วันศุกร์, กันยายน 19, 2557

เมื่อไหร่เราจะได้อยู่ในสังคมแบบนี้ : Flashmob Flash Mob - Ode an die Freude ( Ode to Joy ) Beethoven Symphony No.9 classical music


https://www.youtube.com/watch?v=kbJcQYVtZMo

เมื่อไหร่เราจะได้อยู่ในสังคมแบบนี้
แชร์จากหมอเหวง...
เพื่อนๆครับ ผมเชิญชวนให้เพื่อนๆได้เปิดดูคลิปนี้นะครับ เพลง Symphony หมายเลข9 ของบีโธเฟน ไม่เพียงแต่ไพเราะเท่านั้น เราได้เห็นพลังสามัคคี ความเป็นเอกภาพของประชาชนในชุมชนนั้นๆแสดงออกเป็นผลสัมฤทธิ์ทางดนตรีที่ไพเราะและทรงพลังมากครับ ฟังแล้วชื่นใจได้กำลังใจมากครับ ผมขอขอบคุณเจ้าของคลิปและคนที่โพสต์เข้ามาด้วย เป็นอย่างยิ่งครับ นพ.เหวง โตจิราการ 17กย 57


19 กันยา อ่านจดหมายลุงนวมทอง ไพรวัลย์ อีกครั้ง





ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ชนรถถัง ประท้วงการรัฐประหารด้วยการแขวนคอตายทิ้งจดหมายลา
บอกเล่าเจตนาในการประท้วงการรัฐประหาร ด้วยลายมือของตัวเอง ไทยอีนิวส์ขอนำมาลงเพื่อเป็นการรำลึกถึง

อนิจจา หลายปีผ่านไป เรากลับมาจุดเดิม...
...

เนื้อความจดหมายของลุงนวมทอง

เทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐทหาร และ รัฐตำรวจ (ต้องไม่มี)

สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรกก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค.ที่สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า "ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้"

เหตุพลีชีพครั้งแรกของผมยอมรับว่าคำณวนความเร็วของรถแท็กซี่ผิดพลาด รถถังที่จอดลานพระบรมรูปทรงม้าติดด้านหัวถนราชดำเนินนอก เมื่อผมขับรถผ่านกองบัญชาการทัพบกพ้นหัวถนนและเกาะกลางถนนเพื่อพุ่งเข้าชนเพื่อหักเลี้ยวแบบตัว S ความเร็วจึงลดลงมากเพราะต้องการชนแบบประสานงา

ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลวชิรฯ มีคณะของคุณครูประทีป ฮาตะ และคณะอื่นๆ มาเยี่ยมหลายคณะและมีผู้สื่อข่าว นสพ. มาขอสัมภาษณ์ว่า ไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ผมตอบไปว่าใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีเบื้องหลังเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย. แต่ไม่เห็นเป็นข่าวรวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง คปค. ลงข่าว นสพ. วันเดียวเงียบหายไปเลย ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรฯ 13 วัน คุณหมออนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านและนำ นสพ. ที่เสนอข่าวชนรถถังประท้วงคปค. ของผม พบคำสัมภาษณ์ท่านรองโฆษก ใน นสพ. ตรงกันหลายฉบับด้วยถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นและยังปรามาสว่าผมแก่แล้ว คงทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็มีเวลาเอาสีมาพ่นข้อความรอบตัวรถยังคิดว่าอารมณ์ชั่ววูบ ไม่น่าให้ทำงานและกินเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชนเลย.

ความคิดผม เมื่อหายป่วยดีก็จะทำมาหากินขับรถ TAXI ไม่ก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษณ์ นสพ. ของท่านรองโฆษก คปค. ในเชิงปรามาสดังกล่าวก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพเพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่กับเหล่าวีรชนแห่งนี้ตลอดไป และขอยืนยันว่าปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง

สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก

ลาก่อน พบกันชาติหน้า

ปล. ขอแก้ข่าว ขวดยาที่พบในรถภายหลังเกิดเหตุคืออาหารเสริมแคปซูลใบแปะก๊วยไม่ใช่ยาแก้เครียดตามที่ลงข่าว นสพ. ผมไม่เครียดแต่ประท้วงจอมเผด็จการ

สวัสดีครับ

29 ตุลาคม 2549

(นายนวมทอง ไพรวัลย์)
...
คลิปเก่า

แม่บุญชู ภรรยาลุงนวมทอง ไพรวัลย์ รำลึก6ปีรัฐประหาร 15กย55
 
https://www.youtube.com/watch?v=_YcW9RiQ_p0
ooo

19 กันยา!!!

19 กันยายน, 2014 - 00:15 | โดย Time record
ประชาไท บล็อกกาซีน

กี่ร่องรอยเหยียบจมกลรถถัง

กี่ครั้งหนจนผุพังอยู่ซ้ำซาก

ถนนสายที่ถูกย่ำฉีกกระชาก

ทั้งขูดลาก ถนนสาย “ประชาธิปไตย”


ผิวถนนเกิดเป็นหลุมจนเป็นบ่อ

เลือดชนหนอก็เจิ่งนองเป็นขื่นใคร่

เถ้าธุลีที่ทับถมเป็นโคลนไคล

จากผู้ใดถ้ามิใช่เผด็จการ


อ้างความดีและจงรักเป็นเหตุผล

เพื่อยกพลเข้าข่มรัฐประหาร

ทั้งแข็งหนาเถื่อนถ่อยเป็นสันดาน

หน้าทนทานกว่าถนนที่ด้านดิน


เรารู้ดีความบัดสีที่ถนน

ก็เพื่อถมถนนชนให้หมดสิ้น

หวังจะสร้างถนนใหม่ในแผ่นดิน

เป็นถนนของถิ่นเผด็จการ


แต่จะฉีกถนนเรากี่ครั้งแผล

ร่างเราจะเป็นแร่เพื่อถมฐาน

ถนนสายประชาธิปไตยให้ทนทาน

เพื่อต่อต้านเผด็จการอยู่ร่ำไป


ถนนสายประชาธิปไตยจะทนทาน

เพื่อต่อต้านเผด็จการตลอดไป

"นิธิ" ชี้เผด็จการเท่านั้นที่กลัวคน


ที่มา บีบีซีไทย

การจัดกิจกรรมของกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ในหัวข้อ "ห้องเรียนประชาธิปไตย : บทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ" โดยมีวิทยากร ได้แก่ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ดร.เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ ดำเนินรายการโดย ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ต้องถูกยกเลิก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้ขอความร่วมมือให้ยุติ และนำตัวผู้บรรยายและนักศึกษาอีกสามคนเดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง ปทุมธานี

ก่อนหน้านี้ พันเอก พัลลภ เฟื่องฟู ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุม กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ให้งดการจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าอาจส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาของชาติ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยกและความเห็นต่างทางทัศนคติในทางการเมืองอีก

นายนิธิ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยขณะอยู่ในรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งนำตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรคลองหลวงว่า ในการเสวนาครั้งนี้ตนได้เป็นผู้กล่าวเริ่มต้นว่า การกระทำที่เป็นเผด็จการนั้นต้องมีเครื่องมือสองสิ่ง คือการทำให้คนกลัว กับการมีอุดมการณ์ซึ่งไม่ใช่การย้อนกลับไปหาอดีต แต่เพื่อการสร้างอนาคต หากขาดอุดมการณ์ดังกล่าวและมีเพียงความกลัว นั่นก็หมายความว่าฝ่ายเผด็จการเป็นผู้เกรงกลัว ไม่ใช่ฝ่ายผู้ถูกกระทำที่จะกลัว

"คุณจะกลัวทุกอย่าง เพราะอุดมการณ์ของคุณคือชาตินิยม เวลาพูดถึงชาติ คุณพูดถึงคน นั่นก็หมายความว่าคุณกลัวคน และตกใจกลัวไปหมด คนทำอะไรก็กลัวไปหมด" นายนิธิ กล่าว และว่า เหตุรัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นมีเพียงสองครั้งสุดท้าย ที่เป็นความพยายามจะยึดทั้งรัฐและยึดทั้งชาติ ซึ่งครั้งที่แล้วกระทำไม่สำเร็จ สำหรับครั้งนี้ชาติยังไม่ได้ถูกยึด เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยึดชาติ

ด้าน ดร.ประจักษ์ กล่าวว่า ตนพร้อมด้วย ศ.ดร.นิธิ ดร.จันจิรา และนักศึกษาอีกสามคน ถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง เพื่อปรับความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ในอนาคตว่าจะทำได้หรือไม่ได้

สำหรับงานนี้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเจ้าของงาน วิทยากรได้รับเชิญไปบรรยาย และนักศึกษาได้ทำโครงการขอจัดงานกับทางมหาวิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อย แต่เมื่อถึงเวลาจัดงาน ห้องที่ขอไว้กลับถูกปิดไม่ให้ใช้ เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยได้รับจดหมายขอให้งดจัดกิจกรรม ซึ่งเข้าใจได้ว่ามหาวิทยาลัยคงถูกบีบ

"ผมเห็นว่าการทำโร้ดแมปเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ถ้าไม่ได้เริ่มจากการให้สื่อ ให้ประชาชน และนักวิชาการ ได้มีเสรีภาพ ก็คงไปถึงจุดนั้นไม่ได้" ดร.ประจักษ์ กล่าว
ทั้งนี้ คาดว่าทุกคนจะได้รับการปล่อยตัวในวันนี้
(ภาพจากเพจคมความคิด นิธิ เอียวศรีวงศ์)


ooo



Academic Freedom at Thammasat?
ครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ยังมี ปรีดี/ป๋วย/สัญญา
มาบัดนี้ นรนิติ/สมคิด/นริศ จะว่าอย่างไร เอ่ย
Yes or No to Academic Freedom.....???


