วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 22, 2569

"เยอรมนี มีเรื่องเล่า" เขียนเรื่อง พรรคประชาชนกับโหวตเตอร์ อยากให้ผู้สนับสนุนพรรคได้อ่าน (หลายคนชมว่าเขียนได้ดี)



เยอรมนี มีเรื่องเล่า
Yesterday
·

ประเด็นที่ 2 ที่นึกขึ้นได้เมื่อวานแต่เป็นคนละเรื่องกับประเด็นแรก เลยขอเขียนแยกโพสต์กัน ประเด็นที่จะเขียนวันนี้ คือ

.

พรรคประชาชนกับผู้สนับสนุนพรรค

.
จากประสบการณ์ที่เห็นการเมืองทั้งไทยและเยอรมันมาระดับหนึ่ง ทำให้ค้นพบว่าการเมือง 2 ประเทศนี้มีความแตกต่างกันพอสมควร แม้จะมีหลายพรรคเหมือนกัน แต่มันแทบไม่เหมือนกันเลย

เยอรมนีมีพรรคการเมืองหลายพรรค ระบบการเมืองไม่สนับสนุนให้มีพรรคการเมืองใหญ่ๆ ยึดครองอำนาจไปพรรคเดียว รัฐบาลส่วนใหญ่จะเป็นรัฐบาลผสมแทบทั้งสิ้น ก็เพื่อให้มีการคานอำนาจ ไม่ให้พรรคใดพรรคหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป เพราะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ว่าการมอบอำนาจให้คนเพียงคนเดียว หรือพรรคเดียวทำให้ไม่สามารถทัดทานอำนาจได้ง่ายและอาจนำพาประเทศไปสู่ความเสียหายอย่างยากจะควบคุม

.
หลายคนอาจจะบอกว่าของไทยก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ประเด็นนี้คือสิ่งที่ผู้เขียนจะขอแย้งเลยค่ะ ของไทยเรามีพรรคการเมืองหลายพรรคก็จริง แต่เป็นการแบ่งแบบพวกพ้อง แบ่งแบบเพื่อต่อรองอำนาจ ในขณะที่พรรคการเมืองเยอรมันแบ่งแยกกันที่แนวคิดทางการเมือง ความเข้มข้นของ political ideology ซึ่งจะส่งผลถึงนโยบายของแต่ละพรรค

.
เยอรมนีมีตั้งแต่ซ้ายสุด ซ้าย ซ้ายกลาง กลางขวา ขวา ขวาสุด ไปจนซ้ายสุดๆ จนมุดใต้ดินมาบรรจบกับขวาสุดก็ยังมี 5555+ คือ มีทุกเฉด ทุกระดับความเข้มข้นให้เลือก ไม่ได้มีแค่พรรคใหญ่ๆ ยังมีพรรคเล็กๆ พรรคทางเลือกที่ไม่ได้ทำการเมืองแบบหวังเป็นพรรคปัดเศษ แต่มุ่งผลักดันนโยบายสิ่งที่ตัวเองสนใจจริงๆ เช่น พรรคเพื่อผู้หญิง พรรคเพื่อสัตว์ ทุกเพื่อมีหมด ไม่พอใจพรรคนี้ ย้ายไปเลือกพรรคโน้นได้โดยไม่ได้ต้องข้ามแนวความคิด ความเชื่อที่ตัวเองมี แค่เจาะกลุ่มเฉพาะเจาะจงลงไป

.
ในขณะที่เมืองไทยไม่ว่าจะมีกี่พรรค แต่ของเราคือขวาหมด กลางขวา จนถึงขวาจัด ไล่เฉดกันอยู่ที่ความเป็นฝ่ายขวา เข้มข้นต่างกันนิดหน่อย คนเลือกจากนโยบายทางเศรษฐกิจของพรรคเอาว่าพรรคไหนดูจะทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้สนใจในมุมของแนวคิดทางการเมือง

.
จนเกิดพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล มาจนพรรคประชาชน เป็นพรรคที่มีความชัดเจนว่าต่างจากพรรคอื่นๆ ทั้งหมดเพราะมีความเป็นฝ่ายซ้าย จนช่วงแรกๆ นี่มีคนออกมาว่าว่าเป็นพวกสุดโต่ง ซ้ายจัด คอมมิวนิสต์ไปโน่นเลย ซึ่งพรรคแบบอนาคตใหม่ ก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน ถ้าอยู่ในเยอรมนี เป็นแค่พรรคกลาง-ซ้ายเท่านั้นเอง ไม่ได้สุดโต่งแต่อย่างใดเลยยยยยยยยยย คือ เป็นแนวพรรค SPD - Bündnis 90/Die Grünen เนี่ยล่ะ เอาจริงยังไม่ซ้ายเท่า Grünen เลยด้วยซ้ำ 5555+

