วันอาทิตย์, มิถุนายน 07, 2569

ไอร์แลนด์เพิ่งทำให้สิ่งที่หลายประเทศไม่กล้าแม้แต่จะหยิบยกมาถกเถียงกลายเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ: การจ่ายเงินให้ศิลปินเพื่อให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานได้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการเอาตัวรอดเพียงอย่างเดียว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1002026462516926&set=a.749457127773862

บวก
June 1
·
ไอร์แลนด์เพิ่งทำให้สิ่งที่หลายประเทศไม่กล้าแม้แต่จะหยิบยกมาถกเถียงกลายเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ: การจ่ายเงินให้ศิลปินเพื่อให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานได้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการเอาตัวรอดเพียงอย่างเดียว โครงการ Basic Income for the Arts เริ่มต้นในฐานะโครงการนำร่องเมื่อปี 2022 โดยมอบเงิน 325 ยูโรต่อสัปดาห์ให้แก่ศิลปินที่ได้รับคัดเลือก โดยไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน ผลลัพธ์น่าประทับใจอย่างยิ่งจนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 รัฐบาลได้เปลี่ยนให้เป็นนโยบายถาวร เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2026 ผู้ได้รับสิทธิ์รายใหม่ 2,000 คนจะได้รับเงินประมาณ 1,300 ยูโรต่อเดือนเป็นเวลา 3 ปี และวงรอบนี้จะได้รับการต่ออายุ เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานจำนวนมากขึ้นสามารถเข้าถึงได้เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยเหตุนี้ ไอร์แลนด์จึงกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่สถาปนาระบบรายได้พื้นฐานสำหรับภาควัฒนธรรมโดยเฉพาะ โดยเดิมพันกับแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง: สังคมที่ไม่สามารถค้ำจุนศิลปินของตนได้ ท้ายที่สุดก็ย่อมสูญเสียอัตลักษณ์ของตัวเองไป

อ่านเพิ่มเติมที่นี่:
https://www.upsocl.com/th/รัฐบาลไอร์แลนด์-จะจ่าย-1-300/




ถ้าไม่มีพระแท้เหลืออยู่ เราควรทำบุญกับใคร? พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้ไว้อย่างไรในพระไตรปิฎก?


ถ้าไม่มีพระแท้เหลืออยู่ เราควรทำบุญกับใคร? 2026-06-01

เพื่อนเสียงธรรม

https://www.youtube.com/watch?v=lmwGGV8iYMc


การที่พรรคปชน.เปิดตัวคุณสุรพลสร้างประเด็นเรื่องแนวร่วม หากพูดกันจริงๆแล้วประเด็นที่ใกล้เคียงกับปัญหาในสังคมไทยมากกว่าคือประเด็นดังภาพข้างล่าง - อำนาจที่แท้จริง ดำรงอยู่ที่ไหน? 🗳️ ที่คูหาเลือกตั้ง 🏛️ ภายในสถาบันต่างๆ หรือ 💰 อยู่กับผู้ที่มีอิทธิพลเหนือทั้งสองสิ่งนั้น


Ponchai Ponkul
19 hours ago
·
ทำไมช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเราจึงเลือกคุยประเด็นแนวร่วม เหมา ทร้อตสกี้อะไรแบบนี้ ก็เพราะว่า พรรคปชน.เปิดตัวคุณสุรพลจึงสร้างประเด็นขึ้น

พูดกันจริงๆแล้วประเด็นที่ใกล้เคียงกับปัญหาในสังคมไทยมากกว่าคือประเด็นดังภาพข้างล่าง
-อำนาจการปกครองมาจากการหย่อนบัตรเลือกตั้ง
-อำนาจมาจากสถาบันทางการเมืองต่างๆที่มีอยู่แล้ว
-ใครเป็นผู้ควบคุมอำนาจทั้งสองนี้……(รายละเอียดอยู่ในคอมเมนต์)

สิ่งที่ผมอยากบอกในโพสต์นี้คือว่า ในโลกโซเชี่ยลมันมีประเด็นให้คุยทุกวัน ประเด็นต่างๆแบบเรื่องของคุณสุรพลนั้น มันมาแล้วมันก็ไป #แต่ในทางการเมืองนั้นมันจะมีเพียงไม่กี่ประเด็นเท่านั้นที่สำคัญมากๆ(Crucial)ชนิดที่เราหลงลืมไม่ได้ ถ้าเรื่องของคุณสุรพลถูกโยงเข้ากับคำถามแบบของสตาลิน การถกกันจะจบลงแบบหนังคนละม้วน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1690908525281914&set=a.154723298900452
.....

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1690908525281914&set=a.154723298900452

Thinkandexist
Yesterday
·
Title: Democracy or Spectacle? — Twain vs Stalin
Hook:
Who really governs society...
the voters,
or the people nobody voted for?
---
Two Realities:
Elections → participation → legitimacy
Institutions → influence → power
---
Insight:
Twain's skepticism points toward
a timeless political question:
How much power does a ballot
actually give to ordinary citizens?
---
Stalin's darker observation suggests
that visible politics may be only
the surface of power,
while crucial decisions are made
far from public scrutiny.
---
Tension:
Representation
vs
Control
---
Reality Check:
Citizens see campaigns.
They rarely see negotiations.
---
Punchline:
The public chooses the actors.
The question is who writes the script.
---
Question to Thinkers:
Where does real power
usually reside?
At the ballot box.
Inside institutions.
With those who influence both.
---

Google Translate ช่วยแปล

หัวข้อ: ประชาธิปไตย หรือแค่ฉากหน้า? — มุมมองของ Twain ปะทะ Stalin
เกริ่นนำ:

ใครกันแน่ที่เป็นผู้ปกครองสังคม...
เหล่าผู้ลงคะแนนเสียง,
หรือกลุ่มคนที่ไม่มีใครเคยเลือกเข้ามา?
---
สองความเป็นจริง:

การเลือกตั้ง → การมีส่วนร่วม → ความชอบธรรม
สถาบันต่างๆ → อิทธิพล → อำนาจ
---
มุมมองที่น่าสนใจ:

ความกังขาของ Twain ชี้ให้เห็นถึง
คำถามทางการเมืองที่ยังคงร่วมสมัยเสมอ:
บัตรเลือกตั้งมอบอำนาจให้แก่ประชาชนทั่วไป
ได้มากน้อยเพียงใดกันแน่?
---
มุมมองที่มืดมนกว่าของ Stalin ชี้ว่า
การเมืองที่ปรากฏแก่สายตาอาจเป็นเพียง
ฉากหน้าของอำนาจเท่านั้น
ในขณะที่การตัดสินใจสำคัญต่างๆ กลับเกิดขึ้น
ในพื้นที่ที่ห่างไกลจากการตรวจสอบของสาธารณชน
---
ความขัดแย้ง:

การเป็นตัวแทน
ปะทะ
การควบคุม
---
สำรวจความเป็นจริง:

ประชาชนเห็นภาพการหาเสียง
แต่แทบไม่เคยเห็นภาพการเจรจาต่อรอง
---

ประเด็นสำคัญ:

สาธารณชนเป็นผู้เลือกตัวแสดง
แต่คำถามคือ ใครกันที่เป็นคนเขียนบท
---

คำถามชวนคิด:

โดยปกติแล้ว อำนาจที่แท้จริง
ดำรงอยู่ที่ไหน?
🗳️ ที่คูหาเลือกตั้ง
🏛️ ภายในสถาบันต่างๆ
💰 อยู่กับผู้ที่มีอิทธิพลเหนือทั้งสองสิ่งนั้น


ใครคือมารดาผู้ลึกลับของ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน และเหตุใดเขาจึงไม่เคยพูดถึงเธอเลยตลอดเกือบ 15 ปีที่เป็นผู้นำสูงสุด

https://www.facebook.com/reel/4135157650078495
.....

มารดาผู้ลึกลับของ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือคนปัจจุบันมีนามว่า "โก ยง-ฮี" (Ko Yong-hui) เธอเป็นอดีตนักเต้นของคณะศิลปะมันซูแด (Mansudae Art Troupe) และเป็นภรรยา (หรือภรรยาลับ) คนโปรดของ คิม จอง-อิล อดีตผู้นำรุ่นที่สอง โดยเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2004 (พ.ศ. 2547) ด้วยโรคมะเร็งเต้านมที่กรุงปารีส ก่อนที่ คิม จอง-อึน จะขึ้นสู่อำนาจ

แม้เธอจะเป็นถึงมารดาของผู้นำสูงสุด แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ 15 ปีในการปกครองของ คิม จอง-อึน ทางการเกาหลีเหนือไม่เคยระบุชื่อ "โก ยง-ฮี" ออกสื่อสาธารณะเลยแม้แต่ครั้งเดียว และคิม จอง-อึน ก็หลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงชื่อหรือความเป็นมาของแม่ตนเองต่อหน้าประชาชน
เหตุใด คิม จอง-อึน จึงต้องปิดบังตัวตนของมารดา?

ความลึกลับนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่กตัญญู แต่เป็นเพราะ "ภูมิหลัง" ของ โก ยง-ฮี ถือเป็น "จุดอ่อนร้ายแรงทางแถลงการณ์การเมือง" ที่อาจสั่นคลอนความชอบธรรมในการครองอำนาจของราชวงศ์คิมได้ โดยมีสาเหตุหลัก 3 ประการ ดังนี้ครับ

1. สายเลือด "ไซนิชิ" (Zainichi) และบ้านเกิดที่ประเทศญี่ปุ่น

โก ยง-ฮี เกิดที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1952 ครอบครัวของเธอเป็นชาวเกาหลีที่อพยพไปอยู่ในญี่ปุ่น (เรียกว่าชาวไซนิชิ) ก่อนที่พ่อของเธอจะพาครอบครัวย้ายกลับมายังเกาหลีเหนือในช่วงทศวรรษ 1960 ผ่านโครงการอพยพย้ายถิ่นฐาน

ทำไมเรื่องนี้จึงเป็นปัญหา? อุดมการณ์รัฐของเกาหลีเหนือถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของการ "ต่อต้านจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น" อย่างรุนแรง ลัทธิบูชาตัวบุคคลของเกาหลีเหนือเน้นย้ำว่าราชวงศ์คิมสืบเชื้อสายมาจากนักรบกู้ชาติที่ต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นบนภูเขาเพ็กตู (Baekdu Bloodline) การที่มารดาของผู้นำสูงสุดเกิดในประเทศศัตรูหมายเลขหนึ่ง แถมพ่อของเธอยังเคยทำงานในโรงงานเย็บผ้าที่ส่งกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในระบบโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ

2. สถานะทางชนชั้นล่างสุด (Songbun)

ในเกาหลีเหนือ มีระบบแบ่งแยกชนชั้นที่เรียกว่า "ซองบุน" (Songbun) ซึ่งประเมินจากความภักดีของบรรพบุรุษ กลุ่มชาวเกาหลีที่ย้ายกลับมาจากญี่ปุ่นมักถูกจัดให้อยู่ในชนชั้นล่างสุด หรือ "ชนชั้นที่ต้องเฝ้าระวัง" (Hostile/Wavering Class) เนื่องจากรัฐระแวงว่าพวกเขาอาจรับอิทธิพลจากทุนนิยมหรือเป็นสายลับให้ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้

หากประชาชนรู้ว่ามารดาของผู้นำสูงสุดมาจากชนชั้นล่างสุดนี้ ระบบซองบุนที่รัฐใช้ควบคุมประชาชนจะขาดความน่าเชื่อถือทันที

3. สถานะ "ภรรยาลับ" ที่ไม่ได้แต่งงานอย่างเป็นทางการ

โก ยง-ฮี ไม่เคยเข้าพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการกับ คิม จอง-อิล (เนื่องจาก คิม จอง-อิล มีภรรยาแต่งตั้งอยู่แล้วคือ คิม ยอง-ซุก และมีผู้หญิงคนอื่น ๆ ก่อนหน้า) สถานะของเธอจึงเป็นเหมือนภรรยาลับที่ คิม จอง-อิล โปรดปรานมากที่สุด การเปิดเผยเรื่องนี้จะทำให้ภาพลักษณ์ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของครอบครัวผู้นำตามกรอบศีลธรรมอันเข้มงวดของเกาหลีเหนือต้องมัวหมอง

การยกย่องแบบ "ไร้ชื่อ" (The Anonymous Mother)

แม้ คิม จอง-อึน จะไม่สามารถเอ่ยชื่อแม่ของตัวเองตรง ๆ ได้ แต่ในทางลับ เขาก็พยายามสร้างความชอบธรรมให้เธอภายในหมู่ชนชั้นนำระดับสูง โดยในอดีตเคยมีการสร้างภาพยนตร์สารคดีภายใน (Internal Documentary) ชื่อว่า "มารดาแห่งเกาหลีซองอุนผู้ยิ่งใหญ่" (Mother of Great Songun Korea) เพื่อฉายให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคแรงงานดูเท่านั้น

ในสารคดีนั้น เธอจะถูกเรียกด้วยคำยกย่องอย่างสูงส่ง เช่น:

"มารดาผู้เป็นที่เคารพรัก ผู้เป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของท่านผู้นำ"

"มารดาแห่งเปียงยาง"

⚠️ การเซ็นเซอร์ตัวเอง: แม้แต่สารคดีภายในชิ้นนี้ ต่อมาก็มีรายงานว่าถูกสั่งเก็บและจำกัดการเข้าถึงอย่างเข้มงวด เพราะรัฐบาลเกาหลีเหนือตระหนักดีว่า ยิ่งพยายามยกย่องเธอมากเท่าไหร่ ประชาชนก็อาจจะยิ่งขุดคุ้ยหาอดีตของเธอมากขึ้นเท่านั้น

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตลอด 15 ปีของการเป็นผู้นำ คิม จอง-อึน จึงเลือกที่จะเชิดชู "คิม จู-แอ" ลูกสาวของเขาออกสื่ออย่างอบอุ่นและเปิดเผย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่เป็นพ่อคนและสร้างสายเลือดใหม่ที่ไร้รอยตำหนิ แทนที่จะพูดถึงเรื่องราวของ โก ยง-ฮี มารดาบังเกิดเกล้าของตนเองครับ



เรื่องที่เกี่ยวกับเด็กเวียดนาม ทำไม เด็กเวียดนาม รวมทั้ง เด็กสิงคโปร์ เด็กมาเลเซีย เด็กเยอรมัน เด็กอินเดีย ถึง “โดดเด่น” กว่าเด็กไทยยุคใหม่มาก เห็นแล้วน่าเป็นห่วงเด็กไทย


โต๊ะป้าศรี CH Table
18 hours ago
·
เมื่อบ่ายวันนี้ได้สัมภาษณ์คนเวียดนามคนนึงที่อยากเข้ามาร่วมงานบริษัทผม

เกริ่นก่อนว่าระดับที่รับเข้างาน เป็น junior manager น้องอายุพึ่ง 30 ปี ประสบการณ์การทำงานผมไม่ขออะไรมาก พื้นฐานการศึกษาธรรมดาๆ ผมว่าอาจยังสู้จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มอ. มช. มข. ไม่ได้เลย

หลังสัมภาษณ์เสร็จ ผมห่วงเด็กไทยครับ

น้องเป็นคนไม่กี่คน ในรอบหลายปีที่ผมและหุ้นส่วนสัมภาษณ์เสร็จแล้ว แล้วคุยกันว่า “รับได้เลย”

น้องทำงานในบริษัทไทยมาก่อน พัฒนาตัวเองจาก “ล่าม”ภาษาเวียดนาม
จากนั้นกระโดดเจ้าสู่งาน IT บริษัทหลายพันล้านในไทย
ผมถามว่าทำไมอยู่ๆมาทำงาน IT ในบริษัทใหญ่ในไทยได้ คำตอบคือ “เรียนเอง” เพราะเป็นการ “สร้างมูลค่าเพิ่ม” ให้ตัวเอง
ถามว่าเรียนจากไหน น้องตอบว่า “Google” และ “ร้านนายอินทร์” ครับ
น้องบอกว่า เงินน้อย ก็ต้องหาทางแบบนี้ ไม่เห็นยาก

หุ้นส่วนผมเลยลองของ ถาม basic coding
น้องตอบได้หมด แปลว่าไม่ได้โม้

Scope งานน้องในตำแหน่งสุดท้ายคือดูแล และแก้ปัญหาให้ลูกค้า 24 ชั่วโมง
ปกติเลิกงาน 1 ทุ่ม แต่ส่วนใหญ่เริ่มงานอีกที “เที่ยงคืน!!”
“ผมชอบดูความเรียบร้อยให้ลูกค้า นายไม่ได้สั่ง แต่มันคือหน้าที่ ไม่งั้นนอนไม่ลงครับ”

น้องกำลังจะออกจากงานเดิมเดือนตุลาคมนี้ เพราะพิษโควิด จึงโดน layoff พร้อมๆกับทีมอีกนับสิบคน
ในขณะที่น้องหางานใหม่ น้องกำลัง “เตรียมตัวตกงานแบบมีการวางแผน” ครับ
น้องกำลังเริ่มกิจการ “ก๋วยเตี๋ยว” “ออกแบบสติ๊กเกอร์” และ “ส่งน้ำ” ไปพร้อมๆกันตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม

ทำเลย แล้วก็หางานทำไปด้วย แทนที่จะรอโชคชะตา
ถ้ายังหางานใหม่ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็มีรายได้บ้าง

น้องบอกว่าทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน และเอาเวลาอีก 1 วัน ไปหาความรู้เพิ่ม

ผมเลยลองภูมิการจะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว โดยบอกว่าถ้าพี่ให้เงิน 100,000 บาท จะเอาไปทำอะไร?

