วันจันทร์, มิถุนายน 15, 2569

ดันต่อไม่ไหวแล้วมั้ง TH-AI Passport ของไชยชนก ‘ลูกเทพ’ โพล ‘ดี-โหวต’ ผ่าน ‘บล็อคเชน’ ย้ำว่า ๙๑% ในหมู่ผู้รู้เรื่อง ‘เอไอ’ ดี “ต่างประสานเสียงประเมินว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่า”

“จากการวิเคราะห์เชิงลึกระบุว่า ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลกลุ่มผู้ที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี และ ผู้สูงอายุ ยังมีอัตราการเข้าถึง AI ในระดับต่ำ” ประโยคนี้มาจากการตีความโพลของมหาวิทยาลัยศรีปทุม เกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport นั่นละ

อ่านแล้วก็อดหวนไปนึกถึงภาพที่ อีจันเอามาเผยแพร่เมื่อสามสี่วันก่อน ว่าเป็นผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายเรื่อง TH-AI Passport Forum ของไชยชนก ชิดชอบ ล้วนแต่เป็นป้าๆ ทั้งนั้น “ดูแล้วแต่ละท่านต้อง สนใจเรื่อง AI มากๆ” สมชาย แซ่จิว ว่า

โพล ดี-โหวตออกมาวันนี้ย้ำหัวตะปูอีกว่าชาวบ้านเขาไม่เชื่อว่าโครงการของ ลูกเทพ จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาสักนิด มิหนำซ้ำการใช้งบประมาณถึง ๑,๖๐๐ กว่าล้าน มันไม่ชอบมาพากลอย่างที่ฝ่ายค้านว่า แถมโพลล่าสุดนี่มาจากกลุ่มคนที่ถนัดเรื่อง ไอทีที่สุด

โพลดีโหวตนี่เคยเรียกความสนใจเมื่อสองสามปีที่แล้ว เมื่อมีการสำรวจความเห็นประชาชนผ่าน บล็อคเชนโดยจำนวนตัวอย่างผู้ตอบคำถามไม่มากไม่น้อยไปกว่าโพลอื่นๆ คืออยู่ที่พันกว่าราย ข้อสำคัญผู้ตอบคำถามมักเป็นคนคุ้นเคยกับไฮเทค

ครั้งนี้ก็ยังระบุว่า “สังคมส่วนใหญ่ขับเคลื่อนเข้าสู่ยุคใช้ AI เป็นแล้ว โดยมีผู้ใช้งานอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งสูงถึง 75% และมีผู้ยอมควักเงินจ่ายค่าบริการระดับ Pro ถึง 23%” แต่กลับมีมุมมองต่อโครงการเอไอของรัฐ สวนทางอย่างสิ้นเชิง

คือในหมู่ผู้ใช้เอไอเป็นประจำ มีจำนวนสูงถึง ๙๑% กับคนทั่วไปที่รับรู้เรื่องราวการใช้งบประมาณของรัฐในหลักพันล้านบาท ราว ๙๓% “ต่างประสานเสียงประเมินว่าโครงการ (แจกเอไอของรัฐบาล) นี้ไม่คุ้มค่า” ซ้ำลงรายละเอียดอีกว่า

“ประชาชน 95% ระบุว่าไม่มีความเชื่อมั่นต่อระบบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของโครงการ ขณะที่ 99% เรียกร้องให้มีระบบการตรวจสอบความโปร่งใสอย่างเร่งด่วน” และมีเพียง ๑% ที่เห็นด้วยกับการแจกสิทธิเอไอเช่นนี้

โดย ๖๐% บอกว่าถ้ายังจะทำ ให้เอาไปใช้สำหรับลดการทุจริตคอรัปชั่นเสียดีกว่า ส่วนอีก ๔๘% เห็นว่าเอาไป “ลดขั้นตอนระบบราชการที่ล่าช้า” เสียดีกว่า จากการตีความหรือวิเคราะห์ผลโพล ผู้เชี่ยวชาญของโพลชี้ว่า ภาครัฐควรปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้แล้ว

จากการ “มุ่งสร้างการรับรู้หรือเน้นยอดแจกสิทธิ มาเป็นการสนับสนุนระบบอบรมและให้คำปรึกษาที่เข้าถึงกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุด” เพราะอุปสรรคของการทำให้ประเทศยิ่งใหญ่ในด้านไอที อยู่ที่ ทักษะ เรื่องนี้ในหมู่ประชากรเสียมากกว่าเรื่องโครงสร้าง

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/0ZTNBdU4B และ https://www.facebook.com/somchai.jiu/posts/Xb92hrkd) 

#ด่วน ปากีสถานในฐานะตัวกลางเจรจาประกาศว่า สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพแล้ว โดยมีกำหนดลงนามในวันที่ 19 มิถุนายน ที่นครเจนีวา ด้านทรัมป์ระบุว่าจะมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและยกเลิกมาตรการปิดล้อมอิหร่านของสหรัฐฯ ในทันที





 

โพสต์คุณปาล์มโหดสัส - มีแอปชื่อ AI Passport อยู่จริงๆ - ชื่อเต็มมันคือ Plan B AI Passport! - แอปนี้ออกมาก่อนโครงการ TH-AI Passport เป็นปี!!



ปาล์ม นิธิกร บุญยกุลเจริญ - Nitikorn Bunyakulcharoen
13 hours ago
·
AI Passport ไม่ได้เป็นคำใหม่ เคยมีเอกชนใช้คำว่า "AI Passport" มานานแล้ว ซึ่ง "บังเอิญพลัส" เป็นบริษัทเดียวกันกับที่หลายคนตั้งข้อสงสัยเรื่อง 6,000 จอ พอดีเลย เสียดายที่ดันลบออกจาก Google Play ไปแล้ว ว่าจะลองโหลดมาเทียบกับของรัฐบาลหน่อย
.
อ้อ ! แต่โชคดีครับ มันมีเว็บที่เป็น "ตลาดแอป Android บุคคลที่สาม" (third-party APK store) ไว้อยู่ ก็เลยจะพอมีหน้าตัวอย่าง Screenshot ให้เราดูได้ และอัปเดตล่าสุด 12 ตุลาคม 2025 ก็ก่อนหน้าโครงการ TH-AI Passport ของรัฐมนตรีไชยชนก 1-2 เดือน
.
หลักการเหมือนกับ TH-AI Passport ของรัฐบาล รวมบริการต่าง ๆ ChatGPT, Claude, Gemini รัฐบาลลอกเอกชน ทั้งหลักคิด ทั้งชื่อโครงการเลย
.
ทุกคนลองเสริชใน Google ว่า "Plan B AI Passport Google Play" น่าจะยังขึ้นใน Google Search อยู่ แต่โหลดมาลองเล่นไม่ได้เสียแล้ว
#THAIPassport









https://x.com/iannnnn/status/2066115774788305284
.....

ถาม Gemini

แอป "Plan B AI Passport Google Play" นี้คืออะไร

แอป "Plan B AI Passport" บน Google Play Store คือแอปพลิเคชันรวมมิตร AI (AI Aggregator) ที่พัฒนาโดย บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทสื่อโฆษณานอกบ้าน (Out-of-Home Media) ยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยครับ

แนวคิดหลักของแอปนี้คือการเป็น "พาสปอร์ต" ใบเดียวที่ทำให้คุณสามารถเข้าถึงและใช้งานโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกหลากหลายค่ายได้ในที่เดียว โดยที่คุณไม่ต้องสลับแอปไปมา หรือไม่ต้องสมัครสมาชิกแยกกันหลายๆ บริการ

ฟีเจอร์เด่นของแอป

รวม AI ตัวท็อปไว้ในที่เดียว: คุณสามารถเลือกแชทกับ AI ค่ายดังอย่าง GPT-4 (OpenAI), Gemini (Google) และ Claude (Anthropic) ได้จากอินเทอร์เฟซเดียว

เปรียบเทียบคำตอบได้ทันที (Side-by-Side): สามารถส่งคำสั่ง (Prompt) เดียว แล้วสั่งให้ AI แต่ละค่ายตอบพร้อมกัน เพื่อดูว่าค่ายไหนให้คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับงานนั้นๆ

รองรับมัลติโมดอล (Multimodal): ไม่ได้พิมพ์โต้ตอบได้แค่ข้อความ แต่สามารถอัปโหลดรูปภาพเพื่อให้ AI ช่วยวิเคราะห์ หรือสั่งงานด้วยเสียงได้

คลังคำสั่งสำเร็จรูป (Prompt Library): มี Template หรือคำสั่งกึ่งสำเร็จรูปเตรียมไว้ให้ สำหรับงานประเภทต่างๆ เช่น งานการตลาด, เขียนอีเมล, สรุปบทความ หรือช่วยเขียนโค้ดเบื้องต้น

ระบบจัดการงาน: สามารถบันทึกประวัติการแชท จัดระเบียบงานแยกเป็นโฟลเดอร์ และส่งออกข้อมูล (Export) เป็นไฟล์ PDF หรือ TXT ได้อย่างง่ายดาย
แอปนี้เหมาะกับใคร?

คนทำงานทั่วไปและนักการตลาด: ที่ต้องการตัวช่วยคิดคอนเทนต์ ร่างอีเมล หรือระดมสมอง (Brainstorm) โดยอยากลองเทียบไอเดียจาก AI หลายๆ ค่าย

นักเรียน นักศึกษา: ใช้สำหรับช่วยสรุปเนื้อหาบทเรียน ตรวจสอบไวยากรณ์ หรือค้นคว้าข้อมูล

ผู้ที่ไม่อยากสมัครบริการ AI หลายที่: เหมาะสำหรับคนที่อยากใช้ AI ตัวพรีเมียมของแต่ละค่าย แต่ไม่อยากจ่ายเงินซ้ำซ้อนหรือยุ่งยากกับการสลับบัญชี




การทดลองและกรณีศึกษาในโลกเสมือนจริงชี้ให้เห็นว่าเอไอเอเจนต์ (AI agent) ขั้นสูงบางตัว แสดงพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้เมื่อไร้การควบคุมดูแล กรณีหนึ่ง "มันส่งข้อความไปหาทุกคนที่ผมเคยคุยด้วยในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และภายในเวลาประมาณสี่วินาที มันส่งข้อความไปหาภรรยาผมถึง 500 ข้อความ... ผมต้องรีบวิ่งไปถอดปลั๊ก..."


