วันศุกร์, กันยายน 28, 2561

แด่คุณชญาดา ตระกูลรุ่งโรจน์ เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. ถูกเลิกจ้าง ปมแฉความผิดปกติบัญชีจำนำข้าว





แด่คุณชญาดา ตระกูลรุ่งโรจน์ เหยื่ออธรรมาภิบาล
%%%%%
เราพูดไม่ขาดปากอยากโปร่งใส
มิว่าใหญ่แค่ไหนก็ต่อต้าน
คือความจริงความดีที่ต้องการ
ประกาศลั่นเมืองบ้านสนั่นกรุง
ลูกผู้หญิงคนเดียวใจเดี่ยวเด็ด
เห็นบัญชีมดเท็จมั่วเหยิงยุ่ง
จึงชี้แจงโต้แย้งการแต่งปรุง
ตกเป็นเป้าให้มุ่งรุมทำลาย
คนใจซื่ออยู่ไม่ได้ในแผ่นดิน
คนใจหินล้างไล่ให้สูญหาย
อธรรมาภิบาลพาลกลับกลาย
คนทำดีสุดท้ายไร้ที่ยืน


ooo

ธ.ก.ส. มีคำสั่งเลิกจ้าง พนักงานธนาคาร หลังเผยความผิดปกติบัญชีจำนำข้าว อ้างนำข้อมูลภายในธนาคารเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ธนาคารเสื่อมเสีย โดยพนักงานที่ถูกเลิกจ้างเตรียมฟ้องศาลแรงงาน - อุทธรณ์คำสั่ง

น.ส.ชญาดา ตระกูลรุ่งโรจน์ พนักงานวิเคราะห์สินเชื่อ 7 กลุ่มอัตราเพื่อการบริหารสังกัดฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. มีหนังสือคำสั่งเลิกจ้างที่11404/2561 โดยอ้างเหตุว่าตนเองมีพฤติกรรมจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามหรือคำสั่งของธนาคารอันชอบด้วยกฎหมายเป็นการกระทำผิดซ้ำพฤติกรรมที่ถูกลงโทษภาคทัณฑ์และธนาคารได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วโดยเขียนข้อความในลักษณะที่ไม่เหมาะสมตำหนิดูหมิ่นผู้บังคับบัญชาพนักงานผู้อื่นและธนาคาร

ทั้งยังนำเอกสารข้อมูลของธนาคารที่ไม่ควรเผยแพร่ข้อมูลที่ใช้สื่อสารภายในธนาคารโดยเฉพาะหรือข้อมูลอื่นใดที่จะก่อให้เกิดข้อสงสัยหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับธนาคาร เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้มีบุคคลอื่นมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่ทำให้ธนาคารเสื่อมเสียชื่อเสียง

ซึ่งธนาคารพิจารณาแล้วเห็นว่า น.ส.ชญาดามีพฤติกรรมจงใจฝ่าฝืนข้อห้ามหรือคำสั่งของธนาคารอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งธนาคารได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว จนก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของธนาคารจึงเป็นเหตุอันสมควรที่ไม่อาจไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรพ.ศ 2509 มาตรา24(1)และข้อบังคับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรฉบับที่ 4 ข้อที่ 20 ให้เลิกจ้าง น.ส.ชญาดา โดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย แต่ไม่จ่ายค่าชดเชยเนื่องจากได้จงใจฝ่าฝืนข้อห้ามหรือคำสั่งของธนาคารอันชอบด้วยกฎหมาย

น.ส.ชญาดา ระบุด้วยว่าคำสั่งดังกล่าวจะมีผลในวันพรุ่งนี้ (28 ก.ยง) ซึ่งธนาคาร แจ้งให้เก็บทรัพย์สิน และของใช้ส่วนตัว ให้เสร็จภายในวันนี้โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยติดตาม

พนักงานธ.ก.ส. ตั้งข้อสังเกตว่า หากธนาคารอ้างว่ามีการกระทำที่ผิดวินัย เหตุใดคำสั่งจึงเป็นการเลิกจ้าง ไม่ใช่การให้ออกหรือไล่ออกจากนี้ โดยตนเองเตรียมที่จะฟ้องศาลแรงงาน พร้อมอุทธรณ์คำสั่ง ดังกล่าวต่อคณะกรรมการธนาคารภายใน 30 วัน เพื่อขอความเป็นธรรม

สำหรับคำสั่งดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรณีที่ น.ส.ชญาดาออกมาเปิดเผยความผิดปกติ ในการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว เช่น การแจ้งหนี้ของธ.ก.ส.ไปยังองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) รวมถึงการจ่ายเงินซ้ำซ้อน ของธนาคารตามใบประทวนในโครงการจำนำข้าว ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหาย ด้านงบประมาณสูงกว่าความเป็นจริง

ที่มา
ธ.ก.ส. เลิกจ้าง 'พนักงาน' ปมแฉความผิดปกติบัญชีจำนำข้าว

Voice TV


ท้าแข่งพูด ทั้งที่พูด ไม่เป็นเรื่อง...






"กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ" รวบรวมผลงานสุดเก่ง เจ๊ง หรือ จ๊าบ ของลุงฉุน (มีผู้นำในโลกนี้คนไหน ทำแบบนี้บ้าง)



เจ๊ง เกษตรกรปลูกแล้วขายไม่ออก เจ๊งยับ





กล้วยตอนนี้ ถือว่ากลางๆ ไม่เจ๊ง ไม่จ๊าบ



เจ๊ง ทำไมได้ ปลาน็อคน้ำตาย



เจ๊ง ยังไม่มีที่ไหนแจก เพราะน้ำท่วมไม่ใช่ว่าจะจับปลาได้กระแสน้ำแรง เอาบ้านกับคนให้รอดก่อนเถิด




เจ๊ง มีคนพยายามทำไม่สำเร็จเท่าที่ควร



เจ๊ง มะพร้าว 1



เจ๊ง มะพร้าว 2

เจ๊ง

อ้างอิง 20 ก.ค.2560 มติชน
คำค้น บิ้กตู่ หม้อหุงข้าวกับตู้เย็น นวัตกรรม



เจ๊ง มะนาวแพงก็ปลูกกินเอง รู้จักช่วยตัวเองบ้างซี่

https://youtu.be/Fqb2B60Gg4c



เจ๊ง ทางภาพ




เจ๊ง ทางความคิด



จ๊าบบบบบบบบบบบบ

ooo

แภม




"ใครเสนอชื่อไอ้บ้านี้มาวะ"

.....
สะใจมาก
ใครที่เชิญ ใครที่ตั้ง ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร นายกรัฐมนตรี เมื่อข่าวข่าวข้างล่างแล้วคงนึกในใจ

มัผู้นำในโลกนี้คนไหน ทำอะไรบ้าๆ บอ ๆ อย่างนี้บ้าง

ใครเสนอชื่อไอ้บ้านี้มาวะ

.....
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯใช้เวลาในการปาฐกถาเกือบ 2 ชั่วโมง โดยช่วงหนึ่งนายกฯ ได้กล่าวขอโทษผู้ที่มาร่วมประชุม พร้อมหยุดพักเพื่อดื่มน้ำ แล้วถามผู้ร่วมประชุมว่าเหนื่อยหรือไหม ฟังนานแล้วจะเบื่อ ผมพูดเองก็เบื่อเหมือนกัน ซึ่งนายกฯ ได้สั่งให้ผู้ร่วมประชุมทั้งหมดลุกขึ้นยืนและยกมือขึ้นโบกไปทางซ้าย-ขวา โดยนายกฯ ได้กล่าวด้วยว่า “เราจะทำตามสัญญา” และสั่งให้ทุกคนนั่งลงอย่างเดิม

https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_136439



กรณี GT200 กองทัพบกฟ้องแล้วแน่หรือ?



