วันพุธ, กรกฎาคม 29, 2569

'เป๋า' เปิด ป.วิ อาญาให้ดู ว่าพวกรัฐมนตรีจะฟ้องทางไกล โดยอ้างภูมิลำเนาเดิมไม่ได้นะ มาตรา ๑๘ ว่าไว้ แล้วตำรวจก็มีหน้าที่ไม่รับแจ้งความแบบนี้ด้วย

เอ้า พวกรัฐมนตรีในรายชื่อ ๙ คน ที่พากันไปฟ้อง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ที่ภูมิลำเนาเดิม หรือบ้านเกิดของตน ต้องกลับไปอ่านกฎหมายใหม่นะ 'เป๋า' เค้าเปิด ป.วิ อาญาให้ดู มันไม่ได้วิเศษอย่างฟ้อง ๑๑๒ ที่ใครก็ได้จะฟ้องที่ไหนก็ได้

มาตรา ๑๘ ว่าไว้ “ใครจะไปแจ้งความต่อตำรวจ แล้วตำรวจจะต้องรับทำคดีบ้าง ตำรวจในแต่ละท้องที่จะรับคดีได้ต้องมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1) เป็นท้องที่ที่เหตุแห่งคดีเกิดขึ้น 2) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่ และ 3) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับ

ไม่มีกฎหมายใดที่ระบุว่าสามารถแจ้งความตามภูมิลำเนาของผู้เสียหาย หรือสถานที่ที่ผู้เสียหายสะดวกได้” ดังที่ Atukkit Sawangsuk เอาไปต่อยอด “ผู้ (อ้างว่า) เสียหาย เป็นรัฐมนตรี ประชุม ครม.อยู่ที่กรุงเทพ ในวันที่ยิ่งชีพแถลงข่าว

รับรู้ข่าวโดยทั่วกัน ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้ด้วยซ้ำ จะอ้างว่าเพิ่งไปเปิดมือถือ เห็นข่าวที่อำนาจเจริญ (ละก็) อาจเข้าข่ายแจ้งความเท็จ” นะครับ แม้นว่ายิ่งชีพจะยังก้ำกึ่งอยู่ เขายกตัวอย่างถ้าไปเที่ยวเชียงใหม่ ขากลับโดนขโมยของที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่อง

จะให้ทิ้งตั๋วแล้วกลับเข้าไปแจ้งความในเชียงใหม่ งั้นหรือ ถ้ารอเดินทางกลับถึงบ้านแล้วค่อยไปแจ้งความ น่าจะสะดวกกว่า แต่ “กฎหมายเขียนว่า ถ้าคดีเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ต้องไปแจ้งความที่เชียงใหม่เท่านั้น หรือถ้ารู้ว่าผู้ต้องหาเป็นใครก็ไปแจ้งความตามที่อยู่ของผู้ต้องหาก็ได้”

ทว่าเดี๋ยวนี้ คดีทางไกล ที่เกิดจากการโพสต์ออนไลน์ คนแจ้งความอ้างว่าไม่รู้ตอนกดโพสต์ ผู้โพสต์อยู่ตรงไหน จึงต้องใช้หลักว่าคดีเกิดขึ้นตอนที่พบข้อความ นี่ช่องโหว่กฎหมายให้พวกผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองและราชการใช้อ้างกันผิดๆ

เพราะตาม กม.แล้ว “ไม่มีใครสามารถไปแจ้งความคนอื่นยังสถานที่ที่ตัวเองสะดวกได้ หรือตามภูมิลำเนาของตัวเองก็ไม่ได้ ใครจะบ้านเกิดอยู่ที่ไหน ทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหน ไม่เป็นเหตุตามกฎหมายในการเลือกสถานที่แจ้งความนะครับ”

แล้วตำรวจก็มีหน้าที่ไม่รับแจ้งความแบบนี้เมื่อ “มันไม่อยู่ในเขตอำนาจ” ก็อาจมีที่เกรงใจผู้ใหญ่ตำแหน่งสูงๆ เลยรับแจ้งไปก่อน ถ้าเป็นตำรวจสอบสวนที่มีอำนาจตาม ม.๑๘ “ก็น่าจะมีความผิดเองอีก น่าสงสารตำรวจจัง”

(https://www.facebook.com/pow.ilaw/posts/NwKyYqyfU) 

กระทรวง ‘ดีอี’ ของ ‘ลูกเทพ’ เหาะเหินเกินลงกา จน ‘ล้นเจ้า’ นิยามความผิดแบบ ๑๑๒ เสียใหม่ (โดยนัยยะ) ขยายมุ้งออกไปถึง พระบรมวงศานุวงศ์ทั่วไป

จะเรียกว่าพวกนี้เหาะเหินเกินลงกา หรือว่า ล้นเจ้า ได้ทั้งนั้น นี่เป็นต้นสายของการเซาะกร่อนบ่อนทำลายจากชั้นใต้ถุนไปสู่เล่าเต๊ง เมื่อกระทรวง ดีอี ของ ลูกเทพ นิยามความผิดแบบ ๑๑๒ เสียใหม่ (โดยนัยยะ) ขยายมุ้งออกไปถึง พระบรมวงศานุวงศ์ทั่วไป

กม.อาญามาตรา ๑๑๒ บอกว่าบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี  รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ ไชยชนก ชิดชอบ เซ็นผ่านประกาศกระทรวงดิจิทัลฉบับใหม่ เรื่องการยื่นศาลระงับการแพร่หลายข้อมูลคอมพิวเตอร์

ขยายความความหมายของคำว่า “เหตุจำเป็นเร่งด่วน” ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา ๒๐ วรรคห้า ว่าให้หมายถึงเหตุใดที่ถ้าปล่อยเนิ่นช้า “อาจส่งผลกระทบเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์”

ให้อำนาจเจ้าพนักงานสอบสวนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองที่ตั้งขึ้น นำยื่นคำร้องต่อศาลโดยตรง ไม่ต้องรอรัฐมนตรีอนุมัติก่อน ยื่นแล้วค่อยแจ้ง รมต.ทีหลังได้ ส่วนเนื้อหาต้องห้ามนอกจากใส่ร้าย ล้อเลียน เสียดสี หรือด้อยค่าแล้ว แค่ พาดพิง ก็ได้

แล้วยังตีความขยายความหมายของคำว่า “ความสงบเรียบร้อย” หรือ “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ให้ถ่างกว้างออกไป จน “น่ากังวลว่าจะกระทบต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน” ไอลอว์ตั้งข้อสังเกตุว่าเพราะกำหนดความหมายหลายรายการ

จำเพาะข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ให้หมายรวมเพิ่มไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งหมายถึงฐานันดรระดับหม่อมเจ้าขึ้นไป พวก “ลูกท่านหลานเธอ” เช่นท่านมุ้ย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยย้อนยุค น่าจะเข้าข่าย

นอกเหนือจากนั้นยังตีความให้หมายถึง สถาบันกษัตริย์ โดยรวม ไอลอว์ให้ตัวอย่าง “กรณีข่าวการ โอนอัตรากำลังพลไปเป็นส่วนราชการในพระองค์ การตั้งคำถามหรือพาดพิงต่อกรมทหารราบที่ ๑1 หรือกรมทหารราบที่ ๑๑” จะเข้าข่ายไหม

(https://www.ilaw.or.th/articles/58837)

รัฐบาลไม่มีคนทำงานแล้วหรือ ถึงต้องให้องคมนตรีลงมาแก้ปัญหาด้านการต่างประเทศ ?!? - กัณวีร์ สืบแสง ถาม (ปัญหา : หากให้องคมนตรี มานำคณะเจรจาแทนฝ่ายการเมือง จะทำให้เกิดคำถามต่อสายตาประชาชนและนานาชาติว่า ใครคือผู้กำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศที่แท้จริง)

https://www.facebook.com/NolKannavee/posts/1062651649617670
Yesterday
·
รัฐบาลไม่มีคนทำงานแล้วหรือ ถึงต้องให้องคมนตรีลงมาแก้ปัญหาด้านการต่างประเทศ ?!?

หากเป็นไปตามรายงานข่าวที่ระบุว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย เดินทางเยือนกรุงเนปิดอว์เมื่อวันที่ 25 ก.ค.69 พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ผมต้องบอกตรงๆ ว่า ผมทั้งแปลกใจและเป็นกังวลอย่างยิ่ง !!

เพราะภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะกลับทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เหตุใดภารกิจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งมีรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบร่วมคณะอยู่แล้ว จึงมีองคมนตรีเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย ??

เพราะการกำหนดและดำเนินนโยบายต่างประเทศ การเจรจากับรัฐบาลต่างประเทศ และการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เป็นหน้าที่ของ ฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมือง
 
ประชาชนเลือกคุณเข้ามา คุณมีเสียงข้างมากจนจัดตั้งรัฐบาลได้ รัฐบาลต้องเป็นผู้นำสิครับ !! นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ ตามด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องเป็นผู้รับผิดชอบ !!

หากข่าวดังกล่าวเป็นความจริง รัฐบาลต้องอธิบายต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่าเหตุใดฝ่ายการเมืองจึงไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ด้วยตนเอง ??

และเมื่อมองไปที่เนื้อหาของการหารือ ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า รัฐบาลไทยยังติดอยู่กับกรอบความคิดแบบเดิมๆ พูดเรื่องยาเสพติด สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งหมดเป็นเรื่องสำคัญจริงครับ และผมสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างจริงจัง
 
แต่คำถามที่สำคัญที่สุดในวันนี้คือ ประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ต่อเมียนมาแค่นี้จริงหรือ ??

