วันพุธ, กันยายน 23, 2569

โครงการปฏิรูประบบราชครั้งใหญ่ชนิดเรียกได้ว่าเป็น ‘tall order’ (งานยากชิบ!) ของรัฐบาลอนุทิน จะลบล้างข้อครหาที่กระหึ่มมาหนักหน่วงเรื่องคอรัปชั่นได้ไหม

โครงการปฏิรูประบบราชครั้งใหญ่ชนิดเรียกได้ว่าเป็น ‘tall order’ (งานยากชิบ!) ของรัฐบาลอนุทิน ที่กำลังจะเป็น ๒.๕ เมื่อจะมีพรรคกล้าธรรมของ ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าร่วมแน่นอน จะลบล้างข้อครหาที่กระหึ่มมาหนักหน่วงเรื่องคอรัปชั่นได้ไหม

ก็ต้องไปรอดูกันในปี ๒๕๗๕ ได้ฉลองครบรอบร้อยปีเปลี่ยนแปลงการปกครองพอดี และจะทำให้เนวิน อนุทิน ธรรมนัส อ้อ แล้วยศชนันอีกคน ชุบตัวได้เป็นคณะผู้ก่อการดีอีกรุ่นได้ไหม ชาวบ้านอาจจะต้องรอและลุ้นกันนานและหนักหน่อย

ก่อนอื่นมีคำถามรอมาตั้งแต่เริ่มมีข่าวว่า คณะผู้ริเริ่มก่อการมอบหมายให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นผู้รับผิดชอบและเป็นผู้ร่างเค้าโครงสร้างคร่าวๆ ของการปฏิรูปชิ้นนี้ จะแน่แช่แป้งแค่ไหน ก็ต้องคอยติดตามรายละเอียดกันไว้ใกล้ชิดหน่อย อย่าชะล่าใจ

เพราะมี ผู้กองแป้ง มาร่วมอีกคน ใช่จะว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ประวัติการไม่ค่อยสุจริตมีอยู่ที่ออสเตรเลีย ถึงจะ “คนละเรื่อง” แต่ก็ระนาบ “เดียวกัน” กับที่ดินเขากระโดง และสัมปทานสัปปายะสภาสถาน ล้วนแต่เรื่องยังไม่เคลียร์ทั้งนั้น จะผันผายไปเรื่องอื่นๆ มักง่าย ไปมั้ง

นักข่าวถามยศชนันว่า “ผู้กองมาแล้ว” เพื่อไทยจะว่าไง อาจารย์ บอกไม่มีอะไรนี่ เราก็ทำ ๕ กระทรวงของเราไป ตามโควต้าที่ได้มา ไม่รู้ว่าหมายตีตราเอาไว้ “ของข้าใครอย่าแตะ” หรือเปล่านะ ยิ่ง ไผ่ ลิกส์ ฉวยคุยโตแทนว่า (นาย) เขา

ถอดนาฬิกาคาสิโอสลักชื่อนายกฯ ให้ผู้กองไว้กับมือเป็นสินสอดเลยเชียวนะ รักแท้ถ่านไฟเก่า โบราณว่ามันขลังนักก็ตาม ดังนั้นให้ไปดูกันที่เค้าโครงปฏิรูปราชการดีกว่า จะว่าไปถ้าเพื่อไทยได้ไปร่วมเอี่ยวกับงานนั้น น่าจะเป็นเบี้ยคะแนนนิยมขลังๆ เก็บไว้ใช้

เพราะงานนี้ ปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ.ยังร้อง อื้อฮือ “มันมีความใหญ่ของมันมาก จริง ๆ ต้องให้เครดิตท่านรองนายกฯ ปกรณ์ ต้องให้เครดิตรัฐบาลที่สนับสนุน ให้มีการปรับปรุงระบบข้าราชการในระดับนี้” ถ้าจะมีการลดกรอบอัตรากำลังลง

“ไม่น้อยกว่า ๑๕% จากฐานข้าราชการพลเรือนที่มีอยู่ปัจจุบัน ๔.๑ แสนคน ภายในปีงบประมาณ ๒๕๗๕” ได้จริง ถ้าช่วยกันจ้องดูภายในปีงบประมาณ ๒๕๗๐ ไม่ถึงสิ้นปีก็รู้เรื่องแล้ว ว่านายกฯ จะสามารถกำกับให้งานเดินไปอย่างคล่องแคล่วและโปร่งใส

ตลอดไปถึงวันหมดวาระก่อนสิ้นปี ๗๒ จำเพาะอย่างยิ่งสามารถเอาเนื้องานที่เห็นเป็นผล มาตอบโจทย์ข้อกังขาต่างๆ นานาของฝ่ายค้านได้เป็นส่วนมากที่สุด ไม่ใช่ทำยะโสไม่ตอบอะไร แล้วมัวแต่เล่นลิ้นแซะซอนด้วยโวหารสำนวนเหมือนเดี๋ยวนี้

(https://www.bbc.com/thai/articles/cm89j3dln9w5o และ https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/169032?=IwY2xjawUfk) 

พ่อบุญหนักศักดิ์ใหญ่ใครก็เห็น เขาว่าคนอยู่เป็นมักเล่นใหญ่ กำแพงสูงตลิ่งชันทำมั่นใจ วันหนึ่งพังครืนไปบุญไม่ค้ำ


THE STANDARD
3 hours ago ·

ศิริกัญญาฝากถึงอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ตอบกลับว่า “รอให้บุญถึงก่อนนะครับ” หลังก่อนหน้านั้นได้โพสต์ถึงนายกฯ ใจความว่า ‘อ่านแต่เฟซบุ๊ก ไม่ตอบกระทู้สภา’ รายการ THE STANDARD NOW วันที่ 22 กันยายน 2569

#TheStandardNews
https://www.facebook.com/photo?fbid=1455807553345250&set=a.586524703606877



 
https://www.facebook.com/watch/?v=2306446993460140
.....

