วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 20, 2569

ดาต้าเซ็นเตอร์ มาแล้วในไทย แต่จะช่วยเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน ?

https://www.facebook.com/reel/4040647682737797
.....


ศูนย์ข้อมูลพึ่งพาน้ำจืดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการระบายความร้อน เนื่องจากเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ความหนาแน่นสูงหลายพันเครื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องที่ใช้งานหนักในระบบคลาวด์และ AI จะสร้างความร้อนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่บำบัดอาจทำลายชิ้นส่วนที่ไวต่อความร้อนได้

โดยทั่วไปแล้ว ศูนย์ข้อมูลมักเลือกใช้น้ำจืดที่ผ่านการบำบัดแล้วมากกว่าน้ำทะเลหรือน้ำเสียที่ไม่ผ่านการกรองสำหรับการระบายความร้อนโดยตรง:

การกัดกร่อนและการเกิดตะกรัน: น้ำเค็มและน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัดมีแร่ธาตุ เกลือ และจุลินทรีย์ละลายอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อน้ำระเหยในระบบระบายความร้อน แร่ธาตุเหล่านี้จะตกค้างอยู่ ทำให้เกิดตะกรัน คราบแร่ และการกัดกร่อนที่อุดตันในท่อและสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างพื้นฐานการระบายความร้อนมูลค่าหลายล้านดอลลาร์

ข้อจำกัดของการใช้งานเกินกำลัง: แม้แต่น้ำจืดก็จะมีความเข้มข้นของแร่ธาตุมากขึ้นเมื่อระเหย ผู้ปฏิบัติงานต้องระบายน้ำเสียที่ใช้งานเกินกำลัง (เรียกว่า "การระบายน้ำทิ้ง") และล้างระบบด้วยน้ำสะอาดที่เข้ามาใหม่เป็นประจำเพื่อป้องกันการสะสมของตะกรันแร่ธาตุ



ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะลองกลยุทธใหม่ ยุติการเจรจาทางการทูตโดยตรงกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ นี่หมายความว่าอะไร ?

https://www.facebook.com/reel/2231340337717637
.....

การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะยุติการเจรจาทางการทูตโดยตรงกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการเจรจาอย่างแข็งขันไปสู่การบีบคั้นทางเศรษฐกิจและการทูต

อะไรเปลี่ยนไป?
เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่ฝ่ายบริหาร—นำโดยทูตพิเศษอย่างสตีฟ วิทคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ร่วมกับผู้ไกล่เกลี่ยระดับภูมิภาคในกาตาร์และโอมาน—พยายามเจรจาข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ในวงกว้าง

ทรัมป์ประกาศทางโซเชียลมีเดียว่าไม่มีการเจรจาใดๆ ที่กำลังดำเนินอยู่หรือกำหนดไว้กับอิหร่าน เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวอธิบายการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็นการเปลี่ยนจากความคิดที่จะ "โจมตีอิหร่านทันที" หรือการทำข้อตกลงอย่างรวดเร็ว ไปสู่กลยุทธ์การ "บีบคั้น" ระบอบการปกครองของอิหร่านในระยะยาวผ่านแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแนวทางใหม่
ความไม่พอใจกับข้อเรียกร้องที่ไม่ยอมอ่อนข้อ: อิหร่านปฏิเสธเงื่อนไขพื้นฐานของสหรัฐฯ เช่น การปลดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดและการผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ในขณะที่เสนอกลไกการแบ่งรายได้และการควบคุมการจราจร ซึ่งวอชิงตันปฏิเสธ

การปฏิเสธที่จะ "เล่นเกม": เจ้าหน้าที่อิหร่านปฏิเสธอย่างเปิดเผยว่าไม่มีการเจรจาโดยตรง ซึ่งทำให้ทรัมป์ไม่พอใจหลังจากที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารอ้างว่าการเจรจาเป็นไปอย่างกระตือรือร้นและมีประสิทธิภาพ

ความตึงเครียดต่อทรัพยากรทางทหารของสหรัฐฯ: เกือบหกเดือนหลังจากความขัดแย้งที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกว่าจะกินเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ คลังกระสุนของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับความตึงเครียด และการประจำการทางเรือ (เช่น การประจำการที่ยาวนานของเรือ USS Abraham Lincoln) ได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด การหยุดการเจรจาอย่างจริงจังทำให้สหรัฐฯ สามารถถอยห่างจากการแสดงท่าทีทางการทูตอย่างเร่งด่วน ในขณะที่ยังคงรักษาสินทรัพย์ทางทหารไว้ในระดับที่ยั่งยืน

กลยุทธ์การบีบคั้นทางเศรษฐกิจ: แทนที่จะผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าครั้งสำคัญในทันที ทำเนียบขาวเชื่อว่าการปิดล้อมทางทะเลอย่างต่อเนื่องและแรงกดดันทางเศรษฐกิจจะบีบให้ผู้นำอิหร่านกลับมาเจรจาตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ

ความหมายในอนาคต
ภาวะชะงักงันที่ช่องแคบฮอร์มุซ: ด้วยช่องทางการทูตที่หยุดชะงัก การแก้ไขปัญหาการขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบยังคงไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้ตลาดการขนส่งและพลังงานทั่วโลกอยู่ในภาวะเฝ้าระวังสูง

เปลี่ยนไปสู่ "รอดูสถานการณ์": ทรัมป์ได้แสดงให้เห็นว่าเขาจะไม่กลับไปเจรจาจนกว่าเตหะรานจะแสดงความเต็มใจที่จะยอมรับเงื่อนไขสำคัญของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อพันธมิตรในภูมิภาค: รัฐในอ่าวเปอร์เซียและผู้ไกล่เกลี่ยในภูมิภาค (เช่น โอมาน กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย) เผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการจัดการเสถียรภาพในภูมิภาคในขณะที่การเจรจาทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านหยุดชะงัก

(Gemini รวบรวม)



ช่วงนี้ข่าวลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม โรงงานเถื่อนแถบภาคตะวันออก มาถี่มาก ระยอง สระแก้ว สระบุรี ปราจีนบุรี เดือนเดียวมีให้เห็นหลายเคส หลายคนอาจคิดว่านี่คือปัญหาขยะในประเทศที่จัดการไม่ดีพอ แต่เรื่องมันไม่ได้เริ่มในไทยตั้งแต่แรก ลุงซาเล้ง ขอเล่าเท่าที่พอมีประสบการณ์ในวงการ


ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป
Yesterday
·
ช่วงนี้ข่าวลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม โรงงานเถื่อนแถบภาคตะวันออก มาถี่มาก
ระยอง สระแก้ว สระบุรี ปราจีนบุรี เดือนเดียวมีให้เห็นหลายเคส
.
หลายคนอาจคิดว่านี่คือปัญหาขยะในประเทศที่จัดการไม่ดีพอ
แต่เรื่องมันไม่ได้เริ่มในไทยตั้งแต่แรก
ลุงขอเล่าเท่าที่พอมีประสบการณ์ในวงการนะ
.
การส่งขยะรีไซเคิลจากไทยไปจีนมีมานานแล้ว
เศษพลาสติก เศษกระดาษ เศษโลหะ ส่งออกไปเยอะมาก
เพราะจีนมีต้นทุนแปรรูปที่ถูกกว่า และความต้องการวัตถุดิบมหาศาล
โรงงานรีไซเคิลในจีนตอนนั้นรับซื้อขยะจากทั่วโลกจริง ๆ
.
จนปลายปี 2560 จีนประกาศนโยบายที่เรียกว่า National Sword
แบนการนำเข้าขยะรีไซเคิล 24 ประเภท มีผลตั้งแต่ต้นปี 2561
ภายหลังขยายเพิ่มเป็น 32 ประเภท
.
ทันทีที่จีนปิดประตู โรงงานรีไซเคิลในจีนหลายพันแห่งต้องปิดตัว
แต่ทุนพวกนั้นไม่ได้หายไปไหน มันแค่ย้ายฐาน
ที่เห็นชัดๆ เลย คือตัวเลขนำเข้าเศษ
อย่างปี 2559 ก่อนจีนแบน ไทยนำเข้าเศษพลาสติกแค่ 69,500 ตัน
พอถึงปี 2561 ปีเดียวกับที่จีนแบน ตัวเลขพุ่งเป็น 552,912 ตัน
เพิ่มขึ้นเกือบแปดเท่าในสองปี
.
มูลนิธิบูรณะนิเวศเคยให้ข้อมูลไว้ว่า
ช่วงนั้นมีนักลงทุนต่างชาติย้ายฐานผลิตมาตั้งโรงงานรีไซเคิลพลาสติกและอิเล็กทรอนิกส์ในไทยเพิ่มขึ้นสูงมากโดยเฉพาะในพื้นที่สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เพชรบุรี ราชบุรี
สังเกตชื่อจังหวัดพวกนี้ดี ๆ นะ
มันคือจังหวัดเดียวกับที่ข่าวจับกุมโรงงานเถื่อนโผล่มาถี่ ๆ ในตอนนี้เป๊ะเลย
.
นอกจากพลาสติกแล้วก็ยังมีเศษขยะประเภทอื่น
อย่างโรงเหล็กแบบเตาหลอมเหนี่ยวนำ หรือ IF ที่จีนสั่งแบนไปเพราะปล่อยมลพิษสูงและคุณภาพเหล็กไม่ได้มาตรฐาน
ก็มีบางส่วนย้ายมาเปิดในไทย
.
โรงเยื่อกระดาษทุนจีนบางแห่ง นำเข้าเศษกระดาษมาผลิตในไทย แล้วส่งเยื่อกลับไปจีน
ลองไปดูตัวเลขนำเข้าเศษกระดาษดูได้ ผู้นำเข้ารายใหญ่ ๆ เป็นบริษัททุนจีนแทบทั้งนั้น
.
โรงหลอมเม็ดพลาสติกก็เหมือนกัน นำเข้าเศษพลาสติกมาหลอมเป็นเม็ด ส่งเม็ดกลับจีน
ช่วงหลังยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าทิ้งเศษที่หลอมไม่ได้ไว้ในไทยเพิ่มขึ้นทุกที
.
ส่วนโลหะต่าง ๆ ก็มีทุนจีนบางรายเข้ามากว้านซื้อในราคาตัดหน้าคนไทย
โดยไม่เข้าระบบภาษีตามปกติ ทำให้ได้เปรียบคู่แข่งในตลาดไปเลย
.
ตอนนี้เรื่องที่ร้อนแรงที่สุดคือขยะอิเล็กทรอนิกส์
แอบมาแปรรูปแล้วทิ้งเศษที่เหลือไว้เฉย ๆ
.
ถ้าเป็นขยะในประเทศเราเองที่หลุดเข้าไปในโรงงานพวกนี้ ก็อาจพูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นความผิดโรงงานทุนต่างชาติทั้งหมด
.
แต่ความจริงคือโรงงานพวกนี้ซื้อขยะในประเทศน้อยมาก
วัตถุดิบส่วนใหญ่มาจากการนำเข้า
(ลุงไม่เคยได้ข่าวว่าเปิดรับซื้อจากร้านของเก่าไทยนะ)
.
ทั้งที่ไทยประกาศแบนนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เด็ดขาดตั้งแต่สิงหาคม 2561
ส่วนเศษพลาสติกก็ถูกจำกัดมาตลอด จนเพิ่งแบนเต็มรูปแบบ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา
คำถามคือ ทั้งที่มีกฎหมายแบนชัดเจนขนาดนี้ ทำไมของพวกนี้ยังเล็ดลอดเข้ามาได้อยู่เรื่อย
.
ตามประสบการณ์ตรงของลุงเอง
เคยมีคนมาเสนอขายตู้คอนเทนเนอร์เศษพลาสติกนำเข้า 25 ตัน ในราคาถูกมาก
พร้อมบอกว่า “ข้างในมีของดีอยู่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์”
.
ประเด็นที่ลุงสะดุดคือ เขารู้อยู่แล้วว่าข้างในยัดไส้อะไรมาบ้าง
ถึงบอกตัวเลขเปอร์เซ็นต์ของดีได้แม่นขนาดนั้น
แปลว่าของเสียหรือขยะประเภทอื่นที่หลุดปนเข้ามาในตู้แบบนี้
ก็คงเป็นทำนองเดียวกันทั่วไปในวงการ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
.
กรมศุลกากรเองก็เคยยึดตู้คอนเทนเนอร์แบบนี้ไว้หลายครั้ง
ทั้งสำแดงเท็จ ทั้งลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ปนมากับเศษพลาสติก
บางตู้ค้างอยู่ในท่าเรือเป็นปี ๆ เพราะไม่มีใครมารับผิดชอบ
.
เอาล่ะ ทีนี้มาถึงจุดที่ลุงอยากสรุป
การลงทุนจากต่างประเทศไม่ใช่เรื่องไม่ดีเลยนะ
ไทยต้องการเงินลงทุน ต้องการเทคโนโลยี ต้องการงานให้คนไทยทำ
แต่การลงทุนที่ดีต้องสร้างมูลค่าคืนกลับมาบ้าง
ไม่ว่าจะเป็นรายได้ภาษี การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรืออย่างน้อยที่สุดคือการจ้างงานจริง
.
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้คือ เอาวัตถุดิบเข้ามา แปรรูปเสร็จก็ส่งของดีกลับประเทศต้นทาง
ทิ้งไว้แต่กากที่แปรรูปไม่ได้ ให้คนไทยดูต่างหน้า
โดยที่เราแทบไม่ได้อะไรกลับมาเลยสักบาท
เข้าทำนอง “สูญสิ่งแวดล้อมนับล้าน บ้านก็จะอยู่ไม่ได้”
.
นี่แหละคือความหมายของรีไซเคิลศูนย์เหรียญ
ถ้าเรายังทำหน้าที่เป็นแค่ถังขยะให้คนอื่นทิ้ง
โดยไม่ได้อะไรตอบแทนกลับมาเลย
.
#รีไซเคิล0เหรียญ #ทุนจีน #ขยะนำเข้า
ที่มาข้อมูล
ประวัตินโยบาย National Sword และผลกระทบทั่วโลก Wikipedia
https://en.wikipedia.org/wiki/Operation_National_Sword
ตัวเลขนำเข้าเศษพลาสติกไทยก่อนและหลังจีนแบน Greenpeace Thailand
https://www.greenpeace.org/.../plastic-statement-ban.../
ทุนต่างชาติย้ายฐานโรงงานรีไซเคิลมาไทยหลังจีนแบน TCR Plastic
https://www.tcr-plastic.com/ขยะพิษรอทะลักไทย_จุดเปลี่ยนล้มข้อห้าม
ไทยแบนนำเข้าขยะพลาสติกเต็มรูปแบบ 1 มกราคม 2568 กรุงเทพธุรกิจ
https://www.bangkokbiznews.com/environment/1161664

https://www.facebook.com/photo?fbid=1630035391813783&set=a.649141226569876
.....


ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป
April 17
·
ช่วงนี้กระแสข่าว "ดินแจกฟรี" ในพื้นที่ภาคตะวันออก (EEC) กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงมาก เพราะดินที่แจกฟรีดันปนเปื้อนกากขยะอิเล็กทรอนิกส์ด้วยซะงั้น
ทั้ง ๆ ที่บ้านเราออกกฎหมายแบนนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกไปตั้งแต่ปี 68 แล้ว
แต่ทำไม๊ทำไม จนถึงตอนนี้ข่าวลักลอบนำเข้าขยะยังเพียบ
ไหนจะโรงงานจีนทั้งหลายอีก
คำถามคือนี่เราแบนแล้วจริงดิ๊ !?
.
แต่เอาเข้าจริง พวกเราจมอยู่ในกองดินพิษแบบนี้มานานแล้วนะ
แค่มาในอีกรูปแบบ เป็นขยะชนิดอื่น
แถมยังใกล้ตัวกว่าที่คิดเยอะ!
.
มาลุงจะเล่าให้ฟัง
.
การกำจัดขยะของประเทศไทยในปัจจุบัน กว่า 85.9% เป็นการ “เทกอง”
แค่มีพื้นดินว่าง ๆ หรือบ่อดินที่ขุดดินไปขายแล้ว
ก็พร้อมเป็นที่รองรับขยะ
ไม่มีการปูผ้ายางกันซึม ไม่มีการจัดการอะไรทั้งนั้น
ปราศจากมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
.
พอฝนตกลงมา น้ำก็ไหลผ่านกองขยะ
เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า “น้ำชะขยะ”
ซึ่งสามารถพาสารปนเปื้อนต่าง ๆ ออกมาจากกองขยะ
ทั้งสารเคมี โลหะหนัก เชื้อโรค ไมโครพลาสติก ฯลฯ
แล้วมันจะไปไหนไซร้
สุดท้ายก็ลงดินและปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมนี่แหละ
.
นอกจากดินพิษในบ่อขยะ
ยังมี ว่าที่ ดินพิษกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ
เวลาที่ผู้รับเหมา หรือเจ้าของที่ดินอยากประหยัดงบค่าดินถมที่
เขาก็จะไปขนเอาเศษขยะเช่นขยะก่อสร้าง เศษพลาสติก หรือแม้กระทั่งเศษขยะอุตสาหกรรม
มาเทกองรองพื้นไว้ก่อน แล้วค่อยเอาดินมาโรยปิดทับข้างบนอีกที
สมประโยชน์กันทุกฝ่าย คนทิ้งมีที่ทิ้ง
คนถมประหยัดเงิน ส่วนคนรับกรรมคือคนที่อยู่ในละแวกนั้น
ที่ไม่รู้ว่าสารพิษจะแพร่มาถึงตัวเมื่อไหร่

แม้ว่าเราจะมีพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน
ที่บอกว่าห้ามเอาวัสดุที่ก่อให้เกิดมลพิษหรืออันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนมาถม
แต่ในทางปฏิบัติการบังคับใช้จริงอาจยังเป็นคำถาม

