วันพุธ, กันยายน 02, 2569

วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 17.00 น. มายืนหยุดขังกัน ! การมาปรากฏตัวเล็ก ๆ ของเรา อาจทำให้คนที่เดินผ่านไปมาได้เห็นว่า ยังมีคนพูดถึงเรื่องผู้ต้องขังทางการเมือง และยังมีคนที่ไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้หายไปจากสายตาของสังคม


ThumbRights
10 hours ago
·
มายืนหยุดขังกัน !

วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 17.00 น. เราจะมารวมตัวกันที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (เกาะพญาไท-บริเวณใกล้ๆ ทางขึ้น BTS สถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) สำหรับกิจกรรมยืนหยุดขัง

ใครที่อยากมาร่วมยืนด้วยกัน แวะมาเจอกันได้นะ ถ้ายืนไม่ไหว นั่งร่วมกิจกรรมได้เหมือนกัน

การมาปรากฏตัวเล็ก ๆ ของเรา อาจทำให้คนที่เดินผ่านไปมาได้เห็นว่า ยังมีคนพูดถึงเรื่องผู้ต้องขังทางการเมือง และยังมีคนที่ไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้หายไปจากสายตาของสังคม

แล้วมาเจอกัน
ยืนแล้ว ยืนอยู่ ยืนต่อ

#ยืนหยุดขัง #thumbrights

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122279471978184830&set=a.122111574896184830
.....


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
15 hours ago
·
“ฟ้า พรหมศร” เริ่มอดน้ำ หลังอดอาหารครบสองเดือน ขณะศาลฎีกายังสั่งไม่ให้ประกันตัว
.
.
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกาที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เขาเริ่มอดอาหารอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว ขอโอกาสในการออกไปดูแลครอบครัว โดยพ่อของเขาป่วยโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และโรคต่าง ๆ รวมถึงแม่ที่มีอาการซึมเศร้า
.
ฟ้าเดินออกมาในชุดคุ้นตา เสื้อยืดแขนสั้นสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ วันนี้ต่างออกไปจากอาทิตย์ที่แล้ว ฟ้าดูอ่อนแรง ใบหน้าซีดเซียว เขาหายใจเข้าออกในจังหวะที่ค่อนข้างยาว เมื่อนั่งลง ฟ้าหลับตานิ่งแล้วสูดหายใจเข้าออกสักพักใหญ่ จึงค่อยลืมตา
.
หลังยกหูโทรศัพท์ ฟ้าก็ถามถึงผลการประกันตัวที่ยื่นไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นครั้งที่ 5 และล่าสุดศาลฎีกาได้มีคำสั่งไม่อนุญาตเช่นเดิม โดยเห็นว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม เขาถามด้วยประโยคที่ว่า “ไม่ได้ใช่ไหม” ก่อนหลับตาแล้วสูดหายใจเข้าออก น้ำตาไหลออกมา และพูดว่าไม่เป็นไรซ้ำ ๆ ราวกับบอกกับตัวเองอยู่
.
จากนั้น ฟ้าได้แจ้งการตัดสินใจว่าเขาจะเริ่มอดน้ำต่อ หลังจากที่อดอาหารมาครบ 2 เดือนแล้ว เขาได้กินนมในช่วงเช้าวันนี้ และจะไม่กินน้ำอีก โดยเขาจะดำเนินการแจ้งสถานพยาบาลข้างในต่อไป แม้หลายคนจะพยายามทัดทาน แต่เขาก็ได้ตัดสินใจแล้ว
.
.
ฟ้าเล่าว่า มีนักจิตวิทยาเข้ามาคุยกับเขาก่อนหน้านี้ ในเชิงสอบถามความรู้สึก ไม่ได้เชิงกดดัน ไม่ได้ถามคำถามที่กระทบต่อจิตใจ ซึ่งเขาก็ค่อนข้างโอเค นอกจากนั้น เรือนจำเหมือนจะมอนิเตอร์เขาหนักขึ้น มีอาสาสมัครเรือนจำมาคอยตรวจดูเช้าเย็น
.
ฟ้าพูดย้ำเรื่องความเหนื่อยล้าของตัวเอง ทั้งกายและใจ กล่าวถึงความรู้สึกเสียใจ พูดถึงเรื่องกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เหมือนว่าจะออกมาเยียวยาสังคมจากความขัดแย้งทางความคิด แต่คดีในส่วนของหลายคน รวมทั้งเขา กลับถูกปล่อยไว้แบบนี้ แต่เขาพยายามไม่โกรธใคร เขายังขอแค่โอกาสออกไปดูแลครอบครัวในช่วงจังหวะนี้
.
ทั้งนี้ ฟ้าเพิ่งทราบว่าข้อกล่าวหาของเขาบางส่วนในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง ที่ทำให้เขาถูกคุมขังอยู่นี้ ก็เข้าข่ายนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยกเว้นข้อหามาตรา 112 ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ศาลอาญามีแนวทางจำหน่ายคดีในส่วนข้อกล่าวหาที่เข้าข่ายนิรโทษกรรมในคดีจากการชุมนุมไปแล้วด้วย ทำให้ยังต้องติดตามในส่วนคดีของเขาต่อไป
.
นอกจากนั้น ยังอัปเดตว่าศาลแขวงพระนครเหนือได้มีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดี #ม็อบซ้อมต้านรัฐประหาร เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2563 ซึ่งฟ้าเป็นหนึ่งในจำเลยด้วย ในวันที่ 9 ก.ย. 2569 นี้ ซึ่งเขาอาจจะถูกนำตัวไปฟังคำพิพากษา แต่ยังต้องรอติดตามต่อไป
.
สุดท้าย ฟ้าเล่าว่าเมื่อช่วงเช้า แม่ได้เดินทางมาเยี่ยม และเมื่อแม่ถามคำถามว่าเขาอยากกินอะไรที่เป็นฝีมือของแม่บ้าง มะเขือยาว หรือเต้าหู้ยี้ ส่วนนี้ทำให้เขาน้ำตาไหล
.
“ความฝันของฟ้ามันเรียบง่ายเหลือเกิน แต่มันก็ยากมาก ๆ ฟ้าอยากบอกว่าขอให้ฟ้าเป็นคนสุดท้ายที่ต้องเป็นนักโทษทางความคิดในประเทศ ให้จิตวิญญาณ ร่างกายที่มีเยียวยาผู้คิดต่างทางการเมือง” ฟ้าฝากข้อความไว้
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/85993
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1481340840503048&set=a.656922399611567
15 hours ago
·
วันนี้มีเพื่อนทนายความจากเบลเยี่ยมมาเยี่ยมผมที่ห้องพิจารณาศาลอาญา ได้พูดคุยผ่านล่ามเติมกำลังใจได้มากโข และขอบคุณเพื่อนๆทนายจากเนเธอแลนด์สำหรับโปสการ์ดร้อยกว่าฉบับที่ส่งมา ขอบคุณคุณ Nay มิตรสหายนิรนามจากอเมริกา ซึ่งเพียรเขียนจดหมายมาให้กำลังใจทุกเดือน
ขอบคุณเพื่อนนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (มอส.) และเพื่อนๆชาวสามนิ้ว ที่เคียงข้างมาตลอด 3 ปี ที่ผมอยู่ในเรือนจำ
จุดยืนยังมั่นคง ไฟฝันยังลุกโชน
เชื่อมั่นและศรัทธา
อานนท์ นำภา
1 กันยายน 2569
.....


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
จดหมายจากอติรุจ… ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก ลงวันที่ 16 ส.ค. 2569
.
.
สวัสดีพี่ๆ ที่ศูนย์ทนายนะครับ ผมยังไม่แน่ใจว่าจดหมายนี้จะใช้เวลาแค่ไหนกว่าจะถึง แต่ก็หวังว่า Promp Post ของผมจะพร้อมใช้งานตอนที่เราคุยกันครั้งต่อไป ในส่วนของจดหมายเยี่ยมน่าจะเห็นแล้วว่าผมอยู่ได้ ขอให้ไม่ต้องเป็นห่วง
.
เรื่องหลัก ๆ ที่อยากพูดในฉบับนี้ก็คงเป็นเรื่องภาษา เพราะตั้งแต่เข้าเรือนจำมามันทำให้ผมรู้สึกถึงความแตกต่างของ 'fine' กับ 'สบาย' ในเรือนจำผมสามารถใช้ I'm fine ได้ แต่ผมก็คงไม่ใช้คำว่า สบายดี และก็คงจะไม่ใช้คำนี้กับเรื่องอะไรก็ตามในเรือนจำ
.
อีกอย่างที่โดนย้ำก็คือประเทศไทยเป็นประเทศที่บ้ายศ และคำนำหน้า ขนาดกลายเป็นนักโทษทางการเมืองแล้วยังได้รับคำนำหน้าใหม่ ซึ่งเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้างนอกไม่ต้องใช้มันหรอก การจ่าหน้าข้อความหรือจดหมายย่อมใช้นายได้เหมือนเดิม
.
แต่ในทางกลับกันวัฒนธรรมการใช้ชื่อเล่นในสื่อกระแสหลักของไทย ก็ทำให้ปัญหาหลาย ๆ อย่าง ดูเบาลง ยกตัวอย่างเช่นการเรียกหัวหน้าคณะรัฐประหารว่าลุงตู่ นี่ยังไม่นับการใช้ "บิ๊ก" มานำหน้าชื่อเล่นทหาร ซึ่งผมเชื่อว่าการใช้ภาษาในรูปแบบนี้ส่งผลต่อการรับรู้ความร้ายแรงของปัญหาต่าง ๆ หรือการไม่สามารถพูดถึงปัญหาได้ ยกตัวอย่างเช่นการที่เราไม่สามารถพูดถึง Tom Riddle ได้จนเกิด ม็อบ Harry Potter ขึ้น ผมหวังว่าการพูดถึงเรื่องนี้ในจดหมายสั้น ๆ ฉบับนี้จะทำให้บางคนเห็นหรือเข้าใจปัญหาเรื่องวัฒนธรรมภาษานี้มากขึ้น
.
.
สุดท้ายนี้ก็หวังว่าลายมือภาษาไทยของผมจะไม่ได้แย่จนเกินไป และนิสัยการพูดวกวน/ไม่รู้เรื่อง จะไม่ส่งผลกับการเขียนของผมมากเกินไปเช่นกัน
.
.
ด้วยความคิดถึงโลกภายนอก
รุจ

ที่เชื่อว่าภาษาและการสื่อสาร
สำคัญต่อการแก้ปัญหา
16 August 2026

—-----------------------------------------------
“อติรุจ” (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จากกรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก จำคุกทั้งสิ้น 1 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
.
ในวัย 29 ปี อติรุจตัดสินใจยุติการต่อสู้คดี ไม่ยื่นฎีกาต่ออีก วันที่ 15 ก.ค. 2569 อติรุจ เดินทางไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อถอนการประกันตัวและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/86002

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1481406897163109&set=a.656922399611567




ล้อคาร์ม็อบที่หมุนตั้งแต่วัย 16: “กชกร” เยาวชนร้อยเอ็ด กับ 5 ปีบนเส้นทางคดี ก่อนจะถึงปลายทาง พรุ่งนี้ ( 2 ก.ย. 2569) “ขอบคุณความใจกล้าบ้าบิ่นของตัวเองในวันนั้น ขอบคุณที่จุดไฟความหวังให้สังคมและตัวเอง จริงอยู่ว่าเส้นทางนี้มันทั้งอันตรายและยาวนาน แต่เราไม่เคยตัดสินใจผิดสักช่วงเวลาเลย”


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
7 hours ago
·
ล้อคาร์ม็อบที่หมุนตั้งแต่วัย 16: “กชกร” เยาวชนร้อยเอ็ด กับ 5 ปีบนเส้นทางคดี ก่อนจะถึงปลายทาง
.
.
วันที่ 2 ก.ย. 2569 นี้ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ดนัดฟังคำพิพากษาคดีของเยาวชนสามราย จากกรณีเข้าร่วมกิจกรรม “คาร์ม็อบขบวนสะเดิด” ของกลุ่มสหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 ซึ่งถูกตั้งข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
.
คดีนี้ผ่านการสืบพยานมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน และเดินทางมาถึงวันตัดสินท่ามกลางบริบทใหม่ หลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ เพิ่งมีผลบังคับใช้ โดยคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุมทางการเมือง เข้าข่ายกลุ่มคดีที่ได้รับการนิรโทษกรรม คำถามจึงอยู่ที่ว่าศาลจะวินิจฉัยคดีนี้ออกมาในทิศทางใด
.
สำหรับกชกร หนึ่งในเยาวชนที่ตกเป็นจำเลย คำตอบนั้นยังผูกอยู่กับอีกหนึ่งวันที่มีความหมายเป็นการส่วนตัวไม่แพ้กัน ย้อนไปเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 เป็นวันเกิดของเธอพอดี วันที่เดินเข้าสู่วัยสิบหกปีบริบูรณ์ กลับกลายเป็นวันเดียวกับที่เธอถือไมโครโฟนขึ้นเป็นพิธีกรกิจกรรมคาร์ม็อบกลางเมืองร้อยเอ็ด เสียงเชียร์จากขบวนรถ เสียงแตรที่ดังก้องถนน คือของขวัญวันเกิดในแบบที่เธอเลือกเอง
.
ห้าปีผ่านไป เด็กสาวคนนั้นเติบโตขึ้น เปลี่ยนบทบาทจากพิธีกรข้างถนนมาเป็นจำเลยในห้องพิจารณาคดี แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือเส้นทางที่เธอยังคงยืนอยู่ และพรุ่งนี้จะได้รู้คำตอบว่า เส้นทางที่เธอเลือกเดินมาตลอดครึ่งทศวรรษ จะจบลงเช่นไร

.

