
Yingcheep Atchanont
·
เอกสารที่สส.ชยพล เตรียมฉายในการ #อภิปรายไม่ไว้วางใจ2568 แต่โดนประธานสั่งห้ามฉายสไลด์และให้รีบสรุปจบ ซึ่งมีสองหน้า ที่ปฏิบัติการของหน่วยราชการนิยามเป้าหมายว่า เป็นพวกแสวงหาผลประโยชน์โดยแอบอ้างสถาบันฯ
มีชื่อทักษิณ ธรรมมนัส และอนุทิน
มีชื่อเท้งอยู่กลุ่มทัศนคติเป็นปฏิปักษ์

.....

The Reporters
6 hours ago
·
PARLIAMENT: ‘ชยพล‘ เปิดข้อมูลขบวนการ io ยกระดับตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งปี 66 ล็อคเป้าโจมตีคนเห็นต่าง ปูดเอกสารมีชื่อ 'ทักษิณ - ธรรมนัส - อนุทิน' อยู่ในลิสต์ ขู่ 'แพทองธาร' หากปล่อยเป็นรัฐซ้อนรัฐ จนสถานการณ์สุกงอม อาจถูกทหารก่อรัฐประหารอีก
วันนี้ (25 มี.ค.68) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) พิจารณาเรื่องด่วน ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขออภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ให้บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป เพราะนายกฯ คนนี้ ถือเอาผลประโยชน์ของตนเอง และบุคคลในครอบครัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของส่วนรวม มีพฤติกรรมโกหกหลอกลวง ไม่ดำเนินการตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน แต่กลับกระทำาการ เป็นนั่งร้านให้แก่กลุ่มบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย เพื่อใหัตนเอง และบิดาได้กลับมามีอำานาจแบบอภิสิทธิชน
นายชยพล กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรี ถึงกับทรยศต่อประชาชน แล้วหันไปสยบยอมต่อฝ่ายอำานาจนิยม ยอมที่จะละทิ้งการปฏิรูปกองทัพ ยอมที่จะปล่อยให้ทหารบางกลุ่มใช้กลไกของรัฐเป็นเครื่องมือแทรกแซงการเมืองต่อไป ปล่อยให้ทหารบางกลุ่มใช้กลไกของรัฐไปคุกคามประชาชน ปลุกปั่นสร้างความแตกแยกเกลียดชังกันในสังคม เซาะกร่อนบ่อนทำาลายระบอบประชาธิปไตยของประเทศจนยากจะเยียวยา
นายกรัฐมนตรี ไม่รักษาสัญญาที่เคยบอกกับประชาชนไว้ว่าจะปฏิรูปกองทัพ ทำลายโอกาสที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศของเราไปสู่ประชาธิปไตยอย่างที่
ประชาชนต้องการ ซึ่งทำไมพี่น้องประชาชนถึงอยากเห็นการปฏิรูปกองทัพก็เพราะที่ผ่านมา มันมีคนบางกลุ่มบางฝ่าย พยายามทำให้อำนาจของกองทัพอยู่เหนืออำนาจของรัฐบาลพลเรือน อยู่เหนืออำานาจของประชาชน และยังใช้กลไกของกองทัพเข้ามาแทรกแซงการเมืองอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ประเทศของเราขาดเสถียรภาพ ไม่สามารถที่จะพัฒนาระบอบประชาธิปไตยได้อย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์สำคัญอย่างหนึ่งที่กองทัพใช้เพื่อแทรกแซงการเมืองก็คือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือที่เรามักเรียกกันสั้นๆ ว่า IO
อีกทั้ง เวลาจะเกิดรัฐประหาร ไม่ใช่ว่า ทหารจะลากรถถังออกมายึดอำานาจได้ แต่มักจะต้องมีสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมหรือบรรยากาศรัฐบาลถูกโจมตีกล่าวหารุนแรงขึ้นก่อนแล้ว กองทัพจึงจะอ้างว่า พวกเขาจำเป็นต้องออกมาเพื่อควบคุมสถานการณ์บ้านเมือง ซึ่งคำถามก็คือ แล้วสถานการณ์หรือบรรยากาศความขัดแย้งต่างๆ นั้น มันเกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติหรือไม่
นายชยพล กล่าวอีกว่า ความขัดแย้งในสังคมเป็นเรื่องปกติ ที่ไหนในโลกนี้ก็มี ไม่ว่าจะเกิดจากการต่อสู้กันทางการเมือง ไม่ว่าจะเกิดจากความคิดเห็นที่แตกต่างกันของคนในสังคม ไม่ว่าจะเกิดจากความไม่พอใจรัฐบาล แต่อย่างไรก็ดี ก็มีหลายครั้งเช่นกัน ที่ความขัดแย้ง หรือความตึงเครียดในสังคมนั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ หรือไม่ได้ขยายตัวบานปลายโดยธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นจากการปลุกปั่นอย่างจงใจ เช่น เกิดขบวนการสร้าง และกระจายข้อมูลข่าวสาร ข่าวเท็จบ้าง ข่าวจริงบ้าง ข่าวกึ่งจริงกึ่งเท็จบ้าง และข่าวปั้นแต่งเกินจริงทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่บ้าง
ขบวนการเหล่านี้ มีเป้าหมายก็เพื่อสร้างกระแสสังคม สร้างความเชื่อผิดๆ สร้างความไม่พอใจ สร้างความหวาดกลัว สร้างความเกลียดชัง หรือสร้างความขัดแย้ง จนนำไปสู่สถานการณ์ที่ผู้อยู่เบื้องหลังได้ประโยชน์ เช่น นำ
ไปสู่การขับไล่รัฐบาล นำไปสู่การทำาลายคู่ขัดแย้งทางการเมือง นำไปสู่การลุกฮือของประชาชนบางกลุ่ม หรือนำไปสู่การรัฐประหาร
อีกทั้ง ขบวนการ IO ในบ้านเรานั้น ขยายตัวจนน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ และที่มันเลวร้ายอย่างยิ่ง คือ ขบวนการ IO ที่ใช้ภาษีของประชาชนใช้กลไกของรัฐมายุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความขัดแย้ง เกลียดชังกันไม่จบไม่สิ้น
