ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ - Suphanat Minchaiynunt8 hours ago
·
ตามคาด “รอดยกแก๊ง”
#ทุจริตกทม. เครื่องออกกำลังกายแพง ลู่วิ่งแพง 750,000 - ปรับคนละ 600 บาท แล้วยุติเรื่อง



เนื่องในวันครบรอบ 2 ปี ทุจริตเครื่องออกกำลังกายแพง (ลู่วิ่ง 750,000) ผมเลยขอประกาศ “ผลการสอบสวน” แบบชัดๆ ของคกก.สอบสวนวินัยร้ายแรง ที่ผู้ว่ากทม.แต่งตั้งขึ้น ได้ทำการสอบสวนจนท.รวม 32 ราย และตัดสินว่า

จนท. 20ราย “ไม่มีความผิด”

ส่วนอีก 12ราย “ผิดไม่ร้ายแรง” สั่งปรับ 2% ของเงินเดือน (หรือแค่ 600บาท/คน) แล้วปิดคดี

เรื่องนี้ ผมคงยอมไม่ได้ เพราะทั้งที่ กทม.เสียหายเป็น ร้อยล้าน แต่คกก.ที่ผู้ว่าตั้งกลับสอบสวนแบบฟอกขาว โดยธงคือขอแค่มีคำว่า “ผิด” เอาไว้ตอบสื่อไวๆว่า “ลงโทษแล้วนะ”
แต่แท้จริงๆ บทลงโทษคือ “ปรับแค่ 600 บาท” และยังทำงานต่อในกทม.


ซึ่งนี่ไม่ต่างอะไรกับการยืนยันว่า คดีนี้ “ไม่ได้โกง” แค่บังเอิญผิดพลาด จนซื้อของแพงกว่าราคาปกติ 5-10 เท่า และคนกรุงก็ต้องก้มหน้ารับสภาพ โดนปล้นเงินฟรีๆเป็นร้อยล้าน ทั้งที่เป็นคดีทุจริตที่ทุกคนเห็นคาตาว่า ”โกง“
ไม่ว่าจะ “ล็อคสเปกสินค้า” “ล็อคคุณสมบัติ” “ล็อคผลงาน” “ปั้นราคากลางแพงเกินจริง” “โกงสืบราคาพวกเดียวกัน” ตลอดขบวนการมีแต่การ ”โกง“
แต่ในสายตาของคกก.ที่ผู้ว่าแต่งตั้งมาสอบ การโกงตลอดขบวนการแบบชัดเจนขนาดนี้ กลับเป็นแค่เรื่องเล็กๆที่ “ผิดไม่ร้ายแรง”

เรื่องนี้ ผมเคยเตือนเมื่อปีที่แล้ว
https://www.youtube.com/watch?v=Hrllwd-aLhg ว่าจะรอดหมด แต่กทม.ออกมาโต้ว่ายังสอบสวนอยู่ และสุดท้ายก็เกิดขึ้นจริง
นี่คงเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผมที่หลงเชื่อกทม. และไม่คิดว่า กทม.จะกล้าตบหน้าคนกรุงเทพ เสมือนว่า ต่อให้รู้ว่าโกง แล้วจะทำไม
สำหรับผม การสอบสวนของคกก. เป็นการสอบที่น่าเกลียดที่สุด เพราะคดีอื่นอย่างพวก ยืมนาฬิกาเพื่อน, ซุกหุ้นศักดิ์สยาม, โกงเช่ารถขยะ EV, หรือ เขากระโกง คดีพวกนี้ยังมีความซับซ้อนในการทุจริตมากกว่าคดีเครื่องออกกำลังกายหลายเท่า

การสอบของกทม. ไม่ใช่แค่เสมือนเป็นการ “ล้มคดี” แต่คือการดูถูกคนกรุงเทพฯ และเป็นการสร้างมาตรฐานให้หน่วยงานอื่นไปลอกเลียนแบบตาม ถ้าขนาดกทม.ที่สร้างภาพว่าสะอาด โปร่งใส ยังถือว่า การกระทำเหล่านี้ไม่ผิด ต่อไปก็จะมีหน่วยงานอื่นๆไปลอกวิธีการโกงของกทม.ไปใช้ทั่วประเทศ และประเทศจะเสียหายขนาดไหน?

