คนเจ็บล้นโรงพยาบาล ห้องเก็บศพเต็มความจุ หลังเกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในอิหร่าน
โดย โซรูช ปักซาด, โรชา อัสซาดี,
บีบีซีนิวส์แผนกภาษาเปอร์เซีย, เฮเลน ซัลลิแวน
11 มกราคม 2026
เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลจำนวน 3 แห่งในอิหร่านบอกกับบีบีซีว่าสถานพยาบาลของพวกเขากำลังจะรับมือกับจำนวนผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บไม่ไหว ขณะที่การประท้วงครั้งใหญ่ต่อต้านรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไปแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานกล่าวว่า มี "การยิงตรงเข้าที่ศีรษะของชายหนุ่มรวมถึงยิงเข้าไปที่หัวใจด้วย"
ขณะที่แพทย์อีกคนระบุว่า โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจักษุในเมืองหลวงต้องเข้าสู่ภาวะวิกฤต
นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่การแพทย์ 2 คนที่ให้ข้อมูลกับบีบีซีกล่าวว่า พวกเขาต้องรักษาบาดแผลที่ถูกยิงโดยกระสุนปืนจริงและกระสุนลูกปราย
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 ม.ค.) สหรัฐอเมริกาเน้นย้ำว่าการสังหารผู้ประท้วงจะต้องถูกตอบโต้ด้วยกำลังทางทหาร
ด้านทางการอิหร่านกล่าวโทษสหรัฐฯ ว่าทำให้การประท้วงอย่างสันติกลายเป็น "การกระทำบ่อนทำลายที่รุนแรงและทำให้เกิดการทำลายทรัพย์สินเป็นวงกว้าง"
เพื่อตอบโต้ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากอิหร่าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์โดยระบุว่า "อิหร่านกำลังแสวงหาความเสรีภาพ บางทีครั้งนี้อาจต้องการเสรีภาพนั้นมากกว่าที่เคย สหรัฐอเมริกาพร้อมให้ความช่วยเหลือ !!!"
คำเตือน: บทความนี้มีคำบรรยายเหตุการณ์ความตายและการบาดเจ็บอย่างรุนแรงการประท้วงเริ่มขึ้นในกรุงเตหะรานเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เนื่องจากความยากลำบากทางเศรษฐกิจ
จากนั้นได้ขยายไปยังเมืองและเขตต่าง ๆ มากกว่า 100 แห่งทั่วทุกจังหวัดของอิหร่าน เป็นที่เชื่อว่ามีผู้ประท้วงหลายร้อยคนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ และถูกควบคุมตัวอีกจำนวนมาก
บีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซียสามารถยืนยันตัวตนผู้เสียชีวิตได้ 26 คน โดยในจำนวนนี้เป็นเด็ก 6 คน
ในจำนวนนี้มีสมาชิกกองกำลังความมั่นคงถูกสังหารเช่นกัน โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งหนึ่งระบุว่ามีจำนวน 14 คน
ส่วนบีบีซีเแผนกภาษาปอร์เซียยืนยันว่ามี 70 ศพที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลปูร์ซีนาในเมืองรัชต์เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้ห้องเก็บศพของโรงพยาบาลเต็มความจุและต้องนำศพออกไปไว้ที่อื่น โดยแหล่งข่าวในโรงพยาบาลบอกว่า ทางการเรียกเงินจากญาติผู้เสียชีวิตจำนวน 7,000 ล้านเรียล (ราว 224,000 บาท) เพื่อให้สามารถรับศพไปประกอบพิธีฝังได้
บีบีซีกับองค์กรสื่อต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่สามารถรายงานข่าวจากภายในอิหร่านได้ โดยประเทศยังอยู่ภายใต้การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมดตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้การรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเป็นไปได้ยาก
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในกรุงเตหะรานคนหนึ่งบรรยายว่าเกิด "ภาพที่น่าสะพรึงกลัวมาก" โดยบอกว่า มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากจนเจ้าหน้าที่ไม่มีเวลาทำการช่วยฟืนคืนชีพหรือซีพีอาร์ (Cardiopulmonary Resuscitation - CPR) ซึ่งเป็นการปฐมพยาบาลที่ผสมผสานระหว่างการกดหน้าอกกับการช่วยหายใจ
"มีผู้เสียชีวิตประมาณ 38 คน หลายคนเสียชีวิตทันทีที่ถึงเตียงฉุกเฉิน... มีการยิงตรงเข้าศีรษะของชายหนุ่ม รวมถึงยิงเข้าที่หัวใจด้วย หลายคนไม่ทันได้มาถึงโรงพยาบาลด้วยซ้ำ"
"จำนวนผู้เสียชีวิตมากจนไม่มีที่ว่างในห้องเก็บศพ ต้องวางศพซ้อนทับกัน พอห้องเก็บศพเต็ม ก็ย้ายไปวางซ้อนกันในห้องสวดภาวนา" เธอกล่าว
เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบอกว่าผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเป็นคนหนุ่มสาว
"ทนมองไม่ไหว หลายคนอายุแค่ราว 20 ถึง 25 ปี"

แพทย์คนหนึ่งที่ติดต่อบีบีซีผ่านการเชื่อมต่อดาวเทียมสตาร์ลิงก์เมื่อคืนวันศุกร์กล่าวว่า โรงพยาบาลฟาราบีซึ่งเป็นศูนย์รักษาโรคตาของกรุงเตหะราน ได้เข้าสู่ภาวะวิกฤต เนื่องจากบริการฉุกเฉินไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจำนวนมากได้
เขากล่าวว่าเจ้าหน้าที่ถูกเรียกมาช่วยดูแลแผนกฉุกเฉิน ทำให้ต้องระงับการรับผู้ป่วยที่ไม่เร่งด่วนและการผ่าตัดอื่น ๆ
ทั้งนี้ กองกำลังความมั่นคงของอิหร่านมักใช้ปืนลูกซองที่ยิงกระสุนบรรจุลูกปรายในการปะทะกับผู้ประท้วง
"ฉันเห็นคน ๆ หนึ่งที่ถูกยิงเข้าที่ตา"แพทย์อีกคนจากเมืองกาชานในภาคกลางของอิหร่านบอกกับบีบีซีว่า ผู้ประท้วงจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงเข้าที่ดวงตา และเพื่อนร่วมงานของเขาในโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วเมืองรายงานว่าได้รับผู้บาดเจ็บจำนวนมากระหว่างเกิดเหตุความไม่สงบในคืนวันศุกร์
คืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาก็มีรายงานลักษณะเดียวกัน
แพทย์ประจำศูนย์การแพทย์แห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานบอกกับบีบีซีว่า "จำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตสูงมาก ฉันเห็นคน ๆ หนึ่งที่ถูกยิงเข้าที่ตา และกระสุนทะลุออกทางด้านหลังศีรษะ"
"ประมาณเที่ยงคืน ก็มีการปิดประตูของศูนย์ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งพังประตูเข้ามาและโยนชายคนหนึ่งที่ถูกยิงเข้ามาข้างใน จากนั้นก็ออกไป แต่มันสายเกินไปแล้ว เขาเสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาลและไม่สามารถช่วยชีวิตได้"
บีบีซียังได้รับวิดีโอและข้อความเสียงจากเจ้าหน้าที่การแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองชีราชทางภาคตะวันตกเฉียงใต้เมื่อวันพฤหัสบดีด้วย ซึ่งระบุว่ามีผู้บาดเจ็บจำนวนมากถูกนำตัวเข้ามา และโรงพยาบาลมีศัลยแพทย์ไม่เพียงพอที่จะรับมือกับจำนวนผู้ป่วยที่หลั่งไหลเข้ามา

ภาพเหตุการณ์ที่หลุดออกมาจากอิหร่าน เผยให้เห็นผู้ประท้วงจำนวนมากบนท้องถนนในกรุงเตหะรานเมื่อคืนวันศุกร์ มีการจุดไฟเผารถยนต์ และมีอาคารของทางการถูกจุดไฟในเมืองคาราจ ใกล้กรุงเตหะราน
กองทัพอิหร่านระบุในเวลาต่อมาว่าจะเข้าร่วมกับกองกำลังความมั่นคงเพื่อช่วยปกป้องทรัพย์สินสาธารณะ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่ากองกำลังความมั่นคงของอิหร่านมีจำนวนไม่เพียงพอ เนื่องจากความไม่สงบได้ขยายไปทั่วประเทศ
ทางการอิหร่านออกคำเตือนประสานกันหลายฉบับต่อผู้ประท้วงในวันศุกร์ โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติระบุว่า จะดำเนินการทางกฎหมายอย่าง "เด็ดขาด" ต่อ "กลุ่มผู้ก่อการทำลายที่มีอาวุธ"
ตำรวจอิหร่านยืนยันว่า ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตในกรุงเตหะรานคืนวันศุกร์ แต่พวกเขาระบุว่ามีอาคาร 26 หลังถูกจุดไฟเผา และได้รับความเสียหายอย่างหนัก
พยานผู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งร่วมการประท้วงในคืนวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ในกรุงเตหะรานบอกกับบีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซียว่า ชาวอิหร่านเจนซี (Gen Z) มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้พ่อแม่และผู้สูงอายุออกมาร่วมเดินขบวนประท้วง โดยบอกพวกเขาว่าไม่ต้องกลัว
อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่ายุโรปสนับสนุนการประท้วงครั้งใหญ่ของมวลชนชาวอิหร่าน และประณาม "การปราบปรามอย่างรุนแรง" ต่อผู้ชุมนุม
สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกสหประชาชาติ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าองค์การสหประชาชาติวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการสูญเสียชีวิตของผู้คน
"ประชาชนทุกที่ทั่วโลกมีสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ และรัฐบาลมีความรับผิดชอบในการปกป้องสิทธินั้น และทำให้แน่ใจว่าสิทธินั้นได้รับการเคารพ" เขากล่าว
ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส รวมถึงนายกรัฐมนตรีเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร และนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ทซ์ ของเยอรมนี ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันศุกร์ เรียกร้องให้ทางการอิหร่าน "อนุญาตเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบโดยไม่ต้องกลัวการตอบโต้"
ด้านอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวในการปราศรัยซึ่งถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์เมื่อวันศุกร์ โดยเขากล่าวว่า "สาธารณรัฐอิสลามได้อุบัติขึ้นด้วยเลือดของประชาชนผู้ทรงเกียรตินับหลายแสนคน และจะไม่ยอมถอยต่อผู้ที่ปฏิเสธสิ่งนี้"
ในถ้อยแถลงต่อมาที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ของรัฐ คาเมเนอีย้ำว่าระบอบของเขา "จะไม่ลังเลที่จะจัดการกับผู้ก่อความเสียหาย" ซึ่งเขากล่าวว่ากำลัง "พยายามเอาใจประธานาธิบดีของสหรัฐฯ"
ขณะเดียวกัน เรซา ปาห์ลาวี บุตรชายของชาห์องค์สุดท้ายของอิหร่าน ซึ่งถูกโค่นอำนาจโดยการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 กล่าวว่าการประท้วงครั้งนี้ "ยอดเยี่ยมมาก" และเรียกร้องให้ชาวอิหร่านเดินหน้าประท้วงต่อในช่วงสุดสัปดาห์
"เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงแค่การออกไปบนท้องถนนอีกต่อไป เป้าหมายคือการเตรียมพร้อมเข้ายึดและควบคุมใจกลางเมือง" เขากล่าวในวิดีโอบนสื่อสังคมออนไลน์
ปาห์ลาวีซึ่งพำนักอยู่ในสหรัฐฯ ยังกล่าวด้วยว่ากำลังเตรียมตัวกลับประเทศ
ทว่า เซอร์ ไซมอน แกส อดีตเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำอิหร่าน บอกกับรายการทูเดย์ (Today) ของบีบีซีเรดิโอโฟร์ (BBC Radio 4) ว่า "เราไม่ควรด่วนสรุปเกินไป" ในเรื่องที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน
เขากล่าวว่าในประเทศไม่มีฝ่ายค้านภายที่เป็นระบบ ทำให้ประชาชนไม่มีบุคคลหรือกลุ่มใดให้รวมตัวหนุนหลังในสถานการณ์ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าการประท้วงครั้งนี้เป็น "ความเคลื่อนไหวที่กว้างขวางกว่ามาก" เมื่อเทียบกับเหตุความไม่สงบก่อนหน้าซึ่งปะทุจากการที่ชาวอิหร่าน "แทบไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้เพราะหายนะทางเศรษฐกิจ"
เมื่อวันศุกร์ ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำคำขู่ต่อผู้นำอิหร่านว่า สหรัฐฯ จะ "โจมตีอย่างหนักมาก" หากอิหร่าน "เริ่มสังหารประชาชน"
เขาชี้แจงด้วยว่าคำพูดดังกล่าวไม่ได้หมายถึง "การส่งทหารภาคพื้นดิน"
ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้ว สหรัฐฯ เคยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อกล่าวหาจากรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านที่ว่าบอกว่าวอชิงตันและอิสราเอลเป็นผู้กระพือการประท้วงนั้น เป็น "ความพยายามแบบเพ้อฝันที่จะเบี่ยงเบนความสนใจ" จากปัญหาที่ระบอบการปกครองกำลังเผชิญ
ทากี ราห์มานี นักเคลื่อนไหวการเมืองชาวอิหร่านซึ่งเคยถูกจำคุก 14 ปี และเป็นสามีของนาเกซ โมห์ฮัมมาดี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งถูกจับกุมอีกครั้งในเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจะต้องมาจากชาวอิหร่านเอง ไม่ใช่จากการแทรกแซงจากต่างชาติ
การประท้วงครั้งนี้ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่กว้างขวางที่สุดนับตั้งแต่การลุกฮือในปี 2022 ที่ปะทุขึ้นหลังการเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัวของ มาห์ซา อามินี ซึ่งถูกตำรวจศีลธรรมจับกุมในข้อหาว่าไม่ได้สวมฮิญาบอย่างถูกต้อง
จากข้อมูลของกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าการประท้วงดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 550 คน และถูกจับกุม 20,000 คน
รายงานเพิ่มเติมโดย โซรูช เนอกาห์ดารี, มัลลอรี มูนช์, และ อเล็กส์ ฟิลลิปส์
รับชมวิดีโอและบทความเดิมที่
https://www.bbc.com/thai/articles/c1dkr2096eeo