วันพุธ, กรกฎาคม 22, 2569

ขอแสดงความนับถือ : เปิดใจ ยิ่งชีพ กลัวแต่ต้องสู้! เปิด 9 รายชื่อเชื่อมโยง ‘คดีโกงเลือกสว.’ ปรากฏทั้ง นายก รองนายก รัฐมนตรี และ สส.

https://www.facebook.com/reel/1353773483601076

กลัวแต่ต้องสู้! เปิดใจ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน(iLaw) กับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.)
.....

 
https://www.facebook.com/reel/1940026499898467

iLaw
11 hours ago
·
เปิด 9 รายชื่อเชื่อมโยง ‘คดีโกงเลือกสว.’ ปรากฏทั้ง นายก รองนายก รัฐมนตรี และ สส.
.
1. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
2. ทรงศักดิ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
3. ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี
4. กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปฯรัฐบาล
5. พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
6. นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี
7. สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี
8. พิชัย ชมภูพล สส. พรรคภูมิใจไทย
9. ศุภชัย โพธิสุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
.
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/58778
.....

เปิดข้อมูลขบวนการทุจริตการเลือกสว. ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในรัฐบาล

21/07/2026
iLaw

หลังการเลือกวุฒิสภา (สว.) ครั้งแรกด้วยระบบพิเศษ “แบ่งกลุ่ม-เลือกกันเอง” ที่ประชาชนโดยทั่วไปไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย ผ่านพ้นไปในเดือนมิถุนายน 2567 มีผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกจำนวนมากที่พบเห็นความไม่ปกติ และข้อสงสัยในการทุจริต ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่การตรวจสอบและดำเนินคดีก็ไม่คืบหน้า จนต่อมากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับเรื่องร้องเรียนและเข้ามาร่วมสืบสวนด้วย จึงมีการแจ้งข้อหาดำเนินคดีต่อผู้ได้รับเลือกเป็นสว. อย่างน้อย 138 คน และผู้ร่วมในขบวนการอีกรวมเป็น 229 คน


บรรยากาศการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567

เป็นเวลากว่าสองปีแล้วนับตั้งแต่วันเลือกสว. ระดับประเทศที่เต็มไปด้วยข้อกังขา พยานผู้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ และอยู่ร่วมในขบวนการทุจริตการเลือกสว. ครั้งใหญ่เริ่มทยอยเปิดตัว และเปิดข้อมูลทั้งต่อพนักงานสอบสวน และต่อสาธารณะ ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนและเทคนิคการโกงการเลือกสว. ที่เกี่ยวข้องกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย สส. และรัฐมนตรีฝ่ายรัฐบาล “สีน้ำเงิน” จำนวนมาก

ไอลอว์รวบรวมข้อมูลจากพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ และนำเสนอข้อมูลต่อประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฯฝ่ายค้าน) ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้ใช้อำนาจของฝ่ายค้านตรวจสอบการใช้อำนาจและความโปร่งใสของรัฐบาลว่า มีส่วนร่วมในขบวนการโกงการเลือกสว. ตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่

ซึ่งข้อมูลที่ไอลอว์นำยื่นอต่อวิปฯ ฝ่ายค้าน ให้ความสอบความถูกต้องแท้จริง เกี่ยวข้องกับบุคคลอย่างน้อย 9 คน ดังนี้

1. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ในช่วงปี 2567 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในคณะรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งต่อมาในปี 2569 หลังชนะการเลือกตั้งอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีผู้สมัครสว. กลุ่ม 14 คนหนึ่งเปิดเผยว่า หลังผ่านการเลือกระดับจังหวัดเพื่อเข้าสู่ระดับประเทศแล้วได้เดินทางไปที่อาคารรัฐสภา ได้พบกับอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี หลังจากได้พูดคุยกันเกี่ยวกับการเลือกสว. อนุทินจึงได้มอบหมายให้เลขานุการ คือ ไตรศลี ไตรสรณกุล แจ้งหมายเลขโทรศัพท์สำหรับการประสานงานเรื่องการเลือกสว. ให้ ซึ่งเป็นหมายเลขของสุขสำรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้โทรศัพท์ประสานงานกันต่อหลังจากนั้น ซึ่งพยานคนนี้ได้ถ่ายรูปคู่กับทั้งอนุทิน และสุขสำรวยที่รัฐสภาไว้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีพยานให้การว่า ได้พบเห็นอนุทิน ชาญวีรกูล ไปที่โรงแรมพูลแมน บางกอก คิงเพาเวอร์ ช่วงหลังการเลือกสว. ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 โดยอยู่ร่วมกับผู้ที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นสว. มากกว่า 100 คน เพื่อประชุมร่วมกัน โดยหลังการประชุมพบข้อสรุปว่า จะเลือกใครเป็นประธานและรองประธานสว.

จึงขอให้ฝ่ายค้านช่วยตรวจสอบว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยรู้เห็นในการทุจริตเลือกสว. ด้วยหรือไม่

2. ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

ทรงศักดิ์ ทองศรี เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์มาแล้วหลายสมัย ตั้งแต่ ปี 2535 ในการเลือกตั้งปี 2562 เขาสังกัดพรรคภูมิใจไทย โดยเป็น สส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 6 ทรงศักดิ์เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จนถึงการเลือกตั้งในปี 2569 พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งและทรงศักดิ์ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี

ทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นเครือญาติพี่น้องในตระกูลทองศรีที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นรุ่งโรจน์ ทองศรี สส.บุรีรัมย์, เพิ่มพูน ทองศรี อดีต สว.บุรีรัมย์ จากการเลือกตั้ง, หรือจักรกฤษณ์ ทองศรี สส.บุรีรัมย์ รวมถึงพรเพิ่ม ทองศรี สว. กลุ่ม 13 จากอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพี่ชายของทรงศักดิ์

ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำบอกเล่าของพยานว่า ขณะมีการประชุมร่วมกันของผู้สมัครสว.​หลายคน ที่โรงแรมณัฐพงษ์แกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ได้มีผู้สมัครสว. คนหนึ่งประกาศในที่ประชุมว่า เป็นคำสั่งของทรงศักดิ์ให้แบ่งรายชื่อให้ชัดเจน จากนั้นจึงมีการโทรศัพท์ไปแจ้งว่ามีการจัดทำบัญชีรายชื่อเสร็จสิ้นแล้ว แล้วจะนำส่งให้ทรงศักดิ์รับทราบข้อมูล ซึ่งต่อมาผู้สมัครคนที่ทำหน้าที่ประสานงานนั้นได้รับเลือกเป็นสว.​

พยานยังเล่าว่า ก่อนวันเลือกระดับประเทศมีการนัดหมายให้ผู้สมัครสว. ระดับประเทศราว 100 คนมารวมตัวกันที่โรงแรมธารา แกรนด์ ปทุมธานี โดยมีการจัดเตรียมห้องพักไว้ให้แล้ว พยานเล่าว่า ได้รับคำสั่งให้อยู่ในห้องพักและจะมีบุคคลที่อ้างว่าเป็นคนของทรงศักดิ์ และทีมงานของพรรคภูมิใจไทยจะนำเงินค่าตอบแทนมาให้ สุดท้ายไม่ได้รับเงินสด แต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยสว. หลังการเลือกเสร็จสิ้น

จึงขอให้ฝ่ายค้านช่วยตรวจสอบว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ และทรงศักดิ์มีส่วนร่วมในการทุจริตเลือกสว. หรือไม่

3. ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ภราดร ปริศนานันทกุล เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขต จังหวัดอ่างทอง เขต 1 ในนามพรรคชาติไทยพัฒนาระหว่างปี 2550 – 2557 ก่อนย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับเลือกตั้งในปี 2562 2566 ภราดรดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคภูมิใจไทยระหว่างปี 2563 – 2567 และดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคในปี 2567 ก่อนลาออกเพื่อเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรระหว่างปี 2567-2568 ภราดรได้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พยานซึ่งเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เล่าว่า ในการจัดการเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. 2567 มีการจัดการคนและแบ่งการดูแลตามสายจังหวัด โดยเน้นไปที่จังหวัดขนาดเล็ก มีอำเภอไม่มาก เช่น จังหวัดเลย บึงกาฬ หนองบัวลำภู เป็นต้น ทราบจากเพื่อนสส. พรรคภูมิใจไทยว่าช่วงเดือนเมษายน 2567 มีการวางแผนของพรรคภูมิใจไทยเพื่อให้ได้มาซึ่งสว. โดยมีแกนนำคือภราดร ปริศนานันทกุล พร้อมกับทีมคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่เป็นคนรุ่นใหม่

มีพยานเล่าว่า คนกลุ่มดังกล่าวนำระเบียบและข้อบังคับมาศึกษาวิเคราะห์และจัดทำระบบปฏิบัติการขึ้นมาผ่านโปรแกรม offline ซึ่งแผนดังกล่าวถูกนำเสนอในการประชุมกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเกินครึ่งหรือมากกว่า 100 คน และมีการวางแผนให้ได้ สว. อย่างน้อยกลุ่มละ 6 คน

แผนการดังกล่าว คณะทำงานซึ่งพยานทราบว่าเป็นทีมงานของภราดรได้เสนอต่อผู้ใหญ่ของพรรค ขอค่าสนับสนุนผู้สมัครคนละ 4,000 บาท และสำหรับผู้สมัครระดับอำเภอที่ผ่านไปสู่ระดับจังหวัด อำเภอละ 3 คน ขอค่าสนับสนุนคนละ 10,000 บาท และสำหรับผู้สมัครที่ผ่านเข้าไปสู่ระดับประเทศจะได้รับเงินสนับสนุนรายละ 40,000 บาท โดยมีนายต่าย เป็นผู้ช่วยสส. ของภราดรเป็นผู้ดำเนินการตามแผนงาน

จึงขอให้ฝ่ายค้านช่วยตรวจสอบว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ และภราดรเป็นหัวหน้าขบวนการในการทุจริตเลือกสว. หรือไม่

4. กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปฯรัฐบาล

กรวีร์ ปริศนานันทกุล เป็นน้องชายของภราดร ปริศนานันทกุล เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบ่งเขต จังหวัดอ่างทอง เขต 2 ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งขณะนั้นสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ต่อมาย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ปี 2562 จนมาภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 กรวีร์ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ข้อเท็จจริงจากพยานคนหนึ่งเล่าว่า

กรวีร์ ปริศนานันทกุลเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรุ่นใหม่ที่มีส่วนริเริ่มวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งยังร่วมอยู่ด้วยขณะที่แกนนำพรรคคนหนึ่งนำระบบผ่านโปรแกรม offline มานำเสนอ

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ช่วงก่อนวันเลือกสว. ระดับประเทศ สมพร บุญฤทธิ์ ผู้ช่วยดำเนินงาน สส. ของกรวีร์ซึ่งได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน ได้ขับรถพานิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล หนึ่งในผู้สมัครสว. จากจังหวัดอ่างทอง ไปที่โรงแรมวังยาว ริเวอร์ จังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นที่ประชุมร่วมกันของผู้สมัครสว. จำนวนหนึ่ง จากนั้นขับรถต่อไปที่โรงแรมมารวย การ์เด้น เพื่อลงทะเบียนเปิดห้องพัก โดยใบเสร็จของโรงแรมออกในชื่อของสมพร

ผู้สมัครสว. จากจังหวัดอ่างทองที่เข้ารอบระดับประเทศจำนวนหนึ่งเดินทางจากจังหวัดอ่างทองมาพักที่โรงแรมมารวย การ์เด้น ในวันที่ 25 มิถุนายน 2567 ก่อนการเลือกระดับประเทศเพียงหนึ่งวัน เช่น 
  • ศรีรัตน์ กันพันธ์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 20 จากอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
  • มนตรี บุญถนอม ผู้สมัครสว. กลุ่ม 6 จากอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
  • พัชรา ลาภเจริญ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 14 จากอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
  • ชลิดา ฮุนสวัสดิกุล ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 12 จากอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
หนึ่งในนั้น คือ สืบศักดิ์ แววแก้ว ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นสว. ด้วย รวมทั้งนิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล ก็ได้รับเลือกเป็นสว. เช่นกัน

นอกจากนี้ยังข้อมูลพบว่า มีชื่อไอศิกา รักซ้อน เลขานุการส่วนตัวของกรวีร์ เป็นผู้เข้าพักที่โรงแรมมารวย การ์เด้น ด้วย

จึงขอให้ฝ่ายค้านช่วยตรวจสอบว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ และกรวีร์เป็นหัวหน้าขบวนการในการทุจริตเลือกสว. หรือไม่

5. พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ในช่วงปี 2567 พิพัฒน์ รัชกิจประการ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในคณะรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน สังกัดพรรคภูมิใจไทยก่อนที่จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หลังการเลือกตั้งในปี 2569

จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า สมัยที่พิพัฒน์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาระหว่างปี 2562-2566 ได้แต่งตั้งให้พิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีทำงานร่วมกัน ซึ่งพิบูลย์อัฑฒ์ได้รับเลือกเป็นสว. ชุดนี้ โดยมีพยานคนหนึ่งบอกว่า ทั้งสองคนยังมีฐานะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันด้วย

