วันศุกร์, มิถุนายน 05, 2569

พนัส ไทยล้วน เป็นทุกอย่าง ออกทุกรายการ บันเทิงสุดๆ สไตล์ลูกทุ่งเศรษฐี ไม่สนหรอกว่าแต่ละปี ค่าของชำร่วยที่แกแจก “ก็คือเงินเด็ก เงินคนแก่ เงินคนป่วย”

บันเทิงสุดๆ ตอนนี้ต้องนี่ พนัส ไทยล้วน (ไม่มีเจ๊กไม่มีลาวปน) แต่เป็นทุกอย่าง ออกทุกรายการ จอมขวัญ-สรยุทธ์บอกตัวเองเป็นสิงโต เป็นอินทรี เป็นพ่อมด เป็นหิน ไอ้พวกตัดงบทำปฏิทินเป็นเด็กอมมือ ปฏิทินแผ่นละแค่สิบบาท

ก่อนอื่นนะ ปฏิทินสิบบาทต่อคน แต่ถ้าจัดทำอีกครั้งนี้ก็ ๑๒๐ ล้าน ที่ผ่านมาหลายต่อหลายปี ตกปีละ ๗๐ ล้าน นอกนั้นมีเสื้อ หมวกแจกวันแรงงาน และเงินจัดกิจกรรม จ่ายสะสม ๕ ปี ก็ ๔๐๐ ล้านบาทเข้าไปแล้ว เท่ากับที่ใช้กับสิทธิผ่าฟันคุดทั้งประเทศ

ซึ่ง ลุงพนัสแกไม่รู้จักฟันคุดเป็นอย่างไร ไซ้ด์สเต็ปนิดตรงนี้ แกบอกจอมขวัญอย่าเรียกคุณ มันดูสนิทเกินไป เรียกลุงดีกว่า นี่ละสไตล์ลูกทุ่งเศรษฐี ไม่สนหรอกว่าแต่ละปี ค่าของชำร่วยที่แกแจก (“พวกลูกน้องผม ๔-๕ แสนคน”) น่ะ

“เกือบเท่าเงินเด็ก ๑๐๐,๐๐๐ คน เท่าเงินคนท้อง ๕๐,๐๐๐ คน เงินบำนาญครึ่งแสนคน เกือบเท่าเงินทุพพลภาพ ม.๔๐ ทั้งประเทศ” อจ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แจงให้ฟังว่างบประมาณการบริหารที่เอาไปใช้แจกของชำร่วย “สุรุ่ยสุร่าย” นั้นน่ะ

“ก็คือเงินเด็ก เงินคนแก่ เงินคนป่วย” ที่ควรได้ถ้าตัดงบสุรุ่ยสุร่ายออกไป แล้วเอามาใช้เพิ่มสิทธิประโยชน์ “เราเอาปฏิทินอุดฟัน หรือขายหมวกแลกเงินบำนาญได้มั้ย” แกนนำทีมประกันสังคมก้าวหน้าถามลุงพนัสยืนอยู่ตรงไหนตอนที่

“ตึก Skyy9 ๗ พันล้านถูกซ่อนมาใน Global Private Equity...โครงการ IT พันล้านกลายเป็นศูนย์เมื่อปี ๒๕๔๙...โครงการดับเพลิงขอทำระบบใหม่ทั้งหมด ๗๐ ล้านแล้วอ้างว่าน้ำยาเก่าหมด...หรือทุกอย่างมันเงียบได้เพราะแค่ได้ปฏิทิน”

แล้วลุงก็ยังพูดจาใหญ่โตสามหาว “เออก็จำให้ดีๆ ก็แล้วกันว่า ใครทำเรา...จำให้ขึ้นใจ บัญชีชำระแค้นกำลังมาแล้ว มันอยากเป็นศัตรู ก็ได้ ไม่เป็นไร...ในส่วนตัวไม่เคยหวั่นไหวกับเสียงนกเสียงกาเลย...สิงโตเดินหน้าไม่เคยหันมามองเวลาหมาเห่า”

ฟังแต่ถ้อยทีขวานผ่าซากของแกก็เพลิดเพลินดีแหละ แต่อย่าจงใจจับความ เดี๋ยวจะหลงทาง “บอกว่าตัวเองออกจากรถไฟมาตั้ง บ.เอกชน ตั้งแต่ปี ๓๔ แกเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นลูกจ้างคนเดียว อายุ ๘๔ ที่ยังเป็นประกันสังคมอยู่ ม.๓๓ ด้วย

ตกลงแกเป็นแรงงานหรือเจ้าของบริษัท” บัสเทวฤทธิ์ มณีฉาย ยังต้องงง แล้วที่แกอ้างลูกน้อง ๔-๕ แสนนั่น ได้ดูที่ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เม้นต์ให้หรือเปล่า “ณ วันนี้แกก็ยังไม่เข้าใจว่าผู้ประกันตนใหญ่กว่าสภาแรงงาน

คือคนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน สหภาพทั้งประเทศมีสมาชิกประมาณ ๓ แสนคน ผู้ประกันตนมี ๒๔ ล้านคน เขาไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพหรือสภาแรงงานอะไรเลย” มิหนำซ้ำยังมีสภาแรงงานอีก ๘ แห่ง “ที่ไม่ใช่ลูกน้องคุณพนัส”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/jUMjVbvtSJ, https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/qQ3MiBBU, https://www.facebook.com/mars.magazine/posts/2r5gffk9fam และ https://www.facebook.com/MorningNewsTV3/posts/cXbCEwZu)

คลิป "เธอเป็นคนไทยอยู่หรือเปล่า!" บอกวิธีเรียนประวัติศาสตร์แบบคนไทย 100%

https://www.facebook.com/watch/?v=1373375766580292



"ด้านมืด" ของอุตสาหกรรม AI

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10242982553682703

Kasian Tejapira
·
แรงงานทาสทางปัญญาเบื้องหลัง AI
%%%%%%%%
ที่มาเบื้องหลังคำตอบ/คำอธิบายชัดเจนสะอาดเอี่ยมที่เราได้เวลาพิมพ์ถาม AI ต่าง ๆ คือเหล่ากองทัพคนงานข้อมูลหรือเทรนเนอร์เอไอ ที่นั่งเฝ้าหน้าจอคอยพิมพ์ป้อนคำตอบและเชื่อมโยงอธิบายข้อมูลภาพ/การวิเคราะห์ต่าง ๆ ให้นานหลายชั่วโมงต่อวัน
คนงานกิ๊กทางปัญญาค่าแรงต่ำ/ชนชั้นเสี่ยง (งานไม่ถาวรมั่นคงประจำ) เหล่านี้เริ่มที่บรรดาประเทศกำลังพัฒนาในแอฟริกาที่ใช้ภาษาตะวันตกและผลิตบัณฑิตว่างงานค่าแรงต่ำออกมาจำนวนมาก เช่น เคนยา, มาดากัสการ์ และมาบัดนี้ได้ขยายตัวในอเมริกาเองแล้ว รวมทั้งการรณรงค์รวมพลังต่อรองตอบโต้บริษัทไฮเทคยักษ์ของเหล่าคนงาน
ลองติดตามชมสารคดีเหล่านี้ดูนะครับ
How big AI companies exploit data workers in Kenya | DW Documentary (๑ ปีก่อน)
https://www.youtube.com/watch?v=ehkECk2KJjY
Madagascar: AI Trainers | ARTE.tv Documentary (๔ เดือนก่อน)
https://www.youtube.com/watch?v=Q7NZK6h9Tvo
These workers are training AI to take their own jobs. There’s a hidden workforce powering the rise of AI (ล่าสุด)
https://www.facebook.com/watch/?ref=saved&v=1238570078116722
.....


I Tracked Down the Hidden Workers Secretly Powering ChatGPT

More Perfect Union

May 8, 2026

These workers are training AI to take their own jobs.

There’s a hidden workforce powering the rise of ChatGPT, and nearly 1 in 5 of them have fallen into homelessness.