ศิริกัญญาตอบอนุทินแล้ว ประเด็นคือ การตรวจสอบของสภาไม่ใช่เรื่องวาสนา แต่เป็น "หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ" และเป็นการเคารพเสียงของประชาชน ดังนั้น การเข้าสภาเพื่อตอบกระทู้จึงเป็นความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานที่ฝ่ายบริหารปฏิเสธไม่ได้
.....

พ่อบุญหนักศักดิ์ใหญ่ใครก็เห็น
เขาว่าคนอยู่เป็นมักเล่นใหญ่
กำแพงสูงตลิ่งชันทำมั่นใจ
วันหนึ่งพังครืนไปบุญไม่ค้ำ
Dharmnan Kantatian





รู้ไหม 27 กันยานี้ มีเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม! ไม่ต้องลงทะเบียนก็ไปเลือกตั้งได้แล้ว! ไม่ว่านายจ้างหรือลูกจ้าง ทุกคนที่จ่ายเงินสมทบ มีสิทธิเลือกคนบริหารเงินของตัวเอง . เช็กลิสต์ก่อนไปคูหา:






https://x.com/PPLEThai/status/2102374855232426165



 

“ฟ้า พรหมศร” อดอาหารผ่านวันที่ 83 พร้อมระลึกถึงมรณานุสติในโรงพยาบาล


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
14 hours ago ·

“ฟ้า พรหมศร” อดอาหารผ่านวันที่ 83 พร้อมระลึกถึงมรณานุสติในโรงพยาบาล
.
.
เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกา เขาเริ่มอดอาหารอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว และขอโอกาสออกไปดูแลครอบครัว ปัจจุบันฟ้าอดอาหารมาแล้ว 83 วัน
.
เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ฟ้าถูกส่งตัวจากเรือนจำอำเภอธัญบุรีมาอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทำให้ได้รับน้ำเกลือ และได้กลับไปกินน้ำ-น้ำหวานอีกครั้ง แต่เขายังยืนยันการอดอาหารต่อไป
.
กลางอาทิตย์ที่ผ่านมา ฟ้ากลับไปลองอดน้ำหวานและปฏิเสธการรับน้ำเกลือ ฟ้าบอกว่าเขาทดสอบตัวเองอีก เขาประเมินอาการวันต่อวัน โดยน้ำหนักลดลงไปเหลือ 50 กิโล และแพทย์ได้ให้วิตามินเสริมกินสามเวลาเช้า กลางวัน เย็น เพราะกลัวว่าร่างกายจะทรุดลงอีก
.
อาทิตย์นี้ ฟ้าแจ้งว่าได้กลับมาจิบน้ำหวานแล้ว เขาเล่าว่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้เจาะวัดค่าน้ำตาล พบว่าค่าต่ำมาก อยู่ที่ 58 ความดันประมาณ 82 แต่ถ้าเหนื่อย ๆ หน่อย ความดันจะอยู่ที่ 90 แพทย์ได้พูดคุยถึงค่าน้ำตาลที่ต่ำมาก จึงให้เขาเลือกระหว่างการรับน้ำเกลือหรือกลับมาจิบน้ำหวาน ฟ้าจึงเลือกกลับมากินน้ำหวานอีกครั้งตั้งแต่วันเสาร์ ต่อมาช่วงบ่ายวันอาทิตย์ ฟ้ารู้สึกไม่ไหว ตัวเย็น หน้ามืด เมื่อเจาะน้ำตาล พบว่าค่าก็ยังต่ำอยู่
.
ส่วนวันนี้ เขารู้สึกมือเย็น เท้าเย็น และวิงเวียนศีรษะ ขณะที่พูดนั้น ฟ้าก็หยิบยาดมขึ้นมาดมตลอด และบอกว่าสิ่งนี้ช่วยฟ้าได้เยอะมาก เขายังพยายามจิบน้ำอยู่ตลอดด้วย
.
ฟ้าบรรยายถึงความรู้สึกโดยรวมว่า รู้สึกทรมานมากในการผ่านไปแต่ละวัน โดยปกติเขาเป็นคนที่ชอบกิน โดยเฉพาะกินขนม แต่ในการอดอาหารทำได้เพียงซื้อขนมไว้ แต่ไม่ได้กิน จึงพยายามแบ่งปันให้ผู้ต้องขังคนอื่น ๆ หรือเอาไว้ใส่บาตรในช่วงเช้า
.
อาทิตย์ที่ผ่านมา ฟ้ายังเล่าถึงภาวะในโรงพยาบาล ที่ตั้งแต่เขาเข้ามา ก็พบว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตไปหลายคน เขารู้สึกถึง “มรณานุสติ” บ่อยครั้ง ในนี้ การได้พิจารณาถึงความเจ็บความตาย ทำให้ฟ้ารู้สึกสงบได้ หลายคนต้องจากไปเพราะไม่สามารถรักษาได้แล้ว เมื่อเทียบกับฟ้า หากเขากลับมาค่อย ๆ กิน ก็สามารถอยู่ไปได้ ทำให้ได้ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ และระลึกถึงความรู้สึกอยากบวชในสมัยก่อน
.
ฟ้ายังคงกังวลเรื่องคดีมาตรา 112 ที่มีนัดสืบพยานที่พัทลุงในวันที่ 29-30 ก.ย., 1 ต.ค. นี้ เขาเล่าว่าครั้งที่แล้ว ถูกนำตัวนั่งรถไป แม้ไม่ได้อดอาหาร ก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยมาก รู้สึกไกลมาก และการเดินทางไปในสภาพถูกคุมขังก็ทำให้รู้สึกเศร้าด้วย ครั้งนี้เขาจึงหวังว่าจะได้พิจารณาคดีผ่านระบบคอนเฟอเรนซ์ แต่ยังต้องรอคำสั่งศาลต่อไป
.
ฟ้ายังรับฟังข่าวสารและสถานการณ์ภายนอก เขาให้ความสนใจเรื่องนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน และปัญหาการพัฒนาของ AI โดยระหว่างรับฟัง ฟ้าจะจิบน้ำเป็นพัก ๆ และสูดยาดมอยู่ตลอด
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/86761
.
“ฟ้า” พรหมศร ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569 หลังศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัวระหว่างฎีกา ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 ซึ่งถูกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ลงโทษจำคุก 2 ปี 10 เดือน โดยมีความพยายามยื่นขอประกันตัวมาแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1499312288705903&set=a.656922399611567





จบไวกว่าเดิม 49 วัน ศาลฎีกาตัดวันไต่สวน "คดี 44 สส." ออก 4 นัด ทนายพรรคส้มเล็งส่งวิโรจน์ขึ้นเบิกความปากแรกเดือน พ.ย.


วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้รับการขนานนามว่า "นักการเมืองฝีปากกล้า" เขาเป็นอดีต สส. พรรคส้ม 3 ยุค ตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน

จบไวกว่าเดิม 49 วัน ศาลฎีกาตัดวันไต่สวน "คดี 44 สส." ออก 4 นัด ทนายพรรคส้มเล็งส่งวิโรจน์ขึ้นเบิกความปากแรกเดือน พ.ย.

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Publishedเมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว

ศาลฎีกาแจ้งยกเลิกวันนัดไต่สวนพยานบุคคลที่ฝ่ายอดีต สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ขอนำสืบ 4 นัดในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2570 ซึ่งจะทำให้กระบวนพิจารณาเสร็จสิ้นเร็วขึ้น ในระหว่างเปิดไต่สวน "คดี 44 สส." นัดที่ 2

พยานบุคคลที่ขึ้นเบิกความในวันนี้ (22 ก.ย.) มีจำนวน 3 ปาก ทั้งหมดเป็นข้าราชการและข้าราชการบำนาญสังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) ซึ่งมาให้การในฐานะพยานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้ร้อง ประกอบด้วย
  • ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะเกิดเหตุ ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาฯ กำกับดูแลสำนักการประชุม
  • นางสินี ส้มมี อดีตผู้อำนวยการสำนักการประชุม สผ.
  • นายสุวัฒน์ คีรีวิเชียร นิติกร ชำนาญการพิเศษ สผ.
คดีนี้ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้พิจารณาวินิจฉัยว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กับพวกรวม 44 คน กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ มาตรา 112) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2564

นอกจากผู้ว่าความของ ป.ป.ช. และทนายความผู้รับมอบอำนาจจากอดีต 44 สส. พรรค ก.ก. ในฐานะผู้คัดค้าน ยังมีอดีต สส. ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนี้ เข้าร่วมรับฟังการไต่สวนในห้องพิจารณาคดีเช่นเคย

ไต่สวนนัดสุดท้าย 30 มี.ค. 2570


ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง "คดี 44 สส." เอาไว้พิจารณาวินิจฉัยเมื่อ 24 เม.ย. โดยไม่ได้มีคำสั่งให้ 10 สส. ซึ่งปัจจุบันสังกัดพรรคประชาชนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวน ศาลได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณา โดยให้นัดไต่สวนครั้งต่อไป 20 ต.ค. ซึ่งยังคงเป็นพยานของฝ่ายผู้ร้อง โดยคาดว่าจะเป็นอดีต สส.ก้าวไกลที่ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 และเคยไปให้การชี้แจงข้อเท็จจริงในชั้น ป.ป.ช. มาแล้ว

ศาลยังได้แจ้งปรับปรุงวันนัด โดยยกเลิกการไต่สวน 4 นัดสุดท้ายคือ วันที่ 20 เม.ย., 27 เม.ย., 11 พ.ค. และ 18 พ.ค. 2570 เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานบุคคลของฝ่ายผู้คัดค้านหลายคนเป็นนักวิชาการน่าจะนำสืบในประเด็นเดียวกัน ไม่มีข้อเท็จจริงให้ซักถามมากนัก อย่างไรก็ตามศาลยังคงไว้ซึ่งจำนวนพยานในบัญชีตามที่ฝ่ายผู้คัดค้านยื่นมาตั้งแต่ต้น และขอให้ผู้คัดค้านจัดทำตารางลำดับการไต่สวนพยานแล้วเสนอต่อศาลภายใน 15 วัน

บีบีซีไทยรายงานเพิ่มเติมว่า เดิมศาลฎีกาวางกรอบการไต่สวน "คดี 44 สส." เอาไว้ราว 10 เดือน เริ่มต้นนัดแรก 25 ส.ค. 2569 และจะไปสิ้นสุด 18 พ.ค. 2570 โดยกำหนดให้สืบพยานบุคคลรวม 69 ปาก ใน 21 นัด แบ่งเป็น พยานฝ่ายผู้ร้อง 9 ปาก รวม 4 นัด และพยานฝ่ายผู้คัดค้าน 60 ปาก รวม 17 นัด เมื่อศาลให้ตัด 4 นัดสุดท้ายออกไป จึงเหลือการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้าน 13 นัด นั่นหมายความว่าพยานปากสุดท้ายจะขึ้นเบิกความในวันที่ 30 มี.ค. 2570 หรือจบไวกว่าเดิมถึง 49 วัน ทั้งนี้มีข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างศาลกับคู่ความว่าให้นำพยานบุคคลขึ้นไต่สวนให้ได้ 4-5 ปากต่อนัดเพื่อกระชับเวลา

นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากฝ่ายผู้คัดค้าน เปิดเผยว่า ต้องปรับปรุงตารางบัญชีพยานใหม่ แต่ในการไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านนัดแรกในเดือน พ.ย. จะมีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นเบิกความเป็นปากแรก และยืนยันว่านักการเมืองคนสำคัญของพรรคทั้งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค ก.ก. และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) จะมาเบิกความด้วยตนเอง แต่ต้องหารือเพื่อยืนยันตารางเวลาที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งหลังศาลตัดวันนัดไต่สวนออกไป 4 นัด

สำหรับนายวิโรจน์ เป็นผู้คัดค้านที่ 21 เขาได้รับการขนานนามว่า "นักการเมืองฝีปากกล้า" โดยเป็นอดีต สส. พรรคส้มมา 3 ยุค ตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน


นิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก สส. กลุ่มใหญ่ของพรรคสีส้มให้ต่อสู้คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงในศาลฎีกา

ประเด็นสำคัญในการไต่สวนพยานนัดที่ 2

ในการไต่สวนนัดที่ 2 ศาลฎีกาใช้เวลา 2 ชม. ครึ่ง โดยองค์คณะได้ให้พยานทั้ง 3 ปากยืนยันข้อเท็จจริงและความถูกต้องของบันทึกคำให้การที่ยื่นต่อศาล และใช้เวลาซักถามเพียงไม่กี่คำถามเท่านั้น ก่อนเปิดโอกาสให้คู่ความ โดยเฉพาะฝ่ายผู้คัดค้านได้ซักถามคำถามมากมาย

หัวใจสำคัญของการเบิกความของข้าราชการสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) อยู่ที่ "การทักท้วง" เกี่ยวกับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้ริเริ่มลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมาย โดยมีผู้ร่วมลงชื่อในญัตติที่เสนออีก 43 คน ทั้งนี้ฝ่ายผู้คัดค้านมุ่งซักถามเรื่อง "การรับรู้" ถึงข้อทักท้วงดังกล่าวที่ สผ. ทำหนังสือแจ้งต่อหัวหน้าพรรค ก.ก. แต่เพียงผู้เดียว และอำนาจหน้าที่ในการชี้ขาดเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายที่เสนอ

สำหรับข้าราชการทั้ง 3 คนนี้มีส่วนสำคัญในกระบวนการเสนอความเห็นเมื่อมีสมาชิกเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาสภา โดยตั้งต้นจากนิติกรที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย หากพบความบกพร่องก็สามารถประสานงานนอกรอบกับเจ้าของร่างได้ เพื่อขอให้ปรับแก้ร่าง และรายงานให้ผู้บังคับบัญชารับทราบตามลำดับชั้น เริ่มจาก ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานพระราชบัญญัติและญัตติ >> ผู้อำนวยการสำนักการประชุม >> รองเลขาธิการสภาที่กำกับดูแลสำนักการประชุม >> รองประธานสภาที่ได้รับมอบหมายจากประธานสภาให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณากลั่นกรองร่าง พ.ร.บ. และการจัดระเบียบวาระการประชุมสภาเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.



บีบีซีไทยขอสรุปประเด็นสำคัญจากการไต่สวนพยานฝ่าย ป.ป.ช. ทั้ง 3 ปากนี้เอาไว้ ดังนี้
  • ขั้นตอนการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร, บทบาทของ สส. และกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ในการพิจารณาร่างกฎหมาย
  • การตรวจสอบความถูกต้องของ "รูปแบบ" และ "เนื้อหา" ของร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอให้สภาพิจารณา ซึ่งต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรปี 2562 ข้อ 110 และข้อ 112 รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมาย โดยทนายฝ่ายผู้คัดค้านมุ่งซักถามเพื่อให้พยานยืนยันว่าในขณะที่ 44 เสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีล้มล้างการปกครอง
  • อำนาจหน้าที่ การใช้ดุลยพินิจ และการเสนอความเห็นของฝ่ายประจำ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจของประธานสภาในการสั่งบรรจุร่างแก้ไขมาตรา 112 เข้าระเบียบวาระการประชุม โดยเจ้า มีการอ้างถึงข้อกฎหมาย และ "ประเพณีปฏิบัติ" ภายในสำนักงานเลขาธิการสภา
  • กระบวนการแจ้งข้อทักท้วงจากสำนักงานเลขาธิการสภาถึงนายพิธาและคณะผู้เสนอร่าง หลังพบ "ข้อบกพร่อง" ในร่างแก้ไขมาตรา 112, สส. แต่ละคนมีส่วนรับรู้หรือไม่อย่างไรกับหนังสือทักท้วงดังกล่าว และเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการขอถอนร่างกลับไปปรับปรุงแก้ไข แล้วเสนอร่างใหม่เข้าสภา โดยมี 44 สส. ร่วมลงลายมือชื่อใหม่อีกครั้ง
  • สถานะทางกฎหมายของร่างแก้ไขมาตรา 112 หลังมีข้อทักท้วงจาก สผ., มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ "คดีชุมนุมทะลุเพดาน" ว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง เมื่อ 10 พ.ย. 2564, มีการยุบสภาเมื่อ 20 มี.ค. 2566 และรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังเลือกตั้ง ก็ไม่ได้ยืนยันร่าง พ.ร.บ. แก้ไขมาตรา 112 ที่ค้างสภา ทำให้ร่างกฎหมายตกไป

การเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ของ สส.ก้าวไกล และใช้เป็นนโยบายหาเสียงในปี 2566 เป็นเหตุที่ทำให้มีผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย "คดีล้มล้างการปกครอง" เมื่อ 31 ม.ค. 2567 และเป็นเหตุที่ กกต. ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคหลังจากนั้น


https://www.bbc.com/thai/articles/cmx2z1nx0g7po





ทำไม AI ของจีนกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศ Global South



บทวิเคราะห์ จาก FP

เหตุผลที่แท้จริงที่ AI ของจีนกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศ Global South

รัฐบาลจีนยินดีเปิดทางให้ผู้อื่นนำเครื่องมือของตนไปใช้ในการพัฒนาต่อยอด

โดย Lizzi C. Lee นักวิจัยด้านเศรษฐกิจจีนประจำศูนย์วิเคราะห์จีน (Center for China Analysis) ของสถาบัน Asia Society Policy Institute และ Zhuoning Li นักศึกษาฝึกงานด้านการวิจัยประจำศูนย์เดียวกัน (บทความจาก Foreign Policy)

ในบทวิเคราะห์ของ Foreign Policy นี้ Lizzi C. Lee และ Zhuoning Li ได้สำรวจเหตุผลที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของจีนกำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือ Global South ซึ่งมักจะแซงหน้าทางเลือกจากชาติตะวันตก

