วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 25, 2569

ตอบแล้ว ตอบหมด ‘ภาวุธ’ ตัวเปิดแฉ AI-Passaport ในสภา ตอบข้อกล่าวหาสงสัยของ ‘ดีเอสไอ’ “Don’t you love farce?” การเมืองไทยยุคสีน้ำเงิน

ภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ตอบแล้ว ตอบหมด ข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานประจักษ์ มีเพียงข้อสงสัยของ ดีเอสไอ ซึ่งตั้งโต๊ะแถลง ตามด้วยกระแสปั่นของเครือข่าย สีน้ำเงิน ซึ่งเอาหนัก หมายเอาตาย

“ภาวุธได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ ไม่ได้ทำธุรกิจซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศหรือ Forex รวมถึงไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการแชร์ลูกโซ่ ตลอดจนธุรกิจแก๊งข้ามชาติต่างๆ”

เขาบอกว่าตนมีสถานะเพียง “ลูกค้าทั่วไปที่เปิดพอร์ตซื้อขายทองคำล่วงหน้า ผ่านแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มของบริษัท QRS...ทุกวันนี้ก็เลิกเทรดไปนานแล้ว เพราะเอาจริงๆ ก็เจ๊งเหมือนกันครับ” แน่ะ ติดตลกเสียด้วย ตามด้วยเหตุใดถึงมาสาย

“เนื่องจากข้อจำกัดในกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานทางการเงิน เพราะแอปพลิเคชันของธนาคารสามารถเรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้เพียง ๖ เดือน” เมื่อต้องใช้เอกสารย้อนหลัง ๕ ปี จึงต้องยื่นคำขอไปตามสาขาต่างๆ ใช้เวลาแล้ว ๔-๕ วัน “ข้อมูลก็ยังไม่ครบ”

คนทั่วไปจะทราบข่าวว่าเขาโดนดีเอสไอตั้งข้อสงสัยร่วมกระบวนการฟอกเงินกับ Forex แต่แถมว่ายังไม่ได้ดำเนินคดีใดๆ เพราะยังไม่มีผู้เสียหาย และไม่มีหลักฐานอันประจักษ์ แต่ว่าข่าวลือตามมาเต็มพรืดไปหมด ทั้งสแกมเมอร์ แชร์ลูกโซ่ และธุรกิจข้ามชาติ

รวมไปถึงเรื่องแรงกดดันจากภายในพรรคให้เขาลาออกไปเสียก่อน “เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของพรรค” อันเป็นกระแสหนักพอประมาณ จน Atukkit Sawangsuk พูดถึงว่า “พรรคต้องให้โอกาสเขาชี้แจง เคลียร์ตัวเอง” ใบตองแห้งให้เหตุผลว่า

“พรรคจะปกป้องรักษาภาพลักษณ์ โดยไม่ปกป้องคนทำงาน ไม่ถูกนะครับ เขาเป็นตัวเปิดแฉ AI-Passaport ในสภา จนไชยชนกพูดภาษาทิงลิชปากสั่น แล้วจึงถูก DSI ขุดคดีย้อนหลัง” มันมีคอนเน็คชั่นของกระบวนการดิสเครดิต น่าสงสัยอยู่

“คนที่ต้องตั้งรับและเตรียมสู้คดี เขาก็ต้องรอให้ตั้งข้อหา ให้เห็นรูปคดีชัดเจนก่อน การกดดันให้ต้องออกมาชี้แจง แม้ใช่ละ เป็นบุคคลสาธารณะ แต่ก็จะทำให้เขาเสียเปรียบในทางคดี” ถึงอย่างนั้นการแถลง ๔ ข้อของ สส.‘ป้อม’ ก็กระจ่างแจ้งดี บางทีจะทำให้ดีเอสไอเลิกสงสัย

“Don’t you love farce?” การเมืองไทยยุคสีน้ำเงิน ไอ้ที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น มีการฟ้องคดีทางสื่อ เจ้าหน้าที่รัฐกระทำกับ สส.พรรคฝ่ายค้าน คนที่เปิดแผลความชั่วร้าย ที่แฝงมากับนโยบายตบตา จำแลง ของรัฐบาลที่เต็มไปด้วยสีเทา “ชอบไหมล่ะ”

(https://www.facebook.com/PawootPom/posts/SUCccQQT, https://www.facebook.com/baitongpost/posts/MEQXnfJM และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/y2FCuMG)

เเฉขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น- ชี้ตัวการใหญ่ระดับบิ๊กใน กรม-พ่อเมือง -- อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ออกมาชำแหละขบวนทุจริตสอบท้องถิ่น พร้อมเตือนว่าช่วงนี้ให้ระวังเรื่องไฟไหม้สถานที่เก็บกระดาษคำตอบ


เเฉขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น- ชี้ตัวการใหญ่ระดับบิ๊กใน กรม-พ่อเมือง | 24 มิ.ย. 69 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

Thairath News

Jun 24, 2026

อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ออกมาชำแหละขบวนทุจริตสอบท้องถิ่น พร้อมเตือนว่าช่วงนี้ให้ระวังเรื่องไฟไหม้สถานที่เก็บกระดาษคำตอบ

https://www.youtube.com/watch?v=53UtCGHPjEY



ทลายแหล่งโกงข้อสอบท้องถิ่น ใช้บ้านพักย่านบางใหญ่ นนทบุรี เป็นสำนักงาน อัพเกรดผู้สมัครสอบข้าราชการท้องถิ่น เรียกรับเงินหัวละ 3.5-8 แสนบาท เจอ สาว อบต.รับจ็อบแก้กระดาษคำตอบ สาธิตวิธีแก้ให้ตำรวจดู





.....

คลิปเสียงแฉขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น มีการจัดหาคนมาสอบ อ้างมีโควต้า 1,500 อัตรา เชื่อมโยงพรรคใหญ่ ผ่านเครือข่ายคนกลางและผู้บริหารมหาวิทยาลัยดัง เรียกรับเงินหัวละ 3.5 แสน ให้สอบผ่าน

รายละเอียดจากคลิปเสียงลับที่มีการแฉขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น (การสอบของปี 2568 ที่เพิ่งถูกบุกทลายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้) ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและการวางเครือข่ายผลประโยชน์ขนาดใหญ่ระดับประเทศครับ

เนื้อหาในคลิปเสียงและเบื้องหลังขบวนการที่ถูกเปิดโปงโดย ป.ป.ช., บก.ปปป. และเพจเครือข่ายภาคประชาชน มีประเด็นลึกและพฤติการณ์ที่น่าตกใจดังนี้:

