วันเสาร์, สิงหาคม 15, 2569

เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยื่น 11,207 รายชื่อ คัดค้านขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ตั้งคำถามความโปร่งใสรายงานศึกษา ชี้บทเรียน EEC 3 จังหวัดเดิมยังแก้ปัญหามลพิษไม่ได้ หวั่นสูญเสียที่ดิน ป่า และทรัพยากร พร้อมรอฟังคำตอบรัฐบาล 17 สิงหาคมนี้


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1455446093281640&set=a.621260953366829

มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)
Yesterday
·
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยื่น 11,207 รายชื่อ คัดค้านขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ตั้งคำถามความโปร่งใสรายงานศึกษา ชี้บทเรียน EEC 3 จังหวัดเดิมยังแก้ปัญหามลพิษไม่ได้ หวั่นสูญเสียที่ดิน ป่า และทรัพยากร พร้อมรอฟังคำตอบรัฐบาล 17 สิงหาคมนี้
.
ปราจีนบุรี, 13 สิงหาคม 2569 - เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เพื่อคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ให้ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมยื่นรายชื่อประชาชนที่ใช้สิทธิตามมาตรา 43(3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จำนวน 11,207 รายชื่อ ขอให้ยุติกระบวนการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี
.
เครือข่ายฯ ระบุว่า การคัดค้านครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ว่าจ้างสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี และต่อมาในการประชุม กพอ. ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 มีมติรับทราบผลการศึกษา พร้อมเห็นชอบในหลักการให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC เพิ่มเติม ก่อนให้ สกพอ. นำความเห็นและข้อสังเกตไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อเสนอต่อ กพอ. และประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป
.
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งตั้งคำถามถึง กระบวนการศึกษาและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากเห็นว่ารายงานผลการศึกษาฉบับสุดท้ายไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อนที่เรื่องจะเข้าสู่การพิจารณาของ กพอ. โดยเครือข่ายฯ ระบุว่าได้รับรายงานดังกล่าวภายหลังการทวงถามเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 และจากการตรวจสอบพบประเด็นข้อมูลที่เห็นว่าไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่หลายประการ
.
เครือข่ายฯ จึงยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยทั้งต่อรายงานผลการศึกษาและมติของ กพอ. ที่เห็นชอบในหลักการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี โดยให้เหตุผลสำคัญ 7 ประการ
.
1. ตั้งคำถามความรอบด้านและความโปร่งใสของรายงานการศึกษา
.
เครือข่ายฯ เห็นว่ารายงานการศึกษาของสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังขาดข้อมูลที่รอบด้าน และกระบวนการจัดทำมีความเร่งรีบ โดยเฉพาะการไม่เปิดเผยรายงานผลการศึกษาฉบับสุดท้ายให้ประชาชนในพื้นที่ตรวจสอบก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของ กพอ. ทั้งที่เป็นนโยบายขนาดใหญ่ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก
.
เครือข่ายฯ ระบุว่า จากการตรวจสอบรายงานที่ได้รับภายหลังการทวงถาม พบข้อมูลหลายประเด็นที่เห็นว่าผิดพลาด ไม่ถูกต้อง หรือบิดเบือนจากข้อเท็จจริงในพื้นที่ จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบรายงานอย่างรอบด้านและเปิดให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
.
2. ห่วงปราจีนบุรีกลายเป็น “หลังบ้าน EEC” และพื้นที่รองรับของเสียจากอุตสาหกรรม
.
เครือข่ายฯ ชี้ว่า หลังปี 2560 เป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลงด้านผังเมืองและนโยบายอุตสาหกรรมทำให้จังหวัดปราจีนบุรีมีโรงงานกำจัดขยะ โรงหลอม โรงไฟฟ้า และโรงงานประเภท 105 และ 106 เพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับการลงทุนจากต่างประเทศ
.
ขณะเดียวกัน การประกาศใช้ พ.ร.บ. EEC ในปี 2561 ทำให้เครือข่ายฯ มองว่าปราจีนบุรีมีบทบาทเป็น “หลังบ้าน EEC” โดยเฉพาะการรองรับและกำจัดของเสียจากพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในภาคตะวันออก ขณะที่ปัญหาผลกระทบและการเยียวยาประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม
.
3. ชี้ปัญหา EEC ใน 3 จังหวัดเดิมยังเป็นบทเรียนที่ต้องทบทวน
.
เครือข่ายฯ ตั้งข้อสังเกตต่อการบริหารจัดการ EEC ในพื้นที่เดิม ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหามลพิษ ขยะพิษ กากอุตสาหกรรม โรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานหรือผิดกฎหมาย รวมถึงปัญหานอมินี แรงงานข้ามชาติ และการคุ้มครองสิทธิแรงงาน
.
เครือข่ายฯ เห็นว่าหากปัญหาเหล่านี้ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขยายพื้นที่ EEC เพิ่มเติมมายังจังหวัดปราจีนบุรีอาจเป็นการขยายปัญหาไปยังพื้นที่ใหม่ แทนที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เดิม
.
4. ห่วงกฎหมาย EEC ลดทอนการคุ้มครองสิทธิชุมชนและเปิดช่องให้เกิดปัญหาธุรกิจสีเทา
.
เครือข่ายฯ เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายและกลไก EEC ที่ผ่านมาอาจเอื้อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และสิทธิของชุมชน โดยประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบอาจมีอำนาจต่อรองน้อยกว่ากลุ่มทุนและนักลงทุน
