วันพุธ, กรกฎาคม 30, 2568

ไทยระบุมีการปะทะกันหลังเลยช่วงเวลาหยุดยิง ด้านกัมพูชาปฏิเสธ - จับตาสถานการณ์หยุดยิงไทย-กัมพูชา หลังครบกำหนดเส้นตาย เรารู้อะไรบ้าง ?


บีบีซีไทย - BBC Thai
9 hours ago
·
โฆษกกองทัพบกของไทย ยืนยันว่าทหารได้ควบคุมตัวทหารฝั่งกัมพูชา 18 นาย จากการปะทะในพื้นที่ซำแต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
.
ในไทยมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการปะทะกันหลายจุดภายหลังช่วงเวลาเที่ยงคืนที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงเช้าตรู่วันนี้ ส่วนที่กัมพูชากลับพบว่า ไม่มีรายงานใด ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว
.
อ่านที่: https://bbc.in/4ffNnMw

จับตาสถานการณ์หยุดยิงไทย-กัมพูชา หลังครบกำหนดเส้นตาย เรารู้อะไรบ้าง ?


นักเคลื่อนไหวเขียนป้ายระบุว่า "หยุดยิง" เป็นภาษาไทยและภาษาเขมร เพื่อเรียกร้องให้ยุติเหตุขัดแย้งระหว่างสองประเทศโดยเร็ว

29 กรกฎาคม 2025
บีบีซีไทย

หลังไทยและกัมพูชาตกลงกันว่าจะหยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ทางกองทัพบกของไทยรายงานว่า ยังคงมีการปะทะกันตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง ด้านกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาออกมาให้ข่าวแตกต่างออกไป โดยยืนยันว่า ไม่มีเสียงปืนดังขึ้นหลังช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา

วานนี้ (28 ก.ค.) ผู้นำทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลง 3 ข้อ ได้แก่ หยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขโดยมีผลภายใน 24.00 น. ของคืนวันที่ 28 ก.ค., จัดให้มีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของผู้บังคับบัญชาทางทหารในพื้นที่, และจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา (General Border Committee - GBC) ในวันที่ 4 ส.ค. โดยมีกัมพูชาเป็นเจ้าภาพ

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน เป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวก ท่ามกลางการจับตาของสองมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ส่งตัวแทนเข้ามาร่วมสังเกตการณ์

ไทยระบุมีการปะทะกันหลังเลยช่วงเวลาหยุดยิง ด้านกัมพูชาปฏิเสธ

ก่อนเข้าสู่ช่วงกำหนดเวลาหยุดยิง มีรายงานว่าทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย โดยกองทัพอากาศของไทยส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 2 ลำ เข้าปฏิบัติภารกิจสนับสนุนกองกำลังภาคพื้น

ต่อมา ช่วงเช้าของวันนี้ (29 ก.ค.) มีรายงานจากกองทัพบกของไทยว่ายังเกิดการยิงกันจนถึงช่วงเช้ามืด โดย พ.อ.ริชณา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่ามีการปะทะตามจุดต่าง ๆ ดังนี้
  • ภูมะเขือ ที่ตั้งอยู่ระหว่างชายแดน จ.ศรีสะเกษของไทย และ จ.พระวิหารของกัมพูชา มีรายงานจากกองกำลังสุรนารีในพื้นที่ว่า "ถูกก่อกวนโดยกัมพูชา" และมีการยิงปะทะตอบโต้จนถึงช่วงเช้า
  • พื้นที่ซำแต ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชายแดน จ.ศรีสะเกษของไทย และ จ.อุดรมีชัยของกัมพูชา มีการยิงปะทะกันระหว่างสองฝ่ายจนถึงเวลา 05.30 น. โดยรองโฆษกกองทัพบกบอกว่า "ทหารกัมพูชาใช้ระเบิดเปิดฉากยิงตลอดทั้งคืน"
  • พื้นที่ปราสาทตาควาย ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชายแดน จ.ศรีสะเกษของไทย และ จ.อุดรมีชัยของกัมพูชา มีเสียงระเบิดในช่วงเวลา 03.00 น. และ 05.00 น.

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (กลาง) ในฐานะประธานอาเซียน ได้เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาระหว่าง สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา และ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีของไทย ในการประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 28 ก.ค.

ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก บอกว่าฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัด แต่น่าเสียดายที่เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าว ฝ่ายไทยยังคงตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงใช้อาวุธโจมตีเข้ามายังเขตแดนของไทยหลายจุด "ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างจงใจ เจตนาทำลายระบบความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน" ทางกองทัพบกจึงขอประณามต่อการกระทำดังกล่าว

ขณะเดียวกัน โฆษกกองทัพบกยืนยันว่าฝ่ายจำเป็นต้องใช้มาตรการตอบโต้กลับอย่างเหมาะสม ภายใต้สิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง

"ฝ่ายไทยไม่ได้ใช้กำลังทหารเพื่อรุกราน แต่เพื่อป้องกันการรุกล้ำและรักษาอธิปไตยของชาติ ภายใต้กฎกติกาสากล" พล.ต.วินธัย กล่าว

เขาเสริมด้วยว่ามีรายงานการปะทะกันในพื้นที่ช่องอานม้าและช่องบก ซึ่งอยู่ระหว่างชายแดน จ.อุบลราชธานีของไทย กับ จ.พระวิหารของกัมพูชา

ในเวลาเดียวกัน สำนักข่าวขแมร์ไทมส์ของกัมพูชารายงานเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและโฆษกกลาโหมของกัมพูชา ยืนยันว่าหลังจากถึงเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข กองกำลังของทั้งกัมพูชาและไทยได้หยุดยิงตามที่ตกลงกันไว้ในการประชุมพิเศษที่จัดขึ้นในมาเลเซีย

"ตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของคืนวันที่ 28 ก.ค. จนถึงเช้าวันที่ 29 ก.ค. ไม่มีเสียงปืนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นก้าวแรกที่ประสบความสำเร็จของข้อตกลงหยุดยิงที่รัฐบาลกัมพูชาและไทยได้บรรลุร่วมกัน" พล.ท.หญิง มาลี กล่าว

พร้อมกันนี้ เธอยังเน้นย้ำว่าภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงหยุดยิง กองกำลังของทั้งสองฝ่ายจะต้องอยู่ในตำแหน่งปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายหรือปรับกำลัง โดยหลังจากนี้จะมีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหารือร่วมกัน

ในเวลา 14.05 น. สมาคมพันธมิตรนักข่าวกัมพูชา หรือ CamboJA รายงานว่า นายเนธ พักตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา ได้ขอให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงสำนักข่าวออนไลน์ต่าง ๆ ให้งดเว้นการเผยแพร่ "ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน" เกี่ยวกับพื้นที่พิพาทที่มีการประกาศหยุดยิงไปตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าข้อมูลที่กำลังมีการเผยแพร่อยู่ขณะนี้เป็น "เพียงข่าวลือ" และไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งทางบีบีซีไทยเข้าใจว่า หมายถึงข้อกล่าวหาของฝ่ายไทยที่ระบุว่า กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

การรายงานข่าวในกัมพูชาเป็นอย่างไร

ด้าน น.ส.ชาน โสกุนเทีย กรรมการบริหารศูนย์สื่ออิสระกัมพูชา (CCIM) เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า กระแสข่าวในกัมพูชาวันนี้ ไม่มีรายงานการปะทะที่เกิดขึ้นภายหลังเที่ยงคืนของวันที่ 28 ก.ค. ตามข้อตกลงหยุดยิงที่ผู้นำและกัมพูชาตกลงกันที่ประเทศมาเลเซีย ทั้งจากรายงานทางการเท่าที่เธอติดตามจากกระทรวงกลาโหมและกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเวลาเที่ยงคืนที่ผ่านมา รวมถึงจากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ในกัมพูชา

"จากข้อมูลของโฆษกกระทรวงกลาโหมตามที่ฉันได้บอกไป เธอยืนยันว่ากัมพูชาเคารพอยู่เสมอในสิ่งที่เราตกลงกันไว้ในที่ประชุม... เมื่อเราตกลงแล้ว เราต้องหยุด จากคำกล่าวของเธอและข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมที่แจ้งต่อสาธารณชน" โสกุนเทีย ระบุ

ส่วนกรณีที่ฝ่ายไทยยังมีรายงานการปะทะภายหลังช่วงเวลาที่ตกลงกันแล้วนั้น โสกุนเทีย ระบุว่าเธอเห็นข่าวนี้จากสำนักข่าวในไทยที่รายงานเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน แต่สำนักข่าวในกัมพูชาไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการปะทะดังกล่าวเลย รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ในกัมพูชาเช่นกัน

"ในโซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่ที่ฉันเห็นคือคน [กัมพูชา] มักจะโพสต์ประณามกรณีที่มีทหารและผู้คนจากประเทศของเราเสียชีวิตในระหว่างความขัดแย้งนี้" เธอเปิดเผย โดยตอบกรณีที่มีรายงานการปะทะภายหลังเที่ยงคืนว่า "ฉันไม่เห็นข้อมูลใด ๆ [จากโซเชียลมีเดียกัมพูชา] เลย"

เธอยังบอกด้วยว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมามีข่าวปลอมเกิดขึ้นจำนวนมากทั้งในไทยและกัมพูชา ซึ่งภายหลังจากทั้งสองประเทศตกลงหยุดยิงกันแล้ว เธออยากให้ทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนกันว่าจะจัดการกับข่าวปลอมจากทั้งสองประเทศอย่างไร เพราะความตึงเครียดบางอย่างก็มาจากข่าวปลอมเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นในเฟซบุ๊กของเขาว่าจำเป็นต้องมีผู้สังเกตการณ์ที่เป็นบุคคลที่สาม (third party) ที่สามารถตรวจสอบและยืนยันได้ว่าฝ่ายใดเริ่มก่อน หรือฝ่ายใดละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

"มิฉะนั้น สถานการณ์จะติดหล่มการปะทะตอบโต้ไม่รู้จบ" นักวิชาการผู้นี้ บอก

ผลหารือเบื้องต้นระหว่างแม่ทัพภาคของแต่ละฝ่ายตกลงหยุดยิงรักษาบรรยากาศรอวง GBC


การประชุมระหว่าง พล.อ.โปว เฮง ผู้บัญชาการทหารกองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชา กับ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ของไทย

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ท.หญิง มาลี ยังบอกกับสื่อของกัมพูชาด้วยว่าเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลง การเจรจาของผู้บังคับบัญชาทางทหารในพื้นที่ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ของไทย และกองทัพภาคที่ 4 และ 5 ของกัมพูชา ในวันที่ 29 ก.ค. เวลา 07.00 น. นี้ จะยังดำเนินต่อไป

ด้าน พล.ต.วินธัย แจ้งต่อสื่อไทยว่า การประชุมดังกล่าวเลื่อนจากเดิม 07.00 น. เป็น 10.00 น. เนื่องจากบริเวณชายแดนยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง โดยทางฝ่ายไทยนำโดย พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1

