วันศุกร์, พฤศจิกายน 28, 2557

ไทยอีนิวส์ ขอร่วมความยินดีกับ ประชาไท ที่ท่านทูตอังกฤษ Mark Kent เยี่ยมหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท พูดคุยเรื่องสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นในประเทศไทย



British Ambassador Mark Kent visits Prachatai to discuss Thai media scene.

Kudos to Prachatai krub.

ได้เห็นทั่นผู้นำรำวงแล้ว อยากจะเชิญคุณครูศิริประภา มาเป็นที่ปรึกษา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและภริยา ร่วมรำวง กับ นายกรัฐมนตรีลาวและภริยา ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ทางรัฐบาลลาวเป็นเจ้าภาพ ระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 ภาพจาก Voice TV
ชาวเน็ตเม้นท์ว่า...

ท่ารำของประยุดนี่
คนโบราณเขาจะเรียกกันว่า "ควักกะปิ"
คือเอามือกวักไปกวักมา เก้อๆกังๆ อย่างคนรำไม่เป็น

นี่นอกจากเก่งเรื่อง พุดไม่เข้าหูคนแล้วเนี่ย
ทำอะไรเป็นบางย๊ะ

ซึ่งท่ารำ "ควักกะปิ" ไม่เห็นอยู่ในรำวงมาตรฐาน เลยขอนำคลิป ท่ารำเพลงรำวงมาตรฐาน โดยครูศิริประภา มาแชร์ทั่นผู้นำ

 
http://www.youtube.com/watch?v=aCprNJJX8-w

Published on May 14, 2014
1.เพลงงามแสงเดือน ท่าสอดสร้อยมาลา
2.เพลงชาวไทย ชาย ท่าชักแป้งผัดหน้า
3.เพลงรำมาซิมารำ ท่ารำส่าย
4.เพลงคืนเดือนหงาย ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง
5.เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ ท่าแขกเต้าเข้ารังและผาลาเพียงไหล่
6.เพลงดอกไม้ของชาติ ท่ารำยั่ว
7.เพลงหญิงไทยใจงาม ท่าพรหมสี่หน้าและยูงฟ้อนหาง
8.เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ท่าช้างประสานงาและจันทร์ทรงกลดแปลง
9.เพลงยอดชายใจหาญ ชาย จ่อเพลิงกาฬ หญิง ชะนีร่ายไม้
10.เพลงบูชานักรบ ชาย จันทร์ทรงกลด/ขอแก้ว หญิง ขัดจางนาง/ล่อแก้ว

 
https://www.youtube.com/watch?v=5WH9Gk1VWzM

คลิปพ.ต.ต เสงี่ยม สำราญรัตน์ : ข้อสังเกตุต่อกรณีการตกจากที่สูงเสียชีวิตของ พ.ต.อ.อัตรวุฒิ หลิมรัตน์ ซึ่งมีเงื่อนงำและน่าสังสัย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ต้องมีคำตอบให้กับสังคม






https://www.facebook.com/video.php?v=323278621206301&set=vb.100005724975204&type=2&theater

อรรถชัย อนันตเมฆ: "คนเหล่านั้นปล้นเสรีภาพ และประชาธิปไตยของเราไป" -- จักรภพ เพ็ญแข: “คุณจะคืนความสุขให้ประชาชนได้อย่างไร ในเมื่อคุณยึดมันมาจากเกียรติขั้นพื้นฐานของพวกเค้า” -- อั้ม เนโกะวัย : "ไม่เคยเสียใจ ที่ตัดสินใจออกนอกประเทศ แทนการไปรายงานตัว" ... บทสัมภาษณ์จาก FP


เก็บความจาก UDD Thailand
...

"คนเหล่านั้นปล้นเสรีภาพ และประชาธิปไตยของเราไป"

หนึ่งบทสัมภาษณ์ของ อรรถชัย อนันตเมฆ ณ เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้าน

"ประยุทธ์และเหล่าสมุนนายพลขึ้นสู่อำนาจอย่างผิดกฎหมาย และเราไม่ควรจะยอมรับพวกเค้า” โด่งพูดถึง ผบ.ทบ.ที่กลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม “และผมก็คือหนึ่งคนที่ถูกเรียกตัวไปเพื่อซักถาม”

จากนักแสดงโด่งดัง โด่งก็เคยหลงใหลในชื่อเสียง แต่ชีวิตที่สุขสบายก็จบลงเมื่อเค้าขึ้นเวทีปราศรัยเมื่อปี 2553 ร่วมกับ นปช.องค์กรที่ให้การสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ถูกยึดอำนาจเมื่อปี 2549

ปัจจุบันโด่งพยายามที่จะค้นหาว่าจะเอายังไงกับชีวิต เค้าหวังจะได้กลับบ้านซักวัน แต่หากความคิดของเค้ายังเป็นเช่นนี้ การออกนอกประเทศของเค้าอาจจะเป็นการถาวร “บางที ถ้ามีคนเหมือนเรามากกว่านี้ และไม่ต้องไปรายงานตัวต่อเผด็จการ เราก็อาจไม่ต้องตกอยู่ในสภาวะนี้” โด่งรู้สึกผิดหวังที่บรรดานักกิจกรรมไม่มีความกล้าหาญมากพอที่จะปฏิเสธคำสั่งของกองทัพ และเข้าไปรายงานตัวเพื่อรับโทษ โด่งเองก็ยังไม่แน่ใจว่า การตัดสินใจของเค้าที่หนีออกนอกประเทศ ท้ายที่สุดแล้วจะสามารถต่อต้านเผด็จการได้มีประสิทธิภาพ แต่เค้าเชื่อว่ามันดีกว่าอยู่แบบเงียบๆยอมรับการกระทำของเผด็จการภายใต้กฎอัยการศึก

โด่งคือหนึ่งในนักกิจกรรมด้านประชาธิปไตย ที่ถูกตามล่าจนต้องหนีออกนอกประเทศ จากการต่อต้านรัฐประหารแบบเปิดเผยและการวิจารณ์การสลายการชุมนุมที่ผ่านมา มีนักกิจกรรมจำนวนมากที่ต้องหลบหนีไปยังประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเซฟเฮ้าของประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชา บางส่วนอยู่ฮ่องกง มาเลเซีย ญี่ปุ่น ยุโรปและอเมริกา

ส่วนหนึ่งจากบทความเรื่อง Home Away From Home: Pro-democracy activists from Thailand are banding together in exile rather than submitting to the military junta.

บ้านที่ไกลจากบ้าน :กลุ่มนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยจากประเทศไทย ที่ยอมถูกขับออกนอกประเทศดีกว่ายอมรับเผด็จการทหาร

http://www.foreignpolicy.com/articles/2014/11/25/home_away_from_home_thailand_exiles

— with อรรถชัย อนันตเมฆ.
ooo


“คุณจะคืนความสุขให้ประชาชนได้อย่างไร ในเมื่อคุณยึดมันมาจากเกียรติขั้นพื้นฐานของพวกเค้า”

เช้าวันหนึ่ง แถวตะเข็บชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ผมกระโดดขึ้นรถจี๊ปที่มีหน้าต่างสีซีดๆ ที่ซึ่งทำให้ผมได้พบกับหนึ่งในผู้ก่อตั้งองค์กรเสรีไทย คำให้สัมภาษณ์จาก จักรภพ เพ็ญแข อดีตโฆษกรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทยและก่อการร้าย รัฐบาลทหารได้ยกเลิกพาสปอร์ตของเค้า

จักรภพเล่าว่า องค์กรเสรีไทยไม่ใช่องค์กรที่แตกสาขามาจากความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง แต่ควรเคลื่อนไหวเหมือนเป็นองค์กรร่มที่ปกป้องประชาธิปไตย ต่อต้านการรัฐประหาร ประสานงานเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวร่วมกัน โดยดำเนินกิจการภายนอกประเทศ

เมื่อวันที่ 19 กันยา ครบรอบ 8 ปีรัฐประหาร องค์กรเสรีไทยมีแผนที่จะเปิดตัวเวปไซด์ขององค์กร แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เวปไซด์กลับไม่สามารถถ่ายทอดได้ จักรภพบอกว่าการเลื่อนไม่เกี่ยวข้องกับการถกเถียงกันในองค์กร แต่เป็นเพราะความคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จตามพันธะสัญญาที่ให้ไว้ สอดคล้องกับนักกิจกรรมที่ออกนอกประเทศ ซึ่งมีการเคลื่อนไหวกันแล้ว มีการช่วยองค์กรทำกิจกรรมต่อต้านเมื่อเดือนที่แล้วที่มิลาน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประท้วงนับร้อย เมื่อครั้งนายกรัฐมนตรีไทยไปเยือน นอกจากนี้พวกเค้ายังร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้โต้ตอบรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยเผด็จการ และเมื่อเวปไซด์เปิดทำการได้ ประชาชนคนไทยทั้งในและนอกประเทศ จะสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้น

David Streckfuss ชาวอเมริกันที่อาศัยในไทยมากว่า 25 ปี กล่าวว่าการเคลื่อนไหวขององค์กรเสรีไทยยังจำกัด เพราะการปิดกั้นความเห็นต่างของรัฐบาลเผด็จการ

จักรภพกล่าวอย่างมีความหวัง ถึงความสามารถขององค์กรเสรีไทยที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ถนนประชาธิปไตย เค้าถอนหายใจและหัวเราะเบาๆเมื่อกล่าวว่า “คุณจะคืนความสุขให้ประชาชนได้อย่างไร ในเมื่อคุณยึดมันมาจากเกียรติขั้นพื้นฐานของพวกเค้า” ผมคิดว่าเวลาจะบอกเล่าเองว่า ประชาชนมีความสุขจริงมั๊ยในเมื่อเค้าขาดสิทธิพื้นฐานอันชอบธรรม

เป็นที่นิยมพูดกันมากจากผู้ที่สนับสนุนรัฐประหารว่า ประเทศไทยมีการปกครองที่ไม่เหมือนใครและคนต่างชาติไม่มีวันเข้าใจ แต่จักรภพกล่าวว่า เป็นข้ออ้างเก่าๆที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน ทั้งๆที่ประเทศอย่างอังกฤษ ญี่ปุ่นและสแกนดิเนเวียต่างก็ยังคงราชวงศ์ไว้ ควบคู่กับการมีประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะฉะนั้นประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่จะมีทั้งสองอย่าง

คำถามคือ “แล้วราชวงศ์ยินดีที่จะฏิรูปมั๊ย” คุณสามารถที่จะยึดอำนาจได้อีกเป็น 10 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศ หรือประชาชนต้องการประชาธิปไตยจริงๆหรือ ผมคิดว่าพวกเค้าต้องการ และเราจะพิสูจน์เอง

ส่วนหนึ่งจากบทความเรื่อง Home Away From Home: Pro-democracy activists from Thailand are banding together in exile rather than submitting to the military junta.

