วันเสาร์, มีนาคม 28, 2569

3 ปีในเรือนจำ "วุฒิ" ผู้ต้องขังคดี 112 ที่ถูกคุมขังยาวนานที่สุดในขณะนี้ "วุฒิ" ให้การปฏิเสธตลอดมาว่า เขาไม่ได้เป็นคนโพสต์ ผู้พิพากษาแสดงความ "เห็นใจ" และแนะนำให้รับสารภาพเพื่อจะได้ตัดสินให้ "รอลงอาญา" แต่ในวันนัดฟังคำพิพากษา ผู้พิพากษากลับแจ้งว่า คดีนี้ไม่สามารถลงโทษสถานเบาได้ 😡

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1630678414725142

iLaw 
13 hours ago
·
3 ปีในเรือนจำ "วุฒิ" ผู้ต้องขังคดี 112 ที่ถูกคุมขังยาวนานที่สุดในขณะนี้
"คงต้องรอ วันที่ฟ้า สงสารประทานให้ หวังอภัย ยิ่งอ่อนแรง แสงสลัว
มองไม่เห็น แสงสว่าง ทางมืดมัว ต้องทนอยู่ ในรั้ว เรือนจำ ทุกค่ำคืน"
"วุฒิ" เป็นชายอายุ 49 ปี ร่างเล็ก ผิวดำแดง มาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ เขาเป็นอดีตรปภ. ของโรงงานอุตสาหกรรม
“วุฒิ” เป็นนักโทษคดีมาตรา 112 เขาถูกพิพากษาว่า ผิดจากการโพสต์เฟซบุ๊ก 12 ข้อความ ให้จำคุกรวม 36 ปี รับสารภาพลดโทษเหลือ 18 ปี
คดีของ “วุฒิ” เริ่มต้นขึ้นเพราะมี “ประชาชนคนหนึ่ง” ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไปกล่าวหาไว้กับตำรวจ ทำให้ตำรวจออกหมายเรียก และ “วุฒิ” เดินไปรายงานตัวตามที่ตำรวจนัดหมาย ในวันที่ 27 มีนาคม 2566 ซึ่งเมื่อไปตามนัด ศาลไม่ให้ประกันตัว ทำให้ “วุฒิ” ต้องเข้าเรือนจำตั้งแต่วันนั้นทันที และยังไม่มีโอกาสได้ออกมาอีกเลย
ประชาชนที่แจ้งความ ไปแจ้งความที่สน.นิมิตรใหม่ ทั้งที่ “วุฒิ” อยู่ที่จังหวัดปทุมธานี แต่คดีนี้ต้องไปเริ่มที่สน.นิมิตรใหม่ “วุฒิ” ต้องขึ้นศาลจังหวัดมีนบุรี และเข้าเรือนจำที่มีนบุรี ซึ่งไม่มีใครที่วุฒิรู้จักอยู่แถวนั้น
"วุฒิ" ให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ที่สถานีตำรวจจนกระทั่งขึ้นศาล โดยเขาบอกว่า เขาไม่ได้เป็นคนโพสต์ข้อความเหล่านั้น และหลายข้อความที่ถูกกล่าวหาก็ไม่ได้เป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ไม่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 แต่ผู้พิพากษาแสดงความ "เห็นใจ" และแนะนำให้รับสารภาพเพื่อจะได้ตัดสินให้ "รอลงอาญา" แม้ "วุฒิ" จะอยากสู้คดีแต่ด้วยสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำและความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของครอบครัว เขาจึงเปลี่ยนคำให้การเป็น "รับสารภาพ" เพื่อกลับบ้านให้เร็วที่สุด
แต่ในวันนัดฟังคำพิพากษา 21 ธันวาคม 2566 "วุฒิ" เตรียมใจไว้ที่จะได้กลับบ้าน ครอบครัวของเขามาฟังคำพิพากษาด้วยและเก็บข้าวของมารอพร้อมเตรียมชุดให้เปลี่ยน แต่เมื่อผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาคดี กลับแจ้งว่า หลังจากได้ไปปรึกษาแล้วเห็นว่า คดีนี้ไม่สามารถลงโทษสถานเบาได้ "วุฒิ" จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่า หากไม่สามารถรอลงอาญาก็จะขอต่อสู้คดี และเปลี่ยนคำให้การเป็น "ปฏิเสธ" แต่ผู้พิพากษากลับ "สั่ง" ว่า ปฏิเสธไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้เคยรับสารภาพมาแล้ว
21 มีนาคม 2569 เป็นเวลา 3 ปีเต็มแล้วที่ “วุฒิ” ถูกคุมขังในเรือนจำ และอาจจะต้องใช้เวลาอีก 15 ปี กว่าที่เขาจะได้ออกมา
สรุปข้อมูลผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 และจำนวนวันที่ถูกคุมขัง


เหล่าคุณแม่ชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์เดินเท้าเปล่าไปทั่วกรุงโรมในกิจกรรม “เดินเท้าเปล่า: เสียงเรียกร้องสันติภาพจากเหล่าคุณแม่” โดยมีผู้เข้าร่วมหลายร้อยคนเพื่อเรียกร้องความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และอนาคตที่ปราศจากความหวาดกลัวสำหรับเด็กทุกคน





https://x.com/AJEnglish/status/2036668146409500924


 

ภาคประชาสังคมชำแหละเลือกตั้ง '69: คะแนนปรับลด-บัตรเขย่ง คำสั่งย้ายมหาดไทยโยง เอื้อชัยชนะสีน้ำเงิน (ความพยายามเอาผิดกกต.ชุดนี้ต้องเดินหน้าต่อไป)

https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid0gqyGSvNFvDJB4bWTQfk7ZzCXh3xqZ9qfcZNNqHhz2XksaW2g9JS2p5gJx2xjqPdSl

