วันอาทิตย์, มิถุนายน 28, 2569

“สัญญาณจากในทำเนียบเงียบมาก” รัฐบาลไม่ใส่ใจชาวบ้านชุมนุมข้างทำเนียบฯ ต่อต้านร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจภาคใต้ และโครงการแลนด์บริดจ์


“สัญญาณจากในทำเนียบเงียบมาก” Decode.plus รายงานสภาพการณ์ชุมนุมคัดค้าน พรบ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว ๓ วัน มิใย ประสิทธิ์ชัย หนูนวล แกนนำ #เครือข่ายประชาชนภาคใต้ จะประกาศยกระดับการประท้วง

ร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังถูกผลักดันอย่างเร่งรัด รัฐบาลอนุทินมั่นใจว่าจะผ่านการรับรองของรัฐสภาภายในต้นเดือนธันวานี้แน่ๆ เพื่อให้ทันเริ่มบังคับใช้ในต้นปี ๒๕๗๐ เพื่อต่อยอดไปสู่โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักว่า “ไม่คุ้ม”

ประสิทธิ์ชัยแถลงว่าทั้งโครงการ “เป็นเรื่องการสูญเสียที่ดิน สูญเสียสิทธิของประชาชนทั้งประเทศ” และพร้อมกันไป “เพื่อยับยั้งระบอบสีน้ำเงินและรัฐบาลอนุทิน ชาญวรกุล ไม่ให้นำทรัพยากรของประเทศไปขายกับต่างชาติ”

เขายื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล ๕ ข้อ นอกจากหลักใหญ่ให้ยุติผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้แล้ว ยังขยายไปถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าได้ไม่คุ้มเสีย เพราะไม่เพียงผลประโยชน์ไปตกแก่ทุนใหญ่แล้ว

ชาวบ้านในท้องที่บริเวณก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ยังจะต้องสูญเสียวิถีการดำรงชีวิตเลี้ยงชีพ พร้อมทั้งก่อเกิดมลภาวะทำลายธรรมชาติชายฝั่งทะเลทั้งด้านระนองและชุมพร ข้อเรียกร้องจากเครือข่ายประชาชนหนึ่งใน ๕ ข้อบ่งถึง ขอให้ยับยั้ง

“การขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกไปยังจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดอื่นโดยทันที” ด้วย แต่ปรากฏว่าข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ จะไม่ถึงหูนายกฯ และผู้ที่มีเอี่ยวเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของโครงการสำหรับภาคใต้ หรือไม่ใส่ใจอันใดเลย

ยิ่งชีพ (เป๋า) @yingcheep แห่ง ไอลอว์ เขียนคำปรารภถึงการชุมนุมของชาวบ้าน “ตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงช่วงดึกวันนี้ (๒๗ มิถุนา) น่าสนใจคือไม่มีตำรวจมาเลย...ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครคุกคามขัดขวาง มาดูนิดหน่อยแล้วก็กลับ” ในมุมกลับเขาว่า

“ไม่ปลอดภัย ไม่มีใครดูแลเลย” ดังเช่นกรณีที่ พี่อ้อที่เจิดบนเทิงฟ้า @aorwiki คอมเม้นต์ต่อยอดว่า “ผู้ประสานงานชุมนุม...ขอรถพยาบาลไปหลายทีและนานมาก” จน “พี่น้องเครือข่ายก็ต้องซื้อยาดมดมกันเป็นลมไปตามยถากรรม”

(https://x.com/aorwiki/status/2070899059334979673, https://x.com/yingcheep/status/2070873649004118467 และ https://www.facebook.com/DecodeThaiPBS/posts/E6aoNrEtY8) 

กินข้าว ล้อมวงเล่า เคล้าเสียงเพลง บรรเลงเพลงชีวิต เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังการเมือง #ปล่อยผู้ต้องขังการเมือง เติมความหวัง กำลังใจ จากคนข้างนอกถึงคนข้างใน

https://www.facebook.com/thai.udd.news/posts/1650609489766042

ยูดีดีนิวส์ - UDD news 
5 hours ago
·
กินข้าว ล้อมวงเล่า เคล้าเสียงเพลง บรรเลงเพลงชีวิต เรียกร้องสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังการเมือง #ปล่อยผู้ต้องขังการเมือง เติมความหวัง กำลังใจ จากคนข้างนอกถึงคนข้างใน
.
วันนี้ (27 มิ.ย. 69) เวลา 18.00น. - 20.00 น. บรรยากาศหน้าประตูทางเข้าเรือนจำคลองเปรม มวลชนอิสระ อาทิ ซี จันทนา อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ แม่มนหน้าศาลและเพื่อน จัดกิจกรรม ล้อมวงกินข้าว สลับร้องเพลง พูดคุยเหตุบ้านการเมือง อัพเดทกิจกรรม เช่นพายุ ยื่นกระทรวงยุติธรรมเร่งคดี #3ปีกว่าแล้วไม่คืบ พายุ ผู้สูญเสียดวงตาข้างขวาจากเหตุเจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังสลายชุมนุมม็อบ APEC 2522 เมื่อ 18 พ.ย. 65 รวมถึงงาน #ส่งใจถึงตาร์ ครบ 6 ปี ที่ถูกบังคับให้สูญหาย และพูดถึงข่าวคราวของเพื่อนในเรือนจํานำมาแลกเปลี่ยนกัน
.
โดยช่วงเวลา 16.30 น. ฝนตกค่อนข้างหนักทำให้กิจกรรมล่าช้า แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจที่จะจัดกิจกรรมให้เพื่อนข้างในได้ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนที่มีการเบิกตัวอานนท์ ไผ่ ครูใหญ่ ไบรท์ แอมป์ ณวรรษ มาขึ้นศาล มวลชนก็ได้บอกทุกคนว่าจะมีการจัดกิจกรรมกินข้าวเป็นเพื่อน เพื่อนในเรือนจําอยู่ตรงรั้วด้านนอก ซึ่งทุกคนยิ้มและดีใจในทุกครั้งที่มีการมาจัดกิจกรรม
.
โดยเวลา 20.00 น. ร่วมประสานเสียงกวีบทกวี "ถึงมหาตุลาการ" เป็นวรรคทองสะท้อนบทบาทอำนาจตุลาการ ประพันธ์โดย ทนายอานนท์ นำภา และแยกย้าย
.
สำหรับกิจกรรม กินข้าว ล้อมวงเล่า เคล้าเสียงเพลง บรรเลงเพลงชีวิต มวลชนระบุว่าจะจัดอย่างน้อยเดือนละครั้ง จนกว่าจะไม่มีผู้ต้องขังทางการเมือง
.
ทั้งนี้ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานอัพเดทล่าสุดเมื่อ 29 พ.ค. 69 ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ต้องขังคดีทางการเมืองอย่างน้อย 61 คน

การบริการราชการแผ่นดินที่ปลอดการเมือง มีไม๊.. มี ยุค คสช. ไง คสช ย้ำทุกคำ ทำเพื่อประเทศ ไม่ใช่การเมือง ยกเลิกการเลือกตั้ง เป็นสภาแต่งตั้งแทน ผลก็ตามที่เห็น



Khemthong Tonsakulrungruang
8 hours ago
·
การบริการราชการแผ่นดินที่ปลอดการเมืองให้ดู คสช ย้ำทุกคำ ทำเพื่อประเทศ ไม่ใช่การเมือง ผลก็ตามที่เห็น
.....

