วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 16, 2569

เมสซีเข้าชิงอีกครั้ง! ไฮไลต์ อังกฤษ พบ อาร์เจนตินา (1-2) รวมทุกประตูจากศึกตัดเชือกสุดเดือด








MESSI FINAL AGAIN! England vs Argentina 1-2 HIGHLIGHTS All Goals FULL 2026 SEMIFINAL Fight

Antonionne Football

Jul 15, 2026

MESSI RECORD! England vs Argentina 1-1 HIGHLIGHTS All Goals FULL 2026 SEMIFINAL Fight

https://www.youtube.com/watch?v=_AF4wooXMxg




ประเทศไทยตั้งเป้าที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมูลค่าหลายพันล้านและการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ อย่างไรก็ตาม เริ่มมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในท้องถิ่น

Pipob Udomittipong
11 hours ago
·
รายงานการก่อสร้างเดต้าเซ็นเตอร์ที่เชื่อมโยงกับบริษัทของครอบครัวนายกฯ Al Jazeera English รายงานว่า ปรกติโครงการก่อสร้างเดต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่แบบนี้ ต้องมีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าไม่เคยมีใครมาขอความเห็นจากพวกเขาเลย เพราะมีการจดทะเบียนโครงการเป็นแบบอื่น ๆ เช่น คลังสินค้า เพื่อเลี่ยงกฎหมาย

และเฉพาะช่วงไตรมาศแรกของปี 2569 86% ของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ไหลไปที่การก่อสร้างเดต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสเหล่านี้ ซึ่งบางส่วนก่อสร้างโดยบริษัทที่เป็นของครอบครัวนายกฯ อนุทิน

เมื่อนักข่าวถามรมว.คลังว่า มีความกังวลหรือไม่ว่าเดต้าเซ็นเตอร์อย่างน้อย 3 แห่งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เกี่ยวข้องกับบริษัทที่เชื่อมโยงกับนายกฯ และครอบครัว รมว.ตอบว่า “ขอโทษนะ ผมต้องรีบไป”  
https://youtu.be/mYzoYqHLbWI

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164400038601649&set=a.10150096728651649
.....

Thailand's artificial intelligence boom: Data bring human and environmental cost

Al Jazeera English

Jul 10, 2026 

Thailand aims to become Southeast Asia’s AI hub, attracting billions in investment and new data centres. However, concerns are growing over the environmental impact and effects on local communities. Al Jazeera’s Tony Cheng reports.

https://www.youtube.com/watch?v=mYzoYqHLbWI






ในโลกยุค AI ประเทศไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องเทคโนโลยี การมีโมเดล AI ที่ล้ำหน้าที่สุด อาจไม่มีความหมายเลย ถ้าคน 99% ในประเทศไม่สามารถเข้าถึง หรือไม่รู้วิธีใช้ประโยชน์จากมัน - กระทรวงชนบท: ทำไมโลกยุคเอไอถึงต้องมีรัฐที่ไม่ลืมบ้านนอก


Pun-Arj Chairatana
10 hours ago

AI info ·

กระทรวงชนบท: ทำไมโลกยุคเอไอถึงต้องมีรัฐที่ไม่ลืมบ้านนอก
.
คำว่า “บ้านนอก” ไม่ใช่แค่คำเรียกพื้นที่ แต่มันคือคำที่สะท้อนทัศนคติของคนพูดต่อพื้นที่นั้นด้วย ในสังคมไทย คำนี้มักถูกใช้พ่วงความหมายของความล้าหลัง ความไม่ทันสมัย หรือความไม่ใช่ศูนย์กลาง ทั้งที่ในความเป็นจริง "บ้านนอก" ก็คือที่ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังใช้ชีวิต สร้างรายได้ ปลูกอาหาร ดูแลทรัพยากร และประคองความมั่นคงของทั้งระบบอยู่ทุกวัน ถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บ้านนอก แต่คือรัฐและสังคมส่วนกลางต่างหากที่ยังมองบ้านนอกไม่เป็น
.
มันก็เลยเป็นเหตุผลที่ว่า “กระทรวงชนบท” สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องชื่อหน่วยงาน แต่มันคือคำถามว่า ประเทศไทยจะยอมให้ชนบทเป็นพื้นที่ชายขอบต่อไป หรือจะยอมรับเสียทีว่าชนบทคือฐานของเศรษฐกิจ ฐานของความมั่นคง และฐานของอนาคตในโลกยุคเอไอ
.
1) บ้านนอกไม่ใช่คำเล่น
.
เวลาพูดคำว่า “บ้านนอก” คนมักนึกถึงภาพของความห่างไกล ความเรียบง่าย หรือความไม่ทันสมัย แต่ในเชิงสังคม คำนี้มีความลึกซึ้งกว่านั้นมาก มันคือภาษาที่ใช้วางลำดับชั้นระหว่างเมืองกับชนบท ระหว่างศูนย์กลางกับรอบนอก ระหว่างคนที่ถูกมองว่าทันสมัยกับคนที่ถูกมองว่าต้องไล่ตาม
.
เราก็สามารถมองได้จากจุดเริ่มต้นของความเหลื่อมล้ำที่ลึกกว่าตัวเลขรายได้ เพราะเมื่อพื้นที่หนึ่งถูกนิยามว่า “บ้านนอก” มันก็มักถูกตามด้วยการจัดสรรงบประมาณที่น้อยกว่า โอกาสที่ช้ากว่า และบริการสาธารณะที่บางกว่า เมื่อถูกมองเช่นนั้นซ้ำ ๆ ชนบทก็จะถูกทำให้เป็นพื้นที่รองอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ในความรู้สึก แต่ในโครงสร้างจริงของประเทศ
.
2) ชนบทคือฐาน ไม่ใช่เศษเหลือ
.
ถ้าตัดอคติออกไป ชนบทคือฐานของประเทศอย่างแท้จริง มันคือฐานอาหาร ฐานแรงงาน ฐานน้ำ ฐานทรัพยากร ฐานวัฒนธรรม และในหลายกรณีก็เป็นฐานของความมั่นคงทางสังคมด้วย เมืองอาจมีตึกสูง มีศูนย์การค้า มีบริษัทเทคโนโลยี และมีระบบโลจิสติกส์ที่ซับซ้อน แต่เมืองก็ไม่ได้ยืนได้ด้วยตัวเอง เมืองยังต้องพึ่งชนบทในทุกเรื่องที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของคนทั้งประเทศ
.
ปัญหาของไทยคือเราพูดเรื่องชนบทมากตอนเกิดวิกฤต แต่กลับไม่เคยวางชนบทเป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศอย่างจริงจัง เราเข้าไปแก้เป็นครั้ง ๆ คราว ๆ แต่ไม่เคยออกแบบให้ชนบทมีอำนาจต่อรอง มีโครงสร้างพื้นฐานที่พอ และมีเศรษฐกิจที่ยืนบนขาตัวเองได้ หากประเทศยังคิดว่าชนบทเป็นแค่พื้นที่รับความช่วยเหลือ ประเทศก็จะเสียศักยภาพของตัวเองไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว
.
3) เอไอไม่ได้ทำให้เมืองชนะโดยอัตโนมัติ
.
ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งคือคิดว่าเอไอจะยิ่งทำให้เมืองได้เปรียบกว่าเดิม เพราะเมืองมีทุน มีคนเก่ง และมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกว่า แต่ในความจริง เอไอให้คุณค่ากับ “ข้อมูล” และข้อมูลที่มีค่าที่สุดจำนวนมากก็มาจากพื้นที่ที่เคยถูกมองข้ามนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิน น้ำ อากาศ ผลผลิต แรงงาน เส้นทางขนส่ง พฤติกรรมตลาด หรือเครือข่ายเศรษฐกิจท้องถิ่น
.
ถ้ารัฐเอาเอไอมาใช้เป็นจริง ชนบทจะได้ประโยชน์มหาศาลจากการพยากรณ์ผลผลิต การจัดการน้ำ การเตือนภัยพิบัติ การแพทย์ทางไกล การศึกษาออนไลน์ และการให้บริการรัฐที่ไม่ต้องบังคับให้คนเดินทางเข้าเมืองทุกเรื่องอีกต่อไป กล่าวอีกแบบคือ เอไอไม่ใช่ของเมืองโดยกำเนิด แต่มันจะเป็นของใครก็ได้ที่เอาไปแก้ปัญหาจริงได้ก่อน
.
4) ตัวอย่างจากต่างประเทศ
.
ถ้าจะพูดเรื่องนี้ให้มีน้ำหนัก เราต้องเห็นว่าโลกไม่ได้ยืนอยู่ตรงที่เรายืนอยู่คนเดียว หลายประเทศใช้คำว่า “กระทรวงชนบท” ตรงตัว มีหน่วยงานหรือกลไกที่ทำหน้าที่ในระดับกระทรวง ซึ่งยืนยันว่าเรื่องชนบทไม่ใช่เรื่องเล็ก
.
สหราชอาณาจักรมี กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบท หรือ Department for Environment, Food and Rural Affairs (DEFRA) ดูแลเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ และมีตัวอย่างการใช้ AI กับเกษตรและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน รัฐอังกฤษระบุเองว่า AI ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจดีขึ้น ทำงานอัตโนมัติได้มากขึ้น และลดต้นทุนได้จริง ขณะเดียวกัน DEFRA ยังทดลองใช้ AI ในโครงการต่าง ๆ เช่น Living England, AI4Peat และ FloodAI เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังความหลากหลายทางชีวภาพ การฟื้นฟูพรุ และการคาดการณ์น้ำท่วม แปลว่ารัฐไม่ได้มองชนบทเป็นพื้นที่ท้ายแถว แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบอาหารและการตัดสินใจเชิงข้อมูลของทั้งประเทศ
.
ประเทศในยุโรปเหนือและกลุ่มนอร์ดิกจำนวนมากผูกชนบทเข้ากับการพัฒนาภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และรัฐสวัสดิการ เขาไม่ได้ถามแค่ว่าชนบทผลิตอะไร แต่ถามต่อว่า คนในชนบทมีคุณภาพชีวิตแบบไหน เข้าถึงบริการรัฐไหม และมีอนาคตทางเศรษฐกิจหรือไม่ แนวทางของภูมิภาคยุโรปยังย้ำว่าการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและการเสริมศักยภาพท้องถิ่นคือเงื่อนไขสำคัญของการลดช่องว่างดิจิทัลในชนบท
.
ในยุโรปหลายประเทศ แนวทางแบบ place-based หรือ area-based development ถูกใช้จริง ซึ่งหมายความว่ารัฐไม่ใช้สูตรเดียวป้ายไปทุกพื้นที่ แต่ยอมรับว่าพื้นที่แต่ละแห่งมีศักยภาพและข้อจำกัดไม่เหมือนกัน งานของนโยบายเชิงพื้นที่ในสหภาพยุโรปยังย้ำว่า place-based policy เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ในมิติ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และการวิจัยในภาคเหนือของสวีเดนก็แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาในพื้นที่ชนบทเบาบางจำเป็นต้องให้พื้นที่เป็นตัวกำหนดปัญหาและคำตอบของตัวเองจริง ๆ
.
อินเดียเป็นตัวอย่างที่สำคัญมาก เพราะรัฐไม่ได้มองเอไอเป็นเรื่องของเมืองใหญ่เท่านั้น แต่ผลักให้มันกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะของชนบทด้วย ผ่าน กระทรวงพัฒนาชนบท หรือ Ministry of Rural Development* และ กระทรวงเกษตรและสวัสดิการเกษตรกร หรือ Ministry of Agriculture & Farmers Welfare รวมถึงเครื่องมืออย่าง IndiaAI Mission, BharatGen, BHASHINI, eGramSwaraj, Gram Manchitra, AIKosh และโครงการที่ใช้เอไอกับเกษตร สุขภาพ และการปกครองท้องถิ่น จุดสำคัญคือ Ministry of Rural Development ของอินเดียถูกวางภารกิจไว้กับการเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชนบทแบบองค์รวม ขณะที่ Ministry of Agriculture & Farmers Welfare เชื่อม AI เข้ากับเกษตรกรโดยตรง แนวทางของอินเดียชี้ชัดว่า ในยุคเอไอ ชนบทไม่ใช่พื้นที่ที่ต้องรอเทคโนโลยีไหลลงมาเอง แต่เป็นพื้นที่ที่รัฐสามารถออกแบบให้เอไอทำงานกับชีวิตจริงของคนได้ตั้งแต่ต้น
.
แม้แต่ในประเทศกำลังพัฒนา แนวคิดนี้ก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทุกประเทศเริ่มเข้าใจเหมือนกันว่า ถ้าชนบทอ่อนแอ ประเทศทั้งประเทศก็จะอ่อนแรงตามไปด้วย ไม่มีข้อยกเว้น
.
5) ไทยยังคงติดกับดักส่วนกลาง รัฐรวมศูนย์
.
ถ้าจะพูดตรง ๆ ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่ไม่มีนโยบาย แต่แผนงานส่วนใหญ่ยังคิดจากศูนย์กลางมากเกินไป กระทรวงหนึ่งดูเรื่องหนึ่ง อีกกระทรวงดูอีกเรื่องหนึ่ง แต่ชีวิตคนในพื้นที่ไม่ได้แยกเป็นส่วน ๆ แบบนั้นเลย ชาวบ้านคนหนึ่งต้องรับมือพร้อมกันทั้งเรื่องที่ดิน น้ำ ถนน ตลาด สุขภาพ การศึกษา และหนี้สิน การแก้แบบแยกกระทรวงจึงมักไม่พอ เพราะปัญหาของชนบทเป็นปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่ปัญหาโดด ๆ
.
อีกอย่างที่ต้องยอมรับคือ ส่วนกลางมักคิดว่าตัวเองเข้าใจพื้นที่ แต่ความจริงกลับไม่เสมอไป พื้นที่แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน บางที่ต้องการน้ำก่อน บางที่ต้องการตลาดก่อน บางที่ต้องการคนรุ่นใหม่กลับบ้าน บางที่ต้องการอินเทอร์เน็ตและทักษะดิจิทัล บางที่ต้องการให้รัฐหยุดคิดแทนและเริ่มฟังพื้นที่จริงเสียที ถ้ารัฐยังใช้สูตรเดียวทั้งประเทศ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาผ้าผืนเดียวไปคลุมคนทั้งประเทศ ทั้งที่แต่ละคนหนาวไม่เท่ากัน
.
6) ไทยแยกชนบทเป็นสามกอง
.
ถ้าดูโครงสร้างของไทยแบบที่ผมมอง (อาจไม่ถูกใจหลายคน) ชนบทไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกแยกกระจายอยู่ตามภารกิจของหลายกระทรวงจนไม่มีเจ้าภาพของ “ชนบททั้งระบบ” จริง ๆ กระทรวงมหาดไทยเป็นแกนของการปกครองส่วนภูมิภาค การปกครองท้องถิ่น งานทะเบียนราษฎร ความมั่นคงภายใน และการจัดการพื้นที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูแลคนจน กลุ่มเปราะบาง และสวัสดิการทางสังคม ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดูแลป่า ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงนิเวศของชนบทโดยตรง
.
ปัญหาคือเมื่อภารกิจถูกแยกแบบนี้ ชนบทจึงถูกมองทีละมุม ไม่ได้ถูกจัดการในฐานะ “ระบบชีวิต” เดียวกัน มหาดไทยเห็นโครงสร้างและการปกครอง พม. เห็นความยากจน ทรัพยากรฯ เห็นป่าและทรัพยากร แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพของคำถามใหญ่ที่ว่า ชนบทจะอยู่รอดและแข่งขันได้อย่างไรในโลกยุคเอไอ ถ้าไม่มีหน่วยงานที่มองทั้งพื้นที่ ทั้งคน ทั้งเศรษฐกิจ และทั้งเทคโนโลยีพร้อมกัน นโยบายก็จะยังแยกส่วนเหมือนเดิม
.
7) กระทรวงชนบทต้องทำอะไร
.
ถ้าจะมี “กระทรวงชนบท” จริง หน้าที่ของมันไม่ใช่แจกงบ ไม่ใช่ทำโครงการแบบกระจายภาพลักษณ์ และไม่ใช่เพิ่มชั้นราชการโดยไม่จำเป็น แต่มันต้องเป็นหน่วยวางยุทธศาสตร์ให้ชนบทมีอนาคตของตัวเอง หน้าที่แรกคือทำความเข้าใจศักยภาพของแต่ละพื้นที่อย่างละเอียด ไม่ใช่ดูแค่ว่าจนแค่ไหน แต่ต้องรู้ว่าพื้นที่นั้นมีทุนอะไร มีทรัพยากรอะไร มีเครือข่ายอะไร และควรเดินต่อไปทางไหน
.
หน้าที่ต่อมาคือเชื่อมชนบทเข้ากับเศรษฐกิจใหม่อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ปล่อยให้ขายแต่ของดิบราคาถูก ถ้ารัฐช่วยเรื่องแปรรูป มาตรฐานสินค้า โลจิสติกส์ แบรนด์ และตลาด ชนบทจะสร้างมูลค่าได้มากกว่าที่คนส่วนกลางเคยคิดไว้เยอะ
.
อีกหน้าที่หนึ่งคือทำให้บริการรัฐเข้าถึงคนชนบทจริง ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุข การศึกษา สวัสดิการ หรือข้อมูลภาครัฐ เอไอช่วยได้มากก็จริง แต่ต้องออกแบบให้เข้ากับข้อจำกัดของพื้นที่ ไม่ใช่เอาระบบแบบเมืองไปยัดใส่ชนบท เพราะถ้าคนใช้ไม่ได้ เข้าถึงไม่ได้ หรือไม่ไว้ใจ ระบบนั้นก็ไม่มีความหมาย
.
และสุดท้าย รัฐต้องยอมให้พื้นที่มีอำนาจจริงมากขึ้น นโยบายชนบทไม่ควรถูกคิดจบจากส่วนกลางแล้วค่อยส่งลงไปให้ทำตาม พื้นที่ต้องมีส่วนออกแบบ มีส่วนทดลอง และมีส่วนประเมินผล ถ้าไม่อย่างนั้น ชนบทก็จะยังเป็นแค่ผู้รับ ไม่ใช่ผู้กำหนดอนาคตของตัวเอง
.
8 ) ตัวอย่างในไทยที่ผมว่ามันสะท้อนประเด็นชนบทไทยชัดมาก
.
ลองมองเกษตรกรในภาคอีสานหรือภาคเหนือที่ปลูกพืชตามฤดูกาลแบบเดิมแล้วเจอปัญหาราคาตกทุกปี ถ้ามีระบบข้อมูลที่ใช้เอไอช่วยพยากรณ์อากาศและอุปสงค์ รัฐจะช่วยชี้ทางได้ว่าควรปลูกอะไร เวลาไหน และควรเชื่อมกับใคร ผลคือความเสี่ยงจะลดลงจริง ไม่ใช่แค่พูดสวย ๆ เรื่อง smart farming
.
หรือมองอำเภอชนบทที่เริ่มมีคนรุ่นใหม่กลับบ้าน แต่ขาดระบบสนับสนุน ถ้ามีอินเทอร์เน็ตดี มีพื้นที่ทำงานร่วม มีสินเชื่อขนาดเล็ก และมีระบบช่วยพัฒนาธุรกิจชุมชน คนรุ่นใหม่จะเริ่มสร้างอนาคตในพื้นที่ของตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องไหลเข้าเมืองทุกคน ธุรกิจอาหาร งานออกแบบ งานท่องเที่ยว งานสุขภาพ และบริการดิจิทัลสามารถเกิดในชนบทได้ ถ้ารัฐช่วยเปิดทางจริง
.
อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้คือภัยพิบัติ พื้นที่ชนบทไทยจำนวนมากต้องเผชิญน้ำท่วม น้ำแล้ง ไฟป่า หรือโรคพืช ถ้ารัฐใช้เอไอช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ ความเสียหายจะลดลงมาก นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย แต่มันคือเรื่องปากท้องและความปลอดภัยของคนทั้งประเทศ
.
9) ทำไมคำว่า ชนบท จึงต้องเป็นคำหลัก
.
ถ้าจะให้เรื่องนี้แข็งแรงในเชิงนโยบาย คำว่า “ชนบท” ต้องเป็นคำหลัก เพราะมันเป็นภาษารัฐ เป็นภาษาการพัฒนา และเป็นภาษาที่พอจะทำให้เราพูดเรื่องโครงสร้างได้จริง ส่วนคำว่า “บ้านนอก” ควรถูกใช้ในฐานะคำเตือนทางสังคม เตือนว่าเรายังมีอคติต่อพื้นที่อยู่แค่ไหน
.
พูดให้ชัดกว่านั้น บ้านนอกคือคำที่สะท้อนความไม่เท่าเทียมในระดับความคิด ส่วนชนบทคือพื้นที่จริงที่ต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจัง และกระทรวงชนบทคือเครื่องมือที่จะเชื่อมสองโลกนี้เข้าด้วยกัน ถ้าไม่มีคำว่า “ชนบท” เราจะคุยแต่เรื่องความรู้สึก ถ้าไม่มีคำว่า “บ้านนอก” เราอาจลืมไปว่าความเหลื่อมล้ำนี้มันฝังอยู่ในภาษาและทัศนคติของเรามานานแค่ไหนแล้ว
.
9) แล้วยังไงล่ะ
.
ในโลกยุคเอไอ ประเทศไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่แข่งกันว่าใครใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคนทั้งประเทศได้ดีกว่า ถ้ารัฐยังมองชนบทเป็นพื้นที่หลังบ้าน ชนบทก็จะถูกทิ้งไว้แบบเดิม แต่ถ้ารัฐมองชนบทเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของอนาคต ประเทศจะได้ทั้งอาหาร ความมั่นคง พลังงาน ข้อมูล และนวัตกรรมที่แข็งแรงขึ้นพร้อมกัน
.
ดังนั้น “กระทรวงชนบท” จึงไม่ใช่ความคิดเล่น ๆ ที่ผมเสนอมาตอนนี้ ขอให้อ่านให้จบ แล้วลานรถททัวร์รอให้เปิดมาจอดแหละครับ เพราะมันคือคำถามใหญ่ของประเทศว่า เราจะสร้างอนาคตจากศูนย์กลางอย่างเดียว หรือจะยอมให้บ้านนอกและชนบทกลายเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตจริง ๆ ด้วย
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=2913085882364618&set=a.104938753179359




