วันอังคาร, พฤศจิกายน 30, 2553

จาตุรนต์แฉ2มาตรฐานโจ่งครึ่มไม่ยุบปชป. ยกกรณี2พรรคแบบเดียวกันเป๊ะแต่กลับไม่ขาดอายุความ



ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยมาแล้ว อย่างน้อยใน 2 กรณีของ 2 พรรคการเมือง ทำนองเดียวกัน โดยถือว่า วันที่ความปรากฎต่อผู้ร้องหรือนายทะเบียนคือวันที่ผู้ร้องพิจารณาและเห็นชอบให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่กรณีคดีพรรคประชาธิปัตย์นั้น กลับแตกต่างจากการพิจารณาคดีอื่น ปัญหาสองมาตรฐานอย่างน้อยๆที่สุดก็เห็นอยู่ตรงเรื่องนี้


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 พฤศจิกายน 2553


เมื่อว้นที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ที่โรงแรมเรดิสัน พระราม 9 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงข่าวแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องคดียุบพรรค - คดีไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์

โดยรายละเอียดมีดังนี้

คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมานี้ ในการสู้คดีโดยตลอดก็ปรากฏว่า ทีมทนายของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ต่อสู้ในข้อเท็จจริงเท่าไร ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ได้กระทำผิดกฎหมายและสมควรแก่การยุบพรรค แต่ว่าได้สู้ด้วยวิธีการพยายามดิสเครดิต หรือพยายามลดความน่าเชื่อถือของผู้ร้อง หรือพยานฝ่ายผู้ร้อง พยานฝ่ายตรงข้าม

ในตอนท้ายๆปรากฏว่า ทีมทนายของพรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามล็อบบี้คนของศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งยังได้ปรากฏหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอ ทั้งภาพของการล็อบบี้ดังกล่าว และการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคน ได้พูดจาหารือกัน เพื่อที่จะช่วยพรรคประชาธิปัตย์ให้พ้นจากการถูกยุบพรรค

คลิปวีดีโอนี้ทำให้เชื่อได้ว่า มีความพยายามที่จะล็อบบี้ศาลรัฐธรรมนูญ และมีความพยายามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะช่วยพรรคประชาธิปัตย์ให้พ้นจากการถูกยุบพรรค

มีเสียงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพิสูจน์ว่าคลิปวีดีโอนั้นจริงหรือไม่จริงอย่างไร ใครทำอะไร ใครพูดอะไร ปรากฎว่า จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการตรวจสอบพิสูจน์และสอบสวนว่า มีความพยายามล็อบบี้ศาลรัฐธรรมนูญหรือมีความพยายามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนที่จะช่วยพรรคประชาธิปัตย์จริงหรือไม่

เรื่องดังกล่าว ผมเคยให้ความเห็นไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า หากศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีการตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญย่อมขาดความชอบธรรมที่จะทำหน้าที่พิจารณาคดีใดๆ รวมถึงที่จะทำหน้าที่ตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

จนถึงบัดนี้ จนถึงวันตัดสิน และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการตรวจสอบ ยังไม่มีการพิสูจน์ใดๆทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นในความเห็นของผมซึ่งได้พูดมาก่อนหน้านี้แล้ว ก็ยังมีความเห็นอย่างเดิมว่า ในขณะที่ตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะนี้ ก็ไม่มีความชอบธรรมอยู่แล้ว

ต่อมาเมื่อมีคำวินิจฉัย ก็ต้องบอกว่าการที่วินิจฉัยไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดคาด ผมเองก็เคยเขียนบทความไว้ก่อนหน้านี้ เสนอว่าประชาชนควรทำอะไร ถ้าไม่มีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ถูกยุบ

ยุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ยุบ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญอยู่ที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีความเสื่อมเสียและไม่น่าเชื่อถือมาก่อนแล้ว

ที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าจากคำวินิจฉัยนั้นเกรงว่าจะเกิดความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญหนักยิ่งขึ้นไปอีก

ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตั้งขึ้นเพื่อที่จะวินิจฉัยนี้มีทั้ง 5 ข้อ แต่สุดท้าย 4 ข้อไม่ได้วินิจฉัย วินิจฉัยไปข้อเดียว คือกระบวนการร้องของผู้ร้อง

จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่คนทั่วไป ทั้งคนที่เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ผิดหรือเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ผิด ทั้งสองฝ่ายนี้ก็เลยไม่สามารถรู้ได้ว่าจริงๆแล้วผิดหรือถูก ต้องเป็นไปตามความเชื่อของแต่ละคนแต่ละฝ่าย คงผิดหวังไปตามๆกัน เพราะอุตส่าห์ติดตามการพิจารณาคดีมาตั้งนานเป็นหลายๆเดือน และสุดท้ายไม่มีการวินิจฉัยเลย ใน 4 ประเด็นนั้น

ก็คงจะมีแต่แฟนพันธุ์แท้ของพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ดีใจ ที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องถูกยุบ ด้วยเหตุของการที่บางคนใช้คำว่าคนร้องแพ้ฟาวล์ไปทำนองนั้น

ซึ่งก็เป็นคำถามตามมาอีกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ เหตุใดจึงไม่วินิจฉัยไปก่อนเลยว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องแล้วเพราะเกินเวลาไปแล้ว

แต่ว่าที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาสำคัญที่จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ทำให้คนเคลือบแคลงสงสัยต่อไปก็คือ ในคำวินิจฉัยนั้นมีปัญหา มีคำถามซึ่งก็ต้องถามต่อสังคมไทยด้วย ถามต่อนักกฎหมาย ถามต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเอง เป็นคำถามและปัญหาในเชิงข้อกฎหมาย ตรรกะ เหตุผลและสามัญสำนึก

คือ คำวินิจฉัยนี้บอกว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะยื่นคำร้องหลังพ้นระยะเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด ระยะเวลา 15วัน ก็คือ 15 วันนับจากความปรากฏต่อนายทะเบียน

ปัญหามีว่า ความปรากฏต่อผู้ร้องในฐานะนายทะเบียนนี้นับอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเรื่องนี้ไว้อย่างไรหรือไม่ วินิจฉัยเรื่องทำนองเดียวกันนี้ไว้อย่างไร แล้วกรณีนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ความจริงก็มีกรณีตัวอย่างหลายกรณี การยุบพรรคหลายพรรคที่เข้าข่ายทำนองเดียวกัน ขอยกตัวอย่าง 2 พรรคก็คือ กรณีพรรคไท ในคำวินิจฉัยซึ่งเขามีประเด็นทำนองเดียวกันว่า มีการสู้ว่าเรื่องมีมาตั้งนานแล้วผู้ร้องเพิ่งมาร้อง เลยเวลามาแล้วเพิ่งมาร้อง

ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ คดีพรรคไทบอกว่า วันที่ผู้ร้องได้พิจารณาและเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 27กันยายน 2545 ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งมีบันทึกรายงานผู้ร้องจ่ายเงิน ก็คือ ถือเอาวันที่ผู้ร้องได้พิจารณาและเห็นชอบให้ยื่นคำร้อง

พอมาในกรณีของพรรคพลังธรรม พรรคพลังธรรมก็สู้ว่าเลยเวลามาแล้ว ผู้ร้องถึงจะมาร้อง ไม่มีอำนาจแล้ว ฝ่ายกกต. ฝ่ายนายทะเบียนพรรคการเมือง สู้ความว่า ได้มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 28 ตุลา 2546 เรื่องนายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้สั่งยุบพรรคไทว่า วันที่ปรากฎต่อนายทะเบียนนั้น คือวันที่ผู้ร้องได้พิจารณาและเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หมายความว่าเขาอ้างกรณีพรรคไท แล้วเขาก็มาสู้ในกรณีพรรคพลังธรรม คนที่สู้ความนี้ ในนามประธานกกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองคือนายอภิชาติ สุขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมืองปัจจุบันเคยสู้ความมาแล้ว

และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในคราวนั้นว่า เห็นว่าวันที่ความปรากฎต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองนั้นคือวันที่ผู้ร้องได้พิจารณาและเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และก็มีความต่อไป ก็คือข้ออ้างของผู้ถูกร้องข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น


หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยมาแล้ว อย่างน้อยในสองกรณีของ2 พรรคการเมือง ทำนองเดียวกัน โดยถือว่า วันที่ความปรากฎต่อผู้ร้องหรือนายทะเบียนคือวันที่ผู้ร้องพิจารณาและเห็นชอบให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ทีนี้มาในกรณีนี้ กรณีของพรรคประชาธิปัตย์นี้ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าในวันที่ความปรากฎต่อนายทะเบียนคือวันที่ 17 ธันวาคม ซึ่งกกต.มีมติเสียงข้างมากให้ไปดำเนินการ เพราะฉะนั้นพอมายื่น ในวันที่ 26 เมษาก็เลยเกิน 15 วัน

ข้อเท็จจริงก็ปรากฎว่า วันที่ 17 ธันวาคม ที่มีมติกัน ไม่ใช่เป็นมติให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ นายทะเบียนไม่ได้ทำความเห็นก็หมายความว่านายทะเบียนยังไม่ได้พิจารณาเห็นชอบให้ร้อง ส่วนนายทะเบียนพอไปเป็นประธานกกต.ก็ลงมติว่าไม่เห็นชอบให้ไปยุบพรรค กกต. 3 คนเป็นเสียงข้างมาก บอกให้ส่งนายทะเบียนไปทำความเห็น

คนที่มีความเห็นให้ยุบพรรคมีคนเดียวคือ คุณวิสุทธิ์ โพธิแท่น

เมื่อเป็นอย่างนี้นายทะเบียนพรรคการเมืองก็ไม่มีอำนาจและไม่มีหน้าที่ที่จะไปร้อง ส่วนตัวเข้าก็ไม่เห็นชอบให้ร้องอยู่แล้ว จะนับจากวันที่ 17 ธันวา มันก็ไม่น่าจะถูก จะนับต้องมานับวันที่ 21 เมษา เมื่อทั้งนายทะเบียนพรรคก็เสนอให้ยุบ ในฐานะประธานกกต.และกกต.ทั้งคณะก็เห็นร่วมกันให้ไปส่งศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการตามมาตรา 93 ในตอนวันที่ 17 ธันวาที่พิจารณาก็พูดมาตรา 95 ซึ่งไม่ใช่มาตราที่ว่าด้วยการไปส่งศาลรัฐธรรมนูญ

เพราะฉะนั้นการที่วินิจฉัยว่า วันที่เริ่มมีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นคือวันที่ 17 ธันวา จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

และอีกอย่างหนึ่ง ที่สำคัญคือไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยในกรณียุบพรรคอื่นๆมาแล้ว ปัญหาสองมาตรฐานอย่างน้อยๆที่สุดก็เห็นอยู่ตรงเรื่องนี้ ที่เป็นความแตกต่างในการพิจารณาคดีนี้กับการพิจารณาคดีอื่น

เวลานี้ก็มีเสียงเรียกร้องว่า ถ้าอย่างนี้แสดงว่าเป็นความบกพร่องของกกต. เป็นความบกพร่องของนายทะเบียน หรืออย่างไร ซึ่งผมคิดว่านายทะเบียนพรรคการเมืองและกกต.ทั้งคณะก็คงจะต้องชี้แจง

แต่ว่าถ้าคิดแทนนายทะเบียนพรรคการเมืองและกกต. นายทะเบียนพรรคการเมืองคือคุณอภิชาติ เคยสู้ความมาแล้ว และเคยสู้ด้วยประเด็นว่า ความปรากฎต่อนายทะเบียนต้องนับจากวันที่นายทะเบียนพิจารณาและเห็นชอบให้ร้อง ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยตามนั้น คุณอภิชาติในฐานะนายทะเบียนก็ย่อมจะต้องเห็นว่านี่เป็นบรรทัดฐานที่กกต.จะต้องปฏิบัติตาม

มาถึงเวลาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิชาติพิจารณาแล้วยังไม่เห็นชอบให้ร้อง กกต.ก็ไม่ได้มีมติให้ร้อง เขาก็ยังไม่ไปดำเนินการร้อง รอต่อมาจนกระทั่งในฐานะนายทะเบียนและกกต.ทั้งคณะเห็นตรงกัน ให้ร้อง เขาจึงไปดำเนินการในเวลาต่อมา

เพราะฉะนั้นจะไปโทษกกต. ผมก็ดูแล้วไม่น่าจะถูก แต่ว่าถ้ามีเสียงเรียกร้องกกต.ก็ควรจะชี้แจงว่าเห็นด้วย แต่ผมยังคิดว่าประเด็นอยู่ที่การวินิจฉัย ประเด็นที่เป็นปัญหาน่าจะอยู่ที่การวินิจฉัย

ที่นี้ก็อยากจะวิเคราะห์ต่อไปถึงผลที่ตามมา ผลที่ตามมาจากกรณีอย่างนี้จะโดยเจตนาอย่างไรก็ตาม มันมีคำถามตามมามากมายทั้งในแง่ อย่างที่ว่าคือ ตรรกะ เหตุผล สามัญสำนึก ข้อกฎหมาย

ผลที่ตามมาก็คือ ถ้าไม่มีการชี้แจงให้ดี เรื่องนี้จะมีปัญหากระทบต่อความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญเองมากยิ่งขึ้น เพราะว่าอย่าลืมว่าศาลรัฐธรรมนูญเดินเข้าสู่การตัดสินในขณะที่ผู้คนสงสัยว่า ที่คุยกันในคลิปวีดิโอนั้นจริงหรือไม่จริงอยู่แล้ว พอตัดสินออกมาเป็นประเด็นที่คนไม่คาดคิดด้วย

กรณีที่วินิจฉัยไปว่า มาร้องเมื่อเลยกำหนดมาแล้ว แม้แต่ทนายความของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด ก็ไม่ได้สู้ประเด็นนี้ ไม่ได้สู้เพื่อประเด็นนี้เลย

ประเด็นนี้เมื่อมาไล่ข้อเท็จจริงเทียบกับของเดิมจะกระทบความน่าเชื่อถือ ผลที่ตามมาก็จะกลายเป็นว่า ทั้งหมดนี้จะเป็นความพยายามเจตนาดีที่จะรักษาพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของระบบปัจจุบันเอาไว้ แต่ขณะเดียวกันก็กลับจะกระทบต่อระบบในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น กระทบยิ่งกว่าถ้าจะยุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วยซ้ำ

นอกจากนั้นจะทำให้ยังทิ้งปัญหาค้างไว้คือความไว้วางใจต่อกกต. ซึ่งเกิดปัญหานี้ขึ้นในขณะที่จะมีการเลือกตั้งขึ้นในปีหน้าแล้ว
เพราะฉะนั้นผลที่ตามมาก็จะเกิดเป็นความวิกฤตต่อความน่าเชื่อถือ ผู้คนจำนวนไม่น้อยอาจจะไม่หวังขึ้นระบบ จะนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมและวิกฤตในสังคมหนักหน่วงยิ่งขึ้น

การวิเคราะห์อย่างนี้ก็จะเห็นว่า ตรงกันข้ามกับสิ่งที่นักธุรกิจและวิชาการบางส่วนได้ออกมาให้ความเห็นว่าไม่ยุบน่ะดีแล้ว รัฐบาลจะได้มีเสถียรภาพ การเมืองจะได้มีเสถียรภาพ แต่ว่าผมยังเห็นว่าเรื่องมันจะเป็นตรงกันข้าม รัฐบาลอาจจะอยู่ต่อไปได้เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ แต่เมื่อมีวิกฤตความน่าเชื่อถือ คนไม่เชื่อถือระบบ คนไม่หวังพึ่งระบบ วิกฤตการเมืองของประเทศจะยิ่งหนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้น และก็ยากต่อการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น

ในอนาคตก็จะเป็นปัญหาต่อธุรกิจเอง

เพราะฉะนั้นก็ยังอยากจะเสนอเป็นข้อเสนอต่อประชาชน ต่อผู้ไม่เห็นด้วย และผู้ที่ต้องการให้เกิดความยุติธรรมทั้งหลายว่า ถึงอย่างไรก็ตามก็ควรจะมีการศึกษาคำวินิจฉัย วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจและเห็นปัญหาความไม่ถูกต้อง

เพื่อจะไปหาทางสร้างความยุติธรรมโดยสันติวิธีต่อไป ไม่ควรจะไปหันหน้าเข้าหาวิถีทางอื่นใด แต่ว่าพยายามที่จะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น

ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ในระยะยาวถ้าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญก็คงจะต้องไปแก้ศาลรัฐธรรมนูญให้มีที่ไปที่มาที่ถูกต้องกว่านี้ และสามารถจะตรวจสอบได้มากกว่าปัจจุบัน

อยากให้มุ่งไปในทิศทางนี้ มากกว่าที่จะหมดหวังกับการหาทางออกให้กับสังคม

0000
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

- ปากกาอยู่ที่มัน

-อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง:สู้ทุกวิถีทาง

ปากกาอยู่ที่มัน


โดย สถิตย์ ไพเราะ ผู้พิพากษาอาวุโส
ที่มา เวบไซต์นิติราษฎร์
30 พฤศจิกายน 2553

นักศึกษาหลายท่านมาถามผมเสมอ ๆ ว่า เหตุใดศาลจึงมีคำวินิจฉัยอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นการวินิจฉัยสองมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐาน

ข้อนี้ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็ต้องตอบว่าเรื่องของความเห็นเป็นเรื่องยากที่จะชี้ลงไปได้ว่าใครถูกใครผิด ยิ่งคนธรรมไม่เสมอกันแล้วไม่มีทางจะเห็นตรงกันได้

เรื่องการวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลนั้นไม่ใช่เพิ่งมีในขณะนี้ มีมาแต่โบราณกาลแล้วในหนังสือมูลบทบรรพกิจ ซึ่งเป็นตำราเรียนในสมัยก่อนเขียนวิจารณ์ศาลไว้ว่า

คดีที่มีคู่ (ความ) คือไก่หมูเจ้าสุภา
เอาไก่เอาหมูมา (ให้) เจ้าสุภาก็ว่าดี
ที่แพ้แก้ (ให้) ชนะไม่ถือพระประเวณี
ขี้ฉ้อก็ได้ดีไล่ด่าตีมีอาญา


และวิจารณ์พระภิกษุไว้ว่า

ภิกษุสมณะหรือก็ละพระสธรรม
คาถาว่าลำนำไปเร่รำทำเฉโก


เมื่อครั้งผมเป็นนักศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนกฎหมายและวิธีพิจารณาในศาลยุ่งเหยิง ไม่มีมาตรฐานเป็นเหตุให้เซอร์ยอน เบราลิ่ง ผู้แทนรัฐบาลอังกฤษไม่ยอมรับอำนาจกฎหมายและศาลไทยและท่านได้เล่านิทานให้ฟังว่า

ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเจ๊กมาจากเมืองจีนถือหลักตามที่พระพุทธเจ้าสอนว่า อุตฐาตา วินธเต ธนัง แปลว่า ผู้หมั่นย่อมหาทรัพย์ได้จึงทำงาน ๘ วันในหนึ่งสัปดาห์ แม้จะเคยมีเสื่อผืนหมอนใบ ต่อมาก็ร่ำรวยเป็นเจ้าสัวได้

ส่วนคนไทยรำพึงว่า เช้าหนอ สายหนอ ร้อนหนอ บ่ายหนอ แล้วก็ไม่ทำงาน และอ้างเหตุว่าพระสอนว่าคนเราเกิดมาตัวเปล่าตายก็เปล่า เอาทรัพย์อะไรไปไม่ได้ จะไปทำมาหาทรัพย์ไว้ทำไม นอกจากนั้นคนไทยยังมีคุณสมบัติ ๔ ข้อ คือ ขี้โม้ ขี้อิจฉา ขี้โกง และขี้เกียจ โดยเฉพาะคุณสมบัติข้อสุดท้าย ทำให้คนไทยยากจน แต่บังเอิญบ้านคนไทยปลูกติดอยู่กับบ้านเจ๊ก คนไทยขี้อิจฉาคนนั้นหมั่นไส้ว่าเจ๊กรวย วันดีคืนดี (ความจริงวันร้ายคืนร้าย) ก็ย่องเอาก้อนอิฐไปปาบ้านเจ๊ก เจ๊กจึงไปแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนแล้วก็ส่งเรื่องให้ขุนประเคนคดี พนักงานอัยการฟ้องศาลซึ่งมีหลวงสันทัดกรณีเป็นผู้พิพากษา

หลวงสันทัดกรณีสืบพยานฟังข้อเท็จจริงแล้ว พิพากษาว่า

ไทยปาเรือนเจ๊ก
ไม่ถูกลูกเด็ก
ท่านว่าไม่เป็นไร
ให้ยกฟ้อง


เจ๊กกลับบ้านไปด้วยความผิดหวังและรำพึงว่า เมื่อศาลไม่มีจะฟ้องร้องก็ต้องประลองฝีมือกัน วันดีคืนดี (ความจริงวันร้ายคืนร้าย) เจ๊กก็เอาก้อนอิฐไปปาบ้านไทย คนไทยก็ไปแจ้งความ และขุนประเคนคดี พนักงานอัยการ ก็นำคดีไปฟ้องศาลซึ่งมีหลวงสันทัดกรณีเป็นผู้พิพากษา หลวงสันทัดกรณีสืบพยานฟังข้อเท็จริงแล้วพิพากษาว่า

เจ๊กปาเรือนไทย
แม้ไม่ถูกใคร
แต่ผีเรือนตกใจ
ให้ไหมสามตำลึง


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การมีผีเรือนทำให้ชนะคดีได้

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องประสบการณ์ในชีวิตของผมเอง

เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๓ ผมไปรับราชการเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมา ผมประจำอยู่ที่บัลลังก์ ๑๔ ซึ่งอยู่ทางปีกด้านตะวันออกของอาคารศาล จากห้องพักผู้พิพากษาต้องเดินผ่านระเบียงระยะทางประมาณ ๓๐ – ๔๐ เมตร

วันหนึ่งผมมีสำนวนที่จะต้องพิจารณา ๔ – ๕ สำนวน ผมก็ออกไปที่บัลลังก์ ๑๔ ตามปกติ คดีเรื่องแรกเป็นคดีแพ่ง ทนายโจทก์แถลงว่า เอกสารที่โจทก์ขอให้ศาลออกคำสั่งเรียกไปยังธนาคาร ธนาคารยังไม่ส่งมาให้ โจทก์มีความจำเป็นต้องใช้เอกสารดังกล่าวถามพยานให้รับรองข้อความ ไม่อาจสืบพยานโจทก์ไปในวันนี้ได้ ขอเลื่อน ศาลสอบจำเลยแล้วไม่ค้าน ศาลให้เลื่อนไปได้

คดีที่สองเป็นคดีอาญา โจทก์แถลงว่า พยานมาศาลหนึ่งปากพร้อมจะสืบได้ จำเลยแถลงคัดค้านว่า พยานที่มาศาลวันนี้เป็นพยานคู่กับพยานที่ไม่มาศาล หากสืบไม่พร้อมกันจำเลยจะเสียเปรียบเพราะไม่ได้ถามค้านพยานในวันเดียวกัน ขอให้เลื่อนไปเพื่อสืบพยานคู่ดังกล่าวในวันเดียวกัน ศาลสอบโจทก์แล้วไม่ค้าน ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีไป

คดีที่เหลือก็ต้องเลื่อนไปด้วยเหตุต่าง ๆ จนหมด เมื่อผมจดรายงานกระบวนพิจารณาเลื่อนคดีไปหมดแล้ว ก็ลงจากบัลลังก์เดินไปตามระเบียงเพื่อจะกลับห้องพัก ก็ปรากฎว่าเดินไปเกือบจะทันคู่ความคดีแรก ห่างกันพอได้ยินคำสนทนา ตัวความถามทนายว่า

“คุณทนายคดีของผมนี่จะแพ้หรือชนะ”

ทนายความตอบว่า
“ผมไม่ทราบหรอกเพราะปากกาอยู่ที่มัน”


คำว่ามันตามคำพูดของทนายความ หมายถึงผม

ผมได้ยินดังนั้นก็เดินช้าลงเพื่อไม่ให้ทนายท่านนั้นทราบว่าผมได้ยินคำพูดของท่านและเพื่อไม่ให้เสียความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย

คำตอบของทนายความท่านนั้นยังก้องอยู่ในหูผมจนถึงทุกวันนี้ เวลาผมจะเขียนคำพิพากษาไม่ว่าอยู่ในศาลใด ผมคำนึงถึงคำพูดของทนายท่านนั้นอยู่เสมอ

และหากผมจะใช้คำตอบของทนายความตอบนักศึกษา คงทำให้นักศึกษาเข้าใจมากกว่าคำตอบทางวิชาการ

500ล้านสมพระเกียรติประหยัดเหมาะสม เนวินสั่งเนรมิตแม่น้ำเจ้าพระยาอลังการวันพ่อลงกินเนสส์บุ๊ค



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 พฤศจิกายน 2553

ฉายภาพพระบรมฉายาลักษณ์ 4 มิติ บนตัวตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และตึกโรงพยาบาลศิริราช เป็นไฮไลต์ของการแสดงแสง สี พร้อมกับการจุดพลุ 999 ดอก และปล่อยโคมลอย 10,000 ดวง

เวบไซต์ประชาทรรศน์ กระบอกเสียงของนายเนวิน ชิดชอบ รายงานข่าวว่า นายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2553 พร้อมด้วยนาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำคณะสื่อมวลชนลงเรือ"อังสนา"ของกองทัพเรือ ออกจากท่าเรือหอประชุมกองทัพเรือ ล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อตรวจความพร้อมท่าเรือ 14 ท่า ที่จัดให้ประชาชนที่ต้องการร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพร กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ลงเรือที่แต่ละจังหวัดทั่วประเทศ จะมามากถึง 700 ลำในวันที่ 5ธันวาคมนี้ ทั้งนี้เส้นทางการเดินเรือที่จะให้ประชาชนร่วมลงเรือถวายพระพรจะเริ่มตั้งแต่ท่าเรือสะพานพุทธไปจนถึงท่าเรือสะพานพระราม 8

นายเนวิน กล่าวอีกว่า จากการสำรวจพื้นที่ท่าเรือพื้นที่ริมน้ำบางจุด ที่อาจจะต้องติดต่อขอสถานที่เพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล นอกหนือจากการลงเรือ เพราะคาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมจำนวนมากเกินกว่าที่เรือ และท่าเรือจะรองรับน้ำหนักได้

นอกจากนี้จะมีการปิดการเดินเรือใหญ่ตั้งแต่เวลา 12.00 น.ส่วนเรือข้ามฟากจะปิดการเดินเรือเวลา 15.30 น.เพื่อให้เรือเล็กเข้าประจำจุด

สำหรับเรือประดับไฟเฉลิมพระเกียรติ 32 ลำ จะอยู่บริเวณสะพานพระปิ่นไปจนถึงท่าช้าง เพื่อให้ประชาชนสองฝั่งเจ้าพระยาได้ชม

'ไฮไลต์ของงานนั้นจะมีการฉายภาพพระบรมฉายาลักษณ์ 4 มิติ บนตัวตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตึกโรงพยาบาลศิริราช และจะมีการแสดงแสง สี และการจุดพลุ 999 ดอก ปล่อยโคมลอยจำนวน 10,000 ดวง บริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า'ประธานคณะทำงานฯ กล่าว

นายเนวินกล่าวอีกว่า ในวันที่ 2-3 ธ.ค.นี้จะมีการซ้อมใหญ่ขบวนเรือเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณกลางลำน้ำเจ้าพระยา ด้านหน้าท่าน้ำศิริราช เพื่อให้งานพิธีจริงในวันที่ 5 ธ.ค. ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งในวันที่ 5 ธ.ค. จะมีการถ่ายทอดสดงานครั้งนี้ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยไปทั่วประเทศ

ซึ่งการแสดงทั้งหมดกลางลำน้ำเจ้าพระยา จะได้พบกับขบวนเรือใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขบวนประชาชนที่ถวายพระพรมากที่สุดในโลก การแสดง แสง สี เสียง ที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และเชื่อว่าการร่วมถวายความจงรักภักดีครั้งนี้จะปรากฏในกินเนสส์บุ๊ก เพราะเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการมาถวายพระพรพระเจ้าแผ่นดินทางน้ำมากที่สุดในโลก

ครม.อนุมัติงบ500ล้าน จัดงาน7รอบ5ธันวาฯ54 เน้นจัดให้สมพระเกียรติ! ประหยัดและค.เหมาะสม

ครม.อนุมติงบฯ 500 ล้านบาทให้รัฐบาลจัดงาน "เฉลิมพระเกียรติในหลวง" ครบ 7 รอบ 5 ธันวาฯ 54 เน้นใช้จ่ายให้ "สมพระเกียรติ-ประหยัด-เหมาะสม" เผยมีตั้ง 10 คณะกรรมการฯฝ่ายต่างๆ มาทำงาน

ก่อนหน้านี้เวบไซต์ ไทยอินไซเดอร์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2553 ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติในหลักการ ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553-2554 จำนวน 500 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยแบ่งงบประมาณเป็น 2 ปี ได้แก่งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวน 200 ล้านบาท และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 จำนวน 300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ครม.ได้กำชับเรื่องการใช้งบประมาณให้คำนึงถึงความสมพระเกียรติ ประหยัดและเหมาะสม โดยคณะกรรมการฝ่ายกลั่นกรองการใช้งบประมาณนั้นมีหน้าที่พิจารณารายละเอียด ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานดังกล่าว

ยิ่งตอกย้ำ ยิ่งซ้ำเติม ยิ่งเพิ่มแค้น


ยิ่งตอกย้ำ ยิ่งซ้ำเติม ยิ่งเพิ่มแค้น
ยิ่งบี้แบน ยิ่งรู้เช่น ยิ่งเห็นชาติ
ยิ่งกดขี่ ยิ่งต่อต้าน ยิ่งองอาจ
ยิ่งประมาท ยิ่งขลาดเขลา ยิ่งเข้าที

เมื่อสิ้นรัก หักสวาท ขาดสะบั้น
ก็สิ้นชาติ ขาดกัน แต่เพียงนี้
ที่เคยหลง จงรัก และภักดี
มาบัดนี้ ไม่มีเยื่อ ไม่เหลือไย

เห็นกงจักร เป็นดอกบัว ชั่วชีวิต
เคยหลงผิด ถึงขั้น ตายแทนได้
หลงตามลม ชวนเชื่อ ทุกเมื่อไป
บัดนี้ไทย ตาสว่าง เห็นทางธรรม

เมื่อสิ้นรัก หักสวาท ขาดสะบั้น
ก็ขาดกัน เลิกเลี้ยงชุบ อุปถัมภ์
จะตอบแทน ให้สาสม โสมมระยำ
ให้หลาบจำ กรรมชั่ว ต้องชดใช้!

ไม่มีแล้ว เทวดา บนฟ้านี้
และไม่มี เหนือมนุษย์ ฉุดรั้งได้...
ประเทศชาติ ประชาชน ประชาธิปไตย
คือหลักชัย ไทยทั้งชาติ ประกาศทวง


โดย ปีกซ้าย

อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง:สู้ทุกวิถีทาง



โดย อริสมันต์ พงษเรืองรอง

หมายเหตุไทยอีนิวส์:อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เขียนจดหมายถึงคนเสื้อแดงจากสถานที่ ซึ่งไม่เป็นที่เปิดเผย ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ


เรียนพี่น้องชาวเสื้อแดงที่เคารพรัก

เราคงต้องทบทวนความชั่วร้ายเจ้าเล่ห์ของพวกอำมาตย์และรัฐบาลที่เข่นฆ่าประชาชนเกือบร้อยศพ บาดเจ็บเป็นพันคน เราหมดความอดทน หมดหวังกับเรื่องการปรองดอง

เพราะมีแต่ลมปากแต่การกระทำมันตรงกันข้าม การไล่ล่าคนเสื้อแดง จับกุมคุมขังแกนนำ และประชาชนซึ่งไม่มีความผิดยังดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

สามเดือนผ่านมารัฐบาลไม่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาทางการเมือง ไม่มีเจตนาที่จะปรองดอง เอาแต่หลอกลวงไปวัน ๆ ถ่วงเวลา ยืดอายุของรัฐบาลให้อยู่ได้นานที่สุด

ถึงเวลานับถ้อยหลังให้กับพวกมันหรือยัง

ตอนนี้เขาวางระเบิดเวลากันเองลูกแรกเริ่มจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ มันใกล้ได้เวลาระเบิดแล้ว ทั้งที่เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของคนทั้งประเทศ เพราะมันมีธงมาแล้วคือพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ถูกยุบไม่มีความผิดใด ๆ ทั้งสิ้น ตามคำสั่งของพวกอำมาตย์ที่เข้ามาแทรกแซงครอบงำองค์กรอิสระ

ไม่เหลือแล้วความเป็นคนของตุลาการรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงแล้ว

ระเบิดลูกที่สองคือการชุมนุมของกลุ่ม พ ธ ม. ซึ่งจะสร้างเงื่อนเพื่อให้มีการรัฐประหาร โดยกลุ่มทหารของอำมาตย์จะมีการกวาดล้างคนที่ขัดขวางการัฐประหารอย่างบ้าคลั่งจนเลือดนองเต็มแผ่นดิน

ส่วนระเบิดลูกที่สามคือการลุกขึ้นสู้ต่อต้านเผด็จการรัฐประหารจะเกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ และทั่วโลกจะเป็นสงครามที่เกิดขึ้นทุกหย่อมย่าน คนไทยจะสูญเสียล้มตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งอำมาตย์และรัฐบาลก็ไม่สนใจพร้อมที่จะปิดประเทศโดยไม่คำนึงว่าใครจะอยู่ได้หรือไม่ได้อย่างไร

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราต้องผนึกกำลังตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นหามิตรประเทศรับรองความเป็นรัฐบาลให้ถูกต้อง และต่อสู้อยู่นอกประเทศ มันจะสะเทือนไปทั่วให้โลก และทั้งโลกจะรู้ว่าสงครามประชาชนกำลังจะเกิดขึ้น