Academic Freedom: A Question that must be raised to the TU Council
ปัญหา เสรีภาพ ทางวิชาการ เป็นเรื่องที่จะต้องนำเข้า
สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มี กก เช่น
นรนิติ เศรษฐุบุตร
สมคิด เลิศไพฑูรย์
คณิต ณ นคร
ประเวศ วะสี
มานิจ สุขสมจิตร
มารุต บุนนาค
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ฯลฯ

รายนาม กรรมการ สภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Thammasat University Council, lah.....(นรนิติ สมคิด คณิต ประเวศ............)
http://cwweb.tu.ac.th/org/overview-resume/GroupCouncil.php?select=GC,

วันพฤหัสบดี, กันยายน 18, 2557

คลิป ฟังชัดๆ ใส่ "บิกินี" ในไทย ไม่รอด เฮ้ยแล้วพวกที่ใส่นี้ว่าไง?!? สุดท้ายยอมขอโทษ

https://www.youtube.com/watch?v=ouaiNm5l5rk&feature=youtu.be

ภาพจาก ruengdd.com
ภาพจาก bloggang.com
ภาพจาก sport.sanook.com
ภาพจาก แนวหน้า
ไม่ทราบแหล่งที่มา

ล่าสุด...

นายกฯตู่ ขอโทษและเสียใจในคำพูด เรื่องนักท่องเที่ยวใส่บีกีนี่ ยันอาจเข้าใจผิด เคลียร์อังกฤษแล้ว แต่ไม่ได้ตำหนิ แต่บอกไม่ปลอดภัยใส่บิกินี่เดิน

ที่มา วาสนา นาน่วม



อ.ปวินขอวิจารณ์ต่อ

ผมรู้ว่ามีดราม่าที่ธรรมศาสตร์ เผด็จการเก่งทุกเรื่อง แต่กลัวห้องเรียนประชาธิปไตย... เอาเถอะครับ ผมยังขอวิจารณ์เรื่องนักท่องเที่ยวต่อ.... แทนที่จะออกมาขอโทษผู้ตาย กลับแถไปว่ากดดัน.... ขอพูดตรงๆ ครับว่า "มึงตอแหล" เพราะนักข่าวรายงานว่า ตอนประยุทธ์พูดเรื่องบิกินี่ บรรยากาศสนุกสนาน ตลกโปกฮา แม้แต่นักข่าวสายทหารยังบอกว่า "ขำค่ะ"
กดดันห่าเหวไร?
ooo



มาเที่ยวชายทะเลไทย ห้ามใส่ บิกินี่ น่ะค๊ะ....ต้องชุดไทย เท่านั้น น่ะแจ๊ะๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ เอิ๊กกกกกกก มีผู้นำ วิศัยทันศ์ เป็นเลิศ ประเทศคงก้าวไกล ไปถึงดาวอังคาร แน่ๆๆ เบยยย ฮ่าๆๆๆๆๆ


ทหาร สั่งระงับห้องเรียนปชต. เชิญ "นิธิ-อาจารย์-นศ.ผู้จัดงาน" ไปสถานีตำรวจเพื่อทำความเข้าใจ สุดท้ายปล่อยตัว ไม่เซ็นMOU

Thu, 2014-09-18 18:14

ที่มา ประชาไท

ทหาร "ขอความร่วมมือ" ผ่านมหาวิทยาลัยให้นักศึกษางดจัดเสวนาการล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ นักศึกษาดื้อจัดต่อ ผู้ฟังนั่งพื้นเต็มโถงอาคาร เริ่มงานได้ครึ่งชั่วโมง ตำรวจบุกควบคุมตัวนักศึกษาผู้จัดไป สภ.คลองหลวง






18 ก.ย.2557 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อาคารบรรยายรวม1 มีการจัดเสวนาที่โถงชั้นลาง ‘ห้องเรียนประชาธิปไตยบทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ’ และระหว่างการเสวนาดำเนินไปราวครึ่งชั่วโมงก็ถูกยกเลิกกลางคัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยได้เข้าพูดคุยกับนักศึกษาผู้จัดงาน ระหว่างการปาฐกถาของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เพื่อขอให้ยุติการจัดงานครั้งนี้ แต่นักศึกษายังคงยืนยันที่จะจัดต่อไป ทำให้เจ้าหน้ที่ตำรวจพูดคุยกับนิธิโดยตรงเพื่อขอให้ยุติการเสวนาทั้งหมด

ก่อนหน้าที่จะยุติเวทีอย่างเป็นทางการ ประจักษ์ ได้แจ้งกับผู้ฟังจำนวนมากที่มุงดูเหตุการณ์ว่า

"ในวันนี้ห้องเรียนต้องปิดแต่เพียงเท่านี้ แต่ไม่ใช่เพราะผู้สอนไม่อยากสอน ตราบใดที่เราไม่สามารถทำให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่แห่งการใช้ปัญญาได้ ผมคิดว่าสังคมไทยไม่มีอนาคต" 
จากนั้นได้เชิญตัวนักศึกษากลุ่ม LLTD 3 คนไปยัง สภ.คลองหลวง ท่ามกลางเสียงโห่ของผู้ร่วมฟังเสวนา ส่วนอาจารย์ร่วมเสวนาทั้งหมดเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวไปพูดคุยยังชั้นบนอาคารบรรยายรวม 1 ราว 15 นาทีก่อนที่อาจารย์ทั้งหมดจะเดินทางต่อไปยัง สภ.คลองหลวงเพื่อดูแลนักศึกษาที่ถูกควบคุมตัวไปก่อนหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สภ.คลองหลวงพบทหารราว 20-30 นายอยู่ที่สถานีตำรวจแล้ว และนักศึกษากับอาจารย์ถูกกันให้แยกกันคนละห้องสอบสวน ขณะที่เพื่อนนักศึกษาและผู้สื่อข่าวหลายสำนักยังคงพากันรอติดตามความคืบหน้าอยู่ด้านนอก

ต่อมาเวลาประมาณ เวลาประมาณ 19.20 น. พ.อ.พัลลภ เฟื่องฟู ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 ผู้ออกคำสั่งขอความร่วมมือให้งดจัดกิจกรรมได้เดินทางมายัง สภ.คลองหลวง จากนั้นทหารได้แจ้งให้เพื่อนๆ ของผู้ถูกควบคุมตัวที่รออยู่ราว 10 คนรวมถึงสื่อมวลชนหลายสำนักที่รอทำข่าวให้ออกไปรอภายนอกสถานีตำรวจ
จากนั้นไม่นานผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีก็ได้เดินทางมายังสภ.คลองหลวงเช่นกัน

เวลาประมาณ 19.50 น. อานนท์ นำภา และภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รวมถึงปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจ แต่เจ้าหน้าที่ทหารไม่อนุญาตให้ทั้งสามเข้าไปยังห้องสอบสวน

เวลาประมาณ 20.10 น. นายอำเภอคลองหลวงได้ออกมาจากห้องสอบสวนและแจ้งกับผู้รอติดตามความคืบหน้าว่า อีกราว 10 นาที จะปล่อยตัวทุกคนกลับบ้านโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ และครั้งนี้เป็นเพียงการเรียกมาพูดคุยกันเท่านั้น แต่จนถึงเวลา 20.30 น.ก็ยังไม่มีการปล่อยตัวแต่อย่างใด



ทั้งนี้ ในช่วงก่อนเริ่มงาน ธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. หนึ่งในสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ได้โพสต์สเตตัสรูปจดหมายจากพ.อ.พัลลภ เฟื่องฟู ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 ขอความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยให้ประสานกับกลุ่มผู้จัดเพื่องดจัดงานดังกล่าว เนื่องจากเกรงจะเกิดความแตกแยกทางการเมือง กระทบต่อการแก้ปัญหาประเทศของ คสช.

งานเสวนาดังกล่าวจัดโดย กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) โดยก่อนหน้าเวลาจัดงานราว 1 ชั่วโมง ผู้สื่อข่าวพบตำรวจนอกเครื่องแบบและในเครื่องแบบราว 10 นายบริเวณที่จัดงาน เมื่อสอบถามจากเจ้าหน้าที่กองกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้ความว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามแจ้งไม่ให้มีการจัดงานในวันนี้ ส่วนผู้จัดงานยังคงยืนยันว่าจะจัดงานต่อ และได้เตรียมสถานที่ใหม่ที่ชั้นล่างของอาคารบรรยายรวม 1

งานดังกล่าวมีวิทยากรคือ นิธิ เอียวศรีวงศ์, เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์, จันจิรา สมบัติพูนศิริ, ภาณุ ตรัยเวช พิธีกรโดย ประจักษ์ ก้องกีรติ

เมื่อถึงกำหนดจัดงานในเวลา 16.45 น. นักศึกษาเริ่มมายังบริเวณจัดงานมากขึ้น และนิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เดินทางมาถึงที่จัดงานแล้วเช่นกัน

เวลาประมาณ 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดเสวนายังคงดำเนินต่อไป มีนักศึกษาและผู้สนใจเข้าร่วมจนเต็มพื้นที่โถงชั้นล่างและผู้ฟังจำนวนมากต้องนั่งกับพื้น ก่อนหน้าการกล่าวปาฐกถาของนิธิ เอียวศรีวงศ์ จะเริ่มต้นขึ้น ผู้จัดได้ชี้แจงกับผู้เข้าร่วมงานว่า ทาง คสช.ได้สั่งระงับการจัดกิจกรรม และทางมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้ใช้ห้องบรรยาย แต่ผู้จัดยังคงยืนยันที่จะจัดกิจกรรมต่อไปจึงต้องย้ายสถานที่อย่างกระทันหัน
ooo