กล้องส่องดาว หน้ากระดาษ และการรับฟัง สามความฝันที่โยงกันด้วยเสียงเดียว
.
กชกร หรือ ‘คาเนย์’ โตมาในครอบครัวใหญ่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ด้วยกันแปดคน เป็นลูกคนเดียวของแม่ เป็นหลานคนกลางของบ้าน ความเป็นหลานคนกลางทำให้เธอถูกเข้มงวดอยู่พอสมควร แต่สิ่งที่จดจำมากกว่าความเข้มงวดคือระยะห่างทางความรู้สึก
.
“ครอบครัวเราไม่ค่อยใจดีต่อกัน วิธีการแสดงออกทางความรักของบ้านเราไม่ค่อยเหมือนคนอื่น เราไม่ค่อยกอดหรือบอกรักกันเท่าไหร่” เธอเล่า
.
ความไม่สนิทกับคนในบ้าน ทำให้เด็กหญิงคนนี้ปั่นจักรยานออกจากบ้านไปเล่นกับเพื่อนในหมู่บ้านแทบทุกวันหลังเลิกเรียน จนวันหนึ่งคนในครอบครัวล้มป่วย ชีวิตของเธอก็วนเวียนอยู่แค่โรงเรียนกับโรงพยาบาลอยู่หลายปี เห็นความเจ็บป่วยและความตายจนชินตา กว่าจะได้พักจากวงจรนั้นก็ตอนที่คุณยายติดเตียงและย้ายมารักษาตัวที่บ้านแทน
.
ความฝันแรกของเด็กหญิงคืออยากเป็นนักดาราศาสตร์ เปิดยูทูปฟังเรื่องอวกาศทุกวัน แอบย่องเข้าห้องสมุดตอนพักเที่ยง จนความสนใจค่อย ๆ แตกกิ่งไปสู่หนังสือแนวอื่น นิทาน ตำนาน นวนิยาย กลับบ้านมาก็หานิยายออนไลน์อ่านต่อ ความฝันจึงเปลี่ยนจากนักดาราศาสตร์เป็นนักเขียน เธอสำรวจตัวเองว่าชอบเขียนมาตั้งแต่เด็ก จนคุณตาต้องซื้อสมุดมาให้เป็นโหล ๆ ให้เขียนอะไรก็ได้จนหมดเล่ม
.
แต่พอเข้าสู่ช่วงมัธยมจากร้อยเอ็ดวิทยาลัย มาถึงขอนแก่นวิทยายน จนกระทั่งถึงรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในสาขาบริหารธุรกิจ การเรียนหนักจนกลับบ้านทุ่มสองทุ่ม ทำให้จากผู้เขียนกลายเป็นได้แค่ผู้อ่าน และยิ่งเป็นวัยรุ่นมากขึ้น ความสัมพันธ์กับครอบครัวก็ยิ่งเปราะบางขึ้นตามไปด้วย จากที่ห่างเหินกันอยู่แล้ว เธอเริ่มรู้สึกถึงการไม่ถูกรับฟัง
.
“เราอยากถูกรับฟัง ถูกอ่าน แม้ไม่ถูกมองเห็น” ความรู้สึกนี้เองที่พาเธอไปรู้จักกับคำว่า “นักจิตวิทยา” เริ่มศึกษาเรื่องนี้ด้วยความหวังว่าอย่างน้อยตัวเองจะได้ยินเสียงตัวเองชัดขึ้น และอยากช่วยรับฟังเสียงของคนอื่นด้วยเช่นกัน
.
ความฝันนั้นถูกกระแสชีวิตพัดหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันคาเนย์กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาจิตวิทยาการให้คำปรึกษา เพื่อเดินตามความฝันที่เคยพักไว้

.

สองฝั่งความคิด หนึ่งเด็กหญิงตรงกลาง
.
หากย้อนถามว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของความสนใจการเมืองในตัวคาเนย์ คำตอบไม่ได้มาจากเหตุการณ์ยิ่งใหญ่อะไร หากมาจากเสียงพื้นหลังในวัยเด็กที่เธอไม่เคยตั้งใจฟัง
.
“ว่ากันตามตรงช่วงปีสงครามสีเสื้อ หนูโตมากับช่องบลูสกาย ร้องไห้ทะเลาะกับตายายทุกวันเพราะอยากดูการ์ตูน แต่ก็ไม่ได้ผล เสียงลุงกำนัน (สุเทพ เทือกสุบรรณ) กล่อมเราหลับอยู่ทุกวัน เราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาพูดเรื่องอะไร ไม่เคยตั้งใจฟัง รู้แค่อีกฝ่ายคือคนไม่ดีจ้องทำลายชาติ”
.
เธอฉายภาพถึงบรรยากาศในบ้านสมัยความขัดแย้งทางการเมืองไทยกำลังแบ่งสีที่ชัดเจนมากในช่วงปี 2556 ระหว่างกลุ่ม กปปส. กับกลุ่มคนเสื้อแดง ตอนนั้นผู้ใหญ่รอบตัวบอกเสมอว่านี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่ต้องสนใจ แต่บ้านเพื่อนที่เธอชอบหลบไปเล่นด้วย กลับอยู่คนละฝั่งความคิดกับที่บ้าน ทำให้เธอได้รับสารจากทั้งสองช่องทางโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่สรุปได้ในตอนนั้นมีเพียงว่า ทั้งสองฝ่ายก็คงแค่อยากให้บ้านเมืองดีขึ้นเหมือนกัน และนั่นคืออิทธิพลทางการเมืองเดียวที่ซึมซับเข้ามาโดยไม่รู้ตัวจากการนอนฟังลุงกำนันตอนกลางคืน และนั่งฟังพี่เต้น ‘ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ ตอนกลางวัน
.
ความสนใจจริงจังมาเกิดขึ้นอีกทีในปี 2563 ช่วงที่กระแสการเมืองไทยกลับมาคุกรุ่นในหมู่คนรุ่นใหม่ เธอก็เหมือนเด็กติดตามสื่อจากโซเชียลคนหนึ่ง พอเห็นมีคนแชร์ข่าวมา ก็เริ่มตามอ่าน ในที่สุดสิ่งที่ทำให้คาเนย์ตัดสินใจก้าวเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระแสเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นั้นเป็นเพียงเป้าหมายธรรมดา ๆ แค่อยากเห็นสังคมดีขึ้นกว่าเดิม
.
ตอนนั้นครอบครัวยังไม่รู้ว่าเด็กสาวคนนี้กำลังแอบไปพบปะพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนพี่น้องนอกบ้าน พอรับรู้ ทุกคนก็มองว่าให้เอาเวลาไปตั้งใจเรียนดีกว่า แต่ด้วยความดื้อดึง เธอก็ยังแอบไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนเหมือนเดิม จนกระทั่งกิจกรรมแรกผ่านไปโดยมีเธอออกหน้าเป็นพิธีกร ความคิดของครอบครัวที่เคยมอง ก็เปลี่ยนเป็นความเป็นห่วง และนำไปสู่การทะเลาะกันหนัก จนเธอเองก็เคยคิดว่าบ้านจะแตกจริง ๆ

.

ขบวนสะเดิดกลางเมืองแสนสงบ
.
กลุ่มที่กชกรเริ่มต้นด้วยคือสหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก คำว่า ‘สหภาพ’ มาจากการที่กลุ่มนี้รวมทั้งนักเรียนและคนทำงานหลากหลายสายอาชีพเข้าไว้ด้วยกัน ต่อมาเมื่อย้ายมาอยู่ขอนแก่น เธอเข้าร่วมกับกลุ่มภาคีนักเรียน KKC เพิ่มอีกกลุ่มหนึ่ง
.
ถามถึงความกลัวในวันที่ตัดสินใจก้าวออกมา เธอตอบตรงไปตรงมาว่ามีไม่มากนัก “เราเป็นคนบ้าบิ่น ไม่ค่อยกลัวอะไร แต่กังวลที่สุดว่าคนในครอบครัวหรือคนรอบตัวจะได้รับผลกระทบตามไป” หลังจากนั้นเธอติดตามรุ่นพี่กลุ่มอื่น ๆ ไปเรียนรู้เรื่องสังคม เรื่องปัญหาชาวบ้าน หรือการเคลื่อนไหวทางสังคม
.
จุดเริ่มต้นของกิจกรรมคาร์ม็อบวันที่ 30 ก.ค. 2564 มาจากความรู้สึกง่าย ๆ ว่าทำไมจังหวัดของตัวเองถึงเงียบเหลือเกิน ไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไร “ถ้าสมัยนี้คงเรียกว่าทำตามกระแส” เธอหัวเราะเมื่อเล่าถึงจุดเริ่มต้น เธอนั่งคุยกับเพื่อน มีรุ่นพี่คนหนึ่งทักข้อความมาชวนเพื่อนทำอะไรสักอย่าง เพื่อนจึงมาชวนเธอต่อ จนกลายเป็นการจัดชุมนุมขึ้นจริง และเธอถูกขอให้เป็นพิธีกรในวันนั้น
.
“ถ้าพูดว่าไม่กลัวเลยคงไม่ได้ เพราะตอนนั้นอุตส่าห์วางแผนทางหนีทีไล่จากตำรวจไว้แล้ว แต่ถ้าเกิดมีการล้อมจับจริง เราคงไม่มีทางรอด เสียงในหัวดังก้องจากทุกทิศทาง แต่แล้วก็เงียบลงเมื่อมองหน้าเพื่อน ๆ และเสียงแห่งความหวังจากทุกคนที่รอคอยการชุมนุมครั้งนี้” เธอเล่าถึงช่วงเวลาก่อนขึ้นไมโครโฟน “ถ้าเราไม่ทำ คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
.
เมื่อถามว่านิยามตัวเองว่าเป็น ‘นักกิจกรรม’ หรือเปล่า เธอตอบอย่างครุ่นคิดว่าทั้งใช่และไม่ใช่ “เรามองตัวเองเป็นนักสื่อสาร เราชอบทำกิจกรรมและจัดกิจกรรมอะไรสักอย่างเพื่อสื่อสารให้คนได้ฟังได้อ่าน” บทบาทของเธอในช่วงแรกคือการเป็นมวลชนสัมพันธ์ ประสานงานกับกลุ่มต่าง ๆ เพื่อนำมาสื่อสารและวางแผนกิจกรรมร่วมกัน
.
ในช่วงที่ถูกคุกคามถึงบ้าน เธอเตรียมใจรับผลกระทบที่จะตามมาไว้ล่วงหน้า พยายามบอกครอบครัวว่าไม่ต้องไปคุยกับใคร และปลอบประโลมให้พวกเขาไม่ต้องกังวล ตอนนั้นมีข่าวว่าตำรวจจะไม่ดำเนินคดีกับเยาวชน เธอจึงเบาใจไปได้บ้าง เพราะสิ่งที่กังวลที่สุดไม่ใช่ตัวเอง แต่คือครอบครัว

.

มลทินที่รัฐมอบให้โดยไม่ต้องขอ
.
เช้าวันหนึ่งเมื่อสี่ปีก่อน กชกรตื่นขึ้นมาเช็กข้อความตามกิจวัตร แล้วพบว่าตัวเองถูกออกหมายเรียกผู้ต้องหาจากกิจกรรมนั้น ความรู้สึกแรกคือมึนงง “พูดตรง ๆ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีกิจกรรมนี้ แต่ไม่ค่อยตกใจเท่าไหร่ เพราะรู้ว่าสักวันคงเกิดขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะเป็นที่กิจกรรมนี้”
.
ครอบครัวเมื่อรู้ข่าวก็ประหลาดใจไม่ต่างกัน โชคดีที่การปลอบประโลมใจครอบครัวที่เธอพยายามทำมาตลอดยังได้ผล พวกเขาไม่ได้มีท่าทีตระหนก เพียงกังวลว่าจะมีข้อหาที่ร้ายแรงกว่านี้ตามมาอีกหรือไม่ แต่หลังคดีค้างอยู่เกือบ 4 ปี ก็กลับมาเดินต่อ จนกระทั่งไปถึงชั้นศาลเมื่อปลายปี 2568
.
การถูกดำเนินคดีด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทำให้มุมมองต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของเธอเปลี่ยนไปไม่น้อย “เรามองว่ามันเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่รัฐใช้ปิดปากหรือสร้างความหวาดกลัวให้เราเท่านั้น เป็นเพียงคำเตือนว่าแม้เราบริสุทธิ์แค่ไหน หากตั้งตัวเป็นศัตรู พวกเขาก็สามารถเสกให้เรามีมลทินมัวหมองได้” แม้จะเผชิญเรื่องหนักใจหลายอย่าง เธอยืนยันว่าไม่เคยรู้สึกเสียใจหรือเสียดายกับสิ่งที่ทำไป “ไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าจะต้องเสียใจช่วงไหน”
.
คดีนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเธอค่อนข้างมาก ช่วงที่เกิดคดีเธอดรอปเรียนอยู่ แต่ทำงานเป็นพนักงานร้านอาหาร ซึ่งทั้งร้านมีเธอเป็นพนักงานเพียงคนเดียว หมายความว่าถ้าเธอหยุด ร้านต้องปิด ในช่วงต้นคดีที่มีวันนัดกระทันหันซึ่งเลื่อนไม่ได้ เธอจึงต้องแจ้งลากระทันหันอยู่หลายครั้ง
.
ตลอดกระบวนการสู้คดี คาเนย์บอกว่าตัวเองรู้สึกค่อนข้างสบายใจ เพราะรู้ว่าไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ช่วงที่หนักที่สุดคือตอนต้นคดีที่ต้องไปให้ถ้อยคำที่สถานพินิจฯ
.
“ตอนนั้นเรารู้สึกถูกตีตราว่าเรากระทำความผิด และถูกโน้มน้าวให้เรารับสารภาพ เพื่อแลกกับการไม่มีประวัติติดตัว ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่าเขาเองก็มองเราเป็นอาชญากร ทั้งที่เราเพียงแค่เรียกร้องในสิ่งที่ควรจะได้รับ”
คาเนย์สะท้อนความรู้สึกไว้ตอนหนึ่ง
.
สิ่งที่เธอกังวลที่สุดตลอดการสู้คดีคือความยืดเยื้อของวันเวลาที่อาจกระทบทั้งงานและการเรียนไปพร้อมกัน ในวันที่รอฟังคำพิพากษามาถึง เธอบอกว่าตัวเองยังหวังจะถูกยกฟ้อง “อย่างน้อยเราจะได้รู้สึกว่าถูกให้ความเป็นธรรม” แต่ก็เตรียมใจไว้สำหรับผลลัพธ์อื่นเช่นกัน บอกเพื่อนและครอบครัวไว้ล่วงหน้าว่าจะทำเรื่องดรอปเรียน และเก็บออมเงินก้อนหนึ่งไว้เผื่อว่าถึงจุดที่ไม่สามารถออกไปทำงานหาเงินช่วยครอบครัวได้ อย่างน้อยพวกเขาจะได้ไม่ลำบากมากนัก
.
ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ คนที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอมากที่สุดคือ ‘อานนท์ นำภา’ รุ่นพี่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย เธอตามอ่านจดหมายของเขาทุกฉบับด้วยหลายความรู้สึกปนกัน ทั้งหดหู่ โกรธ และหลายครั้งก็ได้รับกำลังใจกลับผ่านตัวอักษรเหล่านั้น

.

