วันพุธ, กรกฎาคม 08, 2569

ยุบ กอ.รมน.ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็นอะไร ทำได้สองทาง ถ้า ครม.หรือสภาผู้แทนฯ ไม่ทำ ประชาชนหมื่นคนขึ้นไปก็เสนอ “ตรากฎหมายใหม่มายกเลิก กม.เก่า” ได้

จาก สส.รอมฎอน ปันจอร์ เมื่อคืนนี้เอง ให้ข่าวว่า “เลขาธิการ กอ.รมน./เสธ.ทบ. น้อมรับข้อเสนอ กมธ.งบ70 เตรียมออกประกาศให้การทำ #ไอโอ แพร่มลทินต่อประชาชนเป็น ค.ผิดทางวินัย ติดตามครับ”

อันเนื่องมาจาก วันมูหะมัดนอร์มะทา พูดถึง กอ.รมน.หน่วยงานที่ทหารมีสำหรับควบคุมและกำกับประชาชนให้อยู่ในกรอบ ว่ายุบได้แล้ว “ไม่แน่ใจว่าเหตุผลที่มี กอ.รมน.ขึ้นมาเพราะอะไร ใช้งบประมาณเป็นพันล้านบาทในหลายปี”

แกว่า “ลองสอบถาม สส. จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า กลัวอะไรมากที่สุดในตอนนี้ เขากลัว กอ.รมน. เพราะ สส. ยังถูกยิง แล้วประชาชนจะหวังอะไรจากความมั่นคงของชาติ” สส.ที่ถูกลอบยิงดังว่านั้นคือ กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ

เป็นการอภิปรายในกรรมาธิการงบประมาณฯ ที่ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ชมว่า “ยกระดับความแหลมคมเชิงพัฒนา เมื่อมีการเสนอให้ยุบหน่วยงานที่มีภารกิจทับซ้อนและไม่สอดคล้องกับบริบทแห่ง ศต. ๒๑ อย่าง กอ. รมน. และ ป.ย.ป.” (สนง.ขับเคลื่ิอนปฎิรูป - มรดก คสช.)

กรณีหลังนี่ อจ.วีระ ธีรภัทร แจ้งว่าเกี่ยวกับ สนง.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง“คิดว่าน่าจะมีการยุบหน่วยงานนี้เลยด้วยซ้ำไป แล้วถ่ายโอนข้าราชการที่อยู่ใน สนง.นี้ กลับไปอยู่ในหน่วยงานที่เขาทำงานได้อยู่แล้ว”

ด้าน กอ.รมน.นั้น อนุทิน ชาญวีรกูล พูดเสียงแข็งยังไงก็ยุบไม่ได้ เพราะ “อยู่คู่ชาติไทยมานาน” แต่ ณพัทธ์ นรังศิยา สส.และรองโฆษกพรรคประชาชน ถามแยงเกล็ดว่า “งี้ถ้าเป็นการทุจริต จะจัดการยังไง อยู่คู่ชาติไทยมาก่อน กอ.รมน.อีก”

ส่วน อจ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ บอกว่าการยกเลิก กอ.รมน.ไม่ได้ยากเย็นเกินไปหรอก เพียงต้องยกเลิก พรบ.ความมั่นคงภายใน พ.ศ.๒๕๕๑ ที่สร้างขึ้นมาด้วยอิทธิฤทธิ์ของคณะรัฐประหาร คมช. โดยผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ “ตรากฎหมายใหม่มายกเลิก กม.เก่า”

ทำได้สองแนวทาง ได้แก่ ประการแรก “คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถจัดทำ ร่าง พรบ.เพื่อการยกเลิกขึ้น” แล้วเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสองสภา เมื่อผ่านการเห็นชอบก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

อีกทาง “ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน สามารถเข้าชื่อกันเพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายดังกล่าวได้ โดยต้องยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา” ให้สภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา พิจารณาตามขั้นตอนปกติ

(https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/2HSDcK14W, https://www.facebook.com/reel/2018353468790768 และ https://www.facebook.com/PhichainaBhuket/posts/SNK5Ev4c4u) 

จากเด็กหนุ่มวัย 17 ปีที่เคยขึ้นปกนิตยสาร TIME ในฐานะสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ อยู่ในคุกมาแล้วนานกว่า 5 ปี 7 เดือน ตั้งแต่อายุ 24 จนตอนนี้ 29 ปี ด้วยคดีที่เรียงยาวเป็นหางว่าว เรื่องราวของโจชัว หว่อง คือเครื่องเตือนใจถึงราคาอันมหาศาลที่ตระกูลนักเคลื่อนไหวในฮ่องกงต้องจ่ายในยุคที่ระเบียบการเมืองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


Patrick Patcharapon
9 hours ago
·
โจชัว หว่อง ยอมจำนนต่อโลกความจริง เตรียมสารภาพคดีความมั่นคง

โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยฮ่องกง อยู่ในคุกมาแล้วนานกว่า 5 ปี 7 เดือน ตั้งแต่อายุ 24 จนตอนนี้ 29 ปี ด้วยคดีที่เรียงยาวเป็นหางว่าว และคดีที่โทษหนักหนาที่สุดคือคดีฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคง 2 คดี.

เมื่อดูจากปฏิทินศาลสูง มีการระบุชัดเจนว่า 2 กันยายน 2026 เขามีนัดพิจารณาคดีฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติครั้งที่ 2 ทางตุลาการระบุว่าเป็น "การรับสารภาพและพิพากษาโทษ" นอกจากนั้นยังเป็นการนัดเพียงวันเดียวเท่านั้น ทำให้คาดการณ์ได้ว่า โจชัว หว่อง จะรับสารภาพและไม่สู้คดีให้ลากยาว.

ถ้ามองอีกมุม นี่อาจจะไม่ใช่เพียงการรับสารภาพจากใจจริงๆ แต่เป็นการยอมจำนนเพื่อไม่ให้เจ็บตัวหนักขึ้น เพราะโอกาสชนะคดีริบหรี่มาก คดีส่วนใหญ่ถูกพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่ถูกเลือกมาโดยเฉพาะจากฝ่ายจีน และไม่มีคณะลูกขุน โอกาสที่นักเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตยจะหลุดคดีหรือศาลยกฟ้องนั้นแทบจะเป็นศูนย์.

ฝืนสู้แล้วแพ้จะเจ็บหนักกว่าเดิม ดูอย่างเคสของ จิมมี่ ไล ที่เลือกสู้คดีและปฏิเสธข้อกล่าวหา ผลลัพธ์คือถูกตัดสินจำคุกถึง 20 ปี.

ตอนนี้คนฮ่องกงต่างอยู่ในภาวะที่เรียกว่า "ภาวะเหนื่อยล้าทางการเมือง" คือไม่อยากอินการเมืองแล้ว ประท้วงก็เสี่ยงคุก สู้ไปก็ไม่ชนะ ก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อเอาชีวิตรอดดีกว่า.

แต่ในมุมกลับกัน กลุ่มคนที่โดนคดีจากการประท้วงเมื่อหลายปีก่อน ทุกวันนี้ยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้คดีอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางกระแสสังคมที่ค่อยๆ เงียบหายไป มันทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกทอดทิ้งให้สู้เพียงลำพัง.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1053539680569822&set=gm.2694589547627247&idorvanity=360605677692324





บทความของ จูเลียน อี. เซลิเซอร์ ใน Foreign Policy พาเรามองย้อนหลัง คำเตือนของคาร์เตอร์ "อะไรคือปัญหาของอเมริกา?" นั้นสำคัญและถูกต้องมากในสมัยนี้


https://foreignpolicy.com/2026/07/06/jimmy-carter-speech-malaise/

บทความของ จูเลียน อี. เซลิเซอร์ (Julian E. Zelizer) ชิ้นนี้พากลับไปสำรวจหนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกตัดสินและเข้าใจผิดมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ นั่นคือ สุนทรพจน์ "Crisis of Confidence" (หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า "Malaise Speech") ของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1979

เซลิเซอร์มองว่า สิ่งที่คาร์เตอร์พูดในวันนั้นไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการวินิจฉัยโรคทางโครงสร้างและจิตวิญญาณของอเมริกาที่แม่นยำอย่างน่าตกใจ เมื่อมองกลับมาจากบริบทการเมืองในปัจจุบัน

บริบทปี 1979: วิกฤตการณ์ที่รุมเร้า

ในช่วงเวลานั้น สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง วิกฤตการณ์น้ำมันที่ทำให้ประชาชนต้องต่อคิวยาวเหยียดตามปั๊ม และภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflation) ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลดิ่งลงเหวหลังจากเผชิญทั้งสงครามเวียดนามและคดีวอเตอร์เกต

แทนที่คาร์เตอร์จะแถลงนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบสูตรสำเร็จ เขากลับเลือกที่จะ "พูดความจริงที่เจ็บปวด" กับประชาชน

แก่นแท้ที่คาร์เตอร์เตือน: "อะไรคือปัญหาของอเมริกา?"

