วันอาทิตย์, สิงหาคม 30, 2569

บทเรียนประวัติศาสตร์จาก เม็กซิโกและอินโดนีเซีย เมื่อ กกต. ต้องติดคุก



 




เมื่อ กกต. เม็กซิโก-อินโดนีเซีย ดำดิ่งสู่ความอัปยศ - มีเรื่องเล่า podcast EP.27 : Matichon TV

Aug 28, 2026

การเลือกตั้งที่แสนอัปยศ และการติดคุกของ กกต. บทเรียนจากเม็กซิโก และอินโดนีเซีย 
. 
Podcast มีเรื่องเล่า กับ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สัปดาห์นี้ ชวนทุกท่านย้อนมองบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์ขององค์กรจัดการการเลือกตั้งในต่างประเทศ ทั้งกรณีของ ประเทศเม็กซิโก (CFE/IFE) และ ประเทศอินโดนีเซีย (KPU) ที่สะท้อนให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งว่า 
. 
สถานะของ "องค์กรอิสระ" แท้จริงแล้วคือ "องค์กรสาธารณะ" ที่ต้องมีความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง แต่ "ต้องไม่อิสระจากการตรวจสอบ" และ "ต้องไม่อิสระจากประชาชน" เมื่อใดก็ตามที่ผู้คุมกฎสูญเสียความโปร่งใสและทรยศต่อเสียงของประชาชน จุดจบไม่ได้มีแค่ความล่มสลายขององค์กร แต่อาจนำมาซึ่งตราบาปและคำสาปแช่งที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชั่วกัปชั่วกัลป์ หวังว่าวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นในเม็กซิโกและอินโดนีเซียจะเป็นอุทาหรณ์และข้อคิดที่ดี เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย 
#MatichonTV #มีเรื่องเล่า #วิโรจน์ลักขณาอดิศร #กกต

.....

ประวัติศาสตร์ทางการเมืองทั้งในไทยและต่างประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "องค์กรจัด elections ที่ขาดความน่าเชื่อถือ คือจุดเริ่มต้นของวิกฤตความขัดแย้งทางสังคม" เมื่อใดก็ตามที่ กกต. (องค์กรบริหารการเลือกตั้ง) สูญเสียความชอบธรรมและการวางตัวเป็นกลาง การเลือกตั้งนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ยังกลายเป็นชนวนเหตุแห่งความตกต่ำและวิกฤตศรัทธา

บทเรียนจากประวัติศาสตร์: เมื่อ กกต. ต้องติดคุก และองค์กรอิสระล้มเหลว

บทเรียนจากไทย (คดี กกต. ติดคุก ปี 2549):

เหตุการณ์: ศาลอาญาพิพากษาจำคุก กกต. (นำโดย พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ) จากกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และช่วยเหลือพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2549

ข้อคิด: ตำแหน่งองค์กรอิสระไม่ได้เป็นเกราะคุ้มกันตามกฎหมายหากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การเลือกตั้งที่ถูกครหาว่า "เอื้อประโยชน์" นำไปสู่การบอยคอตจากฝ่ายค้าน การอภิปรายไม่ไว้วางใจจากสังคม และจบลงด้วยวิกฤตทางการเมืองที่เปิดทางให้เกิดการรัฐประหาร

บทเรียนจากเม็กซิโก (การเปลี่ยนผ่านจาก "ผูกขาด" สู่ระบบที่น่าเชื่อถือ):

บริบท: ในอดีต เม็กซิโกเผชิญกับการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าไร้ความชอบธรรมภายใต้การครองอำนาจยาวนานของพรรค PRI จนกระทั่งการเลือกตั้งปี 1988 ถูกเรียกว่าเป็น "ความอัปยศ" จากเหตุระบบนับคะแนนล่ม

การปฏิรูป: เม็กซิโกแก้ปัญหาด้วยการปฏิรูปใหญ่ แยกองค์กรจัดเลือกตั้งออกจากรัฐบาลและสร้างองค์กรที่เป็นอิสระจริงอย่าง INE (National Electoral Institute) โดยเน้นความโปร่งใสในระดับสูง เช่น การเปิดเผยข้อมูลนับคะแนนแบบเรียลไทม์ และระบบตรวจบัตรประชาชนมีรูปถ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาจากประชาชน

บทเรียนจากอินโดนีเซีย (การสร้างความโปร่งใสโดยพลังภาคประชาชน):

บริบท: หลังจากยุคเผด็จการซูฮาร์โต อินโดนีเซียพยายามสร้าง กกต. (KPU) ที่เป็นอิสระ แต่ก็ยังเผชิญกับความท้าทายเรื่องข้อครหาการทุจริตและการเอื้อประโยชน์ในบางระดับ

นวัตกรรมและความโปร่งใส: นอกเหนือจากการตรวจสอบตามกฎหมาย อินโดนีเซียใช้ประโยชน์จาก "การตรวจสอบโดยภาคประชาชน" (Crowdsourcing) เช่น โครงการ Kawal Pemilu ที่ให้ประชาชนถ่ายรูปใบสรุปคะแนน (Form C1) จากแต่ละหน่วยเลือกตั้งมาอัปโหลดขึ้นระบบออนไลน์เพื่อยืนยันคะแนนแข่งกับ กกต. ลดโอกาสการแก้ไขผลคะแนนและป้องกันการบิดเบือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยสำคัญในการป้องกันไม่ให้การเลือกตั้งกลายเป็น "ความอัปยศ"

ความเป็นอิสระและตรวจสอบได้จริง: กกต. ต้องไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายบริหารหรือขั้วอำนาจใดๆ และต้องมีระบบรับผิดชอบ (Accountability) ที่พร้อมถูกตรวจสอบทางกฎหมายหากปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

ความโปร่งใสในทุกขั้นตอน: กระบวนการนับคะแนนและรายงานผลต้องเปิดเผย รวดเร็ว และตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่นับที่หน่วยเลือกตั้งจนถึงผลรวมระดับประเทศ

การยอมรับกติการ่วมกัน: หากกระบวนการจัดเลือกตั้งเที่ยงธรรมและเป็นกลาง ผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็จะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และช่วยให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไปได้โดยไม่ต้องเผชิญวิกฤตการณ์บนท้องถนน




“อย่าดูถูกประชาชน” จับตามติคดีฮั้ว สว. คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง กกต. เสี่ยงติดคุก? - เอก-ออฟเผย คนเริ่มถามหาพรรคเพื่อไทยว่า จุดยืนคดี ฮั้ว สว. อยู่ตรงไหนกันแน่


“อย่าดูถูกประชาชน” จับตามติคดีฮั้ว สว. คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง กกต. เสี่ยงติดคุก? | END GAME #180

The Standard

Aug 29, 2026 
END GAME เกมที่แพ้ไม่ได้

นี่เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการพิจารณาสำนวนกรณีนี้ของคณะกรรมการ กกต. ที่เริ่มประชุมพิจารณามาตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดที่สองที่พิจารณาคดีนี้ มีมติออกมาเมื่อเดือน มี.ค. 2569 และส่งเรื่องให้ กกต. ชุดใหญ่

คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ทำให้การเลือก สว. ปี 2567 มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม จำนวน 229 คน แบ่งเป็น สว. ชุดปัจจุบัน 138 คน, กลุ่มของรัฐมนตรี, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.), คณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทยรวม 41 คน และกลุ่ม สว. สำรองและผู้สมัคร สว. รวม 50 คน

ในเวลาเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านคือพรรคประชาชน และภาคประชาชนโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ได้ออกมาเปิดเผยพฤติกรรม ขบวนการ และตัวละครที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. ต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ต่อเนื่องเดือน ส.ค.

ขณะเดียวกัน สำนวนคดีจำนวนกว่า 90,000 หน้าที่อยู่ในมือของ กกต. ชุดใหญ่ จะเป็นหลักฐานที่ชี้ขาดว่า คดีฮั้ว เลือก สว. จะถูกส่งฟ้องต่อศาลฎีกาหรือไม่ หลังมีการตั้งคณะกรรมการอย่างน้อย 2 ชุดขึ้นมาพิจารณาและกลั่นกรองคดีนี้
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากไอลอว์ออกมาเปิดเผยหลักฐานล่าสุดที่อ้างว่าเป็นข้อมูลการโทรเข้า-ออกระหว่างผู้สมัคร สว. อ่างทอง กับสองนักการเมืองพี่น้องตระกูลปริศนานันทกุลของพรรคภูมิใจไทย ชวนติดตามและวิเคราะห์ไปพร้อมกันได้

#TheStandardEndGame

https://www.youtube.com/watch?v=hVOcVaKQPbA








https://x.com/thestandardth/status/2093610276603969977



 

การตั้งชื่อใหม่ให้ Lake Ontario เป็น Lake America เป็นความพยายามล่าสุดของทรัมป์ที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของเรา จากเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องสงครามอิหร่านที่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ หรือเรื่องแฟ้มข้อมูลของเอปสไตน์ หรือนาตาลี ฮาร์ป



เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา Trump ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารให้หน่วยงานรัฐบาลกลางปรับเปลี่ยนชื่อทะเลสาบดังกล่าวบนแผนที่และเอกสารต่างๆ ของสหรัฐฯ ให้มีความเป็น "อเมริกัน" มากขึ้น ซึ่งนับเป็นการใช้เวลาและทรัพยากรที่คุ้มค่าเสียจริง อย่างน้อยเราก็คงต้องขอบคุณที่ประธานาธิบดีผู้พยายามจะแปะชื่อตัวเองลงบนทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่สนามบินไปจนถึงศูนย์ศิลปะ Kennedy Center ไม่ได้สั่งให้เรียกแหล่งน้ำแห่งนี้ว่าทะเลสาบ Trump

นี่ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายเพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้น เพราะการเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ Ontario นี้ตามมาหลังจากที่ประธานาธิบดีเคยเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโก (Gulf of Mexico) ให้เป็นอ่าวอเมริกา (Gulf of America) มาแล้วเมื่อปีที่แล้ว Trump กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "เรามีอ่าวและเรามีทะเลสาบแล้ว ตอนนี้สิ่งที่เราขาดก็คือมหาสมุทร บางทีเราอาจจะต้องเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกและ/หรือมหาสมุทรแปซิฟิกบ้างแล้วล่ะ"

หากสงครามในอิหร่านที่กำลังดำเนินไปอย่างหายนะยังคงยืดเยื้อต่อไปอีกสักสองสามเดือน Trump ผู้ซึ่งกำลังบอบช้ำจากสถานการณ์ต่างๆ อาจจะทำตามคำขู่นั้นจริงๆ ก็เป็นได้ เพราะชายผู้นี้พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวของตนเอง

นอกเหนือจากการเบี่ยงเบนความสนใจแล้ว การกระทำอันน่าสมเพชนี้ยังเปรียบเสมือนการชูนิ้วกลางใส่แคนาดาอีกด้วย การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาเพิ่งล่มลง โดยรัฐบาลของ Trump ได้กำหนดภาษีศุลกากรสูงถึง 50% สำหรับสินค้าบางรายการ ในขณะที่ Mark Carney นายกรัฐมนตรีของแคนาดาประกาศว่าจะตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรงเท่าเทียมกัน (dollar for dollar) เป็นที่น่าสงสัยว่า Trump คงคิดว่าชื่อทะเลสาบ Ontario นั้นตั้งตามชื่อรัฐของแคนาดาที่มีพื้นที่ติดกัน เขาจึงมองว่าการเปลี่ยนชื่อฝ่ายเดียวนั้นเป็นวิธีที่ดีในการแสดงให้เพื่อนบ้านทางตอนเหนือของสหรัฐฯ เห็นว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้านาย

อย่างไรก็ตาม ดังที่ Carney จำเป็นต้องชี้แจงผ่านโซเชียลมีเดีย ชื่อทะเลสาบ Ontario นั้นถูกใช้มานานกว่า 400 ปีแล้ว และมีที่มาจากคำว่า Ontari’io ในภาษาของชนพื้นเมืองเผ่า Wendat/Huron ซึ่งมีความหมายว่า "ทะเลสาบที่งดงาม ทะเลสาบที่ยิ่งใหญ่" เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนทั้งการก่อตั้งสมาพันธรัฐแคนาดาและการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาเสียอีก

ในสถานการณ์ปกติ การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งเปลี่ยนชื่อทะเลสาบเกรตเลกส์เพื่อหาเรื่องทะเลาะกับพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดรายหนึ่งคงกลายเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมไปนานหลายสัปดาห์ แต่วันนี้กลับกลายเป็นเพียงเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีวันหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่แค่การเล่นตลกไร้สาระที่ทั้งแคนาดาและผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กต่างยืนยันว่าจะไม่สนใจไยดี แต่มันคือเครื่องพิสูจน์ชัดเจนว่าทรัมป์กำลังตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง โดดเดี่ยว และไร้หนทางแก้ไขปัญหา คะแนนนิยมของเขาลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ โดยร่วงลงถึง 14 จุด จากระดับ 47% ในช่วงเริ่มต้นวาระที่สองมาอยู่ที่ 33% ในปัจจุบัน ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น สงครามกับอิหร่านซึ่งเคยถูกนำเสนอว่าเป็นเพียง "ปฏิบัติการเล็กๆ" ที่จะกินเวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์ กลับยืดเยื้อมานานถึงหกเดือนแล้วโดยยังมองไม่เห็นทางออกที่เหมาะสมเลยแม้แต่น้อย และแคนาดาก็ไม่ใช่พันธมิตรเก่าแก่เพียงรายเดียวที่โกรธเคืองสหรัฐฯ ในยุคของทรัมป์ เพราะชื่อเสียงของประเทศนี้ในเวทีโลกได้ดิ่งลงเหว ผลสำรวจใน 36 ประเทศโดยสถาบัน Pew เมื่อต้นปีที่ผ่านมาพบว่า ภาพลักษณ์โดยรวมของสหรัฐฯ นั้นเป็นไปในทางลบเสียส่วนใหญ่ โดยมีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่มองสหรัฐฯ ในแง่บวก ซึ่งอิสราเอลเป็นประเทศที่ให้คะแนนนิยมสูงสุด ทรัมป์กำลังตกอยู่ในสภาวะอ่อนแอและไร้ทิศทาง เขาขาดทั้งสติปัญญาและทักษะทางการทูตที่จะปรับเปลี่ยนความเป็นจริงให้เป็นไปตามใจปรารถนา จึงหันมาใช้วิธีเปลี่ยน "ภาพลักษณ์" หรือชื่อเรียกแทน แต่ไม่ว่าเขาจะลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารไปกี่ฉบับก็ตาม ผู้คนก็จะยังคงเรียกทะเลสาบออนแทรีโอด้วยชื่อเดิมของมันต่อไปอีกนานแสนนาน หลังจากที่เราเลิกเรียกทรัมป์ว่า "ประธานาธิบดี" กันไปแล้ว


ที่มา The Guardian
The rebranding of ‘Lake America’ is Trump’s desperate attempt to distract us

https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/aug/29/lake-america-trump-approval-ratings
29 August 2026


.....









ชื่อ "Lake Ontario" (ทะเลสาบออนแทรีโอ) มีที่มาจากคำว่า "Ontari’io" ในภาษาของชาวเวนดัต (Wendat) ซึ่งมีความหมายที่เหมาะสมอย่างยิ่งว่า "ทะเลสาบที่งดงาม" หรือ "ทะเลสาบขนาดใหญ่"

ชื่อนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 400 ปี ซึ่งเก่าแก่กว่าทั้งการก่อตั้งสมาพันธรัฐแคนาดาและการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา...

Mark Carney (@MarkJCarney)
นายกรัฐมนตรีแคนาดาและหัวหน้าพรรคเสรีนิยม (Liberal Party)
โต้กรณีทรัมป์เปลี่ยนชื่อทะเลสาบเป็น "Lake America" ​​ด้วยบทเรียนทางประวัติศาสตร์






 

สำนักข่าว TRT ทำสกู๊ปข่าว เกี่ยวกับความประพฤตินักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล กร่าง - ความวิตกว่าชาว #อิสราเอล หรือที่คนไทยหลายคนเรียกว่า #ยิวเทา จะยึดเมืองไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และอาจบานปลายหากรัฐบาล สถานทูตอิสราเอล และสาธารณะไทยไม่ตั้งสติ แก้ปัญหาตรงจุด อย่างเร่งด่วน








https://x.com/trtworld/status/2093204353586766262

.....

 https://www.facebook.com/pravit.rojanaphruk.5/posts/4685561198338361


Pravit Rojanaphruk
12 hours ago
·
ความวิตกว่าชาว #อิสราเอล หรือที่คนไทยหลายคนเรียกว่า #ยิวเทา จะยึดเมืองไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์อาจบานปลายหากรัฐบาล สถานทูตอิสราเอล และสาธารณะไทยไม่ตั้งสติ แก้ปัญหาตรงจุด ตรงที่เป็นปัญหาอย่างเร่งด่วน #ป #Israel #IsraelinThailand
Concerns that #Israelis — whom some Thais have referred to as “grey Jews” (#ยิวเทา) — are seeking to take over parts of Thailand are spreading rapidly.
The situation could escalate if the Thai government, the Israeli Embassy and the Thai public fail to stay calm and address the underlying issues urgently and directly.
#Thailand #Israel #IsraelinThailand




ส่องความเคลื่อนไหวกลุ่ม "Moving to Thailand" เมื่อชาวอิสราเอลชวนเพื่อนร่วมชาติย้ายมาไทย



ส่องความเคลื่อนไหวกลุ่ม "Moving to Thailand"

27 ส.ค. 2569
สำนักข่าวไทย

Exclusive Report : เมื่อชาวอิสราเอลชวนเพื่อนร่วมชาติย้ายมาไทย ชูโบสถ์ยิว ร้านอาหารโคเชอร์ในคอนโดครบ



การทะลักเข้ามาของกลุ่มทุนและกลุ่มคนต่างชาติในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกของไทย กำลังยกระดับความรุนแรงขึ้นอีกขั้น และไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของ “นักท่องเที่ยว” แต่กำลังกลายเป็นการ “ย้ายประเทศเพื่อตั้งรกรากถาวร” อย่างแยบยล

จากการเกาะติดสถานการณ์ของ “สำนักข่าวไทย” ล่าสุดพบเบาะแสสำคัญจากคอนโดหรูในกลุ่มโซเชียลมีเดียของชาวอิสราเอลที่มีสมาชิกรวมกว่า 30,000 คน มีการโพสต์เชิญชวนเพื่อนร่วมชาติให้ย้ายประเทศมาปักหลักในประเทศไทย โดยมุ่งเป้าไปที่เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างพัทยาและภูเก็ต พร้อมชูจุดขายการสร้าง “สังคมเฉพาะกลุ่ม” ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันตามวิถีชีวิตเดิม ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารโคเชอร์ หรือการจัดตั้งโบสถ์ยิว (Chabad) ภายในโครงการ

โปรโมชันหรูหรา... บนความคลุมเครือทางกฎหมาย ในพื้นที่พัทยา มีการประกาศขายคอนโดมิเนียมหรูระดับ 6 ดาว อ้างมาตรฐานเดียวกับดูไบและไมอามี ขณะที่ย่านหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต มีการเสนอขายคอนโดหรูวิวทะเล 48 ยูนิต ในราคาเริ่มต้น 410,000 เชเกล (ประมาณ 4–5 ล้านบาทไทย)



เมื่อทีมข่าวเจาะลึกไปยังเส้นทางการถือหุ้นนิติบุคคลของคอนโดมิเนียมบางแห่งในพื้นที่ราไวย์ ยิ่งพบข้อสงสัยน่าประหลาดใจ โดยในช่วงปี 2566–2568 โครงการดังกล่าวยังมีสัดส่วนการถือหุ้นปกติคือ ไทย 51% และต่างชาติ 49% แต่ล่าสุดกลับมีการปรับโครงสร้างให้คนไทยถือหุ้น 100% เบ็ดเสร็จในกระดาษ ทิ้งคำถามใหญ่ให้สังคมว่า นี่คือการลงทุนของคนไทยจริง หรือเป็นเพียงการใช้ “นอมินี” นั่งบังหน้า เพื่อเปิดทางให้ทุนอิสราเอลเข้ามาสวมสิทธิ์กินรวบอสังหาริมทรัพย์ไทย?



เม็ดเงินไม่ตกถึงท้องถิ่น พฤติกรรมข่มขู่ และความกังวล "รัฐซ้อนรัฐ"

ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นักวิชาการด้านตะวันออกกลาง และกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ภูเก็ต สะท้อนภาพว่า ขบวนการนี้เข้ามาแบบ "กินรอบวง" ตั้งแต่บริการให้คำปรึกษาย้ายประเทศ การเดินเอกสาร การขายอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการเปิดธุรกิจบริการครบวงจร ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่เฉพาะในกลุ่มตนเอง โดยไม่ตกถึงมือคนท้องถิ่น

นอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว พฤติกรรมของต่างชาติบางกลุ่มที่ไม่เคารพกฎหมายและวัฒนธรรมไทย ยังสร้างความขัดแย้งในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเหยียดหยามคนท้องถิ่น การเบี้ยวค่าบริการ ตลอดจนการข่มขู่คุกคามเจ้าของพื้นที่

"ถ้า เรายังปล่อยให้ต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการแบบกินรวบ อีก 30ปีข้างหน้า ลูกหลานเราจะอยู่ยังไง แผ่นดินไทยจะยังเหลือหรือไม่ ?"


อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้คนในพื้นที่ คือการขยายตัวของ "ชาบัด" (ศูนย์ศาสนกิจของชาวอิสราเอล) กว่า 10 สาขาทั่วประเทศ ทั้งในป่าตอง ราไวย์ รวมถึงอาคารขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่พบว่ามีการสร้างชั้นใต้ดินลึกถึง 3 ชั้น จนนำมาสู่คำถามเรื่องความถูกต้องในการถือครองที่ดิน และความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ” ในอนาคต



ชาวภูเก็ตนัดรวมตัว 28 ส.ค. ส่งสัญญาณถึงรัฐบาล

จากปัญหาเรื้อรังที่ไร้การจัดระเบียบ ทำให้เกิดการรวมตัวกันอย่างสันติของชาวไทยพุทธและมุสลิม ทั้งผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ในนาม “กลุ่มปกป้องผืนแผ่นดินภูเก็ต”

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและคนท้องถิ่นได้นัดหมายรวมพลังครั้งสำคัญ ในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ สวนสาธารณะโลมา หาดป่าตอง ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้ามาตรวจสอบสิทธิ์การถือครองที่ดิน ตรวจสอบเส้นทางการเงินนอมินี และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ก่อนที่ธุรกิจและผืนแผ่นดินของคนไทยจะถูกกินรวบไปมากกว่านี้

"เรายืนยันว่าการแสดงออกนี้ เป็นการแสดงออกอย่างสันติ เรายังยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกชาติ แต่ต้องเข้ามาแล้วเคารพกฏหมายไทย เคารพให้เกียรติคนท้องถิ่นด้วย แต่ทุกวันนี้ทั้งที่เป็นและไม่เป็นข่าวมีปัญหาเยอะมาก โดยเฉพาะกลุ่มอิสราเอลนี่แหละ คนขับตุ๊กๆถูกถมน้ำลายใส่หน้า ต่อราคาค่ารถแล้วไม่ลดก็ ไม่พอใจก็ขว้างปาก้อนหินใส่ บางครั้งกินแล้วเบี้ยวไม่จ่ายเงินก็มี และเยอะมากตอนนี้ " ตัวแทนกลุ่มปกป้องผืนแผ่นดินภูเก็ต เล่า

การรวมตัวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ความตื่นตระหนกของชาวบ้าน แต่คือการส่งสัญญาณเตือนตรงถึงรัฐบาลว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเลือกปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ... ก่อนที่จะปล่อยให้ผืนแผ่นดินไทยถูกยึดครองอย่างแยบยลจนสายเกินแก้.-สำนักข่าวไทย

https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/166521
.....


ชาวภูเก็ตนับร้อยลุกฮือ "Save Phuket" จี้รัฐจัดการต่างชาติกร่าง!

Nation Online

Aug 28, 2026 

ประชาชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวภูเก็ตก้าวออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่! รวมตัวกันกว่า 200-300 คน จัดเวที "Save Phuket Save ป่าตอง Respect Thai Law" ที่สวนสาธารณะโลมา หาดป่าตอง สะท้อนปัญหาหมักหมม ชาวต่างชาติบางกลุ่มไม่เคารพกฎหมาย ลักลอบประกอบอาชีพและทำธุรกิจแย่งคนไทย พร้อมยื่นข้อเสนอสุดแรง ให้พิจารณาจำกัดระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเหลือไม่เกิน 15 วัน! เสียงตะโกนจากเจ้าบ้านจะเขย่าฝ่ายรัฐให้ตื่นและเพิ่มความเข้มงวดคัดกรองได้แค่ไหน? ติดตามรายละเอียดในคลิปนี้! #SavePhuket #Saveป่าตอง #ต่างชาติ #ภูเก็ต #ทันข่าวค่ำ

https://www.youtube.com/watch?v=lghC2A9n59Q





วันเสาร์, สิงหาคม 29, 2569

รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความตำรวจกองปราบฯ เอาผิดต่อ ‘ไอลอว์’ โทษฐานเผยแพร่ความเห็นของตน แสดงว่า กกต.เองก็ไม่มั่นใจการตรวจสอบข้อเท็จจริงของตัวเอง

หลักฐานสนับสนุนข้อเรียกร้องของ ‘ไอลอว์’ ให้ กกต.สั่งฟ้องคดีโกงเลือกตั้ง สว. ต่อผู้ต้องหา ๒๒๙ คนต่อศาลฏีกา นอกจากคำวินิจฉัยของอนุกรรมการ กกต.ชุดที่ ๒๖ แล้ว ยังมีความเห็นของรองเลขาธิการ กกต. เมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาฯ

วานนี้ (๒๘ สิงหา) นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.คนนั้น หวนมาเข้าแจ้งความต่อตำรวจกองปราบฯ เอาผิดต่อไอลอว์โทษฐานเผยแพร่ความเห็นของตน กรณีเห็นควรให้ส่งฟ้องคดีโกงเลือกตั้ง สว. โดยระบุในคำฟ้องว่า

“การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปเพื่อให้ข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบตามกระบวนการของกฎหมาย และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย”

จำเพาะการฟ้องเพื่อแก้เกี้ยว ที่ถูกเปิดโปงการประพฤติผิด แบบเดียวกับที่ กกต.สั่งให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยื่นฟ้อง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และไอลอว์ ที่นำสำนวนคดีฮั้ว สว.มาเปิดเผยนั้น เป็นการใช้กระบวนการศาลเพื่อกีดกั้นการตรวจสอบ อย่างน่าละอาย

รศ.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีนิติศาสตร์ มธ.เห็นว่า “ขนาดแจ้งความดำเนินคดีกับคนที่ออกมาเรียกร้องความโปร่งใส ก็ยังหาเหตุผลอธิบายให้ประชาชนเข้าใจไม่ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร แล้วจะให้ประชาชนมั่นใจการทำหน้าที่ได้อย่างไร”

อจ.มุนินทร์ยังชี้ด้วยว่า “ตกลง คือ กกต. เองก็ไม่มั่นใจการตรวจสอบข้อเท็จจริงของตัวเอง เลยต้องให้ตำรวจมาช่วยตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการทำหน้าที่ของ กกต.” งั้นหรือ “งงกันไปหมด” เช่นเดียวกับกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน

ที่พากันไปยืนเกาะโพเดี้ยมแถลงโต้ พริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน และ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ ว่า “เป็นการละเมิดข้อมูลในสำนวนคดี” และ “เหตุใดจึงไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย” หารู้ไม่ว่านั่นละคือกระบวนการกฎหมายแท้จริง

สว.สีน้ำเงินคนหนึ่งกล่าวหาอย่างผิดๆ และก้าวร้าว ด้วยว่า “แทรกแซงก้าวก่ายการทำงานของ กกต. หรือเป็นการสร้างความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ขอประชาชนเห็นดวงตาเป็นธรรม อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว”

ทั้งที่ การกล่าวหาเขาแบบนั้น เป็นการเหลิงอำนาจ ที่ไม่ได้มีความชอบธรรมตามครรลองของการใช้เหตุและผล รองรับ

(https://www.facebook.com/nationweekend/posts/MXnA6Yj8f, https://www.facebook.com/munin.pongsapan/posts/2LSL1XHF และ https://www.thairath.co.th/news/politic/2955907?=IwY2xjawT_7vALqR6) 

“อย่าท้า อย่าแถ ไม่อยากเปิดแล้ว อยากให้สั่งฟ้อง แล้วไปว่ากันที่ศาล” ‘เป๋า’ ไอลอว์ ว่างั้น

Nation Online Aug.27 at 10:00 am

อย่าท้า อย่าแถ... ไม่งั้นเปิดแน่! | NationLiveTalk

เตือนครั้งสุดท้าย! ยิ่งชีพฟาดแรง สว. และคนเบื้องหลัง "อย่าท้า อย่าแถ" ลั่นถ้ากล้าปฏิเสธความจริง ระวังเจอแฉหลักฐานความสัมพันธ์และรูปถ่ายคาตา

https://www.facebook.com/watch?v=1040067582335375

โปรดอย่าถาม ถ้าหาก กกต.สั่งไม่ฟ้องใครเลยในคดีการโกงเลือก สว. มีทางอื่นเอาผิดพวกนั้นไหม คำตอบ ‘ไม่มีทาง’ อะไรอีกแล้ว นอกจากวันอาทิตย์นี้ เจอกันศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

“โปรดอย่าถาม” Yingcheep Atchanont บ่นแกมฉุน ว่าช่วงนี้มีเยอะ “จากประชาชนผู้เป็นห่วงเป็นใย” ว่า “ถ้าหาก กกต.สั่งไม่ฟ้องใครเลยในคดีการโกงเลือก สว.ที่มีผู้ต้องหา ๒๒๙ คน แล้วจะทำอย่างไรต่อ” มีทางเอาผิดพวกนั้นได้หรือไม่

‘เป๋า’ บอก “ถ้าตอบตรงๆ ไม่ถนอมน้ำใจคนถามก็คือ ‘ไม่มีทาง’ อะไรอีกแล้วครับ” เขาพยายามสาธยาย scenarios หนทางที่จะเป็นไป ๕ อย่าง แน่ๆ ข้อแรก ผู้ต้องหารอดหมด ไม่ว่าจะเป็น สว.ที่ต้องคดีอยู่ ๑๓๘ คน

และพวก สส. สว. กับแกนนำพรรคภูมิใจไทย หลายสิบคน พวกเขาจะยิ่งกร่างกว่าเดิมมากขึ้น แล้วไล่แจ้งความข้อหาหมิ่นประมาทต่อผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันครื้นเครง ขั้นต่อไปคนเหล่านี้จะผนึกกำลังแน่นหนาในสภา ต้านทานข้อเสนออะไรที่ไม่ชอบ

เช่น เลือกตั้ง สว. หรือยกเลิกไปเลย และแน่นอนพวกสีน้ำเงินนี้ จะกินรวบ กกต.หมดทั้ง ๗ คน ควบคุมทั้งการเลือกตั้งต่างๆ อีกทั้งยึดกุม “องค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐทั้งหมด” ไม่ว่าจะเป็นศาล รธน. ปปช. สตง. กสม. อัยการ ศาลปกครอง ฯลฯ

กกต.ระบอบสีน้ำเงินทั้ง ๗ จะจัดการเลือก สว.ใหม่ให้อยู่ในครอบครองของระบอบนั้นทั้งหมด ด้วยกรรมวิธีที่เคยทำ แต่คราวนี้สะดวกกว่าเยอะ ไม่มีตรวจคุณสมบัติผู้สมัคร แต่งตัวเหมือนกัน โหวตกันเอง ทำโพยอย่างโจ่งแจ้ง

จนได้ สว.สีน้ำเงินทั้ง ๒๐๐ บวกตัวสำรองอีก ๑ ร้อย ทำให้ระบอบสีน้ำเงินเฟื่องฟู ไม่มีทางที่ใครอื่นจะเอาลงได้ ‘พวกเขา’ จะเป็นใหญ่ที่สุด แม้ “ต่อไปข้างหน้าการเมืองเปลี่ยนทิศ สีอื่นได้เป็นรัฐบาล มีรัฐธรรมนูญใหม่ การจะย้อนกลับมารื้อคดีเดิมขึ้นมาฟ้องร้อง ก็เป็นไปไม่ได้

