Binance Hack. What happened, and how did it happen? Feel free to watch the video. https://t.co/597Gw0dsCp
— German (@germanarc1) October 30, 2026
https://x.com/germanarc1/status/2116103125677277262
.....
เหตุการณ์แฮ็ก Binance เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 ส่งผลให้สินทรัพย์มูลค่าประมาณ 6.3 พันล้านถึง 6.4 พันล้านดอลลาร์ถูกขโมยไป ซึ่งถือเป็นการแฮ็กสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุด และอาจเรียกได้ว่าเป็นการโจรกรรมทางดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
เกิดอะไรขึ้น?
การโจรกรรม: เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 16:20 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET) โดยผู้โจมตีได้ดำเนินการถอนเงินจำนวนมหาศาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้เงินใน "Hot Wallet" (กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต) ของ Binance บนบล็อกเชนหลายเครือข่ายถูกโอนออกไปจนหมด
ขนาดของเหตุการณ์: มูลค่าความเสียหายครั้งนี้ทำลายสถิติเดิมทั้งหมด (แซงหน้าเหตุการณ์แฮ็ก Bybit ในปีก่อนหน้า) และดึงดูดความสนใจจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลก บริษัทด้านความปลอดภัย และนักวิเคราะห์บล็อกเชนให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเร่งด่วน
การตอบสนองและการอายัดทรัพย์สิน: Binance ได้ระงับการถอนเงินทันที (ในขณะที่ยังคงเปิดให้ฝากเงินได้ตามปกติ) พร้อมทั้งประสานงานอย่างรวดเร็วกับพันธมิตรบนบล็อกเชนและผู้ออกเหรียญ Stablecoin ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง บริษัทอย่าง Tether และ Circle ได้ดำเนินการอายัดที่อยู่กระเป๋าเงินเป้าหมาย ทำให้สามารถล็อกสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปได้มูลค่าประมาณ 2.8 พันล้านถึง 3 พันล้านดอลลาร์บนบล็อกเชน ก่อนที่เงินเหล่านั้นจะถูกนำไปฟอก ทั้งนี้ Binance ได้ให้คำมั่นว่าจะรับผิดชอบความสูญเสียที่เหลือทั้งหมดโดยใช้เงินทุนของบริษัทเอง รวมถึงกองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU)
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
จุดเริ่มต้นของการโจมตี: จากการสืบสวนเบื้องต้นโดยผู้บริหารของ Binance พบว่าผู้โจมตีไม่ได้เข้าถึงหรือขโมย "Private Key" (กุญแจส่วนตัว) ของกระเป๋าเงินหลักของแพลตฟอร์ม แต่เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่แล็ปท็อปทำงานของวิศวกรโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์/DevOps ถูกเจาะระบบ
เส้นทางการโจมตี: ผู้โจมตีใช้สิทธิ์การเข้าถึงจากอุปกรณ์ที่ถูกเจาะระบบดังกล่าวเพื่อแทรกซึมเข้าไปยังคอนเทนเนอร์บริการภายใน (Internal Service Container) จากนั้นจึงดำเนินการส่งคำสั่งถอนเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยอาศัยกระบวนการหลายขั้นตอนเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยตามปกติ แทนที่จะเป็นการโจมตีแบบ "คลิกเดียวจบ"
ผู้ก่อเหตุ: บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน (เช่น Chainalysis และ TRM Labs) รวมถึงนักวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบุว่าปฏิบัติการนี้เป็นฝีมือของกลุ่ม "TraderTraitor" ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยกลุ่มนี้มีชื่อเสียงในการมุ่งเป้าโจมตีแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตและโปรโตคอล DeFi ต่างๆ รูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินบนบล็อกเชนแสดงให้เห็นว่าสินทรัพย์ที่ถูกขโมยมานั้นถูกแบ่งย่อยอย่างรวดเร็วผ่านระบบอัตโนมัติ และถูกนำไปปะปนกับสินทรัพย์จากการโจรกรรมครั้งใหญ่ในอดีตที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ
Binance ระบุว่าจะมีการเผยแพร่รายงานวิเคราะห์ทางเทคนิคโดยละเอียดหลังจากเสร็จสิ้นการสืบสวนภายในอย่างครอบคลุมแล้ว
Binance ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคริปโตฯ พยายามกู้คืนเงินมูลค่า 6.3 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกขโมยไปในการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งคาดว่ามีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ
พาดหัวข่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงขอบเขตอันมหาศาลของสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เหตุการณ์เจาะระบบเมื่อเดือนตุลาคม 2026 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภาคเทคโนโลยีและภาคการเงิน ส่งผลให้หน่วยงานข่าวกรอง บริษัทด้านความปลอดภัยบนบล็อกเชน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกต่างหันมาจับตาดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
ต่อไปนี้คือรายละเอียดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้:
1. ขนาดความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์
ด้วยมูลค่าความเสียหายที่ประเมินไว้ระหว่าง 6.3 ถึง 6.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกขโมยไปจากบล็อกเชนหลายเครือข่ายภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีมูลค่าสูงกว่าเหตุการณ์เจาะระบบครั้งสำคัญอื่นๆ ในอดีต (เช่น กรณีของ Bybit) อย่างเทียบไม่ได้
2. ความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ
บริษัทชั้นนำด้านข่าวกรองบล็อกเชนและความปลอดภัยทางไซเบอร์ อาทิ TRM Labs, Chainalysis และ Elliptic ต่างระบุด้วยความมั่นใจในระดับสูงว่า ปฏิบัติการนี้เป็นฝีมือของ "TraderTraitor" ซึ่งเป็นหน่วยอาชญากรรมทางไซเบอร์ระดับหัวกะทิที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ (มักถูกเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่กว้างกว่าอย่างกลุ่ม Lazarus Group) โดยทีมสืบสวนพบรูปแบบการฟอกเงินบนบล็อกเชน รวมถึงความรวดเร็วและวิธีการทางเทคนิคที่สอดคล้องกับการโจรกรรมในอดีตที่รัฐบาลเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง ซึ่งมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมคริปโตฯ โดยเฉพาะ
3. การเร่งกู้คืนและการป้องกัน
แม้ขนาดของการโจรกรรมจะอยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่การตอบโต้กลับก็เป็นไปอย่างจริงจังและรวดเร็วเป็นพิเศษ:
การอายัดทรัพย์สินครั้งใหญ่: ท่ามกลางการแข่งกับเวลา ผู้ออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) รายใหญ่และสภาความปลอดภัยของโปรโตคอลต่างๆ (เช่น Tether, Circle และ Arbitrum) ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการล็อกที่อยู่กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้สามารถอายัดเงินที่ถูกขโมยไปได้แล้วประมาณ 2.7 ถึง 3 พันล้านดอลลาร์บนเครือข่ายบล็อกเชน
บทบาทของ Binance ในฐานะปราการป้องกันสุดท้าย: ผู้บริหารของ Binance ได้ให้คำมั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแก่ผู้ใช้งานว่าเงินของพวกเขาจะปลอดภัย โดยบริษัทพร้อมนำเงินสำรองขององค์กรและกองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU) มาใช้เพื่อชดเชยความสูญเสียทั้งหมดในส่วนที่ไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้
ในขณะเดียวกัน การสืบสวนเพื่อหาจุดเริ่มต้นของการเจาะระบบ—ซึ่งในเบื้องต้นพบว่าอาจเกี่ยวข้องกับแล็ปท็อปของนักพัฒนาหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกบุกรุก รวมถึงการปรับเปลี่ยนเส้นทางภายในระบบอย่างซับซ้อน—ยังคงดำเนินต่อไป โดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกำลังเร่งตรวจสอบเชิงลึกว่าผู้โจมตีสามารถเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันหลักเข้าไปได้อย่างไร
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "TraderTraitor" ซึ่งเป็นหน่วยอาชญากรรมไซเบอร์ระดับสูงที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ
TraderTraitor (ซึ่งหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์บางแห่งจัดให้อยู่ภายใต้กลุ่ม Lazarus Group หรือ APT38) เป็นหน่วยอาชญากรรมไซเบอร์เฉพาะทางที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Reconnaissance General Bureau (RGB) ซึ่งเป็นหน่วยงานข่าวกรองหลักของประเทศ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มนี้ได้พัฒนาจนกลายเป็นภัยคุกคามทางการเงินที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงและก่อเหตุบ่อยครั้งที่สุดในโลก โดยใช้การขโมยสกุลเงินดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลและหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับตัวตน กลวิธี และการปฏิบัติการของกลุ่มนี้ มีดังนี้:
1. ขอบเขตการปฏิบัติการและประวัติความเป็นมา