เซลิเซอร์ชี้ให้เห็นว่า คาร์เตอร์ไม่ได้มองว่าวิกฤตพลังงานเป็นแค่เรื่องของตัวเลขหรือทรัพยากร แต่มันคือ วิกฤตทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม (Spiritual and Cultural Crisis) โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

การสูญเสียเป้าหมายร่วมกัน: คาร์เตอร์เตือนว่าชาวอเมริกันกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศ ในสถาบันการเมือง และสถาบันหลัก ๆ ของสังคม

กับดักของบริโภคนิยม: ประโยคทองที่เซลิเซอร์มักอ้างถึงคือ การที่คาร์เตอร์เตือนว่า อัตลักษณ์ของมนุษย์เริ่มถูกนิยามด้วย "สิ่งที่ครอบครอง" มากกว่า "สิ่งที่เราทำ" วัฒนธรรมบูชาวัตถุและการบริโภคที่เกินตัวกำลังกัดกินคุณค่าที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์

อัมพาตทางการเมืองจากกลุ่มผลประโยชน์: เขาโจมตีว่าระบบการเมืองในวอชิงตันเริ่มถูกครอบงำด้วยกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะทาง (Special Interests) ที่คอยขัดขวางและแบ่งแยกสังคม แทนที่จะร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ทำไมถึงถูกเข้าใจผิดและกลายเป็น "อาวุธ" ทางการเมือง

ในตอนแรกที่สุนทรพจน์นี้เผยแพร่ออกไป กระแสตอบรับจากสาธารณชนค่อนข้างเป็นไปในเชิงบวก เพราะผู้คนรู้สึกว่าคาร์เตอร์พูดตรงไปตรงมา แต่ในเวลาต่อมา ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง—โดยเฉพาะ โรนัลด์ เรแกน และขบวนการอนุรักษ์นิยม—ได้นำสุนทรพจน์นี้มาบิดเบือนและใช้เป็นอาวุธเล่นงานคาร์เตอร์

เรแกนเปลี่ยนคำเตือนที่หวังดีของคาร์เตอร์ให้กลายเป็นภาพลักษณ์ของ "ผู้นำที่อ่อนแอและสิ้นหวัง" (และเป็นคนยัดเยียดคำว่า Malaise หรือความระสับระส่ายทางเศรษฐกิจให้แก่สุนทรพจน์นี้ ทั้งที่คาร์เตอร์ไม่เคยพูดคำนี้เลยแม้แต่คำเดียว) เรแกนเสนอภาพลักษณ์สวนทางอย่างสิ้นเชิงด้วยแคมเปญ "It's Morning in America" ที่เน้นความหวังและความยิ่งใหญ่แบบอเมริกัน ซึ่งสอดรับกับความต้องการของผู้ออกเสียงในขณะนั้นมากกว่า จนทำให้เรแกนชนะการเลือกตั้งถล่มทลายในเวลาต่อมา

ทำไมบทความนี้ถึงสำคัญในปัจจุบัน?

เซลิเซอร์สรุปว่า เมื่อเรามองย้อนกลับมาดูความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง (Hyper-partisanship) ความไม่ไว้วางใจในสถาบันรัฐ ความจริงที่ถูกบิดเบือน และวิกฤตศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยที่อเมริกากำลังเผชิญอยู่ในยุคปัจจุบัน...

คำเตือนของจิมมี คาร์เตอร์ เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ไม่ใช่ความอ่อนแอหรือการมองโลกในแง่ร้ายเลย แต่มันคือ "คำพยากรณ์" ที่แม่นยำที่สุดต่างหาก
.....




เมื่อเรานำการวินิจฉัยโรคทางสังคมของ จิมมี คาร์เตอร์ ในสุนทรพจน์ "Crisis of Confidence" (ปี 1979) มาทาบกับ สถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ ในปัจจุบัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่คาร์เตอร์เคยเตือนไว้ไม่ใช่แค่เรื่องชั่วคราว แต่ได้กลายพันธุ์จนกลายเป็นวิกฤตฝังรากลึกในปัจจุบันอย่างสมบูรณ์

นี่คือการเปรียบเทียบใน 4 มิติสำคัญครับ:
1. วิกฤตศรัทธาในสถาบัน (Crisis of Faith in Institutions)

มุมมองของคาร์เตอร์ (1979): เขาเตือนว่าชาวอเมริกันกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในรัฐบาล ศาล รัฐสภา และแม้กระทั่งระบบสื่อสารมวลชน ซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจนี้คือ "กาว" ที่ยึดเหนี่ยวระบอบประชาธิปไตยเอาไว้


สถานการณ์ในปัจจุบัน: วิกฤตนี้ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ความคลางแคลงใจต่อสถาบันหลักไม่ใช่แค่เรื่องของความไร้ประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่ลามไปถึงการตั้งคำถามต่อ "ความชอบธรรม" ของระบบ เช่น การไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง การมองว่าระบบยุติธรรมถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมือง (Weaponization of Justice) และการปฏิเสธความจริงเชิงประจักษ์จากสื่อหลัก
2. วัฒนธรรมบริโภคนิยม สู่ อัตลักษณ์บนโลกดิจิทัล (Identity & Consumerism)

มุมมองของคาร์เตอร์ (1979): คาร์เตอร์ชี้ว่า อเมริกากำลังติดกับดักทางจิตวิญญาณ โดยผู้คนหันไปบูชาวัตถุ นิยามคุณค่าตัวเองด้วย "สิ่งที่ครอบครอง" แทนที่จะเป็น "สิ่งทีทำ" ซึ่งนำไปสู่ความเห็นแก่ตัวและการละเลยผลประโยชน์ส่วนรวม


สถานการณ์ในปัจจุบัน: กับดักนี้ไม่ได้หายไป แต่ย้ายแพลตฟอร์มมาอยู่บนโซเชียลมีเดียและเศรษฐกิจฐานอัลกอริทึม อัตลักษณ์ของคนยุคนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย "เศรษฐกิจฐานความสนใจ" (Attention Economy) และการสร้างภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ ซึ่งยิ่งเร่งให้เกิดความโดดเดี่ยวทางสังคม (Social Isolation) และลดทอนความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ระหว่างเพื่อนร่วมชาติลงไปอีก
3. อัมพาตทางการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ (Political Gridlock & Special Interests)

มุมมองของคาร์เตอร์ (1979): เขาบ่นอย่างตรงไปตรงมาว่า วอชิงตันกลายเป็นเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะทาง (Special Interests) ที่ล็อบบี้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง จนทำให้การผลักดันนโยบายเพื่อชาติระดับมหภาค (เช่น นโยบายพลังงานระยะยาว) กลายเป็นอัมพาต


สถานการณ์ในปัจจุบัน: ขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นภาวะ Hyper-partisanship (ขั้วการเมืองสุดโต่ง) ระบบการเมืองในปัจจุบันไม่ได้ถูกขัดขวางแค่โดยกลุ่มทุนหรือนักล็อบบี้เท่านั้น แต่ถูกตรึงไว้ด้วยระบบที่ให้รางวัลแก่ความขัดแย้ง นักการเมืองมักเลือกที่จะสร้างความพึงพอใจให้แก่ฐานเสียงสุดโต่งของตนเองมากกว่าการประนีประนอม ส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันทางนิติบัญญัติ (Legislative Gridlock) และการใช้อำนาจบริหารผ่านคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Orders) เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแทน
4. ชะตากรรมของ "ผู้นำที่พูดความจริงอันเจ็บปวด" (The Fate of Truth-Telling)

มุมมองของคาร์เตอร์ (1979): คาร์เตอร์เชื่อในแนวคิดแบบเสรีนิยมดั้งเดิมว่า ประชาชนเป็นผู้มีเหตุผล หากผู้นำกล้าหาญพอที่จะสารภาพความจริงและขอความร่วมมือ (เช่น ขอให้ประหยัดพลังงาน) ประเทศจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้


สถานการณ์ในปัจจุบัน: ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า แนวคิดแบบคาร์เตอร์พ่ายแพ้อย่างราบคาบในสนามการเมืองระดับมวลชน การเมืองร่วมสมัยกลายสภาพเป็น "การเมืองเชิงประชานิยมและอารมณ์" (Populism & Affective Polarization) ผู้นำที่ขาย "ความหวังที่จับต้องง่าย" หรือมองหา "แพะรับบาป" มักจะประสบความสำเร็จมากกว่าผู้นำที่มาบอกให้ประชาชนยอมรับความจริงอันขมขื่นและเสียสละตนเอง
บทสรุป

หากคาร์เตอร์มองอเมริกาในปัจจุบัน เขาคงจะพบว่า "อาการป่วย" ที่เขาพยายามวินิจฉัยเมื่อปี 1979 ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับการรักษา แต่ได้รับการเพิกเฉยและซ้ำเติมด้วยการเมืองที่เน้นชัยชนะระยะสั้น

คำแถลงของเรแกนที่ว่า "It's Morning in America" อาจจะชนะใจผู้คนในทศวรรษ 1980 และซื้อเวลาให้อเมริกาได้เติบโตทางเศรษฐกิจอีกช่วงหนึ่ง แต่ในระยะยาว บทความของเซลิเซอร์ชี้ให้เห็นว่า ยาแก้ปวดของเรแกนพ่นพิษในวันนี้ เพราะมันทำให้สหรัฐฯ ละเลยการปฏิโครงสร้างทางสังคมและจิตวิญญาณ จนโรคร้ายนั้นปะทุออกมาอย่างรุนแรงในปัจจุบัน



