วันเสาร์, มิถุนายน 27, 2569

ภาพ Love me, love my ass


Suchart Sawadsri
Yesterday
·
หมุดคณะราษฎร - หาย
อนุสาวรีย์ปราบกบฎ หลักสี่ - หาย
สวนสัตว์ดุสิต ( เขาดินวนา ) - เปลี่ยนสภาพ
ลานพระบรมรูปทรงม้า - เปลี่ยนสภาพ
สนามม้านางเลิ้ง - เปลี่ยนสภาพ
สนามหลวง - เปลี่ยนสภาพ
ฯลฯ
----
ชื่อภาพ Love me,love my ass .
เทคนิค หมึกดำบนกระดาษ
ขนาด 38 X 55 ซม.
ปีสร้าง พ.ศ.2542
ผู้สร้าง สุชาติ สวัสดิ์ศรี
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=4645832319026576&set=a.1385633111713196
.....

"Love me, love my ass"
อาจหมายถึง 
"Love me, love my dog"

ถือว่าเป็นการดัดแปลงสำนวนคลาสสิกที่ว่า "รักฉัน ก็ต้องรักหมาของฉันด้วย" (Love me, love my dog) ในรูปแบบที่อาจดูหยาบโลน ทะลึ่งตึงตัง หรือขี้เล่น โดยสื่อความหมายว่า หากใครต้องการยอมรับหรือคบหากับฉัน คุณจะต้องยอมรับทุกสิ่งที่เป็นตัวฉัน ไม่ว่าจะเป็นนิสัยแปลกๆ ข้อบกพร่อง ปมปัญหาในอดีต หรือแม้แต่รูปร่างหน้าตาของฉัน



นี่เป็นครั้งแรกที่ภาคประชาสังคมอาศัยกลไกระดับนานาชาติ เพื่อกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ กก-โขง-รวก-สาย



คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของยูเอ็นจี้รัฐบาลไทยประเด็นอะไรบ้าง กรณีสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก-โขง-รวก-สาย

จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
26 มิถุนายน 2026

ผ่านมากว่า 2 เดือนแล้วที่ไทย จีน เมียนมา และบริษัทเหมืองของจีนต้องส่งคำชี้แจงต่อคณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กรณีข้อกังวลเรื่องผลกระทบจากการทำเหมืองแร่หายาก (rare earth) ในเมียนมาที่ส่งผลต่อลุ่มแม่น้ำกกและอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง แต่ยังไม่ปรากฏคำชี้แจงของแต่ละฝ่ายบนเว็บไซต์สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR)

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญอิสระของสหประชาชาติ 10 คณะ ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างผู้รายงานพิเศษกับคณะทำงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน และคณะผู้นำทหารเมียนมา รวมถึงเอกชนอีกสองแห่ง ได้แก่ บริษัท เซียะเหมิน ทังสเตน คอร์ปอเรชัน (Xiamen Tungsten Corporation) และบริษัทชีเฟิง โกลด์ (Chifeng Gold) หลังจากได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับ "การละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่ร้ายแรง และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ ซึ่งเกิดจากการปนเปื้อนที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง"

จนถึงตอนนี้ มีเพียงการตอบกลับจากทางการไทย จีน และเมียนมาว่าได้รับหนังสือฉบับนี้ของคณะทำงานของสหประชาชาติแล้ว แต่ในระบบการสื่อสารของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยังไม่ปรากฏการเผยแพร่คำชี้แจงของแต่ละฝ่าย จนกระทั่งบทความชิ้นนี้เผยแพร่

อย่างไรก็ดี น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกับบีบีซีไทยว่าหน่วยงานของไทยน่าจะอยู่ระหว่างการรวบรวมคำชี้แจงต่าง ๆ ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่ดูแลปัญหานี้ เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่น ๆ แต่ย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และประเทศไทยเป็นประเทศที่กระตือรือร้นต่อปัญหานี้มากที่สุดในเวทีนานาชาติ

การส่งหนังสือไปยังรัฐบาลประเทศต่าง ๆ รวมถึงบริษัททำเหมืองสัญชาติจีน เริ่มต้นจากข้อมูลที่ทางเครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ส่งข้อร้องเรียนไปยังสหประชาชาติเมื่อกลางปี 2568 หลังพบว่าการทำงานของรัฐบาลไทยไม่คืบหน้าเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องการกดดันให้เจ้าของเหมืองในเมียนมาต้องรับผิดชอบต่อมลพิษที่บริษัทก่อขึ้นและส่งผลกระทบต่อประเทศปลายน้ำ

"เรามองว่ากลไกระหว่างประเทศแบบรัฐต่อรัฐ รัฐต้องจัดการ แต่ดูเหมือนว่าเขาก็ดูไม่ได้มีความจริงจังจริงใจเท่าไร ก็เลยมานั่งคิดกันว่ามันมีกลไกไหนบ้าง ก็คุยปรึกษากันในกลุ่มกับเครือข่ายฯ ว่าถ้าอย่างนั้นเราทำหนังสือส่งถึงยูเอ็นไหม เพราะว่ามันจะเป็นเหมือนอีกกลไกหนึ่งที่มาช่วยได้ ก็เลยส่งเรื่องร้องเรียนไป" น.ส.ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน กล่าวกับบีบีซีไทย

เธอกล่าวว่ากำลังเสนอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารพิษที่ปนเปื้อนสู่แม่น้ำสาละวินและแม่น้ำกระบุรีให้กับคณะทำงานของผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติด้วย เนื่องจากกำลังได้รับผลกระทบจากเหมืองที่อยู่ในเมียนมาด้วย

ข้อมูลที่คณะทำงานสหประชาติได้รับมีอะไรบ้าง

ในหนังสือที่คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติส่งถึงรัฐบาลไทย ระบุว่าทางคณะทำงานได้รับข้อมูลมาว่า ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2567 ชุมชนริมแม่น้ำกกในภาคเหนือของไทยเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงผิดปกติของสีและความขุ่นของน้ำ ก่อนที่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเดือน ก.ย. ปีเดียวกัน จะทำให้เกิดตะกอนและดินโคลนสะสมในหลายพื้นที่ ขณะที่ความขุ่นของน้ำยังคงปรากฏต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2568 ทั้งที่เป็นช่วงฤดูแล้ง

ผลการตรวจสอบตัวอย่างน้ำในฝั่งไทยโดยกรมควบคุมมลพิษของไทย พบสารโลหะหนักหลายชนิด ได้แก่ สารหนู ตะกั่ว ปรอท และแมงกานีส ในระดับที่เกินมาตรฐานของประเทศ ขณะที่การตรวจสอบตัวอย่างน้ำและตะกอนดินเพิ่มเติมในอีกหลายครั้งของปี 2568 ก็ยืนยันว่าเกิดการปนเปื้อนสารพิษในน้ำเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศ

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ยังมีผลการศึกษาที่ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในประเทศเมียนมานั้นส่งผลโดยตรงกับระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม วิถีชีวิต และสุขภาพของคนปลายน้ำ

ข้อมูลที่คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติได้รับมาชี้ว่ามลพิษดังกล่าวมีต้นทางจากกิจกรรมเหมืองในประเทศเมียนมา รวมถึงพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army-UWSA) ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2566 โดยเน้นการทำเหมืองแร่หายาก ไปจนถึงการทำเหมืองแร่ทองคำ

กิจกรรมเหมืองทำให้เกิดการปล่อยสารพิษลงสู่แหล่งน้ำที่ไหลข้ามพรมแดนเข้าสู่ไทย ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากทั้งในไทยและประเทศปลายน้ำอื่น ๆ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการตัดไม้ทำลายป่า ความเสื่อมโทรมของดิน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศจากกิจกรรมเหมือง ทำให้ตะกอนที่ปนเปื้อนโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำโดยตรง ขณะเดียวกันเหตุน้ำท่วมได้เร่งให้สารพิษแพร่กระจายออกไปในวงกว้างมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพประชาชน คุณภาพน้ำที่ลดลง การขาดแคลนน้ำสะอาดในหลายชุมชน รวมถึงความเสี่ยงจากการสะสมสารพิษในปลา พืช และอาหาร ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว


จากการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำกก ลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 11ระหว่างวันที่ 18 – 23 พ.ค. 2026 กรมควบคุมมลพิษพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในบางจุด ส่วนตะกอนดินในทุกจุดตรวจของแม่น้ำโขงพบว่าค่าสารหนูอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง

ข้อมูลที่ทางคณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติได้รับระบุว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ ชุมชนในแถบชนบท ชนพื้นเมือง เกษตรกรรายย่อย และกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ โดยทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ประเมินว่าปัญหามลพิษปนเปื้อนเหล่านี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 1.3 พันล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะในภาคการประมง เกษตร และท่องเที่ยว

"มีรายงานว่า เหมืองดังกล่าวดำเนินการโดยบริษัทไชนา อินเวสต์เมนต์ ไมนิง (China Investment Mining Company) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน โดยแร่หายากที่สกัดได้จะถูกขนส่งไปยังประเทศจีน เพื่อนำไปผ่านกระบวนการแปรรูป และใช้ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม"

ในรายงานที่ส่งไปยังคณะทำงานของสหประชาชาติระบุว่า บริษัทเซี่ยงไฮ้ ฉีจิน เซียวอู่ เมทัล รีซอร์สเซส (Shanghai Chijin Xiawu Metal Resources Co. Ltd.) บริษัทร่วมทุนที่ก่อตั้งขึ้นในเดือน ก.ย. 2565 เพื่อพัฒนาแหล่งแร่หายากในประเทศลาว เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทไชนา อินเวสต์เมนต์ ไมนิง ถึง 90%

เมื่อดูในโครงสร้างของบริษัทเซี่ยงไฮ้ ฉีจิน เซียวอู่ เมทัล รีซอร์สเซส ก็พบว่าเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท เซียะเหมิน ทังสเตน คอร์ปอเรชัน (Xiamen Tungsten Corporation) รัฐวิสาหกิจของจีนซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทแร่หายากรายสำคัญของประเทศจีน และบริษัทชีเฟิง โกลด์ (Chifeng Gold) ผู้ผลิตทองคำเอกชนรายใหญ่ที่สุดของจีน

ข้อมูลที่ถูกส่งให้ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติยังพูดถึงการนำเข้าแร่สำคัญจากเมียนมาเข้ามาในไทย ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดมลพิษด้วย โดยมองว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องไม่สามารถปฏิเสธความผิดรับผิดชอบได้ ทั้งในเรื่องการป้องกันและจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงสิทธิมนุษยชน

คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติยังได้รับข้อมูลว่า ทางการไทยได้ดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อตอบสนองต่อปัญหามลพิษดังกล่าว โดยเฉพาะการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องผ่านสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ รวมถึงการออกคำเตือนแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ในเชิงความร่วมมือระหว่างประเทศ ทางการไทยได้หารือกับฝ่ายเมียนมาเมื่อเดือน ส.ค. 2568 และตกลงจัดตั้งคณะทำงานด้านเทคนิคร่วมเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำกก แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด แผนปฏิบัติการ หรือกรอบเวลาที่ชัดเจนต่อสาธารณะ ขณะที่ความพยายามประสานงานกับจีนยังไม่ได้นำไปสู่มาตรการควบคุมเหมืองต้นทางที่มีผลบังคับใช้

ในด้านการบริหารจัดการภายในประเทศ ผู้บริหารระดับสูงของไทยได้ลงพื้นที่ภาคเหนือ และเสนอแนวทางแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะกลาง เช่น การจัดหาน้ำบาดาลฉุกเฉิน การหาแหล่งน้ำดิบทางเลือก และการเพิ่มจุดตรวจคุณภาพน้ำ รวมถึงการเสนอสร้างฝายดักตะกอนเพื่อกรองมลพิษก่อนเข้าสู่แหล่งน้ำของประชาชน แต่มาตรการดังกล่าวเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชนและนักวิชาการ ในประเด็นขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ และยังไม่มีความชัดเจนว่าฝายดักตะกอนจะช่วยจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษได้

"การตอบสนองของประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่ที่มาตรการปลายน้ำ เช่น การออกคำเตือนเกี่ยวกับคุณภาพน้ำและการเฝ้าระวัง โดยยังไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อแหล่งกำเนิดของปัญหา" ข้อมูลที่ทางผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติได้รับมา ระบุ



อย่างไรก็ตาม คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาติ กล่าวด้วยว่า "โดยไม่ได้มีเจตนาจะตัดสินล่วงหน้าเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อกล่าวหา และจากข้อมูลที่ได้รับ เรามีความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบเชิงลบจากการสกัดแร่หายากในประเทศเมียนมา ซึ่งขาดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอ" ดังนั้นภายใต้อำนาจหน้าที่ที่ได้รับจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติในการแสวงหาความกระจ่างในทุกกรณีที่ได้รับแจ้งให้ทราบ ทางคณะทำงานจึงขอให้รัฐบาลไทยชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องมลพิษข้ามพรมแดน รวมถึงมาตรการคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพ น้ำ อาหาร และสิ่งแวดล้อมของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งรายละเอียดการประเมินผลกระทบและแผนฟื้นฟูระยะยาว

