วันจันทร์, กรกฎาคม 20, 2569

ท้อปนิวส์ ปั่นสุดลิ่ม จะเอา ‘ไอ๊ซ์’ เข้าคุกให้ได้ ขุดคดีเก่า สุชาติ ชมกลิ่น เอามาแดกดัน พอดีพรรค ปชน.กำลังรณรงค์แก้กฎหมาย ‘ฟ้องปิดปาก’ หรือ SLAPP

ท้อปนิวส์ ปั่นสุดลิ่ม จะเอา ไอ๊ซ์ เข้าคุกให้ได้ จุดประทัดแดกดันให้ สุชาติ ชมกลิ่น เต้นตาม ทำเหมือนดั่งว่าบ้านใหญ่เมืองชลเป็นนักการเมืองบ้องตื้น หารู้ไม่ว่าระดับเจ้าพ่อเขาไม่ตอแยกับเรื่องขี้ปะติ๋ว ตกเป็นเหยื่อของสื่อกะเฬวรากง่ายๆ

คดีที่ท้อปนิวส์อ้างถึงว่า “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบอำนาจให้นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัว ร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม

เพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือ ไอซ์ ศรีนอก ผู้ต้องหา ปมกล่าวหาว่า “เป็นอันธพาลครองเมือง และกล่าวหาว่าทุจริตเรียกรับสินบน” รวมไปถึงกรณีวันที่ ๒๒ พฤษภา ต่อคำพูดของไอ๊ซ์ถึง “คนถ่อย คนชั่ว คนต่ำช้า คนสันดานหยาบคาย”

ซึ่งสองฝ่ายได้เจรจากันแล้ว ไอ๊ซ์แสดงการขอโทษในทางสาธารณะ เรื่องเงียบไปแม้จะยังไม่สิ้นสุดคดี ก็เป็นที่เข้าใจว่ายังไม่เอาความจริงจัง ผู้บริหารท้อปนิวส์น่าจะพยายามหาแสงให้กับสื่อที่ตกขอบไปแล้ว จึงได้ขุดประเด็นขึ้นมาเสี้ยมใหม่

ใช้ชั้นเชิง ตลาดล่างอ้างคอมเม้นต์ของแฟนเพจรายหนึ่ง เป็นข้อความปรากฏว่า “ถ้าเอาไอซ์เข้าคุกได้ สมัยหน้าเลือกสุชาติยกครัว สัญญาไว้ตรงนี้เลย” แสดงให้เห็นความต่ำช้า สันดานหยาบ ว่ามาจากท้อปหัวทิ่มนี่เอง

อนึ่ง ประจวบกับขณะนี้พรรคประชาชนกำลังรณรงค์ “นำเสนอหลักการแก้ไขกฎหมายการฟ้องปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP)” โดย สส.ชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ และ สส.อนุสรณ์ แก้ววิเชียร อยู่พอดี

มูลเหตุใหญ่มาจาก “การฟ้องปิดปากหรือการกลั่นแกล้งประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตนเอง หรือเปิดเผยการทุจริตคอร์รัปชัน” ซึ่งขาดสมดุลระหว่างสิทธิในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิในชื่อเสียงของบุคคลอื่น

“พรรคประชาชนเสนอให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นคำร้องได้ตั้งแต่ในชั้นตำรวจ อัยการ และศาล...ว่าคดีที่ถูกแจ้งความเป็นคดีแบบ SLAPP จากนั้น พนักงานสอบสวน จะรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นและส่งความเห็นให้อัยการ” โดยอัยการมีอำนาจยุติคดีได้

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/LkHdTB7ayro และ https://www.facebook.com/TopNewsLiveThailand/posts/GC9W6E52) 

ทีมชาติสเปน คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก (FIFA World Cup) 2026 ไปครองได้สำเร็จ โดยเอาชนะ ทีมชาติอาร์เจนตินา ไปด้วยสกอร์ 1 - 0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ





https://x.com/MLFootball/status/2078959515442073801


น่าทึ่งมากที่สเปนเป็นฝ่ายครองเกมเหนือกว่าในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งนี้

พวกเขาคู่ควรกับชัยชนะนี้จริงๆ! การรักษาสกอร์ให้สะอาด (ไม่เสียประตู) ตลอดเวลาการแข่งขันปกติเมื่อต้องรับมือกับลิโอเนล เมสซี และแนวรุกของอาร์เจนตินาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูจากผลงานเกมรับอันยอดเยี่ยมตลอดทัวร์นาเมนต์ที่พวกเขาเสียประตูไปเพียงลูกเดียวเท่านั้น

จังหวะที่เฟร์ราน ตอร์เรส ยิงประตูขึ้นนำอย่างเฉียบคมในนาทีที่ 106 ช่วงต่อเวลาพิเศษ ถือเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์แบบสำหรับฟอร์มการเล่นที่เต็มไปด้วยวินัยทางแท็กติกอันยอดเยี่ยม

เป็นเกมที่ลุ้นระทึกจนแทบหยุดหายใจจริงๆ

ความตื่นเต้นเร้าใจจากจังหวะที่เฟร์ราน ตอร์เรส ทำประตูขึ้นนำในนาทีที่ 106 ปลุกให้บรรยากาศในสนามเดือดพล่านขึ้นมาทันที

สถานการณ์ที่อาร์เจนตินาพยายามจะกลับมาสู่เกมทั้งที่เหลือผู้เล่นเพียง 10 คน—หลังจากที่เอ็นโซ เฟร์นานเดซ โดนใบเหลืองที่สองกลายเป็นใบแดงในช่วงท้ายเกมปกติพอดี—มันช่างเป็นความโกลาหลที่ดุเดือดราวกับฉากในละคร เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ช่วยยื้อความหวังให้ทีมไว้ได้นานด้วยการเซฟมหัศจรรย์ถึง 10 ครั้ง แต่การต้องเล่นโดยเสียเปรียบเรื่องจำนวนผู้เล่นท่ามกลางอากาศร้อนระอุเช่นนี้ ถือเป็นภารกิจที่หนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง






 

การคัดกรอง"บัตรคนจน"จากคนที่ถือบัตรเดิมและคนสมัครใหม่รวมกัน 18 ล้านคน รัฐบาลใช้ AI คัดกรองแล้วเหลืออยู่ 9 ล้านคน เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อถกเถียงอย่างหนักในสังคม โดยชาวบ้านจำนวนมากมองว่าระบบ AI หรือการคัดกรองด้วยฐานข้อมูลดิจิทัลนี้ "ยังมีความคลาดเคลื่อนสูง"







การคัดกรอง"บัตรคนจน"จากคนที่ถือบัตรเดิมและคนสมัครใหม่รวมกัน 18 ล้านคน รัฐบาลใช้ AI คัดกรองแล้วเหลืออยู่ 9 ล้านคน

ข้อมูลนี้เป็นความจริงในภาพรวม ทั้งในแง่ของตัวเลขและกระบวนการที่เกิดขึ้นล่าสุด (ข้อมูล ณ กรกฎาคม 2569) โดยมีรายละเอียดข้อเท็จจริงที่สรุปได้ดังนี้

1. ตัวเลขผู้ผ่านเกณฑ์

กระทรวงการคลังเพิ่งประกาศผลการคัดกรองคุณสมบัติผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) รอบปี 2569 ไปเมื่อวันที่ 16–17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

จำนวนผู้ส่งรายชื่อตรวจสอบ: มีทั้งหมดประมาณ 18.8 ล้านคน (เป็นการล้างไพ่รวมทั้งผู้ถือบัตรรายเดิมและผู้สมัครรายใหม่)

จำนวนผู้ผ่านเกณฑ์: เหลืออยู่ที่ประมาณ 9.5 ล้านคน

จำนวนผู้ไม่ผ่านเกณฑ์: ตกไปประมาณ 9.3 ล้านคน (เกือบครึ่งหนึ่ง)

2. การใช้เทคโนโลยีและ AI ในการคัดกรอง

รัฐบาลมีการนำเทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลอัจฉริยะ (AI/Data Analytics) เข้ามาเชื่อมโยงข้อมูลหลังบ้านอย่างเข้มงวดจริง โดยเป็นการดึงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแบบรายบุคคล เช่น

เกณฑ์รายได้และทรัพย์สิน: ตรวจสอบรายได้สะสม เงินฝาก ตราสารหนี้ และการถือครองหุ้น

กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอื่น ๆ: เช่น การครอบครองที่ดิน วงเงินกู้ บัตรเครดิต หรือแม้กระทั่งประวัติการซื้อ-ครอบครองรถยนต์

3. ปัญหาและกระแสวิจารณ์ในปัจจุบัน

หลังจากประกาศผลเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อถกเถียงอย่างหนักในสังคม โดยชาวบ้านจำนวนมากมองว่าระบบ AI หรือการคัดกรองด้วยฐานข้อมูลดิจิทัลนี้ "ยังมีความคลาดเคลื่อนสูง" เช่น

ผู้สูงอายุหรือกลุ่มเปราะบางที่ยากจนจริง ๆ กลับไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากระบบตรวจพบว่ามีชื่อไปเชื่อมโยงกับการถือครองทรัพย์สินอื่น หรือโดนแอบอ้างชื่อไปทำนิติกรรม/ธุรกิจโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง

💡 ข้อแนะนำเพิ่มเติม: > สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในรอบนี้ กระทรวงการคลังได้เปิดโอกาสให้สามารถยื่น "ทบทวนสิทธิ" (อุทธรณ์) ได้ โดยต้องไปปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องเป็นปัจจุบันกับหน่วยงานเจ้าของข้อมูลโดยตรง ภายในกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเอง
.....