พี่น้องอาจจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุกอย่าง การลุกขึ้นของประชาชนครั้งนี้ ถ้าถูกทหารตำรวจใช้ความรุนแรงปราบปรามด้วยอาวุธต่าง ๆ เราจะสู้ด้วยวิธีของประชาชน เราจะตะโกนบอกฟ้า เรียกชื่อจริงของคนสั่งฆ่าให้ลั่นไปทั่วโลก เพื่อให้โลกรับรู้เสียที

และเราพร้อมสู้ทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้มาซึ่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราขอวิงวอนถึงทหาร ตำรวจ ทุกท่าน ถึงเวลาแล้วที่พวกท่านจะได้พิจารณาตัดสินใจว่า ท่านจะเลือกยืนอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชน หรือจะเลือกยืนอยู่ข้างอำมาตย์และรับใช้รัฐบาลทรราชที่ไล่ฆ่าประชาชนอย่างที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าประชาชนจะไม่มีอาวุธแต่เราก็จะไม่แพ้ เพราะเราจะร่วมสู้ด้วยกันอย่างเป็นระบบเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เราจะต้องปฏิบัติดังนี้

ฝ่ายสนับสนุนมีหน้าที่ส่งเสริมอุปกรณ์ อุดหนุนเงินทุน ช่วยเหลือในด้านการเผยแพรข่าวสารความชั่วร้ายของรัฐบาลและสถาบันอำมาตย์ ทั้งทางอินเตอร์เน็ต สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆให้มากที่สุด

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งทำหน้าที่สู้รบรับผิดชอบประกบตัวการชั่ว ที่ทำร้ายประชาชน เช่นคนในรัฐบาล คณะรัฐมนตรี ทหาร ตำรวจ ราชการ องค์กรอิสระ ตุลาการ ศาลผู้พิพากษา คนเหล่านี้รับใช้อำมาตย์และรัฐบาลจนยอมเป็นเครื่องมือที่ใช้เข่นฆ่า ไล่ล่า ทำร้ายประชาชนอย่างไม่มีมนุษยธรรม รวมทั้งสื่อที่ชอบบิดเบือนข้อเท็จจริงสร้างความแตกแยกในแผ่นดิน เราจำเป็นต้องจัดการให้หมดแบบสะดวกใครสะดวกมัน คือใครใกล้คนไหนก็จัดการคนนั้น

เราประสงค์เพียงแค่การพัฒนาเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองชาติให้ดีขึ้น เราต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เราปรารถนา ในสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรม ความเท่าเทียมที่เสมอภาค เรามุ่งหวังจะได้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนโดยประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งทุกคนทุกสถาบันต้องอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยไม่มีข้อยกเว้น

ผู้ร่วมกระทำความผิดฆ่าประชาชนต้องได้รับโทษ เราต้องทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนทุกคน

สำหรับพี่น้องที่อยู่ในต่างประเทศทั่วโลกขอให้ปฏิบัติดังนี้ การยื่นหนังสือเอกสารถึงผู้นำประเทศพร้อมหลักฐานที่สำคัญ บอกเล่าความจริงให้ผู้นำประเทศนั้นทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพฤติกรรมของอำมาตย์และรัฐบาลทรราชฆาตกร เราจำเป็นที่ต้องสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรมให้เรื่องนี้เป็นการเมืองในเวทีโลกให้ได้

การขอร้องให้รัฐบาลประเทศประชาธิปไตยช่วย ในบางประเทศจะมีงบประมาณช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนประชาธิปไตยมาก เราอาจสามารถได้รับการสนับสนุนจากองค์กรในประเทศนั้น โดยการจัดตั้งองค์กรพัฒนาประชาธิปไตยอย่างเป็นรูปธรรมมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีสมาชิก สาขาทั่วโลก

องค์กรกับสมาชิกต้องแข็งแกร่ง มันจะขับเคลื่อนถึงเป็นพลังอันยิ่งใหญ่สามารถต่อรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอนนี้เราต้องอาศัยโลกแห่งความเป็นธรรมบีบรัฐบาลประเทศไทยให้รับผิดชอบต่อการสังหารหมู่ประชาชนอย่างโหดเหี้ยมให้ได้ มีผู้เสียชีวิต ผู้พิการ ผู้บาดเจ็บ และผู้ที่ถูกไล่ล่าจำนวนมาก เขาเหล่านั้นเป็นเหยื่อของอำนาจเถื่อน ยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบให้ความช่วยเหลือ

ขอให้พี่น้องคนไทยในต่างแดนได้โปรดช่วยกันโดยจัดตั้งกองทุนเยียวยาเพื่อบรรเทาทุกข์ผู้เสียสละ

ส่วนการต่อสู้นั้นก็จะเคลื่อนไหวต่อไปอย่างรอบคอบ เราต่างคนต่างทำต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เราต้องหันหน้าเข้าหากันร่วมคิดร่วมวางแผนเป็นหนึ่งเดียว ดั่งขนทรายเข้าวัดคนละกำสองกำ ถ้านำมาร่วมกันได้ก็จะเป็นทรายกองใหญ่สามารถก่อเป็นพระทรายที่สวยงาม

การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในโลกนี้ต้องใช้พลังอำนาจจากมวลมหาประชาชนที่กล้าหาญเสียสละ ชัยชนะคือความเจริญรุ่งเรืองของอนาคตคนรุ่นหลัง ลูกหลานไทยทุกคนจะได้มีโอกาสที่เทียมกัน มีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค มีความยุติธรรม มีประชาธิปไตยที่แท้จริง และมีระบบการเมืองที่ดีสามารถพึ่งหวังได้จริง

เตรียมแผน เตรียมการ เตรียมตัว เตรียมการเปลี่ยนระบบประเทศด้วยมือของเราทุกคน ผู้รักประชาธิปไตยที่กล้าหาญและเสียสละ

ขอขอบคุณครับ

อริสมันต์

***********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:อริสมันต์ เขียนจดหมายชี้แจงต่อเนื่องจากจดหมายฉบับนี้ อ่าน อริสมันต์ดักควาย:กองกำลังติดอาวุธNATO

วันจันทร์, พฤศจิกายน 29, 2553

ดาวน์โหลดฟรี หนังสือโฉมหน้าศักดินาไทย


“ประวัติศาสตร์แทนที่จะเป็น ประวัติศาสตร์แห่งการเคลื่อนไหวก้าวหน้าของประชาชน ตรงข้ามกลับเป็นประวัติการสืบสันตติวงศ์ของกษัตริย์…”


โดย เถกิงศักดิ์

หากในปัจจุบันมีหนังสือต้องห้ามอันลือลั่นคือ The King Never Smile

ในอดีตที่ผ่านมากว่า 50 ปีก็มีหนังสือโฉมหน้าศักดินาไทย เคยสร้างปรากฎการณ์เป็นหนังสือต้องห้ามทำนองเดียวกันมาแล้ว ทว่าปัจจุบันได้กลายเป็นหนังสือ"แนะนำให้คนไทยต้องอ่าน1ใน100เล่มแรก"

ดาวน์โหลดหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย คลิ้กตรงนี้

หรือ

ดาวน์โหลดหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย คลิ้กตรงนี้ (4shared)


โฉมหน้าศักดินาไทย เขียนโดย สมสมัย ศรีศูทรพรรณ เป็นหนังสือบทวิเคราะห์สังคมไทยอันท้าทายยุคสมัย ก่อนกลายเป็น "หนังสือต้องห้าม" แต่ปัจจุบันเป็นหนังสือ 1 ใน 100 ที่ควรไทยควรอ่าน

หากจะเข้าใจศักดินา อำมาตย์ในปัจจุบัน เสียเวลาดาวโหลดอ่านซักนิด แล้วจะติดใจ เผลอๆอ่านรวดเดียวจบ

สมสมัย ศรีศูทรพรรณ หรือชื่อที่คุ้นหูกว่านั้นก็คือ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้นำเสนอผลงานทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ ปีพ.ศ. ๒๕๐๐ ในวารสาร นิติศาสตร์ฉบับศตวรรษใหม่ ซึ่งได้ตีพิมพ์ โฉมหน้าศักดินาไทย ออกมาเป็นครั้งแรก

ผู้เขียนได้อาศัยหลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (Historical Meterialism) ของลัทธิมาร์กซิสต์ (Marxism) เป็นกรอบในการชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่งของประวัติศาสตร์ซึ่งมีการอธิบายถึงความสัมพันธ์ของคนในสังคมขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร (ซึ่งกระแสหลักมิได้บอกไว้), คลี่คลายตัวออกไปในทิศทางไหน และมีเหตุปัจจัยอะไรถึงเป็นเช่นนั้น รวมทั้งยังชี้ถึงความจงใจผิดพลาดของประวัติศาสตร์กระแสหลักอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน แต่แหลมคมยากต่อการโต้แย้ง

ผู้เขียนได้อธิบายว่า- ทุกสังคมที่มีพัฒนาการต้องมีการคลี่คลายของแต่ละยุคสมัยภายใต้กฎตายตัวของประวัติศาสตร์วัตถุนิยม ซึ่งแบ่งยุคสมัยของสังคมไว้ ๕ ยุคคือ สังคมบรรพกาล, สังคมทาส, สังคมศักดินา, สังคมทุนนิยม และสุดท้าย สังคมคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการคลี่คลายตามกฎดังกล่าวของสังคมมนุษย์

นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้เปิดเผยให้เห็นสภาพการกดขี่ขูดรีดของแต่ละยุคสมัย (ถ้าเปรียบดังงานจิตรกรเอกแล้วละก็ จิตร ได้หยิบผ้าเช็ดพู่กันซึ่งเปื้อนเปรอะเลอะสีมาให้เราดูมากกว่าแสดงผลงานที่เป็นตัวงาน), ปฏิกิริยาตอบโต้ของชนชั้นผู้ถูกปกครอง (กดขี่) รวมทั้งสภาพจำนนต่อพลังอำนาจแห่งการกดขี่ขูดรีด จนถึงขั้นกลายมาเป็นลักษณะนิสัยของคนส่วนมากในสังคมไทยตราบจนปัจจุบัน

โฉมหน้าศักดินาไทย นั้นเหมาะกับผู้ที่ต้องการอ่านความจริง– ความจริงไม่ใช่เพียงแต่ว่า ใครทำอะไร, ที่ไหน, เมื่อไหร่ และอย่างไรเท่านั้น แต่ความจริงของ จิตร นั้นคือ การบอกเหตุผลว่าทำไมเขาจึงทำ–

จริงอยู่ที่การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชความเป็นไท และผู้ที่เอาเลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นไทยจนกระทั่งเป็นอยู่ทุกวันนี้นั้นล้วนสำคัญ แต่การมองข้ามการต่อสู้ทางสังคมของมนุษย์, การปิดบังอำพรางบางมุมมอง และนำเสนอแต่สิ่งสวยงามทำให้ชวนเคลิบเคลิ้มนั้นจะเป็นการสร้างหนทางแห่งอวิชชา เพื่อปูทางไปสู่ความงมงายอันไร้ซึ่งเหตุผล การเสาะแสวงหาความจริงนั้น ต้องมองมาจากทุกด้าน และนำเอาเหตุผลในแต่ละด้านเข้าห้ำหั่นกันอย่างมีสติ พยายามเอาอัตวิสัยของตนเองเข้าไปข้องเกี่ยวให้น้อยที่สุด

ความสว่างไสวทางปัญญาคงจะมีขึ้นบ้างดอกกระมัง

อยากได้ความยุติธรรม?...จัดไป3ปี!


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2553

ตัดสินจำคุก 'สุชาติ นาคบางไทร' 3 ปี ข้อหาหมิ่นสถาบัน

เวบไซต์ประชาไท รายงานว่า ศาลอาญา ถนนรัชดา ได้ตัดสินคดีของนายสุชาติ นาคบางไทร หรือ วราวุธ ฐานังกรณ์ หมายเลขแดงที่ อ.3964/2553 เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากอัยการส่งฟ้องในวันที่ 23 พ.ย. โดยพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา78 คงจำคุก 3 ปี

ในคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 เวลาประมาณ 18.05 น.-18.15 น. จำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวที แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ท้องสนามหลวง ด้วยการกระจายเสียงทางเครื่องขยายเสียง ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังการปราศรัยจำนวนหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม จำเลยพูดจาบจ้วง พูดเปรียบเทียบและเปรียบเปรย ล่วงเกิน ด้วยถ้อยคำหยาบคาย พูดใส่ความหมิ่นประมาทสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบัน ทำให้พระองค์ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ และยังกล่าวแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบันด้วย เหตุเกิดที่ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ทั้งนี้ สุชาติถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 14 ต.ค.51 และได้หายตัวไปจนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 1 พ.ย. บริเวณประตูน้ำ

เจ้าตัวไม่สู้คดี เพื่อหวังจะติดคุกไม่นาน


"น้าชาติจะพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิตอยู่ในคุกให้ได้ อาจจะใช้เวลาที่อยู่ในคุก ไปในการเขียนหนังสือ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ไปตามวิถีของตัวเองต่อไป"สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่ไปเยี่ยมรายงาน


สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ รายงานว่า จากการเข้าเยี่ยมนายสุชาติ นาคบางไทร แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ก่อนจะมีการตัดสินคดีนั้น นายสุชาติแจ้งกับผู้ไปเยี่ยม ว่า ขอให้คนที่สนับสนุนเขา หยุดการต่อสู้ทางคดีไว้ทั้งหมด เพราะเขาได้ยอมรับสารภาพไปทั้งหมดแล้ว เขาจะไม่ขอทนาย ไม่ขอประกัน ไม่ขออภัยโทษ ดังนั้นจะไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้องประชาธืปไตยทั้งสิ้น ขอให้พวกเราทุกคนสบายใจ และดำเนินชีวิตไปตามปรกติ และต่อสู้ต่อไปตามวิถีของตัวเอง

"น้าชาติจะพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิตอยู่ในคุกให้ได้ อาจจะใช้เวลาที่อยู่ในคุก ไปในการเขียนหนังสือ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ไปตามวิถีของตัวเองต่อไป"สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ที่ไปเยี่ยมรายงาน

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ เขียนแสดงความเห็นในกระดานสนทนา คนเหมือนกันว่า..ความจริง มีคนบอกผมมาสักพักนึงแล้วว่า คุณสุชาติ กลับเข้ามาเมืองไทย ตอนแรกที่ผมได้ยิน ก็ตกใจและแปลกใจเหมือนกัน เห็นคนที่บอก เขาว่า เข้าใจว่าคุณสุชาติอาจจะคิดว่า ถ้าอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรให้เป็นข่าว ก็อาจจะอยู่ได้ นี่แสดงว่า ตำรวจอาจจะได้ยินข่าวคราวขึ้นมา?

เรื่องไม่สู้คดี "สารภาพ" (ไม่อุทธรณ์ ฎีกา ไม่เอาทนาย) ผมก็อ่านจากข่าวเช่นกัน

ผมเดาว่า คุณสุชาติ คงคิดในแง่ว่า ถ้าทำในลักษณะนี้ มีโอกาสที่ภายในประมาณ 2 ปี ก็สามารถเป็นอิสรภาพได้ ในกรณีที่โดนตัดสิน แล้วยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ทำนองเดียวกับคุณสุวิชา ท่าค้อ และคุณบุญยืน (ดูเหมือนจะประมาณ 2 ปีนับจากถูกจับทั้งคู่)

ดังที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้ เช่นกรณีคุณสุวิชา เรื่องคดี ม.112 นั้น ต้องแล้วแต่ แต่ละคนที่ต้องคดีจะตัดสินใจตามสภาพของตัวเอง (และครอบครัว) ผมไม่มีความเห็นอะไร ลักษณะของคดีนี้ มันไมใช่คดีธรรมดา โอกาสที่ ถ้าถึงขั้นฟ้องศาลแล้ว จะสู้คดี แล้วชนะ เป็นไปได้ยากมากๆ (ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าศาลตัดสินใจว่า ไม่ผิด จะไม่ยิ่งเป็น "ตัวอย่าง" ให้กับคนอื่น) ดังนั้น อย่างกรณีคุณสุวิชา คุณบุญยืน ที่ตัดสินใจในลักษณะนั้น ก็คงพอเข้าใจได้ คุณสุชาติ ก็อาจจะคิดในลักษณะคล้ายกัน

อย่างกรณีคุณดา (ตอปิโด)คงอีกหลายปี กว่าจะผ่านขั้นอุทธรณ์ และถ้าตัดสินยืนว่าผิดอีก ก็คงอีกเป็นปี กว่าจะถึงขั้นฎีกา ฯลฯ และถ้าผิดอีก ? ถึงตอนนั้น จะขอพระราชทานอภัยโทษได้หรือไม่ โอกาสอาจจะน้อยลง สรุปแล้ว มีความไม่แน่นอนสูงมาก

*********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:

-สดุดีวีรประวัติ 4 ปีการลุกขึ้นสู้ของภาคพลเมือง สดุดีอิฐก้อนแรก สุชาติ ณ บางไซ

-ย้อนอดีตกันเรื่องฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จากปากฅนวันเสาร์

บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีธรรม


ระบอบเถื่อนเบือนบิดผิดเป็นถูก
ระบอบล้มบนฟูกกลับฟูเฟื่อง
ระบอบมารผลาญชาติผงาดเมือง
ระบอบเหลืองมลังเลืองเลื่องลือ

บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีธรรม
บ้านนี้เมืองนี้ตกต่ำ..จดจำชื่อ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องลุกฮือ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องรื้อต้องเปลี่ยนแปลง

ประชาชนต้องปฏิวัติต้องขัดขืน
ประชาชนต้องหยัดยืนต้องกำแหง
ประชาชนต้องโค่นล้มต้องสำแดง
ประชาชนต้องเฉิดแสงแห่งพลัง

เร่งปราบดาสถาปนาระบอบใหม่
เร่งประชาชาติไทยให้จัดตั้ง
เร่งขับไสไล่ส่งระบอบชัง
เร่งความหวังสู่ศรัทธามหาชน

ร่วมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินถิ่นกาขาว
ร่วมเรื่องราวรณรงค์ให้ส่งผล
ร่วมกันสู้เพื่อชาติ-ประชาชน
ร่วมรวมพลชนชั้นไพร่ช่วงชัยมา



โดย ปีกซ้าย

หวยล็อก?!

