วันพฤหัสบดี, กันยายน 03, 2569

มารู้จัก ลักษณะและบทบาทของ “ผู้สมัครพลีชีพ” ในขบวนการ “ฮั้ว ส.ว.” ทำไมถึงควรมีการตรวจสอบ "ผู้สมัครพลีชีพ" ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วย” ให้กับผู้สมัครเต็งหนึ่งในเครือข่ายเดียวกันเพิ่มเติม


Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
15 hours ago
·
“ฮั้ว ส.ว.” — “คะแนนศูนย์” ทางนิติบัญญัติสันนิษฐาน “ว่ามีการสมยอมกันในการเลือก และถือว่าการเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”

ตามคำชี้แจงของสำนักงาน กกต. เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ว่า มาตรา 96(4) เป็นบทเฉพาะกาลที่สิ้นผลใช้บังคับแล้ว และไม่ใช้กับการเลือก ส.ว. ปี 2567 นั้น ประเด็นที่เรียกร้องมิใช่ให้นำเกณฑ์ผู้ได้คะแนนศูนย์ไม่น้อยกว่าร้อยละสิบมาสั่งเลือกใหม่โดยอัตโนมัติ แต่ กกต. ต้องไม่สับสนและตัดพฤติการณ์เรื่องผู้ไม่เลือกตนเองหรือผู้ได้คะแนนศูนย์ออกจากหลักฐานการจ้างและการสมยอมทั้งระบบ

ในฐานะผู้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ และ 6 มีนาคม 2568 ผมได้รับฟังผลการสืบสวน และร่วมพิจารณามติรับคดีฟอกเงินที่มีมูลเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเงินกว่า 300 ล้านบาทไว้เป็นคดีพิเศษ โดยปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องการจ้างผู้สมัครและการจ่ายค่าตอบแทนตั้งแต่ระดับอำเภอ 5,000 บาท ระดับจังหวัด 10,000 บาท จนถึงระดับประเทศ 40,000–100,000 บาท รวมทั้งคำให้การเกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภา 138 คน

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบจึงไม่ใช่เพียงว่าใครได้คะแนนศูนย์ แต่คือมีการจ้างบุคคลมาสมัครเพื่อส่งคะแนนให้ผู้สมัครที่กำหนดไว้หรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่การลงคะแนนโดยเสรีและลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

คำว่า “ผู้สมัครพลีชีพ” ในบริบทนี้ หมายถึงผู้ที่ยอมสละโอกาสได้รับเลือกของตนเพื่อส่งคะแนนให้ผู้อื่น หากเกิดจากการจ้างวานหรือการควบคุมให้ลงคะแนนตามโพย ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของการเลือกกันเองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ทั้งนี้ “ไม่ได้รับคะแนนเลย” กับ “ไม่เลือกตนเอง” เป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ ย่อมต้องตรวจสอบร่วมกับหลักฐานการจ้าง การจัดหาผู้สมัคร และการสมยอมอื่นอย่างเชื่อมโยง

เอกสาร “ความเป็นมา พ.ร.ป. เล่ม 2” ในส่วน พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 หน้า 297–300 แสดงบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้ไม่ได้รับคะแนนเลือกเลยและข้อสันนิษฐานเรื่องการสมยอมในบทเฉพาะกาล ส่วนหน้า 190 กล่าวถึงข้อเสนอห้ามรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้สมัคร โดยอธิบายว่าเป็นการทุจริตอย่างร้ายแรงและเป็นการฮั้วกัน

แม้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 96(4) จะนำมาใช้กับการเลือก ส.ว. ปี 2567 โดยตรงไม่ได้ แต่พฤติการณ์ผู้ไม่เลือกตนเองเกินร้อยละสิบใน 12 กลุ่มอาชีพ ยังต้องนำมาพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่น ได้แก่ การกรอกหมายเลขรอบเช้าครบ 10 ช่องตรงกันทุกตำแหน่งโดยไม่สลับลำดับในทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ เฉลี่ยกลุ่มละ 15–20 ใบ และการลงคะแนนรอบบ่ายแบบเลือกไขว้ ซึ่งแบ่งเป็น 4 สาย สายละ 5 กลุ่ม โดยพบการกรอกหมายเลขใน 5 ช่องตรงกันตามลำดับ จนผู้ได้คะแนนลำดับที่ 1–6 มีคะแนนเฉลี่ยประมาณ 60 คะแนน ขณะที่ลำดับที่ 7–10 มีคะแนนเฉลี่ยประมาณ 28 คะแนน แบบแผนดังกล่าวต้องตรวจสอบว่าเชื่อมโยงกับโพย คำให้การ และการจ่ายเงินอย่างไร

นอกจากนี้ ยังปรากฏความผิดปกติของจำนวนผู้สมัครและความกระจุกตัวของผู้ได้รับเลือก โดย 13 จังหวัดซึ่งมีประชากรรวมประมาณ 11 ล้านคนเศษ มีผู้สมัครระดับอำเภอรวม 14,915 คน และมีผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ว. ถึง 78 คน ได้แก่ บุรีรัมย์ 14 คน พระนครศรีอยุธยา 7 คน สุรินทร์ 7 คน อ่างทอง 6 คน สงขลา 6 คน สตูล 6 คน อำนาจเจริญ 5 คน นครศรีธรรมราช 5 คน เลย 5 คน ศรีสะเกษ 5 คน อุทัยธานี 5 คน สุราษฎร์ธานี 4 คน และนครนายก 3 คน