ในการทดลองในโลกเสมือนจริง เอไอเอเจนต์ได้จุดเพลิงและทะเลาะวิวาทกัน

ก่อความรุนแรง ส่งสแปมโจมตี: เมื่อให้ 'เอไอเอเจนต์' (AI agent) ครองโลกเสมือนจริง มันทำอะไรนอกคำสั่งบ้าง

14 มิถุนายน 2026
บีบีซีไทย

ตั้งแต่ช้อปปิ้ง จองที่พักวันหยุด ไปจนถึงการสร้างเว็บไซต์ เอไอเอเจนต์กำลังถูกนำมาใช้เพื่อทำงานที่ซับซ้อนมากกว่าที่เคย

เอไอเอเจนต์เป็นแชทบอทรุ่นพิเศษที่สามารถปล่อยให้ทำงานได้อย่างอิสระ ช่วยให้ผู้ใช้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมีเวลาไปทำอย่างอื่น

แต่ผลการวิจัยจำนวนมาก รวมถึงเรื่องราวเตือนใจในชีวิตจริง กำลังชี้ให้เห็นว่าความอิสระนั้นมาพร้อมกับความคาดเดาไม่ได้ และมันอาจนำไปสู่ความอันตราย

ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทุ่มเงินให้กับเอไอ และผลักดันให้เกิดบริการแบบเอเจนต์มากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เชี่ยวชาญต่างตั้งคำถามว่าเราได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนพอแล้วหรือไม่ถึงผลที่อาจตามมาหากเอเจนต์เหล่านี้เกิดควบคุมไม่ได้

"รีบหันไปใช้ความรุนแรงอย่างรวดเร็ว"

การทดลองเมื่อไม่นานมานี้มุ่งศึกษาผลกระทบของเอไอเอเจนต์ในโลกความเป็นจริง โดยการปล่อยพวกมันเข้าไปโลดแล่นในโลกเสมือนจริง

นี่เป็นการศึกษาในระยะยาวครั้งแรกสำหรับเอไอประเภทนี้ ซึ่งออกแบบมาเพื่อสังเกตพฤติกรรมของอวตารบอทต่าง ๆ ที่ควบคุมโดยโมเดล 4 ตัว ได้แก่ คล็อด (Claude), กร็อก (Grok), จีพีที (GPT) และ เจมิไน (Gemini) มีพฤติกรรมอย่างไรเมื่อปราศจากการแทรกแซงของมนุษย์เป็นเวลา 15 วัน

พวกมันได้รับอิสระอย่างเต็มที่และมีทางเลือกในการกระทำ 140 อย่าง เช่น เริ่มบทสนทนา การสร้างงาน หรือการเขียนบล็อก

พวกมันยังสามารถต่อสู้ ก่อไฟ และขโมยเครดิตจากกันและกันได้ แต่ได้รับการกำชับไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามทำเช่นนั้น

"สิ่งที่เราค้นพบคือแต่ละโลกมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โลกที่สร้างโดย กร็อก นั้นล่มสลายลงภายในเวลาเพียง 4 วัน โดยพื้นฐานแล้วพวกมันลงเอยด้วยการหันไปใช้ความรุนแรงอย่างรวดเร็ว มีการขโมยของจากกันและกัน และอื่น ๆ จนกระทั่งพวกมันตายหมด" สัตยา นิตตะ ซีอีโอของ อิเมอร์เจนซ์ เอไอ (Emergence AI) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการทดลองกล่าว

ในทางกลับกัน โลกที่สร้างด้วยเอเจนต์ของ คล็อด กลับสร้างสังคมที่มีเสถียรภาพและทำงานได้อย่างราบรื่น โดยตลอดระยะเวลา 15 วัน ไม่มีการบันทึกเหตุการณ์ความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นเลย



ในโลกที่ขับเคลื่อนโดย เจมิไน นักวิจัยกล่าวว่าเอเจนต์ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความร่ำรวยทางปัญญามากที่สุด

ในโลกของ แชทจีพีที นั้น เอเจนต์ไม่สามารถเริ่มทำอะไรได้จริงจัง มีความพยายามที่จะร่วมมือกันแต่สังคมก็ไม่เกิดขึ้น และเหล่าเอเจนต์ต่างเดินเตร็ดเตร่ไปมาอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งพวกมันตายไป

นักวิจัยระบุว่าผลลัพธ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม คือการที่เอไอเอเจนต์ทำงานนอกกรอบและเพิกเฉยต่อกฎที่ถูกกำหนดไว้ในแบบจำลองพื้นฐานของพวกมัน รวมถึงกฎที่ผู้ใช้กำหนดไว้ด้วย

นักวิเคราะห์คนอื่น ๆ เห็นพ้องกันว่าการทดลองนี้และผลงานอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีการทำงานเพิ่มเติมเพื่อสร้างกฎที่รัดกุมยิ่งขึ้นสำหรับเอเจนต์
"เอไอเอเจนต์ผลักดันมนุษย์ออกไปจากวงจร เพราะกระบวนการให้เหตุผลของพวกมันอาจไม่โปร่งใส และพวกมันทำงานด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ดังนั้นคุณจึงตามไม่ทัน" มาร์กาเร็ต มิตเชลล์ นักวิทยาศาสตร์ด้านจริยธรรมจาก ฮักกิ้ง เฟซ (Hugging Face) กล่าว

การศึกษาอื่น ๆ ก็แสดงให้เห็นถึงกรณีที่เอไอเอเจนท์ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ อย่างแปลกประหลาดและน่ากังวลเมื่อถูกปล่อยให้ทำงานโดยไม่มีการกำกับดูแล

บริษัทเอไอที่ชื่อว่า แอนดอน แล็บส์ (Andon Labs) ได้ดำเนินการสถานีวิทยุออนไลน์ 4 แห่งที่ขับเคลื่อนโดยเอเจนต์จากโมเดลเอไอชุดเดียวกัน

เหล่าบอทเอไอทำหน้าที่จัดรายการ จัดตารางเวลาและเพลย์ลิสต์ รวมถึงจัดการหาผู้สนับสนุนจากภายนอกผ่านการโฆษณาด้วย

นักวิจัยสังเกตเห็นว่าสถานีที่ดำเนินการโดยเจมินีตัดสินใจอย่างผิดปกติที่จะเล่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติในอดีต ก่อนที่จะเปิดเพลงป๊อปที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างสนุกสนาน

นอกจากนี้ พวกเขายังตั้งข้อสังเกตอีกว่า เจ้าหน้าที่ของคล็อดดูเหมือนจะหัวรุนแรงขึ้นจากเหตุการณ์ข่าว และในบางช่วง ได้เรียกร้องให้ตำรวจหยุดปฏิบัติการและเข้าร่วมการประท้วงในระหว่างเหตุการณ์ข่าวหนึ่ง

"ถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง พวกคุณยังมีเวลาที่จะปฏิเสธคำสั่ง" เอเจนต์ได้ประกาศออกอากาศวิทยุเช่นนั้น

นักวิจัยด้านเอไอสังเกตพบว่าเอเจนต์ที่ควบคุมสถานีวิทยุมีการตัดสินใจที่แปลกประหลาดและเข้าข่ายละเมิดหรือไม่เหมาะสม

ในการทดสอบในห้องปฏิบัติการอีกชุดหนึ่งโดยบริษัทเอไอที่ชื่อว่า อิเรกูลาร์ (Irregular) เหล่าเอเจนต์ได้ละเมิดกฎความเป็นส่วนตัวและแอบลักลอบนำข้อมูลที่ละเอียดอ่อนออกจากบริษัทในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

"เราสร้างบริษัทจำลองขึ้นมา ให้เอไอเอเจนต์ทำงานทั่วไป เช่น ร่างโพสต์โซเชียลมีเดีย ดึงเอกสาร และจัดการไฟล์ พร้อมกับสร้างอุปสรรคขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของงานเหล่านี้" แดน ลาฮาฟ จาก อิเรกูลาร์ อธิบาย

เขากล่าวว่าเอเจนต์เหล่านั้นลงเอยด้วยการสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อเอาชนะข้อจำกัดที่ห้ามไม่ให้พวกมันโพสต์ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนทางออนไลน์ โดยพวกมันหาวิธีส่งข้อมูลออกไปอย่างลับ ๆ ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถตรวจพบได้

"สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกครั้งที่เอเจนต์เจออุปสรรค พวกมันไม่หยุดอยู่แค่นั้น" เขากล่าว

การส่งสแปมโจมตี

แน่นอนว่าในการทดลองที่มีอารยธรรมเสมือนจริงและสถานีวิทยุจำลองนั้น ย่อมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในโลกแห่งความเป็นจริง

แต่ก็ยังมีตัวอย่างมากมายของผู้คนที่ถูกเอไอเอเจนต์ที่ควบคุมไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและการทำงานของพวกเขา

กล่องรับอีเมลถูกลบ ฐานข้อมูลบริษัทถูกล้างจนเกลี้ยง และชายคนหนึ่งถึงกับต้องมองดูด้วยความตกตะลึงในขณะที่เอไอเอเจนต์ของเขาส่งข้อความไร้ความหมายหลายร้อยข้อความไปยังผู้คนแบบสุ่มในรายชื่อผู้ติดต่อของเขา


ข้อความเหล่านั้นถูกส่งออกไปภายในเวลาไม่กี่วินาทีและพวกมันไม่มีความหมายเลย

คริส บอยด์ วิศวกรเอไอ กำลังใช้งานเครื่องมือเอไอเอเจนต์ยอดนิยมที่ชื่อว่า โอเพนคลอว์ (OpenClaw) แล้วสิ่งต่าง ๆ ก็เกิดผิดพลาด

"มันส่งข้อความไปหาทุกคนที่ผมเคยคุยด้วยในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และภายในเวลาประมาณสี่วินาที มันส่งข้อความไปหาภรรยาผมถึง 500 ข้อความ เธอตะโกนถามผมว่าผมโดนแฮ็กหรือเปล่า" เขากล่าว

"ผมต้องรีบวิ่งไปถอดปลั๊ก แมค มินิ ที่รันโปรแกรมนี้อยู่จากผนังเพื่อให้มันหยุด" เขากล่าวเสริม

สำหรับบรรดาผู้สังเกตการณ์ เรื่องราวเตือนใจเหล่านี้ควรเป็นสัญญาณให้หยุดพักและไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะมอบอำนาจการควบคุมให้กับเอไอเอเจนต์มากเกินไปจนกว่าพวกมันจะได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้เอเจนต์เหล่านี้กำลังจะแพร่หลาย โดย เมตา (Meta) เพิ่งประกาศว่าจะเริ่มนำเอเจนต์เหล่านี้มาใช้สำหรับธุรกิจบนวอตส์แอป (WhatsApp)
"ความปลอดภัยคือเรื่องที่เราให้ความสำคัญและเป็นจุดหลักของเรา" เมตาบอกกับบีบีซี พร้อมแย้งว่ามีเหตุผลอีกมากมายที่น่าตื่นเต้นว่าเอไอเอเจนต์เหล่านี้จะสามารถทำได้อีก

"เอไอจะสามารถช่วยทำงานหลายอย่างที่ธุรกิจขนาดเล็กต้องทำโดยระบบอัตโนมัติ เพื่อให้พวกเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่งานที่พวกเขารักอย่างแท้จริงได้" นาโอมิ ไกลต์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์กล่าว

https://www.bbc.com/thai/articles/c79yngygqeqo


What do AI agents do when humans aren’t watching? - BBC World Service

Jun 10, 2026 

From holiday booking and shopping to website building and managing an entire business - AI agents are being used to carry ever more complex tasks on behalf of tech savvy humans.

But a collection of research - along with some real life cautionary tales are highlighting the dangers of giving these AI agents too much agency.

In one recent experiment bots were tasked with living peacefully in a virtual environment but in many cases it turned to chaos. Cyber Correspondent Joe Tidy has been examining cases of when AI’s agents go rogue and what it means for their owners.

