วันจันทร์, เมษายน 20, 2569

ย้อนดูคำวินิจฉัยคดีศักดิ์สยาม: 'เส้นทางการเงิน' ที่ศาลรัฐธรรมนูญไล่จนสุดทาง ไม่ได้ดูแค่ชื่อผู้ถือหุ้น แต่ไล่ตรวจสอบธุรกรรมจริงในบัญชี แพ้ “ดุลพินิจ” ป.ป.ช. ได้อย่างไร ?


หมาเฝ้าบ้าน
15 hours ago 
·

ย้อนคำวินิจฉัยคดีศักดิ์สยาม: 'เส้นทางการเงิน' ของศาลรัฐธรรมนูญ พ่ายแพ้ “ดุลพินิจ” ป.ป.ช.?
.
จะเป็นอย่างไรเมื่อไม้บรรทัดของกระบวนการยุติธรรมไทยมีสเกลที่วัดออกมาแล้วไม่เท่ากัน?
.
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 1 ฟันฉับให้ความเป็นรัฐมนตรีของ "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" สิ้นสุดลง
.
จากพฤติการณ์ "ซุกหุ้น-ใช้นอมินี" ใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น วันนั้นสังคมได้เห็น "เส้นทางการเงิน" (Money Trail) ชนิดที่เรียกว่าดิ้นไม่หลุด
.
❏ เส้นเงินที่ศาลไล่จนสุดทาง
.
ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ดูแค่ชื่อผู้ถือหุ้น แต่ไล่ตรวจสอบธุรกรรมจริงในบัญชี และชี้ชัดว่าเงินค่าซื้อหุ้น 119.5 ล้านบาท ที่นายศุภวัฒน์ (นอมินี) อ้างว่าใช้ "เงินสด" มาซื้อกองทุนเพื่อจ่ายเป็นงวด ๆ นั้น ขัดแย้งกับหลักฐานทางบัญชีที่ปรากฏ
.
โดยเฉพาะ เงินงวดที่ 2 (จำนวน 35 ล้านบาท) ที่พบว่าถูกโอนมาจากบัญชีของ "บริษัท ศิลาชัยฯ" เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2560 มีลำดับเวลาที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง
.
• เวลา 15:36 น. เงิน 40 ล้านบาท ถูกโอนออกจากบัญชีของศักดิ์สยาม
• เวลา 15:40 น. เงินดังกล่าวเข้าไปยังบัญชีบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด
• เวลา 15:42 น. บริษัทนี้โอนเงินออก
• เวลา 15:44 น. เงินไปถึงบัญชีของ “นายศุภวัฒน์” ผู้ถูกอ้างว่าเป็นผู้ซื้อหุ้น 35 ล้าน
(สรุปจากคำวินิจฉัยหน้า 37)
.
ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที เงินไหลเป็นทอดจาก “เจ้าของเดิม” ไปถึง “ผู้ซื้อ”
.
ศาลจึงเห็นว่า เส้นทางเงินนี้ เชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่สอดคล้องกับข้ออ้างว่าเป็นเงินของผู้ซื้อเอง
.
❏ ไม่ใช่แค่ 35 ล้าน แต่รวมถึง 40 ล้านที่ไม่มีอยู่จริง
.
ส่วนข้ออ้างเรื่อง "ชำระหนี้เงินกู้เก่า 40 ล้านบาท" ศาลฯ ตรวจสอบพบว่า :
.
• ไม่พบรายการโอนเงิน 40 ล้านบาทตามอ้าง
• ตลอดปี 2558 บัญชีบริษัทไม่มีเงินถึงระดับดังกล่าว
• เอกสารกู้ยืมและคำชี้แจงมีความขัดแย้งกับงบการเงิน
(สรุปจากคำวินิจฉัยหน้า 38-39)

.
ศาลฯ จึงไม่รับฟังคำอธิบายในส่วนนี้ เพราะขาดความน่าเชื่อถือ
.
❏ เงินอีกส่วนที่โยงถึง “ศักดิ์สยาม”
.
ในงวดอื่นศาลฯ ยังพบว่า เงินบางส่วน เช่น 20 ล้าน มีที่มาจากบัญชีของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมี “ศักดิ์สยาม” เป็นผู้นำฝากเงินเข้าระบบ (สรุปจากคำวินิจฉัยหน้า 39)
.
เรียกว่า ข้ออ้างเงินกู้ถูกศาลจับได้ด้วยใบเสร็จการนำฝากว่า แหล่งเงินไม่ได้แยกขาดจากกัน วงจรที่แท้จริงคือ:
.
ศักดิ์สยาม (เอาเงินไปฝากเข้าบัญชีบริษัท) บริษัท (โอนเงินไปให้ศุภวัฒน์ โดยอ้างว่าคืนเงินกู้) 
ศุภวัฒน์ (เอาเงินนั้นไปซื้อกองทุนเพื่อนำมาจ่ายค่าหุ้นให้ศักดิ์สยาม)