นายชยพล กล่าวอีกว่า ขบวนการ IO ควรจะหมดสิ้นลง เราจะเข้าสู่ยุคฟื้นฟูประชาธิปไตย เข้าสู่ยุคการปฏิรูปกองทัพให้มีประสิทธิภาพโปร่งใส ทำเพื่อประชาชน อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลพลเรือน แต่กลับไม่เลย เพราะเมื่อนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ไปทำดีลกับปีศาจ และได้อำนาจการเมือง บิดาได้กลับบ้านแบบไม่ต้องติดคุกตามกฎหมาย แลกกับการสยบยอมให้กองทัพเป็นเขตทหาร ห้ามพลเรือนเข้าต่อไป ขบวนการ IO
นายชยพล ได้แนะนำเอกสารของหน่วยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ที่เรียกตัวเองว่าเป็น Cyber Team ซึ่งตนเองได้มาจากเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจที่รักประชาธิปไตย พวกเขารับไม่ได้กับปฏิบัติการที่เสื่อมเสียเกียรติภูมิของกองทัพ พวกเขารับไม่ได้กับการใช้อำนาจสั่งให้ข้าราชการไปปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชังกัน ขัดแย้งกัน แต่ก็สิ้นหวังกับรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร พวกเขามองไม่เห็นว่า รัฐบาลชุดนี้ นายกรัฐมนตรีคนนี้ จะมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ไขปัญหานี้
นายชยพล เปิดเผยว่า ข้อมูลที่จะเปิดเผย นำมาจากเอกสารภายในของขบวนการไอโอของกองทัพ รวมทั้งเอกสารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้ ประกอบไปด้วย เอกสารของคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ กองทัพบก, เอกสารรายงานการทำงานของไซเบอร์ทีมภายใต้ ศปก. ร่วมฯ หรือศูนย์ปฏิบัติการร่วมของทหาร และตำรวจ โดยเอกสารรายงานการทำงานเหล่านี้ มีทั้งรายงานประจำสัปดาห์ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์มาจนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร และเอกสารสรุปยุทธศาสตร์ประจำปีของทีมไซเบอร์ รวมถึงเอกสารประมาณการภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักรของ กอ.รมน. ที่มี นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ
นายชยพล ได้นำเอกสารลับของกองทัพบก ซึ่งจากเอกสารของคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ โดยถ่ายแฟ้มของกองทัพ ทำให้ทราบว่า ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 ได้ประชุมแผนงานด้านสารนิเทศเพื่อความมั่นคง และได้วิเคราะห์ว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านสถาบันฯ ในประเทศไทยโดยกลุ่มเหล่านี้มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์อย่างเป็นขั้นเป็นตอนชัดเจน จึงสั่งให้ทุกเหล่าทัพจัดตั้ง “คณะทำงานความมั่นคงพิเศษ” ขึ้นมา
ทั้งนี้ คณะทำงานความมั่นคงพิเศษ ที่สั่งให้ทุกเหล่าทัพจัดตั้งขึ้นมานั้น มีหน้าที่ประสานงานร่วมกัน โดยให้จัดทำโครงสร้าง และแนวทางการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน ทั้งในระดับนโยบาย ระดับผู้ประสานงาน และระดับทีมปฏิบัติการ รวมทั้งสั่งให้แต่ละหน่วยงานส่งบัญชี Influencers ที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่แล้วหรือสร้างขึ้นมาไปให้ ศปก. ร่วมฯ ทราบด้วย
นายชยพล ได้โชว์หนังสือนำส่งรายชื่อ Influencers ของ ทร. และเอกสารแนบท้าย สไลด์ บันทึกข้อความ ส่งบัญชี Influencers ให้ผบ.ทร. ทราบ ซึ่งตัวอย่างหนังสือนำส่งรายชื่อกำลังพลของกองทัพเรือที่ทำหน้าที่เป็น Influencers หนังสือลงวันที่ 31 ม.ค. 68 และ Influencers แต่ละคนจะระบุชื่อบัญชีผู้ใช้ของตนเองในแต่ละแพลทฟอร์ม ที่มีกำลังพลในรายชื่อทั้งหมด 131 นาย แต่ละคนก็มีกันคนละหลายบัญชี กระจายตามแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งข้อมูลที่ส่งให้ ผบ.ทร. รับทราบ ประกอบไปด้วยชื่อกำลังพล ตำแหน่งของตัวเอง ชื่อของบัญชีโซเชียลมีเดียในแต่ละแพลตฟอร์ม ยอดคนติดตาม กับยอดคนกดไลค์
Influencers ของกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นบัญชีของคนหรือหน่วยงานที่มีตัวตนจริงๆ หรือเป็นบัญชีที่ปกปิดตัวตน จะถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการ IO ด้วยสไลด์ คณะทำางาน สั่งการ แผน IRC (Information-Related Capabilities) ซึ่งเป็นเรื่องที่สอนกันในกองทัพทั่วโลก เป้าหมายเพื่อสร้างผลกระทบต่อการตัดสินใจของศัตรู แต่ในกรณีที่ตนอภิปรายนั้น ใครคือศัตรูของกองทัพไทย ซึ่งตามเอกสารของคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ ทบ. และเอกสารไซเบอร์ทีมของกองทัพนั้น HVT คือ “กลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญ และมีผลกระทบสูง” ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้จะมีจำนวน และหน้าตาเปลี่ยนไปบ้างตามแต่ละสถานการณ์