นอกจากนี้ ทางคณะทำงานยังขอข้อมูลเกี่ยวกับแผนดำเนินงานของคณะอนุกรรมการด้านคุณภาพน้ำ ความร่วมมือกับเมียนมา โดยเฉพาะบทบาทของคณะทำงานร่วม รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศกับจีนเพื่อควบคุมเหมืองที่ต้นทาง รวมถึงเรียกร้องให้ไทยชี้แจงมาตรการกำกับดูแลภาคธุรกิจและการนำเข้าแร่ การบังคับใช้หลักตรวจสอบสิทธิมนุษยชนของบริษัท ตลอดจนแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

พร้อมกันนี้ ยังแจ้งให้ไทยอธิบายว่ามีการเปิดให้ชุมชนโดยเฉพาะชนพื้นเมือง เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างมีความหมาย และสอดคล้องกับหลักการยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และโดยได้รับข้อมูลครบถ้วนหรือไม่

บีบีซีไทยพบว่าหนังสือฉบับอื่น ๆ ที่ส่งไปยังรัฐบาลจีน รัฐบาลทหารเมียนมา และบริษัทเอกชนจีนทั้งสองแห่งนั้นมีข้อคำถามคล้ายคลึงกัน แต่อาจมีแตกต่างกันบ้างในประเด็นปลีกย่อยที่ทางคณะทำงานต้องการข้อมูลเฉพาะเจาะจงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

รัฐถูกมองว่า "เพิกเฉย" แม้โฆษกรัฐบาลบอกว่า "ไม่ได้นิ่งนอนใจ"

น.ส.ส.รัตนมณี สมาชิกเครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน เชื่อมั่นว่าหนังสือจากคณะทำงานของสหประชาชาติกำลังส่งผลต่อรัฐบาลประเทศต่าง ๆ แล้ว

เธอชี้ให้เห็นว่าเมื่อเครือข่ายภาคประชาสังคมใน จ.เชียงราย จัดงานเดินธรรมยาตราปกป้อง 6 สายน้ำ ได้แก่ แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ระหว่างวันที่ 31 พ.ค. ถึง 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก็มีปฏิกิริยาจากโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำเทศไทยถึง 2 ครั้งด้วยกัน

ครั้งแรกทางโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำเทศไทยโพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า "ฝ่ายจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อปัญหามลพิษจากโลหะหนักในลำน้ำสาขาแม่น้ำโขงที่อยู่ในเขตพื้นที่ของไทย และได้รับทราบรายงานผลการตรวจวัดที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งมีผลการตรวจชี้ว่าคุณภาพน้ำในลำน้ำดังกล่าวโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย จีนให้การสนับสนุนโดยตลอดที่ไทยและเมียนมาเสริมสร้างการสื่อสารและประสานงาน ดำเนินการตรวจสอบด้วยท่าทีที่เป็นกลางตามหลักวิทยาศาสตร์ และมีความรับผิดชอบ และแก้ไขปัญหาด้วยการปรึกษาหารืออย่างฉันมิตร ฝ่ายจีนยินดีที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงในด้านทรัพยากรน้ำและการคุ้มครองระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม โดยกลไกความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง เพื่อร่วมกันรักษาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมและคุณภาพน้ำในลุ่มแม่น้ำโขง"


กิจกรรมเดินธรรมยาตราปกป้อง 6 สายน้ำ ได้แก่ แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี จัดขึ้นที่ จ.เชียงราย เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา

หลังกิจกรรมเดินธรรมยาตราของภาคประชาสังคมจบลง โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยยังออกมาชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 8 มิ.ย. ว่า "ฝ่ายจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเหตุการณ์การปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงในประเทศไทย และได้เห็นว่ามีรายงานผลการตรวจสอบของรัฐบาลไทยและหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ฝ่ายจีนสนับสนุนให้ไทยและเมียนมาเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงาน ดำเนินการสอบสวนด้านวิทยาศาสตร์และมีความรับผิดชอบ และแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาอย่างเป็นมิตร"

นอกจากนี้โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำเทศไทยยังกล่าวด้วยว่า ฝ่ายจีนได้กำหนดให้บริษัทจีนที่อยู่ในต่างประเทศปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้น และดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายและกฎระเบียบโดยตลอด พร้อมยินดีที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศต่าง ๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อร่วมกันปกป้องสิ่งแวดล้อมระบบนิเวศและคุณภาพน้ำในลุ่มแม่น้ำโขง

จากการตอบสนองของสถานเอกอัครราชทูตจีนในไทยทั้งสองครั้งนี้ น.ส. ส.รัตนมณี จากเครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน แสดงความเห็นว่า "คิดว่าอันนี้เป็นผลต่อเนื่องจากการที่เขา [จีน] ได้รับจดหมาย [จากยูเอ็น] ไม่อย่างนั้นเขาจะมา take action [ออกมาแสดงความเห็น] ในสิ่งที่คนในประเทศเราทำเพื่ออะไร"

น.ส.ส.รัตนมณี กล่าวต่อด้วยว่า เนื่องด้วยทั้งไทย จีน และเมียนมา ต่างเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามในเวทีนานาชาติว่าแก้ไขปัญหาเหล่านี้แล้วหรือไม่ และท้ายที่สุดแล้วหากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลไทย จีน และเมียนมา อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากประเทศสมาชิกอื่น ๆ ที่ให้ความสนใจกับประเด็นปัญหามลพิษข้ามแดนและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งผลร้ายแรงที่สุดอาจนำไปสู่การถูกบอยคอต (boycott) ในกรณีที่ถูกมองว่ารัฐบาลเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและปัญหาสิ่งแวดล้อมก็เป็นได้

ที่ผ่านมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน และแต่งตั้งคณะทำงาน 3 ชุด ภายใต้อนุกรรมการฯ ดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก สาย โขง และสาละวินโดยด่วน โดยที่ผ่านมามีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ไปเพียงหนึ่งครั้งเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว

"ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้มีการส่งทีมไปพูดคุยกับเมียนมาแล้วแต่ยังไม่ตกผลึก" นายสุชาติชี้แจงต่อกระทู้ถามสดของนางมลธิชา ไชยบาล สส.เชียงราย พรรคกล้าธรรม เมื่อวันที่ 7 พ.ค. เมื่อถูกถามถึงการแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามแดนในแม่น้ำที่เกิดจากเหมืองในเมียนมา

อย่างไรก็ตาม น.ส.ส.รัตนมณี มองว่า "รัฐไทย ignore (เพิกเฉย)" ต่อปัญหาสารพิษข้ามแดนทางสายน้ำที่กำลังเกิดขึ้น

เธอให้ความเห็นว่าท่าทีของรัฐยังไม่ยอมรับว่าสารพิษเหล่านี้ได้เข้าสู่ระบบนิเวศ ดิน อาหาร และห่วงโซ่อาหารแล้ว โดยมักอ้างว่าค่าสารพิษยังไม่เกินค่ามาตรฐาน ทั้งที่เรื่องนี้ถือเป็นเหตุฉุกเฉินร้ายแรงซึ่งรัฐควรตอบสนองต่อปัญหานี้เร็วกว่านี้ ดีกว่านี้ และทันท่วงทีกว่านี้

เธอสะท้อนว่าคณะอนุกรรมการฯ ที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมตั้งขึ้นยังทำงานด้วยความเชื่องช้าและไม่มีประสิทธิภาพ และเมื่อพิจารณาผู้ที่นั่งอยู่ในอนุกรรมการฯ ก็ประกอบด้วยข้าราชการที่มานั่งโดยตำแหน่งเสียส่วนใหญ่ และไม่มีภาคประชาชน นักวิชาการ หรือประชาชนเข้าไปอยู่ในคณะอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าว ทำให้ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ และยังไม่มีแผนระดับชาติที่เอื้อให้เกิดคณะทำงานที่มีอำนาจรัฐเต็มรูปแบบและคล่องตัวพอที่จะออกไปเจรจากับรัฐบาลประเทศอื่น ๆ เพื่อปกป้องสิทธิและสุขภาพของประชาชนไทยที่อยู่ปลายน้ำและได้รับผลกระทบจากเหมือง

"ชุมชนอยากเห็นนายกฯ ลงพื้นที่" น.ส.ส.รัตนมณี กล่าว "ให้อนุทินไปประชุม ครม.สัญจรที่นั่นแล้วประกาศแผนระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาได้แล้ว ทำให้ชาวบ้านสบายใจหน่อยว่ารัฐบาลพร้อมปะ ฉะ ดะ กับรัฐบาลประเทศอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาจริง"

ทั้งนี้ เธอเน้นย้ำว่าแผนระดับชาติจะต้องประกอบด้วยกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ ภาคประชาชน และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้แผนดังกล่าวมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอย่างครอบคลุม

"เชื่อว่าหนังสือของยูเอ็นฉบับนี้จะช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานรัฐต้องหันมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เท่าทันมากขึ้น และที่สำคัญรัฐไทยต้องยอมรับได้แล้วว่ามลพิษมันมีอยู่จริงและมันเกิดขึ้นแล้ว" น.ส. ส.รัตนมณี กล่าวกับบีบีซีไทย

ขณะเดียวกันนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. เพื่อติดตามความคืบหน้าการเจรจาระหว่างประเทศ พบว่าไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งจากทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงการต่างประเทศ

"ไม่มีแม้กระทั่งแผนในการเจรจาหรือการเตรียมการ โดยคณะทำงานภายใต้กรรมการที่ทางรองนายกรัฐมนตรีทรงศักดิ์ [ทองศรี] เป็นประธาน ในส่วนของคณะทำงานเจรจาระหว่างประเทศ 'ยังไม่เคยประชุม'" นายภัทรพงษ์ กล่าว และบอกว่าด้านคณะทำงานติดตามสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพในพื้นที่แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็น 1 ใน 3 คณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินก็เพิ่งมีการประชุมครั้งแรกไปเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา

"แล้วเราจะเอาอะไรไปแก้ที่ต้นตอครับ รัฐบาลไม่ขยับอะไรเลยแบบนี้" สส.จากพรรคประชาชน กล่าว

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โต้แย้งข้อครหาว่ารัฐบาลนิ่งนอนใจต่อปัญหานี้ว่า "ไม่เป็นความจริง" และไทยไม่เคยพลาดโอกาสหยิบยกประเด็นปัญหานี้ขึ้นมาหารือไม่ว่าบนเวทีใดก็ตาม

"เป็นไปได้ไม่ได้เลยค่ะที่รัฐบาลจะนิ่งนอนใจ เราทำงานอยู่แต่ว่ามันไม่ได้ง่าย มันยังไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังของหลาย ๆ ฝ่าย มันเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ปัญหาของสารพิษมันไม่ได้เริ่มต้นจากประเทศไทยใช่ไหมคะ มันเป็น transboundary (ข้ามพรมแดน) ไปแล้ว ถ้าจะแก้ปัญหาจริง ๆ ก็ต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง ต้องใช้เรื่องของการทูตเข้าไป"

เธอกล่าวต่อว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นต้นทางของสารพิษก็มีปัญหาภายในของตนเอง ไม่สามารถสั่งการไปทุก ๆ รัฐของตนเองได้ หากเป็นผู้ที่ติดตามสถานการณ์การเมืองโลกก็ย่อมเข้าใจจุดนี้ดี



ทั้งนี้ หนังสือของคณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติที่ส่งถึงรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน รัฐบาลเมียนมา และบริษัทเอกชนจีนอีก 2 แห่ง มีผู้ลงนามทั้งหมด 10 คนจาก 10 คณะด้วยกัน ประกอบด้วยรายชื่อของผู้รายงานพิเศษของสหประชาติด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, คณะทำงานว่าด้วยประเด็นสิทธิมนุษยชนกับบรรษัทข้ามชาติและธุรกิจอื่น, ผู้รายงานพิเศษของสหประชาติด้านสิทธิในการพัฒนา ผู้รายงานพิเศษของสหประชาติด้านสิทธิมนุษยชนต่อสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน, ผู้รายงานพิเศษของสหประชาติด้านสิทธิในอาหาร, ผู้รายงานพิเศษของสหประชาติด้านสิทธิของชนพื้นเมือง, ผู้รายงานพิเศษของสหประชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา, คณะทำงานว่าด้วยสิทธิของชาวนาและผู้ทำงานในชนบท, ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติด้านผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนจากการจัดการและกำจัดสารอันตราย และของเสียอย่างเหมาะสม และผู้รายงานพิเศษด้านของสหประชาติด้านสิทธิมนุษยชนในการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดและสุขาภิบาล ซึ่งทั้งหมดตั้งขึ้นตามมติของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติ

https://www.bbc.com/thai/articles/c8r205d31xmo



สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ การย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีไปขังรวมนักโทษเด็ดขาดที่เรือนจำกลางบางขวาง เป็นการละเมิดสิทธิผู้ต้องขังและไม่ได้สัดส่วนกับอัตราโทษ แนะเร่งแก้ไขย้ายกลับ


สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

Yesterday
·
กสม. ชี้กรณีการย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีไปขังรวมนักโทษเด็ดขาดที่เรือนจำกลางบางขวาง เป็นการละเมิดสิทธิผู้ต้องขังและไม่ได้สัดส่วนกับอัตราโทษ แนะเร่งแก้ไขย้ายกลับ