Pannika Chor Wanich
12 hours ago
·
เอาสภาออกจากการเมืองทำยังไง?
.
ยกเลิกการเลือกตั้ง เป็นสภาแต่งตั้งแทน?
หรือไม่ต้องมีสภาไปเลย ใช้ระบบพ่อขุนเผด็จการ ถ้าพ่อขุนทรงธรรม บ้านเมืองก็ร่มเย็น?
.
การเมืองคือการใช้อำนาจจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ตอบสนองกับความต้องการที่ไม่จำกัด การเมืองคือการตอบคำถามว่าอำนาจที่ใช้ในการบริหารเมืองควรมาจากไหน และจะใช้อำนาจอย่างไรในการจัดการดูแลเมือง
.
ตราบใดที่มีรัฐ มีการเก็บภาษี มีงบประมาณมาให้บริหาร ตราบนั้นก็มีการเมือง
.
93 ปีที่เรามีการเลือกตั้งกันมา อำนาจทางการเมืองมักถูกใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มเล็กๆ ที่กุมทรัพยากรและกุมอำนาจ แต่ละเลยความต้องการของผู้คนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
.
และนั่นคือจุดที่ทำให้พรรคอนาคตใหม่ถือกำเนิดขึ้น ใช้สัญลักษณ์สามเหลี่ยมหัวกลับที่ประกาศว่า อำนาจต้องรับใช้คนส่วนใหญ่ ผู้ถืออำนาจต้องอยู่ใต้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ
.
พวกเราพยายามบอกว่าการเมืองคือเรื่องของทุกคน และคนธรรมดาๆ ก็สามารถเข้าสู่สภาได้ การหาเสียงด้วยอุดมการณ์ ความเชื่อ แนวทางการทำงานทางการเมือง การยึดโยงกันด้วยเป้าหมายว่าประเทศไทยควรเป็นแบบไหน โดยไม่ต้องมีหัวคะแนน ไม่ต้องซื้อเสียง ไม่ต้องพึ่งระบอบอุปถัมภ์เป็นไปได้
.
แต่เรามักได้ยินคนจำพวกหนึ่ง พูดว่า "เอาการเมืองออกไป" "อย่ามาการเมือง"
.
เช่น พนัส ไทยล้วน AKA ทีมปฏิทินประกันสังคม ที่บอกว่าต้อง "เอาการเมืองออกจากประกันสังคม"
.
เช่น กลุ่ม ส.ก. "อิสระ" ที่บอกว่าจะไม่การเมือง จะเอาสภาออกจากการเมือง
.
สองตัวอย่างข้างตน ล้วนเป็นคนที่กำลังจะลงสนามเลือกตั้ง แต่กลับปฏิเสธการเมือง พวกเขาไม่เพียงพยายามทำการเมืองให้เป็นเรื่องสกปรก ต่ำช้า ไร้ประโยชน์ แต่พวกเขากำลังแยกตัวเองออกจากนักการเมืองอีกพวก ที่พยายามบอกว่าทุกอย่างรอบตัวเราคือการเมือง อย่าแยกการเมืองจากเรื่องปากท้อง คุณภาพชีวิต เพราะเราโดนหลอกด้วยคำว่า "ปากท้องสำคัญกว่าการเมือง" มานานเกินไปแล้ว
.
28 มิถุนายนนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกผู้ว่า และส.ก. แต่คือการเลือกว่าคนกรุงเทพต้องการการเมืองแบบไหน
.
คุณยังเชื่ออยู่หรือไม่ว่าหากการเมืองดี ปากท้อง คุณภาพชีวิตของผู้คนก็จะดีขึ้นตามไปด้วย
.
ถ้าคุณยังเชื่อแบบนั้น พรุ่งนี้เดินไปเข้าคูหาในฐานะพลเมืองเจ้าของอำนาจ เลือกคนที่จะมาใช้อำนาจแทนเรา บริหารภาษีของเรา ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในการเมืองแบบเดียวกับเรา

https://www.facebook.com/photo?fbid=10241731773294190&set=a.2053673184558




Project ของ SpaceX และ Elon Musk คือ "ทุนนิยมอวกาศ" และการผงาดขึ้นของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีอำนาจเทียบเท่ารัฐอธิปไตย สมควรหรือไม่ที่บริษัทเพียงแห่งเดียว—และบุคคลเพียงคนเดียว—จะมีอำนาจมากถึงเพียงนี้?


https://foreignpolicy.com/2026/06/25/spacex-elon-musk-geopolitics-ai-x-quinn-slobodian/

ภูมิรัฐศาสตร์ของ SpaceX และ Elon Musk
สมควรหรือไม่ที่บริษัทเพียงแห่งเดียว—และบุคคลเพียงคนเดียว—จะมีอำนาจมากถึงเพียงนี้?

โดย Ravi Agrawal
Foreign Policy

บทความของ Ravi Agrawal ในนิตยสาร *Foreign Policy* (รวมถึงการเสวนาในรายการ FP Live ร่วมกับนักประวัติศาสตร์ Quinn Slobodian) ได้เจาะลึกถึงประเด็นสำคัญของสถานการณ์ที่แปลกประหลาดและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคใหม่ นั่นคือการที่อำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ตกไปอยู่ในมือของภาคเอกชน

การนำ SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ด้วยมูลค่ามหาศาล และสถานะของ Elon Musk ในฐานะมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์ (trillionaire) คนแรกของโลก เป็นเครื่องสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่านั้น เราไม่ได้กำลังพูดถึงแค่เรื่องการครองตลาด แต่เรากำลังพูดถึงบุคคลเพียงคนเดียวที่กุมอำนาจเชิงโครงสร้างในระดับที่โดยปกติแล้วสงวนไว้สำหรับรัฐชาติเท่านั้น

ประเด็นหลักของการถกเถียงนี้มีอยู่หลายประเด็นสำคัญ ดังนี้:

1. อำนาจจากการบูรณาการธุรกิจแบบครบวงจร (Vertical Integration) อย่างสมบูรณ์แบบ

ดังที่ Slobodian ได้ชี้ให้เห็น อิทธิพลของ Musk ไม่ได้เกิดจากการสร้างจรวดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "ผลกระทบของเครือข่าย" (network effects) ภายในอาณาจักรธุรกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร:

Starlink เป็นผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานหลักด้านการสื่อสาร

SpaceX ควบคุมขีดความสามารถในการส่งจรวดเพื่อดูแลรักษาและขยายโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว

X (หรือ Twitter ในอดีต) เป็นตัวกำหนดทิศทางของเรื่องราวและวาทกรรมสาธารณะเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ทั่วโลก

Tesla เป็นผู้กำหนดทิศทางห่วงโซ่อุปทานสำหรับแร่ธาตุสำคัญและโครงสร้างพื้นฐานด้านแบตเตอรี่

เมื่อกิจการเหล่านี้ทำงานประสานกัน พวกมันไม่ได้เพียงแค่ช่วยเพิ่มพูนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของ Musk เท่านั้น แต่ยังช่วยขยายอิทธิพลของมุมมองส่วนตัวที่เขามีต่อโลก และมอบอำนาจต่อรองให้เขาสามารถเข้าไปแทรกแซงวิกฤตการณ์ระดับโลกได้โดยตรง

2. การอุดหนุนภาคเอกชนเทียบกับการควบคุมโดยรัฐ

คำถามพื้นฐานที่ Agrawal ตั้งขึ้น—สมควรหรือไม่ที่บุคคลเพียงคนเดียวจะมีอำนาจมากถึงเพียงนี้?—ได้เผยให้เห็นจุดอ่อนสำคัญในการบริหารจัดการรัฐสมัยใหม่ รัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้ให้แรงจูงใจและพึ่งพา SpaceX อย่างมากเพื่อลดต้นทุนและเร่งรัดนวัตกรรม