ต่อมาในเวลา 10.30 น. ทาง พล.ต.วินธัย เปิดเผยว่าพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 ได้แก่ กองกำลังบูรพา และกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้ดำเนินการพบปะหารือร่วมกับฝ่ายกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งขึ้นกับกองกำลังสุรนารี ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการประสานกำหนดวันและเวลาที่เหมาะสมของทั้งสองฝ่าย จึงยังไม่มีการหารือเกิดขึ้นในเวลานี้

จากนั้นมีรายงานว่าทางแม่ทัพภาคที่ 2 ได้หารือกับฝ่ายทหารของกัมพูชาแล้ว โดยสำนักข่าวเฟรชนิวส์ของกัมพูชารายงานว่า การประชุมระหว่าง พล.อ.โปว เฮง ผู้บัญชาการทหารกองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชา กับ พล.ท. บุญสิน แม่ทัพภาคที่ 2 ของไทย เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. และได้ข้อตกลง 3 ประการดังนี้
  • ตกลงหยุดยิงตามข้อตกลงก่อนหน้านี้
  • เสริมสร้างการสื่อสารระหว่างสองฝ่าย
  • จัดตั้งคณะทำงานที่มีตัวแทนของแต่ละฝ่าย ๆ ละ 4 คน เพื่อร่วมหารือประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชา และกองทัพภาคที่ 2 ของไทย
ต่อมา พล.ต.วินธัย เปิดเผยผลการประชุมการหารือระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ของไทยกับกองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชา เพิ่มเติมว่าทั้งสองฝ่ายตกลงห้ามใช้กำลังหรืออาวุธต่อประชาชน, งดเสริมกำลังและห้ามเคลื่อนย้ายกำลังในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการส่งกลับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากการปะทะ

ส่วนการหารือระหว่างกองทัพภาคที่ 1 ของไทย และกองทัพภาคที่ 5 ของกัมพูชานั้น จัดขึ้นที่จุดผ่านแดนถาวรคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว นำโดย พล.ท.อมฤต แม่ทัพภาคที่ 1

ผลการหารือ คือ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในการให้งดเคลื่อนไหวกำลังพล เพื่อหลีกเลี่ยงความหวาดระแวง ระหว่างรอผลการประชุม GBC ในวันที่ 4 ส.ค. และให้ผู้นำแต่ละระดับสามารถติดต่อกันโดยตรง เมื่อมีเหตุจำเป็น

ส่วนการประชุมหารือระหว่างกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) กับกองทัพภาคที่ 3 ของกัมพูชา ซึ่งจัดประชุมผ่านระบบออนไลน์ มีผลสรุปการประชุมที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1

พล.ต.วินธัย ยังบอกด้วยว่ามีการหยุดยิงตลอดแนวเป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่การประชุมทั้ง 3 พื้นที่จะเริ่มต้นขึ้น

ด้าน พล.ท.หญิง มาลี โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา บอกกับขแมร์ไทมส์ว่า ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันในรายงานการประชุม พร้อมบอกว่าประเด็นต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาจะถูกนำไปหารือในที่ประชุม GBC

เวลาประมาณ 14.30 น. ของวันนี้ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศของไทยแถลงว่า การหารือดังกล่าวไม่ใช่การหารือคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee – RBC) อย่างที่มีรายงานโดยกองทัพบกก่อนหน้านี้ แต่เป็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งในตอนนี้วงพูดคุยดังกล่าวทำให้การปะทะบริเวณแนวชายแดนยุติลง

ในช่วงเวลาประมาณ 15.30 น. สำนักข่าวขแมร์ไทมส์รายงานว่ากองทัพบกของกัมพูชายังคงอยู่ในตำแหน่งรักษาแนวป้องกัน และยังคงควบคุมอาณาเขตยุทธศาสตร์บริเวณปราสาทต่าง ๆ ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง โดยอ้างอิงแหล่งข่าวทางการที่ไม่ระบุนามซึ่งบอกว่า กองทัพยังอยู่ในแนวป้องกันปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย พื้นที่พนมตรอป (Phnom Trop) พื้นที่มอมเบย (Mom Bei) หรือสามเหลี่ยมมรกต และพื้นที่หมู่บ้านอัน เซห์ (An Seh)

ด้านสำนักข่าวเบอร์นามา (Bernama) ของมาเลเซีย เปิดเผยว่า พล.อ.โมฮัมหมัด นีซาม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของมาเลเซีย กำลังนำคณะผู้แทนทางการทูตไปเยือนประเทศไทยและกัมพูชาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการหารือตามข้อตกลงของทั้งสองประเทศในการหยุดยิงอย่างไม่มีเงื่อนไข

โดยในวันนี้ (29 ก.ค.) หน่วยข่าวกรองป้องกันประเทศและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ของกองทัพมาเลเซีย ออกแถลงการณ์ว่าได้รับรายงานการปะทะกันเล็กน้อยในหลายจุด ภายหลังข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขในระหว่างการประชุมของผู้บัญชาการกองทัพภาคของทั้งสองประเทศ เมื่อเวลา 10.00 น. ตามรายงานของสำนักข่าวเบอร์นามา

โดยสำนักข่าวแห่งชาติมาเลเซียยังเปิดเผยอีกว่า ผู้แทนจากมาเลเซียมีกำหนดเดินทางไปยังกรุงพนมเปญเพื่อหารือเพิ่มเติมกับผู้แทนจากฝั่งกัมพูชาด้วย

ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา

ประชาชนชาวไทยในศูนย์อพยพแห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ บางส่วนลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ในศูนย์อพยพเพื่อเเจ้งความประสงค์กลับบ้าน โดยทางเจ้าหน้าที่ทางศูนย์อพยพได้เเจ้งว่าทุกคนจะสามารถกลับบ้านได้ก็ต่อเมื่อทางการยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวปลอดภัย

จากนั้นในเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. ทาง ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขของไทย รายงานว่าล่าสุดมีพลเรือนเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1 ราย รวมพลเรือนที่เสียชีวิตในขณะนี้เป็นทั้งหมด 15 ราย

ส่วนจำนวนพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนรวมกันทั้งหมด 38 ราย แบ่งเป็น บาดเจ็บสาหัส 12 ราย, บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย, และบาดเจ็บเล็กน้อย 13 ราย โดยปัจจุบันรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 14 ราย และกลับบ้านแล้ว 11 ราย

ขณะนี้มีโรงพยาบาลตามแนวชายแดนที่ปิดให้บริการไปแล้ว 13 แห่ง ขณะที่อีก 7 แห่ง ปิดให้บริการบางส่วน และมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบทั้งหมด 175 แห่ง

การดำเนินงานด้านการดูแลด้านสุขภาพจิต พบว่ามีพลเรือนที่มีอาการเครียดสูง 293 ราย และเสี่ยงฆ่าตัวตาย 41 ราย จากการคัดกรองทั้งหมด 21,007 ราย โดยทางกระทรวงสาธารณสุขส่งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ รวมถึงทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) เข้าให้ความช่วยเหลือแล้ว

ล่าสุด ในเวลาประมาณ 11.30 น. ของวันที่ 29 ก.ค. ทางกองทัพบกรายงานว่า มีกำลังพลเสียชีวิตจากเหตุสู้รบเมื่อวันที่ 28 ก.ค. เพิ่มอีก 3 นาย รวมเป็น 14 นาย นับตั้งแต่ที่มีการปะทะกันเมื่อวันที่ 24 ก.ค. เป็นต้นมา


ชาวกัมพูชากำลังรับอาหารขณะพักอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวของ จ.อุดรมีชัย

สำหรับข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบของฝ่ายกัมพูชา บีบีซีไทยได้รับข้อมูลจาก น.ส.ชาน กรรมการบริหารสื่ออิสระกัมพูชา (CCIM) ว่ามีข้อมูลตัวเลขที่อัปเดตถึงวันที่ 26 ก.ค. โดยโฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 13 คน เป็นทหาร 5 นาย และพลเรือน 8 ราย ขณะที่ผู้บาดเจ็บรวม 71 คน เป็นทหาร 21 นาย และพลเรือน 50 ราย


พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่าฝ่ายไทยจะดูแลทหารกัมพูชา 18 นายที่ควบคุมตัวมา "ตามแบบปฏิบัติในทางทหารของสากล และยึดหลักมนุษยธรรมสากล"

ขณะที่ช่วงเย็นที่ผ่านมา พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่าฝ่ายไทยมีการควบคุมตัวทหารกัมพูชา 18 นาย จากพื้นที่ ซำแต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ภายหลังเกิดการปะทะกัน โดยยืนยันว่าเป็นการ "ปลดอาวุธและควบคุมตัวตามขั้นตอน โดยยึดถือหลักมนุษยธรรมสากลอย่างเคร่งครัด"

โดยทหารฝ่ายกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัว ประกอบด้วย ชั้นยศ ร้อยตรี 1 นาย, จ่าสิบโท 2 นาย, สิบเอก 12 นาย, สิบโท 2 นาย, สิบตรี 1 นาย โดยในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บ 1 นาย ถูกกระสุนบริเวณสะโพกข้างขวาและแขนซ้าย ซึ่งภายหลังฝ่ายไทยได้ส่งเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลแล้ว

โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า ทหารกัมพูชาทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุม ณ พื้นที่ปลอดภัยของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งได้จัดเตรียมการดูแลขั้นพื้นฐานไว้ให้ ทั้งเสื้อผ้า อาหาร น้ำดื่ม และการรักษาพยาบาล ตามความจำเป็น โดยจะดูแลให้เป็นไปตามแบบปฏิบัติในทางทหารของสากล และยึดหลักมนุษยธรรมสากล

พล.ต.วินธัย ยังเปิดเผยอีกว่า ในจุดปะทะดังกล่าวยังพบผู้เสียชีวิตอีก 2 นาย ซึ่งฝ่ายไทยจะดำเนินการส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิต ตามหลักปฏิบัติสากลในการปฏิบัติต่อศพในภาวะสงคราม


สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร่วมไว้อาลัยและสดุดี พล.ท.ดวง สำเนียง ผู้บัญชาการกองพลแทรกแซงที่ 7 ซึ่งเสียชีวิตระหว่างการปะทะเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวขแมร์ไทมส์รายงานว่าวันนี้สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นำตัวแทนจากรัฐบาลกัมพูชา อาทิ พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม, นายซอร์ ซกคา รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย รวมถึงรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ของกัมพูชา ร่วมไว้อาลัยและสดุดี พล.ท.ดวง สำเนียง ผู้บัญชาการกองพลแทรกแซงที่ 7 ซึ่งเสียชีวิตระหว่างการปะทะเมื่อวันเสาร์ที่ 26 ก.ค. ด้วยวัย 67 ปี