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 28, 2553

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ:ทรนง



ไกลโอ้ไกลเกินเอื้อมสุดสอย
มือน้อยไขว่คว้าประชาธิปไตย
บนเส้นทางมืดมน
ยากไร้ คอยหายไร้แสงแห่งเสรี

จึงก้าวเดินร่วมแดงทุกแห่งหน
ประกาศชนชั้นรักศักดิ์ศรี
ขอให้คนเท่าเทียม แค่นี้
ดับดิ้นชีวีกลางถนน

เพื่อนเอ๋ย น้ำตาหยุดไหลหรือยัง
ความหวัง มั่นคง อยู่มิคลาย
จะหมื่นอาวุธ กี่แสนเล่ห์กล
ประชาชนต้องมีชัย ใจถึงใจ

จับมือแล้วเดินร่วมทาง
วันฟ้ามืดเดือนลับอับแสง
เสื้อแดงไม่ลับดับหาย
เย้ยฟ้าท้าดินได้ยินไหม

หนึ่งตาย แสนล้านสู้ อยู่ยง
หนึ่งตาย แสนล้านสู้ อย่างทรนง

My best bodyguardหนังดีที่ล้มเหลวด้านรายได้



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 พฤศจิกายน 2553

เวบไซต์บันเทิงเอ็นเตอร์เทนวีคลี่ รายงานไว้ในthailand box office รายงานสรุปว่า ภาพยนตร์เรื่อง My Best Bodyguard ซึ่งทุ่มทุนสร้างมากกว่า 100 ล้านบาท ไม่ประสบความสำเร็จในด้านรายได้ โดยหลังจากเข้าฉายเป็นสัปดาห์ที่สอง ระหว่างวันที่ 28 - 31 ต.ค. 2553 ทำเงินได้เพียง 1.2 ล้านบาท และเมื่อรวมกับที่เข้าฉาย 2 สัปดาห์แรกมียอดรายได้รวม 7.2 ล้านบาท

ส่อแววไม่รอดตั้งแต่ช่วงเปิดตัว 4 วันอันตราย

thailand box officeรายงานว่า สำหรับสัปดาห์แรกที่เข้าฉาย My Best Bodyguard ทำเงินช่วงเปิดตัวเพียง 4.1 ล้านบาท

สำหรับตัวเลขรายได้เป็นการประมาณการณ์จากการลงโรงฉายของหนังในกรุงเทพฯ, ปริมณฑล และที่เชียงใหม่

ธุรกิจจัดฉายภาพยนตร์ในโรงนั้น มีคำว่า"4วันอันตราย" โดยมักเปิดฉายรอบปฐมฤกษ์ภาพยนตร์เข้าใหม่ในวันพฤหัสบดีเป็นวันแรก และต่อเนื่องศุกร์ เสาร์ อาทิตย์รวม 4 วัน โดยภายใน 4 วันแรกนี้เก็บรายได้ได้เท่าไหร่ ก็จะชี้ชะตาไปเลย เพราะทางโรงหนังก็จะเอาตัวเลข 4 วัน นั้นมาจัดโปรแกรมการฉายจัดรอบใหม่ หนังบางเรื่องยังไม่ทันมีคนได้ดูก็ต้องโดนลดรอบลดโรง และบางเรื่องถึงกับถูกถอดโปรแกรม หลังจาก 4 วันแรกไม่ประสบความสำเร็จในยอดรายได้

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง My best bodyguard อาจนับเป็นกรณียกเว้น แม้ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องยอดรายได้ ทว่าหลายโรงทั่วประเทศก็ยังจัดฉายต่อไป และหลายโรงยังฉายมาถึงวันนี้ หรือนับเดือนแล้ว จากวันแรกที่เข้าฉายเมื่อ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามจากการจัดอับดับของ entertainweekly ภาพยนตร์เรื่องนี้หายไปจากอันดับภาพยนตร์ทำเงิน มาตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนแล้ว

หนังดีที่ไม่มีคนดู หรือว่าเพราะ...

คนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้เขียนเล่าไว้ในกระทู้เวบบอร์ดสนุกด็อตคอมว่า ไปดูมาแล้ว สนุกมาก เสียดายที่ทั้งโรงหนังมีคนดูทั้งหมด แค่ 4 คน โรงหนังเมเจอร์สามเสนอ่ะ

อีกรายบอกว่า เราก็ไปดูมาเมื่อวาน น่าเสียดายจัง หนังโอเคเลยนะ แต่คนดูน้อยมาก อาจจะเป็นเพราะคิดว่าเป็นหนังของทูลกระหม่อม

แต่เรื่องนี้ผิดคาดอย่างที่เจ๊เจ๋อบอกเลย เราว่าหนังทำได้โอเค เราชอบที่ีเป็นบทอังกฤษนี่แหละ ดูทูลกระหม่อมพูดได้ดี ดูกระชับ นักแสดงมืออาชีพอย่างชาคริต เราให้เต็มสิบอ่ะ แสดงได้ดีมาก พูดช้า และดูแน่น รวมๆๆ ชอบเหมือนกัน ไม่เสียดายตังค์

พระเทพเสด็จรอบปฐมฤกษ์

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา บริษัท “โอเรียนทัล อายส์” เปิดรอบปฐมทัศน์สุดอลังการภาพยนตร์ “มายเบสท์ บอดี้การ์ด” (My Best BodyGuard) ภาพยนตร์แอ็คชั่น - ดราม่า ฟอร์มยักษ์ทุนสร้างกว่า 100 ล้าน ฝีมือคนไทย ที่นำแสดงโดย ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และนักแสดงหนุ่มหล่อแถวหน้าของวงการบันเทิง ชาคริต แย้มนาม, ธีรภัทร์ สัจจกุล, สงกรานต์ เตชะณรงค์, เจมส์ แม็คกี้ และ ชอน ยู (พระเอกฮ่องกงชื่อดังจากภาพยนตร์ Infernal Affair)

พร้อมนักแสดงรับเชิญอย่าง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา, ตู้ – จรัสพงษ์ สุรัสวดี, นพพล โกมารชุน, สมพล ปิยะพงศ์สิริ, เวย์ ไทเทเนียม, กอล์ฟ สิงห์เหนือเสือใต้, โอ๋ ฟูตอง, บ๊วย - เชษฐวุฒิ วัชร คุณ และ ปีเตอร์ ไมอ็อคซิ

โดยงานนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทรงเป็นประธานในงาน และทรงทอดพระเนตรภาพยนตร์ในครั้งนี้ ซึ่งบรรยากาศในงานรอบปฐมทัศน์ เปิดงานด้วยโชว์จาก 4 หนุ่ม “ชาคริต, ตุ้ย ธีรภัทร์, สงกรานต์, เจมส์” ที่โหนสลิงโรยตัวลงมาจากเพดานได้อย่างสุดเท่ห์ จากนั้นพิธีกร “ไก่ สมพล” ได้เชิญผู้กำกับ “ปุ๊ สิริปปกรณ์ วงศ์จริยวัตร” และนักแสดง “ตู้ จรัสพงษ์ สุรัสวดี, นพพล

ศึกเฮียกัดเฮียขยายวง:เฮียโล้นกัดเฮียลิ้ม

เฮียสุทธิชัย หยุ่น นายใหญ่ค่ายเนชั่น สื่อกระบอกเสียงระบอบอำมาตย์อภิสิทธิ์ ได้ออกมาตอบโต้เฮียสนธิ ลิ้ม นายใหญ่ค่ายผู้จัดการ สื่อกระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายพันธมิตร ผ่านทางทวิตเตอร์

หยุ่นทวีตเตอร์ตอบโต้ลิ้ม โดยยกข้อความเฮียลิ้มที่กล่าวว่า"เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น นี่คือนิสัยสันดานของพรรคประชาธิปัตย์" โดยเฮียหยุ่นเขียนโต้ตอบว่า "ผมว่าท่านก็เหมือนกันนะฮ้าฟฟ" ( ที่มา go6tv)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ศึกเฮียกัดเฮีย!แฉ'ชวน'ตัวเอ้เคยมีใบสั่งลูกพรรคสุมหัวพธม.โค่นแม้ว โหยหารัฐประหารอีกครั้ง

เปิดสัมพันธ์แก๊งหยุ่นเปรมมาร์ค ทำนาบนหลังลิ้ม

เฮียลิ้มนอกจากวิพากษ์ระบอบปกครองของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอย่างหนักหน่วงในช่วงนี้ ที่ผ่านมาก็ยังโวยด้วยว่า ค่ายเนชั่นที่ไม่ได้ลงทุนลงแรงขับไล่ทักษิณเลย กลับเสวยสุขจากการทุ่มเทของพันธมิตร โดยเข้าไปยึดฟรีทีวีแทบทุกช่อง เข้าไปบริหารงานการจัดEventของรัฐบาล และเสวยผลประโยชน์จากงบโฆษณาของรัฐบาลไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ส่วนเฮียหยุ่นนั้นมีผลประโยชน์ผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สนับสนุนรายใหญ่อย่างนายพลอาวุโสเปรม ติณสูลานนท์อย่างแนบแน่น และเป็นที่มาของการออกมาเปิดศึก"เฮียกัดเฮีย"ในขณะนี้

สะตอคอนเน็คชั่น

กล่าวกันว่าคนปักษ์ใต้นั้นรักพวกรักพ้องในปริมาณและคุณภาพที่สูงกว่าคนในภูมิภาคอื่นๆ ว่ากันอีกว่าในบรรดาคนปักษ์ใต้ที่รักพวกรักพ้องมากนั้น คนสงขลารักพวกพ้องมากกว่าจังหวัดอื่นๆ

และในบรรดาคนสงขลาที่รักพวกพ้องสุดๆนั้น คนที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับนายพลอาวุโสเปรม ติณสูลานนท์นั้น เป็นที่สุดของที่สุดในด้านนี้

ในวิชาชีพนักสื่อสารมวลชนนั้น สุทธิชัยมักสั่งสอนคนข่าวเครือเนชั่นว่า คนที่เป็น"บุคคลสาธารณะ"นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ โดยไม่มีข้อยกเว้น...แต่สุทธิชัยก็มักยกเว้นให้พลเอกเปรมเสมอ

ไม่เพียงยกเว้นให้ แต่ในทุกโอกาสที่อำนวยให้ สุทธิชัยจะทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้พลเอกเปรมโดยตลอดเช่นกัน

ซึ่งก็รวมทั้ง"ข่าวร่ำลือ"มานานหลายทศวรรษเรื่องความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของ"เปรมVSหนุ่มเสก"

เมื่อไวๆนี้สุทธิชัย หยุ่นเพิ่งเขียนลงบล็อกของเขา เมื่อ 30 พฤษภาคม 2552 เพื่อแก้ต่างให้กับเปรม โดยยกบทสัมภาษณ์ที่ไทยโพสต์ตีพิมพ์สัมภาษณ์"หนุ่มเสก"เสกสรร ชัยเจริญ ที่ตกเป็นขี้ปากของคนมาตลอดว่าสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ"ป๋าเปรม"

เปิดใจเป็นครั้งแรกเมื่อ "หนุ่มเสก" หรือ "เสกสรร ชัยเจริญ" อดีตนักร้องชื่อดังเปิดเผยให้ "ไทยโพสต์" ทราบถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "ป๋า" พลเอกเปรม ติณสูลานนท์...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบ "ป๋า" ทรมานใจ และรักเหมือนพ่อ

ตอนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ที่ "หนุ่มเสก" บอกอนุญาตให้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ตีพิมพ์คือ

"ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เอ้า...พูดตรง ๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ ผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ...6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบป๋า...มีคนพยายามกีดกันไม่ให้พบ..."

เชิดชูครูเปรมเอาใจเต็มพิกัด

อาจจะเป็นเพราะมีหนังสือเกี่ยวกับพลเอกเปรมในทำนองเชิดชูยกย่องไปเยอะแล้ว สุทธิชัยก็เลยพิมพ์หนังสือ"ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ"ที่พลเอกเปรมบอกว่ารักเคารพเหมือนพ่อเพื่อเอาอกเอาใจเปรม

หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ในนามของสำนักพิมพ์เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด มหาชน ของสุทธิชัย ซึ่งนับเป็นกรณีพิเศษ เพราะปกติสุทธิชัยมีสำนักพิมพ์อยู่แล้วคือสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ แต่คราวนี้พิมพ์ในนามบริษัทมหาชนเสียเลย

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกและวางขายในเดือนตุลาคม 2549 พูดง่ายๆว่าหลังรัฐประหารยึดอำนาจ19กันยายน 2549เพียงไม่กี่วัน

พลเอกเปรม ได้เขียนคำนิยม ในหนังสือ "ครูเคล้า คชาฉัตร ครูของรัฐบุรุษ "ตอนหนึ่งไว้ ว่า....."สำหรับผม ครูเคล้าเป็นมากกว่าครู ครูเคล้าเป็น "ทั้งครูและพ่อผมในเวลาเดียวกัน"

"คราใดที่ครูเคล้ามองผม ผมจะมองเห็นแววตาแห่งความรัก ความเมตตาความห่วงอาทรของครูเคล้าเสมอ คราใดที่สั่งสอนผม ผมจะได้ยินคำสั่งสอนที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี ห่วงใย และบริสุทธิ์ เหมือนพ่อสั่งสอนลูก ผมจึงรักครูเคล้ามาก และจากสายตาและคำพูด ผมรู้ว่า ครูเคล้าก็รักผมมาก"

ครูเคล้าเป็นครูประจำโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา บ้านเกิดเปรม ซึ่งเปรมบอกว่า เป็น"ครูผู้มีส่วนสำคัญสำหรับชีวิตผม ทำให้ผมเป็นผมจนถึงทุกวันนี้"

หลังรัฐประหาร19กันยายน2549 สุทธิชัยหยุ่นได้เวลาเข้าไปทำรายการทางฟรีทีวีแทบทุกช่องคือ 3 5 9 11 ส่วนTPBSเทพชัย หย่อง น้องชายเข้าไปทำ และกลายเป็น"จุดเด่น"สำคัญให้เขานำมาเป็นข้อมูลชี้ชวนขายหุ้นจองNBCในช่วงนี้

ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีหลักฐานใดๆว่าเปรมเป็นผู้ดลบันดาลรายการฟรีทีวีต่างๆให้สุทธิชัยเนชั่นหรือไม่ เพราะเรื่องอย่างนี้ไม่ต้องมีหลักฐานใด แต่คนที่ยังมี"สามัญสำนึก"ไม่บกพร่องก็เชื่อมโยง และสรุปฟันธงไม่ยากนัก

เป็นขาใหญ่วงการสื่อเคลียร์ให้นักข่าวสยบรัฐประหาร19กันยา

ในซีรีส์ชุดลากไส้สื่อเห้นั้น ผู้เขียนคือ"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้วก็พี่มานิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามพวกต่อต้านมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด

หลังเกิดการรัฐประหาร19กันยายนใหม่ๆ ทางเปรมและคณะรัฐประหารอยากตอบแทนสื่อที่ช่วยกันโค่นล้มทักษิณ จึงยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนสมาคมสื่อ3สมาคมเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิจิบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

ตัวแทนสมาคมสื่อตอนนั้นมี

-ภัทระ คำพิทักษ์ จากโพสต์ทูเดย์ เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ
-ตัวแทนสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีบัญญัติ ทัศนียเวศ เป็นประธานสภา
-ตัวแทนของสมาคมนักข่าวโทรทัศน์วิทยุ มีสมชาย แสวงการ เป็นนายก


เรื่องไม่ได้ง่ายนัก เพราะนักข่าวภาคสนาม53คน ส่วนใหญ่เป็นนักข่าวสายประจำรัฐสภา และเป็นคนข่าวค่ายเนชั่นซะเยอะ แสดงความไม่เห็นด้วย ทั้งล่ารายชื่อคัดค้านอยากให้ตัวแทนสมาคมถอนตัว เพราะไม่อยากให้เกิดconflict of interst หรือเป็นภาพน่าเกลียดว่าสื่อโค่นทักษิณสำเร็จแล้วมารับรางวัลจากคณะรัฐประหาร

ผู้ใช้นามแฝง"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"เขียนถึงฉากตอนนี้ในบทความชุด"ลากไส้สื่อเห้"อันลือลั่นของเขาไว้ว่า...คือโดยปกติอาชีพสื่อนี่ไม่เคยนะครับที่จะร่วมมือกับฝ่ายอำนาจฝ่ายการเมืองกันแบบนี้ ยิ่งเป็นตัวแทนสื่อแล้วแม่งน่าเกลียด ก็ถึงขั้นที่ว่ามีการเขียนในข้อกำหนดว่าห้ามนักข่าวไปดำรงตำแหน่งการเมือง

แต่ไอ้เหี้ยนายกสมาคมนักข่าวนี่เสือกหน้าด้านอยากเป็นขึ้นมา แต่จะเป็นคนเดียวแม่งก็จะน่าเกลียด เลยทำฟอร์มว่าขอไปปรึกษาพรรคพวกหน่อยนะท่านบัง เสร็จก็มาล็อบบี้นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ คือไอ้เอ๋สมชาย แล้วก็เจ๊หยัดตอนนั้นเจ๊เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ไอ้เหี้ยนี่ก็ไปโน้มน้าวว่า ตอนทักษิณนี่พวกเราโดน"คุกคามสื่อ"เยอะ มาตอนคมช.ปฏิวัติก็บอกให้พวกเราใช้วิจารณญาณห้ามออกข่าวเหลี่ยมเด็ดขาด หากใครฝืนออกบังมันจะมาใช้วิจารณญาณแทนพวกเราคือสั่งปิดหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ

นี่บังเขาก็มีไมตรีเชิญไปเป็นสนช. ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เข้าไปปกป้องไม่ให้คุกคามสื่อ เพราะมันมีกฎหมายเยอะแยะ อย่างน้อยพวกเราก็จะได้ท้วงหากกฎหมายไหนออกมาคุกคามสื่อ....(ดูมันตอแหล!)

