Angkhana Neelapaijit
8 hours ago
·
3 ปี พรบ. ทรมานอุ้มหาย: #ความก้าวหน้าในการติดตามหาผู้สูญหาย หรือ #ความสำเร็จของรัฐในการปิดคดี
สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่หลายหน่วยงานทั้งรัฐและองค์กรเอกชนร่วมกันจัดงานในโอกาสครบ 3 ปี การบังคับใช้ พรบ. ทรมานอุ้มหาย คงจำกันได้ว่าคดีสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งเป็นคดีคนหายคดีแรกที่ถูกนำขึ้นสู่ศาล ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ว่า “ญาติไม่มีสิทธิเป็นโจทก์ร่วมในคดี” เพราะ “ไม่มีหลักฐานว่าสมชายบาดเจ็บจนไม่อาจมาดำเนินการด้วยตนเอง” คดีอุ้มหายจึงไม่มีผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายหายไปแล้ว อีกประการ คือ กฎหมายอาญามีความผิดฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว รวมถึงความผิดฐานฆาตกรรม แต่คดีคนหายไม่ใช่คดีฆาตกรรม เพราะไม่มีศพ เมื่อไม่มีศพจึงไม่มีความผิด คดีสมชายจึงนำมาสู่การแก้กฎหมายให้การบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมที่ไม่มีอายุความ โดยอายุความจะเริ่มนับต่อเมื่อทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหาย
.
ผ่านมา 3 ปี เมื่อวานนี้ (26.02.26) ญาติ ๆ ซึ่งรอคอยความยุติธรรมจากรัฐพากันช็อคกับคำพูดของ ณรงค์ ใจหาญ #กรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่บอกในเวทีเสวนาว่า “กรรมการได้ตรวจสอบกรณีคนหายตามรายชื่อของคณะทำงานคนหาย สหประชาชาติ (UN WGEID) 70-80 ราย (รายงานปี 2025 ระบุจำนวนผู้ถูกบังคับสูญหายในประเทศไทยทั้งสิ้น 77 ราย) ปัจจุบันเหลือเพียง 20 กว่าราย” และเมื่อผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ ถามย้ำถึงจำนวนตัวเลข ก็ได้รับคำตอบว่า อีก 50 กว่าราย พบว่าบางรายยังมีชีวิตอยู่ และบางรายเสียชีวิตไปแล้ว แต่ณรงค์ก็ไม่ได้แจ้งรายละเอียดว่าผู้สูญหาย 50 กว่ารายที่ว่ายังมีชีวิตอยู่ หรือ มีหลักฐานว่าเสียชีวิตแล้วมีใครบ้าง และอีก 20 กว่ารายที่ยังไม่ทราบที่อยู่และชะตากรรม และยังเป็นกรณีที่คณะกรรมการต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนมีใครบ้าง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก เพราะเท่าที่จำได้ จำนวนคนหายในไทยที่บันทึกไว้กับ UN WGEID มีกรณี #พฤษภา35 จำนวน 30 กว่าราย กรณี #คนหายในจชต. อีกประมาณ 30 ราย รวมถึง #ผู้ถูกบังคับสูญหายช่วงสงครามยาเสพติด และกรณี #สมชายนีละไพจิตร รวมทั้งสิ้น 77 ราย แล้วทำไมอยู่ ๆ จึงลดลงเหลือแค่ 20 กว่าราย ดูเหมือนเรื่องนี้จะเป็นผลงานสำคัญของกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการทรมานการบังคับสูญหาย ในโอกาสครบ 3 ปีการบังคับใช้กฎหมายของไทย
.
ในส่วนกรณีวันเฉลิม พี่สาววันเฉลิมได้ถามถึงความคืบหน้าในการติดตามหาตัวน้องชาย ซึ่งอัยการตอบทำนองว่า ยังไม่มีหลักฐานว่ามี จนท รัฐกระทำให้สูญหาย และยังบอกญาติว่า “ถ้ามีหลักฐานให้เอามาให้อัยการ” และส่งท้ายด้วยคำพูดว่า “#คดีนี้ยังมีหวังเมื่อฟ้าเป็นใจ” ในขณะที่ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่พูดถึงความคืบหน้าการสืบสวนคดีทรมานอุ้มหาย เพียงแต่บอกว่า เมื่อมีคนมาร้อง ก็ยังไม่ใช่คดีพิเศษ จะเป็นคดีพิเศษต่อเมื่อมีการสืบสวนแล้วปรากฏชัดว่าเป็นการทรมานหรือสูญหายโดยรัฐจริง ส่วนตัวในฐานะ กมธ. ร่าง พรบ. เห็นว่า DSI น่าจะเข้าใจและตีความกฎหมายไม่ถูกต้องและไม่เป็นคุณกับเหยื่อ เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือให้มีการสืบสวนโดยทันที เมื่อทราบว่ามีการลักพาตัว และญาติไม่รู้ที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหาย เพราะโอกาสในการรอดชีวิตของเหยื่อยังมีสูง แต่เมื่อเวลาผ่านไปโอกาสพบตัวผู้ถูกลักพาตัวจะยิ่งน้อยลง ซึ่งต้องยอมรับว่าอำนาจตามกฎหมายอาญาปกติไม่เพียงพอสำหรับการหาตัวผู้ถูกอุ้มหายจึงจำมีความเป็นต้องใช้ พรบ.คดีพิเศษ
.