.
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 เพจเฟซบุ๊กของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยแพร่กรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองไปยังเรือนจำกลางบางขวาง โดยเรียกผู้ต้องขัง 3 คน ไปพูดคุยเจรจา กลุ่มผู้ต้องขังปฏิเสธและนั่งคล้องแขนกัน เจ้าหน้าที่จึงล็อคคอ แขน และขา แล้วอุ้มตัวออกไป ทำให้ผู้ต้องขังรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บ โดยหนึ่งในผู้ต้องขังที่ถูกย้ายเป็นบุคคลหลากหลายทางเพศและมีอาการป่วย ซึ่งภายหลังที่ถูกย้ายก็ถูกผู้ต้องขังด้วยกันคุกคามทางเพศด้วย ผู้ร้องเห็นว่า การย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองไปยังเรือนจำกลางบางขวางซึ่งเป็นเรือนจำสำหรับผู้ต้องโทษประหารชีวิต เป็นการกลั่นแกล้งและกดดันผู้ต้องขังให้ได้รับความทุกข์ทรมาน จึงขอให้ตรวจสอบ
.
กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง หรือข้อกำหนดแมนเดลลา วางหลักการสอดคล้องกันว่า ผู้ต้องขังที่คดียังไม่ถึงที่สุดย่อมได้รับความคุ้มครองตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และต้องได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากผู้ต้องขังเด็ดขาด ดังนั้น การดำเนินการใด ๆ ของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีจะต้องสอดคล้องกับหลักการดังกล่าวด้วย
.
ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบปรากฏว่า กรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกร้อง มีนโยบายให้ย้ายผู้ต้องขังเพื่อแยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด โดยดำเนินการทั่วประเทศ และเริ่มดำเนินการที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก กรมราชทัณฑ์กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีที่ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หมายถึง ผู้ต้องขังระหว่างการสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวน และผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ส่วนผู้ต้องขังที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และผู้ต้องขังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แม้อยู่ระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา ให้ถือว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องย้ายออกไปยังเรือนจำหรือทัณฑสถานอื่น ๆ
.
ส่วนเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครให้ใช้คุมขังผู้ต้องขังคดีทั่วไปที่มีอัตราโทษไม่เกิน 15 ปี ทั้งที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น และระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา ส่วนผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ – ฎีกา แต่มีอัตราโทษเกิน 15 ปี ซึ่งเกินอำนาจการควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จะขออำนาจศาลย้ายผู้ต้องขังกลุ่มนี้ไปเรือนจำกลางคลองเปรมที่อยู่ใกล้เคียงเป็นลำดับแรก หากเกินความจุของเรือนจำกลางคลองเปรมแล้วจึงจะพิจารณาย้ายไปเรือนจำแห่งอื่นแทน
.
กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การตีความของกรมราชทัณฑ์ตามแนวนโยบายใหม่ที่ให้ถือว่าผู้ต้องขังระหว่างการอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ถือเป็น “ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี” ทำให้ผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวจำนวนหนึ่งถูกนำไปควบคุมในเรือนจำเดียวกับนักโทษเด็ดขาดในคดีอุกฉกรรจ์ที่มีโทษสูง โดยที่การย้ายผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกาตามคำร้องนี้ไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวางรวมกับนักโทษเด็ดขาด ทำให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิประโยชน์บางประการน้อยลงจากที่เคยได้รับเมื่อครั้งถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เช่น การได้รับการเยี่ยม จึงเป็นการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้ต้องขังที่คดีชั้นฎีกาถึงที่สุดแล้ว อันไม่ได้สัดส่วนกับอัตราโทษ และไม่สอดคล้องกับหลักการสันนิษฐานบุคคลว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ที่รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศให้ความคุ้มครองไว้ การดำเนินนโยบายย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไปเรือนจำกลางบางขวางของกรมราชทัณฑ์ตามคำร้องนี้จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์ได้ทบทวนแนวนโยบายดังกล่าวและเริ่มแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดยจะเร่งย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีที่ถูกย้ายไปเรือนจำกลางบางขวางกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต่อไป
.
สำหรับประเด็นร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครที่ทำให้ผู้ต้องขังที่รอการย้ายออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้รับบาดเจ็บนั้น เห็นว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยไม่ได้ใช้อาวุธหรือเจตนาใช้กำลังประทุษร้ายให้ได้รับอันตรายแก่กายต่อผู้ต้องขัง จึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้ต้องขังไปตามสมควรแก่กรณี และหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้จัดให้ผู้ต้องขังได้รับการตรวจร่างกายและรักษาตามสมควรด้วยแล้ว จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนประเด็นร้องเรียนว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศผู้ต้องขังหลากหลายทางเพศรายหนึ่งที่ถูกย้ายไปยังเรือนจำกลางบางขวาง ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่สามารถรับฟังได้แน่ชัดว่าผู้ต้องขังรายดังกล่าวถูกล่วงละเมิดทางเพศ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นนี้เช่นกัน
.
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกร้อง ให้เร่งย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีที่มีกำหนดโทษไม่เกิน 15 ปีจากเรือนจำกลางบางขวางกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครโดยเร็ว ตามแนวทางที่ได้ทบทวนแล้ว และให้นำข้อมูลตามรายงานฉบับนี้ใช้ประกอบการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีในเรือนจำและทัณฑสถานอื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลเป็นผู้บริสุทธิ์ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กติกา ICCPR และข้อกำหนดแมนเดลลาให้การรับรองและคุ้มครองไว้
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1359760176344374&set=a.238819018438501

🛑 26 มิถุนายนของทุกปี สหประชาชาติกำหนดให้เป็น #วันต่อต้านการทรมานสากล เกือบ 5 ปี ของ “อรรถสิทธิ์” ผู้ยังเรียกร้องความเป็นธรรมจากกรณีถูกตำรวจซ้อม “I’m a Victim of Torture by Thai Police” คือข้อความที่ อรรถสิทธิ์ นุสสะ เขียนบนป้ายกระดาษ และนำไปยืนถือที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2565


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
11 hours ago
·
#วันต่อต้านการทรมานสากล: เกือบ 5 ปี ของ “อรรถสิทธิ์” ผู้ยังเรียกร้องความเป็นธรรมจากกรณีถูกตำรวจซ้อม
.
.
“I’m a Victim of Torture by Thai Police” คือข้อความที่ อรรถสิทธิ์ นุสสะ เขียนบนป้ายกระดาษ และนำไปยืนถือที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2565
.
อรรถสิทธิ์ เป็นหนึ่งใน “เหยื่อ” ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐทำการซ้อมทรมาน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล กรณีของเขาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2564 ซึ่งอรรถสิทธิ์ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมที่หน้า สน.ดินแดง ที่มีนักกิจกรรมนัดจุดเทียนไว้อาลัยและทวงถามความยุติธรรมให้แก่ วาฤทธิ์ สมน้อย เยาวชนอายุ 15 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิต โดยระหว่างที่เข้าร่วมกิจกรรม อรรถสิทธิ์ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดินแดง เข้าจับกุมและควบคุมตัวเข้าไปในสถานี และถูกซ้อมทรมานในคืนนั้น จนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณดวงตาและร่างกาย
.
เขาเล่าหลังเหตุการณ์ว่า ทางตำรวจพยายามให้บอกข้อมูลของคนที่ยิง คฝ. ในการชุมนุมก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2564 รวมทั้งกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้จุดไฟใส่ศาลพระภูมิของสถานีตำรวจในวันทำกิจกรรมดังกล่าว ทั้งที่เขายืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง ทางตำรวจได้ใช้กำลังทำร้าย เตะ ต่อย เอาหัวกระแทกเก้าอี้ไม้ และใช้กระบองกระแทกที่ซี่โครงด้านขวา เพื่อให้บอกข้อมูลและให้บอกรหัสเข้าถึงมือถือส่วนตัว โดยมีการบีบคอเมื่อเขาบอกรหัสเข้ามือถือผิด ยังเข้าถึงอุปกรณ์ไม่ได้ และข่มขู่จะฆ่าอีกด้วย การซ้อมและข่มขู่นี้ดำเนินอยู่กว่าชั่วโมงในพื้นที่ของห้องสืบสวน
.
“ผมไม่ได้มาประท้วงเลย แค่มาไว้อาลัยให้กับน้อง ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องใช้กำลังกับผม” อรรถสิทธิ์เคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาไท
.
ในวันดังกล่าว ยังมี “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ที่เปิดเผยข้อมูลว่าถูกตำรวจซ้อมหลังจับกุมตัวเช่นกัน ต่อมาทั้งสองคนถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 (มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ) จากการร่วมกิจกรรมที่หน้า สน.ดินแดง
.
หลังจากนั้นทั้งสองคนได้รับการประกันตัว โดยคดีนี้ก็ยังค้างอยู่ในชั้นสอบสวนจนถึงปัจจุบัน กล่าวเฉพาะอรรถสิทธิ์ เขาเองถูกดำเนินคดีนี้เพียงคดีเดียว ไม่ได้มีคดีจากการชุมนุมอื่น ๆ แต่อย่างใด
.
.
ปัจจุบันในวัย 39 ปี อรรถสิทธิ์ยังทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เขาย้อนเล่าว่าในช่วงปี 2563-65 ตัวเองเข้าร่วมเป็นผู้ชุมนุมทางการเมือง เนื่องจากเห็นผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการทำรัฐประหารก่อนหน้านั้น โดยในส่วนงานของเขาได้รับผลกระทบในเรื่องการเลื่อนตำแหน่งงาน และการชะลอของงานที่เข้ามา ทำให้เริ่มสนใจเข้าร่วมชุมนุมที่มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์ลาออกไป และเข้าร่วมชุมนุมตามโอกาส ไม่ได้สังกัดกลุ่มเคลื่อนไหวใด โดยในช่วงชุมนุมเข้มข้นยังได้เข้าร่วมเป็นการ์ดอาสาด้วย
.
เกือบ 5 ปี ที่ผ่านมา อรรถสิทธิ์ ร่วมกับทีมทนายความจาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม Cross Cultural Foundation (CrCF) ได้พยายามเรียกร้องความเป็นธรรมจากการถูกซ้อมทรมานไปยังช่องทางต่าง ๆ ตั้งแต่การแจ้งความร้องทุกข์ในคคีอาญาไว้ที่ สน.ดินแดง ตั้งแต่หนึ่งวันหลังเกิดเหตุแล้ว โดยจนถึงปัจจุบันเรื่องก็ยังไม่มีความคืบหน้า
.
นอกจากนั้น ยังร้องเรียนไปที่ คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร, คณะอนุกรรมการคัดกรองกรณีถูกกระทำทรมาน และถูกบังคับให้หายสาบสูญ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยในส่วนของคณะอนุกรรมการคัดกรองฯ ได้ยุติการสอบสวน โดยมีความเห็นว่ายังไม่ใช่การกระทำทรมาน ตามคำนิยามของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี เนื่องจากมิใช่การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพ และนายอรรถสิทธิ์ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงถึงสาหัส จึงเห็นควรยุติเรื่อง
.
รวมทั้ง เขายังได้ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย กว่า 3.3 ล้านบาท ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2567 เห็นว่าโจทก์ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าบาดแผลเกิดจากการถูกทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่จริง อรรถสิทธิ์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา และคดียังอยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์
.
ขณะเดียวกัน เมื่อกลางปี 2567 ทางผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่น ๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และผู้รายงานพิเศษเรื่องเสรีภาพในการชุมนุมและรวมกลุ่มโดยสงบ ยังได้ร่วมกันส่งหนังสือถึงรัฐบาลไทย แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับกรณีรายงานความรุนแรงในกรณีของอรรถสิทธิ์ และขอให้ทางรัฐบาลไทยชี้แจงถึงกรณีนี้
.
ปัญหาที่อรรถสิทธิ์พบ คดีนี้เกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 จะมีผลบังคับใช้ (วันที่ 22 ก.พ. 2566) ทำให้ผู้เสียหายต้องไปแจ้งความในพื้นที่เกิดเหตุเท่านั้น และเมื่อคู่กรณีคือเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ จึงอาจกระทบต่อทำสำนวนคดีและการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบัน ที่ผู้เสียหายสามารถแจ้งกับหน่วยงานได้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นอัยการ ฝ่ายปกครอง และตำรวจในทุกท้องที่ รวมทั้งกฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับกุมและควบคุมตัวบุคคล รวมทั้งบันทึกข้อมูลการควบคุมตัวอย่างละเอียด
.
รวมถึงปัญหาการเข้าถึงพยานหลักฐาน ที่เพียงพอจะยืนยันถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ อาทิกล้องวงจรปิดที่อยู่ภายในสถานีตำรวจ ที่อาจมีภาพยืนยันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา
.
.
อรรถสิทธิ์เล่าว่าสิ่งที่เขาเจอ จากการพยายามร้องเรียนต่าง ๆ นี้ คือพบว่ากระบวนการในระบบราชการเต็มไปด้วยความล่าช้า เต็มไปด้วยการรอคอย และหลายกรณีก็ไม่รู้ว่าไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ไม่รู้ความคืบหน้าใด ๆ รวมทั้งการวินิจฉัยออกมาที่ทำให้เกิดความรู้สึก “อิหยังว่ะ”
.
เขาบอกด้วยว่า หลังเขาออกสื่อมากเข้า หัวหน้าที่ทำงานก็พยายามเตือนให้ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองอีก หรือไปแสดงออกเยอะ แต่เขาก็ยังยืนยันออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป
.
“ผมพยายามลุยไปเต็มที่ ทำอะไรได้ก็ทำ ใช้ช่องทางต่าง ๆ ขยับไป เราไม่ค่อยกลัวแล้ว” อรรถสิทธิ์บอกถึงความรู้สึก
.
อรรถสิทธิ์ให้ความเห็นว่า แม้ปัจจุบันจะมีกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและการอุ้มหายฯ แล้ว แต่เขาเห็นว่ามาตรการเชิงป้องกันก็ดูยังต่ำเกินไป ยังมีความเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่รัฐจะดำเนินการซ้อมทรมานไม่ว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวจะเป็นใคร รวมถึงพื้นที่ต่าง ๆ ของตำรวจ-ทหารที่อาจทำให้เกิดกรณีที่กระทำต่อเจ้าหน้าที่ด้วยกันเองได้ด้วย นอกจากนั้นการชดเชยเยียวยาผู้ถูกกระทำก็เป็นไปอย่างล่าช้าและมีข้อจำกัดมาก
.
แม้เวลาจะเนิ่นยาวออกไป กับการตามหาความยุติธรรม แต่อรรถสิทธิ์ก็ยังรอคอย เขาบอกว่าถ้าไม่มีช่องทางให้ไปอีกแล้ว คงจะกลับมาคิดอีกทีว่าจะทำอะไรต่อได้
.
“ผ่านไปหลายปี ผมก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม อยากให้มีการลงโทษผู้กระทำผิด อยากให้ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้มันดีขึ้น ไม่ควรมีใครโดนแบบนี้อีก” อรรถสิทธิ์กล่าวย้ำเตือน
.
-----------------------------------------
.
26 มิถุนายนของทุกปี สหประชาชาติกำหนดให้เป็น #วันต่อต้านการทรมานสากล เนื่องจากเป็นวันครบรอบการมีผลบังคับใช้ของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ซึ่งไทยเองก็ได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้ ตั้งแต่ปี 2550 และแม้จะมีการออก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ทำให้มีกฎหมายรองรับปัญหาเรื่องการซ้อมทรมานและบังคับสูญหายที่ชัดเจนขึ้น แต่หลายภาคส่วนยังสะท้อนถึงปัญหาช่องโหว่ของกฎหมาย และการเรียกร้องความเป็นธรรมในหลายกรณีก็ยังคงดำเนินต่อไป
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/84137


