วันอังคาร, มกราคม 13, 2569

“การเมืองไทยเป็นเกมที่มีสองกระดาน ...กระดานแรกคือการเลือกตั้ง...กระดานที่สองก็คือชนชั้นนำ” ในเกมการเมืองแบบนี้ grand compromise ระหว่างประชาชนกับชนชั้นนำยากอยู่แล้ว ด้วยสมดุลอำนาจแบบนี้ ... ที่ควรจะเกิดขึ้นก็คือ grand compromise ระหว่างพรรคการเมืองที่เห็นว่าประเทศไม่เป็นประชาธิปไตยและอยากเปลี่ยนประเทศให้เป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้


The101.world
17 hours ago
·
“การเมืองไทยเป็นเกมที่มีสองกระดาน มันไม่ได้จบที่กระดานเดียวแบบประเทศที่เป็นประชาธิปไตยปกติทั่วไป...กระดานแรกคือการเลือกตั้ง...กระดานที่สองก็คือชนชั้นนำ”
.
วันโอวันชวน รศ.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ สำรวจโครงสร้างปัญหาทางการเมืองไทยปัจจุบันที่จะส่งผลต่อการเลือกตั้ง ค้นหาความหวังในการออกเสียงครั้งนี้ และวิเคราะห์ที่ทางของพรรคการเมืองต่างๆ ที่กลับสู่สนามเลือกตั้งพร้อมบาดแผลถ้วนหน้า
.
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/prajak-kongkirati-on-election-2026/
.
“แม้การเลือกตั้งจะถูกลดทอนความหมายไปมากภายใต้สภาวะแบบนี้ แต่ผมคิดว่ายังพอมีความหมาย…ถ้าเสียงของคุณมากพอ อย่างน้อยตัวแทนที่คุณเลือกไปเขาก็มีอำนาจต่อรองกับชนชั้นนำได้มากกว่า”
.
“ภูมิใจไทยเป็นอนุรักษนิยมแบบประโยชน์นิยม ... เป็นอนุรักษนิยมแบบ performative แสดงให้ชนชั้นนำดู การแสดงนั้นก็ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อพรรคอนุรักษนิยมอื่นล้มหายตายจากไปหมด”
.
“เพื่อไทยถูกขนาบทั้งสองด้าน นอกจากจะเสียฐานเสียงไปกับนักการเมืองบ้านใหญ่ที่ย้ายพรรคแล้ว ฐานเสียงอีกจำนวนหนึ่งก็อาจไหลไปเลือกพรรคประชาชน”
.
“พรรคประชาชนไม่ได้สู้กับใคร เป็นพรรคเอเลียนที่ยกมือเรื่องนิรโทษกรรม 112 … แต่โจทย์ยากคือการชนะที่หนึ่งเฉยๆ ไม่พอสำหรับพรรคประชาชน ด้วยเหตุผลเรื่องเกมสองกระดาน”
.
“ทุกพรรคมีแผลเหวอะหวะ เพราะเขาถูกบีบให้เล่นเกมในกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญนี้ทำให้ทุกพรรคมีทางเลือกน้อย … การเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้านักการเมืองไม่จับมือกันเพื่อแก้โครงสร้างอำนาจนี้ก็จะวนกลับไปที่เดิม”
.
“grand compromise ระหว่างประชาชนกับชนชั้นนำยากอยู่แล้ว ด้วยสมดุลอำนาจแบบนี้ ... ที่ควรจะเกิดขึ้นก็คือ grand compromise ระหว่างพรรคการเมืองที่เห็นว่าประเทศไม่เป็นประชาธิปไตยและอยากเปลี่ยนประเทศให้เป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้ ต้องมีวันที่ส้มกับแดงสามารถนั่งลงเจรจาและจับมือกันได้”
.
“ต้องทำให้การเมืองไทยเหลือกระดานเดียวแล้วแข่งกัน ใครชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล เสียงของประชาชนเลือกมาอย่างไรก็อย่างนั้น ไม่ต้องมีชนชั้นนำมาคอยบอกว่าต้องตั้งรัฐบาลอย่างไร นี่แหละคือ grand compromise ที่แท้จริง”
.
เรื่อง: วจนา วรรลยางกูร
ภาพถ่าย: เมธิชัย เตียวนะ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1422798375881631&set=a.523964959098315




ทำไมอนุทินไม่ควรไปต่อในฐานะนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งครั้งนี้


พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
5 hours ago
·
35 อนุทินผ่านโปรหรือไม่

การวิเคราะห์และวิพากษ์คำกล่าวของ อนุทิน ชาญวีรกูล อย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาทั้ง “กรอบวาทกรรม” และ “ผลงานเชิงประจักษ์”

เพื่อประเมินว่า ควรผ่านโปร และ เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่

1) โครงสร้างวาทกรรม: การประเมินตนเอง + อารมณ์ชาตินิยม

คำกล่าวของนายอนุทินตั้งอยู่บนกรอบหลัก 3 ประการ

(1) การยกผลงานรายบุคคลของรัฐมนตรี (พาณิชย์–การคลัง–การทูต)

(2) การปลุกอารมณ์ “ความภาคภูมิใจในชาติ–การหวงแหนแผ่นดิน”

(3) การเปรียบตำแหน่งตนเองเป็น “ช่วงทดลองงาน 3 เดือน” ขอให้ “ผ่านโปร”

กรอบนี้มีประสิทธิภาพทางอารมณ์ แต่มีข้อจำกัดเชิงความรับผิดชอบ (accountability)

เพราะเป็น การประเมินตนเองที่เลือกเล่าเฉพาะด้านบวก

และโยกน้ำหนักจาก “ผลลัพธ์นโยบาย” ไปสู่ “ความรู้สึกภาคภูมิใจ”

2) สิ่งที่กล่าวถึง vs สิ่งที่ไม่กล่าวถึง (Selective Accountability)

สิ่งที่ กล่าวถึง

ความสามารถเชิงเทคนิคของทีมเศรษฐกิจ/การทูต

ภาพลักษณ์ความมั่นคง อธิปไตย และศักดิ์ศรีประเทศ

สิ่งที่ ไม่กล่าวถึง (ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในช่วงเวลาเดียวกัน)

ความล้มเหลวในการจัดการน้ำท่วมหาดใหญ่
การป้องกันบรรเทา ฟื้นฟูไม่ทันการณ์ สะท้อนปัญหาการบูรณาการรัฐส่วนกลางกับท้องถิ่น

การจัดการขบวนการสแกมเมอร์
ปัญหาความปลอดภัยทางเศรษฐกิจและดิจิทัลที่กระทบประชาชนวงกว้าง

กรณีที่ดินเขากระโดง
คำถามต่อธรรมาภิบาล การบังคับใช้กฎหมาย และผลประโยชน์ทับซ้อน

โครงสร้างพรรคแบบบ้านใหญ่
เครือข่ายอุปถัมภ์ในพรรคที่ขัดกับคำอ้างเรื่องการบริหารแบบมืออาชีพ

การละเลยประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็น "แก่น" ของความเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร

3) การเมืองของ “ไม่เสียแผ่นดินแม้ตารางนิ้วเดียว”

วาทกรรมอธิปไตยถูกใช้เพื่อยืนยันความชอบธรรม

แต่โจทย์ของนายกรัฐมนตรีในบริบทปัจจุบันไม่ใช่เพียง การไม่เสียแผ่นดินแต่เพียงอย่างเดียว

หากคือ การทำให้ประชาชนอยู่ดี ปลอดภัย และเชื่อมั่นในรัฐ

ความมั่นคงสมัยใหม่จึงรวมถึง

ความมั่นคงจากภัยพิบัติ ภัยดิจิทัล

ความเป็นธรรมในการแก้ปัญหาที่ดิน

และความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

4) “ผ่านโปร” ได้หรือไม่: เกณฑ์ประเมินเชิงผู้นำรัฐบาล

หากใช้เกณฑ์ผู้นำรัฐบาลสมัยใหม่ (policy delivery + accountability + institutional reform)

อนุทินมีจุดแข็งคือ การสื่อสารเชิงความมั่นใจ แข็งกร้าว และการใช้สัญลักษณ์ชาติในการสร้างความนิยม

แต่มีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างคือ
หลีกเลี่ยงการรับผิดในความล้มเหลวเชิงนโยบาย

ไม่เผชิญโจทย์ธรรมาภิบาลและเครือข่ายบ้านใหญ่

ใช้อารมณ์ชาตินิยมทดแทนการรายงานผลลัพธ์จริง

ข้อสรุปเชิงประเมิน

อาจผ่านโปรในฐานะนักการเมืองเชิงวาทกรรม

แต่ยังไม่ผ่านโปรในฐานะนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบต่อปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ

5) ควรเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่

การเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่การขอ “โอกาสต่อ” จากความรู้สึกพึงพอใจ

แต่คือการแสดงความสามารถ ยอมรับความล้มเหลว แก้ไขเชิงระบบ และตัดขาดจากโครงสร้างอุปถัมภ์ที่ตนสังกัด

ตราบใดที่คำกล่าวยังเลือกเล่าเฉพาะความสำเร็จ

และเงียบต่อปัญหาที่กระทบประชาชนโดยตรง

คำตอบเชิงเหตุผลคือ ยังไม่เหมาะสม

บทสรุป

คำกล่าวของนายอนุทินสร้าง “ความภูมิใจ” ได้

แต่ยังไม่สร้าง “ความเชื่อมั่นเชิงนโยบาย”

การไม่พูดถึงน้ำท่วม สแกมเมอร์ ที่ดิน และบ้านใหญ่ คือการหลีกเลี่ยงความรับผิด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผู้นำรัฐบาลไม่อาจขาดได้

ดังนั้น หากประเมินอย่างเข้มงวดและเป็นธรรม

ยังไม่ควรผ่านโปร และยังไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรี

ในมาตรฐานการเมืองร่วมสมัยที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1404142131168021&set=a.189546429294270





 

…ไม่ต้องแปลกใจหรอกนะครับ ถ้าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะถอยหลังไปอยู่เป็นประเทศด้อยพัฒนาที่สุดในกลุ่มอาเซียน หรือเผลอๆ จะถอยไปอยู่ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาที่สุดของโลก


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
10 hours ago
·
รำลึกถึง “ฐากูร บุนปาน” จากไปเมื่อ 12 มกราคม 2564

เจ้าตัวเคย เขียนไว้ใน #มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์-5 มีนาคม 2563

คอลัมน์ของดีมีอยู่ ว่า

…ไม่ต้องแปลกใจหรอกนะครับ

ถ้าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะถอยหลังไปอยู่เป็นประเทศด้อยพัฒนาที่สุดในกลุ่มอาเซียน

หรือเผลอๆ จะถอยไปอยู่ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาที่สุดของโลก

เพราะในขณะที่คนอื่นเขาเดินไปข้างหน้า

สังคมนี้กลับถูก “พลังงานมืด” (มีจริงๆ นะครับ ตามหลักฟิสิกส์-อย่าตีความกันเป็นอย่างอื่น) ดึงให้ถอยหลังกลับไปอย่างน้อย 50 หรือ 100 ปี

และโอกาสที่จะฟื้นตัวกลับมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวโลก

ทั้งในแง่ชีวิตความเป็นอยู่

ทั้งในแง่ของ “ความเป็นคน” ที่ครอบคลุมทั้งสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ และพลังในทางบวกทั้งหลาย

บอกได้ว่ายาก ถึงยากที่สุด

อ่านต่อ หนังสือรำลึก ‘สุดท้าย’ ฐากูร บุนปาน สะพานเชื่อม สู่ความเท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำ

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_499322

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1268734631955400&set=a.627369302758606



คลิปเดียวจบ อดีต กกต. “สมชัย ศรีสุทธิยากร” นำสาธิตการใช้สิทธิเลือกตั้งและประชามติ ยื่นบัตรแสดงตน 2 ครั้ง รับบัตร 2 จุด





 

รัฐธรรมนูญกับปากท้อง การแก้รธน. เกี่ยวกับปัญหาปากท้องยังไง





https://x.com/sawatree3/status/2010689418537886031



โครงสร้างเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ในราชการที่เอื้อให้ทุนเทาเติบโต


ประมวล สุธีจารุวัฒน - Pramual Suteecharuwat
·
วันนี้ผมมีโอกาสนั่งคุยกับผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่สำคัญมากแห่งหนึ่ง

เขายินดีที่ผมและมวลหมู่สมาชิกพรรคประชาชนมีเจตจำนงค์ที่ดีในการอาสามาทำงานเพื่อส่วนรวม แต่ประสาคนผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนวัยใกล้เกษียณ เขามีคำแนะนำในฐานะมิตรสหายฝากให้ผมมาหลายข้อ

1. ถ้าพวกคุณสามารถผ่านด่านการเลือกตั้งเข้าไปได้ในระดับ landslide (ซึ่งไม่ง่าย) และสมมติได้เข้าไปบริหารประเทศ สิ่งที่จะเป็นอุปสรรคระดับโคตรหินต่อไปที่คุณจะได้เจอ คือ "รัฐราชการ"

2. รัฐราชการหลายแห่ง ถูกวางระบบเครือข่ายสีเทาไว้ตั้งแต่ tier 1 (คือระดับปลัดกระทรวง) ไล่ลงไปอีก 3-4 ระดับชั้น คือ มีการวางตำแหน่งบุคคลสำคัญไว้โดยเครือข่ายผู้ได้รับผลประโยชน์ จนกระทั่งสามารถควบคุมตัวละครในคณะกรรมการสรรหาบอร์ด บอร์ดขององค์กรอิสระ ตลอดจนฝ่ายบริหารขององค์กรอิสระ

3. ที่หลายพรรคเขาเกทับพรรคของพวกคุณว่าไม่มีประสบการณ์ ทำงานไม่ได้ บริหารไม่ได้ เขาอาจไม่ได้หมายความถึงเจตจำนงค์ทางการเมือง หรือทักษะการบริหารงานทั่วไป แต่เขาอาจหมายถึงการที่ผู้คนของพรรคคุณอาจไม่เข้าใจกลไกการใช้อำนาจของรัฐราชการ ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งตัวบุคคล เครือข่าย (ว่าเป็นคนของใคร) การดิ้นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อปฏิบัติ เทคนิคการเตะถ่วงงาน การซุกซ่อนเงื่อนงำการทุจริตคอรัปชั่น การแบ่งปันผลประโยชน์ ตัวละครลับนักเจรจา (ที่สามารถกำหนดตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐได้ตามใจ ถ้าขัดผลประโยชน์ หรือไม่เอาด้วย) ไล่ไปจนเทคนิคการทุบที่บรรดา "ท่านๆ ผู้ชำนาญการบริหารทั้งหลาย" ถนัดและเขี้ยวลากดินในการจัดการรัฐราชการให้อยู่หมัด และดึงผลประโยชน์ผ่องถ่ายเปลี่ยนเส้นทางมาสู่พวกตนเอง

4. คุณต้องมีเพื่อน มีคนระวังหลัง มีคนทันเกม และการหักด้ามพร้าด้วยเข่าจะไม่ทำให้มิตรสหายที่ระมัดระวังตัวปรากฏกายขึ้น ทุกคนมีห่วง มีครอบครัวของตนเองต้องดูแล และหลายคนมีชนักปักกลางหลังของตัวเอง

5. พึงศึกษากฎหมายให้แม่นยำ รู้จักและฝึกใช้กฤษฎีกาให้เป็นคุณ ระมัดระวังการใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงระบบ มีจอมยุทธหลายรายตกม้าตายจากข้อหาใช้อำนาจกลั่นแกล้ง

6. ในหลายกรณี ผลประโยชน์พันลึกจนถึงระดับที่คุณอาจจินตนาการไปไม่ถึง คนที่อยู่กับระบบไม่ได้ แข็งข้อกับระบบก็ไม่เติบโต ในขณะที่คนที่อยู่ได้จนเกษียณก็อาจต้องจำยอมกับการเจรจา จะอยู่หรือจะไป

7. มีผู้ใหญ่หลายคนที่คุณรู้จักและเคารพนับถือ แม้แต่ในรั้วมหาวิทยาลัยของคุณ ถ้าคุณรู้เบื้องหลังของพวกเขา ว่าทำอะไรกันบ้าง เป็นคนของพรรคพวกกลุ่มใด คุณอาจจะเลิกนับถือพวกเขาไปตลอดกาล

ผมนั่งฟังมิตรสหายท่านนี้เล่าอะไรๆ ให้ฟังอีกหลายเรื่อง ก่อนจะจบลงที่คำถาม

"ถ้ามันซับซ้อนขนาดนี้ ประเทศนี้มันไม่มีหวังเลยหรือ?"

"มีครับอาจารย์ ...."

"แต่พวกอาจารย์จะมุทะลุไปทุบพวกเขาไม่ได้ พวกอาจารย์ต้องอดทน ยืนระยะให้ได้นาน มองหามิตรสหายในองค์กรให้ดี"

"มีคนดีๆ อีกจำนวนมากในองค์กรที่ไม่ก้มหัวให้เครือข่ายสีเทาถึงดำนี้ แต่พวกเขาอาจมีความคับแค้นใจ ไม่ก้าวหน้า ไม่เติบโต แม้จะมีความสามารถ"

"มองหาพวกเขาให้เจอ"

8. จะทำเพื่อชาติ ทำไมพวกเราต้องใช้ความพยายามเยอะจังแฮะ แต่กลับกัน ทำไมจะฉ้อราษฎร์บังหลวงถึงอยู่กันสุขสบายเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่

แล้วเพื่อจะเข้าไปเจอด่านสอง ด่านสาม จนเจอตัวบอส พวกฉันยังต้องฝ่าด่านหัวคะแนน การซื้อเสียงเข้าไปให้ได้ก่อนอีก

หวังว่าความพยายามนี้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ของพวกผมจะไม่สูญเปล่านะครับ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1384922990091072&set=a.573760741207305




ประธานาธิบดีสหรัฐทุกคนก่อนหน้าทรัมป์เนรเทศผู้คนมากกว่าเขาเสียอีก และก็ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อน นี่คือการบ้าอำนาจแบบเผด็จการ และโดนัลด์ ทรัมป์กำลังทำสงครามกับประชาชน

The Hidden Code
14 hours ago
·
ลุกฮือทั่วอ่าวซานฟรานฯ! มวลชนแปรอักษรยักษ์ "IT WAS MURDER - ICE OUT" ประณามเหตุสังหารโหด 'เรเน่ นิโคล กู๊ด'

คลื่นความโกรธแค้นปะทุขึ้นทั่วบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก (Bay Area) เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพที่สะเทือนใจและทรงพลังที่สุดปรากฏขึ้น ณ หาดโอเชียนบีช (Ocean Beach) เมื่อผู้คนหลายพันคนมารวมตัวกันไม่ใช่เพื่อการพักผ่อน แต่เพื่อแสดงพลังต่อต้านความอยุติธรรม

พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันใช้ร่างกายแปรขบวนเป็นข้อความขนาดมหึมาบนผืนทรายว่า “IT WAS MURDER ICE OUT” (มันคือการฆาตกรรม - ไล่ ICE ออกไป) ข้อความนี้ส่งตรงไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและรัฐบาลกลาง เพื่อประท้วงกรณีการเสียชีวิตของ "เรเน่ นิโคล กู๊ด" (Rene Nicole Goode) ซึ่งถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE) ในเมืองมินนิอาโพลิส
เหตุการณ์นี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ที่ชายหาดเท่านั้น แต่ไฟแห่งความไม่พอใจได้ลุกลามไปทั่วเมืองสำคัญ ตั้งแต่โอ๊คแลนด์ (Oakland) เบิร์กลีย์ (Berkeley) ลามไปจนถึงซานโฮเซ่ (San Jose) ประชาชนจำนวนมากออกมาเดินขบวนประณามการกระทำที่พวกเขามองว่าเกินกว่าเหตุและไร้มนุษยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ

สถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้น เมื่อมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลออกมาแถลงการณ์ในทิศทางที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ICE ในเหตุการณ์ดังกล่าว ท่าทีปกป้องพวกพ้องของภาครัฐเปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง ทำให้ฝูงชนที่โกรธแค้นอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มระดับความไม่พอใจและเรียกร้องความยุติธรรมให้ถึงที่สุด เพื่อย้ำเตือนว่าชีวิตของประชาชนต้องไม่ใช่เป้าซ้อมยิงของอำนาจรัฐ

https://www.facebook.com/photo?fbid=1323440862923528&set=a.535633935037562



 


https://x.com/TheRealThelmaJ1/status/2010542907695231016


TheRealThelmaJohnson
@TheRealThelmaJ1
·3h
In other words, Donald Trump sucks at deportations but that's not really his point anyway. Immigration is a Trojan Horse to execute an authoritarian takeover with a paramilitary force consisting untrained thugs whose only qualification is a propensity for violence

 

อดีตทหารเกณฑ์ได้ออกมาเล่าประสบการณ์สุดเลวร้ายจากการถูกเลือกไปรับใช้ที่บ้านนาย กำลังเป็นกระแสดังสุดๆ ตอนนี้ มีคนแห่เข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจมากมาย แต่หลายๆ คนก็แอบเป็นห่วงความปลอดภัยของพี่แกด้วย


CatDumb
14 hours ago
·
อดีตทหารเกณฑ์ได้ออกมาเล่าประสบการณ์สุดเลวร้ายจากการถูกเลือกไปรับใช้ที่บ้านนาย กำลังเป็นกระแสดังสุดๆ ตอนนี้เลยครับ

คลิปนี้มาจากพี่ชายอดีตทหารเกณฑ์ผลัด 1/58 ที่ออกมาเล่าบนติ๊กต็อกบัญชี dyrieqo5f452 ด้วยความยาว 10 นาที สรุปได้คร่าวๆ ว่า

- เจ้าตัวชอบที่พรรคส้มจะปฏิรูปกองทัพ แต่ดันถูกกระแสสังคมโถมหนัก เลยอยากเอาเรื่องราวที่ตัวเองเจอมาตอนเป็นทหารมาเล่า

- ตอนฝึกจบ เขาถูกนายทหารยศใหญ่มาเลือกให้ไปทำงานที่บ้านพ่อแม่ของนาย งานหลักคือรดน้ำ กวาดบ้าน ถูบ้าน ตัดหญ้า และดูแลผู้ป่วยติดเตียง เช็ดฉี่ เช็ดอึ ใส่อาหารในสายยาง ที่ต้องดูแล 24 ชั่วโมง แทบไม่ได้นอน

- อาหารที่ให้กิน เจ้าตัวต้องขับรถไปเอาจากวัด เป็นของเหลือจากการบิณฑบาตร แต่ตัวเองเป็นอิสลามเลยขอไม่กิน กลับโดนพูดใส่ว่า "อย่าเรื่องมากนักเลย กินๆ ไปเหอะก็ไม่ตายหรอก เลือกอันที่ไม่มีหมูสิ" แต่มันกินไม่ได้จริงๆ สุดท้ายก็ยอมเจียดเงินเดือนทหาร 7 พันบาทไปซื้อวัตถุดิบมาทำกินเอง

- พออยู่ไปหลายเดือนนายก็พอรู้ว่าเขาไม่พอใจ นายก็เลยย้ายจากบ้านพ่อแม่ให้มาอยู่บ้านของนายเอง ให้ไปตัดหญ้าทำความสะอาดรอบบ้าน (ไม่ให้เข้าไปในตัวบ้าน) ทั้งๆ ที่บ้านนั้นมีคนทำความสะอาดประจำอยู่แล้ว

- พอนายไม่พอใจ ก็จะด่า ตบ จนวันหนึ่งเจ้าตัวทนไม่ไหวขึ้นเสียงใส่นาย ก็เลยโดนสั่งซ่อมแล้วโดนส่งกลับหน่วย พร้อมกับแทงเรื่องมาว่าทำตัวกระด้างกระเดื่อง โชคดีที่หน่วยเข้าใจ เพราะรุ่นพี่ในหน่วยรู้ว่านายคนนี้เป็นยังไง

- ตอนปลดประจำการออกมา น้องสาวของนายคนนี้มีการโทรมาเสนอให้กลับมาดูแลผู้ป่วยติดเตียง จะให้เดือนละ 10,000 แน่นอนว่าเจ้าตัวปฏิเสธ (มีคอมเมนต์มาบอกว่าปกติถ้าจ้างพยาบาลดูแลนี่ขั้นต่ำเดือนละ 20,000 )

- ลูกของเขาเคยมาบอกว่าอยากเป็นทหารพ่อ แต่จากสิ่งที่เจอมาก็เลยบอกลูกไปว่าอย่าเป็นเลยมันไม่ดีหรอก ทั้งการโดนกระทำจนกลายเป็นแผลใจ ทั้งเงินเดือนที่ได้แค่ 7,000 จากเดิมที่ก่อนหน้าทำงานได้เงินเดือน 15,000-16,000

- ตอนเขาได้ยินพิธาพูดว่า "มีทหารไว้ทำไม" ขนาดเรียนมาไม่สูงก็รู้ว่าหมายถึงพวกนายพลยศสูงๆ แต่ไม่เข้าใจคนที่เรียนสูงมาแต่กลับไม่เข้าใจ

- ปัจจุบันเจ้าตัวขายบวยลอยและขนมอยู่ตามตลาด ก็ไม่รู้ว่าจะทำให้ลูกค้าไม่พอใจรึเปล่า แต่ก็ทำใจไว้แล้ว อยากออกมาพูดเรื่องนี้จริงๆ

ล่าสุดคลิปของพี่ชายคนนี้เป็นกระแสดังสุดๆ มีคนแห่เข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจมากมาย แต่หลายๆ คนก็แอบเป็นห่วงความปลอดภัยของพี่แกด้วย

CatDumb
คลิปเต็มๆ ครับ 
https://www.tiktok.com/@dyrieqo.../video/7593475304908279047


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1362819475647038&set=a.710601544202171




ข้อสังเกตบางประการ(ที่ตรงเผง) การต่างประเทศไทยในการเลือกตั้ง 2026


Lak G Khundee
17 hours ago
·
ข้อสังเกตบางประการ: การต่างประเทศไทยในการเลือกตั้ง 2026

1) Policy Void : พรรคการเมืองสำคัญ 2 พรรค เปิดตัวคู่แข่งขันด้วยอดีตนักการทูตมืออาชีพ โดยที่ไม่มีนโยบายต่างประเทศที่โดดเด่นเป็นชิ้นเป็นอัน แถมหัวหน้าพรรคทั้งสองก็ให้ความสนใจกิจการต่างประเทศน้อยมากจนน่ากลัว
2) Performative Diplomacy: อดีตนักการทูตมืออาชีพคู่แข่ง 2 คนพูดเหมือนกันว่า อยากจะให้ประเทศไทยกลับมาโดดเด่นในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง แต่ไม่พูดเลยว่า พรรคของตัวเองมีนโยบายอะไรที่จะทำให้ประเทศไทยโดดเด่นขึ้นมาได้ (เพราะพรรคไม่มีนโยบาย--ฮา)
3) Underperforming Diplomcy: นักการทูตคู่แข่งขัน พูดเหมือนกันว่า การทูตและการต่างประเทศของไทยตกต่ำที่สุดในรอบกว่าทศวรรษที่ผ่านมา (หลังการรัฐประหาร 2014) แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้พูดคือ นั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ ประเทศไทยมีนักการทูตมืออาชีพเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศและคู่แข่งขันทั้งสองก็อยู่จุดสูงสุดของวิชาชีพคือ เป็นเอกอัครราชทูตในประเทศสำคัญๆของโลกด้วยกันทั้งคู่
4) ASEAN Leader: นักการทูตคู่แข่งขันซึ่งมีประสบการณ์กับกลุ่มอาเซียนต่างกันแต่พูดเหมือนกันว่า อยากให้ไทยเป็นผู้นำอาเซียน ท่ามกลางสถานการณ์จริงของอาเซียนปัจจุบันคือ ไม่มีประเทศสมาชิกใดยอมรับให้ใครเป็นผู้นำอีกต่อไปแล้ว
5) Praetorian Diplomacy: ในสถานการณ์ที่ "การทหารนำการทูต" นักการทูตคู่แข่งพูดเหมือนกันว่า ต้องการให้ การทหารเสริมบทบาททางการทูต
6) Initiative: ปัญหาสำคัญของนักการทูตมืออาชีพคือ ขาดความริเริ่มสร้างสรรค์เชิงนโยบาย เพราะเคยชินกับการรับนโยบายไปปฏิบัติ
7) Visionary Diplomat: ความจริงทางประวัติศาสตร์การทูตระยะสั้น ซึ่งพรรคการเมืองทั้งสองมองไม่เห็นคือ รัฐมนตรีต่างประเทศที่โดดเด่นมากในช่วงรอยต่อของยุคสมัย (ระหว่างศตวรรษที่ 20 และ 21) คืออดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยดังย่าน ท่าพระจันทร์และสามย่าน มิได้เป็น "ลูกหม้อ" กระทรวงการต่างประเทศแต่อย่างใดเลย

ภาพประกอบ: หนังสือที่อธิบายปรากฎการณ์ของโลกได้ดีนับแต่ยุคสิ้นสุดสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1427758045421674&set=a.114845100046315
13 hours ago
·
ดิฉันเห็นด้วยกับคุณสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี Lak G Khundee และอยากจะเสริมบางประเด็นค่ะ
1. เวลาที่บอกว่าอยากให้ไทยกลับมาโดดเด่นในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง เพราะเราตกต่ำตั้งแต่รัฐประหาร 2557 (จริงๆ ตกต่ำมาตั้งแต่รปห. 2549) เรากำลังพูดถึงปัญหา 2 ระดับ คือ
A. สภาวะที่ทำให้ไทยตกต่ำ คืออะไร
B. จะทำให้ไทยกลับมาโดดเด่น - จะชูนโยบายอะไร อะไรคือจุดแข็งของไทย
ข้อ A ปัจจัยที่ทำให้เราตกต่ำคือ ความขัดแย้งการเมืองภายในหลังรัฐประหาร 2549 ดังต่อไปนี้
- ภาวะไร้เสถียรภาพ การประท้วงของคนเสื้อสี
- การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ได้ขึ้นกับสภาพความเป็นจริง เช่น คสช./ศาล รธน. ยกเลิกโครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการป้องกันน้ำท่วมเขตอุตสาหกรรม เพียงเพราะไม่อยากให้เพื่อไทยมีผลงานทิ้งไว้ แล้วก็ผลักรถไฟความเร็วสูงของตนเองออกมา โดยยกสัมปทานให้จีน หวังว่าจะเสร็จเร็ว คนจะได้จำได้ว่าเป็นผลงานของ คสช. แต่ 10 ปีแล้วก็ยังไม่เห็นอนาคต – นี่คือการแช่แข็งโครงสร้างการขนส่ง ระบบโลจิสติคส์ การท่องเทียวเมืองรองของไทย
- กระทรวงต่างประเทศนับตั้งแต่ รปห. 2549 มุ่งตอบสนอง “การเมืองภายใน” หรือของรัฐบาลเป็นสำคัญ ในยุครัฐทหารก็วุ่นอยู่กับการสร้างความชอบธรรมให้รัฐทหาร ในช่วงที่เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ก็เอาทนายความส่วนตัวหรือญาติมาเป็นรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องต่างประเทศเลย
- ปัญหาไทย-กัมพูชาในปี 2551 เกิดจากกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการใช้เรื่องดินแดนทำลายรบ.ฝ่ายทักษิณ โดยไม่สนใจผลกระทบระยะยาว - ความขัดแย้งในปี 2568 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระแสชาตินิยม-ต่อต้านกัมพูชา ที่ถูกฝังรากลึก จนโหมกระพือได้ง่ายมาก อีกส่วนหนึ่งเพราะ ฮุน เซน aggressive ต่อไทยอย่างยิ่ง แต่ถ้าไทยมีรบ.พลเรือนที่เก่ง ก็ควร “จำกัด” การใช้กำลังทหารได้ดีกว่านี้ และสร้างความได้เปรียบในเวทีต่างประเทศได้ดีกว่านี้ - แต่ไทยก็ล้มเหลว จนพลเอกณัฐพลออกมายอมรับเองว่า ไม่มีประเทศไหนเข้าข้างไทยเลย (ก็เพราะเราใช้แนวทางทหารอย่างไม่ประเมินแรงสะท้อนกลับที่เป็นผลลบต่อไทย)
- รัฐบาลอนุทินก็หวังประโยชน์จากกระแสชาตินิยมเพื่อผลการเลือกตั้ง จึงให้ไฟเขียวกับกองทัพเป็นฝ่ายนำในการแก้ปัญหากัมพูชา
- ทุกรัฐบาลหลังรัฐประหาร 2549 คิดแต่โครงการประชานิยม อัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ หวัง Quick Win หวังชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่มีนโยบายปรับปรุง-แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ปฏิรูประบบราชการ การศึกษาเลย – วันนี้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับเพื่อนบ้านไปแล้ว
- รบ.คสช.ย่อมต้องสนับสนุนรบ.ทหาร มินอ่องลาย เพราะดีเอ็นเอเดียวกัน ทุกวันนี้เราก้มหน้ารับผลกระทบสารพัดชนิดจากเมียนมา โดยไม่มียุทธศาสตร์ว่าจะทำอย่างไร -ไทยไม่สามารถแก้ปัญหาเมียนมาตามลำพัง แต่ต้องจับมือกับอาเซียน แต่ไทยก็มีส่วนทำให้อาเซียนอ่อนแอ เพราะไม่ยอมรับบทบาทการเป็นตัวกลางยุติปัญหากับกัมพูชาทั้งในปี 2551 และ 2568
สรุป ถ้าการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ไทยจะวนเวียนอยู่กับความตกต่ำเช่นนี้ต่อไป จนไม่มีสมาธิที่จะค้นหาว่าอะไรคือจุดแข็งของไทยที่จะไปแข่งกับประเทศอื่น
(โอกาสหน้าดิฉันจะยกตัวอย่างอินโดนีเซีย ที่เคยภาวะตกต่ำเมื่อเกิดวิกฤติการณ์เศรษฐกิจเอเชียปี 2540 และซูฮาร์โตต้องลงจากอำนาจในปี 2541 ประเทศเต็มไปด้วยจลาจล ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในอาเจะห์, ใน Irian Jaya, การลอบวางระเบิดโดยอิสลามหัวรุนแรง ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มศาสนา แต่เพียงทศวรรษเดียว อินโดนีเซียกลับมายืนได้อย่างสง่างาม และเขานำเสนอจุดแข็งของตนเองอย่างไร)
2. คุณสุภลักษณ์ใช้คำว่า praetorian diplomacy แต่ในบทความที่ดิฉันเพิ่งเขียนให้ ISEAS-Yusof Ishak Institute ดิฉันใช้คำว่า militarization (ทหารภิวัตน์) ซึ่งเห็นได้ชัดในความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาในรอบนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมียนมานับตั้งแต่รัฐประหารโดยมิน อ่องลาย ก็เป็นทหารภิวัตน์ ในช่วงสงครามเย็น การต่างประเทศไทยก็ทหารภิวัตน์
ในกรณีของไทย ทหารภิวัตน์คือสภาวะที่วิธีคิดต่อปัญหาเป็นแบบทหาร มักใช้แนวทางทหารแก้ปัญหาเป็นหลัก ความมั่นคงของชาติถูกนิยามแบบทหาร ประเด็นเศรษฐกิจ มนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน มีความสำคัญน้อยมาก หรือไม่มีเลย (รบ.พลเรือนก็ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบทหารได้) – สภาวะทหารภิวัตน์ในไทยเบาบางลงพร้อมกับสงครามเย็น และไทยมีรัฐบาลพลเรือนที่ใช้แนวทางเศรษฐกิจนำการทหาร นั่นคือรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
3. ดิฉันเห็นด้วยกับคุณสุภลักษณ์เรื่องการใช้นักการทูตมืออาชีพ – คนเหล่านี้ “ดูเหมือน” เป็นมืออาชีพ แต่เราต้องไม่ลืมว่าพวกเขาคือ “ข้าราชการไทย” ที่คุ้นเคยกับการปฏิบัติตามคำสั่ง ทำงานตาม routine ไม่ใช่ผู้กำหนดนโยบาย หลังรัฐประหาร 2549 รัฐบาลสุรยุทธ์, อภิสิทธิ์, ประยุทธ์, เศรษฐา-แพทองธาร, อนุทิน ล้วนใช้ข้าราชการ กต. เป็น รมต.ทั้งสิ้น แต่พวกเขาก็ไม่มีอะไรน่าประทับใจเลย
- ตอนอนุทินตั้งคุณสีหศักดิ์เป็น รมต. ดิฉันยังแอบหวังว่าแกจะช่วยดึงปัญหากัมพูชาจากทหาร ให้กลับมาอยู่ในมือ กต.มากขึ้น แต่ปรากฏว่า กต. ทำหน้าที่เป็น PR ให้กองทัพ-รัฐบาลอนุทินเท่านั้น
- ตัวอย่างที่ชี้ว่าไทยต้องการรัฐบาลพลเรือนที่มีวิสัยทัศน์มากำหนดนโยบายต่างประเทศ กล้าแตกหักกับข้าราชการใน กต. ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ก็คือกรณีที่รัฐบาลชาติชายประกาศ “นโยบายเปลี่ยนอินโดจีนจากสนามรบให้เป็นสนามการค้า” ในปี 1988 โดยมีทีมคนหนุ่ม “บ้านพิษณุโลก” เป็นที่ปรึกษา นโยบายนี้เกิดขึ้นในช่วงที่โลกคอมมิวนิสต์กำลังล่มสลาย แต่การแข่งขันการค้าเข้มข้นขึ้น เกิดเขตการค้าเสรีทั่วโลก ทั้ง EU, NAFTA ฯลฯ รัฐบาลชาติชายประกาศว่าต้องหาทางยุติปัญหากัมพูชา แล้วเปลี่ยนลาว เวียดนาม กัมพูชาให้กลายเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของไทยและอาเซียน
- แต่เมื่อชาติชายประกาศนโยบายออกมา พวกเขาถูกโจมตีอย่างหนักจากรัฐมนตรี พลเอกสิทธิ เศวตศิลา, ข้าราชการระดับสูงของ กต. และนักวิชาการรุ่นใหญ่ ที่ยืนยันว่าไทยควรสนับสนุนเขมรแดง-ต่อต้านเวียดนามต่อไป – เมื่อชาติชายเชิญฮุน เซนมาเจรจาที่ กท. กต.ประท้วงด้วยการไม่ส่งเจ้าหน้าที่ของตนมาประชุมแม้แต่คนเดียว
- แต่รบ.ชาติชายชนะในเกมนี้ นโยบายได้รับการตอบรับจากนักธุรกิจในไทยและประเทศอาเซียนอื่นๆ แนวทางเศรษฐกิจนำการทหารของชาติชาย ถูกสานต่อโดยรัฐบาลไทยหลังจากนั้นเรื่อยมา นำไปสู่กรอบความร่วมมือ GMS, ACMEC, AFTA, AEC, ASEAN+3, ASEAN+6 (ผู้สนใจรายละเอียด กรุณาดูเรื่องนี้ได้ในหนังสือของดิฉัน “การต่างประเทศไทยในยุคสงครามเย็น”)
4. พรรคปชน.วาง กต. ไว้ในทีมเศรษฐกิจ อันนี้น่าสนใจ ดิฉันเห็นด้วยว่า กต.ไทยควรทำหน้าที่สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศได้แล้ว กต.ของหลายประเทศทำหน้าที่นี้มานานแล้ว ออสเตรเลียเอาพาณิชย์กับต่างประเทศไว้ในกระทรวงเดียวกัน ทักษิณเคยผลักดันนโยบายทูต CEO แต่ถูกโต้กลับ ไม่ยอมทำ บอกว่าทูตไม่ใช่พ่อค้า – เฮ้ออออ So snobbish
อย่างไรก็ตาม ดิฉันคิดว่าปัญหาร้อนแรงหลายเรื่องที่ไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ ต้องอาศัยกต.ที่แข็งแกร่งเป็นกลไกนำ เป็นปัญหาเชิงความมั่นคงและเร่งด่วน ดิฉันอยากเห็น กต.แสดงบทบาทนำด้าน “การต่างประเทศของไทย” โดยมีรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงกำกับดูแล ให้ กต. กองทัพ สมช. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ทำงานร่วมกัน ไม่ปล่อยให้หน่วยงานเหล่านี้ต่างคนต่างทำอีกต่อไป
ปล. สขช.หายไปจากนโยบายด้านความมั่นคงโดยสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ทำงานข่าวกรองได้ดีกว่าทหาร ถ้าจะยกเลิก กอ.รมน. ก็ต้องยกระดับการทำงานของ สขช. และสมช.ด้วย)
ลิงค์ ฟบ.ของสุภลักษณ์ https://www.facebook.com/share/p/1ALZYEm2kD/



Numbers Don't Lie : กลิ่นซื้อเสียงโชยมาแต่ไกล สถิติเบิกเงินสดพุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์






กัปตันคนเนิร์ด
@captainnerd23

กลิ่นซื้อเสียงโชยมาแต่ไกล สถิติเบิกเงินสดพุ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์

เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญสั่งคุณแพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่ พรรคการเมืองเริ่มรู้ตัวว่าอาจต้องเลือกตั้ง เลยอาจจะเริ่มทยอยเบิกเงินกัน

พอเดือนกันยายน คุณอนุทินเซ็น MOA ยุบสภาภายใน 4 เดือน เป็นสัญญาณว่ายังไงก็ได้เลือกตั้งเร็วๆนี้แน่ ยอดเบิกเงินสดก็พุ่งสูงถึง 120,000 ล้านบาท ซึ่งคุณโจ ชัยวัฒน์ บอกว่าสูงสุดในประวัติศาสตร์

คือในสังคมสแกนจ่าย ไม่น่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้คนเบิกเงินเยอะขนาดนั้นกันได้เลย

แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยปฏิเสธ โดยบอกว่าที่คนเบิกเงินเยอะ เพราะมาตรการล็อกบัญชีม้า คนกลัวโดนล็อกบัญชีกัน ก็เลยแห่กันเบิกเงิน

แต่ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะคนไม่น่าจะแห่กันไปเบิกเงินเยอะขนาดนั้นเพราะเรื่องล็อกบัญชีม้า พวกนี้เป็นแค่ความสงสัยจากสถิติทางตัวเลข

แล้วเพื่อนๆล่ะครับ แถวบ้านเริ่มมีล่ารายชื่อซื้อเสียงยังครับ

https://x.com/captainnerd23/status/2010690726732951668



ชาวอิหร่านหลายพันคนรวมตัวกันที่จัตุรัสเอ็งเกลาบในกรุงเตหะราน เพื่อแสดงการสนับสนุนรัฐบาล ท่ามกลางการประท้วงรุนแรงเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วประเทศ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน เข้าร่วมและให้คำมั่นว่ารัฐบาลของเขา "พร้อมที่จะรับฟัง"





 

ทรัมป์บอกว่า ผู้นำของอิหร่านโทรมา ต้องการเจรจา เราอาจจะพบปะกับพวกเขา ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่าประเทศของเขาพร้อมทำสงคราม และพร้อมเจรจาเช่นกัน หลังสหรัฐออกมากล่าวว่า กำลังพิจารณา "มาตรการที่แข็งกร้าวมาก" เพื่อตอบโต้การปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาลของอิหร่าน






 

ทำไมอาร์กติกจึงกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ถูกแย่งชิงมากที่สุดในโลก


เหตุใดมหาอำนาจโลกจึงเร่งชิงอำนาจเพื่อครองอาร์กติก - BBC News ไทย

Jan 12, 2026

ท่ามกลางอุณหูมิของภูมิภาคอาร์กติกที่กำลังร้อนขึ้นเร็วกว่าที่ใดบนโลก รัสเซียและนาโตต่างเพิ่มปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคนี้ ขณะที่จีนแผ่ขยายอิทธิพล และหลายประเทศกำลังแย่งชิงทรัพยากรที่อาจปรากฏขึ้นหลังน้ำแข็งละลาย บีบีซีอธิบาย 5 เหตุผลว่าทำไมอาร์กติกจึงกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ถูกแย่งชิงมากที่สุดในโลก

https://www.youtube.com/watch?v=uEde4meF7gM