.jpg)
อย่าปิดประตูการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติค่อยเป็นค่อยไป
เรื่อง: ธงชัย วินิจจะกูล
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด
11 Feb 2026
101 World
ในขณะที่หลายคนชี้ให้เห็นแล้วว่าประเทศไทยมาถึงจุดใกล้วิกฤตเต็มที ทั้งความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำเกินเยียวยา และมีการใช้อำนาจฉ้อฉลทุจริตในแทบทุกระบบ แถมกระบวนการยุติธรรมก็อ่อนแอจนไม่สามารถช่วยกำกับหรือยับยั้งความเสื่อมถอยได้
วิกฤตขนาดนั้นเกิดขึ้นเพราะการเมืองเละเทะเป็นปัจจัยหนึ่ง เราจึงต้องการการเมืองที่ดีเป็นกุญแจสำคัญในการแก้วิกฤต
แต่ชนชั้นนำเหนือการเมืองกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ ถ้าหากกลัวการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก อย่างน้อยที่สุดก็ควรให้โอกาสแก่การเปลี่ยนแปลงอย่างสันติค่อยเป็นค่อยไป แต่ชนชั้นนำกลับปิดประตูการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติค่อยเป็นค่อยไปซ้ำอีกด้วย
ประการแรก สกัดพรรคประชาชน (ปชน.)
ความพ่ายแพ้ของ ปชน. สะท้อนเสียงคนส่วนใหญ่ก็จริง คงไม่มีใครประณามหรือหาว่าประชาชนที่ตัดสินใจเช่นนั้นเป็นคนโง่หรือเห็นแก่เงิน โหวตเตอร์ตัดสินใจจากสิ่งที่เขารับรู้ เข้าใจ แล้วใช้เหตุผลของตนตัดสินว่าการเมืองควรจะเดินต่อไปอย่างไร จึงจะดีที่สุดสำหรับชีวิตของตน
แต่ดูเหมือนเราคิดว่าการเลือกตั้งในประเทศไทยเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองล้วนๆ กลไกของพลังที่อยู่เหนือการเมือง (ที่เรียกกันว่ารัฐพันลึกหรือรัฐราชการ) นั่งดูอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไร
แทบไม่มีกูรูการเมืองออกมาพูดถึงอีกพรรคการเมืองใหญ่ที่ไม่ปรากฏตัวบนบัตรเลือกตั้ง แต่มีกลไกพร้อมสุดที่จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชนไม่ว่าจะอยู่เขตเมือง นอกเมือง ชนบท รวย จน หรือชนชั้นไหน
นั่นคือ พรรครัฐราชการ
คงไม่ต้องทบทวนว่าพรรครัฐราชการทำอะไรขนาดไหนเพื่อขัดขวาง ปชน. ไม่ให้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 2566 ที่ ‘เซอร์ไพรส์’ ผู้คนทั่วทั้งชุมชนการเมือง แม้จะสกัด ปชน. ได้ด้วยวุฒิสภาตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 เตรียมไว้ให้เป็นอาวุธสุดท้ายของรัฐราชการ แต่กลับยิ่งเพิ่มความชอบธรรมแก่ ปชน. เพิ่มความไม่พอใจให้ผู้คนทั่วไป ในขณะที่กระทบความชอบธรรมของรัฐบาลที่พรรครัฐราชการอยู่เบื้องหลังแต่ต้น
พรรครัฐราชการได้บทเรียนว่าการสกัดไม่ให้ ปชน. ชนะการเลือกตั้งครั้งถัดไปจะต้องดำเนินการแต่เนิ่นๆ
‘เซอร์ไพรส์ 2569’ จึงจะทำลายความชอบธรรมของ ปชน. และทำให้พรรคที่รัฐราชการสนับสนุนชนะแบบโต้แย้งไม่ได้
คำอธิบายทั้งหลายว่าทำไมจึงเกิด ‘เซอร์ไพรส์ 2569’ ไม่ว่า ปชน.ไม่สำเร็จนอกเขตเมือง, พึ่งกระแสมากไป, ใกล้ชิดประชาชนไม่พอ, ประชาชนยังต้องพึงพิงระบบอุปถัมภ์ ฯลฯ ทำให้ยุทธศาสตร์กาส้มสองใบไม่สำเร็จ ในขณะที่ภูมิใจไทยและกล้าธรรมไม่สนใจกระแส ไม่ดีเบต ทุ่มลงไปที่การชิงคะแนนเขต เพราะคะแนนของบัตรสีเขียว แปรเป็นจำนวน สส. ได้มากกว่าคะแนนของโหวตบัตรสีชมพู ฯลฯ …คำอธิบายทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนถูกต้องทั้งนั้น
คำอธิบายอื่นๆ อีกมากถึงยุทธวิธี เทคนิคอีกสารพัด ก็มีส่วนถูกต้องทั้งนั้นเช่นกัน