เมียนมาวันนี้ไม่ใช่เพียงแหล่งผลิตยาเสพติด ไม่ใช่เพียงฐานของอาชญากรรมข้ามชาติ แต่คือศูนย์กลางของวิกฤตการเมืองและมนุษยธรรมของภูมิภาค

“สงครามกลางเมืองคือรากของปัญหายาเสพติด สงครามกลางเมืองคือรากของสแกมเมอร์สงครามกลางเมืองคือรากของการค้ามนุษย์ สงครามกลางเมืองคือรากของผู้ลี้ภัย สงครามกลางเมืองคือรากของความไม่มั่นคงตลอดแนวชายแดนไทย !!”

ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ ต่อให้จับยาได้มากแค่ไหน ปิดสแกมเมอร์ได้อีกกี่แห่ง ปัญหาก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประเทศไทยจึงควรยกระดับบทบาทของตนเองจาก “ผู้ร่วมปราบปราม” ไปเป็น “ผู้นำการสร้างสันติภาพ”

ไม่ใช่เฉพาะในเมียนมา แต่รวมถึงชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการลดความตึงเครียดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งภูมิภาค

นี่ต่างหากคือยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยควรมี แต่สิ่งที่เราเห็นกลับเป็นการแก้ปัญหาแบบรายเรื่อง ลูบหน้าปะจมูก ไม่มีเป้าหมายร่วม ไม่มีภาพใหญ่ ไม่มีจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศที่ชัดเจน
ฝ่ายการเมืองต้องแสดงความเป็นผู้นำ !!

และเมื่อฝ่ายการเมืองไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ได้ สุดท้ายบทบาทการนำก็ถูกปล่อยให้ตกอยู่กับข้าราชการประจำ !!

จนพวกเราพี่น้องประชาชนต้องตั้งคำถามว่า แล้วรัฐบาลมีไว้หาอะไรและมีไว้ทำไม ??

เอาล่ะครับ ถึงเวลาที่รัฐบาลนายอนุทินฯ ต้องออกมาตอบคำถามต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา !!

รัฐบาลกำลังส่งสัญญาณอะไรต่อทั้งประชาชนไทยและประชาคมระหว่างประเทศ ??

ประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้ารับผิดชอบ และกล้านำประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลที่ปล่อยให้บทบาทการนำเลือนหาย จนประชาชนไม่รู้ว่าใครกันแน่คือผู้กำหนดทิศทางของชาติ !!

อาลัย กุลลดา เกษบุญชู มี้ด แต่อย่าลืม ไชยันต์ ไชยพร


https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28005389252434548

Thanapol Eawsakul 
8 hours ago
·
อาลัย กุลลดา เกษบุญชู มี้ด
แต่อย่าลืม ไชยันต์ ไชยพร
..........
อาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ดเสียชีวิต อย่างสงบ แล้วในวันนี้
 
แต่มีช่วงที่อาจารย์กุลลดาและครอบครัว มีความทุกข์เป็นอย่างมากคือช่วงที่ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต (ตัวแทนของราชสกุลรังสิต) เป็นโจทก์ฟ้อง นายณัฐพล ใจจริง และพวกอีก 4 คนที่เกี่ยวข้องกับวิทยานิพนธ์ การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500), หนังสือขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อและ ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี ในคดีหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท
 
ซึ่งอาจารย์กุลลดาเป็นหนึ่งในจำเลย ในฐานะที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500) ของณัฐพล ใจจริง

โจทก์ให้การว่าทราบเรื่องจากไชยันต์ และไชยันต์ได้ไปเป็นพยานฝ่ายโจทก์ในคดีนี้ ที่ได้สร้างความทุกข์ทรมานให้กับอาจารย์กุลลดาเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะขอบันทึกไว้ว่าอย่าลืม
คือ
ไชยันต์ ไชยพร
อดีตเพื่อนร่วมงานที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
...

Thanapol Eawsakul
November 9, 2021
·
เหตุเกิดที่ห้อง 802 ศาลแพ่ง รัชดา
.......
ภาพที่เห็นคืออาจารย์ Richard Mead นักวิชาการ จิตรกรชาวอังกฤษ สามีของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด กำลังเข็นรถเข็นให้กับอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด (2489- ปัจจุบัน อายุ 75 ปี) อดีตอาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,

ภายหลังจากศาลแพ่งพิจารณาคดี ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต หลานสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ต่ออาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ในฐานะที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ “การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500)” ที่สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์เมื่อปี 2552
 
(เขียนไม่ผิดหรอกครับปี 2552 หรือ 12 ปีที่แล้ว ตั้งแต่อาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ยังรับราชการอยู่ ร่วมกับจำเลยอีก 4 คน และ 1 นิติบุคคล)
 
ในที่นี้ต้องยันทึกไว้ด้วยว่าวิทยานิพนธ์ดังกล่าวบัณฑิตวิทยาลัย ของจุฬาเองได้ยกย่องว่าเป็น "วิทยานิพนธ์ดีมาก"
 
ไม่เพีบงแต่โดน ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านในเดือนมีนาคม 2564 เท่านั้น ก่อนหน้าในเดือนมกราคม 2564 ศิษย์เก่าจุฬาฯ นำโดย นันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เคลื่อนไหวเรียกร้องให้ผู้บริหารจุฬาฯ ตั้งกรรมการสอบสวน จนทำให้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ศาสตราจารย์ บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ ลงนามใน "คำสั่งลับ" แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีวิทยานิพนธ์ของณัฐพล

แน่นอนวาในฐานะทีปรึกษาวิทยานิพนธ์ อาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ก็ต้องโดนสอบสวนด้วยเช่นกัน
กระบวนการฟ้องร้อง และตั้งกรรมการสอบสวนนั้น มีไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ร่วมคณะของอาจารย์กุลลดา อยู่เบื้องหลังดังปรากฎในคำฟ้องของ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต และคำสัมภาษณ์ของไชยันต์ ไชยพร เอง
ดู

จุฬาฯ ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง “วิทยานิพนธ์ที่ถูกปกปิด” หลัง ไชยันต์ ไชยพร ตรวจพบความคลาดเคลื่อนที่เชิงอรรถ
https://www.bbc.com/thai/thailand-56252675
กระบวนการสอบสวนของจุฬานั้นมีความสำคัญมากเพราะถ้าตัดสินว่า "ผิด" ก็จะนำไปสู่การลงโทษในคดีที่ถูกฟ้องร้องในศาลต่อไป ซึ่งเป็นเกมที่ไชยันต์ ไชยพร ได้วางเอาไว้แล้ว

สรุปคืออาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ในวัย 75 ปี ต้องมี 2 คดีต่อเนื่องกันคือ

1. ตดีที่เป็นจำเลยร่วม ที่ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน
2. คดีที่จุฬาตั้งกรรมการสอบจากการเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ “การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500)” ที่สำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2552
 
สำหรับผู้ที่เคยขึ้นโรงขึ้นศาลก็จะทราบดีว่ามันเสียทั้งเงินทอง เวลา พลังงาน และสุขภาพจิตเพียงใด
คำถามคือคณะผู้บริหารจุฬาที่มี ศาสตราจารย์ บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี ปล่อยให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขั้นได้อย่างไร
 
หรือคุณคือผู้สมรู้ร่วมคิดให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น




'ชาติ' ไม่ใช่คำที่ตายตัว แต่มีวิวัฒนาการและผกผันไปตามยุคสมัย แท้จริงแล้ว 'ชาติ' คือการต่อสู้ระหว่างแนวคิดที่รัฐสร้างขึ้นกับลัทธิชาตินิยมของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ในโลกปัจจุบันที่ไม่อาจปฏิเสธแนวคิดรัฐประชาชาติ "ชาติ" ที่แท้จริงคือประชาชน ไม่ใช่ชนชั้นนำหรือกลุ่มทุน

https://www.facebook.com/reel/1584064876364273



ว่าไงครับ คุณหนู ๆ ไท่กั๋ว


Suchart Sawadsri
8 hours ago
·
ว่าไงครับ คุณหนู ๆ ไท่กั๋ว
หน้าตาอิ่มเอิบ คำแนะนำเยี่ยมมาก
ท่าน ( มึงส์ ) ขนเอา Supply Chain ใส่ "ม้าไม้" มาจากกรุงจีน ขนใส่รถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งไปทั่วราชอาณาจักร แล้วจะให้แข่งขันกันตรงไหน แบบไหน มิหนำซํ้ายังตั้งใจระบายคนและหลับตาข้างเดียวเรื่อง "จีนเทา/ทุนเทา" เพราะรู้ว่าสามารถฟาดเงิน หรือหา "นอมินี" จำพวก "ไทยเทารักชาติ" ได้ไม่ยากนัก

https://www.facebook.com/photo/?fbid=4681249462151528&set=a.1385633111713196
.....