We investigated America’s AI sweatshops, and found a new gig economy run by Big Tech.

https://www.youtube.com/watch?v=aooiDA-AsNo



โตโต้ ปิยรัฐ แถลงฟ้องกลับผู้เกี่ยวข้อง หลังพบการใช้หลักฐานเท็จในคดี ม.112 (ขอสนับสนุน เพื่อให้ผู้กระทำผิดหรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต้องรับผิดชอบ)


โตโต้ ปิยรัฐ - Piyarat Chongthep
16 hours ago
·
[ โตโต้ ปิยรัฐ แถลงฟ้องกลับผู้เกี่ยวข้อง หลังพบการใช้หลักฐานเท็จในคดี ม.112]
.
วันนี้ (4 มิ.ย. 69) เวลา 10.00 น. นายปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม (ทนายรอน) และทีมงานฝ่ายกฎหมาย ร่วมกันแถลงข่าวเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีการสร้างและใช้พยานหลักฐานเท็จในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงแนวทางการดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา
.
กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการที่มีกลุ่มบุคคลกล่าวหาและดำเนินคดีกับนายปิยรัฐในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยอ้างถึงการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม “ม็อบย่างกุ้ง” บนสื่อสังคมออนไลน์ และนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญา (รัชดา)
.
ในชั้นสืบพยาน กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้นำภาพหน้าจอโพสต์เฟซบุ๊กที่อาจมีการแก้ไขและตัดต่อเวลาโพสต์ เข้าเป็นพยานหลักฐานต่อศาล พร้อมเข้าเบิกความยืนยันว่าโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อเวลา 07.15 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เพื่อให้เข้าใจว่าโพสต์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่นายปิยรัฐจะถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว และใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอให้ศาลลงโทษนายปิยรัฐ
.
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพยานหลักฐานและการพิเคราะห์ข้อเท็จจริงของศาลอาญา ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อเวลา 14.15 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2563 มิใช่เวลา 07.15 น. ตามที่มีการกล่าวอ้าง
.
ในวันเดียวกันนั้น นายปิยรัฐถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวตั้งแต่เวลา 12.07 น. และนำตัวไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 พร้อมทั้งถูกยึดอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตามคำสั่งศาลแขวงดุสิตเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2564
.
ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีเอกสารบันทึกการจับกุมซึ่งจัดทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจน จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายปิยรัฐจะเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวในช่วงเวลาที่ถูกควบคุมตัวและไม่มีอุปกรณ์สื่อสารอยู่ในความครอบครอง
.
เมื่อพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานทั้งหมด ศาลจึงรับฟังได้ว่าโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อเวลา 14.15 น. ภายหลังจากที่นายปิยรัฐถูกควบคุมตัวแล้ว จึงไม่อาจรับฟังได้ว่านายปิยรัฐเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวตามที่ถูกกล่าวหา และมีคำพิพากษายกฟ้องในเวลาต่อมา
.
จะเห็นได้ว่าการต่อสู้คดีนี้ เป็นการต่อสู้ในประเด็นข้อเท็จจริงของเวลาและลำดับเหตุการณ์ การนำภาพที่อาจมีการตัดต่อแก้ไขเวลาโพสต์เข้าแสดงต่อศาล พร้อมทั้งเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทั้งที่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานปรากฏชัดว่าโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ภายหลังการจับกุม ย่อมมีลักษณะเป็นการใช้พยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อกล่าวหานายปิยรัฐให้ได้รับโทษทางอาญาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
.
ด้วยเหตุนี้ นายปิยรัฐจึงขอใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินคดีกับบุคคลทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำ นำเสนอ หรือใช้พยานหลักฐานอันเป็นเท็จดังกล่าว เพื่อให้เกิดความรับผิดตามกระบวนการยุติธรรม และเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ที่ถูกกล่าวหาโดยมิชอบต่อไป
.
โพสต์โดยทีมงาน สส.ปิยรัฐ จงเทพ | 4 มิ.ย. 69

https://www.facebook.com/photo?fbid=1576928637130727&set=a.485082159648719



กำลังเป็นประเด็นดราม่าที่ร้อนแรง ทำไมสังคมถึงมองว่า เกณฑ์ใหม่ “บัตรคนจน” เมื่อลูกลดหย่อนภาษี พ่อแม่หมดสิทธิ์ ว่า"ซ้ำเติม" (สิทธิ์ลดหย่อน 30,000 บาท ไม่เท่ากับ เงินเลี้ยงดู 30,000 บาท: การลดหย่อนภาษี 30,000 บาท ไม่ใช่ว่าลูกจะได้เงินก้อนนี้มาให้พ่อแม่ แต่เป็นเพียงการลดหย่อนทางภาษี )



ปมนี้กำลังเป็นประเด็นดราม่าที่ร้อนแรงและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมตอนนี้ เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจและในความเป็นจริงมัน "ย้อนแย้ง" กัน

นี่คือรายละเอียดและเบื้องหลังของ "เกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน)" ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ ณ ตอนนี้

1. รัฐคิดอะไร? ทำไมถึงออกเกณฑ์นี้

กระทรวงการคลังได้เพิ่มเงื่อนไขใหม่ในการคัดกรองรอบนี้ โดยระบุว่า "ผู้ที่ถูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษีในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร จะถูกตัดสิทธิ์ทันที" 

* ตรรกะของภาครัฐ: รัฐมองว่าระบบภาษีและการสงเคราะห์ควรเชื่อมโยงกัน เมื่อลูกยื่นหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุพการี (30,000 บาท/ปี) แสดงว่าลูกได้แจ้งกับรัฐอย่างเป็นทางการแล้วว่า "ตนเองเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของพ่อแม่" * รัฐจึงตีความในเชิงนโยบายว่า พ่อแม่กลุ่มนี้ "มีคนดูแลแล้ว" และไม่ใช่กลุ่มที่ยากจนที่สุด จึงต้องการตัดสิทธิ์เพื่อนำงบประมาณไปกระจายให้กลุ่มที่ไม่มีใครดูแลจริง ๆ ก่อน

2. ทำไมสังคมถึงมองว่า "ซ้ำเติม" (ความย้อนแย้งในโลกความจริง)

ข้อจำกัดและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งตรงกับสิ่งที่คุณตั้งข้อสังเกต มีดังนี้ครับ:

สิทธิ์ลดหย่อน 30,000 บาท ไม่เท่ากับ เงินเลี้ยงดู 30,000 บาท: การลดหย่อนภาษี 30,000 บาท ไม่ใช่ว่าลูกจะได้เงินก้อนนี้มาให้พ่อแม่ แต่เป็นเพียงการลดหย่อนทางภาษี ซึ่งถ้าลูกมีฐานภาษีต่ำ (เช่น 5%) ลูกจะประหยัดเงินภาษีไปได้เพียง 1,500 บาทต่อปี (หรือเดือนละ 125 บาท) เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่ามูลค่าของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่พ่อแม่จะได้รับตลอดทั้งปีเสียอีก

เกณฑ์รายได้ที่ไม่สอดคล้องกัน: สรรพากรกำหนดว่าพ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ลูกถึงจะลดหย่อนได้ แต่เกณฑ์บัตรคนจนคือไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี การที่ลูกส่งเงินให้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อประทังชีวิต เมื่อรวมกันแล้วก็ยังห่างไกลจากคำว่า "รวย" หรือ "หมดความลำบาก"

ผลักภาระให้คนรายได้น้อย-ปานกลาง: กลายเป็นว่าครอบครัวที่ลูกมีรายได้ปานกลางค่อนไปทางน้อยที่อยากลดหย่อนภาษีบ้าง กลับต้องมาแบกรับความเสี่ยงที่พ่อแม่จะเสียสิทธิ์พื้นฐานไป

3. ทางออกและการแก้ไขชั่วคราวจากภาครัฐ

หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งประชาชน นักวิชาการ และฝ่ายค้าน ทางกระทรวงการคลังได้ชี้แจงแนวทางบรรเทาผลกระทบไว้ดังนี้:

เปิดช่องให้ยื่นอุทธรณ์: หากพ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์เพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี แต่ในความเป็นจริงลูกไม่ได้กลับมาดูแลหรือส่งเสียเลี้ยงดูจริง ๆ พ่อแม่สามารถยื่นแจ้งเรื่องเพื่อขออุทธรณ์คืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้

ผลกระทบฝั่งลูก: หากพ่อแม่ยื่นอุทธรณ์และได้รับสิทธิ์บัตรคนจนกลับคืนมา ลูกคนนั้นจะไม่สามารถนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกในอนาคต

สรุปในมุมมองทางเศรษฐกิจครอบครัว: > หากครอบครัวไหนกำลังเจอปัญหานี้ ต้องมาคำนวณความคุ้มค่าครับ:

ถ้าลูกรายได้ไม่สูงมาก (ฐานภาษี 0% - 10%) การให้ "พ่อแม่คงสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไว้" แล้วลูกยอมไม่สิทธิ์ลดหย่อน จะช่วยประหยัดและได้เม็ดเงินรวมเข้ากระเป๋าครอบครัวมากกว่า

แต่ถ้าลูกรายได้สูง (ฐานภาษี 20% ขึ้นไป) การเลือก "ลดหย่อนภาษี" จะเซฟเงินให้ลูกได้มากกว่ามูลค่าบัตรคนจนของพ่อแม่ครับ

นโยบายนี้จึงถูกมองว่าเป็นการบีบให้ประชาชนต้อง "เลือก" สิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งสองสิทธิ์ควรจะเกื้อหนุนครอบครัวที่ตั้งใจกตัญญูและดูแลบุพการีไปพร้อมกันได้
.....