บ้านที่ไกลจากบ้าน :กลุ่มนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยจากประเทศไทย ที่ยอมถูกขับออกนอกประเทศดีกว่ายอมรับเผด็จการทหาร

http://www.foreignpolicy.com/articles/2014/11/25/home_away_from_home_thailand_exiles

http://vimeo.com/112832418
ooo


"ไม่เคยเสียใจ ที่ตัดสินใจออกนอกประเทศ แทนการไปรายงานตัว"

อั้ม เนโกะวัย 22 ปี หนึ่งในนักกิจกรรมผู้ปฏิเสธคำสั่งเรียกตัวของเผด็จการกล่าวว่า เธอไม่มีทางเลือกมากนัก อั้มอาศัยอยู่ในประเทศแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มาตลอด 3 เดือนนี้ และเพิ่งจะย้ายไปอยู่ปารีสไม่นาน พิธีกรคนดังได้แจ้งความเธอในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเธอปฏิเสธและบอกว่ากองทัพไม่เคยแสดงหลักฐานอะไร เธอไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจออกนอกประเทศแทนการไปรายงานตัว

เธอบอกว่า ไม่มีทางจะได้รับการสอบสวนคดีที่เป็นธรรม และเธอจะได้รับอันตรายมาก หากเธอคิดจะมอบตัว

พวกเค้าต้องพาฉันไปขังที่เรือนจำชายแน่นอน และเพราะฉันเป็นเพศที่ 3 จึงทำให้ฉันต้องได้รับอันตรายมากๆ เพราะไม่มีการปกป้องเพศที่ 3 และมีการละเมิดตลอดเวลาในที่แห่งนั้น

อั้มเป็นคนแปลก วกวน และชอบทำเสียงเหมือนแมว (ชื่อ เนโกะ เป็นภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าแมว) ในวัยของเธอ สิ่งหนึ่งที่น่าสงสัยก็คือ เธออาจไม่ตระหนักถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำของเธอ ซึ่งจะทำให้เธอต้องลี้ภัยอยู่นอกประเทศเป็นเวลานาน และอาจทำให้เธอจบลงด้วยการติดคุกที่ไทยมากกว่า 15 ปี ด้วยข้อหาเผยแพร่คลิปหมิ่นฯบนโซเชี่ยลมีเดียในขณะลี้ภัยอยู่ แต่เหมือนผู้ลี้ภัยอื่นๆ เธอมองว่าบทบาทของการต่อต้านรัฐประหารของเธอสำคัญมาก มีคนไทยมากเกินไปที่เดินทางกลับบ้านเพราะหมดหวังและอ่อนล้า และยอมรับโชคชะตาจากการขับเคลื่อนของการรัฐประหาร

เมื่อถามว่าเธอหวังจะกลับเมืองไทยมั๊ย จากเสียงร่าเริงสดใสก็เปลี่ยนเป็นจริงจังทันที เธอคิดถึงครอบครัวอย่างมาก และเชื่อว่าเธอจะรอจน 5 หรือ 10 ปีก็จะได้กลับบ้าน ซึ่งเวลานั้นราชวงศ์จะสิ้นสุดลงและประเทศจะกลายเป็นสาธารณรัฐ

ส่วนหนึ่งจากบทความเรื่อง Home Away From Home: Pro-democracy activists from Thailand are banding together in exile rather than submitting to the military junta.

บ้านที่ไกลจากบ้าน :กลุ่มนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยจากประเทศไทย ที่ยอมถูกขับออกนอกประเทศดีกว่ายอมรับเผด็จการทหาร

http://www.foreignpolicy.com/articles/2014/11/25/home_away_from_home_thailand_exiles

http://vimeo.com/112832418 — with Aum Neko.

'ดาวดิน' พบสำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิ UN ให้ข้อมูลคุกคามสิทธิ

ที่มา ประชาไท
Thu, 2014-11-27 23:08

สมาชิกกลุ่มดาวดินเข้าให้ข้อมูลเรื่องการคุกคามสิทธิต่อเจ้าหน้าที่ของสำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ยันจุดยืนเชื่อมั่นในประชาธิปไตย-ขอสังคมมองข้ามสีเสื้อ-ย้ำจะปฏิรูป ต้องเลิกอัยการศึกก่อน

กรณีนักศึกษานักกิจกรรมกลุ่มดาวดิน 5 คน สวมเสื้อ "ไม่เอารัฐประหาร" พร้อมชูสามนิ้ว อันเป็นสัญลักษณ์ต้านรัฐประหาร ต่อหน้า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ขณะลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น โดยต่อมา ทั้งห้าได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกตั้งข้อหาใดๆ แต่จากนั้น เฟซบุ๊กกลุ่มดาวดินมีการรายงานสถานการณ์ที่มีบุคคลต้องสงสัยมาขับรถวนหน้าบ้านสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นระยะๆ

ล่าสุด (27 พ.ย. 2557) สมาชิกกลุ่มดาวดิน 2 คน เข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ข้อมูลสถานการณ์การคุกคามในพื้นที่

หลังการเข้าพบ ประชาไทได้มีเวลาสั้นๆ สนทนากับพวกเขาอีกครั้ง

ประชาไท: วันนี้ ไปสำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นอย่างไรบ้าง
ดาวดิน: ทางเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักข้าหลวงใหญ่ฯ ยืนยันว่าตระหนักต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และสถานการณ์ด้านการคุกคามสิทธิที่เกิดขึ้นกับพวกเรา เขายืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ของพวกเราอย่างใกล้ชิด และรับปากว่าจะนำสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเราเข้าปรึกษาหารือกับกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลไทย

นอกจากนั้นยังเสนอให้กลุ่มดาวดินทำเอกสารเรื่องสถานการณ์การคุกคามสิทธิของกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาดาวดินเสนอต่อทาง UN ด้วยเป็นระยะ

ประชาไท: ลำบากใจไหมกับการถูกกล่าวหาว่าเป็นเสื้อแดง
ดาวดิน: เฉยๆ นะ เพราะเราชัดเจนอยู่แล้ว อยากจะบอกว่า คนที่ออกมาต้านรัฐประหารก็ไม่ได้มีแต่คนเสื้อแดง คนที่อึดอัดกับสถานการณ์มันมีทั้งสองฝ่าย แต่สำหรับเรา เราทำในนามของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเชื่อมั่นในประชาธิปไตย และอยากให้สังคมมองข้ามเรื่องสีเสื้อเสียที ในอีกด้านมันทำให้การทำกิจกรรมเรื่องปัญหาของชาวบ้านที่พวกเราลงไปทำงานลำบากมากเนื่องจากถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น และปิดกั้นความคิดของคนรุ่นใหม่ด้วยหากมีการแบ่งสีเสื้อ

ประชาไท: ดาวดินจัดความสัมพันธ์กับคนเสื้อแดงอย่างไร
ดาวดิน:ในบางประเด็น เช่น เรื่องการเลือกตั้ง เราสนับสนุนการเลือกตั้ง และเรามีการปฏิบัติการสนับสนุนการเลือกตั้ง เมื่อศาลปกครองตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เราไปยื่นศาลปกครอง ให้ศาลปกครองยื่นฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดินที่เป็นผู้ยื่นฟ้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะว่าไม่มีอำนาจยื่นฟ้องในกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของเราเป็นอิสระไม่อยู่ในอาณัติของคนเสื้อแดง เรามีวิธีของเรา (อ่านข่าวที่นี่)

ประชาไท: ตอนนี้รัฐบาล คสช.เสนอเรื่องการปฏิรูป เสนอเรื่องการความคิดเห็นของเยาวชน นักศึกษา ถ้ามีคำเชิญให้เข้าร่วมเวทีปฏิรูป จะเข้าร่วมไหม
ดาวดิน: โดยหลักการมันไปด้วยกันไม่ได้ คุณถือปืนเรามีมือเปล่า จะร่วมปฏิรูปกันได้อย่างไร ถ้าจะปฏิรูปจริงคุณยกเลิกกฎอัยการศึกก่อนสิ!


สื่อต่างประเทศ Asia Sentinel เล่นข่าวเบื้องลึกคดี "พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์"


Asia Sentinel (27 November 2014) ไม่เชื่อว่าคดีการจับ "พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์" และพวกเป็นการ "ล้างบาง" เพื่อปฎิรูปตำรวจ แต่มีเบาะแสของเบื้องหน้าเบื้องหลังอยู่ ซึ่งบางประเด็นมีการกล่าวขันกันอย่างกว้างขวางในโซเชี่ยลมีเดียร์ และมีประเด็นใหม่ที่น่าสนใจ...

"ธงชัย วินิจจะกูล" ให้สัมภาษณ์นิตยสารฟอรีน โพลิซี่ ย้ำปชต.เป็นทางออกเดียวของสังคมไทย


มติชนออนไลน์
วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 22:45:00 น.

จัสติน เดรนแนน ผู้สื่อข่าวของนิตยสารฟอรีน โพลิซี่ (เอฟพี) ได้สัมภาษณ์ ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการไทย ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐ อดีตนักศึกษาที่ทำกิจกรรมด้านประชาธิปไตย ซึ่งเคยถูกจำคุกหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ถึงสถานการณ์การเมืองล่าสุดของประเทศไทย

มติชนออนไลน์แปลเนื้อหา บางส่วน มานำเสนอ ดังนี้

เอฟพี-จอห์น ซิฟตัน จากฮิวแมนไรทส์วอทช์บอกว่าการรัฐประหารก่อนหน้านี้ในปี 1991 และ 2006 จะมีลักษณะของการจัดระบบระเบียบขึ้นมาใหม่ภายในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในการรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้จะเหมือนกับการรัฐประหารในช่วงสงครามเย็น ที่ผลสืบเนื่องของมันจะมีอายุยืนยาวไปอีกนาน คุณเห็นอย่างไรในประเด็นนี้

ธงชัย-ผมขอพูดอย่างนี้ละกัน ผมไม่รู้ว่าคณะรัฐประหารชุดนี้จะอยู่ในอำนาจนานแค่ไหน แต่แม้ว่าคณะทหารจะถอนตัวออกไป ก็ใช่ว่าประเทศไทยจะกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งเหมือนกับช่วงก่อนปี 2006 ผมคิดว่าผลของรัฐประหารจะยังคงอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาอีกนาน ผู้คนพูดถึงว่าเรามีการรัฐประหารกี่ครั้ง มีรัฐธรรมนูญกันมากี่ฉบับแล้ว สำหรับผมมีการรัฐประหารเพียงสามครั้งที่มีนัยยะสำคัญมากกว่าการรัฐประหารครั้งอื่นๆ การรัฐประหารส่วนใหญ่เป็นการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างชนชั้นนำ ดังนั้น ไม่ว่ารัฐประหารเหล่านั้นจะมีอายุยืนยาวหรือไม่ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก

การรัฐประหารครั้งล่าสุดเป็นหนึ่งในสามรัฐประหารที่สำคัญ ที่การต่อสู้ระหว่างชนชั้นนำเป็นแค่ปัญหาระดับเปลือกนอก การรัฐประหารในปี 1957, 1976 และครั้งนี้ เกิดขึ้นจากปัญหาความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในระดับที่ลึกกว่านั้น มันเป็นผลสะท้อนจากความขัดแย้งทางชนชั้น การกำเนิดกลุ่มคนเมืองยุคใหม่ที่มาจากชนบทในอดีต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองแบบนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งกับระบบการเมืองแบบเก่า คนเมืองยุคใหม่ได้รับอำนาจทางการเมืองผ่านระบบเลือกตั้ง ซึ่งแย้งกับระบบการเมืองแบบเครือข่ายที่ครอบงำชนชั้นนำอยู่ โดยที่ชนชั้นนำเหล่านั้นก็ไม่เคยเชื่อถือระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง

เอฟพี-แล้วความขัดแย้งเชิงโครงสร้างเช่นนี้มีบทบาทเช่นไรในการรัฐประหารทั้งสามครั้งที่คุณกล่าวถึง

ธงชัย-เมื่อครั้งปี 1957 สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยไม่ใช่รัฐขนาดเล็กที่ปกครองโดยคนกลุ่มเล็กๆ อีกต่อไป พรรคการเมืองหลายพรรคมีความเป็นเสรีนิยมมากเกินไป ซึ่งนั้นไม่เป็นที่พึงพอใจของกองทัพ มันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็นเช่นกัน อเมริกาเข้ามาแทรกแซงการเมืองไทยอย่างหนักในช่วงปลายทศวรรษที่ 50 การรัฐประหารในปี 57 เป็นการพลิกกลับทางประวัติศาสตร์ทำให้ประเทศไทยมีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น ในช่วงการต่อต้านคอมมิวนิสต์

ในทศวรรษ 70 สถานการณ์เปลี่ยนไป จากการเติบโตขึ้นอย่างมากของสังคมเมืองและการเพิ่มขึ้นของจำนวนชนชั้นกลาง มีการต่อต้านอำนาจรัฐของนักศึกษา, ปัญญาชน และกลุ่มอื่นๆในบรรดาชนชั้นกลาง การรัฐประหารปี 76 จึงมีขึ้นเพื่อโต้กลับคนกลุ่มนี้ ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ 70 ประชาธิปไตยยังคงจำกัดแต่เฉพาะในกรุงเทพฯ ประชาชนไม่ได้รับผลประโยชน์จากประชาธิปไตยเหมือนกันทั้งประเทศ

แต่ตอนนี้ประชาธิปไตยได้แพร่ขยายไปทั่วประเทศ มันไปถึงภาคเหนือไปถึงชนบท ที่เมื่อครั้งทศวรรษที่ 70 ผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้สนใจเลยว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร ตอนนี้พวกเขามีส่วนร่วมและได้ใช้สิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้ง และพวกเขาต้องการรับผลประโยชน์จากระบอบประชาธิปไตย แต่ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ไม่ยินยอม คนเหล่านี้กลายเป็นพวกอนุรักษ์นิยมมากขึ้น เพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไว้

เอฟพี-คุณช่วยลองเปรียบเทียบบรรยากาศหลังการรัฐประหารครั้งล่าสุด กับการรัฐประหารที่คุณเจอตอนเป็นผู้นำนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 1976 ให้หน่อยครับ

ธงชัย-ในปี 1976 มันร้ายแรงกว่ามาก แต่ก็ยากที่จะเปรียบเทียบ ผมคิดว่าในช่วงทศวรรษที่ 80 และ 90 ประเทศไทยได้เดินทางมาไกลมาก ผมไม่เคยเชื่อว่าการรัฐประหารจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก ผมเชื่อว่าคนที่เรียกร้องรัฐประหารและคนที่เกลียดทักษิณเข้าไส้ ตอนนี้พวกเขาก็คงไม่มีความสุขสักเท่าไหร่กับการครองอำนาจของฝ่ายรัฐประหาร เพราะว่าแนวคิดอนุรักษ์นิยมที่กองทัพเอามาใช้มันล้าหลังเอามากๆ ยกตัวอย่างเช่น การให้เด็กจำหลักค่านิยม 12 ประการ และให้พวกเขาท่องมันทุกวันตอนเช้า

คณะรัฐประหารยังพยายามฉุดรั้งการกระจายอำนาจซึ่งได้พยายามทำกันมาตั้งแต่ยุค 70 เพื่อยกเลิกการดำรงตำแหน่งตลอดชีพของพวกผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน เพื่อให้ระบบการเมืองตั้งแต่ระดับล่างสอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจ พรรคการเมือง นักวิชาการ เอ็นจีโอ จำนวนมากต่อสู้เรื่องนี้มากว่า 30 ปี จนกระทั่งการปฏิรูปได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญปี 1997 แต่หนึ่งในคำสั่งของคณะรัฐประหารคือให้ระงับการกระจายอำนาจทั้งระบบไปจนถึงระดับหมู่บ้าน ทำให้ระบบการเมืองที่ประชาชนต่อสู้มาด้วยการค่อยๆ ก้าวเดินทีละก้าว ต้องถอยกลับไปอยู่ในโครงสร้างที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ปี 1893 นี่แสดงให้ว่าพวกเขามีแนวคิดที่อนุรักษ์เพียงใด

เอฟพี-คุณคิดว่านโยบายยึดอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางเช่นนี้มีขึ้นเพื่อที่จะควบคุมภาคเหนือและอีสานซึ่งเป็นฐานสนับสนุนของครอบครัวชินวัตรมากน้อยเพียงใดครับ

ธงชัย-ผมคิดว่านั่นเป็นเหตุผลหลัก พวกเขาต้องการระบบที่จะสามารถควบคุมคนภาคเหนือและภาคอีสานเอาไว้ให้ได้

เอฟพี-คุณคิดว่าความขัดแย้งนี้จะนำไปสู่อะไรในอนาคตเบื้องหน้า

ธงชัย-ผมคิดว่าความขัดแย้งจะยังดำเนินต่อไปแน่ๆ ผมคงตอบไม่ได้ว่ามันจะเป็นไปในรูปแบบใด ประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งถูกทำลายคุณค่าของมันไปมาก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมเชื่อว่าประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งแบบที่เราเคยเห็นก่อนปี 2006 คงไม่กลับมาอีกเป็นเวลาอีกนาน ผมเชื่อว่ามันจะเป็นไปในรูปแบบ "ประชาธิปไตยที่มีการชี้นำ" เพื่อใช้ความเป็นผู้นำเข้าครอบงำ, และการเลือกตั้งจะถูกควบคุมอย่างมาก ผ่านกระบวนการ อาทิ วุฒิสภาอาจจะมาจากการแต่งตั้งทั้งหมดหรือครึ่งหนึ่งอาจมาจากการแต่งตั้ง นอกจากนี้ ในสภาล่างอาจมีสมาชิกบางส่วนที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาหรืออาจมีการลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลง หรืออาจจะใช้ระบบที่ลดทอนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากภาคเหนือและอีสาน มันยังไม่ใช่ข้อเสนออย่างเป็นทางการ แต่มีการเสนอกันว่าให้แต่ละจังหวัดมีผู้แทนในสภาล่างเพียงจังหวัดละหนึ่งคน ด้วยวิธีการแบบนี้ ภาคอีสานซึ่งมีประชากรจำนวนมาก ก็จะมีตัวแทนของตนเองในสภาน้อยลง

เอฟพี-คุณรู้สึกถึงความมีนัยยะสำคัญของการรัฐประหารครั้งนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

ธงชัย-ผมได้เตือนตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วว่าการรัฐประหารอาจเกิดขึ้นได้ แล้วมันก็เกิดจริงๆ มันจะเป็นครั้งที่รุนแรงและไม่เหมือนกับการรัฐประหารครั้งอื่นๆ นั่นเป็นเพราะความล้มเหลวของการรัฐประหารเมื่อปี 2006 ในสายตาของพวกอนุรักษ์นิยม (ซึ่งสามารถขับไล่ทักษิณได้แต่ไม่อาจทำลายอิทธิพลของเขาได้)

แต่ความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ที่ปัจจุบันประชาชนมีการศึกษาและเข้าใจระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถจะย้อนกลับไปใช้ระบอบแบบโบราณได้อีก พวกอนุรักษ์นิยมยังคิดว่าประเทศไทยเป็นเพียงแค่ส่วนขยายของหมู่บ้านเล็กๆ พวกเขาคิดว่าคุณพ่อคนดีผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ จะมีคุณธรรมความสามารถมากพอที่จะชี้นำประชาชนว่าอะไรคือสิ่งที่ดี แต่มันเป็นไปไม่ได้ ประเทศไทยได้พัฒนาไปมาก เราต้องการประชาธิปไตยในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อที่ประชาชนจะสามารถร่วมต่อรองผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายมีแตกต่างกันไปได้ ผมเชื่อว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของตะวันตกหรือตะวันออก เมื่อไหร่ก็ตามที่สังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง ที่ความแตกต่างในทางผลประโยชน์ของประชาชนแต่ละกลุ่มไม่อาจประสานกันได้อีกต่อไป ประชาธิปไตยก็ถือเป็นทางออกเพียงประการเดียวสำหรับสังคมที่ซับซ้อนเช่นนั้น
...

Link บทความอังกฤษ 

Interview: Thai Democracy Is Gone and Won't Return Anytime Soon

http://blog.foreignpolicy.com/posts/2014/11/24/interview_thai_democracy_is_gone_and_won_t_return_anytime_soon_coup
...

ขณะที่ Voice of America ตีข่าวว่า ไทยจะเลื่อนการเลือกตั้งไปปี 2559 ไม่มีการเลือกตั้งในปีหน้า 2558 ตามสัญญา คสช.

No Election in Thailand Seen Until 2016



วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 27, 2557

ฟังกันชัดชัด ทำไมต้องยกเลิกอัยการศึก และคำสั่งที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในขณะที่สังคมกำลังเดินหน้าสู่การปฏิรูป + สาระ+ภาพ : รวมเสรีภาพที่ต้องถูก คสช. ปรับทัศนคติ ในรอบ 6 เดือน

ถามตอบม.เที่ยงคืน : ทำไมต้องยกเลิกอัยการศึก สมชาย ปรีชาศิลปกุล
https://www.youtube.com/watch?list=UUbsDgrLvF5J5bkpVtyNh4Zg&v=svZFrRW--V0


มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน แถลงการณ์ "ร่วมกันหยุดยั้งการคุกคามเสรีภาพประชาชน" https://www.youtube.com/watch?list=UUbsDgrLvF5J5bkpVtyNh4Zg&v=4BsrpmMLwdc

ที่มา สำนักข่าวประชาธรรม
...


แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เรื่อง ร่วมกันหยุดยั้งการคุกคามเสรีภาพประชาชน

เนื่องด้วยในห้วงเวลาปัจจุบันได้มีการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกและคำสั่งของคณะ คสช. รวมทั้งอำนาจของกลไกรัฐในการคุกคามประชาชนที่แสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ โดยมีการคุกคามอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาการผลักดันผู้คนออกจากพื้นที่ป่า การรณรงค์ให้มีการออกกฎหมายที่ดิน การแสดงความคิดเห็นในเชิงสัญลักษณ์เพื่อคัดค้านการรัฐประหาร การจัดรายการทางโทรทัศน์เพื่อแสดงความเห็นต่อนโยบายของรัฐบาล การประชุมทางวิชาการเพื่อถกเถียงเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมและการปฏิรูปประเทศ ฯลฯ

การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและด้วยเจตนาดีต่อประเทศชาติและสังคมไทยดังกล่าวข้างต้นนี้ต้องเผชิญกับมาตรการต่างๆ นับตั้งแต่การขอความร่วมมือ การควบคุมตัว การเรียกตัวไปเพื่อปรับทัศนคติ และการดำเนินการด้วยกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการใช้วาทกรรมใดก็ตามล้วนแต่คุกคามและบ่อนทำลายสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในสังคมอย่างรุนแรงทั้งสิ้น

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมีความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะภารกิจด้านต่างๆ ขององค์กรของรัฐที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายของรัฐบาล การเสนอและพิจารณาร่างกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตลอดจนการพิจารณาแนวทางในการปฏิรูปประเทศของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างกว้างขวาง ทั้งผลในด้านลบและด้านบวกต่อประชาชนในหลากหลายมิติ และยังมีผลผูกพันต่อไปในอนาคตอีกด้วย

ดังนั้น จึงเป็นความชอบธรรมของประชาชนแต่ละกลุ่มในการแสดงความคิดเห็น เพื่อสะท้อนให้ผู้กุมอำนาจรัฐในองค์กรต่างๆ ตระหนักถึงความต้องการและผลกระทบที่ประชาชนแต่ละกลุ่มจะได้รับ รวมทั้งผลกระทบต่อสังคมไทยโดยรวมและต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การแสดงความเห็นหรือการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านหรือผลักดันให้กฎหมายหรือนโยบายหรือโครงการต่างๆ ดำเนินไปในทิศทางที่ตนเองปรารถนาจึงนับเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน อันจะนำไปสู่การถกเถียงแลกเปลี่ยนทั้งข้อมูลและความคิดเห็นที่จะช่วยให้การตัดสินใจของคณะบุคคลในองค์กรต่างๆ ของรัฐทุกองค์กรเป็นไปอย่างรอบคอบ เป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ความพยายามในการคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ด้วยการอ้างเหตุผลว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือการขอให้ทุกฝ่ายรอคอยให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติเสียก่อนนั้น นอกจากจะไม่เอื้อให้เกิดความเข้าใจที่รอบด้านและการตัดสินใจที่รอบคอบต่อประเด็นต่างๆ แล้ว ยังอาจกลายเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคณะรัฐประหารและองค์กรที่คณะรัฐประหารจัดตั้งขึ้นได้พ้นจากอำนาจไปแล้ว เพราะการจับกุมหรือควบคุมตัวเป็นการยุติการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่เห็นต่างได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น และจะไม่สามารถสร้างความเห็นพ้องต่อการดำเนินการใดๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและถกเถียงกันด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ย่อมจะบังเกิดผลดีทั้งในปัจจุบันและในระยะยาว ต่างจากการปิดกั้นเสรีภาพด้วยกฎอัยการศึกและคำสั่งของ คสช. ที่เป็นการกดทับความเห็นต่างเอาไว้ และจะสร้างแรงกดดันจนกลายเป็นระเบิดเวลาที่นำไปสู่ความขัดแย้งหรือความเสียหายร้ายแรงในอนาคต

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงขอเรียกร้องต่อสังคม ให้ทุกกลุ่มทุกองค์กรในภาคสังคมร่วมกันแสดงความคิดเห็นและร่วมกันกดดันเพื่อให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกและคำสั่งของ คสช. ที่ปิดกั้นและคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน และขอยืนยันว่าการร่วมกันปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะมีความเห็นตรงกันหรือแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม จะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งสำหรับการนำสังคมไทยให้เดินไปสู่เส้นทางประชาธิปไตยที่เอื้ออำนวยให้รัฐและสังคมไทยสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างสันติและเป็นธรรม


มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
24 พฤศจิกายน 2557
ooo

สาระ+ภาพ : รวมเสรีภาพที่ต้องถูก คสช. ปรับทัศนคติ ในรอบ 6 เดือน


Wed, 2014-11-26 15:53
ที่มา ประชาไท

ผ่านมาแล้วครึ่งปีของการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ท่ามกลางประชาชนที่มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยบรรดาประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้มีในส่วนที่ออกมาแสดงออกในรูปแบบต่างๆ และถูกเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบเข้าตักเตือน สั่งระงับ ควบคุมตัว และนำตัวเข้าสู่การสอบสวน ปรับทัศนคติ ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวออกมาด้วยเงื่อนไขการห้ามเคลื่อนไหว การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และบางส่วนถูกดำเนินคดีต่อ เช่น ข้อหาขัดคำสั่ง คสช. คดีความมั่นคง เป็นต้น โดยประชาไทได้ประมวลปรากฏการณ์การใช่เสรีภาพการแสดงออกของประชาชนในช่วงเวลานี้เฉพาะที่ปรากฏอยู่ตามหน้าสื่อต่างๆไว้ เป็นอินโฟกราฟฟิคดังนี้

เอกสารอ้างอิง :
- คนที่ไปช่วยคนที่โดนจับ (humanrights.asia, 23 มิ.ย. 57)
- ชูกระดาษ A4 พร้อมข้อความ (ประชาไทออนไลน์, 24 พ.ค. 57)
- รวมตัวต่อต้ารัฐประหารที่ร้านแม็คโดนัลด์ (มติชนออนไลน์, 25 พ.ค. 57)
- ตะโกนว่า "ผมอายคับ ประเทศไทย ผมอาย ผมประชาชนธรรมดา ผมอายคับ ผมอายคับประเทศไทยมีรัฐประหารอีกแล้วคับ", (patrolnews.net, 25 พ.ค. 57)
- น.ศ. ม.มหาสารคาม ชูป้าย “ไม่เอารัฐประหาร”, “ไม่เอารัฐบาลโจร”, “ต่อต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ” (ประชาไทออนไลน์, 25 พ.ค.57)
- ชูป้าย "ชูป้ายไม่ใช่อาชญากร" "ปล่อยลูกพ่อขุน" และป้ายไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร (ประชาไทออนไลน์, 25 มิ.ย. 57)
- ซื้อเสื้อ 'Peace Please' (ประชาไทออนไลน์, 29 พ.ค. 57)
- สวมหน้ากาก "People" (ประชาไทออนไลน์, 1 มิ.ย. 57)
- ทำท่า ปิดหน้า ปิดตา หรือปิดปาก (ประชาไทออนไลน์, 8 มิ.ย. 57)
- ใส่เสื้อ "Respect My Vote" (ประชาไทออนไลน์, 22 มิ.ย. 57)
- ชูสามนิ้วเลียนแบบหนัง (ประชาไทออนไลน์, 6 มิ.ย. 57)
- อ่านหนังสือ "1984" เปิดเพลงชาติฝรั่งเศส และกินแซนด์วิช (เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘Fahroong Srikhao ฟ้ารุ่ง ศรีขาว’, 22 มิ.ย. 57)
- อ่านกวี วางดอกไม้ เป่าลูกโป่ง แสดงนัยยะการเมืองในงานรำลึก 24 มิ.ย. (ประชาไทออนไลน์, 24 มิ.ย. 57)
- คิดจัดฉายหนัง "1984" (ประชาไทออนไลน์, 25 มิ.ย. 57)
- กินแซนด์วิชนอกร้าน (ประชาไทออนไลน์, 27 มิ.ย. 57)
- ใส่เสื้อแดงขายปลาหมึกทอด (ประชาไทออนไลน์, 29 มิ.ย. 57)
- ประท้วงเดี่ยวหน้าสถานฑูตอเมริกา (ประชาไทออนไลน์, 29 มิ.ย. 57)
- เดินรณรงค์เรียกร้องปฏิรูปพลังงาน (ประชาไทออนไลน์, 24 ส.ค.57, 19 ส.ค.57)
- กลุ่มญาติเหยื่อสลายชุมนุม พ.ค.53 โปรยใบปลิวทวงความเป็นธรรม หลังศาลอาญาโอนคดีให้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง (ประชาไทออนไลน์, 31 ส.ค.57)
- ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนขอความร่วมมือให้ยกเลิกการจัดงานแถลงข่าวและเสวนา ‘ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง’ ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) (ประชาไทออนไลน์, 2 ก.ย.57)
- จัดเสวนา ‘ห้องเรียนประชาธิปไตยบทที่ 2 การล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ’ ที่ มธ. (ประชาไทออนไลน์, 18 ก.ย.57)
- วิ่งแก้บนรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันครบรอบ 8 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย.(ประชาไทออนไลน์, 19 ก.ย.57)
- จัดงานเวทีเสวนาทางวิชาการ ประเด็น พ.ร.บ จัดตั้งจังหวัดบัวใหญ่ หรือไม่ (ประชาไทออนไลน์, 23 ก.ย.57)
- ติดป้ายผ้ารำลึก ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ (ประชาไทออนไลน์, 19 ก.ย.57)
- กรณีปัญหาข้อพิพาทที่ดิน ส.ป.ก.ชุมชนคลองไทรพัฒนา จ.สุราษฎร์ธานี(ประชาไทออนไลน์, 14 ต.ค.57)
- โพสต์เฟซ เล่าเรื่อง “เก็บตกงานพบปะ สนทนา กับนักเขียน ประจักษ์ ก้องกีรติ” (ประชาไทออนไลน์, 19 ต.ค.57)
- ขายเสื้อ "คุณซาบซึ้ง" ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ (ประชาไทออนไลน์, 19 ต.ค.57)
- นักเรียนถือป้ายต้านค่านิยม 12 ประการ(ประชาไทออนไลน์, 22 ต.ค.57)
- สงสัยว่าจะเป็นผู้ปลุกระดมคนไปชุมนุมคัดค้านการอนุญาตสัมปทานบ่อขุดเจาะปิโตรเลียมรอบที่ 21(ประชาไทออนไลน์, 22 ต.ค. 57)
- คนงานรวมตัวรอฟังผลการเจรจาระหว่างสหภาพแรงานกับนายจ้าง(ประชาไทออนไลน์, 29 ต.ค.57)
- จัดประชุมเรื่อง “สิทธิชุมชนกับรัฐธรรมนูญ” (ประชาไทออนไลน์, 5 พ.ย.57)
- "เดิน ก้าว แลก เพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย" (ประชาไทออนไลน์, 9 พ.ย.57)
- จัด รายการ "เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฎิรูป" ทางไทยพีบีเอส(ประชาไทออนไลน์, 11 พ.ย.57)
- ทนายความจากศูนย์ข้อมูลชุมชนซึ่งเป็นองค์กรให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย จัดเวทีจัดประชุมเพื่อให้ความรู้และชี้แจงเกี่ยวชาวบ้านกับคดีไชยะบุรีและเขื่อนดอนสะโฮง(ประชาไทออนไลน์, 11 -12 พ.ย.57)
- จัด "ทอล์คโชว์-คอนสิร์ต ผืนดินเรา ที่ดินใคร" (15 พ.ย.57)
- ร่วมลงชื่อ "ไม่ปฏิรูปใต้ท๊อปบูท คสช."(ประชาไทออนไลน์, 15 พ.ย.57)
- รวมตัวคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพ้นท์ตัวเป็นลายเสือโคร่ง ชูป้ายข้อความ พร้อมตะโกนคำขวัญ "ขอทางเลือก จัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์" (ประชาไทออนไลน์, 18 พ.ย.57)
- นักศึกษากลุ่มดาวดิน 5 คนชูสามนิ้ว สวมเสื้อ ‘ไม่เอารัฐประหาร’ ต่อหน้า พล.อ. ประยุทธ์ (ประชาไทออนไลน์, 19 พ.ย.57)
- นั่งกินลาบ 'ชิมไปบ่นไป' ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ให้กำลังใจกลุ่มดาวดิน (ประชาไทออนไลน์, 19 พ.ย.57)
- โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าเจ้าหน้าที่ทหารขอให้ปิดเฟซบุ๊ก เนื่องจากมีเนื้อหาที่สร้างความไม่สบายใจให้กับผู้ใหญ่(ประชาไทออนไลน์, 20 พ.ย.57)
- จัดเสวนา "ที่ดิน เหลื่อมล้ำ ภาษี: ก้าวที่ต้องร่วมเลือก" ที่ห้องสมุดศิลปะรีดดิ้งรูม(ประชาไทออนไลน์, 20 พ.ย.57)
- ชู 3 นิ้วก่อนเข้าดูหนัง The Hanger Games (ประชาไทออนไลน์, 20 พ.ย.57)
- โพสต์ภาพชูป้าย “ยกเลิกกฎอัยการศึก” และ “ไม่เอา คสช.” บนดอยหลวงเชียงดาว ลงในเฟซบุ๊ก(ประชาไทออนไลน์, 20 พ.ย.57)
- ชูสามนิ้วที่ประตูท่าแพ(ประชาไทออนไลน์, 21 พ.ย.57)
- จัด เสวนาวิชาการ "สิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนไทยในยุคป-ะช-ธิ-ไ-ย" ที่ ม.บูรพา(21 พ.ย.57)
- ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย ชู 3 นิ้วกลางทุ่งนาให้กำลังใจกลุ่มดาวดิน(ประชาไทออนไลน์, 23 พ.ย. 57)
- นักศึกษา โปรยใบปลิว 'คิดถึงสมเจียม' (ประชาไทออนไลน์, 24 พ.ย.57)