บัส เทวฤทธิ์ ขอราชทัณฑ์ส่งตัว “เอกชัย หงส์กังวาน” รักษานอกเรือนจำด่วนหลังทรุดหนัก ย้ำต้องยึดหลักสากล 'ข้อกำหนดแมนเดลา'

 
https://www.facebook.com/reel/3291812767673094

บัส เทวฤทธิ์
14 hours ago
·
[ ขอราชทัณฑ์ส่งตัว “เอกชัย หงส์กังวาน” รักษานอกเรือนจำด่วนหลังทรุดหนัก ย้ำต้องยึดหลักสากล 'ข้อกำหนดแมนเดลา' ]
.
วันนี้ 7 กรกฎาคม 2569 ผมได้ปรึกษาหารือต่อที่ประชุมวุฒิสภา ส่งผ่านข้อเรียกร้องไปยังกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ให้พิจารณาส่งตัวผู้ต้องขังทางการเมืองที่มีอาการป่วยรุนแรง ออกไปรับการรักษาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ณ โรงพยาบาลภายนอกเรือนจำ โดยยกกรณีของเอกชัย หงส์กังวาน ซึ่งกำลังเผชิญภาวะวิกฤตทางสุขภาพอยู่ในขณะนี้
.
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแกนนำหลักร่วมกับสมัชชาสหประชาชาติในการปรับปรุงข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง จนนำมาสู่การประกาศใช้ “ข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา” (Nelson Mandela Rules) ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ต้องขังจะต้องได้รับสิทธิและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลในระดับมาตรฐานเดียวกันกับประชาชนทั่วไปในรัฐนั้นๆ รวมถึงต้องมีหลักประกันว่าจะได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน
.
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการเข้าเยี่ยมล่าสุดพบว่า นายเอกชัย หงส์กังวาน ซึ่งเป็นผู้ต้องขังในคดีเคลื่อนไหวทางการเมือง และอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาลฎีกา ณ เรือนจำกลางคลองเปรม โดยศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ และไม่ได้รับสิทธิประกันตัวกำลังมีอาการป่วยที่ทรุดหนักลงอย่างน่ากังวล
.
เอกชัยมีอาการปวดบริเวณฝีในตับซึ่งเป็นโรคเดิมมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และจากการตรวจล่าสุดพบภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติมคือ ตับโต ม้ามโต และต่อมลูกหมากโต นอกจากนี้ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา นายเอกชัยยังเกิดอาการสโตรกหรือหลอดเลือดสมองซ้ำหลายครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนอันตรายสะท้อนให้เห็นว่าผู้ต้องขังไม่ได้รับการรักษาและการฟื้นฟูร่างกายอย่างต่อเนื่องภายในเรือนจำ
.
ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอปรึกษาหารือผ่านประธานวุฒิสภา ไปยังกรมราชทัณฑ์ ให้เร่งพิจารณาส่งตัวเอกชัย หงส์กังวาน ออกไปรับการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องที่โรงพยาบาลภายนอกเรือนจำโดยเร็ว เพื่อให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา ที่ประเทศไทยได้ร่วมให้คำมั่นสัญญาไว้ในระดับสากล







https://x.com/Bus_Te/status/2074370018155135379


 

คำพิพากษายกฟ้องคดี ม.112 ที่ “บุ้ง” เนติพร ไม่มีโอกาสได้รับรู้ ความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืน


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
11 hours ago
·
คำพิพากษายกฟ้องคดี ม.112 ที่ “บุ้ง” เนติพร ไม่มีโอกาสได้รับฟัง
.
“บุ้ง” เนติพร หนึ่งในจำเลยคดีมาตรา 112 กรณีโพลขบวนเสด็จ เคยถูกขังเพราะศาลเพิกถอนประกัน แม้จะเคยยื่นประกันตัว แต่ศาล “ยกคำร้อง” หลังจากนั้นสามเดือนบุ้งเสียชีวิต ผ่านมาสองปี ศาลพิพากษายกฟ้องคดีนี้
.
แล้วชีวิตที่สูญเสียไป ต้องมีใครรับผิดชอบหรือไม่?
.
.
วันที่ 6 ก.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคนในข้อหามาตรา 112 และมาตรา 116 จากเหตุทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” แต่ทว่าคำพิพากษานี้กลับมาถึงช้าเกินไปสำหรับจำเลยคนหนึ่ง คือ “บุ้ง” เนติพร ที่ควรได้ร่วมรับฟัง แต่เธอไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
.
.
ชีวิตระหว่างกระบวนการยุติธรรม กลายเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืน
.
เดิมคดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 8 คน แต่ภายหลังจากบุ้งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 ทำให้ศาลจำหน่ายคดีในส่วนของบุ้งออกไป จำเลยในคดีนี้จึงเหลือ 7 คน
.
หากย้อนไปยังช่วงที่บุ้งยังมีชีวิต ตลอดเวลาที่คดีดำเนินอยู่ บุ้งถูกคุมขังรวม 204 วัน จากการถูกเพิกถอนการประกันตัวในคดีนี้ถึงสองครั้ง และทั้งสองครั้งเธออดอาหารประท้วงเรียกร้องสิทธิประกันตัว รวมทั้งเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
.
ครั้งที่ 1 ศาลเพิกถอนประกันบุ้งและใบปอในปี 2565 หลังเห็นว่าการไปร่วมกิจกรรมทำโพลอีกครั้ง เป็นการร่วมชุมนุมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ผิดเงื่อนไขประกันตัว ทั้งสองคนถูกคุมขัง 94 วัน และอดอาหารประท้วง 64 วัน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวหลังยื่นประกันเป็นครั้งที่ 8
.
ครั้งที่ 2 ศาลเพิกถอนประกันบุ้งในปี 2567 จากเหตุร่วมชุมนุมและพ่นสีหน้ากระทรวงวัฒนธรรมเมื่อปี 2566 เห็นว่าการพ่นสีธงพระราชินีอาจทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันกษัตริย์ ผิดเงื่อนไขการประกันตัว และในวันเดียวกันบุ้งถูกลงโทษจำคุก 1 เดือนในคดีละเมิดอำนาจศาล เป็นเหตุให้บุ้งอดน้ำและอาหารประท้วงไม่น้อยกว่า 65 วัน
.
ขณะที่ทนายความเคยยื่นประกันตัวบุ้งไปหนึ่งครั้งในวันที่ 22 ก.พ. 2567 ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลเคยปล่อยชั่วคราวจำเลยแล้ว แต่จำเลยกระทำผิดเงื่อนไขตามที่ศาลกำหนดเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราว จนเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวจำเลย ดังนั้นหากปล่อยชั่วคราวจำเลยอีก เกรงว่าจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น เหตุตามคำสั่งประกอบการปล่อยชั่วคราวยังไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาต ยกคำร้อง”
.
หลังจากนั้น บุ้งเสียชีวิตระหว่างถูกขังในเรือนจำเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 รวมระยะเวลาที่ถูกขังครั้งที่สอง 110 วัน
.
ไม่ใช่เพียงบุ้งเท่านั้นที่ต้องถูกคุมขังระหว่างการต่อสู้คดี ตลอดการพิจารณาคดีนี้ ยังมีจำเลยอีกหลายคนที่เคยถูกเพิกถอนหรือไม่ได้รับการประกันตัวในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้ต้องถูกขังอยู่ในเรือนจำ ก่อนจะได้รับการปล่อยชั่วคราวภายใต้เงื่อนไขของศาล
.
หนึ่งในนั้นคือ “ใบปอ” ที่ถูกเพิกถอนประกันในชั้นสอบสวน เป็นเหตุให้ถูกคุมขังพร้อมกับบุ้งเป็นเวลากว่า 3 เดือน ก่อนจะได้ประกันตัวด้วยหลายเงื่อนไข และหนึ่งในนั้นคือ “ห้ามออกนอกเคหสถาน”
.
นอกจากนี้ ทั้ง 8 คนที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้เคยถูกติดกำไล EM จากการประกันชั้นสอบสวนและหลังอัยการสั่งฟ้องคดี
.
.
เมื่อผู้บริสุทธิ์อาจไม่ได้รอถึงวันพิพากษา
.
หลังศาลมีคำพิพากษา “ทนายด่าง” กฤษฎางค์ นุตจรัส หนึ่งในทนายความคดี ม.112 โพลขบวนเสด็จฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการพิจารณาคดี โดยชี้ว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นถึงความสำคัญของหลัก "สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์" และสิทธิในการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี พร้อมระบุว่า
.
“คดีมีหลายคนถูกกล่าวหาในมาตรา 112 และมาตรา 116 หลายคนไม่ได้ประกันตัวในระหว่างพิจารณา แต่ภายหลังก็ได้รับสิทธิประกันตัวโดยมีเงื่อนไข อย่างการให้ติด EM หรือห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
.
“การตัดสินในวันนี้เป็นการพิสูจน์ว่า จะไปจับกุมคุมขังเขา (ผู้ต้องหาหรือจำเลย) ในฐานะผู้กระทำความผิดไม่ได้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ อย่างที่ศาลมักจะไม่ให้ปล่อยชั่วคราวในคดีมาตรา 112 โดยมักอ้างเหตุผลว่า เป็นข้อหาที่ร้ายแรง เกรงว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จริง ๆ แล้วเหตุผลเหล่านี้เป็นหลักที่รองกว่าเรื่องการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์”
.
ทนายกฤษฎางค์กล่าวต่อว่า คำพิพากษาในคดีนี้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงที่สุด และเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น แต่ก็ทำให้เห็นว่าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเป็นประโยชน์ ทำให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการประกันตัวและออกมาสู้คดีได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า “ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด”
.
ถ้ามองเฉพาะในประเด็นเรื่องการพิจารณาคดี ทนายกฤษฎางค์มองว่าคดีนี้ได้รับโอกาสให้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์ความผิดและความถูก กระบวนพิจารณาก็เป็นไปตามปกติ แต่เรื่องที่ไม่ให้ประกันตัวหรือเงื่อนไขในการประกันตัว อำนาจในการให้ประกันตัว ไม่ได้เป็นอำนาจของผู้พิพากษาที่พิจารณาคดี เป็นอำนาจของผู้บริหารศาล
.
“บุ้งควรได้รับสิทธิประกันตัว และถ้าหากบุ้งยังมีชีวิตอยู่ ด้วยเหตุและลักษณะคดีที่ศาลพิพากษามาโดยละเอียด ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์เดียวกันว่า ศาลก็จะยกฟ้องมาตรา 112 บุ้งด้วยเหมือนกัน”
.
วันที่ศาลนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งเจ็ดคนทยอยเดินทางมาศาล ศาลพิพากษายกฟ้องมาตรา 112 และมาตรา 116 เนื่องจากเห็นว่าเพียงการตั้งคำถาม และการกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย แต่ลงโทษปรับคนละ 5 พันบาท ข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานฯ
.
หลังอ่านคำพิพากษา ศาลได้แจ้งให้จำเลยที่เคยถูกขังก่อนหน้านี้ไปหักวันคุมขังแทนค่าปรับ เช่น “ใบปอ” ที่ไม่ต้องชำระค่าปรับ เพราะถูกคุมขังเกินค่าปรับไปแล้ว (ถูกขัง 94 วัน ถูกคิดเป็นค่าปรับวันละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 47,000 บาท)
.
“แล้วบุ้ง เนติพรที่โดนขังล่ะ” คำถามจากเพื่อนของบุ้งที่ดังขึ้นมาในห้องพิจารณาคดี
.
.
อย่างไรก็ตาม แม้ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 มาตรา 20 วรรคสอง ระบุว่าจำเลยที่ถึงแก่ความตายก่อนคดีถึงที่สุดว่าไม่มีความผิด จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายหากถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดีได้ หากจำเลยอื่นในคดีได้รับสิทธิ แต่การเยียวยาตามกระบวนการดังกล่าว แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ครอบครัวหรือทายาทได้รับค่าทดแทนในบางกรณี แต่การเยียวยานั้นเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว
.
หากคดีถึงที่สุด การถูกคุมขังไปก่อนโดยไม่มีความผิด ต้องได้รับการทดแทนตามกฎหมาย แต่ระบบออกแบบการเยียวยาไว้เป็นจำนวนเงิน แต่วันเวลา โอกาสในชีวิต เสรีภาพ ความเป็นมนุษย์ รวมถึงชีวิตของบุ้งที่สูญเสียไปจากการถูกคุมขัง คงไม่มีอะไรชดเชยเยียวยาได้
.
ทั้งนี้ สำหรับกรณีการเสียชีวิตของ “บุ้ง” เนติพร ศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดฟังคำสั่งไต่สวนการตายในวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่จะถึงนี้
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84420