สรุป การจัดงาน 3 ปีการบังคับใช้ พรบ ทรมานอุ้มหาย จึงมีคำถามว่าเป็นการจัดงานที่แสดงความสำเร็จของรัฐในการปิดคดีคนหายกว่า 50 กรณีในประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งถ้าใช่ก็ถือเป็นความพ่ายแพ้ของครอบครัวในการเข้าถึงความจริงและความยุติธรรม เพราะระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการที่อ้างว่ากำลังตรวจสอบกรณีการบังคับสูญหาย ญาติและประชาชนทั่วไปไม่เคยทราบวิธีการตรวจสอบและดำเนินการมาก่อน ทั้งที่ กฎหมายระบุหน้าที่ของคณะกรรมการ ในมาตรา 19 (7) ว่า “พิจารณารายงานสถานการณ์เกี่ยวกับการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำให้บุคคลสูญหาย และรายงานผลการดำเนินการประจำปี เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป”
.
งานที่จัดโดย กสม. และองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ถูกวิพากษ์จากญาติที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงาน ญาติบางคนบอกว่า จนท. มีการขอสคริปต์ที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็น เพราะผู้จัดอยากให้งานออกมาในแนวทางสมานฉันท์ ไม่มีการตอบโต้ระหว่าง จนท. กับผู้เสียหาย ทั้งที่ญาติ ๆ อยากทราบความก้าวหน้าในการติดตามผู้สูญหาย อยากทราบที่อยู่และชะตากรรม อยากรู้ตัวผู้กระทำผิด หรืออย่างน้อยอยากทราบว่ารัฐยังมีการติดตามหาตัวคนในครอบครัวเขาหรือไม่ หรือคดีถูกปิดไปแล้ว เหมือนที่ลูกชาย #ทนงโพธิ์อ่าน ถามในเวทีถึงสองครั้งว่า คดีทนงที่ถูกบังคับสูญหายช่วงรัฐบาล รสช. (2534) ยังมีการติดตามหาตัวทนงหรือไม่ ซึ่งจนปิดการเสวนา ก็ยังไม่มีคำตอบจากคณะกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบในการสืบสวนสอบสวน ญาติหลายคนจึงตั้งคำถามว่าจะจัดงานไปทำไม จัดเพื่ออวดองค์กรระหว่างประเทศ หรือเพื่ออวยตัวเองในขณะที่ไม่สนใจเรื่องความยุติธรรมที่ผู้เสียหายควรได้รับ
.
ในฐานะครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหาย จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลกล้าหาญที่จะเชิญคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจของสหประชาชาติ (UN WGEID) เข้ามาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การบังคับสูญหายในประเทศไทยตามคำร้องขอของคณะทำงานเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2011 และเน้นย้ำคำร้องขออีกครั้งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2023 และให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะกรรมการ รวมถึงเปิดเผยชื่อผู้สูญหายที่อ้างว่ายังมีชีวิตอยู่ หรือพบว่าเสียชีวิตแล้ว และเปิดเผยรายชื่อผู้สูญหาย 20 กว่ารายที่ยังไม่ถูกปิดคดีให้ญาติและสาธารณะชนทราบโดยเร็ว เพื่อความโปร่งใส และเพื่อไม่ให้ #คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่ตั้งขึ้นมาตามกฎหมาย ถูกครหาว่า คณะกรรมการ ตาม พรบ.ฉบับนี้ พยายามที่จะปิดคดี มากกว่าจะเต็มใจในการติดตามหาตัวผู้ถูกบังคับสูญหาย
.....
