วันเสาร์, กันยายน 26, 2569

ใครที่ลงทะเบียนเลือกตั้งประกันสังคมแล้วให้ตรวจสอบสถานที่เลือกตั้งของตนเองบนเว็บไซต์ประกันสังคม ส่วนใครที่ไม่ได้ลงทะเบียนและต้องการใช้สิทธิ ดูสถานที่เลือกตั้งได้ที่นี่







Thai PBS News

@ThaiPBSNews
·10h

เช็กหมายเลขผู้สมัครเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม" ฝ่ายผู้ประกันตน
. 
การเลือกตั้งกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม ทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน จะจัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศในวันอาทิตย์ที่ 27 ก.ย.2569 ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น.

เปิดโอกาสให้นายจ้างและผู้ประกันตน ได้ใช้สิทธิเลือกผู้แทนของตนเองเข้าไปมีส่วนร่วม ในการทำหน้าที่กำหนดทิศทางและพัฒนาระบบประกันสังคม

ผู้ประกันตน (ตามมาตรา 33, 39 และ 40) ต้องมีสัญชาติไทย มีสถานะเป็นผู้ประกันตนติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน (ตั้งแต่เดือน พ.ย. 68 – เม.ย. 69) และมีการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในช่วง 6 เดือนก่อนเดือนที่มีการประกาศให้มีการเลือกตั้ง

นายจ้าง ต้องมีสัญชาติไทย ขึ้นทะเบียนนายจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน (ตั้งแต่เดือน พ.ย. 68 – เม.ย. 69) และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในช่วง 6 เดือนก่อนเดือนที่มีการประกาศให้มีการเลือกตั้ง (กรณีเป็นนิติบุคคล จะต้องเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล) 
.  
เช็กหมายเลขผู้สมัครเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ฝ่ายลูกจ้าง-นายจ้าง : https://thaipbs.or.th/news/content/509593






จับตาคำวินิจฉัย "คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" กับนิยาม "ลงคะแนนโดยลับ" ฉบับศาลรัฐธรรมนูญ - คำวินิจฉัย 28 ก.ย. จะออกมาหน้าไหน-นำไปสู่อะไร

เจ้าหน้าที่ กปน. นับคะแนนการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ของหน่วยเลือกตั้งที่ 74 เขตเลือกตั้งที่ 6 แขวงดินแดง เขตดินแดง กทม. ใหม่อีกครั้งตามคำสั่ง กกต. เมื่อ 1 มี.ค. ท่ามกลางการจับภาพของสื่อมวลชนทุกแขนง หลังเกิดเสียงวิจารณ์เรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

จับตาคำวินิจฉัย "คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" กับนิยาม "ลงคะแนนโดยลับ" ฉบับศาลรัฐธรรมนูญ

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published 25 กันยายน 2026'

ผ่านมา 7 เดือนหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อ 8 ก.พ. ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัย "คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" ในวันจันทร์หน้า (28 ก.ย.) ซึ่งจะเป็นมาตรฐานต่อผู้จัดการเลือกตั้งต่อไป

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำบัตรเลือกตั้งที่มีรหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด (barcode) มาใช้ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีผู้พยายามพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดดังกล่าวอาจทำให้สามารถสืบทราบและระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ และอาจทราบว่าประชาชนลงคะแนนเลือกผู้สมัครรายใด/พรรคใด หากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยลับ ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกและขัดรัฐธรรมนูญไทยด้วย

รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส. ใช้วิธี "ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ"

ขณะที่เอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ขยายความหมายของ "การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ" เอาไว้ว่า บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด

"อยากวิงวอน กราบขอร้องท่านศาลรัฐธรรมนูญและประชาชนว่าเราต้องช่วยกันยืนยันว่าอะไรก็ตามที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ และตรวจสอบรู้ได้ว่าใครกาอะไร เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ถ้าไม่ยืนยันเรื่องนี้ เลือกตั้งอีกกี่ครั้งก็ไม่มีความหมาย มันเป็นเรื่องใหญ่มาก" นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ซึ่งส่งอาสาสมัครไปร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. กล่าวในเวทีเสวนาที่เกิดขึ้นในช่วง 3 วันสุดท้ายก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

สำหรับบาร์โค้ดดังกล่าวปรากฏบนบัตรเลือกตั้งสีชมพูซึ่งใช้เลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตามด้วยตัวเลข 7-8 หลัก

ขณะที่บัตรเลือกตั้งสีเขียวซึ่งใช้เลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่มีบาร์โค้ด แต่มีรหัสคิวอาร์ หรือคิวอาร์โค้ด (QR code) อยู่บริเวณมุมซ้ายล่างของบัตร ทั้งนี้ในการเลือกตั้งปี 2566 เคยมีคิวอาร์โค้ดมาใช้บนบัตรเลือกตั้ง สส.เขต มาแล้ว แต่เป็นการระบุข้อมูลลำดับเล่มหรือล็อตการพิมพ์ ไม่ได้มีรหัสเฉพาะที่แตกต่างกันในบัตรแต่ละใบ

ส่วนบัตรประชามติสีเหลืองซึ่งใช้ออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่มีทั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด


บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต มีคิวอาร์โค้ด แต่ไม่มีบาร์โค้ด

พริษฐ์ตีความบัตรเลือก สส.ปาร์ตี้ลิสต์ "ขัดหลักลับ"

ในระหว่างร่วมเวทีเสวนา "ถอดบทเรียน (อีกครั้ง) กับการเลือกตั้ง สส." จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (25 ก.ย.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) สะท้อนปัญหาการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยหนึ่งในนั้นคือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อที่บอกรหัสบัตรเป๊ะ ๆ และแต่ละบัตรมีบาร์โค้ดต่างกัน ซึ่งเขาเห็นว่า "ขัดหลักลับ"

"การออกเสียงลงคะแนนลับหรือไม่ คำถามสำคัญไม่ใช่ตรวจสอบย้อนหลังยากหรือง่าย แต่คือตรวจสอบได้หรือไม่ว่าใครกาใคร ดังนั้นไม่ต้องดูว่าการเข้าถึงต่าง ๆ ทำได้ยากหรือง่าย แค่ดูว่าทำได้หรือเปล่า ถ้าทำได้เพราะบัตรแต่ละใบมีบาร์โค้ดก็ขัดแล้ว แต่ถ้าทำไม่ได้เหมือนบัตรสีเขียว ยังถือว่าการออกเสียงยังลับ" นายพริษฐ์กล่าว

เขาเห็นว่า คิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต เป็นปัญหาน้อยกว่ามาก เพราะจากการวิเคราะห์ข้อมูลบอกได้แค่ว่าบัตรเลือกตั้งนี้มาจากชุดไหน ไม่ใช่รหัสที่เป็นเอกลักษณ์

สส.ฝ่ายค้านรายนี้กล่าวต่อไปว่า ถึงตอนนี้ยังไม่ได้คำตอบจาก กกต. ว่าใครคิดบาร์โค้ดขึ้นมา, ทำไมต้องมีบาร์โค้ด ซึ่ง กกต. เคยชี้แจงว่าใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร ใช้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขนบัตรข้ามหน่วย จึงสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ใช้การบริหารจัดการด้วยวิธีอื่น เพราะบัตรเลือก สส.เขต หรือบัตรลงประชามติ ก็ไม่มีบาร์โค้ด, พอมีบาร์โค้ด วันนั้นใครรู้บ้าง เพราะถ้าข้อมูลรั่วไหลไปถึงผู้สมัคร ผู้สมัครคนนั้น ๆ จะสามารถใช้ข่มขู่ในการลงคะแนนได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้คือปัญหาใหญ่ คงต้องรอดูว่าศาลจะมองอย่างไร แต่ขั้นต่ำของตนคือต้องไม่มีบาร์โค้ดหรือรหัสอีกในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ที่มาร่วมวงเสวนาเวทีเดียวกัน ขออนุญาตไม่พูดถึงประเด็นนี้ โดยให้เหตุผลว่าอยู่ในกระบวนการศาล โดยยืนยันเพียงว่า "เป็นมาตรการป้องกันการทุจริต"


ประชาชนชุมนุมประท้วงการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ เมื่อ 14 ก.พ. หลัง กกต. ระบุว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเพื่อรักษาความปลอดภัย

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 สั่งรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินเอาไว้พิจารณาเมื่อ 18 มี.ค. กรณี กกต. ออกแบบบัตรเลือกตั้งโดยมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด อาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ว่าลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคใด เข้าข่ายทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ และอาจเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ต่อมาศาลได้เรียกพยานบุคคลมาไต่สวน 5 ปาก ซึ่งมีทั้งข้าราชการสำนักงาน กกต. และตัวแทนบริษัทเอกชนที่รับจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังส่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนไปเดินเผชิญสืบนอกศาลด้วย

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีปฏิกิริยาจากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองบางส่วนในการคัดค้านการร่วมลงมติวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งของ 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหน้าใหม่ที่มาจากการรับรองของของวุฒิสภาชุดที่ 13 คือ นายสราวุธ ทรงศิวิไล และนายจักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช โดยให้เหตุผลว่าสุ่มเสี่ยงต่อการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะมีที่มาจาก "สว. สีน้ำเงิน"

คำวินิจฉัย 28 ก.ย. จะออกมาหน้าไหน-นำไปสู่อะไร

หากถามว่ามติศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาหน้าไหนได้บ้าง และจะนำไปสู่อะไร ?

รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) คาดการณ์ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 28 ก.ย. ออกได้เพียง 2 ทางเท่านั้นคือ วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรือไม่เป็นโมฆะ

"โดยความเห็นส่วนตัว คิดว่าโอกาสที่การเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้น น่าจะมีโอกาสไม่ถึง 50% เพราะ กกต. ในฐานะผู้ถูกร้องให้การกับศาลและมีคำชี้แจงว่าต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ บัตรเลือกตั้งที่กาแล้ว, ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง, บัญชีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ถ้ายังไม่ได้ถูกประกอบเข้ากัน ความลับในการเลือกตั้งก็ยังมีอยู่ ซึ่งการจะประกอบเข้ากันได้นั้นหมายว่าต้องมีการทุจริต จึงจะทำให้เกิดการเปิดเผยผลคะแนนเลือกตั้ง" รศ.ยุทธพร ให้ความเห็น

นักรัฐศาสตร์จาก มสธ. กล่าวต่อไปว่า กกต. ชี้แจงเจตนารมณ์ของการทำเครื่องหมายดังกล่าวบนบัตรเลือกตั้งว่าเพื่อเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเลือกตั้ง ตรงนี้ก็เป็นไปได้ที่ศาลอาจจะฟัง เพราะมีกระบวนการไปเดินเผชิญสืบว่าการเก็บบัตรเลือกตั้งได้เก็บอย่างถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์หรือไม่

เขายังเห็นด้วยว่า กรณีนี้อาจมีความแตกต่างกับการเลือกตั้งปี 2549 ที่กลายเป็นโมฆะ เพราะมีการหันคูหาออกนอกหน่วยเลือกตั้ง แล้วว่ามีคนไปซูมภาพเห็นว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนกับผู้สมัครรายใด/พรรคการเมืองใด ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ "แต่กรณีนี้ [บัตรลงคะแนน]ยังไม่ได้ถูกเปิดออกมา แม้โดยหลักการแล้วอาจมีโอกาสที่จะเชื่อมต่อหรือเชื่อมโยงกลับไปได้"


อุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ และตุลาการทั้งคณะ

แนววิเคราะห์ของ รศ.ยุทธพร ต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จะนำไปสู่ผลที่แตกต่างกัน ดังนี้

กรณีศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ แต่อาจออก "ข้อแนะนำ" หรือ "ข้อสั่งการ" ว่าในอนาคตไม่ให้มีการทำเครื่องหมายใด ๆ ในลักษณะนี้ลงไปในบัตรเลือกตั้ง

กรณีศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ อันเนื่องมาจากบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ทำให้การออกเสียงของประชาชนไม่เป็นความลับ มีการทำวิศวกรรมย้อนกลับได้ บาร์โค้ดนำไปสู่การล่วงรู้การลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ก็อาจออกมาได้ 2 แนวทาง

แนวทางที่ 1: สั่งเพิกถอนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ทั้งหมด หรือเป็นโมฆะทั้งหมด พูดง่าย ๆ ว่า "เซ็ตซีโร่"

แนวทางที่ 2: สั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่เฉพาะการเลือกตั้ง สส.แบบปาร์ตี้ลิสต์

"ถ้าบัญชีรายชื่อมีเหตุที่จะต้องเป็นโมฆะ ในส่วนของ สส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดก็จะถือว่าไม่เคยเป็น สส. มาตั้งแต่ต้น แต่สำหรับคนที่มีหมวกหลายใบ เช่น นายกฯ ไม่ส่งผลกระทบ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ว่าจะต้องเป็น สส. หมายความว่าในหมวกใบที่เป็นนายกฯ สามารถที่จะเดินต่อได้ แต่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรต้องพ้นไป เพราะจำเป็นต้องเป็น สส." รศ.ยุทธพร กล่าว

หากต้องเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ใหม่



การเลือกตั้ง 8 ก.พ. มีผู้ออกมาใช้สิทธิทั้งสิ้น 37.8 ล้านคน หรือคิดเป็น 71.43% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ 52.9 ล้านคน โดย กกต. ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. ครบทั้ง 2 ระบบเมื่อ 4 มี.ค. และมีการจัดตั้งรัฐบาล "อนุทิน 2" เข้าบริหารราชการแผ่นดิน หลังพรรคสีน้ำเงินคว้าชัยชนะในศึกเลือกตั้งด้วยยอด สส. 192 เสียง

หากต้องจัดการเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คนอีกครั้ง จะส่งกระทบต่อสถานะในฝ่ายนิติบัญญัติของบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองหลัก ๆ แทบทุกพรรค เพราะทุกคนล้วนเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 ของพรรคตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรค ภท. ซึ่งทั้งพรรคมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์รวม 19 คน, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภา และหัวหน้าพรรค ปชน. ซึ่งทั้งพรรคมี สส. ปาร์ตี้ลิสต์รวม 32 คน, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรค พท. ซึ่งทั้งพรรคมี สส. ปาร์ตี้ลิสต์รวม 16 คน, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 11 คน ส่วนพรรคอื่น ๆ ที่เหลือมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคละ 1-3 คน

นักวิเคราะห์การเมืองบางส่วนที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยมองว่า หากต้องจัดการเลือกตั้งใหม่เฉพาะ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ อาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงว่าทำให้การเลือกตั้งไม่เป็น "วันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร" ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 103 กำหนดเอาไว้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.ยุทธพร อธิบายว่า การเลือกตั้งมีอยู่ 3 ประเภทคือ เลือกตั้งทั่วไป, เลือกตั้งซ้ำ, และเลือกตั้งซ่อม ในกรณีนี้เป็นลักษณะที่เรียกว่า "เลือกตั้งซ้ำ" เพราะไม่ใช่เรื่องการขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม หรือ สส. พ้นไปด้วยเหตุต่าง ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติ อันนั้นจะเป็นการ "เลือกตั้งซ่อม" แต่การเลือกตั้งซ้ำจะเข้าข่ายการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปโดยพร้อมกันทั่วราชอาณาจักรหรือไม่ เป็นประเด็นที่อาจจะต้องถกเถียงในข้อกฎหมายกันต่อไป

"ถ้าจะให้ดี หากศาลมีคำวินิจฉัยออกมาในทางนี้ ก็ควรจะมีข้อแนะนำหรือมีการคลายปมนี้ไปด้วยในคำวินิจฉัย แต่อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าคงไม่ไปถึงขั้นนั้น ก็คงจะเป็นลักษณะที่การเลือกตั้งสามารถเดินต่อไปได้ ผลการเลือกตั้งก็ยังใช้ได้อยู่มากกว่า" รศ.ยุทธพร ระบุ


หัวหน้าพรรค ภท. และลูกพรรคของเขา ในระหว่างประชุมสภาเพื่อโหวตเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ สมัยที่สอง เมื่อ 19 มี.ค. 2569

รองเลขาฯ กกต. แจงแต่ละบทเรียนเลือกตั้ง 8 ก.พ.

นอกจากประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง นักการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาสังคมที่ร่วมเวทีเสวนายังสะท้อนปัญหาในการจัดการเลือกตั้งระดับชาติพ่วงการออกเสียงประชามติเมื่อ 8 ก.พ. ซึ่งว่าที่ ร.ต.ภาสกร รองเลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงในบางประเด็นด้วย บีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญไว้ ณ ที่นี้

หนึ่ง การเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเมื่อ 1 ก.พ. พบกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เขียนรหัสเขตเลือกตั้งที่หน้าซองสำหรับใส่บัตรเลือกตั้งผิด หรือกรอกรหัสจังหวัดผิด ไม่ตรงตามภูมิลำเนาของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่ทราบว่ามีการจ่าหน้าซองผิดไปเท่าไร เพราะถ้าบัตรไปส่งผิดหน่วย ก็จะทำให้เกิดบัตรเกิน-บัตรขาด-บัตรเขย่ง-บัตรเสีย

คำชี้แจง: การจ่าหน้าซอง มีการปรับเป็นรหัสเป็นตัวเลข 4 หลัก จากเดิมเลือกตั้งปี 2566 ใช้รหัสตัวเลข 5 หลัก เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับรหัสไปรษณีย์ โดยรหัสนี้มีประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง "แต่เราอาจพลาดตรงการประชาสัมพันธ์ ประชาชนเลยไม่รู้" ในอนาคต อาจไม่ต้องให้ กปน. เป็นผู้กรอก อาจใช้วิธีพิมพ์หน้าซองออกไปเลย


ปัญหา กปน. เขียนรหัสเขตเลือกตั้งที่หน้าซองสำหรับใส่บัตรเลือกตั้งผิด หรือกรอกรหัสจังหวัดผิดเกิดขึ้นทั้งในการเลือกตั้งปี 2566 และปี 2569

สอง กระบวนการรายงานผลการนับคะแนนซึ่งหยุดชะงักไปเมื่อเวลา 19.43 น. ก่อนกลับมารายงานใหม่ และหยุดชะงักอีก โดยบางเขตรายงานก่อน บางเขตรายงานทีหลัง บางเขตมีการปรับลดคะแนนของผู้สมัคร แม้ไม่ได้เปลี่ยนผลการแพ้ชนะ แต่ก็ไม่มีคำอธิบาย ผอ.ไอลอว์จึงเชื่อว่า "มีกระบวนการจัดการคะแนนใน "ห้องแห่งความลับ" ก่อนจะส่งข้อมูลให้สื่อมวลชนรายงาน

เช่นเดียวกับ รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ในฐานะ กมธ. และที่ปรึกษา กมธ.กฎหมายฯ ที่ถอดบทเรียนเกี่ยวกับบทบาทของ กกต. กับการเลือกตั้ง สส. แล้ว "ติดใจมาก" กับการ ยกเลิกการรายงานผลแบบแรพิดรีพอร์ต (Rapid Report) แล้วไปใช้การรายงานผลแบบอีซีทีรีพอร์ต (ECT Report) ซึ่งพบการหยุดชะงักของคะแนน บางช่วงคะแนนขึ้น ๆ ลง ๆ คะแนนเหลื่อมล้ำ เกิดเสียงวิจารณ์มากมาย แต่ กกต. กลับประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 17 วัน หากเทียบกับการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งใช้เวลา 44 วัน การเลือกตั้งปี 2566 ใช้เวลา 36 วัน

"การเลือกตั้งปี 2569 ใช้แค่ 17 วัน เหมือนประกาศผลเพื่อปิดปาก ให้กระแสการเมืองเงียบ ทุกสิ่งอย่างจบลง เราติดใจประเด็นเหล่านี้" มือกฎหมายพรรคสีแดงกล่าว

สำหรับการรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้งปี 2569 จะนับคะแนนและรายงานผลจากหน้าหน่วยเลือกตั้ง 9.9 หมื่นหน่วย >> ส่งไปยัง กกต.เขต >> ส่งไปยัง กกต.จว. >> ส่งไปยัง กกต.กลาง >> แล้วจึงให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน

คำชี้แจง: กกต. ต้องการให้กระบวนการรายงานผลเกิดขึ้นเร็วที่สุด จึงให้กรอกคะแนนจากหน้าหน่วยเข้าไปในระบบเลย จากเดิมปี 2566 ที่ให้นำคะแนนหน้าหน่วยไปส่งที่อำเภอ แล้วอำเภอเป็นคนกรอก แต่ระบบที่เตรียมไว้จะสมบูรณ์ในกรณีที่นำมาใช้หลังครบวาระ พอมีการยุบสภา จึงยังไม่พร้อม 100% ระบบยังไม่เสถียร

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เปรียบเหมือนการเอากีฬา 2 ชนิดมาอยู่ในสนามเดียวกัน เอาวอลเลย์บอลกับบาสเก็ตบอลมาอยู่ด้วยกัน คือมีการเลือกตั้ง สส. กับทำประชามติ การกรอกคะแนนผ่านสมาร์ทโฟนอาจมีความผิดพลาดได้ แต่มีคนที่ต้องตรวจสอบ โดยต้องตรวจผ่านคะแนนที่ติดประกาศไว้ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง มากรอกให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ไม่มีว่าอยากปรับให้พรรคนั้นพรรคนี้ มาแก้ไม่ได้ เพราะมันจะขัดแย้งกับคะแนนที่ประชาชนเห็นหน้าหน่วย "ดังนั้นอยากให้ประชาชนสบายใจว่าไม่มีห้องลับ ห้องพิเศษ" แต่ยืนยันว่าในอนาคตระบบต้องเสถียร และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปการรายงานผลน่าจะดีกว่านี้


เจ้าหน้าที่ กปน. เริ่มนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งที่ 41 ต.จะบังติกอ อ.เมือง จ. ปัตตานี โดยมีประชาชนในพื้นที่มาร่วมสังเกตการณ์รอบคูหาเพื่อลุ้นผลคะแนนของบัตรทั้ง 3 สี เมื่อ 8 ก.พ.

สาม ข้อพิรุธในการนับคะแนนหรือรายงานผลเป็นรายกรณี เช่น พบใบขีดคะแนนในสถานที่ที่ไม่ควรพบอย่างกองขยะ, การนับคะแนนบางหน่วยไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติ กกต. คือไม่โชว์บัตรเลือกตั้งก่อนขานคะแนน, ตัวเลขบัตรเลือกตั้งไม่ตรงกัน ทั้งนี้นายพริษฐ์ได้หยิบยกกรณี จ.สงขลา เขต 3 ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาแสดงตน 112,593 คน แต่ผลการเลือก สส.บัญชีรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการอยู่ที่ 98,923 พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยเอกสาร สส. 5/18 (คะแนนรายหน่วย) และเอกสารแบบ 5/11 (แบบขีดคะแนน) ในวันนับคะแนนเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสตรวจสอบว่าคะแนนตรงกันหรือไม่

คำชี้แจง: กรณีบัตรเลือก สส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อไม่ตรงกัน มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างได้ อาทิ การลงคะแนนล่วงหน้ามีบัตร 2 ใบ แต่ต้นทางอาจส่งบัตรกลับมาแค่ใบเดียว, เจ้าหน้าที่ กปน. หรือ รปภ. ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานนอกเขตเลือกตั้งของตน ในวันนั้นก็อาจเลือกได้แค่ สส.บัญชีรายชื่อ ไม่สามารถเลือก สส.เขต, กรณีฉีกบัตร

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่ สส. จากพรรคสีส้มและพรรคสีแดงตั้งประเด็นเอาไว้ แต่ตัวแทน กกต. ไม่ได้เลือกตอบ ไม่ว่าจะเป็น
  • การเลือกตั้ง 2569 ถูกวิจารณ์ว่ามีการทุ่มเทเงินทองมหาศาลเพื่อชนะการเลือกตั้ง แต่ กกต. จับใครไม่ได้สักคน แล้วก็ประกาศรับรองผลในเวลา 17 วัน นายชูศักดิ์จึงตั้งคำถามว่าถึงวันนี้มีการแจกใบเหลือง ใบส้ม ใบแดงไปกี่ใบ คดีที่อยู่ที่ กกต. มีจำนวนเท่าใด
  • การนับคะแนนเลือกตั้ง จ.สุพรรณบุรี เขต 2 อ.สองพี่น้อง เจ้าหน้าที่ขานคะแนนโดยไม่ได้แสดงบัตรลงคะแนนให้ประชาชนดู ซึ่งมีหลักฐานประชาชนถ่ายคลิปเอาไว้ได้ว่า กปน. ไม่ได้ทำตามระเบียบของ กกต. จึงมีคำสั่งให้นับคะแนนใหม่ที่ ต.บางตาเถร หน่วยเลือกตั้งที่ 1 สส.เขต ซึ่งปรากฏว่า นับรอบแรก ผู้สมัครพรรค ภท. ได้ 427 คะแนน พอนับใหม่รอบสอง เหลือ 263 คะแนน ส่วนผู้สมัครพรรค ปชน. นับรอบแรกได้ 104 คะแนน พอนับรอบสองเพิ่มเป็น 228 คะแนน ซึ่งนายพริษฐ์เห็นว่าเป็น "ความผิดปกติใหญ่เกินกว่าความผิดพลาดมนุษย์คนหนึ่ง แต่จงใจทุจริต" หรือไม่
  • ข้อครหาแทรกแซงการเลือกตั้ง แม้ กกต. เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง แต่ใช้บุคลากรของกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้นายพริษฐ์ได้เปิดข้อมูลการแต่งตั้งโยกย้ายนายอำเภอในช่วงเดือน ธ.ค. 2568-ม.ค. 2569 ถึง 304 คน โดยพบว่าประมาณครึ่งของนายอำเภอที่ถูกย้ายไป ถูกแต่งตั้งเป็น ผอ. หรือกรรมการประจำเขตเลือกตั้งในการเลือกตั้งปี 2569 ครอบคลุม 120 เขตเลือกตั้งใน 40 จังหวัด สอดคล้องกับแชตไลน์ของอธิบดีกรมการปกครองที่ส่งไปหาบุคคลที่เป็นปลัดจังหวัด ณ เวลานั้นให้ "ช่วยน้ำเงินด้วย" แม้ทางอธิบดีจะเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าล็อกอินไว้หลายเครื่อง ไม่รู้ว่าใครไปพิมพ์หรือไม่ แต่ก็ยังฟังไม่ขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่า กกต. ได้ดำเนินการตรวจสอบหรือไม่อย่างไร กรณีที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้สมัคร

https://www.bbc.com/thai/articles/cqd08xnk4lv2o




โพสต์โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล เรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” : การช่วงชิงความหมายของสองพลัง (ปิยบุตรชี้ว่า จำเป็นต้อง "ช่วงชิงและสถาปนาความหมาย" ของคำนี้ ไม่ปล่อยให้กลายเป็นคำทั่วไป หรือถูกลดทอนความหมายลงเหลือเพียงแค่เรื่องของ "พรรคการเมืองหรือนักการเมือง" เท่านั้น)


Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล

15 hours ago ·

[“ระบอบสีน้ำเงิน” : การช่วงชิงความหมายของสองพลัง]

นับตั้งแต่นักยุทธศาสตร์และมันสมองของพรรคประชาชนได้คิดคำว่า ”ระบอบสีน้ำเงิน“ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เผยแพร่ข้อเขียนเกี่ยวกับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านทางเพจของเขา จนถึงวันนี้ คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ได้แพร่หลายไปทั่ว กลายเป็นคำที่ติดหูติดปากของคนทั่วไป บรรดานักการเมือง นักกิจกรรม และสื่อสารมวลชนได้นำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย

ในแวดวงวิชาการ เริ่มมีความพยายามวิเคราะห์ ให้นิยาม และผ่านกระบวนการทำให้เป็นข้อความคิด (conceptualisation) ต่อคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” กันมากขึ้น

ผมมีความเห็นว่า เมื่อคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” แพร่หลายแล้ว เราจำเป็นต้องช่วงชิง สถาปนาความหมาย ของคำคำนี้ อย่าปล่อยให้คำคำนี้กลายเป็นคำดาดๆสามัญทั่วไป (banalisation) จนเกินไป จนใช้เรียกไปทั่ว เรียกอะไรก็ได้ เช่นกัน ต้องไม่ลดทอนคำว่าระบอบสีน้ำเงินให้เหลือเพียงพรรคการเมืองและนักการเมืองเท่านั้น

ณ เวลานี้ มีพลังคู่ (Dual Force) ที่ต่อต้านระบอบสีน้ำเงิน เป็นพลังคู่ที่ไม่ลงรอยกัน เป็นพลังคู่ขนานที่มีความคิดในแก่นสำคัญไม่ตรงกันนัก พลังคู่นั้น ได้แก่ พลังก้าวหน้า กับพลังอนุรักษ์นิยม

ทั้งพลังก้าวหน้าและพลังอนุรักษ์นิยม ต่างก็ไม่พอใจระบอบสีน้ำเงิน ในประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น การกินรวบประเทศไทยผ่านวุฒิสภาและองค์กรอิสระต่างๆ ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล นี่เป็น “จุดร่วม” ของทั้งสองพล้งนี้ แต่ “จุดต่าง” อยู่ที่การนิยามว่าระบอบสีน้ำเงิน คืออะไร

.