มีพยานที่เล่าว่า ภรรยาของพิพัฒน์ คือ นาที รัชกิจประการ ยังมีความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นลูกพี่ลูกน้องกับสว. คนหนึ่งในชุดนี้ คือ ประเทือง มนตรี ซึ่งลูกชายของประเทือง ชื่อ อธิวัฒน์ มนตรี เป็นผู้ประสานงานให้ผู้สมัครสว. หลายสิบคนมาพูดคุยกันที่โรงแรมอัศวินก่อน และมีพยานอีกคนบอกว่า ได้พบเห็นนาที รัชกิจประการ พร้อมลูกสาว คือ ปกรกานต์ รัชกิจประการ เข้าร่วมการประชุมเพื่อเตรียมโพยการเลือกสว. ที่โรงแรมธาราแกรนด์ จังหวัดปทุมธานี ในช่วงก่อนวันเลือกสว. ระดับประเทศไม่กี่วันอีกด้วย

จึงขอให้ฝ่ายค้านช่วยตรวจสอบว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ และพิพัฒน์มีสายสัมพันธ์กับสว. และมีส่วนร่วมในการทุจริตเลือกสว. หรือไม่

6. นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นภินทร ศรีสรรพางค์ เคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นของจังหวัดราชบุรี และเป็นสว. จากการเลือกตั้งในปี 2543 ของจังหวัดราชบุรี หลังจากนั้นเคยเป็นสส. บัญชีรายชื่อสังกัดพรรคเพื่อไทย ในช่วงปี 2567 นภินทร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในสังกัดพรรคภูมิใจไทยในคณะรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน หลังการเลือกตั้งปี 2569 ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

มีพยานเล่าว่า ในช่วง 2-3 วันก่อนวันเลือกกสว. ระดับประเทศหนึ่งวัน มีผู้สมัครสว. จำนวนหนึ่งได้เข้าพบกับนภินทร ที่ห้องทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นผู้สมัครสว. ในกลุ่มเกี่ยวกับอาชีพเกษตรกรจากหลายจังหวัด ซึ่งมีการทำความตกลงกันว่า หากได้รับเลือกเป็นสว. แล้วจะต้องทำอย่างไร และมีการบังคับให้ผู้สมัครสว. ลงชื่อในใบลาออกจากตำแหน่งสว. เอาไว้ล่วงหน้า

ซึ่งในชั้นสอบสวนมีพยานยืนยันว่า มีผู้สมัครสว. กลุ่มหนึ่งได้เข้าพบกับนภิทรในช่วงเวลาดังกล่าวจริง แต่เป็นนัดหมายเพื่อพูดคุยเรื่องอื่น และนภินทรปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือเรื่องสว. เพราะกฎหมายห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยว

จึงขอให้ฝ่ายค้านช่วยตรวจสอบว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ และนภินทรมีส่วนร่วมในการทุจริตเลือกสว. หรือไม่

7. สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สุขสมรวย วันทนียกุล ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขต จังหวัดอำนาจเจริญ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย มาตั้งแต่ปี 2566 ก่อนที่จะได้ควบตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งในปี 2569

จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีพยานบอกเล่าว่าได้ไปพบกับอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อขอให้ช่วยเรื่องการสมัครสว. แล้วเลขานุการของอนุทินได้ให้หมายเลขโทรศัพท์สำหรับการประสานงานเป็นหมายเลขของสุขสมรวย นอกจากนี้ มีพยานที่เปิดเผยว่าได้รับการชักชวนจากพ.ต.อ.วิเชียร์ โชคพิพัฒน์ทวี ให้ไปสมัครสว. ในจังหวัดอำนาจเจริญ และได้มอบเงินให้ 6,000 บาทเป็นค่าป่วยการ ซึ่งระหว่างกระบวนการได้ไปร่วมประชุมกับผู้สมัครคนอื่นๆ ที่รีสอร์ทสุขสำราญ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ

ยังมีพยานที่เป็นผู้สมัครสว. ในจังหวัดอำนาจเจริญ พูดถึงอดีตนายกอบต. ชื่อ กนก ศรศิลป์ ที่เป็นผู้ชักชวนและจัดหาคนไปสมัครสว. ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทยและสุขสมรวย จากฐานข้อมูลผู้สมัครสว. ทั้งหมดยังพบว่า มีคนนามสกุลเดียวกับสุขสมรวย 2 คน ชื่อ สุพรรณษา วันทนียกุล สมัครกลุ่ม 14 กลุ่มสตรี ที่จังหวัดอำนาจเจริญ และวรรณา วันทนียกุล สมัครกลุ่ม 14 ที่จังหวัดสงขลาด้วย

จึงขอให้ฝ่ายค้านช่วยตรวจสอบว่า บุคคลเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขสมรวยจริงหรือไม่ และมีการการกระทำที่เป็นการทุจริตการเลือกสว. ที่สุขสมรวยมีส่วนรู้เห็นด้วยจริงหรือไม่

8. พิชัย ชมภูพล สส. พรรคภูมิใจไทย

ในช่วงปี 2566 – 2569 พิชัย ชมภูพล ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรคภูมิใจไทย ในอดีตเคยดำรงตำแหน่งกำนัน ตำบลเสวียต อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) เขตอำเภอท่าฉาง

จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 ก่อนการสมัครสว. มีเงินโอนเข้าบัญชีของพิชัยจำนวน 500,000 บาท ซึ่งผู้โอนอธิบายเพียงว่า เป็นการยืมเงินกันเท่านั้น และมีพยานซึ่งเป็นผู้สมัครสว. ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เล่าว่า ได้รับการติดต่อจากสุบิน ศักดา ผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินของดีเอสไอ ซึ่งเป็นผู้ช่วยของพิชัย ชมภูพล เพื่อให้ช่วยลงคะแนนในการเลือกสว. ในอำเภอวิภาวดี โดยสุบินยังจ่ายเงินเป็นเงินสดให้ 3,000 บาท ก่อนวันเลือกระดับอำเภอ และได้รับอีก 2,000 บาทก่อนวันเลือกระดับจังหวัด และยังมีพยานอีกคนที่เล่าถึงการกระทำของสุภาส พิณกรต ผู้ช่วยอีกคนของพิชัยว่า เป็นผู้พาคนมากกว่า 10 คนไปสมัครสว. ที่อำเภอท่าฉางด้วย

นอกจากนี้ เสมียนศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 6 ชื่อนิสิตา หมั่นไชย ยังตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินอีกหนึ่งคน และมีประวัติการโอนเงินหลักหมื่นและหลักแสนบาทหลายครั้งระหว่างเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน 2567 ซึ่งการโอนเงินของนิสิตาหลายรายการเป็นการโอนไปให้กับผู้สมัครสว. ด้วย

จึงขอให้ฝ่ายค้านช่วยตรวจสอบว่า บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ช่วยทำงานให้กับพิชัยจริงหรือไม่ และมีการโอนเงิน หรือการกระทำที่เป็นการทุจริตการเลือกสว. ภายใต้การสั่งการของพิชัยหรือไม่

9. ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ศุภชัย โพธิ์สุ เคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย ระหว่าง ปี 2562 – 2566 และครองตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครพนมมา 4 สมัย ในปี 2544 ปี 2548 ปี 2550 และปี 2562 ศุภชัยถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตตามคำพิพากษาศาลฎีกา หลังการเลือกสว. ระดับประเทศได้ไม่นาน ปรากฏคลิปที่ศุภชัยยืนกล่าวในงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับ สว. ของจังหวัดนครพนมเคียงข้างกับสว. ที่เพิ่งได้รับเลือก และเป็นเจ้าของคำกล่าว “สว.สีน้ำเงิน” ซึ่งกล่าวไว้ในคลิปนั้น

มีพยานที่สมัครสว. ในจังหวัดนครพนม เล่าว่า หลังผ่านเข้าสู่รอบระดับประเทศแล้วได้รับการติดต่อจากผู้สมัครคนหนึ่ง ซึ่งภายหลังได้รับเลือกเป็นสว. ให้ไปร่วมประชุมที่โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้พบกับศุภชัย โพธิ์สุ พร้อมกับผู้สมัครสว. อีกหลายคนในห้องประชุม ในการประชุมนั้นมีการสั่งให้ตีตาราง และจดหมายเลขของผู้สมัครสว. ตามคำสั่ง หรือการจัดทำ “โพย” ในการออกเสียง ขณะที่พยานอีกคนที่อยู่ในห้องประชุมเดียวกันก็ให้การทำนองเดียวกัน และยังเพิ่มเติมข้อเท็จจริงว่า เมื่อเขาแสดงความไม่เห็นด้วยกับกระบวนการดังกล่าว ศุภชัยก็ได้เชิญออกไปคุยด้านนอกในลักษณะเกลี้ยกล่อมให้อยู่ร่วมในกระบวนการเพื่อเลือกสว. ต่อ

ขณะที่ในชั้นสอบสวน เมื่อศุภชัย ไปให้การต่อพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ ก็ยอมรับว่า เดินทางไปที่โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วงวันเวลาที่มีการประชุมกันจริง โดยไปให้กำลังใจกลุ่มผู้สมัครสว. ของจังหวัดนครพนม และได้เข้าสังเกตการณ์กระบวนการแนะนำตัวโดยไม่เห็นการทำโพยฮั้วที่โรงแรมดังกล่าว

จึงขอให้ฝ่ายค้านช่วยตรวจสอบว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ และศุภชัยมีส่วนร่วมในการทุจริตเลือกสว. หรือไม่

https://www.ilaw.or.th/articles/58778






"ถ้าท่านอนุทิน ฟ้องผมฐานหมิ่นประมาทซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว เจ้าตัวต้องมาเอง ผมอยากขอแต่งตั้ง อานนท์ นำภา เป็นทนายความ ให้อานนท์ ไปซักค้านสักสองวันเต็มๆ แล้วผมนั่งดู" "ยิ่งชีพ อัชฌานนท์" ผู้อำนวยการ iLaw กล่าวถึงกรณี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท ปมกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.


The Politics ข่าวบ้าน การเมือง
3 hours ago
·
"ถ้าท่านอนุทิน ฟ้องผมฐานหมิ่นประมาทซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว เจ้าตัวต้องมาเอง ผมอยากขอแต่งตั้ง อานนท์ นำภา เป็นทนายความ ให้อานนท์ ไปซักค้านสักสองวันเต็มๆ แล้วผมนั่งดู"
.
"ยิ่งชีพ อัชฌานนท์" ผู้อำนวยการ iLaw กล่าวถึงกรณี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท ปมกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1490199303148560&set=a.479371834231317
.....

สุรพศ ทวีศักดิ์
เห็นด้วยอย่างยิ่ง สนับสนุนความคิดนี้ อยากเห็นอานนท์ไล่บี้หนูจนมุม
.....

เพิ่มเติม

ข้อความดังกล่าวสะท้อนถึงจุดยืนและความเป็น "ยิ่งชีพ อัชฌานนท์" จาก iLaw ได้อย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของกิมมิกทางกฎหมายและการใช้จังหวะการเมืองสร้างแรงกระเพื่อมในสังคม

การที่ยิ่งชีพเอ่ยชื่อ "อานนท์ นำภา" (ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและแกนนำราษฎร) ให้มาทำหน้าที่ซักค้าน มีประเด็นทางกฎหมายและการเมืองที่น่าสนใจดังนี้:

1. ความลับของกฎหมาย: "ความผิดต่อส่วนตัว" กับการปรากฏตัวของผู้ฟ้อง

ในคดีหมิ่นประมาทซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ (ความผิดต่อส่วนตัว) หากผู้เสียหายเลือกที่จะ ฟ้องเองต่อศาล (ไม่ผ่านพนักงานสอบสวน/อัยการ) ศาลจะมีกระบวนการ "ไต่สวนฟ้อง"

แม้ตัวโจทก์จะมีทนายความได้ แต่การขึ้นเบิกความเพื่อยืนยันว่าตนได้รับความเสียหายหรือถูกใส่ความอย่างไร โดยหลักแล้ว เจ้าตัว (ผู้ฟ้อง) จำเป็นต้องมาขึ้นศาลเพื่อเบิกความด้วยตนเอง * การที่ยิ่งชีพพูดว่า "เจ้าตัวต้องมาเอง" จึงเป็นการดักทางและท้าทายให้ตัวผู้ฟ้องต้องลงมาร่วมกระบวนการชั้นศาลโดยตรง ไม่สามารถส่งเพียงทนายมาดำเนินการแทนได้ทั้งหมด

2. นัยทางการเมืองและการเลือกทนาย

อานนท์ นำภา ขึ้นชื่อเรื่องความเชี่ยวชาญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและคดีสิทธิมนุษยชน รวมถึงมีสไตล์การซักค้านที่เจาะลึกและตรงไปตรงมา

การเสนอให้ "ซักค้านสักสองวันเต็มๆ" ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคทางคดี แต่คือการแปลงห้องพิจารณาคดีให้กลายเป็น พื้นที่การตรวจสอบและซักถามข้อเท็จจริง (Cross-Examination) เกี่ยวกับประเด็นข้อสงสัยเรื่องการฮั้วเลือก สว. อย่างเข้มข้น

ข้อสังเกต: ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยน "ข้อพิพาททางกฎหมาย" ให้กลายเป็น "พื้นที่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ" ซึ่งทำให้ฝ่ายที่คิดจะใช้การฟ้องร้องเป็นเครื่องมือต้องชั่งน้ำหนักอย่างหนักว่า คุ้มหรือไม่ที่จะต้องขึ้นเบิกความให้ฝ่ายจำเลยซักค้านในรายละเอียด





 

3 หลักฐานมัดแน่น! ฮั้ว สว. ยิ่งชีพ ห่วงมีคน “ลอยนวล”






https://x.com/matichonweekly/status/2079559520712630292
.....


