วันจันทร์, สิงหาคม 31, 2569

ตะวัน เตรียมฟังคำพิพากษาคดี ม.112 พ่วงพ.ร.บ.คอมฯ ม.368 และ ม.138ในวันที่ 31 ส.ค. 69 กรณีไลฟ์สดก่อน #ขบวนเสด็จ ผ่าน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2565 เมื่อการตั้งคำถามถึงความสำคัญและการส่งเสียงให้ #ม็อบชาวนา กลายเป็นการ ‘ด้อยค่ากษัตริย์’ ข้างล่างมีคลิป






https://x.com/mobnewsThailand/status/2094054542984016211
.....


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
May 26, 2022
·
25 พ.ค. 2565 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 ได้ยื่นฟ้องคดีของ “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ นักศึกษาและนักกิจกรรมวัย 20 ปี ในข้อหาหลัก “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
.
เหตุในคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 ตะวันได้ไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กส่วนตัวอยู่บริเวณทางเท้าบนถนนราชดำเนินนอก ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีขบวนเสด็จของในหลวงรัชกาลที่ 10 ตะวันได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าควบคุมตัว และนำตัวไปยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) โดยตะวันถูกแจ้งข้อหา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) และ (3), ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน
.
การฟ้องคดีดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างที่ “ตะวัน” ถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง หลังจากศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกันในคดีนี้เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2565 ทำให้เธอถูกฝากขังระหว่างสอบสวนเรื่อยมา จนถึงวันที่ 26 พ.ค. 2565 รวมระยะเวลาถูกคุมขัง พร้อมกับอดอาหารประท้วง ทั้งสิ้น 37 วัน
.
.
คำฟ้องได้ถอดข้อความแต่ละท่อนที่อ้างว่าจำเลยเป็นผู้กล่าวมาเรียงต่อกัน พร้อมสรุปว่าคำพูดดังกล่าวของจำเลยที่เผยแพร่บนเฟซบุ๊กนั้น มีเจตนาให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยต่อองค์พระมหากษัตริย์ คือพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ว่า เหตุที่ม็อบชาวนาต้องย้ายเป็นเพราะพระมหากษัตริย์เสด็จผ่าน และพระมหากษัตริย์ไม่รับฟังความเดือดร้อนของประชาชน
.
อันเป็นการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระเกียรติยศ และเป็นการกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน เปรียบเทียบเปรียบเปรย หรือเสียดสีให้เป็นที่ระคายต่อเบื้องพระยุคลบาทของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 อันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และเป็นการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ และเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามประมวกฎหมายอาญา
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/44075
.
อ่านการให้ประกันตัวชั่วคราวและเงื่อนไขให้อยู่บ้าน 24 ชั่วโมง: https://tlhr2014.com/archives/44045

https://www.facebook.com/photo/?fbid=5079240685459078&set=a.656922399611567




กูเกิล (Google), ไมโครซอฟท์ (Microsoft), แอนโทรปิก (Anthropic) และโอเพนเอไอ (OpenAI) และ บริษัทกว่า 100 แห่ง ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ และองค์กรทั่วโลกเร่งยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ก่อนที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) จะพัฒนาจนทรงพลังมากพอที่จะหลีกเลี่ยงหรือเอาชนะระบบป้องกันที่มีอยู่ได้

https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/170047266211289

บีบีซีไทย - BBC Thai
12 hours ago
·
บริษัทกว่า 100 แห่ง ในจำนวนนี้มีกูเกิล (Google), ไมโครซอฟท์ (Microsoft), แอนโทรปิก (Anthropic) และโอเพนเอไอ (OpenAI) ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ และองค์กรทั่วโลกเร่งยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ก่อนที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) จะพัฒนาจนทรงพลังมากพอที่จะหลีกเลี่ยงหรือเอาชนะระบบป้องกันที่มีอยู่ได้
.
อ่านต่อ https://bbc.in/4i26DRd
.....


เสียงเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือในการป้องกันภัยทางไซเบอร์

จดหมายเปิดผนึกเพื่อผลักดันการยกระดับการป้องกันภัยทางไซเบอร์ในระดับโลก

เรามีเวลาจำกัดในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการป้องกันภัยทางไซเบอร์

ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า การโจมตีทางไซเบอร์ที่ใช้ AI จะแพร่หลายและซับซ้อนยิ่งขึ้นตามขีดความสามารถของโมเดล AI ทั่วโลกที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ องค์กรและบริการสาธารณะที่ชุมชนของเราต้องพึ่งพาอาศัย—ตั้งแต่โรงพยาบาล โรงบำบัดน้ำเสีย ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนอินเทอร์เน็ต—ต่างกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

ความก้าวหน้าของ AI ในปัจจุบันมอบหนทางใหม่ให้แก่ฝ่ายป้องกันในการแก้ไขจุดอ่อนที่สะสมมานานหลายปี หากเราลงมือทำอย่างเด็ดขาด เราสามารถใช้โอกาสนี้เสริมสร้างความปลอดภัยให้กับโลกดิจิทัลของเราได้ดียิ่งขึ้น

เราขอเสนอหลักการต่อไปนี้เพื่อเป็นแนวทางในการตอบสนองร่วมกัน:

ตระหนักว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยแบบเดิมนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป ปัญหาช่องโหว่ที่ค้างคามานาน การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงที่มากเกินความจำเป็น การตั้งค่าระบบที่ไม่ถูกต้อง ซอฟต์แวร์ที่ไม่ปลอดภัยและขาดการอัปเดตแพตช์ ระบบยืนยันตัวตนที่อ่อนแอ และหนี้ทางเทคนิค (technical debt) ในระบบเก่า ล้วนทำให้ระบบต่างๆ ตกอยู่ในความเสี่ยง ที่ผ่านมาทีมรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ มักขาดแคลนทรัพยากร จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มเครื่องมือและทรัพยากรสนับสนุนอย่างเร่งด่วน

เสริมศักยภาพให้ฝ่ายป้องกันด้วย AI ที่มีความสามารถด้านไซเบอร์ AI ช่วยถ่ายทอดทักษะเฉพาะทางให้แก่บุคลากรฝ่ายป้องกันได้มากขึ้น และช่วยให้งานด้านความปลอดภัยหลักรวดเร็วขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น การแบ่งปันเครื่องมือ องค์ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง และวิธีการแก้ไขปัญหาที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว จะช่วยให้ผลงานขององค์กรหนึ่งสามารถปกป้ององค์กรอื่นๆ ได้อีกมากมาย

ผนึกกำลังเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามร่วมกัน ขีดความสามารถด้านไซเบอร์กำลังพัฒนาไปทั่วโลกซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะไม่ควรมีบริษัทเพียงแห่งเดียวที่กำหนดอนาคตในเรื่องนี้ได้ ทั้งนี้ยังหมายความว่าจำเป็นต้องมีการตอบสนองในระดับโลก โดยอาศัยความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและค้นหาแนวทางแก้ไขใหม่ๆ สำหรับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อุบัติขึ้น

เราทุกคนสามารถลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่วันนี้ องค์กรทุกแห่ง บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ พันธมิตรด้านเทคโนโลยี ภาครัฐ และบริษัทชั้นนำด้าน AI ต่างมีบทบาทสำคัญ นั่นคือการเร่งสนับสนุนภารกิจสำคัญของฝ่ายป้องกันด้วยเครื่องมือ เงินทุน และการสนับสนุนเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานสำคัญซึ่งมีงบประมาณจำกัด

นี่คือสิ่งที่เราเห็นว่าควรดำเนินการต่อไป:

01
ทุกองค์กร


กำหนดให้การป้องกันภัยทางไซเบอร์เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญสูงสุด ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานนั้นด้วยความเร่งด่วนและการประสานงานเสมือนการรับมือกับเหตุการณ์วิกฤตที่ต้องมาก่อนเรื่องอื่นๆ ยกเว้นเพียงการดำเนินงานทางธุรกิจที่สำคัญยิ่งยวดเท่านั้น ดำเนินการแก้ไขจุดอ่อนที่มีความเสี่ยงสูงสุด ตรวจสอบผลลัพธ์โดยไม่กระทบต่อบริการที่จำเป็น และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับสิ่งที่องค์กรจัดซื้อ พัฒนา และนำมาใช้งาน รวมถึงโค้ดที่สร้างขึ้นโดย AI ปรับปรุงหรือเปลี่ยนระบบใหม่โดยคำนึงถึงหลักการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงเท่าที่จำเป็น (least privilege) การควบคุมการเข้าถึงที่รัดกุม และการวางระบบป้องกันแบบหลายชั้น (defense in depth) ใช้โมเดลที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าสำหรับการครอบคลุมในวงกว้าง และประยุกต์ใช้ความสามารถล้ำสมัยกับปัญหาที่ยากที่สุด ในกรณีที่ระบบไม่สามารถแก้ไขได้โดยไม่กระทบต่อบริการที่จำเป็น ให้ใช้และตรวจสอบการควบคุมทดแทน

02
บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และพันธมิตรทางเทคโนโลยี


ช่วยนำการตอบสนองเพื่อป้องกันการโจมตีที่ใช้ AI อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทดสอบการป้องกันอย่างต่อเนื่องกับความสามารถทางไซเบอร์ล้ำสมัย เสริมสร้างเครื่องมือที่มีอยู่ด้วย AI และทำงานร่วมกับพันธมิตรทางเทคโนโลยีเพื่อปิดช่องโหว่ในปัจจุบัน ทำให้การป้องกันที่ขับเคลื่อนด้วย AI เข้าถึงได้และใช้งานได้สำหรับผู้ประกอบการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ พร้อมความช่วยเหลือเชิงปฏิบัติในการใช้งานเครื่องมือและตรวจสอบการแก้ไข และร่วมมือกับผู้ผลิตห่วงโซ่อุปทานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผู้รวมระบบเพื่อแก้ไขและออกคำแนะนำชั่วคราว แบ่งปันข่าวกรองภัยคุกคามและคู่มือการเล่นที่ผ่านการทดสอบแล้ว และวัดความคืบหน้าโดยดูจากจำนวนองค์กรที่ได้รับการปกป้อง ความเร็วในการควบคุมการโจมตี และว่าการแก้ไขได้ผลหรือไม่

03
รัฐบาล


ประสานงานการป้องกันทางไซเบอร์ในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ เสริมสร้างช่องทางที่มีอยู่ระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมเพื่อแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคามที่นำไปปฏิบัติได้ จัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด และประสานงานการตอบสนองและการฟื้นฟูเหตุการณ์ทั่วโลก สนับสนุนด้านการป้องกันภัยไซเบอร์ โดยเริ่มจากบริการที่จำเป็นซึ่งขาดแคลนบุคลากรหรืองบประมาณในการดำเนินการ เร่งการขยายโครงการการเข้าถึงที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับห่วงโซ่อุปทานโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และขยายการเข้าถึงความสามารถในการป้องกันสำหรับผู้ป้องกันรายอื่น ๆ ให้โรงพยาบาล หน่วยงานประปา และรัฐบาลท้องถิ่นเข้าถึง AI ป้องกันภัยที่มีประสิทธิภาพ การทดสอบที่ได้รับอนุญาต และการสนับสนุนเชิงปฏิบัติผ่านผู้ให้บริการและพันธมิตรด้านความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ กำหนดต้นทุนให้กับผู้โจมตี

04
บริษัท AI แนวหน้า


ให้การเข้าถึงโมเดลอย่างมีความรับผิดชอบ เงินทุนจำนวนมาก การฝึกอบรม และการสนับสนุนเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป้องกันโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญซึ่งขาดแคลนทรัพยากร สร้างเครื่องมือการสังเกตการณ์และความปลอดภัย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าตัวตนของเอเจนต์สามารถตรวจสอบย้อนกลับและรับผิดชอบได้ และแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ลงทุนในการทดสอบที่ได้รับอนุญาต การเปิดเผยข้อมูลแบบปิด และการแก้ไขที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว รวมถึงแบ่งปันเครื่องมือ คู่มือ และการประเมินภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือกับรัฐบาล พันธมิตรด้านความปลอดภัย และผู้ดูแลซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เพื่อเสริมสร้างความพร้อม การรับมือ และการฟื้นฟู

เราสามารถทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เราทุกคนพึ่งพาอยู่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

เราขอเรียกร้องให้ผู้นำจากทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐนำเทคโนโลยี ทรัพยากร และความเชี่ยวชาญทั้งหมดมาใช้เพื่อความพยายามนี้ นำ AI ที่มีศักยภาพด้านไซเบอร์ไปไว้ในมือของผู้ป้องกัน โดยเริ่มจากทีมที่ปกป้องบริการที่จำเป็น แก้ไขจุดอ่อนที่อันตรายที่สุด ตรวจสอบการแก้ไข และแบ่งปันสิ่งที่ได้ผลเพื่อให้ผู้อื่นสามารถนำไปต่อยอดได้ ร่วมกันเราสามารถเปลี่ยนความก้าวหน้าของ AI ในปัจจุบันให้เป็นการปรับปรุงด้านความปลอดภัยที่ยั่งยืนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกคน มาเริ่มลงมือทำกันเถอะ

ร่วมกับองค์กรต่างๆ ทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐในการเรียกร้องให้มีการดำเนินการร่วมกันอย่างเร่งด่วนด้านการป้องกันภัยไซเบอร์

https://openai.com/collective-cyberdefense/




"ดับฝัน" ทหารเรืออเมริกัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากปฏิบัติการของตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่อำเภอบางละมุงและเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี





https://x.com/ThaiPBS/status/2093951007504122037

.....




ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พอเจอ อุตสาหกรรมเทา เละกลายเป็นกระดาษชำระเลย


มนุษย์กรุงเทพฯ
August 27
·
“หลังจากประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ 2560 แล้วเกิด ‘ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี’ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โครงการขนาดใหญ่มาเป็นแพ็คเกจ ต่างจากก่อนหน้านั้นที่เกิดขึ้นรายโครงการ เช่น ยุทธศาตร์ชาติเขียนโร้ดแมปบริหารจัดการขยะ เกิดแผนพัฒนาต่างๆ ที่มุ่งเน้นว่าโรงไฟฟ้าขยะทำได้ทั่วประเทศ โดยมี อบต. เป็นเจ้าภาพ ยุทธศาสตร์ชาติเขียนทิศทางการพัฒนาในมิติเศรษฐกิจพิเศษ เกิดนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคต่างๆ เช่น ภาคตะวันออก พอผ่าน พ.ร.บ. EEC (พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561) มันเปลี่ยนผังเมือง 3 จังหวัดเพื่อรองรับการทำอุตสาหกรรม

“ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีมองการพัฒนาในมิติเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้มองมิติของคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม คนเขียนมาจาก กองทัพ ข้าราชการ และจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และแทบไม่มีผู้หญิงเลย คนเขียนไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ บางคนใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ โดยอาจไม่เคยไปพื้นที่เลยด้วยซ้ำ หลายครั้งเลยที่โครงการขนาดใหญ่ทับพื้นที่เกษตร คำถามคือ คนเหล่านั้นเมื่อสูญเสียพื้นที่แล้วจะไปทำงานอะไร และความเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติเป็นเรื่องที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ สุดท้ายอาจฟื้นกลับคืนไม่ได้ด้วย ภาคประชาชนเห็นสิ่งนี้มาตั้งแต่เป็นร่างรัฐธรรมนูญแล้ว พวกเราไม่เห็นด้วย แต่พอมีคนออกมารณรงค์ให้ไม่รับร่าง หลายคนก็โดนจับ

“เราเป็นผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) งานที่ทำคือการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนมีส่วนร่วมในสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม หากจะมีโครงการขนาดใหญ่มาตั้งในชุมชน สิ่งที่ชาวบ้านทำได้มีอะไรบ้าง มูลนิธิฯ จะให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมาย เช่น สิทธิในการขอข้อมูล โครงการของใคร ขนาดเท่าไร ตั้งตรงไหน โครงการแบบนี้อยู่ในอำนาจของหน่วยงานไหน กว่าจะได้รับใบอนุญาต ขั้นตอนเป็นยังไงบ้าง และหาผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เพิ่มเติม แต่ชาวบ้านต้องไปปฏิบัติการใช้สิทธิเหล่านั้นเอง เป็นคนพูดว่าทำไมถึงไม่เอา เพื่อถ้าเกิดกรณีแบบเดียวกันในอนาคต เขาจะนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ได้

“จริงๆ โครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเรื่องที่มีมาโดยตลอด แต่ความแตกต่างหลังรัฐธรรมนูญ 2560 คือ การเกิดขึ้นโดยมีกฎหมายรองรับ และมีโครงการขนาดใหญ่พร้อมกันเป็นจำนวนมาก อย่างที่บอกว่าโรงไฟฟ้าขยะมี อบต. เป็นเจ้าภาพ ทั้งที่เขาควรมีภารกิจร่วมกับชุมชนมาตรวจสอบและประเมินโครงการ แต่กลายมาเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง การคัดค้านเลยยิ่งยาก ยังไม่ต้องพูดถึงคอร์รัปชั่นที่อาจจะมี หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก คนที่มาดูแผนการพัฒนาทั้งหมด คือคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่มีกำนัน ไม่มี อบต.

“นอกจากเนื้อหาว่าพัฒนาอย่างไร รัฐธรรมนูญ 2560 ยังเขียนด้วยว่า รัฐบาลทุกชุดต้องมีทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ คุณคิดดูละกันว่า ช่วงเวลา 20 ปีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก ตอนรัฐธรรมนูญเริ่มใช้ยังไม่มีการพูดเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ เปรียบเทียบกับความสัมพันธ์พ่อแม่และลูก ถ้าพ่อแม่เขียนว่า 20 ปีข้างหน้าต้องทำอะไรบ้าง แน่นอนว่าพ่อแม่ต้องหวังดีกับลูก อยากให้ประสบความสำเร็จ พวกเขาคงมองว่าตัวเองคิดถูก แต่พ่อแม่ไม่มีทางรู้ว่าลูกในอนาคตจะเป็นยังไง เพราะสิ่งแวดล้อมและสังคมรอบข้างไม่เคยหยุดนิ่ง มันเปลี่ยนแปลงตลอด ดังนั้นมันอาจไม่ตรงกับที่พ่อแม่คาดหวังก็ได้

“ถามว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรเป็นยังไง ความฝันของเราคือ การให้ชุมชนออกแบบทิศทางการพัฒนาได้เอง การพัฒนามาทับอยู่บนหัวพวกเขา บ้านที่เคยอยู่จะกลายเป็นเหมือง เป็นโรงไฟฟ้า มันกระทบกับชีวิต พวกเขาจึงต้องมีส่วนร่วม จริงอยู่ว่าชาวบ้านอาจไม่ได้เรียนจบสูง แต่พวกเขารู้จักพื้นที่ของตัวเอง รู้ว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ยังไง ทำให้รายได้เพิ่มได้ยังไง และทำให้บ้านของตัวเองไม่มีมลพิษได้ยังไง เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ถ้าจะมีโครงการขนาดใหญ่ ก็ต้องประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ รับฟังชาวบ้านที่มีส่วนได้เสีย และตั้งในพื้นที่เหมาะสม

“คนร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ก็ควรเป็นตัวแทนของกลุ่มบุคคลที่หลากหลายด้วย เพื่อให้เนื้อหารัฐธรรมนูญเข้าใจปัญหาของคนทุกกลุ่ม ซึ่งวิธีการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์จะทำให้เกิดสิ่งนั้น เพราะมันเปิดโอกาสให้คนนำเสนอความคิด ประชาชนเลือกตัวแทนมาร่าง พอเลือกใครมา เราจะติดตามว่าเขาทำตามนั้นไหม มันคือกระบวนการที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด แต่ถ้า สส. เป็นคนเลือก สสร. ตัวคนนั้นจะยึดโยงกับ สส. ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน สุดท้ายคนเรียบเรียงอาจต้องเป็นนักกฎหมายแหละ เพื่อให้เป็นคำทางกฎหมาย โดยยังต้องคงหลักการและเจตนารมย์ของประชาชนและผ่านกระบวนการรับรองจากประชาชน เช่น จากการทำประชามติ แต่ไม่ใช่การให้นักกฎหมายมาคิดและเขียนแทนประชาชน”

.

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม - EnLAW

-

#มนุษย์กรุงเทพฯxCALL

หลังจากประชาชนกว่า 21 ล้านคนกากบาท ‘เห็นชอบ’ ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขั้นตอนต่อไปคือการหาคนมาทำหน้าที่นี้ ถ้าว่ากันตามหลักประชาธิปไตยแล้ว ผู้ร่างรัฐธรรมนูญควรยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ดังนั้น สสร. หรือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ก็ควรมาจากเสียงของประชาชน ซึ่งวิธีการที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ การเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์

ทำไมการเลือกตั้งถึงสำคัญ ? เพราะมันเปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่หลากหลาย ทุกเพศ ทุกอัตลักษณ์ และทุกอุดมการณ์ ได้แสดงจุดยืน วิสัยทัศน์ และข้อเสนอต่อเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อคนทั้งประเทศได้รับฟัง เขาจะเป็นผู้เลือกตัวแทนมาทำหน้าที่ร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ขณะเดียวกัน ระหว่างทางของกระบวนการที่เปิดเผย จะทำให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยน เพื่อให้เนื้อหาครอบคลุมคนทุกกลุ่ม และมองเห็นปัญหาในรายละเอียดมากยิ่งขึ้น

หลักการสำคัญของการเลือกตั้ง คือการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจ เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่เอื้อต่อคนบางกลุ่ม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

.
CALL - เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1612666653562447&set=a.649473419881780




ถ้าให้เปรียบเทียบ "การกัดกินภาษี การกัดกินประเทศ" เป็นสัตว์สักชนิด คุณคิดถึงอะไร?


ฉันคือปลวก (กินภาษี) | สามัญชนคนไทย

Thai PBS

Premiered Aug 25, 2026 

ถ้าให้เปรียบเทียบ "การกัดกินภาษี การกัดกินประเทศ" เป็นสัตว์สักชนิด คุณคิดถึงอะไร?

สำหรับสามัญชนคนไทยจำนวนไม่น้อย คำตอบคือ "ปลวก" สัตว์ตัวเล็กที่กัดกร่อนเนื้อในอย่างเงียบเชียบ จนวันหนึ่งโครงสร้างทั้งหมดพังทลายลงโดยไม่ทันตั้งตัว วันนี้ มาโนช พุฒตาล และนิ้วกลม จะออกเดินทางสำรวจอาคารร้าง ที่ถูกสร้างขึ้นแล้วถูกทิ้งร้างทั่วประเทศไทย ว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใด และใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบ

https://www.youtube.com/watch?v=LTCcX3XU6cY
.....


https://www.facebook.com/ThaiPBS/posts/1636301031878980

Thai PBS 
20 hours ago
·
ถ้าให้เปรียบเทียบ "การกัดกินภาษี การกัดกินประเทศ" เป็นสัตว์สักชนิด คุณคิดถึงอะไร?
.
สำหรับสามัญชนคนไทยจำนวนไม่น้อย คำตอบคือ "ปลวก" สัตว์ตัวเล็กที่กัดกร่อนเนื้อในอย่างเงียบเชียบ จนวันหนึ่งโครงสร้างทั้งหมดพังทลายลงโดยไม่ทันตั้งตัว วันนี้ มาโนช พุฒตาล และนิ้วกลม จะออกเดินทางสำรวจอาคารร้าง ที่ถูกสร้างขึ้นแล้วถูกทิ้งร้างทั่วประเทศไทย ว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใด และใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบ
.
ปลวกกินภาษี อาคารร้างทั่วไทย หลักฐานเงินภาษีที่สูญเปล่า
หากเปรียบการทุจริตและความสูญเปล่าของงบประมาณแผ่นดินเป็นสัตว์สักชนิด หลายคนคงนึกถึง "ปลวก" สัตว์ตัวเล็กที่แทะกินโครงสร้างอาคารจนพังทลายอย่างเงียบเชียบ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่กำลังถูกกัดกินไม่ใช่แค่เนื้อไม้หรือคอนกรีต หากแต่เป็น เงินภาษีของประชาชนคนไทยทุกคน สามัญชนคนไทยพาไปสำรวจอาคารราชการร้างหลายแห่งทั่วประเทศ ที่สร้างขึ้นด้วยงบประมาณมหาศาลแต่กลับไม่เคยถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า
.
ค่ายลูกเสือนานาชาติ จังหวัดนครพนม งบประมาณ 35 ล้านบาท
ห่างจากศูนย์โอทอปเพียง 300 เมตร คือค่ายลูกเสือนานาชาติ ตำบลหนองญาติ จังหวัดนครพนม อาคารขนาดใหญ่โอ่อ่าที่ใช้งบประมาณก่อสร้างสูงถึง 35 ล้านบาท แต่จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พบว่าอาคารแห่งนี้ถูกใช้งานเพียง 2 ครั้งเท่านั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือการชุมนุมลูกเสือในปี พ.ศ. 2559 และอีกครั้งในอีก 3 ปีต่อมา หลังจากนั้นก็ถูกปล่อยทิ้งร้างเช่นเดียวกับศูนย์โอทอป สะท้อนปัญหาเดียวกันคือการวางแผนงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงของพื้นที่
.
อาคารปลากระเบน เกาะล้าน เมืองพัทยา งบประมาณ 88 ล้านบาท
หนึ่งในโครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุดในการสำรวจครั้งนี้คือ "อาคารปลากระเบน" บนเกาะล้าน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ด้วยงบประมาณก่อสร้างรวมสูงถึง 88 ล้านบาท โครงการนี้เกิดจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ต้องการทดลองผลิตพลังงานสะอาดบนเกาะล้าน ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีระบบไฟฟ้าจากฝั่งเข้าถึง โดยประกอบด้วยอาคารรูปทรงปลากระเบนที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา และกังหันลมอีกจำนวน 45 ต้น ภายในอาคารมีพื้นที่จัดแสดงเกี่ยวกับโลกใต้ทะเลจำลอง
.
อาคารเปิดใช้งานได้ประมาณ 6-7 ปี ก่อนที่หลังคาจะเกิดการรั่วซึม เนื่องจากขาดการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเกาะล้านมักเผชิญพายุลมแรงเป็นประจำ ทำให้โครงสร้างทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดชลบุรี อยู่ระหว่างการตรวจสอบที่มาของโครงการ ตั้งแต่การกำหนดราคากลางไปจนถึงความเหมาะสมของการก่อสร้าง ขณะที่ทางเมืองพัทยาเสนอแนวทางแก้ไข 2 ทาง คือปรับปรุงอาคารด้วยงบประมาณของเมืองพัทยาเอง หรือเปิดให้เอกชนเสนอตัวปรับปรุงเพื่อใช้ประโยชน์เชิงธุรกิจแลกกับการจ่ายค่าเช่า
.
ติดตามรายการ #สามัญชนคนไทย ตอน #ฉันคือปลวก (กินภาษี) ได้ทางไทยพีบีเอส



#เพลง ฟ้าสาป แผ่นดินสูบ อยากรู้จริง ๆ ท่าน กกต. กับ ท่าน สว. กินสิ่งใดเป็นอาหาร จึงกล้าทวนสายธาร ทวนกระแส ระวังจะหล่นจากฟ้า ลงมาหงายแผ่


ศุ บุญเลี้ยง แต่งเพลง “ฟ้าสาป แผ่นดินสูบ” ให้ AI ส่งเสียงเพลงถึง กกต. – พวกฮั้ว สว.