กลับกัน ถ้าเป็นที่สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลียจะมีมาตรฐาน "Clean Fill" (วัสดุถมสะอาด)
โดยดินหรือวัสดุที่จะนำมาถมที่ได้
ต้องเป็นวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือปฏิกิริยาทางเคมีเมื่อเสื่อมสภาพ
เช่น ดินธรรมชาติ หิน, กรวด, ทราย
แต่ถ้าจะเอาเศษคอนกรีต/อิฐ มาถม ก็จะต้องผ่านการบดและมีใบรับรองว่าว่าไม่มีการปนเปื้อน
.
ที่เกาหลีใต้ก็มีกฎหมายที่เอาผิดได้ทั้งคนที่เอาสารปนเปื้อนไปถมที่ดิน และคนที่ทำสารรั่วไหลระหว่างขนส่งหรือบำบัด ที่เด็ดกว่านั้นคือกฎหมายเกาหลีใต้ยังให้เจ้าของที่ดินคนใหม่
ต้องร่วมรับผิดชอบกับเจ้าของเดิมและผู้ก่อมลพิษด้วย
ถ้าซื้อบ้านไปแล้วเจอดินพิษทีหลัง ก็ไม่รอดเหมือนกัน
.
ดังนั้นข่าว ดินพิษที่เราเห็นวันนี้ อาจไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่คิดนะจ๊ะ
ตราบใดที่บ้านเรายังไม่มีกฎหมายในการจัดการขยะและบ่อฝังกลบให้ได้มาตรฐานอย่างจริงจัง ดินที่เราเหยียบอยู่ทุกวันนี้ก็อาจกลายเป็นดินพิษได้โดยไม่รู้ตัว #ดินพิษ #กากอุตสาหกรรม #ขยะอิเล็กทรอนิกส์ #EEC
.
https://rocketmedialab.co/datadrivenpolicy-election69-waste
https://www.facebook.com/photo?fbid=1629198545230801&set=a.649141226569876...

ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป
·
ใครอยากให้ประเทศไทยมีกฎหมายในการจัดการทรัพยากรที่ดี มาร่วมกันลงชื่อที่ลิงก์นี้เลยจ้า : https://thailandce-sign-eta.vercel.app



ทุนจีนรุกคืบ-รัฐบาลน้ำเงินละเลย: บทเรียนเกือบทศวรรษของ EEC กับ สมนึก จงมีวศิน


The101.world

8 hours ago
·
“เจ้าของโรงงานคือคนจีน คนทำงานให้เขามีทั้งคนจีนและคนเมียนมา คำถามคือคนไทยอยู่ตรงไหน ก็อาจมีบ้างที่ทำอาชีพซึ่งเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ แต่อัตราการจ้างงานตอนนี้ก็ตกลงไปมาก เมื่อเทียบกับยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด”
.
โครงการ EEC (Eastern Economic Corridor) หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ก่อตั้งขึ้นหลังมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2560 ด้วยเป้าหมายขับเคลื่อนไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากล
.
อย่างไรก็ตาม เกือบทศวรรษที่ผ่านมา โครงการพัฒนากลับสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชน ตั้งแต่ปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม มลพิษทางอากาศและน้ำ ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมถึงความท้าทายใหม่อย่างการเกิดขึ้นของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งยังไม่ถูกควบคุมโดยรัฐมากเท่าที่ควร
.
วันโอวัน ชวน สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจากกลุ่ม EEC Watch ร่วมถอดบทเรียนการพัฒนาเกือบทศวรรษของ EEC, เจาะลึกปัญหาและผลกระทบจากโครงการดังกล่าว ผ่านจังหวัดปราจีนบุรี และดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนสำรวจท่าทีของรัฐบาลไทย ทุนจีน และก้าวต่อไปอย่างที่ควรจะเป็น อ่านฉบับเต็ม: https://www.the101.world/eec-somnuek/
.
“สองอำเภอในปราจีนบุรีอาจเป็นที่ทิ้งขยะของโลกด้วย เพราะหลังจากจีนปิดรับขยะตั้งแต่ปี 2561 พวกขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะพลาสติก หรือขยะอันตรายก็มาทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไทยเป็นจุดสำคัญ”
.
“ประเทศอื่นเขาเจอปัญหามาก่อน จึงบังคับว่าหากจะตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องเจอกับกฎเกณฑ์อะไรบ้าง อาทิ ต้องทำ EIA หรือประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น พัดลมเสียงดังหรือไม่ ใช้สารอัตรายในการทำงานอย่างไร แต่ตอนนี้ไทยยังไม่พูดเรื่องนี้เลย พูดแต่ว่าจะเก็บเงินเขาเพิ่มเรื่องอะไร [...] ในเมื่อเรารู้ผลกระทบแล้ว ก็อาจหยุดรับก่อน แล้วเคลียร์ว่าจะทำให้สถานการณ์ปัจจุบันดีขึ้นอย่างไร ตรงไหนมีปัญหาก็บังคับให้ทำ EIA ไปเลย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทว่าตอนนี้ไม่มีกระบวนการเหล่านี้"
.
“เขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ควรเปิดตลอด เพราะอาจมีทุนไม่ดีเข้ามาเนื่องจาก ‘พิเศษ’ เกินไปก็ได้ เขตเศรษฐกิจพิเศษที่ดีต้องมีอายุ แต่เราไม่มีเป้าเลยว่าจะปิดเมื่อไหร่”
.
“ตอนนี้เราจะเป็นเมืองขึ้นจีนอยู่แล้ว ผมเป็นคนจีน 75% ยังรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง เราต้องมีอาชีพเหลือให้คนไทย ไม่ใช่ทำกันแบบนี้ และสุดท้ายสิ่งแวดล้อมก็เสียหาย โดยไม่มีคนคิดว่าจะกู้อย่างไร ที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อนยุคประยุทธ์จนยุครัฐบาลน้ำเงิน รัฐบาลน้ำเงินมีเสถียรภาพสุด แต่ทำไมไม่แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้จบ”
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1602004057961061&set=a.523964959098315




น้ำท่วมในพื้นที่ อ.ปัว จ.น่าน ยังวิกฤต มวลน้ำป่าจากดอยภูคาทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนอย่างรวดเร็ว เสียหายจำนวนมาก ขณะที่ ปภ.เตือนประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด





 

เหลืองคืนเวที สัญญาณไม่ดีกับระบอบสีน้ำเงิน ?

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28261775113462626

Thanapol Eawsakul 
Yesterday
·
จับตาสัญญาณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ฝีพายสละเรือ
.....
(1)
20 ปีที่แล้ว
ท่ามกลางวิกฤติความชอบธรรมรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในปี 2549
จู่ ๆ 2 เนติบริกร คือวิษณุ เครืองาม รองนายก และบวรศักดิ์ อุวรรโณ เลขา ครม. ลาออกจากรัฐบาลทักษิณ
ทั้ง ๆ ที่ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี
2 คู่หูจากสงขลาทำหน้าที่ "เนติบริกร" อย่างดีเยี่ยม สมใจนาย
ในเวลานั้นในหมู่พันธมิตรบอกว่า นี่คือ การสละเรือโจร ของ 2 ฝีพาย
อย่างที่ทราบ หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
โดยเฉพาะประเด็นะระราชอำนาจที่เป็นเรื่องหลักที่ทักษิณณคุกตามชนชั้นนำ

(2)
ตัดกลับมาที่ระบอบสีน้ำเงินปัจจุบัน บวรศักดิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในครม อนุทิน 1 และทำหน้าที่เนติบริกรมาโดยตลอด
'บวรศักดิ์' เปิดใจร่วมรัฐบาล 'อนุทิน'หลัง “วิษณุ” ชวนรับตำแหน่ง ขอ 3 เงื่อนไข ไม่สังกัดพรรค-ไม่ยุ่งคดีการเมือง-พูดตรงทุกเรื่อง
https://www.facebook.com/thaitribune1/posts/%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5-%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B8-%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B8%82%E0%B8%AD-3-%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%82-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1/1351860420291332/
แม้ว่าหลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพ 2569
จะมีประเด็นเรื่องการเลือกตั้งโฆษะหรือไม่
บวรศักดิ์ นั่นแหละ ยังทำหน้าที่เนตืบริการอยู่เลย
วิษณุ vs บวรศักดิ์ เลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะบาร์โค้ดและไม่ลับ?
https://www.isranews.org/.../145507-politic-thinking.html
แต่เมื่อมีการตั้ง ครม.อนุทิน 2จริง
บวรศักดิ์ก็ตกขวนไปเลยจนหลายเป็นคนตกงานมาจนถึงปัจจุบัน
https://today.line.me/th/v3/article/qozw8xm?view=topic...