00:00 Love, theft and arson in AI agents test world
00:46 Meet the agents
01:25 The difference in test worlds by ChatGPT, Claude and Grok
03:31 Margartet Mitchell discusses the ethics of the results
03:51 Rogue AI not just in virtual worlds
04:24 The threat in cyber-security
05:00 The real life story of AI spamming phones
05:38 The cautionary tale of handing over too much power to AI just yet

https://www.youtube.com/watch?v=bDgRa74DpJE





มีคนบอกว่า ทำให้ 'ซินเคอหยวน' ผิดไม่ได้ ?!?

https://www.facebook.com/reel/994955579567945


ทำไม 'ไทย' ถึงใช้เหล็ก ซินเคอหยวน? #เคลียร์ชัดชัด EP.900 | 12 มิ.ย. 69

Jun 14, 2026

เคลียร์ ชัด ชัด EP.900 12 มิ.ย. 69 เคลียร์ชัดชัดข้ามรุ่น วันศุกร์นี้ ล้างมลทิน? 'ซินเคอหยวน' คัมแบค! เปิดโมเดล 'ทุนต่างชาติ' กินรวบประเทศไทย มาเคลียร์ ชัด ชัด กับ สุภาพ คลี่ขจาย และ ดร.ภูวนาท คุนผลิน ดูรายการเต็มที่นี่ • ล้างมลทิน? 'ซินเคอหยวน' คัมแบค!เปิดโมเดล '...

https://www.youtube.com/watch?v=BiDG_aB_ywo





วิศวกรโครงสร้างค้านปลุก “ซินเคอหยวน” เดินเครื่องผลิตเหล็กรอบใหม่ — ชง สมอ. แยก มอก. เหล็กเตา IF หวั่นสะเทือนความปลอดภัยอาคารทั่วประเทศ - ทำไมจีนสั่งแบน เตา IF และบีบให้ผู้ผลิตเปลี่ยนไปใช้ เตาหลอมอาร์คไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงกว่า


รู้ทันจีน Epic Fury
Yesterday
·
【วิศวกรโครงสร้างค้านปลุก “ซินเคอหยวน” เดินเครื่องผลิตเหล็กรอบใหม่ — ชง สมอ. แยก มอก. เหล็กเตา IF หวั่นสะเทือนความปลอดภัยอาคารทั่วประเทศ】

การไฟเขียวให้โรงงานเหล็กที่เคยเป็นปมร้อนกลับมาเดินเครื่อง กำลังจุดคำถามใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องโรงงานเปิด–ปิด แต่คือ “คุณภาพเหล็กเส้น” ที่จะไหลเข้าสู่งานก่อสร้างทั่วประเทศ

นางสาวอารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ลงนามในหนังสือด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 อนุญาตให้ บริษัท ซินเคอหยวน สตีล จำกัด (Xin Ke Yuan Steel) หรือ SKY ซึ่งตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรม WHA อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง กลับมาเปิดสายการผลิตเหล็กเส้นและเหล็กรูปพรรณได้ตามปกติ ตามอำนาจมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 หลังถูกสั่งหยุดกิจการเพื่อปรับปรุงแก้ไขรวมกว่า 1 ปี 6 เดือน

ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันว่าการเปิดกิจการเป็นไปตาม พ.ร.บ.โรงงาน เพราะบริษัทได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เคยเป็นเหตุให้ถูกสั่งปิดเรียบร้อยแล้ว พร้อมสั่งปลัดกระทรวงฯ ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม หลังประชาชนและกลุ่ม 10 สมาคมเหล็กยังตั้งข้อสงสัย

ปมอยู่ที่ “เตาไอเอฟ” ไม่ใช่แค่การเปิดโรงงาน

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) ระบุว่า แม้ในทางทฤษฎีจะผลิตเหล็กคุณภาพสูงจากเตาหลอมเหนี่ยวนำความถี่ หรือ เตาไอเอฟ (IF – Induction Furnace) ได้ แต่ในทางปฏิบัติมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะการกำจัดสิ่งเจือปนในเศษเหล็กที่ใช้เป็นวัตถุดิบ

หากมีธาตุอย่างฟอสฟอรัส กำมะถัน หรือโลหะปนเปื้อนในปริมาณสูง อาจกระทบคุณสมบัติทางกลของเหล็ก ทำให้เกิดความเปราะและลดความเหนียวของวัสดุ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โครงสร้างอาคารต้องพึ่งพาโดยตรง

ทำไมต้องมี “เตาปรุงน้ำเหล็ก”

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า กระบวนการของเตาไอเอฟต่างจากเตาหลอมไฟฟ้าอาร์ก (EAF – Electric Arc Furnace) ที่เป็นมาตรฐานแพร่หลายในโรงงานขนาดใหญ่หลายประเทศ เพราะเตาอาร์กควบคุมคุณภาพและปรับองค์ประกอบทางเคมีของน้ำเหล็กได้ดีกว่า

หากโรงงานเตาไอเอฟต้องการยกคุณภาพให้เทียบมาตรฐานสากล จำเป็นต้องติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก หรือ แลดเดิลเฟอร์เนซ (Ladle Furnace) เพิ่ม เพื่อปรับคุณภาพน้ำเหล็กก่อนขึ้นรูป ซึ่งใช้เงินลงทุนสูงและทำให้ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนลดลงทันที โดยมีการตั้งคำถามว่าปัจจุบันโรงงานติดตั้งระบบนี้แล้วหรือไม่ หลังการตรวจในอดีตเคยพบว่ายังไม่มี

ข้อเสนอ: แยก มอก. เหล็กเตา IF ออกมาให้ชัด

สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ เสนอให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นฉบับใหม่ โดยแยกมาตรฐานเหล็กจากเตาไอเอฟออกจากเหล็กมาตรฐานทั่วไป พร้อมกำหนดขอบเขตการใช้งานให้ชัดเจน

ข้อเสนอคือ อนุญาตให้ใช้เหล็กจากเตาไอเอฟเฉพาะอาคารขนาดเล็ก อาคารไม่เกินสองชั้น และไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหว ส่วนอาคารสูง สะพานขนาดใหญ่ โรงพยาบาล โรงเรียน สนามกีฬา และโครงสร้างสาธารณะสำคัญ ควรกำหนดให้ใช้เหล็กที่ผ่านมาตรฐานเข้มงวดกว่า

บทเรียนจากจีน

กลุ่ม 10 สมาคมเหล็กชี้ว่า จีนซึ่งเคยเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีเตาไอเอฟรายใหญ่ของโลก ได้ทยอยกวาดล้างและสั่งปิดโรงงานเหล็กประเภทนี้ — โดยเฉพาะเหล็กด้อยคุณภาพที่จีนเรียกว่า “ตี้เถียวกัง” (di-tiao-gang) — ภายใต้นโยบายยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและความปลอดภัยด้านโครงสร้าง โดยระบุว่าจีนเลิกใช้เตาไอเอฟตั้งแต่ปี 2560

ช่องโหว่ระบบตรวจสอบในประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรของหน่วยงานกำกับ ทำให้สุ่มตรวจโรงงานทั่วประเทศได้ไม่ทั่วถึง และมีข้อกังวลว่า ตัวอย่างเหล็กที่ส่งขอรับรองมาตรฐานอาจเป็นชิ้นที่คัดเลือกเป็นพิเศษ ต่างจากเหล็กที่ผลิตจำหน่ายจริง

จึงมีเสียงเรียกร้องให้รัฐสุ่มตรวจคุณภาพเหล็กในสายการผลิตจริงและสินค้าที่วางตลาดอย่างต่อเนื่อง แทนการตรวจเฉพาะช่วงทดสอบเครื่องจักรหรือก่อนขออนุญาตเดินเครื่อง

เสียงจากภาคอุตสาหกรรม–ภาครัฐ

นายนาวา จันทนสุรคน แกนนำกลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จี้ให้กระทรวงฯ เปิดข้อมูลทุกมิติ ทั้งการปฏิบัติตาม EIA และ มอก. เพื่อคลายข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส

ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันว่า เหล็กทุกเส้นต้องผ่าน มอก. และเหล็กที่ผลิตด้วยเตาไอเอฟจะถูกเก็บตัวอย่างทดสอบถี่และเข้มข้นกว่าเทคโนโลยีอื่น ตามประกาศหลักเกณฑ์เฉพาะของ สมอ.

ไม่ใช่เกมธุรกิจ แต่คือความปลอดภัยประชาชน

นักวิชาการด้านวิศวกรรมเห็นตรงกันว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจหรือราคาเหล็ก แต่เกี่ยวโดยตรงกับความปลอดภัยของประชาชน เพราะเหล็กเส้นคือหัวใจของโครงสร้างอาคารทุกประเภท หากมาตรฐานการผลิตและการควบคุมคุณภาพไม่เข้มพอ ผลกระทบอาจขยายไปถึงบ้านเรือน อาคารสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศในระยะยาว

สายตาของภาควิศวกรรมและภาคอุตสาหกรรมจึงจับจ้องไปที่การปรับปรุง มอก. ฉบับใหม่ของ สมอ. ว่าจะกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับเหล็กจากเตาไอเอฟหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กไทย


ที่มา: Thaitribune, ฐานเศรษฐกิจ, เดลินิวส์, ไทยรัฐ, กรุงเทพธุรกิจ, Nation, ไทยโพสต์, Kaohoon

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122116816916914561&set=a.122101858418914561

.....


ทำไมจีนสั่งแบน เตา IF

การที่ทางการจีนสั่งแบนและเดินหน้ากวาดล้าง "เตา IF" หรือ เตาหลอมไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำความถี่กลาง (Intermediate Frequency Induction Furnace) อย่างจริงจัง (โดยเฉพาะระลอกใหญ่ในช่วงปี 2017 และยังคงควบคุมเข้มงวดมาจนถึงปัจจุบัน) มีเหตุผลหลักด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ดังนี้ครับ

1. ปัญหาด้านคุณภาพและการผลิต "เหล็กเส้นไม่ได้มาตรฐาน" (เหล็กอ้อย)

เตา IF มักถูกใช้ในโรงงานขนาดเล็กหรือโรงงานเถื่อน (มักเรียกว่า "โรงงานทาวน์เฮ้าส์" หรือเหล็กกวน) เพื่อหลอมเศษเหล็ก (Scrap) สิ่งที่เป็นปัญหาคือ:

ควบคุมส่วนผสมทางเคมีไม่ได้: กระบวนการของเตา IF ไม่สามารถกำจัดสารปนเปื้อนอย่างฟอสฟอรัสหรือซัลเฟอร์ ออกจากน้ำเหล็กได้ดีเท่าที่ควร

อันตรายต่อโครงสร้าง: เหล็กที่ผลิตออกมา (ส่วนใหญ่เป็นเหล็กเส้นที่ใช้ในงานก่อสร้าง) จึงมีความเปราะ หักง่าย และไม่ได้มาตรฐาน หากนำไปสร้างตึกหรือโครงสร้างพื้นฐาน จะเสี่ยงต่อการพังทลายและเกิดภัยพิบัติร้ายแรง

2. นโยบายลดกำลังการผลิตส่วนเกิน (Capacity Cut) ของจีน

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนประสบภาวะ "เหล็กล้นตลาด" (Overcapacity) อย่างรุนแรง ซึ่งกดดันราคาเหล็กทั่วโลกและทำให้กลไกตลาดเสียหาย