เป็นต้น

จดหมายจากบ้านดาวดิน ฉบับที่ 3




หลังจากที่เมื่อวานนี้ (วันที่ 25 พ.ย.) มีหนึ่งกำลังใจส่งช่อดอกไม้มาติดที่หน้าบ้านดาวดินพร้อมกับข้อความ "คิดฮอดน้อง อยากให้น้องกลับมาอยู่บ้านอย่างปลอดภัย" และอีกหลายกำลังใจที่ส่งมาทาง facebook ทำให้พวกเรามีกำลังใจที่จะยืนหยัดต่อสู้ต่อไป

วันนี้ (26 พ.ย.) ในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 13.30 น. มีผู้ปกครองของ 1ใน 5 ได้เข้ามาที่บ้านดาวดินเพื่อถามถึงความเป็นไป โดยได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการเรียนและเรื่องความปลอดภัยของลูกชายและคนอื่นๆในดาวดิน

ต่อมาเวลาประมาณ 14.30 ได้มี เจ้าหน้าที่จากแอมเนสตี้ ได้เข้ามาที่บ้านดาวดินเพื่อเยี่ยมเยือนและสอบถามพูดคุยเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่หลังจากถูกคุกคามและได้เสนอช่องทางการให้ความช่วยเหลือดาวดินจากการถูกคุกคามดังกล่าว

ในช่วงเย็นได้มีรถกระบะสีแดงน่าสงสัยขับชะลอหน้าบ้านดาวดิน

ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว แต่การถูกคุกคามยังคงดำเนินอยู่ แต่เพราะพวกเราได้รับกำลังใจจากทุกคนทำให้พวกเราเชื่อว่าพวกเราไม่ได้สู้อยู่คนเดียว

เขียนที่ นอกบ้านดาวดิน (เสียดายจดหมายจากบ้านแต่ไม่ได้เขียนที่บ้าน)
วันที่ 26 พ.ย. 2557
เวลา 20.30 น.
ooo


แอมเนสตี้ฯ บุกพบ สนช. ห่วงร่าง ก.ม.ชุมนุมสาธารณะลิดรอนสิทธิ ปชช.

Tue, 2014-11-25 20:02
ที่มา ประชาไท

25 พ.ย.2557 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เข้าพบประธานอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ... ระบุมีเนื้อหาบางมาตราลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน และไม่เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และคณะ เดินทางเข้าพบพลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ และคณะอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โดยเฉพาะประเด็นที่ร่างกฎหมายเปิดช่องให้มีการตีความอย่างกว้างขวาง ที่อาจนำมาซึ่งการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชน และข้อกังวลเกี่ยวกับการเอาผิดทางอาญากับผู้จัดการชุมนุมและผู้เข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ รวมถึงยังมีการนิยามหรือใช้ถ้อยคำที่มีมีความหมายคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน และอาจเกิดปัญหาการตีความและใช้บังคับกฎหมาย

ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทยกล่าวว่า “เรามีความกังวลอย่างยิ่งว่าในมาตรา 7 และมาตรา 12 (1) และ 18 (1) ที่ใช้คำว่า ‘ความสะดวก’ นั้นเปิดโอกาสให้มีการตีความและการใช้อำนาจอย่างกว้างขวาง เพื่อจำกัดการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งอำนาจดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ด้านสิทธิมนุษยชน อีกทั้งข้อกังวลโดยเฉพาะในเนื้อหาของมาตรา 7 ที่ระบุว่า การชุมนุมโดยสงบอาจถูกตีความว่า ‘ไม่เป็นการชุมนุมสาธารณะโดยสงบ’ และเป็นเหตุนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีและการใช้กำลังของตำรวจได้ เพียงเพราะเหตุที่ว่าการชุมนุมนั้นเป็นเหตุให้มีการ ‘กีดขวางมิให้ประชาชนใช้ทางหลวงหรือทางสาธารณะได้ตามปกติ’...”

ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ฯ กล่าวด้วยว่า การชุมนุมขนาดเล็กอย่างสงบ เช่น การชุมนุมบนถนนหรือตามจัตุรัสในเมืองย่อมทำให้เกิด “การขัดขวางการใช้ประโยชน์ตามปรกติ” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อกำหนดข้อกำหนดเช่นนี้ย่อมเปิดโอกาสให้ทางการสั่งห้ามหรือยุติการชุมนุมได้โดยง่าย แม้จะเป็นการชุมนุมโดยสงบก็ตาม ในทำนองเดียวกัน คำว่า “การขัดขวาง” มีความหมายที่กว้างมาก และอาจถูกใช้โดยพลการเพื่อยุติการชุมนุมโดยสงบ

ทางด้าน พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ รองประธานกรรมการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า การปฏิบัติตามร่างกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายต้องอาศัยดุลยพินิจส่วนตัวของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เช่น เมื่อ “แจ้ง”ล่วงหน้าภายใน 24 ชั่วโมง แล้วก็ต้องรอการ “เห็นชอบ”เพื่อพิจารณาว่าผู้จัดการชุมนุมสามารถจัดได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติจริงจึงอาจตีความได้ว่า ผู้จัดการชุมนุมต้อง ‘ขออนุญาต’ จากเจ้าหน้าที่ก่อนเพื่อจัดการชุมนุมหรือไม่ จึงไม่ใช่แค่เพียงการ ‘แจ้งล่วงหน้า’ ซึ่งอาจผิดไปจากเจตนารมณ์ของการแจ้งการจัดชุมนุมล่วงหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุมและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง

รองประธานกรรมการ แอมเนสตี้ฯ กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนทั่วไปและเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเกิดความสับสน เพราะประชาชนและเจ้าหน้าที่อาจมีความเข้าใจในตัวบทกฎหมายและตีความแตกต่างกัน เจ้าหน้าที่แต่ละคนอาจบังคับใช้กฎหมายในระดับมาตรฐานที่แตกต่างกัน และทำให้ประชาชนบางส่วนอาจปฏิเสธดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งต่อการสร้างบรรทัดฐานเพื่อการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต

ด้านพลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวภายหลังการพูดคุยว่า จะนำข้อห่วงใยและเอกสารรายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ไปมอบให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป ทั้งนี้เห็นว่าเป็นเรื่องดีที่มีตัวแทนหน่วยงานต่างๆ มาร่วมแสดงความคิดเห็นในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะรัฐบาลต้องการกฎหมายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และสามารถให้การคุ้มครองทั้งผู้ชุมนุมและผู้ดูแลการชุมนุมด้วย

นอกจากนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยังมีข้อเสนอแนะต่อต่อร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ... โดยแบ่งเป็นข้อเสนอแนะในภาพรวม 5 ประการ ได้แก่

1. ถอนการประกาศการเลี่ยงพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่รัฐไทยได้แจ้งไปยังองค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557

2. ประกันว่าจะมีการนำข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ระบุถึงการปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน ระบุในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการจัดทำขึ้นใหม่

3. ประกันว่ากฎหมายภายในประเทศทุกฉบับจะมีเนื้อหาสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนของไทย

4. ยกเลิกข้อกำหนดใดๆ ที่ประกาศตามกฎอัยการศึก ซึ่งส่งผลกระทบในทางเสียหายต่อสิทธิมนุษยชน

5. กระตุ้นให้มีการยกเลิกประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติทุกฉบับที่จำกัดสิทธิมนุษยชนโดยรวม และจำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเป็นการเฉพาะ

และข้อเสนอแนะต่อร่าง พ.ร.บ.ดังนี้

1. เปลี่ยนถ้อยคำในมาตรา 7 และมาตราอื่นๆ ที่จำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ โดยให้เหลือเงื่อนไขการจำกัดสิทธิเท่าที่กระทำได้ตามข้อ 21 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

2. ประกันว่า โดยการประกาศใช้กฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งใดๆ การจำกัดสิทธิต้องได้รับการตีความอย่างแคบทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ และเป็นไปตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน

3. เปลี่ยนถ้อยคำในมาตรา 11 เพื่อตัดเงื่อนไขที่อาจตีความให้ต้องขออนุญาตก่อนจัดการชุมนุม

4. จำกัดเงื่อนไขของผู้จัดการชุมนุมให้เหลือเพียงการแจ้งล่วงหน้า กรณีที่การชุมนุมนั้นอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในระดับหนึ่ง

5. ให้ตัดเนื้อหาใดๆ ที่มีข้อกำหนดให้ลงโทษทางอาญาหรือทางปกครอง ทั้งที่เป็นโทษจำคุกหรือค่าปรับ กรณีที่ผู้จัดการชุมนุมไม่ได้แจ้งล่วงหน้าก่อนการชุมนุม

6. ให้ตัดเนื้อหาใดๆ ที่มุ่งเอาผิดทางอาญากับผู้จัดและผู้ประท้วง โดยคำนึงว่าควรใช้กฎหมายอาญาทั่วไปกับผู้ประท้วง เช่นเดียวกับที่ใช้กับบุคคลอื่นๆ

พ่นสีต้านคสช.ทั่ว ม.เชียงใหม่





มือมืดนำสีสเปรย์มาพ่นเป็นข้อความว่า 'No coup' หรือการต่อต้านรัฐประหาร บริเวณพื้นถนนภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวม 4 จุด เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบหาตัวผู้กระทำ เพื่อนำตัวมาสอบถามและปรับทัศนคติ

ที่มา เดลินิวส์
วันพุธ 26 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13:06 น.