ต่อมา มติชนออนไลน์ได้รายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยตัวแล้ว

ปล่อย "นิธิ-อาจารย์-นศ.ผู้จัดงาน" หลังจนท.ระงับห้องเรียนปชต. ต่อไปต้องส่งหัวข้อเสวนาให้ทหารอนุมัติ
ooo

https://www.youtube.com/watch?v=y7l8aDdeX-8&list=UUsdQI_azpQ4NkHqzXfN2nnw

Published on Sep 18, 2014
อ.ประจักษ์ ก้องกีรติให้สัมภาษณ์สื่อ จากกรณีที่กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธ­ิปไตย จัดกิจกรรม "ห้องเรียนประชาธิปไตยบที่ 2 : การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ" ทำให้อาจารย์ 4 คน และ นักศึกษาอีก 3 ต้องไป สภ.คลองหลวง
ooo


จาก เฟสบุ๊ค Thanapol Eawsakul
อ.แจ้งว่าไม่เซ็นMOU
ooo

จาก เฟสบุ๊ค Akkharaphong Khamkhun

มีเก็บตกตลกร้าย 5 ข้อ เมื่อผมไป สภ.คลองหลวง วันนี้

1. เมื่อไปถึงโรงพักแล้วออกตัวอ้างว่าผมเป็นอาจารย์มาจากธรรมศาสตร์ ทหารก็แจ้งนาย นายก็อนุญาตให้ผมขึ้นไปชั้นบนได้

2. เมื่อคุยกับสารวัตร เขาพบว่าผมเป็นลูกตำรวจ (เพราะผมบอกเขาว่าพ่อผมเป็นตำรวจ) เขาก็อำนวยความสะดวกให้ผมเป็นอย่างดีเยี่ยม


3. เมื่อยืนรออยู่ที่บันได ผมทำกระจกห้องน้ำแตกไป 5 บาน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว (ที่จริง Dr. Piyabutr Saengkanokkul เป็นคนดันผมจนก้นไปกระแทกกระจกจนแตก) กลายเป็นว่าผมอาจถูกตั้งข้อหาทำลายทรัพย์สินของทางราชการ แต่สารวัตรคนเดิมก็เดินมาแล้วทำเป็นว่าตัวเองก็เกิดอุบัติเหตุ ทำกระจกแตกเพิ่มอีก 4 บาน ทำให้ผมพ้นข้อหล่าวหา และลูกน้องก็ไม่สามารถครหาได้ว่าสารวัตรเลือกปฏิบัติ (การมีเส้นสายนี่มันดีจริงๆ)

4. การที่ผู้ถูกควบคุมตัวทั้ง 7 คน ในกรณีจัดงานเสวนาห้องเรียนประชาธิปไตย ต้องใช้เวลายืดยาวกว่าสี่ชั่วโมงนั้น ผมเพิ่งทราบว่า สาเหตุที่แท้จริงนั้นคือ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงเพิ่งเดินทางกลับจากการไปหาหมอฟัน....(ฟังแล้วฮามาก แสรด!!!!)

5. ตัวแทนเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่อยู่ในกระบวนการพูดคุยนั้น เป็นสิงห์แดง ลูกศิษย์ของหนึ่งในอาจารย์ที่ถูกคุมตัวในวันนี้

......... เอวัง....ก็มีด้วย 5 ประการะฉะนี้.......

วิเคราะห์การลงเสียงประชามติในสกอตแลนด์

โพสต์จากบทความส่วนตัวใน Facebook:  วิเคราะห์การลงเสียงประชามติในสกอตแลนด์



                                                   

อีกประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งข้างหน้า หรือ 7:00 นาฺฬิกา ตามเวลาท้องถิ่นของวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557 (เวลา 13:00 น ของประเทศไทย) สกอตแลนด์ (Scotland) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐในประเทศสหราชอาณาจักร (United Kingdom) จะทำการออกเสียงประชามติ ด้วยคำถามเดียวที่ว่า

“สกอตแลนด์ควรจะเป็นประเทศอิสระหรือไม่?” “Should Scotland be an Independent Country?”

คำถามนี้ มีคำตอบอยู่ว่า ควร (Yes) หรือ ไม่ควร (No)

--------------------------------------------------

ในขณะที่เขียนอยู่ตอนนี้ โพลล์จากหลายสำนักยังให้คะแนนอย่างสูสี (แบบไม่สามารถฟันธงลงไปได้ หรือ Too Close To Call) เพราะแนวโน้มของการลงคะแนนเสียงว่า Yes นั้น ได้กระเตื้องขึ้นมาสู้กับ No ได้ด้วยคะแนน 52-48 และเมื่อมี Margin of Errors อย่างน้อย + หรือ ลบ 4.0 นั้น ก็ไม่มีใครคาดได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น


สกอตแลนด์มีประชากรผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด 4 ล้านคน และคนที่สามารถออกลงคะแนนเสียง จะต้องอาศัยอยู่ในสกอตแลนด์ ไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้า หรือ ลงคะแนนจากต่างประเทศแต่อย่างใด ถ้าผู้มีสิทธิฺ์ออกเสียงไม่ได้อยู่ที่นั่น ก็ถือว่าสละสิทธิ์ไป


เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมาฝ่าย No Vote นั้น มีคะแนนนำหน้า Yes Vote อยู่ถึง 10 จุดหรือมากกว่านั้น แต่เมื่อการรณรงค์ของฝ่าย Yes Vote ระดมกันเข้ามาเป็นอย่างหนักทำให้จำนวนผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ หรือ Undecided Voters นั้น เริ่มลดน้อยถอยลงไป และมิหนำซ้ำ การส่งข้อมูลทาง Social Network ยังทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนเรื่อง No Vote นั้น กลับเปลี่ยนใจมาช่วยฝ่ายของ Yes Vote เสียอีกด้วย


การลงคะแนนเกี่ยวกับประชามติครั้งนี้ จะเปิดคูหาในเวลา 7 โมงเช้า (เวลาท้องถิ่น) และ ปิดลงในเวลา 4 ทุ่มตรง การนับคะแนนเสียงจะเกิดขึ้นทันทีในวันพฤหัสบดีตลอดทั้งคืน และควรจะได้รับคำตอบจากประชาชนในเช้าวันศุกร์ หรือราวๆ บ่ายๆ ตามเวลาของประเทศไทย


--------------------------------------------------

ถ้าถามว่า ทำไมมันถึงมีความต้องการที่จะแยกประเทศกัน? คำตอบที่เห็นง่ายที่สุดก็คือ เมื่อสมัยนายกรัฐมนตรี มากาเรท แท้ชเชอร์ บริหารราชการอยู่นั้น ได้นำเอาระบบภาษีรูปใหม่เข้ามาปฎิบัติใช้ในสกอตแลนด์เมื่อปี พ.ศ. 2532 นั่นก็คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ก่อให้เกิดความคิดที่จะแยกตัวออกไป



หลังจากนั้น พรรคการเมืองชื่อว่า Scottish National Party หรือ SNP ก็เริ่มมีบทบาทหลังจากเรื่องภาษีนี้ เพราะพรรคการเมืองเป็นพรรคระบบสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democratic System) และหลายๆ ประเทศในยุโรปก็อยากให้มีความเป็นอิสระจากการปกครองของประเทศอังกฤษ หลังจากปี 2542 เป็นต้นมา พรรค SNP นี้ก็เริ่มได้รับการสนับสนุนทางการเมืองภายในสกอตแลนด์ รวมไปถึงกลุ่มที่ไม่ชอบหน้านายกรัฐมนตรี โทนี่ แบลย์ด้วย เมื่อปี พ.ศ. 2553 พรรค SNP กลายเป็นพรรคที่ได้รับเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาสกอตแลนด์ ก็ได้รับชัยชนะในการถกเถียงปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการแยกตัวออกเป็นอิสระจากรัฐบาลของนายเดวิด แคเมอรอน



--------------------------------------------------

สิ่งที่น่าจะนำไปคิดก็คือว่า ถ้าสกอตแลนด์เป็นประเทศอิสระแล้ว มันจะเป็นอย่างไรบ้าง?


เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ฝ่าย Yes Vote มีความหวาดหวั่นเกี่ยวกับเรื่อง หนี้สินต่างๆ ที่ก่อไว้ในสมัยที่ยังรวมตัวกับสหราชอาณาจักรอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ต้องการแยกตัวออกไปนั้น มีความมั่นใจอย่างแข็งขันว่า สามารถแยกตัวออกไปจากความครอบงำของฝ่ายสหราชอาณาจักรได้ และ เศรษฐกิจจะมีรูปแบบใกล้เคียงกันกับ ประชาธิปไตยสังคมนิยมของประเทศต่างๆ ในเขตแสกนดิเนเวีย


และตามประวัติศาสตร์แล้ว ทางฝ่ายสกอตแลนด์ก็ยังมีความใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์กับกลุ่มแสกนดิเนเวียมากเสียด้วย และถึงแม้ว่าจะแยกตัวออกไปแล้วก็ตาม ตนเองก็ยังมีทรัพยากรธรรมชาติ เช่นน้ำมัน รวมไปถึงยังเป็นสมาชิกของสนธิสัญญานาโต้ (NATO) รวมไปถึงระบบรักษาสุขภาพกับประชาชนอันยอดเยี่ยม และการสังคมสงเคราะห์และการศึกษาฟรีในระดับอุดมศึกษาด้วย