กลไกทางการเงิน: หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐฯ และนานาชาติระบุซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า TraderTraitor เป็นตัวขับเคลื่อนหลักเบื้องหลังแคมเปญการแฮ็กที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่ถูกขโมยมาจากแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล แพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) และกระเป๋าเงินส่วนบุคคล ถูกส่งตรงกลับไปสนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธและขีปนาวุธของรัฐบาลเกาหลีเหนือ
เหตุการณ์สำคัญในอดีต: ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์โจมตี Binance กลุ่ม TraderTraitor และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเคยมีส่วนพัวพันกับการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่หลายครั้ง รวมถึงการโจมตีแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน Bybit และเหตุการณ์โจมตีเป้าหมายอื่นๆ อีกมากมายทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ
2. รูปแบบการโจมตีที่เป็นเอกลักษณ์
เหตุการณ์สำคัญในอดีต: ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์โจมตี Binance กลุ่ม TraderTraitor และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเคยมีส่วนพัวพันกับการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่หลายครั้ง รวมถึงการโจมตีแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน Bybit และเหตุการณ์โจมตีเป้าหมายอื่นๆ อีกมากมายทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ
2. รูปแบบการโจมตีที่เป็นเอกลักษณ์
บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (เช่น CISA, Chainalysis และ TRM Labs) ระบุว่า TraderTraitor มักใช้กลวิธีปฏิบัติการที่ซับซ้อนสูงและแบ่งเป็นหลายขั้นตอน ได้แก่:
"Operation Dream Job" / วิศวกรรมสังคม (Social Engineering): กลุ่มนี้มักมุ่งเป้าไปที่พนักงานของบริษัทด้านสกุลเงินดิจิทัลและบล็อกเชน โดยใช้กลอุบายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การสัมภาษณ์งานปลอม รวมถึงการใช้ซอฟต์แวร์อันตรายที่ปลอมแปลงเป็นโค้ดโปรแกรมที่ดูน่าเชื่อถือหรือแอปพลิเคชันสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
การแทรกซึมผ่านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Infiltration): แฮ็กเกอร์มักเจาะระบบผ่านแล็ปท็อปของนักพัฒนา ซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส (Open-source software libraries) หรือเครื่องมือโครงสร้างพื้นฐานจากผู้ให้บริการภายนอก เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงเครือข่ายภายในขององค์กรที่เป็นเป้าหมาย
การโจมตีแบบแม่นยำ: แทนที่จะพึ่งพาการฟิชชิ่งแบบง่ายๆ ผู้กระทำการระดับสูงมักใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนในการวางแผนสภาพแวดล้อม DevOps ภายใน บริการคอนเทนเนอร์ และสถาปัตยกรรมลงนามกระเป๋าเงินร้อน เพื่อดำเนินการธุรกรรมมูลค่าสูงอย่างเงียบๆ ตัวอย่างเช่น ในกรณีการรั่วไหลของ Binance นักวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นกลยุทธ์ขั้นสูง เช่น การใช้คุณสมบัติการมอบหมายสัญญาอัจฉริยะเพื่อระบายสภาพคล่องหลายเชนอย่างรวดเร็ว
3. เทคนิคการฟอกเงินขั้นสูง
เมื่อยึดเงินได้แล้ว TraderTraitor จะดำเนินการด้วยประสิทธิภาพระดับอุตสาหกรรมเพื่อปกปิดที่มาของเงิน
การแบ่งส่วนอัตโนมัติ: ทรัพย์สินที่ถูกขโมยจะถูกแบ่งออกเป็นธุรกรรมขนาดเล็กหลายพันรายการโดยอัตโนมัติในหลายบล็อกเชนภายในไม่กี่นาที
การปกปิดข้ามเชน: เงินจะถูกผสม เชื่อมโยงข้ามโทเค็นต่างๆ และผสมกับทรัพย์สินจากการแฮ็กครั้งก่อนๆ (เช่น การปฏิบัติการก่อนหน้านี้ที่มุ่งเป้าไปที่แพลตฟอร์มอย่าง Bitget) เพื่อทำให้ความสามารถในการติดตามของทีมตรวจสอบและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหมดไป
แม้จะมีความเร็วสูง แต่ความร่วมมือระดับโลกอย่างรวดเร็วระหว่างบริษัทข่าวกรองบล็อกเชน ผู้ออกเหรียญ Stablecoin (เช่น Tether และ Circle) และตลาดแลกเปลี่ยนในกรณีนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินทุนที่ถูกขโมยไปเกือบครึ่งหนึ่งบนบล็อกเชนได้ก่อนที่จะถูกฟอกเงินจนหมด
"TraderTraitor" ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ระดับแนวหน้าที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐและมีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการแฮ็กครั้งนี้หรือไม่?