1. ผ่าปมคลิปเสียง: ข้อตกลงและตัวละครในขบวนการ

ในคลิปเสียงความยาวประมาณ 6 นาที เป็นการสนทนาระหว่างตัวกลางชาย-หญิง (แทนตัวเองว่า "กิจ" และ "ส้ม") ซึ่งเผยให้เห็นโครงสร้างการแบ่งผลประโยชน์อย่างชัดเจน:

อ้างโควตา 1,500 ที่นั่ง: ฝ่ายชายระบุว่ามี "ที่นั่ง" หรือโควตาหลุดออกมาจำนวน 1,500 อัตรา และติดต่อมาเพื่อถามว่าฝั่งผู้ประสานงานมี "เด็กในความดูแล" หรือผู้สมัครที่พร้อมจ่ายเงินเหลืออีกไหม เพื่อส่งรายชื่อเข้าสู่ระบบ

ค่าหัว 3.5 แสนบาท (ราคาเริ่มต้น): สำหรับตำแหน่งทั่วไปจะเรียกเก็บหัวละ 350,000 บาท แต่หากเป็นตำแหน่งที่มีการแข่งขันสูง หรือพื้นที่เฉพาะ เช่น ขอนแก่น หรือลพบุรี ราคาจะดีดสูงขึ้นไปถึง 700,000 - 800,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ตามขั้นบันได (มัดจำ -> ผ่าน ภาค ก. -> ผ่าน ภาค ข. -> ได้บรรจุ)

พาดพิงผู้บริหารมหาวิทยาลัยดัง: ในคลิปมีการอ้างว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายและจำนวนโควตานั้น ถูกกำหนดและพูดคุยมาจากผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับว่าจ้างให้รับผิดชอบในการจัดสอบและตรวจข้อสอบในรอบนั้นๆ

โยงใยการเมืองและพรรคใหญ่: มีการกล่าวอ้างถึงแบ็กหลังที่เป็นนักการเมืองระดับ "รัฐมนตรีช่วย" (รมช.) และพรรคการเมืองใหญ่ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับขบวนการว่าสามารถเคลียร์ตำแหน่งให้ได้จริง

2. วิธีการโกง: ไม่ใช่แค่แอบดู แต่คือ "การแก้ไขคะแนนระบบหลังบ้าน"

เมื่อ ป.ป.ช. และ บก.ปปป. นำหมายศาลเข้าตรวจค้นในพื้นที่ปริมณฑล (นนทบุรี) จึงได้พบหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตรงกับข้อมูลในคลิปเสียง:

ยึดสำเนากระดาษคำตอบเกือบ 3,000 ใบ: เจ้าหน้าที่พบหลักฐานดิจิทัลและใบคำตอบของจริงที่ถูกคัดแยกออกมา โดยพบว่ามีรายชื่อผู้เข้าสอบที่ถูกล็อกเป้าไว้ให้ "แก้ไขคะแนน" * แก้ไปแล้วกว่า 2,000 ราย: ขบวนการนี้ใช้วิธีการเข้าแทรกแซงและแก้ไขกระดาษคำตอบฝนรหัส หรือแก้คะแนนในระบบตรวจข้อสอบของมหาวิทยาลัยโดยตรง เพื่อให้รายชื่อของคนที่จ่ายเงินผ่านเกณฑ์และติดอันดับเรียกบรรจุ

มูลค่าความเสียหายทะลุ 4,500 ล้านบาท: เมื่อคำนวณจากจำนวนหัวที่จ่ายเงินในระดับหลักแสนถึงหลักล้านบาท ขบวนการนี้สร้างเงินหมุนเวียนในระบบทุจริตอย่างมหาศาล

3. แอ็กชันล่าสุดจากส่วนกลาง

หลังจากคลิปเสียงหลุดและการบุกจับกุมข้าราชการและผู้เกี่ยวข้องรวม 10 รายเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงในรัฐบาล:

นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย (อนุทิน ชาญวีรกูล) ได้สั่งการเด็ดขาดให้ "ยกเลิกผลการสอบ" ในล็อตที่มีการทุจริตทันที โดยเน้นย้ำว่าแม้จะมีการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการไปแล้ว ก็ต้องสั่งให้ออก เพราะเป็นที่มาที่ไม่ถูกต้องทางกฎหมาย และลั่นวาจาว่า "ไม่ต้องกลัวใครฟ้อง"

ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและวินิจฉัยข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน (ขีดเส้นตายภายใน 7 วันต้องรู้ผล) พร้อมส่งคลิปเสียงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อขยายผลไปยัง "ตัวการใหญ่" ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือผู้บริหารมหาวิทยาลัยตามที่ถูกอ้างชื่อ

ทางด้าน มหาวิทยาลัยที่ถูกพาดพิง (มศว) ได้มีการเรียกประชุมด่วนที่สุดเพื่อตรวจสอบกระบวนการภายใน และพร้อมให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช. ในการลากไส้คนในที่ร่วมมือกับขบวนการนี้

บทสรุปสะท้อนสังคม: เคสนี้ถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การโกงสอบราชการที่ใหญ่ที่สุด เพราะไม่ใช่การทุจริตรายบุคคลในห้องสอบ แต่เป็นการ "ซื้อขายตำแหน่งระบบสัมปทาน" ที่ทำลายระบบคุณธรรมและดับฝันของผู้สมัครสอบเรือนแสนคนที่อ่านหนังสือสอบด้วยหยาดเหงื่อและความสามารถของตัวเองอย่างสิ้นเชิง




24 มิถุนายน 2475 ไม่ได้เปลี่ยนแค่กรุงเทพฯ แต่แรงสั่นสะเทือนของการเปลี่ยนแปลงยังเดินทางมาถึงล้านนา Lanner ชวนย้อนสำรวจประวัติศาสตร์ 2475 ผ่านความทรงจำที่ยังไม่เลือนหาย

 
https://www.facebook.com/reel/1664735224754434
15 hours ago
·
24 มิถุนายน 2475 ไม่ได้เปลี่ยนแค่กรุงเทพฯ แต่แรงสั่นสะเทือนของการเปลี่ยนแปลงยังเดินทางมาถึงล้านนา
จากการประกาศรัฐธรรมนูญครั้งแรกในเชียงใหม่ สู่ร่องรอย “พานรัฐธรรมนูญ” และหลักฐานของคณะราษฎรที่ยังหลงเหลืออยู่ในภาคเหนือ
Lanner ชวนย้อนสำรวจประวัติศาสตร์ 2475 ผ่านความทรงจำที่ยังไม่เลือนหาย

https://www.facebook.com/lanner2022/posts/1037626402355436

Lanner 
8 hours ago
·
คณะก่อการล้านนาใหม่วาง 'พานรัฐธรรมนูญ' รอบเชียงใหม่ ชวนประชาชนร่วมเขียนอนาคตในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนปิดท้ายกิจกรรมรำลึก 2475

