
.....
ภาคประชาชน-นักการเมือง รุมฟ้อง กกต. ปมความไม่โปร่งใสจัดการเลือกตั้ง

16 กุมภาพันธ์ 2026
บีบีซีไทย
แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้นมีไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงและทุจริต แต่ภาคประชาชนจากส่วนต่าง ๆ รวมถึงพรรคการเมืองบางส่วนมองว่าส่อละเมิดหลักการลงคะแนนในทางลับ
ในวันนี้ (16 ก.พ.) มีความเคลื่อนไหวจากหลายเครือข่ายที่มุ่งหน้าทวงถามความรับผิดชอบจากองค์กรอิสระที่มีหน้าที่จัดการการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา โดยแต่ละฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าการทำงานของ กกต. ในครั้งนี้ส่อเค้าถึงความไม่โปร่งใส ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตัวองค์กรเอง และทำให้สาธารณชนยังมีความเคลือบแคลงในผลการเลือกตั้ง
ภาคประชาชน ระบุ การจัดเลือกตั้งของ กกต. ขัดต่อหลักการพื้นฐานการเลือกตั้งอย่างร้ายแรง
ปมบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส. ทำให้ฝ่าย ๆ ต่างยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองและผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้พิจารณาว่าขัดกับหลักรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าการเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยทางตรงและทางลับหรือไม่
ในช่วงเช้าวันนี้ เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย หรือ We Watch (วีวอทช์) ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อเรียกร้องให้ กกต. รับผิดชอบต่อการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีปัญหาอย่างมาก
เธอไล่เรียงว่าปัญหาว่าในหลายกรณีที่บางหน่วยเลือกตั้งเก็บเอกสารผลการนับคะแนนออกจากหน่วยในระยะเวลาอันสั้น ทั้งที่ควรเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ในหลายกรณี
ขณะเดียวกันก็เกิดปัญหา "บัตรเขย่ง" หรือปัญหาที่จำนวนบัตรเลือกตั้ง ผลคะแนน และผู้ใช้สิทธิไม่สอดคล้องกัน ที่สำคัญคือผู้สังเกตการณ์ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการนับคะแนนได้อย่างต่อเนื่องชัดเจน หรือถูกจำกัดการสังเกตการณ์
นอกจากนี้ ยังพบว่าระบบรายงานผลคะแนนหลังปิดหีบไม่ส่งตรงสู่สาธารณะทันที แต่ต้องผ่านตัวกลางซึ่งเปิดทางให้มีการปรับแก้ข้อมูลได้โดยปราศจากกลไกการตรวจสอบที่มีความอิสระ
"แม้ปกติเราจะอ้างว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเลขเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคหรือการตรวจสอบข้อมูล แต่เมื่อกระบวนการดังกล่าวไม่ถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้โดยเป็นธรรม ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่าประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคะแนนที่ปรากฏเป็นคะแนนจริง ถูกต้อง และไม่ถูกแทรกแซง" น.ส.ธนาพร ตั้งคำถาม
เมื่อพิจารณาจากงบประมาณกว่า 7,824 ล้านบาทที่ กกต. ใช้จัดการเลือกตั้ง กลับพบความผิดพลาดมากมายซึ่งสะท้อนถึงการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีความเป็นมืออาชีพของ กกต. เช่น การจัดหน่วยเลือกตั้งที่ไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะต่อกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการ ตัวอย่างบัตรเลือกตั้งที่ไม่ชัดเจนและมีข้อมูลคลาดเคลื่อน การย้ายหน่วยเลือกตั้งโดยไม่มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าอย่างทั่วถึง กรณีการกรอกรหัสเขตเลือกตั้งบนซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาด
ประเด็นสำคัญที่ทางวีวอทช์และเครือข่ายภาคประชาสังคมเน้นย้ำ คือ การใช้ระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีข้อกังวลว่าอาจเชื่อมโยงกลับไปยังต้นขั้วบัตรและข้อมูลผู้ลงคะแนนได้
"แม้ กกต.ชี้แจงว่าจะมีมาตรฐานในการแยกเก็บข้อมูล แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าโครงสร้างของระบบดังกล่าวเปิดโอกาสให้หลักการลงคะแนนโดยลับถูกละเมิดหรือไม่" น.ส.ธนาพร กล่าว
ในช่วงเช้าวันนี้ เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย หรือ We Watch (วีวอทช์) ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อเรียกร้องให้ กกต. รับผิดชอบต่อการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีปัญหาอย่างมาก
