Kasian Tejapira shared a memory.
11 hours ago
·
ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์ (หรือรัฐราชสมบัติ) --> ฉันทมติของชนชั้นนำไทยยุคพัฒนา
%%%%%%%
ปีการศึกษา ๒๕๖๙/๑ นี้ก็เช่นกัน กลับมาสอนสัมมนาการเมืองไทยใหม่ และอ่าน Studies of the Thai State ของครูเบ็นใหม่อีกรอบในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ประเด็นที่นึกขึ้นได้คือ
๑) ความสัมพันธ์และขัดแย้งระหว่างตรรกะ [รวมศุนย์อำนาจ-กินรวบ] vs. [กระจายอำนาจ-กินแบ่ง] ของรัฐราชูปถัมภ์ไทยน่าจะมีส่วนเกี่ยวโยงเป็นฐานประเพณีเชิงปฏิบัติให้แก่สิ่งที่คุณอาสา คำภาเรียกว่าฉันทมติของชนชั้นนำไทยสมัยทศวรรษ ๒๕๑๐ - ๒๕๒๐ ซึ่งห้ามการรวมศูนย์อำนาจ-กินรวบ ชนชั้นนำผู้ใดกลุ่มไหนละเมิดฉันทมติดังกล่าว ทำท่ารวมศูนย์อำนาจ-กินรวบ จะถูกรุมต่อต้านคัดค้านจากชนชั้นนำกลุ่มฝ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าสามทรราชย์คณาธิปไตย, กฤษณ์ สีวะรา, ธานินทร์ กรัยวิเชียร, เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ฯลฯ
๒) นอกจากนี้ก็น่าจะเป็นไปได้ว่าราชาชาตินิยมในนิยามของครูเบ็นกับธงชัยน่าจะเป็นชาตินิยมเดียวที่เป็นไปได้สำหรับรัฐราชสมบัติ
ถูก/ผิด เข้าท่าหรือไม่ ก็คิดอภิปรายค้นคว้ากันต่อ แต่มันเป็นประเด็นที่นึกได้เก็บได้จากการอ่านงานดี ๆ ของครูซ้ำอีกรอบนั่นแหละครับ
Kasian Tejapira
·
ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์ (หรือรัฐราชสมบัติ) --> ฉันทมติของชนชั้นนำไทยยุคพัฒนา
%%%%%%%
ปีการศึกษา ๒๕๖๙/๑ นี้ก็เช่นกัน กลับมาสอนสัมมนาการเมืองไทยใหม่ และอ่าน Studies of the Thai State ของครูเบ็นใหม่อีกรอบในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ประเด็นที่นึกขึ้นได้คือ
๑) ความสัมพันธ์และขัดแย้งระหว่างตรรกะ [รวมศุนย์อำนาจ-กินรวบ] vs. [กระจายอำนาจ-กินแบ่ง] ของรัฐราชูปถัมภ์ไทยน่าจะมีส่วนเกี่ยวโยงเป็นฐานประเพณีเชิงปฏิบัติให้แก่สิ่งที่คุณอาสา คำภาเรียกว่าฉันทมติของชนชั้นนำไทยสมัยทศวรรษ ๒๕๑๐ - ๒๕๒๐ ซึ่งห้ามการรวมศูนย์อำนาจ-กินรวบ ชนชั้นนำผู้ใดกลุ่มไหนละเมิดฉันทมติดังกล่าว ทำท่ารวมศูนย์อำนาจ-กินรวบ จะถูกรุมต่อต้านคัดค้านจากชนชั้นนำกลุ่มฝ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าสามทรราชย์คณาธิปไตย, กฤษณ์ สีวะรา, ธานินทร์ กรัยวิเชียร, เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ฯลฯ
๒) นอกจากนี้ก็น่าจะเป็นไปได้ว่าราชาชาตินิยมในนิยามของครูเบ็นกับธงชัยน่าจะเป็นชาตินิยมเดียวที่เป็นไปได้สำหรับรัฐราชสมบัติ
ถูก/ผิด เข้าท่าหรือไม่ ก็คิดอภิปรายค้นคว้ากันต่อ แต่มันเป็นประเด็นที่นึกได้เก็บได้จากการอ่านงานดี ๆ ของครูซ้ำอีกรอบนั่นแหละครับ
Kasian Tejapira
August 11, 2021
·
คุยกับครูเงียบ ๆ ในห้วงคิดจิตใจ
%%%%
ปีหนึ่ง ผมจะมีโอกาสกลับมาอ่านงานคลาสสิกสำคัญของครูอย่างตั้งอกตั้งใจแต่ต้นจนจบอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