อีก 2 ปี (2028) MOU ฉบับปัจจุบันซึ่งมีระยะเวลา 10 ปี ที่กำหนดแนวทางความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐฯ กำลังจะสิ้นสุดลง บรรดาผู้นำระดับสูงจากทั้งสองพรรคการเมือง และเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลชุดของทรัมป์—ต่างออกมาหารืออย่างเปิดเผยถึงการทยอยลดการอุดหนุนทางการเงินโดยตรง โดยให้เหตุผลว่าอิสราเอลได้ "เติบโตเต็มที่" แล้ว


US Israel Relationship On Edge As Strategic Differences Fuel Fresh Diplomatic Debate | N18G

CNN-News18

Jul 13, 2026 

The U.S.-Israel relationship is under renewed scrutiny as strategic differences over regional security, military operations, and diplomatic priorities spark fresh debate. While both countries remain close allies, recent developments have raised questions about policy coordination, the future of defense cooperation, and the broader impact on the Middle East. Watch the full report for the latest updates, expert analysis, and what these developments could mean for the region and global geopolitics
......

การถกเถียงเรื่องความช่วยเหลือของสหรัฐฯ แก่อิสราเอลได้มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในทางการเมืองของอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกอย่างลึกซึ้งทั่วประเทศและภายในรัฐสภา แม้ว่าคำกล่าวนี้จะสะท้อนถึงความรู้สึกที่ทรงพลังและเพิ่มมากขึ้นในหมู่ประชาชนจำนวนมาก แต่ภาพรวมระดับชาติกลับแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ซับซ้อนของมุมมองต่างๆ

การเปลี่ยนแปลงไปสู่การต่อต้านความช่วยเหลือทางทหาร

มีแรงผลักดันที่ไม่อาจปฏิเสธได้อยู่เบื้องหลังการลดหรือยกเลิกเงินทุนของสหรัฐฯ ให้แก่อิสราเอล

ความคิดเห็นสาธารณะ: ผลสำรวจล่าสุดบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด โดยเสียงส่วนใหญ่ของพรรคเดโมแครตและผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ รวมถึงจำนวนพรรครีพับลิกันที่เพิ่มขึ้น แสดงความคัดค้านต่อการส่งความช่วยเหลือทางทหารแบบไม่จำกัดหรืออาวุธที่ใช้ในความขัดแย้งในภูมิภาค

การดำเนินการของรัฐสภา: ความรู้สึกนี้กำลังแสดงออกอย่างแข็งขันในรัฐสภา สมาชิกสภานิติบัญญัติหัวก้าวหน้า เช่น สมาชิกในกลุ่ม Congressional Progressive Caucus ได้ร่วมมือกับข้อเรียกร้องให้หยุดความช่วยเหลือมากขึ้น โดยอ้างถึงภัยพิบัติทางมนุษยธรรมและการคัดค้านยุทธศาสตร์สงครามของรัฐบาลเนทันยาฮู แม้แต่บุคคลสายอนุรักษ์นิยม เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โทมัส แมสซี ก็ยังเสนอแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อตัดงบประมาณช่วยเหลือทางทหารต่างประเทศทั้งหมด ทำให้ประเด็นนี้ถูกนำมาพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรโดยตรง

มุมมองระยะยาว: เนื่องจากบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 10 ปี ที่ควบคุมความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ จะหมดอายุในปี 2028 ผู้นำระดับสูงจากทั้งสองพรรค รวมถึงผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ฮาคีม เจฟฟรีส์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ ได้หารือกันอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับการลดเงินอุดหนุนโดยตรง โดยให้เหตุผลว่าอิสราเอล "เติบโตเต็มที่แล้ว" และสามารถจ่ายงบประมาณด้านกลาโหมของตนเองได้







https://x.com/SenSanders/status/2077430143153254858

วุฒิสมาชิก Bernie Sanders
@SenSanders

ชาวอเมริกันแสดงจุดยืนชัดเจน: ต้องไม่มีการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ Israel อีกต่อไป

ในวันนี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จะลงมติในญัตติแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอโดย ส.ส. Thomas Massie เพื่อตัดงบประมาณความช่วยเหลือทางทหารประจำปีมูลค่า 3.3 พันล้านดอลลาร์ที่สหรัฐฯ มอบให้แก่ Israel ข้าพเจ้าขอสนับสนุนญัตตินี้อย่างเต็มที่