ปฏิกิริยาจากฝ่ายการเมืองของไทย

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยขณะเดินทางเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ระบุว่า ไม่ได้แปลกใจกับความไม่สุภาพบุรุษ หลังถูกถามกรณีทหารกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยหลังจากนี้จะมีการแจ้งให้กับประเทศที่เข้ามาเป็นพยานทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่นายภูมิธรรม ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ยังมีการปะทะกันหลังจากช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมาว่าฝ่ายไทยยึดมั่นในข้อตกลง แต่ทหารกัมพูชาไม่มีวินัย ฝ่ายไทยจึงต้องตอบโต้ตามสถานการณ์ เช่น หากยิงปืนเล็กมาก็ยิงปืนเล็กกลับ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่าสถานการณ์ยังสงบ ไม่ได้มีการยกระดับ

รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีของไทย ยังระบุด้วยว่าขอให้รอดูการผลหารือในเวลา 10.00 น. ซึ่งแม่ทัพภาคของทั้งสองประเทศจะเป็นผู้หารือกัน ซึ่งหลังจากพูดคุยน่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อสักครู่ รมว.กลาโหม ของกัมพูชาได้โทรศัพท์หาตนเอง ซึ่งตนเองจะประสานให้มีการโทรกลับไปคุย

ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนจะไปเจรจา นายภูมิธรรมเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าการจะหยุดยิงต้องให้กัมพูชาแสดงความจริงใจ ด้วยการปรับกำลังและอาวุธหนักออกจากพื้นที่ แต่ทางามเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าการหยุดยิงต้องไม่มีเงื่อนไข แต่ "ไปเจรจากันอย่างไรถึงออกมาเป็นเช่นนี้"

นายภูมิธรรม ตอบกลับว่า สื่อคงเข้าใจผิด เพราะการพูดเรื่องหยุดยิงหมายถึง "ให้ยุติดำเนินการ" ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจบ โดยการหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข คือ ให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะหยุดยิงเมื่อไหร่ ส่วนการเจรจาหลังจากนั้น มีการกำหนดอยู่แล้วว่าให้เจรจาตามกลไก ซึ่งเป็นเรื่องที่กองทัพจะเจรจา โดยในรายละเอียดคงต้องพูดคุยกันผ่านกลไก RBC และ GBC เพื่อให้ได้ข้อสรุป

รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรียังปฏิเสธคำถามที่ว่าฝ่ายการเมืองโยนงานให้กับทหารหน้างาน โดยยืนยันว่าทุกอย่างมีการพูดคุยกันมาตลอด โดยให้กองทัพเป็นฝ่ายตัดสินใจ และประสานกับฝ่ายการเมือง

อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่ากระทรวงกลาโหม, 4 เหล่าทัพ, รวมถึงรัฐบาล ทำงานเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน และเป็นเอกภาพ

เขายังเปิดเผยด้วยว่าจะใช้กลไกทวิภาคีในการพูดคุยกับกัมพูชาภายหลังจากเสียงปืนสิ้นสุดลง ส่วนจะเดินหน้าเอาผิดกัมพูชาในฐานละเมิดอาชญากรรมสงครามหรือไม่ ต้องรอพูดคุยกัน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าในที่ประชุม ครม. วันนี้ได้เน้นย้ำให้กองทัพปกป้องอธิปไตยของไทยและบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงให้ตรึงกำลังไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

นอกจากนี้ เขายังบอกด้วยว่าในลำดับต่อไปจะแจ้งไปยังสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์ตั้งแต่การเจรจาหยุดยิงที่มาเลเซียเมื่อวานนี้ว่าทางกัมพูชาละเมิดการหยุดยิงหลังเที่ยงคืนในรูปแบบไหนและอย่างไรบ้าง

ด้านนายภูมิธรรมกล่าวในการแถลงร่วมเมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. ว่าจะทำเรื่องประท้วงไปยังประธานอาเซียนด้วย


นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศของไทย ระบุไทยดึงกัมพูชากลับมายังกลไกทวิภาคีได้สำเร็จ

ในการแถลงที่กระทรวงการต่างประเทศช่วงบ่ายวันนี้ นายมาริษ รมว.ต่างประเทศของไทย บอกว่า นานาชาติสนับสนุนแนวทางการแก้ไขของประเทศไทยที่ใช้กลไกทวิภาคีเป็นแนวทางหารืออย่างสันติและจริงใจ และจากการเจรจาหยุดยิงซึ่งจัดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวานนี้ ก็ทำให้เห็นว่าไทยประสบความสำเร็จในการดึงให้กัมพูชามาพูดคุยภายใต้กลไกทวิภาคีต่าง ๆ ที่มีอยู่ โดยมีมหาอำนาจ เช่น จีน และสหรัฐฯ รวมถึงอาเซียน ร่วมกันเป็นพยาน

เขาเปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่าทางกระทรวงการต่างประเทศจะส่งหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังประธานอาเซียน รวมถึง นายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศของจีน และ นายมาร์โค รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าทางกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างไรบ้าง

พร้อมกันนี้ ตนเองได้ต่อสายให้นายภูมิธรรมพูดคุยกับนายอันวาร์แล้ว เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และเผอิญว่านายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียอยู่กับนายอันวาร์ด้วย จึงได้รับฟังข้อเท็จจริงจากฝ่ายไทยพร้อมกัน

https://www.bbc.com/thai/articles/cvgvdygrvvko


อดีตพนักงานศูนย์แจกจ่ายสิ่งของช่วยเหลือของมูลนิธิด้านมนุษยธรรมกาซา บอกบีบีซีว่า เค้าเห็นอาชญกรรมสงครามในกาซา


https://www.facebook.com/BBCnewsThai/videos/1280589893712176



บีบีซีไทย - BBC Thai
14 hours ago
·
ท่ามกลางคำเตือนจากหน่วยงานด้านมนุษยธรรมถึงภาวะ “อดอยากครั้งใหญ่” ที่ใกล้เข้ามา บีบีซีได้พูดคุยกับญาติของผู้เสียชีวิตบางส่วนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ที่ถูกสังหารในกาซา อ่านรายละเอียด: https://bbc.in/4f91eUJ

https://www.bbc.com/thai/articles/c4gmx8yyypjo



ท่ามกลางกระแสกองทัพมาแรง พูดถึง"ความเลว" ของทหารในฐานะ “องค์กร” ได้บ้างใหม ?


จากFBท่านหนึ่ง

Ratthapol Supasopon
9 hours ago
·
พวกคุณคิดว่ากองทัพที่เคยปฏิบัติการจนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งยืนสาแก่ใจฟาดคนด้วยเก้าอี้ ลากศพของคนในชาติด้วยกันไปมาได้อย่างเหี้ยมโหด
ทำให้พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต้องอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกกันมานาน แล้วก็ทำให้คนในชาติเชื่อได้เป็นสิบปีไม่มีข้อสงสัยว่าต้องสังหารกันเท่านั้น
เคยปฏิบัติการจนคนในกรุงเทพเห็นดีเห็นงามกับการสังหารหมู่คนเสื้อแดงกลางเมืองหลวง แถมยังออกไป Big Cleaning กัน
เคยก่อการรัฐประหารมานับสิบครั้ง
สังหารคนในชาติมาไม่รู้กี่ราย จับซ้อม ทรมาน คุมขัง อุ้มหาย
แถมเอาเปรียบนายทหารชั้นผู้น้อยไม่รู้เท่าไหร่ เกณฑ์คนปีนึงมากมายเพื่อไปทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ เสียเวลาชีวิตคนไปทำไหร่
เอางบประมาณปี ๆ นึงเป็นแสนล้านไปซื้ออาวุธ เรือดำน้ำ รถถัง สารพัดที่จะส่อคอร์รปชัน
ทำ IO ในทุกเหตุการณ์ที่ว่ามา แถมยังทำใส่รัฐบาลพลเรือนของตัวเอง ใส่นักกิจกรรมทางการเมือง ใส่ฝ่ายค้าน สุมไฟความเกลียดชังเพื่อนบ้าน
และทุกปฏิบัติการที่ทำ ก็กระทำอย่างจงใจและตั้งใจ แต่ไม่มีใครตรวจสอบได้เลย แถมหลายคนที่พยายามต่อต้านก็ถูกข่มขู่คุกคามด้วย
แบบนี้.. มันคือภาคส่วนที่น่าไว้วางใจในฐานะ “องค์กร” จริง ๆ เหรอ?
ชีวิตของนายทหารรวมถึงพลเรือนที่เสียไปในศึกที่ไม่จำเป็นแต่แรกแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่หดหู่ใจและน่าเสียใจมาก แต่ให้เอาไปเชิดชูกองทัพในฐานะองค์กร ให้พวกนายพลหากินกับงบประมาณได้มีข้ออ้างต่อไป ผมก็คงไม่เอาด้วย
และการตั้งคำถาม วิจารณ์ หรือด่าทอ ก็ไม่ใช่การลดทอนคุณค่าของชีวิตทหารและพลเรือนที่ต้องเสียไปด้วย มันเป็นคนละส่วนกัน
มันคือการให้เกียรติ ชีวิตที่ต้องเสี่ยงทั้งของพลทหารและพลเรือน รวมถึงการใช้จ่ายภาษีงบประมาณในอนาคตด้วย เพื่อยืนยันว่าอะไรบัดซบเหล่านั้น มันจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก
.....

