วันจันทร์, สิงหาคม 10, 2569

“ผู้นำที่ล้มเหลวมักเป็นเพราะถูกล้อมรอบด้วยกำแพง กระจก และคนโกหกที่เลือกประจบ” แท้จริงกำแพงนั้นคือ การคอร์รัปชั่น โกงเลือกตั้ง ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน โกงสอบราชการ ฮั้ว สว. ฯลฯ

การทุจริตฉ้อฉลในกระบวนการกินรวบประเทศของระบอบสีน้ำเงิน ถูกเปิดโปงออกมาไม่เว้นแต่ละวัน ผู้รับเหมาโครงการได้แต่ใช้ปากแถกแทนว่า “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น (หน้า) หนาขึ้น” เลยโดนสวนกลับ

จากนายณพัทธ์ นรังศิยา รองโฆษกพรรคประชาชน “ทำงานบริหารประเทศมานาน แต่ปัญหาประเทศก็ยังมากขึ้น ยากขึ้น ถ้ายังคงบริหารอยู่ ปัญหามันก็แก้ไม่ได้อีก เพราะนายกทำงานดีไม่ได้ครึ่งฝีปากตัวเอง” แถมด้วย รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ

“มีแต่คนโง่เท่านั้น ที่อวดอ้างกำแพงของคนอื่นเพื่อใช้คุ้มกันตัวเอง โดยหารู้มั้ยว่าโลกข้างนอกเปลี่ยนไปมากเพียงไร ต้องไร้น้ำยาขนาดไหนจึงต้องพึ่งพากำแพงคนอื่นเพื่อปกป้องตัวเอง” รวมทั้งที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ต่อยอด

“ผู้นำที่ล้มเหลวมักเป็นเพราะถูกล้อมรอบด้วยกำแพง กระจก และคนโกหก...กำแพง (walls) ที่สร้างขึ้นมาปิดกั้นหรือปฏิเสธความจริงให้ไปไม่ถึงหู กระจก (mirrors) ที่สะท้อนให้เห็นเฉพาะสิ่งที่อยากเห็นจนหลงเงาตัวเอง และคนโกหก (liars) ที่เลือกประจบ”

สส.ไอติม ยังวิเคราะห์อาการด้วยว่า การ “เลือกซ่อนตัวเองหลังกำแพงเพื่อหนีความรับผิดชอบ เชื่อว่าสักวันหนึ่งกำแพงทั้งหมดจะพังทลายลงจากการสิ้นศรัทธาของประชาชน” เพราะ “กำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญทุกวันนี้” ซึ่ง วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคขยายความ

ว่า “ก็คือการคอร์รัปชั่น โกงเลือกตั้ง ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน โกงสอบราชการ ฮั้ว สว. ฯลฯ ที่รัฐบาลกำลังทำให้เป็นเรื่องปกติ” เพราะ อนุทิน ชาญวีรกูล “ไม่ต้องเห็นหัวประชาชน...ยามประเทศมีปัญหาเมื่อไหร่ คุณอนุทินแค่วิ่งเข้าหานาย

กับให้ลูกน้องตบเท้าออกมาแก้ต่าง” กันไปข้างๆ คูๆ ตัวเองทำไม่รู้ไม่ชี้กับข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ฝ่ายค้านนำเสนอประจานเกือบทุกวัน จนประชากรไซเบอร์รายหนึ่งโพล่งว่า “แม้กำแพงจะหนามาก แต่หน้าด้านกว่า”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/movayLZrk6 และ https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/dwyPCSBte5) 

มาอีก ไม่เว้นแต่ละวัน หลักฐานเจาะลึกคดีโกง สว.ภาค ๔ ใช้โพยเดียวกัน เรียงลำดับตรงกันเป๊ะ ในหลายๆ กลุ่มอาชีพ อย่างนี้ กกต.เบี้ยวไม่ได้แล้วละ ต้องยื่นเรื่องต่อศาล

มาอีก ไม่เว้นแต่ละวัน หลักฐานเจาะลึกคดีโกง สว.ภาค ๔ คราวนี้ พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน เปิดโปงจากผลการตรวจสอบบัตรลงคะแนนเลือก สว.ระดับประเทศ กันอย่างละเอียด พบว่า

ในกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง (กลุ่ม ๑) ซึ่งผู้สมัคร ๗ อันดับแรกในโพยนี้ได้รับเลือกเป็น สว.ตัวจริง “ชุดตัวเลขหมายเลขผู้สมัคร เช่น 84, 111, 95, 7, 126, 49, 148, 107, 137 และ 14 เรียงลำดับตรงกันเป๊ะทั้งหมด 18 ใบ”

ผู้ได้รับเลือกทั้ง ๗ ในกลุ่มนี้ มีตัวเอ้ๆ ทั้งนั้น อาทิ จ้อนมงคล สุระสัจจะ ได้เป็นประธานวุฒิสภา และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานฯ คนที่หนึ่ง และมีข้อสังเกตุในลักษณะที่ต่อนี้ไปมีแบบแผนเดียวกันทุกกลุ่ม ที่สามอันดับสุดท้าย

“คะแนนรอบเช้าสูง แต่คะแนนรอบบ่ายลดฮวบเหลือเพียงไม่กี่คะแนน” อย่างเช่น ในกลุ่มทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ และประมง (กลุ่ม ๖) ใช้โพยเดียวกัน เรียงลำดับตรงกันเป๊ะ “จำนวน 16 ใบ ได้แก่ 79, 77, 46, 33, 16, 93, 152, 26, 60 และ 74”

โดยผู้สมัคร ๗ คนแรกได้เป็น สว.ตัวจริงเหมือนกัน และ “๓ อันดับสุดท้ายก็มีแพทเทิร์นเดียวกัน คือคะแนนรอบเช้าสูงแต่รอบบ่ายลดฮวบอย่างน่าสงสัย” โดยแบบแผนเดียวกันนี้ใช้กับ “อีกหลายกลุ่มอาชีพ

เช่น กลุ่มแรงงาน (กลุ่ม 7), กลุ่มผู้ประกอบการใหญ่กว่า SME (กลุ่ม 10), กลุ่มท่องเที่ยว (กลุ่ม 11) และกลุ่มการศึกษา (กลุ่ม 13)” ซึ่งท้ายสุด สส.พนิดามีข้อสังเกตุว่า “หากต้องการคุมกระบวนการนี้ให้สำเร็จครบทั้ง ๒๐ กลุ่ม

จะต้องมีเครือข่ายที่สั่งการโหวตได้เข้าร่วมการเลือกระดับประเทศรวมสูงถึง ๑,๑๐๐ คน” จึงลงความเห็นได้ว่า “หลักฐานเหล่านี้เพียงพอให้เชื่อได้หรือยังว่าการเลือก สว.มีการทุจริต” ขอตั้งคำถามต่อ กกต.ว่าพวกทั่น “เห็นกับการกระทำที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม” หรือเปล่า