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพานี้ได้ก่อให้เกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในลักษณะ "ใหญ่เกินกว่าจะปล่อยให้ล้ม" (too big to fail) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) และ NASA ต้องพึ่งพาภาคเอกชนรายนี้ในเชิงโครงสร้าง ซึ่งภาคเอกชนรายนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้กลไกความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตย พิธีการทางการทูต หรือกลไกตรวจสอบถ่วงดุลของสถาบันต่างๆ เหมือนกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มาจากการเลือกตั้ง

3. ความย้อนแย้งที่เปราะบาง

สิ่งที่ทำให้พลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์นี้คาดเดาได้ยากคือความย้อนแย้งในตัวเอง ในด้านหนึ่ง บริษัทของ Musk มีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับกรอบความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและอวกาศของชาติตะวันตก แต่อีกด้านหนึ่ง ผลประโยชน์ทางธุรกิจของเขา—โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ Tesla ต้องพึ่งพาฐานการผลิตในจีนและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก—หมายความว่าการตัดสินใจทางการทูตส่วนตัวของเขาอาจสวนทางกับเป้าหมายนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง เมื่อเอกชนสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะเปิดหรือปิดการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานดาวเทียมที่สำคัญเหนือพื้นที่ความขัดแย้ง เส้นแบ่งดั้งเดิมเรื่องอธิปไตยของรัฐก็เลือนหายไปอย่างสิ้นเชิง

นี่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "ทุนนิยมอวกาศ" และการผงาดขึ้นของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีอำนาจเทียบเท่ารัฐอธิปไตย
.....

การเปลี่ยนผ่านจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบเมช (mesh network) ทั่วโลกของ Starlink ไปสู่โครงการ "Starmind" ของ Elon Musk ที่เพิ่งได้รับการยืนยัน—ซึ่งเป็นโครงการกลุ่มดาวเทียมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูล AI จำนวนสูงสุดถึงหนึ่งล้านดวง—ถือเป็นจุดที่แนวคิด "Fortress Futurism" (อนาคตนิยมแบบป้อมปราการ) เปลี่ยนสถานะจากการวิพากษ์วิจารณ์เชิงคาดการณ์ไปสู่ความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จับต้องได้

ดังที่นักประวัติศาสตร์ Quinn Slobodian ได้ชี้ให้เห็นในช่วงกระแสความตื่นตัวเกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (IPO) ขนาดใหญ่ของ SpaceX ในเดือนมิถุนายน 2026 นี่ไม่ใช่เพียงแค่การขยายตัวของระบบโทรคมนาคมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างชั้นโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลนอกโลกที่มีกรรมสิทธิ์โดยเอกชนและมีความถาวร การย้ายภาระงานด้าน AI ออกจากโลกไปสู่ระดับวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit หรือ LEO) ช่วยให้ Musk สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดบนพื้นโลกได้ เช่น ปัญหาการขาดแคลนที่ดิน ปัญหาเรื่องน้ำสำหรับระบบหล่อเย็น และข้อจำกัดของโครงข่ายพลังงานภายในประเทศ

ด้วยการดำเนินการดังกล่าว เขามุ่งหวังที่จะสร้างการผูกขาดในรูปแบบ "อธิปไตยในฐานะบริการ" (sovereignty as a service) อย่างแท้จริง ทั้งนี้ องค์กรระหว่างประเทศต่างตระหนักว่านี่คือการเข้ายึดครองพื้นที่ในวงโคจรอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงพยายามใช้ความชอบธรรมของสถาบันระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการยับยั้งหรือแบ่งแยกโครงสร้างพื้นฐานนี้

1. ITU และวิกฤตการณ์ "การจับจองพื้นที่วงโคจร" (Orbital Homestead)

ภายใต้กรอบการทำงานปัจจุบันของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) การจัดสรรตำแหน่งวงโคจรและคลื่นความถี่จะใช้วิธี "มาก่อนได้สิทธิ์ก่อน" (first-come, first-served) ระบบดั้งเดิมนี้ถูกออกแบบมาสำหรับยุคที่แต่ละประเทศส่งดาวเทียมประจำที่ (geostationary satellites) ขึ้นไปเพียงไม่กี่ดวง ไม่ใช่ยุคที่บริษัทเอกชนเพียงแห่งเดียวสามารถส่งดาวเทียมได้นับพันดวงผ่านยาน Starship

ปัญหาจากคำร้องขอโครงการ Starmind: การที่ SpaceX ยื่นคำร้องต่อ FCC และ ITU เพื่อขออนุมัติเครือข่ายดาวเทียมหนึ่งล้านดวงนั้น เป็นการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในเรื่อง "การจับจองพื้นที่วงโคจร" (orbital homesteading) การเข้าครอบครองพื้นที่วงโคจรต่ำของโลก (LEO) ในช่วงความสูงระหว่าง 500 ถึง 2,000 กิโลเมตรเป็นวงกว้าง ทำให้ SpaceX สามารถอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ทางกายภาพและคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้าที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานดาวเทียมเหล่านั้นได้ในทางปฏิบัติ

แรงต้านจากหน่วยงานกำกับดูแล: กลุ่มประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและกลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคกำลังล็อบบี้ ITU ให้มีการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การจัดสรรพื้นที่ในอวกาศขนานใหญ่ กลยุทธ์ดังกล่าวคือการเปลี่ยนจากการจัดสรรแบบ "มาก่อนได้สิทธิ์ก่อน" ไปสู่ระบบ "โควตาตามอธิปไตย" หากทำได้สำเร็จ องค์กรระหว่างประเทศจะกำหนดเพดานสัดส่วนพื้นที่ในวงโคจร LEO ที่บริษัทหรือหน่วยงานของรัฐใดหน่วยงานหนึ่งสามารถครอบครองได้ โดยกำหนดให้ LEO เป็น "มรดกร่วมกันของมนุษยชาติ" (Common Heritage of Mankind) ในลักษณะเดียวกับพื้นที่ก้นทะเลลึกภายใต้กฎหมายทะเล

2. ขยะอวกาศ ความรับผิดชอบทางกฎหมาย และข้ออ้างเรื่อง "คาร์ดาเชฟ" (Kardashev)

ในการนำเสนอโครงการ Starmind ต่อนักลงทุน Musk มองข้ามปัญหาความแออัดในวงโคจร โดยกล่าวว่า "อวกาศนั้นกว้างใหญ่มาก" และนำเสนอโครงการนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็น "อารยธรรมระดับ Kardashev II" อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ด้านชั้นบรรยากาศและหน่วยงานกำกับดูแลกลับมองว่า กลุ่มดาวเทียมจำนวนหนึ่งล้านดวงนี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความปลอดภัยในวงโคจร

ตัวเลขความล้มเหลว 1%: แม้ว่า SpaceX จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยอัตราความสำเร็จ 99% ในการนำอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งานออกจากวงโคจรอย่างปลอดภัย แต่อัตราความล้มเหลวเพียง 1% จากดาวเทียมหนึ่งล้านดวงก็หมายความว่าจะยังคงมี "ศูนย์ข้อมูล AI ที่ไร้การควบคุมและใช้งานไม่ได้" จำนวน 10,000 แห่งลอยเคว้งอยู่ในวงโคจรต่ำของโลก (LEO) ซึ่งสิ่งนี้จะเพิ่มความเสี่ยงอย่างมหาศาลที่จะเกิดปรากฏการณ์ Kessler Syndrome หรือภาวะที่ดาวเทียมชนกันเองจนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