เจ๊หยัด(บัญญัติ ทัศนียเวช)วงการรุ่นหลังเขาเรียกป้าหยัด แต่ผมเรียกเจ๊หยัดก็บอกว่าชั้นไม่เอาด้วยหรอก สื่อที่ไหนเคยไปเป็นตำแหน่งการเมืองแบบนี้ มันมีconflict of interest เธอว่าไงเอ๋?(หันมาถามสมชาย นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์) ไอ้เอ๋แม่งแสบครับ แทนที่จะค้านเหมือนเจ๊หยัด ดันข้างๆคูๆเข้าข้างไอ้ภัทระ เลยเสร็จโจร...

เจ๊หยัดก็ตกกระไดพลอยโจร คือหากจะเป็นก็ต้องเป็นทั้ง3สมาคม หากเจ๊หยัดถอน ไอ้2ตัวนั่นอดแดกไปด้วย แกก็ไม่อยากมีปัญหากับเด็กรุ่นหลัง ก็เอาวะเป็นก็เป็น แต่อย่าทำให้น่าเกลียดก็แล้ว ต้องอธิบายสังคมให้ได้

สรุปแม่งก็กลับไปหาบังว่า บังครับที่บังเชิญผมเป็นสนช.นี่ "ผมขอสาม" เพราะพวกผมสมาคมสื่อมี3สมาคมไปไหนไปด้วย ถ้าคนหนึ่งไม่ไป มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ บังก็กัดฟันยกให้สามต้องไปตัดโควต้าเด็กเส้นเด็กฝากลงเพียบ เพราะถ้าได้ใจสื่อ ต่อไปอะไรมันก็โล่ง ทำชั่วก็ผ่อนเบา ทำดีแม่งก็ตีปี๊บเชียร์ ปากกาอยู่ในมือพวกมัน...

แต่เรื่องก็ไม่หวานคอเหี้ยซะทีเดียวหรอก...

ความที่มันกระสันก็ดันไปปล่อยข่าวไปทั่วว่า กูจะได้เป็นสนช.กินเงินเดือนแสนสองโว้ย เรื่องมันก็หึ่งออกไป พวกนักข่าวสนามแถวใต้ถุนสภาก็เฮ้ย!นายกสมาคมกูเหี้ยแล้วมั๊ยสัดด ดันมารับใช้ทหารที่ปฏิวัติเข้าไปนั่งในสภาซะเอง แล้วงี้สื่อก็โดนด่าสิว่าตกลงพวกมึงจะเป็นเหี้ยอะไรแน่ระหว่างสื่อกับนักการเมือง จะเป็นสื่อหรือเป็นเบ๊คณะปฏิวัติ.....

ไอ้พวกนี้ก็รวมหัวกันเขียนหนังสือหางว่าวส่งไปต่อต้านว่า พวกกรูไม่เห็นด้วยที่นายกสมาคมจะไปเป็นสนช. ให้พวกมึงถอนตัวก่อนจะเสียหายวงการ

ไอ้ภัทระก็นะ คนมันเงี่ยนได้ที่หงี่เต็มพิกัด ก็วิ่งหาผู้ใหญ่ในวงการสื่อ เพราะมันเป็นนายกสมาคม แต่เด็กนักข่าวในสนามก่อกบฎเข้าให้แล้ว(ก็มันเหี้ย เขาก็ต้องก่อกบฎ)

ไอ้ผู้ใหญ่ที่ว่าคือหยุ่นเนชั่น แล้วก็พี่มานิจ สุขสมจิตร ผู้อาวุโสจากไทยรัฐ ทำตัวเป็นขาใหญ่เรียกไอ้ภัทระ ไอ้เอ๋ เจ๊หยัดมา แล้วก็เรียกเด็กนักข่าวสนามมากินข้าวเกี่ยเซี้ยกันที่รอยัลพรินเซส ตรงหลานหลวง ฝ่ายนักข่าวสนามก็ยื่นคำขาดให้ถอนตัว ส่วนไอ้ภัทระก็โน้มน้าวว่าให้พวกกูเป็นเหอะน้ะนะๆๆ

แล้วก็มันจะเหลือเรอะ เพราะคนที่บอกว่าเป็นกรรมการกลางอย่างหยุ่นเนชั่นก็รู้อยู่ว่ามันเกลียดเหลี่ยมเป็นขี้ แล้วปฏิวัติคราว19กันยาฯนี่บังก็แค่นอมินีของป๋าเปรม คนสงขลาบ้านเดียวกับหยุ่น เรื่องอะไรจะไปขัดใจป๋า หยุ่นแม่งก็โน้มน้าวโน่นนี่สารพัด สรุปฟันธงว่าพวกมึงนายก3สมาคมเป็นเลย...เชี่ยมั๊ยหละสัดด

ไอ้พวกนักข่าวสนามก็ใบ้แดก เพราะไอ้พวกที่ลงชื่อในบัญชีหางว่าวต่อต้านในงานนี้นี่..ก็ลูกน้องกินเงินเดือนหยุ่นซะเยอะ มันก็ไปไม่ถูก เลยบอกงั้นเอางี้ ให้พวกนายกสมาคม3ตัวนี่ลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมสื่อซะ แล้วก็จะไปเป็นอะไรก็ไป หากไม่ลาออกแล้วถ่างขาควบ2เก้าอี้นี่อย่าเลย พวกกูอายหมามัน....

สรุปพวกนายก3สมาคมยอมลาออกจากตำแหน่งสมาคมสื่อ ไปเป็นสนช.เงินเดือนคนละแสนสอง สุทธิชัยก็คาบข่าวไปบอกใครบางคนว่า "ผมเคลียร์พวกสื่อกบฎจบแล้วครับป๋า..."

เปรมกับสื่อโล้นโยนมุกรับมุกกันสนุก ปากมันภาษีกลายเป็นค่าโฆษณา เชิดชูเผด็จการระรานเสื้อแดง

นอกจากเปรมจะประเคนฟรีทีวีให้หยุ่นเป็นรางวัล และเป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายเผด็จการ คอยระรานดิสเครดิตกระทืบฝ่ายประชาธิปไตยแล้ว ก็ยังมีลูกเล่นมีน้ำจิ้มมีชุดใหญ่ประเคนให้หยุ่นตามมาอีกเพียบ

ก็อย่างเช่นโทรทัศน์เนชั่นแชนัลของนายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอกเปรมมักจะคว้าสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการที่อภิสิทธิ์ไปเกาะโพเดียมพูดทุกนัด ยังกับหวยล็อกไว้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ถ่ายทอดสดฟรี แต่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่าคนจ่ายคือรัฐบาลอภิสิทธิ์(แน่นอนอีกทีคือมาจากภาษีประชาชน) หลายครั้งทางเนชั่นก็เป็นคนครีเอตeventพวกนี้ขึ้นมากับมือ

จะบอกว่าน้ำขึ้นให้รีบตักก็ได้ แต่เอาให้ตรงกว่าก็คือทำเหมือนตายอดตายอยากมานาน พอโค่นรัฐบาลประชาชนเลือกตั้งมาได้ และเอาพวกตัวเองขึ้นได้ ก็มูมมามสวาปามกันเต็มพิกัด จนเข้าข่ายน่าเกลียด พรรคพวกวงการสื่อ และพวกเอเยนซี่ร้องเซ็งกันเป็นแถว เพราะยุคนี้อะไรๆก็ต้องประเคนให้เนชั่น...

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีจริงๆ

วันเสาร์, พฤศจิกายน 27, 2553

"ตองกา"เลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ เปลี่ยนผ่านจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตย


"พวกท่านจะได้เลือกตัวแทนของตนเองให้เข้าไปนั่งในรัฐสภา ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงจะนำไปสู่รัฐบาลชุดแรกในประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศเรา ซึ่งมีที่มาจากเสียงของประชาชน" สมเด็จพระราชาธิบดีตองกา ตรัสกับประชาชนทั้งชาติ ก่อนวันเลือกตั้ง


ที่มา มติชนออนไลน์

บีบีซีรายงานว่า ชาวตองกาผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ต่างพากันออกมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาชุดแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศซึ่งจะมีที่มาจากประชาชน โดยการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นหนึ่งในกระบวนการเปลี่ยนผ่านประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจำนวน 42,000 คน จะมีสิทธิเลือกสมาชิกรัฐสภาจำนวน 17 จากทั้งหมด 26 ราย ขณะที่จำนวนที่นั่งในรัฐสภาอีก 9 ที่ จะถูกสงวนไว้สำหรับชนชั้นสูงจำนวน 33 ตระกูลในประเทศ

คณะกรรมการการเลือกตั้งตองการะบุว่า ชาวตองกาจะทราบผลการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้ในราววันที่ 2 ธันวาคม

ก่อนหน้านี้ กษัตริย์ของตองกาจะมีสิทธิในการเลือกสรร นักการเมืองเสียงข้างมากในสภา, คณะรัฐมนตรีทั้งชุด และที่สำคัญที่สุด ก็คือ นายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด สมาชิกรัฐสภาที่ได้รับเลือกจากประชาชน จะมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

สมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จ ตูปู ที่ 5 แห่งตองกา ได้เรียกการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็น "วันแห่งประวัติศาสตร์และความยิ่งใหญ่สูงสุดของราชอาณาจักร"

"พวกท่านจะได้เลือกตัวแทนของตนเองให้เข้าไปนั่งในรัฐสภา ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จึงจะนำไปสู่รัฐบาลชุดแรกในประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศเรา ซึ่งมีที่มาจากเสียงของประชาชน" สมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์นี้ตรัสกับประชาชนทั้งชาติ ก่อนวันเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ประเทศตองกาประสบปัญหาอัตราการว่างงานในระดับสูง และมีประชากรราว 1 ใน 4 ที่มีมาตรฐานการครองชีพอยู่ต่ำกว่า "เส้นความยากจน"

เมื่อ 4 ปีก่อน ได้เกิดการชุมนุมประท้วงจากกลุ่มบุคคลที่เห็นว่ากระบวนการปฏิรูปประชาธิปไตยภายในประเทศดำเนินไปอย่างเชื่องช้า อันนำไปสู่การก่อจลาจลครั้งใหญ่ ซึ่งมีเป้าหมายหลักอยู่ที่กลุ่มนักธุรกิจเชื้อสายจีน ส่งผลให้อาคารหลายแห่งใจกลางเมืองถูกเผา และมีประชาชนถูกสังหารจำนวน 8 ราย

นักวิเคราะห์ยังไม่แน่ใจนักว่า การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์จะสามารถนำความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เป็นรูปธรรมมาสู่ประเทศแห่งนี้ได้หรือไม่

"แน่นอนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ในหลายแง่มุม" เอียน แคมป์เบลล์ ศาสตราจารย์รับเชิญแห่งมหาวิทยาลัยคาโงชิมา ประเทศญี่ปุ่น กล่าวและว่า "แต่มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายหลายด้านหรือไม่นั้น นี่ยังเป็นสิ่งที่ยากจะบอกในตอนนี้"

ขำๆวันหยุด

เอา ‘ขี้โกง’ ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพ ????


โดย คุณวาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ที่มา เวบไซต์ vattavan
27 พฤศจิกายน 2553

ประชาชนคนไทยในกรุงแทพเมืองฟ้าอมร มีความรู้สึกแปลกใจบ้าง ตกใจบ้าง เพราะเมื่ออังคาร ที่ 22 พ.ย. 2553 นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่า กทม. ลอยหน้าลอยตาเข้าไปสมัครรับเลือกตั้ง เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 2

นายอภิรักษ์ฯนั้น ยังมีคดีทุจริตอันเนื่องมาจากการบริหารงานใน กทม.ของเขา ที่มีการชี้มูลความผิดแล้ว และอยู่ในระหว่างกระบวนการดำเนินการ นั่นคือ

การทุจริตจัดซื้อรถยนตร์และเรือดับเพลิงของ กทม.ซึ่งมูลค่าความเสียหาย มากกว่าครึ่งหมื่นล้าน เป็นการสูญงบประมาณไปเปล่าๆ โดย กทม.ไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนคืนมาแม้แต่น้อย

รถดับเพลิงก็จอดทิ้งอยู่ที่ท่าเรือ เป็นเวลาหลายปีๆดีดักจนสนิมกินแดงไปหมด เป็นการทำลายงบประมาณของ กทม.และของชาติลงไป อย่างน่าเสียดายยิ่ง

เรื่องนี้เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้นายอภิรักษ์ฯ ต้องลาออกจากตำแหน่งผู้ว่า กทม.สมัยที่ 2 ทั้งๆที่เพิ่งได้รับเลือกกลับเข้าไปหมาดๆ เพราะถูกชี้มูลความผิดในคดีอาญา จะขัดขืนอยู่ในตำแหน่งต่อ ก็ไม่อาจต้านแรงกดดัน ที่กระหน่ำมาจากรอบทิศไม่ไหว จำใจต้องลาออกไป เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน และเตรียมการไปต่อสู้คดีกันในชั้นศาลต่อไป
ข่าวเขาบอกว่า เป็นการลาออกท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้อง ของพนักงานกรุงเทพมหานคร แล้วข่าวก็ยังบอกต่ออีกว่า
ทาง กทม. ถึงกับ ทำบุญเลี้ยงพระใหญ่กันเลย!

นอกจากเรื่องทุจริตเรือและรถดับเพลิง นายอภิรักษ์ฯ ก็ยังถูกอดีตปลัด กทม. คือ คุณหญิง ณัฐนนท์ ทวีสิน ร้องเรียนกล่าวหาว่าทุจริต การจัดซื้อรถโดยสารประจำทาง ชนิดใช้ก๊าซ เอ็นจีวี ในโครงการรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (บีอาร์ที)
เมื่อปี 2547 ของกรุงเทพมหานคร จำนวน 45 คัน วงเงิน 368 ล้านบาท

ซื้อกันในราคา...แพงเกินจริง!

คดีนี้ ผู้อำนวยการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เดินไปยื่นสำนวนการไต่สวนและหลักฐานการทุจริตการจัดซื้อ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วตั้งแต่ 3 กรกฎาคม 2552 แต่ทาง ป.ป.ช.ก็ยังเล่นลูก ‘ติ๊ดชึ่ง’ จึงยังไม่มีผลอะไรออกมา

อย่าปล่อยให้ขาด ‘อายุความ’ อีกล่ะ!!


ทุกวันนี้ผู้ว่า กทม.คนปัจจุบัน คือ "คุณชายสุขุมพันธุ์" ดวงซวยแท้ๆ ที่ต้องมาแก้ไขปัญหา เรื่อง "ค่าโง่รถดับเพลิง" ซึ่งคนอาจมองว่า ท่านทำเรื่องนี้อย่างเงอะๆงะๆ ไม่ทันใจ แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีใครคาดคิดว่า คุณชายจะต้องมาเจอะ เจอเรื่องอัปรีย์ใหญ่โตขนาดนี้!

