วันพุธ, มกราคม 28, 2569

Ice On Fire : เมื่อ “คนธรรมดา” กำลังสร้างปรากฏการณ์พายุการเมืองลูกใหม่


Worachate Ariyasubkamol
13 hours ago
·
ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา ไม่ได้เพื่อเชียร์พรรคนี้ แต่อยากให้ทุกคนจับตามองปรากฏการณ์การเมืองที่อาจจะกำลังจะสร้างเซอไพรซ์ใหญ่ให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นกันก็เป็นได้
.
.

ไอซ์ ฟีเวอร์: เมื่อ “คนธรรมดา” กำลังสร้างปรากฏการณ์พายุการเมืองลูกใหม่
—————
ตัวตนที่แท้จริงของคน 99%
จักรยานคันเดียวที่ล้มยักษ์บางบอน
เมื่อเงินไม่ใช่สรณะของชีวิต
การเมืองที่ ‘สัมผัส’ ได้จริง
เสียงคำรามจากพะเยา: “เหยียบเทาให้จมดิน”
บทสรุป: Ice On Fire

—————
ตัวตนที่แท้จริงของคน 99%
:
1- ตลอด 40 ปีในแวดวงการเมือง ผมเห็นนักการเมืองมาแทบทุกประเภท แต่ "ไอซ์-รักชนก ศรีนอก" คือความแปลกแยกที่ระบบเดิมไม่เคยเตรียมใจรับมือ

2- หาก "ธนาธร" คือลูกเศรษฐีที่อยากเปลี่ยนแปลงประเทศไทย "พิธา" คือไฮโซนักเรียนนอกผู้อ่อนโยนที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง และ "เท้ง-ณัฐพงษ์" คือทายาทอสังหาฯ สายเทคที่เน้นการทำงานเชิงระบบ ซึ่ง 3 คนนี้คือ ตัวแทนกลุ่มคน 1% ที่เกิดบนกองเงินกองทอง

3- แต่ไอซ์ รักชนก คือ ตัวแทนคน "99% ของประเทศ" เธอเติบโตมาในครอบครัวที่อาจจะติดลบทางสังคมเสียด้วยซ้ำ เคยเป็นแม่ค้าออนไลน์ขายสระว่ายน้ำเป่าลม และของกุ๊กกิ๊กในตลาดนัด ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีบาดแผลจากครอบครัว และการเติบโตในวัยเด็กที่ถูกคนบางกลุ่มหยิบมาขยี้เพื่อด้อยค่า

4- แต่สิ่งที่ฆ่าเธอไม่ตาย กลับกลายเป็นเกราะเหล็กที่ทำให้เธอกลายเป็นตัวแทนของคนเดินดินอย่างแท้จริง เธอไม่ได้พูดภาษาเทพบนหอคอย แต่พูดภาษาเดียวกับคนหาเช้ากินค่ำแบบพวกเราส่วนมากในประเทศนี้

—————
จักรยานคันเดียวที่ล้มยักษ์บางบอน
:
5- เส้นทางการเมืองของเธอเริ่มต้นแบบที่ใครก็มองว่า "ฆ่าตัวตายชัดๆ" เมื่อเธอตัดสินใจลงแข่งในเขตบางบอน-หนองแขม พื้นที่อิทธิพลของ "บ้านใหญ่" ที่สืบทอดอำนาจกันมาเป็นสิบๆ ปี

6- ภาพเด็กสาวตัวเล็กๆ ปั่นจักรยานหาเสียงท่ามกลางรถยุโรปคันหรูของเจ้าถิ่น กลายเป็นภาพจำที่เปลี่ยนทัศนคติคนทั้งประเทศ ผลการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ใช่แค่ชัยชนะของพรรค แต่คือการประกาศว่า ถึงเวลาสิ้นสุดยุคเจ้าพ่อครองเมือง แล้ว

7- หลังเข้าสภา เธอไม่ได้เข้าไปนั่งเป็นไม้ประดับ แต่เธอเลือกชนกับ "เป้าใหญ่" อย่างระบบประกันสังคมที่ดูแลคนกว่า 24 ล้านคน เธอทำให้เรื่องน่าเบื่อในสภากลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องหยุดฟัง

—————
เมื่อเงินไม่ใช่สรณะของชีวิต
:
8- หลายคนสงสัยว่าทำไมเธอถึงกล้า "ใส่สุด" ขนาดนี้ คำตอบอยู่ในทัศนคติที่เธอมองว่า "เงินไม่ใช่ของสำคัญที่สุด" หากเทียบกับความหมายของการได้มีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น

9- ในอดีต เธอเคยรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่มีค่า แต่เมื่อได้มาเป็นผู้แทนฯ การได้รับความรักและการได้ต่อสู้เพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย กลับกลายเป็น "เชื้อเพลิง" ที่ทำให้เธอมีพลังมหาศาล

10- เธอพิสูจน์ให้เห็นว่านักการเมืองยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องสะสมบารมีด้วยเงินทองหรือการแจกของ แต่สะสมด้วยการ "กัดไม่ปล่อย" ในเรื่องผลประโยชน์ของประชาชน นี่คืออาวุธที่เงินซื้อไม่ได้

—————
การเมืองที่ ‘สัมผัส’ ได้จริง
:
11- ไอซ์กำลังทำลายช่องว่างระหว่าง "ท่านผู้แทนฯ" กับ "ราษฎร" จนหมดสิ้น ในอดีตเรามองนักการเมืองเหมือนคนละชั้น แต่กับไอซ์ เราเห็นพี่ เห็นน้อง เห็นเพื่อนที่กินข้าวแกงข้างทางเหมือนกัน

12- เธอทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องสนุกและใกล้ตัว เธอแสดงให้เห็นว่าผู้แทนฯ ที่ดีไม่จำเป็นต้องดูภูมิฐานเหนือกว่าชาวบ้าน แต่คือคนที่เรากล้าเดินเข้าไปกอด กล้าเข้าไปฝากความหวังไว้ในมือ

13- เธอคือภาพสะท้อนว่า นักการเมืองไม่จำเป็นต้องเป็นเทพบุตรหรือเทพธิดาบนหอคอยงาช้าง แต่เป็นเพื่อน เป็นลูก เป็นหลาน ที่พร้อมจะเจ็บปวดไปกับเรา และพร้อมจะชนกับอำนาจมืดแทนเราโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

—————
เสียงคำรามจากพะเยา: “เหยียบเทาให้จมดิน”
:
14- ปรากฏการณ์ล่าสุดที่พะเยาคือจุดที่ทำให้ผม "ขนลุก" ที่สุด พะเยาคือพื้นที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องอิทธิพลท้องถิ่นที่ยากจะเจาะเข้าไป แต่เมื่อไอซ์ปรากฏตัว พลังของประชาชนกลับระเบิดออกมาอย่างไม่กลัวเกรง

15- ภาพแม่ค้าขายข้าวโพดที่มอบทั้งของกินและคำอวยพรว่า “ไอซ์ ทำให้เต็มที่เลยนะลูกนะ... เหยียบเทาให้จมดินเลยลูก” พร้อมน้ำตาที่ไหลออกมา มันคือเสียงคำรามของคนไทยที่ถูกกดทับมานานด้วยระบบแบบเดิมๆ ที่เราทุกคนต่างรู้กันดี แต่ไม่มีใครกล้าจะทำอะไร

16- วินาทีนั้นผมกล้าฟันธงทันทีว่า "ไอซ์ฟีเวอร์" ครั้งนี้มันจะรุนแรงกว่า "พิธาฟีเวอร์" เสียอีก ถ้าพิธาคือ "ความฝัน" ไอซ์ก็คือ "ความจริง" ที่จับต้องได้ที่สุด รอบที่แล้วพิธาขับเคลื่อนด้วยความหวัง แต่ไอซ์ขับเคลื่อนด้วย "ความโกรธที่บริสุทธิ์" ของประชาชนที่อยากเห็นความยุติธรรม

—————
บทสรุป: Ice On Fire
:
17- สำหรับผมที่รู้เห็นอะไรมาเยอะในแวดวงการเมืองไทย ผมขอบอกเลยว่า "น้ำแข็ง" ก้อนนี้ไม่ได้เย็น แต่มันกำลังกลายเป็น "ไฟ" ที่ลุกโชนจนระบบเดิมๆ เริ่มหนาวสั่น

18- การที่ผู้แทนโดนรังแกแล้วประชาชนพร้อมออกมาปกป้อง และเมื่อประชาชนลำบากผู้แทนพร้อมร่วมทุกข์ นี่คือระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงที่เราโหยหามาตลอดชีวิต

19- ไอซ์ รักชนก ไม่ได้แค่กำลังหาเสียง แต่เธอกำลัง "เปลี่ยนฐานราก" ของการเมืองไทย เธอกำลังทำลาย "กำแพงความกลัว" ที่ขังคนไทยมานานหลายสิบปีลงทีละก้อน เธอทำให้เราเชื่อว่าคนธรรมดา 99% ก็สามารถเปลี่ยนประเทศได้ หากเรากล้าพอที่จะก้าวออกมาด้วยกัน

20- อย่าประเมินผู้หญิงคนนี้ต่ำไป เพราะเมื่อคนธรรมดาลุกขึ้นสู้... ต่อให้เป็นบ้านใหญ่หรืออำนาจมืดขนาดไหน ก็ไม่มีวันต้านทานกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้

เรากำลังอยู่ในยุคที่ความธรรมดา...
กำลังสร้างปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเมืองไทย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10165407315989610&set=a.10150427514729610





27 ม.ค. ของทุกปีเป็นวันรำลึกเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากล นี่คือเรื่องราวของ "วีรบุรุษชาวอาหรับ" ที่เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือชาวยิวให้รอดพ้นจากการประหัตประหารของนาซี แต่ไม่เคยได้รับการยกย่อง


ศูนย์รำลึกเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ของอิสราเอลบอกว่า คาเล็ด อับดุล-วาฮับ เป็นผู้มีเมตตาและมีจิตใจสูงส่ง แต่ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งเกียรติยศ "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" ได้

รู้จัก "วีรบุรุษชาวอาหรับ" ผู้ไม่เคยได้รับการยกย่อง แม้ช่วยชีวิตชาวยิวจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

สวามีนาธาน นาฏราชัน
บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
27 มกราคม 2026