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1434175461886253&set=a.656922399611567




รัฐสภาต้องออกพ.ร.บ. ยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินผู้ทำรัฐประหาร6 ตุลาคม 2519 ฉบับที่41 ”โทษขั้นต่ำจะ 3 ปี 7 ปี 15 ปี ของ #ม112 ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการทรมานทางใจ แย่ยิ่งกว่าการทรมานร่างกาย“ - อ.ธงชัย กล่าว








https://x.com/iLawclub/status/2074407737149292707


 

เกือบแน่ชัดแล้วว่าผู้ต้องหาคดีอาญามาตรา 112 ในทุกกรณีจะไม่ถูกรวมอยู่ในการนิรโทษกรรมตามร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .. ชวนฟังเสียงจากครอบครัวผู้ต้องหา ม.112 ในวันที่ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ไม่รวมนิรโทษกรรมคดีนี้



เสียงจากครอบครัวผู้ต้องหา ม.112 ในวันที่ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ไม่รวมนิรโทษกรรมคดีนี้

จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
7 ชั่วโมงที่แล้ว

เกือบแน่ชัดแล้วว่าผู้ต้องหาคดีอาญามาตรา 112 ในทุกกรณีจะไม่ถูกรวมอยู่ในการนิรโทษกรรมตามร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ... ซึ่งถูกส่งกลับมายังการพิจารณาของที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในวันพุธที่ 8 ก.ค. หลังจากที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยไม่มีการแก้ไขหลักการสำคัญจากร่างที่สภาเห็นชอบ

ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเป้าประสงค์เพื่อนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 จนถึง 2565 ครอบคลุมความเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มสีเสื้อต่าง ๆ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น "กลุ่มคนเสื้อเหลือง" อย่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ "กลุ่มคนเสื้อแดง ไปจนถึงคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า "ม็อบนกหวีด" และกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "คณะราษฎร" หรือ "กลุ่มราษฎร"

ทว่า หนึ่งในเงื่อนไขของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข คือการไม่นิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (หมิ่นประมาทกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท) ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม

จากสถิติของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่าตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2563-30 มิ.ย. 2569 มีผู้ถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 291 คน ใน 321 คดี โดยคดีบางส่วนยังไม่สิ้นสุดลง

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนประเมินว่าจากจำนวนผู้ต้องขังคดีทางการเมืองทั้งหมด 55 คน จะมีผู้ต้องขังที่อาจได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เพียง 10 คนเท่านั้น ขณะที่ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จำต้องอยู่ในเรือนจำต่อไป

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 2 ก.ค. ระบุว่าในจำนวนผู้ต้องขังคดีทางการเมือง 55 คน มีผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน และคดีมาตรา 110 (การประทุษร้ายต่อพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์) จำนวน 5 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดีอย่างน้อย 25 คน ผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว 29 คน และเยาวชนที่ถูกคุมขังในสถานพินิจอีก 1 คน

"ยิ่งขัง คนก็ยิ่งดื้อ"

ดาริน แม่เลี้ยงเดี่ยววัย 33 ปี ซึ่งขอให้บีบีซีไทยใช้นามแฝงเนื่องด้วยข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว เล่าว่าสามีวัย 34 ปี ถูกศาลอาญาในชั้นอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 6 ปี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เนื่องจากแชร์โพสต์เฟซบุ๊ก 3 โพสต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการผูกขาดวัคซีนโควิด-19 ตั๋วช้าง และคำปราศรัยของ น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล นักกิจกรรมในช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่ม "คณะราษฎร" เมื่อปี 2564

นับตั้งแต่สามีถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเมื่อช่วงปลายปี 2566 และได้รับอนุญาตจากศาลให้ประกันตัว 1 ครั้งเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในช่วงปลายปี 2567 ก่อนจะกลับไปรับโทษจำคุกอีกครั้งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เธอเล่าย้อนว่าในช่วงที่สามีถูกคุมขังรอบแรก ลูกสาวยังเล็กมาก แต่จำได้ว่าเคยไปเยี่ยมพ่อที่เรือนจำ แม้ในตอนนั้นดารินบอกกับลูกว่า "พ่อป่วย เลยต้องอยู่ในนั้น" โดยไม่บอกว่าเป็นคุก

เมื่อสามีกลับไปรับโทษรอบที่ 2 เธอสังเกตว่าลูกสาวเริ่มถามหาพ่อบ่อยมากขึ้น และถามว่าไปหาพ่อที่เดิมได้ไหม ดารินจึงจำใจต้องโกหกว่า "พ่อไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว แต่ไปล่องเรือ ไปเก็บหมึก" เนื่องจากมองว่าลูกยังเด็กเกินไปที่จะรับรู้เรื่องราวทุกอย่าง แต่เธอตั้งใจว่าจะบอกความจริงทุกอย่างเมื่อลูกโตขึ้น

"อยากจะบอกกับลูกว่าบางทีคนที่อยู่ข้างในก็ไม่ใช่คนไม่ดีนะลูก" เธอกล่าว

เส้นทางในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตของชายที่เป็นหนึ่งในเสาหลักของครอบครัวเท่านั้น แต่มันเปลี่ยนชีวิตของดารินมาจนถึงทุกวันนี้ด้วย เธอเล่าว่าสถานการณ์บังคับให้เธอต้องขึ้นมาเป็นเสาหลักของครอบครัวและดูแลลูกสาววัย 8 ขวบเพียงลำพัง ขณะที่เธอเองก็ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งไปด้วย ท่ามกลางสภาพการเงินในบ้านที่ไม่ดีนัก

"เราต้องรับบทบาทเป็นทั้งพ่อและแม่ 80-90% ถึงแม้จะมีคน support (สนับสนุน) บ้าง แต่ทุกอย่างเลยตั้งแต่ตื่นเช้ามา อาบน้ำ เตรียมเสื้อผ้า อาหาร ส่งลูกไปโรงเรียน ไปรับไปส่ง มันก็ทำให้ gap (ช่องว่าง) ที่ต้องทำงานมันน้อยลงตามไปด้วย"