WATCHDOG CHANNEL

Aug 28, 2026 

ศุ บุญเลี้ยง แต่งเพลง “ฟ้าสาป แผ่นดินสูบ” ให้ AI ส่งเสียงเพลงถึง กกต. – พวกฮั้ว สว.

https://www.youtube.com/watch?v=K2laSimRp_o
.....

ศุ บุญเลี้ยง
2 days ago
·
#เพลง ฟ้าสาป แผ่นดินสูบ
อยากรู้จริง ๆ
ท่าน กกต. กับ ท่าน สว.
กินสิ่งใดเป็นอาหาร
จึงกล้าทวนสายธาร ทวนกระแส
ระวังจะหล่นจากฟ้า
ลงมาหงายแผ่
ไม่เกรง ไม่อาย ไม่กลัว
ปกป้องความชั่วเอาใบบัวมาปิดช้างตาย
คิดว่าจะหลุดรอดสายตาของบรรดาเหล่าวีรชน
*
เรามีมนุษย์ค้างคาว มีเจ้าแมงมุม สไปเดอร์แมน
มีซูเปอร์แมน จับจ้อง จับตา
หน้าด้าน หน้าทน
ทำไมเป็นคนหน้าหนา
อยากให้ไปนวดหน้า
ปวงประชาพากันเปิดร้านรอ
ศาลขอตัดสิน
ไม่ให้เจ้ากินภาษี
ไม่ให้กระทำย่ำยี ข่มเหงน้ำใจประชา
นี่คือคำพิพากษา
ขอส่งไปลงโทษทัณฑ์
Solo
*
ฟ้าคงสาป แผ่นดินจะสูบ
ไปไหน......ให้......ระวัง
ศุ บุญเลี้ยง
28 สิงหา 2569


https://www.facebook.com/reel/1775015503675279




กว่า 7 ปีที่สยาม ธีรวุฒิ หายตัวไป หลังลี้ภัยไปประเทศเพื่อนบ้าน กัญญายังไม่หยุดตามหาแม้ในใจจะหมดหวังแล้วที่จะได้เจอลูกชายอีกครั้ง เนื่องในวันผู้สูญหายสากล บีบีซีไทยชวนย้อนระลึกเรื่องราวของผู้เห็นต่างทางการเมืองชาวไทยที่สูญหายในต่างประเทศช่วงปี 2559 - 2563 ที่ยังไม่ได้รับคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา



'ลูกชายติดแม่ผู้รักการอ่าน' และ 'พ่อผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์' ความทรงจำของสองครอบครัวผู้สูญหายที่เฝ้ารอความยุติธรรมอย่างสิ้นหวัง

นงนภัส พัฒน์แช่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published 30 สิงหาคม 2026

คำเตือน: มีรายละเอียดที่อาจทำให้สะเทือนใจ

นี่คือภาพถ่ายคู่กับลูกชายที่กัญญา ธีรวุฒิ ชอบมากที่สุด เพราะแสดงถึงความสนิทแนบชิดระหว่างแม่ลูกที่ "ยังกอดยังหอมเหมือนเด็ก" ก่อนที่สยาม ธีรวุฒิ ในวัย 29 ปี จะลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และจากนั้นก็สูญหายไปโดยที่ไม่มีใครได้พบเบาะแส เป็นระยะเวลากว่า 7 ปีแล้ว

จุดเริ่มต้นมาจากการเล่นละครเวทีเพียงเรื่องเดียว

"แม่ ผมจะไปแสดงละคร ประกายไฟ กับเพื่อน ๆ นะ" กัญญาย้อนเล่าตอนที่สยามมาขออนุญาตเธอ เธอมองว่าตอนนั้นเขาแค่ไปช่วยเพื่อน

ละครเวทีเรื่อง 'เจ้าสาวหมาป่า' ที่สยามร่วมแสดงในงานรำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เมื่อปี 2556 ทำให้เขาถูกออกหมายจับในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในปีต่อมา

"วันหนึ่งเขาก็พูดกับแม่ว่า 'แม่ ถ้าผมไปอยู่ต่างประเทศ แม่จะคิดถึงผมไหม'" กัญญาเล่าคำเปรยของสยามก่อนที่เขาจะบอกเธอว่าถูกออกหมายจับ ตอนนั้นเธอบอกเขาไปว่า "ยอมให้เขาจับ ติดคุก เดี๋ยวก็ออก" แต่สยามบอกเธอว่า "กลัวตายในคุก"

เหตุผลนี้ทำให้เขาหลบหนีลงใต้ไปยัง จ.สตูล อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับขึ้นมาและเดินทางข้ามช่องทางธรรมชาติไปยังประเทศลาว

กัญญาเล่าว่าเธอเคยไปเยี่ยมลูกชายที่ลาวอยู่ครั้งหนึ่งในปี 2559 และพบว่าเขาอาศัยอยู่ที่นั่นกับนักกิจกรรมอีกหลายคน แต่จากนั้นลูกชายก็แจ้งว่าเขาย้ายที่พักแล้วและจะติดต่อกลับไปสามเดือนครั้ง เพราะมีคนแอบตามเธอไปในตอนที่เธอไปหาลูก

สยามยังคงติดต่อหาครอบครัวอยู่เรื่อย ๆ กระทั่งสายสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2561 เขาโทรไปบอกสุขสันต์วันเกิดน้องสาว และบอกว่า "ตอนนี้พี่อยู่ที่เวียดนาม" ก่อนที่ครอบครัวจะไม่สามารถติดต่อเขาได้อีกเลย

ข่าวว่าถูกจับ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่าในปีเดียวกันนั้น ชื่อของสยาม หรือ 'สหายข้าวเหนียวมะม่วง' ร่วมกับชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือ 'ลุงสนามหลวง' และกฤษณะ ทัพไทย หรือ 'สหายยังบลัด' ปรากฏอยู่ในรายงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในฐานะที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งและเผยแพร่อุดมการณ์ทางความคิด 'สหพันธรัฐไท'

ในช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2561 มีข่าวการหายตัวไปของนักกิจกรรมทางการเมืองจำนวน 3 คน คือ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, ไกรเดช ลือเลิศ และชัชชาญ บุปผาวัลย์ ก่อนที่ในปลายเดือนเดียวกันจะมีการพบศพของไกรเดชและชัชชาญ ในสภาพถูกใส่กุญแจมือ ถูกคว้านท้องและยัดแท่งปูน ลอยมาตามแม่น้ำโขง ขึ้นฝั่งที่ จ.นครพนม


เบาะแสสุดท้ายที่ครอบครัวได้รับ คือสยามบอกว่า "อยู่ที่เวียดนาม" ก่อนจะขาดการติดต่อไป

เวลานั้นกัญญาไม่ได้รับเบาะแสของสยามเลยจนกระทั่ง 8 พ.ค. 2562 มีการเปิดเผยจาก ดร.เพียงดิน รักไทย ประธานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ว่าสยามถูกจับที่เวียดนามพร้อมกับชูชีพและกฤษณะ และทางการเวียดนามเตรียมส่งตัวกลับไทย โดยสิ่งที่ทำให้แม่เชื่อว่าสยามถูกจับตัวตามข่าวจริง คือหน้าพาสปอร์ตของสยาม

ตอนนั้นเธอไปที่กองบังคับการปราบปรามเพื่อถามถึงกระแสข่าวนี้ แต่ตำรวจปฏิเสธว่าไม่มีการส่งตัวใด ๆ ตามข่าว และเมื่อกลับมาแจ้งความคนหายที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน เธอบอกว่าตำรวจก็ไม่รับแจ้ง กระทั่งมูลนิธิกระจกเงาเริ่มเข้ามาช่วยเหลือ และเธอเพิ่งมาแจ้งความคนหายได้สำเร็จในปี 2565



ตามหา

ตลอด 7 ปีที่ไม่ได้ข่าวคราวลูกชาย กัญญาไปทุกที่ที่เธอคิดว่าจะช่วยหาคำตอบให้เธอได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไปจนถึงศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด แต่ก็ไม่ได้รับเบาะแสเพิ่มเติมใด ๆ เกี่ยวกับลูกชาย

27 มิ.ย. 2567 ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนคดีอุ้มหายโดยเฉพาะภายหลังที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ มีหนังสือแจ้งยุติเรื่องและไม่รับทำการสอบสวนกรณีของสยาม ด้วยเหตุผลว่ายังไม่มีหลักฐานพอจะฟังได้ว่ามีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยไม่แน่ชัดว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง

กัญญา ด้วยความช่วยเหลือจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นเรื่องโต้แย้งคำสั่งนี้ กระทั่ง 21 ก.ค. 2569 ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด มีหนังสือตอบกลับมาว่าไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

นอกจากนี้ เมื่อครอบครัวยื่นเรื่องขอให้เขาเป็น "บุคคลสาบสูญ" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ครอบครัวมีสิทธิในการดำเนินการทางแพ่ง จัดการกับทรัพย์สินต่าง ๆ ของเขาได้ ก็ถูกศาลจังหวัดสมุทรสาครยกคำร้องเนื่องจากมองว่าเขาอาจหลบซ่อนอยู่ จากกรณีที่มีหมายจับค้างในมาตรา 112

กัญญาแสดงความยินดีกับสยามในวันที่เขาสำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

"แค่เล่นละคร จดจำได้ทุกบททุกตอน แต่ตอนลูกเราหาย ลูกเราตาย ไม่จำเลยสักตอน" กัญญาตัดพ้อ เธอเชื่อว่าสยามอาจไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เพราะหากเขายังอยู่คงไม่สามารถอดทนไม่ติดต่อกับครอบครัวมาได้นานขนาดนี้ "ยอมรับ ตายก็คือตาย แต่เราแจ้งอะไร คุณก็ไม่ให้ความช่วยเหลือเลย"

พบศพ ใช่ว่าจะพบคำตอบ

สองเดือนหลังจากที่สยามขาดการติดต่อกับครอบครัว มนตรี ลือเลิศ ได้รับสายโทรศัพท์จากลุง ให้เดินทางไปที่ จ.นครพนม เพราะพบศพที่เชื่อว่าเป็น ไกรเดช ลือเลิศ พ่อของเขา ลอยขึ้นฝั่งแม่น้ำโขง

"เขาโทรมาบอกผมว่า พ่อน่าจะเสียชีวิตแล้ว เพราะว่าติดต่อไม่ได้แล้ว แล้วพบศพที่น้ำโขง ให้น้องเพียว (ชื่อเล่นของมนตรี) รีบบินไปที่โรงพยาบาลขอนแก่นเพื่อดูศพก่อน"

ลูกชายคนเดียวของไกรเดชซึ่งปัจจุบันเป็นทนายความ เล่าว่าเขามีช่วงเวลาในวัยเด็กที่ห่างเหินกับพ่อ เพราะครอบครัวแยกทางกันตั้งแต่ยังเล็ก แต่ภาพของพ่อในความทรงจำคือคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแรงกล้า

"แกก็มุ่งมั่นในอุดมการณ์สุด ๆ ถึงขนาดที่ผมบอกว่า พ่ออยู่บ้านไหม แกก็บอกว่าถ้าแกทำงานนี้จนแกตาย แกไม่เสียใจเลย เพราะว่าแกอยากฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์" มนตรีเล่า "แกบอกผมแบบนั้นตั้งนานแล้วนะครับ ม.3 แล้ว แต่ผมก็ไม่คิดว่าแกจะตายหรอกครับ"

ครอบครัวลือเลิศมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.เชียงราย แต่มนตรีเล่าว่าพ่อของเขาเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อเคลื่อนไหวร่วมกับ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ "สุรชัย แซ่ด่าน" มาตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก เขากลับมาอยู่บ้านเกิดหลังจากที่สุรชัยถูกจับ แต่ก็อยู่ได้เพียง 1-2 ปี

หลังสุรชัยได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพในปี 2556 ไกรเดชก็กลับกรุงเทพฯ ไปเคลื่อนไหวกับสหายร่วมอุดมการณ์

หลังเกิดการรัฐประหารโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2557 และมีคำสั่งเรียกของ คสช. ให้สุรชัย แซ่ด่าน เข้ารายงานตัว มนตรีเล่าว่าพ่อก็ตามเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดินทางไปอยู่ด้วยกันที่ประเทศลาวด้วย แม้ว่าตัวเองจะไม่โดนคำสั่งเรียกของ คสช. และยังไม่ได้ต้องคดีทางการเมืองใด ๆ

"พ่อก็เล่าให้ฟังว่ามันมีเหตุการณ์ที่แบบคนหายอะไรอย่างนี้ แต่ผมก็คิดว่ามันคงไม่เกิดขึ้นกับพ่อผมหรอก เพราะว่าพ่อผมก็ไม่เคยออกทีวี ไม่เคยให้สัมภาษณ์ที่ไหน รวมทั้งเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้วด้วย ก็เลยคิดว่าปลอดภัยครับ ไม่น่ามีอะไร ก็แค่เป็นคนจัดรายการวิทยุ หรือว่าใช้คอมพิวเตอร์ในการติดต่อเว็บไซต์" เขาเล่า


"ผมก็คิดว่ามันคงไม่เกิดขึ้นกับพ่อผมหรอก" มนตรี ลือเลิศ บอกกับบีบีซีไทย

ช่วงท้าย ๆ ก่อนที่พ่อจะหายตัวไป มนตรีเล่าว่าเขาติดต่อพ่อทุกวัน เพราะตอนนั้นเขาเรียนกฎหมาย และพ่อก็มีความสนใจด้านกฎหมาย จึงมักจะโทรคุยกันเรื่องกฎหมาย แต่สายสุดท้ายของพ่อในวันที่ 12 ธ.ค. 2561 เขาไม่ได้รับเพราะคิดว่าเดี๋ยวค่อยโทรกลับไปทีหลัง แต่ไม่สามารถติดต่อพ่อได้อีกเลย จนกระทั่งมีผู้พบร่างของไกรเดชในสภาพที่ถูกอำพรางอย่างโหดเหี้ยม ลอยขึ้นฝั่งแม่น้ำโขงในช่วงปลายเดือนเดียวกัน

"ผมก็บินไปดูที่ขอนแก่น (ที่ รพ. ซึ่งมีการส่งศพไปชันสูตร) สภาพศพมันก็ดูไม่ได้ครับ มันมีทั้งกุญแจมือ ใบหน้าถูกทุบ มันไม่เหลือเค้าเดิม ที่จะเหลือเค้าเดิมจริง ๆ ก็คือแขนเขาครับ แขนขาอะไรอย่างนี้ มันก็พอจะเดาได้ เพราะว่าลักษณะของเขา ไม่รู้ว่าทำไมผมจำได้ ว่าเขาไม่เหมือนคนอื่น" มนตรีเล่าถึงภาพสะเทือนใจที่เขาเห็นด้วยท่าทีสงบ

"หลังจากเหตุการณ์นั้น ตำรวจก็เลยเรียกสอบปากคำ แล้วผมก็เก็บดีเอ็นเอไว้ เขาก็ให้ดูรูปตอนขึ้นจากน้ำครับ สภาพมันสมบูรณ์กว่าที่โรงพยาบาลเยอะ ผมก็เลย 90% แล้วแหละ ผมก็ว่าใช่ ผมโทรไปบอกย่า ย่าก็ร้องไห้เลย เพราะย่าคิดว่าผมน่าจะดูออกว่าคนไหนเป็นพ่อ ตอนผลดีเอ็นเอออกมาก็ตรงเลยครับ"

ร่างของไกรเดชลอยขึ้นฝั่งในพื้นที่อำเภอเมืองนครพนม เมื่อวัน 29 ธ.ค. 2561 สองวันหลังจากที่ร่างของ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ เพื่อนร่วมอุดมการณ์ ลอยขึ้นฝั่งในพื้นที่อำเภอธาตุพนม ส่วนสุรชัย แซ่ด่าน ซึ่งหายตัวไปในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมจนถึงทุกวันนี้

มนตรีบอกว่าเขาเห็นความพยายามของตำรวจ สภ.เมืองนครพนม ที่สืบสวนในขณะนั้นจนพบเบาะแสเพิ่มเติมว่า กุญแจมือที่พบบนศพพ่อ มีลักษณะสอดคล้องกับกุญแจมือที่ทางการลาวนำเข้ามาใช้ แต่หลังจากนั้นก็ไม่พบร่องรอยเพิ่มเติมใด ๆ อีก

"ตอนนั้นก็สงสัยว่า คน ๆ หนึ่งที่ทำเรื่องนี้อยู่ต่างประเทศ ถึงกับต้องฆ่ากันเลยเหรอ" มนตรีบอก "ถ้าเกิดเสียชีวิตเพราะว่าเรื่องที่เขาทำนะครับ... แล้วก็ผู้คนที่มาคอมเมนต์ในยูทิวบ์ บางคนก็รู้ว่าพ่อเป็นฝั่งการเมือง เขาก็คอมเมนต์ไปโดยเจตนาว่า สมควรตายแล้ว อะไรอย่างนี้ครับ" เขาเล่าถึงสิ่งที่เจอในช่วงเวลานั้น


ไกรเดช ลือเลิศ ในมุมของลูกชาย คือผู้ที่สนใจด้านการเมือง กฎหมาย และมุ่งมั่นในอุดมการณ์มากจนเคยบอกลูกว่าหากทำงานนี้จนตายก็ไม่เสียใจ เพราะ "อยากฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์"

พรพิมล มุกขุนทด ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ที่เข้ามาช่วยประสานเรื่องคดีและการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ให้กับครอบครัวผู้เห็นต่างทางการเมืองที่สูญหายในหลายกรณี เปิดเผยว่าในสองกรณีที่พบร่างอย่างไกรเดชและชัชชาญนั้น เธอคาดหวังว่าหลักฐานที่พบจะทำให้สืบสวนย้อนกลับไปจนหาตัวผู้กระทำผิดได้ แตกต่างจากผู้สูญหายหลายกรณีที่แทบไม่มีร่องรอย แต่ความหวังของเธอกลับไม่เป็นไปตามนั้น

เธอเปิดเผยว่าทั้งสองคดีนี้ ตำรวจท้องที่ คือ สภ.ธาตุพนม (กรณีชัชชาญ) และ สภ.เมืองนครพนม (กรณีไกรเดช) ได้สรุปสำนวนไปแล้วในปี 2563 ว่าไม่พบตัวผู้กระทำความผิด

เมื่อ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นอีกความหวังหนึ่งที่เธอเคยเชื่อว่าจะช่วยให้ครอบครัวได้รับความยุติธรรม มีผลบังคับใช้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมก็พาครอบครัวของทั้งสองคน ไปยื่นเรื่องทั้งที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้เปิดการสอบสวนตามกฎหมายใหม่นี้

ปี 2568 ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด แจ้งว่าสั่งยุติเรื่องไปด้วยเหตุผลว่าทั้งสองกรณีเกิดก่อนกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งกลับมาในปีเดียวกันว่าคดีนี้ไม่เข้าเกณฑ์ที่จะรับเป็นคดีพิเศษ

อย่างไรก็ดี มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ยื่นโต้แย้งคำสั่งยุติเรื่องของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยขอให้อัยการพิจารณาเพิ่มเติมตามมาตรา 43 และมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ที่เปิดช่องให้สืบสวนการการกระทำให้บุคคลสูญหายก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับโดยอนุโลม และพิสูจน์ทราบจนรู้ตัวผู้กระทำความผิด

แม้จะพบศพ แต่ผ่านมาเกือบ 8 ปีจนถึงวันนี้ มนตรียังไม่ได้รับคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ

มีกฎหมาย แต่ความยุติธรรมยังขาดหาย

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 7 ระบุว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมตัว หรือลักพาบุคคลใด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิเสธว่ามิได้กระทำการดังกล่าว หรือปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวของบุคคลนั้น ซึ่งส่งผลให้บุคคลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย"

มาตรา 10 ระบุว่า "ในคดีความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหายตามมาตรา 7 ให้ดำเนินการสืบสวนจนกว่าจะพบบุคคลซึ่งถูกกระทำให้สูญหายหรือปรากฏหลักฐานอันน่าเชื่อว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายและทราบรายละเอียดของการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด"

ข้อความนี้ดูจะเป็นความหวังให้กับครอบครัวของผู้สูญหาย แต่หลายกรณีกลับไม่สามารถใช้กลไกตามกฎหมายนี้ได้จริง เพราะถูกตีความว่าไม่ได้เข้าข่ายผู้ที่ถูกบังคับสูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างเช่นกรณีของสยาม ธีรวุฒิ

เมื่อประเด็นนี้ตกเป็นภาระของญาติที่ต้องตามหาหลักฐานพิสูจน์ ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรวบรวมหลักฐานพิสูจน์ชัด โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในต่างประเทศซึ่งญาติไม่มีอำนาจจะไปขอความร่วมมือระหว่างรัฐ

"เราไปประสาน กต. (กระทรวงการต่างประเทศ) เองก็ไม่ได้ เราลงพื้นที่ไปก็ไม่ได้ โอเค เราคงไปได้ แต่ญาติจะหาเงินเพื่อลงพื้นที่ ไปเก็บข้อมูล ถือกล้องอะไรอย่างนี้ ก็เป็นไปไม่ได้ เราจะไปขอให้โรงแรมเอากล้องมาให้ดูก็ไม่ได้ มันก็ต้องเป็นเรื่องของการขอความร่วมมือระหว่างรัฐ" พรพิมล จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมสะท้อน "เราอยากให้กฎหมายนี้มันทำงานเชิงรุกมากขึ้น ไม่ใช่ผลักภาระให้ญาติต้องเป็นคนเอาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าหายไปที่ไหนอย่างไร"

"แน่นอน เรามีที่อยู่ของเขาแล้วแหละ ว่าเขาอยู่ที่ไหนเท่าที่เราทราบ แต่กลายเป็นว่าพอเราส่งไป... เขามองว่าพอข้อมูลน้อย พิสูจน์ไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐไทย ไม่เข้าเงื่อนไข พ.ร.บ. ก็ยุติเรื่องดีกว่า แล้วบอกว่าถ้ามีพยานหลักฐานใหม่ ก็เอามาให้เรา เดี๋ยวเราจะทำงานให้ ซึ่งเราจะไปหาจากไหน"

จนถึงปัจจุบันยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักกิจกรรม 9 รายที่ศูนย์หายในประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชา ช่วงปี 2559–2563 โดย 7 รายอยู่ในสถานะ "ไม่ทราบชะตากรรม" ขณะที่ 2 คนที่พบร่างในลักษณะที่ถูกอำพรางอย่างโหดเหี้ยม ก็ไม่สามารถสืบทราบจนพบตัวผู้กระทำความผิดได้

พรพิมลเล่าว่า ตอนที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ใหม่ ๆ "ญาติมีความหวังมาก... คิดว่านี่แหละ ทางออกสำหรับคดีอุ้มหาย" แต่ว่าผ่านมาเกือบสามปี กฎหมายใหม่ก็ยังติดล็อก เพราะการตีความที่เธอมองว่า "ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของครอบครัวผู้เสียหาย"

"ความพิเศษของ พ.ร.บ.[ป้องกันและปราบปรามการ]ทรมานฯ คือเราอยากให้เจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญกว่า[ในคดี]อาญาปกติ มาพิสูจน์การกระทำที่มันซับซ้อน ต้องใช้กลไก ใช้องค์รวมของกระบวนการยุติธรรม ที่มีลักษณะเฉพาะ มาพิสูจน์คดีพวกนี้" ทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าว

เธอมองว่าการใช้กลไกที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเข้ามาสอบสวนคดี มีความสำคัญมากกับคดีลักษณะนี้

"ต้องยอมรับว่า[คดี]อุ้มหาย-ทรมาน ลักษณะการกระทำมันจะมีความซับซ้อน ปิดลับ ทำลายหลักฐาน โดยส่วนใหญ่ต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะ พ.ร.บ.[ป้องกันและปราบปรามการ]ทรมานฯ กำหนดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ"