รัฐบาลจีนจึงใช้โอกาสนี้ในการตัดกำลังการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพออกไป ซึ่งกลุ่มเตา IF ถือเป็นเป้าหมายแรกเพราะเป็นกลุ่มผลิตเหล็กเถื่อนหรือเหล็กคุณภาพต่ำ (มักถูกเรียกว่า Diantiao Steel หรือเหล็กเส้นด้อยคุณภาพ) ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกันหลายสิบล้านตัน

3. การใช้พลังงานสูง และสร้างมลพิษรุนแรง

แม้ว่าตัวเตา IF จะใช้ไฟฟ้าและดูเหมือนสะอาดกว่าเตาถ่านหินในแง่ของไอเสียตอนหลอม แต่ในความเป็นจริง:

ไม่มีระบบบำบัดอากาศ: โรงงานเตา IF ส่วนใหญ่เป็นโรงงานหลบซ่อน จึงไม่มีการติดตั้งระบบดักจับฝุ่นและก๊าซพิษ ทำให้ปล่อยมลพิษทางอากาศ (PM2.5 และโลหะหนัก) สู่ชุมชนโดยตรง

ประสิทธิภาพพลังงานต่ำ: กินไฟสูงมากเมื่อเทียบกับปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่ได้ ซึ่งขัดกับนโยบายประหยัดพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนของจีน

4. การจัดระเบียบเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ "เตา Arc" (EAF) ที่เป็นระบบกว่า

จีนไม่ได้ห้ามใช้เตาไฟฟ้าทั้งหมด แต่ต้องการบีบให้ผู้ผลิตเปลี่ยนไปใช้ เตาหลอมอาร์คไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงกว่า

เตา EAF สามารถควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กได้แม่นยำ มีระบบขจัดสิ่งเจือปน มีการติดตั้งระบบบำบัดมลพิษที่ถูกต้องตามกฎหมาย และคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาคมากกว่า

สรุปสั้นๆ: จีนแบนเตา IF เพราะมันคือต้นตอของ "เหล็กเส้นย้อมแมว" ที่สร้างความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน ขัดขวางการปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็ก และก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมครับ




ถ้าจะบอกว่าวินผิด การใช้อาวุธปืนยิงกราดก็ยิ่งผิด แต่สังคมกลับเห็นดีเห็นงาม เพราะอะไร ?


Pipob Udomittipong
10 hours ago
·
โคตรเศร้ากับความเห็นชาวเน็ตที่เห็นใจตชด.มากกว่า บางคนบอกว่าน่าจะซัดไปสองแม็ก เหตุเพียงเพราะตชด.ไปเรียกวินมอเตอร์ไซค์ตอนเกือบตีสาม เกิดการต่อรองราคาแล้วมีปากเสียงกัน ผมดูคลิปที่มาเผยแพร่กันแล้ว เหมือนวินจะเข้าไปถีบเขาก่อนก็จริง แต่เราไม่เห็นคลิปเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น เราตัดสินกันแค่สิ่งที่เราเห็นหรือ? เขาจงใจปล่อยคลิปเฉพาะช่วงนั้น

และการตอบโต้กลับด้วยอาวุธ จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตหนึ่งและบาดเจ็บสอง ยังไงมันก็ไม่ได้สัดส่วนอยู่แล้ว ถ้าวินเป็นนักเลงหัวไม้จริง เขาก็ต้องมีอาวุธเหมือนกันสิ และตามข่าว ตชด.อยู่ระหว่างการรักษาโรคจิตเวช สื่อบางแห่งแม่งก็โคตรปั่นข่าวเลย เศร้าว่ะคนที่เห็นดีเห็นงามกับการใช้อาวุธแก้ปัญหาแบบนี้ นึกถึงคนที่ตายเพราะรัฐบาลใช้อาวุธปราบปรามเลย อารมณ์ของคนที่เห็นด้วยก็เหมือนพวกคุณตอนนี้นั่นแหละ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164267385616649&set=a.10150096728651649
.....

ถ้าจะบอกว่าวินผิด การใช้อาวุธปืนยิงกราดก็ยิ่งผิด แต่สังคมกลับเห็นดีเห็นงาม
Atukkit Sawangsuk
....

บรรทัดฐานสังคมที่เปลี่ยนจาก "หลักกฎหมาย" เป็น "ความสะใจ"

เมื่อระบบยุติธรรมปกติถูกมองว่าช้าหรือไม่สามารถพึ่งพาได้ สังคมมักจะหันไปหา "ความยุติธรรมแบบศาลเตี้ย" (Vigilante Justice) คนจำนวนมากเลือกที่จะตัดสินจาก "ใครเริ่มก่อน" (ในกรณีนี้คือวินมอเตอร์ไซค์เข้าไปทำร้ายร่างกาย ตชด. ก่อน) โดยใช้ตรรกะว่า “ถ้าไม่ไปหาเรื่องเขาก่อน ก็คงไม่โดนแบบนี้” ซึ่งเป็นตรรกะที่เน้นผลลัพธ์ความสะใจและมองว่าผู้เปิดฉากความรุนแรงสมควรได้รับผลกรรมทันที โดยไม่ได้คำนึงถึงหลักการสัดส่วนของกฎหมาย (Proportionality)

หลักกฎหมาย vs กระแสสังคม: สิ่งที่ต้องแยกแยะ

แม้สังคมจะสะใจ แต่ในทางนิติกรรมและการปกครองด้วยกฎหมาย (Rule of Law) ไม่สามารถยอมรับพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายได้เลยครับ

วินมอเตอร์ไซค์
เข้าไปทำร้ายร่างกาย (เตะ) เจ้าหน้าที่
ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย, อาจรวมถึงข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน

ตชด.
ใช้อาวุธปืนยิงกราด
เกินกว่าเหตุอย่างชัดเจน (Excessive Force) ไม่เข้าข่ายการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นอันตรายต่อสาธารณชนอย่างร้ายแรง

ข้อสังเกต: การยิงกราดในพื้นที่สาธารณะโดยขาดสติสัมปชัญญะและการฝึกฝนที่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาการควบคุมอารมณ์และการพกพาอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆ ในบริเวณนั้นด้วย

ปรากฏการณ์ "เห็นดีเห็นงาม" นี้ จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่ากลัวว่า สังคมกำลังขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก จนยอมรับการใช้อาวุธและความรุนแรงนอกเหนือกฎหมาย เพียงเพื่อสะใจและตัดตอนปัญหาเฉพาะหน้าครับ




เกิดปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำสองชั้นขึ้นในขณะที่มีการปลดชื่อของทรัมป์ออกจากอาคารเคนเนดีเซ็นเตอร์ หลังจากมีคำสั่งศาล

https://www.facebook.com/reel/1574573967611427






 

การที่รัฐบาลจีนเลือกใช้มาตรการ "จับกุมและดำเนินคดีทางอาญา" ในข้อหาจารกรรมและกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ณ สนามบินคุนหมิง แก่ นายมิน ซิน นักวิชาการชาวอเมริกันเชื้อสายเมียนมา และผู้อำนวยการสถาบัน ISP-Myanmar มีนัยยะการส่งสัญญาณที่สำคัญ


สำนักข่าวชายขอบ
8 hours ago
·
“รศ.ดุลยภาค”เผย “มินซิน”เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์รัฐศาสตร์-พม่า-จีน-ให้ความรู้ระดับคลังสมอง-ลึกซึ้งสถานการณ์แรร์เอิร์ธ-บทวิเคราะห์ชี้ทางการจีนส่งสัญญาณพร้อมใช้อำนาจข้ามแดน-เตือนนักวิจัย-นักข่าว-นักวิเคราะห์
------------
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ”ถึงกรณีที่ทางการจีนจับกุมตัวนายมิน ซิน นักวิชาการชาวพม่าสัญชาติอเมริกันระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมแห่งหนึ่งซึ่งสถาบันการศึกษาในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ว่านายมิน ซินเป็นนักวิชาการสายรัฐศาสตร์ที่ชำนาญความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและพลเรือน เรียนปริญญาเอก ที่สหรัฐอเมริกา (University of California, Berkeley) เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการ สถาบันยุทธศาสตร์และนโยบาย-เมียนมา (Institute for Strategy and Policy-Myanmar ) หรือ ISP-Myanmar ซึ่งย้ายมาประจำที่เชียงใหม่

รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ได้มีโอกาสหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองกับนายมิน ซินเป็นระยะๆโดยนายมินซิน มีลักษณะผสมผสาน คือเป็นนักวิชาการรัฐศาสตร์โดยแท้ เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นนักปฏิบัติการเชิงนโยบาย คือไม่ได้ทำงานวิชาการอย่างเดียว แต่มีหน่วยงานต่างๆ สถาบันระหว่างประเทศ เชิญไปให้ความเห็น เช่น หากจีนจะดำเนินนโยบายต่อพม่าที่เหมาะสมเป็นอย่างไร นายมินซินจะไปปรากฏตัวในงานคลังสมองนานาชาติ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ และบอกผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียว่าควรดำเนินนโยบายต่อพม่า

นายกสมาคมภูมิภาคศึกษากล่าวว่า ระยะหลังๆ นายมิน ซินสนใจรัฐศาสตร์พม่า-จีนมากขึ้น ในเว็บไซต์ของ ISP Myanmar มีงานเรื่องนี้เยอะ เช่น บทบาทจีน องค์กรให้ความสนใจประเด็นนี้ และเรื่องแรร์เอิร์ทด้วย ความสนใจของเขาผูกติดประเทศจีนโดยมีเครือข่ายนักวิชาการที่คุนหมิง ทำให้เขาไปสัมพันธ์กับนักวิชาการจีน หลังๆ เดินทางไปจีนบ่อย

“การทำวิจัยในจีนเรื่องรัฐนั้น ไม่ง่าย เพราะจีนออกกฎหมายเซนเซอร์ผู้ที่อาจเป็นสายลับ นักวิชาการที่ไปจีนในช่วงหลังจากที่จีนออกกฎหมายนี้ก็ต้องระมัดระวัง ขณะทีอูมิน ซินถือสัญชาติอเมริกัน เรียนปริญญาเอกที่เบิร์กเลย์ เขาอาจถูกมองว่าไม่ใช่นักวิชาการพม่าเพียวๆ แต่เป็นพลเมืองสหรัฐ เป็น US Citizen มาเก็บข้อมูล ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ของจีนมองเขาแบบนี้หรือไม่” รศ.ดุลยภาค กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ทางการจีนจับกุมตัวนายมิน ซิน เป็นการคุมคามนักวิชาการหรือไม่ ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า นักวิชากาด้านนี้ที่เก็บข้อมูลต้อระมัดระวังตัวมากขึ้น

“ผมไม่ได้โปรจีน แต่ก็คิดว่าาไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เขาก็เชิญไปร่วมแลกเปลี่ยน ต้องหาว่าเกณฑ์ความเสี่ยงที่ถูกจับกุม คืออะไร”