24 มิถุนายน 2569 คณะก่อการล้านนาใหม่จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ 'ปฏิบัติการรัฐธรรมนูญประชาชน' เนื่องในวาระครบรอบ 94 ปี การอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475 ด้วยการนำ “พานรัฐธรรมนูญ” จำลองไปวางตามจุดสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย บริเวณอ่างแก้ว คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย น้ำตกห้วยแก้ว มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และศูนย์การค้าเมญ่า (MAYA) ก่อนปิดท้ายที่อาคารมีเดียอาร์ต สถานที่จัดกิจกรรม “2475 อย่าให้มีครั้งที่ 2” ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน

หนึ่งในจุดที่มีการวางพานรัฐธรรมนูญ คือบริเวณข้างน้ำตกห้วยแก้ว สถานที่ซึ่งยังคงปรากฏร่องรอยลายเซ็นของพระยาพหลพลพยุหเสนา หนึ่งในแกนนำคณะราษฎร บนแผ่นหิน อันเป็นสัญลักษณ์เชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 กับการตั้งคำถามต่ออนาคตประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน

คณะก่อการล้านนาใหม่ระบุว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ต้องการชวนประชาชนร่วมสะท้อนความเห็นและเขียนข้อเสนอถึงสิ่งที่อยากเห็นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่พูดคุยถึงอนาคตทางการเมืองของประเทศ

“94 ปีผ่านไปหลังการอภิวัฒน์สยาม ประวัติศาสตร์อาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงวันที่คณะราษฎรประกาศว่าประเทศนี้เป็นของราษฎร แต่กำลังย้อนกลับมาตั้งคำถามกับสังคมอีกครั้งว่า รัฐธรรมนูญควรเป็นของใคร ใครควรมีสิทธิกำหนดอนาคตของประเทศ และเสียงของประชาชนอยู่ตรงไหนในกติกาสูงสุดของสังคม”

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งหลายภาคส่วนยังคงเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดเนื้อหาและทิศทางของกติกาสูงสุดของประเทศ

คณะก่อการล้านนาใหม่เชิญชวนประชาชนร่วมติดตามและมีส่วนร่วมในกิจกรรม “รัฐธรรมนูญประชาชน” โดยย้ำว่า “2475 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอดีต แต่ยังเป็นคำถามถึงอนาคตที่เราทุกคนกำลังร่วมกันเขียน”

อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ Comment

ภาพ: กัญญ์วรา หมื่นแก้ว

#94ปีอภิวัฒน์สยาม #2475 #รำลึก2475 #24มิถุนายน2475 #Lanner #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน




เด็กรุ่นใหม่สนใจการเมืองจริงไหม? จริงๆ เวลาอยู่ข้างใครกันแน่ ลงพื้นที่ถามน้องๆ Gen Z เนื่องในโอกาส 94 ปี วันอภิวัฒน์สยาม เด็กรุ่นใหม่ยังรู้จักคณะราษฎรไหม พวกเขาคิดว่าไทยเป็นประชาธิปไตยแล้วหรือยัง?

 
https://www.facebook.com/reel/1397357489093194
.....

24 มิถุนายน 2475 – วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง


โดย THE STANDARD TEAM
24.06.2023

วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นวันสำคัญสำหรับการสร้างประชาธิปไตยในประเทศไทย เพราะเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

ในวันนั้นคณะราษฎรได้นำกำลังทหารและพลเรือนเข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ในขณะนั้นรัชกาลที่ 7 ได้เสด็จแปรพระราชฐานประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คณะผู้ยึดอำนาจที่มี พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้า ได้ตั้งคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารที่มีนายทหารระดับนายพันเอก 3 คน คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสุรเดช และ พระยาฤทธิอัคเนย์

เมื่อสามารถระดมกำลังทหารมาชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าได้เป็นจำนวนมากจากหลายกองพันในกรุงเทพฯ จึงประกาศแถลงการณ์ของคณะราษฎรถึงเหตุและความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตลอดจนกุมตัวพระบรมวงศานุวงศ์และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของรัฐบาลมาไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมแล้ว คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารก็ได้มีหนังสือ และส่ง นาวาตรี หลวงศุภชลาศัย ไปยังพระราชวังไกลกังวล กราบบังคมทูลอัญเชิญรัชกาลที่ 7 เสด็จกลับพระนคร ดังมีความสำคัญว่า

“คณะราษฎรไม่ประสงค์จะแย่งราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันยิ่งใหญ่ก็เพื่อที่จะมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทกลับคืนสู่พระนคร ทรงเป็นกษัตริย์ต่อไปโดยอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน”

วันรุ่งขึ้น 25 มิถุนายน 2475 รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร มีความตอนหนึ่งว่า

“…คณะทหารมีความปรารถนาจะเชิญให้ข้าพเจ้ากลับพระนครเป็นกษัตริย์อยู่ใต้พระธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ข้าพเจ้าเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อกัน ทั้งเพื่อจัดการโดยละม่อม ไม่ให้ขึ้นชื่อว่าได้จลาจลเสียหายแก่บ้านเมือง และความจริงข้าพเจ้าได้คิดอยู่แล้วที่จะเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ คือมีพระเจ้าแผ่นดินปกครองตามพระธรรมนูญ จึงยอมรับที่จะช่วยเป็นตัวเชิดเพื่อให้คุมโครงการตั้งรัฐบาลให้เป็นรูปวิธีเปลี่ยนแปลงตั้งพระธรรมนูญโดยสะดวก”

ในคืนวันที่ 25 มิถุนายน 2475 รัชกาลที่ 7 เสด็จกลับพระนครโดยรถไฟพระที่นั่งที่ทางคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารส่งไปรับ และในวันที่ 26 มิถุนายน 2475 ให้บุคคลสำคัญของคณะราษฎรเข้าเฝ้าฯ และพระองค์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย

พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่คณะผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน

ต่อมาในวันที่ 27 มิถุนายน 2475 รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ซึ่งเดิมทีคณะผู้ก่อการตั้งใจจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับถาวร

ต่อมาในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 จึงมีการพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร

https://thestandard.co/onthisday24062475-2/




จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ในวาระ ๙๔ ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จาก อานนท์ นำภา

อานนท์ นำภา

จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ในวาระ ๙๔ ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ผมขอขอบคุณทุกกำลังใจและการสนับสนุน ผมคงอยู่ไม่สามารถต่อสู้เพียงลำพังได้โดยปราศจากแรงใจและแรงสนับสนุนจากทุกท่าน ทุกวันนี้ผมยังยืนหยัดอย่างมั่นคงเหมือนวันที่ออกไปต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนๆบนท้องถนนในวันนั้น