‘My Absolute Monarchy’ | ‘เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์’ ที่ ‘คมคาย’ และ ‘ชวนหัว’ “ละครเวที” ที่ดัดแปลงผลงานวิชาการของ “รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด”


คนมองหนัง
9 hours ago
·
ขอร่วมไว้อาลัยให้แก่การจากไปของ “รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด” ด้วยบทความที่เคยเขียนถึง “เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์” เรื่อง “My Absolute Monarchy : สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ฉันรู้จัก” ที่มีเนื้อหาว่าด้วยการทำงานวิชาการชิ้นสำคัญของอาจารย์ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อเดือนเมษายน 2568 ครับ

---

‘My Absolute Monarchy’ | ‘เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์’ ที่ ‘คมคาย’ และ ‘ชวนหัว’

---

เมื่อได้ยินข่าวว่าจะมีการดัดแปลงผลงานวิชาการของ “รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด” อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาแสดงเป็น “ละครเวที” ในชื่อเรื่อง “My Absolute Monarchy : สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ฉันรู้จัก” ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในใจก็คิดคาดเดาไปล่วงหน้าว่า การแสดงดังกล่าวน่าจะมีลักษณะ-ท่าที-อารมณ์คล้ายคลึงกับ “เพอร์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์” เรื่อง “An Imperial Sake Cup and I” ของ “ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคยจัดขึ้นก่อนหน้านี้

ทว่า เมื่อตีตั๋วเข้าไปชมการแสดงจริงๆ กลับพบว่า “My Absolute Monarchy” คือ “ละครเวทีแท้ๆ” (มีนักแสดง มีตัวละคร มีพล็อต มีเรื่องราวที่เปี่ยมสีสันออกการ์ตูนนิดๆ แต่ไม่มีการบรรยายเชิงวิชาการ/เลกเชอร์) ซึ่งนำเอาผลงานวิชาการเล่มใหญ่อ่านไม่ง่าย มาย่อยให้ดูสนุกและเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน

สมกับที่คณะผู้จัดทำ คือ “The Meerkat” (กลุ่มบัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ รวมตัวกันทำเพจข่าวในแนววารสารศาสตร์ภาพ-visual journalism) ระบุว่าผลงานการแสดงครั้งนี้มีสถานะเป็น “เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์” (playformance lecture)

หากเปรียบเทียบกับ “An Imperial Sake Cup and I” แล้ว “My Absolute Monarchy” ก็ดูเป็นงานที่มีบุคลิกเข้มขลังจริงจังน้อยกว่า มีมาตรฐานโปรดักชั่น-เทคนิควิธีการนำเสนอที่ดูแพรวพราวน้อยกว่า แต่กลับมีอารมณ์สรวลเสเฮฮา มีมุขจิกกัด มีลูกโฉ่งฉ่าง และลูกเกรียน เยอะกว่า

นอกจากละครเวทีแนวเพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์เรื่องนี้จะพยายามฉายภาพให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงกระบวนการคิดและผลิตงานวิชาการของอาจารย์กุลลดาเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ซึ่งกลายมาเป็นหนังสือ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย”

ผู้ชมยังได้มองเห็น “เงามืด” หรือบรรยากาศของการเซ็นเซอร์ทางวิชาการที่จะปรากฏขึ้นในอีกหลายทศวรรษหลัง (ซึ่งตัวอาจารย์กุลลดาเองก็พลอยโดนหางเลขไปด้วยเช่นกัน) ทาบทับอยู่บนเวทีการแสดง

ผ่านการดำรงอยู่ของตัวละครนักวิชาการฝ่ายขวาที่ฟังเผินๆ เหมือนจะชื่อ “อาจารย์ชญาณี” แต่พอกวาดตาไปอ่านซับไตเติลภาษาอังกฤษซึ่งปรากฏบนจอด้านข้างเวที เรากลับพบว่าชื่อภาษาอังกฤษของนักวิชาการฝ่ายขวาผู้นี้นั้นเขียนว่า “Chaiyanee”

กระบวนการต่อสู้เพื่อยืนยันข้อเสนอทางวิชาการอันแหวกแนวของตัวละคร “อาจารย์กุลลดา” บนเวทีการแสดง และกระบวนการต่อสู้เพื่อยืนยันถึงสิทธิเสรีภาพของการทำงานวิชาการทวนกระแสในสังคมไทย ณ ทศวรรษ 2560 จึงกลายเป็นอุปมานิทัศน์-นิทานเปรียบเทียบ-กระจกส่องสะท้อนของกันและกัน อย่างมิอาจแยกขาด

หากพิจารณาถึง “แก่นสารหลัก” สาระสำคัญที่งานวิชาการของอาจารย์กุลลดาและละครเวทีเรื่องนี้นำเสนอร่วมกันก็มีอยู่ว่า

ความสำเร็จของการสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม (ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากความเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยมโลก ที่แผ่อิทธิพลเข้าสู่บ้านเราผ่านทางการค้า ไม่ใช่การปฏิวัติอุตสาหกรรม) ได้นำไปสู่ปัจจัยบางประการที่จะกร่อนเซาะระบอบดังกล่าวในเวลาต่อมา

ระบบราชการ, การศึกษาสมัยใหม่ และแนวคิดเรื่อง “ชาติ” ที่เป็นของประชาชน คือปัจจัยเหล่านั้น

กระนั้นก็ดี ถ้าผู้ชมลองมองโลกจากมุมของตัวละครอาจารย์ “ชญาณี/Chaiyanee” ที่มีแนวคิดเชิดชูลัทธิ “มหาบุรุษ” ละครเวทีเรื่อง “My Absolute Monarchy” ก็ทำหน้าที่ยกย่องชัยชนะ-ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และคลี่เผยความล้มเหลวในกาลต่อมาของมหาบุรุษผู้หนึ่ง ในฐานะมนุษย์เล็กๆ ภายใต้โครงสร้างสังคมอันใหญ่โตซับซ้อนและมีพลวัต ได้อย่างคมคาย

พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าคนดูจะเชื่อในความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหรือปรีชาสามารถของอภิมนุษย์ เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์เรื่องนี้ก็สามารถนำพาพวกเราเคลื่อนตัวไปสู่ปมปัญหาใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ณ ปลายทางเดียวกัน

ถ้าจะประเมินในแง่เทคนิควิธีการนำเสนอ ส่วนตัวรู้สึกว่าละครเวทีเรื่องนี้อาจเดินเรื่องเร็วไปสักหน่อย (และมี “ช่องว่าง-จุดหยุดพัก” ให้คนดูได้ประมวลความคิดน้อยไปนิด) โดยเฉพาะสำหรับผู้ชมที่ไม่เคยอ่านงานของอาจารย์กุลลดา หรือสนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคก่อน 2475 มาก่อน

ที่สำคัญ ผมมองว่าพวกมุขตลกรายทางที่จิกกัดการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างเมามัน (ซึ่งสอดแทรกเข้ามาเยอะมาก) ตลอดจนฉากไคลแมกซ์ “กระบี่ไร้เทียมทาน” ที่เจือกลิ่นแฟนตาซีในตอนท้ายๆ นั้น ค่อนข้าง “ก่อกวน” ผู้ชมที่กำลังพยายามจะทำความเข้าใจ “แนวคิด-ข้อเสนอหลัก” ของโชว์อยู่ไม่น้อย

ขณะที่บทบาทของ “ตัวละครลับ/ตัวละครเสริม” ที่กลืนกลายอยู่ในหมู่คนดู (ซึ่งจะกลายสภาพเป็นผู้สัมภาษณ์อาจารย์กุลลดาหลังละครจบ) ก็ถูกขับเน้น-จัดวาง-เตรียมการไว้อย่างจงใจเกินไป และอาจไม่ได้ช่วยให้ประเด็นเนื้อหาอันสลับซับซ้อนบนเวทีสามารถขยับเข้าใกล้ “กลุ่มผู้ชม” มากขึ้น ดังที่ผู้จัดทำตั้งใจ

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในนวัตกรรมที่ผมประทับใจมากๆ ใน “My Absolute Monarchy : สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ฉันรู้จัก” นั้นเห็นจะได้แก่เพลงฮิปฮอปประกอบละครที่สรุปแนวคิด-ข้อเสนอทางวิชาการของอาจารย์กุลลดา ด้วยถ้อยคำและจังหวะลีลาอันกระชับฉับไว แต่ครบถ้วนกระบวนความ

จนอยากเชียร์ให้คณะผู้จัดทำละครผลิตมิวสิกวิดีโอเพลงดังกล่าวออกมาในภายหลัง (หรือจะปล่อยเพลงในบริการสตรีมมิ่งต่างๆ ด้วยก็ดี)
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1639819098153508&set=a.474826951319401
.....

อ่านต่อ

‘My Absolute Monarchy’ | ‘เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์’ ที่ ‘คมคาย’ และ ‘ชวนหัว’
ttps://www.matichon.co.th/weekly/column/article_836081

06.04.2025h





ข่าวเศร้า อาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด นักวิชาการอิสระที่กล้าพูดความจริง ใจบุญใจกว้าง จากไปบ่ายวันนี้ 15:30. ณ รพจุฬาลงกรณ์ - ชวนย้อนไปอ่าน รัฐศักดินา - อาณานิคมแบบไทยๆ

The101.world
July 19, 2022
·
::: รัฐศักดินา - อาณานิคมแบบไทยๆ :::
.
รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด คือหนึ่งในนักรัฐศาสตร์ที่ผลิตงาน 'คลาสสิก' ว่าด้วยรัฐไทยหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ 'ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย', หนังสือ 'วิวัฒนาการรัฐอังกฤษ ฝรั่งเศส', หนังสือ 'การเมืองไทยในยุคสฤษดิ์-ถนอมภายใต้โครงสร้างอำนาจโลก'
.
แม้จะเกษียณจากตำแหน่งอาจารย์ประจำมาแล้วกว่า 10 ปี อีกทั้งยังโดน 'ลูกหลง' ความขัดแย้งทางความคิดที่เข้ามารบกวนสุขภาพและหัวใจ แต่กุลลดายังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์บ้านเมืองด้วยความกังวลและหวังดี
.
ในวันที่สถานการณ์พื้นผิวดูนิ่งเงียบ เมื่อเทียบกับความร้อนแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา 101 ชวน รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ตั้งหลักวิเคราะห์การเมืองและรัฐไทยอีกครั้ง แม้กุลลดาจะออกตัวว่าเป็นแค่คนตามการเมืองทั่วไป แต่มุมมองของ 'เจ้าสำนักกุลลเดี้ยน' ต่อการเมืองไทยยังมีอะไรให้น่าคิดเสมอ
.
อ่านบทสัมภาษณ์ได้ที่ : https://www.the101.world/kullada-kesboonchoo-mead-interview/