ในเอกสารข้อที่ 8 ยังสั่งให้ กอ.รมน. หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการสูงสุด จัดทำข้อมูลแผน และแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงข้อมูลสถานการณ์ และเป้าหมายบุคคล และกลุ่มมวลชนที่เคลื่อนไหว
นายชยพล ตั้งคำถามว่า น.ส.แพทองธาร ท่านเคยใส่ใจเข้าไปตรวจสอบบ้างหรือไม่ ว่า กอ.รมน. ที่ท่านนายกฯ เป็นผู้อำนวยการส่ง ข้อมูลอะไรไปให้ทีม IO ของกองทัพบ้าง และจากเอกสารก็จะพบว่า คณะทำงาน ทบ. ยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานกำาหนดเป้าหมายร่วมให้ตรงกัน และมีการสั่งการให้กำหนดเป้าหมายที่มีผลกระทบสูง จำนวน 73 เป้าหมาย และกำหนดอีก 10 เป้าหมาย ที่เป็นเป้าหมายเร่งด่วนกลุ่มแรก เพื่อการดำเนินการ
นอกจากนั้น ยังสั่งการให้ ศปก. ร่วมฯ จัดตั้ง Cyber Team ทำหน้าที่ วางแผน และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการในแต่ละมิติ และมีมาตรการที่สอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดผลการดำาเนินงาน เกิดผลลัพธ์ตามเจตนารมย์ของผู้บังคับบัญชา กระชับการบัญชาการให้ทุกเหล่าทัพ รวมศูนย์ไปอยู่ภายใต้ ศปก. ร่วมฯ หรือศูนย์ปฏิบัติการร่วม โดยมี Cyber Team ที่ตั้งขึ้นมาใหม่รับผิดชอบปฏิบัติการ IO โดยเฉพาะ
นายชยพล กล่าวอีกว่า ตนเชื่อมั่นว่า หลังจากที่ประชาชนไม่ยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว หากเรามีนายก
พลเรือนคนใหม่ที่มีสำนึกประชาธิปไตยมีเจตจำานงที่จะปฏิรูปกองทัพ ขบวนการ IO ของกองทัพที่ก่อร่างขึ้นมาใหม่นี้ จะต้องถูกตรวจสอบ ถูกทบทวน แต่ขบวนการ IO นี้กลับสุขสบายดี แถมเติบโตจนน่ากลัว ภายใต้นายกฯ ที่ชื่อแพทองธาร และจากที่ตนติดตาม ในปัจจุบัน Cyber Team นี้ จะประชุมกันทุกวันพุธหรือพฤหัสบดี โดยสถานที่ประชุมก็อยู่ใกล้ๆ ตรงแถวสะพานเกษะโกมล
นายชยพล ยังได้โชว์ผังโครงสร้างทีมไซเบอร์ของกองทัพทั้งในระดับ staff และระดับผู้บัญชาการ โดยในระดับ staff หรือระดับผู้ปฏิบัติการนั้น จะประกอบไปด้วย บุคลากรจากกองทัพ และตำรวจ ส่วนในระดับผู้บัญชาการนั้น จะประกอบไปด้วย นายทหารระดับเสนาธิการ, รองแม่ทัพภาค และผู้บังคับการ ในสักกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งปี 66 ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธารในปัจจุบัน คอยบัญชาการ Cyber Team นี้ คือ รองผอ.ศปก.ร่วมฯ และเป็นอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งนายทหารท่านนี้ คือคนที่มีบทบาทสำาคัญในการไล่จับ ไล่ฟ้อง ไล่ปราบ กิจกรรมต่อต้านรัฐประหารตั้งแต่ในยุค คสช. ช่วงแรก
แต่เมื่อมาถึงยุครัฐบาลประยุทธ์ 2 ก็ได้ ย้ายเข้ามากรุงเทพฯ และมีบทบาทสำคัญในการปราบปรามม็อบราษฎร และที่ตนแปลกใจเพราะขนาดนายทหารคนนี้เกษียณราชการไปจากกองทัพตั้งแต่ปี 64 แล้ว แต่ท่านก็ยังดำรงตำาแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการของศูนย์ปฏิบัติการร่วม และคอยบัญชาการทีมไซเบอร์นี้โดยตรงมาจนถึงปัจจุบัน
อีกทั้ง โครงสร้างการบัญชาการของขบวนการ IO ตอนนี้ ดูจะสะท้อนสิ่งที่เราอาจจะเรียกได้ว่า เป็นรัฐซ้อนรัฐ กองทัพซ้อนกองทัพได้เป็นอย่างดี ประเทศของเรากำาลังเกิดอำนาจรัฐที่อาศัยกลไกของกองทัพ ซ้อนขึ้นไปอยู่เหนืออำานาจของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง และยังเกิดอำนาจของกองทัพที่ซ้อนขึ้นไปอยู่เหนือผู้บัญชาการกองทัพในระบบราชการปกติอีกด้วย
จากเอกสารรายงานการทำางานของ Cyber Team กลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายของกองทัพจะถูกติดตาม ถูกสอดแนม และที่สำคัญคือ จะถูกขุดคุ้ยข้อมูลส่วนตัว มองหาจุดอ่อนต่างๆ หรือไม่ก็จะปั้นเรื่องขึ้นมาเป็น “ข้อมูล Dark Side” หรือข้อมูลด้านมืด เพื่อใช้โจมตีเป้าหมาย เช่น น.ส.พรรณิการ์ วานิช ซึ่งถูกระบุพฤติกรรมว่ามีแนวคิดต่อต้านสถาบันฯ และสนับสนุนกลุ่มเห็นต่าง มีการดำาเนินการสร้างภาพจำด้วยข้อมูล Dark Side ว่า มีแนวคิดสนับสนุนแนวร่วมของคอมมิวนิสต์ในอดีต และยังมีเรื่องส่วนตัวด้านชู้สาว
นอกจากนี้ ยังมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรตก้าวไกล ถูกระบุว่า มีพฤติกรรมต่อต้านสถาบันฯ ต่อต้านรัฐบาล มีรายงานการดำเนินการสร้างภาพจำด้วยข้อมูล Dark Side เช่น มีการระบุให้ทุกหน่วยทำไอโอด้อยค่าเรื่องการหาเสียง ยุให้สร้างความแตกแยกภายในพรรค ไปจนถึงบิดเบือนโจมตีเรื่องส่วนตัวต่างๆ ซึ่งเอกสารที่โชว์อยู่นี้เป็นรายงานปฏิบัติการไอโอในช่วงก่อนเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า กองทัพไทยเจตนาใช้ทรัพยากรของรัฐทำไอโอเพื่อแทรกแซงการเมืองในช่วงเลือกตั้งด้วยอย่างชัดเจน