Sirikanya Tansakun - ศิริกัญญา ตันสกุล
11 hours ago
·
นี่มันเกณฑ์อะไรกัน
.
ลูกหักลดหย่อนอุปการะบุพการีได้ปีละ 30,000 บาท ให้กับพ่อแม่ที่อายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท
.
เท่ากับว่ารัฐสนับสนุนให้ลูกส่งเงินให้พ่อแม่ใช้เดือนละไม่ถึง 3,000
.
แต่ถ้าเอาไปลดหย่อนเมื่อไหร่ พ่อแม่โดนตัดสิทธิ์รับบัตรสวัสดิการทันที
.
ทั้งๆ ที่เกณฑ์รายได้หากจะได้บัตรสวัสดิการคือ ไม่เกิน 100,000 บาท
.
ลูกส่งเงินมารวมกับรายได้ของพ่อแม่ยังไงก็ไม่เกิน 60,000 บาท
.
เอาอะไรไปตัดสิทธิ์เค้า...???

.
กลายเป็นทำโทษลูกกตัญญู
.
ถ้าให้ลดหย่อนอุปการะบุพการี 100,000 บาทก็ว่าไปอย่าง



ลุงร่ำไห้ จนจริง ลงจากดอยมายืนยันสิทธิบัตรสวัสการแห่งรัฐไม่ผ่าน

 
https://www.facebook.com/reel/1493187645132627
.....

ลุงวัย 62 ปี ร่ำไห้ อุตส่าห์นั่งรถลงดอยมาแสนไกล เพื่อมาธนาคารยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่กลับยืนยันไม่ได้ ทั้งที่เป็นคนจน ไม่มีที่ ไม่มีรถ ลูกไม่ได้เอาไปลดหย่อนภาษี

วันนี้ (4 มิ.ย. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาอำเภอแม่แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยตั้งแต่เช้าเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ใช้สมาร์ทโฟนไม่เป็น ต่างพากันมายืนยันสิทธิ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้

ขณะเดียวกันได้มี นายเช่า อายุ 62 ปี ชาว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่ได้นั่งรถลงดอยมาตั้งแต่เช้า ด้วยความหวังเพื่อจะยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ไม่สามารถยินยันสิทธิได้ ทำให้นั่งร้องไห้หมดหวัง โดยบอกว่า เคยได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แต่มาวันนี้มายืนยันสิทธิกลับไม่ได้ ซึ่งถามเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าต้องทำอย่างไร เขาก็จดเบอร์โทรศัพท์ให้ไปโทรศัพท์ถาม แต่โทรศัพท์ไปสายก็ไม่ว่าง ตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไรงงกับระบบคัดกรอง ว่าทำไมตนถึงไม่ได้ ทั้งที่เป็นคนจน เทียบกับคนในหมู่บ้าน มีฐานะรวยกว่าตนทำไมถึงได้ อยากรู้ว่าเขาคัดกรองกันอย่างไร

ด้าน น.ส.รัตนา หนึ่งในชาวบ้านที่มายืนยันสิทธิ บอกว่า ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไข 9 ข้อ ที่ทางกระทรวงการคลังได้มีการคัดกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีเงื่อนไขที่เป็นเจ้าของรถยนต์ และคนที่ลูกนำพ่อแม่ไปยื่นลดหย่อนภาษี 30,000 บาท และเจ้าของที่ดิน 10 ไร่ขึ้นไป ต้องการให้รัฐบาลยกเลิกเงื่อนไขนี้ เพราะลูกบางคนก็ไม่ได้เลี้ยงพ่อแม่จริง แต่ละคนก็มีภาระ บางคนก็มีรถยนต์ แต่รถเก่ามากแล้ว บางคนมีที่ดิน แต่เป็นที่ส่วนรวม ก็ต้องมาถูกตัดสิทธิแบบนี้ รู้สึกไม่ยุติธรรม ต้องการให้พิจารณาใหม่ เพราะคนที่เขาจนจริงจะได้มีโอกาส และคนที่เขาใช้ส่วนใหญ่ก็เป็นความหวังมีเงินจำนวนนี้ช่วยแบ่งเบาภาระในยามภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองได้ หากมาตัดสิทธิเขาแล้วพวกเขาจะอยู่กันอย่างไร ถือว่าเป็นการซ้ำเติมให้คนจนลงไปอีก ถ้าหากต้องการสำรวจจริงว่าใครจนหรือไม่จนจริง ๆ ก็ต้องมาลงมาสำรวจและคัดกรองอย่างจริงจังอีกด้วย

https://news.ch7.com/detail/877093






การกระจุกตัวของอำนาจและความมั่งคั่งในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เพียงไม่กี่คน เสี่ยงที่จะทำให้เกิดกระแสต่อต้านทางการเมือง ที่เริ่มสร้างความกังวลให้กับวอชิงตันมากขึ้น อเมริกากำลังตื่นตัวต่อพลังอันตรายของ "เทพเจ้า AI"








https://x.com/TheEconomist/status/2062562575703760951

จาก Gemini 

นิตยสาร The Economist
@TheEconomist
·3 ชั่วโมงที่แล้ว

การกระจุกตัวของอำนาจและความมั่งคั่งในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เพียงไม่กี่คนนั้น เสี่ยงที่จะทำให้เกิดกระแสต่อต้านทางการเมืองที่เริ่มสร้างความกังวลให้กับวอชิงตันมากขึ้น

อเมริกาตื่นตัวต่อพลังอันตรายของ AI

หลังจาก Mythos แนวทางแบบปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ (laissez-faire) ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปทั้งในทางการเมืองและในเชิงกลยุทธ์

ทวีตนี้อ้างถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในภาคเทคโนโลยี ซึ่งมักถูกเรียกว่า "ช่วงเวลา Mythos" มันแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในมุมมองของวอชิงตันและประชาคมโลกที่มีต่อการควบคุมปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง

นี่คือรายละเอียดสิ่งที่ The Economist เน้นย้ำและเหตุผลที่ยุค "laissez-faire" (ไม่แทรกแซง) ของการกำกับดูแล AI ได้สิ้นสุดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

1. "ช่วงเวลา Mythos" คืออะไร?

ตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้คือการใช้งานโมเดลขั้นสูงของ Anthropic ที่ชื่อ Claude Mythos (และ Preview ในเวลาต่อมา) แตกต่างจากโมเดล AI รุ่นก่อนๆ ที่ส่วนใหญ่สร้างข้อความหรือโค้ดช่วยเหลือ Mythos แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ไม่เคยมีมาก่อนในการระบุและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ซอฟต์แวร์ "zero-day" ที่สำคัญอย่างยิ่งในระบบปฏิบัติการและเว็บเบราว์เซอร์หลักๆ

เนื่องจากซอฟต์แวร์พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงในการเปิดเผยจุดอ่อนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Anthropic จึงตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะไม่ปล่อยให้สาธารณชนใช้งาน โดยเกรงว่าหากถูกผู้ไม่ประสงค์ดีนำไปใช้เป็นอาวุธ อาจทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้น

2. การเปลี่ยนไปใช้ "Project Glasswing"

แทนที่จะปล่อยให้สาธารณชนใช้งานตามปกติ Anthropic ได้ล็อกโมเดลไว้และสร้าง Project Glasswing ขึ้นมา

กลยุทธ์: พวกเขาให้สิทธิ์การเข้าถึงแบบจำกัดแก่กลุ่มองค์กรที่เชื่อถือได้ประมาณ 50 แห่ง (ปัจจุบันขยายเป็นประมาณ 150 แห่ง) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธนาคารขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี เพื่อสแกนและแก้ไขโค้ดของตนเอง

ผลลัพธ์: ภายในไม่กี่สัปดาห์ โมเดลนี้สามารถเปิดเผยช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับสูงและวิกฤตกว่า 10,000 รายการในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญได้สำเร็จ

3. เหตุใดแนวทาง "ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด" ของวอชิงตันจึงหมดอายุลง

พลังอันมหาศาลของ Mythos ทำให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นชัดเจนว่า การปล่อยให้การพัฒนา AI เป็นไปตามกลไกตลาดอย่างสมบูรณ์นั้นไม่สามารถทำได้ในเชิงกลยุทธ์อีกต่อไป ซึ่งนำไปสู่การดำเนินการเชิงนโยบายที่สำคัญ:

คำสั่งบริหารของทำเนียบขาว: ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในคำสั่งบริหารที่สำคัญเกี่ยวกับ AI และความปลอดภัยทางไซเบอร์ คำสั่งดังกล่าวได้กำหนดให้มีการทดสอบก่อนการใช้งานโดยสมัครใจเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลกลาง (ผ่านหน่วยงานต่างๆ เช่น NSA และ CISA) ประเมินแบบจำลองล้ำสมัยสำหรับความมั่นคงแห่งชาติที่สำคัญและความเสี่ยงทางไซเบอร์ ก่อนที่จะนำไปใช้งานหรือแบ่งปัน

