วันอังคาร, มกราคม 27, 2569

ใครอยากเห็นเมืองไทยเปลี่ยนไปในทางที่ชอบ ดูคลิปนี้เด้อ

https://www.facebook.com/watch/?v=1229393355955043
https://www.facebook.com/reel/1229393355955043

กาเห็นชอบประชามติ 69 ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กันนะครับ 🙏 - แมงคาม




 

จากคนอยู่หาดใหญ่ "เบื่อโหนตัวนี้มาก เสร่อสมองมีปัญญาแค่โหนจริงๆ"

https://www.facebook.com/reel/1647185303323159

Atukkit Sawangsuk 
16 hours ago
·
จากพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ มาภูมิใจไทย
ยังโหนเหมือนเดิม
https://www.facebook.com/watch/?v=1647185303323159


วชิราภรณ์ นิรันตราภรณ์ - พรรคประชาชน จ.สงขลา
Yesterday
·
อยากถามไปยัง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอความรู้ค่ะ
เมื่อวานนี้ (24 มกราคม 2569) ในรายการดีเบตที่ คณะนิติศาสตร์ ม.อ. มีการถามคำถามสุดท้ายเกี่ยวกับจุดยืนในการแก้รัฐธรรมนูญ แต่พบว่ามีผู้สมัครสส.ท่านหนึ่ง ได้อ้างถึงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการตอบไม่ตรงคำถาม แสดงถึงความไม่รู้เรื่องและไม่รู้หวันว่ามันคนละกฎหมายกันและไม่เกี่ยวอะไรกับประชามติ) และรณรงค์ว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของประเทศ
ดิฉันมีข้อเรียนถาม 2 ประการค่ะ เป็นการแสดงความห่วงกังวลต่อประเทศชาติจริง ๆ
ประเด็นที่ 1 จากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ว่าการหาเสียงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ถือเป็นสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งห้ามเพราะเข้าข่ายล้มล้งการปกครอง ซึ่งรูปแบบการหาเสียงของนายศาสตรา ศรีปาน ในคลิปดังกล่าว ถือเป็นการใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาหาเสียงหรือไม่ และเข้าข่ายการรณรงค์ปลุกเร้า ยุยงปลุกปั่นหรือเปล่า ทำไมอดีตพรรคก้าวไกลทำไม่ได้ แต่เหตุใดบุคคลนี้ถึงสามารถทำได้อย่างโจ่งแจ้ง
ประเด็นที่ 2 การใช้สถาบันฯ มาหาเสียง โดยการ ใช้ถ้อยคำรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย หรือปลุกระดมให้เกิดความไม่สงบ ถือว่าเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามสำคัญตามระเบียบ กกต. หรือไม่ และการฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การเลือกตั้งฯ หรือไม่ ที่ระบุไว้ว่าห้ามใช้สถาบันพระมหากษัตริย์มาหาเสียง ถ้าเข้าข่าย กกต.จะจัดการกับการประทำเช่นนี้อย่างไร
ด้วยความเคารพค่ะทุกท่าน เราจะปล่อยให้คนดึงสถาบันมาหาเสียงกันแบบนี้โดยให้ข้อมูลที่บิดเบือนกับประชาชนจริง ๆ หรอคะ วอนกกต.ช่วยกันห้ามปราม และรักษากฎระเบียบขององค์กรของตนเองด้วยค่ะ

Narurat Maimai Wannaothong ·
อยู่หาดใหญ่ค่ะ เบื่อโหนตัวนี้มาก เสร่อสมองมีปัญญาแค่โหนจริงๆ

Athita Bua-in
ทำไรไม่เป็น ได้แต่โหน ถถถถถ


พรรคเพื่อไทยยังซู่ซู่อยู่นะครับ - มีคนยืนยันว่า vision การวางนโยบายของเพื่อไทยแม่งโคตรสุด มันไม่ได้มองแค่ว่าวันนี้ต้องทำให้ได้จะเอาให้ดีที่สุดที่เดียว แต่มันบียอนไปมองถึงการวางรากฐานให้มันไปต่อเรื่อยๆ มีช่องว่างให้พัฒนาต่อ 10 ปี 20 ปี - ขณะเดียวกันก็มีคนถาม "ปีไหนค้าา ?"







Atukkit Sawangsuk
12 hours ago
·
พรรคเพื่อไทยยังสู้อยู่ไหม
ซู่ซู่นะครับ
เดี๋ยวจะว่าด้อยค่าดูแคลน
:
เขาเพียงแต่สู้แบบหมอบราบมิดชิด มุดหัวให้มิด
แล้วกระซิบบอกกัน จุ๊จุ๊ อย่าให้อำมาตย์รู้ตัว
เราเดินอ้อมรัดกุม กลับไปตั้งต้นใหม่ขายนโยบายปากท้อง
ห้ามพูดเรื่องทวงความยุติธรรม ไม่พูดแม้กระทั่งทักษิณยิ่งลักษณ์ถูกกระทำ
ใช้ทุกวิธีการเพื่อเอาชนะเลือกตั้ง ดึงบ้านใหญ่เข้าพรรค
พี่น้องเสื้อแดงต้องเข้าใจ แดงปากน้ำต้องเลือกอัศวเหมเพื่อเป้าหมายเดียวกัน
:
อันที่จริงก็ไม่เดือดร้อนอะไร ถ้าซุ่มไปให้ตลอด
ไม่ใช่มาแกว่งปาก อวดตัวเองว่าเดินแนวทางนี้แหละถูกต้อง อาบน้ำร้อนมาก่อน เดินแบบส้มมีแต่ถูกทำลาย
(ตัวเองตายไม่รู้กี่ครั้ง ยังคิดว่า จุ๊จุ๊ เขาไม่รู้)
เห็นพรรคส้มมันพยายามปรับเป็นพรรค mass ปรับบางอย่าง ถูกบ้างผิดบ้าง ก็เย้ยหยัน
ทั้งที่ตัวเองไม่เหลือความชอบธรรม
:
วิถีแบบเพื่อไทยนั้น ทำให้คะแนนเลือกเพื่อไทยลดความหมายจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความยุติธรรม ลงไปซุ่มอยู่กับคะแนนประชานิยม คะแนนบ้านใหญ่อุปถัมภ์
อันนี้เทียบง่ายๆ กับคะแนนเลือกเพื่อไทยปี 54 ที่ชนะล้นหลาม ทุกตะแนนแสดงพลังทวงความยุติธรรมให้มวลชนเสื้อแดง
หรือปี 50 คะแนนที่เลือกพรรคพลังประชาชนคือการแสดงพลังตอบโต้รัฐประหาร
แต่ปี 62,66 มันรวนเรเพราะกรณีไทยรักษาชาติ เพราะความข้องใจว่าจะจับมือลุงเอาทักษิณกลับบ้าน
และมีคู่แข่งอย่างพรรคส้ม ที่ทุกคะแนนมีความหมายกระทุ้งเพดาน
แม้ครั้งนี้เพดานอาจจะลด ไม่โจ่งแจ้ง ชูนโยบายปากท้องมีความสามารถบริหาร ฯลฯ แต่มันก็เป็นการขยายฐาน mass เพื่อวัดใจกับใบอนุญาตที่ 2
:
วิถีจุ๊จุ๊ แบบเพื่อไทย คือการเดินเกมอำนาจโดยไม่สนใจความชอบธรรม
เคยชินกับการเป็นพรรคประชาธิปไตยพรรคเดียว ชนะเลือกตั้งแล้วเอาอำนาจมาไว้ที่ทักษิณ ให้ทักษิณเป็นคนจัดการ เป็นรัฐบาลสร้างเครือข่ายของตัวเอง ทั้งนักการเมือง กลุ่มทุน ข้าราชการ เพื่อต่อรองกับ "อำมาตย์"
ซึ่งก็แพ้เขาทุกครั้ง ไม่เคยเข็ด
:
ปี 66 แพ้พรรคก้าวไกล ก็ยังคิดแบบ "ผู้ใหญ่กับเด็ก" ต้องเอาอำนาจมาไว้กับตัวเองให้ตัวเองกุมการต่อรอง เอาทักษิณกลับบ้านเพื่อมาเป็นศูนย์กลางบริหารเกมอำนาจ ไม่ตระหนักว่าการข้ามขั้วตระบัดสัตย์คือการทำลายความชอบธรรมของตัวเอง ทำลายชัยชนะของประชาธิปไตย ไปเดินเกมต่อรองอำนาจ แบบชักพรมออกจากพื้นใต้ตีนตัวเอง แล้วยังคิดว่าจะไปต่อรองกับเขาได้
:
ครั้งนี้ก็ใช้ภาพยศชนันอำพราง เก่ง ฉลาด ไอเดียเจ๋งๆ ฯลฯ
พร้อมกับกระซิบบอกกัน จุ๊จุ๊ ซุ่มไว้
แต่อดไม่ได้สิน่า ต้องกัดส้มที่สามารถดึง Voters มาแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ โดยไม่ต้องจุ๊จุ๊



ThumbRights ชวนทุกคนมาร่วมย้อนไปในอดีต และดูว่าแต่ละพรรคการเมือง ใคร "เปิด" ใคร "ปิด" ประตูนิรโทษกรรม 112?


ThumbRights
13 hours ago
·
ใคร "เปิด" ใคร "ปิด" ประตูนิรโทษกรรม 112?

ปัจจัยสำหรับตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนในการเลือกตั้งดูได้จากหลากหลายอย่าง เช่น จุดยืนในประเด็นนั้น ๆ, นโยบายที่ได้ประกาศไว้, ใครเป็นผู้สมัคร, และอุดมการณ์ทางการเมือง แต่มีอีกหนึ่งสิ่งที่เราคิดว่าเป็นส่วนสำคัญเช่นเดียวกันสำหรับการที่จะตัดสินใจเลือกพรรคใดก็ตาม นั่นก็คือเรื่องราว การกระทำ ความเห็น และจุดยืนต่อแต่ละเรื่องในอดีต

วันนี้เราจึงอยากชวนทุกคนมาร่วมย้อนไปในอดีต และดูว่าแต่ละพรรคการเมืองต่าง ๆ มีท่าทีอย่างไรบ้างต่อการนิรโทษกรรมคดีการเมืองโดยเฉพาะคดีมาตรา 112 ที่ผ่านมาบ้าง โดยมีรายละเอียดดังนี้

พรรคประชาชน: หนึ่งเดียวในสภาที่เปิดโอกาสให้มีการนิรโทษกรรมคดี 112

พรรคก้าวไกล ซึ่งต่อมาคือพรรคประชาชน ได้แสดงจุดยืนในการผลักดันให้นิรโทษกรรมครอบคลุมถึงคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองอย่างกว้างขวาง โดยได้เสนอร่างกฎหมายของพรรคเข้าสู่สภาตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2566 เนื้อหาของร่างดังกล่าวกำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองว่าคดีใดบ้างที่เข้าข่าย ซึ่งเปิดช่องให้คดีตามมาตรา 112 สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้ หากคณะกรรมการวินิจฉัยว่ามีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ทางพรรคให้เหตุผลว่าการรวมมาตรา 112 เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสลายความขัดแย้งและสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย

พรรคเพื่อไทย: เตะถ่วง แทงกั๊ก

ทางด้านพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตพรรคแกนนำรัฐบาล มีท่าทีที่เน้นความระมัดระวัง โดยแกนนำพรรคอย่างนายชูศักดิ์ ศิรินิล และนายสุทิน คลังแสง ได้แสดงความเห็นว่าเรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนและควรมีการหารือให้ตกผลึกก่อน แทนที่จะเสนอร่างกฎหมายในทันที พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ผลสรุปของการศึกษาโดยคณะกรรมาธิการนี้ก็ไม่ได้มีการสรุปแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการเสนอแนวทาง 3 แนวทางอันได้แก่ 1.ไม่ควรนิรโทษกรรมในมาตรา 110 และ 112 2. เห็นควรนิรโทษกรรม โดยไม่มีเงื่อนไข 3. เห็นควรนิรโทษกรรม แต่มีเงื่อนไข ซึ่งอาจตั้งคณะกรรมการพิจารณาเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ
อย่างไรก็ตามในวันที่ 24 ตุลาคม 2567 เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานของ กมธ. ผลปรากฏว่าสภามีมติ "ไม่เห็นชอบ" กับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการด้วยคะแนน 270 ต่อ 152 เสียงโดยมีพรรคร่วมอย่างภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ และประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนว่าไม่เห็นชอบเนื่องจากไม่ต้องการให้แตะต้องมาตรา 112 ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ยืนยันลงมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าว

พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทย: ยืนหยัดไม่นิรโทษกรรมคดี 112

สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทย มีจุดยืนที่ชัดเจนในการไม่สนับสนุนให้นิรโทษกรรมครอบคลุมถึงความผิดตามมาตรา 112 ธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เคยให้สัมภาษณ์คัดค้านร่างของพรรคก้าวไกลโดยระบุว่ามาตรา 112 เป็นความมั่นคงของประเทศและเชื่อว่าคนไทยทั้งชาติไม่ยอมรับ สอดคล้องกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ได้กล่าวคัดค้านเนื่องจากมองว่ากฎหมายของก้าวไกลมีวาระซ่อนเร้นเพื่อช่วยเหลือแนวร่วมและพรรคจะได้ประโยชน์

โดยพรรครวมไทยสร้างชาติได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ประกบเข้ามาในการพิจารณา ซึ่งระบุข้อยกเว้นไว้ชัดเจนว่าไม่รวมความผิดตามมาตรา 112 ความผิดฐานทุจริต และการทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ โดยโฆษกพรรค ได้แสดงความเห็นคัดค้านร่างของพรรคก้าวไกล โดยมองว่ามาตรา 112 เป็นเรื่องความมั่นคงและไม่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมือง ส่วนพรรคภูมิใจไทยและพรรคครูไทยเพื่อประชาชน (ซึ่งต่อมาย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม) ก็ได้เสนอร่างกฎหมายในทำนองเดียวกัน คือเน้นการนิรโทษกรรมแต่ยกเว้นมาตรา 112

นิรโทษกรรมประชาชนวาระ 1:พรรคประชาชนพรรคเดียวร่วมยืนหยัดนิรโทษกรรม 112

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เมื่อมีการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม 5 ฉบับ ในวาระรับหลักการ ผลการลงมติได้แบ่งแยกจุดยืนของพรรคการเมืองออกเป็นสองฝ่ายอย่างเด็ดขาด
ฝ่ายที่ "ไม่รวม" มาตรา 112 ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยสภามีมติรับหลักการร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยคะแนน 299 ต่อ 0 เสียง (งดออกเสียง 172) , ร่างของพรรคครูไทยเพื่อประชาชน (พรรคกล้าธรรม) 311 ต่อ 0 เสียง และร่างของพรรคภูมิใจไทย 311 ต่อ 3 เสียง ซึ่งร่างเหล่านี้ระบุข้อยกเว้นความผิดตามมาตรา 112 ไว้อย่างชัดเจน
ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายที่ผลักดันให้ "รวม" หรือเปิดช่องสำหรับมาตรา 112 ต้องเผชิญความพ่ายแพ้ ร่างของพรรคก้าวไกล (พรรคประชาชน) ถูกสภาปัดตกด้วยคะแนน ไม่เห็นด้วย 319 เสียง ต่อ เห็นด้วย 147 เสียง และร่างฉบับภาคประชาชนที่เข้าชื่อโดยประชาชน 36,723 คน ก็ไม่ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน ไม่เห็นด้วย 306 เสียง ต่อ เห็นด้วย 149 เสียง

การลงมติในวันดังกล่าวยังเปิดเผยรายละเอียดที่น่าสนใจรายบุคคล ในส่วนของร่างฉบับประชาชนที่ได้รับเสียงสนับสนุน 149 เสียงนั้น มาจากพรรคประชาชนเป็นหลักจำนวน 141 เสียง (มีเพียง น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ ที่ย้ายไปร่วมกับพรรคกล้าธรรม โหวตไม่เห็นด้วย) ร่วมกับนายกัณวีร์ สืบแสง จากพรรคเป็นธรรม 1 เสียง
ภายในพรรคเพื่อไทย มี สส. พรรคเพื่อไทยจำนวน 6 คน ได้แก่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายทศพร เสรีรักษ์, นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายสุธรรม แสงประทุม และนายอดิศร เพียงเกษ ตัดสินใจโหวต "เห็นชอบ" กับร่างฉบับภาคประชาชน ซึ่งแตกต่างจากมติส่วนใหญ่ของพรรคร่วมรัฐบาล

112 จะได้นิรโทษกรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตามสถานการณ์การนิรโทษกรรมมาถึงจุดสะดุดหยุดลงชั่วคราว เมื่อการประกาศยุบสภาส่งผลให้ร่างกฎหมายนิรโทษซึ่งล้วนเป็นร่างที่ "ปิดตาย" ประตูสำหรับคดีมาตรา 112 ต้องถูกแช่แข็งตามกระบวนการทางกฎหมาย

หากย้อนดู "ร่องรอย" การกระทำในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมา เราจะเห็นภาพชัดเจนว่าพรรคการเมืองใดให้นิยามคำว่าความยุติธรรมและเสรีภาพในการแสดงออกไว้อย่างไร พรรคไหนมีความต้องการที่จะช่วยเหลือผู้ต้องขังทางการเมือง หรือผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองบ้าง

การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทนเข้าสภา แต่เป็นการเลือกว่าสังคมไทยจะ "ไปต่อ" กับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับใด หากพรรคที่ยืนหยัดเรื่องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองได้รับชัยชนะ การนิรโทษกรรม 112 อาจถูกหยิบยกขึ้นมาใหม่ แต่หากเสียงส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนแนวทางเดิม กฎหมายนิรโทษกรรมที่จะถูกนำมาปัดฝุ่นก็จะเป็นฉบับที่เว้นวรรคเรื่องมาตรา 112 ต่อไป และคดีการเมืองก็จะไม่ถูกแก้ไขเช่นเดิม

อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.ilaw.or.th/articles/19102
https://www.ilaw.or.th/articles/52169
https://www.ilaw.or.th/articles/53279

#นิรโทษกรรมประชาชน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122252153936184830&set=a.122110046162184830