ที่ผ่านมาศูนย์รำลึกเหตุการณ์ "ฮอโลคอสต์" (Holocaust) หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของอิสราเอล ได้ยกย่องคนต่างเชื้อชาติศาสนากว่า 28,000 คน ที่กล้าหาญเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือชาวยิว ให้รอดพ้นจากการประหัตประหารของนาซีในเหตุการณ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีชาวยิวหลายพันคนถูกสังหารในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ ซึ่งนับเป็นเขตยึดครองของนาซีในตอนนั้น ทว่ากลับไม่มีชาวอาหรับจากภูมิภาคดังกล่าวแม้แต่คนเดียว ที่ได้ดำรงตำแหน่งเกียรติยศ "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" (Righteous Among the Nations) ซึ่งทางการอิสราเอลมอบให้เป็นการยกย่อง สำหรับคุณความดีที่ได้ช่วยชีวิตชาวยิวในกลุ่มประเทศอาหรับเลย

"ที่ตูนิเซีย คนอบขนมปังชาวอาหรับผู้หนึ่ง จะทิ้งอาหารส่วนเกินที่เหลือจากการขายไว้หลังร้านทุกวัน เพื่อให้ชาวยิวที่ไม่มีคูปองปันส่วนอาหารมาเอาไปกิน"

"หญิงชาวอาหรับหลายคน ช่วยเป็นแม่นมให้กับเด็กทารกชาวยิว พวกเธอแอบเอาเด็กเข้าไปให้นมในบ้าน เพราะครอบครัวของเด็กไม่มีอาหารหรือนมให้ลูกกินเลย"

"ที่เมืองหลวงของแอลจีเรีย ผู้นำของศาสนาอิสลามได้ออก 'ฟัตวา' หรือคำวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นปัญหาทางศาสนา โดยห้ามไม่ให้ชาวมุสลิมในท้องถิ่น ทำงานดูแลรักษาบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดมาจากชาวยิวอย่างเด็ดขาด ผมพบว่าไม่มีคนอาหรับในท้องถิ่นแม้แต่คนเดียว ที่กล้าละเมิดฟัตวาดังกล่าว"

นั่นคือเรื่องราวในประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่ง ที่ดร.ร็อบ แซตลอฟ ผู้อำนวยการบริหารของสถาบันวอชิงตันเพื่อนโยบายตะวันออกใกล้ (WINEP) ในสหรัฐฯ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง เมื่อชาวแอฟริกาเหนือหลายคนได้เข้าช่วยเหลือชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ในยุคนั้นพวกนาซีได้สังหารชาวยิวในยุโรปไปกว่า 6 ล้านคน ทั้งยังเข่นฆ่าและทำลายชุมชนชาวยิวในแอฟริกาเหนือ โดยอาศัยความร่วมมือจาก "ระบอบวิชี" (Vichy regime) หรือรัฐบาลเผด็จการทหารที่นาซีจัดตั้งขึ้นในเมืองวิชีของฝรั่งเศส ส่งผลให้มีชาวยิวในอาณานิคมแอฟริกาเหนือของฝรั่งเศส ต้องเสียชีวิตและพลัดถิ่นเพราะถูกขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัยจำนวนมาก แม้ตัวเลขของความสูญเสียจะน้อยกว่าที่เกิดขึ้นในยุโรปมากก็ตาม

ดร.แซตลอฟ บอกกับบีบีซีว่า "เว้นแต่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แล้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวยิวในยุโรป ก็เกิดขึ้นกับชาวยิวในประเทศอาหรับด้วยเช่นกัน" พิพิธภัณฑ์รำลึกเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ของสหรัฐฯ ระบุว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีชาวยิวราว 500,000 คน อาศัยอยู่ในโมร็อกโก, แอลจีเรีย, ตูนิเซีย, และลิเบีย โดยดร.แซตลอฟประมาณการว่า มีชาวยิวในแอฟริกาเหนือที่ต้องเสียชีวิตไปในเหตุการณ์ดังกล่าวราว 4,000 - 5,000 คน


ดร.ร็อบ แซตลอฟ นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวบอกว่า ซี อาลี ซักกัต (ซ้าย), คาเล็ด อับดุล-วาฮับ, และฮัมซา อับดุล จาลิล (ขวา) สมควรได้รับการยกย่อง

ยอมเสี่ยงทุกทาง

ดร.แซตลอฟ ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว บอกว่ามีชาวมุสลิมอาหรับอย่างน้อยสามคน ที่สมควรได้รับการยกย่องเป็นพิเศษในฐานะ "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" จาก "ยัดวาเชม" (Yad Vashem) หรือศูนย์รำลึกเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ของอิสราเอล

ระหว่างเดือนพ.ย. ปี 1942 ถึงเดือน พ.ค. ปี 1943 ตูนิเซียเป็นประเทศเดียวในแอฟริกาเหนือ ที่ถูกนาซียึดครองเอาไว้ได้ทั้งหมด ในตอนนั้นชาวยิวในตูนิเซียถูกบังคับให้ติดสัญลักษณ์ดาวสีเหลือง ทั้งยังมีคำสั่งให้ชายชาวยิวทุกคนไปรายงานตัวเพื่อบังคับใช้แรงงานด้วย ทว่าโจเซฟ นาแคช ชาวยิวผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงของตูนิเซีย กลับหนีรอดจากการกวาดต้อนเกณฑ์แรงงานนี้มาได้

หลายสิบปีต่อมาที่กรุงปารีส นาแคชได้ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ดร.แซตลอฟฟังว่า ชายชาวอาหรับผู้หนึ่งได้เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือ โดยให้ที่หลบซ่อนตัวแก่เขา "พวกเอสเอส (SS) เริ่มเข้าล้อมจับกวาดต้อนคนหนุ่มชาวยิว เมื่อช่วงเดือนธ.ค. ปี 1942 หากถูกจับได้ว่าแอบซ่อนคนที่พวกมันต้องการตัวเอาไว้ นั่นก็ถือว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงเลยทีเดียว" ดร.แซตลอฟกล่าว

"นาแคชพยายามวิ่งหนีเพื่อให้พ้นจากการล้อมจับ เขาไม่อยากให้พวกนาซีเยอรมันเอาตัวไปได้ จนในที่สุดก็หนีมาถึง 'ฮัมมัม' หรือห้องอาบน้ำสาธารณะแห่งหนึ่งในละแวกบ้าน"

เจ้าของสถานที่คือนายฮัมซา อับดุล จาลิล ยืนยันว่าจะช่วยปกป้องคุ้มครองเขา แล้วนำตัวเขาไปซ่อนที่ชั้นใต้ดิน

ดร.แซตลอฟเล่าต่อไปว่า "ผมไม่เพียงแต่ได้พบตัวจริงของชาวยิวที่ได้รับการช่วยชีวิต แต่ยังได้กลับไปย้อนรอยสืบสาวราวเรื่องถึงเมืองหลวงของตูนิเซีย จนได้พบห้องอาบน้ำสาธารณะดังกล่าว และได้เจอกับลูกชายของคนที่ช่วยนาแคชเอาไว้ด้วย เขารู้รายละเอียดทั้งหมด มันเป็นเรื่องน่าทึ่งซึ่งผมได้รับการบอกเล่าจากทั้งสองฝ่าย"

ส่วนนายซี อาลี ซักกัต อดีตนายกเทศมนตรีของกรุงตูนิส เมืองหลวงของตูนิเซีย ก็ยอมเอาความปลอดภัยของชีวิตและตำแหน่งของตนเองเข้าเสี่ยง เพื่อมอบอาหารและที่พักพิงให้กับชาวยิวกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหลบหนีออกมาจากค่ายแรงงาน โดยใช้บ้านในชนบทของเขาที่หุบเขา "ซักวาน" (Zaghouan) ห่างจากเมืองหลวง 55 กิโลเมตร เป็นสถานที่หลบซ่อน


ปัจจุบันยังคงมีชุมชนชาวยิวเล็ก ๆ หลงเหลืออยู่ในตูนิเซีย

เผชิญหน้ากับความชั่วร้าย

ทว่าเรื่องราวความกล้าหาญและมีเมตตาของชาวอาหรับ ที่ดร.แซตลอฟ ชื่นชอบมากที่สุด คือวีรกรรมของคาเล็ด อับดุล-วาฮับ ชาวตูนิเซีย ซึ่งแอบไปได้ยินเจ้าหน้าที่นาซีคนหนึ่งพูดว่า ได้แอบหมายตาหญิงชาวยิวผู้หนึ่งเอาไว้

หญิงผู้นั้นคือคนที่อับดุล-วาฮับ รู้จักดี เขาจึงได้ลักลอบพาเธอและครอบครัวที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ ย้ายออกจากที่ซ่อนเดิมกลางดึก เพื่อไปยังบ้านไร่ของเขาซึ่งอยู่ห่างจากกรุงตูนิส 30 กิโลเมตร โดยให้พวกเขาแอบซ่อนอยู่ในโรงนาและคอกม้า

แต่นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นในการช่วยเหลือชาวยิวของอับดุล-วาฮับ เพราะก่อนที่การยึดครองของพวกนาซีจะยุติลง เขาได้ช่วยซ่อนตัวผู้หญิงและเด็กรวมทั้งสิ้น 20 คน หลังจากที่ผู้ชายในครอบครัวของคนเหล่านี้ถูกส่งไปค่ายแรงงาน

ต่อมาชาวยิวที่ได้รับความช่วยเหลือสามราย ยื่นคำร้องต่อศูนย์ยัดวาเชม ให้ประกาศยกย่องคุณความดีของอับดุล-วาฮับ อย่างเป็นทางการ แต่คำร้องก็ถูกปฏิเสธถึงสองครั้ง โดยทางศูนย์ยัดวาเชมให้เหตุผลว่า แม้เขาจะเป็นผู้มีจิตใจสูงส่งและมีความเมตตาปราณีต่อเพื่อนมนุษย์อย่างยิ่ง แต่การให้ที่พักพิงแก่ชาวยิวในตอนนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายในตูนิเซีย ทั้งการกระทำของเขาก็เป็นที่ทราบกันดีในหมู่เจ้าหน้าที่นาซีอีกด้วย

คุณสมบัติของอัลดุล-วาฮับ จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการยกย่องเป็น "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" ซึ่งต้องเป็นคนต่างเชื้อชาติศาสนาที่ยอมเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัว และยอมเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยชาวยิวจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมเท่านั้น

ศูนย์ยัดวาเชมยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า "เนื่องจากการยึดครองตูนิเซียของพวกนาซีเยอรมัน เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 6 เดือน ทำให้ยังไม่มีการดำเนินแผนขั้นสุดท้าย (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว) ที่นั่น"