·
3 ปี พรบ. ทรมานอุ้มหาย: #ความก้าวหน้าในการติดตามหาผู้สูญหาย หรือ #ความสำเร็จของรัฐในการปิดคดี
สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่หลายหน่วยงานทั้งรัฐและองค์กรเอกชนร่วมกันจัดงานในโอกาสครบ 3 ปี การบังคับใช้ พรบ. ทรมานอุ้มหาย คงจำกันได้ว่าคดีสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งเป็นคดีคนหายคดีแรกที่ถูกนำขึ้นสู่ศาล ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ว่า “ญาติไม่มีสิทธิเป็นโจทก์ร่วมในคดี” เพราะ “ไม่มีหลักฐานว่าสมชายบาดเจ็บจนไม่อาจมาดำเนินการด้วยตนเอง” คดีอุ้มหายจึงไม่มีผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายหายไปแล้ว อีกประการ คือ กฎหมายอาญามีความผิดฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว รวมถึงความผิดฐานฆาตกรรม แต่คดีคนหายไม่ใช่คดีฆาตกรรม เพราะไม่มีศพ เมื่อไม่มีศพจึงไม่มีความผิด คดีสมชายจึงนำมาสู่การแก้กฎหมายให้การบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมที่ไม่มีอายุความ โดยอายุความจะเริ่มนับต่อเมื่อทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหาย
.
ผ่านมา 3 ปี เมื่อวานนี้ (26.02.26) ญาติ ๆ ซึ่งรอคอยความยุติธรรมจากรัฐพากันช็อคกับคำพูดของ ณรงค์ ใจหาญ #กรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่บอกในเวทีเสวนาว่า “กรรมการได้ตรวจสอบกรณีคนหายตามรายชื่อของคณะทำงานคนหาย สหประชาชาติ (UN WGEID) 70-80 ราย (รายงานปี 2025 ระบุจำนวนผู้ถูกบังคับสูญหายในประเทศไทยทั้งสิ้น 77 ราย) ปัจจุบันเหลือเพียง 20 กว่าราย” และเมื่อผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ ถามย้ำถึงจำนวนตัวเลข ก็ได้รับคำตอบว่า อีก 50 กว่าราย พบว่าบางรายยังมีชีวิตอยู่ และบางรายเสียชีวิตไปแล้ว แต่ณรงค์ก็ไม่ได้แจ้งรายละเอียดว่าผู้สูญหาย 50 กว่ารายที่ว่ายังมีชีวิตอยู่ หรือ มีหลักฐานว่าเสียชีวิตแล้วมีใครบ้าง และอีก 20 กว่ารายที่ยังไม่ทราบที่อยู่และชะตากรรม และยังเป็นกรณีที่คณะกรรมการต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนมีใครบ้าง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก เพราะเท่าที่จำได้ จำนวนคนหายในไทยที่บันทึกไว้กับ UN WGEID มีกรณี #พฤษภา35 จำนวน 30 กว่าราย กรณี #คนหายในจชต. อีกประมาณ 30 ราย รวมถึง #ผู้ถูกบังคับสูญหายช่วงสงครามยาเสพติด และกรณี #สมชายนีละไพจิตร รวมทั้งสิ้น 77 ราย แล้วทำไมอยู่ ๆ จึงลดลงเหลือแค่ 20 กว่าราย ดูเหมือนเรื่องนี้จะเป็นผลงานสำคัญของกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการทรมานการบังคับสูญหาย ในโอกาสครบ 3 ปีการบังคับใช้กฎหมายของไทย
.
ในส่วนกรณีวันเฉลิม พี่สาววันเฉลิมได้ถามถึงความคืบหน้าในการติดตามหาตัวน้องชาย ซึ่งอัยการตอบทำนองว่า ยังไม่มีหลักฐานว่ามี จนท รัฐกระทำให้สูญหาย และยังบอกญาติว่า “ถ้ามีหลักฐานให้เอามาให้อัยการ” และส่งท้ายด้วยคำพูดว่า “#คดีนี้ยังมีหวังเมื่อฟ้าเป็นใจ” ในขณะที่ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่พูดถึงความคืบหน้าการสืบสวนคดีทรมานอุ้มหาย เพียงแต่บอกว่า เมื่อมีคนมาร้อง ก็ยังไม่ใช่คดีพิเศษ จะเป็นคดีพิเศษต่อเมื่อมีการสืบสวนแล้วปรากฏชัดว่าเป็นการทรมานหรือสูญหายโดยรัฐจริง ส่วนตัวในฐานะ กมธ. ร่าง พรบ. เห็นว่า DSI น่าจะเข้าใจและตีความกฎหมายไม่ถูกต้องและไม่เป็นคุณกับเหยื่อ เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือให้มีการสืบสวนโดยทันที เมื่อทราบว่ามีการลักพาตัว และญาติไม่รู้ที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหาย เพราะโอกาสในการรอดชีวิตของเหยื่อยังมีสูง แต่เมื่อเวลาผ่านไปโอกาสพบตัวผู้ถูกลักพาตัวจะยิ่งน้อยลง ซึ่งต้องยอมรับว่าอำนาจตามกฎหมายอาญาปกติไม่เพียงพอสำหรับการหาตัวผู้ถูกอุ้มหายจึงจำมีความเป็นต้องใช้ พรบ.คดีพิเศษ
.
