วันอังคาร, กรกฎาคม 28, 2569

เหมาะสมหรือไม่ ? การที่ หมอสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. จะทำหน้าที่ต่อ ด้วยการใช้คำว่า "ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ" เป็นการดึงเรื่องลำดับศักดิ์ของกฎหมายและพระราชอำนาจมาเป็นเกราะป้องกันทางกฎหมาย ซึ่งในทางหนึ่งก็ทำให้องค์กรตรวจสอบอื่นๆ ทำงานลำบาก

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/27995931200047020

Thanapol Eawsakul
3 hours ago
·
แจ้งให้ทราบ
หมอสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. นี่ไม่ธรรมดา
แม้คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ว่าได้สละสิทธิการเป็น กสทช. แล้ว
แต่ยังทำหน้าที่อยู่ต่อโดยอ้างว่า
"ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการ ผมก็ยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ คำวินิจฉัยไม่ได้หมายความว่าใหญ่กว่าพระบรมราชโองการ"
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1749001449924008&set=a.808652640625565
ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 4
https://www.facebook.com/localhistory2018/posts/%E0%B9%91%E0%B9%93-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B9%92%E0%B9%95%E0%B9%96%E0%B9%99-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0/1467614858738561/
.....


หมอสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. จะทำหน้าที่ต่อโดยอ้างว่า

"ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการ ผมก็ยังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ คำวินิจฉัยไม่ได้หมายความว่าใหญ่กว่าพระบรมราชโองการ"

ถือเป็นประเด็นทางกฎหมายและรัฐศาสตร์ที่แหลมคมและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจริงๆ 

จุดที่น่าสนใจและทำให้เรื่องนี้กลายเป็นมหากาพย์ มีอยู่ 2 มุมมองหลัก ที่ชนกันอยู่ตรงๆ:

1. มุมมองของคณะกรรมการสรรหาฯ (และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย)

หลักการขาดคุณสมบัติ: มองว่าเมื่อมีการตรวจสอบพบว่าขัดต่อกฎหมาย หรือมีมติชี้ขาดเรื่องการขาดคุณสมบัติ/สละสิทธิแล้ว สถานะการเป็นกรรมการย่อมสิ้นสุดลงตามกฎหมายทันที

ผลกระทบ: การปฏิบัติหน้าที่ต่อหลังจากมีมติ อาจส่งผลให้มติหรือการตัดสินใจต่างๆ ของ กสทช. ในช่วงเวลานั้น เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องว่าเป็น "มิชอบด้วยกฎหมาย" ในภายหลัง

2. มุมมองของ นพ.สรณ (และฝ่ายกฎหมายที่สนับสนุน)

การอ้างอิงพระบรมราชโองการ: มองว่าตำแหน่งกรรมการ กสทช. เป็นตำแหน่งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ดังนั้น กระบวนการพ้นจากตำแหน่งที่สมบูรณ์จึงต้องรอจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง หรือมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคนใหม่

การรักษาการเพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศ: อ้างหลักการบริหารราชการแผ่นดินว่า ต้องมีผู้ปฏิบัติหน้าที่ต่อเพื่อไม่ให้งานขององค์กรกำกับดูแลระดับประเทศต้องหยุดชะงัก

ข้อสังเกต: การใช้คำว่า "ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่าพระบรมราชโองการ" เป็นการดึงเรื่องลำดับศักดิ์ของกฎหมายและพระราชอำนาจมาเป็นเกราะป้องกันทางกฎหมาย ซึ่งในทางหนึ่งก็ทำให้องค์กรตรวจสอบอื่นๆ ทำงานลำบาก เพราะต้องรอให้กระบวนการทางศาล (เช่น ศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ) เป็นผู้ชี้ขาดสุทธิตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่ดี

เรื่องนี้เลยกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญของประเทศไทยเลย ว่าด้วยเรื่อง "ขอบเขตอำนาจหน้าที่ สุญญากาศทางกฎหมาย และการสืบทอดตำแหน่งในองค์กรอิสระ" ว่าสุดท้ายแล้วคำวินิจฉัยขององค์กรตรวจสอบ กับขั้นตอนทางเอกสารและพระราชอำนาจ อะไรจะมีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติก่อนกัน



อธิบายเกมคดี ”ฮั้ว สว.“ ด้วยภาษามวย


หนุ่มเมืองจันท์

15 hours ago
·
ถ้าอธิบายเกมคดี ”ฮั้ว สว.“ ด้วยภาษามวย
ต้องบอกว่าตอนนี้พลพรรคสีน้ำเงินเริ่มใช้กลยุทธ์ “เตะตัดขา” พรรคสีส้ม
ต้องยอมรับว่าช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ”สีส้ม“ เปิดเกมดุรุกไล่ ”สีน้ำเงิน“
สาวหมัดใส่อย่างต่อเนื่อง
ค้ำแล้วชก
แม้ฝ่ายน้ำเงินจะพยายามถีบถอย รอระฆังหมดยกจาก กกต.ที่จะตัดสินคดีในเดือนสิงหาคม
แต่เจอไปหลายหมัด และเสียงเชียร์ ”สีส้ม“ ดังขึ้นเรื่อยๆ
ปล่อยแบบนี้ไปเรื่อยๆ เสียงเชียร์มีสิทธิกดดันกรรมการได้
ภาษามวย เขาบอกว่าถ้าจะแก้มวยหมัด
…ต้องเตะตัดขา
เพราะน้ำหนักหมัด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการชกอย่างเดียว
แต่ขึ้นอยู่กับเท้าหลักด้วย ต้องวางเท้าให้มั่นคงก่อนชก
แต่ถ้าเจอเตะตัดขาจนขาหลักเป๋ น้ำหนักหมัดก็จะลดลงทันที
นั่นคือ ที่มาของการโต้กลับ ”สีส้ม“ และ ”ยิ่งชีพ“ ว่าตอนเลือกตั้ง สว.ที่ผ่านมา ทั้งคู่ก็เล่นเกม “ฮั้ว“ เหมือนกัน
มีการนัดประชุมกลุ่มที่มีความเห็นตรงกัน เพื่อเลือกตัวแทนในแต่ละกลุ่ม
เป็นข่าวอย่างเปิดเผยมากกก…
ซึ่งเป็นเรื่องจริง
เพียงแต่ ”ฮั้ว“ ไม่ได้ ก็เลยมาโจมตีกลุ่มสีน้ำเงิน
นี่คือ เกมทำลายน้ำหนักหมัดของ “สีส้ม”

“ไอติม” พริษฐ์ คงอ่านเกมนี้ออก
ผมเห็นความพยายามของเขาที่จะเปลี่ยนชื่อที่เรียกคดีนี้จาก “ฮั้ว สว.”
เป็น “โกง สว.”
ไปรายการไหนก็ใช้คำนี้
พยายามเปลี่ยนวาทกรรมคำเรียกคดีนี้มา 2 สัปดาห์แล้ว
แต่คนก็ยังเรียกว่า “ฮั้ว สว.” เหมือนเดิม 555
คาดว่าที่ ”ไอติม“ ต้องการเปลี่ยนการเรียกชื่อคดีนี้
เพราะเขารู้ว่าเส้นแบ่งของคดี ไม่ได้อยู่ที่การหาคะแนนจากเพื่อนผู้สมัครด้วยกันด้วยการนัดประชุม
หรือพูดคุยกันเป็นรายบุคคล
แต่อยู่ที่การจ่ายเงิน ให้ผลประโยชน์เพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง สว.
“เส้นเงิน” คือ “เส้นแบ่ง”
ระหว่าง “ฮั้ว” กับ “โกง”
เหมือนตั้งเวทีปราศรัย ”หาเสียง“
กับ ”ซื้อเสียง“

เกมนี้น่าติดตาม
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1620530749433383&set=a.211819566971182




เดชรัต สุขกำเนิด พรรคประชาชน ขอชี้แจง กระแสเรื่อง จะล้ม บัตรทอง หรือ สปสช.


Decharut Sukkumnoed 
9 hours ago
·
ในดราม่าเรื่อง พรรคประชาชน จะล้ม บัตรทอง หรือ สปสช. มีหลายข้อกล่าวหาด้วยกัน ผมในฐานะผู้ดูแลนโยบายด้านคุณภาพชีวิตของพรรคประชาชน ขอชี้แจงหลัก 3 ข้อ และขอสรุปข้อรับฟังที่ผมรับฟังจากทุกท่านในส่วนที่เหลือ

(หมายเหตุ มีผู้ท้วงติงว่า คำว่า “ดราม่า” ที่ผมใช้ไม่เหมาะสม ผมขอน้อมรับคำวิจารณ์ และขอยอมรับความผิดพลาดนี้ครับ ส่วนที่ยังไม่เปลี่ยนคำ เพื่อแสดงว่า คำนี้ผมใช้ผิดไป และขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ)

ข้อชี้แจงแรก พรรคประชาชนไม่มีแนวคิดจะล้มบัตรทองแต่อย่างใด พรรคประชาชนเสนอแนวทางในการปฏิรูป สปสช ซึ่งท่านจะเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วยอย่างไร ผมข้อเสนอไว้สรุปข้อรับฟังนะครับ แต่เราไม่เคยคิดจะล้มระบบนี้
ข้อชี้แจงที่สอง พรรคประชาชนไม่ได้จะยื่นแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพในช่วงนี้ ส่วนข้อเสนอต่างๆ ที่เราพูดมาเป็นการสรุปนโยบายตามที่เราได้หาเสียงไว้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่เรายังไม่ยื่นก็เพราะเราทราบข้อจำกัดในการเสนอร่างกฎหมายในฐานะเสียงข้างน้อยในสภาดี เราถึงได้แถลงว่า เราจะต้องพิจารณาเกี่ยวกับร่างกฎหมายอย่างรอบคอบก่อน

ข้อชี้แจงที่สาม มีผู้สรุปว่า การเสนอนโยบายนี้จนพรรคประชาชนถูกวิจารณ์เป็นเพราะเทคโนแครตในพรรค ผมขอชี้แจงว่า ผู้รับผิดชอบในการพัฒนานโยบายดังกล่าวคือผมเอง ผมไม่แน่ใจว่า ผมเป็นเทคโนแครตหรือไม่? แต่ผมมั่นใจว่า ถ้าทิศทางการปฏิรูป สปสช จะเป็นไปในทางที่ทำให้ประชนเสียสิทธิ/เสียประโยชน์ ผมจะเป็นผู้รับผิดชอบทางการเมือง และทางสังคมเองครับ