รายละเอียดการสอบสวน ผมสรุปง่ายๆคือ คกก.ที่ผู้ว่าแต่งตั้ง ใช้ดุลพินิจโดยแยกการสอบออกเป็น 2 เรื่อง คือเรื่องราคาของแพงหรือถูก และ เรื่องสเปกว่ากีดกันไม่กีดกัน
1. เรื่องราคา ทางคกก.ตรวจสอบ เครื่องออกกำลังกายที่ซื้อแพงหรือถูก โดยการส่งหนังสือไปถามยังบริษัทขายเครื่องออกกำลังกาย 7 บริษัท ให้ช่วยจัดทำใบเสนอราคาให้ โดยส่วนใหญ่กทม.ไปถามคือบริษัทฟิตเนส อาทิ Fitness First, We Fitness (ซึ่งไม่ได้ขายเครื่องออกกำลังกาย และเขาก็ไม่มีทางใช้ เครื่องยี่ห้อกับที่กทม.ล็อคสเปกจัดซื้อมาอยู่แล้ว เพราะคือ OEM ที่ไม่มีขายในท้องตลาด)
และที่หนักกว่าคือ แทนที่คกก.จะถามบริษัทที่ขายเครื่องออกกำลังกายเจ้าอื่นๆในตลาด รวมถึงเอกชนที่เคยทำเรื่องร้องเรียนต่อกทม.ว่า TOR ของกทม.ทุจริต ล็อคสเปก แต่คกก.ของกทม.(แกล้งโง่) ไปถาม คือบริษัทที่ชนะประมูลขายลู่วิ่งล็อคสเปคแพงๆ ให้กทม. (ทั้งที่บริษัทเหล่านี้ควรเข้าข่ายต้องสงสัยว่า สมรู้ร่วมคิดทุจริตเสนอราคา แต่กทม.กลับยังจะไปถามราคา) และก็เป็นไปตามคาด ทุกบริษัท ไม่มีบริษัทไหน เสนอราคากลับมาให้กทม.
เมื่อไม่มีบริษัทไหนตอบ คกก.สอบสวนของกทม.ก็เลยสร้างบทขึงขังปลอมๆขึ้นมา โดยไปลงพื้นที่แวะร้านขายลู่วิ่งซัก 2 ร้าน ให้พอเป็นพิธี ข้าไปถามเขาว่ามีเครื่องออกกำลังกายแบบในสเปกที่กทม.จัดซื้อไม่ ซึ่งพอทั้ง 2 ร้านไม่มีสเปกแบบที่กทม.จัดซื้อ คกก.ก็เลยสรุปว่า ในเมื่อไม่เจอลู่วิ่งแบบที่ตัวเองจัดซื้อ ก็ถือว่า ไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ราคาที่กทม.ซื้อนั้นแพงหรือถูก และก็เลยสรุปว่า งั้นถือว่า “ผิดไม่ร้ายแรง” ตัดเงินเดือนแค่ 2% คนละ 600บาท ละกัน
2. เรื่องการล็อคสเปก คกก.ไม่ได้ให้รายละเอียดการสอบมากนัก แค่สรุปว่า ตัวจนท.คกก.ที่จัดทำคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ (สเปก) และ ราคากลาง (TOR) ได้เขียน TOR กีดกัน แต่สำหรับคกก.ถือว่า “ผิดไม่ร้ายแรง” เลยปรับจนท.ที่เขียนเงินเดือนแค่ 2% แล้วยุติเรื่อง

และที่ร้ายแรงที่สุดคือ ผู้ว่าชัชชาติ “รับทราบ” และ “เห็นชอบ” กับรายงานผลการสอบสวน โดยไม่ได้สั่งสอบใหม่แต่อย่างใด
ซึ่งไม่รู้ว่า ผู้ว่าอาจจะคิดว่า คกก.สอบสวนดีแล้วหรือไม่ ถึงเห็นชอบรายงาน แต่สำหรับผม คกก.ตกหล่นหลายเรื่องมาก และเป็นการฟอกชาวให้จนท.ทุจริตแบบสุดๆ
(ผมมีสรุปผลสอบ “ตีลับ” สื่อมาขออ่านได้ แต่กทม.ตีลับไม่ให้ผมโพส)