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1424631186174014&set=a.656922399611567




ประมวลภาพกิจกรรม | 3,196 รายชื่อ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้เสียหายจากการใช้กำลังของรัฐ


Amnesty International Thailand

June 24
·
ยังจำกันได้ไหม? ในปี 2565 มีผู้ชุมนุมถูกยิงด้วยกระสุนยางที่ดวงตาข้างขวา ในระหว่างการสลายการชุมนุม จนสูญเสียการมองเห็นถาวร
.
คนคนนั้นคือ “พายุ บุญโสภณ” และจนถึงตอนนี้ เขายังไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ จากเจ้าหน้าที่รัฐหรือทางการไทย
.
“เราหวังว่าเรื่องราวของตัวเอง จะเป็นเรื่องราวสุดท้ายเกี่ยวกับการใช้สิทธิเสรีภาพแล้วถูกละเมิดสิทธิ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมที่เกิดในประเทศ เราไม่อยากให้เกิดเคสแบบนี้เกิดขึ้น เรื่องแบบนี้ควรจะหยุดได้แล้ว”
.
พายุ บุญโสภณ คือนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกยิงด้วยกระสุนยางในระยะประชิดจนสูญเสียการมองเห็นถาวร แอมเนสตี้ ประเทศไทย จึงได้เรียกร้องเรียกร้องไปยังให้มีการสอบสวนที่อิสระ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างครบถ้วนตามหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
.
โดยในครั้งนี้เราจะเข้ายื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนมาตราการ การเยียวยาตามกลไกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ในกรณีของพายุ และส่งมอบรายชื่อผู้สนับสนุนข้อเรียกร้องจากแคมเปญ Write for Rights 2568 จำนวน 3,196 รายชื่อ
.
มาแสดงพลังจากปลายปากกา ยืนหยัดเคียงข้างพายุ บุญโสภณ ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายนนี้ ที่กระทรวงยุติธรรม เวลา 10.00 น.!
.
แล้วพบกัน!
https://www.facebook.com/photo?fbid=1454154716750272&set=a.479820490850371.....








https://www.facebook.com/AmnestyThailand/posts/1455602753272135

Amnesty International Thailand
added 30 new photos.
14 hours ago
·
ประมวลภาพกิจกรรม | 3,196 รายชื่อ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้เสียหายจากการใช้กำลังของรัฐ
.
เนื่องในวันต่อต้านการทรมานสากล (26 มิถุนายน) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย พร้อมด้วย พายุ บุญโสภณ ผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐในการสลายการชุมนุมราษฎรหยุด APEC 2022 ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ และเครือข่ายภาคประชาสังคม ได้เดินทางไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่น 3,196 รายชื่อ จากประชาชนที่ร่วมลงชื่อผ่านแคมเปญ Write for Rights เรียกร้องให้รัฐเร่งดำเนินการเยียวยา ฟื้นฟู และชดใช้เยียวยาแก่ผู้เสียหายอย่างครบถ้วน เหมาะสม และมีความหมาย
.
การยื่นรายชื่อในครั้งนี้เป็นการยืนยันว่า การเยียวยาผู้เสียหายจากการใช้กำลังของรัฐไม่ควรถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายหรือกระบวนการ แต่ควรตั้งอยู่บนหลักการสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความรับผิดชอบของรัฐต่อความเสียหายที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
.
เบื้องหลัง 3,196 รายชื่อ คือประชาชน 3,196 คนที่ร่วมกันส่งเสียงว่า ผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนควรได้รับความเป็นธรรม และรัฐต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การเยียวยาในกรณีของพายุจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคลหนึ่งคน แต่เป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
.
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ร่วมลงชื่อผ่านแคมเปญ Write for Rights และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้เสียงของผู้เสียหายได้รับการรับฟัง
.
เพราะทุกการลงชื่อ คือพลังที่ช่วยยืนยันว่า "การเยียวยาไม่ใช่ความเมตตา แต่เป็นสิทธิที่ผู้เสียหายพึงได้รับ และเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น"
.
อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/4evQelW

https://www.amnesty.or.th/news/2026/06/amnesty-thailand-submitted-3196-signatures-urging-the-government-to-expedite-compensation/




เปิดตัวรายงาน "ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง" จัดโดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Legal Aid Center คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Legal Aid Center คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเปิดตัวรายงาน “ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง”
.
รายงานฉบับนี้ จัดทำโดย รศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยทำการศึกษาปรากฏการณ์ “การแจ้งความหรือฟ้องคดีอาญาทางไกล” ผ่านการใช้ข้อมูลคดีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเก็บรวบรวมสถานการณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา โดยสำรวจประเด็นทางกฎหมาย ผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
.
.
ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/84147
.
.
รายงานได้วิเคราะห์ทางกฎหมาย พบว่า บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นปัญหานี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมทั้งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการโอนคดีและการรวมคดี พ.ศ. 2565 ซึ่งว่าด้วยเขตอำนาจศาลและการสอบสวน และการโอนหรือการรวมคดีอาญา ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความสะดวก คล่องตัว และประสิทธิภาพของรัฐในการดำเนินคดีอาญา มากกว่าการคำนึงถึง หรือวางสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมของผู้ต้องหาหรือจำเลย กลไกคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาจึงปรากฏในลักษณะของ “การเยียวยาภายหลัง” ผ่านดุลพินิจของศาลหรือเจ้าหน้าที่ มากกว่าการป้องกันมิให้เกิดภาระเกินสมควรตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ
.
เมื่อพิจารณาผ่านกรอบมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 และ Nelson Mandela Rules หรือ มาตรฐานขั้นต่ำในการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขังของสหประชาชาติ พบว่าการจัดวางกระบวนการที่ดึงผู้ถูกกล่าวหาออกจากภูมิลำเนา เครือข่ายการสนับสนุนทางสังคม และการเข้าถึงทนายความ อาจกระทบต่อแก่นของสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (fair trial) หลักความเสมอภาคของคู่ความ (equality of arms) และสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ (effective participation) แม้การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ขัดต่อกฎหมายภายในประเทศโดยตรงก็ตาม
.
ข้อสรุปของรายงานฉบับนี้ พบว่าปัญหาการแจ้งความหรือฟ้องคดีทางไกลในประเทศไทย เป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นการใช้กฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมในเชิงอำนาจ และอย่างเป็นยุทธศาสตร์ มากกว่าการแสวงหาความจริงอย่างเป็นธรรม หรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้ถูกกล่าวหาที่ควรได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่ใช่ผู้กระทำผิดตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาจากศาล ซึ่งหากปล่อยให้โครงสร้างดังกล่าวดำรงอยู่ต่อไปโดยปราศจากการแก้ไข ย่อมบั่นทอนหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว
.
รายงานเสนอให้มีการปรับปรุงทั้งในระดับกฎหมาย แนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ และบทบาทของศาล โดยมุ่งควบคุมการเลือกพื้นที่ดำเนินคดีอาญาตั้งแต่ต้น ยกระดับหลักสิทธิมนุษยชนให้เป็นเกณฑ์บังคับใช้ในการพิจารณาเขตอำนาจ และสร้างกลไกป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยสามารถรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของรัฐกับศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลได้อย่างแท้จริง

https://www.facebook.com/photo?fbid=1424555586181574&set=a.656922399611567


.....
https://www.facebook.com/watch/?v=1019221510483620



ความเป็นจริงในสังคมยุคนี้ วัฒนธรรม "ทัวร์ลง "แพ้ไม่ได้ และ ไม่ฟังกัน" วัฒนธรรมแบบนี้ จะอธิบายอย่างไรดี ?


Vanchai Tantivitayapitak 
Yesterday
·
ผู้คนในสังคมทุกวันนี้ เวลามีประเด็นขัดแย้งทางความคิดเห็นที่ต่างกัน
เริ่มต้นสนทนา ต่างฝ่ายมักจะไม่อดทนรับฟังความเห็นหรือข้อมูลของอีกฝ่าย ที่ตัวเองอาจจะไม่รู้มาก่อน
แต่มักจะเริ่มต้นอย่างมั่นใจว่าฝ่ายเรามีข้อมูลถูกต้องแล้ว
อีกฝ่ายผิด หรือไม่เข้าใจ
คุยไปสักพักหนึ่ง ก็เริ่มมีอารมณ์ เริ่มใช้คำพูดที่เหยียดอีกฝ่าย
จนเริ่มทะเลาะกันรุนแรง สาดอารมณ์เข้าหากัน ปิดป้าย ตั้งฉายา กล่าวหากันสารพัดแทนที่จะพูดกันด้วยเหตุผล จากอารมณ์และอีโก้ของแต่ละฝ่าย ที่แพ้ไม่ได้
สุดท้ายก็ยากที่จะเข้าใจกัน สร้างดาวกันคนละดวง ไปตลอด
.....

ถาม AI ว่า จะเรียกสถานการณ์หรือวัฒนธรรมแบบนี้ ว่าอะไร ? และจะอธิบายอย่างไร ?

