วันจันทร์, กรกฎาคม 13, 2569

ไฟใหม่พับลาดพร้าวซอย 1 เรารู้อะไรบ้าง

 





https://x.com/ppolyjenn/status/2076375615314493578.....
.....

จากข้อมูลล่าสุดของเหตุโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ที่ "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" (บริเวณใกล้เคียงซอยลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร) เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา (ช่วงเที่ยงคืนย่างเข้าสู่ทางวันที่ 13 กรกฎาคม 2569) มีสรุปสถานการณ์และข้อมูลสำคัญดังนี้

🚨 เส้นทางเวลา (Timeline) ของเหตุการณ์

23.57 น. (12 ก.ค.) : ศูนย์วิทยุพระราม 199 ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยสุทธิสารเร่งรุดไปที่เกิดเหตุ

00.12 น. : เพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง รถดับเพลิงจากสถานีพหลโยธิน พญาไท และห้วยขวาง เข้าสมทบและใช้หัวฉีดน้ำสกัดเพลิง

00.32 น. : เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์จนเพลิงสงบลงได้ จากนั้นทีมกู้ภัยจึงเริ่มเข้าเคลียร์พื้นที่และค้นหาผู้ติดค้าง

📉 ยอดผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่มาก:

ผู้เสียชีวิต: มีรายงานยืนยันผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ราย (แบ่งเป็นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 25 ราย และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 2 ราย) โดยแยกเป็นผู้หญิง 18 ราย และผู้ชาย 9 ราย

ผู้บาดเจ็บ: มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 63 ราย (มีอาการสาหัส/สีแดงประมาณ 22 รายจากแผลไฟคลอกและการสูดดมควันพิษ) ซึ่งถูกกระจายส่งตัวไปรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ รอบกรุงเทพฯ เช่น รพ.จุฬาลงกรณ์, รพ.ราชวิถี ฯลฯ

🏛️ การดำเนินการของภาครัฐในขณะนี้

ระดับนโยบาย: นายกรัฐมนตรี และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย) ได้ลงตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุด้วยตัวเองทันทีในช่วงดึก พร้อมสั่งการให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่และเร่งเยียวยาผู้สูญเสีย

การสอบสวน: รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เข้าตรวจเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุการจุดระเบิดหรือต้นเพลิงที่แท้จริง

ควบคุมพื้นที่: ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ทำการกั้นพื้นที่ (Set Zero) ห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้เด็ดขาด เนื่องจากโครงสร้างอาคารอาจไม่ปลอดภัยและยังมีกลิ่นไหม้รุนแรงอยู่
📌 ช่องทางการประสานงานสำหรับญาติ

สำหรับครอบครัวหรือเพื่อนที่คาดว่ามีญาติ/คนรู้จักอยู่ในที่เกิดเหตุและยังติดต่อไม่ได้ หรือต้องการตรวจสอบรายชื่อผู้บาดเจ็บตามโรงพยาบาลต่างๆ สามารถเดินทางไปประสานงานข้อมูลหรือแจ้งเรื่องได้ที่ สน.พหลโยธิน หรือติดตามข้อมูลผ่านศูนย์เอราวัณ กทม.








 

วิวาทะ ‘ด้อมส้ม-แบกเต้น’ สาวต้นสายมาถึงปลายเหตุ พรบ.สันติสุข ไม่นิรโทษ ๑๑๒ เด็ดขาด และไม่ผ่อนปรนเยาวชน ณัฐวุฒิคุยกับอานนท์ “แล้วไง #ถ้าคุณพูดคนเขาจะจำ ถ้าคุณทำคนเขาจะเชื่อ”

วิวาทะระหว่างด้อมส้มกับ แบกเต้นที่เป็นอยู่ขณะนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่าฝ่ายหลังพยายามลบมลทินของการปล่อยผ่าน พรบ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ไม่มีนิรโทษกรรม ๑๑๒ (อย่างเด็ดขาด) และตัดเชือกเยาวชนที่ควรได้รับการผ่อนปรน

เนื้อใน กม.ที่ยอมตัดตอนข้อยกเว้น โดยเฉพาะ “ยอมจำนนต่อการหักดิบของ สว. ที่ตัดสิทธิกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ออกจากกระบวนการหันเหคดีในมาตรา ๑๑” ที่ เทวฤทธิ์ มณีฉาย ชี้นั้น ด้อมส้มบอกว่าเป็นเพราะพรรคเพื่อไทย ไม่ยอมสู้

ประเด็น เต้น จึงเกิดขึ้น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บอกว่าเมื่อครั้งเป็นกรรมาธิการฯ เคยคุยกับ อานนท์ นำภา เรื่องหาทางนิรโทษกรรมกันแล้ว แต่ด้มส้มว่ามุสา สมบัติ ทองย้อย ออกมายันว่าตอนเต้นเข้าไป ตนอยู่ในเหตุการณ์ด้วย “เขาทำจริง ช่วยจริง”

จะอย่างไรก็ตามแต่ “กลไกพิเศษในมาตรา ๑๑ ที่คณะกรรมาธิการซีกเพื่อไทย (นำโดยณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) อุตส่าห์ดีไซน์ขึ้นมาเพื่อฟื้นฟูเยาวชนที่โดนคดี ๑๑๒ เป็นเสมือน ประตูอีกบาน ในการช่วยเหลือ” สว.บัส ทบทวนเหตุการณ์ในชั้นกรรมาธิการ

“ในร่างเดิมนั้น คือ ‘ทางออกอันประนีประนอมที่สุด’ ที่ซีกเพื่อไทยพยายามออกแบบขึ้นมาเพื่อเยียวยาแรงกดดันทางการเมืองหลังจากที่เคยยอมลงมติล็อกไม่นิรโทษกรรมมาตรา ๑๑๒ ตามร่าง พ.ร.บ.ของพรรคภูมิใจไทยไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘”

ทว่ามาถูก สว.สีน้ำเงินหักดิบตัดทิ้งก่อนวุฒิสภาลงมติไม่กี่วัน เขาว่าพรรคเพื่อไทยตอนนั้นควรจะฮึดสู้ กลับนิ่งเฉย กลืนน้ำลายตัวเอง เนื่องเพราะ “เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกล็อกเพดานไว้ตั้งแต่วันแรก...ไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุทางการเมือง” เพราะ

“คำแถลงของภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมขณะนั้น ในฐานะแกนนำคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๗” ระบุอย่างชัดเจนว่าไม่นิรโทษกรรมคดีอาญา ม.๑๑๒ อย่างเด็ดขาด

“เพราะถือเป็นเจตจำนงตั้งแต่ต้นของพรรคเพื่อไทยตั้งแต่มีการจัดตั้งรัฐบาลมา...ตราบใดที่สังคมยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ก็ไม่ควรจะหยิบมาเป็นประเด็น” เช่นนี้จะเถียงกันไปทำไรมี ดังที่ รินริน สายน้ำใส ประชากรไซเบอร์รายหนึ่งบี้

ไปถึงเต้น “แล้วไง #ถ้าคุณพูดคนเขาจะจำ ถ้าคุณทำคนเขาจะเชื่อ”

(https://www.facebook.com/rinrinsaynas/posts/Btvc9Q7GDuD, https://www.facebook.com/tewarit.bus/posts/2fLfM63jMN และ https://www.facebook.com/smbati.thxng.yxy.2024/posts/QwrtQ5SGM)

รัฐบาลเอาใจทุนจีนเป็นพิเศษ สารตั้งต้น คงต้องนับตั้งแต่ยุคของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คนดีย์ที่มากับการเปิดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี -- เริ่มเห็นผลแล้วไง