เนชั่นสุดสัปดาห์ NationWeekend

Yesterday
·
"เจิมศักดิ์" เดือด ซัดทุเรศ-อัปยศ หลักฐานชัดโกงเลือก สว. ชี้เป้าคนดังค่ายใหญ่

(20 ก.ค.69) รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา แสดงความเห็นกรณีฮั้ว สว.ว่า ระเบิดเวลาลูกใหญ่กำลังจะทำงาน อย่ามัวแต่ระแวง "เผด็จการโดยกองทัพ" จนมองไม่เห็นภัยร้ายที่กำลังกลืนกินประเทศอยู่ตอนนี้ นั่นคือ "เผด็จการโดยทุนสามานย์" ที่น่ารังเกียจและฝังรากลึกยิ่งกว่า เห็นหลักฐานและพยานบุคคลที่ฝ่ายค้านเปิดออกมาแล้วบอกได้คำเดียวว่า “อัปยศ” กระบวนการทุจริตเลือก สว. ครั้งนี้ ส่อชัดว่าเป็นขบวนการโกงระดับชาติที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ มีการเปิดโปงทั้งวัน เวลา และสถานที่ในการแจกเงิน แจกโพย ซักซ้อมโหวต ชี้เป้าไปถึงคนดังค่ายสีน้ำเงิน ทั้งนักการเมืองใหญ่ฝั่งอีสาน และภรรยารัฐมนตรีฝั่งใต้ พวกนี้ทำกันอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ท้าทายให้ฟ้องศาล เพราะความจริงกำลังจะถูกลากไส้ออกมาแฉเพิ่มอีกเร็วๆ นี้!

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ กล่าวว่า กลโกงรอบนี้มันสกปรกตั้งแต่ต้นจนจบ จ้างคนมาสมัครเพื่อโหวตให้คนอื่นอย่างเดียว ไล่กว้านซื้อตัวผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบจังหวัด-รอบประเทศ หลอกให้ลงคะแนนตามโพย (ไม่ต้องเลือกตัวเอง) เพราะระบบเซ็ตไว้หมดแล้วว่าจะดันใครเข้าสภา ที่ทุเรศที่สุดคือ มีหลักฐาน ‘หน่วยกล้าตาย’ พอได้เป็น สว. แล้ว ก็ตั้งพรรคพวกเป็นผู้ช่วย สว. กินเงินเดือนหลวง 15,000 บาท แต่ต้องโอนคืนให้แกนนำ 10,000 บาท! (หลักฐานการโอนมัดแน่น!)

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ระบุ ตอนนี้หลักฐานทั้งหลายได้ส่งถึง DSI และ กกต. เรียบร้อยแล้ว ฝากถึง กกต. ถ้าพวกรัฐมนตรีหรือนายกฯ มีส่วนร่วมในการฮั้วครั้งนี้ แล้วพวกคุณยังกล้า ‘เพิกเฉย’ หรือทำตัวเป็นมวยล้มต้มคนดู พวกคุณเตรียมตัวรับโทษอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือทุจริตไว้ได้เลย! โอกาสเดินเข้าคุกสูงมาก แน่นอนว่าแรงสั่นสะเทือนนี้ไม่หยุดแค่ในสภาสูง แต่มันจะลามไปถึง "ตึกไทยคู่ฟ้า" เขย่าเก้าอี้ฝ่ายบริหารจนพังครืน เพราะหากพบว่าคนในรัฐบาลเกี่ยวข้อง แม้กฎหมายคดีเลือกตั้งของศาลฎีกาจะสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีไม่ได้ แต่เรายังมี "กลไกคู่ขนาน" ที่จะกระชากหน้ากากพวกนี้

ช่องทางที่ 1: ศาลรัฐธรรมนูญ (ปมจริยธรรมร้ายแรง) รัฐมนตรีต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หากฮั้ว สว. ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายบริหารได้ทันที

ช่องทางที่ 2: ป.ป.ช. (คดีทุจริตอาญา) ยื่นไต่สวนฐานแทรกแซงขัดกันแห่งผลประโยชน์ หากป.ป.ช. ชี้มูลและฟ้องศาลฎีกานักการเมือง รัฐมนตรีผู้นั้นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีตามกฎหมาย

"เรากำลังเผชิญหน้ากับอะไร? วิกฤต "ฮั้ว สว." ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่เรื่องของสภาสูง แต่มันคือ แผนการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จของทุนสามานย์ ถ้ากลุ่มการเมืองค่ายนี้คุมได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสภา (สว.) พวกเขาจะสามารถชี้นิ้วสั่งและควบคุมองค์กรอิสระรวมถึงศาลรัฐธรรมนูญได้ทั้งหมด! มันคือการทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุลอย่างสิ้นเชิง กกต. ต้องเปิดหลักฐานอย่างโปร่งใส, ฝ่ายค้านและภาคประชาชนต้องเดินหน้ายื่น ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญทันที, และรัฐสภาต้องเตรียมรื้อกติกาสรรหา สว. ฉบับนี้ทิ้งซะ ก่อนที่ระบบรัฐสภาจะกลายเป็นอัมพาตและพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1503925425098256&set=a.649316940559113




ตามการเมืองมา บอกเลย โคตรToxic หลายคนท้อ ignore เราเข้าใจเลย ใครยังอยู่ ต้องให้กำลังใจเขาเยอะๆด่าได้แต่ให้กำลังใจด้วย







Parit Wacharasindhu (Itim)
@paritw92
·7h

[ ระวังการ “ตัดตอนแบบแนบเนียน” หลายประเภท ที่อาจเกิดขึ้นโดย กกต. ในคดี โกง สว. ]
.
ผมอยากชวนสังคม ร่วมกันจับตาและเรียกร้องไม่ให้ กกต. “ตัดตอน” ในคดีโกง สว. ให้ไปไม่ถึงศาล
.
การ “ตัดตอน” ที่เรากังวลกันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียง “การตัดตอนแบบโจ่งแจ้ง” ด้วยการยกคำร้องทุกคนที่ถูกกล่าวหา (ตามข้อเสนอของ อนุฯวินิจฉัยชุดที่ 36) แต่ยังรวมถึง “การตัดตอนแบบแนบเนียน” อีก 3 ประเภท:
.
1. ตัดตอน โดยสั่งฟ้องแค่ “ฝ่ายปฏิบัติการ” แทนที่จะครอบคลุมเครือข่ายนักการเมืองที่เป็น “ฝ่ายวางแผน-สั่งการ-สนับสนุงบประมาณ” อยู่เบื้องหลัง
.
2. ตัดตอน โดยสั่งฟ้องแค่ “บางจังหวัด” ทั้งที่ขบวนการดังกล่าวจะสำเร็จได้ต่อเมื่อมีผู้ร่วมขบวนการ “หลายจังหวัด” ทั่วประเทศ
.
3. ตัดตอน โดยสั่งฟ้องแค่ “น้ำเงินอ่อน” ที่สังเวยได้หรือที่กำลังขัดแย้งกัน แทนที่จะครอบคลุม “น้ำเงินเข้ม” ที่ใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจ .
ขอบคุณทางภาคประชาชน (iLaw) ที่นำข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติมมาให้ฝ่ายค้านตรวจสอบครับ


 


 

ฟังเรื่องราวก่อน off record (เรื่องเบื้องหลัง) หมอมิ้ง 1 ใน สมาชิก "องค์กรลับ OSK" (ศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย (OSK - Old Suankularb)) เล่าเรื่องรุ่นเกี่ยวเนื่อง 6 ตุลาฯ


https://www.facebook.com/watch/?v=27530637726585070

Fahroong Srikhao ฟ้ารุ่ง ศรีขาว
7 hours ago
·
”off record แล้วผมจะเล่าให้ฟัง“
ฟังเรื่องราวก่อน off record
1 ใน สมาชิก "องค์กรลับ OSK"
ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ทาง The People เร็วๆ นี้
หมอมิ้ง พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ขณะถูกรัฐประหาร 2549
เขาเป็นแกนนำนักศึกษาที่คนภายนอกไม่รู้จัก แต่เป็นที่รู้จักเฉพาะในหมู่แกนนำนักศึกษา สมัย 6 ตุลา 2519 ซึ่งเป็นวันที่นักศึกษาถูกรัฐประหาร
หลังออกจากป่าหมอมิ้งรับราชการ ทำงานเอกชน ทำพรรคการเมืองพรรคเดียวแต่มีหลายชื่อเนื่องจากพรรคถูกยุบ ปัจจุบันชื่อพรรคเพื่อไทย
หมอมิ้งเป็นรุ่นพี่โรงเรียนสวนกุหลาบ รุ่นใกล้กับ
ธงชัย วินิจจะกูล
กฤษฎางค์ นุตจรัส
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
วีระ ธีรภัทร
รวมถึง “เนวิน ชิดชอบ”
หมอมิ้ง ในเช้า 6 ตุลา 2519 เป็นผู้โทรศัพท์หยอดเหรียญจนเหรียญหมด เพื่อประสานเพื่อนภายนอก ขณะนั้นธรรมศาสตร์ถูกล้อมปราบแล้ว โดยกฤษฎางค์ นุตจรัส อยู่ในเหตุการณ์นาทีสำคัญ

ขณะเพื่อนอีก 6 คน เดินทางไปบ้าน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี
ประกอบด้วย
สุธรรม แสงประทุม,
สุรชาติ บำรุงสุข,
ประพนธ์ วังศิริพิทักษ์,
วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์,
อนุพงศ์ พงศ์สุวรรณ,
อภินันท์ บัวหภักดี
.....

มุมมองและข้อเท็จจริงจากคนใน OSK

"องค์กรลับไม่มีจริง มีแค่ในวงเหล้า": ศิษย์เก่า OSK หลายคน (รวมถึง สมชัย ศรีสุทธิยากร) ออกมาปฏิเสธคำว่าองค์กรลับ โดยชี้ว่าความสัมพันธ์แบบพี่น้องสวนกุหลาบนั้นมีอยู่จริง แต่เป็นเรื่องของความสนิทสนมและวัฒนธรรมสถาบัน ไม่ได้มีความพยายามรวมกลุ่มกันเพื่อยึดอำนาจหรือสั่งการทางการเมืองอย่างเป็นระบบ



ธนาคารแตก! ประชาชนแห่รอยืนยันตัวตน "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" เผย หากรอบนี้ไม่ได้ก็ "ไม่เอาแล้ว" เหตุขั้นตอน "ยุ่งยาก" - เห็นแล้วหดหู่! ภาพของผู้คนที่กำลังพยายามทำทุกทาง เพื่อรักษาความหวังในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ หลังพลาดสิทธิ #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บางคนรอจนเป็นลม บางคนหอบหม้อข้าวต้มเปล่ามาประทังหิว

https://www.facebook.com/reel/1540381911218069
.....

เพิ่มเติม

ปรากฏการณ์ “ธนาคารแตก” และความอัดอั้นของประชาชนจากการต่อคิวรอ ยืนยันตัวตน (e-KYC) หรือยื่นอุทธรณ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้างในขั้นตอนการเข้าถึงสวัสดิการรัฐอย่างชัดเจน

📌 สาเหตุสำคัญของความวุ่นวาย

ขั้นตอนทางเทคนิคซับซ้อน: การบังคับให้มีขั้นตอนออนไลน์ e-KYC สแกนใบหน้า หรือใช้แอปพลิเคชัน (เป๋าตัง/ทางรัฐ/ThaiD) กลายเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับ ผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ห่างไกล ที่ไม่มีสมาร์ตโฟนหรือขาดความรู้ด้านดิจิทัล

ข้อจำกัดของธนาคารพาณิชย์รัฐ: ประชาชนจำนวนมากที่ทำรายการเองไม่ได้ จึงต้องแห่กันเดินทางมายังสาขาธนาคารรับลงทะเบียน (เช่น ธ.กรุงไทย, ธกส., ออมสิน) ตั้งแต่เช้าตรู่ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่และระบบหน้าร้านไม่สามารถรองรับปริมาณผู้ใช้บริการได้ทัน

เกณฑ์การคัดกรองและการอุทธรณ์ยุ่งยาก: ปัญหาความไม่ชัดเจนเรื่องเงื่อนไขรายได้/ภาระหนี้สิน ทำให้ผู้ที่ตกหล่นหรือ “ไม่ผ่านเกณฑ์” ต้องเดินทางมาสอบถามและยื่นเรื่องอุทธรณ์ด้วยตนเองที่สาขา เพิ่มความหนาแน่นเข้าไปอีก

ความย่อยยับของต้นทุนประชาชน: การเดินทางมาต่อคิวหลายรอบ เสียทั้งค่าเดินทางและเวลาทำการทำงาน จนหลายคนรู้สึกท้อแท้ว่า “หากรอบนี้ไม่ได้ก็ไม่เอาแล้ว” เพราะสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับไม่คุ้มกับความยุ่งยากและต้นทุนที่เสียไป

💡 ช่องทางและการเตรียมตัวเพื่อลดความยุ่งยาก

สำหรับผู้ที่ยังต้องดำเนินการ ยืนยันตัวตน หรือยื่นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิ สามารถพิจารณาช่องทางต่างๆ ดังนี้:
1. การยืนยันตัวตน (e-KYC)