เมื่อทราบว่าร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขจะไม่รวมการนิรโทษกรรมคดี ม.112 ไว้ด้วย เธอมีความรู้สึกผสมปนเปกัน

"รวมก็ดี ไม่รวมก็ไม่เป็นไร ก็สู้ชีวิตกันต่อไป" เธอกล่าว และอธิบายว่าโดยส่วนตัวแล้วเธอถอดใจตั้งแต่ศาลมีคำพิพากษาให้สามีต้องโทษจำคุก 6 ปี และมีการพูดคุยกันกับสามีแล้วว่าอย่างไรเสียก็ต้องติดคุกอีกประมาณ 3 ปี เนื่องจากในช่วงที่คดียังไม่สิ้นสุด สามีของเธอได้ถูกคุมขังไปแล้วประมาณ 2 ปีครึ่ง ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไม่ได้คาดหวังกับการนิรโทษกรรมไว้สูงตั้งแต่แรก



ดารินให้ความเห็นต่อว่า ในกรณีของสามีเธอ เขาอาจพ้นเรือนจำในช่วงเดียวกันกับที่กฎหมายนิรโทษกรรมจะมีผลบังคับใช้จริงก็เป็นได้ เพราะกระบวนการต่าง ๆ ทางกฎหมายต้องใช้เวลา ทำให้ในตอนนี้ครอบครัวโฟกัสไปที่การรออภัยโทษหรือพักโทษมากกว่า ซึ่งสามีของเธอได้รับการอภัยโทษมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้โทษลดลงเหลือจำคุกอีกเพียง 2 ปีกว่า ๆ เท่านั้น และนั่นคือสิ่งที่เธอตั้งตารอเพราะอยากให้เรื่องราวต่าง ๆ ที่พวกเขาเผชิญ "จบลงเสียที"

ถึงกระนั้น เธอมองว่าความผิดอาญาตามมาตรา 112 นั้นเป็นเรื่องของ "ความคิด" ดังนั้นการนำตัวผู้กระทำความผิดไปคุมขังไว้ในเรือนจำไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติหรือความเชื่อของพวกเขาได้ นอกจากจะมีกระบวนการอื่น ๆ ที่ทำงานกับทัศนคติหรือความคิดของผู้ต้องหากลุ่มนี้แทน โดยเฉพาะนักกิจกรรมหลาย ๆ คนซึ่งมักมีอุดมการณ์แรงกล้า

"เพราะมันเป็นความคิดของเขาไง แล้วยิ่งขัง คนก็ยิ่งดื้อ" ดารินกล่าว

"ทำไมจะต้องมองว่าเป็นปีศาจ"

นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา วัย 34 ปี หรือที่คนรู้จักกันในชื่อว่า "ไผ่ ดาวดิน" "ไผ่ ทะลุฟ้า" คือหนึ่งในผู้ต้องขังทางการเมือง 55 คนที่จะไม่ได้รับประโยชน์จากร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข

ก่อนหน้านี้ เขาได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกาคดีมาตรา 112 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน จากกรณีปราศรัยในการชุมนุมที่ อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อเดือน ก.พ. 2564 แล้ว แต่ล่าสุดศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า นายจตุภัทร์ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เนื่องจากศาลอาญาไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดีชุมนุม "19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร" ซึ่งจัดขึ้นที่สนามหลวงเมื่อปี 2563 โดยนายจตุภัทร์ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 และคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานศาลชั้นต้น

นางพริ้ม บุญภัทรรักษา วัย 60 ปี มารดาของนายจตุภัทร์บอกกับบีบีซีไทยว่า "รู้สึกผิดหวัง" เมื่อทราบว่าร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขจะไม่ร่วมนิรโทษกรรม 112 เข้าไปด้วย

"มันไม่ยุติธรรม มันไม่สันติสุข คุณเอาตรงไหนมาสันติสุข" เธอกล่าว "ในเมื่อคุณให้ทุกคนแต่ยกเว้นตรงนี้ แล้วมันจะสันติสุขตรงไหน"

แม่ของนายจตุภัทร์ซึ่งอีกด้านหนึ่งประกอบอาชีพทนายความ กล่าวต่อว่าชื่อของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ควรหมายถึงการสร้างความสงบสุขให้กับคนในชาติ เป็นการ "เซ็ตซีโร่" (Set Zero) เพื่อเริ่มต้นกันใหม่สำหรับทุกฝ่ายทางการเมือง แต่การยกเว้นคนกลุ่มใดกลุ่มโดยเฉพาะผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 นั้นไม่อาจสร้างความปรองดองหรือสมานฉันท์ในสังคมได้ เพราะยังทำให้เกิดคำถามในสังคมว่าเหตุใดผู้ต้องขังทางการเมืองกลุ่มนี้จึงไม่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมเหมือนกับกลุ่มอื่น ๆ

"ถ้าเขาเลือกที่จะทำบางอย่าง แต่ไม่ทำบางอย่าง มันจะทำให้สังคมไทยไม่เข้าใจว่าเลือกข้างได้อย่างไร"


นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในการชุมนุมปี 2564

ในฐานะแม่และนักกฎหมาย นางพริ้มบอกว่าเธอรู้สึกผิดหวังต่อมาตรฐานที่เหลื่อมล้ำ โดยเธอยกตัวอย่างการชุมนุมของกลุ่ม พธม. ที่บุกยึดท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองและสุวรรณภูมิในปี 2551 โดยเธอมองว่า "คดีปิดสนามบิน" สร้างความเสียหายร้ายแรงมากกว่า โดยเฉพาะในด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่กลับถูกนับรวมอยู่ในข่ายที่ได้รับนิรโทษกรรม แม้ว่าในปี 2567 ศาลอาญายกฟ้องแกนนำ พธม. ในคดีกบฏและก่อการร้ายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ตาม

"คนแก่ที่อนาคตไม่เห็นอะไรเลย จะเป็นอัลไซเมอร์ข้างหน้า แต่คุณให้โอกาสเขา แต่คนหนุ่มที่จะพัฒนาประเทศ เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ คุณกลับฝังเขาไว้ไม่ให้เขาเติบโต ไม่ให้อะไรเลย ขนาดจำนวนนี้ที่คุณบอกว่าไม่เยอะ คุณยังไม่ให้โอกาส มันก็ไม่ยุติธรรม" นางพริ้ม กล่าว โดยจำนวนที่เธอกล่าวอ้างนั้นคือผู้ต้องขังคดีทางการเมือง 55 คน

"มองว่าเด็กมันหัวแข็ง หัวรั้น แค่นี้พอไหม ทำไมจะต้องมองว่ามันเป็นปีศาจ" เธอกล่าว

"มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะช่วยเหลือใคร บังคับใช้กฎหมายกับใคร จะสวมหมวกให้ใครเป็นคนดี เป็นคนรักชาติ เป็นปีศาจ" นางพริ้มกล่าวและเสริมว่า "ในเมื่อคุณจะให้อภัย ทำไมให้ไม่ได้ ก็แค่นั้นแหละ มันเศร้าใจทุกครั้งที่ไปเจอหน้าลูก"

"ใช้พระคุณกันบ้าง ไม่ใช่ใช้แต่พระเดช"

เป็นเวลาสองปีกว่าที่ น.ส.ยุพิน มะณีวงศ์ วัย 59 ปี ไม่ได้เจอหน้านายภาณุพงศ์ มะณีวงษ์ (นามสกุลเดิมคือจาดนอก) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "ไมค์ ระยอง" นักกิจกรรมที่เคยเป็นแกนนำการชุมนุมของกลุ่มราษฎรในช่วงปี 2563-2564 และถูกดำเนินคดีมาตรา 112 รวมถึงคดีอื่น ๆ รวมกัน 43 คดี

ปัจจุบัน นายภาณุพงศ์ลี้ภัยไปอยู่ประเทศแคนาดา ซึ่งนางยุพินบอกว่า "หากปั่นจักรยานไปหาได้ แม่คงปั่นไปหาแล้ว เพราะคิดถึงลูกมากที่สุด"

ในช่วงที่นายภานุพงศ์เดินทางออกนอกประเทศเมื่อปี 2567 แม่ของเขาเล่าย้อนให้ฟังว่า "คิดในทางที่ดีไม่ได้เลย" แม้ 50-50 ว่าลูกจะถูกอุ้มหายไปหรือเปล่า แต่ก็พยายามบอกว่าจะไม่เชื่อความคิดลบ ๆ เช่นนั้นจนกว่าจะมีข้อพิสูจน์

ครึ่งปีผ่านไป ลูกชายคนเล็กวัย 30 ปีคนนี้แจ้งให้ผู้เป็นแม่ทราบว่าเขาเดินทางมาถึงแคนาดาแล้ว

"ไมค์เล่าให้แม่ฟังหลังจากเดินทางถึงที่ปลอดภัยแล้วว่า ทีแรกเขาไม่ได้อยากไปเลย แต่เขาฉุกคิดขึ้นมาว่า 'ถ้าหนูถูกจับอยู่ แม่จะอยู่ยังไง'" นางยุพินกล่าว "เมื่อถึงเวลาที่เขาโดนจับ แม่ก็จะต้องงก ๆ เงิ่น ๆ ไปเยี่ยม ไปดูเขา แล้วอีกอย่างเงินทอง แม่ก็ไม่ใช่ว่าทำงานได้ แม่จะอยู่อย่างไร"