มาตรการป้องกันทางภูมิรัฐศาสตร์: ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความสามารถทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติเหล่านี้ยังนำไปสู่การเปิดการเจรจาด้านความปลอดภัยของ AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนอีกครั้ง

4. ความเสี่ยงของ "เทพเจ้า AI"

คำเตือนหลักในบทความของ The Economist คืออันตรายทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของวิธีการจัดการวิกฤตนี้

ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก: หากแบบจำลอง AI ล้ำสมัยเป็นอันตรายเกินไปสำหรับสาธารณชน พวกมันก็จะถูกจำกัดไว้เฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ สถาบันการเงินขนาดใหญ่ และหน่วยงานด้านการป้องกันประเทศของรัฐบาล

การเก็บเครื่องมือขั้นสูงเหล่านี้ไว้ในมือของ "เทพเจ้า AI" เพียงไม่กี่คน วอชิงตันเสี่ยงที่จะสร้างเศรษฐกิจเทคโนโลยีสองระดับที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างชัดเจน การกระจุกตัวของความมั่งคั่งและอำนาจต่อรองทางเทคโนโลยีมหาศาลนี้เองที่เป็นสาเหตุให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านทางการเมืองอย่างรุนแรง ตั้งแต่ความวิตกกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการทดแทนงานด้วยระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงการประท้วงทางการเมืองในระดับท้องถิ่นต่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล AI ที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก

ความท้าทายที่วอชิงตันกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้มีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง: จะกำกับดูแลและรักษาความปลอดภัยของเทคโนโลยีที่มีอันตรายและใช้งานได้สองทางได้อย่างไร โดยไม่สร้างการผูกขาดของบริษัทขนาดใหญ่ที่ขัดขวางนวัตกรรมแบบโอเพนซอร์ส?



ทำไม เมืองนาร์วิก เมืองเล็กๆ ของประเทศนอร์เวย์ อดีตท่าเรือเก่าของไวกิ้ง ตั้งอยู่สูงเหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล ปกคลุมไปด้วยความมืดมิดอันหนาวเหน็บตลอดช่วงฤดูหนาว ที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่ไม่สะดวกที่สุดสำหรับ AI Data Center กลับ "เนื้อหอม"เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุด






การที่เมือง นาร์วิก (Narvik) เมืองท่าเก่าแก่ทางตอนเหนือของนอร์เวย์ กลายมาเป็นหนึ่งใน "ฐานปฏิบัติการอาร์กติก" (Arctic Outpost) ที่เนื้อหอมที่สุดในยุคตื่นทองของ AI (นำโดยโครงการยักษ์ใหญ่ของ Nscale ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Microsoft และเทคโนโลยีระดับแนวหน้าอย่าง Nvidia Rubin GPUs) ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับวิกฤตต้นทุนและการใช้พลังงานของ AI อย่างสมบูรณ์แบบ

แกนเอียงของโลกและความมืดมิดอันยาวนานเหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล ส่งผลดีต่อศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Center) ผ่านปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้

1. ลมหนาวและความมืด: ระบบทำความเย็นธรรมชาติที่ไม่มีวันหมด

ชิปประมวลผลสำหรับ AI (เช่น GPU) ทำงานหนักและปลดปล่อยความร้อนมหาศาล (Run Hot) มากกว่าศูนย์ข้อมูลแบบ Cloud ทั่วไปหลายเท่า ตัวแปรสำคัญของเมืองนาร์วิกคือ:

อุณหภูมิเฉลี่ยที่ต่ำตลอดปี: การตั้งอยู่สูงเหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลทำให้เมืองนี้มีอากาศหนาวเย็นจัด ระบบศูนย์ข้อมูลสามารถใช้เทคโนโลยี Free Cooling หรือการดึงลมหนาวจากภายนอกเข้ามาหมุนเวียนเพื่อระบายความร้อนได้โดยตรง

อิทธิพลของแกนโลกเอียง: ในฤดูหนาวอันยาวนาน เมืองนี้จะตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดเกือบตลอด 24 ชั่วโมง (Polar Night) ซึ่งช่วยตัดปัญหาความร้อนสะสมจากรังสีดวงอาทิตย์ที่อาจตกกระทบตัวอาคาร ทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมอุณหภูมินิ่งและเสถียรมาก

นวัตกรรมประหยัดพลังงาน: ศูนย์ข้อมูลที่นี่ (เช่น แคมปัส Kvandal ของ Nscale) เลือกใช้ระบบหล่อเย็นด้วยของเหลวส่งตรงถึงชิป (Direct-to-chip Liquid Cooling) ควบคู่กับความเย็นตามธรรมชาติ ทำให้ค่า PUE (Power Usage Effectiveness) ต่ำมาก แทบไม่ต้องเสียพลังงานไปกับระบบปรับอากาศขนาดใหญ่เหมือนศูนย์ข้อมูลในเขตร้อน

2. ขุมทรัพย์พลังงานน้ำ (Hydropower) ที่ถูกและสะอาดที่สุด

การประมวลผลโมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาลจนเกิดสภาวะแย่งชิงพลังงานทั่วโลก แต่นาร์วิกมีความพร้อมด้านความมั่นคงทางพลังงานอย่างเหลือล้น:

ไฟฟ้าสีเขียว 100%: ภูมิประเทศที่เป็นฟยอร์ดและภูเขาสูงชันของนอร์เวย์ตอนเหนือเป็นแหล่งผลิต พลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydropower) ชั้นยอด พลังงานที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลแห่งนี้จึงเป็นพลังงานหมุนเวียนสะอาดทั้งหมด ตอบโจทย์เป้าหมาย Net-Zero ของบริษัทยักษ์ใหญ่

สงครามราคาพลังงาน: ในขณะที่ค่าเฉลี่ยค่าไฟในยุโรปพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่นอร์เวย์ตอนเหนือสามารถจัดหาไฟฟ้าได้ในราคาเพียง 3 ถึง 4 เซนต์ต่อหน่วย (เทียบกับยุโรปทั่วไปที่สูงกว่า 10 เซนต์) ความได้เปรียบด้านต้นทุนนี้ช่วยบรรเทา "วิกฤตต้นทุน AI" (AI Cost Crisis) ได้อย่างมหาศาล

3. เมืองท่าที่ไม่เคยเยือกแข็งและการฟื้นฟูเศรษฐกิจหมุนเวียน

แม้จะอยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล แต่นาร์วิกมีลักษณะพิเศษคือ เป็นท่าเรือน้ำลึกที่ไม่เคยจับตัวเป็นน้ำแข็งตลอดทั้งปี เนื่องจากอิทธิพลของกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม (Gulf Stream)

ความพร้อมด้านโลจิสติกส์: การขนส่งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ระดับสูง ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และสายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ทะเลเพื่อเชื่อมต่อกับยุโรปและอเมริกาเหนือสามารถทำได้อย่างสะดวกตลอดปี

การนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ (Heat Reuse): ความร้อนมหาศาลที่ปล่อยออกมาจาก GPU ในศูนย์ข้อมูลจะไม่ถูกปล่อยทิ้งให้สูญเปล่า แต่จะถูกผันไปรองรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในท้องถิ่น เช่น การทำเกษตรกรรมแนวตั้งในร่ม หรือระบบทำความร้อนในชุมชน ช่วยสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนท่ามกลางความหนาวเหน็บ

สรุป: แกนโลกที่เอียงจนสร้างความมืดและน่านน้ำที่หนาวเหน็บในแถบอาร์กติก ได้เปลี่ยนให้เมืองนาร์วิกกลายเป็น "ตู้เย็นธรรมชาติขนาดใหญ่" ที่ตั้งอยู่บนแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ถูกที่สุดในยุโรป มันจึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบในการวางโครงสร้างพื้นฐานอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ (Sovereign AI) ของโลกยุคปัจจุบัน






 

โครงการรีสอร์ทหรูของจาเร็ด คุชเนอร์ในแอลเบเนีย จุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ อิวานกา ทรัมป์ เรียกเกาะซาซานว่าเป็นเกาะส่วนตัวที่พวกเขาค้นพบ หน่วยงานปราบปรามการทุจริตของแอลเบเนีย กำลังสอบสวนการได้มาซึ่งเกาะดังกล่าว


Jared Kushner's Albania Resort Project Triggers Mass Protests | Vantage on Firstpost | N18G | 4K

Firstpost

Premiered 23 hours ago 

Thousands of Albanians are protesting a luxury resort project linked to Jared Kushner, Donald Trump’s son-in-law. The project involves 10,000 hotel rooms across 2.5 square kilometres of protected coastal land on Sazan Island and the Vjosa-Narta nature reserve. Albania’s powerful anti-corruption body has opened a formal investigation into how the land was acquired. Private security guards were filmed dragging a protester along a cliff. Ivanka Trump called Sazan a private island they discovered. Hem Kaaur Saroya breaks down what the project involves and why the pattern keeps repeating.

https://www.youtube.com/watch?v=PBSv4DQ4yDk
.....






โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งขนาดใหญ่ที่ถูกระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับ Jared Kushner ลูกเขยของประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump กำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านที่เพิ่มสูงขึ้นในแอลเบเนีย

กระแสต่อต้านโครงการรีสอร์ตหรูริมชายฝั่งในแอลเบเนีย ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนระหว่าง 1.4 ถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับการสนับสนุนโดย Jared Kushner และ Ivanka Trump นั้น มีประเด็นความขัดแย้งหลัก 3 ประการ ได้แก่ การทำลายสิ่งแวดล้อม ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต และการสูญเสียพื้นที่สาธารณะ แม้ว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Edi Rama จะชูโครงการนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะพลิกโฉมแอลเบเนียให้ก้าวเข้าสู่ตลาดการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน แต่สถานการณ์จริงในพื้นที่กลับก่อให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ทั้งในกรุง Tirana และตามแนวชายฝั่งทางตอนใต้

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนกระแสต่อต้านที่ทวีความรุนแรงขึ้นมีดังนี้:

1. ภัยคุกคามทางนิเวศวิทยาต่อถิ่นที่อยู่อาศัยที่ได้รับการคุ้มครอง

โครงการรีสอร์ตแบบครบวงจรที่วางแผนไว้นี้ ซึ่งประกอบด้วยโรงแรมหรู วิลล่า และท่าจอดเรือยอชต์ (marina) จะตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางนิเวศสูง 2 แห่ง ซึ่งเดิมเคยได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ได้แก่:

Narta Lagoon (พื้นที่ Zvërnec): พื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งและป่าสนแห่งนี้เป็นเขตอนุรักษ์ที่สำคัญและได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นถิ่นที่อยู่ของนกอพยพกว่า 200 สายพันธุ์ รวมถึงนกที่มีชื่อเสียงอย่างนกฟลามิงโกสีชมพูและนกกระทุง Dalmatian กลุ่มผู้ประท้วงได้ออกมารวมตัวกันบนท้องถนนพร้อมกับถือหุ่นนกฟลามิงโกที่ทำจากกระดาษแข็งและแบบเป่าลม เพื่อเน้นย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับความหลากหลายทางชีวภาพ

เกาะ Sazan: เกาะที่มีสภาพสมบูรณ์ตามธรรมชาติและแทบไม่มีผู้อยู่อาศัย ครอบคลุมพื้นที่ 1,400 เฮกตาร์ และเคยเป็นฐานทัพทหารในยุคคอมมิวนิสต์มาก่อน พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติทางทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในถิ่นที่อยู่อาศัยสุดท้ายในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของแมวน้ำมองค์ (monk seal) สัตว์ใกล้สูญพันธุ์

องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากต่างออกมาประณามโครงการนี้ โดยเตือนว่าระบบนิเวศที่เปราะบางกำลังถูก "ทำลายอย่างไม่อาจกู้คืนได้" ในขณะที่เครื่องจักรหนักเริ่มเข้าปรับพื้นที่และตัดผ่านเนินทรายเก่าแก่

2. การดำเนินการทางกฎหมายและการสอบสวนเรื่องการทุจริต

ผู้วิพากษ์วิจารณ์กล่าวหารัฐบาลแอลเบเนียว่ามีการปรับเปลี่ยนกติกาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มมหาเศรษฐีต่างชาติ

การแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อม: ในปี 2024 รัฐสภาแอลเบเนียได้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งส่งผลให้กฎระเบียบด้านการอนุรักษ์อ่อนแอลง เพื่อเปิดทางให้มีการก่อสร้างโครงการท่องเที่ยวระดับหรูภายในอุทยานแห่งชาติ

สถานะ "โครงการเร่งด่วน" (Fast-Tracked): บริษัทลงทุนของ Kushner ที่ชื่อ Affinity Partners (ซึ่งดำเนินงานผ่าน Atlantic Incubation Partners) ได้รับสถานะ "นักลงทุนเชิงยุทธศาสตร์" ทำให้สามารถข้ามขั้นตอนปกติอย่างการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนและการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการไปได้

การสอบสวนการทุจริต: ความกังขาของสาธารณชนทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อหน่วยงานพิเศษเพื่อต่อต้านการทุจริตและอาชญากรรมองค์กรของแอลเบเนีย (SPAK) ประกาศเริ่มการสอบสวนโครงการนี้อย่างเป็นทางการ โดยมุ่งตรวจสอบการแก้ไขกฎหมาย การแปรรูปที่ดินเป็นของเอกชนอย่างกะทันหัน และกระบวนการโอนสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่นักลงทุน

3. การล้อมรั้วกั้นพื้นที่สาธารณะและกระแสต่อต้านจากคนในพื้นที่

สถานการณ์ตึงเครียดเปลี่ยนจากการถกเถียงเชิงนโยบายไปสู่การปะทะกันทางกายภาพ เมื่อผู้พัฒนาโครงการเริ่มติดตั้งรั้วลวดหนามที่มีฐานคอนกรีตรอบพื้นที่บางส่วนของชายหาดใกล้กับ Zvërnec

การสูญเสียสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่สาธารณะ: การติดตั้งรั้วดังกล่าวตัดขาดแนวชายฝั่งอันบริสุทธิ์ที่ทอดยาวหลายไมล์ ซึ่งชาวบ้านและชาวประมงเคยใช้ประโยชน์ได้อย่างอิสระมาหลายชั่วอายุคน

ความรุนแรงที่ทวีขึ้น: ความโกรธแค้นของประชาชนปะทุกลายเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ หลังจากมีการเผยแพร่วิดีโอเหตุการณ์ที่นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเอกชนลากไปตามพื้นอย่างรุนแรง แม้รัฐบาลจะเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทรักษาความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องในเวลาต่อมา แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้ปลุกกระแสสังคมให้ตื่นตัว และเปลี่ยนจากการประท้วงเรื่องสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นไปสู่การเรียกร้องสิทธิพลเมืองเพื่อต่อต้านรัฐบาลในวงกว้าง

สถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน

กลุ่มผู้ประท้วงที่เดินขบวนในกรุงติรานาพร้อมป้ายข้อความ "Albania is not for sale" (แอลเบเนียไม่ได้มีไว้ขาย) ได้เรียกร้องให้มีการยกเลิกโครงการทั้งหมดและถอนรถเกรดดิน (bulldozer) ออกจากพื้นที่ ก่อนที่จะมีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีรามายืนกรานสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยกล่าวต่อสาธารณะว่า "ตราบใดที่ผมยังดำรงตำแหน่งอยู่ จะไม่มีทางที่การลงทุนนี้ต้องยุติลงอย่างแน่นอน" พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลที่ได้รับนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการที่แอลเบเนียจะก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป




“ชาวเกาหลีใต้” ลุกฮือ ประท้วงปิดล้อมคูหาเลือกตั้ง ห้ามเจ้าหน้าที่ขนย้ายหีบ ชูป้ายข้อความประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ว่ามีการโกง หลังบัตรเลือกตั้งมีไม่เพียงพอ มากกว่า 12 แห่ง ขณะที่ กกต.เกาหลีใต้ ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ถือเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะเลื่อนการเลือกตั้ง






https://x.com/Reuters/status/2062531064032084185
.....

ปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอ

มีการจัดการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกรัฐสภาจำนวน 14 เขตควบคู่ไปกับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น

ในเขตบุค-เอ (Buk-A) ของเมืองปูซาน ฮัน ดง-ฮุน (Han Dong-hoon) ซึ่งลงสมัครในนามอิสระและเป็นอดีตผู้นำพรรค People Power Party เป็นผู้คว้าชัยชนะ ถือเป็นการหวนคืนสู่เวทีการเมืองของนักการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมคนสำคัญ ผู้ซึ่งเคยเว้นระยะห่างจากกลุ่มภายในพรรคที่สนับสนุนประธานาธิบดี ยุน (Yoon)

การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเกิดประเด็นถกเถียงกรณีบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอในหน่วยเลือกตั้งบางแห่งในกรุงโซล ซึ่งนำไปสู่เสียงเรียกร้องให้มีการแสดงความรับผิดชอบจากทั้งนายลี (Lee) และพรรคการเมืองหลักทั้งสองพรรค

ปัญหาการขาดแคลนบัตรเลือกตั้งซึ่งพบในหน่วยเลือกตั้งมากกว่า 10 แห่ง ส่งผลให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนต้องรอคอยเป็นเวลานานหลายชั่วโมง หรือจำใจเดินทางกลับโดยไม่ได้ลงคะแนนเสียง โดยมีการขยายเวลาลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ได้รับผลกระทบ