“หาก กกต.ไม่ยื่นเรื่องต่อศาล จะใช้เหตุผลใดในการหักล้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/34XVS3QC) 

วันอาทิตย์, สิงหาคม 09, 2569

ขนาดศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของ ‘หมอไห่’ แล้ว อนุทินก็ยังทำหูทวนลม ไม่กราบบังคมทูลฯ เพื่อสั่งปลด สงสัยเพราะเกี่ยวข้องรายได้หลายหมื่นล้าน

อีกเรื่องที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีทำหูทวนลม ไม่รู้ไม่ชี้กับปัญหาวุ่นวายภายใน กสทช. องค์กรกำกับด้านโทรคมนาคม ซึ่งมักต้องเกี่ยวข้องดูแลกิจการมูลค่าหลายหมื่นถึงเกินแสนล้าน ตัวเงินสูงขนาดนี้จึงไม่น่าแปลก

ที่นายกฯ จะทำอะไรต้องคิดแล้วคิดอีกหลายตลบ เหลียวซ้ายเหลียวขวาดูหน้าดูอาการของเพื่อนพ้องน้องพี่ และ ครูใหญ่ก็ที่ความดึงดันของ หมอไห่ ยื้อตำแหน่งประธาน ทั้งๆ ที่ถูกกรรมการสามสี่คน บอยคอต ไม่ยอมเข้าร่วมประชุมด้วย สามครั้งแล้วนี่

พวกเขายืนยันว่าคำสั่งคณะกรรมการสรรหาศักดิ์สิทธิ และไม่ต้องรอโปรดเกล้าฯ เสียก่อนจึงจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ การโปรดเกล้าให้พ้นตำแหน่งจะเป็นเพียงตามระเบียบทางการ ไม่ต้องเจาะจงเป็นทางปฏิบัติก็ได้ ยิ่งคำพิพากษาศาลปกครองออกมา ยิ่งแน่นอน

ศาลปกครองกลางมีคำสั่งลงวันที่ ๗ ส.ค. ๒๕๖๙ คดีหมายเลขดำที่ ๑๕๕๕/๒๕๖๙ ไม่รับคำฟ้องของ นพ.สรณ (บุญใบชัยพฤกษ์) ไว้พิจารณา” นั้นเป็นผลให้นายกฯ ต้องทำเรื่องกราบบังคมทูลเพื่อย้ำ ว่าหมอไห่ไม่ใช่ประธาน กสทช.

เพจ ‘The Room 44 วิเคราะห์ปัญหาภายใน กสทช.ว่าเกี่ยวโยงกับรักษาการเลขาธิการคู่ขาของ นพ.สรณ ซึ่งรักษาการมา ๖ ปี ด้วยความอนุเคราะห์ของประธาน คนที่ไม่ควรได้เป็นแต่แรกนี้ เขาชวนให้ไปดูการประมูลคลื่นความถี่ ๒.๑ กิกะเฮิ้ร์ซ เมื่อปี ๒๕๕๕

“สร้างรายได้เข้ารัฐกว่า ๔๔,๕๓๘ ล้านบาท ขณะที่การประมูลทีวีดิจิทัลสร้างรายได้กว่า ๓๘,๗๗๐ ล้านบาท” แล้ว “ยังมีเงินในกลไกกองทุนและภารกิจ USO ระดับหลายพันล้านถึงหลายหมื่นล้านบาท” และถ้าไปดูบทวิเคราะห์งบการเงินองค์กรนี้

ยังมี “รายได้ค้างรับอีกกว่า ๑๒๑,๗๖๑ ล้านบาท” ดังนั้นการที่หมอไห่จะอยู่หรือไป มีความสำคัญต่อการอยู่ยงของเลขาฯ ด้วยได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ผูกมัดกับองค์กรนี้ยิ่งกว่าใครๆ เขาเปรียบเป็นแมว ๙ ชีวิตของ กสทช. ก็ว่าได้

เขาเคยโดนบอร์ด กสทช.ลงมติ “๔ ต่อ ๒ ต่อ ๑ เมื่อปี ๒๕๖๖ ให้ไตรรัตน์พ้นจากการทำหน้าที่รักษาการเลขาธิการ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย กรณีเกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณ ๖๐๐ ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก” ก็ได้ประธานฯ สรณชุบชีวิตให้

ในกลางเดือนมกรา ๒๕๖๗ กรรมการบอร์ด ๔ ต่อ ๓ ปฏิเสธไม่ยอมรับกระบวนการสรรหาเลขาฯ กสทช. ไตรรัตน์ก็เอาไปฟ้องศาลปกครองกลาง และแพ้คดีแบบเดียวกับหมอไห่ แต่เวลานี้ดูเหมือนว่ารักษาการเลขาฯ ไม่อยากไป ถ้าประธานฯ จะต้องไปแล้วแน่ๆ

จากการที่ “พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข" กุนซือคนสำคัญผู้ดูแลหน้าเสื่อด้านกฎหมาย ยื่นหนังสือลาออกจากเก้าอี้เลขานุการประจำตัว นพ.สรณ เรียบร้อยแล้ว” และวิเคราะห์กันว่านั่นเป็นการสละเรือของเลขานุการประจำตัว นพ.สรณ

(https://www.nationtv.tv/news/politics/378981409=5-68aLwgxLQ และ https://theroom44channel.com/content/4161=IwY2xjaw317tj91PQ)

วันเสาร์, สิงหาคม 08, 2569

ปกรณ์ นิลประพันธ์ แฉผลถึงความไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง ตรวจสอบการทุจริตบรรจุข้าราชการท้องถิ่น สอดคล้องกับ กมธ.สภาฯ ยันอนุทินเห็นตั้งแต่เป็นรองนายกฯ

เฮ้ย ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ กรณีมีการทุจริตบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ปกรณ์ นิลประพันธ์ แฉผลถึงความไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง แต่เนื่องจากไม่มีอำนาจวินิจฉัยอะไร ก็ได้แต่ก็วางกรอบเสนอให้นายกฯ พิจารณา

มีตั้งแต่ ทำไมการกำหนดอัตราตำแหน่งถึงได้จำนวนโป่ง ไฉนกระบวนการจัดสอบจึงไม่เดินตามแนวที่ กพ.ทำตามปกติ แล้วเหตุใดการประกาศผลสอบและบรรจุ จึงได้บวมจาก ๘ พันตำแหน่ง ไปเป็น ๑ หมื่นตำแหน่ง อีกเรื่องคือการจัดเก็บเอกสารได้มาตรฐานไหม

ที่แน่ๆ คณะกรรมการพบว่า “มีข้อบกพร่องแทบจะทุกขั้นตอน รวมถึงทีโออาร์” แล้วในรายละอียดมีผู้เกี่ยวข้องกว่า ๑๐๐ คน เป็นข้าราชการระดับสูง คาดว่าสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องรับไปดำเนินการต่อ และพิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล

รองนายกฯ ชี้ว่า “เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ” อีกทั้งย้ำว่า คณะกรรมการไม่มีอำนาจชี้ผิดชี้ถูก “เพียงแต่หาจุดบกพร่องในการดำเนินการว่าเป็นอย่างไร” เท่านั้น ส่วนการตรวจเส้นทางการเงิน เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ท.และ ปปง.