นายชยพล กล่าวด้วยว่า ทีมไซเบอร์ของกองทัพในปัจจุบัน เขาจะมีรายงานการปฏิบัติการแบบนี้ทุกสัปดาห์ โดยรายงานปฏิบัติการไอโอในสัปดาห์แรก หลังจากสภาโหวตให้ น.ส. แพทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรี แลัหลังจากเป็นนายกฯ แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ เรียกย่อๆ ว่า IRC และ DCM และจากรายงานปฏิบัติการไอโอของกองทัพแต่ละสัปดาห์ จะแบ่งปฏิบัติการ IRC เป็น 3 ประเภท คือ
1. IRC สร้างการรับรู้ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ผ่านเพจ และ Influencer ของแต่ละหน่วยงาน,สร้างแฟนด้อม, แทรกตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มเฉพาะด้านต่างๆ เพื่อป้อนข้อมูลฝั่งตัวเองเข้าไป สร้างความรับรู้ในวันสำาคัญในแต่ละเดือนผ่านเพจของหน่วยประชาสัมพันธ์ ผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ และผ่าน influencers ที่เข้าร่วมกิจกรรม
2. IRC สร้างเครือข่าย เข้าไปทำกิจกรรมและสร่างเครือข่ายในโรงเรียน และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา สร้างการสื่อสารภายนอกของฝ่ายตัวเอง รวมทั้งสร้างเครือข่ายสื่อใหม่ นักวิชาการ และมวลชน ของฝ่ายตัวเอง
3. IRC สนับสนุนเครือข่ายของฝ่ายตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายสื่อ นักวิชาการ influencers กลุ่มจิตอาสา และกลุ่มต่างๆ ที่สร้างขึ้นมา
ผลการปฏิบัติการ IO ในรอบหนึ่งสัปดาห์ มีกว่า 2,591 โพสต์ และยังพุ่งเป้าหมาย DCM เชิงรุก เช่น การใส่ร้ายกลุ่มเป้าหมาย สร้างภาพจำไม่ดีเพื่อดิสเครดิตในระยะยาว
นอกจากนั้น กองทัพภายใต้นายกฯ น.ส.แพทองธาร ยังจัดกลุ่มเป้าหมายออกเป็นประเภทต่างๆ เช่น ทุนต่างชาติ, ผู้ที่มีบทบาทจุดประเด็นในสังคม, กลุ่มสร้างกระแสชี้นำแนวคิดเยาวชน และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักวิชาการ และ NGOs
นายชยพล ยังกล่าวถึง Cyber Attacks โดยหยิบยก Social Bot คือบัญชี Social Media ที่ไม่ได้ใช้คนจริงๆ ไปเล่น แต่เขียนโปรแกรมให้โพสต์ ให้แชร์ แบบอัตโนมัติ Bot พวกนี้มักจะถูกเขียนโปรแกรมให้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมาย Influencers หรือ บัญชีที่มีผู้ติดตามเยอะๆ แล้วโพสต์ข้อมูลข่าวสารที่ต้องการออกไป โดยเฉพาะข่าวปลอม เพื่อให้คนจริงๆ แชร์ต่อๆ กันไปในโซเชียลมีเดียร์หลายแพลทฟอร์ม จึงแบนการใช้ Social Bot เพราะถือว่าเป็นสแปมรูปแบบหนึ่ง และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายข่าวปลอมหรือ Fake News และจากเอกสารของทีมไซเบอร์ของกองทัพไทยภายใต้นายกฯ ที่ชื่อแพทองธาร ได้รายงานว่ากองทัพบก และกองบัญชาการกองทัพไทยได้ใช้งาน Social Bot มากถึง 226 ตัว
นายชยพล ยังได้กล่าวถึงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฝ่ายเห็นต่างไว้ใน 3 ระยะ ตั้งแต่ปี 67-70 ทั้งในสนามการเมือง สนามสื่อมวลชน และสนามวัฒนธรรม ส่วนระยะที่นับคือปี 71-74 และระยะสุดท้าย คือปี 74 เป็นต้นไป
นายชยพล ยังกล่าวถึงดีลแลกประเทศ ว่านายกฯ อาจจะชอบใจ ที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านถูก IO กองทัพโจมตี แต่นายกฯ ไม่ได้ตระหนักว่าตัวเองทำดีลเพื่อแลกกับการสยบยอมไม่แตะต้องกองทัพนั้น จะทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง ถ้านายกฯ ยังปล่อยให้ขบวนการขยายตัว เติบโตยิ่งกว่านี้อยู่ จะถูกควบคุม และแทรกแซงได้ตามอำเภอใจ ส่งผลให้เซาะกร่อนบ่อนทำลายประชาธิปไตย เพราะในเอกสารของ กอ.รมน.ประมาณการภัยคุกคามด้านความมั่นคงฯ ยังระบุถึงกลุ่มชื่อบุคคลที่แสวงหาประโยชน์โดยแอบอ้างสถาบันฯ ซึ่งมีชื่อนายทักษิณ ชินวัตร, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สุดท้ายก็ไม่มีใครรอด เพราะเขาต้องการการผูกขาดความจงรักภักดีไว้กับกองทัพไว้ฝ่ายเดียว
“ผมก็เกิดมาในครอบครัวทหารหลายคนก็อยากเห็นกองทัพไทยทันสมัย แต่ยังมีนายพลบางกลุ่มหาผลประโยชน์จากกองทัพ ไปยุ่งเกี่ยวการเมือง และนายพลอีกกลุ่ม ก็มักแอบอ้างสถาบันฯ หากนายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการตามที่สัญญาไว้กับประชาชน ละทิ้งการปฏิรูปกองทัพ ยอมปล่อยให้ทหารบางกลุ่มใช้กลไกของรัฐเป็นเครื่องมือคุกคาม ปลุกปั่น สร้างความแตกแยก และหากยอมรับให้กองทัพอยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาลพลเรือน จากลายเป็นรัฐซ้อนรัฐ กองทัพซ้อนกองทัพ เมื่อไหร่ที่นายพลบางกลุ่มสร้างสถานการณ์จนสุกงอม พวกเขาก็พร้อมที่จะก่อรัฐประหารอีกครั้ง” นายชยพล กล่าว
รายงาน: กิตติธัช วิทยาเดชขจร
ภาพ: ธนาภรณ์ วุฒิสนธิ์
#TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์ #อภิปรายไม่ไว้วางใจ
https://www.facebook.com/pow.ilaw/posts/9704741349556437
https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/1019603973694971
PARLIAMENT: ‘ชยพล‘ เปิดข้อมูลขบวนการ io ยกระดับตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งปี 66 ล็อคเป้าโจมตีคนเห็นต่าง ปูดเอกสารมีชื่อ 'ทักษิณ - ธรรมนัส - อนุทิน' อยู่ในลิสต์ ขู่ 'แพทองธาร' หากปล่อยเป็นรัฐซ้อนรัฐ จนสถานการณ์สุกงอม อาจถูกทหารก่อรัฐประหารอีก
วันนี้ (25 มี.ค.68) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) พิจารณาเรื่องด่วน ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขออภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ให้บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป เพราะนายกฯ คนนี้ ถือเอาผลประโยชน์ของตนเอง และบุคคลในครอบครัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของส่วนรวม มีพฤติกรรมโกหกหลอกลวง ไม่ดำเนินการตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน แต่กลับกระทำาการ เป็นนั่งร้านให้แก่กลุ่มบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย เพื่อใหัตนเอง และบิดาได้กลับมามีอำานาจแบบอภิสิทธิชน
นายชยพล กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรี ถึงกับทรยศต่อประชาชน แล้วหันไปสยบยอมต่อฝ่ายอำานาจนิยม ยอมที่จะละทิ้งการปฏิรูปกองทัพ ยอมที่จะปล่อยให้ทหารบางกลุ่มใช้กลไกของรัฐเป็นเครื่องมือแทรกแซงการเมืองต่อไป ปล่อยให้ทหารบางกลุ่มใช้กลไกของรัฐไปคุกคามประชาชน ปลุกปั่นสร้างความแตกแยกเกลียดชังกันในสังคม เซาะกร่อนบ่อนทำาลายระบอบประชาธิปไตยของประเทศจนยากจะเยียวยา
นายกรัฐมนตรี ไม่รักษาสัญญาที่เคยบอกกับประชาชนไว้ว่าจะปฏิรูปกองทัพ ทำลายโอกาสที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศของเราไปสู่ประชาธิปไตยอย่างที่
ประชาชนต้องการ ซึ่งทำไมพี่น้องประชาชนถึงอยากเห็นการปฏิรูปกองทัพก็เพราะที่ผ่านมา มันมีคนบางกลุ่มบางฝ่าย พยายามทำให้อำนาจของกองทัพอยู่เหนืออำนาจของรัฐบาลพลเรือน อยู่เหนืออำานาจของประชาชน และยังใช้กลไกของกองทัพเข้ามาแทรกแซงการเมืองอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ประเทศของเราขาดเสถียรภาพ ไม่สามารถที่จะพัฒนาระบอบประชาธิปไตยได้อย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์สำคัญอย่างหนึ่งที่กองทัพใช้เพื่อแทรกแซงการเมืองก็คือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือที่เรามักเรียกกันสั้นๆ ว่า IO
อีกทั้ง เวลาจะเกิดรัฐประหาร ไม่ใช่ว่า ทหารจะลากรถถังออกมายึดอำานาจได้ แต่มักจะต้องมีสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมหรือบรรยากาศรัฐบาลถูกโจมตีกล่าวหารุนแรงขึ้นก่อนแล้ว กองทัพจึงจะอ้างว่า พวกเขาจำเป็นต้องออกมาเพื่อควบคุมสถานการณ์บ้านเมือง ซึ่งคำถามก็คือ แล้วสถานการณ์หรือบรรยากาศความขัดแย้งต่างๆ นั้น มันเกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติหรือไม่
นายชยพล กล่าวอีกว่า ความขัดแย้งในสังคมเป็นเรื่องปกติ ที่ไหนในโลกนี้ก็มี ไม่ว่าจะเกิดจากการต่อสู้กันทางการเมือง ไม่ว่าจะเกิดจากความคิดเห็นที่แตกต่างกันของคนในสังคม ไม่ว่าจะเกิดจากความไม่พอใจรัฐบาล แต่อย่างไรก็ดี ก็มีหลายครั้งเช่นกัน ที่ความขัดแย้ง หรือความตึงเครียดในสังคมนั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ หรือไม่ได้ขยายตัวบานปลายโดยธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นจากการปลุกปั่นอย่างจงใจ เช่น เกิดขบวนการสร้าง และกระจายข้อมูลข่าวสาร ข่าวเท็จบ้าง ข่าวจริงบ้าง ข่าวกึ่งจริงกึ่งเท็จบ้าง และข่าวปั้นแต่งเกินจริงทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่บ้าง
ขบวนการเหล่านี้ มีเป้าหมายก็เพื่อสร้างกระแสสังคม สร้างความเชื่อผิดๆ สร้างความไม่พอใจ สร้างความหวาดกลัว สร้างความเกลียดชัง หรือสร้างความขัดแย้ง จนนำไปสู่สถานการณ์ที่ผู้อยู่เบื้องหลังได้ประโยชน์ เช่น นำ
ไปสู่การขับไล่รัฐบาล นำไปสู่การทำาลายคู่ขัดแย้งทางการเมือง นำไปสู่การลุกฮือของประชาชนบางกลุ่ม หรือนำไปสู่การรัฐประหาร
อีกทั้ง ขบวนการ IO ในบ้านเรานั้น ขยายตัวจนน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ และที่มันเลวร้ายอย่างยิ่ง คือ ขบวนการ IO ที่ใช้ภาษีของประชาชนใช้กลไกของรัฐมายุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความขัดแย้ง เกลียดชังกันไม่จบไม่สิ้น
