วันจันทร์, มิถุนายน 29, 2569

บูม ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ นักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ อาจารย์และพิธีกรรายการโทรทัศน์ เผยมุมมองผู้ใช้รถเมล์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง

https://x.com/ThaiPBS/status/2071223684027814247


Thai PBS
@ThaiPBS

คนขึ้นรถเมล์ = พลเมืองชั้น 2 เมื่อห้างดังไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทุกคน

บูม ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ นักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ อาจารย์และพิธีกรรายการโทรทัศน์ เผยมุมมองผู้ใช้รถเมล์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง ซึ่งเห็นได้จากการออกแบบเส้นทางเดินรถที่เหมือนมีไว้เพียงเพื่อให้มี แต่ไม่ได้เน้นประสิทธิภาพในการให้บริการ หรือ การเข้าถึงพื้นที่เชิงพาณิชย์ในเขตเมือง ซึ่งผู้ใช้รถเมล์ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงอาคาร เมื่อเทียบกับผู้ใช้รถไฟฟ้าหรือรถยนต์ส่วนบุคคล

🗳️ ชวนพูดคุย รีวิวกรุงเทพมหานครกับนักวิชากร พิธีกร และอินฟลูเอนเซอร์มากประสบการณ์กับ #BangkokUnboxed : ปิดหีบเลือกตั้ง ฟังเสียงคนกรุง พร้อมเกาะติดผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา
.....

ประเด็นที่ บูม-ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ (นักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง) และ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ได้ออกมาสะท้อนนั้น ถือเป็นกระจกบานใหญ่ที่ส่องให้เห็นปัญหาโครงสร้างระบบขนส่งสาธารณะไทย โดยเฉพาะคำนิยามที่ว่า "คนใช้รถเมล์ถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง" ซึ่งสามารถสรุปมุมมองและมิติวิเคราะห์ได้ดังนี้ครับ

1. มุมมองจาก อ.ยิ่งศักดิ์: ประสบการณ์ตรงและเสียงสะท้อนจากผู้ใช้จริง

อ.ยิ่งศักดิ์ มักจะหยิบยกเรื่องราวใกล้ตัวและประสบการณ์ตรงมาเล่าด้วยสไตล์ที่ตรงไปตรงมา โดยชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในชีวิตประจำวัน เช่น:

ความยากลำบากในการเข้าถึง: สภาพรถเมล์ที่เก่า ไร้แอร์ หรือระบบความปลอดภัยต่ำในบางสาย

การรอคอยที่ไร้จุดหมาย: ตารางเวลาที่ไม่แน่นอน ป้ายรถเมล์ที่ไม่กันแดดกันฝน ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกเหมือนระบบไม่ได้ออกแบบมาเพื่อดูแลมนุษย์อย่างมีศักดิ์ศรี

การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่: ในบางครั้ง พฤติกรรมการขับขี่หรือการให้บริการของพนักงาน (แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด) ก็ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกว่าตนเองกำลัง "ขออาศัย" มากกว่าการเป็น "ผู้รับบริการ" ที่จ่ายเงินซื้อตั๋ว

2. มุมมองจาก บูม ธาวิต: มิติด้านโครงสร้างและนโยบายการขนส่ง

ในฐานะนักวิชาการอิสระด้านการขนส่ง ธาวิต แสงวีระพันธุ์ศิริ ได้วิเคราะห์ลึกลงไปถึง "ต้นตอ" ของปัญหาที่หล่อหลอมให้เกิดภาวะพลเมืองชั้นสอง ดังนี้:

งบประมาณและการให้ความสำคัญ (Priority): รัฐมักทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างถนนสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ แต่กลับละเลยการอุดหนุน (Subsidy) และพัฒนาโครงข่ายรถเมล์ ทั้งที่รถเมล์เป็นระบบขนส่งที่เข้าถึงคนได้ทุกระดับและประหยัดที่สุด

สิทธิบนท้องถนนที่สูญหาย: รถเมล์ 1 คัน ขนคนได้ 40-80 คน แต่ต้องมาติดแหง็กอยู่บนถนนร่วมกับรถยนต์ส่วนบุคคลที่นั่งมาเพียง 1-2 คน โดยไม่มีช่องทางพิเศษ (Bus Lane) ที่ใช้งานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ: การที่ระบบขนส่งสาธารณะขั้นพื้นฐานมีคุณภาพต่ำ บีบบังคับให้คนที่มีกำลังทรัพย์ต้องหนีไปซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล (เพิ่มหนี้สิน) หรือขึ้นรถไฟฟ้าที่ค่าโดยสารสูงเกินค่าแรงขั้นต่ำ ส่วนคนที่ไม่มีทางเลือกก็ต้องทนใช้รถเมล์ที่ไม่ได้มาตรฐานต่อไป

3. ทำไมถึงเรียกว่า "พลเมืองชั้นสอง"?

คำว่า "พลเมืองชั้นสอง" ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงสถานะทางกฎหมาย แต่หมายถึง "การถูกลดทอนสิทธิและความสะดวกสบายที่ควรได้รับจากสวัสดิการรัฐ"

| มิติการเปรียบเทียบ |

รถยนต์ส่วนบุคคล / รถไฟฟ้าราคาสูง
ความสะดวกสบาย | แอร์เย็น, กำหนดเวลาได้ค่อนข้างแน่นอน

รถเมล์สาธารณะ
ร้อน, ฝุ่น PM2.5, ควันพิษ, คุมเวลาไม่ได้
..

รถยนต์ส่วนบุคคล / รถไฟฟ้าราคาสูง
ความปลอดภัย
มีโครงสร้างป้องกัน, สถานีรถไฟฟ้ามี รปภ. และกล้อง

รถเมล์สาธารณะ
ความปลอดภัย
ป้ายรถเมล์เปลี่ยว, เสี่ยงอุบัติเหตุจากการก้าวขึ้น-ลงรถ
..

การมองเห็นจากภาครัฐ
รถยนต์ส่วนบุคคล / รถไฟฟ้าราคาสูง
ได้รับการจัดสรรพื้นที่ถนนและโครงสร้างพื้นฐานก่อน

รถเมล์สาธารณะ
มักถูกมองว่าเป็นตัวการทำให้รถติด หรือเป็นทางเลือกสุดท้าย

บทสรุป สิ่งที่ทั้งสองท่านพยายามสื่อสาร ไม่ใช่เพียงแค่การตัดพ้อหรือวิจารณ์เพื่อความสนุก แต่เป็นการเรียกร้อง "ความเท่าเทียมในสิทธิการเคลื่อนที่ (Mobility Rights)" เพราะระบบขนส่งสาธารณะที่ดี ไม่ใช่ระบบที่ทำให้คนจนมีเงินไปซื้อรถยนต์ แต่เป็นระบบที่ทำให้ "คนรวยและคนทุกชนชั้นหันมานั่งรถเมล์ร่วมกันได้อย่างภาคภูมิใจ"