ในเดือนธ.ค. ปี 2011 เอวา วีเซล ซึ่งเคยอาศัยบ้านไร่ของอับดุล-วาฮับ เป็นที่หลบซ่อนตัวเมื่อมีอายุเพียง 13 ปี ได้เขียนบทความลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ โดยแสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจของทางการอิสราเอล

"ฉันรู้ดีว่า ตัวเองสามารถจะมีชีวิตที่ยืนยาวและเป็นสุขอย่างเต็มที่ได้ในทุกวันนี้ เพราะอัลดุล-วาฮับกล้าเผชิญหน้ากับความชั่วร้าย เขาช่วยชีวิตฉันและผู้โชคดีคนอื่น ๆ ในครอบครัวของฉัน ฉันหวังว่ายัดวาเชมจะพิจารณากรณีของเขาอีกครั้ง ก่อนที่จะไม่มีใครเหลืออยู่เล่าขานเรื่องราวของเขาสืบต่อไป"


โมฮาเหม็ด เฮลมี แพทย์ชาวอียิปต์ คือชาวอาหรับคนเดียวที่ได้รับการยกย่องเป็น "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" เพราะได้ช่วยซ่อนตัวหญิงสาวชาวยิวผู้หนึ่ง และให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของเธอในกรุงเบอร์ลิน

เรื่องราวที่ "เล่าขานได้สะดวกปาก"

ในบรรดาผู้ที่ไม่ใช่ชาวยิว 28,000 คน ซึ่งได้รับการยกย่องเป็น "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" มีชาวมุสลิมอยู่ถึง 70 คน แต่มีเพียงคนเดียวที่เป็นชาวอาหรับ ได้แก่นายแพทย์โมฮาเหม็ด เฮลมี ชาวอียิปต์ที่พำนักอาศัยในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี ซึ่งได้ช่วยซ่อนตัวหญิงสาวชาวยิวผู้หนึ่ง และให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของเธอที่นั่น

ดร.เมนาซ อาฟรีดี ผู้อำนวยการศูนย์ให้การศึกษาเรื่องฮอโลคอสต์, การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, และความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยแมนฮัตตันในสหรัฐฯ บอกว่าแม้เรื่องราวของชาวอาหรับที่ช่วยชีวิตชาวยิวในแอฟริกาเหนือจะน่าประทับใจเพียงใด แต่มันขัดแย้งอย่างรุนแรงกับเรื่องเล่าตามแบบฉบับมาตรฐานของชาวยิว ซึ่งเล่าขานได้สะดวกปากกว่า เพราะแยกแยะระบุตัวคนร้ายและคนดีได้อย่างชัดเจนแบบขาวกับดำ

"สำหรับชาวยิวบางคนที่อยู่ในอิสราเอล การยกย่องผู้ช่วยชีวิตชาวอาหรับ เท่ากับทำให้ความเชื่อทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อยู่เบื้องหลังการเมืองระหว่างประเทศของภูมิภาคตะวันออกกลางในปัจจุบันซับซ้อนขึ้น และสำหรับผู้คนในโลกอาหรับบางส่วน การยอมรับว่าชาวยิวต้องการความช่วยเหลือจากตน เพื่อให้รอดพ้นจากภัยนาซีในดินแดนอาหรับ เท่ากับบ่อนทำลายจุดยืนทางการเมืองของพวกเขาที่ปฏิเสธว่า เหตุการณ์ฮอโลคอสต์ไม่เคยเกิดขึ้น รวมทั้งบ่อนทำลายการกล่าวอ้างของโลกอาหรับที่เคยบอกว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นเพียงแนวคิดสัมพัทธนิยม (relativism) ที่เกิดขึ้นและมีอยู่จากมุมมองของชาวยิวเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น" ดร.อาฟรีดี กล่าวกับบีบีซี


กษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 แห่งโมร็อกโก ทรงปฏิเสธข้อเรียกร้องให้บังคับใช้กฎหมายต่อต้านคนเชื้อสายยิว

แค่ "เค้าลาง" ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ดร.อาฟรีดีเอง เรียกร้องให้ทางการอิสราเอลยกย่องกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 แห่งโมร็อกโก เพราะทรงปฏิเสธข้อเรียกร้องของพวกนาซี ที่ให้บังคับใช้กฎหมายต่อต้านคนเชื้อสายยิว "ภายใต้การปกครองของระบอบวิชีที่มีนาซีหนุนหลัง โมร็อกโกและเมืองท่าแทนเจียร์ทางตอนเหนือ ได้รับคำสั่งให้กักขังชาวยิวไว้ในค่ายแรงงาน ทว่ากษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 ทรงปฏิเสธไม่ยอมทำตามคำสั่งนี้ และไม่ยอมส่งคนเชื้อสายยิวในโมร็อกโกไปฝรั่งเศสด้วย"

ด้านดร.แจ็กกี เม็ตช์เจอร์ อาจารย์ผู้สอนที่เกษียณอายุแล้ว จากวิทยาลัยนานาชาติเพื่อการศึกษาเรื่องฮอโลคอสต์ของศูนย์ยัดวาเชม ได้แถลงบนเว็บไซต์ของทางศูนย์ว่า "หากฮอโลคอสต์หมายถึงการสังหารหมู่ชาวยิว เหตุการณ์ในระดับที่ว่านี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในแอฟริกาเหนือ ดังนั้นประวัติศาสตร์ของชาวยิวในช่วงยุคนี้ จึงควรมีการอภิปรายถกเถียงกันใหม่ในแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือมีเพียงเค้าลางของภัยจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปรากฏขึ้นเท่านั้น แต่ในที่สุดก็ไม่บังเกิดผลเป็นจริงขึ้นมาแต่อย่างใด"


ที่ผ่านมาศูนย์ยัดวาเชมได้ยกย่องคนต่างเชื้อชาติศาสนากว่า 28,000 คน ให้ดำรงตำแหน่งเกียรติยศ "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ"

อย่างไรก็ตาม ในอีเมลที่ทางศูนย์ยัดวาเชมเขียนมาเพื่อตอบคำถามของบีบีซี กลับกล่าวยอมรับว่า "ภูมิภาคแอฟริกาเหนือถือเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ พวกนาซีตั้งใจจะกำหนดชะตากรรมของชาวยิวที่นั่น รวมทั้งชาวยิวที่ต้องอยู่ในปาเลสไตน์และตะวันออกกลาง ให้เป็นแบบเดียวกับชาวยิวในยุโรป หากแอฟริกาเหนือได้รับการปลดปล่อยเร็วขึ้นในเวลาเดียวกันกับโปแลนด์ (ในปี 1943 ไม่ใช่ปี 1945) ชาวยิวส่วนใหญ่น่าจะรอดชีวิต"

ศูนย์ยัดวาเชมยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า การเสนอชื่อบุคคลให้เป็น "ผู้ทรงคุณธรรมในหมู่ประชาชาติ" ต้องผ่านการตรวจสอบพิจารณาอย่างเท่าเทียมกันทุกราย แต่ปัจจุบันคณะกรรมการผู้ประเมินตัดสิน ยังไม่ได้มีการหารือถึงกรณีของผู้ช่วยชีวิตชาวอาหรับแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่มีการเสนอชื่อบุคคลรายใหม่เข้ามา

แต่ถึงกระนั้น ดร.อาฟรีดีบอกว่า เรื่องราวของผู้ช่วยชีวิตชาวอาหรับกำลังเป็นที่ยอมรับในวงสังคมของชาวยิวมากขึ้น "เมื่อปี 2009 มีการปลูกต้นไม้อุทิศเป็นอนุสรณ์ให้กับอับดุล-วาฮับ ทั้งที่สวนแห่งผู้ทรงคุณธรรมอาดาสอิสราเอลในกรุงวอชิงตัน และที่สวนแห่งผู้ทรงคุณธรรมสากล ที่นครมิลานของอิตาลี โดยมีการประกอบพิธีรำลึกซึ่ง "ไฟซา" ลูกสาวของเขาได้เข้าร่วมด้วย

ดร.แซตลอฟกล่าวทิ้งท้ายว่า "ผมภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่หลายสถาบันและองค์กรในอเมริกาเหนือและยุโรป ต่างก็ยอมรับและยกย่องความกล้าหาญของชาวอาหรับ ผู้ยืนหยัดปกป้องชาวยิวในยุคสมัยดังกล่าว" เขายังหวังว่าเมื่อรวบรวมหลักฐานได้มากขึ้น ชาวอาหรับผู้ทรงคุณความดีเหล่านี้ จะมีโอกาสได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติอย่างเป็นทางการในอนาคต

https://www.bbc.com/thai/articles/cy4g2n7exzeo



ทุกวันนี้สลิ่มจับพวกกลุ่มล้มเจ้าไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกที่สนับสนุนไอ้กัน และเกลียดทั้งคู่ แต่สลิ่มคงลืมไปแล้วว่าคนที่ปลุกเลือดรักเจ้าในตัวคนไทยให้ตื่นขึ้นมาก็พวกไอกันนี่แหละ ไม่ใช่เพราะไอกันรักเจ้าอะไร แต่มันเป็นวิธีที่ดีสุดไว้ต่อต้านคอมมี่ในยุคนั้น