การใช้กฎระเบียบเป็นเครื่องมือต่อรอง: หน่วยงานระหว่างประเทศกำลังเดินหน้าบังคับใช้กรอบความรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญาอย่างเข้มงวดสำหรับปัญหาขยะอวกาศ ด้วยการผูกโยงสิทธิ์ในการเข้าถึงอวกาศเข้ากับข้อกำหนดเรื่องหลักประกันการประกันภัยมูลค่ามหาศาลที่รัฐบังคับใช้สำหรับดาวเทียมทุกดวงที่ถูกส่งขึ้นไป หน่วยงานกำกับดูแลของยุโรปและนานาชาติกำลังพยายามทำให้การดำเนินงานกลุ่มดาวเทียมขนาดหนึ่งล้านดวงกลายเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ

3. จุดยุทธศาสตร์บนโลก: การปฏิเสธสิทธิ์อธิปไตยเหนือสถานีภาคพื้นดิน

ความย้อนแย้งครั้งใหญ่ของเครือข่าย AI บนอวกาศคือ แม้กระบวนการประมวลผลจะเกิดขึ้นในสุญญากาศของอวกาศ แต่ข้อมูลยังคงต้องมีการรับส่งกับผู้ใช้งานและโครงสร้างพื้นฐานบนโลก Starmind จำเป็นต้องพึ่งพาสถานีภาคพื้นดินและจุดรับสัญญาณ (downlink) ในภูมิภาคต่างๆ อย่างมาก เพื่อส่งผลลัพธ์การประมวลผล AI ที่รวดเร็วระดับมิลลิวินาทีกลับไปยังภาคธุรกิจ

อธิปไตยที่ชายแดน: หน่วยงานกำกับดูแลระหว่างประเทศและรัฐต่างๆ เริ่มตระหนักว่าวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสกัดกั้นการเข้ายึดครองพื้นที่ในวงโคจร คือการตัดช่องทางสนับสนุนบนโลก กลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ละตินอเมริกา และสหภาพยุโรป ต่างขู่ว่าจะปฏิเสธการออกใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่และใบอนุญาตตั้งสถานีภาคพื้นดินภายในประเทศของตน

อธิปไตยด้าน AI ของชาติ: หากรัฐใดปฏิเสธไม่ให้ Starmind ส่งสัญญาณข้อมูลเข้ามาในดินแดนของตน โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลบนอวกาศของ Musk ก็จะกลายเป็นเพียงเปลือกนอกที่ไร้ประโยชน์และถูกตัดขาดจากเครือข่ายหลัก ทั้งนี้ นานาชาติกำลังใช้ประโยชน์จากอำนาจเหนือดินแดนนี้เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบการกำกับดูแลข้อมูลในท้องถิ่น ซึ่งเป็นการบีบให้ SpaceX ต้องยอมรับการกำกับดูแลจากนานาชาติหากต้องการเข้าถึงตลาดโลก

ท้ายที่สุดแล้ว การต่อสู้เรื่อง Starmind คือการปะทะกันของสองมุมมองที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง Musk มองว่าข้อจำกัดต่างๆ ของโลก เช่น กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ข้อจำกัดด้านพลังงาน และขั้นตอนทางราชการที่ยุ่งยากซับซ้อน เป็นอุปสรรคที่สามารถก้าวข้ามได้ด้วยการย้ายฐานการดำเนินงานขึ้นไปสู่วงโคจร หน่วยงานกำกับดูแลระดับนานาชาติกำลังพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าคุณจะส่งศูนย์ข้อมูลขึ้นไปติดตั้งไว้สูงเพียงใด กฎเกณฑ์ว่าด้วยอธิปไตยเหนือดินแดน ความรับผิดชอบในระดับสากล และความปลอดภัยโดยรวมก็ยังคงมีผลบังคับใช้บนภาคพื้นดินอยู่ดี



"ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปโป๊ก็เป็นอันตรายได้" เสียงจากผู้หญิง สะท้อนข้อเท็จจริงของระบบที่การปกป้องการล่วงละเมิดทางดิจิทัล ยังไม่ดีพอ


บีบีซีไทย - BBC Thai
10 hours ago
·
มาห์นูร์ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า อดีตสามีของเธอตัดต่อภาพของเธอที่ถ่ายกับกลุ่มเพื่อน เพื่อให้ดูเหมือนว่าเธอยืนอยู่กับผู้ชายคนเดียว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอเป็น "ผู้หญิงไม่ดี" ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ในหลายชุมชนอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและบางครั้งถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

อ่านบทความ https://bbc.in/4f62QQH

https://www.facebook.com/photo?fbid=1631476535679171&set=a.627743042719197
.....

รายงานฉบับใหม่จากองค์กรเพื่อความยุติธรรมทางเพศ "เชย์น" (Chayn) ระบุว่า บริษัทโซเชียลมีเดียและหน่วยงานต่าง ๆ กำลังล้มเหลวในการช่วยเหลือผู้หญิง โดยมุ่งเน้นไปที่ความโป๊เปลือยมากกว่าการยินยอม เมื่อต้องรับมือกับการล่วงละเมิดทางภาพ

ข้อสรุปจากรายงานขององค์กร Chayn (เชย์น) สะท้อนถึงช่องโหว่สำคัญในระบบความปลอดภัยออนไลน์ในปัจจุบันอย่างตรงจุดครับ ปัญหาหลักที่รายงานฉบับนี้และผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิิส่วนบุคคลชี้ให้เห็นคือ "การจัดลำดับความสำคัญที่ผิดพลาด" ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเหยื่อของการล่วงละเมิดทางภาพ (Image-based abuse) อย่างรุนแรง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:

1. ความเข้าใจผิดระหว่าง "ความโป๊เปลือย" (Nudity) กับ "การยินยอม" (Consent)

เกณฑ์ของแพลตฟอร์ม: อัลกอริทึมและนโยบายของโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้ตรวจจับและลบเนื้อหาที่มีความโป๊เปลือยอย่างชัดเจน (เช่น ภาพเห็นอวัยวะเพศหรือหน้าอก) เพื่อรักษามาตรฐานชุมชนที่ "สะอาด" สำหรับโฆษณา

ความจริงที่เหยื่อเผชิญ: การล่วงละเมิดทางภาพไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาพโป๊เปลือยเต็มรูปแบบ แต่รวมถึงภาพแอบถ่าย (Upskirt), ภาพที่ผู้หญิงแต่งตัวปกติแต่ถูกนำไปใช้ในบริบททางเพศเพื่อเหยียดหยาม, หรือภาพที่หลุดออกไปโดยไม่ได้รับความยินยอม แม้ภาพนั้นเหยื่อจะใส่ชุดว่ายน้ำหรือชุดธรรมดาก็ตาม เมื่อภาพเหล่านั้น "ไม่โป๊" ตามนิยามของระบบ แพลตฟอร์มจึงมักปฏิเสธที่จะลบเนื้อหาออก

2. การเพิกเฉยต่อ "บริบท" และความตั้งใจที่จะทำร้าย (Context & Intent)

ระบบมักไม่สามารถแยกแยะได้ว่า ภาพถ่ายประเภทเดียวกัน ภาพหนึ่งถูกแชร์ด้วยความเต็มใจ แต่อีกภาพหนึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแบล็กเมล์ (Sextortion) หรือการล้างแค้นเพื่อทำลายชื่อเสียง