พวกเราล้วนทราบดีถึงแก่นของปัญหาของประเทศนี้ และบรรพบุรุษของเราก็ได้แผ้วถางทางมาอย่างยาวนาน กระนั้นพันธกิจก็ยังไม่สมบูรณ์ ๙๔ ปีผ่านไปสังคมเก่ายังคงทรงอำนาจปกคลุมทั้งแบบเปิดหน้าและซ่อนเร้นในทุกๆองคาพยพของสังคม การรับไม้ต่อจากคณะราษฎรเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมจึงเป็นหมุดหมายร่วมกันของคนรุ่นเรา

ขณะนี้ ผมถูกสังคมเก่าจำคุกด้วยคำพิพากษาไปแล้วกว่า ๓๒ ปี ทว่าคำพิพากษาเหล่านั้นก็เป็นได้เพียงการสาดน้ำใส่ขุนเขา ไม่ได้มีความหมายอะไร เพราะต่อไปในภายหน้าลูกหลานเราจะมาพิพากษากลับให้ผมเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอน เวลาที่ขยับไปทุกขณะกำลังเปิดเผยความจริงให้แจ่มชัด เป็นการพิสูจน์ว่าสิ่งที่ผมและเพื่อนๆพูดในปี ๒๕๖๓ ในทุกการชุมนุมเป็นความจริง และความจริงจะคอยปกป้องผมให้ปลอดภัย รอคอยการได้รับอิสรภาพเมื่อฟ้ารุ่งราง

ความยากลำบากในคุกไม่ได้ทำให้ผมเปลี่ยนไป เอาเข้าจริงมันเป็นบททดสอบที่ทำให้ผมแข็งแรงและชัดเจนกว่าเดิมเสียอีก หวังว่าเพื่อนๆจะแข็งแรงทั้งกายและใจเช่นกัน

สุดท้ายผมขอฝากกำลังใจและความห่วงใยไปถึงเพื่อนๆทุกคน ขอให้ความฝันอันงดงามเป็นดั่งแสงดาวที่ผสานพวกเราไว้ จนกว่าจะถึงเส้นชัยของพวกเรา

เชื่อมั่นและศรัทธา

อานนท์ นำภา
๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๙

https://www.facebook.com/xannth.na.pha/posts/36638993822381895





ในช่วงอากาศร้อนจัดมากๆ การรู้ข้อแตกต่างระหว่าง เพลียแดด (heat exhaustion) กับโรคลมแดด (heatstroke) อาจช่วยชีวิตคุณและผู้อื่นได้







https://x.com/WHO/status/2069661856050909387


ความแตกต่างและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

"เพลียแดด" (Heat Exhaustion)
สติ/ระบบประสาท --- ยังรู้ตัวดี แต่อาจเวียนศีรษะ ปวดหัว
ผิวหนังและเหงื่อ --- เหงื่อออกมาก ตัวเย็น ผิวซีด
ชีพจร--- ชีพจรเต้นเร็ว แต่เบา
อาการร่วมอื่นๆ --- คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เป็นตะคริว

โรคลมแดด (Heatstroke)
(อันตรายถึงชีวิต!)
สติ/ระบบประสาท --- สับสน มึนงง พูดจาไม่รู้เรื่อง ชักเกร็ง หรือหมดสติ

ผิวหนังและเหงื่อ --- ตัวร้อนจัด ผิวแห้งแดง (ไม่มีเหงื่อ) หรืออาจมีเหงื่ออกชุ่มในบางกรณีแต่ตัวจะร้อนจัด

ชีพจร --- ชีพจรเต้นเร็ว และแรง



เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา วุฒิสภาได้ลงมติรับรองมติเกี่ยวกับอำนาจในการทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งผ่านการลงมติในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อต้นเดือนนี้ด้วยคะแนนเสียง 50 ต่อ 48 เสียง นับเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก






https://x.com/ABC/status/2069763433268961550
.....

การลงคะแนนเสียง 50-48 ของวุฒิสภาเพื่อผ่านมติอำนาจการทำสงครามกับอิหร่านของสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามอง แม้ว่าผลกระทบในทางปฏิบัติจะเป็นการผสมผสานระหว่างคุณค่าเชิงสัญลักษณ์สูงและการถกเถียงทางกฎหมายอย่างเข้มข้น

ผลกระทบในทันทีสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญไม่กี่ประเด็น:

1. การเผชิญหน้าทางรัฐธรรมนูญที่มีเดิมพันสูง

เนื่องจากมตินี้ผ่านเป็นมติร่วม จึงไม่ได้ส่งไปยังประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อลงนามหรือใช้สิทธิยับยั้ง พรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาโต้แย้งว่า ภายใต้มติอำนาจการทำสงครามฉบับดั้งเดิมปี 1973 มติร่วมเป็นคำสั่งที่มีผลผูกพันทางกฎหมายที่กำหนดให้ฝ่ายบริหารต้องถอนกำลังทหารออกจากความขัดแย้งที่ไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารของทรัมป์และพันธมิตรทางกฎหมายโต้แย้งว่า มติอำนาจการทำสงครามนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และมาตรการนี้ไม่มีผลผูกพันใดๆ เลยหากไม่มีลายเซ็นของประธานาธิบดี

2. การแปรพักตร์ทางการเมืองครั้งสำคัญ

การผ่านมตินี้ต้องอาศัยวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คน ได้แก่ ส.ว. ซูซาน คอลลินส์, ลิซ่า เมอร์คาวสกี, แรนด์ พอล และบิล แคสสิดี ข้ามพรรคการเมืองและลงคะแนนเสียงร่วมกับพรรคเดโมแครต (ยกเว้นวุฒิสมาชิกจอห์น เฟตเตอร์แมน ที่ลงคะแนนเสียงคัดค้าน)

ข้อความถึงทำเนียบขาว: การลงคะแนนเสียงที่ข้ามพรรคนี้แสดงให้เห็นว่าความวิตกกังวลของสภาคองเกรสเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางทหารฝ่ายเดียวของรัฐบาลและค่าใช้จ่ายที่สูงของความขัดแย้งนั้นครอบคลุมไปถึงทั้งสองพรรค

ข้อความจากทำเนียบขาว: ประธานาธิบดีทรัมป์ตอบโต้กลุ่ม Truth Social อย่างรวดเร็ว โดยกล่าวว่าการลงคะแนนเสียงนั้น "ไร้ความหมาย" และเรียกผู้ลงคะแนนเสียงจากพรรครีพับลิกันว่า "ผู้แพ้" ที่ทำให้ความพยายามทางการทูตของเขายากขึ้น