Rommel Castro
Yesterday
·
สลิ่มไทย บุตรนอกสมรสของอเมริกัน? — คงพอรู้กัน (มั้ง) "...วิศวกรรมนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มันสร้างชนชั้นกลางไทยรุ่น Boomer ที่ขยันขันแข็ง สร้างเนื้อสร้างตัวจนรวย ด้วยเงินทุนอเมริกา แต่กลับสร้าง "บาดแผลทางปัญญา" ที่ร้ายแรงที่สุด..."
.
การตั้งคำถามของคุณได้แตะจุดที่เป็น "รหัสพันธุกรรม (DNA)" ของชนชั้นกลางไทย ซึ่งเป็นผลพวงจาก "วิศวกรรมทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย"
.
ตลกร้ายคือ สหรัฐฯ นั่นเองคือผู้สร้างขึ้น
.
"...สหรัฐฯ ทุ่มเงินผ่านมูลนิธิฟอร์ดและร็อคกี้เฟลเลอร์ สร้างสถาบันอย่าง NIDA (นิด้า), คณะรัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อผลิต "ข้าราชการและนักบริหาร"คิดแบบทุนนิยมตะวันตก แต่ไม่มีจิตวิญญาณขบถ ..."
.
.
จากบันทึกของพระยาทรงสุรเดชในยุค 2470s ที่ระบุว่าคนไทยยัง "ว่างเปล่า" ทางการเมือง
.
เมื่อเข้าสู่ยุค 1950s (พ.ศ. 2500) สหรัฐอเมริกาและชนชั้นนำทหารไทย ได้ฉวยโอกาสเอา "ความว่างเปล่า" นั้น มาเขียนโปรแกรมลงไปใหม่ทั้งหมด
.
จากการสืบค้นเอกสารลับของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSC) และปฏิบัติการของ CIA/USOM ในยุคนั้น นี่คือการชำแหละ "พิมพ์เขียว" การสร้างชนชั้นกลางไทย (Baby Boomers) ที่ทำให้เราตาบอดต่อโลกแห่ง "สัจนิยม" มาจนถึงทุกวันนี้ครับ:
.
+
.
1. เป้าประสงค์สูงสุด: "ทำหมันทางการเมือง" แลกกับ "ความมั่นคง" (Depoliticization)
.
ในยุค 1950s สหรัฐฯ มองไทยเป็น "โดมิโน่ตัวสุดท้าย" ที่ห้ามล้มเด็ดขาด วอชิงตันประเมินว่า ถ้าปล่อยให้คนไทยเข้าใจ "สิทธิ เสรีภาพ" ด้วยเงื่อนไขเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย มันจะกลายเป็นช่องโหว่ให้พรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาแทรกซึมได้
.
เอกสาร NSC 5405 (ปี 1954):
.
สหรัฐฯ วางยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า "เสถียรภาพ (Stability) สำคัญกว่า ประชาธิปไตย (Democracy)"
.
เป้าหมาย:
.
สหรัฐฯ ต้องการสร้างชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ที่เป็น "Technocrat" (นักเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ) และ "มนุษย์เงินเดือน" ที่ทำงานเก่ง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุนนิยมได้ แต่ "เชื่องทางการเมือง" และเชื่อฟังรัฐทหาร
.
.
2. กระบวนการสร้าง (The Co-Production):
สหรัฐฯ วางระบบ - ไทยปรุงจิตวิญญาณ
.
สหรัฐฯ เข้ามาช่วย "วางหลักสูตร" ในระดับโครงสร้าง แต่ให้ชนชั้นนำไทย (จอมพลสฤษดิ์) เป็นคนปรุงแต่งรสชาติให้เข้ากับจริตคนไทย:
.
การสร้างปัญญาชนแบบสำเร็จรูป:
.
Propaganda เชิงศีลธรรม (Moral Dualism):
.
สหรัฐฯ แนะนำให้ไทยใช้ "สถาบันดั้งเดิม" มาเป็นเกราะกันคอมมิวนิสต์ จอมพลสฤษดิ์จึงฟื้นฟูวาทกรรม "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" ขึ้นมาใหม่อย่างเข้มข้น
.
การเรียนการสอน: หลักสูตร "หน้าที่พลเมือง" ถูกออกแบบให้คนไทยมองโลกแบบ "ขาว-ดำ" (Manichaeism)
.
ขาว = โลกเสรี / ชนชั้นปกครองผู้มีบารมี / คนดี
.
ดำ = คอมมิวนิสต์ / ผู้ประท้วง / คนชั่วที่เนรคุณแผ่นดิน
.
.
3. ผลลัพธ์:
.
มายเซ็ตของชนชั้นกลางไทย (The Boomer's Moral Trap)
.
"บาดแผลทางปัญญา" ที่ร้ายแรงที่สุด นั่นคือ:
.
ก. การแยก "การค้า" ออกจาก "การเมือง" ไม่ได้
.
ชนชั้นกลางไทยถูกสอนให้เชื่อว่า "ถ้าเราเป็นพวกเดียวกับใคร เราต้องเกลียดศัตรูของเขาด้วย"
.
ในโลกสัจนิยม (แบบที่นบีมูฮัมหมัด หรือ สหรัฐฯ-จีน ปฏิบัติ) การรบก็ส่วนการรบ การค้าก็ส่วนการค้า
.
แต่ชนชั้นกลางไทยมองว่า "ความสัมพันธ์คือพันธะทางศีลธรรม"
.
การทำธุรกิจกับคู่ขัดแย้ง จะถูกมองว่าเป็นเรื่อง "หน้าไหว้หลังหลอก" หรือ "ขาดจุดยืน" ทั้งที่จริงมันคือการเอาตัวรอด
.
ข. โรคคลั่งศีลธรรมนิยม (Hyper-Moralism)
.
หลักสูตรสงครามเย็นทำให้คนไทยประเมินการเมืองผ่าน "ความดี-ความเลว" ไม่ใช่ผ่าน "โครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์"
.
เมื่อเกิดวิกฤตการเมือง ชนชั้นกลางไทยจะไม่ถามหา "ระบบตรวจสอบถ่วงดุล" หรือ "สิทธิมนุษยชน" แต่จะถามหา "คนดี" ให้เข้ามาปกครอง
.
พวกเขามอง "นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง" ว่าเป็น "ปีศาจคอร์รัปชัน" และมอง "ทหาร/สถาบันฯ" ว่าเป็น "พระเอกขี่ม้าขาว" อันเป็นพล็อตเรื่อง (Narrative) ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2500
.
ค. อาการช็อกต่อโลกหลายขั้ว (Multipolar Shock)
.
เมื่อโลกเปลี่ยนจากสงครามเย็น (สองขั้ว) มาเป็นโลกที่ซับซ้อน ชนชั้นกลางกลุ่มนี้จึง "ไปไม่เป็น" เพราะซอฟต์แวร์ในสมองถูกล็อกไว้ว่า 1 ต้องปะทะ 2 เสมอ
.
พวกเขาไม่เข้าใจว่า สหรัฐฯ สามารถแบนจีนเรื่องชิป แต่ก็ยังซื้อของจากจีนได้มหาศาล
.
++
.
"รหัสพันธุกรรมที่บกพร่อง (Genetic Defect)" ของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย
.
การเปรียบเทียบว่า "มองผล แต่ไม่เอาเหตุ" และ "ไม่เอาเครื่องยนต์มาด้วย" คือการอุปมาอุปไมยที่สมบูรณ์แบบที่สุด
.
ในทางวิชาการและเศรษฐศาสตร์การเมือง ความผิดพลาดนี้เรียกว่า "การนำเข้าทุนนิยมแบบตัดต่อพันธุกรรม" (Mutilated Capitalism)
.
นี่คือประเด็นที่ร้ายแรงถึงรากฐาน (Radical) มากกว่าที่ชนชั้นกลางไทยจะจินตนาการถึง
.
เพราะมันทำให้ประเทศไทยติดหล่มและไม่สามารถพัฒนาไปสู่โลกโลกที่ 1 ได้ตลอดกาล นี่คือ 3 มิติความร้ายแรงเชิงความคิดที่เกิดจาก "ทุนนิยมที่ไร้การขบถ" ครับ:
.
1. ความเข้าใจผิดเรื่อง "เครื่องยนต์ของทุนนิยม" (The Engine of Creative Destruction)
.
คนไทยถูกสอนให้เข้าใจผิดว่า ทุนนิยม = "การค้าขาย" หรือ "การมีเสรีภาพในการซื้อของ" (บริโภคนิยม)
.
++
.
แต่ในทางฟิสิกส์เศรษฐศาสตร์ของตะวันตก เครื่องยนต์ที่แท้จริงของทุนนิยมคือสิ่งที่ Joseph Schumpeter เรียกว่า "การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์" (Creative Destruction)
.

การสร้างสปีชีส์ "ผู้ตามที่สมบูรณ์แบบ" (The Ultimate Operator)
.
เมื่อคุณเอาทุนนิยม มาผสมกับ วัฒนธรรมไม่ขบถ/เชื่อฟังผู้ใหญ่ (Hierarchy) สิ่งที่ได้ไม่ใช่ "นักธุรกิจผู้สร้างสรรค์" (Entrepreneur) แต่เราได้ "ผู้จัดการและกรรมกรชั้นเลิศ" (The Operators)
.
นี่คือมายเซ็ทของชนชั้นกลางไทย:
.
เรียนเก่ง ทำตามกฎเกณฑ์เป๊ะ รับคำสั่งนายจ้างตะวันตก/ญี่ปุ่นได้อย่างไร้ที่ติ แต่เมื่อเจอปัญหาที่ไม่มีในคู่มือ... "จะไปไม่เป็น"
.
เราซื้อเครื่องจักรจากเยอรมัน ซื้อสูตรยาจากอเมริกา มาตั้งโรงงานผลิตในไทย (รับจ้างผลิต - OEM)
.
2. เรามองเห็น "ผล" (ผลิตภัณฑ์สุดท้าย) แต่เราไม่เคยเข้าใจ "เหตุ"
.
(กระบวนการคิด R&D และความขบถทางวิทยาศาสตร์ที่กว่าจะประดิษฐ์สิ่งนั้นขึ้นมาได้)
.
ความร้ายแรง:
.
มายเซ็ทนี้ล็อกให้ไทยเป็นได้แค่ "ผู้เช่าลิขสิทธิ์" (Franchisee) ของโลก เราไม่สามารถเป็น "เจ้าของเทคโนโลยี" ได้เลย เพราะการเป็นเจ้าของต้องกล้าทำลายล้างกฎเดิม
.
ทุนนิยมตะวันตก:
.
คือ "การขบถต่อสิ่งเก่า" อย่างเป็นระบบ (Systematic Rebellion) Henry Ford ขบถต่อระบบรถม้า, Steve Jobs ขบถต่อ IBM, Elon Musk ขบถต่อ NASA ทุนนิยมตะวันตกเจริญได้ เพราะยอมรับว่า "คนรุ่นใหม่มีสิทธิจะฆ่า (Disrupt) ธุรกิจของคนรุ่นเก่า"
.
ทุนนิยมไทย:
.
สหรัฐฯ และชนชั้นนำ เอาแต่โครงสร้างเปลือกนอกมา (บริษัท, หุ้น, โรงงาน) แต่ตอนประกอบเครื่องยนต์ ดันไปถอด "หัวเทียนแห่งการขบถ" ออก เพราะกลัวมันจะไประเบิดใส่โครงสร้างอำนาจศักดินา
.
ผลลัพธ์ที่ร้ายแรง: เศรษฐกิจไทยจึงมีแต่ "การสะสมทุน" แต่ไม่มี "การสร้างนวัตกรรม" เพราะนวัตกรรมจะเกิดไม่ได้ในสังคมที่ห้ามตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจ
.
++
.
3. "ทุนนิยมศักดินา" และการเชิดชู "ทุนผูกขาด" (Crony-Feudal Capitalism)
นี่คือจุดที่ "ผิดฝาผิดตัว" และอันตรายที่สุด
.
ในตะวันตก จิตวิญญาณขบถคือตัวป้องกันไม่ให้เกิด "การผูกขาด" เพราะถ้าบริษัทยักษ์ใหญ่ทำตัวอุ้ยอ้าย สตาร์ทอัพรุ่นใหม่จะขึ้นมาล้มยักษ์
.
แต่ในไทย เมื่อไม่มีจิตวิญญาณขบถ ทุนนิยมจึงไปผสมพันธุ์กับระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) กลายเป็น "ทุนผูกขาด"
.
ชนชั้นกลางไทยไม่ได้รังเกียจทุนผูกขาด แต่กลับ "เชิดชู" พวกเขาในฐานะผู้มีบารมีและคนเก่ง เรายอมให้เจ้าสัวคุมตลาดตั้งแต่ไข่ไก่ยันอินเทอร์เน็ต เพราะมายเซ็ทเราถูกโปรแกรมว่า "ห้ามปีนเกลียวผู้ใหญ่ที่รวยกว่า"
.
บทสรุป: ร่างกายเป็นหุ่นยนต์ แต่สมองเป็นทาส
.
เรากลายเป็นชาติที่ใส่สูทผูกไท ถือสมาร์ทโฟน พูดภาษาอังกฤษ ขับรถยุโรป... แต่ลึกๆ ในซอฟต์แวร์สมอง เรายังคงมีวิธีคิดแบบ "บ่าวที่รอคำสั่งนาย" (Feudal Mindset)
.
สิ่งที่สหรัฐฯ และชนชั้นนำไทยทำในยุค 1950s ไม่ใช่การให้ความรู้ แต่เป็นการ "โปรแกรมความกลัวและความภักดี"
.
ผลลบที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน คือการสร้างสังคมที่ "รวยขึ้น แต่ไม่โตเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง" ชนชั้นกลางไทย (รวมถึงสลิ่มในปัจจุบัน) จึงมักจะโหยหาอดีต เรียกร้องหาศีลธรรมที่จับต้องไม่ได้ และหวาดกลัวความเปลี่ยนแปลง (Chaos) อย่างสุดขีด
.
"เราไม่เข้าใจสัจนิยม เพราะหลักสูตรของเราถูกออกแบบมาให้เราเป็น 'ผู้ถูกปกครองที่ดี' ไม่ใช่ 'ผู้เล่นบนกระดานหมากรุกโลก'"
.
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค AI และควอนตัม ที่ต้องการ "ความขบถและการคิดนอกกรอบ" ขั้นสูงสุด... ประเทศไทยที่ไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนนี้ จึงกำลังไถลลงสู่ความเสื่อมถอยอย่างช้าๆ โดยที่ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ยังนั่งยิ้ม และไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ารถกำลังจะตกหน้าผาครับ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=25870030932647112&set=a.138876399522585