กทม. ได้จ่ายเงินค่ากับบริษัทสไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์ซอย์ ประเทศออสเตรีย มูลค่าทั้งหมด 6,687 ล้านบาท และได้จ่ายไปแล้ว 5 งวด รวมเป็นเงิน 3,125 ล้านบาท แต่ "คุณชายสุขุมพันธุ์" ระงับการจ่ายไม่ให้ธนาคารกรุงไทย ชำระค่างวดรถดับเพลิงงวดที่ 6 วงเงินประมาณ 750 ล้านบาท ไปยังธนาคารไรเฟนเซ่น ประเทศออสเตรีย คดีฟ้องร้องเพิกถอนนิติกรรม ก็ยังทำไม่ได้ เพราะต้องผ่านขั้นตอนของอนุญาโตตุลาการก่อน

ที่สำคัญคือ มีค่าใช้จ่ายงอกขึ้นอีกเยอะ และต้องมาเบียดเบียนเงินของชาวบ้าน กทม.อีกแยะ เพราะอนุญาโตตุลาการนั้น เขาจะคิดค่าใช้จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ ตามจำนวนมูลค่าที่ฟ้องร้อง ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 700 ล้านบาท ในจำนวนนี้ไม่รวมค่าดำเนินการ ว่าจ้างทนายความต่างประเทศ ซึ่งตกประมาณ 50 ล้านบาท เพราะเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องอาศัยนักกฎหมายจากต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์

เงินจำนวน 750 ล้านบาทนี้ ต้องควักจากกระเป๋า กทม.อีกครั้ง!

ที่ตลกร้ายยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือ

‘มติชน’ รายวัน ฉบับวันพฤหัสบดี ที่ 25 พ.ย. 2553 เพิ่งรายงานว่า ทางสภาทนายความ ซึ่ง ป.ป.ช.ว่าจ้างให้ดำเนินการฟ้องนายอภิรักษ์ฯ กำลังอยู่ระหว่างการร่างฟ้อง

ท่านผู้อ่าน ทราบไหมครับว่า

ป.ป.ช. ต้องเสียเงินจ้างทนายความ ให้ทำการฟ้องร้อง นายอภิรักษ์ฯ ซึ่งค่าจ้างฟ้องร้องเป็นเงินจำนวนเท่าใด ไม่เปิดเผย แต่ผู้สันทัดกรณีประมาณว่า ไม่น่าต่ำกว่า 10,000,000.00 บาท (สิบล้านบาทถ้วน) เพราะค่าจ้างฟ้องคดีกล้ายางและหวยบนดิน สองคดีที่จบไปแล้ว แบบไม่มีใครติดคุกสักคน นั้น...

ข่าวว่า ทาง ป.ป.ช.(ทำการแทน ค.ต.ส.) ต้องจ่ายเงินให้สภาทนายความ ถึง 60,000,000.00 บาท (หกสิบล้านบาทถ้วน)

เงินที่หลวงต้องเสียหายไป ที่เกี่ยวข้องกับนาย ‘หล่อเล็ก’ นั้น รวมๆกันแล้ว มีจำนวนเท่าใด

ลองเอาเครื่องคิดเลข มาบวกลบคูณหารดูก็แล้วกัน!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
นายเจอร์รี่ บราวน์ ออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ ได้ทิ้งเงินไว้ให้รัฐแคลิฟอร์เนีย ถึง US$ 5,000,000,000.00 (ห้าพันล้านเหรียญสหรัฐ) แต่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กลับทิ้งภาระหนี้สินที่เป็นปัญหา ไว้ให้ กทม. แก้ไขอย่างมากมาย แถมยังเพิ่มค่าอนุญาโตฯและค่าทนายความ อีกกว่าค่อนพันล้านบาท

น่าตกใจจริงๆ!

ผลพวงการกระทำของนายอภิรักษฯ ไม่ผิดอะไรกับการทิ้ง “ขี้กองโต” เอาไว้ให้ "คุณชายสุขุมพันธุ์" ต้องมาล้างตามเช็ด จนเวลาผ่านมาหลายปี แต่เราก็ยังมองไม่เห็น ‘จุดจบ’ ของมหากาพย์แห่งการทุจริต ที่น่าเกลียดน่าชังนี้

นอกจากนั้น ยังมี “ซากรถรถดับเพลิง” ที่กลายเศษเหล็กกองมหึมา เอาไว้ให้คนกรุงดูเป็นอนุสาวรีย์ ผลงาน “โลซก” ของพรรคดักดานต่อไป

ก็ทำกันจนย่อยยับขนาดนี้แล้ว แต่ทางพรรคประชาธิเปรตยังมีน้ำหน้า เสนอคนอย่าง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ให้เป็นตัวเลือกกับคนกรุงเทพอีก ชักสงสัยว่า

ไอ้พวกนี้ มัน ‘สิ้นคิด’ หรือเปล่า?

ไม่ใช่ผมที่มีความคิดอย่างนี้คนเดียว อยากให้ท่านผู้อ่าน ลองดูความเห็นของสื่อ อย่าง “แม่ลูกจันทร์” ของไทยรัฐ เมื่อจันทร์ ที่ 22 พ.ย.2553 ซึ่งเขียนเอาไว้ ว่า

...แม่ลูกจันทร์ไม่รู้ว่า นายกฯอภิสิทธิ์ คิดอย่างไรถึงได้จับอภิรักษ์ใส่ตะกร้าล้างน้ำกลับมาลง ส.ส.กทม.เขต 2...

แม่ลูกจันทร์ คงอิดหนาระอาใจ จึงเขียนต่อไปอีก ว่า

...ตัวเลือกอื่นๆมีให้เลือกเยอะแยะ แต่พระคุณท่านไม่เอาสินค้ามีตำหนิ มาขายคนกรุงเทพอีกแล้วโยม...

เห็นไหมครับ!!?

ท่านผู้อ่าน จำได้ไหมครับว่า
ตอนนายอภิรักษ์ฯลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ เพราะทนแรงกดดันไม่ไหว นายมาร์ค มุกควาย กลับสวนความรู้สึกผู้คน ด้วยการแต่งตั้งให้ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ครั้งนั้นก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า

เอาคนมีตำหนิ ถูกกล่าวหาว่าคอรัปชั่น มาเป็นที่ปรึกษา ช่างไม่เกรงอกเกรงใจประชาชนเลย!

ทำราวกับว่า “พวกกูซะอย่าง!” จะด่างพร้อยปานไหน หิวโหยเพียงใด ก็จะเชิดชูกันต่อไป!

แต่ตรงนี้...ผมเองกลับมองว่า

สาเหตุที่นายมาร์ค มุกควาย กล้าขัดใจชาวบ้าน แท้ที่จริงแล้ว ก็เป็นเพราะเขากับลิ่วล้อ ไม่ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ด้วยอำนาจแห่งประชาชน เพราะพวกเขา ‘พ่ายแพ้’ จากการเลือกตั้งใหญ่ หากแต่ขึ้นครองประเทศนี้ได้ ก็ด้วยความช่วยเหลือจากอำนาจอื่นๆรวมทั้งทหารด้วย ซึ่งผู้คนเขามองว่า

ไม่มีความโปร่งใส...และดำมืด!

ประชาชนอย่างเราๆท่าน จึงไม่มีความหมายในสายตาของโลซกพรรค์นี้

พวกเขามองประชาชน เป็นแค่ ‘ขี้ฝุ่น’ ติดขากางเกงเท่านั้น

ขี้ฝุ่นติดมากนัก...ก็ให้ทหารช่วยปัดออก!!

ขี้ฝุ่นหลุดแล้ว ก็เขี่ยเศษเนื้องบประมาณ ที่เหลือติดข้างเขียง โยนตอบแทนให้ไปบ้าง…แค่นี้ก็เรียบร้อย!!!

ดังนั้น ชาวไทยเราจะไปหวังความเกรงใจประชาชน จากพวกเส็งเคร็งเหล่านี้ ได้ยากเต็มที

ผู้ที่สันทัดในวงการเมือง เขายังวิพากษ์วิจารณ์กันต่ออีกด้วยว่า

พรรคเก่าแก่มีวิตกกังวลเรื่อง ‘พลังของคนเสื้อแดง’ เพราะสภาความมั่นคง ดันออกมาบอกว่า

จำนวน “คนเสื้อแดง” ยิ่งทวีมากขึ้นทุกที และมีกิจกรรมระหว่างกลุ่ม ในส่วนต่างๆ ของประเทศไม่เว้นแต่ละวัน!

นี่เอง คงเป็นเหตุให้แก๊งประชาธิเปรต เกิดความหวั่นไหว ไม่วางใจ ที่จะเอาผู้สมัครโนเนม หรือไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก
ลงไปวัดดวง ในสนาม กทม.!

เลยต้องหันไปพึ่งบริการ ของผู้ที่โดนข้อหาทุจริต อย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน

จึงอยากจะถามนายมาร์ค มุกควาย หัวหน้าแก๊งโลซกกับสมุน แบบลูกทุ่งเขาถามกันว่า

“พวกเอ็งกำลัง ‘ดูถูก’ คนกรุงเทพ หรือเปล่า!!?”

ที่ว่า ‘ดูถูก’ คนกรุงเทพ นั้นก็เพราะ...

รัฐบาลดักดานของนายมาร์ค มุกควาย นั้น ชื่อ “เหม็น” มาตั้งแต่เริ่มเข้าบริหารประทศ

ตอนเป็นรัฐบาลใหม่ๆ ได้ไม่กี่วัน ก็ดันเอาของเน่าของเสีย อย่าง “ปลากระป๋องเน่า” ไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน

เท่านั้นไม่พอ ยังเสือกเอา “สินค้าเน่าๆ” ไปยัดเยียดให้ชาวบ้านอีกครั้ง ใน “โครงการไทยเข้มแข็ง” อีกด้วย แล้วตามมาด้วยเรื่องระยำคอรัปชั่นเน่าๆ ที่ออกมาสู่สายตาพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องมิได้ขาด

หนนี้ก็ยังทะลึ่งทำหน้าทน เอาของที่ ‘บูด-เน่า’ อย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มายัดเยียดให้คนกรุงเทพเขาเลือกซ้ำอีกครั้ง เป็นชาติบ้านเมืองอื่น เขาคงไม่กล้าทำกัน...

สันดานพรรคนี้ มันไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ!

ถามสักนิด เถอะน่า... “ของดีกว่านี้ ไม่มีปัญญาหามาได้แล้ว หรือไงวะ!!?”

ดูๆไปแล้ว ผมว่า “กล่องขี้” ยี่ห้อ “อ๊อกซฟอร์ด” อย่าง นายมาร์ค มุกควาย กับลิ่วล้อ ทำเหมือนไม่กลัวผู้คน เขาจะพากันไปยืนออกัน หน้าที่ทำการพรรคดักดาน แล้วชวนกันร้องตะโกน ถามเสียงลั่นว่า

“ทำไมพวกมึงเอา ‘ขี้โกง’ ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพ!!!?”

เนวินประธานงานวันพ่อดันซาบซึ้งลงกินเนสส์บุ๊ค


การแสดงแสง สี เสียง กลางลำน้ำเจ้าพระยา ที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย จะได้พบกับขบวนเรือใหญ่ที่สุดในประเทศ ขบวนประชาชนที่ถวายพระพรมากที่สุดในโลก และเชื่อว่าการร่วมถวายความจงรักภักดีครั้งนี้จะปรากฏในกินเนสส์บุ๊ก เพราะเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการมาถวายพระพรพระเจ้าแผ่นดินทางน้ำมากที่สุดในโลก-นายเนวินกล่าว


ที่มา วิทยุปกป้องสถาบัน 90.25

'เนวิน'ตรวจเข้ม 14 ท่าเรือจัดงานเฉลิมพระเกียรติตลอดลำน้ำเจ้าพระยา ย้ำทุกอย่างต้องยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ภายใต้แนวความคิด King of Kings ราชาแห่งราชันพร้อมประสานศอฉ.-กองทัพเรือดูแลความปลอดภัยจัดงานวันพ่อ

นายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2553 พร้อมด้วยนาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไท และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำคณะสื่อมวลชนลงเรือ"อังสนา"ของกองทัพเรือ ออกจากท่าเรือหอประชุมกองทัพเรือ ล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อตรวจความพร้อมท่าเรือ 14 ท่า ที่จัดให้ประชาชนที่ต้องการร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพร กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ลงเรือที่แต่ละจังหวัดทั่วประเทศ จะมามากถึง 700 ลำในวันที่ 5ธันวาคมนี้ ทั้งนี้เส้นทางการเดินเรือที่จะให้ประชาชนร่วมลงเรือถวายพระพรจะเริ่มตั้งแต่ท่าเรือสะพานพุทธไปจนถึงท่าเรือสะพานพระราม 8

นายเนวิน กล่าวอีกว่า จากการสำรวจพื้นที่ท่าเรือพื้นที่ริมน้ำบางจุด ที่อาจจะต้องติดต่อขอสถานที่เพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล นอกหนือจากการลงเรือ เพราะคาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมจำนวนมากเกินกว่าที่เรือ และท่าเรือจะรองรับน้ำหนักได้

นอกจากนี้จะมีการปิดการเดินเรือใหญ่ตั้งแต่เวลา 12.00 น.ส่วนเรือข้ามฟากจะปิดการเดินเรือเวลา 15.30 น.เพื่อให้เรือเล็กเข้าประจำจุด

สำหรับเรือประดับไฟเฉลิมพระเกียรติ 32 ลำ จะอยู่บริเวณสะพานพระปิ่นไปจนถึงท่าช้าง เพื่อให้ประชาชนสองฝั่งเจ้าพระยาได้ชม

'ไฮไลต์ของงานนั้นจะมีการฉายภาพพระบรมฉายาลักษณ์ 4 มิติ บนตัวตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตึกโรงพยาบาลศิริราช และจะมีการแสดงแสง สี และการจุดพลุ 999 ดอก ปล่อยโคมลอยจำนวน 10,000 ดวง บริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า'ประธานคณะทำงานฯ กล่าว


ขณะที่ที่การดูแลความปลอดภัยในการจัดงานนั้น พันตำรวจเอก ทรงพล วัฒนชัย รองผู้บังคับการอำนวยการกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจน้ำ กองทัพเรือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมเจ้าท่า ได้วางแผนกระจายกำลังอย่างเข้มงวดรอบพื้นที่การจัดงาน รัศมี 2 กิโลเมตร วางระบบตรวจคนเข้าร่วมงานอย่างเข้มงวด โดยในวันที่ 29 พ.ย.นี้ จะประชุมสรุปแผนการปฏิบัติงานด้านการรักษาความปลอกภัย เพื่อรายงานต่อศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.ในการอนุมัติแผนการดำเนินงานอีกครั้ง

ผลิตวีซีดีภาพยนต์เฉลิมพระเกียรติ5ล้านชุดแจกประชาชน

นายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะประธานคณะทำงานจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานในการประชุมซักซ้อมแนวทางปฏิบัติการเดินเรือร่วมขบวนการจัดแสดงขบวนเรือประดับไฟเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2553 พร้อมชี้แจงวัตถุประสงค์และแนวทางการดำเนินการในภาพรวมให้กับคณะทำงานฯ โดยกล่าวว่า การจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจที่สำคัญของคนไทยทั้งชาติ ที่จะได้ร่วมกันถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 5 ธันวาคม 2553 เนื่องจากเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมปีที่ผ่านมา ได้มีการจัดถวายพระพรพระบาทสมเด็จ บริเวณลานพระราชวังดุสิต มีประชาชนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คณะทำงานฯเห็นว่า วันที่ 5 ธันวาคมปีนี้ จะถวายพระพรให้ใกล้ที่สุด ด้วยการร่วมกันไปถวายพระพรกลางแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้าท่าน้ำศิริราช ตกแต่งเรือเป็นเรือประดับไฟ คาดว่าจะมีประชาชนลงเรือเพื่อร่วมถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่น้อยกว่า 800 ลำ มีประชาชนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน ร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพรกลางลำน้ำเจ้าพระยา

ซ้อมใหญ่ขบวนเรือเทิดพระเกียรติ3ธ.ค.นี้กลางลำน้ำเจ้าพระยา

นายเนวินกล่าวอีกว่า ในวันที่ 2-3 ธ.ค.นี้จะมีการซ้อมใหญ่ขบวนเรือเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณกลางลำน้ำเจ้าพระยา ด้านหน้าท่าน้ำศิริราช เพื่อให้งานพิธีจริงในวันที่ 5 ธ.ค. ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งในวันที่ 5 ธ.ค. จะมีการถ่ายทอดสดงานครั้งนี้ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยไปทั่วประเทศ

ด้าน นายศรีสมบัติ พรประสิทธิ์ รองอธิบดีกรม ปภ. กล่าวถึงแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยทางเรือว่า ได้จัดเจ้าหน้าที่ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (อีอาร์ที) 118 นาย อปพร.ประจำท่า 140 นาย เรือสปีดโบท 8 ลำ เรือยาง 5 ลำ เจ็ตสกี 11 ลำ ปืนยิงเชือก ระยไกล 70 เมตร จำนวน 9 กระบอก นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานร่วมปฏิบัติการทั้งหน่วย ฉก.กร.401 กรมยุทธการทหารเรือ กองทัพเรือ กองบังคับการตำรวจน้ำ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักเทศกิจ กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า ประจำท่า 50 ท่า อาสารักษาดินแดน (อส.)กรมการปกครอง 500-800 นาย รปภ.บนเรือมวลชน ศูนย์กู้ชีพนเรนทร โดยพื้นที่ที่ต้องปฏิบัติการดูแลประกอบด้วย ท่าเรือเทเวศน์ ท่าเรือพระราม 8 (ฝั่งธนบุรี) - (ฝั่งพระนคร) ท่าเรือบางลำพู ท่าเรือปิ่นเกล้า(ฝั่งพระนคร) - (ฝั่งธนบุรี) ท่าเรือการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ท่าเรือหอประชุมกองทัพเรือ ท่าเรือท่าช้าง โรงเรียนราชินี ท่าเรือวัดประยุรวงศาวาส (ฝั่งธนบุรี) ท่าเรือสะพานพุทธ(ฝั่งธนบุรี) และฝั่งพระนคร

บันทึกกินเนสส์บุ๊ก5ธันวามหามงคลถวายพระพรทางน้ำเป็นครั้งแรกในโลก

ภาคเอกชนเตรียมจัดงานถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างยิ่งใหญ่ในรอบปี ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. นายเนวิน ชิดชอบ ประธานคณะทำงานจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยว่า ในฐานะเป็นคณะทำงานที่กระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งขึ้นมา เตรียมจัดงานถวายความจงรักภักดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค.2553-5 ธ.ค.2554 ด้วยคอนเซปต์คำว่า "King" หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็น "King of king" โดยเริ่มงานแรกวันที่ 5 ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 09.00 น. โรงภาพยนตร์ในเครือเอสเอฟเอ็กซ์ เครือเมเจอร์ และโรง ภาพยนตร์ทั่วประเทศ จะฉายภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ 7 เรื่อง โดยผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง และดาราชื่อดัง ประกอบด้วย เรื่องราชประชานุเคราะห์ คนล่าเมฆ คนละเรื่องเดียวกัน หรือ That's why we love king จากฟ้าสู่ดิน เหรียญของพ่อ แผ่นดินของเรา อาม่า เป็นการนำเสนอเรื่องราวที่เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ส่วนค่ำคืนวันที่ 5 ธ.ค. ที่หน้าศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ จะนำภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติฉายให้ประชาชนที่มาร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพรได้ชม จากนั้นจะทูลเกล้าฯถวายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ทั้ง 7 เรื่อง ให้เป็นลิขสิทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำดีวีดี และวีซีดีภาพยนตร์ทั้ง 7 เรื่อง จำนวน 5 ล้านชุด แจกจ่ายให้ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศในวันที่ 5 ธ.ค.