ผมเคยถามคำถามนี้เด็กไทย
เด็กไทยตอบว่า “ไม่พอ” เพราะแค่ยิง ad ก็ไม่พอแล้วพี่ นี่พี่คิดจะไม่ลงทุนเลยเหรอ?

แต่น้องเวียดนามไม่!!
น้องบอกว่า 100,000 บาทพอ แล้วแจงต้นทุน การหาของราคาถูก การวางแผนรับความเสี่ยง 6 เดือน

ส่วนกิจการส่งน้ำ น้องเริ่มได้ 1 เดือนแล้ว กำลังเริ่มมีกำไร!!
น้องสังเกตคนไทยไม่ชอบเหนื่อยแบกน้ำหนักๆ
น้องเลยทำ water delivery ในบริเวณที่เจ้าใหญ่ๆเข้าไม่ถึง
น้องตื่นตี 4 เดินสำรวจละแวกบ้านน้องตลอดหลายตารางกิโลเมตร แล้วกลับบ้าน 2-3 ทุ่ม
นั่งคุยกับ Grab คุย Line Man จนทะลุ
อาทิตย์แรกน้องส่งน้ำได้วันละ 60 ขวด
หลังจากอาทิตย์ที่ 2 น้องส่งน้ำได้วันละ 2,000 ขวด และกำลังเพิ่มขึ้น
จากนี้น้องจะรับออร์เดอร์อื่นให้ลูกค้าน้ำ

ผมถามตรงๆ กำไรอยู่ได้มั้ย
คำตอบคือกำไรวันละไม่กี่ร้อยบาท เพราะน้องต้องแบ่งให้ Grab ด้วย
แต่ “ดีกว่าไม่มีรายได้นะพี่”
และกำไรผม จะตามมาหลังผมเพิ่มสินค้าเข้าไป
“เพราะผมมี data ลูกค้าแล้ว”

สุดท้าย ออฟฟิศผมอยู่แถวอโศก
พึ่งทราบว่าน้องอยู่ปทุมธานี
ผมถามว่ามาทำงานไหวมั้ย
น้องตอบทันที ว่าการเดินทางไม่ใช่อุปสรรค
ที่ทำงานที่ไทยแห่งที่ 2 ก็อยู่หัวหมาก ผมบิดมอเตอร์ไซค์เลาะเส้นลำลูกกามา
ถ้ามาอโศก ผมจะมาทางวิภาวดี แล้วมาเข้ารัชดาภิเษก
ตื่นตี 4 ครึ่ง 7 โมงกว่าๆก็ถึงแล้วครับ
ผมเลยเบรคว่าไม่เป็นไร ใจเย็นๆ ของผมให้เข้างาน 9 โมงเช้า 5555

มีอีกเยอะครับ ที่อยากเล่า
แต่จะสรุปให้ฟังว่า
ตัวอย่างน้องเวียดนามคนนี้ กำลังสะท้อนอะไร?

ผมทำงานมากับคนหลายชาติ
เด็กเวียดนามคนนี้ไม่ได้เด่นกว่าเด็กจีน เด็กสิงคโปร์ เด็กมาเลเซีย เด็กเยอรมัน เด็กอินเดีย
แต่เค้า “โดดเด่น” กว่าเด็กไทยยุคใหม่มาก

แล้วถ้าเด็กไทยไม่ปรับตัว ยังรักสบาย ยัง sensitive ยังเปราะบาง ยังอยากจิบกาแฟชิลล์ๆแต่อยากได้มือถือแพง รถสวย วันนึงคนเวียดนามจะมาเป็นนายเด็กไทย
แล้วถ้าเมืองไทยไม่ปรับตัว นักการเมือง ข้าราชการยังไร้ประสิทธิภาพแบบนี้ เวียดนามจะแซงเราในอีกไม่กี่ปี

บทความ: จากผู้ใหญ่คนหนึ่ง
ซึ่งมีประสบการณ์ ในการทำงานมากกว่า 60 ปี

*เป็นเรื่องเล่าและความคิดเห็นส่วนบุคคล*

ที่มา: ชมรมผู้เชี่ยวชาญชีวิต

FB: โต๊ะป้าศรี CH Table

ผู้เขียนเล่าเรื่อง บทความแค่การตั้งชื่อบทความว่า “แกล้งฆ่าพ่อแม่ให้ตรอมใจตาย” ซึ่งมาจากพระราชหัตถเลขาของร. 5 แต่กลับถูกขู่ ถูกเตือนว่าจะหมิ่นกม. 112 นี้ จนกองบก.ขอให้ตัดวลีนี้ออก (ของคุณผู้เขียนที่บอกเล่าถึง พิษของ 112 ต่องานวิชาการ)

 
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=122103213447348596&id=61590457898374

สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ
Yesterday
·
ไร้ชื่อเรื่อง

บทความของผมเรื่องนี้ (ภาพขวา) เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา. เดิมทีมันใช้ชื่อว่า “‘แกล้งฆ่าพ่อแม่ให้ตรอมใจตาย’: ความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูกชายระหว่างพระจุลจอมเกล้าฯ กับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พ.ศ. 2439–2453” (ภาพซ้าย).

หลังจากเผยแพร่ได้ไม่กี่วัน, กองบรรณาธิการของวารสารติดต่อมาและแจ้งให้ผมทราบว่า บทความถูกแชร์ไปและมีผู้โพสต์แสดงความเห็นทำนองให้ระวัง ม.112. ผมเข้าใจว่าความเห็นนี้เป็นอะไรที่เขียนในเชิงทีเล่นทีจริงเพื่อยั่วล้อความไม่สมเหตุสมผลของ ม.112 เสียมากกว่า. และที่ผมแน่ใจแบบแน่ยิ่งกว่าแช่แป้งก็คือ บทความนี้ไม่มีอะไรที่จะเข้าข่ายความผิดตาม ม.112 แม้แต่เศษเสี้ยวธุลีดินใดๆ. แต่ก็นั่นแหละ... อย่างที่เรารู้กัน, ม.112 มักถูกใช้อย่างล้นเกินและเกินความไปจากตัวบทของมัน และมันได้หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมความกลัวไปก่อนและบังคับให้เราต่างต้องระวังตัวขึ้นมา.

กองบรรณาธิการ, ซึ่งเป็นกังวลว่าจะเกิดปัญหาใดๆ ตามมา, จึงปรึกษากับผมทางโทรศัพท์เมื่อเช้านี้เพื่อหาทางแก้ไขชื่อหลักของบทความ ซึ่งเป็นส่วนที่ดูน่าจะเป็นปัญหา.

ชื่อหลักของบทความคือ “แกล้งฆ่าพ่อแม่ให้ตรอมใจตาย”. ประโยคนี้มาจากไหน? ประโยคนี้มาจากข้อความในจดหมาย (หรือ “พระราชหัตถเลขา” ถ้าปรารถนาจะใช้ราชาศัพท์) ที่พระจุลจอมเกล้าฯ เขียนถึงเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ลงวันที่ 8 พฤษภาคม ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444). ในจดหมายฉบับนี้ พระจุลจอมเกล้าฯ กำลังกำชับไม่ให้ผู้เป็นลูก “ไปเอาฝรั่งเข้ามา” หลังจากได้รับรายงานว่า เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ, ซึ่งตอนนั้นเรียนอยู่ที่รัสเซีย, กำลัง “ชอบพอกับผู้หญิงลครนางหนึ่ง”. แน่นอนว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นฝรั่ง และราชสำนักยอมรับไม่ได้.

คิดดูทีเถิดท่านผู้ทรงปัญญาและมีวิจารณญาณทั้งหลายว่ามันมีอะไรที่ชวนให้เข้าข่าย ม.112 ตรงไหน และจะมีใครอุตริไปฟ้องให้รกโรงรกศาล!!!

