
หนุ่มเมืองจันท์
16 hours ago
·
มีข่าวเล็กๆข่าวหนึ่งในเมืองกรุง
แต่เป็น “ข่าวใหญ่มาก” ในเมืองจันท์
นั่นคือ การที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ที่จังหวัดจันทบุรี
มูลค่า 7,200 ล้านบาท
1.มติครม.บอกว่าโครงการนี้จะส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ชลประทานกว่า 87,700 ไร่ ช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดจันทบุรี
ตลอดจนเสริมศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกในระยะยาว “โดยโครงการดังกล่าวเป็น 1 ใน 38 โครงการสำคัญ ตามแผนพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการพัฒนา EEC”
สังเกตไหมครับว่ารัฐบาลเลือกที่จะพูดเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรพื้นทื่ 87,700 ไร่ เป็นลำดับแรก
ส่วนเรื่องการป้อนน้ำให้ อีอีซี พูดเป็นลำดับสุดท้าย
2.ไม่มีการพูดถึงพื้นที่ป่าที่ต้องจมอยู่ใต้น้ำ 11,982 ไร่ หลังจากสร้างอ่างเก็บน้ำ
เป็นอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 6,191 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่องอีก 5,791 ไร่
มีช้างป่า และสัตว์ป่าหายากอีกหลายชนิดที่อาศัยอยู่พื้นที่นี้
นอกจากนี้ต้นไม้ที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 10 ซม. มีอยู่ประมาณ 340,000 ต้นจะจมอยู่ใต้น้ำ
นี่คือ สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนกับอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด
ถามว่าพื้นที่ 11,982 ไร่ ใหญ่ขนาดไหนหรือครับ
คำตอบ คือ ประมาณสวนลุมฯ 33 สวน
หรือเกาะเสม็ด 3 เกาะครับ
เราลองดูพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ในกทม.
สวนสาธารณะบึงหนองบอน 644 ไร่
สวนหลวง ร.9 500 ไร่
สวนเบญจกิติ 450 ไร่
สวนลุมพินี 360 ไร่ ฯลฯ
รวมพื้นที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่และขนาดรองในกทม.ประมาณ 5,000 ไร่
น้อยกว่าพื้นที่ป่าทั้งหมดที่เสียไปจากการสร้างอ่างเก็บน้ำครึ่งหนึ่ง
ลองถามใจคนกทม.ดูว่าถ้ารัฐบาลยึดสวนสาธารณะไป
และตัดต้นไม้ใหญ่ออกหมด
คุณจะรู้สึกอย่างไร?
3.ที่เมืองจันท์เรื่องนี้มีการถกเถียงกันหนักทีเดียว มีทั้งฝ่ายคัดค้านและสนับสนุน
รัฐบาลวางแผนเรื่องนี้อย่างละเอียด เพราะรู้ว่าเรื่อง ”น้ำ“ เป็นปัญหาใหญ่ของ อีอีซี
อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญมาก
เพราะหลังจากครม. มีมติเรื่องนี้ มีรัฐมนตรี 2 คนลงพื้นที่เมืองจันท์ภายในสัปดาห์เดียว
“สุชาติ ชมกลิ่น” และ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ”
“สุชาติ” ไปชี้แจงโครงการอ่างเก็บน้ำ ส่วน “พิพัฒน์” เอาโครงการสร้างถนน-สะพาน-รถไฟรางคู่ไปเอาใจและขายฝันคนจันท์
ส่วนส.ส.ภูมิใจไทย เมืองจันท์ทั้ง 3 คนก็ออกโรงหนุนอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเต็มที่
มีคลิปหนุนมากมายออกมาตามเพจต่างๆ
แต่ในเพจหลักที่เมืองจันท์
…กระแสต้านในพื้นที่แรงมาก
4.ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ อ่างเก็บน้ำคลองโตนดแห่งนี้สร้างมาเพื่อใคร?