วิเคราะห์ เปรียบเทียบผล Exit Poll การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 2566 vs 2569 ประเทศแคนาดา โดยเก็บข้อมูลหน้าหน่วยเลือกตั้ง ณ เมือง Ottawa และ Vancouver ส้มยังมาอันดับ 1 - ปรากฎการณ์แดงคายส้มไม่มีอยู่จริง ส้มก็ยังโหวตส้ม - แต่พรรคที่ voters หายชัดเจน คือ พรรคเพื่อไทย




Kritsada Aiken 
2 hours ago
·
วิเคราะห์ เปรียบเทียบผล Exit Poll การเลือกตั้ง 2566 vs 2569 ณ หน่วยเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรแวนคูเวอร์
(ไม่อยากให้ โฟกัสว่าพรรคไหนได้คะแนนเยอะ คะแนนน้อย เพราะแวนคูเวอร์เป็นเมืองที่ demographics มีแนวโน้มเป็น well-educated young urban middle class **ดังนั้นอาจจะ overrepresented พรรคส้ม แต่อยากให้โฟกัสที่การเปลี่ยนแปลงของคะแนน ระหว่างเลือกตั้ง 2 ครั้งมากกว่า เพราะอาจจะเป็น indicator ที่บ่งบอกถึงผลเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงได้ ว่า voters คราวที่แล้ว มีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปโหวตพรรคไหนหรือไม่)
จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม exit poll
2566 : 520 คน
2569 : 530 คน
การเปลี่ยนแปลงคะแนนรายพรรค
พรรคส้ม (ก้าวไกล,ประชาชน)
2566: 401 จาก 520 = 77%
2569: 456 จาก 530 = 86%
พรรคเพื่อไทย
2566: 56 จาก 520 = 11%
2569: 11 จาก 530 = 2%
พรรคประชาธิปัตย์
2566: 13 จาก 520 = 2.5%
2569: 12 จาก 530 = 2.26%
พรรคภูมิใจไทย
2566: 1 จาก 520 = 0.19%
2569: 17 จาก 530 = 3.2%
พรรครวมไทยสร้างชาติ
2566: 39 จาก 520 = 7.5%
2569: 5 จาก 530 = 0.94%
พรรคไทยสร้างไทย
2566: 0 จาก 520 = 0%
2569: 4 จาก 530 = 0.75%
ความเห็นส่วนตัว จากการวิเคราะห์ผลนี้
- ปรากฎการณ์แดงคายส้มไม่มีอยู่จริง อย่างน้อยที่แคนาดา voters ส้มก็ยังโหวตส้ม
- แต่พรรคที่ voters หายชัดเจน คือ พรรคเพื่อไทย ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า ส่วนใหญ่ย้ายไปโหวตพรรคส้ม และมีบางส่วนย้ายไปเลือกพรรคสุดารัตน์ (ซึ่งคราวที่แล้วไม่ได้คะแนนจากคนไทยในแวนคูเวอร์เลย)
- ถ้าจะเถียงว่าเพราะมี Voters ส้มย้ายเข้ามาแคนาดามากขึ้น อันนี้คิดว่าไม่จริงอีก เพราะนโยบายรับ immigrants ของแคนาดา ช่วง 2-3 ปีหลัง เข้มงวดมาก รับคนเข้ามาน้อยมาก เพราะฉะนั้น voters น่าจะไม่เปลี่ยนไปมากนัก
- ส่วนตัวจากผล poll เปรียบเทียบนี้ ส่วนตัวเห็นว่าไม่ได้มีการย้ายค่ายของ voters ระหว่าง ฝั่งพรรคอนุรักษ์นิยม (ภท รทสช ปชป) และ พรรคฝั่ง “เสรีนิยม?” (ส้ม พท หญิงหน่อย) มากนัก เพียงแต่ voters เปลี่ยนไปโหวตพรรคอื่นในฝั่งเดียวกันเอง
- Voters ของ ประยุทธ์ (รวมไทยสร้างชาติ) ครึ่งนึงย้ายมาโหวตให้ภูมิใจไทย ซึ่งตอนปี 66 ได้ไปคะแนนเดียวจากคนไทยในแวน
- ส่วนที่เหนียวแน่น เปลี่ยนแปลงน้อยที่่่สุด คือ voters พรรคประชาธิปัตย์ เลือกยังไง ก็เลือกอย่างนั้น แทบไม่เพิ่มไม่ลด
รายงานRatthamnoon PrakitpongrKawin Glomjain Glomjaijai
https://github.com/rpraki.../ExitPollThaiElectionInCanada...

https://www.facebook.com/kritsada.aiken/posts/873996328842100


Kritsada Aiken 
21 hours ago
·
ผล Exit Poll เลือกตั้งนอกราชอาณาจักร 2569 ณ ประเทศแคนาดาครับ โดยเก็บข้อมูลหน้าหน่วยเลือกตั้ง ณ เมือง Ottawa และ Vancouver ต้องขอบคุณมิตรสหายที่ฝ่าอากาศหนาวติดลบไปเก็บข้อมูลกันมาสองวันครับ สุดยอดมาก
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคร่าวๆ
- พรรคส้มได้คะแนนมากขึ้นจากคนไทยในแวนคูเวอร์
2566: 401 จาก 520 = 77%
2569: 456 จาก 530 = 86%
(ออตตาว่าเทียบข้อมูลไม่ได้ เพราะเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ไม่มีการเก็บข้อมูล exit poll)
- ในการเลือกตั้ง ที่แวนคูเวอร์ พรรคเพื่อไทยคะแนนหายไปเยอะมาก จากที่ 2 คราวที่แล้ว ตกลงไปที่ 4 คะแนนยังแพ้พรรคประชาธิปัตย์
2566: 56 จาก 520 = 11%
2569: 11 จาก 530 = 2%
- สัดส่วนคนที่โหวตพรรคฝั่งอนุรักษ์นิยม ในเมือง Ottawa มีมากกว่า ที่ Vancouver อย่างเห็นได้ชัด (แต่พรรคส้มมาที่ 1 อยู่ดี)
- Voters เกือบทุกพรรคโหวตเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญ แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ มีแต่ Voters พรรคภูมิใจไทยพรรคเดียวที่โหวตชัดเจนว่าไม่เห็นชอบ
อ่านรายงานเต็มๆได้ที่ https://github.com/rpraki.../ExitPollThaiElectionInCanada...



เรื่อง กกต. ถอดคลิปรณรงค์ประชามตินี่ เป็นอะไรที่ทุเรศมาก ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ 8 กุมภา ช่วยกันกากาเห็นชอบ !


กัปตันคนเนิร์ด
12 hours ago
·
เรื่อง กกต. ถอดคลิปรณรงค์ประชามตินี่ เป็นอะไรที่ทุเรศมากครับ

อำนาจมีขนาดนั้นไหมก็ยังไม่รู้, ข้อความก็ไม่ได้เท็จอะไร, และถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน อีกฝั่งที่เล่นใหญ่ไปถึงเจ้าอันนั้นไม่หนักกว่าหรอ

อยากให้ กกต. ทุเรศน้อยลง 8 กุมภา ต้องกาเห็นชอบเท่านั้นครับ!!