เหตุการณ์ดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดการประท้วงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งและกลุ่มอนุรักษนิยมบางกลุ่ม ซึ่งรวมถึงการขัดขวางไม่ให้มีการขนย้ายบัตรเลือกตั้งออกจากหน่วยเลือกตั้งแห่งหนึ่งในกรุงโซล และการขัดขวางไม่ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ (NEC) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีกรุงโซลอย่างเป็นทางการ ณ ช่วงเที่ยงวันพฤหัสบดี

ทาง NEC ได้กล่าวขออภัยและระบุว่าจะดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียด พร้อมทั้งชี้แจงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ถือเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะเลื่อนการเลือกตั้งหรือจัดการเลือกตั้งใหม่

นายลีแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอ พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาสาเหตุของปัญหา ดำเนินการกับผู้รับผิดชอบ และจัดทำมาตรการป้องกันที่น่าเชื่อถือโดยเร่งด่วน




สุชาติ สวัสดิ์ศรี รำลึกย้อนหลัง เมื่อ "เทียนอันเหมิน" กลายเป็น "เทียนอันเหม็น"

https://www.facebook.com/suchart.sawadsri/posts/4622553324687809

Suchart Sawadsri
16 hours ago
·
ความรำลึกย้อนหลัง

ปรับจากโพสต์เก่า เมื่อ 11 ปีที่แล้ว

ย้อนถึง "เทียนอันเหมิน" และ "โรคประจำศตวรรษ"

ภาพในอดีตที่ทำให้ทั่วโลกไม่ลืม "เทียนอันเหม็น" ผมเรียกของผมเช่นนั้น เคยเขียนบทกวีให้เหตุการณ์นองเลือดในครั้งนั้นด้วยชื่อนี้ด้วย และตั้งแต่นั้นผมก็ไม่เรียกประเทศนี้ว่า "สาธารณรัฐประชาชนจีน" อีกต่อไป แต่กลับมาเรียกแบบเกรียนๆว่า "เจ๊กแดง" หรือถ้าให้สุภาพก็ในชื่อ "จีนแดง" เหมือนยุค "สงครามเย็น" ในช่วงรุ่นทศวรรษ 1950 ที่ยังมี 2 จีน 2 ระบบ คือ "จีนแดง" กับ "จีนไต้หวัน" ทั้งๆที่ครั้งหนึ่งผมเคยชื่นชมการต่อสู้ของ "เหมาเจ๋อตง" และ "คอมมิวนิสต์จีน" ถึงกับจัดทำ "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" ฉบับ "แนะนำสาธารณรัฐประชาชนจีน" ( พฤศจิกายน พ.ศ.2514 ) และเป็นสื่อมวลชนฉบับแรกในยุคเผด็จการ "ถนอม - ประภาส" ที่ใช้คำๆนี้อย่างเป็นทางการว่า "สาธารณรัฐประชาชนจีน" พร้อมกับเขียน "บทนำ" เรื่อง "นโยบายจีนเดียว" เสนอให้รัฐบาลไทยในสมัยนั้นยอมรับจีนแผ่นดินใหญ่ว่าเป็นตัวแทนในองค์การสหประชาชาติแทนจีนไต้หวัน

ผลจากการทำ "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" ฉบับ "แนะนำสาธารณรัฐประชาชนจีน" ฉบับนี้ทำให้ผมได้รับจดหมายเรียกตัวจากตำรวจสันติบาลให้ไปพบ ( เรียกในสมัยนี้ก็คือ "เชิญไปปรับทัศนคติ" ) ผู้การสันติบาลกอง 2 ฝ่ายเอกสารและหนังสือพิมพ์ ที่มีจดหมายเรียกตัวให้ไปพบในสมัยนั้น คือ พ.ต.ท.นิรันดร์ วรหิรัญ ผมเองก็ไปพบ และเขาก็ให้ผมเซ็นรับทราบการไปพบในครั้งนั้น คล้ายเป็นการเตือนว่า "ทีหลังอย่าทำอีก" แต่พอกลับมาจากสันติบาลแล้ว อีกไม่นานต่อมาผมก็ยังทำอีก คือต้องสารภาพว่าในครั้งที่จัดทำ "สังคมศาสตร์ปริทัศฯ์" ฉบับ "แนะนำสาธารณรัฐประชาชนจีน" นั้น ผมเทใจให้กับ "จีนเหมาเจ๋อตง" มากกว่า "จีนเจียงไคเซ็ค"

หนังสือเล่มของกอง บก."สังคมศาสตร์ปริทัศน๋" ที่ผมจัดทำในช่วงเมื่อปี 2518 ก็มีชื่อหนังสือว่า "การปฏิวัติของจีน" และผมไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าทำไมในช่วงนั้นผมจึงทำตัวเหมือนเป็น "สาวกท่านประธานเหมา" ( Moaist ) แต่แล้วต่อมาอีกไม่นาน ก่อนช่วงเกิดเหตุการณ์นองเลือด "6 ตุลาคม 2519" ผมก็ไม่เอาด้วยกับแนวความคิด "ซ้ายจัด" แบบ "เหมาอิสต์" ซึ่งหมายความว่าไม่เอาด้วยกับแนวทางการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธในทุกรูปแบบเนื้อหา แต่แล้วไม่ว่าจะซ้ายแบบไหน เมื่อเกิด "6 ตุลาคม 2519" ซ้ายทุกประเภท สังคมนิยมทุกประเภท ก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์แบบเดียวกันหมด และเกิดวาทกรรม "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" จนผลักดันให้คน "หนีตาย" ไปร่วมกับพรรคคอมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ( พคท.) ทั้งที่เต็มใจและไม่เต็มใจ ซึ่งในทางประวัติศาสตร์ความคิด นักประพันธ์ เช่น "ทมยันตี" ต้องรับผิดชอบในเหตุการณ์นองเลือด "6 ตุลาคม 2519" ไม่แตกต่างจาก "กิตติวุฒโฑ" ที่เป็นเข้าของตำพูด "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" ( เป็นพระแบบไหนก็ไม่ทราบทำผิดศีลข้อแรกได้อย่างหน้าตา่าเฉย )

แม้ว่าสถานการณ์ในตอนนั้นจะยากลำบาก เพราะเกิด "รัฐประหาร" ในช่วงเย็นวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หลายคนไม่รู้จะเดินหน้าหรือถอยหลัง และไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายไปแบบไหน แม้จะไม่แน่ใจในความปลอดภัย แต่ผมก็ตัดสินใจ "ไม่เข้าป่า" ไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพราะมีความรู้สึกลึกๆว่า พคท.ทำตัวเป็นเหมือนเอเยนต์ให้กับ พคจ. ( พรรคคอมมิวนิสต์จีน ) ผมตัดสินใจ "ไม่เข้าป่า" โดยใช้วิธี "หลบอยู่ใต้ขนตาศัตรู" ตามสำนวนใน "สามก๊ก" แต่ในช่วงนั้น ถ้าสถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น ผมก็เตรียมทางเลือกไว้ 2 ทาง คือถ้าไม่ "เข้าป่า" ตามที่มีสายจัดตั้งไว้แล้ว ก็จะลี้ภัยไปสวีเดน แต่ในช่วงตั้งแต่ปี 2520-2523 ที่ "หลบอยู่ใต้ขนตาศัตรู" นี่เอง ที่ผมไปเป็นบรรณาธิการ "โลกหนังสือ" รายเดือนให้กับร้านหนังสือดวงกมลของคุณสุข สูงสว่าง
 