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ได้มีมือมืดนำสีสเปรย์มาพ่นเป็นข้อความว่า "No coup" หรือการต่อต้านรัฐประหาร บริเวณพื้นถนนหน้าตึกนิติศาสตร์ใหม่ และถนนหน้าตึกคณะสังคมศาสตร์ รวมถึงบริเวณถนนระหว่าง หน้าอาคารคณะเกษตร-คณะวิจิตรศิลป์ ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จ.เชียงใหม่ หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยฯได้นำทินเนอร์มาลบล้างสีทั้งหมด นอกจากนั้นยังพบว่ามีการปล่อยข่าวทางโลกออนไลน์ว่า จะมีกลุ่มนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มช.จัดกิจกรรมราดน้ำมันเผาตัวเองเพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร และการเสาวนาเรื่อง "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" ภายในวันนี้ ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบตัวผู้กระทำการดังกล่าว ต่อมาทาง พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมด้วย ร.ศ.ดร.ธนารักษ์ สุวรรณประกิต รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.อ.โภคา จอกลอย หัวหน้ากองข่าว มทบ.33 ได้มาร่วมประชุมหารือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทางเจ้าหน้าที่จะมีการตรวจสอบเรื่องบุคคลที่พ่นสีว่าเป็นกลุ่มใด มีความประสงค์อะไร และจะเชิญตัวมาอบรมพูดคุยปรับทัศนคติต่อไป ส่วนเรื่องการจัดกิจกรรมใดๆของนักศึกษาหรือคณาจารย์จะไม่มีการสั่งระงับ สามารถจัดกิจกรรมได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขต หากเลยขอบเขตจะมีการดำเนินการตามกฏอัยการศึกทันที

ด้าน ร.ศ.ดร.ธนารักษ์ กล่าวว่า กิจกรรมนักศึกษาภายใต้กฎอัยการศึกที่นักศึกษาจะดำเนินการจัดนั้น ทางมหาวิทยาลัยทราบว่ามีการนัดหมายกันผ่านช่องทางต่างๆให้คนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบว่าเป็นกิจกรรมของนักศึกษาหรือกลุ่มใดในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เนื่องจากตามประกาศของมหาวิทยาลัยได้กำหนดให้ช่วง 1 เดือนก่อนการสอบปลายภาค เป็นช่วงงดทำกิจกรรมทุกอย่าง และเวลานี้ก็อยู่ในช่วงดังกล่าว โดยหากจะมีการจัดกิจกรรมใดเป็นกรณีพิเศษก็จะต้องมีการขออนุญาต รวมทั้งหากเป็นคนภายนอกก็ต้องขออนุญาตเช่นกัน ซึ่งจากการตรวจสอบไม่พบว่าเป็นการจัดกิจกรรมของกลุ่มใดในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้สั่งฝ่ายรักษาความปลอดภัยให้มีการเฝ้าระวังไว้ รวมทั้งได้รับการประสานจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ขอเข้ามาสังเกตการณ์ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็อนุญาตสำหรับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของนักศึกษานั้นถือเป็นพื้นที่ของทั้งนักศึกษาและประชาชนที่สามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกได้อย่างเต็มที่ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยไม่เคยมีการปิดกั้น เพียงแต่มีข้อเสนอแนะว่าการแสดงออกบางอย่างควรจะต้องมีหลักคิดด้วยว่า การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงบางอย่างก่อให้เกิดความแตกแยกขัดแย้ง หรือเกิดผลเสียมากกว่าผลดีหรือไม่ก็อยากให้พิจารณาว่าควรทำหรือไม่.

คอยดูเถอะ ถ้า คสช. ดันนิรโทษกรรมกลับมา พวกเป่านกหวีดจะเป่าสากแทนหรือเปล่า?!?

กมธ.ยกร่างฯ เตรียมชงกฏหมายนิรโทษกรรม
https://www.youtube.com/watch?v=oiZcgYf6yuI

เตรียมหยิบ "นิรโทษกรรม" กลับมาพิจารณาใหม่!

1. ครอบคลุมตั้งแต่ปี 2548 - 2557

2. นิรโทษกรรมให้ทั้งแกนนำและผู้ชุมนุมทุกฝ่าย พันธมิตร นปช.เสื้อแดง และ กปปส.

3. เจ้าหน้าที่รัฐเอาผิดได้เฉพาะกรณีทำให้ประชาชนเสียชีวิต

4. เพื่อให้สังคมไทยเกิดความปรองดอง

เราต้องเป่านกหวีดไหม? ไหนว่าผิดคือผิด เลวคือเลว
กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ไม่นิรโทษโว๊ย!

ตอนพรรคเพื่อไทยดันกฎหมายฉบับนี้เข้าสภา ไอ้พวกนกหวีด
ทั้งหลายออกมาเป่ากันสนั่นหวั่นไหว ตั้งโปรไฟล์สีดำ นึกว่า
พ่อตายกันทั้งประเทศ "ไม่เอา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม"

วันนี้จะหยิบมาพิจารณาใหม่ สงสัยต้องกลืนน้ำลายกันอีกแล้ว
ไอ้พวก กปปส. ทำระยำอะไรไว้ก็ "พ้นผิด" มันง่ายไปมั้ง
ในเมื่อมึงเคยประกาศจุดยืนไม่เอานิรโทษกรรม ก็ไม่ควรจะรับ

แต่คอยดูเถอะ ถ้ามีการผลักดันจริงๆ ปีที่แล้วเป่านกหวีด ปีนี้
เป่าสากกันทั้งประเทศ แล้วก็อวยว่า

"ประเทศจะได้เดินไปข้างหน้า ลืมความขัดแย้งเถอะ ประเทศไทยบอบช้ำมานานมากแล้ว จะออกมาคัดค้านให้มันวุ่นวายทำไม นิรโทษกรรมก็ดีแล้ว"

ใครว่าไม่จริงเถียงมา ว่าถ้า คสช. ดันนิรโทษกรรม พวกสลิ่ม
จะไม่อ้างตรรกะแบบนี้

// แอดมินดัดจริต


อินโฟ + กราฟฟิค เครือข่าย "พงศ์พัฒน์" และพวก


จาก ข้อมูล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุ แผนผังเครือข่ายการกระทำความผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ที่มี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ หรือกิ๊ก แสดงตัวเสมือนเป็นสัญลักษณ์สถาบันเพื่อหวังผลประโยชน์ ร่วมกันวางแผนกับ พล.ต.ต.โกวิทย์ หรือ โก ที่มีพฤติกรรมเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน เปิดบ่อน แอบอ้างเบื้องสูง โดยมี พล.ต.ต.บุญสืบเรียกรับเงินจากผู้ค้าน้ำมันเถื่อน เก็บรวบรวมส่วยรายเดือนให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.วุฒิชาติ ที่เรียกรับเงิน หรือทรัพย์สิน เก็บรวบรวมส่งส่วยรายเดือนที่ พล.ต.ต.โกวิทย์ ขณะที่ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หรืออั้ม เรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน และรวบรวมเงินที่ได้จากการซื้อตำแหน่ง ส่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มี ด.ต.สุรศักดิ์ เรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินส่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ส่วน ด.ต.ฉัตรินทร์ ทำหน้าที่พลขับให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ เรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน เก็บรวบรวม ส่งส่วยรายเดือนให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ โดยมีนางปิยพรรณ และนายชอบ ชินนะประภา เป็นนอมินี ถือทรัพย์สินแทน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์

ooo

ออกหมายจับเพิ่มอีก 5 คดีแอบอ้างเบื้องสูงทวงหนี้-กรรโชกทรัพย์ เอี่ยว ‘พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์’

Wed, 2014-11-26 18:05
ที่มา ประชาไท

โฆษกสตช. เผยสืบสวนพบว่ามีกลุ่มที่แอบอ้างสถาบัน ทำการทวงหนี้หาประโยชน์โดยมิชอบ โดยศาลได้ออกหมายจับทั้ง 5 คนแล้ว ระบุมีความเกี่ยวข้องกับ ‘พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์’ ถอดยศ ‘ว่าที่พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา’ หนึ่งในผู้ต้องหาแล้ว หลังวานนี้พระราชทานเครื่องราชฯ

26 พ.ย.2557 ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการสืบสวนพบว่ามีกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างสถาบัน ทำการทวงหนี้ หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์ เพื่อหาประโยชน์โดยมิชอบ ตรวจสอบแล้วพบว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิดปรากฏรายชื่อ ดังนี้ 1. นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา 2. นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา 3. นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา 4. นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และ 5.นายชากานต์ ภาคภูมิ

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวว่า สำหรับบุคคลดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. โดยมีส่วนร่วมในการกระทำผิด ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยื่นคำร้องขออนุมติหมายจับต่อศาล ศาลได้ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ในความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ โดยมีอาวุธโดยร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

และหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และร่วมกันลักทรัพย์ เหตุเกิดในเขตรับผิดชอบของ สน.พระโขนง และขณะนี้กลุ่มผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งหมดได้ถูกจับกุมแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ เวลา 16.00 น. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะนำของกลางคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ไปแสดงที่ ร.1 พัน.3

ต่อมา เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีการจับกุมตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กับพวก ร่วมกันกระทำความผิดเรียกรับผลประโยชน์ทั้งบ่อนการพนันและส่วยน้ำมันเถื่อนว่า ล่าสุดสามารถออกหมายจับผู้ต้องหา ซึ่งเป็นเครือข่ายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เพิ่มเติมได้อีก 5 รายมีทั้งทหารและพลเรือน ขณะนี้กลุ่มผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งหมดถูกจับกุมแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยหลังจากนี้จะทำการสืบสวนต่อไป หากสืบสวนพบว่าบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องก็จะออกหมายจับทั้งหมด อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถบอกจำนวนที่แน่ชัดว่ามีผู้ร่วมขบวนการอีกกี่ราย

“กลุ่มคนพวกนี้มีการแอบอ้างสถาบันฯ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทุกๆ ด้าน ซึ่งคดีนี้ตำรวจคงจะมีการขออกหมายจับเรื่อยๆ ไม่สามารถเร่งได้ หากพยานหลักฐานเกี่ยวข้อง หรือเชื่อมโยงไปถึงใครก็ต้องดำเนินการ ทุกอย่างว่ากันตามพยานหลักฐาน เป็นไปตามข้อเท็จจริง และยังตอบไม่ได้ว่ามีจำนวนกี่คน เพราะในการสอบสวน การจะออกหมายจับใครต้องมีพยานหลักฐานรองรับ” ผบ.ตร.กล่าว

ถอดยศ ‘ว่าที่พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา’ หลังวานนี้พระราชทานเครื่องราชฯ

ทั้งนี้ 1 ในผู้ที่ถูกออกหมายจับมีชื่อพ้องกับ ว่าที่ พ.ต. ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา ที่พึ่งมีราชกิจจานุเบกษา วานนี้ (25 พ.ย.) ที่เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 57 ให้แก่นายทหารสัญญาบัตรและนายทหารประทวนหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กระทรวงกลาโหม

ซึ่ง โพสต์ทูเดย์ รายงานว่า พล.ต.ต.ประวุฒิ โฆษกสตช. เปิดเผยว่า ว่าที่พ.ต.ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา เป็นคนเดียวกับ นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา ซึ่งศาลได้อนุมัติออกหมายจับข้อหา“ร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใดไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ โดยมีอาวุธโดยร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และร่วมกันลักทรัพย์” กรณีมีส่วนพัวพันกับแก๊งพล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผบช.ก. และได้ถูกถอดยศพ้นจากตำแหน่งทางราชการแล้ว
ooo
ชูวิทย์ แฉแหลก อักษรย่อ ก. และ จ. ร่วมขบวนการ"พงศ์พัฒน์" https://www.youtube.com/watch?v=SiksFrsqEIk
ooo

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ไทยอีนิวส์ได้จาก FB อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คือ...