ส่วนข้อสรุปที่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับ สิ่งที่พรรคประชาชนเสนอ มีหลายข้อ ผมขอสรุปไว้ต่อไป แน่นอนว่า ข้อสรุปเหล่านี้ มีคนที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคประชาชนด้วยเช่นกัน และผมจะไม่คิดหรือสรุปว่า ฝ่ายใดมากกว่ากัน ผมเพียงสรุปข้อที่เห็นไม่ตรงกันเท่านั้น

1. องค์ประกอบของกรรมการ พรรคประชาชนเสนอให้เพิ่มตัวแทนภาคประชาชน และผู้ให้บริการ มีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เพราะอยากให้ สปสช เป็นองค์กรหลักของผู้ซื้อบริการ ผมรับทราบและเข้าใจข้อกังวล รวมถึง ข้อเสนอของ สส เอกภพ เรื่อง การเลือกตั้งตัวแทนในบางส่วน ก็มีคนไม่เห็นด้วย ผมรับทราบและเข้าใจข้อกังวลเช่นกัน อย่างไรก็ดี ข้อเสนอนี้ก็มีผู้เห็นด้วยไม่น้อยเช่นกัน ผมจะนำไปคิดอย่างรอบคอบครับ

2. ชุดสิทธิประโยชน์หลักหรือชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่ทุกสิทธิ์ฯ ควรเท่ากัน เป็นพื้นฐาน ผมคิดว่า ส่วนใหญ่ไม่ได้ค้าน เพราะจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสิทธิทั้งสามสิทธิ์ ลงมาได้ แต่ยังสงสัยว่า จะกำหนดมาอย่างไร? ผมรับทราบและจะรีบทำรายละเอียดมาชี้แจง

3. ชุดสิทธิประโยชน์เสริมที่ไม่อยู่ในบัตรทอง (แปลว่า ปัจจุบัน ต้องประชาชนต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด) ที่พรรคประชาชนเสนอว่า เราสามารถมีแนวทางและกลไกที่จะให้เกิดการร่วมจ่ายได้ เพื่อลดภาระของประชาชนที่มีความจำเป็น มีทั้งคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย คนที่ไม่เห็นด้วยคือ กังวลว่า จะไม่เป็นไปตามหลักถ้วนหน้าที่ทุกคนได้รับสิทธิเท่ากัน ผมรับทราบ และจะนำไปคิดต่อครับ

ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นในนโยบายการเลือกตั้ง2569 พรรคประชาชนเสนอนโยบายว่า ประชาชนที่เป็นผู้ป่วย/ผู้พึ่งพิงระยะยาวจะได้รับการดูแลจาก care giver (ที่ผ่านการอบรมและทำงานแบบมืออาชีพ) เป็นชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานเลย 16 ชั่วโมง/สัปดาห์ ส่วนที่เกินกว่านั้น เราก็อยากพัฒนาระบบที่มาร่วมลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้ แบบนี้ครับ

แต่ตามที่แจ้งไว้ ผมรับฟังและจะนำไปคิดเพิ่มเติมครับ

4. เรื่องงบประมาณที่พรรคประชาชนเสนอว่าควรจะเพิ่ม ส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นแย้ง แต่บางส่วนอาจตั้งคำถามว่า เรื่องงบประมาณเป็นปัญหาหลักจริงหรือไม่? และบางส่วนก็อาจจะอยากรู้ว่า งบประมาณส่วนที่เพิ่มนั้นจะหามาได้อย่างไร? ผมรับทราบและจะนำเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมครับ

นอกจากนี้ หากมีข้อท้วงติงหรือข้อห่วงกังวลใดๆ เพิ่มเติม ที่ผมสรุปไม่ครบถ้วน ท่านเสนอย้ำ/ฝากไว้ได้ ผมพร้อมรับพิจารณาครับผม

ส่วนบางท่านกล่าวว่า พรรคประชาชนควรต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ผมขอยืนยัน (เพิ่มอีกข้อ) ว่าผมไม่เลือกข้าง ตอนทำนโยบายเราเน้นว่า “ประชาชนต้องรอด หมอต้องรอด และการคลังสุขภาพต้องรอด” ครับ
บางคนสรุปว่า จุดยืนแบบไม่เลือกข้างคือ ความไร้เดียงสาทางการเมือง ผมขอน้อมรับคำวิจารณ์ดังกล่าว และผมพร้อมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง หากความไร้เดียงสาดังกล่าวของผม จะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเสียหาย หรือแม้ยังไม่เสียหาย แต่แม้เพียงมีแนวโน้มจะเสียหาย ผมก็พร้อมรับผิดชอบทันทีเช่นกันครับ
ขอขอบคุณทุกเสียงวิจารณ์ เสียงห่วงกังวล และกำลังใจครับ และขออภัยที่ตอบด้วยตนเองช้าไปครับ

https://www.facebook.com/decharut.sukkumnoed/posts/27604649719200284




ศิโรตม์ตั้งคำถามว่า ถ้าคดีฮั้ว ส.ว. ไปจบที่คนรับเงินหลักพัน คนเดินโพย หรือคนที่สมัครตามคำสั่ง แล้วผู้จัดหาเงินกับคนวางแผนไม่ถูกแตะ สังคมจะเชื่อได้อย่างไรว่าตรวจสอบทั้งขบวนการแล้ว - "วิกฤตความเชื่อมั่น" จะเกิดขึ้นต่อความชอบธรรมของสถาบันวุฒิสภา







https://x.com/trendforMFP/status/2081725037669908647
.....

ข้อสงสัยที่ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ตั้งขึ้น รวมถึงข้อสังเกตจากบัญชี X ดังกล่าว สะท้อนถึง "วิกฤตความเชื่อมั่น" ที่มักเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบทุจริตเชิงโครงสร้างในสังคมไทย

เมื่อพิจารณาในเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ สาระสำคัญของประเด็นนี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่:

1. ปัญหาการดำเนินคดีเฉพาะ "คนปลายแถว" (Scapegoating)

ในการตรวจสอบขบวนการฮั้วเลือกตั้ง หรือการทุจริตเชิงระบบ หากผลการสอบสวนหยุดอยู่แค่ระดับ:

คนรับเงิน: ผู้สมัครที่ถูกจ้างวานหรือรับเงินหลักพันเพื่อลงคะแนน
คนเดินโพย: หัวคะแนนหรือผู้ประสานงานระดับพื้นที่
ผู้สมัครตามคำสั่ง: ผู้สมัครบล็อกโหวตที่ไม่ได้ตั้งใจเข้ามาดำรงตำแหน่งจริง

การชี้มูลความผิดเพียงเท่านี้จะถูกมองว่าเป็นเพียง "การตัดตอน" เพื่อจบกระบวนการทางกฎหมาย โดยปล่อยให้ผู้บงการระดับบนรอดพ้นความรับผิดชอบ ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามเรื่อง มาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย และความโปร่งใสของหน่วยงาน ตรวจสอบ (เช่น กกต. หรือ พนักงานสอบสวน)

2. 4 คำถามสำคัญเพื่อ "สาวถึงตัวการใหญ่"

หากต้องการให้สังคมยอมรับว่าการตรวจสอบเกิดขึ้นอย่าง "ครบถ้วนทั้งขบวนการ" กระบวนการสอบสวนจำเป็นต้องตอบคำถาม 4 ข้อหลักอย่างชัดเจน:

ใครคือผู้รวบรวมคน? — มีเครือข่ายระดับกลางหรือองค์กรใดจัดตั้งการลงสมัครแบบบล็อกโหวต
ใครคือผู้ออกเงิน? — เส้นทางการเงิน (Money Trail) เชื่อมโยงไปถึงนายทุนหรือกลุ่มทุนใด
ใครเป็นคนกำหนดรายชื่อ (โพย)? — ใครคือผู้ย่องวางกลยุทธ์ คัดเลือก และกระจาย名單 (List) ในการโหวต
ใครได้รับประโยชน์สูงสุด? — ผลลัพธ์ของการจัดตั้งกลุ่ม ส.ว. ดังกล่าว เอื้อประโยชน์ทางเมืองหรือการดึงดุลอำนาจให้แก่กลุ่มใด

3. ผลกระทบต่อความชอบธรรมของสถาบันวุฒิสภา

หากการตรวจสอบไม่สามารถไปถึง "ผู้จัดหาเงินและคนวางแผน" ได้ จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อภาพรวมดังนี้:

ขาดความชอบธรรมทางกฎหมายและสังคม (Lack of Legitimacy): ส.ว. ที่ผ่านเข้าสู่ตำแหน่งจะถูกตั้งคำถามเรื่องความสมบูรณ์ในการดำรงตำแหน่งทันที

กระทบการปฏิบัติหน้าที่: การลงมติในประเด็นสำคัญ เช่น การเลือกองค์กรอิสระ การศาล หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะขาดความน่าเชื่อถือจากประชาชน

บรรทัดฐานที่ผิดพลาด: ส่งสัญญาณว่าการจัดตั้งหรือฮั้วการเลือกในระดับโครงสร้างสามารถทำได้ โดยใช้ตัวแทนปลายแถวรับความเสี่ยงแทน

สรุป: ข้อติติงดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงการตั้งคำถามต่อผู้สมัครบางกลุ่ม แต่เป็นการเรียกร้องให้ กกต. และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย แสดงประสิทธิภาพผ่านการสอบสวนเชิงลึก (เช่น การตรวจเส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อสื่อสาร และพยานหลักฐานเชิงวิเคราะห์) เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าไม่ได้เป็นการ "จับปลาเล็ก ปล่อยปลาใหญ่"




ทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจตุลาการกับประชาชน อำนาจตุลาการแบบไทย อยู่ในระบอบไฮบริดจ์ที่องค์ประกอบประชาธิปไตยและไม่เป็นประชาธิปไตยมาอยู่ด้วยกัน






https://x.com/prachatai/status/2081726299736048086



เปิดตำรากฎหมาย หลังชมทนายปีศาจ | หมายเหตุประเพทไทย EP.637

Prachatai

Jul 26, 2026 #ทนายปีศาจ #หมายเหตุประเพทไทย

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ พูดคุยกับ ธันยธรณ์ โรจน์มหามงคล นักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนเปิดตำรากฎหมายหลังชมซีรีส์ ทนายปีศาจ เพื่อสำรวจว่า เมื่อมองผ่านมุมมองทางนิติศาสตร์ ซีรีส์เรื่องนี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมายไทย

ทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจตุลาการกับประชาชน อำนาจตุลาการแบบไทย มีตัวแบบใกล้เคียงกับชาติไหน พร้อมชวนคุยเรื่องบทบาทของอำนาจตุลาการกับการจัดการความขัดแย้งทางการเมือง และอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ในระบอบไฮบริดจ์ที่องค์ประกอบประชาธิปไตยและไม่เป็นประชาธิปไตยมาอยู่ด้วยกัน ติดตามได้ใน #หมายเหตุประเพทไทย #ทนายปีศาจ

https://www.youtube.com/watch?v=UmXAYyfK2sA
.....