การมุ่งเน้นไปที่ตัว "เนื้อหาภาพ" มากกว่า "พฤติกรรมการคุกคาม" ทำให้กระบวนการรายงานความเสียหาย (Reporting Tools) ล้มเหลว เพราะเหยื่อต้องมานั่งพิสูจน์ว่าภาพนั้นเข้าข่ายลามกหรือไม่ แทนที่แพลตฟอร์มจะตรวจสอบว่าภาพนั้นถูกเผยแพร่เพื่อลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่

3. ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจาก AI (Synthetic Media)

ในยุคที่ Deepfake และแอปพลิเคชันสร้างภาพเปลือยปลอม (AI-generated nudes) เข้าถึงง่าย ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะต่อให้เหยื่อรู้ว่าไม่ใช่ภาพจริง แต่ความเสียหายต่อสภาพจิตใจ สังคม และหน้าที่การงานได้เกิดขึ้นทันทีที่ภาพถูกกระจายออกไป และกลไกของแพลตฟอร์มก็ยังตามไม่ทันการแยกแยะบริบทการละเมิดสิทธิ์ในลักษณะนี้

มุมมองเชิงนโยบาย: สิ่งที่องค์กร Chayn และเครือข่ายความยุติธรรมทางเพศพยายามผลักดัน คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ของบริษัทเทคโนโลยี จากเดิมที่ใช้เกณฑ์ "ภาพนี้ลามกหรือไม่?" ให้เปลี่ยนเป็น "ภาพนี้ถูกเผยแพร่โดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของหรือไม่ และมันถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำร้าย/คุกคามผู้อื่นหรือไม่?" เพื่อให้การปกป้องผู้หญิงและเหยื่อจากการล่วงละเมิดทางดิจิทัลเกิดขึ้นได้จริงครับ



‘สัญญาณจากในทำเนียบ' ต่อ ข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลหยุด SEC ของ #เครือข่ายประชาชนภาคใต้และภาคตะวันออก 'เงียบมาก‘ หากไม่มีสัญญาณตอบสนองจากรัฐบาล ”ไม่ชนะเราไม่กลับ“

https://www.facebook.com/DecodeThaiPBS/posts/1329720075977782

Decode.plus 
7 hours ago
·
‘สัญญาณจากในทำเนียบเงียบมาก‘

ชาวบ้านสู้แดดไม่กลัวฝน เคลื่อนขบวนค้านร่างกฎหมาย SEC ปิดทำเนียบฝั่งประตู 2 ยืนยัน 5 ข้อเรียกร้อง ‘ยุติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้’ หลังรัฐบาลอนุทินเร่งเครื่องเหมือนต้องการมาก
.
ประสิทธิ์ชัย หนูนวล นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกลุ่ม SEC Watch ระบุว่าการเคลื่อนไหวของตัวแทนชาวบ้านครั้งนี้ เพื่อยับยั้งระบอบสีน้ำเงินและรัฐบาลอนุทิน ชาญวรกุล ไม่ให้นำทรัพยากรของประเทศไปขายกับต่างชาติ
หลังรัฐบาลประกาศว่าต้นเดือนธันวาคมนี้(2569) ร่างพระราชบัญญัติ SEC เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้จะได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา เพื่อบังคับใช้ให้ทันต้นปีหน้า(2570) ยืนยันกฎหมาย SEC ไม่ใช่เรื่องของการเกิดหนึ่งโครงการแล้วได้รับผลกระทบ แต่เป็นเรื่องการสูญเสียที่ดิน สูญเสียสิทธิของประชาชนทั้งประเทศ

ประสิทธิ์ชัย ประกาศยกระดับการชุมนุมวันจันทร์นี้หากไม่มีสัญญาณตอบสนองจากรัฐบาล ”ไม่ชนะเราไม่กลับ“
.
5 ข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลหยุด SEC
ของ #เครือข่ายประชาชนภาคใต้และภาคตะวันออก

1.รัฐบาลต้องยุติการผลักดันกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้โดย (SEC)โดยทันทีและต้องมีหนังสือยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่นำเสนอกฎหมายในลักษณะนี้อีกไม่ว่าโดยหน่วยงานของรัฐหรือพรรคการเมือง

2.รัฐบาลต้องยุติการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายในโครงการแลนด์บริดจ์โดยทันที ทั้งกิจการท่าเรือ ทางหลวงพิเศษ ทางรถไฟ และการพิจารณาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในภาคใต้มีความเหมาะสมที่จะดำเนินการหรือไม่ให้รัฐบาลรอผลการศึกษาของคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้

3.รัฐบาลต้องยุติการเห็นชอบในการขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกไปยังจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดอื่นโดยทันที และให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่ยอมรับร่วมกันทำการประเมินผลการดำเนินงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อไป

4.รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งที่ยอมรับร่วมกันเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ที่นำสู่เศรษฐกิจที่เป็นธรรมและต้องมีกลไกการผลักดันแผนแม่บทดังกล่าวสู่การบังคับใช้จริง

5.รัฐบาลต้องยุติการนำเสนอกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น EEC และ SEC ในภูมิภาคอื่นอีก เพื่อรักษาที่ดิน ทรัพยากร ไว้ให้คนไทย
.
ชัดเจนว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะสมบูรณ์ไม่ได้
 หากไม่มีกฎหมายพิเศษอย่าง SEC

ผ่านมากว่า 30 วัน หลังรัฐบาลตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นเวลา 90 วัน โดยมีนายเอกนิติ นิติทันประภาศ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ชัดเจนว่าการศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์ยังไม่คืบหน้า

อีกด้านรัฐบาลนำโดยพรรคภูมิใจไทยก็เร่งเดินหน้าร่างกฎหมาย SEC (ซึ่ง Copy เนื้อหามาจากร่างกฎหมาย EEC ในภาคตะวันออก) พร้อมอ้างว่าจะเป็นกฎหมายพิเศษเพื่อพัฒนาภาคใต้
 
แต่จากบทเรียนการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกภายใต้กฎหมายพิเศษที่ชื่อ EEC กลับทิ้งบทเรียนผลกระทบทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , บทเรียนที่ยังไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาสร้างเศรษฐกิจไทย รวมทั้งบทเรียนเรื่องทุนจีนสีเทาที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาพผลกระทบและเศรษฐกิจที่โตไม่ตามเป้ายิ่งทำให้ประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทั้งในพื้นที่การชุมนุมและพื้นที่ออนไลน์ กังวลใจต่อการผลักดันร่างกฎหมาย SEC ของรัฐบาลภูมิใจไทย

โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวจะเป็นการให้สิทธิพิเศษกับนักลงทุนต่างชาติ เช่น นำเข้าแรงงานจากประเทศอื่น ๆ , ให้บริษัทที่ต่างชาติถือหุ้น 100% ในการดำเนินการได้ , ให้ต่างชาติเช่าที่ดินเป็นเวลานาน , ยกเลิกอาชีพสงวนของคนไทย เป็นกฎหมายที่มีอำนาจยกเลิกกฎหมายปกติ 16 ฉบับที่เราใช้ใช้กันอยู่ทั่วประเทศ ภายใต้การบริหารงานของคณะกรรมการ SEC ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกกระทรวงอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้

คำถามใหญ่ภายใต้กฎหมาย EEC และ SEC คือ ทำไมเราต้องมีรัฐบาลซ้อนรัฐบาล และทำไมต้องมีกฎหมายพิเศษเพื่อให้อำนาจพิเศษกับรัฐบาลในการบริหารงาน