...การกวาดล้าง (จับแล้ว-ออกหมายจับ) นายตำรวจระดับสูงและพลเรือน ซึ่งหลายคนในนั้น มีความสัมพันธ์ทางญาติกับพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ คนหนึ่งเป็นน้าแท้ๆ อีกคนเป็นถึงน้องชายแท้ๆ และยังมีคนนามสกุลเดียวกัน (อัตรพงศ์ปรีขา) อีก

อีกคนหนึ่งที่ถูกออกหมายจับ สุดาทิพย์ ม่วงนวล เป็นพี่สาวแท้ๆของพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ ขณะทีสามี พ.ต.ท.โกวิท ม่วงนวล ที่ถูกกวาดล้างด้วย ก็คือพี่เขย

ซึ่งข้อมูลนี้ไทยอีนิวส์ยังไม่สามารถยืนยัน
ooo

ประมวลข่าวจับ"พงศ์พัฒน์"และพวก-ตะลึงพบของล้ำค่าหมื่นชิ้น-ยังมีตร.เอี่ยวอีก-ล่าเพิ่ม

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เวลา 09:51:25 น
ที่มา มติชนออนไลน์

15จุดกรุสมบัติ"พงศ์พัฒน์" ทุบห้องลับ ตะลึงของล้ำค่าหมื่นชิ้น

พุทธรูป-วัตถุโบราณ-ทอง "บิ๊กอ๊อด"แฉเครือข่ายส่วย ชี้ยังมีตร.เอี่ยวอีก-ล่าเพิ่ม ปปง.-ปปช.โดดสอบด้วย


@ ′สมยศ′แจงคดี′พงศ์พัฒน์-พวก′

ความคืบหน้าการจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีตผู้บังคับการตำรวจน้ำ (ผบก.รน.) พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ ผกก.4 ปคบ. พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผกก.ตม.จว.สมุทรสาคร ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. ด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และพลเรือนมี นางสุดาทิพย์ ม่วงนวล ภรรยา พ.ต.อ.โกวิท นางสวงค์ มุ่งเที่ยง นายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช นายชอบ ชินนะประภา และนางปิยพรรณ ชินนะประภา รวม 12 คน โดย พ.ต.อ.โกวิทและนางสุดาทิพย์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวนั้น โดยทั้งหมดมีพฤติการณ์โดยรวมๆ อาทิ กระทำการเปิดบ่อน เรียกรับเงินชื้อขายตำแหน่งรับส่วยน้ำมันเถื่อนรวมถึงแอบอ้างสถาบันนั้น

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รรท.ผบช.ก.) พล.ต.ต.วิสูตร ฉัตรชัยเดช ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6) และ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รอง ผบก.ป.) รรท.ผบก.ป. ร่วมแถลงคดีจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวกรวม 12 คน

@ ค้น15จุดซุกทรัพย์สิน2พันล.

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับพวกประพฤติตนไม่เหมาะสม แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบหลายประการ จึงสืบสวนทางลับพบว่ามีมูล ผบ.ตร.ได้ออกคำสั่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.โกวิทย์ พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป.และ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 ป. ซึ่งเสียชีวิตแล้ว มาปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร.โดยขาดจากตำแหน่งเดิม

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวต่อว่า เมื่อสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพอมีมูลเชื่อได้ว่ากระทำความผิดเกิดขึ้นจริง ผบ.ตร.ได้รายงานให้รัฐบาลรับทราบและรัฐบาลมีคำสั่งให้สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายทหาร ตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และเครือข่าย 15 แห่งตรวจยึดทรัพย์สินที่สามารถประเมินราคาได้มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท

@ แฉซุกตู้เซฟ-ฝังดิน-อำพราง

ด้าน พ.ต.อ.อัคราเดชแถลงรายละเอียดการตรวจยึดของกลางในเครือข่ายการกระทำผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวก โดยเปิดภาพวีดิทัศน์ประกอบการ โดย พ.ต.อ.อัคราเดชกล่าวว่า การตรวจค้นทั้งหมดมี 15 จุด เป็นของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ 11 จุด พล.ต.ท.โกวิทย์ 1 จุด พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ 1 จุด และที่เหลือเป็นของเครือข่าย

พ.ต.อ.อัคราเดชกล่าวว่า ในส่วนของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ 11 จุด อยู่ใน จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี และคอนโดฯในเขต กทม. พบตู้เซฟซุกซ่อนอย่างดี ฝังดิน ปิดบังอำพรางตู้เซฟไว้ที่บ้าน ซึ่งยังก่อสร้างไม่เสร็จ มีการพรางให้เห็นว่าจุดนั้นไม่น่าสนใจ บางจุดฝังตู้เซฟใต้พื้นบ้าน พื้นซีเมนต์ โบกปูนทับ มีห้องนิรภัยติดตั้งลูกกรงเหล็กไว้อย่างดี บางจุดต้องใช้รถแบ๊กโฮขุดทำลายเพื่อเปิดเซฟ บ้านบางหลังอำพรางในตู้ไม้ธรรมดา

@ วัตถุโบราณ-เครื่องประดับอื้อ

"นอกจากนี้พบวัตถุโบราณหายาก ล้ำค่า ต้องเชิญเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรร่วมตรวจสอบถึงมูลค่าและที่มาที่ไป อย่างไร เพื่อตกเป็นของแผ่นดิน อาทิ งาช้าง พระเครื่อง พระพุทธรูปบูชา ล้วนเป็นศิลปะเก่าแก่จำนวนมาก ภาพเขียนหายาก เงินสด ธนบัตรไทยและต่างประเทศ แสตมป์ทองคำ ราคาสูงมาก มีเพียงไม่กี่ชิ้นในประเทศไทย ทั้งหมดอยู่ในเซฟ มีเครื่องเพชร พลอย เครื่องประดับ รวมทั้งเครื่องเงิน เครื่องลายคราม เฟอร์นิเจอร์มุก นอกจากนี้ยังมีรถราคาสูงต่างๆ ยึดไว้ได้มากมายมหาศาลจริงๆ" พ.ต.อ.อัคราเดชกล่าว

(บน) ปปง.จ่อยึด - พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาฯปปง. แถลงถึงกรณี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ผู้ต้องหาคดีแอบอ้างเบื้องสูงเรียกรับผลประโยชน์ ซุกทรัพย์สินจำนวนมากว่า จะตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เข้าข่ายการฟอกเงินและต้องยึดเป็นของรัฐ ที่สำนักงาน ปปง. เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน

(ล่าง) ฝากขัง - เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายชอบและนางปิยะพรรณ ชินนะประภา สองสามีภรรยาผู้ต้องหาที่เป็นนอมินีฟอกเงินให้กับเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ผู้ต้องหาแอบอ้างสถาบันเรียกรับผลประโยชน์ ไปยื่นขออำนาจฝากขังที่ศาลอาญา เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน

@ เชื่อยังมีทรัพย์สินซุกซ่อนอีก

พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีสำคัญ มีความละเอียดอ่อน จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ วันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เอามานำเสนอ ไขข้อข้องใจ ว่าไม่ได้เป็นการสร้างภาพ หรือทำขึ้นเพื่อยัดเยียดกลั่นแกล้ง เหล่านี้คือหลักฐานยืนยันว่าทั้งหมดร่วมกันกระทำผิด ยังมีอีกหลายส่วนที่ไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้เนื่องจากเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น กำลังสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม จากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เชื่อว่ายังมีทรัพย์สินซุกซ่อนไว้อีก ทั้งนี้ จากการสอบปากคำ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวก รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

@ แสดงชาร์ตเครือข่ายกระทำผิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ ผบ.ตร. และคณะ นำแผ่นซาร์ตหรือแผนผังเครือข่ายการกระทำความผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่นำมาแสดงประกอบการแถลงด้วย ทั้งนี้ในแผนผังระบุ มี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ หรือกิ๊ก แสดงตัวเสมือนเป็นสัญลักษณ์สถาบันเพื่อหวังผลประโยชน์ ร่วมกันวางแผนกับ พล.ต.ต.โกวิทย์ หรือ โก ที่มีพฤติกรรมเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน เปิดบ่อน แอบอ้างเบื้องสูง โดยมี พล.ต.ต.บุญสืบเรียกรับเงินจากผู้ค้าน้ำมันเถื่อน เก็บรวบรวมส่วยรายเดือนให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.วุฒิชาติ ที่เรียกรับเงิน หรือทรัพย์สิน เก็บรวบรวมส่งส่วยรายเดือนที่ พล.ต.ต.โกวิทย์ ขณะที่ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หรืออั้ม เรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน และรวบรวมเงินที่ได้จากการซื้อตำแหน่ง ส่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ มี ด.ต.สุรศักดิ์ เรียกร้องเงินหรือทรัพย์สินส่งให้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ส่วน ด.ต.ฉัตรินทร์ ทำหน้าที่พลขับให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ เรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน เก็บรวบรวม ส่งส่วยรายเดือนให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ โดยมีนางปิยพรรณ และนายชอบ ชินนะประภา เป็นนอมินี ถือทรัพย์สินแทน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์

@ ′บิ๊กตู่′ยันคดี′กิ๊ก′ยึดกม.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์การจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และพวกว่า เป็นการตรวจสอบตามกลไกของกฎหมายทุกประการ ขอยืนยันอีกครั้งว่าทุกอย่างต้องเข้ามาสู่กระบวนการ ไม่ใช่ทุกอย่างจะไปจี้ให้ทำนั่นนี่ ถ้าไม่ผิดอย่างไรก็ไม่ผิด แต่ถ้าผิดจะให้บอกว่าไม่ผิดมันไม่ได้ กฎหมายต้องว่ากันตามกฎหมาย

@ ชี้ผิดส่วนตัวอย่าเหมารวม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่อยากให้บอกว่าเป็นเรื่องของวงการตำรวจ แต่เป็นเรื่องของตำรวจบางนาย หรือบางคน บางกลุ่ม บางพวก บางผลประโยชน์ อย่าไปบอกว่าเป็นปัญหาของวงการตำรวจ ตำรวจดีๆ มีอีกมาก

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะขยายผลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การขยายผลก็ต้องไปสอบสวนต่อว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง โดยไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ผิดก็คือผิด

@ ฮึ่มไม่ละเว้น′บิ๊กตร.′ทำผิด

เมื่อถามว่า จากนี้ไปคาดหวังว่าปัญหาเรื่องส่วยจะลดลงหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มีความคาดหวัง ถ้าตราบใดที่คนให้กับคนรับไม่เอื้อประโยชน์หรือสมยอมต่อกัน มันก็เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แล้ว วันนี้ต้องโทษทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้รับไปเรียกร้อง ส่วนผู้ให้ก็สมยอม เพราะตัวเองได้ประโยชน์ ก็ไม่รู้ว่าไปยอมทำไม ถือว่ามีความผิดทั้งคู่ ทั้งเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง

วันนี้ทุกอย่างแสดงผลออกมาแล้วว่าไม่มีอำนาจใดที่จะมาปกป้องผู้ที่กระทำความผิดตำรวจใหญ่ขนาดไหนถ้าทำความผิดและมีหลักฐานต้องถูกดำเนินคดีบางอย่างต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