ประเด็นหลักและปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ

กลยุทธ์แบบ Open-Weight และ Open-Source

ในขณะที่ห้องปฏิบัติการชั้นนำของสหรัฐฯ (เช่น OpenAI และ Anthropic) มักจำกัดการเข้าถึงโมเดลของตนผ่านระบบปิด (Closed API) และระบบสมาชิกแบบเสียค่าใช้จ่าย แต่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสถาบันวิจัยของจีน (เช่น โมเดล Qwen ของ Alibaba และ DeepSeek) กลับเลือกใช้กลยุทธ์การเผยแพร่โมเดลแบบ Open-weight (เปิดเผยน้ำหนักของโมเดล) ในวงกว้าง

รัฐบาลจีนสนับสนุนให้นักพัฒนาท้องถิ่น สตาร์ทอัพ และหน่วยงานภาครัฐในประเทศกำลังพัฒนา สามารถนำโมเดลพื้นฐาน (Foundational Models) ของจีนไปใช้งาน ปรับแต่ง (Fine-tune) และพัฒนาต่อยอดได้อย่างอิสระ โดยไม่มีค่าธรรมเนียมลิขสิทธิ์หรือข้อจำกัดที่ยุ่งยากซับซ้อน

ความคุ้มค่าด้านต้นทุนและความต้องการทรัพยากรประมวลผลที่ต่ำกว่า

การเปิดเผยน้ำหนักโมเดล (Open-weight) ช่วยให้ประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดในภูมิภาคแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และละตินอเมริกา สามารถติดตั้งและใช้งานโมเดล AI ที่ปรับแต่งเองได้ภายในประเทศ โดยใช้ฮาร์ดแวร์ระดับกลางที่มีราคาจับต้องได้ แทนที่จะต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ราคาแพงจากชาติตะวันตก

สิ่งนี้ช่วยลดอุปสรรคทางการเงินในการเริ่มต้นโครงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ของท้องถิ่นลงได้อย่างมาก

อธิปไตยทางดิจิทัลและการปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น

การติดตั้งโมเดลแบบ Open-weight ภายในประเทศช่วยให้แต่ละชาติสามารถควบคุมข้อมูลของตนเองได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอธิปไตยทางดิจิทัลและกฎหมายที่กำหนดให้จัดเก็บข้อมูลไว้ภายในประเทศ (Data Localization)

นักพัฒนาในท้องถิ่นสามารถปรับแต่งโมเดลพื้นฐานของจีนให้รองรับภาษาประจำภูมิภาค ภาษาถิ่น และบริบททางวัฒนธรรม เพื่อสร้างแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์ความต้องการภายในประเทศ แทนที่จะต้องพึ่งพาโมเดลมาตรฐานที่ยึดเอาสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลาง

อำนาจละมุน (Soft Power) เชิงกลยุทธ์และการสร้างความผูกพันในระบบนิเวศเทคโนโลยี

การวางตำแหน่งโมเดลของจีนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่เข้าถึงง่ายสำหรับระบบนิเวศเทคโนโลยีทั่วโลก ช่วยให้จีนสร้างความผูกพันและการพึ่งพาทางเทคโนโลยีในระยะยาว

เมื่อวิศวกรท้องถิ่นพัฒนาและติดตั้งซอฟต์แวร์โดยใช้สถาปัตยกรรม AI ของจีนเป็นฐาน จีนจะสามารถเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของกลุ่มประเทศ Global South เข้ากับมาตรฐาน ฮาร์ดแวร์ และบรรทัดฐานทางเทคนิคของจีนได้อย่างแนบเนียน

บทสรุปสำคัญ

การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในกลุ่มประเทศ Global South ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสร้างโมเดลที่ "ฉลาดที่สุด" หรือล้ำสมัยที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการเข้าถึงเทคโนโลยีและความเป็นอิสระในการใช้งานอีกด้วย ด้วยการนำเสนอเครื่องมือที่มีต้นทุนต่ำและเป็นระบบเปิด ซึ่งช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถสร้างระบบของตนเองได้ จีนกำลังประสบความสำเร็จในการครองใจทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและกลุ่มนักพัฒนาทั่วทั้งกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่




อย่าว่าแต่คนทั่วไปเลย แม้แต่ เอกสารลับมากของ กอ. รมน. ก็รู้ว่าการเลือก สว. 2567 นั้นมีพิรุธ และคนที่ได้ผลประโยชน์โดยตรงคือพรรคภูมิใจไทย

