
ถ้าหางอึ่งทะลึ่ง จะเป็นศาสดา? | เหยี่ยวถลาลม
01.05.2026
มติชนสุดสัปดาห์
เดิมทีเดียวเมื่อปี 2515 ประเทศไทยเคยมีสำนักงานคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ หรือ “ก.ต.ป.” มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบการปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ แบบแผน และนโยบายรัฐบาล
ที่พิเศษสุดคือ ให้ทำหน้าที่ “สืบสวนสอบสวนการทุจริตและประพฤติมิชอบ” ด้วย
ประเทศได้บรรจงสร้างทุกสิ่งที่เห็นเป็น “อารยะ”
แต่ปรากฏว่า ในวงราชการไทยช่วงนั้นมีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างคึกคักกว้างขวางจนกลายเป็น 1 ในปัจจัยที่เร่งไฟสุมอกมวลชนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงกระทั่งจบลงด้วยเหตุการณ์ทางการเมือง “วันมหาวิปโยค 14 ตุลา 2516”
“ตึก ก.ต.ป.” ที่สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน ถูกเผา ต่อมาสำนักงาน ก.ต.ป.ก็ถูกยุบ
กระนั้นก็ยังมีคนที่มีกะจิตกะใจจะปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทย
ปีพ.ศ.2518 มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เรียกว่า “ป.ป.ป.” ขึ้นมา นับจากนั้นก็สืบเนื่องยืดยาวมาจนถึงปี 2540 ที่รัฐธรรมนูญกำหนดในมี 8 องค์กรอิสระ และ 1 ในนั้นถูกจัดตั้งขึ้นชื่อว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ “ป.ป.ช.” ในปัจจุบัน ส่วนของเดิมที่เรียกว่า “ป.ป.ป.” นั้นยุบทิ้ง
ประเทศไทยจึงมีองค์กรลักษณะนี้มาตั้งแต่ปี 2515 ที่เรียกว่า “ก.ต.ป.” จนถึงวันนี้เป็น “ป.ป.ช.” รวมเวลา 54 ปี หรือกว่าครึ่งศตวรรษ
คำถามสำคัญคือ ได้ผลอย่างไร
เรื่องแบบนี้อย่าได้เผลอคุยโม้โอ้อวด
“องค์กรความโปร่งใสนานาชาติ” ได้จัดทำดัชนีชี้วัด จัดอันดับ 180 ประเทศทั่วโลกมานับสิบปี
จัดอันดับการทุจริตหรือ Corruption perception Index (CPI) ให้กับประเทศไทย มีแต่ “เลวลง” ชนิดกู่ไม่กลับ
อย่างปี 2566 จัดให้ไทยอยู่ในอันดับ 108 จาก 180 ประเทศ แต่ล่าสุดปี 2568 ไทยร่วงลงไปถึงอันดับ 116 ในขณะที่แต้มความโปร่งใสก็รูดลงเหลือ 33 คะแนน จากเต็ม 100
แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันผลงานขององค์กรซึ่งมีหน้าที่ “ป้องกันและปราบปรามการทุจริต” ของไทยไม่ประสบความสำเร็จ ไม่น่าเชื่อถืออะไร
หรือถ้ากล่าวให้เคร่งครัดจริงจังมากขึ้น “จะยุบทิ้งไป ประเทศไทยก็ไม่มีอะไรเสีย”!
ประเทศไทยลงทุนกับหน่วยพวกนี้มากเกินไป
คนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนกันมาทำหน้าที่สร้าง “ผลงาน” ได้ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย
คนเลิกจ้างได้ องค์กรก็ยุบได้!?
