
วิวัฒนาการการตอบประเด็น ม.112 ของไทยในเวที UPR: จาก “พร้อมทบทวน” สู่การ “หายไป” ในรายงานรอบที่ 4
4/11/2569
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ในวันที่ 9 พ.ย. 2569 นี้ ประเทศไทยมีกำหนดเข้าสู่กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน รอบที่ 4 ในเวที Universal Periodic Review หรือ UPR ซึ่งเป็นกลไกสำคัญภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) ที่เปิดให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้งหมดร่วมตรวจสอบ ซักถาม และให้ข้อเสนอแนะด้านสิทธิมนุษยชนต่อกันและกันในทุก ๆ 4 ปีครึ่ง
ตั้งแต่ปี 2554 หนึ่งในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกสหประชาชาติตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และยื่นข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยทบทวน แก้ไข หรือยกเลิกมาอย่างต่อเนื่อง คือประเด็นเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยจำนวนข้อเสนอแนะในเรื่องนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในทุกรอบการทบทวน:รอบที่ 1 (ปี 2554): รัฐไทยได้รับ 9 ข้อเสนอแนะ จาก 6 ประเทศ รวมถึง ฝรั่งเศส นอร์เวย์ สโลวีเนีย สเปน สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักรรอบที่ 2 (ปี 2559): รัฐไทยได้รับ 8 ข้อเสนอแนะ จาก 8 ประเทศ รวมถึง เบลเยียม แคนาดา ไอซ์แลนด์ เยอรมนี ลัตเวีย นอร์เวย์ สเปน และสหราชอาณาจักรรอบที่ 3 (ปี 2564): เพิ่มขึ้นเป็น 12 ข้อเสนอแนะ จาก 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา
หัวใจสำคัญของกลไก UPR คือการที่รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องจัดทำและยื่น “รายงานแห่งชาติ” (National Report) เพื่อชี้แจงความคืบหน้าและสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในมุมมองของตนเอง หากย้อนดูรายงานแห่งชาติตั้งแต่รอบที่ 1 ในปี 2554 ถึงรอบที่ 3 ในปี 2564 จะพบว่า รัฐไทยได้พูดถึง มาตรา 112 มาโดยตลอด ไม่มากก็น้อย แม้คำอธิบายในรายงานเหล่านั้นจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็ตาม
แต่น่าสังเกตว่า รายงานแห่งชาติในรอบที่ 4 นี้ ประเด็นมาตรา 112 กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทั้งที่ 4 ปีครึ่งที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการดำเนินคดีทางการเมืองที่รุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ มีประชาชนถูกดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 เกือบ
300 คน มีการลงโทษจำคุก
ยาวนานที่สุด มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสั่ง
ยุบพรรคก้าวไกลจากเหตุที่ยื่นแก้ไขมาตรา 112 และมีการผ่านกฎหมาย
นิรโทษกรรมที่ไม่รวมมาตรา 112 อีกด้วย
รายงานนี้ชวนย้อนสำรวจวิวัฒนาการคำตอบของรัฐไทยต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องมาตรา 112 บนเวที UPR ตลอด 3 รอบที่ผ่านมา ก่อนที่การชี้แจงในประเด็นนี้จะถูกทำให้ “หายไป” จากรายงานของไทยในรอบล่าสุด
รอบที่ 1 (2551–2554): หาความสมดุล และคำสัญญาว่าจะ “ทบทวน”การนำเสนอรายงานแห่งชาติรอบแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2554 หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่รัฐไทยได้จัดวางประเด็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองไว้ในลำดับต้นของเอกสาร
ในเวลานั้น รัฐบาลไทยเลือกที่จะเผชิญหน้ากับข้อวิจารณ์เรื่องเสรีภาพในการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์อย่างเปิดเผย โดยระบุในรายงานแห่งชาติว่า:
“ในประเด็นเสรีภาพในการแสดงออกที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศไทยได้พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเสาหลักแห่งอัตลักษณ์และความมั่นคงของชาติ กับสิทธิของปัจเจกบุคคลในการแสดงความคิดเห็น ปัจจุบันกระบวนการทบทวนกำลังดำเนินอยู่เพื่อศึกษาแง่มุมที่ควรปรับปรุงและแนวทางที่ดีที่สุดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยความเป็นธรรม
“นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังได้เริ่มกระบวนการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลแล้วเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ได้มีการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการที่ปรึกษา’ ซึ่งมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน เพื่อให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550”
ในรอบเดียวกัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ส่ง
รายงานคู่ขนาน โดยระบุถึงปัญหาในการบังคับใช้มาตรา 112 เช่น ความพยายามในการควบคุมข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวางและคลุมเครือโดยอ้างเหตุผลความมั่นคง การใช้อำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่โดยไร้แนวทางที่ชัดเจน ตลอดจนการตั้งข้อหาร้ายแรงที่ไม่ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์ความผิด ซึ่งสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวจนสื่อมวลชนต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง พร้อมชี้ว่ามาตรา 112 ได้ถูกนำมาใช้จัดการกับผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง
.