แต่กระนั้น เมื่อกองบรรณาธิการปรึกษากับผมว่าควรจะแก้ชื่อของบทความอย่างไรดีเพื่อตัดปัญหา, ถึงผมไม่อยากตัดชื่อหลัก “แกล้งฆ่าพ่อแม่ให้ตรอมใจตาย” ทิ้ง และไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น, แต่นั่นแหละ... ผมก็ “ยอมๆ ไป”. ผมยินยอมพร้อมใจให้กองบรรณาธิการตัดชื่อหลักออกไป. ผมขอย้ำนะครับว่า การตัดชื่อหลักออกไปนั้นก็โดยความยินยอมพร้อมใจของผมเอง เพื่อรักษาความสบายอกสบายใจของทางวารสารและหน่วยงานที่เป็นเจ้าของวารสารเอาไว้.

ที่น่าขันและขันขื่นไม่น้อยไปกว่าเรื่อง ม.112 คืออะไร? อะไรคือสิ่งที่ควรเป็นปัญหาหลักๆ ของการตีพิมพ์งานในโลกวิชาการ? คุณภาพของมันไม่ใช่หรือ, ไม่ใช่การต้องมานั่งพะวงและระแวดระวังกับ ม.112 และวัฒนธรรมการเมืองที่พ่วงอยู่กับ ม.112. บทความที่ตีพิมพ์กันทุกวันนี้ในวารสารวิชาการไทยมีทั้งที่คุณภาพยอดเยี่ยม คุณภาพดี คุณภาพพอทนได้ หรือไร้คุณภาพไปเลยก็มีออกถมไป. จำพวกที่ไร้คุณภาพก็ได้รับการเผยแพร่กันอยู่โครมๆ ร่ำๆ ไป, ไม่เห็นมีปัญหาอะไรให้ต้องระแวดระวัง. มันก็น่าเวทนาอยู่หรอก (ไม่รู้ว่าเวทนาตัวเองหรือเวทนาอะไรดี) ที่ต้องมาระแวดระวังกับสิ่งที่ไม่ควรและไม่จำเป็นที่จะต้องระแวดระวังเลย.

ที่เขียนมานี่ไม่ใช่ผมจะบอกว่าบทความของตัวเองมีคุณภาพดีเด่อะไรนะครับ. ไม่เลย! ผมมั่นใจยิ่งกว่ามั่นใจว่ามันไม่ได้มีคุณภาพอะไรหรือยกระดับสติปัญญาอะไรใดๆ ได้ทั้งนั้น, แต่ก็พอจะพิมพ์เผยแพร่เพื่อเอาตัวให้รอดไปได้ตามกฎเกณฑ์การประเมินผลงานในรอบปีหนึ่งๆ ขององค์กรที่เขากรุณาจ้างผมให้เป็นพนักงานอยู่เท่านั้นเอง.

หลังจากได้รับสายจากกองบรรณาธิการและยินยอมพร้อมใจให้ตัดชื่อหลักของบทความออก, ผมก็นั่งเซ็งไปพักหนึ่งไม่เกิน 10 นาที. จากนั้นก็ไปกินน้ำเปล่า 1 แก้ว ตามด้วยข้าวมื้อแรกของวัน ชงกาแฟ และใช้ชีวิตไปตามปกติในสังคมที่แสนจะไร้ความปกติมานานโข. เราจะทำอะไรไปมากกว่านี้เล่า!!! ว่าแล้วก็หวนกลับไปคิดถึงการชุมนุมเรียกร้องให้ปฏิรูปอะไรบางอย่างในปี 63. เอ! หรือมันไม่เคยเกิดขึ้นจริง? หรือเราหลับฝันไป? ดูสิแค่นี้ยังไม่กล้าอ้าปากบอกว่าในปี 63 เขาเรียกร้องให้ปฏิรูปอะไร, แล้วจะมีสติปัญญาไปเรียกร้องอะไรที่ไหน!!!

สุดท้ายก็คิดว่าเปิดเฟซบุ๊กเป็นของตัวเองเพื่อเขียนเล่าเรื่องนี้ดีกว่า. เพื่ออะไรหนะหรือ? เพื่ออะไรก็ไม่รู้... แต่อย่างน้อยที่สุดก็คงทำให้เห็นถึงปัญหาของวัฒนธรรมการเมืองที่พ่วงอยู่กับ ม.112 ได้บ้าง



แรง! นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ “จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐในประเทศนี้ นอกจากต้องพิสูจน์ ‘ความจน’ แล้ว ต้องพิสูจน์ว่า ‘มีลูกอกตัญญู’ ด้วย” (การมีลูกช่วยบ้างไม่ได้รับประกันว่าจะไม่จน และการที่มีลูกช่วยดูแล ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐสามารถถอนตัวจากหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาวะเปราะบางได้)


สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว 
12 hours ago
·
แรง! นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา โพสต์
“จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐในประเทศนี้ นอกจากต้องพิสูจน์ ‘ความจน’ แล้ว ต้องพิสูจน์ว่า ‘มีลูกอกตัญญู’ ด้วย”



https://www.facebook.com/photo/?fbid=1630565641763702&set=a.328293581990921
.....


Norasate Prachyakorn - นรเศรษฐ์ ปรัชญากร

3 hours ago
·
การที่ลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบิดามารดาไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่หลุดพ้นจากความยากจนแล้ว แต่เป็นเพียงการยืนยันว่าลูกมีส่วนร่วมในการดูแลพ่อแม่ตามเงื่อนไขของกฎหมายภาษีเท่านั้น

ความหมายเรื่องสิทธิลดหย่อนสำหรับผมคือแค่นี้เองจริงๆ

ปัญหาคือรัฐบาลกำลังนำข้อมูลที่บอกว่า“การมีคนช่วยดูแล”มาสรุปว่าคนคนนั้น“ไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากรัฐอีกต่อไป”

ซึ่งมันเป็นการตีความที่เกินกว่าข้อเท็จจริงครับ

ในสังคมไทยปัจจุบัน ไม่ใช่ลูกทุกคนที่จะมีกำลังเพียงพอในการดูแลพ่อแม่ให้มีคุณภาพชีวิตที่สมควรได้ หลายคนมีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ก็ต้องแบกรับค่าครองชีพ ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเล่าเรียนบุตร ภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น การส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือนอาจเป็นเพียงการช่วยประคับประคองชีวิต ไม่ใช่การทำให้พ่อแม่หลุดพ้นจากความเปราะบางทางเศรษฐกิจ หรือมีคุณภาพชีวิตตามสมควรได้

ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายภาษีเอง พ่อแม่ที่จะถูกนำไปใช้ลดหย่อนได้ก็ต้องเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำอยู่แล้ว จึงยิ่งสะท้อนว่าข้อมูลดังกล่าวควรถูกใช้เป็นสัญญาณของความเปราะบาง มากกว่าจะถูกตีความว่าไม่จำเป็นต้องได้รับสวัสดิการอีกต่อไป

ผมเห็นว่ารัฐบาลควรต้องเริ่มมองชีวิตประชาชนในฐานะมนุษย์ให้มากกว่าเป็นตัวเลขในฐานข้อมูล ต้องเริ่มมองชีวิตคนให้เข้าใจถ่องแท้ถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ประชาชนต้องเผชิญในแต่ละวัน

รัฐบาลต้องแยกให้ออกระหว่าง “การมีลูกช่วยดูแล” ไม่เท่ากับ “มีคุณภาพชีวิตที่เพียงพอ” เพราะสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกันโดยสิ้นเชิงครับ

การมีลูกไม่ได้รับประกันว่าจะไม่จน และการที่มีลูกช่วยดูแล ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐสามารถถอนตัวจากหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาวะเปราะบางได้

#มองคนให้เป็นคนมากขึ้นครับ

https://www.facebook.com/photo?fbid=122152356596422911&set=a.122099181380422911




'สรศักดิ์' จี้รัฐบาลวางยุทธศาสตร์รับมือกระบวนการประนอมภาคบังคับ เตือนศึกษาโมเดล ติมอร์-ออสเตรเลีย หวั่นไทยเสียเปรียบเวทีโลก


THE STANDARD

7 hours ago
·
UPDATE :​ 'สรศักดิ์' จี้รัฐบาลวางยุทธศาสตร์รับมือกระบวนการประนอมภาคบังคับ เตือนศึกษาโมเดล ติมอร์-ออสเตรเลีย หวั่นไทยเสียเปรียบเวทีโลก

วันนี้ (6 มิถุนายน) สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงชี้แจงต่อคณะทูตานุทูตจาก 67 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ภายหลังจากประเทศกัมพูชาได้ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

สรศักดิ์ ระบุว่า ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุว่าฝ่ายไทยมีความมั่นใจและไม่ได้ถูกลากเข้าสู่กระบวนการนั้น อาจเป็นเพียงแนวทางการลดแรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากในข้อเท็จจริงทางกฎหมายระหว่างประเทศ คำว่า ภาคบังคับ หมายถึงการที่ประเทศไทยไม่สามารถปฏิเสธกระบวนการดังกล่าวได้ และหากฝ่ายไทยไม่ดำเนินการแต่งตั้งผู้ประนอมภายในกรอบเวลา 21 วัน องค์การสหประชาชาติก็จะมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนให้แก่ประเทศไทยตามขั้นตอนอยู่ดี

ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลใน 3 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย

⚈ ประเด็นที่ 1 กรอบการเจรจาทวิภาคี การที่ประเทศไทยประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU 44) ฝ่ายเดียว โดยอ้างว่าจะทำการเจรจาภายใต้บริบทใหม่ แต่กลับไม่มีการเสนอกรอบการทำงานที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถนำไปใช้สร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ ว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายยุติการเจรจาทวิภาคี

⚈ ประเด็นที่ 2 ขอบเขตของกระบวนการประนอม: ข้ออ้างของกระทรวงการต่างประเทศที่ว่ากระบวนการนี้จะจำกัดเฉพาะเรื่องเส้นเขตแดน โดยไม่รวมพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) นั้น ถือเป็นการมองข้ามข้อบัญญัติในอนุสัญญา UNCLOS มาตรา 74(3) และ มาตรา 83(3) ที่กำหนดให้รัฐภาคีต้องพยายามจัดทำความตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะปฏิบัติ (Practical Arrangements) ในระหว่างที่ยังไม่สามารถตกลงเรื่องเส้นเขตแดนได้ ซึ่งครอบคลุมถึงแนวทาง JDA

⚈ ประเด็นที่ 3 กรอบระยะเวลาดำเนินงาน: ความเห็นที่ระบุว่ากระบวนการของสหประชาชาติจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี แต่วิธีการเจรจาทวิภาคีอาจเสร็จสิ้นเร็วกว่านั้น ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่รัฐบาลเคยระบุว่า การเจรจาภายใต้ MOU 44 ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า จึงเกิดคำถามถึงความมั่นใจในการเจรจาแบบไม่มีกรอบการทำงานว่าจะสามารถบรรลุผลได้ภายใน 2 ปีได้อย่างไร

นอกจากนี้ สรศักดิ์ยังได้หยิบยกกรณีข้อพิพาทระหว่างประเทศติมอร์-เลสเตกับประเทศออสเตรเลีย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศนำมาอ้างอิง โดยระบุว่าแม้ผลลัพธ์ของคณะกรรมการประนอมภาคบังคับจะไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย (Non-binding) แต่เนื้อหารายละเอียดของคำตัดสินจะกลายเป็นบรรทัดฐานสากลและสร้างแรงกดดันจากประชาคมโลก จนสกัดกั้นให้ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศใหญ่ยอมลงนามในข้อตกลงในที่สุด รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องศึกษาบทเรียนดังกล่าวอย่างละเอียดรอบคอบ

พรรคประชาชนได้แสดงความคาดหวังต่อการที่ประเทศไทยจะต้องส่งรายชื่อนักกฎหมายระหว่างประเทศจำนวน 2 ราย เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ประนอมฝ่ายไทยภายในกรอบเวลา 21 วัน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาคัดเลือกบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสากล มีความรู้เท่าทันต่อพัฒนาการของกฎหมายทะเลสมัยใหม่ และต้องวางยุทธศาสตร์เชิงรุกทางการทูต เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินในกระบวนการต่อสู้ครั้งนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1357165309876142&set=a.586524703606877

.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

ประเด็นที่ยกมาเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างประเทศที่น่าจับตาอย่างยิ่งครับ โดย นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ในฐานะอดีตนักการทูต) ได้ออกมาแสดงความกังวลและให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทย หลังจากที่ กัมพูชา เริ่มเดินหน้าใช้ "กระบวนการประนอมภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (OCA) หลังจากที่ไทยมีแนวโน้มจะยกเลิก MOU 44

สรุปสาระสำคัญและข้อเตือนใจที่นายสรศักดิ์ส่งถึงรัฐบาล มีรายละเอียดดังนี้ครับ:

1. คำว่า "ภาคบังคับ" ไทยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

นายสรศักดิ์ระบุว่า การที่กระทรวงการต่างประเทศแถลงว่าไทย "ไม่ได้ถูกลากไป แต่ไปด้วยความมั่นใจ" อาจเป็นเพียงการลดแรงกระแทกทางการเมือง เพราะในทางกฎหมายระหว่างประเทศ คำว่าภาคบังคับหมายความว่า ไทยปฏิเสธไม่ได้ และมีกรอบเวลาบังคับภายใน 21 วันที่ไทยต้องส่งรายชื่อนักกฎหมาย 2 คนเพื่อเป็นผู้ประนอมฝ่ายไทย มิฉะนั้นสหประชาชาติ (UN) จะเป็นผู้แต่งตั้งตัวแทนให้เอง

2. บทเรียนจาก "โมเดลติมอร์-เลสเต VS ออสเตรเลีย"

แม้ฝ่ายรัฐบาลจะมองว่าผลลัพธ์จากคณะกรรมการประนอมภาคบังคับจะ ไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย (Non-binding) และสุดท้ายก็ต้องกลับมาเจรจาทวิภาคีอยู่ดี แต่นายสรศักดิ์เตือนให้มองโมเดลประวัติศาสตร์ระหว่าง ติมอร์-เลสเต กับ ออสเตรเลีย ให้ลึกซึ้ง:

ผลลัพธ์ในอดีต: แม้ตอนแรกจะไม่มีผลผูกมัด แต่รายงานและแนวทางที่คณะกรรมการฯ ตัดสินออกมา ได้กลายเป็น "บรรทัดฐาน" และสร้าง "แรงกดดันจากสังคมโลก" * บทสรุป: แรงกดดันนั้นบีบให้ออสเตรเลีย (ซึ่งเป็นประเทศใหญ่และได้เปรียบกว่าในตอนแรก) ต้องยอมถอย และยอมลงนามแบ่งผลประโยชน์ด้านพลังงาน (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) ให้ติมอร์-เลสเตสูงถึง 70%

ความเสี่ยงของไทย: หากคณะกรรมการประนอมฯ วางแนวทางที่เป็นลบต่อไทย ทั่วโลกจะใช้เกณฑ์นั้นกดดันไทยทันที ทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจาภายหลัง
3. ข้อสังเกตเชิงยุทธศาสตร์ 3 ประเด็นที่ไทยพลาด

การไร้กรอบทำงาน (Framework): การที่ไทยประกาศยกเลิก MOU 44 โดยไม่มีข้อเสนอหรือกรอบใหม่ที่ชัดเจนไปยื่น ทำให้กัมพูชาฉวยความชอบธรรมในเวทีโลกทันทีว่า ไทยเป็นฝ่ายปิดประตูเจรจา กัมพูชาจึงมีความชอบธรรมที่จะพึ่งกลไกสากล

พื้นที่พัฒนาร่วม (JDA): รัฐบาลไทยพยายามบอกว่ากระบวนการนี้จะจำกัดแค่เรื่อง "เส้นเขตแดน" และไม่ยอมให้กัมพูชาพ่วงเรื่อง "พื้นที่พัฒนาร่วม (JDA)" เข้ามา แต่นายสรศักดิ์ชี้ว่า ตามข้อบท UNCLOS (มาตรา 74 และ 83) ระบุว่าหากยังแบ่งเขตแดนไม่ได้ รัฐภาคีต้องพยายามทำความตกลงชั่วคราว ซึ่งก็คือ JDA ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงได้ยาก

กรอบเวลา 2 ปี: รัฐบาลมองว่ากระบวนการนี้ใช้เวลา 2 ปี คุยกันเองอาจจบเร็วกว่า แต่นายสรศักดิ์แย้งว่า ขนาดมี MOU 44 คุยกันมา 20 กว่าปียังไม่จบ การคุยเองแบบไม่มีกรอบจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะจบได้เร็วกว่า
💡 สิ่งที่พรรคประชาชนจี้ให้รัฐบาลเร่งทำด่วน

คัดสรรนักกฎหมายระดับสากล: ภายใน 21 วันนี้ รัฐบาลต้องเลือกนักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลที่ทันสมัยระดับโลกจริงๆ มาปกป้องผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่เลือกคนที่เน้นทำตามคำสั่งการเมือง

วางยุทธศาสตร์เชิงรุกทางการทูต: อย่าปล่อยให้ประเทศไทยตกเป็นจำเลยในสายตาชาวโลก เพราะการสู้คดีในเวทีสากลต้องใช้งบประมาณมหาศาลและมีผลประโยชน์ของชาติเป็นเดิมพัน

สรุปสั้นๆ: ฝ่ายค้านเตือนว่า "อย่าชะล่าใจว่าผลการประนอมไม่ผูกมัด" เพราะในเวทีโลก แรงกดดันจากข้อมติสากลสามารถเปลี่ยนชาติที่ได้เปรียบให้กลายเป็นเสียเปรียบได้ เหมือนที่ออสเตรเลียเคยพ่ายแพ้เชิงการทูตให้กับติมอร์-เลสเตมาแล้ว



ชาวอินเดียหลายร้อยคนรวมตัวกันที่จันทาร์มันตาร์ในกรุงนิวเดลี ในการประท้วงครั้งแรกของพรรคแมลงสาบจันตา (Cockroach Janta Party) ผู้ประท้วงเรียกร้องความรับผิดชอบต่อเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการสอบ การยกเลิกการสอบ และปัญหาการว่างงาน อภิเจต ดิปเก ผู้ก่อตั้งพรรค CJP เดินทางมาจากสหรัฐฯเพื่อนำการชุมนุมครั้งนี้






https://x.com/AJEnglish/status/2063221899552010570
.....