"เจ้าหน้าที่รัฐถูกฝึกมาให้มีความเชี่ยวชาญในการจับ การปิดกล้อง รู้ว่าทำยังไงรอยช้ำถึงจะหายภายในกี่วัน เขาจะได้รับการฝึกเรื่องอะไรพวกนี้มาอยู่แล้ว ดังนั้น การจะอำพราง ไม่ให้คนภายนอกเห็นว่ามันมีการกระทำที่ละเมิดยังไงได้บ้าง เราคิดว่าเขามีความเชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้นแล้ว คนที่จะมาจับผิด หรือคนที่จะมาตัดสิน ก็ต้องมีความเข้าใจ แล้วก็มีความเชี่ยวชาญกว่าคนที่กระทำ" พรพิมลกล่าว


ปัจจุบันผู้ต้องสงสัยว่าถูกบังคับสูญหายหลายกรณียังอยู่ในสถานะ "ไม่ทราบชะตากรรม" ส่วนกรณีที่พบร่างแล้วก็มักยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้กระทำความผิดได้

ด้าน ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มองคล้ายกันว่าปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทำให้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิผลเท่าที่ควร คือแนวทางของภาครัฐเกี่ยวกับ "ภาระการพิสูจน์"

"ตามหลักการ จริง ๆ แล้วภาครัฐควรที่จะช่วยค้นหาข้อเท็จจริง" เขากล่าว "คือกฎหมายที่เขียนมาไม่ได้เขียนมาแย่นะ อย่างคดีที่เป็นอุ้มหายหรือว่าทรมาน เขาจะเอาไปขึ้นศาล[อาญาคดี]ทุจริตฯ ใช่ไหมครับ ซึ่งศาล[อาญาคดี]ทุจริตฯ มันจะมี approach (แนวทาง) ที่ว่าศาลสามารถเรียกพยานหลักฐานมาได้ ก็คือศาลเหมือนทำหน้าที่ investigate (สอบสวน) ไปในตัวด้วย"

"แต่ว่าปัญหาตอนนี้มันก็คือ มันขึ้นไปไม่ถึงศาลนั่นแหละ เพราะว่าอัยการส่วนใหญ่จะเป็นคนตัดสินก่อนว่า จะสั่งฟ้องไหม มันจะถูกบล็อกในขั้นนี้ ว่าอัยการไม่ได้ค่อยเข้าไป investigate (สอบสวน) แล้วก็คาดหวังว่าคนที่เป็นญาติจะนำหลักฐานมาเสนอมากพอที่จะเป็นมูลให้นำไปสั่งฟ้องได้ มันก็เลยกลายเป็นว่าญาติก็ติดอยู่ใน loop (วังวน) นี้ ในการที่ไม่สามารถหาหลักฐานได้ แต่ก็ไม่สามารถขึ้นไปสู่ชั้นศาลซึ่งอาจจะมีกลไกในการช่วยหาข้อมูลเพิ่มได้" นักวิจัยจากจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวกับบีบีซีไทย

ชนาธิปเสริมว่าการที่สถานที่เกิดเหตุอยู่นอกราชอาณาจักร ก็ยิ่งทำให้การพิสูจน์ทราบความผิดยากขึ้นไปอีก ซึ่งเขาตั้งข้อสังเกตว่าประเทศเหล่านี้ที่เป็นที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา หรือเวียดนาม มักจะมีข้อตกลงระหว่างหน่วยงานความมั่นคงของไทยและประเทศนั้น ๆ ในการติดตามหรือดำเนินการกับนักเคลื่อนไหวที่เห็นต่าง ที่ไปอาศัยพักพิงอยู่ในประเทศของกันและกัน แต่ "พอเป็นเรื่องเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศในการค้นหาพยานหลักฐาน... เกี่ยวกับการอุ้มหาย กลับกลายเป็นว่าความร่วมมือพวกนี้ไม่มีประสิทธิภาพ"

"มันมีกลไกที่เขาเรียกว่าเป็น mutual legal assistance (ความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างประเทศ) ที่ทางหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะใช้ในการติดต่อกับหน่วยงานที่คล้าย ๆ กันในต่างประเทศ... แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะมีการกลับมารายงานกับภาคประชาสังคมว่า อีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ให้พยานหลักฐาน ไม่ช่วยเหลือในการอำนวยความสะดวกให้เข้าไปค้นหาข้อเท็จจริง"

เขายกตัวอย่างประเทศเยอรมนีว่ามีวิธีการจัดการกับคดีอุ้มหายโดยใช้การสืบสวนเชิงโครงสร้าง (structural investigation) คือเมื่อมีเหตุการณ์หรือว่าข้อมูลที่ทำให้สงสัยได้ว่าอาจจะมีอาชญากรรมร้ายแรงด้านสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้น จะเข้าไปสืบสวนก่อนโดยที่ไม่ต้องรอมีข้อมูลประจักษ์ว่าใครเป็นผู้กระทำ ทำให้กาลเวลาไม่ได้ผ่านไปนานเกินที่พยานหลักฐานจะสามารถหายไปได้ โดยวิธีการสืบสวนเช่นนี้ยังเป็นข้อเสนอแนะจากคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือไม่สมัครใจ (UN Working Group on Enforced or Involuntary Disappearance หรือ WGEID) ด้วย

"เป็นการคิดแบบกลับหัวกลับหางกัน ถ้าเทียบกับของไทย ก็คือของไทยมองว่าต้องมีข้อมูลก่อนว่าใครเป็นผู้กระทำ แล้วจากนั้นอัยการก็จะ target (มุ่งเป้า) คนนั้น หรือว่าพนักงานสอบสวน หรือว่าใครก็ตามที่มีฟังก์ชันในการสืบสวนสอบสวนก็จะ zoom in (เจาะลึก) เข้าไป ว่าตอนนี้เราจะสืบสวนแค่คนนี้ หรือว่าแค่เหตุการณ์นี้" ชนาธิปกล่าว

ความหวัง

กัญญาบอกกับบีบีซีว่าเธอ "หมดหวัง" ไปนานแล้ว ที่จะได้เจอกับสยามอีกครั้ง แต่เมื่อยังไม่ทราบชะตากรรมของเขาอย่างชัดเจน ทำให้เธอยังหยุดตามหาไม่ได้

"ไม่มีใครโดนแบบครอบครัวแม่ก็คงไม่รู้ ลูกหาย ลูกตายจาก โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย เงียบไปเฉย ๆ ส่งเรียนมาจนจบรัฐศาสตร์ ไม่ได้ตอบแทนเรา เราไม่ทวง" เธอตัดพ้อ "แต่ว่าคุณจะไปตายอยู่ที่ไหนล่ะ โผล่ศพมาให้เห็นก็ยังดี เราจะได้เออ จบกัน ไม่ต้องมาตามหาแล้ว ไม่ต้องมาสืบกันแบบนี้ ศาลก็ไม่สรุป เราก็สรุปไม่ได้ เพราะเราไม่เจอลูกเรา เราจะหยุดได้ยังไง"


หน้าบ้านของกัญญาที่ จ.สมุทรสาคร เต็มไปด้วยภาพของสยามและข้อความที่แม่พยายามเรียกร้องหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา โดยในบางปีแม่ยังจัดงานทำบุญวันเกิดให้กับลูกชายที่หายไปด้วย

ขณะที่มนตรี บอกกับบีบีซีไทยว่าเขาเหลือความหวังอยู่ 0% ที่จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ

"0 ครับ 0% ก็คือไม่น่ารู้แล้ว" เขาบอก "จนผมคิดว่าถ้ารัฐจับคนทำผิดได้จริง ๆ ถ้าคนผิดไม่พูด ผมก็ไม่มั่นใจนะว่ามันใช่คนที่ไปอุ้มพ่อจริง ๆ หรือเปล่า ใช่ตัวจริงไหม"

"ถ้าเป็นแนวคิดของผมตอนนี้ก็คือ เรื่องนี้เหมือนปิดฝาไปเลย... คือไม่ว่าใครจะเป็นคนอุ้ม หรือว่าเกิดอะไรขึ้น ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น แล้วเรามีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินชีวิต หาเงินเลี้ยงชีพต่อไป" มนตรีกล่าว

"ผมก็ยังรู้สึกว่าอยากจะเอาตัวคนผิดมาลงโทษอยู่ แต่ด้วยความสามารถหรือว่าอำนาจของคนธรรมดา มันไม่มีครับ เราไม่สามารถเข้าถึงหลักฐาน หรือว่าทำอะไรได้อีก หมายถึงว่าเราทำสิ่งที่ทำได้ไปหมดแล้ว มันก็ทำอะไรต่อไม่ได้ครับ"

ทนายความผู้เป็นลูกชายผู้สูญหายที่ทราบชะตากรรมแต่ไม่ทราบตัวผู้กระทำ พูดถึง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ที่ควรเป็นกฎหมาย "ป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐอุ้มหายประชาชน" ในทางปฏิบัติ กลับไม่สามารถใช้กับกรณีพ่อของเขาได้เลย

"พ.ร.บ.ตัวนี้กลับไม่สามารถนำมาใช้กับเคสของพ่อผมได้เลย เพราะว่า พ.ร.บ.ไม่มีบทสันนิษฐานที่บังคับใช้ว่า บุคคลนี้เป็นบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ พูดเกี่ยวกับเรื่องการเมือง หรือว่าเป็นอันตรายต่อรัฐในตอนนั้น แล้วถูกบังคับให้สูญหายไปในช่วงระยะเวลานั้น ใช่ไหมครับ" เขาตั้งคำถามก่อนจะเสนอว่า "ควรจะสันนิษฐานได้ว่าบุคคลนี้หายไปเพราะการดำเนินงานของรัฐ รัฐจึงมีหน้าที่ที่จะต้องพิสูจน์ว่าบุคคลนี้ไม่ได้หายไปเพราะรัฐ แต่ถ้ารัฐพิสูจน์ไม่ได้ มันก็เหมือนมีแนวโน้มว่าเขาหายไปเพราะการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐครับ"

แม้จะมีมุมมองทางการเมืองที่ไม่ได้ตรงกับพ่อ แต่มนตรีมองว่าทุกคนควรมีสิทธิแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยที่ไม่ควรมีใครต้องถูกบังคับให้สูญหาย

"การแสดงความคิดเห็นนะครับ ควรจะเป็นสิทธิที่ทุกคนทำได้อยู่แล้วโดยปกติ ถ้าเขาแสดงความคิดเห็นหรือว่าเสรีภาพที่อยู่ในกรอบ ที่ไม่ได้กระทบถึงสิทธิของคนอื่น มันก็น่าจะทำได้ครับ แล้วรัฐก็ควรมีมาตรการคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ครับ ไม่ใช่ว่าแบบคนนี้มีความเห็นต่างทางการเมือง แล้วออกหมายจับ ออกหมายเรียกให้เขามารายงานตัว เพื่อบีบให้เขาออกไปเสี่ยงชีวิตที่ต่างประเทศ" เขากล่าว

"บุคคลเหล่านี้ที่สูญหาย มีครอบครัวครับ แล้วการที่เขาถูกบังคับให้สูญหาย มันไม่ใช่สิ่งที่[ควร]จะต้องเกิดขึ้น... การที่คนอื่นยินดีกับความตายของเขา มันควรจะไม่ใช่การแสดงออกแบบนี้ครับ"


https://www.bbc.com/thai/articles/c4gvxdd90n8o




30 สิงหาคม วันผู้สูญหายสากล วัตถุประสงค์ของวันนี้คือ เรียกร้องความยุติธรรม เยียวยาครอบครัว ต่อต้านวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด


Cross Cultural Foundation (CrCF)
16 hours ago
·
13 สิงหาคม 2497 หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ผู้นำทางศาสนาอิสลาม เชื้อสายมลายู ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบังคับสูญหาย ภายหลังทราบว่าเขาถูกฆาตกรรม แต่กลับไม่พบร่างของเขา
.
19 มิถุนายน 2534 ทนง โพธิ์อ่าน แกนนำแรงงานคนสำคัญที่วิพากษ์วิจารณ์คณะรัฐประหาร ถูกบังคับสูญหายก่อนเดินทางไปประชุมด้านสิทธิมนุษยชนที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
.
17 - 21 พฤษภาคม 2535 ผู้ชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภา 35 อย่างน้อย 30 คน สูญหายจากการสลายการชุมนุม
.
12 มีนาคม 2547 สมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน ที่ว่าความให้กับประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกบังคับสูญหาย ปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรม ครอบครัวต้องเผชิญกับการตีตราว่าสมชายเป็นทนายความที่ช่วยเหลือโจร
.
17 เมษายน 2557 พอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านบางกลอย จ. เพชรบุรี ถูกบังคับสูญหาย หลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัว แม้ภายหลังจะพบหลักฐานว่าบิลลี่ถูกฆาตกรรม แต่คดีความกลับไม่คืบหน้า
.
ธันวาคม 2561 สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และไกรเดช ลือเลิศ นักกิจกรรมทางการเมืองที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศลาว หลังจากการรัฐประหารในปี 2557 ถูกบังคับสูญหาย ภายหลังพบร่างชัชชาญและไกรเดชในแม่น้ำโขง ในสภาพถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม ส่วนสุรชัยนั้นยังไม่ทราบชะตากรรม ทั้งสามกรณี อัยการมีคำสั่งยุติการสอบสวน เนื่องจากไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง
.
8 มิถุนายน 2562 สยาม ธีรวุฒิ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ถูกบังคับสูญหายขณะลี้ภัยที่ประเทศเวียดนาม แม้ครอบครัวจะพยายามร้องต่อศาลให้สยามเป็นบุคคลสูญหายเพื่อจัดการทรัพย์สิน แต่ก็ไม่เป็นผล โดยศาลเชื่อว่าสยามยังมีชีวิตอยู่และยังคงหลบหนีคดี ทว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดติดตามตัวเขากลับมา
.
4 มิถุนายน 2563 วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ถูกบังคับสูญหายขณะลี้ภัยในประเทศกัมพูชา หลังจากการรัฐประหารเมื่อปี 2557 แม้จะมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าเขาถูกบังคับสูญหายโดยชายกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งเสียงสุดท้ายที่บอกกับพี่สาวทางโทรศัพท์ว่าหายใจไม่ออก แต่ทุกวันนี้คดีก็ไม่มีความคืบหน้า
.
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกรณีการบังคับสูญหายคนไทยที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยังมีกรณีของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวต่างชาติจำนวนมากที่เผชิญกับการบังคับสูญหายในประเทศไทย ซึ่งหากมองอย่างผิวเผิน เรื่องราวของผู้สูญหายเหล่านี้อาจเป็นเพียงข่าวอาชญากรรมในหน้าสื่อ เป็นเรื่องของคน “อยู่ไม่เป็น” ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐจึงต้องถูกปราบปรามด้วยการลบตัวตนของบุคคลนั้นๆ พร้อมกลบเกลื่อนอำพรางไม่ให้สามารถหาตัวผู้กระทำได้
.
แต่แท้ที่จริงแล้ว การบังคับสูญหายส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อครอบครัวที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความสูญเสียอันคลุมเครือ ไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ในวันที่ไม่รู้ว่าคนที่พวกเขารักเป็นตายร้ายดีอย่างไร หลายครอบครัวถูกคุกคามซ้ำโดยเจ้าหน้าที่ หลายครอบครัวเผชิญกับการตีตราว่าผู้เป็นสามี ผู้เป็นพ่อ เป็นผู้กระทำความผิดจึงต้องถูกอุ้มหาย และหลายคนยังคงเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมแม้จะโดดเดี่ยวและไร้ความหวัง
.
ในระดับชุมชนและสังคม การบังคับสูญหายทำหน้าที่เหมือนเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวไม่ให้คนในชุมชนและสังคมเปิดปากพูดถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับรัฐ และปล่อยให้ปัญหาเหล่านั้นถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา พร้อมๆ กับเหตุการณ์การบังคับสูญหายของบุคคลที่เป็นปากเป็นเสียงแทนคนอื่นๆ ในสังคม
.
การบังคับสูญหายจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นภาพสะท้อนของอำนาจรัฐที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน
.
แน่นอนว่าการค้นหาตัวผู้สูญหายเป็นเรื่องยาก เช่นเดียวกับการค้นหาพยานหลักฐานที่จะนำไปสู่การระบุตัวผู้กระทำการบังคับสูญหาย แต่สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปในสังคมสามารถทำได้ คือการจดจำบุคคลผู้สูญหาย และเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องสูญหายไป เพื่อยืนยันว่าบุคคลเหล่านี้มีตัวตน และเป็นการยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวของผู้สูญหายที่กำลังต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ขณะเดียวกัน การจดจำโดยคนในสังคมยังเป็นการต่อต้านอำนาจรัฐที่พยายามปิดปากประชาชน รวมทั้งการเก็บรักษาความจริงและความทรงจำยังเป็นประโยชน์ต่อการแสวงหาความจริงและการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายในอนาคต
.
เมื่อการบังคับสูญหายหมายถึงการทำลายความจริง เนื่องในวันผู้สูญหายสากล ขอให้ทุกคนรักษาความจริงให้คงอยู่ และยืนหยัดเคียงข้างครอบครัวของผู้สูญหาย เพื่อไม่ให้ต้องมีใครสูญหายและสูญเสียอีกต่อไป
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1572644241325913&set=a.733019715288374





นี่คือหน้า 229 ผู้ต้องหา คดี #โกงเลือกสว ใครเป็นใคร ดูได้ที่ https://ilaw.or.th/articles/59107


สงวน คุ้มรุ่งโรจน์
10 hours ago
·
นี่คือหน้า 229 ผู้ต้องหา คดี #โกงเลือกสว

ใครเป็นใคร ดูได้ที่ https://ilaw.or.th/articles/59107

https://www.facebook.com/photo/?fbid=996490420108499&set=a.101588879598662



วันที่ 30 สิงหาคม 2569 iLaw จัดกิจกรรม เล่นกีฬาหน้า กกต. จี้สั่งฟ้องทุกคน ที่เกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว.

https://www.facebook.com/iLawClub/posts/1503129755193972

iLaw 
8 hours ago
·
วันที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี iLaw จัดกิจกรรมรวมตัวกันก่อนการมีมติในคดี “โกงการเลือกสว.” ของกกต.
 
กิจกรรมในวันนี้แบ่งเป็นสามฐานโดยฐานแรกคือการวิ่งออกกำลังกายลู่วิ่งชั้น 4 ฐานต่อมา ฐานที่สองการโยนบอลลงกล่อง กล่องดังกล่าวจะเป็นรายชื่อของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นจำเลยในคดีโกงการเลือกสว. หากผู้เข้าร่วมสามารถโยนบอลลงไปในกล่องได้ ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้รับกล่องดังกล่าวไป โดยเจ้าหน้าที่จะปิดซีลกล่องด้านบน เป็นภาพใบหน้าของสว. และฐานสุดท้าย “ตีแบดชิงแชมป์”ซึ่งฐานดังกล่าวนั้นจะเป็นกล่องที่เป็นใบหน้าของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหาว่า “โกงการเลือกสว.“ รวม 10 คน ถ้าผู้เข้าร่วมตีแบดชนะก็จะได้รับกล่องที่มีใบหน้าของรัฐมนตรีไป
:
โดยกล่องที่มีใบหน้าของผู้ถูกกล่าวหาคดี “โกงการเลือกสว.” ถูกนำไปถ่ายภาพร่วมกันในตอนท้าย
นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมอย่างสฤณี อาชวนันทกุล นักวิชาการ นำเกม “จับโป๊ะรัฐธรรมนูญ” มาเล่นด้วย
หลังกิจกรรมดำเนินเสร็จสิ้น เวลาประมาณ 15:10 น. ตัวแทนสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและเครือข่ายอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้กกต.ต้องสั่งฟ้องสว. ทำหน้าที่ให้สมกับเป็นองค์กรอิสระที่ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจโดยปราศจากการครอบงำ และขอเรียกร้องต่อบุคลากรและกลไกในกระบวนการยุติธรรมให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติไม่ยอมจำนนเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจปิดปากประชาชน

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ระบุว่า ขอเรียกร้องให้ กกต. สั่งฟ้องผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการโกงการเลือก สว. ทั้ง 229 คน เพื่อให้กระบวนการไปยุติที่ศาล หาก กกต. ตัดสินใจไม่สั่งฟ้องบุคคลใด เราจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดทั้งหมดของบุคคลนั้นต่อสาธารณะ
เดิมคาดการณ์ว่า กกต. จะมีคำสั่งในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 แต่ล่าสุดมีการประกาศเลื่อนกำหนดการออกไปเป็นวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งถือเป็นการทดเวลาบาดเจ็บออกไปอีก 2 สัปดาห์
:
ระหว่าง 2 สัปดาห์ที่เหลือ ประชาชนที่สนในในคดีดังกล่าวสามารถช่วยกันคนละไม้คนละมือได้ดังนี้
๐ ตรวจสอบและรวบรวมหลักฐาน: ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ ขอให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดช่วยกันตรวจสอบประวัติ สว. และผู้ช่วยสว.ว่ามีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง และข้อครหาเกี่ยวพันกับการโกงหรือไม่ โดยสามารถรวบรวมข้อมูลส่งเข้ามาที่ iLaw
 
๐ แสดงพลังผ่านโซเชียลมีเดีย: ร่วมกันโพสต์ข้อความ เปลี่ยนภาพปก หรือติดแฮชแท็ก#สั่งฟ้องสว หรือในวันพรุ่งนี้ (31 สิงหาคม 2569) จะถึงวันออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ประชาชนสามารถโพสต์ตัวเลข 229 ซึ่งเป็นจำนวนผู้ถูกกล่าวหา เพื่อสร้างกระแสและอธิบายให้สังคมเข้าใจความหมายของตัวเลขนี้
:
ทั้งนี้มีกำหนดจัดกิจกรรมรวมพลังครั้งสุดท้ายในวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569(ก่อนหน้ากำหนดการในการลงมติของ กกต. 1 วัน) โดยจะแจ้งรูปแบบ เวลา และสถานที่ให้ทราบในภายหลัง
ในช่วงท้ายผู้เข้าร่วมกิจกรรมนำกล่องที่มีภาพของผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดมาถ่ายภาพรวมกันโดยมีการปล่อยป้ายผ้าที่มีข้อความว่าสั่งฟ้องสว. ลงมาจากบริเวณระเบียงชั้น 4 ด้วย



https://www.facebook.com/iLawClub/posts/1503317115175236

iLaw 
4 hours ago
·
ประมวลภาพกิจกรรม “เล่นกีฬาหน้ากกต.”
กกต. จะมีการลงมติในคดี “โกงเลือกสว.“ ว่า จะสั่งฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งถือเป็นการทอดระยะออกไปจากกำหนดเดิมในวันพรุ่งนี้ (31 สิงหาคม 2569)
 
ระหว่าง 2 สัปดาห์ที่เหลือ ประชาชนที่สนใจในคดี ดังกล่าวสามารถช่วยกันคนละไม้คนละมือได้ดังนี้
๐ ตรวจสอบและรวบรวมหลักฐาน: ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ ขอให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดช่วยกันตรวจสอบประวัติ สว. และผู้ช่วยสว.ว่ามีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง และมีข้อครหาเกี่ยวพันกับการโกงหรือไม่ โดยขอให้รวบรวมข้อมูลส่งเข้ามาที่ iLaw
 
๐ แสดงพลังผ่านโซเชียลมีเดีย: ร่วมกันโพสต์ข้อความ เปลี่ยนภาพปกเฟซบุ๊ก หรือติดแฮชแท็ก#สั่งฟ้องสว หรือในวันพรุ่งนี้ (31 สิงหาคม 2569) จะถึงวันออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ประชาชนที่เป็นคอหวยสามารถโพสต์ตัวเลข 229 ซึ่งเป็นจำนวนผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือกสว. เพื่อสร้างกระแสและอธิบายให้สังคมเข้าใจความหมายของตัวเลขนี้
ทั้งนี้มีกำหนดจัดกิจกรรมรวมพลังครั้งสุดท้ายในวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569 (ก่อนหน้ากำหนดการในการลงมติของ กกต. 1 วัน) โดยจะแจ้งรูปแบบ เวลา และสถานที่ให้ทราบในภายหลัง หรือประชาชนในต่างจังหวัดใครอยากรวมตัวกันในพื้นที่จังหวัดของตัวเองก็สามารถริเริ่มได้เองเลย




ข้อสังเกตจากงานวิจัยของ ผศ.ดร.เวียงรัฐ ชูเอื้อย ที่ศึกษาเรื่องระบบอุปถัมภ์และเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นในประเทศไทย เฉียบคมมาก "“บ้านใหญ่” อาจไม่ใช่แค่ของเก่าที่การเมืองไทยกำจัดไม่หมด แต่บางที ระบบที่ทำให้พรรคอ่อนแอนี่แหละ กำลังช่วยทำให้บ้านใหญ่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ"

.....