ในระหว่างที่ยังถกเถียงกันถึงนิยามของระบอบสีน้ำเงินกันอยู่นี้ ผมขอเสนอแนวคิดเพื่อให้พลังก้าวหน้านำไปพิจารณากันต่อไป ดังนี้

ระบอบสีน้ำเงิน ก่อร่างและดำเนินการด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องจักรกลของระบอบ

หนึ่ง สหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่แห่งประเทศไทย ภายใต้การอำนวยการของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่ง ณ เวลานี้ หน้าที่นี้ตกเป็นของพรรคภูมิใจไทย และในอนาคต อาจเป็นพรรคภูมิใจไทยต่อ หรือพรรคอื่นตามแต่ที่ชนชั้นนำเลือกสรร ก็เป็นได้

เครื่องจักรกลแรกนี้ทำหน้าที่รวบรวมสรรพกำลังเพื่อเอาชนะเลือกตั้ง ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยวิธีการใดก็ได้ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้พรรคฝ่ายก้าวหน้าได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล แสวงหา “ใบอนุญาตที่ 1” จากประชาชน เพื่อความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ

สอง วุฒิสภา องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ

เครื่องจักรกลที่สอง ทำหน้าที่ 3 ประการ

ประการแรก คุ้มครองและรับประกันการใช้อำนาจของรัฐบาลว่า ถูกต้องเสมอ อย่างไรก็ตาม อาจมีเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ต้องจัดการเล่นงานบรรดานักการเมืองบ้านใหญ่ในเครื่องจักรกลแรกอยู่บ้าง เพื่อมิให้แลดูน่าเกลียดจนเกินไป แต่อย่างไรเสียก็ไม่มีวันที่จะไปเล่นงานถึงหัวใจ แม่ทัพนายกอง จนทำให้รัฐบาลมีอันเป็นไปได้

ประการที่สอง กำจัดและปราบปรามพลังทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้าที่ลุกขึ้นท้าทายระบอบ โดยใช้กระบวนการนิติสงคราม เช่น ยุบพรรค ตัดสิทธิ ปลดออกจากตำแหน่ง จับกุม คุมขัง ดำเนินคดีอาญา เป็นต้น

ประการที่สาม ปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายสำคัญที่เป็นหมุดค้ำประกันระบอบ

สาม ระบบราชการและกองทัพ

เครื่องจักรกลที่สาม ทำหน้าที่เป็นกลไกในการทำงานปฏิบัติ โดยมีเส้นแบ่งที่ยอมรับกันและสมประโยชน์กันลงตัวระหว่าง “ฝ่ายราชการประจำ“ กับ ”ฝ่ายการเมือง“ ได้แก่ การกำหนดส่วนแบ่งผลประโชน์ทางเศรษฐกิจและตำแหน่ง การดำเนินการตามแนวนโยบายของเทคโนแครตราชการ และฝ่ายการเมืองไม่เข้าไปยุ่งกับ ”แดนหวงห้าม“ ของฝ่ายราชการและกองทัพ (เช่น นโยบายด้านความมั่นคง ชายแดน ตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ตำรวจ และกระทรวงต่างๆ)

เมื่อตกลงถือปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง ก็เกิดเป็นเส้นแบ่งที่ทั้งสองฝ่าย ”รู้กัน“ นานวันเข้า ก็กลายเป็น ”กฎ“ ไม่ว่าฝ่ายการเมืองจะเปลี่ยนหน้าตาเป็นใคร พรรคใด ก็ต้องอยู่ภายใต้ ”กฎ“ นี้ หากฝ่ายการเมืองละเมิดกฎนี้ ย่อมเสี่ยงมีอันเป็นไปในไม่ช้าได้ เช่นนี้เอง ทำให้แดนของฝ่ายการเมืองในการผลักดันแนวนโยบายของตนค่อยๆหดแคบลง จนฝ่ายการเมืองแปลงสภาพเป็น ”ฝ่ายประจำที่ลงเลือกตั้ง“

สี่ กลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่

เครื่องจักรกลที่สี่ ทำหน้าที่ให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจแก่เครื่องจักรกลที่หนึ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนให้เครื่องจักรกลที่หนึ่งต้องไม่ดำเนินนโยบายที่กระทบกับกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่เป็นอันขาด และไม่เพียงแต่ไม่กระทบเท่านั้น ในหลายกรณี ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินและโอกาสของประเทศ เข้าไปสนับสนุนให้กลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ได้เปรียบ ได้รับการช่วยเหลือ ได้ผูกขาดทางเศรษฐกิจอีกต่อไปหลายรุ่น

อนึ่ง เครื่องจักรกลทั้งสี่นี้ ทำงานอย่างสอดรับประสานกัน แบ่งบทบาทกันเล่น แต่รวมศูนย์ขึ้นตรงต่อชนชั้นนำจารีตประเพณี ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของชนชั้นนำจารีตประเพณี (ขอใช้คำนี้ไปพลางก่อน) เพื่อรับประกันว่า จะไม่มีการท้าทายหรือต่อต้านชนชั้นนำจารีตประเพณีโดยเด็ดขาด

หากเครื่องจักรกลไหนหรือบางส่วนของเครื่องจักรกลไหนผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ฉาวโฉ่จนคนรับไม่ไหว ผู้กระทำการในเครื่องจักรกลนั้นหรือบางส่วนของเครื่องจักรกลนั้น ก็จำต้องสังเวยชีวิต ถูกกำจัดออกไป และสรรหาคัดเลือกผู้กระทำการรายใหม่หรือส่วนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ในเครื่องจักรกลนั้นแทน แต่ทั้งหมดนี้ ไม่มีวันที่จะสาวไปถึงชนชั้นนำจารีตประเพณีผู้อุปถัมภ์และผู้กำกับของระบอบนี้ได้ ทุกอย่างจะถูก “ตัดตอน” ความรับผิดชอบอยู่ที่เครื่องจักรกลทั้งสี่เท่านั้น

.

ในสายตาของพลังอนุรักษ์นิยมแล้ว นิยามระบอบสีน้ำเงินให้เหลือแค่เครื่องจักรกลที่ 1 คือ สหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่แห่งประเทศไทย ภายใต้การอำนวยการของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ส่วนเครื่องจักรกลที่ 2 นั้น พวกเขาก็อาจต่อสู้นับรวมเข้าด้วย แต่ไม่ได้ไปถึงขนาดตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ของเครื่องจักรกลที่ 2 พวกเขาลดทอนลงไปเหลือเพียงการโจมตีว่าเครื่องจักรกลที่ 1 กินรวบยึดเอาองค์กรเหล่านี้ไว้หมด ผ่านการแต่งตั้งคนเข้าไป เครื่องจักรกลที่ 2 ประเสริฐอยู่แล้ว แต่มาแปดเปื้อนด่างพร้อยเพราะพวกเครื่องจักรกลที่ 1 คิดชั่วร้าย เข้ามาครอบครอง ยึดเอาไปเป็นของตัว ดังนั้น ต้องจัดการเครื่องจักรกลที่ 1 ให้เด็ดขาด แล้วเครื่องจักรกลที่ 2 จะกลับมาดีดังเดิม

ในส่วนเครื่องจักรกลที่ 3 และ 4 นั้น พลังอนุรักษ์นิยม ก็อาจวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง พอหอมปากหอมคอ แต่สุดท้ายก็จะพุ่งเป้ากลับไปที่เครื่องจักรกลที่ 1 อยู่ดี

ส่วนชนชั้นนำจารีตประเพณีผู้อุปถัมภ์เครื่องจักรทั้ง 4 และเป็นผู้กำกับระบอบ นั้น พลังฝ่ายอนุรักษ์นิยม จงใจเพิกเฉยหรือ ไม่นับรวมเข้ามาด้วย

หากการนิยามระบอบสีน้ำเงินเป็นไปตามแนวคิดของพลังอนุรักษ์นิยมแล้วล่ะก็ วันใดที่ระบอบสีน้ำเงิน (ในความหมายอย่างแคบ) ถูกโค่นล้มลงไปได้ ผลที่ตามมาก็คือ การกำจัดพรรคการเมืองและนักการเมืองกลุ่มหนึ่งออกไป แล้วได้พรรคการเมืองและนักการเมืองกลุ่มใหม่เข้าทำหน้าที่ในเครื่องจักรกลที่ 1 แทน หรือเลวร้ายไปกว่านั้น อาจเจอกับอำนาจนอกระบบอย่างคณะรัฐประหาร ออกโรงมาทำหน้าที่ในเครื่องจักรกลที่ 1 แทนชั่วคราว โดยที่เครื่องจักรกลที่ 2 3 และ 4 ก็ยังเป็นแบบเดิม ภายใต้การอุปถัมภ์และกำกับโดยชนชั้นนำจารีตประเพณีแบบเดิม และเราก็จะวนกลับมาสู่ปัญหาแบบเดิมอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในการต่อสู้ช่วงชิงนิยามของระบอบสีน้ำเงิน จึงต้องไม่ลดทอนการต่อสู้ไปอยู่ที่พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ลงเลือกตั้งเท่านั้น เราต้องมองเห็นทั้งนักการเมืองสหพันธ์เครือข่ายบ้านใหญ่แห่งประเทศไทย ที่รับบทอยู่ฉากหน้า และต้องมองเห็นทั้งวุฒิสภา องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ กองทัพ ระบบราชการ และกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ตลอดจนชนชั้นนำจารีตประเพณี ที่อยู่ฉากหลัง และค้นหาความแตกแยกและความตึงเครียดกันภายในระหว่างเครื่องจักรกลต่างๆ หรือระหว่างผู้เล่นในเครื่องจักรกลเดียวกัน

.

ใน “100 ปีแห่งความโดดเดี่ยว” นวนิยายอันเลื่องชื่อของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ เปิดฉากบรรยายไว้ว่า “โลกที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังไม่มีชื่อ และเพื่อจะพูดถึงสิ่งเหล่านั้น ก็จำต้องใช้วิธีชี้เอา”

การเมืองไทย สังคมไทย ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่ยังไม่มีชื่อเรียก ยังมีพื้นที่อีกมากมายที่ถูกเรียกชื่อไปแล้ว แต่ก็อาจถูกเปลี่ยนได้

พื้นที่เหล่านี้ รอให้เราเข้าไปต่อสู้ทางความคิด เปิดโอกาสให้เราเข้าไปช่วงชิงสถาปนาความหมายใหม่

มนุษย์มีศักยภาพในการเข้าไปให้ชื่อแก่มันได้

มนุษย์มีศักยภาพในการสถาปนาความหมายใหม่ให้แก่มันได้

ดังนั้น พันธกิจของปัญญาชน คือ สังเกต วิเคราะห์ สร้างคำ ตั้งชื่อ ทำให้พร่าเลือน ทำให้แจ่มช้ด ช่วงชิงและสถาปนาความหมาย เพื่อให้สิ่งที่ปรากฏอยู่อย่างกระจัดกระจายและอยู่ตรงหน้าของมนุษย์ ได้กลายเป็น “คำ” มีชื่อเรียก เมื่อเรียกชื่อแล้ว เป็นที่เข้าใจโดยทั่วกันว่า ภายใต้ชื่อนั้น มันเป็นสิ่งที่เราต้องโค่นล้มทำลาย หรือมันเป็นสิ่งที่เราใฝ่ฝันถึงและมีแรงปรารถนาในการสร้างให้เกิดขึ้น

อย่าปล่อยให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” กลายเป็นเพียงเรื่องสีของพรรคการเมืองที่ครองอำนาจเท่านั้น

เร่งทำงานทางความคิด ช่วงชิงการนิยามความหมาย ชี้ให้ตรงเป้า เชื้อเชิญพลังอนุรักษ์นิยม รวมทั้งพวกพลังเงียบ/พลังเฉย ให้เข้าใจและยอมรับถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริง ที่มากไปกว่าพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งที่สลับสับเปลี่ยน “ถูกเลือกใช้” ให้เป็นรัฐบาลเท่านั้น

ในช่วงยามวิกฤตนี้ ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราจำเป็นต้องปฏิรูปขนานใหญ่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและสัมพันธภาพทางอำนาจกันเสียใหม่ให้เอื้อต่อการปฏิรูปประเทศไทยขนานใหญ่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1713866206766097&set=a.553423646143698





แม้ว่าเสียงเรียกร้องของท่านอ่อง จักรีวัชร วิวัชรวงศ์ จะเป็นที่รับรู้ในวงกว้างบนโลกออนไลน์ แต่รัฐบาลไทยและสำนักพระราชวังยังคงนิ่งเฉย โดยไม่มีท่าทีหรือสัญญาณใดๆ ที่แสดงถึงความช่วยเหลือหรือการเปิดทางให้เขาสามารถเดินทางกลับประเทศได้ในทางพับบลิค

https://www.facebook.com/pravit.rojanaphruk.5/posts/4713640865530394

Pravit Rojanaphruk
a day ago ·

สื่อต่างประเทศรายงานอย่างกว้างขวางถึงอาการป่วยร้ายแรงของคุฯอ่อง (#ท่านอ่ออง) จักรีวัชร วิวัชรวงศ์ พระราชโอรสที่เหินห่างจากพระมหากษัตริย์ไทย รวมถึงความประสงค์ของเขาที่จะเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อเข้ารับการรักษาและผ่าตัดสมอง แต่สื่อกระแสหลักของไทยส่วนใหญ่ยังคงทำราวกับว่านี่ไม่ใช่ข่าว

นี่คือสังคมที่ปฏิเสธความจริง การที่สื่อกระแสหลักเซ็นเซอร์ตัวเองจนกลายเป็นปกติเช่นนี้ เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อความกลัวต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันเข้มงวดทำให้สื่อจำนวนมากหลีกเลี่ยงการรายงานข่าวนี้... นี่แหละอาการของ 'กะลาแลนด์'
.....

