วันจันทร์, ตุลาคม 12, 2569

ความเก่าฉาวชื่อ ลิซ่า มโนบาล กลับมาเป็นที่กล่าวขานวิพากษ์กันอีก จากคำร้อง ‘นิกก้า’ ในเพลงแร้ปฝึกฝนเคพ้อปเมื่อสิบปีที่แล้ว ที่เธอต้องขอโทษมาโดยตลอด

เป็นเรื่องละสิ ความเก่าฉาวชื่อ ลิซ่า มโนบาล กลับมาเป็นที่กล่าวขานและถกเถียงกัน บนหน้าโซเชียลโดยเฉพาะบนแพล้ทฟอร์มเอ็กซ์ อย่างน้อยๆ ๕ ล้านครึ่ง แม้ส่วนใหญ่จะแสดงความเห็นใจนักร้องนักเต้นเลือดไทยดาวโด่งเคพ้อปคนนี้

แต่เรื่องมิดีมิร้ายอันเป็นแผลบาดใจคนอเมริกันผิวดำชั่วนาตาปี เมื่อมีใครใช้คำเรียกชาติพันธุ์พวกเขาว่า ‘นิกเกอร์’ หรือในกรณีลิซ่าเป็นคำร้องในเพลงแร้ประหว่างการฝึกฝนเมื่อสิบปีที่แล้ว ‘นิกก้า’ ทำให้เธอถูกกล่าวหาว่า ‘เหยียดผิว’

ครั้งนั้นเมื่อปีที่แล้วระว่างที่ลิซ่ากำลังฝึกซ้อมเตรียมการแสดงโชว์บนเวทีเคาเชลล่าในแคลิฟอร์เนีย มีมือดีปล่อยคลิปหลุดการฝึกซ้อมคณะสี่สาวเคพ้อป ‘แบล็คพิ้งค์’ ขณะลิซ่าอายุ ๑๕-๑๖ ปีเห็นจะได้ แน่นอนว่าเพลงแร้ปสมัยนั้นย่อมมีคำเหล่านี้ในเนื้อร้อง

ลิซ่าได้ขอโทษทางสาธารณะต่อเหตุการณ์นั้นเรื่อยมา รวมทั้งในการให้สัมภาษณ์นิตยสารวาไรเอตี้หลายปีให้หลัง แต่ครั้งนี้ในการสัมภาษณ์เพื่อถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับลิซ่าโดย ‘บีบีซี’ ชื่อว่า ‘Always Lalisa’ ซึ่งจะออกเผยแพร่เป็นทางการวันนี้ (๑๒ ตุลา)

ซู คิม นักเขียนชีวประวัติผู้ช่ำชอง ใช้ความคุ้นเคยที่ติดตามลิซ่ามาเนิ่นนาน บุกเข้าไปสัมภาษณ์ในห้องแต่งตัวของเธอ แล้วพบกับความแปลกใจ ทึ่งที่ลิซ่าไม่ยักปฏิเสธเลยแม้แต่นิด ทั้งยังลงนั่งเอนเล่าความหลังให้ฟังเป็นชั่วโมง

“มันเป็นเรื่องไมดีเลย” เธอว่า “ตอนนั้นฉันอายุ ๑๕-๑๖ ไม่รู้เลยว่ามันเป็นคำที่ล่อแหลมมาก เพราะฉันเป็นเด็กไทยที่ภาษาเมื่อกำเนิดของฉันไม่ใช่อังกฤษ เดี๋ยวนี้ฉันไม่มีทางใช้คำนั้นอีก ฉันมีการศึกษามากขึ้นแล้ว รู้อะไรดีขึ้น แม้นว่าได้ทำผิดพลาดมาก่อน”

ซู คิม บอกกับบีบีซีว่า “สิ่งที่ฉันเห็นกับลิซ่าในนาฑีนั้น มันถ่องแท้ เต็มไปด้วยจิตสำนึกเปี่ยมล้น เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกิดความรู้สึกประทับใจกับเธอ” คลิปนั้นโผล่ขึ้นมาตอนที่ลิซ่ากำลังเตรียมแยกตัวจากแบล็คพิ้งค์ไปเป็นศิลปินเดี่ยว เธอเจอกับการก่นด่าและขู่ฆ่า

เธอยอมรับว่ามันหนักหนาสากรรจ์ แต่ก็ต้องทนรับการวิพากษ์และหาทางประนีประนอม เสียงวิพากษ์ไม่สนใจกับคำสารภาพของเธอ บางรายลำเลิกไปถึงกรณีที่เธอถูกคนผิวดำ และนักสิทธิมนุษยชนโจมตีอย่างหนัก เกี่ยวกับชุดแต่งกายแสดงของเธอ

ที่มักเป็นกางเกงสั้นเกาะสะโพก ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นลายลูกไม้ มีรูป โรซ่า พ้าร์ค วีรสตรีผิวดำอเมริกันแทรกอยู่ในลายถักนั้น มันเป็นอุปสรรคที่ลิซ่าต้องเผชิญหน้าพยายามแก้ไข ในเมื่อขณะนี้เธอเซ็นสัญญาอยู่ในสังกัดค่ายแผ่นเสียงอาร์ซีเออเมริกัน หลังตัดขาดกับเคพ้อป ‘วายจี’ มาเป็นปีแล้ว

(https://www.bbc.com/news/articles/cjzxl56q30k7AC0BE และ https://x.com/BBCWorld/status/2109225135240605887) 

“ไทยไม่เฉย” โหวตบอร์ดประกันสังคมก้าวหน้าท่วมท้น ‘ษัษฐรัมย์’ ขานรับ เรายอมเป็นเด็กที่เอาแต่ใจเพื่อทำให้สังคมนี้มันดีขึ้น ไม่ให้มีเด็กคนไหนต้องอดตายในความมั่งคั่งของประเทศนี้

ผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้พูดได้ว่า “ไทยไม่เฉย” โดยเฉพาะ ไทยผู้ใช้แรงงาน ไม่เพียงคนไปออกเสียงกันถล่มทะลาย มากกว่าครั้งก่อน ๓๓๑% แต่การที่เลือก ‘ปฏิรูป’ ไม่เอาปฏิทินนั่นสิ ทำให้ประเทศนี้มีความหวัง

‘เป๋า’ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ แห่งไอลอว์ บอกว่า คนหลัก ๕-๖ แสน ออกมาโหวตกันวันนี้ (๑๑ ตุลา) ทำให้เชื่อได้ว่าถ้าสถานการณ์ถึงวันที่ต้องการจำนวนนับเพื่อชี้ขาด เขาเชื่อเสมอว่าจะมีคนมา “หากต้องการรวมชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย จะ ๕ หมื่น หรือ ๕ แสน ก็สามารถหาได้

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แกนนำกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งทีมของเขาได้รับเลือกทั้งฝ่ายผู้ใช้แรงงานและนายจ้าง ๗+๗ รวม ๑๔ คน ในจำนวนกรรมการทั้งสิ้น ๒๑ คน กล่าวตอบรับชัยชนะตอนหนึ่งว่า “เราถูกกล่าวหาเป็นเด็กเอาแต่ใจ

แต่ความเอาแต่ใจของเราเป็นความเอาแต่ใจที่ปรารถนาให้ชาติกำเนิดของทุกคนเป็นโมฆะ...ไม่ให้มีเด็กคนไหนต้องอดตายในความมั่งคั่งของประเทศนี้...ทำให้คนแก่ทุกคนได้รับบำนาญที่สมเหตุสมผล สมกับที่พวกเขาได้ส่งมาทั้งชีวิต

เรายอมเป็นเด็กที่เอาแต่ใจเพื่อทำให้สังคมนี้มันดีขึ้น ทุกท่านครับ วันนี้คือก้าวแรก แต่ไม่ใช่ก้าวสุดท้าย ปี ๒๕๖๙ อาจเป็นฝันร้ายที่ยาวนานของคนไทย แต่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าของเราวันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า เราคือปราการสุดท้ายของการปฏิรูป

และเราคือแนวหน้าของการ)ฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม สร้างสวัสดิการให้เป็นธรรมสำหรับทุกคน ขอบคุณสำหรับทุกคะแนนเสียง ขอบคุณสำหรับทุกความเชื่อในความเป็นไปได้” เขาประกาศภารกิจ ๗ วันแรกทันที จะเปิดการประชุมแบบไล้ฟ์สด

มีรายงานออกมาให้เข้าถึงได้ “เพื่อให้ทุกการตัดสินใจของประกันสังคม ต้องมีการรับผิดรับชอบ ไม่ใช่ใครจะทำอะไรก็ทำ ตัดสินใจอะไรก็ทำกันเงียบ ๆ อย่างที่ผ่านมา...๑๔ เสียงนี้เพียงพอ ต่อการปฎิรูปประกันสังคม ให้กลับมาเป็นของคนธรรมดาอย่างแท้จริง

และ “เราเป็นปีศาจของเหล่าชนชั้นนำ/เหล่าปรสิตเสมอ” อย่างไรก็ดี ‘ไอ๊ซ์’ รักชนก ศรีนอก เตือนอย่าเพิ่งดีใจไปมากนัก “อย่าไว้ใจทาง” เพราะการเลือกตั้งบอร์ดเมื่อปี ๒๕๖๖ เคยมีอภินิหารเกิดขึ้นแล้ว ฝั่งลูกจ้างที่ชนะถูกตัดสิทธิไป ๒ คน

แล้วกว่าจะประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการครั้งนั้น ใช้เวลานานถึง ๒ เดือน นับไปนับมาอีท่าไหนคะแนนหายไป ๑,๕๐๐ อ้างว่าเป็น ‘Human error’ อะ และกว่าจะได้ประชุมนัดแรกโน่น ปาเข้าไปมีนา ๖๗ ฉะนั้นครั้งนี้ “อะไรก็เกิดขึ้นได้”