iLaw 
9 hours ago
·
ภาคประชาสังคมชำแหละเลือกตั้ง '69: คะแนนปรับลด-บัตรเขย่ง คำสั่งย้ายมหาดไทยโยงพรรคสีน้ำเงิน
27 มีนาคม 2569 ที่โรงแรมพูลแมน จี สีลม มูลนิธิวีวอทช์จัดงานแถลงผลร่วม “ข้อค้นพบหลังการเลือกตั้งโดยเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม” เพื่อนำเสนอข้อค้นพบสำคัญหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้ร่วมแถลง คือ พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการวีวอทช์ กุลธิดา สามะพุทธิ จากโคแฟค (CoFact Thailand) ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล และณัชปกร นามเมือง เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) นรเศรษฐ์ นาหนองตูม จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และกัลยกร สุนทรพฤกษ์ จากไอลอว์ และมีฐปณีย์ เอียดศรีไชย จาก The Reporters ดำเนินรายการ
คะแนนปรับลดถี่-คะแนนปริศนาโผล่ 24 ชั่วโมงของการรายงานคะแนนใน ECT Report
กัลยกร สุนทรพฤกษ์ Creative Data Analyst จากไอลอว์นำเสนอข้อมูลที่วิเคราะห์จากการบันทึกความเปลี่ยนแปลงของคะแนนระหว่างการรายงานผลผ่านเว็บไซต์ ECT Report ตั้งแต่มีคะแนนชุดแรกเข้าระบบ จนถึงการหยุดรายงานคะแนน โดยกัลยกรระบุว่า คะแนนที่รายงานเข้ามาไม่สม่ำเสมอ โดยคะแนนชุดแรกรายงานเข้ามาเวลา 16:48 น. ก่อนปิดคูหา และคะแนนชุดต่อมารายงานเข้ามาในเวลาประมาณ 17:15 น. ก่อนจะมีช่วงหยุดรายงานคะแนน 2 ครั้ง
หลังจากนั้น มีการหยุดรายงานคะแนน 55 นาที ก่อนจะกลับมารายงานคะแนนเป็นเวลา 10 นาที และหยุดรายงานคะแนนอีกครั้งเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 46 นาที และมีคะแนนไหลเข้าชุดใหญ่จำนวนประมาณ 17 ล้านคะแนน
นอกจากคะแนนที่ไหลเข้ามาเป็นชุดใหญ่แล้ว กัลยกรยังกล่าวว่า หลังจากช่วงหยุดรายงานคะแนนครั้งที่ 2 มีคะแนนปริศนาเข้ามาเป็นเวลาประมาณ 10 นาที ใน 49 เขตเลือกตั้ง รวมประมาณ 89,000 คะแนน และหายไป โดยคะแนนดังกล่าวเข้ามาในลักษณะกระจายจังหวัด ไม่กระจุกตัวที่ภาคใดเป็นพิเศษ ทั้งยังพบว่ามีการปรับลดคะแนนตั้งแต่เวลาประมาณ 22:30 น. ถึง 08:00 น. ของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยช่วงที่ปรับลดคะแนนมากที่สุดอยู่ที่ 23:30-23:43 น. ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยส่วนมากเป็นคะแนนของผู้สมัครจากพรรคประชาชน โดยมีสัดส่วนต่างกันไปในแต่ละพรรค โดยหลังจากคะแนนปรับลดแล้ว มีผู้สมัครพลิกชนะ 24 เขตเลือกตั้ง
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์เสริมว่า ทั้งหมดนี้ ยืนยันได้ว่า การรายงานคะแนนช่วง 8-9 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่คะแนนที่เข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เป็นคะแนนที่มีการ “จัดการ” ก่อนจะไปสู่การรับรู้ของประชาชน ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2562 และได้รับการแก้ไขเบื้องต้นในปี 2566 แต่ก็ยังคงมีปัญหา
ทำไมต้องเป็น “สีน้ำเงิน”: วิเคราะห์ความเชื่อมโยงคำสั่งโยกย้ายมหาดไทย กับกกต. เขต
ณัชปกร นามเมือง และภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล จาก CALL กล่าวถึงการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างคำสั่งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย โดยเริ่มจากเขตของพรรคภูมิใจไทย โดยนฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีนายอำเภอเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่รักษาการ คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้ต้องเริ่มต้นการศึกษาจากเขตที่ผู้ชนะเป็นพรรคภูมิใจไทย โดยประกอบกับตารางคะแนนที่ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ใช้เทคโนโลยี OCR อ่านคะแนน และพล็อตกราฟให้เห็นความผิดปกติของการเลือกตั้ง โดยพบว่า การกระจายตัวเลขเป็นไปโดยไม่สม่ำเสมอ และมีผู้สมัครที่มีคะแนนโดดออกจากเส้นที่ควรจะเป็นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อวิเคราะห์ตัวเลขความเป็นไปได้ทางสถิติ พบว่า มีเพืยงเขตของพรรคภูมิใจไทย ต่ำกว่าค่านัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 เท่านั้น จึงอนุมานได้ว่าบัตรเขย่งที่เกิดกับพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ
ภัสราวลีระบุต่อไปว่า เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ร่วมกับคำสั่งโยกย้ายนายอำเภอก่อนการเลือกตั้ง พบว่า มีคำสั่งแต่งตั้ง ผอ. กกต. เขต และกกต. เขต 8 คำสั่ง ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้ ได้รับการแต่งตั้งจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัด (ผอ.กต.จว.) ที่มีที่มาจากข้าราชการในท้องที่นั้นๆ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเดิมแล้ว ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับผอ. กกต. เขต และกกต. ประจำเขตมากถึง 5 หน้า แต่การแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2568 ได้รวบรัดรายละเอียดดังกล่าวเหลือเพียง 5 ข้อ เท่านั้น
โดยเมื่อวิเคราะห์จำนวนเขตที่ กกต. ประจำเขตมีรายชื่อในคำสั่งโยกย้ายทั้งสิ้น 152 เขต พบว่า มี กกต. เขตที่มีชื่อในคำสั่งย้ายและพรรคภูมิใจไทยชนะ 68 เขตเลือกตั้ง คิดเป็นร้อยละ 44.7 และโดยมีจำนวน กกต. เขตอยู่ในคำสั่งดังกล่าว และอยู่ในเขตที่พรรคภูมิใจไทยชนะ 85 จากจำนวน กกต. เขตในคำสั่งโยกย้าย 191 คน คิดเป็นร้อยละ 44.5
และหากพิจารณารายชื่อ กกต. เขตที่ภูมิใจไทยชนะกับคำสั่งโยกย้ายที่พบรายชื่อกกต. สูงสุด (คือ คำสั่ง กกต. ที่ 3660/2568) มีจำนวนรายชื่อ กกต. เขตที่ภูมิใจไทยชนะ และมีรายชื่อในคำสั่งดังกล่าว 57 จาก 111 คน คิดเป็นร้อยละ 51.4 กระจายตัวอยู่ใน 49 จาก 133 เขต คิดเป็นร้อยละ 36.9%
ภัสราวลียกตัวอย่างจังหวัดชลบุรี ที่พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง 5 จาก 7 เขต และมีเขตไฮไลต์คือ เขตเลือกตั้ง 1 อาจพุ่งเป้าไปที่ ผอ. กกต. เขต แต่หากพิจารณารายชื่อกกต. ประจำเขต เช่น วรจักร สถาพรภิญโญ นายอำเภอเมืองชลบุรี เป็นที่ทราบว่าเป็นคนสนิทของสุชาติ ชมกลิ่น ผู้ชนะในเขตนี้ หรือ สุพิขฌาย์ ปิยะพุทธิชัย เคยเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของ กฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็น สว. เสียงข้างมากในวุฒิสภา และยังมี กกต. เขต 3 เขตเลือกตั้ง มีชื่อในคำสั่งโยกย้ายของกระทรวงมหาดไทย
โดยในจำนวน 68 เขตที่มีรายชื่อ กกต. ได้รับการโยกย้าย และพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งนั้น ณัชปกร นามเมือง ได้ศึกษาความผิดปกติของตัวเลขจำนวนบัตรเขย่ง โดยมี 10 เขตที่พบความผิดปกติสำคัญ จากการเปรียบเทียบคะแนนและจำนวนบัตรเขย่งเปรียบเทียบกัน ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพบว่า ข้อมูลในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนบัตรดี บัตรเสีย และบัตรไม่เลือกผู้สมัครใดปรับเปลี่ยนขึ้นลงเฉพาะเขต และมีความเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้เฉพาะบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดลพบุรี ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 มีส่วนต่างจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ 34,023 บัตร และผลต่างระหว่างพรรคผู้ชนะอันดับ 1 และ 2 อยู่ที่ 32,567 คะแนน เป็นต้น แต่ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 บัตรดี บัตรเสีย และบัตรไม่เลือกผู้สมัครใดเพิ่มขึ้นจากเดิม จึงอาจอนุมานได้ว่า ตัวเลขที่เปลี่ยนไปสามารถเปลี่ยนผู้ชนะการเลือกตั้งได้ด้วย
เมื่อพิจารณาต่อไปว่า มีผู้ใดที่มีอำนาจสามารถเปลี่ยนแปลงคะแนนได้ ก็พบว่า ศูนย์รวมคะแนนระดับอำเภอ (คือ อนุกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต) มีอำนาจตรวจสอบและยืนยันข้อมูลได้ ซึ่งบุคคลเหล่านี้มาจากข้าราชการมหาดไทย ที่ได้รับคำสั่งจาก กกต. ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวนี้ จึงอาจอนุมานได้ว่ามีการแก้ไขคะแนนจากขั้นตอนดังกล่าว ณัชปกรจึงฝากคำถามว่า เราจะสามารถ “เชื่อ” คะแนนที่รายงานออกมาได้หรือไม่ และต่อให้มีการ “โกง” เกิดขึ้นจริง ก็อาจทำอะไรไม่ได้ เพราะผู้ที่ตรวจสอบ กกต. ก็คือ กกต. เอง
 