(3)
ล่าสุด 28 สิงหาคม 2569 บวรศักดิ์จะไปขึ้นเวทีอภิปราย
วิกฤติศัทธาธาองค์กรอิสระ ที่มาและทางออก
ร่วมกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วิชา มหาคุณ และ วิส ติงสมิตร
โดยเฉพาะอภิสิทธ์ งานนี้ใครก็รู้ว่าเป็นการจัดงานเพื่อให้สอดรับกับการที่ กกต. 7 คนต้องตัดสินว่าจะสั่งฟ้อง 229 คนที่เกี่ยวข้อกับก่ารโกง สว. 2567 หรือไม่
เรามาดูท่าทีของบวรศักดิ์ กัน
ถ้าเกิดว่า บวรศักดิ์ วิจารณ์ กกต. แล้วก็มีสัญญาณไม่ดีกับระบอบสำน้ำเงิน



งาน Peace Festival Week ภายใต้ธีม “จิตวิญญาณมหิดล เพื่อสังคมสันติประชาธรรม” อ.พวงทอง พาเราไปดูการต่อสู้เพื่อรักษาความทรงจำใน 3 ประเทศ คือ เกาหลีใต้ (กรณีควังจู) อาร์เจนตินา (กรณี Dirty War) และไทย (กรณี 6 ตุลา)

https://www.facebook.com/adjd.pipe/posts/10166174999672269

Kanat Naktanomsub 
16 hours ago
·

เมื่อวานนี้ (18 สิงหาคม) ได้ไปร่วมงานรำลึก 6 ตุลา ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Peace Festival Week ภายใต้ธีม “จิตวิญญาณมหิดล เพื่อสังคมสันติประชาธรรม” งานเริ่มตั้งแต่ 9 โมงเช้าไปจนถึง 2 ทุ่มครึ่ง

ช่วงแรกของงาน อ.พวงทอง เปิดประเด็นด้วยแนวคิดที่เป็นหัวใจของทั้งวัน นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “สภาวะความจำเสื่อมทางประวัติศาสตร์” (Historical Amnesia) อาจารย์อธิบายว่านี่คือการที่รัฐใช้อำนาจสารพัดกระทำต่อความรู้ ความคิด ความจำ ปกปิด/บิดเบือน “เรื่องเล่า” ของฝ่ายประชาชน แต่ในทางตรงกันข้าม กลับตอกย้ำเรื่องเล่าของฝ่ายตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้ประชาชนยอมรับไปเองว่า “นี่คือสภาวะที่ดีที่สุดที่สังคมจะเป็นได้” อาจารย์ชี้ให้เห็นว่านี่คือเสาหลักของอำนาจเผด็จการ เช่นเดียวกับของระบอบ Oceania ในนวนิยาย 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ ที่รัฐไม่ได้แค่ควบคุมปัจจุบันหรืออนาคต แต่ควบคุมอดีตด้วย

จากจุดตั้งต้นนี้ อ.พวงทอง พาเราไปดูการต่อสู้เพื่อรักษาความทรงจำใน 3 ประเทศ คือ เกาหลีใต้ (กรณีควังจู) อาร์เจนตินา (กรณี Dirty War) และไทย (กรณี 6 ตุลา)

สำหรับเกาหลีใต้ ขบวนการ Minjung Art ในทศวรรษ 1970-80 ที่ใช้ภาพวาดเป็นเครื่องมือต่อต้าน ชี้ให้เห็นว่าศิลปะไม่ใช่แค่เครื่องประดับของการเคลื่อนไหว แต่คือส่วนหนึ่งของอาวุธในการต่อสู้

สำหรับอาร์เจนตินา “Dirty War” ปี 1976-1983 ที่รัฐบาลทำให้ผู้คนราว 30,000 คน “สูญหาย“ การต่อสู้โดยนิทรรศการ “The Disappeared: Remnants of a Dirty War” ที่วางภาพถ่ายผู้สูญหายเรียงรายเป็นแนวยาวบนพื้นถนน เป็นพรมแห่งความทรงจำที่ชวนให้ระลึกถึงเหตการณ์

“NIÑOS DESAPARECIDOS” (เด็กที่สาบสูญ) ซึ่งกลุ่ม Abuelas de Plaza de Mayo หรือ “คุณแม่แห่งจัตุรัสพลาซา เดอ มาโย” ถือไว้พร้อมภาพถ่ายเด็กๆ ที่หายไปในยุคเผด็จการ ผู้หญิงเหล่านี้สวมผ้าคลุมศีรษะสีขาว (ผ้าอ้อม) ที่เขียนชื่อลูกที่หายไป เดินขบวนเรียกร้องความจริงต่อเนื่องหลายปี จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความทรงจำที่ทรงพลัง และยังมีภาพที่ศิลปินนำภาพเงาร่างมนุษย์ขนาดเท่าคนจริงไปติดไว้ตามเสาอาคารราชการและบนท้องถนน เหมือนเป็นการนำคนที่ “หายไป” กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในพื้นที่สาธารณะ ให้คนเดินผ่านไปมาต้องเผชิญหน้ากับการมีอยู่ของพวกเขา

ในกรณีไทยคือ โครงการ “บันทึก 6 ตุลา” (Documentation of Oct 6) ซึ่งเป็นความพยายามรวบรวมและบันทึกภาพถ่าย เอกสาร และประวัติของผู้เสียชีวิตและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ไว้เป็นระบบ ทีละคนทีละภาพ ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา อ.พวงทอง นำภาพถ่ายขาวดำของเหตุการณ์การแขวนคอที่สนามหลวงชุดที่คนไทยคุ้นตากันดี ถูกนำมาเรียงต่อกันหลายภาพ เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนถูกแขวนคอและทุบตีที่สนามหลวงวันนั้นไม่ได้มีคนเดียวแต่ที่ะิสูจน์ได้จากการนั่งดูภาพมีอย่างน้อย 5 คน…

จากนั้น อ.บัณฑิต พูดถึงการต่อสู้ที่ควังจูโดยละเอียด ประเด็นที่อาจารย์ย้ำหลายครั้งคือ “เราเลียนแบบไม่ได้ แต่เรียนรู้บางอย่างมาปรับใช้ได้”ไม่ใช่การลอกแบบวิธีการต่อสู้ของที่อื่นมาใช้ตรงๆ แต่คือการทำความเข้าใจตรรกะเบื้องหลัง แล้วนำมาปรับให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยเอง
 
อาจารย์อธิบายภูมิหลังเกาหลีก่อนเหตุการณ์พฤษภาคม 1980 แสดงให้เห็นเส้นทางอันยาวนาน ตั้งแต่การตกอยู่ภายใต้อาณานิคมญี่ปุ่นกว่า 4 ทศวรรษ ที่มีการเกณฑ์แรงงานชาวเกาหลีกว่า 140,000 คน ต่อเนื่องมาถึงการปกครองของกองทัพสหรัฐฯ หลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม และขบวนการต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่งตั้งแต่ปี 1948 จนถึงยุคประธานาธิบดีพัค จองฮี ที่พัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วแต่ปกครองแบบเผด็จการผ่าน “ระบอบยูชิน” นี่คือรากฐานที่นำไปสู่การลุกฮือที่ควังจูในปี 1980

ช่วงบ่ายคือบทบาทของสื่อ ทั้งในแง่ที่สื่อสามารถเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพ หรือในทางกลับกัน กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดความรุนแรงขึ้นจริงในโลกจริง วิทยากรยกตัวอย่างเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ในไทย และกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา เป็นกรณีศึกษา ที่สื่อ (ในยุคนั้นคือวิทยุและหนังสือพิมพ์) มีส่วนปลุกปั่นความเกลียดชังจนนำไปสู่การสังหารหมู่

พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ อธิบาย “วงจรความขัดแย้ง” ได้อย่างดี เริ่มจากความแตกต่างความขัดแย้งที่มีอยู่เดิมในสังคม ถูกขยายผลจนสร้างภาพ “พวกเรา VS พวกเขา” นำไปสู่กระบวนการ Dehumanization หรือการลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย ตามมาด้วย Hate Speech และข่าวลวง ซึ่งสื่อและแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยขยายผลต่อ จนเกิดความกลัวผสมความโกรธ นำไปสู่การยอมรับความรุนแรงได้ในที่สุด และจบลงที่ความรุนแรงในโลกจริง…

ตัวอย่างที่ถูกยกมาคือกรณีโรฮีนจาในเมียนมาเมื่อปี 2017 ที่ความขัดแย้งเดิมถูกขยายผลผ่านเฟซบุ๊ก จนกลายเป็นความรุนแรงในระดับที่นานาชาติเรียกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ภาพเด็กชายยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของหมู่บ้านที่ถูกเผา เป็นภาพที่ตอกย้ำว่าเมื่อโลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ขยายความเกลียดชัง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือชีวิตคนจริงๆ ที่สูญเสีย

สำหรับบริบทไทย คือการวิเคราะห์การใช้สื่อของกองทัพ ในการสร้างสถานการณ์ที่นำไปสู่ความขัดแย้งกับกัมพูชา สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี อธิบายว่ากองทัพทำหน้าที่กำหนดกรอบ (framing) และกำหนด narrative เกี่ยวกับชายแดน ความมั่นคง และ “ภัยจากเพื่อนบ้าน” โดยทำหน้าที่เป็นทั้ง “actor ทางการเมือง” และ “ผู้ควบคุมสาร” ผ่านกลไกอย่าง Joint Information Center ที่ให้ข่าวกับสื่อหลัก เพื่อสร้าง perception ว่าไทยถูกคุกคาม