27 มกรา เจออานนท์-เอกชัย ได้ที่ศาลอาญา ห้อง 903 9.00 น. เป็นต้นไป


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 
Yesterday
·
ขอชวนประชาชนที่สนใจสถานการณ์คดี #มาตรา112 และ #คดีชุมนุมทางการเมือง เข้าร่วมสังเกตการณ์และติดตามการพิจารณาคดีในศาลไปกับเรา ในสัปดาห์นี้ มีนัดฟังคำพิพากษาคดี #ม112 จำนวน 1 คดี นัดสืบพยาน #คดีชุมนุมทางการเมือง จำนวน 1 คดี นัดฟังคำพิพากษา #คดีชุมนุมทางการเมือง จำนวน 1 คดี และนัดพร้อม-สอบคำให้การ #คดีชุมนุมทางการเมือง จำนวน 1 คดี
.
ในสถานการณ์ที่มีจำนวนผู้ต้องขังทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น และสถานการณ์สิทธิการเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงอยู่ในความวิกฤตและน่าเป็นห่วง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ขอเชิญประชาชนทุกท่านร่วมเข้าสังเกตการณ์ และฟังคำพิพากษาในคดี #ม112 และ #คดีชุมนุมทางการเมือง ที่ห้องพิจารณาคดีเพื่อยืนหยัดเจตจำนงค์ของเสรีภาพร่วมกับจำเลย โดยเดินทางไปศาลตามวันที่และเวลาที่ทุกท่านสะดวกในตารางนัดหมายประจำสัปดาห์ของเรา
.
.
ดูตารางนัดหมายคดีทั้งหมดได้ที่ลิงก์ใต้คอมเมนต์
https://tlhr2014.com/archives/80938



https://tlhr2014.com/archives/80938

https://www.facebook.com/photo?fbid=1297721428864991&set=a.656922399611567





ใครอยากเห็นการเลือกตั้งครั้งนี้โปร่งใส ร่วมกันและช่วยกันเป็นอาสาสมัครรายงานความผิดปรกติในวันเลือกตั้งได้ที่ 🗺️ WeCheck: http://wecheck69th.com





https://x.com/bkksnow/status/2015766626105426298


 

ลองจินตนาการดู ถ้าประชามติรัฐธรรมนูญผลออกมา “เห็นชอบให้ร่างใหม่” ไม่ผ่าน อะไรจะเกิดขึ้นบ้างในบ้านเมืองของเรา สิ่งที่จะเกิดขึ้นอาจจะเลวร้ายมาก


Yingcheep Atchanont
January 24
·

เขียนมาลองชวนคิดในมุมนี้บ้างนะครับ ถ้าประชามติรัฐธรรมนูญผลออกมา “ไม่เห็นชอบ” เยอะกว่า แล้วมัน “ไม่ผ่าน” สิ่งที่จะเกิดขึ้นอาจจะเลวร้ายมาก การทุจริตคอร์รัปชั่นมหาศาลกว่าที่เคยเป็นมา ล็อกตายในระบบเดิมแกะยังไงก็ไม่มีทางออก

.
ผมเห็นว่า ที่ผ่านมาฝ่ายที่รณรงค์ให้ “เขียนรัฐธรรมนุญใหม่” เก็บสะสมความรู้ ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ไว้มากมายจนประชาชนเห็นข้อเท็จจริงชัดเจนแล้ว แต่ฝ่ายที่ประกาศว่าจะ “ไม่เห็นชอบ” กับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ล้วนแต่ใช้ “จินตนาการ” ว่าหากประชามติผ่านได้ จะเกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้น เช่น ล้มล้าง ช่วยนักการเมืองโกง ฯลฯ ทั้งที่มันยังไม่เกิด แล้วแนวโน้มก็คือจะไม่เกิดเพราะสว. สีน้ำเงินยังยืนขวางอยู่เต็มๆ เป็นจินตนาการที่ล่องลอยไกลเกินพื้นฐานไปมาก

ผมเลยขอมาลองใช้ “จินตนาการ” บ้างนะครับว่า หากประชามติ “ไม่เห็นชอบ” ชนะหรือได้เยอะมากๆ อะไรจะเกิดขึ้นบ้างในบ้านเมืองของเรา มันเป็นจินตนาการยังไม่ใช่ความจริง แต่เป็นไปได้มากเลยแหละ ถึงประมาณ 90% อ่านดูแล้วคิดเองได้ครับ ว่าผมจินตนาการเกินเลยไปไหม

.

1. สว. เลือกกกต. และกกต. มาปกป้องสว.

คดีการสอบสวน “โกงเลือกสว.” ที่มีสว. อย่างน้อย 138 คนถูกกล่าวหาพร้อมกัน ความคืบหน้าคือยังอยู่ในมือกกต. ชุดสืบสวนที่มีรองเลขาฯ สั่งฟ้องไปแล้ว แต่กกต. ชุดใหญ่สั่ง “เลื่อน” ไปก่อน และภายในเดือนหน้าช่วงปลายๆ เดือน สว. ก็จะลงมติเลือกกกต. ใหม่อีกสองคน คนหนึ่งเป็นอดีตอธิบดีกรมโยธา อีกคนเป็นอดีตอธีบดีกรมขนส่งทางบก โดยก่อนหน้านี้เลือกมาแล้ว 3 คน พวกเขาจะมาแท็กทีมกัน 5 คนจาก 7 คน ในเดือนมีนาคมหรือเมษายน และสั่งว่า “ไม่ฟ้อง” สว. ที่โกงการเลือกเข้ามา

หลังจากนั้นสว. สีน้ำเงินก็จะอยู่อย่างสบายตัว ก็จะใช้อำนาจต่างๆ ของตัวเอง “ขวาง” ทุกเรื่องต่อไป ไม่มีใครถอดถอนเขาได้ แม้ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นสีส้มหรือสีแดง แต่ก็ไม่อาจรื้อคดีสว. กลับมาได้ ถ้าใครไปรื้อขึ้นมาก็จะโดน “สอย” แบบที่ภูมิธรรมและทวี โดนไปแล้วแต่รอดมาก่อน ถ้าคดีถูกกกต. สั่งให้จบไปแล้วรอบหนึ่ง รื้อใหม่ขึ้นมา สงสัยจะไม่รอดอีกแน่ๆ

.
2. สว. เลือกชุดใหม่ยังไงก็ได้พวกเดิม

คนที่เป็นสว. ตอนนี้จะหมดวาระในปี 2572 ภายในปี 2569 พวกเขาก็จะเลือกกกต. ครบชุด 7 คนจากกรมอะไรสักอย่างที่เก่งด้านการก่อสร้างถนน เขาจะกลับมาสมัครใหม่ไม่ได้อีก แต่กฎหมายไม่ได้ห้ามเขาเอาเพื่อนมาสมัคร คราวนี้ทุกอย่างจะฉลุยทางสะดวก ถ้าใครอยากเป็นสว. ก็วิ่งเข้าไปทำตัว “เป็นมิตร” ในทางหลังบ้านและผลประโยชน์ร่วมกับกลุ่มสีน้ำเงินอันนี้ และขอให้สีน้ำเงินสอนว่า ต้องทำยังไงถึงจะได้เป็นสว. ซึ่งพวกเขาทำสำเร็จแบบถล่มทลายมาแล้วครั้งหนึ่ง ถ้าครั้งต่อไปจะถล่มทลายอีกครั้งหรือเหมาหมดเลย 200 ที่นั่งก็คงไม่ยากเกินไป

ครั้งที่แล้วกกต. ยังไม่ถือเป็นพวกเดียวกัน 100% แต่รอบใหม่ในปี 2572 กกต. ทั้ง 7 คน ก็จะมาจากสว. สีน้ำเงิน 100% แบบเป็นคนใกล้ชิดกันเลยทีเดียว ไม่ว่าใครจะลงแข่งในสนามสว. ก็สู้พวกนี้ไม่ได้ เพราะพวกนี้ทำอะไรไม่ต้องระวังตัว ทางสะดวก จะจัดตั้งกันมา นั่งรถมาด้วยกัน จ่ายตอบแทนผลประโยชน์อะไร ก็ทำได้สะดวก ส่วนคู่แข่งขยับตัวอะไรก็โดนกกต. สอยไปหมดได้ วงจรจะเดินไปแบบนี้เรื่อยๆ ต่อให้จะเลือกสว. อีกกี่รอบก็จะเป็นทายาทของคนกลุ่มนี้ที่เป็นมิตรกันเบื้องหลังเรียบร้อยแล้วตลอดไป …. ไม่มีทางออก

.
3. กกต. จะตกต่ำลงไปอีก

แสวง บุญมี อาจจะเกษียณแล้วมีข้าราชการน้ำดีคนอื่นขึ้นมาเป็นเลขาฯ แต่บอร์ด หรือกรรมการกกต. ก็จะมีที่มาจากสว. โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการจัดการเลือกตั้งอะไรเลย พวกเขาจะทำแบบที่เป็นอยู่ คือ ไม่พยายามทำอะไร ปล่อยเลขาฯ และสำนักงานทำเท่าที่เป็นไปได้ ไม่มีความพยายามใหม่ๆ ไม่มีการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหา ไม่มีนโยบายเพื่ออำนวยความสะดวก ไม่มีนวัตกรรมให้ประชาชนไปใช้สิทธิได้มาก

แต่คดีที่มีคำร้องจะสั่งเร็ว เพราะกรรมการมีอำนาจในการสั่งได้ ก็แน่นอนว่า พวกเดียวกันก็สั่งช่วยกันได้ พวกตรงข้ามถ้าคอนเนคชั่นไม่ถึง ก็สั่งฟันได้เร็ว
.
4. ป.ป.ช. จะตกต่ำลงไปอีก