ผ่านแอปพลิเคชัน (ไม่ต้องไปธนาคาร): หากมีสมาร์ตโฟน สามารถดำเนินการผ่านแอปฯ เป๋าตัง โดยเข้าแบนเนอร์โครงการ กดยืนยันยินยอม และนำบัตรประชาชนไปสแกนที่ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย (ตู้สีเทาที่รองรับการยืนยันตัวตน)

ผ่านสาขาธนาคาร 3 แห่งหลัก: ธนาคารกรุงไทย, ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน (แนะนำให้เช็กสาขานอกห้างหรือวางแผนไปช่วงกลางสัปดาห์เพื่อลดความแออัด)

2. กรณีผู้ป่วยติดเตียง/ผู้สูงอายุ/คนพิการ

ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเอง สามารถทำ หนังสือมอบอำนาจ (ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์โครงการ welfare.mof.go.th) พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบและผู้มอบอำนาจ รวมถึงใบรับรองแพทย์หรือบัตรคนพิการ ให้ผู้รับมอบอำนาจไปดำเนินการแทนที่ธนาคารได้

3. การยื่นขออุทธรณ์ (กรณีไม่ผ่านเกณฑ์)

สามารถกด “ยื่นขออุทธรณ์” ผ่านทางเว็บไซต์ welfare.mof.go.th หรือผ่านแอปพลิเคชันได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเดินทางไปธนาคารภายในระยะเวลาที่กำหนด
.....


https://www.facebook.com/ejan2016/posts/1080698498002914

อีจัน 
Yesterday
·
เห็นแล้วหดหู่! ชาวบ้านแห่โอนรถแน่นขนส่งสระแก้ว
หลังพลาดสิทธิ #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
บางรอจนเป็นลม บางคนหอบหม้อข้าวต้มเปล่ามาประทังหิว
วันนี้ (20 ก.ค.69) บรรยากาศที่สำนักงานขนส่งจังหวัดสระแก้ว แน่นไปด้วยประชาชนจากหลายอำเภอที่เดินทางมาต่อคิวโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้ลูกหลานหรือญาติ
ไม่ใช่เพราะซื้อรถใหม่...
แต่หลายคนเชื่อว่า การมีชื่อถือครองรถ แม้จะเป็นรถเก่าที่ใช้งานมานาน อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ ไม่ผ่านการพิจารณาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ตั้งแต่เช้ายันเย็น มีประชาชนจำนวนมากมารอรับบัตรคิว
บางคนมาตั้งแต่ก่อนสำนักงานเปิด เพราะกลัวไม่ได้รับบริการในวันเดียวกัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หลายคนต้องนั่งรอหลายชั่วโมง ท่ามกลางอากาศร้อนจัด จนบางรายมีอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด และเป็นลม เจ้าหน้าที่ต้องรีบเข้าช่วยเหลือ
และภาพสุดสะเทือนใจ คือ…
ตายายคู่หนึ่งที่เดินทางมาจากต่างอำเภอ มีเงินติดตัวเพียง 200 บาท ต้องเก็บไว้เป็นค่าโดยรถสารกลับบ้าน จึงหอบหม้อข้าวต้มเปล่ามานั่งกินประทังหิวระหว่างรอคิว
โดยคุณยายเล่าว่า คุณตาไม่ผ่านเกณฑ์เพราะเคยมีรถสมัยหนุ่มๆ ซึ่งตอนนี้เหลือแค่ชื่อ จึงมาติดต่อขนส่ง หวังว่าจะได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม ขนส่งจังหวัดสระแก้ว ย้ำว่า การโอนกรรมสิทธิ์รถ ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยอัตโนมัติ เพราะการพิจารณายังขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของหน่วยงานที่รับผิดชอบ
วันนี้ภาพที่หน้าขนส่งสระแก้ว ไม่ใช่แค่คิวยาว
แต่คือภาพของผู้คนที่กำลังพยายามทำทุกทาง เพื่อรักษาความหวังในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ เห็นแล้วบีบหัวใจจริง ๆ ค่ะ




https://www.facebook.com/reel/1023829067030563



กว่าจะเปลี่ยนท่าทียอมส่งตัวได้ ยึกยักตั้งนาน รพ. ราชทัณฑ์ น้อมรับ ส่ง “เอกชัย หงส์กังวาน” ไปตรวจโดยโรงพยาบาลภายนอกเพื่อขอความเห็นแพทย์ที่สอง

https://www.facebook.com/ThumbRights/posts/122274148382184830

ThumbRights 
11 hours ago
·
รพ. ราชทัณฑ์ น้อมรับ ส่ง “เอกชัย หงส์กังวาน” ไปตรวจโดยโรงพยาบาลภายนอกเพื่อขอความเห็นแพทย์ที่สอง

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้มีการประชุมติดตามกรณีการรักษาพยาบาลของ เอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังในเรือนจำกลางคลองเปรม โดยเชิญ ThumbRights Amnesty คุณแหวน ณัฏฐธิดา มีวังปลา ในฐานะผู้ร้องเรียน และเชิญผู้แทนจากเรือนจำกลางคลองเปรม โรงพยาบาลราชทัณฑ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
 
(1) เรือนจำแจงไทม์ไลน์การรักษา ยืนยันติดตามอาการต่อเนื่อง
พยาบาลวิชาชีพประจำเรือนจำกลางคลองเปรม ชี้แจงว่า เอกชัยถูกส่งตัวเข้าเรือนจำเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 โดยแจ้งประวัติเคยเป็นฝีที่ตับและเคยรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี ก่อนเข้าสู่ระบบการรักษาของราชทัณฑ์
จากนั้น เอกชัยได้รับการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรักษาปัญหาปัสสาวะไม่สุด การเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ ปรับเปลี่ยนยา รวมถึงส่งพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมจากอาการปวดท้องใต้ชายโครงขวา มีการทำอัลตราซาวด์ตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม 2569 และนัดติดตามอาการในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569

(2) รพ.ราชทัณฑ์ยืนยัน “ไม่พบโรคร้ายแรง” จึงยังไม่ส่งต่อ
ด้านผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ชี้แจงว่า เอกชัยเข้ารับการรักษาในช่วงเดือนมีนาคมด้วยอาการปวดท้องบริเวณแผลผ่าตัดถุงน้ำดีเดิมเมื่อกว่า 10 ปีก่อน โดยลักษณะอาการเป็น ๆ หาย ๆ

ผลการตรวจเบื้องต้นไม่พบสัญญาณอันตราย อัลตราซาวด์พบเพียงภาวะตับและม้ามโตเล็กน้อย แต่ไม่พบรอยโรคที่ตับ ไต หรืออวัยวะในช่องท้อง ขณะที่การตรวจ CT Scan ช่องท้องก็ไม่พบความผิดปกติ และมีแผนส่องกล้องทางเดินอาหารเพิ่มเติม
 
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ยืนยันว่า การส่งต่อผู้ป่วยไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หากเกินศักยภาพของโรงพยาบาลก็พร้อมส่งต่อ อย่างไรก็ตาม ในกรณีของเอกชัยยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่าเป็นโรคร้ายแรง จึงเห็นว่าสามารถรักษาภายในระบบราชทัณฑ์ได้

(3) “น้ำหนักลด ตับม้ามโต ปวดเรื้อรัง” หมอสุภัทรชี้เป็นสัญญาณที่ต้องหาคำตอบ

นพ.สุภัทร เห็นว่า แม้ผลตรวจหลายอย่างยังไม่พบความผิดปกติชัดเจน แต่ข้อมูลในเวชระเบียนพบว่าเอกชัยมีน้ำหนักลด 7 กิโลกรัมใน 6 เดือน มีภาวะตับและม้ามโต ต่อมลูกหมากโต และมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ประกอบกับประวัติเคยเป็นฝีในตับ

นพ.สุภัทรตั้งข้อสังเกตว่า อาการทั้งหมดอาจเชื่อมโยงกับโรคเดียวกันก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางภูมิคุ้มกัน โรคติดเชื้อ หรือโรคมะเร็ง ซึ่งจำเป็นต้องวินิจฉัยให้ชัดเจน

พร้อมเสนอว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการรักษา ควรเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับ Second Opinion จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายนอก หรือส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า เพื่อร่วมวางแผนการรักษา

(4) ก่อนหน้านี้เอกชัยมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ตับโต ม้ามโต ต่อมลูกหมากโต แต่ รพ.ราชทัณฑ์ยังหาสาเหตุอาการป่วยไม่ได้

ก่อนหน้านี้ เอกชัยมีประวัติเป็นฝีในตับจากการติดเชื้อระหว่างถูกคุมขังครั้งก่อน โดยเข้ารับการรักษาด้วยการระบายหนองที่โรงพยาบาลราชวิถีเมื่อปี 2566 ภายหลังการรักษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำให้ติดตามอาการด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ทุก 3–6 เดือน

ระหว่างการถูกคุมขังในคดีปัจจุบัน นายเอกชัยและทนายความได้ยื่นคำร้องขอรับการตรวจร่างกายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 นายเอกชัยมีอาการปวดบริเวณที่เคยรักษาฝีในตับร่วมกับอาการปัสสาวะไม่สุด ก่อนเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ระหว่างวันที่ 13–16 มีนาคม 2569

สำเนาเวชระเบียนระบุการวินิจฉัยหลักเป็นอาการปวดท้อง (abdominal pain) โดยมีภาวะทุพโภชนาการระดับเล็กน้อย (mild malnutrition) เป็นโรคร่วม (ดัชนีมวลกาย 18.99) ขณะที่ผลตรวจอัลตราซาวนด์ไม่พบการกลับมาของฝีในตับ แต่พบภาวะตับโต ม้ามโต และต่อมลูกหมากโต ซึ่งแม้จะได้รับยารักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 90 วัน แต่อาการยังไม่ดีขึ้น

มีรายงานว่ายาที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโตส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง จนเกือบเกิดภาวะลมแดด (heat stroke) ถึง 2 ครั้งในช่วงเดือนเมษายน 2569 ท่ามกลางสภาพเรือนจำที่มีความแออัดและอากาศร้อน

(5) TIJ ชี้ ผู้ต้องขังต้องได้รับมาตรฐานรักษาเทียบเท่าคนนอกเรือนจำ

ผู้แทนจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวว่า แม้สภาพการอยู่ในเรือนจำ

อาจทำให้สุขภาพผู้ต้องขังเสื่อมถอย แต่รัฐไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ในการจัดให้มีบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน โดยหลักการ ผู้ต้องขังควรได้รับการรักษาที่มีมาตรฐานเดียวกับบุคคลภายนอก

(6) กมธ. ตั้งคำถาม เหตุใดจึงไม่เปิดทางให้แพทย์ภายนอก
คณะกรรมาธิการ ตั้งคำถามว่า โดยทั่วไปการขอความเห็นแพทย์ที่สองเป็นแนวปฏิบัติปกติในระบบสาธารณสุข เหตุใดกรณีนี้จึงไม่สามารถดำเนินการได้ แม้เพียงเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจในเรือนจำ พร้อมเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

ด้าน นพ.สุภัทร ระบุเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์มีแพทย์เพียงประมาณ 20 คน ต้องดูแลผู้ต้องขังจำนวนมากและมีภารกิจหลากหลาย จึงไม่อาจมีความเชี่ยวชาญครบทุกสาขา การยืนยันจะรักษาเองทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยจากสังคม

นพ.สุภัทรยกกรณีการเสียชีวิตของ บุ้ง เนติพร เป็นบทเรียนที่ควรนำมาทบทวน พร้อมเสนอว่า หากไม่ส่งต่อผู้ป่วย ก็ควรตั้งคณะแพทย์จากหน่วยงานภายนอกเข้ามาร่วมตรวจ และวางแผนการรักษา เพื่อป้องกันความผิดพลาดและสร้างความเชื่อมั่น

(7) จาก “รักษาเองได้” สู่ “น้อมรับ” และยอมส่งต่อ
ช่วงต้นของการประชุม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ยังยืนยันว่าโรงพยาบาลมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลเอกชัย และไม่เห็นความจำเป็นในการส่งต่อ

อย่างไรก็ตาม หลังการอภิปรายและข้อซักถามอย่างต่อเนื่องจากกรรมาธิการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ระบุว่า น้อมรับข้อกังวลของที่ประชุม และเพื่อสร้างความสบายใจแก่ทุกฝ่าย จะดำเนินการให้เอกชัยเข้ารับการส่องกล้อง ที่ รพ. ราชทัณฑ์ ตามแผนก่อน จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ทั้งหมดเพื่อส่งต่อขอความเห็นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายนอก (Second Opinion)

การเปลี่ยนท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการประชุมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการรักษา สิทธิของผู้ต้องขังในการเข้าถึงการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และความจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการรักษาพยาบาลในเรือนจำ

เอกชัย หงส์กังวาน เป็นจำเลยในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ลงโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน ส่งผลให้ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำกลางคลองเปรมตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568 ทั้งนี้ คดีของเอกชัย หงส์กังวานยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาและยังไม่ถึงที่สุด




ศาลฎีกาสั่งไม่รับฎีกาขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ เหตุไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะครอบครัวเสียสิทธิดำเนินการทางแพ่ง เหตุผลที่ศาลระบุ ขัดแย้งกับหลักสากล ตามหลักสากล


Cross Cultural Foundation (CrCF)
14 hours ago
·
Breaking News
.
ศาลฎีกาสั่งไม่รับฎีกาขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ เหตุไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะครอบครัวเสียสิทธิดำเนินการทางแพ่ง
.
วันนี้ (21 ก.ค. 2569) ครอบครัวของสยาม ธีรวุฒิ นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกบังคับสูญหายขณะลี้ภัยที่ประเทศเวียดนาม เมื่อปี 2562 พร้อมด้วยทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) เข้าฟังคำสั่งศาลฎีกา กรณีขอให้สยาม ธีรวุฒิ เป็นบุคคลสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 เพื่อให้ครอบครัวมีสิทธิในการดำเนินการทางแพ่งต่อไป
.
คำสั่งศาลระบุว่า "ศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาของผู้ร้องไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 เพราะเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของผู้ร้อง"
.
ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเข้าฟังคำสั่งศาลฎีกาในวันนี้ด้วย ให้ความเห็นว่า "หากการบังคับสูญหายคือการทำให้บุคคลอยู่นอกความคุ้มครองของกฎหมาย คำสั่งศาลฎีกาวันนี้อาจเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ของครอบครัวผู้สูญหาย เนื่องจากที่ผ่านมานอกจากจะไม่มีความคืบหน้าเรื่องการค้นหาและสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ทราบชะตากรรมของสยามแล้ว ยังไม่มีการให้สถานะบุคคลสาบสูญ ซึ่งส่งผลให้ครอบครัวของสยามต้องเผชิญความยากลำบากยิ่งกว่าเดิม"
.
สำหรับแนวทางในการดำเนินการต่อ หลังจากฟังคำสั่งศาลฎีกา ทาง CrCF จะรายงานเพิ่มเติมอีกครั้ง
https://www.facebook.com/CrCF.Thailand/posts/1538139398109731
.....