ภัควดี วีระภาสพงษ์
10 hours ago
·
ให้กำลังใจ Sahassawat Kumkong สหัสวัต คุ้มคง นะคะ สิ่งที่คุณพูดไม่มีอะไรผิด สังคมไทยต่างหากที่หัวอ่อนตามกระแส เราก็เลยตกอยู่ในวังวนของการรัฐประหารและการแทรกแซงของกองทัพมาโดยตลอด
“รู้หรือยังว่าทหารมีไว้ทำไม?” รู้มานานแล้วว่าทหารมีไว้ป้องกันชายแดน แต่ไม่ใช่มีไว้บริหารประเทศหรือแทรกแซงกิจการพลเรือน
ครั้งนี้มีพลทหารและนายสิบเสียชีวิตหลายท่าน เราเสียใจกับพวกเขาและครอบครัว ในยามมีชีวิตอยู่ พวกเขาควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้ ได้เงินเดือนดีกว่านี้ ได้กินอาหารดีกว่านี้ ได้รับโอกาสพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองมากกว่านี้ เพื่อว่าถ้าเขามีชีวิตอยู่จนปลดประจำการ เขาจะออกไปประกอบอาชีพอื่นและอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี
การแสดงความเสียใจต่อทหารที่พลีชีพ โดยไปยกย่องทั้งกองทัพ เท่ากับไปค้ำจุนระบบหน่วยงานที่ยังมีความฉ้อฉล คอร์รัปชั่น ไม่โปร่งใส ทำร้ายทหารชั้นผู้น้อยจนเสียชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่ไม่ต่างจากการกระทืบซ้ำทหารที่ตายแล้วและทหารที่ยังมีขีวิตอยู่ เท่ากับไปส่งเสริมให้พวกนายพลพุงปลิ้นกันต่อไป
ถ้ารักทหารจริง เสียใจต่อทหารที่ตายไปจริง เราควรยิ่งเรียกร้องให้ 

ข่าวจากชายแดน ความเสียหายที่ชายแดนรอบนี้รุนแรงกว่าปี 54 ประมาณ 10 เท่า รัฐไม่พร้อมที่จะดูแลศูนย์อพยพ การช่วยเหลือจะกระจุก


Chainarong Setthachua
8 hours ago
·
ให้สัมภาษณ์ The Active

The Active
9 hours ago
·
นักวิชาการ ติงรัฐล้มเหลวดูแลประชาชน ในภาวะวิกฤตชายแดน
.
หวังใช้ประสบการณ์รอบนี้ เป็นบทเรียน สู่การเตรียมพร้อมรับมือที่ดีกว่า เชื่อ ยังไม่มีใครการันตีว่าเหตุปะทะจะไม่เกิดขึ้นอีก ห่วง ลัทธิชาตินิยม กำลังทำงาน วอนคนไทยอย่าสนับสนุนความรุนแรง ยกระดับสู่ประเทศที่เป็นอารยะ
.
.
อ่านเพิ่มจากลิงก์
https://theactive.thaipbs.or.th/.../socialmovement...
https://theactive.thaipbs.or.th/news/socialmovement-20250729-2

Chainarong Setthachua .
17 hours ago
·
ข่าวจากชายแดน
ได้คุยกับลูกศิษย์ที่ทำวิทยานิพนธ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และต้องช่วยเหลือพี่น้องชาวบ้านที่ถูกอพยพทั้งในเหตุการณ์ ปี 2554 และเหตุการณ์ขณะนีั เธอบอกว่า
1.ความเสียหายที่ชายแดนรอบนี้รุนแรงกว่าปี 54 ประมาณ 10 เท่า เนื่องเพราะอาวุธที่รบกันมีอานุภาพร้ายแรงกว่ามาก
2.แม้รัฐมีแผนการอพยพประชาชน แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ หลายคนแทบจะหนีมาตัวเปล่า แค่เอาตัวรอดก็บุญแล้ว
3.รัฐไม่พร้อมที่จะดูแลศูนย์อพยพ การช่วยเหลือจะกระจุก เช่น ที่จังหวัดสุรินทร์ จะช่วยเหลือที่อำเภอเมืองสุรินทร์เป็นหลัก ส่วนอำเภออื่นๆ เช่น บัวเชด กาบเชิง ขาดแคลนอาหาร ส่วน ชรบ.ก็ต้องอาศัยอาหารสำรองจนจะหมดแล้ว หากยืดเยื้ออีกคงมีคนอดตายแน่ๆ
4.กลุ่มคนที่แบกรับภาระหนักคือ หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ที่ต้องดูแลสุขภาพผู้อพยพ
5.กลุ่มคนที่ต้องตกเป็นเหยื่ออีกกลุ่มคือแรงงานข้ามชาติที่ชายแดน พวกเขาหวาดกลัวมากจนแทบทำงานไม่ได้ การจะพูดแต่ละคำออกมามันยากมาก จากแต่เดิมที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตร
6.ปัญหาที่ชายแดนเป็นเพราะรัฐบาลปล่อยให้หมักหมมมานาน ฝ่ายการเมืองไม่สนใจที่จะคลี่คลายปัญหา
7.ความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่รุนแรงกว่าปี 54 ยังมาจากกระแสชาตินิยมจากทั้งสองประเทศที่ใช้โซเชียลสร้างความเกลียดชัง ซึ่งขัดกันอย่างสิ้นเชิงกับโลกในยุคไร้พรมแดน ขณะที่คนที่ชายแดนต้องการสันติสุข ไม่ใช่สงคราม

https://www.facebook.com/chainarong.stc/posts/1967469917388720


โครตไทย🤣


ศาสดา
Yesterday
·
ที่มาของคำว่า
“นักบุญทุนคนอื่น”
มีคนฝากบริจาคผ่านมา
แต่ชื่อและหน้าเราต้องเด่นหรากว่าใคร





https://www.facebook.com/sasdha/posts/1354689362879843?ref=embed_post


Pavin Chachavalpongpun
10 hours ago
·
แย่จังค่ะ ฉวยโอกาสสงครามเพื่อหาเสียงทางการเมือง ที่สำคัญ ไม่ใช่ทุนทรัพย์ของตัวเองด้วยซ้ำ ที่เคยเขียนไปแล้ว มันเป็นอะไรที่คนที่ทำหน้าที่สื่อสารให้รัฐบาลไม่ควรทำเลย หน้าที่ตัวเองคือสื่อสารค่ะ ไม่ใช่หาเสียง



https://www.facebook.com/photo?fbid=9731845213583821&set=a.127047247397047


มาช้าแต่ก็ยังมา... องค์กรสิทธิสำคัญสองกลุ่มของ #อิสราเอล แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า ประเทศของตนกำลังก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใน #ฉนวนกาซา


Pipob Udomittipong
16 hours ago
·
องค์กรสิทธิสำคัญสองกลุ่มของ #อิสราเอล แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า ประเทศของตนกำลังก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใน #ฉนวนกาซา นับเป็นครั้งแรกที่องค์กรในประเทศกล่าวหาประเทศของตนเองในลักษณะนี้ หลังสงครามเกิดขึ้นมาเกือบ 22 เดือน

B'Tselem (เบสเซเลม) และ Physicians for Human Rights-Israel แถลงร่วมกันว่า อิสราเอลกำลังก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา

เบสเซเลม ซึ่งยังได้จัดทำรายงานบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิของกองทัพอิสราเอลในฉนวนกาซา ยังแถลงต่างหากว่า “ฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่มันคือความจริง อิสราเอลกำลังดำเนินการอย่างจงใจ และผ่านการประสานงานเพื่อทำลายล้างชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา”

นับเป็นเรื่องประหลาดเพราะการสังหารหมู่ชาวยิวโดยพวกนาซีสมัยสงครามโลก เป็นที่มาให้ประเทศทั่วโลกลงนามรับรองอนุสัญญาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปี 1948 และนิยามว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” หมายถึง "การกระทำใดโดยมีเจตนาที่จะทำลายล้างกลุ่มชาติพันธุ์ เชื้อชาติ หรือศาสนา ทั้งหมดหรือบางส่วน"

เบสเซเลมยังระบุด้วยว่า “เมืองทั้งเมือง (ในกาซา) ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ การศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมถูกทำลายอย่างเป็นระบบ ชาวปาเลสไตน์ 2 ล้านคนถูกบังคับให้พลัดถิ่นฐาน โดยมีเป้าหมายเพื่อขับไล่พวกเขาออกจากฉนวนกาซา”

“แน่นอนว่า ความอดอยากและการสังหารหมู่ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างชัดเจนที่จะทำลายล้างประชากรในฉนวนกาซา และการทำให้สภาพความเป็นอยู่เลวร้ายจน จนประชาชนปาเลสไตน์ไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้”

ถ้าใครได้อ่านรายงานของเบสเซเลม จะเห็นว่าทางหน่วยงานมองว่ากระบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ เกิดขึ้นตั้งแต่การก่อตั้งประเทศอิสราเอลในปี 1948 ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 7 ต.ค.

โดยมีทั้งการใช้วิศวกรรมด้านประชากร (demographic engineering) ผ่านการบังคับให้เคลื่อนย้าย (forced displacement) การสังหารล้างเผ่าพันธุ์ และการจัดตั้งระบบการแบ่งแยกทางกฎหมายและทางกายภาพระหว่างพื้นที่ของชาวยิวและชาวปาเลสไตน์

รายงานฉบับเต็ม https://www.btselem.org/.../202507_our_genocide_eng.pdf

https://www.facebook.com/photo?fbid=10162871632821649&set=a.10150096728651649



แน่ใจนะ เอาลุงตู่กลับมา!!


แน่ใจนะ เอาลุงตู่กลับมา!!

พ่อเลี้ยงเจจากดาวอังคาร

Jul 14, 2025 

นิด้าโพล บอกผลสำรวจถึง 32.82 % อยากให้ลุงตู่กลับมาเป็นนายก แต่ดูก่อนท่านผู้เจริญ เชิญหาความจริงในคลิปนี้ ว่าถ้าลุงตู่กลับมาปัญหาเขมรจะแก้ได้มั้ย ทำไมใครๆก็ชอบลุง ทั้ง uncleฮุนเซ็นและ uncle โทนี่สทร.

https://www.youtube.com/watch?v=nlpwaLG-yBw



On This Day - ‘โกตี๋’ ถูกบุกอุ้มตัวหน้าที่พัก ระหว่างลี้ภัยทางการเมืองใน สปป.ลาว - ชวนอ่าน โพสต์ของ จอม เพชรประดับ เล่าถึงเหตุการณ์



On This Day - ‘โกตี๋’ ถูกบุกอุ้มตัวหน้าที่พัก ระหว่างลี้ภัยทางการเมืองใน สปป.ลาว

29 กรกฎาคม 2568
ประชาไท

29 ก.ค. 2560 โกตี๋-วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ ‘สหายหมาน้อย’ นักเคลื่อนไหวและผู้ลี้ภัยทางการเมืองใน สปป.ลาว ถูกกลุ่มชายชุดดำที่พูดภาษาไทยได้บุกอุ้มตัวจากบริเวณหน้าที่พัก ขณะที่ผู้นำทางกองทัพไทยขณะนั้นปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ แม้เคยทำหนังสือขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากรัฐบาลลาวก็ตาม

โกตี๋เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองจากกลุ่ม ‘ปทุมธานีรักษ์ประชาธิปไตย’ ซึ่งก่อตั้งเพื่อต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเคยทำหน้าที่เป็นการ์ดคนเสื้อแดงระหว่างการชุมนุมปี 2553 ก่อนจะผันตัวเป็นนักเคลื่อนไหวอิสระภายหลังการสลายการชุมนุมในปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ โดยเขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้จัดวิทยุชุมชน REDGARD RADIO

ในปี 2557 โกตี๋ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีมาตรา 112 จากการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างประเทศ และกลายเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีก่อการร้าย จากการถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ หลายครั้ง หลังการรัฐประหารโดย คสช. โกตี๋ได้ลี้ภัยทางการเมืองเหมือนกับนักกิจกรรมอีกหลายราย โดยเขาไปอาศัยอยู่ที่ประเทศลาว และยังคงเคลื่อนไหวผ่านการทำสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

ด้วยบทบาทและรูปแบบการแสดงออกทางการเมือง โกตี๋กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ คสช. ต้องการตัว โดยเมื่อ 7 เม.ย. 2560 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้สั่งการให้จัดทำหนังสือถึงหัวหน้ากรมสันติบาล สปป.ลาว เพื่อขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน แต่ยังไม่ทันมีความคืบหน้าก็เกิดเหตุโกตี๋ถูกบุกอุ้มตัวไปในวันที่ 29 ก.ค. 2560

30 ก.ค. 2560 จอม เพชรประดับ ผู้สื่อข่าวอิสระและผู้ลี้ภัยทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กว่า โกตี๋ถูกกลุ่มชายชุดดำประมาณ 10 คน คลุมหน้าด้วยหมวกไหมพรมและมีอาวุธครบมือ บุกจับตัวขณะลงจากรถเพื่อเข้าบ้านพักในลาวพร้อมเพื่อนอีก 2 คน โดยกลุ่มชายชุดดำคาดว่าดักรออยู่ก่อนแล้ว เอาผ้าคลุมหน้า ยัดปาก และมัดมือทุกคน ก่อนลากเพื่อนของโกตี๋มาขังรวมกันไว้ภายในบ้าน แล้วแยกโกตี๋ไปขึ้นรถอีกคัน

เพื่อนโกตี๋เล่าว่า กลุ่มชายชุดดำพูดภาษาไทยและใช้ที่ช็อตไฟฟ้าทำร้ายร่างกายพวกเขา พร้อมขู่ไม่ให้ส่งเสียง พวกเขายังได้ยินเสียงโกตี๋ร้องว่า “โอ๊ย หายใจไม่ออก” ก่อนเสียงจะเงียบลง

https://prachatai.com/journal/2025/07/113939
.....