ส่วน TikTok ผมเห็นจับมือกับ กกต. แถลงข่าวใหญ่โตมาตั้งแต่ตอนเลือกตั้ง 66

สิ่งที่ผมโดนตอนนั้น คือถ้าทำคลิปด่า กกต. จะโดนปิดการมองเห็น แต่ปี 66 มีเพื่อนๆคนนึงแก้เกม ทำเป็นเอฟเฟกซ์ตายิงเลเซอร์แทน ก็เลยมีพื้นที่ด่า กกต. กันต่อได้

มาปี 69 เหมือน TikTok จะเอาอีกแล้ว

คือถ้าคุณอยากทำงานกับหน่วยงานรัฐนึงในประเทศ แต่คุณเลือก กกต. เนี่ยนะ คิดอะไรวะนั่น

เลิกเหอะ ปล่อยแลพตฟอร์มรันไปปกติ ข้อมูลการเลือกตั้งยังน่าจะดีกว่าไปจับมือ กกต. แบบนี้เลย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=812915035142642&set=a.496556536778495
.....

Yingcheep Atchanont 
Yesterday
·
กลางดึก เพิ่งได้อ่านเอกสารกกต. ที่สั่งลบคลิปรณรงค์ประชามติ 3 คลิป แล้วหัวจะปวด แต่หัวใจก็อ่อนล้า
1. พ.ร.บ.ประชามติฯ ม.77 จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ ที่อ่านดูก็ไม่เห็นว่าเท็จ แต่เป็นการสรุปความบวกความเห็นเข้าไป เช่น องค์กรอิสระเลือกกันเองไปมา มันก็ไม่ได้ตรงตามกฏหมาย เพราะความจริงขัันตอนมีมากกว่ามีคณะกรรมการที่มีฝ่ายอื่นด้วย แต่ก็มีองค์กรอิสระเหล่านี้ด่วย มันก็คือการ “สรุปให้ง่ายๆ” แต่มันก็ไม่ผิดนี่นา ไม่ได้เกินกว่าความจริง
2. เอกสารของกกต. เอง เลือกถอดเทปแล้วก็ทำไฮไลท์สีเหลืองบางส่วนบนข้อความของแต่ละคลิป ซึ่งเป็นข้อความที่มีคำว่า “ไอ้แหวง” หรือ “แหวง บุญหมด” ซึ่งชัดเจนว่าเป็นการล้อเลียนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ชื่อแสวง บุญมี การล้อเลียนเช่นนี้บางคนอาจเห็นว่าไม่สมควรหรือไม่เหมาะสม แต่มันไม่ได้ผิดกฎหมายอะไรเลย ไม่ผิดม.77 ด้วย
3. ต่อให้ในคลิปมีเนื้อหาที่เป็นข้อความเท็จอันเป็นความผิดตามมาตรา 77 ที่กล่าวอ้างมา กกต. จะมีอำนาจเช่นเดียวกันกับประชาชนที่พบเห็นข้อความอันเป็นเท็จก็คือการไปแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดี การดำเนินคดีเป็นเรื่องของตำรวจ หากผิดจริงก็มีโทษจำคุก คำถามคือ กกต. มีอำนาจอะไรไปสั่งให้แพลตฟอร์มลบคลิป น่าจะไม่มี
การลบเนื้อหาออกจากโลกออนไลน์เป็นอำนาจของพนักงานตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 และต้องมีการแจ้งเตือนก่อนด้วย ถ้าแจ้งเตือนไปยังเจ้าของช่องแล้วไม่ลบถึงจะใช้อำนาจเอาลงเองได้ ไม่ใช่กกต. ชี้ผิดแล้วก็เอาลงเลย อะไรวะ!!
4. ส่วนคลิปอีกมากมายที่ มีคนออกมาพูดว่า รัฐธรรมนูญกำหนดโทษประหารชีวิตให้คนโกง กำหนดให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ อันนี้เป็นความเท็จชัดเจน ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น ยิ่งที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งพูดว่า เห็นชอบคือตีเช็คเปล่า ทั้งที่ความจริง ต้องไปผ่านสภาก่อนและต้องทำประชามติอีกสองครั้ง อันนี้ก็ความเท็จชัดเจน ไม่เห็นกกต. จะทำอะไรเลย
ผมอยากจะโพสต์ตรงไปตรงมาว่า กกต. กำลังจะลบคลิปล้อเลียนเลขาฯ เท่านั้นหรือเปล่า?? หรือจะเลือกข้างลบคลิปฝ่ายเห็นชอบที่มีคนแชร์เยอะ ส่วนฝ่ายไม่เห็นชอบพี่ไม่ทำอะไรเลย ไม่มีออกมาเตือน ไม่มีออกมาปราม มี E-War Room ไว้ปราบการรณรงค์ฝั่งเดียวเหรอครับ หรือไว้ปกป้อง “แหวง” เท่านั้นเหรอครับ




Yingcheep Atchanont ·
14 hours ago
·
กกต. สั่งลบคลิปรณรงค์ประชามติ โดยที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายรองรับให้ทำได้ แต่คลิปที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จมากมาย ปลุกปั่นให้เกิดความกลัว ความเกลียดชัง ทั้งที่ไม่เป็นความจริง กกต. ไม่ทำอะไรเลย
พรุ่งนี้ 28 มกราคม 2569 เวลา 11.00 ผมจะไปยื่นหนังสือต่อกกต. ใหม่
1. ไปบอกว่า กกต. ไม่มีอำนาจสั่งลบคลิปได้เองเช่นนี้ กำลังทำเกินอำนาจ จะขอเตือนว่าให้เลิกเสีย
2. ไปบอกว่า ตอนนี้มีข้อมูลเท็จอีกมากมาย เช่น เรื่องโทษประหารชีวิต เรื่องตีเช็คเปล่า ใครเป็นคนพูดบ้าง ขอให้กกต. ดำเนินการบ้าง ตามช่องทางที่ควรจะทำ
3. ไปบอกว่า ถ้ากกต. ลบคลิป เพียงเพราะคลิปนั้นวิจารณ์หรือล้อเลียน "แหวง" อันนี้กกต. ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
ไม่ได้อยากทำ และไม่ได้ว่าง แต่จำเป็นก็ต้องไปครับ



อ.สมศักดิ์เปิดหลักฐานว่า สถานทูตไทยในฝรั่งเศสเพิ่งส่งจดหมายถึงคนไทยในฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 23 มกราคมนี้เอง (ขณะนี้มีหลายคนยังไม่ได้)


Somsak Jeamteerasakul 
Yesterday
·
นี่คือหลักฐานว่า สถานทูตไทยในฝรั่งเศสเพิ่งส่งจดหมายถึงคนไทยในฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 23 มกราคมนี้เอง (ขณะนี้มีหลายคนยังไม่ได้)

https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/25529467213346550



ทหารเขตดุสิต คุณเป็นอะไรไป...

https://www.facebook.com/reel/1421772859293883
https://www.facebook.com/watch/?v=1421772859293883
18 hours ago
·
...กรี๊ดดดดด ค่ะ
...กรี๊ดดดดดดด ซิคะ
...กรี๊ดดดดดดดดด มันออกมา
เพราะพวกเขาเป็นทหารค่ะ ไม่ใช่ทะเหรี้ย
แต่
พวกมึงอ่ะเป็นเหรี้ยอะไร
ยิ่งใกล้ยิ่งเห็นชัด ยิ่งใกล้ยิ่งเห็นไส้เน่า เพราะพวกเค้ารู้ความเน่าเฟะเลวร้ายในองค์กรแต่พูดไม่ได้ไง เมื่อถึงเวลาใช้สิทธิ์พวกเค้าก็มีสิทธิ์จะเลือกหรือเปล่าวะ มึงจะดิ้นเพื่อ
เวลาที่เด็กร้องไห้ไม่ได้ของเล่น มี 2 วิธี
เลือกใช้วิธีใด?
1. ฟาดไปแรงๆสักทีนึง
2. ปล่อยให้ร้องแล้วเดินหนี ไม่ต้องสนใจ



ข้อควรระวังสำหรับแกนนำพรรคส้ม


Atukkit Sawangsuk
6 hours ago
·
ข้อควรระวังสำหรับแกนนำพรรคส้ม
คุณจะถูกชงคำถามว่าจะจับมือกับพรรคไหนเพื่อเป็นรัฐบาล
แล้วถูกเอาไปแขวนอย่างไม่ครบ บิดความหมายเป็นอีกอย่าง
เช่น ฮั่นแน่ กรูว่าแล้วเมริงจะสมคบกับพรรคสีน้ำเงิน
(ที่จริงพรรคส้มไม่ปฏิเสธพรรคไหนเลย ในกรณีที่ตัวเองได้ที่ 1 ปฏิเสธพรรคธรรมนัสเท่านั้น)
:
มิตรสหายแนะนำว่า ไม่ว่าจะถูกยัดคำถามอย่างไร แกนนำต้องตอบให้ครบ 4 ข้อดังนี้
1. ถ้าส้มไม่ได้อันดับ 1 เป็นฝ่ายค้านสถานเดียว
2. ไม่ว่าจะได้อันดับเท่าไหร่ก็ไม่โหวตให้อนุทินอีกเด็ดขาด
3. ถ้าเป็นอันดับ 1 แล้วพรรคอื่นจะมาร่วมรัฐบาลส้ม พรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลจะต้องรับเงื่อนของพรรคส้มให้ได้ เช่น ไม่เอา รมต.สีเทา / อยู่ระหว่างกระบวนการของกฎหมายในการพิสูจน์ความเทา
4. ยังไงก็ไม่เอาพรรคเทามาร่วมรัฐบาล
ท่องคำตอบไปเลย ไม่ว่าคำถามคืออะไร ถ้าพาดพิงถึงการจับมือก็ตอบเป็นข้อๆ และตอบให้ครบทั้ง 4 ข้อ ห้ามขาดแม้แต่ข้อเดียว ไม่งั้นจะโดน

https://www.facebook.com/photo?fbid=25779213815067104&set=a.117209745027530




Power of the Powerless : "ผู้มีอำนาจ" จะไม่รู้สึกรู้สาและยิ่งใช้อำนาจอย่างอุกอาจเหิมเกริม ถ้า "ผู้ไร้อำนาจ" ยินยอมให้เขาใช้อำนาจนั้นอย่างผิดๆ ต่อไปเรื่อยๆ แต่พวกเขาจะหวาดกลัวและยำเกรง ไม่กล้าใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลเมื่อ "ผู้ไร้อำนาจ" ได้ตระหนักแล้วว่าตนเอง "มีอำนาจ" แล้วส่งเสียงออกมาพร้อมกัน


Sarawut Hengsawad

·

ก่อนเลือกตั้ง ผมอยากเขียนบทความยาวๆ ชิ้นหนึ่งเพื่อขอชวนเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่านค่อยๆ อ่านเพื่อไล่เรียงและตรวจสอบความคิดก่อนตัดสินใจครั้งสำคัญในคูหา ด้วยการกากบาทลงในบัตรทั้งสามใบ

หากไม่คิดอะไร มันก็แค่การเลือกตั้งอีกครั้งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่ถ้าเราลองคิดถี่ถ้วน มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ประเทศนี้ "ดีขึ้น" อย่างที่มัน "ดีได้" และการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นต้องใช้เวลา แต่อย่างน้อยมันควรได้รับอนุญาตให้เริ่มต้น ซึ่งคนที่จะมอบใบอนุญาตนั้นควรเป็น "ประชาชนไทย" ทุกคนที่มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน

...