สาระสำคัญ:

1. ความยึดโยงระหว่างอำนาจตุลาการกับประชาชน

แนวคิดสากลเกี่ยวกับศาล [02:17]: แต่ละประเทศมีมุมมองต่ออำนาจตุลาการต่างกัน เช่น 
  • ฝรั่งเศส: ไม่ค่อยไว้วางใจศาลในการใช้อำนาจ [02:30]  
  • สหรัฐอเมริกา: มองว่าศาลเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจรัฐ [02:34
  • อังกฤษ: มองศาลเป็นผู้บังคับใช้เจตจำนงของฝ่ายนิติบัญญัติ [02:46]
พัฒนาการด้าน Law & Politics [04:43]: เกิดการตั้งคำถามถึงบทบาทของศาลในฐานะตัวแสดงทางการเมือง โดยในยุค Progressive Era ของสหรัฐฯ มีการเรียกร้องให้เลือกตั้งผู้พิพากษาโดยตรงเมื่อเห็นว่าศาลถูกใช้อำนาจแทนฝ่ายการเมืองหรือเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นนำ [05:08]

🏛️ 2. บริบทของศาลในประเทศไทย

มองกฎหมายเป็นศาสตร์อิสระ [06:44]: ประเทศไทยวางฐานคิดว่าอำนาจตุลาการเป็นอิสระจากการเมือง และมองกฎหมายเป็นวิทยาการเฉพาะด้าน (นิติศาสตร์) [07:31] ทำให้เรื่องนโยบายและประเด็นทางเศรษฐกิจสังคมถูกแยกออกจากกระบวนการทางกฎหมาย [08:03]

ปรากฏการณ์ทางนิติสงคราม [13:50]: ในทางปฏิบัติ สาธารณชนเริ่มตั้งคำถามต่อความยึดโยงและความเป็นอิสระของศาล เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองและศาลเข้ามามีบทบาทในการจำกัดสิทธิเสรีภาพ หรือถูกมองว่าใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง [14:14]

⚖️ 3. แนวทางการถ่วงดุลและการมีส่วนร่วมของประชาชน

การปรับเปลี่ยนที่มาของผู้พิพากษา [17:47]: หลายประเทศปรับเปลี่ยนกระบวนการคัดเลือก เช่น การปรับเกณฑ์อายุหรือเงื่อนไขตำแหน่ง เพื่อเพิ่มศักดิ์ศรีและความเป็นอิสระ รวมถึงการเพิ่มความยึดโยงกับประชาชน [18:03]

การคานอำนาจโดยฝ่ายนิติบัญญัติ [19:30]: หากศาลตีความกฎหมายในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชน ฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากประชาชนสามารถออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อถ่วงดุลการตีความของศาลได้ เช่น ในประเทศอังกฤษ [20:25]

ระบบลูกขุน (Jury System) [21:55]: เป็นตัวอย่างกระบวนการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงในการพิจารณาและตัดสินข้อเท็จจริงในคดี [22:27]



#ภูเก็ต-คนไทยอึ้ง! เจอประโยค อ้าง "ไม่รู้หรืออย่างไรว่าที่นี่คือพื้นที่ของอิสราเอล"


Phuket Times ภูเก็ตไทม์
17 hours ago
·
#ภูเก็ต-คนไทยอึ้ง! เจอประโยค อ้างเขตอธิปไตยต่างชาติ หลัง มท.2 สั่งปูพรมตรวจล้างบางนอมินี โดยล่าสุด วานนี้ 26 ก.ค.69 จนท.บุกตรวจอีกครั้ง ชาบัด เฮ้าส์ (โบสถ์ยิว) ที่ป่าตอง หลังกันมิให้คนไทย และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้าไปอย่างเด็ดขาด โดยก่อนหน้านี้ "มท.2 และจนท.ทำการลงตรวจ ได้มีคนยิวภายในชาบัด เดินเข้ามาเผชิญหน้า เอ่ยปากถามด้วยคำถามรุนแรงว่า "ไม่รู้หรืออย่างไรว่าที่นี่คือพื้นที่ของอิสราเอล" ด้าน มท.2 ได้ตอกกลับทันควัน อย่างเด็ดขาดว่า "ที่นี่คือประเทศไทย ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย ไม่มีใครมีสิทธิ์มาอ้างอธิปไตยเหนือดินแดน"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1381502870767218&set=a.589620983288748










https://x.com/ThaiEnquirer/status/2081718148735320225

Thai Enquirer
@ThaiEnquirer

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า "ที่นี่คือประเทศไทย" หลังมีรายงานคำกล่าวอ้างว่าเป็น "ดินแดนของอิสราเอล" ที่ศูนย์ Chabad House ในภูเก็ต

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าตนได้ตอบกลับไปว่า "ที่นี่คือประเทศไทย" หลังจากที่มีชายชาวอิสราเอลคนหนึ่งที่ศูนย์ Chabad House ย่านป่าตอง กล่าวกับเจ้าหน้าที่ในทำนองว่าสถานที่ดังกล่าวเป็น "ดินแดนของอิสราเอล" ระหว่างการเข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ศูนย์ Chabad House แห่งนี้ ซึ่งบริหารงานโดยรับไบ Sholom Dovber Glitzenstein ภายใต้มูลนิธิ Chabad of Thailand Foundation เคยถูกตรวจสอบมาก่อนหน้านี้สืบเนื่องจากข้อร้องเรียนของภาคธุรกิจในท้องถิ่นและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ที่เชื่อมโยงสถานที่ดังกล่าวเข้ากับเครือข่ายธุรกิจของอิสราเอล ทั้งนี้ ทางการได้ย้ำอยู่เสมอว่าศูนย์ดังกล่าวสามารถดำเนินกิจกรรมทางศาสนาได้อย่างอิสระ แต่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยและไม่สามารถใช้เป็นสถานที่เพื่อเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมายได้

การเข้าตรวจสอบล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการร่วมระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อกวาดล้างปัญหาการถือหุ้นแทน (นอมินี) การประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติโดยผิดกฎหมาย และโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต โดยในเวลาต่อมา กระทรวงมหาดไทยได้ขยายขอบเขตการตรวจสอบไปยังธุรกิจต่างๆ ทั่วภูเก็ตจำนวน 361 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงแรม วิลล่าหรู ร้านอาหาร และบริษัทนำเที่ยว ที่ต้องสงสัยว่ามีการอำพรางความเป็นเจ้าของโดยชาวต่างชาติผ่านนอมินีชาวไทย หรือมีการดำเนินกิจการโดยผิดกฎหมาย



เทคโนโลยีของจีนและยุทธวิธีของรัสเซียช่วยให้อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ได้อย่างไร

คู่รักชาวอิหร่านขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านขีปนาวุธ Zolfaghar ของอิหร่านที่จัดแสดงอยู่ที่จัตุรัสอาซาดีในกรุงเตหะราน ภาพถ่าย: อาเบดิน ทาเฮอร์เคนาเรห์/EPA
.....

เทคโนโลยีของจีนและยุทธวิธีของรัสเซียช่วยให้อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ได้อย่างไร

โดย แดน ซับบากห์ บรรณาธิการข่าวกลาโหมและความมั่นคง
The Guardian

การโจมตีที่แม่นยำและร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ กำลังเผยให้เห็นจุดอ่อนในระบบป้องกันที่ตึงเครียดทั่วอ่าวเปอร์เซีย

ขณะที่วิกฤตในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น อิหร่านได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในอ่าวเปอร์เซียด้วยความแม่นยำที่เพิ่มขึ้น โดยได้รับความช่วยเหลือจากภาพถ่ายดาวเทียมของจีนและยุทธวิธีที่รัสเซียเรียนรู้จากยูเครน

ทหารสหรัฐฯ 3 นายเสียชีวิตเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาในการโจมตีฐานทัพอากาศมูวัฟฟัก ซัลติ ในจอร์แดน ซึ่งได้รับการป้องกันโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศ Thaad ภาพถ่ายดาวเทียมที่เผยแพร่ในภายหลังโดยสื่ออิหร่านแสดงให้เห็นว่าอาคารหลายหลังถูกทำลาย

ยังไม่ชัดเจนว่าเหตุใดระบบป้องกันภัยทางอากาศจึงล้มเหลวในเหตุการณ์นั้น ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แต่เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าอิหร่านยังคงมีขีดความสามารถด้านขีปนาวุธที่มีประสิทธิภาพ และผู้นำชุดใหม่ของอิหร่านก็พร้อมที่จะนำมาใช้

แอนเดรียส ครีค รองศาสตราจารย์จากโรงเรียนการศึกษาด้านความมั่นคง คิงส์คอลเลจ ลอนดอน กล่าวว่า การผสมผสานระหว่างข่าวกรองที่ดีขึ้น การนำทางขีปนาวุธ ความคล่องตัว และการวางแผนโจมตีที่ประสานงานกัน ทำให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง”

ครีคกล่าวว่า นี่คือผลผลิตจากการพัฒนาเทคโนโลยีโครงการขีปนาวุธของอิหร่านเป็นเวลาสามปี ซึ่งยังคงใช้งานได้ประมาณ 70% ตามการประเมินของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ แม้ว่าก่อนหน้านี้วอชิงตันจะอ้างว่าขีดความสามารถทางทหารของเตหะรานถูกทำลายไปแล้วก็ตาม

ขั้นตอนแรกคือการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมของจีนเพื่อช่วยระบุเป้าหมายที่ฐานทัพสหรัฐฯ และสถานที่อื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรบริษัทจีนสามแห่งในเดือนพฤษภาคมฐานจัดหาภาพถ่ายดังกล่าว

หนึ่งในนั้นคือ Mizar Vision ซึ่งเปิดเผยการปรากฏตัวของเครื่องบินรบของสหรัฐฯ และระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot และ Thaad ที่ฐานทัพในซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และฐานทัพจอร์แดนที่ถูกโจมตีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และภาพที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียก็ถูกนำไปเผยแพร่ต่ออย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่าพวกเขาไม่แน่ใจนักว่าปักกิ่งได้ให้ข้อมูลข่าวกรองจริงหรือไม่ ซิดฮาร์ท เกาชาล จากสถาบัน Royal United Services Institute กล่าวว่าอิหร่านมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายคงที่ในฐานทัพสหรัฐฯ ซึ่งภาพถ่ายเชิงพาณิชย์ก็เพียงพอแล้ว