นิรโทษกรรมที่หวังให้ถึงทุกคน
.
เมื่อ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผลบังคับใช้ ความรู้สึกแรกของคาเนย์คือดีใจ อย่างน้อยเพื่อนหลายคนของเธอจะได้เบาใจลงจากความกังวลที่แบกมานาน อย่างเพื่อนสนิทของเธอที่มีคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ติดตัวอยู่ถึงสิบคดี
.
“อย่างน้อยเพื่อนเราบางคนก็หายใจหายคอได้สะดวกขึ้น” เธอเองก็อ่านรายละเอียดแล้วเห็นว่าตัวเองน่าจะเข้าเกณฑ์ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ “แอบดีใจ แต่ก็ดีใจไม่สุด รู้สึกเป็นเพียงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากรัฐเท่านั้น”
.
เพราะสำหรับเธอ กฎหมายฉบับนี้ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการยกเว้นมาตรา 112 ออกจากขอบเขตนิรโทษกรรม ซึ่งเห็นว่าเป็นการกดทับอีกชั้นหนึ่งของ พ.ร.บ. นี้ เธอชี้ว่ามีผู้ถูกกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่ง และยังมีคนในเรือนจำที่รอวันกลับบ้านอีกหลายชีวิต หลายคนต้องถูกจองจำทั้งที่คดียังไม่สิ้นสุด เธอบอกตรง ๆ ว่ารู้สึกหดหู่ “ทำได้แค่ให้กำลังใจกัน”
.
เมื่อถามว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปลี่ยนบรรยากาศทางการเมืองไทยได้จริงหรือไม่ คำตอบของเธอค่อนข้างตรงไปตรงมา “คงไม่มีอะไรเปลี่ยนมาก จริงอยู่ที่พวกเราหลายคนได้รับประโยชน์และเป็นเรื่องที่ดี แต่สุดท้ายแล้วสังคมเองก็มองออกว่า พ.ร.บ. ถูกสร้างขึ้นเพื่อหวังเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของรัฐเท่านั้น ความโกรธ หดหู่ และเสียใจของประชาชนก็จะยังคงเหมือนเดิม เพราะยังมีอีกหลายครอบครัวที่รอลูกกลับบ้าน รอเพื่อนของพวกเขากลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน” เธอกล่าวย้ำไว้อีกตอน
.
แม้ผ่านเรื่องราวมามากมาย เธอยังเชื่อในสิ่งที่ตัวเองออกมาต่อสู้เรียกร้องเหมือนเดิม “แม้หลายคนจะบอกว่าสู้ไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน มีแต่ทำให้ต้องติดคุกติดคดี แต่เรายังหวังอยู่เสมอ และไม่เชื่อว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อย่างน้อย ๆ แรงกระเพื่อมเล็ก ๆ ที่เรากับเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์สร้าง ก็ยังสร้างความหวังให้สังคมนี้อยู่”
.
เมื่อมองย้อนกลับไปที่การต่อสู้ของคนรุ่นเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา คาเนย์เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการตื่นรู้ทางสังคม การไม่ยอมจำนนต่ออำนาจกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวน้อยลงกว่าเดิม
.
“ที่คนชอบด่าว่าเด็กเจน Z ทุกวันนี้ไม่ชอบอยู่ในขนบ เราว่าเป็นผลมาจากคนรุ่นเราเชื่อว่าตัวเองมีปากมีเสียง ตระหนักถึงความไม่เป็นธรรม และกล้าลุกขึ้นต่อสู้เพื่อตัวเอง เพื่อรักษาสิทธิ์เสียงของตัวเอง” เธอกล่าวเปรียบเทียบถึงคนในรุ่นตนเอง
.

Concenter และวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
.
ถ้าคดีจบแล้ว กชกรวางแผนไว้ว่าจะยังเคลื่อนไหวต่อไปในรูปแบบใหม่ ตอนนี้เธอกับเพื่อนกำลังสร้างพื้นที่รณรงค์รุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ ‘Concenter’ ข้อเรียกร้องหลักคือการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยประชาชนและเพื่อประชาชน วิธีการที่เธอเลือกใช้คือการหยิบ pop culture รูปแบบใหม่ ๆ มาเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมือง เปิดพื้นที่ให้คนหลากหลายแขนงที่สนใจขับเคลื่อนประเด็นสังคมได้มีที่ทางในการทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น stand-up comedy, หนัง, เพลง, ศิลปะ หรือกราฟฟิตี้
.
หากมีโอกาสได้คุยกับเพื่อน ๆ ที่กำลังคิดจะออกมาเคลื่อนไหวทางสังคมบ้าง ไม่ว่าในประเด็นอะไรก็ตาม เธออยากจะพูดกับพวกเขาว่า “ขอบคุณที่คิดอยากออกมาทำ เราดีใจที่เธอกล้าคิดกล้าฝันถึงการเปลี่ยนแปลง และอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง จริงอยู่ว่ามันดูน่ากลัวและมีความเสี่ยงเยอะ แต่เชื่อในเพื่อนที่จะช่วยกันโอบกอดและจับมือกันเพื่อสร้างฝันของเรา ขอบคุณมากจริง ๆ”
.
“คดีที่เจอ ยิ่งทำให้เรารู้สึกอยากทำอะไรมากขึ้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง พวกเราประชาชนไม่มีอำนาจอะไรไปต่อรองก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรไม่ได้ พวกเรา เพื่อนเรา ทั้งที่สู้คดีอยู่และสิ้นสุดแล้ว ก็จะยังสู้อยู่ ยังยืนยันในข้อเรียกร้องทุกข้อ แม้ว่ารัฐจะพยายามยัดข้อหามากมายแค่ไหน เพื่อนเราไม่เคยลดน้อยลง” เธอบอกว่าเชื่อว่าคนรุ่นเธอที่เคยผ่านเหตุการณ์ปี 2563 มายังคิด ยังเชื่อ ยังฝันอยู่เสมอ “เติมเชื้อไฟให้ตัวเองและคนรอบข้างเยอะ ๆ อย่ายอมให้ใครมาช่วงชิงฝันของเราไป ” คาเนย์กล่าวไว้
.
ทางบ้านของเธอก็ยังหวังอยู่เช่นกันว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก พวกเขากลัวเธอเครียด ทุกครั้งที่ต้องเดินทางกลับบ้านที่ร้อยเอ็ดเพื่อไปจัดการธุระเกี่ยวกับคดี ครอบครัวจะถามเสมอว่าให้ไปเป็นเพื่อนไหม คอยเช็กสภาพจิตใจเธอตลอดมา
.
เด็กสาวผู้เป็นผลผลิตจากเสียงเรียกร้องทางการเมืองเมื่อปี 2563 กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอบคุณความใจกล้าบ้าบิ่นของตัวเองในวันนั้น ขอบคุณที่จุดไฟความหวังให้สังคมและตัวเอง จริงอยู่ว่าเส้นทางนี้มันทั้งอันตรายและยาวนาน แต่เราไม่เคยตัดสินใจผิดสักช่วงเวลาเลย”

.
.
อ่านเนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/86029

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1481623430474789&set=a.656922399611567

เสียงสะท้อนครอบครัวผู้เห็นต่างทางการเมืองที่สูญหาย กว่า 7 ปียังไม่มีคำตอบ 'ไม่เหลือความหวังแล้ว' คือคำตอบที่กัญญา ธีรวุฒิ และมนตรี ลือเลิศ บอกกับบีบีซีไทย

https://www.facebook.com/reel/1622854102663094

บีบีซีไทย - BBC Thai
9 hours ago
·
เสียงสะท้อนครอบครัวผู้เห็นต่างทางการเมืองที่สูญหาย กว่า 7 ปียังไม่มีคำตอบ
.
'ไม่เหลือความหวังแล้ว' คือคำตอบที่กัญญา ธีรวุฒิ และมนตรี ลือเลิศ บอกกับบีบีซีไทยเมื่อถามว่าพวกเขายังหวังจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชาย/พ่อ ที่สูญหายไปเมื่อกว่า 7 ปีก่อนหรือไม่
.
กว่า 7 ปีของการพยายามค้นหาความจริง กัญญายังไม่รู้ว่าลูกชายเป็นตายร้ายดีอย่างไร ขณะที่มนตรีซึ่งพบศพพ่อของเขาถูกอำพรางอย่างโหดเหี้ยมลอยขึ้นฝั่งแม่น้ำโขงไม่ถึงเดือนหลังติดต่อไม่ได้ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครคือผู้กระทำ



โบ จี นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวเมียนมา คว้ารางวัล รามอน แมกไซไซ หรือ "รางวัลโนเบลแห่งเอเชีย" ประจำปี 2026


คำประกาศเกียรติคุณอย่างเป็นทางการประจำปี 2026 จากคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลรามอน แม็กไซไซ (หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ "รางวัลโนเบลแห่งเอเชีย") ระบุว่า:

"ในการเลือกโบ กี ให้ได้รับรางวัลรามอน แม็กไซไซ ประจำปี 2026 คณะกรรมการตระหนักและยกย่องผลงานตลอดชีวิตของเขาในฐานะผู้แสวงหาความจริง ความรับผิดชอบ และความยุติธรรมอย่างแน่วแน่ ความมุ่งมั่นที่ยั่งยืนของเขาสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญทางศีลธรรมที่พิเศษ การเสียสละส่วนตัว และความเชื่อมั่นที่ไม่สั่นคลอนว่าประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นคุ้มค่าแก่การปกป้องเสมอ และแม้ในยามเผชิญกับการกดขี่ ความจริงต้องถูกเปิดเผย ความยุติธรรมต้องได้รับการแสวงหา และเสรีภาพในการเชื่อต้องได้รับการรักษาและปกป้องไว้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม"
...

Pipob Udomittipong
10 hours ago
·
อดีตนักโทษการเมืองที่ภายหลังก่อตั้งองค์กรรณรงค์เพื่อสิทธิของ #นักโทษการเมือง และครอบครัวใน #เมียนมา มานานกว่า 26 ปี เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับรางวัลแม็กไซไซ ประจำปี 2026
 
อูโบจี (U Bo Kyi) เคยถูกจับกุมหลังจากการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในเมียนมาเมื่อปี 1988 และถูกจำคุกสองครั้งรวมเป็นเวลาเจ็ดปี ในปี 2000 เขาได้ร่วมก่อตั้งสมาคมช่วยเหลือผู้ต้องขังทางการเมือง (AAPP) ซึ่งให้การสนับสนุนผู้ต้องขังและครอบครัวของพวกเขา พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร

กลุ่มดังกล่าวยังได้ติดตามข้อมูลการจับกุมและการเสียชีวิตของประชาชนจากระบอบปกครองของทหาร นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021
 
มูลนิธิรางวัลรามอน แม็กไซไซ (RMAF) ระบุว่า ผลงานตลอดชีวิตของเขา สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญทางศีลธรรมอันโดดเด่น ความเสียสละ และความเชื่อมั่นที่ไม่สั่นคลอนว่า ประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่คู่ควรแก่การปกป้องเสมอ

อู โบจี ให้สัมภาษณ์ The Irrawaddy ว่า “การได้รับรางวัลนี้แสดงถึงการยอมรับต่อประชาชนชาวเมียนมาที่กำลังต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและความเสมอภาคภายในประเทศ ผมรับรางวัลนี้ในนามของประชาชนชาวเมียนมา”

เขาอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันว่า เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเมียนมา ประชาชนต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากการโจมตีทางอากาศของรัฐบาล การบังคับเกณฑ์ทหาร และความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงทุกวัน

เขาเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข รวมถึงอองซานซูจี ซึ่งจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของเมียนมา ตามรายงานของ AAPP ปัจจุบันมีนักโทษการเมืองมากกว่า 22,000 คนที่ยังคงถูกคุมขังอยู่หลังการรัฐประหาร

อู โบจี นับเป็นพลเมืองเมียนมาคนที่ 8 ที่ได้รับรางวัลนี้ โดยผู้ได้รับรางวัลก่อนหน้านี้รวมถึงคนทำงานด้านสื่อสารมวลชน อดีตนักแสดง นักสังคมสงเคราะห์ นักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งพญ.ซินเทีย หม่อง ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในอำเภอแม่สอด ตั้งแต่ปี 1989






50 ปี มรดกบาป 6 ตุลา: คำสั่งคณะรัฐประหารที่ออกง่ายแต่ยกเลิกยาก และยังฝังรากลึกในสังคมไทย

🔴สด! มรดกรัฐประหาร ที่ยังไม่สิ้นสุด 1ก.ย.69

Friends Talk

Streamed live 13 hours ago 

13:00-13:30 น. บรรยายพิเศษ “ว่าด้วยมรดกของ 6 ตุลาฯ” โดยรองศาสตราจารย์ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 
.
13:30-16:00 น. เสวนาวิชาการ หัวข้อ “คำสั่งคณะรัฐประหาร บทเรียน และมรดกทางกฎหมายที่ยังไม่สิ้นสุด” ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนโดย
.
1) รองศาสตราจารย์ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
2) รองศาสตราจารย์ สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
3) รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติบางฉบับที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. .... สภาผู้แทนราษฎร
ดำเนินรายการโดย บุณยนุช มัทธุจักร iLaw
https://www.youtube.com/watch?v=mCtslH-rvc0
.....



50 ปี มรดกบาป 6 ตุลา: คำสั่งคณะรัฐประหารที่ออกง่ายแต่ยกเลิกยาก และยังฝังรากลึกในสังคมไทย

01/09/2026
iLaw

1 กันยายน 2569 ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และ เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (ThumbRights) จัดวงเสวนาวิชาการในหัวข้อ “คำสั่งคณะรัฐประหาร บทเรียนและมรดกทางกฎหมายที่ยังไม่สิ้นสุด” ที่ห้อง 211 (ห้องศาลจำลอง มารุต บุนนาค) อาคารคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กิจกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอถึงปัญหาและทางออกจากคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่มีการเพิ่มอัตราโทษเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในกฎหมายหลายข้อ เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาตรา 136 ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน มาตรา 326 หมิ่นประมาท เป็นต้น

กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 ช่วงได้แก่ ช่วงที่ 1 บรรยายพิเศษเรื่อง “ว่าด้วยมรดกของ 6 ตุลาฯ” โดยรศ.ดร. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ช่วงที่ 2 วงเสวนาวิชาการ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนโดย รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และ รศ. สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ดำเนินรายการโดย บุณยนุช มัทธุจักร iLaw

รศ.สาวตรี กล่าวเปิดกิจกรรมว่า การกลับมาพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (6 ตุลา) ไม่ได้เป็นเพียงการย้อนรำลึกถึงโศกนาฏกรรมในอดีตหรือประกอบพิธีกรรมแห่งความทรงจำตามวาระเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการร่วมกันพิจารณาว่า เหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้ทิ้งสิ่งใดไว้บ้าง

“ความรุนแรงทางการเมืองไม่ได้ทิ้งไว้เฉพาะชีวิตที่สูญเสีย ไม่ได้ทิ้งไว้เฉพาะบาดแผลของผู้รอดชีวิต หรือความทรงจำที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวอำนาจที่เกิดขึ้นจากรัฐประหารยังได้แปรสภาพเป็นประกาศ คำสั่ง เป็นกฎหมายและบางครั้งไปจนถึงเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมาย ซึ่งบางส่วนดำรงอยู่อย่างยาวนานกว่าอายุของคณะผู้ยึดอำนาจเองเสียอีก”

ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่21 ตุลาคม 2519 ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเอกสารทางประวัติศาสตร์ แต่ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติและอัตราโทษในประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออก และบทบัญญัติเหล่านั้นยังคงถูกบังคับใช้และส่งผลต่อชีวิตของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน “คำถามสำคัญไม่ใช่แค่เพียงว่า คำสั่งของคณะรัฐประหารมีที่มาและสถานะทางกฎหมายอย่างไร แต่ยังรวมไปถึงคำถามที่ว่า เหตุใดเมื่อสังคมไทยกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยมาแล้วหลายครั้งหลายครา การตัดสินใจของคณะรัฐประหารเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน จึงยังคงมีอำนาจในการกำหนดความผิด โทษและขอบเขตของการใช้เสรีภาพของประชาชนอยู่ได้ มันเกิดเพราะอะไร” การจัดงานเสวนามุ่งหมายให้เกิดการรื้อฟื้นความทรงจำทางประวัติศาสตร์ การเปิดพื้นที่ทางวิชาการ และการเชื่อมโยงความรู้ทางกฎหมายเพื่อหาแนวทางทบทวนและลบล้างมรดกของรัฐประหาร

นักศึกษาและคนรุ่นใหม่คือตัวร้ายในสายตาของรัฐไทย พร้อมใช้ความรุนแรงและสร้างวงจรอุบาทว์ได้ทุกเมื่อ

รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตเล่าว่า งานศึกษาทางวิชาการหรือวิทยานิพนธ์ที่เจาะลึกถึงลำดับเหตุการณ์ 6 ตุลา แทบไม่มีปรากฏในระบบ ซึ่งสะท้อนถึงการหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความจริงของแวดวงวิชาการ เขาเคยสำรวจทัศนคติของนักศึกษาในพื้นที่ประวัติศาสตร์อย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์และนักศึกษารายอื่นๆ รวม 66 คน กลับพบว่า มีจำนวนมากไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเลย ความทรงจำเกี่ยวกับ 6 ตุลา จึงถูกจำกัดอยู่เพียงเสียงซุบซิบ จากการค้นคว้าข้อมูลเขาพบว่า ในช่วงแรกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “กรณีเลือดนอง 6 ตุลาคม” และนักวิชาการนิยามว่าเป็น “อาชญากรรมรัฐ” หรือ “ฆาตกรรมโดยรัฐ” แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ถูกลดทอนความรุนแรงเรื่อยมาด้วยภาษาในตัวเอง

เหตุการณ์ 6 ตุลา ประกอบด้วยสองมิติหลักที่แยกขาดจากกันไม่ได้ ได้แก่ ความรุนแรงทางสังคมการเมืองซึ่งถูกนิยามว่าเป็นอาชญากรรมหรือการสังหารหมู่โดยรัฐ และการทำรัฐประหารโดย “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน การรัฐประหารในครั้งนี้ได้สร้างแบบแผนที่กลายเป็นวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย คณะรัฐประหารมักผลิตซ้ำข้ออ้างเรื่องการปกป้องสถาบันหลักของชาติเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังยึดอำนาจ จากนั้นจะทำการนิรโทษกรรมเพื่อลบล้างความผิดให้ตนเองและฉีกรัฐธรรมนูญเพื่อเขียนใหม่ตามความต้องการ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหลักฐานเอกสารที่ระบุอย่างชัดเจนว่าการรัฐประหาร 6 ตุลา ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่มีการวางแผนล่วงหน้ามาไม่น้อยกว่า 7 เดือน โดยมีพลเรือนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบแผนการและก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมาคือธานินทร์ กรัยวิเชียร

มรดกตกทอดที่สำคัญอีกประการคือการสร้างภาพจำให้ขบวนการนักศึกษาและกลุ่มคนรุ่นใหม่กลายเป็นภัยคุกคามหรือศัตรูสำคัญของความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งนำไปสู่การปราบปรามอย่างโหดร้าย การจับกุมคุมขังประชาชนมากกว่า 3,000 คน และการลิดรอนเสรีภาพทางความคิดอย่างรุนแรงผ่านคำสั่งห้ามเผยแพร่และเผาทำลายหนังสือกว่า 200 รายการ เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพความสำเร็จของรัฐไทยในการใช้พลเรือนเป็นเครื่องมือเข่นฆ่าประชาชนด้วยกันเอง และตอกย้ำวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ก่ออาชญากรรมต่อประชาชนไม่เคยต้องรับโทษทางกฎหมาย มิติโครงสร้างอำนาจรัฐบาลในยุคนั้นถูกขนานนามว่าเป็นรัฐบาลหอยโดยมีธานินทร์เป็นนายกรัฐมนตรีและมีกองทัพทำหน้าที่เป็นเปลือกหอยคอยคุ้มกัน พร้อมทั้งมีแผนการปฏิรูปการเมือง 3 ขั้นตอนรวม 12 ปี บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ วงจรเหล่านี้สะท้อนผ่านชื่อคณะรัฐประหาร 4 ครั้งในรอบ 50 ปีที่วนเวียนอยู่ระหว่างคำว่าปฏิรูปและ รักษาความสงบ ซึ่งยังคงเป็นรากฐานปัญหาที่ฝังลึกอยู่ในสังคมและการเมืองไทยจนถึงปัจจุบัน

หยุดให้ความชอบธรรมประกาศคำสั่งคณะรัฐประหารทั้งในเชิงกฎหมายและสังคมวัฒนธรรม

รศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาประการหนึ่งของมรดกทางกฎหมายจากยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือความยากลำบากในการยกเลิกประกาศและคำสั่งต่างๆ โดยจากประกาศและคำสั่งของคสช.ทั้งหมดกว่า 600 ฉบับ มีเพียง 55 ฉบับเท่านั้นที่ถูกยกเลิกไปเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าหมดความจำเป็น ในกระบวนการยกเลิกต้องใช้เวลาและต้องผ่านความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อตราเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)

เมื่อวิเคราะห์ถึงการใช้อำนาจของ คสช. ในช่วงเริ่มต้นในประกาศ คสช. ฉบับที่ 11/2557 ซึ่งประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 โดยมีการเปลี่ยนการตัดสินใจจากการให้สิ้นสุดลงชั่วคราวมาเป็นการยกเลิกถาวร แต่ได้เว้นหมวด 2 พระมหากษัตริย์เอาไว้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้ยกเลิกทั้งฉบับ

ประเด็นที่ชวนตั้งคำถามคือ เหตุใดประกาศของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและผู้นำเหล่าทัพมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญและสามารถประกาศยกเลิกกฎหมายสูงสุดของประเทศได้ คำตอบของเรื่องนี้ต้องมองย้อนกลับไปถึงต้นเหตุของบรรทัดฐานทางกฎหมาย นั่นคือการรัฐประหารเมื่อปี 2490 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญอย่างเบ็ดเสร็จ และนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายของประชาชนผู้คัดค้านจนคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา

ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 46/2496 ระบุว่า “…ข้อเท็จจริงได้ความว่าใน พ.ศ. 2490 คณะรัฐประหารได้ยึดอำนาจการปกครองประเทศได้เป็นผลสำเร็จ การบริหารประเทศชาติในลักษณะเช่นนี้ คณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง แก้ไขยกเลิกและออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติ เพื่อบริหารประเทศชาติต่อไป…” คำพิพากษานี้กลายเป็นบรรทัดฐานที่กลายเป็นรากฐานสำคัญและถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลรองรับการยึดอำนาจและการออกประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารทุกชุดสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

“รัฐธรรมนูญที่แท้จริงของประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ตลอดมาไม่เคยยกเลิกเลยและเขียนโดยศาลฎีกาในปี 2496 การยึดอำนาจทำได้ถ้าทำสำเร็จ นี่คือรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่ได้เขียน…มีมาตราเดียวคือ การยึดอำนาจล้มล้างรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ ถ้าทำสำเร็จ ผลของมันไม่ใช่เป็นการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วแต่คือการอนุญาตให้เกิดครั้งต่อๆไป และนี่เองทำให้เป็นบรรทัดฐานของประเทศไทย ของทหารเขารู้ว่ายึดอำนาจได้ เขาก็ปกครองบ้านเมืองได้ ดังนั้นต้องแก้ด้วยการเปลี่ยนบรรทัดฐานของศาล”

อย่างไรก็ตาม การรอให้เกิดการรัฐประหารครั้งใหม่แล้วหวังให้ศาลออกมาปฏิเสธการรับรองการรัฐประหารในขณะนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ เขาเสนอว่า ทำเสียก่อนการรัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกครั้งคือ การเริ่มเปลี่ยนบรรทัดฐานผ่านคดีความในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหาร

ปริญญาอธิบายการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหาร สามารถแยกพิจารณาได้ตามช่วงเวลาดังนี้

1. ประกาศและคำสั่งของ คสช.: รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 279 ได้บัญญัติรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประกาศและคำสั่ง คสช. ไว้ แต่หาได้รับรองคำสั่งของคณะรัฐประหารก่อนหน้านี้ไม่ ทำให้ศาลเปลี่ยนบรรทัดฐานได้เลย

และแม้มาตรา 279 จะให้การรับรองความชอบของประกาศและคำสั่งของ คสช. แต่จำเป็นต้องแยกแยะระหว่าง “รูปแบบ” และ “เนื้อหา” ของกฎหมาย การรับรองตามมาตรา 279 เป็นเพียงการรับรองในด้านรูปแบบว่า เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาของคำสั่งเหล่านั้นจะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กรณีนี้เทียบเคียงได้กับการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปกติ แม้ พ.ร.บ. จะผ่านกระบวนการนิติบัญญัติมาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากมีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพก็ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญและถูกเพิกถอนได้เช่นกัน

2. คณะรัฐประหารก่อนหน้า คสช.: รัฐธรรมนูญฉบับอดีตที่เคยให้การรับรองความชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญของประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารในอดีต (คปค.และรสช.) เช่น รัฐธรรมนูญ 2550 หรือ 2534 ได้ถูกยกเลิกไปหมดแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่มีบทบัญญัติใดที่รับรองความชอบด้วยกฎหมายให้แก่คณะรัฐประหารชุดก่อนๆ ดังนั้น ประกาศและคำสั่งเหล่านี้จึงอยู่ในสถานะ “ขาลอย” ศาลจึงสามารถเปลี่ยนบรรทัดฐานได้ทันที อยู่ที่ศาลจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ปริญญามีข้อเสนอหลัก 4 ประการ ดังนี้

1. ยุติการรับรองคำสั่งรัฐประหารในอดีต: องค์กรตุลาการควรยุติการรับรองประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารก่อนหน้า คสช. ในทุกกรณีที่มีการหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างในศาล เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดให้การรับรองอีกต่อไป

“ขอเชิญชวนศาลว่าไม่มีเหตุผลใดอีกแล้วที่เราจะไปรับรองประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารก่อนหน้าคสช.เพราะไม่มีอะไรรองรับเลย เราต้องเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรฉบับนี้ การยึดอำนาจทำได้ถ้าทำสำเร็จมันต้องเลิกใช้แล้วในประเทศไทย ต้องเลิกก็หาคดีบรรทัดฐานขึ้นไปสักคดีหนึ่ง”

2. การยกเลิกมาตรา 279: ทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาวคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตรา 279โดยตรง อย่างไรก็ตามมีเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องอาศัยเสียงเห็นชอบจากวุฒิสภา

3. ยกเลิกประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช.: ยกเลิกด้วยการตราเป็นพระราชบัญญัติ สำหรับส่วนที่เป็นการใช้อำนาจทางบริหารก็ยกเลิกโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรี

4. เปลี่ยนบรรทัดฐานและสร้างสัญญาประชาคม: การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อป้องกันการรัฐประหารในอนาคต การพึ่งพาเพียงการบัญญัติข้อห้ามไว้เป็นลายลักษณ์อักษรไม่สามารถป้องกันได้จริง บทเรียนจากรัฐธรรมนูญปี 2517 ที่ระบุห้ามการนิรโทษกรรมให้กับการล้มล้างรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่าเมื่อเกิดการยึดอำนาจสำเร็จในปี 2519 ผู้ก่อการก็เพียงแค่ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวไป ดังนั้น กระบวนการป้องกันการรัฐประหารจึงต้องยกระดับไปสู่การทำ “สัญญาประชาคม” ระหว่างผู้นำกองทัพกับผู้แทนปวงชนและตัวแทนภาคประชาชน และต้องมีการออกเสียงประชามติ

ในส่วนของวงการนิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ทั่วประเทศต้องปฏิรูปการเรียนการสอนอย่างจริงจัง โดยต้องเลิกสอนว่าคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจสำเร็จคือ “รัฏฐาธิปัตย์” แนวคิดนี้เป็นเรื่องที่พ้นสมัยไปแล้ว

“เราสอนผิดกัน 2 เรื่อง เรื่องแรกคณะรัฐประหารยึดอำนาจสำเร็จ ดังนั้นก็ย่อมมีอำนาจ มันกลายเป็นทฤษฎีที่เข้าไปในหัวของนักกฎหมายแล้วก็ยอมรับหมด มันไม่ใช่ทฤษฎีหรอก มันคือเรื่องของใครมีกำลังมากกว่าก็ชนะเพราะทหารมีกำลังมากสุด เราต้องปกครองโดยทุกคนเสมอกันภายใต้กฎหมาย ไม่เกี่ยวว่าใครมีรถถัง อันนี้ไม่ได้ สอนผิดคำสั่งคณะรัฐประหารคือคำสั่งรัฏฐาธิปัตย์ต้องเลิกสอน ต้องบอกว่า มันเป็นการสอนที่ มันไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นคำสอนที่ผมถือเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ต้องห้ามสอนเลย ถือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพทางวิชาการไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย”

ในตอนท้ายปริญญาย้ำว่า ในทางกฎหมายประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารในอดีต เว้นแต่ประกาศและคำสั่งของคสช. ไม่มีสถานะใดๆรองรับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว อย่างไรก็ตามเขากล่าวทำนองว่า สังคมไทยเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดบรรทัดฐานทางกฎหมายที่รับรองประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหาร

มรดกคำสั่งคณะรัฐประหารฉบับที่ 41 มรดกร้ายที่มีมากกว่าการเพิ่มโทษ

รศ. สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อธิบายว่า มรดกของการรัฐประหารในระบบกฎหมายอาญา ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่รัฐธรรมนูญ องค์กรทางการเมืองหรือสถานะของคำสั่งคณะปฏิรูปเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

เมื่อพิจารณาในมุมมองของกฎหมายอาญา สิ่งที่คณะรัฐประหารยึดไปจากประชาชน คืออำนาจในการบัญญัติว่าการกระทำใดเป็นความผิดและการกำหนดโทษทางอาญา ซึ่งตามหลักการควรเป็นอำนาจของรัฐสภาที่มาจากตัวแทนประชาชน แต่คณะรัฐประหารกลับใช้อำนาจนี้ในการกำหนดความผิดใหม่ๆ รวมถึงการเพิ่มโทษในกฎหมายที่มีอยู่แล้วให้สูงขึ้น เช่น คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาถึง 12 มาตรา

ตามหลักการตรวจสอบกฎหมายที่มีโทษกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ จำเป็นต้องผ่านการพิจารณา 2 ชั้น คือ

1. ความชอบด้วยกระบวนการ กฎหมายต้องมาจากตัวแทนประชาชนตามวิถีประชาธิปไตย ซึ่งประกาศของคณะรัฐประหารสอบตกในข้อนี้ทั้งหมด

2. ความชอบด้วยเนื้อหา การกำหนดความผิดอาญาต้องใช้กับเรื่องที่ร้ายแรงจริง และอัตราโทษต้องได้สัดส่วนกับความเสียหาย แต่คณะรัฐประหารมักมองข้ามหลักการนี้โดยสิ้นเชิง

การที่มรดกทางคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 สามารถดำรงอยู่ได้ยาวนานหลายทศวรรษเกิดจากปัจจัยสำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1. การกลืนกลายเข้าสู่กฎหมายหลัก: คำสั่งเหล่านี้เข้าไปแทรกซึมและหลอมรวมอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาฉบับหลักแล้ว การยกเลิกตัวคำสั่งเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ต้องแก้ที่ตัวบทกฎหมายหลักคือประมวลกฎหมายอาญา

2. การยอมรับจากองค์กรตุลาการ: ศาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมยอมรับสถานะกฎหมายของคำสั่งบังคับใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (เดือนกันยายน 2569)

3. ฝ่ายนิติบัญญัติละเลยการทบทวน: สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในยุคต่อมาไม่เคยหยิบยกอัตราโทษเหล่านี้ขึ้นมาปรับปรุงให้เหมาะสม

4. องค์กรในกระบวนการยุติธรรมใช้โครงสร้างโทษเดิม: บังคับใช้กฎหมายตามโครงสร้างที่ถูกแก้ไขไว้โดยไม่ตั้งคำถาม

5. ความชินชาของสังคม ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงไม่ได้มองว่าโครงสร้างโทษดังกล่าวเป็นปัญหา

เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ทั้ง 12 มาตรา จะเห็นได้ว่าเป็นการวางนโยบายทางอาญาที่มุ่งเน้นคุ้มครองอำนาจรัฐและลำดับชั้นในสังคมเป็นหลัก โดยมีแกนร่วมสำคัญ 3 ประการ คือ เป็นความผิดเกี่ยวกับถ้อยคำและการสื่อความหมาย เป็นการคุ้มครองสถานะระดับชั้นของกลุ่มผู้ใช้อำนาจรัฐ และเป็นการลงโทษการขัดขืนหรือการวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐ

ผลกระทบของการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำสูงไว้ตั้งแต่อดีต ส่งผลสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน โดยเป็นการจำกัดดุลพินิจของศาลไม่ให้สามารถลงโทษต่ำกว่าที่กำหนดได้ เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในยุคดิจิทัล การโพสต์ข้อความหลายครั้งถูกนับเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน นำไปสู่การลงโทษจำคุกรวมยาวนานนับสิบๆ ปี นอกจากนี้ อัตราโทษสูงยังส่งผลกระทบต่อการปฏิเสธสิทธิการประกันตัว เพิ่มแรงกดดันให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับสารภาพและสร้างภาระต้นทุนในการต่อสู้คดีคลังคดีทางไกล

การลบล้างมรดกของการรัฐประหารจึงไม่สามารถทำได้เพียงแค่การยกเลิกคำสั่งในเชิงสัญลักษณ์ แต่ต้องเข้าไปแก้ไขและทบทวนตัวประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบันอย่างเป็นระบบ เพื่อคืนความเป็นธรรมและหลักสัดส่วนที่ถูกต้องให้แก่ระบบยุติธรรม

คำสั่งคณะรัฐประหารเกิดง่ายแต่แก้ยาก ย้ำถึงผลกระทบเกิดต่อทุกคนทุกฝ่าย

รังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน กล่าวว่า คำสั่งของคณะรัฐประหารมักถูกกล่าวอ้างว่าบัญญัติขึ้นเพื่อปกป้องสถาบันหลักและคุณค่าสูงสุดของชาตินั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจและใช้เพื่อผูกขาดความรักชาติ การนำคำสั่งเหล่านี้มาบังคับใช้ส่งผลให้เกิดการละทิ้งนโยบายทางกฎหมายอาญาที่ถูกต้องและบิดเบือนระบบกฎหมายไทยให้เบี่ยงเบนไปจากหลักการประชาธิปไตย ความบิดเบี้ยวนี้ฝังรากลึกยิ่งขึ้นเมื่อกระบวนการยุติธรรมยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหาร สะท้อนผ่านแนวคำพิพากษาของศาลตั้งแต่ปี 2497 จนถึง 2561 ที่วางบรรทัดฐานว่าเมื่อการยึดอำนาจสำเร็จ คณะรัฐประหารย่อมมีสถานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยและคำสั่งที่ออกมาถือเป็นกฎหมาย การรับรองเช่นนี้ส่งผลให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ยึดอำนาจอย่างเคร่งครัด โดยละเลยหลักการพื้นฐานที่ว่าอำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการทำลายมาตรฐานวิธีพิจารณาความอาญาอย่างสิ้นเชิง เช่นเหตุการณ์จับกุมนักศึกษาที่ออกมาชุมนุมหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ซึ่งเขาก็เข้าร่วมกิจกรรมด้วย พบว่าตำรวจปฏิบัติตามคำสั่งของฝ่ายทหารอย่างเบ็ดเสร็จ มีการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ชุมนุมไว้ที่สถานีตำรวจจนถึงรุ่งเช้าและนำตัวไปขึ้นศาลทหารในยามวิกาล ซึ่งถือเป็นความผิดปกติอย่างร้ายแรงและขัดต่อมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมปกติ

ยิ่งไปกว่านั้น คำสั่งเหล่านี้ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปากและสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบอำนาจนิยมอย่างโจ่งแจ้ง เห็นได้ชัดเจนในช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ฝ่ายสนับสนุนสามารถรณรงค์ได้อย่างอิสระแต่ฝ่ายที่เห็นต่างกลับถูกจับกุมและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ท้ายที่สุดแล้ว คำสั่งที่มาจากกลุ่มบุคคลผู้ละเมิดอำนาจของประชาชน ปราศจากความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงไม่สมควรได้รับการยอมรับให้มีสถานะเป็นกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรมและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนเสมอ

จากประสบการณ์ร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติบางฉบับที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. …. สภาผู้แทนราษฎร สะท้อนภาพการถกเถียงระหว่างสิ่งที่เขาอยากให้เป็นกับสิ่งที่เป็นจริงในสังคมไทยและอุดมคติที่อยากให้เป็น เขาบอกว่าบุคคลที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นศาล ตำรวจ พนักงานราชการ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่ในราชกิจจานุเบกษาควรมีมโนสำนึกรู้ว่าคำสั่งของคณะรัฐประหารเป็นสิ่งแปลกปลอมในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ควรให้การยอมรับหรือประกาศบังคับใช้ แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจำนวนมากกลับมีส่วนร่วมในการทำให้คำสั่งของคณะรัฐประหารกลายเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับและต้องปฏิบัติตามในระบบกฎหมายไทย

ตัวอย่างเชิงรูปธรรมของการต่อสู้ทางกฎหมายคือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองฯ หรือ คปค. ที่เคยกำหนดให้โทษของการไม่พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือมีโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือน ซึ่งเคยมีผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญกระทั่งมีคำวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าคำสั่งแปลกปลอมเหล่านี้จำเป็นต้องเร่งเอาออกจากระบบกฎหมายไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจว่ากฎหมายที่ใช้อยู่มีความยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย

ความยากลำบากของฝ่ายนิติบัญญัติในการปลดล็อกมรดกเหล่านี้เห็นได้ชัดจากสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 หลังการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งแม้ภาคประชาชนและพรรคการเมืองจะพยายามเสนอร่างกฎหมายขอยกเลิกคำสั่ง คสช. และต้องรอคอยกระบวนการยาวนานถึง 1-2 ปี แต่สุดท้ายกลับถูกสภาตีตกทั้งหมด จนกระทั่งในสภาชุดที่ 26 ที่แต่ละฝ่ายเริ่มเห็นพ้องร่วมกันมากขึ้น นำไปสู่การรวบรวมร่างกฎหมายของทั้งฝ่ายรัฐบาลและพรรคการเมืองเพื่อยกเลิกคำสั่ง คสช. ได้ในจำนวนที่มากกว่าร่างเดิมของรัฐบาลที่เสนอมาเพียง 20 กว่าฉบับ แต่ถึงกระนั้นจากคำสั่งและประกาศ คสช. ทั้งหมดราว 500 ถึง 600 กว่าฉบับ การยกเลิกจริงในทางปฏิบัติกลับทำได้สูงสุดเพียงประมาณ 70 กว่าฉบับเท่านั้น

เหตุผลที่การยกเลิกคำสั่ง คสช. ทำได้ยากและไม่สามารถยกเลิกแบบเหมาเข่งได้ เพราะคำสั่งเหล่านั้นได้แทรกซึมไปเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดินในชีวิตประจำวันไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ผังเมือง ป่าไม้ หรือพลังงาน หากยกเลิกทันที อาจสร้างความไม่แน่นอนในการบริหารราชการแผ่นดินและกระทบต่อการทำงานหรือการโยกย้ายบุคลากรจำนวนมาก อีกทั้งโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่หรืออนุมัติไปแล้ว เช่น กรณีคำสั่ง คสช. เรื่องเหมืองทองอัครา ซึ่งเดิมทีสั่งระงับแต่ต่อมากลับเปิดให้ดำเนินการต่อ หากสั่งยกเลิกโดยไม่รอบคอบ อาจนำไปสู่การฟ้องร้องทางอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ซึ่งสร้างความเสี่ยงและความเสียหายมหาศาลที่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องแบกรับในการบริหารจัดการ

นอกจากนี้ในทางปฏิบัติ การยกเลิกคำสั่งจึงต้องใช้เทคนิคทางกฎหมายที่หลากหลาย บางเรื่องต้องสั่งให้หน่วยงานรัฐไปทำตามขั้นตอนก่อนจึงยกเลิกได้ บางเรื่องต้องใช้วิธีหน่วงเวลาเพื่อให้ฝ่ายบริหารมีเวลาปรับตัวก่อนจะมีผลทางกฎหมายและบางเรื่องจึงจะสามารถยกเลิกให้มีผลได้ทันที การออกคำสั่งทำได้ง่ายด้วยคนเพียงไม่กี่คนแต่การยกเลิกทำได้ยากเพราะต้องผ่านกลไกรัฐสภาหลายขั้นตอน

รังสิมันต์ทิ้งท้ายว่า หากจะผลักดันการแก้ไขกฎหมายผ่านรัฐสภาชุดปัจจุบัน (เดือนกันยายน 2569) โดยเฉพาะประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อมาตรา 112 โอกาสประสบความสำเร็จยังคงมีความท้าทายสูงมาก แม้แต่การนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่โดนคดีไปแล้วก็ยังทำได้ยากยิ่ง ดังนั้นทางออกเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจคือการเสนอให้ยกเลิกโทษขั้นต่ำ เนื่องจากพฤติการณ์และความร้ายแรงของผู้ถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 แต่ละรายนั้นไม่เท่ากัน แต่การมีบทลงโทษขั้นต่ำกลับล็อคดุลพินิจของศาลเอาไว้ จนทำให้ผู้ต้องหาจำนวนมากต้องยอมสารภาพเพียงเพื่อให้ได้รับโทษลดลงครึ่งหนึ่ง การปรับแก้โครงสร้างโทษขั้นต่ำจึงเป็นแนวทางที่ช่วยบรรเทาปัญหาในกระบวนการยุติธรรมและเปิดช่องให้การพิจารณาคดีเป็นไปตามสัดส่วนความจริงได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

https://www.ilaw.or.th/articles/59295




หน่วยงานด้านภัยพิบัติของเนปาลรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงบริเวณชายแดนติดกับทิเบตได้พุ่งสูงเกินกว่า 1,000 แล้ว นอกจากนี้ ยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 3,900 ราย โดยในจำนวนนี้รวมถึงคนงานกว่า 600 คนที่คาดว่าติดอยู่ภายในเครือข่ายอุโมงค์ขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยโคลน บริเวณโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำตลอดแนวแม่น้ำทริชูลี (Trishuli River)


Nepal death toll crosses 1,000 as rescuers find workers trapped in mud-filled tunnels | BBC News

BBC News

Sep 1, 2026 

The death toll in Nepal from devastating floods on the border with Tibet has crossed 1,000, according to the country's disaster agency. 

More than 3,900 people remain missing - of whom more than 600 are workers believed to be trapped in a vast network of mud-filled tunnels at hydropower sites along Trishuli River. 

Engineers have been pumping air into the tunnels - and while a team did manage to gain entry to one of them, it withdrew after finding no-one there. 

The rescue operation is being spearheaded by an international team made up of Chinese and Nepalese military personnel, while experts from India, Korea and Australia are also involved.

https://www.youtube.com/watch?v=Ied4ovhug1c


https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/1702567935236697
.....

แนวคิดการพัฒนาโครงการพลังน้ำในเนปาลไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเทรนด์พลังงานสะอาดในปัจจุบัน แต่มีรากฐานมายาวนานกว่าศตวรรษ โดยขับเคลื่อนผ่านปัจจัยทางภูมิศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ และความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจ

1. จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ เนปาลเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Landlocked) แต่ได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ระดับโลกเนื่องจากตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย มีแม่น้ำสายใหญ่หลายสาย เช่น Karnali, Gandaki และ Koshi ที่ไหลลงจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำด้วยความเร็วและความดันสูงศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเชิงเทคนิคของเนปาลจึงถูกประเมินไว้สูงถึงประมาณ 83,000 เมกะวัตต์ (MW)

ยุคเริ่มต้น: โรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกของเนปาล (Pharping Hydroelectric Plant) สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1911 ในสมัยมหาราชา Chandra Shumsher เพื่อจ่ายไฟให้ราชวงศ์และชนชั้นสูง

2. การยกระดับสู่แผนพัฒนาและแรงหนุนภายนอก (ช่วงทศวรรษ 1960–1990) ในยุคสงครามเย็นและยุคพัฒนาการวางรากฐานพลังน้ำเริ่มเปลี่ยนจากการใช้เองภายในประเทศไปสู่การมองในเชิงพาณิชย์

การสนับสนุนจากต่างประเทศ: องค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลก (World Bank) และ ADB รวมถึงประเทศมหาอำนาจ (เช่น สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น) เริ่มเข้ามาให้ทุนสนับสนุนศึกษาความเป็นไปได้และสร้างเขื่อนขนาดใหญ่

การเปิดเสรีภาคพลังงาน (ปี 1992): เนปาลตรากฎหมาย Electricity Act 1992 เพื่อดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชน (IPPs) ทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้โครงการพลังน้ำขยายตัวอย่างรวดเร็ว

3. การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์: จาก "ใช้เอง" สู่ "สินค้าส่งออกหลัก" เนื่องจากเนปาลขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เช่น น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ พลังน้ำจึงกลายเป็น "ทองคำสีน้ำเงิน" (Blue Gold) ที่รัฐบาลเนปาลหวังใช้แก้ปัญหาความยากจนและดุลการค้า

ตลาดรองรับขนาดใหญ่จากอินเดีย: อินเดียเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและขาดแคลนพลังงาน รัฐบาลเนปาลจึงวางเป้าหมายผลิตไฟฟ้าส่วนเกินเพื่อส่งออกขายให้อินเดีย และต่อยอดไปยังบังกลาเทศ

วิกฤตความมั่นคงพลังงานในอดีต: เนปาลเคยประสบปัญหากระแสไฟฟ้าดับ (Load Shedding) วันละหลายชั่วโมง รัฐบาลจึงต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ตนเองก่อนจะขยายสู่การส่งออกเต็มรูปแบบ
.....

การสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำของเนปาลแม้นำมาซึ่งความหวังทางเศรษฐกิจและการเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงทางธรรมชาติที่สูงมาก เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่บนแนวรอยต่อของเปลือกโลกและมีภูมิประเทศที่เปราะบาง

ปัจจัยความเสี่ยงสำคัญของโครงการพลังน้ำในเนปาล

ภัยพิบัติจากทะเลสาบธารน้ำแข็งทะลัก (GLOFs): อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยละลายอย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่พร้อมจะแตกและพัดทำลายเขื่อนรวมถึงโรงไฟฟ้าที่อยู่ท้ายน้ำได้ตลอดเวลา

การกัดเซาะและดินโคลนถล่ม: ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชันร่วมกับอิทธิพลของมรสุมทำให้เกิดดินถล่มบ่อยครั้ง ส่งผลให้ปริมาณตะกอนสะสมในเขื่อนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ลดประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้าง

ความเสี่ยงทางธรณีวิทยา: เนปาลตั้งอยู่ในเขตแผ่นดินไหวที่มีพลังสูง การเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงสามารถสร้างความเสียหายแก่ตัวเขื่อน อุโมงค์ส่งน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมหาศาล

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

การมุ่งเน้นส่งออกไฟฟ้าไปยังอินเดียเพียงตลาดเดียวควบคู่ไปกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง อาจทำให้เนปาลเผชิญภาวะงบประมาณบานปลายจากการซ่อมแซม และความเสี่ยงในการผิดสัญญาจัดส่งพลังงาน หากโครงการหลักได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติอย่างกะทันหัน




ก๊อดซิลล่ากลางเมือง ทำไมประเทศไทย ต้องมี "พ.ร.บ. DATA CENTER" โดยเร็วที่สุด

https://www.facebook.com/somnuckj/posts/10243307582362989

Somnuck Jongmeewasin 
3 hours ago
·
EEC Watch เห็นด้วยกับ อาจารย์นนท์ ว่า
ประเทศไทย ต้องมี "พ.ร.บ. DATA CENTER"
โดยเร็วที่สุด
เพื่อแก้ปัญหากฎหมายจากหน่วยงานรัฐไทยระดับต่างๆ ที่กระจัดกระจาย
กลายเป็นช่องโหว่ของกฎหมายให้ DATA CENTER ที่นิสัยไม่ดี ปกปิด หมกเม็ด และ
มีบริบทการใช้ฐานทรัพยากรและการจ้างงานที่ไม่เหมาะกับประเทศไทย (Take > Give)
และเพื่อกำหนดทิศทางการลงทุน
ทำให้ผู้ประกอบการเห็นเงื่อนไขชัดเจน
ตั้งแต่ต้น รวมถึงการดูแลบริหารจัดการฐานทรัพยากรที่คำนึงถึง ความคุ้มค่าของการแลกฐานทรัพยากรของไทยกับอุตสาหกรรมใหม่นี้
โดยต้องเน้นที่ Demand Management มากกว่า Supply Management
และต้องรู้จักหยุด รู้จักพอ
เมื่อถึงขีดจำกัดการ Carrying Capacity
ในทุกมิติ
นอกจากนี้ พ.ร.บ DATA CENTER ต้องมีกฎกติกาคัดกรองการลงทุน รวมถึงการใช้ฐานทรัพยากรภายในประเทศ ทั้ง Local Content และ Local Employment ที่มาจากคนไทยให้มากที่สุด ทั้งระหว่างก่อสร้างและการดำเนินการ
เน้นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการภายในประเทศไทย เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรม DATA CENTER ที่ไม่ใช่แค่ปลายน้ำ
แต่ต้องรวมถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำ
และอุตสาหกรรมกลางน้ำด้วย
นอกจากนี้ จะต้องมีการศึกษา SEA การพัฒนา DATA CENTER ในพื้นที่ต่างๆของไทย รวมถึง Life Cycle Assessment ของเทคโนโลยี DATA CENTER ที่จะต้องมีการ Upgrade หรือ Replacement ทุกๆ 3 -5 ปี
E-Waste ที่เกิดขึ้นจะนำไปจัดการอย่างไร ให้ถูกต้องหลักวิชาการ และข้อกฎหมายที่กำหนดไว้ ต้องมีระบุไว้ชัดเจน
การมีมาตรการลดหรือขจัดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อาทิ คุณภาพน้ำเสียหลังการบำบัด, ปรากฎการณ์ Heat Island, มลพิษทางเสียง, และมาตรฐาน Explosion Proof สำหรับพื้นที่คลังน้ำมันสำรองของ DATA CENTER แต่ละแห่ง
ที่สำคัญ พ.ร.บ ฉบับนี้เป็นการประกาศเป้าหมายของประเทศไทยให้ชัดเจนว่า
"ต้องการ DATA CENTER แบบใด และการลงทุนจะต้องสร้างประโยชน์อะไรให้สังคมไทยในภาพรวม ทั้งปัจจุบันและอนาคต"
.....



Kasian Tejapira
AI content ·
8 hours ago·

ก๊อดซิลล่ากลางเมือง
%%%%%
เราไล่คนออกไปเพราะไร้บ้าน
ระดมพลเหี้ยมหาญสะท้านไหว
เราเปิดรับดาตาเซนเตอร์ไว
เลี้ยงดูยักษ์บักใหญ่กลางใจเมือง
ก๊อดซิลล่าเชิญมาดูดน้ำไฟ
สูบเหลือกินเหลือใช้ไม่รู้เรื่อง
ไทยด้วยกันข้างถนนคนเปล่าเปลือง
กวาดเก็บเกลี้ยงเนืองเนืองทั้งเมืองทอง
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10244300865759681&set=a.2556231547988







พี่อ้อสาระไม่มี ความดีก็เช่นกัน
@aorwiki
·2h

รัฐทันเค้ากับเค้ามั้ยเนี่ย รู้ไหมเนี่ยว่าตอนนี้ Data Center ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในไทย
 
การมีอยู่และเกิดขึ้นของ Data Center ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำมากขึ้น ต้องเปิดตลอด 24 ชม เพื่อใช้ประมวลผลข้อมูลและระบายความร้อน จะเกิดการดึงไฟฟ้าจากโครงข่ายหลักหรือไม่ แย่งชิงไฟฟ้าหรือไม่ในอนาคตใช้พื้นที่ ใช้น้ำ ใช้ไฟเพิ่ม แล้วก็ไม่ได้สร้างการจ้างงานคนไทยเลย
 
เมื่อก่อนอยู่พื้นที่ EEC ตอนนี้เริ่มผุดขึ้นในกรุงเทพฯ ใดๆ คือ ต้องมีกฎหมายควบคุม น่ะ
สหายเขียว ดร.สมนึก จงมีวศิน
 
@MrGreenLive จับประเด็นนี้ไว้สักพักแล้ว แต่ก็กระแสความสนใจของสังคมก็ยังดูกริบสู้ประเด็นอิกันไม่ได้เลอ เฮ้อ

#DataCenter





"สมชัย" เปิดเอกสารลับ กกต.ชุด 36 ปมฟอกขาว สว. 229 คนรอดคดีฮั้ว | เจาะลึกทั่วไทย










"สมชัย" เปิดเอกสารลับ กกต.ชุด 36 ปมฟอกขาว สว. 229 คนรอดคดีฮั้ว | เจาะลึกทั่วไทย

Nation Online

Aug 31, 2026 #สมชัยศรีสุทธิยากร #เลือกตั้งสว #ฮั้วเลือกสว
"สมชัย ศรีสุทธิยากร" อดีต กกต. ขยับตัวครั้งสำคัญ! ท้าชน iLaw และ "ไอติม พริษฐ์" เตรียมเปิดรายงานการประชุมลับของอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่สั่งยกคำร้องปมฮั้วเลือกตั้ง สว. ทั้ง 229 คน พร้อมแฉพิรุธตัวละครลับ "คนคุมประชุม" ตัวจริงที่ไม่ใช่ประธานตามตำแหน่ง #สมชัยศรีสุทธิยากร #เลือกตั้งสว #ฮั้วเลือกสว #เจาะลึกทั่วไทย

https://www.youtube.com/watch?v=PywiaOfIUlo





https://www.facebook.com/somchaivision/posts/1643932040632741?ref=embed_post

ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร 
16 hours ago
·
เหตุใด การทำงานของ อนุกรรมการวินิจฉัย ฯ คดีฮั้ว สว. จึงขาดความน่าเชื่อถือ (ตอนที่ 1 ใครเป็นใคร)
ผมมีเอกสารจำนวนหนึ่ง มากกว่า 200 หน้า ที่ได้รับจากบุคคลภายใน กกต. มีลายน้ำเขียนว่า “เอกสารใช้ภายในเท่านั้น” ไม่มีตราประทับ “ลับ” หรือ “ลับมาก”
เมื่ออ่านแล้ว พบว่า มีหลายเรื่องที่น่าตั้งเป็นข้อสังเกตในการทำงานของ กกต. และอาจเป็นข้อเสนอแนะในการวินิจฉัยคดี ฮั้ว สว. ต่อ กกต.ทั้ง 7 คน จะทยอยเขียนไปเรื่อย ๆ เพื่อประโยชน์สาธารณะ ครับ
บุคลากรที่เป็นองค์ประกอบในอนุกรรมการ และบทบาทในทางปฏิบัติจากการอ่านรายงานการประชุมของอนุวินิจฉัย หลายครั้ง จะพบว่า
1. บุคคลที่เป็นประธานที่ประชุม คือ นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มาจากเสนอชื่อของ กกต. ฐิติเชฏฐ์ นุชนารถ ไม่ใช่ รตอ. ปิยะ รักสกุล ที่มาจากการเสนอชื่อของ กกต. เสียงข้างมาก ตามที่เคยปรากฏตามสื่อ
2. ในการประชุม ผู้ทำหน้าที่หลักราวกับเป็นประธานที่ประชุม คือ นายอนุชา จันทร์สุริยา ผู้ที่ ประธาน กกต. อิทธิพร บุญประคอง เป็นผู้เสนอชื่อ โดยมีบทบาทเป็นผู้นำการประชุม บันทึกให้เห็นในรายงานการประชุมทุกครั้ง ในขณะที่ผู้เป็นประธานตัวจริง ไม่มีบันทึกว่ามีการพูด หรือ มีบทบาทใด ๆ
3. ในรายงานการประชุมส่วนใหญ่ อนุกรรมการที่พูดซักถาม ให้ความเห็นจะมี 3 ท่าน คือ คุณอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต และ คุณนันทศักดิ์ พูลสุข และ คุณอนุชา จันทร์สุริยา ที่พูดนำและทำหน้าที่แทนประธานตลอด แต่ อนุ ฯ อีก 4 ท่าน คือ คุณเชาวนะ ไตรมาศ คุณเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ คุณธัชสกล พรหมจมาศ และ รตอ. ปิยะ รักสกุล แทบจะไม่ปรากฏในบันทึกรายงานการประชุมว่า มีการแสดงความเห็นอะไร แปลว่า ตลอดราว 3 ชม. ของการประชุม พี่แกอดทนฟังอย่างเดียว ไม่มีข้อสงสัย ไม่มีข้อซักถาม ไม่มีอภิปรายเห็นด้วยหรือคัดค้าน หรือให้ข้อเสนอแนะใด ๆ แต่พอถึงเวลาลงมติ ก็ลงมติได้ทันที (จบตอนที่ 1 ติดตามตอนที่ 2 วิธีการพิจารณาสำนวน เขาทำกันอย่างไร)
Cr.ภาพ : Spacebar (มีตำแหน่งประธานอนุกรรมการ ไม่ถูกต้อง)

https://www.facebook.com/somchaivision/posts/1643861893973089

ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร 
18 hours ago
·
เปิดรายงานการประชุม อนุวินิจฉัยชุดที่ 36 รอบพรีเมียร์
ในรายการเจาะลึกทั่วไทย กับ ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ช่องเนชั่น
เวลา 8.35 น. วันอังคารที่ 1 กันยายน 2569
ฉายต่อเนื่อง ในรายการคมชัดลึก ช่องเนชั่น เวลา 15.15 น. และ The Standard Now. เวลา 17.00 น.



เขาเอาสมองส่วนไหนคิด สว.ประทุม วงศ์สวัสดิ์ อธิปราย เสนอให้แก้กฎหมาย “ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้น ในบริษัทจดทะเบียนในไทย ได้ถึง 100%” #ยกเลิกสว


ตุ๊ดส์review
4 hours ago
·
เสนอให้แก้กฎหมาย “ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้น ในบริษัทจดทะเบียนในไทย ได้ถึง 100%”

การอภิปรายของคุณประทุม วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา เสนอว่า...

"คนไทยมีเงินอยู่ 30 บาท ก็ให้เขา 30% คนต่างชาติเขามี 70% ทำไมไม่ให้ตรงไปตรงมา 70%

ที่รัสเซีย เขาให้ 100% ให้ไปเลย นาย ก คุณลงทุน 70% คุณให้ 70 ถ้าคนไทยเป็น 0 คนไทยไม่มีเลย คุณก็ให้นาย ก นี่ 100% ไปเลย

แล้วเราทำไมไม่ทำอย่างงี้ ข้อเสนอแนะของดิฉันนะฮะ เราทำไมไม่ให้... ตรงไปตรงมา ใครถือหุ้นใหญ่ ก็ให้เขา ให้หุ้นใหญ่ไปเลย

คนไทยมีเงินอยู่ 30 บาท ก็ให้เขา 30% คนต่างชาติเขามี 70% ทำไมไม่ให้ตรงไปตรงมา 70% นี่คือทุนขาวตั้งแต่แรก

ทีนี้กฎหมายเราเนี่ย มันเอื้อให้เทาตั้งแต่แรก ก็คือเอื้อให้เขาทำผิดตั้งแต่แรก แล้วจะมานั่งถามว่า 'เฮ้ย ใครเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง? ใครเป็นคนเจ้าของที่แท้จริง?' ในเมื่อเขา เราให้เขาผิดมาตั้งแต่แรก ใครเขาจะตอบท่าน มันก็เลยมีการหลีกเลี่ยง หลีกเลี่ยงภาษีมั่ง หลีกเลี่ยงว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง

นี่คือความจริงท่านประธาน

ดิฉันยกตัวอย่าง ดิฉันไปเป็นนักธุรกิจที่รัสเซีย เขาให้ 100% แต่ถ้าให้เหมือนเมืองไทย ให้ดิฉันเนี่ย มีเงินลงทุน 100% แต่ให้หุ้นดิฉันแค่ 49% ดิฉันก็ต้องใช้นอมินี นี่คือข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นเราต้องแก้ท่าน เราต้องแก้กฎหมายนี้เอาตรงไปตรงมา นี่คือทุนสีขาวตั้งแต่แรก

เราต้องยอมรับความจริง ไม่งั้นเราแก้ไม่ได้ฮะ ถ้าเราตราบใดที่เรายังแบบแฝงไปด้วยความ... ที่ยังไม่กล้าๆ กลัวๆ แบบนี้ นะฮะ

ให้ไปเลย นาย ก คุณลงทุน 70% คุณให้ 70% / 30% คนไทย แต่ถ้าคนไทยเป็น 0 คนไทยไม่มีเลย คุณก็ให้นาย ก นี่ 100% ไปเลย เหมือนดิฉันที่ไปลงทุนรัสเซีย ไม่มีคนรัสเซียแม้แต่บาทเดียว ดิฉันก็บอกว่านี่คือคนไทย คนต่างชาติได้ 100% นี่ถึงจะถูกต้อง แล้วดิฉันก็เสียภาษีอย่างสง่างาม ไม่มีใครมาเรียกร้องผลประโยชน์จากดิฉันเลย เพราะว่าเราไม่มีแผล ก็ไม่มีใครมาหาประโยชน์จากเรา"

สรุปจากที่ฟังทั้งหมดคือ คุณประทุมเห็นตัวอย่างในบางประเทศว่า ชาติที่เขาทำแบบให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% มันจบปัญหา Nominee ทันที เพราะต่างชาติเอาเงินมา 100 บาท เขาอยากเป็นเจ้าของทั้ง 100 บาท ถ้าเขาทำได้ ก็จะได้ไม่ต้องหาทางทำผิดกฎหมาย

คุณคิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ?

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1659521252405499&set=a.808136554210644
.....