รอบที่ 2 (2554–2559): รัฐประหาร คสช. และการเทียบเคียง ม.112 เป็นเพียง “กฎหมายหมิ่นประมาทคนธรรมดา”เมื่อเข้าสู่รอบที่ 2 ในปี 2559 บริบททางการเมืองไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเผด็จการทหารหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2557 การดำเนินคดีมาตรา 112 พุ่งสูงขึ้น ผู้ถูกดำเนินคดีจำนวนมากถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในศาลทหาร และเผชิญโทษจำคุกที่รุนแรงขึ้นด้วย
รัฐบาล คสช. เลือกที่จะลดทอนความรุนแรงของมาตรา 112 บนเวทีโลก โดยเปรียบเทียบว่ากฎหมายนี้มีสถานะไม่ต่างจากกฎหมายหมิ่นประมาทของบุคคลทั่วไป:
“สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่งและเป็นเสาหลักแห่งเสถียรภาพของประเทศ กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญาที่ให้ความคุ้มครองต่อสิทธิและชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในลักษณะเดียวกับที่กฎหมายหมิ่นประมาทให้ความคุ้มครองแก่บุคคลธรรมดา
“กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิหรือชื่อเสียงของสถาบันฯ มิได้มีเป้าหมายเพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกหรือเสรีภาพทางวิชาการของประชาชน การดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง (due legal process) เช่นเดียวกับความผิดอาญาอื่น ๆ และผู้ที่ถูกตัดสินลงโทษยังมีสิทธิที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษ”
เป็นที่น่าสังเกตว่า
รายงานคู่ขนานของ กสม. ในรอบนี้ กลับไม่มีการระบุถึงปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 เลยแม้แต่บรรทัดเดียว ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับการที่ กสม. ไทย ถูก
ลดเกรดจาก “สถานะ A” สู่ “สถานะ B” ในช่วงปลายปี 2558 โดย GANHRI (Global Alliance of National Human Rights Institutions) หรือสหพันธ์สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติระดับสากล ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “ผู้ตรวจประเมินมาตรฐาน” ขององค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกภายใต้การรับรองของสหประชาชาติ
.
รอบที่ 3 (2559-2564): การทบทวนท่ามกลางกระแสการชุมนุมเยาวชน และการตีกรอบ “ความมั่นคงแห่งชาติ”การทบทวนรอบที่ 3 ในปี 2564 เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่มีเยาวชนหนุ่มสาวและประชาชนออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมเป็นจำนวนมาก โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องของพวกเขาคือการปฎิรูปสถาบันกษัตริย์ และในวันที่ 19 พ.ย. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกแถลงการณ์ประกาศจะบังคับใช้กฎหมาย “ทุกฉบับ ทุกมาตรา” ที่มีอยู่ ดำเนินการต่อผู้ชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มมีการแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 เพิ่มเติมในคดีเดิมที่ไม่ได้แจ้งไว้ หรือนำไปสู่การดำเนินคดีใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ในรายงานแห่งชาติรอบที่ 3 แม้ประเด็นสิทธิพลเมืองจะถูกจัดวางไว้ในหมวดท้าย ๆ ของเอกสาร (หมวด G) แต่รัฐบาลไทยยังคงเลือกให้เหตุผลชี้แจง โดยตรึงกรอบคำอธิบายไว้ที่เรื่อง “ความมั่นคงแห่งชาติ” ควบคู่กับการอ้างกลไกคัดกรอง:
“ประเทศไทยเป็นประเทศที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่งในฐานะประมุขแห่งรัฐ กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญา มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติและสถาบันของสังคมไทย ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดสิทธิของประชาชนในเสรีภาพทางความคิด การแสดงออก หรือเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยได้กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนในการใช้สิทธิเหล่านี้เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อย และสิทธิของผู้อื่น
“เมื่อตระหนักถึงข้อกังวลที่มีต่อกฎหมายนี้ การดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องจึงได้รับการดำเนินการอย่างรอบคอบตามกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งนี้ ในปี 2564 มีกลไกหลายระดับที่ทำหน้าที่คัดกรองคดีอย่างเข้มงวด โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและความอ่อนไหวที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันยังคงเปิดช่องทางสำหรับการขอรับพระราชทานอภัยโทษ”
ขณะที่
รายงานคู่ขนานของ กสม. ในรอบนี้ ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างที่องค์กรยังคงถูดจุดให้อยู่ใน “สถานะ B” โดย เครือข่ายสถาบันสิทธิมนุษยชนสากลอยู่ บันทึกถึงการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน ที่นำเสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อ โดย กสม. ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงในสังคม การปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนการที่แกนนำและผู้ชุมนุมจำนวนมากถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหาต่าง ๆ
.