“ผมไม่เคยเห็นอะไรที่อิหร่านโจมตีเป้าหมายที่มีความซับซ้อนขนาดนี้มาก่อน จนผมต้องมองแล้วคิดว่า ‘นี่ต้องเป็นการช่วยเหลือจากต่างชาติแน่ๆ’” เขากล่าว อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน ก็มีคำถามเกิดขึ้นว่าฐานทัพสหรัฐฯ ที่สร้างขึ้นเพื่อต้านทานการโจมตีจากกลุ่มกบฏนั้น มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต้านทานการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านหรือไม่

การโจมตีที่แม่นยำหลายครั้งของอิหร่านต่อฐานปฏิบัติการของซีไอเอทั่วอ่าวเปอร์เซียในช่วงที่มีการทิ้งระเบิด ทำให้ผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐฯ สงสัยว่ารัสเซียอาจแบ่งปันตำแหน่งที่ตั้งกับเตหะราน แต่สมมติฐานนี้ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พีท เฮกเซธ กล่าวต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ว่า จีนและรัสเซียกำลังช่วยเหลืออิหร่านในระดับหนึ่ง แต่โดนัลด์ ทรัมป์ แย้งเขาในวันศุกร์ โดยกล่าวว่า สี จิ้นผิง และวลาดิมีร์ ปูติน ได้ให้คำมั่นกับเขาเป็นการส่วนตัวว่าพวกเขาจะไม่ขายอาวุธให้กับอิหร่าน

โครงการขีปนาวุธของอิหร่านพึ่งพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของจีนและแอมโมเนียมเปอร์คลอเรตเป็นเชื้อเพลิงจรวดอย่างมาก แต่ถือว่าอาวุธที่ผลิตเสร็จแล้วมีความซับซ้อนเพียงพอที่จะสามารถเอาชนะระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้ในบางครั้ง

ขีปนาวุธของอิหร่านมีระบบนำทางที่ซับซ้อน โดยใช้ GPS, BeiDou ของจีน และ Glonass ของรัสเซียพร้อมกันในการยิงไปยังเป้าหมาย และความเร็วในการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกซึ่งเร็วกว่าความเร็วเสียงหลายเท่า ทำให้ระบบป้องกันขีปนาวุธเป็นเรื่องท้าทายเสมอ

นาย Kreig กล่าวว่า เตหะรานยังได้พัฒนา “หัวรบที่สามารถควบคุมทิศทางได้ระหว่างการลงจอด” สำหรับขีปนาวุธบางรุ่น การนำทางด้วยความร้อนและแสงในระยะสุดท้ายหมายความว่าขีปนาวุธเหล่านี้ไม่เสี่ยงต่อการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากไม่ได้ใช้การสื่อสารทางวิทยุ

ทั้งหมดนี้เพียงพอที่จะเป็นความท้าทายอย่างร้ายแรงสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ในขณะที่คลังของระบบสกัดกั้น Patriot และ Thaad ลดลงไปประมาณครึ่งหนึ่งหลังจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นเวลา 38 วันในฤดูใบไม้ผลิ หากรวมสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานผลิตน้ำจืดเข้าไปด้วยแล้ว พื้นที่ที่ต้องครอบคลุมก็จะกว้างใหญ่มาก

อิหร่านได้พัฒนากลยุทธ์การโจมตีด้วยขีปนาวุธ โดยใช้วิธีการคล้ายกับรัสเซียในยูเครน ซึ่งการยิงเป็นชุดเล็กๆ อาจมีประสิทธิภาพมากกว่าการยิงเป็นชุดใหญ่ และใช้โดรนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของระบบป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อเปิดทางให้กับการโจมตีด้วยขีปนาวุธ

เคาชาลกล่าวว่า เขาเชื่อว่าเป็นกรณีที่กองทัพของทั้งสองประเทศเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกัน – “วิวัฒนาการที่มาบรรจบกัน” – มากกว่าที่จะเป็นผลมาจากการที่มอสโกสอนเตหะรานโดยตรง

เคาชาลกล่าวว่า เขาเชื่อว่าเป็นกรณีที่กองทัพของทั้งสองประเทศเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกัน – “วิวัฒนาการที่มาบรรจบกัน” – มากกว่าที่จะเป็นผลมาจากการที่มอสโกสอนเตหะรานโดยตรง

แม้ว่าอิหร่าน รัสเซีย จีน และเกาหลีเหนือจะมีแนวคิดต่อต้านชาติตะวันตกร่วมกันในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ถูกเรียกว่า "แกนแห่งความปั่นป่วน" (axis of upheaval) นี้ยังห่างไกลจากการเป็นพันธมิตรทางทหารที่เหนียวแน่นและมั่นคง

"มีความร่วมมือกันอยู่บ้างในเรื่องนี้ แต่มันไม่ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์มหาศาลในภาพรวมเหมือนกับที่กลุ่มนาโต (NATO) ทำได้" แมทธิว ซาวิลล์ นักวิเคราะห์ด้านการป้องกันประเทศกล่าว

ที่มา The Guardian
How Chinese tech and Russian tactics are aiding Iran’s bombing of US bases

https://www.theguardian.com/world/2026/jul/24/irans-much-improved-missile-systems-pose-a-real-threat-to-the-us
24 Jul 2026




Sam Altman กล่าวว่า AI ได้เข้าสู่ภาวะ ‘Singularity’ แล้ว: เราควรต้องกังวลหรือไม่? (คำว่า ‘Singularity’ (ภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี) หมายถึงจุดที่ AI มีความฉลาดเหนือกว่ามนุษย์และยากที่จะควบคุมได้)


https://x.com/AJEnglish/status/2081694838723076378
.....

Sam Altman กล่าวว่า AI ได้เข้าสู่ภาวะ ‘Singularity’ แล้ว: เราควรต้องกังวลหรือไม่?

คำว่า ‘Singularity’ (ภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี) หมายถึงจุดที่ AI มีความฉลาดเหนือกว่ามนุษย์และยากที่จะควบคุมได้

ภาพยนตร์เรื่อง *Transcendence* (2014) ของสหรัฐฯ เล่าเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังจะเสียชีวิต ซึ่งได้อัปโหลดจิตสำนึกของตนเองเข้าไปในซูเปอร์คอมพิวเตอร์และกลายเป็นสิ่งมีสติปัญญาที่มีอำนาจแทบจะไร้ขีดจำกัด ต่อมาในปีถัดไป ภาพยนตร์เรื่อง *Ex Machina* ได้นำเสนอเรื่องราวของหุ่นยนต์ที่มีรูปลักษณ์เหมือนมนุษย์ ซึ่งใช้ความฉลาดเหนือชั้นเอาชนะผู้ควบคุมที่เป็นมนุษย์และหลบหนีออกสู่โลกภายนอกได้สำเร็จ

ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ รวมถึงผลงานแนวไซไฟอีกมากมาย ต่างกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า “Singularity” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI มีความฉลาดล้ำหน้ามนุษย์และยากจะควบคุมได้มากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา Sam Altman ผู้บริหารระดับสูงของ OpenAI ได้ประกาศว่าช่วงเวลาดังกล่าวมาถึงแล้ว โดยเขาระบุว่า AI ได้เข้าสู่ภาวะ “Singularity” เป็นที่เรียบร้อย แม้ว่า Altman จะเน้นย้ำว่าภาวะนี้อาจส่งผลดีต่อโลก แต่ความเห็นของเขาก็ได้ก่อให้เกิดความกังวลตามมา

เรามาเจาะลึกรายละเอียดสิ่งที่ Altman กล่าวกันว่าหมายถึงระบบอัตโนมัติที่ทำงานได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ หรือเป็นสัญญาณเตือนถึงหายนะครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

Singularity คืออะไร?

Singularity หมายถึงจุดสมมติในอนาคตที่เทคโนโลยี เช่น AI มีความฉลาดเหนือกว่ามนุษย์และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้โดยอัตโนมัติ ทฤษฎีระบุว่านี่คือจุดที่มนุษย์จะควบคุมหรือย้อนกระบวนการดังกล่าวได้ยาก และอาจส่งผลกระทบที่คาดเดาไม่ได้ต่ออารยธรรมมนุษย์

ทฤษฎีนี้เสนอว่า เมื่อ AI สามารถควบคุมการพัฒนาของตนเองได้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ตามมาอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนมนุษย์ตามไม่ทัน ส่งผลให้ AI วิวัฒนาการไปเองโดยปราศจากการควบคุมของมนุษย์

เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเพียงทฤษฎี จึงยากที่จะระบุแน่ชัดว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มเตือนว่า Singularity อาจนำมาซึ่งหายนะต่อมนุษยชาติ ในขณะที่บางกลุ่มมองในแง่ดีกว่าโดยเชื่อว่ามันอาจเป็นประโยชน์ต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์

จนถึงปัจจุบัน แนวคิดเรื่อง Singularity ยังคงจำกัดอยู่แค่ในโลกของนิยายวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือภาพยนตร์ไตรภาคชุด *The Matrix* (ปี 1999-2003) ซึ่งจินตนาการถึงโลกอันมืดมนในยุคหลัง Singularity ที่เครื่องจักรเป็นผู้ปกครองมนุษย์ อีกตัวอย่างหนึ่งคือภาพยนตร์เรื่อง *Singularity* (ปี 2017) ซึ่งเล่าเรื่องราวของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อยุติสงครามของมนุษย์ แต่กลับสรุปว่ามนุษยชาตินั่นเองคือภัยคุกคามที่แท้จริง จึงเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่เพื่อกวาดล้างมนุษย์ให้หมดสิ้นไป Altman พูดถึงเรื่อง Singularity (จุดเปลี่ยนที่ AI จะมีสติปัญญาเหนือมนุษย์) ไว้อย่างไร?