 





อันนี้ฟังพี่ไหมแล้วน่าคิดนะ ถ้าทำธุรกิจตรง ๆ แล้วดันเสียเปรียบคนที่ยอมจ่ายใต้โต๊ะ สุดท้ายใครจะอยากเข้ามาลงทุนกับเรา ปล่อยไปนาน ๆ เราอาจไม่ได้แค่เสียเงินครับ แต่เหมือนกำลังไล่ทุนดีออก แล้วเปิดทางให้ทุนเทาเข้ามาแทน #คอร์รัปชัน








https://x.com/trendforMFP/status/2094791133658587366

ท่าน PG46 ตัวจริง
@trendforMFP

อันนี้ฟังพี่ไหมแล้วน่าคิดนะ ถ้าทำธุรกิจตรง ๆ แล้วดันเสียเปรียบคนที่ยอมจ่ายใต้โต๊ะ สุดท้ายใครจะอยากเข้ามาลงทุนกับเรา 

บริษัทบางแห่งบริษัทแม่สั่งชัดว่าห้ามจ่าย แต่พอมาเจอคู่แข่งที่จ่ายแล้วงานเดินเร็วกว่า ได้เปรียบกว่า คนที่ไม่จ่ายก็แข่งยากขึ้นเรื่อย ๆ 

แล้วมันแย่ตรงนี้แหละ บริษัทที่เราอยากให้อยู่กลับอยู่ยาก แต่ทุนที่พร้อมจ่าย พร้อมใช้ช่อง พร้อมเล่นกับระบบแบบนี้กลับรู้สึกว่าอยู่ไทยแล้วทำธุรกิจง่าย 

ปล่อยไปนาน ๆ เราอาจไม่ได้แค่เสียเงินครับ แต่เหมือนกำลังไล่ทุนดีออก แล้วเปิดทางให้ทุนเทาเข้ามาแทน

#คอร์รัปชัน




บิล เกตส์ คนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตผลักให้คอมพิวเตอร์เข้าไปอยู่บนโต๊ะทำงานของทุกบ้าน เพิ่งเขียนบทความยาวออกมาบอกว่าโลกยังไม่มีแผนรับมือสิ่งที่เขาช่วยสร้างขึ้นมาเลย


Mew Social
16 hours ago
·
คนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตผลักให้คอมพิวเตอร์เข้าไปอยู่บนโต๊ะทำงานของทุกบ้าน เพิ่งเขียนบทความยาวออกมาบอกว่าโลกยังไม่มีแผนรับมือสิ่งที่เขาช่วยสร้างขึ้นมาเลย

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา Bill Gates วัย 70 ปี เผยแพร่บทความขนาดยาวชิ้นหนึ่งบนเว็บไซต์ส่วนตัว ชื่อบทความแปลเป็นไทยได้ว่า "ยุค AI ที่ปั่นป่วนมาถึงแล้ว สิ่งที่เราเลือกตอนนี้คือเรื่องชี้ขาด"

ประโยคที่หนักที่สุดอยู่ตั้งแต่ช่วงต้นครับ

เขาเขียนว่า AI จะเป็นได้แค่สองอย่าง คือเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยประดิษฐ์ขึ้น หรือไม่ก็เป็นบ่อเกิดของความอยุติธรรมที่เลวร้ายที่สุด

ไม่มีตรงกลาง

แล้วเขาก็เขียนต่อว่า ตอนนี้โลกยังไม่มีแผนสำหรับพาเราเข้าสู่ยุคนี้เลยสักแผนเดียว

--------

ก่อนจะไปต่อ ผมอยากให้เห็นก่อนว่าทำไมคำเตือนนี้ออกจากปากคนคนนี้แล้วน้ำหนักมันต่างออกไป

Gates รู้จักคอมพิวเตอร์ครั้งแรกตอนอายุ 13 ใช้ชีวิตครึ่งแรกสร้างซอฟต์แวร์ให้คนทั้งโลกใช้ แล้วตั้งแต่ปี 2008 เขาก็ทำงานที่สองเต็มเวลา คือเอาความมั่งคั่งที่หามาได้จาก Microsoft คืนกลับไปให้โลก

คนแบบนี้ปกติจะเป็นฝ่ายเชียร์ให้นวัตกรรมมาถึงเร็ว ๆ และเขาก็เขียนเองว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาอยากให้นวัตกรรมเกิดเร็วกว่านี้มาตลอด

แต่กับ AI เขาบอกว่าความรู้สึกมันซับซ้อนกว่านั้น เขาอยากให้ประโยชน์มาถึงเร็วที่สุด และอยากให้ปัญหามาช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่มันดันมาพร้อมกัน

แล้วทำไมรอบนี้ถึงไม่เหมือนทุกรอบที่ผ่านมา Gates เทียบให้เห็นภาพว่า ตอนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้ามาใหม่ ๆ มันใช้เวลาถึง 20 ปีกว่าจะเปลี่ยนวิธีทำงานของคนได้จริง

เพราะต้องรอให้ซอฟต์แวร์ถูกเขียนขึ้นมา รอให้ราคาถูกลง แล้วยังต้องรอให้คนเรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือพวกนั้นและเอาไปใส่ในกระบวนการทำงาน

แต่ AI ไม่ต้องรออะไรเลยสักอย่าง

มันรันอยู่บนเครื่องที่เราถืออยู่ในมือแล้ว และมันคุยกับเราด้วยภาษาคน

ประโยคที่เขาสรุปไว้คมมาก คือเราไม่ต้องปรับตัวเข้าหามัน เพราะมันปรับเข้าหาเราได้เอง

และคนที่จะเจ็บก่อน คือคนที่มีเวลาตั้งตัวน้อยที่สุด Gates ยกตัวอย่างไว้สองคน คนทำบัญชีที่ถูกบอทเข้ามาแทน กับคนงานค่าแรงชั่วโมงละ 20 ดอลลาร์ ที่เสียงานให้หุ่นยนต์ซึ่งคิดชั่วโมงละ 10 ดอลลาร์

เขายังคาดด้วยว่าหุ่นยนต์ที่มือไม้คล่องพอ จะเริ่มแข่งกับคนในงานก่อสร้างและงานบริการภายในสิ้นทศวรรษนี้

เพื่อให้เห็นสเกลของความปั่นป่วนที่เขากังวล เขาย้อนกลับไปปี 1933 ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่ฝรั่งเรียกว่า Great Depression

ตอนนั้นคนอเมริกันว่างงานราว 25 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่าย ๆ คือสี่คนตกงานไปหนึ่งคน

แต่ต้องพูดให้ครบ เขาเขียนไว้ชัดว่า AI อาจไม่ทำให้ไปถึงระดับนั้น เขายกตัวเลขนี้มาเพื่อให้เห็นหน้าตาของความปั่นป่วนที่เขาห่วง ไม่ใช่เพื่อทำนาย

--------

แต่แล้วกลางบทความ Gates ก็เล่าเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เลยสักนิด

พ่อของเขาเสียชีวิตด้วยโรคอัลไซเมอร์ในปี 2020

ช่วงท้ายของอาการ พ่อเขามีผู้ดูแลมืออาชีพคอยดูแลทั้งวันทั้งคืน คนกลุ่มนี้เข้าใจพ่อของเขาได้ แม้ในวันที่พ่อพูดสิ่งที่อยากบอกออกมาไม่ได้แล้ว

บางวันพ่อเขาบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าหิว

แต่พวกเขารู้เสมอ

แล้ว Gates ก็เขียนต่อว่า บางอย่างในการดูแลที่คนกลุ่มนั้นให้พ่อของเขา เป็นความเป็นมนุษย์ที่แทนที่ไม่ได้ ไม่มีหุ่นยนต์ตัวไหนทำแทนได้ และไม่ควรทำ

จากเรื่องนี้เอง เขาตั้งชื่อแนวคิดหนึ่งขึ้นมาว่า Human Reserved หรือเขตที่กันไว้ให้มนุษย์ และเหตุผลที่เขาชอบคำนี้ คือมันทำให้เขานึกถึงเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ

พื้นที่ที่เราสร้างถนนได้ สร้างตึกได้ ทำได้หมดทุกอย่างในทางเทคนิค แต่เราตกลงกันเองว่าจะไม่ทำ เพราะสิ่งที่จะเสียไปมันมากเกินกว่าที่จะแลก

พอแนวคิดมีชื่อเรียก เรื่องที่เคยเป็นแค่ความรู้สึกก็กลายเป็นเรื่องที่ถกกันได้

Gates ยกตัวอย่างไว้สองแบบ แบบแรกเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ เขาเขียนว่าคุณจะบอกคนอายุ 55 ที่ทำงานก่อสร้างมาทั้งชีวิต ให้ย้ายไปทำงานในสถานดูแลผู้สูงอายุ แล้วคาดหวังให้เขารู้สึกเติมเต็มกับมัน ไม่ได้

แบบที่สองไม่เกี่ยวกับเงินเลย ลองนึกภาพหุ่นยนต์เป็นฝ่ายบอกคุณว่าคุณเป็นโรคที่รักษาไม่หาย

ในทางเทคนิคไม่มีอะไรขวางเลยครับ มันทำได้

แต่มันไม่ควรทำ

--------

แล้วเขาก็เสนอของที่จับต้องได้ตามมา Gates บอกว่าเขาเชื่อว่าเราควรเก็บภาษีจากการใช้ AI และจากหุ่นยนต์

เหตุผลอยู่ตรงนี้ ทุกวันนี้ถ้าคุณเป็นนายจ้างแล้วจ้างคนหนึ่งคน คุณต้องจ่ายภาษีจากค่าจ้างของเขา

แต่ถ้าคุณซื้อหุ่นยนต์มาหนึ่งตัว โดยทั่วไปคุณหักมันเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้ทันที

พูดอีกแบบคือระบบภาษีที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ กำลังออกแรงดันหลังคุณเบา ๆ ให้เลือกเครื่องแทนคน

เขาไม่ได้พูดเรื่องนี้เป็นครั้งแรกนะ เขาเคยเสนอภาษีหุ่นยนต์มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน และเขาเล่าเองว่าตอนนั้นเสียงตอบรับส่วนใหญ่คือมองว่ามันเป็นความคิดแปลก ๆ

ที่ผมชอบที่สุดในบทความนี้ คือเขาไม่ได้ทำเป็นว่าตัวเองมีคำตอบครบ เขาเขียนตรง ๆ ว่าแนวคิดเขตกันไว้ให้มนุษย์ทำให้เกิดคำถามอีกกองที่เขาเองก็ยังตอบไม่ได้

ใครจะเป็นคนตัดสินว่าอะไรควรกันไว้ ใช้เกณฑ์อะไรตัดสิน จะกันไม่ให้บริษัทแอบใช้หุ่นยนต์ได้ยังไง แล้วถ้าประเทศหนึ่งปล่อยให้หุ่นยนต์ผลิตของ อีกประเทศไม่ปล่อย การค้าระหว่างสองประเทศจะเป็นยังไงต่อ

ส่วนขนาดของงานที่ต้องทำ เขาเทียบไว้แบบนี้ หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน รัฐบาลสหรัฐฯ รื้อโครงสร้างตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อปรับปรุงภารกิจเดียวเท่านั้น คือความมั่นคงของประเทศ

ส่วน AI จะต้องการมากกว่านั้นอีกมาก

รายการที่ Gates ไล่ไว้เองมีตั้งแต่ความมั่นคง การจ้างงาน การศึกษา ภาษี พลังงาน การเลือกตั้ง อากาศและน้ำ สาธารณสุข ระบบการเงิน การบังคับใช้กฎหมาย การขนส่ง ที่ดินสาธารณะ ไปจนถึงระบบไอที

--------

ผมอ่านจบแล้วคิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้ไกลตัวคนไทยเลยครับ

เพราะเส้นที่ Gates พูดถึง มันไม่ได้รอให้รัฐบาลไหนขีดให้อย่างเดียว

ผมเองใช้ AI ช่วยงานแทบทุกวัน ตั้งแต่ย่อยบทความยาว ๆ ไปจนถึงจัดโครงเรื่องก่อนลงมือเขียน งานที่ผมเคยนั่งทำเป็นชั่วโมง มันจบให้ในไม่กี่นาที

แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมไม่เคยยกให้มันทำแทน คือคำขอโทษเวลาผมทำพลาดใส่ใครสักคน อันนั้นผมพิมพ์เองทุกตัวอักษร

ลองนึกภาพเจ้าของร้านที่กำลังจะให้ AI ร่างข้อความไปหาลูกค้าประจำที่รู้จักกันมาสิบปี เพื่อบอกข่าวที่ไม่ดี หรือหัวหน้าทีมที่กำลังจะให้ AI ตอบแชตลูกค้าที่เพิ่งเสียคนในครอบครัวไป

เครื่องทำได้ทั้งสองอย่าง และทำได้เร็วกว่าที่เราจะนั่งเขียนเอง

คำถามที่ต้องตอบก่อนกดส่ง คืองานชิ้นนี้อยู่ในเขตที่เรากันไว้ให้คนทำหรือเปล่า

ผมเชื่อว่า AI จะทำให้เราทำอะไรได้มากขึ้นจริง ๆ แต่เส้นที่ว่าอะไรที่เราจะไม่ยกให้มันทำ ถ้าเราไม่ขีดไว้เองตั้งแต่วันนี้ สุดท้ายราคาจะเป็นคนขีดให้แทนครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1534889878678134&set=a.424019066431893
.....

มีสำนักข่าวและบล็อกวิเคราะห์หลายแห่งนำบทความ "The turbulent AI era is here. The choices we make now are critical" ของ Bill Gates ไปสรุปและถ่ายทอดต่ออย่างแพร่หลาย โดยส่วนใหญ่ประมวลสาระสำคัญออกมาในทิศทางเดียวกันดังนี้:

1. ประเด็นหลัก (Main Thesis)

AI เป็นเทคโนโลยีแบบเหรียญสองด้าน ซึ่งอาจกลายเป็น "เครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" หรือ "บ่อเกิดแห่งความอยุติธรรมที่ร้ายแรงที่สุด" ก็ได้

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ต่างจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีต เพราะเกิดขึ้นเร็วมากภายในทศวรรษเดียว แต่ผู้นำระดับโลกยังขาดแผนรับมือที่เป็นเอกภาพ

2. ความเสี่ยงและภัยคุกคามหลัก

วิกฤตแรงงานและ First Job: ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นและระดับกลาง (เช่น งานกฎหมายบริการลูกค้า งานเขียนโค้ด งานสายการผลิต) มีความเสี่ยงถูกแทนที่สูงที่สุด ทำให้คนรุ่นใหม่ขาดพื้นที่ฝึกทักษะและเติบโตในสายอาชีพ

ภัยคุกคามความมั่นคง: เทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายขึ้นอาจถูกนำไปใช้สร้าง Deepfake การฉ้อโกงทางการเงิน การโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐาน และความเสี่ยงด้านชีวภาพ (Biosecurity)

ผลกระทบทางสังคม: เสี่ยงต่อภาวะ "Cognitive Offloading" หรือการสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของคนรุ่นใหม่จากการพึ่งพา AI มากเกินไป

3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

การกำกับดูแลระดับโลก: เสนอให้จัดตั้งองค์กรกลางระหว่างประเทศ (คล้ายองค์กรกำกับดูแลนิวเคลียร์หรือการบิน) เพื่อควบคุมความเสี่ยงข้ามพรมแดน

ภาษี AI และหุ่นยนต์: จัดเก็บภาษีจากการประมวลผล AI (Compute/Tokens) และหุ่นยนต์ เพื่อนำมาทดแทนภาษีเงินได้ที่หายไปและใช้ฟื้นฟู-รีสกิลแรงงาน

สงวนอาชีพให้มนุษย์ (Human-Reserved Roles): ปกป้องงานที่ต้องใช้ปฏิสัมพันธ์ ความเห็นอกเห็นใจ และการดูแลมนุษย์ด้วยกัน ไม่ให้ถูกนำไปแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติทั้งหมด




‘จัดการพวกมันให้หนัก’ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณถึงการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่า อาจเกิดความขัดแย้งยืดเยื้อในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย แล้วกลยุทธ์ใหม่(ถ้ามี)ของทรัมป์ในตอนนี้ คืออะไรกันแน่?