อ่านเพื่อเตรียมสอนแหละครับ ถึงจะอ่านมาเป็นสิบ ๆ รอบแล้ว จะสอนสัมมนาชั้นใหม่ก็ยังอ่านใหม่อีกรอบอยู่ดี
นอกจากจะสังเกตเก็บประเด็นใหม่ ๆ ที่คลาดตาไปในงานครูได้บ้างทุกรอบการอ่านแล้ว อีกอย่างที่ได้คือความรู้สึกเหมือนนั่งลงเพ่งจิตสมาธิคุยกับครูเงียบ ๆ สองต่อสองในห้วงคิดจิตใจผ่านตัวหนังสือ
มันสงบและอบอุ่นดี และพอนึกอะไรขึ้นได้ผมก็จะโน๊ตย่อไว้ตามริมหน้าหรือไฮไลต์ทับด้วยสีต่าง ๆ
หน้าหนังสือและบทความของครูจึงเปรอะเลอะเต็มแบบนี้แหละครับ
.....
·
คุยกับครูเงียบ ๆ ในห้วงคิดจิตใจ
%%%%
ปีหนึ่ง ผมจะมีโอกาสกลับมาอ่านงานคลาสสิกสำคัญของครูอย่างตั้งอกตั้งใจแต่ต้นจนจบอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
อ่านเพื่อเตรียมสอนแหละครับ ถึงจะอ่านมาเป็นสิบ ๆ รอบแล้ว จะสอนสัมมนาชั้นใหม่ก็ยังอ่านใหม่อีกรอบอยู่ดี
นอกจากจะสังเกตเก็บประเด็นใหม่ ๆ ที่คลาดตาไปในงานครูได้บ้างทุกรอบการอ่านแล้ว อีกอย่างที่ได้คือความรู้สึกเหมือนนั่งลงเพ่งจิตสมาธิคุยกับครูเงียบ ๆ สองต่อสองในห้วงคิดจิตใจผ่านตัวหนังสือ
มันสงบและอบอุ่นดี และพอนึกอะไรขึ้นได้ผมก็จะโน๊ตย่อไว้ตามริมหน้าหรือไฮไลต์ทับด้วยสีต่าง ๆ
หน้าหนังสือและบทความของครูจึงเปรอะเลอะเต็มแบบนี้แหละครับ
.....
Gemini ขยายความ ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์ (Patronage State Logic) ต่อ
ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์ (Patronage State Logic) หรือในทางรัฐศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ มักเชื่อมโยงกับแนวคิด รัฐราชสมบัติ (Patrimonial State ของ Max Weber) คือ กรอบคิดและระบบการปกครองที่มองว่า "อำนาจรัฐและทรัพยากรสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสิทธิพิเศษส่วนบุคคล" มากกว่าจะเป็นโครงสร้างสาธารณะที่เคารพหลักสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเสมอภาค
1. แก่นแท้ของตรรกะ (Core Logic)
ในระบบการเมืองระดับสถาบันทั่วไป รัฐถูกออกแบบมาให้บริหารผ่าน หลักนิติรัฐ (Rule of Law) และ ระบบคุณธรรม (Meritocracy) แต่ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์กลับขับเคลื่อนด้วย สายสัมพันธ์ส่วนตัว (Personal Relations) และ ระบบอุปถัมภ์ (Patron-Client System)
มูลเหตุของอำนาจ: อำนาจไม่ได้มาจากฉันทามติของประชาชนในฐานะพลเมืองผู้ถือสิทธิ (Rights-bearing Citizens) แต่มาจากความโปรดปราน การสืบทอด หรือบารมีของผู้มีอำนาจ
สถานะของทรัพยากร: งบประมาณ แผ่นดิน หรือตำแหน่งหน้าที่ ถูกมองคล้ายกับ "เสบียงหรือทรัพย์สิน" ที่ผู้ปกครอง/กลุ่มนำสามารถจัดสรรเพื่อตอบแทนความจงรักภักดี
2. ลักษณะเด่นของระบบและตรรกะนี้
1) เปลี่ยน "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ให้กลายเป็น "ความเมตตา"