เรื่องนี้หากมีการค้นข้อมูลมาตั้งแต่มีโครงการ อีอีซี เราจะเห็นแผนการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองโตนดมาตลอด
และระบุว่าเป็น 1 ใน 38 โครงการสำคัญของแผนพัฒนาแหล่งน้ำของอีอีซี
”ชาวสวน“ เปรียบเสมือน ”ตัวประกัน”
ทำให้การจัดหาน้ำโดยการทำลายป่ามีความชอบธรรมขึ้น
ที่น่าตั้งคำถาม ก็คือ เรามีเพียงแค่การสร้างอ่างเก็บน้ำเป็นหนทางเดียวในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำหรือ
โชคดีที่ในมติครม. ระบุถึงพื้นที่ชลประทานเพื่อการเกษตรเอาไว้
87,700 ไร่
เพราะนำมาคำนวณเพื่อหาวิธีการอื่นในการแก้ปัญหาให้ชาวสวนได้
โลกนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียว
5.ผมลองคิดแก้ปัญหาเรื่องน้ำแบบ “ชาวสวนทุเรียน”ทั่วไปนะครับ
คิดแบบซื่อๆ ตรงไปตรงมา
คิดแบบ “เจ้าของภาษี” ที่ใช้งบแบบมีเหตุผล
ตามปกติชาวสวนทุเรียนจะให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำมาก
ตามมาตรฐานจะต้องมีสระน้ำ 1 ใน 10 ของพื้นที่ปลูกทุเรียน
ชาวสวนจะขุดสระน้ำสำรองไว้สำหรับทุเรียนช่วงหน้าแล้งประมาณ 3 เดือน หรือ 90 วัน
ก่อนหน้านั้นพึ่งพาน้ำฝน หรือน้ำคลองได้
วิธีคิดเรื่องนี้ นักวิชาการเขาดูว่าทุเรียนต้นหนึ่งต้องการน้ำวันละเท่าไร ทุเรียน 25 ต้น/ไร่ ใช้น้ำเท่าไร
จากนั้นก็คำนวณต่อว่าต้องขุดสระเก็บน้ำขนาดเท่าไรจึงจะพอกันเวลา 3 เดือน
เป็นที่มาของสูตรทุเรียน 10 ไร่ ขุดสระ 1 ไร่ ลึก 3-4 เมตร
น้ำจะพอใช้ประมาณ 90-120 วัน
ถ้าสมมุติว่าพื้นที่ 87,700 ไร่ เป็น “สวนทุเรียน” ทั้งหมด
1 ใน 10 ก็คือ 8,770 ไร่ที่ต้องขุดสระ
ค่าขุดสระ 1 ไร่ประมาณ 1 แสนกว่าบาท
ขุดน้ำบาดาลให้อีกเพื่อสูบน้ำเข้าสระเพิ่ม
รวมกันประมาณ 2 แสนบาทต่อสระ
8,770 สระ ใช้เงิน 1,754 ล้านบาทครับ
หรือถ้า “ป๋ามาก” ก็ให้สระละ 3 แสน
ก็ใช้งบแค่ 2,631 ล้านบาท
ต่ำกว่า 7,200 ล้านบาทที่ใช้สร้างอ่างเก็บน้ำ
ประหยัดงบของรัฐบาลได้กว่าครึ่ง
จัดสรรงบให้ชาวสวนไปจ้างรถขุด-เจาะเลย
สร้างงานในพื้นที่ด้วย
ชาวสวนน่าจะชอบวิธีนี้มากกว่ารอคอยอ่างเก็บน้ำ
ไม่เชื่อลองประกาศว่าระหว่างสร้างอ่างเก็บน้ำ กับให้เงินชาวสวนขุดสระ-เจาะบาดาล 200,000 บาทต่อ 10 ไร่
เขาจะเลือกอะไร?
เพราะการมีสระน้ำ-บาดาลเป็นของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งใคร คือ หลักประกันที่ดีที่สุด
ที่ผ่านมา ชาวสวนเมืองจันท์มีบทเรียนจาก “อ่างเก็บน้ำ” ที่สร้างมาแต่มีท่อน้ำกระจายน้ำถึงสวนทุเรียนจริงๆน้อยมาก
ครับ ถ้ารัฐบาลต้องการช่วยชาวสวนทุเรียน 87.700 ไร่จริงๆ
ใช้งบแค่ 1 ใน 4 ของการสร้างอ่างเก็บน้ำก็แก้ปัญหาได้
และไม่ต้องทำลายป่าด้วย
…โลกนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียว
6.เมื่อข้ออ้างเรื่องทำอ่างเก็บน้ำให้ชาวสวนจบ
เราก็มาคุยกันตรงๆว่าถ้าจะหาแหล่งน้ำให้ อีอีซี
จะต้องสูญเสียพื้นที่ป่าเท่าไรถึงจะยอมรับกันได้
มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร หรือนักอนุรักษ์ที่คัดค้าน
เขาไม่ได้คัดค้านว่าห้ามสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด
แต่ขอลดขนาดอ่างลงได้ไหม
จะได้ไม่สูญเสียป่าถึง 11,982 ไร่
กรมอุทยานฯ นั้นเคยเสนอให้ลดความสูงของสันอ่างเก็บน้ำลง
เพื่อลดพื้นที่น้ำท่วมในอุทยานฯ เหลือแค่ 657 ไร่
เรื่องนี้ถ้ากรมชลประทานจะขอเพิ่มอีกก็คุยกันด้วยเหตุผล
ผมว่าคุยกันได้ครับ
แต่ไม่ใช่จะเลือกแนวทางทำลายพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และป่าถึง 11,982 ไร่
โลกนี้ไม่ได้มีคำตอบเดียว
อย่าเอาหัวชน “กำแพง” เลยครับ
7.ผมเชื่อว่าทุกคนยอมรับว่าการพัฒนาภาพอุตสาหกรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจไทย
อีอีซี ก็มีความสำคัญ
แต่เราคงต้องเลือกว่าการพัฒนาระดับไหนที่คุ้มค่ากับการแลกทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าของประเทศ
รู้ไหมครับว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนั้น มีวาระเรื่อง “ดาต้าเซ็นเตอร์” ที่กำลังทะลักเข้าเมืองไทยด้วย
และส่วนใหญ่จะตั้งที่ อีอีซี
ที่สหรัฐอเมริกา ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ ขนาด 100 MW ใช้น้ำเฉลี่ย 2 ล้านลิตรต่อวัน
หรือสระว่ายน้ำโอลิมปิก 1 สระ
ในขณะที่ทุเรียน 1 ต้นต้องการน้ำแค่ 100-150 ลิตรต่อวัน
เท่านั้นเองครับ
เรื่องนี้ถ้ารัฐบาลปล่อยเนิ่นนานไปมันจะลามไปถึงเรื่อง “ดาต้าเซ็นเตอร์”
เขาจะหาว่ารัฐบาลกำลังจะเอา “ป่า”
ไปแลกกับ “ดาต้าเซ็นเตอร์”
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1635350687951389&set=a.211819566971182