ผมอยากเริ่มจากชวนคิดว่า "เราใช้ชีวิตกันอยู่ใน 'ระบบ' แบบไหน"

ลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้ามีเด็กคนหนึ่งที่อยากเป็นคนดี ทำอาชีพสุจริต ใช้ชีวิตอยู่ในกฎระเบียบสังคม แต่เขากลับเติบโตขึ้นมากับสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้ยืนยันกับเขาเลยว่า การเป็นคนดี พยายาม ขยัน ทำถูกกฎ จะทำให้ชีวิตดีได้จริง

นึกถึงภาพท้องถนนที่มีคนต่อคิวยาวเฟื้อยเพื่อเลี้ยวซ้าย แล้วก็มีรถหรูคันใหญ่มาแทรก-แซงคิว-บนเส้นทึบ รถคันนั้นไม่ถูกจับ ได้ไปก่อน แถมบางทีเจ้าหน้าที่ตะเบ๊ะให้ด้วย

พอเข้าไปทำงานก็พบเห็นอะไรแบบนี้ไม่ต่างกัน ถ้าเป็นเด็กของพี่คนนั้นก็ได้เลื่อนขั้น ถ้ารู้จักผู้ใหญ่งานก็ราบรื่น ทั้งที่ไม่ต้องมีฝีไม้ลายมืออะไร

การโกง ใต้โต๊ะ ความพังพินาศจากคอร์รัปชั่น ไม่ว่าเครนพัง หรือระบบประกันสังคมพัง มีตั๋วซื้อตำแหน่ง ดูงานเมืองนอกแบบสุรุ่ยสุร่าย คนมีอำนาจพัวพันกับเงินเทา เราก็บอกกันว่า "มันก็เป็นแบบนี้แหละ"

เราทำราวกับว่าสิ่งผิดปกติทั้งหลาย พฤติกรรมโกงกินชั่วร้ายเอาเปรียบทั้งหลายนั้นเป็น "ความจริง" ของชีวิตที่เราต้องสูดกินเข้าไปในตัวเอง และยอมรับมันเหมือนฝุ่น PM2.5 ที่ทำได้แต่ก้มหน้าก้มตาสูดเข้าไป ในเมื่อมันหุ่มห่อเราไว้

"ทำอะไรไม่ได้หรอก"
"เลือกใครเข้าไปก็เหมือนกัน"
"ประเทศนี้มันก็เป็นแบบนี้แหละ"

เรากำลังก้มหัวยอมรับ "ความจริง" ที่ประเทศนี้ก่อร่างสภาพแวดล้อมอัปลักษณ์นี้มาเนิ่นนาน เสียจนบดบังจินตนาการถึงความหวังว่าจะเปลี่ยนมันได้ และยอมรับ "ระบบ" ทั้งหมดที่ใช้ชีวิตอยู่ ไม่ว่าการเมือง อำนาจที่อุปถัมภ์ ระบบราชการ การศึกษา กฎหมาย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ราวกับว่ามันคือความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

.....


ทั้งที่จริงแล้ว เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ใน "ความเท็จ" (Living with a lie)

เพราะมันเป็นความจริงที่กระทั่งตัวเราเองก็ไม่เชื่อแบบนั้น ลึกๆ แล้วเราเชื่อว่า คนทำดีต้องได้ดี คนทำชั่วต้องติดคุก คนเก่งต้องได้โอกาส เงินซื้ออำนาจไม่ได้ ความยุติธรรมทำให้สังคมเดินต่อไปได้ คนโกงต้องรับผิด ฯลฯ แต่ด้วยความที่อยู่ในสังคมที่ระบบของ "ผู้ได้เปรียบ" นั้นถักทอกันอย่างเหนียวแน่นมาเนิ่นนาน ทำให้เรายอมสละความเชื่อของ "โลกที่ควรจะเป็น" แล้วก้มหน้ายอมรับ "โลกที่เป็นอยู่" ไปโดยปริยาย

เราไม่กล้าคิดถึงความเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าความเปลี่ยนแปลงจะมาพร้อมความวุ่นวาย เรายอมจำนนเพื่อตัดรำคาญ ไม่อยากออกแรง ไม่อยากมีปัญหากับผู้มีอำนาจ ฉันขอใช้ชีวิตของฉัน ทำมาหากินไปวันๆ ก็พอแล้ว--นี่คือสิ่งที่ผู้มีอำนาจชอบที่สุด

เพราะการ "ใช้ชีวิตอยู่ในความเท็จ" ช่วยค้ำจุนให้ "ระบบที่ได้เปรียบ" ดำเนินต่อไป

เมื่อไม่มีเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลง ก็ไม่มีแรงกดดันให้ "คนที่ได้เปรียบ" ต้องแก้ไขพฤติกรรมใดๆ พวกเขายิ่งมั่นใจและเหิมเกริม ทำในสิ่งเท็จได้โจ่งแจ้งรุนแรงมากขึ้น

"ความเท็จ" ยิ่งขยาย "ความจริง" ยิ่งเงียบหาย

.....


"ระบบที่ได้เปรียบ" ถักทอกันขึ้นเป็น "เครือข่ายแห่งอำนาจ" และใช้อำนาจนั้นสร้างอำนาจต่อไป ทั้งยังสร้างกฎกติกาเพื่อรักษาอำนาจและความได้เปรียบนั้นเอาไว้ พวกเขาสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อสร้างโลกจำลอง (เหมือนต่อโมเดลปลอมๆ) แล้วให้พวกเราอยู่อาศัย แล้วหลงเชื่อไปว่ามันคือ "ความจริง"

มันคือโลกที่คนได้เปรียบจะได้เปรียบต่อไปและมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านกฎที่เอื้อประโยชน์ ผ่านการรู้จักอุปถัมภ์กัน ผ่านการไม่เอาผิด ผ่านการจ่ายเงิน ผ่านการประมูลชนะ ผ่านการกีดกันรายเล็กรายน้อย ผ่านการจับคนที่ตั้งคำถามเข้าคุกอย่างไม่เป็นธรรม ฯลฯ

นี่คือระบบสังคมที่ทำให้คนจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ใน "เครือข่ายอำนาจ" รู้สึกว่าตัวเอง "ไร้อำนาจ" (powerless) เพราะพวกเราถูกทำให้กระจัดกระจาย กลายเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย ถ้าหือก็ถูกจับ ถ้าตั้งคำถามก็ถูกย้าย ถ้าดื้อนักก็ไม่เจริญ สังคมแบบนี้สร้าง "ผู้ไร้อำนาจ" จำนวนมหาศาล ให้อยู่ด้วยความกลัวและความเบื่อหน่าย (ขี้เกียจวุ่นวายด้วย) ภายใต้ "ผู้มีอำนาจ" จำนวนหยิบมือที่เอาเปรียบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างย่ามใจ

.....


ประเทศแบบนี้มีแต่จะผุพังและพังทลาย

เรากลายเป็นประเทศที่หมดเสน่ห์ในสายตาต่างชาติ คนไม่อยากมาลุงทุนทำธุรกิจด้วย เพราะเต็มไปด้วยกลไกใต้โต๊ะ เราไม่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีหรือบุคลากรที่ทันสมัย เพราะระบบไม่ส่งเสริมให้รายเล็กมีโอกาส คนที่ผูกขาดก็ไม่ต้องแข่งขันเพื่อเก่งขึ้น หนี้ครัวเรือนเราสูงขึ้น เศรษฐกิจโตช้า เข้าสู่สังคมสูงวัยสุดขั้ว คนรุ่นใหม่ก็ไม่อยากมีลูกในสภาพสังคมแบบนี้ เราไม่มีอุตสาหกรรมใหม่เป็นที่พึ่ง ความหวังเดิมๆ อย่างแรงงานราคาถูกหรือท่องเที่ยวก็เจอโจทย์ยากขึ้นทุกวัน ที่แย่ลงไปอีกคือผู้คนรู้สึกหมดหวัง หางานยาก ถ้ามีโอกาสก็อยากออกนอกประเทศ ส่วนที่อยู่ในประเทศก็เหนื่อยเพราะไร้โอกาสใหม่ๆ แถมเอไอก็ยังจะมาแย่งงานคนอีกพะเรอเกวียน ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มันเกิดขึ้นเพราะ "ระบบที่เอาเปรียบ" นั้นฉกฉวยทรัพยากรและโอกาสเข้าตัวไปจนหมด และค่อยๆ ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกว่าตน "ไร้อำนาจ" จนยอมก้มหัวอยู่กับ "ความเท็จ" เสียจน ความเท็จอันอัปลักษณ์กลายเป็นความจริงที่เราต้องใช้ชีวิตกับมัน

.....


เมื่อ "ระบบเอาเปรียบ" ทำทุกวิถีทางให้เรารู้สึกว่าตัวเอง "ไร้อำนาจ" ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนแต่ละคนตระหนักอย่างแท้จริงถึง "อำนาจ" ในตัวเอง แล้วส่งสัญญาณออกไปว่า

"เราจะไม่ทนอยู่กับเรื่องโกหกอีกต่อไป"

พอกันทีกับเรื่องโกหกที่กรอกหูกรอกตาเรามาเนิ่นนานว่า ทุกอย่างก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ ที่สะกดจิตเราว่า "นี่คือความจริงที่พวกแกต้องยอมรับ"

หากประชาชนแต่ละคนมีความเชื่อว่าเราสามารถดึงเอาอำนาจกลับมาอยู่ในมือตัวเองได้ เลือกตัวแทนที่จะเข้าไปดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอำนาจกลุ่มทุนที่มีอยู่แค่หยิบมือในประเทศนี้ โดยไม่ได้รื้อทิ้ง แต่ปรับแก้ให้ยุติธรรม และเป็นไปตาม "ความจริง" ที่ควรเป็น--หากเราเชื่อว่าเรามีอำนาจ เราจึงกล้าแสดงอำนาจ

บางคนไม่กล้าเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ตัวเองชอบด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผลว่า เลือกไปก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เค้าคงไม่ยอมให้จัดตั้งรัฐบาล หรือเลือกไปก็จะเกิดความวุ่นวาย เพราะต้องไปทะเลาะกับคนเยอะแยะ ฯลฯ--ความคิดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า "ผู้มีอำนาจ" ทำสำเร็จ คือกดเพดานจินตนาการและความกล้าที่จะพาตัวเองฝ่าเรื่องโกหกออกมาสร้าง "ความจริง" ที่ควรจะเป็นได้สำเร็จ

ความเปลี่ยนแปลงเริ่มจาก "ความเชื่อ" ว่าเราเปลี่ยนประเทศนี้ได้ เราทุกคนสามารถพาประเทศนี้ออกจาก "เรื่องโกหก" ที่กลุ่มได้ประโยชน์กล่อมและขู่เรามาเนิ่นนาน เพื่อสร้าง "ความจริง" ที่ทุกคนเข้าถึงโอกาสได้โดยเท่าเทียมกัน

.....