ประเด็นเรื่อง "ความคลาดเคลื่อนของระบบคัดกรอง" กำลังเป็นข้อถกเถียงและสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในวงกว้างจริง ๆ โดยหลังจากมีการประกาศผลเมื่อวันที่ 16–17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เพียงแค่ 2 วันแรก ก็มีผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิ์ (อุทธรณ์) พุ่งสูงถึง 2.76 ล้านคน จากกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดประมาณ 9.3 ล้านคน

สาเหตุหลักที่ทำให้สังคมและชาวบ้านมองว่าระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่รัฐนำมาใช้ยังมี "ความคลาดเคลื่อนสูง" และไม่ตรงกับโลกความเป็นจริง มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ดังนี้

1. ปัญหาข้อมูล "ไม่อัปเดต" (Outdated Data)

กระทรวงการคลัง (โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง) ยอมรับตรง ๆ ว่า ระบบคัดกรองรอบนี้ใช้การดึงชุดข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ รวมกันกว่า 9 ล้านชุดข้อมูล แต่ปัญหาคือ "ฐานข้อมูลต้นทางของบางหน่วยงานไม่เป็นปัจจุบัน" * ตัวอย่างที่พบบ่อย: ชาวบ้านบางคนเคยขายรถเก่าพัง ๆ ไปแล้ว หรือรถถูกขโมยไปนานแล้ว แต่ในฐานข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกยังมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ ทำให้ระบบ AI ประเมินว่า "มีทรัพย์สินเกินเกณฑ์" และตัดสิทธิ์ทันที (จนกรมการขนส่งทางบกต้องเปิดให้ชาวบ้านเข้าไปตรวจกรรมสิทธิ์รถฟรีเพื่อแก้ปัญหานี้)

กรณีที่ดิน/ที่อยู่อาศัย: บางคนมีชื่อในโฉนดร่วมกับญาติพี่น้องในที่ดินผืนเล็ก ๆ หรือเป็นที่ดินมรดกที่ทำการเกษตรไม่ได้แล้ว แต่ระบบคำนวณพื้นที่รวมตรง ๆ ทำให้เกินเกณฑ์พื้นที่ที่กำหนด (เช่น เกิน 1 ไร่สำหรับผู้ไม่ใช่เกษตรกร)

2. ปัญหา "จนไม่จริง" ชนะระบบ แต่ "จนจริง" ตกสำรวจ

เป้าหมายของรัฐบาลในรอบนี้คือต้องการบี้คน "จนไม่จริง" ออกจากระบบและเหลือเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางที่สุด แต่ในทางปฏิบัติ เทคโนโลยีกลับมองไม่เห็น "มิติชีวิตจริง" ของชาวบ้าน:

กลุ่ม Gen ดิจิทัล / รับจ้างอิสระ: คนกลุ่มนี้บางส่วนมีความรู้ความเข้าใจนิติกรรม อาจมีช่องทางบริหารจัดการตัวเลขรายได้ในระบบบัญชี ทำให้ผ่านเกณฑ์ได้ง่าย

กลุ่มผู้สูงอายุและคนยากจนในชนบท: คนกลุ่มนี้มักตกเป็นเหยื่อของการ "ถูกแอบอ้างชื่อ" เช่น ถูกลูกหลานหรือนายทุนนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีม้า ไปจดทะเบียนบริษัท หรือไปซื้อรถ โดยที่เจ้าตัวไม่เคยรู้เรื่องและไม่ได้รับเงินจริง แต่เมื่อ AI ตรวจสอบตามเอกสารหลังบ้าน ก็จะตัดสิทธิ์คนกลุ่มนี้ทันทีเพราะถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือทรัพย์สิน

3. ตัวเลขหายไปครึ่งหนึ่ง นำไปสู่ข้อสั่งการ "รื้อเกณฑ์"

การที่คนหายไปจากระบบเกือบ 10 ล้านคน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคะแนนนิยมและภาพลักษณ์ของรัฐบาล จนทำให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองล่าสุด:

รมช. คมนาคม และฝ่ายการเมือง เริ่มออกมาเคลื่อนไหวชงให้กระทรวงการคลัง "รื้อเกณฑ์คัดกรองใหม่" เนื่องจากเกณฑ์ปัจจุบันตึงเกินไปและทำร้ายคนจนเมืองหรือผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา

ข้อเสนอโมเดล 60/40: มีการเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาโยกกลุ่มที่ตกเกณฑ์บางส่วน หรือปรับสัดส่วนการพิจารณา เพื่อดึงคนที่ได้รับความเดือดร้อนจริง ๆ แต่ติดปัญหาข้อกฎหมาย/เอกสาร ให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบสวัสดิการอีกครั้ง

⚠️ สถานการณ์ปัจจุบัน: > สำหรับชาวบ้านที่ไม่ผ่านเกณฑ์ รัฐบาลเน้นย้ำให้รีบยื่น "ขอทบทวนสิทธิ์" (อุทธรณ์) ผ่านเว็บ welfare.mof.go.th หรือแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" / "เป๋าตัง" ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นี้ และต้องรีบไปติดต่อหน่วยงานต้นทาง (เช่น ขนส่ง, กรมที่ดิน, ธนาคาร) เพื่อแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดให้ถูกต้องภายในวันที่ 16 สิงหาคม ก่อนจะมีการประกาศผลรอบอุทธรณ์ในเดือนกันยายน




ถ้ายังจัดงบประมาณแบบนี้ ประเทศไทยไปไม่รอด (ปัญหางบประมาณไทย ส่วนหนึ่งมีปัญหาจาก"ระบบราชการ" โดยตรง ตราบใดที่ไม่มีการ ปฏิรูประบบราชการ เพื่อลดขนาด ลดขั้นตอน และกระจายอำนาจ งบประมาณของประเทศไทยก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ)