ผมตัดสินใจไม่เป็น "แนวร่วมด้านกลับ" ให้ฝ่ายไหนทั้งนั้น และด้วยอาจเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ ในช่วงที่มีการสู้รบในเขตป่าเขา ผมจึงมักได้รับการเทศนามาจาก "สหายในป่า" บางคน ซึ่งขณะนั้นกำลังสุดจิตสุดใจกับ พคท. เป็นต้นวิจารณ์ว่าผมว่าเป็นพวกโลเล เป็น "เสือจร" ไม่เข้าใจทฤษฏี "ไดอะเลกติก" ไม่เข้าใจเรื่อง"วัตถุนิยมประวัติศาสตรฺ์" ( คือไม่เข้าใจ Dialectic Materialism ) และก็มีสหายบางคนวิจารณ์ว่าเป็นพวกนิยมทรอตสกี้ มีแนวโน้มเป็นพวก "อนาคิสต์" ถึงขนาดมีจดหมายจากสหายในป่าบางฉบับบอกว่าผมเป็นพวก "ลัทธิแก้" ตามแนวทาง "สู้ในเมืองผ่านวิธีรัฐสภา" ของผิน บัวอ่อน และประเสริฐ ทรัพย์สุนทร มีอยู่บางฉบับของผู้เป็นเจ้าของวลี "จากวนาถึงนาคร" ในช่วงปี 2520 ได้ฝากสั่งสอนไปถึง ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ด้วยว่า "อย่าลุ่มหลงนางนวลโจนาธาน และพ่อมดอ๊อซให้มากนัก" และก็มีนักวิจารณ์วรรณกรรมในสายจัดตั้งบางคนวิจารณ์ว่าผมเป็นพวกศิลปินที่เผชิญกับโรคร้าย-โรคประจำศตวรรษ ( ยืมคำมาจาก สมชาย ปรีชาเจริญ หนึ่งในนามปากกาของ จิตร ภูมิศักดิ์ ) ผู้ที่วิจารณ์ทำนองนี้ได้เคยวิจารณ์สั่งสอนผมมาก่อนแล้ว ผ่านจากการวิจารณ์หนังสือรวมเรื่องสั้นชุด "ความเงียบ" ที่รวมพิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ.2515 ผมก็เฉย และเหมือนจะรู้ขึ้นมาในทันทีว่า ความคิด "ซ้ายจัด" ในมุมมอง "การเมืองนำศิลปะ" แบบสั่งสอน ( didactic ) นั้นไม่มีทางที่จะเอาชนะได้แน่ ซึ่งก็จริง หลังจาก "ป่าแตก" เพราะนโยบาย 66/23 ทุกอย่างก็พังครืน และที่ไม่น่าเชื่อว่าในอีก 30 ปีต่อมา บรรดาสหาย "เหมาอิสต์/ซ้ายจัด" ทั้งหลายที่เคยสั่งสอนผมในช่วงก่อนและหลัง "6 ตุลาคม 2519" ย้อนมาในเวลาปัจจุบันก็มีหลายคนกลับไปฝักใฝ่ขบวน "เสื้อเหลือง" ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และขบวน กปปส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ บางคนไปเป็นคอลัมนิสต์ให้ นสพ."ผู้จัดการ" "ไทยโพสต์" และ "แนวหน้า" ถ้าเข้าใจไม่ผิด สหาย "ซ้ายจัด" ที่เคยวิจารณ์ว่าผมเป็น "ศิลปินที่เผชิญกับโรคร้าย - โรคประจำศตวรรษ" นั้น ก็กลายไปเป็นคอลัมนิสต์เอียงขวา ( แบบไม่ประจำ ) อยู่ใน นสพ."แนวหน้า"

ผมก็ยังอยู่ที่เดิมของผม ตัดสินใจไม่ไป "ศึกษาต่อต่างจังหวัด" และเหตุการณ์ฆ่าประชาชนที่ "เทียนอันเหม็น" เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ.1989 ( พ.ศ.2532 ) ก็เปลี่ยนมุมมองของผมใหม่อย่างสิ้นเชิง จากที่ครั้งหนึ่ง "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" เป็นสื่อมวลชนฉบับแรกที่ประกาศชื่อว่า "สาธารณรัฐประชาชนจีน" ในปี 2514 แต่ความหน้าไหว้หลังหลอกและการฆ่าประชาชนของตนเองหลังเหตุกาณณ์ "เทียนอันเหมิน" ทุกวันนี้ผมจึงกลับไปเรียกว่า "จีนแดง" อีกครั้ง ถ้าเกรียนมากก็เรียกว่า "เจ๊กแดง" ไปเลย และเรื่องนี้ไม่ใช่วิธีคิดแบบ Racism แต่เป็นการบอกเลิกกับ "นโยบายจีนเดียว" ที่มีแค่จีนแผ่นดินใหญ กลับไปมองเรื่องหลายจีน - จีนไต้หวัน จีนสิงคโปว์ จีนมาเลย์ จีนอินโดฯ และจีนไทย ( ที่สนธิ ลิ้มทองกุล และจำลอง ศรีเมือง เคยเรียกตัวเองว่า "ลูกจีนรักชาติ" ที่เข้าใจว่าคงจะไม่ใช่ในความหมาย "ลูกเจ๊กแดงรักชาติ )
 
สหายซ้ายและและซ้ายจัดของผมบางคน ที่ปัจจุบันเปลี่ยนไปอยู่อีกฝั่ง และสนับสนุนการเข้ามาทำรัฐประหารของ คสช. พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อทราบข่าวเรื่องนักศึกษาชายหญิง 4 คนถูกทำร้ายจากฝ่ายอำนาจรัฐเผด็จการ เพราะไปร่วมชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ในวาระครบ 1 ปี การทำรัฐประหารของ ตสช. พวกเขาเหล่านั้นไปร่วมชุมนุมอย่างเชื่อมั่นในสันติภาพและประชาธิปไตย แต่กลับได้รับบาดเจ็บ และ "ถูกหมาย" เรียกตัว โดยถูกตั้งข้อหาว่า "ขัดคำสั่ง คสช."

จาก "เทียนอันเหม็น" มาลงที่เรื่อง" นกหวีด" และ คสช.
 
ศิลปินที่เผชิญกับ "โรคประจำศตวรรษ" ก็ทำได้แค่นี้แหละครับ

ขอความถูกต้องจงคุ้มครองนักศึกษาหนุ่มสาวทั้ง 4 และหวังให้เหตุการณ์จับกุมนักศีกษาหนุ่มสาวทั้ง 4 ของ คสช.จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
-----------
หมายเหตุ : นักศึกษาที่ถูกจับในวันครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร คสช. ที่จำได้คือ รังสิมันต์ โรม และ แมน ปกรณ์ เข้าใจว่าวันนั้นมี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มาร่วมชุมนุมด้วย แต่ไม่ถูกจับ ผมเองก็ตั้งใจจะไปดูงานแสดงศิลปกรรมของ ครองศักดิ์ จุฬามรกต ที่หอศิลป์ กทม.ในวันนั้นพอดี แต่ไม่ได้ไป เพราะมีนัดดื่มเบียร์กับ Ben Anderson ที่มติชน และเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบ Ben Anderson
-----------
1. "สังตมศาสตร์ปริทัศน์" ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2514 ที่ตำรวจสันติบาลเรียก บก.ไป "ปรับทัศนคติ"
2. "การปฎิวัติของจีน" สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการ โครงการหนังสือเล่ม "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" พ.ศ.2518



ทางการจีนได้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการลบรายละเอียดเกี่ยวกับการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 ออกไปจากความทรงจำของคนในชาติ ทว่าในปัจจุบัน กลับมีคนหนุ่มสาวบางส่วนที่ได้ล่วงรู้ถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ ซึ่งบ่อยครั้งเกิดขึ้นในรูปแบบที่คาดไม่ถึง นี่แสดงว่า แม้แต่กำแพงดิจิทัลที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังมีรอยร้าว







https://x.com/washingtonpost/status/2062565167754318229
.....

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและมีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีการใช้ระบบเซ็นเซอร์ข้อมูลที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ซึ่งมักเรียกกันว่า "Great Firewall" (กำแพงไฟยักษ์) ของจีน แต่ความทรงจำเกี่ยวกับการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989 ก็ยังคงเล็ดลอดไปถึงคนรุ่นหลังได้

เนื่องจากรัฐบาลจีนใช้เวลากว่า 30 ปีในการแก้ไขเนื้อหาในตำราเรียน กรองคำค้นหาบนโซเชียลมีเดีย และสั่งห้ามผลงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ คนหนุ่มสาวในจีนจึงจำต้องปะติดปะต่อเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เข้าด้วยกันราวกับต่อจิ๊กซอว์

ต่อไปนี้คือวิธีการที่คนหนุ่มสาวบางส่วนได้ล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 1989 ซึ่งมักเกิดขึ้นโดยบังเอิญ:

1. ปรากฏการณ์ "Streisand Effect" (ผลย้อนกลับจากการพยายามปิดกั้นข้อมูล)

เรื่องตลกร้ายก็คือ เครื่องมือที่ใช้เพื่อปิดกั้นความทรงจำกลับกลายเป็นสิ่งที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นเสียเอง ในช่วงวันที่ 4 มิถุนายนของทุกปี แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตของจีนจะมีการตรวจสอบและกวาดล้างข้อมูลอย่างเข้มงวดและครอบคลุมในระดับสูงสุด

การสั่งห้ามแบบไร้เกณฑ์ชัดเจน: ชุดตัวเลขง่ายๆ (เช่น 64, 89 หรือ 46) อีโมจิรูปเทียน หรือภาพรถถัง มักถูกสั่งบล็อกอย่างกะทันหัน

ความเงียบงันที่น่าสงสัยบนโลกออนไลน์: ชาวเน็ตหนุ่มสาวสังเกตเห็นว่าฟีเจอร์บางอย่างบนโซเชียลมีเดีย (เช่น การเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ หรือการโอนเงินด้วยยอดเงินจำนวนเฉพาะเจาะจง) ถูกระงับการใช้งานอย่างกะทันหันในช่วงต้นเดือนมิถุนายน จึงเริ่มตั้งคำถามถึงสาเหตุ ซึ่งการค้นหาข้อมูลผ่าน VPN เพียงแค่ครั้งเดียวก็มักจะนำไปสู่คำตอบ