 

โพสต์นี้มีมุมมองน่าสนใจ ความเก็บกดของคนจีน 2 ระดับ จาก "ปมแห่งความยศอัปยศ" สู่ "ความอหังการ"



Atukkit Sawangsuk 
3 hours ago
·
(มิตรให้ข้อสังเกตความเก็บกด ที่จริงมันเก็บกด 2 ชั้น คนจีนที่ต้องทำตัวสงบเรียบร้อยในประเทศ กับประเทศจีนที่เพิ่งผยองลำพองว่าตัวเองเป็นมหาอำนาจใหม่ กร่างใส่ประเทศที่เห็นเป็นลูกไล่)
……………….
คนจีนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน aka เจ๊กคอมมี่ เวลาอยู่ในจีนจะระวังตัว เพราะบ้านเมืองเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด มีระบบไบโอดาต้า จับภาพหน้าได้ปุ๊บ รู้เลขบัตรประชาชน รู้ที่อยู่ รู้ประวัติทั้งโคตรเหง้า ..ถ้าทำผิด โดนลงโทษแบบจริงจัง ทั้งตัดคะแนนความประพฤติ ปรับเงินอ้วกแตก คุกคือคุก ประหารคือประหาร
พอออกนอกประเทศ จึงมีอาการเหมือนนกหลุดกรง ลิงหลุดโซ่ ทำตัวตามสัญชาตญาณดิบเต็มคราบ จึงเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกว่ามารยาททราม
จีนยังพร่ำสอนประชาชนว่าชาติเขายิ่งใหญ่ แค่ชื่อประเทศก็กินขาด เพราะ 中国 แปลว่า อาณาจักรที่เป็นศูนย์กลางของโลก
นอกจากนี้ จีนแดง เจ๊กคอมมี่ ยังมีระบบปิดปั้นข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก เรียกว่า Great Fire Wall คนจีนจึงไม่รู้ข่าวแย่ๆที่คนจีนไปทำไว้ เขาจะรู้แค่ข่าวที่รัฐบาลเจ๊กคอมมี่กล่อมให้จำว่า จีนแสนดี จีนยิ่งใหญ่

https://www.facebook.com/baitongpost/posts/27763321646656301
.....

ข้อสังเกตนี้ถือว่ามองสะท้อนปรากฏการณ์เชิงสังคมวิทยาและจิตวิทยาการเมืองของจีนยุคใหม่ได้แหลมคมมาก

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องของ "นิสัยส่วนตัว" แต่เป็นผลผลิตที่หล่อหลอมมาจากทั้งระบบการปกครอง การคุมเข้ม และระบบอุดมการณ์รัฐ (State Ideology) โดยสามารถแยกย่อยโครงสร้างมิติ "ความเก็บกด 2 ชั้น" ได้ดังนี้

1. เก็บกดระดับบุคคล: จาก "กรงขังเทคโนโลยี" สู่ "สัญชาตญาณดิบ"

ในประเทศจีน รัฐบาลใช้สิ่งที่เรียกว่า Digital Totalitarianism หรือระบบอำนาจนิยมดิจิทัลในการควบคุมประชาชนอย่างสมบูรณ์แบบ:

Social Credit System & Biometrics: ทุกการกระทำถูกจับตาผ่านกล้อง CCTV นับล้านตัว โดนหักคะแนนความประพฤติกระทบถึงสิทธิการขึ้นรถไฟ การกู้เงิน หรือแม้แต่โรงเรียนของลูก

ภาวะนกหลุดกรง: เมื่อคนส่วนหนึ่งที่เติบโตมาในสภาวะที่ถูกกดทับด้วยกฎเหล็ก เดินทางออกนอกประเทศที่ไม่มีกล้องไบโอแมตริกซ์คอยจับผิด ความรู้สึก "ไร้การควบคุม" จึงทะลักออกมาในรูปของพฤติกรรมที่ไม่สนกฎเกณฑ์สังคม (Uninhibited Behavior) เพราะมองว่าไม่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตหลักของตนในบ้านเกิด

2. เก็บกดระดับชาติ: จาก "ปมศตวรรษแห่งความยศอัปยศ" สู่ "ความอหังการ"

ในระดับจิตวิทยาการเมือง จีนมีปมประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า "ศตวรรษแห่งความอัปยศ" (Century of Humiliation) ที่โดนชาติตะวันตกและญี่ปุ่นย่ำยีในอดีต

ชาตินิยมชดเชยปมด้อย: รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ปลูกฝังวาระการ "ฟื้นฟูชาติครั้งใหญ่" (Great National Rejuvenation) เพื่อลบล้างปมในอดีต

สหายร่วมกร่าง: เมื่อประเทศเติบโตเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจและกองทัพอย่างรวดเร็ว ประชาชนบางส่วนจึงรับเอาแนวคิด "จีนคือศูนย์กลางโลก" (中国 - Middle Kingdom) กลับมาใช้ในบริบทใหม่ เกิดเป็นพฤติกรรม "ผยอง" และมองประเทศเล็กกว่าหรือประเทศคู่ค้าเป็นเพียงบริวารหรือลูกไล่ที่ต้องพึ่งพาเงินของตน

3. กะลาดิจิทัล: Great Firewall กับความจริงแบบกึ่งสำเร็จรูป

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ถูกแก้ไขจากภายใน คือการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร:

รับรู้เฉพาะภาพจำที่รัฐสร้าง: ประชาชนรับรู้เพียงว่าจีนเป็นผู้ให้ เป็นมหาอำนาจผู้ใจดีที่เข้าไปช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศต่างๆ

Echo Chamber ชาตินิยม: ข่าวสารใน Weibo หรือ Douyin (TikTok จีน) ถูกคัดกรองอย่างเข้มงวด ข่าวการทำตัวไม่เหมาะสมของคนจีนในต่างแดนจะถูกลบ หรือถูกเบี่ยงประเด็นให้กลายเป็น "การกลั่นแกล้งและอคติจากชาติตะวันตก/ต่างชาติที่อิจฉาความยิ่งใหญ่ของจีน"

บทสรุป > ปรากฏการณ์พฤติกรรมของคนจีนบางกลุ่มในต่างแดน จึงเป็นผลลัพธ์ของ "ความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรมและระบบการเมือง" เมื่อจิตสำนึกพลเมืองโลก (Global Citizenship) โดนบดบังด้วยอุดมการณ์ชาตินิยมสุดขั้ว และความเครียดสะสมจากการถูกควบคุมในบ้านเกิดนั่นเอง
.....










Pravit Rojanaphruk
@PravitR
·12h
3 เหตุผลทำไมทัวร์ลงสถานทูตจีน กรณีสาวเสื้อส้ม สถานทูตจีนไม่ย่อมเอ่ยเลยว่าสาวจีนเสื้อส้มแซงคิว และถีบ รปภ.หญิงไทยก่อน และไม่มีการขออภัยหรือขอโทษเรื่องนี้ เรื่องนี้สถานทูตสรุปฟันธงรวดเร็ว ต่าจากเรื่อง #แม่น้ำกก เป็นพิษ #เด็กไทยทิพย์ และสารพัดเคส #จีนเทา ที่แทบกลายเป็นข่าวรายวัน… แถมทูตจีนกลับขอให้เลิกใช้คำว่าจีนเทา

คนไทยจำนวนไม่น้อยมีความเป็นห่วงเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ว่าจีนอาจกำลังพยายามเปลี่ยนไทยเป็นรัฐบรรณาการ ที่จีนสามารถเข้ามาแทรกแทรงบางเรื่องที่ตนต้องการได้โดยตรง 

เช่นพยายามให้สื่อไทยเซนเซอร์หน้ากาก ปธน.สี ของผู้ชุมนุมไทยเรื่องแม่กก การพยายามแทรกแทรงให้ผู้จัดเทศกาลภาพยนต์ไต้หวัน ลบชื่อกระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันออก โดยไม่ผ่านการประสานกับกระทรวงการต่างประเทศไทย ฯลฯ 

และเพราะนายกฯไทยนอบน้อมจีนถึงขนาดเคยอาสาขับรถพารัฐมนตรีต่างประเทศจีนไปกินข้าว ทั้งๆที่ควรเป็นคนระดับเดียวกันขับ เช่นรัฐมนตรีต่างประเทศไทย และไม่เคยทำเช่นนี้ให้กับรัฐมนตรีต่างประเทศชาติอื่น … 

แถมกรณีล่าสุดรัฐมนตรีต่างประเทศไทย นายสีหศักดิ์ ก็รีบตอบสนองสถานทูตจีน โดยสั่งให้ตรวจสอบกรณีสาวเสื้อส้ม แต่พอเรื่องใหญ่กว่ามากอย่างแม่น้ำกกเป็นพิษ กระทบคนไทยหลายแสน อนุทินกลับมิกล้าแม้กระทั่งจะเอ่ยเรื่องนี้กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อไปเยือนจีนเมื่อเดือนนี้ 

The Politics ข่าวบ้าน การเมือง สัมภาษณ์พิเศษ ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ มองกรณี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 3-4 สิงหาคม เพื่อหารือความร่วมมือหลายด้าน


มินอ่องหล่ายเยือนไทยกับนัยยะที่ซ่อนเร้น จีน-พม่า-ว้าแดง สมประโยชน์ รัฐอาจตกที่นั่งลำบาก : MatichonTV

matichon tv

Jul 28, 2026

The Politics ข่าวบ้าน การเมือง สัมภาษณ์พิเศษ ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ มองกรณี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 3-4 สิงหาคม เพื่อหารือความร่วมมือหลายด้าน ทั้งปัญหายาเสพติด สารพิษในแม่น้ำกก การเผาในพื้นที่เกษตร และการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

https://www.youtube.com/watch?v=fVKaobfn7m0
.....