Reporter Journey
July 10
·
#EDITORIAL นับตั้งแต่ยุคของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ออกกฎหมายและมาตรการทางภาษีเพื่อเชื้อเชิญนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป้าหมายหลักคือกลุ่มทุนจีนแบบสุดตัว ให้เข้ามาลงทุนในเกือบทุกอณูของเศรษฐกิจไทยทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่มากที่สุด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สอดรับกันพอดีกับทางจีนที่มีนโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) ในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการค้าไปทั่วโลก และเอเชียตะวันออกเฉียงให้คือเป้าหมายสำคัญที่จีนต้องการเชื่อมต่อมากที่สุดในการเปิดเส้นทางการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์เพื่อออกสู่ฝั่งของทะเลจีนใต้
.
นั่นทำให้คลื่นทุนจีน และคนจีนขนาดมหึมาไหลทะลักเข้าท่วมภูมิภาคนี้โดยเฉพาะประเทศไทยที่อยู่ตรงกลางของภูมิภาคพอดี ต้องรับมือกับ "ของจีน" จนแทบจะสำลักหายใจไม่ทัน
.
นี่ก็พอดีจะตอบคำถามเบื้องต้นได้ว่าทำไมรัฐบาลไทยถึงดึงแต่ทุนจีนเข้ามาจนเต็มประเทศจนถึงปัจจุบัน
.
ปี 2568 บีโอไอรายงานว่า ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรกคือ สิงคโปร์ 103,399 ล้านบาท ขณะที่ญี่ปุ่น ยังคงรักษาสถานะแชมป์ในแง่จำนวนรายที่เข้ามามากที่สุดถึง เป็นเงินลงทุน 85,688 ล้านบาท
.
ส่วนจีนตามมาเป็นอันดับที่ 3 มูลค่า 35,046 ล้านบาท แต่ในแง่ของจำนวนโครงการนั้นนับว่ามีจำนวนมากที่สุดถึง 152 โครงการ โดยเน้นลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
.
แต่สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานว่า แม้สิงคโปร์แซงหน้าจีนกลายเป็นแหล่ง FDI ที่สำคัญที่สุดของไทย แต่เป็นเพราะบริษัทจีนและอเมริกันจำนวนมากใช้สิงคโปร์เป็นฐานตั้งต้นโครงการ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานอิเล็กทรอนิกส์
.
พูดง่ายๆ คือทุนสิงคโปร์จำนวนมากคือทุนสหรัฐฯ ยุโรป และจีนเองที่ "แปลงสัญชาติ" ผ่านโครงสร้างบริษัทโฮลดิ้ง ตัวเลขจึงซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น
.
คำถามคือ ไม่มีทุนจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ นอกจากญี่ปุ่น สหรัฐ หรือยุโรปมาลงทุนในไทยเลยเหรอ ?
.
คำตอบคือ มีทั้งสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เพียงแต่มูลค่ารวมและจำนวนโครงการยังห่างจากจีนพอสมควร
.
ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นเจ้าตลาดกลับมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่าในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา FDI จากจีนอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นชัดเจน สวนทางกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นแชมป์เก่าที่กำลังลดบทบาท และค่อยๆ เฟดตัวออกจากไทยอย่างช้าๆ
.
ในฝั่งของจีน นี่คือการอพยพฐานการผลิตที่มีเหตุผลเฉพาะตัวเพื่อมาไทย โดยมีแรงผลักจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ยืดเยื้อจนทำให้บริษัทจีนต้องย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี และไทยเป็นหนึ่งในปลายทางที่จีนเลือกแล้วอย่างชัดเจน
.
รายงานจากบีโอไอที่นำทีมไปโรดโชว์ที่เซี่ยงไฮ้ในจังหวะที่บริษัทจีนกังวลผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ และพบว่าบริษัทแบตเตอรี่-อิเล็กทรอนิกส์จีนหนุนให้ไทยเป็นฐานผลิตของจีนในภูมิภาคอาเซียน โดย WHA ยืนยันว่าลูกค้าจีนเข้าไทยจำนวนมากเพื่อหนีสงครามการค้าเป็นหลัก
.
สอดคล้องกับนโยบายในยุคพลเอกประยุทธ์ที่ผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีการออก พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ขั้นสูงสุดแก่นักลงทุนต่างชาติ เช่น
.
◉ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 13-15 ปี
◉ สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับประกอบกิจการ
◉ สิทธิในการเช่าที่ดินราชพัสดุระยะยาวสูงสุด 99 ปี (เช่า 50 ปี และต่ออายุได้อีก 49 ปี)
.
◉ การปรับปรุงเงื่อนไข BOI มีการลดข้อจำกัดและเพิ่มแรงจูงใจทางภาษีเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้ค่ายรถยนต์และบริษัทเทคโนโลยีจากจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยจำนวนมหาศาล
.
◉ การออกวีซ่าพิเศษ (Smart Visa และ LTR Visa) ซึ่งเป็นวีซ่าระยะยาว 10 ปี เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีฐานะ กลุ่มนักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญพิเศษให้สามารถพำนักในไทยได้ยาวนานขึ้นและง่ายขึ้น โดยลดขั้นตอนการรายงานตัวและผ่อนปรนเงื่อนไขการทำงาน
.
นั่นทำให้ EEC กระจุกตัวไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมทุนจีนหนาแน่นที่สุด โดยเฉพาะนิคมอมตะซิตี้ ระยอง มูลค่าการลงทุนรวม 218,767 ล้านบาท
.
ตามด้วยกลุ่มนิคมของ WHA ในพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเดิมทีพื้นที่เหล่านี้คือฐานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่พร้อมใช้งานอยู่ก่อนแล้ว การย้ายฐานจึงเร็วและถูกกว่าการไปเริ่มต้นใหม่ในประเทศที่ยังไม่มีซัพพลายเชนรองรับ
.
ด้วยวัตถุประสงค์การเข้ามาของทุนจีนคือการ หลบเลี่ยงสงครามการค้าและกำแพงภาษี เพื่อมาผลิตสินค้าจีนในไทย การสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า (transshipment) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ไทยถูกสหรัฐฯ จับตาและอาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301
.
บทวิเคราะห์ระบุว่า การคัดกรองการลงทุนที่ย้ายมาไทยเพื่อหลบเลี่ยงภาษีปลายทางอย่างสหรัฐฯ เป็นทางแก้ที่เหมาะสมกว่าการคัดกรองเฉพาะสินค้าส่งออก เพราะปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลไทยเองด้วย
.
พูดตรงๆ คือ ทุนจีนบางส่วนที่เข้ามาไม่ได้มาเพื่อสร้างฐานผลิตจริงจัง แต่มาเพื่อแปะฉลาก “Made in Thailand” ให้สินค้าก่อนส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งภาครัฐไทยเองก็ยอมรับว่าเป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการ ไม่ใช่ผลสำเร็จที่ควรภูมิใจจากตัวเลขการส่งออกที่มักเอามาอวดอ้างว่าเติบโตเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็น ทั้งที่สัดส่วนสินค้าของไทยแท้ๆ อาจจะมีเพียงน้อยนิด ที่เหลือเป็นสินค้าจีนสวมสิทธิ์ประเทศไทยแทบทั้งสิ้นก็ได้
.
ยังมีปัญหาอีกชั้นที่สื่อธุรกิจไทยเริ่มเปิดเผยมากขึ้น คือกรณี "ทุนจีนหลอกจีน" และการใช้เส้นสายกักตุนทรัพยากร รายงานล่าสุดระบุว่า กลุ่มทุนจีนบางกลุ่มมีพฤติกรรมจองโควตาไฟฟ้าจากการไฟฟ้าไว้สูงถึง 300-400 เมกะวัตต์ แต่ใช้งานจริงเพียง 20-50 เมกะวัตต์ พร้อมกับการกว้านซื้อที่ดินระดับพันไร่ในพื้นที่ระยองและชลบุรี นี่คือด้านที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในวาทกรรมทางการว่า "จีนมาลงทุนไทยเยอะ = ดี" เพราะปริมาณโครงการที่สูงไม่ได้แปลว่าคุณภาพการลงทุนสูงตามไปด้วยเสมอไป
.
เอื้อจีนมากไปจนไม่แฟร์กับทุนชาติอื่นๆ สะท้อนภาพลักษณ์ เงินซื้อไทยได้
.
ไม่ใช่ว่าทุนจากชาติอื่นที่เข้ามาอย่างถูกต้อง ทำตามกฎระเบียบไม่ว่าจะกฎหมายการลงทุน ร่วมทุน กฎระเบียบการค้า และกฎหมายแรงงานจะไม่อยากลงทุนในไทย
.
แต่ต้องยอมรับว่า ชื่อเสียงของไทยในแง่มุมการเรียกรับเงิน หรือผลประโยชน์ต่างๆ ขอหน่วยงานราชการนั้น เป็นที่ขึ้นชื่อลือชากระฉ่อนในหมู่นักลงทุน ที่หากว่ามีการจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาใต้โต๊ะ โครงการต่างๆ ก็จะเดินหน้าได้เร็ว มากกว่ามารอกระบวนการตามปกติที่ล่าช้า หรือถูกเตะถ่วงให้ล่าช้า
.
และทุนจีนก็รู้ว่า นิสัยแบบนี้ของไทยคือสิ่งที่จีนสามารถต่อลองด้วยการเล่นเกมส์อำนาจเงินได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจเมื่อมีข่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐไทยจะพัวพันในการเรียกรับสินบน หรือยอมทำความผิดให้กับคนจีนเพื่อแลกเศษเงินกับศักดิ์ศรีข้าราชการ สะท้อนผ่านดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน หรือ Corruption Perceptions Index (CPI) ที่ไทยคะแนนร่วงต่อเนื่องจนต่ำกว่าลาวและเวียดนาม ไปยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศด้อยพัฒนา
.
นี่คือข้อมูลที่กระแทกแรงที่สุด ผลการจัดอันดับล่าสุดของ Transparency International ปี 2568 ไทยได้คะแนน 33 เต็ม 100 อันดับ 116 จาก 182 ประเทศ ลดลงจากปี 2567 และลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ที่เคยได้ 36 คะแนน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 19 ปี
.
ที่สำคัญกว่านั้นคือระดับภูมิภาค ซึ่งรายงานระบุชัดว่าไทยอยู่อันดับ 7 ในอาเซียน ตามหลังสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว การที่ไทยถูกเวียดนามและลาวแซงหน้าในดัชนีนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะบริษัทตะวันตกจำนวนมากใช้ CPI เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดพื้นฐานสำหรับการประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะบริษัทที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่อต้านการติดสินบนข้ามชาติอย่างเข้มงวด เช่น FCPA ของสหรัฐฯ หรือ UK Bribery Act
.
ภาคเอกชนไทยเองประเมินว่าต้นทุนคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องนามธรรม รายงานระบุว่า ภาคเอกชนมองว่าคอร์รัปชันเป็นต้นทุนเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเมินความเสียหายสูงถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะจากการจ่าย "ใต้โต๊ะ" 20-30% ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
.
และที่น่าสนใจคือข้อมูลจาก World Justice Project ซึ่งชี้ว่าปัญหาไม่ได้กระจายเท่ากันทุกจุด แต่กระจุกตัวอยู่ที่ขั้นตอนที่ธุรกิจต่างชาติต้องเผชิญโดยตรง คือการติดสินบนเพื่อขอใบอนุญาตจากภาครัฐ ซึ่งอัตราการจ่ายสินบนเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจาก 7% เป็น 19%
.
นี่คือจุดที่กระทบตรงกับนักลงทุนตะวันตกมากที่สุด เพราะการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจคือขั้นตอนแรกที่บริษัทต้องเจอ และเป็นจุดที่บริษัทซึ่งมีนโยบาย compliance เข้มงวดจะเลือกถอยแทนที่จะเสี่ยงผิดกฎหมายบ้านเกิด
.
ต่อมาคือ กฎหมายธุรกิจคนต่างด้าวเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่มีมานาน ซึ่งการขอเปิดธุรกิจบางประเภทอย่างถูกต้องตามกฎหมายต้องใช้เวลา 3-6 เดือนหรือถึง 1 ปี ขณะที่การใช้นอมินีสามารถทำได้ในเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ และมีต้นทุนต่ำกว่าด้วย
.
ระบบนี้สร้างแรงจูงใจที่บิดเบี้ยว คือลงโทษผู้ที่ทำตามกฎหมายด้วยต้นทุนและเวลาที่สูงกว่า ขณะที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มแก้ไขในปี 2569 นี้เอง โดย ครม. เห็นชอบปลดล็อก 8 ธุรกิจให้ต่างชาติลงทุนได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต ซึ่งมีรายงานว่าเหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันจากการเจรจากับ USTR ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 พูดอีกแบบคือ ไทยแก้กฎที่เอื้อต่อทุนตะวันตกก็ต่อเมื่อถูกสหรัฐฯ บีบ ไม่ใช่เพราะเลือกทำเชิงรุกเอง นี่คือหลักฐานเชิงพฤติกรรมที่สนับสนุนข้อสังเกตของคุณบางส่วน
.
ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองซ้ำเติมทุกอย่าง เรียกว่าเป็นวิกฤตศรัทธาในสถาบันตรวจสอบยิ่งเข้มข้นขึ้นหลังเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่มเมื่อปี 2568 และสืบไปสืบมาพบว่ามีส่วนพัวพันกับบริษัทก่อสร้างของจีนที่เข้ามารับงาน ซึ่งมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีในหลายประเทศเรื่องการทิ้งงาน และมาตรฐานความปลอดภัย
.
เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อคะแนน CPI ของไทย เพราะสะท้อนความอ่อนแอของกลไกป้องกันคอร์รัปชันและความเปราะบางของหน่วยงานตรวจสอบอิสระ โดยเฉพาะความไม่สามารถเอาผิดผู้กระทำผิดรายใหญ่ได้ เหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์แบบนี้ส่งสัญญาณเสียหายต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจทั่วไป เพราะมันบอกว่าแม้แต่กลไกตรวจสอบภาครัฐเองก็ยังไม่น่าเชื่อถือ
.
ที่สำคัญคือ การก้าวขึ้นมาของประเทศเพื่อนบ้านที่แย่งชิง "แสง" โดยเฉพาะเวียดนามและมาเลเซียก็เป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ เพราะเวียดนามเพิ่งได้รับการจัดกลุ่มใหม่เป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงจากธนาคารโลก และมีจุดแข็งด้านการดึงดูดการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ กำลังกลายเป็นตัวเลือกที่นักลงทุนตะวันตกมองเป็นทางเลือกแรกมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยกฎระเบียบที่คาดเดาได้มากกว่าและมีเสถียรภาพทางการเมืองที่ต่อเนื่องกว่า
.
แม้ในดัชนีนิติรัฐของ WJP ปี 2568 ไทยจะยังคะแนนดีกว่าเวียดนามเล็กน้อยก็ตามโดยไทยได้ 0.50 คะแนน อันดับ 77 จาก 143 ประเทศ ขณะที่เวียดนามได้ 0.49 ความห่างที่แคบมากนี้บอกว่าไทยไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่งอย่างขาดลอยเหมือนในอดีตอีกต่อไป
.
โดยสรุปแล้ว ไม่ใช่ไทยเลือกจีน แต่จีนคือผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงที่ไทยมีอยู่ได้มากกว่า
.
คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ รัฐบาลไทยไม่ได้ "เลือกดึงแต่ทุนจีน" ในเชิงนโยบายอย่างจงใจ เอกสารนโยบาย BOI ทุกฉบับยังคงเขียนถึงเป้าหมายดึงดูดการลงทุนจากทุกชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น
.
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ทุนจีนมีแรงผลักจากบ้านตัวเองอย่างสงครามการค้า รุนแรงกว่าทุนชาติอื่น และมีความอดทน และเข้าเล่นเกมกับการใช้เงินซื้อศักดิ์ศรีความเป็นคนของคนไทยได้ง่ายกว่า เพราะบริษัทจีนจำนวนมากไม่ได้อยู่ภายใต้แรงกดดันด้าน compliance หรือธรรมาภิบาลระดับเดียวกับบริษัทตะวันตกที่ต้องตอบผู้ถือหุ้นและกฎหมายป้องกันการติดสินบนข้ามชาติ
.
ขณะที่ทุนตะวันตกเองก็ไม่ได้หายไปจากไทยทั้งหมด แต่เลือกเข้ามาในสัดส่วนที่ระมัดระวังกว่า กระจุกอยู่ในภาคที่ความเสี่ยงเชิงกฎระเบียบต่ำกว่า เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส มากกว่าภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาที่ดิน ใบอนุญาต และการเจรจากับหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
.
ภาพลักษณ์ของไทยจึงกำลังสร้างปัญหาเรียกคนประเภทเดียวกันให้มาคบค้าสมาคม ไทยเทา คู่กับจีนเถื่อน คู่สมรสที่ลงตัว "ดุจผีเน่าและโลงผุ" คือความน่าเชื่อถือของกลไกตรวจสอบภาครัฐที่ต่ำ ต้นทุนแฝงจากคอร์รัปชันในกระบวนการขอใบอนุญาต และความล่าช้าของกฎหมายธุรกิจต่างด้าว กลายเป็นคราบสกปรกที่ติดบนหน้าผากของไทยในสายตาต่างชาติ ที่ทำให้ไม่กล้าที่จะอยากเข้ามาลงลึกด้วย ในเมื่อมีตัวเลือกที่สะอาดและโปร่งใสกว่าอยู่ใกล้
.
ตราบใดที่ไทยยังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้อย่างจริงจัง ช่องว่างระหว่างทุนจีนกับทุนตะวันตกในไทยก็มีแนวโน้มจะยิ่งถ่างออกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะไทยเลือก แต่เพราะไทยเลือกทำตัวเองที่จะเดินบนเส้นทางที่ "ทุนดีๆ" เขาไม่ทำกัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1588914239258052&set=a.226668178816005