อย่างไรก็ดีปกรณ์เชื่อว่า บรรดาหัวขบวน “คงไม่ตายน้ำตื้นเรื่องเส้นเงิน” โดยเฉพาะคงไม่สามารถโยงไปถึงระดับสูงทางการเมือง ตอนนี้มีแต่ข้อสงสัย อย่างเช่น “ความเชื่อมโยงกับนักการเมืองเบอร์ใหญ่บางคนแถวอีสาน” หรืออธิบดีคนหนึ่ง “มีความใกล้ชิดกับนักการเมืองใหญ่ในภาคใต้”

ประธานการตรวจสอบยังอุตส่าห์ตั้งความหวัง “อยู่ที่ผู้ต้องหาในคดีซึ่งถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ จะกล้าพลีชีพ ซัดทอดจอมบงการตัวใหญ่ที่แท้จริงหรือไม่” เพื่อแลกกับโทษหนักผ่อนเป็นเบา หรือถูกกันเป็นพยาน ต่อจากนี้จับตาอย่ากะพริบ

ประจวบกับกรรมาธิการกฎหมายฯ ก็พบข้อพิรุธในกระบวนการสรรหาหน่วยงานที่จะทำหน้าที่จัดสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นอยู่หลานอย่าง เช่น ยกเลิกการชนะการประมูลของมหาวิทยาลัยบูรพาในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ เพราะมีข้อหาว่าทุจริต

แต่มหาวิทยาลัยบูรพานี่เองที่พบ “หลายเรื่องราวที่ส่อไปในทางทุจริต และดูแล้วไม่น่าจะอยู่ในระดับของฝ่ายประจำหรือระดับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่น่าไปไกลถึงระดับนักการเมือง” โดยมีการอ้างถึงผลการประชุมที่นำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทยขณะนั้น

ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยบูรพานี่เองแจ้งต่อ กมธ.ว่า “เนื้อหาของ TOR ฉบับใหม่ก็มีปัญหาซึ่งนำไปสู่การทุจริตด้วยเช่นกัน” ทั้งหมดทำให้กรรมาธิการเชื่อว่าการทุจริตเรื่องสอบบรรจุท้องถิ่นนี้ “เกิดขึ้นย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคที่คุณอนุทินเป็นรองนายกรัฐมนตรี”

(https://www.facebook.com/rangsimanrome/posts/36N5YnjY และ https://www.facebook.com/nationweekend/posts/23YvLMAsYEh) 

สองไวรัลเด็กประถม คนหนึ่งอายุ ๑๔ ยิงปู่ย่าเสียชีวิต เพราะความคับแค้นถูกกดดันเรื่องเรียน อีกรายครู ‘โรงเรียนขยายโอกาส’ โพสต์เฟี้ยส “ไม่มีลูกศิษย์รุ่นไหนอุบาทว์ได้เท่าเด็กเจนเหี้ยนี่อีกแล้ว”

เศร้าสลดกันไป กับข่าวไวรัล เด็กอายุ ๑๔ ปี เอาปืนของปู่เข้าไปกราดยิงในห้องเรียน เพราะความคับแค้นที่โดนกลั่นแกล้งแล้วครูไม่ช่วย บวกแรงกดดันจากบ้าน ปู่ย่าเคี่ยวเข็นเรื่องเรียนมาก พอถึงจุดระเบิดก็ยิงทั้งปู่และย่าเสียชีวิตก่อนไปอาละวาดที่โรงเรียน

วิเคราะห์หาสาเหตุกันมาออกสื่อ ภูมิหลังของเด็กมีส่วนอยู่มาก “ตัวเยาวชนพ่อแม่เลิกรากัน ปู่ย่าก็เป็นคนเลี้ยงมาตลอด” รายหนึ่งอ้างอิง รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น แนะว่า

“อย่ามัวแต่ไปพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ให้หันมาพัฒนาสังคมร่วมไปด้วย...บ้านและโรงเรียนต้องทำงานร่วมกัน ผู้ปกครองต้องใส่ใจบุตรหลาน โรงเรียนต้องใส่ใจเด็ก รับฟังปัญหา คอยสอดส่องดูแลหากมีพฤติกรรมที่เสี่ยงด้วย” เป็นหลักการพื้นฐาน

ปัญหามีว่าใส่ใจทำกันหรือไม่ เรื่องดีๆ เช่น ผู้ปกครองกับเด็กพูดคุยทักถามเป็นประจำทุกวัน วันนี้รู้สึกอย่างไร เจออะไรบ้างทั้งวัน ถ้าเห็นปัญหาคิดว่าจะแก้อย่างไร ธรรมเนียมปฏิบัติแบบนี้เห็นมากในประเทศตะวันตก ที่ผู้เขียนบังเอิญได้อยู่อาศัย

ครอบครัวเจอกันพร้อมหน้าช่วงเย็นก่อนอาหารค่ำ พอพบก็ถามไถ่ต่อกันเป็นอุปนิสัย “How was your day?” ถ้าไม่มีอะไรจะคุยหรือไม่อยู่ในอารมณ์ แค่ตอบว่า “Fine.” หรือ “O.K.” แต่บ่อยครั้งจะมีคนใดคนหนึ่งยกปัญหา แล้วทั้งครอบครังร่วมกันถก

แต่ว่าในมโนภาพของนายกรัฐมนตรีนี่สิ น่าจะมีปัญหา ทั่นว่าเหตุการณ์โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี “ถือว่าโชคดีที่ทุกอย่างจบสิ้นไปก่อน...และหากผู้ก่อเหตุไม่จบชีวิตตัวเองลงก่อน ตำรวจก็จะประสบความลำบากมากในการที่จะต้องตัดสินใจหยุดยั้งเด็กอายุเพียง ๑๔ ปี”

พูดอย่างนี้แสดงว่าเตรียม วิสามัญ ไว้ก่อนแล้วหรือ นี่คือ Mindset ต่อปัญหาทางสังคมผสมความรุนแรงของผู้บริหารงานรัฐบาลไทยใช่ไหม แล้วอารมณ์ร่วมของคนจำนวนมากก็คล้อยตาม มันจะมิยิ่งเป็นความกดดันต่อผู้ที่อยู่ปริ่มขอบในสังคมนี้ ให้ไปสู่จุดระเบิดโดยง่าย