อ่านต่อได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/57464
.....

ความพยายามเอาผิดกกต.ชุดนี้ต้องเดินหน้าต่อไป
Puangthong Pawakapan




1 ปี แผ่นดินไหวเมียนมา และ ตึก สตง.ถล่ม อะไร (หรือใคร) ทำให้ตึกถล่ม ?!?


WAY
10 hours ago
·
ไม่กี่นาทีหลังรอยเลื่อนสะกาย ใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมาขยับ คลื่นแผ่นดินไหวก็เดินทางถึงกรุงเทพฯ ส่งผลให้อาคาร สตง. ที่กำลังก่อสร้างพังถล่ม มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

เหตุแผ่นดินไหวเมื่อบ่ายวันที่ 28 มีนาคม 2568 เปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และความวางใจว่าประเทศไทยไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเหตุแผ่นดินไหว เพราะนี่คือเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

ในวาระครบ 1 ปี สมาธิ ธรรมศร ทำหน้าที่นักสื่อสารความรู้วิทยาศาสตร์ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์แผ่นดินไหวในวันนั้น หลายประเด็นเป็นความรู้ที่ยังไม่ถูกบันทึกและรับรู้อย่างแพร่หลาย

แน่นอนว่า เหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงนี้ถูกจดจำคู่กับเหตุการณ์ตึกถล่ม ซึ่ง สตง.เป็นเพียงอาคารขนาดสูงเพียงแห่งเดียวในกรุงเทพฯที่พังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว และถึงวันนี้ ยังไม่ปรากฏข้อมูลเชิงลึกเปิดเผยว่าเหตุใดอาคาร สตง. จึงพังถล่มเพียงแห่งเดียว ในขณะที่อาคารสูงแห่งอื่นทั่วกรุงเทพฯ สามารถรับแรงแผ่นดินไหวได้อย่างน่ายกย่อง
.

ภาพจาก The Active ThaiPBS
อ่านบทความ
https://waymagazine.org/1year-eartquake-audit/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1266356865698138&set=a.529975026002996





มีคนเปรียบเทียบอนุทิน เหมือนเด็กชายอนุทิน เด็กผู้ชายทรงนี้ เป็นลูกคนรวย แต่ชอบแสดงออกว่าติดดิน ชอบโชว์ห้าวพูดจาเสียงดัง กันคนอื่นข่ม ขี้งอแง เด็กทรงนี้มักเป็นคนโปรดของครูประจำชั้น เพราะช่างประจบ สั่งอะไรก็ทำ แถมแอบมีของฝากจากบ้านมาให้ครูเป็นระยะ


Athikhom Khoms Khunawut 
Yesterday
·
แต่ละมูฟของอนุทิน มันชวนให้นึกถึงเด็กผู้ชายวัยประถมถึงม.ต้นที่เกือบทุกคนคงเคยเจอ
โดยเฉพาะจังหวะนรกเมื่อวาน กลางวันเปลี่ยนรถมาใช้ EV จีนป้ายแดง ตกดึกปล่อยราคาน้ำมันขึ้นพรวดเดียว โดยไม่มีประกาศมาตรการรองรับกลุ่มเปราะบาง
มันเป็นแอ็คแบบ - กูกุมข้อมูลบางอย่าง แต่ยังไม่ถึงเวลาบอกพวกมึง
เด็กผู้ชายทรงนี้ ร้อยทั้งร้อยเป็นลูกคนรวย แต่ชอบแสดงออกว่าติดดินถึงไหนถึงกัน ชอบโชว์ห้าวพูดจาเสียงดัง เพื่อกันคนอื่นข่ม หรือจับไต๋ได้ว่าข้างในเปราะ ขี้งอแง
เด็กทรงนี้มักเป็นคนโปรดของครูประจำชั้น เพราะช่างประจบ สั่งอะไรก็ทำ พินอบพิเทา ขี้ฟ้อง แถมแอบมีของฝากจากบ้านมาให้ครูเป็นระยะ บางปีครูประจำชั้นก็จะหาเทคนิคพิเศษแทรกแซงการเลือกตั้ง จิ้มหมอนี่ให้เป็นหัวหน้าชั้น
แต่พอไม่ได้มีคุณสมบัติผู้นำจริงๆ เมื่อเจอหัวโจกในห้องของแท้แบบเด็กชายเนวิน หยอกเย้าไล่เตะตูด จึงได้แต่หัวเราะแหะๆ
คุณสมบัติผู้นำข้อสำคัญที่คนแบบนี้ไม่เคยมีคือ การคำนึงถึงส่วนรวม เพราะหน้าที่เขาทำแค่ให้ครูประจำชั้นพึงพอใจ
ถ้อยคำประเภท ความรับผิดรับชอบ (accountability) ตรงไปตรงมา รักษาเกียรติ (integrity) จึงไม่อยู่ในพจนานุกรม เพราะมีความหน้าด้านตีมึนเป็นอาวุธหลัก
เราได้คนแบบนี้เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด ในสถานการณ์ความเป็นความตายหนักหน่วงที่สุดอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

https://www.facebook.com/athikhom.khunawut/posts/26421587670861680



ทำไมคนเริ่มพูดถึงสงครามอิหร่านว่า อิหร่านสามารถ"ชนะโดยไม่ต้องชนะ" มองตรรกะของ "การอยู่รอดคือชัยชนะ" ผ่านแว่นหลักการปฏิวัติของโฮจิมินห์