นี่เป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของการที่การล้อเลียนเสียดสีในโลกดิจิทัลสามารถขยายตัวไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองสิ่งที่เริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวล้อเลียนออนไลน์ได้กลายเป็นการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนในกรุงนิวเดลีอย่างเป็นทางการ โดยดึงดูดนักเรียน ผู้ปกครอง และคนหนุ่มสาววัยทำงานนับพันคนมารวมตัวกันที่จันตาร์ มันตาร์ (Jantar Mantar)

จากโลกออนไลน์สู่ท้องถนน

พรรค Cockroach Janta Party (CJP) ซึ่งก่อตั้งโดย Abhijeet Dipke ได้เลือก "แมลงสาบ" มาเป็นสัญลักษณ์ประจำกลุ่ม การเลือกนี้เป็นการล้อเลียนเชิงเปรียบเทียบถึงความสามารถอันเลื่องลือของแมลงสาบในการเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและเต็มไปด้วยสารพิษ ซึ่งสะท้อนถึงความทรหดอดทนของเยาวชนอินเดียที่ต้องฝ่าฟันระบบที่ล้มเหลว หลังจากสร้างฐานผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียได้นับล้านและมีระดับการมีส่วนร่วมทางดิจิทัลสูงกว่าพรรคการเมืองดั้งเดิม กลุ่มนี้ก็สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การเคลื่อนไหวภาคสนามครั้งใหญ่ครั้งแรกได้สำเร็จ

รายละเอียดสำคัญของการประท้วง

สถานที่: จันตาร์ มันตาร์ (Jantar Mantar) กรุงนิวเดลี ท่ามกลางการวางกำลังเข้มงวดของตำรวจและกองกำลังกึ่งทหาร

ภาพบรรยากาศ: ผู้ประท้วงสวมหน้ากากแมลงสาบที่เป็นเอกลักษณ์ ถือหนังสือ ธงไตรรงค์ของอินเดีย และมอบดอกไม้ให้แก่เจ้าหน้าที่เพื่อแสดงเจตจำนงแห่งสันติภาพและการไม่ใช้ความรุนแรง

ข้อเรียกร้องหลัก: การลาออกทันทีของ Dharmendra Pradhan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของสหภาพอินเดีย ทางกลุ่มได้ยื่นคำขาดระยะเวลา 7 วันต่อรัฐบาลกลาง โดยขู่ว่าจะจัดการประท้วงทั่วประเทศหากรัฐมนตรีผู้นี้ไม่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง

ชนวนเหตุ: ความโกรธเคืองและความสิ้นหวังในวงกว้างอันเนื่องมาจากปัญหาข้อสอบรั่วไหลซ้ำซากและความผิดปกติร้ายแรงในการสอบคัดเลือกและสอบแข่งขันระดับชาติครั้งสำคัญ (เช่น NEET, CBSE, CUET และ SSC)

สะท้อนวิกฤตการณ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น

จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมที่จันตาร์ มันตาร์ สะท้อนให้เห็นถึงความคับข้องใจที่ลึกซึ้งและส่งผลกระทบต่อตัวตนของเยาวชนอินเดีย นักเคลื่อนไหวอย่าง Sonam Wangchuk ได้ก้าวเข้ามาสนับสนุนการเคลื่อนไหวนี้ โดยเน้นย้ำว่าการประท้วงครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตลกขบขันอีกต่อไป แต่เป็นเสียงเรียกร้องอันทรงพลังเพื่อการปฏิรูประบบ ความโปร่งใส และอนาคตที่นักเรียนจะไม่ต้องตกอยู่ในความสิ้นหวังจากความล้มเหลวของสถาบันต่างๆ

แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและข้อกล่าวหาว่าทางการพยายามสกัดกั้นด้วยการแฮ็กบัญชีและลบเนื้อหา แต่สารที่ CJP ส่งถึงรัฐบาลนั้นชัดเจนว่า "พวกคุณอาจลบโพสต์ของเราได้ แต่พวกคุณไม่อาจลบตัวตนของเราไปได้"


อภิจีต ดิปเก (กลาง) ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Cockroach Janta Party (CJP) ตะโกนคำขวัญระหว่างการประท้วงกรณีข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสในการสอบครั้งสำคัญเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ยันตาร์ มันตาร์ (Jantar Mantar) ในกรุงนิวเดลี [Manan Vatsyayana/AFP]





CNN ได้สัมภาษณ์ ที่ปรึกษาระดับสูงของผู้นำสูงสุดอิหร่าน เขาบอกว่า "ทรัมป์ต้องตัดสินใจโดยอิสระจากอิสราเอล ยุติการปิดล้อม และปลดล็อกทรัพย์สินของเราที่ถูกอายัดไว้" และ การพบหารือระหว่างทรัมป์กับคาเมเนอีนั้น "จะไม่เกิดขึ้น"






https://x.com/cnnipr/status/2062968112090091731


 

สถานการณ์ข้างล่างแสดงให้เห็นว่า "เส้นแบ่ง" (Red Line) ในฮ่องกงได้ขยับมาไกลมาก จากเมืองที่เคยมีเสรีภาพในการแสดงออกสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย กลายเป็นพื้นที่ที่แม้แต่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ไร้ความรุนแรงของหญิงชราก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป

https://www.facebook.com/reel/1026108343100076
https://www.facebook.com/share/v/1EE5AWTPR4/

Pipob Udomittipong 
14 hours ago
·
ตำรวจนอกเครื่องแบบใน #ฮ่องกง ควบคุมตัวหญิงชราวัย 78 ปีในย่านคอสเวย์เบย์ เนื่องจากชูนิ้วเป็นตัวเลข "6 และ 4" ซึ่งตำรวจหาว่าเป็นการรำลึกเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 ผู้ชายอีกคนที่ถือเทียนยืนอยู่แถวนั้น ก็ถูกจับตัวไปเช่นกัน
ส่วน Lee Cheuk-yan และ Chow Hang-tung นักกิจกรรมอาวุโส 2 คน ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นแกนนำจัดงานให้คนฮ่องกงหลายหมื่นคนจุดเทียนไว้อาลัยทุกวันที่ 4 มิถุนายน ถูกขังระหว่างพิจารณามาตั้งแต่ปี 2021 และอาจได้โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหา "ยุยงให้เกิดการล้มล้างรัฐบาล" คาดว่าศาลจะมีคำพิพากษาปลายเดือนก.ค.ปีนี้
.....

เพิ่มเติม

ย่านคอสเวย์เบย์ โดยเฉพาะบริเวณ สวนสาธารณะวิกตอเรีย (Victoria Park) เคยเป็นสถานที่จัดงานจุดเทียนไว้อาลัย (Candlelight Vigil) ในวันที่ 4 มิถุนายนของทุกปี แต่ในปัจจุบัน รัฐบาลฮ่องกงได้บังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติอย่างเข้มงวด

การแสดงสัญลักษณ์: การชูนิ้วเป็นเลข "6" และ "4" (สื่อถึงเดือน 6 วันที่ 4) หรือการพกพาวัตถุทางสัญลักษณ์ เช่น เทียนไข ดอกไม้ขาว หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่มีข้อความบางประเภท กลายเป็นสิ่งเสี่ยงต่อการถูกเพ่งเล็งและควบคุมตัวในข้อหายุยงปลุกปั่น หรือก่อความไม่สงบ

มาตรการเชิงรุก: ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบจะถูกวางกำลังไว้อย่างหนาแน่นเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดการรวมตัวหรือแสดงสัญลักษณ์ใดๆ แม้จะเป็นการกระทำโดยปัจเจกบุคคลก็ตาม