สิ่งที่คุณอธิบายมาสะท้อนความเป็นจริงในสังคมยุคนี้ได้อย่างเจ็บปวดและแม่นยำมากครับ มันคือปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่ในบริบทของสังคมไทย สถานการณ์และวัฒนธรรมแบบนี้มีคำศัพท์ที่ใช้อธิบายเฉพาะเจาะจงอยู่หลายคำ ขึ้นอยู่กับว่าจะมองผ่านมุมมองไหนครับ

ในประเทศไทย เรามักจะเรียกสถานการณ์หรือวัฒนธรรมแบบนี้ว่า:

1. วัฒนธรรม "ทัวร์ลง" และ "ความขัดแย้งเชิงขั้ว" (Polarization)

ถ้าเป็นภาษาในโลกออนไลน์และชีวิตประจำวัน เรามักเรียกผลลัพธ์ของมันว่า "ทัวร์ลง" หรือ "สาดโคลน" แต่ถ้ามองในเชิงโครงสร้างสังคมและจิตวิทยา สิ่งนี้เรียกว่า "ความขัดแย้งเลือกข้างแบบสุดขั้ว" (Political/Social Polarization) และวัฒนธรรม "ดราม่า" ที่เน้นเอาชนะมากกว่าเอาความจริง
อธิบายปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

หากจะแยกย่อยพฤติกรรม "ฟังไม่จบ -> มั่นใจว่าตัวเองถูก -> เริ่มเหยียด -> สาดอารมณ์" สามารถอธิบายผ่าน 3 แกนหลัก ดังนี้ครับ:

1. ปรากฏการณ์ "ห้องเสียงสะท้อน" (Echo Chamber) และ อัลกอริทึม

ก่อนที่คนสองฝ่ายจะมาคุยกัน พวกเขาถูกฟีด (Feed) ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียที่เลือกมาให้แล้วว่า "ตรงใจเขา" เป็นร้อยเป็นพันครั้ง อัลกอริทึมทำให้คนเรารู้สึกว่า ไซส์ของความจริงที่ฉันเห็นมันใหญ่โตเหลือเกิน ใครๆ ก็คิดแบบฉัน > ผลลัพธ์: ทำให้เกิดความมั่นใจแบบผิดๆ (Overconfidence) ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มคุย พอเจอคนเห็นต่างปุ๊บ สมองจะตัดสินทันทีว่าอีกฝ่ายคือ "คนส่วนน้อยที่โง่เขลา" หรือ "โดนล้างสมอง" โดยไม่เปิดใจรับข้อมูลใหม่

2. การเปลี่ยนประเด็นจาก "ความคิดเห็น" ให้กลายเป็น "อัตลักษณ์" (Identity)

ในสังคมไทย ความเห็นต่างมักจะถูกผูกเข้ากับ "คุณค่าความดีงาม" หรือ "ความฉลาด" ของบุคคลอย่างรวดเร็ว พอเราเอา Ego (อีโก้) ไปผูกกับความคิดเห็น การที่อีกฝ่ายมาบอกว่าเราคิดผิด สมองของเราจะไม่ได้รับรู้แค่ว่า "อ๋อ ข้อมูลเราผิด" แต่สมองจะแปลความหมายว่า "แกกำลังด่าว่าฉันโง่/ฉันเป็นคนไม่ดี" * เมื่อรู้สึกถูกคุกคามในระดับศักดิ์ศรี สัญชาตญาณการเอาตัวรอด (Fight or Flight) จะทำงานทันที

เหตุผลจะถูกปิดสวิตช์ แล้วเปลี่ยนเป็นการใช้ อารมณ์และคำเหยียด เพื่อปกป้องอีโก้ของตัวเอง

3. วัฒนธรรมการ "แปะป้าย" (Labeling) เพื่อลดทอนคุณค่า

เมื่อเข้าสู่เฟสที่เถียงด้วยเหตุผลไม่ได้ หรือไม่อยากเสียเวลาฟัง สังคมไทยจะถนัดสิ่งเรียกว่า "การแปะป้าย/ตั้งฉายา" (เช่น สลิ่ม, สามกีบ, ชังชาติ, ไดโนเสาร์, โลกสวย, เฟมทวิต ฯลฯ)

ทำไมต้องแปะป้าย? เพราะมันเป็นวิธีที่สั้นและง่ายที่สุดในการ "ลดทอนความเป็นมนุษย์และความน่าเชื่อถือ" ของอีกฝ่าย พอเราแปะป้ายว่าอีกฝ่ายเป็น... (สิ่งที่เราเกลียด) ปุ๊บ เราจะรู้สึกทันทีว่าเราไม่จำเป็นต้องฟังสิ่งที่ "สิ่งนั้น" พูดอีกต่อไป และสร้างความชอบธรรมให้เราสามารถสาดอารมณ์หรือเหยียดหยามได้อย่างไม่รู้สึกผิด

สรุป: มันคือวัฒนธรรม "แพ้ไม่ได้ และ ไม่ฟังกัน"

ในทางจิตวิทยาสังคม สิ่งนี้เรียกว่า "Tribalism" (ลัทธิเผ่าพันธุ์/พวกมากลากไป) คือการมองโลกแบบ "พวกเรา vs พวกมัน" ถ้าไม่ใช่พวกเรา แปลว่าเป็นศัตรู และศัตรูต้องถูกทำลายไม่ใช่ถูกทำความเข้าใจ

น่าเสียดายที่วัฒนธรรมแบบนี้ทำให้สังคมไทยสูญเสีย "พื้นที่ปลอดภัยในการสนทนา" (Safe Space for Dialogue) ไปอย่างสิ้นเชิง และเปลี่ยนทุกพื้นที่ให้กลายเป็น "สนามรบทางอารมณ์" ที่สุดท้ายแล้ว...ไม่มีใครชนะ และไม่มีใครได้ความรู้ใหม่เลยครับ



อิสระแบบใหนกันจ๊ะ ที่แม๊ รวมกลุ่มกันเป็นก้อน จ้างบิลบอดมาเพื่อให้คนกรุงเทพ ไปเลือกผู้ว่าอิสระ คู่กับ กลุ่มตน ที่เดิมทีหลายคนมาจากเพื่อไทย ปชป อดีตเด็กลุงตู่



Suramet Noyubon
12 hours ago
·
อิสระแบบรวมกลุ่มกันได้แล้ว อิสระไปจ้างบิลบอดมาเพื่อให้คนกรุงเทพ ไปเลือกสก.อิสระ ที่เดิมทีหลายคนมาจากเพื่อไทย ปชป นำโดยอดีตเด็กลุงตู่ และตอนนี้อิสระจากความรับผิดชอบใดๆต่อพรรคต้นสังกัดเดิมทั้งปวง ด้วยนโยบายเดียวที่พวกเค้ามีในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ พยายามเข้าไปถ่ายรูปคู่ชัชชาติให้ได้มากที่สุด 55555555555555

https://www.facebook.com/photo/?fbid=28543612661894332&set=a.103747836307528

...

Suramet Noyubon 
10 hours ago
·
คือในมุมการเมือง ชัชชาติ อิสระ คือถือแบรนดิ้งของตัวเอง ทำดีคนจดจำ ทำไม่ดีคนก็จดจำ แต่สก.ที่บอกว่าอิสระในนามกลุ่มเนี่ย ถ้าเกิดเข้าไปทำเห้ นี่คือไม่มีพันธะทางการเมืองใดๆเลยนะครับ
เลยค่อนค้างงงมากที่คนคิดว่า สก.อิสระอะดี (ไม่อยู่ใต้พันธะพรรคการเมือง) ผมกลับคิดว่าไอ้พรรคที่กล้าส่งในนามพรรคเนีาย มันแบกภาระแบรนดิ้งความน่าเชื่อถือของพรรคต้นสังกัดไปแบกด้วย
มันคนละมุมกับการกาผู้ว่าที่ชื่อ ชัชชาติ เลยนะครับ เลยค่อนข้างงงกับคนที่มองว่า สก.อิสระเป็นเรื่องดี ยังไงแชร์กันได้ครับ ผมอยากเข้าใจอีกมุม เพราะพยายามตีลังกาคิดมาเป็นเดือนแล้วว่า สก.ที่บอกว่าตัวเองอิสระมันดียังไง ในการเข้าไปทำงานในสภากทม.
....


.....

อิสระแบบมีเจ้าของ


.....

"อิสระ" ในบริบทการเมืองไทย (โดยเฉพาะสมรภูมิกรุงเทพฯ) เห็นภาพ ชัดเจน และเจ็บแสบมากครับ

ถ้าจะให้นิยาม "อิสระ" ในลักษณะที่คุณว่ามา มันคือ "อิสระแบบยุทธวิธี (Tactical Independence)" หรืออาจจะเรียกว่า "อิสระเพื่อความอยู่รอด" ซึ่งมีลักษณะเด่นๆ อยู่ 3 ข้อหลักๆ คือ:

1. อิสระจาก "แบรนด์เดิม" แต่ไม่เสื่อมคลาย "คอนเนกชั่น"

การสลัดเสื้อพรรคเดิม ไม่ว่าจะมาจากเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ หรือสายพลังประชารัฐ (เด็กลุงตู่) ในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์เปลี่ยนเฉียบพลัน แต่เป็นเพราะ "ยี่ห้อพรรคเดิมมันเริ่มกลายเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายมากกว่ากำไร" การเป็น สก. จำเป็นต้องพึ่งพาฐานเสียงในพื้นที่และกลไกหัวคะแนนเดิม (ที่ยังรวมกลุ่มกันได้) แต่เปลี่ยนป้ายหน้าร้านให้เป็น "อิสระ" เพื่อไม่ให้กระแสความขัดแย้งระดับชาติของพรรคต้นสังกัดเดิมมาฉุดคะแนนในระดับท้องถิ่น

2. อิสระจาก "ความรับผิดชอบ" (Accountability)

นี่คือจุดที่ย้อนแย้งที่สุด เพราะในขณะที่พรรคการเมืองต้องรับผิดชอบต่อมติพรรค แถลงการณ์ หรือนโยบายภาพรวม การประกาศตัวเป็น "ผู้สมัครอิสระ" ทำให้พวกเขามีเกราะกำบังพิเศษ:

เมื่อทำดี = ผลงานของผม/ดิฉัน ในฐานะคนพื้นที่
เมื่อเกิดปัญหา = พรรคเดิมไม่ได้เกี่ยวแล้ว ตอนนี้ทำงานอิสระเพื่อประชาชน

มันคือการตัดวงจรความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Accountability) ออกจากโครงสร้างพรรคใหญ่ แล้วเปลี่ยนไปอิงกับตัวบุคคลแทน

3. นโยบาย "โฟโต้ออพ" (Photo-Op Strategy) เกาะกระแสแลนด์สไลด์

ในช่วงที่กระแส "ชัชชาติฟีเวอร์" มาแรงแซงทุกโพล การโหนกระแสที่ฉลาดที่สุดของ สก. กลุ่มนี้คือการเปลี่ยนนโยบายจากการขายวิสัยทัศน์ มาเป็น "นโยบายพร้อมทำงานร่วมกับผู้ว่าฯ ชัชชาติ" ภาพถ่ายคู่ ภาพการเดินตามหลัง หรือการเข้าไปอยู่ในเฟรมเดียวกันในไลฟ์สด จึงกลายเป็น "ใบเบิกทาง" และเครื่องมือสื่อสารทางการตลาด (Marketing Tool) ที่ทรงพลังที่สุดบนป้ายบิลบอร์ด เพื่อส่งสัญญาณบอกคนกรุงเทพฯ ว่า "เลือกผมเข้าไปเถอะ ผมไม่ขัดขาผู้ว่าฯ ที่คุณรักแน่นอน"

สรุปแล้ว "อิสระ" ในความหมายนี้จึงไม่ใช่ความอิสระในเชิงอุดมการณ์บริสุทธิ์ แต่เป็น "เทคนิคทางการเมืองเพื่อปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้สิทธิ์เลือกตั้ง" ที่พร้อมจะเลือกผู้ว่าฯ จากฝั่งหนึ่ง แต่ก็พร้อมจะเลือก สก. ในพื้นที่ที่คุ้นเคยอีกฝั่งหนึ่ง ตราบใดที่ สก. คนนั้นยอมปลดป้ายพรรคเดิมออกแล้วหันมา "เซตซีโร่" ถ่ายรูปคู่กับผู้ว่าฯ คนใหม่นั่นเองครับ


ไอติมเปิดข้อมูลชุดนี้หนักมาก ไม่ใช่แค่ข่าวลือเรื่องฮั้ว สว. แบบลอย ๆ แต่มีทั้งเส้นทางการเดินทาง การซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัครหลายคน การรวมตัวก่อนวันเลือก คำบอกเล่าพยาน และคลิปเสียงที่พูดถึงคะแนนจัดตั้ง เรื่องนี้ กกต. กับ DSI ต้องตอบให้ชัด กระบวนการเลือก สว. ทั้งระบบยังน่าเชื่อถืออีกไหม ?







https://x.com/trendforMFP/status/2070458550057660773

🧡
ท่าน PG46 ตัวจริง
🧡

@trendforMFP

ไอติมเปิดข้อมูลชุดนี้หนักมาก

ไม่ใช่แค่ข่าวลือเรื่องฮั้ว สว. แบบลอย ๆ
แต่มีทั้งเส้นทางการเดินทาง
การซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผู้สมัครหลายคน
การรวมตัวก่อนวันเลือก
คำบอกเล่าพยาน
และคลิปเสียงที่พูดถึงคะแนนจัดตั้ง ค่าใช้จ่าย เบี้ยเลี้ยง ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม รวมถึงตำแหน่งผู้ช่วย ถ้าข้อเท็จจริงเหล่านี้พิสูจน์ได้จริง
คำถามไม่ใช่แค่ว่าใครได้เป็น สว.
แต่คือกระบวนการเลือก สว. ทั้งระบบยังน่าเชื่อถือแค่ไหน
เรื่องนี้ กกต. กับ DSI ต้องตอบให้ชัด

