วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 13, 2569

"Reality Check" ครั้งใหญ่ของประเทศ : รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ส่งสัญญาณประเด็นที่มีการย้ายฐานผลิตไปอินโดนีเซียอาจไม่ใช่เรื่องเกินจริง ข้อได้เปรียบของไทยที่ทนงตนทั้งโลจิสติกส์ ซัพพลาย แรงงานมาตลอด 60 ปี วันนี้มันเบสิคไปแล้ว


Reporter Journey
11 hours ago
·
#BUSINESS รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ส่งสัญญาณประเด็นที่มีการย้ายฐานผลิตไปอินโดนีเซียอาจไม่ใช่เรื่องเกินจริง ข้อได้เปรียบที่ไทยทนงตนทั้งโลจิสติกส์ ซัพพลาย แรงงานมาตลอด 60 ปี วันนี้มันเบสิคไปแล้ว อีก 10-20 ปีข้างหน้าไทยยังน่าสนใจจริงๆ เหรอ ? พร้อมฟาดแรงว่า ไทยส่งเสริมรถ EV จีนทั้งนำเข้าทั้งคันหรือนำเข้าแบตเตอรี่แค่มาประกอบ ขันน็อต หยอดกาว เชื่อมสายไฟ ไทยได้อะไรจากตรงนี้? คุ้มมั้ยล่ะที่ไทยเสีย Suzuki ไปแล้วได้ Neta มา
-----------------------------------------------------
ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (ทีเอ็มที) เขียนข้อความเกี่ยวกับความกังวลในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย มีดังนี้
.
เนื่องด้วยในปัจจุบันผมมีอยู่ 2 หน้าที่ หน้าที่แรกคือ “ลูกจ้างบริษัทญี่ปุ่น” ซึ่งอีกไม่เกิน 10 ปี ก็หมดหน้าที่ ส่วนหน้าที่ที่ 2 คือ “คนไทย” เป็นหน้าที่ที่ไม่มีวันหมด ดังนั้นผมน่าจะต้องทำหน้าที่คนไทยนานกว่าหน้าที่แรก เว้นแต่โชคดีมากอยู่ไม่ถึง 10 ปีจากนี้
.
วันนี้จึงขอแชร์มุมมองในฐานะ “คนไทย” ข่าวที่อินโดนีเซียออกมาบอกว่า ถ้า Toyota ย้ายฐานการผลิตมา ต้องการอะไร เค้าพร้อมให้ทุกอย่าง โอ้ว! ช่างดุดันไม่เกรงใจใคร! จากข่าวนี้ สิ่งที่อินโดนีเซียกำลังบอกเราคือ “ไอกำลังจะเข้ามาแข่งกับยูอย่างจริงจังแล้วนะไทยแลนด์
.
และประเทศไทยควรฟังเสียงนี้ให้ดี เพราะสิ่งที่เค้ากำลังทำ คือพยายามดึง Investment เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศไทยสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์มาไม่ต่ำกว่า 60 ปี เรามีทั้ง Supplier, คน, โรงงาน, Logistics, Engineering และตลาดส่งออก จนเกิดเป็น Automotive Ecosystem ที่ไม่ได้สร้างกันได้ในวันสองวันหรือปีสองปี
.
แต่ข้อได้เปรียบที่เรามีวันนี้ จะยังเป็นข้อได้เปรียบในอีก 10–20 ปีข้างหน้าหรือเปล่า? ยิ่งตอนนี้เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมที่ภาครัฐกำลังผลักดัน “EV”
.
ลองออกไปมองโลกกว้างกันดู จีน EV โตเร็วมาก แต่เมื่อตลาดใหญ่ขึ้น การเติบโตก็เริ่มชะลอ และการแข่งขันก็รุนแรงจนผู้ผลิตกว่าครึ่งหายไปจากตลาด ยุโรป EV ยังโตแรง จากทั้ง Environmental Policy และ Regulation อเมริกาก็อีกแบบ EV อยู่ราว ๆ 10% และลูกค้าเริ่มกลับมาให้ความสนใจ Hybrid มากขึ้น
.