มิตรภาพสายเลือด สู่ความเท่าเทียมทางภูมิรัฐศาสตร์: ทำไมไทยต้องก้าวข้าม “ภาพลวงตา” ของโมเดลจีน


สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ - Sorasak Samonkraisorakit
16 hours ago
·
[มิตรภาพสายเลือด สู่ความเท่าเทียมทางภูมิรัฐศาสตร์: ทำไมไทยต้องก้าวข้าม “ภาพลวงตา” ของโมเดลจีน]

ความสัมพันธ์ไทย-จีน เป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งและยาวนาน เรามีความใกล้ชิดกันทางสายเลือด มีประวัติศาสตร์การค้าและวัฒนธรรมร่วมกันมาตั้งแต่อดีต ชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนคือหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความเจริญของประเทศนี้ ซึ่งเป็นมิตรภาพอันงดงามที่พวกเราเชิดชูเสมอมา

อย่างไรก็ดี การชื่นชมในวัฒนธรรมและการค้า ย่อมไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมจำนนหรือตกเป็น “เมืองขึ้นทางการเมืองระหว่างประเทศ” (Political Subservient) ในยุคที่กลุ่มทุนอิทธิพลซึ่งมีความเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์ กำลังแผ่ขยายอิทธิพลผ่านสงครามนอกรูปแบบ สังคมไทย โดยเฉพาะชนชั้นนำและปัญญาชนที่ดาหน้ากันออกมายกย่องระบอบจีน บทความนี้ขอเตือนว่า เราจำเป็นต้องตื่นรู้และกระชากหน้ากากภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฉากหน้าของ "คำว่ามิตรภาพ" เพื่อเท่าทันในมิติสำคัญ ดังนี้:

1. ระวัง "ภาพลวงตา" ของต้นแบบการพัฒนา และ "แนวร่วม" ในเงามืด

เรามักได้ยินนักวิชาการและผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางท่าน ชื่นชมความสำเร็จของโครงสร้างรัฐสังคมนิยมจีนว่าเป็น "ต้นแบบตะวันออก" ที่มีวิสัยทัศน์ จนถึงขั้นเสนอให้นำมาเป็นจินตนาการในการออกแบบรัฐธรรมนูญไทย คำกล่าวที่รื่นหูเหล่านี้ ไม่สามารถเทียบได้เลยกับความเป็นจริงที่ ศ.เจิ้งกัง สวี (Chenggang Xu) นักวิชาการจีนที่ต้องลี้ภัยอยู่นอกประเทศหลังจากที่ถูกบังคับทำงานและทรมานร่างกายและจิตใจ ได้เตือนสติไว้ว่า ความสำเร็จที่โลกเห็นนั้นแท้จริงแล้วคือ "ภาพลวงตา" ที่เกิดจากยุทธศาสตร์ "แนวร่วม" (United Front) ซึ่งใช้ผลประโยชน์บังหน้าเพื่อแทรกซึมและหลอกลวงปัญญาชนอย่างแนบเนียน

การนำโมเดลที่ปฏิเสธหลักนิติธรรม (Rule of Law) มาเป็นต้นแบบ ไม่เพียงแต่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย แต่ยังเป็นการเปิดประตูให้ "อาชญากรรมภูมิรัฐศาสตร์" (Geocriminality) และเครือข่าย "ทุนจีนสีเทา" เข้ามากัดเซาะระบบราชการไทยจากในมุมมืดจนพินาศ รัฐไทยจำเป็นต้องมี "กระดูกสันหลังทางภูมิรัฐศาสตร์" ที่ตั้งอยู่บนความถูกต้องของนิติรัฐ เพื่อปกป้องความมั่นคงระดับรากฐานของแผ่นดิน ไม่ให้อ่อนแอและถูกครอบงำจากภายนอกอีกต่อไป

2. เท่าทันกลยุทธ์ปัดความรับผิดชอบ และผลกระทบต่อดุลอำนาจ

ในการหารือทางการทูต ฝ่ายจีนมักแสดงความกังวลใจในเรื่องภาพลักษณ์ และหาเหตุผลสารพัดมาแก้ตัว เช่น การส่งมอบอาวุธให้ประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยอ้างข้อตกลงห้ามนำมาใช้บริเวณพรมแดนไทย ในทางภูมิรัฐศาสตร์ สัญญาปากเปล่าที่ไม่มีหลักประกันสากล ย่อมไม่อาจลดทอนความเสี่ยงต่อ "ดุลอำนาจทางทหาร" (Balance of Power) ได้ การที่จีนด้านหนึ่งเป็นผู้ติดอาวุธให้ประเทศที่มีข้อพิพาทกับไทย แต่อีกด้านหนึ่งสวมบท "ตัวกลางเจรจาสันติภาพ" สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามควบคุมความมั่นคงในภูมิภาคให้อยู่ใต้อิทธิพลของตนเอง นอกจากนี้ พฤติกรรมตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากรณ์ธรรมชาติในพม่า ลาว ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนของประเทศลุ่มน้ำตอนล่างรวมทั้งประชาชนไทย อ้างว่า ต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ทั้งๆ ที่มีผลการศึกษาผลกระทบและระดับสารพิษเกินมาตรฐานในแม่น้ำกก แม่นำ้โขง โดยองค์กรต่างประเทศอย่างชัดเจน ทุกคนรู้ว่าประเทศไหนที่ได้รับประโยชน์จากการทำเหมืองแร่ที่ทำลายธรรมชาติและชีวิตมนุษย์

ข้อเตือนใจ: เราสามารถรักในสายเลือดและทำมาค้าขายกับชาวจีนได้อย่างภาคภูมิใจ แต่เราต้องแยกให้ออกระหว่าง "ประชาชนชาวจีนทั่วไป" กับ “เครือข่ายอิทธิพลที่ผูกโยงกับระบอบการเมืองอันเป็นภัยคุกคามในเงามืด"

ในยุคเปลี่ยนผ่านของขั้วอำนาจนี้ สังคมไทยต้องยึดถือคติเตือนใจจาก ขงจื๊อ (Confucius) ที่ว่า "聽其言而觀其行" (Tīng qí yán ér guān qí xíng) - "ฟังเพียงถ้อยคำของเขา ย่อมไม่สู้การเฝ้าสังเกตการกระทำของเขา" เราต้องไม่ตัดสินมิตรภาพเพียงจากวาทกรรมทางการทูตที่สวยหรูบนโต๊ะอาหาร แต่ต้องประเมินจากผลกระทบต่ออธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย และคนรุ่นต่อไปที่จะต้องได้รับผลกระทบ

การปกป้องแผ่นดินนี้ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของชนชั้นนำที่ระยะสิบกว่าปีมานี้แสดงอาการยอมจำนนในทุกเรื่อง เราต้องไม่ยอมให้อนาคตของเยาวชนถูกทำลายท่ามกลางควันพิษ ฝุ่นพิษในอากาศ และสารพิษในแม่น้ำ เราจะไม่ยอมจำนนและต้องร่วมกันต่อสู้ ไม่ให้ลูกหลานไทยต้องเติบโตมาในประเทศที่เป็นเพียงมณฑลหนึ่งทางเศรษฐกิจของใคร การลุกขึ้นมาตั้งคำถามและกล้าปกป้องผลประโยชน์ของชาติ คือหนทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยได้รับความเคารพเยี่ยงชาติเอกราชที่มีศักดิ์ศรี และไม่กลายเป็นเพียงพื้นที่ตักตวงผลประโยชน์ของระบอบที่เราไม่ได้เป็นผู้เลือกเอง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122120082080929190&set=a.122107140974929190





เยอรมนี มีเรื่องเล่า เล่าเรื่อง...ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยของ พฤติกรรมการเหยียดเชื้อชาติอย่างชัดเจน เหมือนในยุคนาซี


เยอรมนี มีเรื่องเล่า
6 hours ago
·
เล่าเรื่อง...ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอย
.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาเมือง Geselkirchen รัฐ NRW มีการโหวตให้รองนายกเทศมนตรีคนที่ 2 (2. Bürgermeister) จากพรรค AfD พ้นจากตำแหน่ง สืบเนื่องมาจากคลิปวิดีโอเกี่ยวกับโปรเจคท์นึงของพรรค นั่นก็คือสมาชิกสภาของพรรค รวมถึงตัวรองนายกเทศมนตรีออกไปบังคับให้ชาวต่างชาติในเมืองทำความสะอาดถนน

.
รองนายกเทศมนตรีของพรรค AfD

(อดีต)รองนายกเทศมนตรีของพรรค AfD ชนะการโหวตของสภา ได้เข้ามาเป็นรองนายกฯ ลำดับที่ 2 ของเมือง Gelsenkirchen เพราะว่าพรรค SPD และ CDU ส่งลิสต์แคนดิเดตร่วมกัน และด้วยระบบการนับคะแนนแบบ D'Hondt-Rechnungsverfahrens ที่จะนับคะแนนให้สำหรับแคนดิเดตคนที่ 2 เพียง 50% ทำให้คะแนนที่แคนดิเดตคนที่ 2 จะได้เพียงครึ่งเดียวของคะแนนโหวตที่ได้

ซึ่งในการโหวตในเดือนธันวาคม 2025 นั้น ลิสต์ของ SPD-CDU ได้รับการโหวต 43 คะแนน ทำให้แคนดิเดตคนแรกจาก SPD ได้คะแนนโหวต 43 คะแนน ส่วนแคนดิเดตคนที่ 2 จาก CDU ได้รับคะแนนเพียง 21.5 คะแนน ซึ่งทั้ง 2 พรรคคาดว่าก็จะได้รับเลือกเป็นรองฯ ลำดับที่ 2 แต่ทว่าในการลงคะแนนโหวตแบบลับในครั้งนั้น พรรค AfD ซึ่งมี 20 เสียง ได้รับคะแนนโหวตเพิ่มจากสมาชิกพรรคอื่นอีก 3 คะแนน ทำให้แคนดิเดตจากพรรค AfD ได้ไป 23 คะแนน ชนะแคนดิเดตจาก CDU ที่ได้ 21.5 คะแนน และได้เป็นรองนายกเทศมนตรีลำดับที่ 2 ของเมือง Gelsenkirchen ค่ะ
.