ทั้งนี้ การสอบของคกก.มีเรื่องที่ตกหล่น และเป็นการฟอกขาว ที่ผมเห็นแย้ง 5 ประเด็น
1. เรื่องจงใจ ล็อคสเปกสินค้า โดยเขียนสเปกแบบเจาะจง ที่มีแค่ยี่ห้อเดียวเท่านั้น ซึ่งคกก.มองว่า ไม่ร้ายแรงและปรับเงินเดือนแค่ 2% (600 บาท)
แต่ผมขอโต้แย้งว่า จากที่คกก.ลงพื้นที่และหาก็เครื่องออกกำลังกายแบบสเปกที่กทม.ซื้อไม่เจอ นี่ย่อมชัดเจนแล้วว่า เครื่องที่ซื้อมันล็อคสเปก ซึ่งตามพรบ.จัดซื้อ คดีมันร้ายแรงมาก ซึ่งคกก.ควรตั้งคำถามไปยังจนท.ว่า เอาสเปคพวกนี้มาจากไหน และมียี่ห้อไหนที่ผ่านสเปคแบบนี้ หรือให้เอกชนเขียนสเปกให้กันแน่?
2. เรื่องจงใจ จัดทำราคากลางที่แพงเกินจริง ซึ่งการที่คกก.ไปถาม6บริษัท และลงพื้นที่ 2ร้านค้า แล้วไม่ได้คำตอบเลยสรุปไม่ได้ว่าแพงไหม แต่ก็ปรับ 600 บาท
ผมขอโต้แย้งว่า สิ่งที่คกก.ควรพิจารณาคือ จนท.มีเหตุผลอะไรที่ ไม่ใช้ราคากลางเดิม เพราะแต่ก่อน สมัยผู้ว่าอัศวิน ปี 63-64 กทม.เคยซื้อลู่วิ่ง 250,000 บาท (แม้จะแพงแต่ก็ไม่แพงเท่าครั้งนี้) แต่พอมาสมัยผู้ว่าชัชชาติ ปี 66 กลับแก้ราคากลางเป็น เป็น 750,000บาท โดยที่บางอันแทบจะเป็นสเปกไม่ต่างจากเดิม ซึ่งมีความผิดตามพรบ.จัดซื้อจัดจ้าง
3. เรื่องจงใจสืบราคากับบริษัทเจ้าเดิมๆบางรายเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ คกก.ได้ละเลยไม่ตรวจสอบ
แต่ถ้าดูในรายละเอียดเราจะพบว่า จนท.มีการสืบราคากับเอกชนเจ้าเดิมตลอด และบางรายไม่เคยมีประวัติการซื้อขายเครื่องออกกำลังกายกับกทม.มาก่อน แต่พึ่งจดทะเบียนเปิดบริษัทมาใหม่ แต่จนท.กทม.กลับตรัสรู้ได้เองว่า เขาขายเครื่องออกกำลังกายแล้วไปขอสืบราคาจากเขา (ซึ่งใครๆก็รู้ว่านี่คือพฤติกรรมฮั๊วการสืบราคา ระหว่างจนท.กับเอกชน)
4. เรื่องการจงใจเขียน TOR ล็อคคุณสมบัติ กีดกันไม่ให้คนอื่นเข้าเสนอราคาได้ โดยระบุว่าต้องมีหนังสือรับรองว่า ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิตหรือจากตัวแทนจำหน่ายในไทยให้มีสิทธิขายเท่านั้น
ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นว่าทางคกก.สอบสวนละเลยไม่ได้พูดถึง ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่เพราะการเขียนแบบนี้เท่ากับล็อคให้เฉพาะตัวแทน/ผู้ผลิต สามารถเท่านั้น ที่สามารถล็อคมงได้ว่า จะออกหนังสือแต่งตั้งใครมีสิทธิขายของให้กทม.และการแข่งขันจะเกิดได้อย่างไร? ซึ่งต่อให้ เอกชนเจ้าอื่นไปนำเข้าสินค้าเหมือนกันมาจากต่างประเทศเพื่อจะขายให้กทม.ในราคาถูกก็ทำไม่ได้ เพราะกทม.ล็อคว่าต้องมีหนังสือรับรอบ
5. เรื่องจงใจเขียน TOR ล็อคผลงาน ผู้เสนอราคา โดยเขียนผลงานให้เข้ากับบริษัทพวกตัวเอง และเพื่อกีดกันไม่ให้บริษัทอื่นเข้าเสนอราคาได้
ซึ่งเรื่องนี้ คกก.ไม่ได้ลงรายละเอียด แต่มันชัดเจนว่า TOR ที่เขียน กำหนดผลงานที่สูงเกินจริง ต้องเคยซื้อขายกันมาก่อน 2-3 สัญญา ซึ่งแม้แต่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หลายพันล้าน ยังไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้ แต่คกก.กลับไม่ได้เจาะจงเรื่องนี้เช่นกัน
[สั่งตรวจแค่ 7 โครงการ จาก 24 โครงการ โดยแต่ไม่ยอมตรวจอีก 17 โครงการที่ทุจริต]