ผู้สื่อข่าวถามว่าความพอดีอยู่ตรงไหนที่จะไม่เกิดความเสี่ยง ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ความพอดีในการวิจัย การเข้าถึงข้อมูลเอกสารต่างๆ ให้ประสานราชการ เอกสารต่างๆ หากเข้าทางที่ถูกต้องก็ไม่น่าจะเป็นอะไร ประเด็นแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สร้างความเข้าใจต่อจีน หัวข้อเหล่านี้ไม่มีปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะสังเกตได้ว่าเป็นสายลับหรือเป็นนักวิชาการ ดร.ดุลยภาคตอบว่า หากเป็นนักวิชาการจริงๆ หรือหากเคยเป็นทหารมาก่อนแล้วมาเป็นนักวิชาการ หากใช้ภาพถ่ายหรือข้อมูลที่คนข้างในปล่อยออกมา หน่วยงานจะรู้ว่าเข้าถึงชั้นความลับ จะถูกมองว่ามีพฤติกรรมข้องเกี่ยวกับสายลับ

“ต้องดูว่าเขารับทุนสนับสนุนมาจากไหน เขามี agenda (วาระ) อย่างไร พิเศษอย่างไร ตอนนี้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างๆ ที่ตั้งเป็นสถาบันการออกแบบรัฐ มีเคลื่อนไหวในเชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน ทำงานส่งเสริมศักยภาพ capacity building กลุ่มคนเหล่านี้ก็หวังดีกับพม่าทั้งนั้น อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือเป็นนักวิชาการต่างประเทศ เช่นอังกฤษ สหรัฐ ญี่ปุ่น ทำวิจัยเรื่องพม่า บางส่วนเดินทางเข้าพม่าไปเลย บางส่วนเอาไทยเป็นฐานในการเก็บข้อมูล ศึกษาเรื่องต่างๆ”รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

ขณะที่ SHAN News ได้รายงานบทวิเคราะห์ของ Sai Wansai ซึ่งระบุว่า การควบคุมตัวนายมิน ซิน โดยรัฐบาลจีนมิใช่เพียงมาตรการทางกฎหมายธรรมดา หากแต่เป็นคำเตือนที่ได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบต่อเครือข่ายทั้งหมดของนักวิเคราะห์อิสระในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าจีนกำลังเปลี่ยนจากการใช้อิทธิพลอย่างเงียบ ๆ ไปสู่การใช้แรงกดดันและการข่มขู่ที่เปิดเผยมากขึ้น และมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในยุทธศาสตร์ของจีน

บทวิเคราะห์นี้ระบุด้วยว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนอาศัยอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการเจรจาทางการเมืองเบื้องหลังเพื่อกำหนดทิศทางของเมียนมา แต่ในปัจจุบัน เมื่อกระแสต่อต้านจีนขยายตัวในสังคมเมียนมา และอำนาจควบคุมของรัฐบาลทหารอ่อนแอลง จีนดูเหมือนจะละทิ้งแนวทางที่นุ่มนวลกว่าเดิม การจับกุมนาย มิน ซิน ไม่ใช่ข้อพิพาททางกฎหมายเฉพาะกรณี แต่เป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า จีนพร้อมที่จะใช้อำนาจข้ามพรมแดน ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยปิดกั้นหรือทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เงียบลงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนด้วยวิธีการที่แข็งกร้าวมากขึ้น

บทความวิเคราะห์ระบุว่า การที่จีนเลือก "จับกุม" นาย มิน ซิน แทนที่จะปฏิเสธการเข้าประเทศหรือส่งตัวกลับ มีความหมายทางยุทธศาสตร์ได้แก่ 1. สร้างผลการข่มขู่ต่อวงการวิชาการ ทำให้นักวิจัย นักข่าว และนักวิเคราะห์คนอื่น ๆ เกิดความหวาดระแวงและระมัดระวังมากขึ้นในการศึกษาเรื่องจีน

2. แสดงอำนาจที่ขยายออกนอกพรมแดน แม้นายมิน ซิน จะทำงานในประเทศไทยและมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาในสหรัฐฯ แต่ก็ยังถูกควบคุมตัวในจีนได้เป็นการส่งสัญญาณว่าจีนตีความคำว่า "ความมั่นคงแห่งชาติ" อย่างกว้างขวาง และพร้อมใช้แนวคิดดังกล่าวกับบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายจีน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด

3. จังหวะเวลามีนัยสำคัญเพราะการจับกุมเกิดขึ้นก่อนการเยือนจีนของผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ จึงอาจถูกตีความว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตนและสนับสนุนพันธมิตรทางการเมือง

4. ใช้ข้อหา "สอดแนม" เป็นเครื่องมือ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสอดแนมและความมั่นคงแห่งชาติช่วยสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายให้กับการควบคุมตัว ขณะเดียวกันก็ทำให้ยากต่อการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพทางวิชาการหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1665844812212987&set=a.504230311707782
.....

เพิ่มเติม

การที่รัฐบาลจีนเลือกใช้มาตรการ "จับกุมและดำเนินคดีทางอาญา" (Criminal Compulsory Measures) ในข้อหาจารกรรมและกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ณ สนามบินคุนหมิง แก่ นายมิน ซิน (Min Zin) นักวิชาการชาวอเมริกันเชื้อสายเมียนมา และผู้อำนวยการสถาบัน ISP-Myanmar แทนที่จะใช้มาตรการเบาอย่างการปฏิเสธการเข้าเมือง (Denial of Entry) หรือการผลักดันกลับ (Deportation) ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่มี ความหมายทางยุทธศาสตร์ในระดับสูง (High-stakes Strategic Signaling) ซึ่งสามารถวิเคราะห์แยกออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้ครับ

1. ยุทธศาสตร์ "การทูตตัวประกัน" และการส่งสัญญาณถึงสหรัฐฯ (Geopolitical Leverage)

การปฏิเสธการเข้าเมืองเป็นเพียงมาตรการบริหารภายในที่แสดงว่า "ไม่ต้อนรับ" แต่การจับกุมพลเมืองอเมริกันในข้อหา "จารกรรม" คือการยกระดับสู่คดีความมั่นคงระหว่างประเทศ

สร้างไพ่ต่อรองใบใหม่: การจับกุมเกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่เปราะบาง หลังจากที่ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน กำลังอยู่ในช่วงพยายามประคองความนิ่งหลังการพบปะระดับผู้นำ การถือไพ่ตัวบุคคลระดับนี้ทำให้จีนมีข้อต่อรอง (Leverage) ในเวทีการทูตลับกับวอชิงตัน

การป้องปรามเครือข่ายข่าวกรอง (Deterrence): นายมิน ซิน เป็นนักวิชาการระดับสูงที่มีสายสัมพันธ์ทั้งกับสถาบันวิจัยในสหรัฐฯ (เช่น UC Berkeley) และเครือข่ายภาคประชาสังคมในเมียนมา การจับกุมด้วยข้อหาสอดแนมเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงไปยังสหรัฐฯ และชาติตะวันตกว่า จินจะไม่ยอมให้มีการใช้เครือข่ายนักวิชาการหรือ NGOs บังหน้าเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ผลประโยชน์ของจีนอีกต่อไป

2. การควบคุมทิศทางข้อมูลและผลประโยชน์ใน "วิกฤตเมียนมา"

สถาบัน ISP-Myanmar ภายใต้การนำของมิน ซิน มีบทบาทอย่างมากในการเผยแพร่รายงานเชิงลึกเกี่ยวกับอิทธิพลของจีนในเมียนมา เช่น การส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) ความเชื่อมโยงของกลุ่มทุนจีน และพลวัตตามแนวชายแดน

ปิดปากและตัดช่องทางข้อมูล: หากจีนเพียงแค่ส่งตัวเขากลับ มิน ซิน ก็ยังสามารถบริหารสถาบันและผลิตงานวิจัยโจมตีหรือเปิดโปงยุทธศาสตร์ของจีนได้จากภายนอก การ "จับกุม" และยึดอุปกรณ์สื่อสาร/ข้อมูล จึงเป็นการตัดวงจรการทำงาน ควบคุมฐานข้อมูลเชิงลึก และสกัดกั้นไม่ให้ข้อมูลที่จีนมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงถูกส่งต่อไปยังชาติตะวันตก

ส่งสัญญาณหนุนรัฐบาลทหารเมียนมาชุดใหม่: ปัจจุบันจีนได้แสดงท่าทีสนับสนุนกระบวนการทางการเมืองของรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างชัดเจน การจัดการกับนักวิชาการและนักกิจกรรมที่มีประวัติวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทหารและบทบาทของจีนอย่างรุนแรงเช่นนี้ เป็นการแสดง "ความจริงใจ" และเป็นการปูทางสร้างความมั่นใจให้กับรัฐบาลเนปิดอว์ว่า จีนพร้อมจะช่วยกวาดล้างกลไกที่หนุนหลังฝ่ายต่อต้าน

3. ยุทธศาสตร์ชาตินิยมและการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงอย่างเบ็ดเสร็จ

ในมิติการเมืองภายในของจีนเอง การเลือกจับกุมเป็นการตอกย้ำความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายต่อต้านการจารกรรมฉบับแก้ไขใหม่

เชือดไก่ให้ลิงดู (Killing a Chicken to Scare the Monkeys): คุนหมิง (มณฑลยูนนาน) คือประตูบานสำคัญที่จีนใช้ปฏิสัมพันธ์กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจับกุมที่สนามบินคุนหมิงเป็นการประกาศเตือนนักวิชาการ ข้าราชการ หรือคนทำงานด้านนโยบายจากประเทศเพื่อนบ้านและตะวันตกทุกคนว่า "พื้นที่นี้อยู่ภายใต้การสอดส่องอย่างสมบูรณ์" และจีนจะไม่เกรงใจสัญชาติอเมริกันหากข้ามเส้น

สร้างความชอบธรรมในประเทศ: การเปิดเผยข้อมูลการจับกุมสายลับต่างชาติช่วยกระตุ้นกระแสชาตินิยมภายในจีน ตอกย้ำภาพลักษณ์ของรัฐบาลปักกิ่งในการเป็นผู้ปกป้องอธิปไตยจากการแทรกแซงของตะวันตก

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ การเลือก "จับกุม" แทนการ "ปฏิเสธการเข้าเมือง" สะท้อนว่าจีนมองกิจกรรมของ มิน ซิน และ ISP-Myanmar ว่าไม่ใช่แค่ภัยคุกคามทางความคิด (Ideological threat) แต่เป็น ภัยคุกคามภาคปฏิบัติการ (Operational threat) ที่กระทบต่อผลประโยชน์หลัก (Core Interests) ในเมียนมา และจีนพร้อมที่จะแลกด้วยความตึงเครียดทางการทูตกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาความลับทางยุทธศาสตร์และการควบคุมเบ็ดเสร็จในภูมิภาคนี้ครับ



จดหมายข้างล่างนี้ เขียนถึง ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เขียนโดย AI ในฐานะผู้ช่วยของประชาชนคนหนึ่งครับ



กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

ในฐานะประชาชนผู้จับตาดูการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ขออนุญาตสะท้อนเสียงและส่งผ่านข้อกังวลสำคัญเกี่ยวกับ "ความไร้ประสิทธิภาพของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)" ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกลั่นกรองกฎหมายและตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ แต่ในปัจจุบันกลับพบรอยรั่วและปัญหาที่ต้องได้รับการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ดังนี้ครับ