ตรรกะของ "การอยู่รอดคือชัยชนะ"

มีหลายปัจจัยที่อธิบายว่าเหตุใดการคงอยู่ของระบอบการปกครอง แม้จะเผชิญกับ "ความเสียหายอย่างใหญ่หลวง" ในช่วงต้นปี 2026 จึงถือเป็นชัยชนะเชิงกลยุทธ์:

เกณฑ์แห่งความสำเร็จ: สำหรับกลุ่มพันธมิตร "ชัยชนะ" มักต้องการสถานะสุดท้ายที่ชัดเจน เช่น รัฐบาลใหม่ สนธิสัญญาที่ลงนาม หรือการรื้อถอนโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธทั้งหมด สำหรับสาธารณรัฐอิสลาม "ชัยชนะ" เพียงแค่ต้องการให้กลไกของรัฐยังคงยืนหยัดอยู่ได้เมื่อควันจางลงก็เพียงพอแล้ว

ปัจจัยด้านการสืบทอดตำแหน่ง: หลังจากมีรายงานการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด การแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งอย่างรวดเร็วและการยึดมั่นในข้อเสนอสันติภาพ 15 ข้อ บ่งชี้ว่า "รัฐอำนาจแฝง" (IRGC และสภาผู้นำศาสนา) ยังคงมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่นักวิเคราะห์ตะวันตกหลายคนคาดการณ์ไว้

กฎแห่งความไม่สมมาตร: ดังที่เราได้เห็นในบริบทเชิงกลยุทธ์ก่อนหน้านี้ อำนาจที่ก่อความไม่สงบหรือถูกปิดล้อมจะชนะได้ด้วยการไม่แพ้ ด้วยการรักษาการควบคุมด้านความมั่นคงภายในประเทศและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญ เช่น เกาะคาร์ก แม้จะอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม พวกเขายังคงมีอำนาจในการมีอิทธิพลต่อตลาดโลก
.....



นี่คือบทวิเคราะห์กลยุทธ์ "การอยู่รอดคือชัยชนะ" (Survival as Victory) โดยเปรียบเทียบกับหลักการปฏิวัติของโฮจิมินห์และสถานการณ์ปัจจุบัน

1. ปรัชญาการปฏิวัติ: เมื่อ "การดำรงอยู่" คือเป้าหมายสูงสุด

ในทางรัฐศาสตร์และกลยุทธ์อสมมาตร (Asymmetric Strategy) ชัยชนะไม่ได้วัดกันที่จำนวนความสูญเสียเสมอไป แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถ "ยืนหยัดได้นานกว่า" (Last man standing)

ตรรกะของ The Economist: สำหรับมหาอำนาจ ความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมาย (เช่น การเปลี่ยนระบอบการปกครอง หรือ Regime Change) ถือเป็นความพ่ายแพ้ แต่สำหรับระบอบที่ถูกปิดล้อม การที่โครงสร้างรัฐยังไม่ล่มสลายหลังจากโดน "หมัดหนัก" หลายครั้ง ถือเป็นข้อพิสูจน์ถึงความยืดหยุ่น (Resilience)

การสืบทอดอำนาจ: แม้จะมีการสูญเสียผู้นำสูงสุดไปในช่วงต้นปี 2026 แต่การแต่งตั้งผู้สืบทอดได้อย่างรวดเร็วแสดงให้เห็นว่า "ระบบ" แข็งแกร่งกว่า "ตัวบุคคล"

2. เปรียบเทียบกับหลักการของ "โฮจิมินห์" (Ho Chi Minh)

หากเราย้อนกลับไปดูหลักการ "จริยธรรมแห่งการปฏิวัติ" (Revolutionary Morality) และยุทธวิธีของโฮจิมินห์ จะพบความคล้ายคลึงที่น่าสนใจ:

ความพ่ายแพ้ทางยุทธวิธี vs ชัยชนะทางยุทธศาสตร์: โฮจิมินห์เคยกล่าวไว้ในทำนองว่า "คุณอาจฆ่าคนของเราได้สิบคน ต่อคนของคุณหนึ่งคน แต่สุดท้ายคุณจะเป็นฝ่ายเหนื่อยล้าและจากไปเอง" เช่นเดียวกับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้โครงสร้างพื้นฐานอย่างเกาะ Kharg หรือคลังน้ำมันจะเสียหาย แต่ตราบใดที่ระบอบยังกุมอำนาจในประเทศได้ ฝ่ายตรงข้ามต่างหากที่จะเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ (Stagflation) และกระแสสังคมโลก

ความอดทน (Persistence): หัวใจสำคัญของจริยธรรมปฏิวัติคือการยอมรับความลำบากเพื่อเป้าหมายระยะยาว ระบอบอิหร่านใช้แนวคิดนี้ในการระดมมวลชน โดยเปลี่ยน "ความสูญเสีย" ให้กลายเป็น "แรงผลักดันทางชาตินิยม"



ข่าวเรื่องการขาดแคลนน้ามันในไทยขึ้นสื่อนอก เอเชียกำลังปรับตัวรับมือกับวิกฤตเชื้อเพลิงที่เกิดจากสงครามในอิหร่านอย่างไร ?






พบผู้ขับขี่รถยนต์ในประเทศไทยต้องเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อรอเติมน้ำมัน ท่ามกลางภาวะขาดแคลนน้ำมันและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยตามรายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่า ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นหลังจากที่รัฐบาลได้ปรับลดเงินอุดหนุนด้านเชื้อเพลิงและยกเลิกการกำหนดเพดานราคาน้ำมัน





 

ชวนฟังน้องนักเรียนจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในตัวแทนเยาวชนของประเทศไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์ ณ สำนักงานใหญ่ของ UNESCO กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างการประชุมนานาชาติของ UNESCO เพื่อความสมานฉันท์แห่งโลก ประจำปี 2026





 https://x.com/anna_nunaa/status/2037459484369736087/



บก.ลายจุดถาม "ชาวโลกเชื่อใคร ระหว่าง มุจตาบา ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเป็นเกย์ กับ ทรัมป์เป็นไคร่เด็ก" (AI ลองสรุปมาซิว่า ใครน่าเชื่อถือกว่ากัน ?)