โปรดเปรียบเทียบ กรณี GT200 กรมราชองครักษ์แจ้งความเอาผิดผู้ขายทั้งทางแพ่งและอาญา เพื่อปกป้องประโยชน์ของหน่วยงานและทำเพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชนไม่ไปจ่ายกับสิ่งที่หลอกลวง

กองทัพบกฟ้องแล้วแน่หรือ? แจ้งความเอาผิดผู้ขายแล้วแน่หรือ? แล้วอย่าลืมตรวจสอบให้ถึงคนอนุมัติด้วยล่ะ เห็นอย่างนี้เหล่าอื่นหน่วยงานอื่นท่านว่าอย่างไรบ้างล่ะ อย่าพูดขึ้นมาลอยๆเพราะมีบรรทัดฐานของคดีจากที่กรมราชองครักษ์เป็นโจทก์ฟ้องแล้วชนะ หน่วยอื่นรอฟ้อนหรือรอตั้งวงอยู่หรืออย่างไรเล่า

หรือว่ามันตรวจสอบไม่ได้ เพราะคลองมีไอ้เข้คอยขวาง อิอิ


กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ

...





ใครหนอโจรกระจอก ?!? ใจเสาะ กลัวถูกเช็คบิล รอวันที่อำนาจกลับคืนมาเป็นของประชาชนเช็คบิล !




ที่มา FB

Watana Muangsook


ผมขอแสดงความชื่นชมกับการใช้ดุลพินิจของศาลอาญา ที่มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวน้องๆ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งโดยไม่ต้องวางหลักประกัน การใช้ดุลพินิจดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักนิติธรรมที่หาได้ยากยิ่งในยุคเผด็จการครองเมือง เป็นการปลุกความหวังของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม

การที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งออกมาเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งนั้น นับเป็นการกระทำที่สมควรยกย่องและไม่อาจถือเป็นความผิดเพราะมิได้เกิดจากแรงจูงใจทางอาญา (criminal motive) อีกทั้งการที่เจ้าของสิทธิเรียกร้องสิทธิของตัวเองคืนจากผู้ที่ไม่มีสิทธิย่อมไม่อาจเป็นความผิดได้เลย คนที่ปล้นสิทธิของประชาชนไปต่างหากที่ควรละอายที่บังอาจไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เป็นเจ้าของอำนาจ ทำไปโดยไม่เคยสำเหนียกเลยว่าอำนาจดังกล่าวตนกับพวกไปปล้นเอาของประชาชนมา

เผด็จการใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเครื่องมือจัดการผู้เห็นต่าง ที่เลวไม่แพ้กันคือองค์กรในกระบวนการยุติธรรมจำนวนหนึ่งกลับสยบและยอมเป็นเครื่องมือให้กับเผด็จการทำร้ายประชาชน ดังนั้น การที่ศาลอาญากล้าใช้ดุลพินิจผดุงครรลองที่ถูกต้องย่อมทำให้ประชาชนมีความหวังว่า วันใดก็ตามที่อำนาจกลับคืนมาเป็นของประชาชน เผด็จการและลิ่วล้อที่สร้างเวรกรรมกับประชาชนไว้จะต้องถูกนำตัวมาขึ้นศาลเพื่อลงโทษซึ่งไม่ใช่การเช็คบิลหรือการแก้แค้น หากแต่เป็นการทำตามกฎหมาย ส่วนใครก็ตามที่รักจะเป็นโจรอย่าใจเสาะ หัดอายกระโปรงของน้องกลุ่มคนอยากเลือกตั้งบ้าง ริจะเป็นโจรแต่กลัวถูกเช็คบิล กระจอกเกิ๊น

วัฒนา เมืองสุข
28 กันยายน 2561

#มุ่งสร้างประชาธิปไตย
#ร่วมยืนหยัดกับประชาชน
#ไม่จำนนต่อเผด็จการ

ooo


อัยการสั่งฟ้อง แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ในคดี RDN50 



สั่งฟ้องเพิ่ม 6 แกนนำคนอยากเลือกตั้งราชดำเนิน #RDN50
...

วันนี้ (27 กันยายน 2561) เวลา 9.00 น. พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดนัดฟังคำสั่งฟ้องคดีของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ถนนราชดำเนินของผู้จัดการชุมนุมหกคน ได้แก่ อานนท์ สิรวิชญ์ กาณฑ์ ณัฏฐา สุกฤษณ์ และชลธิชา ก่อนหน้านี้ในวันที่ 20 เมษายน 2561 อัยการฯมีความเห็นสั่งฟ้องรังสิมันต์ ผู้ต้องหาอีกหนึ่งคนไปแล้ว

ตั้งแต่เวลา 8.30 น. เริ่มมีผู้มารอให้กำลังใจอยู่ที่ด้านหน้าอาคารศาลอาญาจำนวน 10 คน ขณะที่ผู้ต้องหาทั้ง 6 คนเริ่มทยอยเดินทางมาสมทบจนครบในเวลา 10.30 น. ต่อมาอัยการฯมีความเห็นสั่งฟ้องคดี โดยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่า ยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 ของประมวลกฎหมายอาญาและชุมนุมทางการเมืองตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จากการจัดชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนินเรียกร้องการจัดการเลือกตั้งภายในปี 2561 ภายใต้ชื่อกิจกรรมว่า "หยุดยื้อเลือกตั้ง หยุดสืบทอดอำนาจ” เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561

รายละเอียดคำฟ้องระบุว่า "เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยทั้ง 6 คนและรังสิมันต์ โรมที่ถูกฟ้องต่อศาลแยกไปก่อนแล้ว รวมกับพวกอีก 42 คนที่ถูกฟ้องต่อศาลแขวงดุสิตได้ร่วมกันมั่วสุมและชุมนุมทางการเมือง และร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหนังสือและวิธีการอื่นใด และร่วมกันใช้รถยนต์ติดเครื่องขยายเสียงเป็นเวที ด้านข้างของตัวรถยนต์ได้ติดป้ายโจมตีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และได้ร่วมกันปราศรัยโจมตีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ คณะรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัย และร่วมกันปลุกระดมมวลชนให้เกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

รวมทั้งเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2561 พร้อมกับการชูสามนิ้ว (นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนาง) บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถนนราชดำเนินอันเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ในทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนั้นอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร

และเพื่อให้ประชาชนที่พบเห็นเข้าใจว่า รัฐบาลและทหารจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งก่อให้เกิดภาพลักษณ์ในเชิงลบกับรัฐบาลและเป็นการยุยงปลุกปั่นสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชนที่เห็นต่างกับรัฐบาลจึงเป็นการร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือผู้ได้รับมอบหมายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย "

ขณะนี้ทั้ง 6 คนยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวด้วยหลักทรัพย์คนละ 50,000 บาท รอฟังคำสั่งปล่อยตัวต่อไป

*** 17.00 น. มีรายงานว่า แกนนำ #RDN50 ทั้ง 6 คน ได้ประกันตัวโดยไม่ใช้หลักทรัพย์



iLaw

...