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28727544726885660

Thanapol Eawsakul
2 hours ago ·

อย่่าว่าแต่คนทั่วไปเลย
แม้แต่ เอกสารลับมากของ กอ. รมน. ก็รู้ว่าการเลือก สว. 2567 นั้นมีพิรุธ
และคนที่ได้ผลประโยชน์โดยตรงคือพรรคภูมิใจไทย
.............................
เนื่องจากได้ฟังการเสวนา “กองทัพไอโอ: ไอโอกองทัพ เมื่อกองทัพปฏิบัติการข่าวสารกับประชาชน” เนื่องในวาระครบรอบ 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ทำให้ได้กลับไปอ่านเอกสารและฟังอภิปรายของชยพล สะท้อนดีโดยเฉพาะเอกสารเกาะมมีที่น่าสนใจคือ
เอกสารลับมาก
ประมาณการด้านภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รอบหนึ่งปี ห้วง 1 ต.ต. 67 ถึง 30 ก.ย. 69
เอกสารนี้ลงนามโดย
พลโทวณัฐ รัตนศิริ
ผู้อำนวยการสำนักการข่าวกอ.รมน.
https://drive.google.com/.../16n2xNG...
ไม่ต้องกกต. หรอกครับ กอ.รมน. ก็รู้ว่าการเลือกสว 2567 นั้นมีพิรุธและคนที่ได้ผลประโยชน์โดยตรงคือพรรคภูมิใจไทยดูเอกสาร หน้า ที่ 20 เป็นประจักษ์พยานได้
……
โดยสถานการณ์ทางการเมืองภายหลังเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา คะแนนการเลือกสว. ลำดับที่หนึ่งถึงหก ของแต่ละกลุ่มอาชีพมีคะแนนสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับลำดับที่ 7 ถึง 10 และเป็นไปในลักษณะคะแนนเกาะกลุ่มกันโดยคะแนนเฉลี่ยประมาณ 50 ถึง 70 คะแนน ขณะที่ลำดับที่ 7 ถึง 10 จะมีคะแนนเฉลี่ยระหว่าง 20 ถึง 30 คะแนน อีกทั้งผู้ได้รับเลือกเป็นสว. จำนวนมากไม่ได้เป็นผู้ที่มีเป็นบุคคลที่มีมีชื่อเสียงโดดเด่นและพบว่ามีสายสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้สว. ที่ได้รับเลือกจำนวนมากมาจากพื้นที่จังหวัดที่เป็นฐานมวลชนของพรรคภูมิใจไทย เช่นจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีสวจำนวนมากที่สุดในประเทศคือ 14 คน ขณะเป็นฐานเสียงของตระกูลชิดชอบ จังหวัดอ่างทองที่มีสว.จำนวน6 คนเป็นพื้นที่ฐานเสียงของตระกูลปริศนันทกุลแ ละจังหวัดอุทัยธานีที่มีสว. จำนวน 5 คนที่เป็นพื้นที่ฐานเสียงตระกูลไทยเศษฐ์
สำหรับผลกระทบทางการเมืองต่อพรรคเพื่อไทยจากผลการเลือกสว. ในภาพรวมที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทยนั้นมีจำนวนน้อยกว่าพรรคภูมิใจไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยอย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและนายนิวัตธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรีไม่ได้รับเลือก ย่อมส่งผลทางการเมืองโดยตรงต่อพรรคเพื่อไทยทั้งในเรื่องความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์โดยเฉพาะการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่จะจะมีขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการคุมเสียงของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการพิจารณาบุคคลที่ทำหน้าที่ในหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระโดยในปีนี้ต้องมีการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งในหลายองค์กรที่มีมีความสำคัญทางการเมืองอาทิ คณะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญรวมทั้งการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ว่าที่สว. ที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งเป็นกลุ่มกลุ่มการเมืองสายอนุรักษ์นิยมนั้นมีจำนวนมากกว่ากลุ่มของพรรคเพื่อไทยซึ่งคาดว่ามีบทบาทในการกำหนดทิศทางวุฒิสภารวมทั้งการแก้ไขรัฐในห้วงต่อไป
..............
กล่าวสำหรับะคะแนนที่เกาะกลุ่ม 1-6 ทั้ง 20 กลุ่มนั้นก็มีพิรุธเพียงพอแล้วที่จะสอบสวนถึงที่สุด เพราะความเป็นไปได้ในทางสถิติแทบไม่มีเลยที่คะแนนจะออกมาเช่นนั้น
ในความเห็นของคุณวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
บอกว่า
“6 คนแรกของทุกกลุ่มฮั้วทั้งนั้น มาเถียงกับผมหลังไมค์ได้ ใช่ครับ ผมโดนฟ้องหมิ่นประมาทแน่ เป็นความเห็นของผม แต่เป็นความเห็นโดยมีเหตุผลประกอบ ฟ้องเลย ผมจะได้เอาหลักฐานที่คุณฮั้วกันไปแฉในศาล”
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1531680592339319&set=pb.100064921771337.-2207520000&type=3




ปิยะ รักสกุล อธิบดี DSI คนใหม่ เกี่ยวข้องยังไงกับคดี “โกงเลือก สว.”


iLaw
6 hours ago ·

ปิยะ รักสกุล อธิบดี DSI คนใหม่ เกี่ยวข้องยังไงกับคดี “โกงเลือก สว.”
.
22 กันยายน 2569 มีรายงานว่า คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ให้เป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ
.
ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างๆ รายงานประวัติของร้อยตำรวจเอกปิยะ ตรงกันว่า เป็น “ลูกหม้อ” กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยเริ่มจากการเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ต่อมาปี 2558 เป็นรองผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมภายใต้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก่อนจะขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อปี 2565 และย้ายไปเป็นรองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เมื่อปี 2567
.
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ปิยะ รักสกุล ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ ภายใต้รัฐบาลอนุทิน 1 และมีพลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยที่อดีตผู้บังคับบัญชาของรุทธพล คือ พลตำรวจตรีฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่ม 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จากจังหวัดบุรีรัมย์
.
ชื่อของร้อยตำรวจเอกปิยะไม่ได้เพียงน่าสนใจในฐานะ “ลูกหม้อ” ของกระทรวงยุติธรรมเท่านั้น แต่เขายังมีชื่อเป็นอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งเป็นผู้พิจารณาสำนวนคดี "โกงเลือก สว." และมีมติ 5:2 ลงความเห็นว่าไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีโกงเลือก สว. ทั้ง 229 คน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569
.
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 สำนักข่าวมติชนยังรายงานภาพร้อยตำรวจปิยะ รักสกุล ยกมือไหว้ต้อนรับอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะที่กำลังเดินทางลงมาจากเครื่องบินของกองทัพอากาศ ซึ่งอนุทินเดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดและมอบรางวัลการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโตจีพี (MotoGP) 2569 ด้วย
.
อ่านต่อได้ที่: https://www.ilaw.or.th/articles/55431 และ https://www.ilaw.or.th/articles/57334

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1524260493080898&set=a.625664036273886





ประเด็นร้อนทางการเมือง : การที่ ร.ต.อ. ปิยะ เป็นหนึ่งในเสียงข้างมากที่ยกคำร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน (คดีฮั้ส สว. ซึ่งมีชื่อนักการเมืองใหญ่และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวมอยู่ด้วย) แล้วต่อมาได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI คนใหม่ ถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความเชื่อถือ





https://x.com/natlamborghini1/status/2102340469162160243
.....

กรณีของ ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล ซึ่งแต่งตั้งเป็น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คนใหม่ ในการประชุม ครม. นอกเหนือจากประเด็นการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงยุติธรรมแล้ว สิ่งที่ถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือการที่ชื่อของท่านปรากฏอยู่ในคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต.