อีกเรื่องเกี่ยวกับเด็กอาจจะไวรัลกว่า เพราะมีความบันเทิงผสมอยู่ในเนื้อหาเยอะเลย จากโพสต์แสบๆ คันๆ ทางโซเชียลฯ ของครูสุนีย์ “เป็นครูมาตั้งแต่ปี ๓๗ ลูกศิษย์รุ่นแรกอายุ ๔๕+ สอนพ่อแม่มันมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ไม่มีลูกศิษย์รุ่นไหนอุบาทว์ได้เท่าเด็กเจนเหี้ยนี่อีกแล้ว”

เธอมาแก้ไขภายหลังจากไวรัลว่า “ไม่ต้องตีความว่าครูพูดถึงเจน X เจนY เจน Z หรือว่าเจน Alpha ครูพูดถึง #เจนตัวเงินตัวทองที่มันเป็นสับเซตของทุกๆเจน ในนั้นมีทุกช่วงอายุเด้อ” มีข้อเท็จจริงที่เพื่อนครู อ๊อด ช่วยขยายว่าครูสุนีย์ หรือ แดง

เธอสอนที่ ‘โรงเรียนขยายโอกาส’ ทางการศึกษาในพื้นที่นอกเมืองแห่งหนึ่งในโคราช เหตุเกิดจากเด็กชายคนหนึ่งมาสาย ผมเปียกมร่อกซ่อก ตัวครูนั้นวางอุเบกขา แต่ไอ้พวกเพื่อนในห้องตะโกนถามว่า “ทำไมวะมาสาย”

มันก็ตะโกนตอบกลับว่าตื่นสาย แล้วพออาบน้ำก็ ชว. “มันไม่แตกซักที” ไอ้เพื่อนตะไลเสือกย้อนตอบ “ทำไมมึงไม่ให้แม่ช่วย ชว. จะได้เสร็จเร็วเร็วแล้วได้มาเรียนเร็ว” ครูเก็บเอาไปคิดหลังเสร็จคาบสอน ก็เลยรังสรรออกมาเป็นโพสต์เฟชบุ๊คนั่นละ

ตานี้พอมันไวรัล ครูที่บอกว่ารูปตัวเองบนโซเชียล “สวยกว่าตัวจริง” เธอเฟี้ยสพอดูในเรื่องสำบัดสำนวน ตอบอีกยาว แต่ลงท้าย “เมื่อวานเราคุยกันแล้ว เด็กก็ขอโทษครู ครูก็ขอโทษเด็ก เราเข้าใจกันดี สอนกันเป็นปกติเหมือนเดิม มีแต่พวกคุณนี่แหละค่ะที่ทำให้ไม่ปกติ...”

(https://www.facebook.com/Kan1974/posts/GAr2UDTz, https://www.facebook.com/khru.xxd.rachdari/posts/338g32V9D2 และ https://www.facebook.com/sunee.srithong/posts/32crrPdNw) 

วันศุกร์, สิงหาคม 07, 2569

ความยุติธรรมไม่เต็มใบ ไม่ต่างอะไรกับการไม่ให้ความยุติธรรมเสียเลย เมื่อศาลฏีกา ‘ยกคำร้อง’ ไม่รับพิจารณา คดี สยาม ธีรวุฒิ อ้างมีหมายจับอยู่ คงหลบหนี ไม่หายสาบสูญ

ความยุติธรรมไม่เต็มใบ ไม่ต่างอะไรกับการไม่ให้ความยุติธรรมเสียเลย เพราะผลร้ายที่ผู้เสียหายได้รับ จะครอบงำความยุติธรรมไปเสียทั้งหมด

คำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อ ๒๑ กรกฎา ยกคำร้อง ไม่รับพิจารณาฏีกาของนางกัญญา ธีรวุฒิ มารดาของ สยาม ธีรวุฒิ บุคคลที่เชื่อว่าถูกบังคับสูญหายในประเทศเวียดนามโดยเจ้าหน้าที่ไทย หลังจากที่เขาหลบหนีลี้ภัยคดี ม.๑๑๒ ไปประเทศกัมพูชา

ศาลฎีกาเห็นว่า “ฎีกาของผู้ร้องไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙” และว่าเมื่อดูข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญ ในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๗

ศาลอุทธรณ์จังหวัดสมุทรสาครอ้างว่า ได้ตรวจสอบหมายจับพบว่ากองปราบปรามได้ออกหมายจับสยาม ๒ หมาย ในปี ๒๕๖๒ เชื่อว่าอาจจะยังหลบหนีอยู่ จนกว่าคดีจะหมดอายุความ จึงถือว่าสยามไม่ได้หายสาบสูญ ให้ยกคำร้อง

นางกัญญาผู้ร้องกล่าวในครั้งนั้นว่า มีผู้สูญหายรายอื่นๆ เช่น ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่มีหมายจับเช่นเดียวกับสยาม “กลับได้รับคำสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญ เหตุใดในคดีของสยามศาลจึงตีความแตกต่างไป”

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมให้ความเห็นในครั้งนั้นด้วยว่า “การอ้างอิงอย่างไม่มีหลักฐานของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีลักษณะที่ต้องตั้งคำถาม และการที่ศาลตั้งข้อสังเกตโดยไม่มีหลักฐานใดๆ

ส่งผลกระทบต่อจิตใจของญาติ เราคิดว่าระบบตุลาการอาจยังไม่ได้เข้าใจเรื่องการยื่นขอให้เป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อจัดการทางแพ่ง และจัดการทรัพย์สินของผู้สาบสูญ” ส่วน น.ส.ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข ผอ.มูลนิธิฯ คนปัจจุบันให้ความเห็นว่า

“หากการบังคับสูญหายคือการทำให้บุคคลอยู่นอกความคุ้มครองของกฎหมาย คำสั่งศาลฎีกาอาจเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ของครอบครัวผู้สูญหาย เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้าเรื่องการค้นหา และสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ทราบชะตากรรมของสยาม”

(https://www.matichon.co.th/local/news_5815032, https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5362969 และ https://www.facebook.com/CrCF.Thailand/posts/2hHP4wCN)

‘ไอ๊ซ์’ ไม่แผ่ว ลุยตรวจสอบงบประมาณแก้ภัยแล้ง ๖,๕๐๐ ล้าน จิ้มกันไปแล้วค่อยมาบอก กนช. พร้อมสวนกลับสุชาติ ชมกลิ่น “เคยตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูตัวเองหรือไม่”

ไอ๊ซ์ ไม่ยอมแผ่ว ลุยตรวจสอบไม่เว้นแต่ละวัน คราวนี้ท้วงทักเรื่องงบประมาณแก้ภัยแล้ง ๖,๕๐๐ ล้าน ครม.อนุมัติเมื่อ ๒๓ มิถุนา พอ ๑๖ กรกฎา “จิ้มกันไปแล้วค่อยมาบอก กนช.” (คณะกรรมการน้ำแห่งชาติ)