วิดีโอนี้นำเสนอบทสัมภาษณ์ ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ เกี่ยวกับการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา ในวันที่ 3-4 สิงหาคมนี้ โดยเนื้อหาการสนทนามุ่งเน้นไปที่ผลกระทบต่อประเทศไทย ยุทธศาสตร์ทางการทูต และประเด็นสำคัญในระดับภูมิภาค

ประเด็นสำคัญในการสนทนา:
ยุทธศาสตร์ทางการทูตและความท้าทาย (1:38 - 4:16, 14:06 - 18:14):

ดร.ลลิตาเตือนว่า หากไทยไม่กำหนดวาระการหารือให้ชัดเจน การเยือนครั้งนี้อาจถูกเมียนมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ โดยที่ไทยไม่ได้รับผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงของชาติ
เธอชี้ให้เห็นว่าเมียนมามีความเชี่ยวชาญในการใช้กลยุทธ์ "ข่มขวัญหรือหลอกล่อ" (bluffing) ดังนั้นไทยจึงจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกและจุดยืนที่หนักแน่น แทนที่จะเป็นเพียงเจ้าภาพที่รับบทบาทตั้งรับเท่านั้น
ความมั่นคงชายแดนและประเด็นระดับภูมิภาค (2:14 - 13:49, 20:33 - 35:05):

การสนทนาครอบคลุมประเด็นเร่งด่วนต่างๆ เช่น ปัญหามลพิษทางน้ำในแม่น้ำกกที่เชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่หายาก (rare earth) อย่างผิดกฎหมาย ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง และการค้ายาเสพติดที่มีต้นทางมาจากรัฐฉาน

ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคืออิทธิพลของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ซึ่งควบคุมพื้นที่ที่มีการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย รัฐบาลเมียนมามักอ้างว่าไม่สามารถควบคุมพื้นที่เหล่านี้ได้ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์แบบ "ได้ประโยชน์ร่วมกัน" (win-win) กับกลุ่มดังกล่าว ทำให้ไทยผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้ยาก
บทบาทของจีนและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ (8:11 - 10:49, 48:24 - 50:18):

ดร.ลลิตาระบุว่าจีนมีอิทธิพลอย่างมากในภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่โกก้างและว้า และให้ความสำคัญสูงสุดกับเสถียรภาพบริเวณชายแดนของตนเอง

แนวทางในอนาคต (46:16 - 48:22, 52:06 - 54:05):

ผู้ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำว่าไทยมีศักยภาพที่จะเป็นตัวกลางที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค เนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่ารัฐบาลยังขาดแผนยุทธศาสตร์ที่บูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงต่างๆ และขาดเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ เธอเรียกร้องให้รัฐบาลมีความเด็ดขาด ดำเนินงานแบบบูรณาการ และใช้ประโยชน์จากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจพลวัตของพื้นที่ชายแดนอย่างแท้จริง
.....

ต่อประเด็น มิน อ่อง ลาย มาไทย กาวใจ หรือ อุ้มชู ?

ประเด็นการวิเคราะห์บทบาทของไทยต่อ พล.อ.สืบสาย มิน อ่อง ลาย และสภาบริหารแห่งรัฐพม่า (SAC) ในมุมมองของ ผศ.ดร.ลลิตา หันวงษ์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านพม่าศึกษา) รวมถึงนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ มักจะถูกตั้งคำถามสำคัญว่า การที่ไทยเปิดพื้นที่เจรจาหรือประสานงานกับผู้นำทหารพม่านั้น มีสถานะเป็น "กาวใจ" (ตัวกลางสร้างสันติภาพ) หรือ "อุ้มชู" (การค้ำจุนระเบียบอำนาจเดิม) กันแน่

1. มุมมองด้าน "กาวใจ" (Quiet Diplomacy & Mediator)

ข้ออ้างหรือบทบาทที่รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงไทยมักนำเสนอ คือการใช้ "การทูตเงียบ" (Quiet Diplomacy) เพื่อแก้ปัญหาตามแนวชายแดน:

ภูมิรัฐศาสตร์และชายแดน: ไทยมีชายแดนติดพม่ากว่า 2,400 กิโลเมตร ทำให้ไทยปฏิเสธการมีอยู่ของรัฐบาลทหารพม่าได้ยาก เพราะมีประเด็นเฉพาะหน้า เช่น ผู้ลี้ภัย ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สะพานเชื่อมอาเซียน: พยายามวางตัวเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างอาเซียน/ชาติตะวันตก กับรัฐบาลทหารพม่า เพื่อหาทางออกตามมนุษยธรรม

2. มุมมองด้าน "อุ้มชู" (Legitimization & Lifeline)

ในทางวิชาการและมุมมองของ อ.ลลิตา มักจะสะท้อนว่า พฤติการณ์ของไทยเอนเอียงไปในลักษณะ "การอุ้มชู" หรือช่วยต่อลมหายใจให้คณะพลิกแผ่นดินพม่ามากกว่า ด้วยเหตุผลดังนี้:

การสร้างความชอบธรรม (Legitimacy): ทุกครั้งที่มีการต้อนรับหรือเปิดการเจรจาระดับสูง ฝ่ายทหารพม่าจะนำภาพเหล่านี้ไปใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อในประเทศว่า ตนยังได้รับการยอมรับจากประเทศเพื่อนบ้าน

เครือข่ายชนชั้นนำและกองทัพ (Military-to-Military Relations): ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพพม่ามีลักษณะเป็น "เน็ตเวิร์กชนชั้นนำ" ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้านความมั่นคงแบบดั้งเดิม มากกว่าการมองเรื่องหลักการสิทธิมนุษยชน

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพลังงาน: ไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและสัมปทานพลังงานในพม่า รวมถึงธุรกิจของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้ไทยเลือกรักษาสถานะเดิม (Status Quo) มากกว่าการกดดันอย่างจริงจัง

การตัดโอกาสฝ่ายต่อต้าน (NUG/EAOs): การที่ไทยเน้นปฏิสัมพันธ์กับฝ่าย มิน อ่อง ลาย เป็นหลัก ทำให้ขาดการดึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม ทำให้ไม่สามารถเป็น "กาวใจ" ที่เป็นกลางได้อย่างแท้จริง

ข้อสรุปเชิงวิเคราะห์: > ในสายตาของนักวิชาการด้านพม่าศึกษา บทบาทของไทยถูกมองว่าเป็นการ "อุ้มชูและต่อลมหายใจ" ให้กับระเบียบอำนาจทหารพม่ามากกว่าการเป็น "กาวใจ" เพราะการจะเป็นกาวใจได้ ต้องได้รับความไว้วางใจจากทุกฝ่ายในความขัดแย้ง ไม่ใช่เพียงแค่ฝ่ายกุมอำนาจรัฐในเนปิดอว์เท่านั้น






"ไม่มีประธานาธิบดีคนไหนเคยทำอะไรที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ทำมาก่อนเลย" ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเชื่อมั่นว่าพรรคเดโมแครตจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่ ในอีกไม่ถึง 100 วัน การเลือกตั้ง Mid-term ?


วุฒิสมาชิก จอน ออสซอฟฟ์ (พรรคเดโมแครต รัฐจอร์เจีย) โบกมือทักทายผู้เข้าร่วมงานระหว่างกิจกรรมหาเสียงเลือกตั้งใหม่ในเมืองแอตแลนตา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์
Dustin Chambers/Bloomberg via Getty Images

ทรัมป์ทำลายบรรทัดฐานทางจริยธรรม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเชื่อมั่นว่าพรรคเดโมแครตจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่?

NPR

เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว การลาออกของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน หลังเหตุการณ์อื้อฉาววอเตอร์เกต ได้เปลี่ยนมุมมองของชาวอเมริกันที่มีต่อการทุจริตในวอชิงตัน ในปัจจุบัน เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ทำลายบรรทัดฐานด้านจริยธรรมในการบริการสาธารณะในแบบที่ทำให้ตนเองและครอบครัวร่ำรวยขึ้น นักการเมืองจากทั้งสองพรรคต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องอื้อฉาวในยุคนิกสันดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยไปแล้ว

“ถ้าวอเตอร์เกตเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ มันก็คงเหมือนข่าว 12 ชั่วโมง ความคิดที่ว่ามันจะทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีล่มสลายนั้นเป็นเรื่องบ้าไปแล้ว” รองประธานาธิบดีแวนซ์กล่าวในเดือนมิถุนายน ในงานที่หอสมุดประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน

“วอเตอร์เกตเป็นเหมือนการเล่นตลกของลูกเสือเมื่อเทียบกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่” ส.ส. เจมี ราสกิน จากพรรคเดโมแครต รัฐแมริแลนด์ กล่าวกับ NPR ในเดือนพฤษภาคม

กลุ่มเฝ้าระวังการปกครองที่ดีได้รวบรวมรายการเหตุการณ์ทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนที่ปรากฏชัดมากมายในวาระที่สองของทรัมป์ ซึ่งรวมถึงข้อตกลงระหว่างทรัมป์กับรัฐบาลของเขาเองที่ป้องกันไม่ให้กรมสรรพากรตรวจสอบครอบครัวทรัมป์ การซื้อขายหุ้นมูลค่าสูงของบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายของรัฐบาล และธุรกิจคริปโตเคอร์เรนซีภายนอกที่เพิ่มมูลค่าสุทธิของเขาอย่างมหาศาล

เมื่อถูกถามว่าทำไมเขาจึงไม่พยายามจำกัดธุรกิจของครอบครัวในวาระนี้ ทรัมป์บอกกับเดอะนิวยอร์กไทมส์ในเดือนมกราคมว่า "ผมพบว่าไม่มีใครสนใจ"

"ผมห้าม [ลูกๆ ของผม] ทำธุรกิจในวาระแรกของผม และผมไม่ได้รับการยกย่องใดๆ เลย" เขากล่าว

ตอนนี้ พรรคเดโมแครตอย่างราสกินกำลังโน้มน้าวผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องดำเนินการปฏิรูปต่อต้านการทุจริต ไม่เพียงแต่เพื่อเป็นการตรวจสอบทรัมป์เท่านั้น แต่เพื่อยกเครื่องระบบการเมืองทั้งหมดที่ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื่อว่าถูกครอบงำเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนิยามการทุจริตอย่างไร?