บริษัทชั้นนำด้านข้อมูลบล็อกเชนและความปลอดภัยทางไซเบอร์หลายแห่ง เช่น TRM Labs และ Chainalysis ได้ระบุด้วยความมั่นใจในระดับสูงว่า "TraderTraitor" คือกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการแฮ็ก Binance ครั้งใหญ่ในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงวิธีการระบุตัวผู้กระทำความผิด จะพบความแตกต่างระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชนกับการระบุตัวตนอย่างเป็นทางการโดยหน่วยงานรัฐ:
บริษัทด้านข้อมูลบล็อกเชนและความปลอดภัยทางไซเบอร์: บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลรายใหญ่ต่างชี้เป้าไปที่ TraderTraitor โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกที่หนักแน่นทั้งจากบนบล็อกเชน (on-chain) และนอกบล็อกเชน (off-chain) พวกเขาพบพฤติกรรมการปฏิบัติการที่ชัดเจน ทั้งในแง่ของความรวดเร็ว รูปแบบโครงสร้างพื้นฐาน และวิธีการที่เงินที่ถูกขโมยมาถูกนำไปรวมเข้ากับสินทรัพย์จากการโจรกรรมครั้งใหญ่ในอดีต (เช่น กรณีการแฮ็ก Bitget) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ
Binance และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย: ทั้ง Binance และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับโลก (เช่น FBI) ยืนยันว่ากำลังดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวและรับทราบถึงความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือแล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้ง Binance และหน่วยงานของรัฐยังไม่ได้สรุปผลการระบุตัวผู้กระทำความผิดในทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ เนื่องจากกระบวนการสืบสวนทางเทคนิคและนิติวิทยาศาสตร์ยังคงดำเนินอยู่
กล่าวโดยสรุปคือ ในขณะที่บริษัทอิสระชั้นนำด้านการติดตามธุรกรรมคริปโตและการวิเคราะห์ภัยคุกคามไซเบอร์ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า TraderTraitor คือกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการเจาะระบบครั้งนี้ แต่สำหรับหน่วยงานของรัฐ เหตุการณ์ดังกล่าวยังคงถือเป็นกรณีที่มีหลักฐานสนับสนุนน้ำหนักมากและอยู่ในระหว่างการสืบสวนอย่างจริงจัง
"Operation Dream Job" / วิศวกรรมสังคม (Social Engineering): กลุ่มนี้มักมุ่งเป้าไปที่พนักงานของบริษัทด้านสกุลเงินดิจิทัลและบล็อกเชน โดยใช้กลอุบายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การสัมภาษณ์งานปลอม รวมถึงการใช้ซอฟต์แวร์อันตรายที่ปลอมแปลงเป็นโค้ดโปรแกรมที่ดูน่าเชื่อถือหรือแอปพลิเคชันสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
การแทรกซึมผ่านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Infiltration): แฮ็กเกอร์มักเจาะระบบผ่านแล็ปท็อปของนักพัฒนา ซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส (Open-source software libraries) หรือเครื่องมือโครงสร้างพื้นฐานจากผู้ให้บริการภายนอก เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงเครือข่ายภายในขององค์กรที่เป็นเป้าหมาย
การโจมตีแบบแม่นยำ: แทนที่จะพึ่งพาการฟิชชิ่งแบบง่ายๆ ผู้กระทำการระดับสูงมักใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนในการวางแผนสภาพแวดล้อม DevOps ภายใน บริการคอนเทนเนอร์ และสถาปัตยกรรมลงนามกระเป๋าเงินร้อน เพื่อดำเนินการธุรกรรมมูลค่าสูงอย่างเงียบๆ ตัวอย่างเช่น ในกรณีการรั่วไหลของ Binance นักวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นกลยุทธ์ขั้นสูง เช่น การใช้คุณสมบัติการมอบหมายสัญญาอัจฉริยะเพื่อระบายสภาพคล่องหลายเชนอย่างรวดเร็ว
3. เทคนิคการฟอกเงินขั้นสูง
เมื่อยึดเงินได้แล้ว TraderTraitor จะดำเนินการด้วยประสิทธิภาพระดับอุตสาหกรรมเพื่อปกปิดที่มาของเงิน