Jom Petchpradab
July 30, 2017
·
"โกตี๋"ถูกอุ้มหายจากประเทศเพื่อนบ้านอาจข้ามฝั่งเข้าไทยแล้ว
ผมได้รับคำยืนยันจากคนที่ใกล้ชิดกับ โกตี๋ ( วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ) หรือ สหายหมาน้อยว่า โกตี๋ ได้ถูก กลุ่มชายชุดดำ ประมาณ 10 คน หลุมหน้าด้วยหมวกไหมพรหม พร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าจับตัวไป เมื่อเวลา 9.45 ตามเวลาท้องถิ่นในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ขณะที่ โกตี๋ กำลังจะลงจากรถ เพื่อจะเข้าบ้านพร้อมเพื่อนอีก 2 คน โดยกลุ่มชายชุดดำดังกล่าว ได้แอบซุ่มตัวอยู่ข้างบ้านก่อนที่ โกตี๋จะมาถึง และเมื่อโกตี๋ กำลังจะก้าวลงจากรถ พร้อมเพื่อนอีก 2 คน กลุ่มชายชุดดำดังกล่าวก็ได้กระจายกำลังกัน เข้าจับกุมทั้ง 3 คน โดยเอาผ้าคลุมหน้าทุกคน พร้อมเอาผ้ายัดปาก และมัดมือไพล่หลัง จากนั้นก็แยก โกตี่ พาไปขึ้นรถที่เตรียมไว้ ส่วนเพื่อนโกตี๋อีก 2 คน ถูกลากมาขังไว้รวมกันไว้ภายในบ้าน จากนั้น กลุ่มชายชุดดำก็ออกจากบ้านไป
หลังจากเพื่อนโกตี๋ทั้ง 2 คน ดิ้นหลุดจากการถูกมัด ก็ได้เรียกให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงช่วย โดยแจ้งให้ตำรวจในพื้นที่ทราบแล้ว
เพื่อนโกตี๋ที่ถูกจับ เล่าให้ฟังว่า ชายชุดดำที่เข้ามาจับกุมพวกตนนั้น พูดภาษาไทย และใช้ที่ช๊อตไฟฟ้า ช๊อคเข้าที่ต้นคอตน จากนั้นก็ซ้อมแต่ละคน พร้อมขู่ไม่ให้พูด ไม่ให้ร้อง ขณะเดียวกันเขาบอกว่า ยังได้ยินเสียง โกตี๋ พูดว่า "โอ้ย หายใจไม่ออก" จากนั้น เสียงโกตี๋ ก็เงียบไป
ซึ่งตอนนี้เพื่อนทั้งสองคนได้แจ้งความกับตำรวจในพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่มีใครทราบว่า ถึงตอนนี้โกตี๋ อยู่ที่ไหน และยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่จากคำบอกเล่าของคนใกล้ชิดโกตี๋เชื่อว่า ตอนนี้ โกตี๋ น่าจะยังมีชีวิตอยู่และน่าจะถูกนำตัวข้ามไปฝั่งไทยเรียบร้อยแล้ว
( ภาพประกอบ - เป็นอุปกรณ์ที่กลุ่มชายชุดดำใช้ในการอุดปาก ปิดหน้า และมัดมือ )
ปล..แม้ว่าหลายกลุ่มในขบวนที่กำลังต่อสุ้กับอำนาจเผด็จการในประเทศไทย จะไม่เห็นด้วยกับแนวทางการต่อสุ้ของ โกตี๋ แต่สำหรับผม ผมชื่นชมในความกล้าด้วยการเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อต่อสู้ในสิ่งที่เขาคิดและเขาเชื่อ ... ขอให้ปลอดภัยนะครับ

https://www.facebook.com/jom.petchpradab/posts/10155515491008965





เปิดผลหารือ 7 ข้อ ‘แม่ทัพภาคที่ 2’กับ‘รอง ผบ.ทหารภูมิภาคที่ 4 เขมร’



29 กรกฎาคม 2568 พล.ต.วันธัย สุวารี โฆษกทบ. เปิดเผยว่า ล่าสุด ผบ.กองกำลัง พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 กับฝ่ายกัมพูชา ได้พบกันแล้ว ระหว่าง พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กับ รอง ผบ.ทหารภูมิภาคที่ 4 โดยรายละเอียด ผลการหารือที่ช่องจอม คือ

หยุดยิง
ห้ามยิงต่อประชาชน
หยุดเพิ่มเติมกำลัง
ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง
อำนวยความสะดวกในการส่งกลับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต
จัดตั้งชุดประสานงานเพื่อแก้ปัญหาฝ่ายละ 4 คน
รอหารืออีกครั้งตามผลการประชุม GBC. ในวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพ

ที่มา แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/902773


มนุษย์กรุงเทพฯ ชาวกัมพูชา "พวกเราไม่เคยมีเรื่องกับใคร อยู่แบบถูกกฎหมาย ทำงานโดยสุจริต ไม่ได้แย่งงานคนไทย งานที่เราทำเป็นงานที่คนไทยไม่ค่อยทำกันอยู่แล้ว ส่วนสถานการณ์ในตอนนี้ อยากให้เหตุการณ์จบเร็วๆ นะคะ อยากให้มีสันติภาพ อยากให้มีมิตรภาพต่อกัน”


มนุษย์กรุงเทพฯ
13 hours ago
·
“เราสองคนเข้ามาทำงานที่ไทยได้สิบกว่าปีแล้ว แฟนเข้ามาทำอยู่ร้านอาหารก่อน เวลาผ่านไปสักระยะ เราถึงตามมาอยู่ด้วย คิดถึงแฟนค่ะ อยากอยู่ด้วยกัน (ยิ้ม) ตอนนั้นเราเสิร์ฟอาหาร ล้างจาน ล้างห้องน้ำ ทำทุกอย่างเลย จากตอนแรกที่พูดภาษาไทยไม่ได้ ตอนนี้พูดได้แล้ว ทำงานที่ไทยสะดวกนะคะ สบายใจ ปลอดภัย เหมือนอยู่บ้านตัวเอง มีเงินส่งกลับไปให้ครอบครัวที่กัมพูชา ลูกของเราเรียนอยู่ที่นั่น พออยู่ไกลกันก็คิดถึง พวกเรากลับบ้านปีละครั้งในช่วงที่ลูกปิดเทอม เวลากลับไปก็ซื้อของไปฝาก ได้ใช้เวลาอยู่กับลูก และได้ดูแลแม่ที่อายุเยอะแล้วด้วย

“เมื่อหลายปีก่อนเราเคยตัดสินใจกลับไปอยู่กัมพูชา อยากกลับไปอยู่กับครอบครัว ในใจคิดว่าคงไม่ได้กลับมาไทยแล้ว แต่ผ่านไปสักครึ่งปี เจ้านายโทรหา ขอให้กลับมาช่วยงานอีกครั้ง โทรแล้วโทรอีกจนเราใจอ่อน เขาเป็นเจ้านายที่ดีมากเลยค่ะ เคยจ่ายเงินต่อพาสปอร์ตให้ก่อน บางครั้งก็จ่ายค่าเครื่องบินให้ด้วย เรามีเงินตอนไหนค่อยทยอยให้ (แฟนที่อยู่ข้างๆ พูดเสริมว่า “เจ้านายใจดีกับเราสองคนมากครับ มีปัญหาอะไรก็ช่วยเหลือตลอด") เราอยู่ด้วยกันจนผูกพัน พอเขาโทรมาขอแบบนั้น เลยตัดสินใจกลับมาทำงานอีก คุยกันไว้ว่าจะทำจนพาสปอร์ตหมดอายุแล้วกลับ

“แถวนี้ (ซอยสำราญราษฎร์) มีคนกัมพูชาอยู่เยอะ ส่วนใหญ่ทำงานร้านอาหารกัน เราไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นยังไง แต่สำหรับเราสองคน คนแถวนี้ดีมากเลยค่ะ คุ้นเคยกันจนเหมือนเป็นญาติกัน ลูกค้าที่มาทานอาหารก็ด้วย ไม่เคยมีใครรังเกียจพวกเรา อยู่มาสิบกว่าปี ยังไม่เคยเจอคนพูดไม่ดีเลย แม้แต่ในช่วงนี้ก็ตาม เรายังไม่เคยเจอใครมาไล่ คนกันพูชาแถวนี้กลับบ้านกันเยอะ บางคนกลับชั่วคราว บางคนกลับถาวร เคยมีลูกค้ามาถามว่า ‘เป็นยังไงบ้าง จะกลับบ้านไหม’ เราตอบไปว่า ‘ไม่กลับค่ะ หนูจะอยู่ที่นี่แหละ’ เขาก็บอกว่า ‘ดีแล้ว ไม่ต้องกลับหรอก อยู่ที่นี่ปลอดภัย’

“บ้านของเราอยู่เลยพนมเปญไปอีก ติดชายแดนเวียดนามเลย ห่างจากจุดที่ยิงกันพอสมควร ไม่ได้อันตรายอะไรนะคะ แต่พอแม่เห็นข่าวว่าคนกัมพูชากลับบ้านกันเยอะ เขาก็กลัว เป็นห่วงว่าพวกเราจะเป็นอันตราย โทรมาถามหลายครั้งว่า ‘ไม่กลับบ้านเหรอ’ เราตอบแม่ไปว่า ‘ไม่ต้องห่วงนะแม่ อยู่ที่นี่ปลอดภัย’ พวกเราพักอยู่บ้านเจ้านาย ไม่ได้อยู่ห้องเช่า เจ้านายดูแลดีมาก เขาบอกตลอดว่าไม่ต้องกังวล ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ จะจองตั๋วเครื่องบินให้เลย เราเคยพูดกับแม่ไปว่า ‘ถ้าสุดท้ายคนกลับกันหมดจริงๆ หนูจะกลับไปเพื่อให้แม่สบายใจนะ’