การเลือกตั้งไม่ใช่ "ของวิเศษ" ที่จะเสกให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในฉับพลันทันที แต่ความสำคัญของมันคือเวทีที่ประชาชนได้แสดง "เจตจำนง" ซึ่งผู้กุมอำนาจไม่เคยใส่ใจ เพราะโดยปกติแล้วเสียงของผู้ไร้อำนาจนั้นเบาเหมือนเสียงผายลมมด

หาก "ผู้มีอำนาจ" พยายามสร้างความรู้สึกว่าจงยอมรับความจริงเสียเถอะว่า ระบบมันก็เป็นแบบนี้แหละ "ผู้ไร้อำนาจ" ยิ่งต้องร่วมใจกันส่งเสียงออกไปพร้อมกันว่า "เราจะไม่หลับอยู่ในเรื่องโกหกที่พวกคุณสร้างขึ้นอีกต่อไป" และ "เราจะขอมีส่วนสร้างความจริงที่ดีกว่าเดิมด้วยมือของเราและอำนาจที่เรามี" แน่นอนว่ามันคือภาพที่ต่างไปจากความเส็งเคร็งแบบเดิม

หาก "ผู้มีอำนาจ" พยายามทำให้เรารู้สึกว่า "เลือกมายังไงก็เหมือนเดิม" หรือ "เลือกมายังไงก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล" นั่นหมายความว่า "ผู้ไร้อำนาจ" ยิ่งต้องแสดงเสียงตัวเองให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เราต้องการความเปลี่ยนแปลงและไม่ยอมให้ผู้ได้เปรียบสร้างโลกแห่งความเท็จอีกต่อไปแล้ว

หากประชาชนที่ตื่นแล้วจากเรื่องโกหกลงคะแนนเสียงในแบบที่ "เครือข่ายระบบเก่า" (ไม่ว่าพรรคใด) แพ้แบบห่างชั้น ต้นทุนในการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลย่อมสูงขึ้น ถ้ามีเล่ห์เหลี่ยมในการตัดสิทธิ์ ยุบพรรค ผสมพันธุ์พรรคเข้าด้วยกัน ใช้กติกาแบบทุเรศๆ "ระบบเดิม" ย่อมมีรายจ่ายที่แพงหูฉี่

และถ้าเสียงของพรรคที่เป็นตัวแทนประชาชนเพื่อแก้ระบบที่ฟอนเฟะนั้นถล่มทลาย มันย่อมเป็นเสียงของ "เจตจำนง" ของ "ผู้ไร้อำนาจ" ที่ตะโกนออกไปพร้อมกันว่า "พวกเราก็มีอำนาจ" (นะโว้ย)

ยิ่งเยอะ ยิ่งทรงพลัง
ยิ่งเยอะ ยิ่งน่าขนลุกสำหรับผู้ได้เปรียบเดิม

.....


แน่นอนครับ ผมเองก็ไม่คิดว่า "พรรคประชาชน" ผู้เสนอตัวเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงจะเป็นพรรคที่เลิศเลอสมบูรณ์แบบและจัดการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จไปเสียทั้งหมด

แต่เมื่อหันมองดูตัวเลือกทั้งหมดที่มี ผมเองก็เคยเลือกหลายพรรคมาแล้ว และสิ่งที่ได้เห็นคือการถูกหลอมรวมเข้าไปอยู่ใน "ระบบอำนาจที่ได้เปรียบ" เหล่านั้น แล้วกลายเป็นคนที่ไปร่วมสร้าง "เรื่องโกหก" ว่าประเทศนี้เป็นแบบนี้แหละ เปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก ต้องยอมรับความจริง--ซึ่งน่าผิดหวัง

ผมไม่รู้หรอกครับว่า หากพรรคประชาชนขึ้นมามีอำนาจแล้วพวกเขาจะกลายไปเป็นแบบนั้นด้วยหรือไม่ ถ้าเป็นก็น่าผิดหวังเช่นกัน แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผมจะไม่กากบาทให้พรรคนี้ ในเมื่อผมยังไม่ได้พิสูจน์ฝีมือและความตั้งใจของพวกเขาเลย ผมอยากให้โอกาสตัวเลือกที่ดีที่สุด ที่อย่างน้อยก็ยืนอยู่ข้าง "ความจริง" ในสังคมที่บอกให้เรายอมรับ "เรื่องโกหก"

หากวันใดพรรคประชาชนทำให้ผิดหวัง ผมก็ยังไม่สิ้นหวัง เพราะอำนาจนั้นอยู่ในมือผม ผมจะไม่ยอมอยู่ในสังคมในฐานะของ "ผู้ไร้อำนาจ" และจะแสดงออกถึงเจตจำนงในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ต้องการอยู่ในสังคมที่อยู่กับ "ความจริง" ไม่ใช่ "ความเท็จ" เสียจนชินชา

.....


การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการออกไปกากบาทเลือก "พรรคการเมือง" แต่ผมคิดว่ามันคือการออกไปเลือก "ระบบ" ที่เราอยากเห็น เลือก "สังคม" ที่เราอยากเห็น เลือก "ประเทศ" ที่เราอยากอยู่

และมันคือการเลือกว่า เราอยากอยู่กับ "ความจริง" หรือยอมทนก้มหน้าไปทั้งที่ไม่เชื่อว่า ประเทศนี้มันก็เป็นแบบนี้แหละ แล้วอยู่กับ "เรื่องโกหก" ที่เราก็รู้ทั้งรู้ว่าโกหกนั้นต่อไป

มันคือการกากบาทเพื่อยืนยันว่าเราไม่ใช่ "ผู้ไร้อำนาจ" หากคือ "ผู้มีอำนาจ" เช่นกันกับทุกๆ คนในประเทศ

เมื่อตระหนักถึงอำนาจที่มี จึงแสดงอำนาจนั้นออกไปได้

และอำนาจของประชาชนที่มากพอนี่แหละที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง

"อำนาจของประชาชน" จะพาประเทศนี้ออกจาก "เรื่องโกหก"

.....


"ผู้มีอำนาจ" จะไม่รู้สึกรู้สาและยิ่งใช้อำนาจอย่างอุกอาจเหิมเกริม ถ้า "ผู้ไร้อำนาจ" ยินยอมให้เขาใช้อำนาจนั้นอย่างผิดๆ ต่อไปเรื่อยๆ แต่พวกเขาจะหวาดกลัวและยำเกรง ไม่กล้าใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลเมื่อ "ผู้ไร้อำนาจ" ได้ตระหนักแล้วว่าตนเอง "มีอำนาจ" แล้วส่งเสียงออกมาพร้อมกัน

ผมไม่คิดว่าพรรคประชาชนจะเป็นคำตอบเดียวของประเทศนี้ และก็เผื่อใจไว้สำหรับความผิดหวังด้วย แต่สิ่งสำคัญคือ เจตจำนงที่ชัดเจนของ "ประชาชนไทย" ต่างหากที่สำคัญ เมื่อได้เวลาส่งเสียงแสดงเจตจำนง เราควรตะโกนออกไปให้ดังและฟังชัด เพื่อให้ "ผู้มีอำนาจ" รับรู้ว่า เราได้ตระหนักถึงอำนาจที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง "ของเรา" แล้ว

8 ก.พ. นี้ ผมจะกากบาทเลือกพรรคประชาชนทั้งสองใบ และกา "เห็นชอบ" ในการจัดตั้งรัฐธรรมนูญใหม่ เหตุผลคือ มันคือการแสดงเจตจำนงว่า ผมไม่อยากทนอยู่กับสังคมที่อยู่กันด้วย "ความเท็จ" และ "เรื่องโกหก" อีกต่อไป

หากเสียงของประชาชนมากพอ มันจะพลิกคำถามที่ว่า "เค้าจะยอมให้เป็นรัฐบาลจริงหรือ" กลายเป็น "เราจะยอมให้เค้าไม่อนุญาตจริงหรือ"

"เค้า" ที่ว่านี้ก็คือ "กลุ่มผลประโยชน์" ทั้งหมดที่โยงใยยึดความได้เปรียบและสร้างเรื่องโกหกให้สังคมที่ต้องเชื่อมาเนิ่นนานว่า มันต้องเป็นแบบที่เป็นอยู่

ผมเคารพทุกการตัดสินใจของเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคน และเชื่อว่า ทุกการเลือกด้วยเจตจำนงเสรีนั้นสะท้อนความต้องการในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เลือกพรรคไหนก็ได้ครับ ถ้าไม่ได้เลือกจากความกลัว ความจำนน หรือการยอมรับแบบไม่ตั้งคำถาม

กระนั้นผมก็ยังอยากเห็นการเลือกตั้งสักครั้งที่เสียงประชาชนส่วนใหญ่แสดงออกถึงการ "ตื่น" จากเรื่องโกหกพร้อมกัน แล้วแสดงออกว่า "ประเทศเราไม่ต้องเป็นแบบที่เป็นอยู่" และ "ประเทศเราดีกว่านี้ได้"

เพราะเมื่อประชาชนตื่นแล้ว พวกเขาย่อมไม่มีวันแกล้งหลับได้อีก

8 ก.พ. ออกไปเปลี่ยนประเทศด้วยกันครับ

#นิ้วกลมบันทึก

---
*The Power of the Powerless คือชื่อหนังสือของวาสลาฟ ฮาเวล (Václav Havel) นักเขียนบทละครและปัญญาชนที่กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเช็ก
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164670096649579&set=a.391558859578