.
เครือข่ายฯ จึงกังวลว่าหากปราจีนบุรีถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ EEC ประชาชนท้องถิ่นอาจต้องแบกรับต้นทุนของการพัฒนา ขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับไม่ได้กระจายอย่างเป็นธรรม
.
5. หวั่นที่ดินของคนปราจีนบุรีหลุดมือ หลังราคาที่ดินในพื้นที่ EEC เดิมพุ่งสูง
.
อีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและการเก็งกำไรที่ดิน โดยเครือข่ายฯ ระบุว่า เมื่อราคาที่ดินในพื้นที่ EEC เดิมเพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนที่ต้องการที่ดินผืนใหญ่และมีราคาต่ำอาจหันมายังจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งยังมีที่ดินราคาต่ำกว่า
.
เครือข่ายฯ ระบุว่าพบการรวบรวมที่ดินเป็นแปลงขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ และกังวลว่าหากมีการขยาย EEC จะยิ่งเร่งให้เกิดการเปลี่ยนมือของที่ดินจากประชาชนในท้องถิ่นไปสู่กลุ่มทุน ส่งผลต่อความมั่นคงในการถือครองที่ดินและพื้นที่ทำกินของประชาชนในระยะยาว
.
6. ห่วงความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม กระทบป่าและต้นน้ำ
.
เครือข่ายฯ ยังแสดงความกังวลต่อความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแผนพัฒนาโครงการเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่–ทับลาน ซึ่งเครือข่ายฯ ระบุว่ามีแผนก่อสร้างเพิ่มเติมอีกหลายแห่ง
.
เครือข่ายฯ ตั้งคำถามว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำดังกล่าวจะตอบโจทย์การใช้น้ำของภาคการเกษตรและชุมชนอย่างแท้จริงหรือไม่ โดยยกกรณี เขื่อนห้วยโสมง ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 แต่ยังมีระบบชลประทานบางส่วนที่ไม่แล้วเสร็จ และเกษตรกรบางพื้นที่ยังไม่ได้รับประโยชน์จากน้ำอย่างทั่วถึง
.
นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ห่วงว่าการพัฒนาโครงการน้ำในพื้นที่ป่าจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าและระบบนิเวศ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่มรดกโลกดงพญาเย็น–เขาใหญ่ รวมถึงอาจเพิ่มความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า หากพื้นที่ป่าซึ่งเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติถูกลดทอนลง
.
7. ชี้ปราจีนบุรีมีทางเลือกการพัฒนามากกว่า “อุตสาหกรรม”
.
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งยืนยันว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีศักยภาพด้านอื่นที่สามารถพัฒนาเป็นเศรษฐกิจฐานทรัพยากรได้ ทั้ง เกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ป่า แหล่งต้นน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงพื้นที่เชื่อมโยงกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน
.
ดังนั้น การพัฒนาจังหวัดไม่ควรถูกกำหนดด้วยกรอบการขยายอุตสาหกรรมเพียงด้านเดียว และไม่ควรตั้งต้นจากแนวคิดว่าประชาชนต้อง “เสียสละ” ทรัพยากรและพื้นที่ทำกินเพื่อแลกกับความเจริญ หากผลประโยชน์จากการพัฒนาไม่ได้กระจายกลับมายังประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นธรรม
.
ยื่น 11,207 รายชื่อ ย้ำประชาชนต้องมีสิทธิกำหนดอนาคตพื้นที่ตัวเอง
.
จากข้อกังวลทั้งหมด เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งและแนวร่วมจึงนำรายชื่อประชาชนจำนวน 11,207 รายชื่อ ซึ่งแสดงเจตจำนงคัดค้านการเสนอจังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ขยาย EEC มายื่นประกอบหนังสือ โดยยืนยันว่าประชาชนในพื้นที่ควรมีสิทธิในการกำหนดทิศทางการพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง และต้องได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน โปร่งใส ก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่อาจส่งผลกระทบในระยะยาว
.
เครือข่ายฯ ย้ำว่า “การพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และต้องไม่แลกกับการสูญเสียที่ดินทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่เกษตร สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตของประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเพียงบางส่วน
.
เรียกร้อง กพอ. “หยุดขยาย EEC” มาปราจีนบุรี
.
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งเรียกร้องให้ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีมติยุติการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมขอให้เปิดเผยข้อมูลและกระบวนการศึกษาที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของจังหวัดอย่างแท้จริง
.
ทั้งนี้ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งระบุว่าจะเดินทางไปติดตามความคืบหน้าและรอฟังคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 และจะติดตามเรื่องดังกล่าวต่อไปจนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากภาครัฐ
.
“ปราจีนบุรีไม่ควรต้องเลือกความเจริญที่ต้องแลกด้วยที่ดิน ป่า น้ำ และชีวิตของคนในพื้นที่” เครือข่ายฯ ยืนยันว่าทิศทางการพัฒนาต้องอยู่บนหลักการที่ประชาชนมีส่วนร่วม ได้รับความเป็นธรรม และสามารถดำรงชีวิตอยู่กับทรัพยากรของท้องถิ่นได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ภาพ : ภานุมาศ สงวนวงษ์ ThaiNewsPix