"พอออกไป [นอกประเทศ] เขาก็เจอคำว่า 'ทิ้งเพื่อน' อีก แม่เลยปลอบใจว่าคุณไม่ต้องคิดมากหรอก คุณคิดดูว่าหากเขาขังคุณเหมือนกันหมด คุณจะไปช่วยอะไรใครได้ ตัวคุณเองยังช่วยไม่ได้เลย" ผู้เป็นแม่สะท้อนความรู้สึกของอดีตแกนนำที่เปิดเผยต่อครอบครัว

วันที่ 28 ก.ค. ที่จะถึงนี้ นางยุพินจะมีอายุครบ 60 ปี เธอบอกว่าของขวัญวันเกิดในวัย 60 คือ "อยากเจอลูกมาก ๆ" แต่รู้ดีว่าเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขไม่รวมนิรโทษกรรม 112 เข้าไปด้วย


นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในการชุมนุมปี 2564

ในฐานะแม่และนักกฎหมาย นางพริ้มบอกว่าเธอรู้สึกผิดหวังต่อมาตรฐานที่เหลื่อมล้ำ โดยเธอยกตัวอย่างการชุมนุมของกลุ่ม พธม. ที่บุกยึดท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองและสุวรรณภูมิในปี 2551 โดยเธอมองว่า "คดีปิดสนามบิน" สร้างความเสียหายร้ายแรงมากกว่า โดยเฉพาะในด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่กลับถูกนับรวมอยู่ในข่ายที่ได้รับนิรโทษกรรม แม้ว่าในปี 2567 ศาลอาญายกฟ้องแกนนำ พธม. ในคดีกบฏและก่อการร้ายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ตาม

"คนแก่ที่อนาคตไม่เห็นอะไรเลย จะเป็นอัลไซเมอร์ข้างหน้า แต่คุณให้โอกาสเขา แต่คนหนุ่มที่จะพัฒนาประเทศ เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ คุณกลับฝังเขาไว้ไม่ให้เขาเติบโต ไม่ให้อะไรเลย ขนาดจำนวนนี้ที่คุณบอกว่าไม่เยอะ คุณยังไม่ให้โอกาส มันก็ไม่ยุติธรรม" นางพริ้ม กล่าว โดยจำนวนที่เธอกล่าวอ้างนั้นคือผู้ต้องขังคดีทางการเมือง 55 คน

"มองว่าเด็กมันหัวแข็ง หัวรั้น แค่นี้พอไหม ทำไมจะต้องมองว่ามันเป็นปีศาจ" เธอกล่าว

"มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะช่วยเหลือใคร บังคับใช้กฎหมายกับใคร จะสวมหมวกให้ใครเป็นคนดี เป็นคนรักชาติ เป็นปีศาจ" นางพริ้มกล่าวและเสริมว่า "ในเมื่อคุณจะให้อภัย ทำไมให้ไม่ได้ ก็แค่นั้นแหละ มันเศร้าใจทุกครั้งที่ไปเจอหน้าลูก"

"ใช้พระคุณกันบ้าง ไม่ใช่ใช้แต่พระเดช"

เป็นเวลาสองปีกว่าที่ น.ส.ยุพิน มะณีวงศ์ วัย 59 ปี ไม่ได้เจอหน้านายภาณุพงศ์ มะณีวงษ์ (นามสกุลเดิมคือจาดนอก) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "ไมค์ ระยอง" นักกิจกรรมที่เคยเป็นแกนนำการชุมนุมของกลุ่มราษฎรในช่วงปี 2563-2564 และถูกดำเนินคดีมาตรา 112 รวมถึงคดีอื่น ๆ รวมกัน 43 คดี

ปัจจุบัน นายภาณุพงศ์ลี้ภัยไปอยู่ประเทศแคนาดา ซึ่งนางยุพินบอกว่า "หากปั่นจักรยานไปหาได้ แม่คงปั่นไปหาแล้ว เพราะคิดถึงลูกมากที่สุด"

ในช่วงที่นายภานุพงศ์เดินทางออกนอกประเทศเมื่อปี 2567 แม่ของเขาเล่าย้อนให้ฟังว่า "คิดในทางที่ดีไม่ได้เลย" แม้ 50-50 ว่าลูกจะถูกอุ้มหายไปหรือเปล่า แต่ก็พยายามบอกว่าจะไม่เชื่อความคิดลบ ๆ เช่นนั้นจนกว่าจะมีข้อพิสูจน์

ครึ่งปีผ่านไป ลูกชายคนเล็กวัย 30 ปีคนนี้แจ้งให้ผู้เป็นแม่ทราบว่าเขาเดินทางมาถึงแคนาดาแล้ว

"ไมค์เล่าให้แม่ฟังหลังจากเดินทางถึงที่ปลอดภัยแล้วว่า ทีแรกเขาไม่ได้อยากไปเลย แต่เขาฉุกคิดขึ้นมาว่า 'ถ้าหนูถูกจับอยู่ แม่จะอยู่ยังไง'" นางยุพินกล่าว "เมื่อถึงเวลาที่เขาโดนจับ แม่ก็จะต้องงก ๆ เงิ่น ๆ ไปเยี่ยม ไปดูเขา แล้วอีกอย่างเงินทอง แม่ก็ไม่ใช่ว่าทำงานได้ แม่จะอยู่อย่างไร"

"พอออกไป [นอกประเทศ] เขาก็เจอคำว่า 'ทิ้งเพื่อน' อีก แม่เลยปลอบใจว่าคุณไม่ต้องคิดมากหรอก คุณคิดดูว่าหากเขาขังคุณเหมือนกันหมด คุณจะไปช่วยอะไรใครได้ ตัวคุณเองยังช่วยไม่ได้เลย" ผู้เป็นแม่สะท้อนความรู้สึกของอดีตแกนนำที่เปิดเผยต่อครอบครัว

วันที่ 28 ก.ค. ที่จะถึงนี้ นางยุพินจะมีอายุครบ 60 ปี เธอบอกว่าของขวัญวันเกิดในวัย 60 คือ "อยากเจอลูกมาก ๆ" แต่รู้ดีว่าเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขไม่รวมนิรโทษกรรม 112 เข้าไปด้วย

https://www.bbc.com/thai/articles/c3eyk1z4lx0o
.....


iLaw
6 hours ago
·
8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มีนัดพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …. หลัง สส. เคยผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้และส่งต่อให้ที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) พิจารณาต่อ ซึ่งที่ประชุม สว. มีมติให้แก้ไขบางส่วน จึงทำให้ที่ประชุม สส. ต้องนำร่างกลับมาพิจารณาอีกครั้ง

ร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีเจตนารมณ์ในการนิรโทษกรรมล้างผิดให้คดีความทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่การชุมนุมเพื่อขับไล่ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในช่วงปี 2548 มาจนถึงการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ในปี 2568 ประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้คือ เป็นการนิรโทษกรรมที่ไม่รวมคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

อ่านทั้งหมด: https://www.ilaw.or.th/articles/58550

https://www.facebook.com/photo?fbid=1454647883375493&set=a.625664036273886





คนตักกากอุตสาหกรรม ผู้กู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่ต้องทำงานโดยไร้หลักประกันด้านสุขภาพ


