนวนเท่าไร ในแต่ละประเด็นมีการลงมติด้วยคะแนนเสียงเท่าไร ใครเป็นเสียงข้างมาก ใครเป็นเสียงข้างน้อย

.

ตั้งแต่ผมยังปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับผิดชอบบรรยายกฎหมายปกครองและความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ต่อเนื่องทุกปี ผมยืนยันมาโดยตลอดว่า กรณีความเสียหายจากการทุจริตโครงการจำนำข้าว ไม่สามารถนำกฎหมายความรับผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่ มาบังคับใช้ สั่งให้คุณยิ่งลักษณ์ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ผมได้แสดงความเห็นมาโดยตลอด ทั้งผ่านทางข้อเขียน เฟสบุ๊ค และแสดงความเห็นในที่สาธารณะ

จนกระทั่ง ผมได้ลาออกจากอาจารย์ประจำ มาตั้งพรรคอนาคตใหม่ ได้เป็น ส.ส. จนถูกยุบพรรคและถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี หากมีโอกาส ก็แสดงความเห็นเช่นนี้มาเสมอ

จนมาถึงวันนี้ วันที่ผมไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองใดๆ และมีความเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกับพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลชุดนี้ที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ในประเด็นสำคัญหลายเรื่อง แต่ผมก็ยังคงยืนยันความเห็นทางกฎหมายในกรณีนี้แบบเดิม

จึงขอยืนยันใช้เสรีภาพในทางความคิดและทางวิชาการ แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1316545233164865&set=a.553423659477030




ลองฟัง บารัค โอบามา ในการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายร่วมกับสื่อมวลชนเมื่อปี 2017 เราจะเห็นมุมมองของเขาเรื่องสื่อ











https://x.com/HQNewsNow/status/2102502740425367632

บารัค โอบามา ในการแถลงข่าวครั้งสุดท้ายร่วมกับสื่อมวลชนเมื่อปี 2017:

"ผมมีความสุขที่ได้ร่วมงานกับพวกคุณทุกคน แน่นอนว่านั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะชอบข่าวทุกชิ้นที่พวกคุณนำเสนอ แต่นั่นคือหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์นี้ พวกคุณไม่ควรทำตัวเป็นพวกประจบสอพลอ แต่ควรเป็นผู้ที่รู้จักตั้งคำถามและมีความกังขา พวกคุณควรจะถามคำถามที่ยากและท้าทายผม ไม่ใช่แค่คอยกล่าวชื่นชม แต่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่กุมอำนาจอันยิ่งใหญ่ด้วยสายตาที่เฉียบคม" 
.....



ภาพนี้แสดงข้อมูลสรุปจากดัชนีเสรีภาพสื่อโลก (World Press Freedom Index) ประจำปี 2026 ซึ่งจัดทำและเผยแพร่เป็นประจำทุกปีโดยองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders หรือ RSF)

อันดับสูงสุดเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา

อันดับที่ 1: นอร์เวย์ 🇳🇴

อันดับที่ 2: เนเธอร์แลนด์ 🇳🇱

อันดับที่ 3: เอสโตเนีย 🇪🇪

อันดับที่ 4: เดนมาร์ก 🇩🇰

อันดับที่ 5: สวีเดน 🇸🇪

อันดับที่ 6: ฟินแลนด์ 🇫🇮

อันดับที่ 64: สหรัฐอเมริกา 🇺🇸

หมายเหตุเกี่ยวกับธง/ไอคอน: ไอคอนธงสหภาพยุโรป (EU) ที่ปรากฏข้างรายชื่อ 6 อันดับแรก สื่อถึงการที่ทั้ง 6 ประเทศอยู่ในภูมิภาคยุโรป (โดยเนเธอร์แลนด์ เอสโตเนีย เดนมาร์ก สวีเดน และฟินแลนด์ เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ส่วนนอร์เวย์เป็นสมาชิกกลุ่มเชงเก็นและตลาดเดี่ยวของยุโรป)