สรุป การจัดงาน 3 ปีการบังคับใช้ พรบ ทรมานอุ้มหาย จึงมีคำถามว่าเป็นการจัดงานที่แสดงความสำเร็จของรัฐในการปิดคดีคนหายกว่า 50 กรณีในประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งถ้าใช่ก็ถือเป็นความพ่ายแพ้ของครอบครัวในการเข้าถึงความจริงและความยุติธรรม เพราะระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการที่อ้างว่ากำลังตรวจสอบกรณีการบังคับสูญหาย ญาติและประชาชนทั่วไปไม่เคยทราบวิธีการตรวจสอบและดำเนินการมาก่อน ทั้งที่ กฎหมายระบุหน้าที่ของคณะกรรมการ ในมาตรา 19 (7) ว่า “พิจารณารายงานสถานการณ์เกี่ยวกับการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำให้บุคคลสูญหาย และรายงานผลการดำเนินการประจำปี เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป”
.
งานที่จัดโดย กสม. และองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ถูกวิพากษ์จากญาติที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงาน ญาติบางคนบอกว่า จนท. มีการขอสคริปต์ที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็น เพราะผู้จัดอยากให้งานออกมาในแนวทางสมานฉันท์ ไม่มีการตอบโต้ระหว่าง จนท. กับผู้เสียหาย ทั้งที่ญาติ ๆ อยากทราบความก้าวหน้าในการติดตามผู้สูญหาย อยากทราบที่อยู่และชะตากรรม อยากรู้ตัวผู้กระทำผิด หรืออย่างน้อยอยากทราบว่ารัฐยังมีการติดตามหาตัวคนในครอบครัวเขาหรือไม่ หรือคดีถูกปิดไปแล้ว เหมือนที่ลูกชาย #ทนงโพธิ์อ่าน ถามในเวทีถึงสองครั้งว่า คดีทนงที่ถูกบังคับสูญหายช่วงรัฐบาล รสช. (2534) ยังมีการติดตามหาตัวทนงหรือไม่ ซึ่งจนปิดการเสวนา ก็ยังไม่มีคำตอบจากคณะกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบในการสืบสวนสอบสวน ญาติหลายคนจึงตั้งคำถามว่าจะจัดงานไปทำไม จัดเพื่ออวดองค์กรระหว่างประเทศ หรือเพื่ออวยตัวเองในขณะที่ไม่สนใจเรื่องความยุติธรรมที่ผู้เสียหายควรได้รับ
.
ในฐานะครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหาย จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลกล้าหาญที่จะเชิญคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจของสหประชาชาติ (UN WGEID) เข้ามาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การบังคับสูญหายในประเทศไทยตามคำร้องขอของคณะทำงานเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2011 และเน้นย้ำคำร้องขออีกครั้งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2023 และให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะกรรมการ รวมถึงเปิดเผยชื่อผู้สูญหายที่อ้างว่ายังมีชีวิตอยู่ หรือพบว่าเสียชีวิตแล้ว และเปิดเผยรายชื่อผู้สูญหาย 20 กว่ารายที่ยังไม่ถูกปิดคดีให้ญาติและสาธารณะชนทราบโดยเร็ว เพื่อความโปร่งใส และเพื่อไม่ให้ #คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่ตั้งขึ้นมาตามกฎหมาย ถูกครหาว่า คณะกรรมการ ตาม พรบ.ฉบับนี้ พยายามที่จะปิดคดี มากกว่าจะเต็มใจในการติดตามหาตัวผู้ถูกบังคับสูญหาย
.....
3 ปี พ.ร.บ.อุ้มหาย แต่การบังคับสูญหายยังไม่มีคดีไหนถึงศาล(25 ก.พ. 69) | ตรงประเด็น
The Active
Feb 25, 2026
พ.ร.บ.อุ้มหาย บังคับใช้ ครบ 3 ปี แอมเนสตี้ฯ ระบุ กฎหมายฉบับนี้ยังมีข้อเสียหลายจุด ข้อหาทรมาน และการอุ้มหาย ยังมีอายุความ 20 ปี หวั่นช่องโหว่นี้ทำคนผิดลอยนวล . ขณะที่การซ้อมทรมานพบรูปแบบเปลี่ยนไป ไม่ทิ้งร่องรอยตามร่างกาย ส่วนกรณีการบังคับสูญหายยังไม่มีคดีไหนถึงชั้นศาล
https://www.youtube.com/watch?v=UWIWMmCym-4