ส่วนการค้าการพาณิชย์นั้น กลุ่มที่จะกลายเป็น Swing Votes หรือทำให้เกิดตัวแปรผันในการลงคะแนนเสียง ก็คือกลุ่ม ผู้อพยพเข้าไปอยู่และมีถิ่นฐานถาวรคือ Immigrants นั่นเอง พวกนี้จะกลายเป็นตัวแปรในเรื่องการออกเสียงสำหรับฝ่าย Yes Vote เพราะนำเอาประสบการณ์ของรุ่นพ่อหรือรุ่นของตนเองที่เคยมีอยู่ กับการเป็นประเทศอาณานิคมอย่างเช่นอังกฤษ หรือฝรั่งเศสเข้ามาขบคิดด้วย ดังนั้น ตัวแปรจริงๆ คือกลุ่ม Immigrants นี่เอง ที่จะสร้างผลว่า จะกลายเป็น Yes หรือ No (ตามข้อมูลกล่าวว่า ฝ่าย Immigrants มีจำนวนอยู่ประมาณ 4.5-6 เปอร์เซ็นต์ ที่มีสิทธิ์์ออกเสียงในการทำประชามติได้)


--------------------------------------------------

สำหรับเรื่องการเงินแล้ว การประชาสงเคราะห์โดยสกอตแลนด์ประเทศเดียว จะมีราคาแพงมากๆ และไม่สามารถที่จะจ่ายเงินเหล่านี้ได้ นอกเสียจากต้องพึ่งพากับประเทศสหราชอาณาจักร และอาจจะต้องตัดงบประมาณหลายอย่างเช่น สวัสดิการ, เงินบำนาน และระบบสาธารณสุขในปีแรกๆ เพื่อที่ประเทศของตนเองจะสามารถรอดอยู่ได้


และทางกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักรเองก็บอกว่า ประชาชนชาวสก็อตเองจะมีเงินเพิ่มประมาณ 1,400 Pounds ต่อปี (เกือบ 7 หมื่นบาท) ต่อคน ถ้าประชากรของสกอตยังอยู่ในประเทศสหราชอาณาจักร


แต่กลุ่มที่เป็นฝ่าย Yes Vote นั้นกล่าวว่า ตัวเลขที่ออกมาไม่จริงแต่อย่างใด และสกอตแลนด์เอง ก็ยังมีฐานะการเงินที่ยอดเดยี่ยม GDP ของสกอตแลนด์ตกอยู่ที่ $38,069 ต่อปี ซึ่งสูงกว่า ประเทศฝรั่งเศส, อิตาลี, ญี่ปุ่น และที่สำคัญที่สุดคือ มากกว่าทุกๆ ประเทศในสหราชอาณาจักรด้วย


และเมื่อกล่าวถึงระบบการศึกษาและการประชาสังคมที่ยอดเยี่ยมแล้ว ข้อมูลได้แสดงว่า ฝ่ายสกอตแลนด์เอง เป็นฝ่ายส่งภาษีอากรเข้าไปให้กับรัฐบาลของสหราชอาณาจักร มากกว่าแคว้นอื่นๆ ทั้งหมดอีกด้วย



แต่กลุ่มนักธุรกิจที่มีผลประโยชน์ทั่วทั้งประเทศสหราชอาณาจักร ทำการข่มขู่ว่า จะถอนตัวออกไปจากสกอตแลนด์ ถ้าเกิดกลายเป็นประเทศอิสระไป แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีปัจจัยสำคัญที่จะต้องคิดกันดีๆ นั่นก็คือ น้ำมันดิบจากทะเลเหนือนั่นเอง เพราะสกอดแลนด์สามารถค้าขายน้ำมันได้อย่างเป็นอิสระ ทางประเทศนอร์เวย์ก็สร้างตัวอย่างไว้แล้วว่า สามารถตั้งกองทุนสำรองเพื่ออธิปไตยของประเทศ (Sovereign Wealth Fund) และนำเอาผลกำไรที่มีนั้น ไปลงทุนในเรื่องทรัพยกรธรรมชาติอย่างอื่นแทนได้ แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านั้น อาจจะสูงเกินความเป็นจริงก็ได้


--------------------------------------------------

สกอตแลนด์จะใช้เงินสกุล Pound Sterling อยู่หรือไม่?


คำตอบที่ได้รับคือ จะใช้ เงินสกุล Pound อยู่ แต่รัฐบาลของประเทศอังกฤษเอง กลับบอกว่า ไม่ และจะไม่ยอมให้สกอตแลนด์ใช้เงิน Pound อย่างเด็ดขาด



แต่อย่างไรก็ตาม ทางลอนดอน ก็ไม่สามารถที่จะยับยั้งไม่ให้ สกอตแลนด์ใช้เงิน Pound ในประเทศอิสระได้ เหมือนกับที่ประเทศเอควาดอร์ใช้ U.S. Dollar



สกอตแลนด์ก็สามารถสร้างเงินสกุลของตนเองได้ แต่ยังไม่มีการรณรงค์ในเรื่องนี้แต่อย่างใด ถ้าเกิดไปรวมกลุ่มกับทางสหภาพยุโรปแล้ว ก็คงจะต้องถูกบังคับให้ใช้เงินสกุล Euro แทน และทางสกอตแลนด์เองก็คงไม่อยากจะให้เกิดแบบนั้นขึ้นมา

-------------------------------------------------- 



อะไรจะเกิดขึ้นถ้า สกอตแลนด์กลายเป็นประเทศเอกราชไป?


ประเทศสหราชอาณาจักรก็จะสูญเสียประชากรไปเป็นจำนวน 8 เปอร์เซ็นต์ และจะสูญเสียรายได้ส่วนใหญ่จากการค้าในเขตทะเลเหนือ รวมไปถึงกองกำลังทางทหารอีกด้วย

ส่วนชื่อของประเทศเองนั้น หลังจากที่มีการรวมตัวกันมานานถึง 300 ปี ฝ่ายสกอตแลนด์เองก็มีความภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษหรือ Britain เอง รวมทั้งธงชาติอีกด้วย (ธงของอังกฤษจะเป็นเหมือนกาชาด ของ St. George) ในขณะที่ธงของสกอตแลนด์เป็นเส้นไขว้สีน้ำเงินตัดกันของ St. Andrew และถ้าสกอตแลนด์ออกไปแล้ว ธงส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรเองก็ควรจะนำออกไปด้วย


แต่สิ่งที่สำคัญคือ ความเป็นมหาอำนาจของประเทสสหราชอาณาจักรก็เริ่มลดลงไปทีละน้อย และส่วนเรื่องจำนวนประชากรของสกอตแลนด์เอง ก็เป็นเรื่องเล็กๆ แต่การโหวดเพื่ออิสรภาพนั้นจะมีผลกระทบออกมาอีกหลายรูปแบบทีเดียว


พรรคการเมือง SNP นั้น ต้องการให้สกอตแลนด์เป็นประเทศที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ และอาวุธเหล่านี้ยังถูกเก็บอยู่ในดินแดนของตนรวมถึงในน่านน้ำอีกด้วย เรื่องนี้ นำความปวดเศียรเวียนเกล้ามาสู่รัฐบาลอังกฤษ เพราะเรือดำน้ำนิวเคลียร์ติดอาวุธเกือบทั้งหมด อยู่ในฐานทัพของสกอตแลนด์ เมื่อทางพรรคการเมืองต้องการให้ประเทศกลายเป็น Nuclear Free แล้ว ก็อาจจะกลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องทำสัญญากับประเทศในองค์กรนาโต้ด้วย


แต่ถ้าความต้องการแยกประเทศได้รับชัยชนะขึ้นมา ก็อาจจะก่อให้เกิดความเคลื่อนไหว อย่างควบคุมได้ยากในประเทศต่างๆ ของทวีปยุโรป ที่ต้องการจะแยกตัวออกไปบ้าง ในเวลานี้ ก็มีการรณรงค์ในเขตคาทาโลเนียซึ่งอยู่ทางเหนือของประเทศสเปน เพื่อการแยกตัวออกไปบ้าง และกำลังมีการดำเนินการนำเอาระบบประชามติเข้ามาทำแบบเดียวกัน ที่บาเซลโลน่า ก็มีการประท้วงในการแยกตัวออกไป และกล่าวว่า มีผู้สนับสนุนอยู่ถึง 1.8 ล้านคน


การแยกตัวออกไปนั้น ก่อให้เกิดรัฐอิสระต่างๆ ขึ้นมา และเปิดประตูให้กับผู้อพยพเข้าเมืองใหม่ และถ้ากล่าวถึงเรื่องชาตินิยมเผ่าพันธุ์ที่เปลี่ยนรูปแบบแผนที่ของยุโรปเองในเวลาศตวรรษที่ผ่านมา


--------------------------------------------------

สำหรับประเทศไทยเอง ก็คงจะเห็นแบบเผินๆ จากกลุ่ม Royalists ประเภทที่ว่า ถ้าฝ่าย Yes Vote เกิดชนะขึ้นมา ก็อาจจะบอกว่า ไม่สามารถนำเข้ามาใช้กับประเทศไทยได้ เพราะสถานการณ์เป็นคนละอย่างกัน แต่ถ้าฝ่าย No Vote เกิดชนะขึ้นมา ก็จะบอกว่า นี่ไง ยังมีประชากรในสหราชอาณาจักรเป็นจำนวนมากที่ยังรักและเคารพ Monarchy Institution อยู่นะ ฯลฯ ซึ่งก็อาจจะเห็นการโพสต์แบบนี้ กลายเป็นเรื่องน่าทึ่งจริงๆ (ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ในโลก Social Media ของไทยเสมอ)


ในเวลานี้ ฝ่าย No Vote กำลังได้เปรียบอยู่นิดหน่อย ซึ่งมีแนวโน้มว่า สกอตแลนด์จะอยู่คู่กับสหราชอาณาจักรต่อไป (จากโพลล์ 52 ต่อ 48)


แต่ก็ต้องรอการนับคะแนนอย่างเป็นทางการก่อน แล้วพรุ่งนี้ เราก็คงเห็นผลแล้วค่ะ ว่า สกอตแลนด์จะกลายเป็นประเทศอิสระหรือไม่ ติดตามอ่านข่าวประกอบก็แล้วกัน.....