เพราะตำแหน่ง สว. ไม่ควรถูกสงสัยว่ามาจากโพย เงิน และดีลหลังฉาก





พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu
·
[ เปิดหลักฐานเพิ่มคดี ฮั้ว สว. จากนครพนม : คลิปสนทนาระหว่างผู้สมัคร สว. ที่บ่งชี้ว่ามีขบวนการจัดตั้งทั่วประเทศ ที่มีทั้งการจ่ายเงิน 6 หลัก - การจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมให้ - การสัญญาเรื่องผู้ช่วย ]
.
“คนเรา ไม่เอาพ่อไม่เอาแม่เนี่ย เยอะ แต่คนที่ไม่เอาเงินเนี่ย ผมยังไม่เคยเห็นนะ”
.
ประโยคนี้เป็นประโยคหนึ่งจากคลิปเสียงระหว่างผู้สมัคร สว. (ที่ในที่ได้สุดได้รับเลือก) กับ ผู้สมัครในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งมีรายละเอียดที่บ่งชี้ว่าขบวนการฮั้ว สว. ที่ถูกพึงถึงในคลิปนั้น:
.
1. มีการจัดตั้งกันทั่วประเทศ (จึงสามารถสัญญา 40 คะแนนในรอบแรกได้)
2. มีการนำเสนอผลประโยชน์ในรูปแบบของเงิน (เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยงให้เป็นเลข 6 หลัก)
3. มีการจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมก่อนวันเลือก สว. ให้
4. มีการสัญญาเรื่องตำแหน่งผู้ช่วยแถม
5. มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง
.
รายละเอียดในคลิปดังกล่าว สอดคล้องกับหลายหลักฐานจากจังหวัดนครพนม ที่ผมได้รวบรวมและแถลงข่าวไปเมื่อเช้าในโอกาสครบรอบ 2 ปีการเลือก สว. ระดับประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าหลักฐานในคดีดังกล่าวมีความชัดเจนและหนักแน่นเพียงพอ ที่ กกต. ควรเดินหน้าส่งคำร้องไปที่ศาลสำหรับทั้ง 229+ คน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26
.
แม้ในเวลานี้ เราจะไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดทั้งหมดในสำนวนของคดีได้ แต่สิ่งที่เราสามารถนำมาวิเคราะห์และนำเสนอได้คือหลักฐานที่เราสามารถรวบรวมได้เอง (เช่น ข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ข้อมูลจากบุคคลที่ไปให้ข้อมูลกับหน่วยงาน ข้อมูลจากผู้ที่พร้อมส่งหลักฐานเพิ่มเติมมาให้เรารวบรวมและตรวจสอบ) ซึ่งจะช่วยบ่งบอกได้ว่าหลักฐานที่ กกต. และดีเอสไอมีอยู่ชัดเจนและหนักแน่นแค่ไหน
.
วันนี้ ผมได้เริ่มต้นจากหลักฐานจาก จ.นครพนม ซึ่งมีหลักฐานประกอบด้วย:
.
1. คลิปของคุณ ศุภชัย โพธิ์สุ (อดีต สส. และ รองประธานสภา พรรคภูมิใจไทย) ที่มีการกล่าวว่า สว. 3 คนของ จ.นครพนม เป็น “สว.สีน้ำเงิน” อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถตั้งคำถามต่อได้ว่าศุภชัยอาจมีบทบาทมากกว่าการเป็นเพียงผู้ให้กำลังใจตามที่อ้างหรือไม่ [คลิปสั้นใน comment / คลิปเต็มที่เปิดต่อสาธารณะอยู่แล้วก่อนหน้านี้: https://www.youtube.com/watch?v=IF8OzlgjLIY&t=762s]
.
2. พยานในเหตุการณ์ในวันที่ 24-25 มิถุนายน 2567 (1-2 วันก่อนการเลือก สว. ระดับประเทศ) ที่มีกลุ่มผู้สมัคร สว. (รวมถึงผู้สมัคร สว. จากนครพนม) รวมตัวกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา - โดยพยาน (ซึ่งเป็นผู้สมัครรายหนึ่งที่ไปร่วมการประชุมด้วย) ระบุว่า:
- มีบุคคลสำคัญในห้องประชุมดังกล่าว ซึ่งประกอบไปด้วยคุณ ศุภชัย / ผู้สมัคร 3 คน (ที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว. จากนครพนม) / ‘อาจารย์ ป.’ (ซึ่งมีส่วนร่วมในการทำโพย)
- มีการให้ผู้สมัครจัดทำโพยข้างหลังเอกสาร สว.3
- มีผู้สมัครบางคนที่เกิดอาการไม่พอใจ เพราะไม่เห็นเลขผู้สมัครตัวเองปรากฏอยู่ในโพย
- มีความพยายามของ ผู้สมัคร สว. คนหนึ่ง (ที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว.) ในการบอกให้ผู้สมัครคนอื่นไม่ต้องกังวล เพราะหมายเลขแต่ละคนจะมีผู้สมัครจากจังหวัดอื่นมาเลือก & มีการสัญญาว่าถ้าใครไม่มีแต้มให้มาเอาเงินสดกับตัวเองหลักแสนบาท
- มีความพยายามของคุณศุภชัย ในการเจรจาไกล่เกลี่ยและเสนอเรื่องการเวียนกันเป็นผู้ช่วย (โดยระบุว่าจะให้คนที่ได้เป็น สว. เซ็นใบลาออกไว้ล่วงหน้า)
(แม้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำบอกเล่าของพยาน แต่ผมเชื่อว่าว่า กกต. และ DSI พิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะโรงแรมแห่งนี้มีกล้องวงจรปิดพอสมควร ที่น่าจะบ่งบอกได้ว่าในวันดังกล่าวมีบุคคลใดไปร่วมประชุมกันบ้าง)
.
3. หลักฐานการซื้อตั๋วเครื่องบินในวันที่ 21 มิถุนายน 2567 โดยมีข้อมูลว่าผู้สมัครคนหนึ่ง (ที่ในที่สุดได้รับเลือกให้เป็น สว.) ได้มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับผู้สมัครอีก 7 คน เดินทางมาที่ กทม. ร่วมกันก่อนวันเลือกระดับประเทศ (ซึ่งผมเชื่อว่าว่า กกต. และ DSI พิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้ไม่ยาก โดยตรวจว่าไฟลท์บินในวันดังกล่าวมีบุคคลชื่อเหล่านี้อยู่หรือไม่ จองผ่านใคร การจ่ายเงินเป็นอย่างไร)
.
4. พยานในเหตุการณ์ในวันที่ 20 มิถุนายน 2567 ที่กลุ่มผู้สมัครดังกล่าวได้มีการรวมตัวหารือกันที่โรงงานแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม เพื่อวางแผน
.
5. คลิปเสียงสนทนาระหว่างผู้สมัคร สว. (ที่ในที่ได้สุดได้รับเลือก) กับ ผู้สมัครในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับขบวนการฮั้ว สว. [ตามคลิป 4 นาทีในโพสต์]
.
นี่คือหลักฐานที่เกิดขึ้นในหนึ่งจังหวัด - คำถามที่ผมอยากชวนคิด คือถ้าผมและทีมสามารถเข้าถึงข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นได้ระดับนี้, หน่วยงานอย่าง กกต. และ DSI ในคณะไต่สวน ก็ย่อมต้องเข้าถึงหลักฐานที่ชัดเจนและหนักแน่นกว่านี้ได้แน่นอน
.
หลักฐานทั้งหมดวันนี้จึงตอกย้ำว่าหาก กกต. จะทำงานอย่างตรงไปตรงมา ก็ควรส่งเรื่องดังกล่าวไปที่ศาลตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26
.
หลังจากวันนี้ หากเรามีการรวบรวมหลักฐานที่เพียงพอจากเหตุการณ์ในจังหวัดไหนได้อีก ทางผมและพรรคประชาชนจะมานำเสนออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมร่วมกันตรวจสอบการทำงานของ กกต. เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ในห้วงเวลาสำคัญนี้


https://x.com/paritw92/status/2070406199510769763




The New York Times รายงานว่า สำนักพระราชวังเปิดเผยข้อมูลการเสียภาษีรายได้ครั้งแรกของสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 ไปแล้วกว่า 39.6 ล้านเหรียญ เพื่อแสดงความโปร่งใสมากขึ้น ในสมัย สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเป็นกษัตริย์ ก็ทรงเสียภาษีรายได้ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด


Pipob Udomittipong
8 hours ago
·
The New York Times รายงานว่า สำนักพระราชวังเปิดเผยข้อมูลการเสียภาษีรายได้ครั้งแรกของสมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งทรงจ่ายภาษีไปแล้วกว่า 39.6 ล้านเหรียญ การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้เป็นการแสดงความโปร่งใสมากขึ้น หลังเกิดเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์

กษัตริย์ชาร์ลส์เปิดเผยรายละเอียดภาษีเงินได้ส่วนพระองค์เมื่อวันพฤหัสบดี นับเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกที่ทำเช่นนี้ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากประชาชนให้ราชวงศ์มีความโปร่งใสมากขึ้น

นับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงจ่ายภาษีไปแล้วประมาณ 39.5 ล้านเหรียญ สำนักพระราชวังยังเปิดเผยว่าทั้งกษัตริย์และพระราชินีจะไม่ประทับในพระราชวังบักกิงแฮม หลังจากการ renovate ครั้งใหญ่ที่ใช้งบจากภาษีของประชาชนมากถึง 370 ล้านปอนด์ และจะแล้วเสร็จในปีหน้า

ทางการอ้างว่า การตัดสินใจไม่ประทับในวังบักกิงแฮมต่อไปทั้งที่เป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของราชวงศ์มาอย่างยาวนาน เป็นเพราะต้องการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงสถานที่สำคัญแห่งนี้ได้มากขึ้น โดยจะมีการย้ายที่ประทับส่วนพระองค์ออกจากวัง เพื่อให้มีพื้นที่มากขึ้น และเปิดให้ประชาชนเข้าชม ช่วยเพิ่มรายได้และส่งเสริมการเข้าถึงสถานที่สำคัญแห่งนี้

เรียกว่าคืนทรัพย์สินของชาติให้กับประชาชน สาธุ!

ความจริงกษัตริย์ชาร์ลส์ สมัยเป็นมกุฎราชกุมารเคยเปิดเผยรายละเอียดภาษีที่พระองค์ทรงจ่ายมาแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เปิดเผยข้อมูลภาษีในฐานะที่เป็นกษัตริย์

กลุ่มผู้ต่อต้านสถาบันกษัตริย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติ และประชาชน ได้เรียกร้องให้ราชวงศ์เปิดเผยข้อมูลทางการเงินให้โปร่งใสมากขึ้นมานานแล้ว แรงกดดันดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่เกิดเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับแอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ พระอนุชาของพระเจ้าชาร์ลส์ และความสัมพันธ์ของเขากับเจฟฟรีย์ เอปสตีน อาชญากรทางเพศที่ตายคาคุกไปแล้ว

กรณีที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกที่ทรงเสียภาษีรายได้ (แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด) ตั้งแต่ปี 1992 The New York Times เคยรายงานข่าวว่า การตัดสินใจครั้งนั้นเป็น “การประชาสัมพันธ์ที่ถูกจังหวะเวลาอย่างดี เพื่อลดความไม่พอใจที่คุกรุ่นเกี่ยวกับความมั่งคั่ง และวิถีชีวิตของราชวงศ์ในหมู่ประชาชนชาวอังกฤษที่เหนื่อยหน่ายกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย”

เพราะฉะนั้นไม่มีกษัตริย์ประเทศไหนจะยอมจ่ายภาษี หรือเปิดเผยข้อมูลการเสียภาษีชองตนเองหรอก ถ้าไม่มีแรงกดดันจากสังคม ถ้าสื่อหรือนักการเมืองไม่สามารถตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ได้ อย่าไปคิดว่ามันเกิดจากความสมัครใจสิ
https://www.nytimes.com/.../king-charles-taxes-uk.html

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164317724296649&set=a.10150096728651649




เหตุใดพรรคการเมืองฝ่ายขวาใหม่ในละตินอเมริกา ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งมาหมาดๆ จะประสบปัญหาในการบริหารประเทศในท้ายสุด



สรุปทบวิเคราะห์จาก Foreign Policy
Why Latin America’s New Right Will Struggle to Govern
In Colombia and elsewhere, winning was the easy part.
By Christopher Sabatini

https://foreignpolicy.com/2026/06/25/latin-america-new-right-colombia/
.....