ที่น่าสนใจคือการอธิบายโครงสร้างสื่อสามชั้นที่กองทัพใช้ ชั้นแรกคือสื่อกระแสหลัก เช่น ทีวี หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ซึ่งมักรับข่าวจากฝ่ายทหารเป็นหลักเพราะเข้าไม่ถึงข้อมูลทางเลือกจากฝั่งกัมพูชาหรือแหล่งอิสระ ชั้นที่สองคือ “Affiliate Media” หรือสื่อกึ่งทางการ เช่น เพจชาตินิยม เพจทหารเกษียณ กลุ่มสื่อภูมิภาคที่มักได้รับข้อมูลพิเศษจากหน่วยงาน ทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียงแบบไม่เป็นทางการ” ที่สามารถใช้ถ้อยคำรุนแรงกว่าสื่อหลักได้ เช่น การเยาะเย้ยกัมพูชา การบิดกรอบแผนที่ หรือการเผยแพร่ข้อมูลไม่ครบถ้วนเพื่อสร้างอารมณ์ร่วม จุดสำคัญคือ Affiliate Media ทำให้กองทัพสามารถควบคุม tone ของกระแสสังคมได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรงในฐานะหน่วยงานรัฐ และชั้นที่สามคือโซเชียลมีเดียโดยตรง ที่บัญชีต่างๆ ทำหน้าที่ขยายข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อ narrative ของกองทัพ เช่น แชร์ภาพชายแดน คอมเมนต์เสริม ดันแฮชแท็กของฝ่ายทหารให้ติดเทรนด์ พร้อมกันนั้นก็โจมตีเรื่องเล่าของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็น NGO นักวิชาการ หรือเสียงจากฝั่งกัมพูชาที่นำเสนอภาพความขัดแย้งต่างออกไป

วงจรนี้เป็นวงกลม มีกองทัพอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบ Traditional Media, Social Media, Affiliate Media, Social Media (อีกครั้ง) และ Hatred Towards Cambodia ซึ่งวนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เป็นวงจรปิดที่ผลิตซ้ำความเกลียดชัง ตัวอย่างแฮชแท็กที่แต่ละเหล่าทัพ ทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศ เชิญชวนให้คนไทยติดแฮชแท็ก เช่น #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedfire ภายใต้สโลแกน #TeamThailand ล้วนสะท้อนให้เห็นภาพที่กิงทัพทำได้ชัดเจน รวมถึงจดหมายด่วนที่สุดจากแม่ทัพภาคที่ 1 ของไทยตอบกลับผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา ที่มีข้อความปลุกใจแบบ “ไม่มีชัยชนะใดได้มาโดยปราศจากการยืนหยัด… ทหารไทยยึดคืนทุกตารางนิ้วแห่งอธิปไตย”

ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแค่ไหน จากวิทยุยานเกราะในปี 2519 มาเป็นเฟซบุ๊กและแฮชแท็กในวันนี้ ตรรกะพื้นฐานของการปลุกความเกลียดชังผ่านสื่อยังคงเดิม นี่คือเหตุผลว่าทำไมการรู้ทันสื่อ (media literacy) และการรักษาความทรงจำที่ถูกต้องจึงสำคัญ ไม่ใช่แค่เพื่อรำลึกอดีต แต่เพื่อป้องกันไม่ให้วงจรเดิมเกิดซ้ำในปัจจุบัน

ช่วงท้ายของวันเป็นการแสดงดนตรีออร์เคสตราโดยวงมหิดลออร์เคสตรา ที่ MACM Hall หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มีเพลงที่แต่งขึ้นใหม่และเพลงที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น Blowing in the Wind, แสงดาวแห่งศรัทธา, Imagine และ Heal the World ดนตรีทำหน้าที่ที่งานวิชาการทำไม่ได้ นั่นคือการทำให้ความทรงจำกลายเป็นความรู้สึกที่ “รู้สึกได้“ ระหว่างการแสดงมีการอ่านบทกวีรำลึกถึงนักศึกษามหิดลที่สละชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา เช่น สัมพันธ์ เจริญสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเทคนิคการแพทย์ วัย 20 ปี และวีระพล โอภาสวิไล นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเดียวกัน วัยเพียง 19 ปี

บทกวี เสียงดนตรี รูปของคนที่เคยมีชีวิต มีเสียงหัวเราะ มีเพื่อนฝูง มีคนรัก คือสิ่งที่ทำให้เราจดจำ “ความหมาย” ของชีวิตที่สูญเสียไป
…….

ย้อนไปที่ประโยคของ อ.พวงทองในช่วงเช้าที่ว่า
“เราจะต่อสู้ในชีวิตประจำวันด้วยเรื่องเล่าที่สร้างขึ้นจากความจริง เพื่อต่อสู้กับความพยายามของรัฐที่จะทำให้เราลืม”

ตั้งแต่ภาพวาด Minjung Art ของเกาหลีใต้ ภาพผู้สูญหายในอาร์เจนตินา ป้าย NIÑOS DESAPARECIDOS ของเหล่าคุณแม่แห่งพลาซา เดอ มาโย ไปจนถึงบทกวีและเสียงดนตรีที่บรรเลงที่มหิดล นั่นคือการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือต่อต้านการถูกทำให้ลืม ในโลกที่รัฐและอำนาจพยายามบิดเบือนหรือลบเลือนความทรงจำอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ประชาชนมีอยู่คือพลังของเรื่องเล่า และพลังของศิลปะที่จะบอกเล่าเรื่องเล่านั้นให้คงอยู่ต่อไป




อดีตรมต.ต่างประเทศของไทยและผู้เชี่ยวชาญ UN วิจารณ์กรณีที่รบ.ไทยเชิญฆาตกรมือเปื้อนเลือด มินอ่องไลง์ มาเยือนประเทศไทยว่า “การตัดสินใจแบบมองการณ์สั้น.. การที่ประเทศไทยอ้าแขนโอบรับนายพลขุนศึกคนนี้ ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศตนเอง"


Pipob Udomittipong
14 hours ago
·
อดีตรมต.ต่างประเทศของไทยและผู้เชี่ยวชาญ UN วิจารณ์กรณีที่รบ.ไทยเชิญฆาตกรมือเปื้อนเลือด มินอ่องไลง์ มาเยือนประเทศไทยว่า

“การตัดสินใจแบบมองการณ์สั้น และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของไทย ในการเจรจากับมินอ่องไลง์ จำเลยคดีอาชญากรสงครามและผู้นำคณะรัฐบาลทหาร ได้ทำลายจุดยืนร่วมกันของอาเซียนต่อเมียนมา และเติมเชื้อไฟให้คณะรัฐบาลทหารที่มือเปื้อนเลือดและดื้อรั้น”

กษิต ภิรมย์ และอดีตผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติเกี่ยวกับเมียนมารวมทั้ง มาร์ซูกิ ดารุสมาน, ยางฮี ลี, และคริส ซิโดติ ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง SAC-M กล่าวในแถลงการณ์

“ที่น่าตกใจคือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย ยอมรับเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ในระหว่างการเยือนครั้งนั้น ไทยไม่ได้เรียกร้องคำมั่นสัญญาใดๆ จากนายพลมินอ่องไลง์เลย ทั้งในส่วนของการลดความรุนแรง การปล่อยตัวนักโทษการเมือง และอนุญาตให้มีการเข้าถึงด้านมนุษยธรรม

มิหนำซ้ำ สีหศักดิ์ยังบอกอีกว่า “ในทางการทูต บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องได้รับคำมั่นสัญญาในทันที” และบอกอีกว่า เขาตั้งใจที่จะให้คณะรัฐบาลทหาร “มีเวลาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้”

“ยิ่งไปกว่านั้น ไทยกำลังเตรียมต้อนรับอาชญากรสงครามอีกคนหนึ่ง คือ พลเอกเย วิน อู ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ของคณะรัฐบาลทหาร ซึ่งรับผิดชอบในการสั่งการทรมาน ข่มขืน และสังหารนักโทษการเมือง รวมถึงการกระทำโหดร้ายอื่น ๆ ที่ถูกกล่าวหา”

“การที่ประเทศไทยอ้าแขนโอบรับนายพลขุนศึกคนนี้ ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศตนเอง และดูแคลนศักดิ์ศรีและความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของชายแดน พุทธราชอาณาจักรที่อยู่ใต้กาปกครองของรัฐบาลที่หัวใจมืดบอด”
https://specialadvisorycouncil.org/.../by-embracing-a.../

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164548728746649&set=a.10150096728651649
.....