นายชยพล กล่าวอีกว่า ขบวนการ IO ควรจะหมดสิ้นลง เราจะเข้าสู่ยุคฟื้นฟูประชาธิปไตย เข้าสู่ยุคการปฏิรูปกองทัพให้มีประสิทธิภาพโปร่งใส ทำเพื่อประชาชน อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลพลเรือน แต่กลับไม่เลย เพราะเมื่อนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ไปทำดีลกับปีศาจ และได้อำนาจการเมือง บิดาได้กลับบ้านแบบไม่ต้องติดคุกตามกฎหมาย แลกกับการสยบยอมให้กองทัพเป็นเขตทหาร ห้ามพลเรือนเข้าต่อไป ขบวนการ IO
นายชยพล ได้แนะนำเอกสารของหน่วยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ที่เรียกตัวเองว่าเป็น Cyber Team ซึ่งตนเองได้มาจากเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจที่รักประชาธิปไตย พวกเขารับไม่ได้กับปฏิบัติการที่เสื่อมเสียเกียรติภูมิของกองทัพ พวกเขารับไม่ได้กับการใช้อำนาจสั่งให้ข้าราชการไปปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชังกัน ขัดแย้งกัน แต่ก็สิ้นหวังกับรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร พวกเขามองไม่เห็นว่า รัฐบาลชุดนี้ นายกรัฐมนตรีคนนี้ จะมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ไขปัญหานี้
นายชยพล เปิดเผยว่า ข้อมูลที่จะเปิดเผย นำมาจากเอกสารภายในของขบวนการไอโอของกองทัพ รวมทั้งเอกสารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้ ประกอบไปด้วย เอกสารของคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ กองทัพบก, เอกสารรายงานการทำงานของไซเบอร์ทีมภายใต้ ศปก. ร่วมฯ หรือศูนย์ปฏิบัติการร่วมของทหาร และตำรวจ โดยเอกสารรายงานการทำงานเหล่านี้ มีทั้งรายงานประจำสัปดาห์ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์มาจนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร และเอกสารสรุปยุทธศาสตร์ประจำปีของทีมไซเบอร์ รวมถึงเอกสารประมาณการภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักรของ กอ.รมน. ที่มี นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ
นายชยพล ได้นำเอกสารลับของกองทัพบก ซึ่งจากเอกสารของคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ โดยถ่ายแฟ้มของกองทัพ ทำให้ทราบว่า ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 ได้ประชุมแผนงานด้านสารนิเทศเพื่อความมั่นคง และได้วิเคราะห์ว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านสถาบันฯ ในประเทศไทยโดยกลุ่มเหล่านี้มีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์อย่างเป็นขั้นเป็นตอนชัดเจน จึงสั่งให้ทุกเหล่าทัพจัดตั้ง “คณะทำงานความมั่นคงพิเศษ” ขึ้นมา
ทั้งนี้ คณะทำงานความมั่นคงพิเศษ ที่สั่งให้ทุกเหล่าทัพจัดตั้งขึ้นมานั้น มีหน้าที่ประสานงานร่วมกัน โดยให้จัดทำโครงสร้าง และแนวทางการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน ทั้งในระดับนโยบาย ระดับผู้ประสานงาน และระดับทีมปฏิบัติการ รวมทั้งสั่งให้แต่ละหน่วยงานส่งบัญชี Influencers ที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่แล้วหรือสร้างขึ้นมาไปให้ ศปก. ร่วมฯ ทราบด้วย
นายชยพล ได้โชว์หนังสือนำส่งรายชื่อ Influencers ของ ทร. และเอกสารแนบท้าย สไลด์ บันทึกข้อความ ส่งบัญชี Influencers ให้ผบ.ทร. ทราบ ซึ่งตัวอย่างหนังสือนำส่งรายชื่อกำลังพลของกองทัพเรือที่ทำหน้าที่เป็น Influencers หนังสือลงวันที่ 31 ม.ค. 68 และ Influencers แต่ละคนจะระบุชื่อบัญชีผู้ใช้ของตนเองในแต่ละแพลทฟอร์ม ที่มีกำลังพลในรายชื่อทั้งหมด 131 นาย แต่ละคนก็มีกันคนละหลายบัญชี กระจายตามแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งข้อมูลที่ส่งให้ ผบ.ทร. รับทราบ ประกอบไปด้วยชื่อกำลังพล ตำแหน่งของตัวเอง ชื่อของบัญชีโซเชียลมีเดียในแต่ละแพลตฟอร์ม ยอดคนติดตาม กับยอดคนกดไลค์
Influencers ของกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นบัญชีของคนหรือหน่วยงานที่มีตัวตนจริงๆ หรือเป็นบัญชีที่ปกปิดตัวตน จะถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการ IO ด้วยสไลด์ คณะทำางาน สั่งการ แผน IRC (Information-Related Capabilities) ซึ่งเป็นเรื่องที่สอนกันในกองทัพทั่วโลก เป้าหมายเพื่อสร้างผลกระทบต่อการตัดสินใจของศัตรู แต่ในกรณีที่ตนอภิปรายนั้น ใครคือศัตรูของกองทัพไทย ซึ่งตามเอกสารของคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ ทบ. และเอกสารไซเบอร์ทีมของกองทัพนั้น HVT คือ “กลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญ และมีผลกระทบสูง” ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้จะมีจำนวน และหน้าตาเปลี่ยนไปบ้างตามแต่ละสถานการณ์