แต่การสกัดยุทธศาสตร์กาส้มสองใบเป็นอย่างเดียวกับยุทธศาสตร์เน้นคะแนนบัตรสีเขียว (โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรม ซึ่งได้คะแนนจากประชาชนรวมหมดเป็นสัดส่วนไม่สูงนัก แต่แปรเป็นจำนวน สส. มากเกินสัดส่วน) จะทำเช่นนั้นได้ ต้องมีปัจจัยสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งจึงจะสำเร็จได้
นั่นคือ การประสานกันระหว่างพรรคการเมืองซึ่งมีอำนาจครองกระทรวงที่จำเป็น เช่น มหาดไทย เกษตร สาธารณสุข แทบตลอดสองปีกว่านับจากการเลือกตั้ง 2566 กับกลไกรัฐราชการที่ลงลึกทุกหัวระแหงมานานแล้วยิ่งกว่าพรรคการเมืองใดๆ
การเตรียมการนี้เริ่มมานานสองปีกว่าแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะเริ่มเมื่อภูมิใจไทยได้ตั้งรัฐบาล 3-4 เดือนก่อนการเลือกตั้ง 2569
ไม่รู้ว่าพรรคการเมืองได้รับการหนุนช่วยจากกลไกรัฐราชการ หรือรัฐราชการเป็นตัวการแท้จริงโดยมีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนเป็นผู้แสดงนำ
ปชน. จึงไม่ได้ต่อสู้แค่กับพรรคภูมิใจไทยหรืออื่นๆ แต่ต่อสู้กับพรรครัฐราชการ
50 ปีก่อนเคยเกิดเซอร์ไพรส์ทำนองนี้มาแล้ว กล่าวคือหลังจาก ‘เซอร์ไพรส์ 2518’ ส่งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยเข้าสู่สภา 15 ที่นั่งอย่างเกินความคาดหมาย การเลือกตั้งในปีถัดมามีความคาดหวังกันมากว่าพรรคสังคมนิยมฯ จะได้ สส. เพิ่มขึ้น เพราะกระแสสนับสนุนสูงมากยิ่งกว่าครั้งก่อน
แต่กลับกลายเป็น ‘เซอร์ไพรส์ 2519’ พรรคสังคมนิยมฯ พ่ายแพ้ยับเยินเหลือ สส. เพียงสามคน
ในครั้งนั้น รัฐราชการรณรงค์ตลอดนับตั้งแต่หลังการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าว่า สังคมนิยมทุกชนิดคือคอมมิวนิสต์นั่นเอง กลไกรัฐทั้งข่มขู่ทั้งจูงใจก่อนและระหว่างการหาเสียง กระชับการสอดส่องกำกับผู้ลงคะแนนถึงระดับล่างๆ โดย กอ.รมน.มีบทบาทสำคัญ กลไกสำคัญคือหน่วยจัดตั้งระดับชาวบ้านทุกหนแห่งของประเทศไทย โดยมีหน้าฉากเป็นพรรคการเมืองต่างๆ ของฝ่ายขวา
เช่นนี้แล้วจึงไม่น่าแปลกใจเลยถ้าหาก 50 ปีให้หลัง ‘เซอร์ไพรส์ 2569’ จะเป็นผลงานของพรรครัฐราชการเพื่อสกัด ปชน. แถมทำได้อย่างแนบเนียน ไม่โจ่งแจ้ง ให้ดูเหมือนเป็นผลการเลือกตั้งตามปกติที่อำนาจเหนือการเมืองไม่เกี่ยวข้อง
ประการที่สอง ป.ป.ช. ปิดประตูหนทางรัฐสภาเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติค่อยเป็นค่อยไป
การที่ ป.ป.ช. เสนอให้ศาลลงดาบประหารชีวิตทางการเมืองของ 44 คนสำคัญของ ปชน. ไม่ใช่เพียงแค่การตัดกำลังของ ปชน. ให้อ่อนแอลงเท่านั้น แต่เป็นการจำกัดหนทางรัฐสภาว่าจะเสนอกฎหมายอะไรได้และไม่ได้
แทบไม่ต่างกับการปิดประตูเปลี่ยนแปลงผ่านระบบรัฐสภานั่นเอง
ศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้เอา 112 เป็นนโยบาย ไม่ให้รณรงค์สาธารณะ แต่ยังไม่ปิดประตูการเสนอกฎหมายตามกระบวนการในสภา
ป.ป.ช. เสนอให้ศาลอาญาฯ วินิจฉัยว่าแม้แต่การเสนอกฎหมายที่อนุญาตให้ทำได้ในระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ก็สามารถเป็นความผิดเช่นกัน
การบิดเบือนว่าการแก้ไขกฎหมาย 112 เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น เป็นความผิดพลาดที่ศาลรัฐธรรมนูญเริ่มไว้ แต่ ป.ป.ช. กำลังลงล็อกกุญแจอีกชั้น
หมายความว่านับจากนี้ไป ม.112 แตะต้องไม่ได้ แม้แต่ด้วยระบบรัฐสภาตามกระบวนการปกติ จะเป็นมาตราที่แก้ยากยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญใดๆ หรือกระทั่งเป็นกฎหมายพิเศษที่ห้ามแก้ไปตลอดกาล
หากศาลตัดสินตามที่ ป.ป.ช. เสนอ ย่อมเป็นการปิดประตูการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติค่อยเป็นค่อยไปลงสนิท นี่เป็นการกระทำที่ฝืนธรรมชาติและจะทำร้ายระบบกฎหมาย การเมือง และสถาบันพระมหากษัตริย์ในวันข้างหน้า