ตามขั้นตอนปกติของโครงการเกี่ยวกับน้ำทั่วประเทศ ต้องผ่าน กนช.เสียก่อน “แต่โครงการจำนวนมากในเซ็ตนี้ ยังไม่ได้ผ่าน กนช. และเพิ่งพิจารณาเรื่อง” รักชนก ศรีนอก บอกใครว่าผ่านแล้ว โกหกทั้งเพ

ข้อน่าสังเกตุอยู่ที่ โครงการมูลค่ามหาศาลอย่างนี้ ต้องใช้อุปกรณ์ที่เฉพาะเจาะจง คงไม่มีใครในประเทศนี้ เตรียมอุปกรณ์สำหรับการทำโซล่าปั๊มน้ำบาดาลเอาไว้ก่อน ในมูลค่าเกือบหมื่นล้านหรอก ดังนั้นถ้าผู้รับเหมา เจ้าของแผงโซล่าไม่รู้ล่วงหน้า ก็เตรียมของไม่ทัน

นั่นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องที่ว่ามีคำขอทำโครงการจากองค์กรปกครองท้องถิ่น กันไว้ก่อนมีเลือกตั้งต้นเดือนกุมภา แม้เป็นคำขอที่มีอยู่แล้ว ก็สามารถเลือกจิ้มเฉพาะพื้นที่พรรคตัวเอง หลังจากการเลือกตั้งจบก็ได้”

ถ้าอยากยืนยันความบริสุทธิ์ ว่าอนุมัติตามพื้นที่เดือดร้อนจริง วิธีการง่ายมาก เพียงแค่เปิดคำของบประมาณ ๕ ปี ย้อนหลังแล้วพลอตบนแผนที่เทียบกับโครงการที่ได้รับงบ แล้วดูการกระจายก็จะชัดเจนว่าอนุมัติตรงไปตรงมาจริงหรือไม่”

ต่อไปเรื่องใหญ่ ไอ๊ซ์พาดพิง “คุณสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวหาว่าดิฉันวิพากษ์วิจารณ์โครงการน้ำบาดาลโดยขาดความรู้ ดิฉันยอมรับว่าไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการขุดเจาะน้ำบาดาล แต่สิ่งที่ดิฉันเชี่ยวชาญมากคือ

การจับผิดงบประมาณในโครงการที่น่าจะมีปัญหาส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชั่น และดิฉันไม่แน่ใจว่าท่านได้เคยตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูตัวเองหรือไม่” รักชนกร่ายเป็นหางไม่ยั้ง ว่าทั่นเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง แต่

“ไม่ปรากฏว่ามีมีความรู้ความเชี่ยวชาญในกระทรวงไหนเป็นพิเศษ หรือก่อนจะเข้าบริหารกระทรวงไหน ก็ไม่เคยปรากฏว่ามีการนำเสนอนโยบาย ว่าเข้าไปทำอะไรให้สอดคล้องกับภารกิจของกระทรวง” หรือ “ทำให้ชีวิตของพ่อแม่พี่น้องประชาชนดีขึ้น”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/023kiRh4PC) 

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 06, 2569

‘หมอไห่’ ดึงดันนั่งประธาน กสทช. ทั้งๆ ที่มีกรรมการสี่คนบอยคอต ‘ลิซ่า’ ภคมน ขี้ แบ็คเขาน่าจะใหญ่มาก

แบ็คเขาน่าจะใหญ่มากนะ หมอไห่ เนี่ย จึงได้ดึงดันนั่งประธาน กสทช. ทั้งๆ ที่มีกรรมการสี่คนบอยคอตด้วยการ ว้อคเอ๊าท์ เป็นรอบที่สอง หลังจากสามคนยืนยันมติกรรมการสรรหา ที่ว่าไม่ได้เข้าสู่ตำแหน่งตั้งแต่แรก คราวนี้โผล่ไปให้มันวุ่นซะงั้น

ถึงจะอ้างอย่างไรว่าพวกที่เดินออกทำให้ผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเสียไป เขาก็ย้อนเอาว่าก็คุณนั่นแหละโผล่มาให้การประชุมคว่ำ รู้ๆ อยู่แล้วว่าเสียงข้างมากเขาไม่เอาด้วย ไหนๆ ไปฟ้องศาลปกครองแล้วควรต้องรอคำตัดสิน

เมื่อวันที่ ๕ สิงหา พอเปิดประชุมคณะกรรมการ ๗ คนก็เถียงกันลั่นเกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ดร.พิรงรอง ชี้ว่าการไปฟ้องศาลปกครองแสดงว่ายอมรับมติของคณะกรรมการสรรหา จากนั้นฝ่ายหมอไห่เสนอให้นับองค์ประชุม

ทำให้ “รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ กสทช.ด้านโทรคมนาคม เดินออกจากห้องประชุมทันที” อีกสามคนชุดที่ว้อคเอ๊าท์เมื่อคราวที่แล้ว ได้แก่ ศ. กิตติคุณ ดร. พิรงรอง รามสูต, รศ.ดร. ศุภัช ศุภชลาศัย และ พลอากาศโท ดร.ธนพันธ์ หร่ายเจริญ พากันเดินออกจากห้องประชุมตามไปด้วย

ด้านรองเลขาธิการ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาฯ แจ้งมาทางสายว่ากรรมการทุกคนต้องประชุมตามกำหนดที่วางไว้ วันที่ ๕-๖ ๑๑ ๑๓ และ ๙-๑๐ สิงหา เพราะมีวาระสำคัญหลายอย่าง รวมทั้งการขยายเวลาใช้งานดาวเทียมไทยคม ๔

ดร.ธนพันธ์บอกว่าได้แจ้งต่อสำนักงาน กสทช.ไปแล้วว่ากรรมการ ๖ คน ขาด นพ.สรณ ก็ทำงานได้ ทุกคนพร้อมประชุม ส่วน ดร.ศุภัช นั้นเรียกร้องให้นายกฯ เข้ามาแก้ไขปัญหา อย่าทำนิ่งเฉยอยู่ ข้อนี้ ลิซ่าภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรคประขาขนมี สะกิด

“เพราะอะไรเรื่องนี้ถึงไม่มีความพยายามจะทำให้มันจบสิ้นให้เร็ว” เธอว่าแม้ตำแหน่งประธาน กสทช.จะเป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ ในเมื่อมติคณะกรรมการสรรหาออกมาโต้งๆ ว่าหมอไห่ยังไปรับรายได้ตรวจรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นการสละสิทธิตำแหน่งประธานแต่แรก

นี่ผ่านมา ๑๗ วันแล้ว ไฉนนายกรัฐมนตรียังไม่ดำเนินการกราบบังคมทูลฯ อยู่อีก “จะยื้อเรื่องนี้ไปทำไม หรือเพราะนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และ นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีทีมกุนซือคนเดียวกันคือ พันตำรวจเอก ประเวศน์ มูลประมุข”