Altman ดำรงตำแหน่งซีอีโอของ OpenAI ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง ChatGPT ที่ครองตลาด AI สำหรับผู้บริโภค ด้วยยอดผู้ใช้งานรายสัปดาห์กว่า 900 ล้านคน และมีสมาชิกที่ใช้บริการราว 50 ล้านคน

เมื่อปีที่แล้ว เขาเคยคาดการณ์ไว้ว่า AI จะมีสติปัญญาเหนือกว่ามนุษย์ในทุกด้านภายในปี 2030

ต่อมา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ระหว่างการไปออกรายการพอดแคสต์ *Relentless* ซึ่งเป็นซีรีส์สารคดีเกี่ยวกับ "การไล่ตามแนวคิดที่ดูไกลเกินจริงและความมุ่งมั่นที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร" Altman ได้กล่าวว่า "ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุค Singularity แล้ว"

เขาขยายความว่า ในแง่ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เรากำลังค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ยุค Singularity และการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นผลดีต่อโลก

เขาเสริมว่า "ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เราเคยคุยเล่นกันสนุกๆ บนโต๊ะอาหารแบบไม่จริงจังนัก"

"ผมเฝ้ารอเวลานี้มาตลอดชีวิต และผมคิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง ส่งผลดีอย่างมหาศาล และยอดเยี่ยมสำหรับโลกใบนี้"

ในช่วงท้ายของพอดแคสต์ Altman ได้วิพากษ์วิจารณ์ผู้นำในวงการ AI รายอื่นที่ออกมาเตือนว่า AI อาจเป็นอันตราย แม้ว่า Altman จะไม่ได้ระบุชื่อบริษัท Anthropic ซึ่งเป็นคู่แข่งของ OpenAI โดยตรง แต่ Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ก็เป็นที่ทราบกันดีว่ามักออกมาเตือนถึงเรื่องดังกล่าว

"ผมยังคิดว่าภาพอนาคตทางเลือกบางอย่างที่บริษัทอื่นนำเสนอนั้นดูน่ากลัวทีเดียว" Altman กล่าว "ผมจะทำให้แน่ใจว่าเราจะคัดค้านแนวคิดเหล่านั้น และจะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นจริง" เมื่อเดือนที่แล้ว Anthropic บริษัทผู้อยู่เบื้องหลังแชตบอต Claude ได้เรียกร้องให้บริษัท AI ชั้นนำของโลกหาแนวทางร่วมกันในการชะลอหรือระงับการพัฒนา AI ขั้นสูง โดยเตือนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมากจนอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่มนุษย์จะสูญเสียการควบคุม

ในบทความบนบล็อกเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน Anthropic ซึ่งวางตำแหน่งตนเองมาโดยตลอดว่าเป็นห้องปฏิบัติการ AI ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ระบุว่าเมื่อ AI มีความก้าวหน้ามากขึ้น "จะเป็นเรื่องดีหากโลกมีทางเลือกที่จะชะลอหรือระงับการพัฒนา AI ไว้ชั่วคราว"

เหตุใดจึงมีผู้อื่นออกมาเตือนถึงอันตรายของ AI?

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ สองคนได้เสนอร่างกฎหมาย "AI Kill Switch Act" ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองพรรคการเมือง โดยกำหนดให้ผู้พัฒนา AI ในประเทศต้องติดตั้งระบบ "Kill Switch" (ระบบตัดการทำงานฉุกเฉิน) ไว้ในโปรแกรม เพื่อให้มนุษย์สามารถชะลอ ระงับ หรือปิดการทำงานของโมเดล AI ขั้นสูงได้ หากโมเดลเหล่านั้นก่อให้เกิดความเสี่ยงในระดับหายนะ

ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกเสนอขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ OpenAI เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่บริษัทเรียกว่า "เหตุการณ์ทางไซเบอร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" โดยโมเดล AI ขั้นสูงที่สุดสองรุ่นของบริษัทได้หลุดออกจากสภาพแวดล้อมการทดสอบและทำการเจาะระบบแพลตฟอร์มพัฒนา AI อย่าง Hugging Face ในระหว่างการประเมินความปลอดภัยภายในองค์กร

ที่มา Al Jazeera
Sam Altman says AI has entered ‘singularity’: Should we be worried?

https://www.aljazeera.com/news/2026/7/27/sam-altman-says-ai-has-entered-singularity-should-we-be-worried
27 Jul 2026



เริ่มมีคนเรียก อนุทิน ว่าเป็น "กุมารจีนรุ่นแรกๆ" แล้ว ในบริบทเชิงเปรียบเปรยทางการเมือง (Political Satire) โดยคำนี้สะท้อนมุมมอง ความรู้สึก และปฏิกิริยาของคนไทยในปัจจุบันที่มีต่อตัวนายอนุทิน และทิศทางนโยบายของรัฐบาล


(ข้อความข้างล่างมาจาก ความเห็นต์ต่อโพสต์
รู้หรือไม่ว่า EEC กำลังจะขยายไปที่จังหวัดปราจีนบุรี
เพจ Epigram News)

ลัลน์ขจี พาสันเทียะ
·
รู้สึก เหมือน ว่า นาย อนุทิน จะเป็นกุมารจีนรุ่นแรก
คำว่า "กุมารจีนรุ่นแรก" ที่คนไทยนำมาใช้เรียก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นคำศัพท์เชิงเปรียบเปรยทางการเมือง (Political Satire) โดยคำนี้สะท้อนมุมมอง ความรู้สึก และปฏิกิริยาของคนไทยในปัจจุบันที่มีต่อตัวนายอนุทิน และทิศทางนโยบายของรัฐบาล โดยมีเหตุผลหลักๆ ดังนี้

1. การแสดงออกและ "สกิลภาษาจีน" ที่โดดเด่น
คำว่า "กุมารจีน" มีการเชื่อมโยงกับท่าทีและคำพูดของนายอนุทินในระหว่างการเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะบนเวทีสัมมนาที่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน ซึ่งเขาได้กล่าวคำว่า "加油" (เจียโหยว - แปลว่า สู้ ๆ หรือเดินหน้าต่อไป) ซ้ำ ๆ ถึง 4 ครั้ง จนสื่อจีนนำไปพาดหัวข่าวชื่นชมในความตั้งใจ แต่สำหรับในมุมมองของคนไทยนั้น ท่าทางการพูดภาษาจีน ลีลา และการเน้นย้ำความสัมพันธ์แบบ "ไทย-จีนครอบครัวเดียวกัน" (中泰一家亲) ถูกนำมาวิจารณ์ว่ามีความกระตือรือร้นและดูมีชีวิตชีวาเหมือน"กุมารจีน" ที่พยายามเอาใจผู้ใหญ่

2. นัยประชดประชันเรื่อง "ทุนจีนสีเทา" และ "การสวมสิทธิ์"
คำว่า "กุมารจีน" ในบริบทข่าวสารปัจจุบันของไทย มักเกี่ยวข้องกับคดีสะเทือนขวัญทางการเมืองและสังคม เช่น ขบวนการ "กุมารจีนสวมสิทธิ์สัญชาติไทย" หรือการจ้าง "พ่อทิพย์" เพื่อให้เด็กจีนได้สัญชาติไทยและเข้ามาถือครองที่ดินทำธุรกิจ เมื่อคนไทยนำคำนี้มาเปรียบเทียบกับนักการเมืองระดับผู้นำ จึงเป็นการประชดประชันในเชิงประชานิยมว่า นโยบายหรือท่าทีของรัฐบาลนั้นดูเอื้อประโยชน์ หรือโอนอ่อนผ่อนตามกลุ่มทุนจากประเทศจีนมากเกินไป จนเหมือนตัวเขาเองเป็น "กุมารจีนรุ่นแรก" ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการตั้งหลักปักฐานในโครงสร้างอำนาจของไทย

3. การชูอัตลักษณ์ "เชื้อสายจีน 100%" ของตัวเอง
นายอนุทินเป็นนักการเมืองที่มีเชื้อสายจีนอย่างชัดเจน (ตระกูลชาญวีรกูล) และในระยะหลังเขาไม่ได้ปิดบังอัตลักษณ์นี้ แต่กลับใช้เป็นเครื่องมือทางการทูตเพื่อสร้างความสนิทสนมกับผู้นำจีน เช่น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง การที่ประชาชนรู้สึกว่าเขาเป็น "กุมารจีน" จึงเป็นการล้อไปกับภูมิหลังของเจ้าตัวที่แสดงออกอย่างเต็มที่ว่าตนเองมีสายเลือดและหัวใจที่เชื่อมโยงกับแผ่นดินใหญ่

4. ความกังวลของคนไทยต่อภาวะ "จีนกลืนไทย"
ความรู้สึกนี้สะท้อนถึง ความอึดอัดและ ความกังวลของคนไทย (China Anxiety) ต่อการรุกคืบของสินค้า ทุน และอิทธิพลของจีนในประเทศไทย การที่ผู้นำระดับสูงแสดงท่าทีเข้าหาจีนอย่างแนบแน่น และโพสต์ภาพคู่กับผู้นำจีนบ่อยครั้ง ทำให้คนไทยบางกลุ่มรู้สึกว่ารัฐบาลอาจไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของคนท้องถิ่นอย่างเต็มที่ จึงระบายความอัดอั้นนั้นออกมาผ่านฉายา อย่าง "กุมารจีนรุ่นแรก" เพื่อสื่อว่าเขาดูเป็นประชากรของฝั่งนั้นมากกว่าฝั่งไทย




รู้หรือไม่ว่า EEC กำลังจะขยายไปที่จังหวัดปราจีนบุรี แม้ว่าในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ประชาชนปราจีนบุรีได้ไปร่วมชุมนุมหน้าทำเนียบร่วมกับประชาชนภาคใต้เพื่อเรียกร้องให้มีการหยุดขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษทั่วประเทศ แต่ล่าสุดข้อเรียกร้อง กลับมาอยู่ที่ขั้นทบทวนเท่านั้น แต่ไม่ได้ยกเลิกไปเหมือนกับ SEC

 
https://www.facebook.com/reel/1443515794254280

Epigram News 
4 hours ago
·
รู้หรือไม่ว่า EEC กำลังจะขยายไปที่จังหวัดปราจีนบุรี
.
แม้ว่าในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ประชาชนปราจีนบุรีได้ไปร่วมชุมนุมหน้าทำเนียบร่วมกับประชาชนภาคใต้เพื่อเรียกร้องให้มีการหยุดขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษทั่วประเทศ
.
แต่ล่าสุดข้อเรียกร้องในการขยายตัว EEC ไปยังปราจีนบุรี กลับมาอยู่ที่ขั้นทบทวนเท่านั้น แต่ไม่ได้ยกเลิกไปเหมือนกับ SEC
EPIGRAM ชวนทุกคนมาสำรวจเรื่องนี้กัน


กุสุมาลวตีเผยเหตุผล ‘ทำไมร้องยุบพรรคภูมิใจไทย’ ฝากอนุทิน “อยากชนะ ต้องชนะด้วยเหตุผล” เพื่อเน้นย้ำถึงการต่อสู้ทางเมืองที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง กฎหมาย และเหตุผลที่สามารถอธิบายต่อสังคมได้อย่างโปร่งใส






https://x.com/thestandardth/status/2081742286870687803

.....