Israel ก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่มีสิทธิ์ปกป้องตนเองจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายกลุ่ม Hamas อันน่าสยดสยองเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปถึง 1,200 คน แต่ Israel ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำสงครามกับประชากรชาวปาเลสไตน์ทั้งมวล ไม่มีสิทธิ์สังหารชาวปาเลสไตน์กว่า 73,000 คน และทำให้มีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 173,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุ ไม่มีสิทธิ์ทำลายโครงสร้างพื้นฐานเกือบทั้งหมดของ Gaza ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน สถานพยาบาล ระบบประปา โรงบำบัดน้ำเสีย และโครงข่ายไฟฟ้าที่ประชาชนต้องพึ่งพาเพื่อการดำรงชีวิต ไม่มีสิทธิ์ทำลายหรือสร้างความเสียหายแก่ที่อยู่อาศัยถึง 92% ใน Gaza กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ Israel ไม่มีสิทธิ์ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และไม่มีสิทธิ์ยกระดับความรุนแรงรวมถึงการผนวกดินแดนในเขต West Bank ในขณะที่สายตาของชาวโลกกำลังจับจ้องไปที่จุดอื่น

น่าเศร้าที่เมื่อเกือบ 5 เดือนก่อน Israel ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากรัฐบาล Trump ได้เปิดฉากทำสงครามที่ขาดความยั้งคิดและผิดกฎหมายกับ Iran สงครามที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคนและซ้ำเติมให้ภูมิภาคที่ไร้เสถียรภาพอยู่แล้วต้องตกอยู่ในภาวะสั่นคลอนยิ่งขึ้นไปอีก สงครามดังกล่าวลุกลามไปยัง Lebanon ซึ่งการโจมตีของ Israel ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 4,000 คน และทำให้ประชากร Lebanon ราว 20% ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ "การปกป้อง Israel" แต่มันคือสงครามระดับภูมิภาคที่มุ่งขยายดินแดนและสร้างความหวาดกลัว โดยปราศจากยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและมองไม่เห็นหนทางยุติความขัดแย้ง

ชาวอเมริกันเริ่มตระหนักถึงเรื่องนี้แล้ว ผลสำรวจชี้ว่าเกือบ 3 ใน 4 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งพรรค Democrat คัดค้านการส่งความช่วยเหลือทางทหารให้แก่ Israel เช่นเดียวกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งพรรค Republican กว่า 1 ใน 3 ที่มีความเห็นเช่นเดียวกัน มีเพียง 16% ของชาวอเมริกันทั้งหมดเท่านั้นที่สนับสนุนการให้ความช่วยเหลือแก่ Israel โดยไม่มีเงื่อนไข และผมภูมิใจที่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต 40 จาก 47 คน ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ สนับสนุนร่างกฎหมายของผมเพื่อสกัดกั้นการขายอาวุธให้กับรัฐบาลเนทันยาฮูซึ่งเป็นฝ่ายขวาจัดและสุดโต่ง

ประเทศของเรามีความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างมหาศาล ในปัจจุบัน ขณะที่ 60% ของประชากรของเรามีรายได้แบบเดือนต่อเดือน ชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนไม่สามารถจ่ายค่าที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าเลี้ยงดูบุตร และความต้องการพื้นฐานอื่นๆ ได้ สภาคองเกรสต้องให้ความสำคัญกับความต้องการของประชาชนในเขตเลือกตั้งของตน ไม่ใช่รัฐบาลอิสราเอลที่กำลังบ่อนทำลายค่านิยมของอเมริกา ผมขอเรียกร้องให้เพื่อนร่วมงานในสภาผู้แทนราษฎรลงคะแนนเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมของมาสซี







 

ความล้มเหลวของ MoU : หลังเกิดเหตุโจมตีระลอกล่าสุด นักวิเคราะห์ระบุว่า อิหร่านไม่เชื่อมั่นในการเจรจากับสหรัฐฯ อีกต่อไป ข้อตกลงดังกล่าวล้มเหลวเนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีการตีความเนื้อหาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


After recent strikes, Iran no longer trusts US negotiations, analyst says

Al Jazeera English

Jul 14, 2026 

Rob Geist Pinfold, from King’s College London, says that after the recent surge in attacks by the US, Iran’s leadership will decide that dealing with the Americans is pointless, as past negotiations have proven. 

“Tehran will conclude what it always thought – that basically you shouldn’t do a deal with the Americans, they’re duplicitous and that they will stab you in the back,” Geist Pinfold told Al Jazeera.

https://www.youtube.com/watch?v=W9WW7iFHKyo
.....

วิดีโอนี้นำเสนอบทสัมภาษณ์ Rob Geist Pinfold จาก King’s College London ซึ่งมาวิเคราะห์ถึงความล้มเหลวของบันทึกความเข้าใจ (MoU) ฉบับล่าสุดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

ประเด็นสำคัญจากการสนทนา:

ความล้มเหลวของ MoU: ข้อตกลงดังกล่าวล้มเหลวเนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีการตีความเนื้อหาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สหรัฐฯ ต้องการให้สถานการณ์ความขัดแย้งหยุดนิ่งและรักษาเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซให้เปิดกว้าง ในขณะที่อิหร่านคาดหวังให้อิสราเอลถอนกำลังออกจากเลบานอน และมุ่งหวังที่จะกระชับอำนาจควบคุมเหนือช่องแคบดังกล่าว (0:56 - 1:28)

การสูญเสียความเชื่อมั่น: การที่สหรัฐฯ กลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีและสกัดกั้นการขนส่งทางเรือของอิหร่าน ทำให้อิหร่านมองว่าการเจรจาไม่มีประโยชน์อีกต่อไป โดยมองว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายที่กลับกลอกและไม่น่าเชื่อถือ (1:53 - 2:20)

การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์: อิหร่านได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางทหาร จากเดิมที่เคยพุ่งเป้าไปที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันอิหร่านหันมาโจมตีเป้าหมายในบาห์เรนและคูเวตแทน เพื่อแสดงจุดยืนที่แน่วแน่และพิสูจน์ให้เห็นว่าตนไม่ยอมสยบต่อการคงกำลังทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค (3:19 - 4:26)

ความเสี่ยงในการยกระดับความขัดแย้ง: สถานการณ์ปัจจุบันกลับมาตึงเครียดสูงขึ้นอีกครั้ง ทั้งยุทธศาสตร์การไม่ตอบโต้ของสหรัฐฯ ในอดีต และแนวทางการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายในปัจจุบัน ต่างล้มเหลวในการลดระดับความขัดแย้ง ส่งผลให้ภูมิภาคนี้เสี่ยงที่จะเผชิญกับความไร้เสถียรภาพมากยิ่งขึ้น (4:26 - 5:01)


มีแนวโนม้ว่า ในเขตยึดครองของเลบานอน อิสราเอลจะจัดตั้ง "เขตกันชน" ใหม่ลึก 10 กิโลเมตร (6 ไมล์) ตอนใต้ ทหารผ่านศึกอิสราเอลเห็นเงาของสงครามในอดีต ที่เจ็บปวดจากการสูญเสีย








https://x.com/Reuters/status/2077419884083056680
.....

ในเขตยึดครองของเลบานอน ทหารผ่านศึกอิสราเอลเห็นเงาของสงครามในอดีต

รายงานของรอยเตอร์ที่ชื่อว่า "ในเขตยึดครองของเลบานอน ทหารผ่านศึกอิสราเอลเห็นเงาของสงครามในอดีต" เน้นย้ำถึงความวิตกกังวลอย่างลึกซึ้งและความรู้สึกเหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อนของทหารผ่านศึกอิสราเอล ขณะที่อิสราเอลจัดตั้ง "เขตกันชน" ใหม่ลึก 10 กิโลเมตร (6 ไมล์) ในเลบานอนตอนใต้

สำหรับหลายคนที่เคยต่อสู้ในภูมิภาคนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน การรณรงค์ทางทหารในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดของการสูญเสียและการเข้าไปพัวพันทางยุทธศาสตร์

1. เงาแห่งการยึดครอง 18 ปี (1982–2000)

สำหรับทหารผ่านศึกที่เคยประจำการในอิสราเอลใน "เขตปลอดภัย" ทางตอนใต้ของเลบานอน เขตกันชนใหม่นี้ได้ปลุกความทรงจำอันเจ็บปวดของสงครามกองโจรที่ยืดเยื้อและจบลงด้วยการถอนตัวอย่างเร่งรีบในปี 2000:

ภาพลวงตาแห่งความปลอดภัย: ทหารผ่านศึกเล่าว่าในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และ 1990 ผู้บังคับบัญชาบอกพวกเขาเป็นประจำว่าการปรากฏตัวของพวกเขาในเลบานอนมีความสำคัญต่อการปกป้องอิสราเอลตอนเหนือ เมื่อมองย้อนกลับไป กิล เชลีย์ ทหารผ่านศึกวัย 56 ปี อธิบายคำรับรองเหล่านั้นว่าเป็น "นิทาน"

ความกลัววงจรที่ซ้ำรอย: ทหารผ่านศึกแสดงความหวาดกลัวว่าลูกหลานของพวกเขาซึ่งกำลังเข้าสู่วัยเกณฑ์ทหารหรือประจำการอยู่ จะเข้าสู่วงจรอันตรายเดียวกันของการกวาดล้างระเบิดริมถนน การวางแผนซุ่มโจมตี และการเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีความสามารถในการปรับตัวสูง

ผลกระทบจากการสูญเสีย: ทหารผ่านศึกเล่าถึงการสูญเสียอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งในที่สุดก็กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวประท้วงภายในประเทศครั้งใหญ่ในอิสราเอล เรียกร้อง—และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ—ให้มีการถอนกำลัง

2. ปัญหาทางทหารในปัจจุบัน

ในขณะที่ผู้นำทางการเมืองของอิสราเอลอ้างว่าเข็มขัดรักษาความปลอดภัยใหม่นี้มีความจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้ฮิซบอลลาห์เข้าใกล้เมืองชายแดนทางเหนือหลังจากการปะทะอย่างรุนแรงที่ปะทุขึ้นในเดือนมีนาคม เสียงจากภาคพื้นดินแสดงความไม่พอใจ:

"จุดประสงค์คืออะไร? คุณทำไปเพื่ออะไร? คุณกำลังต่อสู้ เสี่ยงชีวิต มันไม่ชัดเจน พวกเขาไม่ได้อธิบายให้ทหารเข้าใจ มันคลุมเครือและน่าหงุดหงิด" > — ทหารกองหนุนชาวอิสราเอลที่ไม่ประสงค์ออกนามซึ่งประจำการอยู่ในปฏิบัติการปัจจุบัน

ขีดความสามารถขั้นสูงของฮิซบอลลาห์: ทหารที่กลับมาและทหารกองหนุนสังเกตว่าโครงสร้างพื้นฐาน อาวุธ และการเตรียมการใต้ดินของฮิซบอลลาห์นั้นซับซ้อนกว่ามากในปัจจุบันเมื่อเทียบกับก่อนการถอนกำลังในปี 2000

แบบจำลองกาซา: นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าอิสราเอลกำลังใช้กลยุทธ์เขตความมั่นคงในเลบานอนตอนใต้ ซึ่งคล้ายกับแนวทางที่ใช้ในกาซาและซีเรีย ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการยึดครองในระยะยาวและไม่มีกำหนดสิ้นสุด

3. เหตุผลทางการเมืองเทียบกับความพยายามทางการทูต

บุคคลสำคัญทางการเมืองและการทหารของอิสราเอลปกป้องเขตกันชนว่าเป็นความจำเป็นอันน่าเศร้า:

เบนนี กันซ์ อดีตหัวหน้าฝ่ายกลาโหม ซึ่งเป็นหนึ่งในคนสุดท้ายที่ปิดประตูชายแดนระหว่างการถอนกำลังในปี 2000 ยอมรับถึงความคล้ายคลึงที่น่าหดหู่ (โดยสังเกตว่าลูกชายของเขาเพิ่งอยู่แนวหน้าเมื่อไม่นานมานี้) แต่ยืนยันว่า "เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสร้างเขตกันชน"

การเจรจาสันติภาพที่โรม: บทความเน้นว่าแม้จะมีการรักษาเขตกันชนไว้ การเจรจาที่สหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ยในกรุงโรมกำลังพยายามสร้าง "เขตนำร่อง" เพื่อปลดอาวุธฮิซบอลลาห์ วางกำลังทหารเลบานอน และปูทางสำหรับการถอนกำลังของอิสราเอลอย่างเป็นขั้นตอน

โดยสรุปแล้ว คำให้การของทหารผ่านศึกในรายงานสะท้อนให้เห็นถึงข้อสรุปที่น่าเศร้าใจ: แม้ว่าการใช้กำลังทหารจะสามารถกวาดล้างพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ได้ชั่วคราว แต่การยึดครองดินแดนที่เป็นปรปักษ์ในเลบานอนตอนใต้ในอดีตมักนำไปสู่ภาวะชะงักงันที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก มากกว่าสันติภาพที่ยั่งยืน




บันได 4 ขั้น สู่ปฏิบัติการ “กินรวบประเทศไทย” จากข้อมูลที่พยาน 4 คน ได้ออกมาเปิดโปงขบวนการ “ฮั้วสว.”