การแบ่งส่วนอัตโนมัติ: ทรัพย์สินที่ถูกขโมยจะถูกแบ่งออกเป็นธุรกรรมขนาดเล็กหลายพันรายการโดยอัตโนมัติในหลายบล็อกเชนภายในไม่กี่นาที
การปกปิดข้ามเชน: เงินจะถูกผสม เชื่อมโยงข้ามโทเค็นต่างๆ และผสมกับทรัพย์สินจากการแฮ็กครั้งก่อนๆ (เช่น การปฏิบัติการก่อนหน้านี้ที่มุ่งเป้าไปที่แพลตฟอร์มอย่าง Bitget) เพื่อทำให้ความสามารถในการติดตามของทีมตรวจสอบและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหมดไป
แม้จะมีความเร็วสูง แต่ความร่วมมือระดับโลกอย่างรวดเร็วระหว่างบริษัทข่าวกรองบล็อกเชน ผู้ออกเหรียญ Stablecoin (เช่น Tether และ Circle) และตลาดแลกเปลี่ยนในกรณีนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินทุนที่ถูกขโมยไปเกือบครึ่งหนึ่งบนบล็อกเชนได้ก่อนที่จะถูกฟอกเงินจนหมด
"TraderTraitor" ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ระดับแนวหน้าที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐและมีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการแฮ็กครั้งนี้หรือไม่?
บริษัทชั้นนำด้านข้อมูลบล็อกเชนและความปลอดภัยทางไซเบอร์หลายแห่ง เช่น TRM Labs และ Chainalysis ได้ระบุด้วยความมั่นใจในระดับสูงว่า "TraderTraitor" คือกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการแฮ็ก Binance ครั้งใหญ่ในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงวิธีการระบุตัวผู้กระทำความผิด จะพบความแตกต่างระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชนกับการระบุตัวตนอย่างเป็นทางการโดยหน่วยงานรัฐ:
บริษัทด้านข้อมูลบล็อกเชนและความปลอดภัยทางไซเบอร์: บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลรายใหญ่ต่างชี้เป้าไปที่ TraderTraitor โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกที่หนักแน่นทั้งจากบนบล็อกเชน (on-chain) และนอกบล็อกเชน (off-chain) พวกเขาพบพฤติกรรมการปฏิบัติการที่ชัดเจน ทั้งในแง่ของความรวดเร็ว รูปแบบโครงสร้างพื้นฐาน และวิธีการที่เงินที่ถูกขโมยมาถูกนำไปรวมเข้ากับสินทรัพย์จากการโจรกรรมครั้งใหญ่ในอดีต (เช่น กรณีการแฮ็ก Bitget) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ
Binance และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย: ทั้ง Binance และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับโลก (เช่น FBI) ยืนยันว่ากำลังดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวและรับทราบถึงความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือแล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้ง Binance และหน่วยงานของรัฐยังไม่ได้สรุปผลการระบุตัวผู้กระทำความผิดในทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ เนื่องจากกระบวนการสืบสวนทางเทคนิคและนิติวิทยาศาสตร์ยังคงดำเนินอยู่
กล่าวโดยสรุปคือ ในขณะที่บริษัทอิสระชั้นนำด้านการติดตามธุรกรรมคริปโตและการวิเคราะห์ภัยคุกคามไซเบอร์ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า TraderTraitor คือกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการเจาะระบบครั้งนี้ แต่สำหรับหน่วยงานของรัฐ เหตุการณ์ดังกล่าวยังคงถือเป็นกรณีที่มีหลักฐานสนับสนุนน้ำหนักมากและอยู่ในระหว่างการสืบสวนอย่างจริงจัง
A Binance acaba de sofrer o MAIOR HACK da história das criptomoedas.🔴 US$ 6,3 bilhões em 10 blockchains, US$ 4,9 bi nos primeiros 14 minutos. Mas nenhuma chave privada vazou. Vou te explicar como foi, para onde foi o dinheiro e quem possivelmente está por trás. Thread.👇🧵
— Cauê Oliveira (@caueconomy) October 30, 2026