เพราะ “จะขัดต่อหลักการทางกฎหมาย” เป๋าจึงบอกว่าโปรดอย่าถาม “คำถามที่ไม่สร้างสรรค์ และไม่จำเป็นต้องตอบในภาวะนี้” สิ่งที่ทำได้โดยฝ่ายประชาชนเวลานี้มีแต่ ‘รวมพลัง’ ส่งเสียงไปยัง กกต. มีเวลาอีกไม่กี่วัน

แม้ กกต.จะเลื่อนวัน #สั่งฟ้อง สว.ออกไป ๒ สัปดาห์ คงไปลงเอยวันที่ ๑๑ กันยา เป็นวันสุดท้าย “แปลว่าเค้าคงอยากเช็คกระแสสังคมก่อน” ว่าแรงแค่ไหน หักด้ามพล้าได้หรือไม่ ดังนั้นยิ่งชีพจึงชวนมิตรสหายและพี่น้องไปร่วมกิจกรรม #Shout Out กกต.วันอาทิตย์นี้

“#กิจกรรมวิ่งหน้า กกต. วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เริ่มรวมตัวเวลา 14:00 น. เริ่มกิจกรรม 14:29 น. สถานที่: หน้าสำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร B ประตู 1” โปรดอย่าพลาด

(https://www.facebook.com/Hathai.Hathai/posts/33QJZpXFzy, https://www.facebook.com/pow.ilaw/posts/Z7kUoGX และ https://www.facebook.com/pow.ilaw/posts/2cw1TTR5r3)

วันศุกร์, สิงหาคม 28, 2569

สายเกินไปแล้วละ ที่ กกต.จะแก้วิกฤตศรัทธาด้วยการออกข่าวว่า “มีมติดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร สว.ที่ไม่มีสิทธิสมัคร ๑,๗๖๗ ราย”

สายเกินไปแล้วละ ที่ กกต.จะแก้วิกฤตศรัทธาด้วยการออกข่าวว่า “มีมติดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร สว.ที่ไม่มีสิทธิสมัคร ๑,๗๖๗ ราย” หลังจากดองมติดังกล่าวมาแล้ว ๓ เดือนจนสุดกลั้น เมื่อข้อมูลทุจริตเลือก สว.พรั่งพรูออกมาชี้ว่า กกต.น่าจะรู้เห็นเป็นใจ

หลักฐานแจ่มแจ้งที่ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ แห่ง ไอลอว์ และ บรรดา สส.พรรคประชาชน โดยเฉพาะ พริษฐ์ วัชรสินธุ ได้รับจากผู้หวังร้ายในความชั่วช้าของ สว.สีน้ำเงินและ กกต.ส่งมาให้เปิดเผยนั้น นับวันยิ่งทำให้ติดบ่วงความประพฤติมิชอบของตนเองแน่นเข้า ๆ

จะเอามติสั่งฟ้องกว่า ๑,๗๐๐ รายมาใช้ถ่วงเวลา ชะลอวันเข้าคุกน่ะหรือ ถึงจุดนี้แล้วคงยาก “ตอนนี้ก็เหลือแค่ กล้าเป่าหรือไม่กล้าเป่า ยกทั้งกะบิไหม หรือมีข่าวลือว่าจะตัดตอน” สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีต สส.กระเป๋าของ ปชป.สะกิดเตือน

แถมทำนายเสียอีก “ไม่ว่าจะออกทางไหน ยกเว้นฟ้องหมด ๒๒๙ คน ผมว่า กกต.เจอคดีแน่ อายุ ๘๐ ก็ยังเดินขึ้นศาลอยู่เลย นี่ไม่ได้ขู่ พูดเรื่องจริง ไม่จบ เจอหลายคดีด้วย” แล้วยัง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จัดเสวนาหนัก “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ...”

เอาทั้ง บวรศักดิ์ อุวรรณโน และ วิชา มหาคุณ มาช่วยกันยำกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.และระบอบสีน้ำเงิน “เป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยเห็นในโลก...เขียนรัฐธรรมนูญเหมือนปี ๒๔๗๕ เขียนเหมือนยังไม่มีทีวี ไม่มีวิทยุ” กระทบปู่ มีชัย ฤชุพันธุ์ เต็มๆ

บวรศักดิ์ยังแตะถึงคำวินิจฉัยของอนุกรรมการคณะ ๓๖ ที่ กกต.ชุดที่มีสีน้ำเงิน ๔ ใน ๗ คน ตั้งขึ้นมาลบล้างมติอนุกรรมการฯ คณะที่ ๒๖ ชุดก่อนซึ่งมีมติให้ดำเนินคดีต่อ สว.ที่เข้าข่ายฮั้วกัน ๒๒๙ คน นั้นละ “กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน” แน่นอน

สว.อังคณา นีลไพจิตร ทักว่า กกต.เพิ่งเปิดเผยมติฟ้องผู้ไม่มีสิทธิสมัคร สว. ๑,๗๖๗ คน โดยไม่แจ้งเหตุผลว่าเพราะอะไร ซ้ำไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้ต้องหาเหล่านั้น ในเมื่อข้อหา ม.๗๔ มีระวางโทษคุก ๑-๑๐ ปี และปรับ ๒ หมื่นถึง ๒ แสนบาท ควรให้โอกาสพวกเขาเตรียมตัวสู้คดี

ด้าน ‘ยิ่งชีพ’ กล่าวถึงการเอาข้อมูล สว.๓ ของผู้สมัครมาเปิดเผยว่ายื่นใบสมัครผิดกลุ่มกันเป็นพันๆ ราย เพื่อแสดงให้เห็นความผิดปกติว่า กกต. “หละหลวม หรือแทบจะจงใจไม่ตรวจสอบอะไรเลย” เท่านั้น “เราไม่มีเจตนาที่จะดูถูกอาชีพหรือประวัติการทำงาน...

เราไม่มีเจตนาอยากให้ชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อย ที่ถูกเกณฑ์กันมาไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่อย่างไร จะต้องถูกดำเนินคดีและติดคุก อันนั้นไม่แก้ปัญหาใดในเชิงระบบ” แต่ผู้ที่รู้อยู่แล้วว่าทำผิดระเบียบ แต่ก็ยังทำเพราะนายสั่ง

อย่างน้อยควรโดนตัดสิทธิการสมัครรับเลือกเป็นตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ หรือถ้าใครจะกลับใจเอาข้อเท็จจริงในกระบวนการออกมาแฉว่า ใครจ้างมา จ้างเท่าไร ตัวใหญ่เป็นใคร ก็กันไว้เป็นพยานไม่ต้องดำเนินคดีก็ได้”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/2UZZyTKeX, https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/u1Z7Fz2Syu และ https://www.facebook.com/angkhana.nee/posts/FmpBSoVG7P6T)

กะเพราเรื่องใหญ่ จะใส่อะไรต้องระวัง (โฆษณาคั่นเวลา คับ)


บางที ฟรีคอนเท้นต์ ดีดี ต้องมีโฆษณาแทรกบ้าง จะได้ช่วยกันรังสรรค์งานศิลป์ด้านสื่อสาร 

รายนี้เขาว่า “หนังขายขำ ขายข้าว ขายของ” เกี่ยวกับ “เมนูประจำชาติที่คนทั้งชาติอยากใส่ใจ พราะเรื่องกะเพราเรื่องใหญ่ จะใส่อะไรต้องระวัง”

https://www.facebook.com/watch/?v=1515942946139628

22 ปีที่ผ่านมาบอกเราว่า ปัญหาภาคใต้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปราบปรามทางการทหาร ในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษแรก กองทัพไม่สามารถกดความรุนแรงให้ลดลงได้ แต่เมื่อเกิดการพูดคุยสันติภาพฯ ตั้งแต่ปี 2556 มีส่วนทำให้ระดับของความรุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ว่าความรุนแรงกำลังกระดกหัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่การพูดคุยสันติภาพไม่ก้าวหน้า



Rungrawee Chalermsripinyorat
14 hours ago
·
การปรับเอาคุณฉัตรชัย บางชวดซึ่งเป็นข้าราชการสายพลเรือนและเป็น "สายพิราบ" ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วมีข่าวว่า พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการกอ.รมน. ด้วย จะมานั่งเก้าอี้เลขาฯ สมช. แทน น่าจะแสดงทิศทางว่าจะมีการเปลี่ยนไปสู่แนวทางแบบ "สายเหยี่ยว" มากขึ้น ปฎิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะมีผลมาจากสถานการณ์ความรุนแรงที่ยกระดับเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา แต่การคุมสถานการณ์ไม่ได้นี้เป็นความบกพร่องของกองทัพที่เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลความปลอดภัยของพื้นที่ด้วยหรือไม่ สมช. ไม่ได้คุมหน้างานในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แต่ดูงานในเชิงนโยบายภาพใหญ่เป็นหลัก

การโจมตีล่่าสุดไม่ได้มุ่งเอาชีวิต แต่ว่ามุ่งที่จะแสดงศักยภาพ ทำให้เห็นว่ามีกองกำลังอยู่ทั่วในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ชัดแจ้งว่าเป็นฝีมือของ BRN แต่รูปแบบการก่อเหตุแบบนี้เป็นรูปแบบที่ BRN ใช้มาโดยตลอด การก่อเหตุแบบหลายจุด พร้อมๆ กันก็เกิดขึ้นหลายครั้งนับไม่ถ้วนในรอบกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ในด้านหนึ่งปฎิบัติการเช่นนี้เป็นการปลุกขวัญและกำลังใจของคนในขบวนการด้วยว่ามีเพื่อนร่วมขบวนการอยู่ทั่วในหลายพื้นที่ และ BRN อาจจะต้องการใช้ศักยภาพทางการทหารในการเพิ่มอำนาจในการต่อรองกันรัฐไทย แต่ว่าการก่อเหตุในลักษณะนี้อาจจะทำให้รัฐไทยตอบโต้ด้วยการปราบทางการทหารอย่างรุนแรง ซึ่งมิได้มีผลดีต่อภาพรวมในการแก้ไขปัญหา และรัฐไทยก็ไม่ควรที่จะตกหลุมด้วยการโต้กลับด้วยการหันไปเน้นเรื่องการปราบปรามทางการทหาร

22 ปีที่ผ่านมาบอกว่าเราว่าปัญหาภาคใต้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปราบปรามทางการทหาร ในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษแรก กองทัพไม่สามารถกดความรุนแรงให้ลดลงได้ แต่เมื่อเกิดการพูดคุยสันติภาพฯ ตั้งแต่ปี 2556 มีส่วนทำให้ระดับของความรุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ว่าความรุนแรงกำลังกระดกหัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่การพูดคุยสันติภาพไม่ก้าวหน้า การจะหันเหทิศทางการแก้ปัญหาไปในทางแบบ "เหยี่ยว" มากขึ้น น่าจะเป็นผลเสียต่อการแก้ไขปัญหาในภาพรวม ชวนดูกราฟความรุนแรงของ Deep South Watch ด้านล่างอีกครั้งเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดทิศทางนโยบายในอนาคต

ถ้าจะเดินหน้าในการแก้ไขปัญหา รัฐไทยจำเป็นที่จะต้องรับฟังข้อเรียกร้องที่เป็นเรื่องรากเหง้าของปัญหาผ่านกระบวนการสันติภาพอย่างจริงจัง โดยแสดงให้เห็นว่ารัฐพร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขประเด็นต่างๆ ที่เป็นความอึดอัดขับข้องใจของคนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่ การศึกษา การแบ่งสัดส่วนรายได้จากทรัพยากรและภาษีที่เก็บได้ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาทางการเมือง ที่ไม่สามารถจะแก้ไขด้วยการใช้กำลังทหารเข้าไปปราบปราม

ที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐเองมีความเห็นไม่ตรงกันต่อทิศทางการแก้ไขปัญหา เจ้าหน้าที่ความมั่นคงบางส่วน โดยเฉพาะสมช. ต้องการจะใช้การพูดคุยสันติภาพในการแก้ไขปัญหารากเหง้า ในขณะเดียวกัน นายทหารระดับสูงบางส่วน รวมถึงนักวิชาการด้านความมั่นคงบางคนไม่ค่อยเห็นด้วย จึงเป็นที่มาของกระแสต้าน JCPP นายทหารสายเหยี่ยวต้องการใช้การพูดคุยฯ เป็นเพียงเครื่องมือของการต่อต้านการก่อความไม่สงบ เจรจาเพื่อให้ยุติการก่อเหตุรุนแรง แต่ว่าไม่พร้อมที่จะแบ่งสรรอำนาจในการปกครองให้กับคนในพื้นที่มากขึ้น หากว่ารัฐยังคงยืนยันและดึงดัน การพูดคุยสันติภาพที่มีความหมายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ วงจรอุบาทว์ของการก่อเหตุก็จะดำเนินไปเช่นนี้ โดยไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

นอกจากนี้ หากมีการใช้การทหารปราบหนักในรอบนี้ จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งรุนแรงทวีเข้มข้นมากขึ้นและทำให้โอกาสในการกลับมาพูดคุยเจรจากันยิ่งจะยากขึ้นไปอีก
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=10164708424832840&set=a.10151079051382840
.....

โพสต์ขงอคุณ 'รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช' นักวิชาการสันติศึกษา ผู้ศึกษาขบวนการบีอาร์เอ็น

(แปลไทยด้วย Google Translate)

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ดิฉันได้แสดงความคิดเห็นต่อสื่อต่างประเทศ และคิดว่าประเด็นเหล่านี้น่าจะเป็นที่สนใจของเพื่อนและเพื่อนร่วมงานที่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งกำลังติดตามสถานการณ์ในภาคใต้ของประเทศไทย

*   เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมกันในหลายจังหวัดไม่ใช่เรื่องใหม่ การโจมตีในลักษณะนี้ รวมถึงการมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจที่ไม่ใช่ของชาวมุสลิม ถือเป็นรูปแบบการปฏิบัติการของกลุ่ม BRN แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่า BRN เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีที่ประสานงานกันในครั้งนี้ก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว การโจมตีลักษณะนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตในระดับสูงสุด แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองมากกว่า นอกจากนี้ยังช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกลุ่มผู้ต่อสู้ โดยแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีผู้สนับสนุนและสหายร่วมอุดมการณ์ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้ง BRN อาจใช้การโจมตีดังกล่าวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจาสันติภาพ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้อาจส่งผลย้อนกลับได้ หากนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นและการปราบปรามทางทหารที่เข้มข้นขึ้นจากรัฐบาลไทย

*   ประสบการณ์จากความขัดแย้งด้วยความรุนแรงที่ยืดเยื้อมากว่า 22 ปี ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในภาคใต้ของไทยไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปราบปรามทางทหารเพียงอย่างเดียว ในช่วงสิบปีแรกที่ไม่มีกระบวนการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ ฝ่ายทหารไม่สามารถลดระดับความรุนแรงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่หลังจากที่มีการเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการในปี 2013 เราก็ได้เห็นสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในปี 2021 โดยสถานการณ์ความรุนแรงค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้น ในขณะที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพกลับมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อย

* สาเหตุหลักที่ทำให้กระบวนการสันติภาพไม่คืบหน้ามาจากความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องแนวทางการพูดคุยระหว่างหน่วยงานความมั่นคงของไทย หน่วยงานบางแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต้องการผลักดันให้กระบวนการนี้เป็นกระบวนการสร้างสันติภาพที่แท้จริง ซึ่งมีการหารือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนรวมถึงข้อเรียกร้องของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูอย่างเปิดเผย ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายทหารมักมองว่าการพูดคุยนี้เป็นส่วนขยายของการปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดระดับความรุนแรงทางกายภาพควบคู่ไปกับการรักษาสถานะเดิม (status quo) และยังคงไม่เต็มใจที่จะพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใดๆ ดิฉันเชื่อว่าความแตกต่างของแนวทางระหว่างหน่วยงานรัฐของไทยนี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางความคืบหน้าของการพูดคุยเพื่อสันติภาพ

* เหตุการณ์สังหารอาสาสมัครทหารพราน 5 นายและการโจมตีแบบประสานงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อเร็วๆ นี้ อาจส่งผลให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อกลุ่ม BRN การเปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากแนวทางที่เน้นการประนีประนอม (สายพิราบ) ไปสู่แนวทางที่เน้นความเด็ดขาดและใช้กำลัง (สายเหยี่ยว) มากขึ้น ในขณะนี้ ดูเหมือนว่าฝ่ายไทยจะมีความกระตือรือร้นในการพูดคุยเจรจาน้อยลง อย่างไรก็ตาม ดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลไทยควรยืนหยัดและเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพต่อไป โดยควรพยายามบรรลุข้อตกลงเรื่องการยุติความรุนแรง (Cessation of Violence หรือ CoV) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่ม BRN ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยสร้างกลไกที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการลดและควบคุมความรุนแรงในพื้นที่ หากปราศจากเวทีสำหรับการพูดคุยกับกลุ่ม BRN และมีการใช้มาตรการที่รุนแรงเด็ดขาดเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ความขัดแย้งก็มีแนวโน้มที่จะฝังรากลึกยิ่งขึ้นและสถานการณ์อาจเลวร้ายลงกว่าเดิม

https://www.facebook.com/rungrawee.chalermsripinyorat/posts/10164709716907840




สส. รอมฎอน ปันจอร์ เรียกร้องนายกฯ อนุทิน ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี เร่งตั้ง คกก.ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณี ฮ.ยิงวัยรุ่นนราฯ โดยเร็ว แม้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แต่ก็ยังอยู่ในประเทศไทย แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ยังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา และรัฐไทยยังคงมีระบบกฎหมายเดียวกัน


Romadon Panjor
11 hours ago
·
นายกฯ อนุทินอย่าบ่ายเบี่ยงเลี่ยงความรับผิดชอบ! ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ตัวท่านเองมีอำนาจ เร่งตั้ง คกก.ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณี ฮ.ยิงวัยรุ่นนราฯ โดยเร็ว แม้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แต่ก็ยังอยู่ในประเทศไทยครับ แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ยังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน และรัฐไทยยังคงมีระบบกฎหมายเดียวกันครับ

กองทัพภาคที่ 4 ไม่ได้แบ่งแยกการปกครองพื้นที่ 3 จังหวัดออกไปนะครับ เรายังอยู่ในประเทศเดียวกัน!!

หลังเหตุการณ์ตากใบ แม้ว่าอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก นายกฯ ทักษิณ ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 335/2547 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อําเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ขึ้น ลงวันที่ 2 พ.ย. 2547 โดยมีนายพิเชต สุนทรพิพิธ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา เป็นประธาน ใช้เวลาทำงาน 45 วัน ก่อนส่งรายงานให้นายกฯ วันที่ 17 ธ.ค.ปีเดียวกันนั้น

ข้ออ้างที่ว่านายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจ เป็นความเข้าใจผิดขั้นสุดและเป็นการบอกปัดความรับผิดชอบที่ร้ายแรงที่สุดครับ

ท่านมีอำนาจที่ชอบธรรม ก็จงใช้อำนาจนั้นครับ การปล่อยให้แม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งกลไกตรวจสอบกันเองเช่นนี้ นอกจากจะไม่สามารถฟื้นคืนความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกองทัพ (รวมถึงตัวแม่ทัพเอง) และแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลแล้ว ยังสั่นคลอนความชอบธรรมของรัฐด้วยครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10239724684390316&set=a.3169981163654
.....

Gemini (AI) คิดยังไง

มุมมองทางกฎหมายและการเมือง (ฝ่ายนิติบัญญัติและภาคประชาสังคม) สส. และนักวิชาการหลายฝ่ายมองว่า นายกรัฐมนตรียังมีอำนาจตามกฎหมายในการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้ หากประสงค์จะทำ ผ่านกลไกดังต่อไปนี้:

อำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (มาตรา 11): นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจกำกับดูแลราชการแผ่นดิน และสามารถสั่งแต่งตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอิสระ" หรือคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อสรุปรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารได้ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกของทหาร


บรรทัดฐานในอดีต: ในเหตุการณ์ตากใบ (ปี 2547) แม้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก รัฐบาลในขณะนั้นก็เคยใช้อำนาจฝ่ายบริหารแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

กฎอัยการศึกให้อำนาจการยึดกุมพื้นที่และยุทธการแก่ทหารเป็นหลัก แต่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาลยังคงมีอำนาจในการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเชิงบริหารได้ การระบุว่าไร้อำนาจจึงเป็นเรื่องของดุลยพินิจทางการเมืองและความตั้งใจที่จะไม่แทรกแซงสายการบังคับบัญชาของฝ่ายความมั่นคงมากกว่าข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด




บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญจาก “ไส้ใน” ของเอกสารแนวทางการปฏิรูปราชการที่ผ่านความเห็นชอบของฝ่ายบริหารยุค “อนุทิน 2” ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย นำ มท. 2-4 เข้าพบปะข้าราชการกระทรวงเป็นครั้งแรกเมื่อ 7 เม.ย. หลังเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยสมัยที่ 2

ผ่าไส้ในแผนปฏิรูปราชการฉบับรัฐบาลภูมิใจไทย เทียบโจทย์จากนักวิชาการ

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Publishedเมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว

นักวิชาการที่เกาะติดการปฏิรูปรัฐไทยเสนอให้ผู้เกี่ยวข้องตั้งโจทย์ในการปฏิรูปให้ชัด ก่อนตั้งเป้าหมาย "ตัดคน" ในภาคราชการ หลังรัฐบาล "อนุทิน 2" เดินหน้าปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่

หนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อ 9 มี.ค. คือการปฏิรูประบบราชการ ให้เป็น "ราชการทันใจ" มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ "ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ" และเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ให้เหลือบทบาท "ผู้ควบคุม" เพียงเท่าที่จำเป็น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้คำมั่นกลางรัฐสภาว่า จะขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง "พูดแล้วทำ"

5 เดือนผ่านไป คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติกำลังคนและมิติโครงสร้าง หลังวิเคราะห์แล้วพบปัญหา "ขนาดของภาครัฐขยายตัวเกินความจำเป็น และภาระงบประมาณรายจ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง"

ปัจจุบัน ไทยมีกำลังคนในภาครัฐอยู่ 3 ล้านคน คิดเป็น 4.56% ของกำลังแรงงานในประเทศ (ประชากรในวัยแรงงานซึ่งอายุ 15 ปีขึ้นไป มีราว 40.54 ล้านคน)

รัฐใช้จ่ายงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐทั้งที่ยังอยู่ในราชการและเกษียณอายุแล้วสูงถึงปีละ 1.2 ล้านล้านบาท

มาตรการที่จะเกิดขึ้นทันทีหลังมีมติ ครม. เมื่อ 11 ส.ค. คือ ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี และยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคทั้งหมด



บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญจาก "ไส้ใน" ของเอกสารแนวทางการปฏิรูปราชการที่ผ่านความเห็นชอบของฝ่ายบริหารยุค "อนุทิน 2" ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการแปลงนโยบายปฏิรูประบบราชการไปสู่การปฏิบัติ

เป้าหมายลด ขรก. 15% จะบรรลุผลได้อย่างไร

ส่วนแรก การบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ครม. เห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี ให้ส่วนราชการใช้มาตรการ "ตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็น ตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก" เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม

ทั้งนี้รัฐบาลตั้งเป้าหมายลดกรอบอัตรากำลังลงไม่น้อยกว่า 15% (จากฐานปี 2569) ภายในปีงบประมาณ 2575

นอกจากนี้ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ.กระทรวง) ดำเนินการต่อไปนี้
  • ยุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่ 1 ต.ค. 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีมีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว
  • ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการ ประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2571-2575 พูดง่าย ๆ ว่าถ้าตำแหน่งไหนเกษียณก็ให้ยุบอย่างต่อเนื่อง
  • ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ 11 สายงาน เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป ทั้งนี้ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการ และพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
สำหรับ 11 สายงานที่ให้ยุบเลิก ประกอบด้วย 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ 8) นายช่างภาพ 9) นายช่างศิลป์ 10) บรรณารักษ์ (ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม) และ 11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว


นายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ นำทีมเข้ายื่นหนังสือถึงนายกฯ ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 เพื่อขอให้ทบทวนการยุบตำแหน่งบรรณารักษ์ในภาคราชการ เมื่อ 24 ส.ค.

อย่างไรก็ตามสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ และเหล่าบรรณารักษ์ได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เมื่อ 24 ส.ค. เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมาตรการยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ในภาครัฐเอาไว้ก่อน จนกว่าจะศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยให้เหตุผลว่าเป็นวิชาชีพเฉพาะที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ และ "ไม่มีประเทศใดในโลกทำเช่นนี้" ก่อนที่สำนักงาน ก.พ. จะออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า ไม่ได้จะยกเลิกห้องสมุดหรือยกเลิกวิชาชีพบรรณารักษ์ เพียงแต่ "ปรับรูปแบบการจ้างงาน" เท่านั้น

ขีดเส้น 3 เดือน ทบทวนความซ้ำซ้อนราชการส่วนภูมิภาค

ส่วนที่สอง การยุบเลิกราชการส่วนกลางในส่วนภูมิภาค ตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) โดยให้ยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคทั้งหมดนับแต่นี้เป็นต้นไป

ปัจจุบันมีส่วนราชการที่ตั้งในภูมิภาค 10,010 หน่วยงาน ในจำนวนนี้เป็นหน่วยงานที่เข้าข่ายต้องทบทวนความจำเป็นเร่งด่วนมีทั้งสิ้น 3,708 หน่วยงาน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของส่วนราชการในภูมิภาคทั้งหมด

เมื่อพิจารณารายละเอียดลึกลงไป พบว่า ส่วนราชการระดับกอง 11,667 หน่วยงาน ที่อยู่ภายใต้สังกัด 163 กรม 20 กระทรวง มีกองอยู่ 85.8% ตั้งอยู่ในภูมิภาค แบ่งเป็น
  • ราชการส่วนภูมิภาค 7,817 หน่วยงาน (ระดับจังหวัด 2,496 หน่วยงาน และระดับอำเภอ 5,321 หน่วยงาน)
  • หน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาครวม 2,193 หน่วยงาน แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของโครงสร้างส่วนราชการจากส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่ในสัดส่วนสูงมาก นอกจากนี้ยังมีองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีก 7,842 แห่ง
มีบุคลากรส่วนราชการปฏิบัติงานในภูมิภาค 438,470 คน จากทั้งหมด 675,766 คน หรือคิดเป็น 64.88% (ณ เดือน ธ.ค. 2568) ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ 348,099 คน

สำนักงาน ก.พ.ร. ตั้งข้อสังเกตว่า ในพื้นที่เดียวกันมีหน่วยงานภาครัฐซ้ำซ้อน 3 ชั้น คือ มีทั้งราชการส่วนภูมิภาค, ราชการส่วนกลางในภูมิภาค, อปท. ทับซ้อนกันกว่า 17,800 หน่วยงาน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และความสับสนของประชาชนที่มาติดต่อขอรับบริการ


นายกฯ เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล โดยมีผู้ว่าฯ และผู้บังคับการจังหวัดเข้าร่วมเมื่อ 21 พ.ค.

แนวทางใหม่ที่จะนำมาใช้จัดส่วนราชการในภูมิภาคมี ดังนี้
  • ส่วนกลางในภูมิภาค ยุติการจัดตั้งหน่วยงานเพิ่มขึ้นใหม่ และทบทวนความจำเป็นของหน่วยงานเดิม โดยพิจารณาถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. หรือส่วนอื่นทำแทน
องค์ประกอบการพิจารณา: เป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย พัฒนา งานวิชาการ งานที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง, พื้นที่ปฏิบัติภารกิจต้องครอบคลุมมากกว่า 1 จังหวัด อาจเป็นกลุ่มจังหวัด ลุ่มน้ำ กลุ่มป่า, ต้องไม่มีหน่วยงานของกรมที่เป็นราชการส่วนกลางในภูมิภาค หรือราชการส่วนภูมิภาคอยู่เดิม
  • ราชการส่วนภูมิภาค ทบทวนความจำเป็น และรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไปอยู่ภายใต้ส่วนราชการเดียวกัน (One Roof) ทั้งนี้ให้จัดทำข้อเสนอในการจัดโครงสร้างส่วนราชการใหม่ (Rearrange) และ One Roof ภายใน 1 ปี เสนอต่อ ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน หรือภายในเดือน พ.ย. นี้
องค์ประกอบการพิจารณา: เป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต และบังคับใช้กฎหมาย, ส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้, การจัดบริหารภาครัฐให้ประชาชน โดยกำหนดให้ส่วนราชการประจำจังหวัดเป็นผู้แทนกระทรวงเพียงส่วนราชการเดียว และไม่จำเป็นต้องจัดตั้งครบทุกจังหวัดหรืออำเภอ

นอกจากนี้ให้ชะลอการปรับโครงสร้างหน่วยงาน จนกว่า ก.พ.ร. จะพิจารณาข้อเสนอของส่วนราชการแล้วเสร็จ ส่วนการจัดตั้งหน่วยงานโดยอาศัยอำนาจของรัฐมนตรี (รมต.) ในการออกประกาศกำหนด หรือการกำหนดให้ตั้งหน่วยงานใหม่ในพื้นที่ ต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อน

แม้รัฐบาลชุดก่อน ๆ มีเจตนาลดหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคลง แต่กลับพบการเพิ่มจำนวนขึ้น โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการที่ให้อำนาจ รมต. ในการออกประกาศกำหนดจำนวนทั้งสิ้น 3,708 หน่วยงาน แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
  • ประเภทที่กำหนดจำนวนหน่วยงานไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ จำนวน 45 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคลังเขต 1-9 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง
  • ประเภทที่ไม่ได้กำหนดจำนวนหน่วยงานไว้ในกฎกระทรวงบางส่วนราชการ จำนวน 3,370 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง, แขวงทางหลวง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม
  • กลุ่มที่จัดตั้งตามกฎหมายอื่น จำนวน 293 หน่วยงาน เช่น ด่านศุลกากร กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2534 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติให้มีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค, และส่วนท้องถิ่น โดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดเรื่องการบริหารราชการส่วนกลางในภูมิภาค ดังนั้นการมีอยู่ของหน่วยงานประเภทนี้จึงไม่สอดคล้องกับกฎหมาย

ความคาดหวังของรองฯ ปกรณ์-นักเศรษฐศาสตร์การเมือง ต่อการปฏิรูปราชการ 69

ภายใต้แนวทางปฏิรูปกำลังคนภาครัฐและปฏิรูปโครงสร้างราชการ หัวหอกในการปฏิรูประลอกใหม่ที่ชื่อนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) และประธาน ก.พ.ร. คาดหวังว่า จะสามารถลดกำลังคนภาครัฐได้มากกว่า 30,000 อัตรา และตั้งเป้าหมายปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำให้เหลือไม่เกิน 30% จากปัจจุบัน 70%

"ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตลูกหลานจะเดือดร้อน" นายปกรณ์กล่าวภายหลัง ครม. เห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบราชการเมื่อ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามรองนายกฯ ยอมรับว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ "ไม่สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว" เพราะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างขนาดใหญ่ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจต้องใช้เวลาผลักดันถึง 8 ปี ไม่ใช่เพียงกรอบเวลา 4 ปีของรัฐบาล 1 ชุด


นายกฯ อนุทิน กับรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ปกรณ์ ในระหว่างการประชุมสภา

ด้าน ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ และนโยบายอุตสาหกรรม บอกว่า "ไม่มีความคาดหวังอะไรยิ่งใหญ่ แต่อยากเห็นการปฏิรูปที่เกิดผลลัพธ์จริง และทำแบบมีกระบวนที่ครอบคลุมในมิติสำคัญที่ควรจะเป็น" หลังบีบีซีไทยถามถึงความคาดหวังในการปฏิรูปราชการปี 2569

แม้มีบทบาทในหลายบอร์ดที่เกี่ยวข้องการงานปฏิรูปรัฐไทย ทั้งกรรมการ ก.พ.ร., กรรมการปฏิรูปกฎหมาย, ทีมร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ (2571-2575) แต่เขาออกตัวว่า "ไม่ได้สวมหมวกหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง" ในการสื่อสารความเห็นในครั้งนี้