ผู้ซึ่งเป็นเลขาธิการประจำประธานฯ และ “ครั้งนึงเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๘” ลิซ่าว่าหรือนี่เป็นเหตุให้นายอนุทินทำยื้อๆ ยักๆ เพราะมาเรือลำเดียวกันกับหมอไห่

(https://www.facebook.com/lisapukkamon/posts/YVNTGj1k, https://www.facebook.com/PrachachatOnline/posts/mAsHPVc32g และ https://www.facebook.com/baitongpost/posts/FrpvLmCEj) 

วันพุธ, สิงหาคม 05, 2569

สส.ปชน.เขาโฆษณา “ผมพัฒนาระบบนี้ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนสามารถเห็น ถึง ผลการตรวจสารพิษในน้ำ ในตะกอนดิน ผลผลิตทางเกษตร รวมทั้งพิกัดเหมือง และภาพเคลื่อนไหวเส้นทางไหลลำน้ำ

เอ้า IO หรือ E-bag ไหนเคยว่าฝ่ายค้านดีแต่พูด ไม่เคยทำ ดูซะ สส.ปชน.เขาโฆษณา “ผมพัฒนาระบบนี้ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนสามารถเห็น ถึง ผลการตรวจสารพิษในน้ำ ในตะกอนดิน ผลผลิตทางเกษตร รวมทั้งพิกัดเหมือง และภาพเคลื่อนไหวเส้นทางไหลลำน้ำ

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ว่ายังมีพัฒนาต่อในส่วนเพิ่มเติมที่รอข้อมูล “ตัวเลขข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกแร่ในแต่ละด่านของประเทศไทยด้วย นำเข้ามาทางไหน ส่งต่อไปไหน พร้อมกับการตรวจปลา และผลตรวจน้ำ-ตะกอนดินในน้ำที่กระบุรี

เขาว่า นี่เป็นระบบเดียวจบครบทุกลำน้ำ ไม่ว่า กก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน-กระบุรี รายละเอียดทั้งหมดได้มาจากผลการปฏิบัติงานของอนุกรรมาธิการ มลพิษทางน้ำข้ามแดน ที่เขาเป็นประธานอยู่ โดยข้อมูลที่ใช้ก็ได้มาจากทั้งองค์กรเอกชนและหน่วยงานรัฐ

ข้อสำคัญไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐแม้แต่บาทเดียว ส่วนค่าโดเมนเว็บไซ้ต์ก็แค่หลักร้อย จุดมุ่งหมายของคณะอนุกรรมาธิการก็พียง “เราตั้งใจออกแบบให้ประชาชนได้เห็นข้อมูลที่ทุกคนต้องรับรู้ว่า ปัญหานี้มันขยายวงไปถึงไหนแล้ว

ความเสียหายเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง และต้นตอของมันมาจากไหน” อีกทั้งไม่เพียงให้ประชาชนทั่วไปได้เห็น รัฐบาลอยากใช้ก็เอาไปใช้ได้เลย จะได้ทำให้ การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน (และ Big Brother China) ของนายกฯ อนุทิน “ไม่ไร้ข้อมูลแบบที่ผ่านมา”

(ลิ้งค์เว็บไซต์ระบบ: https://waterpollution.disaster-mp.org/)

เขามีภาพตัวอย่าง #1 ดูผลตรวจน้ำ/ตะกอนดิน “เมื่อเปิดชั้นข้อมูลแล้ว คลิ๊กดูที่รายจุดได้ เพื่อดูว่าเกินมาตรฐานเท่าไหร่ และกราฟแนวโน้มการเพิ่มขึ้น/ลดลงตามแต่ละช่วงเวลาเป็นยังไง รวมถึงตารางแสดงสีค่าสารพิษของการตรวจทุกครั้ง”

#2 พิกัดเหมือง “เมื่อเปิดชั้นข้อมูลนี้แล้วสามารถซูมเข้าไปเลือกจุดเหมืองได้ เพื่อดูข้อมูลรายละเอียด เหมืองประเภทไหน ตำแหน่งอะไร และคลิ๊กไปดูภาพถ่ายทางดาวเทียมจากGoogle และSentinel ได้ครับ และ

#3 ผลการตรวจผลผลิตทางการเกษตร “ตรงนี้จะไม่ระบุพิกัดนะครับ แต่จะบอกเป็นพื้นที่ให้ทุกคนเห็นภาพว่าตอนนี้พืชผักปนเปื้อนยังไงบ้าง จากมาตรฐานEU และมาตรฐานของไทยครับ”

(https://www.facebook.com/pleelaphat/posts/2svdpEyD5) 

ภาคเอกชนเสนอบ้าง ‘ปฏิรูป’ ระบบราชการไทย ที่ใหญ่เทอะทะ ควรเริ่มจากการ ‘ติดกระดุมให้ถูกเม็ด’ ก่อน จัดการปัญหา รายจ่ายภาครัฐเพิ่มเกือบเท่าตัวในเวลา ๑๐ ปี ทั้งที่จำนวนบุคคลากรไม่เปลี่ยน

ความพยายาม ปฏิรูป ระบบราชการไทย ที่ใหญ่เทอะทะ ในปัจจุบันเคยมีแล้วในภาครัฐ จากข้อเสนอ “ผ่าตัดราชการไทย” โดย ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี (ดู https://www.facebook.com/permalink.61567701994985) แต่ก็ไม่มีการขยับเขยื้อนใดๆ จากรัฐบาล

คราวนี้ภาคเอกชนเสนอบ้าง โดย THE STANDARD WEALTH รวมความเห็นของ ๓ ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ แพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เพียงพนอ บุญกล่ำ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และ ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ มาแพร่หลาย

บอกว่าทั้งสามท่านมองตรงกันว่า “รัฐบาลควรเริ่มจากการ ‘ติดกระดุมให้ถูกเม็ด’ ผ่านการเร่งการทบทวนภารกิจ (Mission Audit) และหาขนาดของระบบราชการที่เหมาะสม (Right Sizing) ก่อน ‘ลดคน’ พร้อมเร่งกระบวนการกิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine)

เริ่มที่ “เปิดปมปัญหา รายจ่ายบุคลากรไทย ‘สูง’ เมื่อเทียบกับหลายประเทศ” สะท้อนถึง ‘ค่าเสียโอกาส’ จากการที่ เมื่อเก็บภาษีมาได้ทุกๆ ๑๐๐ บาทต้องตัดจ่าย ๔๐ บาทไปให้กับ บุคคลากรขณะประเทศอื่น เช่น มาเลเซียสามารถจัดสรรงานภาครัฐด้วยต้นทุนถูกกว่ามาก

รายงานระบุด้วยว่ารายจ่ายสำหรับสวัสดิการของบุคคลากรภาครัฐนี้ เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในระยะเวลา ๑๐ ปี ทั้งที่จำนวนคนคงที่ นั่นคือในตัวเลขตัวเลขเพิ่มขึ้น ๙๐% จากเกือบ ๓ แสนล้านบาท ในปี ๒๕๖๐ มาอยู่ที่เกือบ ๖ แสนล้านบาท ในปี ๒๕๗๐