.
ทีนี้พอมีพรรคฝ่ายซ้ายเกิดขึ้น คนที่มีแนวคิดไปทางซ้าย (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว) ก็รู้สึกว่า เออ เนี่ยล่ะคือความหวัง มันพอมีอะไรที่เราจะคาดหวังได้บ้างแล้ว คนที่ชอบวิธีการคิด การมอง การแก้ปัญหาสังคมที่ไปทางซ้าย แม้จะนิดหน่อยก็เริ่มหันมาให้ความสนใจกับพรรค

.
แต่ทีนี้มวลชนฝ่ายซ้ายในไทยไม่ได้มีแค่กลางซ้าย เรายังมีซ้าย จนถึงซ้ายสุดด้วย แต่ทุกคนไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว มองไปพรรคไหนก็ขวาหมด เลยเหลือตัวเลือกอยู่แค่พรรคส้มนี่ล่ะที่พอมีความหวัง ทีนี้ทุกเฉดของซ้ายก็จะอยากให้พรรคเป็นความหวังของตัวเอง อยากให้พรรคเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น เพราะเราคือโหวตเตอร์ของพรรค… ในความเห็นของผู้เขียน ปัญหามันอยู่ตรงนี้ล่ะค่ะ

.

ในเยอรมนี โดยปกติคนเลือก Die Grünen ก็ไม่เลือก SPD หรือ die Linke แม้จะซ้ายเหมือนกัน ส่วนพรรคนั้นทำงานร่วมกันยังไม่ค่อยจะได้เลย 55555+ เพราะทุกพรรคเป็นตัวของตัวเองมาก ไม่มีใครเปลี่ยนแนวคิดหลักของพรรค ถ้าจะร่วมงานกันส่วนใหญ่จะต้องมีจุดร่วมที่ไปด้วยกันได้ สังเกตได้ค่ะว่ารัฐบาลจะวนๆ อยู่ที่พรรคกลางขวา-กลางซ้าย เข้มข้นต่างกันนิดหน่อยเพราะเป็นพรรคมีจุดที่ร่วมกันได้ อะลุ่มอล่วยให้กันได้โดยไม่เสียอุดมการณ์หลักของความเป็นพรรคไป เวลาทำงานในสภาแต่ละพรรคทั้งฝ่ายค้ายและรัฐบาลก็ทำหน้าที่ของตัวเองไปพรรคใครพรรคมัน ไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน เวลาผ่านกฎหมายก็จะผ่านไปตามแนวทางของพรรค ยกเว้นพรรคร่วมรัฐบาลที่จะมีสัญญาการร่วมรัฐบาลเป็นข้อกำหนด อะไรอยู่ในสัญญาก็จะสนับสนุนกัน อะไรมาใหม่อยู่นอกสัญญา ไม่มีสิทธิมาบังคับกัน แล้วแต่พรรคจะพิจารณา

.
มวลชนฝ่ายซ้ายในเยอรมนีเลยมีตัวเลือกให้เลือกเยอะ ไม่พอใจพรรคที่เลือกประจำ อยากสั่งสอนก็อาจจะย้ายไปโหวตพรรคอื่นในฝ่ายซ้ายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่หรือพรรคเล็กๆ ทำได้หมด

ดังนั้น ในเยอรมนีพรรคฝ่ายซ้ายแต่ละพรรคก็จะรักษาแนวทางของพรรคไว้ ประชาชนก็จะเลือกพรรคตามแนวคิดของตัวเอง คือ มันอาจจะไม่ได้ถูกใจทุกอย่าง แต่มันอยู่ในจุดที่ประชาชนยอมรับในนโยบายพรรคได้ ถ้าไม่พอใจก็ย้ายไปโหวตพรรคอื่นแทน

.