2. สถานะของอดีตแกนนำ: Lee Cheuk-yan และ Chow Hang-tung

ทั้งสองคนเป็นแกนนำของ พันธมิตรฮ่องกงเพื่อสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติในจีน (Hong Kong Alliance in Support of Patriotic Democratic Movements of China) ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่จัดงานรำลึกเทียนอันเหมินมาตลอด แต่กลุ่มนี้ได้ประกาศยุบตัวไปในปี 2021 หลังจากเผชิญแรงกดดันทางกฎหมาย

Chow Hang-tung (โจว หัง-ตง): ทนายความและนักกิจกรรมหญิงผู้เข้มแข็ง แม้จะถูกคุมขังอยู่ แต่เธอยังคงต่อสู้ในชั้นศาลอย่างเปิดเผยและใช้พื้นที่ศาลในการส่งเสียงสนับสนุนประชาธิปไตย เธอกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของการยืนหยัดในฮ่องกง

Lee Cheuk-yan (หลี่ จั่ว-เหริน): นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิแรงงานและนักการเมืองอาวุโส ซึ่งถูกคุมขังจากข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการประท้วงก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน

ข้อหาและโทษ: ข้อหา "ยุยงปลุกปั่นให้เกิดการล้มล้างอำนาจรัฐ" (Inciting Subversion) ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่จีนแผ่นดินใหญ่บังคับใช้กับฮ่องกงในปี 2020 มีบทลงโทษที่รุนแรงมาก โดยผู้กระทำผิดระดับแกนนำอาจต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ไปจนถึงสูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิต



https://www.facebook.com/pipob.udomittipong/posts/10164231992626649?ref=embed_post

Pipob Udomittipong 
16 hours ago
·
หลายวันก่อนครบรอบ 37 ปีของการสังหารหมู่ที่จัตุรัส #เทียนอันเหมิน ญาติของผู้เสียชีวิตหลายคนได้รับแจ้งจากทางการปักกิ่งเป็นครั้งแรกว่า ในปีนี้พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปเคารพหลุมศพของญาติ ๆ เหมือนที่เคยทำมาหลายสิบปีแล้ว ตามรายงานของ Radio Free Asia
สมาชิกกลุ่ม “แม่เทียนอันเหมิน” (Tiananmen Mothers) ซึ่งเป็นตัวแทนของครอบครัวผู้เสียชีวิต กล่าวว่า พวกเขาได้รับแจ้งจากสำนักงานความมั่นคงเทศบาลปักกิ่งว่า เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี ที่พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบริเวณสุสานว่านอัน ซึ่งเป็นที่ฝังศพของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์จำนวนมาก และจะไม่ได้รับอนุญาตให้จัดพิธีศพประจำปีด้วย
“พวกเขาไม่อนุญาตให้เราไปที่สุสานว่านอันแล้ว และไม่อนุญาตให้เราอ่านบทสวดหรือกล่าวคำไว้อาลัย” จาง เซียนหลิง สมาชิกของกลุ่มมารดาเทียนอันเหมิน กล่าวกับ RFA “การปฏิบัติเหล่านี้ ซึ่งเราเคยทำจนเป็นประเพณี กลับถูกห้าม ตอนนี้เราไม่ได้รับอนุญาตให้ไปสุสานด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
ทางกลุ่มจึงได้เขียนจดหมายประท้วงและเรียกร้องให้ทางการยกเลิกคำสั่งห้ามการไปเยี่ยมสุสานประจำปี โดยระบุว่าเป็นคำสั่งที่ “ไม่สมเหตุสมผล”
ต่อมา สำนักงานตำรวจนครบาลปักกิ่งแจ้งพวกเขาว่า หากสมาชิกในครอบครัวต้องการไปเคารพศพ พวกเขาต้องหลีกเลี่ยงวันที่ 4 มิถุนายน ให้ไปวันอื่นแทน และต้องทำเรื่องขออนุญาตเป็นรายบุคคลในนามครอบครัว และต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามไปด้วยหลังจากได้รับอนุญาตแล้ว พวกเขาจะไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเคารพศพรวมกันเป็นกลุ่ม
หลายสิบปีที่ผ่านมา สมาชิกกลุ่มแม่เทียนอันเหมินเดินทางไปยังสุสานว่านอันทุกวันที่ 4 มิถุนายน โดยมีตำรวจคุ้มกัน เพื่อแสดงความเคารพ และจางก็วางแผนที่จะทำเช่นเดียวกันในปีนี้ แต่เธอพบว่าในปีนี้ มีการส่งตำรวจมาประจำการใกล้บ้านของเธอตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคมแล้ว
https://www.rfa.org/.../china-tiananmen-mothers-cemetery.../




คดีความที่อาจทำให้ AI เผชิญชะตากรรมแบบเดียวกับ "อุตสาหกรรมยาสูบยักษ์ใหญ่" คดีนี้ถือเป็นการนำกฎหมายความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์มาใช้กับ AI ในรูปแบบใหม่ เราอาจจะได้เห็นประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นเกิดขึ้นจริงต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง








https://x.com/politico/status/2063290230569070670
.....

คดีความที่อาจทำให้ AI เผชิญชะตากรรมแบบเดียวกับ "อุตสาหกรรมยาสูบยักษ์ใหญ่"

การฟ้องร้องที่ระบุว่าแชทบอทเป็นผลิตภัณฑ์อันตรายกำลังเปิดฉากการต่อสู้ทางกฎหมายรูปแบบใหม่กับวงการเทคโนโลยี

กลยุทธ์ทางกฎหมายที่เคยสั่นคลอนอุตสาหกรรมยาสูบและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการฟ้องร้องแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจำนวนมาก กำลังกลายเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ตัวอย่างที่ชัดเจนและกล้าหาญที่สุดของภัยคุกคามนี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เมื่อ James Uthmeier อัยการสูงสุดรัฐฟลอริดาจากพรรครีพับลิกัน ได้ยื่นฟ้อง OpenAI และ Sam Altman ซีอีโอของบริษัท โดยกล่าวหาว่า ChatGPT เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้และความปลอดภัยสาธารณะ

คดีนี้ถือเป็นการนำกฎหมายความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์มาใช้กับ AI ในรูปแบบใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ที่โจทก์ใช้ฟ้องร้องแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรายใหญ่หลายพันคดีในปีนี้ นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังสะท้อนถึงการฟ้องร้องที่รัฐเกือบทุกแห่งในสหรัฐฯ เคยกระทำต่อบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งนำไปสู่การตกลงยอมความด้วยมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์และการกำหนดข้อจำกัดในการทำการตลาดบุหรี่

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่สภาคองเกรสยังล่าช้าในการออกกฎระเบียบความปลอดภัยด้าน AI ในระดับรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นช่องว่างทางนโยบายที่อาจกระตุ้นให้เกิดการฟ้องร้องในลักษณะเดียวกับกรณีของ Uthmeier มากขึ้น Michelle Lopes Maldonado รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย AI ของ Information Technology and Innovation Foundation (องค์กรคลังสมองที่ได้รับเงินทุนจากผู้พัฒนา AI เช่น Anthropic และ Alphabet) กล่าวว่า "การฟ้องร้องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความคับข้องใจที่ไม่มีมาตรฐานที่เป็นเอกภาพและชัดเจนในระดับรัฐบาลกลาง"

เมื่อเดือนมีนาคม คณะลูกขุนในรัฐนิวเม็กซิโกตัดสินให้ Meta มีความรับผิดกรณีล้มเหลวในการใช้มาตรการป้องกันที่เพียงพอต่อภัยคุกคามจากผู้แสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ (sexual predators) และคณะลูกขุนในรัฐแคลิฟอร์เนียยังพบว่า Meta และ YouTube จงใจออกแบบแพลตฟอร์มให้มีลักษณะเสพติด

ในขณะนี้ การฟ้องร้องของ Uthmeier ทำให้บริษัท AI ต่างกังวลว่าเหตุการณ์แบบเดียวกับที่อุตสาหกรรมยาสูบเคยเผชิญ (หรือที่เรียกกันว่าช่วงเวลา "Big Tobacco") กำลังจะมาถึงพวกเขาเช่นกัน

"มีความกังวล [ในหมู่บริษัท AI] เกี่ยวกับผลที่จะตามมาจากการใช้แนวทางความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์นี้" Maldonado กล่าว "มีความเป็นไปได้จริงที่อัยการสูงสุดของรัฐต่างๆ จะยื่นฟ้องร้องเพิ่มมากขึ้น"

Uthmeier ยืนยันว่า OpenAI ควรต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่ ChatGPT ถูกกล่าวหาว่าชักจูงให้ผู้ใช้ก่อความรุนแรงและประสบปัญหาสุขภาพจิต ทั้งนี้ OpenAI ไม่ได้ตอบกลับคำขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีดังกล่าว แต่ก่อนหน้านี้บริษัทได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและระบุว่ายังคงเดินหน้าเสริมสร้างมาตรการความปลอดภัยสำหรับ ChatGPT อย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา ผู้ใช้และครอบครัวได้ยื่นฟ้องบริษัทแชทบอท AI ไปบ้างแล้วในประเด็นเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพจิต แต่ Uthmeier ถือเป็นอัยการสูงสุดคนแรกที่ดำเนินการฟ้องร้องในลักษณะนี้ Matthew Bergman ทนายความผู้เป็นตัวแทนของผู้เสียหายในคดีการเสพติดโซเชียลมีเดียในรัฐแคลิฟอร์เนียและคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับแชทบอท (ในฐานะผู้ก่อตั้ง Social Media Victims Law Center) กล่าวว่า การเข้ามามีส่วนร่วมของบุคคลนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับความเคลื่อนไหวเพื่อความปลอดภัยของเด็กในโลกออนไลน์

ทำไมเหตุการณ์นี้ถึงถูกเปรียบเทียบกับกรณี "Big Tobacco" (อุตสาหกรรมยาสูบยักษ์ใหญ่)?