นายเนวินเผยต่อว่า เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ปีที่แล้ว มีการจัดถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณลานพระราชวังดุสิต มีประชาชนมาร่วมงานหลายแสนคน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คณะทำงาน คิดว่าวันที่ 5 ธ.ค.ปีนี้จะถวายพระพรให้ใกล้ที่สุด ด้วยการร่วมกันไปถวายพระพรกลางแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าท่าน้ำศิริราช โดยได้ข้อสรุปว่า จะเชิญชวนประชาชนลงเรือมาในลำน้ำเจ้าพระยาเพื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตกแต่งเรือเป็นเรือประดับเรือไฟ คาดว่าจะมีประชาชนลงเรือไม่น้อยกว่า 800 ลำ มีประชาชนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน ร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพรกลางลำน้ำเจ้าพระยา

นายเนวินเผยต่อไปอีกว่า ขั้นตอนการดำเนินการ คือ ขั้นตอนของเวทีจะเกิดขึ้นหลังการถวายพระพรที่สนามหลวง ของมูลนิธิ 5 ธันวา โดยขบวนเรือจะรวมตัวกันตั้งแต่ช่วงบ่าย พิธีการจะเริ่มในเวลา 17.30 น. ด้วยการแสดงเพลงเรือถวายพระพรของศิลปินแห่งชาติ อาทิ ชินกร ไกรลาศ ลพ บุรีรัตน์ ขวัญจิต ศรีประจันต์ เวลา 17.45 น. มีการแสดงเพลงแหล่เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจัดแสดงบนเวทีกลางน้ำ โดยยึดเวทีบริเวณด้านหน้าท่าน้ำ ม.ธรรมศาสตร์ ขนาด 50 เมตร จากนั้นเป็นการแสดงชุดแผ่นดินของเรา มีศิลปินเข้าร่วมแสดงเพื่อร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ประกอบด้วย นัท มีเรีย เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ สุนารี ราชสีมา บี้ เดอะสตาร์ สิงโต เดอะสตาร์ นัททิว เอเอฟ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ เวลา 18.00 น. การแสดงแสง สี เสียง ชุดเจ้าพระยา น้อมถวายพระพรชัย แล้วเข้าสู่การแสดงชุดแผ่นดินของเรา และร่วมกันจุดเทียนชัยถวายพระพร ร้องเพลงสดุดีมหาราชาในเวลา 19.49 น. ซึ่งการแสดงทั้งหมดกลางลำน้ำเจ้าพระยา จะได้พบกับขบวนเรือใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขบวนประชาชนที่ถวายพระพรมากที่สุดในโลก การแสดง แสง สี เสียง ที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

และเชื่อว่าการร่วมถวายความจงรักภักดีครั้งนี้จะปรากฏในกินเนสส์บุ๊ก เพราะเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการมาถวายพระพรพระเจ้าแผ่นดินทางน้ำมากที่สุดในโลก

ประธานคณะทำงานเปิดเผยต่อด้วยว่า หลังจากนั้นในเดือน ก.พ. จะมีการจัดสร้างและจัดแสดงพาวิลเลียน เป็นเอ็กซ์โปพาวิลเลียน บริเวณสถานีแอร์พอร์ตลิงค์ มักกะสัน การแสดงจะเริ่มตั้งแต่เดือน ก.พ. 2554-ธ.ค. 2554 โดยใช้คอนเซปต์ของคำว่า "King" จะเป็นพาวิลเลียนที่แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถของพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา ที่ทรงมีต่อประเทศไทย โดยจะแยกออกเป็น 4 พาวิลเลียน คือพาวิลเลียน K แสดงถึงองค์ความรู้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีในเรื่องต่างๆ และทรงนำองค์ความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการช่วยเหลือประชาชน พาวิลเลียนที่สองคือ I หรือ Innovation นวัตกรรมที่พระองค์ทรงคิดค้นขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือประชาชนคนไทย พาวิลเลียนที่สามคือ N หรือ Natural เป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่พระองค์ทรงเป็นหลักในการอนุรักษ์ รักษาสิ่งแวดล้อม จะได้เห็นเรื่องที่พระองค์ใช้ พระปรีชาสามารถในเรื่องการปกป้องป่า ปกป้องสิ่งแวดล้อม ทำมาเป็นหลายสิบปี ก่อนที่ประเทศอื่นๆจะต่อสู้เรื่องโลกร้อน จะได้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในการแก้ปัญหาการปลูกฝิ่น ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของยาเสพติด เพื่อปกป้องพลเมืองของโลก พาวิลเลียนสุดท้าย G หรือ Greated พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงยิ่งใหญ่ ที่สุดในโลก เป็นการนำเสนอเรื่องราวที่เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งการทำงานครั้งนี้ไม่มีการตั้งงบประมาณจากทางราชการ แต่เป็นเรื่องที่คณะทำงานขอความสนับสนุนร่วมแรงร่วมใจจากภาคเอกชนต่างๆ ในการสนับสนุนงานเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสพระชนมพรรษา 84 พรรษา เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติต่อพระองค์

วันศุกร์, พฤศจิกายน 26, 2553

เทเวศฯยึกยักไม่จ่ายค่าประกัน3หมื่นล้านCTW ท้าอยากได้ให้ฟ้องเอา อ้างห้างโดนผู้ก่อการร้ายเผา


ถวายพระพร-นายอนันต์ เกษเกษมสุข กรรมการผู้จัดการ พร้อมผู้บริหาร บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพานดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ ลงนามถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวร ณ อาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเร็วๆนี้ (ภาพข่าว:RYT9)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 พฤศจิกายน 2553

เซ็นทรัลเวิลด์ส่อแววแห้วเคลมประกัน 3 หมื่นล้าน "เทเวศประกันภัย"บริษัทที่รับทำประกันชี้ฝรั่งที่เป็นบริษัทรับประกันภัยต่ออ้างเข้าข่ายก่อการร้าย แนะหากอยากได้ให้ฟ้องร้องศาลตัดสิน กินเวลานาน5-7ปี แต่ยินดีจ่ายในส่วนประกันภัยก่อการร้าย3.3พันล้าน แต่เสียหายจริงอ้างไม่เกิน2พันล้านจะจ่ายปีหน้า

มติชนออนไลน์ รายงานว่า กรณีการชุมนุมม็อบเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งมีบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risk : IAR) ให้กับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ทุนประกันเกือบ 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นเวิลด์ทุนประกัน 1.3 หมื่นล้านบาท และรับประกันก่อการร้ายกับห้างสรรพสินค้าเซนมูลค่า 3.3 พันล้านบาท

ขณะที่บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับประกันภัยก่อการร้าย ทุนประกัน 3.5 พันล้านบาท

นาย อนันต์ เกษเกษมสุข กรรมการผู้จัดการ เทเวศประกันภัย กล่าวว่า ล่าสุด บริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศ (รีอินชัวเรอส์) มีจุดยืนว่า ความเสียหายของเซ็นทรัลเวิลด์ เกิดจากภัยก่อการร้าย ดังนั้น เซ็นทรัลอาจจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากการทำประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน เนื่องจากกรมธรรม์ประเภทนี้จะคุ้มครองภัยที่เกิดจากการโจรกรรม หรือจลาจล และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินผู้เอาประกันภัย รวมถึงความสูญเสียจากการหยุดชะงักของธุรกิจ (Business Interruption) จนทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องสูญเสียรายได้ แต่ไม่รวมภัยจากการก่อการร้าย ซึ่งมีความรุนแรงในระดับที่สูงกว่า

"ที่ บริษัทคาดว่าจะไม่คุ้มครอง เพราะรีอินชัวเรอส์เข้ามาพิสูจน์หลักฐานต่างๆ อย่างละเอียดแล้วพบว่าเข้าข่ายก่อการร้ายจริงๆ โดยดูจากบริบทรอบข้าง ไม่ได้ยึดคำประกาศของรัฐบาลเป็นหลัก นอกจากนี้ ตามเงื่อนไขของประกัน IAR จะมีหมายเหตุว่า ไม่คุ้มครองภัยที่เกิดจากการก่อการร้าย เพราะเป็นภัยเฉพาะเจาะจง โดยยึดจากตัวอย่างเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2544 หรือ 9/11 ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้นมา และเหตุการณ์นี้เขาก็สรุปว่ารุนเเรงกว่าจลาจล"นายอนันต์กล่าว

นายอนันต์กล่าวว่า หากเซ็นทรัลพัฒนาเห็นว่า น่าจะมีข้อสรุปที่ดีกว่า และยังรู้สึกสงสัยกับจุดยืนของรีอินชัวเรอส์ ประกอบกับเห็นว่าค่าเสียหายที่จะได้รับจากการประกันก่อการร้ายต่ำกว่าค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 5-6 พันล้านบาท เซ็นทรัลก็อาจนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการศาลได้ โดยให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคดีความ ซึ่งอาจใช้เวลา 5-7 ปี ทั้งนี้ เห็นว่าทางรีอินชัวเรอส์น่าจะพร้อมชี้แจงกับผลสรุปดังกล่าว

นายอนันต์กล่าวว่า ในส่วนของห้างสรรพสินค้าเซนที่ทำประกันก่อการร้ายมูลค่า 3.3 พันล้านบาท ซึ่งผลจากการประเมินความเสียหายคืบหน้าไปกว่า 95% ในเบื้องต้นพบว่า มูลค่าความเสียหายกว่า 2 พันล้านบาท ซึ่งยังไม่เกินทุนประกัน โดยบริษัทจะรอข้อสรุปที่เหลือก่อนจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งคาดว่าจะสามารถจ่ายได้ไม่เกินไตรมาส 1 ปีหน้า

เวบไซต์ของเทเวศประกันภัยเปิดเผยว่า กลุ่มผู้ถือหุ้น ของบริษัทประกอบด้วย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 27,600 หุ้น คิดเป็น 0.23%
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 11,787,261 หุ้น คิดเป็น 98.227%
ผู้ถือหุ้นอื่นๆ 185,139 หุ้น คิดเป็น 1.543%

รวม 12,000,000 หุ้น คิดเป็น 100.00%


เทเวศประกันภัยระบุไว้ในเวบไซต์ว่า เป็นบริษัทของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ฯ

ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย เวบไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายงานว่า ประกอบด้วย

1. บริษัท สยามแร่และน้ำมัน จำกัด 8,906,660 หุ้น 28.69 %

2. นางนงลักษณ์ วิสุทธิผล 2,729,675 หุ้น 8.79 %

3. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย 2,212,750 หุ้น 7.13 %

4. บริษัท สุทโทเทศ จำกัด 1,661,358 หุ้น 5.35 %

5. บริษัท ศรีสตรี จำกัด 1,559,280 หุ้น 5.02 %

วันหนึ่ง เราจะฝ่าข้ามไป/We shall overcome someday




โดย กวีศรีประชา
แปลจากเพลงของ Pete Seeger


เราจะฝ่าข้ามไปไม่ท้อแท้
เราฝ่าข้ามพ้นแน่ สักวันหนึ่ง
เชื่อมั่นโดยรู้สึกอันลึกซึ้ง
เราจักข้ามไปถึงโดยทั่วกัน

เดินกุมมือกันมั่นไม่หวั่นไหว
เรากุมมือกันไปไม่ไหวหวั่น
ลึกลงในหัวใจไม่กี่วัน
เราจะฝ่าข้ามมันอย่างแน่นอน

เราจะพบคืนวันสันติภาพ
ภาพสันติฉายฉาบรังสีสะท้อน
หัวใจเชื่อมั่นว่าภราดร
สันติภาพสถาพรจะเป็นจริง

เราไม่กลัวอะไรและไม่หนี
ไม่กลัวแล้ววันนี้ในทุกสิ่ง
ทั้งเชื่อมั่นสุดใจไม่ทอดทิ้ง
เดินและวิ่งรุดหน้าฝ่าข้ามไป

หมดทั้งโลกกว้างใหญ่อันไพศาล
โจนทะยานสง่างามข้ามไปได้
ต้องมีสักวันหนึ่งถึงเส้นชัย
เราจะฝ่าข้ามไปได้แน่นอน

*****
ภาพAFP:ภาพเหตุการณ์ขณะที่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงเดินสู้แก๊สน้ำตาอย่างไม่ครั่นคร้าม และยืนหยัดระหว่างการเข้าสลายการชุมนุมของกองกำลังทหาร เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 บริเวณสะพานผ่านฟ้า

เจอมาร์คเตะถ่วงให้ประกันตัวตามข้อเสนอคณิต นักโทษเสื้อแดงหมดหวังฆ่าตัวตายหนีอยุติธรรม


เอาแต่สนุกไปวันๆ-แม้ว่านายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 15 พ.ย.2553 ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอให้ประกันตัวนักโทษการเมืองเสื้อแดง แต่นายอภิทธิ์กลับโยนการตัดสินใจไปให้กับกระทรวงยุติธรรม เป็นการถ่วงเวลาออกไป กระทั่งเกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้น เมื่อผู้ต้องขังเสื้อแดงรายหนึ่งฆ่าตัวตายเมื่อวานนี้ เคราะห์ดีถูกช่วยชีวิตไว้ทัน ก่อนจะเป็นศพที่ 93 เป็นตราบาปให้กับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ภาพ:AP)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 พฤศจิกายน 2553

ผู้ต้องขังเสื้อแดงมุกดาหารดื่มน้ำยาปรับผ้านุ่มหวังฆ่าตัวตาย-ก่อนหามส่งไอซียู

ประชาไท รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 53 เวลาประมาณ 15.20 น. เจ้าหน้าที่จากเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร ได้นำ นายวินัย ศิลปสินชัย ผู้ต้องขังวัย 30 ปี ส่งโรงพยาบาลจังหวัดมุกดาหารในสภาพไม่ได้สติ โดยผู้ต้องขังรายนี้เป็น 1 ใน 20 ผู้ต้องหาคดีบุกรุกสถานที่ราชการและร่วมกันวางเพลิงเผาสถานที่ราชการ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 จากกรณีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ที่ศาลากลาง จ.มุกดาหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุดในช่วงค่ำว่า อาการของผู้ต้องขังรายนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แพทย์ให้ย้ายออกมาพักฟื้นที่ห้องปกติ ลูกและภรรยาสามารถเยี่ยมได้ โดยผู้ต้องขังถูกล่ามตรวนไว้กับเตียงคนไข้

ด้านภรรยาของผู้ต้องขังรายดังกล่าว ให้ข้อมูลว่า ในเวลาประมาณ 14.00 น.ได้เข้าไปเยี่ยมสามีที่เรือนจำจังหวัดตามปกติ หลังการพูดคุยเรื่องทั่วไปได้ระยะหนึ่ง จากนั้นสามีได้กล่าวว่าตอนนี้เขาหมดหวังที่จะได้รับการประกันตัวหรือได้รับการปล่อยตัวออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่ยอมเป็นแพะ แล้วก็ได้หยิบขวดน้ำผลไม้ขึ้นมาดื่ม หลังจากนั้นเมื่อลุกขึ้นยืน ก็เซและล้มลงกับพื้นห้องเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำ ตนตกใจจึงรีบร้องเรียกให้ผู้คุมมาช่วย