.
ตอกย้ำว่าแหล่งเงินไม่ได้แยกขาดจากตัวศักดิ์สยาม
.
❏ ศาลรธน. ชี้ขาด “นิติกรรมอำพราง”
.
เมื่อรวมพยานหลักฐานทั้งหมดดังที่ไล่เรียงข้างต้น ศาลฯ จึงวินิจฉัยว่า การโอนหุ้นในคดีนี้ ไม่ใช่การซื้อขายจริงตามปกติแต่เป็น “นิติกรรมอำพราง” เพื่อให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน
.
❏ แล้วทำไมป.ป.ช. ตัดสินต่าง?
.
กลางเดือนมีนาคม 2569 สังคมเพิ่งมารับรู้ข่าวช็อกว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ ได้มีมติ "ยกคำร้อง" คดีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จของนายศักดิ์สยามไปเงียบ ๆ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 (หรือกว่าครึ่งปีที่แล้ว!)
.
คำถามตัวโต ๆ ที่คาใจคนไทยทั้งประเทศคือ "ป.ป.ช. ใช้น้ำหนักอะไรไปหักล้างเส้นทางการเงินที่ศาลฯ ได้วางข้อเท็จจริงเอาไว้อย่างชัดเจน
.
ป.ป.ช. เปลี่ยนจากการทำนิติกรรมอำพราง เป็นไม่มีเจตนาหรือจงใจแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จจน “เอาผิดไม่ได้” ได้อย่างไร?
.
❏ สมมติฐานที่ยังต้องรอคำชี้แจงจาก ป.ป.ช.
.
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคำชี้แจงจาก ป.ป.ช. อย่างเป็นทางการ เผยแพร่ออกมา สมมติฐานต่อไปนี้จึงเป็นเพียง “กรอบวิเคราะห์” ของผู้เขียนเท่านั้น ว่า ป.ป.ช.อาจจะ :
.
• ตีความเจตนาต่างจากศาล อ้างคดีอาญาจำเป็นต้องมีหลักฐานที่ปราศจากข้อสงสัย
• หรืออาจยึดหลักพิจารณาทรัพย์สิน ณ วันเข้ารับตำแหน่ง
• หรืออาจให้ความสำคัญกับ “รูปแบบนิติกรรม” มากกว่า “พฤติการณ์จริง”
• หรืออาจมีข้อมูลบางอย่างที่ปรากฏต่อป.ป.ช. เพิ่มเติม หักล้างสิ่งที่เคยพิจารณาในชั้นไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ
.
ซึ่งทั้งหมดนี้ยังต้องรอคำอธิบายอย่างเป็นทางการจาก ป.ป.ช.
.
❏ บรรทัดฐานที่ต้องจับตา
.
ประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ผลของคดีนี้ช่วยฟอกขาวให้ใคร แต่คือผลสะเทือนในระยะยาว
.
ถ้า “เส้นทางการเงิน” ที่ศาลฯ ใช้เป็นหลักฐาน ไม่เพียงพอสำหรับ ป.ป.ช.
.
คำถามคือ มาตรฐานการตรวจสอบนักการเมืองไทย กำลังใช้ “ไม้บรรทัดคนละอัน” ใช่หรือไม่?
.
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นคือ ต่อไปนี้นักการเมืองคนไหนอยากซุกหุ้น ทำธุรกิจรับเหมาของรัฐ ก็แค่หาคนขับรถ แม่บ้าน หรือเพื่อนสนิทมาเซ็นรับโอนหุ้นไปก่อนวันรับตำแหน่ง ทำสัญญากู้ยืมเงินปลอม ๆ ไว้สักฉบับ แล้วอ้างว่า "ขาดเจตนาปกปิดเพราะทำเอกสารโอนแล้ว"
.
เพียงเท่านี้ ดาบของ ป.ป.ช. ก็จะกลายเป็นเพียงไม้จิ้มฟันที่ไม่เพียงไม่สามารถเอาผิดใครได้อีกต่อไปเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นไม้จิ้มฟันช่วยเขี่ยสิ่งแปลกปลอมให้อีกด้วย
.
เราคงต้องจับตารอ "เอกสารคำชี้แจงฉบับเต็ม" จาก ป.ป.ช. อย่างใจจดใจจ่อ ว่าจะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายหักล้างเส้นทางการเงินที่ศาลฯ ชี้ขาดว่า “ศักดิ์สยาม” ให้นอมินีถือหุ้นแทน จนต้องหลุดตำแหน่งรมว.คมนาคม
.
หรือสุดท้ายแล้ว องค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อปราบโกงไม่อาจได้รับความเชื่อถืออีกแล้ว เพราะถูกย้อมสีไปแล้ว?
.
อ้างอิงข้อมูลจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ: https://www.constitutionalcourt.or.th/.../article...

https://www.facebook.com/photo?fbid=953619887368052&set=a.146529724743743