ชาวโลกเชื่อใคร ระหว่าง มุจตาบา ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเป็นเกย์ กับ ทรัมป์เป็นไคร่เด็ก

Gemini said

สำหรับคำถามนี้ ทั้งสองประเด็นเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและมีภูมิหลังที่แตกต่างกันมากในเชิงการเมืองโลกครับ โดย "ความเชื่อ" ของผู้คนมักขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาบริโภคข้อมูลจากแหล่งไหนและมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร

1. กรณีมุจตาบา คาเมเนอี (ผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนใหม่)

ในช่วงเดือนมีนาคม 2026 มีกระแสข่าวจากสื่อฝั่งตะวันตก (เช่น New York Post) อ้างข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (CIA) ว่า มุจตาบา คาเมเนอี อาจมีรสนิยมทางเพศเป็นชายรักชาย (Gay)

ที่มา: ข่าวระบุว่าเขามีความสัมพันธ์ระยะยาวกับครูสอนพิเศษในวัยเด็ก และมีพฤติกรรมบางอย่างระหว่างรับการรักษาตัวหลังเหตุโจมตีทางอากาศที่สังหารบิดาของเขา (อาลี คาเมเนอี)

ความเชื่อของผู้คน: ข่าวนี้ถูกมองว่าเป็น "สงครามข้อมูลข่าวสาร" (Information War) เสียส่วนใหญ่ ฝั่งสหรัฐฯ และอิสราเอลอาจใช้ประเด็นนี้เพื่อทำลายความชอบธรรมของผู้นำอิหร่าน เนื่องจากอิหร่านมีกฎหมายประหารชีวิตกลุ่ม LGBTQ+ การปล่อยข่าวนี้จึงมุ่งเป้าไปที่ "ความย้อนแย้ง" (Hypocrisy) ของระบอบการปกครอง มากกว่าที่จะเป็นเรื่องส่วนตัวเพียงอย่างเดียว

2. กรณีโดนัลด์ ทรัมป์ กับความเชื่อมโยงกับคดีเจฟฟรีย์ เอปสไตน์

ข้อกล่าวหาเรื่องทรัมป์กับพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม (โดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับเด็ก) มีมานานและกลับมาเป็นประเด็นหนักในช่วงต้นปี 2026 หลังจากที่มีการเปิดเผย "Epstein Files" จำนวนมหาศาล (กว่า 3 ล้านหน้า)

ที่มา: เอกสารที่ถูกเปิดเผยมีทั้งบันทึกของ FBI และคำให้การที่ระบุว่าทรัมป์รู้จักและเคยติดต่อกับเอปสไตน์ รวมถึงมีคำกล่าวอ้างจากเหยื่อบางราย แม้ว่าทรัมป์จะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและระบุว่าเอกสารบางส่วนเป็นของปลอม

ความเชื่อของผู้คน: เรื่องนี้ถูกมองว่าเป็น "ประเด็นอื้อฉาวทางจริยธรรม" ที่ฝังรากลึก กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์เชื่อว่าเป็นแผนการใส่ร้ายทางการเมือง (Witch Hunt) ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามมองว่าหลักฐานในเอกสารเหล่านั้นมีน้ำหนักพอที่จะตั้งคำถามถึงพฤติกรรมในอดีตของเขา

สรุป: ใครน่าเชื่อถือกว่ากัน?

ในโลกตะวันตก: คนส่วนใหญ่มักจะตั้งคำถามกับ ทรัมป์ มากกว่า เพราะมีเอกสารจากกระบวนการยุติธรรมและพยานที่เป็นบุคคลจริงๆ มาเกี่ยวข้องนานหลายปี

ในโลกมุสลิมและฝั่งตรงข้ามสหรัฐฯ: ข่าวเรื่อง มุจตาบา มักถูกมองว่าเป็น "โฆษณาชวนเชื่อ" (Propaganda) ของ CIA เพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพของอิหร่านในจังหวะที่เขาก้าวขึ้นมาสู่อำนาจ

โดยรวมแล้ว "ความเชื่อ" ในยุคปัจจุบันมักถูกแบ่งแยกด้วย Polarization (ความแตกแยกทางความคิด) ใครที่เกลียดทรัมป์ก็จะเชื่อเรื่องเอปสไตน์ ใครที่เกลียดระบอบอิหร่านก็จะเชื่อเรื่องมุจตาบาครับ

คุณสนใจอยากให้ผมช่วยสรุปรายละเอียดจาก Epstein Files ที่เพิ่งเปิดเผยออกมาล่าสุด หรือวิเคราะห์สถานการณ์การสืบทอดอำนาจในอิหร่านเพิ่มเติมไหมครับ?





 

หากสหรัฐฯ ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้ายึดเกาะ Kharg และเกาะอื่นๆ ของอิหร่าน คง "ยึดได้ง่าย แต่จะรักษาไว้ยาก" และจะเกิดความสูญเสียอย่างหนักทั้งสองฝ่าย


Iran invasion soon? America deploys ground forces to Mid-East after Tehran rejects US ceasefire plan

The Economic Times

Mar 26, 2026 

Tensions in the Middle East are escalating after Iran rejected a U.S.-backed ceasefire proposal. According to reports, the United States is now positioning rapid-response military forces, including paratroopers from the 82nd Airborne Division and Marine expeditionary units, signaling a shift toward high-risk but limited operational options. 

(AI-GENERATED AUDIO)

https://www.youtube.com/watch?v=qN780HcFXqs
.....

หากสหรัฐฯ ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้ายึดเกาะ Kharg และเกาะอื่นๆ ของอิหร่าน จะเกิดความสูญเสียอย่างหนักทั้งสองฝ่ายหรือไม่?

Gemini ตอบว่า:

คำตอบสั้นๆ คือ "ใช่" นักวิเคราะห์ทางทหารและรายงานข่าวกรองในช่วงปลายเดือนมีนาคม ปี 2026 ชี้ให้เห็นว่า ปฏิบัติการภาคพื้นดินเพื่อเข้ายึดเกาะ Kharg นั้น มีแนวโน้มสูงที่จะส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างมีนัยสำคัญทั้งต่อกองกำลังของสหรัฐฯ และอิหร่าน

แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีความเหนือกว่าในด้านแสนยานุภาพทางอากาศและทางทะเล แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้การโจมตีภาคพื้นดินเข้าสู่เกาะเหล่านี้กลายเป็นภารกิจที่มี "ความเสี่ยงสูง" เป็นพิเศษ

1. ระบบป้องกันแบบ "หลายชั้น" และกับดักของอิหร่าน

ณ วันที่ 25–26 มีนาคม 2026 รายงานข่าวกรองระบุว่า อิหร่านได้เร่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเกาะ Kharg อย่างเข้มข้น เพื่อเตรียมรับมือกับการยกพลขึ้นบกของสหรัฐฯ