การเปรียบเทียบกับคดีฟ้องร้องอุตสาหกรรมยาสูบในยุค 1990 นั้น มีประเด็นสำคัญอยู่ที่การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางกฎหมาย 2 ประการ:

1. จากเรื่อง "เจตนา" (Intent) ไปสู่ ​​"ความรับผิดโดยเคร่งครัดต่อผลิตภัณฑ์" (Strict Product Liability)

ในอดีต บริษัทซอฟต์แวร์มักได้รับการคุ้มครองจากการถูกฟ้องร้องรับผิด แต่ในปัจจุบัน ฝ่ายโจทก์กำลังโต้แย้งว่าโมเดล AI ถือเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคที่มีข้อบกพร่อง ภายใต้หลักความรับผิดโดยเคร่งครัดต่อผลิตภัณฑ์ ทนายความไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่า OpenAI มีเจตนาทำให้เกิดความเสียหาย เพียงแค่ต้องพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีอันตรายร้ายแรงเกินสมควรในตัวมันเอง และบริษัทล้มเหลวในการแจ้งเตือนสาธารณะถึงความเสี่ยงที่ทราบอยู่แล้ว

2. การก้าวข้ามข้อจำกัดของมาตรา 230 (Section 230)

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ตใช้มาตรา 230 แห่งกฎหมาย Communications Decency Act เป็นเกราะป้องกัน โดยอ้างว่าตนไม่ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้น

เกราะป้องกันนี้เริ่มแตกร้าวอย่างหนักในเดือนมีนาคม 2026 เมื่อคณะลูกขุนในลอสแอนเจลิสตัดสินให้ Meta และ Google ต้องรับผิดชอบจากการออกแบบ "ฟีเจอร์ที่ก่อให้เกิดการเสพติด" ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่นรายหนึ่ง การฟ้องร้องเกี่ยวกับ AI ในปัจจุบันกำลังใช้แนวทางเดียวกันนี้ คือไม่ได้ฟ้องร้องเรื่องเนื้อหาที่นำมาใช้ฝึกสอน AI แต่ฟ้องร้องเรื่องโครงสร้างการออกแบบตัวระบบที่มุ่งเลียนแบบ ชักจูง และโต้ตอบกับมนุษย์

ผลกระทบในวงกว้าง

หากข้อโต้แย้งของรัฐฟลอริดาได้รับการยอมรับในชั้นศาล โมเดลธุรกิจทั้งหมดของ Generative AI จะต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ นี่เป็นสัญญาณเตือนไปยังทุกบริษัทที่นำ AI Agent หรือ LLM มาใช้งานว่า พวกเขาไม่สามารถมองข้ามมาตรการความปลอดภัย (guardrails) หรือมองว่าเป็นเพียงเรื่องรองหรือแค่เครื่องมือประชาสัมพันธ์ได้อีกต่อไป หากผลลัพธ์ที่ได้จากผลิตภัณฑ์มีส่วนเอื้อโดยตรงต่อการก่ออาชญากรรมหรือวิกฤตด้านสุขภาพจิต นักพัฒนา—และอาจรวมถึงผู้บริหาร—อาจต้องรับผิดชอบต่อค่าเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ รวมถึงต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผลิตภัณฑ์




วันเสาร์, มิถุนายน 06, 2569

“เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไทยหลงเข้าไปเล่นในยุทธศาสตร์ของกัมพูชา” เมื่อยกเลิก ‘เอ็มโอยู’ ๔๔ จนได้ อาจเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบเขาพระวิหาร

มัวแต่ดูนักวิชาการฟัดกันเพลิน แถมมีพวกเทือกเดียวกันช่วยผสมโรงสนุกใหญ่ เดี๋ยวเผลอปล่อยให้นักชาตินิยมพารัฐบาลสีน้ำเงินเข้ารกเข้าพง กรณีพิพาทชายแดนกับเขมร จนอาจเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบเขาพระวิหาร

“เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไทยหลงเข้าไปเล่นในยุทธศาสตร์ของกัมพูชา” อจ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ ชวนให้หันไปจับตาดูความเสียหายที่จะตามมา จากการที่รัฐบาลดำเนินการยกเลิก เอ็มโอยู ข้อตกลงเมื่อปี ๒๕๔๔ จนได้ เพราะแรงดันของขบวนการคลั่งชาติแท้ๆ

อจ.พวงทองบอกว่า กระทวงต่างประเทศน่ะรู้ดีว่ายุทธศาสตร์ของกัมพูชาจะหันไปใช้ “กลไกประนอมความภาคบังคับตาม UNCLOS...และมีตัวอย่างที่ประเทศอื่นทำกันมาจนยุติความขัดแย้งได้แล้ว” เธอว่า ยุทธศาสตร์ของกัมพูชานั้น

“เวลามีปัญหากับไทยก็คือ หันไปใช้กลไกพหุภาคี” กรณีพิพาทเขาพระวิหารเมื่อช่วงปี ๒๕๕๑ ถึง ๒๕๕๔ กัมพูชาดึงอาเซียนและสภาความมั่นคงยูเอ็น เข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ครั้นเมื่อการเจรจาล้มเหลว กระแสชาตินิยมของทั้งสองฝ่ายก็ร้อนระอุ

“เกิดการปะทะชายแดน กัมพูชาก็นำคดีนี้กลับไปให้ ICJ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตีความคำตัดสินอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ไทยสูญเสียพื้นที่รอบปราสารทพระวิหารเพิ่มขึ้น” ซึงตอนนั้นคณะกรรมการศาลโลกประกาศให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว

รัฐบาลประชาธิปัตย์ขณะนั้นสร้างกระแสชาตินิยมโหมหนัก ว่ากัมพูชาเอาพื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตาราง กม.ไปขึ้นทะเบียนรวมด้วย รณรงค์ยับยั้งการขึ้นทะเบียนมรดกโลกกันขนานใหญ่ กัมพูชาจึงนำคดีไปสู่ศาลโลก มาครั้งนี้การยกเลิก MOU ๒๕๔๔ เข้าทางเดียวกัน

กัมพูชาเชิญชวนจีน สหรัฐ และอาเซียนเข้ามาไกล่เกลี่ย แล้วประกาศว่าจะนำพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาท ๓ หลังไปให้ศาลโลกตัดสิน แต่ไปไม่ถึงเพราะไทยไม่ได้เป็นภาคีศาลโลก แล้วแทนที่ไทยจะเจรจาทวิภาค๊ต่อไป กลับประกาศยกเลิก MOU 2544 เสียนี่

อีกอย่างขบวนการคลั่งชาติอ้างพระบรมราชโองการ เรื่องเส้นเขตแดนทางทะเลและไหล่ทวีป อันเป็นการแถลงของไทยฝ่ายเดียว “นี้มีคนแย้งแน่นอน และแย้งกันมาเยอะแล้วทั้งเมียนมาร์ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และกัมพูชา”

พระบรมราชโองการ นั่นใช้ได้แต่ในประเทศไทยเท่านั้น นานาชาติเขาไม่ได้พินอบพิเทากับประเด็นนี้ ตราบเท่าที่ข้อตกลงระหว่างประเทศไม่ได้ครอบคลุม หากเส้นเขตแดนที่ประกาศราชกิจจาฯ มันล้ำเข้าไปเลยไหล่ทวีป “เส้นของไทยก็ต้องถอยออกมา”

(https://www.facebook.com/skymantaf/posts/22H4NTeaXyX และ https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts09Zp4mQ4H)