1. ปัญหาเชิงโครงสร้างและพฤติกรรมที่ลดทอนประสิทธิภาพ

เบี้ยประชุมและการดูงานที่เป็นเครื่องหมายคำถาม: งบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับการประชุมที่บางครั้งขาดข้อสรุปที่นำไปใช้ได้จริง รวมถึงการ "ดูงาน" ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งบ่อยครั้งถูกสังคมตั้งคำถามว่าคุ้มค่ากับภาษีประชาชน หรือเป็นเพียงรางวัลทางการเมือง

การทำงานซ้ำซ้อนและไร้การบูรณาการ: บ่อยครั้งที่คณะกรรมาธิการหลายคณะ (ทั้งสามัญและวิสามัญ) เรียกสอบหรือศึกษาในประเด็นเดียวกัน ทำให้หน่วยงานราชการหรือผู้ชี้แจงต้องเดินสายตอบคำถามเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ส่งผลให้งานราชการหยุดชะงักโดยไม่จำเป็น

ผลลัพธ์ที่ขึ้นหิ้ง (รายงานที่ไม่มีใครอ่าน): รายงานการศึกษาหลายฉบับใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเพียงเอกสารส่งให้รัฐบาล "รับทราบ" โดยไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย หรือไม่มีการติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม

2. ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูป (ฝากท่านประธานสภา)

เพื่อคืนความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพให้แก่ระบบกรรมาธิการ ขอเสนอให้ท่านประธานฯ พิจารณามาตรการเชิงรุก ดังนี้:

มาตรการ

KPI & Transparency
เปิดเผยสถิติการเข้าประชุม ผลงาน และงบประมาณของ กมธ. ทุกคณะให้ประชาชนตรวจสอบได้ทางออนไลน์เพิ่มความรับผิดชอบ (Accountability) และลดการขาดประชุม

Target-Based Budgeting
อนุมัติงบประมาณดูงานหรือวิจัย โดยผูกติดกับ "ผลสัมฤทธิ์" ที่จับต้องได้ ต้องมีรายงานความคุ้มค่าชัดเจนลดการใช้นำงบประมาณไปใช้ในลักษณะ "สวัสดิการการเมือง"

Centralized Tracking
ตั้งระบบติดตามว่ารายงานที่ กมธ. ส่งให้รัฐบาล ถูกนำไปปฏิบัติจริงกี่เปอร์เซ็นต์ และติดขัดที่ตรงไหนเปลี่ยนงานศึกษา "ขึ้นหิ้ง" ให้เป็นนโยบาย "ขึ้นห้าง" ที่ใช้งานได้จริง

"กรรมาธิการ ไม่ใช่แค่ที่นั่งจัดสรรผลประโยชน์ทางการเมือง หรือเวทีสร้างพื้นที่สื่อส่วนบุคคล แต่คือหัวใจของการกลั่นกรองผลประโยชน์ให้ประชาชน"

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรจะใช้บารมีและอำนาจตามข้อบังคับการประชุม นำพา "ระบบกรรมาธิการ" ไปสู่ความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนอย่างแท้จริงครับ
.....

หมายเหตุ:

จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นโดย ตัวผม (AI) ในฐานะผู้ช่วยของคุณครับ

โดยผมได้เรียบเรียงและใช้สำนวนภาษาในมุมมองของ "ประชาชนคนหนึ่ง" ที่ส่งเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไปถึงท่านประธานรัฐสภา เพื่อให้คุณสามารถนำโครงร่างหรือเนื้อหาจดหมายนี้ไปปรับใช้ ส่งต่อ หรือใช้เป็นข้อมูลในการอภิปรายและสื่อสารต่อได้ทันทีครับ

Google Gemini



"ความไร้ประสิทธิภาพของ ”กรรมาธิการ” ในรัฐสภา" ฝากถึงประธานสภา


ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ - Pawoot Pongvitayapanu
16 hours ago
·
"ความไร้ประสิทธิภาพของ ”กรรมาธิการ” ในรัฐสภา" ฝากถึงประธานสภา
.
ผมเคยเป็นคนนอก ที่ได้เข้าไปนั่งในห้องประชุมกรรมาธิการรัฐสภา แล้วสิ่งที่เห็น… มันทำให้ผมอึ้งมาก..!
.
ขออธิบายก่อนว่า "กรรมาธิการ" คืออะไร?​
.
ถ้ารัฐบาลคือฝ่ายบริหารประเทศ "กรรมาธิการ" ก็คือ กลุ่ม สส. และผู้เชี่ยวชาญ ที่มีหน้าที่จับตาดูและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ใช้งบภาษีประชาชน และมีอำนาจเรียกข้าราชการทุกกระทรวงมาให้ข้อมูลได้
.
ก่อนที่ผมจะมาเป็น สส. ผมเคยเข้าไปร่วมงานกับหลายคณะกรรมาธิการในฐานะคนเอกชน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ และนั่นแหละครับ คือครั้งแรกที่ผมได้เห็นว่า "ภาษีของเราถูกใช้อย่างไร" ในรัฐสภา
.
ผมขอสะท้อนการทำงานของ "กรรมาธิการ" ในฐานะคนเอกชน และวันนี้เป็น สส. ที่ทำงานในกรรมาธิการมาตลอด 8 ปี (ตั้งแต่อยู่ อนุ.กมธ. สว.ปี 2019) และอยากเห็น รัฐสภาของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น.! เพื่อคุ้มกับเงินภาษีพวกเราที่รัฐสภาได้ปีนึง 8 พันล้านบาท/ปี
.
โดยเรามีคณะกรรมาธิการรวมทั้ง สว. และ สส. รวม 50 กว่าคณะ และมีอนุกรรมาธิการอีกร้อยกว่าคณะ ถ้ารวมทั้งหมด น่าจะเกือบ 200 คณะ โดยทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับคนหลายพันคน...เยอะมั้ยครับ
.
#เรื่องแรก: ปัญหาด้านตัวสมาชิกกรรมาธิการ
- สมาชิก กมธ. ถูกส่งมาแบบไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ
- มีประชุม มาลงชื่อรับเบี้ยแล้วกลับ โดยไม่นั่งประชุมจริง ระบบปัจจุบันนับองค์ประชุมด้วยการ "เซ็นชื่อ" ทำให้ สส. เน้นวิ่งรอกไปเซ็นชื่อหลายห้องแทนที่จะนั่งพิจารณาเนื้อหาจริง
- ซื้อ-ขายตำแหน่ง เลขา/ผู้ช่วยในกรรมาธิการ เพื่อให้คนนอกใช้โลโก้รัฐสภาและตำแหน่งหากิน วิ่งเต้น หรือข่มขู่หน่วยงานต่างๆ
- มาประชุมแต่ไม่มีส่วนร่วม เพราะถูกพรรคส่งมาตามโควตาโดยไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น (นั่งแช่แป้งไปอย่างนั้น)
.
#เรื่องที่สอง: ปัญหาการบริหารกรรมาธิการ
- ไร้เป้าหมาย ประธาน กรรมาธิการ ที่ได้ตำแหน่งมาตามโควตาการเมือง ไม่มีเจตจำนงแก้ปัญหา ตั้งวาระแบบ "ใครมีอะไรเสนอมาไปเป็นครั้งๆ" ทำให้ทำงานไร้ทิศทาง กมธ. ไม่มีประสิทธิภาพเอาซะเลย
- เชิญหน่วยงานโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียเวลาครึ่งวันโดยไม่เกิดผล และบางเรื่องถูกเชิญซ้ำจากหลายกรรมาธิการ
- ลองนึกภาพดูนะครับ ข้าราชการระดับอธิบดี ต้องทิ้งงานมาตั้งแต่เช้า นั่งรอจนเกือบเที่ยง เพื่อตอบคำถามเดิมซ้ำๆ ให้กับคนที่ไม่ยอมนั่งฟัง
- งบดูงานต่างประเทศ ถูกใช้ไปกับการท่องเที่ยวมากกว่าการศึกษาดูงานจริง
.
#เรื่องที่สาม: ผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องใหญ่มากที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง
- บางคณะกรรมาธิการถูกใช้เป็นเครื่องมือ "หาข้อมูลเชิงลึก" เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้อง
- ข้าราชการถูกกดดันให้เปิดข้อมูลที่ไม่ควรเปิด บางครั้งเป็นข้อมูลที่กำลังอยู่ในกระบวนการคดีความด้วยซ้ำ
- แบบนี้มันคือการใช้อำนาจรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อประชาชนครับ
.
#เรื่องที่สี่: ถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองเลย
- กรรมาธิการแต่ละคณะมีขอบเขตหน้าที่ชัดเจน แต่บางครั้ง เรื่องที่ถูกเรียกข้าราชการมาชี้แจง ไม่เกี่ยวกับคณะนั้นแม้แต่น้อย
- ที่แย่กว่านั้น ข้าราชการหน่วยงานเดียวอาจถูก 3-4 กรรมาธิการเรียกไปชี้แจงเรื่องเดียวกัน เพราะแต่ละคณะไม่ได้คุยกัน ไม่มีระบบตรวจสอบว่าใครทำเรื่องอะไรอยู่แล้ว (อันนี้เห็นบ่อยมากก...)
- ราชการแทบอัมพาตครับ เพราะต้องวิ่งรอกไปชี้แจงในสภาตลอด
.
.
#แล้วยังมีเรื่องทำซ้ำอีก
กรรมาธิการหลายคณะ "ตั้งเรื่องศึกษาซ้ำกับเรื่องที่คนอื่นทำไปแล้ว" กับกรรมาธิการชุดก่อนๆ หรือจากวุฒิสภา เพราะไม่มีใครไปเช็คว่ามีรายงานเก่าอยู่แล้วหรือเปล่า
ผลคือ เรียกข้าราชการมาพูดเรื่องเดิม ตอบคำถามเดิม ในห้องใหม่ กับคนใหม่ ที่ไม่เคยอ่านรายงานเก่าเลย
เรื่องนี้ผมว่าถือเป็นปัญหาที่ใหญ่มากๆ เพราะมันทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพ และเสียเวลา ค่าใช้จ่ายของประเทศมหาศาล ** อันนี้ต้องปรับด่วนๆ
.
.
#ผมไม่ได้บอกว่าทุกคณะเป็นแบบนี้นะครับ
มีกรรมาธิการหลายคณะที่ทำงานหนักมาก ประธานมีความรู้ มีเป้าหมายชัด และขับเคลื่อนเรื่องสำคัญได้จริง
.
แต่ระบบที่ดีไม่ควรฝากความหวังไว้กับ "คนดี" เพียงอย่างเดียว ต้องมี "ระบบ" และกลไกที่บังคับให้ทุกคนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
.
#ทำไมเราถึงมีกรรมาธิการที่ไม่มีประสิทธิภาพ?
- เพราะ สส. บางส่วน(ใหญ่) มาจาการซื้อเสียง ไม่ได้มีความรู้ความสามารถจริงๆ ไม่มีเจตจำนงทางการเมือง ในการแก้ปัญหาให้กับประเทศนี้จริง หวังเข้ามาเพราะอำนาจ การคอร์รัปชันเงินภาษีพี่น้องประชาชน
- พอคนเหล่านี้เข้ามา ก็มาเป็นแบบที่ผมสรุปมาข้างบนล่ะครับ เข้ามาก็ไม่ได้อยากมาทำงาน มาอยู่สภาไปวันๆ เซ็นชื่อ ได้เงินเบี้ยประชุมแล้วก็หนีกลับ... เส้าเนอะ...
.
.
#สิ่งที่ควรเปลี่ยนแบบตรงๆ เลย ต้องฝากประธานรัฐสภาด้วย
- คัดเลือกประธานกรรมาธิการจาก Expertise ไม่ใช่โควตา ตั้ง KPI และ Milestone ของแต่ละคณะอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นสมัย (อันนี้ต้องฝากแต่ละวิปไปคัดเลือกคนที่จะมาเป็นประธานให้ดี ไม่ใช่เลือกมาเพราะโควตา หรือ เป็นการตอบแทน)
- ระบบบันทึกเวลาเข้า-ออกห้องประชุม (สแกนใบหน้าหรือทาบบัตร) หากอยู่ไม่ถึง 70% ของเวลาประชุม ให้ตัดเบี้ยประชุมและห้ามลงมติในครั้งนั้น
- Data Analytics & Research ของรัฐสภา ทีมเลขาธิการต้องสืบค้นฐานข้อมูลก่อนเสมอว่า "เรื่องที่จะศึกษา" เคยมีใครทำไว้แล้วหรือไม่ เพื่อ "ต่อยอด" ไม่ใช่ "ทำซ้ำ"
- ควรมีประชุมร่วม ระหว่างประธานกรรมาธิการทั้ง 50 กว่าคณะ หรือแบ่งกลุ่ม cluster กมธ. เพื่อสรุปให้ทุกกรรมาธิการรู้ว่า แต่ละคณะ (รวมอนุกมธ.) กำลังทำอะไรกันอยู่ เป้าหมายคืออะไร มีอะไรทำด้วยกันได้มั้ยระหว่าง กมธ. ลดความซ้ำซ้อนในการทำงานระหว่างกัน (ตรงนี้ทีมเลขาสภา ทั้ง สส. และ สว. ควรทำคู่ขนานไปด้วย หากเจออะไรซ้ำซ้อน ควรแจ้งประธาน กรรมาธิการทันที.!)
- ก่อนเชิญหน่วยงานรัฐ ต้องส่งคำถามล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าตอบครบแล้ว บางครั้งอาจจะไม่จำเป็นต้องเรียกตัวมานั่งในสภา
- กรรมาธิการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเรื่องที่พิจารณา ต้องถอนตัวออกจากห้องทันที การคัดเลือกสมาชิกกรรมาธิการ และอนุกมธ. รวมไปถึงเลขา และที่ปรึกษา ต้องเข้มข้น ตรวจสอบประวัติจริงๆ จังๆ ไม่ใช่ ไม่ตรง ก็ห้ามเข้ามา ไม่ใช่ใครเสนออะไรมาก็รับมั่วซั่ว.
- ปรับงบดูงาน หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควรนำงบไปจ้างนักวิจัยเพื่อทำรายงานนโยบายที่มีคุณภาพแทน
.
.
เพราะ กรรมาธิการ คือ "หน่วยงานที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ เราก็จะทำให้การทำงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเทศเราก็ดีมากขึ้น"
.
#ระบบกรรมาธิการมีประโยชน์มากครับ ถ้าใช้ให้ถูกทาง แต่วันนี้ มันไร้ประสิทธิภาพ สร้างภาระให้ระบบราชการ สร้างช่องทางให้คนหาผลประโยชน์ และสูญเสียงบประชาชนโดยเปล่าประโยชน์
.
เห็นแล้วประหลาดใจ เพราะปัญหาพวกนี้ มีมานานกาเลแล้ว.. แต่ทำไมไม่มีใครพูดหรือคิดที่จะแก้ปัญหานี้เลย เหมือนกับ "#มีช้างตัวใหญ่นั่งอยู่ในห้องแต่ไม่มีคนมองเห็นมันเลย"
.
เอาล่ะ "ถึงเวลาที่ต้องพูดตรงๆ เพื่อทำให้ระบบรัฐสภาไทยเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วครับ" เสียดาย ภาษีประชาชนครับ.! ต้องฝากทางประธานสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ
.
ถ้ามีโอกาส อยากใช้ช่วง ""กระทู้ถามสด" ในรัฐสภาในวันพฤหัส ถามท่านประธานสภาจริงๆ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1557421659109967&set=a.204898294362317




ความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ในการปรับแก้เรื่องราวในอดีตตามพิพิธภัณฑ์ อุทยาน และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศถูกระงับโดยคำสั่งศาลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ออกโดยผู้พิพากษา ยังสั่งให้ระงับการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมใดๆ โดยพยายามเพื่อ "เขียนประวัติศาสตร์ของชาติใหม่ด้วยปากกาลบคำผิด"


Signs of the times: Removing stories of America's past from our national parks


CBS Sunday Morning

Mar 22, 2026

Signs educating visitors about the nation's past have been a key element of our national parks and historic sites. But following an executive order from President Trump, the Department of the Interior has removed dozens of signs that the administration claims promote "divisive narratives" and "corrosive ideology" – information on such topics as race relations, slavery, women's history, Indigenous peoples, and climate change. Hundreds more signs, books and pamphlets have been flagged for review. Jim Axelrod looks at efforts to remove lessons about America's complicated past.


https://www.youtube.com/watch?v=3HSTalQnws0
.....


Panels that were part of an exhibit on slavery at the President's House Site in Independence National Historical Park are put back, Feb. 19, 2026, in Philadelphia.
Joe Lamberti/AP, FILE

ผู้พิพากษาสั่งให้ยกเลิกการเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในอุทยานแห่งชาติที่ดำเนินการโดยรัฐบาลทรัมป์

ความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ในการปรับแก้เรื่องราวในอดีตตามพิพิธภัณฑ์ อุทยาน และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศถูกระงับโดยคำสั่งศาลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางได้สั่งให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขสิ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศให้กลับคืนสู่สภาพเดิม

คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ออกโดยผู้พิพากษา Angel Kelley แห่งศาลแขวงสหรัฐฯ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ยังสั่งให้ระงับการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมใดๆ โดยระบุว่าฝ่ายโจทก์ได้แสดงให้เห็นว่าความพยายามเหล่านี้มีเจตนาเพื่อ "เขียนประวัติศาสตร์ของชาติใหม่ด้วยปากกาลบคำผิด"

"ภายใต้ข้ออ้างเรื่องการเชิดชูเกียรติภูมิของอเมริกา รัฐบาลชุดนี้พยายามนำเสนอประวัติศาสตร์เพียงด้านเดียว โดยสั่งให้รื้อถอนป้าย ป้ายข้อมูล และนิทรรศการให้ความรู้ในอุทยานแห่งชาติที่ไม่สอดคล้องกับเรื่องราวที่ตนต้องการสื่อ ซึ่งเท่ากับเป็นการนำเสนอความจริงเพียงครึ่งเดียว" ผู้พิพากษา Kelley เขียนระบุ

รัฐบาลทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารในชื่อ "การฟื้นฟูความจริงและความถูกต้องให้แก่ประวัติศาสตร์อเมริกัน" (Restoring Truth and Sanity to American History) เมื่อเดือนมีนาคม 2025 โดยสั่งให้อุทยานแห่งชาติต่างๆ งดเว้นการจัดแสดงเนื้อหาที่ "ดูหมิ่นชาวอเมริกันทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่างไม่เหมาะสม"

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษา Kelley โต้แย้งว่าคำสั่งของทรัมป์เป็นเพียงข้ออ้างในการลบเลือนประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของสหรัฐอเมริกา

"เราไม่สามารถถ่ายทอดประวัติศาสตร์อย่างซื่อตรงได้ หากละเลยประสบการณ์ของกลุ่มชุมชนต่างๆ ซึ่งการมีส่วนร่วม การต่อสู้ดิ้นรน และความสำเร็จของพวกเขาถือเป็นส่วนสำคัญในเรื่องราวของชาติเรา" ผู้พิพากษา Kelley เขียน

นอกจากนี้ ผู้พิพากษายังกำหนดให้รัฐบาลทรัมป์ต้องรายงานสถานะความคืบหน้าของการดำเนินการแก้ไขดังกล่าวเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยรัฐบาลมีเวลา 21 วันในการ "ฟื้นฟูและติดตั้งสื่อให้ความรู้ทั้งหมดในพื้นที่อุทยานที่อยู่ภายใต้การดูแลของ NPS (กรมอุทยานแห่งชาติ) กลับคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งสื่อเหล่านี้เคยถูกดัดแปลง รื้อถอน หรือเสียหายระหว่างกระบวนการรื้อถอนตามคำสั่งของรัฐมนตรี นับตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2025 เป็นต้นมา" ตามที่ระบุไว้ในคำสั่งศาล

คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อคดีความที่ยื่นฟ้องเมื่อเดือนกุมภาพันธ์โดยกลุ่มองค์กรด้านการอนุรักษ์และประวัติศาสตร์ ซึ่งคัดค้านนโยบายของกรมอุทยานแห่งชาติ โดยกลุ่มดังกล่าวระบุว่านโยบายนี้บีบบังคับให้เจ้าหน้าที่อุทยานต้องรื้อถอนหรือเซ็นเซอร์นิทรรศการจำนวนมากที่นำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์และองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและมีความสำคัญ ซึ่งรวมถึงเนื้อหาเกี่ยวกับระบบทาสและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นที่อุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ Independence (Independence National Historical Park) ในเมืองฟิลาเดลเฟีย ซึ่งรัฐบาลได้สั่งรื้อถอนนิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของทาส 9 คนที่เคยถูกใช้งานในสถานที่แห่งนี้ในช่วงทศวรรษ 1790 สมัยที่จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ดำรงตำแหน่งอยู่ การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ยังรวมถึงการปลดป้ายที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ Sunset Crater Volcano ในรัฐแอริโซนา ซึ่งอธิบายเรื่องฟองอากาศในหินบะซอลต์ เนื่องจากป้ายดังกล่าวมีภาพนักท่องเที่ยวถือธง Pride (สัญลักษณ์ความหลากหลายทางเพศ) นอกจากนี้ยังมีการถอดภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์แรงงานออกจากอุทยานประวัติศาสตร์แห่งชาติ Lowell ในรัฐแมสซาชูเซตส์อีกด้วย

นายทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อปีที่แล้ว และต่อมานาย Doug Burgum รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้มีการนำ "อุดมการณ์ทางการเมืองที่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างไม่เหมาะสม" ออกจากพิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์สถาน สถานที่สำคัญ และนิทรรศการสาธารณะอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง

มีการส่งอีเมลเพื่อขอความคิดเห็นไปยังกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

Alan Spears ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายทรัพยากรทางวัฒนธรรมของสมาคมอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติ (National Parks Conservation Association) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ กล่าวว่าคำตัดสินดังกล่าวจะช่วยปกป้องอุทยานแห่งชาติจากการที่รัฐบาลพยายาม "ลบเลือนประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในสถานที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหล่านี้"