ชาวเน็ตเชื่อ "วินชัย วอน" เลิกตัดต่อภาพประยุทธ์



บทความ Duncan McCargo : Unhappy Ending หรือ จบแบบไม่สุข


ที่มา บีบีซีไทย

สาระสำคัญของ Unhappy Ending เป็นบทความที่มองว่าไทยกำลังจะเดินไปทางไหนภายใต้รัฐบาลคสช.และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จุดที่น่าสนใจคือพิจารณาทางเลือกของคสช.ว่ามีอะไรบ้าง บทความบอกว่า การคืนความสุขของคสช.นั้นเป็นที่รู้กันว่าคนที่ชอบคือคนที่สนับสนุนซึ่งมีอยู่เป็นส่วนน้อยกว่าคนที่ต่อต้าน ดังนั้นถ้าจะมองทางออก สิ่งที่ดีที่สุดก็คือคสช.ยอมรับว่านี่คือความเป็นจริงและเปิดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อตอบโจทย์ให้คนส่วนใหญ่ เช่นด้วยการปฏิรูปให้พอประมาณแล้วจัดเลือกตั้งในครึ่งหลังของปีหน้า ปัญหาของพวกเขาคือพรรคของค่ายทักษิณอาจจะกลับคืนสู่อำนาจ

ดังนั้นหนทางที่เชื่อว่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือการผสมผสานทางเลือกระหว่างการจัดเลือกตั้งให้ช้า จัดวางระบบในรัฐธรรมนูญแบบที่ทำให้นักการเมืองจำนวนหนึ่งไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีก หรืออาจจะร่วมกับการให้มีพรรคการเมืองที่ทหารสนับสนุน หรืออาจจะรวมเอาการมีระบบการเลือกตั้งแบบที่ไม่ใช่ระบบหนึ่งเสียงหนึ่งโหวต เช่นอาจลอกเลียนแบบบางส่วนมาจากระบบของฮ่องกงที่ให้มีกลุ่มหรือองค์กรเข้าไปมีสิทธิเลือกคนได้

บทความประเมินต่อว่า สถานการณ์ล่าสุดตอนนี้ แม้แต่กลุ่มที่ต่อต้านทักษิณอย่างพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยที่เคยนำคนเสื้อเหลืองต่อต้านรัฐบาลทักษิณก็เริ่มแหนงหน่ายคสช. และถ้าคสช.จะจัดการคนที่ไม่เห็นด้วยทางการเมืองในกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยร่วมสนับสนุนการต่อต้านจนถือได้ว่ามีส่วนช่วยในการปูทางให้เกิดการรัฐประหารได้ รวมทั้งการสนับสนุนการชุมชุนบนถนนหลายเดือนก่อนหน้านี้ คสช.ก็อาจจะเจอแรงกดดันถึงขั้นทำให้ต้องจัดเลือกตั้งเร็วขึ้นแทนก็เป็นได้

บทความบอกว่า หัวใจของคสช.คือการปรองดองคืนความสุขแบบไม่ให้มีความเห็นต่าง เพราะความเห็นต่างแสดงความแตกแยกในสังคมไทย มีการยกเลิกการจัดงานสัมมนาที่คนจะแสดงออกอย่างแตกต่าง บทความชี้ว่า ที่ผ่านมาการแบ่งแยกขั้วสีและความขัดแย้งทางการเมืองทำให้เกิดวัฒนธรรมการตอบโต้กันอย่างรุนแรง และชี้ว่าความขัดแย้งนี้ต้องการการบริหารจัดการเพื่อจะลดระดับและขีดวงจำกัดให้น้อยลง แต่จะทำอย่างนั้นได้ต้องให้ฝ่ายต่างๆในความขัดแย้งมีส่วนร่วมอย่างคึกคักและด้วยความสมัครใจไม่ใช่เอาปืนไปจี้

บทความบอกว่า ถ้าคสช.คืนความสุขทำให้คนสองขั้วคืนดีกันได้จริงก็น่าจะทำให้ประเทศมีเอกภาพพอจะกลับคืนสู่สภาพปกติและเดินหน้ากันต่อไปได้ แต่สำหรับตอนนี้ ยิ่งคสช.และพล.อ.ประยุทธ์ทำอะไรแปลกๆมากเท่าไหร่ก็อาจจะยิ่งดีเท่านั้น เพราะจะทำให้คนไทยมีความสุขกันเร็วขึ้นแม้ว่าอาจจะไม่ใช่สุขโดยนัยตามเพลงที่พล.อ.ประยุทธ์แต่งเอาไว้ก็ตาม
ooo


ARGUMENT


The future is not bright for the leader of Thailand's coup.


"That song is really catchy," a friend who sympathizes with the recent coup told me over dinner in Bangkok. "Every time I hear that song I want to throw up," exclaimed a politician who supports Thaksin Shinawatra, the controversial former premier (in power from 2001 to 2006) about whom Thailand remains deeply polarized. Both comments were unsolicited. Neither had to explain which song they meant: Thai coup leader Gen. Prayuth Chan-ocha's "Return Happiness to Thailand" is in everybody's head, whether they like it or not.

On May 22, members of the Thai military seized power from the embattled government of Yingluck Shinawatra, Thaksin's sister. The ruling junta, which calls itself the National Council for Peace and Order (NCPO), took two months to come up with an interim constitution and three months to name a prime minister -- none other than Prayuth himself. Thailand's "haves" -- including Bangkokians, who make up roughly 13 percent of Thailand's nearly 70 million people, the middle class, and the elite -- mostly support the coup. But many of Thailand's "have-nots" deeply resent it, especially the upwardly mobile urbanized villagers from the populous north and northeast, who form the bedrock of electoral support for pro-Thaksin parties.

The coup has been largely a Prayuth affair: Besides the song he wrote in early June, in which he exhorts his fellow citizens to "have faith" in the military, the general has his own Friday night television show, on which he lectures his fellow Thais on topics ranging from education to how to raise their kids. (The show, broadcast on every Thai TV station, is called "Returning Happiness to the People.") His fellow senior officers, including Supreme Commander Thanasak Patimaprakorn, who is nominally Prayuth's superior, find themselves at the beck and call of the army chief. His office even vets their schedules before they can confirm appointments, two people familiar with the matter told me.

According to a former Thaksin minister, "the boss," as he called him, had told everyone to lie low and to wait for the military to begin alienating people. That may have already begun.

Despite the soft lyrics of his song, Prayuth is not setting out to win friends. After an initial flurry of overt resistance in the first couple of weeks from anti-coup groups -- mainly "red shirts" loyal to Thaksin, who now lives in self-imposed exile in Dubai -- the opposition has largely gone underground, as a result of the junta's harsh crackdown on dissent.

There were reports of people in Bangkok being arrested for sitting around reading silently in groups of four -- since gatherings of five or more were not permitted. A foreigner was detained for wearing a T-shirt supporting peace. Students were arrested for eating sandwiches in public, which, like the Hunger Games's three-fingered salute, had become an unlikely symbol of resistance. Human rights lawyers have claimed that at least 14 of the hundreds detained have been tortured.

The military has summoned all sorts of people, ranging from opposition politicians to critical academics, to army bases for chats with military officers about "how to promote national happiness." Until late June, it even summoned people through live TV announcements.

Meanwhile, the junta has begun the process of forming a government. Prayuth's Cabinet list, announced on Aug. 31, may prove to be a turning point in the junta's credibility: It comprises military men, ex-bureaucrats, and a few economic technocrats, most of whom are highly conservative and embedded in the existing system. Prayuth awarded key posts -- including defense, foreign affairs, interior, justice, and education -- to NCPO members. Instead of appointing a credible civilian as foreign minister, the junta opted for Gen. Thanasak, who as an NCPO representative will probably be received only grudgingly in many major capitals. At a time when Thailand badly needs to improve relations with the international community, this is especially disappointing.

The new Cabinet will operate in conjunction with a similarly lackluster National Legislative Assembly, a puppet parliament that has so far proved to be a collection of complete yes-men, and a soon-to-be established National Reform Council, charged with working alongside a Constitution Drafting Commission to transform Thailand's fractious politics. Given their mediocre membership and military oversight, it is hard to see how these bodies will be able to generate creative solutions to the country's complex problems.

Despite the calls for national happiness, many Thais are beset by national anxieties. They fear losing competitive advantage to more stable and dynamic Southeast Asian neighbors. But above all, they fear an uncertain future once 86-year-old King Bhumibol Adulyadej passes from the scene, since there is no popular consensus about who should succeed the world's longest-reigning monarch.

Where does Thailand go from here? Ideally, Prayuth will realize that only a speedy return to electoral politics will satisfy popular demand, and call elections for the second half of 2015 following a relatively minimalist reform process. But under this scenario, a pro-Thaksin party -- armed with Thailand's most effective campaign machinery -- will probably return to power.

More likely scenarios include some combination of the following: an extended delay in holding elections; constitutional reforms that permanently ban many former politicians from holding office; or a new military-backed political party. There may even be a new election system altogether -- one that moves away from the principle of one person, one vote. It would perhaps include some form of Hong Kong-style functional constituencies, where occupationally related bodies select representatives, or a gerrymandered proportional representation system.