ถาม Gemini
ตามหลักสากล ศาลจะสั่งให้บุคคลเป็น "บุคคลสาบสูญ" หรือ "ผู้ถูกสันนิษฐานว่าถึงแก่ความตาย" (Presumption of Death) ได้นั้น จะต้องเข้าเงื่อนไขอะไรบ้าง

1. การหายตัวไปโดยสิ้นเชิง (Disappearance & Absence of News)

ไม่มีข่าวคราว: ต้องไม่มีผู้ใดพบเห็น ไม่ได้รับการติดต่อ หรือไม่มีหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของผู้หายตัวไปเลยนับตั้งแต่เกิดการหายตัว

สืบหาแล้วไม่พบ: ผู้ร้องขอต้องแสดงหลักฐานว่าได้พยายามติดตามสืบหาตามสมควรแล้ว (เช่น แจ้งความ เจ้าหน้าที่สืบสวนแล้วแต่ไม่พบเบาะแส)

2. ระยะเวลาการหายตัวไป (Waiting Period)

หลักสากลแบ่งระยะเวลาขั้นต่ำไว้ 2 กรณีหลัก ตามระดับความเสี่ยงอันตราย:

กรณีทั่วไป (General Disappearance): * หายตัวไปในสถานการณ์ปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ

Standard สากลส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ 5 ถึง 7 ปี (เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศใช้เกณฑ์ 7 ปี ส่วนไทยตาม กฎหมายแพ่งฯ ม.61 กำหนดไว้ที่ 5 ปี)

กรณีพิเศษหรือตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง (Special Circumstances / Life-Threatening Danger):

หายตัวไปในเหตุการณ์ร้ายแรง เช่น สงคราม, ภัยพิบัติทางธรรมชาติ, อุบัติเหตุทางอากาศ/ทางเรือ (Shipwreck/Air crash), หรือการจลาจล

ระยะเวลารอคอยจะถูกลดลงเหลือ 1 ถึง 2 ปี (หรือในบางประเทศ/บางสถานการณ์ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าไม่มีผู้รอดชีวิต ศาลอาจสั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเวลา)

3. สิทธิของผู้ยื่นคำร้อง (Legal Standing / Interested Parties)

บุคคลที่จะยื่นขอต่อศาลได้ ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่ต้องเป็น "ผู้มีส่วนได้เสีย" (Interested Persons) ทางกฎหมายเท่านั้น ได้แก่:

ทายาทตามกฎหมาย (คู่สมรส, บุตร, บิดามารดา)

ผู้จัดการมรดก หรือ ผู้รับประโยชน์ จากกรมธรรม์ประกันชีวิต

เจ้าหนี้ หรือบุคคลที่มีสิทธิเรียกร้องทางแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้หาย

4. มาตรฐานการพิสูจน์ (Burden of Proof & Evidence)

ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานเพื่อชั่งน้ำหนักว่า:

มีเหตุผลอันสมควรให้เชื่อได้ว่า "เสียชีวิตแล้ว"

หรือการหายตัวไปนั้น "ไม่สามารถอธิบายด้วยสาเหตุอื่นใดได้เลยนอกจากความตาย" (Cannot be reasonably attributed to any cause other than death)

💡 ข้อสังเกตเพิ่มเติมตามกฎหมายระหว่างประเทศ: > ในกรณีการหายตัวไปจากการถูกบังคับให้หายสาบสูญ (Enforced Disappearance) หรือความขัดแย้งทางการเมือง/การทหาร องค์กรสิทธิมนุษยชนสากล (เช่น ICRC หรือ UN) มีหลักการว่า การสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญทางแพ่ง (เพื่อจัดการทรัพย์สิน) ต้องไม่ตัดรอนหน้าที่ของรัฐในการสืบหาความจริงทางอาญา และต้องไม่ขัดต่อสิทธิของครอบครัวในการได้รับทราบชะตากรรมของผู้สูญหาย
....

💬 ข้อคิดและมุมมองต่อคำสั่ง/แนวตัดสินของศาลไทย

การพิจารณาคดีในลักษณะนี้สร้างข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในทางนิติศาสตร์และนักสิทธิมนุษยชน โดยแบ่งออกเป็นมุมมองต่าง ๆ ดังนี้:

1. การติดดักทางกฎหมาย (Legal Deadlock) ของครอบครัว

ในทางปฏิบัติ เมื่อศาลยกคำร้องโดยอ้างว่า "อาจกำลังหลบหนีเพราะมีหมายจับ" ทำให้เกิดเงื่อนไขที่แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับญาติ (Devil's Proof) เพราะครอบครัวไม่สามารถนำหลักฐานมาพิสูจน์ได้ว่าผู้หาย "ไม่ได้แอบซ่อนตัวอยู่" เนื่องจากผู้หายขาดการติดต่อนานเกิน 5 ปีแล้ว

ผลที่ตามมาคือ ทรัพย์สินหรือสิทธิทางแพ่งของสยามถูกแช่แข็ง ครอบครัวไม่สามารถดำเนินการจัดการใดๆ ตามกฎหมายแพ่งได้เลย

2. มิติ "ประโยชน์สาธารณะ" ที่มองต่างกัน

มุมมองของศาล: มองคดีนี้เป็นเรื่องแพ่งส่วนบุคคล (ขอจัดการมรดก/ทรัพย์สิน) ไม่ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ หรือกระทบประชาชนส่วนใหญ่

มุมมองของสังคมและนักกฎหมาย: มองว่าคำวินิจฉัยนี้ กระทบประโยชน์สาธารณะอย่างยิ่ง เพราะคดีนี้เกี่ยวข้องกับ "การบังคับสูญหายทางการเมือง" (Enforced Disappearance) การวางบรรทัดฐานว่า หากบุคคลมีหมายจับทางการเมืองแล้วหายตัวไป ศาลจะไม่สั่งให้สาบสูญ เท่ากับเปิดช่องให้ผู้กระทำผิดทางอาญาอ้างได้ว่าบุคคลนั้นยังไม่ตายหรือแค่หนีคดีอยู่ และทำให้ญาติผู้สูญหายกลุ่มอื่น ๆ ในอนาคตเข้าไม่ถึงการเยียวยาหรือคุ้มครองทางกฎหมาย

3. ความขัดแย้งกับหลักสากล

ตามหลักสากล (เช่น สภายุโรป หรือ ICRC) เมื่อครบกำหนดเวลา 5–7 ปี และไม่มีข่าวคราว/หลักฐานการมีชีวิตอยู่ ศาลควรสันนิษฐานเพื่อประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียในการดำเนินชีวิตทางแพ่งต่อได้

การนำเหตุผลเรื่อง "มีหมายจับ" มาปฏิเสธสถานะสาบสูญ ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสันนิษฐานในทางที่เป็นโทษแก่ผู้สูญหายและครอบครัว โดยที่รัฐเองก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าผู้หายอยู่ที่ใด




Atukkit Sawangsuk 
9 hours ago
·
ไปศาลด้วยคดีอื่น
ไปเจอคุณแม่ของสยาม ธีรวุฒิ และน้องๆ ทีมงานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
มาฟังคำสั่งศาลฎีกา คดีขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อให้ครอบครัวมีสิทธิดำเนินการทางแพ่ง
ปรากฏว่า ศาลยกคำร้อง ไม่รีบฎีกา เห็นว่าไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสาระสําคัญของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
:
ลำดับความเรื่องนี้ คือเมื่อครบ 5 ปี ที่มีข่าวสยาม ถูกอุ้มหาย ครอบครัวก็ยื่นขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อนำหมายศาลไปจัดการทรัพย์สิน ที่อยู่ในชื่อสยาม
ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องทางการเมืองอะไรเลย
น้องยกตัวอย่างว่า บางกรณี ญาติผู้สาบสูญต้องการหมายศาลเพียงเพื่อไปขอเปลี่ยนมิเตอร์ไฟ เพราะชื่อยังค้างอยู่
:
แต่คดีนี้ ศาลกลับมองว่า สยามโดนคดี 112 น่าจะหลบหนีอยู่ ไม่ใช่สาบสูญ
ปัญหาคือ แม้ศาลอาจเชื่อเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ปรากฏตัวมา 7 ปีแล้ว
ศาลฎีกาไม่รับ แปลว่าไม่มีทางยื่นขอได้อีก เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานใหม่ (ไม่รู้จะไปหาที่ไหน)
ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อเขาก็ค้างอยู่อย่างนั้นต่อไป
จะทำอย่างไร ที่จะจัดการทรัพย์สินได้ หรือต้องนับไปอีก 40-50 ปี เขายังไม่ปรากฏตัว จึงจะเชื่อได้ว่าสูญหาย





สุณัย ผาสุก ฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย โพสต์ "กร่าง! (21 ก.ค.) ได้รับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ #สถานทูตจีน ข่มขู่คุกคามผู้จัดงานเทศกาลภาพยนต์สารคดี #ไต้หวัน สั่งให้ลบโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน … ที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่ #มณฑลไท่กั๋ว (งานเริ่มพรุ่งนี้ถึงวันอาทิตย์)





 


 

https://www.facebook.com/TaiwanDocumentaryAndFilmFestival/posts/1314472524007037

Documentary Club added photos to the album: Activity & Event
4 hours ago
·
เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวัน 2026 กำลังจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้เป็นวันแรก
The Taiwan Documentary and Film Festival 2026 is about to begin tomorrow.
________________________________
22-26 ก.ค. นี้!
พบ 4 หนังสารคดี
SPI
LA PALOMA
A Long Way Home
Back Home
4 หนังคลาสสิก
Pushing Hands
The Wedding Banquet
Eat Drink Man Woman
Kuei-Mei, a Woman
2 หนังฟิกชั่น
The Wave Will Carry Us
Girl
2 โปรแกรมหนังสั้น
New Taipei City Documentary Film Award
- Where the Sea Breeze Blows
- We Live Underground
- The Sparkle in Our Lives
From Caly to Cloud
- Amateur in the Moon
- Jouhatsu Letters
- Paper Houses and Horses
- Where Clouds Once Formed
รู้จักหนังแต่ละเรื่องได้ที่ https://documentaryclubthailand.com/taiwan-documentary.../




บทความ โดย โรเบิร์ต เอ. แมนนิง จากนิตยสาร Foreign Policy สำรวจการล่มสลายเชิงโครงสร้างที่กว้างขึ้นของการเข้าถึงพื้นที่ส่วนรวมของโลกอย่างเปิดกว้างในระดับนานาชาติ โดยใช้วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดศูนย์กลาง

https://foreignpolicy.com/2026/07/20/trump-hormuz-iran-global-commons-fonops/


การล่มสลายอย่างช้าๆ ของทรัพยากรส่วนรวมระดับโลก

ฮอร์มุซเป็นสัญญาณของสิ่งที่เลวร้ายกว่าที่จะเกิดขึ้น

บทความเรื่อง “การล่มสลายอย่างช้าๆ ของทรัพยากรส่วนรวมระดับโลก: ฮอร์มุซเป็นสัญญาณของสิ่งที่เลวร้ายกว่าที่จะเกิดขึ้น” โดย โรเบิร์ต เอ. แมนนิง จากนิตยสาร Foreign Policy สำรวจการล่มสลายเชิงโครงสร้างที่กว้างขึ้นของการเข้าถึงพื้นที่ส่วนรวมของโลกอย่างเปิดกว้างในระดับนานาชาติ โดยใช้วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดศูนย์กลาง

ประเด็นสำคัญและบทสรุป:

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดเปลี่ยน:

วิกฤตการณ์และการใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอาวุธแสดงให้เห็นว่าเส้นทางการขนส่งที่สำคัญระดับโลกสามารถถูกขัดขวางหรือใช้เป็นอาวุธได้ง่ายโดยมหาอำนาจในภูมิภาคโดยใช้สงครามแบบไม่สมมาตรและต้นทุนต่ำ (เช่น ขีปนาวุธ โดรน และทุ่นระเบิดทางทะเล)

ทั้งความเหนือกว่าทางอากาศ/ทางทะเลของกองทัพ หรือภารกิจเสรีภาพในการเดินเรือฝ่ายเดียวโดยมหาอำนาจ ไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางการค้าหรือกำจัดภัยคุกคามการต่อต้านการเข้าถึง/การปฏิเสธพื้นที่ (A2/AD) ที่อิงตามภูมิศาสตร์ได้ในทันที

การกัดเซาะเสรีภาพในการเดินเรือและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ:

เสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของการค้าโลกและกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ กำลังพังทลายลง แทนที่จะเป็นเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยและปราศจากอุปสรรคซึ่งรับประกันโดยเส้นทางเดินเรือเปิด การเข้าถึงมหาสมุทรกลับตกอยู่ภายใต้การต่อรองทางการเมือง การข่มขู่ทางทหาร การเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม และการปิดล้อมโดยพฤตินัยมากขึ้นเรื่อยๆ

ภัยคุกคามเชิงระบบที่กว้างขึ้นต่อ "ทรัพยากรส่วนรวมของโลก":

บทความนี้โต้แย้งว่าวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เหตุการณ์ทางภูมิศาสตร์การเมืองที่โดดเดี่ยว แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงการเสื่อมถอยในวงกว้างและหลายมิติของพื้นที่เปิดร่วมกันของโลก (มหาสมุทร น่านฟ้า อวกาศ และไซเบอร์สเปซ)

ในขณะที่มหาอำนาจต่างๆ เปลี่ยนไปสู่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์อย่างเข้มข้น และประเทศขนาดกลางใช้ประโยชน์จากจุดยุทธศาสตร์สำคัญ กฎและสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เคยควบคุมการค้าโลก เสรีภาพในการขนส่ง และทรัพยากรที่ใช้ร่วมกัน กำลังถูกกัดเซาะอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและมนุษย์:

การหยุดชะงักในจุดสำคัญๆ ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงเป็นวงกว้างเกินกว่าตลาดพลังงานโดยตรง มันคุกคามห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานและประกันภัยการขนส่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร (เช่น ปุ๋ยและการขนส่งธัญพืช) และผลักดันภาระทางเศรษฐกิจไปสู่ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า

ความจำเป็นสำหรับความเป็นจริงด้านการกำกับดูแลระดับโลกใหม่:

การพึ่งพาอำนาจเดียวหรือกองกำลังทหารเพียงฝ่ายเดียวในการรับประกันความมั่นคงแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เพื่อป้องกันการแตกแยกอย่างถาวรของทรัพยากรส่วนรวมของโลก โลกต้องการกลไกที่สมจริงและมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย โปรโตคอลการลดความตึงเครียดในระดับท้องถิ่น และข้อตกลงระหว่างประเทศที่ทันสมัยซึ่งสะท้อนถึงความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน




อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศจอร์แดนระบุ สงครามอิหร่านกำลังสร้างความเสียหายต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค


Iran war hurting U.S. allies in region, former Jordanian foreign minister says

PBS News Hour

Jul 20, 2026

For perspective on the latest developments in the Iran war and the regional ramifications, Amna Nawaz spoke with Marwan Muasher. He's the vice president for studies at the Carnegie Endowment for International Peace and the former deputy prime minister and foreign minister of Jordan.

https://www.youtube.com/watch?v=wbKJxtxMFbc
.....

อ่านบทถอดความฉบับเต็ม

หมายเหตุ: บทถอดความนี้จัดทำขึ้นโดยใช้ทั้งระบบอัตโนมัติและมนุษย์ร่วมกัน และผ่านการปรับแก้เล็กน้อยเพื่อความถูกต้อง แต่อาจยังมีความผิดพลาดหลงเหลืออยู่บ้าง

Amna Nawaz:
เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ล่าสุดของสงครามและผลกระทบที่มีต่อภูมิภาค เราจะไปพูดคุยกับคุณ Marwan Muasher รองประธานฝ่ายการศึกษาของ Carnegie Endowment for International Peace ซึ่งท่านยังเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจอร์แดนอีกด้วย ขณะนี้ท่านร่วมรายการกับเราจากกรุงอัมมาน

คุณ Marwan คะ ยินดีต้อนรับกลับสู่รายการและขอบคุณที่มาร่วมพูดคุยกับเราค่ะ

Marwan Muasher (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจอร์แดน):
ขอบคุณ ขอบคุณที่เชิญมาร่วมรายการ

Amna Nawaz:
คุณอยู่ที่จอร์แดนในขณะนี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกอิหร่านโจมตีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในช่วงที่สงครามปะทุขึ้นอีกครั้ง อยากให้ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยค่ะว่าสถานการณ์ในพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง และผู้คนมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อเหตุการณ์ล่าสุดนี้

Marwan Muasher:
แน่นอนว่าผู้คนต่างมีความกังวล เรากังวลเรื่องการยืดเยื้อของสงคราม และกังวลเกี่ยวกับเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นในจอร์แดน

นอกจากนี้ เรายังกังวลเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมาด้วย พูดตามตรงคือคนส่วนใหญ่ในวันนี้ไม่เข้าใจว่าสงครามนี้มีจุดประสงค์เพื่ออะไรกันแน่ เป็นไปเพื่อลดขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ของอิหร่านหรือ? ซึ่งสหรัฐฯ ก็ระบุไปแล้วว่าทำสำเร็จไปแล้ว หรือเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครอง? ก็มีการชี้แจงซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะไม่มีการเปลี่ยนระบอบการปกครองด้วยการทิ้งระเบิดทางอากาศ

แล้วสงครามนี้มีไว้เพื่ออะไร? เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือ? ช่องแคบนั้นก็เปิดใช้งานได้ตามปกติอยู่แล้วก่อนเกิดสงคราม สิ่งที่สงครามนี้ก่อให้เกิดจริงๆ คือความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาค และทำให้จุดยืนของอิหร่านแข็งกร้าวขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การหาทางออกทางการเมืองร่วมกับอิหร่านหลังจากสงครามสิ้นสุดลงนั้นทำได้ยากยิ่งขึ้น

Amna Nawaz:
ในแง่ของกระแสตอบรับในพื้นที่และในภูมิภาคนั้น ดิฉันมั่นใจว่าคุณคงได้เห็นรายงานข่าวในวันนี้แล้ว โดยเฉพาะรายงานจาก Wall Street Journal เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมาที่ระบุว่า ขีปนาวุธของอิหร่านที่ตกในจอร์แดนนั้นพุ่งเข้าใส่ที่พักของทหารสหรัฐฯ ภายในฐานทัพอากาศแห่งหนึ่งในจอร์แดน ซึ่งนั่นคือเหตุโจมตีที่ทำให้ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตไป 2 นายค่ะ การที่อิหร่านมุ่งเป้าโจมตีไปที่กองกำลังและฐานที่มั่นของสหรัฐฯ ในกรณีนี้ ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนหรือผู้นำจอร์แดนอย่างไรบ้าง?

Marwan Muasher:
ไม่มีประเทศใดหรอกที่ต้องการให้มีการละเมิดอธิปไตยของตน หรือต้องการเห็นการโจมตีเกิดขึ้นบนดินแดนของตน และชาวจอร์แดนก็คิดเช่นเดียวกัน

สิ่งที่เราเห็นในขณะนี้คือความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นในการโจมตีของฝ่ายอิหร่าน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายที่ต้องการด้วยความแม่นยำนั้น พัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

สิ่งที่จอร์แดนกังวลเป็นหลักคือ ประการแรก คือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมา ภาคการท่องเที่ยวได้รับความเสียหายอย่างหนัก และประการต่อมาคือ ความชัดเจนที่ว่าความขัดแย้งนี้ไม่มีทางออกด้วยวิธีการทางทหาร

สหรัฐฯ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าตนมีความสามารถในการคว้าชัยชนะทางทหาร แต่ไม่ถนัดนักในเรื่องการหาข้อยุติทางการเมือง ท้ายที่สุดแล้ว ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคจำเป็นต้องรับมือกับอิหร่านและหาทางออกทางการเมืองร่วมกับอิหร่านให้ได้ แต่อิหร่านเองก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ง่ายขึ้นเลย เพราะยังคงเดินหน้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่กับจอร์แดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศในอ่าวอาหรับและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ด้วย

ท้ายที่สุดแล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะยิ่งทำให้การหาทางออกทางการเมืองมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น

Amna Nawaz:
อย่างที่เห็นกันในขณะนี้ ข้อตกลงที่ลงนามไปเมื่อเดือนที่แล้วแทบจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาหยุดชะงักอีกครั้ง

และตอนนี้เรายังเห็นกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน ออกมาขู่ว่าจะตัดเส้นทางขนส่งสินค้าสายหลักอีกสายหนึ่ง นั่นคือช่องแคบ باب المندب (Bab al-Mandab) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อตัดเส้นทางขนส่งสินค้าของซาอุดีอาระเบียที่จะมุ่งหน้าสู่ทะเลแดง

เรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างไรบ้างคะ?

Marwan Muasher:
ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อจอร์แดนเลย

จอร์แดนมีทางออกสู่ทะเลเพียงแห่งเดียวคือเมืองอากาบา (Aqaba) ทางตอนเหนือของทะเลแดง และสินค้าส่งออกรวมถึงสินค้านำเข้าจำนวนมากต้องผ่านช่องแคบ Bab al-Mandab แม้ว่าเราจะมีเส้นทางอื่น เช่น ผ่านคลองสุเอซหรือเส้นทางบก แต่การค้าส่วนใหญ่ของจอร์แดนกับโลกภายนอกนั้นเกิดขึ้นผ่านช่องแคบ Bab al-Mandab แห่งนี้ แน่นอนว่าเราเองก็ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องน้ำมัน ซึ่งจอร์แดนเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันและส่วนใหญ่ก็ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงรุนแรงมาก ทั้งจากกรณีช่องแคบฮอร์มุซ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือหากมีการปิดช่องแคบับอัลมันดับด้วย

Amna Nawaz:

อย่างที่คุณเห็นค่ะ ทางอิหร่านกำลังใช้ความได้เปรียบที่มีอยู่สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกและสร้างความเดือดร้อนแก่ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

ในมุมมองของคุณ และจากเวลาที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยนี้ อะไรคือเครื่องมือต่อรองที่ดีที่สุดที่สหรัฐฯ มีอยู่ในขณะนี้ และก้าวต่อไปที่พวกเขาควรดำเนินการคืออะไรคะ?

Marwan Muasher:

พูดตามตรงนะอัมนา ผมคิดว่าสหรัฐฯ มีทางเลือกเหลือน้อยมาก สหรัฐฯ ยังไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้มาอย่างถี่ถ้วนเพียงพอ

สหรัฐฯ เคยคาดคิดว่าจะสามารถคว้าชัยชนะในอิหร่านได้อย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น อิหร่านกำลังดำเนินยุทธศาสตร์การป้องกันเชิงยุทธศาสตร์ พวกเขาสามารถต้านทานการโจมตีเหล่านี้ได้ ซึ่งนั่นจะทำให้การหาทางออกด้วยวิธีทางการเมืองเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว การหาทางออกด้วยวิธีทางการเมืองถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการยืดเยื้อของสงครามมีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ

Amna Nawaz:
เอาล่ะค่ะ นั่นคือคุณมาร์วาน มูอาเชอร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจอร์แดน ที่มาร่วมพูดคุยกับเราในค่ำคืนนี้

ยินดีที่ได้พบคุณค่ะ ขอบคุณมากสำหรับเวลาของคุณ

Marwan Muasher:
ขอบคุณ









รายงานข่าวดังกล่าวสะท้อนถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก โดยมีบริบทสำคัญและผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก ดังนี้

1. บริบทการย้ายเส้นทางของซาอุดีอาระเบีย

ทางรอดจากช่องแคบฮอร์มุซ: ก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียและการหยุดชะงักบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องผันการส่งออกน้ำมันดิบผ่านท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ไปยังท่าเรือยันบุ (Yanbu) บนฝั่งทะเลแดงแทน

ความสำคัญของทะเลแดง: การเปลี่ยนเส้นทางนี้ทำให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันส่วนใหญ่ของซาอุฯ ต้องพึ่งพาการเดินทางผ่านทะเลแดงและ ช่องแคบบาบเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) เพื่อส่งออกไปยังตลาดเอเชียและยุโรป

2. ทำไมการประกาศของฮูตีจึงส่งผลกระทบรุนแรง

วิกฤตสองจุดยุทธศาสตร์ (Dual Chokepoint Risk): การที่กลุ่มกบฏฮูตีประกาศปิดกั้นเรือขนส่งของซาอุฯ ในทะเลแดง เท่ากับเป็นการปิดทางหนีหลักของซาอุฯ หากทั้งช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงถูกรบกวนพร้อมกัน ซัพพลายน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจะถูกตัดขาดเกือบสมบูรณ์

ระยะเวลาขนส่งและต้นทุนพุ่งสูง: หากเรือขนส่งน้ำมันต้องหลีกเลี่ยงทะเลแดงและเปลี่ยนเส้นทางไปแล่นอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางตอนใต้ของแอฟริกา:

ระยะเวลาเดินทาง: เพิ่มขึ้นจากประมาณ 20-27 วัน เป็นร่วม 50 วัน สำหรับปลายทางในเอเชีย

ค่าใช้จ่าย: ค่าระวางเรือ (Freight Rates), ค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม และค่าเชื้อเพลิงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

3. ผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก

Geopolitical Risk Premium: นักวิเคราะห์จาก Kpler (Muyu Xu) และสถาบันพลังงานชั้นนำประเมินว่า ความเสี่ยงใหม่นี้ส่งผลให้เกิดการกว้านซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยง และดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (เช่น Brent) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตึงตัวในฝั่งอุปทาน (Supply Tightness): ตลาดกังวลว่าโรงกลั่นในเอเชียและยุโรปอาจเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบชั่วคราวจากล่าช้าในการจัดส่ง (Supply Disruption)




เรื่องเล่าต่อจากเรื่อง หอประชุมกองทัพบก แห่งใหม่ ที่ ผบ.ทบ. พลเอกพนาฯ ออกมายอมรับว่า ส่วนมากจะปิดการใช้งาน มากกว่าเปิดการใช้งาน ทำไม? หอประชุมกองทัพบกแห่งใหม่ จึงต้องมาอยู่ตรงนี้ ห่างไกลจากสถานที่ตั้ง เหล่ากรม/กอง ของกองทัพ ในย่านพระราม5 พระราม6 เกียกกาย และสวนรื่นฯ

https://x.com/WassanaNanuam/status/2078901628472836375
.....