ดร.นันทนา นันทวโรภาส
Yesterday
·
บันได 4 ขั้น สู่ปฏิบัติการ “กินรวบประเทศไทย”

จากข้อมูลที่พยาน 4 คน ได้ออกมาเปิดโปงขบวนการ “ฮั้วสว.” ตั้งแต่ชื่อผู้บงการ ผู้ร่วมขบวนการ เส้นเงิน วิธีการจ่ายเงิน การจัดทำโพยฮั้ว จนถึงการกาบัตร เป็นหลักฐานที่ชัดเจน ขนาดมองจากดาวอังคารก็ยังเห็นว่า เป็นขบวนการทุจริตเลือกสว.ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ประชาชนเค้ารู้กันทั้งประเทศ แต่กกต.มองไม่เห็น ปล่อยผ่านมาสองปี โดยไม่ “สอย” สว.แม้แต่คนเดียว
เพราะนี่คือ แผนบันได 4 ขั้น สู่การยึดประเทศไทย

บันไดขั้นที่ 1 ฮั้วสว. จนได้เสียงข้างมาก เพื่อยึดวุฒิสภา
บันไดขั้นที่ 2 ยึดครององค์กรอิสระ ผ่านการเลือกของสว.
บันไดขั้นที่ 3 รวม “บ้านใหญ่” ยึดสภาผู้แทนราษฎร ผ่านกลไก ที่มีกกต.เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง
บันไดขั้นที่ 4 จัดตั้งรัฐบาล ควบคุมงบประมาณและการบริหารราชการแผ่นดินเบ็ดเสร็จ

บัดนี้แผนการ “กินรวบประเทศไทย” สำเร็จแล้วทุกขั้นตอน ผลที่เกิดตามมาคือ ความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรม การตรวจสอบถ่วงดุลไม่เกิดขึ้นจริง การทุจริตงอกเงยเย้ยกฎหมาย ประชาชนเป็นเพียงผู้อาศัยประเทศ ที่ถูกบังคับให้อ่อนแอ “กดให้จน แล้วกู้มาแจก”

ทุกอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา เป็นขบวนการฉ้อฉลที่มีสารตั้งต้น จากรัฐธรรมนูญปี2560

“จุดสลบ” ของแผนการนี้อยู่ที่ คดีฮั้วสว. ที่ทำท่าจะปิดจบแบบไม่มีผู้ใดกระทำความผิดเลย (ตามข้อเสนอของอนุกรรมการกกต.ชุดที่ 36)

หากแต่คดีที่ปปช.สองคนถูกศาลยุติธรรม ตัดสินจำคุกสองปี ในคดีปกปิดข้อมูล “นาฬิกายืมเพื่อน” ของพลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ แสดงให้เห็นว่า หากองค์กรอิสระจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อาจช่วยเหลือนักการเมืองให้รอดได้ แต่สุดท้ายตนเองอาจต้องรับผลกรรมในคุก

ในเมื่อคดี “ฮั้วสว.” มีหลักฐานเอกสาร พยานบุคคล ชัดเจน สิ่งที่กกต.ควรทำ มิใช่หาผู้มาสังเวยความผิด สิบยี่สิบคน เพื่อตัดตอนผู้บงการ แต่ควรส่งสำนวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 (ที่แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว 229 คน) ไปให้ศาลอาญาแผนกเลือกตั้ง ดำเนินการสอบสวนและตัดสินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส

คดีฮั้วสว. เป็นคดีที่สั่นสะเทือนระบอบการปกครองของประเทศไทย ประชาชนทั้งประเทศจับตาดูอยู่ ใครที่ทำคดีจะถูกจดจำตลอดไป กกต. อยากถูกจดจำในฐานะผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย หรือผู้สมคบคิดกินรวบประเทศไทย

ท่านเลือกเอง

#สวนันทนา #ฮั้วสว #กินรวบประเทศไทย

**ดูคลิปสี่พยานในคอมเม้นท์

ดร.นันทนา นันทวโรภาส
·
เปิดตัว 4 พยานจาก 4 จังหวัดคดีฮั้วสว. แฉพฤติการณ์กระบวนการโกง | เดลินิวส์ https://share.google/McpINnrPFweQzEs2P


https://www.facebook.com/photo?fbid=27498116193188531&set=a.475284279231755



ยิ่งชีพ (เป๋า) จาก iLaw อยากทำกิจกรรมที่ชวนคนทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้คนมีส่วนร่วมในเรื่อง คดีโกงเลือกสว. เพื่อให้คนมีส่วนร่วมในเรื่องนี้มากขึ้นเพื่อให้ช่วยกันเรียกร้องให้กกต. รีบสั่งฟ้อง เลยถาม Gemini ดูว่าคิดยังไง











ถาม Gemini

เรื่องการเลือกตั้ง สว. และการทำงานของ กกต. เป็นประเด็นที่แข่งกับเวลาอย่างแท้จริงครับ การจะกระตุ้นให้คนทั่วไปที่อาจจะเริ่มลืมหรือรู้สึกว่าเรื่องนี้ไกลตัว หันมาร่วมกดดันได้ทันเวลา ต้องเน้นกิจกรรมที่ เข้าใจง่าย เล่นสนุก และสร้างแรงกดดันในโลกจริงได้ นี่คือไอเดียกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้เลยครับ:

1. แคมเปญออนไลน์ "นาฬิกาจับโกง" (The Countdown)

ในเมื่อเงื่อนไขสำคัญคือ "เวลาที่เหลือน้อยลงทุกที" เราต้องหยิบเรื่องเวลามาเป็นตัวกดดันหลัก

แคมเปญ #นับถอยหลังกกต: สร้างภาพกราฟิกหรือวิดีโอสั้นนับถอยหลัง (Countdown) รายวัน เช่น "เหลืออีก X วัน ก่อนที่ กกต. จะทำคดีหมดอายุความ/ปล่อยลอยนวล" เพื่อสร้างความรู้สึกเร่งด่วน (Urgency) ให้คนรู้สึกว่าต้องรีบทำอะไรสักอย่างแล้ว

ฟิลเตอร์ "ตาข่าย/แว่นขยายจับฮั้ว": ทำฟิลเตอร์ใน Instagram หรือ TikTok ที่เป็นรูปแว่นขยายส่องหาคนโกง หรือทำท่าทาง "จับตาดูอยู่" เพื่อให้คนถ่ายรูปคู่และติดแฮชแท็กกดดัน กกต.

2. ปฏิบัติการส่ง "ไปรษณียบัตรทวงเดดไลน์" (Physical Pressure)

การกดดันบนโลกออนไลน์บางครั้งอาจผ่านตาไปง่ายๆ แต่การส่งของจริงไปที่สำนักงาน กกต. จะสร้างภาพจำและข่าวกระแสหลักได้ดีกว่า

ส่ง "โปสการ์ดทวงถาม" ให้กองท่วมโต๊ะ: ออกแบบไฟล์โปสการ์ด/ไปรษณียบัตรแบบง่ายๆ ให้คนดาวน์โหลดไปปริ้นท์เอง หรือพิมพ์แจกตามจุดต่างๆ เขียนข้อความสั้นๆ เช่น "ทำหน้าที่ของคุณด่วน ก่อนที่ประชาชนจะหมดศรัทธา" แล้วชวนคนร่วมใจกันส่งไปที่สำนักงาน กกต. พร้อมๆ กันในสัปดาห์นี้

แคมเปญส่ง "นาฬิกาทรายกระดาษ": ให้คนพับกระดาษเป็นรูปนาฬิกาทราย หรือเขียนสัญลักษณ์เวลากำลังจะหมด ส่งไปรษณีย์ไปหา กกต. เพื่อส่งสัญญาณว่า "เวลาของคุณหมดแล้ว"

3. ย่อยข้อมูลให้เป็น "เรื่องชาวบ้าน" (Educate & Entertain)

ปัญหาของคดี สว. คือขั้นตอนทางกฎหมายและกลไกการฮั้วมันซับซ้อน คนทั่วไปอาจจะตามไม่ทันจนขี้เกียจสนใจ เราต้องย่อยให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ใน 30 วินาที

มินิเกม "ถ้าคุณเป็น กกต. คุณจะปล่อยไหม?": ทำแบบทดสอบสั้นๆ หรือการ์ดเกมจำลองสถานการณ์บนโซเชียลมีเดีย โดยเอาหลักฐานเด็ดๆ ที่เคยเป็นข่าว (เช่น การกรอกประวัติแบบเดียวกันเป๊ะ, คะแนนที่เป็นศูนย์แปลกๆ) มาเล่าแบบเข้าใจง่าย แล้วถามคนเล่นว่า "หลักฐานขนาดนี้ ถ้าคุณเป็นผู้พิพากษา คุณจะสั่งฟ้องหรือสั่งยก?" เพื่อชี้ให้เห็นว่าถ้า กกต. ไม่ฟ้อง มันจะน่ากังขาขนาดไหน

เปรียบเทียบกับเรื่องใกล้ตัว: เปรียบเทียบการฮั้ว สว. กับการโกงข้อสอบในห้องเรียน หรือการฮั้วประมูล เพื่อให้คนตระหนักว่าเรื่องนี้คือการเอาเปรียบประชาชนทั้งประเทศ

4. แคมเปญ "ฝากข้อความถึง กกต." (Direct Messaging)

ถล่มคอมเมนต์เชิงสร้างสรรค์: นัดหมายเวลา (เช่น "ทัวร์ลงอย่างสร้างสรรค์ตอน 2 ทุ่ม") ชวนคนเข้าไปคอมเมนต์ในเพจทางการของ กกต. ด้วยข้อความเดียวกันอย่างสุภาพแต่ทรงพลัง เช่น "ประชาชนกำลังรอคำสั่งฟ้องคดี สว. อยู่นะครับ/ค่ะ" เพื่อให้แอดมินเพจและผู้บริหารรู้ว่าสปอตไลท์กำลังส่องมาที่พวกเขาตลอดเวลา

คุณคิดว่ากลุ่มเป้าหมายที่คุณอยากชวนมาร่วมทำกิจกรรมนี้ เป็นกลุ่มวัยรุ่นบนโลกออนไลน์ (เช่น TikTok/X) หรือเป็นกลุ่มประชาชนทั่วไปที่พร้อมลงมือทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในชีวิตจริงมากกว่ากันครับ?

กลุ่มประชาชนทั่วไปที่พร้อมลงมือทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในชีวิตจริงมากกว่า

สำหรับกลุ่มประชาชนทั่วไปที่พร้อมลงมือทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในชีวิตจริง (On-ground / Physical Activism) กิจกรรมที่เลือกใช้จะต้อง ปลอดภัย ไม่เสี่ยงข้อกฎหมายจนเกินไป เข้าใจง่าย ทรงพลัง และเปิดโอกาสให้คนทุกเพศทุกวัยมีส่วนร่วมได้ง่าย โดยไม่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทางครับ

นี่คือไอเดียกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในชีวิตจริงที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายนี้ครับ:

1. แฟลชม็อบสัญลักษณ์ "สวมแว่นขยาย / ถือกระจกเงา" ส่อง กกต.

การนัดรวมตัวกันในจุดสัญจรสำคัญหรือหน้าสำนักงาน กกต. จังหวัด เพื่อทำกิจกรรมสั้นๆ 10-15 นาทีที่ไม่รบกวนการจราจรแต่สร้างภาพข่าวที่ทรงพลัง

กิจกรรมส่องหาความจริง: นัดหมายให้ทุกคนพก "แว่นขยาย" (หรือทำกระดาษตัดเป็นรูปแว่นขยายขนาดใหญ่) มายืนรวมตัวกันแล้วส่องไปทางที่ทำการ กกต. เพื่อสื่อว่า "ประชาชนกำลังจับตาดูและช่วยควานหาหลักฐานให้อยู่"

กิจกรรม "ส่องกระจกสะท้อนมโนธรรม": ให้ผู้ร่วมกิจกรรมถือ "กระจกเงาบานเล็ก" หันหน้าเข้าหาตึก กกต. เพื่อส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า "อยากให้ กกต. ส่องกระจกดูตัวเองว่ากำลังทำหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างซื่อสัตย์อยู่หรือไม่"

2. นิทรรศการข้างถนน "หอเกียรติยศ (หรือหอความอัปยศ) ของหลักฐาน"

คนทั่วไปบางครั้งอยากมีส่วนร่วมแต่ไม่ชอบการยืนปราศรัย การทำพื้นที่ให้พวกเขาได้เข้ามา "อ่านและเขียน" จะตอบโจทย์มาก

แผงบอร์ดนิทรรศการ DIY: ตั้งบอร์ดง่ายๆ ตามพื้นที่สาธารณะที่อนุญาต (เช่น ลานกิจกรรม สถานีรถไฟฟ้า หรือหน้าร้านกาแฟที่เป็นแนวร่วม) เพื่อนำเอา "หลักฐานเด็ดที่มีการเปิดเผยแล้ว" มาพิมพ์ตัวโตๆ ติดบอร์ดไว้ เช่น ประวัติผู้สมัครที่ก๊อปปี้กันมา, ข้อมูลการจัดตั้งโพย ฯลฯ

ตู้หย่อนบัตร "ประชาชนสั่งฟ้อง": ข้างๆ บอร์ด ให้ตั้งกล่องประชามติจำลอง ให้คนที่เดินผ่านไปมาสามารถร่วมหย่อนบัตรโหวตเขียนข้อความสั้นๆ ส่งถึง กกต. ได้ เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าได้ลงมือตัดสินใจด้วยตัวเองจริงๆ

3. กิจกรรม "ผูกริบบิ้นเหลือง-แดง / แขวนนาฬิกาทรายทวงเวลา"

กิจกรรมกระจายตัวที่ไม่จำเป็นต้องรวมศูนย์อยู่ที่เดียว แต่ทุกคนสามารถทำได้ในชีวิตประจำวันของตัวเอง

ผูกริบบิ้นทวงคืนความยุติธรรม: กำหนดสีริบบิ้นร่วมกัน (เช่น สีส้ม สีเหลือง หรือสีขาวตามแต่จะตกลง) แล้วชวนกันนำไปผูกตามรั้วบ้าน กระเป๋าเป้ เสาไฟสาธารณะ หรือกระจกรถ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า "เรายืนข้างความโปร่งใสในคดี สว."