สว. สีน้ำเงิน จะทำหน้าที่เลือกคนใหม่มาเป็นป.ป.ช. ด้วยเช่นกัน แม้ว่าสามคนที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันทุจริตอยู่ในวันนี้จะอยู่ต่อไปหรือไม่ก็ตาม เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจลาออกเอง หรือโดนข้าราชการในสำนักงานขับไล่ หรืออาจมีการยื่นถอดถอนไปที่ศาลฎีกาแล้วมีผู้ไต่สวนอิสระ แล้วถอดถอนได้หรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าพวกเขาออกจากตำแหน่งแล้ว ก็จะสรรหาคนใหม่โดยต้องผ่าน สว. สีน้ำเงินอยู่ดี ดังนั้นถอดถอนได้หรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับ ยังไงคนใหม่ก็จะหาคนที่แตกต่างไปจากเดิมได้ยาก

แน่นอนว่า กรรมการป.ป.ช. ก็จะทำหน้าที่เหมือนกันกับกกต. คือ มีหน้าที่ปกป้องคนที่เลือกเขาเข้ามา ถ้าสายเดียวกันกับสว. สีน้ำเงินทำอะไรไม่ถูกต้อง มีข้อกล่าวหาทุจริต ก็ยากที่จะ “ฟัน” พวกเขาได้ เพราะพวกเขามีที่มาไม่เป็นอิสระแล้ว ไม่ว่าจะชื่ออะไร หน้าตาอย่างไร ก็คาดหวังผลการทำงานได้ต่างกัน

.
5. ศาลรัฐธรรมนูญจะตกต่ำลงไปอีก

เราจะไม่มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นโควต้าผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ เพราะหาไม่ได้ ไม่มีศาสตราจารย์ที่มียางอายอยากจะมาสมัคร และคนที่สมัครก็จะไม่ผ่านคุณสมบัติ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ที่เป็นประธานศาลอยู่ ก็จะเป็นต่อไป ตอนนี้เกินสิบปีแล้วแต่ก็ยังนานกว่านี้ได้อีก และจะอยู่นานจนมีบารมี เนื่องจากเป็นคนมีความรู้จริงด้วยก็จะมีอิทธิพลกว่าตุลการที่ถูกเลือกมาใหม่ๆ จากสายอื่น ส่วนตุลาการสายนิติศาสตร์ อุดมยังอยู่ได้อีกนาน แต่เมื่อหมดวาระแล้วก็จะหาคนใหม่ยากเช่นกัน เพราะคนดีดีไม่สมัคร ถึงสมัครก็ไม่ผ่านสว. ยกเว้นเขาจะหาคนที่เป็นศาตราจารย์ที่เป็นพวกตัวเองได้ ก็จะสืบทอดตำแหน่งต่อๆกันไป

และแน่นอนว่า ศาลรัฐธรรมนูญก็จะทำหน้าที่เดิม คือ การตีความขยายอำนาจตัวเองไปเรื่อยๆ ยุบพรรคการเมืองเมื่อไรก็ได้ ตัดสิทธินายกฯ เมื่อไรก็ได้ ให้เปลี่ยนรัฐบาลเมื่อไรก็ได้ สั่งห้ามเลือกตั้งสสร. สั่งให้ทำประชามติมากมายถึงสามครั้ง นึกจะสั่งอะไรก็สั่งได้หมด ใหญ่ที่สุด และถอดถอนไม่ได้

.
6. เลือกตั้งไปกี่ครั้งก็ไม่มีความหมาย

เนื่องจากกกต. กำลังจะเป็นสีน้ำเงินโดยสมบูรณ์ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นสีน้ำเงินโดยสมบูรณ์ในวันหนึ่ง ป.ป.ช. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิ ศาลปกครอง อัยการสูงสุด กสทช. กฤษฎีกา ฯลฯ ที่ถูกเลือกมาโดยสว. สีน้ำเงินก็จะค่อยๆ แลายเป็นสีนย้ำเงินไปทั้งหมด ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง ถ้าไม่ใช่สีน้ำเงินก็อยู่ได้ไม่นาน เป็นรัฐบาลก็เป็นได้ไม่นาน ถ้าสีน้ำเงินเป็นรัฐบาลเมื่อไรก็คือ อยู่ได้ อยู่ไปตลอด ไม่ว่าจะทุจริต หรือทำผิดอะไร กลไกที่มีอยู่ก็ไม่สามารถเอาออกได้ เพราะเป็นสีน้ำเงินไปหมดแล้ว

การเลือกตั้งจะน่าเบื่อขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ว่าใครชนะการเลือกตั้งก็ไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ หรือเป็นได้ก็ไม่สามารถทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้ คนก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะเชียร์พรรคการเมืองที่ชอบ ไม่มีแรงจูงใจที่จะออกไปใช้สิทธิ เพราะเลือกไปก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี แม้ใจจะอยากให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแต่ก็ไม่กระตือรือร้น คนจะทยอยหมดหวัง การเมืองจะไม่สนุก จืดลงเรื่อยๆ

7. รัฐธรรมนูญก็แก้ไม่ได้

ระบบที่มาสว. ที่เราไม่เห็นด้วยนี้ เมื่อยื่นขอแก้ไขเป็นรายมาตราไป ไม่ว่ากี่ครั้ง สว. สีน้ำเงินก็จะไม่ให้ผ่าน วิธีไม่ให้ผ่านเขาจะไม่บอกว่า ระบบของเขาดีอย่างไร แต่เขาจะบอกว่าไอ้ระบบที่เสนอมาใหม่นั้นมันชั่วร้ายอย่างไร และไม่ว่าเสนอระบบไหนไปกี่ครั้ง เขาจะต้องหาเรื่องติ หาข้อเสียให้ได้ แล้วมันก็จะไม่มีทางแก้ไขได้เลย

เช่นเดียวกัน ที่มากกต. ที่มาป.ป.ช. ที่มาศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้สว. มีอำนาจสูงสุดในการเลือกใครก็ได้ เมื่อยื่นเสนอแก้ไปกี่ครั้งมันก็จะไม่ผ่านอยู่อย่างนี้แหละ โดยวิธีการเดียวกันคือเขาจะบอกว่า วิธีการแบบใหม่ที่เสนอนั้นชั่วร้ายอย่างไร

แถมให้เลย เดาได้ง่ายๆว่า เขาจะพูดด้วยว่า ประชาชนลงประชามติแล้ว ไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ​ ยังไงเขาก็จะไม่โหวตให้ เราก็จะออกจากระบบนี้ไม่ได้

.
จนกว่าประชาชนทนไม่ไหว
แล้วก็ประท้วงใหญ่
มีความสูญเสีย มีรัฐประหาร หรืออะไรก็ไม่รู้
รัฐธรรมนูญถึงจะเปลี่ยนได้
ซึ่งเราไม่ต้องการวันนั้น

มีทางออกเดียว คือ #8กุมภากาเห็นชอบ จะเลือกพรรคอะไรก็ได้ จะเกลียดส้ม เกลียดแดง ก็ได้ แต่ถ้าอยากให้ประเทศไทยไปข้างหน้าได้ ต้องกาเห็นชอบก่อน เปิดประตูบานนี้ไว้ก่อน อย่าให้เขาปิดประตูใส่หน้า แล้วทางข้างหน้าจะจัดทำใหม่อย่างไร แล้วจะผ่านสว. ไหม อะไรจะมีโอกาสเป็นไปได้ อะไรมันก้าวหน้าเกินไปจะไปไม่ได้ ก็ค่อยไปว่ากันในประตูบานถัดๆ ไปครับ นี่เป็นโอกาสเดียวจริงๆ ครับ

ขอให้จินตนาการทั้งหมดนี้ของผม เป็นเรื่องเพ้อฝัน มันไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะประชาชนชาวไทยไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=25987244970879483&set=a.164850830212251



ช่วงนี้เจอคำถามยอดฮิตว่า "ประกันสังคมมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?" คำตอบสั้นๆ จากปากคนที่เข้าไปเห็นไส้ในมาแล้วคือ... "แย่กว่าที่คุณเห็นในข่าวเยอะครับ" สิ่งที่เราเห็นดราม่ากันหน้าสื่อ เป็นแค่ "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้น


Max ธีระชาติ ก่อตระกูล - Max Kortrakul
January 23
·
ช่วงนี้เจอคำถามยอดฮิตว่า "ประกันสังคมมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?" คำตอบสั้นๆ จากปากคนที่เข้าไปเห็นไส้ในมาแล้วคือ... "แย่กว่าที่คุณเห็นในข่าวเยอะครับ" สิ่งที่เราเห็นดราม่ากันหน้าสื่อ เป็นแค่ "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้น

ในฐานะ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ที่ได้เข้าไปนั่งในบอร์ด ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในห้องประชุม (โดยเฉพาะบอร์ดไอที)
ผมบอกได้คำเดียวว่า... "ถ้าคุณรู้เหมือนที่เรารู้ คุณจะโกรธจนตัวสั่น"

โกรธ... ที่เงิน 750 บาทของเรา ถูกมองเป็นของตาย
โกรธ... ที่ความผิดพลาดซ้ำซาก มันดูเหมือน "ตั้งใจ" มากกว่า "เผลอ"
โกรธ... ที่กองทุนฯ ซึ่งควรเป็นหลักประกันชีวิต ดันกลายเป็น "ตู้ ATM ส่วนตัว" ให้คนบางกลุ่มกดเงินไปใช้สบายใจเฉิบ
และเรื่องที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ "ระบบเครือญาติ" ในบอร์ดบริหาร
เก้าอี้แต่ละตัวในประกันสังคม มีคนกลุ่มหนึ่งวนเวียนสลับกันนั่งมานาน... นานจนรากงอก! เรียกได้ว่าที่นี่เค้าอยู่กันเป็นอีโคซิสเต็ม รับเอง ส่งเอง ชงเอง กินเองเสร็จสรรพ