การลงดาบซ้ำโดย ป.ป.ช. เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเตรียมการมาก่อนการเลือกตั้ง ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร แสดงให้เห็นว่า ชนชั้นนำเหนือระบบการเมืองมิได้ต้องการแค่เพียงสกัด ปชน. ไม่ให้เข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น แต่พวกเขาต้องการปิดประตูการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่มากกว่าลูบหน้าปะจมูกอีกด้วย
ปชน. พยายามผลักดันการเปลี่ยนแปลงค่อยเป็นค่อยไปในตามกระบวนการรัฐสภา ถึงแม้ว่าเขาต้องการเปลี่ยนระดับโครงสร้าง แต่ทุกนโยบายเป็นไปตามระบบรัฐสภา มิใช่เปลี่ยนระบอบการปกครองหรือล้มล้างสถาบันอะไรทั้งสิ้น
แต่ชนชั้นนำรัฐพันลึกของไทยสุดโต่งไปทางขวา จึงมองให้ผู้ที่พยายามเปลี่ยนแปลงค่อยเป็นค่อยไปตามระบอบรัฐสภาเป็นอันตราย และต้องลงโทษอย่างแรง
ผลของการกระทำที่ผิดพลาดเช่นนี้ของชนชั้นนำผู้ครองอำนาจเดิมคืออะไร
กรณีที่ชลบุรีดูเผินๆ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับที่ผมกล่าวมา ดูเผินๆ อาจสะท้อนความผิดหวังอย่างแรงก็แค่นั้น
แต่การไม่รักษาคำพูดของสุจินดากลับบานปลายกลายเป็นเหตุการณ์พฤษภา 2535 ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ผู้มีอำนาจและนักการเมืองกลับคำพูดยิ่งกว่านั้นหลายร้อยเท่า
การลุกฮือของคนที่โกรธต่อความอยุติธรรมของอำนาจรัฐอาจดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลในตัวมันเองหรอก เพราะความสมเหตุสมผลอยู่นอกกรณีหรือตัวเหตุการณ์นั้นๆ
อยู่ในบริบท อยู่ที่ระบบโครงสร้าง อยู่ในกรณีที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนหน้านั้นแล้วไม่มีการปรับตัวหรือตอบสนองจากชนชั้นนำเลย มีแต่การช่วยกันปกปิดปกป้องการกระทำผิดๆ และลงโทษผู้ที่พยายามบอกเตือน
การปะทุของกรณีเล็กๆ เช่นนั้นเป็นตัวแทนของความล้มเหลวที่ใหญ่กว่านั้น เป็นปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนภูเขาเบ้อเริ่มข้างใต้น้ำ
ในกรณีนี้คือ การที่รัฐราชการแทรกแซงบงการการเลือกตั้ง ซึ่งซับซ้อนเกินกว่าใครจะจับได้คาหนังคาเขา คนปกติพยายามเข้าใจหรือหาหลักฐานรูปธรรมยังยากเลย แต่มันจะสะท้อนออกมาผ่านกรณีเล็กๆ ที่บ่งบอกความผิดปกติของการเลือกตั้ง ไม่ว่า กกต. จะผิดจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะดูเสมือนเป็นกรณีการนับคะแนนผิดเฉพาะไม่กี่หน่วยก็ตาม
ถ้าใครบอกว่าไม่มีเหตุผลพอ ต่อสู้กรณีนี้ผิด คนพูดแบบนั้นต่างหากที่ไม่เข้าใจเลยว่ากรณีแบบนี้สะท้อนสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นที่เกิดขึ้นใต้น้ำและเรามองไม่เห็นหรือจับไม่ได้
อย่าคิดว่าความโกรธของมวลชนต้องมีคนยุยงอยู่ข้างหลัง ไม่มีใครอยากเห็นกรณีแบบนี้บานปลายหรอก เพราะไม่มีใครควบคุมได้ ไม่มีใครสั่งซ้ายหันขวาหันได้
แต่กรณีแบบนี้แหละที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด เพราะสาเหตุและความสมเหตุสมผลของมันที่เป็นเชื้อมูลของการปะทุอยู่รอบตัวเราและสั่งสมมานานมากแล้ว
ใครพยายามฉุดรั้งหรือด้อยค่าการปะทุของมวลชนก็ลองดู แต่ผมอยากให้หันมามองดูว่าเชื้อมูลของความโกรธจนปะทุนั้นที่อยู่รอบตัวเราและสั่งสมมานานมากแล้วมากกว่า
การปิดประตูช่องทางเปลี่ยนแปลงสันติค่อยเป็นค่อยไปเพื่อรักษาสถานะเดิมของชนชั้นนำ จึงเป็นความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชนชั้นนำไทย
https://www.the101.world/dont-close-the-door-to-peaceful-change/