นาฬิกาทรายกระดาษแขวนทั่วเมือง: ให้คนช่วยกันพับหรือตัดกระดาษเป็นรูป "นาฬิกาทราย" เขียนข้อความสั้นๆ เช่น "หมดเวลาโกง สว. กกต. ต้องฟ้องด่วน" แล้วนำไปแขวนหรือแปะตามจุดต่างๆ ทั่วเมือง เพื่อสร้างกระแสกระตุ้นสายตาผู้คนและสื่อมวลชน

4. ปฏิบัติการ "ยื่นจดหมายทวงสิทธิ์" แบบกลุ่มใหญ่ (Mass Submission)

เปลี่ยนจากการส่งไปรษณีย์เป็นการเดินทางไปยื่นหนังสือด้วยตัวเองแบบอบอุ่นและสุภาพ

รวมตัวยื่นจดหมายส่วนบุคคล: แทนที่จะส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือแค่ฉบับเดียว ให้จัดกิจกรรมชวนประชาชนต่างคนต่างเขียน "จดหมายเขียนด้วยลายมือตัวเอง" คนละ 1 ฉบับ ใส่ซองจดหมายสีขาว แล้วนัดหมายพร้อมใจกันเดินเข้าไปยื่นที่ช่องรับเรื่องร้องเรียนของ กกต. พร้อมๆ กัน เพื่อสร้างภาพเชิงสัญลักษณ์ว่าจดหมายทวงถามจากประชาชนหลั่งไหลมาจนล้นมือ

💡 คำแนะนำเพื่อความปลอดภัยและการจัดการ:

เลือกสถานที่ที่เหมาะสม: หลีกเลี่ยงพื้นที่เปราะบางและเน้นพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เช่น ลานหน้าหอศิลป์, สวนสาธารณะ (ที่ได้รับอนุญาต), หรือหน้าร้านค้าพันธมิตร

เน้นความสร้างสรรค์ อบอุ่น และสันติวิธี: ภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย ไม่ก้าวร้าว จะช่วยดึงดูดกลุ่มคนทั่วไป (โดยเฉพาะวัยทำงานและผู้สูงอายุ) ให้กล้ามาร่วมกิจกรรมมากขึ้น และช่วยลดความตึงเครียดกับเจ้าหน้าที่รัฐลงได้

แล้วกลุ่มนี้หละ กลุ่มวัยรุ่นบนโลกออนไลน์ (เช่น TikTok/X)

สำหรับกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่บนโลกออนไลน์ (โดยเฉพาะ TikTok และ X) กีย์เวิร์ดสำคัญคือ "ต้องเล่นง่าย ตลก เสียดสีประชดประชัน และท้าทายความคิด" ครับ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ชอบเนื้อหาที่ซีเรียสหรือเป็นทางการเกินไป แต่จะตอบรับกับความตลกแบบเจ็บๆ (Satire) และการเล่นตามเทรนด์ได้ไวมาก

นี่คือไอเดียแคมเปญออนไลน์ที่ออกแบบมาเพื่อจริยวัยรุ่นบน TikTok และ X โดยเฉพาะครับ:

1. TikTok: เล่นกับเทรนด์ "POV" และแผ่นเสียงสุดฮิต

TikTok ขับเคลื่อนด้วยกระแสและการมีส่วนร่วมผ่านวิดีโอสั้น กิจกรรมที่ชวนคนทำตามได้ง่ายๆ มีดังนี้ครับ:

ท้าดวล POV "เมื่อคุณต้องหาข้ออ้างส่งงานนาทีสุดท้าย": * ทำคลิปสั้นสมมติสถานการณ์ล้อเลียน เช่น "POV: เมื่อครูทวงงานที่ดองไว้ 1 เดือน แต่คุณแถสีข้างถลอกเหมือน กกต. หาข้ออ้างไม่ฟ้อง สว." * หรือเล่นมุก "POV: เมื่อเพื่อนยืมเงินแล้วบอกจะคืน 'เร็วๆ นี้' (เร็วๆ นี้ = สไตล์ กกต.)" เพื่อชี้ให้เห็นว่าคำว่า "รอตรวจสอบ" มันนานแค่ไหน

กิจกรรม Stitch/Duet ท้าทายความนิ่ง: * ทำคลิปต้นทางเป็นรูปคนนั่งนิ่งๆ เป็นหิน หรือทำเป็นรูปสัญลักษณ์ กกต. แล้วเขียนข้อความท้าทายว่า "มาแข่งกันว่าคุณกับ กกต. ใครจะขยับตัวก่อนกัน" ชวนให้คนเข้ามา Duet นั่งจ้องหน้ากันนิ่งๆ เพื่อประชดความล่าช้า

ใช้เทมเพลต CapCut สำเร็จรูป: * สร้างเทมเพลตวิดีโอตลกๆ ใน CapCut (เช่น เทมเพลตซูมหน้าตลก, เทมเพลตหมางง) แล้วใส่ข้อความเกี่ยวกับคดี สว. ให้คนอื่นสามารถกดใช้เทมเพลตนี้แล้วเปลี่ยนภาพเป็นหน้าตัวเองได้ในคลิกเดียว

2. X (Twitter): สงครามมีม (Meme War) และแฮชแท็กเจาะประเด็น

คนใน X ชอบความรวดเร็ว ข่าวสารที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ และการแสดงความเห็นที่เฉียบคม

แจก "เทมเพลตมีมเปล่า" (Meme Templates):

คัดมีมระดับตำนานที่คนชอบใช้ (เช่น มีมโครงกระดูกนั่งรอจนเปื่อย, มีมลุงเดรกเบือนหน้าหนี, มีมคนแกล้งหลับ) แล้วปรับบริบทให้เกี่ยวกับ "การรอ กกต. สั่งฟ้อง สว." จากนั้นแจกไฟล์ภาพเปล่าให้คนใน X เซฟไปเขียนข้อความปั่นๆ ของตัวเองพร้อมติดแฮชแท็กหลัก

แคมเปญ #ถามจริงกกต หรือ #เวลาหมดแล้วนะกกต:

นัดหมายเวลา "พายุทวีต" (X Storm) โดยชวนกันโควททวีต (Quote Tweet) ข่าวสารคดี สว. แล้วตั้งคำถามจิกกัดแบบน่ารักแต่เจ็บแสบ เช่น "ข้อสอบฟิสิกส์ยากๆ หนูยังตรวจเสร็จใน 3 วัน แต่โพยสว. ชัดขนาดนี้ทำไมตรวจไม่เสร็จสักทีคะ?"

จัด X Space "สรุปดราม่าโกง สว. แบบย่อยง่าย":

ตั้งห้องพูดคุยใน X Space ดึงตัวอินฟลูเอนเซอร์สายการเมืองหรือนักศึกษามาจับเข่าคุย เล่าเรื่องข้อพิรุธในการเลือก สว. ให้เหมือนเล่าเรื่องดราม่าดารา เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ตามข่าวการเมืองตระหนักว่าเรื่องนี้มันส่งผลกระทบต่ออนาคตของพวกเขาอย่างไร
3. Instagram / Facebook: มินิเกมและเทมเพลต "This or That"

เน้นคอนเทนต์เชิงภาพที่แชร์ลง Story ได้ง่ายๆ ภายใน 3 วินาที

แชร์เทมเพลต "วัดระดับความเฉยชา":

ทำภาพกราฟิกสวยๆ ลง Story IG เป็นแถบสไลด์เกจ (Slider) หรือปุ่มกดเลือก เช่น "ระหว่าง 'งานกลุ่มที่ยังไม่เริ่มทำ' กับ 'การสั่งฟ้อง สว. ของ กกต.' อะไรจะเสร็จก่อนกัน?" เพื่อให้คนกดแชร์และโหวตเล่นกับเพื่อน

การ์ดแต่งตั้ง "ผู้ช่วยสืบคดีสากล" (สว. Edition):

ออกแบบฟิลเตอร์หรือการ์ดเกมจำลองให้คนใส่รูปตัวเองเป็น "นักสืบโคนัน" หรือ "เจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษ" เพื่อช่วย กกต. ตรวจโพยและชี้เป้าคนโกง แล้วแชร์ลงโซเชียล
💡 ทริคสำคัญสำหรับกลุ่มออนไลน์:

งดใช้ภาษากฎหมายยากๆ: เปลี่ยนคำว่า "กระบวนการไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐาน" เป็นคำว่า "ดึงเช็ง" หรือ "ดองเค็ม"

เน้นความตลกและเสียดสี: ความตลกจะช่วยส่งเสริมให้โพสต์กลายเป็นไวรัล (Viral) ได้ง่ายกว่าการบ่นด่าอย่างเกรี้ยวกราดตรงๆ




อุ๊ย

ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนต่อไป





 



จับตา ฟังคำพิพากษาอุทธรณ์คดี ม.112 “อานนท์ นำภา” ปราศรัยหอศิลป์ มช. ยืนยันปราศรัยด้วยข้อเท็จจริงเรื่องการขยายพระราชอำนาจ พรุ่งนี้ (16 ก.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
18 hours ago
·
จับตา ฟังคำพิพากษาอุทธรณ์คดี ม.112 “อานนท์ นำภา” ปราศรัยหอศิลป์ มช. ยืนยันปราศรัยด้วยข้อเท็จจริงเรื่องการขยายพระราชอำนาจ
.
.
พรุ่งนี้ (16 ก.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีของอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษญชนและนักกิจกรรม ที่ถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เหตุจากกรณีปราศรัยในการชุมนุม “ปาร์ตี้ริมเขา เป่าเค้กวันเกิด พลเรือนเอกก๊าบ ๆ” ที่ลานหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่ม “ประชาคมมอชอ” เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2563
.
คดีนี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาว่าอานนท์มีความผิดตามฟ้อง โดยลงโทษจำคุก 2 ปี และอานนท์ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อมา สำหรับการอ่านคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์จะดำเนินการผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยอานนท์ไม่ได้ถูกนำตัวมาที่จังหวัดเชียงใหม่
.
.
อานนท์ต่อสู้ปราศรัยในข้อเท็จจริง ติชมโดยสุจริต ด้วยเจตนาดีต่อประเทศชาติและสถาบันกษัตริย์
.
สำหรับคดีนี้มี พ.ต.ท.นรากร ปิ่นประยูร เป็นผู้กล่าวหาอานนท์ไว้ที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ข้อกล่าวหาระบุถึงคำปราศรัยของอานนท์ในการชุมนุมดังกล่าว ที่กล่าวถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ประเด็นการโอนหุ้นบริษัทไทยพาณิชย์ และปูนซีเมนต์ รวมไปถึงการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากในครอบครองของรัฐ เป็นของในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งทางผู้กล่าวหาเห็นว่าเข้าข่ายตามมาตรา 112
.
ในการให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนที่ไปแจ้งข้อกล่าวหาในเรือนจำ อานนท์ยืนยันว่าตนปราศรัยตามข้อเท็จจริง และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศ ทั้งได้ขอให้สอบพยานเพิ่มเติม
.
ต่อมา พนักงานสอบสวนได้สอบสวนพยานเพิ่มเติม เฉพาะนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ นิธิ เอียวศรีวงศ์, สมชาย ปรีชาศิลปกุล และธนาพล อิ๋วสกุล ซึ่งล้วนชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ในช่วงปี 2560 และ 2561 ซึ่งทำให้การจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยิ่งมีแนวโน้มออกห่างจากการเป็นทรัพย์สินของรัฐ กลายไปเป็นตามพระราชอัธยาศัย การตั้งคำถามต่อการเปลี่ยนแปลงกฎหมายดังกล่าว ย่อมเป็นสิ่งที่ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจะสามารถกระทำได้
.
วันที่ 9 ม.ค. 2566 เลิศศักดิ์ เลิศสิทธิ์สมบูรณ์ พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในการสืบพยาน อานนท์ต่อสู้คดีว่าคำปราศรัยที่กล่าวนั้นเป็นข้อเท็จจริง ในเรื่องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล คสช. ปี 2560 และ 2561 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อทรัพย์สินที่เป็นของสถาบันส่วนรวม กลายมาเป็นทรัพย์สินซึ่งให้อำนาจพระมหากษัตริย์บริหารจัดการตามพระราชอัธยาศัย ทำให้จำเลยปราศรัยถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ด้วยเจตนาถึงความกังวลและห่วงใยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา รวมทั้งเป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนจำนวนมากที่ทราบถึงปัญหาดังกล่าว แต่ไม่สามารถพูดได้ คำปราศรัยเป็นการติชมโดยสุจริต และเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเป็นธรรม ควรได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย
.
“ผมยืนยันว่า ผมปราศรัยโดยการวิพากษ์วิจารณ์ติชมโดยสุจริต ตามครรลองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยตรงไปตรงมา มีเจตนาปรารถนาที่จะให้เรามีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง มีพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ ติเตียน ได้โดยเป็นธรรม” คือถ้อยแถลงบางส่วนของอานนท์ นำภา ในระหว่างเบิกความต่อศาล
.
การสืบพยานในคดีนี้ อานนท์ถูกนำตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมด 3 ครั้ง ในช่วงปี 2567 แต่ละครั้ง อานนท์ระบุว่าถูกนำตัวมาโดยรถตู้ของราชทัณฑ์ ขณะเดินทางจะมีการใส่กุญแจและโซ่ข้อเท้าไว้โดยตลอดด้วย และใช้เวลาการเดินทางตั้งแต่เช้าจนเย็น
.
.
ศาลเห็นว่าอานนท์ใส่ความพระมหากษัตริย์ ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยยื่นอุทธรณ์ยืนยันกล่าวข้อเท็จจริงด้วยความสุจริต
.
ต่อมาวันที่ 27 มี.ค. 2568 ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาว่าอานนท์มีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 ปี เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี
.
ศาลเห็นตามพยานโจทก์ว่าถ้อยคำของจำเลย ทำให้เข้าใจได้ว่พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 เบียดบังเอาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปเป็นของตนเอง เป็นการใส่ความพระมหากษัตริย์ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ส่วนการที่จำเลยต่อสู้ว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา โดยประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญนั้น ศาลเห็นได้ว่าการใช้สิทธิเสรีภาพไม่ใช่ว่าจะใช้ได้โดยไม่มีขอบเขต แต่การใช้สิทธิเสรีภาพจะต้องไม่ละเมิดต่อกฎหมาย ไม่สามารถใช้จนไปกระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐได้ ดังนั้นจำเลยจะอ้างว่าเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์โดยมีการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายไม่ได้
.
จากนั้น ฝ่ายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา โดยโต้แย้งการตีความมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งโดยหลักการแล้วไม่เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 บทบัญญัติ “ล่วงละเมิดมิได้” นั้น ใช้คุ้มครององค์พระมหากษัตริย์จากการถูกฟ้องร้องทางกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวพันกับการติชมหรือวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต การนำมาตรา 6 มาตีความขยายความมาตรา 112 ในลักษณะดังกล่าว ผิดไปจากหลักการในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
.
ขณะเดียวกัน อานนท์ยืนยันว่าคำปราศรัยที่ถูกฟ้องร้องของตน เป็นการแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกิดขึ้นจริง โดยอภิปรายถึงการขยายพระราชอำนาจทั้งในด้านการปกครอง, การทหาร และพระราชทรัพย์ ในรัชกาลปัจจุบัน ด้วยความสุจริตและตรงไปตรงมา โดยเจตนาให้ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มีเจตนาใส่ร้ายหรือดูหมิ่น-หมิ่นประมาท
.
นอกจากนั้นยังโต้แย้งว่าพยานโจทก์ที่ศาลรับฟัง ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่จำเลยพูดเป็นเท็จ และพยานผู้เชี่ยวชาญที่โจทก์นำสืบก็ขาดความน่าเชื่อถือหรือมีอคติ และพนักงานสอบสวนยังสอบสวนเฉพาะพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลย จึงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
.
.
คดีนี้จะเป็นคดีมาตรา 112 คดีแรกของอานนท์ ที่จะมีคำพิพากษาในระดับชั้นอุทธรณ์ จากทั้งหมด 14 คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดยในจำนวนนี้มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้วจำนวน 11 คดี ทุกคดีอานนท์ต่อสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้เขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาโทษจำคุกรวมกันทุกคดีเป็น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ
.
อานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ปัจจุบันเขาถูกขังมาแล้ว 2 ปี 9 เดือนเศษ
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/84610