เธอประกาศ “ถ้าเกิดอะไรขึ้น...ฉันพร้อม”

(https://x.com/nanaicez/status/2109259638902501402 และ https://x.com/s_paceNyan/status/2109295651662299508) 

วันนี้ เมื่อ 93 ปีที่แล้ว (11 ตุลาคม 2476) เกิดกบฎบวรเดช ซึ่งเป็นความพยายามก่อการรัฐประหารของพวกปฏฺิกิริยาโดยใช้กำลังทหารจากนอกเมืองหลวง เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎรที่บริหารประเทศตามระบอบรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการอภิวัฒน์ 2475 แล้วเปลี่ยนแปลงกลับสู่ระบอบเก่า


Parinand Bird Varnasavang
AI content · ·
5 hours ago

วันนี้ เมื่อ 93 ปีที่แล้ว (11 ตุลาคม 2476) เกิดกบฎบวรเดช ซึ่งเป็นความพยายามก่อการรัฐประหารของพวกปฏฺิกิริยาโดยใช้กำลังทหารจากนอกเมืองหลวง เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎรที่บริหารประเทศตามระบอบรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการอภิวัฒน์ 2475 แล้วเปลี่ยนแปลงกลับสู่ระบอบเก่า. ฝ่ายรัฐบาลรู้ข่าวจึงเตรียมการป้องกันอย่างรัดกุม และทำให้เกิดการสู้รบในย่านชานเมืองด้านเหนือแถบทุ่งบางเขนเป็นเวลาถึง 5 วัน (12-16 ต.ค.) จากยุทธการทั้งหมด 15 วัน อาจเรียกได้ว่าเป็นสงครามกลางเมืองขนาดย่อม. ภายหลังปราบกบฎได้ รัฐบาลได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารกล้าผู้สละชีพพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่สนามหลวง แล้วก่อสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นไว้ที่บางเขน ใกล้หลักที่สี่ของคลองเปรมประชากรที่อยู่ห่างออกไป 2 กม. เรียกกันว่าอนุสาวรีย์ปราบกบฎ หรือ อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ.
 
อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่กลางถนนพหลโยธิน ซึ่งในเวลานั้นชื่อว่าถนนประชาธิปัตย์ ณ ทางแยกถนนแจ้งวัฒนะที่ไปปากเกร็ดและถนนรามอินทราที่ไปมีนบุรี โดยสถานที่ตั้งอนุสาวรีย์น่าจะเรียกว่าจัตุรัสมากกว่าวงเวียนเพราะถนนโดยรอบมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนมากกว่าเป็นวงกลมหรือวงรี. ในตอนนั้น อนุสาวรีย์แห่งนี้ถือเป็น landmark สำคัญของเมืองใหม่บางเขนที่รัฐบาลพัฒนาขึ้น โดยอยู่คู่กับ landmark อีกองค์ที่อยู่ใกล้กัน คือพระเจดีย์องค์ใหญ่สีขาวทรงลังกา ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุตรงกลางองค์เจดีย์ รายล้อมด้วยช่องเก็บอัฐิของบุคคลผู้ทำประโยชน์แก่ประเทศ ซึ่งรวมถึงสมาชิกคณะราษฎร ผู้ก่อการอภิวัฒน์ 2475 ซึ่งหากมองในเชิงสัญลักษณ์ อาจกล่าวได้ว่าเป็น People's Pantheon ก็ว่าได้ โดยที่เจดีย์องค์นี้อยู่ในวัดพระศรีมหาธาตุ ที่เดิมตั้งชื่อว่าวัดประชาธิปไตยและสร้างขึ้นในโครงการพัฒนาเมืองใหม่บางเขนที่เกิดขึ้นพร้อมกับการก่อสร้างอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ภายหลังเมื่อรัฐบาลได้รับมอบพระบรมสารีริกธาตุจากรัฐบาลอินเดียของอังกฤษ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระศรีมหาธาตุเพื่อความเป็นสิริมงคล.
 
ในเวลาต่อมา พื้นที่นี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นวงเวียน และมีการแบ่งพื้นที่วงเวียนใช้ก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียวทางซีกตะวันออก และสะพานลอยรถยนต์ข้ามทางแยกตามแนวถนนแจ้งวัฒนะ-ถนนรามอินทรา ที่ขนาบด้วยทางรถไฟฟ้าสายสีชมพูทางซีกใต้ของวงเวียน และยังมีอุโมงค์ทางลอดทางแยกตามแนวถนนพหลโยธินมุดใต้วงเวียนอีกด้วย. ปัจจุบันเรียกว่าวงเวียนอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือ วงเวียนหลักสี่ หรือ วงเวียนบางเขน อยู่ในแขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร.
 
หมายเหตุ: ภาพประกอบทั้งสองนี้ เป็นภาพจากจินตนาการที่ผมอยากเห็นแล้วสั่งให้ AI รังสรรค์ขึ้น อันที่จริงแล้ว อนุสาวรีย์นี้ได้ถูกผู้ประสงค์ร้ายทำให้อันตรธานไปในปลายเดือนธันวาคม 2561.


https://www.facebook.com/parinand.varnasavang/posts/10165013112893808
.....

อนุสาวรีย์กบฎบวรเดช หายไปได้อย่างไร

อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือที่นิยมเรียกว่า อนุสาวรีย์ปราบกบฏบวรเดช (ตั้งอยู่บริเวณวงเวียนหลักสี่ ย่านบางเขน) ได้หายไปจากการรื้อถอนในยามวิกาล โดยไม่มีหน่วยงานรัฐออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการล่วงหน้า มีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

การรื้อถอนตัวอนุสาวรีย์ (คืนวันที่ 27–28 ธันวาคม 2561): ในช่วงกลางดึก มีรายงานการใช้รถเครนและเครื่องมือเข้ายกตัวอนุสาวรีย์ (ซึ่งเป็นพานรัฐธรรมนูญและโครงสร้างบรรจุอัฐิของทหารและตำรวจ 17 นายที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ปราบกบฏ พ.ศ. 2476) ออกจากพื้นที่วงเวียนหลักสี่ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงควบคุมพื้นที่ ห้ามบันทึกภาพ และมีการควบคุมตัวผู้ที่พยายามเข้าไปสังเกตการณ์หรือไลฟ์สดในขณะนั้น

การทำลายส่วนฐาน (กุมภาพันธ์ 2563): หลังจากตัวอนุสาวรีย์หายไปราวหนึ่งปี ส่วนฐานของอนุสาวรีย์ที่เหลืออยู่ตรงวงเวียนหลักสี่ก็ได้ถูกทุบและรื้อถอนออกจนหมดในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อเคลียร์พื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้า

ปัญหาการปัดความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ: หลังเกิดเหตุ ไม่มีหน่วยงานใดออกมารับเป็นเจ้าของคำสั่งหรือชี้แจงว่านำอนุสาวรีย์ไปเก็บไว้ที่ใด โดยทั้งกรุงเทพมหานคร, การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และสำนักงานเขตบางเขน ต่างระบุว่าไม่มีข้อมูลหรือไม่ใช่ผู้ดำเนินการเคลื่อนย้าย

การดำเนินคดีทางกฎหมาย: ในเดือนธันวาคม 2563 กรมศิลปากร (เนื่องจากอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน) ได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ สน.บางเขน เพื่อดำเนินคดีกับผู้รื้อถอนและทำลายโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาพนักงานสอบสวนมีความเห็นควร "งดการสอบสวน" เนื่องจากไม่สามารถสืบหาตัวผู้กระทำความผิดได้

จนถึงปัจจุบัน ตัวอนุสาวรีย์ยังคงมีสถานะสูญหาย และไม่เป็นที่แน่ชัดว่าถูกนำไปเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ใดหรือถูกทำลายไปแล้ว




จับตาฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ของ “ดิเรก” ที่พัทลุง กรณีคอมเมนต์โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อปี 65 กำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 12 ต.ค. 2569