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกือบทั้งหมดกล่าวว่าการทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ในวงการการเมืองอเมริกัน นี่เป็นความจริง โดย 90% ของพรรครีพับลิกัน และ 93% ของทั้งพรรคเดโมแครตและผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ ตามผลสำรวจล่าสุดจากศูนย์เบรนแนนเพื่อความยุติธรรม ซึ่งเป็นองค์กรนโยบายที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและสนับสนุนการปฏิรูป

มารินา ปิโน ทนายความจากโครงการการเลือกตั้งและรัฐบาลขององค์กรกล่าวว่า ชาวอเมริกันมองว่าการทุจริตเป็น "ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก" "ส่วนหนึ่งของปัญหานี้คือความรู้สึกที่ว่ารัฐบาลทำงานเพื่อคนรวยมหาศาลและผู้มีอิทธิพลเป็นหลัก"

"ผู้ลงคะแนนเสียงมองนิยามของคำว่าการทุจริตในวงกว้าง" เธอกล่าว โดยพวกเขามองว่าเรื่องนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับประเด็นทางการเมืองที่ตนให้ความสำคัญที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ผู้ลงคะแนนเสียงถึงร้อยละ 88 ระบุว่า "การทุจริตเป็นต้นเหตุของปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลล้มเหลวในการแก้ไข" เช่น ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น


เจมี่ ราสกิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต รัฐแมริแลนด์ เข้าร่วมงานที่จัดโดยกลุ่มสตรีพรรคเดโมแครต ร่วมกับผู้รอดชีวิตจากคดีของเอปสไตน์ ก่อนที่ทรัมป์จะกล่าวสุนทรพจน์เรื่องสถานการณ์ของประเทศในวันที่ 24 กุมภาพันธ์
(ภาพโดย Heather Diehl/Getty Images)

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกในปี 2017 สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตพยายามผลักดันให้ประเด็นเรื่องความเกี่ยวข้องทางธุรกิจและผลประโยชน์ในต่างประเทศของประธานาธิบดีกลายเป็นเรื่องสำคัญในใจของผู้ลงคะแนนเสียง แต่ก็ประสบความสำเร็จในวงจำกัดเฉพาะในกลุ่มฐานเสียงของตนเองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลัง สมาชิกพรรคเดโมแครตบางส่วนเริ่มขยายขอบเขตการสื่อสารในประเด็นนี้ โดยโต้แย้งว่าปัญหาการทุจริตไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวประธานาธิบดีเท่านั้น แต่ลามไปถึงระบบการเมืองของสหรัฐฯ โดยรวม

"กลุ่มมาเฟียแห่งมาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago Mafia) ได้ยกระดับการทุจริตในอเมริกาขึ้นไปสู่จุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน" วุฒิสมาชิก จอน ออสซอฟฟ์ (Jon Ossoff) จากพรรคเดโมแครต รัฐจอร์เจีย กล่าวต่อฝูงชนในการชุมนุมที่เมืองซาวานนาห์เมื่อเดือนมิถุนายน "แต่การทุจริตในอเมริกานั้นหยั่งรากลึกยิ่งกว่าแค่เรื่องของโดนัลด์ ทรัมป์"

"การเมืองอเมริกันขับเคลื่อนด้วยเงิน ใส่เงินเข้าไป ก็ได้ผลประโยชน์ตอบแทนออกมา" ออสซอฟฟ์กล่าวในการชุมนุม "เราได้รับคำมั่นสัญญาว่าการทำงานหนักจะนำมาซึ่งความมั่งคั่งและความก้าวหน้า แต่สำหรับผู้คนจำนวนมาก ชีวิตกลับเหมือนการวิ่งบนลู่วิ่งที่หมุนเร็วขึ้นและมีความชันมากขึ้นเรื่อยๆ ชาวจอร์เจียทำงานหนักขึ้น แต่ภาระค่าใช้จ่ายกลับพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย"

การมองว่าการทุจริตเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าแค่เรื่องจริยธรรมส่วนบุคคล อาจช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดผู้ลงคะแนนเสียงบางส่วนจึงไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับข้อมูลที่เพิ่งเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวเฉพาะตัวของทรัมป์ รวมถึงผลประโยชน์ทางการเงินมหาศาลที่ครอบครัวของเขาได้รับนับตั้งแต่เขาเริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา NPR ได้สังเกตการณ์กลุ่มสนทนาเจาะลึก (focus group) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกข้าง (swing voters) ในรัฐเพนซิลเวเนีย จากผู้เข้าร่วมทั้งหมด 12 คน ครึ่งหนึ่งระบุว่าพวกเขารู้สึก "กังวลใจ" เกี่ยวกับรายได้ของประธานาธิบดี ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญและไม่ใส่ใจ

"ถ้าพูดถึงเรื่องจริยธรรม ทั้งในแง่ศีลธรรมและการเงิน ผมคิดว่านักการเมืองแทบทุกคนก็ทุจริตกันทั้งนั้น" ทอดด์ เอ. (Todd A.) หนึ่งในผู้เข้าร่วมกล่าว "ดังนั้น การที่เขามีภาพลักษณ์ว่าเป็นพวกจอมหลอกลวง... ผมหมายความว่า เราก็รู้เรื่องนี้เกี่ยวกับตัวเขามาตั้งหลายปีแล้ว"

ผู้ลงคะแนนเสียงกลุ่มนี้ ซึ่งตกลงเข้าร่วมการสนทนาโดยมีเงื่อนไขว่าจะเปิดเผยเพียงชื่อจริงและอักษรตัวแรกของนามสกุลเท่านั้น ต่างก็ให้ความสำคัญกับประเด็นอื่นเป็นหลัก เช่น ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น

การปฏิรูปธรรมาภิบาลที่ดีภายใต้การนำของพรรคเดโมแครตจะมีลักษณะอย่างไร?

อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลรัฐบาลทรัมป์จะเป็นเสาหลักของวาระการทำงานของพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสอย่างแน่นอน โดยเน้นที่การสอบสวนและการสื่อสารต่อสาธารณะมากกว่าการออกกฎหมาย แม้ว่าพรรคเดโมแครตจะสามารถครองทั้งสองสภาของรัฐสภาได้ ทรัมป์ก็ยังคงมีอำนาจในการยับยั้งร่างกฎหมายใดๆ ที่ส่งมาถึงเขา

“ไม่มีประธานาธิบดีคนใดที่เข้าใกล้สิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ทำได้ในระยะไกล” ส.ส. รัสกิน ซึ่งเป็นคณะกรรมการตุลาการของสภาผู้แทนราษฎรระดับสูงของพรรคเดโมแครต กล่าวกับ NPR ในเดือนพฤษภาคม “ทุกส่วนของรัฐบาลถูกค้าประเวณีและร่วมเลือกเพื่อจุดประสงค์ในการหาเงิน และประธานาธิบดีก็ทำเงินได้มากกว่าพันล้านดอลลาร์ในปีแรกที่เขาดำรงตำแหน่ง”

“ไม่มีอะไรเทียบได้กับสิ่งนั้นในประวัติศาสตร์อเมริกาทั้งหมด” รัสกินกล่าว

ผลสรุปจาก The New Yorker ประมาณการว่าทรัมป์และครอบครัวของเขาสามารถดึงเงินได้ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปีแรกของการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของประธานาธิบดี

การลงทุนทางการเงินของเขา ได้แก่ รองเท้าผ้าใบแบรนด์เนม ไบเบิ้ล กีตาร์ บริษัทโซเชียลมีเดีย Truth Social ของเขา การตกลงยอมความจากการฟ้องร้องบริษัทสื่อและโซเชียลมีเดีย ของขวัญจากต่างประเทศ รวมถึงเครื่องบินเจ็ตสุดหรูที่กาตาร์มอบให้สำหรับห้องสมุดประธานาธิบดีของเขา ข้อตกลงด้านการต้อนรับ และเพิ่มค่าธรรมเนียมรีสอร์ท Mar-a-Lago ทรัพย์สินส่วนตัวและข้อตกลงคริปโตของบุตรหลานของเขา รวมถึงการถือครอง bitcoin ของ Trump Media และเหรียญมีมของ TRUMP

รัสกินได้เสนอกฎหมายที่พยายามป้องกันไม่ให้ประธานาธิบดีแสวงหาผลประโยชน์จากอิทธิพลต่างประเทศหรือตำแหน่งสาธารณะ และป้องกันไม่ให้ประธานาธิบดีรับการชำระเงินจากผู้รับการอภัยโทษ ท่ามกลางการปฏิรูปอื่นๆ

แต่ผู้สมัครของพรรคยังได้เสนอให้มีการปฏิรูปโดยมุ่งเป้าไปที่มุมมองที่กว้างมากขึ้นเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นที่ถือโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน

“เป็นเรื่องยากสำหรับเราในทุกระดับของรัฐบาลที่จะเข้าใจถึงแนวทางที่เราปรับปรุงชีวิตของผู้คน” ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต Paige Cognetti กล่าวกับ NPR เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “หากการคอร์รัปชั่นกำลังขวางทาง”