บริบทและข้อค้นพบสำคัญจากรายงาน

เสรีภาพสื่อทั่วโลกตกต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี: คะแนนเฉลี่ยทั่วโลกลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำดัชนีนี้ในปี 2002 โดยกว่าร้อยละ 50 ของประเทศที่ได้รับการประเมินทั้ง 180 ประเทศ จัดอยู่ในกลุ่มที่มีสถานะเสรีภาพสื่อระดับ "ยากลำบาก" (difficult) หรือ "วิกฤต" (very serious)

สถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาถดถอยลง: สหรัฐฯ ร่วงลง 7 อันดับมาอยู่ที่อันดับที่ 64 โดย RSF ระบุถึงปัจจัยต่างๆ เช่น แรงกดดันทางกฎหมายและการเมืองที่มีต่อองค์กรสื่อที่เพิ่มมากขึ้น ทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อนักข่าว และการลดงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลางสำหรับสถานีวิทยุและโทรทัศน์สาธารณะที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ

ระเบียบวิธีวิจัย: RSF ให้คะแนนประเทศต่างๆ จำนวน 180 ประเทศ โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดบริบท 5 ด้าน ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางการเมือง กรอบกฎหมาย บริบททางเศรษฐกิจ บริบททางสังคมและวัฒนธรรม และความปลอดภัยของนักข่าว




สี จิ้นผิง กำลังพบหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองประเทศมักถูกมองว่ากำลังขับเคี่ยวกันเพื่อชิงตำแหน่งผู้นำในระเบียบโลก มาดูการเปรียบเทียบศักยภาพของทั้งสองประเทศ






https://x.com/AJEnglish/status/2102733469369413807



 

หลายคนคงสะใจเห็นคนลุกเดินออกจากห้องประชุมทันทีที่เนทันยาฮูขึ้นไปบนเวที เนทันยาฮูตะโกนป่าวประกาศว่าจะมาพูดความจริงที่เวที UN แต่กลับต้องเจอกับสภาพที่นั่งว่างเปล่าไปครึ่งหนึ่ง แถมยังมีนักการทูตอีก 50 คน พากันเดินออกจากห้องประชุมทันที ที่เขาขึ้นไปบนโพเดียม







https://x.com/Bennett_Method/status/2102796177582305584


Michael Bennett
@Bennett_Method

ชอบภาพแบบนี้จริงๆ เนทันยาฮูตะโกนปาวๆ ว่าจะพูดความจริงที่ UN แต่กลับต้องเจอที่นั่งว่างไปครึ่งห้อง แถมยังมีนักการทูตอีก 50 คนลุกเดินออกจากห้องประชุมทันทีที่เขาขึ้นไปบนเวที

ทั้งอเมริกาและคนทั้งโลกต่างเอือมระอากับเรื่องไร้สาระและคำลวงโลกของอิสราเอลเต็มทีแล้ว ชาวอเมริกันกำลังตาสว่าง และเราจะไม่ยอมเอาเงินภาษีไปสนับสนุนความชั่วร้ายอีกต่อไป

เลิกเอาอิสราเอลมาก่อนได้แล้ว ถึงเวลาที่เราต้องเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศเราเอง มากกว่าความเห็นแก่ตัวอันน่ารังเกียจของพวกเขา

จะร้องไห้ฟูมฟายแค่ไหนก็เชิญเลย บิบิ ไม่มีใครเชื่อคุณแล้ว และก็ไม่มีใครอยากฟังคุณอีกต่อไป https://x.com/aapayes/status/2102538977798455761/video/1









Power to the People ☭🕊
@ProudSocialist
·4 ชม.

ประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ชี้ให้เห็นถึงความไร้เหตุผลและความย้อนแย้งในพฤติกรรมของสหรัฐฯ ที่ทำสงครามกับอิหร่านโดยอ้างเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ [ซึ่งอิหร่านไม่มี] ในขณะที่อิสราเอลเป็นเพียงประเทศเดียวในตะวันออกกลางที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครอง:

“ระเบิดปรมาณูและอาวุธนิวเคลียร์ตกอยู่ในมือของรัฐบาลอิสราเอล แต่กลับมีการเรียกร้องให้ผู้ตรวจสอบเข้ามายังอิหร่าน

อิสราเอลสังหารผู้บริสุทธิ์ในฉนวนกาซาอย่างโหดเหี้ยมไปกว่า 70,000 คน แต่อิหร่านกลับถูกโจมตีด้วยระเบิดทั้งที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา

อิสราเอลมีระเบิดและมีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ทั้งยังไม่ได้เป็นภาคีในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) และตลอดประวัติศาสตร์อันน่าละอายของตนก็ไม่เคยยอมให้มีการตรวจสอบแม้แต่ครั้งเดียว แต่พวกเขากลับได้รับรางวัลเป็นสรรพกำลังทุกรูปแบบที่เอื้อให้สามารถทิ้งระเบิดใส่เมืองหลวงแห่งใดก็ได้ในภูมิภาคนี้ตามใจชอบ” https://x.com/clashreport/status/2102768262450667821/video/1





ถึงคราว ประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน พูดบ้างที่ UNGA "เมื่อวานนี้ ทรัมป์ตราหน้าพวกเราว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกเราต่างหากที่เป็นเหยื่อของการก่อการร้าย ข้าพเจ้ามาจากอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่ผู้นำสูงสุดอันเป็นที่เคารพรักของเราถูกลอบสังหารโดยปราศจากเหตุผลหรือกระบวนการทางกฎหมายใดๆ รองรับ"








https://x.com/AlertaNews24/status/2102764563267510286
.....

ประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน กล่าวว่า:

เมื่อวานนี้ ทรัมป์ตราหน้าพวกเราว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกเราต่างหากที่เป็นเหยื่อของการก่อการร้าย

ข้าพเจ้ามาจากอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่ผู้นำสูงสุดอันเป็นที่เคารพรักของเราถูกลอบสังหารโดยปราศจากเหตุผลหรือกระบวนการทางกฎหมายใดๆ รองรับ

ข้าพเจ้ามาจากอิหร่าน ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์ทิ้งระเบิดโจมตีโรงเรียน ท่านเห็นเด็กๆ เหล่านี้หรือไม่? เด็กเหล่านี้ต้องเสียชีวิตภายใต้แรงระเบิดจากอาวุธที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นผู้ใช้

พวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่ได้มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
.....


Full Iran speech at UN General Assembly tells Trump, US that 'we will never bow our head' amid war

USA Today

Sep 23, 2026

Iranian President Masoud Pezeshkian delivered a speech to the United Nations General Assembly on Sept. 23, accusing the United States and Israel of "terrorism" and "genocide" while arguing Iran only wishes to defend itself amid war with the U.S. and Israel.

Pezeshkian's speech comes the day after President Donald Trump threatened to "annihilate" Iran in his own UNGA speech.

https://www.youtube.com/watch?v=Ea0tUnrVAFk
.....

ในการกล่าวปราศรัยต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2026 ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ของอิหร่านได้กล่าวถ้อยแถลงด้วยท่าทีแข็งกร้าวเพื่อตอบโต้ความคิดเห็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่มีขึ้นเมื่อวันก่อนหน้า

ประเด็นสำคัญจากการปราศรัยมีดังนี้:

การปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการก่อการร้าย: เปเซชเคียนปฏิเสธว่าอิหร่านเป็นต้นเหตุของความไร้เสถียรภาพ แต่กลับระบุว่าอิหร่านเป็นเหยื่อของการก่อการร้ายและการรุกรานจากสหรัฐฯ และอิสราเอล (0:27-1:26)
เขาใช้สื่อภาพประกอบเพื่อชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากการปฏิบัติการทางทหารที่มีต่อพลเรือนชาวอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ (0:44-2:02)

จุดยืนในการป้องกันตนเอง: เขายืนยันว่าอิหร่านไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มสงครามมาเป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว และย้ำว่าโครงการทางทหารและนิวเคลียร์ในปัจจุบันมีไว้เพื่อการป้องกันตนเองและเพื่อสันติภาพเท่านั้น (4:49-7:45) เขาย้ำว่าอิหร่านจะไม่ขออนุญาตใครในการปกป้องดินแดนของตน
ประเด็นปาเลสไตน์: ประธานาธิบดีระบุว่าสถานการณ์ในฉนวนกาซาคือ "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" และเป็น "บาดแผลฉกรรจ์ในมโนธรรมของประชาคมโลก" โดยโต้แย้งว่าสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันตกจะไม่เกิดขึ้นหากปราศจากความยุติธรรมสำหรับปาเลสไตน์ (9:32-10:07)