การทำความสะอาดถนนโดยชาวต่างชาติ

เมื่อเดือนที่แล้วสส.สภารัฐ NRW ของพรรค AfD ลงคลิปโปรเจคท์พรรคร่วมกับรองนายกฯ คนที่ 2 ในการ “ทำความสะอาด” เมือง โดยไปที่เขต Ückendorf ในเมือง Gelsenkirchen แล้วบังคับให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเขตนั้นออกมาทำความสะอาดถนนและทางเท้า กลุ่มชาวต่างชาติที่ถูกบังคับให้ทำความสะอาดถนนโดยส่วนใหญ่เป็นชาวโรเมเนียและบัลแกเรีย และเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกว่า Sinti และ Roma

เมื่อคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียของสส. และพรรค ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำดังกล่าว จนเป็นที่มาของการโหวตให้รองนายกฯ คนที่ 2 จากพรรค AfD พ้นจากตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งในการโหวตครั้งนี้มีคะแนนโหวตให้พ้นจากตำแหน่ง 47 คะแนนจากสมาชิก 65 คน มากกว่า 2 ใน 3 และได้โหวตเลือกรองนายกฯ คนที่ 2 คนใหม่ ซึ่งได้แก่แคนดิเดตจาก CDU มาทำหน้าที่แทน
.

ทำไมการบังคับให้ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ออกมาทำความสะอาดถนนจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

เหตุเพราะในยุคนาซี ในปี 1938 ภายหลังฮิตเลอร์ประกาศผนวกออสเตรียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเยอรมัน (Deutsches Reich) ชาวยิวที่อาศัยในกรุงเวียนนาถูกบังคับให้ออกมาทำความสะอาดถนนโดยให้ประชาชนคนอื่นๆ มามุงดู เพื่อสร้างความอับอาย (public shaming / humiliation) ให้กับชาวยิว โดยเรียกการบังคับทำความสะอาดในครั้งนั้นว่า Reibpartie หรือปาร์ตี้ขัดพื้น
.

ข้อมูลน่าสนใจ

สำหรับผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในโปรเจคท์บังคับชาวต่างชาติทำความสะอาด คือ Enxhi Seli-Zacharias สส.หญิง สภารัฐ NRW จากพรรค AfD ซึ่ง Seli-Zacharias เป็นชาวอัลเบเนียโดยกำเนิดค่ะ เธออพยพมายังเยอรมนีพร้อมพ่อแม่จากประเทศอัลเบเนียเมื่ออายุ 6 ปี ต่อมาภายหลังเธอได้รับสัญชาติเยอรมัน

ประเทศอัลเบเนียไม่ได้เป็นสมาชิกอียูทั้งในอดีตและปัจจุบัน ส่วนชาวต่างชาติที่ถูกบังคับให้ออกมากวาดถนนนั้นมาจากประเทศโรเมเนียและบัลแกเรีย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นประเทศสมาชิกอียูตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งแปลว่าประชากรจากทั้ง 2 ประเทศนี้มีสิทธิในการย้ายถิ่นที่อยู่ไปอาศัย ทำงาน และใช้ชีวิตในประเทศสมาชิกอียูได้อย่างเสรี (แปลว่าไม่ต้องมีกระทั่งวีซ่า)
.

Photo credit: Bildagentur für Kunst, Kultur und Geschichte (เผยแพร่ผ่าน Der Spiegel https://tinyurl.com/strputzen)

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1469527935220746&set=a.467252262114990




Stand with Arnon แวะมาให้กำลังใจกันหน่อย...


อานนท์ นำภา
4 hours ago
·
นัดสืบพยานทั้งหมดของอานนท์ นำภา ทั้งหมดที่แปลว่าจะไม่มีอีกแล้วในปีนี้และอาจจะตลอดไป มีความเป็นไปได้ที่ทุกคดีจะสืบพยานจบภายในปีนี้ และอาจจะมีการงดสืบพยานในบางวันที่เหลือ นัดเหล่านี้จึงเป็นการสืบพยานช่วงท้ายของคดีที่เหลืออยู่
.
อานนท์ถูกขังระหว่างพิจารณาหลายครั้ง ในหลายคดีตลอดการสืบพยานมากว่า 6 ปี ตั้งแต่ปี 2563 หากคำนวนคร่าวๆแล้ว แม้ได้ประกันตัวแต่อานนท์ถูกขังมากว่า 4 ปี ใน 6 ปีของการพิจารณาคดี โดยยังไม่มีคดีใดเลยที่สิ้นสุด
.
สำหรับท่านที่ยังสนใจไปให้กำลังใจกันได้ที่ศาลและจะพยายามรีบแจ้งข่าวหากบางนัดตามวันเวลานี้ไม่มีการสืบพยาน โดยส่วนใหญ่อยากแนะนำให้ไปช่วงเช้า
.
ขอบคุณทุกท่านที่คอยแวะเวียนไปศาล ไปเรือนจำ อย่างสม่ำเสมอตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงทุกท่านที่ติดตามข่าวสารและมอบกำลังใจให้อานนท์
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=37020600317554575&set=a.163415147033223




เอกชัยเป็นคนที่ผู้มีอำนาจเกลียดชังแบบหมายหัว กระบวนการอยุติธรรมจ้องเล่นงานเขาโดยเฉพาะ ไปร่วมม็อบแบบคนธรรมดาก็ถูกหาว่ายุยงปลุกปั่น เขียนบันทึกเรื่องเพศสัมพันธ์ในเรือนจำก็โดน พรบ.คอมพ์ จำคุก 1 ปี


https://www.facebook.com/photo/?fbid=28248684018050608&set=a.100112943334426

Atukkit Sawangsuk 
5 hours ago
·
เอกชัยเป็นคนที่ผู้มีอำนาจเกลียดชังแบบหมายหัว
กระบวนการอยุติธรรมจ้องเล่นงานเขาโดยเฉพาะ
ไปร่วมม็อบแบบคนธรรมดาก็ถูกหาว่ายุยงปลุกปั่น
เขียนบันทึกเรื่องเพศสัมพันธ์ในเรือนจำก็โดน พรบ.คอมพ์ จำคุก 1 ปี
...

สมบัติ บุญงามอนงค์

6 hours ago
·
หากจะมีนักกิจกรรมทางการเมืองคนใดที่ตำรวจคุมม๊อบบ่นว่าคุยด้วยยากที่สุด คนนั้นต้องเป็น เอกชัย หงส์กังวาน นี่ไม่ใช่การคาดการณ์ของผม แต่เกิดจากการที่ตำรวจนายหนึ่งที่คุ้นเคยกันในม๊อบโทรมาบ่นกับผมหรือแม้แต่มาขอให้ผมช่วยพูดให้หลายครั้ง

เอกชัย เป็นนักเคลื่อนไหวที่ใช้ต้นทุนต่ำ ไม่ต้องรำเรียกพวกหรือระดมพล เขามักใส่เสื้อยืดออกจากบ้าน นั้่งรถเมล์ พร้อมกับอุปกรณ์เล็กๆน้อยๆของเขา เช่นแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน แล้วไปปรากฎตัวในที่ๆความรักษาความปลอดภัยเข้มข้น พูดจาไม่มีหางเสียง เหมือนอาแปะคนหนึ่ง แต่ทุกครั้งที่เขาปรากฎตัวมันเหมือนเข็มแทงเข้ากลางหัวใจของผู้มีอำนาจ

นักเคลื่อนไหวที่ถูกติดคุก ถูกทำร้ายร่างกายตอนออกมาเคลื่อนไหว รถส่วนตัวที่จอดไว้หน้าบ้านโดนเผา แล้วนี่ติดคุกรอบสองแม้จะป่วยหนักแค่ไหนก็ไม่ได้รับการรักษาที่ รพ ภายนอก บ่ง่ขี้ว่าในสายตาของคนที่มีอำนาจเอกชัยเป็นนักเคลื่อนไหวที่ถูกกาหัวขึ้นทำเนียมระดับต้นๆ

ผมรู้ว่าเขาถูกมองว่าเป็นคนกวนประสาท แต่เขาไม่เคยใช้ความรุนแรงใดๆ เขาจัดว่าเป็นนักเคลื่อนไหวแนวสันติวิธีและไม่มีท่าทีใดๆที่จะเป็นอันตรายต่อผู้ใด

ตอนนี้เขาป่วยหนัก ทรมานและสุ่มเสียงที่จะเสียชีวิตในคุก ทุกคนประจักษ์ในข้อเท็จจริงนี้ เมตตากันเถอะครับ ให้เขามีโอกาสรักษาตัว ออกมาอยู่ รพ ข้างนอก ไหนว่าเราเป็นสังคมพุทธ เป็นสยามเมืองยิ้มที่เต็มไปด้วยน้ำจิตน้ำใจ




‘หมอสุภัทร’ ทำความเห็นแพทย์ ส่ง ‘กรมราชทัณฑ์’ เรียกร้องส่งตัว ‘เอกชัย หงส์กังวาน’ เข้ารับการรักษากับ รพ.ของรัฐ ที่มีแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ หลังปวดท้องเรื้อรัง-น้ำหนักลดต่อเนื่อง ชี้ สุขภาพเอกชัยกำลังแย่ลง พร้อมทำความเห็นส่งศาล พิจารณาให้ประกันตัว


สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
@sorrayuth9111

‘หมอสุภัทร’ ทำความเห็นแพทย์ ส่ง ‘กรมราชทัณฑ์’ เรียกร้องส่งตัว ‘เอกชัย หงส์กังวาน’ เข้ารับการรักษากับ รพ.ของรัฐ ที่มีแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ หลังปวดท้องเรื้อรัง-น้ำหนักลดต่อเนื่อง ชี้ สุขภาพเอกชัยกำลังแย่ลง พร้อมทำความเห็นส่งศาล พิจารณาให้ประกันตัว