Cognetti กำลังลงแข่งขันกับ Rob Bresnahan ผู้ดำรงตำแหน่งพรรครีพับลิกันเพื่อเป็นตัวแทนของมุมตะวันออกเฉียงเหนือของเพนซิลเวเนีย ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองสแครนตัน บรรพบุรุษของเธอในสำนักงานนั้นพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตซึ่งส่งผลให้มีโทษจำคุกเจ็ดปีในท้ายที่สุด


ประธานาธิบดีทรัมป์หยุดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส รัฐแมริแลนด์ ก่อนจะขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำใหม่ ซึ่งรัฐบาลกาตาร์มอบให้เป็นของขวัญแก่สหรัฐฯ
Andrew Harnik/Getty Images

ข้อเสนอต่อต้านการคอร์รัปชัน 8 ประการของเธอ ได้แก่ การห้ามซื้อขายหุ้นในรัฐสภา การห้ามอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติกลายเป็นผู้ทำการแนะนำชักชวนสมาชิกรัฐสภา และการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งสำหรับสมาชิกสภาคองเกรสและผู้พิพากษาศาลฎีกา

Cognetti กล่าวว่าหากสภาคองเกรสสามารถดำเนินการปฏิรูปเหล่านั้นได้ "เราก็จะสามารถบรรลุแก่นแท้ของการปฏิรูประบบการดูแลสุขภาพของเรา ปฏิรูประบบการศึกษาของเรา เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนได้รับความยุติธรรม และเรามีโอกาสทางเศรษฐกิจที่แท้จริงสำหรับผู้คนทั่วประเทศ"

ข้อเสนอการปฏิรูปเช่น Cognetti ถือเป็นลำดับความสำคัญของพรรคเดโมแครตมานานหลายปี แต่ได้รับแรงฉุดใหม่ในฤดูกาลการรณรงค์นี้ร่วมกับการมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการจ่ายของพรรค พรรคได้ประกาศกลุ่มและวาระนโยบายหลายกลุ่มที่เน้นเรื่องมาตรการต่อต้านการทุจริตโดยเฉพาะ ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาได้ประกาศโครงการริเริ่มใหม่อีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

รีพับลิกันตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของพรรคเดโมแครต

แคมเปญของพรรครีพับลิกันบางแคมเปญก็ยอมรับข้อความต่อต้านการทุจริตเช่นกัน การจัดการกับขยะ การฉ้อโกง และการละเมิดทั่วทั้งระบบราชการของรัฐบาลกลางเป็นจุดสนใจหลักของสภาผู้แทนราษฎรในระยะนี้ พวกเขาได้ดำเนินการสอบสวนข้อกล่าวหาว่ามีการใช้โปรแกรมเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมในทางที่ผิดและการออกกฎหมายขั้นสูงเพื่อลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางในทางที่ผิด

ผู้ร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรยังได้กำหนดข้อจำกัดที่จำกัดเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นและการเป็นเจ้าของหุ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ทีมรณรงค์ GOP แห่งชาติกำลังทำงานเพื่อโจมตีความน่าเชื่อถือของพรรคเดโมแครตในฐานะผู้ส่งสารที่น่าเชื่อถือในประเด็นการทุจริต

“จอน ออสซอฟ อ้างว่ามีคุณธรรมสูงในขณะที่นำเช็คไปขึ้นเงินจากมหาเศรษฐี 'ชนชั้นเอปสเตน' ที่เขาประณาม ซึ่งพิสูจน์ว่าสิ่งที่เรียกว่าการต่อสู้กับการคอร์รัปชั่นของเขานั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการพูดคุยเรื่องการรณรงค์หาเสียง” เบอร์นาเด็ตต์ เบรสลิน เลขาธิการสื่อมวลชนระดับชาติของคณะกรรมการวุฒิสภาแห่งชาติของพรรครีพับลิกันกล่าว

การรณรงค์ของ Ossoff ได้รับการบริจาคจากมหาเศรษฐีในวงเงินบริจาคสูงสุดตามกฎหมายที่ 7,000 ดอลลาร์ และการรณรงค์ของเขาได้รับการสนับสนุนจาก Senate Majority PAC ระดับชาติ ซึ่งสามารถรับการบริจาคแบบไม่จำกัดจำนวน การระดมทุนของเขาได้รับทุนส่วนใหญ่จากการบริจาคต่ำกว่า 200 ดอลลาร์ โดยมียอดเฉลี่ยอยู่ที่ 42 ดอลลาร์ ตามการรณรงค์

เจ้าหน้าที่พรรครีพับลิกันเรียกเก็บข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตต่อผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ซึ่งรวมถึงค็อกเน็ตติ ซึ่งการรณรงค์ปฏิเสธการกระทำผิด และเน้นย้ำข้อกล่าวหาทางอาญาที่ร้ายแรงกว่าที่สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตต้องเผชิญ

ตัวแทน Henry Cuellar จาก D-Texas ถูกอัยการของรัฐบาลกลางกล่าวหาว่ารับสินบนประมาณ 600,000 ดอลลาร์ อดีตตัวแทน Sheila Cherfilus-McCormick, D-Fla. ลาออกในปีนี้หลังจากถูกอัยการรัฐบาลกลางตั้งข้อหาขโมยเงิน ทั้งสองได้ปฏิเสธการกระทำผิด


บทความแปลจาก NPR
Trump shattered ethics norms. Will voters trust Democrats to fix them?

https://www.npr.org/2026/07/28/nx-s1-5869808/family-trump-profit-corruption-voters-ethics-democrats
July 28, 2026




AI กำลังทำให้ค่าครองชีพของคุณสูงขึ้น ไม่ใช่เฉพาะแต่ไฟฟ้า


ศูนย์ข้อมูลของ Amazon Web Services ในเมืองเฮย์มาร์เก็ต รัฐเวอร์จิเนีย เมื่อวันพุธที่ 9 กรกฎาคม 2025 รายงานจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายนระบุว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมในสหรัฐฯ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.15% ในปี 2026 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น 5% ในภาคธุรกิจอันเป็นผลมาจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล Nathan Howard/Bloomberg/Getty Images


AI กำลังทำให้ค่าครองชีพของคุณสูงขึ้น นี่คือสาเหตุ

CNN

AI กำลังทำให้ราคาสินค้าและบริการสำหรับชาวอเมริกันสูงขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องค่าไฟฟ้าเท่านั้น

นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่สำคัญมีศักยภาพในการพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างโอกาส การจ้างงาน และอุตสาหกรรมใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการเร่งขีดความสามารถในการผลิตและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ในระยะยาวเหล่านั้นมักมาพร้อมกับผลกระทบเชิงลบในช่วงระยะสั้นและระยะกลาง

ในกรณีของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผลกระทบที่เกิดขึ้นรวมถึงการสูญเสียงาน การเติบโตของค่าจ้างที่ชะลอตัว ความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่งที่ขยายตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา คือภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ความสนใจและการลงทุนมหาศาลในการนำ AI มาใช้ (ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าราว 7.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้เพียงปีเดียว) ได้ผลักดันให้ราคาสินค้าและบริการหลายรายการปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

"อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นหมายความว่า ครัวเรือนจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกกว่า 375 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อสินค้าและบริการชนิดเดิมในปริมาณเท่าเดิมเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดจาก AI" Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody’s Analytics ระบุในอีเมลที่ส่งถึง CNN

ข่าวดีคือ AI ยังคงเป็นปัจจัยที่มีผลเพียงเล็กน้อย (คาดว่าส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อโดยรวมประมาณ 0.2 เปอร์เซ็นต์) และผลกระทบในขณะนี้ยังจำกัดอยู่เพียงแค่สินค้าและบริการบางกลุ่มเท่านั้น

แต่ข่าวที่ไม่สู้ดีนักคือ AI กำลังผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และซ้ำเติมปัญหาเรื่องความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยที่มีอยู่เดิมให้รุนแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แรงกดดันด้านราคาเหล่านี้ไม่น่าจะหายไปในเร็วๆ นี้ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะขยายวงกว้างออกไปอีก

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงประธานธนาคารกลางคนใหม่ ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ต่อไปนี้คือภาพรวมว่า AI ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในด้านใดบ้างแล้ว และอาจส่งผลกระทบในด้านใดต่อไป

ไฟฟ้า

ศูนย์ข้อมูล AI ต้องการพลังงานมหาศาล (โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ) และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านี้อาจสร้างภาระหนักให้กับโครงข่ายไฟฟ้าและผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นไปอีก สาเหตุหลักมาจากความต้องการที่พุ่งสูงเกินกว่าปริมาณอุปทานที่มีอยู่

PJM Interconnection ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ระบุเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ศูนย์ข้อมูล (Data Center) สามารถก่อสร้างหรือขยายตัวได้รวดเร็วกว่าระบบผลิตไฟฟ้าใหม่ที่จำเป็นต้องรองรับศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ถึงสองหรือสามเท่า

เมื่อนำความต้องการดังกล่าวมาพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ เช่น การทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรง และโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา ก็ยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานกว้างขึ้นไปอีก

Pooja Sriram นักเศรษฐศาสตร์ประจำสหรัฐฯ ของ Barclays กล่าวกับ CNN ว่า "ศูนย์ข้อมูลมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล ซึ่งส่งผลให้ปริมาณไฟฟ้าที่จะจัดสรรให้กับภาคครัวเรือนลดน้อยลง นอกจากนี้ยังทำให้ราคาขายส่งไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากศูนย์ข้อมูลยินดีจ่ายในราคาที่ผู้ให้บริการเสนอมา ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสำหรับภาคครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย"


คนเดินเท้าเดินผ่านศูนย์ข้อมูลขนาด 3 ชั้น กำลังการผลิต 49.5 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 ในเมืองเวอร์นอน รัฐแคลิฟอร์เนีย (ภาพโดย Mario Tama/Getty Images)


เธอยังชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าราคาไฟฟ้าสำหรับภาคครัวเรือนในปี 2025 ปรับตัวสูงขึ้นด้วยอัตราที่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยของปีก่อนหน้าถึงสองเท่า

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงาน (Bureau of Labor Statistics) ยังระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ราคาไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วยิ่งกว่าปี 2025 เสียอีก

"ฉันคิดว่านี่เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นว่า ความต้องการไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูล AI กำลังผลักดันให้ค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนสูงขึ้น" เธอกล่าว

ข้อมูล CPI ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า แม้ราคาไฟฟ้าจะปรับตัวลดลง 1% ในเดือนมิถุนายนอย่างผิดคาด แต่ก็ยังคงเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อโดยรวม และปรับตัวสูงขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ชิปหน่วยความจำ (Memory chips)

อย่างไรก็ตาม ความต้องการของศูนย์ข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น การขยายตัวอย่างมหาศาลยังส่งผลให้ความต้องการชิปหน่วยความจำพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสร้างผลกำไรอย่างงดงามให้กับผู้ผลิต Sriram กล่าว

"ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฝั่งความต้องการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ฝั่งอุปทานของชิปหน่วยความจำเหล่านี้ซึ่งมีข้อจำกัดอย่างมาก" เธอกล่าว

เธอกล่าวว่า เม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามายังชิ้นส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับ AI ส่งผลให้ซัพพลายเออร์ด้านหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลต้องจัดลำดับความสำคัญของกำลังการผลิตเวเฟอร์ (wafer) ไปยังผลิตภัณฑ์หน่วยความจำที่มีแบนด์วิดท์สูงและความเร็วสูง (ซึ่งสร้างผลกำไรได้มาก) ตามความต้องการของศูนย์ข้อมูล

"สิ่งนี้ส่งผลให้กำลังการผลิตชิปหน่วยความจำที่เดิมควรใช้สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ถูกเบี่ยงเบนไปผลิตชิปหน่วยความจำสมรรถนะสูงแบบเฉพาะเจาะจงที่ศูนย์ข้อมูลต้องการแทน" เธอกล่าว



แรงกดดันด้านราคาของชิ้นส่วนเหล่านี้และชิ้นส่วนอื่นๆ ปรากฏให้เห็นชัดเจนที่สุดในระดับผู้ผลิต โดยกราฟดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สำหรับอุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ มีลักษณะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วคล้ายกับรูปไม้ฮอกกี้

ข้อมูลดัชนีราคาผู้ผลิตระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน ราคาขายส่งในหมวดดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2025 ที่ราคาเคยปรับตัวลดลง 0.8% แบบปีต่อปี

“เหตุผลที่เรื่องนี้มีความสำคัญต่อผู้บริโภคปลายทางก็คือ ท้ายที่สุดแล้วแล็ปท็อป คอมพิวเตอร์ iPhone และ iPad ของเราล้วนมีชิปหน่วยความจำฝังอยู่ในฮาร์ดแวร์ ซึ่งชิปเหล่านี้มีราคาแพงขึ้นมาก” เธอกล่าว

ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว Apple ได้ปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ยอดนิยมบางรายการประมาณ 20% โดยบริษัทระบุในแถลงการณ์ว่า ศูนย์ข้อมูล (data centers) สำหรับ AI ทำให้เกิดความต้องการหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ “พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก”

Sony ได้ปรับขึ้นราคาเครื่องเล่นเกมคอนโซล PlayStation ไปเมื่อต้นปีนี้ และเมื่อเดือนที่แล้ว Microsoft ก็ได้ปรับขึ้นราคาเครื่องเล่นเกม Xbox ประมาณ 25% ด้วยเหตุผลในทำนองเดียวกัน

“อุตสาหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคโดยรวมกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนชิ้นส่วนประกอบ แต่ผลกระทบนั้นรุนแรงเป็นพิเศษสำหรับเครื่องเล่นเกมคอนโซล” Microsoft ระบุในแถลงการณ์

โดยปกติแล้ว คอมพิวเตอร์และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องถือเป็นกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มราคาลดลง (deflationary) ในดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ผู้บริโภคได้รับความคุ้มค่ามากขึ้น (ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์ราคา 1,500 ดอลลาร์ในปี 2025 มักจะมีประสิทธิภาพสูงกว่ารุ่นราคา 1,500 ดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา ดังนั้น สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ หรือ BLS จึงถือว่ากรณีนี้เป็นการลดลงของราคา)


อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก BLS แสดงให้เห็นว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 คอมพิวเตอร์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกลับมีราคาปรับตัวสูงขึ้น (เงินเฟ้อ)

“เรากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของแรงกดดันด้านราคาสำหรับผู้บริโภค รวมถึงผลกระทบต่อเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ราคาการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และความต้องการที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI” Gregory Daco หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ EY-Parthenon กล่าว

การเพิ่มฟีเจอร์ AI เข้าไปในแอปพลิเคชันทางธุรกิจยังส่งผลต่อราคาซอฟต์แวร์อีกด้วย ตัวอย่างเช่น Microsoft ได้ปรับขึ้นราคา Office 365 สำหรับบุคคลทั่วไปถึง 43% ในเดือนกุมภาพันธ์ (และ 30% สำหรับแพ็กเกจครอบครัว) หลังจากที่ตรึงราคาเดิมมานานนับทศวรรษ โดยฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาคือ Copilot ซึ่งเป็นเครื่องมือ AI ตัวใหม่ของ Microsoft

ต้นทุนการก่อสร้างและค่าจ้างแรงงาน

ศูนย์ข้อมูลยังส่งผลกระทบต่ออุปทานของวัสดุก่อสร้างหลักอื่นๆ เช่น ทองแดงและสายไฟ รวมถึงกำลังคนหรือแรงงานอีกด้วย "หากคุณกำลังมองหาข้อมูลที่ชี้ชัด (เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ที่มีต่อเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อ) แม้จะเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน คุณควรพิจารณาว่าค่าจ้างในภาคการก่อสร้างมีการปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าค่าจ้างในภาคเศรษฐกิจส่วนอื่นหรือไม่" Thierry Wizman นักกลยุทธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยระดับโลกของ Macquarie Group กล่าว

"เพราะหากมีการกดดันให้ค่าจ้างสูงขึ้นอันเนื่องมาจากความต้องการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับ AI เราย่อมเห็นผลสะท้อนผ่านตัวเลขค่าจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าจ้างของแรงงานที่ปฏิบัติงานในโครงการเหล่านี้" เขากล่าวเสริม

เขาระบุว่า จนถึงขณะนี้ ข้อมูลค่าจ้างในระดับประเทศที่มีอยู่แสดงให้เห็นถึง "ความแตกต่างอย่างชัดเจน" ระหว่างภาคการก่อสร้างกับภาพรวมของเศรษฐกิจ

เขากล่าวว่าข้อมูลในระดับภูมิภาคอาจให้ข้อมูลเชิงลึกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามค่าจ้างภาคการก่อสร้างในพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของศูนย์ข้อมูลจำนวนมาก (อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวต้องอาศัยความอดทน เนื่องจากข้อมูลเฉพาะพื้นที่เหล่านี้มักมีความล่าช้าอันเนื่องมาจากกระบวนการรวบรวมและการจัดทำแบบจำลองข้อมูล)

"ทุกวันนี้เรากำลังเผชิญปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยในประเทศ โดยผู้คนต่างมองว่าเป็นสิ่งที่เกินกำลังทรัพย์ที่จะซื้อหาได้" Wizman กล่าว "เป็นไปได้ว่าการที่ค่าจ้างในภาคการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นมากนั้น กำลังส่งผลกดดันให้ราคาบ้านขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย"


บทความแปลจาก CNN
AI is making your life more expensive. Here’s how


https://www.cnn.com/2026/07/28/economy/ai-boosting-inflation-us
7 hours ago



มีคนแชร์คลิป นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในญี่ปุ่น สติแตกเพราะเห็นชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งยืนถือภาพถ่ายของเด็กๆ ในฉนวนกาซาอยู่อย่างเงียบๆ






https://x.com/CensoredHumans/status/2082034852464058525
.....

ข่าวลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการบันทึกเหตุการณ์และเผยแพร่คลิปวิดีโออย่างกว้างขวางหลายครั้งในญี่ปุ่น (โดยเฉพาะบริเวณโตเกียวและเกียวโต) ที่นักท่องเที่ยวหรือผู้สัญจรไปมาเผชิญหน้ากับผู้ประท้วงชาวญี่ปุ่นที่ถือป้าย ธง หรือรูปภาพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปาเลสไตน์

เหตุการณ์เดือนสิงหาคม 2567: คลิปวิดีโอที่เผยแพร่กันอย่างกว้างขวางแสดงให้เห็นนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในโตเกียวเผชิญหน้ากับหญิงชาวญี่ปุ่นที่ยืนอยู่อย่างเงียบๆ พร้อมกับถือธงปาเลสไตน์ และตะโกนคำขวัญใส่เธอ

การชุมนุมประท้วงด้วยภาพ: นักเคลื่อนไหวสนับสนุนปาเลสไตน์และประชาชนชาวญี่ปุ่นในสถานที่ต่างๆ เช่น สถานีชิบูย่า ได้จัดการชุมนุมประท้วงอย่างเงียบๆ เป็นประจำ โดยแสดงภาพผู้เสียชีวิตและเด็กจากฉนวนกาซา ซึ่งนำไปสู่การโต้เถียงด้วยวาจาที่ถูกบันทึกภาพไว้เป็นครั้งคราวกับผู้สัญจรไปมาที่รู้สึกไม่พอใจ