สิ่งที่เราเรียนรู้จากโลกคือ ไม่มี Technology เดียวที่เหมาะกับทุกประเทศ แต่ละตลาดกำลังหา Technology Mix ที่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือแนวคิด Multi-Pathway ที่ Toyota พูดมานาน
.
กลับมาที่ประเทศไทย ผมคิดว่าเราต้องถามตัวเองให้ชัดว่าเรากำลังส่งเสริม “รถ EV” หรือกำลังสร้าง “อุตสาหกรรม EV”? เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง วันนี้รถ EV ขายในไทยเยอะขึ้นเพราะราคาถูก ค่าพลังงานถูก แน่นอนครับ ”เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค“ แบบที่หลายคนพูด
.
แต่ถ้ารถเหล่านั้นผลิตจากต่างประเทศ หรือนำเข้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญมาแค่ “ประกอบ” ขันน็อต หยอดกาว เชื่อมสายไฟ ประเทศไทยจะได้อะไรจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้?
.
Automotive Industry ไม่ได้มีแค่รถหนึ่งคัน แต่มันคือทั้ง Ecosystem แล้ววันนี้ Ecosystem เหล่านี้กำลังโตไปพร้อมกับยอดขาย EV หรือเปล่า? และยังมีโจทย์อีกหลายเรื่องที่วันนี้อาจยังไม่เห็นเต็มตา
.
Battery หมดอายุแล้วไปไหน? กำจัดยังไง? ใครรับผิดชอบ? รถ EV มือสองในอีก 5–10 ปีเมื่อเทคโนโลยี battery เปลี่ยน รถจะมี Residual Value เท่าไร? กระทบตลาดมือสองและตัวลูกค้ายังไง? Charging Infrastructure พร้อมแค่ไหน? ถ้า EV เพิ่มขึ้นมากๆ ระบบไฟฟ้าพร้อมหรือยัง? และเราจะลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าได้จริงหรือเปล่า? เพราะทุกวันนี้ยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าอยู่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (ทีเอ็มที) โพสต์ต่อไปว่า
.
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่า EV ไม่ดีนะครับ แต่โจทย์เหล่านี้เราต้องเตรียมให้ทัน ไม่ใช่รอให้ “วัวหาย แล้วค่อยล้อมคอก” เพราะถ้ารอถึงวันที่วัวหาย ควายก็อาจจะไม่อยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ ไม่ใช่พยายามรักษาอดีต แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “อะไรคือเหตุผลที่ ในอนาคตนักลงทุนยังอยากเลือกประเทศไทย?”
.
และแน่นอน คำตอบต้องไม่ใช่ “แค่ incentive” ที่มาจากการเก็บภาษี ICE แพงๆ เพื่อเอาไปสนับสนุน EV แบบงงๆ จนเราเสีย Suzuki ไปและได้ Neta มา
.
สิ่งที่ต้องทำคือคัดเลือกและส่งเสริมนักลงทุนที่จริงใจ ที่จะมาสร้าง ecosystem สร้างความสามารถในการแข่งขันผ่านการถ่ายทอด technology พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากร ตลอดจน supply chain แบบครบวงจร และที่สำคัญที่สุดคือ ”สร้างความมั่นใจว่านโยบายของประเทศมีทิศทางที่ชัดเจนและต่อเนื่อง” เพราะนักลงทุนไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลงแต่กลัวความไม่แน่นอน
.
ผมยังเชื่อว่าความสามารถของคนไทยไม่เป็นรองใครในโลก ผมยังอยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่ “ผลิตรถแห่งอนาคต พัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต สร้างงานและส่งออกไปทั่วโลก เพื่อเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ”
.
และผมยังมั่นใจว่า ถ้าเราทำได้แบบนั้น ไม่ว่าอนาคตจะเป็น BEV, HEV, PHEV, Bio-Fuel, Fuel-Cell, Hydrogen หรือ technology อะไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังเป็น Automotive Hub ของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน รักนะประเทศไทย
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1616376779845131&set=a.226668178816005