ข้อสังเกตนี้สะท้อนข้อสรุปสำคัญจากงานวิจัยด้านรัฐศาสตร์ของ ผศ.ดร.เวียงรัฐ ชูเอื้อย (คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ที่ศึกษาเรื่องระบบอุปถัมภ์และเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นในประเทศไทยได้อย่างเฉียบคม

ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายและวิเคราะห์ผ่านมิติทางรัฐศาสตร์และโครงสร้างอำนาจการเมืองไทยได้ดังนี้:

1. สถาบันพรรคการเมืองที่อ่อนแอ (Institutional Weakness) เมื่อกฎหมาย ศาล หรือการรัฐประหารสามารถยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิ์บริหารพรรคได้ง่าย พรรคการเมืองจึงขาดความต่อเนื่องในการสร้าง "แบรนด์เชิงอุดมการณ์" หรือนโยบายระยะยาว ทั้งนักการเมืองและประชาชนจึงไม่สามารถใช้พรรคเป็นสถาบันหลักในการยึดเหนี่ยวหรือสร้างความมั่นคงได้

2. บ้านใหญ่ในฐานะ "กลไกประกันความเสี่ยง" (Risk Management) ในสภาวะที่โครงสร้างระดับชาติผันผวน "บ้านใหญ่" (นักการเมืองระดับท้องถิ่นที่มีฐานเครือข่ายญาติพี่น้องและอิทธิพลในพื้นที่) กลายเป็นสถาบันที่มั่นคงกว่า:

ความยั่งยืนของตัวบุคคล: นามสกุลและเครือญาติไม่โดนยุบตามกฎหมายการเมือง

ฐานการเมืองท้องถิ่น: การยึดครองพื้นที่ในองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), เทศบาล หรือ อบต. ช่วยให้มีทรัพยากรจัดสรรและดูแลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้อย่างต่อเนื่องตลอด 365 วัน ไม่ว่าพรรคระดับชาติจะเปลี่ยนไปกี่ยุคสมัย

3. การพึ่งพากันระหว่างพรรคการเมืองกับบ้านใหญ่ แทนที่พรรคการเมืองจะเป็นผู้กำหนดทิศทางและส่งผู้สมัคร ระบบการเมืองไทยกลับกลายเป็นว่าพรรคการเมืองระดับชาติ (โดยเฉพาะพรรคที่เน้นการจัดตั้งรัฐบาล) ต้องเป็นฝ่ายเข้าหาและพึ่งพา "เครือข่ายบ้านใหญ่" เพื่อการันตีจำนวน seat ในสภา ส่งผลให้บ้านใหญ่มีอำนาจต่อรองสูง สามารถย้ายสังกัดพรรคไปมาตามผลประโยชน์และโอกาสในการเป็นรัฐบาล

ข้อสรุปเชิงโครงสร้างจากปรากฏการณ์นี้คือ "บ้านใหญ่" ไม่ใช่แค่สิ่งตกค้างจากวัฒนธรรมอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งสร้างที่ปรับตัวและเติบโตได้ดีในระบบการเมืองที่ไร้ความเสถียร ตราบใดที่โครงสร้างการเมืองระดับชาติยังทำให้สถาบันพรรคการเมืองอ่อนแอ รัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระถูกใช้เป็นเครื่องมือบั่นทอนพรรคการเมือง การเมืองเชิงเครือญาติและการเมืองเรื่องตัวบุคคลก็จะยังคงเป็นเกราะคุ้มกันหลักของนักการเมืองในพื้นที่ต่อไป
.....

อ่านต่อ
เวียงรัฐ เนติโพธิ์: ไขรหัสอิทธิพล ‘บ้านใหญ่’ ต่อแต่นี้ไปจะจางลง หรือยังคงอยู่

https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/105135
30 ม.ค. 68









https://x.com/trendforMFP/status/2093882396005241102
@trendforMFP

เราอาจชอบคิดว่า “บ้านใหญ่” อยู่ได้เพราะคนในพื้นที่ยังติดคนเดิม นามสกุลเดิม หรือเครือข่ายเดิม
แต่อ.เวียงรัฐเล่างานวิจัยที่ตามข้อมูลตั้งแต่เลือกตั้งปี 2544 มาจนถึงปัจจุบัน แล้วเจอภาพน่าสนใจว่า ทุกครั้งที่การเมืองเจอรัฐประหาร ยุบพรรค หรือพรรคถูกทำให้อ่อนแอ จำนวนครอบครัวการเมืองกลับยิ่งเพิ่มขึ้น

มันเลยเหมือนว่า พอพรรคไม่มั่นคง คนก็ยิ่งต้องพึ่งของที่มั่นคงกว่าแทน เช่น นามสกุล เครือญาติ เครือข่ายท้องถิ่น หรือฐานใน อบจ. พวกนี้อยู่กับพื้นที่ได้นานกว่าชื่อพรรค แล้วต่อให้ย้ายพรรค ฐานเดิมก็ยังตามไปได้

เพราะงั้น “บ้านใหญ่” อาจไม่ใช่แค่ของเก่าที่การเมืองไทยกำจัดไม่หมด แต่บางที ระบบที่ทำให้พรรคอ่อนแอนี่แหละ กำลังช่วยทำให้บ้านใหญ่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ



ผู้นำทางทหารของสหรัฐฯ หลายคนได้ให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ ว่าการยืดเยื้อปฏิบัติการขนาดใหญ่ต่ออิหร่านนั้นไม่ยั่งยืนและเสี่ยงที่จะทำให้ความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามในที่อื่นๆ รวมถึงแผ่นดินสหรัฐฯ อ่อนแอลงด้วย



ผู้นำทางทหารเตือน Hegseth ไม่ควรขยายเวลาปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน

ผู้นำทางทหารระดับสูงของสหรัฐฯ หลายคนได้ให้คำแนะนำแก่ Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า การยืดเยื้อปฏิบัติการขนาดใหญ่เพื่อต่อต้านอิหร่านนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน และเสี่ยงที่จะบั่นทอนขีดความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามในพื้นที่อื่น รวมถึงภัยคุกคามต่อแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ เอง ข้อมูลนี้มาจากบุคคลที่รับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการประเมินสถานการณ์ล่าสุดที่จัดทำขึ้นเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีกลาโหม

คำเตือนดังกล่าว ซึ่งได้รับการชี้แจงรายละเอียดต่อ Hegseth โดยผู้บัญชาการเหล่าทัพบก เรือ และอากาศ รวมถึงผู้บัญชาการระดับ 4 ดาวที่กำกับดูแลปฏิบัติการของสหรัฐฯ ทั่วยุโรป เอเชีย และละตินอเมริกา ปรากฏอยู่ในเอกสาร Secretary of Defense Orders Book (SDOB) ฉบับวันที่ 14 สิงหาคม แหล่งข่าวเปิดเผยข้อมูลนี้แก่หนังสือพิมพ์ The Washington Post โดยไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารลับ

สมัครรับจดหมายข่าว The Post Most เพื่อติดตามเรื่องราวที่สำคัญและน่าสนใจที่สุดจาก The Washington Post

เอกสาร SDOB ซึ่งโดยปกติจะจัดทำขึ้นเดือนละสองครั้ง จะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับความพร้อมของเรือรบ อากาศยาน กำลังพล และระบบอาวุธของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ทั่วโลก เอกสารนี้สะท้อนถึงลำดับความสำคัญของประธานาธิบดีที่มีต่อกองทัพ ซึ่งรัฐมนตรีกลาโหมเป็นผู้ดำเนินการตามนโยบาย อีกทั้งยังรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากนายพลและพลเรือเอกระดับสูงของกองทัพ เพื่อใช้ประกอบการออกคำสั่งต่างๆ ของเพนตากอน

ในขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump กดดันให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งและยอมรับเงื่อนไขหลายประการของสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เขายืนกรานเสมอว่าตนยังคงมีทางเลือกทุกรูปแบบไว้ในมือ รวมถึงการใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม ด้วยเหตุนี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (U.S. Central Command) ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน จึงต้องคงกำลังพลกว่า 50,000 นายให้อยู่ในภาวะเตรียมพร้อมมาเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อรองรับกรณีที่ประธานาธิบดีอาจสั่งการให้มีการโจมตีเพิ่มเติม

แหล่งข่าวระบุว่า เอกสารคำสั่งฉบับวันที่ 14 สิงหาคมกำหนดให้กำลังพลบางส่วนที่ประจำการอยู่ในตะวันออกกลางยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนถึงเดือนกันยายน และบางส่วนอาจต้องประจำการยาวไปจนถึงปี 2027 แนวโน้มที่จะต้องขยายระยะเวลาการประจำการของกำลังพลเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้นำทางทหารต้องออกมาแสดงความกังวล แหล่งข่าวที่รับทราบข้อมูลการประเมินระบุว่า บรรดาผู้นำของกองบัญชาการสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นยุโรป (U.S. European Command) ภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Pacific Command) และภาคพื้นใต้ (U.S. Southern Command) รวมถึงนายทหารเรือระดับสูงสุด ได้แสดงความเห็นในลักษณะที่เรียกว่า "ไม่เห็นชอบ" (non-concur) ในเอกสารคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (SDOB) ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของรัฐมนตรีที่ให้ขยายระยะเวลาการประจำการของกำลังพล แต่ก็ยังคงจะปฏิบัติตามคำสั่งนั้น

แหล่งข่าวระบุว่า กองบัญชาการรบประจำภูมิภาคที่กำกับดูแลปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในยุโรป เอเชีย และละตินอเมริกา จำเป็นต้องโยกย้ายเรือ อากาศยาน และยุทโธปกรณ์อื่นๆ ไปสนับสนุนภารกิจในความขัดแย้งกับอิหร่าน ส่งผลให้ขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจและการจัดการฝึกซ้อมที่เหมาะสมของหน่วยงานเหล่านี้ถูกจำกัดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพเรือที่ต้องแบกรับภาระหนักเกินขีดความสามารถปกติเพื่อรองรับความต้องการในช่วงภาวะสงคราม

แหล่งข่าวกล่าวว่า ผู้นำกองทัพบกและกองทัพอากาศเห็นชอบกับความต้องการของเฮกเซธ (Hegseth) ที่จะขยายระยะเวลาการประจำการของกำลังพล แต่ต่างก็เน้นย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวจะมาพร้อมกับความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่รับทราบข้อมูลการประเมินรายหนึ่งกล่าวว่า โดยภาพรวมแล้ว ท่าทีของผู้นำทางทหารมองว่าปฏิบัติการในอิหร่านที่ดำเนินมาครบ 6 เดือนแล้วนั้น เป็นภาระที่ "หนักเกินไปและยาวนานเกินไป"

คำเตือนจากกองทัพที่ส่งถึงเฮกเซธ ซึ่งไม่เคยมีการรายงานข่าวมาก่อนนี้ เผยให้เห็นแง่มุมใหม่เกี่ยวกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของรัฐบาล ในขณะที่ทรัมป์พยายามยุติความขัดแย้งด้วยเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ แต่อิหร่านกลับปฏิเสธที่จะยอมจำนน โดยตระหนักดีว่าสงครามครั้งนี้ไม่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่และกำลังบั่นทอนศักยภาพทางทหารของสหรัฐฯ ลงเรื่อยๆ

ฌอน พาร์เนลล์ (Sean Parnell) โฆษกของเฮกเซธ กล่าวในแถลงการณ์ต่อหนังสือพิมพ์ The Post ว่า "การตัดสินใจเกี่ยวกับขอบเขตและระยะเวลาในการจัดสรรกำลังพลไปยังกองบัญชาการรบต่างๆ นั้น พิจารณาจากข้อมูลการประเมินภัยคุกคามในปัจจุบัน ลำดับความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่กำหนดโดยประธานาธิบดี รวมถึงคำแนะนำจากประธานคณะเสนาธิการร่วมและผู้บัญชาการกองบัญชาการรบแต่ละแห่ง"

เขากล่าวเสริมว่า เพนตากอน "ไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการปฏิบัติงานภายใน" ซึ่งรวมถึงเอกสารคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (SDOB) หรือ "ความเห็นชอบ การไม่เห็นชอบ หรือการประเมินความเสี่ยงเฉพาะเจาะจงที่เสนอโดยเหล่าทัพหรือกองบัญชาการรบในระหว่างการพิจารณาจัดสรรกำลังพล"

นอกจากนี้ เอกสารคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังได้รับการตรวจสอบโดยพลเอกแดน เคน (Gen. Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการร่วมอีกด้วย ทั้งนี้ โฆษกของประธานคณะเสนาธิการร่วมปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นและแนะนำให้สอบถามไปยังสำนักงานของเฮกเซธแทน สมุดบันทึกคำสั่งเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้นำทางทหารระดับสูงใช้ในการแสดงความกังวลเกี่ยวกับทรัพยากร และให้ข้อมูลแก่เฮกเซธเกี่ยวกับการประเมินว่าการได้มาหรือสูญเสียทรัพยากรจะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของพวกเขาอย่างไร

บุคคลที่คุ้นเคยกับการประเมินล่าสุดกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ผู้บัญชาการจะหารือเกี่ยวกับความเสี่ยง แต่สถานการณ์โดยรวมในขณะนี้ "เลวร้ายกว่า" มาก บุคคลดังกล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า นายพลและพลเรือเอกบางคนได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมามากกว่าปกติ โดยบอกกับเฮกเซธว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับคำสั่งให้จัดหาอุปกรณ์และกำลังพลต่อไป ในเมื่อทิศทางของการปฏิบัติการยังคงไม่แน่นอน

ผู้บัญชาการระดับสูงของกองบัญชาการภาคพื้นยุโรป (European Command) และกองบัญชาการภาคพื้นใต้ (Southern Command) ต่างเตือน Hegseth ว่าการจัดสรรเรือและเครื่องบินตรวจการณ์ไปสนับสนุนกองบัญชาการภาคพื้นกลาง (Central Command) ได้บั่นทอนขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจป้องกันมาตุภูมิของตนลง แหล่งข่าวที่รับทราบข้อมูลการประเมินสถานการณ์ระบุ