The Momentum

Yesterday
·
ถ้ายังจัดงบประมาณแบบนี้
ประเทศไทยไปไม่รอด
.
ปีนี้เป็นปีแรกที่การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้รับการถ่ายทอดสดให้ประชาชนดู
.
ผมนั่งดูอยู่หลายวันด้วยความรู้สึก 2 อย่างปนกัน
.
อย่างแรกคือความรู้สึกว่าก็ไม่เห็นมีอะไร ภาพที่เห็นคือข้าราชการระดับสูง ระดับอธิบดี นั่งเรียงหน้ากระดานชี้แจงตัวเลข กรรมาธิการซักถาม บ้างถามแหลมคม บ้างถามไปอย่างนั้น บางคนก็ Prompt AI มานั่งอ่าน หน่วยงานส่วนใหญ่ตอบด้วยสูตรสำเร็จว่าทุกโครงการจำเป็น ทุกบาทคุ้มค่า ไม่มีความลับดำมืด ไม่มีบทสนทนาต้องห้ามอะไรที่ต้องซ่อนจากสายตาประชาชน
.
จะมีบ้างก็คือเมื่อมีการถ่ายทอดสด บางคนก็ ‘เล่นใหญ่’ ด้วยรู้ว่าสื่ออย่างพวกเรานั่งดูอยู่ มีประชาชนทางบ้าน ซึ่งเป็นโหวตเตอร์คอยจับตา
.
ความรู้สึกอย่างที่ 2 จึงตามมาโดยอัตโนมัติ แล้วที่ผ่านมาหลายสิบปี เรากั๊กห้องประชุมนี้ไว้ทำไม เหตุผลที่เกรงว่าบางเรื่องที่หน่วยงานเสนอเป็น ‘ความลับ’ นั้น ล้วนฟังไม่ขึ้น เพราะหน่วยงานรัฐใช้เงินจากภาษีพวกเรา อนาคตของพวกเราก็ขึ้นอยู่กับทั้งรายจ่ายประจำ ทั้งงบลงทุน ทั้งงบผูกพัน ที่ขึ้นกับหน่วยงานเหล่านี้
.
ทว่ายิ่งดูไปเรื่อยๆ ผมก็เริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่การถ่ายทอดสดเปิดเผยออกมา หาใช่ ‘ความลับ’ ของใครคนใดคนหนึ่ง หากคือสภาพของเครื่องจักรทั้งเครื่องที่ชื่อว่ารัฐไทย ซึ่งเมื่อเห็นชัดๆ กลางแสงไฟแล้ว น่ากังวลกว่าความลับใดๆ ทั้งสิ้น
.
1.
.
ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 มีวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ฟังดูมหาศาล แต่เมื่อแยกไส้ในออกมา พื้นที่ที่รัฐบาลจะใช้ ‘คิดอะไรใหม่’ ได้จริง กลับเหลือนิดเดียว
.
รายจ่ายประจำกินไปแล้วราว 3 ใน 4 ของงบประมาณทั้งหมด และเฉพาะเงินที่ใช้ดูแล ‘คนของรัฐ’ งบบุคลากรกว่า 8.5 แสนล้านบาท บวกเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญอีกเกือบ 3.9 แสนล้านบาท และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการอีกเกือบแสนล้าน รวมกันก็ปาเข้าไปราว 1.24 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งประเทศ
.
ขณะที่รายได้สุทธิที่รัฐบาลคาดว่าจะจัดเก็บได้อยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท
.
ทุกคนเห็นตรงกันว่าตัวเลข ‘รายได้สุทธิ’ นี้เพียงพอสำหรับรายจ่ายประจำและการชำระหนี้เท่านั้น แปลว่างบลงทุนเกือบทุกบาททุกสตางค์ ต้องมาจากการ ‘กู้’ สถานเดียว โดยปีนี้ปีเดียวรัฐบาลกู้ชดเชยการขาดดุลถึง 7.88 แสนล้านบาท
.
และอย่าลืมว่า นี่คือสภาพหลังจากที่รัฐบาล ‘หั่น’ มาแล้ว ปีนี้หน่วยงานต่างๆ เสนอคำของบฯ เข้ามาเกือบ 6 ล้านล้านบาท ถูกเฉือนลงมาเหลือ 3.78 ล้านล้านบาท รัฐบาลคุยว่าใช้แนวคิดงบฐานศูนย์ ทบทวนทุกโครงการ ตัดของที่ไม่จำเป็น ผลลัพธ์ที่ได้คือ งบลงทุนถูกหั่นลงกว่า 13% ทว่าสิ่งที่โตขึ้นคือ งบบุคลากรที่โตขึ้นเกือบ 4% เหมือนเดิม
.
สรุปสั้นๆ ได้ใจความว่า เครื่องจักรตัดเนื้อดีทิ้ง แต่เนื้อร้ายยังโตต่อ นี่คือสถานการณ์ของรัฐไทยในปีงบประมาณ 2570
.
2.
.
รายได้ที่หดตัวกับราคาคุยเรื่องขยายฐานภาษี อีกด้านของสมการยิ่งไม่มีข่าวดี สัดส่วนรายได้รัฐบาลต่อ GDP วันนี้อยู่ที่ราว 14.6% ซึ่งต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจไทยโตต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาต่อเนื่อง ปีหน้ารัฐบาลเองก็หวังแค่ 2.2% ขณะที่การจัดเก็บรายได้จริงพลาดเป้ามาแล้วหลายปีติดต่อกัน
.
ทุกรัฐบาลรู้ปัญหานี้ดี และทุกรัฐบาลก็พูดประโยคเดียวกันว่า จะขยายฐานภาษี จะดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ จะปฏิรูปโครงสร้างรายได้ พูดกันมากี่สิบปีแล้วก็ไม่รู้ ตัวเลข 14.6% คือคำตอบว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงราคาคุย เพราะการปฏิรูปภาษีจริงๆ หมายถึงการทำให้คนบางกลุ่มต้องจ่ายมากขึ้น และไม่มีนักการเมืองคนไหนอยากเป็นคนพูดประโยคนั้น
.
ผลคือหนี้สาธารณะที่วันนี้อยู่ราว 66-67% ของ GDP ขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ทุกขณะ และถ้ารายได้รัฐบาลยังโตไม่เกิน 4% ต่อปี และสถานการณ์ทุกอย่างยังเหมือนเดิมภายใน 5-10 ปี หนี้สาธารณะอาจไต่ไปถึง 80-90% ของ GDP
.
เป็นความน่าหนักใจที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาก็ ‘กุมขมับ’
.
3.
.
ถามว่าประเทศเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ผมคิดว่าคำตอบไม่ได้อยู่ในเอกสารงบประมาณ แต่อยู่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่
.
ประเทศนี้ทำรัฐประหารสำเร็จมาแล้ว 13 ครั้ง ไม่นับรวมที่พยายามแต่ไม่สำเร็จ เป็นตัวเลขติดอันดับต้นๆ ของโลก เสถียรภาพการเมืองย่ำแย่ จนกลายเป็นวัฒนธรรมการเมืองที่ว่า หากรัฐบาลไหนไม่ได้ดั่งใจ หากไม่ใช่พวกเรา ก็หาทาง ‘ล้ม’ ด้วยรถถัง ด้วยองค์กรอิสระ ด้วยกลไกรัฐพันลึกที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ รัฐบาลไทยจึงมีอายุขัยเฉลี่ยสั้นจนไม่มีใครกล้าลงมือทำอะไรที่ต้องใช้เวลาเกิน 1 สมัย
.
และหากคิดจะทำอะไรก้าวหน้า บรรดา ‘นักร้อง’ บรรดา ‘องค์กรอิสระ’ ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็เงื้อดาบทันที เพราะรู้ว่าเป็นวิธีล้มรัฐบาลที่ได้ผล
.
ด้วยเหตุนี้ เรื่องใหญ่ที่ต้องพูดถึงอย่างการปฏิรูปภาษี การรื้อระบบบำนาญ การยุบหน่วยงาน ล้วนเป็นงานที่เจ็บก่อน เห็นผลทีหลัง เจ็บในรัฐบาลนี้ ออกดอกในรัฐบาลหน้า เป็นงานที่ไม่มีใครกล้าทำในระบบการเมืองที่ไม่มีใครแน่ใจว่าตัวเองจะอยู่ถึงปีหน้า ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะยอมเจ็บ ทุกรัฐบาลจึงเลือกทำสิ่งที่ตรงกันข้าม คือเพิ่มรายจ่ายเพื่อซื้อความนิยมระยะสั้น แล้วทิ้งบิลไว้ให้รัฐบาลถัดไป
.
แม้แต่รัฐบาล ‘คนดี’ ที่อยู่ยาวนานเกือบทศวรรษ และบอกว่ามาเพื่อ ‘ปฏิรูป’ ก็เลือกทิ้งบิล เพิ่มรายจ่ายไว้เหมือนกัน บิลจากรัฐบาลทหารยังส่งผลจวบจนทุกวันนี้
.
เหตุผลที่เล่ามาสะท้อนว่า สิ่งที่เรากำลังเห็นในงบประมาณปี 2570 จึงไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือดอกผลที่ผลิบานเต็มที่ของความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง ที่สะสมปุ๋ยมาหลายทศวรรษ
.
4.
.
คำถามคือ แล้วจะอย่างไรต่อ ถ้ารายได้มีเท่านี้ คำตอบทางคณิตศาสตร์มีข้อเดียว คือต้องหั่นรายจ่าย และความจริงที่การถ่ายทอดสดชั้นกรรมาธิการปีนี้ช่วยยืนยัน คือรายจ่ายที่หั่นได้ยังมีอีกมาก
.
ผมนั่งดูรายการอาจารย์วีระ ธีรภัทร หนึ่งในกรรมาธิการงบประมาณฯ บอกว่าภารกิจรอบนี้คือการหา ‘เงินนอกงบประมาณ’ แต่เท่าที่ผมติดตาม บทบาทของอาจารย์วีระในที่ประชุมกรรมาธิการ ‘รุนแรง’ กว่านั้น เพราะในเวลาไม่กี่วัน อาจารย์วีระก็เสนอหั่น เสนอยุบหน่วยงานที่ภารกิจซ้ำซ้อน ไม่จำเป็นไปหลายหน่วยงาน
.
ในการอภิปรายร่างนี้เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 อาจารย์วีระยกหน่วยงานสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) องค์การมหาชนเกิดใหม่ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ขึ้นมาชำแหละ พร้อมเสนอตัดงบประมาณทั้งหมด เพราะภารกิจซ้ำกับหน่วยงานเดิมแทบทุกข้อ บุคลากรก็โอนมาจากที่เก่า
.
กรณี รวพ.เป็นเรื่องที่ถกเถียงได้ แต่กลไกในการ ‘แตกหน่อ’ ของหน่วยงานนั้นน่าสนใจ หน่วยงานราชการหลายแห่งเป็นอย่างนี้ เมื่อระบบราชการเดิมขยายตัวในระบบปกติไม่ได้ เพราะภาระงบประมาณและกำลังคนเริ่มรัดคอ ก็ ‘แตกตัว’ หนีออกนอกระบบ เรื่องเงินก็ตั้งกองทุน เรื่องคนก็ตั้งองค์การมหาชน เขาเปรียบเป็นโปรโตซัว
.
ไม่กี่วันก่อนอาจารย์วีระก็เพิ่งเสนอยุบสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) อีกหนึ่งมรดกจากการรัฐประหาร เป็นหน่วยงาน ‘แบ่งตัว’ เหมือนกัน เพราะแต่ละหน่วยล้วนต้องการขยายอาณาจักร ของบฯ เพิ่ม ขอคนเพิ่ม สร้างเรื่องราวใหม่มาขอเงินทุกปี
.
ทั้งหมดนี้วางอยู่บนฐานของบุคลากรภาครัฐที่ได้สวัสดิการเต็มรูปแบบราว 1.7 ล้านคน เงินเดือนขึ้นทุกปี บำนาญโตทุกปี ค่ารักษาพยาบาลพุ่งทุกปี ในขณะที่รายได้ของรัฐบาลแทบไม่ขยับ
.
5.
.
ที่น่าหงุดหงิดคือ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่โจทย์ที่โลกไม่มีคำตอบ ไอเดียว่าด้วยการจัดประสิทธิภาพภาครัฐ ยุบองค์กรเทอะทะ ปราบคอร์รัปชันจริงจัง มีให้ลอกจากทั่วโลก และมีประเทศที่ทำสำเร็จให้เห็นจริงๆ
.
แคนาดาในทศวรรษ 1990 เผชิญวิกฤตหนี้จนถูกสื่อต่างชาติเรียกว่าสมาชิกกิตติมศักดิ์ของโลกที่ 3 รัฐบาลตอนนั้นทำ Program Review รื้อรายจ่ายทุกกระทรวงด้วยคำถามพื้นฐานว่า งานนี้รัฐจำเป็นต้องทำเองหรือไม่ ผลคือหั่นรายจ่ายโครงการลงราว 1 ใน 5 ลดกำลังคนภาครัฐหลายหมื่นตำแหน่ง และภายในไม่กี่ปี งบประมาณที่ขาดดุลเรื้อรังก็พลิกกลับมาเกินดุล
.
นิวซีแลนด์ปฏิรูปภาครัฐครั้งใหญ่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 แปลงหน่วยราชการเชิงพาณิชย์เป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องรับผิดชอบผลประกอบการ ให้หัวหน้าหน่วยงานราชการทำงานตามสัญญาที่วัดผลได้ กำลังคนภาครัฐส่วนกลางลดลงมหาศาล จนกลายเป็นตำราปฏิรูประบบราชการที่ทั่วโลกใช้เรียนกันมาจนทุกวันนี้
.
หรือไม่ต้องมองไปไกล เวียดนามเพื่อนบ้านเราเพิ่งประกาศ ‘ปฏิวัติโครงสร้าง’ ครั้งใหญ่เมื่อต้นปี 2568 ควบรวมกระทรวงจาก 22 เหลือ 17 กระทรวง ยุบหน่วยงานซ้ำซ้อนระดับกรมกองนับร้อย พร้อมเป้าลดกำลังคนภาครัฐราว 20% ภายใน 5 ปี ทำจริง เจ็บจริง และทำในจังหวะที่เศรษฐกิจกำลังโต ไม่ใช่รอให้วิกฤตมาบังคับ
.
ส่วนประเทศไทย วาระแบบนี้หาได้ยากยิ่ง ตลอดหลายสิบปีเรามีแต่ข่าวเปิดหน่วยงานใหม่ ตั้งกระทรวงใหม่ ยกฐานะกรมเป็นทบวง แตกสำนักงานเป็นองค์การมหาชน ซึ่งจะทำก็ทำได้ ไม่มีใครว่า แต่ของเก่าที่หมดสภาพ หมดภารกิจ ไม่เคยกล้ายุบสักครั้ง ทั้งที่อย่างกรณีองค์การมหาชนนั้น กฎหมายเปิดช่องให้รัฐบาลยุบได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านสภาฯ ด้วยซ้ำ
.
ทั้งหมดนี้ยังไม่ได้พูดถึงวาระว่าด้วยเรื่อง ‘คอร์รัปชัน’ ที่กัดกินสังคมไทย และยิ่งเปิดแผลเท่าไร ก็ยิ่งพบว่าที่หัก ‘เงินทอน’ กัน 10-30% ล้วนมีผลในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่ทำให้ไม่สามารถใช้เงินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นกัน
.
6.
.
ทั้งหมดนี้ ผมคิดว่า คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รู้ดีว่าประเทศนี้ต้องการรัฐที่ทำอะไรได้มากกว่านี้ สวัสดิการที่ดีกว่านี้ การลงทุนที่กล้าหาญกว่านี้
.
แต่รัฐแบบนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ตราบใดที่เงินภาษีเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการเลี้ยงโครงสร้างเดิมของตัวเอง และเงินสำหรับอนาคตทุกบาทต้องไปกู้เขามา
.
บทเรียนจากทั่วโลกบอกตรงกันว่า การปฏิรูปการคลังเกิดขึ้นได้ 2 แบบ แบบแรกคือทำเองก่อนวิกฤต กับแบบที่ 2 คือให้วิกฤตเข้ามาบังคับ หนี้สาธารณะที่กำลังเดินเข้าหา 70% รายได้รัฐที่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ งบลงทุนที่ต้องกู้ 100% และระบบราชการที่ยังแบ่งตัวเป็นโปรโตซัวไม่หยุด แน่นอนว่าวิกฤตกำลังบังคับให้ประเทศนี้ต้องคิดใหญ่ ผ่าระบบราชการ จัดองคาพยพกันใหม่
.
การถ่ายทอดสดกรรมาธิการงบประมาณปีนี้ อย่างน้อยก็ทำให้ประชาชนได้เห็นเครื่องจักรทั้งเครื่องด้วยตาตัวเอง คำถามเดียวก็คือ รัฐบาลไหนจะกล้าลงมือ ‘ซ่อม’ ก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะเรื้อรัง และประเทศจะจมลงหนักกว่านี้
.
เพราะถ้ายังจัดงบประมาณแบบนี้ต่อไป ประเทศไทยไปไม่รอดจริงๆ
.
เรื่อง: สุภชาติ เล็บนาค
ภาพ: อภิสรา วิเศษบุญลือ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1495519435955435&set=a.654659416708112
.....