ดร.แบ๊งค์เห็นว่า ไทยกำลังโดนดิสรัปต์ (ถูกเปลี่ยนแปลง) จาก 3 เรื่องที่บีบให้ต้องปฏิรูป นั่นคือ แรงกดดันทางเทคโนโลยีนวัตกรรม, การปรับตัวของโลกซึ่งไทยต้องเข้าไปสัมพันธ์และปรับตัวให้สอดรับกับมาตรฐานสากล, และความต้องการของประชาชนที่เรียกร้องความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการให้บริการของภาครัฐ

4 ปฏิรูปที่ต้องทำไปพร้อมกัน

ในการลงมือปฏิรูปรัฐไทย นักวิชาการรายนี้แนะว่าควรคิดถึงการดำเนินการ 4 ด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ ปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐ, ปฏิรูปโครงสร้างหน้าที่ระบบราชการ, ปฏิรูปกำลังคนในระบบราชการ, และปฏิรูปเศรษฐกิจ

ด้านแรก ปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐ

ปัจจุบันไทยมีกฎหมายที่บังคับใช้อยู่กว่าหมื่นฉบับ แบ่งเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประมาณ 1,382 ฉบับ, พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กว่า 7,000 ฉบับ, กฎกระทรวงกว่า 7,000 ฉบับ

ในส่วนของ พ.ร.บ. ที่มีผลบังคับใช้ก่อนปี 2520 มีอยู่ประมาณ 280 ฉบับ ซึ่ง ดร.แบ๊งค์ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่วงที่การใช้คอมพิวเตอร์ในระบบราชการไทยยังไม่แพร่หลาย นั่นหมายความว่าการเขียนกฎหมายคิดบนขั้นตอนทางราชการที่ใช้กระดาษเป็นหลัก กระบวนการทางราชการยังเป็น "จินตนาการแบบเก่า" ว่าต้องถ่ายเอกสารไปทีละโต๊ะ ๆ ดังนั้นถ้าไม่ปฏิรูปกฎหมาย ก็จะปฏิรูปกระบวนการไม่ได้

อาจารย์ประจำสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ จาก มจธ. เสนอ 5 กระบวนท่าในการปฏิรูปกฎหมายของไทย ซึ่งการจะใช้เครื่องมือใดต้องวินิจฉัยให้เหมาะสมกับอาการ
  • Regulatory Guillotine หรือที่เรียกกันว่า "กิโยตินกฎหมาย" ตัดกฎ ระเบียบ ขั้นตอน รวมถึงรูปแบบราชการที่ไม่จำเป็นหรือที่มีต้นทุนสูงในการกำกับดูแลทางกฎหมายทิ้งไป เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับการจัดการกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร เช่น กฎกระทรวงที่มีอยู่ แต่ไม่ถูกใช้งาน ทั้งนี้มีการทำกิโยตินกฎหมายในหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม
  • Omnibus Law คือการแก้กฎหมายหลายฉบับพร้อมกันด้วยออกกฎหมายฉบับเดียว มีหลายประเทศเคยใช้ เช่น ในฝรั่งเศส มี Macron Law แก้กฎหมาย 15-20 ฉบับภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับเดียว ในอินโดนีเซีย มี Job Creation Act แก้กฎหมาย 70 ฉบับด้วย พ.ร.บ. ฉบับเดียว เครื่องมือนี้เหมาะกับการผลักดันวาระสำคัญ เช่น ไทยจะเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ในปี 2571 หนึ่งในหลักเกณฑ์สำคัญคือกฎระเบียบของรัฐไทยต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบของ OECD จึงต้องแก้กฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน ซึ่งสามารถเสนอชุดกฎหมาย OECD Omnibus Law ได้
  • Legislative Instruments Act คือกฎหมายลำดับรองกำหนดให้มีอายุขัย มีวันหมดอายุ โดยไม่ต้องเสนอยกเลิกหรือแก้กฎหมายทีละชิ้น หากกฎหมายใดไม่มีความสำคัญ หน่วยงานไม่ได้อยากรักษาไว้ แค่นิ่งเฉย กฎหมายก็หมดอายุไปเอง ซึ่งเป็นสูตรที่ออสเตรเลียใช้
  • Regulatory Sandbox คือการทำ "กระบะทรายทางกฎหมาย" หากมีเทคโนโลยีนวัตกรรมที่จำเป็นและสำคัญในอนาคต แต่ยังไม่แน่ใจว่าผลกระทบรุนแรงแค่ไหน ดีร้ายอย่างไร ก็จำเป็นต้องมีการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เฉพาะหนึ่ง ๆ ภายใต้กรอบระยะเวลาหนึ่ง ๆ เพื่อทดลองผล หากเกิดผลดีมากกว่าก็อาจนำไปสู่การยกเว้นเป็นการทั่วไปในอนาคต
  • Cost-in, Cost-out Condition หรือระบบบริหารจัดการและควบคุมต้นทุนด้านกฎระเบียบ ในบางประเทศมีหลักคิดว่าถ้าอยากได้กฎหมายใหม่ ต้องเอากฎหมายเก่ามาแลก โดยหน่วยงานที่เสนอกฎหมายนั้นต้องวิเคราะห์กฎหมายเดิม คำนวณต้นทุนการกำกับดูแลทางกฎหมายนั้น แล้วพิจารณาว่าจะยุบรวมกฎหมายหลายฉบับหรือตัดทิ้งไปเลย แลกกับการเสนอร่างกฎหมายใหม่ ซึ่งจะช่วยคุมทั้งปริมาณและคุณภาพของกฎหมาย

ไทยตั้งเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายในปี 2571 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค ซึ่งต้องจัดทำข้อมูล ตอบแบบสอบถาม และประเมินความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยกับมาตรฐาน OECD

ด้านที่สอง ปฏิรูปโครงสร้างหน้าที่ระบบราชการ

ที่ผ่านมา มีการปฏิรูปโครงสร้างราชการไปแล้วบางส่วนโดยใช้เครื่องมือหลากหลาย อาทิ การส่งมอบบริการภาครัฐให้สะดวกและมีความคล่องตัวมากขึ้น ผ่านการผลักดันผ่าน พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชนปี 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2570 หรือการลดการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งไทยได้เข้าสู่ภาคีความร่วมมือภาครัฐแบบเปิด (Open Government Partnership - OGP) เมื่อ ม.ค. 2569

ทว่าสำหรับประเด็นใหม่ที่รัฐบาลกำลังผลักดันอย่างจริงจังตามมติ ครม. เมื่อ 11 ส.ค. หนีไม่พ้น การทบทวนราชการส่วนกลางในส่วนภูมิภาค อดีตข้าราชการระดับผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน 2 คนที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยประเมินตรงกันว่า ประเด็นนี้จะเป็น "จุดแตกหัก" ในแผนปฏิรูปราชการ เพราะมีผู้ได้รับผลกระทบมาก จึงเชื่อว่าจะมีแรงต้านมาก

ขณะที่ ดร.แบ๊งค์ให้ความเห็นว่า มีหน่วยงานที่แรกเริ่มมีความจำเป็น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภารกิจที่เคยจำเป็นอาจไม่จำเป็นหรือจำเป็นน้อยลง เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยทำให้เกิดความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างส่วนกลางกับประชาชนผู้ใช้บริการ จากเดิมที่เคยตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพื่ออำนวยความสะดวก ก็อาจจำเป็นน้อยลง ส่วนภารกิจที่อาจยังจำเป็น ก็ต้องหารือกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน เช่น อาจมีหน่วยแบบหลังคาเดียว (One Roof) คอยรับเรื่อง แล้วจัดสรรกระจายไปตามหน้าที่ต่าง ๆ ของแต่ละกรม นั่นหมายถึงความจำเป็นที่ต้องปรับพื้นที่ทำงาน แทนที่จะแบ่งรั้วรายจังหวัด เปลี่ยนเป็นกลุ่มจังหวัดได้หรือไม่ ให้นิยามพื้นที่ใหม่นอกจากทางกายภาพ

ดร.แบ๊งค์ ซึ่งเป็นกรรมการ ก.พ.ร. ด้านสังคมวิทยา ระบุว่า มีการประมาณการว่าถ้ามีการปฏิรูป แม้นำร่องใน 4 กระทรวงหลัก จะช่วยลดงบประมาณได้ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี และทำให้มีประสิทธิภาพในการบริการประชาชนและการทำงานภาครัฐที่ไร้รอยต่อมากขึ้น

ด้านที่สาม ปฏิรูปกำลังคนในระบบราชการ

ส่วนการแตะไปที่คนในภาคราชการซึ่งมีจำนวนถึง 3,004,485 คน ตามข้อมูลของสำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คปร. (ณ 30 ก.ย. 2567) ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการ 1,756,606 คน (58%) ส่วนที่เหลืออีก 1,247,879 คนเป็นกำลังพลประเภทอื่น ได้แก่ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ลูกจ้างประจำ และพนักงานองค์การมหาชน

ในส่วนของกำลังพลฝ่ายพลเรือนที่อยู่ในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นมีจำนวน 2,109,541 คน แบ่งเป็น ข้าราชการ 1,387,895 คน (65.79%) และกำลังคนประเภทอื่น 721,646 คน (34.21%)

นอกจากนี้สำนักงาน ก.พ. ยังประมาณการแนวโน้มการเกษียณอายุของข้าราชการพลเรือนสามัญในช่วง 10 ปี (2568-2577) ไว้ที่ 94,701 คน หรือเฉลี่ยปีละ 9,000 คน (1.58% ต่อปี) โดยสายงานที่จะมียอดผู้เกษียณอายุมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ, นักวิชาการสาธารณสุข, เจ้าพนักงานธุรการ, นายแพทย์, และเจ้าพนักงานสาธารณสุข

ขณะที่อายุเฉลี่ยของข้าราชการพลเรือนสามัญอยู่ที่ 42.14 ปี


ข้อมูลกำลังคนภาครัฐแต่ละประเภท จัดทำโดยสำนักงาน ก.พ. เมื่อปี 2567

ในการปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ ดร.แบ๊งค์ขอนำเสนอแนวทาง 5 Re โดย 2 ตัวแรกต้องมาด้วยกันคือ Redeployment (จัดวาง/เกลี่ยอัตรากำลังคนใหม่) กับ Reskill (พัฒนาทักษะใหม่) เมื่องานบางอย่างหายไปเพราะไม่สำคัญ ก็ต้องเกลี่ยคนไปอยู่ในงานที่สำคัญ และต้องมีการพัฒนาทักษะใหม่ให้คนเหล่านั้น

ส่วนตัวที่ 3 Retire นำคนที่มีสมรรถนะต่ำออกจากระบบ ซึ่งผู้บริหารเริ่มพูดถึงโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด แต่ขณะเดียวกันต้องมีการ Retention รักษาคนเก่งให้อยู่ในวงราชการต่อไป ซึ่งอาจมีมาตรการจูงใจ และไม่ลืม Recruit คัดสรรคนเก่ง ๆ เข้ามาเติมในระบบด้วย