ในเอกสารข้อที่ 8 ยังสั่งให้ กอ.รมน. หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการสูงสุด จัดทำข้อมูลแผน และแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงข้อมูลสถานการณ์ และเป้าหมายบุคคล และกลุ่มมวลชนที่เคลื่อนไหว
นายชยพล ตั้งคำถามว่า น.ส.แพทองธาร ท่านเคยใส่ใจเข้าไปตรวจสอบบ้างหรือไม่ ว่า กอ.รมน. ที่ท่านนายกฯ เป็นผู้อำนวยการส่ง ข้อมูลอะไรไปให้ทีม IO ของกองทัพบ้าง และจากเอกสารก็จะพบว่า คณะทำงาน ทบ. ยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานกำาหนดเป้าหมายร่วมให้ตรงกัน และมีการสั่งการให้กำหนดเป้าหมายที่มีผลกระทบสูง จำนวน 73 เป้าหมาย และกำหนดอีก 10 เป้าหมาย ที่เป็นเป้าหมายเร่งด่วนกลุ่มแรก เพื่อการดำเนินการ
นอกจากนั้น ยังสั่งการให้ ศปก. ร่วมฯ จัดตั้ง Cyber Team ทำหน้าที่ วางแผน และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการในแต่ละมิติ และมีมาตรการที่สอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดผลการดำาเนินงาน เกิดผลลัพธ์ตามเจตนารมย์ของผู้บังคับบัญชา กระชับการบัญชาการให้ทุกเหล่าทัพ รวมศูนย์ไปอยู่ภายใต้ ศปก. ร่วมฯ หรือศูนย์ปฏิบัติการร่วม โดยมี Cyber Team ที่ตั้งขึ้นมาใหม่รับผิดชอบปฏิบัติการ IO โดยเฉพาะ
นายชยพล กล่าวอีกว่า ตนเชื่อมั่นว่า หลังจากที่ประชาชนไม่ยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว หากเรามีนายก
พลเรือนคนใหม่ที่มีสำนึกประชาธิปไตยมีเจตจำานงที่จะปฏิรูปกองทัพ ขบวนการ IO ของกองทัพที่ก่อร่างขึ้นมาใหม่นี้ จะต้องถูกตรวจสอบ ถูกทบทวน แต่ขบวนการ IO นี้กลับสุขสบายดี แถมเติบโตจนน่ากลัว ภายใต้นายกฯ ที่ชื่อแพทองธาร และจากที่ตนติดตาม ในปัจจุบัน Cyber Team นี้ จะประชุมกันทุกวันพุธหรือพฤหัสบดี โดยสถานที่ประชุมก็อยู่ใกล้ๆ ตรงแถวสะพานเกษะโกมล
นายชยพล ยังได้โชว์ผังโครงสร้างทีมไซเบอร์ของกองทัพทั้งในระดับ staff และระดับผู้บัญชาการ โดยในระดับ staff หรือระดับผู้ปฏิบัติการนั้น จะประกอบไปด้วย บุคลากรจากกองทัพ และตำรวจ ส่วนในระดับผู้บัญชาการนั้น จะประกอบไปด้วย นายทหารระดับเสนาธิการ, รองแม่ทัพภาค และผู้บังคับการ ในสักกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งปี 66 ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธารในปัจจุบัน คอยบัญชาการ Cyber Team นี้ คือ รองผอ.ศปก.ร่วมฯ และเป็นอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งนายทหารท่านนี้ คือคนที่มีบทบาทสำาคัญในการไล่จับ ไล่ฟ้อง ไล่ปราบ กิจกรรมต่อต้านรัฐประหารตั้งแต่ในยุค คสช. ช่วงแรก
แต่เมื่อมาถึงยุครัฐบาลประยุทธ์ 2 ก็ได้ ย้ายเข้ามากรุงเทพฯ และมีบทบาทสำคัญในการปราบปรามม็อบราษฎร และที่ตนแปลกใจเพราะขนาดนายทหารคนนี้เกษียณราชการไปจากกองทัพตั้งแต่ปี 64 แล้ว แต่ท่านก็ยังดำรงตำาแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการของศูนย์ปฏิบัติการร่วม และคอยบัญชาการทีมไซเบอร์นี้โดยตรงมาจนถึงปัจจุบัน
อีกทั้ง โครงสร้างการบัญชาการของขบวนการ IO ตอนนี้ ดูจะสะท้อนสิ่งที่เราอาจจะเรียกได้ว่า เป็นรัฐซ้อนรัฐ กองทัพซ้อนกองทัพได้เป็นอย่างดี ประเทศของเรากำาลังเกิดอำนาจรัฐที่อาศัยกลไกของกองทัพ ซ้อนขึ้นไปอยู่เหนืออำานาจของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง และยังเกิดอำนาจของกองทัพที่ซ้อนขึ้นไปอยู่เหนือผู้บัญชาการกองทัพในระบบราชการปกติอีกด้วย
จากเอกสารรายงานการทำางานของ Cyber Team กลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายของกองทัพจะถูกติดตาม ถูกสอดแนม และที่สำคัญคือ จะถูกขุดคุ้ยข้อมูลส่วนตัว มองหาจุดอ่อนต่างๆ หรือไม่ก็จะปั้นเรื่องขึ้นมาเป็น “ข้อมูล Dark Side” หรือข้อมูลด้านมืด เพื่อใช้โจมตีเป้าหมาย เช่น น.ส.พรรณิการ์ วานิช ซึ่งถูกระบุพฤติกรรมว่ามีแนวคิดต่อต้านสถาบันฯ และสนับสนุนกลุ่มเห็นต่าง มีการดำาเนินการสร้างภาพจำด้วยข้อมูล Dark Side ว่า มีแนวคิดสนับสนุนแนวร่วมของคอมมิวนิสต์ในอดีต และยังมีเรื่องส่วนตัวด้านชู้สาว
นอกจากนี้ ยังมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรตก้าวไกล ถูกระบุว่า มีพฤติกรรมต่อต้านสถาบันฯ ต่อต้านรัฐบาล มีรายงานการดำเนินการสร้างภาพจำด้วยข้อมูล Dark Side เช่น มีการระบุให้ทุกหน่วยทำไอโอด้อยค่าเรื่องการหาเสียง ยุให้สร้างความแตกแยกภายในพรรค ไปจนถึงบิดเบือนโจมตีเรื่องส่วนตัวต่างๆ ซึ่งเอกสารที่โชว์อยู่นี้เป็นรายงานปฏิบัติการไอโอในช่วงก่อนเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า กองทัพไทยเจตนาใช้ทรัพยากรของรัฐทำไอโอเพื่อแทรกแซงการเมืองในช่วงเลือกตั้งด้วยอย่างชัดเจน