เพิ่มเติม

ระบบราชการมีส่วนอย่างมากและถือเป็นหนึ่งในเนื้อร้ายสำคัญ ที่ทำให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบงบประมาณของประเทศไทย แต่หากจะมองให้รอบด้าน ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากระบบราชการเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "การผสมกัน" ระหว่างโครงสร้างราชการที่เทอะทะ การรวมศูนย์อำนาจ และค่านิยมทางการเมืองแบบประชานิยม/พวกพ้อง

เราสามารถแยกแยะปัญหาว่างบประมาณไทยถูกระบบราชการและปัจจัยอื่นๆ ฉุดรั้งไว้อย่างไรได้ดังนี้:

1. ปัญหาที่เกิดจาก "ระบบราชการ" โดยตรง (Structural Internal Issues)

งบประจำกินกลืนงบลงทุน (Rigid Expenditure Structure): โครงสร้างงบประมาณไทยกว่า 70-75% ในแต่ละปี เป็น "งบรายจ่ายประจำ" ซึ่งส่วนใหญ่คือ เงินเดือน ข้าราชการบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล และสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐ เนื่องจากระบบราชการไทยมีขนาดใหญ่และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เหลืองบประมาณไปใช้ในการลงทุนพัฒนาประเทศ (เช่น โครงสร้างพื้นฐาน, การวิจัยและพัฒนา, การปรับปรุงการศึกษา) ต่ำมากในแต่ละปี (มักจะปริ่มๆ อยู่ที่เกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมายคือประมาณ 20%)

การจัดงบแบบฐานเดิม (Incremental Budgeting): ระบบราชการไทยมักใช้วิธีคิดงบประมาณแบบ "ปีที่แล้วได้เท่าไหร่ ปีนี้ขอเพิ่มขึ้นเท่านั้น" โดยไม่ได้ประเมินอย่างแท้จริงว่าโครงการเดิมนั้นยังจำเป็นหรือมีประสิทธิภาพอยู่ไหม ทำให้โครงการที่ล้าสมัยไม่เคยถูกตัดออก แต่กลับมีงบใหม่ๆ พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ

ระบบไซโล (Silo Bureaucracy): แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ทำงานแยกขาดจากกัน ขาดการบูรณาการ ทำใหเกิด "งบประมาณซ้ำซ้อน" เช่น โครงสร้างพื้นฐานแหล่งน้ำ หรือการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ที่มีหน่วยงานทำซ้ำกันนับสิบกรม ทำให้สูญเสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์

ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่เน้น "ความปลอดภัย" มากกว่า "ประสิทธิภาพ": ข้าราชการมักกลัวการถูกตรวจสอบจาก ป.ป.ช. หรือ สตง. ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างล่าช้า และเน้นการซื้อของตามสเปกเดิมๆ ที่ปลอดภัย ไม่กล้าลงทุนในนวัตกรรมใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีที่จะช่วยลดต้นทุนในระยะยาว

2. ปัญหาจากการ "รวมศูนย์อำนาจ" (Centralization)

ส่วนท้องถิ่นไร้อำนาจทางการคลัง: แม้ไทยจะมีแนวคิดกระจายอำนาจ แต่ในความเป็นจริง งบประมาณส่วนใหญ่ยังถูกจัดสรรและตัดสินใจโดยข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค (ผ่านกระทรวงต่างๆ) ท้องถิ่น (อบต., อบจ., เทศบาล) มีรายได้และงบประมาณที่จัดสรรให้เองในสัดส่วนที่น้อยมาก ทำให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุดและไม่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

3. ปัจจัยแทรกซ้อนจาก "ภาคการเมือง" (Political Factors)

จะโทษระบบราชการอย่างเดียวก็ไม่ยุติธรรมนัก เพราะฝ่ายการเมืองที่เข้ามาบริหารก็มีส่วนสร้างแผลให้ระบบงบประมาณเช่นกัน:

นโยบายระยะสั้นและงบผูกพัน: นักการเมืองมักเน้นนโยบายประชานิยมที่เห็นผลเร็วเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง (เช่น การแจกเงิน, การอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร) ซึ่งใช้เงินมหาศาลและมักเป็น "งบภาระผูกพัน" ที่รัฐบาลชุดต่อๆ ไปต้องตามล้างตามเช็ด จนไปเบียดบังงบประมาณที่จะนำไปใช้ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

การจัดงบแบบ "การเมืองนำ" (Pork-barrel Politics): การจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่มักอิงกับฐานเสียงของรัฐมนตรีหรือพรรคร่วมรัฐบาล มากกว่าการอิงจากดัชนีความจำเป็นหรือความยากจนของพื้นที่นั้นจริงๆ

💡 บทสรุป

ระบบราชการไทยเปรียบเสมือน "คอมพิวเตอร์รุ่นเก่าที่ระบบปฏิบัติการอุ้ยอ้ายและกินไฟสูง" (กินงบประจำสูง) ในขณะที่ฝ่ายการเมืองคือ "ผู้ใช้งานที่เน้นเปิดโปรแกรมกราฟิกหนักๆ เพื่อความสวยงามระยะสั้น" (นโยบายประชานิยม) โดยไม่ได้อัปเกรดฮาร์ดแวร์ข้างใน

ตราบใดที่ไม่มีการ ปฏิรูประบบราชการ (Bureaucratic Reform) เพื่อลดขนาด ลดขั้นตอน และกระจายอำนาจทางการคลังให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการสร้าง วินัยทางการเงินการคลัง ของฝ่ายการเมือง งบประมาณของประเทศไทยก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ




(ขบวนการ IO) ไม่มีทหารหนุนหลังไม่เป็นอย่างนี้หรอก 😡

https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/posts/28245317508394792

Thapanee Eadsrichai 
13 hours ago
·
คิดไว้แล้วว่า เมื่อกลับมาทำข่าว จชต.เมื่อไหร่ IO ก็จะกลับมา !!!

เพจเดิม เรื่องเดิม ข้อกล่าวหาเดิม และเลวร้ายตรงที่เห็นชัดเจนว่า ขบวนการ IO ติดตาม คุกคามชีวิตเราทั้งในฐานะส่วนตัวและสื่อมวลชน

และเลวร้ายที่ไปลากเอาน้องๆเยาวชนที่ทำงานเป็นอาสาสมัครในงาน Pattani Decoded 2026 มากล่าวหาอย่างร้ายแรง โดยไม่ใช่เรื่องจริง

ที่เห็นอย่างน้อย 2 เพจ ซึ่งเป็นเพจเดิมที่เราได้ยื่นฟ้องไปเมื่อ 4 เดือนก่อน เอาไปโพสต์ด้วยข้อความเหมือนกัน โดยเอาภาพที่เราถ่ายกับ สส.พรรคประชาชน ซึ่งในภาพมีน้องผู้หญิงที่เป็นอาสาสมัครงานปัตตานีดีโคตร มานำคนที่มาเที่ยวงานชมงาน น้องไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย และข้อความที่เราโพสต์มีหลายภาพ มีภาพที่ถ่ายกับผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พี่เปิ้ลนาคร แต่ขบวนการ IO เจาะจงเอาบางรูปมากล่าวหาสนับสนุนแบ่งแยกดินแดนอีกแล้ว ซึ่งครอบครัวของน้องได้ไปแจ้งความไว้แล้ว เพราะเป็นการใส่ร้ายป้ายสี ต้องขอโทษน้องและครอบครัวมากๆค่ะ Emsophian Benjametha

วาทกรรมการสร้างความเกลียดชัง ยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่ช่วงนี้เราได้ลงพื้นที่มาทำข่าวเพื่อสื่อสารเรื่องราวดีๆของผู้คนในปัตตานี ผ่านการจัดงานปัตตานีดีโคตร งานเทศกาลสายน้ำ คนที่มีความหวังจะสร้างเมืองที่น่าอยู่ แต่ขบวนการ IO ที่เรารู้ว่ามีใครอยู่เบื้องหลังนั้น ยังมาใส่ร้ายไม่หยุดหย่อน

ผ่านมา 4 เดือน ต้องยอมรับว่ากระบวนการในการตรวจสอบล่าช้า เพราะหลายๆปัจจัย แล้วจะมาเล่าต่อไป

จากโพสต์เดิมจะเห็นว่ามีหลายภาพที่เราขอลงเป็นหลักฐานไว้ แต่ IO เลือกเอาภาพที่เจาะจงใส่ร้ายไปคุกคามน้องๆเยาวชนอีก เลวร้ายจริงๆ
 
ถ้าคิดต่างก็ขอให้อยู่บนฐานข้อเท็จจริง
.....