แม้ว่าเสียงเรียกร้องของเขาจะเป็นที่รับรู้ในวงกว้างบนโลกออนไลน์ แต่รัฐบาลไทยและสำนักพระราชวังยังคงนิ่งเฉย โดยไม่มีท่าทีหรือสัญญาณใดๆ ที่แสดงถึงความช่วยเหลือหรือการเปิดทางให้เขาสามารถเดินทางกลับประเทศได้

ปฏิกิริยาจากสาธารณชนและสื่อมวลชนต่อการเรียกร้องดังกล่าว

การเรียกร้องให้มีการแทรกแซงเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน: 
นักข่าวและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เช่น นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงท่าทีที่ชัดเจนในการอนุญาตให้ ดร.จักรีวัชร เดินทางกลับประเทศได้ โดยเน้นย้ำว่าการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ควรอยู่เหนือประเด็นทางการเมืองหรือสถานะทางชนชั้นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์

กระแสความเห็นใจจากสาธารณชน: 
ความคิดเห็นในโพสต์ต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยอย่างลึกซึ้งจากประชาชนทั่วไป หลายคนร่วมส่งกำลังใจและคำอธิษฐานขอให้เขาปลอดภัย โดยมีข้อความในทำนองว่า "ขอให้ท่านได้รับการรักษาและปลอดภัย"

การเซ็นเซอร์ตนเองของสื่อกระแสหลัก: 
ในขณะที่สื่อต่างประเทศรายใหญ่ต่างนำเสนอข่าวเกี่ยวกับภาวะวิกฤตทางสุขภาพของเขาอย่างกว้างขวาง แต่สื่อกระแสหลักภายในประเทศไทยส่วนใหญ่กลับนิ่งเฉยโดยสิ้นเชิง สื่อท้องถิ่นต่างเซ็นเซอร์ตนเองอย่างเข้มงวดเนื่องจากความหวาดกลัวว่าจะละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันเคร่งครัดของไทย ซึ่งกำหนดให้การวิพากษ์วิจารณ์หรือการนำเสนอข่าวที่ละเอียดอ่อนเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ถือเป็นความผิดทางอาญา





ประหลาดจริงขนาดหมาแมวป่วยช่วยกันรักษา แต่ทำไมท่านอ๋องไม่มีใครช่วยให้ได้รับการรักษา?








https://x.com/pruksakasemsuk/status/2103282099939950913

Somyot
@pruksakasemsuk

ประหลาดจริงขนาดหมาแมวป่วยช่วยกันรักษา แต่ทำไมท่านอ๋องไม่มีใครช่วยให้ได้รับการรักษา?

นพ.จักรีวัชร วิวัชรวงศ์ ป่วยหนักด้วยโรคทางพันธุกรรม-Neurofibromatosis Type 2 (NF2)- ซึ่งทำให้เกิดเนื้องอกขนาดใหญ่บริเวณแนวกลางสมอง ต้องการรับการผ่าตัดที่ประเทศไทย

‘ท่านอ่อง’ชูบัตรประจำตัวประชาชนไทยเพื่อยืนยันความเป็นคนไทย ไม่มีคดีความติดตัว ไม่ได้หนีคดี หรือมีความผิดอันใดและ ไม่ใช่ผู้ลี้ภัยการเมือง ย่อมเป็นสิทธิของพลเมืองไทยในการไม่ถูกเนรเทศ ซึ่งบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ 2560 "การเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้"

การที่ท่านอ๋อง ปรารถนาจะรับการรักษาที่ประเทศไทย ย่อมเดินทางกลับได้ทันที แต่ไม่สามารถกลับมาประเทศไทยได้จนกลายเป็นข่าวดัง ดังนั้น กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ต้องดำเนินการคุ้มครองสิทธิฯให้ท่านอ๋องได้กลับประเทศไทยเข้ารับการรักษาได้ แต่หน่วยงานรัฐบาลอนุทินกลับนิ่งเฉย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าจะมีอำนาจพิเศษอันใดหรือไม่ ที่ไม่ยอมให้ท่านอ๋องเดินทางกลับประเทศไทย ? เรื่องนี้กลายเป็นข่าวต่างประเทศไปแล้ว รัฐบาลอนุทินไม่ควรเพิกเฉย ควรที่จะดำเนินการให้เกิดความกระจ่างในเรื่องนี้

ขนาดหมาแมวจรจัด หากเจ็บป่วยยังมีคนสงสาร ช่วยกันนำไปรักษา ไม่มีเงินก็ช่วยกันบริจาค ช่วยหมาแมวให้ได้รับการรักษา แต่นี่เป็นคนแท้ๆ เป็นคนไทยด้วยกัน จะดีชั่วประการใด ทำไมไม่มีใครจะช่วยท่านอ๋องให้ได้รับการรักษาที่ประเทศไทย?




แอดมิน เพจ อยุธยา-Ayutthaya Station ขอพูดบ้าง อย่าเหมารวม คนอยุธยาไม่ได้เลือกน้ำเงินทั้งจังหวัด ยังมี พื้นที่เหลือ ยังมีพื้นที่เล็กๆที่เป็นสีอื่น เค้าไม่ควรมาถูกด่าเหมารวม


อยุธยา-Ayutthaya Station
19 hours ago ·

บทความนี้ถูกเขียนและวิเคราะห์ขึ้นโดยแอดมิน [คนเดียว]
ไม่ใช่บทความแทนคนอยุธยาทั้งจังหวัด บทความนี้จะเป็นบทความเดียวที่ข้องเกี่ยวการเมือง และเปิดพื้นที่คอมเม้นต์อิสระ

ความเป็นจริง
คนอยุธยาไม่ได้เลือกน้ำเงินทั้งจังหวัด
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนส่วนใหญ่เลือกน้ำเงิน

น้ำไม่ท่วมอยุธยาได้ไหม
ตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบัน อยุธยาก็ถูกน้ำท่วมมาตลอด และเช่นกันค่ะ มันทำให้ขุดหลุมฝังชุดความคิดของคนอยุธยาว่า เราคือพื้นที่รับน้ำ ท่วมมากท่วมน้อย ก็ต้องถูกน้ำท่วม เพราะอยุธยาคือปราการด่านสุดท้ายก่อนเข้าพื้นที่สำคัญของประเทศ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอย่างไรอยุธยาก็ต้องท่วม
.
.
ทำไมจึงน้ำเงินทั้งจังหวัด
ขอวิเคราะห์ในภาพรวม ในมุมของคนที่เกิดและโตในอำเภอรอบนอก-ชานเมือง ในฐานะประชาชนธรรมดาคนนึงที่พอจะอธิบายในมุมของตัวเองอ่านะคะ

1.คนส่วนใหญ่ยังคงอยู่กับชุดความคิดที่ว่า ไม่ว่าจะสีไหนมาบริหารยังไงก็ท่วมอยู่ดี เพราะมันท่วมมานานจนฝังลึกไปแล้ว

2.เมื่อถึงช่วงเวลาที่น้ำท่วม ประชาชนหันหน้าพึ่ง ผู้นำหมู่บ้าน | หน่วยงานราชการ ต่างๆในจังหวัด ซึ่งก็คือฐานรากของฝั่งน้ำเงิน

3.เมื่อพึ่งพาใครได้ ในบริบทของคนไทยที่เดือดร้อนก็จะรู้สึกดีและเป็นหนี้บุญคุณคนที่เคยมาช่วยเหลือ [นี่คือพื้นฐานคนไทยจริงๆ]

4.ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยามที่เกิดน้ำท่วม หรือเหตุการณ์วิกฤตใดๆ ทีมช่วยเหลือของฐานน้ำเงินเข้าถึงประชาชนได้ไวและตรงจุด เช่น ถุงยังชีพ

ถุงยังชีพสำคัญแค่ไหน ทำไมจึงอยากได้กันหนักหนา นี่คือคำถามของคนที่มองจากภายนอก หรือคนที่พอมีอันจะกินอยากทราบ

ถุงยังชีพจะสำคัญและจำเป็นมาก เมื่อสถานะคือคำว่า คนจน
คนจนจะไม่สนสถานะทางออนไลน์
คนจนจะไม่สนว่าใครมองอย่างไร
คนจนจะสนใจเพียงการดิ้นรนเอาชีวิตรอด
การได้รับถุงยังชีพที่มีข้าวสาร 5 กิโล
มีอาหารแห้ง มีขนม มีของใช้ต่างๆจึงเป็นสิ่งที่ดีและสำคัญมาก และนี่คือความจริง

5.เมื่อเวลาผ่านไปยิ่งนานเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทำให้ถูกปลูกฝังว่านี่คือคนที่คอยมาช่วยเหลือได้ในยามที่เดือดร้อน

6. หากนับย้อนหลังไปซัก 40 ปี ก็จะเข้าใจว่าทำไมประชาชนไม่เหลือความเชื่อใจในการบริหารเรื่องน้ำให้กับสีใดๆเลย นั่นก็เพราะน้ำท่วมอยุธยาทุกปีท่วมมาตลอด

7. การที่อยู่ๆ จะมาป่าวประกาศว่าหากเลือกสีนี้ รับรองน้ำจะไม่ท่วมอยุธยาอีกแน่นอน จึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะมีคนเชื่อ
[เหตุผลอยู่ที่ข้อ 6]

8.คนส่วนใหญ่จึงคิดว่าการเลือกสีน้ำเงิน ซึ่งคือฐานรากในพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุด เข้าถึงประชาชนได้ไว จึงเป็นคำตอบให้เห็นของอยุธยาในปัจจุบัน

9.ถ้าเกิดและโตในพื้นที่อยุธยา ไม่ว่าจะทำอะไร ไม่ว่าจะหันไปทางไหน จะรู้ดีว่ารากฐานน้ำเงินแน่นจริง
.
.
ชีวิตจริง | โลกออนไลน์
ในโลกออนไลน์การเลือกพรรคกระแส ทำให้ได้คะแนนนิยม ทำให้ดูดี ทำให้เกิดภาพลักษณ์ดีๆ

ในโลกแห่งความจริง มนุษย์ทุกคนย่อมหวังการเอาตัวรอด และสามารถใช้ชีวิตให้ผ่านไปได้ด้วยดี

การเลือกพรรคน้ำเงินจึงเป็นคำตอบของคนที่เดือดร้อนและเติบโตขึ้นมากับบริบทของคำว่า #อยุธยาน้ำท่วมทุกปีอยู่แล้ว
.
.
เลือกคนช่วยเหลือ ไม่เลือกคนแก้ไข คือคำถามทางออนไลน์ว่า ทำไม

เพราะคำว่า น้ำท่วม มันถูกฝังลึกลงมานานเกินไป

เพราะคนส่วนใหญ่ยังเชื่อสนิทใจ กับคำว่า จะแก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยาให้ได้ มันเป็นเพียงคำพูดที่ใช้เพื่อการโฆษณาของทุกสีเท่านั้น

ประชาชนในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมไม่เหลือความเชื่อใจ ไม่เหลือความมั่นใจ ให้กับสีใดๆเลย ว่าจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้จริงๆ

และยังคงเชื่อว่าไม่ว่าใครจะมาบริหารก็ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยาได้จริงๆ
.
.
ก่อนจะจบบทความนี้ ขอย้ำไว้ว่าคนอยุธยาไม่ได้เลือกน้ำเงินทั้งจังหวัด ยังมี พื้นที่เหลือ ยังมีพื้นที่เล็กๆที่เป็นสีอื่น เค้าไม่ควรมาถูกด่าเหมารวม

เมื่อคุณอ่านบทความนี้จบ และคุณอ่านเข้าใจดีแล้ว คุณสามารถคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่
>> ด้วยวุฒิภาวะทางการศึกษา
>> ด้วยวุฒิภาวะทางอารมณ์
>> ด้วยวิจารณญาณของตัวท่านเอง
แต่ต้องไม่ลืมว่าการจะการกล่าวถึงบุคคลใดใดก็ตาม ในคำพูดที่รุนแรงเกินจะรับไหวมันมีราคาที่ต้องจ่าย แอดมินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในจุดนี้

ด้วยความเคารพ
แอดมิน
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1572987164860606&set=a.618920400267292




ชวนฟังแนวคิดของ อ.กชกร วรอาคม จาก Landprocess ประเด็นหัวใจสำคัญของแนวคิด "กรุงเทพฯ ท่วมได้" (Living with Water) แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการยอมให้น้ำท่วมบ้านเรือนหรือสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่คือการ "จัดสรรพื้นที่ให้น้ำอยู่" อย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยน Mindset ของสังคม








https://x.com/PHATI0/status/2103413854378307686
.....

แนวคิดของ อ.กชกร วรอาคม (Kotchakorn Voraakhom) จาก Landprocess ถือเป็นมุมมองทางภูมิสถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองแบบ Transformative & Regenerative Design ที่เปลี่ยนวิธีคิดในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) อย่างสิ้นเชิง

ประเด็นหัวใจสำคัญของแนวคิด "กรุงเทพฯ ท่วมได้" (Living with Water) ที่แกสื่อสารเสมอผ่านสื่ออย่าง The Cloud สามารถสรุปมุมมองหลักออกมาได้ดังนี้:

1. เปลี่ยนจาก "ต่อสู้" (Fight) เป็น "อยู่ร่วม" (Adapt/Live with)

ปัญหาของแนวคิดเดิม: กรุงเทพฯ ยึดติดกับแนวคิด "เมืองห้ามท่วม" มาโดยตลอด ทำให้เราสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบแข็ง (Hard Infrastructure) เช่น เขื่อน คอนกรีต ผนังกั้นน้ำ และการเร่งสูบน้ำออก ซึ่งเป็นการพยายามต้านพลังธรรมชาติตลอดเวลา

กรุงเทพฯ เป็นเมืองดินพอกแอลูเวียล (Delta City): โดยธรรมชาติตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำ การที่น้ำจะหลากหรือท่วมขังเป็นเรื่องปกติทางนิเวศวิทยา การพยายามทำให้เมือง "แห้งสนิท" ตลอดเวลาจึงเป็นการฝืนธรรมชาติที่ต้องใช้ต้นทุนมหาศาลและล้มเหลวในระยะยาว

2. "รับน้ำให้อยู่" แทนที่จะ "ไล่น้ำให้ออก"

การสร้าง Amphibious City (เมืองครึ่งนกครึ่งน้ำ): เปลี่ยนพื้นที่ในเมืองให้เป็นเหมือน "ฟองน้ำ" (Sponge City Concept) ที่สามารถชะลอ กักเก็บ และซับน้ำไว้ชั่วคราวเมื่อเกิดน้ำท่วมขัง แล้วค่อยๆ ปล่อยออกหรือนำกลับมาใช้

ตัวอย่างเชิงประตูกลทางออกแบบ:

อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ: ออกแบบให้พื้นที่ยกเอียง (Inclined Plane) เพื่อดึงน้ำฝนไหลลงสู่บ่อรับน้ำ (Retention Pond) สวนแห่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เป็น "แก้มลิงกลางเมือง" ที่รองรับน้ำได้หลายล้านลิตรในช่วงฝนตกหนัก

สวนป๋วย 100 ปี (มธ. รังสิต): ใช้หลังคาสีเขียว (Green Roof) ขนาดใหญ่รองรับน้ำฝน ชะลอการไหลซึมลงสู่ระบบระบายน้ำเมือง และเป็นแปลงเกษตร urbano ในตัว

3. น้ำท่วมไม่ใช่ "ภัยพิบัติ" แต่คือ "ปรากฏการณ์ธรรมชาติ"

เปลี่ยน Mindset ของสังคม: ความเสียหายจากน้ำท่วมส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราไปปลูกสร้างขวางทางน้ำ หรือการออกแบบเมืองที่ไม่เว้นสเปซให้น้ำอยู่

หากเมืองมีพื้นที่รองรับน้ำที่เป็นมิตร (Water-centric Infrastructure) น้ำท่วมขังในระยะเวลาสั้นๆ บนพื้นที่ที่เตรียมไว้รองรับ จะไม่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและเศรษฐกิจ และถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวงจรฤดูกาล

มุมมองของ อ.กชกร อาจจะฟังดู Radical สำหรับเมืองที่ชินกับการพึ่งพาปั๊มน้ำและผนังคอนกรีต แต่ในทางสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมระดับโลก แนวคิดการ "ปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับน้ำ" (เช่น โมเดลการจัดการน้ำของเนเธอร์แลนด์ หรือ Sponge City ของจีน) กลายเป็นทางออกเดียวที่ยั่งยืนสำหรับเมืองหลวงที่กำลังจมลงเรื่อยๆ อย่างกรุงเทพมหานคร

แนวคิด "กรุงเทพฯ ท่วมได้" ของ อ.กชกร วรอาคม ไม่ใช่การปล่อยเกาะให้เมืองจมน้ำตามยถากรรม แต่คือการเสนอ Paradigm Shift (การเปลี่ยนกระบวนทัศน์) ในการวางผังเมืองและงานสถาปัตยกรรม โดยเปลี่ยนจากการพยายามเอาชนะธรรมชาติ มาเป็นการออกแบบเมืองที่ยืดหยุ่นและลู่ตามธรรมชาติ (Climate Resilience)

1. ทำไมถึงบอกว่า "กรุงเทพฯ ห้ามท่วม" คือความเชื่อที่ผิดธรรมชาติ?

กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนพื้นที่ดินพอกแอลูเวียล (River Delta) ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนแม่น้ำ มีลักษณะเหมือน "ฟองน้ำตามธรรมชาติ" ที่เคยซึมซับและกระจายน้ำหลากในฤดูน้ำแดงมาตั้งแต่อดีต

โครงสร้างแบบแข็ง (Grey Infrastructure): ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราพยายามทำให้เมืองแห้งด้วยการสร้างเขื่อน คอนกรีต และท่อระบายน้ำเพื่อเร่งผลักน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด

ผลลัพธ์ที่ล้มเหลว: ยิ่งเราถมคลอง ปูพื้นคอนกรีตทับพื้นที่รับน้ำ และสร้างกำแพงกั้น น้ำก็ยิ่งหาทางไปไม่ได้ เมื่อบวกกับปัญหากรุงเทพฯ จมลง (Land Subsidence) และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น การพยายามทำเมืองให้ "แห้งสนิท" จึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่ยั่งยืนและต้องจ่ายค่าบำรุงรักษามหาศาล

2. หัวใจของ "กรุงเทพฯ ท่วมได้" (Living with Water)

แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการยอมให้น้ำท่วมบ้านเรือนหรือสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่คือการ "จัดสรรพื้นที่ให้น้ำอยู่" อย่างเป็นระบบ โดยสรุปเป็นหลักการออกแบบได้ดังนี้:

เปลี่ยนเมืองให้เป็นฟองน้ำ (Sponge City Concept): เพิ่มพื้นที่เขียวและระบบซึมน้ำธรรมชาติ (Green-Blue Infrastructure) เพื่อชะลอน้ำฝนไม่ให้ทะลักลงท่อระบายน้ำพร้อมกันทั้งหมด

การออกแบบให้ท่วมอย่างเป็นมิตร (Design for Flooding): ออกแบบพื้นที่สาธารณะ ลานกิจกรรม หรือสวนสาธารณะ ให้ทำหน้าที่เป็น "แก้มลิงชั่วคราว" ในช่วงฝนตกหนัก น้ำท่วมขังในสวนได้เป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือกี่วัน โดยไม่รบกวนการจราจรหรือพื้นที่เศรษฐกิจโดยรอบ
3. ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจากงานออกแบบของ Landprocess

แกไม่ได้เสนอเพียงแค่ทฤษฎี แต่ใส่แนวคิดนี้ลงในงานออกแบบระดับเมืองจริง เช่น:

อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ: ออกแบบให้พื้นที่ทั้งสวนมีความเอียง 3 องศา เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงดึงน้ำฝนไหลผ่านสวนบำบัด พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) และลงสู่บ่อกักเก็บน้ำ (Retention Pond) ส่วนปลาย สวนแห่งนี้สามารถกักเก็บและชะลอน้ำได้ถึง 1 ล้านแกลลอน ในยามวิกฤต

สวนป๋วย 100 ปี (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต): เปลี่ยนหลังคาอาคารเป็น สวนหลังคาสีเขียว (Green Roof) ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งช่วยชะลอการไหลของน้ำฝนลงสู่พื้นดินได้มากกว่า 50% พร้อมทั้งมีบ่อรับน้ำรอบอาคารเพื่อหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้
สรุปข้อคิดจากแนวคิด อ.กชกร

แนวคิด "กรุงเทพฯ ท่วมได้" คือการย้ายมุมมองจาก "การจัดการภัยพิบัติ" (Disaster Management) ไปสู่ "การออกแบบเมืองเพื่อปรับตัว" (Adaptive Urban Design) น้ำท่วมไม่ใช่ศัตรูที่ต้องเอาชนะ แต่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เมืองต้องหาทางสเปซและระบบรองรับอย่างชาญฉลาด
.....


Coming of Age | EP. 306 | กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกที่ UN มอบรางวัลให้ สู่ศาสตราจารย์พิเศษ Cornell

The Cloud

Jul 14, 2026 
Coming of Age | The Cloud Podcast

กชกร วรอาคม ศาสตราจารย์พิเศษแห่งมหาวิทยาลัย Cornell ภูมิสถาปนิกไทยผู้คว้ารางวัล UN Global Climate Action Awards พ.ศ. 2563 สาขา Woman for Results จากผลงานดังอย่างอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ, อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี และสวนลอยฟ้าเจ้าพระยา จากเด็กฝึกงานในสหรัฐอเมริกา เรียนต่อที่ Harvard ก่อตั้งองค์กรเพื่อสังคม ไปจนถึงได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่ง A.D. White Professor-at-Large หนึ่งในเกียรติยศทางวิชาการสูงสุดของมหาวิทยาลัย Cornell 

รายการ Coming of Age ตอนนี้ ไม่ได้ชวนอาจารย์กชมาคุยแค่เรื่องการออกแบบ แต่ชวนเธอเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ทั้งการค้นพบว่างานในฝันอาจไม่ใช่คำตอบ ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะความรัก เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว และบทเรียนจากความล้มเหลวที่ทำให้เธอเข้าใจความหมายของคำว่า ‘การเปลี่ยนแปลง’ และคุณค่าของครอบครัวมากขึ้น

เพราะการออกแบบที่แท้จริงไม่ใช่แค่การสร้างให้สวยงาม แต่รวมถึงการออกแบบกระบวนการ ออกแบบพฤติกรรม และสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับทุกคน

ดำเนินรายการ : ทรงกลด บางยี่ขัน
กำกับ : คฑาวุฒิ เผือกสอาด
ถ่ายภาพ : คฑาวุฒิ เผือกสอาด, ศวิตา ศีลตระกูล
ตัดต่อ : กิตติรักษ์ คงอาวุธ
ควบคุมการผลิต : วรัมพร ศิริสวัสดิ์, วิจักร์ สกลพงศ์ไพโรจน์, พัชรพร ขันธะรัก


https://www.youtube.com/watch?v=2hzNfhMa3Fk




รายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนโดยหนังสือพิมพ์ De Volkskrant ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการจงใจเล็งเป้าหมายไปที่เด็กในฉนวนกาซา ได้รับรางวัล European Press Prize ประจำปี 2026 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลด้านสื่อมวลชนที่ทรงเกียรติที่สุดของยุโรป



รายงานข่าวของเนเธอร์แลนด์ที่บันทึกเหตุการณ์อิสราเอลยิงเด็กในฉนวนกาซา คว้ารางวัล European Press Prize

คณะนักข่าวจากหนังสือพิมพ์เนเธอร์แลนด์ได้ตรวจสอบและยืนยันข้อมูลกรณีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 114 ราย ที่ถูกยิงด้วยกระสุนเพียงนัดเดียวเข้าที่ศีรษะหรือหน้าอก โดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ระบุว่ารูปแบบบาดแผลบ่งชี้ถึงการจงใจเล็งเป้าหมาย

8 มิถุนายน 2026

รายงานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนที่ทำอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยหนังสือพิมพ์ De Volkskrant ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการจงใจเล็งเป้าหมายไปที่เด็กในฉนวนกาซา ได้รับรางวัล European Press Prize ประจำปี 2026 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลเกียรติยศด้านสื่อมวลชนที่ทรงคุณค่าที่สุดของยุโรป

ผลงานที่ได้รับรางวัลนี้มีชื่อว่า "What the Wounds Tell" (สิ่งที่บาดแผลบอกเล่า) เขียนโดย Maud Effting และ Willem Feenstra นักข่าวจาก De Volkskrant โดยทั้งสองได้รวบรวมข้อมูลกรณีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 114 ราย ที่แต่ละคนถูกยิงด้วยกระสุนเพียงนัดเดียวเข้าที่ศีรษะหรือหน้าอก ซึ่งเด็กเกือบทั้งหมดเสียชีวิตหรือต้องเผชิญกับความพิการอย่างรุนแรง

"นี่คือผลงานสื่อมวลชนที่ยอดเยี่ยมซึ่งเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบากและไม่ปกติ ในขณะที่การเข้าไปทำข่าวในฉนวนกาซาอย่างอิสระแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย Maud Effting และ Feenstra ได้สร้างกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่รัดกุมโดยอาศัยคำบอกเล่าและเอกสารหลักฐานจากบุคลากรทางการแพทย์นานาชาติที่เคยปฏิบัติงานในโรงพยาบาลและคลินิกต่างๆ ในฉนวนกาซา" คณะกรรมการรางวัล European Press Prize กล่าวชื่นชมผลงานดังกล่าวผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ

นักข่าวทั้งสองเลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีโดยเฉพาะ (ซึ่งหลายคนมีอายุเพียง 3, 4 หรือ 7 ปี) เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้สามารถระบุตัวตนว่าเป็นผู้เยาว์ได้อย่างชัดเจนและไม่มีข้อกังขา

"การถูกยิงด้วยกระสุนเพียงนัดเดียวเข้าที่บริเวณร่างกายส่วนดังกล่าว เป็นเครื่องบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าเด็กเหล่านี้ตกเป็นเป้าหมายของการจงใจยิง" Effting และ Feenstra ระบุไว้ในรายงานของพวกเขา

ทางหนังสือพิมพ์ได้สัมภาษณ์แพทย์ 17 คนและพยาบาลอีก 1 คน จากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเคยปฏิบัติงานในโรงพยาบาล 6 แห่งและคลินิก 4 แห่งในฉนวนกาซานับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 โดยบุคลากรทางการแพทย์หลายคนมีประสบการณ์โชกโชนในการทำงานในพื้นที่วิกฤตมาก่อน รวมถึงในซูดาน อัฟกานิสถาน และยูเครน แพทย์จำนวน 15 คนเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ De Volkskrant ว่าพวกเขาได้ให้การรักษาเด็กอายุ 15 ปีหรือต่ำกว่าอย่างน้อย 114 คน ซึ่งมีบาดแผลถูกยิงเพียงนัดเดียวที่ศีรษะหรือหน้าอก โดยข้อมูลดังกล่าวได้รับการบันทึกไว้ในช่วงระหว่างปลายปี 2023 ถึงกลางปี ​​2025 จากสถานพยาบาล 10 แห่ง

รายงานระบุว่า หนึ่งในแพทย์กลุ่มนี้คือ นพ. Feroze Sidhwa ศัลยแพทย์ด้านอุบัติเหตุชาวอเมริกัน ได้เล่าถึงประสบการณ์ในวันแรกที่เขาปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงพยาบาล European Hospital ในฉนวนกาซาเมื่อเดือนมีนาคม 2024 ว่า เขาพบเด็กชายอายุต่ำกว่า 10 ปีจำนวน 4 คนที่มีบาดแผลลักษณะเดียวกันที่ศีรษะภายในระยะเวลาเพียง 48 ชั่วโมง

"เป็นไปได้อย่างไรที่โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้ มีเด็กถูกยิงที่ศีรษะถูกส่งตัวเข้ามารักษาถึง 4 คนภายในเวลาแค่ 48 ชั่วโมง" เขากล่าวกับหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว

ในช่วง 13 วันถัดมา เขาได้พบเด็กอีก 9 คนที่มีบาดแผลในลักษณะเดียวกัน

แพทย์ที่ได้รับการสัมภาษณ์ต่างเน้นย้ำว่า บาดแผลเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชซึ่งทางหนังสือพิมพ์ได้ขอความเห็นระบุว่า รูปแบบบาดแผลที่เหมือนกันบ่งชี้ถึงการเล็งยิงอย่างจงใจ ซึ่งอาจกระทำโดยพลแม่นปืนหรือโดรน

รางวัล European Press Prize ถือเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงเกียรติที่สุดในวงการสื่อสารมวลชนของทวีปยุโรป โดยมอบให้เพื่อเชิดชูผลงานการรายงานข่าวที่ยอดเยี่ยมในยุโรป


ที่มา TRT World
Dutch report documenting Israeli shootings of Gaza children wins European Press Prize

https://www.trtworld.com/article/cc649afa8c91
June 8, 2026







 

มารยาทนักการทูต










https://x.com/MiguelRuizCalv/status/2103240262856356067

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง: นายแดนนี ดานอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติ เข้าหานายนาเซอร์ อาสาดี นักการทูตอิหร่าน ที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยถือเครื่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ต Starlink ซึ่งเป็นอุปกรณ์เดียวกับที่นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ถือขึ้นระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในสหประชาชาติก่อนหน้านี้ ดานอนยื่นอุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่นายอาสาดี พร้อมบอกให้เขานำกลับไปที่เตหะราน เพื่อให้ประชาชนอิหร่าน "ได้รับอิสรภาพ" และกล่าวเสริมว่าอิสราเอล "ภาวนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน"

การตอบสนองของนักการทูตอิหร่าน: นายอาสาดีเพิกเฉยต่อดานอนอย่างสิ้นเชิง มองไปทางอื่นและปฏิเสธที่จะพูดคุยหรือมีส่วนร่วมกับเขาเลย ดานอนบันทึกและแชร์เหตุการณ์ดังกล่าวบนโซเชียลมีเดีย

แม้ว่าโพสต์จะอธิบายถึงการเผชิญหน้าทางกายภาพได้อย่างถูกต้อง—เอกอัครราชทูตอิสราเอลนำเครื่องรับสัญญาณ Starlink ไปให้ผู้แทนอิหร่าน กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และนักการทูตอิหร่านเพิกเฉยต่อเขาอย่างสิ้นเชิง— (คำต่างๆ เช่น "ดูถูกเหยียดหยาม" หรือ "ปัดเขาออกไปเหมือนขยะ" สะท้อนถึงความคิดของผู้โพสต์)







ภาพของเจ้าหน้าที่อิสราเอลรายหนึ่งกำลังจดบันทึกข้อมูลถูกบันทึกไว้ หลังจากที่คณะผู้แทนจากสหประชาชาติพากันเดินออกจากห้องประชุมระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล

โต๊ะที่นั่งต่าง ๆ ถูกปล่อยให้ว่างเปล่าเมื่อคณะผู้แทนจากหลายสิบประเทศเดินออกจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
.....

ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์สำคัญในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ การเดินออกจากห้องประชุมพร้อมกันจำนวนมากถูกใช้เป็นการประท้วงทางการทูตอย่างเป็นระบบ เมื่อผู้แทนเดินออกจากห้องประชุม สมาชิกคณะผู้แทนที่เหลืออยู่และเจ้าหน้าที่สถานทูตจะคอยตรวจสอบและบันทึกว่าประเทศใดเข้าร่วมและประเทศใดอยู่ต่อ

ในกระบวนการทางการทูต:

การตรวจสอบการเข้าร่วมและการคว่ำบาตร:
เจ้าหน้าที่ทางการทูตจะบันทึกอย่างเป็นระบบว่าใครออกจากห้องประชุมหรือละเว้นการเข้าร่วมระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์สำคัญๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนจากนานาชาติ ท่าทีที่เป็นกลาง และกลุ่มที่ต่อต้าน

การรายงานต่อผู้นำ:
บันทึกเหล่านี้จะถูกรวบรวมเป็นรายงานสรุปสำหรับกระทรวงการต่างประเทศและผู้นำระดับบริหารในประเทศ เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงและความรู้สึกทางการทูตแบบเรียลไทม์

บันทึกสาธารณะและสื่อมวลชน:
ในขณะที่การเดินออกจากห้องประชุมเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจทางการเมืองอย่างชัดเจน คณะผู้แทนที่เข้าร่วมสังเกตการณ์จะบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการปรากฏตัวของทุกคณะผู้แทนในห้องประชุมอย่างละเอียด




นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้เสนอแผนงานระยะเวลา 7 วัน เพื่อยุติสงครามกับสหรัฐฯ ข้อเสนอดังกล่าวมุ่งเน้นการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งรวมถึงการยุติการสู้รบและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

 









แผน 7 วันของอิหร่านในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซมีรายละเอียดอย่างไร?

ข้อเสนอนี้จากทางการอิหร่านมีขึ้นในขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงกำลังสร้างแรงกดดันต่อประธานาธิบดีทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ

อิหร่านระบุว่าได้ยื่นข้อเสนอต่อสหรัฐฯ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายในเวลา 7 วัน โดยมีกาตาร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งสารระหว่างทั้งสองประเทศในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวระหว่างการประชุมนอกรอบเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กรอบเวลาดังกล่าวสามารถเริ่มต้นได้ทันทีที่สหรัฐฯ ยอมรับข้อเสนอนี้

ทั้งสองฝ่ายต่างมองในแง่บวกต่อการติดต่อสื่อสารทางอ้อมที่มีกาตาร์เป็นตัวกลางในนิวยอร์ก แต่ยังไม่มีฝ่ายใดระบุถึงความคืบหน้าสำคัญทางการทูต ในขณะที่ความขัดแย้งดำเนินมาใกล้จะครบ 7 เดือนแล้ว

นักวิเคราะห์กล่าวกับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า ข้อตกลงสันติภาพที่มั่นคงถาวรยังคงมีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากอิหร่านยังคงต้องการดำเนินตามแนวทางที่ระบุไว้ในข้อตกลงก่อนหน้านี้ ซึ่งจะให้อิหร่านและโอมานมีบทบาทหลักในการบริหารจัดการช่องแคบ ก่อนที่จะขยับไปสู่การหารือเงื่อนไขสำหรับข้อตกลงสันติภาพที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ในส่วนของสหรัฐฯ ซึ่งอ้างว่าตนมี "อำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จ" เหนือช่องแคบฮอร์มุซนั้น ต้องการให้มีการหารือเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในทันที

ก่อนหน้านี้ อิหร่านได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมการเจรจาสันติภาพในวงกว้าง ซึ่งรวมถึงการหารือเรื่องโครงการนิวเคลียร์ จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางเรือที่ท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านทั้งในและรอบช่องแคบฮอร์มุซ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และให้หลักประกันว่าจะยุติการโจมตี รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ

นี่คือข้อมูลที่เราทราบในขณะนี้

อิหร่านเสนออะไร?

นายอารักชีกล่าวกับผู้สื่อข่าวในนิวยอร์กว่า อิหร่านได้นำเสนอแผนงานต่อสหรัฐฯ ผ่านทางตัวกลาง "หากเงื่อนไขบางประการได้รับการตอบสนอง ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดทำการเมื่อสิ้นสุดวันที่ 7 และการเจรจา [เพื่อสันติภาพ] จะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง" เขากล่าว

เขาไม่ได้ลงรายละเอียด แต่ระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกับบันทึกความเข้าใจ (MoU) ฉบับวันที่ 17 มิถุนายน ที่อิหร่านและสหรัฐฯ เคยลงนามร่วมกัน ซึ่งช่วยผ่อนคลายความขัดแย้งได้เพียงชั่วคราวก่อนที่ข้อตกลงจะล้มเหลวลงในเวลาต่อมา “ทันทีที่พวกเขายอมรับแผนนี้ กำหนดการดังกล่าวจะเริ่มมีผลในวันถัดไป และภายในเจ็ดวัน ช่องแคบก็จะเปิดให้สัญจรได้” เขากล่าว

ภายใต้ข้อตกลงเมื่อเดือนมิถุนายน อิหร่านตกลงที่จะอนุญาตให้เรือต่างๆ แล่นผ่านช่องแคบได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วัน ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการเจรจาสันติภาพ แต่บันทึกความเข้าใจ (MoU) ดังกล่าวไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว

Gabriel Elizondo ผู้สื่อข่าวของ Al Jazeera รายงานว่า แม้ข้อเสนอใหม่นี้จะอิงตามบันทึกความเข้าใจเดิม แต่อิหร่านกำลัง “ปรับลดกรอบเวลาและเปลี่ยนแปลงลำดับขั้นตอน”

“รายละเอียดน่าจะเป็นไปในลักษณะนี้: การสู้รบในทุกแนวรบรวมถึงในเลบานอนจะยุติลง สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลและการคว่ำบาตรด้านน้ำมัน พร้อมทั้งปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน จากนั้นในอีกเจ็ดวันต่อมา ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้ง และหลังจากนั้นจึงจะเริ่มการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน”

อย่างไรก็ตาม Urban Coningham นักวิจัยจาก Royal United Services Institute กล่าวกับ Al Jazeera ว่า เป็นไปได้ยากที่อิหร่านจะได้รับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร “ประเด็นเรื่องช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นแดง (red line) ที่สำคัญยิ่งสำหรับอิหร่าน” เขากล่าวกับ Al Jazeera “อิหร่านจะไม่ได้รับเงินชดเชยความเสียหายจากสงคราม ดังนั้น การควบคุมช่องแคบแห่งนี้จึงเป็นหนทางเดียวที่พวกเขาจะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ผมมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลยที่พวกเขาจะยอมถอยในเรื่องนี้”



ทำไมข้อตกลงเมื่อเดือนมิถุนายนถึงมีความสำคัญ?

บันทึกความเข้าใจที่ลงนามเมื่อเดือนมิถุนายนกำหนดให้มีการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันที รวมถึงในเลบานอน ซึ่งอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีและเข้ายึดครองพื้นที่บางส่วนของประเทศ อีกทั้งยังกำหนดกรอบเวลา 60 วันสำหรับการเจรจาเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ข้อตกลงนี้ยังรวมถึงการที่สหรัฐฯ ยอมผ่อนปรนมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และมีบทบัญญัติเพื่อฟื้นฟูการสัญจรทางทะเลผ่านช่องแคบดังกล่าว

เช่นเดียวกับข้อเสนอของอิหร่าน ข้อตกลงนี้ได้เลื่อนการหารือในประเด็นอื่นๆ รวมถึงอนาคตของคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน ไปไว้ในการเจรจาสันติภาพในวงกว้าง แต่ข้อตกลงดังกล่าวกลับล้มเหลวในเดือนถัดมา ท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอีกครั้งเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบ

Coningham กล่าวกับ Al Jazeera ว่าข้อเสนอล่าสุดของอิหร่านดำเนินตามรูปแบบเดิม คือ “เปิดช่องแคบภายในเจ็ดวัน จากนั้นจึงเริ่มการเจรจาเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์” แต่เขากล่าวว่า “สหรัฐฯ ไม่ต้องการแยกประเด็นปัญหาออกจากกัน แต่ต้องการให้มีการหารือเรื่องเหล่านี้เป็นแพ็กเกจเดียวกัน”

ข้อเสนอนี้สร้างแรงกดดันต่อสหรัฐฯ ในแง่มุมอื่นอย่างไรอีกบ้าง?

คันนิงแฮมยังมองเห็นการคำนวณทางการเมืองเบื้องหลังการยื่นข้อเสนอนี้ต่อสาธารณะที่เวทีสหประชาชาติ ในช่วงเวลาที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น เขากล่าวว่า “การระบุอย่างชัดเจนว่านี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่มีอยู่ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม อิหร่านกำลังสร้างแรงกดดันต่อทรัมป์ในประเด็นราคาน้ำมัน ก๊าซ และสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ”

ช่องแคบดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและโอมาน เป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการส่งออกน้ำมันและก๊าซจากอ่าวอาหรับ การหยุดชะงักของการเดินเรือส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นจนส่งผลกระทบไปไกลเกินกว่าแค่ในภูมิภาค ซึ่งกลายเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ทำให้ทั้งสองรัฐบาลต้องหาทางบรรลุข้อตกลงร่วมกันแม้จะมีความเห็นต่างกันก็ตาม

ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ใกล้เข้ามา ข้อตกลงที่จะเปิดช่องแคบนี้อีกครั้งอาจช่วยให้ทรัมป์สามารถลดราคาเชื้อเพลิงลงได้ก่อนที่ประชาชนจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งอาจช่วยเพิ่มคะแนนนิยมให้กับพรรครีพับลิกันในช่วงเวลาที่สำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์มองมุมกลับในเรื่องผลได้ผลเสียทางการเมืองนี้ ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันอังคาร เขากล่าวหาว่าอิหร่านกำลังรอดูผลงานของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน และคาดการณ์ว่าข้อตกลงจะเกิดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งแล้ว นอกจากนี้ เขายังขู่ว่าจะ "ทำลายล้างสาธารณรัฐอิสลาม" หากไม่มีการบรรลุข้อตกลง

ทรัมป์ยืนยันว่าการเลือกตั้งไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจของเขาที่มีต่ออิหร่าน โดยกล่าวว่า "สิ่งเดียวที่สำคัญคืออิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด"

ประเด็นที่ยังคงเป็นคำถามคือ ความเป็นไปได้ที่จะทำให้ราคาพลังงานลดลงนั้น จะเพียงพอที่จะโน้มน้าวให้รัฐบาลของเขายอมรับลำดับขั้นตอนการเจรจาที่อิหร่านเสนอมาหรือไม่ ซึ่ง Coningham มองว่าเป็นไปได้ยาก โดยเขากล่าวว่า "ทรัมป์พร้อมที่จะปล่อยให้สถานการณ์นี้ยืดเยื้อไปจนผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอม ปัญหายังคงอยู่ที่ว่าข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้ตอบโจทย์ในประเด็นเรื่องโครงการนิวเคลียร์"

สถานะของการเจรจาสันติภาพในภาพรวมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นอย่างไร?