ทีนี้มาที่ไทย เรามีประชาชนที่มีแนวคิดค่อนไปทางซ้ายอยู่จำนวนมาก เดาว่าส่วนใหญ่คือกลางซ้าย แต่เราก็มีซ้าย ไปจนซ้ายสุดด้วย แต่พรรคที่เป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้ที่จะได้เป็นตัวแทนของเราในสภาดันมีอยู่พรรคเดียว คือพรรคส้ม

ปัญหามันเลยเกิดขึ้นเยอะระหว่างพรรคกับมวลชน พรรคก็พยายามจะเป็นพรรคของทุกเฉด แต่มันก็ไม่สามารถเป็นไปได้ ขยับระดับความเข้มข้นของเฉดไปทางซ้ายมากหน่อย ขวามากหน่อย ก็จะมีมวลชนด่า เพราะสำหรับคนกลุ่มนั้นรู้สึกว่าพรรคเปลี่ยนไป บางทีเรื่องเดียวกันเจอบางคนบอกทำไมมากไป บางคนบอกยังไม่พอ ก็เพราะผู้สนับสนุนพรรคมีระดับความเข้มข้นของแนวคิดทางการเมืองที่ต่างกันนั่นเอง เหมือนปัญหาประเด็นเดียวกันแต่พรรค SPD-Grünen-Linke เห็นไม่ตรงกัน ด่ากันแทบตาย นั่นล่ะค่ะ ทั้งๆ ที่ซ้ายเหมือนกัน แต่คนละเฉดก็มองเรื่องเดียวกันในมุมและเหตุผลที่ต่างกัน

.
ทางแก้ปัญหานี้ คือ เราต้องมีพรรคฝ่ายซ้ายหลายเฉดมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง การตั้งพรรคในเมืองไทยแล้วจะให้ประสบความสำเร็จระดับมีตัวแทนไปทำงานการเมืองได้นั้นเป็นเรื่องยาก พรรคประชาชนเลยเป็นความหวังเดียวของคนที่มีแนวคิดมาทางซ้ายในไทย

.
ผู้เขียนไม่มีคำแนะนำที่ดีให้กับเรื่องนี้ แต่มีความคิดเห็นส่วนตัวที่อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ หรือไม่ตรงใจใครหลายคนก็ได้ คือ ผู้เขียนว่า

พรรคควรหาตัวเองให้เจอ วางตำแหน่งของพรรคให้ชัดเจนว่าจะซ้ายแค่ไหน ส่วนตัวว่ากลาง-ซ้ายอย่างทุกวันนี้ก็ไม่ผิด เพราะเอาจริงมันจะทำให้คนเลือกพรรคได้จำนวนมาก มีโอกาสเป็นพรรคใหญ่เพราะคนส่วนใหญ่ก็มีความกลางๆ อยู่ไม่น้อย ส่วนนโยบายก็ยังพออะลุ่มอล่วยปรับนโยบายเข้ากับพรรคกลางขวาได้มากกว่า ทำให้สามารถร่วมงานกับพรรคกลางขวาในอนาคตได้ไม่ยาก

.
ส่วนประชาชนที่เลือกพรรคส้ม ก็ต้องบอกว่ามี 2 ทาง คือ

1. ถ้าจะเอาซ้ายกว่านี้ ต้องผลักดัน สนับสนุนให้มีคนสร้างพรรคแบบนั้นขึ้นมา แล้วต้องช่วยเค้าด้วย เพราะเมืองไทยพรรคใหม่เกิดยาก คนไม่ค่อยอดทนอยากให้เกิดปุ๊บโตปั๊บ (เคสพรรคอนาคตใหม่นี่ทุกอย่างอำนวยเลยโตทั้งจังหวะ นโยบาย ความพร้อมของคนทำงาน เลยเกิดได้) แต่เราก็เห็นพรรคฝ่ายซ้ายเล็กๆ ที่เกิดแล้วก็หายไปเพราะคนไม่ได้สนับสนุนต่อเนื่อง ไม่รู้เพราะอะไร แต่ส่วนตัวคิดว่าทุกคนหวังอยากให้พรรคเกิดปุ๊บสำเร็จปั๊บเลย สะดวก ทันใช้กว่า ซึ่งมันไม่ง่ายเลย แม้กระทั่งในเยอรมนี งานการเมืองต้องอาศัยความตั้งใจจริงและทำอย่างต่อเนื่อง มันไม่ง่ายเลยจริงๆ ถ้าอยากได้ต้องสนับสนุนพวกเค้าต่อเนื่องจริงๆ

2. ถ้าคิดว่ารอพรรคใหม่เกิดขึ้นไม่ไหว อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ไม่มีตัวเลือกอื่นนอกจากพรรคส้ม ก็ต้องทำความเข้าใจกับตัวเองว่าบางอย่าง บางเรื่องเราบอกได้ เสนอแนะได้ แต่บังคับพรรคไม่ได้ พรรคเดียวจะให้เข้มข้นเสมอกันทุกเฉดจากกลางไปซ้าย มันเป็นไปไม่ได้เลย

