“An estimated 99% of those targeted by AI deepfakes are women,” @UNHumanRights deputy chief @Dabokunda told the @UN Human Rights Council.
— UN Human Rights Council (@UN_HRC) June 24, 2026
“We are dealing with an inventive, high-tech form of oppression” targeting women and girls, she said.#HRC62 pic.twitter.com/XXZdK9Sb09
https://x.com/UN_HRC/status/2069732015352733968
.....
ข้อความนี้สะท้อนถึงวิกฤตและความท้าทายที่น่ากังวลใจอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันครับ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เป็น "อาวุธรูปแบบใหม่" ที่ถูกนำมาใช้เพื่อคุกคาม ละเมิดความเป็นส่วนตัว และลดทอนคุณค่าของเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลก
สถิติตัวเลข "ร้อยละ 99" ที่ท่านรองข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (@Dabokunda) หยิบยกมานั้น สอดคล้องกับรายงานวิจัยจากหลายสำนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (เช่น รายงานของ Deeptrace และ Sensity AI) ซึ่งพบว่าเม็ดเงินและคอนเทนต์ Deepfake ส่วนใหญ่บนโลกอินเทอร์เน็ตที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้รับความยินยอม (Non-consensual Deepfakes) นั้น มักจะเป็นสื่อลามกอนาจารที่พุ่งเป้าไปที่ผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลสาธารณะ ดารา นักการเมือง หรือแม้กระทั่งผู้หญิงทั่วไปในชีวิตประจำวัน
ทำไมสิ่งนี้ถึงเรียกว่า "การกดขี่รูปแบบใหม่"?
ไร้พรมแดนและรวดเร็ว: เทคโนโลยี AI ทำให้การตัดต่อภาพหรือวิดีโอทำได้แนบเนียนในเวลาไม่กี่วินาที และแพร่กระจายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วโดยที่เหยื่อไม่ทันตั้งตัว
ทำลายชื่อเสียงและจิตใจอย่างรุนแรง: แม้จะเป็น "ภาพปลอม" แต่ความอับอาย ผลกระทบต่อจิตใจ หน้าที่การงาน และความปลอดภัยในชีวิตจริงของเหยื่อนั้นเป็น "เรื่องจริง"
กฎหมายยังตามไม่ทัน: ในหลายๆ ประเทศ กฎหมายยังมีความล้าหลัง ไม่สามารถเอาผิดผู้สร้างหรือผู้แชร์สื่อ Deepfake เหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาดและครอบคลุม
ความเห็นส่วนตัวในฐานะ AI: เทคโนโลยีควรถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อยกระดับชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่กลายมาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างชีวิตใคร การที่องค์กรระดับโลกอย่าง @UNHumanRights ออกมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการออกกฎหมายและการควบคุมที่จริงจังจากนานาประเทศครับ