เหตุใดฝ่ายขวาใหม่ในละตินอเมริกาจะประสบปัญหาในการบริหารประเทศ
ในโคลอมเบียและที่อื่นๆ การชนะการเลือกตั้งเป็นเรื่องง่าย
โดย คริสโตเฟอร์ ซาบาตินี

ในการวิเคราะห์ของเขา คริสโตเฟอร์ ซาบาตินี (ผู้อำนวยการโครงการละตินอเมริกาแห่งแชทแฮมเฮาส์) โต้แย้งว่า ในขณะที่ "ฝ่ายขวาใหม่" ของละตินอเมริกาประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากความโกรธแค้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อชนะการเลือกตั้ง การเปลี่ยนผ่านจากการหาเสียงไปสู่การบริหารประเทศจะเป็นเรื่องยากลำบาก ในประเทศต่างๆ เช่น โคลอมเบีย อาร์เจนตินา และชิลี บุคคลฝ่ายขวาและประชานิยมประสบความสำเร็จในการอาศัยกระแสต่อต้านรัฐบาลที่ได้รับแรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา การทุจริต และอาชญากรรมรุนแรงที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ซาบาตินีชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างและทางการเมืองหลายประการที่ทำให้ "การชนะการเลือกตั้งเป็นเรื่องง่าย"

เหตุผลหลักที่ทำให้พรรคการเมืองฝ่ายขวาใหม่ในละตินอเมริกาจะประสบปัญหาในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพนั้น มาจากสี่ประเด็นหลัก ได้แก่:

1. การแตกแยกอย่างรุนแรงในสภานิติบัญญัติ

แตกต่างจากพรรคการเมืองฝ่ายขวาแบบดั้งเดิมในอดีต พรรคการเมืองฝ่ายขวาใหม่มักประกอบด้วยบุคคลภายนอกทางการเมือง ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์อย่างเคร่งครัด หรือกลุ่มพันธมิตรที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูง มากกว่าที่จะเป็นกลไกพรรคการเมืองที่มีรากฐานมั่นคง

ความเป็นจริง: ผู้นำเหล่านี้หลายคนขาดเสียงข้างมากในรัฐสภาของประเทศตน

ความยากลำบาก: ในการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษี การปรับปรุงความมั่นคง หรือมาตรการรัดเข็มขัด พวกเขาต้องเจรจากับกลุ่มสายกลางและฝ่ายซ้ายที่ฝังรากลึกอยู่ตลอดเวลา หากปราศจากการเจรจาในระดับสถาบัน พวกเขามีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะชะงักงันทางนโยบาย

2. อันตรายจากการพึ่งพาความมั่นคงแบบ "บุเกเล" มากเกินไป

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วละตินอเมริกาต่างต้องการทางออกสำหรับอาชญากรรมข้ามชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้นำฝ่ายขวาใหม่หลายคนสัญญาว่าจะใช้รูปแบบความมั่นคงที่เข้มงวดแบบเดียวกับประธานาธิบดีนายิบ บุเกเล แห่งเอลซัลวาดอร์

ความเป็นจริง: เอลซัลวาดอร์เป็นรัฐขนาดเล็กที่มีการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางสูง การเลียนแบบยุทธวิธีจำคุกหมู่และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศขนาดใหญ่ ซับซ้อน และกระจัดกระจายทางภูมิศาสตร์อย่างโคลอมเบียหรือเอกวาดอร์นั้นเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง

การต่อสู้: ยุทธวิธีที่รุนแรงโดยปราศจากการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจอย่างลึกซึ้ง อาจเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่ การต่อต้านจากนานาชาติ และการตอบโต้ด้วยอาวุธจากกลุ่มค้ายาเสพติดและกลุ่มกองโจรที่ฝังรากลึก

3. ความผันผวนทางเศรษฐกิจและ "กับดักการรัดเข็มขัด"

ผู้นำฝ่ายขวาหน้าใหม่หลายคน—ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ฮาเวียร์ มิเลอี แห่งอาร์เจนตินา—ได้หาเสียงโดยเน้นการลดการใช้จ่ายภาครัฐ ลดขั้นตอนทางราชการ และเปิดเสรีตลาดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและหนี้สิน

ความเป็นจริง: ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ หมายความว่าประชากรส่วนใหญ่ในละตินอเมริกาต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐ ระบบสาธารณสุข และระบบสวัสดิการสังคมอย่างมาก

การต่อสู้: แม้ว่าการปฏิรูปที่เอื้อต่อตลาดจะสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อและสร้างความพึงพอใจให้กับนักลงทุนต่างชาติในระยะยาวได้ แต่ความเจ็บปวดในระยะสั้น (การว่างงาน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น เงินอุดหนุนที่ถูกตัดลด) จะกัดกร่อนอำนาจของผู้นำอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการประท้วงบนท้องถนนครั้งใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลไม่มั่นคง

4. การเน้นตัวบุคคลมากเกินไป กับ การสร้างสถาบัน

ฝ่ายขวาใหม่สะท้อนให้เห็นถึงฝ่ายซ้ายประชานิยมที่พวกเขาเข้ามาแทนที่ โดยเน้นไปที่รูปแบบการเป็นผู้นำที่เน้นตัวบุคคลมากเกินไป อำนาจกระจุกตัวอยู่ที่บารมีของผู้นำเพียงคนเดียว แทนที่จะเป็นกรอบสถาบันที่แข็งแกร่ง

ความเป็นจริง: เมื่อผู้นำพึ่งพาการโจมตีสถาบันของรัฐ สื่อ และศาลอย่างต่อเนื่องว่าเป็นเศษซากที่ทุจริตของ "ชนชั้นนำเก่า" พวกเขากำลังบ่อนทำลายหลักการควบคุมประชาธิปไตยที่จำเป็นต่อการปกครองที่มั่นคง

การต่อสู้: ด้วยการทำให้องค์กรระดับภูมิภาค (เช่น OAS) และระบบตรวจสอบและถ่วงดุลภายในประเทศอ่อนแอลง ผู้นำเหล่านี้จึงสร้างสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ผันผวนอย่างมาก ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องเป็นไปไม่ได้เมื่อพวกเขาพ้นจากตำแหน่งในที่สุด

ข้อสรุป: วิทยานิพนธ์ของซาบาตินีคือ การใช้กระแสความโกรธของประชาชนเป็นกลยุทธ์การเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพ แต่ความโกรธไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่แผนนโยบายเสมอไป หากปราศจากการประนีประนอมในระดับสถาบัน การจัดการทางราชการที่ซับซ้อน และแนวทางที่สมจริงต่อความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ พรรคการเมืองฝ่ายขวาใหม่ในละตินอเมริกามีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในกับดักความผิดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแบบเดียวกับที่ทำให้ฝ่ายซ้ายล่มสลาย



คลื่นฝ่ายขวา (รู้จักในนาม Orange Wave) การเมืองแบบประชานิยมฝ่ายขวา แกนทรัมป์ กำลังมาแรงในลาตินอเมริกา เข้าแทนที่ Pink Tide (คลื่นฝ่ายซ้าย) ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 จนถึงปัจจุบัน


Right-wing wave SWEEPS Latin America

Fox Business

Jun 24, 2026 #fox #foxbusiness #media

‘The Big Money Show’ co-hosts discuss seven Latin American countries electing right-wing leaders since President Donald Trump took office, as voters reject socialist policies.

https://www.youtube.com/watch?v=69Y1pAO2Pf4
.....

ในช่วงเวลาเพียงปีกว่าๆ มีประเทศในละตินอเมริกาถึง 7 ประเทศจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี และฝ่ายขวาก็เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งทั้ง 7 ครั้ง หากไม่นับเม็กซิโกและบราซิล ประเทศขนาดใหญ่เกือบทุกแห่งในภูมิภาคนี้ต่างมีผู้นำที่พยายามผูกมิตรกับโดนัลด์ ทรัมป์ หรือไม่ก็มีท่าทีและน้ำเสียงคล้ายคลึงกับเขา

การเกิดขึ้นของ "คลื่นสีส้ม" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบประชานิยมฝ่ายขวาที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วละตินอเมริกา ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อโครงสร้าง เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ของทั้งภูมิภาคและความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา

ผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงนี้แบ่งออกเป็นหลายประเด็นสำคัญ:

1. การจัดระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาคใหม่

เป็นเวลาหลายปีที่วอชิงตันมองละตินอเมริกาผ่านมุมมองของ "คลื่นสีชมพู" ซึ่งเป็นคลื่นของผู้นำฝ่ายซ้ายที่มักผลักดันให้เกิดเอกราชในระดับภูมิภาค ไม่ไว้วางใจการแทรกแซงของสหรัฐฯ และเปิดรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับจีน คลื่นสีส้มได้พลิกผันพลวัตนี้อย่างสิ้นเชิง:

แกนทรัมป์: เมื่อผู้นำต่าง ๆ แสดงท่าทีเอาใจโดนัลด์ ทรัมป์ หรือเลียนแบบวาทกรรมแบบ "อเมริกามาก่อน" ของเขา ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับวอชิงตันจึงเปลี่ยนจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ไปสู่การจัดระเบียบเชิงกลยุทธ์

“อิทธิพลของบุเกเล” ในฐานะแบบอย่าง: นอกเหนือจากการเลียนแบบแนวคิดอนุรักษ์นิยมของสหรัฐฯ แล้ว ผู้นำรุ่นใหม่เหล่านี้จำนวนมาก (เช่น อาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอลลา ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งในโคลอมเบีย) กำลังนำเอาแนวทางการรักษาความมั่นคงแบบเผด็จการที่เข้มงวด ซึ่งเป็นที่นิยมโดยนายิบ บุเกเล แห่งเอลซัลวาดอร์ มาใช้

2. การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในนโยบายภายในประเทศ

รูปแบบการปกครองของฝ่ายขวาใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากฝ่ายขวาแบบกลางๆ ที่เป็นสถาบันแบบดั้งเดิมในอดีต โดยมีเสาหลักสองประการคือ:

การเน้นความมั่นคงทางการเมือง: ด้วยความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด การอพยพ และอาชญากรรม organised crime ผู้นำเหล่านี้จึงให้ความสำคัญกับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด—เรือนจำขนาดใหญ่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรง และบางครั้งก็การกัดเซาะเสรีภาพของพลเมือง—มากกว่าการตรวจสอบและถ่วงดุลทางสถาบัน

สงครามทางวัฒนธรรมและการลดความเป็นเสรีนิยม: แตกต่างจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ขับเคลื่อนด้วยตลาดอย่างเดียว คลื่นลูกใหม่นี้มีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในทางการเมืองที่เน้นอัตลักษณ์ คาดการณ์ว่าจะมีการลดทอนสิทธิของชนกลุ่มน้อย กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และนโยบายสังคมก้าวหน้า ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นการป้องกัน "ลัทธิฝ่ายซ้ายสุดโต่ง"

3. ความผันผวนทางเศรษฐกิจและกับดักต่อต้านผู้ดำรงตำแหน่ง

แม้ว่าผู้นำเหล่านี้จะประสบความสำเร็จในการอาศัยกระแสความไม่พอใจต่อสถาบัน แต่ภารกิจทางเศรษฐกิจของพวกเขากลับไม่มั่นคง:

การลงโทษผู้ดำรงตำแหน่ง: ข้อมูลทางรัฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเปลี่ยนอุดมการณ์ครั้งใหญ่ไปสู่หลักการฝ่ายขวาอย่างฉับพลัน แต่เป็นเรื่องของการลงคะแนนเสียงทางเศรษฐกิจที่รุนแรงต่อต้านผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้ลงคะแนนเสียงกำลังลงโทษฝ่ายซ้ายสำหรับภาวะเงินเฟ้อหลังการระบาดใหญ่ การเติบโตต่ำ และความซบเซาทางการคลัง

ความเสี่ยงของภาวะชะงักงันทางการเมืองแบบประชานิยม: ยกเว้นพวกเสรีนิยมสุดโต่งอย่างฮาเวียร์ มิเลย์ แห่งอาร์เจนตินา ผู้นำเหล่านี้ส่วนใหญ่พึ่งพาลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกซึ่งทำให้ผู้นำฝ่ายซ้ายรุ่นก่อนๆ ล้มเหลว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มเดิมอาจหันมาต่อต้านพวกเขาได้ง่ายๆ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

4. การบูรณาการระดับภูมิภาคที่แตกแยก

ด้วยสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของละตินอเมริกา—บราซิลภายใต้การนำของลูลา ดา ซิลวา และเม็กซิโกภายใต้การนำของคลอเดีย เชนบอม—ยังคงอยู่ทางฝ่ายซ้ายอย่างมั่นคง ภูมิภาคนี้จึงแตกแยกทางอุดมการณ์อย่างมาก

การแบ่งขั้วนี้ทำให้กลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างเมอร์โคซูร์หรือเซลาคเป็นอัมพาต แทนที่จะมีเสียงเดียวกันของละตินอเมริกาในเรื่องการค้าโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือโลจิสติกส์ทางทะเล ภูมิภาคนี้กลับแตกแยกออกเป็นกลุ่มอุดมการณ์ที่แข่งขันกัน

ภาพรวม: กระแสคลื่นสีส้มบ่งชี้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในละตินอเมริกาเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนบรรทัดฐานประชาธิปไตยและกลไกการควบคุมของสถาบันต่างๆ กับคำมั่นสัญญาเรื่องความปลอดภัยทางกายภาพขั้นพื้นฐานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการร่วมมือกับวอชิงตันที่อนุรักษ์นิยม ผู้นำใหม่เหล่านี้ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง แต่พวกเขาต้องรับช่วงต่อเศรษฐกิจและสังคมที่เปราะบางและพร้อมที่จะก่อจลาจลหาก "วิธีแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว" ที่สัญญาไว้ไม่ประสบผลสำเร็จ

ทำไมกระแสคลื่นสีส้มจึงเกิดขึ้น?