“ตัวเองไม่ค่อยได้ติดตามข่าว ปวดหัวค่ะ (ยิ้ม) ถ้าเครียดมากก็ไม่มีสมาธิทำงานอีก ถ้าวันไหนเราเครียด น้องๆ ในร้านจะเครียดตามไปด้วย เคยเห็นข่าวว่าคนไทยจะมาไล่พวกเรา อยากบอกเขาว่า อย่าเกลียดกันเลยค่ะ พวกเราไม่เคยมีเรื่องกับใคร อยู่แบบถูกกฎหมาย ทำงานโดยสุจริต ไม่ได้แย่งงานคนไทย งานที่เราทำเป็นงานที่คนไทยไม่ค่อยทำกันอยู่แล้ว ส่วนสถานการณ์ในตอนนี้ อยากให้เหตุการณ์จบเร็วๆ นะคะ อยากให้มีสันติภาพ อยากให้มีมิตรภาพต่อกัน”
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1279860496843066&set=a.649473419881780



วันอังคาร, กรกฎาคม 29, 2568

รักษาการนายกฯ ฉุนนักข่าวถามจี้ใจดำ เจรจากันแล้วไหงยังไม่ยอมหยุดยิงอีก แถมรีบชมเชยทหารขนานใหญ่ หาว่านักข่าวเสี้ยมให้ฝ่ายการเมืองทะเลาะทหาร

“ดีใจกับการเจรจาหยุดยิง ไทย-กัมพูชา สำเร็จในครั้งเดียว วันเดียว” ได้ไม่ทันไร ข่าวยิงระลอกใหม่มาอีกแล้ว และไม่ใช่น้อย บางสายว่าทางไทยบาดเจ็บ ๑๒๖ ตาย ๒ ทว่าการตอบโต้ด้วย เอฟ-๑๖ สองลำ น่าจะทำให้เขมรสูญเสียหนักเหมือนกัน

facebook.com/chay.thnng.sakdi เพจนี้เก็บมาเล่าว่า ก่อนเที่ยงคืนวันที่ ๒๙ กรกฎานี้ กองทัพเขมรส่งหน่วยรบพิเศษ BHQ ราว ๕๐๐-๑,๐๐๐ นาย ขึ้นไปบนปราสาทตาควายและตาเมือนธม ปะทะกับทหารไทย หมายจะยึดคืน แต่ไม่สำเร็จ

รุ่งขึ้นนักข่าวรุมล้อมถาม ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ ยอมรับว่า “ยังมีอะไรที่ยังสื่อสารกันไม่ได้ทั้งหมด” ตอนนี้ (ราว ๑๐.๐๐ น. วันที่ ๒๙) “แม่ทัพภาคของทั้งสองประเทศกำลังหารือกันอยู่” ท่าทางทั่นรองฯ ออกแนวฉุนๆ อยู่

เรื่องนี้จะเป็นประสบการณ์และบทเรียน ให้ได้เห็นว่ามีทหารเอาไว้ทำไม ชัดเจนว่าหากไม่มีทหาร เรื่องนี้คงแย่ไปมากกว่านี้ รองนายกฯ ดูจะตั้งใจพูดถึงความสำคัญของทหารเป็นพิเศษ “เพราะการปกป้องประเทศ ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา”

เขาว่าขณะนี้เป็นภาวะวิกฤตก็เลยต้องชมเชย “ต้องให้กำลังใจทหารหาญของประเทศ” มากหน่อยละมัง ทั้งที่ตลอดการพิพาทที่ผ่านมา มีการชื่นชมทหารกันไม่ขาด ถึงขนาด สศจ.เอาไปค่อนแคะว่า แม้แต่ฝ่ายประชาธิปไตยก็พากันยกย่องทหารเสียใหญ่โต

ภูมิธรรมบอกด้วยว่า “ขณะนี้มีการมอบอำนาจชัดเจน ให้ทางแม่ทัพภาคเป็นผู้หารือ” พอนักข่าวย้อนว่า “เป็นการที่ฝ่ายการเมืองโยนงานให้ทหารหน้างานหรือไม่” ภูมิธรรมยิ่งฉุนใหญ่ “พูดแบบนี้เหมือนจะให้ฝ่ายการเมืองทะเลาะกับทหาร”

แสดงว่าแม้แต่รักษาการนายกฯ เองก็ยังไม่ได้รุ่มลึกกับสถานการณ์เท่าไร ตามที่ Theerapat Charoensuk วิเคราะห์ไว้ ให้ยอมรับเสียก่อนในเบื้องต้นว่า “ระบอบฮุนเซนวางแผนการปะทะครั้งนี้มานานตั้งแต่ต้นปีแล้ว...แต่รัฐบาลไทยชะล่าใจ”

นอกจากนั้น “เพราะรัฐบาลแพทองธารไม่เข้มแข็ง ขาดความสามารถในการป้องปราม เจรจาต่อรอง ไม่กล้าตัดสินใจ อยู่ในเซฟโซนทุกเรื่อง ไม่ทำในเรื่องที่ควรทำ และชอบทำในเรื่องที่ไม่ควรทำ...สำคัญที่สุดหลังหยุดยิงต่อจากนี้

คือการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยอพยพ ครอบครัวทหารที่สละชีพ เก็บหลักฐานการละเมิดและความเสียหายที่ได้รับ รวบรวมฟ้องต่อโลก” จากนั้น “ไทยจำเป็นต้องจินตนาการจัดระเบียบความสัมพันธ์กับกัมพูชาในระบอบฮุนเซนใหม่

เราไม่อาจเป็นมิตรกับผู้ที่ไม่คิดว่าเราเป็นมิตรได้อีกต่อไป แม้จะย้ายบ้านหนีกันไม่ได้ แต่เราเลือกไม่คบได้”

(https://www.facebook.com/terasphere/posts/qEhE4YLsFEW, https://www.facebook.com/Mono29News/posts/2Nwnu4ESV9b และ https://www.facebook.com/chay.thnng.sakdi/posts/NBnFDnvQrc) 

"หยุดยิงทันที และไม่มีเงื่อนไข" สัญญาณดี แต่ต้องมีกลไกตรวจสอบ เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ไว้ใจกันในเชิงยุทธศาสตร์ การส่งกำลังของบุคคลที่สามเข้ามาประจำการตามแนวชายแดนจะช่วยได้มาก


บีบีซีไทย - BBC Thai
8 hours ago
·
“เนื่องจากไทยกับกัมพูชายังไม่ไว้ใจกันในเชิงยุทธศาสตร์ การส่งกำลังของบุคคลที่สามเข้ามาประจำการตามแนวชายแดนจะช่วยได้มาก” ดร.เราะห์มาน ยาค็อบ นักวิจัยประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันโลวี (Lowy Institute) ประเทศออสเตรเลีย กล่าวกับบีบีซีไทย
.
อ่านเพิ่มเติมที่นี่ https://bbc.in/3ISMCwJ

"หยุดยิงทันที และไม่มีเงื่อนไข" ไทย-กัมพูชาบรรลุข้อตกลง มีผลเที่ยงคืนวันนี้ หลังปะทะชายแดนเข้าสู่วันที่ 5


นายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา จับมือกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการราชการแทนนายกฯ ไทย ภายหลังร่วมแถลงข่าวบรรลุข้อตกลงหยุดยิง โดยมีนายกฯ มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก

28 กรกฎาคม 2025
บีบีซีไทย

ผู้นำรัฐบาลไทยและกัมพูชาหลังเผชิญหน้ากันเป็นครั้งแรกบนโต๊ะเจรจาที่มาเลเซีย ก่อนบรรลุข้อตกลง "หยุดยิง และไม่มีเงื่อนไข" ตั้งแต่เที่ยงคืนวันนี้ (28 ก.ค.) หลังจากทหารของ 2 ประเทศเปิดฉากสู้รบกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาต่อเนื่องเป็นวันที่ห้า

การประชุมนัดพิเศษเกิดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในเวลา 15.00 น. ของวันนี้ (28 ก.ค.) โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเชีย ในฐานะประธานอาเชียน เป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวก

ฝ่ายไทย มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำคณะ

ฝ่ายกัมพูชา มีนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นำทีม

ล่าสุด 2 ฝ่ายบรรลุความตกลง 3 ข้อ โดยนายอันวาร์และผู้นำ 2 ประเทศร่วมกันเปิดแถลงข่าวเมื่อเวลา 17.00 น. สรุปใจความสำคัญได้ว่า

1. หยุดยิงทันที และไม่มีเงื่อนไข โดยให้มีผลภายใน 24.00 น. (เวลาท้องถิ่น) หรือเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 ก.ค. โดยถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่จะนำไปสู่การลดทอนความรุนแรงและฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคง

2. จัดให้มีการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของผู้บังคับบัญชาทางทหารในพื้นที่ ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ของไทย และกองทัพภาคที่ 4 และ 5 ของกัมพูชา ในวันที่ 29 ก.ค. เวลา 07.00 น. จากนั้นจะมีการประชุมผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร โดยมีอาเซียนเป็นผู้จัด หากได้รับความเห็นพ้องของทั้ง 2 ประเทศ

3. จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา หรือจีบีซี (General Border Committee - GBC) ในวันที่ 4 ส.ค. โดยมีกัมพูชาเป็นเจ้าภาพ

การพบกันอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นหลังทหารไทยและกัมพูชาเปิดฉากสู้รบกันเมื่อ 24 ก.ค. และทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 ราย และมีประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนตัวเองรวมกันกว่า 1.95 แสนราย ตามข้อมูลทางการของ 2 ประเทศ

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ของมาเลเซียกล่าวว่า การประชุมนัดพิเศษเพื่อส่งเสริมสันติภาพในวันนี้ มีสหรัฐฯ ร่วมจัด และจีนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน และย้ำว่าในฐานะประธานหมุนเวียนของอาเซียน มาเลเซียพร้อมประสานจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์เพื่อตรวจสอบและทำให้เกิดความมั่นใจว่าข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลในทางปฏิบัติ

ด้านนายฮุน มาเนต กล่าวว่า การประชุมร่วมกับรักษาการนายกฯ ไทย "เป็นการประชุมที่ดียิ่ง" และหวังว่าแนวทางที่นายกฯ อันวาร์ประกาศออกไปจะเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขสำหรับการเดินสู่การหารือทวิภาคี เพื่อทำให้ความสัมพันธ์กลับมาสู่ปกติ และเป็นพื้นฐานของการลดความตึงเครียดในอนาคต

นายกฯ กัมพูชาแสดงความชื่นชมและเชื่อมั่นว่า ผลลัพธ์ในวันนี้จะเป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายกลับคืนสู่ภาวะปกติ สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นขึ้นมาใหม่

นายภูมิธรรมยืนยันความปรารถนาของไทยที่ต้องการหาทางออกโดยสันติ ขณะเดียวกันก็ยังคงปกป้องอธิปไตย โดยทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะหยุดยิง โดยมีมาตรการสร้างความเชื่อมั่นว่าข้อตกลงนี้จะดำเนินการอย่างลุล่วงโดยความสุจริตใจของทั้ง 2 ฝ่าย


การประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เกิดขึ้นที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย วันที่ 28 ก.ค.