Even some anti-Thaksin groups -- including the People's Alliance for Democracy (PAD), which, under media magnate Sondhi Limthongkul, spearheaded the 2006 and 2008 "yellow shirt" protests against the Thaksin government -- have become disenchanted with the NCPO and are reaching out to the pro-Thaksin side. If the NCPO tries to decapitate Thailand's political class -- including the Democrat Party, which helped create the conditions for the May 2014 coup by boycotting the February election and backing several months of street protests -- the junta could face growing pressure to hold elections sooner rather than later.

A theme of NCPO pronouncements has been an intolerance of dissent -- because disagreements are bad for Thai society. The military has been requesting the cancellation of public meetings on controversial topics; it called for the disbanding of a seminar on the interim constitution held at Bangkok's Thammasat University on Aug. 8 "to prevent the resurgence of differences in political attitude."

Since late 2005, Thailand has suffered from a debilitating degree of political polarization, an intolerable number of street protests, and an obnoxious culture of reciprocal aggression and defamation across the pro-Thaksin/anti-Thaksin divide, which has intermittently spilled over into violence. Such an intense level of conflict needs to be managed, contained, and reduced. But any such reduction needs the active participation of warring factions; it cannot be achieved at gunpoint, or by endless didacticism and moralistic hectoring.

Here, ironically, lies the best prospect for national happiness. If the military succeeds in driving Thailand's once-warring civilian factions together, that could achieve sufficient unity for the country to revert to business as usual. For now, the more bumbling and inept Prayuth and his new Cabinet appear to be, the better. Thailand's happiness may then return before too long, though not perhaps according to the coup leader's song.

Christophe Archambault/AFP

คำพูดสุดท้ายก่อนสิ้นใจของ วิลเลียม วอลเลซ "Freedom" ซึ่งอยู่ในใจของชาวสก็อตมาถึง 700ปี...จะเป็นจริงหรือไม่...18 กันยานี้รู้


ที่มา FB Von Richthofen
September 15 at 10:05am

คำพูดสุดท้ายก่อนสิ้นใจของ วิลเลียม วอลเลซ คือ "Freedom" อิสระภาพของชาวสก็อตแลนด์ คำของวอเลซนี้อยู่ในใจของชาวสก็อตมาถึง 700ปี อีกสี่วันก็จะถึงเวลาที่คนสก็อตออกมาแสดงประชามติอีกครั้งว่าจะปลดตัวเองออกจากอังกฤษหรือยังอยู่กับอังกฤษ ไม่ต่างกับศึกครั้งสุดท้ายที่วอเลซนำชาวสก็อตออกสู้เพื่ออิสระภาพ

เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ นั้นมีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1270 – 1305 ถ้าจะเทียบกันแล้วเป็นเวลาพร้อมกับที่กรุงสุโขทัยสถาปนาขึ้นมาเลยทีเดียว เรื่องของวอเลซนั้นส่วนมากคนจะเล่าขานตามที่อยู่ในกวีนิพนธ์เรื่อง The Acts and Deeds of Sir William Wallace, Knight of Elderslie" โดย แฮรี่นักเล่าเรื่องเร่ร่อนที่ตาบอดในในคริสต์ศตวรรษที่ 15 หรือเมื่อห้าร้อยปีก่อน ในตำนานนั้นได้บอกว่าวอลเลซเป็นลูกของ เซอร์มัลคอม วอลเลซ แห่งเอลเดอร์ลี ได้ออกท่องโลกจากเกาะอังกฤษไปยังยุโรปได้เรียนรู้ละตินและศิลปะวิทยาการจาก อิตาลี ฝรั่งเศษ แล้วจึงกลับมาบ้านเกิดที่สก็อตแลนด์ ในเวลานั้นกษัตริย์อังกฤษปกครองโดย พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ซึ่งส่งขุนนางมาปกครองสก็อตแลนด์อย่างโหดเหี้ยม มีการบังคับให้ผู้หญิงของสก็อตต้องนอนกับขุนนางเป็นคนแรกในวันแต่งงาน เพื่อให้ลูกคนแรกมีเลือดของคนอังกฤษ ซึ่งกลับเลวร้ายลงไปทุกทีจนกลายเป็นว่าคืนนรกนั้นเจ้าสาวต้องโดยข่มขืนโดยขุนนางและทหารทั้งคืน จนวอลเลซต้องแอบแต่งงานในป่าเพื่อให้รอดพ้นจากคนที่ตัวเองรักต้องโดนข่มขืน

แล้ววันหนึ่งที่วอลเลซต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ คือวันที่ภริยาของตัวเองต้องโดนฆ่าตายโดยขุนนางอังกฤษ บิดาและพี่ชายก็ตายไปด้วยจากมือของอังกฤษ โดยวอลเลซได้ฆ่าทหารอังกฤษและขุนนางทั้งหมด ต่อมาวอลเลซได้เข้าร่วมรบกับเซอร์วิลเลียม ดักกลาส แห่งฮาร์ดี สามารถปลดปล่อยเมืองแอเบอร์ดีน เพิร์ท กลาสโกว์ สกอน และดันดี เป็นอิสระจากอังกฤษได้ และได้ยึดเอาป่าเซลเคิร์ก เป็นที่มั่น ผู้คนชาวสก็อตต่างก็เข้าร่วมกับ วอลเลซ จนกลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ หลังจากนั้น วอลเลซ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น เซอร์ จากกษัตริย์สก็อตแลนด์

กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดแห่งอังกฤษได้ตามล่าตัววอลเลซจนตีทัพของวอลเลซแตกที่ฟอลเคิร์ก จนต้องหนีไปฝรั่งเศสแต่ก็ถูกจับได้เมื่อกลับมาสก็อตแลนด์อีกครั้ง และถูกส่งตัวไปลอนดอนในข้อหากบฏ วอลเลซได้กล่าวว่า "ข้าพเจ้ามิได้เป็นกบฏต่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด เพราะข้าพเจ้าไม่ได้เป็นข้าแผ่นดินของพระองค์ พระเจ้าจอห์น บาลลิออล คือกษัตริย์ของข้าพเจ้า" ในวันที่ 23เมษายนปี 1305 วิลเลียม วอลเลซ ก็โดนประหารชีวิตด้วยการทรมาณแขวนคอแต่ไม่ให้ตายหลายครั้งแล้วจึงฆ่าให้ตายโดยผ่าท้องเฉีอนร่างกายทั้งเป็นออกเป็นชิ้นๆ เสียบประจาน

ดาบของวอลเลซโดน พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ยึดเอาไว้ที่ลอนดอนและอยู่อย่างนั้นมาถึงเจ็ดร้อยปีเพิ่งคืนกลับให้สก็อตแลนด์ได้ไม่นาน

ก่อนขาดใจตาย เซอร์วิลเลียม วอลเลซ ได้ตะโกนออกมาว่า "Freedom" ขอให้อิสระภาพจงเป็นของชาวสก็อตแลนด์ ในอีกสี่วันข้างหน้าเราจะได้เห็นกันว่าลูกหลานของ เซอร์วิลเลียม วอลเลซ จะออกมาสู้กับอังกฤษเพื่อสก็อตแลนด์เหมือนกับที่วอลเลซเคยนำชาวสก็อตแลนด์ออกมาสู้เพื่อแลกชีวิตกับอิสระภาพเหมือนเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนหรือไม่

เครดิตภาพ โปสเตอร์ภาพยนต์เรื่อง Braveheart, อนุสาวรีย์ของเซอร์วิลเลียม วอลเลช ที่หน้าปราสาทเอดินเบอระ สก็อตแลนด์, ดาบของวอลเลซที่พิพธภัณฑ์สถานแห่งชาติวอลเลซ สก็อตแลนด์
...

September 14 at 10:48am
18 กันยานี้ สก็อตแลนด์จะแยกตัวจากอังกฤษภาคที่ 1


วันนี้ผมจะเล่าเรื่องสก็อตแลนด์แยกตัวออกจากอังกฤษให้ฟัง เรื่องนี้ผมเล่าสามวันก็ไม่จบเพราะจะให้เห็นภาพต้องพูดถึงความเป็นมาย้อนหลังไปหลายร้อยปีตั้งแต่สมัยยุคกลางได้เลย จะบอกว่าเรื่องนี้มันฟ้าลิขิตขีดเขี่ยก็ว่าได้ คนสก็อตนั้นมีวิถีของตัวเองไม่เหมือนคนอังกฤษ จะบอกว่านิสัยส่วนตัวน่ารักกว่าคนอังกฤษทุกคนก็ไม่ผิด เพื่อนๆที่เป็นสก็อตของผมทุกคนถ้าไม่น่ารักตั้งแต่วันแรกที่จับมือกันก็กวนตีนไปเลย แต่พอรู้จักรสตีนคนไทยถวายเข้าครึ่งปากครึ่งจมูกกันจนฉ่ำใจแล้วก็จะเป็นเพื่อนกันกอดคอกินเหล้ากันได้ตลอดชีวิต เพราะนิสัยคนสก็อตนั้นซื่อๆ รักก็รักเลย เกลียดก็ชกเลย เป็นแบบนี้เอง น่ารักกว่าหลายๆเชื้อชาติ