แต่ว่าจำนวนกำลังคนในภาครัฐ ในช่วงทศวรรษเดียวกันนั้น คงที่ระหว่าง ๓.๐ ถึง ๓.๒ ล้านคน (ระหว่างปี ๒๕๖๑-๒๕๖๗) สะท้อนว่า รายจ่ายบุคลากรภาครัฐต่อคนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ๕% ต่อปี” ดังนั้น “โจทย์สำคัญอาจจะไม่ได้อยู่ที่การลดกำลังคนก้ได้

แต่ควรดูต้นทุนต่อคนมากกว่า” ปัญหาหนึ่งที่พบ รายจ่ายบุคลากรภาครัฐกระจัดกระจายหลายหมวด ได้แก่ แผนงานบุคคลากรภาครัฐ สัดส่วน ๕๙% งบกลางราว ๓๙% และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒% เป็นต้น

เขาสรุปว่า “รายจ่ายที่กระจัดกระจายนี้ ทำให้สาธารณชนทำความเข้าใจภาพรวมภาระงบประมาณบุคลากรได้ยาก”

(https://www.facebook.com/thestandardwealth/posts/q9LHJrN7r ดูบทความเต็มที่ https://l.facebook.com/l.php?reform-thai-bureaucracy-personnel-costs) 

วันอังคาร, สิงหาคม 04, 2569

‘คุณไหม’ ยอมรับหน้าชื่น ก็ขออภัย “ที่ในอดีต เราเคยมีการตัดสินใจที่ไม่ได้ล่วงรู้ว่าจะถูกบิดข้อตกลง” และ “เป็นบทเรียนที่ทำให้เราหลาบจำ”

อีกคนในแกนนำพรรคประชาชน ยอมรับอย่างหน้าชื่นในความผิดพลาด ที่ว่า “รัฐบาลมาถึงจุดนี้ได้เพราะพรรคประชาชนไปโหวตให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี” ศิริกัญญา ตันสกุล ถึงกับประกาศว่า “หลาบจำแล้ว” ไม่มีเช่นนั้นอีกเด็ดขาด

น่าจะมาจากเหตุตั้งต้นเมื่อภรรยาครูใหญ่พรรคภูมิใจไทยโพสต์ข้อความแปร่งๆ “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบ...” ทำให้สื่อวิเคราะห์วิจารณ์กันว่า คงมีอะไรไม่ลงรอยระหว่างแกนนำพรรคน้ำเงินกับพรรคเขียวแน่ๆ พอถามนายกฯ ก็เอาเลย

“โอ้โห พี่ต่ายผม แปลกตรงไหน” แล้วเสียดสีเชิงตวาดนักข่าว “เอาความเท็จมาออกสื่อสาธารณะ หิวแสงไม่มีข้อมูล ไม่มีอาชีพแล้วมาทำตัวเป็นนักวิเคราะห์ข่าวการเมือง” พร้อมทั้งเหยียดสติปัญญา “การศึกษาช่วยอย่างหนึ่งคือทำให้เราวิเคราะห์ได้”

ไม่ว่าพวกเขาจะความรู้ต้อยต่ำเพียงใดในสายตานายกฯ ความไม่แปลกแต่แปร่งของข้อความที่ กรุณา ชิดชอบ เขียนบนหน้าเฟชบุ๊ค สุมไฟเสียงซุบซิบการเมืองว่าพรรคเขียวของผู้กองแป้ง อาจจะชวนพรรคแดงแยกวงก็ได้

นักข่าวก็เลยเอาไปถามนำกับรองหัวหน้าพรรคส้ม ถึงเรื่องดีลระหว่างพรรคเขียวกับแดง “ทำให้รัฐบาลสั่นคลอน” เลยนะ คุณไหม ได้ช่องปั่นกระแสว่า ถึงไม่มีการดีลเขียว-แดง รัฐบาลก็สั่นคลอนอยู่แล้วด้วยปัญหาร้อยแปดพันประการ

ทั้ง “ข่าวฉาว ข่าวไม่ดีต่างๆ ตั้งแต่การทุจริตคอร์รัปชัน การโกง สว. หรือการบริหารจัดการภายในที่นำไปสู่ ปัญหาอื่นที่เป็นปรากฏการณ์ เช่น พ่อทิพย์” เป็นปัญหาค่อนข้างใหญ่ จนทำให้พรรคร่วมรัฐบาลคิดหนัก จะแบกกันต่อดีหรือไม่ดี

ครั้นถามแย้ปต่อว่าถ้าแดงออกแล้วส้มจะสวมไหม คุณไหมตอบทันใด “จุดยืนเราชัดเจน...ในฐานะที่เราก็กำลังทำงานในฝ่ายค้าน ได้เห็นข้อบกพร่องของแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเยอะมาก แต่จะให้เข้าไปร่วม ไม่มีทางทำได้”

พอบอกว่าคนยังพูดกันอยู่นะว่ารัฐบาลมาถึงจุดนี้ เพราะพรรคประชาชนไปโหวตให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ มิใช่หรือ คุณไหมส่ายหน้า “ยังวกกลับไปอยู่ได้อีกหรือ จริงๆ นายกฯ ก็เลิกขอบคุณพรรคประชาชนมาสักพักแล้วนะ”

ถ้ายังคิดแบบนั้นกันอยู่ “ดิฉันก็ห้ามไม่ได้” ก็ขออภัย “ที่ในอดีต เราเคยมีการตัดสินใจที่ไม่ได้ล่วงรู้ว่าจะถูกบิดข้อตกลง...ท้ายที่สุด ก็เป็นบทเรียนที่ทำให้เราหลาบจำ”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/0UZSw43xo และ https://www.msn.com/th-th/news/other/87/ar-AA28PJIN)

มี สาส์นจาก ‘ตั๊กแตน ชลดา’ “ถ้าเราปกป้องแม่น้ำไม่ได้…วันหนึ่งแม่น้ำก็ปกป้องชีวิตเราไม่ได้” โรงงานปล่อยน้ำเสียลงลุ่มน้ำ ป่าสัก บางปะกง ท่าจีน พอง ชี ตะคอง ออกซิเจนในน้ำแทบไม่เหลือ

สาส์นจาก ตั๊กแตน ชลดา บอกว่า is feeling sorry. ที่ “วันนี้อาจยังไม่ใช่บ้านของคุณ วันนี้อาจยังไม่ใช่ลูกหลานของคุณที่ต้องใช้น้ำสายนี้ แต่วันหนึ่ง…มันอาจเป็น”