การเรียกร้องความเท่าเทียม: เขาวิพากษ์วิจารณ์ "มาตรฐานสองมาตรฐาน" ในการทูตระหว่างประเทศ โดยเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างการตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน กับการขาดการตรวจสอบคลังอาวุธนิวเคลียร์ของอิสราเอล (13:00-13:43)
มุมมองด้านการทูต: แม้จะยังคงจุดยืนที่หนักแน่น แต่เปเซชเคียนได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยการเปิดช่องทางสำหรับการเจรจาและการทูต โดยระบุว่าอิหร่านพร้อมที่จะเจรจาหากการเจรจานั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "ภาษาแห่งกำลัง" หรือการข่มเหงรังแก (17:14-18:03)

จุดยืนของอิหร่านเป็นอย่างไร?

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน นำเสนอจุดยืนของอิหร่านว่าเป็นการป้องกันตนเองอย่างมั่นคงมากกว่าการรุกรานผู้อื่น เขากล่าวอ้างว่าอิหร่านไม่ได้โจมตีชาติอื่นมานานกว่า 200 ปีแล้ว และแสนยานุภาพทางทหารของประเทศมีไว้เพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ถูก "เหยียบย่ำ" ในสภาพแวดล้อมโลกที่เขามองว่าเป็นปฏิปักษ์ (4:49-6:39) ในเชิงการทูต ประธานาธิบดีนำเสนอจุดยืนของอิหร่านว่าเป็นเรื่องของการเรียกร้องสิทธิที่เท่าเทียมและความเป็นธรรม โดยวิพากษ์วิจารณ์การใช้ "มาตรฐานสองมาตรฐาน" กับประเทศของตนเมื่อเทียบกับประเทศอย่างอิสราเอล (13:00-14:34) เขายืนยันว่าอิหร่านไม่ได้ต้องการความเป็นใหญ่เหนือผู้อื่น แต่ต้องการความร่วมมือและความมั่นคงสำหรับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด พร้อมทั้งระบุอย่างชัดเจนว่าอิหร่านจะไม่มีวัน "ก้มหัว" ให้กับการใช้อำนาจข่มเหงหรือแรงกดดันจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา (15:48-17:49)

อิหร่านอธิบายโครงการนิวเคลียร์ของตนไว้อย่างไร?

ประธานาธิบดีอิหร่านอธิบายว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นโครงการเพื่อสันติและเป็นส่วนสำคัญต่อความก้าวหน้าของประเทศ (7:02-7:04) เขาระบุว่าเทคโนโลยีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ:
การรักษาและดูแลผู้ป่วย (7:07-7:12)
ความมั่นคงทางอาหารในภาคเกษตรกรรม (7:12-7:14)
ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและการจัดหาพลังงานไฟฟ้า (7:14-7:18)
ผู้พูดระบุอย่างชัดเจนว่าอิหร่านไม่ได้ต้องการอาวุธนิวเคลียร์ และปฏิเสธข้อจำกัดในการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ (7:42-7:45)

มุมมองของอิหร่านที่มีต่อพลังงานนิวเคลียร์เป็นอย่างไร?

ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) อธิบายว่าเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นเทคโนโลยีเพื่อสันติและเป็นรากฐานสำคัญต่อความก้าวหน้าของประเทศ (7:02-7:07) เขาได้ระบุถึงการนำโครงการนี้ไปใช้ในด้านต่างๆ ได้แก่:

ด้านสาธารณสุข: การใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาและดูแลผู้ป่วย (7:07-7:12)
ด้านเกษตรกรรม: การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ (7:12-7:14)
ด้านอุตสาหกรรมและพลังงาน: การยกระดับขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมและการจัดหาพลังงานไฟฟ้า (7:14-7:18)

นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังชี้แจงอย่างชัดเจนว่าอิหร่านไม่ได้แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และจะไม่ยอมรับข้อจำกัดในสิทธิที่จะพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสันติ (7:42-7:45)




คลิป Nene Royal จัดเต็มสไตล์ร็อกสตาร์กับเพลง “Seven Nation Army” ของวง The White Stripes | รอบชิงชนะเลิศ | AGT 2026