วันที่ 12 ก.ค.69 นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการ รพ.จะนะ อดีตผู้สมัคร สส.สงขลา พรรคประชาชน โพสต์ข้อความพร้อมแนบความเห็นแพทย์ ระบุ

“เอกชัย หงส์กังวาน สุขภาพที่แย่ลงในเรือนจำ

เอกชัย หงส์กังวาน อยู่ในเรือนจำคลองเปรมมา 9 เดือน สุขภาพไม่ดี เอกชัยอายุ 50 ปี สูง 185 เซนติเมตร แต่น้ำหนักเหลือเพียง 65 กิโลกรัม (ควรจะหนักสัก 80-85 กิโลกรัม) มีอาการปวดท้องด้านขวาเรื้อรัง มีนาคมได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ admit 4 วัน ได้ยากระเพาะ/ยาต่อมลูกหมากโต กลับมาทาน แต่ก็ไม่ดีขึ้น

ผมได้ศึกษาเวชระเบียน/ใบรายงานผลทางรังสีวิทยา ที่ญาติมิตรส่งมาให้ รวมกว่า 40 หน้า ปัญหาใหญ่คือ ปวดท้องเรื้อรังและน้ำหนักลดต่อเนื่อง (chronic abdominal pain with weight loss) สุขภาพของเอกชัยกำลังแย่ลง ผมจึงทำบันทึกทางการแพทย์ 3 หน้า ให้ญาติมิตรเอกชัยได้นำส่งศาลและกรมราชทัณฑ์ ตอนท้ายของเอกสาร ผมขมวดสรุปว่า

“ข้าพเจ้า นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ 
มีความเห็นว่า นายเอกชัย หงส์กังวาน ควรได้รับการตรวจรักษา และการวินิจฉัยหาสาเหตุอย่างจริงจังสำหรับอาการปวดท้องเรื้อรังและน้ำหนักลดเรื้อรัง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือโรคอื่นใดที่เป็นเป็นสาเหตุได้ จากโรงพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญหลายแผนก ซึ่งทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการให้การรักษาอย่างเพียงพอตามมาตรฐานทางการแพทย์ จึงขอให้กรมราชทัณฑ์ ได้ส่งต่อ นายเอกชัย หงส์กังวาน ไปทำการตรวจรักษาอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลของรัฐที่มีศักยภาพ อาทิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ หรือควรให้นายเอกชัย หงส์กังวาน ได้รับการประกันตัว เพื่อการเข้ารับการตรวจรักษาโดยละเอียดด้วยตนเองต่อไป

ขอให้ท่านให้ความสำคัญกับการเข้าสิทธิในการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานทางการแพทย์ของผู้ต้องขัง อันเป็นสิทธิและความเป็นธรรมที่คนทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์เวชปฎิบัติทั่วไป/แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ว 19582

พรุ่งนี้ ศาลนัดพิจารณาตามคำขอการประกันตัวครั้งที่ 4 หลังจากที่ศาลยกคำร้องมาแล้ว 3 ครั้ง ก็หวังว่าศาลจะพิจารณา ให้เอกชัยได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อได้สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพด้วยครับ”

https://x.com/sorrayuth9111/status/2076266569982964151



รีรันเคสจีนเทาสวมสัญชาติตั้งแต่เด็ก จนได้เป็นนายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์ ก่อนถูกจับโป๊ะได้ในที่สุด พร้อมเรื่องที่แดงออกมาว่าเธอพัวพันกับกิจการบ่อนจีนสีเทาในประเทศหลายแห่ง แถมยังถูกตั้งข้อสงสัยว่าเธออาจเป็นสายลับให้ทางการจีนด้วย!


‘Alice Guo’ นาตาชาฟิลิปปินส์ สู่มหากาพย์แหกจีนเทา | ASEAN บ่มีไกด์ EP.34

101 World

Sep 25, 2024 

สาวชาวจีนสวมสัญชาติเป็นชาวฟิลิปปินส์มาแต่เด็ก แต่วันดีคืนดีกลับได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ก่อนถูกจับโป๊ะได้ในที่สุด พร้อมเรื่องที่แดงออกมาว่าเธอพัวพันกับกิจการบ่อนจีนสีเทาในประเทศหลายแห่ง แถมยังถูกตั้งข้อสงสัยว่าเธออาจเป็นสายลับให้ทางการจีนด้วย! 
สตอรีที่สนุกหักมุมไปมาแบบนี้ไม่ใช่หนังหรือนิยายเรื่องไหน แต่คือ ‘เรื่องจริง’ ของนางสาวอลิซ กั๋ว (Alice Guo) ที่กำลังเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์สะเทือนเลือนลั่นทั่วหมู่เกาะฟิลิปปินส์ . เรื่องราวเป็นมาอย่างไร และสะท้อนปัญหาการระบาดของคาสิโนจีนเทาในฟิลิปปินส์อย่างไร ชวนฟังมหากาพย์แห่งปีของฟิลิปปินส์เรื่องนี้ได้ใน ASEAN บ่มีไกด์ ตอนล่าสุด 
ดำเนินรายการโดย 
เบน – วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา 
(ภาพประกอบ: Facebook – Senate of the Philippines)


อ่านต่อ

https://www.facebook.com/the101.world/posts/1094240715404067

https://www.the101.world/alice-guo-1/

อ่านตอนที่ 2 ได้ที่ 
มหากาพย์ Alice Guo (2): “เขาวานให้เธอเป็นสายลับจีน!” คำเปิดโปงสะท้านฟิลิปปินส์ จากเจ้าพ่อจีนเทาในเรือนจำไทย

ฟังเรื่องนี้ในรูปแบบพอดคาสต์ได้ที่ ASEAN บ่มีไกด์ EP.34: ‘Alice Guo’ นาตาชาฟิลิปปินส์ สู่มหากาพย์แหกจีนเทา

อ่านเพิ่มเติม

Scandal deepens around Philippine fugitive mayor Alice Guo with freezing of assets

Will arrest of Philippine Pogo ‘kingpin’, allegedly linked to Alice Guo, expose conspiracy?

TIMELINE: The plots and twists of the ‘Alice Guo’ probe

TIMELINE: Alice Guo’s secret escape from PH and arrest in Indonesia

Making sense of the Alice Guo enterprise

Scandal deepens around Philippine fugitive mayor Alice Guo with freezing of assets









https://x.com/IngridFromSpace/status/2076165928858136758
Ingrid
@IngridFromSpace

ขอรีรันเคสจีนเทาสวมสัญชาติจนได้เป็นนายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์หน่อย

- มี.ค. 2024 เมื่อตำรวจฟิลิปปินส์บุกค้นคาสิโนออนไลน์ผิดกฎหมาย (POGO) ในเมืองบัมบัน พบแรงงานกว่า 400 คนที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ พร้อมหลักฐานการสแกม

- เจ้าหน้าที่เจอรถจอดแช่ในอาคาร เช็กทะเบียนพบชื่อ Alice Guo แถมชื่อเธอยังอยู่บนบิลค่าไฟในด้วย ซึ่งเธอคือนายกเทศมนตรีเมืองบัมบันนั้นเอง

- ที่ดินเป็นของบริษัทที่เธอเป็นหุ้นส่วนกับนักธุรกิจจีน (หนึ่งในนั้นโดนสิงคโปร์จับข้อหาฟอกเงิน)

- อลิซมีทรัพย์สินรวมหลักพันล้านเปโซ มีรถกว่าสิบคัน เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว เพชร บัญชีธนาคารอย่างน้อย 36 บัญชี หลายอย่างไม่ตรงกับที่แจ้งไว้

- ตำรวจะพยายามตรวจสอบประวัติเธอ แต่แทบไม่เจอบันทึกใดๆ ทั้งการคลอดและการศึกษา ในสูติบัตรพบเพียงแจ้งเกิดล่าช้าถึง 19 ปี

- เรื่องนี้เป็นข่าวดังจนวุฒิสภาต้องเรียกเธอไอสอบ

- อลิซอ้างว่าเรียนโฮมสคูล แต่ สว.เจอว่าเธอเรียนในเกซอนซิตี้ อลิซอ้างว่าแม่เป็นฟิลิปปินส์แท้ แต่หาชื่อในระบบไม่เจอ

- สว. ยังพบอีกว่าเจอว่าเธอนั่งเครื่องบินร่วมกับผู้ชายคนนึงถึง 170 ครั้งใน 6 ปี พอโดนบีบ อลิซก็ยอมรับว่าเป็นพ่อซึ่งเป็นชาวจีน และสว.ยังพบแม่ตัวจริงของเธอที่เป็นชาวจันเช่นกัน แล้วอลิซจะเป็นฟิลิปปินส์ได้ยังไง ?

- ตำรวจตรวจสอบต่อบนพบว่าลายนิ้วมืออลิซตรงกับ Guo Hua Ping ที่เข้าฟิลิปปินส์ ม.ค. 2003 ตอนอายุ 13 ใช้พาสปอร์ตจีน = พลเมืองจีนชัดเจน

- ก.ค. 2024 อลิซหายตัวไม่มาไต่สวน ถูกจับ 3 ก.ย. 2024 ที่จาการ์ตา อินโดนีเซีย ส่งกลับฟิลิปปินส์ เผชิญข้อหาค้ามนุษย์ ทุจริต ฟอกเงิน เลี่ยงภาษี ยื่นหลักฐานเท็จ

เคสไทยที่สวมสัญชาติตั้งแต่เกิดในอนาคตจะยากกว่าเคสอลิซ เพราะเด็กถูกสร้างตัวตนให้เป็นคนไทยแต่แรก แต่ปลายทางสิ่งที่จีนเทาวางไว้คงไม่ต่างกัน




สถานทูตจีนแถลงปมเเจ้งเกิดเท็จใช้พ่อแม่ทิพย์ ในไทย หวังฝ่ายไทยคุ้มครองสิทธิคนจีนที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะผลประโยชน์ผู้เยาว์ ย้ำจีนเคารพกระบวนการยุติธรรมไทย


ภาพจาก Teenee.com
.....
Yesterday
·
โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าว

ถาม: เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตำรวจไทยได้ดำเนินการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มีรายงานว่าคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพลเมืองจีนบางราย ฝ่ายจีนมีความเห็นอย่างไรต่อกรณีนี้

ตอบ: ฝ่ายจีนได้รับทราบรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องแล้ว จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยในรายงานข่าว บุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีมีความซับซ้อน โดยผู้กระทำผิดได้สมคบกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยกำลังดำเนินการสอบสวนคดีตามกฎหมาย ฝ่ายจีนไม่แสดงความเห็นในรายละเอียดของคดี
รัฐบาลจีนยึดมั่นมาโดยตลอดในการกำชับให้พลเมืองจีนที่อยู่ในต่างประเทศปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของประเทศที่พำนัก สำหรับการกระทำที่ผิดกฎหมาย ฝ่ายจีนยึดหลักการดำเนินการตามกฎหมายและข้อบังคับมาโดยตลอด

ฝ่ายจีนเคารพการที่ฝ่ายไทยปฏิบัติหน้าที่ด้านการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย พร้อมทั้งหวังว่าฝ่ายไทยจะคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนในระหว่างการดำเนินคดี โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ ฝ่ายจีนพร้อมที่จะส่งเสริมการสื่อสารและความร่วมมือกับฝ่ายไทยต่อไป เพื่อร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการไปมาหาสู่กันระหว่างประชาชนและความร่วมมือในทุกสาขาของทั้งสองประเทศ

https://www.facebook.com/ChineseEmbassyinBangkok/posts/1449055080585834




"ศิลปะที่สร้างลัทธิล่าอาณานิคม" บทความวิจารณ์ล่าสุดของแครี่ เค. มอตต์ ในวารสาร Foreign Policy ที่สำรวจว่าศิลปะตะวันตกและการรุกรานทางอาณานิคมส่งเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างไร