- พลเมืองในตรรกะนี้จะถูกมองเป็น "ผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์" (Clients/Subjects) มากกว่าพลเมืองที่มีสิทธิเรียกร้อง
- สวัสดิการ โครงสร้างพื้นฐาน หรือความช่วยเหลือจากรัฐ มักถูกนำเสนอในฐานะ "ความเมตตากรุณา" หรือ "ของขวัญ" จากผู้มีอำนาจ ซึ่งผู้รับต้องตอบแทนด้วยความกตัญญูและ loyalty
- สังคมถูกจัดระเบียบผ่านสายสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้ใหญ่" (Patron) กับ "ผู้น้อย" (Client)
- ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ได้วัดจากความสามารถเชิงประจักษ์เพียงอย่างเดียว แต่วัดจาก "การมีผู้ใหญ่หนุนหลัง" หรือการอยู่ในเครือข่ายที่ถูกต้อง
- อำนาจรัฐถูกใช้เปิดทางให้กลุ่มเครือข่ายแสวงหาประโยชน์เชิงสัมปทาน (Rent) หรือสิทธิพิเศษทางธุรกิจ ส่งผลให้เกิดการผูกขาดและการกระจายทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม
มิติ ฐานความชอบธรรม
รัฐตามหลักสากล / นิติรัฐ
กฎหมาย, การเลือกตั้ง, สิทธิมนุษยชน
รัฐราชูปถัมภ์ / รัฐราชสมบัติ
บารมีส่วนบุคคล, ความจงรักภักดี, ประเพณี
มิติ ระบบการทำงาน
รัฐตามหลักสากล / นิติรัฐ
อิงกฎระเบียบและคุณธรรม (Rules & Merit)
รัฐราชูปถัมภ์ / รัฐราชสมบัติ
อิงระบบระบบเส้นสายและความภักดี (Networks)
มิติ มุมมองต่อประชาชน
รัฐตามหลักสากล / นิติรัฐ
พลเมืองผู้ถือสิทธิอำนาจสูงสุด
รัฐราชูปถัมภ์ / รัฐราชสมบัติ
ผู้รับการอุปถัมภ์ / ผู้รับความช่วยเหลือ
มิติ การตรวจสอบ
รัฐตามหลักสากล / นิติรัฐ
โปร่งใส ถ่ายโอนอำนาจผ่านกลไกสถาบัน
รัฐราชูปถัมภ์ / รัฐราชสมบัติ
ตรวจสอบยาก เนื่องจากอำนาจซ้อนทับเครือข่ายส่วนตัว
สรุป: ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์คือระบบที่เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่าง "รัฐ-ประชาชน" จากเรื่อง "สิทธิและความรับผิดชอบตามกฎหมาย" ไปเป็นเรื่อง "บุญคุณ ความจงรักภักดี และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตน" ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยและการสร้างความเสมอภาคในสังคม modern state
แบ่งการอธิบายออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1) การเปรียบเทียบกับทฤษฎี Patrimonialism ของ Max Weber และ 2) รูปแบบการปรับตัวของระบบนี้ในรัฐไทยร่วมสมัย ครับ
1. การเปรียบเทียบกับทฤษฎีของ Max Weber
Max Weber นักสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้แบ่งประเภทอำนาจความชอบธรรม (Legitimate Authority) ออกเป็น 3 รูปแบบ และมองว่า รัฐราชสมบัติ (Patrimonial State) เป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจแบบประเพณี (Traditional Authority)
ความเชื่อมโยงระหว่าง Patrimonialism กับ รัฐราชูปถัมภ์
- Patrimonialism (Weber): Weber อธิบายว่า เป็นระบบที่ผู้ปกครองมองข้าราชการและกลไกรัฐเป็นเหมือน "คนในบ้าน" (Household) หรือทรัพย์สินส่วนตน ข้าราชการไม่ได้ทำงานตามกฎหมายที่เป็นกลาง แต่นำความจงรักภักดีส่วนตัวมาแลกกับสิทธิพิเศษ