Pipob Udomittipong
10 hours ago
·
หลังจากอ้าแขนต้อนรับ หัวหน้าคณะรัฐประหารจาก #เมียนมา เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ในวันนี้ รัฐบาลอนุทินและไทยจะเป็นประเทศแรกในโลกที่ต้อนรับการมาเยือนของ ผบ.สส.จากกองทัพเมียนมา อาชญากรสงครามที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือน และการสังหารและการทรมาน #นักโทษทางการเมือง

พลเอก เย วิน อู ผบ.สส. มือขวาของมินอ่องไลง์ จะเดินทางมากรุงเทพฯ ในวันพุธนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการระดับสูงเมียนมา-ไทย เป็นเวลาสามวัน

นับเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของพลเอกผู้นี้ ซึ่งถูกสหรัฐฯ และองค์การสหประชาชาติคว่ำบาตร และถูกประณามอย่างกว้างขวางในข้อหาอาชญากรรมสงคราม นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในเดือนมีนาคม

เย วิน อู เคยเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง และเป็นญาติของมินอ่องไลง์ จึงเติบโตอย่างรวดเร็วด้านหน้าที่การงาน หลังการรัฐประหาร เขามีหน้าที่ดูแลการปราบปรามขบวนการต่อต้านรัฐประหารและรัฐบาล การจับกุมและประหารชีวิตผู้นำนักศึกษาที่มีชื่อเสียงอย่าง โก จิมมี่ และโก เซยา ทอว์ ที่เป็นสส.

ฮิวแมนไรท์วอทช์รายงานในปี 2025 ว่า มีผู้เสียชีวิตในความควบคุมของรัฐบาลมากกว่า 19,000 คนนับตั้งแต่การรัฐประหาร

https://www.irrawaddy.com/.../thailand-set-to-welcome...


https://www.facebook.com/photo?fbid=10164549601796649&set=a.10150096728651649



We're seen this before ! ชาวปาเลสไตน์ที่ถูกควบคุมตัวถูกทำเครื่องหมายด้วยตัวเลข ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างจับกุมครั้งใหญ่ของอิสราเอลในเมืองกาบาติยา ทางตอนใต้ของเมืองเจนินในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง



 

https://x.com/AJEnglish/status/2090096449027760463
.....



เครื่องหมายถาวรของเอาชวิตซ์ - พิพิธภัณฑ์ชาวยิวซิดนีย์



พรมแดนพันล้านดอลล่าร์ : 5 ความจริงที่น่าประหลาดใจของความขัดแย้งไทย-กัมพูชา


Pansak Vinyaratn 
7 hours ago
·
เนื่องในโอกาสวันที่ข้าพเจ้าเดินทางชีวิตมาเกือบสุดทางแล้ว ขอลงความเห็นของบุคคลที่สามดังต่อไปนี้ ….

พรมแดนพันล้านดอลล่าร์
: 5 ความจริงที่น่าประหลาดใจของความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

1. บทนำ: ราคาที่ต้องจ่ายของเส้นบนแผนที่
สงครามสมัยใหม่มักถูกมองว่าเป็นการปะทะกันเรื่องทรัพยากร อุดมการณ์ หรือเทคโนโลยี แต่ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ระหว่างไทยกับกัมพูชากลับแสดงให้เห็นว่า แม้ในปี 2026 รายละเอียดทางเอกสารอายุนับร้อยปีก็ยังสามารถทำให้เศรษฐกิจของทั้งภูมิภาคหยุดชะงักได้ แก่นของวิกฤตนี้มีต้นตอมาจากแผนที่ปี 1907 ที่เป็นข้อพิพาท ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส และได้แปรสภาพจากความยุ่งยากทางการทูตกลายเป็นหายนะด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน

ณ เดือนสิงหาคม 2026 พรมแดนระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านนี้ยังคงปิดเป็นส่วนใหญ่ แม้ขณะนี้จะมีข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางที่เจรจากันได้ที่จันทบุรี แต่บาดแผลจากการยกระดับความรุนแรงในปี 2025 ยังห่างไกลจากการเยียวยา ความสูญเสียของผู้คนนั้นสูงจนน่าตกใจ ในช่วงที่การสู้รบรุนแรงที่สุด ประชาชนกว่า 640,000 คนถูกบังคับให้ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน ทิ้งไร่นาและกิจการที่ต้องปิดตัวลงไว้เบื้องหลัง

แม้จะมีคณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนอยู่ในพื้นที่ สถานการณ์ก็ยังคงเป็นการเผชิญหน้าแบบ "ไฟสุมขอน" สันติภาพในปัจจุบันไม่ใช่การคลี่คลายปัญหา แต่เป็นการหยุดพักด้วยความอ่อนล้าของสองชาติที่ชะตากรรมทางเศรษฐกิจผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก ทว่าลำดับความสำคัญเชิงชาตินิยมกลับผลักดันให้ต้องหย่าร้างกันอย่างมีราคาแพงและรุนแรง

2. การอพยพครั้งใหญ่ของแรงงาน: 900,000 ชีวิตที่แขวนอยู่บนความไม่แน่นอน
ผลกระทบที่ฉับพลันและร้ายแรงที่สุดของความขัดแย้งนี้คือการล่มสลายโดยสิ้นเชิงของตลาดแรงงานข้ามพรมแดน ก่อนที่การสู้รบจะปะทุขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2025 ไทยรองรับแรงงานข้ามชาติของกัมพูชาราว 93% ของทั้งหมด โดยมีแรงงานประมาณ 1.2 ล้านคนขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของไทย

เมื่อข้อตกลงหยุดยิงล่มสลายในช่วงปลายปี 2025 เส้นทางการย้ายถิ่นก็กลายเป็นการอพยพครั้งใหญ่ เฉพาะที่ด่านปอยเปตแห่งเดียว มีแรงงาน 786,899 คนเดินทางกลับกัมพูชาภายในเวลาเพียงเดือนเศษ และเมื่อถึงกลางปี 2026 ยอดผู้เดินทางกลับรวมอยู่ที่ประมาณ 900,000 คน

ดาบสองคมทางเศรษฐกิจ
สำหรับกัมพูชา: ความสูญเสียนี้เป็นเรื่องความอยู่รอด เงินโอนกลับจากแรงงานเหล่านี้มีมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 หรือราว 6.1% ของ GDP ของประเทศ การคาดการณ์ว่าเงินโอนจะลดลง 37.5% ได้ทำให้ประมาณการการเติบโตของประเทศถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญไปแล้ว

สำหรับไทย: แม้ไทยจะไม่ได้พึ่งพาเงินโอนกลับ แต่ก็เผชิญกับ "ภาวะสุญญากาศทางการผลิต" ที่วิกฤต สังคมสูงวัยภายในประเทศไม่สามารถเติมเต็มการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนสำคัญที่เคยพึ่งพาแรงงานกัมพูชาได้ ซึ่งยิ่งทำให้เศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่แล้วชะงักงันมากขึ้น

3. ปัจจัยความทนทานแบบเดวิดปะทะโกไลแอธ
บนกระดาษ การแข่งขันทางเศรษฐกิจนี้ไม่สมมาตรอย่างมาก เศรษฐกิจไทยมีขนาดใหญ่กว่ากัมพูชากว่าสิบเท่า และงบประมาณกลาโหมมูลค่า 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐก็ทิ้งห่างงบ 739 ล้านดอลลาร์สหรัฐของกัมพูชาอย่างมาก ตามความเข้าใจทั่วไปนั้น กัมพูชาน่าจะเป็นฝ่ายที่ทรุดลงก่อน แต่ปี 2026 กลับท้าทายการคาดการณ์เหล่านั้น

ไทยพบว่าตนเองกำลังต่อสู้จากจุดที่เปราะบางอย่างไม่คาดคิด หนี้ครัวเรือนที่สูง (170% ของ GDP) และความไม่มั่นคงทางการเมืองในระยะหลัง รวมถึงการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีอันเป็นผลจาก "กรณีคลิปเสียงหลุดฮุน เซน" ได้บั่นทอนการตอบสนองของประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) คาดการณ์ว่า GDP ปี 2026 จะหดตัว 0.74% โดยเฉพาะการส่งออกที่สูญเสียไปมีมูลค่ารวม 66,600 ล้านบาท

ในทางกลับกัน กัมพูชาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "ทนทานกว่าที่การคาดการณ์ในช่วงแรกระบุไว้" อันเนื่องมาจากการหันไปพึ่งพามหาอำนาจภายนอกเชิงยุทธศาสตร์

การหนุนหลังทางทหารจากภายนอก: หลังจากสหรัฐฯ ระงับการสนับสนุนทางการเงินด้านการทหารในปี 2023 กัมพูชาได้เร่งเสริมกำลังอาวุธโดยมีจีนหนุนหลัง รวมถึงการขยายฐานทัพเรือเรียมที่เป็นข้อถกเถียง

ตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจ: แม้อยู่ในภาวะสงคราม กัมพูชาก็ยังได้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากจีนมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และมีการส่งออกเติบโต 17.7% จากการกระจายคู่ค้า

4. "ภาษีโลจิสติกส์" ที่ซ่อนอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาได้ก่อให้เกิด "ภาษีโลจิสติกส์" ที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด เมื่อจุดผ่านแดนถูกปิดและการยิงปืนใหญ่ทำให้เส้นทางการค้าดั้งเดิมสัญจรไม่ได้ การขนส่งจึงถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางผ่านเวียดนามและลาว