- กระบวนการเลือกตั้งส่อให้เห็นการขาดความโปร่งใสตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
เธอไล่เรียงว่าปัญหาว่าในหลายกรณีที่บางหน่วยเลือกตั้งเก็บเอกสารผลการนับคะแนนออกจากหน่วยในระยะเวลาอันสั้น ทั้งที่ควรเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ในหลายกรณี
ขณะเดียวกันก็เกิดปัญหา "บัตรเขย่ง" หรือปัญหาที่จำนวนบัตรเลือกตั้ง ผลคะแนน และผู้ใช้สิทธิไม่สอดคล้องกัน ที่สำคัญคือผู้สังเกตการณ์ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการนับคะแนนได้อย่างต่อเนื่องชัดเจน หรือถูกจำกัดการสังเกตการณ์
นอกจากนี้ ยังพบว่าระบบรายงานผลคะแนนหลังปิดหีบไม่ส่งตรงสู่สาธารณะทันที แต่ต้องผ่านตัวกลางซึ่งเปิดทางให้มีการปรับแก้ข้อมูลได้โดยปราศจากกลไกการตรวจสอบที่มีความอิสระ
"แม้ปกติเราจะอ้างว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเลขเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคหรือการตรวจสอบข้อมูล แต่เมื่อกระบวนการดังกล่าวไม่ถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้โดยเป็นธรรม ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามว่าประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคะแนนที่ปรากฏเป็นคะแนนจริง ถูกต้อง และไม่ถูกแทรกแซง" น.ส.ธนาพร ตั้งคำถาม
- กกต. ทำงานไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีความเป็นมืออาชีพ เมื่อเทียบกับงบกว่า 7,824 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาจากงบประมาณกว่า 7,824 ล้านบาทที่ กกต. ใช้จัดการเลือกตั้ง กลับพบความผิดพลาดมากมายซึ่งสะท้อนถึงการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีความเป็นมืออาชีพของ กกต. เช่น การจัดหน่วยเลือกตั้งที่ไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะต่อกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการ ตัวอย่างบัตรเลือกตั้งที่ไม่ชัดเจนและมีข้อมูลคลาดเคลื่อน การย้ายหน่วยเลือกตั้งโดยไม่มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าอย่างทั่วถึง กรณีการกรอกรหัสเขตเลือกตั้งบนซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาด
ประเด็นสำคัญที่ทางวีวอทช์และเครือข่ายภาคประชาสังคมเน้นย้ำ คือ การใช้ระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีข้อกังวลว่าอาจเชื่อมโยงกลับไปยังต้นขั้วบัตรและข้อมูลผู้ลงคะแนนได้
"แม้ กกต.ชี้แจงว่าจะมีมาตรฐานในการแยกเก็บข้อมูล แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าโครงสร้างของระบบดังกล่าวเปิดโอกาสให้หลักการลงคะแนนโดยลับถูกละเมิดหรือไม่" น.ส.ธนาพร กล่าว
เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย หรือ We Watch (วีวอทช์) ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนยื่นข้อร้องเรียนและข้อเสนอต่อ กกต.
"ความเป็นอิสระขององค์กรจัดการเลือกตั้งภายใต้โครงสร้างปัจจุบันจึงถูกตั้งคำถามว่ามิได้เป็นไปตามความอิสระเพื่อคุ้มครองเจตจำนงของประชาชน แต่เป็นความอิสระที่ไม่ถูกเลือก ไม่ถูกตรวจสอบ และไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน" น.ส.ธนาพร แถลงต่อสื่อ โดยเน้นย้ำว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของผลพวงที่เกิดขึ้นจากการออกแบบโครงสร้างเชิงสถาบันและพัฒนาการของกฎหมายที่ผ่านการรัฐประหาร รวมถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน
ในระยะเร่งด่วน พวกเขาเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยผลคะแนนอย่างเป็นทางการครบ 100% ผ่านระบบ ECT Report โดยเร็วที่สุด รวมถึงเปิดเผยเอกสารสรุปผลคะแนนรายหน่วยและภาพกระดานขีดคะแนน เพื่อให้สาธารณชนร่วมตรวจสอบได้
กกต.ควรชี้แจงข้อสงสัยอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดกรณีคะแนนลดลงหรือข้อมูลไม่ตรงกัน รวมถึงต้องชี้แจงเชิงเทคนิคเมื่อระบบรายงานผลขัดข้อง และต้องเปิดเผยว่าใครมีอำนาจเข้าถึงหรือแก้ไขข้อมูลเบื้องหลังได้บ้าง
กกต.ควรชี้แจงเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ทั้งจุดประสงค์ ขอบเขต และขั้นตอนการใช้ระบบดังกล่าวในทุกระดับมาตรการป้องกัน เนื่องจากสาธารณชนจำนวนมากแสดงความวิตกกังวลเรื่องสิทธิในความลับของการลงคะแนน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "กลไกทางเทคนิคและกฎหมายที่รับประกันว่าความลับจะไม่ถูกละเมิด กระบวนการจัดเก็บ เข้าถึง และทำลายข้อมูล รวมถึงผู้มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว การประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและมาตรการรับมือหากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล" นายพงศธร กล่าว