ถอดบทเรียนปฏิรูป "แบบหน้ากระดาน" ยุคทักษิณ ถึงปฏิรูปแบบมุ่งเป้า

ด้านที่สี่ ปฏิรูปเศรษฐกิจ

ย้อนไปเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน รัฐบาล "ทักษิณ" ประกาศนโยบายปฏิรูประบบราชการ ซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายเรื่อง อาทิ การปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรมครั้งใหญ่, การปรับตัวสู่การเป็น "รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์" (E-Government), การนำแนวคิดเรื่องการเป็น "รัฐบริการประชาชน" มาใช้ โดยเกิดจุดบริการนอกสถานที่ราชการที่เรียกว่าวันสต๊อปเซอร์วิส (One Stop Service -OSS) ขึ้นหลายแห่ง, การปรับบทบาทใหม่ของผู้บริหารจังหวัดในฐานะ "ผู้ว่าฯ ซีอีโอ", การประเมินผลการปฏิบัติราชการโดยกำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Indicators - KPI) และให้รางวัลประจำปีแก่หน่วยงาน เหมือนกับบริษัทเอกชนที่แจกโบนัสให้พนักงานตามผลประกอบการ, การจ้างงานรูปแบบใหม่ในภาคราชการ เช่น พนักงานราชการ, การยกเลิก "ระบบซี" หรือระดับมาตรฐานกลาง (Common Level - C) 11 ระดับ แล้วเปลี่ยนเป็นการจำแนกจำแหน่งแบบ "ระบบแท่ง" 4 ประเภท ได้แก่ ตำแหน่งบริหาร, อำนวยการ, วิชาการ, ทั่วไป


ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 23 ได้รับการขนานนามว่า "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" โดยหนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงระบบราชการไทย

แต่ถึงกระนั้นบทเรียนยุคทักษิณถูกทบทวนโดย ดร.แบ๊งค์ที่เห็นว่า การปฏิรูปราชการที่ตั้งใจจัดการ 3 มิติ ทั้ง 20 กระทรวง กว่า 160 กรม แบบหน้ากระดานทำพร้อมกัน ทำให้เจอแรงต้านมหาศาล ในการปฏิรูปราชการรอบนี้ เขาจึงแนะนำให้ตั้งต้นจากภารกิจหรือวาระของประเทศ พิจารณาว่าอะไรคือความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศ หน่วยงานไหนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับโจทย์ในเรื่องนั้น จากนั้นลงมือปฏิรูปทั้ง 3 มิติ กฎหมาย โครงสร้างหน้าที่ และอัตรากำลัง เพื่อตอบโจทย์วาระนั้นก่อน หากสำเร็จก็ค่อยขยาย-เคลื่อนไปจัดการเรื่องอื่นที่มีลักษณะทั่วไปมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์จาก มจธ. กล่าวต่อไปว่า หากใช้วาระการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรัฐเข้าไปช่วยสนับสนุนเป็นโจทย์ในการปฏิรูป แล้วร้อยกลับมาสู่ประเด็นที่คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เสนอคือ "Reinvent Thailand" วาระที่รัฐและเอกชนตกลงร่วมกันเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยคืออะไร เกี่ยวกับหน่วยงานไหน ก็ใช้ตรงนั้นเป็นตัวจุดปะทุ หรือตั้งขอบเขตการปฏิรูปขั้นต้นไปก่อทั้ง 3 มิติเพื่อตอบโจทย์ให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจให้ราบรื่น

เขาเชื่อว่า นี่เป็นหนึ่งในวิธีการกำหนดกรอบการปฏิรูปแบบมุ่งเป้า ไม่ได้ทำแบบหน้ากระดาษ ซึ่งจะช่วยลดแรงต้านได้

แนะตั้งโจทย์ปฏิรูปให้ชัด ก่อนตั้งเป้าตัดคนออก

แต่ดูเหมือนการประกาศข่าวปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลอนุทินจะตั้งต้นจากภาวะที่รัฐไทย "ถังแตก" เนื่องจากงบประมาณแผ่นดิน 2.78 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 73.6% ของงบประมาณปี 2570 (วงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาท) ถูกใช้ไปในรายจ่ายประจำ จนเหลืองบประมาณสำหรับการลงทุนและพัฒนาประเทศเพียง 30% เท่านั้น

ในปีงบประมาณล่าสุดที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา รัฐไทยตั้งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐสูงถึง 1.24 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น งบบุคลากรโดยตรง (เงินเดือน/ค่าตอบแทน/ค่าจ้างประจำ/ค้าจ้างชั่วคราว) 6.7 แสนล้านบาท และอีกก้อนอยู่ในงบกลาง 5.72 แสนล้านบาท ได้แก่ เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จ บำนาญ 3.89 แสนล้านบาท, ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 9.42 หมื่นล้านบาท และเงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ 7.14 หมื่นล้านบาท, เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ 1.3 หมื่นล้านบาท, เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 4.67 พันล้านบาท, เงินสมทบของลูกจ้างประจำ 260 ล้านบาท

ในทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์รายนี้ วิธีกำหนดโครงเรื่องเล่าของนโยบายมีความสำคัญ จึงอยากชี้ชวนให้วางกรอบที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ถ้าสำเร็จ ทุกคนวิน แม้แต่ตัวข้าราชการเองก็ไม่ได้สูญเสีย เพราะจำนวนมากจะมีการเกลี่ยอัตรา ไม่ใช่การตัดเพื่อลดต้นทุน

"ถ้าเรามีแผนการปฏิรูปที่ชัดเจน เอาเป็นตัวขึง แล้วทุกคนมุ่งสู่ตรงนั้น สมมุติทำได้ดี ระบบราชการอาจจะไม่ต้อง downsizing (ลดขนาดลง) จนกระทั่งเป็นการเอาคนออกครั้งใหญ่ก็ยังได้ แต่ทุกคนต้องเห็นว่าเป้าหมายเพื่ออะไร ถ้าเป้าเป็นการลดจำนวน มันก็ต้องมีใครสักคนไป ทุกคนก็จะหวาดระแวงซึ่งกันและกัน... ผมอยากให้มองการปฏิรูปรัฐไทยแบบไปข้างหน้ามากกว่า" ดร.แบ๊งค์กล่าว


ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ บอกว่าเขา "อยู่ในเกม" ที่ต้องช่วยปฏิรูป โดยเขาอยู่ทั้งในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปกฎหมาย, โครงสร้างราชการ, และเศรษฐกิจ

ในฐานะที่เข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คนหลากหลายแวดวง เขาเห็นว่าจิ๊กซอว์ 4 ปฏิรูปมีคนแยกกันทำอยู่ แต่ส่วนตัวคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันและควรมองที่ยุทธศาสตร์ใหญ่ของประเทศ เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจจะปรับตัว ออกแบบเครื่องมือ และช่วยกันเปลี่ยนผ่านในพื้นที่ของตัวเอง

"ประเทศไทยไม่ขาดแคลน big project (โครงการขนาดใหญ่) หรือ big policy (นโยบายใหญ่) แต่เราขาดแคลน big picture (ภาพใหญ่) ขาดแคลนกลไกที่จะทำให้ big policy, big project เหล่านั้นสอดประสานกัน แล้วมีเข็มทิศนำทางไปสู่อะไร" นักวิชาการจาก มจธ. ระบุ

แม้การนำเสนอในมุมความจำเป็นเร่งด่วน ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าถ้าไม่ปรับตัวอันตราย จะมีความสำคัญ แต่ ดร.แบ๊งค์เตือนว่า คนก็ต้องการรู้ด้วยว่าแล้วทิศทางจะปรับไปไหนที่มีความหวังและปลอดภัย ยังมีโอกาสอยู่รอดและเติบโต โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การสร้างแนวร่วมแห่งการปฏิรูปจากการที่ทุกคนเห็นภาพใหญ่ร่วมกัน

ความท้าทายในการปฏิรูปราชการ 69

เมื่อให้ประเมินว่าอะไรคือความท้าทายที่สุดในการแปลงนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลอนุทินให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

เขาเลี่ยงที่จะพูดถึงรัฐบาลอนุทินเป็นการเฉพาะ แต่ขอพูดภาพรวมความท้าทายเสมอมาของรัฐไทยที่แม้แต่การปฏิรูป ก็ปฏิรูปแบบไซโล แม้แต่ในหมู่นักปฏิรูปก็ไม่ได้อยู่ในทุกพื้นที่การปฏิรูป ดังนั้นความท้าทายคือการจูนไซโลของการปฏิรูปเข้าด้วยกัน ออกแบบกลไกที่เหมาะสม และการบริหารจัดการเพื่อให้กลไกนั้นทำงานจนเกิดผลสำเร็จ

"เหมือนเขียนแผนพัฒน์ฯ ให้ดี กับทำให้แผนพัฒน์ฯ นั้น implement (ทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ) ได้จริง มันเป็นระยะทางที่ห่างไกลมากจากแผนสู่ผล ก็จะเป็นอีกความท้าทายหนึ่ง" หนึ่งในผู้ร่วมยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 กล่าว

"วันนี้ผมก็อยู่ในเกม คือต้องช่วยปฏิรูป ผมคิดว่ามันต้องตั้งโจทย์เชิงบริหารความเปลี่ยนแปลงบนสิ่งที่มี แล้วใช้ประโยชน์จากตรงนั้นไปสู่การขับเคลื่อนที่ใหญ่กว่าได้อย่างไรในทางกลยุทธ์" เขากล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่รัฐบาลประเมินว่ามี 5 ความท้าทายในการแปลงนโยบายปฏิรูประบบราชการไปสู่การปฏิบัติ
  • ภาระงานไม่หายไปพร้อมกับตำแหน่ง: หากไม่ลงทุนระบบดิจิทัลและงบจ้างเหมาบริการรองรับล่วงหน้า ภาระงานจะถูกผลักไปยังข้าราชการสายงานหลักที่เหลืออยู่
  • ถ่ายโอนภารกิจโดยไม่ถ่ายโอนทรัพยากร: หากแรงจูงใจหลักมาจากการลดขนาดส่วนกลาง ภารกิจอาจถูกโอนให้ อปท. โดยไม่มีงบประมาณบุคลากรและทรัพย์สินตามมา
  • ข้อจำกัดของฐานอำนาจ: มติ ครม. มีลำดับศักดิ์ตํ่ากว่ากฎหมาย และการให้ความเห็นของ ก.พ.ร. มิใช่การให้ความเห็นชอบที่มีผลผูกพัน
  • ผลกระทบต่อพื้นที่ห่างไกล: เมื่อบุคลากร 64.88% ปฏิบัติงานในภูมิภาค การลดขนาดย่อมกระทบพื้นที่มากกว่าส่วนกลาง
  • ความชัดเจนของกลไกจูงใจ 1 ใน 3: ต้องมีมาตรฐานการคำนวณวงเงินที่ประหยัดได้ และมาตรการป้องกันการลดอัตรากำลังเกินความเหมาะสม

https://www.bbc.com/thai/articles/c5yd91z71yro