ก่อนเดินทางไปมาเลเซีย นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์ว่า "สิ่งแรกที่จะพูดคุยกันคือต้องหยุดยิงทันที" และ "หัวใจสำคัญคือยึดอธิปไตยของประเทศเป็นสำคัญ"

รักษาราชการแทนนายกฯ ย้ำว่า ไม่เชื่อมั่นในความจริงใจของกัมพูชา ซึ่งจุดยืนของทั่วโลกคืออยากให้การสู้รบที่ไปกระทบต่อพลเรือนยุติก่อน เพราะฉะนั้นเราก็ยึดตามหลักนี้ และเชื่อว่าโลกเข้าใจและยืนอยู่ข้างเรา เพราะเรายืนอยู่ข้างพวกเขา

นายภูมิธรรมกล่าวด้วยว่า ที่นานาประเทศที่ยื่นมือเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็น จีน สหรัฐฯ และมาเลเซีย ทุกคนพูดประเด็นเดียวกันว่าไม่อยากเห็นสงคราม และไม่อยากเห็นการกระทำที่รุนแรงที่เกินไปกว่านี้ เพราะฉะนั้นการเจรจาวันนี้อยู่บนฐานที่จะทำให้พลเรือนทุกฝ่ายเกิดความปลอดภัย และไม่ให้ลุกลามเข้ามายังดินแดนของแต่ละฝ่าย

เขาบอกว่า การไปครั้งนี้ได้ปรึกษาหารือกับทางกองทัพแล้วได้รับข้อเสนอจากทางกองทัพ การเจรจาครั้งนี้ไม่ใช่รัฐบาลอย่างเดียว แต่ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย ทั้งกองทัพบก เรือ อากาศ

ก่อนหน้านี้เมื่อ 26 ก.ค. ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุผ่านบัญชีทรูธโซเชียลของเขาว่า "ผมเพิ่งคุยกับผู้นำไทยและกัมพูชาขอให้หยุดนิง หากไม่หยุดยิง ผมจะไม่ทำข้อตกลงทางการใด ๆ กับทั้งไทยและกัมพูชา"

สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีขาเข้าสินค้าของไทยและกัมพูชาในอัตรา 36% เท่ากัน โดยจะเริ่มมีผล 1 ส.ค. นี้

ด้านนายมาร์โค รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ อยู่ที่มาเลเซียแล้ว เพื่อช่วยเหลือความพยายามในการสร้างสันติภาพของ 2 ประเทศ

"เราต้องการให้ความขัดแย้งนี้ยุติลงโดยเร็วที่สุด" รูบิโอกล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ช่วงค่ำวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเช้าวันจันทร์ตามเวลาไทย


ภาพความเสียหายของบ้านหลังหนึ่งใกล้ชายแดนใน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี จากเหตุปะทะระหว่างกัมพูชา-ไทย เมื่อ 25 ก.ค

นักวิชาการชี้สัญญาณดี แต่ต้องมีกลไกตรวจสอบ

ดร.เราะห์มาน ยาค็อบ นักวิจัยประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันโลวี (Lowy Institute) ประเทศออสเตรเลีย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้นับเป็น "สัญญาณที่ดี"

อย่างไรก็ดี เขาเตือนว่า ปัญหาคือการหยุดยิงมักถูกละเมิดได้ง่าย เช่น ผู้บังคับบัญชาระดับภาคพื้นดินอาจทำผิดพลาดหรือสั่งโจมตีโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น แม้ว่าจะมีการตกลงหยุดยิงแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่จำเป็นคือการจัดตั้งกลไกตรวจสอบ เพื่อติดตามให้แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด

"เนื่องจากไทยกับกัมพูชายังไม่ไว้ใจกันในเชิงยุทธศาสตร์ การส่งกำลังของบุคคลที่สามเข้ามาประจำการตามแนวชายแดนจะช่วยได้มาก"

เมื่อถามว่า เหตุใดประธานอาเซียนถึงประสบความสำเร็จในการช่วยให้เกิดการเจรจาครั้งนี้ เขาบอกว่า เหตุผลเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ของอาเซียนมีการติดต่อกันเป็นประจำ และรู้จักกันดีในระดับบุคคล "เจ้าหน้าที่มาเลเซียที่ไม่ใช่ระดับรัฐมนตรี แต่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำงานประจำวัน น่าจะมีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ไทยและกัมพูชาอยู่แล้ว เข้าใจข้อกังวลของแต่ละฝ่าย และผมคิดว่านั่นคือเหตุผลที่ทำให้ไทยกับกัมพูชายอมรับให้มาเลเซียเข้ามากำกับดูแลการเจรจา และอาจถึงขั้นมีบทบาทนำ เช่น ในการส่งเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเข้าไปประจำการด้วย"

สรุปสถานการณ์สู้รบ 24 ชม. ก่อนเกิดวงเจรจา

รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล ใน จ.ศรีสะเกษ ได้รับความเสียหายจากอาวุธหนัก และได้รับการประกาศให้เป็นเขตอันตราย จึงมีคำสั่งอพยพล่วงหน้าแล้ว

ก่อนวงเจรจาระดับผู้นำจะเริ่มต้นขึ้น ทีมโฆษกของกองทัพ 2 ประเทศต่างออกมาแถลงตอบโต้กันไปมาและชี้แจงข้อเท็จจริงคนละชุด

ขแมร์ไทมส์รายงานคำแถลงของ พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่ระบุว่า ไทยละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา มีการปฏิบัติการทางทหารที่แข็งก้าว และขาดความเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

"การรุกรานที่วางแผนไว้ล่วงหน้าของไทยยังคงดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาแสดงความพยายามอย่างยิ่งใหญ่ต่อสาธารณชนต่อการเรียกร้องให้หยุดยิง" พล.ท.หญิง มาลี แถลงเมื่อ 27 ก.ค.

เช้าวันนี้ (28 ก.ค.) พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองทัพไทย ขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จและปราศจากมูลความจริง โดยชี้ว่า การกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นเพียง "ความพยายามที่น่าสิ้นหวังของฝ่ายกัมพูชา" เพื่อบิดเบือนความสนใจจากความจริงที่ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มต้นการยั่วยุและละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง และยังประณาม "การบิดเบือนข้อมูลอย่างหน้าไม่อาย" ของ พล.ท.หญิง มาลี

โฆษกกองทัพไทยระบุว่า การตอบโต้ของกองทัพไทยเป็นการกระทำที่จำเป็นและสมเหตุสมผลเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย สอดคล้องกับมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งรับรองสิทธิในการป้องกันตนเองของทุกประเทศ ไม่ได้มีเจตนาที่จะยกระดับความขัดแย้ง แต่จะไม่ยอมให้มีการรุกล้ำอธิปไตยและกระทำการใด ๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

สำหรับข้อมูลเหตุการณ์การสู้รบเมื่อ 27 ก.ค. ที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาและกองทัพไทยชี้แจงเอาไว้ มีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

คำชี้แจงฝ่ายไทย
  • เวลา 02.00 น. กองกำลังกัมพูชาได้เปิดฉากยิงปืนใหญ่บริเวณพื้นที่ช่องจอม ซึ่งเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย
  • เวลา 04.30 น. มีการระดมยิงอย่างหนักไปยังฐานที่มั่นของทหารไทยบริเวณ ปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม
  • เวลา 06.40 น. มีกระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาตกใส่บ้านประชาชนใน อ.ช่องจอม จ.สุรินทร์ ได้รับความเสียหาย ก่อนที่กองกำลังกัมพูชาจะพยายามรุกคืบเข้ามาในเขตแดนไทยอย่างต่อเนื่อง
  • เวลา 17.00 น. กัมพูชาระดมยิงจรวด BM-21 เข้ามายังฝั่งไทย ตกใส่บ้านเรือนประชาชนที่ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ห่างจากพื้นที่ชายแดน 20 ก.ม. ส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บสาหัส 1 คน

คำชี้แจงฝ่ายกัมพูชา
  • เวลา 02.00 น. ปืนใหญ่และโดรนของกองทัพไทยได้โจมตีพื้นที่ใน จ.พระวิหาร โดยเฉพาะบริเวณลานอินทรีย์ (Veal Entry), ตาธาว (Ta Thav), พนม 303 (Phnom 303), พนมกมอช (and Phnom Kmoach)
  • เวลา 04.50 น. ปืนใหญ่ของไทยเริ่มโจมตีพื้นที่ตาเมือนธมและตากระเบนใน จ.อุดรมีชัย
  • หลังเวลา 06.00 น. หน่วยทหารราบและรถถังของไทยบุกโจมตีพนมกมอช, ลานอินทรีย์, พราหมณ์มะการา (Pram Makara), และแอนเซส (An Ses)
  • วานนี้ ไทยส่งกำลังทหารไปประจำการตามแนวชายแดนกัมพูชาที่ อ.สัมปัวลูน จ.พระตะบอง แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะไม่ใช่พื้นที่พิพาท และกองทัพเรือไทยยังคงประจำการอยู่ที่เกาะคตและเกาะชางในเกาะกง

นายทหารไทยเสียชีวิตจากเหตุปะทะระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนรวม 14 นาย

ส่วนสถานการณ์การสู้รบล่าสุด พ.อ.กัมปนาท วาพันสุ รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 แถลงเมื่อ 28 ก.ค. ว่า ฝ่ายกัมพูชา ระดมยิง BM-21 หลายแนวรบ โดยเฉพาะ เนิน 677, ภูผี, ผามออีแดง-พระวิหาร และภูมะเขือ นอกจากนั้นยังพบความเคลื่อนไหวระบบขีปนาวุธ PHL-03 ในพื้นที่สนามบินสำโรง จ.อุดรมีชัย

ส่วนฝ่ายไทย ตอบโต้ตามระดับภัยคุกคามอย่างเท่าเทียม จนถึงการใช้อาวุธต่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ช่องบก, ช่องอานม้า, ปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม

นอกจากนี้เกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดย พ.อ.กัมปนาทใช้คำว่า "พบกลุ่มแฮกเกอร์ชาวกัมพูชาเจาะระบบของส่วนราชการต่าง ๆ ผ่าน CORS/ N C D C"