Nene Royal Goes FULL ROCKSTAR With “Seven Nation Army” By The White Stripes | The Final | AGT 2026

Sep 22, 2026

16-year-old Nene Royal from Thailand commands the stage with a fierce, powerhouse rendition of “Seven Nation Army” by The White Stripes.

https://www.youtube.com/watch?v=oS1DtbMXxzw








Thai PBS News
@ThaiPBSNews
·7h

เปิดรางวัล-โอกาส หาก "เนเน่ รอยัล" คว้าแชมป์ AGT 2026 คุ้มค่าแค่ไหน? 
.
หลังจากสาวน้อยวัย 16 ปี จาก จ.ภูเก็ต ได้สร้างปรากฏการณ์บนเวทีระดับโลกในรอบไฟนอล ด้วยโชว์ทรงพลังในเพลง “Seven Nation Army” ของ The White Stripes ที่นำมาเรียบเรียงใหม่ในเวอร์ชันร็อกจนสะกดใจคณะกรรมการและผู้ชมทั้งฮอลล์ นาทีนี้เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศกำลังนับถอยหลัง รอผลโหวตที่จะชี้ชะตาในเช้าวันพรุ่งนี้! 
.
AGT 2026 ไม่ใช่แค่รายการประกวดความสามารถระดับโลกของสหรัฐอเมริกา แต่มันคือ "ตั๋วทองคำ" ที่จะเปลี่ยนชีวิตเด็กไทยที่มีพรสวรรค์คนนี้ไปตลอดกาล ระหว่างที่เรากำลังรอข่าวดี มาดูกันว่า หาก "เนเน่" คว้าแชมป์ America's Got Talent 2026 เธอจะได้รับรางวัลและโอกาสอะไรบ้าง? 
.
1. เงินรางวัล 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านบาท)
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า กฎกติกาของเวทีนี้ ผู้ชนะสามารถเลือกรับเงินได้ 2 ทาง 
.
ทางเลือกที่ 1 : รับเงินแบบรายปี ปีละประมาณ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ตัวเลขนี้คือก่อนหักภาษี) เป็นเวลายาวนานถึง 40 ปี 
.
ทางเลือกที่ 2 : รับเงินก้อนทันที หากเลือกทางนี้ มูลค่าจะถูกปรับตามมูลค่าปัจจุบัน เหลือประมาณ 300,000 - 350,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ก่อนหักภาษีตามกฎหมายสหรัฐฯ) 
.
แต่นอกจากเงินรางวัลแล้ว "มูลค่าที่แท้จริง" ของการเป็นแชมป์คือโอกาสเหล่านี้... โอกาสขึ้นแสดงโชว์ ณ เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา (ความฝันของศิลปินทั่วโลก) อาจจะได้รับการเซ็นสัญญากับค่ายเพลง ก้าวขึ้นเป็นศิลปินระดับโลกอย่างเต็มตัว ชื่อเสียงระดับสากล และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในวงการบันเทิงระดับโลกโอกาสได้รับงานแสดงโชว์ในต่างประเทศ
.
ร่วมลุ้นและส่งกำลังใจให้ "เนเน่" พร้อมกัน! ติดตามการประกาศผลผู้ชนะเลิศอย่างเป็นทางการ ในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 08.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)


https://x.com/ThaiPBSNews/status/2102730443762421881




วันพุธ, กันยายน 23, 2569

โครงการปฏิรูประบบราชครั้งใหญ่ชนิดเรียกได้ว่าเป็น ‘tall order’ (งานยากชิบ!) ของรัฐบาลอนุทิน จะลบล้างข้อครหาที่กระหึ่มมาหนักหน่วงเรื่องคอรัปชั่นได้ไหม

โครงการปฏิรูประบบราชครั้งใหญ่ชนิดเรียกได้ว่าเป็น ‘tall order’ (งานยากชิบ!) ของรัฐบาลอนุทิน ที่กำลังจะเป็น ๒.๕ เมื่อจะมีพรรคกล้าธรรมของ ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าร่วมแน่นอน จะลบล้างข้อครหาที่กระหึ่มมาหนักหน่วงเรื่องคอรัปชั่นได้ไหม