The Momentum

6 hours ago
·
คนตักกากอุตสาหกรรม
ผู้กู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม
แต่ต้องทำงานโดยไร้หลักประกันด้านสุขภาพ
.
“กลัวปอดหาย”
.
ชายวัยกลางคน ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม พูดประโยคดังกล่าวขณะก้มตักกากอุตสาหกรรมเพื่อขนย้ายไปยังโรงงานผู้รับกำจัด สะท้อนความรุนแรงของของเสียที่เกิดจากการประกอบกิจการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพเพียงแค่สูดดมเข้าไปเท่านั้น
.
กากอุตสาหกรรมที่กลุ่มคนงานเหล่านี้ต้องจัดการ เป็นของเสียอันตรายที่เกิดจากการประกอบกิจการของบริษัทรับทำน้ำมันผสมสีทาบ้านจากน้ำมันใช้แล้วในจังหวัดสระบุรี ซึ่งแทนที่บริษัทจะส่งไปกำจัดยังโรงงานที่รับกำจัดของเสียตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด กลับนำไปทิ้งเอาไว้ที่บ่อดินด้านหลังโรงงานของตัวเอง โดยไม่มีการป้องกันการรั่วซึมมาตั้งแต่ปี 2537
.
“เมื่อคืนนี้ฝนตก ถ้าไม่มีฝน กลิ่นกากอุตสาหกรรมจะแรงมากกว่านี้”
.
ตั้งแต่ 8 โมงเช้า คนงานชายราวๆ 3 คน จะเดินทางมายังโรงงานเพื่อเข้ามาหยิบจับอุปกรณ์คู่ใจ เช่น เสียมและถังน้ำ ก่อนจะลงไปยืนอยู่ริมปากบ่อที่เต็มไปด้วยของเสียอันตรายเนื้อเหนียวหนืดและมีกลิ่นเหม็น เพื่อตักมันใส่ไว้ในถังเล็กๆ เมื่อเต็มถังแล้ว พวกเขาจะต้องยกไปเติมในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่จะถูกใช้เป็นถังใส่ตะกอนของเสีย เพื่อเคลื่อนย้ายไปยังโรงงานที่รับกำจัดตามกฎหมาย
.
“พอตักกากอุตสาหกรรมใส่ถังน้ำมันจนเต็มแล้ว ต้องยกไปรวมกับถังอื่นๆ แล้วเอาผ้าคลุมไว้ ก่อนจะยกขึ้นรถไปส่งยังโรงงานรับกำจัด เพื่อกำจัดตามระบบกระทรวงอุตสาหกรรม ประมาณ 10 ตันกว่าๆ ต่อเดือน หรือประมาณ 42 ถังน้ำมัน”
.
“แต่ถามว่า ใน 1 วันมีกำหนดเอาไว้ไหม ว่าคนงานต้องตักกากพวกนี้ให้ได้ปริมาณเท่าไร เจ้าของโรงงานไม่ได้ตั้งปริมาณเอาไว้หรอก เขาแล้วแต่เรา เพราะไม่มีใครมาตักของเสียให้เขาแล้ว ยิ่งถ้านายจ้างเร่งๆ หน่อย เด็กแถวนี้ที่เขาไม่มีงานทำเขายังไม่เอา แค่ได้กลิ่นกากอุตสาหกรรมก็หนีกันไปหมดแล้ว”
.
ทั้งนี้ แม้คนงานบางส่วนจะบอกว่าไม่มีการกำหนดปริมาณในการตักกากอุตสาหกรรมในแต่ละวัน แต่ในแต่ละเดือนนั้น บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องแจ้งปริมาณของเสียที่จะส่งกำจัดกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นวันใดที่คนตักของเสียได้ในปริมาณน้อย พวกเขาอาจจะต้องเจียดเวลาพักผ่อนในช่วงเที่ยงมาเพื่อเพิ่มเวลาทำงาน
.
“บางทีก็พักไม่ถึงชั่วโมง ถ้าวันนั้นเราตักกากอุตสาหกรรมได้น้อย กินข้าวเสร็จก็ต้องรีบมาทำต่อ ต้องเร่งมือตัวเองหน่อย”
.
คนงานรายหนึ่งเล่าให้กับเราฟังว่า ตอนที่เข้ามารับงานนี้ในช่วงแรกๆ นั้น ทำให้เขามีอาการแสบตา และมีผื่นคันตามเนื้อตัว ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการอยู่ใกล้กับกากอุตสาหกรรม
.
“ปกติถ้าเข้าร้านสะดวกซื้อ ก็มีคนเขาบอกว่าเหม็นเหมือนแก๊สรั่วเลยแหละ ถ้าเราไม่ได้อาบน้ำไป อย่างตัวเรา เราไม่ได้กลิ่นหรอก ถ้าเราทำงานเสร็จแล้วต้องรีบอาบน้ำ มีห้องน้ำอยู่ที่นี่ คนที่แพ้ ถ้าไม่อาบ ถึงบ้านก็เป็นผื่น แต่ผมชินแล้ว ช่วงแรกๆ ผมก็เป็นผื่นนะ เพราะเราไม่อาบน้ำ เป็นผื่นแดง เรายังไม่รู้หลัก ถ้าอาบน้ำก็ดีขึ้น เอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน ถ้าไม่อาบนี่ไม่ได้เลย คันบ้างอะไรบ้าง แล้วยิ่งเราอยู่กับมันทั้งวันนะ”
.
ปัจจุบันคนตักกากอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ต้องทำงานโดยรับค่าแรง 480 บาทต่อวัน พวกเขาไม่มีระบบป้องกันความเสี่ยงจากกากอุตสาหกรรมอันตราย บางส่วนทำงานในชุดกางเกงขายาวธรรมดา เสื้อผ้าบาง รองเท้าผ้าใบ สวมหมวกและหน้ากากอนามัยที่ไม่สามารถป้องกันกากอุตสาหกรรมที่เป็นสารอินทรีย์ระเหยง่ายและมีกลิ่นรุนแรงได้
.
ที่สำคัญคือ คนงานกลุ่มนี้เป็นเพียงลูกจ้างรายวัน พวกเขาจึงไม่มีสวัสดิการพยาบาล ไม่มีประกันสังคม และไม่มีหลักประกันด้านสุขภาพ หากต้องเจ็บป่วยจากการสัมผัสหรือสูดดมกลิ่นของเสียจากอุตสาหกรรม ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำได้ คือพยายามปกป้องสุขภาพของตัวเองด้วยกลยุทธ์การทำงาน เช่น การรู้ทิศทางลม
.
“เราอยู่ตรงนี้มานาน เราจะรู้หลักการว่าอย่าไปตักกากอุตสาหกรรมใต้ลมที่พัดมาหาเราแค่นั้น”
.
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ คนกลุ่มนี้ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะหากการเคลื่อนย้ายของเสียภายในโรงงานแห่งนี้ทำได้ช้า นั่นเท่ากับว่าการกำจัดตะกอนน้ำมันที่ถูกเททิ้งไว้ในบ่อดินก็จะช้าตาม ซึ่งมีความเสี่ยงที่กากอุตสาหกรรมเหล่านี้จะปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
.
เรื่อง: พิพัฒน์พงษ์ ศรีวิชัย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1486340440206668&set=a.654659416708112
.....

ทำไมประเทศไทยถึงเกิด "มหากาพย์" แบบนี้ซ้ำๆ?

ผลประโยชน์มหาศาล (Cost Cutting): การกำจัดกากอุตสาหกรรมอันตรายอย่างถูกต้องตามกฎหมายมีค่าใช้จ่ายสูงมาก (ตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อตัน) การจ้างรถบรรทุกเถื่อนไปแอบเททิ้งในราคาไม่กี่พันบาท จึงเป็นช่องทางที่โรงงานมักง่ายเลือกใช้เพื่อลดต้นทุน

ช่องโหว่ของระบบตรวจสอบในอดีต: แม้รัฐจะมีระบบกำกับการขนส่ง (Manifest System) แต่ในอดีตไม่มีระบบ GPS ติดตามรถขนส่งกากอย่างเข้มงวด ทำให้รถบรรทุก "วิ่งออกนอกเส้นทาง" ไปเททิ้งตามบ่อดินร้างได้ง่าย

บทลงโทษที่ไม่รุนแรงพอในอดีต: โทษจำคุกตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย หรือ พ.ร.บ.โรงงาน ส่วนใหญ่มีโทษจำคุกไม่เกิน 1-2 ปี และโทษปรับหลักหมื่นถึงแสนบาท ซึ่งเทียบไม่ได้กับผลกำไรที่ลดได้ ทำให้ผู้ประกอบการไม่เกรงกลัว (เพิ่งจะเริ่มมีการฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายหลักร้อยหลักพันล้านบาทเพื่อดัดหลังในระยะหลังนี้)

สรุปภาพรวมในปัจจุบัน: ปัจจุบันภาครัฐได้ยกระดับการจัดการขึ้นมาก มีการนำกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาฟ้องเรียกค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจนถึงที่สุด และเริ่มใช้มาตรการ "ปูพรมตรวจ" รวมถึงการสั่งปิดโรงงานจัดการของเสียที่ทำผิดเงื่อนไขทันทีเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม แต่การตามล้างตามเช็ดกากสารพิษที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานหลายทศวรรษก็ยังคงเป็นงานหินของประเทศอยู่ดี




วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ฉะในที่ประชุมงบฯ จี้ยุบกอ.รมน. เป็นหน่วยงานซ้ำซ้อน ไม่มีผลงาน มีเด่น คือไปยิงสส. และอย่าปฏิเสธ จับได้หมดแล้ว ซัดว่างงานไม่มีอะไร เลยคิดอะไรที่ไม่มีประโยชน์กับประชาชน จี้ยุบ





https://x.com/MatichonOnline/status/2074367103948501144


 





อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
@AmaratJeab
·5h

หนูหรือควายกันแน่คิดได้แค่นี้ กอ.รมน.เป็นองค์กรหลงยุค หมดความจำเป็น เป็นมรดกตกค้างมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น

งานที่ทำก็ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ ทำให้ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแต่ละปีมหาศาล

กอ.รมน.สมควรถูกยุบไปตั้งนานแล้วพร้อมไปกับที่ยุบหน่วยงานยุคปราบคอมมิวนิสต์อื่น ๆ

แต่ที่ยังอยู่มาได้ถึงวันนี้ก็เพราะคณะรัฐประหารยังจำเป็นต้องใช้หน่วยงานนี้เป็นเครื่องมือควบคุมสังคมผ่านงบประมาณโฆษณาชวนเชื่อมหาศาล

แทนที่จะยุบยกเลิก รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร 2 ครั้งหลัง (ปี 49 กับปี 57) กลับถือโอกาสขยายบทบาทและเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานนี้เข้าไปอีก เพื่อให้แผ่ขยายเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปมีบทบาทกับทุกกิจกรรมสังคม ทั้งโรงเรียน และชุมชมต่าง ๆ

เหนื่อยจะพูด ส่วนตัวก็เคยอภิปรายเรื่องนี้ไปแล้ว







แมวเกเร
@Unrulycat2511
·6h

"โมเดลสหรัฐ" ใช่..!! ในแง่แนวคิด ก่อตั้งขึ้นในยุคที่ไทยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐ เพื่อดำเนินนโยบายสกัดกั้นคอมมิวนิสต์ สหรัฐได้ส่งหน่วย Counter-insurgency และงบประมาณมาสนับสนุนการฝึกเพื่อจัดตั้ง

ไม่ใช่..!! ในแง่ โครงสร้างปัจจุบันของ กอ.รมน.ไม่ใช่ระบบแบบ Department of Homeland Security ของสหรัฐ เนื่องจาก กอ.รมน. ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีและใช้กองทัพบกเป็นแกนหลักปฏิบัติงาน ในขณะที่ของสหรัฐจะแยกโครงสร้างการบริหารและกำลังพลฝั่งพลเรือนออกจากกองทัพอย่างเด็ดขาด




กอ.รมน.โป๊ะแตก ถูกจับได้ว่ามีโปรแกรมสอดแนม งบลับ 35 ล้าน กอ.รมน. ผ่านสภาแล้ว… สุดท้ายยกเลิกเฉย ?





https://x.com/Chonlanat/status/2074466215020622296
https://www.facebook.com/reel/1597945592055644

ชลณัฏฐ์ โกยกุล - ปาล์ม - Chonlanat Koaykul
5 hours ago
·
[งบลับ 35 ล้าน กอ.รมน. ผ่านสภาแล้ว…ยกเลิกเฉย?]