เรียบเรียงเนื้อหา : วิภาพร วัฒนวิทย์
ภาพถ่าย : ศุภกิจ พิทักษ์บ้านโจด




การเมืองเทค ไทยติดหล่มที่ตรงไหน


พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ 
7 hours ago
·
ขอขอบคูณ Atukkit Sawangsuk พี่ถึกที่ชวนไปพูดคุยเนื้อหาที่อยากพูดมานานแล้วครับ หุหุ
.
ขอสรุปเป็นประเด็น ๆ ไป
.
1. โลกไม่ได้แข่งกันแค่นวัตกรรม แต่แข่งกันด้วยอำนาจ
.
เทคโนโลยีในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสินค้าใหม่หรือบริการใหม่ แต่เป็นเครื่องมือของอำนาจรัฐโดยตรง สหรัฐฯ และจีนต่างเร่งสร้าง “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ของตัวเอง ผ่านทั้งมาตรการกีดกันและการอัดฉีดทรัพยากรจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ก็มีบทบาทต่อทิศทางนโยบายและความมั่นคงมากขึ้นเรื่อย ๆ
.
สำหรับไทย เรายังมักมองเทคโนโลยีเป็นเรื่องของการนำเข้าและการใช้งาน มากกว่ามองว่าเป็นโครงสร้างอำนาจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
.
2. ไทยติดกับดักการเป็น “ผู้ซื้อ”
.
อีกปมสำคัญคือโครงสร้างเศรษฐกิจที่พาไทยติดกับดักการเป็น “ผู้ซื้อ” มายาวนาน เราพยายามดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ แต่ผลลัพธ์จำนวนมากจบที่โรงงาน OEM หรือการประกอบสินค้า โดยไม่ได้สร้างฐาน R&D หรือขีดความสามารถด้าน Frontier ของตัวเองอย่างจริงจัง
.
ผลคือ เรามีฐานการผลิต แต่ไม่มีบริษัทเทคโนโลยีระดับใหญ่ที่งอกขึ้นจากระบบนิเวศของไทยเองอย่างแท้จริง
.
3. โครงสร้างรัฐยังซ้ำซ้อนและไร้เอกภาพ
.
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่คือโครงสร้างรัฐที่ยังทำงานแบบซ้ำซ้อนและขาดเอกภาพ การแยกบทบาทระหว่าง อว. และ DE ทำให้เกิดความทับซ้อนเชิงฟังก์ชัน ขณะที่หลายหน่วยงานยังมีลักษณะกึ่งอิสระกึ่งราชการ ทำให้การสั่งการเชิงนโยบายไม่ค่อยลงถึงระดับปฏิบัติ
.
งบประมาณจึงกระจายแบบไม่เชื่อมโยงกัน และประเทศไม่สามารถโฟกัสเป้าหมายใหญ่ได้จริง
.
4. รัฐต้องเป็น “ตลาดแรก” ของนวัตกรรม
.
ทางออกที่สำคัญคือ รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้ทุน” ไปเป็น “ตลาดแรก” ของนวัตกรรม รัฐไม่ควรทำหน้าที่เพียงปล่อย grant แล้วจบ แต่ต้องใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพและบริษัท Deep Tech ไทยได้มีลูกค้ารายแรก มีรายได้จริง และค่อยขยายตัวต่อไป
.
นี่คือความต่างระหว่างการช่วยประคอง กับการสร้างระบบให้ยืนได้ด้วยตัวเอง
.
5. หน่วยงานรัฐควรมีอายุขัย
.
อีกแนวคิดที่น่าสนใจคือการออกแบบหน่วยงานรัฐแบบมีอายุขัย หรือ “Mandatory Ministry” หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้โจทย์เฉพาะควรถูกกำหนดกรอบเวลาชัดเจน เช่น 5–10 ปี เมื่อภารกิจสำเร็จ ก็ต้องยุบหรือปรับโครงสร้าง ไม่ใช่ปล่อยให้คงอยู่ยาวจนกลายเป็นภาระถาวร
.
แนวคิดนี้ช่วยให้รัฐคล่องตัวขึ้น และทันต่อจังหวะของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน
.
6. ไทยต้อง “ไล่กวด” ไม่ใช่แค่ “ปรับตัว”
.
ในยุคที่ AI และเทคโนโลยีเปลี่ยนทุก 3–6 เดือน การ “ปรับตัว” อย่างเดียวช้าเกินไป สิ่งที่ต้องทำคือ “ไล่กวด” อย่างมีลำดับความสำคัญ
.
ระยะสั้นต้องช่วยให้ธุรกิจที่ยังอยู่รอดเติบโตได้ผ่านกลไกตลาดของรัฐ ส่วนระยะกลางและยาวต้องทุ่มแรงไปกับงานวิจัยระดับ Frontier อย่างจริงจัง พร้อมยอมรับว่าการสร้างความสามารถใหม่ไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลในชั่วข้ามคืน แต่ต้องใช้เวลา ความต่อเนื่อง และความกล้าตัดสินใจของทั้งระบบ
.
7. แกนของข้อเสนอทั้งหมด
.
เมื่อมองรวมกัน ข้อเสนอทั้งหมดไม่ได้พูดแค่เรื่องนวัตกรรม แต่พูดถึงการจัดระเบียบประเทศใหม่ ไทยต้องเลิกคิดแบบผู้ซื้อ เลิกทำงานแบบแยกส่วน และเลิกปล่อยให้รัฐเป็นเพียงผู้แจกเงิน
.
ถ้าจะให้ประเทศเดินหน้าได้จริง รัฐต้องกลายเป็นผู้สร้างตลาด ผู้จัดลำดับความสำคัญ และผู้วางระบบให้เทคโนโลยีไทยโตได้เอง
.
https://youtu.be/lwtP3gXpKuk?si=JAUxJWDnA2Ap05r_


ประชาธิปไตย2สี I พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ I การเมืองเทค ยุคโลกแบ่งขั้วถึง TH-AI นวัตกรรมไทยติดหล่ม

matichon tv

Premiered 8 hours ago 

รายการประชาธิปไตยสองสี อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สนทนากับ พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ว่าด้วยเรื่อง การเมืองเทค ยุคโลกแบ่งขั้วถึง TH-AI นวัตกรรมไทยติดหล่ม อว. ดีอี ทับซ้อน เผยแพร่ เสาร์ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 น.

https://www.youtube.com/watch?v=lwtP3gXpKuk





คำหางบ จาก “Softpower” มาเป็น “AI”


("AI แปะป้าย" หรือ AI Washing เป็นคำที่ล้อมาจากคำว่า Greenwashing (การฟอกเขียว—ที่แบรนด์ต่างๆ มักเคลมว่าผลิตภัณฑ์ของตนรักษ์โลก ทั้งที่จริงอาจจะทำแค่ผิวเผิน)


Nataphol Tovichakchaikul - ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล
Yesterday
·
จาก “Softpower” สู่ “AI” นามสกุลห้อยท้ายของโครงการรัฐได้เปลี่ยนไปแล้ว
.

ผมนำข้อมูลโครงการจากงบประมาณปี 69 และปี 70 มาเทียบกัน โดยหาเฉพาะโครงการที่มีคำว่า "AI" หรือ "ปัญญาประดิษฐ์" อยู่ในชื่อโครงการ พบแนวโน้มที่น่าสนใจ ดังนี้ ..

จำนวนโครงการที่ชื่อประกอบด้วยคำใดคำหนึ่งจากสองคำ เพิ่มจาก 33 โครงการ เป็น 115 โครงการ (+248%) และวงเงินงบประมาณเพิ่มจาก 982 ล้านบาท เป็น 2,583 ล้านบาท (+163%) ภายในปีเดียวครับ

[ ไฟล์ Excel ที่กรองโครงการที่มีคำว่า “AI” และ/หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ออกมา https://docs.google.com/.../1e1WzinN.../edit... ]
.