Suvipan Pornawalai
11 hours ago
·
เมื่อวานแชร์ จากเพจวาสนา นาน่วม เรื่อง ผบ.ทบ. พลเอกพนาฯ ออกมายอมรับว่า หอประชุมกองทัพบก แห่งใหม่ ที่ ถนนประดิษฐ์มนูธรรม หรือเลียบด่วน
ที่ตั้งอยู่ระหว่างช่วงเลียบด่วน ตัดลาดพร้าว และตัดพระราม 9 อยู่ช่วง เส้น inbound เข้าเมือง ทางไปเอกมัยและอยู่เยี้องกับ ศูนย์แพทย์พัฒนาฯ
 
หอประชุมกองทัพบก มูลค่า 3,400 ล้าน แห่งใหม่นี้ ที่สร้างนานหลายปี โครงการฯ นี้อยู่ในสมัยอำนาจ ของคสช.
และสร้างนานหลายปี จนเสร็จมาได้ 2-3ปีแล้ว

ส่วนมากจะปิดการใช้งาน มากกว่าเปิดการใช้งาน
และ ผบ.ทบ. ออกมายอมรับว่า กองทัพบก ใช้งานไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่สร้าง
และการเปิดใช้งานแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะมีขนาดใหญ่ และจุได้หลายพันคน

และกองทัพบก ไม่ได้มีภารกิจการจัดประชุม ที่มีขนาดใหญ่แบบนี้!
และเทคโนโลยีการประชุมของโลก ก็ล้ำหน้าไปมากแล้ว ตั้งแต่ยุค3G
มากกว่าการสร้างอะไรใหญ่ๆแบบนี้ ของตนเอง
ขณะเดียวกัน ช่วงที่ปิดการใช้งาน
ก็ยังมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามหาศาลเช่นกัน!
ผบ.ทบ. ถึงขนาดเอ่ยทำนองว่า องค์กร หรือ ส่วนราชการ มาใช้งานได้
เพราะการไม่ใช้งาน ก็ทำให้ความสึกหรอ และความเสื่อมจากอายุใช้งาน เกิดขึ้นได้

แต่สิ่งที่แกพูด ก็ไม่ได้บอกถึงเรื่อง ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการเข้าใช้อย่างไร?
กองทัพบก คงตั้งหน่วยงาน ประสานการจัดการเรื่องนี้ เพื่อให้หอประชุมฯ มีรายได้หล่อเลี้ยง ค่าใช้จ่ายตัวเองได้!

กลายเป็น ภารกิจของกองทัพบก
คล้าย Impact Challengers Halls เมืองทอง และ BITEC บางนา ไปแล้ว!

และเราทราบว่า หอประชุมกองทัพบกนี้เคยเปิดใช้งาน 2 ครั้ง ในงานจัดประชุมในโครงการ ธรรมะนาวาวัง ของเจ้าคุณพระสินีนาถฯ
การประชุมของกองทัพบก แบบบิ๊กๆ ในหอประชุมฯ แห่งใหม่นี้ เหมือนยังไม่เคยเกิดขึ้น
และในหลวงฯ ยังไม่ได้เสด็จมาทำพิธีเปิดหอประชุมแห่งใหม่นี้

เพราะกองทัพบก มีหอประชุมเดิม อยู่แล้ว ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีฯ

สถานที่ ที่เคยใช้ประชุมฯ คู่ขัดแย้ง 5 ฝ่าย ในปี2557 และในวันประชุมวันสุดท้าย

กองทัพบก โดย คสช.ก็ยึดอำนาจ และจับคนในห้องประชุมทั้งหมด ขึ้นรถตู้ กระจายไปคุมขังไว้ในกรม/กองต่างๆ หลายจังหวัด
อ.ชัชชาติ รมว.ในพรรคเพื่อไทย เล่าว่า ผมก็โดนคลุมหัว ด้วยถุงผ้าสีดำครอบหัว จับยัดในรถตู้ และพันธนาการด้วย จนมองอะไร ไม่เห็นระหว่างทาง

เมื่อวานในช่องเมนท์ ที่เราแชร์ ก็มีคนทราบข้อมูลว่า
ทำไม? หอประชุมกองทัพบกแห่งใหม่ จึงต้องมาอยู่ตรงนี้ ห่างไกลจากสถานที่ตั้ง เหล่ากรม/กอง ของกองทัพ ในย่านพระราม5 พระราม6 เกียกกาย และสวนรื่นฯ

ดีเลย! มีคนเปิดมาเราก็จะต่อให้ก็มาฟังเรื่องนี้กัน

สมัยจอมพลสฤษดิ์ ผบ.ทบ. มีอำนาจ จากการยึดอำนาจ จากจอมพลป. และพล.ต.อ. เผ่าฯ
แกสั่งสร้างบ้านพักให้ตนเอง ขนาดใหญ่ขึ้นมา บนที่ดินของกองทัพบก
ตรงที่นั้นเดิม ใกล้เสาคอนกรีตยักษ์ จำนวน4เสา ที่แขวนหม้อแปลงไฟฟ้า ที่ไว้ใช้ส่งกำลังไฟไปที่รถรางไฟฟ้าเส้น เกียกกาย-ท่าเตียน

และตรงนั้นใกล้วังเทเวศน์ ของกรมพระจันทบุรีฯ หรือวังปากคลองผดุงฯ ข้างวัดเทวราชฯ
ชาวบ้านตรงนั้นเลยเรียก บ้านจอมพลสฤษดิ์ ว่า บ้านสี่เสาเทเวศร์

จอมพลสฤษดิ์ ครองอำนาจ 2500-2506 หลังจากแกจากไป บ้านสี่เสาฯ ก็ไม่ได้ใช้งาน

ช่วงที่จอมพลสฤษดิ์ ใช้ผู้หญิง เปลืองมากแบบเปิดเผย ในช่วงครองอำนาจ
ก็ไม่มีใครกล้าเขียนว่า แกใช้สถานที่แห่งไหน? กับเหล่าสตรีฯ เหล่านั้น ซึ่งมีทั้งยินยอมและ หวาดกลัวในอำนาจ
ช่วงนั้น สี่อไทย ทรงพลัง มีสื่อด้านเดียว คือหนังสือพิมพ์ ก็โดนไล่ปิดสำนักพิมพ์ ถ้าสื่อวางตัวเองอยู่ฝั่งตรงข้าม
และล็อกกุญแจแท่นพิมพ์ เอาทหารถือปืน ยืนเฝ้าแท่นพิมพ์

จนสิบกว่าปีถัดมา พลเอกเปรมฯ ขึ้นนั่งใน ผบ.ทบ.ยุคพศ.2521
แกก็มาใช้บ้านหลังนี้ เป็นที่พำนักเรื่อยมา จนแกจากไปในกลางปี พศ.2562

และตอนตั้งโกศ ของป๋า ก็ตั้งที่วัดเบญจฯ ตลอดพิธี
ส่วนวันพระราชทานเพลิงศพ ปลายปี2562 ก็ไปทำพิธีที่ วัดเทพศิรินทร์

พลเอกสุรยุทธ์ เป็นประธานในงานตลอดงาน รวมถึงวันเก็บอัฐิด้วย

อัฐิป๋า ไปเก็บไว้ที่วัดราชบพิธฯ ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาล ของรัชกาลที่5

วัดราชบพิธ ส่วนริมรั้วข้างคลองหลอด จึงกลายเป็น ที่รวมการเก็บอัฐิของราชสกุล สายจุฬาลงกรณ์สันตติวงศ์ ทั้งหมด

เราชอบไปเดินศึกษา ตรงสุสานนั้นบ่อยๆ หลายราชสกุล แต่ละราชสกุล ก็ดูแลที่เก็บอัฐิได้ในระดับแตกต่างกัน

บางราชสกุล ก็ดูแลได้เท่าที่มีเวลา อาจจะมีภารกิจงานเยอะ

บางราชสกุล ก็อัพเดทปรับปรุงใหม่สร้างครอบเพิ่มอย่างใหญ่โต ทาสีสวย ยกตัวอย่าง ราชสกุล อาภากร ของกรม
หลวงชุมพรฯ ซึ่งทางกองทัพเรือ อาจจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วยมั๊ง?

ส่วนที่เป็นข่าวทุกปี ในข่าวพระราชสำนัก2ทุ่ม ก็ในพื้นที่การเก็บอัฐิของเจ้าจอมมารดาอ่วม เจ้าจอมฯ ในรัชกาลที่5
ซึ่งเป็นพระมารดาของ กรมพระจันทบุรี ต้นราชสกุล #กิติยากร ซึ่งเป็นสายของ สมเด็จพระพันปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ซึ่งจะมีการทำพิธีตรงนั้น ทุกปี

ลองไปเยี่ยมชมกันนะครับ และแวะไปชมงาน พระอุโบสถ วัดราชบพิธ ที่งดงามมาก จนมีช่วงนึง มีเวดดิ้งสตูดิโอ บ่าวสาวเดินพลุกพล่านมากๆ

หลังงานพิธี พระราชทานเพลิงศพของป๋า ปี2562 เสร็จสิ้น
บ้านสี่เสาเทเวศร์ ของป๋า ถูกทุบทิ้งทันที

และไปๆมาๆ ผ่านไป3ปี ในปี2565
อัฐิป๋า ที่อยู่ในวัดราชบพิธ ก็ถูกเคลื่อนย้ายจากวัดราชบพิธ ไปบรรจุอัฐิในอนุสาวรีย์ของป๋า ที่สวนสาธารณะ จ.สงขลา

ที่ดินของบ้านสี่เสาฯ เป็นของกองทัพบก หลังจากทุบทิ้ง ที่ดินได้ถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของ สำนักงานทรัพย์สินฯ และไม่ได้เป็นการซื้อขาย แต่เป็นการแลกเปลี่ยนกัน

จึงเกิดที่ดิน บนหอประชุมกองทัพบก แห่งใหม่ ที่คุณวาสนาเล่าเรื่อง

เพราะผู้มาเมนท์ บอกว่า เป็นการทดแทนที่ดินกัน ของที่ดิน บ้านสี่เสาเทเวศร์ ที่ทุบทิ้ง สลับกับ แปลงที่ดินตรงนี้ ซึ่งข้อมูลก็ตรงกับข่าวในช่วงนั้น

บนที่ดินแปลงนี้ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้าม ศูนย์แพทย์พัฒนา บริเวณถนนประดิษฐ์มนูธรรม หรือ ถนนเลียบด่วน
ที่ดินศูนย์แพทย์พัฒนา ก็เป็นของสำนักงานทรัพย์สินฯ

ย้อนหลังไป ในวันที่ในหลวงรัชกาลที่9 เสด็จไปทำพิธีเปิดศูนย์แพทย์พัฒนาฯ

พระองค์ท่าน จึงเห็นสุนัขทองแดง วิ่งอยู่ตรงนั้นแหละ!
เพราะเจ้าหน้าที่ที่ดูแลสถานที่วันพิธีเปิด คงกันพื้นที่ตรงนั้นได้ไม่ครบ จนมีสุนัขเจ้าถิ่น วิ่งและเดินออกมา และในหลวงทรงเห็นสุนัขทองแดง และทรงรับเลี้ยงไว้

สุตเขตด้านขวามือของศูนย์แพทย์พัฒนา ที่ดินติดกัน ก็เป็น ร้านโกลเด้นเพลส ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก็เป็นที่ดินของสำนักทรัพย์สิน

บริเวณถนนประดิษฐ์มนูธรรม ที่ดินสำนักงานทรัพย์สินฯ จะมีหลายจุด และแต่ละแปลงใหญ่มากๆ
อย่างที่ดินแปลงใหญ่ ด้านหลัง ของ
หอประชุมกองทัพบก ที่เล่าด้านบน และพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า ด้านข้างหอประชุมฯ ที่กำลังสร้างอยู่ และใหญ่โตไม่แพ้กัน

ก็เป็นที่ดินของสนง.ทรัพย์สิน อีกแปลงหนึ่งใหญ่มากอยู่ด้านหลัง
คือ เดิมเป็นที่ตั้งของบริษัท SAMCO แซมโก้
Siam Admin Management Company

แรกทีเดียว samco เป็นของ SCB เป็นส่วนงาน เซฟเฮาส์ธนาคาร คือ เป็นศูนย์เก็บเงินสดขนาดใหญ่ และเก็บข้อมูลสำคัญ
และเป็นศูนย์กลางแอดมิน การบริหารด้านธุรการ ของสาขาทั้งหมดใน กทม.