Araghchi ได้พบปะกับ Steve Witkoff ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และ Jared Kushner บุตรเขยของทรัมป์ เมื่อวันอังคาร ในการเจรจาที่มีกาตาร์เป็นตัวกลาง รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านระบุว่าการหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีการส่งสารระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าคงไม่ถูกต้องนักหากจะเรียกการประชุมครั้งนี้ว่าเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ

Burcu Ozcelik นักวิจัยอาวุโสด้านความมั่นคงในตะวันออกกลาง กล่าวกับ Al Jazeera ว่า อุปสรรคสำคัญระหว่างวอชิงตันและเตหะรานคือทั้งสองฝ่ายต่างมีสมมติฐานที่แตกต่างกันเกี่ยวกับระดับแรงกดดันที่ตนสามารถใช้กับอีกฝ่ายได้ เธอกล่าวว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่น่าจะรื้อฟื้นบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่เคยล้มเหลวไปแล้วกลับมาใช้ใหม่ เนื่องจากประเมินว่ามาตรการปิดล้อมทางทะเลและการคว่ำบาตรที่เข้มงวดขึ้นนั้นกำลังได้ผลดี "ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ เชื่อว่าจะสามารถรอจนกว่าเตหะรานจะพร้อมยอมผ่อนปรนในประเด็นสำคัญได้" ออซเชลิกกล่าว

"แต่อิหร่านยังคงยืนกรานแข็งกร้าว แม้จะมีสัญญาณบ่งชี้ว่าประเทศกำลังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ตาม"


ที่มา Al Jazeera
What’s in Iran’s seven-day plan to reopen the Strait of Hormuz?

https://www.aljazeera.com/news/2026/9/25/whats-in-irans-seven-day-plan-to-reopen-the-strait-of-hormuz
25 Sep 2026





ในงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาวเมื่อคืนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้บอกเล่าเรื่องราว 4 เรื่องที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งยาวนานกว่า 200 ปี และปิดท้ายด้วยชื่อของบุคคลที่คนส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ยังไม่ค่อยรู้จักกันนักในปัจจุบัน นั่นคือ โรนัลด์ ซาโคลสกี (Ronald Sakolsky)









Zhai Xiang
@ZhaiXiang5

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาวเมื่อคืนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้หยิบยกเรื่องราว 4 เรื่องที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนระหว่างจีนและสหรัฐฯ ตลอดช่วงเวลากว่า 200 ปีขึ้นมากล่าวถึง ได้แก่:
- เรื่องราวของจอร์จ วอชิงตัน กับเครื่องกระเบื้องจีน
- การที่จีนและสหรัฐฯ ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
- เรื่องราวของประธานาธิบดีนิกสันกับ "การทูตปิงปอง"

และจากนั้น ก็มีชื่อของบุคคลหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ยังไม่ค่อยรู้จักกันนักถูกเอ่ยถึงขึ้นมา:
โรนัลด์ ซาโคลสกี (Ronald Sakolsky)

ผมไม่รู้สึกแปลกใจเลยเมื่อได้ยินชื่อของเขา เพราะเพิ่งจะติดต่อพูดคุยกับเขาไปเมื่อวานนี้เอง

และเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน ตอนที่เขาเดินทางมาเยือนจีน เราก็ได้สนทนากันอย่างยาวนานหลายครั้ง ซึ่งในตอนนั้นผมยังได้บอกเขาไปว่า:


"จากสัญชาตญาณของผมหลังจากที่ได้ศึกษาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน ผมคิดว่าประธานาธิบดีสี ผู้ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศมาโดยตลอด มีความเป็นไปได้สูงมากที่ท่านจะหยิบยกเรื่องราวของคุณขึ้นมาเล่าระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ในครั้งนี้"

และเมื่อคืนที่ผ่านมา ชื่อของเขาก็ได้เข้าไปปรากฏอยู่ในทำเนียบขาวจริงๆ

ทำไมต้องเป็น โรนัลด์ ซาโคลสกี?
ทำไมต้องเป็นตอนนี้?

ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องราวที่น่าบอกเล่าต่อเป็นอย่างยิ่ง
.....

Zhai Xiang
@ZhaiXiang5

กว่าสองทศวรรษที่แล้ว ครูชาวอเมริกันคนหนึ่งมอบเงิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่หญิงชาวจีนที่เขาแทบไม่รู้จัก

เธอนำเงินนั้นไปเปลี่ยนเป็นต้นไม้ที่ปลูกลงบนผืนทราย ทีละต้น... ปีแล้วปีเล่า... จากน้ำใจเพียงครั้งเดียว เธอได้สร้างผืนป่าที่มีต้นไม้เติบโตอยู่จริงกว่า 50,000 ต้น

ในวันนี้ ท่ามกลางผืนป่าอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ณ ทะเลทรายมูอูส (Mu Us Desert) ในเขตเมืองออร์ดอส (Ordos) เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน หญิงวัย 60 ปีนามว่า "อิน อวี้เจิน" (Yin Yuzhen)—ผู้ได้รับการยกย่องระดับชาติในฐานะ "วีรชนผู้พิชิตทะเลทราย"—ยืนอยู่ตรงนั้น ยากจะจินตนาการได้เลยว่าครั้งหนึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเป็นเพียงดินแดนรกร้างว่างเปล่าที่มีแต่พายุทรายพัดผ่านและแทบไม่มีพืชพรรณใดเติบโตได้

เธอหันหน้าเข้าหากล้องและฝากข้อความที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยพลังว่า:

"สวัสดีค่ะ คุณซาโคลสกี (Mr. Sakolsky) หากคุณได้เห็นวิดีโอนี้ ฉันอยากจะเชิญคุณกลับมาเยือนจีนอีกครั้ง เพื่อมาชมผืนป่าสีเขียวที่เติบโตขึ้นได้ด้วยความช่วยเหลือของคุณเมื่อหลายปีก่อนค่ะ"

อินต้องการตามหาผู้บริจาคชาวอเมริกันคนนั้น เพื่อพาเขามาชมผืนป่าที่เกิดขึ้นจากน้ำใจของเขาด้วยตาของตนเอง

คำว่า "มูอูส" (Mu Us) ในภาษามองโกเลียมีความหมายว่า "น้ำที่ไม่ดี" (bad water) ทว่าเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน สถานที่แห่งนี้เคยเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำ ทั้งยังเคยเป็นพื้นที่ที่มีการแย่งชิงกันระหว่างราชวงศ์ฮั่นและชนเผ่าซงหนู (Xiongnu/Huns) แต่ต่อมา สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติกลับเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นผืนทรายกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมพื้นที่กว่า 40,000 ตารางกิโลเมตร

ตลอดระยะเวลากว่าพันปี ผู้คนที่สัญจรผ่านหรืออาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้อาจเคยโศกเศร้าเสียดายต่อความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้น แต่คงมีน้อยคนนักที่จะจินตนาการได้ว่า วันหนึ่งกาลเวลาจะสามารถหมุนย้อนกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ที่นี่

ในปี ค.ศ. 1985 ขณะมีอายุ 19 ปี อินได้เดินทางออกจากหมู่บ้านในมณฑลส่านซีเพื่อแต่งงานข้ามเขตมายังเมืองออร์ดอส และมาใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ลึกเข้าไปในทะเลทรายมูอูส บ้านหลังใหม่ของเธอเป็นเพียงห้องใต้ดินที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนทรายครึ่งหนึ่ง ว่ากันว่าเพียงวันที่สองหลังจากงานแต่งงาน พายุทรายที่พัดกระหน่ำได้หอบทรายมากองทับถมจนปิดตายประตูทางเข้าบ้านไปเสียแล้ว เธอตัดสินใจที่จะต่อสู้กับทะเลทรายด้วยการปลูกต้นไม้ ดังที่เธอเคยกล่าวไว้ว่า เธอไม่อาจยอมให้ผืนทราย "รังแกจนถึงแก่ความตาย" ได้

ในปีถัดมา หยินและสามีได้เริ่มภารกิจที่เปรียบเสมือนการ "ย้ายภูเขา" ในแบบฉบับของตนเอง พวกเขาลงมือปลูกต้นกล้าและกิ่งพันธุ์ต้นวิลโลว์ลงในผืนทราย เป็นการเปิดฉากการต่อสู้ระหว่างชีวิตสีเขียวกับทะเลทรายอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สามีของเธอออกไปทำงานต่างถิ่นเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวและสานฝันนี้ให้เป็นจริง รายได้เกือบทั้งหมดของพวกเขาถูกทุ่มเทให้กับการต่อสู้กับผืนทราย นอกเหนือไปจากค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยที่ใช้ประทังชีวิตคนในครอบครัว

มีครั้งหนึ่ง ขณะกำลังขุดหลุมเพื่อปลูกต้นไม้ หยินและสามีต้องเผชิญกับพายุทราย ทั้งคู่พยายามวิ่งกลับบ้านแต่หลงทางอยู่นาน จนกระทั่งเสียงเห่าของสุนัขที่เลี้ยงไว้ช่วยนำทางให้พวกเขากลับมาได้ในที่สุด

นี่ไม่ใช่เรื่องราวชีวิตชนบทที่สวยงามชวนฝันแต่อย่างใด

ในปี ค.ศ. 1999 รอน ซาโคลสกี (Ron Sakolsky) ชาวอเมริกันซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนภาษาต่างประเทศลั่วหยาง (Luoyang Foreign Languages ​​School) ในมณฑลเหอหนาน ตอนกลางของจีน ได้เห็นเรื่องราวการต่อสู้กับทะเลทรายของหยินผ่านทางโทรทัศน์

ความทรหดอดทนและความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของหญิงชาวชนบทจีนธรรมดาๆ คนนี้สร้างความประทับใจให้แก่เขาอย่างมาก ซาโคลสกีตัดสินใจทันทีว่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เธอ เขาเรี่ยไรเงินทุนได้ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐจากเมืองบอสตัน และเดินทางมายังทะเลทรายมู่อูซู (Mu Us Desert) ด้วยตนเองเพื่อพบกับหยิน ผู้กำลังต่อกรกับผืนทรายแห่งนั้น

เมื่อซาโคลสกีได้เห็นหยินกำลังปลูกต้นไม้ในทะเลทรายมู่อูซู เขาทำได้เพียงส่ายหน้าพลางพึมพำว่า "เป็นไปไม่ได้" ในเวลานั้น ครอบครัวของหยินไม่มีเครื่องทุ่นแรงหรือเครื่องจักรกลใดๆ เลย พวกเขาต้องพึ่งพาเพียงอุปกรณ์พื้นฐานที่สุดอย่างพลั่วและคานหาบเท่านั้น เธอใช้เชือกป่านมัดต้นกล้าเข้าด้วยกัน แล้วแบกหามทีละมัดลุยเข้าไปในเนินทรายที่ทอดตัวสลับซับซ้อน ต้นกล้าที่เพิ่งปลูกลงไปนั้นมีขนาดลำต้นเพียงเท่ากับนิ้วมือและดูบอบบางเหลือเกิน พวกมันจะรอดพ้นจากกระแสลมและพายุทรายได้อย่างไรกัน?

ทว่า จากที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้มา พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่ที่หยินเลือกปลูกนั้นล้วนปรับตัวเข้ากับสภาพพื้นที่ที่เป็นทรายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งระดับน้ำใต้ดินในทะเลทรายมู่อูซูยังค่อนข้างสูง และพื้นที่แห่งนี้ก็ได้รับน้ำฝนตามฤดูกาลอีกด้วย พืชบางชนิดสามารถเติบโตได้เองตามธรรมชาติหลังจากปลูกลงดิน ในขณะที่บางชนิดต้องการเพียงการรดน้ำและการดูแลเอาใจใส่ในช่วงแรกเท่านั้น ก่อนที่จะไม่จำเป็นต้องมีการรดน้ำในระยะยาวอีกต่อไป

ในเวลานั้น หยินพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้เลย และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าธนบัตรดอลลาร์สหรัฐมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เธอก็รับรู้ได้ว่าชาวต่างชาติผู้นี้ซึ่งเดินทางมาจากแดนไกลมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือเธอ ด้วยความรู้สึกเกรงใจที่จะรับน้ำใจโดยไม่ให้อะไรตอบแทน คืนนั้นเธอจึงอดหลับอดนอนเพื่อเย็บแผ่นรองรองเท้าปักลวดลายด้วยมือ แล้วนำไปมอบใส่มือของเขา

ในสมัยนั้น เงินจำนวน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐมีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินเดือนเกือบสองปีของคนทำงานในเมืองของจีน ซึ่งมากพอที่จะให้ครอบครัวหนึ่งสร้างบ้าน จ่ายค่าเล่าเรียนโรงเรียนเอกชนให้ลูก หรือแม้กระทั่งพลิกชะตาชีวิตของทั้งครอบครัวได้เลยทีเดียว แต่หยินเก็บธนบัตรไว้เพียงใบเดียวเพื่อเป็นที่ระลึก ส่วนเงินที่เหลือทั้งหมดเธอนำไปใช้ซื้อกล้าไม้

หลังจากนั้น ทั้งสองก็ขาดการติดต่อกันไป ซาคอลสกี (Sakolsky) เสร็จสิ้นภารกิจการสอนและเดินทางออกจากจีน ส่วนหยินยังคงปักหลักอยู่ที่ทะเลทรายมูอูซ (Mu Us) และเพียรพยายามปลูกต้นไม้วันแล้ววันเล่า เวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าสองทศวรรษ กล้าไม้ที่ซื้อมาด้วยเงินบริจาคเหล่านั้นเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้สูงใหญ่ และแผ่ขยายกลายเป็นผืนป่าที่มีต้นไม้มากกว่า 50,000 ต้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หยินได้รับเกียรติให้เป็นผู้ทำงานต้นแบบระดับชาติ ซึ่งเคยพูดในองค์การสหประชาชาติ และได้รับเชิญให้ไปที่ห้องโถงใหญ่แห่งประชาชน จากสถิติที่ไม่สมบูรณ์ ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เธอได้ปลูกต้นไม้หลายล้านต้นบนพื้นที่ทะเลทรายมากกว่า 40 ตารางกิโลเมตร เมื่อระบบนิเวศดีขึ้น ที่ดินก็เหมาะสำหรับปลูกลูกพีช แอปริคอต ลูกเดือย ถั่ว แตงโม เห็ด และพืชผลอื่นๆ เมื่อรวมกับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ค่อยๆ ช่วยให้เธอมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรือง


แต่หยินไม่เคยลืมชาวอเมริกันที่เคยยื่นมือช่วยเหลือเธอ เธอสลักชื่อของ Sakolsky ไว้บนแผ่นหิน

ทุกครั้งที่เธอเดินเข้าไปในป่านั้น เธอมักจะคิดว่า:
จะวิเศษขนาดไหนถ้า Sakolsky ได้เห็นสิ่งนี้ด้วยตาของเขาเอง

เมื่อผู้สื่อข่าวจากวิทยุและโทรทัศน์มองโกเลียในทราบถึงความปรารถนาของเธอ พวกเขาจึงตัดสินใจช่วยเธอตามหาซาโกลสกี เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พวกเขาได้เผยแพร่วิดีโออุทธรณ์ที่มีชื่อว่า:
กำลังค้นหา Sakolsky | Yin Yuzhen นางแบบระดับชาติตามหา "ญาติ" ของต้นไม้ของเธอ โดยเชิญ Sakolsky เพื่อนชาวอเมริกันของเธอมาที่มองโกเลียใน: เงิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐของคุณเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้สูงตระหง่านมากกว่า 50,000 ต้น

เมื่อวิดีโอถูกเผยแพร่ มันก็แพร่สะพัดไปทั่วอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว

อดีตนักศึกษาและเพื่อนร่วมงานของ Sakolsky เห็นรายงานดังกล่าว เย็นวันนั้นเอง ผู้สื่อข่าวจากวิทยุและโทรทัศน์มองโกเลียในได้ติดต่อกับ Bai Fan อดีตเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของ Sakolsky ซึ่งเป็นอดีตรองผู้อำนวยการโรงเรียนภาษาต่างประเทศลั่วหยาง จากนั้น นักข่าวก็ออกเดินทางข้ามคืนจากมองโกเลียในไปยังลั่วหยาง

วันรุ่งขึ้น พวกเขาได้พบกับอาจารย์ใหญ่ไป๋ ในปี 2000 ไป๋ได้เดินทางร่วมกับซาโกลสกีไปยังมองโกเลียในเพื่อเยี่ยมหยิน ไป๋โทรไปต่างประเทศและติดต่อกับซาโกลสกี

Sakolsky ประหลาดใจและยินดี เขาบอกว่าเขาอยากจะกลับไปที่มูอัสและได้เห็นปาฏิหาริย์สีเขียวนี้ด้วยตาของเขาเอง

ในไม่ช้าหยินก็สามารถเชื่อมต่อกับ Sakolsky ได้สำเร็จเช่นกัน หยินกลั้นน้ำตาและตะโกนไปทั่วหน้าจอ:

“คุณเป็นพี่ชาย!”