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
17 hours ago
·
จับตาฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ของ “ดิเรก” ที่พัทลุง กรณีคอมเมนต์โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อปี 65
.
.
พรุ่งนี้ (12 ต.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดพัทลุงนัดฟังคำพิพากษาในคดีของดิเรก (สงวนนามสกุล) พ่อค้าขายหมูปิ้งชาวจังหวัดกาญจนบุรีวัย 46 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีคอมเมนต์ข้อความลงในโพสต์เฟซบุ๊กของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ซึ่งต้นโพสต์มีเนื้อหาวิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565
.
คดีนี้มี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เป็นผู้กล่าวหา ไว้ที่ สภ.เมืองพัทลุง โดยกล่าวหาทั้งพรหมศรและดิเรก ดิเรกได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2567 โดยในตอนแรกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาทั้งตามมาตรา 112, มาตรา 116, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1)
.
ต่อมาหลังผ่านไปเกือบ 1 ปี เดือนพฤศจิกายน 2568 พนักงานสอบสวนได้ประสานงานให้ทั้งดิเรกและพรหมศรไปรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม หลังทางอัยการส่งสำนวนกลับมา ทำให้ทั้งสองคนต้องเดินทางไปพัทลุงรับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) อีก เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569
.
จากนั้นเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 ได้มีคำสั่งฟ้องคดีทั้งของดิเรกและพรหมศร แยกเป็นสองคดี โดยฟ้องเฉพาะในสองข้อกล่าวหา ทั้งสองคนต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดพัทลุงอีกครั้ง
.
ในกรณีของพรหมศร ถูกกล่าวหาว่าได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565 เนื้อหาเกี่ยวกับคนคลั่งรักพระมหากษัตริย์ ถูกบรรยายฟ้องว่าทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยในพระมหากษัตริย์ และระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
.
ส่วนกรณีของดิเรก ถูกกล่าวหาว่าในวันเดียวกันได้คอมเมนต์ข้อความสั้นๆ ไว้ใต้โพสต์ของพรหมศร และถูกอัยการบรรยายฟ้องในลักษณะเดียวกัน ก่อนศาลอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณา โดยต้องวางหลักทรัพย์คนละ 1 แสนบาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์
.
หลังจากนั้นดิเรกเดินทางไปในนัดคุ้มครองสิทธิ นัดตรวจพยานหลักฐาน ก่อนในนัดสืบพยานวันแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ดิเรกได้ตัดสินใจกลับคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะพินิจเพิ่มเติมภายใน 30 วัน และกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 12 ต.ค. 2569
.
การเดินทางไปฟังคำพิพากษาในครั้งนี้ จะเป็นครั้งที่ 9 แล้วที่ดิเรกต้องเดินทางไปยังจังหวัดพัทลุง คดีนี้นับเป็นหนึ่งในคดีกล่าวหาทางไกล ซึ่งมีทรงชัย เนียมหอม ไปกล่าวหาในหลายสถานีตำรวจในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งคดีตามมาตรา 112 และ 116 อาทิ ในจังหวัดพัทลุง, สงขลา, ตรัง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี โดยทราบข้อมูลผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 19 คดีแล้ว โดยแทบทั้งหมดผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกแจ้งความ ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดี
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/87164
.
อ่านรายงาน “ปัญหาการดําเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง” https://tlhr2014.com/archives/84147

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1517094360261029&set=a.656922399611567





“พนัส นายแน่มาก…”

https://www.facebook.com/boycitychanFC/posts/1687976829355441












เข้าใจหนูด้วย



ช่วยเข้าใจนายกด้วย
ไม่ใช่ว่า เขาไม่อยากแก้ปัญหา
อะไรให้ประเทศไทย
แต่การแก้ปัญหาต่างๆ มันต้องใช้อองค์ความรู้
ซึ่งเขาไม่มี!

Karun Siringam
แหล่งข่าว : คนนอนนา วันที่ 11 ตุลาคม 2569
.....

อ่านอักษร สีดำ
15 hours ago
·
"ได้ยินแบบนี้ไอ้ผมก็ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122122554177464944&set=a.122098663431464944


ภัควดี วีระภาสพงษ์
เข้าใจหนูด้วยค่ะ หนูอยู่แต่ในท่อ จะให้รู้จักโลกกว้างได้ยังไง




ภาพแห่งความหวัง "เมื่อเด็กที่เอาแต่ใจ" กำชัยชนะเหนือกว่า "ผู้ใหญ่เอาแต่ได้" (คนจะลุกขึ้นมาทำอะไรยากๆ ได้ ในวันที่เขาเห็นว่า สิ่งที่เขาลงทุนไปแล้วจะมีความหมาย)

https://www.facebook.com/thestandardth/posts/1474982118094460

THE STANDARD 
10 hours ago
·
นาทีสุดท้าย ผู้ประกันตนวิ่งสุดฝีเท้า เร่งเข้าอาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ลุ้นลงคะแนนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทันก่อนปิดหีบ 16.00 น.
.
วันนี้ (11 ตุลาคม) บรรยากาศช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ เป็นไปอย่างตื่นเต้นและระทึก เมื่อผู้ประกันตนจำนวนมากที่เพิ่งเดินทางมาถึง ต่างเร่งก้าวเท้าและวิ่งสปีดจากบริเวณชั้น G เพื่อตรงไปยังแถวต่อคิวเข้าลิฟต์ ขึ้นไปยังหน่วยลงคะแนนชั้น 11, 14, 15 และ 16 หวังใช้สิทธิให้ทันเวลาปิดหีบใน 16.00 น.
.
ทั้งนี้ จีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า เมื่อถึงเวลา 16.00 น. หากยังมีผู้รอใช้สิทธิอยู่ในบริเวณสถานที่เลือกตั้ง เจ้าหน้าที่จะกั้นท้ายแถวและอนุญาตให้ผู้ที่อยู่ในเขตแนวกั้นสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้จนเสร็จสิ้น ขณะที่ผู้ที่เดินทางมาหลังเวลา 16.00 น. จะไม่อนุญาตให้เข้าเขตแนวกั้น
.
ภาพ: ฐานิส สุดโต
.


Yingcheep Atchanont 
13 hours ago
·

เลือกตั้งประกันสังคม ครั้งที่แล้วไปใช้สิทธิที่กระทรวงมหาดไทยตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ไปประมาณบ่ายโมงไม่มีคนเลย มีแต่เจ้าหน้าที่นั่งรอ ปีนี้เลือกสถานที่ที่สะดวกเขตห้วยขวาง โรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ มาเที่ยงกว่ากว่าพบว่าคนเยอะมาก

โรงเรียนปิดรั้วบอกว่าที่จอดเต็มและไม่ให้รถเข้าทำให้รถที่มาเลือกตั้งหาที่จอดไม่ได้แล้วก็วนเวียนรถติดมหาศาล ไม่เคยเห็นแถวนี้รถติดขนาดนี้มาก่อน ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านกาแฟทุกร้านคนนั่งเต็มหมด ก็ยินดีกับพ่อค้าแม่ค้าด้วยครับ

วนหาที่จอด 30 นาที หาไม่ได้ แต่ก็เข้าไปในโรงเรียนจนได้ และพบว่า คิวยาวมากในหลายหน่วย แต่หน่วยของข้าพเจ้ามีแค่ 2 คิว เจ้าหน้าที่ให้บริการดี หาหมายเลข ยื่นบัตร ตรวจสอบ เข้าคูหา เร็วกว่าเลือกตั้งสส. อีก ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ และชื่นชมคนมากมายที่ออกไปใช้สิทธิกันอย่างล้นหลามครับ


Yingcheep Atchanont 
6 hours ago
·
คนจะลุกขึ้นมาทำอะไรยากๆ ได้ ในวันที่เขาเห็นว่า สิ่งที่เขาลงทุนไปแล้วจะมีความหมาย

บางครั้งอาจต้องการให้คนไปร่วมชุมนุมเยอะๆ แต่เมื่อเขาไม่รู้ว่า การไปหรือไม่ไปจะแตกต่างอย่างเป็นรูปธรรมได้ไหม เขาก็ต้องแบ่งเวลาให้กับภาระหน้าที่อีกมากมาย

ในวันที่เราต้องการรายชื่อ 10,000 เพื่อเสนอกฎหมาย ผมเชื่อว่าเราจะหาได้ ถ้าเงื่อนไขบอกให้หา 50,000 เราก็จะหาได้ ถ้าเงื่อนไขบอกให้หา 500,000 เราก็จะหาได้

เลือกตั้งประกันสังคม เมื่อเขารู้ว่าจำนวนเสียงที่มากขึ้นจะถูกนับและใช้ตัดสินชี้ขาดได้ จะรถติด จะเดินทาง จะต้องลงทะเบียน จะต้องเตรียมเอกสาร คนหลัก 5-6 แสนคนก็พร้อมจะไป

ผมชอบอยู่ประเทศนี้ ถ้าสถานการณ์ถึงวันที่ต้องการจำนวนนับเพื่อชี้ขาด ผมเชื่อเสมอว่า จะมีคนมา








สภาพปัจจุบัน ภาพล่าสุดในปี 2569 ของ "บ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ" หรือ "หมู่บ้านป่าแหว่ง" หลังจากได้ส่งมอบพื้นที่ให้กับ "กรมธนารักษ์" มานานกว่า 5 ปี

https://www.facebook.com/lovedoisuthep/posts/1521173516723301

เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ
Yesterday
·
เปิดภาพล่าสุดปี69 "บ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ" หรือ (หมู่บ้านป่าแหว่ง) หลังจากส่งมอบพื้นที่ให้กับ "กรมธนารักษ์" มานานกว่า5ปี ปัจจุบัน ตัวอาคารเริ่มทรุดโทรม ส่วนพื้นที่โดยรอบมีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมตัวบ้านและถนนจนรกทึบไปหมด ส่วนภายในตัวอาคารเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นยังคงอยู่ในสภาพดี จึงอยากเรียกร้องให้ "กรมธนารักษ์" ช่วยส่งมอบเฟอร์นิเจอร์ เช่น โต๊ะ,เก้าอี้ ,เตียง,ตู้,แอร์,เครื่องทำน้ำอุ่น ไปให้กับหน่วยงานราชการอื่นๆนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ เพราะครุภัณฑ์เหล่านี้ จัดซื้อมาจากภาษีของประชาชน จึงไม่ควรปล่อยให้ชำรุดเสียหายไปอย่างเปล่าประโยชน์...

.....