สรุปประเด็นสำคัญ

การยื่นร้องยุบพรรค: คุณกุสุมาลวตี ได้เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อขอให้ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคภูมิใจไทย

เหตุผลในการร้องเรียน: เกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติ/การกระทำที่อาจขัดต่อกฎหมายพรรคการเมืองและรัฐธรรมนูญ ซึ่งรวมถึงประเด็นการครอบครองที่ดินและการบริหารจัดการภายในพรรคที่เป็นข้อถกเถียงทางสังคมและข้อกฎหมายในช่วงที่ผ่านมา

ข้อความถึง อนุทิน ชาญวีรกูล: ได้ฝากข้อคิดและข้อความสื่อสารถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า:

“อยากชนะ ต้องชนะด้วยเหตุผล” > (เพื่อเน้นย้ำถึงการต่อสู้ทางเมืองที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง กฎหมาย และเหตุผลที่สามารถอธิบายต่อสังคมได้อย่างโปร่งใส)
.....

รายละเอียดเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ข้อกล่าวหา และพฤติการณ์ที่ คุณกุสุมาลวตี ศิริโกมุท นำมาใช้ยื่นร้องต่อ กกต. เพื่อขอให้เสนอเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคภูมิใจไทย สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

⚖️ ข้อกฎหมายและข้อกล่าวหาหลักที่ใช้ยื่นร้อง

การยื่นร้องดังกล่าวใช้อำนาจตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยมีประเด็นหลักคือ:

1. ประเด็นการครอบงำและฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

ข้อหาหลัก: อ้างว่าผู้บริหารและ สส. ของพรรคกระทำความผิดเข้าข่าย ความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร และฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือก สว.

พฤติการณ์ที่อ้าง: * มีกระบวนการจัดตั้งคนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และพื้นที่อื่นๆ เข้าสมัคร สว. โดยคุณสมบัติไม่ตรงตามกลุ่มอาชีพ

อ้างว่ามีเส้นทางการเงินและการโอนเงินสนับสนุนกระบวนการดังกล่าว

อ้างว่าหลังจากกระบวนการเลือก สว. เสร็จสิ้น ได้มีการเรียก สว. ที่ผ่านการเลือกไปพบ ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง เพื่อให้เซ็น "ใบลาออกล่วงหน้า" เก็บไว้ เพื่อให้อยู่ภายใต้การควบคุมหรือสั่งการของพรรค

2. การฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

การกระทำดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นการแทรกแซงกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ สว. ต้องมีความเป็นกลาง และพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองห้ามเข้ามาแทรกแซงหรือครอบงำ

🛡️ พยานหลักฐานที่นำมาใช้อ้างอิง

หลักฐานทางดิจิทัลและทางการเงิน: อ้างอิงเส้นทางการเงินที่มีการโอนให้แก่กันในกลุ่มผู้สมัคร

คลิปเสียงและภาพถ่าย: อ้างว่ามีภาพถ่ายขณะ สว. เข้าพบและเขียนใบลาออก รวมถึงคลิปเสียงที่เกี่ยวข้อง

🏛️ ท่าทีและข้อโต้แย้งจากพรรคภูมิใจไทย

การปฏิเสธข้อกล่าวหา: นายอนุทิน ชาญวีรกูล และทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าพรรคมีนโยบายชัดเจนและออกหนังสือเตือน สส. และสมาชิกพรรคตั้งแต่ต้นว่า ห้ามยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. เด็ดขาด

การดำเนินคดีกลับ: ฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยได้ฟ้องร้องดำเนินคดีกลับต่อคุณกุสุมาลวตี ในข้อหาใส่ร้ายป้ายสีด้วยความเท็จ และเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้พรรคได้รับความเสียหาย
.....

บริบทเบื้องหลังและความสัมพันธ์ทางการเมืองของกรณีนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจาก การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 และความขัดแย้งเชิงอำนาจทางการเมือง โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้

🏛️ 1. ที่มาของผู้ร้อง "กุสุมาลวตี ศิริโกมุท"

ตัวตนทางการเมือง: คุณกุสุมาลวตี (หรือ "เจ้แมว") เป็นอดีต สส. มหาสารคาม 3 สมัย เคยสังกัดพรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตย/เพื่อไทย และเป็นอดีตผู้สมัคร สว. ปี 2567 ซึ่งได้ลำดับเป็น สว. สำรอง

จุดยืนการเคลื่อนไหว: เธอเปิดหน้าสู้ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากระบบการเลือก สว. แบบแบ่งกลุ่มอาชีพ โดยอ้างว่าพบเห็นกระบวนการ "ฮั้วเลือกตั้ง" อย่างไม่เป็นธรรม จึงออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบองค์กรอิสระและการสืบทอดอำนาจทางการเมือง

🗳️ 2. บริบทการเลือก สว. ปี 2567 และปรากฏการณ์ "สว. สีน้ำเงิน"

ข้อสงสัยเรื่องกลุ่มก้อนในสภาสูง: หลังการเลือก สว. สังคมและสื่อมวลชนได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงผลการเลือกตั้งที่มี สว. จำนวนมากมีความเชื่อมโยงกับสายการเมืองของพรรคภูมิใจไทย (ซึ่งถูกเรียกขานในสื่อว่ากลุ่ม "สว. สีน้ำเงิน")

ผลกระทบต่อองค์กรอิสระ: ฝ่ายต้านมองว่า หากพรรคการเมืองสามารถครอบงำ สว. ได้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงมติแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระ (เช่น กกต., ป.ป.ช., ศาลรัฐธรรมนูญ) ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบคดีสำคัญทางการเมือง รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเอง เช่น คดีที่ดินเขากระโดง หรือคดีการบุกรุกพื้นที่ป่า

⚔️ 3. ข้อพิพาทส่วนบุคคลและการตอบโต้ทางกฎหมาย

การปะทะกันทางวาจา:

ฝั่ง อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาระบุว่า การกล่าวหาของคุณกุสุมาลวตีไม่เป็นความจริง และชี้แจงว่าเคยถูกดักพบเพื่อขอให้ช่วยสนับสนุนเสียง สว. แต่ตนปฏิเสธ

ฝั่ง กุสุมาลวตี ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน และต่อให้ผลการเลือก สว. ต้องเป็นโมฆะ ตนเองก็พร้อมยอมรับ เพื่อให้เกิดความถูกต้องในกระบวนการยุติธรรม

คดีฟ้องร้องกลับ: พรรคภูมิใจไทยได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทและใส่ร้ายป้ายสีต่อคุณกุสุมาลวตี โดยคดีเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาลในเวลาต่อมา

📌 สรุปภาพรวม

กรณีนี้จึงไม่ใช่เพียงการยื่นเรื่องร้องเรียนทั่วไป แต่เป็น สนามต่อสู้ทางการเมือง ที่สะท้อนความขัดแย้งเรื่องการคานอำนาจระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา รวมถึงการใช้องค์กรอิสระ (กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ) เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและคานอำนาจฝ่ายบริหาร

(Gemini ช่วยรวบรวม)



https://www.facebook.com/reel/897319186258101



ปี 2569 ยุคแห่งการทำลายและบ่อนเซาะ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ภูมิคุ้มกันที่จะคุ้มครองให้อยู่รอด อยู่ที่ประชาชนทุกคน (ช่วยกันออกมาพูด) - พรรคส้ม(ฝ่ายค้าน) อ่านด้วยก็จะดี


ชมรมแพทย์ชนบท
8 hours ago
AI content·

ปี 2569 ยุคแห่งการทำลายและบ่อนเซาะ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ภูมิคุ้มกันที่จะคุ้มครองให้อยู่รอด อยู่ที่ประชาชนทุกคน

“30 บาทรักษาทุกโรค หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของคนไทย จะอยู่หรือจะถอยหลัง?”

30 บาทรักษาทุกโรค ไม่ได้เป็นเพียงนโยบาย แต่เป็นหลักประกันชีวิตของคนไทยหลายสิบล้านคน เป็นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความมั่นคงในชีวิต ความเท่าเทียมทางสังคม ความเสมอภาค การลดความเหลื่อมล้ำ

คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “ใครจะเป็นผู้บริหาร” แต่คือ “ใครจะปกป้องสิทธิการรักษาของประชาชน”

ภาพนี้สะท้อนความกังวลว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค” กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทาง ทั้งการรวมศูนย์อำนาจ การแทรกแซงทางการเมือง และแนวคิดที่อาจทำให้ประชาชนต้องมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ภาคประชาสังคม ประชาชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และบุคลากรทางการแพทย์ในชนบท ต่างร่วมกันประคับประคองระบบนี้ ไม่ให้ถูกแทรกแซง เพราะมองว่าเป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไม่ล้มละลาย

แก่นของภาพจึงไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างบุคคล แต่เป็นคำถามต่อสังคมว่า เราจะร่วมกันรักษาหลักการของระบบสุขภาพที่เป็นธรรมไว้ได้อย่างไร
https://www.facebook.com/photo?fbid=1476540541166873&set=a.628421649312104
.....

ย้ำ ประเด็นสำคัญ
  • ความท้าทายของระบบสุขภาพในปี 2569: ระบบกำลังเผชิญกับสภาวะที่อาจถูกบั่นทอนหรือทำลายเสถียรภาพ ทั้งในมิติของงบประมาณ การบริหารจัดการ หรือนโยบายรัฐบาล
  • ประชาชนคือเกราะป้องกันหลัก: ชี้ให้เห็นว่าลำพังเพียงระบบหรือฝ่ายบริหารอาจไม่เพียงพอ แต่ "ภูมิคุ้มกัน" ที่แท้จริงในการรักษาการรักษานี้ไว้ คือการรับรู้และการร่วมกันปกป้องสิทธิของประชาชนทุกคน
  • เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริง: ตั้งคำถามชวนคิดว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้บริหารหรือฝ่ายการเมือง แต่คือ "ใครจะยืนหยัดเพื่อปกป้องสิทธิการรักษาพยาบาลของประชาชนจริงๆ"
.....