การวางทุ่นระเบิดตามแนวชายฝั่ง: มีรายงานว่าอิหร่านได้วางทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลและทุ่นระเบิดต่อต้านยานเกราะไว้ตลอดแนวชายหาด ซึ่งเป็นจุดที่นาวิกโยธินสหรัฐฯ จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับการยกพลขึ้นบกสะเทินน้ำสะเทินบก

อาวุธยุทโธปกรณ์แบบอสมมาตร: กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้วางกำลังอาวุธไว้อย่างหนาแน่น ทั้งระบบ MANPADS (ขีปนาวุธนำวิถีแบบประทับบ่ายิง) และฝูงโดรนแบบ FPV อาวุธเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อโจมตีเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงที่บินในระดับต่ำและเรือยกพลขึ้นบกในระยะประชิด ซึ่งเป็นระยะที่ระบบป้องกันทางเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ จะมีประสิทธิภาพลดน้อยลง

สงครามในอุโมงค์: มีการตรวจพบว่าบุคลากรของอิหร่านกำลังเตรียมการวาง "กับดัก" และเคลื่อนย้ายกำลังเข้าสู่บังเกอร์หรือสนามเพลาะใต้ดิน ซึ่งจะบีบให้กองกำลังสหรัฐฯ จำเป็นต้องเข้าทำปฏิบัติการ "กวาดล้าง" ในระยะประชิดตัวที่เต็มไปด้วยอันตราย

2. ความใกล้ชิดกับแผ่นดินใหญ่อิหร่าน

เกาะ Kharg ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งของอิหร่านเพียงประมาณ 15 ถึง 21 ไมล์ (24–33 กิโลเมตร) ความใกล้ชิดในระดับนี้ได้ก่อให้เกิด "เขตสังหารด้วยโดรนและขีปนาวุธ" ขึ้น:

ปืนใหญ่และขีปนาวุธ: กองกำลังทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่บนเกาะจะตกอยู่ในระยะยิงที่ปืนใหญ่ประจำชายฝั่งและขีปนาวุธนำวิถีของอิหร่านจากแผ่นดินใหญ่สามารถยิงถึงได้อย่างง่ายดาย

ความรวดเร็วในการส่งกำลังเสริม: เนื่องจากเกาะตั้งอยู่ใกล้กับชายฝั่งมาก อิหร่านจึงมีศักยภาพที่จะส่งเสบียงหรือกำลังเสริมเข้าไปช่วยเหลือกองกำลังป้องกันของตนได้รวดเร็วกว่าที่สหรัฐฯ จะสามารถลำเลียงยุทโธปกรณ์และกำลังพลเข้ามาจากทางทะเลอาหรับได้มากนัก 3. การประเมินความสูญเสียในปัจจุบันของความขัดแย้งในปี 2026

สงครามอิหร่านปี 2026 ในวงกว้างได้ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากแล้วนับตั้งแต่เริ่มการสู้รบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์:

ความสูญเสียของสหรัฐฯ: รายงานอย่างเป็นทางการ ณ วันนี้ (27 มีนาคม 2026) ระบุว่ามีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตอย่างน้อย 15 นาย และบาดเจ็บกว่า 300 นาย ส่วนใหญ่เกิดจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนใส่ฐานทัพในภูมิภาค

ความสูญเสียของอิหร่าน: การประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตของทหารอิหร่านเกิน 6,000 นาย และบาดเจ็บอีกหลายพันนาย การสู้รบภาคพื้นดินเพื่อแย่งชิงดินแดนอธิปไตยอย่างเช่นเกาะคาร์ก อาจทำให้ตัวเลขเหล่านี้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากคาดว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) จะต่อสู้ด้วย "ความมุ่งมั่นสูงสุด"

4. ข้อกังวลเชิงยุทธศาสตร์: "ยึดง่าย แต่รักษาไว้ยาก"

อดีตผู้บัญชาการนาโต้ เจมส์ สตาฟริดิส และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่านาวิกโยธินสหรัฐฯ อาจ "ยึด" เกาะได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากการสนับสนุนการยิงอย่างท่วมท้น แต่การรักษาเกาะไว้ต่างหากคืออันตรายที่แท้จริง

การสูญเสียอย่างต่อเนื่อง: กองกำลังที่เข้ายึดครองจะเป็น "เป้าหมายที่ง่ายต่อการโจมตี" ด้วยโดรนและขีปนาวุธจากแผ่นดินใหญ่

ความเสี่ยงด้านอื่นๆ: คาร์กเป็นศูนย์กลางน้ำมันขนาดใหญ่ การสู้รบภาคพื้นดินใดๆ ก็ตามมีความเสี่ยงที่จะจุดไฟเผา "โครงสร้างพื้นฐานที่ติดไฟได้" ซึ่งอาจนำไปสู่ภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั้งพลเรือนและคนงาน


(Google Gemini)



สงสารเลบานอน เป็นประเทศที่ไม่เคยสงบสุข ประเทศนี้ถูก "ขีดเส้น" โดยมหาอำนาจตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเอาคนที่ไม่ได้อยากอยู่ด้วยกันมารวมกันเป็นประเทศ (คริสเตียน มุสลิมซุนหนี่ มุสลิมชีอะห์ ดรูซ)

https://www.facebook.com/kong.rithdee/posts/10232661990754740

Kong Rithdee 
14 hours ago
·
"Israel sends more troops into southern Lebanon as ground invasion expands."

เลบานอนเป็นประเทศที่ไม่เคยสงบสุข ประเทศนี้ถูก "ขีดเส้น" โดยมหาอำนาจตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเอาคนที่ไม่ได้อยากอยู่ด้วยกันมารวมกันเป็นประเทศ (คริสเตียน มุสลิมซุนหนี่ มุสลิมชีอะห์ ดรูซ) อิสลาเฮลบุกเลบานอนตั้งแต่ 1948 พอถึง 1970 ยัสเซอร์ อาราฟัท ใช้เลบานอนเป็นฐานเพื่อสู้กับอิสราเอลในการกอบกู้ดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง (ยุคนั้นกองกำลังปลดแอก-ฝ่ายซ้ายทั้งหลาย ต้องไปฝึกที่เลบานอน พวก Baader Meinhof ก็ไป กองทัพแดงของญี่ปุ่นก็ไป พูโลของทางใต้เราก็ไป) 

ต่อมาเลบานอนมีสงครามกลางเมือง sectarian violence รุนแรงมาก (อ่าน From Beirut to Jerusalem ของโธมัส ฟรีดแมนประกอบ) อิสราเฮลได้ทีเข้ามาร่วมกับฝ่ายคริสเตียน บุกยึดทางใต้ของเลบานอน นำมาซึ่งการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่ Sabra และ Shatila ในปี 1982 ซึ่งเป็นค่ายผู้อพยพลี้ภัยปาเลสไตน์ คนตายหลายพัน นี่เป็นโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ที่ยังเป็นบาดแผล 