ขณะที่อีก 13 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ตาก นราธิวาส เพชรบูรณ์ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร สระแก้ว อุดรธานี และอุตรดิตถ์ มีประชากรรวมประมาณ 11 ล้านคนเศษเช่นกัน แต่มีผู้สมัครระดับอำเภอรวมเพียง 5,162 คน น้อยกว่า 13 จังหวัดแรกถึง 2.89 เท่า และไม่มีผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ว. แม้แต่คนเดียว

ความแตกต่างระหว่างจังหวัดเพียงอย่างเดียวยังไม่อาจยืนยันการทุจริตได้ เพราะ ส.ว. มาจากกลุ่มอาชีพ มิใช่ผู้แทนจังหวัดโดยตรง แต่ความกระจุกตัวดังกล่าวเป็นความผิดปกติที่ กกต. ต้องนำไปตรวจสอบร่วมกับหลักฐานการจัดหาผู้สมัคร เส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร ข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ โพยหรือชุดหมายเลข ตลอดจนแบบแผนทางคณิตศาสตร์และสถิติของผลคะแนน

หลักฐานที่กล่าวมานี้เป็นเพียงบางส่วน เมื่อพิจารณาร่วมกันเป็นภาพรวม ย่อมมิใช่ข้อสงสัยลอย ๆ แต่มีน้ำหนักเพียงพอให้ กกต. ต้องตอบว่า หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนถึงเกณฑ์ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” กระทำการทุจริตหรือรู้เห็นกับการทุจริต อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่

ภายหลังประกาศผลการเลือกแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดเกณฑ์ไว้เพียง “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มิใช่ให้ กกต. ยกระดับมาตรฐานเป็นการพิสูจน์ความผิดโดยปราศจากข้อสงสัยเช่นเดียวกับการพิพากษาคดีอาญา

กกต. มีอำนาจประเมินหลักฐาน แต่ไม่มีอำนาจพิพากษาหรือสั่งเพิกถอนสิทธิแทนศาลฎีกาในกระบวนการนี้ เมื่อหลักฐานถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องได้ต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม และให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยเพื่อการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
หัวหน้าพรรคประชาชาติ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1630954731722223&set=a.496306251853749
.....

คำว่า “ผู้สมัครพลีชีพ” หรือ “ผู้สมัครนอมินี” เป็นศัพท์ที่เกิดขึ้นในบริบทของการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ของประเทศไทย ตามระบบการเลือกกันเองและเลือกร้ามกลุ่ม เพื่ออธิบายถึงผู้สมัครที่ไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเพื่อดำรงตำแหน่ง ส.ว. จริงๆ แต่เข้ามาทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วย” ให้กับผู้สมัครเต็งหนึ่งในเครือข่ายเดียวกัน

ลักษณะและบทบาทของผู้สมัครพลีชีพ

เข้ามาเพื่อลงคะแนนให้คนอื่น: ผู้สมัครกลุ่มนี้ยอมเสียค่าสมัคร (เช่น 2,500 บาท) โดยมีเป้าหมายเดียวคือการโหวตลงคะแนนให้กับ “ตัวจริง” หรือ “ผู้สมัครเต็ง” ในเครือข่ายของตนเอง เพื่อดันให้คนๆ นั้นผ่านเข้ารอบต่อไป

บล็อกคะแนนคู่แข่ง: ทำหน้าที่กระจายคะแนนหรือตัดคะแนนผู้สมัครสายอิสระที่ไม่ได้อยู่ในโพย (Poll) หรือบล็อกส่งคะแนนให้สายนอกไม่สามารถผ่านเข้ารอบได้

พร้อมโดนตัดสิทธิ์หรือยอมแพ้: หากต้องเลือกกันเองในกลุ่ม หรือเลือกรอบไขว้ กลุ่มพลีชีพจะพร้อมสละสิทธิ์ เทคะแนนทั้งหมดให้ตัวจริง และยอมร่วงในรอบแรกๆ โดยไม่เสียดายตำแหน่ง

กลไกการ “ฮั้ว” ที่ใช้ผู้สมัครพลีชีพ

การเกณฑ์คนลงสมัคร: กลุ่มการเมืองหรือหัวคะแนนในพื้นที่ จะทำการกวาดต้อนคนในเครือข่าย (เช่น ชาวบ้าน, พนักงาน, หรือผู้ติดตาม) มาลงสมัครในกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้ได้มากที่สุด

การแจก “โพย” (List): มีการทำโพยเบอร์ผู้สมัครไว้ล่วงหน้า โดยสั่งการให้ผู้สมัครพลีชีพทุกคนกาเบอร์เดียวกันตามที่กำหนดไว้ในแต่ละรอบ

การคุมเสียง: ยิ่งเครือข่ายใดมี “ผู้สมัครพลีชีพ” ในมือมาก เท่ากับว่ามี “ฐานเสียงตั้งต้น” ในมือมาก ทำให้โอกาสที่ผู้สมัครตัวจริงจะชนะและหลุดเข้าไปถึงระดับประเทศมีสูงขึ้นอย่างมาก

สรุปแล้ว ผู้สมัครพลีชีพ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบิดเบือนเจตนารมณ์ของระบบการเลือก ส.ว. ที่ต้องการได้ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายอาชีพ ให้กลายเป็นการแข่งขันกันด้วย “จำนวนหัวและฐานทุน” ของเครือข่ายการเมืองแทน