ภรรยาของผู้ต้องขังรายนี้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะหลังสามีมีอาการเครียดเพิ่มมากขึ้นและมักพูดถึงเรื่องการฆ่าตัวตายด้วย

ผู้คุมเรือนจำที่นำผู้ต้องขังรายนี้ส่งแผนกฉุกเฉินที่โรงพยายาลให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องขังรายนี้ได้นำน้ำยาปรับผ้านุ่มใส่ในขวดน้ำผลไม้เข้ามาดื่มภายในห้องเยี่ยมหลังที่ได้บอกลาภรรยา

หนึ่งในผู้ต้องขังได้ให้ปากคำกับนายอานนท์ นำภา ทนายความที่ได้ขอเข้าเยี่ยมว่า ผู้ต้องขังรายนี้ได้ซื้อน้ำยาปรับผ้านุ่มเตรียมตั้งแต่ตอนเช้าและได้ขอขวดน้ำส้มเปล่าจากเพื่อนผู้ต้องขังเตรียมเอาไว้เพื่อการดังกล่าว

ทั้งนี้ ผู้ต้องขังรายนี้ มีบุตรสาวสองคน อายุ 7 และ 11 ปี ปัจจุบันผู้เป็นภรรยาต้องรับภาระครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว โดยประกอบอาชีพขายกล้วยทอดอยู่ในเมืองมุกดาหาร

เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คนหนึ่งได้ให้ข้อมูลว่าขณะนี้เรือนจำกำลังจับตาผู้ต้องขังเสื้อแดงอีก 2 คนเป็นพิเศษ ได้แก่ นาย ค. (นามสมมมติ) และ นาย ง. (นามสมมติ) เพราะมีผู้ต้องขังในเรือนจำแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าผู้ต้องขังทั้งสองได้เตรียมเชือกซ่อนไว้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่จึงต้องคอยจัดกำลังพร้อมทั้งจัดนักจิตวิทยาคอยสอดส่องดูและให้การพูดคุยปรึกษา

ในขณะเดียวกัน นายอานนท์ นำภา ทนายจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) ได้เข้ายื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขังเสื้อแดงในกรณีที่มีปัญหาสุขภาพจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายวิชิต อินตะ ซึ่งมีอาการปวดบริเวณแผ่นหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ นายทองมาก คนยืน เป็นนิ่วในไต นายสมคิด บางทราย มีโรคทางตับ และนายแก่น หนองพุดสา มีอาการทางประสาท แต่ศาล จ.มุกดาหารได้วินิจฉัยยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย ในเรือนจำมีแพทย์ดูแอยู่แล้วและผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดๆ มาแสดง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภาครัฐได้ใช้กลไกกองทุนยุติธรรมประกันตัวผู้ต้องขังไปแล้ว 2 คน

นปช.พบ "หนั่น"จี้ปล่อย400แดง

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวานนี้ (25 พ.ย.)กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยกว่า 10 คน นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสนับสนุนแนวทางการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ โดย พล.ต.สนั่นเดินทางมารับหนังสือด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ จดหมายเปิดผนึกระบุว่า การพบปะกลุ่มต่างๆ ของ พล.ต.สนั่นถือเป็นความตั้งใจที่ดีและเป็นความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมืองในสภาพที่สังคมไทยเกิดความขัดแย้งแตกแยกอย่างรุนแรง นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งความขัดแย้งได้ขยายตัวบานปลาย จนกระทั่งนำมาสู่การล้อมปราบ สังหารหมู่ บาดเจ็บ ล้มตาย และการจับกุมคุมขังกลุ่ม นปช.ถึง 400 คน โดยไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่อาจนำมาสู่ความปรองดองและความสงบสันติสุขในสังคมไทยได้

"ขอให้ท่านผลักดันให้รัฐบาลยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้งหมด และให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ด้วยการให้สิทธิกับการประกันตัวกับผู้ต้องหาทุกคน ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้รับความปรองดอง และจะได้ร่วมกันเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" จดหมายเปิดผนึกระบุ

ศาลปล่อยตัวชั่วคราวอีก2ผู้ต้องหาไร้ญาติรับตัว

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน นางนงภรณ์ รุ่งเพชรวงศ์ ผู้อำนวยการกองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ได้ยื่นเรื่องต่อ ศาลแขวงปทุมวันขอประกันตัวผู้ต้องขังกลุ่มเสื้อแดง 2 คน ได้แก่ นายรัฐศาสตร์ สมพงษ์ และนายทรงชัย ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ต้องหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง โดยใช้เงินกองทุนยุติธรรมขอประกันในวงเงินประกันรายละ 60,000 บาท แต่เนื่องจากทั้ง 2 รายไม่มีญาติติดต่อขอรับตัว รวมทั้งยังตามหาญาติไม่พบ

นางนงภรณ์ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นกระทรวงยุติธรรมได้ประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)เพื่อจัดหาที่พักให้ในระหว่างได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว โดยเจ้าหน้าที่พม.จะนำรถมารับตัวผู้ต้องขังทั้ง 2 คนออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมไปยังสถานสงเคราะห์ของพม.ซึ่งไม่ขอเปิดเผยว่า เป็นที่ใด

ทั้งนี้ หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกปล่อยตัวมีอาการทางจิตด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่พม.จะนำตัวไปเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูต่อไป ส่วนผู้ต้องขังอีก 2 ราย ที่ถูกคุมขังอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นยังไม่ได้ยื่นขอประกันตัวในวันนี้ เนื่องจากยังไม่พร้อมเรื่องเอกสารและเงินประกันที่กองทุนยุติธรรมจะต้องโอนไปยังสำนักงานยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่


25 พ.ย. 53 เวลาประมาณ 15.20 น. เจ้าหน้าที่จากเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร ได้นำ นายวินัย ศิลปสินชัย ผู้ต้องขังวัย 30 ปี ส่งโรงพยาบาลจังหวัดมุกดาหารในสภาพไม่ได้สติ โดยผู้ต้องขังรายนี้เป็น 1 ใน 20 ผู้ต้องหาคดีบุกรุกสถานที่ราชการและร่วมกันวางเพลิงเผาสถานที่ราชการ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 จากกรณีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ที่ศาลากลาง จ.มุกดาหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุดในช่วงค่ำว่า อาการของผู้ต้องขังรายนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แพทย์ให้ย้ายออกมาพักฟื้นที่ห้องปกติ ลูกและภรรยาสามารถเยี่ยมได้ โดยผู้ต้องขังถูกล่ามตรวนไว้กับเตียงคนไข้

ด้านภรรยาของผู้ต้องขังรายดังกล่าว ให้ข้อมูลว่า ในเวลาประมาณ 14.00 น.ได้เข้าไปเยี่ยมสามีที่เรือนจำจังหวัดตามปกติ หลังการพูดคุยเรื่องทั่วไปได้ระยะหนึ่ง จากนั้นสามีได้กล่าวว่าตอนนี้เขาหมดหวังที่จะได้รับการประกันตัวหรือได้รับการปล่อยตัวออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่ยอมเป็นแพะ แล้วก็ได้หยิบขวดน้ำผลไม้ขึ้นมาดื่ม หลังจากนั้นเมื่อลุกขึ้นยืน ก็เซและล้มลงกับพื้นห้องเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำ ตนตกใจจึงรีบร้องเรียกให้ผู้คุมมาช่วย

ภรรยาของผู้ต้องขังรายนี้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะหลังสามีมีอาการเครียดเพิ่มมากขึ้นและมักพูดถึงเรื่องการฆ่าตัวตายด้วย

ผู้คุมเรือนจำที่นำผู้ต้องขังรายนี้ส่งแผนกฉุกเฉินที่โรงพยายาลให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องขังรายนี้ได้นำน้ำยาปรับผ้านุ่มใส่ในขวดน้ำผลไม้เข้ามาดื่มภายในห้องเยี่ยมหลังที่ได้บอกลาภรรยา

หนึ่งในผู้ต้องขังได้ให้ปากคำกับนายอานนท์ นำภา ทนายความที่ได้ขอเข้าเยี่ยมว่า ผู้ต้องขังรายนี้ได้ซื้อน้ำยาปรับผ้านุ่มเตรียมตั้งแต่ตอนเช้าและได้ขอขวดน้ำส้มเปล่าจากเพื่อนผู้ต้องขังเตรียมเอาไว้เพื่อการดังกล่าว

ทั้งนี้ ผู้ต้องขังรายนี้ มีบุตรสาวสองคน อายุ 7 และ 11 ปี ปัจจุบันผู้เป็นภรรยาต้องรับภาระครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว โดยประกอบอาชีพขายกล้วยทอดอยู่ในเมืองมุกดาหาร

เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คนหนึ่งได้ให้ข้อมูลว่าขณะนี้เรือนจำกำลังจับตาผู้ต้องขังเสื้อแดงอีก 2 คนเป็นพิเศษ ได้แก่ นาย ค. (นามสมมมติ) และ นาย ง. (นามสมมติ) เพราะมีผู้ต้องขังในเรือนจำแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าผู้ต้องขังทั้งสองได้เตรียมเชือกซ่อนไว้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่จึงต้องคอยจัดกำลังพร้อมทั้งจัดนักจิตวิทยาคอยสอดส่องดูและให้การพูดคุยปรึกษา

ในขณะเดียวกัน นายอานนท์ นำภา ทนายจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) ได้เข้ายื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขังเสื้อแดงในกรณีที่มีปัญหาสุขภาพจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายวิชิต อินตะ ซึ่งมีอาการปวดบริเวณแผ่นหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ นายทองมาก คนยืน เป็นนิ่วในไต นายสมคิด บางทราย มีโรคทางตับ และนายแก่น หนองพุดสา มีอาการทางประสาท แต่ศาล จ.มุกดาหารได้วินิจฉัยยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย ในเรือนจำมีแพทย์ดูแอยู่แล้วและผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดๆ มาแสดง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภาครัฐได้ใช้กลไกกองทุนยุติธรรมประกันตัวผู้ต้องขังไปแล้ว 2 คน

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 25, 2553

ครบ2ปียึดสนามบิน:100บาทเอาขี้หมากองเดียวลอยนวล สิ้นหวังประเทศนี้ไม่มีเหลือความยุติธรรม







โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 พฤศจิกายน 2553

730วัน หรือ 2 ปีเต็มพธม.ยึดสนามบินไม่ติดคุก 100บาทเอาขี้หมากองเดียว-ลอยนวล

นับจากยึดสนามบินสุวรรณภูมิมาตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 มาถึงวันนี้นับเป็นเวลาทั้งสิ้น 730 วัน หรือ 2 ปีเต็ม พันธมิตรฯไม่ต้องติดคุก แม้จะถูกตำรวจตั้งข้อหาผู้ก่อการร้ายก็ตามที แต่ก็มีการเปลี่ยนหัวหน้าชุดดำเนินคดีมา 4 หน ดองคดีมาราธอนมาเรื่อยๆ

ไทยอีนิวส์จัดทำโพลล์ผลสำรวจท่านผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง "25พ.ย.นี้ครบ2ปีคดียึดสนามบิน พธม.จะติดคุกไหม?" มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 2,952 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้

-100บาท เอาขี้หมากองเดียว ไม่ติดคุกแน่ 1791 ท่าน(60%)

-ติดคุกแน่ ภายในชาตินี้หลังฟ้าเปลี่ยนสี 836 ท่าน (28%)

-ติดคุกแน่ แต่ภายในชาติหน้าตอนบ่ายๆ 237 (8%)

-ติดคุกแน่ เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม 35 (1%)

-ติดคุกแน่ แต่อาจช้าไม่ทัน25พ.ย.นี้ 27 (0%)

-อื่นๆ 26 (0%)


ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรลอยนวลคดียึดสนามบินครบ2ปี

19 พ.ย.53-ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพันธมิตรยึดสนามบิน เปิดเผยความคืบหน้าว่า วันนี้เวลา 10.00 น. ได้ประชุมสรุปคดี เห็นควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 114 คน ซึ่งเป็นแกนนำทั้งหมด รวมถึงนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้องในความผิดฐานบุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง และข้อหาก่อการร้าย ซึ่งพนักงานสอบสวนทำความเห็นเสนอ ผบ.ตร. เพื่อให้ ผบ.ตร.ดำเนินการสั่งคดีว่า จะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ตามความเห็นที่ทางพนักงานสอบสวนเสนอไป

เส้นทางดองคดีมาราธอน 2 ปี

-ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

ในเวลา 21.57 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 กลุ่มพันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 26/2551 สั่งปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ข้อความตอนหนึ่งระบุว่า

"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืน โดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข"

-รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งการให้ตำรวจและทหารเข้ายึดสนามบินคืน แต่ได้รับการเพิกเฉย และแม้ศาลจะสั่งให้ออกจากสนามบิน พันธมิตรก็เพิกเฉย เป็นที่รับรู้ว่ามีผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศหนุนหลังคุ้มครอง เพียงแต่พูดกันไม่ได้

มีผู้ตกค้างในสนามบินและได้รับความเดือดร้อนราว 600,000คน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความเสียหายไม่น้อยกว่า 200,000ล้านบาท ไม่รวมเสียภาพพจน์

-3ธ.ค.51 หลังศาลยุบพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาลอีก2พรรคแบบฉุกละหุกในวันที่ 2 ธ.ค. มีผลให้รัฐบาลสมชายล่มสลายลง พันธมิตรประกาศชัยชนะ และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ทำพิธีส่งมอบสนามบินคืน โดยไม่ถูกดำเนินคดี หรือจับกุมใดๆ

-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.ผู้รับผิดชอบเผยคดีคนแรกเผยคดีคืบหน้า 70 %

-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจที่คุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง

-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1 หัวหน้าคดีคนที่2เผยคดีคืบหน้า80%

-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต

-27 เมษายน 2552 เปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดคุมคดีคนที่3 มาเป็นพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส

- 4 กรกฎาคม 2552 พล.ต.ท.วุฒิ ตั้งข้อหาก่อการร้ายกับพันธมิตรและออกหมายเรียกครั้งแรก

-16 กรกฎาคม 2552 พันธมิตรนอกจากจะไม่ไปมอบตัวตามหมายเรียก ยังยกพวกไปชุมนุมที่สโมสรตำรวจ ไม่ขอรับข้อหา และให้เปลี่ยนข้อหา ซึ่งพล.ต.ท.วุฒิขึ้นเวทีบอกว่า พันธมิตรเป็นผู้ก่อการดี

- 9 กันยายน 2552 เปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดคุมคดีอีกครั้งเป็นคนที่4 มาเป็นพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผช.ผบ.ตร. ซึ่งเป็นคนสายเนวิน ชิดชอบ โดยระบุจะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ก่อน ยังไม่ออกหมายจับ

-26ส.ค.53 ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวคดียึดสนามบิน 69 ราย และได้ประกันตัวสู้คดี พร้อมขู่เอาเรื่องพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ส่วนอีก 45 รายไม่มามอบตัว ตำรวจได้ขอศาลออกหมายจับ ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุมัติหมายจับ โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานไม่ชัดเจน และผู้ต้องหาไม่มีพฤติกรรมหลบหนี

-3พ.ย.53 ผบ.ตร.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เผยภายใน 1 สัปดาห์จะส่งฟ้อง แต่ผ่านไป 2 สัปดาห์ยังเงียบ

19พ.ย.53 เรื่องกลับไปตั้งต้นที่ พล.ต.ท.สมยศ ประชุมสรุปคดีเมื่อเวลา 10.00 น.มีความเห็นสรุปเห็นควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 114 คน ข้อหาก่อการร้าย ซึ่งพนักงานสอบสวนจะทำความเห็นเสนอ ผบ.ตร. เพื่อให้ ผบ.ตร.ดำเนินการสั่งคดีว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา

-23-25 พ.ย.2553 ครบ 2 ปียึดสนามบิน พันธมิตรจัดชุมนุมใหญ่หน้ารัฐสภา อ้างว่าเพื่อต่อต้านไม่ให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญเผด็จการฉบับพ.ศ.2550

ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำทหารบอกว่า พันธมิตรใช้สิทธิชุมนุมตามกฏหมายย่อมทำได้ หลังจากที่ก่อนนั้นได้ขู่ไม่ให้เสื้อแดงออกมาชุมนุม

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้นำพันธมิตรอีกรายขู่ว่าวันที่11นี้จะจัดชุมนุมใหญ่ต่อต้านที่รัฐบาลไทยลงนามกับเขมร เพราะทำให้เสียดินแดน โดยอาจไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ออกจากตำแหน่งด้วย

ใครๆก็รู้ว่าผู้ก่อการร้ายพันธมิตรนั้นมี"แบ็คดี" ทำผิดก็กลายเป็นถูก ก่อการร้ายก็กลายเป็นก่อการดี ยึดสนามบินมา 2 ปียังลอยนวล แถมยังจะป่วนฉลอง 2 ปีแห่งความเป็น"ม็อบเส้นใหญ่" ใครทนได้ก็ทนไป ใครทนไม่ไหวก็ต้องทน เพราะหากแสดงตนว่าทนไม่ไหว ก็อาจตายฟรี ติดคุกฟรีห้ามประกัน

มันเป็นเช่นนั้นเอง