- กกต. ภายใต้โครงสร้างปัจจุบันไม่ยึดโยงประชาชน ขัดกับหลักถ่วงดุลและการตรวจสอบ
"ความเป็นอิสระขององค์กรจัดการเลือกตั้งภายใต้โครงสร้างปัจจุบันจึงถูกตั้งคำถามว่ามิได้เป็นไปตามความอิสระเพื่อคุ้มครองเจตจำนงของประชาชน แต่เป็นความอิสระที่ไม่ถูกเลือก ไม่ถูกตรวจสอบ และไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน" น.ส.ธนาพร แถลงต่อสื่อ โดยเน้นย้ำว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของผลพวงที่เกิดขึ้นจากการออกแบบโครงสร้างเชิงสถาบันและพัฒนาการของกฎหมายที่ผ่านการรัฐประหาร รวมถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน
- ข้อเสนอต่อ กกต. และสาธารณชน 2 ระยะ เพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของ กกต.
ในระยะเร่งด่วน พวกเขาเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยผลคะแนนอย่างเป็นทางการครบ 100% ผ่านระบบ ECT Report โดยเร็วที่สุด รวมถึงเปิดเผยเอกสารสรุปผลคะแนนรายหน่วยและภาพกระดานขีดคะแนน เพื่อให้สาธารณชนร่วมตรวจสอบได้
กกต.ควรชี้แจงข้อสงสัยอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดกรณีคะแนนลดลงหรือข้อมูลไม่ตรงกัน รวมถึงต้องชี้แจงเชิงเทคนิคเมื่อระบบรายงานผลขัดข้อง และต้องเปิดเผยว่าใครมีอำนาจเข้าถึงหรือแก้ไขข้อมูลเบื้องหลังได้บ้าง
กกต.ควรชี้แจงเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ทั้งจุดประสงค์ ขอบเขต และขั้นตอนการใช้ระบบดังกล่าวในทุกระดับมาตรการป้องกัน เนื่องจากสาธารณชนจำนวนมากแสดงความวิตกกังวลเรื่องสิทธิในความลับของการลงคะแนน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "กลไกทางเทคนิคและกฎหมายที่รับประกันว่าความลับจะไม่ถูกละเมิด กระบวนการจัดเก็บ เข้าถึง และทำลายข้อมูล รวมถึงผู้มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว การประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและมาตรการรับมือหากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล" นายพงศธร กล่าว

ทางวีวอทช์และเครือข่ายภาคประชาชนยังเห็นว่าการนับคะแนนใหม่ในจุดที่มีปัญหา ควรนับต่อหน้าประชาชน สื่อมวลชน และมีการถ่ายทอดสดเพื่อความโปร่งใส หรือบันทึกภาพไว้เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าบัตรไม่มีการปนเปื้อน
เขากล่าวต่อว่า กกต. ควรมีทัศนคติที่เปิดรับการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่สร้างความหวาดกลัวหรือฟ้องร้องประชาชน และควรดึงเครือข่ายผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมกระบวนการการตรวจสอบเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
"หากมาตรการทั้งหมดไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนได้ ผู้ดำรงตำแหน่งควรพิจารณาความรับผิดชอบของตนเองอย่างจริงจัง อาทิ การลาออก เพราะองค์กรอิสระที่มีอำนาจในการจัดการเลือกตั้งต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่ามีความผิดชอบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะอย่างจริงใจ" นายพงศธร กล่าว
ส่วนข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างของ กกต. ระยะยาวนั้น ได้แก่ ปฏิรูปที่มาของ กกต. ให้มีความเป็นอิสระ เป็นกลาง และยึดโยงกับประชาชนผ่านกระบวนการสรรหาที่โปร่งใสและมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน
ทางวีวอทช์และเครือข่ายภาคประชาชนยังเห็นว่าควรลดการรวมอำนาจของ กกต. ไว้ที่ส่วนกลาง และควรฟื้นฟูบทบาท กกต. ระดับจังหวัด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่และการตอบสนองต่อข้อสงสัยของประชาชนเป็นไปอย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ ควรลดอำนาจของ กกต. ที่ปัจจุบันเปรียบเสมือนเป็นทั้งผู้ถืออำนาจ 3 ฝ่าย ไว้ในองค์กรเดียว ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ เช่น การออกระเบียบ คำสั่ง และประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง, อำนาจฝ่ายบริหาร อาทิ การทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ และอำนาจตุลาการ, และอำนาจตุลาการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสืบสวน สอบสวน วินิจฉัยข้อร้องเรียน รวมถึงสั่งระงับหรือเพิกถอนสิทธิผู้สมัคร