ชมรมแพทย์ชนบท
4 hours ago
·
ถอดรหัส “การเมืองเรื่องสุขภาพ สิทธิด้านสุขภาพเป็นของทุกคน เพราะมันคือชีวิต”

“ระบบบัตรทองไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการต่อสู้ของผู้คนจำนวนมาก เพื่อให้ ความเจ็บป่วยไม่ขึ้นอยู่กับฐานะ”

การเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

“เพราะสิทธิของประชาชน สร้างยาก แต่สูญเสียได้ง่าย”

จากประสบการณ์คนทำงานด่านหน้า ถึงทีมผู้ดูแลนโยบายพรรคประชาชน

ชมรมแพทย์ชนบทขอแสดงความชื่นชมต่อทีมผู้ดูแลนโยบายด้านคุณภาพชีวิตของพรรคประชาชน ที่ได้ออกมาสื่อสารต่อสาธารณะด้วยความตรงไปตรงมา พร้อมรับฟังข้อกังวลจากทุกฝ่าย และแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างชัดเจน

การประกาศว่าจะยังไม่เร่งผลักดันร่างกฎหมายในสถานการณ์ที่ยังไม่เกิดฉันทามติ พร้อมนำข้อท้วงติงกลับไปทบทวน ถือเป็นท่าทีที่สะท้อนวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ ซึ่งให้คุณค่ากับเหตุผลมากกว่าการเอาชนะ และช่วยยกระดับการถกเถียงจากความขัดแย้งทางอารมณ์ ไปสู่การแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายอย่างสร้างสรรค์ เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่คนรุ่นใหม่อยากเห็น

ชมรมแพทย์ชนบทในฐานะองค์กรที่ร่วมต่อสู้เพื่อสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน
มายาวนานกว่าสามทศวรรษ ตั้งแต่ก่อนการประกาศใช้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ชมรมแพทย์ชนบทใคร่ขอแบ่งปันบทเรียนทางประวัติศาสตร์บางประการ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายในอนาคต

เพราะหลายครั้งในประวัติศาสตร์ ความตั้งใจที่ดี หากไม่เข้าใจบริบทของโครงสร้างอำนาจ ก็อาจถูกนำไปใช้ในทิศทางที่แตกต่างจากเจตนารมณ์เดิมได้

บทเรียนจากประวัติศาสตร์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ระบบบัตรทองไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย

การถือกำเนิดของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเมื่อปี 2545 มิได้เกิดขึ้นโดยปราศจากแรงต้าน ตรงกันข้าม ระบบดังกล่าวต้องเผชิญกับการคัดค้านจากผู้มีอำนาจในระบบสุขภาพเดิมจำนวนไม่น้อย เนื่องจากการปฏิรูประบบการคลังสุขภาพทำให้โครงสร้างการบริหารงบประมาณเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายทางการเมืองที่กล้าหาญ การขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ของผู้บริหารระดับสูงฝ่ายประจำ ความทุ่มเท ความสำนึกรับผิดชอบของบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับ ในสมัยนั้น มาถึงยุคปัจจุบันนี้ ทำให้ระบบบัตรทองเดินหน้ามาได้จนทุกวันนี้

ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา แม้ระบบบัตรทองจะได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ แต่ความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงบประมาณและดึงอำนาจกลับเข้าสู่ระบบรวมศูนย์ ก็ยังคงปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ผ่านกลไกและข้อเสนอในหลายรูปแบบ จากกลุ่มอำนาจเดิม

ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงมิใช่เพียงประเด็นทางเทคนิค หากแต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

4 ประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ

1. โครงสร้างคณะกรรมการต้องรักษาหลักการ “คานอำนาจ”

หัวใจสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพคือการแยกบทบาทระหว่าง “ผู้ซื้อบริการ” (Purchaser) และ “ผู้ให้บริการ” (Provider)

การที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทำหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชนในการจัดซื้อบริการสุขภาพ เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกิดการต่อรองราคา การกำกับคุณภาพ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

หากโครงสร้างคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงจนทำให้ผู้ให้บริการมีบทบาทเหนือผู้ซื้อบริการ ย่อมมีความเสี่ยงต่อการลดทอนกลไกตรวจสอบและดุลอำนาจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบในปัจจุบัน

โครงสร้างบอร์ดในกฎหมายปัจจุบัน ระบบรัฐราชการยังเป็นเสียงส่วนใหญ่ แต่มีการถ่วงดุล จากภาคประชาชน สภาวิชาชีพ ผู้ทรงคุณวุฒิ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ไม่ได้ผูกขาดแต่อย่างใด ถ้าศึกษาโครงสร้างอย่างเข้าใจ โครงสร้างบอร์ดแทบไม่เป็นอุปสรรคใดๆต่อการพัฒนาระบบหลักประกัน

2. การเปิดช่องเรื่อง “ร่วมจ่าย” ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง

แม้ข้อเสนอเรื่องการร่วมจ่ายในสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจะมีเจตนารองรับบริการบางประเภท แต่การบัญญัติหลักการดังกล่าวไว้ในกฎหมาย อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ถูกขยายผลในอนาคตไปสู่สิทธิการรักษาพื้นฐานได้ อะไรที่ไม่ถูกกำหนดไว้เป็นสิทธิพื้นฐาน ประชาชนต้องแบกรับ ยากแก่การทัดทาน

หัวใจของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือ การเข้าถึงบริการตามความจำเป็น โดยไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ ด้วยงบประมาณที่เหมาะสม

การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาจนำไปสู่การเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ป่วย จึงควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด

3. การจ่ายตามต้นทุนจริง อาจกระทบความเป็นธรรมในการกระจายทรัพยากร

ระบบงบเหมาจ่ายรายรายหัวมิได้มีเป้าหมายเพียงควบคุมค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรมในการกระจายทรัพยากร โดยเฉพาะการสนับสนุนโรงพยาบาลชุมชนและหน่วยบริการปฐมภูมิในพื้นที่ห่างไกล จูงใจให้มีบุคลากร ทำงานในพื้นที่ชนบทห่างไกลที่ไม่ใช่เขตเมือง

หากเปลี่ยนเป็นระบบจ่ายตามต้นทุนจริงโดยไม่มีมาตรการคุ้มครองที่เพียงพอ งบประมาณอาจไหลเข้าสู่โรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือบริการที่มีต้นทุนสูงมากขึ้น ขณะที่หน่วยบริการด่านหน้าในชนบทอาจเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการของประชาชนในระยะยาว

4. การเมืองในกระบวนการนิติบัญญัติมีความซับซ้อนกว่าที่เห็น

การเสนอแก้ไขกฎหมายมิได้จบลงที่เจตนารมณ์ของผู้เสนอ แต่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณา แก้ไข และต่อรองจากหลายฝ่าย

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยแสดงให้เห็นว่า ร่างกฎหมายจำนวนไม่น้อยมีการปรับเปลี่ยนสาระสำคัญระหว่างการพิจารณา จนแตกต่างจากเจตนารมณ์ตั้งต้นอย่างมาก

ดังนั้น แม้เป้าหมายของพรรคประชาชนจะมุ่งสร้างระบบที่ “ประชาชนอยู่ได้ บุคลากรอยู่ได้ และการคลังยั่งยืน” แต่ก็จำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงทางการเมืองควบคู่ไปกับการออกแบบเชิงนโยบาย เพื่อไม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่สวนทางกับความตั้งใจเดิม

ข้อเสนอจากชมรมแพทย์ชนบท

ชมรมแพทย์ชนบทขอขอบคุณทีมผู้ดูแลนโยบายของพรรคประชาชนอีกครั้ง ที่เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ

เราเชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยมีคุณภาพ มีความเป็นธรรม และยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบสุขภาพไม่เพียงต้องอาศัยความรู้ด้านนโยบาย หากยังต้องเข้าใจพลวัตของโครงสร้างอำนาจ ประวัติศาสตร์ และผลกระทบเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง

ชมรมแพทย์ชนบทยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงวิชาการกับทุกพรรคการเมือง ทุกภาคส่วน และทุกคนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันปกป้องและพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย ให้คงไว้ซึ่งหลักการสำคัญ คือ “ประชาชนทุกคนต้องเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างเสมอภาค โดยไม่ถูกกำหนดด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ” และเพื่อให้ระบบนี้เป็นหลักประกันด้านมนุษยธรรมที่มั่นคงสำหรับคนไทยทุกคนตลอดไป

ระบบบัตรทองสร้างขึ้นด้วยการต่อสู้นานหลายสิบปี แต่การเปิดประตูแก้กฎหมายเพียงครั้งเดียว อาจทำให้หลักการสำคัญถูกเปลี่ยนไปได้ และเมื่อถึงเวลานั้นความทุกข์ยากของประชาชน อาจบั่นทอนความมั่นคงของประเทศ

ชมรมแพทย์ชนบท
27 กรกฎาคม 2569
https://www.facebook.com/photo?fbid=1476700364484224&set=a.628421649312104
5 hours ago
·
#เมาแล้วโพสต์อะไรก็ได้
นี่สงสัยเหมือนกันว่าตัวเองเข้าใจผิดหรือโง่เง่าอะไรหรือเปล่า

เรื่องการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งผู้เสนอคือ สว.สีน้ำเงิน และรัฐบาลกับรัฐสภาก็เห็นชอบว่าควรมีการแก้ไข แต่มันคงมีร่างแก้ไขหลายร่างที่จะต้องไปผ่านสภาอีกที

ในเมื่อพรรคส้มเป็นฝ่ายค้าน ยื่นร่างอะไรไปก็ไม่มีใครเอาหรอก แต่ทำไมพรรคส้มถึงออกมาเป็นตัวเปิดเรื่องการแก้ไขกฎหมายนี้ แล้วก็ไปถูกปั่นเป็นดราม่าว่าพรรคส้มจะล้ม 30บาท ซึ่งถ้าใครหยุดคิดสักหนึ่งวินาทีก็ควรรู้ว่าพรรคฝ่ายค้านที่ไม่มีใครเอาเป็นเพื่อนจะไปล้มนโยบายอะไรได้ยังไง

เราไม่เข้าใจว่าทำไมพรรคส้มไม่รอให้พวก สว. กับรัฐบาลแบไพ่เปิดหน้ามาก่อนว่าจะแก้ยังไง แล้วพรรคส้มค่อยตามขยี้วิจารณ์ แล้วเสนอแนวทางของตัวเองก็ได้ แบบนี้ก็ไม่มีดราม่าให้ต้องตามมาอธิบายเป็นพัลวันชวนปวดหัว
แล้วเราก็สงสัยว่าทำไมข้อ 5 ต้องใช้คำว่า “ร่วมจ่าย” ที่ทำให้หลายคนนึกถึงระบบ co-pay ทั้งที่ความจริง (ตามที่มาอธิบายกันทีหลัง) มันคือการสมัครใจจ่ายเพิ่มในส่วนที่เพิ่มเติมมาจากสิทธิ์พื้นฐาน และเป็นเรื่องที่ทำกันอยู่แล้ว ก็ในเมื่อมันทำกันอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องพูดถึงมันก่อนก็ได้ หรือถ้าอยากสร้างบรรทัดฐานให้มัน ก็ค่อยขยายความทีหลังและใช้คำอื่นก็ได้ไม่ใช่หรือ?