เพิ่มเติม เรื่องที่ใหญ่กว่าข้อสังเกต 5 ข้อต่อคกก. และเป็นคำถามที่ผมต้องจี้ถาม
#ผู้ว่าชัชชาติ ดังๆ และจริงๆก็เคยจี้มาหลายครั้ง ผ่านสื่อต่างๆ คือ โครงการทุจริตเครื่องออกกำลังกาย จริงๆแล้วมีประมาณ 24โครงการ แต่ ผู้ว่ากทม.เลือกตั้งคกก.สอบสวนแค่ 7 โครงการเท่านั้น โดยไม่ตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ
ซึ่งเรื่องนี้ ผมมีการออกมาโพสจี้ และให้สัมภาษณ์นักข่าวหลายรอบ จนมีนักข่าวมติชนไปสัมภาษณ์จี้ผู้ว่า เมื่อวันที่ 31/7/2567
https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_4710685 และผู้ว่าชัชชาติตอบว่า ตรวจหมด ไม่ใช่แค่ 7 โครงการ

แต่จากหนังสือ “ตีลับ” ของกทม.ที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการติดตามงบฯ พบว่า คำสั่งที่ผู้ว่าชัชชาติลงนาม ทั้งคำสั่งที่ 1821/2567 ลงวันที่ 17/6/2567 และคำสั่งที่ 2364/2567 ลงวันที่ 1/8/2567 พบว่า
ผู้ว่าชัชชาติได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง “เพียง 7 โครงการ” เท่านั้น ไม่ใช่ทุกโครงการ (24 โครงการ) ตามที่ผู้ว่าชัชชาติกล่าวอ้าง
ทั้งนี้ ผมได้ทำหนังสือถึงผู้ว่า เมื่อวันที่ 14/3/68 ว่าขอให้ตรวจสอบอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งจนถึงวันที่ผู้ว่าลาออก ทางผู้ว่าไม่เคยชี้แจงตอบกลับหนังสือผมฉบับนี้ว่าจะตั้งคกก.สอบหรือไม่ (เช่นเดียวกับหนังสือที่ผมส่งจี้เรื่องทุจริต เรื่องอื่นๆ ผู้ว่าจะไม่เคยตอบผมเลย) ซึ่งผิดกับเรื่องทั่วไป ที่ถ้าส่งแล้วผู้ว่ายังพอจะตอบกลับมาบ้าง แต่เรื่องทุจริต ไม่เคยมีตอบกลับมาเลย