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1440479327922533&set=a.656922399611567




ศาลอ่านคำสั่งไต่สวนการตาย บุ้ง เนติพร เสียชีวิตจากเสียเกลือแร่ในเลือด - หัวใจโต ส่วนปมมาตรฐานการแพทย์ รพ.ราชทัณฑ์ ยังไม่มีข้อยุติ ครอบครัวเตรียมเดินหน้าดำเนินคดีต่อ



ศาลอ่านคำสั่งไต่สวนการตาย บุ้ง เนติพร เสียชีวิตจากเสียเกลือแร่ในเลือด - หัวใจโต ส่วนปมมาตรฐานการแพทย์ รพ.ราชทัณฑ์ ยังไม่มีข้อยุติ

วศินี พบูประภาพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
14 กรกฎาคม 2026

ศาลจังหวัดธัญบุรีอ่านคำสั่งไต่สวนการตายของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ "บุ้ง ทะลุวัง" นักกิจกรรมทางการเมือง ที่เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังเมื่อเดือน พ.ค. 2567 หลังจากอดอาหารและน้ำประท้วง ระบุว่า น.ส.เนติพร ถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 เวลา 11.22 น. ส่วนประเด็นที่ญาตินำหลักฐานสืบว่าการรักษาและช่วยเหลือของโรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่ ศาลระบุว่ายังหาข้อวินิจฉัยให้รับฟังเป็นข้อยุติไม่ได้

ศาลจังหวัดธัญบุรีออกอ่านคำสั่งเมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (15 ก.ค.) โดยระบุเหตุและพฤติการณ์แห่งการตายว่า น.ส.เนติพรซึ่งเป็นผู้ต้องขังภายใต้การควบคุมของเจ้าพนักงาน ได้ถึงแก่ความตายในระหว่างรักษาอาการป่วย โดยคำสั่งไต่สวนการตายระบุถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่า เกิดจากการเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดร่วมกับโรคหัวใจโต ระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่

คำสั่งไต่สวนการตายที่ระบุสาเหตุการเสียชีวิตสอดคล้องกับรายงานผลตรวจศพของแพทย์แผนกนิติเวช

ส่วนประเด็นที่ทางญาติผู้ตายนำพยานหลักฐานเข้าสืบว่า การรักษาพยาบาลและการกู้ชีพขณะหมดสติภายในเรือนจำไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน อันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น ศาลระบุว่าประเด็นดังกล่าวยังคงมีข้อโต้แย้งอยู่ในชั้นนี้ ยังหาข้อวินิจฉัยให้รับฟังเป็นข้อยุติตามที่ญาติผู้ตายนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนไม่ได้

หลังฟังคำสั่งศาล นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ ชี้แจงว่าตามกระบวนการวิธีพิจารณาคดีอาญา คำสั่งศาลนี้เป็นเพียงการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ใช่การหาผู้กระทำผิด โดยหลังจากนี้ตำรวจจะสอบสวนว่าการรักษาพยาบาลได้มาตรฐานหรือไม่ โดยครอบครัวหวังให้รัฐเป็นผู้ดำเนินคดี แต่หากรัฐละเว้น ทางญาติก็พร้อมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องด้วยตนเองในฐานะผู้เสียหาย

เนติพรเสียชีวิตที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นการเสียชีวิตขณะถูกคุมขังหลังจากศาลอาญามีคำสั่งถอนประกันในคดีอาญามาตรา 112 หมิ่นประมาทกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท กรณีทำโพลเรื่องขบวนเสด็จ โดยเธอถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2567

นักกิจกรรมหญิงวัย 28 ปี รายนี้ เริ่มอดอาหารและน้ำประท้วงระหว่างที่ถูกคุมขังในวันที่สองหรือ 27 ม.ค. 2567 จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 รวมระยะเวลาที่อดอาหารประท้วง 109 วัน

ก่อนเสียชีวิต เนติพรร่วมเคลื่อนไหวกลุ่มกิจกรรมการเมืองหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า นักเรียนเลว และกลุ่มที่ใช้ชื่อ ไพร่ปากแจ๋ว ก่อนเป็นที่รู้จักในชื่อ "บุ้ง ทะลุวัง" ระหว่างทำกิจกรรมกับกลุ่มดังกล่าวซึ่งเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์และกระบวนการยุติธรรม

เนติพรยังเป็นผู้ดูแล "หยก" หรือ ธนลภย์ ผลัญชัย เยาวชนสมาชิกกลุ่มเดียวกัน และร่วมทำโพลสำรวจความคิดเห็นเรื่องขบวนเสด็จเมื่อปี 2565 จนนำไปสู่การดำเนินคดีในเวลาต่อมา

หลังการเสียชีวิตของนักกิจกรรมรายนี้ กรมราชทัณฑ์ได้จัดการแถลงข่าวทันที ทว่าครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดยังคงรอคำตอบในหลายข้อกังขาที่หน่วยงานราชทัณฑ์มีต่อมาตรฐานการรักษาพยาบาลของกรมราชทัณฑ์และกระบวนการยุติธรรม

บีบีซีไทยย้อนดูเหตุการณ์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการถูกคุมขัง การอดอาหารและน้ำประท้วงที่ยาวนานกว่า 100 วัน คำชี้แจงจากกรมราชทัณฑ์ รายละเอียดทางการแพทย์ที่ทนายตั้งข้อสังเกต ไปจนถึงบทสรุปในชั้นศาลของคดีทำโพลขบวนเสด็จซึ่งเป็นคดีที่เนติพรถูกถอนประกัน และประท้วงอดอาหารและน้ำ ก่อนนำมาสู่การเสียชีวิต

บุ้ง ทะลุวัง กับคดีทางการเมืองก่อนเสียชีวิต

เนติพร เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองและแกนนำกลุ่มทะลุวัง ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์และกระบวนการยุติธรรม ในช่วงหลังปี 2563

แม้เติบโตมาในครอบครัวสายตุลาการ โดยมีบิดาเป็นผู้พิพากษาและพี่สาวเป็นทนายความ อีกทั้งครอบครัวยังมีแนวคิดทางการเมืองที่สอดคล้องกับกลุ่มสนับสนุนกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ในช่วงปี 2557 แต่ชญาภัส เสน่ห์สังคม พี่สาวของเธอเคยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า เนติพรเกิดจุดเปลี่ยนทางความคิดหลังรับรู้ข้อมูลเหตุการณ์การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553

ต่อมาระหว่างที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชน ประชาชนที่ใช้ชื่อว่า "ราษฎร" ในช่วงปี 2563-2565 เนติพรได้เริ่มเคลื่อนไหวกับกลุ่มนักเรียนเลว และต่อมาเข้าร่วมกลุ่มทะลุวัง

นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้ดูแล เด็กหญิง ธนลภย์ ผลัญชัย วัย 14 ปี (ณ ช่วงปี 2566) ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 โดยเคยลงชื่อเป็นผู้ปกครองในการมอบตัวเข้าเรียน แม้ต่อมาอดีตสมาชิกกลุ่มทะลุวังคนหนึ่ง กล่าวหาเนติพรว่า ดูแลธนลภย์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ธนลภย์ยืนยันว่าได้รับการดูแลจากเนติพรเป็นอย่างดี


บุ้งเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียนในระหว่างศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า

เหตุการณ์ที่ทำให้เนติพร ถูกควบคุมตัวในเรือนจำก่อนเสียชีวิตเกิดขึ้นจากการร่วมจัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นเรื่องขบวนเสด็จ ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 ทำให้เธอถูกดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 ในเวลาต่อมา

หลังจากเนติพรตกเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว เธอยังคงเดินหน้าทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องสิทธิด้านยุติธรรมต่อนักโทษการเมือง โดยในวันที่ 19 ต.ค. 2566 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เนติพร ได้ไปให้กำลังใจหนึ่งในนักกิจกรรมที่ถูกตัดสินจำคุกในคดีมาตรา 112 ในวันนั้นเนติพรได้มีเหตุพิพาทกับตำรวจศาลจนเธอถูกกล่าวหาในข้อหาละเมิดอำนาจศาลอีกหนึ่งคดี

ตามรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่บันทึกการไต่สวนคดีละเมิดอำนาจศาล วันที่ 22 ม.ค. 2567 เนติพรให้การว่าเหตุปะทะกับตำรวจศาลเกิดขึ้นระหว่างที่เธอกับ ธนลภย์ พยายามสื่อสารกับสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ถูกศาลตัดสินให้มีความผิดตามมาตรา 112 และถูกคุมตัวภายในศาล

ต่อมาวันที่ 26 ม.ค. 2567 ศาลอาญากรุงเทพใต้สั่งจำคุกเนติพร 1 เดือนในคดีละเมิดอำนาจศาล และเพิกถอนประกันตัวในคดีมาตรา 112 จากการทำโพลขบวนเสด็จที่เธอตกเป็นผู้ต้องหาก่อนหน้านั้น

หลังจากถูกส่งตัวเข้าเรือนจำเพียงหนึ่งวัน ในวันที่ 27 ม.ค. 2567 เนติพรได้ประกาศอดอาหารและน้ำประท้วง โดยมีข้อเรียกร้องหลักคือ ขอให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และขอให้มีการให้สิทธิประกันตัวแก่ผู้ต้องหาคดีการเมือง

การอดอาหารของเนติพรดำเนินไปเป็นระยะเวลาหลายเดือนระหว่างการคุมขัง อาการป่วยจากการอดอาหารทำให้เนติพรต้องถูกส่งตัวย้ายสลับไปมาระหว่างสถานพยาบาลหลายแห่ง

บีบีซีไทยรายงานในขณะนั้นโดยอ้างรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า เนติพร ถูกย้ายตัวระหว่างทัณฑสถานหญิงกลาง ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติหลายครั้ง โดยการส่งตัวครั้งสุดท้ายก่อนวันเสียชีวิตคือการส่งตัวในวันที่ 4 เม.ย. 2567 เป็นการย้ายจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติกลับไปอยู่ในการดูแลของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์

ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือน ก.พ. 2567 เนติพรได้ลงนามแสดงเจตจำนงปฏิเสธการรักษาเพื่อยื้อชีวิตในวาระสุดท้ายโดยไม่จำเป็น และทำหนังสือบริจาคร่างกายให้แก่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ด้วย ตามการเปิดเผยของกลุ่มทะลุวัง

ข้อกังขาทางการแพทย์และคำชี้แจงจากกรมราชทัณฑ์

ตามเอกสารข่าวกรณีการเสียชีวิตของเนติพรของกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า ในเช้าวันที่ 14 พ.ค. 2567 เนติพรมีอาการเกิดภาวะวูบและหมดสติ แถลงการณ์ของกรมราชทัณฑ์ระบุว่าได้ทำการกู้ชีพและประสานส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติทันที จนกระทั่งแพทย์ได้ยืนยันการเสียชีวิตอย่างสงบในเวลา 11.22 น.