2. ความลับและของที่ระลึกในครอบครัว

แม้พ่อแม่จำนวนมากจะเลือกนิ่งเฉยเพราะความกลัวหรือต้องการปกป้องลูกหลาน แต่บางคนก็อาจเผลอหลุดปากพูดออกมาหรือตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นี้ให้ลูกหลานรับรู้

วัตถุสิ่งของ: คนหนุ่มสาวบางคนเล่าว่าพวกเขาบังเอิญไปพบสิ่งของเก่าเก็บที่ถูกซ่อนไว้ในห้องใต้หลังคาของพ่อแม่ เช่น บันทึกประจำวันเก่าๆ คลิปข่าวจากหนังสือพิมพ์ปี 1989 หรือเสื้อยืดที่ระลึกซึ่งเคยแจกจ่ายให้แก่ผู้ชุมนุม

การหลุดปากพูด: การเผลอเอ่ยถึงเพื่อนที่ "ต้องรีบเดินทางออกนอกประเทศอย่างกะทันหันในปี 1989" หรือคำเตือนแบบคลุมเครือให้หลีกเลี่ยงการไปร่วมชุมนุมทางการเมือง อาจจุดประกายให้วัยรุ่นเริ่มสืบค้นเพื่อหาคำตอบว่าพ่อแม่ของตนกำลังปิดบังเรื่องอะไรอยู่

3. วัฒนธรรมป๊อปและวิดีโอเกม

การคิดค้นคำรหัสลับอย่างสร้างสรรค์และการใช้กลยุทธ์ดิจิทัลเพื่อหลบหลีกการตรวจสอบยังคงมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ช่องโหว่ของอัลกอริทึม: บางครั้ง ภาพเหตุการณ์หรือข้อมูลอ้างอิงทางประวัติศาสตร์อาจหลุดรอดการตรวจสอบจากระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติบนแพลตฟอร์มอย่าง Douyin (TikTok เวอร์ชันจีน) โดยปลอมตัวเป็นวิดีโอที่มีสุนทรียภาพแบบวินเทจ หรือเข้ารหัสด้วยภาษาถิ่นที่ไม่คุ้นเคย

ชุมชนเกม: ในวิดีโอเกมแบบผู้เล่นหลายคนระดับนานาชาติหรือเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว เยาวชนชาวจีนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เล่นจากฮ่องกง ไต้หวัน หรือตะวันตก ซึ่งพูดคุยหรือจำลองเหตุการณ์กันอย่างเปิดเผย โดยหลีกเลี่ยงการปิดกั้นการสื่อสารภายในประเทศโดยสิ้นเชิง

4. การศึกษาต่อต่างประเทศ

สำหรับนักเรียนชาวจีนหลายแสนคนที่เดินทางออกนอกประเทศทุกปีเพื่อไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยตะวันตก ความแตกต่างทางวัฒนธรรมอาจรุนแรงมาก การเดินเข้าไปในห้องสมุดมหาวิทยาลัยและเห็นการเข้าถึงหนังสือ สารคดี และเอกสารสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ปี 1989 อย่างไม่จำกัด มักเป็นตัวกระตุ้นหลักสำหรับการตื่นตัวทางการเมืองของพวกเขา

ความเป็นจริงที่ซับซ้อน: การค้นพบความจริงไม่ได้นำไปสู่การต่อต้านเสมอไป ในขณะที่คนหนุ่มสาวชาวจีนบางคนรู้สึกสะเทือนใจหรือโกรธแค้นอย่างมากจากการเปิดเผย แต่บางคนมองผ่านเลนส์ของชาตินิยมเชิงปฏิบัติ พวกเขาอาจมองว่าการปราบปรามในปี 1989 เป็นเรื่องน่าเศร้าแต่เป็น "ขั้นตอนที่จำเป็น" ซึ่งนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมืองที่จำเป็นต่อความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจของจีนในเวลาต่อมา

การต่อสู้ระหว่างการลืมเลือนที่ถูกบังคับโดยรัฐและความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติยังคงดำเนินต่อไป พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้แต่กำแพงดิจิทัลที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังมีรอยร้าว
.....

ทำไมตัวเลขที่รวมกันอย่างง่าย (เช่น 64, 89 หรือ 46) จึงถูกห้าม ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไร?

ตัวเลขเหล่านั้นถูกห้ามเพราะเป็นตัวเลขย่อโดยตรงสำหรับวันที่และปีของการปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1989

เนื่องจากอัลกอริทึมการเซ็นเซอร์อัตโนมัติของรัฐบาลจีนจะสแกนหาการกล่าวถึงเหตุการณ์อย่างชัดเจน ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจึงพัฒนาการรวมตัวเลขเหล่านี้ขึ้นมาเป็นวิธีการเข้ารหัสเพื่อรำลึกหรือพูดคุยเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมโดยไม่ทำให้ตัวกรองทำงาน ในทางกลับกัน ผู้เซ็นเซอร์จึงห้ามใช้รหัสเหล่านั้นเอง

ต่อไปนี้คือรายละเอียดและความหมายของตัวเลขแต่ละชุด:

รหัสตัวเลขที่แยกย่อย

89 (หรือ 1989): ตัวเลขนี้แสดงถึงปีที่เกิดการประท้วงและการปราบปรามโดยกองทัพ

64: ตัวเลขนี้แสดงถึงวันที่ 4 มิถุนายน (เดือนที่ 6 วันที่ 4) ในภาษาจีน วันที่ 4 มิถุนายน เขียนว่า 六四 (liùsì) ซึ่งเป็นชื่อย่อที่ใช้กันทั่วไปสำหรับเหตุการณ์นี้

46: นี่คือวิธีการสลับลำดับหรือการหลบเลี่ยงด้วยหลักคณิตศาสตร์อันชาญฉลาดที่ชาวเน็ตนิยมใช้กัน โดยหากอ่านย้อนกลับจากหลังไปหน้า ตัวเลขนี้จะสื่อถึง "วันที่ 4 มิถุนายน" นอกจากนี้ ในบางครั้งฝ่ายเซ็นเซอร์ก็มักจะบล็อกคำว่า "64" แต่กลับหลงลืมที่จะบล็อก "46" ทำให้ผู้ใช้งานหันมาใช้ตัวเลขดังกล่าวเป็นรหัสทางเลือกแทน จนกระทั่งระบบอัลกอริทึมสามารถตรวจจับและบล็อกรหัสดังกล่าวได้ในที่สุด

การใช้รูปแบบอื่น ๆ ที่แฝงความหมาย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชาวเน็ตได้คิดค้นวิธีการสื่อสารที่ซับซ้อนและมีนัยแฝงมากยิ่งขึ้นเพื่อหลบเลี่ยงระบบเซ็นเซอร์ (Firewall) ซึ่งมักจะมีการตรวจสอบหรือจำกัดการใช้งานอย่างเข้มงวดในช่วงต้นเดือนมิถุนายน โดยมีตัวอย่างดังนี้:

"วันที่ 35 ของเดือนพฤษภาคม" (May 35th): เนื่องจากคำว่า "4 มิถุนายน" (June 4th) ถูกบล็อกอย่างสมบูรณ์ ผู้ใช้งานจึงหันมาเรียกวันนี้ว่า "วันที่ 35 ของเดือนพฤษภาคม" (นับรวมวันในเดือนพฤษภาคม 31 วัน บวกกับอีก 4 วันในเดือนมิถุนายน) เพื่อหลบเลี่ยงระบบตรวจจับข้อความอัตโนมัติ

63+1 หรือ 65-1: การใช้โจทย์คณิตศาสตร์ง่าย ๆ ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียหรือชื่อผู้ใช้งาน โดยที่ผลลัพธ์ของสมการคือ 64

8^2 (8 ยกกำลังสอง): สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่สื่อความหมายถึงเลข 64




 

สงครามอิหร่านที่ลากยาวเข้าสู่เดือนที่ 4 กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจบ้านเรา ด้วย 5 มรสุมใหญ่ ที่สภาพัฒน์เตือนว่า มันกำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตและการกินอยู่ของคนไทยไปอีกนานนับปี






https://x.com/ktnewsonline/status/2062497090542940612
.....

📈 ภาพรวมเศรษฐกิจและสิ่งที่จะเปลี่ยนไป

สภาพัฒน์และ IMF ได้มีการปรับลดคาดการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ลง โดยระบุว่าหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อและรุนแรง GDP ไทยอาจโตต่ำเหลือเพียง 1.3% ซึ่งถือว่าเติบโตช้าที่สุดในกลุ่มประเทศผู้นำอาเซียน

💡 สิ่งที่คนไทยต้องปรับตัว: > วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กำลังเปลี่ยน "วิถีชีวิต" ให้เราต้องเข้าสู่ยุค รัดเข็มขัด อย่างแท้จริง ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าไฟฟ้ายืนระยะในราคาแพง (Stagflation) การวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการบริหารจัดการหนี้สินอย่างรัดกุม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการประคองตัวผ่านมรสุมเศรษฐกิจลูกใหญ่นี้ไปให้ได้ครับ