ทั้งนี้ ผมมั่นใจว่า ถ้าผู้ว่ายอมให้มีการตรวจสอบ ทั้ง 24 โครงการ เราจะเห็นแพทเทินการโกงที่ทำมาเป็นขบวนการมากกว่าเดิม และผลการสอบจะไม่ออกมาฟอกขาวจนท.แบบนี้ แต่นี่กลับตัดตอนการสอบสวน ให้เหลือแค่ 7 จาก 24 โครงการ จนสาวไม่ถึงตัวการใหญ่
ซึ่งใน 17 โครงการที่ไม่ได้สอบ มีการล็อคสเปกเยอะมาก โดยจนท.กลุ่มเดิม และรวมทั้งมีการซื้อลู่วิ่งตัวละ 500,000 ซึ่งผู้ว่าเลือกตรวจแค่ตัวละ 750,000 ที่อยู่ใน 7 โครงการ แต่ไม่ตรวจตัวละ 500,000 ที่อยู่ใน 17 โครงการที่เหลือ และพอรวมทุกโครงการ มันคือการทุจริต ระดับร้อยล้าน ที่เป็นเงินของคนกรุงเทพ

ปล. ถ้าผมต้องเลือกระหว่าง ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ กับ โดนทัวร์คนรักผู้ว่าที่อาจจะมองข้ามเรื่องทุจริต สนใจแค่ผู้ว่า แล้วเลือกมาถล่มผม (ทั้งที่หลักฐานชัดทุกอย่าง) ผมก็ขอรับทัวร์นั้น
แต่ผมคงไม่ยอมให้คนกรุงเทพโดนโกงเงินเป็นร้อยล้านฟรีๆ โดยไม่ทำอะไร ทั้งที่ผมรู้และติดตามเรื่องนี้มาตลอด และจะไม่ปล่อยให้กทม.เซตมาตรฐานปกป้องคนโกงและการสอบสวนการโกงแบบผิดๆ แล้วยังลอยนวล เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างกับหน่วยงานอื่นๆ ไปลอกเลียนแบบแล้วไปโกงเงินคนทั่วประเทศ


สำหรับใครที่ถามว่าทำไมต้องมาพูดตอนนี้ ก็ต้อมถามกลับว่า “การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ เราต้องเลือกเวลาด้วยหรือครับ?
แต่ถ้าอยากรู้ ผมก็ขอชี้แจงตามตรงว่า
1) ผมเชื่อว่าเรื่องนี้สังคมควรรู้ และผมเคยรอผู้ว่าชัชชาติ ประกาศผลสอบเอง แต่ไม่เคยเกิดขึ้น
2) ในรายการคุณสรยุทธ์เมื่อเดือนที่แล้ว พี่ยุทธจี้ถาม แต่ผู้ว่าพูดแทงกั๊กตอบไม่หมด ว่ารายละเอียดอย่างไร และไม่มีสื่อไหน กล้าถามผู้ว่าเรื่องนี้เลย
3) ครบรอบ2ปี คดีนี้พอดี เมื่อวันที่ 6/6/2567