ศิลปะที่สร้างลัทธิล่าอาณานิคม

นิทรรศการใหม่นี้สำรวจว่าศิลปะตะวันตกและการรุกรานทางอาณานิคมส่งเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างไร

โดย แครี่ เค. มอตต์ นักวิจัยจากศูนย์ริชาร์ด พอล ริชแมนเพื่อธุรกิจ กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

บทนำนี้สรุปบทความวิจารณ์ล่าสุดของแครี่ เค. มอตต์ ในวารสาร Foreign Policy เรื่อง "ศิลปะที่สร้างลัทธิล่าอาณานิคม" บทความนี้สำรวจว่าวัฒนธรรมทางการทูต และกลไกของจักรวรรดิส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างไรในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มอตต์ชี้ให้เห็นถึงผลงานทางประวัติศาสตร์ เช่น ภาพประกอบของตัวแทนบริษัทบริติชอีสต์อินเดียที่ปฏิสัมพันธ์กับนาวาบแห่งเบงกอลบน "สถานะที่เท่าเทียมกัน" ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าศิลปะตะวันตกไม่ได้เพียงแค่บันทึกการขยายอาณานิคมเท่านั้น แต่ยังทำให้การขยายอาณานิคมนั้นถูกต้องตามกฎหมาย ลดความรุนแรง และอำนวยความสะดวกอีกด้วย
.....

สรุปการวิเคราะห์ของ Mott ในบทความนี้

ในบทความ "ศิลปะที่สร้างลัทธิล่าอาณานิคม" Carey K. Mott ได้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างว่าสื่อภาพไม่ได้เพียงแค่บันทึกการขยายตัวของจักรวรรดิยุโรปเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางกลยุทธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การทูต และความชอบธรรมของสถาบัน ข้อโต้แย้งหลักของ Mott คือ ศิลปะตะวันตกและการรุกรานอาณานิคมดำเนินไปในวัฏจักรที่เกื้อกูลกัน: การพิชิตทางทหารและองค์กรได้สร้างดินแดนใหม่ ในขณะที่เรื่องราวทางภาพที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีได้ลดทอนความรุนแรงนั้น ให้เหตุผล และกำหนดรูปแบบให้กลายเป็นความจริงทางการเมืองที่ยอมรับได้

การวิเคราะห์หลักของ Mott นั้นมุ่งเน้นไปที่เสาหลักสำคัญหลายประการ:

1. ศิลปะในฐานะ "โครงสร้างพื้นฐานทางการทูต"

แทนที่จะมองภาพวาดและภาพประกอบว่าเป็นเพียงของประดับตกแต่งหรือเอกสารที่เป็นกลาง Mott โต้แย้งว่าภาพเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาเป็นชิ้นส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางการทูตที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน

ภาพลวงตาแห่งความสมมาตร: มอตต์เน้นย้ำภาพประกอบทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวแทนของบริษัทบริติชอีสต์อินเดียกับผู้ปกครองท้องถิ่น เช่น นาวับแห่งเบงกอลในเมืองมูร์ชิดาบัด

ความเท่าเทียมทางภาพในฐานะเครื่องมือในการบ่อนทำลาย: ในผลงานเหล่านี้ ศิลปินจงใจวาดภาพตัวแทนของบริษัทและนาวับผู้ปกครองในฐานะที่เท่าเทียมกันทางกายภาพ โดยจัดวางเก้าอี้ของตัวแทนบริษัทให้สมดุลกับบัลลังก์ของนาวับ และวางเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เหมือนกันไว้ขนาบข้าง เช่น ร่มสีชมพูและพัดขนนกยูง มอตต์ตั้งข้อสังเกตว่าความสมมาตรเทียมนี้เป็นไปโดยเจตนาอย่างยิ่ง มันปกปิดการแย่งชิงอำนาจที่ไม่สมมาตร ทำให้การแทรกแซงอย่างก้าวร้าวของบริษัทดูเหมือนเป็นความร่วมมือทางการทูตที่เป็นระเบียบและเคารพซึ่งกันและกัน

2. พลังนุ่มนวลของการลดความแข็งกร้าวของสถาบัน

มอตต์เชื่อมโยงทางเลือกด้านสุนทรียศาสตร์ของยุคนั้นเข้ากับเศรษฐกิจการเมืองที่กว้างขึ้นของจักรวรรดิ การแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมในยุคอาณานิคม—ซึ่งขับเคลื่อนโดยบริษัทร่วมทุนและกำลังทหาร—มักเผชิญกับการต่อต้านภายในประเทศ การถกเถียงด้านจริยธรรม หรือการตรวจสอบทางการเงินในเมืองหลวงของยุโรป

ด้วยการนำเสนอการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงเหล่านี้ให้กลายเป็นฉากในราชสำนักที่เป็นระเบียบ มีอารยธรรม และกลมกลืนทางสุนทรียภาพ ศิลปะจึงทำหน้าที่บรรเทาความสงสัยในประเทศ

มันเปลี่ยนกรอบการขยายดินแดนอย่างก้าวร้าวให้เป็นภารกิจแห่งสันติภาพและอารยธรรมที่บริหารจัดการโดยข้าราชการที่มีความรับผิดชอบ

3. ความเชื่อมโยงกับการวิจัยที่กว้างขึ้นของ Mott

บทความนี้สอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับพื้นฐานทางวิชาการของ Mott ที่ศูนย์ Richman แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งงานของเธอเน้นอย่างต่อเนื่องว่าอำนาจเชิงสถาบัน การปกครอง และกลไกทางเศรษฐกิจ (เช่น สกุลเงิน การกระจายสินทรัพย์ และนโยบายการค้า) มีส่วนกำหนดการปกครองระดับโลกอย่างไร

ในการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ มอตต์ได้สำรวจว่าเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือน "เป็นกลาง" เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ การยึดทรัพย์สินของรัฐ หรือกรอบภาษีศุลกากร ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธอย่างหนักเพื่อกำหนดเงื่อนไขทางการเมืองและรวบรวมอำนาจได้อย่างไร

ในหนังสือ "ศิลปะที่สร้างลัทธิล่าอาณานิคม" มอตต์ได้ใช้มุมมองการวิเคราะห์เดียวกันนี้กับสื่อในอดีต เช่นเดียวกับที่สกุลเงินโลกหรือกลุ่มการค้าสามารถถูกใช้โดยผู้มีอำนาจเพื่อบังคับใช้ระบอบเผด็จการหรือลำดับชั้นอย่างแยบยล ศิลปะภาพในอดีตทำหน้าที่เป็นซอฟต์แวร์ที่ควบคุมฮาร์ดแวร์ของจักรวรรดินิยม มันเป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อสร้างแบบอย่างทางกฎหมายและวัฒนธรรม มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของสาธารณชน และเสริมสร้างอำนาจของสถาบันโดยไม่ต้องยิงปืนแม้แต่ครั้งเดียว
.....

การวิเคราะห์ของแครี่ เค. มอตต์ใน "ศิลปะที่สร้างลัทธิล่าอาณานิคม" ไม่ได้แตกต่างไปจากงานหลักของพวกเขาที่ศูนย์ริชแมน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แต่แท้จริงแล้ว มันคือการประยุกต์ใช้ทางประวัติศาสตร์ของกรอบการวิเคราะห์เดียวกันกับที่พวกเขาใช้วิพากษ์วิจารณ์การปกครองระดับโลกสมัยใหม่

งานวิจัยในวงกว้างของมอตต์เน้นหนักไปที่อำนาจเชิงสถาบัน การปกครองรัฐ และการใช้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและกฎหมายเป็นอาวุธ เมื่อคุณนำข้อโต้แย้งหลักของบทความเกี่ยวกับศิลปะมาเปรียบเทียบกับการวิเคราะห์นโยบายร่วมสมัยของพวกเขา คุณจะเห็นวิทยานิพนธ์ที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพ: อำนาจครอบงำมักอาศัยกรอบ "ความเป็นกลาง" เพื่อสร้างความถูกต้องตามกฎหมายให้กับการบีบบังคับอย่างโจ่งแจ้ง

ต่อไปนี้คือวิธีที่การวิเคราะห์ศิลปะเชิงประวัติศาสตร์เชื่อมโยงโดยตรงกับงานวิจัยในวงกว้างของมอตต์เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์การเมืองและอำนาจ:

1. การใช้โครงสร้างพื้นฐาน "ที่เป็นกลาง" เป็นอาวุธ

ในหนังสือเศรษฐศาสตร์การเมืองสมัยใหม่: มอตต์เขียนอย่างละเอียดเกี่ยวกับวิธีการที่เครื่องมือทางเศรษฐกิจระดับโลก เช่น การครอบงำของดอลลาร์สหรัฐ เครือข่ายธนาคาร SWIFT และการยึดทรัพย์สินของรัฐบาล ถูกมองว่าเป็นระบบที่เป็นกลางและเป็นปรนัยเพื่อสร้างเสถียรภาพระดับโลก ในความเป็นจริง มอตต์โต้แย้งว่าสิ่งเหล่านี้เป็นกลไกทางการเมืองที่มหาอำนาจตะวันตกใช้เพื่อบังคับใช้ระเบียบวินัย ลงโทษศัตรู และรักษาอำนาจทางการเงิน

ในบทความเกี่ยวกับศิลปะ: มอตต์มองงานศิลปะเหมือนกับเครือข่ายทางการเงิน ภาพวาดของตัวแทนบริษัทบริติชอีสต์อินเดียไม่ใช่แค่ "ศิลปะ" เท่านั้น แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการทูต การใช้แบบแผนทางสุนทรียศาสตร์ของความสมมาตรและความเคารพซึ่งกันและกัน ทำให้ศิลปะปลอมตัวเป็นบันทึกที่เป็นกลางของการประชุมที่เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อปกปิดการแสวงหาผลประโยชน์อย่างรุนแรงของบริษัทที่อยู่เบื้องหลัง

2. ภาพลวงตาแห่งความสมมาตรในความสัมพันธ์ที่ไม่สมมาตร

ประเด็นสำคัญที่ปรากฏซ้ำๆ ในงานของมอตต์คือ วิธีที่ผู้มีอำนาจสร้างภาพลวงตาของ "สนามแข่งขันที่เท่าเทียมกัน" เพื่อเอารัดเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่า

ในนโยบายและการค้า: งานวิจัยของมอตต์มักวิพากษ์วิจารณ์กรอบการค้าระหว่างประเทศหรือการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศแบบทวิภาคี โดยชี้ให้เห็นว่าสนธิสัญญาต่างๆ มักถูกจัดโครงสร้างให้ดูเหมือนเป็นประโยชน์ร่วมกันในทางทฤษฎี ในขณะที่ในทางปฏิบัติแล้วกลับล็อกประเทศกำลังพัฒนาให้อยู่ในบทบาททางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า