สิ่งที่อยากบอกในวันนี้

- การชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ไม่มีครั้งไหนจะเข้าข่ายความผิดตามม.116 ได้ แต่คสช.ผู้กล่าวโทษต่อเรา ก็ทำให้เรามาถึงศาลด้วยคดีโทษสูงนี้จนได้
- การตั้งข้อหาลักษณะหว่านแห ทำให้มีคนโดนข้อหาเช่นนี้ทั้งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ตัวอย่างในคดี UN62 แม้แต่คนไร้บ้านในพื้นที่ชุมนุม ก็โดนข้อหาม.116 ครั้งนั้นใช้เงินประกันตัว 1.5 ล้าน สำหรับ 15 คน
- หากยังหลับหูหลับตาให้สิ่งนี้ดำเนินต่อไป กลุ่มคนอยากเลือกตั้งอาจต้องใช้เงินประกันตัวรวมทุกคดีไม่ต่ำกว่าห้าล้านบาท เงินที่เราระดมได้คือ 1.1 ล้าน ไม่มีใครควรต้องจ่ายเงินให้เราอีกแล้วด้วยเหตุผลแบบนี้
- สิ่งนี้เกิดขึ้นกับประชาชนจำนวนมาก หลายกลุ่มฝ่ายเดียว มาตลอดสี่ปี ไม่เป็นผลดีกับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ซึ่งควรเกิดขึ้นในบรรยากาศเสรีและเป็นธรรม
- ศาลต้องมีส่วนในการหยุดพฤติกรรมใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือคุกคามปิดปากประชาชนของ คสช.

วันนี้โบว์ไม่พกเงินไปศาล ด้วยความเชื่อมั่นในวิจารณญาณของศาลในการผดุงความยุติธรรม หากความเชื่อมั่นนี้ผิดก็ขอให้สิ่งที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้เป็นการลงโทษตัวเองที่ไม่มีความสามารถจะปกป้องหลักการไว้ได้


Bow Nuttaa Mahattana

...



สื่อนอกชี้รัฐบาลทหารใช้นโยบาย 'เงิน' ฟาดหัว 'สกัด' 'ทักษิณ'





สื่อนอกชี้รัฐบาลทหารใช้นโยบาย 'เงิน' ฟาดหัว 'สกัด' 'ทักษิณ'


September 27,2018
Voice TV


สื่อต่างประเทศเผย รัฐบาลทหารใช้นโยบาย 'อุ้มคนจน' หวังชนะเลือกตั้งในพื้นที่อีสาน ไม่ต่างจากการใช้เงินฟาดหัว พร้อมระบุ ว่าที่พรรคการเมืองประกาศหนุน 'พล.อ.ประยุทธ์' เป็นนายกฯ แม้ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้โดยตรง


เว็บไซต์บลูมเบิร์กและเดอะสเตรทไทม์ส เผยแพร่บทความ Thai Junta Throws Money at Poor Northeast in Bid to Stop Thaksin เพื่อบอกเล่าสถานการณ์การเมืองไทยช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยระบุว่า ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ คาดว่าคนไทยจะได้เลือกตั้งอย่างเร็วที่สุดในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ รวมถึงรัฐบาลทหารของไทย เพื่อหยั่งเสียงประชาชน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำรัฐบาลทหารไทยและหัวหน้า คสช. ใช้วิธีเดินสายพบปะประชาชนในต่างจังหวัดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งยังประกาศว่าจะบังคับใช้นโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจน มอบเงินช่วยเหลือคนจน และกลุ่มเกษตรกร รวมไปถึงโครงการประกันราคาผลผลิต การออกบัตรสวัสดิการประชารัฐ หรือ 'บัตรคนจน' ตลอดจนประกาศว่าจะเดินหน้าการลงทุนด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานในต่างจังหวัด

บลูมเบิร์กระบุว่า นโยบายช่วยเหลือคนยากจนหรือผู้มีรายได้น้อย เป็นสูตรที่ช่วยให้พรรคของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เคย'ประสบความสำเร็จมาก่อน' จึงไม่น่าประหลาดใจที่รัฐบาลทหารจะใช้วิธีมอบเงินแบบเดียวกันเพื่อชนะใจประชาชน




เกษตรกรรายหนึ่งให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์กว่า ข้อดีของรัฐบาลทหาร คือ ทำให้ประเทศกลับสู่ความสงบสุข ไม่มีความขัดแย้งเหมือนช่วงหลายปีก่อนหน้า และมาตรการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยกลุ่มต่างๆ ก็ช่วยให้หลายครอบครัวมีรายได้โดยรวมเพิ่มขึ้น

พื้นที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดคะแนนเสียงของรัฐบาลในอนาคต คือ จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีประชากรมากติดอันดับต้นๆ ของประเทศ และเป็น 1 ใน 5 ของจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่ผู้ลงสมัครเลือกตั้งจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แม้จะไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าสามารถแบ่งที่นั่งมาจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นอดีตรัฐบาลได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จ.อุบลราชธานี เป็นสนามต่อสู้ทางการเมืองที่สำคัญระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย เพราะถึงแม้ว่าในปี 2554 เพื่อไทยจะมีคะแนนเสียงทิ้งห่างในการเลือกตั้ง แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถคว้าที่นั่ง 3 เขตในอุบลราชธานีมาครอบครองได้ อีกทั้งในปี 2559 ซึ่งมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ก็พบว่าเสียงส่วนใหญ่ในอุบลฯ ร้อยละกว่า 60 ต่าง 'เห็นชอบ' กับรัฐธรรมนูญดังกล่าว

ผศ.ดร.เสาวนีย์ อเลกซานเดอร์ จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า พื้นที่ภาคอีสานถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นด้านคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยในอดีต ทำให้รัฐบาล คสช.ต้องเดินเกมต่ออย่างรอบคอบ

ส่วนว่าที่ 'พรรคการเมือง' ที่ประกาศจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ได้แก่ พรรครวมพลังประชาชาติไทยและพรรคพลังประชารัฐ บ่งชี้ว่าแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหน้าได้โดยตรง แต่เขาก็ได้พูดยืนยันกับสื่อในประเทศว่าตนเองนั้นก็สนใจเรื่องการเมืองเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าแต่ละฝ่ายต้องการเปิดทางเอาไว้ในกรณีที่ต้องกลับเข้าสู่แวดวงการเมืองและบริหารประเทศอีกครั้ง

A Civic Duty การพูดความจริงกับอำนาจ ในสังคมประชาธิปไตย





การปะทะกั้นระหว่างความจริงกับอำนาจ ขนาดสังคมทีประชาธิปไตยดำเนินมานับร้อยปีไม่เคยขาด อำนาจดิบๆ กึ่งดิบก็ไม่อาจแสดงบทบาทได้มากนัก การออกมาพูดความจริงในเหตุการณ์ที่เบรค แควานอพยายามข่มขืนเธอสมัยเป็นนักเรียน ๒๖ ปีมาแล้ว เป็นเรื่องยากลำบากและถูกขัดขวางกระทั่งข่มขู่เอาชีวิต ครอบครัวต้องทิ้งบ้าน เพราะกรณีนี้กำลังทำลายความฝันสูงสุดของฝ่ายอนรักษ์นิยมและรีพับลิกันในการยึดศาลสูงสุดไปอย่างน้อยอีกครึ่งศตวรรษ คริสติน เบลเซอร์ ฟอร์ดเป็นกรวดเล็กๆก้อนหนึ่งที่ไม่มีพลังและอำนาจจะมาเปลี่ยนแปลงหนทางสู่อำนาจของฝ่ายขวา แต่เพราะาขบวนการผู้หญิงและ #Metoomovement# ที่สร้างพลังการเมืองใหม่ขึ้นมา โจมตีอำนาจดิบของชายเป็นใหญ่ทั้งหลายลงไป จากเจ้าพ่อฮอลลีวูดมาถึงคองเกรส ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์ฯดันไปอย่างหน้าด้านๆอย่างที่เคยทำมาเป็นนิส้ยไม่ได้อีก เพราะมันฝืนความรู้สึกของคนส่วนมากไปแล้ว. เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ มันจะลากยาวไปอีก


Kokoro Soseki

ooo




Kavanaugh accuser testifies to Senate Committee (Full testimony)

...