บางคนมากันเป็นแพ็คคู่สามี-ภรรยา
บางคนพามาทั้งพ่อทั้งลูก
วนเวียนอยู่ในอำนาจ ไม่รับผิดชอบความเสียหาย อ้างแต่ว่า "ที่นี่เขาทำกันมาแบบนี้"

ผลลัพธ์คืออะไร?
งบไอทีตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ละลายไป "กว่าหมื่นล้านบาท"
แต่เชื่อไหมครับ... ทุกวันนี้เรายังใช้ระบบเมนเฟรมดึกดำบรรพ์อายุ 34 ปีทำงานอยู่เลย! ทุกวันนี้เราก้มหน้าก้มตาซื้อของที่ประกาศหมดอายุมาแล้ว 21 ปี ด้วยงบประมาณกว่า 270 ล้านบาทต่อปี (แถมยังมีหน้ามาชื่นชมกันเองว่าทำดีแล้ว)

วันนี้พวกผมจะไม่ทน และอยากชวนทุกคน "เลิกทน"
ก้าวแรกของการแก้ปัญหา คือต้องลากไส้คนทำปัญหาออกมาอยู่กลางแสงสว่างพวกผมจึงขอเปิดเผย "รายชื่อบอร์ดต่างๆ" เท่าที่หาได้ ให้เจ้าของเงินตัวจริงอย่างพวกเราได้เห็นหน้าค่าตา
ว่าใครนั่งตรงไหน ใครตัดสินใจอะไรไว้
(ดูรายชื่อได้ในลิงก์คอมเมนต์ครับ ถือว่าเป็น Hall of Fame หรือ Wall of Shame ก็แล้วแต่ผลงานที่เขาทำไว้)

เตือนตัวโตๆ: ตอนนี้กำลังมีคนพยายามจะ "แก้กติกาเลือกตั้ง" แบบพิสดาร เพื่อสกัดกั้นคนนอก และรักษาเก้าอี้ดนตรีนี้ไว้ให้กลุ่มเดิมๆ กินบุฟเฟต์กันต่อ ทางเดียวที่จะหยุดเรื่องบ้าๆ นี้ได้ คือช่วยกันส่งเสียงให้ดังที่สุด อย่าคิดว่า "ช่างมันเถอะ เราทำอะไรไม่ได้" เพราะถ้าเราเงียบ = เรายอมให้เขา "ปล้น" อนาคตเราซึ่งหน้า ถ้าไม่อยากให้เงินทุกบาทที่โดนหักไปสูญเปล่า...
ช่วยกันแชร์โพสต์นี้ออกไป ให้เสียงของเราดังเข้าไปถึงข้างใน ว่าพวกเรารู้ทัน และจะไม่ยอมอีกแล้ว!

#ประกันสังคมก้าวหน้า #OPENsso

ขอเอาโพสจากเฟซส่วนตัวที่เคยโพสไว้แล้วมาเก็บไว้ในเพจนี้ด้วย ถ้าสะดวกจะชวนช่วยกันแชร์อีกซักที เพื่อให้มันเปลี่ยนได้ซักทีครับขอเอาโพสจากเฟซส่วนตัวที่เคยโพสไว้แล้วมาเก็บไว้ในเพจนี้ด้วย ถ้าสะดวกจะชวนช่วยกันแชร์อีกซักที เพื่อให้มันเปลี่ยนได้ซักทีครับ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122110992975183852&set=a.122104339755183852
.....

https://www.facebook.com/reel/2710827692630398




 



อีกเรื่องที่ กองทุนประกันสังคม ควรถูกด่า ถ้าเราลองกางข้อมูล "ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี" ของกองทุนระดับโลกมาเทียบกัน "ทำไมเราได้น้อยจัง?" ถ้าเรายอมจ่ายค่าบริหารจัดการให้มืออาชีพเก่งๆ เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 7-8% คนไทยจะได้ประโยชน์มากกว่าเดิมกี่เท่า?


Pipat Luengnaruemitchai
Yesterday
·
[ดีใจที่คนไทยตื่นตัวเรื่อง "เงินประกันสังคม" ... แต่ก่อนจะด่า ต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังด่าถูกจุดหรือเปล่า?]

เป็นเรื่องน่ายินดีมากครับที่ช่วงนี้สังคมหันมาตั้งคำถามเรื่องผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคม เพราะนี่คือ "เงินออมก้อนใหญ่ที่สุด" ของคนทำงานทุกคน

แต่การจะบอกว่ากองทุนนี้บริหารเก่งหรือไม่เก่ง จะดูแค่ตัวเลขผลตอบแทนบรรทัดสุดท้าย (Absolute Return) ปีต่อปี แล้วเอาไปเทียบกันตรงๆ คงไม่ได้

ถ้าเราลองกางข้อมูล "ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี" ของกองทุนระดับโลกมาเทียบกัน จะเห็นภาพชัดเจนครับ:

• Yale & Harvard Endowment: ~9.2% - 9.5% (ตัวท็อปของโลก)
• CPPIB (แคนาดา): 9.2% (เน้นเชิงรุกสุดๆ)
• Ontario Teachers' Pension Plan: 7.4% (กองทุนต้นแบบอีกกอง)
• Norway GPFG: 7.3% (เน้นหุ้นทั่วโลก)
• NPS (เกาหลีใต้): 5.8%
• ประกันสังคมไทย (Thai SSF): ~3.5%

เห็นตัวเลขแล้วหลายคนอาจจะอยากด่าทันทีว่า "ทำไมเราได้น้อยจัง?"

(ซึ่งก็อาจจะสมควรโดนด่าก็ได้ ผมเองก็กำลังโกรธและอยากด่าออกมาเป็นภาษาสเปน)

แต่ก่อนจะด่า ผมอยากให้เข้าใจนโยบายการลงทุนที่เรียกว่า SAA (Strategic Asset Allocation) และกรอบความเสี่ยงของการลงทุนก่อนครับ เพราะมันคือสิ่งที่กำหนดว่ากองทุนจะไปได้ไกลแค่ไหน (และผมสงสารผู้จัดการกองทุนที่ทำหน้าที่ดีๆ แต่โดนด่ารวมไปหมด เพราะผู้บริหารสำนักงานและผู้กำหนดนโยบาย)

สุดท้ายแล้ว 3% กว่าๆอาจจะไม่ได้แย่ก็ได้ถ้าเราเข้าใจข้อจำกัดของ SAA และ 9% อาจจะเป็นไปไม่ได้เลย ตามนโยบายการลงทุนของเราก็ได้

เพราะ SAA มันคือตัวกำหนดว่าสินทรัพย์ลงทุนของแต่ละกองทุนกระจายไปในแต่ละสินทรัพย์เท่าไร และอย่างไร ซึ่งต้องเปรียบเทียบกัยความเสี่ยงที่เรารับได้เสมอ

และกองทุนแต่ละประเภทมีระยะเวลาในการใช้เงินไม่เหมือนกัน เช่น endowment หรือ pension fund อาจจะมีระยะเวลาใช้เงินยาว กว่ากองทุนประกันสังคมที่มีรายจ่ายจากการประกันสุขภาพและการตกงาน ก็อาจจะรับความเสี่ยงได้มากกว่า

นโยบาย SAA นี้ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการหลายชั้น โดยมีจุดประสงค์ควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน เพราะการลงทุนที่อยากให้ผลตอบแทนสุงๆ มักมากับความผันผวนที่สูงตามไปด้วย (high risk, high return) ซึ่งเป็นจุดสำคัญจุดนึงที่เราควรทบทวนกันด้วย

(แต่อย่าให้เป็น high risk, no return แบบหุ้นไทยสิบปีที่ผ่านมาละกัน)

จะเทียบว่ากองทุนทำผลตอบแทนได้ดีแค่ไหน เราจึงควรเทียบผลตอบแทนแต่ละ asset class กับ benchmark ที่เหมาะสมของมัน และเทียบผลตอบแทนโดยรวมกับผลตอบแทนตามนโยบายการลงทุน

4 เรื่องต้องรู้... ก่อนจะวิจารณ์ผลตอบแทนประกันสังคม

1. กำแพงเรื่อง "ความเสี่ยง" และ "นโยบาย"

แต่ละกองทุนมีโจทย์ต่างกัน ประกันสังคมไทยถูกตั้งกฎเหล็กว่าต้อง "เน้นความปลอดภัย" ทำให้เราลงสินทรัพย์มั่นคง (เช่น พันธบัตร) สูงถึง 70-80%

• ความจริงคือ: ปีที่หุ้นทั่วโลกบวกกระฉูด กองทุนเราอาจจะดู "ขี้เหร่" เพราะมีหุ้นน้อย แต่ปีที่หุ้นตกหนัก กองทุนเราอาจจะ "หล่อ" เพราะติดลบน้อยกว่าชาวบ้านก็ได้

#จุดที่ต้องด่า: อย่าด่าแค่กำไรปีนี้เท่าไหร่ แต่ต้องดูยาวๆ และเทียบกับผลตอบแทน Benchmark (ตัวเทียบ) ของตัวเอง ถ้า Benchmark บอกควรได้ 4% แต่เราทำได้ 2% อันนี้แหละที่ต้องด่าของจริง!