และ “อย่าปล่อยให้การปกป้องธรรมชาติเป็นหน้าที่ของคนเพียงไม่กี่คน ถ้าคุณรักแม่น้ำ รักแผ่นดิน รักอนาคตของลูกหลาน ขอเพียงช่วยกันแชร์ ช่วยกันเป็นหูเป็นตา และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายอย่างโปร่งใสและเท่าเทียม”

สัญญานปรากฏแล้ว “ตอนนี้ลุ่มน้ำป่าสักก็มีมีการแอบปล่อยน้ำเสียลงคลองตรวจพบสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐาน ลุ่มน้ำบางปะกงก็มีมีคนแอบปล่อยน้ำล้างแร่และสารเคมีช่วงฝนตก

ลุ่มน้ำท่าจีนมีคนลอบต่อท่อปล่อยน้ำเสียลงคลองและโรงงานฟอกย้อม ลักลอบปล่อยน้ำทิ้งไม่บำบัด ชายฝั่งตะวันออกก็มีการปล่อยน้ำเสียสิ่งปฏิกูลลงทะเลแหล่งท่องเที่ยว ไหนจะคราบน้ำมันและสารเคมีอีก

รวมไปถึงลุ่มน้ำฝังอีสาน พอง ชี ลำตะคอง มีการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานน้ำเสียจนทำให้ออกซิเจนในน้ำแทบไม่เหลือ ตอนนี้สัตว์น้ำตายเกลื่อน” สมการง่ายๆ “ถ้าเราปกป้องแม่น้ำไม่ได้…วันหนึ่งแม่น้ำก็ปกป้องชีวิตเราไม่ได้...นะคะพี่น้องชาวไทย”

(https://www.facebook.com/takkatan7002/posts/pq6PUYnVY) 

เรื่อง ‘แก้วตา’ อีกครั้ง เธอเคือง (แค้น) พรรคประชาชนไม่สร่าง “จะให้ไปคุยอะไร...สายไปแล้ว...หน้าที่ขององค์กรคือการคุ้มครองผู้เสียหาย...#พรรคกระจอก”

คงต้องแตะเรื่อง แก้วตา อีกครั้ง ไม่ใช่เพราะมันยังไม่จบ (ง่ายๆ) ตราบเท่าที่เจ้าตัวยังไม่ตัดสินใจให้แน่ชัดว่าจะเอายังไง เท่าที่เห็นจากสื่อเมื่อเธอไปให้สัมภาษณ์ บางแห่งอาจนั่งฌานเขียน พออนุมานได้ว่า เธอมีความขุ่นเคือง (แค้น) พรรคประชาชนไม่สร่าง

ทั้งๆ ที่กรณีถูกอดีต สส.ชายของพรรคนายหนึ่งล่วงละเมิดทางเพศเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว เพิ่งมาเป็นความเมื่อมีการเปิดเนื้อเรื่องในข้อเขียนตอนหนึ่งของหนังสือชื่อ ประชาชนที่ไม่ยอมจำนน ของเธอ จนทำให้หนังสือขายดีกว่าที่คาดมาก

(อันนี้ เจ้าตัวบอกเองว่าแรกเซ็นไว้ให้ ๑๐๐ เล่มแรก พอเป็นข่าวเลยต้องเซ็นเพิ่มอีก ๓๐๐ เล่ม) จากที่เคยเงียบ แม้จะเต็มไปด้วยความคับแค้นภายใน ซึ่งพอจะประเมินได้จากคำของเธอที่ว่า กลัว หรือไม่กล้าเปิดตัว โวย ด้วยตนเอง

ไม่ทราบ ใคร ที่ธิษะณาอ้างว่าไปอ่านเจอส่วนเล็กๆ เกี่ยวกับการถูก raped ในหนังแล้วเอามาเปิดสู่สาธารณะ หลังจากหนังสือวางตลาดไปแล้วกว่าสามเดือน แต่เธอก็ออกโรงสวมบทของผู้ถูกกระทำอย่างคล้องจอง เหมือนรอให้ใครสักคนช่วยเปิดแทน

จนเมื่อ สส.ผึ้ง พนิดา มงคลสวัสดิ์ รองโฆษก ปชน.แจ้งว่าพรรคได้ “ส่งหนังสือเชิญ น.ส.ธิษะณา ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นสมาชิกพรรค ให้ข้อมูลต่อพรรคเพื่อดำเนินการในขั้นต่อไป” แก้วตากลับโพสต์ตอบว่า “จะให้ไปคุยอะไร...เคยพูดไปหมดแล้ว”

ขณะที่ทาง สส.ผึ้ง และพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ สองคนที่แก้วตาแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอให้รับรู้ ทั้งคู่ชี้แจงว่าครั้งนั้นเจ้าตัวไม่ต้องการเอาเรื่อง ไม่ยอมบอกชื่อผู้ล่วงละเมิดคนนั้น และก็ไม่ได้บอกรายละเอียดเหตุการณ์ แต่ตอนนี้เธออ้าง

“ผู้กระทำไม่ได้ดำรงตำแหน่ง (แต่ได้ลง สส.ต่อนะหลังจากเกิดเรื่องและมีคนทราบ และยังได้ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมายขณะยังดำรงตำแหน่ง) จะเยียวยายังไง? ต่อให้ให้เงินเดือนของผู้กระทำผิดทั้งเดือนทุกเดือนตลอดชีวิต ก็ไม่พอกับการกระทำที่ย่ำยีศักดิ์ศรี”

เธอว่า “สายไปแล้ว” และ “ดิฉันคือผู้เสียหาย...เหตุใดดิฉันจึงต้องเป็นฝ่ายเข้าไปชี้แจงต่อพรรค” คงจะอนุมานอีกแหละว่า เจ้าตัวไม่ต้องการเป็นคนฟ้อง “เพราะหน้าที่ขององค์กรคือการคุ้มครองผู้เสียหาย... #พรรคกระจอก”

และที่บอกในรายการ คุยข่าว ช่อง ๓ “ตอนนี้จะมาช่วยเพราะเรื่องมันแดง มากระตือรือร้นเหมือนแค่ทำเอาหน้า” ดั่งว่าตั้งตาเอาเรื่องกับพรรคเท่านั้น ที่ไม่สามารถจัดการปัญหาเรื่องเพศที่เกิดกับเธอได้ดังที่คาดหมาย ถ้างั้นต้องทำอย่างที่ Voranai Vanijaka แนะ

“การคุกคามทางเพศเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมาย” มีโทษคุก ๑ ถึง ๕ ปี และปรับ ๒ หมื่น ถึง ๑ แสนบาท” ถ้าไม่ต้องการไปชี้แจงที่พรรค ก็ “ไปชี้ตัวที่โรงพักเลย...แต่ไม่ไปแจ้งความ ผู้กระทำก็จะลอยนวลและกระทำต่อ”

(https://x.com/voranai/status/2084112376887156764, https://www.facebook.com/watch/?v=1309134691293448, https://www.facebook.com/tisanach/posts/cagYNBVc67 และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/jTBuKFyx)