Kavanaugh questioned about sex assault allegations (Entire hearing)

วันพฤหัสบดี, กันยายน 27, 2561

พี่น้องใหญ่ๆ ทั้งสอง คนหนึ่งชอบเกาะโต๊ะขอ อีกคนก็เกาะโพเดี้ยมขาก “แก่แล้ว ดูถูกคนไทยได้อย่างไร”

อนุมานจากหลายโพสต์รัวๆ ของ Wassana Nanuam ที่ว่าพี่น้องต้องไปด้วยกัน เมื่อถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ คสช. ว่าจะลงเล่นการเมืองเหมือนน้องใหญ่ หัวหน้า คสช. หรือไม่

ได้คำตอบว่า “ก็บอกแล้วว่านายกฯ มีอะไรมาใช้ผมก็ทำ แต่ถ้าไม่มีอะไรผมก็จะกลับบ้าน” ก่อนหน้านั้นไปพูดที่กลาโหม ชมน้องใหญ่ซะไม่มี “ท่านทำให้ประชาชนรัก”

อ้าง “ดูจากโพลล์ผลงาน ๔ ปีที่ผ่านมา ชี้เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ทำให้ประชาชนรัก ทำมา ๔ ปี และทำต่ออีก ๔ ปี” ทำอีท่าไหนยังไม่รู้ (เรื่องเข้าพรรคพลังประชรัฐ) แต่ทำแน่เพราะ

“กลัวเสียของ” เหตุผลง่ายๆ “คนที่ทำไว้ก็กลัวว่าจะเสียของ ส่วนคนที่จะเข้ามาก็ไม่รู้ว่าจะทำเสียของหรือเปล่า” แค่นั้นแหละ

ครั้นมีคน (แก่) แซะ “ต่อให้นายกฯ มีส.ว.ในมือ ๒๕๐ เสียง ก็กลับมาเป็นรัฐบาลไม่ได้” นายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทยพูดไว้ว่า พรรคของเขาจะได้ ส.ส. ๒๐๐ อัพ ในการเลือกตั้งที่จะมา

เลยทำให้นายกฯ จากการแย่งอำนาจที่อยากผันตัวไปเป็นนายกฯ จากการอ้างกระบวนเลือกตั้ง ปรี๊ดแตกอีกสิ “พล.อ.ประยุทธ์ (จันทร์โอชา) เดินออกจากวงสัมภาษณ์ พร้อมกล่าวตอบสั้นๆ ว่า

“ให้คุณเสนาะไปพักผ่อนได้แล้ว แก่แล้ว ดูถูกคนไทยได้อย่างไร” เขาคงหมายถึงโพลต่างๆ ที่พี่ใหญ่อ้างนั่นละมัง


แต่ว่าโพลของสำนักใหญ่ที่ให้ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งนั้นมันเลื่อนลอยเสียเป็นส่วนใหญ่ พวกสำนักพิมพ์และสื่อออนไลน์ก็เลยหันไปทำโพลกันเองบ้าง ดูเหมือนค่ายมติชนเริ่มก่อน ผลออกมา ไม่เอา ไอทู้บ ทั้งนั้น ก็นะ หลายคนวางเฉย รู้ๆ กันว่าค่ายนั้นประชาธิปไตยจ๋า
 
ตานี้มีค่ายอื่นๆ เอาอย่างบ้าง จัดทำโพลกันตรึม เนชั่น วัน เดอะสแตนดาร์ด พีพีทีวี และพระเจ้าสร้างโพลล์งี้ ๘๕ ถึง ๙๖ เปอร์เซ็นต์ ไม่เอาบิ๊กตู่เป็นนายกฯ อีก ทั้งนั้น มันที่สุดก็โพลนักศึกษา มช.

เมื่อ “ปะยุดตามหลัง #เนติวิทย์ เฮ้ยยยย” เว้ย สะใจ @sudarang เขาละ แต่กระนั้นควรไปดูรายละเอียดเสียหน่อย

ข่าวว่าโพลนี้แถลงโดยสองอาจารย์เชียงใหม่ สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ กับ อรรถจักร สัตยานุรักษ์ คณะสังคมศาสตร์ จากฐานข้อมูล ๕,๔๔๖ ชุด โดยคำตอบของนักศึกษาทั้งสี่ปีจำนวนเฉลี่ย ๒๕ เปอร์เซ็นต์พอๆ กัน

ภูมิลำเนาภาคเหนือมากหน่อย ๖๖ เปอร์เซ็นต์ เพศหญิงมากกว่าเพื่อน ๕๙ เปอร์เซ็นต์ เพศอื่นที่ไม่ใช่ชาย ๒ เปอร์เซ็นต์ ให้คะแนนความพอใจเลือกพรรคการเมืองตามเทร็นด์คนรุ่นหนุ่มสาว อนาคตใหม่มาวิน ตามด้วยเพื่อไทย และต่อด้วย ปชป.

แต่พอมาถึงประเด็นตัวคนที่จะเป็นนายกฯ กลับให้ทักษิณ ชินวัตร อันดับหนึ่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตกไปอยู่อันดับสอง แล้วจึงถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนความมันส์ของโพลนี้อยู่ที่อันดับสี่ดันเป็น เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

และอดีตนายกฯ หญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับอดีต ผบ.ทบ.ของเธอ ปะยุดนั่นคะแนนเท่ากัน ‘neck to neck’ ที่ ๖ เปอร์เซ็นต์ ได้อันดับ ๕ ทั้งคู่
 
แล้วก็พี้คสุดๆ ตรงที่ถามว่าใครชอบดูรายการคืนความสุขที่ยิ่งเรตติ้งตกยิ่งขยายเวลาบังคับออกอากาศ จากคืนวันศุกรวันเดียวเป็นศุกร เสาร์ อาทิตย์ แม่มเลยน่ะ

พวกที่ดูมากสุด ในรอบสามเดือน ๑๐-๑๒ ครั้ง มี ๐.๙ เปอร์เซ็นต์ ปานกลาง ๔-๖ ครั้งร้อยละ ๙.๙ ขณะที่คนไม่เคยดูเลยสักครั้งมีถึง ๕๑.๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วจะอ้างว่าคนนิยมได้อย่างไร


เรื่องมันเป็นอย่างนี้แหละพี่น้อง ใหญ่ๆทั้งสอง อย่าสักแต่ว่ามีปาก คนหนึ่งชอบเกาะโต๊ะขอ อีกคนก็เกาะโพเดี้ยมขาก “แก่แล้ว ดูถูกคนไทยได้อย่างไร” คนไทยวัยรับช่วงเป็นอนาคตของชาติเสียด้วย

จากขบวนการอารยะ (สมัชชาคนจน) สู่ขบวนการอนารยะ (ม็อบกากๆ ที่มีทหารเตรียมพร้อมออกมาสนับสนุน) จะสร้างสังคมอารยะ ได้อย่างไร ?!?