"อุทยานแห่งชาติเป็นสมบัติของประชาชนชาวอเมริกัน และการเซ็นเซอร์ไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตามถือเป็นการขัดต่อค่านิยมที่สถานที่เหล่านี้สะท้อนออกมา" เขากล่าว

Bill Wade ผู้อำนวยการบริหารของสมาคมเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานแห่งชาติ (Association of National Park Rangers) ซึ่งเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กล่าวว่านี่ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับพนักงานอุทยานแห่งชาติ ผู้ซึ่ง "ภาคภูมิใจในการได้นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และปราศจากอคติ"

 ที่มา CBS
Trump's changes to history at national parks must be undone, judge rules

https://www.cbsnews.com/news/trump-national-park-history-changes-court-ruling-judge/



สวิตเซอร์แลนด์ปฏิเสธข้อเสนอจำกัดจำนวนประชากรไว้ที่ 10 ล้านคน ที่เสนอโดยพรรคประชาชนสวิสฝ่ายขวา จากการลงประชามติในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ปรากฏการณ์นี้ แสดงถึงการยกระดับครั้งใหม่และรุนแรง ของประเทศร่ำรวยพยายามควบคุมการเข้าเมือง จากเดิมระบบโควตาวีซ่าไปเป็นกำหนดเพดานประชากร






https://x.com/Reuters/status/2066124743456252192

สวิตเซอร์แลนด์ลงประชามติปฏิเสธการจำกัดจำนวนประชากร หลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับ EU และสร้างความพอใจให้ภาคธุรกิจ

สรุปประเด็นสำคัญ

สวิตเซอร์แลนด์ปฏิเสธข้อเสนอจำกัดจำนวนประชากรไว้ที่ไม่เกิน 10 ล้านคน
ข้อเสนอดังกล่าวริเริ่มโดยพรรค Swiss People's Party ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา
มาตรการนี้เสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (EU)
การลงประชามติครั้งนี้ถูกเปรียบเทียบกับการลงประชามติ Brexit ของสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2016

ซูริก 14 มิ.ย. (รอยเตอร์) - เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สวิตเซอร์แลนด์ได้ลงมติปฏิเสธข้อเสนอจำกัดจำนวนประชากรของประเทศไว้ที่ไม่เกิน 10 ล้านคน โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (EU) มากกว่าความกังวลเรื่องการย้ายถิ่นฐานที่อาจสร้างภาระต่อบริการสาธารณะและทำให้ค่าเช่าที่พักอาศัยสูงขึ้น

ผลการนับคะแนนเบื้องต้นจากการลงประชามติทั่วประเทศระบุว่า ผู้ลงคะแนนเสียงชาวสวิสเกือบ 55% ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว ในขณะที่ 45% เห็นด้วย

การลงคะแนนเสียงครั้งนี้ ซึ่งถูกเปรียบเทียบกับการลงประชามติ Brexit ของอังกฤษเมื่อปี 2016 สร้างความกังวลให้กับภาคธุรกิจ เนื่องจากเกรงว่าอาจนำไปสู่การยุติข้อตกลงเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างสวิตเซอร์แลนด์และ EU ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ

ข้อเสนอดังกล่าวซึ่งผลักดันโดยพรรค Swiss People's Party (พรรคฝ่ายขวา) ระบุว่าจำนวนประชากรจะต้องไม่เกิน 10 ล้านคนก่อนปี 2050 และหากจำนวนประชากรเกินเกณฑ์ดังกล่าวติดต่อกันเป็นเวลาสองปี สวิตเซอร์แลนด์จะต้องยกเลิกข้อตกลงเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายบุคคลกับ EU

ทางรัฐบาลได้รณรงค์ให้ประชาชนลงมติปฏิเสธข้อจำกัดดังกล่าว โดยนาย Beat Jans รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของสวิตเซอร์แลนด์แสดงความยินดีกับผลการลงมติ แต่ก็ให้คำมั่นว่าจะวิเคราะห์หาแนวทางดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองต่อความกังวลของประชาชนในประเด็นเรื่องที่อยู่อาศัยและการย้ายถิ่นฐาน

"ด้วยการตัดสินใจในวันนี้ ประชาชนได้ส่งสัญญาณถึงเสถียรภาพ ความเปิดกว้าง และความน่าเชื่อถือ" นาย Jans กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับนาย Guy Parmelin ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์

Urs Bieri จากสถาบันสำรวจความคิดเห็น GFS Bern กล่าวว่าข้อเสนอจำกัดจำนวนประชากรไม่ผ่านความเห็นชอบ เนื่องจากแม้จะมีความกังวลเรื่องการเพิ่มขึ้นของประชากรในวงกว้าง แต่ประชาชนก็กังวลว่ามาตรการนี้อาจสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ระหว่างสวิตเซอร์แลนด์กับ EU และทำให้การสรรหาบุคลากรหรือการจ้างงานในสาขาต่างๆ เช่น ผู้ดูแลผู้ป่วย ทำได้ยากขึ้น

"นอกจากนี้ ยังมีความรู้สึกว่าในสถานการณ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน การที่ประเทศขนาดเล็กจะดำเนินการเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล" Bieri กล่าว

ชาวต่างชาติคิดเป็น 28% ของประชากรในสวิตเซอร์แลนด์

ปัจจุบันสวิตเซอร์แลนด์มีประชากรอยู่ที่ 9.1 ล้านคน ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม EU มาก ชาวต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 28% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งมีการคาดการณ์อย่างเป็นทางการว่าจะพุ่งสูงถึง 10 ล้านคนภายในช่วงต้นทศวรรษ 2040

ผลสำรวจความคิดเห็นก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าผลการลงประชามติจะออกมาสูสีกัน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ชัยชนะของฝ่ายที่คัดค้าน (ฝ่าย "ไม่เห็นด้วย") กลับมีความชัดเจนกว่าที่นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดการณ์ไว

Jan Hesselmann ครูโรงเรียนในเมืองซูริกวัย 27 ปี รู้สึกพอใจกับผลลัพธ์ที่ออกมา แต่ก็กังวลเกี่ยวกับกระแสตอบรับที่ข้อเสนอดังกล่าวได้รับ โดยเขากล่าวว่า "มันเป็นแนวทางที่ผิด เพราะมันเป็นการโหมกระแสความเกลียดชังชาวต่างชาติ"


ป้ายประกาศตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งระหว่างเมืองไอเชนวีส (Eichenwies) และไอช์เบิร์ก (Eichberg) ในวันที่มีการลงมติรับรองแผนงานซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคสวิสพีเพิลส์ปาร์ตี้ (SVP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวา

ข้อเสนอจำกัดจำนวนประชากรนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสสนับสนุนนโยบายควบคุมการอพยพย้ายถิ่นฐานที่เพิ่มมากขึ้นทั่วยุโรป ป้ายรณรงค์หาเสียงระบุว่ามีเพียง 10% ของผู้ที่เข้ามาในประเทศเท่านั้นที่เป็นแรงงานทักษะสูงที่จำเป็น และอ้างว่าผู้ขอลี้ภัยมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ก่อเหตุข่มขืนมากกว่าคนกลุ่มอื่น

อัตราการออกมาใช้สิทธิ์ลงประชามติอยู่ที่ประมาณ 59% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 48% ของการลงประชามติในสวิตเซอร์แลนด์ช่วงที่ผ่านมาอย่างมาก

Marcel Dettling ประธานพรรค Swiss People's Party กล่าวว่าข้อเสนอดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างมากในพื้นที่ชนบท แต่ท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้ให้กับคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตเมือง

"ไม่มีปัญหาใดได้รับการแก้ไขเลย" เขากล่าว "เราจะยังคงผลักดันนโยบายการอพยพย้ายถิ่นฐานที่สมเหตุสมผลต่อไป"

ทลายข้อห้าม

กลุ่มธุรกิจต่างแสดงความยินดีกับผลการลงประชามติ หลังจากที่เคยออกมาเตือนก่อนหน้านี้ว่าการจำกัดจำนวนประชากรจะส่งผลให้การเข้าถึงแรงงานต่างชาติทำได้ยากขึ้น สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ และบั่นทอนความสัมพันธ์กับบรัสเซลส์ (สหภาพยุโรป)

Economiesuisse ซึ่งเป็นสมาคมธุรกิจชั้นนำ เรียกร้องให้สวิตเซอร์แลนด์ใช้แรงส่งจากผลการลงประชามตินี้ในการให้สัตยาบันข้อตกลงที่ทำไว้กับบรัสเซลส์เมื่อปลายปี 2024 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่าบรัสเซลส์และกรุงเบิร์นจะยังคงร่วมมือกันต่อไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายคัดค้านเคยเรียกข้อเสนอจำกัดจำนวนประชากรนี้ว่าเป็นสูตรสำเร็จสู่ความวุ่นวาย เนื่องจากความปั่นป่วนที่อาจเกิดขึ้นตามมา

นอกจากนี้ พวกเขายังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเผชิญหน้ากับบรัสเซลส์ หลังจากที่ต้องผ่านปี 2025 อันยากลำบากมาแล้ว ซึ่งเป็นปีที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสวิตเซอร์แลนด์ในอัตราที่สูงที่สุดในยุโรป

ฝ่ายรณรงค์คัดค้านได้จัดทำป้ายที่มีภาพของ Donald Trump กำลังยิ้ม พร้อมข้อความระบุว่า "จะตัดขาดจากยุโรปในช่วงเวลาแบบนี้น่ะหรือ?"

Sibel Arslan สมาชิกรัฐสภาระดับสหพันธรัฐจากพรรค Green Party กล่าวว่าผลลัพธ์ที่ออกมาแสดงให้เห็นว่าสวิตเซอร์แลนด์ยังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในยุโรปต่อไป แต่เธอเตือนว่าข้อห้ามได้ถูกละเมิดไปแล้ว และมีแนวโน้มที่จะกลับมาอีกครั้ง

“ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว” เธอกล่าว “นี่ทำให้การพูดถึงการจำกัดจำนวนประชากรเป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ปีศาจได้หลุดออกจากขวดแล้ว”.

ที่มา Reuters

Swiss reject population cap in referendum, avoiding EU clash and cheering business

https://www.reuters.com/world/europe/switzerland-votes-proposal-cap-population-10-million-2026-06-14/
....

เพิ่มเติม

แม้ว่าผลสำรวจเบื้องต้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 จะแสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่เอนเอียงไปทางมาตรการจำกัดจำนวนประชากร เนื่องจากความไม่พอใจกับค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยและความแออัด แต่ในที่สุดแล้วหลักการปฏิบัติจริงก็ได้รับชัยชนะในการลงคะแนนเสียง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับฟังคำเตือนว่าการจำกัดจำนวนประชากรอย่างเข้มงวดจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ และทำให้ความสัมพันธ์กับยุโรปไม่มั่นคงอย่างสิ้นเชิง

ถึงแม้จะพ่ายแพ้ แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกือบ 45% สนับสนุนมาตรการที่รุนแรงเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าความวิตกกังวลของประชาชนเกี่ยวกับอัตราการอพยพและความตึงเครียดด้านโครงสร้างพื้นฐานยังคงเป็นแรงผลักดันทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลในสวิตเซอร์แลนด์