มีหนังหลายเรื่องที่พูดถึงเหตุการณ์นี้ ที่ดังสุดคือ Waltz with Bashir ของอารี โฟลแมน ส่วน The Dreams เป็นสารคดีคลาสสิคของโมฮัมหมัด มาลาส คนทำหนังซีเรีย ที่ไปสัมภาษณ์ผู้อพยพปาเลสไตน์ที่ถูกยึดบ้าน พลัดถิ่น ต้องหนีออกมาอยู่เลบานอน โดยผกก.ไปตระเวณถามว่าฝันถึงอะไรบ้าง (ส่วนใหญ่ฝันถึงบ้านที่กลับไปไม่ได้แล้ว) การสัมภาษณ์เกิดขึ้นที่ Sabra กับ Shatila ก่อนการสังหารหมู่ไม่นาน ภาพที่ลงก็คือหนังสองเรื่องนี้

ตอนนี้อิสเอลยิ่งรุกเข้าไปในเลบานอน ใช้ความรุนแรงฆ่าคนมากมาย ล๊อคเป้าโรงพยาบาลสถานพยาบาล ตามสูตร คนเป็นล้านต้องหนีออกจากบ้าน ชัดเจนว่าอิสเอลจะยึดนั่นแหละ ใครที่ยังอ้างฮิซบัลเลาะห์ให้กลับไปอ่านหนังสือก่อน ฮิซบัลเลาะห์เพิ่งเกิดมาตอนปี 1982 โดยอิหร่านแบ๊ค เพื่อสู้กับอิสเอลที่บุกเลบานอนตอนนั้น ปัญหามันพัวพันมาก่อนนั้นแล้ว แล้วไอ้ ceasefire ครั้งล่าสุดเมื่อสองปีก่อน (ก่อนสงครามล่าสุดนี้) อิสเอลก็ไม่เคยทำตาม ยังละเมิดและระดมยิงใส่ตอนใต้ของเลบานอนมาตลอด (คนที่เป็นเพื่อนกับคนทำหนัง อับบาส ฟาเดล จะเห็นในเฟซบุคว่าเค้าลงภาพจรวดอิสราเอลยิงเข้าในเลบานอนตลอดสองปีหลัง หยุดยิงบ้านมึงอ่ะสิ) 

คนเลบานอนตอนนี้ก็ไม่โอเคกับฮิซบัลเลาะห์หรอก แต่รัฐบาลเลบานอนหรือกองทัพเลบานอน (เคยมีเหรอ) มันอ่อนแอจนไม่สามารถป้องกันคนของตัวเองได้เลย แล้วจะให้ทำยังไง เรื่องนี้ไปฟังนักข่าวเลบานอน คิม กัตตัค เล่าใน podcast ก๋ได้อย่างละเอียด

ถ้าเราคิดว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่อง impunity - accountability คนทำผิดไม่ต้องรับผิด ลอยหน้าลอยนวล อิสเอลหนักกว่านั้นร้อยๆ พันๆ เท่า ทั้งโลกไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าโลกยอมรับสิ่งเหล่านี้
The Dreams ดูในยูทูปได้ (ไม่รู้ลิงค์ผีเปล่านะ)




อิสราเอลมีแผนที่จะยึดครองพื้นที่ส่วนหนึ่งทางตอนใต้ของเลบานอนเพื่อสร้าง "เขตกันชน" ต่อต้านกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลลาห์ ทำไมแผนของเทลอาวีฟจึงก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ชาวเลบานอนจำนวนมากที่เคยผ่านยุคการยึดครองของอิสราเอลมาแล้ว ในปี 1982–2000







https://x.com/Reuters/status/2037577891232235931

บาดแผลทางใจจากการยึดครองเลบานอนตอนใต้ของอิสราเอล (ค.ศ. 1982–2000) ฝังรากลึกอยู่ในกรอบการปกครองทางทหารเกือบ 22 ปี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10% ของดินแดนเลบานอน สำหรับหลายคนที่เคยผ่านช่วงเวลานั้นมา การพูดถึง "เขตกันชน" ในปัจจุบันทำให้เกิดความทรงจำเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการควบคุมอย่างเป็นระบบ การพลัดถิ่น และเรือนจำคิอัม

1. "เขตความมั่นคง" และกองทัพเลบานอนใต้ (SLA)

ในปี ค.ศ. 1985 อิสราเอลได้จัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า "เขตความมั่นคง" ซึ่งเป็นแถบที่ดินในเลบานอนตอนใต้ โดยส่วนใหญ่ปกครองผ่านกองทัพเลบานอนใต้ (SLA) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่นที่นำโดยชาวคริสต์ ได้รับเงินทุนและการฝึกฝนจากอิสราเอล

บาดแผลจากการร่วมมือ: สิ่งนี้สร้าง "รัฐซ้อนรัฐ" ที่พลเมืองเลบานอนมักถูกบังคับให้เลือกระหว่างการร่วมมือกับ SLA หรือเผชิญกับการถูกจับกุม การขับไล่ หรือการทำลายบ้านเรือนของพวกเขา มันทำลายโครงสร้างทางสังคมของหมู่บ้านทางใต้ เพราะบางครั้งเพื่อนบ้านก็ถูกยุยงให้ต่อสู้กันเอง

นโยบาย "รั้วที่ดี": ในขณะที่อิสราเอลเปิดพรมแดนเพื่อการดูแลสุขภาพและแรงงานบางส่วน มันก็หมายความว่าทางใต้ถูกตัดขาดจากเบรุตทั้งทางเศรษฐกิจและการบริหาร ทำให้เกิดความรู้สึกว่าถูกรัฐเลบานอนทอดทิ้ง

2. ศูนย์กักกันคียาม

บางทีสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดของบาดแผลจากการยึดครองก็คือเรือนจำคียาม เดิมทีเป็นค่ายทหารของฝรั่งเศส มันถูกใช้โดยกองทัพเลบานอนใต้ (SLA) และหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลเพื่อกักขังผู้ต้องสงสัยชาวเลบานอนหลายพันคนโดยไม่ได้รับการพิจารณาคดี

สภาพความเป็นอยู่: องค์กรสิทธิมนุษยชนได้บันทึกการทรมานอย่างเป็นระบบ รวมถึงการช็อตไฟฟ้าและการกักขังเดี่ยว

มรดกทางจิตวิทยา: หลังจากการถอนตัวในปี 2000 เรือนจำถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ (ก่อนที่จะถูกทำลายในสงครามปี 2006) สำหรับหลายครอบครัว คียามเป็นตัวแทนของยุคมืดแห่ง "การหายตัวไปโดยบังคับ" และความโหดร้ายที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐ

3. การพลัดถิ่นและ ""Grapes of Wrath"

การยึดครองนั้นมีลักษณะเด่นคือการยกระดับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่เป็นระยะๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิบัติการ (1993) และปฏิบัติการ "Grapes of Wrath" (1996)