พลเรือเอก Samuel Paparo ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิก (Pacific Command) แสดงความเห็นคัดค้านต่อระดับการสนับสนุนที่เขาได้รับคำสั่งให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการจัดส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีและเรือพิฆาต แหล่งข่าวระบุ

โฆษกของกองบัญชาการภาคพื้นยุโรปปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ส่วนโฆษกของกองบัญชาการภาคพื้นใต้และกองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิกไม่ได้ตอบรับคำร้องขอให้แสดงความคิดเห็น

พลเรือเอก Daryl Caudle ผู้บัญชาการปฏิบัติการทางเรือ (Chief of Naval Operations) ได้นำเสนอภาพสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุด โดยกล่าวในที่ประชุม SDOB ว่ากองทัพเรือไม่สามารถคงระดับการสนับสนุนที่มีอยู่ในปัจจุบันสำหรับความขัดแย้งกับอิหร่านได้ เนื่องจากไม่มีกำหนดการสิ้นสุดที่ชัดเจน แหล่งข่าวระบุ

กองทัพเรือต้องแบกรับภาระหนักหนาสาหัส โดยได้รับคำขอให้จัดสรรเรือจำนวนหลายสิบลำเพื่อปฏิบัติการในอิหร่าน ซึ่งเริ่มจากการเข้าร่วมการโจมตีของสหรัฐฯ และการป้องกันการโต้กลับของอิหร่าน ต่อมาในช่วงหลายเดือนหลังจากนั้น ยังต้องบังคับใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านตามคำสั่งของ Trump ในขณะที่เขาพยายามบีบให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ภารกิจของเรือและลูกเรือบางส่วนต้องถูกขยายเวลาออกไปอีกหลายเดือน

Caudle แจ้งต่อ Hegseth ว่ามีเรือพิฆาตของกองทัพเรือเพียงไม่ถึงหนึ่งในสี่เท่านั้นที่พร้อมสำหรับการส่งกำลังพลออกปฏิบัติภารกิจ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับระดับความพร้อมก่อนเกิดสงคราม แหล่งข่าวระบุ

ในภาพรวม เอกสารดังกล่าวระบุว่า หากความต้องการด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์สำหรับปฏิบัติการในอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการซ่อมบำรุงเรือจะส่งผลให้ความพร้อมของกองเรือตกอยู่ในความเสี่ยง หากเกิดความขัดแย้งในพื้นที่อื่นขึ้นมา แหล่งข่าวระบุ

โฆษกของ Caudle ไม่ได้ตอบรับคำร้องขอให้แสดงความคิดเห็น

ในการประชุมเมื่อเร็วๆ นี้ที่เมือง Norfolk เขาได้กล่าวถึงการขยายเวลาปฏิบัติภารกิจ โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่ "ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับทหารเรือของเรา"

"โดยปกติแล้วผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการขยายเวลาปฏิบัติภารกิจและมักจะคัดค้านเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่ฝ่ายศัตรูก็มีส่วนกำหนดสถานการณ์ด้วยเช่นกัน" Caudle กล่าว ตามข้อมูลในบันทึกถ้อยแถลงที่กองทัพเรือจัดทำขึ้น

แม้ว่าผู้นำของกองทัพบกและกองทัพอากาศจะเห็นพ้องกับแนวทางปัจจุบันของ Hegseth ในความขัดแย้งกับอิหร่าน แต่พวกเขาก็ยอมรับถึงความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากแนวทางดังกล่าว แหล่งข่าวระบุ แหล่งข่าวที่รับทราบข้อมูลการประเมินสถานการณ์ระบุว่า กองพลส่งทางอากาศที่ 82 (82nd Airborne Division) ของกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งได้ระดมกำลังพล 2,000 นายเมื่อเดือนมีนาคมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน จะยังคงประจำการอยู่ในตะวันออกกลางต่อไปอย่างน้อยจนถึงเดือนกันยายน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหารบางส่วนคาดการณ์ว่าภารกิจของหน่วยนี้—ซึ่งถือเป็นกำลังหลักหากมีการบุกภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่าน—อาจถูกขยายเวลาออกไปเกินกว่ากรอบเวลาดังกล่าว

นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า คาดว่าจะมีการขยายเวลาประจำการของหน่วยที่ควบคุมระบบป้องกันภัยทางอากาศ "แพทริออต" (Patriot) ของกองทัพบก ซึ่งมีหน้าที่สกัดกั้นและทำลายขีปนาวุธรวมถึงโดรนที่มุ่งเป้าโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ

โฆษกของกองทัพบกไม่ได้ตอบรับคำร้องขอให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

การลดลงของจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออต—ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งกับอิหร่านและการส่งมอบความช่วยเหลือทางทหารให้แก่ยูเครนก่อนหน้านี้—ได้จำกัดขีดความสามารถของรัฐบาลทรัมป์ในการยกระดับความรุนแรงของสงคราม เนื่องจากอิหร่านยังคงมีศักยภาพในการโจมตีฐานที่มั่นของสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามที่หนังสือพิมพ์ The Post และสื่ออื่นๆ เคยรายงานไปก่อนหน้านี้ ความขัดแย้งกับอิหร่านยังทำให้คลังอาวุธของสหรัฐฯ ร่อยหรอลงในส่วนของขีปนาวุธสกัดกั้นระบบ THAAD (Terminal High Altitude Area Defense)—ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางและพันธมิตรในภูมิภาค—รวมถึงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก (Tomahawk) พิสัยไกล นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังสูญเสียฝูงบินโดรน Reaper ไปแล้วประมาณร้อยละ 25 และฐานทัพสหรัฐฯ ในพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยังคงยืนยันว่ารายงานข่าวเรื่องการขาดแคลนยุทโธปกรณ์นั้นไม่เป็นความจริง

แหล่งข่าวที่รับทราบข้อมูลการประเมินระบุว่า หน่วยของกองทัพอากาศจำนวนมากที่ถูกส่งไปยังตะวันออกกลางเพื่อปฏิบัติภารกิจทิ้งระเบิดและภารกิจอื่นๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ก็มีกำหนดจะประจำการอยู่ในภูมิภาคนี้ต่อไปจนถึงปี 2027 เช่นกัน

กองทัพอากาศปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น โดยอ้างเหตุผลเรื่องชั้นความลับของคำสั่งปฏิบัติการ

โฆษกของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นและแนะนำให้สอบถามไปยังสำนักงานของ Hegseth แทน

การแสดงความเห็นคัดค้าน (non-concur) จากผู้นำทหารระดับสูงบางนายเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนล่าสุดจากเหล่าผู้นำกองทัพเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามดังกล่าว

ตามที่ The Post และสื่ออื่นๆ เคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ Caine ได้ให้คำแนะนำแก่ทำเนียบขาวก่อนที่จะเริ่มมีการสู้รบว่า สหรัฐฯ ขาดแคลนยุทโธปกรณ์และไม่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรเพียงพอที่จะดำเนินปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ในระยะยาว เมื่อไม่นานมานี้ พลเอก Alexus Grynkewich ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นยุโรป (European Command) ได้แจ้งเตือนเป็นการภายในไปยังเพนตากอนว่า เขามีกำลังพลทางเรือไม่เพียงพอที่จะปกป้องอิสราเอลและแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ดังที่หนังสือพิมพ์ The Post ได้รายงานไว้ในเดือนนี้

ในภูมิภาคแปซิฟิก พันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ต่างแสดงความกังวลว่าการที่คลังขีปนาวุธและระบบสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ลดจำนวนลงจนอยู่ในระดับต่ำนั้น ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงและตกอยู่ในสถานะที่เปราะบางต่อภัยคุกคามจากจีน ทั้งนี้ เรือบรรทุกเครื่องบินเพียงลำเดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการในแปซิฟิก ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ในการป้องปรามจีน ได้ถูกส่งไปยังตะวันออกกลางเพื่อสับเปลี่ยนกำลังกับเรือบรรทุกเครื่องบินอีกลำหนึ่งที่ปฏิบัติภารกิจมานานกว่า 300 วันแล้ว


ที่มา The Washington Post
Military leaders warn Hegseth against extending Iran war operations

https://www.yahoo.com/news/politics/articles/military-leaders-warn-hegseth-against-100001182.html
August 30, 2026



วันอาทิตย์, สิงหาคม 30, 2569

เวลานี้ทุกเฉดทุกสี ‘ยี้’ กับการโกงเลือกตั้ง สว.ของพวก ‘สีน้ำเงิน’ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เปิดผนึกถึงนายกฯ “ยุติดำเนินคดีและคุกคามผู้เปิดโปงเบาะแสการทุจริต” มิฉะนั้นจะตอกย้ำรัฐบาลอาจมีส่วนรู้เห็น

เห็นจะจริงดังที่ Thanapol Eawsakul โพสต์ไว้ เวลานี้ทุกเฉดทุกสี ยี้ กับการโกงเลือกตั้ง สว.ของพวก สีน้ำเงิน ยกเว้นที่เขาว่า “น่าจะขาดแต่สีแดงนะครับ” เพราะยังร่วมรัฐบาลอยู่ แต่ก็ยอมปล่อยให้ หมอชลน่านไปร่วมเวทีฝ่ายค้าน

ปุ๊ ธนาพล คล้ายจะฟันธงอีกละ “ใครที่แทงหวยระบอบสีน้ำเงิน ที่คิดว่าจะตีตั๋วอยู่ยาวและอุทิศตนอย่างเต็มที่นั้น ไปศึกษาเหตุการณ์ก่อนจะถึง ๑๔ ตุลาไว้นะครับ เพราะเมื่อประชาชนไม่เอารัฐบาล ทรราชแล้ว ทุกคนก็กระโดดหนีทั้งนั้น”

ส่วนว่า ระบอบสีน้ำเงิน จะเท่ากับ หรือเท่ากันกับระบอบทรราชหรือยัง ก็ต้องดูความเชี่ยวกรากของกระแสต้านแรงแค่ไหน คงไม่ช้าแหละ ดูจากข้อสังเกตุของ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ก็ว่าสีน้ำเงิน “อาศัยความกลัวและเงินเป็นกลอุบายหลักในการตอบโต้”

ก็คือออกสื่อขู่อย่างหนักผู้ที่นำข้อมูลการฮั้วมาเปิด ปฏิเสธเนื้อหาว่าไม่เป็นความจริง ต้องเจอคุกแน่ จนพยานบางคนเกิดความกดดัน โดนภรรยาที่บ้านบอกว่า ถ้าไปออกรายการเปิดตัวพยานของพริษฐ์ วัชรสินธุ แล้วไม่ต้องกลับมานะ เป็นต้น

แต่ในส่วนของ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ แห่งไอลอว์ เขาบอกว่าข้อมูลและพยานที่เขาเปิดออกมาแล้ว เป็นเพียง ๕% ของที่มีอยู่ในมือ และก็ไม่จำเป็นต้องเปิดทั้งหมด เอาไว้ไปเปิดในศาล เช่นกันกับพยาน ที่เปิดมาไม่กี่คนเป็นเทียร์ ๒-๓ เก็บเทียร์ ๑ ไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

สำหรับฝักฝ่ายการเมืองที่เคยเป็น สลิ่ม หลายคนตามกระแสมาร่วมด้วยช่วยกันกับฝ่ายค้าน ทว่าบางคนแสดงให้เห็น conviction ความจริงใจอยู่ไม่น้อย แสดงว่าความเห็นพ้องต้องกันชนิดข้ามเฉดข้ามสีมันเกิดขึ้นแล้วคล้ายตอน “มหกรรมยำตีน ๓ ทรราช” ที่ธนาพลว่า

ล่าสุด จดหมายเปิดผนึกของ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ “ยุติการดำเนินคดีและคุกคามผู้เปิดโปงเบาะแสการทุจริต” การกระทำแบบ Shoot the Messenger “ตอกย้ำข้อสงสัยของสังคมว่า ผู้มีอำนาจในรัฐบาลอาจมีส่วนรู้เห็น

หรือได้รับประโยชน์จากกระบวนการทุจริตดังกล่าว” เป็น message ที่ซึมซับเข้าไปในจิตสำนึกของประชาชนส่วนมากโดยไม่จำกัดสังกัด สี หรืออุดมการณ์ทางการปกครอง ไม่ว่าระบอบจะแข็งแกร่งประดุจเหล็ก ไม่ละลายเหมือนไอติม

แต่เหล็กก็เป็นสนิมได้ ดัง วิโรจน์ ลักขณาอดิสร ส่ง message กลับไปให้นายกฯ ประชาชนคงพอใจกับไอติมมากกว่าเหล็กที่เป็นสนิมเขรอะกรัง

(https://www.facebook.com/permalink.phpid=100044666283411, https://www.facebook.com/PhichainaBhuket/posts/2yYXqtVStab และ https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/uYnnUtSP)