 
7 hours ago
·
เหลืออีกแค่ 3 วัน ! เราจะมารวมกันแสดงพลังปกป้องปราจีนบุรี

เราเห็นบทเรียนความพังทลายของ 3 จังหวัดภาคตะวันออกที่ต้องสังเวยให้กับโครงการ EEC มาแล้ว ทั้งธรรมชาติที่สูญเสียและแหล่งน้ำที่เน่าเสีย.และวันนี้ "ปราจีนบุรี" อู่ข้าวอู่น้ำและดินแดนเกษตรอินทรีย์ของเรา กำลังถูกเล็งให้เป็นเป้าหมายต่อไป!

ด้วยเหตุนี้ คุณระตะนะ ศรีวรกุลประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรีจำกัดเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง จึงส่งสารด่วนถึงพี่น้องชาวปราจีนฯ และจังหวัดใกล้เคียงถ้าวันนี้เรายังนิ่งเฉย เราจะเหลือแผ่นดินที่ไหนให้ลูกหลานทำกิน? นี่คือ "สงการต่อสู้ครั้งสำคัญ" ที่เราต้องรวมพลังยื้อแย่งและปกป้องบ้านเกิดของเราไว้

17 สิงหาคมนี้ ออกมาแสดงพลังให้พวกเขาเห็น! ชาวปราจีนบุรีที่หวงแหนแผ่นดินจะมารวมตัวกัน เตรียมเสบียง กางเต็นท์ "ปักหลักชุมนุมค้างคืน" และประกาศจุดยืนอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะ "ไม่เดินทางกลับ" จนกว่าจะได้รับคำตอบยุติโครงการ EEC

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569
ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี

เตรียมตัวให้พร้อม ปักหลักค้างคืน... ไม่ชนะ ไม่กลับบ้าน! มาร่วมสู้เพื่อขีดเขียนอนาคตบ้านของเราด้วยกันค่ะ