ต่อมาในวันที่ 15 พ.ค. 2567 กรมราชทัณฑ์ได้เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ นำโดย นพ.สมภพ สังคุตแก้ว หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น), นางอาจารี ศรีสุนาครัว ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลางในขณะนั้น และ นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์ ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อชี้แจงลำดับเหตุการณ์

นพ.สมภพ ชี้แจงว่า หลังถูกส่งตัวกลับจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ในเดือน เม.ย. 2567 เนติพร มีอาการโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ สัญญาณชีพปกติ และไม่พบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ กระทั่งช่วงเช้าวันเกิดเหตุเธอหมดสติลงอย่างกะทันหันระหว่างพูดคุยกับผู้ต้องขังรายอื่น ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทำการกู้ชีพและส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ

ขณะเดียวกัน นพ.สมภพยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า เนติพรปฏิเสธการรับประทานเกลือแร่และวิตามินบำรุงเลือดที่แพทย์จัดให้ แม้ผลตรวจเลือดจะพบภาวะโลหิตจางก็ตาม

ด้าน นพ.พงศ์ภัค ผู้อำนวยการทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ป่วยไม่เคยมีประวัติหมดสติหรือแสดงอาการผิดปกติของสัญญาณชีพแต่อย่างใด


กรมราชทัณฑ์ตั้งโต๊ะแถลงกรณีการเสียชีวิตของ บุ้ง ทะลุวัง เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2567

อย่างไรก็ดี นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ตั้งคำถามถึงรายละเอียดกระบวนการการรักษาเนติพรก่อนเสียชีวิตอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ การใส่ท่อช่วยหายใจ และการวินิจฉัยอาการซึ่งส่งผลต่อการกู้ชีพ

ในประเด็นการใส่ท่อช่วยหายใจ นายกฤษฎางค์ได้แถลงต่อสื่อมวลชนที่งานพิธีสวดอภิธรรมของเนติพร ซึ่งจัดขึ้นที่ศาลา 7 วัดสุทธาโภชน์ เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ในวันที่ 18 พ.ค. 2567 เขากล่าวอ้างอิงข้อมูลจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ว่า เมื่อเนติพรถูกส่งตัวมาถึง แพทย์พบว่ามีการใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่ง โดยท่อถูกสอดเข้าไปในหลอดอาหารแทนที่จะเป็นหลอดลม ส่งผลให้อากาศถูกส่งเข้าไปในกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ท้องบวม และเครื่องวัดมีค่าลมหายใจเป็นศูนย์เมื่อมาถึงมือแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ

ต่อมานายกฤษฎางค์ แถลงข่าวอีกครั้งที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ในวันที่ 21 พ.ค. 2567 ว่า เวชระเบียนของโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีการบันทึกเวลาเริ่มกู้ชีพไม่ตรงกัน และมีการระบุว่าผู้ป่วยถูกส่งไปทำซีทีสแกน (การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์) ระหว่างการกู้ชีพ

นอกจากนี้ ทนายกฤษฎางค์ยังมีคำถามเกี่ยวกับการวินิจฉัยและการรักษาภาวะ Refeeding Syndrome (ภาวะผิดปกติของสมดุลอิเล็กโทรไลต์และสารน้ำในผู้ป่วยที่มีภาวะทุพโภชนาการหรือผู้ที่อดอาหารเป็นระยะเวลานาน) ที่ปรากฏในเอกสารสรุปการรักษาของผู้ป่วยด้วย

"ต้องการทราบว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์วินิจฉัยโรค Refeeding Syndrome ตั้งแต่เมื่อใด มีการรักษาและแก้ไขอย่างไรบ้างจนถึงวันก่อนเสียชีวิต เนื่องจากเป็นภาวะที่มีความรุนแรงและควรต้องดูแลอย่างใกล้ชิด" คำแถลงของนายกฤษฎางค์ ระบุ

เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ทนายกฤษฎางค์ระบุว่า ได้พยายามขอไฟล์ภาพจากกล้องวงจรปิดของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในวันเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบกระบวนการกู้ชีพ แต่ถูกปฏิเสธโดยกรมราชทัณฑ์อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง การคุ้มครองสิทธิของเจ้าหน้าที่ และเพื่อป้องกันไม่ให้ภาพหลุดรอดไปสู่สื่อมวลชนซึ่งอาจกระทบต่อผู้เสียชีวิต

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.กระทรวงยุติธรรม ในขณะนั้น ยืนยันต่อสื่อมวลชนว่าราชทัณฑ์ยินดีให้บิดามารดาหรือทนายความ "เข้าไปดู" ภาพจากกล้องวงจรปิดได้ แต่ไม่สามารถ "ให้ไฟล์ภาพ" ออกมาได้เนื่องจากข้อกังวลด้านกฎหมายและสิทธิของผู้ป่วย

กระบวนการไต่สวนการตาย

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ระบุว่า ในกรณีที่มีการเสียชีวิตระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน พนักงานอัยการมีหน้าที่ทำคำร้องขอต่อศาลให้ทำการไต่สวนการตาย เพื่อแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และเหตุพฤติการณ์ที่ตายคืออะไร

สำหรับกรณีของเนติพร พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าวในวันที่ 4 พ.ย. 2567

ในกระบวนการนี้ศูนย์ทนายความฯ ยังระบุว่า การทำสำนวนชันสูตรพลิกศพในคดีนี้ถูกโอนย้ายไปอยู่ในอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง แทนที่จะเป็นพื้นที่รับผิดชอบเดิมของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์

อย่างไรก็ดี ศาลจังหวัดธัญบุรีได้นัดหมายไต่สวนการตายนัดแรกเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2568 แต่ศาลได้อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนออกไปตามที่ทนายความของญาติผู้ตายยื่นคำร้อง

ศูนย์ทนายฯ ระบุในตอนนั้นว่า ญาติผู้เสียชีวิตขอเลื่อนการไต่สวนเพื่อให้ทนายความตรวจสอบพยานเอกสารอย่างละเอียด เนื่องจากในขณะนั้นพนักงานอัยการยังไม่ได้ส่งเอกสารตามบัญชีพยานที่ยื่นต่อศาลครบถ้วน พร้อมกันนี้ยังขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุมาประกอบการพิจารณาด้วย

บุ้ง เนติพร และ หยก ธนลภย์ ผลัญชัย ขณะนั่งประท้วงหน้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ

ในวันที่มีการเลื่อนนัดหมายดังกล่าว กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "เพื่อนบุ้ง" ได้จัดกิจกรรม "คาราวานเพื่อนบุ้ง…มุ่งสู่บัลลังก์ศาล" โดยเคลื่อนขบวนจากศาลอาญากรุงเทพใต้ไปยังศาลจังหวัดธัญบุรี เพื่อยื่นหนังสือถึง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ นายกรัฐมนตรี แพทยสภา และกระทรวงยุติธรรม เพื่อเรียกร้องให้ร่วมจับตาดูการไต่สวนคดีการเสียชีวิตของเนติพรอย่างใกล้ชิด

การไต่สวนการตายของเนติพรเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 และศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดหมายฟังคำสั่งไต่สวนการตายวันที่ 15 ก.ค. 2569

บทสรุปคดี ม.112 ทำโพลขบวนเสด็จ ศาลยกฟ้อง 7 จำเลย

ในคดีทำโพลสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ "คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือไม่" ที่บริเวณห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 ซึ่งคดีที่เนติพรถูกถอนประกันตัว จนนำมาสู่การคุมขังและเสียชีวิต ด้มีคำพิพากษาจากศาลอาญากรุงเทพใต้แล้ว เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา

ภายหลังการเสียชีวิตของเนติพร ศาลได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนของเธอออกไปเนื่องจากจำเลยถึงแก่ความตาย ทำให้คงเหลือจำเลยเข้าฟังคำพิพากษารวม 7 คน

จดหมายข่าวของศูนย์ทนายฯ ระบุว่าศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 7 คนในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 โดยพิเคราะห์เห็นว่า การจัดทำแบบสอบถามและโพลสำรวจดังกล่าว ไม่ได้มีการระบุชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ และไม่มีการระบุพระนาม จึงถือเป็นการแสดงความคิดเห็นติชมโดยสุจริตภายใต้กรอบที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้



อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีคำสั่งลงโทษปรับจำเลยทั้ง 7 คน คนละ 5,000 บาท ในความผิดฐานร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงานจากการจัดการชุมนุมในรัศมี 150 เมตรใกล้เขตพระราชฐาน และสั่งจำคุกจำเลยที่ 4 เป็นเวลา 4 เดือนโดยไม่รอลงอาญาในข้อหาร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน

ขณะที่ข้อหาพฤติการณ์ข้อหาขัดขวางและดูหมิ่นเจ้าพนักงานนั้น ศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยในการโต้ตอบและถามหาความรับผิดชอบเป็นการปกป้องสิทธิของผู้อื่น จึงไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

ครอบครัวเตรียมเดินหน้าดำเนินคดีต่อ

สำหรับความคืบหน้าทางคดีหลังจากนี้ นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความและตัวแทนญาติ ระบุว่าพนักงานสอบสวนจะนำผลการไต่สวนไปประกอบสำนวนคดีที่ญาติได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2567 เพื่อตรวจสอบในประเด็นว่า การรักษาพยาบาลและการกู้ชีพในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่

ทนายความยังกล่าวกับบีบีซีไทยว่า ครอบครัวและสังคมยังคงมีข้อกังวลอย่างยิ่งต่อความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม โดยต้องการให้มีการค้นหาข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันมิให้ผู้ต้องขังคนใดต้องเสียชีวิตในความควบคุมของกรมราชทัณฑ์เช่นนี้อีก

ทนายและตัวแทนญาติยังระบุว่าต้องการให้รัฐเป็นผู้ออกหน้าดำเนินคดี แต่หากหน่วยงานรัฐไม่ดำเนินการ ทางครอบครัวก็พร้อมที่จะเดินหน้าในกระบวนการยุติธรรมด้วยตนเอง

"ครอบครัวเขาต้องการที่จะพิทักษ์สิทธิของผู้ต้องขัง ไม่ว่าจะสิทธิทางการเมืองหรือสิทธิอะไรอย่างอื่น โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ถึงที่สุด ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ คุณต้องดูแลให้ดี" ทนายกฤษฎางค์ระบุ

"ถ้าเสียงอันนี้มันไปถึงกรมราชทัณฑ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งดูแลกรมราชทัณฑ์ ผมคิดว่าถ้าคุณไม่เริ่มต้นคิดซะใหม่ คุณก็จะล้มเหลว แล้วก็จะมีคนตาย ในมือของคุณอีกเยอะแยะ คือคดีนี้มันจะเป็นคดีที่เป็นบรรทัดฐาน" เขาทิ้งท้าย

https://www.bbc.com/thai/articles/cly9ygnel02o



ศาลอุทธรณ์ ‘ยกคำร้อง’ รื้อฟื้น ‘คดีสวรรคต’ กลับมาพิจารณาใหม่ ชี้ไม่เข้าข่าย ‘พยานหลักฐานใหม่’ - จบนะ จำเลยทั้ง 3 เป็นแพะต่อนะ