Atukkit Sawangsuk
·
ไม่มีทหารหนุนหลังไม่เป็นอย่างนี้หรอก
.....

https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/posts/28245653575027852




#ยืนหยุดทรราชw170 18 กรกฎาคม 2569 นักโทษการเมืองไม่ควรถูกปฏิเสธสิทธิการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี เพราะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์



https://www.facebook.com/reel/1715619162713593
https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/1049355644113102

We, The People 
7 hours ago
·
#ยืนหยุดทรราชw170
18 กรกฎาคม 2569

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษา *ยกฟ้อง* จำเลยทุกคนในข้อหามาตรา 112 และ 116 จากคดีทำโพลสำรวจความคิดเห็น ”คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่“ ในคดีนี้เองที่ ”บุ้ง“ เนติพร เสน่ห์สังคม ถูกปฏิเสธการประกันตัว และเธออดอาหารจนเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567

การที่พวกเรามา #ยืนหยุดทรราช ก็ด้วยเหตุนี้ นักโทษการเมืองไม่ควรถูกปฏิเสธสิทธิการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี เพราะหากเขาต้องถูกคุมขังทั้งที่ศาลยังไม่ตัดสิน เมื่อพิพากษายกฟ้อง นั่นหมายความว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์และถูกคุมขังโดยมิชอบ ซึ่งไม่มีอะไรมาชดเชยให้พวกเขาได้
#นิรโทษกรรมประชาชน
#ปล่อยเพื่อนเรา



นายกเทศมนตรี Mamdani กล่าวว่าเขากำลังพิจารณาเรื่องการจับกุมนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูหากเดินทางมาเยือนนครนิวยอร์ก (คาดว่าในเดือนกันยายน 2026) ในแง่ความเป็นจริง เขาคงทำไม่ได้ กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงทันที

https://www.facebook.com/reel/1346867514224285

คำกล่าวของ Zohran Mamdani (ซึ่งเป็นสมาชิกสภาแห่งรัฐนิวยอร์กและผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก) ที่ระบุว่ากำลังพิจารณาให้เทศบาลเมืองเข้าจับกุมนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลนั้น ในทางปฏิบัติและทางกฎหมาย ไม่สามารถทำได้จริง โดยมีกลไกทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และการทูตหลายประการที่จะเข้ามาขัดขวางและลบล้างคำสั่งดังกล่าวทันที ดังนี้:

1. รัฐบาลกลางสหรัฐฯ และกระทรวงยุติธรรม (U.S. Federal Government & DOJ)

นี่คือหน่วยงานหลักที่จะเข้ามาขัดขวางโดยตรง หากเทศบาลนครนิวยอร์กหรือตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) พยายามจะทำการจับกุม

การขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาล (Federal Injunction): กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐบาลกลางอย่างเร่งด่วนเพื่อสั่งระงับการกระทำของเมืองนิวยอร์ก เนื่องจากละเมิดกฎหมายรัฐบาลกลางและรัฐธรรมนูญ

หลักอำนาจสูงสุดของรัฐบาลกลาง (Supremacy Clause): ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ อำนาจในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นของรัฐบาลกลาง (ประธานาธิบดีและสภาคองเกรส) เท่านั้น รัฐบาลท้องถิ่นหรือเทศบาลไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการดำเนินมาตรการใดๆ ที่ขัดต่อนโยบายต่างประเทศของประเทศ

2. ข้อตกลงสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN Headquarters Agreement 1947)

เนื่องจากการเดินทางเยือนนครนิวยอร์กของผู้นำต่างประเทศส่วนใหญ่ (รวมถึงเนทันยาฮู) มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA)

ข้อตกลงที่เป็นสนธิสัญญาผูกพันระหว่างสหรัฐฯ กับ UN ระบุชัดเจนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องอำนวยความสะดวกและรับรองสิทธิในการเดินทางเข้า-ออกอย่างเสรีให้กับผู้แทนและผู้นำประเทศต่างๆ ที่มาประชุม UN * กฎหมายนี้คุ้มครองสิทธิในการเดินทางผ่านพื้นที่ของนครนิวยอร์กเพื่อไปยังเขตสำนักงานใหญ่ UN โดยที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่มีสิทธิ์เข้าไปแทรกแซงหรือจับกุม

3. เอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต (Diplomatic & Head-of-State Immunity)

ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในของสหรัฐฯ (เช่น Diplomatic Relations Act) ผู้นำประเทศหรือหัวหน้ารัฐบาลที่อยู่ในตำแหน่งจะได้รับ "ความคุ้มกันในฐานะประมุขแห่งรัฐ" (Head-of-State Immunity) * ความคุ้มกันนี้ทำให้เนทันยาฮูรอดพ้นจากการถูกควบคุมตัว การจับกุม หรือการดำเนินคดีทางอาญาโดยศาลและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายทุกระดับในสหรัฐฯ ตราบใดที่ยังดำรงตำแหน่ง

4. กฎหมายสหรัฐฯ ที่ต่อต้านศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)

แม้ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ณ กรุงเฮก จะมีการออกหมายจับเนทันยาฮู และ Mamdani จะใช้เหตุผลนี้อ้างอิง แต่ในความเป็นจริง:

สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นภาคีในธรรมนูญกรุงโรมของ ICC

สหรัฐฯ มีกฎหมายระดับชาวบ้านที่เรียกว่า American Servicemembers' Protection Act (หรือที่มักเรียกกันเล่นๆ ว่า "กฎหมายบุกกรุงเฮก") ซึ่งห้ามไม่ให้หน่วยงานราชการทุกระดับของสหรัฐฯ (รวมถึงรัฐบาลท้องถิ่น) ให้ความร่วมมือหรือบังคับใช้หมายจับของ ICC

สรุปคือ: หากนายกเทศมนตรีหรือฝ่ายกฎหมายของเทศบาลนิวยอร์กพยายามจะสั่งจับกุมจริง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงทันที โดยใช้ระบบศาลรัฐบาลกลางส่งคำสั่งระงับการจับกุม และหากจำเป็น หน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาลกลาง (เช่น Secret Service หรือ FBI) จะเป็นผู้คุ้มกันผู้นำต่างประเทศด้วยตนเอง คำประกาศของ Mamdani จึงเป็นเพียงการแสดงจุดยืนทางการเมือง (Political Statement) ที่ไม่มีความเป็นไปได้ในทางกฎหมาย
.....

เพิ่มเติม ประเด็นข้อกฎหมายระหว่างประเทศ

หากเจาะลึกในแง่มุม "กฎหมายระหว่างประเทศ" (International Law) และกลไกเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับกฎหมายภายในของสหรัฐฯ มีหลักการและข้อตกลงสำคัญหลายฉบับที่ทำให้แนวคิดการจับกุมของนายกเทศมนตรี Mamdani ขัดต่อกฎหมายสากลอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

1. หลักความคุ้มกันของประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล (Head-of-State Immunity)

ตามกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (Customary International Law) ผู้นำประเทศ หัวหน้ารัฐบาล (เช่น นายกรัฐมนตรี) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ยังอยู่ในตำแหน่ง จะได้รับสิทธิ ความคุ้มกันเด็ดขาดจากเขตอำนาจศาลต่างประเทศ (Immunity Ratione Personae)

ขอบเขตความคุ้มกัน: สิทธิตัวนี้คุ้มครอง "ตัวบุคคล" โดยตรงในทุกกรณี ไม่ว่าความผิดที่ถูกกล่าวหาจะเกิดขึ้นก่อนหรือระหว่างดำรงตำแหน่ง และไม่ว่าจะเป็นความผิดส่วนตัวหรือในนามรัฐ

ผลทางกฎหมาย: เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของประเทศอื่น (รวมถึงระดับท้องถิ่นอย่าง NYPD) ไม่สามารถกักขัง หน่วงเหนี่ยว หรือจับกุมผู้นำที่ได้รับความคุ้มกันนี้ได้ การละเมิดหลักความคุ้มกันถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของรัฐนั้นๆ และผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

2. สถานะของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) กับประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคี

แม้ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จะออกหมายจับเบนจามิน เนทันยาฮู แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ มีหลักการสำคัญคือ "ความสัมพันธ์แบบผูกพันเฉพาะภาคี" (Pacta tertiis nec nocent nec prosunt)

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ไม่ได้ลงนามสัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรม (Rome Statute) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาก่อตั้ง ICC ดังนั้น ทั้งสองประเทศจึงไม่มีพันธกรณี (Legal Obligation) ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะต้องปฏิบัติตามหรือบังคับใช้หมายจับของ ICC

สำหรับสหรัฐฯ ข้อผูกพันในการจับกุมตามหมายจับของ ICC จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นอยู่ในดินแดนของประเทศที่เป็นภาคี (เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี) เท่านั้น แต่ในดินแดนของสหรัฐฯ หมายจับนี้ไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย

3. อนุสัญญาว่าด้วยภารกิจพิเศษ ค.ศ. 1969 (Convention on Special Missions)

ในกรณีที่ผู้นำต่างประเทศเดินทางไปเยือนอีกประเทศหนึ่งเพื่อปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ (เช่น การไปร่วมประชุม UNGA ที่นิวยอร์ก) กฎหมายระหว่างประเทศจะรับรองสถานะของการเดินทางนั้นเป็น "ภารกิจพิเศษ" (Special Mission)

ภายใต้หลักการนี้ รัฐผู้รับ (Host State ซึ่งในที่นี้คือสหรัฐฯ ในฐานะที่ตั้ง UN) มีหน้าที่ตามกฎหมายสากลที่จะต้องให้ความคุ้มครองความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้แทนต่างประเทศ และต้องละเว้นจากการดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่อเสรีภาพและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำคนนั้น

4. ข้อตกลงสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ค.ศ. 1947 (UN Headquarters Agreement)

นี่คือข้อตกลงทวิภาคีที่มีสถานะเป็นสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐฯ กับองค์การสหประชาชาติ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองภายในของสหรัฐฯ หรือเมืองนิวยอร์กกระทบต่อภารกิจสากล

มาตรา 4 ส่วนที่ 11 (Section 11) ของข้อตกลง: ระบุชัดเจนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ (Federal Authorities) จะต้องไม่สร้างอุปสรรคใดๆ ในการเดินทางเข้า-ออก หรือการพำนักของผู้แทนรัฐสมาชิกที่เดินทางมายังสำนักงานใหญ่ UN

กฎหมายระหว่างประเทศเหนือกว่ากฎหมายท้องถิ่น: ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลสหรัฐฯ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญานี้อย่างเคร่งครัด หากปล่อยให้เทศบาลนิวยอร์กจับกุมผู้นำต่างประเทศ สหรัฐฯ จะตกเป็นผู้ละเมิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศทันที ซึ่งรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้

บทสรุปเชิงกฎหมาย: แม้ว่า Mamdani จะอ้างความชอบธรรมจากหมายจับของ ICC (ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ) แต่ตัวเขาในฐานะนายกเทศมนตรีเป็นเพียง "กลไกบริหารระดับท้องถิ่น" ไม่มีสถานะเป็นผู้ทรงสิทธิ์หรือมีหน้าที่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Subject of International Law)

ดังนั้น ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ลำดับศักดิ์ของสิทธิคุ้มกันทางการทูตและสนธิสัญญา UN จึงอยู่สูงกว่าอำนาจทางกฎหมายของเทศบาลนครนิวยอร์กอย่างสิ้นเชิง




ทรัมป์สั่งทิ้งระเบิดใส่โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลในจังหวัดฮอร์โมซกันของอิหร่าน ส่งผลให้ประชาชน 10,000 คนใน 20 หมู่บ้านขาดแคลนน้ำ สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงงานผลิตน้ำจืด ถือเป็น "อาชญากรรมสงครามที่ชัดเจน"






https://x.com/sahouraxo/status/2078459070432919615
.....