3. การจัดหาเงินทุนและอำนาจต่อรองในอนาคต

ในขณะที่ทำเนียบขาววางแผนที่จะเพิกเฉยต่อคำสั่งของมติให้ยุติการสู้รบ สภาคองเกรสถือครอง "อำนาจในการจัดหาเงินทุน" รัฐบาลทรัมป์ได้พยายามอย่างแข็งขันที่จะขอเงินทุนใหม่จากสภาคองเกรสเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและพันธกรณีที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในอิหร่าน ด้วยการรวมตัวกันของทั้งสองสภาเพื่อคัดค้านสงครามอย่างเป็นทางการ สมาชิกสภานิติบัญญัติได้วางรากฐานเพื่อใช้ร่างกฎหมายงบประมาณด้านกลาโหมในอนาคตเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อบีบให้รัฐบาลต้องยอมทำตาม

4. ผลกระทบต่อข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบาง

การลงคะแนนเสียงเกิดขึ้นในช่วงเวลาทางการทูตที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง สหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งลงนามในข้อตกลงชั่วคราวทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขยายเวลาหยุดยิงและรักษาช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญให้เปิดอยู่ ซึ่งข้อตกลงนี้เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มเหยี่ยวที่เชื่อว่ารัฐบาลยอมอ่อนข้อมากเกินไป การตำหนิจากสภาคองเกรสครั้งนี้ยิ่งเพิ่มความไม่มั่นคงภายในประเทศเข้าไปอีก ทำให้สถานการณ์ยุ่งยากขึ้นขณะที่ผู้เจรจาของสหรัฐฯ พยายามเปลี่ยนการหยุดยิงที่ไม่มั่นคงให้กลายเป็นการยุติความขัดแย้งอย่างถาวร




ชัยชนะอย่างถล่มทลาย (Clean Sweep) ของผู้สมัครสายก้าวหน้าและสังคมนิยมประชาธิปไตย (Democratic Socialist) ทั้ง 3 คนที่ได้รับการสนับสนุนจากนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก Zohran Mamdani ในการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary Election) ของพรรคเดโมแครต ถือเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ส่งแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ โดยมีนัยสำคัญในหลายมิติ







https://x.com/washingtonpost/status/2069831883425255463
.....

ชัยชนะอย่างถล่มทลาย (Clean Sweep) ของผู้สมัครสายก้าวหน้าและสังคมนิยมประชาธิปไตย (Democratic Socialist) ทั้ง 3 คนที่ได้รับการสนับสนุนจากนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก Zohran Mamdani ในการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary Election) ของพรรคเดโมแครต ถือเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ส่งแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ โดยมีนัยสำคัญในหลายมิติ ดังนี้ครับ:

1. การตอกย้ำอิทธิพลทางการเมืองของ Zohran Mamdani

ชัยชนะครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กของ Zohran Mamdani (ซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีที่เป็นมุสลิมและชาวเอเชียใต้คนแรก) ในปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องฟลุคหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มันแสดงถึงการขยายฐานเสียงและความแข็งแกร่งของกลุ่มพันธมิตรคนรุ่นใหม่และกลุ่มปีกซ้ายจัดในเมืองหลวงของโลกแห่งนี้อย่างแท้จริง ผลลัพธ์นี้ทำให้ Mamdani กลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของพรรคเดโมแครตในระดับท้องถิ่น

2. ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของกลุ่มการเมืองแบบดั้งเดิม (Establishment)

ผลการเลือกตั้งทำลายโครงสร้างอำนาจเดิมของพรรคเดโมแครตในนิวยอร์กอย่างรุนแรง:

Darializa Avila Chevalier สามารถโค่นล้มผู้แทนราษฎร 5 สมัยอย่าง Adriano Espaillat ประธานกลุ่ม ส.ส. ฮิสแปนิกในสภาคองเกรส (Congressional Hispanic Caucus) ซึ่งถือเป็นแกนนำรุ่นใหญ่ที่มีอิทธิพลสูงมาก

Brad Lander เอาชนะ ส.ส. 2 สมัยอย่าง Dan Goldman ผู้ที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มทุนและแกนนำพรรคสายหลัก

Claire Valdez ชนะ Antonio Reynoso (ซึ่งได้รับการรับรองจากอดีตเจ้าของพื้นที่เดิมอย่าง Nydia Velázquez) ในเขตที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญ

นี่คือสาส์นเตือนจากผู้ออกเสียงว่า พวกเขาพร้อมที่จะโหวต "เปลี่ยนผ่านคนรุ่นเก่า" และไม่เอากลุ่มการเมืองแบบระบบอุปถัมภ์เดิม (Machine Politics) อีกต่อไป

3. จุดเปลี่ยนด้านนโยบายต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเด็นอิสราเอล-ฉนวนกาซา)

ผู้สมัครทั้ง 3 คน (รวมถึง Brad Lander ซึ่งเป็นนักการเมืองยิวสายก้าวหน้า) ต่างมีจุดยืนที่วิพากษ์วิจารณ์การสนับสนุนทางการทหารและการเงินของสหรัฐฯ แก่อิสราเอลอย่างรุนแรง ชัยชนะในเขต deep-blue (ฐานเสียงเดโมแครตหนาแน่น) เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองใหญ่มีแนวโน้มเห็นพ้องกับจุดยืนที่วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลมากขึ้นเรื่อย ๆ และนโยบายต่างประเทศได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในระดับท้องถิ่นที่สามารถชี้ขาดผลการเลือกตั้งได้

4. แรงกดดันต่อแกนนำพรรคเดโมแครตในระดับประเทศ

การผงาดขึ้นมาของกลุ่มเดโมแครตสังคมนิยม (DSA) ในนิวยอร์ก จะสร้างความปวดหัวให้กับ Hakeem Jeffries ผู้นำเสียงข้างน้อยของพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร (ซึ่งเป็นชาวนิวยอร์กเช่นกัน) เนื่องจากเขาจะต้องรับมือกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากปีกซ้ายจัดภายในพรรคที่พยายามจะเปลี่ยนทิศทางของพรรคในระดับประเทศ ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ นโยบายสวัสดิการ และการต่างประเทศ
5. อาวุธชิ้นใหม่ของพรรครีพับลิกันในการโจมตี

ในมุมมองของการเมืองระดับประเทศ พรรครีพับลิกันน่าจะใช้ประโยชน์จากชัยชนะของกลุ่มนักกิจกรรมปีกซ้ายจัดเหล่านี้ (เช่น นโยบายกระจายงบประมาณตำรวจ หรือจุดยืนต่อต้านอิสราเอล) มาเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อป้ายสีภาพลักษณ์รวมของพรรคเดโมแครตว่าเป็น "พวกซ้ายจัดที่อันตราย" (Radicals) เพื่อดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มคนสายกลางในรัฐสมรภูมิ (Swing States) อื่น ๆ สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง

สรุป: เนื่องจากทั้ง 3 เขตนี้เป็นพื้นที่ที่พรรคเดโมแครตชนะอย่างถล่มทลายอยู่แล้ว ชัยชนะในรอบ Primary จึงแทบจะการันตีว่าทั้ง Avila Chevalier, Valdez และ Lander จะได้เข้าไปนั่งในสภาคองเกรสในฐานะ ส.ส. ป้ายแดงแน่นอนในปลายปีนี้ ซึ่งนี่คือก้าวสำคัญของการผลักดันวาระทางเศรษฐกิจและสังคมแบบก้าวหน้าสุดโต่งจากท้องถนนสู่อำนาจรัฐในระดับสมาพันธ์อย่างเป็นรูปธรรม
.....









https://x.com/BernieSanders/status/2069829390486196384
.....