ทั้งๆ ที่ทีแรกทีเดียว ทุกองค์กรซึ่งจัดตั้งขึ้นมักจะมีวัตถุประสงค์อะร้าอร่าม ไม่มีใครเขียนว่า ตั้งขึ้นมารองรับคนวัยเกษียณ หรือเอาไว้ฟาดฝ่ายที่ไม่ศิโรราบ
หลายกรณีประเทศเราชอบจัดตั้งองค์กรขึ้นเพื่อขยายอำนาจให้บุคคล หรือกลุ่มบุคคล แต่เขียนโครงการให้เหตุผลอ่านแล้วเคลิ้ม ชวนให้คิดว่า (ถ้า) บรรลุตามแผนภายในสามปีห้าปีไทยจะรุดหน้าเป็น 1 ใน 3 เสือแห่งเอเชียเจริญมั่นคงอย่างน่าพรั่นพรึง
แต่เปล่าเลย ทุกอย่างในไทยเป็นไปเช่นสำนวนที่ว่า “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่เมื่อเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา”
กล่าวให้ชัดก็คือ พูดอย่างทำอย่าง ต้นซื่อปลายคด
โดยเฉพาะนักกฎหมายนั้นมากไปด้วยปัญหา
ไม่ว่านักกฎหมายอิสระอย่างทนายความ หรือนักกฎหมายที่เป็นลูกจ้างของรัฐ เช่น พนักงานสอบสวน (ตำรวจ) พนักงานสอบสวน (ดีเอสไอ) พนักงานอัยการ ผู้พิพากษา หรือองค์กรอื่นใดก็ตาม ภาพรวมของ “ระบบความคิด” ใช้วิชากฎหมายทำมาหากิน
การใช้กฎหมายโดยมีวัตถุประสงค์ “ยังชีพ” ไม่ได้แปลก แต่ต้องนับเป็น “ชั้นล่างสุด” และอาจจะเป็นจำนวนมากที่สุดที่ประเทศของเราผลิตคนออกมา จนได้หลายนักกฎหมายที่ท่องกฎหมายได้ ใช้กฎหมายบ่อย มีลีลาพลิกพลิ้วจนผู้คนยกให้เป็น “เกจิ” หรือบางคนก็มากด้วยเล่ห์ ฉ้อฉล คดงอต่อ “เจตนารมณ์กฎหมาย” จนได้ชื่อว่า “อาจารย์” ทำให้พื้นที่ยืนสำหรับนักกฎหมายที่มุ่งผดุงความยุติธรรมหดแคบลงพร้อมๆ กับการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศสูงขึ้น
ถ้าการสอนกฎหมายในประเทศยังติดอยู่แค่กระพี้ของมนุษย์ ไม่หยั่งลึกถึงความเป็นมา เจตนารมณ์ของแต่ละแนวความคิดแต่ละถ้อยคำสำนวนตัวบท ระบบยุติธรรมไทยก็น่าจะยังคงวกวนอยู่ที่เดิม นั่นคือ กฎหมายจะไม่ถูกใช้ไปเพื่อปกป้องคุ้มครองสังคม กติกาจะไม่เป็นกติกา ผู้คนจะเชื่อในลัทธิพวกใครพวกมันและคนชั้นบนสุด 1% จะกวาดเอาไปทุกอย่าง
หลังจากที่ “รวยล้นฟ้า” แล้วยังสามารถ “โกง” ได้อีก โดยไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย!
ความไม่ยุติธรรมทางกฎหมายจึงไม่มี
เช่นเดียวกับ “การเมือง” ที่ป่าเถื่อนเหลวแหลก แม้จะประกาศว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกครั้งที่มีการใช้อาวุธสงคราม ใช้กำลังพลของกองทัพ และใช้เงินงบประมาณแผ่นดินทำรัฐประหารก็ไม่เคยถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
การบังคับใช้กฎหมายมีการ “เลือกข้าง”
ปืนมา กฎหมายเงียบ ประเทศเข้าสู่สภาวะป่าเถื่อนเช่นเดียวกับในยามสงคราม
ยามสงบปล่อยให้อภิสิทธิ์ชนหยิบมือเดียวเป็นผู้ควบคุมกลไกและบงการให้เป็นไปตามความต้องการ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งตอกย้ำว่าการดำรงอยู่ของ “คน” และ “องค์กร” ซึ่งมีความรับผิดชอบตามกฎหมายนั้นเปล่าประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่
วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ให้ความหมายกับ “ป.ป.ช.” ว่า เป็นองค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ “ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” ไม่ใช่องค์กรชี้ขาดตัดสิน
เปรียบได้กับองค์กรอัยการ มีหน้าที่ตรวจสอบกลั่นกรองและวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนสอบสวนว่า “ฟ้อง” หรือ “ไม่ฟ้อง”
ถ้าไม่ฟ้อง คดีนั้นก็ไม่ถึงมือศาล
กรณีศักดิ์สยาม ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยว่า “ซุกหุ้น” และให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ป.ป.ช.ยกคำร้อง ก็คือไม่ส่งฟ้องศาล
ด้วยเหตุผลว่า ไม่ได้ตั้งใจปกปิดทรัพย์สินหรือไม่ได้ตั้งใจซุกหุ้น
ส่วนกรณี 44 ส.ส.ของพรรคประชาชน (ฝ่ายนิติบัญญัติ) ซึ่งมีหน้าที่แก้ไขปรับปรุงและบัญญัติกฎหมาย เข้าชื่อกันเพื่อแก้ไขปรับปรุงกฎหมายนั้น ป.ป.ช.ส่งฟ้องศาล ทั้งที่ข้อเท็จจริง กฎหมายที่ว่าจะแก้ไขนั้นก็ยังไม่ไปสภาฯ!?!!!
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_893634








