วันจันทร์, มิถุนายน 29, 2569

การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนโดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งขั้นรุนแรง ซึ่งคุกคามโดยตรงต่อกรอบข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่เปราะบางภายใต้บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด





https://x.com/Reuters/status/2071287512065347620
.....

รายละเอียดสำคัญของสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและผลกระทบที่ตามมาในทันที มีดังนี้:

เป้าหมายและความเสียหาย: IRGC อ้างว่าได้โจมตีฐานทัพหลักของสหรัฐฯ 8 แห่ง โดยระบุชื่อฐานทัพอากาศ Ali Al Salem ในคูเวต และฐานทัพเรือของกองเรือที่ 5 (Fifth Fleet) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ท่าเรือ Salman ในบาห์เรนอย่างชัดเจน

คูเวต: กองทัพคูเวตยืนยันว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นภัยคุกคามที่เข้ามาได้สำเร็จ ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธนำวิถี (ballistic missiles) 2 ลูกและโดรนจำนวนมาก โดยรายงานว่าไม่มีผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายต่อฐานทัพของสหรัฐฯ หรือคูเวตในทันที

บาห์เรน: แม้จะมีการเปิดสัญญาณเตือนภัยทางอากาศทั่วประเทศ แต่การโจมตีด้วยโดรนหรือขีปนาวุธของอิหร่านได้สร้างความเสียหายแก่อาคารที่พักอาศัยสูง 8 ชั้นในจังหวัด Muharraq ใกล้กับสนามบินนานาชาติ ส่งผลให้หน้าต่างแตกกระจายและชั้นบนสุดของอาคารพังเสียหาย ทั้งนี้ ไม่มีการรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บ และทางการระบุว่าจุดที่ถูกโจมตีอยู่ห่างจากกองบัญชาการกองเรือที่ 5

ชนวนเหตุแห่งความล้มเหลวของข้อตกลง: การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างแม่นยำของสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินการโดยเครื่องบินขับไล่ของกองทัพเรือและกองทัพอากาศในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน 10 แห่ง ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเฝ้าระวัง ระบบสื่อสาร ระบบป้องกันภัยทางอากาศ คลังเก็บโดรน และขีดความสามารถในการวางทุ่นระเบิด หลังจากกล่าวหาว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการใช้โดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน Kiku ซึ่งชักธงปานามา ในช่องแคบฮอร์มุซ

ข้อพิพาทเรื่องจุดยุทธศาสตร์สำคัญ: เบื้องหลังการปะทะกันด้วยอาวุธในครั้งนี้ คือข้อพิพาทพื้นฐานเกี่ยวกับการกำกับดูแลช่องแคบฮอร์มุซ ในช่วงไม่กี่วันก่อนเกิดการโจมตี กลุ่มความร่วมมือทางทะเลนานาชาติที่นำโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนขยายเส้นทางเดินเรือทางเลือกใกล้กับโอมาน เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่การสัญจรเข้าและออกของเรือ อิหร่านได้คัดค้านเรื่องนี้อย่างรุนแรง โดยนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เตือนว่าการจัดเส้นทางเดินเรือทางเลือกใดๆ ที่หลีกเลี่ยงการกำกับดูแลของอิหร่านถือเป็นการยั่วยุโดยตรง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดในภูมิภาคและทำให้การเปิดช่องแคบอย่างเป็นทางการต้องล่าช้าออกไป

ผลกระทบทางการทูตและถ้อยแถลงตอบโต้: อนาคตของกรอบข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 60 วันกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างหนัก กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) แถลงอย่างเป็นทางการว่าปฏิบัติการล่าสุดของสหรัฐฯ ละเมิดข้อ 1 ของบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด และเตือนว่าการกระทำที่ดำเนินต่อไปจะทำให้กระบวนการทางการทูตทั้งหมด "หยุดชะงักโดยสิ้นเชิง" ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลับปกป้องการโจมตีตอบโต้บนโซเชียลมีเดีย โดยกล่าวหาเตหะรานว่าละเมิดข้อตกลงสันติภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเตือนว่าการยกระดับความขัดแย้งต่อไปจะผลักดันให้สหรัฐฯ "ดำเนินการทางทหารเพื่อปิดฉากภารกิจ" พันธมิตรในภูมิภาค รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และจอร์แดน ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศ ได้ประณามการโจมตีของอิหร่านอย่างรุนแรงว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของรัฐอย่างร้ายแรง ซึ่งเสี่ยงต่อการทำลายช่องทางการทูตที่ได้มาอย่างยากลำบากโดยสิ้นเชิง