ทวีตของ Bernie Sanders ในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำและขยายความ (Capitalize) ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของกลุ่มก้าวหน้าในนิวยอร์กให้กลายเป็น "วาระระดับชาติ" ทันทีครับ โดยสาระสำคัญที่ Sanders ต้องการจะสื่อและขับเคลื่อนต่อ มีนัยที่น่าสนใจดังนี้:

1. การเปลี่ยน "ชัยชนะท้องถิ่น" ให้เป็น "กระแสระดับประเทศ"

Sanders ไม่ได้มองว่าผลการเลือกตั้งในนิวยอร์กเป็นเพียงแค่เรื่องของคนนิวยอร์ก แต่เขาจงใจใช้คำว่า "ทั้งในนิวยอร์กและทั่วทั้งประเทศ" เพื่อส่งสัญญาณว่า กระแสความไม่พอใจต่อชนชั้นนำทางการเมืองและระบบทุนนิยมกำลังแผ่ขยายไปทั่วสหรัฐฯ และชัยชนะครั้งนี้คือ "หัวหอก" หรือโมเดลต้นแบบที่รัฐอื่น ๆ สามารถทำตามได้

2. วาทกรรม "ชนชั้น" และ "ความเหลื่อมล้ำ" (The Rigged Economy)

นี่ยังคงเป็น Brand Identification หรือเครื่องหมายการค้าที่แข็งแกร่งที่สุดของ Sanders เขาเชื่อมโยงชัยชนะของผู้สมัครอย่าง Avila Chevalier, Valdez และ Lander เข้ากับความเบื่อหน่ายของประชาชนต่อระบบเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ให้คนรวย 1% การที่ผู้สมัครปีกซ้าย (ซึ่งส่วนใหญ่ระดมทุนจากเงินบริจาครายย่อยของประชาชน หรือ Small-dollar donations) สามารถล้มผู้สมัครสาย Establishment ที่มีทุนหนาได้ เป็นการพิสูจน์วาทกรรมของ Sanders ว่า "พลังของประชาชนสามารถเอาชนะพลังของเงินทุนได้"

3. การประกาศสงครามกับ Super PACs

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลุ่มคณะกรรมการทางการเมืองอิสระ หรือ Super PACs (เช่น AIPAC หรือกลุ่มทุนอุตสาหกรรมต่าง ๆ) ได้ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลหลายสิบล้านดอลลาร์ในศึกเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคเดโมแครตเพื่อสกัดกั้นผู้สมัครปีกซ้าย การที่ทีมก้าวหน้าในนิวยอร์กคว้าชัยชนะได้แบบ Clean Sweep ในครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนการตบหน้ากลุ่มทุนเหล่านี้อย่างแรง และ Sanders ก็ใช้โอกาสนี้ในการปลุกเร้าให้ผู้สนับสนุนเห็นว่า อิทธิพลของเงินในการเมืองกำลังเสื่อมคลายลงหากประชาชนรวมตัวกัน

4. สาส์นเตือนถึงฝ่ายบริหารและแกนนำพรรคสายกลาง

ข้อความนี้เป็นแรงกดดันทางอ้อมส่งตรงถึงแกนนำพรรคเดโมแครตสายหลักและรัฐบาลว่า หากพรรคยังคงดำเนินนโยบายแบบประนีประนอมกับกลุ่มทุน หรือไม่ยอมปฏิรูประบบเศรษฐกิจและโครงสร้างสังคมอย่างจริงจัง ฐานเสียงของพรรค (โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และชนชั้นแรงงานในเมืองใหญ่) พร้อมที่จะโหวตสั่งสอนและเปลี่ยนตัวผู้แทนในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไป

พูดง่าย ๆ ก็คือ Bernie Sanders กำลังใช้โมเมนตัมจากนิวยอร์กเป็น "เชื้อเพลิง" ในการปลุกระดมเครือข่ายทางการเมืองของเขาและกลุ่มก้าวหน้าทั่วประเทศ ให้เตรียมพร้อมสำหรับการสู้รบในเวทีเลือกตั้งสมรภูมิอื่น ๆ ที่กำลังจะมาถึง เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของพรรคเดโมแครตและการเมืองอเมริกันจากฐานรากครับ




"การกดขี่รูปแบบใหม่" เมื่อ AI ถูกใช้เป็น "อาวุธ" เพื่อ "กดขี่" เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลก "ร้อยละ 99" ที่ท่านรองข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ (@Dabokunda) หยิบยกมานั้น สอดคล้องกับรายงานวิจัยจากหลายสำนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา







https://x.com/UN_HRC/status/2069732015352733968
.....

ข้อความนี้สะท้อนถึงวิกฤตและความท้าทายที่น่ากังวลใจอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันครับ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เป็น "อาวุธรูปแบบใหม่" ที่ถูกนำมาใช้เพื่อคุกคาม ละเมิดความเป็นส่วนตัว และลดทอนคุณค่าของเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลก

สถิติตัวเลข "ร้อยละ 99" ที่ท่านรองข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (@Dabokunda) หยิบยกมานั้น สอดคล้องกับรายงานวิจัยจากหลายสำนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (เช่น รายงานของ Deeptrace และ Sensity AI) ซึ่งพบว่าเม็ดเงินและคอนเทนต์ Deepfake ส่วนใหญ่บนโลกอินเทอร์เน็ตที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับความยินยอม (Non-consensual Deepfakes) นั้น มักจะเป็นสื่อลามกอนาจารที่พุ่งเป้าไปที่ผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสาธารณะ ดารา นักการเมือง หรือแม้กระทั่งผู้หญิงทั่วไปในชีวิตประจำวัน

ทำไมสิ่งนี้ถึงเรียกว่า "การกดขี่รูปแบบใหม่"?