ถาม AI ข่าวนี้จริงมั้ย

เป็นความจริง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2026 จากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รายละเอียดข้อเท็จจริงของเหตุการณ์

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ: กองทัพสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดโจมตี โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลบอนจี (Bonji Desalination Plant) ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอจาสก์ (Jask) จังหวัดฮอร์โมซกัน ทางตอนใต้ของอิหร่าน

ความเสียหายเชิงโครงสร้าง: สำนักงานประปาและน้ำเสียประจำจังหวัดฮอร์โมซกันรายงานว่า สถานีสูบน้ำทะเลและหม้อแปลงไฟฟ้าของโรงงานถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง

ผลกระทบต่อพลเรือน: การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้ระบบส่งน้ำหยุดชะงักทันที ทำให้ประชาชนประมาณ 10,000 คนที่อาศัยอยู่ใน 20 หมู่บ้านตามแนวชายฝั่งขาดแคลนน้ำดื่ม ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดในภูมิภาค (อุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส)

โรงงานผลิตน้ำจืดเป็น "เป้าหมายทางทหาร" หรือไม่?

ตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law): ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร

แม้ทางกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) จะแถลงว่าเป้าหมายในปฏิบัติการทางตอนใต้ของอิหร่านคือการทำลายขีดความสามารถทางทหาร การขนส่ง และระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านเพื่อรักษาความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ แต่การพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของพลเรือนมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ชัดเจนดังนี้:

วัตถุประสงค์เพื่อการอยู่รอดของพลเรือน: ภายใต้ อนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) ข้อที่ 54 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามโจมตี ทำลาย หรือทำให้ใช้การไม่ได้ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของประชากรพลเรือน เช่น แหล่งอาหาร พื้นที่เกษตรกรรม รวมไปถึง แหล่งน้ำดื่มและระบบชลประทาน

ข้อถกเถียงเรื่องอาชญากรรมสงคราม: นักกฎหมายระหว่างประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนชี้ว่า หากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำดื่มนั้นเจตนาเล็งเห็นผลให้พลเรือนได้รับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง หรือไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนทางทหารที่สมเหตุสมผล การกระทำดังกล่าวจะถูกจำแนกเข้าข่าย อาชญากรรมสงคราม (War Crime) ทันที

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลและถูกประณามอย่างกว้างขวางจากองค์กรระหว่างประเทศ เนื่องจากเปลี่ยนสถานะจากการเผชิญหน้าทางทหารไปสู่การสร้างวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมต่อพลเรือนในพื้นที่







https://x.com/AJEnglish/status/2078531033323208791
.....

นี่คือสรุปเนื้อหาและบริบททางกฎหมายจากข้อความทวีตของสำนักข่าวอัลจาซีรา อิงลิช (Al Jazeera English):

สาระสำคัญของข้อความ

รีด โบรดี้ (Reed Brody) อดีตอัยการคดีอาชญากรรมสงคราม ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงงานผลิตน้ำจืด (Desalination plants / Water facilities) ถือเป็น "อาชญากรรมสงครามที่ชัดเจน" (Clear war crime) ซึ่งการแสดงความเห็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและการโจมตีที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

บริบททางกฎหมายระหว่างประเทศ

ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law) หรือที่รู้จักกันในนาม อนุสัญญากรุงเจนีวา (Geneva Conventions) มีหลักการสำคัญที่ระบุไว้ดังนี้:

หลักการแยกแยะ (Principle of Distinction): คู่ขัดแย้งต้องแยกแยะระหว่าง "เป้าหมายทางการทหาร" และ "วัตถุของพลเรือน" อย่างเด็ดขาด การจงใจโจมตีวัตถุของพลเรือนถือเป็นสิ่งต้องห้าม

สิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของพลเรือน: ภายใต้พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 (Protocol I) ปี 1977 การโจมตี ทำลาย หรือทำให้ใช้งานไม่ได้ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชากรพลเรือน เช่น แหล่งน้ำดื่ม โรงงานผลิตน้ำ หรือระบบชลประทาน ถือเป็นข้อห้ามที่ร้ายแรงและเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของประชาชนที่ไม่ใช่นักรบ

ข้อสังเกต: การที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระบุว่าเป็น "อาชญากรรมสงครามที่ชัดเจน" เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สุดในการดำรงชีวิต และการตัดขาดหรือทำลายแหล่งน้ำจะนำไปสู่วิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างรุนแรงในวงกว้าง






เงินเดือนนักการเมืองไทย หลายตำแหน่งทะลุแสน แต่แช่แข็งเงินตอบแทน ผู้ช่วยส.ส. ประเทศอื่นเป็นเช่นนี้หรือไม่ ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิ์ใดๆเลยในการรักษาพยาบาล ผู้ช่วยสส.ไม่มี OT ไม่มีเบี้ยประชุม แต่เบื้องหลังแทบๆทุกอย่างที่สส.เอามาพูดในสภา เกิดจากทีมงานรวมถึงผู้ช่วยสส.







https://x.com/P_23_10/status/2078693288211787801
.....

ขอให้ AI รวบรวม

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศประชาธิปไตยตะวันตกที่มีระบบรัฐสภาเข้มแข็ง ระบบการจ่ายเงินเดือนและงบประมาณสำหรับ "ผู้ช่วย ส.ส." (Parliamentary Staff / Staffers) มีความแตกต่างจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิงค โดยส่วนใหญ่จะ ไม่ได้ใช้ระบบ "แช่แข็ง" เงินเดือนรายบุคคลเป็นอัตราคงที่ตายตัวยาวนาน 14 ปี เหมือนบ้านเรา แต่ใช้ระบบ "งบประมาณก้อน (Staffing Allowance)" และมีสวัสดิการรองรับอย่างเป็นระบบ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขอเทียบเคียงกับประเทศต้นแบบระบบรัฐสภาและประเทศพัฒนาแล้ว ดังนี้:

1. สหรัฐอเมริกา (United States)

ในสภาคองเกรส สหรัฐฯ จะไม่มีการล็อกเงินเดือนผู้ช่วย ส.ส. เป็นอัตราตายตัวจากส่วนกลาง แต่ใช้วิธี จัดสรรงบประมาณบุคลากรเป็นก้อนใหญ่ (Members’ Representational Allowance - MRA) ให้ ส.ส. แต่ละคนไปบริหารจัดการเอง

การปรับตามค่าครองชีพ: งบประมาณก้อนนี้จะถูกปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพเกือบทุกปี

ความยืดหยุ่น: ส.ส. สามารถเลือกได้เองว่าจะจ้างผู้ช่วยกี่คน (สูงสุดไม่เกิน 18 คน สำหรับ ส.ส.) และกำหนดเงินเดือนให้ตามประสบการณ์ ความรู้ หรือความเชี่ยวชาญ โดยรัฐสภาจะกำหนดเพียง เพดานขั้นต่ำและขั้นสูง ไว้เท่านั้น ทำให้เงินเดือนของผู้ช่วยสอดคล้องกับกลไกตลาดและค่าครองชีพจริง

2. สหราชอาณาจักร / อังกฤษ (United Kingdom)

อังกฤษมีหน่วยงานอิสระที่ชื่อว่า IPSA (Independent Parliamentary Standards Authority) เป็นผู้ดูแลเรื่องเงินเดือนและงบประมาณของนักการเมืองและผู้ช่วย เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

มีโครงสร้างบันไดเงินเดือนชัดเจน: IPSA จะกำหนดโครงสร้างเงินเดือนของผู้ช่วย ส.ส. แบ่งตามประเภทงาน (เช่น เสมียน, นักวิจัย, หัวหน้าคณะทำงาน) และมีการแบ่งโซนตามค่าครองชีพ เช่น ผู้ช่วยที่ทำงานในกรุงลอนดอนจะได้ฐานเงินเดือนที่สูงกว่าผู้ช่วยในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด

การปรับเปลี่ยน: เงินเดือนและงบประมาณจ้างงานจะถูกประเมินและปรับขึ้นเป็นประจำทุกปีตามดัชนีทางเศรษฐกิจ ไม่มีการปล่อยแช่แข็งไว้เป็นสิบปี

3. ออสเตรเลีย (Australia)

ผู้ช่วยของนักการเมืองในออสเตรเลียถูกจ้างงานภายใต้กฎหมายเฉพาะ (MOP(S) Act)

สิทธิประโยชน์เท่าเทียมแรงงานทั่วไป: นอกจากเงินเดือนจะปรับขึ้นตามข้อตกลงร่วม (Enterprise Agreement) เป็นระยะแล้ว ผู้ช่วย ส.ส. ที่นี่ถือเป็น "ลูกจ้างภาครัฐ" ที่ได้รับสวัสดิการเต็มรูปแบบ ทั้งเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Superannuation) ค่าล่วงเวลา (OT) และค่าเดินทางเมื่อต้องลงพื้นที่

ประเทศพัฒนาแล้ว (สหรัฐฯ / อังกฤษ)

ให้งบประมาณรวมเป็นก้อน (Allowance) ให้ ส.ส. ไปจัดสรรตามทักษะ
ปรับขึ้นเป็นประจำทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพ (Cost of Living Adjustment)
มีสวัสดิการกองทุนเกษียณอายุ ประกันสุขภาพ และค่าล่วงเวลาที่ชัดเจน

ในต่างประเทศ เขามองว่า "ผู้ช่วย ส.ส." คือกลไกสำคัญในการกลั่นกรองกฎหมายและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ไม่ใช่แค่คนขับรถหรือเลขานุการส่วนตัว การให้ค่าตอบแทนที่สะท้อนความสามารถจริงและโตตามค่าครองชีพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพ (เช่น นักวิชาการ, นักกฎหมายรุ่นใหม่) เข้ามาร่วมทำงานในสภา

คุณกำลังศึกษาเปรียบเทียบประเด็นนี้เพื่อใช้ในงานวิเคราะห์เชิงนโยบาย หรือสนใจข้อมูลของประเทศไหนเป็นพิเศษเพิ่มเติมไหม?

