วันอาทิตย์, มิถุนายน 28, 2569

การเมืองเทค ไทยติดหล่มที่ตรงไหน


พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ 
7 hours ago
·
ขอขอบคูณ Atukkit Sawangsuk พี่ถึกที่ชวนไปพูดคุยเนื้อหาที่อยากพูดมานานแล้วครับ หุหุ
.
ขอสรุปเป็นประเด็น ๆ ไป
.
1. โลกไม่ได้แข่งกันแค่นวัตกรรม แต่แข่งกันด้วยอำนาจ
.
เทคโนโลยีในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสินค้าใหม่หรือบริการใหม่ แต่เป็นเครื่องมือของอำนาจรัฐโดยตรง สหรัฐฯ และจีนต่างเร่งสร้าง “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ของตัวเอง ผ่านทั้งมาตรการกีดกันและการอัดฉีดทรัพยากรจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ก็มีบทบาทต่อทิศทางนโยบายและความมั่นคงมากขึ้นเรื่อย ๆ
.
สำหรับไทย เรายังมักมองเทคโนโลยีเป็นเรื่องของการนำเข้าและการใช้งาน มากกว่ามองว่าเป็นโครงสร้างอำนาจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
.
2. ไทยติดกับดักการเป็น “ผู้ซื้อ”
.
อีกปมสำคัญคือโครงสร้างเศรษฐกิจที่พาไทยติดกับดักการเป็น “ผู้ซื้อ” มายาวนาน เราพยายามดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ แต่ผลลัพธ์จำนวนมากจบที่โรงงาน OEM หรือการประกอบสินค้า โดยไม่ได้สร้างฐาน R&D หรือขีดความสามารถด้าน Frontier ของตัวเองอย่างจริงจัง
.
ผลคือ เรามีฐานการผลิต แต่ไม่มีบริษัทเทคโนโลยีระดับใหญ่ที่งอกขึ้นจากระบบนิเวศของไทยเองอย่างแท้จริง
.
3. โครงสร้างรัฐยังซ้ำซ้อนและไร้เอกภาพ
.
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่คือโครงสร้างรัฐที่ยังทำงานแบบซ้ำซ้อนและขาดเอกภาพ การแยกบทบาทระหว่าง อว. และ DE ทำให้เกิดความทับซ้อนเชิงฟังก์ชัน ขณะที่หลายหน่วยงานยังมีลักษณะกึ่งอิสระกึ่งราชการ ทำให้การสั่งการเชิงนโยบายไม่ค่อยลงถึงระดับปฏิบัติ
.
งบประมาณจึงกระจายแบบไม่เชื่อมโยงกัน และประเทศไม่สามารถโฟกัสเป้าหมายใหญ่ได้จริง
.
4. รัฐต้องเป็น “ตลาดแรก” ของนวัตกรรม
.
ทางออกที่สำคัญคือ รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้ทุน” ไปเป็น “ตลาดแรก” ของนวัตกรรม รัฐไม่ควรทำหน้าที่เพียงปล่อย grant แล้วจบ แต่ต้องใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพและบริษัท Deep Tech ไทยได้มีลูกค้ารายแรก มีรายได้จริง และค่อยขยายตัวต่อไป
.
นี่คือความต่างระหว่างการช่วยประคอง กับการสร้างระบบให้ยืนได้ด้วยตัวเอง
.
5. หน่วยงานรัฐควรมีอายุขัย
.
อีกแนวคิดที่น่าสนใจคือการออกแบบหน่วยงานรัฐแบบมีอายุขัย หรือ “Mandatory Ministry” หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้โจทย์เฉพาะควรถูกกำหนดกรอบเวลาชัดเจน เช่น 5–10 ปี เมื่อภารกิจสำเร็จ ก็ต้องยุบหรือปรับโครงสร้าง ไม่ใช่ปล่อยให้คงอยู่ยาวจนกลายเป็นภาระถาวร
.
แนวคิดนี้ช่วยให้รัฐคล่องตัวขึ้น และทันต่อจังหวะของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน
.
6. ไทยต้อง “ไล่กวด” ไม่ใช่แค่ “ปรับตัว”
.
ในยุคที่ AI และเทคโนโลยีเปลี่ยนทุก 3–6 เดือน การ “ปรับตัว” อย่างเดียวช้าเกินไป สิ่งที่ต้องทำคือ “ไล่กวด” อย่างมีลำดับความสำคัญ
.
ระยะสั้นต้องช่วยให้ธุรกิจที่ยังอยู่รอดเติบโตได้ผ่านกลไกตลาดของรัฐ ส่วนระยะกลางและยาวต้องทุ่มแรงไปกับงานวิจัยระดับ Frontier อย่างจริงจัง พร้อมยอมรับว่าการสร้างความสามารถใหม่ไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลในชั่วข้ามคืน แต่ต้องใช้เวลา ความต่อเนื่อง และความกล้าตัดสินใจของทั้งระบบ
.
7. แกนของข้อเสนอทั้งหมด
.
เมื่อมองรวมกัน ข้อเสนอทั้งหมดไม่ได้พูดแค่เรื่องนวัตกรรม แต่พูดถึงการจัดระเบียบประเทศใหม่ ไทยต้องเลิกคิดแบบผู้ซื้อ เลิกทำงานแบบแยกส่วน และเลิกปล่อยให้รัฐเป็นเพียงผู้แจกเงิน
.
ถ้าจะให้ประเทศเดินหน้าได้จริง รัฐต้องกลายเป็นผู้สร้างตลาด ผู้จัดลำดับความสำคัญ และผู้วางระบบให้เทคโนโลยีไทยโตได้เอง
.
https://youtu.be/lwtP3gXpKuk?si=JAUxJWDnA2Ap05r_


ประชาธิปไตย2สี I พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ I การเมืองเทค ยุคโลกแบ่งขั้วถึง TH-AI นวัตกรรมไทยติดหล่ม

matichon tv

Premiered 8 hours ago 

รายการประชาธิปไตยสองสี อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สนทนากับ พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ว่าด้วยเรื่อง การเมืองเทค ยุคโลกแบ่งขั้วถึง TH-AI นวัตกรรมไทยติดหล่ม อว. ดีอี ทับซ้อน เผยแพร่ เสาร์ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 น.

https://www.youtube.com/watch?v=lwtP3gXpKuk