พรรคอาจจะทำเรื่องซ้ายหนักๆ บ้าง ก็อาจจะต้องเข้าใจว่าพรรคก็ไม่อยากทิ้งประชาชนที่ซ้ายกว่าเราแต่ก็สนับสนุนพรรคเหมือนกัน หรือกระทั่งสส. ในพรรค เค้าก็อาจจะซ้ายกว่าเราและเห็นประเด็นต่างๆ ในมุมที่เราไม่เห็น

หรือบางทีพรรคทำอะไรค่อนไปทางขวา ประชาชนที่ซ้ายกว่าก็อาจจะเตือนได้ว่ามันดูเริ่มจะหลุดเฟรมไปทางขวามากเกินไปนะ แต่ไม่ได้แปลว่าพรรคเปลี่ยนไป แต่เพราะทั้งสส.ในพรรคและคนที่สนับสนุนพรรคก็มีคนที่เค้าซ้ายค่อนไปทางกลางมากๆ อยู่ด้วยเหมือนกัน

เราทุกคน คือ คนที่มีระดับความเข้มข้นทางแนวคิดที่ต่างกัน แต่แชร์ความหวังอยู่ร่วมกันที่พรรคเดียว พรรคพยายามจะเสิร์ฟทุกคนให้พอใจ มองในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ค่ะ เราจึงต้องมีจุดที่ compromise กัน

.

ส่วนตัวว่าถ้าจะมี grand compromise มันควรจะเป็นการ compromise ระหว่างพรรคกับมวลชน เอาให้ตกผลึกว่าพรรคจะยืนอยู่ตรงไหนเป็นหลัก อาจจะมีบางครั้งขยับไปซ้ายนิด ขวาหน่อยได้ เป็นระยะที่ยอมรับได้ เอาให้ชัด

แล้วมวลชนก็หาตัวเองให้เจอว่าเราซ้ายแค่ไหน จากนั้นก็ทำความเข้าใจว่าพรรคจะยืนอยู่ตรงจุดนี้ อยากให้พรรคขยับขวามากขึ้น ซ้ายอีกหน่อยก็สื่อสารกัน แต่ต้องยอมรับว่าหลักๆ พรรคมีแนวทางแบบนี้ มันน่าจะทำให้เข้าใจกันได้มากขึ้น รอจนถึงวันที่ประเทศเราหลุดบ่วงประเทศไม่มีวันพัฒนาได้ เราอาจจะมีพรรคครบทุกเฉดความเข้มข้นทางการเมืองให้เราได้เลือกกันตามความสนใจ

.
แต่วันนี้ฝ่ายซ้ายเรามีพรรคตัวแทนที่พอจะส่งไปสู้ได้อยู่แค่พรรคเดียว ทุกการสนับสนุนมีความสำคัญ ไม่ได้บอกว่าต้องสนับสนุนพรรคทุกมูฟ ไม่เห็นด้วยกับพรรคสามารถวิพากษ์ วิจารณ์ แนะนำ ด่า ได้หมด(ถ้าไม่ด่าแบบผิดกฎหมาย) แต่การกระทำที่ส่งผลร้ายต่อพรรค มันคือการตัดหนทางการต่อสู้ตามแนวทางของเราเองด้วย เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่นๆ

เราต่อว่าเพื่อให้พรรคเดินไปอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้พรรคไม่ไขว้เขวได้ แต่เราต้องช่วยดันหลัง เป็นแบ็คให้พรรคด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้พรรคลุยไป ไม่สนับสนุน พลาดมาเรารุมด่าสาดเสียเทเสีย ด่าทุกอย่าง ด่าทุกเรื่อง สุดท้ายถ้าพรรคถอดใจ คนทำงานให้พรรคเลิกทำ เราจะไปเลือกใครเหรอคะ เลิกเลือก นอนหลับทับสิทธิ์เหรอ หรือคิดว่าจะเลือกพรรคที่มีอยู่ในท้องตลาดตอนนี้แทนได้? คิดว่าจะฝากความหวังให้พรรคเหล่านั้นเข้าไปทำอะไรแทนเราได้? ถามจริงว่าเชื่อใจ ทำใจกันได้จริงๆ เหรอ?

.
ผู้เขียนเชื่อว่า ถ้าเรามี political ideology จริงๆ การที่ต้องไปเลือกอะไรที่มันขัดกับความเชื่อ มันทำใจได้ยากค่ะ ดังนั้น นอกจากพรรคต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ในฐานะโหวตเตอร์ในประเทศที่ กกต.บวกเลขไม่เก่งแบบนี้ เราก็ต้องรักษาตัวเลือกของเราไว้ให้ดีที่สุดด้วยค่ะ

.
เยอรมนี มีเรื่องเล่า

https://www.facebook.com/photo?fbid=1347625084077699&set=a.467252262114990