แล้วในแถบเอเซียเหมือนไทยหรือไม่

ในแถบ เอเชีย (โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน) ภาพรวมมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งประเทศที่มีปัญหา "แช่แข็ง" หรือให้เงินอุดหนุนผู้ช่วยน้อยเกินไปจนเป็นภาระ ส.ส. คล้ายไทย และประเทศที่ มีระบบงบประมาณหรือเงินเดือนที่ยืดหยุ่นกว่า หากเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านรอบ ๆ จะเห็นภาพความต่างชัดเจน ดังนี้:

1. สิงคโปร์ (Singapore): เงินน้อย แต่ระบบไม่ซับซ้อน (เน้นทำพาร์ตไทม์)

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องเงินเดือนนักการเมืองสูงที่สุดในโลก (ส.ส. ทั่วไปได้ค่าตอบแทนประมาณ 192,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี) แต่ในส่วนของ ผู้ช่วย ส.ส. รัฐสภาสิงคโปร์จัดสรรเงินอุดหนุนให้ในอัตราที่จำกัด

รูปแบบการจ่าย: รัฐสภาสิงคโปร์ให้เงินอุดหนุนรายเดือน (Allowance) กับ ส.ส. เพื่อนำไปจ้างผู้ช่วยทางกฎหมาย (Legislative Assistant) และผู้ช่วยเลขานุการ (Secretarial Assistant) เป็นเงินก้อนคงที่ (ราวๆ 1,300 และ 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ตามลำดับ)

ข้อแตกต่างกับไทย: แม้จะล็อกเป็นเงินก้อนคล้ายไทย แต่โครงสร้างการทำงานต่างกัน ส.ส. สิงคโปร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำหน้าที่เต็มเวลา (เป็น Part-time MP) และผู้ช่วย ส.ส. ก็มักเป็นงานพาร์ตไทม์หรือใช้อาสาสมัครในพรรคการเมืองเข้ามาช่วย เงินก้อนนี้จึงเป็นเสมือน "เงินช่วยจ้าง" มากกว่าเงินเดือนเต็มรูปแบบ

2. มาเลเซีย (Malaysia): เงิน ส.ส. รวมทุกอย่าง (ภาระตกที่ ส.ส.)

มาเลเซียมีระบบที่ใกล้เคียงกับไทยในแง่ของความกดดัน แต่ใช้วิธีจ่ายรวม

รูปแบบการจ่าย: ส.ส. มาเลเซีย (Dewan Rakyat) จะได้เงินเดือนและเงินเพิ่มรวมกันประมาณ 25,700 ริงกิต (ราว ๆ 2 แสนกว่าบาท) ซึ่งฟังดูเยอะ แต่ ประธานสภามาเลเซียเพิ่งระบุว่าเงินจำนวนนี้ไม่พอ * ข้อแตกต่างกับไทย: เพราะมาเลเซีย ไม่มีงบประมาณแยกต่างหากสำหรับจ้างผู้ช่วย ส.ส. จากส่วนกลางโดยตรง ส.ส. มาเลเซียต้องควักกระเป๋าเอาเงินเดือน 25,700 ริงกิตนั้น ไปเฉลี่ยจ่ายเป็นเงินเดือนทีมงานฝ่ายบริหาร นักวิจัย และค่าน้ำค่าไฟของศูนย์ประสานงานในพื้นที่เอง ส่งผลให้ทีมงาน ส.ส. มาเลเซียเผชิญความไม่มั่นคงทางรายได้คล้ายไทย เพราะขึ้นอยู่กับว่า ส.ส. คนนั้นจะเหลือเงินมาแบ่งจ่ายให้เท่าไหร่

3. ฟิลิปปินส์ (Philippines): ระบบงบประมาณก้อน (ใกล้เคียงตะวันตก)

ฟิลิปปินส์ใช้ระบบรัฐสภาที่ได้รับอิทธิพลมาจากสหรัฐอเมริกาค่อนข้างสูง

รูปแบบการจ่าย: รัฐสภาฟิลิปปินส์ใช้วิธีจัดสรร งบประมาณการดำเนินงานของสำนักงาน ส.ส. (Office Budget) ให้เป็นก้อน


ข้อแตกต่างกับไทย: ส.ส. ฟิลิปปินส์สามารถจัดสรรเงินจากงบก้อนนี้ไปจ้างทีมงาน (Staff) ได้เองตามความเหมาะสม ไม่ได้ล็อกตายตัวว่าตำแหน่งนี้ต้องได้ 15,000 หรือ 24,000 บาทแบบไทย ทำให้มีความยืดหยุ่นในการปรับขึ้นเงินเดือนให้ทีมงานตามภาวะเงินเฟ้อหรือความสามารถได้ดีกว่า
สรุป: ปัญหา "แช่แข็งเงินเดือนผู้ช่วย" ในเอเชีย

จะเห็นได้ว่าในแถบเอเชียแบ่งออกเป็น 3 โมเดลหลัก ๆ:

โมเดลสิงคโปร์: ล็อกเงินก้อนเล็ก เพราะเน้นระบบอาสาสมัคร/พาร์ตไทม์

โมเดลมาเลเซีย/ไทย: ให้เงินเดือน ส.ส. สูง (หรือปานกลาง) แต่ระบบการสนับสนุนทีมงานยังไม่เอื้ออำนวย (ไทยแช่แข็งเงินส่วนนี้มา 14 ปี ขณะที่มาเลเซียให้ ส.ส. ไปบริหารจากเงินเดือนตัวเองจนแทบไม่พอ)

โมเดลป้อนงบก้อน (ฟิลิปปินส์): ยืดหยุ่นที่สุดเพราะล้อตามกลไกสหรัฐฯ

การที่ประเทศไทยแช่แข็งเงินเดือนผู้ช่วย ส.ส. ไว้ที่อัตราเดิมยาวนานนับทศวรรษ จึงถือเป็น จุดบกพร่องเชิงโครงสร้าง ที่ค่อนข้างเฉพาะตัวในภูมิภาคนี้ เพราะในขณะที่ประเทศอื่น ส.ส. อาจต้องบริหารงบเองหรือปรับตามกลไกพรรค แต่ของไทยคือ "กฎหมายล็อกเพดานต่ำไว้" ทำให้ไม่สามารถดึงดูดบุคลากรระดับหัวกะทิมาทำงานวิจัยนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง



ครั้งแรก 5เหล่าทัพ พร้อมพักตร์ ณ บ้านหมากแข้ง สมรภูมิรบ ของพระราชา องเพลงสรรเสริญพระบารมี ทำพิธีเฉลิมพระเกียรติ “ในหลวง ร.10” เนื่ิองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 ก.ค.2569 นี้





https://x.com/WassanaNanuam/status/2078713609165897896


 

รู้หรือไม่ว่า แผนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ฉบับพรรคภูมิใจไทย ไม่ให้มีการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ให้ทั้งสส. และสว. ชุดนี้เป็นผู้เลือก ทั้งที่สว. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีความชอบธรรม ใครอยากเสนอให้มีการเลือกตั้งสสร. ช่วยกันลงชื่อให้ครบ 50,000 ถึงวันนี้ได้มายังไม่ถึง 30,000





 

บทวิเคราะห์น่าสนใจจาก FP : โดรนของยูเครนพลิกสถานการณ์ได้ก็จริง แต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าแผนที่ได้หรือ? การโจมตีด้วยโดรนระยะกลางอาจไม่เพียงพอที่จะทวงคืนดินแดนของยูเครนกลับมา

https://foreignpolicy.com/2026/07/15/ukraine-drones-russia-war-territory-battlefield-offensive/

บทวิเคราะห์จาก Foreign Policy (FP) ชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึง "ความย้อนแย้งเชิงยุทธศาสตร์" ครั้งสำคัญในสงครามยูเครน: แม้ว่ากองทัพโดรนของยูเครนจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเปลี่ยนสมการทางเศรษฐกิจและการทหาร แต่ความสำเร็จทางเทคโนโลยีนี้กลับยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็น "การทวงคืนดินแดน" บนแผนที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

แม้โดรนระยะกลางและโดรนโจมตีลึก (Deep-strike drones) จะเปลี่ยนโฉมหน้าการรบไปอย่างสิ้นเชิง แต่การยึดพื้นที่คืนจำเป็นต้องใช้ขีดความสามารถทางทหารอีกรูปแบบหนึ่ง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

1. พลิกสถานการณ์ (Turn the Tide): ชัยชนะแบบอสมมาตร

ยุทธศาสตร์โดรนของยูเครนได้ทำลายตำราการรบแบบเดิม โดยการใช้โดรนราคาถูกที่ผลิตเองในประเทศเข้ามาสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อรัสเซียในจุดที่ขีปนาวุธราคาแพงเคยทำ

การตัดกำลังบำรุงในแนวลึก (Logistical Strangulation): ยุทธการ "Middle Strike" (การโจมตีระยะกลาง 25–200 กิโลเมตรจากแนวหน้า) ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเส้นทางส่งกำลังบำรุงของรัสเซีย โดยเฉพาะการโจมตีเส้นทางคมนาคมหลักที่เชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินใหญ่รัสเซียไปยังพื้นที่ยึดครองและไครเมีย บีบให้รัสเซียต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเพียงเพื่อคุ้มกันเส้นทางลำเลียง

สงครามเศรษฐกิจส่วนหลัง (Economic War): โดรนระยะไกลของยูเครนสามารถเจาะทะลวงระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าไปทำลายคลังน้ำมัน โรงกลั่น และคลังส่วนหลังในลึกเข้าไปในแผ่นดินรัสเซีย เพื่อบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการผลิตทางทหาร

การจำกัดเสรีภาพทางทะเล: การใช้โดรนทางทะเลโจมตีเรือรบและเรือขนส่งของรัสเซียในทะเลดำและทะเลอาซอฟ ประสบความสำเร็จในการท้าทายอธิปไตยทางทะเลของรัสเซียอย่างมาก

2. โดรนเปลี่ยนแผนที่ไม่ได้ (The Map Dilemma): ข้อจำกัดในการยึดพื้นที่

แม้จะสร้างความเสียหายทางยุทธศาสตร์ได้สูง แต่แผนที่การสู้รบในแนวหน้ากลับค่อนข้างนิ่งและขยับเขยื้อนน้อยมาก เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเทคโนโลยีโดรน:

โดรนทำลายการส่งกำลังบำรุงได้ แต่ทหารราบต้องเป็นคนยึดพื้นที่: โดรนเก่งในเรื่องการลอบโจมตี ตัดกำลัง หรือทำลายขบวนรถ แต่โดรนไม่สามารถเดินสายพานข้ามสนามทุ่นระเบิด เข้าไปเคลียร์บังเกอร์ หรือปักธงยึดเมืองได้ การทวงคืนดินแดนยังคงต้องอาศัยการรบร่วมแบบดั้งเดิม (Combined-Arms) ที่ประกอบด้วยรถถังหนัก ทหารราบยานเกราะ และปืนใหญ่

ความหนาแน่นของแนวป้องกันรัสเซีย: รัสเซียได้สร้างแนวป้องกันที่ซับซ้อนและแน่นหนา (Surovikin Line และแนวตั้งรับอื่น ๆ) ซึ่งเต็มไปด้วยทุ่นระเบิดและบังเกอร์คอนกรีต โดรนระยะกลางสามารถก่อรบกวนและทำลายทหารในแนวสนามเพลาะได้ แต่ไม่มีอานุภาพทำลายล้างหนักพอที่จะเปิดทางให้กองทัพขนาดใหญ่บุกทะลวงแนวป้องกันเหล่านี้

สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare - EW): สงครามโดรนคือการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปทุกสัปดาห์ รัสเซียมีการพัฒนาระบบรบกวนสัญญาณ (EW) ที่เข้มข้นในบริเวณแนวหน้า (Zero-line) ทำให้การควบคุมโดรนเพื่อประสานงานการบุกโจมตีขนาดใหญ่ทำได้ยากลำบาก

วัตถุประสงค์เพื่อ "บั่นทอน" ไม่ใช่เพื่อ "บุกยึด": บ่อยครั้งที่เป้าหมายหลักของการใช้โดรนระยะกลางของยูเครน คือการทำให้การยึดครองพื้นที่ของรัสเซีย (เช่น ในไครเมีย) มี "ราคาแพงและยากลำบากที่สุด" เพื่อหวังผลให้เกิดการล่มสลายจากภายในหรือการยอมถอยในระยะยาว มากกว่าจะเป็นการเปิดทางเพื่อส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปยึดคืนในทันที

บทสรุป

การโจมตีด้วยโดรนระยะกลางของยูเครนสามารถขยายพื้นที่สงคราม ลบล้างความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของรัสเซีย และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างดีเยี่ยม มันคือเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการสร้างสมดุลให้กับประเทศที่มีทรัพยากรน้อยกว่าอย่างยูเครน

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ความสำเร็จทางอากาศและทางทะเลนี้ ยังไม่สามารถผสานเข้ากับการรุกคืบของกองกำลังภาคพื้นดินขนาดใหญ่ที่มีอาวุธหนักครบมือเพื่อเจาะแนวป้องกันของรัสเซียได้ สงครามโดรนนี้ก็จะทำได้เพียงเปลี่ยน "ดุลยภาพทางยุทธศาสตร์" แต่จะยังไม่สามารถเปลี่ยน "เส้นเขตแดนบนแผนที่" ได้อย่างมีนัยสำคัญ




ขบถครั้งใหม่ในวงการแฟชั่น: เสื้อผ้าที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ระบบจดจำใบหน้าสับสน กำลังจะกลายเป็นเทรนด์ ?


นางแบบ-นายแบบ สวมใส่เสื้อผ้าจากแบรนด์ Cap_able ซึ่งชูจุดเด่นเรื่องการทำให้ระบบจดจำด้วย AI ทำงานได้ยากขึ้น ภาพถ่าย: PR
https://www.yahoo.com/lifestyle/articles/adversarial-clothing-garments-designed-confuse-090005960.html
.....

‘เสื้อผ้าต้านระบบ’: เสื้อผ้าที่ออกแบบมาเพื่อทำให้ระบบจดจำใบหน้าสับสน กำลังจะกลายเป็นเทรนด์กระแสหลักแล้วหรือ?

ถาม Gemini

คำตอบสั้นๆ คือ "ยังไม่ถึงขั้นเป็นเสื้อผ้ากระแสหลักที่ทุกคนใส่เพื่อพรางตัวได้ 100% แต่กำลังกลายเป็นแฟชั่นสตรีทแวร์ (Streetwear) และสัญลักษณ์ทางการเมืองที่แมสขึ้นเรื่อยๆ"

ในขณะที่ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) และ AI สแกนบุคคลในพื้นที่สาธารณะเริ่มถูกนำมาใช้แพร่หลายทั่วโลก (เช่น ตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือการทำงานของตำรวจ) "เสื้อผ้าต่อต้านการสอดส่อง" (Anti-surveillance clothing) จึงถูกยกระดับจากงานดีไซน์เฉพาะกลุ่ม (Niche) ขึ้นมาสู่สินค้าที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

นี่คือเจาะลึกว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ทำงานอย่างไร และทำไมมันถึงยังไม่สามารถ "ล้มระบบ" AI ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

1. เสื้อผ้าเหล่านี้หลอก AI อย่างไร?

ระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะส่วนใหญ่ (เช่น อัลกอริทึม YOLO) จะถูกฝึกให้มองหาความสัมพันธ์ของพิกเซล โครงสร้างร่างกาย และจุดเด่นบนใบหน้า เสื้อผ้าต้านระบบจะใช้วิธี "Adversarial Attacks" (การโจมตีเชิงปฏิปักษ์) ผ่าน 2 รูปแบบหลัก:

ลวดลายลวงตา (Adversarial Patches): เสื้อผ้าจะพิมพ์ลายที่ดูยุ่งเหยิง คล้ายมัดย้อมดิจิทัล บล็อกพิกเซล หรือมีรูปสัตว์ (เช่น ยีราฟ สุนัข) ซ่อนอยู่แบบบิดเบี้ยว เมื่อ AI สแกนมาเจอ ลายเหล่านี้จะแย่งความสนใจของอัลกอริทึม ทำให้มันสับสนและตรวจจับว่าเราเป็น "วัตถุอื่น" หรือไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นมนุษย์

แสงสะท้อนอินฟราเรด (IR Glare): แบรนด์สายเทคบางแบรนด์จะใช้สารเคลือบสะท้อนแสงพิเศษ หรือติดไฟ LED ขนาดเล็กที่ปล่อยรังสีอินฟราเรด (ซึ่งตาเปล่ามองไม่เห็น) ทำให้เวลาเดินผ่านกล้องวงจรปิดในโหมดกลางคืน ใบหน้าของผู้สวมใส่จะกลายเป็นดวงไฟสีขาวโพลนจนระบบจับโฟกัสไม่ได้

2. ทำไมมันถึงกำลังก้าวเข้าสู่ "กระแสหลัก"?

ราคาที่จับต้องได้มากขึ้น: จากเดิมที่เสื้อผ้าแนวนี้มักเป็นงานดีไซน์ระดับไฮเอนด์หรือโปรเจกต์ทดลองราคาแพง (เช่น เสื้อไหมพรมถักของแบรนด์ Cap_able ตัวละเฉียดหมื่นบาท) ปัจจุบันเริ่มมีสตาร์ตอัปผลิตเสื้อยืด เสื้อฮู้ด ลายต้าน AI ออกมาขายในราคาที่วัยรุ่นเข้าถึงได้ง่ายขึ้น (ประมาณ 2,000–3,000 บาท)

แฟชั่นแห่งการประท้วง (Privacy Aesthetic): เสื้อผ้าประเภทนี้กำลังทำหน้าที่เหมือนแฟชั่นพังค์ (Punk) หรือไซเบอร์พังค์ (Cyberpunk) ในอดีต คือเป็นกระบอกเสียงและจุดยืนทางการเมืองของผู้สวมใส่ที่ไม่เห็นด้วยกับการถูกลิดรอนความเป็นส่วนตัวโดยรัฐหรือกลุ่มทุน นักออกแบบมองว่าหากมีเซเลบริตี้หรืออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังหยิบไปใส่เพียงไม่กี่คน มันจะกลายเป็น Fast Fashion ที่ถูกก๊อปปี้ไปขายทั่วโลกทันที

เทคโนโลยีที่ล้ำไปอีกขั้น: ปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนาเสื้อผ้าต้าน AI แบบ "เปิด-ปิดระบบได้" (Thermally activated) โดยตัวเสื้อจะดูเหมือนเสื้อยืดสีดำธรรมดาในเวลาปกติ แต่เมื่อผู้สวมใส่ก้าวเข้าสู่พื้นที่ที่มีกล้องหนาแน่น ระบบทำความร้อนขนาดเล็กที่ฝังในเสื้อจะกระตุ้นให้สีย้อมเปลี่ยนอุณหภูมิและปรากฏลวดลายลวงตา AI ออกมาทันที

3. โลกแห่งความเป็นจริง: ทำไมมันถึงยังไม่สามารถ "ล้มระบบ" ได้จริง?

แม้ว่ามันจะฟังดูล้ำสมัย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเตือนว่า อย่าเพิ่งคาดหวังว่าเสื้อตัวเดียวจะทำให้เรากลายเป็น "มนุษย์ล่องหน" ได้ ด้วยเหตุผลเหล่านี้:

"การพรางตัวในโลกดิจิทัลเป็นเรื่องชั่วคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องสู้กับอัลกอริทึมที่พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา" > — Adam Harvey, นักเทคโนโลยีด้านความเป็นส่วนตัว

สงครามแมวไล่จับหนู: ลวดลายบนเสื้อผ้าถูกออกแบบมาเพื่อหลอก AI เวอร์ชันปัจจุบัน เท่านั้น ทันทีที่บริษัทผู้พัฒนาระบบสแกนใบหน้าอัปเดตฐานข้อมูล (Dataset) โดยใส่ภาพเสื้อผ้าลวดลายเหล่านี้เข้าไปเพื่อให้ AI เรียนรู้ ต่อไป AI ก็จะเพิกเฉยต่อลายเสื้อและตรวจจับหน้าเราได้เหมือนเดิม

ไม่ได้ตรวจแค่ใบหน้าอีกต่อไป: AI ยุคใหม่ไม่ได้พึ่งพาแค่ตากับจมูกของเราแล้ว แต่ระบบขั้นสูงใช้ "Gait Analysis" (การวิเคราะห์ท่าทางการเดิน) โครงสร้างกระดูกแบบ 3 มิติ รวมถึงสัดส่วนความกว้างของไหล่และสะโพก ซึ่งเสื้อผ้าพิมพ์ลายไม่สามารถปกปิดสิ่งเหล่านี้ได้

เด่นในสายตามนุษย์: เสื้อผ้าที่มีลวดลายฉูดฉาด ผิดธรรมชาติ หรือสะท้อนแสงวับวาบ แม้จะหลอกกล้องได้ แต่จะทำให้คุณ "เด่นสะดุดตา" ในสายตาของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือตำรวจที่เป็นมนุษย์ทันที ซึ่งอาจส่งผลตรงกันข้ามกับการพรางตัว

บทสรุป

"เสื้อผ้าต้านระบบ" กำลังกลายเป็น เทรนด์แฟชั่นกระแสหลัก ในแง่ของการเป็นเครื่องแต่งกายที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรมป็อป และการแสดงจุดยืนเรื่อง Privacy แต่ในแง่ของ ฟังก์ชันการใช้งานจริง มันเป็นเพียงแค่ "ลูกระนาด" ที่ช่วยชะลอความแม่นยำของ AI ได้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่อุปกรณ์ล่องหนที่สมบูรณ์แบบ
.....






https://x.com/pixelsilicon/status/2078440142914908422