นายชยพล กล่าวด้วยว่า ทีมไซเบอร์ของกองทัพในปัจจุบัน เขาจะมีรายงานการปฏิบัติการแบบนี้ทุกสัปดาห์ โดยรายงานปฏิบัติการไอโอในสัปดาห์แรก หลังจากสภาโหวตให้ น.ส. แพทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรี แลัหลังจากเป็นนายกฯ แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ เรียกย่อๆ ว่า IRC และ DCM และจากรายงานปฏิบัติการไอโอของกองทัพแต่ละสัปดาห์ จะแบ่งปฏิบัติการ IRC เป็น 3 ประเภท คือ
1. IRC สร้างการรับรู้ได้แก่ การประชาสัมพันธ์ผ่านเพจ และ Influencer ของแต่ละหน่วยงาน,สร้างแฟนด้อม, แทรกตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มเฉพาะด้านต่างๆ เพื่อป้อนข้อมูลฝั่งตัวเองเข้าไป สร้างความรับรู้ในวันสำาคัญในแต่ละเดือนผ่านเพจของหน่วยประชาสัมพันธ์ ผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ และผ่าน influencers ที่เข้าร่วมกิจกรรม
2. IRC สร้างเครือข่าย เข้าไปทำกิจกรรมและสร่างเครือข่ายในโรงเรียน และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา สร้างการสื่อสารภายนอกของฝ่ายตัวเอง รวมทั้งสร้างเครือข่ายสื่อใหม่ นักวิชาการ และมวลชน ของฝ่ายตัวเอง
3. IRC สนับสนุนเครือข่ายของฝ่ายตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายสื่อ นักวิชาการ influencers กลุ่มจิตอาสา และกลุ่มต่างๆ ที่สร้างขึ้นมา
ผลการปฏิบัติการ IO ในรอบหนึ่งสัปดาห์ มีกว่า 2,591 โพสต์ และยังพุ่งเป้าหมาย DCM เชิงรุก เช่น การใส่ร้ายกลุ่มเป้าหมาย สร้างภาพจำไม่ดีเพื่อดิสเครดิตในระยะยาว
นอกจากนั้น กองทัพภายใต้นายกฯ น.ส.แพทองธาร ยังจัดกลุ่มเป้าหมายออกเป็นประเภทต่างๆ เช่น ทุนต่างชาติ, ผู้ที่มีบทบาทจุดประเด็นในสังคม, กลุ่มสร้างกระแสชี้นำแนวคิดเยาวชน และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักวิชาการ และ NGOs
นายชยพล ยังกล่าวถึง Cyber Attacks โดยหยิบยก Social Bot คือบัญชี Social Media ที่ไม่ได้ใช้คนจริงๆ ไปเล่น แต่เขียนโปรแกรมให้โพสต์ ให้แชร์ แบบอัตโนมัติ Bot พวกนี้มักจะถูกเขียนโปรแกรมให้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมาย Influencers หรือ บัญชีที่มีผู้ติดตามเยอะๆ แล้วโพสต์ข้อมูลข่าวสารที่ต้องการออกไป โดยเฉพาะข่าวปลอม เพื่อให้คนจริงๆ แชร์ต่อๆ กันไปในโซเชียลมีเดียร์หลายแพลทฟอร์ม จึงแบนการใช้ Social Bot เพราะถือว่าเป็นสแปมรูปแบบหนึ่ง และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายข่าวปลอมหรือ Fake News และจากเอกสารของทีมไซเบอร์ของกองทัพไทยภายใต้นายกฯ ที่ชื่อแพทองธาร ได้รายงานว่ากองทัพบก และกองบัญชาการกองทัพไทยได้ใช้งาน Social Bot มากถึง 226 ตัว
นายชยพล ยังได้กล่าวถึงการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฝ่ายเห็นต่างไว้ใน 3 ระยะ ตั้งแต่ปี 67-70 ทั้งในสนามการเมือง สนามสื่อมวลชน และสนามวัฒนธรรม ส่วนระยะที่นับคือปี 71-74 และระยะสุดท้าย คือปี 74 เป็นต้นไป
นายชยพล ยังกล่าวถึงดีลแลกประเทศ ว่านายกฯ อาจจะชอบใจ ที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านถูก IO กองทัพโจมตี แต่นายกฯ ไม่ได้ตระหนักว่าตัวเองทำดีลเพื่อแลกกับการสยบยอมไม่แตะต้องกองทัพนั้น จะทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง ถ้านายกฯ ยังปล่อยให้ขบวนการขยายตัว เติบโตยิ่งกว่านี้อยู่ จะถูกควบคุม และแทรกแซงได้ตามอำเภอใจ ส่งผลให้เซาะกร่อนบ่อนทำลายประชาธิปไตย เพราะในเอกสารของ กอ.รมน.ประมาณการภัยคุกคามด้านความมั่นคงฯ ยังระบุถึงกลุ่มชื่อบุคคลที่แสวงหาประโยชน์โดยแอบอ้างสถาบันฯ ซึ่งมีชื่อนายทักษิณ ชินวัตร, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สุดท้ายก็ไม่มีใครรอด เพราะเขาต้องการการผูกขาดความจงรักภักดีไว้กับกองทัพไว้ฝ่ายเดียว
“ผมก็เกิดมาในครอบครัวทหารหลายคนก็อยากเห็นกองทัพไทยทันสมัย แต่ยังมีนายพลบางกลุ่มหาผลประโยชน์จากกองทัพ ไปยุ่งเกี่ยวการเมือง และนายพลอีกกลุ่ม ก็มักแอบอ้างสถาบันฯ หากนายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการตามที่สัญญาไว้กับประชาชน ละทิ้งการปฏิรูปกองทัพ ยอมปล่อยให้ทหารบางกลุ่มใช้กลไกของรัฐเป็นเครื่องมือคุกคาม ปลุกปั่น สร้างความแตกแยก และหากยอมรับให้กองทัพอยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาลพลเรือน จากลายเป็นรัฐซ้อนรัฐ กองทัพซ้อนกองทัพ เมื่อไหร่ที่นายพลบางกลุ่มสร้างสถานการณ์จนสุกงอม พวกเขาก็พร้อมที่จะก่อรัฐประหารอีกครั้ง” นายชยพล กล่าว
รายงาน: กิตติธัช วิทยาเดชขจร
ภาพ: ธนาภรณ์ วุฒิสนธิ์
#TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์ #อภิปรายไม่ไว้วางใจ
https://www.facebook.com/pow.ilaw/posts/9704741349556437
https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/1019603973694971