"จัดการอย่างหนักหน่วง": ทรัมป์มีกลยุทธ์ใหม่รับมืออิหร่านอีกหรือไม่ และจะใช้ได้ผลจริงหรือ?

ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งยืดเยื้อในภูมิภาคอ่าวอาหรับ

หลังจากไม่มีการโจมตีกันโดยตรงในสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านมานานกว่าหนึ่งเดือน ในสัปดาห์นี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะส่งสัญญาณถึงระยะใหม่ของสงคราม ซึ่งดำเนินมาครบ 6 เดือนแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

"เราจะจัดการพวกเขาอย่างหนักหน่วง... จะต้องมีการตอบโต้อย่างแน่นอน" ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ ไม่นานหลังจากที่อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน เพื่อตอบโต้การโจมตีเกาะลารัก (Larak Island) ของอิหร่านเมื่อคืนก่อนหน้านั้น

Axios สำนักข่าวของสหรัฐฯ รายงานว่า วอชิงตันอาจกำลังเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์ใหม่ในลักษณะ "ไม่รบแต่ก็ไม่สงบ" (no war, no peace) โดยมุ่งเน้นการโจมตีอิหร่านเป็นระยะๆ แทนที่จะทำสงครามยืดเยื้อเต็มรูปแบบ

คำถามคือ กลยุทธ์ปัจจุบันของทรัมป์คืออะไรกันแน่ และกองทัพสหรัฐฯ จะสามารถดำเนินกลยุทธ์นี้ต่อไปได้หรือไม่ในขณะที่สงครามกำลังเข้าสู่เดือนที่เจ็ด?

เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันจันทร์?

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะลารักในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองท่าบันดาร์อับบาสอันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอิหร่าน วอชิงตันระบุว่ากองกำลังของตนได้ทำลายเครื่องยิงจรวดของอิหร่านสองเครื่อง ซึ่งอ้างว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กำลังเตรียมใช้เพื่อวางทุ่นระเบิดทางทะเลในช่องแคบดังกล่าว

สื่อของอิหร่านรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 3 ราย จากนั้นอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพอากาศสองแห่งในจอร์แดนซึ่งเป็นที่ตั้งของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ทางการจอร์แดนระบุว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้ 8 ลูก ทรัมป์จึงประกาศว่าจะตอบโต้โดยกล่าวว่า "เราจะจัดการพวกเขาอย่างหนักหน่วง"

ระหว่างการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่กรุงบิชเคก ประเทศคีร์กีซสถาน ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน กล่าวว่ากองกำลังของเขาจะยุติการโจมตีหากสหรัฐฯ ทำเช่นเดียวกัน และหากสหรัฐฯ ปฏิบัติตามข้อผูกพันในข้อตกลงชั่วคราวที่ลงนามเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติสงคราม ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวได้หมดอายุลงแล้วและล้มเหลวในที่สุดเนื่องจากความเห็นต่างในประเด็นถ้อยคำที่คลุมเครือ

การปะทะด้วยอาวุธเมื่อวันจันทร์ถือเป็นการโจมตีโดยตรงครั้งแรกระหว่างทั้งสองฝ่ายในรอบกว่าหนึ่งเดือน และก่อให้เกิดความกังวลว่าความขัดแย้งอาจหวนกลับไปสู่สถานการณ์ทางทหารที่รุนแรงยิ่งขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวกับสื่อมวลชนว่าการปะทะที่เกิดขึ้นใหม่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบเสมอไป โดยระบุว่าสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคง "อยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยม" พร้อมทั้งอ้างว่าระบบการเงิน กองทัพ และผู้นำของอิหร่านต่างอ่อนแอลงอย่างมากแล้ว

"นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่จัดการพวกเขา เราต้องรอดูกันต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น" เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว



ยุทธศาสตร์สงครามของสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงความขัดแย้งนี้?

แนวทางของรัฐบาลทรัมป์ที่มีต่อสงครามกับอิหร่านมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเริ่มต้นด้วยปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบที่กินเวลา 40 วัน ตามมาด้วยการหยุดยิงซึ่งมีการขยายเวลาออกไปในภายหลัง

ในเดือนมิถุนายน เตหะรานและวอชิงตันได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) โดยตกลงเงื่อนไขการหยุดยิงและเปิดทางให้มีการเจรจาสันติภาพในวงกว้างเป็นเวลา 60 วัน

ถ้อยคำที่คลุมเครือในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นเรื่องผู้มีอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซโดยรวม ส่งผลให้ข้อตกลงล้มเหลวลงภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ โดยทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างกล่าวโทษกันและกันว่าละเมิดเงื่อนไขข้อตกลง สถานการณ์นี้นำไปสู่การที่สหรัฐฯ กลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม และเตหะรานก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานกำลังทหารของสหรัฐฯ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ในประเทศเพื่อนบ้านแถบอ่าวอาหรับ

เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลทรัมป์ได้เปลี่ยนจากการใช้ปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่องมาเป็นการใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจแทน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางรายงานข่าวของสื่อสหรัฐฯ ที่ระบุว่ากองกำลังของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางกำลังประสบปัญหาขาดแคลนยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขีปนาวุธสกัดกั้นรุ่น "แพทริออต" (Patriot) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธจากอิหร่าน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่ากำลังขาดแคลนอาวุธ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยระบุว่าจะมุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์ทางการเงินของอิหร่านทั่วโลก

เขากล่าวว่าสหรัฐฯ จะมุ่งเป้าไปที่แหล่งรายได้ของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงน้ำมัน พร้อมทั้งประกาศคว่ำบาตร "องค์กร" 60 แห่งที่ถูกระบุว่ามีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกในการขายน้ำมันของอิหร่าน และขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรแบบทุติยภูมิ (secondary sanctions) กับประเทศและบริษัทอื่นๆ ที่ทำธุรกิจกับเตหะราน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เบสเซนต์กล่าวว่าการโจมตีของอิหร่านเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเตหะรานกำลัง "ตอบโต้ด้วยกำลังทหารเพราะกำลังพ่ายแพ้ในทางเศรษฐกิจ" โดยให้เหตุผลว่ามาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่เริ่มส่งผลกระทบต่ออิหร่านแล้ว

ทางด้าน อับดอลนาเซอร์ เฮมมาติ (Abdolnaser Hemmati) ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน ได้ออกมาตอบโต้โดยระบุว่าข้อกล่าวอ้างที่ว่าเศรษฐกิจของอิหร่านกำลังล่มสลายนั้น "ไม่เป็นความจริง" “ผมขอบอกประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าเรามีเงินตราต่างประเทศเพียงพอ” เขากล่าวในการแถลงข่าว

สหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าไปสู่ยุทธศาสตร์แบบ “ไม่รบแต่ก็ไม่สงบ” (no war, no peace) หรือไม่?

บรรดาผู้สังเกตการณ์ระบุว่า สถานการณ์ในขณะนี้มีลักษณะคล้ายกับภาวะก้ำกึ่งที่ไม่มั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ทางเลือกในการแก้ไขปัญหาก็เริ่มเหลือน้อยลงอย่างรวดเร็ว

แม้ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้ต้องการหวนกลับไปทำสงครามเต็มรูปแบบในทันที แต่ต่างฝ่ายต่างก็แสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะตอบโต้ด้วยกำลังทหาร หากเห็นว่าผลประโยชน์ของตนกำลังถูกคุกคาม

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Axios รายงานว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์กำลังพิจารณากลยุทธ์การโจมตีอิหร่านเป็นระยะ เพื่อให้เรือบรรทุกน้ำมันสามารถแล่นออกจากภูมิภาคอ่าวได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ รายงานระบุว่าแผนการกลับมาใช้ปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านเป็นครั้งคราวนั้นยังไม่ได้รับอนุมัติจากทรัมป์

อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งไปโดยพฤตินัยตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมหลังจากสงครามปะทุขึ้น และไม่ได้เปิดให้ใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบนับแต่นั้น โดยอนุญาตให้เฉพาะเรือที่อิหร่านมองว่าเป็น "มิตร" ผ่านทางได้เป็นบางครั้งเท่านั้น ในขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าตนเป็นผู้ควบคุมเส้นทางเดินเรือดังกล่าว โดยอิหร่านมีการยิงจรวดใส่เรือที่พยายามแล่นผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นระยะ ส่วนทรัมป์ก็อ้างว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ สามารถคุ้มกันเรือต่างๆ ได้อย่างประสบความสำเร็จ

นับตั้งแต่บันทึกความเข้าใจ (MoU) ล้มเหลวและสหรัฐฯ กลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม อิหร่านยืนกรานปฏิเสธที่จะเจรจาทางการทูตกับวอชิงตัน และได้หารือกับโอมานเพียงประเทศเดียวเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต

Trita Parsi ผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้ง Quincy Institute ซึ่งมีฐานดำเนินงานในสหรัฐฯ กล่าวว่า "การทิ้งระเบิดใส่ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นระยะๆ ก็เท่ากับการทำสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น... ไม่มีทางเลี่ยงอื่นใดได้เลย"

เขากล่าวกับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า "รัฐบาล [ของทรัมป์] ดูเหมือนจะถอดใจจากการพยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยวิธีการทางทหาร เศรษฐกิจ หรือการทูต แล้วหันไปใช้วิธีการทำสงครามอย่างถาวรเพื่อจัดการกับปัญหาแทน"

"ถือเป็นความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับจุดเริ่มต้นที่สหรัฐฯ เคยคิดว่าสงครามครั้งนี้จะใช้เวลาไม่เกินสี่วัน"

กลยุทธ์ใหม่ของทรัมป์ในการทำสงครามแบบเป็นระยะๆ นี้จะยั่งยืนหรือไม่?

นักวิเคราะห์ระบุว่ามีหลายเหตุผลที่สหรัฐฯ อาจไม่สามารถกดดันอิหร่านต่อไปได้ในระยะยาว

Mohammad Eslami นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเตหะราน กล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลของทรัมป์พยายามดำเนินความขัดแย้งกับอิหร่านอย่าง "มีการคำนวณมาแล้ว" เพื่อแย่งชิงการควบคุมช่องแคบดังกล่าว ซึ่งก่อนเกิดสงครามนั้นเคยเปิดกว้างให้เรือทุกลำสัญจรผ่านไปมาได้อย่างเสรี

Eslami กล่าวกับ Al Jazeera ว่า "เราควรคำนึงด้วยว่าสงครามครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดของวอชิงตัน และในขณะนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความมั่นใจอย่างมากในการตัดสินใจของตน" เกี่ยวกับทิศทางของสงครามที่มีต่ออิหร่าน

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่ามีความเสี่ยงที่การโจมตีเป็นระยะๆ เช่นที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น Negar Mortazavi นักวิชาการอาวุโสจาก Center for International Policy ซึ่งมีฐานดำเนินงานในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า การกลับมาทวีความรุนแรงของสถานการณ์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากข้อตกลง (MoU) ล่มลง

“อิหร่านแสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากวอชิงตันกลับมาปฏิบัติตามข้อตกลง อิหร่านก็จะกลับมาเช่นกัน แต่หากสหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้แรงกดดันทางทหาร อิหร่านก็จะยกระดับความรุนแรงขึ้น” Mortazavi กล่าวกับสำนักข่าว Al Jazeera “การที่ทั้งสองฝ่ายกลับมาปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกันยังคงเป็นหนทางที่ชัดเจนที่สุดในการลดความตึงเครียด”

มิฉะนั้น เธอเตือนว่า ทั้งสองฝ่ายอาจเสี่ยงที่จะสูญเสียการควบคุมสถานการณ์

ในขณะที่อิหร่านระบุว่าได้บรรลุกรอบข้อตกลงกับโอมานเกี่ยวกับการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต แต่ Eslami กล่าวเสริมว่า “ฝ่ายอเมริกันกลับมองว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีการเจรจาทางการทูตใดๆ ในขณะนี้”

“พวกเขาต้องการรอให้ผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนไปก่อน” และเดินหน้ากดดันอิหร่านทางเศรษฐกิจต่อไป เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการสัญจรผ่านช่องแคบดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยลดลงจากประมาณวันละ 100 ลำ เหลือเพียงเฉลี่ยวันละ 7 ลำในช่วงสงคราม นอกจากนี้ Mortazavi ยังกล่าวว่า “อิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดัน [ทางเศรษฐกิจ] ทั้งสองฝ่ายอาจเชื่อว่าตนสามารถควบคุมสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ แต่ทุกการปะทะระลอกใหม่ย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งในระดับภูมิภาคที่ลุกลามบานปลาย”

นอกจากนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะสามารถดำเนินการโจมตีอิหร่านต่อไปได้อีกนานเพียงใด แม้จะเป็นการโจมตีที่ไม่บ่อยนักก็ตาม เนื่องจากมีกระแสคาดการณ์ว่าคลังอาวุธของสหรัฐฯ กำลังร่อยหรอลง

อีกประเด็นหนึ่งคือต้นทุนทางการเมืองที่ทรัมป์ต้องแบกรับจากการดำเนินสงครามต่อไป คะแนนนิยมในประเทศของเขาลดลงเหลือร้อยละ 33 เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและสงครามที่ยืดเยื้อได้สร้างแรงกดดันภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นต่อตัวเขา

แล้วอิสราเอลมีท่าทีอย่างไรต่อสถานการณ์ทั้งหมดนี้?

สงครามกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นในฐานะปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่ในขณะนี้ดูเหมือนว่าทั้งสองประเทศจะมีลำดับความสำคัญที่แตกต่างกัน

เมื่อเดือนที่แล้ว Benjamin Netanyahu นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ย้ำจุดยืนว่าเขามุ่งมั่นที่จะสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าอิหร่านกำลังดำเนินการพัฒนาอาวุธดังกล่าวอยู่ในขณะนี้ก็ตาม

นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงเบื้องต้นมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างเป็นทางการเพียงครั้งเดียว แต่กลับมีท่าทีขัดขวางข้อตกลงเดือนมิถุนายน โดยปฏิเสธที่จะถอนกำลังออกจากพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน แม้ว่าข้อตกลงจะระบุให้มีการหยุดยิงในทุกแนวรบก็ตาม อย่างไรก็ตาม ลำดับความสำคัญของสหรัฐฯ คือการหาทางยุติสงคราม ซึ่งรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งและการลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมืองจากความขัดแย้ง ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

Parsi จาก Quincy Institute กล่าวว่าผลประโยชน์ของพันธมิตรทั้งสองฝ่ายไม่ได้สอดคล้องกันอีกต่อไป โดยระบุว่า "สหรัฐฯ ไม่ได้มีผลประโยชน์ที่จะต้องทำสงครามกับอิหร่านอย่างไม่มีที่สิ้นสุด"


ที่มา Al Ja Zeera
‘Hit them hard’: Does Trump have another ‘new’ Iran strategy, can it work?

https://www.aljazeera.com/news/2026/9/1/hit-them-hard-does-trump-have-another-new-iran-strategy-can-it-work
1 Sep 2026