ข้อสังเกตที่ชวนคิดไปพร้อมๆกัน 4 ข้อ

งบ AI กระจายออกนอกแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล .. จากเมื่อวานที่ประชุมร่วมกับ DGA และสำนักงบประมาณ ได้ทราบมาว่า แนวทางของการจัดทำงบประมาณของโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ควรจะต้องทำแผนบูรณาการ แต่จากข้อมูลพบว่า โครงการ AI ที่อยู่นอกแผนบูรณาการ กระจายอยู่ในแผนงานอื่นๆกลับเพิ่มขึ้นถึง +519% (จาก 300 → 1,857 ล้านบาท) คำถามคือ แล้วรัฐจะมีกลไกกำกับทิศทางของการมุ่งสู่ยุค AI ของแต่ละหน่วยงานบนแผ่นดินนี้อย่างไร

กระทรวง DE ที่เสมือนเป็นเจ้าภาพหลักของงานด้านนี้ แต่กลับมีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “AI” ลดลง 8% (288 → 266 ล้านบาท) หรือแท้จริงแล้วกระทรวง DE อาจจะไปใช้แหล่งเงินนอกงบประมาณแทนก็ได้ เช่น เงินของกองทุน DE ที่นำไปทำ TH-AI Passport 1,600 ล้าน .. เรื่องนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะ แหล่งเงินนอกงบประมาณ ไม่ปรากฎในเอกสารงบประมาณ

กระทรวงอื่นๆตั้งโครงการ AI เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น กระทรวง อว. พุ่งเป็น 981 ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข 231 ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ 223 ล้านบาท เป็นต้น .. ซึ่งการที่แต่ละกระทรวงตื่นตัวมุ่งเข้าสู่ยุค AI เป็นเรื่องที่ดี แต่โครงการ AI ของแต่ละกระทรวงที่กำลังขอรับงบประมาณไปทำนั้น จะนำไปทำอะไร ต้องติดตามกันในรายละเอียดของแต่ละโครงการ

งบ AI ปี 70 ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายลงทุน พุ่งเป็น 2,338 ล้านบาท จากเดิม 652 ล้านบาทในปีก่อน และในจำนวน 115 โครงการ เป็นโครงการใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในปีก่อนถึง 82 โครงการ .. คำถามคือ แต่ละโครงการที่จะลงทุนมีแผนรองรับการใช้งานระบบเหล่านี้ในระยะยาวแล้วใช่หรือไม่ครับ ไม่ใช่ว่าของบไปลงทุนเพียงเพราะนี่เป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ โครงการที่ขอจึงต้องมีคำว่า “AI” ไว้ก่อนถึงจะของบได้
.

นี่คือข้อสังเกต 4 ข้อ ที่ชวนกันติดตามครับ โดยส่วนตัวผมสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาภาครัฐอย่างเต็มที่ครับ ผมเองก็ใช้ AI ในการทำงานเหมือนกัน .. แต่ในฐานะผู้ตรวจสอบ เราจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า งบประมาณด้าน AI เหล่านี้จะถูกบริหารจัดการอย่างไรให้คุ้มค่าเงินภาษีและสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงให้กับประชาชนครับ
.

ป.ล. แถมให้ว่างบ Softpower ที่เคยพุ่งสูงถึง 4,000 ล้าน ในปี 69 แต่พอมาในงบปี 70 เหลือโครงการที่มีคำว่า “Softpower” อยู่รวมๆแค่ 30 ล้านบาทครับ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1019293157322193&set=a.116250850959766




ภาพนี้กำลังเป็นข่าวของการพูดคุย


Suchart Sawadsri
6 hours ago
·
มีคนส่งการปรับสภาพ "วงเวียน" มาให้ดู
ไม่ทราบว่าเป็น "วงเวียน" ที่ไหน
ประเทศนี้ "วงเวียน" มีอยู่มากมาย --
อาจไม่ใช่ "วงเวียน" ที่ "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" ก็ได้

https://www.facebook.com/photo/?fbid=4648030595473415&set=a.1385633111713196










อาทิตย์หน้า อเมริกาอายุจะครบ 250 ให้ AI ค้น ใครเป็นผู้สร้างอเมริกากันแน่

 
https://www.facebook.com/reel/2836919390000731

Megyn Kelly นักข่าว แสดงความคิดเห็นต่อคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ (SCOTUS) ที่อนุญาตให้ทรัมป์ยกเลิกสถานะคุ้มครองผู้อพยพชาวเฮติและซีเรียนับพันคนว่า: “เราไม่ต้องการพวกคุณ เราไม่สนหรอกว่าพวกคุณจะรู้สึกแย่หรือเปล่า... ก็ไสหัวกลับไปที่เฮติซะสิ”
.....

ใครสร้างอเมริกา

คำถามที่ว่าใครเป็นผู้ "สร้าง" สหรัฐอเมริกานั้นมีความซับซ้อน โดยคำตอบจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าเรามองในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ รากฐานทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางการเมือง หรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ยังคงดำเนินอยู่

ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประเทศนี้ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มคนหลากหลายกลุ่ม ดังนี้:

1. ผู้ถูกกดขี่เป็นทาสและชนพื้นเมือง

รากฐานทางเศรษฐกิจ: ความมั่งคั่งและโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ของอเมริกาในยุคแรก โดยเฉพาะในภาคใต้ เกิดขึ้นจากการใช้แรงงานบังคับของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันที่ตกเป็นทาส ผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นขุมพลังขับเคลื่อนระบบทุนนิยมยุคแรกของสหรัฐฯ (เช่น ฝ้าย ยาสูบ และข้าว) ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของคนกลุ่มนี้โดยตรง

ผืนดิน: การขยายตัวทางกายภาพของประเทศอาศัยการบังคับโยกย้ายถิ่นฐานและการยึดครองที่ดินจากชนพื้นเมืองอเมริกัน ซึ่งเป็นผู้ดูแลและเพาะปลูกบนผืนดินแห่งนี้มานานนับพันปีก่อนการเข้ามาของชาวยุโรป

2. คลื่นแรงงานผู้อพยพ

โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพของอเมริกายุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟ ตึกระฟ้า คลอง และเมืองต่างๆ ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นระลอก ซึ่งมักต้องทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายทารุณ:

ศตวรรษที่ 19: แรงงานชาวไอริชและชาวจีนเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้สร้างทางรถไฟข้ามทวีป (Transcontinental Railroad) ส่วนผู้อพยพชาวเยอรมัน อิตาลี และยุโรปกลาง/ตะวันออก เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยทำงานในโรงถลุงเหล็ก เหมืองถ่านหิน และโรงงานสิ่งทอ

ศตวรรษที่ 20 และ 21: ภาคเกษตรกรรม การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมบริการในยุคปัจจุบันต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติอย่างมาก โดยเฉพาะจากเม็กซิโก อเมริกากลาง และภูมิภาคแคริบเบียน ในขณะเดียวกัน ภาคเทคโนโลยีและการแพทย์ก็ได้รับการพัฒนาและขับเคลื่อนด้วยบุคลากรที่มีทักษะสูงซึ่งเป็นผู้อพยพจากเอเชียและทั่วทุกมุมโลก

3. ชนชั้นแรงงานและความเคลื่อนไหวทางแรงงาน

ชนชั้นกลางของอเมริกาและวิถีชีวิตประจำวันที่เป็นรูปธรรมล้วนถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าแรงงานทั่วไป