วันนี้ (7 กค.69) ในการประชุมกมธ.งบ70 ปาล์มตั้งคำถามไปหลายเรื่อง แต่อยากมาเล่าเรื่องกอ.รมน. ให้ทุกคนฟังค่ะ

ในชั้นอนุกรรมาธิการ ICT เมื่อปีที่แล้ว อนุกรรมาธิการสัดส่วนจากพรรคประชาชน ได้ไปเจองบก้อนนึง ของกอ.รมน ที่ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ กอ.รมน.อ้างว่าเป็นความลับอนุกรรมาธิการ แต่พรรคประชาชนยืนยันว่าปล่อยผ่านไม่ได้ จี้ถามไปเรื่อยๆ สุดท้ายได้เห็นเอกสาร พบว่า มันคือการซื้อระบบรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวเปิด 35 ล้านบาท เล่าเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆคือ กอ.รมน.โป๊ะแตก ถูกจับได้ว่ามีโปรแกรมสอดแนม ซึ่งมันก็คือ Sherlock Spyware นี่แหละ
 
ซึ่งในชั้นอนุกรรมาธิการ โปรแกรม Sherlock Spyware เจ้าปัญหา ก็ผ่านกลับเข้ามาในห้องใหญ่ ห้องกมธ.งบ 69 จนได้!!

กมธ.งบ สัดส่วนพรรคประชาชน ได้คัดค้าน ยืนยันว่าต้องตัดงบก้อนนี้ออก เพราะไม่สามารถตอบคำถาม เรื่องกลุ่มเป้าหมายของโปรแกรม และสิทธิของประชาชนได้

สุดท้าย พรรคประชาชนก็แพ้โหวต ห้องกมธ.งบ69 ได้ผ่านงบ Sherlock Spyware เทคโนโลยีสอดแนมขั้นสูง 35 ล้าน จนสส.พรรคประชาชน สส.กู๊ดดี้ ชยพล สท้อนดี - Chayaphon Satondee และ สส.จอจาน เอกราช อุดมอำนวย - Ekkarach Udomumnuay - จอจาน ได้อภิปรายทวงถามงบประมาณก้อนนี้ ในวาระ 2 ซึ่งสุดท้าย สภาก็ผ่านงบก้อนนี้อีกจนได้ เหนียวมากจริงๆ
 
วันนี้ในห้องกมธ.งบ70 ปาล์มได้ถาม กอรมน. ถึงความคืบหน้าของการใช้งบกับโปรแกรมนี้ กอ.รมน. ตอบว่า มีอุปสรรคในด้านงบประมาณ และ ได้ยกเลิกโครงการนี้ไปแล้ว
 
คำถามคือ อุปสรรคทางงบประมาณที่ว่า มันคืออะไรกันแน่!?? หรือรู้ตัวว่า ถ้าดึงดันต่อ จะยังคงโดนตรวจสอบแบบกัดไม่ปล่อย จากพรรคประชาชน

ท็อปฟอร์มมาก กอ.รมน.

ปีที่แล้ว ก็เจอโปรแกรมสอดแนม
ปีนี้ รถกอ.รมน. ก็ไปเกี่ยวข้องในคดียิงสส.ภาคใต้
เป็นประสบการณ์เปิดโลกจริงๆ นั่งห้องกมธ.งบ
 
ตรวจสอบกันต่อ ลุยกันต่อ

ชวนทุกคนจับตากันต่อค่ะ




เรื่อง "อิสราเอล" ยึดเกาะ SEE TRUE ไทยรัฐนิวส์โชว์ พาเจาะปัญหา "นอมินี" ช่วยเหลือชาว "ยิว" บนเกาะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอสังหาฯ การก่อสร้าง ทำให้เกาะทั้งเกาะที่มีความสมบูรณ์ของป่าไม้ กำลังกลายเป็นของชาวต่างชาติ พาดูอาชีพแฝงแย่งอาชีพคนไทย แฉรูปแบบธุรกิจเถื่อนผิดกฎหมาย


ล้างบาง "ยิว" ฮุบ "เกาะพะงัน" | EP.41 [2/2] | SEE TRUE | ไทยรัฐนิวส์โชว์

Jun 12, 2026 
#Thairathnews #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐ

ตามกันต่อวันนี้ EP.2 เรื่อง "อิสราเอล" ยึดเกาะ "พะงัน" วันนี้ "พี่ขุน-จุ๊" พาเจาะปัญหา "นอมินี" ช่วยเหลือชาว "ยิว" บนเกาะ // ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอสังหาฯ การก่อสร้าง ทำให้เกาะทั้งเกาะที่มีความสมบูรณ์ของป่าไม้ กำลังกลายเป็นของชาวต่างชาติ // พาดูอาชีพแฝงแย่งอาชีพคนไทย แฉรูปแบบธุรกิจเถื่ือนผิดกฎหมาย ไขปริศนา "ชาบัด" โบสถ์ชาวยิวที่ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินไทย

https://www.youtube.com/watch?v=oSFu4RZG3C4




ตีความหน้าปกใหม่ The Economist เค้กวันเกิดชาติอเมริกันที่กำลังจะลุกเป็นไฟ !!!


Putri Nusantara
July 4
·
ตีความหน้าปกใหม่ The Economist เค้กวันเกิดชาติอเมริกันที่กำลังจะลุกเป็นไฟ !!!

หน้าปกนี้สื่อถึงวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา (Independence Day) ซึ่งตรงกับในวันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปีครับ

The Economist เลือกใช้รูปเป็นเค้กวันเกิดชาติอเมริกัน ตกแต่งสวยงามด้วยลายธงชาติ แต่แทนที่จะเป็นเทียนวันเกิดกลับปักด้วย “ไม้ขีดไฟหัวสีแดง” นับร้อยอัน และมีอันหนึ่งกำลังลุกไหม้ และมีควันพุ่งขึ้น !!!

The Economist กำลังจะบอกว่าอเมริกาในปี 2026 กำลังยืนอยู่บนขอบของ “การระเบิด” หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ “อันตรายอย่างยิ่ง” แม้ภายนอกจะยังดูสวยงามและฉลองได้เหมือนเค้กที่ตกแต่งสวย แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยวัตถุที่พร้อมติดไฟเพียงแค่ “เปลวไฟเล็ก ๆ” ก็อาจลุกลามไหม้ไปทั้งก้อนได้ !!!

ไม่ว่าจะเป็น ความขัดแย้งความเสี่ยงของความรุนแรงทางการเมือง หรือ ความไม่มั่นคงทางสังคม และ เศรษฐกิจที่เปราะบางมาก เหมือนทุกอย่างพร้อมจะลุกลาม เพียงรอแค่จุดไฟติดเท่านั้น !!!

และที่สำคัญ เมื่อเราลองซูมดูดีๆที่ไม้ขีดไฟที่ไหม้ เราจะเห็นได้เลยว่า “ต้นตอที่จะจุดชนวนเรื่องราวต่างๆนั้นคือใคร” !!! (เฉลยอยู่ใน Comment ครับ)

Cr New world order Thailand
.....
Putri Nusantara
ไม้ขีดที่ไหม้ ทรงผมหน้าตาแบบนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Trump นั่นเอง !!!


https://www.facebook.com/nur.hidayahh.71/posts/1593617898991506





โกงเค้าแต่ยังแพ้ ทรัมป์ถูกล้ออย่างหนัก หลังทีมสหรัฐแพ้เบลเยี่ยม 4-1 ใน World Cub เมื่อวาน







Translated from Italian
I mean, put yourselves in the shoes of the Belgian delegation at the NATO meeting. How are they going to manage to stay serious?






 



🇺🇸ทรัมป์ เวลา 18:00 น.: ถ้าเบลเยียมชนะเรา ผมจะบอกว่ามันเป็นการโกง เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2020 ที่มีการโกง
🇧🇪เบลเยียม เวลา 22:00 น.: เราเอาชนะสหรัฐอเมริกาอย่างขาดลอยด้วยคะแนน 4 ต่อ 1
ลองนึกภาพความอัปยศอดสูที่ทรัมป์จะนำมาโดยการเชื่อมโยงทุกอย่างเข้ากับการเลือกตั้งที่เขาแพ้