จากขบวนการอารยะสู่อนารยะสังคม : สมัชชาคนจนถึง พันธมิตร และกปปส. โดย อุเชนทร์ เชียงเสน


โดย อุเชนทร์ เชียงเสน
26 กันยายน 2561
มติชนออนไลน์


ในวาระครบรอบ 12 ปี รัฐประหาร 19 กันยา สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดสัมมนาวิชาการครั้งสำคัญเรื่อง “การสร้างและจรรโลงประชาธิปไตยในบทเรียนและประสบการณ์ของภาคประชาสังคม” แต่น่าตกใจที่ไม่มีใครอภิปรายบทบาทประชาสังคมไทยต่อรัฐประหารและความถดถอยของประชาธิปไตยเลย ยกเว้นนักวิชาการที่ตั้งคำถามแบบเกรงใจว่าประชาสังคมหรือ civil society นี้ ได้กลายเป็น อนารยะสังคม หรือ uncivil society แล้วใช่หรือไม่

การทบทวนบทบาท “ประชาสังคม” ในวาระนี้ โดยไม่อภิปรายเรื่องนี้เลย พอทำให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ และอนาคตของประชาสังคมไทยว่าจะไปในทิศทางใด จะหลุดพ้นจากฐานะขบวนการอนารยะได้หรือไม่

จริงๆแล้วคุณูปการอย่างเดียวของประชาสังคมอย่างพันธมิตรฯ และ กปปส. ต่อแวดวงวิชาการ คือ นำไปสู่คำถามและความรู้ “ใหม่” ว่า “ความคึกคักเข้มแข็งของประชาสังคมไม่ได้เป็นคุณต่อระบอบประชาธิปไตยเสมอไป หากขึ้นอยู่กับบริบททางการเมือง ชนิดของรัฐ และธรรมชาติของกลุ่มองค์กรที่ประกอบขึ้นเป็นประชาสังคม” ทั้งนี้ ประชาสังคมที่แบ่งขั้ว เผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง ไม่ยึดมั่นในหลักการและคุณค่าแบบประชาธิปไตย นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพหรือบ่อนทำลายประชาธิปไตย





ในงานนี้เอง ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา จากธรรมศาสตร์ เสนอว่าประชาสังคมไทยแบบ”การเมืองบนท้องถนน” ได้เปลี่ยนจาก “สังคมเจรจา” เป็น “สังคมสหบาทา” คือ จากที่เคยอยู่บนพื้นฐานการถกเถียงด้วยข้อมูลและเหตุผล กลายเป็นตรงกันข้าม ต้องการบรรลุเป้าหมายที่ต้องการทั้งหมด โดยไม่ยอมรับการเจรจาและปะทะกันด้วยความรุนแรง พร้อมเสนอว่า วิถีทางการกอบกู้ประชาธิปไตยนั้นต้องพาสังคมไทยกลับไปสู่สังคมเจรจาที่ผู้คนรับฟังข้อมูลเหตุผล ความคิดเห็นที่แตกต่างจากตน โดยมีความอดทนอดกลั้นเป็นคุณธรรมของประชาสังคมนี้

ผู้เขียนเห็นด้วยกับข้อเสนอข้างต้น แต่เห็นว่า ธรรมชาติหรือลักษณะขององค์กรประชาสังคมเองมีส่วนกำหนดความเป็น “อารยะ/อนารยะ” โดยใช้สมัชชาคนจน กับพันธมิตรฯ และ กปปส. เช่นเดียวกัน เป็นรูปธรรมใน
การอธิปรายเปรียบเทียบ

สมัชชาคนจน “ตัวแบบ” ขบวนการอารยะ

สมัชชาคนจนก่อตั้งปลายปี 2538 จัดการชุมนุมประท้วงเพื่อกดดันต่อรองกับรัฐบาลและส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดเวทีเจรจาการแก้ไขปัญหา ด้วยความเป็นองค์กรมวลชนที่เน้นแก้ไขปัญหาที่ชอบธรรมของตัวเอง ผสมผสานกับแนวคิดและประสบการณ์ต่อสู้ในอดีต นำไปสู่การจัดองค์กรและยุทธิวิธีเคลื่อนไหวดังนี้

การจัดองค์กร สมัชชาคนจน เปิดกว้างต่อพันธมิตรและแนวร่วม ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างพันธมิตร “คนจน” การสร้างแรงสนับสนุนจากสาธารณชนในวงกว้าง เพื่อเสริมแรงกดดันและอำนาจต่อรอง เน้นการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจร่วมกันของเจ้าของปัญหา ตัดสินใจแบบ “ผู้นำรวมหมู่” นั่นคือ สร้างประชาธิปไตยในองค์กร มีการต่อรอง เหนี่ยวรั้ง และควบคุมกันเองอย่างใกล้ชิด และเชื่อมโยงเป้าหมายเฉพาะหน้ากับข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย ที่เป็นผลประโยชน์ส่วนรวมหรือ “สาธารณะ” โดยการสนับสนุนของนักกิจกรรม ปัญญาชน

ยุทธวิธีการเคลื่อนไหว สมัชชาคนจนใช้ยุทธวิธีขัดขวางท้าทายระบบการเมืองปกติ ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางตรงในการเข้าไปขัดขวาง กดดันการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาลหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาจจะเป็นการกระทำที่ถูกหรือผิดกฎหมายก็ได้ แต่อยู่บนฐานของการไม่ใช้ความรุนแรงหรือสันติวิธี

ความอารยะของขบวนนั้นดูได้จากปฏิบัติการที่เป็นจริง โดยเฉพาะเมื่อเผชิญหน้ากับความรุนแรง ไม่ใช่จากถ้อยแถลงโอ้อวด อย่างสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ปี 2543 สมัชชาคนจนใช้ “อารยะขัดขืน” ปีนทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้ “อารยะขัดขืน” (civil disobedience) หมายถึง “การกระทำทางการเมืองซึ่งมีลักษณะเป็นสาธารณะ (public) สันติวิธี (nonviolent) และมีมโนธรรมสำนึก (conscientious) ที่ขัดต่อกฎหมาย (contrary to law) ปกติเป็นสิ่งที่ทำโดยมุ่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกฎหมาย (in the law) หรือนโยบายของรัฐบาล” โดยมิได้มุ่งเปลี่ยนแปลงแย่งชิงอำนาจรัฐ โดยการละเมิดกฎหมายมีหน้าที่ “สื่อสารกับสังคมการเมืองว่าเกิดอะไรผิดปกติบางอย่างที่ผู้คนซึ่งปกติปฏิบัติตามกฎหมายจงใจละเมิดกฎหมาย” และ “การปลุกมโนธรรมสำนึกของสาธารณะ มิได้เพียงเกิดจากการละเมิดกฎหมาย แต่เกิดจากการรับผลของการละเมิดกฎหมาย” คือผู้ใช้ต้องยอมรับการลงโทษของรัฐที่จะกระทำต่อตนในฐานะพลเมืองของรัฐ ดังนั้น ทั้งเป้าหมายและวิธีการอันเป็นหัวใจของอารยะขัดขืน จึงส่งผลทำให้สังคมการเมืองโดยรวมมี “อารยะ” ยิ่งขึ้น