- Neopatrimonialism (รัฐราชูปถัมภ์ใหม่): เมื่อนำทฤษฎีนี้มาปรับใช้กับรัฐสมัยใหม่ นักรัฐศาสตร์จึงใช้คำว่า Neopatrimonialism ซึ่งหมายถึง "ฉากหน้ามีสถาบันสมัยใหม่ (มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีระบบราชการ) แต่ฉากหลังยังขับเคลื่อนด้วยตรรกะระบบอุปถัมภ์และการแลกเปลี่ยนประโยชน์ส่วนตัว"
ในบริบทไทย ระบบราชูปถัมภ์ไม่ได้หายไปเมื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสมัยใหม่ แต่ได้ "แปลงร่าง" (Adaptation) เพื่อให้คงทนอยู่ได้ท่ามกลางกระแสการเมืองแบบประชาธิปไตยและทุนนิยมสากล โดยมีรูปแบบการปรับตัวที่สำคัญดังนี้:
1) การสถาปนา "เครือข่ายอุปถัมภ์ข้ามสถาบัน" (Network Monarchy / Deep State)
- ระบบอุปถัมภ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ "นักการเมืองท้องถิ่น" หรือ "หัวคะแนน" อีกต่อไป แต่ขยายเข้าสู่การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่าง กองทัพ, ระบบราชการชั้นผู้ใหญ่, กลุ่มทุนขนาดใหญ่ และสถาบันตุลาการ
- การจัดอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงต่างๆ (เช่น วปอ., บยส., พตส.) ถูกมองว่าเป็นพื้นที่สร้าง "คอนเนกชัน" และเครือข่ายอุปถัมภ์ยุคใหม่ที่ข้ามสายงาน
- ในยุคทุนนิยม ตรรกะอุปถัมภ์ถูกเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์แบบ "ทุนผูกขาด + รัฐบาล"
- กลุ่มทุนใหญ่สนับสนุนการดำรงอยู่ของผู้มีอำนาจ เพื่อแลกกับการได้กฎหมาย สัมปทาน หรือนโยบายที่เอื้อต่อการผูกขาดทางการค้า (เช่น พลังงาน โทรคมนาคม หรือค้าปลีก) ทำให้เกิดการ "กินค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" (Rent-seeking) ในคราบกฎหมาย
- จากเดิมที่ผู้ใหญ่ต้องใช้ "เงินส่วนตัว" ในการเลี้ยงดูผู้น้อย ในรัฐร่วมสมัย งบประมาณแผ่นดิน โครงสร้างพื้นฐาน หรือนโยบายประชานิยม ถูกนำมาใช้สร้างคะแนนนิยมและผูกขาดฐานเสียง
- สวัสดิการบางประเภทถูกสร้างภาพจำว่าเป็น "ความใจดี/การแจกจ่ายจากผู้มีอำนาจ" มากกว่าจะเป็น "สิทธิอันชอบธรรมที่ประชาชนพึงได้จากภาษี"
- ระบบราชูปถัมภ์ร่วมสมัยใช้ "กฎหมาย" เป็นเครื่องมือปกป้องพวกพ้องและทำลายฝ่ายตรงข้าม (Lawfare)
- การแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระหรือกลไกตรวจสอบ ถูกดึงเข้าสู่ตรรกะอุปถัมภ์เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางกฎหมายให้แก่เครือข่ายอำนาจ
ในรัฐไทยร่วมสมัย ตรรกะแบบ Neopatrimonialism แสดงออกผ่านการซ้อนทับกันระหว่าง โครงสร้างประชาธิปไตยเชิงสถาบัน (การเลือกตั้ง/สภา) กับ ตรรกะระบบอุปถัมภ์แบบดั้งเดิม (ระบบเส้นสาย/ทุนผูกขาด) ซึ่งส่งผลให้การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและการสร้างสวัสดิการถ้วนหน้าที่เท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นได้ยาก