ทางวีวอทช์และเครือข่ายภาคประชาชนเห็นว่าทั้งหมดนี้อาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อนและการตรวจสอบที่ยากลำบาก ขัดต่อหลักการตรวจสอบถ่วงดุล
ตัวแทนจากภาคประชาชน นิสิต นักศึกษา ยืนฟ้องศาลปกครองกลาง กรณีบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด

ตัวแทนเครือข่าย 9 สถาบันการศึกษา นำโดยนายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานธรรมศาสตร์และการชุมนุม (หมวกเขียว) พร้อมด้วย นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ (ชายใส่สูท) เดินทางมายังศาลปกครองกลาง เพื่อยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง
จากนั้นในเวลา 13.00 น. ตัวแทนภาคประชาชน นิสิต และนักศึกษา จาก 9 สถาบัน ได้แก่ ม.ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.เกษตรศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.รามคำแหง ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ม.ขอนแก่น และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง พร้อมด้วยนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ เดินทางมายังศาลปกครองกลาง เพื่อยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองว่ากรณีจัดทำบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้นขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับหรือไม่
พวกเขาเห็นว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่ทาง กกต. อ้างว่ามีไว้บนบัตรเลือกตั้งเพื่อความปลอดภัยนั้น หากดูบัตรออกเสียงประชามติก็จะเห็นว่าไม่มีระบบติดตามดังกล่าว ดังนั้นคำกล่าวอ้างของ กกต. จึงฟังไม่ขึ้น และตามหลักการที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยลับทั้งโดยวิสัยและพฤติการณ์
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่าเหตุผลที่มายื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองกลางอีกประการหนึ่ง คือ การกำหนดรูปเเบบบัตรเลือกตั้งเป็นคำสั่งหรือการกระทำทางปกครองไม่ใช่การกระทำในทางรัฐธรรมนูญ จึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองกลาง ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีแนวคำวินิจฉัยเดิมของศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549 เพื่อยืนยันว่าศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้
"ถ้าใช้คำพูดให้เข้าใจง่าย ๆ นะครับ ก็คือว่าคำสั่งหรือวิธีการดำเนินการให้ออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มันมีคิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ด แล้วสามารถสืบย้อนกลับไปได้ ถือเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนะครับ เมื่อคำสั่งหรือการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ บัตรเลือกตั้งดังกล่าวเมื่อถูกนำไปใช้ในวันที่ 1 ก.พ. หรือ 8 ก.พ. ปี 69 ก็อาจจะส่งผลให้การเลือกตั้งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย"
เขาบอกว่ายังไม่อาจพูดได้ว่าสุดท้ายแล้วการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ แต่ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะเห็นว่ามีการใช้บัตรเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากศาลเห็นดังนั้น ศาลอาจสั่งให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ห้ามใช้บัตรเลือกตั้งที่สามารถสืบไปถึงตัวตนผู้มาลงคะแนนได้
พร้อมกันนี้ พวกเขายังยื่นขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน โดยขอให้ กกต. ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้วไว้ก่อน จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่ยากเกินจะเยียวยาในภายหลัง
นอกจากนี้ นายนรเศรษฐ์บอกด้วยว่าเครือข่ายนิสิต-นักศึกษา จาก 9 สถาบัน ยังยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางแยกต่างหาก ขอให้ศาลสั่งให้ กกต. ดำเนินการแยกต้นขั้วบัตรออกจากตัวบัตรเลือกตั้งที่มีปัญหา เนื่องจากตามระเบียบเดิมระบุให้เก็บรักษาไว้ด้วยกัน อันเสี่ยงต่อการถูกสืบย้อนข้อมูลตัวตนผู้ลงคะแนน
นักการเมืองทยอยฟ้อง-ยื่นข้อร้องเรียน ต่อ กกต.