ในบทความเกี่ยวกับศิลปะ: สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในการวิเคราะห์ภาพประกอบมูร์ชาดาบาด การจัดวางเก้าอี้ของคนของบริษัทให้สมดุลกับบัลลังก์ของนาวาบอย่างจงใจนั้นเป็นกลลวงทางสายตา มันสร้างภาพลวงตาของความสมมาตรทางการเมืองเพื่อให้การรุกรานของบริษัทที่มุ่งร้ายดูเหมือนเป็นสนธิสัญญาที่ทำกันอย่างเท่าเทียมกัน

3. "ซอฟต์แวร์" ของจักรวรรดินิยม

งานวิจัยของมอตต์แยกแยะฮาร์ดแวร์ของอำนาจ (กำลังทหาร การคว่ำบาตร กฎหมาย) ออกจากซอฟต์แวร์ของอำนาจ (ความชอบธรรม การเล่าเรื่องทางวัฒนธรรม ระบบราชการ) อย่างสม่ำเสมอ

วิทยานิพนธ์ที่เป็นเอกภาพ: ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ภาพวาดในศตวรรษที่ 18 หรือการคว่ำบาตรในศตวรรษที่ 21 ข้อโต้แย้งหลักของมอตต์ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ อำนาจดิบๆ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยความรุนแรงเพียงอย่างเดียว เพื่อที่จะคงอยู่ อำนาจที่ครอบงำจะต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน—ไม่ว่าจะเป็นระบบกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบการเงิน หรือศิลปะภาพที่คัดสรรมาอย่างดี—ซึ่งจะค่อยๆ ปรับสภาพสาธารณชนและรัฐต่างชาติให้ยอมรับการอยู่ใต้อำนาจว่าเป็นระเบียบธรรมชาติและอารยธรรมของสิ่งต่างๆ

กล่าวโดยสรุป สำหรับมอตต์แล้ว ศิลปะก็คือเทคโนโลยีทางการเงินแห่งศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ผ่านการออกแบบและวางแผนมาอย่างแยบยล เพื่อสร้างความเหนือกว่าให้กับสถาบันต่างๆ และลดทอนแรงเสียดทานที่เกิดจากการรุกรานทางภูมิรัฐศาสตร์

ที่มา The Foreign Policy

The Art That Created Colonialism
A new exhibition examines how Western art and colonial aggression made each other possible.

https://foreignpolicy.com/2026/06/26/british-art-yale-east-india-company-colonialism-turner-india/

June 26, 2026,



คดีฮั้ว สว. ต้องไปถึงศาล : เปิดหลักฐานและข้อมูลบนเวที จากปากพยาน 4 คน 4 จังหวัดทั่วประเทศ


พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu
2 hours ago
·
[ คดีฮั้ว สว. ต้องไปถึงศาล : เปิดหลักฐานและข้อมูลบนเวที จากปากพยาน 4 คน 4 จังหวัดทั่วประเทศ ]
.
วันนี้ ทางฝ่ายค้านได้จัดงานครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เพื่อเจาะลึกหลักฐานในคดี “ฮั้ว สว.” หรือ “โกง สว.” ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ได้หมายถึงแค่การจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อ “ทำโพย” และ “แลกคะแนน” กันอย่างเป็นระบบ แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของการ “จ้าง” คนมาสมัครหรือมาโหวต เพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ
.
คดีดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตประเทศไทย เพราะหากกลุ่มการเมืองกลุ่มใดสามารถแทรกแซงกระบวนการเลือก สว. จนทำให้กำกับทิศทางการลงมติของ สว. ได้ ก็เท่ากับกลุ่มการเมืองนั้นชี้ขาดว่าใครจะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้เช่นกัน - ตรงนี้ เสี่ยงจะก่อให้เกิดสภาวะของการ “ฮั้วกันทั้งกระดาน” ที่ทำให้กลไกตรวจสอบอ่อนแอลง และอาจทำให้กลุ่มการเมืองดังกล่าว “ทำอะไร ก็ไม่ผิด”
.
แม้ตอนนี้ คดีดังกล่าวกำลังถูกตรวจสอบโดย 2 หน่วยงาน (กกต. และ DSI) แต่หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้สังคมบางส่วนยังไม่ไว้วางใจ กกต. กับ DSI ในการทำหน้าที่ตรวจสอบคดีดังกล่าว - หากมีการเป่าคดี สังคมคงอาจไม่ได้รับความชัดเจน ว่าเป็นเพราะหลักฐานไม่ชัดเจนพอ หรือ เป็นเพราะหน่วยงานไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา
.
วันนี้ ผมจึงต้องขอบคุณ พยานบุคคลทั้ง 4 คน จาก 4 จังหวัดทั่วประเทศ ที่ได้ตัดสินใจด้วยความกล้าหาญ ในการนำเอาหลักฐานและข้อมูลที่พวกเขาเคยได้ให้การกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปก่อนหน้านี้ มาเล่าให้สังคมได้รับรู้ว่าหลักฐานที่อยู่ในมือ กกต. และ DSI ควรจะมีความชัดเจนเพียงใด - ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นประโยชน์มากสำหรับสังคมในการตรวจสอบการทำงานของ กกต. และ DSI
.
ผมอยากชวนทุกคนไปฟังคำบอกเล่าของพยานทั้ง 4 คน เต็มๆบนเวที เพื่อจะได้เห็นภาพชัดว่าขบวนการโกง สว. นี้ ทำงานอย่างไร และเชื่อมโยงกับใครบ้าง
.
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อผมเห็นบางรายงานข่าวมีการสรุปบางประเด็นที่อาจเป็นการพาดพิงบุคคลที่ไม่ตรงหรือนอกเหนือจากบุคคลที่ถูกเอ่ยถึงจากคำพูดของพยานบนเวที ผมเลยขอสรุปสาระสำคัญของข้อมูลจากปากพยานทั้ง 4 คน บนเวที เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในการเข้าถึงชุดข้อมูลที่สอดคล้องกับข้อมูลที่ถูกนำเสนอในงาน:
.
[ สรุปข้อมูลบนเวทีจากปากพยาน 1/4 : ดิเรก พรสีมา (มหาสารคาม) ]
.
1. ก่อนการเลือกระดับประเทศ พยานถูกนัดให้ไปคุยกับอดีตนายกท้องถิ่น ตัวย่อ “ส. ภ.” ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดย ส. ภ. ได้ชวนให้พยานรวบรวมผู้สมัครให้ได้เยอะที่สุด เพื่อไปร่วมขบวนการที่ดำเนินการอยู่ที่โรงแรม ปทุมธานี เพลส จ.ปทุมธานี โดยพยานได้รับแจ้งว่าผู้ที่เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดการเรื่องที่พัก คือ “ม.” (ปัจจุบันเป็น สว. ศรีสะเกษ)
.
2. ส. ภ. บอกพยานว่า ฝั่งเขาจะเป็นฝ่ายดูแลค่าที่พัก ค่าเดินทางไป-กลับภูมิลำเนา และค่าสมนาคุณที่จะประเมินเป็นรายบุคคลอีกที
.
3. ในปลายปี 68 กกต. ได้มีการสั่งฟ้อง ส. ภ. ไปที่ศาล ด้วยข้อหารวบรวมผู้สมัครและสัญญาเงิน 6 หลัก ให้กับผู้สมัครเพื่อมาร่วมขบวนการฮั้ว สว. - นอกจากนั้น พยานให้ข้อมูลว่า ลูกชาย ของ ส. ภ. ปัจจุบันเป็น สส. พรรคภูมิใจไทย อุดรธานี (ตั้งแต่การเลือกตั้ง 2569)
.
4. หลังจากการเลือก สว. เสร็จสิ้นแล้ว พยานได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่าขบวนการดังกล่าว ถูกริเริ่มโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าต้องการมี สว. อย่างน้อย 120 คน (อย่างน้อย 6 คน ต่อกลุ่มอาชีพ) เพื่อหวังจะก้าวขึ้นมาเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ดึงดูดนักการเมืองบ้านใหญ่ และกำกับควบคุมองค์กรอิสระ
.
[ สรุปข้อมูลบนเวทีจากปากพยาน พยาน 2/4 : ธารินทร์ พินธุมัย (นครพนม) ]
.
1. ก่อนการเลือกระดับประเทศ พยานถูกชักชวนโดย “ส.” (ปัจจุบันเป็น สว. นครพนม) ให้ไปร่วมประชุมกับขบวนการที่ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จ.อยุธยา 1 วันก่อนวันเลือก
.
2. พยานเดินทางไปที่โรงแรม โดยได้เจอกับทั้ง “ศ.” (อดีต สส. ภูมิใจไทย นครพนม และอดีตรองประธานสภา) และผู้สมัคร สว. ประมาณ 20 คน รวมถึงผู้สมัคร สว. 3 คน ที่ในที่สุดได้รับเลือกมาเป็น สว. จากนครพนม
.
3. พยานรอสักพักที่โรงแรมจนตัดสินใจเดินทางกลับ กทม. แต่พอถึง กทม. แล้ว พยานถูกโทรตามให้กลับไปที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อีกรอบหนึ่ง
.
4. พยานเดินทางกลับไปที่โรงแรมช่วงเย็นหรือค่ำ และร่วมประชุมที่มีการจัดทำโพย แต่พอพยานเห็นว่าไม่มีเลขผู้สมัครของตนเองในโพย พยานจึงไม่เห็นชอบกับแนวทางดังกล่าว เลยตัดสินใจแจ้ง “ศ.” ว่าไม่ขอร่วมด้วย ฉีกคืนโพย และเดินทางออกจากโรงแรม
.
[ สรุปข้อมูลบนเวทีจากปากพยาน พยาน 3/4 : สนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ (หนองบัวลำภู) ]
.
1. พยานเป็นผู้ประสานงานให้กับ “ส.” (ปัจจุบันเป็น สว. หนองบัวลำภู) ตั้งแต่การเลือกระดับอำเภอและจังหวัด โดยพยานเล่าว่าตน (และอีกหลายคนในทีม) ได้รับเงิน 3,000 บาท เพื่อใช้สำหรับค่าสมัคร สว.
.
2. ก่อนการเลือกระดับประเทศ พยานเคยไปร่วมประชุมกับ ส. และ ทีมงานของ “ว.” (ปัจจุบันเป็น สว. หนองบัวลำภู) ที่โรงแรม ณัฐพงษ์ แกรนด์ จ.หนองบัวลำภู เพื่อวางแผนและแบ่งรายชื่อผู้สมัครที่แต่ละฝ่ายรับบผิดชอบ - โดยพยานเล่าว่า ส. ได้มีการส่งรายชื่อดังกล่าวและโทรยืนยันกับนักการเมืองคนหนึ่งที่เป็น รมช. มหาดไทย ณ เวลานั้น
.
3. พยานมาร่วมประชุมจัดทำโพยที่โรงแรม ธาราแกรนด์ จ.ปทุมธานี โดยพยานอ้างว่า ส. เคยสัญญาว่าจะจ่ายเงินให้พยาน 500,000 บาท ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็น “โหวตเตอร์” (กล่าวคือ เป็นผู้สมัครที่ลงคะแนนให้คนอื่น โดยตนเองไม่อยู่ในโพยที่จะเป็น สว.) และช่วยประสานงานมา - อย่างไรก็ตาม พยานไม่เคยได้รับเงินดังกล่าว แม้จะทวงถามเป็นระยะ (เช่น ตอนจัดทำโพยเสร็จ / ตอนเลือก สว. เสร็จ / ตอนมีการรับรอง สว. แล้ว)
.
4. ในที่สุด พยานได้รับแจ้งว่าจะไม่ได้รับเงินดังกล่าว เพราะมีผู้สมัครในรายชื่อที่ไม่ได้ลงคะแนนตามโพย - พยานเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สว. ของ ส. แทน โดยมีเงื่อนไขว่าให้เก็บ 5,000 บาท/เดือน ไว้ที่ตนเอง และ โอนที่เหลือกลับมาให้ภรรยาของ ส. เพื่อแบ่งให้ผู้สมัครคนอื่น / แต่หลังจากตั้งไป 2 เดือน พยานก็ถูกปลดจากการเป็นผู้ช่วย สว.
.
[ สรุปข้อมูลบนเวทีจากปากพยาน พยาน 4/4 : มนตรี เฉียบแหลม (นครศรีธรรมราช) ]
.
1. ก่อนการเลือกระดับประเทศ พยานถูกชักชวนให้ไปร่วมประชุมกับผู้สมัครคนอื่น 20+ คน จากนครศรีธรรมราช ที่โรงแรม อัศวิน กทม. (ห้อง 706)
.
2. ในที่ประชุมดังกล่าว นอกจากได้มีการอธิบายเรื่องโพย พยานอ้างว่า “ว. ช.” (ปัจจุบันเป็น นายกท้องถิ่นจากนครศรีธรรมราช) ได้มอบซองเงินให้พยานและผู้สมัครคนอื่น คนละ 20,000 บาท โดยบอกว่าเป็นค่าเดินทาง - แต่นับถึงวันนี้ พยานยังไม่ได้นำเงิน 20,000 บาทดังกล่าวไปใช้ (โดยพยานได้นำเงินดังกล่าวมาให้ดูในงานวันนี้)
.
3. หลังจากนั้น พยานและผู้สมัครคนอื่นๆจากที่ประชุมดังกล่าว ถูกสั่งให้เดินทางไปประชุมต่อที่ โรงแรม ธาราแกรนด์ จ.ปทุมธานี โดยเป็นการประชุมจัดทำโพยนำโดย “ส.” (พ่อของ รมช. มหาดไทย ปัจจุบัน)
.
4. พยานอ้างว่า ส. ได้สัญญาว่าทุกคนจะได้รับคะแนนจากผู้สมัครจังหวัดอื่นๆ (แม้ไม่มีเลขตนเองปรากฎในโพยของตนเอง) โดยหากใครไม่ได้เป็น สว. จะได้เป็นผู้ช่วยหรือมีตำแหน่ง รวมถึงมีการสัญญาค่าตอบแทนเป็นเงิน 6 หลักให้ทุกคน - นอกจากนั้น ทีมงานยังมีการแจกเสื้อเหลืองให้กับผู้สมัครทุกคนในขบวนการ
.
5. ในวันเลือก สว. พยานไม่ได้ลงคะแนนตามโพย โดยหลังจากการเลือกเสร็จ พยานเล่าว่ามีผู้สมัครคนอื่นซึ่งได้รับเลือกเป็น สว. จากนครศรีธรรมราช ได้ขอโทษพยานที่ไม่ได้เลือกพยาน เพราะต้องเลือกตามโพย
.
(พยานทั้ง 4 คน ได้ให้ข้อมูลว่ารายชื่อและพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวถึงบนเวที ได้รวมอยู่ในถ้อยคำที่พยานทั้ง 4 คนได้ให้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว / อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่าบุคคลดังกล่าวยังมีสถานะเป็นเพียงผู้ที่ถูกกล่าวหา และย่อมมีสิทธิชี้แจง หากข้อเท็จจริงไม่เป็นดังที่ได้มีการกล่าวหา-พาดพิง)
.
รับฟังงานเสวนาเต็มๆ รวมถึงข้อมูลจากพยานทั้ง 4 คน เต็มๆ (นาที 48:09 - 1:43:05):


