In full: PM Lawrence Wong's message on the situation in the Middle East
Mothership
Apr 2, 2026
6 hours ago
·
ชั่วโมงที่ผ่านมา Lawrence Wong เพิ่งออกรายการสดทั่วสิงคโปร์ ย้ำเตือนสิ่งที่กำลังเกิดบนโลกใบนี้, สิ่งที่จะเป็นผลกระทบทั้งที่สงครามสงบทันที, สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปหากสถานการณ์ยังรุนแรง, และมาถึงสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญรวมสามเรื่อง (ซึ่งลงมือทำไปแล้ว) ... ผมเข้าใจว่าการออกอากาศครั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกคนยังอยู่ในโหมดระวังตัวอยู่
.
นายกรัฐมนตรีประเมินสถานการณ์ให้เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากเหตุการณ์สงบทันทีในวันพรุ่งนี้ อะไรจะยังแพงอยู่ต่อไปเพราะมันยังจะขาดแคลนไปอีกจากความเสียหายซึ่งต้องใช้เวลาอีกเป็นปีกว่าที่การผลิตจะกลับคืนสู่สภาพปกติ, แล้วถ้ายืดเยื้อและรุนแรงต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นอีก ... เรื่องพวกนี้อ่านในสื่อได้ แต่รัฐบาลสิงคโปร์น่าจะต้องการความชัวร์ว่าประชาชนได้ยินจากผู้นำเองว่า "เราเข้าใจตรงกันนะว่าวิกฤติมันยังอยู่และจะอยู่ต่อไปอีกระยะ" อันนี้ผมว่าเซ็ตโทนมาดีเลย ไม่มีการโชว์เก๋าว่าไม่ต้องห่วง ลอว์เรนซ์จงใจเปิดด้วยโทนนี้ให้ยอมรับว่าต่อให้สงครามจบวันนี้พรุ่งนี้สถานการณ์ก็จะยังไม่ปกติไปอีกนาน
.
พูดต่อเนื่องไปยังสิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้ว ยกตัวอย่างคณะกรรมการหลายชุด มีรัฐมนตรีท่านไหนบ้างในคณะกรรมการบางชุด พวกเขาไปศึกษา, จัดการ, และเตรียมความพร้อมมาให้นายกอย่างไร (เหมือนจะบอกว่าพวกเขาทำนะ ผมแค่มารายงานให้ประชาชนทราบ)
.
เช่น เรื่องที่รัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการจัดการกับความต่อเนื่องของซัพพลายของชาติทั้งพลังงานและอาหาร คณะกรรมการของเขาไปเจรจากับออสเตรเลียมาจนได้การันตีมาอย่างไร (พูดรายละเอียดในเรื่อง LNG เลยว่าสิงคโปร์ไปเจรจาว่าขอซื้อเพิ่มขึ้นอีกจากเดิมที่เคยซื้อประมาณหนึ่งในสามของแต่ละปี ซึ่งออสเตรเลียก็ตอบตกลงยินดีที่จะขายให้มากขึ้นและเริ่มจัดส่งทันที) อีกคณะนึงคือใครบ้าง ที่ไปเจรจากับนิวซีแลนด์เรื่องความมั่นคงของอาหารมาอย่างไร ได้การันตีมาและเริ่มจัดส่งทันทีเหมือนกัน ... เขายกเรื่องนี้มาเพื่อย้ำว่ารัฐบาลลงมือไปแล้ว ได้สัญญามาแล้วนะ ไม่ต้องห่วง เรามีซัพพลายมาแน่นอน
.
ลำดับต่อมาเน้นว่า "เรามีใช้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะขายให้เราถูกเหมือนเดิมนะ จากนี้ไปจะยังคงแพงอยู่อีกระยะนึงแน่นอน" ดังนั้นเขารู้ว่าแรงกดดันของต้นทุนที่สูงขึ้นจะไปเกิดขึ้นที่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ... ผู้นำเลยยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ มาตรการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ สำหรับภาคธุรกิจกำลังจะนำเสนอในสภาภายในวันสองวันนี้เพื่อให้พิจารณาอนุมัติแล้วนำไปใช้กันทันที
.
อันนี้ผมคิดว่าสิงคโปร์จะไม่ใช้วิธีแทรกแซงราคาเพื่อให้ดูไม่แพง แต่พวกเขาจะปล่อยให้แพงต่อไปตามกลไกตลาดเหมือนหลายประเทศแล้วรัฐจะไปหาวิธีใช้ส่วนลดด้านอื่นอย่างเต็มที่เพื่อให้ธุรกิจยังเดินต่อไปแบบรัดกุม (เพราะทุกคนยังต้องจ่ายแพงตามราคาตลาด+ถูกควบคุมราคาขาย แล้วธุรกิจไปได้ส่วนลดเรื่องอื่น ๆ ที่รัฐบาลจะช่วยเหลือพิเศษเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในขณะที่รัฐก็ยังพอจะคุมได้หลายทาง) ... Sense of Control เลยครับในเรื่องนี้ ... ภาคครัวเรือนก็เช่นกัน ยังต้องจ่ายแพงกันอยู่ ประหยัดได้ก็ประหยัด แต่จะได้รับการลดหย่อนในด้านอื่นที่รัฐช่วยได้
.
เรื่องสุดท้าย เขาบอกว่ารัฐจะรู้ดีแค่ไหนจะช่วยเท่าไหร่ก็ไม่เท่าคนในชาติร่วมมือกันทั้งหมดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ จะทำให้ความพยายามทั้งหมดได้ผลในที่สุด ... เมื่อเห็นวิกฤติกันขนาดนี้แล้วภาคธุรกิจจะออกนโยบายมาจัดการกับต้นทุนของตัวเองอย่างไร, ช่วยลดอะไรได้บ้าง, ช่วยงดอะไรได้บ้าง ... ภาคครัวเรือนก็เช่นกัน จะให้ความร่วมมือกันอย่างไรหรือจะช่วยเหลืออะไรกับใครได้บ้าง, จะงดอะไรได้บ้างเพื่อทำในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดในยามปั่นป่วนนี้เพื่อให้ผลรวมของทั้งประเทศยังดำรงต่อไปได้ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่
.
“For businesses, this means reviewing operations and improving energy efficiency. For households, it means being mindful of daily energy use,” ท่านอาจจะรู้สึกว่าดูเหมือนมันเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่รัฐบาลมองเห็นว่าทุกสิ่งที่ท่านทำจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประเทศชาติอย่างแท้จริงในช่วงเวลาแบบนี้ ... ลอว์เรนซ์ ย้ำอย่างหนักแน่นในช่วงนี้
.
"สิงคโปร์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความสะเทือนอย่างรุนแรงจากการขยับตัวครั้งใหญ่ของโลกในครั้งนี้ได้ เรามีแผนรับมือ, เรามีการจัดการที่ดี, เราสร้างพื้นฐานที่ดีมาตลอดเพื่อรับมือกับเหตุเหล่านี้ทั้งวินัยของคน, วินัยของสังคม, และของธุรกิจ ... ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะใช้อย่างเต็มกำลังเพื่อฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้
So let us stay disciplined and focused, and keep faith with one another.
Whatever comes our way, we will face it, as one people, one nation. And we will get through this – together.”
.
จบไปสั้น ๆ ฟีลเหมือนถ่ายในออฟฟิศ (แต่อยู่ในสตูดิโอแหละ)
เสื้อเชิ๊ต ปลดกระดุม หน้ามันเล็กน้อย
ประมาณจะบอกว่า "กูก็เหนื่อย"
เรียบง่าย แต่ทรงพลัง
.
ปล. หลายประโยคในสปีชนี้ผมเดาว่าแกอ่านหนังสือของ Jared Diamond มาไม่น้อยเลย
https://www.facebook.com/shakrit/posts/10242906174167850
·
ชั่วโมงที่ผ่านมา Lawrence Wong เพิ่งออกรายการสดทั่วสิงคโปร์ ย้ำเตือนสิ่งที่กำลังเกิดบนโลกใบนี้, สิ่งที่จะเป็นผลกระทบทั้งที่สงครามสงบทันที, สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปหากสถานการณ์ยังรุนแรง, และมาถึงสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญรวมสามเรื่อง (ซึ่งลงมือทำไปแล้ว) ... ผมเข้าใจว่าการออกอากาศครั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกคนยังอยู่ในโหมดระวังตัวอยู่
.
นายกรัฐมนตรีประเมินสถานการณ์ให้เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากเหตุการณ์สงบทันทีในวันพรุ่งนี้ อะไรจะยังแพงอยู่ต่อไปเพราะมันยังจะขาดแคลนไปอีกจากความเสียหายซึ่งต้องใช้เวลาอีกเป็นปีกว่าที่การผลิตจะกลับคืนสู่สภาพปกติ, แล้วถ้ายืดเยื้อและรุนแรงต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นอีก ... เรื่องพวกนี้อ่านในสื่อได้ แต่รัฐบาลสิงคโปร์น่าจะต้องการความชัวร์ว่าประชาชนได้ยินจากผู้นำเองว่า "เราเข้าใจตรงกันนะว่าวิกฤติมันยังอยู่และจะอยู่ต่อไปอีกระยะ" อันนี้ผมว่าเซ็ตโทนมาดีเลย ไม่มีการโชว์เก๋าว่าไม่ต้องห่วง ลอว์เรนซ์จงใจเปิดด้วยโทนนี้ให้ยอมรับว่าต่อให้สงครามจบวันนี้พรุ่งนี้สถานการณ์ก็จะยังไม่ปกติไปอีกนาน
.
พูดต่อเนื่องไปยังสิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้ว ยกตัวอย่างคณะกรรมการหลายชุด มีรัฐมนตรีท่านไหนบ้างในคณะกรรมการบางชุด พวกเขาไปศึกษา, จัดการ, และเตรียมความพร้อมมาให้นายกอย่างไร (เหมือนจะบอกว่าพวกเขาทำนะ ผมแค่มารายงานให้ประชาชนทราบ)
.
เช่น เรื่องที่รัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการจัดการกับความต่อเนื่องของซัพพลายของชาติทั้งพลังงานและอาหาร คณะกรรมการของเขาไปเจรจากับออสเตรเลียมาจนได้การันตีมาอย่างไร (พูดรายละเอียดในเรื่อง LNG เลยว่าสิงคโปร์ไปเจรจาว่าขอซื้อเพิ่มขึ้นอีกจากเดิมที่เคยซื้อประมาณหนึ่งในสามของแต่ละปี ซึ่งออสเตรเลียก็ตอบตกลงยินดีที่จะขายให้มากขึ้นและเริ่มจัดส่งทันที) อีกคณะนึงคือใครบ้าง ที่ไปเจรจากับนิวซีแลนด์เรื่องความมั่นคงของอาหารมาอย่างไร ได้การันตีมาและเริ่มจัดส่งทันทีเหมือนกัน ... เขายกเรื่องนี้มาเพื่อย้ำว่ารัฐบาลลงมือไปแล้ว ได้สัญญามาแล้วนะ ไม่ต้องห่วง เรามีซัพพลายมาแน่นอน
.
ลำดับต่อมาเน้นว่า "เรามีใช้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะขายให้เราถูกเหมือนเดิมนะ จากนี้ไปจะยังคงแพงอยู่อีกระยะนึงแน่นอน" ดังนั้นเขารู้ว่าแรงกดดันของต้นทุนที่สูงขึ้นจะไปเกิดขึ้นที่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ... ผู้นำเลยยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ มาตรการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ สำหรับภาคธุรกิจกำลังจะนำเสนอในสภาภายในวันสองวันนี้เพื่อให้พิจารณาอนุมัติแล้วนำไปใช้กันทันที
.
อันนี้ผมคิดว่าสิงคโปร์จะไม่ใช้วิธีแทรกแซงราคาเพื่อให้ดูไม่แพง แต่พวกเขาจะปล่อยให้แพงต่อไปตามกลไกตลาดเหมือนหลายประเทศแล้วรัฐจะไปหาวิธีใช้ส่วนลดด้านอื่นอย่างเต็มที่เพื่อให้ธุรกิจยังเดินต่อไปแบบรัดกุม (เพราะทุกคนยังต้องจ่ายแพงตามราคาตลาด+ถูกควบคุมราคาขาย แล้วธุรกิจไปได้ส่วนลดเรื่องอื่น ๆ ที่รัฐบาลจะช่วยเหลือพิเศษเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในขณะที่รัฐก็ยังพอจะคุมได้หลายทาง) ... Sense of Control เลยครับในเรื่องนี้ ... ภาคครัวเรือนก็เช่นกัน ยังต้องจ่ายแพงกันอยู่ ประหยัดได้ก็ประหยัด แต่จะได้รับการลดหย่อนในด้านอื่นที่รัฐช่วยได้
.
เรื่องสุดท้าย เขาบอกว่ารัฐจะรู้ดีแค่ไหนจะช่วยเท่าไหร่ก็ไม่เท่าคนในชาติร่วมมือกันทั้งหมดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ จะทำให้ความพยายามทั้งหมดได้ผลในที่สุด ... เมื่อเห็นวิกฤติกันขนาดนี้แล้วภาคธุรกิจจะออกนโยบายมาจัดการกับต้นทุนของตัวเองอย่างไร, ช่วยลดอะไรได้บ้าง, ช่วยงดอะไรได้บ้าง ... ภาคครัวเรือนก็เช่นกัน จะให้ความร่วมมือกันอย่างไรหรือจะช่วยเหลืออะไรกับใครได้บ้าง, จะงดอะไรได้บ้างเพื่อทำในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดในยามปั่นป่วนนี้เพื่อให้ผลรวมของทั้งประเทศยังดำรงต่อไปได้ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่
.
“For businesses, this means reviewing operations and improving energy efficiency. For households, it means being mindful of daily energy use,” ท่านอาจจะรู้สึกว่าดูเหมือนมันเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่รัฐบาลมองเห็นว่าทุกสิ่งที่ท่านทำจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประเทศชาติอย่างแท้จริงในช่วงเวลาแบบนี้ ... ลอว์เรนซ์ ย้ำอย่างหนักแน่นในช่วงนี้
.
"สิงคโปร์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความสะเทือนอย่างรุนแรงจากการขยับตัวครั้งใหญ่ของโลกในครั้งนี้ได้ เรามีแผนรับมือ, เรามีการจัดการที่ดี, เราสร้างพื้นฐานที่ดีมาตลอดเพื่อรับมือกับเหตุเหล่านี้ทั้งวินัยของคน, วินัยของสังคม, และของธุรกิจ ... ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะใช้อย่างเต็มกำลังเพื่อฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้
So let us stay disciplined and focused, and keep faith with one another.
Whatever comes our way, we will face it, as one people, one nation. And we will get through this – together.”
.
จบไปสั้น ๆ ฟีลเหมือนถ่ายในออฟฟิศ (แต่อยู่ในสตูดิโอแหละ)
เสื้อเชิ๊ต ปลดกระดุม หน้ามันเล็กน้อย
ประมาณจะบอกว่า "กูก็เหนื่อย"
เรียบง่าย แต่ทรงพลัง
.
ปล. หลายประโยคในสปีชนี้ผมเดาว่าแกอ่านหนังสือของ Jared Diamond มาไม่น้อยเลย
https://www.facebook.com/shakrit/posts/10242906174167850