คนสก็อตกับคนอังกฤษนั้นลึกๆแล้วไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันสักเท่าไร เมื่อครั้งที่ฟุตบอลอังกฤษกับสก็อตแลนด์แข่งกันรอบชิง โค๊ทของสก็อตแลนด์สั่งฉายหนังเรื่อง Braveheart ให้ดูก่อนลงสนาม ปรากฎว่าครั้งนั้นอังกฤษเละกลับไปเกือบทุกคน เพราะทุกคนสวมวิญญาน วิลเลี่ยม วอลเลซ นักรบของสก็อตแลนด์ที่ต่อต้านอังกฤษเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนลงแข่งถล่มอังกฤษเสียคลานไม่เว้นแม้แต่ผู้รักษาประตู แม้ว่าราชวงศ์สจ๊วตของสก็อตแลนด์จะเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์อังกฤษในปัจจุบัน แต่คนสก็อตเองก็ไม่ได้มองว่าเป็นราชวงค์ของตัวเองสักเท่าไร ยังคงเป็นศึกสายเลือดตั้งแต่ครั้งที่ ควีนอลิซาเบธที่ 1 สั่งประหาร ควีนแมรีแห่งสกอตแลนด์ เมื่อครั้งที่สถาปนานิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ แล้วงัดข้อกับคาทอลิกที่สก็อตแลนด์ยังสนับสนุนควีนแมรีอยู่ แม้ว่าภายหลังที่ คิงเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ จะขึ้นนั่งบัลลังค์ของอังกฤษเป็น คิงเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษก็ตาม นโยบายพระราชาองค์เดียวแต่สองการบริหารก็ยังคงอยู่จนกระทั่งในอีกร้อยปีต่อมาถึงมีการรวมการบริหารเป็นหนึ่งประเทศเพราะสภาพเศษฐกิจมันย่ำแย่ต้องกอดคอกันไว้และกลายเป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือการตัดสินใจรวมกันเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน

นิทานในวงเหล้าสมัยก่อนตอนที่ผมยังเรียนหนังสือ คนสก็อตเคยเล่าให้ผมฟังคำว่า FUCK เป็น Acronym ที่เกิดจากเลือดและน้ำตาของคนสก็อตนะครับ ในสมันยุคกลางกษัตริย์อังกฤษอนุญาตให้ขุนนางอังกฤษที่ปกครองสก็อตแลนด์นอนกับเจ้าสาวของคนสก็อตในคืนวันแรกของการแต่งงานก่อนเจ้าบ่าวได้เพื่อให้ลูกคนแรกเป็นเลือดอังกฤษ จึงเกิดคำว่า Fornication Under Consent of King หรือ FUCK ขึ้น ในภาพยนต์เรื่อง Braveheart ก็มีฉากนี้เป็นที่สะเทือนใจคนสก็อตมาก คนสก็อตดูแล้วอยากกระทืบคนอังกฤษทุกที แต่คนอังกฤษจะเถียงว่าไอ้สก็อตมันโม้แหลก คำว่า "fornication" และคำว่า "consent" มันเป็นศัพย์สมัยใหม่โว้ย สมัย วิลเลี่ยม วอลเลซ เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนมันมีสองคำนี้ที่ไหนกัน และก็จบด้วยมวยอังกฤษกับสก็อตหน้าแก้วเบียร์ในสโมสรนักศึกษาทุกครั้งไป

คนสก็อตนั้นมีประชากรเพียงห้าล้านกว่าคน แต่มีพื้นที่ถึงหนึ่งในสามของเกาะอังกฤษ คนสก็อตนั้นจะถูกคนอังกฤษมองแบบเหยียดๆว่าเป็นพวกบ้านนอก Highlander แต่คนสก็อตนั้นฉลาดหลักแหลมมมาก นักวิทยาศาสตร์และนักฟิสิกส์ระดับโลกในอดีตและปัจจุบันของอังกฤษมาจากสก็อตแลนด์เสียส่วนใหญ่ นักการเงินการธนาคารก็เป็นสก็อตเกือบทั้งนั้นจะบอกว่าคนสก็อตเป็นยิวของอังกฤษก็ว่าได้เพราะไม่ต่างกับที่อเมริกามียิวนั่งคุมการเงินอยู่ในนิวยอร์ค ธนาคารชาติของอังกฤษ และ HSBC ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปก็มีคนสก็อตก่อตั้งและดูแล

โลกนี้จะไม่เป็นแบบที่เห็นถ้าไม่มีคนสก็อตแลนด์ก็ไม่มี สมการแม็กซ์เวล สมการเทอร์โมไดนามิกส์ของเคลวินและแรงคิน เครื่องจักรไอน้ำของวัตต์ โทรศัพท์ของเบล โทรทัศน์ของจอห์น แบร์ด เรดาห์ของโรเบิร์ด วัตสัน
ทางด้านการเงินการธนาคารแล้วระบบตู้ ATM สำหรับมนุษย์เงินเดือนการเบิกเงินเกินบัญชีแล้วค่อยมาจ่ายสิ้นเดือน การคิดระบบทศนิยมทางการเงิน ธนาคารกลางขนาดใหญ่ของอังกฤษและยุโรปฝีมือคนสก็อตทั้งนั้น ผมอยากจะบอกว่าที่ทองคำราคาตกลงฮวบกันมาต่อเนื่องเกือบเดือนแล้วงวดนี้ก็ฝีมือคนสก็อตนะครับไม่ใช่อเมริกา อย่าดูถูกฝีมือกันเกินไป แต่ผมทำนายได้เลยว่าเงินปอนด์ของอังกฤษเจ็บตัวแน่กับการยื้อทองคำบ้าๆเพื่อพยุงดอลล่าเอาใจอเมริกาขนาดนี้

วันนี้เองแค่นี้ก่อนครับ พรุ่งนี้ผมจะมาเล่าต่อว่าการแยกประเทศครั้งนี้ สก็อตมีไพ่อะไรอยู่ในมือ และอังกฤษมีไพ่อะไรอยู่ในมือ และเกมส์นี้จะจบอย่างไร สนุกแน่ครับรับรองได้
..

September 15 at 3:11am

18 กันยานี้ สก็อตแลนด์จะแยกตัวจากอังกฤษภาคที่ 2


ถ้าสก็อตแลนด์สามารถแยกตัวออกมาได้จะมีเวลา 18เดือนที่จะจัดการเตรียมตัวที่จะเป็นอิสระในทุกด้านเพียงแต่เป็นประเทศในเครือจักรภพเหมือนหลายๆประเทศที่มีควีนองค์เดียวกันเท่านั้น แต่เป็น 18 เดือนที่หนักหนาสาหัสมากโดยเฉพาะระบบการเงินที่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด

ขณะนี้ (15กย.) ผลของโพลที่ทำขึ้นระหว่างคะแนนโหวตว่าแยกตัวกับไม่แยกตัวไล่บี้กันมาก มีคะแนนตัวแปรที่ยังไม่แน่ใจอีก 4-8% โดยผลโพลสามวันก่อนหน้าบอกว่าฝ่ายแยกตัวยังอยู่ที่ 40% กว่าๆ ส่วนฝ่ายขอรวมอย่างเดิม 50% กว่าๆ ดังนั้นถ้าพวกที่ยังไม่แน่ใจแทไปฝั่งไหนฝั่งนั้นชนะทันที แต่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้ประกาศโผใหม่ออกมาว่าสำนักโพล ICM ได้บอกว่าฝ่ายแยกนำ 54% ฝ่ายรวมมี 46% แต่เป็นตัวเลขที่ผมไม่เชื่อสักเท่าไร เวลานี้ทางอังกฤษก็ออกแค็มเปญ “Better Together” รวมกันดีกว่า แต่ทางฝ่ายสนับสนุนแยกดินแดนของนาย อเล็กซ์ ซาลมอนด์ แกนนำของสก็อตแลนด์ ได้ออกมาดิ้นพอสมควรกับสิ่งที่ออกสื่อมาวันนี้กับสื่อของฝั่งอเมริกาและอังกฤษ

นายเดวิท คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษและรองทั้งหลายในรัฐบาลออกเดินสายให้ข่าวเพื่อไม่ให้สก็อตแลนด์แยกตัวออกไปว่า ทั้งอังกฤษและสก็อตแลนด์คือครอบครัวเดียวกันมาตลอด 307ปี ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ต่อไปสก็อตแลนด์จะมีสิทธิ์และเสียงรวมถึงอำนาจที่จะบริหารงบประมาณการเงินการคลังเข้าพื้นที่ไม่ต่างกับอังกฤษ เรื่องนี้ทางอังกฤษเองก็ให้สิทธิ์แก่สก็อตแลนด์มาสิบกว่าปีแล้วทั้งจำนวนที่นั่งในสภาที่เพิ่มขึ้นและการตัดสินใจเพื่อตัวเองในทุกด้านไม่เว้นแม้แต่เรื่องทหาร

นาย อเล็กซ์ ซาลมอนด์ ผู้นำในการแยกสก็อตได้พูดออกมาว่าเราไม่ต้องการชนะแค่คะแนนเดียวแต่เราต้องการเสียงส่วนมากในการสนับสนุนให้สก็อตแลนด์แยกตัวออกมา เพราะนาย อเล็กซ์ ซาลมอนด์ ก็เข้าใจดีว่าถ้าแยกได้สำเร็จแล้วแต่เสียงครึ่งต่อครึ่งยังอยากอยู่กับอังกฤษรัฐบาลเอดินเบอระในอนาคตก็จะบริหารประเทศไปได้ยาก เรื่องนี้ไม่ต่างกับบ้านเราหรอกครับที่สิบกว่าล้านเสียงเลือกรัฐบาลหวุดหวิดแพ้ชนะเข้ามาแล้วก็ล้มทั้งสองฝ่ายไม่มีใครได้อะไรเลยนอกจากเสียหายทั้งประเทศมาสิบกว่าปีแล้ว สก็อตแลนด์ก็เช่นกัน รัฐบาลเอดินเบอระจะมีสเถียรภาพไม่ได้เลยถ้าประชาชนครึ่งหนึ่งไม่มีใจให้