การอ้อมเส้นทางนี้มีราคาที่ต้องจ่ายสูง โดยต้นทุนโลจิสติกส์ในภูมิภาคพุ่งขึ้นระหว่าง 25% ถึง 40% "ปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก" นี้ทำให้ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคทั่วภูมิภาคสูงขึ้น และคุกคามโครงการก๊าซข้ามพรมแดนมูลค่าหลายล้านล้านบาทซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรง

ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์กำลังจับตา "ฉากทัศน์ความเสี่ยงด้านภาษีศุลกากร" ที่ความไม่มั่นคงในภูมิภาคอาจกระตุ้นให้เกิดความเสี่ยงจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ในอัตรา 25–30% ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความสูญเสียด้านการส่งออกเพิ่มเติมราว 201,900 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าการสู้รบตามแนวชายแดนในวงจำกัดสามารถบั่นทอนสถานะของประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างไร

5. วิกฤตมนุษยธรรมภายใต้เงาปืนใหญ่
ต้นทุนด้านมนุษย์มักถูกกลบฝังอยู่ใต้ข้อมูลการค้า แต่ลำดับเหตุการณ์ตลอด 15 เดือนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเสถียรภาพสามารถหายไปได้เร็วเพียงใด

* กรกฎาคม 2025: "สงครามเปิด" ห้าวันที่มีทั้งการโจมตีทางอากาศและจรวด คร่าชีวิตผู้คน 43 ราย และทำให้ผู้คน 300,000 คนต้องพลัดถิ่น

* ธันวาคม 2025: การยกระดับความรุนแรง 20 วัน คร่าชีวิตผู้คนกว่า 101 ราย และทำให้ผู้คนอีก 500,000 คนต้องพลัดถิ่น

แม้กระทั่งทุกวันนี้ที่เสียงปืนส่วนใหญ่เงียบลงแล้ว ยังมีผู้คน 21,000 คนที่ไม่สามารถกลับบ้านได้ กัมพูชาจำต้องสร้างที่พักพิงชั่วคราวกว่า 4,000 แห่ง ขณะที่องค์การเวิลด์วิชั่นได้ระดมเงิน 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้ความช่วยเหลือใน 5 จังหวัด

"การที่ข้อตกลงหยุดยิงไม่ว่าฉบับใดก็ไม่อาจคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน บ่งชี้ว่าตัวข้อพิพาทพรมแดนเอง ซึ่งเป็นการปักปันเขตแดนที่ยังไม่ยุติอันสืบเนื่องมาจากแผนที่ยุคอาณานิคมฝรั่งเศสปี 1907 ที่เป็นข้อโต้แย้ง ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่แท้จริง โดยไม่ขึ้นกับการคำนวณต้นทุนทางเศรษฐกิจ"

ความย้อนแย้งนี้คือสิ่งที่นิยามความขัดแย้งดังกล่าว กองทัพสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 กำลังสู้รบและล้มตายเพราะเอกสารที่จัดทำเสร็จก่อนที่โทรทัศน์จะถูกประดิษฐ์ขึ้นเสียอีก

6. บทสรุป: ราคาของการเผชิญหน้า

ขณะที่เราเดินหน้าเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2026 แนวโน้มยังคงมืดมน แม้ข้อตกลงหยุดยิงจันทบุรีจะยังคงอยู่ แต่ก็เป็นสันติภาพเพื่อความสะดวกมากกว่าการคลี่คลายปัญหา พรมแดนยังคงถูกจำกัด เส้นทางการย้ายถิ่นของแรงงานถูกตัดขาด และผู้คน 21,000 คนยังคงใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงาของการพลัดถิ่น

ความขัดแย้งนี้ตั้งคำถามพื้นฐานต่ออนาคตของภูมิภาค การรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนจะอยู่รอดได้จริงหรือ เมื่อข้อพิพาทเรื่องดินแดนที่หยั่งรากลึกในความเป็นชาตินิยมยังคงไม่ได้รับการแก้ไข

**ข้อคิดที่ควรใคร่ครวญ:** วิกฤตไทย-กัมพูชาชี้ให้เห็นว่า "อธิปไตย" มีป้ายราคาที่จับต้องได้อย่างแท้จริง เมื่อสองชาติเลือกเส้นบนแผนที่แทนความสัมพันธ์ทางการค้ามูลค่าพันล้านดอลลาร์ ต้นทุนที่แท้จริงถูกจ่ายโดยแรงงาน ครอบครัว และผู้บริโภคที่ติดอยู่ท่ามกลางกระสุนของประวัติศาสตร์





สุดท้ายชาวเน็ตชนะอีก !


ian bremmer
@ianbremmer

the internet wins
9:38 AM · Aug 19, 2026

ภาพมีมนี้ เป็นภาพเสียดสีบนอินเทอร์เน็ตที่ล้อเลียนโพสต์ของทรัมป์ที่ว่า "ช่องแคบฮอร์มุซเป็นดินแดนของสหรัฐฯ"

มารู้จัก นาตาลี ฮาร์ป ผู้ช่วยทำเนียบขาว ที่กำลังเป็นข่าวดรามา เธอสำคัญมากขนาดทรัมป์นำเธอร่วมเดินทางใน เหตุการณ์ "เครื่องบินลวง" ขณะเดินทางออกจากตุรกีเนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัย CNN รายงานว่า เธอเคยกระโดดเข้าไปนั่งในห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ SUV ในขบวนรถของทรัมป์ เมื่อได้รับแจ้งว่าไม่มีที่นั่งเหลือแล้ว

]

หลังจากที่ จอน ออสซอฟฟ์ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต รัฐจอร์เจีย กล่าวถึง นาตาลี ฮาร์ป ผู้ช่วยทำเนียบขาว ขณะตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการปฏิบัติหน้าที่ ทรัมป์ได้เยาะเย้ยออสซอฟฟ์ และพรรครีพับลิกันกล่าวหาว่าวุฒิสมาชิกคนดังกล่าวพูดจาในทำนองที่ไม่เหมาะสม เจค แทปเปอร์ ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น รายงาน https://cnn.it/4x7LPMz
.....

ประเด็นดราม่าเกี่ยวกับ Natalie Harp

หากคุณไม่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับ "ดราม่า" ที่เกี่ยวข้องกับ Natalie Harp เป็นไปได้ว่าคุณกำลังตกข่าวการเมืองและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อเกี่ยวกับบทบาทอันโดดเด่นของเธอในวอชิงตัน

Natalie Harp วัย 35 ปี ซึ่งเป็นผู้ช่วยฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี Donald Trump (และได้รับฉายาจากสื่อรวมถึงเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่าเป็น "เครื่องพิมพ์มนุษย์" หรือ human printer) ได้กลายเป็นจุดสนใจในประเด็นข่าวการเมืองที่เป็นกระแสไวรัลและเรื่องราวความขัดแย้งภายในหมู่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายครั้ง:

เหตุการณ์ "เครื่องบินลวง" (Decoy Plane): เธอตกเป็นข่าวใหญ่หลังจากร่วมเดินทางไปกับ Donald Trump และคณะผู้ช่วยคนสนิทกลุ่มเล็กๆ บนเครื่องบินทหารขนาดเล็กกว่า หลังจากที่ประธานาธิบดีถูกย้ายออกจากเครื่องบิน Air Force One อย่างลับๆ ในตุรกีเนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัย

ดราม่าเรื่องเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวและโซเชียลมีเดีย: Harp ทำหน้าที่คัดกรองข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดียและข่าวจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่ Trump จะได้รับชม อีกทั้งยังเป็นผู้รับคำสั่งโดยตรงเพื่อนำไปโพสต์ลงในแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา การที่เธอสามารถเข้าถึงประธานาธิบดีได้อย่างใกล้ชิดรวมถึงการโพสต์ข้อความที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงผ่านบัญชีของเขา ทำให้เธอถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและนักวิจารณ์สื่อ

ข่าวลือเรื่องการลาออกของโฆษกทำเนียบขาว: มีข่าวลือแพร่สะพัดในโลกออนไลน์และวงสนทนาทางการเมืองเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่าง Harp กับ Karoline Leavitt อดีตโฆษกทำเนียบขาว ภายหลังการลาออกของ Leavitt แม้ว่าเรื่องนี้จะยังคงเป็นเพียงข่าวซุบซิบทางการเมืองที่ยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริงก็ตาม
.....

ประเด็นความขัดแย้งนี้เริ่มต้นขึ้นโดย Kristen Holmes ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบขาวของสำนักข่าว CNN

ระหว่างการแถลงข่าวในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) Holmes ได้สอบถามประธานาธิบดี Donald Trump ถึงประเด็นการโจมตีทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่ง Jon Ossoff วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตได้กล่าวไว้เมื่อวันก่อนเกี่ยวกับ Natalie Harp

คำถามที่เป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้ง
Holmes อ้างอิงถ้อยคำของ Ossoff โดยตรงและถามว่า:

"Jon Ossoff กล่าวว่าท่านเลือกที่จะเดินทางไปไหนมาไหนกับ Natalie Harp ผู้ช่วยของท่าน และสร้างห้องบอลรูม มากกว่าที่จะทำหน้าที่ในฐานะประธานาธิบดี ท่านมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้คะ?"