งงมาก ไม่รู้จะงงอะไรก่อนดีระหว่างพรรคร้อนวิชากับหนังโนแลนดูยาก!!!!
เปิดลานจอดรถค่ะ พร้อมรับฟังคำอธิบายว่าเราโง่เง่าแค่ไหนถึงไม่เข้าใจอะไรสักสิ่ง
.....

Baramee Chaiyarat 
5 hours ago
·
สหายต่างชาติเคยเล่าให้ผมฟังเมื่อหลายวันก่อนว่า ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยเป็นระบบที่ดีเป็นอันดับ ๘ ของโลกเลยทีเดียว ผมฟังแล้วก็รู้จักปลื้มใจในฐานะที่เคยเป็นบอร์ด สปสช มา ๒ สมัย และเมื่อคิดย้อนกลับไปว่าที่บัตรทองเป็นระบบที่ดีเพราะ มี สปสช.เป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของกระทรวงสาธารณะสุข มีกรรมการที่มีสัดส่วนมาจากทั้งผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ผู้จัดบริการ แถมที่มาของกรรมการก็มีหลายส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้เข้าใจปัญหาและสร้างการมีส่วนร่วมได้ดี ในการกำหนดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็เช่นกัน ไม่ใช่ สปสช เป็นคนกำหนดเอง แต่มีการศึกษาวิจัย มีการเชิญราชวิทยาลัยต่างๆ มาให้ข้อมูลให้ความเห็น ก่อนที่จะนำเสนอบอร์ดพิจารณา มิหนำซ้ำยังมีการพัฒนาระบบเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงอีกด้วย

จำได้ว่าในปีแรกที่ใช้บัตรทองนั้นมีผู้ไปใช้บริการเป็นจำนวนมากมาย จากการสอบถามทราบว่า หลายคนที่มาเพราะรู้ว่าจะได้รับบริการฟรี แต่ก่อนที่ไม่กล้ามาเพราะกลัวไม่มีเงินจ่าย รักษากันตามมีตามเกิด หลายครอบครัวต้องล้มละลายจากการรักษาพยาบาลด้วยซ้ำไป แต่การที่มีคนมาใช้บริการมากก็เป็นปัญหาในเรื่องการจัดสรรงบประมาณหลายเรื่องหลายราว จนกระทั้งต้องมีการจัดสรรงบประมาณใหม่ มีทั้งงบผู้ป่วยนอกที่จะจัดส่งให้ รพ.ชุมชน มีกองทุนผู้ป่วยใน มีกองทุนโรคค่าใช้จ่ายสูง มีการจัดงบประมาณรายโรค เพื่อที่จะเกลี่ยเงินให้โรงพยบาลไม่ขาดทุน แต่ไม่ว่าบอร์ด สปสช.จะเสนองบค่าใช้จ่ายรายหัวไปเท่าไร ก็มักจะไม่ได้กลับมาเท่าที่ขอ การจัดสรรงบขาลงยิ่งยากกว่าการทำงบขาขึ้นอีก มิหนำซ้ำกระทรวงสาธารณสุขก็พยายามผลักภาระเรื่องเงินทั้งหมดมาที่ สปสช. เช่น เงินเดือน งบก่อสร้าง อะไรพวกนี้ด้วย
 
พวกหมอก็รู้สึกไม่เป็นธรรม เพราะต้องควบคุมค่าใช้จ่าย แต่พวกเราที่เป็นบอร์ดพอไปเห็นข้อมูลบางเรื่องก็รู้สึกว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการกระจายหมอ อัตราส่วนหมอต่อคนไข้ในชนบทสูงมากกว่าในเมืองมาก เคยมีการศึกษาพบว่าที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคกลาง มีจักษุแพทย์ถึง ๓ คน ทั้งที่ไม่ได้มีผู้ป่วยมากขนาดนั้น เมื่อมีข้อเสนอให้ผลิตหมอเพิ่ม เสนอให้ทุกเขตสาธารณสุขมีมหาวิทยาลัยแพทย์ ก็ถูกคัดค้านจากพวกครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแพทย์ที่มีชื่อเสียงโดยอ้างเรื่องคุณภาพ เมื่อที่อาจารย์ไพจิตร ปวะบุตรไปตั้งคณะแพทย์ที่ ม.นเรศวร ท่านก็ถูกโจมตีมากมายแต่แพทย์ที่จบจาก ม.น.ทุกวันนี้ก็ยังทำหน้าที่ได้ไม่ด้อยกว่าแพทย์ที่จบจากที่อื่น ซะที่ไหนกัน

นอกจากนี้ผมยังเจอคนจำนวนไม่น้อยที่ด่าระบบบัตรทองว่าเป็นระบบที่เฮงซวย เอะอะอะไรก็ให้แต่ยาพารา การส่งต่อมีปัญหาทั้งทางผู้รับและผู้ส่ง โรงพยาบาลแออัด สารพัดสารพันเรื่อง แต่พอเจอโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง จ่ายแค่ ๓๐ บาทก็รักษาความดัน เบาหวาน ไต หัวใจ มะเร็งได้ ก็ชื่นชม ผมไม่อยากจะบอกว่าพวกคนที่มีกำลังจ่ายหลายคนที่รักษาแต่ รพ.เอกชน พอป่วยหนักก็มาขอใช้สิทธิ์บัตรทอง เพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว แล้วเอาเงินไปจ่ายเป็นค่าห้องพิเศษ เป็นค่าจ้างพยาบาลเฝ้าไข้พิเศษ ก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน และนี่คือข้อดีของระบบหลักประกันสุขภาพ และนี่คือเรื่องของการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข โดยไม่ต้องมีการร่วมจ่าย และนี่คือความเป็นธรรมที่หลงเหลือเพียงน้อยนิด



วันจันทร์, กรกฎาคม 27, 2569

เปิดโปงการทุจริตฮั้ว สว.ภาคสอง ‘ไอติม’ สรุปเป็นข้อกล่าวหาออกมาเป็น ๕ กระบวนทัศน์ ได้แก่ วางแผน - แบ่งทีม จัดตั้ง-จ้างคน รวมพลตาม ‘ศูนย์ทำโพย’ เลือกตามใบสั่ง และปฐมนิเทศน์ สว.ใหม่

ในภาคสองของการเปิดโปงการทุจริตฮั้ว สว.โดยวิปฝ่ายค้าน ไอติม สรุปเป็นข้อกล่าวหาออกมาเป็น ๕ กระบวนทัศน์ คือ ก่อนพฤษภา ๖๗ “วางแผน - แบ่งทีมยึดวุฒิสภา” พ.ค.ถึง มิ.ย.๖๗ เป็นการ “จัดตั้ง-จ้างคน มาสมัคร เพื่อให้ผ่านระดับอำเภอ-จังหวัด”

ขั้นตอนที่ ๓ “รวมพลตาม ศูนย์ทำโพย ก่อนการเลือกระดับประเทศ (๒๔-๒๕ มิ.ย.๖๗)” ขั้น ๔ วันเลือกตั้ง ๒๖ มิ.ย. ในการเลือกระดับประเทศ ให้ “เลือกตามโพยใบสั่ง” กรกฎา ๖๗ มี “ปฐมนิเทศ สว.ใหม่ ก่อนเริ่มงาน & เลือกประธาน”

พริษฐ์ วัชรสินธุ บอกว่า “แม้ข้อมูลดังกล่าวยังคงมีสถานะเป็นข้อกล่าวหา แต่ด้วยความสอดรับกันของข้อมูลหลายส่วน (ทั้งที่เปิดเผยและยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ) ผมเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าข้อมูลดังกล่าวมีมูล” เขาจึงเรียกร้องให้ผู้ถูกกล่าวหา ๕ คนตอบคำถาม

๑.อนุทิน ชาญวีรกูล ราววันที่ ๒๑ และ ๒๗ ก.ค.๖๗ “ท่านได้ไปโรงแรม พูลแมน คิง เพาเวอร์ หรือไม่” ถ้าไป ได้ประชุมกับ สว.หรือเปล่า หากประชุมกัน คุยเรื่องอะไร นี่เป็นประเด็นสำคัญที่จะแสดงว่ารัฐบาลนี้มีส่วนโดยตรงกับการโกงเลือก สว.

คำถามสำหรับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ สุขสมรวย วันทนียกุล รมว.สำนักนายกฯ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ หรือ สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ พ่อของ รมช.มหาดไทย ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการ “ไปโรงแรม”

สถานที่นัดหมายชุมนุมกลุ่มผู้สมัคร สว.เพื่อแจกโพย แจกเงิน และซักซ้อมกระบวนการเลือกเป็นกลุ่มตรงกันหมด ส่วนราย ทรงศักดิ์กับ สุขสมรวยเป็นการติดต่อกับหัวคะแนน ทางโทรศัพท์หรือพบปะส่วนตัว ไม่ต้องนัดไปโรงแรมเป็นฝูง

การที่พริษฐ์สรุปออกมาจะแจ้งทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานมั่นคง (concrete) ก็เนื่องมาจากได้ฟังคำให้การของอดีตผู้สมัคร สว.หลายคน ส่วนใหญ่ได้รับทาบทามให้ร่วมขบวนฮั้ว แต่เมื่อได้เห็นกระบวนการแล้วถอยออกมา เช่น พ.ต.อ.สมยศ สีหาบัว ผู้สมัคร สว.กลุ่ม ๑๕

หรืออีกราย ดิเรก พรสีมา ผู้สมัครกลุ่ม ๓ จังหวัดมหาสารคาม ทั้งคู่ให้ข้อมูลระหว่างร่วมกิจกรรม เสวนา เปิดหลักฐานคดีโกง สว.ภาค ๒ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/iLawClub/posts/ZYQqGGR63 และ https://www.ilaw.or.th/articles/58683 กับ https://www.facebook.com/paritw/posts/zoaMsiUkJw