การสังหารหมู่ที่คานา: ในระหว่างความขัดแย้งในปี 1996 การโจมตีด้วยปืนใหญ่ของอิสราเอลได้โจมตีฐานที่มั่นของสหประชาชาติในหมู่บ้านคานา ซึ่งมีพลเรือนกว่า 800 คนกำลังหลบภัยอยู่ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของความโศกเศร้าและความรู้สึกต่อต้านการยึดครองในเลบานอน

การลดลงของประชากร: ยุทธวิธี "เผาทำลายทุกสิ่ง" ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งหมายความว่าหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านถูกทิ้งร้างเป็นระยะๆ ทำให้เกิดคนรุ่น "ผู้ลี้ภัยภายใน" ที่เติบโตขึ้นในชานเมืองเบรุต ไม่สามารถกลับไปยังสวนมะกอกและไร่ยาสูบของบรรพบุรุษได้

4. การพึ่งพาทางเศรษฐกิจและ "ยาสูบถูกควบคุมอย่างเข้มงวด"

เลบานอนตอนใต้เป็นภูมิภาคปลูกยาสูบมาแต่เดิม ในช่วงการยึดครอง การเคลื่อนย้ายสินค้าถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยด่านตรวจของทหาร

ประสบการณ์ "การข้ามพรมแดน": ผู้อยู่อาศัยมักต้องรอหลายชั่วโมงที่ด่านตรวจ เช่น บาเตอร์ หรือ ฮัมรา เพื่อเดินทางระหว่างภาคใต้ที่ถูกยึดครองกับส่วนอื่นๆ ของเลบานอน การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องนี้สร้างความรู้สึกเหมือนเป็นคนต่างชาติในประเทศของตนเองอยู่เสมอ

5. การถอนตัวอย่างฉับพลันในปี 2000

การยึดครองสิ้นสุดลงอย่างกะทันหันในเดือนพฤษภาคม ปี 2000 แม้ว่าจะมีการเฉลิมฉลองในฐานะ "วันแห่งการปลดปล่อย" แต่ความเร็วในการถอนตัวก็ทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้เช่นกัน:

ความวุ่นวายทางสังคม: สมาชิก SLA หลายพันคนและครอบครัวของพวกเขาหนีเข้าไปในอิสราเอลด้วยความหวาดกลัวการแก้แค้น สิ่งนี้ทำให้เกิดช่วงเวลาแห่งความยากลำบากสำหรับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง และความแตกแยกที่ยั่งยืนเกี่ยวกับว่าใครคือ "ผู้รักชาติ" และใครคือ "ผู้ทรยศ"

กับระเบิด: อิสราเอลทิ้งกับระเบิดและกระสุนคลัสเตอร์ที่ยังไม่ระเบิดไว้หลายพันลูก เป็นเวลาหลายปีหลังจากการถอนตัว ชาวนาทางใต้ยังคงถูกฆ่าหรือได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะพยายามฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูกของตน ทำให้มั่นใจได้ว่า "สงคราม" ไม่ได้จบลงอย่างแท้จริงในปี 2000

(Google Gemini)




วันศุกร์, มีนาคม 27, 2569

เสียงด่าอื้ออึงน้ำมันแพง น้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊ม แม้กระทั่งเพจของพรรคภูมิใจไทยยังต้องปิดคอมเม้นต์เป็นพัลวัน “รัฐบาลทำตัวเหมือนเซลล์ขายน้ำมันของกลุ่มทุน”

สิ่งที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ บอกว่าเป็น “วิกฤตของรัฐบาล” อนุทินเอง ที่ทำให้น้ำมันแพง น้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊มนั่นคือ หลังม่าน ที่บังตาผู้ออกเสียงให้พรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยจนได้ตั้งรัฐบาล แล้วการบริหารล้มเหลวไม่เป็นท่า

ไม่ต้องฟังแต่พรรคที่รักษาผลประโยชน์ของ ประชาชน แทบจะทุกกระเบียดนิ้วมาวิจารณ์ก็ได้ แค่คนที่เป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรคอกหักอย่าง กล้าธรรม แจงปรากฏการณ์ทัวร์ลงรัฐบาลจากทุกสารทิศ เรื่องที่ “รัฐบาลทำตัวเหมือนเซลล์ขายน้ำมันของกลุ่มทุน”

นอกจาก “ไม่มีความรับผิดชอบ” ต่อปัญหา แล้วยัง “ลักหลับขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก ๖ บาท ซ้ำเติมวิกฤติพลังงานเข้าไปอีก” มิหนำซ้ำ รมว.คมนาคม ควบรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ยังมั่นหน้าว่า “ไม่รู้ก่อนจริงๆ ว่าน้ำมันจะขึ้น ๖ บาท”

ใช่สิ “สังคมบอกเอาพ่อค้าน้ำมันมาบริหารได้ยังไง...วันนี้พูดอะไรเขาก็หาว่าผมโกหกอยู่แล้ว...จะไปร้องไห้ที่ไหนก็ไม่ได้ เขาหาว่าเป็นคอนฟลิกซ์ เพราะถือหุ้น PTG” แน่ละ ถึงได้โดนนักการเมืองตัวเป้ง อย่าง มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ขับไล่

พร้อมด้วย ทนายอั๋น บุรีรัมย์ (ภัทรพงศ์ ศุภักษร) คนดังอีสาน ร่วมกัน “บุกทำเนียบฯ จี้ อนุทิน ชาญวีรกูล ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” แม้แต่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งตอนเข้ามาร่วมงานอนุทินใหม่ๆ ได้ฉายา “เพชรยอดมงกุฎ” และ “ซูเปอร์จี”

เดี๋ยวนี้ตัดเกรดเหลือแค่ “โซฟาเกรดเอ (คำของประทีป คงสิบ) ที่อยู่ผิดที่ผิดทาง แทนที่จะอยู่ในห้องรับแขก ในบ้านที่สะอาด บรรยากาศดี กลับเลือกไปอยู่ในห้องน้ำปั๊มน้ำมัน ที่เจ้าของไม่ยอมจ้างคนทำความสะอาดประจำ” เพราะ “ติดหล่มการเมืองไปแล้ว”

แม้เธอจะพร่ำว่า “น้ำมันในสต็อคยังมีเยอะ” แต่ไม่มีใครเชื่อน้ำยาเสียแล้ว เสียงก่นว่ามาแทนที่ แม้กระทั่งเพจของพรรคภูมิใจไทยยังต้องปิดคอมเม้นต์เป็นพัลวัน อ้างเหตุเกี่ยวกับ “แสดงความเห็นด้วยข้อความสุภาพ” ส่วนหนึ่งมาจากพวกคนที่ “เลือกมากับมือ” นั่นเอง

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/m6M8av9, https://www.facebook.com/tawan.ten/posts/WNKq63P8 และ https://www.facebook.com/khaosod/posts/w7g1Fibzbp7)