เรื่องนี้สำหรับราชวงค์แล้วต้องยืนนิ่งทำตัวเป็นกลางเพราะจะว่าด้วยเรื่องกฎหมายหรือในฐานะสถาบันสูงสุดในเครือจักรภพแล้วควีนจะให้ความเห็นไม่ได้เลย แต่ในใจลึกๆควีนคงไม่อยากเสียสก็อตแลนด์ไปแน่นอน เรื่องนี้ถ้าจะถอยหลังไปสิบกว่าปีที่สก็อตแลนด์เริ่มออกมาชูนโยบายแยกประเทศ ทางวังบักกิ้งแฮมก็เงียบมาตลอดแต่ก็มีการเอาใจสก็อตแลนด์เงียบๆโดยให้ความสำคัญของเสี้อผ้าเครื่องแบบของทหารสก็อตออกงานถี่ขึ้น ลูกหลานในราชวงค์ก็แต่งตัวออกงานเป็นสก็อตมากขึ้นเหมือนกับว่าควีนให้เห็นว่าสก็อตนั้นคือรากฐานของราชสำนักอังกฤษ อังกฤษและสก็อตคือเนื้อเดียวกัน

ขณะนี้สก็อตแลนด์มีสมบัติที่อยู่ในมือคือพื้นที่หนึ่งในสามของเกรทบริเทน แต่มีประชากรเพียงห้าล้านกว่าคน แต่พื้นที่อังกฤษมีคนหนาแน่นกว่าถึง สี่สิบเจ็ดล้านกว่าคน จะดูแล้วตัวหารจำนวนประชากรต่อทรัพยากรของสก็อตแลนด์มีน้อยกว่า แต่สิ่งอังกฤษจะหายไปคือแหล่งน้ำมันในทะเลเหนือที่เป็นน้ำมันสำรองถึง 85%ที่จะต้องกลายเป็นส่วนของสก็อตแลนด์ และฐานทัพเรือดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษที่จะต้องเสียไปแบบกว่าจะสร้างใหม่ได้ใหญ่โตขนาดนี้อีกนานในสภวะการเงินถดถอยเช่นนี้ อุตสาหกรรมต่อเรือที่กลาสโกว์ก็ถือว่าเป็นแหล่งเงินอีกแหล่งที่จะทำให้สก็อตแลนด์ยืนขึ้นได้ แต่สิ่งที่สก็อตแลนด์ยังขาดคือระบบการเงินที่ยังไม่มีเลย จะโดดไปใช้เงินยูโรก็ไม่ไหวเพราะสภาพเวลานี้เน่ามากเมื่อเทียบกับเงินปอนด์ จะใช้เงินปอนด์ก็เท่ากับยังไม่ปลดเป็นอิสระภาพการคลังจากอังกฤษ แม้ว่าจะไม่มีทางเลือกมากนักว่าสก็อตแลนด์ต้องใช้ระบบเงินเดียวกับอังกฤษก็ตามแต่ในสามปีแรกคงต้องบอบช้ำอย่างหนักทั้งสองฝ่าย นายอลิสแตร ดาร์ลิ่ง อดีตรัฐมนตรีคลังของอังกฤษได้กล่าวว่ารวมกันนั้นดีกว่ามากตรงที่ทั้งสองฝ่ายจะไม่มีใครเจ็บตัวเลยแต่ถ้าแยกกันก็เตรียมตัวได้ว่าสภาวะการเงินจะเจอศึกหนักแน่ในปี 2008 และอังกฤษเองก็จะใช้สิทธิ์คัดค้านในเวที EU ทุกประการ

บริษัทการเงินและการธนาคารที่ใหญ่ของอังกฤษในสก็อตแลนด์ก็คงต้องถอยออกมา ไม่ว่าจะเป็น รอแยลแบงค์ออฟ อิงแลนด์ และธนาคารลอยด์ที่ต้องถอนทุ่นออกไป แล้วในเวลา 18เดือนทางสก็อตแลนด์เองจะทำอย่างไรกับการเริ่มต้นใหม่ของระบบการเงินที่จะเป็นรากฐานของประเทศ การบริหารบริษัทน้ำมันที่เป็นพลังงานหลักให้ทั้งเกรทบริเทนไม่ใช่ของง่ายอะไรเลย แต่ถ้าสก็อตแลนด์ทำได้และสอบผ่านสภาพการกินอยู่ของประชาชนดีกว่ารอรับเศษเงินจากอังกฤษแน่อนแต่ต้องใช้เวลาพอสมควรระดับสามถึงห้าปีขึ้นไป

ขณะนี้คนสก็อตที่แตกเสียงออกมาครึ่งต่อครึ่งเพราะมีส่วนที่โหวตโนเพราะไม่อยากเจอสภาวะการเงินที่มีปัญหาในช่วงเริ่มต้น แต่คนที่โหวตเยสมองว่าเงินที่ได้จากทรัพยากรมาหารกันแล้วยังมากกว่าเศษเงินที่อังกฤษโยนมาให้คนสก็อตแบบทุกวันนี้ถ้ายอมอดทนในช่วงแรก เรื่องนี้มองว่าถูกทั้งคู่ เพราะว่าพ้นสามปีไปได้ระบบการเงินการบริหารเข้าที่แล้วประชาชนจะกินดีอยู่ดีขึ้นกว่าอยู่กับอังกฤษ แต่สามปีแรกบอกได้เลยว่าลำบากเลือดตาแทบกระเด็นกับประเทศที่เริ่มมาจากไม่มีอะไรเลย และอังกฤษเองก็เกือบล้มไปด้วยจากทรัพยากรในรูปของเงินรายได้ที่ควรจะได้มาจากทรัพยากรของสก็อตแลนด์

เรื่องนี้สื่อวิเคราะห์ข่าวของอเมริกันได้ให้ความเห็นว่า ประเทศอื่นมีทุกอย่างที่สก็อตมี แต่สก็อตไม่มีอะไรหลายอย่างมากอย่างที่ประเทศอื่นมี ดังนั้นสก็อตจะเอาอะไรเป็นจุดขาย การท่องเที่ยวก็ไม่มีเหมือนที่อื่นแม้ว่าสก็อตแลนด์จะสวยงามเพราะไม่มีการโปรโหมดอะไรเหมือนที่อื่นเพราะอังกฤษชิงไปหมด เหล้าสก็อตแท้ๆก็ไม่ใช่ว่าจะขายดี เพราะแบรนด์อังกฤษที่ขายเหล้าสก็อตขายดีกว่าเหล้าสก็อตแท้ๆ อาหารและการเกษตรที่ผลิตได้จะขายแบบเป็นกอบเป็นกำเหมือนในฝั่งทวีปยุโรปก็ไม่มีอะไรเป็นหน้าเป็นตา สรุปแล้วสก็อตต้องสร้างใหม่ทั้งหมดและกินเงินค่าเช่าฐานทัพกับน้ำมันที่มีอยู่ นักวิเคราะยังบอกว่ารัฐต่างๆส่วนใหญ่ของอเมริกายังหาเงินเข้ารัฐได้มากกว่าสก็อตแลนด์ทั้งประเทศในเวลานี้เสียอีก ยังเป็นระยะทางอีกยาวไกลกว่าสก็อตแลนด์จะนิ่งพอให้คนสก็อตหายใจสบายๆแบบเมื่อครั้งยังไม่แยกออกมา แต่ถ้านิ่งเมื่อไรสก็อตแลนด์จะเป็นประเทศที่รวยที่สุดในเกาะเกรทบริเทน


ชาวเน็ต แห่สรรเสริญ วิสัยทัศน์ "นายกดาวอังคาร" หวั่น “ผู้นำ” ไม่ทันเกม เจอเอเลี่ยนโก่งราคา


ที่มา เวป heareandthere.today

จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อย (คสช.) ได้กล่าวว่า “ชาวสวนยางพารานำยางพาราไปขายที่ดาวอังคาร หากต้องการจะได้ราคา 90-100 บาท” จึงเกิดเป็นกระแสถึงความเหมาะสมอย่างมาก โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดียได้มีการออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างมากมายผ่านช่องทางต่างๆ อาทิเช่น

“ดาวอังคารมันเล็กไป แนะนำให้ไปขายที่ดาวพฤหัสน่าจะดีกว่า เพราะเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล ไปตีตลาดนอกโลกคงจะทำให้ชาวสวนยางได้กินหลากหลายเลยทีเดียว”

“ระวังเจอเอเลี่ยนกดราคายางเอาอีกนะท่านผู้นำ พวกเอเลี่ยนเค้าใช้อาวุธแสงเลเซอร์นะ ไม่ใช่กระบอกปืนแบบท่านผู้นำมี…อิอิ..”

“สมองเกาหลีเหนือ”

“พูดไดด้แค่นี้หรอไอ้ยุทธ์ มึงต้องพูดให้แรงกว่านี้เว้ย แค่นี้สะใจไม่พอหวะ ขอแรงกว่านี้ ด่าแฟนคลับตัวเอง เอ้อ 555 เชียร์ให้เขายึดอำนาจแท้ๆ สุดท้ายโดนคอมแบทถีบหน้าเข้าอย่างจัง”

“วิสัยทัศน์ โหดสัสดีนะ อิดอก”

“ประยุทธ์เก่งกว่าองค์กรนาซ่าอีกเนอะ รู้อีกว่าที่ดาวอังคารมีตลาดยางพารา”

“ขายยางในโลกนี้ไม่ได้ ก็ออกไปขายบนดาวอังคาร คนพูดประโยคนี้ ผมว่าควรจะจับไปลอยอังคาร”

“ท่านช่างมีวิสัยทัศน์ขว้างไกลจริงๆ ล่อดาวอังคารกันเลยทีเดียว”

“แค่ล็อตเตอร์รี่ฉบับละ 80 ยังไม่มีปัญญาแก้ แล้วจะไปแก้อะไรได้อีก นอกจากคำพูดที่สามหาวเท่านั้น”

“ส่งสลิ่มไปดาวอังคารด้วยนะ ประเทศกูจะได้เจริญซักที”