
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
5 hours ago
·
“ทุกคนควรได้กำหนดอนาคตตนเอง แม้อยู่ข้างในก็ควรมีสิทธิ”: มุมมองของ “ก้อง” ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่เรียกร้องสิทธิเลือกตั้ง.
.
วันที่ 26 ม.ค. 2569 ที่เรือนจำกลางบางขวาง ทนายความเข้าเยี่ยม “ก้อง” อุกฤษฎ์ สันติประสิทธิ์กุล นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ต้องขังในคดีตามมาตรา 112 จำนวน 2 คดี ซึ่งศาลพิพากษาโทษรวมกัน 7 ปี 30 เดือน (หรือประมาณ 9 ปีครึ่ง) ถึงวันนี้ก้องถูกคุมขังมาเป็นระยะเวลา 718 วัน หรือกว่า 1 ปี 11 เดือน
.
ในช่วงเวลาเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ผู้คนข้างนอกกำลังจะใช้เสียงของตนเลือกรัฐบาลและร่างรัฐธรรมนูญที่จะเขียนอนาคตของทุกคน แต่ก้องและผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ ในเรือนจำ กำลังใช้ชีวิตปราศจากสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดสังคมที่พวกเขาจะยังต้องกลับไปอยู่หลังพ้นโทษ
.
ท่ามกลางการพลาดโอกาสที่จะได้ส่งเสียงของตัวเอง ก้องฝากความหวังถึงข้อเรียกร้องจากการชุมนุมที่ผ่านมา คือเรื่องให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง และฝากข้อความหากมีรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งสั้น ๆ ว่า “อยากให้หาทางออกให้ผู้ต้องขังทางการเมือง ไม่ใช่เรื้อรังอยู่อย่างนี้”
.
ถึงที่สุดสำหรับก้อง ผู้ที่กำลังศึกษากฎหมายแต่กลับถูกกฎหมายจำกัดสิทธิของเขา คำถามที่เขาทิ้งไว้ผ่านบทกลอนยังคงก้องกังวานอยู่ในใจ ทำไมเสียงของเขาจึงไม่เท่ากับเสียงของคนอื่น
____________
ก้องสะท้อนความรู้สึกที่ไม่ได้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งและลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ว่าเสียดายเป็นอย่างมาก ผู้ต้องขังในเรือนจำก็เป็นพลเมืองเหมือนกัน ควรมีสิทธิกำหนดอนาคตของประเทศได้ แต่สำหรับที่เรือนจำบางขวาง เพียงแค่ข่าวสารยังรับรู้ไม่ได้ สำหรับก้องถือเป็นสิ่งที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ในระดับหนึ่ง
.
ก่อนกล่าวด้วยความอัดอั้นตันใจว่า “พอไม่ได้เลือกตั้งอีก ก็เหมือนขาดอิสรภาพในการมีส่วนร่วมกำหนดทางเดินของประเทศไป ซึ่งเป็นสิ่งที่มีผลต่อตัวเราและคนรอบตัว ผู้ต้องขังก็เสียประโยชน์ที่จะได้พรรคที่มีนโยบายช่วยเหลือพวกเขาด้วย”
.
ก้องยืนยันว่าผู้ต้องขังทุกคนควรมีสิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ แม้ครั้งนี้จะผ่านไปโดยที่เขาไม่ได้เลือก แต่การเลือกตั้งครั้งหน้าก็อยากให้ผู้ต้องขังมีสิทธิ อย่างที่กรมราชทัณฑ์บอกว่าพร้อมให้โอกาส แต่กลับไม่เคยให้แม้แต่โอกาสในการรับรู้ข่าวสารของผู้ต้องขังเลย
.
สำหรับการลงประชามติเพื่อทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก้องบอกว่าเขาเห็นชอบให้มีการร่างใหม่ โดยสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญที่เขาอยากเห็น อย่างการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง และการให้มีการกระจายอำนาจไปที่ท้องถิ่นมากขึ้น
.
“อีกอย่างคือสิทธิในการเลือกตั้งของผู้ต้องขัง ทุกคนคือคนเหมือนกัน ควรได้รับโอกาสในการมีชีวิตใหม่ ทุกคนควรได้ร่วมตัดสินชะตาชีวิตตนเอง ว่าอยากอยู่ในประเทศแบบไหน 1 สิทธิ 1 เสียง ก็มากพอที่จะเปลี่ยนประเทศได้” ก้องสะท้อนถึงข้อกำจัดในรัฐธรรมนูญ ที่มิให้ผู้ถูกคุมขังมีสิทธิในการเลือกตั้ง
.
หากมีโอกาสเลือกตั้ง เขาบอกว่าจะดูที่นโยบายของแต่ละพรรคก่อนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและปากท้องที่กำลังเป็นวิกฤตในขณะนี้ “รัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำให้มันดีขึ้นได้เลย ผมอยากให้มันเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ ทำให้คนรากหญ้าลืมตาอ้าปากได้”
.