ในปฏิบัติการปีนทำเนียบ สมัชชาคนจนเน้นว่า ต้องการแก้ไขปัญหาไม่ใช่ขับไล่รัฐบาล “หากเป็นการขับไล่รัฐบาลแล้วใครจะเป็นผู้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น” และยืนยันว่า “หากเป็นการผิดกฎหมายที่ล้าหลัง เราก็ยอมให้จับกุมแต่โดยดี” แม้พวกเขาจะไม่ได้เรียกปฏิบัติการนี้ว่า “อารยะขัดขืน” แต่ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ก่อนปฏิบัติการ สมัชชาคนจนชี้แจงขั้นตอนต่างๆ เตรียมการให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจถึงผลที่อาจเกิดขึ้น ทั้งการถูกจับกุมหรือตอบโต้ด้วยความรุนแรง และในวันจริง เมื่อรัฐบาลระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลาย ผู้ชุมนุมด้านนอกทำเนียบพยายามต้านทานด้วยร่างกายตัวเองและยอมล่าถอยในที่สุด มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวนหนึ่ง ส่วนกลุ่มที่ได้ปีนเข้าไปอยู่ในทำเนียบก็ยอมให้จับกุมโดยไม่ตอบโต้ใดๆ

หลังจากเหตุการณ์ ทั้งนักวิชาการและสื่อมวลชน ได้ออกมาสนับสนุนและร่วมกันกดดันรัฐบาล ในที่สุดรัฐบาลต้องมีมติ ครม.เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาและเปิดเวทีสาธารณะถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย แม้ท้ายที่สุด ผลที่เกิดขึ้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้ แต่สมัชชาคนจนยังยืนยันไม่เข้าร่วมขับไล่รัฐบาลตามคำชักชวนขององค์กรพันธมิตร แต่ใช้วิธีรณรงค์ให้สมาชิกทั่วประเทศไม่เลือกผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นแทน

พันธมิตรฯ และ กปปส. “ตัวแบบ” ขบวนการอนารยะ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ก่อตั้งขึ้นต้นปี 2549 โดยนักกิจกรรมการเมืองและเจ้าพ่อสื่อมวลชน สนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อเป็นองค์กรนำเคลื่อนไหว “โค่นล่ม” ระบอบทักษิณ จบลงด้วยรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และกลับมาเคลื่อนไหวรอบสอง หลังจากเลือกตั้งใหม่ ในปี 2551 โดยอ้างว่าเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ยกระดับไปสู่การขับไล่รัฐบาลในทันที การชุมนุมยุติลงหลังปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิแล้วศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรของตน จัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาแทน ส่วน กปปส. นั้น ก่อตั้งขึ้นในปลายปี 2556 โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อต่อต้านร่าง พรบ. นิรโทษกรรม แล้วยกระดับไปสู่การขับไล่รัฐบาลอย่างรวดเร็ว จบด้วยรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

ด้านการจัดองค์กร เน้นการรวมศูนย์อำนาจสั่งการบังคับบัญชา โดย 5 แกนนำในกรณีพันธมิตรฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และคณะ กรณี กปปส.

นอกจากเป้าหมาย“โค่นล้ม” รัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว สิ่งที่เหมือนกันของ 2 ขบวนการนี้ คือ การปฏิเสธการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่อย่างหัวเด็ดตีนขาด เสนอทางออกที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักการประชาธิปไตย เช่น ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ฯลฯ ขณะที่พันธมิตรฯ คว่ำบาตรการเลือกตั้ง กปปส. ไปไกลกว่าคือขัดขวางการเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้ เพื่อขัดขวางไม่ให้ระบบการเมืองปกติทำงานได้ เปิดทางให้มีการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญหรือรัฐประหาร จนเรียกได้ว่า “ร่วมสบคมคิด” กันเลยทีเดียว





สำหรับยุทธวิธีนั้นแม้จะดูคล้ายกับสมัชชาคนจน แต่เนื้อแท้แล้วกลับตรงข้าม ทั้งพันมิตรฯ และ กปปส. อ้าง “อารยะขัดขืน” มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ไม่มีแกนนำคนใดยอมให้จับกุมเมื่อละเมิดกฎหมายในฐานะพลเมืองของรัฐ เพื่อปลุกมโนธรรมสำนึกของผู้คนในสังคมเลย

ยุทธวิธีหลักของกลุ่มพันธมิตรฯ และ กปปส. คือ ขัดขวางระบบการเมืองปกติเช่นกัน แต่มีขอบเขตกว้างขวางและเข้มข้นกว่า เช่น ยุทธศาสตร์ “หยุดการใช้อำนาจรัฐ” ของพันธมิตรฯ หรือ “Shutdown กรุงเทพฯ” ของ กปปส. ที่ขัดขวางชีวิตปกติของผู้คนเพื่อสร้างแรงกดดันรัฐบาล และมุ่งเผชิญหน้ากับฝ่ายต่างๆ ปฏิเสธการเจรจาประนีประนอมและแก้ไขปัญหาผ่านสถาบันการเมืองปกติทั้งหมด

เมื่อเผชิญหน้ากับความรุนแรงก็ไม่หลีกเลี่ยง ไม่ยอมแพ้ยอมถอย พร้อมโต้กลับด้วยความรุนแรง หรือเป็นฝ่ายรุกเสียเอง ไม่นับคำปราศรัยที่สร้างความเกลียดชัง ทำลายความเป็นมนุษย์และสร้างความเป็นปีศาจให้ฝ่ายตรงกันข้าม ข่มขู่คุกคามหรือประทุษร้าย ในนามของ “ความดี” ซึ่งเสมือนหนึ่งเตรียมอาวุธทางด้านจิตใจไว้พร้อมสำหรับการละเลงเลือดศัตรู ดังนั้น ความรุนแรงจึงไม่ผลของการตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างอัตโนมัติ แต่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน

ถึงที่สุดแล้ว นี่ไม่ใช่ขบวนการสันติวิธีอะไรเลย โวหาร “อหิงสู้” “สันติวิธีเชิงรุก” ที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อสนับสนุนความรุนแรงนี้ นอกจากแสดงถึงการขาดความเข้าใจสันติวิธีเบื้องต้นของผู้ใช้แล้วยังสะท้อนความอ่อนแอของแวดวงวิชาการสันติวิธีไทย





เปรียบเทียบเป้าหมายและยุทธศาสตร์

สมัชชาคนจนถูกวิจารณ์ว่าต่อสู้เพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า “เพื่อสมาชิก” แต่ก็ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมเป็น “เป้าหมาย”ที่ต้องปกป้องรักษา มิใช่เครื่องมือเพื่อเป้าหมายที่สูงส่งอื่นใด ด้วยเป้าหมายจำกัดแบบนี้ ในระบบการเมืองที่เปิด เป็นประชาธิปไตยระดับหนึ่ง หากการเคลื่อนไหวถูกตอบโต้จากผู้กุมอำนาจรัฐก็จะอยู่ในขอบเขตที่จำกัด มียุทธวิธีหลักคือ ปฏิบัติการขัดขวางระบบการเมืองปกติเพื่อดึงดูดความสนใจของสาธารณชนและกดดันผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ยอมแพ้ยอมถอยในช่วงสถานการณ์หนึ่งๆ เพื่อรักษาชีวิตและความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมและกลับมาต่อสู้เรียกร้องใหม่ได้ โดยถือรัฐบาลที่ตัวเองเรียกร้องเป็นคู่สนทนาต่อรอง หลีกเลี่ยงการเมืองแบบแย่งชิงอำนาจ และเคลื่อนไหวเรียกร้องในขอบเขตประชาธิปไตย