ตำนาน หมู่บ้านป่าแหว่ง

"หมู่บ้านป่าแหว่ง" หรือโครงการก่อสร้างบ้านพักและอาคารชุดของข้าราชการตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บริเวณเชิงดอยสุเทพ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งในประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย โดยมีจุดเริ่มต้นและลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้:

จุดเริ่มต้นโครงการ (พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา): ทางสำนักอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ได้ขอใช้พื้นที่ราชพัสดุในความดูแลของกองทัพบกบริเวณเชิงดอยสุเทพ เพื่อก่อสร้างอาคารที่ทำการและบ้านพักข้าราชการ โดยโครงการได้รับการอนุมัติและดำเนินการก่อสร้างเรื่อยมา จนกระทั่งตัวสิ่งปลูกสร้างรวมถึงบ้านพักและแฟลต (อาคารชุด) หลายสิบหลังเกือบแล้วเสร็จสมบูรณ์

การจุดชนวนกระแสคัดค้าน (พ.ศ. 2561): ภาพถ่ายมุมสูงเผยให้เห็นแนวป่าสีเขียวที่ถูกแผ้วถางจนแหว่งเป็นรอยกว้างเพื่อก่อสร้างกลุ่มอาคารและบ้านพักดังกล่าว จนเกิดเป็นกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรงในโลกออนไลน์และภาคประชาชน นำโดย "เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ" ประชาชนและนักอนุรักษ์มองว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ชิดกับเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และรบกวนระบบนิเวศ รวมถึงทำลายทัศนียภาพอัน

ข้อเรียกร้อง "รื้อถอนคืนป่า": เกิดการชุมนุมประท้วงและการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เรียกร้องให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด เพื่อคืนสภาพพื้นที่ให้กลับมาเป็นผืนป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ จนกลายเป็นวาระระดับประเทศที่ภาครัฐต้องเข้ามาหาทางออกร่วมกัน

ทางออกและการส่งมอบพื้นที่ (พ.ศ. 2565): ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เจรจาจนได้ข้อสรุปว่า ทางศาลอุทธรณ์ภาค 5 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ย้ายกำลังพลออกและทำการส่งมอบพื้นที่บ้านพักพร้อมครุภัณฑ์คืนให้กับ "กรมธนารักษ์" เพื่อเตรียมแผนฟื้นฟูและปลูกป่าทดแทน

สภาพปัจจุบัน: เนื่องจากไม่มีการเข้าไปอยู่อาศัยและไม่มีการใช้ระบบสาธารณูปโภคอย่างไฟฟ้าหรือน้ำประปา ประกอบกับเวลาที่ผ่านไปนาน ทำให้ตัวอาคารเริ่มทรุดโทรม และถูกต้นไม้รวมถึงวัชพืชขึ้นปกคลุมหนาแน่นจนมีสภาพกลายเป็นพื้นที่รกร้างตามภาพข่าวที่ปรากฏ




จากมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม สู่ประเทศที่เสื่อมโทรม วุ่นวาย ใกล้ถังแตก ฝรั่งเศสมาถึงจุดนี้ได้ยังไง?