@ฝากขังน้องเขยน้องสาว′บิ๊กกิ๊ก′

ที่ศาลอาญา พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม พนักงานสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่ง ตร.ที่ 631/2557 ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรกนายชอบและนางปิยพรรณ สามีภรรยา ผู้ต้องหากระทำความผิดฐานฟอกเงิน 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน-6 ธันวาคมนี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบปากคำอีก 50 ปาก ท้ายคำร้องคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงจะหลบหนีและยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างเดือนตุลาคม 2553-1 พฤศจิกายน 2557 ขณะที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์เป็น ผบช.ก.ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเรียกร้องเงินหรือผลประโยชน์จากตำรวจที่ประสงค์จะไปรับตำแหน่งสูงขึ้น หลังจากได้รับเงินหรือผลประโยชน์ต่างๆ แล้ว ได้ส่งให้ผู้ต้องหาทั้งสองซึ่งเป็นน้องเขยและน้องสาว นำเงินไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิด อันเป็นการฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5), (9) และมาตรา 5 (1), (2) และมาตรา 60 ประกอบมาตรา 83 ตามประมวลกฎหมายอาญา ต่อมาพนักงานสอบสวนได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจากศาลอาญา จับกุมตัวดำเนินคดี ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

@ผบ.คุกแนะ5ตร.ปรับตัว

ขณะที่นายอายุตม์ สินธพพันธ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้พูดคุยกับผู้ต้องขังทั้ง 5 คน ประกอบด้วย พล.ต.ต.โกวิทย์ พล.ต.ต.บุญสืบ พ.ต.อ.วุฒิชาติ ด.ต.สุรศักดิ์ และ ด.ต.ฉัตรินทร์ ที่แดนแรกรับ เกี่ยวกับกฎระเบียบ ความเป็นอยู่ในเรือนจำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร โดย ด.ต.ฉัตรินทร์ป่วยเป็นโรคหัวใจ ขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ที่สถานพยาบาล ต้องรอให้อาการดีขึ้นจึงจะนำมาควบคุมตัวรวมกัน

@ มื้อแรกซื้อข้าวสหกรณ์กิน

นายอายุตม์กล่าวอีกว่า ตอนนี้ให้ผู้ต้องขังที่เป็นตำรวจอยู่รวมกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากเป็นไปได้ว่าอาจมีคนร้ายที่อยู่ในเรือนจำที่เคยถูกตำรวจกลุ่มนี้จับกุมมาก่อกวนและอาจเกิดอันตรายได้และอีกประมาณ2สัปดาห์ จะจำแนกคัดแยกผู้ต้องขังคดีต่างๆ เพื่อนำตัวไปไว้ในแต่ละแดน หากมีผู้ต้องขังเข้ามาเพิ่มเติม ก็จะนำทั้งหมดมารวมกลุ่มเช่นกัน

"ทั้งนี้ ช่วงเช้าผู้ต้องขังไม่ได้รับประทานอาหารของเรือนจำ แต่ได้สั่งซื้อผ่านร้านอาหารของสหกรณ์มารับประทานร่วมกัน โดยเป็นระเบียบของเรือนจำว่าผู้ต้องขังแต่ละคนต้องมีบัญชีเงินส่วนตัวใช้จ่ายซื้ออาหารหรือสินค้าภายใน โดยมีวงเงินใช้ได้วันละ 300 บาทต่อคน" นายอายุตม์กล่าว

@ ฉีดยา′วุฒิชาติ′คลายเครียด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศด้านหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ที่ทางเรือนจำ เปิดให้ญาติผู้ต้องขังลงทะเบียนเยี่ยม ได้มีครอบครัวและญาติสนิทของนายตำรวจทั้ง 5 นาย ทยอยเข้าเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งภรรยา พล.ต.ต.บุญสืบ ได้พาคนในครอบครัวกว่า 10 คนมาเยี่ยม

ข่าวแจ้งว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา พ.ต.อ.วุฒิชาติเกิดอาการเครียดพูดจาโวยวายคนเดียว เจ้าหน้าที่เรือนจำจึงนำตัวไปแดนพยาบาลเพื่อฉีดยาคลายเครียดในช่วงเช้ามีอาการดีขึ้น

ด้านนายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า คืนแรกได้รับรายงานจากนายอายุตม์ว่าผู้ต้องขังมีอาการเครียดบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติ ต้องให้เวลาปรับตัว สำหรับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานจากตำรวจว่าจะส่งตัวเข้าเรือนจำเมื่อไหร่

@ กรมศิลป์พร้อมตรวจโบราณวัตถุ

นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากรยังไม่ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าไปช่วยตรวจสอบพระพุทธรูป พระเครื่อง และโบราณวัตถุที่พบในบ้าน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ แต่หากได้รับการประสานก็พร้อมจะส่งเจ้าหน้าที่ชุดตรวจของกรมศิลปากรไปตรวจสอบได้ทันที ทั้งนี้ ในการตรวจสอบจะต้องให้ผู้ครอบครองแจ้งที่มาที่ไปของโบราณวัตถุที่ครอบครองอยู่ว่าได้มาอย่างไร หากไม่สามารถแจ้งหรือระบุความเป็นเจ้าของได้ โบราณวัตถุเหล่านั้นจะต้องตกเป็นสมบัติของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.โบราณสถานโบราณวัตถุ พ.ศ.2535 แต่หากระบุว่าโบราณวัตถุที่ครอบครองมีผู้ให้มา หรือซื้อมา ก็ตรวจสอบความเป็นมาได้ไม่ยาก

@ ยันคดี′พงศ์พัฒน์′เข้าฟอกเงิน

ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. แถลงการตรวจสอบทรัพย์สิน พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และพวกว่า คดีดังกล่าวเข้ามูลฐานความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน โดยทรัพย์สินของกลางทั้งหมดอยู่ระหว่างการทำบัญชีรายการทรัพย์สิน เพื่อสะดวกในการตรวจสอบก่อนส่งมอบให้กับ ปปง. เบื้องต้นได้หารือกับ พล.ต.อ.สมยศ ว่าควรแยกบัญชีรายการประเภททรัพย์สิน เท่าที่ทราบมีกว่าหมื่นชิ้น

พ.ต.อ.สีหหนาทกล่าวต่อว่า การซื้อขายวัตถุโบราณตามกฎหมาย ปปง.มาตรา 16 ถือเป็นการประกอบอาชีพค้าของเก่ามีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรม หากไม่รายงานต้องเสียค่าปรับครั้งละ 500,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 5,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ขายให้กับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ทั้งนี้ ปปง.จะติดตามเพื่อเอาผิดกับร้านขายของเก่าที่นำของมาขาย หากไม่สามารถติดต่อได้ ผู้ต้องหาต้องชี้แจงถึงการได้มาซึ่งทรัพย์สิน

@ เชื่อมโยงคดี′เสี่ยโจ้′ภาคใต้

"ผมคาดว่าวัตถุโบราณจำนวนมากที่พบน่าจะมาจากการนำเงินที่รับส่วยไปซื้อหาคงไม่มีใครนำพระพุทธองค์ใหญ่โตมาเป็นค่าซื้อขายตำแหน่งแต่คาดว่าสิ่งของเหล่านั้นได้มาจากการฟอกเงินในขบวนเปิดบ่อนหรือรับส่วยค้าน้ำมันเถื่อน" พ.ต.อ.สีหนาทกล่าว

เมื่อถามว่ามีความเชื่อมโยงการเรียกรับสินบนระหว่าง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์กับนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ นักธุรกิจภาคใต้หรือไม่ เลขาธิการ ปปง.กล่าวว่า พบความเชื่อมโยงกับคดีกระทำผิดของนายสหชัย แต่ถ้าถามว่าเชื่อมโยงตรงไหนคงไม่เห็นเพราะจ่ายเป็นเงินสด แต่ในทางสืบสวนสามารถรู้ได้ นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่าการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ภาคใต้มีส่วนหนึ่งสนับสนุนผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ เพราะการขนน้ำมันต้องผ่านจุดที่ผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ดูแลอยู่จึงต้องมีการจ่ายค่าคุ้มครอง

@ป.ป.ช.เล็งสอบรวยผิดปกติ

นายสรรเสริญพลเจียกเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ป.ป.ช.มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปรวบรวมพยานหลักฐาน และภายในสัปดาห์นี้จะส่งเจ้าหน้าที่ไปประสานงานกับตำรวจ เพื่อขอดูทรัพย์สินของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ที่ถูกยึดได้ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อเปรียบเทียบว่าตรงกับทรัพย์สินที่ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์เคยยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง ผบช.ก.หรือไม่

"จากนั้นจะรวบรวมพยานหลักฐานเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.อีกครั้งหนึ่ง หากเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน หรือร่ำรวยผิดปกติ ป.ป.ช.ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะมีพยานหลักฐานอยู่แล้ว นอกจากนั้น ป.ป.ช.จะตรวจสอบขยายผลไปถึงกรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย" นายสรรเสริญกล่าว

(มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 26 พ.ย. 2557)

"ไม่ได้มีใครต้องการให้คุณเอาใจ... เขาอยากให้คุณเลิกพูด"... เค้ารู้นะ อ.ยุกติ มุกดาวิจิตร เขียนถึงใคร?


ยุกติ มุกดาวิจิตร เขียนถึงใคร? "ไม่ได้มีใครต้องการให้คุณเอาใจ... เขาอยากให้คุณเลิกพูด"

ที่มา มติชนออนไลน์

นายยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. ซึ่งปัจจุบัน ไปเป็นนักวิชาการรับเชิญที่ ม.วิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชาติพันธุ์นิพนธ์ มีเนื้อหาว่า

ก็ในเมื่อบอกว่าไม่คุกคาม อยากรับฟัง ก็ปล่อยให้เขาเปิดเวทีกันสิ

แล้วก็ไปรับฟังเขาในที่ที่เขาพูด แล้วก็ช่วยดูแลความปลอดภัยให้เขาด้วย นั่นคือหน้าที่พวกคุณ คือดูแลความปลอดภัยของประชาชน ไม่ใช่ให้มาบริหารประเทศ

จะเชิญเขามาทำไม เขาอยากพูดเรื่องอะไรเมื่อไหร่ที่ไหน ก็ตามวาระโอกาสของพวกเขาสิ ไม่ใช่ว่าจะต้องให้ส่งตัวแทนของใคร ก็พวกคุณล้มระบบผู้แทนแล้วยังจะมาบอกให้ส่งตัวแทนอะไรอีกล่ะ

เขาขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก แค่นี้คุณก็ไม่อยากฟังเขาแล้ว แล้วจะเอาอะไร จะขอร้องอะไร ก็ตัวคุณนั่นแหละคือปัญหา การวิจารณ์พวกคุณก็คือการเสนอปัญหาของชาติไง ถ้าคุณไม่อยากฟังคำวิจารณ์เขา คุณก็ไม่อยากรู้ปัญหาของชาติไง ง่ายๆ แค่นี้ น่าจะเข้าใจ

ไม่ได้เอาใจยากอะไรเลย ไม่ได้มีใครต้องการให้คุณเอาใจด้วยซ้ำ เขาอยากให้คุณเลิกพูด เลิกทำงาน คืนอำนาจให้ประชาชนสักที ทำไม่ได้ก็ยื้อกันไปอย่างนี้แหละ ไม่เห็นจะเข้าใจยากตรงไหนเลย