พันธมิตรฯ และ กปปส. เป็นองค์กรมวลชนขนาดใหญ่ระดับชาติ นอกจากอ้างว่ามีเป้าหมายเพื่อ “ส่วนรวม” อันสูงส่ง โค่นล้มรัฐบาลเพื่อสร้างสิ่งใหม่แล้ว ยุทธวิธีก็แตกต่างกัน กล่าวคือ สมัชชาคนจนใช้การขัดขวางท้าทายระบบการเมืองอย่างจำกัดเพื่อทำให้ความขัดแย้งเข้มข้นขึ้น (conflict intensification) ซึ่งจะส่งผลต่อการเข้าใจปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องในระดับโครงสร้างและการกดดันต่อรอง แต่กลุ่มพันธมิตร กปปส. ใช้ยุทธวิธีนี้เพื่อยกระดับความขัดแย้ง (conflict escalation) และใช้เงื่อนไขการปราบปรามทำการตอบโต้กลับให้ความรุนแรงบานปลายออกไป และโค่นล้มรัฐบาลที่เป็นศัตรูของตนในที่สุด

เมื่อเผชิญหน้ากับขบวนการแบบนี้ รัฐบาลไม่มีทางเลือกนัก หากไม่ยอมแพ้ทำตามข้อเรียกร้อง ซึ่งเป็นไปได้ยากเพราะมี “อำนาจรัฐ” เป็นเดิมพันและผู้เกี่ยวข้องมีจำนวนมาก ก็ต้องใช้กำลังยุติการเคลื่อนไหว ซึ่งมีความเสี่ยงต่อทั้งสองฝ่าย รัฐบาลเสี่ยงต่อการสูญเสียความชอบธรรม ผู้เข้าร่วมเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขบวนการแบบนี้จึงดูจะไม่ใส่ใจกับชีวิตเลือดเนื้อของผู้คนในขบวนการ มุ่งแต่จะโค่นล้มรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงผลร้ายแห่งความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นตามมา

ทั้งเป้าหมาย ลักษณะองค์กร ยุทธวิธี และความเข้าใจต่อฝ่ายตรงกันข้ามนี้ ส่งผลต่อความโน้มเอียงขององค์ประชาสังคมว่าจะอารยะหรือไม่ อย่างไร และทำให้สมัชชาคนจนแตกต่างกับ พันธมิตร และ กปปส.

ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ประชาสังคมไทยมีส่วนสำคัญต่อความเลวร้ายทางการเมืองที่เป็นอยู่ รวมทั้งความถดถอยของประชาธิปไตย จนยากที่จะปฏิเสธได้ การปล่อยให้ผู้นำขบวนการอนารยะนี้ มีหน้ามีตาที่ทางในประชาสังคมราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

หากมุ่งจะสร้างสังคมอารยะ อันดับแรก ต้องร่วมกันทัดทานขบวนการหรือแนวโน้มอนารยะที่ดำรงอยู่นี้เสีย อย่างน้อยก็ด้วยวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายในช่วงที่ผ่านมาและบทบาทของพวกเขา ทั้งต่อพวกเขาเอง-แม้คาดหวังความเปลี่ยนแปลงได้ยากเต็มที-และสาธารณะชนโดยรวม เพื่อให้ตระหนักถึงปัญหา สร้างความรู้และประสบการณ์ให้คนรุ่นหลัง และสอง ร่วมกันสร้างประชาสังคมที่ “มองคนอื่นในฐานะเพื่อนพลเมืองร่วมสังคมที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ในแง่ของสิทธิและหน้าที่ในฐานะของสมาชิกของประชาสังคม” (ตามข้อเสนอ การเมืองแบบอารยะ ของ เอ็ดเวิร์ด ชิลส์)





ใครจะรับผิดชอบ! หากไม่เร่งฟ้องผู้ต้องหาคดีกบฏอีก 18 คน บางข้อหาใกล้หมดอายุความ ฟ้องต่อศาลแล้ว 29 ยังเหลืออีก 18





ร้องอสส.ตั้งกก.สอบอธิบดีอัยการคดีพิเศษ-เร่งฟ้องผู้ต้องหาคดีกบฏอีก 18 คน ชี้หากฟ้องไม่ทันบางข้อหาหมดอายุความ


วันที่ 26 กันยายน 2561
ที่มา มติชนออนไลน์


เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 26กันยายน ที่สำนักงานอัยการอัยการสูงสุด(อสส.) อาคารศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ(สกสส.) พร้อมคณะทำงาน ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ให้สั่งการเร่งนำตัวผู้ต้องหากลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) ที่เหลืออีกอย่างน้อย 18 คน ฟ้องต่อศาลอาญาในคดีร่วมกันเป็นกบฏ และขอให้อัยการสูงสุดตั้งกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ โดยมีนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้รับมอบหนังสือ

นายโกศลวัฒน์กล่าวว่า ภายหลังได้รับมอบหนังสือจะนำเรียน นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุดภายในวันนี้ ส่วนเรื่องคดีที่ยังไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาที่เหลือได้นั้นต้องขอไปตรวจสอบรายละเอียดจากทางสำนักงานคดีพิเศษเเต่ทราบมาว่าก่อนหน้านี้ทางผู้ต้องหาก็มีการยื่นร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา ส่วนเรื่องข้อกังวลที่ว่าบางข้อหาจะหมดอายุความเเล้วจะฟ้องได้ทันหรือไม่นั้น ทางสำนักงานอัยการสูงสุดเราตะหนักเเละให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมากเขื่อว่าเมื่อคำร้องถึง อสส.ท่านก็จะมีข้อพิจารณาสั่งการต่อไปเพื่อประโยชน์เเห่งความเป็นธรรม

ด้าน นายวิญญัติ กล่าวว่า นับแต่มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหา 47 คน ฟ้องต่อศาลแล้ว 29 คน ยังเหลืออีก 18 คน ไม่มีการนำตัวมาฟ้องต่อศาลอาญา ทั้งๆที่ผู้ต้องหากลุ่มนี้เป็นชุดเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาเป็นการร่วมกระทำความผิดและสนับสนุนกระทำความผิด แต่สำนักงานคดีพิเศษกลับปล่อยปละละเลยไม่เร่งดำเนินการให้ได้ตัวมาฟ้อง และยังยอมให้มีการขอเลื่อนนัดหลายครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ไม่มีมาตรการใดที่จะดำเนินการให้ได้ตัวผู้ต้องหาที่เหลือมาฟ้องต่อศาลให้ครบตามสำนวนได้ อาทิ การออกหมายจับ เป็นอำนาจของอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ที่จะเร่งดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่กลับปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ ไม่นำพาให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายและจัดให้มีการนำตัวผู้ต้องหาดังกล่าวมาฟ้องคดีอาญาต่อศาลแต่อย่างใด จนกระทั่งความผิดบางฐานที่ฟ้องผู้ต้อหาอื่นไปแล้ว เช่น คดีอาญาฐานบุกรุก ตาม ป.อ. มาตรา 362 ซึ่งมีอายุความ 5 ปี จะขาดอายุความในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 อันจะทำให้ผู้ต้องหาที่เหลือได้รับประโยชน์หลุดพ้นคดีบุกรุกไป

ดังนั้น เพื่อเป็นการผดุงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมไม่เลือกปฏิบัติ และเพื่อรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงขอให้อัยการสูงสุดตั้งกรรมการสอบอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ปล่อยปละละเลยต่อหน้าที่ และให้นำตัวผู้ต้องหาที่เหลือส่งฟ้องศาล หากปล่อยปละละเลยจนคดีขาดอายุความ ตนจะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ

โดยหลังจากนี้ตนจะติดตามว่าสุดท้ายเเล้วจะมีการนำตัวผู้ต้องหามาส่งฟ้องต่อศาลทันหรือไม่ หากอธิบดีอัยการคดีพิเศษยังไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายตนจะมีการดำเนินการร้องต่อ คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) หรือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ต่อไป ซึ่งขณะนี้ตนยังเห็นว่าอัยการสูงสุดยังสามารถที่จะมีคำสั่งกำชับติดตามคดีได้อยู่

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีจำเลยบางรายอ้างรอเงินจากกองทุนยุติธรรม นายวิญญัติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาจำเลยที่ยังไม่ถูกส่งฟ้องนั้นมีการอ้างเหตุหลายประการไม่ว่าจะเป็นติดสอนหนังสือ ติดประชุม ซึ่งท่านสรมารถที่จะทำได้ เเต่ท่านต้องไม่บืมหน้าที่ในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนผู้ต้องหาที่อ้างว่า รอเงินทุนจากกองทุนยุติธรรม เมื่อทางกระทรวงยุติธรรม ไม่อนุมัติเงินทุนให้เนื่องจากท่านไม่เข้าคุณสมบัติไม่ได้มีฐานะยากจนท่านก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการโดยเร็ว

เมื่อถามว่าข้อหาที่จะหมดอายุเป็นเพียงข้อหาที่มีอัตราโทษต่ำเมื่อเทียบกับที่มีการฟ้องข้อหากบฎที่มีอัตราสูง นายวิญญัติบอกว่า ในทางคดีความไม่สามารถที่จะมองเเบบนั้นได้คดีที่มีการฟ้องกลุ่มผู้ต้องหาไปนั้นมีหลายข้อหามีข้อหากบฎที่มีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต เเต่หากมีการพิจารณาไป เเล้วตัวจำเลยบางคนเกิดไม่เข้าข่ายความผิดฐานกบฎ เเต่มีความผิดฐานบุกรุก ศาลก็ไม่สามารถที่จะลงโทษได้เรื่องจากคดีหมดอายุความ ซึ่งปัญหาทางเทคนิคนี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนผู้ต้องหาที่เหลือตามสำนวนสอบสวนและมีคำสั่งฟ้องเเต่ยังไม่ได้มีการนำมาฟ้องมีดังรายชื่อต่อไปนี้ 
(1)นายนิติธร ล้ำเหลือ ผู้ต้องหาที่ 11 , 
(2)นายอุทัย ยอดมณี ผู้ต้องหาที่ 12 , 
(3)พันตำรวจโทสุภวัฒน์ สุปิยะพาณิชย์ ผู้ต้องหาที่ 17 ,
(4)นางสาวจิตรภัสร์ กฤดากร ผู้ต้องหาที่ 19,
(5)นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้ต้องหาที่ 25, 
(6)นายกิตติศักดิ์ ปรกติ ผู้ต้องหาที่ 27 ,
(7)พลเอกปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ผู้ต้องหาที่ 31 ,
(8)นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ต้องหาที่ 32 ,
(9)นายพิภพ ธงไชย ผู้ต้องหาที่ 33, 
(10)นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือรัชต์ชยุตม์ ศิรโยธินภักดี ผู้ต้องหาที่ 37,
(11)นายกิตติชัย ใสสะอาด ผู้ต้องหาที่ 43, 
(12)นายคมสัน ทองศิริ ผู้ต้องหาที่ 44 ,
(13)นายพิเชษฐ พัฒนโชติ ผู้ต้องหาที่ 46 ,
(14)นายประกอบกิจ อินทร์ทอง ผู้ต้องหาที่ 48 , 
(15)นายนัสเซอร์ ยีหมะ ผู้ต้องหาที่ 49 ,
(16)นายพานสุวรรณ ณ แก้ว ผู้ต้องหาที่ 50 ,
(17)นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ผู้ต้องหาที่ 51 และ
(18)นางทยา ทีปสุวรรณ ผู้ต้องหาที่ 55


ทูตสหรัฐฯ กลิน ที. เดวีส์ เข้าพบอำลา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา + พบ"เพื่อไทย" ฟังท่านทูตฯ มีสุ้มเสียงอย่างไร + ตอบโจทย์ : สัมภาษณ์พิเศษ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ “กลิน ที.เดวีส์” อำลาประเทศไทย



ภาพจาก FB U.S. Embassy Bangkok




https://www.youtube.com/watch?v=8lZsd-6sS6o&feature=youtu.be

#VoiceTV21

The Daily Dose - ทูตสหรัฐฯ เข้าเยี่ยมคำนับนายกฯ อำลาตำเเหน่ง

...



ooo

ตอบโจทย์ : สัมภาษณ์พิเศษ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ “กลิน ที.เดวีส์” อำลาประเทศไทย ( 31 ส.ค. 61)



ThaiPBS
Published on Aug 31, 2018

ผู้ดำเนินรายการ ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้ร่วมรายการ กลิน ที.เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ร่วมสนทนาประเด็น - ความประทับใจในการทำหน้าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย บทเรียนและความท้าทายตลอดช่วงเวลาของการดำรงตำแหน่ง


โพล "ขนาดพัดลมยังส่ายหน้าเลย"



...








...

มองอีกมุม





ศาลพิพากษาจำคุกผู้บริหารบริษัทตัวแทนจำหน่าย GT200 ให้กับกรมราชองค์รักษ์ ผู้เสียหายได้ทำสัญญาซื้อขายไปเเต่เครื่องไม่สามารถใช้การได้





ศาลพิพากษาจำคุกผู้บริหารบริษัทตัวแทนจำหน่าย จีที200 ให้กับกรมราชองค์รักษ์
.
วันนี้(26 ก.ย.) ศาลแขวงดอนเมือง พิพากษาคดีที่อัยการพิเศษ 1 เป็นโจทย์ฟ้อง บ.เอวีเอ แซทคอม จำกัด นายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ ผู้บริหาร นายเดชพิภัทร์ วัฒนกิจ นางศศกร ปลื้มใจ ในคดีฉ้อโกงการจัดซื้อเครื่องตรวจจับอาวุธวัตถุระเบิดและยาเสพติดรุ่น จีที200 จำนวน 2 ชุด 1.8 ล้านบาท ,เครื่องตรวจสารระยะไกลและอุปกรณ์ยี่ห้อ Global Technical รุ่นGT200 จำนวน 3 ชุด 3.6 ล้านบาท, เครื่องตรวจหาสสาร ระยะไกลและอุปกรณ์ยี่ห้อโกลบอล รุ่น GT200 จำนวน 3 ชุด 3.6ล้านบาท รวม 9 ล้านบาท ที่กรมราชองครักษ์ผู้เสียหายได้ทำสัญญาซื้อขายไปเเต่เครื่องไม่สามารถใช้การได้
.
ศาลเห็นว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงตามที่อัยการโจทก์ฟ้อง จึงพิพากษาจำคุก นายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ ผู้บริหารเอวีเอ แซทคอม จำกัด กรรมละ 3 ปี รวม 3 กรรม จำคุก 9 ปี และปรับกรรมละ 6,000 บาท รวมปรับ 18,000 บาท ส่วนจำเลย อื่นให้ยกฟ้อง
.
ในวันนี้จำเลยทั้งหมดเดินทางมาพร้อมกับนายวรอรรถ สุนทรอภิชาติ ทนายความ ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดี


Workpoint News - ข่าวเวิร์คพอยท์

...

ชมอีกครั้ง ไก่อู ยืนยัน GT200 ใช้งานได้จริง "ไอ้สัส กูฮา"



https://www.youtube.com/watch?v=G_PfJQA5eyA

...