ปฏิกิริยาตอบโต้
คำถามดังกล่าวทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงและทันทีจากทั้ง Trump และทีมงานด้านสื่อของเขา:

การตอบโต้ของ Trump: Trump หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับ Harp โดยตรง แต่กลับหันไปล้อเลียนวุฒิสมาชิก Ossoff ว่ามีหน้าตาเหมือนกับตัวละคร "Pee-wee Herman" เมื่อ Holmes พยายามจะถามคำถามต่อเนื่อง Trump ก็สั่งให้เธอ "เงียบ" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมทั้งตำหนิว่าเธอ "ไร้มารยาทอย่างยิ่ง" เป็น "คนที่ส่งเสียงดังโวยวาย" และตราหน้าว่าเป็น "ข่าวปลอม" (fake news)

การยกระดับความขัดแย้งโดยทำเนียบขาว: บัญชีทางการของทำเนียบขาวที่ชื่อ "Rapid Response 47" บนแพลตฟอร์ม X ได้เปิดฉากโจมตี Holmes ในระดับบุคคลอย่างดุเดือด โดยระบุว่าคำถามของเธอเป็นสิ่งที่ "น่ารังเกียจและไร้ความเป็นมนุษย์" พร้อมทั้งเสริมว่า: "สักวันหนึ่ง ลูกๆ ของคุณจะมาเห็นคำถามที่น่ารังเกียจและไร้ความเป็นมนุษย์ของคุณ พวกเขาคงรู้สึกสะอิดสะเอียนและอับอายที่มีพ่อแม่ซึ่งมีจิตใจไร้ความรู้สึกเช่นนี้..."

การปกป้องของ CNN: CNN ออกแถลงการณ์สนับสนุน Holmes อย่างรวดเร็ว โดยระบุว่าการโจมตีตัวบุคคลของผู้สื่อข่าวเพียงเพราะพวกเขาตั้งคำถามที่ยากและท้าทายนั้น เป็นพฤติกรรมที่ "ต่ำกว่ามาตรฐานของตำแหน่งประธานาธิบดี และขัดต่อหลักการของเสรีภาพสื่อ"
.....





พี่ชายของ Natalie Harp ผู้ช่วยของ Trump ได้แสดงความเห็นต่อรายงานข่าวใหม่จาก CNN ที่ระบุว่าเธอเคยกระโดดเข้าไปนั่งในห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ SUV ในขบวนรถของ Trump หลังจากได้รับแจ้งว่าไม่มีที่นั่งเหลือแล้ว โดยเขากล่าวว่า "มันออกจะน่าเศร้า... มันเหมือนเป็นความหลงใหลที่เกินพอดีจนไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง"






ไม่รู้ข่าวนี้จริงหรือไม่ ?


 

วันพุธ, สิงหาคม 19, 2569

พวก ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ นี่เขาใช้ ‘mold’ เดียวกันทางจริยธรรม เวลาถูกตั้งคำถามเรื่องทุจริต หรือโดนจับผิด ก็จะ ‘แถ’ ลงข้างคู ‘อนุทิน’ กับลิ่วล้อ รวมทั้งประธานสภา เหมือนกันหมด

พวกผู้ปฏิบัติงานของ ระบอบสีน้ำเงิน นี่เขาใช้ ‘mold’ หรือแม่พิมพ์เดียวกันทางด้านจริยธรรม เวลาถูกตั้งคำถามเรื่องทุจริต หรือโดนจับผิด ก็จะ แถ ลงข้างคู หนักนักมักใช้วิธีตั้งข้อกล่าวหาสวนกลับ สร้างบรรยากาศเชิงรุกกลบเกลื่อน

อย่างกรณีฮั้ว สว.ที่กำลังโดนเคี่ยวเดือดปุด ด้วยหลักฐานการทุจริตผุดแทบไม่เว้นแต่ละวัน หัวเรือใหญ่ นักพ่น นักเป่าตัวยง พยายามสร้างวาทกรรม “รัฐบาลนี้ไม่เกี่ยวฮั้ว สว.” บรรดา “ลูกขุนพลอยพยักรับลูกต่อ ลิ่วล้อ กองเชียร์+ไอโอปลายแถว

เฮละโลตามเป็นพรวน หัวชนฝา หน้าไม่อาย” ประทีป คงสิบ เกิดความรำคาญ หยิกว่า “ขบวนการฮั้ว (โกง) สว.เกิดก่อนรัฐบาลชุดนี้ก็จริง แต่ไม่ใช่เหตุผลยกเว้นความผิด ความรับผิดชอบของพวกคุณ” เขาชี้ถึงคำตัดสินของคณะอนุ กกต.ชุด ๒๖

ซึ่งมีมติสั่งฟ้องศาลผู้ที่มีส่วนร่วมการทุจริต ๒๒๙ คน ที่มีชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล และลิ่วล้อ รวมอยู่ในลิสต์ จึงได้ต้องออกมาแถกัน จนต้องตั้งข้อกังขาว่า “ความกล้าหาญทางการเมือง กับ หน้าด้านทางการเมือง มีเส้นบางๆ คั่นแค่นั้นเอง”

เช่นกันกับประธานสภาผู้แทนฯ ในฐานะประธานรัฐสภา ถูกจี้ทุกวี่วัน เมื่อไรจะส่งศาลฎีกาพิจารณาคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซุกหุ้น ที่ ปปช.ชุดอมน้ำเงิน สั่งยกฟ้องเสียดื้อๆ พอฝ่ายค้านและ สว.ยื่นคำร้องขอให้ศาลตัดสิน ซึ่งต้องส่งผ่านประธานรัฐสภา

วานนี้ โสภณ ซารัมย์ ออกมาบอกว่า “ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาคำร้องดังกล่าวแล้ว โดยมีบุคคลภายนอกร่วมด้วย” ยืดเวลาออกไปอีกไม่รู้กี่เดือน พอนักข่าวตามซักว่ากรรมการที่ว่าเป็นใครบ้าง มีกรอบเวลาพิจารณาไหม

ทั่นประธานฯ ตอบว่าบอกไม่ได้ เพราะ “มีข้อตกลงร่วมกันว่าระหว่างการทำงานขอความเป็นอิสระ หลังจากที่สรุปรายงานแล้ว ก็พร้อมที่จะเปิดเผยรายชื่อว่ามีใครบ้าง” แต่ไม่ต้องห่วง มีตัวตนทุกคน ไม่ใช่กรรมการทิพย์ และกรณีกรอบเวลาก็แบบเดียวกัน

คือกรรมการพวกนี้ต้องไปอ้อนวอนขอร้องให้มาช่วย “ในวันที่ไปเจรจากันนั้น บอกว่าขอให้ไปทำให้ละเอียด” ดังนั้นจึงต้องอดใจรอ “ถ้าส่งมาเร็วตนก็ทำได้เร็ว ถ้าจะช้าก็ได้แค่นี้” ยกตัวอย่างเสียด้วยเรื่องแต่งตั้งผู้ช่วย สส. ให้เวลากรรมการ ๙๐ วัน

มาขอเพิ่มอีก ๓๐ วันก็ต้องให้ เพราะตั้งโจทย์ไว้ว่า “ผลออกมาอย่างไรต้องตอบสังคมได้” แน่ะ แถแบบชั้นเชิงสูงเสียด้วย พอถูกอีกคำถามว่าอย่างนี้จะถูกมองว่ายื้อนะ ทั่นโสภณออกลูกข่ม “ถ้าพูดว่ายื้อมันก็ยื้อ ถ้าพูดว่าไม่ยื้อมันก็ไมยื้อ ต้องดูที่ขั้นตอน” สิ

“สมควรใช้สมองทำเรื่องอื่นบ้าง อย่ามัวหมกมุ่น...ไม่ใช่ว่าทุกวันต้องมาพูดแต่เรื่องเดียว ก็ทำให้มันเห็นผล ให้สังคมเชื่อถือก็แล้วกัน” อูย ทั่นขย่มแรง จน ไอติมรีบชี้แจง “ผมย้ำว่า ไม่มีใคร หมกมุ่นกับเรื่องนี้” นะครับทั่น

ข้อสำคัญ “เรากังวลว่าท่านจะ หมกเม็ด และตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล” ต่างหาก มันเป็นความกังวลเช่นเดียวกันกับอีกองค์กรที่ ๔ ใน ๗ มาจากสีน้ำเงิน “ว่า กกต.จะตัดตอนคดีโกง สว.ให้ไปไม่ถึงศาล” ฉันใดก็ฉันนั้น

(https://x.com/paritw92/status/2089763004565144033?s=q7-lQRD, https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/3AybQBf และ https://www.facebook.com/tawan.ten/posts/RLbYsXsA9q)