รอบที่ 4 (2564-2569): วิกฤตสิทธิมนุษยชนที่หนักหน่วงที่สุด แต่มาตรา 112 กลับหายไปการทบทวนภายใต้กลไก UPR รอบนี้ ซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. 2569 ถือได้ว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังสถานการณ์ทางการเมือง จากปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
พบว่า มีประชาชนถูกดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 ไปแล้วอย่างน้อย 294 คน โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชนอย่างน้อย 20 คน หลายคนถูกคุมขังโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว โดยปัจจุบันนักโทษการเมืองกว่า 51 คน และ 33 คนถูกคุมขังภายใต้มาตรา 112 ซึ่งถูกยกเว้นจากการนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569
นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์คดีที่มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกรวมกันสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 50 ปี และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการเสนอแก้ไขมาตรา 112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ จนนำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกล และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สนับสนุนการแก้ไขนั้นก็ถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง และอาจถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตอีกด้วย
หากเป็นสิ่งที่น่าสังเกตว่ารัฐไทยเลือกที่จะไม่พูดถึงประเด็นมาตรา 112 ในรายงานแห่งชาติในรอบนี้เลย นอกจากนี้รายงานคู่ขนานของ กสม. ก็ไม่ได้พูดถึงประเด็นมาตรา 112 ด้วยเช่นกัน แม้ว่าในเดือนมี.ค. 2565 ทาง กสม. จะได้รับการ
ประเมินเลื่อนสถานะกลับคืนสู่ “สถานะ A” จากเครือข่ายสถาบันสิทธิมนุษยชนสากล
.
ประเทศไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2567 ประเทศไทยได้
รับเลือกเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) วาระปี 2568–2570 ซึ่งตามมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA Res. 60/251) รัฐสมาชิกที่ได้รับเลือกจะต้อง “ยึดถือมาตรฐานสูงสุดในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน” และมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา รวมถึงให้ความร่วมมือกับกลไกสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ อย่างจริงใจ
ก่อนการเลือกตั้ง ประเทศไทยได้ส่งคำมั่นสัญญาหลายประการ ซึ่งประกอบด้วยคำมั่นสัญญาในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ เช่น สัญญาว่าจะดำเนินการพัฒนาและแก้ไขกฎหมาย นโยบาย และระเบียบให้สอดคล้องกับสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี และ นำข้อเสนอแนะที่ได้รับจากคณะกรรมการตามสนธิสัญญา กลไกพิเศษของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ และข้อเสนอแนะที่ประเทศไทยรับรองระหว่างกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) มาพิจารณาในการจัดทำนโยบายและกฎหมาย
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในเวที UPR ทั้ง 3 รอบที่ผ่านมา รวมถึงกลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ (WGAD) หรือผู้รายงานพิเศษฯ ต่างได้เรียกร้องให้รัฐไทยแก้ไขหรือทบทวนมาตรา 112 ทำการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง และยุติการดำเนินคดีต่อผู้ใช้สิทธิเสรีภาพมาโดยตลอด
ดังนั้น ท่ามกลางความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกคณะมนตรีฯ จึงเป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า รัฐไทยเลือกที่จะไม่พูดถึงประเด็นมาตรา 112 เลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเด็นนี้ไม่มีอยู่ และข้อเสนอแนะจากกระบวนการต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้น
https://tlhr2014.com/archives/87599