ความเคลื่อนไหวทางแรงงาน (สหภาพแรงงาน) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นผู้ผลักดันให้เกิดวันหยุดสุดสัปดาห์ การทำงานวันละ 8 ชั่วโมง มาตรฐานความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน และค่าจ้างที่เป็นธรรม

นับตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีกลุ่มแรงงานหญิงอย่าง "Rosie the Riveter" (สัญลักษณ์ของแรงงานหญิงในโรงงานผลิตอาวุธ) ไปจนถึงคนงานดูแลโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน การบำรุงรักษาประเทศในเชิงกายภาพล้วนต้องอาศัยชนชั้นแรงงาน

4. ปัญญาชน ผู้ร่างกฎหมาย และนักปฏิรูปสังคม

กรอบทางกฎหมาย: โครงสร้างทางการเมืองและกฎหมายถูกออกแบบโดย "บิดาผู้ก่อตั้งประเทศ" (Founding Fathers) ซึ่งเป็นกลุ่มนักกฎหมาย พ่อค้า และเจ้าของไร่ในยุคแสงสว่างทางปัญญา (Enlightenment) ผู้ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา การขยายตัวของประชาธิปไตย: การทำให้หลักการ "เสรีภาพและความยุติธรรมสำหรับทุกคน" กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้นั้น เป็นผลงานของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง กลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรีในการเลือกตั้ง (suffragettes) ผู้รณรงค์เลิกทาส และนักปฏิรูปสังคม (อาทิ Harriet Tubman, Martin Luther King Jr. และ Cesar Chavez) ซึ่งต่อสู้ผลักดันให้ระบบกฎหมายสอดคล้องกับอุดมการณ์ที่เป็นรากฐานของประเทศ

กล่าวโดยสรุป แม้ว่าชื่อของนักการเมืองและนักอุตสาหกรรมผู้มั่งคั่ง (เช่น ตระกูล Rockefeller, Carnegie และเจ้าพ่อวงการเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน) มักจะปรากฏอยู่บนอาคารหรือธนบัตร แต่แท้จริงแล้วประเทศนี้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งในเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โดยแรงงานธรรมดา ผู้อพยพ ทาส และนักเคลื่อนไหวจำนวนนับล้านคน




ขณะนี้สเปนกำลังเดินสวนทางกับแนวโน้มของประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป ในเรื่องผู้อพยพ นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ กำลังดำเนินการเปิดรับผู้อพยพเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต แต่อย่างไรก็ตาม แผนนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์ และเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะจากฝ่ายขวาจัด








https://x.com/France24_en/status/2070779619326710016
.....

ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรับรองสถานะในสเปนมีเวลาจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน ในการยื่นคำร้องขอใบอนุญาตพำนักชั่วคราว โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ไม่ต่ำกว่า 500,000 คน

ผู้สื่อข่าวของได้เจาะลึกถึงผลกระทบที่มาตรการนิรโทษกรรมครั้งประวัติศาสตร์นี้จะมีต่อชีวิตของผู้อพยพหลายแสนคนในสเปน พร้อมทั้งตั้งคำถามว่าโครงการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมสเปนหรือไม่ ในขณะที่ปัจจุบันชาวต่างชาติมีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 15 ของประชากรในวัยทำงาน




ไม่ใช่แค่โกงสอบซื้อตำแหน่ง แต่ถึงขั้นล้างแก้ประวัติ/วุฒิการศึกษาให้ด้วยเหรอ ?!?




 


https://x.com/pchanybbaekh/status/2070800584056471830
.....



[UNCUT] โกงสอบราชการครั้งใหญ่! คนดังระดับบิ๊ก-วัดดังชื่อกระฉ่อน!? | คนดังนั่งเคลียร์ | 26 มิ.ย. 69

ช่อง 8

Premiered Jun 26, 2026 

สาวไส้มหากาพย์โกงสอบราชการครั้งใหญ่! หลุดโผตัวละครลับโยง 'คนดังระดับบิ๊ก-วัดดังชื่อกระฉ่อน' ร่วมขบวนการ ล็อกเก้าอี้สายสะพาย ท้าทายกฎหมาย!

https://www.youtube.com/watch?v=VGFk9j5k6Lo



ในโอกาสที่ใน หลวงและพระราชินีเสด็จเยือนฝรั่งเศส อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ได้เขียนถึงประธานาธืบดีมาครอง แสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทย และใคร่ขอเรียนให้ทราบถึงการบังคับใช้ของ ม.112 ที่ทำให้ต้องมีผู้อพยพลี้ภัยจากไทยจำนวนมาก

https://www.facebook.com/jaran.ditapichai/posts/27065680663114180
.....
(Google ช่วยแปลไทย)

8 มิถุนายน 2026
ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Élysée Palace)
55 Rue du Faubourg-Saint-Honoré
75008 Paris

เรื่อง: สถานการณ์นักโทษการเมืองในประเทศไทยและการบังคับใช้มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไทย

เรียน ท่านประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส

พวกเราในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศไทยซึ่งพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ขอเรียนชี้แจงสถานการณ์ให้ท่านทราบ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณฯ จะเสด็จเยือนประเทศฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม 2026

ประการแรก พวกเราขอแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างฝรั่งเศสและไทย ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา สาธารณรัฐฝรั่งเศสได้ยึดมั่นในค่านิยมด้านเสรีภาพ ประชาธิปไตย และการเคารพสิทธิมนุษยชน พวกเราซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้ให้ความคุ้มครองและมอบสถานะผู้ลี้ภัยแก่คนไทยจำนวนมากซึ่งจำเป็นต้องเดินทางออกจากประเทศเนื่องจากความคิดเห็นทางการเมือง

นอกจากนี้ พวกเราใคร่ขอเรียนให้ท่านทราบถึงสถานการณ์ที่น่ากังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไทย หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (lèse-majesté) บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปีต่อความผิดแต่ละกระทง ในข้อหาหมิ่นประมาทหรือข่มขู่คุกคามพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท

ข้อมูลจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและผู้สังเกตการณ์อิสระระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีประชาชนหลายร้อยคนถูกดำเนินคดีภายใต้บทบัญญัตินี้ บางส่วนยังคงถูกคุมขัง ในขณะที่บางส่วนจำต้องเดินทางออกจากประเทศไทยเพื่อแสวงหาความคุ้มครองระหว่างประเทศในหลายประเทศ รวมถึงฝรั่งเศส

พวกเรามีความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบของกฎหมายฉบับนี้ที่มีต่อเสรีภาพในการแสดงออก การอภิปรายสาธารณะ และการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยในประเทศไทย พวกเราเชื่อมั่นว่าสังคมประชาธิปไตยควรเปิดพื้นที่ให้มีการหารือโดยสันติในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของรัฐ ควบคู่ไปกับการเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทยมีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และสถานการณ์ของนักโทษการเมือง จะได้รับการหยิบยกขึ้นมาหารือภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศด้วยเช่นกัน

พวกเราจะรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งหากท่านให้การสนับสนุนการดำเนินการใดๆ ที่มุ่งส่งเสริมการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก การทบทวนการดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 และการใช้มาตรการทางมนุษยธรรมสำหรับบุคคลที่ถูกคุมขังด้วยเหตุผลทางการเมือง ด้วยความเชื่อมั่นในเจตนารมณ์ของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ยึดมั่นในค่านิยมสากลด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เราขอขอบคุณท่านที่กรุณาให้ความสนใจต่อเรื่องนี้
ขอแสดงความนับถืออย่างสูงมายังท่านประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย
ตัวแทนกลุ่มผู้ขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศฝรั่งเศส