“สัญญาณจากในทำเนียบเงียบมาก” Decode.plus รายงานสภาพการณ์ชุมนุมคัดค้าน พรบ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว ๓ วัน มิใย ประสิทธิ์ชัย หนูนวล แกนนำ #เครือข่ายประชาชนภาคใต้ จะประกาศยกระดับการประท้วง
ร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังถูกผลักดันอย่างเร่งรัด รัฐบาลอนุทินมั่นใจว่าจะผ่านการรับรองของรัฐสภาภายในต้นเดือนธันวานี้แน่ๆ เพื่อให้ทันเริ่มบังคับใช้ในต้นปี ๒๕๗๐ เพื่อต่อยอดไปสู่โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักว่า “ไม่คุ้ม”
ประสิทธิ์ชัยแถลงว่าทั้งโครงการ “เป็นเรื่องการสูญเสียที่ดิน สูญเสียสิทธิของประชาชนทั้งประเทศ” และพร้อมกันไป “เพื่อยับยั้งระบอบสีน้ำเงินและรัฐบาลอนุทิน ชาญวรกุล ไม่ให้นำทรัพยากรของประเทศไปขายกับต่างชาติ”
เขายื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล ๕ ข้อ นอกจากหลักใหญ่ให้ยุติผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้แล้ว ยังขยายไปถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าได้ไม่คุ้มเสีย เพราะไม่เพียงผลประโยชน์ไปตกแก่ทุนใหญ่แล้ว
ชาวบ้านในท้องที่บริเวณก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ยังจะต้องสูญเสียวิถีการดำรงชีวิตเลี้ยงชีพ พร้อมทั้งก่อเกิดมลภาวะทำลายธรรมชาติชายฝั่งทะเลทั้งด้านระนองและชุมพร ข้อเรียกร้องจากเครือข่ายประชาชนหนึ่งใน ๕ ข้อบ่งถึง ขอให้ยับยั้ง
“การขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกไปยังจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดอื่นโดยทันที” ด้วย แต่ปรากฏว่าข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ จะไม่ถึงหูนายกฯ และผู้ที่มีเอี่ยวเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของโครงการสำหรับภาคใต้ หรือไม่ใส่ใจอันใดเลย
ยิ่งชีพ (เป๋า) @yingcheep แห่ง ‘ไอลอว์’ เขียนคำปรารภถึงการชุมนุมของชาวบ้าน “ตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงช่วงดึกวันนี้ (๒๗ มิถุนา) น่าสนใจคือไม่มีตำรวจมาเลย...ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครคุกคามขัดขวาง มาดูนิดหน่อยแล้วก็กลับ” ในมุมกลับเขาว่า
“ไม่ปลอดภัย ไม่มีใครดูแลเลย” ดังเช่นกรณีที่ พี่อ้อที่เจิดบนเทิงฟ้า @aorwiki คอมเม้นต์ต่อยอดว่า “ผู้ประสานงานชุมนุม...ขอรถพยาบาลไปหลายทีและนานมาก” จน “พี่น้องเครือข่ายก็ต้องซื้อยาดมดมกันเป็นลมไปตามยถากรรม”
(https://x.com/aorwiki/status/2070899059334979673, https://x.com/yingcheep/status/2070873649004118467 และ https://www.facebook.com/DecodeThaiPBS/posts/E6aoNrEtY8)


.jpg)

ชัดเจนว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะสมบูรณ์ไม่ได้

งบ AI กระจายออกนอกแผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล .. จากเมื่อวานที่ประชุมร่วมกับ DGA และสำนักงบประมาณ ได้ทราบมาว่า แนวทางของการจัดทำงบประมาณของโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ควรจะต้องทำแผนบูรณาการ แต่จากข้อมูลพบว่า โครงการ AI ที่อยู่นอกแผนบูรณาการ กระจายอยู่ในแผนงานอื่นๆกลับเพิ่มขึ้นถึง +519% (จาก 300 → 1,857 ล้านบาท) คำถามคือ แล้วรัฐจะมีกลไกกำกับทิศทางของการมุ่งสู่ยุค AI ของแต่ละหน่วยงานบนแผ่นดินนี้อย่างไร
กระทรวง DE ที่เสมือนเป็นเจ้าภาพหลักของงานด้านนี้ แต่กลับมีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “AI” ลดลง 8% (288 → 266 ล้านบาท) หรือแท้จริงแล้วกระทรวง DE อาจจะไปใช้แหล่งเงินนอกงบประมาณแทนก็ได้ เช่น เงินของกองทุน DE ที่นำไปทำ TH-AI Passport 1,600 ล้าน .. เรื่องนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะ แหล่งเงินนอกงบประมาณ ไม่ปรากฎในเอกสารงบประมาณ
กระทรวงอื่นๆตั้งโครงการ AI เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น กระทรวง อว. พุ่งเป็น 981 ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข 231 ล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ 223 ล้านบาท เป็นต้น .. ซึ่งการที่แต่ละกระทรวงตื่นตัวมุ่งเข้าสู่ยุค AI เป็นเรื่องที่ดี แต่โครงการ AI ของแต่ละกระทรวงที่กำลังขอรับงบประมาณไปทำนั้น จะนำไปทำอะไร ต้องติดตามกันในรายละเอียดของแต่ละโครงการ
งบ AI ปี 70 ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายลงทุน พุ่งเป็น 2,338 ล้านบาท จากเดิม 652 ล้านบาทในปีก่อน และในจำนวน 115 โครงการ เป็นโครงการใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในปีก่อนถึง 82 โครงการ .. คำถามคือ แต่ละโครงการที่จะลงทุนมีแผนรองรับการใช้งานระบบเหล่านี้ในระยะยาวแล้วใช่หรือไม่ครับ ไม่ใช่ว่าของบไปลงทุนเพียงเพราะนี่เป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ โครงการที่ขอจึงต้องมีคำว่า “AI” ไว้ก่อนถึงจะของบได้