ตอนนี้เขาอายุ 69 ปีและเป็นคุณปู่วัย 8 ขวบ มีอารมณ์อ่อนไหวอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน:
“มันน่าทึ่งมาก มันน่าทึ่งมากสำหรับฉัน ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าเราคุยกันอยู่ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะได้คุยกับเธออีก”

สำหรับการกลับมาพบกันครั้งนี้ หยินเริ่มเรียนภาษาอังกฤษในช่วงเวลาสั้นๆ โดยฝึกฝน "คุณคือน้องชายของฉัน" ซ้ำแล้วซ้ำอีก

“ฉันจะรอคุณอยู่ในทะเลทราย” หยินบอกเขา

ปัจจุบันนี้ ต้องขอบคุณความพยายามของ Yin และเกษตรกรในท้องถิ่นอื่นๆ ที่ทำให้ Mu Us ประมาณร้อยละ 80 ได้รับการปกคลุมไปด้วยสีเขียว และอัตราการครอบคลุมป่าไม้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 32.92 สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ที่ทรายคืบคลานและผู้คนถอยกลับ บัดนี้กลายเป็นสถานที่ที่ชีวิตสีเขียวกำลังผลักดันทะเลทรายให้ถอยกลับ

จากข้อมูลจากการสำรวจพื้นที่ทะเลทรายและทรายระดับชาติครั้งที่ 5 และ 6 ของจีน ภายในสิ้นปี 2552 พื้นที่ทะเลทรายทั้งหมดของประเทศอยู่ที่ 2.6237 ล้านตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 27.33 ของพื้นที่ดินของจีน เมื่อเทียบกับปี 2547 พื้นที่ทะเลทรายลดลงสุทธิ 12,454 ตารางกิโลเมตรในช่วงห้าปี

ภายในปี 2019 พื้นที่ทะเลทรายของจีนลดลงเหลือ 2.5737 ล้านตารางกิโลเมตร ลดลงสุทธิ 37,880 ตารางกิโลเมตรเมื่อเทียบกับปี 2014 นั่นหมายความว่าพื้นที่เทียบเท่ากับขนาดที่ดินรวมกันของรัฐแมสซาชูเซตส์และนิวเจอร์ซีย์ได้เปลี่ยนเป็นสีเขียวตลอดห้าปีที่ผ่านมา

เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้คือชาวจีนจำนวนนับไม่ถ้วนเช่นหยิน ก้มตัวลงตามสายลมและทราย ปลูกต้นไม้ด้วยมือของตัวเอง

การบริจาคของ Sakolsky กลายเป็นหนึ่งในส่วนที่อบอุ่นใจที่สุดของเรื่องราว

ในมือของผู้หญิงชาวจีนที่ต่อสู้กับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ต้นไม้มากกว่า 50,000 ต้น ผืนป่า และเสียงสะท้อนแห่งไมตรีจิตที่ข้ามผ่านมานานกว่าสองทศวรรษ และมหาสมุทรแปซิฟิก

บางครั้ง ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ไม่ได้มีอยู่เพียงในการแข่งขัน ข้อพิพาทด้านภาษี และการแข่งขันเชิงกลยุทธ์เท่านั้น สิ่งเหล่านี้ยังดำรงอยู่ในความมีน้ำใจของครูชาวอเมริกัน ด้วยความอุตสาหะของสตรีในชนบทชาวจีน บนพื้นรองเท้าปักคู่ที่เย็บข้ามคืน และในป่าที่โผล่ขึ้นมาจากทรายสีเหลือง

ป่าแห่งนี้ถือเป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นได้กับชาวจีนและชาวอเมริกัน นอกจากนี้ยังเป็นข้อความที่มีชีวิตสำหรับทั้งจีนและอเมริกา: เมื่อความปรารถนาดีได้รับการตอบรับด้วยความมุ่งมั่น แม้แต่พื้นที่ที่ไม่น่าเป็นไปได้ที่สุดก็สามารถเปลี่ยนเป็นสีเขียวได้

ภาพถ่ายสองภาพบนสุดแสดงให้เห็น Yin และทะเลทราย Mu Us เหมือนที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
ภาพถ่ายสองภาพด้านล่างแสดงให้เห็น Sakolsky กับ Yin ย้อนกลับไปเมื่อปี 2000 เมื่อเขาไปเยี่ยมเธอที่มองโกเลีย



ฉายภาพไปเหตุการณ์เมื่อปี 2011 ทรัมป์วิจารณ์โอบามาว่า "โง่เขลา" จากการจัดงานเลี้ยงรับรองประธานาธิบดีจีน โดยเขาระบุว่าตนคงไม่จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำให้ผู้นำจีนรายนี้อย่างแน่นอน เพราะ... "เวลาที่ใครสักคนกำลังเอาเปรียบคุณอยู่ คุณก็ไม่ควรจัดงานเลี้ยงระดับรัฐพิธีต้อนรับพวกเขา" (ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน แล้วตอนนี้ใครกันแน่ที่โง่?)









https://x.com/reggiebblue/status/2103492538405446038

นี่คือภาพเหตุการณ์เมื่อปี 2011 ที่ทรัมป์วิจารณ์โอบามาว่า "โง่" ที่จัดงานเลี้ยงรับรองประธานาธิบดีจีน โดยเขายืนกรานว่าตนจะไม่จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำให้ผู้นำจีนคนดังกล่าว

"ประธานาธิบดีจีนมาเยือนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน และเราก็จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำระดับรัฐพิธีให้เขา แต่เวลาที่มีใครมาเอาเปรียบคุณ คุณก็ไม่ควรจัดงานเลี้ยงระดับรัฐพิธีให้คนพวกนั้นหรอก"

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ทรัมป์กลับเป็นฝ่ายจัดงานเลี้ยงระดับรัฐพิธีให้กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในขณะที่จีนกำลังให้ความช่วยเหลืออิหร่านในการกำหนดเป้าหมายโจมตีทหารอเมริกัน

แล้วตอนนี้ใครกันแน่ที่โง่? 
https://x.com/factpostnews/status/2103486302213578861/video/1
.....

เปรียบเทียบ
อาหารค่ำอย่างเป็นทางการ (State Dinner) ทั้งฝั่งทำเนียบขาว สหรัฐฯ และมหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน



สำหรับการพบปะระหว่าง ดอนนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง มีการจัดเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ (State Dinner) ทั้งฝั่งทำเนียบขาว สหรัฐฯ และมหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

1. เมนู ณ ทำเนียบขาว (ทำเนียบขาวเป็นเจ้าภาพ)

เมนูเน้นการใช้วัตถุดิบอเมริกันผสมผสานกลิ่นอายตะวันออก โดยเริ่มพิธีด้วยการชนแก้วไวน์สปาร์กลิง Schramsberg Blanc de Noir เพื่อเป็นสัญลักษณ์ระลึกถึง "การชนแก้วเพื่อสันติภาพ" เมื่อปี 1972

จานแรก (First Course):

Yellow Squash Velouté: ซุปครีมฟักทองเหลืองเนื้อนุ่มละมุน เสิร์ฟคู่กับผัดเห็ดป่า (Wild Mushroom Fricassee), พานเชตตากรอบ (Crispy Pancetta) และเหยาะน้ำมันต้นหอม (Scallion Oil) เพิ่มความสดชื่น

จานหลัก (Second Course):

Sesame Crusted Sea Bass: ปลาสเต็กปลากะพงขาวคลุกงาคั่วทอดกรอบ เสิร์ฟพร้อมคะน้าฮ่องกงตุ๋น (Braised Baby Bok Choy), มะเขือยาวอบ และซอสสมุนไพรสด (Sauce Verte)

ของหวาน (Dessert):

Vanilla Crémeux & White House Honey Ice Cream: วานิลลาเครมเมอไส้ซอสเชอร์รี่เปรี้ยว บนฐานขนมวอลนัท (Walnut Frangipane) เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมน้ำผึ้งแท้จากรังผึ้งในทำเนียบขาว

2. เมนู ณ กรุงปักกิ่ง (รัฐบาลจีนเป็นเจ้าภาพ)

ทางฝั่งจีนจัดเป็น อาหารหวยหยาง (Huaiyang Cuisine) ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ตระกูลอาหารใหญ่ของจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องความประณีต ชูรสชาติตามธรรมชาติ และมักใช้ในงานรับรองระดับรัฐพิธี

อาหารเรียกน้ำย่อย (จานเย็น):
ไก่แช่เหล้าฮัวเตียว (Drunken Chicken)
รากบัวยัดไส้ข้าวเหนียวเชื่อมดอกหอมหมื่นลี้
เนื้อวัวตุ๋นเครื่องเทศห้าชนิด
ยำแมงกะพรุนแตงกวา
น้ำแกง / ซุป:
ซุปไก่ตุ๋นเห็ดมัตสึทาเกะและเยื่อไผ่

อาหารจานหลัก:
เป็ดปักกิ่ง (Peking Duck): เมนูไฮไลต์ประจำกรุงปักกิ่ง
ปลาเก๋าแดงนึ่งซีอิ๊ว
กุ้งผัดซอสกงเป่า (Kung Pao Shrimp)
ซี่โครงเนื้อวัวกรอบ / สเต็กเนื้อสันในหั่นเต๋าผัดพริกไทยดำ
ปลิงทะเลน้ำแดงผัดต้นหอม
ล็อบสเตอร์ในซุปมะเขือเทศ
ข้าวผัดหยางโจว

ของหวาน:
เต้าหู้อัลมอนด์ (Almond Tofu) และผลไม้สดตามฤดูกาล



วันศุกร์, กันยายน 25, 2569

ทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษานายกฯ คนสนิท ‘เนวิน’ นี่เขาคงแน่จริง ไม่ยอมไปตอบ กมธ.คดีโกงสอบท้องถิ่น จน สนธิ ลิ้มฯ เรียกว่า ‘ราชวงศ์บุรีรัมย์’

สนธิ ลิ้มทองกุล จะไม่น่าไว้วางใจเพียงไรสำหรับกระบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่การที่เขาไล่บี้ เนวิน ชิดชอบ รวมถึง อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคประชาชน ก็ทำให้เห็นชัดแจ้งยิ่งขึ้นว่าตัวการใหญ่ในระบอบสีน้ำเงินเหล่านั้นไม่ควรแก่การกินรวบประเทศเพียงใด

สำนักข่าว News1 เขียนถึง ทองเจือ ชาติกิจเจริญ “ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และบุคคลที่หลายฝ่ายเรียกว่า

เป็นคนใกล้ชิดหรือมือทำงานของเนวิน” ไว้อย่างสุดเสียดว่าถูกกรรมาธิการเรียกให้ปากคำในการไต่สวนเรื่องโกงสอบท้องถิ่น “แล้วไม่ไปจะทำไม”

จะเรียกว่าทองเจือเขาใหญ่จริงหรือแบ็คดีสุดวิเศษอย่างไรก็ตาม มันแสดงถึงความอหังการของเนวินไม่มากก็น้อย พอๆ กับที่สนธิเสียดสีว่าเป็น ‘ราชวงศ์บุรีรัมย์’ เพราะการที่ทองเจือไม่ยอมไปชี้แจงต่อ กมธ. เช่นเดียวกับอนุทิน ซึ่งทำอย่างนี้ประจำละก็

ย่อมแสดงว่ารัฐบาลอนุทินเป็นอุปสรรคต่อระบอบรัฐสภา โดยแฝงฝังหนอนบ่อนไส้เอาไว้ล้นหลาม ไม่เพียงเสียงส่วนมากในวุฒิสภาที่มาจากการ ‘ฮั้ว’ ทุจริตโกงเลือกตั้ง แล้วยังมีประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่คอยตัดบทฝ่ายค้านไม่ให้แตะต้องรัฐบาลด้วย

ข่าวนิวส์ ๑ กล่าวถึงการที่ทองเจือไม่ยอมไปตอบคำถาม กมธ.ด้านกฎหมาย ยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ทั้งๆ ที่ รังสิมันต์ โรม ประธานชี้ว่า “มีการติดต่อประสานกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดสอบท้องถิ่น

ทั้งที่ทองเจือไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในกระบวนการจัดสอบ” ขณะที่รังสิมันต์ยืนยันว่า อาจมีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเบื้องหลังของกระบวนการทุจริตสอบครั้งนี้ อาทิเช่นการเปลี่ยนตัวมหาวิทยาลัยผู้จัดสอบ “การแก้ไขคะแนน ไปจนถึงข้อมูลการพบปะระหว่างบุคคลระดับสูงกับผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการสอบ”

ทำให้ถูกมองว่า “เป็นการ ‘ตัดตอน’ คดี โดยปล่อยให้ผู้บงการตัวจริงหลุดจากการตรวจสอบ” จำเพาะเจาะจงที่ตัวทองเจือเป็นคนหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ถูกตรวจสอบคดีทุจริตโดย ปปช. ข่าวนิวส์ ๑ บอกว่า “คดีนี้จึงไม่ได้มีคำถามแค่ว่าใครเป็นคนแก้คะแนน หรือใครรับเงิน

แต่กำลังขยายไปถึงว่า ใครส่งรายชื่อ ใครเปิดทาง ใครได้ประโยชน์ และมีใครอยู่เหนือขบวนการนี้อีกหรือไม่” กมธ.ชุดของรังสิมันต์ได้เรียกทองเจือไปให้การแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รับความร่วมมือ

หากจะอ้างว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง “เหตุใดจึงไม่มาชี้แจงให้ชัดเจนต่อ กมธ.”

(https://www.facebook.com/MGRNEWS1/posts/khBs3H8V1)