World Wide Wow - เรื่องเล่าเขย่าโลก
Yesterday
·

จากมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม สู่ประเทศที่เสื่อมโทรม วุ่นวาย ใกล้ถังแตก ฝรั่งเศสมาถึงจุดนี้ได้ยังไง?
.
การประท้วงของนักเรียนในฝรั่งเศสที่เวลานี้ลุกลามเป็นการจลาจลไปทั่วประเทศ ต้นเหตุไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาแต่คือปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดมหึมาของฝรั่งเศสที่บ่มจนได้ที่
.
ย้อนกลับไปช่วงศตวรรษที่ 19-20 ฝรั่งเศสคือหนึ่งในมหาอำนาจจักรวรรดินิยมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกตีคู่กับจักรวรรดิอังกฤษ พวกเขามีกองทัพอันเกรียงไกรและปกครองอาณานิคมจำนวนมาก รวมดินแดนกว่า 10 ล้านตารางกิโลเมตร
.
นอกเหนือจากอำนาจทางการทหาร ฝรั่งเศสยังทรงอิทธิพลด้านวัฒนธรรม ภาษา การศึกษา กฎหมาย และแนวคิดทางการเมือง โดยเฉพาะอุดมการณ์ “เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ” อันโด่งดังจากยุคปฏิวัติ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบอบสาธารณรัฐฝรั่งเศสสมัยใหม่ และมีอิทธิพลต่อแนวคิดประชาธิปไตยหลายแห่งในโลก
.
แต่ความยิ่งใหญ่นั้นค่อย ๆ เลือนหายไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสบอบช้ำและเริ่มสูญเสียการควบคุมอาณานิคมแต่ละแห่งที่พากันลุกฮือเรียกร้องเอกราช โดยเฉพาะหลังสงครามอินโดจีนและสงครามแอลจีเรีย ทำให้ฝรั่งเศสต้องยอมปล่อยมือให้เอกราชแก่ดินแดนเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็ต้องกลับมาฟื้นฟูบูรณะบ้านตนเองจากความเสียหายของมหาสงคราม
.
แม้หมดยุคอาณานิคมแต่ฝรั่งเศสก็ไม่ได้สิ้นแสง ช่วงปี 1945–1975 พวกเขาอยู่ในยุคที่เรียกว่า “Trente Glorieuses” หรือสามทศวรรษแห่งความรุ่งเรือง ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจฝรั่งเศสขยายตัว อุตสาหกรรมเติบโต ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น และคุณภาพชีวิตของชาวฝรั่งเศสก็ดีขึ้นอย่างมากหลังสงคราม
.
หนึ่งในมรดกสำคัญจากยุคนี้คือการกำเนิด “รัฐสวัสดิการ” ฝรั่งเศสเริ่มวางรากฐานระบบประกันสังคมยุคใหม่ในปี 1945 และค่อย ๆ พัฒนาจนครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งการรักษาพยาบาล การศึกษา เงินบำนาญ สวัสดิการครอบครัว การว่างงาน และการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
.
หลักการไม่มีอะไรซับซ้อน คือให้ประชาชนช่วยกันแบกผ่านการจ่ายภาษีและเงินสมทบ เพื่อให้รัฐนำเงินไปจัดสวัสดิการกลับมาดูแลประชาชนอีกที
.
ระบบนี้จะอยู่รอดได้ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ
.
ข้อแรกคือรัฐต้องหาเงินได้เพียงพอ เพื่อหล่อเลี้ยงทั้งระบบสวัสดิการและภาคส่วนอื่น ๆ ของประเทศ ขณะที่รายจ่ายด้านสวัสดิการกินสัดส่วนมหาศาลของงบประมาณ
.
สองคือประเทศต้องมีประชากรวัยทำงานมากพอเพื่อทำงานส่งเงินเข้าระบบในรูปของภาษีและเงินสมทบ โดยต้องมีผลิตภาพแรงงานซึ่งหมายถึงผลผลิตและการจ้างงานที่ดีด้วย
.
ถ้าเป็นยุครุ่งเรืองที่เศรษฐกิจเติบโตระบบนี้ก็เดินเครื่องได้ไม่มีปัญหา แต่ประเด็นคือฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ในยุคนั้นอีกต่อไปแล้ว รายได้ประเทศเริ่มนิ่งแต่รายจ่ายของรัฐไม่นิ่งตาม ตรงกันข้ามมันยิ่งโตวันโตคืน
.
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (INSEE) ระบุว่า ในปี 2025 ภาครัฐฝรั่งเศสขาดดุลการคลังประมาณ 152,500 ล้านยูโร หรือคิดเป็น 5.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แม้จะลดลงจาก 5.8% ในปี 2024 แต่ก็ยังถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับเกณฑ์ด้านการคลังของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดการขาดดุลไว้ว่าไม่ควรเกิน 3% ของ GDP
.
สาเหตุการขาดดุลงบประมาณของฝรั่งเศสเกิดจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่และเป็นวงจรมรณะที่หาทางออกยากมาก
.
1. รัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ที่เคยภูมิใจกลายเป็นภัยการคลัง
แม้ระบบนี้ช่วยอุ้มชูคนตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกทั้งเงินบำนาญและสวัสดิการส่วนหนึ่งก็มาจากการจ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมโดยประชาชนเองไม่ได้มีแค่เงินภาษี แต่สวัสดิการแบบจัดเต็มของฝรั่งเศส ก็เป็นภาระอันหนักอึ้งที่ดูดกลืนงบประมาณในแต่ละปีอย่างมหาศาล
.
2. สังคมสูงวัยและวิกฤติประชากร
จำเงื่อนไขสองข้อของระบบรัฐสวัสดิการฝรั่งเศสได้มั้ย คือต้องมีจำนวนคนวัยทำงานมากพอเพื่อส่งเงินเข้าระบบ แต่ปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเจอเวลานี้คือคนมีลูกน้อยลง
.
ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2026 ฝรั่งเศสมีประชากรประมาณ 69.1 ล้านคน โดยประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็น 22% ของประชากรทั้งหมด ใกล้เคียงกับสัดส่วนประชากรอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าเกณฑ์สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society) ขณะเดียวกัน ในปี 2025 ฝรั่งเศสมีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 645,000 คน ลดลงถึง 24% เมื่อเทียบกับปี 2010 และอัตราเจริญพันธุ์ลดลงเหลือเพียง 1.56 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน (มาตรฐานคือ 2.1) ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่สำคัญ ปี 2025 ยังเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองที่ฝรั่งเศสมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 651,000 คน
.
เด็กเกิดน้อย หนุ่มสาวซึ่งเคยเป็นกำลังขับเคลื่อนรัฐสวัสดิการก็ทยอยแก่ตัวและเกษียณอายุกันไป แต่คนทำงานรุ่นใหม่มีน้อยลง เงินที่ส่งเข้าระบบก็ลดลงตามไปด้วย
.
ปัญหาต่อมาคือเราไม่ได้เกษียณแล้วสิ้นอายุขัยเลย แต่ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายสิบปี และยิ่งอยู่นานก็ยิ่งกินสวัสดิการรัฐมากขึ้น ทั้งเงินบำนาญ การรักษาพยาบาล และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งคนยุคนี้ก็ดันอายุยืนซะด้วย แตะหลักร้อยมีให้เห็นมากขึ้น เมื่อสัดส่วนผู้รับสวัสดิการกับคนทำงานส่งเงินไม่สมดุลกัน ระบบที่เคยลื่นไหลก็เริ่มสะดุด
.
3. เศรษฐกิจโตไม่ทันรายจ่ายจนต้องเริ่มกู้
ต้องเข้าใจก่อนว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสไม่ได้อ่อนแอ ประเทศนี้มีเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมมากมายที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศอย่างมหาศาล แต่การเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ ไม่อู้ฟู่เหมือนเมื่อก่อน
.
เมื่อเศรษฐกิจโตช้า รายได้ของรัฐจากภาษี ทั้งภาษีเงินได้ ภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มก็เก็บได้ไม่พอ แม้ปกติฝรั่งเศสจะเก็บภาษีสูงอยู่แล้วก็ตาม ซึ่งก็กระทบเงื่อนไขอีกข้อหนึ่งของรัฐสวัสดิการที่บอกไป แถมฝรั่งเศสยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อรับมือและเยียวยาวิกฤตหลายครั้ง เช่น วิกฤตการเงินโลกปี 2008 วิกฤตหนี้ยุโรป การระบาดของโควิด-19 รวมถึงวิกฤตพลังงานหลังรัสเซียบุกยูเครนปี 2022 ทำให้แม้รัฐฝรั่งเศสจะหาเงินได้เยอะ แต่รายจ่ายมีเยอะกว่า ภาษาชาวบ้านเรียก “หมุนเงินไม่ทัน”
.
หมุนเงินไม่ทันแล้วทำไงดี ก็กู้สิครับ โดยเฉพาะการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อระดมเงินจากนักลงทุน ทำซ้ำ ๆ นานวันเข้า ฝรั่งเศสก็มีหนี้สาธารณะสะสมจนท่วมหัว ยิ่งหนี้สูง รัฐก็ยิ่งต้องหาเงินมาชำระคืนหรือออกพันธบัตรใหม่ทดแทนหนี้เดิม และเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลก็ต้องกันเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้น ทำให้งบสำหรับพัฒนาประเทศถูกเบียดบังเข้าไปอีก
.
การมีหนี้สาธารณะสูงไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นจะล้มละลาย หลายประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีหนี้สาธารณะสูงเช่นกัน แต่สำหรับฝรั่งเศสมันคือบ่วงมรณะที่ดิ้นไม่หลุด และยิ่งดิ้นยิ่งรัดแน่นกว่าเดิม
.
รัฐมีคนต้องดูแลสวัสดิการมากขึ้น แต่รายได้กลับเพิ่มไม่ทันรายจ่าย ต้องไปดึงงบประมาณส่วนอื่นมาช่วย พอโยกงบไปลงที่สวัสดิการ เงินพัฒนาประเทศด้านอื่นก็ไม่เพียงพอ สาธารณูปโภคและบริการต่าง ๆ ของรัฐเสื่อมโทรมเพราะขาดงบมาลงทุนรวมถึงดูแลบุคลากร เช่น การขึ้นเงินเดือนและตำแหน่งในภาคส่วนต่างๆ
.
พองบไม่พอก็ต้องกู้ ยิ่งกู้ก็ยิ่งเป็นหนี้ ต้องกันเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายหนี้ ปีต่อมามีคนขอรับสวัสดิการเพิ่มขึ้น คนเก่าก็ยังไม่ตายสักที หารายได้ไม่ทัน วนลูบไป
.
สิ้นไตรมาสที่สองของปี 2026 ฝรั่งเศสมีหนี้สาธารณะรวมประมาณ 3.60 ล้านล้านยูโร หรือเท่ากับ 119% ของ GDP เพิ่มขึ้นจาก 117.5% ในไตรมาสก่อนหน้า หมายความว่าตอนนี้ฝรั่งเศสมีหนี้มากกว่าเงินทั้งหมดที่ตัวเองหาได้ในหนึ่งปีเสียอีก
.
IMF ยังประเมินว่าหากไม่มีมาตรการเพิ่มเติมที่เพียงพอ หนี้สาธารณะฝรั่งเศสอาจพุ่งไปถึงประมาณ 121.8% ของ GDP ภายในปี 2030
.
ปัญหางบประมาณและความเสื่อมโทรมของรัฐนำไปสู่ความไม่พอใจ จนเกิดม็อบนักเรียนและประชาชนที่เรากำลังเห็นอยู่ตอนนี้ เป็นสัญญาณว่าระเบิดเวลาของฝรั่งเศสกำลังนับถอยหลังใกล้หมดแล้ว
.
จริง ๆ ระเบิดลูกนี้ไม่ได้มีกลไกซับซ้อน วิธีปลดชนวนหลัก ๆ มีแค่เพิ่มรายได้หรือลดรายจ่าย หรือทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน
.
เพิ่มรายได้ก็คือการขึ้นภาษี เพิ่มจำนวนคนทำงาน อายุการทำงาน และผลิตผลเพื่อให้ประเทศมีเงินส่งเข้าระบบมากขึ้น
.
ลดรายจ่ายคือการรัดเข็มขัด ตัดลดสวัสดิการและงบประมาณที่ไม่จำเป็น
.
แต่ทุกทางมีราคาต้องจ่ายสูงมาก จนผู้นำและนักการเมืองฝรั่งเศสต่างคิดหนัก
.
จะขึ้นภาษีก็อาจกระทบต่อรายได้และกำลังซื้อของประชาชน รวมถึงการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ จะหวังให้เศรษฐกิจเติบโตจนสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้เอง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศที่กำลังเจอปัญหาสังคมสูงวัยและความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างฝรั่งเศส จะลดรายจ่ายก็สะเทือนระบบสวัสดิการซึ่งประชาชนไม่พอใจแน่
.
หนึ่งในตัวอย่างที่ทำฝรั่งเศสลุกเป็นไฟมาแล้ว คือนโยบายปฏิรูประบบบำนาญในปี 2023 ของรัฐบาลประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) โดยจะทยอยเพิ่มอายุเกษียณตามกฎหมายจาก 62 ปีเป็น 64 ปี สาเหตุหลักก็มาจากสังคมสูงวัยและภาระการคลังนั่นแหละ อย่างที่บอก ถ้าไม่ลดสวัสดิการก็ต้องเพิ่มเงินหรืออายุทำงาน
.
รัฐบาลฝรั่งเศสให้เหตุผลว่ามันจำเป็นต่อความยั่งยืนของระบบบำนาญ แต่สหภาพแรงงานและผู้ประท้วงจำนวนมากมองว่าเป็นการผลักภาระไปให้ประชาชน โดยเฉพาะแรงงานที่ทำงานหนักหรือเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย
.
สำหรับประเทศประชาธิปไตยที่ผู้คนเปี่ยมไปด้วยสิทธิเสรีภาพ และอิ่มเอมกับสวัสดิการครบวงจรมาหลายสิบปี ยอมถูกเก็บภาษีแพง ๆ และทำงานส่งเงินให้รัฐตลอดวัยหนุ่มสาว เพื่อหวังให้รัฐเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า แต่วันหนึ่งรัฐก็เดินมาบอกว่าจะตัดหรือลดสวัสดิการลง หรือบอกให้คุณต้องจ่ายหรือทำงานนานขึ้นเพื่อรับสิทธิ์เดิมที่เคยคาดหวัง มาแบบนี้จะให้ประชาชนที่รู้ว่าตัวเองกำลังเสียสิทธิ์ทำยังไง ลงถนนสิครับพี่น้อง
.
เกิดการประท้วงและการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ทั่วประเทศ จนบริการสาธารณะหลายส่วนของฝรั่งเศสตอนนั้นเป็นอัมพาตไปเลย แม้จะรัฐบาลจะใช้ช่องทางพิเศษเพื่อผ่านกฎหมายมาได้ แต่ในเวลาต่อมาแผนนี้ก็ถูกระงับไว้ ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ “การเมือง“
.
สภาพการเมืองในฝรั่งเศสเวลานี้มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้วิกฤตหนี้รัฐและสวัสดิการยังหาทางออกไม่ได้
.
เรื่องเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2017 เมื่อมาครงก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยภาพลักษณ์นักการเมืองสายกลางที่ต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในประเทศ
.
ในช่วงแรก มาครงได้รับเสียงสนับสนุนมากพอที่จะผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป นโยบายหลายด้านของเขากลับเผชิญแรงต่อต้านจากประชาชน
.
ตัวอย่างคือการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง (Yellow Vests) ที่เริ่มต้นในปี 2018 จากความไม่พอใจต่อการปรับขึ้นภาษีน้ำมัน ก่อนขยายตัวเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ และนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาล
.
ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรปี 2022 กลุ่มการเมืองที่สนับสนุนมาครงแพ้หมดรูป สูญเสียเสียงข้างมากในสภา ทำให้การผ่านกฎหมายสำคัญของรัฐบาลยากลำบากขึ้น
.
สถานการณ์น่าปวดหัวกว่าเดิมในปี 2024 เมื่อมาครงตัดสินใจยุบสภาหลังเห็นว่าฝ่ายขวาจัดประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งรัฐสภายุโรป โดยหวังให้การเลือกตั้งใหม่ของฝรั่งช่วยสร้างความชัดเจน พาประเทศออกจากเดดล็อกทางการเมือง
.
ผลที่ได้แย่หนักกว่าเดิม เลือกตั้งครั้งนั้นไม่มีขั้วการเมืองใดสามารถครองเสียงข้างมากได้อย่างเด็ดขาด ทำให้สภาฝรั่งเศสแบ่งออกเป็นกลุ่มการเมืองหลายฝ่ายที่แตกต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่พรรคซ้ายจัด พรรคสังคมนิยม พรรคสายกลางที่สนับสนุนมาครง พรรคอนุรักษ์นิยม ไปจนถึงพรรคขวาจัดอย่าง National Rally
.
อันที่จริงการมีสภาที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลากหลายใช่ว่าจะต้องมีปัญหาเสมอไป หากทุกฝ่ายสามารถเจรจาและประนีประนอมกันได้ แต่ปัญหาคือของฝรั่งเศสมันประนีประนอมกันไม่ได้นี่สิ เพราะแต่ละพรรคมีแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจแตกต่างกันมาก
.
ฝ่ายซ้ายบางกลุ่มต้องการเพิ่มภาษีคนร่ำรวยและบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อรักษาระดับสวัสดิการและบริการสาธารณะ ขณะที่ฝ่ายกลางและฝ่ายอนุรักษนิยมบางส่วนเน้นการควบคุมรายจ่าย การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน ส่วนพรรคขวาจัดอย่าง National Rally เสนอแนวทางควบคุมการเข้าเมืองและจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายใหม่ ควบคู่กับมาตรการทางเศรษฐกิจที่พรรคเห็นว่าจะช่วยลดภาระหนี้และค่าครองชีพ
.
เมื่อไม่มีพรรคใดมีเสียงมากพอที่จะบริหารประเทศเพียงลำพังได้ ทำให้รัฐบาลของมาครงซึ่งตอนนี้กลายเป็นเป็ดง่อยเสียงข้างน้อย ต้องวิ่งไปเจรจากับพรรคการเมืองอื่นตลอดเวลาเมื่อต้องการผ่านกฎหมายสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีและการใช้จ่ายของรัฐ
.
เกิดเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก คือรัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อลดภาระหนี้ แต่การปฏิรูปมักกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชนบางกลุ่ม ทำให้เกิดการประท้วงและแรงต่อต้านทางการเมือง แต่ละพรรคก็ห่วงฐานเสียงตัวเองจึงคอยสกัดและใช้อำนาจต่อรองกฎหมาย ขณะที่รัฐบาลก็ไม่มีเสียงสนับสนุนมากพอจะผลักดันนโยบายปฏิรูปเหล่านั้นเองได้ และต้องพยายามเอาใจพรรคอื่นๆ ให้สนับสนุนร่างกฎหมายหรืองบประมาณฉบับใหม่ เช่น เมื่อปี 2025 รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเซบัสเตียง เลอกอร์นู (Sébastien Lecornu) ต้องยอมระงับแผนเพิ่มอายุเกษียณจาก 62 เป็น 64 เพื่อให้สภายอมผ่านงบปี 2026 แม้รู้ดีว่าระบบบำนาญฝรั่งเศสกำลังจะไม่ไหว มาตรการแก้ปัญหาของฝรั่งเศสส่วนใหญ่จึงออกมาแบบครึ่งๆ กลางๆ ขาดแนวทางที่ชัดเจน
.
ยิ่งฝรั่งเศสกำลังเข้าใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2027 การประนีประนอมยิ่งทำได้ยากขึ้น ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกเพิ่มอายุเกษียณ เพิ่มภาษี ลดสิทธิประโยชน์ หรือกู้เงินเพิ่ม ก็จะต้องมีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้รับผลกระทบ และในระบอบประชาธิปไตยไม่มีใครอยากตัดอนาคตการเมืองของตัวเอง
.
ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ คือความพยายามผลักดันงบประมาณปี 2027 ของรัฐบาลซึ่งมีเป้าหมายลดการขาดดุลและสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดการเงิน โดยเน้นการรัดเข็มขัดและลดรายจ่ายภาครัฐ ทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจมากโดยเฉพาะในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐที่เจอผลกระทบเต็มๆ
.
เพียงช่วงเริ่มต้นของการพิจารณาร่างงบประมาณ คณะกรรมาธิการการคลังของสภาฝรั่งเศสก็ลงมติปฏิเสธร่างที่รัฐบาลเสนอ เพราะไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง เช่น มาตรการลดสิทธิประโยชน์ทางภาษีของผู้รับบำนาญ และจนถึงตอนที่บทความนี้เขียนเสร็จ ฝรั่งเศสก็ยังผ่านงบประมาณปีต่อไปไม่ได้
.
เมื่อการปฏิรูปถูกชะลอ ปัญหาทางการคลังยิ่งสะสม ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลชุดต่อไปต้องใช้มาตรการที่ยากลำบากมากขึ้น
.
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุในรายงานประเมินเศรษฐกิจฝรั่งเศสปี 2026 ว่า ความแตกแยกทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสไม่สามารถปฏิรูปการคลังได้ตามแผน และความไม่แน่นอนนี้อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน รวมถึงเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาล
.
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องในสังคมฝรั่งเศสตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือปัญหา “ผู้อพยพ” ซึ่งมีรากฐานส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์อาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ในอดีต ฝรั่งเศสปกครองดินแดนจำนวนมากในแอฟริกา โดยเฉพาะแอลจีเรีย โมร็อกโก ตูนิเซีย เซเนกัล มาลี และประเทศอื่น ๆ ซึ่งทำให้เกิดความสัมพันธ์ด้านภาษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเคลื่อนย้ายประชากรระหว่างฝรั่งเศสกับดินแดนเหล่านี้มาเป็นเวลานาน
.
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรม จึงมีการรับแรงงานจากต่างประเทศเข้ามาทำงาน ทั้งจากประเทศในยุโรปและอดีตดินแดนอาณานิคม
.
แรงงานเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสยุคหลังสงคราม แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวหลังวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ฝรั่งเศสก็เริ่มจำกัดการอพยพมาเพื่อทำงาน แต่คลื่นผู้อพยพและลี้ภัยยังคงหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด
.
ปัญหาผู้อพยพได้รับแรงกดดันเพิ่มอีกในปี 2015 เมื่อยุโรปเผชิญวิกฤตผู้ลี้ภัยจากซีเรียและประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลางและแอฟริกา โดยเยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศที่รับผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ขณะที่ฝรั่งเศสก็มีส่วนรับผู้ขอลี้ภัยเช่นกัน แม้ตัวเองจะมีผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจากภูมิภาคอื่นทยอยเข้ามาอยู่แล้วก็ตาม
.
ข้อมูลของ INSEE ระบุว่า ในปี 2025 ฝรั่งเศสมีประชากรที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้อพยพประมาณ 8 ล้านคน หรือคิดเป็น 11.6% ของประชากรทั้งหมด โดยในจำนวนนี้ประมาณ 2.6 ล้านคนได้รับสัญชาติฝรั่งเศสแล้ว ทั้งนี้ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงผู้ที่เกิดในต่างประเทศโดยไม่ได้ถือสัญชาติฝรั่งเศสตั้งแต่เกิด ไม่ใช่ผู้ลี้ภัยหรือผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายทั้งหมด อาจจะเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องและได้สัญชาติภายหลังก็ได้
.
ผลที่ตามมาคือฝรั่งเศสค่อย ๆ เปลี่ยนจากประเทศที่รับแรงงานต่างชาติเพื่อตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจ มาเป็นสังคมที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และภูมิหลังทางวัฒนธรรมมากขึ้น จากทั้งการย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงาน การอยู่ร่วมกับครอบครัว การศึกษา และนโยบายด้านมนุษยธรรม ฟังดูดีนะแต่ก็สร้างปัญหาใหญ่เหมือนกัน
.
จำได้มั้ยว่าตอนนี้ฝรั่งเศสกำลังเจอสังคมสูงวัย จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนแรงงานและผลิตภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับภาระบำนาญ สวัสดิการ และบริการสาธารณะที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นการอพยพเข้ามาของประชากรวัยทำงานจากที่อื่นจึง “อาจ“ ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนประชากรได้ หากบุคคลเหล่านั้นสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างทั่วถึงและมีรายได้เพียงพอ
.
แต่มันไม่ง่ายแบบนั้นนี่สิ เพราะผู้อพยพจำนวนมากในฝรั่งเศสยังต้องเผชิญอุปสรรคและความเหลื่อมล้ำในการหางาน การเรียนภาษา การเข้าถึงการศึกษาและที่อยู่อาศัย และสำคัญที่สุดคือการบูรณาการและปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรม ชุมชน หรือสังคมฝรั่งเศส
.
ความขัดแย้งจึงไม่ได้มีเพียงมิติทางเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามพื้นฐานที่ว่า การเป็นชาวฝรั่งเศสหมายถึงอะไร และประชาชนที่มีภูมิหลังแตกต่างกันควรอยู่ร่วมกันภายใต้ค่านิยมของสาธารณรัฐอย่างไร
.
การจัดการปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำฟรี ๆ ต้องใช้งบประมาณรัฐซึ่งไม่ค่อยจะพออยู่แล้วมาดูแล แต่ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย ว่าผู้อพยพจำนวนไม่น้อยในฝรั่งเศสก็ทำงานจ่ายภาษีและเงินสมทบเข้าระบบ ไม่ได้เป็นภาระทางการคลังไปเสียทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกัน ว่านโยบายเปิดประตูรับคนเข้ามาของฝรั่งเศสและยุโรป เพียงเพราะเห็นแก่มนุษยธรรมมากกว่าการคัดสรรแรงงานเพื่อมาพัฒนาเศรษฐกิจ ก็เป็นส่วนสำคัญที่พาสังคมฝรั่งเศสและยุโรปมาถึงจุดนี้ เข้าทำนอง“เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด”
.
ปัญหาอาชญากรรม ความไม่สงบ ตลอดจนพรมแดนและผู้อพยพ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดขึ้น และควบคุมการเข้าเมืองอย่างจริงจัง ซึ่งก็ทำไม่ได้อีกไง ด้วยสภาพการเมืองฝรั่งเศสเวลานี้เสนออะไรไปก็โดนสกัดหรือตีตก
.
ความล้มเหลวของรัฐบาลปัจจุบัน กลายเป็นจุดขายและนโยบายหาเสียงหลักของพรรคเนชันแนลแรลลี (Rassemblement National หรือ RN) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศสที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และเน้นเรื่องการควบคุมผู้อพยพ ตรงข้ามกับฝ่ายซ้ายที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ลี้ภัย การต่อต้านการเลือกปฏิบัติ และนโยบายเข้าเมืองที่เปิดกว้างกว่า
.
นอกจากเรื่องผู้อพยพ พรรค RN ยังพยายามชูการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและหนี้สาธารณะ แต่ยังเจอคำถามว่านโยบายเหล่านี้จะทำได้จริงหรือไม่ และเหนือสิ่งอื่นใดต้องถามก่อนว่าฝ่ายขวาจัดจะเป็นรัฐบาลได้หรือเปล่า เพราะระบบเลือกตั้งฝรั่งเศสที่มี 2 รอบและมุมมองเชิงลบของคนในสังคมจำนวนมาก ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางพวกเขาสู่อำนาจทางการเมือง
.
สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2027 ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญที่ประชาชนฝรั่งเศสต้องตัดสินใจว่าต้องการให้ใครพาประเทศเดินไปข้างหน้า แต่ไม่ว่าฝ่ายใดจะเข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลชุดใหม่ก็ยังต้องเจอโจทย์เดียวกัน ภายใต้โครงสร้างที่กำลังผุพังอย่างหนัก และไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ล้วนมีต้นทุนและอาจมีคนที่เสียประโยชน์ออกมาต่อต้าน
.
นี่คือความท้าทายของฝรั่งเศส ประเทศที่มีมาตรฐานและความต้องการทางสังคมสูง มีภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น แต่กลับขาดฉันทามติว่าควรแก้ปัญหาอย่างไร ในเมื่อทุกคนอยากให้ระบบเดินต่อได้ แต่ไม่มีใครอยากเป็นผู้เสียสละ