2. แต้มต่อที่นักลงทุนทั่วไป "ไม่มีวันเข้าถึง"

กองทุนอย่าง Yale หรือ Harvard เขาใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่า Illiquidity Premium เขาไม่ต้องรีบใช้เงิน เลยกล้าเอาเงินไปลงใน Private Market (สินทรัพย์นอกตลาด) เช่น:

• Private Equity: เข้าไปเป็นเจ้าของบริษัท Tech ตั้งแต่เริ่มตั้งไข่

• Hedge Fund ระดับโลก: ที่รับเฉพาะมหาเศรษฐีหรือสถาบันการเงินใหญ่ๆ

นี่คือ "จักรวาลการลงทุน" ที่อาจจะให้ผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่าตลาดหุ้นปกติ ซึ่งประกันสังคมไทยที่มีเงินเกือบ 3 ล้านล้านบาท มีอำนาจต่อรองระดับนี้อยู่ในมือ แต่เราอาจจะได้ประโยชน์จากมันน้อยไปหน่อย

3. "Home Bias" โรคกลัวโลกกว้าง

เราเคยติดกับดักความเชื่อเดิมๆ ว่า "ลงทุนในไทยปลอดภัยที่สุด" ทั้งที่จริงการกระจายเงินออกไปทั่วโลกคือการหาโอกาสการเติบโตใหม่ กระจายความเสี่ยง และเผลอๆจะทำให้ความเสี่ยงน้อยกว่าการยึดติดกับตลาดไทยที่มีแต่หุ้นกลุ่มเดิมๆเสียอีก

ช่วงสามสี่ปีมานี้ หลายกองทุนทั่วโลกได้รับประโยชน์จากหุ้นสหรัฐขึ้นอย่างมหาศาล แต่ถ้านโยบายการลงทุนเราจำกัดการลงต่างประเทศ เราก็อาจจะไม่ได้ผลประโยชน์เท่ากับกองทุนอื่นๆที่มีข้อจำกัดน้อยกว่า

จริงๆแล้ว กองทุนขนาดใหญ่บ้านเรา รวมถึงกองทุนประกันสังคมขยายกรอบการลงทุน ตปท อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่หุ้นไทย underperform หุ้น ตปท คิดว่าข้อจำกัดนี้น่าจะค่อยๆหายไปได้

4. ค่าเงิน... กับดักที่มองไม่เห็น

ไปลงทุนนอกอาจจะได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงกว่าบ้านเรา แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงของความผันผวนของค่าเงิน

ถ้าจะป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ทั้งหมด ต้นทุนการ Hedge ก็อาจจะกินกำไรจนหมดสิ้น การบริหารจัดการตรงนี้ไม่ง่าย คือศาสตร์ที่ไม่ง่ายที่ต้องตัดสินใจก่อนการลงทุน

และคนมักจะเห็น after the fact คือด่าปีที่เงินบาทแข็ง และเห็นผลตอบแทนขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือปีไหนบาทอ่อนแล้วเห็นผลขาดทุนจาก hedging ก็อาจจะด่าว่าจะไป hedge ทำไม ทั้งที่เรื่องนี้คาดเดาได้ยากมากๆ

สรุป: แล้วเราควรด่าจุดไหนถึงจะ "ถูกจุด"?
ถ้าจะด่า ต้องด่าที่ "กระบวนการตัดสินใจและวิสัยทัศน์" ครับ!

1. ทำไม SAA ของเราถึงยังขยับช้า? ทั้งที่เรามีเงินมหาศาล เราคือ "ช้าง" ที่ผู้จัดการกองทุนระดับโลกควรจะเดินมาเสนอตัวดูแลแบบหัวกะไดไม่แห้ง แต่ทำไมเรายังเปิดโอกาสให้การลงทุนเจ๋งๆน้อยเกินไปหรือเปล่า?

2. ประสิทธิภาพ vs ค่าธรรมเนียม: เราอาจจะภูมิใจว่าเราบริหารด้วยค่าใช้จ่ายต่ำ แต่เอาเงินค่าบริหารไปใช้เรื่องไร้สาระ อย่างตั๋ว first class ดูงาน เสื้อยืด โครงการ IT ที่โกงกันสะบั้น หรือปฏิทินที่ไม่ได้ช่วยให้ผลตอบแทนดีขึ้นเลย

ถ้าเรายอมจ่ายค่าบริหารจัดการให้มืออาชีพเก่งๆ (เหมือนแคนาดาที่ยอมจ่ายเกือบ 1%) เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 7-8% คนไทยจะได้ประโยชน์มากกว่าเดิมกี่เท่า?

3. ธรรมาภิบาลในการเลือกสินทรัพย์: ในขณะที่กองทุนทั่วโลกเข้าถึงทางเลือกการลงทุนเจ๋งๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือดีลแบบสุดยอด

พอเราจะขยายกรอบการลงทุนนอกตลาด แทนที่จะไปกองทุนระดับโลก แต่เรากลับเอาไปลงในดีลลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ทำให้สังคมต้องขมวดคิ้ว

ต้องสอบสวนให้ได้ว่าทำนโยบายบิดเบี้ยวขนาดนี้ได้อย่างไร

ดีใจนะครับที่ทุกคนช่วยกันเฝ้าดูครับ แต่ต้องเลิกดูแค่ "ตัวเลขกำไร" แล้วเปลี่ยนมาจี้ที่ "นโยบายการจัดสรรสินทรัพย์" "ผลตอบแทนสินทรัพย์แต่ละประเภท" และ "ความเป็นมืออาชีพและธรรมาภิบาล" ของผู้บริหารกองทุน

เพื่อให้เงินของพวกเราทุกคน งอกเงยได้สมศักดิ์ศรีของกองทุนระดับประเทศครับ!
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163771833660700&set=a.38477680699




นโยบายสุ่มแจกเงิน 9 ล้านของพรรคเพื่อไทย หลายคนบอกว่าดี ยกความสำเร็จหวยของไต้หวัน ปัญหาอยู่ในรายละเอียดคือ - ไม่ครอบคลุมและ - เอื้อการเมืองชัดเจน 😅 - ไม่ยั่งยืนและไม่เปลี่ยนพฤติกรรม อาจเพิ่มหนี้รัฐโดยไม่เพิ่มรายได้ภาษีระยะยาว


JRT Investment 
12 hours ago
·
『หวยเพื่อไทย』VS『หวยใบเสร็จไต้หวัน』
พอดีเห็นคนที่คุณเอ็มทะเลาะด้วยพูดประโยคนึงประมาณว่าหวยของไต้หวันประสบความสำเร็จดี เพราะฉะนั้นของเพื่อไทยก็น่าจะดีด้วยเช่นกัน...
ซึ่ง... จริงๆ มันต่างกันนะ....
Uniform Invoice Lottery ของไต้หวันมันผูกกับทุกธุรกรรมจริงๆ ทุกใบเสร็จจากธุรกิจลงทะเบียนมีเลขสุ่ม 8 หลัก.. ลุ้นรางวัลทุก 2 เดือน.. รางวัลเล็กแต่ถี่ (เริ่มจาก 200 NT$ ~ 200 บาท ไปถึง 10 ล้าน NT$ ~ 10 ล้านบาท)
โอกาสชนะสูง ~1 ใน 334 ใบ ทำให้คนรู้สึกเหมือนได้ rebate ภาษีจากการซื้อของปกติ.. ไม่ใช่การพนันใหญ่โตอะไร ผลลัพธ์ที่ได้... ลดเศรษฐกิจนอกระบบ.. เพิ่มรายได้รัฐบาลอย่างสูง.. เพราะทุกคนขอใบเสร็จเพื่อลุ้นกัน ไม่ใช่แค่กลุ่มเฉพาะ..
ของเพื่อไทยผมว่าปัญหาคือ....
- ไม่ครอบคลุมและ optional เกินไป.. แตกต่างจากทางไต้หวันที่บังคับทุกใบเสร็จ.. นโยบายผูกกับ e-receipt ซึ่งผู้ขายเลือกได้ว่าจะเข้าระบบไหม.. ร้านเล็กๆ ตลาดนัด.. หรือธุรกิจนอกระบบที่เป็นปัญหาใหญ่ของไทย 40~45% GDP.. สามารถหลีกเลี่ยงได้ง่ายๆ คนซื้อก็ไม่ลุ้นอะไร สุดท้ายประโยชน์ตกแค่คนที่อยู่ในระบบอยู่แล้วไม่ขยายฐานภาษีจริงจัง (ของเพื่อไทยจริงๆ อาจจะช่วยเล็กน้อยได้ในบางพื้นที่ แต่ก็ยังไม่พอที่จะแก้ปัญหาใหญ่ของภาคนอกระบบเพราะขาดการบังคับ + incentive ที่สมจริงและยั่งยืน แบบไต้หวัน.. ถ้าอยากให้ demand แรงจริงต้องทำให้ทุกธุรกรรมมีโอกาสลุ้นเท่าเทียมไม่แบ่งกลุ่ม + ทำให้ออกใบเสร็จง่ายและเกือบบังคับ... เช่น mandatory e-invoice สำหรับธุรกิจเกินเกณฑ์ + โทษเบาๆ... หรือเปลี่ยนไปใช้ rebate คืนภาษีตรงๆ แบบโปรตุเกสที่คนรู้สึกได้เงินคืนจริงไม่ใช่ลุ้นโชค..
- เอื้อการเมืองชัดเจน .... 9 รางวัลต่อวัน ตรงกับหมายเลขพรรค? แบ่ง 1 สำหรับผู้เสียภาษี, 3 สำหรับผู้สูงอายุ/เกษตรกร/อาสา, 5 สำหรับ e-receipt... ดูเหมือน handout ให้ฐานเสียงมากกว่าปฏิรูประบบ.. มันไม่ fair เหมือนไต้หวันที่ทุกใบเท่ากัน ไม่แบ่งกลุ่มเพื่อซื้อใจใคร
- ไม่ยั่งยืนและไม่เปลี่ยนพฤติกรรม... รางวัลใหญ่แต่หายาก 9 คน/วัน จากประชากร 70 ล้าน?.. ทำให้รู้สึกเหมือน lottery รัฐมากกว่า incentive... ภาษี ไต้หวันเน้นรางวัลบ่อยเพื่อสร้างนิสัยขอใบเสร็จ แต่ของเพื่อไทยอาจกลายเป็น spectacle ชั่วคราว.. ใช้งบปีละ ~3 พันล้าน แต่ impact น้อย.. ไม่แก้โครงสร้างอย่างการตรวจสอบ fraud หรือ technology e-invoice บังคับ..
- มีโอกาสซ้ำรอย flop เหมือน digital wallet ที่สัญญาใหญ่แต่ติดปัญหา..ถ้าคนไม่เห็นผลจริง อาจเพิ่มหนี้รัฐโดยไม่เพิ่มรายได้ภาษีระยะยาว.. ไต้หวันสำเร็จเพราะมัน embedded ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ campaign หาเสียง
แต่ในส่วนของพรรคประชาชนเอง.. ถึงแม้จะคิดแบบ holistic มากกว่า ผสม incentive จริง + ช่วย SME.. และไม่แบ่งกลุ่มเอื้อการเมือง.. แต่.. ก็ยังแย่กว่าไต้หวันในเรื่องความครอบคลุม + ความถี่ของ incentive + การบังคับเบื้องต้น.. โอกาสขยายฐานภาษีจริงจังเลยน้อยกว่า...
ซึ่งผมว่าควรจะทำให้ e-invoice/ใบเสร็จ เป็น mandatory สำหรับธุรกิจเกินเกณฑ์บางระดับ ค่อยๆ เพิ่มเอา.. บวกกับเอารางวัลเล็กแต่บ่อย.. ทุกใบมีลุ้น มีโฏอกาสสูงกว่า.. และบวก rebate อัตโนมัติเข้าไปตรงๆ