มติ 5 ต่อ 2 ยุติคดี: คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ดังกล่าว ได้ลงมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง ให้ "ยกคำร้อง" ในส่วนของคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งสวนทางกับผลการสอบสวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 (ที่เคยทำสำนวนร่วมกับ DSI และเห็นควรให้ดำเนินคดี)

ข้อกังขาเรื่องความสัมพันธ์และผลประโยชน์ขัดกัน: การที่ ร.ต.อ. ปิยะ เป็นหนึ่งในเสียงข้างมากที่ยกคำร้องให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน (ซึ่งมีชื่อนักการเมืองใหญ่และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวมอยู่ด้วย) แล้วต่อมาได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI คนใหม่ จึงกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่ภาคประชาชนและฝ่ายค้านหยิบมาตั้งคำถามถึงเรื่องระบบอุปถัมภ์ ความเกี่ยวโยง และผลประโยชน์ทับซ้อนในกระบวนการยุติธรรม

ข้อกังขาและปมความเชื่อมโยงในกรณีนี้ ถูกตั้งคำถามอย่างหนักใน 3 มิติหลัก ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาระบบอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) และธรรมาภิบาลในกระบวนการยุติธรรมของไทย:

1. ความย้อนแย้งระหว่าง DSI กับมติอนุกรรมการ กกต.

บทบาทซ้ำซ้อนในคดีเดียวกัน: ในทางปฏิบัติ DSI เป็นหน่วยงานหลักที่เคยเข้ามาร่วมสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งสำนวนของฝ่ายสืบสวน (คณะไต่สวนชุดที่ 26) มีความเห็นว่า "มีมูลความผิด"

มติยกคำร้อง: แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ของ กกต. ร.ต.อ. ปิยะ (ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รองอธิบดี DSI) กลับเป็น 1 ใน 5 เสียงข้างมากที่ลงมติ "ให้ยกคำร้อง" คดีดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนหลุดพ้นจากข้อหาในชั้นนี้

ข้อสงสัย: สังคมจึงเกิดคำถามว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานที่ร่วมสืบสวนจนพบพยานหลักฐาน ถึงลงมติในชั้นอนุกรรมการฯ ตรงกันข้ามกับทิศทางสำนวนการสอบสวนเดิม

2. เงื่อนเวลา (Timing) กับรางวัลทางการเมือง/ตำแหน่ง

กระบวนการแต่งตั้งที่ประจวบเหมาะ: การลงมติยกคำร้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการพิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม

ข้อสงสัยเรื่อง "ตั๋ว/รางวัล": ฝ่ายค้านและภาคประชาชนจึงตั้งคำถามเชิงวิพากษ์วิจารณ์ว่า มติยกคำร้องที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและกลุ่มทุน/เครือข่ายการเมืองใหญ่ในสภาสูงนั้น เป็น "เงื่อนไขแลกเปลี่ยน" หรือ "ผลงาน" ที่ส่งผลต่อการได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI (ตำแหน่งระดับ C10/บริหารระดับสูง) หรือไม่

3. ผลประโยชน์ขัดกันและการทำลายความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบ

ผู้ถูกกล่าวหาคือฝ่ายบริหาร/ผู้มีอำนาจ: เมื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีมีทั้งนักการเมืองระดับชาติและบุคคลที่เชื่อมโยงกับฝ่ายบริหาร การที่ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ (อนุกรรมการ กกต.) ได้รับการแต่งตั้ง/โปรโมตโดยฝ่ายบริหารในเวลาต่อมา จึงขัดกับหลักการพื้นฐานของ "ความเป็นกลางทางการเมือง" และ "ความปราศจากอคติ"

กระทบความน่าเชื่อถือของ DSI: DSI เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมายในคดีพิเศษที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือสูง เมื่อผู้นำองค์กรคนใหม่มีประเด็นข้อกังขาเรื่องมติยกคำร้องคดีระดับชาติ ย่อมส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนต่อการทำคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจทางการเมืองในอนาคต









 

ทำไมเราจึงต้องเสนอร่าง #NOระบอบสีน้ำเงิน ชวนดูข้อเสนอ สสร. ผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย เทียบกับร่างที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอกัน ยืนยันว่า #ไม่เอาอำนาจสว และ สสร.ต้องเลือกตั้ง 100% ‼️เรื่องนี้รายละเอียดเยอะแต่สำคัญ ช่วยกันสื่อสาร








https://x.com/iLawclub/status/2102408443974049802
.....

แบบคร่าวๆก่อน

เปรียบเทียบข้อเสนอเกี่ยวกับ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ระหว่าง ข้อเสนอพรรคภูมิใจไทย และ ข้อเสนอ CONFORALL (ร่างของภาคประชาชน) โดยสรุปรายละเอียดได้ดังนี้

1. ที่มา สสร.
พรรคภูมิใจไทย: รัฐสภา (สส. + สว.) เป็นผู้หยิบเลือก 100%
CONFORALL: มาจากการเลือกตั้ง 100%

2. จำนวน สสร.
พรรคภูมิใจไทย: สสร. จำนวน 100 คน (และมีสำรอง 300 คน)
CONFORALL: สสร. จำนวน 300 คน (แบ่งเขต 150 คน + บัญชีรายชื่อ 150 คน)
 
3. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
พรรคภูมิใจไทย: มีจำนวน 45 คน (แบ่งเป็น สสร. 30 คน + สสร.สำรอง 15 คน)
CONFORALL: มีจำนวน 35 คน (แบ่งเป็น สสร. 25 คน + ผู้เชี่ยวชาญ 10 คน) โดยเน้นความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่ม
 
4. การให้ความเห็นชอบในรัฐสภาก่อนส่งทำประชามติ
พรรคภูมิใจไทย: ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา (มากกว่า 350 คน) ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 4
CONFORALL: ไม่ต้องผ่านรัฐสภา และไม่ต้องใช้เสียง สว.
เมื่อ สสร. ให้ความเห็นชอบแล้ว สามารถส่งเข้าสู่ขั้นตอนการทำประชามติได้เลย