—

เรื่องและภาพ : นพรุจ สงวนจังวงศ์

สืบค้นและเรียบเรียงจาก :
- Assemblée nationale
- Associated Press (AP)
- European Central Bank (ECB)
- European Commission
- Institut national de la statistique et des études économiques (INSEE)
- International Monetary Fund (IMF)
- Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)
- Reuters
- Service-Public.fr
- Vie publique


https://www.facebook.com/photo?fbid=122122950009429109&set=a.122116953681429109




ข้อมูลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งหมด 11 ประเทศ ที่คุณอาจยังไม่รู้มาก่อน


เล่าประวัติศาสตร์
Yesterday
·
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีทั้งหมด 11 ประเทศ

โดยแบ่งตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้ครับ

1. ประเทศบนผืนแผ่นดินใหญ่ 5 ประเทศ
กลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีนและผืนแผ่นดินใหญ่

ไทย (Thailand) — เมืองหลวง: กรุงเทพมหานคร
พม่า / เมียนมา (Myanmar) — เมืองหลวง: เนปยีดอ
ลาว (Laos) — เมืองหลวง: เวียงจันทน์ (เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ไม่มีเขตติดต่อกับทะเล)
เวียดนาม (Vietnam) — เมืองหลวง: ฮานอย
กัมพูชา (Cambodia) — เมืองหลวง: พนมเปญ

2. ประเทศที่เป็นหมู่เกาะและคาบสมุทร 6 ประเทศ
กลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่บนเกาะ หมู่เกาะ หรือคาบสมุทรปลายแหลม

มาเลเซีย (Malaysia) — เมืองหลวง: กัวลาลัมเปอร์
สิงคโปร์ (Singapore) — เมืองหลวง: สิงคโปร์
อินโดนีเซีย (Indonesia) — เมืองหลวง: นูซันตารา (อดีตคือ จาการ์ตา)
ฟิลิปปินส์ (Philippines) — เมืองหลวง: มะนิลา
บรูไน (Brunei) — เมืองหลวง: บันดาร์เสรีเบกาวัน
ติมอร์-เลสเต / ติมอร์ตะวันออก (Timor-Leste) — เมืองหลวง: ดิลี

ทั้ง 11 ประเทศนี้ เป็นสมาชิกของ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) โดยติมอร์-เลสเตเป็นประเทศล่าสุดที่ได้รับการรับรองเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประชากรรวมทั้งหมดประมาณ 700 - 706 ล้านคน (คิดเป็นประมาณ 8.5% ของประชากรโลก)
รายชื่อและจำนวนประชากรรายประเทศ
เมื่อเรียงลำดับตามจำนวนประชากรจากมากไปน้อยครับ

อินโดนีเซีย ~280–282 ล้านคน
ฟิลิปปินส์ ~117–119 ล้านคน
เวียดนาม ~100–101 ล้านคน
ไทย ~71–72 ล้านคน
พม่า / เมียนมา ~54–55 ล้านคน
มาเลเซีย ~34–35 ล้านคน
กัมพูชา ~17 ล้านคน
ลาว ~7.6 ล้านคน
สิงคโปร์ ~6.0 ล้านคน
ติมอร์-เลสเต ~1.3–1.4 ล้านคน
บรูไน ~450,000 คน

ประเทศที่มีประชากรมากที่สุด: อินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรเกือบ 40% ของทั้งภูมิภาค และเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก

ความหนาแน่นสูงที่สุด: สิงคโปร์ แม้จะมีประชากรราว 6 ล้านคน แต่มีความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่สูงที่สุดในภูมิภาค (และเป็นอันดับต้นๆ ของโลก)
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122136713648809190&set=a.122115879260809190
.....

เพิ่มเติม (Gemini รวบรวม)

การจัดลำดับขนาดเศรษฐกิจของ 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียนและติมอร์-เลสเต) จัดอันดับตามผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Nominal GDP) โดยอ้างอิงจากข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีลำดับดังนี้

อินโดนีเซีย (~1.45 - 1.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) – เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคด้วยขนาดประชากรและตลาดภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุด

สิงคโปร์ (~600,000 - 660,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – แม้พื้นที่จะเล็ก แต่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน การค้า และการลงทุนที่สำคัญของโลก มี GDP ต่อหัวสูงที่สุด

ไทย (~560,000 - 580,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของภูมิภาค โดดเด่นด้านอุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร และการท่องเที่ยว

เวียดนาม (~515,000 - 527,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีการขยายตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และภาคการส่งออกสูง

มาเลเซีย (~470,000 - 516,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – มีความโดดเด่นด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และเศรษฐกิจที่มีความก้าวหน้าสูง

ฟิลิปปินส์ (~487,000 - 512,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ การจ้างงานนอกสถานที่ (BPO) และการบริโภคภายในประเทศ

เมียนมา (~65,000 - 83,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – แม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ แต่เผชิญกับความท้าทายด้านเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ

กัมพูชา (~51,000 - 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องจากภาคสิ่งทอ การท่องเที่ยว และการก่อสร้าง

ลาว (~17,000 - 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – พึ่งพาการเกษตรกรรม การส่งออกพลังงานน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติ

บรูไน (~15,000 - 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – แม้ขนาด GDP รวมจะไม่สูงมากเนื่องจากประชากรน้อย แต่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP per capita) สูงมากจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ติมอร์-เลสเต (~2,100 - 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) – ประเทศน้องใหม่ล่าสุดในภูมิภาคที่กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจหลักจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซ

(หมายเหตุ: ตัวเลขมูลค่า GDP อาจมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยในแต่ละไตรมาสขึ้นอยู่กับการปรับปรุงข้อมูลทางสถิติและการประเมินอัตราแลกเปลี่ยนขององค์กรระหว่างประเทศ)

แล้วการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เมื่อมองในมุมของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Real GDP Growth) ภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (ค่าเฉลี่ยภูมิภาคเติบโตราว 4.5% ต่อปี) แต่จังหวะการเติบโตและปัจจัยขับเคลื่อนของแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน สามารถจัดกลุ่มตามลักษณะการเติบโตได้ดังนี้

1. กลุ่มเศรษฐกิจเติบโตสูงและเร็ว (High Growth Economies)

กลุ่มนี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภูมิภาค มีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และการส่งออกที่ขยายตัว

เวียดนาม (~6% - 7%+ ต่อปี): โดดเด่นที่สุดในด้านความเร็วในการเติบโต ขับเคลื่อนด้วยภาคการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

ฟิลิปปินส์ (~5.5% - 6% ต่อปี): มีอัตราการเติบโตภายในประเทศที่แข็งแกร่งมาก ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคของประชากรวัยหนุ่มสาว ธุรกิจบริการ outsourcing (BPO) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ

2. กลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตมั่นคง (Steady Growth)

กลุ่มนี้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และมีเสถียรภาพสูง แต่อัตราการเติบโตอาจไม่ได้หวือหวาเท่ากับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาความเร็วสูง เนื่องจากฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่มากอยู่แล้ว

อินโดนีเซีย (~5% ต่อปี): ด้วยความที่เป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน การเติบโตราว 5% ถือว่ามีความสม่ำเสมอและมั่นคง ขับเคลื่อนด้วยตลาดภายในประเทศที่มีประชากรเกือบ 280 ล้านคน นโยบายแปรรูปวัตถุดิบในประเทศ (เช่น นโยบายแร่ธาตุและนิกเกิล) และการลงทุนภาครัฐ

มาเลเซีย (~4% - 4.5% ต่อปี): ได้แรงหนุนสำคัญจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และภาคบริการที่ฟื้นตัวได้ดี

กัมพูชาและลาว (~4.5% - 5.5% ต่อปี): เป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การก่อสร้าง และการเกษตรเชิงพาณิชย์ แม้จะมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจมหภาคอยู่บ้าง

3. กลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วและเติบโตปานกลาง (Moderate / Mature Growth)

กลุ่มนี้ผ่านพ้นช่วงเติบโตเร่งด่วนในอดีต เข้าสู่โหมดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีเสถียรภาพสูง การเติบโตจึงอยู่ในกรอบที่ต่ำกว่าแต่สะท้อนประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มที่สูง

สิงคโปร์ (~2.5% - 3.5% ต่อปี): แม้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์การเติบโตจะไม่สูงนักเนื่องจากเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่เศรษฐกิจเติบโตบนฐานมูลค่าสูง (High Value-Added) ทั้งด้านการเงิน เทคโนโลยี ศูนย์กลางการค้า และบริการระดับภูมิภาค

ไทย (~1.5% - 2.5% ต่อปี): ถือว่ามีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศหลักของอาเซียน สะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย (Aging Society) การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และความสามารถในการดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อเร่งเครื่องให้ทันเพื่อนบ้าน




จริงมั้ย เครื่องบินรบนี่กินน้ำมันและปล่อยมลพิษมากกว่า private jet อีกนะครับ



มีคนโพสต์
เครื่องบินรบนี่กินน้ำมันและปล่อยมลพิษมากกว่า private jet อีกนะครับ
...
มีคนตอบ
ไพรเวทเจ็ต 1 ชม ปล่อย CO2 เท่ากับเปิดแอร์ 1 ปี Gripen 1 ชม ปล่อย CO2 เท่ากับเปิดแอร์ 6.5 ปี


Gemini ตอบมั่ง

จริงมั้ย คำพูดข้างบน

คำกล่าวนี้ "ใกล้เคียงความจริงในแง่ของสัดส่วนมลพิษ" แต่ตัวเลขเปรียบเทียบขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องบินและประเภทของแอร์ที่นำมาเทียบ โดยสามารถแจกแจงรายละเอียดได้ดังนี้ครับ:
1. ไพรเวทเจ็ต (Private Jet) 1 ชั่วโมง = แอร์ 1 ปี?

การปล่อย CO2 ของไพรเวทเจ็ต: เครื่องบินเจ็ตส่วนบุคคล (เช่น รุ่นขนาดเล็กถึงกลาง) จะเผาผลาญน้ำมันและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยประมาณ 1,000 ถึง 3,000 กิโลกรัม (1 - 3 ตัน) ต่อการบิน 1 ชั่วโมง (หากเป็นเครื่องลำใหญ่หรือบินระยะไกลอาจพุ่งสูงถึง 4-8 ตันต่อชั่วโมง)

การปล่อย CO2 ของเครื่องปรับอากาศ (แอร์บ้าน): แอร์บ้านทั่วไปขนาดประมาณ 12,000–18,000 BTU ที่เปิดใช้งานเป็นประจำ (เช่น เปิดวันละ 8-10 ชั่วโมง) จะกินไฟและปล่อย CO2 ทางอ้อมผ่านโรงไฟฟ้าประมาณ 700 ถึง 1,500 กิโลกรัม (0.7 - 1.5 ตัน) ต่อปี

สรุป: การนั่งไพรเวทเจ็ตเพียง 1 ชั่วโมง ปล่อยคาร์บอนฯ เทียบเท่ากับการเปิดแอร์บ้านปกติ 1 ถึง 2 ปีเต็ม (หรือบางกรณีอาจมากกว่านั้นหากเป็นเจ็ตลำใหญ่) ดังนั้นประโยคนี้จึงถือว่า สมเหตุสมผลและใกล้เคียงความจริงมาก
2. เครื่องบินขับไล่ Gripen 1 ชั่วโมง = แอร์ 6.5 ปี?

การปล่อย CO2 ของเครื่องบินขับไล่ (Gripen): เครื่องบินรบทหารใช้น้ำมันเจ็ตปริมาณมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง เครื่องบินขับไล่เช่น JAS 39 Gripen มีอัตราการเผาผลาญน้ำมันสูงมาก (อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของเครื่องบินขับไล่ไอพ่นโดยทั่วไปอยู่ที่หลายพันลิตรต่อชั่วโมง) ซึ่งทำให้อัตราการปล่อย CO2 สูงขึ้นไปอีกเมื่อเทียบกับไพรเวทเจ็ต โดยอาจอยู่ที่ประมาณ 5,000 ถึง 8,000 กิโลกรัม (หรือราวๆ 5-8 ตัน) ต่อการบิน 1 ชั่วโมง

การเทียบกับแอร์: หากคำนวณจากแอร์บ้านที่ปล่อย CO2 ราวๆ 1,000 กิโลกรัมต่อปี การบิน Gripen 1 ชั่วโมง (ปล่อย CO2 ราว 6,500 กิโลกรัม) ก็จะเทียบเท่ากับการเปิดแอร์บ้านต่อเนื่องกันประมาณ 6 ถึง 7 ปี พอดี

สรุป: ตัวเลข 6.5 ปี ถือว่าเป็นตัวเลขการประเมินที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและสอดคล้องกับความเป็นจริงทางสถิติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเครื่องบินทหารครับ
.....


Translated from Spanish

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีแห่งประเทศไทยทรงขับเครื่องบินขับไล่ด้วยพระองค์เองเพียงลำพัง โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา พระองค์ทรงนำเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen) แบบที่นั่งเดี่ยวของกองทัพอากาศขึ้นบินเป็นเวลา 41 นาทีโดยไม่มีครูฝึกร่วมบินด้วย ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณฯ ทรงเฝ้าทอดพระเนตรอยู่ภาคพื้นดิน ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักพระราชวังระบุว่า พระองค์ทรงใช้เวลาเตรียมพระองค์นานหลายเดือน ซึ่งรวมถึงการศึกษาใน 45 หัวข้อวิชา การฝึกกับเครื่องช่วยฝึกจำลองการบิน (Simulator) จำนวน 20 ครั้ง และการฝึกบินกับเครื่องบินแบบสองที่นั่งเป็นเวลาประมาณ 10 ชั่วโมง จนทรงกลายเป็นสตรีไทยคนแรกที่ทรงขับเครื่องบินกริพเพน









 

อือ น่าคิด !






https://x.com/nexta_tv/status/2109210651105050727
.....

NEXTA
@nexta_tv

“ต่อให้ผมพูดเรื่องที่งี่เง่าที่สุด พวกคุณก็ยังจะปรบมือให้อยู่ดี” — ทรัมป์กล่าวกับผู้สนับสนุนของเขา

ในการปราศรัยที่รัฐเทนเนสซี ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวติดตลกถึงความภักดีอย่างเหนียวแน่นของกลุ่มผู้ฟัง

แล้วลองทายดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น? พวกเขากลับปรบมือให้เขาจริงๆ

แน่นอนว่าผู้นำสหรัฐฯ รีบชี้แจงทันทีว่ารัฐบาลของเขาไม่ได้พูดเรื่องงี่เง่า แต่พูดเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับ “สามัญสำนึก” เท่านั้น
.....

Context 360
@NewsContext360
·
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวว่าเขากำลังพิจารณาที่จะเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกหรือมหาสมุทรแปซิฟิก ให้เป็น “มหาสมุทรทรัมป์” (Trump Ocean) หรือ “มหาสมุทรแห่งทวีปอเมริกา” (Ocean of the Americas) ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่ง

“เราจำเป็นต้องมีมหาสมุทรสักแห่ง ผมเลยคิดว่าจะเลือกมหาสมุทรแอตแลนติกหรือแปซิฟิกดี เราจะเรียกมันว่ามหาสมุทรทรัมป์ หรือมหาสมุทรแห่งทวีปอเมริกา อะไรทำนองนั้นแหละ เราต้องทำเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนที่ผมจะลงจากตำแหน่ง ผมคิดว่าเราควรมีมหาสมุทร และเราก็ต้องการแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ด้วย แต่ผมจะไม่เปลี่ยนชื่อแม่น้ำมิสซิสซิปปีนะ ผมรักแม่น้ำมิสซิสซิปปี”






ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับการจัดการอุทกภัยในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันเชิงโครงสร้างที่ยังคงมีอยู่ จังหวัดภาคกลางอย่างอยุธยาทำหน้าที่เป็นลุ่มน้ำเพื่อปกป้องศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ทำให้ชุมชนต้นน้ำและโดยรอบต้องแบกรับภาระหนักจากการถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน







https://x.com/AJEnglish/status/2109177179372408842

หมู่บ้านทางเหนือของกรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วมมานานกว่าสามสัปดาห์แล้ว เนื่องจากทางการได้ผันน้ำจากเมืองหลวง  ชาวบ้านในอยุธยากล่าวว่าพวกเขากำลังจ่ายราคาเพื่อการปกป้องกรุงเทพฯ โดยได้รับการชดเชยเพียงเล็กน้อยสำหรับความยากลำบากที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า @AJEnglish
.....

ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับการจัดการอุทกภัยในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันเชิงโครงสร้างที่ยังคงมีอยู่: จังหวัดภาคกลางอย่างอยุธยาทำหน้าที่เป็นลุ่มน้ำเพื่อปกป้องศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ทำให้ชุมชนต้นน้ำและโดยรอบต้องแบกรับภาระหนักจากการถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน

การผันน้ำโดยเจตนาเพื่อปกป้องเมืองหลวงเน้นย้ำถึงความกังวลที่มีมายาวนานเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอสำหรับการปกป้องชนชั้นแรงงานและภาคเกษตรกรรม และกรอบการชดเชยที่ไม่เพียงพอสำหรับผู้อยู่อาศัยที่บ้านและแหล่งทำมาหากินของพวกเขาต้องถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า