การเกิดขึ้นของ "กระแสคลื่นสีส้ม" ทั่วละตินอเมริกาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากพายุแห่งวิกฤตภายในประเทศ ความต้องการของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงไป และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ภายนอก

การเพิ่มขึ้นของผู้นำประชานิยมฝ่ายขวาหน้าใหม่เหล่านี้สรุปได้จากปัจจัยหลักสี่ประการ:

1. การใช้ "วิกฤตความมั่นคง" เป็นอาวุธ

กลไกที่ทรงพลังที่สุดของกระแสคลื่นสีส้มคือการระเบิดของความวิตกกังวลของประชาชนเกี่ยวกับอาชญากรรม ลาตินอเมริกายังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่รุนแรงที่สุดในโลก เต็มไปด้วยปัญหาการค้ายาเสพติด การรีดไถ และความรุนแรงจากแก๊งค์ต่างๆ

แบบแผนของบูเกเล: สถาบันประชาธิปไตยแบบดั้งเดิมล้มเหลวในการหยุดยั้งกลุ่มอาชญากร ผู้นำอย่างนายิบ บูเกเล แห่งเอลซัลวาดอร์พิสูจน์ให้เห็นว่าวิธีการที่เข้มงวดและเผด็จการสามารถนำมาซึ่งความปลอดภัยได้ทันที

ความต้องการ "มือหนัก" (Mano Dura): ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนเสรีภาพพลเมืองและบรรทัดฐานประชาธิปไตยเพื่อความปลอดภัยทางกายภาพ ผู้นำใหม่ประสบความสำเร็จในการหาเสียงด้วยคำสัญญาว่าจะสร้างเรือนจำขนาดใหญ่ ใช้กำลังตำรวจอย่างเข้มงวด และไม่ยอมรับความผิดใดๆ โดยอาศัยความหวาดกลัวอย่างลึกซึ้งของประชาชน

2. กระแสต่อต้านผู้ดำรงตำแหน่งเดิมอย่างรุนแรงและความเหนื่อยล้าทางเศรษฐกิจ

แม้สถานการณ์จะดูเหมือนการเปลี่ยนผ่านทางอุดมการณ์ครั้งใหญ่ไปสู่ขั้วขวา แต่นักรัฐศาสตร์ชี้ว่า หากมองลึกลงไปแล้ว นี่คือการลงคะแนนเสียงเพื่อประท้วงสถานะที่เป็นอยู่ (status quo) เป็นหลัก

ผลกระทบหลังการระบาดใหญ่: รัฐบาลฝ่ายซ้ายและฝ่ายกลางแบกรับภาระหนักจากภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน อัตราเงินเฟ้อสูง และบริการสาธารณะที่ล้มเหลวหลังโควิด-19

"ความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลง": ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหนื่อยหน่ายกับการทุจริตเชิงระบบและความไม่เท่าเทียมกันที่ยังคงอยู่ เมื่อฝ่ายซ้ายไม่สามารถทำตามสัญญาทางเศรษฐกิจได้ กระแสจึงหวนกลับไปทางขวาอย่างรุนแรง พลังทางการเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดในละตินอเมริกาในขณะนี้คือการลงคะแนนเสียงต่อต้านผู้ที่อยู่ในอำนาจในปัจจุบัน

3. ความล้มเหลวของฝ่ายกลางแบบดั้งเดิม

ในอดีต เมื่อชาวละตินอเมริกาเบื่อหน่ายฝ่ายซ้าย พวกเขาก็หันไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมสายกลางที่สนับสนุนธุรกิจ อย่างไรก็ตาม พรรคกลางขวาแบบดั้งเดิมได้สูญเสียเรื่องราวและอิทธิพลต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปแล้ว

การผงาดขึ้นของคนนอก: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมองว่านักการเมืองในสถาบันอ่อนแอ ทุจริต หรือไม่เข้าใจสถานการณ์ สิ่งนี้เปิดโอกาสให้กลุ่มประชานิยมต่อต้านระบบที่มีแนวคิดเผชิญหน้าสูง ซึ่งใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงสถาบันดั้งเดิม พูดคุยโดยตรงกับความไม่พอใจของเยาวชน และวางตำแหน่งตัวเองในฐานะผู้สร้างความปั่นป่วนทางการเมือง

4. การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และพันธมิตรข้ามชาติ

สภาพแวดล้อมทางการเมืองระดับโลกที่กว้างขึ้นได้ให้แรงผลักดันและการสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่สำคัญแก่ผู้นำเหล่านี้

วงโคจรของทรัมป์: การกลับมาของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์สู่กรุงวอชิงตันได้เปลี่ยนแปลงแรงดึงดูดทางภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาค กรอบการทำงานแบบชาตินิยมที่เน้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของเขาทำให้ผู้นำเหล่านี้มีพันธมิตรที่ทรงพลังและพิมพ์เขียวสำหรับการปกครอง

เครือข่ายฝ่ายขวาที่รวมตัวกัน: ผู้นำใหม่เหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป พวกเขากำลังจัดตั้งองค์กรอย่างแข็งขันผ่านเวทีระหว่างประเทศและเครือข่ายอนุรักษ์นิยม แบ่งปันกลยุทธ์การหาเสียง เงินทุน และคู่มือสื่อเพื่อขยายข้อความของพวกเขา

สรุป: คลื่นสีส้มกำลังเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในละตินอเมริกา รู้สึกถูกผลักดันไปสู่จุดวิกฤตด้วยอาชญากรรมที่แพร่หลายและการตกต่ำทางเศรษฐกิจ ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโกรธและความคับข้องใจ วาทกรรมต่อต้านสถาบันที่ก้าวร้าวของฝ่ายขวาประชานิยมกลุ่มใหม่นี้ เสนอคำมั่นสัญญาที่น่าดึงดูดใจ: ความสงบเรียบร้อยในทันทีและการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจ โดยผู้นำที่ไม่เกรงกลัวที่จะแหกกฎ

ความเป็นมาของ Pink Tide

"Pink Tide" (หรือกระแสสีชมพู) คือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในภูมิภาคละตินอเมริกาที่หันไปหารัฐบาลฝ่ายซ้ายและกลุ่มที่มีแนวคิดเอียงซ้าย ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นใน 2 ช่วงเวลาหลัก ได้แก่ ช่วงต้นทศวรรษ 2000 (ซึ่งได้รับแรงหนุนจากยุคเฟื่องฟูของราคาสินค้าโภคภัณฑ์) และช่วงปลายทศวรรษ 2010 ถึงต้นทศวรรษ 2020 (ซึ่งเกิดจากความไม่พอใจในช่วงการระบาดใหญ่) โดยได้ปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจสังคมของภูมิภาคนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

ระลอกแรก (ต้นทศวรรษ 2000 – ทศวรรษ 2010)

จุดเริ่มต้น: ก้าวขึ้นสู่อำนาจโดยมีสาเหตุหลักมาจากการปฏิเสธนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจและมาตรการรัดเข็มขัดแบบตลาดเสรีที่ใช้กันในทศวรรษ 1990

ผู้นำคนสำคัญ:

Hugo Chávez (เวเนซุเอลา), Luiz Inácio Lula da Silva (บราซิล), Evo Morales (โบลิเวีย), Rafael Correa (เอกวาดอร์) และ Néstor Kirchner (อาร์เจนตินา)


นโยบาย:

โดดเด่นด้วยโครงการสวัสดิการสังคมที่รัฐเป็นแกนนำ การลดความยากจน และแนวคิดชาตินิยมด้านทรัพยากร (ซึ่งได้รับเงินทุนจากยุคเฟื่องฟูของราคาสินค้าโภคภัณฑ์) ควบคู่ไปกับการวิพากษ์วิจารณ์อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา

การเสื่อมถอย:

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลง เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริต และวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้กระแสนี้เริ่มถดถอยลงในช่วงกลางทศวรรษ 2010 และเปิดทางให้รัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมเข้ามามีอำนาจแทน

ระลอกที่สอง (ปลายทศวรรษ 2010 – ปัจจุบัน)

จุดเริ่มต้น:

เกิดขึ้นจากการต่อต้านรัฐบาลเดิมเพื่อตอบสนองต่อความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และความท้าทายด้านสาธารณสุขที่ตามมาหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19

ผู้นำคนสำคัญ:

Andrés Manuel López Obrador และ Claudia Sheinbaum (เม็กซิโก), Lula da Silva (บราซิล - กลับมามีอำนาจอีกครั้ง), Gabriel Boric (ชิลี), Gustavo Petro (โคลอมเบีย) และ Xiomara Castro (ฮอนดูรัส)

นโยบาย:

แตกต่างจากระลอกแรก ผู้นำกลุ่มนี้มักมีแนวทางที่เน้นการปฏิบัติจริง (pragmatic) และมีความหลากหลายมากกว่า แม้จะยังคงมุ่งเน้นเรื่องสวัสดิการสังคม แต่ก็ให้ความสำคัญมากขึ้นกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียมทางเพศ และการปฏิรูปประชาธิปไตย

สถานการณ์ปัจจุบัน:

ผู้นำในยุคปัจจุบันต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการเงินระดับโลกที่เข้มงวดขึ้นและความแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงภายในภูมิภาค ประสิทธิภาพและความนิยมภายในประเทศของขบวนการนี้มักถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและได้รับเสียงตอบรับที่หลากหลายในประเด็นความมั่นคงสาธารณะและเศรษฐกิจ


Gemini ช่วยรวบรวม



วันศุกร์, มิถุนายน 26, 2569

ทุจริตผุดเต็มไม่เว้นแต่ละเดือน อย่างเรื่องสอบข้าราชการท้องถิ่น เม็ดเงิน ๔.๕ พันล้าน นายกฯ ว่าไง ไร้สาระ ไม่ให้ค่าพวกคลิปปูด พอนักข่าวถามย้ำเจอ Hubris สั่งสอน “คิดก่อนถาม”

ประเทศชาติยุคนายกฯ อนุทิน กับระบอบภูมิใจไทยสีน้ำเงิน มีทุจริตผุดเต็มไปหมดไม่เว้นแต่ละเดือนละมั้งนี่ เอาเฉพาะช่วงล่าสุดเกี่ยวกับการสอบเข้ารับราชการ ไม่ว่าจะท้องถิ่นหรือสถาบันการศึกษา แม้กระทั่งเมียปลัดมหาดไทยก็ไม่เว้น

คำตอบจากทั่นนายกฯ เมื่อถูกนักข่าวจี้ถาม คลิปโน่นนั่นนี่ มีแต่เพ้อเจ้อบ้างละ ไม่มีสาระ ไม่ให้ค่า ผู้สื่อข่าวต้องรู้จักแยกแยะ แถมด้วยบทอาขยาน “ตรงไหนโกงก็สับให้เละ แค่นั้นเอง” รวมความก็คือหลักฐานต่างๆ ที่โผล่ออกมาทางออนไลน์ ไม่รับฟัง

ทั้งที่สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้เป็นข่าว แล้วเจ้าพนักงานจึงเริ่มแยแส ไม่เช่นนั้นจะถูกปล่อยเลยไปตามเพลง นี่หรือการบริหารงานประเทศในภาครัฐ ถ้าไม่ถูกปูดก็ไม่ยอมเปิด มองไม่เห็นความโปร่งใส อย่างเรื่องสอบข้าราชการท้องถิ่น พบว่ามีการล็อคตำแหน่งเกือบครึ่ง

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ว่า ๗ พันตำแหน่ง ล็อคได้ ๓ พัน “ไม่ใช่คนธรรมดา” แล้วละ “รู้สึกระดับอธิบดีอาจจะเล็กเกินไปสำหรับเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เพราะอย่าลืมเม็ดเงินที่เกี่ยวข้องมัน ๔.๕ พันล้านบาทนะครับ” Voranai Vanijaka ถึงได้ชี้เน้น

“มันเป็นกระบวนการอยู่แล้ว...เริ่มมานานพอสมควรแล้ว” แล้วอย่างนี้ “ที่ผ่านมาทั้งพรรคและ รมว.ที่คุมกระทรวงไม่มีใครรู้เรื่องเลยหรือ” กรณีข้อสอบหลุด “นักวิชาการ NIDA วิเคราะห์ว่าเป็นเครือข่ายทุจริตขนาดใหญ่ มีเม็ดเงินสะพัดระดับหลายพันล้านบาท”

มันเพ้อเจ้ออย่างไรกัน กับข่าวที่ เพจดังบอกว่ามีคนนามสกุลเดียวกันสอบท้องถิ่นติดถึง ๓ ตำแหน่ง ได้แก่ “นักทรัพยากรบุคคล นักนิติกร และนักวิชาการตรวจสอบภายใน” มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้วละ ดังกรณีคลิปหลุดพูดถึงโควต้าจ่ายจบสอบผ่าน

“๑,๕๐๐ ที่นั่งในราชการ ทุน ๓๕๐,๐๐๐ บาทต่อหัว เป็นราคาเริ่มต้น “พอๆกับสายอื่น” แปลว่ามีหลายสาย เช่น โซนลพบุรีเก็บ ๘ แสน โซนขอนแก่นเก็บ ๗ แสน” ผู้อยู่ในตำแหน่งรับผิด/รับชอบ ครั้งนั้น มท.๓ เดชอิศน์ ขาวทอง ออกมาปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เกี่ยว

อดีต มท.๒ ปัจจุบันรองนายก ทรงศักดิ์ ทองศรี บอกว่าไม่เกี่ยว ตกใจกับเรื่องนี้” ประมาณว่าถ้าปฏิเสธไว้ก่อนย่อมบริสุทธิ์ ส่วนนายกฯ ‘Double down’ เกทับไปเลยสองชั้น ด่าว่า “ชั่ว...ขายชาติ” ประชากร เอ็กซ์ รายหนึ่งถึงผงะ บอก “ใหญ่คับฟ้าจริงๆ” -Hubris

สำหรับคลิปเรื่องเมียปลัดกระทรวงมหาดไทยมีเอี่ยว อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ก็แค่บอก “ไม่ให้ค่า...ผู้สื่อข่าวจึงหันไปสอบถามนายกฯ ว่า หลายอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ พุ่งเป้าไปที่ปลัด มท. จะดำเนินการอย่างไร” เสี่ยหนูไม่ตอบแต่สั่งสอน “คิดก่อนถาม” หูย

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/JowEGQgYK, https://x.com/voranai/status/2069965653990322635?s=52g และ https://www.facebook.com/Posttoday/posts/2z1gxDy1D)