The Momentum

6 hours ago
·
ศาลอุทธรณ์ ‘ยกคำร้อง’
รื้อฟื้น ‘คดีสวรรคต’ กลับมาพิจารณาใหม่
ชี้ไม่เข้าข่าย ‘พฤติการณ์พิเศษ’
.
วันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง ‘ยกคำร้อง’ รื้อฟื้นคดีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในหลวงรัชกาลที่ 8 ขึ้นมาพิจารณาใหม่ ภายหลัง กังวาฬ พุทธิวนิช ผู้รับมอบอำนาจจากทายาทของ ชิต สิงหเสนี หนึ่งในจำเลยคดีสวรรคต ร้องศาลขอให้พิจารณาหลักฐานใหม่ นั่นคือ วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท สาขาวิชานิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2536 เรื่อง การประมวลเวลายิงจากปฏิกิริยาเคมีของเขม่าดินปืนในลำกล้องปืน โดยใช้สเปกโตรโฟโตมิเตอร์ และวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรี หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี 2557 เรื่อง การหาปริมาณไนเตรตในเขม่าดินปืนภายในลำกล้องปืน โดยวิทยานิพนธ์ทั้ง 2 ฉบับพบว่า อาจมีปัญหาในการพิสูจน์อาวุธปืนที่ใช้ยิง
.
ทั้งนี้ ในคดีเดิม ดร.จ่าง รัตนะรัต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ว่า พระแสงปืนของกลางที่พบบนแท่นบรรทม ยิงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 วัน การสวรรคตเกิดจากปืนอื่น ดังนั้นจึงถือเป็นฆาตกรรมอำพราง
.
กระนั้นเอง ศาลอุทธรณ์ระบุว่า วิทยานิพนธ์ปี 2536 และ 2557 ผ่านระยะเวลาเกิน 1 ปีแล้ว จึงมีคำวินิจฉัยว่าไม่เข้าข่าย ‘พยานหลักฐานใหม่’ ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่
.
นอกจากนี้ อีกข้อหนึ่งในเรื่อง ‘พฤติการณ์พิเศษ’ มีการอ้างอิงความเห็นของ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า เหตุที่ยื่นให้รื้อฟื้นคดีอาญาไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษ
.
กังวาฬระบุผ่าน Facebook ส่วนตัวอีกด้วยว่า ได้ยื่นหลักฐานเรื่องพฤติการณ์พิเศษ ทั้งกรณีที่มีพยานบุคคลที่ให้การเท็จเมื่อปี 2490 แล้วให้การรับสารภาพทีหลัง ไม่ว่าจะเป็น พระยาศรยุทธเสนี (กระแส ประวาหะนาวิน) และตี๋ ศรีสุวรรณ รวมถึงในอดีต ไม่สามารถรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาใหม่ เพราะไม่มีกฎหมายระบุไว้ แต่นับจากปี 2526 ได้มีการออก พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 ที่รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาใหม่ได้ หากมี ‘พฤติการณ์พิเศษ’ กระนั้นเองศาลระบุว่า เหตุที่ยื่นนั้นไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษ
.
“จากผลคำวินิจฉัยครั้งนี้ ทำให้โอกาสของทายาทคุณชิต สิงหเสนี เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยผ่านกระบวนการยุติธรรมต้องยุติ เพราะคำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่รับคำร้อง ถือเป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์คำสั่งได้” กังวาฬระบุผ่าน Facebook ส่วนตัว
.
อย่างไรก็ตาม กังวาฬระบุว่าทายาทของ เฉลียว ปทุมรส อีกหนึ่งจำเลยในคดีนี้ ยังสามารถยื่นขอรื้อฟื้นคดีอาญาได้
.
ย้อนกลับไป เหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ภายในพระที่นั่งบรมพิมาน โดยสวรรคตจากพระแสงปืน ต่อมาภายหลังการรัฐประหารปี 2490 แนวทางการสอบสวนเปลี่ยนจากสมมติฐานเรื่องอุบัติเหตุไปเป็นการลอบปลงพระชนม์ ก่อนที่ ชิต สิงหเสนี, บุศย์ ปัทมศริน และเฉลียว ปทุมรส จะถูกดำเนินคดีและประหารชีวิต เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498
.
สำหรับคดีดังกล่าว ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ‘ทายาท’ ของผู้ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาทั้งสาม ตั้งข้อสังเกตว่า คดียังมีข้อกังขาหลายประการ โดยเฉพาะการขาดหลักฐานที่แสดงอย่างชัดเจนว่าจำเลยทั้ง 3 คนร่วมกันก่อเหตุอย่างไร ขณะที่พยานบางรายซึ่งเคยให้การเชื่อมโยงกลุ่มของ ปรีดี พนมยงค์ เข้ากับเหตุสวรรคต ออกมายอมรับในภายหลังว่า คำให้การดังกล่าวไม่เป็นความจริง หรือเกิดขึ้นภายใต้การชักจูงและข่มขู่
.
หนึ่งในนั้นคือตี๋ ศรีสุวรรณ ซึ่งเคยให้การถึงการประชุมวางแผนลอบปลงพระชนม์ที่บ้านพระยาศรยุทธเสนี แต่ต่อมาได้ทำจดหมายถึงปรีดีและยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง ขณะที่พระยาศรยุทธเสนีก็เขียนพินัยกรรมระบุว่า ถูกข่มขู่ให้ใส่ร้ายกลุ่มของปรีดีเช่นกัน หลักฐานที่ปรากฏขึ้นภายหลังเหล่านี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวของจำเลยและนักวิชาการบางส่วนพยายามเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมนำคดีกลับมาตรวจสอบอีกครั้ง
.
สำหรับชิต เขาเป็นมหาดเล็กที่รับราชการใกล้ชิดพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่รัชกาลที่ 6 และรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 8 ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ครอบครัวสิงหเสนียืนยันมาโดยตลอดว่า ชิตไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวรรคต และพยายามหาหนทางทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และฟื้นฟูเกียรติของเขา อย่างไรก็ตาม คำสั่งของศาลอุทธรณ์ในครั้งนี้ ทำให้ความพยายามของทายาทชิตผ่านคำร้องฉบับดังกล่าวต้องสิ้นสุดลง แม้ข้อถกเถียงเกี่ยวกับคดีสวรรคตและความเป็นธรรมของจำเลยทั้ง 3 คนจะยังดำรงอยู่ก็ตาม
.
ภาพ: The Royal Watcher

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1493027812871264&set=a.654659416708112
https://x.com/themomentumco/status/2077370696125284707
.....

Khemthong Tonsakulrungruang
6 hours ago
·
สองเรื่องสั้นๆเกี่ยวกับศาลยุติธรรม
เรื่องแรก คือ คิดไปคิดมา อาจจะเป็นข้าราชการกลุ่มเดียวเลยที่ต่อให้รับสินบนแล้วถูกไล่ออกจากราชการก็ไม่เปิดเผยชื่อ อันที่จริง ศาลยุติธรรมจะไม่เปิดเผยแม้แต่สถิติการดำเนินการทางวินัย ด้วยข้ออ้างหนึ่ง คือ กลัวการบังคับใช้กฎหมายจะไม่มีประสิทธิภาพหากเปิดเผยสถิติเหล่านี้
เรื่องที่สอง นักกฎหมายชอบสอนกันให้เอายุติธรรมเป็นที่ตั้ง กฎหมายเป็นเครื่องมือ ไม่มีอะไรที่อยุติธรรมเท่ากับการประหารคนบริสุทธิ์อีกแล้ว แต่พอยื่นขอรื้อฟื้นคดีใหม่ กลับตัดจบด้วยข้ออ้างทางเทคนิคว่าเกินเวลาหนึ่งปี กฎหมายเทคนิค จึงใหญ่กว่าความยุติธรรม





ภาคปชช.เขียนจดหมายถึง อนุทิน หวังใช้โอกาสเยือนจีน นำปัญหามลพิษข้ามแดน ขึ้นสู่โต๊ะเจรจา


15.07.26
มติชนออนไลน์

ภาค ปชช.เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง อนุทิน หวังใช้โอกาสเยือนจีน นำปัญหามลพิษข้ามแดน ขึ้นสู่โต๊ะเจรจา เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เพื่อเน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจหลายฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมนั้น

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ออกจดหมายเปิดผนึก ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ต่อการเยือนประเทศจีน ดังนี้

ท่ามกลางบรรยากาศความเกลียดชังต่อการดำเนินธุรกิจของจีนเทาในสังคมไทย ทั้งจีนเทาที่ทำมาหากินแบบแก๊ง มาเฟีย และจีนเทาที่จดทะเบียนบริษัทแบบถือหุ้นอำพราง หรือนอมินี ที่สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ SME หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากมลพิษในอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ อย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้ ส่งผลให้ความเป็น “มิตรที่ดี ญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี” เพื่อประสงค์สร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างประชาชนไทยกับรัฐบาลจีนถูกทำลายอย่างย่อยยับ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนและรัฐบาลไทยจะไม่ตระหนัก และไม่พยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ดีขึ้น ยังคงมุ่งเน้นที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคตอื่นๆ ของนักลงทุนจีน อันจะนำมาซึ่งการทำลายขีดจำกัดหรือความสามารถของประเทศไทยในการเป็นแหล่งรองรับมลพิษจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลจีนประกาศเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่านายอนุทินจะไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคมนี้ จึงเป็นโอกาสและความท้าทายอย่างยิ่งที่รัฐบาลโดยการนำของพรรคภูมิใจไทยจะเลือกดำเนินการทางการทูตที่เห็นหัวประชาชน หรือเหยียบย่ำประชาชน

เพราะจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีวาระเรื่องมลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่ของนักลงทุนจีนในรัฐฉานของเมียนมา (และการตั้งโรงงานสกัดโลหะมีค่าจากขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมของนักลงทุนจีนในภาคตะวันออก) อยู่ในกำหนดการ จึงมีคำถามว่า “รัฐบาลไทยจะนำความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นสู่โต๊ะเจรจากับจีนหรือไม่?”

ก่อนจะไปปักกิ่ง นายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรียังไม่เคยรับฟังประชาชนจากแม่น้ำกก สาย รวกและโขง ที่เดินธรรมยาตรา 68 กิโลเมตร เพื่อยื่นจดหมายถึงนายกฯ แม้กระทั่งคำเชิญให้นายกฯและเอกอัครราชทูตจีนลงพื้นที่เพื่อร่วมรับฟังปัญหาก็ไม่ได้รับการตอบรับ ซึ่งประชาชนมีข้อเรียกร้องหลัก คือ ให้ประกาศเรื่องภาวะมลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองของนักลงทุนจีนในรัฐฉานเป็นนโยบายระดับชาติ และตั้งคณะทำงานระดับชาติที่มีอำนาจตัดสินใจจริง แต่รัฐบาลกลับตั้งเพียงคณะทำงานระดับกระทรวงที่ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา

เพราะว่ามลพิษไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นต้นทุนชีวิตของประชาชนที่ต้องจ่ายในทุกๆ วัน ซึ่งผลตรวจล่าสุดยังพบสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีสเกินมาตรฐานหลายจุดในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง และตะกอนดินหลายจุดในแม่น้ำโขงพบสารหนูสูงกว่าค่าปลอดภัยถึง 30 เท่า ประชาชนร้อยละ 70 ไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำกกเพื่อดำเนินชีวิตประจำวันได้อีกต่อไป แต่ละครอบครัวต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อน้ำสะอาดเพิ่มเฉลี่ย 2,600 บาทต่อเดือน และร้อยละ 63 ต้องสูญเสียรายได้ที่เคยได้จากกิจกรรมของแม่น้ำ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ไม่เคยถูกนับรวมอยู่ในมูลค่าการค้าและการลงทุนไทย-จีน

ผู้เชี่ยวชาญแห่งสหประชาชาติได้ระบุชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับมลพิษข้ามพรมแดน ได้แก่ China Investment Mining Company ซึ่งเชื่อมโยงกับ Xiamen Tungsten Corporation และ Chifeng Gold โดยแร่ที่สกัดได้ถูกส่งเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมของจีนเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม ดังนั้น นายอนุทินควรใช้อำนาจควบคุมผ่านจุดผ่านแดน โดยยกเลิกนำเข้าแร่ทั้งหมดจากเมียนมา เพราะไทยไม่ได้เป็นเพียงประเทศปลายน้ำ แต่เป็นรัฐทางผ่านของแร่ และเป็นส่วนหนึ่งของการผูกขาดห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญและแร่หายากของจีน

แม้ NAP (National Action Plan on Business and Human Rights) จะไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นนโยบายที่รัฐบาลไทยประกาศใช้เอง จึงไม่อาจอ้างว่าไม่มีหน้าที่ดำเนินการ ปัญหาของรัฐไทยจึงไม่ใช่การขาดกฎหมาย แต่คือการไม่ใช้บทบาทของรัฐไทยในความรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชนอย่างเต็มที่

เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าว่าเผด็จการพม่าปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่าไม่มีการทำเหมืองใดๆ ในพื้นที่ คณะทำงานร่วมไทย-พม่า ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 ก็ยังไม่มีแผนงานที่เป็นรูปธรรม การหารือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศก็ล้มเหลว และข้อกฎหมายของไทยเกี่ยวกับการเอาผิดต่อการทำเหมืองไม่สามารถบังคับใช้ได้บนแผ่นดินเมียนมา จึงถึงเวลาที่นายอนุทินต้องหารือโดยตรงกับผู้นำจีนเพื่อให้จีนต้องรับผิดชอบจากผลของการดำเนินธุรกิจที่กดขี่และเหยียบย่ำประชาชนเมียนมาและไทย ซึ่งมีตัวอย่างจากหลายประเทศ เช่น คองโก กินีและซิมบับเว เริ่มใช้อำนาจของรัฐต่อรองกับนักลงทุนทำเหมืองแร่จากจีนแล้ว ขณะที่ไทยยังไม่กล้าใช้แม้แต่อำนาจตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่ที่ผ่านชายแดนของตนเอง

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเยือนจีนครั้งนี้ของนายอนุทินจะเป็นโอกาสและความท้าทายสำคัญที่จะดำเนินการทางการทูตที่เห็นหัวประชาชน ไม่นำผืนแผ่นดินและชีวิตประชาชนไปเป็นสินค้า และบอกกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ให้ชัดเจนว่ามลพิษข้ามพรมแดนที่โลหะหนักและสารพิษหลายชนิดไหลลงสู่แม่น้ำกก สาย รวกและโขง และเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร จากการทำเหมืองของนักลงทุนจีนในเมียนมาเป็นภัยความมั่นคงร้ายแรงขั้นสุดของประเทศไทยที่จะต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนจากความรับผิดชอบของจีน

ด้วยความเคารพ


https://www.matichon.co.th/politics/news_5807923