สำหรับการปะทะสำคัญเกิดในพื้นที่ช่องอานม้า, ภูผี และภูมะเขือ โดย 2 ฝ่ายยิงปืนตอบโต้ตลอดคืน บาดเจ็บหลายราย

ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ฝ่ายกัมพูชายังคงความมุ่งมั่นในการยึดรักษาและพยายามเข้าควบคุมพื้นที่ พบการรวมกำลังและเพิ่มเติมกำลังขึ้นมาจากพื้นที่ตอนในของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังปรากฏว่า "ฝ่ายกัมพูชามีการยิงพลาดใส่ฝ่ายเดียวกัน" ในพื้นที่ช่องอานม้าและผามออีแดง ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการเพิ่มเติมกำลังเข้ามาหลายหน่วย ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการติดต่อสื่อสาร

เขายังกล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์ต่อไปว่า ฝ่ายกัมพูชามีแนวโน้มใช้อาวุธยิงระยะไกลในพื้นที่ทางลึก มีแนวโน้มการปะทะยังคงรุนแรง โดยเฉพาะพื้นที่ช่องอานม้า, ภูผี , ภูมะเขือ, ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย รวมทั้งต้องเฝ้าระวังภัยไซเบอร์ และการแทรกซึมของสายลับจากกัมพูชา

ความสูญเสียของ 2 ฝ่าย

ตลอด 5 วันนี้ ทั้งไทยและกัมพูชาต่างต้องสูญเสียและได้รับผลกระทบจากเหตุสู้รบตามแนวชายแดน ตามข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ 28 ก.ค. เวลา 09.00 น.) ข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 (ข้อมูล ณ 28 ก.ค. เวลา 12.00 น.) และการรายงานของขแมร์ไทมส์โดยอ้างคำแถลงของโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา (ข้อมูลล่าสุดมี ณ 26 ก.ค.)

ฝ่ายไทย

ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ: มีผู้เสียชีวิตรวม 22 ราย แบ่งเป็น พลเรือน 14 ราย และทหาร 8 นาย และมีผู้บาดเจ็บรวม 141 ราย แบ่งเป็น พลเรือน 38 ราย และทหาร 103 ราย

พลเรือนที่ต้องอพยพ: มีจำนวนทั้งสิ้น 159,966 คน ใน 7 จังหวัดที่ต้องย้ายไปอยู่ศูนย์พักพิงรวม 534 แห่ง แบ่งเป็น อุบลราชธานี 19,005 คน, ศรีสะเกษ 74,814 คน, สุรินทร์ 40,851 คน, บุรีรัมย์ 14,048 คน, สระแก้ว 3,854 คน, จันทบุรี 217 คน

สถานที่ราชการได้รับผลกระทบ: มีโรงพยาบาล (รพ.) ได้รับผลกระทบ 19 แห่ง โดย 12 แห่งต้องปิดให้บริการชั่วคราว และอีก 7 แห่งต้องปิดให้บริการบางส่วน

นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งปิดโรงเรียน (รร.) 751 แห่งใน 7 จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบ

ขณะเดียวกันมี 5 จ. ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัย (ภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากต่างประเทศ) ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี และตราด รวม 19 อำเภอ 119 ตำบล 1,438 หมู่บ้าน

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ปภ. ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ซึ่งการประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัย เพื่อให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์ รวมทั้งกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ก็ได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการมีอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท/จังหวัด


ชาวศรีสะเกษต้องอพยพครอบครัวและสัตว์เลี้ยงไปอยู่ที่ศูนย์อพยพ หลังเกิดความไม่สงบตามแนวชายแดน

ฝ่ายกัมพูชา


ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ: มีผู้เสียชีวิตรวม 13 ราย แบ่งเป็น พลเรือน 8 ราย และทหาร 5 นาย และมีผู้บาดเจ็บรวม 71 ราย แบ่งเป็น พลเรือน 50 ราย และทหาร 21 ราย

พลเรือนที่ต้องอพยพ: มีจำนวน 35,800 คน ใน 4 จังหวัดที่ต้องย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัย ได้แก่ อุดรมีชัย พระวิหาร โพธิสัตว์ และบันทายมีชัย

สถานที่ราชการได้รับผลกระทบ: กระทรวงศึกษาธิการกัมพูชาสั่งปิดโรงเรียน 536 แห่งใน 5 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

ข่าวปลอม

ทางการไทยยังปฏิเสธ "ข่าวปลอม" หลายกรณีที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันทั้งผ่านถ้อยแถลงของโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา และผ่านการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อาทิ

ข่าวแม่ทัพภาคที่ 2 เสียชีวิตแล้ว: กองทัพภาคที่ 2 ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ก่อนที่ในเวลาต่อมา จะมีการปล่อยคลิปวิดีโอความยาว 0.30 นาที ของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ที่กล่าวว่า "ผมยังอยู่นะครับ อยู่กับพี่น้องประชาชน และปัจจุบันผมอยู่กับพี่น้องหน้าแนวครับ อำนวยการยุทธอยู่ ผมมั่นใจว่ากองทัพไทยสามารถทำได้ และผมจะอยู่กับพี่น้องไปตลอดครับ วันนี้ผมยังไม่เป็นไร สบายดี ฝากความคิดถึงพี่น้องคนไทยทุกคนด้วยครับ"

ข่าวกล่าวหาว่ากองทัพไทยใช้อาวุธเคมี: กองทัพไทยระบุว่าเป็น "ภาพตัดต่อ" ซึ่งมาจากเครื่องบินดับไฟป่าในต่างประเทศ ถูกนำมา "บิดเบือน" ว่าเป็นอาวุธเคมีของไทย ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวขาดมูลความจริง สะท้อนการบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในพื้นที่ และมีเจตนาที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าไทยยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention: CWC) และยืนหยัดในท่าทีในการประณามการใช้อาวุธเคมีไม่ว่าจะเป็นที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้สถานการณ์ใดก็ตาม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยึดมั่นต่อตราสารระหว่างประเทศด้านการลดอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงทั้งปวง

https://www.bbc.com/thai/articles/c79ln31vx1lo



A Call for Peace


Viriya Lim added a new photo to the album: កម្ពុជា​ — with VIRIYA LIM.
July 24
·
As a Khmer who was born in a time when the country was once a victim of chronic war and grew up living on the same land, until knowing the light of peace and progress, my life and the lives of millions of other Khmer people have already compiled countless painful myths for the future generations to know as experience.
I used to think that experiments in a very difficult era could be a lesson for the next generation, could create a society that is away from the sound of sirens, that is roaring in the sky day and night, away from the smell of ammunition, toxic fumes, away from dead bodies, with blood vessels in front of the face and terrible disasters.
I used to go to the hospital with my mom and go to the operating room since I couldn't read. I used to stand and watch injured people with broken arms and legs, who were admitted to the hospital with red blood, while their arms and legs were cut, and I heard the doctors screaming to cut their arms and legs immediately to save their lives. When I was very little I thought the world was people shooting and killing each other but this is how you look! And being a doctor like my mom means waiting to cut arms and legs every night.
The heartbreaking image of dozens of cases in that hospital is stuck in my head, I will never forget. Hard to bear the horrific scenes, my mom has been transferred from the ER to another pharmacy.
In my house, there is a long rifle that my dad often carried out to the battlefield to get close to the enemy in an area far away from Battambang, and even though there was no fighting with the enemy, he still carried it with him every night to guard the office. In fact, I should never call anyone an enemy. Everyone is a victim, a victim who benefits from the idea of ghost power of the unholy politicians. They have no morals, no humanity at all.
Because of my house in the middle of the town, it has also become a refugee haven for countless people fleeing the bullets of Khmer Rouge terrorists. Flat is 5 meters wide by about 30 meters, sometimes can carry up to twenty thirty people, tight like a box. Everyone often runs to hide, with their soul at the end of their hair.
When the balloon dodge the bullet, which I used to run and hide, was later dismantled to build a garden, I rejoice. When my dad takes his long rifle to the authorities to declare the peace I get even more happy because I hate heavy rifles more than anything.
Please note that I am writing this message today, I am not on the side of any politician or party, I am writing on behalf of a small living Congress called “people”.
I mourn the deaths of all people regardless of ethnicity, to be victims of war, especially the young children on the borders of disputed countries. I am totally opposed to extremists of all races, no matter what ethnicity, as long as you try to incite hate, to me you lack humanity.
War never discriminated against racism. The rocket bullet before exploding, it never asks for people and nationality from anyone. And the death that takes everyone's life, it doesn't require a passport, no visa at all. Wherever a war breaks out, the black herd will be there.
I declare again and again that we, as human beings under one roof, should share with one another, in abundance, humanity. There is no reason for one race to develop hatred towards another.
This earth does not belong exclusively to any race or person, it belongs to nature. The law of nature has given us life to shelter only for a moment, not for eternity. Our mission is to live by loving, understanding, forgiving, imparting to one another the dharma of compassion, compassion, and service.
Maybe both of our countries follow Buddhism, right? Why do Buddhists violate the principles of Dharma? Why do we fight each other for an excuse to kill each other?
Remember, as war drags on, it will only increase the size of misery, desperation and devastation for both nations, never cease. And the book of history begins to make the pages of imbalance of justice thicker because one side is written, each one is right on its own. And after that, the descendants of the descendants will be raged against their neighbor, slaughter, avenge on each other, on and on, without limit, until the whole earth melts.
Dear leader!
Today, at this time, I beg you, Lord, to stop the war as soon as possible! Here in the land thy people are many. Here, not only your Commander-in-Chief, Army, but millions of elderly, pregnant women, disabled, children and youth are losing all the hope they think will shine in the future. They deserve to be educated, intellectual resource to contribute to building the nation for the future, rather than being hostages to tactical war plan at an early age.
Hate cannot be won by hate reciprocated. So, please fellow countrymen, stand in the spirit of humanity, stop any propaganda that encourages incitement of anger, intrigue, hatred etc. Everyone, please help to spread the voice that causes reconciliation of the national and national market, so that we can live in peace together.
We don't need the graves of the youth to remember the spirit of the year anymore. We don't want a wall, a vegetable, a country and a country. We need more bridges across the borders of both our countries, including all countries locally and worldwide!
---------
Lim Virya
Friday, 15 Rouch, month of Asa, year of Msan, Sapdsak, BC. ស. 2569 which is on 25th of July. ស. ២០២

·
See original ·
https://www.facebook.com/photo?fbid=10235983787911468&set=a.10223528867706247
Rate this translation

https://www.facebook.com/zenjournalist/posts/10162731205311154
.....





Suchart Sawadsri
22 hours ago
·
ทำไมเราไม่เติบโตไปพร้อมกัน
เรามีรากวัฒนธรรมร่วมกัน
มาฆ่ากันทำไม
------
ขอบคุณ : ภาพ AI ต้นทาง