ก็ต้องไปรอดูกันในปี ๒๕๗๕ ได้ฉลองครบรอบร้อยปีเปลี่ยนแปลงการปกครองพอดี และจะทำให้เนวิน อนุทิน ธรรมนัส อ้อ แล้วยศชนันอีกคน ชุบตัวได้เป็นคณะผู้ก่อการดีอีกรุ่นได้ไหม ชาวบ้านอาจจะต้องรอและลุ้นกันนานและหนักหน่อย

ก่อนอื่นมีคำถามรอมาตั้งแต่เริ่มมีข่าวว่า คณะผู้ริเริ่มก่อการมอบหมายให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นผู้รับผิดชอบและเป็นผู้ร่างเค้าโครงสร้างคร่าวๆ ของการปฏิรูปชิ้นนี้ จะแน่แช่แป้งแค่ไหน ก็ต้องคอยติดตามรายละเอียดกันไว้ใกล้ชิดหน่อย อย่าชะล่าใจ

เพราะมี ผู้กองแป้ง มาร่วมอีกคน ใช่จะว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ประวัติการไม่ค่อยสุจริตมีอยู่ที่ออสเตรเลีย ถึงจะ “คนละเรื่อง” แต่ก็ระนาบ “เดียวกัน” กับที่ดินเขากระโดง และสัมปทานสัปปายะสภาสถาน ล้วนแต่เรื่องยังไม่เคลียร์ทั้งนั้น จะผันผายไปเรื่องอื่นๆ มักง่าย ไปมั้ง

นักข่าวถามยศชนันว่า “ผู้กองมาแล้ว” เพื่อไทยจะว่าไง อาจารย์ บอกไม่มีอะไรนี่ เราก็ทำ ๕ กระทรวงของเราไป ตามโควต้าที่ได้มา ไม่รู้ว่าหมายตีตราเอาไว้ “ของข้าใครอย่าแตะ” หรือเปล่านะ ยิ่ง ไผ่ ลิกส์ ฉวยคุยโตแทนว่า (นาย) เขา

ถอดนาฬิกาคาสิโอสลักชื่อนายกฯ ให้ผู้กองไว้กับมือเป็นสินสอดเลยเชียวนะ รักแท้ถ่านไฟเก่า โบราณว่ามันขลังนักก็ตาม ดังนั้นให้ไปดูกันที่เค้าโครงปฏิรูปราชการดีกว่า จะว่าไปถ้าเพื่อไทยได้ไปร่วมเอี่ยวกับงานนั้น น่าจะเป็นเบี้ยคะแนนนิยมขลังๆ เก็บไว้ใช้

เพราะงานนี้ ปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ.ยังร้อง อื้อฮือ “มันมีความใหญ่ของมันมาก จริง ๆ ต้องให้เครดิตท่านรองนายกฯ ปกรณ์ ต้องให้เครดิตรัฐบาลที่สนับสนุน ให้มีการปรับปรุงระบบข้าราชการในระดับนี้” ถ้าจะมีการลดกรอบอัตรากำลังลง

“ไม่น้อยกว่า ๑๕% จากฐานข้าราชการพลเรือนที่มีอยู่ปัจจุบัน ๔.๑ แสนคน ภายในปีงบประมาณ ๒๕๗๕” ได้จริง ถ้าช่วยกันจ้องดูภายในปีงบประมาณ ๒๕๗๐ ไม่ถึงสิ้นปีก็รู้เรื่องแล้ว ว่านายกฯ จะสามารถกำกับให้งานเดินไปอย่างคล่องแคล่วและโปร่งใส

ตลอดไปถึงวันหมดวาระก่อนสิ้นปี ๗๒ จำเพาะอย่างยิ่งสามารถเอาเนื้องานที่เห็นเป็นผล มาตอบโจทย์ข้อกังขาต่างๆ นานาของฝ่ายค้านได้เป็นส่วนมากที่สุด ไม่ใช่ทำยะโสไม่ตอบอะไร แล้วมัวแต่เล่นลิ้นแซะซอนด้วยโวหารสำนวนเหมือนเดี๋ยวนี้

(https://www.bbc.com/thai/articles/cm89j3dln9w5o และ https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/169032?=IwY2xjawUfk)