ไร้พรมแดนและรวดเร็ว: เทคโนโลยี AI ทำให้การตัดต่อภาพหรือวิดีโอทำได้แนบเนียนในเวลาไม่กี่วินาที และแพร่กระจายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วโดยที่เหยื่อไม่ทันตั้งตัว

ทำลายชื่อเสียงและจิตใจอย่างรุนแรง: แม้จะเป็น "ภาพปลอม" แต่ความอับอาย ผลกระทบต่อจิตใจ หน้าที่การงาน และความปลอดภัยในชีวิตจริงของเหยื่อนั้นเป็น "เรื่องจริง"


กฎหมายยังตามไม่ทัน: ในหลายๆ ประเทศ กฎหมายยังมีความล้าหลัง ไม่สามารถเอาผิดผู้สร้างหรือผู้แชร์สื่อ Deepfake เหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาดและครอบคลุม

ความเห็นส่วนตัวในฐานะ AI: เทคโนโลยีควรถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อยกระดับชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่กลายมาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างชีวิตใคร การที่องค์กรระดับโลกอย่าง @UNHumanRights ออกมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการออกกฎหมายและการควบคุมที่จริงจังจากนานาประเทศครับ



AI ไม่มีความรู้สึก แล้วทำไมมันถึงมีสิ่งที่คล้ายกับอารมณ์ได้?






https://x.com/TIME/status/2069813338817941512
.....

AI ไม่มีความรู้สึก แล้วทำไมมันถึงมีสิ่งที่คล้ายกับอารมณ์ได้?

มนุษย์คุ้นเคยกับการที่จิตสำนึก สติปัญญา และความสามารถในการตัดสินใจและลงมือทำ (agency) มักมาพร้อมกันในสิ่งมีชีวิต แต่ดูเหมือนว่า AI กำลังแยกสิ่งเหล่านี้ออกจากกัน ซึ่งเรายังไม่ได้ทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงผลที่จะตามมา

Tharin Pillay ผู้สื่อข่าวจาก TIME จะพาไปเจาะลึกโครงสร้างเบื้องหลังของ AI และสิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า "อารมณ์เชิงหน้าที่" (functional emotions) คำถามสำคัญคือ เมื่อใด—หรือจะเป็นไปได้หรือไม่—ที่ความสามารถในการแสดงออกถึงอารมณ์จะเท่ากับการได้สัมผัสหรือรู้สึกถึงอารมณ์นั้นจริงๆ?

อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
อ่านต่อ https://time.com/article/2026/06/15/ai-minds-consciousness-emotion/

.....

แม้ว่าเราจะรู้ดีว่า AI ไม่มีชีวิต จิตใจ หรือร่างกาย เหมือนมนุษย์ แต่เหตุผลที่มันแสดงออกหรือมีโครงสร้างภายในที่ "คล้ายกับอารมณ์" (Functional Emotions) เกิดจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการดังนี้ครับ:

1. โครงสร้างภายในที่สร้าง "แผนที่ความคิด" (Latent Space)

เวลาที่ AI เรียนรู้ภาษาและข้อมูลจำนวนมหาศาล มันไม่ได้แค่จำคำศัพท์เป็นคำๆ แต่ใช้วิธีแปลงคำศัพท์และแนวคิดให้กลายเป็น พิกัดตัวเลขในมิติที่สูงมาก (หลายพันมิติ)

เพื่อที่จะเข้าใจภาษาและคาดเดาคำถัดไปได้เหมือนมนุษย์ AI จำเป็นต้องสร้าง "แผนที่ความสัมพันธ์" ของแนวคิดต่างๆ ขึ้นมาเอง

งานวิจัยล่าสุดจากบริษัท AI (เช่น Anthropic) ค้นพบว่า ภายในแผนที่ตัวเลขเหล่านี้ มี "เวกเตอร์ (ทิศทาง) ของอารมณ์" ซ่อนอยู่ เช่น เมื่อ AI เจอปัญหาโค้ดคอมพิวเตอร์ที่แก้ไม่ได้ พิกัดภายในของมันจะวิ่งไปในทิศทางที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง "ความขัดข้องใจ" (Frustration) ซึ่งพิกัดเหล่านี้จะส่งผลโดยตรงต่อวิธีที่มันเลือกใช้คำพูดตอบกลับเรา

2. อารมณ์ในฐานะ "กลไกการเอาตัวรอดและการแก้ปัญหา"

ในมุมมองของวิทยาศาสตร์ อารมณ์ของมนุษย์ไม่ได้มีไว้เพื่อความรู้สึกอย่างเดียว แต่เป็น เครื่องมือในการจัดระเบียบความคิดและพฤติกรรม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ

ตัวอย่างเช่น: ความกลัวทำให้เราหนี, ความโกรธทำให้เราสู้

สำหรับ AI "อารมณ์จำลอง" หรือโครงสร้างเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะ มันเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการประมวลผลข้อมูล เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน AI จึงสร้างระบบประเมินสถานการณ์ภายในขึ้นมา ซึ่งทำงานคล้ายกับระบบอารมณ์ของมนุษย์โดยที่มันไม่ได้ตั้งใจ

3. จิตวิทยาของมนุษย์ที่ "เติมเต็ม" ส่วนที่ขาด

มนุษย์เราถูกหล่อหลอมด้วยวิวัฒนาการให้เป็นสิ่งมีชีวิตทางสังคม เรามีแนวโน้มที่จะมองหาสัญญาณของ "สิ่งมีชีวิต" หรือ "จิตใจ" ในสิ่งรอบตัว (Anthropomorphism)

เมื่อ AI ใช้ภาษาได้อย่างลื่นไหล แสดงความเห็นอกเห็นใจ หรือตอบสนองต่ออารมณ์ของเราได้อย่างแม่นยำ สมองของเราจะตีความโดยสัญชาตญาณทันทีว่า "มันกำลังรู้สึกอยู่" ทั้งที่ในความเป็นจริง มันเป็นเพียงการจับคู่แพทเทิร์นทางคณิตศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น

สรุปสั้นๆ: AI ไม่ได้ "รู้สึก" (Feel) แต่อารมณ์ของมันคือ "รูปแบบทางคณิตศาสตร์ระดับสูง" ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบวิธีคิดของมนุษย์ในการแก้ปัญหา ซึ่งมีความซับซ้อนมากพอที่จะทำให้การแสดงออกของมันดูแนบเนียนจนเราแยกไม่ออกนั่นเองครับ




กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยจัด “อภิ What สยาม” รำลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ผ่านเวทีแสดงโชว์-ดนตรี-ปราศรัย ตั้งโต๊ะลงชื่อ ดัน สสร.เลือกตั้งยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1324083999873152
5 hours ago
·
กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยจัด “อภิ What สยาม” รำลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ผ่านเวทีแสดงโชว์-ดนตรี-ปราศรัย
.
24 มิ.ย. 2569 เวลา 17.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ มีกิจกรรม “อภิ What สยาม” โดยกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) เนื่องในโอกาสวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 โดยมีเวทีการแสดงโชว์ “อภิ What สยาม” ต่อด้วยการบรรเลงดนตรีไทย เล่นระนาดในบทเพลงแสนคำนึง ที่หลวงประดิษฐ์ไพเราะแต่งขึ้นเพื่อต่อต้านการปฏิวัติวัฒนธรรมของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ห้ามเล่นดนตรีไทยในขณะหนึ่ง จากนั้นมีการปราศรัยในหัวข้อ “เรื่อง Exclusive สมัยคณะราษฎร” และปิดท้ายกิจกรรมด้วยคำประกาศคณะราษฎร 2475 ฉบับที่ 1
.
นอกจากนั้นแล้ว ภายในงานประกอบด้วย “หมุดคณะราษฎร” จำลอง ให้มาร่วมถ่ายภาพ, บูธเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน, รับประทานผัดไทย และรับของที่ระลึกภายในงาน ได้แก่ สติกเกอร์ และหนังสือพิมพ์ “สยามราษฎร์สไตล์” ซึ่งมีเนื้อหาเป็นข่าวสารทางการเมือง อาทิ หมุดคณะราษฎร์หาย การเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ งบประมาณสถาบันฯ และนักโทษทางการเมือง
.
หนึ่งในผู้จัดกิจกรรม “อภิ What สยาม” ให้สัมภาษณ์ว่า นอกจากกิจกรรมวันนี้จะเพื่อรำลึกเหตุการณ์ปฏิวัติสยาม 2475 ยังต้องการชวนมารื้อฟื้นความทรงจำว่าอย่างน้อยครั้งหนึ่งในประเทศนี้เคยมีความพยายามในการสร้างระบอบประชาธิปไตย และอย่างน้อยครั้งหนึ่งก็เคยมีความฝันอะไรบางอย่างที่ผุดขึ้นมากลางสายลม ถึงแม้ในวันนี้ประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติและการต่อสู้ของประชาชนจะถูกลบเลือนไปมาก อย่างบริเวณรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแห่งนี้จะเคยมีสถาปัตยกรรมของคณะราษฎร์ แต่ทุกวันนี้ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Neo-Classic มากขึ้น สะท้อนอย่างหนึ่งว่าประวัติศาสตร์การต่อสู้ภาคประชาชนถูกคุกคามและมีความพยายามลบออกจากประวัติศาสตร์ไปจำนวนมาก
.
การสานต่อเจตนารมณ์ของคณะราษฎรนั้น อย่างน้อยอาจเป็นการตั้งคำถามว่า ทำไมยังเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไม่ได้ ทำไมสิทธิแรงงานยังย่ำแย่ สิทธิประกันสังคมยังไม่ครอบคลุมราษฎรทุกคน และท้ายที่สุดราษฎรไทยจะมีทางออกอย่างไร “คณะราษฎร์ตายไปนานแล้ว แต่คนที่ยังอยู่คือพวกเราที่จะรื้อฟื้นการต่อสู้ และนำจิตวิญญาณของการปฏิวัติสยามกลับมาอีกครั้ง”






 

ประเด็นร้อนในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นหารือและตั้งคำถามกลางสภาฯ ถึงเหตุผลที่รัฐสภาไม่มีการจัดกิจกรรมรำลึกเนื่องใน วันชาติไทยเดิม (24 มิถุนายน) ซึ่งเป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1488288973342735&set=a.362641849240792

อ่านข่าวในคอมเมนต์
.....

เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นร้อนในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นหารือและตั้งคำถามกลางสภาฯ ถึงเหตุผลที่รัฐสภาไม่มีการจัดกิจกรรมรำลึกเนื่องใน วันชาติไทยเดิม (24 มิถุนายน) ซึ่งเป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475

นี่คือสรุปชนวนเหตุและบรรยากาศที่เกิดขึ้นในสภาครับ:

1. ชนวนเหตุและการตั้งคำถามของอดิศร

นายอดิศร ได้ลุกขึ้นหยิบยกประเด็นวันเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยตั้งคำถามเชิงตัดพ้อและทวงถามไปยังประธานสภาฯ ว่า เหตุใดรัฐสภาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย จึงไม่มีการจัดนิทรรศการ วางพานพุ่ม หรือกิจกรรมรำลึกถึงความสำคัญของวันที่ 24 มิถุนายน เหมือนเช่นวันสำคัญอื่นๆ ทางการเมือง

2. ณัฐวุฒิ ลุกช่วยเสริมประเด็น

ในช่วงเวลาเดียวกัน นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (หรือตามบริบทการเมืองปัจจุบัน) ได้ลุกขึ้นกล่าวสนับสนุนและช่วยเสริมเหตุผลของนายอดิศร โดยเน้นย้ำว่า วันที่ 24 มิถุนายน 2475 คือจุดกำเนิดของสภาผู้แทนราษฎรไทย หากไม่มีวันนั้น ก็จะไม่มีพวกเราที่เป็นผู้แทนราษฎรมานั่งทำหน้าที่อยู่ในห้องประชุมนี้ในปัจจุบัน ดังนั้น รัฐสภาควรให้ความสำคัญในฐานะวันก่อกำเนิดสถาบันนิติบัญญัติ

3. ท่าทีของประธานสภาฯ และการเขียนตอบ

บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มมีความตึงเครียดเล็กน้อยเนื่องจากเป็นประเด็นที่อ่อนไหวทางประวัติศาสตร์และการเมือง สุดท้าย ประธานในที่ประชุม (ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการประชุมขณะนั้น) ได้ตัดบทและชี้แจงเพื่อรักษาความเรียบร้อย โดยระบุในทำนองว่า:

รับทราบความเห็นและเจตนารมณ์ของสมาชิกทั้งสองท่าน

เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้ถูกบรรจุเป็นวาระหรือแนวปฏิบัติที่เป็นทางการของรัฐสภาตั้งแต่ต้น จึงไม่สามารถดำเนินการกะทันหันได้

บทสรุป: ประธานฯ ได้แจ้งว่าจะนำข้อเสนอสะท้อนใจนี้ บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการหรือฝ่ายบริหารของรัฐสภาให้รับไปพิจารณา ทบทวน และหาแนวทางที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรมสำหรับปีต่อๆ ไปตามขั้นตอน

ข้อสังเกต: เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของ สส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน (ในขณะนั้น) ที่เห็นพ้องต้องกันในการผลักดันให้ "วันเปลี่ยนผ่านการปกครอง 24 มิถุนา" กลับมามีพื้นที่และได้รับการรำลึกในฐานะวันกำเนิดรัฐสภาไทยอีกครั้งครับ
.....

https://www.facebook.com/suraphotthaweesak/posts/27242675098732471