เราเคยเข้าไปนานมากแล้ว ตรงนั้น จะมีรถหุ้มเกราะขนเงินสด วิ่งเข้าออก ตลอดเวลา ทั้งนำส่งสาขา และนำใส่ตู้เอทีเอ็ม

ในยุคทศวรรษ ปี2540 มักมีข่าวไม่ดี ออกสื่อ เกี่ยวกับรถขนเงินสด ทั้งโกง ทั้งปล้น ทั้งยักยอก ขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ บ่อยมากๆ

ธ.กรุงเทพ และ อีกหลายธนาคาร 
ใช้บริษัทต่างชาติของสหรัฐ ขนเงินสด ชื่อ Brink’s รถหุ้มเกราะสีน้ำเงินเข้ม ดาร์คบลู

ธ.กสิกร ใช้บริษัทเครือข่ายธนาคารเองชื่อบริษัท กันภัย รถสีขาว คาดเขียว

ธ.ไทยพาณิชย์ ใช้บริษัทเครือข่ายของธนาคารเอง ชื่อบริษัท samco รถสีเงินตะกั่ว

และเวลาเกิดเหตุในเงินสด ของรถขนเงินสด จนเป็นข่าวหน้าหนึ่ง มักจะเป็นอยู่บริษัทเดียวคือ samco

จนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผบ.ชน. ตอนนั้น อารมณ์ตนเองหลุด! ออกสื่อ! ตอนที่ต้องทำคดีแบบนี้ซ้ำๆ จนเบื่อ และ แซะว่า

“ก็ธนาคารคุณ รับแต่คนร้าย เข้ามาทำงาน ไม่รู้คุณคัดกรองกันอย่างไร? เพราะธนาคารอื่นแทบไม่มีเหตุเลย”

สมัยนี้ ตำรวจไม่กล้าพูดแบบนี้กับธนาคารใหญ่ หรอก!

แปลว่า มาตรฐานตำรวจใหญ่ ในยุคนั้น
ยังพอไว้ใจได้ ตรงไป ตรงมา
เพราะความเทา ทุกภาคส่วน ยังไม่ครอบคลุมแบบยุคนี้

ปัจจุบัน samco เลิกแล้ว มีกลุ่มเอกชน มาซื้อกิจการ 100% เอาไปบริหารแทน ตั้งชื่อว่า บ.เมทเทียร์ คอยดูแลงานด้านรักษาความปลอดภัย งานดูแลอาคารสถานที่ และรถขนเงิน ที่มีความเชี่ยวชาญในระบบด้าน ict
แต่ยังตั้งสำนักงาน อยู่ที่เดิมของ samco

ที่ดินของสำนักทรัพย์สิน ใกล้แซมโก้
ยังกระจายออกไปในวงกว้างที่ใกล้กัน เช่น

ชุมชนทรัพย์สินเก่า ซอยรามคำแหง39 ซึ่งมีชุมชนอาศัย ทั้ง2ฝั่ง บนที่ดินของ สนง.ทรัพย์สินฯ
เพราะมีชุมชนขนาดเล็กกระจายหลายแห่ง อยู่ทั้งสองฝั่ง
ตรงบริเวณสี่แยก ธนาคารไทยพาณิชย์สาขาศรีวรา ทาวน์อินทาว์น

สนง.ทรัพย์สิน ก็บอกเลิกสัญญาเช่า กับบ้านเล็ก บ้านน้อย บ้านแบบเพิงๆ ในชุมชน เมื่อหลายปีที่แล้ว
และสร้างอาคารคล้ายทาวน์เฮาส์2ชั้น ขึ้นมาใหม่ โดยสยามสินธร ที่ดูแลทรัพย์สินส่วนฯ ให้จับจองเช่าอาศัยกัน ในจำนวนจำกัด

แต่เว้นช่วงที่ดินตรงกลาง เป็นที่ดินเปล่าขนาดหลาย 10 ไร่
สนง.ทรัพย์สิน เพิ่งปิดประกาศให้เอกชน ใครจะเช่า และสนใจ ก็มาพัฒนากัน

และจะขอเล่าถึงที่ดินแปลงสุดท้าย
อยู่หัวถนนเลียบด่วน ประดิษฐ์มนูธรรม

ประมาณยุคพ.ศ.2540 จะมี พระหนุ่มๆ กลุ่มที่การศึกษาสูง และโปรไฟล์สูง ที่ศึกษาพระธรรม ถูกเชิญให้ออกจากวัดฯ แห่งหนึ่ง
ด้วยวิธีที่เราไม่กล้าเล่าตรงๆ บนนี้

เอาเป็นว่าไปหาฟังเรื่องนี้ได้จากอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ แล้วกัน เพราะแกมีความกล้าหาญ ที่จะเล่าเรื่องนี้ ของแม่ชี ออกอากาศ เพราะไม่มีใครกล้าเล่ากัน
แต่ผู้คนรอบๆวัดฯแห่งนั้น ในปีนั้น ในยุคนั้นจะทราบกันหมด

กลุ่มสำนักแม่ชี ก่อตั้งขึ้นใน พื้นที่ส่วนหนึ่งของวัดฯนี้ มาตั้งแต่ในยุค2510
จนเป็นศูนย์กลางของสำนักแม่ชี ในกรุงเทพ

และที่กลุ่มพระหนุ่มหัวก้าวหน้า โดนเชิญออก
อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ใช้คำว่า
ถูกโยนของใช้ส่วนตัวของพระ ข้ามกำแพงวัด ออกมาเลยกลางดึก
เป็นเรื่องการบริหารภายใน ที่เห็นไม่ตรงกัน

แล้วทำไมแม่ชี ทำแบบนั้นได้ ก็ไปค้นหาและศึกษากันเองบ้างนะครับ เล่าให้แค่นี้พอ

และเรื่องราว ที่เห็นไม่ตรงกัน ก็ไม่ได้เป็นเรื่องอื้อฉาว หรือ ผิดสมณะฯทางสงฆ์นะครับ

พระหนุ่มๆ เหล่านั้น จึงย้ายไปพำนักอยู่ที่ วัดดัง ที่บางละมุง
และพอแปลงที่ดินหัวมุม ถนนประดิษฐ์มนูธรรม เลียบด่วน ได้สร้างวัดพระราม9กาญจนาภิเษก ขึ้นมาใหม่ ที่ไม่ไกลจากศูนย์แพทย์พัฒนา และอยู่ฝั่งเดียวกัน

พระหนุ่มๆ เหล่านั้น จึงย้ายกลับมาอยู่ที่วัดนี้
อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ เล่าแบบนี้

เรื่องนี้ เราก็พอทราบมาก่อนบ้าง พออาจารย์มาเล่า เราก็เอาเป็นชุดอ้างอิงได้
และมีโรงเรียนพระราม9กาญจนาภิเษก
ที่วัดอุปการะ ตั้งอยู่ด้านหลัง
และตอนโรงเรียนเปิดตัว มีหลักสูตรการสอนพิเศษ ที่โด่งดังมาก
จนผู้คนแห่ เอาลูกหลานเข้าไปเรียนกันเยอะ
ต้องจับฉลากกัน

ผมว่าเรื่องเหล่านี้ เราควรเล่าได้
และเล่าในตอนที่อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ยังอยู่นี่แหละ!
ต้องรีบๆเล่า เพราะแกก็ 90 กว่าแล้ว!555

สำหรับเรา แกเป็นปราชญ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในใจเรา ในยุคนี้
ถึงแม้แกก็เคยโดน112 มาก่อน

วันไหนอาจารย์ ไม่อยู่แล้ว
ก็อย่าไปเล่าเลย เพราะไม่มีพยานบุคคลต้นทางข้อมูลให้อ้างอิง555

และพวกคุณก็ไม่ต้องมายุผม ให้สืบทอดจากแก เพราะลูกเพจหลายคน ชอบพูดคำนี้ออกมา จนรู้สึกว่าเราโดน gaslighting 555

จบแค่นี้พอนะครับ
ใครว่างๆ ก็ไปศึกษาธรรมะกัน วัด
พระราม9นะครับ คนเยอะมากๆ
#สาธุครับผม

https://www.facebook.com/suvipan.pornawalai.7/posts/2117129335820081




วันอังคาร, กรกฎาคม 21, 2569

‘ยายขิ่น’ หญิงสาวโคราชที่ ‘ท้อปนิวส์’ ว่าเป็น “ผู้ที่รักสถาบันยิ่งชีวิต/ค้านแก้ ๑๑๒” โพสต์ภาพจั่วหัวว่า “ถ้าติดที่กีได้...ติดไปแล้ว” ปวินว่า “เหยียบย่ำแบบนี้ มันคือการดูหมิ่นผู้หญิง”

เรื่องนี้ต้องถึง อ.เชน แล้วละ ภาพที่ สกุลทิพย์ สุขแก้ว หรือ ยายขิ่น หญิงสาวโคราชที่ ท้อปนิวส์ บอกว่าเป็น “ผู้ที่รักสถาบันยิ่งชีวิต/ค้านแก้ ๑๑๒” โพสต์ไว้ในจั่วหัวที่ว่า “ถ้าติดที่กีได้...ติดไปแล้ว” จนนักวิชาการตัวแสบแสดงปฏิกิริยา

“ดิชั้นไม่เห็นด้วยกับทุกเรื่องที่รักชนกพูด และบางครั้งก็วิจารณ์แรงๆ” Pavin Chachavalpongpun  บอก “แต่การที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบเรื่องเพศมาเหยียบย่ำแบบนี้ ดิชั้นว่ามันเลยเส้นไปมาก นี่ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นการดูหมิ่นนักการเมือง แต่มันคือการดูหมิ่นผู้หญิง”

ส่วนเจ้าตัวคนในภาพที่ถูกระบุ ก็เขียนตอบโต้ ว่า “หลายท่านคงได้เห็นรูปนี้เต็มไทม์ไลน์ไปหมด พร้อมคอมเม้นหยาบคายจำนวนมาก เหมือนขบวนการของเสื้อทุกสี นัดกันมาโพส วันนี้ก็เลยจะมาเล่าให้ฟังว่ารูปนี้คุยอะไรกับอาจารย์เชน”

เธอเอ่ยถึง “โครงการ NDLP (National Digital Learning Platform) ของกระทรวงศึกษา ทำขึ้นเป็นแพลตฟอร์มการจัดการเรียนรู้ดิจิทัลระดับชาติที่ขับเคลื่อนโดย สพฐ. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยแบ่งเป็น ๒ เฟส

มูลค่ารวมทั้งสิ้น เกือบ ๒,๘๐๐ ล้าน + ค่าคลาวอีก ๒,๘๐๐ ล้าน เราก็ตั้งข้อสังเกตว่า เอาเงินมาละลายเล่นอีกแล้วหรือไม่” เธอบอก เฟส ๑ นั้น “ทำแพลตฟอร์มและคลิป ๕,๐๐๐ คลิป ให้เด็ก ม.ปลายใช้เรียน...แต่กลับเขียนโครงการเพื่อจ้างที่ปรึกษา ๔๗๕ คน”

เฟสสองก็ทำแพลตฟอร์มและคลิปเหมือนกัน แต่ให้เด็ก ม.ต้นเรียน “คำถามคือโครงการที่มีจุดประสงค์ (หรือ) วัตถุประสงค์เหมือนกัน ทำไมถึงไม่เขียนโครงการจ้างทำแพลตฟอร์ม + คลิป แต่แรก” หมายถึงมีเฟสเดียวนั่นละ

รายละเอียดเธอก็ว่าเป็นจะเป็นโกลน อธิบายให้เข้าใจได้ว่าทำไมต้องอำพรางโครงการ พอดี “คนที่ชนะประมูลโครงการนี้คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” รักชนกตั้งข้อสงสัย ว่าเดี๋ยวนี้พวกมหาวิทยาลัย “ทำตัวเป็นนอมินีเพื่อผ่านงานต่อให้เอกชน”

ตั้งข้อติติงว่า มธ.จะทำอย่างนั้นกับเขาด้วยหรือเปล่า จึงขอรายชื่อ ๔๗๕ คนนั้น ไปที่ธรรมศาสตร์ แต่ มธ.กลับไม่ยินดี จึงไปปรึกษา ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ฐานที่เป็น รมว.กระทรวงอุดมศึกษา เผื่อว่าจะช่วยปกป้องเงินหลายหมื่นล้าน คุยกันยังไม่ถึงแก่น อจ.ต้องไปแล้ว

“ก็ไม่รู้ว่าทั้งกลุ่มนางแบกพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนที่ประกาศตัวว่ารักสถาบัน ไม่พอใจเรื่องอะไร...ถ้ารอบหน้าดิฉันเอามาติดตรงที่วิพากษ์วิจารณ์กันจริงๆ จะทำให้น้ำลายฟูมปากกันไหมคะ”

(https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/pT3xq2iYcB และ https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/024NJoUiiQ)