อันดับสองที่ก้องให้ความสำคัญคือกฎหมายที่ซับซ้อน ไม่มีความชัดเจนมากพอ มีช่องว่างที่เป็นผลเสียกับประชาชน “อยากให้เปรียบเทียบกับกฎหมายสากล นำมาปรับใช้กับบางมาตราที่ล้าหลัง เพื่อคืนความยุติธรรมให้ประชาชน”
.
นอกจากนี้ เขายังอยากให้รัฐบาลใหม่เร่งหาทางออกให้ปัญหาผู้ต้องขังและผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง “ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.นิรโทษกรรมหรืออะไรก็ตามแต่ เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ พวกเราสูญเสียอะไรไปมากมายแล้ว
.
“รัฐบาลทุกยุคพูดว่าจะหาทางออก ให้เกิดความสมานฉันท์ แต่ก็ไม่สามารถทำได้สักที อยากให้ตัดเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองออกไป และให้ประชาชนเป็นแกนหลักสักที” ก้องสะท้อนไว้อีกตอนหนึ่ง ทั้งยังฝากข้อความสั้น ๆ ถึงรัฐบาลชุดอนาคตอีกว่า “อยากให้หาทางออกให้ผู้ต้องขังทางการเมือง ไม่ใช่เรื้อรังอยู่อย่างนี้”
.
กับบทสนทนาเรื่องไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ก้องถอนหายใจยาวก่อนจะบอกว่า นอกจากนี้ยังพลาดหลายอย่างเลย พลาดที่จะส่งเสียงของตัวเองออกไปให้ทุกคนได้รู้ พลาดที่จะได้เรียน พลาดที่จะได้ใช้ชีวิตให้ดีกว่านี้ พลาดที่จะได้เห็นพัฒนาการของหลาน ๆ พลาดโอกาสในการเลี้ยงดูคนในครอบครัว
.
สำหรับก้องพอรวม ๆ กัน ก็กลายเป็นว่าหลังติดคุกมาจะ 2 ปี เขาก็พลาดเกือบทุกอย่าง สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกเจ็บในใจ “เรือนจำทำให้เราโง่ ทำให้โดดเดี่ยว ผมไม่อยากโง่กว่าเดิม อย่างเรื่องเอกสาร ผมก็ไม่ได้เรียกร้องเพื่อตัวเองคนเดียวเท่านั้น แต่เพื่อผู้ต้องขังคนอื่นด้วย การรับรู้ข่าวสารจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้”
.
ก้องยังเล่าถึงความคิดถึงครอบครัวและเพื่อนร่วมงานเสมอ รวมถึงผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ ด้วย “อยากให้กำลังใจทุกคนที่กำลังฝ่าฟันความเฮงซวยข้างนอก หวังว่าการเลือกตั้งและประชามติจะทำให้เราได้อิสรภาพอีกครั้งหนึ่ง”
.
หากวันหนึ่งได้รับอิสรภาพ ก้องบอกว่า “ผมอยากเดินหน้าทางการเมืองต่อ เอาประสบการณ์ที่มีมาใช้พัฒนาประเทศ อยากแบ่งเบาความเดือดร้อนของประชาชน”
.
ท้ายที่สุดหากมีโอกาสพูดกับคนไทยทั้งประเทศที่กำลังจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก้องฝากว่า “การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ชี้ชะตาชีวิตคุณได้โดยตรง อยากให้คำนึงถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม สวัสดิการให้เยอะ ก่อนที่จะกาให้ใครสักคน อยากให้มั่นใจว่าเขาจะทำตามคำพูดได้จริง ว่าเขาจะไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง หวังว่าประชาชนไทยจะตาสว่างว่าการเมืองจริง ๆ เป็นยังไง”
.
ก่อนจากกันก้องยังฝากบทกลอนสั้น ๆ ทิ้งท้าย “หนึ่งเสียงนี้ ของผม ของคนนั้น เท่ากันเหรอ แล้วไฉน เสียงผมนั้น ไม่เท่ากัน”
.
.
Unheard Votes คือ บันทึกการสนทนากับผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังอยู่ในบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไป ช่วงที่ผู้คนนับล้าน ๆ กำลังจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พร้อมกับลงประชามติในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ
แต่สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ อาจผ่านไปเหมือนวันธรรมดา ไม่มีบัตรเลือกตั้ง ไม่มีโอกาสร่วมส่งเสียง มีเพียงการติดตามข่าวจากโทรทัศน์ที่คัดกรองมาแล้ว หรือข่าวสารจากผู้คนที่มาเยี่ยม แต่พวกเขายังคงมีความคิดฝันปรารถนาที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง แม้จะถูกพรากสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศไป
.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1303462728290861&set=a.656922399611567