https://www.facebook.com/jrt.investment/posts/1464035325730139



หลักฐานมัดแน่นเอาผิดนักการเมือง-ข้าราชการรับสินบน รอดูจะติดคุกมั้ย The Isaan Record ได้หลักฐานจากสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่มีนักการเมือง 2 คนและข้าราชการระดับสูงอีก 5 คน รับสินบนเป็นเงินสดบรรจุในกล่องจากนายหน้าของบริษัทผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในประเทศฟินแลนด์


The Isaan Record
16 hours ago
·
The Isaan Record ได้หลักฐานจากสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่มีนักการเมือง 2 คนและข้าราชการระดับสูงอีก 5 คน รับสินบนเป็นเงินสดบรรจุในกล่องจากนายหน้าของบริษัทผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในประเทศฟินแลนด์ พร้อมบทสนทนาจากแชตไลน์ที่นายหน้านำเงินไปให้อดีต รมว.แรงงาน รวมสินบนกว่า 36 ล้านบาท

ข้อมูลนี้ตรงกับที่สื่อฟินแลนด์ได้ข้อมูลระหว่างที่อัยการให้ข้อมูลในศาลคดีค้ามนุษย์ว่า นายหน้าชาวไทยแอบเก็บเงินคนละ 2,000 บาทจากแรงงานเป็นค่าเอกสารออกนอกประเทศจากกระทรวงแรงงาน

แม้ตอนนี้ในฟินแลนด์จะมีการฟ้องร้องบุคคลที่หลอกใช้แรงงานจากอีสานในคดีค้ามนุษย์ แต่ในประเทศไทยกลับไม่มีการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องแม้แต่คนเดียว ในขณะที่แรงงานที่ถูกหลอกยังคงเผชิญกับภาวะหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมเงินเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อไปเก็บเบอร์รี่ป่า

อ่าน - เปิดหลักฐานจากสำนวนดีเอสไอ คดีนักการเมืองรับสินบน 36 ล้าน เห็นชัดรับเงิน บ.เบอร์รี่ฟินแลนด์ https://theisaanrecord.co/.../politicians-took-bribe.../

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1394435662723574&set=a.621847056649109



คนทำดี ไม่ได้ดีย์ - สรุปประเด็น #หมอสุภัทร ตั้งแต่ช่วงโควิด จนถึงมีมติไล่ออกจากราชการ


ตุ๊ดส์review
16 hours ago
·
สรุปประเด็น #หมอสุภัทร
ตั้งแต่ช่วงโควิด จนถึงมีมติไล่ออกจากราชการ

1) สถานการณ์ตอนนั้น กรุงเทพฯ วิกฤติมาก แต่ที่สงขลาไม่ได้เป็นพื้นที่ระบาด ก็เลยมีการตั้งคำถามว่า ทำงานเป็นหมออยู่ในต่างจังหวัดก็ดีอยู่แล้ว อยู่เฉยๆ จะไปเดือดร้อน ไปทุกข์ร้อนกับคนกรุงเทพฯ เขาทำไม พื้นที่ “อ.จะนะ” จ.สงขลา ตอนนั้น ก็ไม่ใช่พื้นที่แพร่ระบาดสูง แล้ว “นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ผู้อำนาวยการโรงพยาบาลจะนะ (ตอนนั้น) กับพวกแพทย์ชนบท เข้ากรุงเทพฯ มาทำไม?

2) ช่วง เม.ย. 2564 สิ่งที่เกิดขึ้น คือ “กรุงเทพฯ” พบผู้ติดโควิด “สูงสุดเป็น อันดับ 1” สูงสุดในประเทศ พบผู้เสียชีวิตและผู้มีอาการหนักเพิ่มขึ้น จากสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดได้เร็ว และทรุดเร็วมาก

3) ถ้าพอจำกันได้ วิกฤตคนกรุงเทพฯ ณ ตอนนั้น คือ ปัญหาอุปกรณ์ ชุดตรวจโควิด-19 แบบรู้ผลด่วนใน 30 นาที ขาดแคลน, ชุดตรวจ ATK ที่ประชาชนต้องไปหาซื้อหาเองราคาพุ่งอีก 2-3 เท่า (เพราะแทบจะไม่มีการควบคุมจากหน่วยงานของรัฐบาล) ส่วนการตรวจ แบบ RT-PCR (ที่รู้ผลภายใน 24 ชั่วโมง) ที่ทำได้เฉพาะในโรงพยาบาล เกิดปัญหาผู้ป่วยล้นคิว และวิกฤตเตียงโควิดขาดแคลนอย่างหนัก

4) ทำให้เกิดพลังอาสา “ทีมชมรมแพทย์ชนบท” ประเมินความเสี่ยงว่า “เมืองหลวง” รับมือไม่ไหว จึงช่วยระดมพลังกันมี หมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.นะจะ จ.สงขลา (ในขณะนั้น) ในฐานะ ประธานชมรมแพทย์ชนบท ภายใต้ปฏิบัติการ #แพทย์ชนบทบุกกรุง โดยลักษณะการทำงานช่วงนั้น เป็นการลุยเชิงรุกต่อเนื่อง ของทีมแพทย์ชนบท ในชุด “นักรบสีขาว” PPE ระดมจัดหาชุด ATK มาช่วยตรวจ คลุกคลีกับการ “สวอป” ประชาชนคนแล้วคนเล่านับร้อยนับพันคน เช้ายันมืด ในทุก ๆวัน

5) สิ่งที่ถูกระบุว่าผิดพลาดคือ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ปัญหาคือ ทางกรรมการมองผลลัพธ์ เนื่องจากเห็น 5 บิล ทำไมถึงไม่ซื้อทีเดียว ซึ่งหมอสุภัทรแจ้งว่า ไม่ทราบว่าต้องซื้อกี่ชิ้น เพราะออกปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนแบบไม่จำกัดจำนวน ทีมงานไม่รู้จำนวนล่วงหน้า

ปรากฎว่า กรรมการสอบวินัยมองว่า มีการแบ่งซื้อ ซึ่งระเบียบราชการมองว่า การจัดซื้อไม่ควรแบ่งซื้อแบ่งจ้าง แต่ขณะนั้นช่วงวิกฤติ ไม่มีทางรู้ว่าชุดตรวจแค่ไหนจะเพียงพอ กลายเป็นว่าไม่ได้พิจารณาถึงเจตนาที่ทำเลยหรือไม่

6) หมอสุภัทรมองว่า ที่มาของการสอบวินัยร้ายแรงครั้งนี้ ว่า การตรวจสอบวินัยร้ายแรง สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยตนเป็นผู้อำนวยการ รพ.จะนะ จ.สงขลา ในฐานะประธานชมรมแพทย์ชนบท มีการแสดงความคิดเห็นการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขในมุมต่างๆ ซึ่งเป็นการเสนอข้อคิดเห็นเพื่อให้เกิดประโยชน์ เกิดการปรับเปลี่ยนที่ดีขึ้น เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะสมัยที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบัน เคยเป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค ทางชมรมแพทย์ชนบท ได้พูดถึงการทำงานของกรมฯ เกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนที่ไม่เพียงพอ จนชมรมฯ ต้องรวมกันออกปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง ตั้งแต่ช่วงโควิดเมื่อปี 2564 กระทั่ง ตนถูกคำสั่งย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งเป็น ผู้อำนวยการ รพ.สะบ้าย้อย (แต่ไม่ทันได้ย้าย โดนสอบสวนวินัยร้ายแรงเรื่องจัดซื้อ ATK เสียก่อน)

7) ขณะนั้นการหาชุดตรวจ ATK ยากมาก แพทย์ชนบทต้องจัดซื้อเอง ช่วงนั้นมีบริษัทที่ผ่านมาตรฐาน WHO อยู่ 2 บริษัท เทียบราคาหาที่ราคาต่ำสุด ได้ที่ราคาชิ้นละ 230 บาท จากราคาท้องตลาด 350-400 บาท แต่อำนาจผู้อำนวยการ รพ.ชุมชน จัดซื้อได้ไม่เกิน 2 ล้านบาท ดังนั้น ผอ.รพ.ชุมชนที่เข้าร่วมในการช่วยกรุง ก็ช่วยกันจัดซื้อไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งจริงๆ ไม่มีใครรู้ว่ายอดใช้ต้องใช้เท่าไหร่ เพราะไม่ได้จำกัดว่า จะคัดกรองกี่คน มองแค่ว่าทุกคนมาที่จุดตรวจต้องได้ตรวจ

8 ) หมอสุภัทรยืนยันว่า เป็นการทยอยจัดซื้อ เพราะคุมปริมาณผู้ตรวจโควิดไม่ได้ เมื่อหมดก็ต้องสั่งซื้ออีกครั้ง ทำให้เกิดการตีความว่า แบ่งซื้อ แบ่งจ้าง แต่หมอสุภัทรมั่นใจว่าตนเองจัดซื้อตามความจำเป็น ไม่คิดว่าของจะหมด ไม่รู้ว่าปริมาณการใช้ที่ต้องใช้จริงๆเท่าไหร่ แต่เมื่อของหมดสต๊อก จำเป็นต้องใช้ก็ต้องสั่งใหม่ ทั้งที่หมอสุภัทรมั่นใจว่าตนหามาได้ในราคา ATK ไม่แพงในช่วงนั้น และวิธีการจัดซื้อจัดจ้างไม่แตกต่างกับกรมควบคุมโรคของโรงพยาบาลอื่น เช่น โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และโรงพยาบาลสนาม บุษราคัม ณ ขณะนั้น และหมอพยายามขอหลักฐานประกอบการชี้แจงว่า การจัดซื้อของตน กับอีก 3 แห่งแตกต่างอย่างไร แต่กลับไม่ได้รับเอกสาร

9) แม้เวลาผ่านไปนานร่วม 2 ปี อยู่ดีๆก่อนเลือกตั้ง ก็มาเป็นวาระการประชุม เมื่อวันที่ 22 ม.ค.69 คณะกรรมการ อกพ.กระทรวงสาธารณสุข มีการประชุมประจำเดือน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธาน แหล่งข่าวระดับสูง ระบุว่า มีการเพิ่มวาระเร่งด่วน เข้ามาก่อนประชุมเพียงไม่กี่ชั่วโมง เป็นวาระพิจารณาความผิดทางวินัย ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ซึ่งปัจจุบันได้ลาออกจากราชการมาลงสมัคร สส.เขต 2 จ.สงขลา พรรคประชาชน

10) มติที่ให้มีความผิด 4 เสียง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมอนามัย และ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ซึ่งเป็นคนใน ส่วนที่ไม่เห็นด้วย เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ซึ่งตามขั้นตอน เมื่อ อกพ.มีมติแล้ว ปลัดกระทรวงต้องลงนามให้เป็นไปตามมติ แต่เนื่องจากมีความเห็นแย้งจากผู้ทรงคุณวุฒิจากคนนอก แจ้งว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และมีความเห็นที่สูสี จึงขอนำไปหารือในที่ประชุม อกพ.วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและจริยธรรม ของคณะกรรมการ กพ. ทำให้ที่ประชุม อกพ.กระทรวงฯ ยังไม่สามารถมีบทสรุปสุดท้ายได้ ปลัดกระทรวงจึงยังไม่มีการลงนามคำสั่งให้ปลดออกจากราชการ เพื่อรอความเห็นของคณะกรรมการ ก.พ.

11) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คนปัจจุบันเป็นใคร? "พัฒนา พร้อมพัฒน์ สังกัดพรรคภูมิใจไทย" ทายาทของนายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ อดีต รมว.คมนาคม อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อดีต รมช.สาธารณสุข และอดีตรมช.คลัง และเขาคือเจ้าของบริษัท วอเตอร์เกท พาวิลเลี่ยน จำกัด ซึ่งเป็นอดีตเจ้าของอาคาร SKYY9 หรือที่รู้จักกันในนาม "ตึกประกันสังคม" เป็นอาคารที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้เข้าซื้อไปในราคาที่สูงผิดปกติ

12) สรุปว่า : การสั่งให้ นพ.สุภัทร ปลดออกจากราชการ อาจจะส่งผลให้ขาดคุณสมบัติการเป็น สส. ถ้าหากได้รับเลือกตั้ง หรือในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้องรอติดตามมหากาพย์นี้กันต่อไปว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร?

ไม่ได้กลั่นแกล้ง แค่บังเอิญรีบ แต่มารีบเอาตอนนี้ รีบตัดสินตอนช่วงเลือกตั้ง?

คนที่ทำดี ในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น ไม่ควรเป็นคนผิดครับ และควรได้รับการยกย่อง

ร่วมเป็นกำลังใจให้หมอสุภัทรด้วยนะครับ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1468457758178517&set=a.808136554210644.....
...

Atukkit Sawangsuk 
13 hours ago
·
"มติแรกออกมาเป็น 3 ต่อ 3 ส่วนคะแนนที่ 4 มาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข"
รัฐมนตรีภูมิใจไทยแอ่นรับ




“หมอสุภัทร คือกรวดในรองเท้าของ กระทรวงสาธารณสุข” หมอสุภัทรไม่ได้ถูกตัดสินในห้องพิจารณาคดี เขาถูกตัดสินในห้องประชุมราชการ ที่ใช้กฎหมายเป็นกระบอง ถ้าหมอรักษาคนผิด และรัฐใช้คดีรักษาอำนาจ สิ่งที่ป่วยที่สุด คือ “รัฐ” เอง


พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
17 hours ago
·
“หมอสุภัทร
คือกรวดในรองเท้าของ
กระทรวงสาธารณสุข”
ในยุคหนึ่งที่รัฐมนตรีคนหนึ่งผลักดันนโยบาย กัญชาเสรี

“เขาคัดค้านกัญชาเสรี
เขาท้าทายศูนย์กลาง
เขาเลือกประชาชน
มากกว่าคำสั่งจากบนลงล่าง”

ในประเทศที่ประกาศตัวว่าเป็นประชาธิปไตย
บางครั้งสิ่งที่ถูกพิพากษาก่อนศาล
ไม่ใช่ความผิด
แต่คือ “ความไม่เชื่อฟัง”

หมอสุภัทรไม่ได้ถูกตัดสินในห้องพิจารณาคดี
เขาถูกตัดสินในห้องประชุมราชการ
ด้วยนาฬิกาที่เดินช้าอยู่สี่ปี
แล้วเร่งฝีเท้าในสัปดาห์เลือกตั้ง

โควิดปี 2564 คือสนามรบ
โรงพยาบาลคือแนวหน้า
ATK คืออาวุธเดียวของหมอชนบท

แต่เมื่อสงครามจบ
รัฐกลับหยิบสมุดกฎหมาย
มาแทนชุดปฐมพยาบาล

พวกเขาไม่ถามว่า
“คุณช่วยชีวิตคนกี่คน”
แต่ถามว่า
“คุณเซ็นเอกสารถูกระเบียบหรือไม่”

นี่คือประเทศที่ระบบราชการรักกระดาษ
มากกว่าชีวิตของคนไข้

การเลือกตั้งครั้งนี้
จึงไม่ใช่แค่เลือก ส.ส.
แต่มันคือประชามติเงียบ ๆ ว่า

ประเทศนี้จะอยู่ใต้ราชการที่ใช้กฎหมายเป็นกระบอง

หรือจะอยู่กับประชาชนที่ใช้ความยุติธรรมเป็นเข็มทิศ

เพราะถ้าหมอรักษาคนผิด
และรัฐใช้คดีรักษาอำนาจ

สิ่งที่ป่วยที่สุด
คือ “รัฐ” เอง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1414589116789989&set=a.189546429294270
13 hours ago
·
การปลดออกข้าราชการ ไม่ทำให้ผู้นั่นเสียสิทธิในการได้รับบำเหน็จบำนาญ แต่จะทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามที่รัฐธรรมนูญ 60 กำหนด การปลดหมอสุภัทรออกจากราชการจึงทำให้เสียสิทธิทางการเมือง แล้วจะบอกไม่เกี่ยวกับการเมืองได้ยังไง แม้จะมีสิทธิอุทธรณ์แต่ก็จะทำให้เสียสิทธิในการสมัครและการเป็น สส ในครั้งนี้ .. ที่สำคัญ ท่าน รมต. ไม่ได้บอกว่า ครม รักษาการ ปลดข้าราชการระดับสูงได้เองโดยไม่ต้องหารือกฤษฎีกาหรือไม่ ที่จริงควรให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้พิจารณามากกว่าไหม เพราะรัฐบาลชุดนี้อาจถูกครหาว่าหวังผลทางการเมือง เพราะหมอสุภัทรถือเป็นคู่แข่งสำคัญในสนามเลือกตั้ง