เข้าใจกันยัง ทำไมเราถึงบอกว่า.. "ไทย เป็นประเทศที่มีคนโง่มากที่สุดในโลก" 10 กว่าปี 4 นายก เห็นอะไรดีขึ้นมั่ง⁉️ ปท.อื่น เค้าไปถึงไหนกันแล้ว มีแต่ไทยนี่แหละ ที่ยังย่ำอยู่กับที่






https://x.com/BlackeyeLi4565/status/2102388941429350846


 

เริ่มมีกระแสเรียกร้องให้ นพ.จักรีวัชร วิวัชรวงศ์ หรือ "ท่านอ่อง" กลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย อานนท์ นำภา ช่วยเรียกร้องอีก 1 เสียง "ปราชญ์สามสี" หรือ ดร.ลูกบิด โพสต์ว่า ยังไม่อนุญาต อย่าเข้ามา

https://www.facebook.com/pravit.rojanaphruk.5/posts/4711144945779986



อ.สมศักดิ์ โพสต์เพิ่มเติม
ผมเชื่อว่าร้อยละ 99.99 ต้องเห็นว่า ให้คุณอ่องเดินทางเข้ามาเมืองไทยเลย แล้วทำการรักษาโดยด่วน (ผมยังเห็นเพจไอโออย่าง "ปราชญ์สามสี" หรือ ดร.ลูกบิด ว่ายังไม่อนุญาต อย่าเข้ามา)
เรื่องจะได้จบๆกัน แล้วอย่างอื่นค่อยว่าทีหลัง

https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/28237179405908637



รายงานจากสำนักข่าว Associated Press และ Times of Israel ว่า สมาชิกคณะผู้แทนอิหร่านได้เดินออกจากห้องประชุมเพื่อแสดงการประท้วง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มกล่าวสุนทรพจน์ไปได้ประมาณ 10 - อ่านประเด็นสำคัญจากสุนทรพจน์ของทรัมป์ ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

 






https://x.com/nexta_tv/status/2102411345920491691
.....

NEXTA
@nexta_tv

ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
📌 อเมริกาหวนคืนสู่เวทีโลกแล้ว และในวันนี้ประเทศของเราก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
📌 เศรษฐกิจของเราเป็นที่อิจฉาของคนทั้งโลก โลกทั้งใบต่างได้รับประโยชน์จากความมั่งคั่ง ความแข็งแกร่ง และความคึกคักของอเมริกาที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่
📌 ในขณะที่คนอื่นเอาแต่พูด ผมลงมือทำจริง ในขณะที่คนอื่นพูดเรื่องสันติภาพ ผมสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นจริง ในขณะที่คนอื่นเพิกเฉยต่อภัยคุกคาม ผมกลับเผชิญหน้ากับมัน
📌 เรายุติสงครามในฉนวนกาซาได้สำเร็จ ซึ่งช่วยรักษาชีวิตผู้คนไว้ได้นับพัน
📌 เราจะสามารถยุติสงครามในยูเครนได้รวดเร็วกว่าที่คิด
📌 ผมจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
📌 พวกเขา (อิหร่าน) พัฒนาขีปนาวุธที่สามารถยิงไปถึงยุโรปได้ และพวกเขาก็ภูมิใจกับมันมาก ผมหวังว่าชาวยุโรปจะตระหนักถึงเรื่องนี้
📌 ในปีนี้ รัฐบาลอิหร่านได้สังหารพลเมืองของตนเองไปแล้วกว่า 72,000 คน
📌 กลุ่มก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้ทรมาน ทารุณกรรม และสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์ไป 1,200 คน ซึ่งรวมถึงชาวอเมริกันจำนวนมากและทารกอีกหลายคน
📌 ผมเชื่อว่าเราจะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ทันทีหลังการเลือกตั้ง เพราะมันไม่มีเหตุผลเลยที่พวกเขาจะไม่ทำเช่นนั้น
📌 ผมเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือกับเราในการโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง จนกว่าพวกเขาจะยุติการโจมตีเรือพาณิชย์ ละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ และยุติการสนับสนุนการก่อการร้าย









The Hormuz Letter 
@HormuzLetter 
· 1 ชม. 

ด่วน: คณะผู้แทนอิหร่านทั้งหมดเพิ่งเดินออกจากห้องประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังกล่าวถึงอิหร่าน โดยเขาระบุว่าตนมี "การตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ต้องทำ" (อ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าว AP) 

ทรัมป์ตั้งคำถามว่า ข้อตกลงจะช่วยให้อิหร่าน "ฟื้นฟูและสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา" หรือ "ผมควรทำลายล้างสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ให้สิ้นซากอย่างรวดเร็ว โดยไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาก่อเหตุฆ่าฟันและทำลายล้างได้อีก? ผมควรส่งพวกเขาลงนรกโดยไม่มีทางรอดและปราศจากความหวังที่จะกลับมายิ่งใหญ่ในอนาคตหรือไม่?" 

รายงานจากสำนักข่าว Associated Press และ Times of Israel ยืนยันว่า สมาชิกคณะผู้แทนอิหร่านได้เดินออกจากห้องประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเพื่อประท้วง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มกล่าวสุนทรพจน์ไปได้ประมาณ 10 นาที โดยมีรายละเอียดสำคัญจากในที่ประชุมดังนี้: 

เหล่านักการทูตเริ่มทยอยเดินออกเมื่อทรัมป์เข้าสู่ช่วงที่กล่าวถึงปฏิบัติการทางทหารและนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อกรุงเตหะราน โดยระบุว่าเขากำลังเผชิญกับทางเลือกว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับอิหร่าน

ผู้ที่เดินออก: ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน และรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี ของอิหร่าน ซึ่งเดินทางมายังนิวยอร์กเพื่อร่วมการประชุมสุดยอด ไม่ได้เข้าร่วมฟังการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ กลุ่มที่เดินออกไปคือเจ้าหน้าที่ระดับรองและผู้แทนที่นั่งอยู่ในโซนที่จัดไว้ให้อิหร่าน อย่างไรก็ตาม ยังมีนักการทูตระดับรองอีกหนึ่งคนนั่งอยู่ในห้องประชุมต่อไป