(จากซ้ายไปขวา) นายวีระภัทร คันธะ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน เขต 6 สมุทรปราการ และ นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน เขต 8 จ.ปทุมธานี
นอกจากความเคลื่อนไหวของภาคประชาชน นิสิต และนักศึกษาแล้ว ในวันนี้ นายวีระภัทร คันธะ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน เขต 6 สมุทรปราการ ยังเดินทางมายื่นคำร้องให้ กกต. ตรวจสอบกระดาษเลือกตั้งที่พบในกองขยะ จ.สมุทรปราการ รวมถึงคัดค้านผลการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่
ด้านนายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน เขต 8 จ.ปทุมธานี ยื่นข้อร้องเรียนให้ กกต. ตรวจสอบว่ากรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเข้าข่ายความผิดกฎหมาย PDPA หรือไม่ โดยเฉพาะมาตรา 26 ที่ห้ามเก็บรวมรวมข้อมูลความเห็นทางการเมือง โดยไม่ได้รับความยินยอมล่วงหน้า ซึ่งมีโทษทางอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท
โดยส่วนตัวแล้วประสิทธิ์โต้แย้งว่า กกต. ไม่สามารถอ้างอำนาจหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งเพื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้ จึงยื่นเรื่องต่อศาลปกครองควบคู่กัน เพราะกังวลว่าพรรคการเมืองที่อาจได้ข้อมูลเหล่านี้ไป อาจทำให้การซื้อเสียงในสมัยหน้า "ตรงเป้ามากขึ้น" และทำให้ชนะการเลือกตั้งได้อีกหลายครั้ง
"การที่รู้ทัศนคติทางการเมือง รู้ว่าข้าราชการคนไหนเลือกพรรคอะไร มีผลต่อการแต่งตั้งโยกย้ายด้วย ถือว่าเป็นอันตรายมาก และประชาชนไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน คูหาเลือกตั้งควรจะเป็นที่ปลอดภัย ไม่ใช่คูหาสอดแนม" นายประสิทธิ์ กล่าว
ด้านนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคทางเลือกใหม่ บอกว่าวันนี้ (16 ก.พ.) จะไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีที่บัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด เพราะขัดกับหลักลงคะแนนโดยตรงและโดยลับตามมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจเสนอต่อศาลปกครองหรือยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาได้ทันที
ในวันเดียวกัน นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มสำรอง แถลงข่าวว่าได้ยื่นฟ้อง กกต., สำนักงาน กกต., และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ต่อศาลปกครอง ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย จากกรณีจัดพิมพ์รหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง สส. ทั้งสอบแบบ
โดยเขาได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้บัตรเลือกตั้ง สส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อแบบแบ่งเขต ซึ่งใช้ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 ก.พ. และ 8 ก.พ. เป็นบัตรเสีย ไม่ให้นับเป็นคะแนน รวมทั้งให้ กกต. เผาหรือทำลายบัตรดังกล่าวโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ และสั่งลงโทษให้ กกต., สำนักงาน กกต., และเลขาธิการ กกต. ร่วมชดใช้ค่าเสียหายในการจัดเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด รวมถึงโทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
นายอัครวัฒน์ยังขอให้ศาลเร่งพิจารณคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ก่อน กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส. ใหม่ และขอให้ศาลสั่งไม่ให้ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษา

นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อแสดงจุดยืนค้านการเลือกตั้งเป็นโมฆะ
ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าววันนี้ว่า พรรคประชาชนจะทำในสิ่งที่พรรคการเมืองทำได้ คือ ดำเนินคดีอาญามาตรา 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ) และ มาตรา 172 (แสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน) ต่อ กกต. พร้อมกับเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลเพื่อให้มีความโปร่งใสมากที่สุด
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าปัญหาต่าง ๆ จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชนบอกว่าเป็นหน้าที่ของศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาเรื่องนี้
"หลายคนอาจจะมองว่าเรามีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเราแพ้การเลือกตั้งแล้วออกมาเรียกร้องหรือไม่ สิ่งที่เราเรียกร้องได้คือ การเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใสยุติธรรม ปกป้องสิทธิของประชาชนให้ถึงที่สุด" นายณัฐพงษ์ กล่าว
ในเวลาเดียวกัน นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อแสดงจุดยืนค้านการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ขอให้ทุกฝ่ายเคารพเสียงประชาชนหลายล้านคนที่ออกมาใช้สิทธิ และเชื่อว่าทั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมีไว้เพื่อป้องกันการทุจริต ไม่สามารถสแกนระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้
https://www.bbc.com/thai/articles/cm2r13n0p1go



.jpg)






4 ธ.ค.68 คำสั่งกรมการปกครอง ย้ายนายอำเภอ 196 คน มีผล 15 ธ.ค.68
ถือว่าต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ใช้วิธีเปิดรับสมัคร ผอ.กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง และ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง
รู้จัก “จีนโพ้นทะเล”