@trendforMFP
·12h

พยานคดีฮั้ว สว. จากนครพนมเล่าไว้หลายจุดที่น่าสนใจ

- เดิมไม่ได้สนใจสมัคร สว. เพราะกังวลว่าจะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยว
- มีคนในเครือข่ายที่รู้จักมาชวนสมัคร และบอกว่าจะมีคนออกค่าสมัครให้
- พยานบอกว่าตัวเองไม่รับเงิน สมัครเอง และผ่านถึงระดับประเทศด้วยคะแนนสูงสุดของจังหวัด
- หลังจากนั้นมีคนติดต่อให้ไปร่วมกลุ่ม โดยอ้างว่าอยากให้คนจากนครพนมได้เป็น สว.
- ก่อนเลือกระดับประเทศ พยานเล่าว่าถูกนัดไปที่โรงแรมในอยุธยา และเจอกลุ่มผู้สมัครกับคนการเมืองบางคน
- จุดที่พยานบอกว่าสะดุดคือ ตอนถูกให้ขีดช่อง 20 ช่อง แต่กลับไม่มีเบอร์ตัวเองอยู่ในนั้น ทั้งที่ตัวเองก็เป็นผู้สมัคร

ประโยคที่แรงคือพยานบอกประมาณว่า “มาสมัครทำไม ถ้าไม่ได้เลือกตัวเอง” เพราะมันขัดกับหลักการเลือกโดยสิ้นเชิง และอาจกลายเป็นหลักฐานผูกกลับมาที่ตัวผู้สมัครเอง

เรื่องนี้ยังต้องพิสูจน์ตามกระบวนการ แต่ถ้าคำบอกเล่านี้จริง คำถามเรื่องการจัดกลุ่มและการชี้เป้าในการเลือก สว. ก็เลี่ยงไม่ได้เลย

#คดีฮั้วสว




รัฐไทยใหญ่เกินไป งบมหาศาลถูกใช้จ่ายเงินเดือน-สวัสดิการข้าราชการไทย -- ใหญ่จริงไหมเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ คืออะไร ?





https://x.com/MatichonTV/status/2076214984640536924
.....

เพิ่มเติม จาก Gemini

ข้อวิเคราะห์ที่ว่า “รัฐไทยใหญ่เกินไป” และใช้จ่ายเงินเดือนรวมถึงสวัสดิการข้าราชการเป็นเงินมหาศาล ถือเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างทางการคลังที่ถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในปัจจุบัน ข้อมูลและสถิติล่าสุดสะท้อนภาพรวมของปัญหานี้ไว้ชัดเจน ดังนี้ครับ

1. ตัวเลขงบบุคลากร: เม็ดเงินมหาศาลขนาดไหน?

จากข้อมูลร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีล่าสุด รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐ ทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และค่ารักษาพยาบาล มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 1.39 - 1.42 ล้านล้านบาท * สัดส่วนต่องบประมาณแผ่นดิน: คิดเป็นประมาณ 37.6% - 40% ของวงเงินงบประมาณรวมทั้งหมด (เกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณประเทศถูกใช้ไปกับเรื่องนี้)

สัดส่วนต่อ GDP: คิดเป็นประมาณ 6% ของ GDP ซึ่งแสดงถึงภาระทางการคลังที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ

2. เปรียบเทียบภาพรวม: ใหญ่จริงไหมเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน?

รายงานจากหลายสำนักวิจัย เช่น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และ 101 Public Policy Think Tank (101 PUB) ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีบุคลากรภาครัฐ (รวมข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และพนักงานรัฐวิสาหกิจ) อยู่ที่ราวๆ 2.9 - 3 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 7% ของกำลังแรงงานทั้งหมด

เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณรายจ่ายด้านบุคลากรต่อ GDP กับกลุ่มประเทศอาเซียน จะเห็นความต่างค่อนข้างชัดเจน:

ไทย: ประมาณ 6% ต่อ GDP
สิงคโปร์: ประมาณ 4% ต่อ GDP
เวียดนาม: ประมาณ 4% ต่อ GDP
อินโดนีเซีย: ประมาณ 3% ต่อ GDP

ข้อสังเกต: แม้จำนวนสัดส่วนข้าราชการต่อประชากรของไทยอาจไม่ได้สูงที่สุดในโลก (ใกล้เคียงกับเกณฑ์มาตรฐานของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน) แต่ "ต้นทุนต่อหัว" และ "ภาระผูกพันระยะยาว" ของไทยกลับกินพื้นที่การคลังมากกว่าประเทศอื่นๆ

3. "บำเหน็จบำนาญ-รักษาพยาบาล" ระเบิดเวลาที่ตัดไม่ลง

ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่แค่เงินเดือนข้าราชการป้ายแดงหรือข้าราชการปัจจุบัน แต่คือ "รายจ่ายผูกพันหลังเกษียณ" ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดตามโครงสร้าง "สังคมสูงวัย" ของไทย

งบบำเหน็จบำนาญโตพุ่ง: ปัจจุบันงบประมาณในส่วน "เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ" ในงบกลาง เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยขึ้นมาแตะระดับกว่า 3.6 แสนล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบกลางทั้งหมด) ซึ่งเติบโตขึ้นเกือบ 2 เท่าตัวในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา

สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล: ข้าราชการและครอบครัวสายตรงได้รับสิทธิ์การรักษาพยาบาลระบบจ่ายตามจริง (ซึ่งรัฐเป็นผู้แบกรับ) แตกต่างจากประชาชนทั่วไปที่ใช้ระบบบัตรทองหรือประกันสังคมที่มีการจำกัดงบประมาณต่อหัวชัดเจน

4. ผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ: "งบประจำบาน งบลงทุนบีบ"

เมื่อ "รายจ่ายประจำที่ยากแก่การตัดทอน" (Mandatory Spending) เช่น งบบุคลากร สวัสดิการข้าราชการ และการชำระหนี้สาธารณะ กินพื้นที่งบประมาณรวมกันไปถึง 69% - 70% ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ:

งบลงทุนลดลง: รัฐเหลือเงินไปทำงบลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และเทคโนโลยี (งบลงทุนเหลือสัดส่วนอยู่เพียงประมาณ 20% เท่านั้น)

ความเหลื่อมล้ำของสวัสดิการ: เกิดการเปรียบเทียบสวัสดิการรักษาพยาบาลและเงินบำนาญระหว่างข้าราชการ (3 ล้านคน) กับระบบสวัสดิการของประชาชนทั่วไป (เช่น บัตรทอง ประกันสังคม และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ) ที่ได้รับงบประมาณเฉลี่ยต่อหัวน้อยกว่ามาก

5. ความพยายามและแนวทางการแก้ไข

ความท้าทายนี้ทำให้รัฐบาลและคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการพยายามเสนอแนวทางลดขนาดองค์กร เช่น:

โครงการเกษียณก่อนกำหนด (Early Retire) รูปแบบใหม่: มีการพิจารณาขยายเงื่อนไขให้ข้าราชการอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปที่มีศักยภาพสามารถลาออกเพื่อเปลี่ยนสายอาชีพได้ โดยรัฐยอมจ่ายเงินก้อนชดเชยระยะสั้นเพื่อลดภาระบำนาญผูกพันระยะยาว

การนำ AI และระบบ Digital Government มาใช้: เพื่อทดแทนการเปิดรับอัตรากำลังพลใหม่ในตำแหน่งงานธุรการหรือการบริการที่ซ้ำซ้อน

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปรัฐราชการไทยทำได้ยากและช้า เนื่องจากโครงสร้างกฎหมาย ขอบเขตภารกิจของรัฐที่ยังไม่ยอมลดลง และแรงต้านจากภายในระบบราชการเองครับ