เผื่อใครไม่ทราบ ผมก็ตามเรื่องนี้มาตลอด ดูได้ในลิงค์บางส่วน
https://www.facebook.com/share/14h1JNfttJq/?mibextid=wwXIfrhttps://www.facebook.com/share/1CPYfjWys3/?mibextid=wwXIfrhttps://www.facebook.com/share/1BtUf2Trv3/?mibextid=wwXIfrhttps://www.youtube.com/watch?v=JJOsFo3VAvYhttps://www.facebook.com/share/1E5Q4L4mKR/?mibextid=wwXIfrhttps://youtu.be/Hrllwd-aLhg?si=TqJeHPltuIC61BjMhttps://www.facebook.com/share/r/1Bc3Dh1pj9/?mibextid=wwXIfrhttps://today.line.me/th/v3/article/PGoRJ87https://www.facebook.com/photo/?fbid=970396339329003&set=a.113896984978947.....
ถาม AI ทำไมถึง“รอดยกแก๊ง”
กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลการตัดสินกรณี "ทุจริตเครื่องออกกำลังกาย กทม. ราคาแพงเกินจริง" ที่หลายคนมองว่าเป็นไปตามคาดในลักษณะ "รอดยกแก๊ง" หรือโทษที่ได้รับไม่สมกับมูลค่าความเสียหาย (เช่น การปรับเป็นเงินจำนวนน้อยแล้วยุติเรื่อง) มักเกิดจากปัจจัยและกลไกทางกฎหมายรวมถึงกระบวนการตรวจสอบในระบบราชการไทย ดังนี้ครับ
1. ข้อจำกัดทางกฎหมายและการเอาผิดรายบุคคล
ในคดีทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง หลายครั้งที่ "ตัวการใหญ่" หรือผู้มีอำนาจระดับสูงรอดพ้นความผิด เป็นเพราะกระบวนการจัดทำเอกสารและการอนุมัติโครงการถูกกระจายความรับผิดชอบไปยัง "คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง" หรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ทำให้การสาวทวนพยานหลักฐานไปถึงผู้บงการหรือผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงทำได้ยากตามหลักกฎหมายที่ต้องพิสูจน์ "เจตนา" และหลักฐานเชิงประจักษ์
2. การแยกแยะระหว่าง "ความบกพร่อง" กับ "ความตั้งใจทุจริต"
ในหลายคดีที่ผลการสอบสวนออกมาเป็นการเปรียบเทียบปรับจำนวนไม่มากแล้วยุติเรื่อง มักเกิดจากการที่คณะกรรมการสอบสวน (ไม่ว่าจะเป็นชุดภายในหรือหน่วยงานตรวจสอบ) วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเพียง "ความบกพร่องทางการบริหาร" ความประมาทเลินเล่อ หรือการไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุอย่างเคร่งครัด แทนที่จะตัดสินว่าเป็น "อาญาร้ายแรงหรือการทุจริตเชิงนโยบาย" เมื่อข้อหาถูกลดทอนลงมาเป็นความผิดลหุโทษหรือความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง บทลงโทษจึงออกมาในรูปแบบของการคาดโทษ ภาคทัณฑ์ หรือปรับเงินจำนวนเล็กน้อยตามระเบียบราชการ
3. ปัญหาโครงสร้างราคาประเมินและ "ราคากลาง"
ประเด็นลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีราคาสูงถึง 750,000 บาทต่อเครื่อง มักถูกต่อสู้ในชั้นสอบสวนด้วยข้ออ้างเรื่อง "คุณลักษณะเฉพาะ (Spec)" ที่ระบุว่าเป็นเกรดอุตสาหกรรม (Commercial Grade) ที่ใช้ในฟิตเนสขนาดใหญ่ มีความทนทานสูง พร้อมระบบซอฟต์แวร์และการรับประกันระยะยาว ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับราคากลางที่ตั้งไว้โดยมีเอกสารใบเสนอราคาจากเอกชนรองรับอย่างถูกต้องตามขั้นตอน (แม้ในความเป็นจริงราคาจะดูเกินจริงไปมาก) ก็ทำให้ในทางกฎหมายถือว่า "ทำตามขั้นตอนของราคากลางแล้ว" การเอาผิดในข้อหาทุจริตเต็มรูปแบบจึงทำได้ยาก
4. อายุความและการดึงเชงในกระบวนการยุติธรรม
เมื่อคดีลากยาวมาจนครบรอบ 2 ปี หรือมากกว่านั้น ความตื่นตัวของสังคมเริ่มลดลง เอกสารหลักฐานบางอย่างอาจสูญหาย หรือพยานบุคคลเริ่มให้การไม่ชัดเจน ประกอบกับการต่อสู้คดีที่มีเทคนิคทางกฎหมายมากมาย ทำให้หลายคดีจบลงด้วยการประนีประนอม หรือลงโทษเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่เป็นผู้ลงนามในเอกสารเพื่อปิดคดีให้จบไป
ข้อสังเกต: เหตุการณ์ในลักษณะนี้มักสร้างความสะเทือนใจและลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ของประเทศ เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่า "ระบบราชการมีเกราะป้องกันตัวเอง" ที่หนาแน่น และกลไกการตรวจสอบภาคประชารัฐยังไม่สามารถเจาะทะลุเข้าไปลงโทษผู้กระทำความผิดที่แท้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร