วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 08, 2569

บทความจาก The Economist ระบุว่ามี 2 การดำเนินการหลัก ของรัฐบาลทรัมป์ที่ไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อชาวอเมริกันเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงที่จะทำให้สิทธิพลเมืองและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเวทีโลกอ่อนแอลง











สรุปและแปลจาก Google AI

บทความจาก The Economist ระบุว่ามี 2 การดำเนินการหลัก ของรัฐบาลทรัมป์ที่ไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อชาวอเมริกันเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงที่จะทำให้สิทธิพลเมืองและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเวทีโลกอ่อนแอลง โดยมีสรุปสาระสำคัญดังนี้ครับ:

สรุปประเด็นสำคัญ (Summary)

  1. การใช้มาตรการภาษีศุลกากร (Tariffs) เป็นเครื่องมือทางการเมือง: การขู่และบังคับใช้กำแพงภาษีในวงกว้าง ไม่เพียงแต่กับศัตรูแต่รวมถึงพันธมิตรด้วย (เช่น แคนาดา และยุโรป) ส่งผลให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ สูงขึ้น (เงินเฟ้อ) และทำลายความเชื่อมั่นของคู่ค้าทั่วโลก
  2. การแทรกแซงความเป็นอิสระของสถาบันหลัก: โดยเฉพาะความพยายามในการควบคุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างข้าราชการประจำให้กลายเป็นตำแหน่งที่เน้นความจงรักภักดีทางการเมือง ซึ่งทำลายความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของสถาบันที่เคยเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจและการทูตสหรัฐฯ
ผลกระทบ: การดำเนินงานเหล่านี้ทำให้พันธมิตรเริ่มมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ (เช่น การพึ่งพาจีนหรือสร้างกลุ่มความร่วมมือใหม่) ซึ่งจะลดทอนอำนาจการต่อรองและอิทธิพลที่สหรัฐฯ เคยมีมาอย่างยาวนานในเวทีโลก

ฉบับแปลภาษาไทย (Thai Translation)

หัวข้อ: สองความเคลื่อนไหวของรัฐบาลทรัมป์ที่จะทำร้ายชาวอเมริกันและบั่นทอนอิทธิพลของประเทศในระดับสากล

บทความวิเคราะห์ว่า นโยบายของรัฐบาลทรัมป์ในสองด้านหลักกำลังสร้างความเสี่ยงต่ออนาคตของสหรัฐฯ:

ประการแรก การใช้กำแพงภาษีแบบครอบจักรวาล: การที่ทรัมป์มองว่าอำนาจทางเศรษฐกิจเป็นเพียง "เครื่องมือในการแลกเปลี่ยน" (Transactional power) และนำมาใช้กดดันประเทศต่างๆ ทำให้ระบบห่วงโซ่อุปทานโลกปั่นป่วน ผลที่ตามมาคือชาวอเมริกันต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น และทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นพันธมิตรที่คาดเดาไม่ได้

ประการที่สอง การทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันทางนโยบาย: การโจมตีความเป็นอิสระของธนาคารกลาง (Fed) และการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญโดยเน้น "ความจงรักภักดี" มากกว่า "ความเชี่ยวชาญ" ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์และระบบราชการของอเมริกาเสื่อมถอยลง

บทสรุป: การหันหลังให้กับการเป็นผู้นำในระเบียบโลกที่อาศัยกฎกติกา (Rules-based order) และหันไปใช้การทูตแบบตัวใครตัวมัน (Solo act) กำลังทำให้สหรัฐฯ โดดเดี่ยวตัวเองในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลให้อิทธิพลของอเมริกาลดน้อยถอยลงในที่สุด